ประกาศรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2020 หมวด ผลิตภัณฑ์อาบน้ำแต่งตัว 

ประกาศรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2020 ในหมวด ผลิตภัณฑ์อาบน้ำแต่งตัว 

สำหรับสาขารางวัลนี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์

  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบเทปกาว
  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบกางเกง
  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับเด็ก
  • ครีมกันแดดเด็ก
  • ครีมปกป้องผิวใต้ผ้าอ้อม
  • เจลปิโตรเลียมปกป้องผิวใต้ผ้าอ้อม
  • สบู่เหลวเด็ก
  • ผลิตภัณฑ์เฮดทูโท
  • แชมพูเด็ก
  • สบู่สำหรับอาบน้ำและสระผม
  • ยาสีฟัน
  • แป้งเด็ก

มาดูกันเลยค่ะว่า ผู้ได้รับรางวัลในหมวด ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและแต่งตัว มีแบรนด์ใดบ้าง

 

MOMMY’S CHOICE: BEST DISPOSABLE TAPE DIAPER

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบเทปกาวของแบรนด์ Merries ที่มีความอ่อนโยน นุ่มเป็นพิเศษพร้อมกับซึมซับความชื้นได้ดี เพื่อผิวแสนบอบบางของทารกแรกเกิดโดยเฉพาะ

 

EDITOR’S CHOICE : BEST DISPOSABLE TAPE DIAPER

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปของฮักกี้ส์โดดเด่นด้วยความนุ่มสบาย ลดการเสียดสี ไม่เกิดอาการระคายเคือง ทำให้ลูกรู้สึกสบายตัว และมาพร้อมกับเทคโนโลยี  Complex Core ที่ทำให้ผืนผ้าอ้อมบางแต่ยังซึมซับได้ดี ไม่รั่วซึม จึงเหมาะใช้กับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด

 

MOMMY’S CHOICE: BEST DISPOSABLE PANTS DIAPER

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบกางเกง สำหรับลูกน้อยวัยซนที่ขยับแข้งขยับขามากกว่าเคย แบรนด์ BabyLove เน้นประสิทธิภาพการซึมซับ และเนื้อผ้านิ่ม กระชับ ช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวก

 

EDITOR’S CHOICE: BEST DISPOSABLE PANTS DIAPER

แบรนด์นี้ถูกใจคุณแม่แน่นอน ผ้าอ้อมแบรนด์ Sunny Baby นอกจากจะมีรูปทรง 3 มิติ ให้โอบรับสรีระของลูกน้อยได้ดีแล้ว ขอบยางยังอ่อนนุ่ม ใส่สบาย แถมผิวของผ้าอ้อมยังดูดซับความชื้นได้รวดเร็ว จะไม่รู้สึกอับชื้นหรือเหนียวเหนอะหนะเลย

 

MOMMY’S CHOICE: BEST SKINCARE FOR KIDS

โลชั่นเด็กของเบบี้มายด์เด่นเรื่องความชุ่มชื้นที่ได้จากโปรตีนน้ำนมและนมถั่วเหลือง ซึ่งช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น พร้อมปกป้องผิวจากรังสียูวี UV ไปพร้อมกัน พาลูกน้อยออกนอกบ้านได้อย่างมั่นใจ

 

EDITOR’S CHOICE: BEST SKINCARE FOR KIDS

ใครชอบโลชั่นที่ชุ่มชื้นได้นาน ต้องแบรนด์จอห์นสันที่ทำมาจากสารสกัดน้ำมันมะพร้าวธรรมชาติ จึงอ่อนโยน ไร้สารระคายเคืองผิว ล็อกความชุ่มชื่นไว้ได้นานถึง 24 ชม.

 

MOMMY’S CHOICE: BEST BABY SUNSCREEN

ครีมกันแดดในรูปแบบสเปรย์ ที่สามารถฉีดทั่วร่างกายและลูบเบาๆ ให้ติดผิวก่อนออกแดด สูตรนี้ปกป้องได้ทั้ง UVA/B และปราศจากน้ำหอม สี และสารพาราเบน ที่ทำให้ผิวลูกน้อยระคายเคือง

 

EDITOR’S CHOICE: BEST BABY SUNSCREEN

ตัวนี้เป็นครีมกันแดดสูตรน้ำนม นำเข้าจากญี่ปุ่นแต่หาซื้อไม่ยาก ปกป้องผิวจาก SPF 50 ได้สบายๆ แถมยังไม่มีน้ำหอม สี หรือแอลกอฮอล์มาทำร้ายผิว ออกแดดแรงแค่ไหนก็ไม่หวั่นเลย

 

MOMMY’S CHOICE:  BEST DIAPER RASH CREAM

เนื้อครีมสกัดจากสารธรรมชาติ จึงเหมาะกับการดูแลและปกป้องดูแลผิวใต้ผ้าอ้อม กักเก็บความชุ่มชื้นได้นาน ไม่มีสารรุนแรงใดๆ จึงปลอดภัยกับทั้งทารกและลูกโต

 

EDITOR’S CHOICE: BEST DIAPER RASH CREAM

เนื้อครีมบางเบาเกลี่ยให้ทั่วผิวลูกได้ง่าย มีโปรวิตามิน B5 ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นตามธรรมชาติไว้ได้นาน ไร้สารอันตราย ทาบางๆ บนผิวทุกครั้งก่อนใส่ผ้าอ้อม เป็นตัวช่วยดูแลผิวได้อย่างดี

 

MOMMY’S CHOICE:   BEST DIAPER RASH PETROLEUM JELLY

หนึ่งในไอเท็มที่แม่ทั่วประเทศชื่นชอบ ด้วยเนื้อเจลใส เมื่อทาบนผิวแล้วกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ที่สำคัญยังช่วยลดการเสียดสีของผิวขณะใส่ผ้าอ้อมด้วย

 

EDITOR’S CHOICE: BEST DIAPER RASH PETROLEUM JELLY

แบรนด์นี้เป็นเนื้อเจลใส ไร้น้ำหอม และสารกันเสีย ศัตรูตัวร้ายของผิวลูกน้อย เกลี่ยลงบนผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้น ช่วยลดการปกป้องผิวจากการเสียดสีได้ตลอดวัน

 

MOMMY’S CHOICE: BEST BABY WASH

สบู่เหลวสูตรนี้ของดีนี่โดดเด่นเรื่องส่วนผสมคัดสรรพิเศษจากมิลค์โปรตีน เนื้อสบู่อ่อนโยน ค่า pH เป็นกลาง ล้างออกง่าย และมีกลิ่นหอมอ่อนๆเหมือนทาแป้ง

 

EDITOR’S CHOICE:  BEST BABY WASH

สบู่เหลวเนื้อใสของเพียวรีน มีวิตามินบี5 และวิตามินอีช่วยบำรุงผิว ขณะเดียวกันก็สามารถทำความผิวของลูกน้อยให้สะอาด หอม น่ากอด พร้อมเพิ่มความมั่นใจด้วยมาตรฐานทดสอบทางการแพทย์ว่าไม่ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง

 

MOMMY’S CHOICE: BEST HEAD TO TOE WASH

ตัวนี้เป็นสูตรอ่อนโยนที่สุดของแบรนด์เด่นด้วยคุณค่าของสารสกัดธรรมชาติถึง 2 เท่า มีวิตามินอีช่วยบำรุงผิวนุ่ม ปราศจากสารเคมีอันตราย เพิ่มความมั่นใจในทุกช่วงเวลาอาบน้ำ

 

EDITOR’S CHOICE:  BEST HEAD TO TOE WASH

สูตร No Tear ของโคโดโมตัวนี้ไม่ทำให้ลูกน้อยระคายเคืองตาขณะอาบหรือสระผม และยังมีสารสกัด Organic Olive Oil ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบีและอี จึงให้ความชุ่มชื้นกับผิวและผมของลูกน้อยได้เต็มที่

 

MOMMY’S CHOICE: BEST BABY SHAMPOO

แชมพูสำหรับเด็กวัยซน 3 ขวบขึ้นไป เอาใจหนูๆ ด้วยลายเจ้าหญิงน่ารัก ออกแบบเป็นพิเศษให้อ่อนโยนกว่าแชมพูของผู้ใหญ่ ผมเงางาม หวีง่าย ไม่พันกัน

 

EDITOR’S CHOICE:  BEST HAIR & BODY BABY BATH

ตัวนี้แม่ๆ รู้จักกันดี โดดเด่นด้วยสารสกัดธรรมชาติและวิตามินหลายชนิด เช่น ออร์แกนิคโรสฮิป วิตามินเอ และกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-6 เหมาะกับลูกตั้งแต่วัยก่อนขวบ ไม่ระคายเคืองหนังศีรษะและผิว ใช้แล้วเส้นผมนุ่มลื่น ผิวหอมนุ่มน่ากอด

 

MOMMY’S CHOICE: BEST TOOTHPASTE FOR KIDS

จัดเป็นตัวยอดนิยมของคุณแม่มานาน สูตรนี้ผสมอัลตร้า แอคทีฟ ฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสำหรับเด็ก ไม่มีน้ำตาลแต่ยังมีรสหวานจากไซลิทอล ส่วนเนื้อเจลเป็นสีสดใส มีกลิ่นผลไม้ทำให้เด็กๆ สนุกกับการแปรงฟันด้วย

 

EDITOR’S CHOICE:  BEST TOOTHPASTE FOR KIDS

ยาสีฟัน Babee Organics ไม่มีสารฟลูออไรด์ จึงอ่อนโยนต่อช่องปาก แต่ยังสามารถสลายคราบน้ำนมได้ดี และยังมีส่วนผสมออร์แกนิคจากธรรมชาติมาช่วยเสริมทัพดูแลฟันซี่แรกของลูกด้วย มีทั้งสูตรสำหรับลูกน้อยวัย 6 เดือน และ 12 เดือนขึ้นไป

 

MOMMY’S CHOICE: BEST BABY POWDER

แป้งเด็กที่แม่ๆ คุ้นเคยกันดี ด้วยคุณสมบัติป้องกันและลดผดผื่นจากความเปียกชื้นได้มี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่ฉุน

 

EDITOR’S CHOICE:  BEST BABY POWDER

สูตรนี้โดดเด่นด้วยคุณสมบัติลดการฟุ้งกระจาย เนื้อแป้งละเอียด เพิ่มความอ่อนโยนด้วยสารสกัดออร์แกนิคจากธรรมชาติ และยังมีอลันทินที่ช่วยทำให้ผิวแห้งสบายตลอดวัน

ติดตามผลประกาศรางวัลหมวดอื่นๆ ตามลิงค์นี้เลย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Tags

อาหารโฟเลตสูง

20 แหล่ง อาหารโฟเลตสูง ครบทั้งผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ดีต่อแม่และลูกในท้อง

ชี้เป้า!! 20 อาหารโฟเลตสูง ครบทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ แหล่งอาหารชั้นเริ่ด ที่แม่ท้องควรกิน เพื่อช่วยเพิ่มเซลล์สมองให้ลูกฉลาด สมบูรณ์ ตั้งแต่ในครรภ์

รวม 20 แหล่ง อาหารโฟเลตสูง บำรุงแม่ท้องและลูกน้อย

กรดโฟลิก (Folic Acid) หรือ เรียกอีกอย่างว่า โฟเลต คือ วิตามินชนิดหนึ่งที่พบได้ในอาหารตามธรรมชาติ และเป็นสุดยอดอาหารสำหรับผู้หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ รวมถึงตัวคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้ว เพราะกรดโฟลิก นั้นมีส่วนช่วยในการสร้างตัวอ่อน ช่วยป้องกันและลดความผิดปกติของระบบประสาท ทั้งภาวะไม่มีเนื้อสมอง ภาวะไขสันหลังไม่ปิดจากการขาดโฟลิก นอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซมพันธุกรรม ควบคุมการสร้างกรดอะมิโนที่จำเป็นในการแบ่งเซลล์ ไปจนถึงการสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในไขกระดูกของลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วย

อาหารโฟเลตสูง

โดย สารโฟเลต คือ วิตามินบี 9 เป็นสารที่มีอยู่ในธรรมชาติ อาหารโฟเลตสูง อาทิ ผักสด ผลไม้สด คนทั่วไปควรได้รับวันละ 400 ไมโครกรัม ส่วนแม่ท้องควรได้รับวันละ 5 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา พบว่า…คนทั่วไปได้รับโฟเลตไม่เพียงพอจากการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว จึงมีการทำเป็นยาเม็ดโฟลิกเพื่อรับประทานเสริมเข้าไป โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์

คำแนะนำจากราชวิทยาลัยสูตินรีเวช ระบุว่า แม่ท้องจำเป็นต้องได้รับโฟลิกอย่างเพียงพอ เพราะมีผลต่อทารกในครรภ์ คือ กินอาหารโฟเลตสูง ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-2 เดือน และกินต่อเนื่องระหว่างตั้งครรภ์อีก 3 เดือน เพราะสารโฟเลตจะเข้าไปช่วยในการสร้างเซลล์ของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์สมองให้สมบูรณ์ ป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับ โฟเลตมากเกินไปจนกระทบกับทารกในครรภ์ เพราะสารดังกล่าวจะละลายในน้ำ หากได้รับมากก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ

ซึ่งหากคุณแม่ท้องกำลังมองหา อาหารโฟเลตสูง เพื่อกินบำรุงตัวเองและลูกน้อยในครรภ์ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมแหล่งอาหารที่มี โฟเลตสูง มาแนะนำกว่า 20 ชนิด ครบทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ โดยระบุปริมาณโฟเลตไว้ด้วย จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลย

อาหารโฟเลตสูง “กลุ่มผัก”

  • แขนงกะหล่ำ ปริมาณโฟเลต 97.00 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • กุยช่าย ปริมาณโฟเลต 97.30 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • ผักกาดหางหงส์ ปริมาณโฟเลต 93.80 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • ผักคะน้า ปริมาณโฟเลต 80.10 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • ผักโขมจีน ปริมาณโฟเลต 160.10 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • ยี่หร่า ปริมาณโฟเลต 92.30 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • โหระพา ปริมาณโฟเลต 106.30 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง “กลุ่มผลไม้”

  • กล้วยไข่ ปริมาณโฟเลต 35.41 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • กล้วยน้ำว้า ปริมาณโฟเลต 37.16 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • ทุเรียนหมอนทอง ปริมาณโฟเลต 155.75 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • ฝรั่งกิมจู ปริมาณโฟเลต 38.89 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • มะม่วงเขียวเสวยสุก ปริมาณโฟเลต 67.47 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • สตรอว์เบอร์รี่ปริมาณโฟเลต 98.69 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง “กลุ่มถั่วเมล็ดแห้ง”

อาหารโฟเลตสูง

  • ถั่วดํา ปริมาณโฟเลต 230.11 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • ถั่วลิสง ปริมาณโฟเลต 126.66 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง “กลุ่มเนื้อสัตว์”

  • เนื้อไก่ตะโพก ปริมาณโฟเลต 86 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • ตับหมู ปริมาณโฟเลต 112 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • เนื้อวัวสะโพก ปริมาณโฟเลต 8 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • เนื้อวัวสันใน ปริมาณโฟเลต 09 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง

  • ปลาดุก ปริมาณโฟเลต 5 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • เนื้อหมูสันใน ปริมาณโฟเลต 40 ไมโครกรัม / 100 กรัม

อาหารโฟเลตสูง “กลุ่มข้าว”

  • ข้าวมันปู ปริมาณโฟเลต 13.69 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • ข้าวไรซ์เบอรี่ ปริมาณโฟเลต 25.05 ไมโครกรัม / 100 กรัม
  • ข้าวหอมนิล ปริมาณโฟเลต 13.38 ไมโครกรัม / 100 กรัม

นอกจากนี้คุณแม่ท้องที่รับประทาน อาหารโฟเลตสูง หรืออาหารอื่นๆ ได้ครบถ้วนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินบำรุงครรภ์เพิ่ม แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะได้รับไม่เพียงพอจากอาหาร จึงควรได้รับเสริมจากวิตามินบำรุงซึ่งควรจะประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มักได้รับไม่เพียงพอจาการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว เช่น ธาตุเหล็ก 27 mg , แคลเซียมอย่างน้อย 250 mg , โฟลิค อย่างน้อย 0.4 mg (o.6 mg ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3) , ไอโอดีน 150 mcg และ วิตามิน D 200-600 IU ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงของหวานและไขมันประเภท Trans fatty acids เนื่องจากสามรถผ่านรกได้และรบกวนการเผาผลาญของไขมันประเภท Essential fatty acid ซึ่งเป็นไขมันที่มีบทบาทในการช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก นอกจากนี้ Trans fatty acids ยังส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย


ขอบคุณข้อมูลจาก : nutrition.anamai.moph.go.thwww.phyathai.comw1.med.cmu.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

รีบไปรับ! แจกฟรี “นม-ไข่” อาหารบํารุงครรภ์ ที่แม่ต้องได้กิน (มีรายละเอียด)

6 อาหาร ช่วยแม่ท้อง เร่งคลอดแบบธรรมชาติ

สารอาหารเพื่อสุขภาพแม่ท้อง ดีต่อทารกและคุณแม่ตลอดการตั้งครรภ์

เตือนจากแม่ถึงแม่!! ลูกแพ้อาหาร เพราะแม่ท้องโด๊ปอาหารกลุ่มเสี่ยงมากเกินไป

อาหารแม่ท้องและให้นมลูก กินอย่างไร? ไม่ให้ลูกแพ้อาหาร

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ทารกดูมือถือนานกระทบต่อความฉลาด!

