แม่ท้อง ปวดหัว ไมเกรนขึ้นหรือสัญญาณโรคร้ายต้องเช็ก!!

ปวดหัว ขณะตั้งครรภ์อาการทั่วไปของคนท้อง แล้วแบบไหนที่เป็นอาการปกติแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนแม่ท้องว่าควรระวัง มาเช็กลิสต์อาการปวด พร้อมวิธีบรรเทาแบบไม่ใช้ยา

แม่ท้อง ปวดหัว ไมเกรนขึ้นหรือสัญญาณโรคร้ายต้องเช็ก!!

อาการปวดหัวขณะตั้งครรภ์ เป็นอีกหนึ่งในอาการคนท้อง ที่พบได้บ่อย ไม่เพียงแต่อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลังเท่านั้น และแม้ว่าการปวดหัวจะเป็นอาการของคนท้องปกติ แต่กลับเป็นอาการที่ทำให้แม่ท้องทั้งหลายรู้สึกเป็นกังวลมากกว่าอาการอื่น ๆ เนื่องด้วยความกังวลว่าจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่นใดแทรกซ้อนมาหรือเปล่า ก็นับว่าเป็นความกังวลที่ไม่ได้เกินเลยแต่อย่างใด เพราะหากคุณแม่ท้องท่านไหนมีอาการปวดหัวบ่อย ๆ จนรู้สึกผิดสังเกต หรืออาการปวดหัวรุนแรงมากเกินปกติ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของการเจ็บป่วยที่ร้ายแรง อย่างครรภ์เป็นพิษได้ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลให้แน่ชัดจึงเป็นหนทางที่คุณแม่ควรจะทำ นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจอาการปวดหัวได้ดียิ่งขึ้นไม่ต้องมานั่งกังวลจนกลายเป็นความเครียด (ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปวดหัวได้ด้วยเช่นกัน) ยังทำให้คุณแม่สามารถรับมือกับอาการดังกล่าวได้อย่างถูกวิธี หรือหากเป็นสัญญาณอันตรายจริงก็จะทำให้เราสามารถไปพบแพทย์ได้ทันเวลาอีกด้วย

แม่ท้อง กับดูแลร่างกายที่ดี ลดอาการปวดหัว
แม่ท้อง กับดูแลร่างกายที่ดี ลดอาการปวดหัว

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง กระตุ้นการปวดหัว

หญิงตั้งครรภ์บางคนอาจปวดหัวในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แต่สาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน หรือปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นขณะตั้งครรภ์ก็เป็นได้ โดยอาการปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์มักทุเลาลงในช่วงไตรมาสที่ 2 เมื่อระดับฮอร์โมนเริ่มคงที่ และร่างกายเริ่มปรับตัวจนคุ้นชินกับระดับสารเคมีต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปวดหัวขณะตั้งครรภ์ และวิธีการดูแลตนเอง

  • ความหิว เนื่องจากช่วงตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มากขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นคุณแม่ควรระวังในเรื่องอาหารการกิน ควรดูแลไม่เพียงแค่รับประทานให้เพียงพอ แต่ต้องคำนึงถึงสารอาหารในแต่ละมื้อที่รับประทานว่าเพียงพอต่อตนเอง และลูกในท้องหรือไม่

การดูแลเพื่อลดความเสี่ยง ควรรรับประทานอาหารมื้อย่อยบ่อย ๆ เช่น อาหารจำพวกผลไม้ โยเกิร์ต หรือแครกเกอร์ เพื่อป้องกันอาการหิวที่อาจทำให้ปวดหัวได้ และช่วยป้องกันภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัว แต่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวาน ลูกอม และน้ำอัดลม เนื่องจากอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ความหิวทำให้แม่ท้อง ปวดหัว ได้
ความหิวทำให้แม่ท้อง ปวดหัว ได้
  • การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หากร่างกายของคุณแม่ไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดหัวได้

การดูแลเพื่อลดความเสี่ยง คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำและตื่นในเวลาปกติ เนื่องจากการอดนอนอาจทำให้ปวดหัวขณะตั้งครรภ์ได้

  • การเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หากแม่ท่านไหนติดคาเฟอีนก่อนท้อง เมื่อเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์ทำให้ต้องเลิกทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ก็อาจทำให้มีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดหัวได้ แต่พอผ่านไปสักระยะเมื่อร่างกายสามารถปรับตัวได้แล้ว อาการเหล่านี้ก็จะทุเลาลง แต่ถ้าไม่ดีขึ้นควรไปปรึกษาแพทย์ว่าเกิดเนื่องด้วยสาเหตุใด

การดูแลเพื่อลดความเสี่ยง การเดินและการออกกำลังกายแบบแอโรบิกชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงมาก เช่น การว่ายน้ำ หรือการทำกิจกรรมเข้าจังหวะ จะช่วยให้ลดความอยาก ความเคยชินในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้ตื่นตัวมาทดแทนคาเฟอีนที่เคยได้รับ จะทำให้อาการปวดหัวดีขึ้นได้

  • โรคภูมิแพ้ บางครั้งจะพบว่าคุณแม่ท้องอาจมีอาการจมูกอักเสบจากการไม่เป็นภูมิแพ้ เพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และเอสโตรเจนที่เปลี่ยนแปลงไปขณะตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ และเกิดอาการปวดหัว ไม่สบายตัว แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปเอง ประมาณ 2 สัปดาห์หลังคลอด

การดูแลเพื่อลดความเสี่ยง การรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาแก้ปวดไมเกรน หากไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง

อ่านต่อ ลูกแพ้นม เรื่องจริงจากแม่ เป็นภูมิแพ้ระหว่างท้อง โด๊ปแต่นมจนลูกเกิดมาแพ้นมทุกชนิด

  • ภาวะเครียด คุณแม่บางคนต้องทำงาน หรือรับผิดชอบงานในขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดภาวะความเครียดสะสมไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเครียดจนเกิดอาการปวดหัวได้

อ่านต่อ เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่นสุดง่าย เห็นผลใน 5 วัน

ออกกำลังกายเบา ๆ ช่วยลดอาการ ปวดหัว
ออกกำลังกายเบา ๆ ช่วยลดอาการ ปวดหัว
  • ภาวะซึมเศร้า ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นจากระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความวิตกกังวลกับเรื่องรอบๆ ตัว ทั้งร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ที่มีภาวะอารมณ์แปรปรวนในช่วงตั้งครรภ์นั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ควรหาอะไรทำเพื่อเป็นการผ่อนคลาย

การดูแลเพื่อลดความเสี่ยง ควรรเรียนรู้วิธีผ่อนคลายความเครียด โดยเฉพาะความเครียดจากการทำงาน เช่น จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ แบ่งสิ่งที่ต้องทำออกเป็นส่วนแล้วกระจายงานให้แก่คนที่เหมาะสม หรือทำกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียดและอาการปวดหัวได้ เช่น การดูหนังฟังเพลงที่ผ่อนคลาย การสูดหายใจเข้าลึก ๆ การนวด และการเล่นโยคะ

  • ภาวะขาดน้ำ สังเกตง่าย ๆ ให้ดูจากสีของปัสสาวะ หากมีสีเหลืองเข้มให้คุณแม่สงสัยได้เลยว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะขาดน้ำ

การดูแลเพื่อลดความเสี่ยง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างตรงต่อเวลา และการดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยป้องกันการเกิดอาการปวดหัวและภาวะขาดน้ำได้

อ่านต่อ เมื่อแม่ท้องต้องรับมือ “ภาวะขาดน้ำ”

  • ภาวะตาล้า เพราะดวงตาของคุณแม่ได้รับผลกระทบจากการสะสมของของเหลวชนิดเดียวกันกับที่ทำให้ข้อเท้าบวม ฮอร์โมนพวกนี้ช่วยกักเก็บของเหลวได้มากขึ้น ทำให้เลนส์กระจกตาที่อยู่ชั้นนอกสุดของตาหนาขึ้น ทำให้เกิดการปัญหากับการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ให้ชัด เมื่อการมองเห็นมีปัญหาก็จะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวได้

การดูแลเพื่อลดความเสี่ยง

  1. นวด การนวดบริเวณไหล่และคอจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดอาการปวดเมื่อย และยังอาจช่วยบรรเทาอาการปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์ได
  2. ประคบร้อนหรือประคบเย็น การประคบเย็นด้วยผ้าขนหนูและน้ำแข็งบริเวณหัวอาจช่วยบรรเทาอาการปวดหัวให้ทุเลาลงได้ หรือบางคนอาจใช้การประคบร้อนเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้เช่นกัน
  3. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ปวดหัว อาหารบางชนิด และการรับกลิ่นต่าง ๆ อาจทำให้รู้สึกปวดหัวได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดหัว
ภูมิแพ้กับแม่ท้อง
ภูมิแพ้กับแม่ท้อง

ส่วนสาเหตุของอาการปวดหัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่อาจมีสาเหตุมาจากท่าทางในการยืนหรือการนั่งที่ไม่เหมาะสม และความตึงของกล้ามเนื้อจากการแบกรับน้ำหนักครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาการของการปวดหัวขณะตั้งครรภ์แบบทั่วไป ที่ไม่เป็นอันตรายมักจะมีอาการปวดแบบไม่รุนแรง เป็นครั้งคราว ไม่กระทบกับชีวิตประจำวัน หรือการนอนหลับ และไม่มีอาการร่วมอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวในช่วงไตรมาสที่ 3 อาจเกิดจากอันตรายอย่างภาวะความดันโลหิตสูงหรือภาวะครรภ์เป็นพิษได้เช่นเดียวกัน คุณแม่จึงควรเฝ้าระวังอาการและไปพบแพทย์หากพบความผิดปกติ

ปวดหัวขณะตั้งครรภ์ แบบไหนที่อันตราย ?

อาการปวดหัวในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นอาการป่วยรุนแรงที่ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ สายตาพร่ามัว การทำงานของตับและไตผิดปกติ ดังนั้น หากพบความผิดปกติต่าง ๆ ร่วมกับอาการปวดหัว หรือปวดหัวอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และไม่มีทีท่าว่าอาการจะทุเลาลงแม้หลังรับประทานยาแก้ปวด ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจรักษา โดยแพทย์จะตรวจหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจว่าอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นอาการจากโรคอันตรายบางชนิด หรือหากตรวจพบการเจ็บป่วยร้ายแรง แพทย์จะได้วางแผนรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีต่อไป เพื่อความปลอดภัยของตัวมารดา และลูกน้อยในครรภ์

แม่ท้อง กับอาการ ปวดหัว
แม่ท้อง กับอาการ ปวดหัว

เช็กลิสต์สัญญาณเตือน อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดหัวขณะตั้งครรภ์ที่คุณแม่ท้องควรรีบไปพบแพทย์ทันที มีดังนี้

  • ปวดหัวรุนแรงอย่างฉับพลัน
  • ปวดหัวร่วมกับมีไข้ และคอแข็ง
  • ปวดหัวในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ของการตั้งครรภ์โดยไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งผู้ป่วยอาจมีปัญหาการมองเห็น ปวดเสียดท้อง รู้สึกคลื่นไส้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจมีอาการบวมที่มือ หรือใบหน้าร่วมด้วย
  • ปวดหัวรุนแรงขึ้น และมีอาการพูดไม่ชัด สายตาพร่ามัว เซื่องซึม เป็นเหน็บชา และภาวะการรับรู้เปลี่ยนแปลงไป
  • รู้สึกปวดหัวหลังได้รับการบาดเจ็บบริเวณหัว
  • คัดจมูก รู้สึกเจ็บบริเวณใต้ตาหรือบริเวณอื่นของใบหน้า และปวดฟัน ซึ่งอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของไซนัสอักเสบ

อาการปวดไมเกรน กับคุณแม่ตั้งครรภ์

อาการปวดหัวไมเกรน เป็นลักษณะการปวดหัวแบบตุ้บ ๆ ตามการเต้นของชีพจร มักเป็นข้างเดียวร่วมกับอาการอาเจียน หรือเห็นแสงสว่างในดวงตานำมาก่อนได้ เมื่อมีการตั้งครรภ์ประมาณ 50% ของผู้ป่วย มักมีอาการดีขึ้น

แต่ในบางกรณีที่คุณแม่ยังคงมีอาการปวดหัว ไม่ทุเลาสามารถปรึกษาคุณหมอ โดยแพทย์อาจให้ยากล่อมประสาท หรือยากระตุ้นการหดตัวของหลอดเลือดมาใช้เป็นครั้งคราว นอกจากนี้หากมีอาการคลื่นไส้ สามารถใช้ยาแก้คลื่นไส้รักษาตามอาการได้ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านซึมเศร้า หรือยากันชักในการป้องกันไมเกรน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์โดยใกล้ชิด

หากคุณแม่กังวลไม่อยากใช้ยา เนื่องจากกลัวผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์แล้ว ยังสามารถเลือกวิธีรักษาทางเลือก ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลงได้ และยังได้รับความสบายใจในการใช้ยาอีกด้วย เช่น การนวดบำบัดอาการปวดไมเกรนในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งทาง ทีมแม่ ABK ได้นำตัวอย่างการนวดบำบัดจากคลิปวิดีโอในรายการผู้หญิงรู้จริงมาฝาก เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่ท้องที่ไม่ต้องการใช้ยา

ข้อควรระวังในการนวดบำบัดนี้ คือ การลงน้ำหนักมือ และข้อควรระวังการนวดในจุดสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าหากว่า คุณแม่คนไหนไม่มั่นใจแล้ว ควรไปพบคุณหมอเฉพาะทางที่มีความรู้เชียวชาญในเรื่องของการนวด รู้ตำแหน่ง และจุดที่อันตราย และไม่อันตรายจะดีที่สุด เพราะเรื่องลูกน้อยเป็นสิ่งที่เราให้ความใส่ใจ ระมัดระวังเป็นที่สุด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนความไม่ประมาทที่สุดแล้ว

ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนี้ไปได้อย่างปลอดภัย สะดวก โดยหวังว่าวิธีการต่าง ๆ ที่นำมาฝากนี้จะช่วยแบ่งเบา บรรเทาอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ของคุณแม่ลงไปได้บ้าง เมื่อผ่านพ้นไปได้รับรองว่ารางวัลที่ได้รับจะทำให้แม่ ๆ อย่างเราหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแน่นอน

ขอขอบคุณคลิป และข้อมูลอ้างอิงจาก Chivaga Arokaya / Pobpad/ Linetoday /sanook / รพ.เปาโล

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ปวดหัวไมเกรน การมีเซ็กส์ช่วยคุณได้!

ตกเลือดหลังคลอด เสี่ยงโรคชีแฮนฝันร้ายแม่อยากให้นมลูก

เมนู อาหารลดน้ำหนัก แม่หลังคลอดผอมไว..ได้คุณค่า

พ่อเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้ ความเครียด กังวล ของคุณพ่อมือใหม่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกไม่สบาย

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

พ่อแม่มือใหม่ควรอ่าน พร้อมแชร์เก็บไว้ดู!! รวมครบโรคเด็ก กับ 20 อาการต้องสงสัย? ลูกไม่สบาย ลูกป่วย แบบนี้..! กำลังเป็นโรคอะไรกันแน่?

20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย
ลูกป่วย เป็นโรคอะไรกันแน่..เช็กเลย!

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ ตั้งแต่วัยแรกเกิด ถึง วัยอนุบาล แทบทุกคนมักจะมีประสบการณ์ร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ วิตกกังวลเรื่องสุขภาพของลูก ลูกไม่สบาย เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กวัยนี้ยังไม่สมบูรณ์ดี จึงมักเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ ทั้งโรคเล็กน้อยอย่างหวัด ออกหัด ไปจนถึงโรคน่ากลัวที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างโรคไข้เลือดออก

ดังนั้นการทำความรู้จักโรคต่างๆ รู้ทันลักษณะอาการของโรค เมื่อ ลูกไม่สบาย ที่พบได้บ่อยในวัย 0-6 ขวบนี้ ก็อาจช่วยลดความวิตกกังวลของพ่อแม่และช่วยให้ลูกน้อยได้รับการเยียวยาและการดูแลที่เหมาะสมในเบื้องต้นอย่างทันท่วงที ร่วมกับความรักและการโอบกอดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นหมอคนแรกของลูก ก็จะช่วยให้หายป่วยได้เร็วขึ้น

ว่าแต่หาก ลูกไม่สบาย พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการแบบนี้ ลุกกำลังป่วยเป็นโรคอะไร ทีมแม่ ABK มีสัญญาณอาการต้องสงสัยของโรคร้ายในเด็กแต่ละโรคที่พ่อแม่ควรรู้ มาแนะนำ จะมีโรคอะไรและอาการของแต่ละโรคเป็นอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

1. ลูกไม่สบาย มีไข้น้ำมูกใส = โรคหวัด

โรคหวัด (Common Cold) ถือเป็นหนึ่งโรคติดเชื้อยอดฮิตที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นในเด็กเล็กและเด็กวัยอนุบาล เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ในร่างกายลูกส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ได้รับถ่ายทอดมาจากแม่ผ่านทางรกตั้งแต่อยู่ในท้อง และจะลดลงเรื่อยๆ จนต่ำสุดที่อายุลูกประมาณ 4-6 เดือน ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่อาจเริ่มเจ็บป่วยในช่วงวัยนี้หากได้รับเชื้อ

สำหรับเด็กวัยอนุบาลมีการเจ็บป่วยบ่อย เนื่องจากมีการแพร่กระจายจากเพื่อนในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ ละอองฝอยจากการไอจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก น้ำลาย ทั้งโดยตรงและจากของเล่นที่เปื้อนแล้วเอามือเข้าปาก หรือป้ายที่จมูกที่ตา

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย เป็นโรคหวัด

สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคหวัด เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาการ ลูกไม่สบาย ของโรคหวัดมักไม่รุนแรงและอาจมีอาการได้ในหลายระบบของร่างกาย เช่น มีไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เสียงแหบ ร่วมกับอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ปวดหัว ปวดเมื่อตามตัว ตาแฉะมีขี้ตา อาการเจ็บคอมักไม่รุนแรง อาจเพียงแค่คันหรือระคายเคือง ซึ่งต่างจากการเป็นหวัดเพราะติดเชื้อแบคทีเรียน ที่มักจะมีอาการรุนแรงมากและเป็นที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเป็นสำคัญ เช่น เจ็บคออย่างเดียว แต่จะมีอาการเจ็บคอมากและตรวจพบว่ามีคอแดงหรือเป็นหนอง และมีเยื่อแก้วหูแดง บวกกับลูกมีอาการซึม งอแง ไม่เล่น หงุดหงิด และไม่รับประทานอาหาร ทั้งนี้ภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัด อาจนำไปสู่โรคหูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ และปอดอักเสบได้

พ่อแม่จึงควรสังเกตดูให้ดีว่า ลูกมีอาการแย่ลง มีไข้สูง ให้สงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ส่วนการเปลี่ยนของสีน้ำมูกและเสมหะเป็นเหลืองหรือเขียว ขณะที่อาการอย่างอื่นดีขึ้นและหายจากหวัดภายใน 10 วัน ไม่จัดว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จึงไม่ควรให้ลูกกินยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) เนื่องจากไม่มีประโยชน์ทั้งในเรื่องการความความรุนแรงของโรค ไม่ได้ทำให้ลูกหายป่วยเร็วขึ้น หรือลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และการใช้ยาปฏิชีวนะที่เกินความจำเป็นอาจก่อให้เกิดปัญหาดื้อยา จนต้องใช้ยาที่แรงและแพงมากขึ้น

2. ลูกไม่สบาย ไอแห้ง เสียงก้อง หน้าอกบุ๋ม = โรคกล่องเสียงอักเสบ

โรคกล่องเสียงอักเสบ หรือ โรคครูป (Croup) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจติดขัด ไอมีเสียง พบบ่อยในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี และมักเกิดในช่วงฤดูหนาว เพราะว่าในช่วงฤดูหนาวอากาศแห้ง ความชื้นในอากาศมีน้อย ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งกว่าปกติ ทั้งนี้โรคครูปมักเกิดจาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซา จากการหายใจสูดเอาละอองที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป หรือจากการสัมผัสของเล่นที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสและนำเข้าปาก ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบริเวณท่อหลอดลมและกล่องเสียงมีการอักเสบและบวม

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย ป่วยเป็นโรคกล่องเสียงอักเสบ หรือ โรคครูป 

มักมีอาการหวัดนำมาก่อนประมาณ 3-4 วัน มีไข้ต่ำ แล้วเริ่มไอแห้งๆ เสียงก้องๆ เหมือนสุนัขเห่า เนื่องจากมีการบวมบริเวณสายเสียง จึงทำให้เสียงพูดหรือเสียงร้องของลูกแหบ และเมื่อเยื่อบุหลอดลมบวมจึงทำให้ทางเดินของอากาศแคบลง อากาศเข้าปอดน้อยลงลูกจึงหายใจแรงขึ้น ใช้กล้ามเนื้อเพื่อช่วยในการหายใจเข้าทำให้เห็นช่องซี่โครงบริเวณหน้าอก แอ่งเหนือไหปลาร้า และหน้าท้องใต้กระดูกซี่โครงยุบตัว ปีกจมูกบาน และมีเสียงดังอี๊ดๆ ขณะหายใจ อาการจะเป็นมากขึ้นช่วงกลางคืน

ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่สังเกตดูอาการว่า ลูกไม่สบาย กลางดึกไอเสียงก้อง หายใจหอบ จมูกบาน หน้าซีด หน้าอกบุ๋ม และสงสัยว่าเป็นโรคนี้อยู่ ก็ควรพาลูกไปพบหมอโดยเร็ว เพื่อยินยันการวินิจฉัยโรคและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมทันท่วงที

3. ไข้สูง หายใจเร็วและแรง ไอมาก ปลายนิ้วซีด = โรคปอดอักเสบ

โรคปอดบวม หรือ ปอดอักเสบ (Pneumonia) คือ ภาวะที่ถุงลมปอดซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซเกิดการอักเสบ ทำให้ร่างกายมีความผิดปกติทางด้านการหายใจ สาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ระยะฟักตัวตั้งแต่รับเชื้อจนแสดงอาการของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค หรืออาจสั้นเพียง 2-3 วัน ในกรณีที่เป็นไข้หวัดนำมาก่อน หรืออาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ในกรณีลูกสำลักน้ำที่มีเชื้อราเข้าปอด

อาการแสดงของโรคปอดบวม หรือ โรคปอดอักเสบ

เริ่มจากอาการนำ ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น เป็นตามหลังการเป็นหวัดโดยติดต่อทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม บางรายเป็นตามหลังการติดเชื้อที่ระบบอื่นแล้วมาลงที่ปอดทางกระแสเลือด เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่ผิดหนัง บางรายเป็นตามหลังการสำลักสิ่งแปลกปลอมลงหลอดลม เช่น สำลักน้ำคร่ำ น้ำในสระ หรือเมล็ดถั่ว

เมื่อมีการติดเชื้อที่ปอด ลูกจะมีอาการ คือ เป็นไข้ ไอมาก เจ็บหน้าอกเวลาไอหรือหายใจแรงๆ หายใจหอบเหนื่อย (เร็วเกิน 50 ครั้งต่อนาที ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ และ หายใจเกิน 40 ครั้งต่อนาที ในเด็กอายุเกิน 1 ขวบ โดยการนับจะทำขณะที่ลูกอยู่ในอาการสงบ ไม่ร้องไห้ และนับครบ 1 นาที) หน้าอกบุ๋ม รวมไปถึงอาจมีริมฝีปากและปลายนิ้วซีดหรือเป็นสีเขียวคล้ำ เนื่องจากขาดออกซิเจน อ่อนเพลีย กินได้น้อย และมีอาการปวดท้อง อาเจียนร่วมด้วย

ทั้งนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน คือ การหายใจล้มเหลวได้ เนื่องจากปอดไม่ทำงาน การมีลมขังอยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอดเนื่องจากภาวะเยื่อหุ้มปอดทะลุ การติดเชื้อในกระแสเลือด และติดเชื้อของอวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกจะเป็นโรคปอดอักเสบ โดยสังได้จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น ให้รีบพาไปพบหมอโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทันกาล

4. ลูกคัดจมูก ไอมีเสมหะ น้ำมูกข้นเหลือง เสียงแหบ = โรคไซนัสอักเสบ

โรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis) คือ การอักเสบของโพรงอากาศซึ่งเชื่อมต่อกับโพรงจมูก ทีทั้งหมด 4 คู่ คือ ด้านข้างจมูก ดั้งจมูก หัวคิ้ว และด้านหลังจมูก เกิดขึ้นจากการเป็นหวัดนานเกินสิบวัน และเชื้อโรคลุกลามไปยังโพรงอากาศดังกล่าว เมื่อโพรงอากาศเกิดการอักเสบก็จะสร้างน้ำมูกออกมาจำนวนมากไหลย้อนออกมาเป็นน้ำมูก หรือไหลลงคอกลายเป็นเสมหะ

ซึ่งหากลูกเป็นโรคภูมิแพ้อากาศอยู่แล้วก็อาจจะเป็นโรคไซนัสอักเสบได้ง่าย เนื่องจากเยื่อบุภายในโพรงจมูกมักบวมและมีการอักเสบจากภูมิแพ้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้กลไกการกำจัดน้ำมูกผิดปกติ มีการคั่งค้างของน้ำมูกใสๆ ภายในโพรงไซนัส และเมื่อได้รับเชื้อโรคหวัดจากผู้อื่นมา น้ำมูกใสก็จะเปลี่ยนเป็นข้น มีสีเหลือง เขียวได้ กลายเป็นอาการของไซนัสอักเสบกำเริบ

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย ป่วยเป็นโรคไซนัสอักเสบ

ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายหวัด คือ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกข้น อาจมีสีเหลือง เขียว และหากน้ำมูกไหลลงคอก็จะทำให้ลูกมีเสมหะในลำคอ เจ็บคอระคายคอ เสียงแหบ และไอมากเวลานอน เนื่องจากน้ำมูกไหลลงคอในท่านอนราบ บางรายอาจมีอาการปวดหัว ปวดบริเวณดั้งจมูก หน้าผาก หัวคิ้ว โหนกแก้ม ฟันบน หูอื้อ ลมหายใจมีกลิ่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และเลือดกำเดาไหลบ่อย

ภาวะแทรกซ้อน คือ การติดเชื้อจากโพรงไซนัสลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง ทำให้เกิดการติดเชื้อของเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้ารอบเบ้าตา ทำให้หนังตาและหน้าบวมแดง ในกรณีที่มีน้ำมูกไหลลงคอ จะทำให้เด็กมีปัญหาเจ็บคอบ่อย หากน้ำมูกตกลงไปบริเวณหลอดลม จะทำให้หลอดลมอักเสบหรือมีอาการหอบได้ จึงมักพบว่าเด็กที่มีปัญหาหลอดลมอักเสบหรือหอบบ่อยๆ อาจเกิดจากการเป็นโรคไซนัสอักเสบซ่อนเร้นอยู่

ลูกไม่สบาย

5. น้ำมูกไหล มีไข้สูง ตื่นร้องกลางดึก ปวดหู = โรคหูชั้นกลางอักเสบ

โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media) เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในบรรดาสาเหตุไข้ของเด็กวัย 6-36 เดือน เนื่องจากช่องทางเชื่อมต่อระหว่างช่องหูชั้นกลางกับจมูกในเด็กเล็กมีขนาดเล็ก ทำให้ถูกอุดตันได้ง่ายจากสารเมือกหรือจากการบวมของเยื่อบุในโพรงจมูกเมื่อเป็นหวัด และการที่ท่อสั้นและมีความลาดเอียงน้อยทำให้เชื้อดรคจากโพรงจมูกเข้าสู่ช่องหูได้ง่าย แต่เมื่อลูกโตขึ้นท่อดังกล่วจะมีขนาดใหญ่และลาดเอียงมากขึ้น โอกาสติดเชื้อจึงอยากขึ้น

โดยเด็กที่จะเป็นโรคนี้สูงกว่าเด็กปกติ คือ เด็กที่เป็นเพดานโหว่ เด็กที่ดูดนมขวด และเด็กเล็กที่อยู่รวมกันมากๆ เช่น สถานเลี้ยงเด็ก หรืออยู่ในที่มีควันบุหรี่

อาการแสดงของโรคหูชั้นกลางอักเสบในเด็ก

สาเหตุของการติดเชื้อ เป็นได้ทั้งไวรัสและแบคทีเรีย มักเป็นตามหลังการเป็นหวัด คือมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล อาจมีไข้ต่ำหรือสูงก็ได้ ปวดหัว และมีอาการ ปวดหู (ไม่ใช่เจ็บหูเวลาจับ ซึ่งจะพบในกรณีของหูชั้นนอกอักเสบหรือการมีแผลที่ช่องหู) ในเด็กเล็กที่พูดไม่ได้อาจแสดงออกโดยการดึงหู เอามือกุมหรือตบที่ใบหู งอแงมากขึ้น และตื่นร้องไห้กลางดึก คลื่นไส้อาเจียน มีน้ำหรือหนองไหลออกจากหู รวมไปถึงการได้ยินลดลง พูดช้า พูดไม่ขัด บ่นหูอื้อ และเดินเสียการทรงตัว

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ คือ เยื่อแก้วหูทะลุ กรณีที่ไม่ได้รับการรักษาในบางรายอาจลุกลามเป็นการติดเชื้อในสมองได้ แต่พบน้อยมาก ควรพาลูกไปหาหมอหากมีอาการต้องสงสัยเบื้องต้นโดยเฉพาะถ้าลูกไข้สูงและร้องปวดหูตอนกลางคืน และไม่ควรซื้อยาปกิชีวนะให้ลูกกินเอง

 

6. ลูกไข้สูง 40 ชักเกร็ง ตาค้าง ปากเขียว = ภาวะชักจากไข้สูง

ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion) เป็นภาวะที่ชักในขณะที่มีไข้ โดยสาเหตุไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อทางระบบประสาท หรือเคยเป็นโรคลมชักมาก่อน มีอาการชักแบบเกร็ง ตาค้าง แขนขาบิด หรือกระตุกทั้งตัวเกิดขึ้นขณะมีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส พบได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี ในเด็กที่อายุมากกว่า 7 ปีแล้วพบได้น้อยมาก

ทั้งนี้ภาวะชักจากไข้สูง เกิดจากการที่สมองของเด็กเล็กยังเจริญไม่เต็มที่ ทำให้มีโอกาสชักได้เมื่อถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ และ สาเหตุที่แท้จริงของการชักในเด็กที่มีไข้สูงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เพราะมักมีประวัติโรคไข้ชักตอนเป็นเด็กของคนในครอบครัวร่วมด้วย และสาเหตุของไข้มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสของทางเดินหายใจส่วนบน คือโพรงจมูกและลำคอ (เช่นไข้หวัดใหญ่) เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้อาจเกิดจากโรคหัดกุหลาบ (และจากหูชั้นกลางอักเสบติดเชื้อ

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย เสี่ยงเกิดภาวะชักจากไข้สูง

ลูกจะเริ่มไม่สบาย โดยอาจมีอาการน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายอุจจาระบ่อย ซึมลง มีไข้สูงและชัก ลักษณะของการชัก คือตัวจะแข็งเกร็ง มือเท้ากระตุก ตาเหลือก กัดฟันแน่น น้ำลายฟูมปาก ไม่รู้สึกตัว อาจมีอาเจียน หรือถ่ายปัสสาวะ อุจจาระขณะที่กำลังชัก อาการชักมักจะนานไม่เกิน 15 นาที ในรายที่ชักอยู่นาน ใบหน้า ริมฝีปาก และมือเท้าจะเขียวจากการขาดออกซิเจน

โดยทั่วไปภาวะนี้จะไม่มีผลต่อพัฒนาการ หรือการเรียนรู้ของเด็กที่เดิมแข็งแรงดี ยกเว้นในบางรายที่มีอาการชักติดต่อกันเป็นเวลานาน (โดยเฉพาะถ้านานมากกว่า 30 นาที) จนมีภาวะตัวเขียว ขาดออกซิเจน ทำให้อาจมีผลต่อสมองได้ แต่โดยทั่วไปอาการชักชนิดนี้ มักจะหยุดได้เองภายในเวลา 3-5 นาที จึงไม่น่ามีอันตรายต่อสมองของเด็ก และโอกาสชักซ้ำ จะมีประมาณ 1ใน 3 ของผู้ป่วยที่มีไข้สูง จนกว่าจะอายุมากกว่า 5-6 ปี ส่วนในรายที่เริ่มมีอาการชักจากไข้ครั้งแรกก่อนอายุ 1 ปี และมีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะนี้ในตอนเด็ก อาจมีโอกาสชักซ้ำได้มากขึ้น

สำหรับอาการไข้ชักมักเกิดเมื่อเด็กมีไข้สูงเท่านั้น แต่ไม่ได้เกิดในเด็กที่มีไข้สูงทุกคน และเนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ จึงยังไม่มีวิธีป้องกันการชักจากภาวะไข้สูงที่ชัดเจน แต่สิ่งที่สามารถป้องกันได้ดีที่สุด คือ การสังเกตอาการของลูกน้อยให้ดี ถ้าพบว่าไข้สูงมาก ควรให้ยาพาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้ทันที และรีบพาไปหาหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุของไข้ และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ลูกไม่สบาย

7. ไข้สูงลอย 3 วัน หน้าแดงจัด เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว = โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก (Dengue fever) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการของโรคไข้เลือดออกมีตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติไปจนถึงเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยโรคไข้เลือดออก นี้สามารถเป็นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่พบมากในเด็กอายุ 5-9 ปี

เชื้อไวรัสเดงกีปัจจุบันมี 4 ชนิด (เรียกว่าไวรัสเดงกี 1, 2, 3, และ 4 ตามลำดับ) หลังจากติดเชื้อชนิดหนึ่งจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนั้นไปตลอดแต่จะมีภูมิคุ้มกันต่อชนิดอื่นในช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นสามารถติดเชื้อชนิดอื่นได้อีก ดังนั้น หากเคยเป็นโรคไข้เลือดออกแล้ว ก็ยังมีโอกาสเป็นได้อีก

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย เสี่ยงเป็นโรคไข้เลือดออก

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 5-8 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของไข้เลือดออก คือ มีไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38 องศาเซลเซียสประมาณ 2-7 วัน คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง อาจพบจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่น เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะ อุจจาระมีเลือดปน ปวดท้องอย่างรุนแรง กดเจ็บชายโครงด้านขวา ปวดที่กระบอกตา ปวดศีรษะ อาจมีผื่นแดงขึ้น โดยปกติผู้ป่วยมักไม่มีอาการไอหรือน้ำมูก

ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก หลังจากมีไข้มาแล้วหลายวันผู้ป่วยอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อก และเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า กลุ่มอาการไข้เลือดออกช็อก (dengue shock syndrome) โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลง ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตลดต่ำ วัดชีพจรไม่ได้

โรคไข้เลือดออกยังมีการระบาดเป็นพักๆ โรคนี้มีระดับความรุนแรงตั้งแต่แบบไม่มีอาการจนถึงรุนแรงมากถึงแก่ชีวิต ส่วนใหญ่เป็นแบบไม่รุนแรง ซึ่งสามารถเฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยว่าจะเป็นแบบรุนแรงหรือไม่ ถ้ามีสัญญาณเตือน เช่น ดูซึมลง ปวดท้องมาก อาเจียนมาก มีเลือดออกมาก แสดงว่าอาจเป็นแบบรุนแรง ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล

 

8. ไข้สูง 2 วัน หลังจากนั้นไข้ลงอย่างรวดเร็ว ผื่นแดงเล็กๆ ตามตัวมีอาการปวดตามข้อ = โรคชิคุนกุนยา

ชิคุนกุนยา (Chikungunya) หรือ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย  เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ ชิคุนกุนยาไวรัส ติดต่อมาสู่คนโดยการถูกยุงลายกัด (ยุงลายเป็นพาหะที่นำโรคมาสู่คน 2 โรคที่สำคัญ คือ โรคไข้เลือดออก และ โรคติดเชื้อชิคุนกุนยา) ซึ่งอาจมีพ่อแม่หลายคนเข้าใจผิดว่า โรคชิคุนกุนยาเป็นโรคไข้เลือดออก เพราะถึงแม้ว่า โรคชิคุนกุนยามีอาการคล้ายไข้เลือดออก แต่โรคไข้เลือดออกจะไม่มีอาการปวดข้อ ส่วนโรคชิคุนกุนยาก็จะไม่มีพลาสม่าหรือน้ำเลือดรั่วออกนอกเส้นเลือด จึงไม่ทำให้ผู้ป่วยช็อค อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะได้รับเชื้อของโรคชิคุนกุนยาและโรคไข้เลือดออกในเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้เชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ที่เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-12 วัน แต่โดยทั่วไปจะเริ่มแสดงอาการประมาณ 3-7 วันหลังได้รับเชื้อ ระหว่างนี้หากได้รับเชื้อถูกยุงกัด ยุงก็จะเป็นพาหะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย เสี่ยงเป็นโรคชิคุนกุนยา

มีไข้สูง อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 วัน หลังจากนั้น ไข้จะลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังจะมีสีแดงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในชั้นผิวหนังมีการขยายตัว มีผื่นแดงเล็กๆ ตามตัว หรือบางครั้งอาจมีผื่นแดงเล็ก ๆ ตามแขนขาได้ และอาจมีอาการคันร่วมด้วย มีอาการปวดตามข้อ ข้ออักเสบ และมักมีอาการปวดหลายข้อพร้อมกัน ส่วนใหญ่จะปวดบริเวณข้อมือ และข้อเท้า ระยะเวลาปวดประมาณ 12 สัปดาห์ – 1 ปี แต่ส่วนมากอาการจะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

นอกจากนี้ อาจมีอาการป่วยซึ่งไม่ใช่อาการเฉพาะของการติดเชื้อชิคุนกุนยา เช่น ปวดศีรษะ เยื่อบุตาแดง รวมทั้งอาการอื่น ๆ เช่น อาการปวดข้อ ปวดศีรษะ นอนไม่ค่อยหลับ คลื่นไส้รู้สึกอ่อนเพลีย

ทั้งนี้คนส่วนมากหลังจากฟื้นตัวจากโรคชิคุนกุนยาแล้ว จะมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม อาการปวดอาจจะคงอยู่หลายสัปดาห์ หรือกลับมาเป็นซ้ำหลังจากนั้นเป็นเดือนๆ ได้ ซึ่งหากสังเกตว่าลูกน้อยมีอาการข้างต้น ควรไป

 

9. ไข้สูงเฉียบพลัน 3 วันขึ้นไป หนาวสั่น ซึมลง เบื่ออาหาร เจ็บคอ = โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยมีลักษณะอาการที่สำคัญคือ มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน

สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งมี 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C ไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางทั่วโลก ไวรัสชนิด B ทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค ส่วนชนิด C มักเป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอย่างอ่อนหรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย เสี่ยงเป็นโรคไข้หวัดใหญ่

โดยทั่วไปของโรคไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้งๆ บางคนมีอาการเจ็บคอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่หลัง ต้นแขน ต้นขา ในเด็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้ อาการส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง เป็นอยู่ประมาณ 3-5 วัน ซึ่งบางครั้งจะคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดา แต่ท้ายที่สุดอาการก็จะหายไปเองได้

มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะมีอาการรุนแรง เช่น ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ทำให้ เกิดการอักเสบของปอด ทำให้ปอดบวม การหายใจล้มเหลว ซึ่งอาการอาจจะ รุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงคือ กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ

หากพบว่าลูกน้อยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง และสงสัยว่ามีอาการไข้หวัดใหญ่ โดยมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว มีน้ำมูก ให้รีบมาพบแพทย์เข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนบุคคลทั่วไปหากมีอาการป่วยและอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

10. มีไข้ ปัสสาวะบ่อยไม่สุดและมีกลิ่นเหม็น สีขุ่น = โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากบริเวณรอบท่อปัสสาวะ โดยส่วนใหญ่มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้กับช่องคลอดและทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะได้โดยง่าย

พบได้บ่อยในเด็กเล็กและเด็กโต ความผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะไหลย้อน และภาวะทางเดินปัสสาวะอุดกั้น เช่น ลิ้นอุดกั้นท่อปัสสาวะส่วนหลัง กรวยไตอุดตัน หรือหลอดไตโต เป็นต้น นอกจากนี้ ความผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อซ้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่ไต ความดันเลือดสูงและโรคไตวายเรื้อรังได้

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย เสี่ยงอาจติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พบได้บ่อยในเด็กเล็กและเด็กโต ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการติดเชื้อที่สำคัญ ได้แก่ ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ และความผิดปกติของการขับปัสสาวะ อาการและอาการแสดงขึ้นอยู่กับอายุ ตำแหน่งที่ติดเชื้อ และความรุนแรงของการติดเชื้อ

    • เด็กเล็ก มักมีไข้สูง ปัสสาวะบ่อย แต่ไม่มีอาการจำเพาะ อาจมีอาการซึม กินได้น้อยลง
    • เด็กโต มักมีไข้ ปัสสาวะผิดปกติ หรือปวดหลังบริเวณตำแหน่งไตร่วมด้วย

ความผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะไหลย้อน และภาวะทางเดินปัสสาวะอุดกั้น เช่น ลิ้นอุดกั้นท่อปัสสาวะส่วนหลัง กรวยไตอุดตัน หรือหลอดไตโต เป็นต้น นอกจากนี้ ความผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อซ้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่ไต ความดันเลือดสูงและโรคไตวายเรื้อรังได้

ข้อสังเกตสำคัญเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้ ร้องกวน หรือมีอาการปวดท้องเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีแดงหรือขุ่น ปัสสาวะบ่อย ไม่สุด บางคนมาด้วยอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายเหลว เมื่อตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน จะทำการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจโดยการดูด้วยกล้องจุลทรรศน์นับจำนวนเม็ดเลือดขาว และส่งเพาะเชื้อเพื่อทราบชนิดของการติดเชื้อ

หากรักษาล่าช้าอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวายเฉียบพลัน ฝีที่ไต และแผลเป็นที่ไตได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับการรักษาที่เหมาะสม

อาการของโรคคาวาซากิ

11. ลูกไม่สบาย ไข้สูงเฉียบพลัน ลิ้นแดงเป็นตุ่ม ๆ คล้ายผิวสตรอเบอร์รี่ ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าลอก = โรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) เป็นโรคที่เกิดการอักเสบของเยื่อบุผิวหนัง หลอดเลือดและต่อมน้ำเหลือง ส่วนใหญ่จะพบในเด็ก โดยพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย และพบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า  5 ปี   โดยเฉพาะในช่วงอายุ  1 – 2 ปี  โรคนี้ตั้งชื่อตามนายแพทย์คาวาซากิ  ซึ่งเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่ได้รวบรวมรายงานผู้ป่วยเป็นคนแรกของโลก  สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าตามหลังการติดเชื้อ และเชื้อโรคกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองทางภูมิคุ้มกันผิดปกติ

ลักษณะอาการของโรคคาวาซากิ 

เด็กจะมีไข้สูงทุกคน โดยมากมักเป็นนานเกิน  5  วัน  บางรายอาจนาน 3 – 4 สัปดาห์อาจมีผื่นขึ้นตามตัวและแขนขา ตาขาวจะแดง  2  ข้าง แต่ไม่มีขี้ตา ริมฝีปากแห้งแดง  อาจแตกมีเลือดออก ลิ้นแดงเป็นตุ่ม ๆ คล้ายผิวสตรอเบอร์รี่ ฝ่ามือและฝ่าเท้าบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโต

อาการทั้งหมดนี้จะเกิดภายในสัปดาห์แรก  ในสัปดาห์ที่  2  จะมีการลอกของผิวหนัง  โดยเริ่มจากบริเวณปลายนิ้วมือ  นิ้วเท้า  และอาจลามไปที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจมีอาการแสดงอื่นๆ ที่เกิดร่วม ได้แก่ ข้ออักเสบโดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ  ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวอาจหายได้เองแม้ไม่ได้รับการรักษา แต่ที่สำคัญคือ โรคนี้อาจทำให้เกิดการอักเสบของหัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ  ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจมีลักษณะโป่งพอง  ตีบหรือแคบได้ ในรายที่หลอดเลือดตีบแคบมาก อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยงเหมือนที่พบในผู้ใหญ่ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

 

12. มีแผลร้อนในเกิดขึ้นในปาก มีผื่นแดงหรือตุ่มใส ขนาดเล็กที่บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และมีไข้นาน 5-7 วัน = โรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก หรือ Hand Foot Mouth Disease (HFMD) เป็นโรคที่พบได้บ่อย พบได้ตลอดทั้งปีแต่ระบาดมากที่สุดในหน้าฝน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enterovirus ติดต่อจากการสัมผัส สารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย  เสมหะ อุจจาระ ดังนั้นส่วนใหญ่จึงพบระบาดในเด็กที่ อายุน้อยกว่า 5ปี โดยเฉพาะในเด็กเล็กอาจมีอาการรุนแรงได้

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย เสี่ยงเป็นโรคมือเท้าปาก

หลังสัมผัสเชื้อ 3-6 วัน จะเริ่มมีอาการ อาจมีไข้ต่ำๆ ไข้สูงหรือไม่มีไข้ ไข้มักเป็น 2-3 วัน เริ่มมีอาการเจ็บปาก มีรอยโรคในปาก และอาจพบตุ่มแดง หรือตุ่มน้ำขนาดเล็ก ในบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รวมทั้งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่นศอก เข่า แขน ขา อวัยวะเพศ และรอบๆก้น อาการดังกล่าวอาจพบได้จนถึง วันที่ 7-10 ของโรคก็จะหายไป อาการอื่นที่พบร่วมด้วยคือตาแดง ถ่ายเหลว อาเจียน และผู้ป่วยกลุ่มที่เสี่ยงต่อการมีภาวะแทรกซ้อนคือ เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

และเนื่องจากโรคนี้มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงคือ ที่สมองและหัวใจ หากมีอาการต่อไปนี้ คือ ซึมลง ไม่เล่น ไม่อยากกินอาหารหรือน้ำ มีอาการไอ หายใจเร็ว หน้าซีด เสมหะมาก อาเจียนมาก บ่นปวดศีรษะมาก ปวดทนไม่ไหว มีอาการพูดเพ้อ ไม่รู้เรื่อง สลับกับซึมลง มีอาการสะดุ้ง ผวา ตัวสั่น ๆ แขนหรือมือสั่น หรือเห็นภาพแปลก ๆ หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ตัวเย็นผิวลาย ชัก เดินเซ ควรมาพบแพทย์โดยด่วน

ลูกไม่สบาย

13. มีไข้ หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจแรง หายใจครืดคราด มีเสียงหวีดในปอด = โรค RSV

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจาก เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก มีอาการคล้ายไข้หวัดแต่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเด็กและผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ลูกจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อคุณแม่รู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเร็วแรง หายใจครืดคราด เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ตัวเขียว มีเสียงหวีดในปอด (จากการที่เยื่อบุทางเดินหายใจบวมอักเสบและหลอดลมหดตัว) ไอโขลกๆซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ

ทั้งนี้เด็กที่มีอาการหนักอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ เชื้อไมโคพลาสมา หรือเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ร่วมด้วย

 

14. ไข้สูงประมาณ 39.5-40 องศาเซลเซียส มีแผลในช่องปากบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ มีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า = โรคเฮอร์แปงไจน่า

เฮอแปงไจน่า (Herpangina)  เป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสชนิดเดียวกันกับมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็น กลุ่มของเอนเตอโรไวรัส (Enterovirus) แต่มีอาการที่แตกต่างกันคือจะมีแผลเฉพาะที่ปากเท่านั้น สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางน้ำมูก ไอ จาม ลักษณะอาการจะมีไข้สูงประมาณ 39.5-40 องศาเซลเซียส และมีแผลในช่องปากบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ต่อมทอนซิล และในโพรงคอหอยด้านหลัง แต่ถ้าเป็นมือ เท้า ปาก ไข้จะไม่สูง และมีแผลกระจายอยู่ทั่วปาก รวมทั้งมีผื่นขึ้นที่ฝ่า มือและฝ่าเท้าด้วย

การติดต่อเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสกับเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ของคนที่มีเชื้อ เพราะบางครั้งอาจสัมผัสแล้วเผลอรับประทานเข้าไป ก็ทำให้ติดเชื้อได้ กลุ่มเสี่ยงของโรคเฮอร์แปงไจน่าส่วนมากจะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 10 ขวบ และเจอในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานของเชื้อนี้ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่รวมกันในโรงเรียนอนุบาล มักเล่นของเล่นรวมกัน หยิบจับสิ่งของรวมกัน จึงมีโอกาสติดต่อได้ง่าย โดยตัวเชื้อจะอยู่ได้นานในอากาศเย็นและชื้น จึงระบาดมากในฤดูฝน แต่ก็สามารถพบได้ในทุกฤดู

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย อาจกำลังป่วยเป็นโรคเฮอร์แปงไจน่า

ผู้ป่วยโรคเฮอร์แปงไจนา โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง  แต่อาจ มีไข้เฉียบพลัน ไข้อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ ปวดตามตัว อาจมีอาเจียน และอาการเด่นคือจะมีอาการเจ็บบริเวณเพดานปากและคอนำมาก่อน ต่อมา(ภายใน 1 วัน) จะมีจุดแดงๆ บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และอาจมีตุ่มแดงที่ทอนซิล หรือบริเวณในลำคอด้วยก็ได้

อาจเป็นแผลเล็กๆ ตรงกลางตุ่มน้ำนั้น หรืออาจมีการอักเสบรอบๆ แผลได้ จำนวน 5 – 10 ตุ่ม อย่างไรก็ตาม ไข้จะลดลงภายใน 2 – 4 วัน แต่แผลอาจคงอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเจอได้จากโรคนี้ เช่น ก้านสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ  กล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่ส่งผลต่อการเสียชีวิต แต่ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวพบไม่บ่อยนัก

ลูกไม่สบาย

15. อาเจียนนำมาก่อนแล้วถ่ายเหลวเป็นน้ำ ถ่ายมากจนก้นแดง อาจมีไข้หรือมีอาการหวัด = ท้องเสียจากไวรัส

โรคท้องเสีย หรืออุจจาระร่วงหรือท้องเดินเป็นปัญหาความเจ็บป่วยที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กโดยเฉพาะช่วงอากาศเย็น ๆ สาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส รองลงมาคือการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้ออื่น ๆ เช่น เชื้อปรสิตอาหารเป็นพิษจากสารพิษในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนในอาหารหรือสารพิษที่สร้างขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย

การติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus) เป็นสาเหตุของการระบาดของการติดเชื้อท้องเสียที่ไม่ใช่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยที่สุดในโลก การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหาร น้ำดื่มที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อน หรือผ่านการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน เช่น จาน ชาม ช้อน

อาการแสดงของโนโรไวรัส

ส่วนใหญ่มักทำให้มีอาการอาเจียน ปวดท้องและท้องเสีย ภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ หรือแม้แต่การสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากผู้ป่วยรายอื่นๆก็สามารถติดได้ และอาการท้องเสียมักจะดีขึ้นภายใน 24-72 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการป่วย อาการที่พบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง ปวดศีรษะ มีไข้ และปวดเมื่อยตัว

แม้ว่าอาการคลื่นไส้อาเจียนจะดูรุนแรงพอสมควร แต่การตรวจร่างกายมักจะไม่มีอาการปวดเฉพาะที่หรือปวดเกร็งของหน้าท้อง ทำให้แยกการวินิจฉัยแยกโรคจากสาเหตุอื่นๆ ที่มีอาการและอาการแสดงที่คล้ายกันได้ยาก เช่น ภาวะลำไส้กลืนกัน ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้ออาหารเป็นพิษด้วยเชื้ออื่นๆ สำหรับรายที่มีอาการอาเจียนและถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาดน้ำ เช่น มีไข้ อ่อนเพลียมาก มีชีพจรเบาเร็ว และมีความดันโลหิตต่ำได้

 

อาการท้องเสียจาก ไวรัสโรต้า (Rotavirus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีหลายสายพันธุ์ เมื่อเชื้อไวรัสนี้เข้าไปในระบบทางเดินอาหารแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรงได้ ซึ่งพบมากในเด็กเล็กและมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโต เด็กที่เคยท้องเสียจากไวรัสโรต้า อาจเป็นซ้ำได้เพราะไวรัสโรต้านี้มีหลายสายพันธุ์ แต่อาการมักไม่หนักเท่ากับการเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ไวรัสโรต้ายังสามารถแพร่กระจายเชื้อได้เร็วกว่าเพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานกว่า เป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยเฉพาะช่วงที่อากาศเย็น

อาการโรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้า

เมื่อได้รับเชื้อไวรัสโรตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัว 48 ชั่วโมง เชื้อเมื่อเข้าสู่ทางเดินอาหารที่ลำไส้เล็กจะทำลายผนังลำไส้เล็ก ทำให้การดูดซึมน้ำและเกลือแร่ลดลง และเอนไซม์ (Enzyme) สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรตผิดปกติทำให้มีอาการท้องร่วง, ท้องเสีย, ท้องเดิน ถ่ายเป็นน้ำไม่มีมูกหรือเลือดปน เด็กอาจจะมีไข้ มีน้ำมูกและไอเล็กน้อยนำมาก่อนคล้ายการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ แต่จะมีอาการช่วงสั้นๆ แล้วมีอาการทางเดินอาหารตามมา มักมีอาเจียนมากใน 1-2 วันแรก และท้องร่วงเป็นน้ำพุ่งหลายครั้ง หากไม่ได้รับเกลือแร่เพียงพอ จะท้องอืดมาก อาจถ่ายอุจจาระมากจนก้นแดง อาการอาเจียนจะเป็นในช่วงสองวันแรกแล้วดีขึ้น แต่อาการท้องร่วงจะอยู่นานประมาณ 5-7 วัน

เมื่อไหร่ควรพาเด็กพบแพทย์ ?

    • เด็กมีอาการซึมลง
    • ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลยใน 4-6 ชม.
    • ตัวเย็นหรือมีไข้สูง
    • มีอาการหอบเหนื่อย
    • มีอาการชัก
    • อาเจียนมาก ไม่สามารถให้กินได้

 

16. เป็นตุ่มแดงๆ ก่อนที่ในอีกชั่วโมงหรือไม่เกิน 1-2 วัน จะเป็นตุ่มใสๆ ต่อมาจะขุ่นขึ้นและกลายเป็นสะเก็ด = โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคติดต่อผ่านทางลมหายใจ ไอ และจาม การสัมผัสกับผู้ป่วยหรือใช้ของร่วมกัน มักจะระบาดในปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ช่วงเดือน มกราคม-เมษายน พบมากในเด็กวัย 5-9 ปี ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) มีระยะฟักตัว 10-21 วัน คนไข้จะสามารถแพร่เชื้อโรคได้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีอาการ 2 วัน

อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย กำลังเป็นอีสุกอีใส

อาการเริ่มต้นของอีสุกอีใส เริ่มจากการมีไข้ต่ำๆในเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง และภายใน 1-2 วันก็จะมีตุ่มขึ้น โดยจะเริ่มจากลำตัว ใบหน้า ก่อนจะลามไปถึงแขนและขา ทั้งนี้ปริมาณของตุ่มที่ขึ้นนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค บางคนมีอยู่ 40-50 ตุ่ม บางคนอาจมี 200 ตุ่ม  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาการจะรุนแรง แต่สุดท้ายก็จะหายได้เองโดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น โดยหากมองในภาพรวมจะเห็นตุ่มหลายๆระยะอยู่ในเวลาเดียวกัน บางคนที่เป็นเยอะตุ่มก็จะหนาแน่น โดยเฉพาะในช่วงของลำตัว แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเจ็บ ยกเว้นว่าจะเป็นในช่องปาก โดยตุ่มเหล่านี้จะทำให้ก็อาการคันและส่งผลให้หลายๆคนเลือกที่จะเกาจุดที่คัน ซึ่งอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ส่งผลให้ตุ่มใหญ่ขึ้นและเป็นหนอง

นอกจากนี้การเป็นอีสุกอีใสอาจจะนำพาไปสู่โรคงูสวัด เนื่องจากเมื่อเราหายดีแล้ว เชื้อจะยังไม่หมดไปจากร่างกาย โดยจะซ่อนอยู่ตามปมประสาทและเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราอ่อนแอ ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เจ็บป่วยรุนแรง หรือได้รับยากดภูมิต่างๆ เชื้อก็เกิดการกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวและเกิดโรคขึ้นมา ส่งผลให้กลายเป็นโรคงูสวัด โดยจะเห็นเป็นตุ่ม เป็นปื้นๆ ตามแนวของเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังซึ่งจะเจ็บและปวดมาก

โรคหัดระบาด ช่วงไหน

17. เป็นไข้ 3-4 วัน ไอ ตาแดง พบจุดสีเทาขาวบริเวณกระพุ้งแก้ม มีผื่นขึ้นบริเวณไรผม หน้า ลำตัว แขน = โรคหัด

โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดต่อสามารถระบาดในผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนและพบได้มากกับเด็กเล็ก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มีลักษณะเด่น คือ มีจุดเทาขาวในปาก และผื่นสีน้ำตาลแดงไล่จากหัวและคอลงมาที่ตัว มักจะหายไปเองภายใน 7 ถึง 10 วันโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม แต่ในบางครั้งมีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงเช่น ปอดบวมและไข้สมองอักเสบสามารถอันตรายถึงชีวิตได้

อาการของโรคหัด

โรคหัดจะเริ่มด้วยอาการคล้ายกับหวัด เช่น คัดจมูก จาม และไอ และจะเริ่มมีอาการประมาณ 10 วันหลังติดเชื้อ คือ ปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล อาจไหวต่อแสงเพิ่มขึ้น มีไข้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส ปวดกล้ามเนื้อ ไม่อยากอาหาร เหน็ดเหนื่อย ระคายเคือง และหมดเรี่ยวแรง ต่อมน้ำเหลืองโต พบจุดสีเทาขาวบริเวณกระพุ้งแก้มตรงข้ามกับฟันกรามซี่ใน โดยจะขึ้นในช่วง 2-3 วัน ที่เป็นโรค หลังจากนั้นจะหายไป นอกจากนี้จะมีผื่นเป็นปื้นสีแดงซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัดขึ้น หลังจากเป็นไข้แล้ว 3-4 วัน โดยผื่นจะขึ้นจากบริเวณไรผม มาที่หน้า ลำตัว แขน และลงมาที่ขา แต่เมื่อใดที่ผื่นเหล่านี้ลงมาถึงบริเวณเท้าแล้วไข้ก็จะหายไป นอกจากนี้โรคหัดอาจส่งผลให้มีภาวะแทรกซ้อน เช่น สมองอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อแก้วหูอักเสบ ภาวะท้องร่วงท้องเสีย ซึ่งอาจเป็นอันตรายอาจส่งผลต่อชีวิตได้

 

18. ไข้ต่ำๆ ตาแดง น้ำตาไหล ไอแห้งๆ นานเกิน 10 วัน หายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วู๊ป (whoop)  = รคไอกรน

โรคไอกรน เป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า Bordetella pertussis (B. pertussis) ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจและเกิดอาการไอ ที่มีลักษณะพิเศษคือ ไอซ้อนๆ ติดๆ กัน 5-10 ครั้งหรือมากกว่านั้นจนเด็กหายใจไม่ทัน จึงหยุดไอ และมีอาการหายใจเข้าลึกๆ เป็นเสียงวู๊ป (Whooping cough) สลับกันไปกับการไอเป็นชุดๆ จึงมีชื่อเรียกว่า “โรคไอกรน” บางครั้งอาการอาจจะเรื้อรังนานเป็นเวลา 2-3 เดือน

อาการของโรคแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

1)  ระยะแรกเด็กจะเริ่มมีอาการ มีน้ำมูก และไอ เหมือนอาการเริ่มแรกของโรคหวัดธรรมดาอาจมีไข้ต่ำๆ ตาแดง น้ำตาไหล ระยะนี้เรียกว่า Catarrhal stage จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าไอนานเกิน 10 วัน เป็นแบบไอแห้งๆ

2)Paroxysmal stage ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะจะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มี อาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้งตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วู๊ป (whoop) ซึ่งเป็นเสียงการดูดลมเข้าอย่างแรง ในช่วงที่ไอผู้ป่วยจะมีหน้าตาแดง น้ำมูกน้ำตาไหล ตาถลน ลิ้นจุกปาก เส้นเลือดที่คอโป่งพองการไอเป็นกลไกที่จะขับเสมหะที่เหนียวข้นในทางเดินหายใจออกมาผู้ป่วยจึงจะไอติดต่อกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถขับเสมหะที่เหนียวออกมาได้บางครั้งเด็กอาจจะมีหน้าเขียว เพราะหายใจไม่ทันโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ อายุน้อยกว่า 6 เดือน จะพบอาการหน้าเขียวได้บ่อย และบางครั้งมีการหยุดหายใจร่วมด้วยอาการหน้าเขียวอาจจะเกิดจากเสมหะอุดทางเดินหายใจได้ส่วนใหญ่เด็กเล็กมักจะมีอาการอาเจียนตามหลังการไอเป็นชุดๆ ระยะไอเป็นชุดๆนี้จะเป็นอยู่นาน 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านี้ได้

3) ระยะ ฟื้นตัว (Convalescent stage) กินเวลา 2-3 สัปดาห์ อาการไอเป็นชุดๆ จะค่อยๆลดลงทั้งความรุนแรงของการไอและจำนวนครั้ง แต่จะยังมีอาการไอหลายสัปดาห์ระยะของโรคทั้งหมดถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนจะใช้เวลาประมาณ 6-10 สัปดาห์

สำหรับโรคไอกรน หากเกิดในผู้ใหญ่ไม่มีความรุนแรง สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ ไม่มีไข้ มีเพียงอาการไอเท่านั้น แต่ถ้าหากโรคไอกรนเกิดกับเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 ขวบ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ที่พบบ่อยคือไอหนักจนตัวเขียวหรือไอจนหยุดหายใจ ทำให้สมองขาดออกซิเจน และอาจเสียชีวิตได้ ส่วนอาการชักสามารถพบได้เช่นกันแต่พบไม่บ่อยนัก

ลูกไม่สบาย

19. มีไข้อาการซึม ไข้สูง หงอย ดูเหมือนป่วย = โรคไอพีดี IPD

โรคไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease, IPD) คือ โรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “นิวโมคอคคัส” (Streptococcal Pneumoniae)  เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงในเด็ก ซึ่งสามารถติดต่อสู่กันได้ผ่านการไอหรือจามเหมือนกับการแพร่เชื้อไข้หวัดธรรมดา แต่ผู้ป่วยจะมีอาการร้ายแรงกว่าไข้หวัดมาก อาการแสดงของโรคได้ 3 แบบ คือ