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ยิ่งนานยิ่งสุขภาพเสีย ทั้งมีปัญหาร่างกาย มีผลกระทบต่อสมอง

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์

หลาย ๆ ครอบครัวมักเลี้ยงลูกด้วยมือถือ หรือเล่นมือถือเป็นประจำทำให้เด็กเห็นจนเป็นนิสัย แต่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจคิดว่าไม่เป็นอะไร จนมารู้อีกที ลูกก็มีปัญหาสุขภาพมากมาย หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคือ ผลกระทบต่อสมองที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยให้เด็กเล่นมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรือจับจอสีฟ้านานเกินไป

เด็กเล่นมือถือ แท็บเล็ต วิดีโอเกม เกิน 7 ชั่วโมงเปลือกสมองบางลง

ผลงานวิจัยโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ทำการศึกษาถึงระยะเวลาที่เด็กควรใช้อยู่กับหน้าจอ รวมตั้งแต่หน้าจอมือถือ หน้าจอแท็บเล็ต และจอเล่นวิดีโอเกม เพื่อหาคำตอบว่า การเล่นนาน ๆ จะส่งผลต่ออารมณ์ สุขภาพจิต และทำให้เด็กเกิดการเสพติดหรือไม่ โดยทีมวิจัยได้ศึกษากลุ่มเด็ก 9-10 ขวบนับหมื่นรายในช่วงเวลา 10 ปี แล้วเอ็กซเรย์สมองเด็ก 4,500 คน พบว่า เด็กที่จับจ้องจอสีฟ้าเพื่อเล่นเกมหรือเล่นแอปต่าง ๆ 7 ชั่วโมงขึ้นไป พบภาวะเปลือกสมองบางหรือเซรีบรัล คอร์เท็กซ์ บางตัวลง

แน่นอนว่า ภาวะเปลือกสมองบาง ย่อมส่งผลต่อความฉลาดและไอคิวของลูก เนื่องจากเปลือกสมองมีความสำคัญต่อความคิด ระบบความทรงจำ การตระหนักรู้ รวมถึงภาษาและการรับรู้ความรู้สึก ยิ่งเปลือกสมองบางเร็วเท่าไหร่ก็เท่ากับการเทียบเท่าของอายุร่างกาย เพราะปกติแล้วสมองส่วนนี้จะบางเมื่อถึงวัยชรา นอกจากนี้ ผลการทบสอบอื่น ๆ สำหรับเด็กที่ติดจอเกินวันละ 2 ชั่วโมง พบว่า ทำคะแนนทดสอบด้านภาษาและการใช้เหตุผลได้ต่ำ เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้ใช้มือถือ จึงเชื่อมโยงได้ว่า การเล่นจอสีฟ้านาน ๆ ย่อมส่งผลต่อระดับสติปัญญา

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์
เครดิตภาพ : mthai.com

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของมือถือรบกวนเปลือกสมอง

ด้านงานวิจัยของอิตาลี ยังตอกย้ำเรื่องผลกระทบต่อสมองสำหรับคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งพบว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือไปรบกวนเปลือกสมองบริเวณตำแหน่งที่ติดอยู่กับเครื่อง โดยวารสารทางวิชาการประสาทวิทยา ได้ศึกษาโดยให้หนุ่มสาวอาสาสมัคร 15 คน พูดคุยผ่านโทรศัพท์นาน 45 นาที และได้ตรวจปฏิกิริยาของคลื่นสมองดูด้วย พบว่าเปลือกสมองที่มีหน้าที่สั่งงานตำแหน่งตรงที่แนบอยู่กับโทรศัพท์มือถือ พบว่าถูกรบกวนระหว่างที่พูดโทรศัพท์ แต่ยังดีที่สามารถกลับสู่สภาพปกติได้ในเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งส่วนที่ถูกรบกวนคือเปลือกสมองซึ่งเป็นส่วนนอกของมันสมอง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นทำให้กล้ามเนื้อกระตุกได้ เด็ก ๆ ที่ใช้โทรศัพท์เป็นประจำจะยิ่งเกิดอันตรายได้มากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี จะได้รับผลกระทบจากคลื่นมือถือทำลายเนื้อเยื่อสมองได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า เพราะสมองของเด็กจะดูดซึมรังสีมากกว่าผู้ใหญ่

เรื่องนี้ยังย้ำถึงข่าวคราวที่ห้ามนำมือถือวางไว้ใกล้ตัวหรือใต้หมอน เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือจะส่งผลต่อระบบประสาท และแม้จะไม่ได้ใช้งาน มือถือก็ยังต้องส่งคลื่นสัญญาณไปยังเสาหรือสถานีอยู่ดี ทำให้ร่างกายค่อย ๆ ดูดซับคลื่นตลอดเวลา ยิ่งถ้ามีโทรศัพท์เข้าสัญญาณก็จะยิ่งแรงขึ้น ผลกระทบง่าย ๆ ในวัยผู้ใหญ่ อาจทำให้นอนหลับยากและอาจร้ายแรงถึงความจำเสื่อมได้

สำหรับเด็ก ๆ การใช้โทรศัพท์มือถือหรือแม้แต่วางไว้ใกล้ตัวตอนนอน ก็อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ เพราะคลื่นสัญญาณส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะในวัยทารกที่นอนหลับได้ยาก ควรนำหน้าจอสีฟ้าทั้งมือถือหรือแท็บเล็ตออกไปนอกห้อง จะช่วยให้ทารกนอนหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์
ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์

เด็กเล่นมือถือกระทบสุขภาพ

การวิจัยของแพทย์พบว่า เด็กเล่นโทรศัพท์มือถือนาน ๆ จะมีผลต่อพัฒนาการของสมอง ทำให้สมาธิสั้น เรียนรู้ช้า และยังส่งผลกระทบต่อร่างกายในอีกหลากหลายด้าน หากพ่อแม่ให้มือถือเลี้ยงลูกจะส่งผลต่อพัฒนาการ ขัดขวางจินตนาการ เด็กจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การได้รับรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังที่กล่าวมาแล้ว ยังส่งผลต่อระบบการทำงานของสมองบางส่วนเสียหาย

หากปล่อยทารกหรือเด็กเล็ก ๆ อยู่กับจอจะส่งผลต่อร่างกายและสมอง ตัวอย่างเช่น

  1. ขาดพัฒนาการด้านการสื่อสาร แท็บเล็ตและทีวี เป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กขาดพัฒนาการด้านการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงส่งผลให้เด็กพูดช้าและพูดไม่ชัด
  2. เด็กจ้องมองจอภาพเป็นเวลานานมีส่วนทำลายสมอง ทำให้ประสิทธิภาพเรื่องความจำถดถอยลง เด็กจะไอคิวต่ำไม่ได้มาตรฐาน
  3. ความสามารถในการสื่อสารจะลดลง หรือพัฒนาการทางสมองช้า เด็กที่ไม่เล่นแท็บเล็ต ไม่ดูทีวี เด็กเหล่านี้จะชอบสังเกตสิ่งรอบข้างและทำกิจกรรมกับครอบครัวดังนั้นจึงมีไอคิวสูงมากกว่าเด็กที่ชอบอยู่กับหน้าจอ
  4. ร่างกายไม่แข็งแรง เด็กจะเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เหนื่อยง่าย เพราะนั่งนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน ขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกายตามที่ควรจะเป็น หรืออีกแบบคือจะกลายเป็นเด็กขี้เกียจ
  5. ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เพราะเด็กแยกแยะโลกของอินเตอร์เน็ต กับความจริงไม่ได้ เด็กมักจะหงุดหงิดง่าย ใจร้อน รอคอยไม่เป็น
  6. ขาดทักษะการสื่อสารและเข้าสังคม เหมือนที่ใคร ๆ พูดว่าสังคมก้มหน้า แต่ในเด็กจะเป็นมากกว่าเพราะเด็กไม่รู้ว่าอะไรเหมาะสม พ่อกับแม่ต้องคอยควบคุม หากปล่อยให้อยู่หน้าจอจนเคยชินแบบนี้ เด็กจะไม่มีสังคมไม่คุยกับใครเลย
  7. ขาดสมาธิ เด็กจะไม่มีใจจดจ่อกับกิจกรรมอะไรที่ต้องใช้สมาธิ หรือสมองในการแก้ปัญหา เพราะเคยเจอแต่หน้าจอที่แสดงสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้รวดเร็วทันใจ อาจจะกลายเป็นเด็กสมาธิสั้นไปเลยก็ได้
  8. ด้านพฤติกรรม จะก้าวร้าว ซน สมาธิสั้น มีพฤติกรรมออทิสติก คือดื้อ ต่อต้าน โลกส่วนตัวสูง สื่อสารกับคนอื่นน้อย แม้ดูเหมือนขณะใช้สื่อ เด็กจะนิ่ง แต่เมื่อขออุปกรณ์คืน เด็กจะไม่ยอม เกิดการ ดื้อรั้น ทั้งนี้พบว่าถ้าลดการใช้สื่อผ่านหน้าจอของเด็กลง พฤติกรรมเด็กก็จะกลับมาปกติได้
  9. สายตาล้าหรืออักเสบจากการเพ่งดูจอสมาร์ทโฟนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

เด็กในวัยต่ำกว่า 2 ขวบ ที่ไม่ควรจับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะทารกตั้งแต่แรกเกิดจวบจน 3 ปีแรกของชีวิต เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ สมองของเด็กจะพัฒนาสูงสุด โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมอง สำหรับแนวทางการใช้สื่อกับเด็กควรแบ่งตามช่วงวัย ดังนี้

  • เด็กอายุแรกเกิด – 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงการอยู่หน้าจอทุกชนิดอย่างจริงจัง การเสพสื่อผ่านจอของเด็กวัยนี้ นอกจากจะไม่มีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของลูก ไม่ควรแม้แต่การเปิดทิ้งไว้เฉย ๆ
  • เด็กอายุ 2-5 ปี ใช้หน้าจอได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยพ่อแม่ควรใช้สื่อให้เป็น เลือกโปรแกรมที่ดี และควรดูร่วมกับลูก พูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่ดู ตั้งคำถาม และมีกติกาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้ลูกรับสื่อผ่านจอตามลำพัง
  • ปิดหน้าจอแล้วใช้เวลาคุณภาพ ทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุยกับลูก เล่นกับลูก อ่านหนังสือร่วมกัน กิจกรรมเหล่านี้เป็นวิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยได้ดีที่สุด

สุขภาพร่างกายและสมองของลูกในช่วง 5 ปีแรกถือเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต อย่าปล่อยให้มือถือเลี้ยงลูก พ่อแม่ควรทำหน้าที่ดูแลและใช้เวลาร่วมกันทั้งครอบครัว พาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หมั่นเล่นกับลูกเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในบ้าน จะช่วยให้ทารกเติบโตอย่างแข็งแรงและมีพัฒนาการที่สมวัย

อ้างอิงข้อมูล : news.mthai.com, thairath, bbc และ anamai.moph.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เหตุผลที่เด็กพูดเก่งประสบความสำเร็จมากกว่า แม่จ๋าอย่าเพิ่งเบื่อหนูพูดเลย!

สร้าง Mind map ช่วยฝึกให้ลูกส่งงานครบมีความรับผิดชอบ

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

ปัญหาการ นอนหลับ ของทารก

อันตรายไหม?ลูก นอนหลับ แล้วทำไมตาปิดไม่สนิทกรอกไปมา

แม่ว่าลูก นอนหลับ แล้วแต่เอ๊ะ!ทำไมตายังไม่ปิดกันนะ แถมลูกตากรอกกลิ้งไปมา ลักษณะแบบนี้ปกติ หรือเป็นอันตราย แล้วแบบไหนที่ควรระวัง มาร่วมฟังคำตอบให้หายกลุ้มกัน

อันตรายไหม!ลูก นอนหลับ แล้วทำไมตาปิดไม่สนิทกรอกไปมา

สำหรับคุณแม่มือใหม่ หรือแม้แต่แม่ลูกสอง ลูกสามแล้วก็ตาม การเลี้ยงเด็กทารกแรกเกิดคงไม่ใช่งานง่ายเลยใช่ไหม เพราะความบอบบางของลูกน้อย ทำให้แม่กลัวว่าจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บอะไรไหม แถมเด็กทารกแรกเกิดยังมีอาการต่าง ๆ ที่ชวนให้คุณแม่หวั่นวิตกไปต่าง ๆ นานา หนึ่งในอาการยอดฮิตที่ทำให้คุณแม่หลาย ๆ คนกินไม่ได้นอนไม่หลับ นั่นคือ อาการเกี่ยวกับการนอนของเบบี้ที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแสนสุขของแม่ ที่จะได้ใช้เวลาพักผ่อนส่วนตัวในยามที่ลูกหลับ ได้หายใจหายคอกันบ้าง แต่เมื่อสังเกตุเห็นอาการเวลาที่ลูกนอนแล้วพลันทำให้เกิดความเป็นห่วงจนไม่สามารถไปไหนได้ ต้องนั่งเฝ้าดูลูกหลับพร้อมความกังวลใจ วันนี้ ทีมแม่ABK จึงขอรวบรวมอาการนอนของเด็กทารก มาดูกันว่าแบบไหนน่าห่วง แบบไหนที่ไม่ต้องกังวล จะได้วางใจกันได้เสียที

ลูกน้อยนอนผวา ร้องไห้
ลูกน้อยนอนผวา ร้องไห้

เบบี้ของแม่…นอนแบบไหนกันนะ

นอนผวา

การนอนผวาของลูกเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติ ที่เรียกว่า Moro reflex หากมีอะไรมากระตุ้นลูกเพียงเล็กน้อย เช่น เสียงดัง แสงจ้า ลูกก็จะผวาขึ้นมาได้ทันที เด็กบางคนนอนผวาแล้วหลับต่อเองได้ แต่เด็กบางคนก็มีการนอนผวาบ่อยมากจนตื่นร้องไห้ ซึ่งในทางการแพทย์เห็นว่า การที่ ลูกนอนผวานี้ไม่ได้เป็นอันตรายใด ๆ ต่อร่างกายหรือสมองของลูก

วิธีลดอาการนอนผวา

  • ลดสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้น ที่เป็นตัวการที่จะทำให้ลูกนอนผวา เช่น ปิดม่าน หรี่ไฟในห้อง  เปิดเพลงเบา ๆ คลอไประหว่างนอนไม่จำเป็นต้องเงียบกริบ

อ่านต่อ 20 เพลงกล่อมนอนเพราะ ๆ เปิดฟังยาว ๆ ลูกหลับง่ายตื่นแล้วไม่งอแง

  • จับลูกนอนคว่ำ จะทำให้ลูกนอนได้นานขึ้น ลดอาการผวาของลูกได้ดี แต่วิธีนี้คุณแม่ต้องมีเวลาเฝ้าลูกตลอด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ เช่น เวลาลูกพลิกหน้าคว่ำแล้วไม่สามารถพลิกข้างจะทำให้หายใจไม่ออกได้ ที่นอนต้องไม่นิ่มมาก และต้องไม่มีอะไรมาอุดกั้นทางเดินหายใจ

อ่านต่อ ปล่อยลูกนอนคว่ำจนเสียชีวิต!!

  • ห่มผ้าให้ลูก หรือพับผ้าหนาเล็กน้อย วางไว้บนหน้าอกลูก ห่อตัวลูกก็ช่วยลดอาการผวาของลูกได้
  • ให้ลูกนอนเปลอู่ เปลแบบผ้าขาวม้า จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย เหมือนมีอะไรมาห่อตัวเค้าอยู่ ช่วยทำให้ลูกหลับได้นาน ช่วยลดการนอนผวาของลูกได้
  • อย่าเล่นกับลูก หรือกระตุ้นลูกมากเกินไปในช่วงก่อนเข้านอน  เช่น การโยนลูกขึ้นบนอากาศ หรือเล่นท่าเครื่องบิน เด็กในวัย 6 เดือนเค้าเริ่มฝันเป็นแล้วเพียงแต่ยังบอกเราไม่ได้ ลูกอาจเก็บไปฝัน และเกิดอาการผวาได้
ผ้าวางทับตัวลูก ไม่ให้นอนผวา
ผ้าวางทับตัวลูก ไม่ให้นอนผวา

นอนหายใจเสียงดัง

ส่วนใหญ่เกิดเพราะขณะนอนหลับมีความผิดปกติของการหายใจ (sleep-disordered breathing) เนื่องจากมีการอุดกั้นเป็นช่วง ๆ ของทางเดินหายใจส่วนบนบริเวณจมูกและคอ (obstructive-sleep apnea) สามารถพบได้ในเด็กทุกอายุ อาจทำให้ขณะหลับมีระดับก๊าซออกซิเจนในเลือดต่ำลง และหลับอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้นอนหลับไม่เต็มที่ พฤติกรรมรุนแรง ซนมาก สมาธิไม่ดี ผลการเรียนตก อาจทำให้หัวใจโต ความดันโลหิตสูงขึ้น มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากเกิดความกังวลใจควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด เพราะอาการนอนหายใจเสียงดังนี้ อาจจะสงสัยได้ว่าเป็นอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ภาวะต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างโคนลิ้นและต่อมอะดีนอยด์ที่หลังโพรงจมูกโต ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) เป็นต้น

นอนตาปิดไม่สนิท หรือตาค้าง

นอนหลับ ตาปิดไม่สนิท
นอนหลับ ตาปิดไม่สนิท

อาการที่ลูกน้อยนอนแล้วตายังคงลืมอยู่ หรือตาปิดไม่สนิทนั้น หรือปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “Lagophthalmus” นั้น ทางด้านนักวิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า อาการนี้ไม่เป็นอันตรายหรือเป็นโทษภัยใด ๆ ต่อลูกน้อยเลย ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่าอาการนอนลืมตานี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ด้วยเหตุที่มีการพบว่าทารกจำนวนมากนอนลืมตาในช่วงหลับลึก ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการนอนลืมตาเกิดขึ้นเนื่องจากประสาทของทารกมีความตื่นตัวสูงจึงไม่แปลกที่จะลืมตาทั้ง ๆ ที่ยังหลับ