  1. การติดเชื้อแบบรุนแรง ลุกลาม แพร่กระจาย (IPD) ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง
  2. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ ปอดอักเสบ และการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนล่างตั้งแต่กล่องเสียงลงไป
  3. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ คออักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ

เชื้อชนิดนี้ พบเป็นพาหะอยู่ที่โพรงจมูกและคอ ในเด็กทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ เชื้อชนิดนี้ นอกจากก่อโรคในเด็กแล้วยังทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ในผู้ใหญ่อายุมากกว่า 65 ปี

อาการของการติดเชื้อนิวโมคอคคัส

โรคติดเชื้อ IPD จะมีอาการไข้เหมือนกับโรคติดเชื้อทั่วไป แต่ถ้าการติดเชื้อรุนแรงลุกลาม ทำให้เกิดการติดเชื้อได้หลายแบบขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อ คือ

การติดเชื้อในระบบประสาท ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ซึม อาเจียน คอแข็ง ส่วนในเด็กทารกจะมีไข้สูง ซึม ร้องกวน กระหม่อมโป่งตึง และชักได้ ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้ การวินิจฉัยโรคนี้ต้องมีการตรวจเพาะเชื้อ จากการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง

    1. จากการศึกษาเด็กที่ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในประเทศไทย พบเชื้อที่เป็นสาเหตุ 3 อันดับแรก คือ
    • เชื้อฮิบ ( HIB ; Hemophilus Influenza B) 41.2%
    • เชื้อนิวโมคอคคัส (IPD ; Invasive Pneumocaccal Disease) 22.1%
    • เชื้อซัลโมเนลล่า (Salmonella) 14.1%

จะเห็นว่าเชื้อตัวนี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กไทย

    1. การติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีอาการไข้สูง ร้องกวน เชื้อสามารถกระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด อาจเกิดการช็อค และเสียชีวิตได้
    2. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอดอักเสบ เด็กมีไข้ ไอ หอบ ถ้ารุนแรงมากอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากภาวะการหายใจล้มเหลว
    3. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน คือ คออักเสบ หูน้ำหนวก (หรือหูชั้นกลางอักเสบ) และไซนัสอักเสบ ถ้ารักษาไม่ถูกต้องเชื้ออาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงและสมองได้

อาการไข้ในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักหายได้เอง อย่างไรก็ตามควรเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งอาจไม่ใช่ไข้ธรรมดา สาเหตุหนึ่งของอาการไข้ อาจเกิดจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส แม้พบไม่บ่อยแต่รุนแรง เพราะเชื้อจะลุกลามอย่างรวดเร็ว และหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจคร่าชีวิตเด็กได้ใน 2-3 วัน

 

20. มีเลือดออกตามผิวหนัง เป็นจุดเล็กๆ แดงๆ มีรอยช้ำจ้ำตามแขนขา เหมือนได้รับการกระแทกมาแล้วช้ำ = โรคเกล็ดเลือดต่ำ ITP

โรคเกล็ดเลือดต่ำ (Immune Thrombocytopenia in Children) Immune thrombocytopenia (ITP) เป็นโรคเลือดออกง่ายจากเกล็ดเลือดที่มีจำนวนลดลงแต่อย่างเดียว (isolated thrombocytopenia) โดยในเด็กมักเกิดตามหลังโรคติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่พบว่า ภาวะเกล็ดเลือดต่ำเกิดขึ้นภายหลังโรคติดเชื้อประมาณ 1-3 สัปดาห์ เด็กบางรายอาจมีประวัติเพิ่งไปรับการฉีดวัคซีน ส่วนน้อยอาการจะค่อยเป็นค่อยไปโดยเฉพาะในเด็กโตที่อายุมากกว่า 10 ปี จะมี แนวโน้มที่จะเป็น ITP เรื้อรัง ทั้งนี้อาการของโรคเกล็ดเลือดต่ำ คือ มีภาวะที่เกล็ดเลือดมีจำนวนน้อยกว่า 140,000 เกล็ดต่อไมโครลิตร ซึ่งในคนปกติทั่วไปจะมีเกล็ดเลือดอยู่ประมาณ 140,000-400,000 เกล็ดต่อไมโครลิตร และมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดในกระบวนการห้ามเลือดของร่างกาย แต่หากร่างกายไม่สามารถผลิตเกล็ดเลือดได้ในปริมาณที่ต้องการ หรือมีการทำลายเกล็ดเลือดเพิ่มกว่าปกติ ก็จะส่งผลต่อร่างกาย ดังนี้

  • มีเลือดออกตามผิวหนัง เป็นจุดเล็กๆ แดงๆ
  • มีอาการเลือดออกตามไรฟัน
  • มีเลือดกำเดาออก
  • มีรอยช้ำจ้ำตามแขนขา เหมือนได้รับการกระแทกมาแล้วช้ำ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้กระแทกอะไร กล่าวคือ เมื่อกระแทกอะไรนิดหนึ่งก็เป็นรอยช้ำ

Must read >> แม่แชร์ประสบการณ์สังเกตให้ดี ลูกป่วย มีตุ่มแดงแปลกๆ ขึ้น
เสี่ยงเป็น โรค ITP เกล็ดเลือดต่ำ รักษาช้าเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

ท้งนี้เด็กที่เป็นโรค ITP จะพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี พบมากกว่าช่วงอายุอื่นผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยปัญหาเลือดออกเพียงอย่างเดียว อาการเลือดออกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (acute onset) ได้แก่ อาการจ้ำเขียวหรือจุดเลือดออกทางผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ พบได้เกือบร้อยละ 100 เลือดกำเดาออกพบ ประมาณร้อยละ 25 บางรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีเลือดออกในสมองเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตได้นั้นพบประมาณไม่ถึงร้อยละ 1 ขณะที่มาพบแพทย์ไม่มีอาการร่วมอื่นๆ เช่น ไข้ ปวดข้อ เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด

แม้ว่าโรคเกล็ดเลือดต่ำ จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้น หากพบว่ามีความผิดปกติต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกาย จึงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาต่อไป

อย่างไรก็ตามคำแนะนำจากทั้งอาการของโรคเด็กทั้ง 20 โรคข้างต้นนี้ไม่สามารถแทนการตรวจจากแพทย์โดยตรงได้ เนื่องจากการวินิจฉัยอาการของโรคต่างๆที่ ลูกไม่สบาย ต้องอาศัยการซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดด้วย เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่ถูกต้องมากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก :

อาการสำลักเข้าปอด

อาการสำลักเข้าปอด ทารกสำลักนม อันตรายถึงชีวิต

อาการสำลักเข้าปอด อันตรายหากทารกสำลักนม แม่จะรู้ได้อย่างไร และมีวิธีไหนป้องกันได้บ้าง

ป้อนนมลูกต้องระวัง! อาการสำลักเข้าปอด

แม่ป้อนนมลูกทั้งหลาย ควรระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ เพราะอาการสำลักนมของทารกเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ แต่ถ้าลูกสำลักจนเข้าปอดจะเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อตัวทารก โดยคุณแม่ท่านหนึ่งได้โพสต์ฝากเรื่องทารกสำลักนมไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์คุณแม่มือใหม่นะคะ ตอนแรกเกิดน้องน้ำหนัก 2.6 กิโลกรัม วันนี้น้องมีอายุ 26 วัน มีอาการเสียงครืดคราด แม่คิดว่าคงมีน้ำมูกอยู่ในจมูกน้องเลยพาไปหาหมอ เมื่อชั่งแล้วลูกน้ำหนัก 3.4 กิโลกรัมค่ะ แม่ตกใจมาก หมอบอกว่าแม่ให้นมเยอะเกินไป จนน้ำนมเข้าไปอยู่ในปอดลูกเยอะต้องดูดออก ตอนดูดแม่ใจจะขาดเลยค่ะ น้องร้องดังมาก เลยอยากเตือนแม่ท่านอื่นค่ะว่า ที่ลูกร้องอาจจะไม่ใช่หิวเสมอไปค่ะ **เพิ่มเติมนะคะ น้องสำลักและอ้วกด้วยค่ะ นมเลยเข้าปอด

คุณแม่เล่าเพิ่มเติมว่า ลูกคนนี้เป็นลูกคนแรก แม่จึงยังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งปกติแล้ว ทารกจะต้องกินนมทุก 3 ชั่วโมง โดยคุณแม่จะจับเข้าเต้าข้างละ 15 นาที เมื่อน้องกินนมแม่ครบแล้ว จะให้คุณพ่อสลับอุ้มน้องกับคุณยาย

“เมื่อน้องร้องเค้าก็คิดว่าน้องจะกินอีก พอกินแล้วล้น น้องจึงอาเจียนออกมาเยอะมาก เค้าก็ยังคิดว่าน้องอาเจียนมาหมดแล้วน้องต้องหิวอีก ให้แม่ยัดนมให้น้องอีกค่ะ และน้องสำลักบ่อยด้วยค่ะ”

จากนั้น 3-4 วัน แม่สังเกตว่า ลูกน้อยมีเสียงครืดคราด หายใจเสียงดังลูกกินเยอะ อย่าดีใจ ป้อนไม่ยั้ง เสี่ยงปอดติดเชื้อ กระเพาะพัง จึงตัดสินใจพาไปพบคุณหมอ ตอนนั้นแม่ทั้งเครียดทั้งสงสารลูกมาก ๆ พอคุณหมอดูดนมออกจึงให้ยา แล้วให้กลับบ้าน คุณหมอแจ้งว่า หลังจากนี้ให้แม่จำกัดการให้ลูกกินนมค่ะ แบ่งกินเป็นมื้อ ๆ

“ลูกร้องยังพึ่งยัดนมให้ลูกค่ะ น้องไม่ได้หิวเสมอไป พาอุ้มเดิน เปลี่ยนผ้าอ้อม ไม่ก็น้องอาจจะร้อนหรือหนาวก็ได้ค่ะ” คุณแม่ทิ้งท้าย

ปัจจุบันอาการของน้องดีขึ้นมาก ร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว คุณแม่ก็คอยบีบนมใส่ขวดให้น้องกินครั้งละ 2 ออนซ์ แล้วก็คอยสังเกตอาการน้องอยู่เสมอ เวลาลูกร้องก็พาอุ้มและคอยดูว่าลูกร้องเพราะอะไร

ถึงแม้ว่าน้ำนมแม่จะมากด้วยคุณประโยชน์และเปี่ยมไปด้วยสารอาหาร แต่ก็ต้องให้ลูกกินในปริมาณที่เหมาะสม ขนาดกำลังพอดีกับกระเพาะน้อย ๆ ของเจ้าตัวน้อย

อาการสำลักเข้าปอด
อาการสำลักเข้าปอด

ขนาดกระเพาะทารกแค่นี้ กินอย่างไรให้พอดี

ทารกแรกเกิดมักจะหิวนมและตื่นมาร้องอุแว๊ อุแว๊ ทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง เพราะกระเพาะทารกมีขนาดเล็ก ทำให้ลูกตื่นมากินนมบ่อย ๆ หากต้องการรู้ว่าลูกกินนมแม่เพียงพอแล้วหรือยัง คุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ชื่อดัง แนะนำให้สังเกตจำนวนครั้งปัสสาวะ ควรอยู่ราว ๆ 6 ครั้งต่อวัน ส่วนอุจจาระ 2 ครั้งต่อวัน

วันแรกหลังคลอด กระเพาะของลูกจะมีขนาดความจุนมได้เพียง 5-7 มล. หรือ 1/6 ถึง 1/4 ออนซ์ ส่วนวันที่ 3 จะรับได้ 22-27 มล. หรือ 3/7 ถึง 1 ออนซ์ ถ้า 7 วัน จะรับนมได้ราว ๆ 1.5 – 2 ออนซ์ แต่ถ้าครบ 30 วัน กระเพาะของเจ้าตัวน้อยจะขนาดพอ ๆ กับไข่ไก่ ต้องการน้ำนมแม่ 2.5 – 5 ออนซ์

ทําไมลูกถึงแหวะบ่อย อาการแหวะนม สำรอกนม

พญ.อรรัตน์ น้อยเพิ่ม กุมารแพทย์ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ อธิบายถึงกรณีทารกแรกเกิดแหวะนมไว้ว่า 4 เดือนแรก ทารกจะแหวะนมได้ เพราะกินนมในปริมาณมากแต่ความจุของกระเพาะยังน้อย กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารยังทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งสำคัญคือ ท่าให้นมทารก ถ้าทารกอยู่ในท่านอนหงาย ก็จะยิ่งทำให้เกิดการแหวะนมได้ อาจมีอาเจียนร่วมด้วย แต่มักจะหายได้เองตอนอายุ 12 – 18 เดือน

ส่วนสิ่งที่ต้องระวัง เมื่อทารกแหวะนมคือ โรคกรดไหลย้อนในทารก เพราะของเหลวในกระเพาะอาหารจะขึ้นมาในหลอดอาหารก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบต่าง ๆ เช่น ทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ทำให้ทารกไม่สบายได้

อาการสำลักเข้าปอด
อาการสำลักเข้าปอด

อาการแหวะนมของทารก

  • ทารกร้องไห้ งอแง
  • ไม่ยอมกินนม
  • หยุดดูดนมทั้งที่หิว
  • แหวะหรืออาเจียนมีน้ำดีหรือเลือดปน
  • ภาวะแทรกซ้อนในทางเดินหายใจ เช่น ไอ สำลัก หายใจหอบ
  • เด็กบางคนอาจไอรุนแรงจนหน้าเปลี่ยนสี

ถ้าทารกมีอาการแหวะนมมาก ๆ จะเกิดภาวะกรดไหลย้อน น้ำหนักตัวก็จะไม่ขึ้นอีกด้วย

อันตรายจากการสำลักนม

อาการสำลักนมของทารกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ก็จริง แต่สำหรับทารกบางคนนั้น อาการสำลักนมอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ เช่นเดียวกับข่าวคราว ทารกสำลักนมเสียชีวิตที่พบเห็นกันได้บ่อย ๆ เช่น กรณีของทารกวัย 1 เดือนที่สำลักนมจนเสียชีวิต นพ.สมคิด วงศ์ศิริอำนวย แพทย์ที่ทำการชันสูตรศพทารก โรงพยาบาลสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อธิบายว่า การเสียชีวิตของทารกรายนี้สันนิษฐานว่า เกิดจากการสำลักนม เพราะหลังจากที่แม่ให้นมลูก แม่ให้เด็กนอนทันทีโดยไม่ได้อุ้มเรอ ก่อนหน้านี้ เด็กก็มีอาการนอนกรนและนอนอ้าปาก ส่วนแม่ให้เด็กนอนหงาย ซึ่งเป็นวิธีเลี้ยงที่ไม่ถูกต้อง อยากฝากแม่ ๆ ด้วยว่า หลังการให้นมลูก จะต้องจับเรอเพื่อป้องกันการสำลักนม หากเด็กมีอาการนอนกรนต้องให้เด็กนอนตะแคง ถ้าเด็กอ้าปากในขณะนอน ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วน

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกสำลักเวลาแหวะนม

มูลนิธิศูนย์นมแม่ อธิบายว่า หลังให้นมลูกควรจับลูกเรอด้วยการจับให้เรอในท่าตั้งขึ้น จับตั้งในท่านั่งหรืออุ้มพาดบ่า ลมซึ่งอยู่สูงกว่านมในท้องก็จะออกมา ถ้าไม่ไล่ลมหรือไล่ลมได้ไม่หมด ตอนนอนลูกก็จะเรอและแหวะนม ถ้าเด็กดูดนมเร็วหรือดูดนมนานก็จะได้ลมเข้าไปเยอะ ต้องหมั่นไล่ลมออกเป็นพัก ๆ ครึ่งทางระหว่างให้ลูกกินนม หรือไล่ลมช่วงเปลี่ยนข้าง นอกจากนี้ เวลานอนอาจให้ศีรษะอยู่สูง จับตะแคงขวาสักครึ่งชั่วโมงนมก็จะไหลย้อนยาก ส่วนวิธีที่จะป้องกันไม่ให้ลูกสำลัก

  1. อย่าจับลูกตั้งขึ้น
  2. จับลูกวางนอนตะแคง ศีรษะอยู่ในระดับเดียวกับลำตัวหรือต่ำกว่าเล็กน้อย
  3. วิธีนี้จะทำให้น้ำนมไหลออกมาข้างนอก ไม่สำลักเข้าหลอดลมและปอด
  4. ถ้าน้ำนมค้างในรูจมูกให้เช็ดออกเพื่อป้องกันการสำลักนม

เพื่อป้องกันทารกสำลักนมเข้าปอด หรือเข้าหลอดลม คุณแม่ควรจัดท่าให้ลูกกินนมอย่างถูกต้อง แล้วจับเรอทุกครั้งหลังให้นมลูก แต่ถ้าลูกมีอาการผิดปกติ หายใจเสียงดัง ไอรุนแรง อาเจียนมีสีแปลก ๆ กลิ่นเหม็นมาก ให้รีบพาลูกมาพบแพทย์

อ้างอิงข้อมูล : thaibf.com, vichaiyut และ facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

วิจัยใหม่จากต่างประเทศพบ!! ไมโครพลาสติก รั่วจากขวดนม เพราะต้มก่อนใช้

เทคนิค 5 ดูดให้ทารก ดูดนม จากเต้าได้ดี ลูกแข็งแรง แม่น้ำนมเยอะ

อย่าให้ลูกดูดขวด! ถ้ายังไม่รู้ ภาวะสับสนหัวนม

น้ำต้ม หอมแดง แก้หวัด

เปิดสูตรลับ!!น้ำต้ม หอมแดง บรรเทาหวัดและข้อควรระวัง

หอมแดง พืชสมุนไพรที่มีติดบ้านทุกครัวเรือน วันนี้เราจะมาเปิดสูตรเด็ด เคล็ดลับ น้ำต้มหอมแดง ช่วยลูกน้อยบรรเทาหวัด คัดจมูกที่ได้ผลชะงักจากรุ่นสู่รุ่น

เปิดสูตรลับ!!น้ำต้ม หอมแดง บรรเทาหวัดและข้อควรระวัง

ตอนเด็ก ๆ ใครเคยถูกจับใส่กะละมังรายล้อมด้วยใบไม้ สมุนไพรลอยเต็มอ่างยกมือขึ้น ขอยอมรับตามตรงว่า เป็นคนหนึ่งที่ตอนเด็กโตมากับประสบการณ์เหล่านี้ นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจากรุ่นสู่รุ่น ที่ต้องยอมรับว่าภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนก็ใช่ว่าจะล้าสมัยไปเสียทุกเรื่องทีเดียว กับสมุนไพรใกล้ตัว ที่ทุกบ้านมีติดครัวกัน และราคาไม่แพง หากนำมาใช้ในคราวจำเป็นอย่างสูตรลับโบราณนี้ น้ำต้มหอมแดง ที่เอาไว้ใช้ช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก มีน้ำมูกของลูกเล็กเด็กแดง ก็ช่วยได้มากที่เดียว ดูได้จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยได้ลอง จะเห็นว่าต่างพูดเป็นเสียเดียวกันว่า…ได้ผล!!

"ลูกเป็นหวัด

สำหรับแม่คนไหนที่ยังไม่ทราบเกี่ยวกับสูตรลับช่วยบรรเทาอาการหวัดนี้ ไม่ต้องกังวลไปวันนี้ ทีมแม่ ABK ขอเป็นตัวแทนสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านนี้ ให้ยังคงดำรงอยู่ สืบทอดจากรุ่นก่อนมาสู่รุ่นเรา แม้จะเข้าสู่ยุคดิจิตอลแล้วก็ตาม แต่ความรู้ดี ๆ บางอย่างเราก็สามารถเรียนรู้ และลองนำมาหาเหตุผลด้วยคำตอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มความม้่นใจ และช่วยพิสูจน์เพื่อที่จะเก็บรักษาความรู้ดี ๆ ไว้ใช้ให้ลูกหลานต่อไป

สูตรลับที่ไม่อยากให้ลับ “น้ำต้มหอมแดง”

ว่าด้วยเรื่องสูตรน้ำต้มหอมแดงนั้น ไม่ได้มีระบุไว้เป็นหลักการที่ชัดเจนตายตัว อาจมีผิดแผกแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละสูตรที่มา เราพอจะจำแนกแยกสูตรน้ำต้มหอมแดงได้เป็น 2 สูตร ดังนี้

สูตรน้ำต้มหอมแดงสมุนไพร

ส่วนประกอบ

  1. หอมแดง
  2. ใบมะขาม
  3. น้ำเปล่าสะอาด

วิธีทำ

นำใบมะขามและหัวหอมแดงมาล้างทำความสะอาด แล้วต้มใบมะขามและทุบหัวหอมแดงใส่ลงไปด้วย ในปริมาณที่พอเหมาะอย่าให้มากเกินไป เพราะจะทำให้ลูกจะรู้สึกแสบร้อน รอจนน้ำเดือด หรือพออุ่นๆ แล้วจึงปิดไฟ หลังจากนั้นก็ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นพอที่ลูกจะอาบได้ แล้วจึงนำมาอาบให้ลูก หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็เช็ดตัวให้ลูกเหมือนปกติ อาจกรองเอาใบมะขาม และหอมแดงออกก่อนก็ใช้ได้เช่นกัน
 สูตรน้ำต้มหอมแดง ลดน้ำมูก
ส่วนประกอบ
  1. หอมแดง 1 กำมือ
  2. น้ำเปล่าสะอาด

วิธีทำ

นำหอมแดงมาแกะเปลือกชั้นนอกออก ล้างทำความสะอาด นำไปต้มในน้ำสะอาดจนเดือดประมาณ 5 นาที แล้วนำไปผสมในน้ำที่ใช้อาบโดยจะกรองหัวหอมออกหรือไม่ก็ตามสะดวก

อ่านต่อ วิธีอาบน้ำให้ลูกน้อย สำหรับพ่อแม่มือใหม่

"อาบน้ำต้ม

สรรพคุณของน้ำต้มหอมแดง

น้ำต้มหอมแดง ว่ากันว่าช่วยบรรเทาอาการหวัด แต่ถ้าจะลงรายละเอียดกันจริง ๆ แล้ว เราคงต้องมาดูถึงพระเอกของเรา นั่นคือ หอมแดง นั่นเองว่ามีสรรพคุณในตัวเองอย่างไรบ้าง มีส่วนประกอบใดที่ช่วยในการบรรเทาอาการหวัด คัดจมูกกันนะ

หอมแดง (Shallot) เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยนิยมนำส่วนหัวมาใช้ในการประกอบอาหาร จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ สามารถหาซื้อได้อย่างสะดวกตามตลาดในประเทศไทย ส่วนมากมักปลูกหอมแดงทางภาคอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเมื่อปลูก 1 หัว จะสามารถเจริญเติบโต และแตกแยกออกมาเป็นหัวใหม่ ๆ อีกประมาณ 2-10 หัวต่อกอกันเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีปลูก การดูแล และสภาพแวดล้อมรอบข้าง โดยพืชสมุนไพรชนิดนี้มีสารอัลลิซิน (Allicin) และเอน-โพรพิลไดซันไฟด์ (N-propyl disulphide) ที่ทำให้มีกลิ่นฉุน อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่เหมือนใคร แต่กลับมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

สารสำคัญมากประโยชน์ในหอมแดง

1. น้ำมันหอมระเหย

ในหอมแดงประกอบด้วยสารเคมีสำคัญมากมาย ซึ่งส่วนมาก สารเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของ “น้ำมันหอมระเหย (Coumarins)” ซึ่งจะอยู่ในส่วนของหัวหอมแดง เป็นสารที่ทำให้หอมแดงมีรสชาติออกขมปนเผ็ดร้อน มีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และต้านอนุมูลอิสระ

2. สารที่ทำให้เกิดกลิ่น

โดยสารดังกล่าว ก็คือ สารโพรพิลไดซันไฟด์ (Propyl Disulfide) ซึ่งสารชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกาย ส่วนสารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดลงได้ คือ โพรพิล-อัลลิลไดซันไฟด์ (Propyl-allyl Disulfide) และไดโพรพิลไดซันไฟด์ (Dipropyl Disulfide)

"<yoastmark

3. สารที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

สารชนิดนี้มีชื่อว่า สารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งโดยปกติแล้ว สารนี้จะไม่มีอยู่ในหัวหอม แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อหัวหอมถูกทุบ หรือทำให้แตก ภายใน สารอัลลิซินจะมีเอนไซม์ชื่อว่า “อัลลิเนส (Alliinase)” ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดกระบวนการทางธรรมชาติ ส่งผลให้ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้

4. สารต้านอนุมูลอิสระ

หรือเรียกได้ในชื่อ สารเควอซิทิน (Quercetin) ที่สกัดได้จากหอมแดงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

สารต่าง ๆ เหล่านี้ในหอมแดง เป็นน้ำมันหอมระเหย ที่ช่วยรักษาอาการหวัดแบบไม่มีไข้ได้เป็นอย่างดี โดยการให้ลูกอาบน้ำต้มหอมแดงนี้ก็ใช้หลักการเดียวกันกับ อโรมาเธอราพี โดยหลักการนี้เป็นอย่างไรนั้น เราลองมาฟังคำอธิบายจาก รองศาสตราจารย์ ดร. อ้อมบุญ วัลลิสุต
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

อโรมาเธอราพี (Aromatherapy) หรือ สุคนธบำบัด คือ ศาสตร์ในการใช้น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดพืชหอม (ขอย้ำว่าต้องเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดจากพืชเท่านั้น) เพื่อการบำบัดรักษาหลายอาการ ตั้งแต่ อาการติดเชื้อต่างๆ โรคผิวหนัง ไปจนถึงภูมิคุ้มกันบกพร่องและความเครียด มีการใช้น้ำมันหอมระเหยในยุโรปมากว่าร้อยปี และมีการใช้ในการแพทย์ตะวันออกมานานกว่าพันปี แต่ในประเทศฝรั่งเศสมีการ ใช้สุคนธบำบัดทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ และมีการวิจัยกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกในทุกๆ ด้าน ส่วนสหรัฐอเมริกานิยมใช้สุคนธบำบัดร่วมกับการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ในการรักษาโรคต่างๆ

ในประเทศไทยก็มีการใช้แบบพื้นบ้านเช่น การเข้ากระโจมแก้หวัด ผู้เขียนจำได้ว่าตอนเป็นเด็กเล็กเมื่อเป็นหวัดคุณแม่จะให้นั่งอยู่หน้ากาละมังเคลือบที่มีสมุนไพรเปราะหอม หอมแดง ใบมะขาม และเทน้ำเดือดลงไปพร้อมกับเอาผ้าเช็ดตัวคลุมโปงครอบไว้ทั้งตัว ไอหอมระเหยเข้าจมูกเข้าไปบำบัดอาการหวัด สักพักเมื่อน้ำพออุ่นๆ คุณแม่ก็จะเอาน้ำนั้นรดศีรษะไล่หวัดอีกรอบ เป็นอันว่าไปโรงเรียนได้ อดหยุดอยู่กับบ้าน

ผลต่อร่างกาย (Physiological Effects) ของน้ำมันหอมระเหย เกิดเมื่อโมเลกุลเล็กๆ นับร้อยเหล่านี้ไปถึงสมองส่วนลิมบิค (limbic system) ซึ่งควบคุมอารมณ์และความรู้สึกโดยจะมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และความจำ และเนื่องจากสมองส่วนนี้เชื่อมต่อโดยตรงกับสมองที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดัน การหายใจ ความจำ ระดับความเครียด สมดุลย์ฮอร์โมน ดังนั้นการสูดดมน้ำมันหอมระเหยจึงเป็นวิธีที่ให้ผลทางร่างกายและระบบประสาทที่เร็วที่สุดทางหนึ่ง เพราะหลังจากการสูดดมน้ำมันหอมระเหยจะเข้าสู่กระแสเลือดโดยทางเนื้อเยื่อของปอด และจากระบบประสาทรับกลิ่นจะไปมีผลต่อสมองส่วนต่างๆ เช่น สมองส่วนคอร์เท็กซ์ มีผลต่อการเรียนรู้ (intellectual process) ต่อมพิทิวทอรี (pituitary gland) ซึ่งควบคุมระบบฮอร์โมนทั้งหมด รวมทั้งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต และสมองส่วนไฮโปธาลามัสซึ่งควบคุมความโกรธและความรุนแรง

อ้างอิงบทความจาก บทความเรื่อง อโรมาเธอราพี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

"<yoastmark

จากบทความของคุณหมอข้างต้นก็สามารถทำให้พ่อแม่สบายใจกันได้ หากต้องการใช้วิธีการบรรเทาอาการหวัด ด้วยวิธีน้ำต้มหอมแดงนี้ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านนำเอาภูมิปัญญาโบร่ำโบราณมาใช้ก็อย่าพึ่งกังวลใจกันไป แต่ถึงอย่างไรการใช้สมุนไพรก็มีข้อควรระวังอยู่เหมือนกัน ทั้งในแง่ของวิธีการที่บางบ้านอาจใช้ปริมาณ หรือขั้นตอนบางอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้นเราจึงควรเพิ่มความระมัดระวังหากต้องการใช้วิธีการนี้

ข้อควรระวังในการใช้น้ำต้มหอมแดงอาบน้ำลูก

  1. ในหอมแดงยังมีองค์ประกอบจากกำมะถัน ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองตา เวลาหั่นจึงทำให้แสบตาน้ำตาไหล ทำให้แสบจมูก และอาจระคายเคืองต่อผิวหนัง หรือก่อให้เกิดพิษบนผิวหนังได้ ส่งผลทำให้เป็นผื่นคันและปวดแสบปวดร้อน จึงควรหลีกเลี่ยงการทาบริเวณผิวที่บอบบาง
  2. หลายครอบครัวก็ให้อาบตั้งแต่ลูกยังมีอายุได้ไม่กี่เดือน แต่โดยส่วนมากแล้ว ถ้าเด็กเล็กมากก็จะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เพราะร่างกายของเด็กเล็ก ๆ ยังบอบบางอยู่ และลูกอาจเกิดอาการแพ้สารบางอย่างในหัวหอมแดงได้
  3. ควรระมัดระวังปริมาณของหอมแดง และใบมะขามที่ใช้ไม่ควรมากเกินไป เพราะอาจทำให้สารหอมระเหยที่มีมีปริมาณมากเกินจนทำให้เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
  4. หลังอาบน้ำต้มหอมแดงแล้ว ควรอาบน้ำ หรือเช็ดตัวลูกด้วยน้ำเปล่าสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ลดความเสี่ยงการเกิดการระคายเคือง
  5. ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ลูกเล่นน้ำเพียงลำพัง เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นได้
  6. หากอาการหวัดลูกไม่ดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์
อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านหวัด
อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านหวัด

นอกจากวิธีการบรรเทาอาการหวัด ที่วันนี้เราได้นำมาฝากกันแล้ว ยังมีวิธีการช่วยให้ลูกน้อยห่างไกลจากหวัด และอาการอันไม่พึงประสงค์ที่สร้างความทรมานให้แก่ลูก ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่เกิดความกลุ้มใจ อีกหลากหลายวิธี หนึ่งในนั้น คือ การดูแลป้องกันลูกให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อโรค ซึ่งเป็นหนทางที่ดีที่ช่วยมิให้ลูกต้องมาทรมานจากอาการหวัด เช่น การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อาหารที่มีฤทธิ์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นต้น เพราะสุขใดจะเท่า การที่พ่อแม่อย่างเราได้เห็นลูกน้อยร่าเริง สดใส ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยกัน

อ่านต่อ อาหารแก้หวัด 13 ชนิด เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ลูกน้อย

อ่านต่อ อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยผักผลไม้ 5 สี

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก postsod/hd.co.th/คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาบน้ำต้มใบมะขาม สูตรโบราณจากคุณยาย