สาเหตุ

  • กรรมพันธุ์  หากคุณพ่อคุณแม่พบว่า ลูกนอนหลับแล้วลืมตาอย่างที่กล่าวไปนั้น ลองมาย้อนดูกันว่าครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่นั้น มีใครหรือไม่ในครอบครัวที่มีอาการดังกล่าว การนอนลืมตาขณะหลับนั้นถ้ามีก็อาจแสดงว่า ที่ลูกเป็นนั้นมาจากกรรมพันธุ์ของสมาชิกในครอบครัวนั่นเอง
  • เฝ้าระวังอาจเป็นโรคร้ายบางอย่าง  ถึงแม้ว่าสาเหตุนี้จะยังไม่พบได้บ่อยนัก แต่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ลูกนอนลืมตา หรือปิดตาไม่สนิทขณะหลับ  สำหรับทางการแพทย์นั้นกล่าวว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดจาก ความผิดปกติของกล้ามเนื้อลูก รวมถึงเส้นประสาทบนใบหน้า หรือไทรอยด์ เป็นต้น หากว่าเป็นเช่นนั้นละก็ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดทันที

แบบไหนที่ผิดปกติ

ในกรณีที่ลูกน้อยโตขึ้นแล้วแต่อาการหลับตาไม่สนิทนั้นยังคงอยู่ เราลองมาดูข้อมูลคร่าว ๆ กันว่าอาการตาปิดไม่สนิทขณะหลับแบบไหนที่แม้จะไม่หายขาดเมื่อโตแต่ก็มิได้เกิดอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด และแบบไหนที่ควรได้รับการรักษา

เมื่อมีการหลับตาจะมีการเคลื่อนไหวในตาเกิดร่วมขึ้นอีกอย่างคือ ตัวลูกตาจะกลิ้งขึ้นไปข้างบน ฉะนั้นในคนปกติบางคนที่หลับตาไม่สนิท เราจะมองไม่เห็นตาดำของเขา เพราะมันได้เคลื่อนไปอยู่ข้างบนแล้ว จึงเห็นแต่ตาขาว ผู้ที่มีลักษณะแบบนี้ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างไร กล้ามเนื้อปิดตานี้ถูกควบคุมโดยเส้นประสาทเส้นที่ 7 ที่มาจากสมอง เส้นประสาทเส้นนี้มีเส้นทางผ่านมาในบริเวณหู และนอกจากจะควบคุมกล้ามเนื้อปิดตาแล้วยังควบคุมกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณครึ่งซีกหน้าทั้งหมดด้วย (อีกซีกหนึ่งก็ถูกควบคุมโดยประสาทเส้นเดียวกันที่ออกจากสมองอีกด้าน) การที่คนเราหลับตาไม่ลงเพราะกล้ามเนื้อปิดตานี้ไม่ทำงาน ส่วนใหญ่แล้วที่มันไม่ทำงานไม่ใช่เพราะตัวกล้ามเนื้อเองเสียไป แต่เป็นเพราะประสาทที่มาเลี้ยงเสียไป สาเหตุที่ทำให้ประสาทเส้นนี้มีการทำงานเสียไปเป็นไปได้หลายอย่าง ที่พบบ่อยคือหูนํ้าหนวกเรื้อรัง โรคภายในสมอง หรือบางทีเราก็ไม่ทราบสาเหตุ

ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ โตแล้วยังไม่หายต้องระวัง
ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ โตแล้วยังไม่หายต้องระวัง

แต่หากมีอาการที่นอกจากการตาหลับไม่ลงแล้ว ยังมีปากเบี้ยว พูดไม่ชัด (เพราะประสาทนี้เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณริมฝีปากด้วย) แสบตา นํ้าตาไหลร่วมด้วย อาจต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะอาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการที่เปลือกตาปิดไม่สนิทนั้นส่งผลต่อบางส่วนของตา โดยเฉพาะตาดำ เพราะต้องถูกลม แดด และฝุ่นอยู่ตลอดเวลา การที่น้ำตาไหล แสบตา เพราะเมื่อตาหลับไม่ลง รูท่อน้ำตาจะเผยออก นํ้าตาเข้ารูไม่ได้ก็ท่วมไหลออกนอกตา หากมีแผลเชื้อโรคก็จะเข้าไปได้ง่าย เกิดการอักเสบรุนแรง ตามองมัวลง ตาทะลุ และสูญเสียตาไปในที่สุด

กลไกอีกอย่างที่ทำให้หลับตาไม่ลง คือลูกตาถูกดันออกมาข้างหน้า อาจจากเนื้อร้าย เลือดออก หรือโรคคอหอยพอกเป็นพิษจะมีผลเสียหายเช่นเดียวกัน ความผิดปกติที่พบบ่อยคือ คนมีต่อมคอหอยเป็นพิษ

แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่อย่าพึ่งวิตกเกินไปเพราะได้กล่าวไปตอนต้นแล้วว่าความร้ายแรงของการที่ตาปิดไม่สนิทนั้นมีโอกาสเกิดเป็นโรคร้ายแรงนั้นน้อยมาก และมักแสดงอาการมากขึ้นในตอนโตแล้ว แต่หากเกิดความไม่สบายใจจริง ๆ การไปปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ทารกตาปิดไม่สนิทขณะหลับ ควรทำอย่างไร?

สำหรับวิธีการแก้ไขในเบื้องต้นก็คือ ให้คุณแม่นำมือลูบปิดตาของลูกเบา ๆ หลังจากที่ลูกหลับแล้ว และวิธีนี้นอกจากจะสามารถปิดตาของลูกให้หลับสนิทได้แล้ว ยังไม่เป็นการรบกวนการนอนของลูกน้อยอีกด้วย และจะช่วยให้อาการดีขึ้นหลังจากที่พวกเขาโตขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นการช่วยลูกปิดตาลงก็ยังเป็นการรักษาดวงตาไม่ให้โดนฝุ่น หรือลมเป็นการรักษาความชุ่มชื้นของดวงตา แต่ถ้าหากลูกน้อยอายุเกิน 18 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ควรพาลูกไปปรึกษากุมารแพทย์

ลูกนอนฝันร้าย นอนหลับ ไม่ดี
ลูกนอนฝันร้าย นอนหลับ ไม่ดี

นอนร้องคราง

คุณพ่อคุณแม่หลายคนเคยเกิดความกังวลอยู่ทุกครั้งที่เห็นลูกน้อยที่อายุไม่ถึงขวบมีอาการฝันร้ายหรือร้องครางยามค่ำจนทำเอาอดห่วงไม่ได้ว่าเขาจะเป็นอะไรไปหรือเปล่า หากเราเช็กจนแน่ใจแล้วว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่ลูกน้อยไม่สบายตัว ปวดท้อง ปวดหัว เป็นไข้ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว การที่ลูกนอนร้องครางสาเหตุหนึ่งอาจมาจากการฝัน การฝันเห็นสิ่งไม่ดีซึ่งอาการดังกล่าวเรียกว่าช่วง REM (Rapid Eye Movement) หรือที่เรียกว่าการหลับระยะต้นที่ยังหลับไม่สนิทและอาการเหล่านี้เกิดขึ้นมาเองอย่างช่วยไม่ได้ในยามค่ำคืน ช่วง REM นั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะเหล่าลูกน้อยจะต้องพบเจอกับอาการนี้ควบคู่มาอยู่แล้วกับการเจริญเติบโตในช่วงแรกเกิดของเขาแต่เมื่อโตขึ้นช่วง REM ของลูกจะสั้นลง ทำให้เขาหลับลึกและหลับสนิทมากขึ้น 
วิธีช่วยลดอาการนอนร้องคราง
  1. เช็คดูผ้าอ้อม และเสื้อผ้าว่าระบายอากาศดีหรือเปล่า ให้ลูกสบายตัวขณะนอนให้มากที่สุด
  2. ใช้ผ้าห่อลูกให้เขารู้สึกปลอดภัย เป็นการจำลองการอยู่ในท้องแม่ที่มีมดลูกแม่ห่อหุ้มจึงทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย
  3. อุ้มกล่อมให้หลับต่อ เมื่อลูกร้องครางขึ้นแต่ตายังหลับอยู่ แม่สามารถอุ้มขึ้นมากอด กล่อมให้เขาหลับต่อไปได้
  4. ไม่ปลุกหรือเขย่าตัวให้ตื่น เพราะจะทำให้ลูกร้องหนักกว่าเดิม
อุ้มลูกมากล่อมให้ นอนหลับ ต่อ
อุ้มลูกมากล่อมให้ นอนหลับ ต่อ

การเลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการเลี้ยงเด็กทารกด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความกังวลให้แก่คุณแม่มากยิ่งขึ้นไปอีก แต่อย่าพึ่งหมดหวังกันนะแม่จ๋า! จงเชื่อในสัญชาตญาณความเป็นแม่ในตัวของคุณเถอะ โปรดเชื่อใจเถอะว่าถึงอย่างไรความรัก ความเอาใจใส่ของแม่จะนำพาให้ทั้งคุณและลูกผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้ ค่อย ๆ เรียนรู้กันไป ทั้งแม่ที่ต้องเรียนรู้ลูก และลูกที่จะมอบความไว้ใจให้แม่เช่นคุณ การอ่านประสบการณ์ของแม่ท่านอื่น ๆ ก็มีส่วนช่วยให้แม่มือใหม่อย่างเราพอมีแนวทางในการรับมือกับความกังวลต่าง ๆ ไปได้บ้าง และถึงอย่างไรที่ตรงนี้ก็มีกำลังใจให้แก่แม่ทุกท่านได้มีพลังใจในการเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก maerakluke.com/sanook.com/healthcarethai.com/parentsone.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ทำยังไงเมื่อลูกตรวจการได้ยินไม่ผ่าน เครื่องช่วยฟัง ช่วยได้

วิจัยใหม่จากต่างประเทศพบ!! ไมโครพลาสติก รั่วจากขวดนม เพราะต้มก่อนใช้

RSV คืออะไร? ตรวจหา RSV ทำอย่างไร? ราคาเท่าไหร่?

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Breast Cancer Campaign 2020 Guide Script

เดือนตุลาคมของทุกปีถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์กระตุ้นเตือนภัยให้ผู้คนตระหนักถึงโรคมะเร็งเต้านมและกว่า 24 ปีที่บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ยึดมั่นกับพันธสัญญาของบริษัทในการสนับสนุนการวิจัย, การศึกษาและการบริการต่างๆทางการแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อลดอัตราการสูญเสียและช่วยเหลือผู้หญิงและผู้ชายที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งการรณรงค์ของบริษัทฯ ในปีนี้มุ่งเน้นคอนเซปต์ #TimeToEndBreastCancer

โดยทางบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกวัยรวมถึงผู้ชายได้ตระหนักถึงภัยของมะเร็งเต้านม
และมีการรณรงค์ให้ตรวจเช็คเต้านมด้วยตัวเอง ทุกๆ 1 หรือ 2 เดือนซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆจากที่บ้าน หากตรวจเช็คเป็นประจำจะสามารถสังเกตได้เมื่อมีลักษณะผิดปกติเกิดขึ้นและพบแพทย์ได้ทันท่วงที หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญการรณรงค์กระตุ้นเตือนภัยมะเร็งเต้านมของบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Pink Ribbon ELCA

RSV คืออะไร

RSV คืออะไร? ตรวจหา RSV ทำอย่างไร? ราคาเท่าไหร่?

โรค RSV คืออะไร? อยากรู้ว่าลูกป่วยเป็นหวัดธรรมดาหรือ RSV กันแน่ ต้องตรวจหาเชื้อโดยแพทย์เท่านั้น ตรวจอย่างไร? ราคาเท่าไหร่? อ่านได้ที่นี่

RSV คืออะไร? ตรวจหา RSV ทำอย่างไร? ราคาเท่าไหร่?

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันอยู่แล้วถึงความร้ายแรงของโรค RSV ว่าเป็นโรคที่อันตรายสำหรับเด็กเล็ก ก่อให้เกิดอาการรุนแรง เชื้อไวรัสลงปอดไว อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคอื่น ๆ ได้ เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ IPD ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งโรคเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่อันตรายต่อลูกน้อยถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น มาทำความรู้จักกับโรค RSV กันแบบคร่าว ๆ ก่อนดีกว่าค่ะ

RSV คืออะไร? มีอาการอย่างไร? ร้ายแรงแค่ไหน?

RSV คืออะไร? RSV คือไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม ชื่อเต็มว่า Respiratory Syncytial Virus มีสองสายพันธุ์ คือ RSV-A และ RSV-B เป็นไวรัสก่อการติดเชื้อทางเดินหายใจของเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และมีการระบาดเกือบทุกปี

โดยอาการในช่วงแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่แข็งแรงดีอาการมักไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่สำหรับเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 2 ป๊) ที่ติดเชื้อครั้งแรกพบร้อยละ 20-30 ที่มีอาการโรคลุกลามไปทางเดินหายใจส่วนล่าง (หลอดลม เนื้อปอด) ทำให้เกิดหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบตามมาได้ โดยมักแสดงอาการไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีดหวิว หรือ เสียงครืดคราดในลำคอ โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 1-2 ปี เด็กที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เด็กที่คลอดก่อนกำหนด โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนเช่น หูอักเสบ ไซนัสหรือปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ซึ่งจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นได้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรค RSV ได้ที่นี่

RSV คือ อะไร? เตรียมรับมือกับไวรัสอันตรายในหน้าฝน

ระวัง! โรค RSV รักษาไม่ถูกวิธี อาจติดเชื้อซ้ำซ้อน

สงสัยว่าลูกอาจเป็นโรค RSV ต้องทำอย่างไร?

ก่อนอื่น เมื่อลูกมีน้ำมูก ไอ ให้คอยสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย หากลูก มีเสมหะจำนวนมาก มีไข้สูง หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด หรือ เสียงครืดคราดในลำคอ ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ หรืออยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่โรค RSV กำลังระบาด หากลูกมีอาการที่กล่าวไปนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกไปหาคุณหมอเพื่อทำการตรวจหาเชื้อไวรัส RSV เพื่อทำการรักษาได้อย่างถูกวิธีต่อไป

ตรวจ RSV
ตรวจ RSV

วิธีตรวจหาเชื้อไวรัส RSV

การตรวจหาเชื้อไวรัส RSV ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น แพทย์จะทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้น โดยการป้ายสารคัดหลั่งน้ำมูกในจมูก (Nasal Swab) โดยจะมีอุปกรณ์คล้าย ๆ สำลีก้านเช็ดหู (แต่ยาวกว่ามาก) แพทย์จะทำการแหย่เข้าไปในจมูกของลูก (ค่อนข้างลึก ในขั้นตอนนี้ลูกอาจจะร้องไห้ได้ คุณแม่ควรให้พยาบาลหรือจับลูกไว้ให้แน่น ใช้เวลาป้ายสารคัดหลั่งเพียงไม่กี่วินาทีก็เสร็จค่ะ) เมื่อได้สารคัดหลั่ง (น้ำมูก) แล้วแพทย์ก็จะนำไปทำการตรวจแบบด่วน (RSV rapid test) ซึ่งจะใช้เวลาในการหาเชื้อประมาณ 15-30 นาที ก็จะทราบผล ในปัจจุบันมักจะสั่งตรวจควบคู่ไปกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่

ตรวจหาเชื้อไวรัส RSV ราคาเท่าไหร่?

เนื่องจากการตรวจหาเชื้อไวรัส RSV ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น การตรวจจึงต้องทำในโรงพยาบาลหรือคลีนิค คุณพ่อคุณแม่สามารถโทรไปสอบถามที่โรงพยาบาลหรือคลีนิคที่ใกล้บ้านว่ารับตรวจหาเชื้อไวรัส RSV หรือไม่ โดยราคาค่าตรวจจะขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลและคลีนิค ทีมแม่ ABK จึงได้ประมาณราคาค่าตรวจไว้ดังนี้

  • คลีนิคเอกชน – ค่าตรวจหาเชื้อประมาณ 400 – 700 บาท ไม่รวมค่าแพทย์ ค่าบริการ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
  • โรงพยาบาลรัฐ – ค่าตรวจหาเชื้อประมาณ 400 – 700 บาท ไม่รวมค่าแพทย์ ค่าบริการ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
  • โรงพยาบาลเอกชน – ค่าตรวจหาเชื้อประมาณ 600 – 2,000 บาท ไม่รวมค่าแพทย์ ค่าบริการ และอุปกรณ์ต่าง ๆ

แต่เนื่องจากการรักษาโรค RSV นั้นยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ มีแค่รักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ เป็นต้น สำหรับรายที่มีอาการไม่รุนแรงมาก จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ เพราะแนวทางในการรักษาคือการรักษาตามอาการเท่านั้น แต่สำหรับรายที่มีอาการรุนแรง การตรวจหาเชื้อ เพื่อให้แพทย์ได้ทำการตรวจรักษาและพยากรณ์อาการของโรคได้ดีขึ้น ก็จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพได้มากขึ้นนั่นเอง

โรค RSV
โรค RSV

อาการอย่างไรต้องนอนโรงพยาบาล?

เมื่อผู้ป่วยไข้สูง ไม่กิน ไม่เล่น หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจมีเสียงหวีด หงุดหงิดง่าย หรือเซื่องซึม ผู้ปกครองควรจะพามาพบแพทย์เพื่อการรักษาที่เหมาะสม เช่น การพ่นยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอดและดูดเสมหะออก และการให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เป็นต้น

สรุปแล้วเมื่อสงสัยว่าลูกอาจติดเชื้อไวรัส RSV สิ่งสำคัญที่สุดคือให้สังเกตอาการ หากลูกมีอาการรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อและทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรระวังไว้คือ โรค RSV สามารถเป็นได้หลายครั้งเนื่องจากไวรัส RSV มี 2 สายพันธุ์และกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรป้องกันไม่ให้ลูกไปรับเชื้อ RSV โดยการล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน และทำให้ร่างกายแข็งแรง สิ่งเหล่านี้ก็จะลดโอกาสในการติดเชื้อ  RSV ได้ค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พ่อแม่ระวัง! ลูกติดเชื้อRSV เพราะเครื่องเล่นที่ห้าง

โรคหน้าฝนในเด็ก ที่พ่อแม่ควรระวัง

6 พาหะนำโรค หน้าฝนที่พ่อแม่ต้องระวังให้ดี!

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรงและอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลเวชธานี

ขอบคุณรูปประกอบจาก : www.researchgate.net

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด

ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด การดูแลและวิธีส่งเสริมพัฒนาการลูก

อายุครรภ์เท่าไหร่   ถึงเรียกว่าคลอดก่อนกำหนด?    ลูกคลอดก่อนกำหนด แม่ต้องดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย เติบโตอย่างแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดี?   ทีมแม่ ABK มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากค่ะ

ทารกคลอดก่อนกำหนด Logan Ray หัวใจนักสู้ไซส์มินิ

ทารกคลอดก่อนกำหนด ต้องอาศัยหัวใจที่แข็งแกร่ง ตลอดจนการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อให้หนูน้อยเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง เช่นเดียวกับกรณีของ Logan Ray ที่คลอดก่อนกำหนด ออกมาในวัย 23 สัปดาห์ ขนาดขณะคลอดออกมาเท่ากับตุ๊กตาซุปเปอร์แมน

ขนาดของ Logan ที่อายุเพียง 23 สัปดาห์ มีความยาวของลำตัว 12 นิ้ว น้ำหนักแค่ 1.5 ปอนด์ หรือราว ๆ 0.68 กิโลกรัม ไซส์จึงพอ ๆ กับตุ๊กตาซุปเปอร์แมน จากภาพที่เห็นตุ๊กตาซุปเปอร์แมนอยู่เคียงข้าง Logan นั้น เกิดจากพยาบาลแนะนำให้หาบางอย่างมาวางไว้ข้าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบขนาดตัวของเด็ก Rob ผู้เป็นพ่อวัย 42 ปี จึงปรึกษากับคุณแม่และเลือกตุ๊กตาซุปเปอร์แมน

 

ย้อนกลับไปในช่วงการตั้งครรภ์ที่ 21 สัปดาห์ Val ผู้เป็นแม่วัย 34 ปี กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก ขณะนั้นเองคุณหมอเริ่มตรวจพบความผิดปกติ ภายหลังทำการอัลตราซาวด์พบว่าเธอมีภาวะปากมดลูกหลวม (incompetent cervix) ความผิดปกติของปากมดลูก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสี่ยงแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ จึงรีบนำตัวคุณแม่ไปเย็บผูกปากมดลูกเพื่อลดความเสี่ยงการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ Rob และ Val ต้องเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุด

คุณหมอพูดถึงเรื่องการแท้ง แต่ผู้เป็นพ่อและแม่ก็ปรึกษาคุณหมอ พร้อมยืนยันที่จะให้กำเนิดลูกน้อย Val จึงจำเป็นต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาล โดยหนุนเท้าให้สูงกว่าหัว ห้ามขยับเขยื้อนไปไหน นอนอยู่นิ่ง ๆ นาน 20 กว่าวัน หลังจากนั้นเธอก็น้ำเดิน โดยใช้เวลาทำคลอด 32 ชั่วโมง จากนั้นทารกน้อยที่คลอดก่อนกำหนด ก็ถูกนำตัวส่งเข้าห้อง NICU พอตรวจร่างกายของ Logan พบว่า มีเลือดออกภายในสมอง 2 จุด มีรูรั่ว 2 รูที่หัวใจ เป็นไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (inguinal hernia) รวมทั้งพบการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และเพียง 5 สัปดาห์หลังคลอด Logan ได้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเด็ก (Randall Children’s Hospital) โชคดีที่ Logan ไม่จำเป็นต้องฟอกไต แต่ก็ต้องทำเลเซอร์ดวงตาเมื่ออายุ 11 สัปดาห์ เพื่อรักษาภาวะจอตาผิดปกติในเด็กคลอดก่อนกำหนด

ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด
ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด

“เขาเป็นฮีโร่ตัวน้อย ตั้งแต่วันที่ตัวเขามีน้ำหนักแค่ปอนด์ครึ่ง ” ผู้เป็นแม่ เล่าถึงลูกตัวน้อยหัวใจนักสู้ และเธอมักจะเรียกลูกน้อยว่า “tough guy” สะท้อนถึงหัวใจอันแข็งแกร่งของ Logan ไม่ว่าคุณหมอจะพูดอย่างไร เธอก็ยังเชื่อมั่นในตัวของ Logan เสมอว่าจะฝ่าฟันทุกอย่างไปได้ จนทุกวันนี้คุณหมอยังคงส่งข้อความถามถึง Logan อยู่เสมอว่า “tough guy ตัวน้อยของพวกเราเป็นอย่างไรบ้าง”

Logan ต้องรับการดูแลและรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลนานถึง 105 วัน จึงจะสามารถกลับบ้านได้

จากวันที่ใคร ๆ ต่างก็บอกพ่อแม่ว่า อย่าคาดหวัง จวบจนวันนี้ ในวัย 4 ปี หนูน้อย Logan Ray ได้ฉลองวันเกิดทุก ๆ ปี กับตุ๊กตาซุปเปอร์แมนตัวเก่า สัญลักษณ์ของหัวใจนักสู้ที่ไม่ท้อถอย พร้อมส่งต่อความกล้าหาญให้กับทารกน้อยคนอื่น ๆ ที่ต้องออกมาดูโลกก่อนกำหนดให้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด
ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด

การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของทารกคลอดก่อนกำหนด ได้กลายเป็นปาฏิหาริย์ในหลาย ๆ ครอบครัว แต่ใช่ว่า เด็กทุกคนจะเติบโตอย่างแข็งแรง แม่ตั้งครรภ์จึงควรดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันอย่างดีที่สุด และเมื่อลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลเพื่อดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด รวมถึงส่งเสริมพัฒนาการให้ทารกแข็งแรงสมวัย

อายุครรภ์เท่าไรถึงเรียกว่า คลอดก่อนกำหนด

กำหนดคลอดตามอายุครรภ์ ปกติแล้วจะนับ 40 สัปดาห์ แต่นับว่าทารกครบกำหนดคลอด เมื่อตั้งครรภ์ได้ 37 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ถ้าคลอดก่อน 37 สัปดาห์จะเรียกว่า ทารกคลอดก่อนกำหนด โดยการคลอดทารกออกมาก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ จะนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายก่อนตั้งครรภ์ น้ำหนักของทารกหากน้อยกว่า 2,500 กรัม จะเรียกว่า ทารกน้ำหนักน้อย ถ้าน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม จะเรียกว่า ทารกน้ำหนักน้อยมาก

สำหรับความเสี่ยงคลอดก่อนกําหนด เช่น

  1. อายุของคุณแม่ตั้งครรภ์ หากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือมีอายุมากกว่า 34 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนดได้
  2. มีความผิดปกติภายในมดลูก เช่น มีเนื้องอกในมดลูก ปากมดลูกสั้น หรือภาวะปากมดลูกหลวม
  3. รกผิดปกติ เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด หรือรกฝังตัวผิดปกติ
  4. ตั้งครรภ์แฝด เพิ่มโอกาสการคลอดก่อนกำหนด หรือหากมีประวัติคลอดก่อนกำหนดจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
  5. พฤติกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่น ใช้สารเสพติด ทำงานหนักหรือยกของหนักบ่อย ๆ
  6. ความเครียดจากปัญหาการทำงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องครอบครัว
  7. การรับประทานยาบางชนิด การได้รับสารเคมีหรือสารพิษ
  8. โรคประจำตัวของแม่ตั้งครรภ์ อาทิ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือพบภาวะครรภ์เป็นพิษ
  9. หากมีการติดเชื้ออย่างรุนแรงระหว่างตั้งครรภ์ ก็จะส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนดเช่นกัน ทั้งการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ การติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะหรือไต

สำหรับสาเหตุการคลอดก่อนกำหนดอื่น ๆ ได้แก่ แม่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือมีภาวะทุพโภชนาการก่อนและตอนตั้งครรภ์ ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนท้องคลอด มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ พบน้ำคร่ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ส่วนสาเหตุจากทารกในครรภ์ เช่น ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน มีความพิการหรือพบโรคทางพันธุกรรม ทารกเจริญเติบโตช้าหรือเสียชีวิตในครรภ์ ก็มีผลต่อการคลอดก่อนกำหนดเช่นกัน

ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด

สำหรับลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด มักจะตัวเย็นง่าย เพราะน้ำหนักตัวน้อย ตัวเล็ก ทำให้คุณหมอและพยาบาลจึงต้องรีบนำตัวทารกคลอดก่อนกำหนดเข้าตู้อบ เพื่อควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ทารกคลอดก่อนกำหนดยังหายใจได้ลำบาก เพราะการพัฒนาของอวัยวะในร่างกายยังไม่เต็มที่ ปอดทำงานได้ไม่ดี จึงต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ หากสังเกตดี ๆ ทารกคลอดก่อนกำหนดมักจะมีอาการตัวเหลือง เพราะการกำจัดสารเหลืองของตับของเด็กคลอดก่อนกำหนดยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ตัวเหลืองนานกว่าเด็กทั่วไป การดูดกลืนก็ยังทำได้ไม่ดี ทำให้สำลักนมบ่อย ๆ รวมถึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย พบโอกาสติดเชื้อมากกว่าเด็กปกติ 4 เท่า เด็กคลอดก่อนกำหนดบางคนอาจพบภาวะโรคปอดเรื้อรัง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ มีปัญหาจอประสาทตาเติบโตได้ไม่ดี และอาจพบปัญหาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้

วิธีดูแลทารกคลอดก่อนกําหนด

ทารกที่คลอดก่อนกำหนด สามารถเติบโตเป็นเด็กที่แข็งแรง และมีพัฒนาการที่สมวัยได้ เพียงแต่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องอาศัยความอดใจ ใส่ใจ ดูแลลงลึกในรายละเอียด ในช่วงหลังคลอด แม่ควรกอดลูก สัมผัสลูก และกอดแบบเนื้อแนบเนื้อ ซึ่งจะช่วยให้ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติ อัตราการหายใจคงที่ ช่วยให้น้ำหนักตัวทารกเพิ่มขึ้น ดีต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารก และให้ทารกกินนมแม่อย่างสม่ำเสมอที่จะช่วยลดการเกิดลำไส้อักเสบ นอกจากนี้ ยังต้องปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการดูแลลูกเป็นพิเศษ พร้อมกับนัดตรวจอย่างละเอียด เพื่อติดตามอาการและพัฒนาการของทารก

วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด คุณแม่ตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ควรตรวจเช็คร่างกายเป็นประจำ ฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดและสม่ำเสมอ เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแม่ท้องและทารกในครรภ์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พร้อมกับหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวเองและลูกในท้อง

อ้างอิงข้อมูล : bangkokhospital, chularat3, ttmed.psu.ac.th และ metro.co.uk

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

วิธีแก้กรดไหลย้อน ขณะตั้งครรภ์ อะไรที่แม่ท้องควรกิน vs ไม่ควรกิน

น้ำนมน้อยหลังคลอด : เคล็ดลับอาหารบำรุงน้ำนม & ฟื้นฟูร่างกาย

ตรวจร่างกายหลังคลอด สำคัญมาก! ทั้งแม่และลูกอย่าลืมไปตามนัด

พาลูกเที่ยว

5 เทคนิค พาลูกน้อยขับรถเที่ยวต่างจังหวัด ไม่เบื่อ ไม่งอแง

พาลูกเที่ยว ขับรถยนต์ไปต่างจังหวัดไกลๆ ครั้งแรกกลัวลูกหมดสนุกกลางทาง พอจะมีวิธีแนะนำการเตรียมตัวไหม ? เป็นอีกหนึ่งปัญหาของครอบครัวที่มีลูกเด็กเล็ก ที่ทีมแม่ABK ได้รับรู้อยู่บ่อยๆ ค่ะ วันนี้เลยจะถือโอกาสแนะนำไอเดียง่ายๆ ในการเตรียมตัวลูกให้พร้อมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์เรียนรู้นอกบ้าน ถ้าลูกต้องนั่งโดยสารอยู่ในรถยนต์ส่วนตัวนานๆ ทำอย่างไรให้เด็กๆ ไม่เบื่อ ไม่หมดสนุก ไม่งอแงกันค่ะ

ก่อนอื่นอย่าหาว่าอวดกันนะคะ แต่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเข้ากับหัวข้อที่กำลังจะพูดถึงในครั้งนี้ค่ะ เราหนึ่งในทีมแม่ABK เพิ่งได้รับโอกาสสุดพิเศษในการทดลองขับรถครอบครัวของ MG ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ NEW MG ZS เป็นรถ SUV เห็นครั้งแรกนี่ร้อง ว้าว!!! เลยค่ะ คือมองจากด้านนอกรถนี่ขนาดใหญ่กำลังดี ส่วนด้านในนี่แม่ชอบมาก เพราะพื้นที่นั่งผู้โดยสารกว้างขวาง เหมาะกับการชวนลูกเล่นกิจกรรมสนุกๆ เวลานั่งรถกันออกไปนานๆ หลายชั่วโมงค่ะ

 

พาลูกเที่ยว ไปกับรถครอบครัว สนุกกว่า ปลอดภัยกว่า…

อย่างเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้ขับพาเด็กๆ ไปเที่ยวกันที่หัวหิน ด้วยรถ MG SUV ขอบอกว่านอกจากห้องโดยสารจะกว้างแล้ว ยังสามารถขนกระเป๋าเดินทางสัมภาระยิบย่อยที่คนมีลูกต้องเตรียมกันไปอย่างเยอะเวลาที่กระเตงลูกเที่ยวนอกบ้าน ซึ่งรถ SUV ของ MG ก็เอาอยู่หมดค่ะ

พาลูกเที่ยว

และความพิเศษที่สัมผัสได้จาก NEW MG ZS แม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากรถยนต์ที่ขับอยู่ก่อนหน้านี้ก็คือ ความนุ่มนวลในการขับขี่ค่ะ คือช่วงล่างของรถ SUV จะดูดซับแรงดันที่พื้นผิวถนนได้ดีกว่า ไม่ว่าจะขับขี่บนพื้นถนนที่ขรุขระ หรือขับผ่านลูกระนาด สักกี่สิบลูก บอกเลยว่านุ่มนวลจนไม่รู้สึกว่ามีแรงกระทบอะไรมารบกวนขณะขับรถเลยค่ะ

และด้วยความที่เป็นรถครอบครัว ตัวถังรถจะถูกออกแบบให้ยกสูงกว่ารถเก๋งทั่วไปค่ะ ฉะนั้นไม่ว่าจะขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลายก็ขับได้สบายมากค่ะ ไม่ว่าจะบนพื้นถนนขรุขระ หรือบนถนนพื้นทราย (แม่ก็ไปลองขับมาแล้วนะ ปังปุริเย่มาก^^) ขอกระซิบบอกดังๆ อีกอย่างคือ สามารถขับผ่านระดับน้ำได้มากกว่ารถเก๋งทั่วไปด้วยนะคะ ต่อไปนี้หน้าฝน หากต้องผ่านจุดที่มีน้ำท่วมขังรอการระบาย แม่ก็ไม่ต้องกังวลแล้วจ๊ะ!!