รู้เท่าทัน ! 5 โรคที่เด็กๆ ป่วยกันมากในหน้าฝน

พ่อแม่ควรระวัง! 5 โรคที่มาพร้อมจูบ

วิธีสังเกต ลูกเป็นหวัด เพราะเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง

ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หนึ่งในสัญญาณของโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก ๆ ก็คือ การนอนกรน ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ไม่ควรชะล่าใจ ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง

สังเกตลูกให้ดี ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง ควรรีบพาไปพบหมอ

อาการนอนกรนในเด็กเป็นสัญญาณสำคัญของร่างกาย ที่พ่อแม่ไม่ควรชะล่าใจ โดยเฉพาะถ้าเกิดร่วมกับภาวะการหายใจที่ลดลง หรือหยุดหายใจในขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome) จากคลิปคุณแม่ต้นหอม ศกุนตลา ได้โพสต์น้องปกป้องในวัยเกือบ 2 ขวบ กำลังนอนหลับอย่างน่าเอ็นดู แต่กลับมีเสียงกรน จนทำให้หลายคนเป็นห่วงและคอมเมนท์ให้คุณแม่รีบพาน้องปกป้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง
ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง

เครดิตภาพ : instagram.com/djtonhorm

สำหรับการนอนกรนในเด็กเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ และควรพาลูกไปพบแพทย์ เพราะมีอันตรายมากกว่าที่คิด

ลูกนอนกรนอันตรายแค่ไหน

การนอนกรนในเด็กจะอันตรายเมื่อเกิดร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea Syndrome :OSAS) โดยมีอาการหลัก ๆ ได้แก่

อาการอื่น ๆ ที่มักมีร่วมด้วย

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่สะท้อนว่าที่ลูกกรนนั้นเสี่ยงจะมีอาการรุนแรง ได้แก่ การนอนหลับในท่าทางที่ผิดปกติ กรนทุกวัน กรนเสียงดัง ตอนนั้นลูกอาจหยุดหายใจขณะหลับเป็นช่วง ๆ ปลุกตื่นยากหลังตื่นนอน เพลียและอยากนอนเสมอ อาจมีผลด้านอารมณ์หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย หากลูกอยู่ในวัยที่เข้าเรียนแล้วก็จะนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียในคาบเรียน หรือมีอาการปวดศีรษะระหว่างวัน หลังตื่นนอน หากลูกบ่นว่าปวดหัวบ่อย ๆ ร่วมกับอาการอื่นเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์

ผลกระทบการนอนกรนต่อร่างกายของเด็ก

หากลูกมีอาการนอนกรนร่วมกับภาวะนี้ อาจทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง นอนกระสับกระส่าย ตื่นบ่อย ๆ คุณภาพการนอนลดลง ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ทำให้ลูกอ่อนเพลีย พัฒนาการเด็กไม่เหมาะสมกับวัย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้จะทำให้เด็กมีอันตรายถึงขั้นเกิดภาวะหัวใจทำงานล้มเหลวได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ทำให้มีสติปัญญาต่ำ ระดับการเรียนรู้ต่ำลง ร่วมกับสมาธิสั้น

ด้วยอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้น (ADHD) เช่น เด็กจะซนกว่าปกติ หงุดหงิดโมโหง่าย ถ้าไม่ได้สังเกตเรื่องการนอนกรน อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคสมาธิสั้นได้ พ่อแม่จึงต้องสังเกตการนอนของลูก ดูพฤติกรรมของลูก ควบคู่กันไปเพื่อนำอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไปปรึกษาคุณหมอ จะได้รักษาอย่างถูกโรคและทันท่วงที

ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง
ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง

หายใจเสียงดัง สัญญาณอันตราย

Obstructive Sleep Apnea Syndrome (OSAS) เกิดจากทางเดินหายใจที่มีการอุดกั้นบางส่วน หรืออุดกั้นอย่างสมบูรณ์ อาการเกิดได้เป็นพัก ๆ จึงรบกวนต่อระบบการระบายลมหายใจ และระบบการนอนหลับ

ความเสี่ยงของลูกนอนกรนที่พบภาวะ OSAS

  1. เด็กมีต่อมทอนซิลโต หรือมีต่อมอดีนอยด์โต และอาจจะโตได้ทั้ง 2 ต่อม
  2. โรคอ้วน หรือเด็กมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน
  3. โรคปอดเรื้อรัง
  4. โครงสร้างของระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เช่น กรามเล็ก และขนาดทางเดินหายใจแคบกว่าปกติ
  5. มีความผิดปกติของสมอง ทำให้การคุมการทำงานของกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เช่น Cerebral Palsy
  6. กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากสาเหตุต่าง ๆ
  7. พบความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม

วิธีรักษาลูกนอนกรน

  • แพทย์อาจตัดต่อมอะดีนอยด์และต่อมทอนซิล ในกรณีที่เด็กมีต่อมอะดีนอยด์โตและต่อมทอนซิลโต เพื่อรักษาการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับ ช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้นได้ถึง 75-100%
  • หากไม่สามารถผ่าตัดได้ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพื่อป้องกันการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับ
  • บางรายอาจทำการรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ความผิดปกติของโครงสร้างของทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบกว่าปกติ
  • ในเด็กที่มีอาการภูมิแพ้หรือมีน้ำหนักตัวมาก แพทย์จะรักษาอาการของโรคเหล่านี้ร่วมด้วย

การนอนกรนในเด็กไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเข้ารับการรักษาช้า ลูกอาจมีพัฒนาการที่ล่าช้า หรือมีสมาธิสั้นได้ หากลูกนอนกรน หรือหายใจเสียงดัง พ่อแม่ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์

อ้างอิงข้อมูล : gj.mahidol.ac.th , vitalsleepclinic.com และ sleepcenterchula.org

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

สุดยอด!แม่สังเกตจนรู้ ลูกไม่ได้เป็น ตากุ้งยิง แท้จริงคือชีสต์

ลูกปลอด โรคตับ และมะเร็งร้ายได้เพียงแค่..หยุด!!

เริมในช่องปาก โรคฮิตของเด็กเล็ก อาการเป็นอย่างไร

ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก

ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก เหตุผลว่าทำไมลูกต่ำกว่า 6 เดือน ไม่ควรกินน้ำ

ทารกหลังคลอดจนถึง 6 เดือน ควรกินนมแม่ เพื่อให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน ไม่ต้องเสริมอาหาร อย่าป้อนน้ำ ระวัง! ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก

ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก

จากความเชื่อโบราณ หรือคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมาของผู้หลักผู้ใหญ่ ทำให้พ่อแม่อาจลังเลใจที่จะให้ทารกกินน้ำ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทารกในวัย 6 เดือน สามารถได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน มีสุขภาพที่แข็งแรง โดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ และการให้ทารกดื่มน้ำยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะน้ำเป็นพิษในทารกได้อีกด้วย

6 เดือนแรกของชีวิต น้ำนมจากแม่ก็เพียงพอ

ตั้งแต่แรกเกิดจวบจน 6 เดือน ทารกควรกินนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว สิ่งนี้ยืนยันโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ ทั้งยังสนับสนุนให้ทารกหลัง 6 เดือน กินนมแม่เสริมจากมื้ออาหาร เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงไปจนโต นมแม่เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ทั้งยังสร้างขึ้นมาให้เหมาะสมที่สุดกับสภาพร่างกายของทารก นับตั้งแต่แรกเกิด-6 เดือน เป็นช่วงเวลาสำคัญต่อร่างกายและสมองของทารก นมแม่จึงจำเป็นตั้งแต่ชั่วโมงแรกของชีวิต การให้นมยังได้โอบกอด เล่นกับลูก ประสานสายตาสร้างความสัมพันธ์ เพิ่มความผูกพันสร้างสายใยระหว่างแม่กับลูก ส่งผลให้ลูกเจริญเติบโตได้ดี มีพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์ดี

ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก
เครดิตภาพ : actionlife.org

นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมกับทารกมากที่สุด เพราะมีสารอาหารสำคัญ มีองค์ประกอบด้านโภชนาการ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน ทั้งยังมีเซลล์สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทั้งจากเซลล์จากแม่ รวมถึงแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร นมแม่จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อในทารกแรกเกิด ลดอัตราการเสียชีวิต ช่วยพัฒนาระดับสติปัญญาให้เจ้าตัวน้อยฉลาดสมวัย ด้วยคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้ จึงเรียก นมแม่ เป็นวัคซีนหยดแรกของชีวิตลูก เพราะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารก สำหรับสารอาหารสำคัญในนมแม่นั้นเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาหลังการคลอด แบ่งเป็น 3 ระยะ

  • Colostrum น้ำนมระยะที่ 1

1-3 วันแรกที่กระบวนการสร้างน้ำนมในร่างกายของแม่สร้างขึ้นมา เรียกว่า ระยะหัวน้ำนมหรือน้ำนมเหลือง เพราะมีสีออกเหลืองจากแคโรทีน ประกอบด้วยโปรตีนที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เกลือแร่ วิตามิน สารอาหารที่จำเป็น ดีต่อการเจริญเติบโตของสมองและการมองเห็นของลูก น้ำนมระยะนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยระบายให้ร่างกายทารกขับขี้เทาออกมา

  • Transitional Milk น้ำนมระยะที่ 2

ช่วง 5 วัน ถึง 2 สัปดาห์ น้ำนมจะมีสีขาวขุ่น สารอาหารที่เพิ่มขึ้นเน้นไขมันและน้ำตาล มีปริมาณเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกายทารก

  • Mature Milk น้ำนมระยะที่ 3

หลังจากนั้นน้ำนมแม่จะมีปริมาณมากขึ้น มีสารอาหารที่สำคัญ ดังนี้

  1. โปรตีน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด เพิ่มภูมิต้านทาน และเอนไซม์ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียได้
  2. ไขมัน กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ DHA (Docosahexaenoic Acid) และ AA (Arachidonic Acid) มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น
  3. น้ำตาลแลคโตส ในนมแม่มีโอลิโกแซคคาไรด์หรือคาร์โบไฮเดรตสายสั้น (Human Milk Oligosaccharides หรือ HMOs) มากกว่า 200 ชนิด HMOs ในน้ำนมแม่ยังมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  4. วิตามินและแร่ธาตุ A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุซึ่งได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารก
  5. ในน้ำนมแม่ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) โกรทแฟคเตอร์ (Growth Factor) ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบทางเดินลำไส้ เส้นเลือด ระบบประสาท และระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต

จะเห็นได้ว่า น้ำนมแม่อย่างเดียวก็มีสารอาหารครบครัน ไม่จำเป็นต้องเสริมอาหารหรือป้อนน้ำก่อนวัยอันควร ทั้งยังสามารถให้น้ำนมแม่เสริมหลังจากที่ทารกเริ่มรับประทานอาหารได้ เพื่อให้ร่างกายของลูกได้รับสิ่งดี ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนเติบโต แต่ก็ยังมีความเชื่อที่อยากป้อนน้ำให้ทารก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ทารกเกิดอันตราย ทั้งยังทำให้ทารกเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารอีกด้วย

ความเชื่อการป้อนน้ำทารก

กรมอนามัย เคยทำการศึกษาช่วงเวลาและปัจจัยสำคัญในการเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมผสมหรืออาหารอื่น พบว่า สิ่งที่พ่อแม่มักป้อนให้ลูกกินในช่วงวัยก่อน 6 เดือน ได้แก่ น้ำเปล่า โดยมีเหตุผลหรือความเชื่อ เรียงตามลำดับดังนี้

  • ล้างปากทารกด้วยน้ำเปล่า ภายหลังการกินนม
  • เชื่อว่าการให้ทารกกินน้ำเป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นอันตราย
  • ทารกตัวเหลือง จึงให้กินน้ำเพื่อขับสารเหลือง
  • คิดว่าการให้ทารกกินน้ำจะช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
  • อยากให้ทารกผิวชุ่มชื้น
  • กลัวว่าทารกจะคอแห้ง หิวน้ำ
  • กินน้ำป้องกันอาการลิ้นเป็นฝ้า
  • เมื่อทารกสะอึกจึงป้อนน้ำ เพราะคิดว่ากินได้เหมือนผู้ใหญ่
  • กินน้ำบำรุงสายตา
  • กินยาเลยให้กินน้ำตาม

ความเชื่อเหล่านี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ซ้ำยังก่อให้เกิดอันตรายกับทารกอีกด้วย โดยมีข่าวมากมายออกมาว่า ความเชื่อเรื่องการให้ทารกดื่มน้ำจะช่วยขจัดสารเหลืองได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงค่ะ

เพจนมแม่แฮปปี้ ได้แชร์โพสต์เรื่องอันตรายของการป้อนน้ำ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องตัวเหลืองว่า เกิดจากเม็ดเลือดแดงที่แตกตัว แต่ละคนเหลืองมากน้อยไม่เท่ากัน รวมถึงตับของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงขจัดสารเหลืองออกจากร่างกายได้ช้า การป้อนน้ำไม่ช่วยให้หายเหลือง การแก้ปัญหาตัวเหลือง ไม่ควรเสริมน้ำหรือเสริมนมผง แต่ให้ลูกกินนมแม่บ่อยๆ ดูดจริงจัง ไม่ตอด วันละ 8-10 มื้อ พร้อมบอกอันตรายของการป้อนน้ำว่า ทารกจะมีน้ำหนักน้อยมาก การได้รับน้ำมากเกินไป สามารถทำให้เกลือแร่ในร่างกายเจือจางลง และเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ ชัก สมองบวมและเสียชีวิตได้

ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก
ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก

ข้อมูลจาก : facebook.com/HappyBreastfeeding

อันตรายจากการป้อนน้ำทารกก่อน 6 เดือน

ทารกเมื่อได้รับน้ำเข้าไปในร่างกายจะทำให้กินนมแม่ได้น้อยลง เพราะกระเพาะทารกยังมีขนาดเล็ก กินได้ไม่มาก เมื่อกินนมแม่ได้น้อย ร่างกายทารกก็ได้รับสารอาหารสำคัญจากน้ำนมแม่น้อยลงไปด้วย อาจรุนแรงถึงขั้นขาดสารอาหาร น้ำยังไปละลายน้ำย่อยทำให้ทารกท้องอืด น้ำยังไปเจือจางสารต้านเชื้อรา และแบคทีเรียตามธรรมชาติที่เคลือบในปากหลังจากกินนมแม่ ส่งผลต่อการต้านเชื้อโรคในลำไส้ ทำให้ติดเชื้ออักเสบได้ง่าย นอกจากนั้น น้ำดื่มที่ไม่สะอาดยังเพิ่มความเสี่ยงอาการท้องร่วงของทารก หรืออาจติดเชื้อได้ ถ้าลูกอิ่มไม่ยอมกินนม น้ำนมแม่ก็จะลดลง ส่งผลต่อการผลิตน้ำนมของแม่ตามไปด้วย

ภาวะน้ำเป็นพิษ (water intoxication)

การให้ทารกดื่มน้ำยังอาจทำให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษในทารกได้อีกด้วย เพราะระบบย่อยอาหารของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ เพราะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของทารกยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะไตของทารก ที่ยังกรองของเหลวได้ไม่เต็มที่ น้ำจะไปทำให้โซเดียมในร่างกายทารกเจือจาง ซึ่งโซเดียมนี้เป็นแร่ธาตุสำคัญ การดื่มน้ำจึงก่อให้เกิดความผิดปกติของสารน้ำ ทำให้น้ำเข้าไปคั่งในเซลล์

อาการสำคัญที่ต้องระวังว่าทารกเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ

  1. ทารกที่กินน้ำเข้าไปอาจดูซึม เหม่อ ไม่เล่นเหมือนเคย
  2. การหายใจของทารกจะผิดปกติ หอบ ๆ หายใจเหนื่อย
  3. กล้ามเนื้อทารกจะอ่อนแรง หรือมีลักษณะเกร็ง เป็นตะคริว
  4. หากน้ำที่ดื่มเข้าไปคั่งในร่างกายมาก ๆ ทารกอาจชัก มีอาการกระตุก

ความรุนแรงของภาวะน้ำเป็นพิษ (water intoxication) ส่งผลให้ทารกสมองบวม ปอดบวม อาจมีอาการโคม่า ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย

ไม่เพียงแต่ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนเท่านั้นที่ต้องระวังภาวะน้ำเป็นพิษ หากอายุเกิน 6 เดือน หรือผู้ใหญ่ดื่มน้ำมากเกินไปก็เสี่ยงต่อภาวะน้ำเป็นพิษได้เช่นกัน จึงไม่ควรดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ ควรค่อย ๆ จิบน้ำจะดีกว่า

ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก
ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก

ทารกในวัย 6 เดือนจึงไม่ควรดื่มน้ำ เพราะในน้ำนมแม่มีน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายทารกแล้ว เว้นเสียแต่ว่าลูกมีอาการเจ็บป่วยที่แพทย์แนะนำให้ดื่มน้ำ ซึ่งต้องเป็นน้ำต้มสุก และดื่มในปริมาณที่แพทย์แนะนำเท่านั้น

อ้างอิงข้อมูล : mgronline.com, นมพ่อแบบเฮฟวี่ และ multimedia.anamai.moph.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

10 สัญญาณอันตราย หลังป้อน “กล้วยบด” ให้ลูก

หมอตอบชัด!!แม่ให้นมกินน้ำอัดลม ชา กาแฟ คาเฟอีนส่งถึงลูกไหม

นมแม่หดถึงคราวพึ่ง นมกล่อง เลือกยังไงหากลูกแพ้นมวัว

มะเร็งตับ โรคตับ ในเด็ก

ลูกปลอด โรคตับ และมะเร็งร้ายได้เพียงแค่..หยุด!!

โรคตับ มะเร็งตับ ภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาใกล้เรามากขึ้นทุกที ใครว่าเด็กจะรอดพ้นโรคร้ายเหล่านี้ จากชีวิตประจำวันที่มีแต่ความเสี่ยงจะทำอย่างไรให้ลูกรอดพ้นกันนะ

ลูกปลอด โรคตับ และมะเร็งร้ายได้เพียงแค่..หยุด!!

โดยส่วนใหญ่คนทั่วไปมักจะคิดว่า โรคตับ มะเร็งตับ และโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ มีแต่เพียงผู้ใหญ่ที่ดื่มเหล้าเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วเด็กเล็ก ๆ ก็ป่วยเป็นโรคตับได้เหมือนกัน นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งตับและท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย แต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 20,000 คน มะเร็งตับที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ มะเร็งของเซลล์ตับ และมะเร็งท่อน้ำดีตับ สาเหตุของมะเร็งเซลล์ตับ หลายคนอาจทราบแต่เพียงว่าเกิดจากการดื่มเหล้า แต่ในความเป็นจริงยังมีสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งที่พบบ่อยในบ้านเรา คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังชนิดบีและซี
มะเร็งตับ ภัยร้ายใกล้ลูกคุณ
มะเร็งตับ ภัยร้ายใกล้ลูกคุณ

มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี ภัยร้ายที่ตัวเองเป็นผู้ก่อ

การเกิดมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี เป็นโรคร้ายที่มีความเกี่ยวข้องกับตับที่ทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้

  • รับเลือดจากลำไส้ซึ่งมีสารอาหารจำนวนมาก และส่งผ่านสารอาหารเหล่านี้ไปยังร่างกายส่วนอื่น ๆ
  • ทำลายสารพิษในเลือดที่มาจากลำไส้
  • ผลิตน้ำดีแล้วส่งน้ำดีผ่านมาตามท่อน้ำดีมาเก็บที่ถุงน้ำดี เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไขมันถุงน้ำดีจะหดรัดตัว  ทำให้น้ำดีไหลผ่านท่อน้ำดีลงมายังลำไส้เล็กเพื่อช่วยในการย่อยและดูดซึมไขมัน
  • ผลิตสารที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว

มะเร็งตับ (Liver Cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์บริเวณตับมีลักษณะหรือการทำงานผิดปกติแล้วพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด หรืออาจเกิดจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งจากบริเวณอื่นมายังตับก็ได้ ซึ่งมะเร็งตับส่วนใหญ่ก็มักมีที่มาจากสาเหตุหลังนี้ ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมากซึ่งเป็นระยะที่ยากต่อการรักษา

สาเหตุโรคมะเร็งตับ

มะเร็งที่ตับเกิดขึ้นจากการที่ดีเอ็นเอในเซลล์ตับเกิดการกลายพันธุ์จนทำให้โครงสร้างเซลล์เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เซลล์เติบโตขึ้นอย่างผิดปกติและพัฒนาเป็นเนื้องอกในที่สุด สาเหตุหลักของการการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่เชื่อว่าทำให้เสี่ยง และส่งผลต่อโรคนี้ ได้แก่

  • ไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี ที่ทำให้เป็นโรคตับเรื้อรัง และยังสร้างความเสียหายต่อตับอย่างถาวรและทำให้ตับวายได้
  • โรคอ้วน ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา
  • โรคตับที่สืบทอดทางพันธุกรรมที่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่ ภาวะธาตุเหล็กในตับมากเกิน(Hemochromatosis) ภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย(Wilson’s Disease)
  • โรคเบาหวาน
  • โรคตับแข็ง กว่าครึ่งของผู้ป่วยมะเร็งตับเป็นโรคตับแข็งร่วมด้วย
พยาธิใบไม้ในตับ เสี่ยง โรคตับ
พยาธิใบไม้ในตับ เสี่ยง โรคตับ

มะเร็งท่อน้ําดี (Cholangiocarcinoma) เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผิวภาย ในท่อน้ําดีเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ จนอาจไปกดเบียดหรือลุกลามอวัยวะข้างเคียงซึ่ง ประกอบด้วยตับ ตับอ่อน หรือลําไส้เล็กส่วนต้น

สาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดี
ปัจจุบันสาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดียังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยสภาวะที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของเซลล์ท่อน้ำดี จนทําให้เกิดการเติบโตอย่างผิดปกติกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีได้ เช่น นิ่วในทางเดิน น้ำดีในตับ พยาธิใบไม้ตับ การรับประทานอาหารที่มีดินประสิว และไนไตรท์ เช่น ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม แหนมไส้กรอกเป็นประจำ การอักเสบเรื้อรังภายในท่อน้ำดี ภาวะการอักเสบเรื้อรัง ของลําไส้ใหญ่ และสารเคมีบางชนิด เป็นต้น

ดังจะเห็นได้ว่าโรคร้ายทั้งสองที่เป็นโรคอันดับต้น ๆ ในการคร่าชีวิตคนไทยไปนั้น หากต้องการจะหยุดโรคร้ายมิให้มาคุกคามกับลูกน้อยของเราได้นั้น ความจริงมิใช่เรื่องที่ยุ่งยากแต่อย่างใด เพียงแค่คุณแม่ลองปรับ และเปลี่ยนพฤติกรรมที่คุ้นชิน ที่คนในปัจจุบันละเลย จึงเป็นสิ่งที่ทำให้กล่าวได้ว่าตัวเองเป็นผู้ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงขึ้นมาเอง และพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่เราก่อขึ้นมานั้นยังเป็นต้นเหตุสำคัญในการที่เราเป็นคนเปิดประตูให้โรคร้ายเข้ามาคุกคามลูกของเราได้อีกต่างหาก ดังนั้นลองมาปิดประตูดังกล่าวนั้นด้วยการลอง “หยุด”

ปิดประตูห่างไกลมะเร็งตับง่าย ๆ แค่ 5 หยุด

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเตือนว่า ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับตับแต่ละรายอาจอาจมีอาการแสดงของโรคแตกต่างกันและมักไม่มีอาการในระยะแรก โดยอาการส่วนใหญ่ที่พบ คือ แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปวดหรือเสียดชายโครงขวา อาจคลำพบก้อนในช่องท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และมีอาการบวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และได้แนะวิธีแนวทางป้องกันก่อนเกิดโรค ซึ่งสามารถสรุปมาเป็นแนวทางได้ 5 ข้อควรหยุด ดังนี้

หยุด!!ความเชื่อเก่า ๆ มองหาสัญญาณเตือน “ตัวเหลือง ตาเหลือง”
ความเชื่อที่ว่ามะเร็งตับเป็นโรคที่เกิดเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบว่าเด็กมีอัตราการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น โดยพบว่ามีถึง 1 ใน 10 ของโรคมะเร็งที่เกิดกับผู้ใหญ่เชียวนะ เมื่อเราหยุดความเชื่อที่ว่าลูกน้อยไม่มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งร้ายได้แล้ว ลองมาสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนในการบ่งบอกว่าตับของลูกเริ่มมีปัญหากันดีกว่า โดยอาการโรคตับที่มักพบอาการในเด็กอันดับแรกอาจมีอาการดีซ่าน คือ ตาเหลือง หรือผิวหนังเป็นสีเหลือง แต่ถ้าเป็นโรคตับเรื้อรัง เด็กอาจมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น
  • ท้องโต เกิดจากภาวะท้องมานคือ มีน้ำในช่องท้อง หรือเกิดจากตับและม้ามมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • ขาหรือหน้าบวม เกิดจากการที่ตับไม่สามารถสร้างโปรตีนได้
  • ผอม แขนขาลีบ เกิดจากการที่รับประทานอาหารได้น้อยลงร่วมกับร่างกายเผาผลาญสารอาหารมากกว่าปกติ
  • อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำๆ เกิดจากเส้นเลือดในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารที่โป่งพองขึ้นแล้วแตกทำให้มีเลือดออก
  • เลือดออกเองหรือออกแล้วหยุดยาก เกิดจากตับไม่สามารถผลิตสารที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว

การสังเกตอาการของลูกทำให้เราสามารถรู้ถึงการมาเยือนของโรคได้เร็ว และจะได้รับการรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ โอกาสในการที่ตับจะถูกทำลายจนกลายไปเป็นโรคร้ายก็จะน้อยลง ความเสี่ยงก็ลดลง เพราะมะเร็งตับ และมะเร็งท่อน้ำดีนั้น เป็นโรคที่กว่าจะตรวจพบจากการตรวจร่างกายนั้น ก็มักจะพบในระยะรุนแรงแล้ว ทำให้เสียโอกาสในการรักษาให้หายขาดไป

วัคซีนป้องกันไวรัสตับ ช่วยลูกห่าง โรคตับ ได้
วัคซีนป้องกันไวรัสตับ ช่วยลูกห่าง โรคตับ ได้

หยุด!!ไวรัสร้ายด้วยวัคซีนป้องกัน 

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็งตับในเด็กนั้นมิใช่เหล้า แต่เป็นไวรัสตับอักเสบหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี อี และไวรัสเดงกี่ที่ทำให้เกิดไข้เลือดออก และไวรัสอีบีวี ซึ่งเราสามารถหยุดไวรัสร้ายเหล่านี้ได้ด้วยการพาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกัน

ไวรัสตับอักเสบA เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A (Hepatitis A Virus) สามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อไวรัส เมื่อเชื้อไวรัสผ่านผนังลำไส้เข้าสู่เส้นเลือดไปยังตับ ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A จะฉีด 2 ครั้ง โดยฉีดห่างกัน 6 – 12 เดือน

ไวรัสตับอักเสบB ในประเทศไทยเด็กที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มักเกิดจากติดเชื้อจากมารดาระหว่างคลอด เด็กจะไม่แสดงอาการผิดปกติจนกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่  เพราะเม็ดเลือดขาวยังไม่ทราบว่ามีไวรัสอยู่ในร่างกาย จนเข้าสู่วัยรุ่นเมื่อเม็ดเลือดขาวเริ่มตรวจพบและทำลายเซลล์ตับที่มีไวรัสอยู่ จึงทำให้มีไวรัสตับอักเสบเกิดขึ้น ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 100 เท่า การฉีดวัคซีน เรายังสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้โดยการฉีดวัคซีนซึ่งมีประสิทธิภาพดี โดยฉีดเพียง 3 เข็ด สามารถสร้างภูมิต้านทานซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ตลอดชีวิต

ไวรัสตับอักเสบC ส่วนใหญ่เด็กที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบC มักเกิดจากได้รับเลือดจากคนที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ซึ่งในปัจจุบันจะพบน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการตรวจกรองเลือดหาเชื้อไวรัสก่อนจะนำไปให้ผู้ป่วย ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้จะเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติ หากไม่ได้ไปพบแพทย์หรือตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับก็จะไม่ทราบว่าตนเองมีตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งร้อยละ 40-50 ของผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดภาวะตับแข็งภายใน 30-50 ปี และนำไปสู่มะเร็งตับในที่สุด ส่วนวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย

ไวรัสตับอักเสบ E เป็นเชื้อโรคที่ติดต่อกันโดยการได้รับเชื้อทางปาก จากอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อน ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ไวรัสเดงกี่จากยุงลาย สาเหตุ โรคตับ
ไวรัสเดงกี่จากยุงลาย สาเหตุ โรคตับ

ไวรัสเดงกี่ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก และภาวะแทรกซ้อนทางตับพบได้บ่อยในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเดงกี่โดยอาจพบภาวะตับอักเสบจากการตรวจการทำงานของตับไปจนถึงตับอักเสบรุนแรงและตับวายเฉียบพลัน

ไวรัส EVB ไวรัสตัวนี้สามารถทำให้เกิดได้หลายโรค แต่โรคที่รู้จักกันดีคือโรคโมโน หรือ Infectious mononucleosis, glandular disease, หรือ kissing disease ซึ่งเป็นการติดเชื้อ EBV ครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น ทำให้มีอาการไข้สูง เจ็บคอ ต่อมทอนซิลโตมาก ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตสองข้าง และอาการร่วมอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย กินได้น้อย ปวดท้อง แน่นท้อง ตับม้ามโต

หยุด!!ทานยาพร่ำเพรื่อ

การใช้ยาพร่ำเพรื่อ การใช้ยาเกินขนาด ได้รับสูตรยาที่ไม่เหมาะสม และความคิดผิด ๆ ที่ว่ากินยากันโรคไว้ก่อนนั้น ส่งผลร้ายต่อตับ การซื้อยามารับประทานเองจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรปฎิบัติหน้าที่ ทำให้ตับต้องทำงานหนัก เพราะตับต้องทำหน้าที่กรองสาร ขจัดสารพิษ และยาออกจากเลือด เป็นเหตุให้ตับเกิดการอักเสบ และอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ ยาที่ส่งผลต่อตับหากใช้ผิดวิธี เช่น คีโตโคนาโซล พาราเซตามอล ยาสมุนไพร เป็นต้น

ใส่ใจเลือกซื้ออาหาร ลดอาหารขยะ ลดไขมันพอกตับ
ใส่ใจเลือกซื้ออาหาร ลดอาหารขยะ ลดไขมันพอกตับ

หยุด!!อาหารขยะต้นเหตุไขมันพอกตับ 

อาหารขยะ (Junk Food) คืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย มีแคลอรี่สูง โดยมักประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน หรือโซเดียมในปริมาณมาก เช่น น้ำอัดลม ของหวาน อาหารทอด ขนมขบเคี้ยว ขนมปังกรอบ ซึ่งในปัจจุบันเป็นอาหารที่หาทานง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ทำให้เด็กเกิดภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วนตามมา เป็นสาเหตุของไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา และทำให้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดมะเร็งตับ

หยุด!!สารพิษที่จะเข้าสู่ตับ

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่อาจปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน อาหารที่มีดินประสิว และอาหารหมักดอง เป็นต้น การได้รับสารเคมีอันตรายจากยากำจัดวัชพืช เช่น สารไวนิล คลอไรด์ และสารหนู (Arsenic) ที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่น ปลาหมึกแห้ง เมื่อได้รับเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมจนเกิดโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งตับ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก si.mahidol.ac.th/สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย/รพ.พญาไท /Pobpad /vejthani / สถานวิทยามะเร็งศิริราช/ Mono29news