ถ้าใครจะบอกว่ารถ SUV เหมาะกับให้ผู้ชายขับมากกว่า ขอให้คิดใหม่ค่ะ เพราะนี่แม่ลองขับเองทั้งขาไป และขากลับ ให้สามีนั่งสบายๆ ไปตลอดทางกับลูก คุณแม่ หรือสาวๆ วัยทำงานคนไหนที่กลัวการขับรถคันใหญ่ ถ้าได้ลองขับ NEW MG ZS คันนี้ จะต้องชอบค่ะ เพราะเขาออกแบบมาเพื่อให้มีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีซึ่งลักษณะของ SUV จะช่วยทำให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ในตำแหน่งที่สูงกว่า และมองเห็นได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้ารถและรอบๆ ตัวรถ ที่เพิ่มการมองเห็น และความปลอดภัย ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ที่มากขึ้นด้วยค่ะ

พาลูกเที่ยว

จากประสบการณ์การได้ขับรถ NEW MG ZS ถ้าจะลิสต์ความเด่นในคุณสมบัติที่ได้รับจากรถยนต์ MG SUV คันนี้ แม่ขอดึงมา 8 จุดเด่นนะคะ ที่เหลืออยากให้เข้าไปดูศึกษาเพิ่มเติมกันที่นี่ https://www.mgcars.com/th/mg-models/new-mg-zs/overview ครอบครัวไหนที่กำลังมองหารถครอบครัวในราคาเบากระเป๋า ไม่ถึงล้าน!! แต่ได้ความพิเศษที่คุ้มกว่า อยากให้ได้ลอง NEW MG ZS กันค่ะ

  • NEW MG ZS มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า และแรงบิดที่ 150 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 Speed ที่ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและตอบสนองดีขึ้น
  • เป็น SUV ดีไซน์สวยงาม โฉบเฉี่ยว หน้าแบบ LED Projector ที่ควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อม Daytime Running Lights ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว
  • ห้องโดยสารมีการออกแบบให้ดูหรูหรา เป็นสีทูโทนน้ำตาล-ดำ ตกแต่งด้วยวัสดุ Soft touch ให้ความรู้สึกพรีเมียม พร้อม Panoramic Sunroof เพิ่มความโปร่งและมุมมองที่กว้างขึ้น
  • ที่นั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมที่พักแขนด้านหน้า สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม Push Start พร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) ยกระดับความสะดวกสบายในการขับขี่
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง Around View Monitor ที่แสดงมุมมองเป็นภาพสามมิติ และยังเลือกภาพจากมุมกล้องที่อยู่รอบตัวรถได้อีกด้วย จึงมั่นใจทุกครั้งที่ถอยจอดหรือขับขี่ในที่แคบ
  • ระบบ i-SMART มีฟังก์ชั่นมากมายให้ใช้งานผ่านหน้าจอในรถ สามารถดูพยากรณ์อากาศรายวัน ฟังเพลงออนไลน์ที่มีมากกว่า 1,000,000 เพลง เข้าถึงทุกข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการใช้งานระบบทางแบบ Real Time Navigation
  • การสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย “Hello MG” ตามด้วยคำสั่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งเปิด-ปิดซันรูฟ เปิด-ปิดแอร์หรือปรับระดับความเย็น ตลอดจนถึงการสั่งวิทยุ
  • สามารถเช็กและสั่งการระบบต่างๆ ผ่าน i-SMART Application บนมือถือได้ อย่างง่ายดาย โดยสามารถสั่งล็อคหรือ-ปลดล็อคประตูรถ สั่งเปิดแอร์ของรถไว้ล่วงหน้าเพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ให้พร้อมสำหรับการเดินทาง รวมไปถึงระบบ Find My Car ที่ช่วยระบุตำแหน่งของรถช่วยให้อุ่นใจมากยิ่งขึ้น

พาลูกเที่ยว

มีรถครอบครัวคู่ใจ ที่ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย และให้ความปลอดภัยกับทุกสมาชิกในครอบครัวกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูกันว่า 5 เทคนิคที่ทีมแม่ABK ใช้กับลูกเพื่อเตรียมตัว เตรียมพร้อม พาลูกเที่ยว นอกบ้าน สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับเด็กๆ กันค่ะ

1. เกม หรือกิจกรรม ที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมอง

ระหว่างทางที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นความสนใจของลูกๆ ให้สนุก เพลิดเพลินได้ค่ะ ด้วยการเตรียมเกม หรือจะเป็นกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก เช่น ให้ลูกช่วยนับรถที่เจอบนท้องถนนว่ามีสีอะไรบ้าง รถยนต์ยี่ห้ออะไรบ้าง ใครนับ หรือจดได้จำนวนรถยนต์ที่มากกว่า ก็ได้คะแนนไปค่ะ

ทิปส์ : อาจเพิ่มเติมให้ลูกเขียนทั้งภาษา ภาษาอังกฤษ (สี ยี่ห้อ จำนวน) เพื่อเพิ่มเติมทักษะการอ่าน เขียนให้ลูกเพิ่มขึ้นค่ะ

2. การ์ตูนสนุกสุดหรรษา

จริงๆ ไม่ได้สนับสนุนให้ลูกเล่นโซเซียลนะคะ แต่ในกรณีที่ต้องเดินทางกันไกลหลายชั่วโมง กิจกรรมที่คุณแม่เตรียมไปเพื่อเอนเตอร์เทนความสนใจลูก ให้ไม่เบื่อ อาจจะอนุโลมให้ลูกได้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดจากอุปกรณ์ไอแพดได้ค่ะ โดยที่มีคุณแม่หรือคุณพ่อนั่งดูไปกับลูกด้วยค่ะ ตลอดการเดินทางควรทำการตกลงกับลูกว่าจะอนุญาตให้ดูการ์ตูนได้แค่เรื่องเดียว เพื่อลดการใช้สายตาจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากเกินกว่า 1 ชั่วโมงค่ะ

3. หยุดพักยืดเส้นยืดสายเป็นช่วงๆ

เดินทางกับเด็กๆ ไม่ว่าจะเด็กเล็ก เด็กโต ความอดทนในการนั่งรถได้นานหลายชั่วโมง อาจยังไม่ได้เท่าผู้ใหญ่ค่ะ ฉะนั้นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งคือ ควรจอดพักรถเป็นระยะๆ อาจจะเข้าห้องน้ำที่ปั๊ม , พักรับประทานอาหารเที่ยง หรือระหว่างทางหากมีสถานที่วิวสวยๆ ให้จอดถ่ายรูปเล่นได้ ก็ควรพาลูกลงจากรถ ให้ได้ออกมาเดินยืดเส้นยืดสายกัน จะได้ไม่เบื่อก่อนที่จะถึงสถานที่เที่ยวค่ะ

4. เตรียมน้ำ ขนมขบเคี้ยว

น้ำเปล่า น้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ธัญพืชอบกรอบ ฯลฯ ที่ลูกๆ ชอบ ให้เตรียมไปกินระหว่างทางค่ะ อย่าปลอยให้หิว เพราะความหิวก่อเกิดอารมณ์หงุดหงิด งอแงได้ค่ะ

5. คาร์ซีทสำหรับเด็ก

กฎอย่างหนึ่งของการนั่งรถยนต์เมื่อต้องเดินทางไม่ว่าจะใกล้ หรือไกล ในเด็กเล็กๆ จำเป็นต้องนั่งอยู่บนคาร์ซีท ไม่แนะนำให้เอาลูกมานั่งตักคุณแม่ตรงที่นั่งเบาะหน้าข้างคนขับเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุ อันตรายถึงชีวิตค่ะ ดังนั้นเด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีทที่มีระบบขาดนิรภัย ส่วนเด็กโตที่เลยวัยนั่งคาร์ซีท แต่ก็จำเป็นต้องนั่งขาดเข็มขัดนิรภัยไปตลอดทางเช่นกันค่ะ

จะวันหยุดนี้ หรือวันหยุดหน้า หากจะ “พาลูกเที่ยว” อย่าลืมหา “รถครอบครัว” คุณภาพเยี่ยมสักคัน ขับไปด้วยกัน ถึงที่หมายปลอดภัย ลูกได้สนุก พ่อแม่ก็สุขใจค่ะ อ่อ..ที่สำคัญป้องกันลูกเบื่อเวลาต้องเดินทางนั่งรถนานๆ อย่าลืมนำเทคนิคที่ให้ไปใช้กันนะคะ…HAVE A GOOD TRIP…

พาลูกเที่ยว

ให้นมลูก เผาผลาญ แคลอรี่

พุงยุบหุ่นปัง!งานวิจัยเผยแม่ให้นมเผาผลาญ500 แคลอรี่ /วัน

ความสวยกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน แม่หลังคลอดจึงไม่ต้องกังวล ร่างกายหลังคลอดจะเผาผลาญ แคลอรี่ ได้มากกว่าปกติในทุกกิจกรรมของหน้าที่ความเป็นแม่ยืนยันด้วยผลวิจัย

พุงยุบหุ่นปัง!งานวิจัยเผยแม่ให้นมเผาผลาญ500 แคลอรี่ /วัน

หลังคลอดลูก ปัญหาที่คุณแม่ทุกคนต้องประสบพบเจอ นั่นคือ น้ำหนักตัวส่วนเกินที่ยังคงหลงเหลือทิ้งไว้กับร่างกายของเรามากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไปตามการบำรุงของแต่ละบ้าน แต่หากคุณแม่ยังคงอยู่ในช่วงตั้งครรภ์อยู่อยากขอเตือนไว้สักหน่อยว่า ในขณะที่ท้องนั้น ก็ควรระมัดระวังเรื่องการกินไว้บ้าง เพราะการกินอาหารบำรุงลูกในท้องนั้นจะต้องคำนึงถึงสารอาหารจำเป็นที่ลูกจะได้รับจากเรา ส่วนเกินอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลจากชีส เค้ก ไอศครีมรสโปรด หรือแม้แต่นมที่มีปริมาณมากเกินความต้องการของแม่และลูกในท้อง สิ่งเหล่านี้จะยังคงหลงเหลืออยู่ที่ตัวคุณแม่หลังคลอด กลายเป็นความอ้วนที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ทั้งระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอดไปแล้ว เช่น เบาหวาน ครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น ซ้ำร้ายยังมีผลการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับกันแล้วด้วยว่าการที่แม่รับประทานอาหารแบบเดียวกันมากเกินไประหว่างท้อง จะส่งผลให้ลูกที่เกิดมาเป็นโรคแพ้อาหารชนิดนั้นได้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นอาหารจำพวก นม ทำให้ลูกแพ้นมวัว แพ้ไข่ที่เป็นอาการที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเด็กทารกปัจจุบัน

"บำรุงมากเกินระหว่างท้อง

น้ำหนักช่วงตั้งครรภ์สำคัญนะ…

อย่างที่กล่าวไปแล้วนั้นว่า คุณแม่ควรระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินในช่วงตั้งครรภ์ให้ดี เพราะอาจทำให้หลงเหลือน้ำหนักส่วนเกินหลังคลอดที่มากเกินไป และจากผลการวิจัยก็ระบุว่า น้ำหนักแม่ในช่วงตั้งครรภ์ส่งผลต่อการลดลงของน้ำหนักตัวหลังคลอดด้วยเช่นกัน โดยตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน คุณแม่ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 12 กก. โดยในช่วงไตรมาสแรกน้ำหนักตัวต้องไม่ขึ้นเลย ในส่วนไตรมาสที่ 2 คือช่วง 3 เดือนถัดมาน้ำหนักควรขึ้นได้ไม่เกิน 6 กก. และในไตรมาสสุดท้าย น้ำหนักขึ้นได้ไม่เกิน 6 กก. ถึงจะทำให้น้ำหนักหลังคลอดลูกแล้ว เมื่อคุณแม่ให้นมลูกด้วยนมแม่ น้ำหนักจะลดลงมาเป็นปกติภายใน 1-6 เดือนโดยไม่ต้องออกกำลังกาย หรือแม้แต่ต้องซื้อคอร์สลดน้ำหนักใด ๆ เลยทีเดียว

การให้นมแม่ช่วยลดน้ำหนักส่วนเกิน

มีงานวิจัยจาก University of Oxford พบว่า การให้นมลูกช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้ ซึ่งมีการสำรวจข้อมูลจากผู้หญิงมากกว่า 700,000 คน และสามารถยืนยันได้ว่าการให้นมลูกช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันโดยเฉลี่ย 500 แคลอรี จากผลการวิจัยอาจกล่าวได้ว่า การให้นมลูกนั้นช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่หากแม่ต้องการลดน้ำหนักส่วนเกินโดยใช้วิธีการให้นมแม่เพียงอย่างเดียว อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย และที่สำคัญแม้การให้นมลูกจะสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ แต่การที่น้ำหนักตัวแม่จะลดลงหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทานเข้าไปด้วย ว่ามีปริมาณสอดคล้องกับที่สูญเสียเผาผลาญมาใช้กันหรือไม่

น้ำหนักส่วนเกิน แคลอรี่เกิน
น้ำหนักส่วนเกิน แคลอรี่เกิน

ดังนั้นหากคุณแม่กำลังวางแผนที่จะลดน้ำหนักหลังคลอด การให้นมลูกนอกจากจะไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มแล้วยังเป็นผลดีต่อการลดน้ำหนักของคุณแม่อีกด้วย โดยอาจต้องใส่ใจในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากนี้นักวิจัยยังพบด้วยว่า การให้นมลูกช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ปัญหาที่เกี่ยวกับหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานประเภท 2 และมดลูกยังสามารถกลับสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนออกซิโทนซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาขณะให้นมบุตรอีกด้วย เห็นประโยชน์มากมายของการให้นมลูก ทั้งต่อตัวคุณแม่ และลูกน้อยแบบนี้คงปฎิเสธการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้แล้วใช่ไหมละ

ปริมาณแคลอรี่ที่แนะนำระหว่างให้นมบุตร

อ้างอิงจากงานวิจัยข้างต้น ที่กล่าวไปแล้วว่า แม่จะต้องสูญเสียพลังงานไป 500 แคลอรี่ต่อวันในการผลิตน้ำนม นั่นหมายความว่า ในผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวปกติต้องการพลังงาน 2,000 แคลอรี่ต่อวัน ดังนั้นผู้หญิงที่ให้นมบุตรจึงควรได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นจากปกติ 500 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งในความเป็นจริงเท่ากับเราต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอีกเพียง 15-25% จากปกติเท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ อายุ ระดับกิจกรรม และความถี่ในการนมบุตรของแม่แต่ละคนด้วยว่าต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด การทานอาหารให้สมดุลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ สำหรับอาหารที่เราอยากแนะนำให้คุณแม่ที่ให้นมลูกและต้องการลดน้ำหนัก มีดังนี้

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ทานอาหารที่มีโปรตีนอย่างอกไก่ เนื้อวัว และถั่วลูกไก่
  • เพิ่มการทานผักและผลไม้สด
  • จำกัดการทานพาสต้า ขนมปัง หรืออาหารชนิดอื่นๆ ที่มีคาร์บสูง
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารแปรรูปและอาหารที่มีน้ำตาลสูง
  • เสริมอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และแคลเซียม เช่น ธัญพืช ผลไม้อบแห้ง ผักใบเขียวเข้ม ไข่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ถั่ว เป็นต้น
  • ลดอาหารหวาน มัน ทอด เพราะจะเป็นสาเหตุให้ท่อน้ำนมตันได้ หากเกิดอาการคัดตึงเต้า ให้ประคบอุ่น (อย่าร้อนจัด) แล้วค่อย ๆ บีบนวด บีบน้ำนมให้หายคัดตึงจะช่วยได้
  • ระวังอย่าให้ขาดน้ำ คุณแม่ที่ให้นมลูกควรดื่มน้ำบ่อย ๆ หากสังเกตเห็นว่าปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแสดงว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลนอกจากจะไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการแก่ลูกน้อย และแม่แล้ว ยังส่งผลต่อการเพิ่มของน้ำหนักตัวของแม่อีกด้วย

หากคุณแม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามที่แนะนำเหล่านี้แล้ว ก็จะช่วยให้น้ำนมหลั่งได้ดี เป็นน้ำนมที่มีประโยชน์ต่อลูกน้อย และช่วยให้ร่างกายของคุณแม่มีพลังเพียงพอต่อการเลี้ยงลูก เพราะอย่างลืมว่าการเลี้ยงเด็กนั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานมากอยู่เช่นกัน หากเรามัวแต่คำนึงถึงแต่เรื่องน้ำหนักตัวก็อาจทำให้ไม่มีแรงเพียงพอต่อการรับมือกับลูกได้จนจบวัน

กิจวัตรของแม่ เผาผลาญพลังงานได้แค่ไหนกัน…

  งานบ้าน  

เผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 150-250 แคลอรี่

นอกจากการเลี้ยงลูกแล้ว หน้าที่ประจำของบรรดาแม่ทั้งหลายคงหนีไม่พ้นเรื่องของงานบ้าน เพราะบ้านที่สกปรกย่อมส่งผลร้ายต่อสุขภาพของลูกรัก ถึงจะเหนื่อยไปสักหน่อย แต่การทำความสะอาดบ้าน ก็ช่วยเผาผลาญพลังงานให้คุณแม่ได้มากทีเดียว โดยสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 150-250 แคลอรี่ โดยในแต่ละงานบ้านนั้นก็สามารถเผาผลาญพลังงานได้แตกต่างกันไป ดังนี้

ลูกจอมรื้อ ยิ่งต้องทำงานบ้านx2
ลูกจอมรื้อ ยิ่งต้องทำงานบ้านx2
  • การซักผ้าด้วยมือ เผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 240 cal
  • กวาดพื้น เผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 225 cal
  • รีดผ้า เผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 150 cal
  • ปัดฝุ่น เผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 191 cal
  • ทำกับข้าว เผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 176 cal

อย่างไรก็ตาม การเป็นคุณแม่หลังคลอดก็อาจจะต้องใช้พลังงานมากกว่านี้ ยิ่งเมื่อลูกกลายร่างเป็นเด็กน้อยจอมรื้อแล้วล่ะก็ คุณแม่อาจจะต้องเสียพลังงานไปอีกเยอะเลย

 แปลงร่างเป็นเพื่อนเล่นกับลูก 

เผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 422 แคลอรี่ ต่อชั่วโมง

เมื่อลูกน้อยเริ่มโตจนเดินได้ การเล่นกับลูกก็ช่วยให้แม่เผาผลาญพลังงานได้ดีมาก โดยเฉลี่ยแล้วเราจะสูญเสียพลังงานในการเล่นกับเจ้าตัวเล็กถึงประมาณ 422 แคลอรี่ต่อชั่วโมง เพราะเด็ก ๆ มีพลังเยอะมาก ยิ่งได้เล่นกับลูก ยิ่งสูญเสียพลังงานมากขึ้นไปอีก เปรียบได้กับการที่เราไปออกกำลังกายเลยเชียว นอกจากจะดีต่อการลดน้ำหนักของแม่แล้ว การเล่นกับลูกยังทำให้เราได้ทำหน้าที่แม่ที่ดีอีกด้วย เพราะในปัจจุบันมีผลงานวิจัย และคำแนะนำจากคุณหมอมากมายให้ลูกเรียนรู้ผ่านการเล่น ดังคำที่ว่า “ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์” ซึ่งจากคำนี้ ทำให้แม่อย่างเรา ๆ ต้องวนหน้าที่กลับไปที่ข้อแรก คือ งานบ้านอีกแน่นอน แต่ซุปเปอร์มัมอย่างเราเพื่อลูกน้อยย่อมได้เสมอ แถมยังได้การลดน้ำหนักเป็นของแถมด้วยนะ

"เล่นกับลูก

การเลี้ยงลูกแม้บางครั้งจะรู้สึกเหนื่อยไปบ้าง แต่แม่ทุกคนก็ทำไปพร้อมกับความสุขที่ได้เห็นลูกน้อยเติบโต อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี การเติมพลังให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องรูปร่างความผอมเพียงอย่างเดียว เพราะเราต้องมีร่างกายที่แข็งแรง มีพลังงานที่พร้อมในการดูแลลูกรักของเราให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และเชื่อเถอะว่าหากคุณแม่ทำตามคำแนะนำที่ให้ไว้รับรอง  หุ่นเพรียวสวยเป๊ะ!เหมือนดั่งแต่ก่อนของคุณแม่ต้องกลับมาในไม่ช้า มาร่วมหุ่นดีไปพร้อมกับลูกน้อยของเราด้วยกันเถอะนะ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก breastfeedingthai.com/ นมแม่แฮปปี้ /healthline.com/happymom/hd.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอตอบชัด!!แม่ให้นมกินน้ำอัดลม ชา กาแฟ คาเฟอีนส่งถึงลูกไหม

เทคนิค 5 ดูดให้ทารก ดูดนม จากเต้าได้ดี ลูกแข็งแรง แม่น้ำนมเยอะ

พังผืดใต้ลิ้น ทารก สาเหตุทำลูกดูดนมแม่ยาก

เมนู อาหารลดน้ำหนัก แม่หลังคลอดผอมไว..ได้คุณค่า

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ

โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ จัดงาน Meet the Heads

เมื่อเร็วๆ นี้ โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College International School Bangkok) จัดงาน Meet the Heads พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ทางการศึกษาในหัวข้อ “จุดเริ่มต้นของหัวใจที่ยิ่งใหญ่” โดยมีผู้ปกครองและบุตรหลานเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง นักเรียน และโรงเรียนได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการมอบการศึกษาและการเลี้ยงดูให้เด็กๆ เติบโตอย่างดีที่สุด ภายใต้แนวคิด ‘A Great Heart Takes You Further’ หัวใจที่ยิ่งใหญ่ พาลูกคุณไปได้ไกลกว่า ซึ่งนับเป็น Signature ของโรงเรียน King’s Bangkok โดยมีคณาจารย์และบุคลากรชั้นนำจากโรงเรียนต้นแบบอย่าง King’s Wimbledon ประเทศอังกฤษ เป็นผู้ถ่ายทอดและทำงานอย่างใกล้ชิดกับบุคลากรที่ King’s Bangkok เพื่อให้โรงเรียนที่ไทยมีคุณภาพและจิตวิญญาณเป็นมาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนแม่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองในการให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนนานาชาติที่มี “หลักสูตร” ดีที่สุด และ “ครู” ที่มีหัวใจของความเป็นครู ซึ่งใส่ใจดูแลเด็กๆ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่รั้วโรงเรียนจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมและโลก

มร. แอนดรูว์ ฮอลส์
มร. แอนดรูว์ ฮอลส์ OBE ครูใหญ่โรงเรียนคิงส์คอลเลจ วิมเบิลดัน

มร. แอนดรูว์ ฮอลส์ OBE ครูใหญ่โรงเรียนคิงส์คอลเลจ วิมเบิลดัน ครูใหญ่ โรงเรียนเอกชนดีเด่นจากนิตยสาร Tatler ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า “ในการร่วมก่อตั้ง King’s Bangkok เราไม่เพียงต้องการสร้างโรงเรียนแห่งนี้ให้เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดในไทย แต่ยังยกระดับเป็นโรงเรียนชั้นนำของเอเชีย โดยมีจิตวิญญาณของความเป็น King’s College School ครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ (Academic Excellence) จากความเป็นโรงเรียนชั้นนำของ King’s Wimbledon ซึ่ง 25% ของนักเรียนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย Oxford หรือ Cambridge ได้, นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยระบบการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดโดยครูผู้มีความใส่ใจและรู้จักนักเรียนในทุกมิติผ่านทั้งห้องเรียนและกิจกรรมต่างๆ (Pastoral Care) และหลักสูตรร่วมผสม (Co-curricular Programme) ซึ่งหมายถึงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่ออกแบบให้เป็นกิจกรรมที่อยู่นอกห้องเรียน เน้น 3 สิ่งสำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ และกีฬาหรือศิลปะ ด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วนรอบด้านเหล่านี้ เราเชื่อว่าจะสามารถดึงศักยภาพของนักเรียนที่ King’s Bangkok และบ่มเพาะให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่คุณภาพ เพื่อตัวของพวกเขาเอง และเพื่อสังคมรวมถึงโลกที่พวกเขาจะต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาในอนาคต”

มร. ธอมัส บานยาร์ด
มร. ธอมัส บานยาร์ด ครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ

มร. ธอมัส บานยาร์ด ครูใหญ่ โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจกับทีมคุณครูและบุคลากรทุกคน ที่ทำให้การเปิดเรียนครั้งแรกของโรงเรียนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เด็กนักเรียนกระตือรือร้น อยากมาโรงเรียนและร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ทางโรงเรียนเตรียมไว้ ที่สำคัญที่สุดคือเราสร้างให้สังคมของ King’s Bangkok เป็นสังคมที่มีค่านิยมร่วมกันอย่างแท้จริง ในวันนี้เรารู้สึกยินดีที่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับพ่อแม่ในหลายๆ ด้าน อันดับหนึ่งคือเรื่องครูและบุคลากรที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด คุณครูของ King’s เป็นครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู ซึ่งนอกเหนือไปจากความสามารถด้านวิชาการแขนงต่างๆ ครูที่นี่คือผู้บ่มเพาะและดูแลเส้นทางความเติบโตของนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิดด้วยระบบ Pastoral Care ของเรา สำหรับการคัดเลือกครูและบุคลากรที่ King’s Bangkok นั้น มีกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้นโดยโรงเรียนแม่คือ King’s Wimbledon เป็นผู้คัดเลือกครูในขั้นตอนสุดท้าย จึงมั่นใจได้ว่าจะมีคุณภาพและมาตราฐานเดียวกันกับที่ King’s Wimbledon โดยในปีแรกนี้ได้คัดเลือกครู 38 คน จากผู้สมัครทั้งสิ้นกว่า 1,500 คน นอกจากนี้ยังเสริมทัพความแข็งแกร่งด้วยครูที่ส่งตรงจาก King’s Wimbledon อีกส่วนหนึ่งด้วย”

“อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญคือ เราเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากรู้แนวทางว่าโรงเรียนจะนำพาเด็กๆ ให้เติบโตไปในทิศทางไหน คำตอบไม่ได้อยู่แค่ในหลักสูตรวิชาการ แต่อยู่ที่ ‘A Great Heart’ ที่จะทำให้เด็กๆ เป็นคนที่มีความสมบูรณ์พร้อมในด้านความประพฤติและมารยาทที่นอบน้อม (Good Manners) จิตใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา (Kindness) และจิตวิญญาณแห่งการใฝ่รู้สู่ปัญญา (Wisdom) ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำพาให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพในเส้นทางที่พวกเขาเลือก” มร. บานยาร์ด กล่าว

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สาคร สุขศรีวงศ์
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานบริหารโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานบริหาร โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กล่าวว่า “ในฐานะพ่อของลูกชาย 4 คน การส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของครอบครัวของผม ผมจึงเข้าใจดีถึงความเป็นห่วงต่างๆ ของผู้ปกครอง อีกทั้งผมยังมีประสบการณ์ในการส่งให้ลูกได้เรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ทำให้ผมได้ประจักษ์กับสายตาถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ที่ลูกของผมได้รับมาจากโรงเรียนของอังกฤษ นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมริเริ่มสร้างโรงเรียนที่มีหลักสูตรและวิถีปฏิบัติต่างๆ ที่ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับโรงเรียนที่อังกฤษ และเราไม่ต้องการแค่ ‘ชื่อ’ ของโรงเรียนต้นแบบมาเปิดเป็นเหมือนแฟรนไชส์ แต่เราตั้งใจสร้างให้โรงเรียนนี้มีมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนแม่ทุกประการ ดังนั้น จึงนับเป็นความโชคดีที่เราได้เจอกับโรงเรียน King’s Wimbledon ที่เป็นโรงเรียนเช้าไปเย็นกลับ และเปิดสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กถึงเด็กโต และยังมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายตรงกันกับเราทุกประการ เพื่อให้เด็กๆ ของเรามีความเป็นเลิศรอบด้าน (Well-Rounded Excellence) ซึ่งการก่อตั้ง King’s Bangkok เป็นความร่วมแรงร่วมใจอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Cooperation) ของทีมบุคลากรที่อังกฤษและทีมที่ไทย การส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่มีคุณภาพเหมือนได้ส่งลูกไปเรียนอังกฤษ โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางไปจริงๆ ทำให้ยังคงมีเวลาอยู่กับครอบครัว อีกทั้งโรงเรียนของเราตั้งอยู่บนโลเคชั่นที่ดีเยี่ยมบนถนนรัชดา-พระราม 3ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมากนัก นอกจากนี้ แนวทางของ King’s นั้นสามารถปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างลงตัว ถ้าพ่อแม่ต้องการเลี้ยงดูให้ลูกเติบโตขึ้นมาพร้อม Good Manners, Kindness และ Wisdom ซึ่งเป็นคุณค่าที่บุคลากรที่ King’s Bangkok ทุกคนให้ความสำคัญ ผมเชื่อว่า โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ คือโรงเรียนที่เหมาะสมในการดูแลลูกหลานของท่านให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าต่อไป”

king's-college
บรรยากาศงาน Meet the Head โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ

โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ เป็นโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนในระดับชั้นเด็กเล็ก Pre-nursery ถึง Year 13 โดยในปี 2564 จะเปิดรับสมัครนักเรียนชั้น Pre-nursery ถึง Year 10 และจะเปิดเพิ่มเติมจนครบถึง Year 13 ในปีต่อๆ ไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือยื่นใบสมัครที่ www.kingsbangkok.ac.th หรือ โทร. 02-481-9955

ไวรัส RSV

เพจหมอชื่อดังเผย! 10 ข้อเท็จจริง ของ ไวรัส RSV โรคระบาดหนักในเด็กเล็ก

ไวรัส RSV โรคร้ายสุดฮิตระบาดหนักในหมู่เด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

พ่อแม่ควรรู้! 10 ข้อเท็จจริง ไวรัส RSV เด็กเป็นเยอะมาก ทุกปี

ในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ อีกหนึ่งโรคระบาดในเด็กที่พ่อแม่ต้องระวัง คือ ไวรัส RSV ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะในกรุ๊ปที่เกี่ยวกับแม่ลูก หลายกรุ๊ป มีคุณแม่ออกมาโพสต์บอกเล่า กล่าวเตือน ถึง อาการป่วยติดเชื้อ RSV ของลูกน้อยกันมากมายทั้งนี้ยังมีเพจคุณหมอออกมาเตือนว่า โรคติดเชื้อไวรัส RSV นั้นระบาดหนักกว่า โควิด 19 ด้วย

ซึ่งทางเพจ “Infectious ง่ายนิดเดียว” ได้ออกมาข้อมูลพบคนไข้เด็กทั่วประเทศป่วยด้วยไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส RSV (อาร์เอสวี) แน่นทุก รพ. โดยคนไข้เด็กบางรายมีอาการรุนแรงถึงขนาดต้องเข้าไอซียูได้

และล่าสุด เพจ “Infectious ง่ายนิดเดียว” ก็ได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสอาร์เอสวีเพิ่มเติม โดยระบุว่า ..  10 ข้อเท็จจริงเรื่องไวรัส RSV กำลังระบาดหนัก ทางการแพทย์ เตียงเต็มทุก รพ. สำหรับแพทย์ พยาบาล เภสัช MT และเจ้าหน้าที่

1. ไวรัส RSV ชื่อเต็มคือ Respiratory syncitial virus อยู่ในกลุ่ม Pneumoviridiae ลักษณะเป็น single stranded RNA ค้นพบปี พ.ศ.2498 ครั้งแรกพบในลิงชิมแปนซีพบการระบาดในคนช่วงปลายฤดูฝนต่อต้นฤดูหนาวประเทศไทยพบช่วงเดือน มิถุนายน-ตุลาคม มี 2 subgroup คือ A และ B

2. ทำให้เกิดโรคปอดบวม (Pneumonia) หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ส่วนใหญ่พบในคนไข้เด็กโดยเฉพาะน้อยกว่า 2 ปี จนถึง 5 ปี มีอาการน้อย ไข้ น้ำมูก หวัด จนถึงอาการรุนแรง ปอดอักเสบ

3. พยาธิกำเนิดสำคัญ 3 อย่าง

-เมื่อติดเชื้อในทางเดินหายใจไวรัสจะทำลายเยื่อบุภายในระบบทางเดินหายใจ (ciliated epithelial cell)

-ทำให้เกิดเมือกหรือเสมหะ (mucus) และเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจที่ตาย (sloughed epithelial cell debris) ในทางเดินหายใจ

-และมีปริมาณ neutrophil มาก/ 3 อย่างได้แก่ 3 S (Swelling Spasm Secretion) โดยภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ใช้คือเม็ดเลือดขาวชนิด Tcell lymphocyte (CD8)

ไวรัส RSV

4. ระยะฝักตัว 2- 8 วัน ติดต่อทางการสัมผัสสารคัดหลั่งน้ำมูกเสมหะ และละอองฝอย อาการมีได้ตั้งแต่เล็กน้อยถึงรุนแรง ได้แก่ทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ ไข้ ไอ เสมหะ ไข้อาจพบสูงหรือต่ำ ไอ น้ำมูก เสมหะ อาจไม่ต้องแอดมิท หรือ นอน รพ. ถ้าอาการไม่รุนแรง หรือทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบ จะมีอาการ ไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม เขียว ถ้ารุนแรงอาจพบภาวะหายใจล้มเหลว ออกซิเจนในเลือดต่ำและต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจออกซิเจนชนิดพิเศษ

5. การส่งตรวจเพื่อวินิจฉัย ส่วนใหญ่หมอเด็ก หมอทั่วไป จะอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย พบลักษณะมีเสียงเสมหะในทางเดินหายใจ (coarse/fine crepitation) และหลอดลมตีบได้ยินเสียงหวีด (wheezing)

ถ้าจะตรวจยืนยัน (ไม่สามารถตรวจได้ทุก รพ.) ป้ายคอหอยหรือโพรงจมูกตรวจหาเชื้อ

6. การรักษา ไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง มียากลุ่มต้านไวรัสชื่อ Ribavrin มีฤทธิ์ในหลอดทดลอง มีการนำมาใช้เป็นชนิดยาพ่นแต่ไม่แพร่หลาย ไม่มีใช้ในไทย ส่วนยาปฏิชีวนะไม่มีความจำเป็น ยกเว้นมีภาวะติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย เด็กจะมีอาการ ไข้สูงลอย ไอหอบมาก ซึม ตรวจเลือดพบ WBC สูงและ neutrophil เด่น ทำ CXR พบ patchy หรือ alveolar infiltration บ่งว่าเป็นแบคทีเรีย

7. การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ ที่เป็นมาตราฐาน ได้แก่

  • ให้สารน้ำ ระวังภาวะขาดน้ำ
  • ให้ออกซิเจน (มีหลายชนิด ให้แบบทางสายจมูก ให้แบบออกซิเจน mask ให้แบบ high flow)
  • ดูดเสมหะ เคาะปอดเพื่อระบายเสมหะ
  • มีการศึกษายาหลายชนิดพบว่ายังเป็นที่ถกเถียงเช่น montelucast Hypertronic saline, steroid, epinephrine, anticholinergic ยังไม่ได้ใช้ยาเหล่านี้เป็นยามาตรฐาน

ไวรัส RSV

8. การป้องกัน ไวรัส RSV

8.1) ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไวรัส RSV (เคสศึกษาตั้งแตปี พ.ศ.2512 เป็นวัคซีน formaline-inactivated: หลังฉีดพบว่าเพิ่มการติดเชื้อมากขึ้นเรียกว่า immunopotentiation หรือ vaccine enhanced disease จึงยกเลิกการใช้ไป) ปัจจุบันกำลังศึกษาวัคซีนใหม่อยู่

8.2) หลีกเลี่ยงการติดต่อจากคนที่ป่วย ถ้ามีอาการไข้หวัดไม่ดีขึ้นใน 3 วันหรือมีอาการไอ หายใจหอบเหนื่อย ให้มาพบแพทย์ มาตรการป้องกันโควิด ช่วยได้เพราะติดต่อทางเสมหะ ไอ จาม ได้แก่ ล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

8.3) เนื่องจากอาจพบภาวะติดเชื้อร่วมกับเชื้ออื่นได้

-แนะนำฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

หรือ

-วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (เชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae) โดยเฉพาะคนไข้กลุ่มเสี่ยงได้แก่ อายุน้อยกว่า 2 ปี มีโรคประจำตัว อ้วน ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ มีโรคปอด หอบหืด คลอดก่อนกำหนด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

8.4) ในต่างประเทศในเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เมื่อติดเชื้อจะรุนแรงได้แก่ เด็กคลอดก่อนกำหนด (น้อยกว่า 29 สัปดาห์) มีโรคปอดเรื้อรัง หรือ หัวใจพิการแต่กำเนิด มีการให้ภูมิคุ้มกันชื่อ Palivizumab เป็น  monoclonal antibody IgG ซึ่งเป็น passive immune โดยให้เดือนละ 1 ครั้งในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จะให้ป้องกันก่อนหน้าที่จะถึงฤดูระบาด ในประเทศไทยยังไม่มียาชนิดนี้ [ราคาต่อคอร์สเกือบ 2 แสนบาท] มีการศึกษาอีกชนิดคือ Motavizumab แต่ FDA ยังไม่รับรอง

9. สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ มีหลายการศึกษาพบว่าถ้ามีประวัติในครอบครัวเป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด อนาคตเด็กอาจเป็นหอบหืดตามมาได้ บางการศึกษาพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดหอบหืดในอนาคต แต่กลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วรุนแรง ได้แก่ คลอดก่อนกำหนด อายุน้อย มีโรคประจำตัว ปอด หรือ หัวใจพิการ

10. ไวรัส RSV พบพยาธิสภาพ

จำชื่อย่อ 3 S

Spasm หลอดลมไวและตีบเมื่อได้สิ่งกระตุ้นเช่นควันบุหรี่ สารที่แพ้

Swelling หลอดลมบวม ทำให้อุดตัน หายใจเสียงหวีด

Secretion เสมหะ น้ำมูกมาก

ไวรัส RSV
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ โดรคติดเชื้อ ไวรัส RSV

 


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เพจ Infectious ง่ายนิดเดียว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

โรคหัดระบาด ช่วงไหน ไข้ออกผื่นแบบนี้ ลูกเป็นโรคหัดหรือเปล่า?