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สุดยอด!แม่สังเกตจนรู้ ลูกไม่ได้เป็น ตากุ้งยิง แท้จริงคือชีสต์

อุทาหรณ์! ลูกติด เชื้อซาโมเนลลา ไข้ขึ้น ถ่ายทั้งคืน เพราะคนอื่นจับอุ้มหอมลูก

พ่อแม่ระวัง! หูชั้นกลางอักเสบ ภัยเงียบ..เด็กทุกคนเสี่ยงเป็น

หมอเตือนโทษร้าย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ผู้ขายไม่ยอมบอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีดูแลผิวเด็กทารก

วิธีดูแลผิวเด็กทารก ให้ผิวสุขภาพดี ไม่มีผดผื่นคัน

โครงสร้างผิวไม่แข็งแรง

ผิวบอบบาง ไวต่อการระคายเคือง

ผิวแห้ง มีผด ผื่น คัน

ในเด็กวัยตั้งแต่แรกคลอด มักจะมีปัญหาผิวให้คุณแม่ได้เป็นกังวลกัน ซึ่งที่ผิวทารกมีปัญหาก็เพราะว่าสภาพผิวยังไม่แข็งแรง รวมถึงยังต้องเจอกับสภาพอากาศ มลภาวะต่างๆ ที่มาทำร้ายผิวให้สูญเสียความชุ่มชื่น จนผิวแห้งกร้านมาก ผิวที่ไม่มีความแข็งแรง ยังเสี่ยงต่อการแพ้ ระคายเคือง มีผด ผื่น คัน อักเสบรุนแรงตามมาอีกด้วยค่ะ วันนี้ทีมแม่ABK จะมาบอก “วิธีดูแลผิวเด็กทารก” ให้มีผิวสุขภาพดีทุกวันค่ะ

ถ้าถามแม่ว่า แม่มีวิธีดูแลผิวลูกยังไง มีขั้นตอนอะไรยุ่งยากไหม ตอบเลยว่า “ไม่มีค่ะ” แต่บ้านทีมแม่ABK จะเน้นอยู่ก็คือการอาบน้ำ  และบำรุงผิว  ทั้งหมดนี้จะต้อง “อ่อนโยน” มากที่สุดกับผิวลูกค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องนึกอยู่เสมอว่า ผิวลูกยังอ่อนแอ และมีสภาพผิวที่บอบบาง ฉะนั้นผิวลูกจะต้องไม่ถูกก่อกวนให้สูญเสียความชุ่มชื่น จนผิวแห้งเสีย เกิดผดผื่นขึ้นมาค่ะ

วิธีดูแลผิวเด็กทารก

วิธีดูแลผิวเด็กทารก : อย่างที่บอกไปค่ะว่าแม่บ้านนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่อง…

1. การอาบน้ำ

น้ำที่ใช้อาบให้ลูกน้อย จะต้องผสมจนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ น้ำต้องไม่เย็นจัด หรือร้อนจัด ซึ่งควรอยู่ที่อุณหภูมิ 36-37 องศาเซลเซียส แนะนำให้ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดเพื่อความแม่นยำค่ะ น้ำในอุณหภูมิประมาณนี้จะทำให้ลูกน้อยผ่อนคลายสบายผิว แต่เมื่อมีน้ำเป็นนางเอกแล้ว จะขาดผู้ช่วยดูแลผิวอย่างสบู่ก้อน หรือสบู่เหลวอาบน้ำไม่ได้เด็ดขาด คุณแม่เลือกใช้ได้ตามสะดวก แต่ต้องเน้นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่เป็นธรรมชาติ อ่อนโยนต่อผิวทารกนะคะ

ทิปส์ : วิธีดูแลผิวให้ผิวสุขภาพดี คุณแม่สามารถเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวลูกน้อย ด้วยการหยดเบบี้ออยล์ลงในน้ำอาบ 2-3 หยด หรือจะใช้นวดผิวหลังอาบน้ำเสร็จ ขั้นตอนง่ายๆ คือให้เช็ดผิวลูกแห้งพอหมาดๆ แล้วนวดผิวด้วยออยล์ รับรองผิวลูกนุ่ม ชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

2. บำรุงผิว

วิธีดูแลผิวเด็กทารกที่จะขาดขั้นตอนบำรุงไปไม่ได้เลยค่ะ  คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่าการทาเบบี้โลชั่นที่ผิวลูกน้อย จะทาให้เฉพาะแค่หลังอาบน้ำก็พอ จริงๆ ไม่พอค่ะ เพราะในระหว่างวันผิวลูกอาจสูญเสียน้ำจนผิวแห้งได้ จากสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยน ฉะนั้นระหว่างวันให้ทาบำรุงผิวลูกน้อยด้วยโลชั่นกันด้วยนะคะ

ทิปส์ : ผิวทารกแต่ละคนจะมีความแข็งแรงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง สำหรับเด็กที่มีผิวแห้งมาก อาจต้องบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้นแบบเนื้อครีม สำหรับผิวธรรมดา อาจใช้เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อโลชั่น

วิธีดูแลผิวเด็กทารก

 

 

วิธีดูแลผิวเด็กทารก

ได้วิธีดูแลผิวลูกน้อยให้ห่างไกลจาก ผด ผื่น คัน ที่ทีมแม่ABK เน้นว่าต้อง “อ่อนโยน” กับผิวลูกน้อย  สำหรับของแม่บ้านแม่ABK จะต้อง เบบี้มายด์ อัลตร้ามายด์ สูตรใหม่! ไบโอแกนิก อ่ะรู้แหละสงสัยกันว่า ไบโอแกนิก คืออะไร มาค่ะเดี๋ยวจะอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ จะได้รู้กันว่า “อ่อนโยนกว่า” ดีกับสุขภาพผิวลูกน้อยยังไง

สูตรใหม่! ไบโอแกนิก(BIOGANIK) คือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และบำรุงผิวเด็ก เป็นสูตรที่อ่อนโยนที่สุด จากเบบี้มายด์

1. เฮด แอนด์ บอดี้ เบบี้ บาธ สูตรใหม่ ไบโอแกนิก มีส่วนผสมจากพืชธรรมชาติ (BIO) + เอสเซ้นส์ออร์แกนิกคุณภาพสูง (Organic Essence)

  • สูตรนี้เป็นผลิตภัณฑ์ Soap Free คือ ไม่มีสารสบู่ อ่อนโยนต่อผิว
  • เลือกใช้ Mild Surfactant ด้วยสารทำความสะอาดจากพืช (plant based)  

2. กลุ่มผลิตภัณฑ์มอยส์เจอร์ไรเซอร์ และแป้ง

มีส่วนผสมเอสเซ้นส์ออร์แกนิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกถึง 2 ชนิด ได้แก่ เอสเซ้นส์อาร์แกนออยล์ ผ่านการรับรองมาตรฐาน COSMOS และ เอสเซ้นส์โอลีฟออยล์ ผ่านการรับรองมาตรฐาน USDA

เบบี้มายด์ อัลตร้ามายด์ สูตรใหม่ ไบโอแกนิก อ่อนโยนที่สุด* เพื่อการดูแลผิวทุกขั้นตอน  

  • เบบี้ พาวเดอร์ เนื้อแป้งผ่านการฆ่าเชื้อ ปราศจากแร่ใยหิน พร้อมกลิ่นใหม่
  • เบบี้โลชั่น เติมมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อผิวนุ่ม ดูสุขภาพดี
  • เบบี้ออยล์ ล็อคและเคลือบผิว เพื่อรักษาความชุ่มชื่นเอาไว้ยาวนาน

วิธีดูแลผิวเด็กทารก

 

“เบบี้ มายด์ อัลตร้ามายด์ สูตรใหม่! ไบโอแกนิก” เป็นการดูแลผิวลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดครบทุกขั้นตอน เพื่อให้ผิวดูแข็งแรงสุขภาพดี ประกอบไปด้วย สบู่ก้อน สบู่เหลว(head & body baby bath) เบบี้ออยล์ เบบี้โลชั่น เบบี้ครีม และแป้งฝุ่น

เบบี้มายด์ อัลตร้ามายด์ ไบโอแกนิก เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดที่ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก ลดความเสี่ยงการเกิดการแพ้ อ่อนโยนกับทุกสภาพผิว และมีกรดไขมันจำเป็นจากธรรมชาติ (อาร์แกนออยล์)  ที่ช่วยบำรุงผิวลูกให้นุ่ม ชุ่มชื่น ดูสุขภาพดี ที่สำคัญไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิวเจือปนค่ะ

วิธีดูแลผิวเด็กทารก ให้ดูแข็งแรงสุขภาพดี สามารถสร้างให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่แรกเกิด ที่ต้องมีผู้ช่วยในการดูแลทำความสะอาด และบำรุงผิว ที่เหมาะกับสภาพผิวเด็กทารก ทีมแม่ABK บอกไปแล้วว่าใช้อะไรดูแลผิวลูกในทุกขั้นตอน ก็อย่าลืมนำไปใช้กันนะค

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมดูแลผิวลูกอย่างอ่อนโยนที่สุด ด้วย “ไบโอแกนิก BIOGANIK” คลิกที่นี่ http://www.babimild.com/th/

*จากเบบี้มายด์

EMJOY

EMJOY ศูนย์การเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ ใจกลางสุขุมวิท

ดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดโซน EMJOY (เอ็มจอย) ศูนย์การเรียนรู้สู่อนาคตของเยาวชนยุคดิจิทัลแห่งใหม่ ใจกลางสุขุมวิท เปิดโลกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์แบบไร้ขีดจำกัด บนพื้นที่กว่า  6,000 ตารางเมตร รวบรวมสถาบันการศึกษาเสริมทักษะการเรียนรู้นอกตำราเรียนชั้นนำ กับบรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม พร้อมกับพื้นที่ใช้สอยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน รองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มครอบครัว พร้อมเปิดบริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2563 ณ บริเวณชั้น 2 อาคาร C ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

D Dance Studio

โซน EMJOY พื้นที่ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กยุคใหม่

EMJOY ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2 อาคาร C ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ รวบรวมสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มครอบครัว โดยเน้นกลุ่มสถาบันที่ตอบโจทย์ การพัฒนาทักษะความรู้นอกตำราเรียนของเยาวรุ่นใหม่ในทุกๆ ด้าน โดยในแต่ละสถาบันจะมีการเสริมคอร์สและรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับไลฟสไตล์ของลูกค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ที่แตกต่างจากที่อื่นๆ ได้แก่

  • BUNGEE WORKOUT กีฬาแนวใหม่สัญชาติไทยคิดค้นและพัฒนาจนมีชื่อเสียงระดับโลกและขยายสาขาไปกว่าหนึ่งร้อยสาขาใน 18ประเทศ โปรแกรมถูกพัฒนาโดยนำเทคนิคกายกรรมผสมผสานเสียงเพลงและศาสตร์การเคลื่อนไหว อาทิ เต้นรำ ยิมนาสติก โยคะ พิลาทิส กายภาพบำบัดและอื่นๆ เพื่อสร้างสรรค์ความท้าทายอีกระดับแก่ผู้เรียนนอกจากนี้ยังเน้นความสนุกสนาน เสียงหัวเราะ บรรยากาศที่เป็นกันเองเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน
  • CHOI’S TAEKWONDO เป็นศิลปะป้องกันตัวประจำชาติเกาหลี ปัจจุบันเป็นกีฬาสากลได้รับความนิยม อย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่ง CHOI’s TAEKWONDO ควบคุมมาตราฐานโดย “โค้ชเช” (Choi Young Seok) โค้ชทีมชาติไทย และอาจารย์พงษ์เกษียร บัวสุวรรณ อดีตนักกีฬาทีมชาติไทยและทีมครูมืออาชีพที่มีประสบการณ์การแข่งขัน การสอน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ www.facebook.com/choistkd
  • CODE GENIUS สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ผ่านการเขียนโค้ดที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ รู้จักแก้ไขปัญหา และสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้วยตนเอง เพื่อเติบโตเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เราเรียกสิ่งนี้ว่า ทักษะ Code Genius
  • COPEL ครั้งแรกในประเทศไทยกับ COPEL สถาบันพัฒนาสมององค์รวมของเด็กเล็กระดับท็อปจากประเทศญี่ปุ่น การันตีด้วยรางวัลจาก Guinness World Book of Record ด้วยสื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมองเด็กเล็กที่มากที่สุดในโลก เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงของสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและดึงศักยภาพของเด็กออกมาได้สูงสุด www.copel.co.th
  • D DANCE STUDIO พบประสบการณ์รูปแบบใหม่ กับคลาสที่หลากหลายจากครูมืออาชีพ ทั้งการเต้น การแสดง การพัฒนาทักษะด้านต่างๆ พร้อมระบบการจัดการและสื่อ แสง สี เสียง ที่ทันสมัย พร้อมต้อนรับทุกรุ่นทุกวัย
  • HAOLE CHINESE LANGUAGE โรงเรียนสอนภาษาจีนห่าวเลอนำเสนอการสอนภาษาจีนรูปแบบใหม่เฉพาะตัว ซึ่งยังคงพื้นฐานของกิจกรรมที่สนุกสนานและผสมผสานกับเสียงเพลง เด็กๆสามารถซึมซับภาษาจีนได้อย่างเป็นธรรมชาติและลงตัว https://www.haolechineseschool.ac.th/
  • I CAN READ สถาบันสอนภาษาอังกฤษไอแคนรีดด้วยระบบโฟนิคส์แนวใหม่ หลักสูตรวิจัยที่คิดค้นโดยนักจิตวิทยาการศึกษา ที่มีวิธีการสอนไม่เหมือนใครในโลก เน้นการสร้างทักษะ สมาธิ พัฒนาการและทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง www.icanreadthailand.com , www.icanread.asia
  • KOLOR ME โรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กและบุคคลทั่วไป เปิดสอนวิชาศิลปะเด็ก พื้นฐานศิลปะ วาดเส้น ติวศิลปะสาขา จิตรกรรม สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ สาขาตกแต่งภายใน ประยุกต์ศิลป์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องประดับ พัสตราภรณ์ เครื่องเคลือบดินเผา สีน้ำ สีน้ำมัน และปั้นดิน
  • KUMO CREATIVE STUDIO ส่งมอบประสบการณ์เรียนรู้ สร้างพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ผ่านหลักสูตรศิลปะแบบบูรณาการที่หลากหลาย เพื่อสร้างคลังแห่งทักษะของผู้เรียน เพลิดเพลินกับเวิร์กช็อปเชิงปลุกความคิดสร้างสรรค์ ที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มอายุ 2-18 ปี www.clayworksfranchise.com
  • KX SMART PLAY มุ่งเน้นให้เด็กๆ ได้รับองค์ความรู้ ประสบการณ์และทักษะ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักนวัตกรรุ่นเยาว์ที่มีความสมดุลทั้งด้านความคิดและการใช้ชีวิตในสังคม โดยการพัฒนา 4C ได้แก่ ความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การสื่อสาร (Communication) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และ การทำงานร่วมกัน (Collaboration) ซึ่งเป็นสมรรถนะที่สำคัญสำหรับเด็กในศวรรษที่ 21 ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบการเล่น (Play-Based Learning)
  • MAHIDOL MUSIC ACADEMY มุ่งเน้นที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถทางดนตรีได้รับการฝึกฝนอย่างมืออาชีพ  เน้นหลักดนตรีปฏิบัติและระเบียบวินัยของนักดนตรีที่ดี  เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีให้เป็นมาตรฐานสากล และเป็นศูนย์กลางการจัดฝึกอบรมดนตรีประเภทต่างๆ เป็นสาขาแรกที่จะมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษและจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไปในรูปแบบภาษาอังกฤษต่อไป
  • MATH TALENT BY DR.YING คณิตคิดเป็นภาพ โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์ที่จะทำให้เด็กๆรักการคำนวณและเรียนรู้อย่างมีความสุข การเรียนรู้ผ่านสื่อการสอน ของเล่น และกิจกรรมต่างๆ เสริมสร้างพัฒนาการพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เพื่อให้เค้าเข้าใจแก่นของการคำนวณตั้งแต่พื้นฐาน คิดเป็นภาพและนำไป Apply ได้จริง อันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสมองซีกซ้าย แล้วเด็กๆจะรักคณิตศาสตร์
  • PLAY CHEF โรงเรียนสอนทำอาหารเพื่อพัฒนาการและทักษะสำหรับเด็ก และพัฒนาทักษะการทำอาหารสำหรับผู้ใหญ่ โดยการเรียนการสอนเป็นแบบเพลินรู้ผ่านการทำอาหาร
  • VOCLIZE การร้อง เต้น เล่นดนตรี เราทำให้คุณเก่งเหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานทางการร้องเพลงมาไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเรียนการสอน จึงต้องถูกออกแบบมาให้แตกต่างกันไปเพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน สู่การพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

KUMO

นอกจากนี้ยังมีร้านค้าและบริการต่างๆ ที่รองรับไลฟ์สไตล์ของเด็กและครอบครัว อาทิ

  • KIDDOLAND ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าเสริมทักษะการเรียนรู้เด็ก แบรนด์ดังลิขสิทธิ์แท้จากทั่วโลก
  • LITTLE RED FOX ซาลอนร้านทำผมสำหรับเด็กๆ
  • TANWA THE FOOD PROJECT ร้านอาหารออแกนิค ของแบรนด์คอนเซปต์สโตร์ TANWA
  • GREYHOUND CAFÉ ที่เพิ่มเมนูอาหารสำหรับกลุ่มครอบครัว
  • TAKE CARE SALON & BEAUTY ที่มีบริการทำผมและเสริมสวยสำหรับเด็กๆ และผู้ปกครอง

ในพื้นที่ของEMJOY รังสรรค์การตกแต่งด้วยสีสัน และบรรยากาศสวยงาม พร้อมพื้นที่ความสนุกสนาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครัน เข้ากับไลฟ์สไตล์ของครอบครัว อาทิ ห้องน้ำสำหรับเด็ก ที่นั่งสำหรับเด็ก โซนเครื่องเล่นต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังคำนึงถึงความสะอาด สุขอนามัยเป็นสำคัญ รวมทั้งเรื่องการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มข้น ทั้งการทำความสะอาดทุกพื้นที่, จุดกดเจลแอลกอฮอลล์สำหรับเด็กทั้งพื้นที่ส่วนกลางและเฉพาะร้านค้า, ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทุกคืนหลังห้างปิด รวมถึงความปลอดภัยเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้คอยบริการอีกด้วย

KOLOR ME

โปรโมชั่นพิเศษ ฉลองเปิดโซนใหม่

สำหรับการฉลองการเปิดโซนใหม่ในครั้งนี้ EMJOY จับมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ พร้อมมอบโปรโมชั่นพิเศษให้ทุกๆคนที่สมัครเรียน

  • รับบัตรกำนัลศูนย์ฯ 1,000 บาท เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายจากร้านค้าภายในโซน EMJOY ครบ 10,000 บาทต่อวัน
  • รับบัตรกำนัลศูนย์ฯ สูงสุด 14,000 บาท เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายจากร้านค้าภายในโซน EMJOY และโซนศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ ที่ร่วมรายการ
  • รับฟรี ถุงผ้าเอ็มจอยมูลค่า 390 บาทเมื่อแสดงใบเสร็จจากร้านค้าในโซน EMJOY พร้อม  ADD  LINE@EMDISTRICT
  • สามารถซื้อคอร์สเรียนของสถาบันการศึกษาในEMJOY ราคา พิเศษผ่าน LAZADA พร้อมรับโค้ดส่วนลด 300 บาท

ชวนน้องๆ ร่วมสนุกกับกิจกรรมวันฮาโลวีน

และสำหรับในวันฮาโลวีนในปีนี้ EMJOYยังมีการจัดงาน EMJOY SPOOKTACULAR  HALLOWEEN CONTEST 2020 (เอ็มจอย สปุกแทคูล่าร์ คอนเทสต์) กิจกรรมการประกวดการแต่งกาย ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนของเยาวชนอายุระหว่าง 3-15 ปี ชิงรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 25 ตุลาคม 2563 สามารถสอบถามรายละเอียด และสมัครได้ด้วยตนเองที่บริเวณจุดลงทะเบียน บริเวณโซน EMJOY และออนไลน์ที่ FACEBOOK EMPORIUM EMQUARTIER

KX Smart Play

 

bozo

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตากุ้งยิง เรื่องเล่าประสบการณ์

สุดยอด!แม่สังเกตจนรู้ ลูกไม่ได้เป็น ตากุ้งยิง แท้จริงคือชีสต์

ตากุ้งยิง แพ้ หรือชีสต์ที่ตา แม่จ๋า!ต้องสังเกตให้ดี เมื่อลูกเปลือกตาบวม แม้อาการคล้ายกัน แต่การรักษาต่างกัน รู้เร็วลูกเจ็บน้อยลดทรมาน ไม่ลุกลามเป็นโรคร้าย

สุดยอด!แม่สังเกตจนรู้ ลูกไม่ได้เป็น ตากุ้งยิง แท้จริงคือชีสต์

เมื่อลูกน้อยของคุณแม่เกิดมีอาการเปลือกตาบวมปูด แน่นอนแม่ทุกคนคงรีบพาลูกไปพบคุณหมอ ถามให้แน่ชัดว่าลูกเป็นอะไร ร้ายแรงแค่ไหน เหมือนกับคุณแม่ท่านหนึ่งที่กรุณาได้เล่าเรื่องราวส่วนตัว เพื่อมอบเป็นประสบการณ์ให้กับคุณแม่อีกหลาย ๆ ท่านได้ระมัดระวังกันไว้ว่า ในขั้นแรกคุณหมอเด็กวินิจฉัยว่า ลูกอาจเกิดอาการแพ้อะไรบางอย่าง จึงได้รับยาแก้แพ้มาให้ลูกทาน แต่อาการบวมก็ยังไม่ดีขึ้น รอบที่สองคุณหมอจึงเปลี่ยนมาให้ยาแก้อักเสบ และยาหยอดตา คุณแม่มาสังเกตอาการของลูกด้วยตัวเองเห็นว่า หลังทานยาแล้วอาการบวมก็ไม่ได้ดีขึ้น แถมเหมือนจะบวมมากกว่าเดิม จึงไม่รอช้ารีบพาลูกไปหาหมอเฉพาะทาง จักษุแพทย์ทันที ถึงได้ทราบว่าที่แท้จริงแล้ว น้องเป็น ชีสต์ที่เปลือกตา ทั้งเปลือกตาล่างที่บวมเป่งเป็นลูกมะนาวจนเห็นได้ชัด และเปลือกตาบนที่ยังไม่โตจึงไม่แสดงอาการภายนอกให้เห็น จึงอยากฝากเป็นข้อคิดว่า เวลาลูกไม่สบาย แม่คือคนที่ใกล้ชิดเขาที่สุด ลูกยังเล็กไม่สามารถบอกอาการได้อย่างละเอียด หากคุณแม่หมั่นสังเกตอาการของลูกก็จะช่วยให้หาสาเหตุของโรคได้เร็ว ได้ไว ลดระยะเวลาที่ลูกจะต้องทรมานจากอาการป่วยลง แถมบางโรคหากปล่อยเนิ่นนานไปยิ่งทำให้อาการแย่ลงจนอาจกลายเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นได้

ยาหลอดตา ลดอักเสบ ตากุ้งยิง
ยาหลอดตา ลดอักเสบ ตากุ้งยิง

ทำความรู้จักกับ…ชีสต์ที่เปลือกตา

หากบริเวณรอบ ๆ ดวงตามีถุงน้ำ หรือตุ่มหนอง นูน แดง ก็จะเป็นอาการของโรคหลายชนิดที่มีอาการใกล้เคียงกัน เช่น ตากุ้งยิง อาการแพ้ในบางอย่าง ภูมิแพ้ตา เป็นต้น จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้การวินิจัย และการรักษาอาจไปผิดทาง ทำให้เสียเวลา และรักษาไม่เป็นผล เกิดอาการซ้ำ ๆ เดิม ๆ อยู่เป็นประจำ ดังนั้นการทำความรู้จักกับโรคแต่ละชนิดให้ดี ก็จะเป็นการช่วยให้ง่ายต่อการสังเกตของคุณแม่ได้ อย่างน้อยก็จะนำไปเป็นข้อมูลแก่คุณหมอให้มีข้อมูลที่ชัดเจนในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

ตากุ้งยิงชนิดหัวผุด หรือ ตากุ้งยิงภายนอก (External hordeolum) เป็นการอักเสบของต่อมเหงื่อ (Gland of Moll) บริเวณผิวหนังตรงโคนขนตา จะมีลักษณะเป็นหัวฝีผุดให้เห็นชัดเจนบริเวณขอบตา มักจะมีขนาดไม่ใหญ่และหัวฝีจะชี้ออกด้านนอก

ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน หรือ ตากุ้งยิงภายใน (Internal hordeolum) เป็นการอักเสบของต่อมไขมัน (Meibomian gland) บริเวณเยื่อบุเปลือกตา ที่เป็นเยื่อเมือกอ่อนสีชมพู ซึ่งจะมองเห็นได้เวลาปลิ้นเปลือกตา โดยหัวฝีนั้นจะหลบซ่อนอยู่ด้านในของเปลือกตา มักมีขนาดใหญ่กว่าชนิดแรกและหัวฝีจะชี้เข้าด้านใน

ตาเป็นชีสต์ (Chalazion) ในบางครั้งต่อมไขมันบริเวณเยื่อเปลือกตาอาจเกิดการอุดตันของรูเปิดเล็ก ๆ ทำให้มีเนื้อเยื่อรวมตัวกันอยู่ภายในต่อม จนกลายเป็นตุ่มนูนแข็งขนาดพอ ๆ กับกุ้งยิงได้ เรียกว่า ตาเป็นซีสต์ (Chalazion) ซึ่งผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร หรือบางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปจนทำให้เกิดการอักเสบ คล้ายกับการเป็นกุ้งยิงชนิดหัวหลบในได้ และเมื่อหายอักเสบแล้ว ตุ่มซีสต์ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

ภูมิแพ้ขึ้นตา (Allergic Conjunctivitis/Allergic Pink Eye) คือ การอักเสบบริเวณดวงตาที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ของเยื่อบุตาต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งทำให้มีอาการตาแดง คัน น้ำตาไหล ไวต่อการรับแสง โดยตัวอย่างสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ละอองเกสรดอกไม้ หญ้า ไรฝุ่น น้ำหอม เครื่องสำอาง มลพิษ ขนสัตว์ และมักเกิดอาการที่เยื่อบุตา ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องดวงตาจากสิ่งแปลกปลอม ภูมิแพ้ขึ้นตาเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น แต่อาจทำให้ดวงตาระคายเคืองและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ อาการทั่วไปของภูมิแพ้ขึ้นตาได้แก่ ดวงตาแดงก่ำ แฉะ ไวต่อแสง คัน และทำให้เปลือกตาบวม

ตากุ้งยิง
ตากุ้งยิง

ความแตกต่างระหว่างโรคตากุ้งยิง และชีสต์ที่เปลือกตานั้น อาจดูคร่าว ๆ ได้จากว่า ตากุ้งยิงจะตุ่มฝีขนาดเล็กตรงบริเวณขอบตา โดยตรงกลางจะมีลักษณะเป็นสีขาว ๆ เหลือง ๆ รอบ ๆ นูนแดง ร่วมกับมีอาการเจ็บเวลากด และอาจมีอาการอักเสบรอบ ๆ ตาอาจจะแดง มีขี้ตาชัดเจน แต่หากเป็นตาเป็นซีสต์ (Chalazion) จะเป็นเพียงก้อนนูน ไม่เจ็บตา ตาไม่แดง เพียงแต่ผู้ป่วยจะรู้สึกรำคาญหรือระคายเหมือนมีก้อนกลิ้งไปมาในตา ส่วนภูมิแพ้ขึ้นตานั้น อาการเด่นสำคัญคือ ตาแดง คัน ไวต่อแสง ซึ่งเป็นอาการที่เด่นมากกว่าแค่การบวมของเปลือกตา

ชีสต์ที่เปลือกตา

ซีสต์ (Cyst) คือ ถุงน้ำที่เกิดขึ้นบนเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีลักษณะคล้ายถุงหรือเม็ดแคปซูลที่อยู่ติดกัน โดยภายในซีสต์มักบรรจุของเหลว ของแข็งกึ่งของเหลว หรืออากาศไว้ โดยมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และมักค่อย ๆ ขึ้น ซีสต์ที่ขึ้นบนผิวหนังจะมีลักษณะนูน ส่วน   ซีสต์ที่ขึ้นใต้ผิวหนังอาจจะคลำได้เป็นก้อน และซีสต์ที่ขึ้นที่อวัยวะภายใน อาจไม่ปรากฏอาการใด ๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่ามีซีสต์ขึ้นมาภายในร่างกายตัวเอง นอกจากนี้ ซีสต์ที่ขึ้นตามร่างกายจะไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดและไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงหากซีสต์นั้นไม่ได้ติดเชื้อ มีขนาดใหญ่ หรือขึ้นในบริเวณที่ไวต่อความรู้สึก ซีสต์สามารถขึ้นได้ทุกส่วนของเนื้อเยื่อตามร่างกาย ซีสต์จึงมีกว่าร้อยชนิด มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามจุดที่ขึ้น เช่น ชีสต์ที่เปลือกตา ชีสต์รังไข่ ชีสต์ที่ข้อมือ เป็นต้น

การรักษาชีสต์ที่เปลือกตา (Chalazia) การผ่าตัดชีสต์ถือเป็นวิธีรักษาที่ปลอดภัย แต่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก โดยผู้ป่วยอาจมีเลือดไหลออกมาจากแผลเพียงเล็กน้อย ในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อตรงบริเวณที่ผ่าตัด และที่พบได้ยากที่สุดนั่นคือการติดเชื้อนั้นกระจายไปในกระแสเลือด อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในการผ่าตัดจะเกิดขึ้นเมื่อยังผ่าตัดไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยบริเวณที่เป็นชีสต์จะเป็นแผลเป็น และมีลักษณะเป็นก้อน บางครั้งทำให้รู้สึกไม่สบายตาด้วย ทั้งนี้ หากก้อนซีสต์มีขนาดเล็ก ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนก้อนซีสต์บนเปลือกตาที่มีขนาดใหญ่ควรหมั่นประคบอุ่น และหากผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการฉีดยาให้ก้อนซีสต์เล็กลงอหรือผ่าตัด หากกลับมาเป็นซ้ำอีกหลายครั้ง แพทย์อาจส่งตรวจชิ้นเนื้อเพื่อดูว่ามีลักษณะของเซลล์มะเร็งหรือไม่

เช็ดเปลือกตาทำความสะอาดตา ปลอด ตากุ้งยิง
เช็ดเปลือกตาทำความสะอาดตา ปลอด ตากุ้งยิง

การป้องกันโรคชีสต์ที่เปลือกตา (Chalazia) ควรทำความสะอาดเปลือกตาที่อยู่ตามแนวเยื่อบุตาด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน เช่น น้ำเปล่า น้ำเกลือบริสุทธิ์ เป็นต้น เพื่อช่วยไม่ให้ท่อไขมันตรงบริเวณนี้อุดตันอันเนื่องมาจากฝุ่นละออง ควันพิษ เครื่องสำอางต่าง ๆ ที่อาจจะระคายเคือง หรือใช้วิธีป้องกันแบบเดียวกับการรักษาเปลือกตาที่จะกล่าวต่อไป

วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK นอกจากจะมาชวนให้คุณแม่คอยหมั่นสังเกตอาการเจ็บป่วยของลูกแล้ว เรายังมีสาระดี ๆ ในการดูแลร่างกายก่อนที่จะนำพาไปสู่การเกิดชีสต์ที่เปลือกตา หรือโรคอื่น ๆ ที่เกิดบริเวณรอบดวงตามาฝากกันอีกด้วย อย่างที่ทราบกันดีว่า ชีสต์ที่เปลือกตาเกิดจากต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตันจนเกิดการติดเชื้อจนเป็นหนอง ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเรามีวิธีดูแลตัวเอง โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรง จึงได้นำความรู้ดี ๆ จาก รศ. พญ.เกวลิน เลขานนท์ สาขาวิชากระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกันจากรายการพบหมอรามาฯ : โรคต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน โรคฮิตของชาวโซเชียล : Rama Health Talk (ช่วง2)24.10.2562

ต่อมไขมันที่เปลือกตาหรือที่เรียกว่าต่อม Meibomian gland คือ ต่อมไขมันเล็กๆ ที่เรียงอยู่บริเวณโคนขนตา ซึ่งมีจำนวน 30-40 ต่อมที่เปลือกตาบน และ 20-30 ต่อมที่เปลือกตาล่าง ทำหน้าที่ขับไขมันออกมาเคลือบผิวนอกของกระจกตา ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำตาและรักษาสมดุล ทำให้ตาของเรามีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ

โดยปกติไขมันที่สร้างจากต่อมไขมันที่เปลือกตาจะมีลักษณะสีเหลืองใส สามารถไหลออกจากต่อมโดยง่าย ถ้าต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ ( Meibomian gland dysfunction ) ไขมันที่สร้างออกมาจะมีลักษณะขุ่นและเหนียวข้น ทำให้เกิดการอุดตันบริเวณท่อทางออกของต่อมไขมันที่อยู่บริเวณขอบเปลือกตา ทำให้น้ำมันออกจากท่อได้ยากและลดลงทำให้ชั้นของน้ำตาไม่คงตัว ขาดความเสถียร น้ำตาก็จะระเหยง่าย ส่งผลให้เกิดภาวะตาแห้งและส่วนของไขมันที่เหนียวข้นขึ้นนั้นจะแข็งเป็นคราบเกาะแน่นอยู่บริเวณขอบเปลือกตา ทำให้เกิดการระคายเคืองตาและเพิ่มโอกาสการติดเชื้อทั้งจากแบคทีเรีย และการเพิ่มจำนวนไรที่ขนตา

การดูแลเปลือกตา ( Lid hygiene ) เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมาก ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การประคบอุ่นบนเปลือกตา ( Eyelid warming ) จะช่วยให้ไขมันที่เหนียวข้นและอุดตันท่อทางออกของต่อมไขมันละลายตัว และขับออกมาจากต่อมได้ดีขึ้น วิธี การ คือ ใช้อุปกรณ์ เช่น เจลร้อนผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น หรือ เครื่อง Blephasteam ซึ่งจะให้ความร้อนที่คงที่และเหมาะสมตลอดการประคบอุ่น เป็นต้น โดยใช้ความร้อนที่เหมาะสมประมาณ 40 องศาเซลเซียส บริเวณเปลือกตาทั้งสองข้างเป็นเวลา 10 – 15 นาที หากเลือกใช้เจลร้อนหรือผ้าควรระวังไม่ให้ร้อนเกินไป จะทำให้ผิวหนังไหม้และเกิดอาการบาดเจ็บได้
  2. การนวดเปลือกตา (Massage of the eyelids ) เพื่อกดไขมันที่อุดตันอยู่ภายในต่อมให้ออกมา วิธีการ คือ ใช้นิ้วมือดึงหางตาให้เปลือกตาตึง และใช้นิ้วของมืออีกข้างในการนวดเปลือกตา เมื่อจะนวดเปลือกตาบนให้มองลงล่างและใช้นิ้วนวดจากบนลงล่าง หากจะนวดเปลือกตาล่างให้มองขึ้นบนและใช้นิ้วนวดจากล่างขึ้นบน โดยออกแรงกดพอสมควรและเริ่มนวดจากหัวตาไปสู่หางตา เพื่อที่จะได้นวดต่อมไขมันที่เรียงอยู่บริเวณโคนขนตาได้ตลอดแนวยาวของเปลือกตา
  3. การทำความสะอาดขอบเปลือกตา( lid cleansing ) วิธีการทำความสะอาด คือ นำสำลีชนิดแผ่นชุบด้วยน้ำอุ่นที่ผสมกับยาสระผมสำหรับเด็กอ่อน อัตราส่วน 1:1 หรือใช้น้ำยาเฉพาะสำหรับทำความสะอาดเปลือกตา โดยเช็ดบริเวณขอบเปลือกตาและโคนขนตาให้สะอาด วันละ 1-2 ครั้งหรืออาจใช้แผ่นเช็ดหรือโฟมที่ออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดเปลือกตาโดยเฉพาะก็ได้

    แก้วตาดวงใจพ่อแม่
    แก้วตาดวงใจพ่อแม่

เพราะดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ ยิ่งดวงตาของลูกน้อยที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ด้วยแล้ว เรายิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อลูกเจ็บป่วย หากพ่อแม่เพิ่มความใส่ใจ สังเกต อาการต่าง ๆ โดยละเอียดแล้วละก็ โอกาสที่จะรู้สาเหตุของโรคได้เร็ว และรับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีก็ยิ่งมีมาก เหมือนดั่งเคสกรณีของคุณแม่ที่กรุณามาเล่าประสบการณ์การเจ็บป่วยของลูกแก่พ่อแม่ท่านอื่นได้เรียนรู้ เพราะนี่แหละคือสังคมแห่งการแบ่งปันประสบการณ์ของเราเหล่าบรรดาแม่ทีม ABK (amarinbaby&kids)

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Rama Channel/ Pobpad/ Medthai / เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงจากคุณแม่ Gunchaporn Choakchai/sriphat medical center

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ผื่นแพ้สัมผัส ลูกเป็นตุ่มแดง บวม คัน แพ้ไส้ในเบาะกันขอบเตียง

เริมในช่องปาก โรคฮิตของเด็กเล็ก อาการเป็นอย่างไร

นมแม่หดถึงคราวพึ่ง นมกล่อง เลือกยังไงหากลูกแพ้นมวัว

โรคเกล็ดเลือดต่ำ ITP ภูมิคุ้มกันทําลายเกล็ดเลือด โรคอันตรายทำร้ายลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไมโครพลาสติก

วิจัยใหม่จากต่างประเทศพบ!! ไมโครพลาสติก รั่วจากขวดนม เพราะต้มก่อนใช้

นักวิจัยเผยว่า ทารกที่ดื่มนมจากขวดอาจได้รับ ไมโครพลาสติก เข้าร่างกายด้วย โดยเฉพาะจากขวดนมที่ผ่านการต้ม หรือนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ ยิ่งมีไมโครพลาสติกหลุดออกมามาก

วิจัยใหม่จากต่างประเทศพบ!! ไมโครพลาสติก รั่วจากขวดนม เพราะต้มก่อนใช้

โดยทั่วไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่มักจะทำการฆ่าเชื้อโรคที่อาจติดอยู่ในขวดนมด้วยการ ต้มขวดนม ก่อนให้ทารกดื่ม และเมื่อชงนมผงให้ลูกกิน ก็มักจะใช้เทน้ำอุ่นใส่ลงในขวดแล้วผสมนมผงในขวดให้ลูกกินเลย รู้หรือไม่ว่า การกระทำเหล่านี้ อาจทำให้ลูกได้รับ ไมโครพลาสติกมากถึง 1.6 ล้านอนุภาคต่อวัน!!

หลายปีมานี้ คนทั่วโลกตื่นตัวกับข่าวเกี่ยวกับ ไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบว่าแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของมนุษย์โดยเฉลี่ยตั้งแต่ 74,000 ถึง 121,000 อนุภาค โดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศของบุคคล โดยไมโครพลาสติกสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากแหล่งสำคัญ 8 แหล่ง คือ จากอากาศที่หายใจ จากการดื่มแอลกอฮอล์ จากน้ำบรรจุขวด จากน้ำผึ้ง อาหารทะเล เกลือ น้ำตาล และน้ำประปา แต่ในวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมานี้ ก็ได้มีผลการวิจัยใหม่ ออกมาเตือนว่า ทารกที่ดื่มนมจากขวดอาจได้รับไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย โดยประเมินได้ว่า ทารกที่ดื่มนมจากขวดอาจได้รับไมโครพลาสติก 1.6 ล้านไมโครพาร์ติเคิลทุกวันในช่วง 12 เดือนแรกเกิด!! รายละเอียดเกี่ยวกับการวิจัย มีดังนี้

นักวิจัยได้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของการปล่อยไมโครพลาสติกในขวดนมเมื่อขวดนมได้ผ่านความร้อนจากการฆ่าเชื้อ โดยนักวิจัยได้ทำการทดลองหาไมโครพลาสติกในขวดนม 10 ประเภทและทำการฆ่าเชื้อในน้ำร้อน 90 องศา ชงนมผงในน้ำร้อน 70 องศา ผลการวิจัยพบว่ามีไมโครพลาสติกออกมาจำนวนมหาศาลและมีขนาดเล็กเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ด้วยซ้ำไป

โดยขวดนมที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่นั้นทำมาจากพลาสติกประเภท พอลิโพรไพลีน มากถึง 82 เปอร์เซ็นต์ สารพลาสติกดังกล่าวเป็นประเภทที่ย่อยสลายได้ยาก นอกจากจะปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังตกค้างในร่างกายได้ด้วย การวิจัยครั้งนี้ พบว่า ขวดนมที่ทำมาจากพลาสติกประเภท พอลิโพรไพลีน สามารถปล่อย ไมโครพลาสติก ได้มากถึง 16 ล้านอนุภาค ต่อน้ำ 1 ลิตร การฆ่าเชื้อขวดนมด้วยความร้อน 25-95 องศาเซลเซียส จะเพิ่มอัตราการปล่อย ไมโครพลาสติกจาก 0.6 ล้านอนุภาค ถึง 55 ล้านอนุภาค ต่อน้ำ 1 ลิตรเลยทีเดียว

ไมโครพลาสติก อันตราย
ปริมาณไมโครพลาสติกที่ทารกแต่ละประเทศได้รับต่อวัน

รู้จักไมโครพลาสติก

แม่ ๆ ได้ทราบกันไปแล้วว่าทารกอาจเสี่ยงต่อการได้รับไมโครพลาสติกที่ถูกปล่อยออกมาจากขวดนม มาดูกันว่าไมโครพลาสติกที่กล่าวถึงนี้ คืออะไร มีกี่ประเภท และอันตรายต่อร่างกายอย่างไรบ้างกันก่อนดีกว่าค่ะ

ไมโครพลาสติกคืออะไร?

ไมโครพลาสติกคือ ชิ้นส่วนขนาดเล็กของพลาสติก ที่มีขนาดตั้งแต่ 5 มิลลิเมตร ไปจนถึง นาโนเมตร หรือ พิโคเมตรหรือเล็กเท่ากับขนาดของ แบคทีเรียหรือไวรัส ไมโครพลาสติก แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

  • เป็นพลาสติกขนาดเล็กที่ผลิตขึ้นตามวัตถุประสงค์ เช่น พลาสติกที่ผสมอยู่ใน โฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง ครีมขัดผิว รวมทั้งยาสีฟัน
  • พลาสติกที่มีขนาดใหญ่แตกหักหรือผุกร่อนจนกลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งหมายรวมทั้งพลาสติกที่ย่อยสลายได้ก็รวมอยู่ในพลาสติกชนิดนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากพลาสติกชนิดนี้สามารถย่อยสลายได้เฉพาะเมื่ออยู่บนบก แต่เมื่อลงไปในทะเลจะไม่มีแบคทีเรียคอยช่วยย่อยสลายเนื่องจากน้ำทะเลมีอุณหภูมิต่ำกว่าบนบก
พลาสติก
พลาสติก

ไมโครพลาสติกอันตรายอย่างไร?

ไมโครพลาสติกหลายชนิดทั้งที่มีอันตรายมากและน้อยมีต้นกำเนิดจากพลาสติกที่ผลิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ถุงพลาสติกใส่อาหารทั้งร้อนและเย็น ประกอบด้วยสารโพลีพรอพีลีน ขวดน้ำดื่มประกอบด้วยสารพอลิเอทิลีน เทเรฟธาเรต และ ฟิล์มห่ออาหาร ผลิตจาก โพลี่ไวนิลคลอไรด์ (PVC) เป็นต้น จะเห็นได้ว่าไมโครพลาสติก พบได้รอบตัวเรา จากผลสำรวจจากกรมอนามัยโลกพบว่าผู้ใหญ่บริโภค 300-600 ไมโครพลาสติกต่อวัน โดยไมโครพลาสติกที่มีอนุภาคใหญ่จะถูกขับถ่ายออกมาในรูปแบบของของเสีย แต่ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กเท่าแบคทีเรีย หรือ ไวรัส อาจแทรกเข้าไปในเส้นเลือด นำไปสู่อวัยวะต่าง ๆ เช่น เข้าไปฝังอยู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายและก่อให้เกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งไมโครพลาสติกอาจเข้าไปสะสมอยู่ในระบบหมุมเวียนโลหิต ทำให้เส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Prof Oliver Jones จาก มหาวิทยาลัย RMIT ได้ออกมาเผยว่าการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกนั้นเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่การชี้วัด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลหรือรู้สึกแย่ที่ใช้ขวดพลาสติกแต่ทว่าการวิจัยนี้เป็นการสร้างแรงกระตุ้นเพื่อให้เห็นถึงความอันตรายของก็ใช้พลาสติกมากกว่า

เมื่อทราบแล้วว่า ไมโครพลาสติก อาจก่อให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยของเราในอนาคตได้ การเลี่ยงไม่ให้ลูกต้องรับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายเป็นจำนวนมาก ก็ดูจะปลอดภัยกว่า ดังนั้น ทีมแม่ ABK ขอนำคำแนะนำของนักวิจัยที่ได้แนะนำวิธีการฆ่าเชื้อและชงนมอย่างปลอดภัยจากการปล่อย ไมโครพลาสติก ออกมาในขวดนม ดังนี้

นักวิจัยแนะ!! ขั้นตอนการฆ่าเชื้อและชงนมให้ปลอดภัยจากไมโครพลาสติก

  1. ใช้วิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อน โดยการต้มน้ำ นึ่ง ลวก ในภาชนะที่ไม่ใช่พลาสติก เช่น แก้ว หรือ สเตนเลส
  2. ล้างขวดนมที่ผ่านความร้อนด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย
  3. เตรียมนมผงหรือนมแม่ให้ลูกน้อยทาน

ขั้นตอนการชงนมผงอย่างปลอดภัยจากไมโครพลาสติก

  1. เตรียมน้ำสะอาดที่ต้มสุกแล้วในภาชนะที่ไม่ใช่พลาสติก
  2. ผสมนมผงในภาชนะนั้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำประมาณ 70 องศาเซลเซียส
  3. ปล่อยให้นมมีอุณหภูมิเย็นลงจนถึงอุณหภูมิห้อง
  4. เทนมที่เย็นลงแล้วลงในขวดนม

นอกจากนี้ นักวิจัยยังแนะนำว่าไม่ควรนำนมที่อยู่ในขวดนมมาอุ่นซ้ำ และไม่ควรเขย่าขวดนมแรง ๆ เพราะอาจะทำให้มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนออกมาได้ด้วยเช่นกัน

วิธีล้างขวดนม
วิธีล้างขวดนม

จากผลการวิจัยนี้ ทำให้มีนักวิจัยหลายท่านได้ออกมาเรียกร้องนโยบายในบริษัทขวดนมและนมผงออกคำแนะนำใหม่เกี่ยวกับขั้นตอนการทำความสะอาดและขั้นตอนการชงนมแบบใหม่เพื่อป้องกันไมโครพลาสติกตกค้างในร่างกายมนุษย์อีกด้วย

เนื่องจากยังไม่มีวิจัยที่ยืนยันได้ว่าไมโครพลาสติกอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในอนาคตมากน้อยแค่ไหน เพราะในขณะนี้ยังคงทำการศึกษากันอยู่ แต่ในฐานะพ่อแม่คนหนึ่ง เราพอจะรับรู้ได้ว่าไมโครพลาสติกอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในอนาคตได้ การให้ลูกเลี่ยงต่อโอกาสที่จะได้รับไมโครพลาสติกนี้ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดังนั้น ลองเปลี่ยนมาทำความสะอาดขวดนมด้วยวิธีที่นักวิจัยแนะนำกันดีกว่าค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ขวดนมลูก หมดอายุหรือยัง พ่อแม่รีบเช็คด่วน!

แนะวิธี การเลือกขวดนม จุกนม ให้ลูกแรกเกิดที่ดีและปลอดภัย

เช็กก่อนซื้อ! “สัญลักษณ์ที่ก้นขวดนมลูก” หากไร้มาตรฐาน..เสี่ยงลูกป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ฝึกลูก ” เลิกขวดนม ” ง่ายๆ ภายใน 1 ขวบ!! ป้องกันฟันผุ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : phys.org, www.bpl.co.th, www.khaosod.co.th, tna.mcot.net, www.independent.co.uk, www.theguardian.com, www.newscientist.com, vnexplorer.net

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารบำรุงน้ำนมแม่

น้ำนมน้อยหลังคลอด : เคล็ดลับอาหารบำรุงน้ำนม & ฟื้นฟูร่างกาย

หลังคลอดลูกภายใน 1 ชั่วโมงร่างกายจะมีการผลิตน้ำนมทันที ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ มักจะแนะนำให้เอาลูกน้อยแรกคลอดเข้าเต้าดูดนมแม่ทันทีภายในหนึ่งชั่วโมงหลังคลอด เพื่อเป็นการกระตุ้นเต้านมให้ทำงาน ส่งผ่าน น้ำนมแม่อาหารที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย ไม่ว่าคุณแม่จะมีน้ำนมน้อยแค่ไหนก็ตาม

คุณแม่ส่วนใหญ่หลังคลอดลูกแล้ว การดำเนินชีวิตกิจวัตรประจำวันอาจไม่ได้ราบเรียบเสมอไป เพราะต้องผจญกับอาการเจ็บแผลฝีเย็บ แผลผ่าตัด ช่วงเวลาพักผ่อนนอนหลับน้อยลง มีภาวะเครียดต่างๆ ซึ่งปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ยิ่งทำให้ร่างกายหลังคลอดฟื้นตัวได้ช้า ผลกระทบคือร่างกายผลิตน้ำนมแม่ได้น้อยในระยะยาว หรือในคุณแม่บางคนไม่มีน้ำนมให้ลูกกินเลยก็มีค่ะ

ซึ่งหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายหลังคลอดสามารถฟื้นฟูได้เร็ว กลับมาแข็งแรง สามารถผลิตน้ำนมแม่ได้ในปริมาณที่เพียงพอให้ลูกน้อยได้กินก็คือการทานอาหารบำรุงน้ำนมแม่ โดยคุณแม่จำเป็นต้องบำรุงร่างกายด้วยอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์สำหรับช่วยเพิ่มน้ำนมแม่โดยเฉพาะ ทีมแม่ ABK แนะนำว่าช่วงแรกคลอด ควรเสริมอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงน้ำนมแม่ อย่าง สมุนไพรพืช ผัก ผลไม้ หรือเพื่อให้ง่ายสะดวก ไม่ต้องยุ่งยาก จะดื่มเป็นเครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแม่ ดื่มเสริมในทุกวันก็ได้ค่ะ

 

น้ำนมน้อย สาเหตุเพราะอะไร ?  

ทีมแม่ ABK เข้าใจคุณแม่ทุกคนที่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ มาดูกันค่ะว่า น้ำนมน้อย สาเหตุเพราะอะไร …

ไม่ได้ให้ลูกดูดเร็ว ดูดบ่อย 

บอกไปแล้วว่าภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอดต้องให้ลูกเข้าเต้าดูดนมแม่ทันที เพราะเป็นการกระตุ้นเต้านมให้ผลิตน้ำนมแม่เป็นวิธีแรกอย่างที่สุด ตั้งแต่ในช่วงน้ำนมเหลือง แต่เชื่อว่าคุณแม่หลังคลอดบางคนอาจจะมึนยาสลบ(กรณีผ่าคลอด) หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ระหว่างคลอด ก็อาจทำให้ไม่ได้ให้ลูกเข้าเต้าได้ 

จำไว้ค่ะว่า สูตรความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณแม่จะต้องให้ลูกเข้าเต้าดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมง หรือไม่ก็ต้องปั๊มนมออกมาเก็บไว้เป็นสต็อก ตามรอบการดูดนมของลูก(ในกรณีที่ลูกหลับตื่นไม่ทันรอบดูดนมแม่) เพราะยิ่งถ้าไม่ได้ให้ลูกเข้าเต้า หรือไม่มีการปั๊มน้ำนมออกมา แน่นอนว่าจะคัดเต้านมมาก และในระยะยาว น้ำนมหดหายอย่างแน่นอนค่ะ

ดื่มน้ำน้อยไป 

ดื่มน้ำเปล่าสะอาดๆ แม่ที่ให้นมลูกจำเป็นจะต้องดื่มน้ำในทุกวันให้มากเพียงพอค่ะ เพราะน้ำที่ดื่มเข้าไปมีส่วนสำคัญที่ร่างกายจะใช้ในการผลิตน้ำนมแม่ออกมาค่ะ ดื่มน้ำน้อย น้ำนมน้อย ฉะนั้นระหว่างวันควรดื่มน้ำให้ได้ 2.5-3 ลิตร 

เครียดเป็นเหตุ 

ถามว่าแม่หลังคลอดลูกมีอะไรให้ต้องเครียด ขอบอกตรงนี้ว่าถ้าคุณคือแม่มือใหม่ที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์มีลูกมาก่อน คุณจะยังจัดการกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ไม่มากพอ ลูกร้อง ลูกตื่นบ่อย ตัวแม่นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ลูกตื่น แม่ตื่น พอเหนื่อยมากๆ อาจเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้นะคะ ฉะนั้นควรมีคนช่วยเลี้ยงในช่วงแรกๆ ค่ะ จะญาติพี่น้อง หรือสามีก็ควรมาสลับช่วยเลี้ยงลูกค่ะ 

น้ำนมรอระบาย 

ถ้าแม่ปล่อยให้เต้านมทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยน้ำนม แล้วไม่ได้ให้ลูกดูดออกมา หรือไม่ได้บีบ ได้ปั๊มออกมา เต้านมคัดสะสมนานๆ ร่างกายจะปรับลดการผลิตน้ำนม จนไม่หยุดผลิตไปเลยค่ะ ท่องให้ขึ้นใจว่า ลูกต้องเข้าเต้าดูดนม ทุก 2-3 ชั่วโมง 

กินอาหารไม่พอ 

กฎข้อนี้สำคัญมากค่ะแม่ๆ เพราะร่างกายที่ได้รับโภชนาการสารอาหารไม่เพียงพอ หรือได้สารอาหารทีไม่มีประโยชน์ ส่งผลกระทบต่อน้ำนมแม่นะจ๊ะ น้ำนมแม่จะมีปริมาณมากน้อย และน้ำนมมีคุณภาพหรือไม่ ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่มีประโยชน์ และได้รับอย่างสมดุลครบทั้ง 5 หมู่ค่ะ ดังนั้นแม่ให้นมลูก ต้องกินให้พอ กินให้มีประโยชน์ และในช่วง 3 แรกหลังคลอดลูก อาหารบำรุงน้ำนมแม่ หามากินกันนะคะ

อาหารบำรุงน้ำนมแม่ มีอะไรบ้าง  กินอะไรดีนะ ? 

นึกออกกันไหม ถ้านึกไม่ออกทีมแม่ ABK แนะนำให้ค่ะ รับรองถ้าหามากินกันได้ตามนี้ น้ำนมแม่พุ่ง ลูกกินอิ่ม กินพอไปจนเกิน 6 เดือน และแม่ไม่เจอกับปัญหา น้ำนมน้อย !!  

1. ขิง 

พืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีประโยชน์สำหรับแม่ที่ให้นมลูกมากๆ และเหมาะที่จะเป็น อาหารบำรุงน้ำนมแม่  ขิงมีโปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง คาร์โบไฮเดรต ซึ่งขิงช่วยในการขับลม แก้อาเจียน ช่วยย่อยไขมันได้ดี ลดการบีบตัวของลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ขับเหงื่อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้น้ำนมไหลได้ดี ลดอาการอาเจียน และเชื่อว่าเมื่อคุณแม่กินเข้าไป สรรพคุณที่ดีของขิงจะผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูก ทำให้ลูกไม่ปวดท้อง

เมนูแนะนำ ยำขิง ยำปลาทูใส่ขิง ไก่ผัดขิง มันหรือถั่วเขียวต้มน้ำขิง ไข่หวานน้ำขิงต้มอุ่น ๆ โจ๊กใส่ขิง

2. ใบกะเพรา 

ใบกระเพรา อุดมด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เส้นใยอาหารสูง ความร้อนจากใบกะเพรา จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หวัด คลื่นไส้ อาเจียน ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น ยิ่งถ้าเด็กได้รับจากนมแม่ ก็จะช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้ลูกน้อยได้ด้วย

เมนูแนะนำ แกงเลียง (ใส่ใบกะเพรา) ผัดกะเพรา หรือชาใบกะเพรา

3. กุยช่าย 

กุยช่ายอุดมไปด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก คาร์โบไฮเดรต บีตาแคโรทีน วิตามินซี มีฤทธิ์ช่วยขับน้ำนม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม

เมนูแนะนำ ดอกกุยช่ายนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ หรือนำใบมากินสดแกล้มกับผัดไทย หรืออาหารอื่นๆ 

4. ใบแมงลัก 

ใบแมงลัก มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี และวิตามินซีสูง เนื่องจากใบแมงลักมีฤทธิ์ร้อนและรสหอม จึงทำให้น้ำนมไหลได้ดี ขับลม ขับเหงื่อ เมื่อได้ทานเข้าไป

เมนูแนะนำ ใส่แกงเลียง กินสดแกล้มกับขนมจีน

5. หัวปลี 

ถ้าแม่ให้นมลูกไม่กินถือว่าพลาดมากบอกเลย เพราะในหัวปลี มีแคลเซียมมากกว่ากล้วยสุกถึง 4 เท่า และยังมีโปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี บีตาแคโรทีน อีกด้วย หัวปลีช่วยบำรุงเลือด บำรุงน้ำนมได้ดีมากๆ ค่ะ 

เมนูแนะนำ แกงเลียงหัวปลี ยำหัวปลี ลวกจิ้มน้ำพริก ทอดมันหัวปลี หัวปลีชุบแป้งทอด แต่ถ้าจะให้สะดวกแบบฉบับคุณแม่สมัยใหม่ ทีมแม่ ABK จะดื่มเป็นน้ำหัวปลี เดี๋ยวนี้หาซื้อดื่มได้ง่ายมากเลยนะคะ

 

อาหารบำรุงน้ำนมแม่

เครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแม่ มัมมี้ลิเชียสจูซ 

อย่างเครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแม่ มัมมี้ลิเชียสจูซ น้ำหัวปลี ไทยเจ้าแรก ที่เป็นเจ้าของรางวัลคุณภาพระดับสากล International Innovation Awards 2019 ขอบอกว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพที่เหมาะกับตั้งครรภ์และคุณแม่หลังคลอดมาก เพราะช่วยทั้งเรื่องฟื้นฟูพลังกำลังให้กลับมาแข็งแรงเร็ว ยังช่วยเรื่องน้ำนมน้อยได้ดีมากๆ ด้วย 

มัมมี้ลิเชียสจูซ เครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแม่ (MOMMYLICIOUS JUICE)  มีทั้งหมด 7 รสชาติให้เลือกดื่ม นี่แม่บ้านนี้ดื่มมาครบทุกรสชาติแล้วค่ะ บอกเลยว่าอร่อย ดื่มง่าย ที่สำคัญสบายใจมากเวลาดื่มน้ำหัวปลีของมัมมี้ลิเชียส เพราะผลิตมาจากส่วนผสมธรรมชาติ 100% ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารกันบูด มาดูกันหน่อยค่ะว่ามีรสชาติอะไรบ้าง

  1. น้ำหัวปลีเข้มข้น รสธรรมชาติ (Super Huaplee) น้ำหัวปลีแท้รสธรรมชาติสูตร Original  
  2. น้ำหัวปลีผสมโปยกั๊ก (Huaplee & Star Anise) เป็นน้ำหัวปลีเข้มข้นที่เพิ่มความหอมหวานธรรมชาติจากโปยกั๊กและหญ้าหวาน
  3. น้ำขิงเข้มข้นรสธรรมชาติ (Super Ginger) สูตรนี้ความร้อนจากขิงช่วยกระตุ้นให้นมแม่ไหลได้ดีขึ้น
  4. น้ำขิงผสมน้ำผึ้งมะนาว (Ginger with Honey & Lime) สูตรนี้นอกช่วยให้น้ำนมแม่ไหลดีแล้ว ยังช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วยบรรเทาอาการหวัดให้แก่คุณแม่ได้ด้วยค่ะ
  5. น้ำหัวปลีผสมงาดำ (Huaplee & Black Sesame) เป็นสูตรบำรุงน้ำนม บำรุงเส้นผม และเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกาย
  6. น้ำหัวปลีผสมขิง มะเขือเปราะและใบกะเพรา (Super Huaplee PLUS) เป็นสูตรรวมดาวสรรพคุณของส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มระดับปริมาณน้ำนมแม่ กระตุ้นการไหลเวียนของน้ำนม และมีส่วนช่วยลดอาการท่อน้ำนมอุดตันอีกด้วย
  7. น้ำมัลเบอร์รี่ผสมขิง (Mulberry & Ginger) เป็นสูตรช่วยบำรุงน้ำนมแม่ และช่วยบำรุงฟื้นฟูสุขภาพผิว และให้ความสดชื่นและเสริมวิตามินให้แก่คุณแม่

ทีมแม่บ้าน ABK ดื่มมัมมี้ลิเชียสจูซ น้ำหัวปลี ครบทุกรสชาติแล้ว ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ ช่วยบำรุงน้ำนมแม่ได้ดีจริงๆ แล้วคุณแม่ๆ ล่ะคะ ดื่มแล้วชอบรสชาติไหนกัน

ไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแม่ MOMMYLICIOUS JUICE กันได้ที่ 

https://www.mommyliciousjuice.com หรือ

https://www.facebook.com/mommyliciousjuice/ นะคะ 

ทีมแม่ ABK ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ประสบความสำเร็จกันนะคะ  แล้วอย่าลืมคำแนะนำที่ให้ไว้ รับรองน้ำนมแม่มาแยอะ จนลืมไปเลยว่า “น้ำนมน้อย” เป็นไง !

เครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแม่

 

วิธีเก็บเงิน สไตล์ญี่ปุ่น

วิธีเก็บเงิน ให้ล้นกระเป๋าสตางค์แบบฉบับคนญี่ปุ่น!!

กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง งั้นชวนมากระเป๋าบวม เงินล้นกระเป๋ากันดีกว่าด้วย วิธีเก็บเงิน สไตล์ญี่ปุ่น ง่าย ๆ แค่ 5 ข้อ มาร่วมกันทำกระเป๋าให้เป็นบ้านของเงินเรากันเถอะ

วิธีเก็บเงิน ให้ล้นกระเป๋าสตางค์แบบฉบับคนญี่ปุ่น!!