ระวัง! โรค RSV รักษาไม่ถูกวิธี อาจติดเชื้อซ้ำซ้อน

โรคคาวาซากิ อาการ ที่ต้องระวัง อันตรายจากภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต

โรค RSV

ระวัง! โรค RSV รักษาไม่ถูกวิธี อาจติดเชื้อซ้ำซ้อน

โรค RSV เป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ รู้หรือไม่ว่านอกจากลูกจะมีอาการหนักจากตัวโรคแล้ว เจ้าไวรัส RSV ยังเปิดประตูให้เชื้อโรคตัวอื่น ๆ มาทำร้ายลูกเราซ้ำได้อีก!!

ระวัง! โรค RSV รักษาไม่ถูกวิธี อาจติดเชื้อซ้ำซ้อน

รู้จักไวรัส RSV

โรค RSV คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

RSV ติดต่อกันได้อย่างไร?

การติดต่อระหว่างคนสู่คนของเชื้อไวรัสชนิดนี้ก็เหมือนกับเชื้อไวรัสหวัดทั่วไป คือ ติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ แต่เนื่องจากเชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย จึงทำให้มีการติดต่อกันได้ง่ายกว่า โดยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ก็สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรงแต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

RSV
RSV

RSV พ่วงติดเชื้อแบคทีเรียลงปอด ฝันร้ายที่พ่อแม่ไม่อยากเจอ

ทีมแม่ ABK ขอนำคำเตือนจากประสบการณ์จริง ของคุณหมอ นพ.จิรรุจน์ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ ที่ได้ออกมาเตือนว่า

เรื่องหนึ่งที่เรามักจะเจอ ที่ทำให้การรักษาเด็กที่ติดเชื้อ rsv ทำได้ยากขึ้น และอาจมีอาการทรุดลงจนถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิต นั่นก็คือ ปอดบวมหรือปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมักจะเป็นเชื้อที่พบได้ ในท้องถิ่นของเราอยู่แล้ว นั่นคือ” เชื้อไอพีดี” ( IPD-Invasive Pneumococcal Disease) ซึ่งพบได้ถึง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ RSV!!!
ซึ่งเจ้าเชื้อแบคทีเรียนี้ ก็มักจะมาพร้อมกันกับตอนที่เราได้รับเชื้อ RSV นี่แหละครับ ผู้ที่มีการติดเชื้อปอดบวม ต่อเนื่องจากการติดเชื้อ RSV นั้น ก็จะมีอาการ ไข้สูงอย่างต่อเนื่อง หายใจเร็ว หอบเหนื่อย อาการไม่ดีขึ้นแม้เวลาจะผ่านไป บางรายมีการติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต
โชคดีนะครับ เรายังพอมีวัคซีนป้องกัน เชื้อไอพีดี ให้ได้ฉีดกัน ซึ่งสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนเป็นต้นไป อย่างน้อยก็ช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้
เห็นไหมครับ อาการติดเชื้อ RSV บางครั้งมันไม่ได้จบแค่การติดเชื้อไวรัสเพียงอย่างเดียว (ซึ่งนั่นก็หนักพออยู่แล้ว) ดังนั้น นอกจาก การสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ไม่พาไปเล่นในที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อ จะเป็นวิธีป้องกันที่ดีแล้ว การรับวัคซีนป้องกัน เชื้อไอพีดี ก็ยังช่วยบรรเทาเบาบาง เรื่องของการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนลง หากเกิดการติดเชื้อไวรัส เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ ก็ยัง #ไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อRSV นะครับ
ด้วยความปรารถนาดี
#หมอจิรรุจน์ เข้าใจโรคเข้าใจลูก
กุมารแพทย์เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ
จะเห็นได้ว่าที่ลูกป่วยจนมีอาการหนักมากนั้น ไม่ได้เกิดจาก โรค RSV เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโรคร้ายแรงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสลงปอดจนปอดบวม ติดเชื้อแบคทีเรียที่ปอด หรือ เชื้อ IPD จึงกล่าวได้ว่า โรค RSV จึงมีความรุนแรงตรงที่พาเชื้อร้ายตัวอื่นมาทำร้ายลูกเราซ้ำนั่นเอง ดังนั้น จึงควรป้องกันไม่ให้ลูกติดเชื้อ RSV คอยสังเกตอาการว่าลูกเป็น โรค RSV หรือไม่ เพื่อที่จะได้ทำการรักษาได้ทันก่อนที่โรคร้ายอื่น ๆ จะมาซ้ำเติม รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายชนิดอื่น ๆ ด้วย

รู้จัก RSV ให้ดี กับแพทย์หญิง พัชรินทร์ มีศักดิ์

ป้องกัน RSV อย่างไร?

หลักในการป้องกัน RSV นั้นก็เหมือนกันป้องกันไวรัสชนิดอื่น ๆ คือ การพยายามให้เด็ก ๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

จับสังเกต RSV มีอาการต่างจากหวัดอย่างไร?

อาการติดเชื้อไวรัส RSV นั้น มักจะไม่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาในผู้ใหญ่หรือเด็กโต โดย RSV ใช้เวลาในการฟักตัว 3-6 วัน หลังจากรับเชื้อ เมื่อเริ่มมีอาการจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา คือ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ดังนั้นจะแยกได้ค่อนข้างยาก แต่ก็มีจุดให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่าลูกอาจจะเป็น RSV ดังนี้

  • มีเสมหะจำนวนมาก
  • มีไข้สูง
  • หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด หรือ เสียงครืดคราดในลำคอ ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ
  • ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่โรค RSV กำลังระบาด
ไวรัส RSV
ไวรัส RSV

วิธีรักษา

เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

RSV คือ อะไร? เตรียมรับมือกับไวรัสอันตรายในหน้าฝน

พ่อแม่ระวัง! ลูกติดเชื้อRSV เพราะเครื่องเล่นที่ห้าง

แม่เตือน ลูกเป็น RSV เกือบลงปอด คิดว่าเป็นหวัดธรรมดา

โรคหน้าฝนในเด็ก ที่พ่อแม่ควรระวัง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.จิรรุจน์ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ, โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต, อ. พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคหัดระบาด

โรคหัดระบาด ช่วงไหน ไข้ออกผื่นแบบนี้ ลูกเป็นโรคหัดหรือเปล่า?

รู้ไว้ก่อนระวังได้ทัน โรคหัดระบาด ช่วงไหน อาการเด่น ๆ ของโรคหัดที่สะท้อนถึงสัญญาณอันตรายในร่างกายของลูก

โรคหัดระบาด ช่วงไหน อาการเป็นอย่างไร?

โรคหัดเป็นโรคอันตรายที่แฝงอยู่ในเมืองไทย มีผู้คนที่ติดโรคหัดอยู่ทุก ๆ ปี โดยสถานการณ์โรคหัด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-30 กันยายน 2563 มีรายงานว่า พบผู้ป่วยในประเทศไทย ที่มีอาการไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัด หัดเยอรมัน 1,726 ราย โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหัดทางห้องปฏิบัติการ 327 ราย และผู้ป่วยที่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา 111 ราย อัตราป่วยจึงอยู่ที่ 0.65 ต่อแสนประชากร แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคหัดในทางห้องปฏิบัติการ และผู้ป่วยที่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา พบอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่มอายุน้อยกว่า 1 ปี กลุ่มอายุ 1-4 ปี กลุ่มอายุ 20-29 ปี กลุ่มอายุ 30-39 ปี และกลุ่มอายุ 15-19 ปี ตามลำดับ และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัดจากทั่วโลก 134,200 ราย คิดเป็นประมาณ 367 รายต่อวัน หรือ 15 รายต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวล ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัดอยู่ในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ร่างกายยังไม่แข็งแรง

สำหรับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหัด (Measles หรือ Rubeola) มีชื่อว่า เชื้อไวรัสรูบิโอลา (rubeola virus) ไวรัสกลุ่มพารามิคโซไวรัส (Paramyxovirus) เป็นโรคที่แพร่เชื้อและติดต่อกันได้ผ่านทางอากาศหรือการสัมผัสน้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วยโดยตรง การติดเชื้อโรคหัดจึงติดต่อได้อย่างง่ายดาย เพียงไอ จาม หายใจรดกัน หรือใช้สิ่งของร่วมกัน ก็สามารถติดเชื้อโรคหัดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสรูบิโอลาพบมากในน้ำลายของผู้เป็นโรคหัด โดยเชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจก่อนแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย

จังหวัดที่พบอัตราป่วยต่อแสนประชากรสะสมสูง 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. นราธิวาส
  2. ภูเก็ต
  3. เชียงใหม่
  4. สตูล
  5. ระยอง
โรคหัดระบาด ช่วงไหน
โรคหัดระบาด ช่วงไหน

โรคหัดระบาดหน้าไหน

จริง ๆ แล้วโรคหัดพบได้ตลอดทั้งปี แต่โรคหัดเป็นโรคที่มักมีการแพร่ระบาดอย่างมากในช่วงหน้าหนาว หรือช่วงที่มีอากาศเย็น โดยมีลักษณะอาการสำคัญ ดังนี้

  • อาการช่วงแรกหลังร่างกายได้รับเชื้อโรคหัดเข้าไปประมาณ 7 วัน จะคล้ายกับเป็นไข้หวัด
  • พบไข้สูงตลอดเวลา ไข้ไม่ลด แม้รับประทานยาลดไข้แล้ว อาจมีไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศาเซลเซียส
  • ร่างกายผู้ป่วยจะอ่อนเพลีย
  • ทารกหรือเด็กเล็กจะซึม ร้องกวน งอแง
  • ลูกจะมีอาการกระสับกระส่าย เบื่ออาหาร
  • น้ำตาไหล ไม่สู้แสง หนังตาบวม
  • มีน้ำมูกใส ๆ ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ ตาเยิ้มแดง
  • เกิดตุ่มคอพลิค (Koplik Spots) หรือตุ่มแดงที่มีสีขาวเล็ก ๆ ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้ม
  • อาจถ่ายเหลวคล้ายอาการท้องเดิน
  • ถ้าไข้สูงมากอาจมีอาการชักร่วมด้วย ลักษณะเฉพาะของโรคหัดคือมีไข้สูง 3 ถึง 4 วันแล้วจึงเริ่มมีผื่นขึ้น
  • ลักษณะผื่นที่ขึ้นเป็นจุดแดงเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด ผื่นมักขึ้นบริเวณตีนผมและซอกคอก่อน จากนั้นจะลุกลามตามใบหน้า ลำตัว แขนขา และมือเท้า ผื่นจะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วันนับจากวันแรก หรืออาจนานได้ถึง 5 วัน หลังจากผื่นจางลงมักเปลี่ยนเป็นสีคล้ำในช่วงแรก ๆ
  • ผิวหนังโดยรอบเป็นสีแดงระเรื่อ
  • อาจมีอาการคันเล็กน้อย
โรคหัดระบาด ช่วงไหน
โรคหัดระบาด ช่วงไหน

อาการแทรกซ้อนของโรคหัดที่ต้องระวัง

  • การติดเชื้อที่ตา สาเหตุของตาแดงเยิ้มแฉะ หูชั้นกลางติดเชื้อ และกล่องเสียงอักเสบ
  • โรคปอดอักเสบ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจอักเสบ (Croup) เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและปอด
  • โรคอุจจาระร่วง ท้องเสียและอาเจียน ต้องระวังอาการขาดน้ำ
  • โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิต โรคสมองอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เมื่อเป็นโรคหัด ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะลดลง เสี่ยงต่อวัณโรคปอด แต่อาการหรือโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ มักเกิดกับคนที่มีร่างกายไม่แข็งแรง สำหรับโรคหัดจัดเป็นโรคติดต่อที่มีโอกาสติดเชื้อได้สูง ช่วง 4 วันทั้งก่อนและหลังเกิดผื่นนั้นถือเป็นระยะเวลาของการแพร่เชื้อ โดยเชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจและแพร่ไปทั่วร่างกาย

กลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคหัด

  1. เด็กหรือทารกที่ขาดสารอาหาร และไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกัน รวมถึงมีร่างกายอ่อนแอ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้รับสารอาหารจำพวกวิตามินเอ จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเสียชีวิตได้
  2. คนท้องที่ไม่ได้รับวัคซีน หากได้รับเชื้อ จะมีความเสี่ยงแท้ง หรือทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด
  3. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากภูมิต้านทานถูกทำลายอย่างผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์
  4. คนที่ขาดสารอาหารจะป่วยเป็นโรคหัดอย่างรุนแรงได้เมื่อรับเชื้อเข้าไปในร่างกาย
โรคหัดระบาด
เครดิตภาพ : mostlymicrobes.com/measles-resources

วิธีป้องกันโรคหัด

วัคซีนป้องกันโรคหัด (Measles Vaccine) ครบตามกำหนด ด้วยวัคซีน Measles-Mumps-Rubella Vaccine (MMR) ซึ่งครอบคลุมทั้งโรคหัด (Measles) คางทูม (Mumps) และหัดเยอรมัน (Rubella) ทารกสามารถรับวัคซีนได้ครั้งแรกเมื่ออายุครบ 9-12 เดือน และรับวัคซีนครั้งต่อไปเมื่ออายุ 4-6 ปี ส่วนเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถรับวัคซีนได้ 2 เข็ม โดยเว้นช่วงการรับวัคซีนแต่ละรอบให้ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน ด้านผลข้างเคียงของวัคซีนอาจพบอาการไข้ 6-12 วันหลังจากได้รับวัคซีน หรือมีผื่นขึ้นคล้ายผื่นโรคหัด ส่วนผลข้างเคียงที่รุนแรงเกิดขึ้นได้น้อยมาก

วัคซีน Measles-Mumps-Rubella-Varicella Vaccine (MMRV) ป้องกันโรคได้ทั้ง 3 โรค เพิ่มการป้องกันโรคอีสุกอีใสร่วมด้วย โดยเด็กอายุตั้งแต่ 12 เดือน-12 ปี สามารถรับวัคซีนตัวนี้ได้ แต่การรับวัคซีนนี้ก็มีข้อจำกัดสำหรับบุคคลบางกลุ่ม

การดูแลและรักษาโรคหัด

รักษาและปฏิบัติตัวเหมือนโรคไข้หวัด ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย อยู่ในที่แห้งอุณหภูมิพอเหมาะเพื่อลดอาการไอบ่อยและเจ็บคอ และอาจให้วิตามินเอเสริมให้กับร่างกาย หากมีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ ไม่อาบน้ำเย็น กินยารักษาตามอาการ

หากพบว่าลูกมีไข้สูง เกิดผื่นบนร่างกาย อย่านิ่งนอนใจควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ เพราะความเสี่ยงของโรคหัดอันตรายได้ถึงชีวิต

อ้างอิงข้อมูล : pidst.or.th และ ddc.moph.go.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

สุดเศร้า! ยายดื้อป้อนกล้วยทารก เกิดมาแค่ 10 วันก็ต้องจบชีวิต

วิจัยใหม่จากต่างประเทศพบ!! ไมโครพลาสติก รั่วจากขวดนม เพราะต้มก่อนใช้

ทำยังไงเมื่อลูกตรวจการได้ยินไม่ผ่าน เครื่องช่วยฟัง ช่วยได้

ค่าคลอดบุตร รพ.รัฐ63

เปิดโพย!! ค่าคลอดบุตร รพ.รัฐ’63พร้อมทริคช่วยประหยัด

แม่จ๋า!หนูมาแล้ว เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ คำถามแรกคงจะเป็นคลอดที่ไหนดี ค่าคลอดบุตร แต่ละที่เป็นอย่างไร หยุดข้อสงสัยเพราะเรารวมมาให้แม่มือใหม่ป้ายแดงครบจบที่นี่แล้ว

เปิดโพย!! ค่าคลอดบุตร รพ.รัฐ’63พร้อมทริคประหยัดสบายมีอยู่จริง

สิ่งหนึ่งที่แม่ส่วนใหญ่ต้องตระเตรียมเมื่อได้รับทราบข่าวดีกับการได้รับสมาชิกใหม่ในครอบครัว นั่นคือ การมองหาโรงพยาบาลที่จะฝากครรภ์ และคลอดลูก ปัจจัยที่คุณแม่นำมาประกอบการพิจารณาเลือกโรงพยาบาลนั้นควรประกอบไปด้วย

  1. เลือกคุณหมอที่จะทำการฝากครรภ์
    เพื่อความสบายใจก่อนการฝากครรภ์ การหาประวัติ และการทำงานของสูตินารีแพทย์ท่านนั้น ๆ ว่ามีแนวทาง และประวัติในการดูแลคนไข้อย่างไร ก็จะช่วยให้คุณแม่เพิ่มความมั่นใจในการจะฝากความดูแลตัวเราและลูกน้อยแก่คุณหมอได้ดีกว่า เช่น แพทย์ท่านนั้นเป็นคนชอบอธิบายรายละเอียดให้แก่เราไหม หรือ ตารางเวลาของแพทย์เข้ากับวันหยุดของแม่ที่จะเข้ามารับการตรวจครรภ์ได้ เป็นต้น โดยเราสามารถทำการนัดหมายเพื่อปรึกษากับสูติแพทย์หลายท่านก่อนที่จะตัดสินใจเลือกสูติแพทย์ที่ชอบที่สุดได้
  2. แนวทางการคลอด
    โรงพยาบาลบางแห่ง หรือแพทย์บางท่าน มีอัตราการทำคลอดธรรมชาติสูง มีตัวเลือกเพื่อบรรเทาอาการปวด และเครื่องมือเฉพาะทางเพื่อสนับสนุนคุณแม่ที่ต้องการคลอดธรรมชาติ ในขณะที่โรงพยาบาลอื่น อาจมีความเชี่ยวชาญในการทำคลอดด้วยวิธีผ่าตัด หากคุณแม่มีรูปแบบการคลอดที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว ควรปรึกษากับสูติแพทย์ของทางโรงพยาบาล ขอความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการคลอดที่เหมาะสม