กระเป๋าที่ทุกคนทุกเพศต้องมีและพกติดตัวไว้ตลอดเวลา มีประโยชน์ช่วยในเรื่องของการใส่เงินหรือเก็บเงิน นามบัตร บัตรเครดิตต่างๆที่รวมอยู่ในใบเดียว ง่ายต่อการพกพาเวลาไปไหนมาไหน ช่วยในเรื่องของความสะดวก มีหลายแบบและหลายขนาดให้เลือกตามความชอบและเหมาะกับการใช้งานของผู้ที่ต้องการใช้ ซึ่งขนาดจะมีตั้งแต่แบบสั้น แบบกลาง และแบบยาว ส่วนวัสดุที่นำมาผลิตก็มีตั้งแต่หนังแท้ หนังเทียม ผ้า เป็นต้นเกริ่นมายาวเหยียดคุณคิดไม่ผิดหรอกว่านี่คือ คำนิยามของคำว่า กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าเงิน หรือ กระเป๋าสตางค์ก็สุดแล้วแต่ใครจะเรียกไปตามความถนัด

แต่รู้หรือไม่ว่ากระเป๋าสตางค์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่เก็บเงินเท่านั้นนะ หากเราอยากให้ภายในกระเป๋าสตางค์เราเต็มไปด้วยเงินจนอัดแน่นแล้ว เราลองมาใช้แนวคิดในแบบฉบับสไตล์ของคนญี่ปุ่น ที่มักผสมผสานหลักความเชื่อ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน ในหลักการจัดกระเป๋าสตางค์ให้กลายเป็น “บ้านของเงิน” กันดีกว่า ขอแอบบอกว่ามีคนเคยลองทำตามดูแล้วรับประกันว่ามีเงินไม่เคยขาดกระเป๋ากันด้วยนะ อย่ามัวแต่ช้า รีบมาเป็นเศรษฐีใหม่กันดีไหมน้า

อ่านต่อ การสอนแบบญี่ปุ่น กับกฎ 18 ข้อที่เด็ก ๆ ต้องทำได้ก่อนเข้าป.1

วิธีเก็บเงิน แบบฉบับญี่ปุ่น
วิธีเก็บเงิน แบบฉบับญี่ปุ่น

บ้านของเงิน

บ้าน จัดเป็นปัจจัยหนึ่งอย่างที่มนุษย์จำเป็นต้องมี หนึ่งในปัจจัย 4 ของเรา เพราะบ้านเป็นแหล่งพักพิง ให้คนเราได้พักผ่อนหย่อนใจเพื่อให้กลับมามีแรงมีพลังในการทำงานในวันถัด ๆ ไป  ดังนั้นจึงเถียงไม่ได้เลยว่า หากเรามีบ้านที่ดี น่าอยู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ย่อมทำให้เจ้าบ้าน หรือคนที่จะมาอาศัยอยากอยู่บ้านนาน ๆ อยู่แล้วรู้สึกสบายใจ มีพลัง พร้อมจะออกไปต่อสู้ฟันฝ่า และได้รับชัยชนะกลับมามากกว่าคนที่อ่อนล้า อยู่ในบ้านที่ไม่ดี ไม่ส่งเสริมจริงไหม

ด้วยหลักแนวคิดดังกล่าว ทำให้คนญี่ปุ่นคิดว่าเงินก็เช่นกัน กระเป๋าสตางค์เป็นจุดเริ่มต้นของการ ‘รับเงิน’ และ ‘จ่ายเงิน’ นั่นคือ การเข้า และออกจากบ้านของเงินนั่นเอง หากเราอยากให้เงินอยู่ติดกระเป๋าสตางค์ของเราไปนาน ๆ เราจึงควรจัดกระเป๋าสตางค์ที่นับได้ว่าเป็นบ้านของเงินให้ดี เรียบร้อยจะได้มีเงินเต็มกระเป๋าอย่างที่คนทุกคนต้องการ เรามาดูหลักการของแนวคิด “บ้านของเงิน” นี้โดยวิเคราะห์ตามหลักแห่งเหตุผลกันดีกว่าว่าน่าเชื่อถือมากพอที่เราควรจะทำตามหรือไม่

1.เลือกใช้กระเป๋าสตางค์ที่มีคุณภาพ 

กระเป๋าสตางค์ถือเป็นสิ่งของสำคัญที่ใช้ในการเก็บเงิน ดังนั้น หากมีรอยขาดรั่ว หรือเก่าจนชำรุด ก็ถึงเวลาเปลี่ยนไปใช้ใบใหม่ได้แล้ว เพราะในทางฮวงจุ้ยแล้ว กระเป๋าสตางค์ที่มีรอยรั่วจะหมายถึงการปล่อยเงินให้รั่วไหล เก็บเงินอย่างไรก็ไม่อยู่  ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วกระเป๋าเงินที่ขาดก็อาจทำให้เงินรั่วหล่นได้จริง ๆ แถมยังไม่ดีต่อบุคลิกภาพอีกด้วย ดังนั้นหากเราไม่อยากเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์บ่อย ๆ การที่เราเลือกซื้อกระเป๋าที่มีคุณภาพ วัสดุที่ใช้ทนทาน การตัดเย็บ และรูปแบบที่สวยงาม ใช้งานง่าย ถึงแม้ว่าบางยี่ห้อจะมีราคาแพงสักหน่อย แต่ถ้าคนที่รู้จักใช้เงิน ประเมินถึงความคุ้มค่า ความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ว่ากระเป๋าสตางค์ใบนั้น ๆ คุ้มค่าเหมาะกับเราหรือไม่ ก็จะยิ่งนับว่าเจ้าของกระเป๋าสตางค์ใบนั้น ๆ เป็นคนใช้เงินเป็น และย่อมมีสถานะทางการเงินที่ดีตามมาเป็นแน่

กระเป๋าสตางค์แบบยาว วิธีเก็บเงิน สไตล์คนญี่ปุ่น
กระเป๋าสตางค์แบบยาว วิธีเก็บเงิน สไตล์คนญี่ปุ่น

เกร็ดความรู้ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ในบางแนวคิดก็มีความเชื่อที่ว่า กระเป๋าสตางค์แบบยาวนั้นเป็นกระเป๋าที่ดี เพราะเชื่อว่าสามารถเรียงเงินได้ง่าย กระเป๋าสตางค์แบบพับ เงินต้องถูกพับครึ่งเหมือนคนต้องคุดคู้งอตัวคงไม่สบายเท่า

2.อย่ายัดของใส่กระเป๋าสตางค์จนมากเกินพอดี

ใครชอบเก็บของทุกสิ่งอย่างไว้ในกระเป๋าสตางค์ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน บัตรเครดิต รวมทั้ง ใบเสร็จต่าง ๆ ซึ่งทำให้กระเป๋าอ้วนตุงและคับแน่นอยู่เสมอโปรดยกมือขึ้น ขอเตือนไว้ว่ามันไม่ถูกตามหลักฮวงจุ้ยนะ เพราะเขาว่าไว้ว่าจะทำให้เก็บเงินไม่อยู่ แถมยังทำให้เงินทองไม่ไหลเข้าอีกด้วย ลองคิดตามกันดูง่าย ๆ นะจ๊ะว่าหากบ้านที่เราอยู่มีของวางเต็มแน่นไปหมด เราคงไม่อยากเอาของใด ๆ มาใส่เพิ่มให้รกเข้าไปอีก เงินก็เช่นกัน หากเรารู้สึกว่ากระเป๋าสตางค์ของเราอวบอ้วนเหมือนดั่งมีเงินอยู่เต็ม เลยพาลคิดไปว่ามีเงินอยู่เต็มจริง ๆ แต่ความเป็นจริงกลับเป็นเพียงเศษกระดาษ ใบเสร็จตั่งต่างนานา แต่เงินจริงมีเพียงไม่กี่ใบคงน่าเศร้าน่าดูจริงไหม ดังนั้น หากเป็นไปได้ให้แยกบัตรและใบเสร็จต่าง ๆ เก็บไว้อีกกระเป๋า โดยให้กระเป๋าสตางค์มีเฉพาะเงินเท่านั้น หรือหากใครจำเป็นต้องใส่บัตรจริง ๆ ก็ให้เลือกเฉพาะบัตรที่จำเป็นเท่านั้น เวลากระเป๋าแบนก็จะรู้ล่วงหน้าว่าเงินน้อยแล้วนะ ต้องหามาเพิ่มก่อนแฟนจะทิ้งนะจ๊ะขอเตือน

เกร็ดความรู้ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ การจัดระเบียบภายในกระเป๋าสตางค์ให้เป็นระเบียบก็เป็นอีกหลักจิตวิทยาหนึ่งของคนญี่ปุ่น ที่มีความเชื่อในเรื่องโชคลาง ว่าจะนำมาสู่ความมั่งคั่ง เช่น ธนบัตรก็จะเรียงไว้เป็นอย่างดีหัวหางต้องไปทางเดียวกัน จัดเรียงแบงค์ แบงค์ใหญ่จะอยู่ในสุด เช่นแบงค์ 1,000 อยู่ลึกสุด เรียงต่อมาด้วย 500 บาท 100 บาท 50 บาท และ 20 บาท ถ้ามีเศษเหรียญก็ให้แยกใส่กระเป๋าเก็บเหรียญให้เรียบร้อยไม่เอามารวมในกระเป๋าสตางค์ให้ดูอ้วนใหญ่

อย่าพึ่งหนักใจ วิธีเก็บเงิน ง่าย ๆ จากกระเป๋าสตางค์
อย่าพึ่งหนักใจ วิธีเก็บเงิน ง่าย ๆ จากกระเป๋าสตางค์

3.ใส่ ‘เงินขวัญถุง’ เป็นแบงค์ใหญ่สร้างแรงบันดาลใจในการหาเงิน

หากใครที่ไม่ชอบพกเงิน และปล่อยให้กระเป๋าสตางค์ว่างเปล่าอยู่เสมอ ก็มักจะมีปัญหาด้านการเงินอยู่บ่อย ๆ เช่นกัน เพราะการมีเงินติดกระเป๋าตลอดเวลานอกจากจะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของเจ้าของกระเป๋าสตางค์แล้ว ยังทำให้เจ้าของมีไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินด้วย แล้วเงินขวัญถุงจำเป็นต้องเป็นแบงค์ใหญ่เท่านั้นเหรอ คำตอบต่อคำถามนี้คงต้องถามกลับเจ้าของกระเป๋าสตางค์บ้างแล้วละว่า แบงค์ใหญ่ของคุณคือเท่าใด แต่แนะนำว่าควรจะมีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถหามาใส่ไว้ได้ เพราะอะไรนะเหรอ ลองคิดตามดูนะว่าหากเรามีความเชื่อแล้วว่าแบงค์ใบใหญ่ใบนั้นของคุณเป็นเงินขวัญถุงที่มีความขลัง เราก็ไม่อยากจะใช้มันออกไป แน่นอนว่าเงินเก็บของคุณก็ยังคงนอนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของคุณไม่ปลิวลอยหายไปกับของไม่จำเป็นใช่ไหมละ

4.อย่ากดเงินพร่ำเพรื่อเพื่อใช้จ่ายทั่วไป คำนวณให้พอดีว่าจะใช้เท่าไร

เพราะเงินออกจากกระเป๋าแล้วมันไม่กลับมาง่าย ๆ ดังนั้น ต้องให้เส้นทางของเงินที่ออกไปนั้นได้ประโยชน์สูงสุด หากคุณใส่เงินไว้ในกระเป๋าสตางค์มากเกินไป เกินพอดี เวลาหน้ามืดขึ้นมาเวลาช็อปปิ้ง เราอาจจะยั้งตัวไม่ทันกันก็ได้เชียวนะ เพราะโรคหน้ามืดขณะช้อปปิ้งนี้น่ากลัวเสียด้วยสิ จริงไหมจ๊ะสาว ๆ

เพลิดเพลินกับการใช้จ่าย
เพลิดเพลินกับการใช้จ่าย

5.ทุกครั้งที่หยิบเงินออกจากกระเป๋าสตางค์มันคือการลงทุน

การลงทุนไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ ลงทุนในเรื่องใหญ่ ๆ หรือได้ปันผลมาในรูปแบบของเงินเพียงเท่านั้น แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ หากเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ก็นับว่าคือการลงทุนอย่างหนึ่ง เช่น การซื้ออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมารับประทาน แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าอาหารจำพวกอาหารฟาสฟู้ด หรืออาหารตามร้านสะดวกซื้อ แต่ในระยะยาวร่างกายจะได้รับประโยชน์ไม่ต้องมาเสียค่ารักษาในภายหลัง นั่นก็คือการลงทุนแล้ว และหลังจากนั้นการลงทุนในเชิงรูปธรรมจะตามมา เช่น หุ้น กองทุน อสังหาริมทรัพย์ หรือการออมเงินอื่น ๆ เพราะถ้าเรามีวินัยทางการเงิน มีการจัดระบบการเงินเป็นสัดส่วน การลงทุนรูปแบบไหนเราก็รับมือได้หมดอย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่า การจัดกระเป๋าสตางค์จะดูเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อย่ามองข้ามไปเชียว เพราะหากเราไม่สามารถจัดการเรื่องใกล้ตัวเราที่สุด อย่างกระเป๋าสตางค์ที่เราต้องปิดเปิด หยิบใช้กันอยู่ทุกวันนั้นไม่ได้ เราก็คงไม่สามารถจัดการเรื่องอื่นได้ดีเป็นแน่ ถ้าอยากจะฝึกวินัยทางการเงิน ลองเริ่มจากการจัดกระเป๋าสตางค์ให้เป็นระเบียบดู อย่างน้อยตอนเปิดกระเป๋าสตางค์ มันจะทำให้เราสังเกตได้ว่าเรามีเงินสดเหลืออยู่เท่าไร มีบัตรเครดิต บัตร ATM กี่ใบ เพียงเท่านี้เราก็มีข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจกับการใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็ว หลักการลงทุนอันดับต้น ๆ ของทุกการลงทุนเลยนั่นคือ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และรวดเร็วทันต่อการตัดสินใจมิใช่หรือ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือ ชีวิตมั่งคั่งด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว เขียนโดย คะเมะดะ จุนอิชิโร (ทินภาส พาหะนิชย์ แปล)/ smex.business/undubzapp.com/JapanSalaryman

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิธีเก็บเงิน แบบคนรวย เคล็ดลับ 15 ข้อที่ควรสอนลูก

สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563 สีไหนดี? เสริมดวงสุดปัง เงินเข้าไม่ขาดมือ

สีเสื้อมงคล 2563 เสริมดวง 12 ราศี ใส่แล้วงานดี เงินเริ่ดตลอดปี

ผมสั้นก็ปังได้นะแม่! รวม 40 ไอเดีย ทรงผมสั้นประบ่า สวยได้ ไม่ตกเทรนด์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของใช้เด็กทารก

Checklist ! 5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อของใช้ลูกน้อย

ของใช้เด็กทารก ของใช้เด็กต่างๆ ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน มีคุณแม่มือใหม่หลายๆ คน ถามทีมแม่ABK เข้ามากันบ่อยมากว่าการซื้อของใช้ลูกน้อย ควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง เพราะกลัวในเรื่องการแพ้ต่างๆ โดยเฉพาะผิวของลูก ซึ่งเพื่อให้คุณแม่ได้ซื้อเตรียมของใช้เด็กกันอย่างสบายใจ วันนี้ทีมแม่ABK มีข้อควรรู้ก่อนซื้อของใช้เด็กอ่อนมาแนะนำให้ค่ะ

 

ของใช้เด็กทารก : 5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อของใช้ลูกน้อย

ของใช้เด็กแรกเกิด

1. ผ่านการทดสอบ Hypoallergenic

เชื่อว่าคุณแม่ที่มีลูกเล็กจะต้องมองหาสินค้าหรือแบรนด์ที่มีตราสัญลักษณ์ผ่านการทดสอบการแพ้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อย แต่คุณแม่รู้ไหมคะว่า การทดสอบการแพ้ที่หลายๆสินค้าพูดถึงอาจจะยังไม่ใช่การทดสอบการแพ้ที่ดีที่สุด

การทดสอบความปลอดภัยด้านผิวหนัง แบ่งออกเป็น 2 ระดับค่ะ

1. Dermatologist Tested

a. Single Patch Tests คือการทดสอบผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ใช้สัมผัสกับผิว ดูว่าก่อให้เกิดการะคายเคืองหรือไม่ จะเป็นการทดสอบด้วยการแปะ Patch Tests ที่แผ่นหลัง เพื่อทดสอบรอบเดียว

2. Hypoallergenic Test

a. Human Repeat Insult Patch จะเป็นการทดสอบที่ลึกลงไปมากกว่าเดิมแบบ Long Term ด้วยการแปะ Patch Tests ที่แผ่นหลังหลายๆ ครั้ง เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์เด็กนั้นๆ ก่อให้เกิดการแพ้ต่อผิวหรือไม่ หากมีการใช้ที่ต้องสัมผัสกับผิวลูกน้อยอย่างต่อเนื่อง 

อย่างผลิตภัณฑ์ดีนี่ทุกรายการต้องผ่านการทดสอบการแพ้ Hypoallergenic Tested ซึ่งเป็นการทดสอบมาตรฐานสากล ควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เป็นทดสอบแบบติดตามผลระยะยาว (Human Repeat Insult Patch)  คุณแม่มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัยกับสุขภาพผิวของลูกน้อยค่ะ

ของใช้เด็กอ่อน

2. ดีนี่ น้ำยาซักผ้าและปรับผ้านุ่ม ผ่านการทดสอบ Hypoallergenic tested

ผิวลูกแรกเกิดบอบบาง และง่ายต่อการเกิดการแพ้ ระคายเคือง จึงจำเป็นที่คุณแม่ควรต้อง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เด็กที่มีความอ่อนโยนเป็นมิตรต่อผิวลูกน้อยอย่างมากที่สุด  ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องเป็น “สูตรออร์แกนิค” * เพราะจะอ่อนโยนต่อผิวบอบบางของลูกน้อย โดยเฉพาะน้ำยาซักผ้า กับน้ำยาปรับผ้านุ่ม แนะนำว่าให้เลือกใช้ที่มีสารสกัดออร์แกนิคจากธรรมชาติ เพื่อที่จะได้ปลอดภัย ไม่ทำร้ายผิวของลูกน้อยค่ะ
*มีส่วนผสมของสารสกัดออร์แกนิคอโลเวลร่า ที่ได้รับตรารับรอง ECOCERT

ของใช้เด็กทารก

3. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดีต่อระบบหายใจ

ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เด็กที่มีกลิ่นหอมแต่ฉุนแสบจมูก โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ดูแลทำความเสื้อผ้าลูกน้อย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กที่มีแนวกลิ่นหอม อ่อนโยน สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด กลิ่นหอมจากผลิตภัณฑ์จะต้องไม่ไปรบกวนระบบการหายใจของลูกน้อยค่ะ

ของใช้เด็กทารก

4. ให้ความสะอาด ที่อ่อนโยน

ของใช้เด็กอ่อน คุณแม่จำเป็นต้องรักษาความสะอาดให้มากเป็นพิเศษ อย่างเสื้อผ้า เบาะ ผ้าปูที่นอน ฯลฯ ที่ผิวลูกจะต้องสัมผัสอยู่ทุกวัน มีคราบเลอะ ทั้งคราบน้ำนม คราบน้ำลาย คราบปัสสาวะ และคราบอุจจาระ ฯลฯ คุณแม่เห็นคราบหนักแบบนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์ซักทำความสะอาดของผู้ใหญ่กับเสื้อผ้าลูกไม่ได้นะคะ เพราะอาจจะมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังแพ้อักเสบได้ค่ะ คุณแม่ควรใช้เป็นผลิตภัณฑ์ซักสำหรับผ้าเด็กโดยเฉพาะ แนะนำเป็น “ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ดีนี่ นิวบอร์น ออร์แกนิค อโล เวร่า” ที่ซักผ้าสะอาด ขจัดได้ทุกคราบเลอะของลูกน้อย ล้างฟองออกง่าย และไม่ทิ้งสารเคมีอันตรายบนผ้าด้วยค่ะ

ของใช้เด็กทารก

5. ให้ความสบายผิว ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ

ในระหว่างวันถ้าลูกน้อยมีอาการร้องไห้โยเยอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะลูกรู้สึกไม่สบายตัวจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ เนื้อผ้าที่ไม่นุ่ม มีความแข็งกระด่าง เมื่อสัมผัสเสียดสีกับผิวบ่อยๆ จะทำให้เกิดการระคายเคือง คันผิวขึ้นได้ค่ะ

ฉะนั้นหลังจากซักทำความสะอาดเสื้อผ้าลูกน้อยแล้ว แนะนำให้คุณแม่ถนอมเนื้อผ้าด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มเด็กทุกครั้งค่ะ แนะนำเป็นผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเด็ก ดีนี่ นิวบอร์น ที่ช่วยให้เสื้อผ้าลูกน้อยมีสัมผัสนุ่ม ไม่ลีบติดลำตัว ลูกน้อยใส่แล้วสบายผิว ที่นี้ไม่ว่าจะคืบ คลาน นั่ง ยืน เดิน วิ่ง ก็ไม่ทำให้พัฒนาการของลูกน้อยสะดุดลงอย่างแน่นอนค่ะ

ของใช้เด็กแรกเกิด

คุณแม่สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ดีนี่ นิวบอร์น ออร์แกนิค อโล เวร่า และ ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเด็ก ดีนี่ นิวบอร์น ได้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ อาทิเช่น Tesco , Big C , Tops , CJ Express , The Mall Robinson , Lazada , Shopee และ JD Central ค่ะ

5 ข้อง่ายๆ ก่อนซื้อของใช้ลูกน้อย หากคุณแม่มือใหม่ดูข้อมูลที่แนะนำให้ได้ทั้งหมดนี้ รับรองว่าปลอดภัยต่อสุขภาพผิวของลูกน้อยอย่างแน่นอนค่ะ

ของใช้เด็ก

 

เริมในช่องปาก

เริมในช่องปาก โรคฮิตของเด็กเล็ก อาการเป็นอย่างไร

ลูกไม่ยอมกินนม ไม่อยากกินอาหารเสริม สัญญาณโรคในช่องปากบางอย่างที่สำคัญ เริมในช่องปาก

เริมในช่องปาก โรคยอดฮิตของเด็กเล็ก

ความเจ็บป่วยของทารกหรือเด็กเล็ก ๆ มักจะส่งสัญญาณเป็นอาการง่าย ๆ เช่น การไม่อยากกินนม หรือร้องงอแง เพราะเจ้าตัวน้อยยังพูดไม่ได้ จึงไม่อาจสื่อสารความเจ็บป่วยออกมาได้ คนเป็นพ่อเป็นแม่จึงต้องสังเกตลูกในทุก ๆ วัน เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ ที่ลูกน้อยในวัย 11 เดือน ส่งสัญญาณผิดปกติด้วยการร้องไห้งอแงมากเป็นพิเศษ ไม่ยอมกินนม ไม่ค่อยกินข้าว แม่จึงเริ่มสงสัยว่า ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า

เริมในช่องปาก
เริมในช่องปาก

อาการอื่น ๆ ก็ยังไม่ชัดเจน มีเพียงไข้ต่ำ ๆ ใน 2 วันแรก แต่คุณแม่รู้สึกไม่สบายใจจึงพาลูกไปหาหมอในวันที่ 3 หลังจากเริ่มงอแง คุณแม่เล่าว่า วันที่ 3 ที่แม่พาลูกไปหาหมอ ก็ได้รับการตรวจช่องปาก หมอจึงแจ้งว่าลูกเป็นเริม การรักษาคือต้องรับประทานยา 4 เวลา และทายาที่ช่องปาก

“คุณหมอให้ระวังมากขึ้นค่ะ เพราะเริมเกิดจากการติดต่อทางน้ำลาย หากผู้ปกครองท่านไหนที่มีแผลในปาก อย่าเคี้ยวอาหารให้เด็กทาน และหากลูกเป็นโรคนี้แล้ว ให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะเริมเกิดจากการขาดน้ำค่ะ”

เริมในช่องปาก
เริมในช่องปาก

ส่วนสาเหตุของโรคนี้นั้นยังไม่ชัดเจน คุณแม่จึงฝากเรื่องนี้ให้ช่วยเตือนใจแม่ ๆ ทุกท่าน ต้องคอยสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิดในทุกวัน หากลูกไม่ยอมกินนม ไม่ยอมกินข้าว อาจเป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวน้อยกำลังไม่สบายอยู่

เริมเกิดได้ภายในช่องปาก

เชื้อไวรัสเริม หรือเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus – HSV) เป็นไวรัสต่างชนิดกับโรคงูสวัดและโรคอีสุกอีใส โดยมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ไวรัสเริมชนิดที่ 1 หรือ เอชเอสวี-1 (Herpes simplex virus 1 หรือ HSV-1) กับไวรัสเริมชนิดที่ 2 หรือ เอชเอสวี-2 (Herpes simplex virus 1 หรือ HSV-2) ซึ่งเริมในช่องปาก หรือ Herpetic gingivostomatitis พบได้บ่อยของการติดเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 ชนิดนี้มักเกิดอาการกำเริบที่ปากมากกว่าที่อวัยวะเพศ

เริมในช่องปากพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-3 วัน แต่บางคนอาจนานถึง 20 วัน ในการติดเชื้อครั้งแรก มักจะเป็นเริมในช่องปากชนิดเฉียบพลัน อาการสำคัญของเริมในช่องปากสำหรับเด็กเล็ก ได้แก่

  • มีไข้
  • ร้องกวน
  • ไม่ยอมดูดนม
  • ไม่กินอาหาร
  • มีตุ่มน้ำพุขึ้นที่เยื่อบุของริมฝีปาก เหงือก ลิ้น และเพดานปาก
เริมในช่องปาก
เริมในช่องปาก

จากนั้นตุ่มพองจะแตกเป็นแผลตื้นสีเทาบนพื้นสีแดงขนาด 1-3 มิลลิเมตร มักมีอาการเหงือกบวมแดงร่วมด้วย บางครั้งอาจมีเลือดซึมและมีกลิ่นปาก เด็กอาจมีภาวะขาดน้ำเนื่องจากดื่มนมและน้ำได้น้อย คุณหมอมักตรวจพบต่อมน้ำเหลืองใต้คางโตและเจ็บ เด็ก ๆ จะอาการหนักใน 4-5 วันแรก แผลมักจะหายไปได้เองภายใน 10-14 วัน ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่จะมีอาการเจ็บคอในระยะแรก ตรวจพบหนองที่ผนังคอหอยหรือแผลบนทอนซิล จากนั้นจะพบแผลที่ลิ้น กระพุ้งแก้มและเหงือก พร้อมกับอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย

ข้อควรระวังหากเป็นเริมภายในช่องปาก

อาการจะไม่หายขาด แต่เชื้อจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาทของสมองคู่ที่ 5 (Trigeminal ganglion) เชื้ออาจแบ่งตัวเจริญเติบโตทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ กลายเป็นเริมที่ริมฝีปาก (Herpes labialis/Fever blisters/Cold sores) เกิดเป็นตุ่มน้ำเล็ก ๆ พุขึ้นกลุ่ม แล้วแตกลายเป็นแผลตกสะเก็ด หรืออาจเป็นเริมที่ใบหน้าและจมูก

นอกจากนี้ ยังต้องระวัง เริมในช่องปากชนิดเป็นซ้ำ (Recurrent intraoral herpes simplex) เกิดแผลเปื่อยในช่องปาก มีแผลเดียวเกิดขึ้นที่เหงือกหรือที่เพดานแข็ง เริ่มจากตุ่มน้ำเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผลเป็นสะเก็ดสีเหลืองปกคลุมอยู่บนพื้นสีแดง ลอกออกแล้วกลายเป็นแผลตื้นสีแดง

สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ต้องคอยสังเกตอาการลูกให้ดี หากมีอาการผิดปกติต้องพาไปพบแพทย์ แต่สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พยายามไม่เครียด ไม่อยู่กลางแจ้งหรือถูกแดดจัด ๆ อาการของเริมยังสามารถกลับมาได้ในช่วงมีประจำเดือน เป็นไข้หวัด หรือโรคอื่น ๆ เช่น มาลาเรีย ไข้กาฬหลังแอ่น สครับไทฟัส ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ รวมถึงการฟัน และผ่าตัดที่บริเวณใบหน้า ก็อาจมีผลทำให้กลับมาเป็นเริมซ้ำได้

อ้างอิงข้อมูล : mplusthailand

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

หมอตอบชัด!!แม่ให้นมกินน้ำอัดลม ชา กาแฟ คาเฟอีนส่งถึงลูกไหม

ผื่นแพ้สัมผัส ลูกเป็นตุ่มแดง บวม คัน แพ้ไส้ในเบาะกันขอบเตียง

10 สัญญาณอันตราย หลังป้อน “กล้วยบด” ให้ลูก

abscess in salivary gland-fe

ฝีในต่อมน้ำลาย ก้อนแข็ง ๆ หลังติ่งหูทารก สัญญาณบอกโรค

ฝีในต่อมน้ำลาย ก้อนไตแข็ง ๆ ที่ปูดนูนขึ้นมาบนผิวหนังของลูก อันตรายไหม คุณหมอจะรักษาอย่างไร

ฝีในต่อมน้ำลาย

ทุกครั้งที่อาบน้ำ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะได้สังเกตอาการของเจ้าตัวน้อย ตลอดตั้งแต่หัวจรดเท้าว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เพราะอาการบางอย่างอาจไม่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน จำเป็นต้องใช้การสังเกตอย่างใกล้ชิด อย่างคุณแม่ท่านนี้ ขณะที่กำลังอาบน้ำให้ลูกน้อยวัย 6 เดือน ก็เริ่มสังเกตเห็นว่า ลูกมีก้อนที่หลังติ่งหูเป็นก้อนไตแข็ง ๆ จากตอนแรกยังไม่บวมแดง สีของผิวหนังเป็นสีเนื้อตามปกติ หลังจากที่เห็นอาการผิดสังเกต คุณแม่ไม่รอช้า รีบพาลูกไปหาหมอ ซึ่งในตอนนั้นคุณหมอแจ้งว่า ลูกน่าจะเป็นคางทูม และให้กลับบ้าน

ฝีในต่อมน้ำลาย
ฝีในต่อมน้ำลาย

อาการของเจ้าตัวน้อยไม่แสดงออกมาเลย ไม่มีไข้ ไม่งอแง ไม่มีอาการแทรกซ้อนให้คุณแม่ต้องกังวล ตอนแรกแม่ยังคิดว่าน้องอ้วน แก้มออก เพราะน้องตัวใหญ่ แต่ลึก ๆ หัวอกคนเป็นแม่ย่อมรู้สึกได้ถึงควาผิดปกติบางอย่าง คุณแม่เล่าว่า หลังจากนั้น 2 วัน ลูกเริ่มงอแง โดยเฉพาะเวลามือไปโดนบริเวณที่เป็นก้อนไตแข็ง ๆ จะยิ่งร้องไห้ แม่ไม่สบายใจเลยพาไปหาหมอที่คลินิคเด็กค่ะ ตอนนั้นคุณหมอแจ้งว่าน่าจะต่อมทอนซิลอักเสบ และให้ยามาทาน

“ลูกทานยาได้ 2-3 วัน มันบวมแดง แม่เลยพาไปโรงพยาบาลอีกครั้ง ไปครั้งนี้คุณหมอให้แอดมิท ตอนไปถึง คุณหมอรักษาด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อค่ะ ให้อยู่ 3-4 วัน ก็ไม่ยุบ คุณหมอเลยส่งตัวทำการเอกซเรย์ ผลออกมาคุณหมอแจ้งว่าเป็นฝีเลยค่ะ”

จากนั้นคุณหมอได้ส่งตัวไปอัลตราซาวด์ ดูจุดที่เป็น คุณหมอแจ้งว่า บริเวณที่เป็นคือต่อมน้ำลาย ขอประเมินการรักษาอีกที เพราะเนื่องจากน้องยังเล็ก ถ้าผ่าตัดกลัวจะมีผลกระทบหลายอย่าง อีกวันน้องโดนส่งตัวไปพบกับคุณหมอหูตาคอจมูก คุณหมอจึงทำการรักษาด้วยวิธีการเจาะเข็มแล้วดูดหนองออก

“ตอนแรกแม่กังวลมากค่ะ นอนไม่หลับเลย กลัวลูกโดนผ่า ตอนที่น้องเข้าไปเจาะคุณหมอก็ต้องให้แม่เข้าไปดูด้วย เห็นแล้วสงสารลูกมาก ๆ ค่ะ แต่พอเจาะไปแล้ว ผลออกมาดีมากค่ะ ก้อนเริ่มยุบและเริ่มลอก หลังจากเจาะคุณหมอจึงให้ยาต่อ”

อาการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้เจ้าตัวน้อยต้องนอนโรงพยาบาลนานถึง 7 วัน ตอนนี้อาการของลูกโอเคแล้ว แต่คุณหมอแจ้งว่ามีโอกาสที่จะเป็นได้อีก อาจจะจุดอื่น หรือจุดเดิม เหมือนคนที่เป็นฝีบ่อย ๆ แต่หลังจากนั้นมาก็ยังไม่เคยเป็นซ้ำ ส่วนการดูแลและป้องกัน คุณหมอไม่ได้ห้ามทำอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ต้องทานยาฆ่าเชื้อให้หมด

คุณแม่ยังทิ้งท้ายฝากให้แม่ ๆ คอยสังเกตลูกอยู่ตลอด เวลาอาบน้ำ หรือแต่งตัว คอยสัมผัสตัวของลูกดู เพราะตอนที่เจอฝีที่ต่อมน้ำลายก็ไม่มีอาการอะไรบ่งบอกเลย

การคอยดูแลและสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้เห็นอาการผิดปกติได้ไว และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที สำหรับฝีในต่อมน้ำลาย เป็นได้ทุกเพศทุกวัย จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อทำการอัลตราซาวด์ต่อมน้ำลาย

ฝีในต่อมน้ำลาย
ฝีในต่อมน้ำลาย

ฝีคืออะไร

ฝีเกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เช่น เชื้อสแตฟิโลค็อคคัส ออเรียส ซึ่งสาเหตุของการเกิดฝียังไม่แน่ชัด แต่แค่มีผิวถลอก เกิดแผลเล็ก ๆ ก็ทำให้เชื้อเข้าไปได้แล้ว โดยฝีเกิดได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย เป็นได้ทั้งการติดเชื้อในต่อมต่าง ๆ หรือบริเวณรูขุมขนใต้ผิวหนัง ลักษณะสำคัญของฝีคือ ไตแข็ง ๆ หรือมีอาการอักเสบบวมแดง ทำให้คนที่เป็นฝีรู้สึกเจ็บโดยรอบ ๆ แต่ในเด็กเล็กหรือทารกจะไม่สามารถพูดออกมาได้ พ่อแม่จึงต้องคอยตรวจเช็คร่างกายลูกอย่างละเอียด

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อลูกเป็นฝี

ไม่ควรไปบีบ เค้น ทำให้ฝีแตกออกมาเป็นแผล เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายกับตัวทารกได้ หากพบว่าลูกเป็นฝีควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งคุณหมออาจเจาะฝีแล้วดูดหนองออกด้วยอุปกรณ์ที่สะอาดและปลอดภัย พร้อมกันนั้นคุณหมออาจให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

วิธีป้องกันฝีในทารก

  • พ่อแม่ควรสำรวจร่างกายลูกทุกวัน ดูความผิดปกติ มีบาดแผลหรือไม่ ตรงไหนบวมแดง หรือมีรอยนูน เป็นจ้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณอันตรายที่ร่างกายลูกจะแสดงให้เห็น
  • หมั่นดูแลรักษาความสะอาดลูกและตัวคุณพ่อคุณแม่เองด้วย ไม่ควรให้ใครมาหอมมาจูบลูก หากต้องการอุ้มให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง หรืออย่างน้อยก็ใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือเสียก่อน
  • ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ของลูกทุกครั้ง หมั่นเปลี่ยนผ้าเช็ดตัว หรือข้าวของเครื่องใช้ลูก นำไปทำความสะอาดอยู่เสมอ
  • ลูกในวัยต่ำกว่า 6 เดือนควรกินนมแม่ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับทารก เมื่อลูกอายุเกิน 6 เดือน พยายามให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามที่แพทย์และนักโภชนาการแนะนำ พร้อมกับเสริมด้วยนมแม่ ลูกจะยิ่งแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย

ฝีในทารกทั้งบนชั้นผิวหนังและต่อมต่าง ๆ ในร่างกาย ปกติแล้วอาจจะหายได้เองในบางกรณี แต่ถ้าลูกมีอาการบวมแดง มีไข้ ร้องไห้งอแง ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

อ้างอิงข้อมูล : thaihealth และ smj.ejnal.com

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ผื่นแพ้สัมผัส ลูกเป็นตุ่มแดง บวม คัน แพ้ไส้ในเบาะกันขอบเตียง

อย่ากลัว ลูกติดอุ้ม !! หมอเด็กเผยเหตุผลดี ๆ ที่แม่ควรอุ้มลูก

10 อาหาร “บำรุงสมอง” ลูกยิ่งกิน ยิ่งความจำดี-ไอคิวสูง

โรคคาวาซากิ อาการ

โรคคาวาซากิ อาการ ที่ต้องระวัง อันตรายจากภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต

อุทาหรณ์ลูกเป็น โรคคาวาซากิ อาการ ออกไม่ครบ กว่าหมอจะตรวจเจอ ลูกก็ป่วยนานกว่า 10 วันแล้ว

โรคคาวาซากิ อาการ ที่ต้องระวัง

เรื่องเล่าจากหัวอกคนเป็นแม่ ที่ต้องทนเห็นลูกวัย 1 ขวบ 2 เดือน ต้องเจ็บป่วยอย่างทรมาน แต่อาการของโรคออกไม่ครบ ทำให้กว่าจะตรวจเจอต้องใช้เวลานาน 11 วัน จึงอยากบอกต่อเรื่องนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่น ๆ ได้สังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด หากสนใจว่าเป็นโรคร้ายอันตรายอย่าง โรคคาวาซากิ ควรรีบพาลูกไปตรวจอย่างละเอียด

คุณแม่เล่าว่า ลูกเป็นคนกินเก่ง สดใส ร่าเริง ไม่ค่อยเจ็บป่วย ลูกเคยเป็นหวัดแค่ 1 ครั้ง 3 วันก็หาย จนวันหนึ่งลูกเริ่มตัวรุม ๆ มีไข้ต่ำ ๆ ก็ให้ยาลดไข้ที่หมอเคยให้ไว้ ต่อมาเริ่มมีไข้สูงในตอนกลางคืน 38.5 องศาเซลเซียส แต่ตอนกลางวันไข้ 37 องศาเซลเซียส จึงเช็ดตัวให้ลูกทุกวัน

แม่รอดูอาการอย่างใกล้ชิดจน 3 วัน อาการไข้ไม่ลงเสียที ลูกเคยฉีดวัคซีน BCG ตรงหัวไหล่ ก็เริ่มพบตุ่มแดง ๆ ขึ้นเป็นจุด ๆ และขนาดของจุดเริ่มขยายจากขนาดเหรียญ 1 บาท เป็นเหรียญ 10 บาท จึงพาลูกไปแผนกฉุนเฉินในวันต่อไป ต้องเจาะเลือดถึง 2 ครั้ง เพราะเลือดข้นหนืดเอาไปปั่นไม่ได้ แต่ผลเลือดออกมา ผลปัสสาวะออกมา ยังไม่พบอาการผิดปกติ คุณหมอจึงให้ยาลดไข้แล้วกลับบ้าน

โรคคาวาซากิ อาการ
โรคคาวาซากิ อันตรายในเด็กเล็ก

หลังจากนั้น กลางคืนลูกจะฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว ร้อนมาก ไข้สูงเช่นเดิมราว ๆ 38 องศาเซลเซียส แม่ต้องคอยเช็ดตัวเพราะกลัวลูกชัก แต่กลางวันไม่ค่อยมีไข้ แม่คอยหาข้อมูลอยู่ตลอดว่า ถ้าเด็กเล็กมีไข้เกิน 7 วันจะอันตรายไหม แล้วลูกก็ปากแดงมาก ในร่างกายอาจมีอาการอักเสบหรือผิดปกติบางอย่าง แต่สิ่งที่แม่กลัวที่สุดคือ โรคคาวาซากิ เพราะอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้

จนวันที่น้องมีไข้ครบ 11 วัน คุณแม่ตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลเอกชน เพราะริมฝีปากของลูกมีเลือดออกเกรอะกรังติดริมฝีปาก แต่คุณหมอตรวจดูก็ยังไม่พบกับลิ้นสตรอว์เบอร์รี่ ไม่มีอาการมือบวมหรือเท้าบวม แต่ค่าเลือดสูงมากจนผิดปกติ เลือดเข้มข้นเกินไป จึงปรึกษาคุณหมอขอทำเรื่องส่งตัวลูกไปรักษาโรงพยาบาลรัฐที่ประจำ

เมื่อถึงโรงพยาบาลประจำ คุณหมอสังเกตหลังน้องเริ่มมีจุดแดงเล็ก ๆ พร้อมกับตรวจโควิด-19 ไปด้วย ผลตรวจโควิดปลอดภัย แต่อาจจะเป็นโรคคาวาซากิ ที่อาการออกไม่ครบ คุณหมอจึงเริ่มตรวจอย่างอื่น ทั้งเจาะเลือด echo หัวใจ (Echocardiography) เพราะอาการแทรกซ้อนของโรคนี้คือหลอดเลือดหัวใจโป่งพอง

“ผลเลือดลูกสูงผิดปกติมาก 900,000 กว่า แสดงว่าหลอดเลือดอักเสบ เราก็ถามมันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเป็นคาวาซากิ จริง ๆ หมอบอกว่า หลอดเลือดมันจะขยายไปเรื่อยจนมันฉีก ซึ่งถ้ามันฉีกแล้วก็…..(หมอไม่พูดต่อ) เราเลยถาม “เสียชีวิตใช่ไหมคะ” หมอบอกใช่ค่ะ”

โรคคาวาซากิ อาการ
โรคคาวาซากิ อาการ

จากนั้นคุณหมอบอกว่า และคาวาซากิในเด็กเล็กอาการจะมาช้าและอาการแต่ละอย่างจะมาไม่พร้อมกัน น้องอาจเป็นคาวาซากิแบบออกอาการไม่ครบ (incomplete) ถ้าให้ยา IVIG กับเด็กที่เป็นโรคคาวาซากิจะตอบสนองดี แต่ถ้าไม่ได้เป็นโรคนี้ จะมีผลตรงกันข้ามและเสี่ยงความดันสูงด้วย

คืนนั้นเริ่มมีจุดแดง ๆ ทั้งแผ่นหลัง ตอนเช้าจุดเริ่มกระจายทั้งลำตัว ผื่นเริ่มลามไปที่แขน ผื่นแดงมากบริเวณสะโพก ขาหนีบ สุดท้ายคุณหมอตัดสินใจให้ยา IVIG เพราะเป็นไข้ 12 วันแล้ว ยาชนิดนี้ต้องให้ภายใน 14 วัน แม้หลอดเลือดหัวใจจะยังไม่มีอาการ ก็ต้องรีบสกัดมันก่อนที่จะมีอาการแทรกซ้อนหัวใจ

หลังให้ยาแล้ว ผลตอบสนองต่อยาดีมาก ไข้เริ่มไม่มี ผื่นเริ่มลดลง แต่ตกกลางคืนไข้ยังสูง 38-39 องศาเซลเซียส พยาบาลต้องมาช่วยเช็ดตัวน้องหลายรอบทั้งคืน และให้น้องกินยาลดไข้ ถึงอย่างนั้นน้องก็ต้องกินยาแอสไพรินทุกวันเพื่อละลายลิ่มเลือด ไม่ให้เลือดอุดตัน เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนทางหัวใจ วันต่อมาคุณหมอมาเจาะเลือดอีกครั้ง ช่วงบ่ายก็ได้รับข่าวดีว่า ค่าเลือดปกติให้กลับบ้านได้ แต่หมอให้ยาแอสไพรินมากินทุกเช้าวันละครั้งเพื่อละลายลิ่มเลือด และน้องมีนัดต้องไป echo หัวใจอย่างต่อเนื่อง

โรคคาวาซากิ อาการ
โรคคาวาซากิ อาการ

“คุณหมอบอกว่า ถึงแม้กลับบ้านได้ อาการหลอดเลือดหัวใจโป่งพองจะเป็นตอนไหนก็ได้อีก ต้อง follow up ไปอีกสักพัก หลังจากออกจากโรงพยาบาล ผื่นยังมีอยู่บ้าง และลูกจะเป็นหวัดได้ง่าย มีไข้ได้ง่าย หมอบอกว่าต้องระวังเพราะเด็กที่เคยเป็นคาวาซากิจะเป็นหวัดง่ายกว่าเด็กทั่วไป ก็จริงค่ะ เพราะตั้งแต่ออกโรงพยาบาลมา เป็นไข้ไป 2 รอบแล้ว แต่ละครั้งเป็นนาน 1 สัปดาห์”

ส่วนสาเหตุของโรค คุณหมอแจ้งว่า โรคนี้ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด อาจจะเป็นเชื้อโรคที่ลอยมาในอากาศได้ เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน หมอบอกต้องระวังไม่ให้เป็นหวัดค่ะ นี่สำคัญเลย เพราะถ้าเป็นนี่จะเป็นหนักกว่าคนอื่น หลังจากนี้คือต้องไปตรวจตามนัด และฉีดวัคซีนสำคัญตามช่วงอายุลูก

คุณแม่จึงฝากเรื่องนี้ให้กับคุณแม่ท่านอื่น ๆ ได้อ่านเพื่อคอยสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด เพราะอาการของโรคคาวาซากิอาจออกไม่ครบ ดังนั้น ถ้าเด็กมีอาการผิดปกติ ให้คุณแม่เชื่อในเซนส์ของตัวเอง และรีบพาลูกไปหาหมอ

อันตรายจากโรคคาวาซากิ

ศ.พญ.ดวงมณี เลาหประสิทธิพร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคคาวาซากิมีความรุนแรงจนสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตเฉียบพลัน พบได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศชายมากกว่า โรคนี้ยังพบได้บ่อยในช่วงอายุ 1-2 ปี และต้องระวังไปจนถึงอายุ 5 ปี

สาเหตุของโรคคาวาซากิ

อาจเกิดจากการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส มีรายงานถึงการใช้แชมพูซักพรม หรือการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ อาการของโรคคาวาซากิ จะมีการอักเสบเกิดขึ้น เช่น การอักเสบของหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ สำหรับอาการเด่น ๆ ของโรคคาวาซากิ ได้แก่

  • ไข้สูง มักเป็นไข้นานเกิน 5 วัน อาจนานถึง 3-4 สัปดาห์ อาจมีผื่นขึ้นตามตัวและแขนขา
  • ตาขาวจะแดง 2 ข้าง ไม่มีขี้ตา
  • ริมฝีปากแห้งแดง อาจแตกมีเลือดออก ลิ้นแดงเป็นตุ่ม ๆ คล้ายผิวสตรอเบอร์รี
  • ฝ่ามือ ฝ่าเท้าบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโต

เหล่านี้เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์แรก ในสัปดาห์ที่ 2 ผิวหนังจะลอก จากปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ลามไปที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจพบข้ออักเสบโดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และท้องเสีย

ข้อควรระวังของโรคนี้ อาจทำให้เกิดการอักเสบของหัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หลอดเลือดหัวใจมีลักษณะโป่งพอง ตีบหรือแคบได้ หากหลอดเลือดตีบแคบมาก อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยง ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

หากพ่อแม่พบว่าลูกมีอาการผิดสังเกต มีความคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ อย่านิ่งนอนใจ เพราะโรคนี้อันตรายและต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อ้างอิงข้อมูล : si.mahidol.ac.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

แม่แชร์ อาการโรคคาวาซากิ และวิธีรักษา เมื่อลูกป่วยเป็นโรคคาวาซากิ

เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง ซ้ำรอบสองทำไมรุนแรงกว่ารอบแรก

อุทาหรณ์! ลูกติด เชื้อซาโมเนลลา ไข้ขึ้น ถ่ายทั้งคืน เพราะคนอื่นจับอุ้มหอมลูก

เครื่องช่วยฟัง

ทำยังไงเมื่อลูกตรวจการได้ยินไม่ผ่าน เครื่องช่วยฟัง ช่วยได้

การสูญเสียการได้ยินในเด็กแม้มีผลต่อพัฒนาการทางการพูด ถึงแม้ลูกน้อยไม่ผ่านการตรวจการได้ยินอย่างพึ่งตกใจไป เครื่องช่วยฟัง จะช่วยให้ลูกกลับมามีชีวิตปกติได้

ทำยังไงเมื่อลูกตรวจการได้ยินไม่ผ่าน!! เครื่องช่วยฟัง ช่วยได้

เมื่อวันที่เจ้าตัวน้อยของคุณแม่ได้ลืมตาดูโลก มาทักทายเรา ภาระงานแรก ๆ ของเขาอย่างหนึ่ง ที่ลูกน้อยจะต้องได้รับนั่นคือ การตรวจการคัดกรองการได้ยินของทารก เพราะจากการศึกษาพบว่า การตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เด็กได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินดีกว่า และจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษา การพูดสมวัย รวมทั้งพัฒนาการด้านอื่น ๆ  เช่น อารมณ์ สังคม การเรียนรู้ต่าง ๆ ก็จะดีตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถวินิจฉัยภาวะผิดปกติทางการได้ยินก่อนเด็กอายุ 6 เดือน แล้วรีบให้การช่วยเหลือ อาจช่วยให้เด็กนั้นมีพัฒนาการใกล้เคียงกับเด็กปกติ การตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติทางการได้ยินจึงควรทำตั้งแต่แรกเกิดที่เรียกว่า การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิด (Newborn Hearing Screening)

ภาระงานตั้งแต่แรกเกิด ตรวจคัดกรองการได้ยิน
ภาระงานตั้งแต่แรกเกิด ตรวจคัดกรองการได้ยิน

ทารกกลุ่มเสี่ยงมีปัญหาการได้ยินบกพร่อง ได้แก่

1.ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1,500 กรัม หรือคลอดก่อนกำหนด

2.มีความผิดปกติของศีรษะ ใบหน้า และหูแต่กำเนิด มารดาได้รับยาหรือสารที่เป็นพิษต่อเด็กขณะตั้งครรภ์

3.มารดามีการติดเชื้อขณะตั้งครรภ์

4.ภาวะตัวเหลืองจนต้องถ่ายเลือด

5.มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคประสาทหูพิการ เป็นใบ้ตั้งแต่กำเนิด

6.มีปัญหาระหว่างคลอด แรกคลอดต้องอยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยแรกเกิด

7.ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจ ได้รับยาที่มีพิษต่อหู

8.ภาวะขาดออกซิเจนขณะอยู่ในครรภ์มารดาหรือระหว่างคลอด

9.มีลักษณะที่เข้ากับโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติทางการได้ยิน

10.ภาวะน้ำตาลต่ำหลังคลอด หรือภาวะที่มารดามีน้ำตาลในเลือดสูงในคณะตั้งครรภ์

อ่านต่อ เด็กแรกเกิดตัวเหลืองอันตรายหรือไม่ รักษาอย่างไร?

ทำความเข้าใจกับเครื่องมือตรวจคัดกรองการได้ยินแบบ OAE

การตรวจคัดกรองการได้ยิน สามารถตรวจตั้งแต่แรกเกิดในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Otoacoustic emissions (OAE) ซึ่งเป็นการตรวจการทำงานของเซลล์ประสาทหูชั้นในส่วนการได้ยินว่าทำงานดีหรือไม่ เป็นการตรวจแบบเร็ว โดยอาศัยหลักว่า ถ้าหูชั้นในทำงานดี แสดงว่าเด็กได้ยิน

OAE สามารถทำการตรวจได้โดย

  • ต้องตรวจขณะเด็กหลับ
  • ตรวจในสถานที่เงียบ (ควรมีห้องตรวจโดยเฉพาะ)
ตรวจคัดกรองการได้ยิน ดูว่าต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง หรือไม่
ตรวจคัดกรองการได้ยิน ดูว่าต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง หรือไม่

การรายงาน ผลตรวจ OAE 

เมื่อลูกเข้ารับการตรวจ จะได้รับรายงานผลการตรวจออกมาสองแบบ คือ

  • pass หมายความว่า ทำงานปกติ
  • refer หมายความว่า ไม่สามารถวัด OAEได้ ต้องส่งตรวจเพิ่มเติม อาจเนื่องจากความผิดปกติของหูชั้นนอก , หูชั้นกลางหรือหูชั้นใน หรือเกิดจากปัจจัยอื่นที่ทำให้ผลการตรวจไม่สามารถวัดได้ ได้แก่ ขี้หูอุดตัน รูหูแคบ มีของเหลวในหูชั้นกลางหรือหูตึง เป็นต้น หรืออาจมีเสียงรบกวนมากเกินไป ดังนั้นการตรวจ OAE จึงสามารถ refer ได้ร้อยละ 3 -20

แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองด้วย OAE ยังเป็นการตรวจที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากตรวจง่าย และใช้เวลาในการตรวจน้อยประมาณ 3 – 5 นาที และจะเห็นได้ว่าการตรวจในแบบนี้ให้ผลการ refer ได้ถึงเกือบร้อยละ 20 ทำให้เวลาคุณแม่ได้รับผลออกมาเป็น refer อย่าพึ่งตกใจไปกันเชียว เพราะความหมายก็บอกอยู่แล้วว่า ต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล ไม่ได้แปลว่าลูกของเราจะไม่ได้ยิน 100% เป็นเพียงการที่เครื่องมือไม่สามารถอ่านค่าที่สะท้อนกลับมาได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด การ refer จึงเป็นการส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ค่าและผลที่แน่นอน มิได้หมายความว่าลูกของเราผิดปกติแน่นอนแต่อย่างใด

ผลrefer ต้องพาไปตรวจซ้ำ
ผลrefer ต้องพาไปตรวจซ้ำ

ทำอย่างไรเมื่อผลออกมาเป็น refer

หากคุณแม่ได้ผลตรวจคัดกรองการได้ยินของลูกน้อยออกมาเป็น refer ก็อย่างพึ่งขวัญเสีย ตกใจกันไป คุณหมอจะทำการตรวจคัดกรองอีก 2-3 ครั้ง ถ้ายังคงให้ผลออกมาเป็น refer อีก ก็จะส่งตรวจด้วยวิธีการการตรวจในแบบ Automated auditory brainstem response audiometry (A-ABR) เป็นการวัด neural activity จาก auditory pathways (cochlea , auditory nerve และ brainstem) ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นด้วยเสียงที่ความดัง 35 dBnHL โดยใช้ surface electrodes เครื่องจะประมวลผลอัตโนมัติโดยเทียบกับค่ามาตรฐานและรายงานผลเป็น pass / refer ผล pass หมายความว่า เส้นประสาทหูปกติ ซึ่งการได้ยินควรปกติ ผล refer หมายความว่า เส้นประสาทหูทำงานไม่ปกติ

การตรวจ A – ABR ต้องตรวจในขณะที่เด็กหลับสนิท ตรวจในที่เงียบและต้องเตรียมผิวหนังบริเวณที่จะติด electrodes ซึ่งยุ่งยากกว่าการตรวจ OAE ซึ่งตรวจโดยใส่ probe ในหูเท่านั้น อีกทั้งใช้เวลาในการ ตรวจนานกว่า (10 – 20 นาที) จึงทำให้ได้รับความนิยมใช้ตรวจคดักรองน้อยกว่า OAE แต่อย่างไรก็ตามผล การตรวจ A – ABR มีความแม่นยำกว่า และสามารถใช้ได้ในกรณีที่มีพยาธิสภาพที่เส้นประสาทหู จึงแนะนำให้ใช้ตรวจในทารกกลุ่มเสี่ยง

เมื่อผลตรวจคัดกรองไม่ผ่านเด็กควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดภายใน 3 เดือน  และได้รับการรักษาก่อนอายุ 6 เดือน

เมื่อลูกมีปัญหาทางการได้ยิน เครื่องช่วยฟังช่วยได้

          หากพ่อแม่พบกับกรณีที่ลูกมีปัญหาประสาทหูพิการ แนะนำควรหาอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับระดับการได้ยินให้ลูกโดยไปพบและปรึกษากับโสต ศอ นาสิกแพทย์ เพื่อให้ลูกได้ไปใส่เครื่องช่วยฟังให้เร็วที่สุด และต้องคอยดูแลให้เด็กใส่เครื่องช่วยฟังอย่างสม่ำเสมอ ถูกวิธีและดูแลเครื่องช่วยฟังตามที่ได้รับคำแนะนำมา พามาตรวจติดตามผล ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการได้ยินและการพูดอย่างต่อเนื่อง และต้องฝึกฝนที่บ้านตามที่นักอรรถบำบัดแนะนำมา พ่อแม่ต้องคอยเอาใจใส่ดูแลสุขภาพอนามัยด้านความเจ็บป่วย การฉีดวัคซีนป้องกันโรค เมื่อเจ็บป่วยต้องรีบรักษาและแจ้งให้แพทย์ทราบถึงปัญหาด้านการได้ยินเพื่อระมัดระวังในการให้ยา ในกรณีที่ลูกได้รับการผ่าตัดใส่ท่อระบายอากาศในหูต้องดูแลไม่ให้น้ำเข้าหู มีข้อแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าลูกสามารถได้รับสิทธิ์เบิกเครื่องช่วยฟังจากสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ได้ฟรีด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องให้แพทย์ออกเอกสารรับรองความพิการ จดทะเบียนผู้พิการเพื่อได้รับสิทธิ์เบิกเครื่องช่วยฟัง

ไม่ต้องกังวล เครื่องช่วยฟัง ช่วยได้
ไม่ต้องกังวล เครื่องช่วยฟัง ช่วยได้

เด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยินควรได้รับการรักษาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เด็กประสาทหูพิการต้องได้รับการรักษาโดยการใส่เครื่องช่วยฟังทันทีที่ได้รับการวินิจฉัย ต้องฝึกฟัง ฝึกพูด และตรวจติดตามการใช้การได้ยินอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผลการใช้เครื่องช่วยฟัง ถ้าใส่เครื่องช่วยฟังแล้วไม่ได้ผลดีใน 6 เดือน อาจพิจารณาผ่าตัดประสาทหูเทียม (Cochlear implant) เด็กที่มีหูชั้นกลางอักเสบชนิดน้ำใสเรื้อรังอาจมีผลต่อการได้ยิน ทำให้พัฒนาการด้านการพูดล่าช้า มีผลต่อการเรียน ถ้าเป็นหูชั้นกลางอักเสบชนิดน้ำใสนานกว่า 3 เดือน ควรไดรับการผ่าตัดเจาะแก้วหู และใส่ท่อระบายอากาศ (myringotomy with ventilation tube) เพื่อดูดน้ำจากหูชั้นกลาง ปรับความดันในหูชั้นกลางและป้องกันการเกิดพังผืดในหูชั้นกลาง

อ่านต่อ แบบไหนเข้าข่ายลูกพูดช้า

การศึกษาถ้าเด็กได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการได้ยิน และการพูดจะสามารถมีโอกาสพูดได้สมวัย เด็กสามารถเรียนร่วมกันกับเด็กอื่นในชั้นเรียนปกติได้ และการเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลปกติอาจช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากพูดมากขึ้นอีกด้วย แต่ถ้าหากเด็กสามารถพูดได้บ้าง แต่ไม่ชัด และไม่สมวัย แนะนำว่าเด็กควรเรียนในโรงเรียนที่มีครูการศึกษาพิเศษคอยช่วย หรือเรียนในชั้นเรียนพิเศษ หรือใช้ระบบ FM ในการเรียน ในกรณีที่เด็กหูหนวกไม่สามารถพูดได้ ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการได้ยินไม่ได้ผล เด็กต้องเข้าโรงเรียนโสตศึกษาเพื่อเรียนภาษามือก็จะทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองได้

การดูแลหูลูกเพื่อป้องกันปัญหาความผิดปกติทางการได้ยิน

หากลูกมีความผิดปกติทางการได้ยิน พ่อแม่ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แต่ถ้าลูกมีอาการปกติดี การดูแลหูของลูกน้อยอย่างถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเราดูแลไม่ดีก็อาจทำให้ลูกมีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของการได้ยินขึ้นมาได้ เช่น หูน้ำหนวก หูตึง หูอักเสบ เป็นต้น การดูแลหูลูกที่ดีที่สุด คือ ไม่ต้องทำอะไรกับหูลูกเลยจะดีที่สุด ถ้าจะทำความสะอาด ต้องทำเพียงรอบนอกเท่านั้น คือ บริเวณใบหู ไม่จำเป็นต้องใช้พันสำลีเข้าไปในเช็ดในหู หรือแคะขี้หูออกมา เพราะแทนที่ขี้หูจะหลุดออกมา อาจจะกลายเป็นว่าดันขี้หูเข้าไปลึกขึ้น หรือถ้าน้ำเข้าหู ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะน้ำไม่สามารถผ่านแก้วหูเข้าไปได้ (ถ้าแก้วหูไม่ทะลุ) ข้างในรูหูนั้นก่อนที่จะเข้าสู่หูชั้นกลาง ก็เหมือนกันกับผิวหนังธรรมดาที่สามารถเปียกน้ำได้นั่นเอง

สังเกตลูกว่าได้ยินไหม ต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง หรือไม่
สังเกตลูกว่าได้ยินไหม ต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง หรือไม่

        คุณพ่อคุณแม่ควรมีความช่างสังเกตลูก อย่างเช่นในเด็ก 5-6 เดือน เมื่อเรียกหรือมีเสียงใกล้ๆ แต่ลูกยังไม่หันตามเสียง ควรรีบพาไปพบแพทย์ ถ้าเป็นเด็กแรกเกิด เด็กทุกคนจะตอบสนองแต่เสียงดังๆ เท่านั้น เด็กจะสะดุ้งอย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่สะดุ้ง นั่นอาจหมายความว่าเด็กอาจมีปัญหาทางการได้ยิน ดังนั้นการช่างสังเกตของเราจะสามารถช่วยให้รู้ถึงปัญหาของลูกได้เร็ว และเป็นข้อมูลที่ดีในการช่วยคุณหมอวินิจฉัยได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก ผลงานวิจัยของพ.ญ.นาฏยพร จรัญเรืองธีรกุล โสต ศอ นาสิก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี/พ.ญ.อุมาพร พนมธรรม โสต ศอ นาสิก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี/พ.ญ.นภัสถ์ ธนะมัย โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลราชวิถี /dearhearing/ ศูนย์ศรีพัฒน์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็กลิสต์ 5 ผื่นแพ้ในทารก พร้อมวิธีรับมือที่แม่ต้องรู้

หมอเตือน! อย่าใส่ Face shield ให้ทารกแรกเกิด เสี่ยงกระทบต่อระบบประสาท

ให้ลูกกินน้ำนมได้ไหม ถ้าแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ติดเชื้อโควิด-19

ซื้อประกันสุขภาพให้ลูก ประกันสุขภาพเด็ก ที่ไหนดี? ปี 2563

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่