    ผ่าคลอด หรือ คลอดธรรมชาติ
    ผ่าคลอด หรือ คลอดธรรมชาติ
  3. เครื่องมือและอุปกรณ์ในโรงพยาบาล
    หากคุณแม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ หรือในระหว่างการคลอดครั้งก่อนหน้านี้ หรือมีปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ ควรหาโรงพยาบาลที่สามารถช่วยเหลือคุณแม่ได้ในกรณที่อาจเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น เลือกโรงพยาบาลที่มีธนาคารเลือด, ห้อง ICU หรือห้อง NICU เครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะทางเหล่านี้อาจไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ แต่สำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูงอาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
  4. งบประมาณ
    อาจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเลือกโรงพยาบาล คือความสามารถทางการเงิน ลองเช็คแผนประกันสุขภาพของคุณแม่ว่าคุ้มครองเกี่ยวกับการคลอดบุตรหรือไม่ แต่ละโรงพยาบาลอาจให้ราคาแพ็คเกจคลอดหลายๆ รูปแบบ ซึ่งราคาอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เราควรประเมิณจากสถานการณ์ และกำลังทรัพย์ของตัวเองว่าเหมาะกับโรงพยาบาลไหนที่สุด
  5. ระยะทางจากบ้านไปโรงพยาบาล
    ระยะทางจากบ้านไปถึงโรงพยาบาลไม่มีผลกระทบต่อการฝากท้อง เพราะเราสามารถกำหนดเวลาวางแผนการเดินทางได้ แต่แม่ควรเผื่อในช่วงใกล้คลอดที่อาจมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำคร่ำเดิน ต้องรีบทำการคลอดแล้ว ถ้าหากสามารถเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านได้ก็น่าจะดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่การตั้งครรภ์ของคุณแม่มีความเสี่ยงสูง
รอคอย เวลาได้เห็นหน้าลูกน้อย
รอคอย เวลาได้เห็นหน้าลูกน้อย

รวบรวมโปรแกรม ค่าใช้จ่ายการคลอดบุตรรพ.รัฐมาให้ครบจบที่เดียว

ในยุคสมัยที่เราต้องทำการลดค่าใช้จ่าย หรือ ในคุณแม่บางรายที่มิได้เตรียมตัวกับการมีบุตรมาก่อนล่วงหน้า การคำนวณค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นการหาข้อมูลเพื่อมาใช้ในการประกอบการพิจารณาจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเลือกโรงพยาบาล ทาง ทีมแม่ ABK เข้าใจในทุกความต้องการของคุณแม่ด้วยกัน วันนี้จึงขอเป็นสื่อกลางในการรวบรวมโปรแกรม แพ็กเกจต่าง ๆ ของโรงพยาบาลของรัฐทั้งคลอดธรรมชาติ และผ่าคลอด ที่เราต่างก็รู้กันดีว่ามีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าของเอกชนอยู่มาก ซึ่งจากประสบการณ์คุณแม่ควรเตรียมตัวหาข้อมูลมาดีก่อน จะได้ไม่งง เพราะส่วนใหญ่โรงพยาบาลของรัฐจะไม่ได้มีแพ็กเกจตายตัว หรือที่เรียกว่าราคาเหมาจ่ายแบบโรงพยาบาลเอกชน จึงอาจเป็นสาเหตุให้เราเข้าใจสับสนได้

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

สถานที่ : ตึกภปร. ชั้น 8

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ เวลา 8.00-16.00 น.

เบอร์ติดต่อ : 02-256-5282 ถึง  5263

ค่าคลอดบุตร รพ.จุฬาลงกรณ์
ค่าคลอดบุตร รพ.จุฬาลงกรณ์

รายละเอียด ค่าใช้จ่ายในการคลอด ต้องทำการคำนวณรวมจาก

       ค่าคลอด + ค่าเตียงรอคลอด + (ค่าห้องพัก+ค่าอาหาร) x จำนวนวัน + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ       

โดยราคาค่าคลอดแบ่งเป็น ค่าคลอดโดยธรรมชาติ(คลอดเองได้) เริ่มต้นที่ 1,000-5,000 บาท ค่าผ่าตัดคลอด 8,000 บาท

ราคาค่าเตียงรอคลอด + ค่าบริการในการรักษาพยาบาล ราคา 200+300 บาท

ค่าห้องพัก คิดเป็นรายวัน วันละเริ่มต้นที่ 200 -3,000 บาท

ค่าอาหาร คิดเป็นรายวัน วันละ 200-400 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ คือ หากมีกรณีฉุกเฉินพิเศษอื่น ๆ เช่น ค่าห้องอบกรณีลูกตัวเหลือง จ่ายแยกเพิ่มต่างหาก เป็นต้น

ทริคช่วยประหยัด หากคุณแม่มีประวัติการบริจาคโลหิตเกิน 7 ครั้ง สามารถขอใบรับรองมาขอลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้เพิ่มอีกด้วย

โรงพยาบาลตำรวจ

ค่าคลอดบุตร รพ.ตำรวจ
ค่าคลอดบุตร รพ.ตำรวจ

สถานที่ :  อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา ชั้น 6 รพ.ตำรวจ 492 1 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน แขวงปทุมวัน กรุงเทพ 10330

เวลาทำการ : เวลาราชการ วันจันทร์- ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ เวลา 8.00-16.00 น. มีคลินิกนอกเวลา ถึง 19.00 น.

เบอร์ติดต่อ :  02 -207- 6000

รายละเอียด : ค่าใช้จ่ายในการคลอดแบบธรรมชาติ ประมาณ 10,000 บาท แบบผ่าคลอด ประมาณ 20,000-30,000 บาท

ทริคช่วยประหยัด  การฝากครรภ์ที่รพ.ตำรวจนี้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย (ในกรณีเป็นการตั้งครรภ์ปกติ) เพียงแค่นำบัตรประชาชน และสมุดฝากครรภ์(ถ้ามี) มาขอรับบริการเท่านั้น

โรงพยาบาลราชวิถี

สถานที่ : 2 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400

เวลาทำการ : เวลาราชการ วันจันทร์- ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ เวลา 8.00-16.00 น.

เบอร์ติดต่อ : 02- 354- 8108

รายละเอียด ค่าใช้จ่ายในการคลอดแบบธรรมชาติ ประมาณ 10,000 บาท แบบผ่าคลอด ประมาณ 25,000 บาท

โรงพยาบาลภูมิพล

ค่าคลอดบุตร รพ.ภูมิพล
ค่าคลอดบุตร รพ.ภูมิพล

สถานที่ : 171 ถนนพหลโยธิต, เขตสายไหม, กรุงเทพ 10220

เวลาทำการ : เวลาราชการ วันจันทร์- ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ เวลา 8.00-16.00 น.

เบอร์ติดต่อ : 02- 534- 7000

รายละเอียด ค่าฝากครรภ์ใหม่ 1,000-1,500 บาทค่าคลอดแบบธรรมชาติประมาณ 6,000-8,000 บาท ค่าผ่าคลอดประมาณ 18,000-20,000 บาท

โรงพยาบาลศิริราช

สถานที่ : ถนนพรานนก เขตบางกอกน้อย กทม.10700

เวลาทำการ : เปิดในเวลาราชการปกติ และคลินิกนอกเวลา ในวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 15.00 น.ให้บริการต่อเนื่อง ไม่พักรับประทานอาหาร ปิดให้บริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตามประกาศของโรงพยาบาลศิริราช

เบอร์ติดต่อ : 02-419-9147

รายละเอียด ห้องสามัญ คลอดธรรมชาติ ประมาณ 7,000 บาท ผ่าตัดคลอด 10,000 บาท ห้องพิเศษ

  • พิเศษรวม 4 เตียง ค่าห้อง 1,100 บาท                คลอดปกติ 24,000 บาท       ผ่าตัดคลอด 36,000 บาท
  • พิเศษรวม 2 เตียง ค่าห้อง 1,300 บาท                คลอดปกติ 26,000 บาท       ผ่าตัดคลอด 41,000 บาท
  • พิเศษเดี่ยว         ค่าห้อง 2,500 บาท                คลอดปกติ 37,000 บาท       ผ่าตัดคลอด 53,000 บาท
  • พิเศษเดี่ยว VIP   ค่าห้อง 3,500 บาท                คลอดปกติ 47,000 บาท       ผ่าตัดคลอด 63,000 บาท

นอกจากนี้เรายังได้รวบรวมตัวอย่างค่าใช้จ่ายในการคลอดของโรงพยาบาลรัฐในแต่ละที่โดยคร่าว ๆ มาไว้ให้ในตารางเพื่อประกอบการตัดสินใจของคุณแม่เพิ่มเติม แต่หากต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ รบกวนโทรปรึกษากับทางโรงพยาบาลเลยจะดีกว่าจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจน และตรงกับเคสกรณีของแม่แต่ละท่าน (ข้อมูลรายละเอียดค่าคลอดในเว็ปเพจค่อนข้างน้อย แนะนำให้โทรสอบถามจะชัดเจนที่สุด)

ตารางตัวอย่างค่าใช้จ่าย ค่าคลอดบุตร
ตารางตัวอย่างค่าใช้จ่าย ค่าคลอดบุตร

รู้ไว้…ไม่เสียสิทธิ์

สิทธิ์บัตรทอง (สิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า)

แม่คนไหนที่มีกำลังวางแผนหาโรงพยาบาลในการคลอดลูก อย่าลืมเช็กสิทธิ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองมีกันด้วย โดยสิทธิ์พื้นฐานที่เรามีนั้น เบื้องต้นเลย คือ สิทธิ์บัตรทองที่คนไทยทุกคนสามารถมีได้โดยอัตโนมัติ เพียงแค่มีบัตรประชาชน ยิ่งโดยเฉพาะการไปใช้บริการของทางโรงพยาบาลรัฐด้วยแล้ว ทางโรงพยาบาลจะจัดการสิทธิ์ที่มีให้แก่คุณแม่ทันที ในกรณีที่เราไม่ได้มีกรณีพิเศษใด ๆ เช่น การคลอดแบบธรรมชาติ ปกติ แถมบางแห่งยังสามารถเบิกค่ารักษาของลูกเราโดยใช้สิทธิ์บัตรทองของเด็กได้เลย ในกรณีที่น้องต้องรับการรักษาเพิ่มเติมได้อีกด้วย เช่น ลูกตัวเหลืองต้องเข้าตู้อบ

สิทธิ์ประกันสังคม

คุณแม่สามารถที่มีสิทธิ์ประกันสังคมสามารถยื่นใช้สิทธิ์ได้ที่โรงพยาบาลที่เลือกไว้ได้เลย โดยยื่นเพียงแค่บัตรประกันสังคม และบัตรประชาชนเท่านั้น ล่าสุดประกันสังคมช่วยค่าฝากครรภ์ 1000 บาททั้งฝากที่รพ.รัฐ และเอกชนได้อีกต่างหาก แต่ไม่ได้เป็นครั้งเดียว เราจะต้องทำเรื่องทั้งหมด 3 ครั้ง โดยต้องใช้ใบเสร็จตัวจริง พร้อมกับเอกสารที่บอกวันที่ ที่ไปตรวจครรภ์ในการเบิก และในเอกสารต้องมีข้อมูลที่รับรองว่าคุณแม่ตั้งครรภ์กี่สัปดาห์ พร้อมลายเซ็นต์ของแพทย์

  1.  อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 500 บาท
  2.  อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 300 บาท
  3.  อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 200 บาท

สำหรับแม่ที่สิทธิประกันสังคม อยู่ที่ โรงพยาบาลเอกชน แต่ต้องการประหยัดค่าคลอด โดยอาจเลือกย้ายไปคลอดที่ รพ.รัฐ ก็สามารถทำได้ แต่ขอย้ำว่าต้องไปสอบถามข้อมูลกับทางรพ.รัฐนั้น ๆ ที่คุณแม่เลือกว่าโรงพยาบาลรัฐที่เราจะไปคลอดนั้นรับ หญิงตั้งครรภ์อายุไม่เกินกี่สัปดาห์ เพราะการไม่มีประวัติการฝากครรภ์อาจส่งผลต่อความเสี่ยงตอนคลอดได้ หากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง mali.me/ lumpsum/siwika-maternity.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม แพคเกจคลอดลูก 2563 กว่า 40 รพ.เอกชน ทั่วกทม.

เคล็ด(ไม่)ลับ วิธีดูแลแผลผ่าคลอด ให้รอยแผลเป็นอ่อนนุ่ม และสีจางลง

น้ำนมน้อยหลังคลอด : เคล็ดลับอาหารบำรุงน้ำนม & ฟื้นฟูร่างกาย

คลอดลูกตาย การเสียชีวิตของทารกแรกเกิดหลังคลอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลดหย่อนภาษี

แม่ต้องรู้! ลดหย่อนภาษี ฝากครรภ์-คลอดบุตร ได้เท่าไหร่?

รู้ยัง? แม่ ๆ สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และคลอดบุตรไป ลดหย่อนภาษี เพื่อแบ่งเบาภาระในการชำระภาษีได้ด้วยนะ ลดหย่อนได้เท่าไหร่? มีเงื่อนไขอะไรบ้าง? ยื่นลดหย่อนอย่างไร? มาดูกัน

แม่ต้องรู้! ลดหย่อนภาษี ฝากครรภ์-คลอดบุตร ได้เท่าไหร่?

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ได้ประกาศให้นำค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร มาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 60,000 บาทต่อปี โดยมีใจความสำคัญในราชกิจจานุเบกษา ดังนี้

“(99) เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสได้จ่ายเป็นค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรของตน
ตามจํานวนที่จ่ายจริงสําหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราวแต่ไม่เกินหกหมื่นบาท หากการจ่ายค่าฝากครรภ์
และค่าคลอดบุตรสําหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราวมิได้จ่ายในปีภาษีเดียวกัน ให้ได้รับยกเว้นภาษี
ตามจํานวนที่จ่ายจริงในแต่ละปีภาษี แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกหมื่นบาท ทั้งนี้ สําหรับเงินได้
พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนด”

อ่านฉบับเต็มได้ที่ ราชกิจจานุเบกษา

ตามประกาศ สรุปรายละเอียดได้ว่า สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ได้เบิกค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และคลอดบุตรจากแหล่งอื่น เช่น สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ สามารถนำค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตรที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป มาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฝากครรภ์-คลอดบุตร รวมถึงค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

จะต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโรงพยาบาลรัฐบาล หรือโรงพยาบาลเอกชน อันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์และคลอดบุตร ทั้งตรวจครรภ์ รับฝากครรภ์ ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่าทำคลอด ค่ากินอยู่ภายในโรงพยาบาล รวมถึงค่าขูดมดลูก (ในกรณีแท้งบุตร) ทั้งนี้ ไม่ว่าทารกที่คลอดจะมีชีวิตรอดหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

ใครที่มีสิทธิหักลดหย่อนภาษี?

ผู้มีเงินได้ทุกคนที่ได้ชำระค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร โดยผู้ที่มีสิทธิที่จะได้ ลดหย่อนภาษี ในกรณีสามีภริยา จะมีเงื่อนไข ดังนี้

  • สามีมีเงินได้ ภรรยาไม่มีเงินได้ ยื่นรวมกัน – สามีมีสิทธิในการนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกินท้องละ 60,000 บาท
  • สามีไม่มีเงินได้ ภรรยามีเงินได้ ยื่นรวมกัน – ภรรยามีสิทธิในการนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกินท้องละ 60,000 บาท
  • สามีและภรรยามีเงินได้ แยกยื่น – สิทธิในการลดหย่อนภาษีจะอยู่ที่ภรรยาเท่านั้น โดยลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกินท้องละ 60,000 บาท
  • ในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส สิทธิในการลดหย่อนภาษีจะอยู่ที่ภรรยาแต่เพียงผู้เดียว
ค่าคลอดบุตร
ค่าคลอดบุตร

เบิกค่าใช้จ่ายจากสิทธิอื่น ๆ ได้แล้ว จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนได้อีกหรือไม่?

ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีสิทธิสวัสดิการเบิกค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตรจากแหล่งอื่น ๆ เช่น สิทธิประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ สิทธิจากหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ฯลฯ ก็สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์ และคลอดบุตร มา ลดหย่อนภาษี ได้ แต่เพดานสิทธิที่จะนำมาลดหย่อนจะต้องหักออกจากเงินค่าใช้จ่ายที่ได้รับจากสิทธิสวัสดิการที่ได้รับมาก่อน

เช่น คุณพ่อคุณแม่ที่ได้รับค่าคลอดบุตรจากประกันสังคมเป็นเงิน 13,000 บาท เพดานสิทธิที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ จะถูกลดเหลือ 47,000 บาท (เพดานสิทธิ 60,000 – สวัสดิการที่เบิกได้ 13,000 บาท) คือ คุณพ่อคุณแม่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และคลอดบุตรมาลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 47,000 บาท เป็นต้น

ท้องปีนี้ คลอดปีหน้า หักลดหย่อนอย่างไร?

ถ้าเป็นค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรที่ไม่ได้เกิดขึ้นในปีภาษีเดียวกันแบบนี้ จะได้รับสิทธิลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริงในปีที่ใช้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท (เพราะถือว่าเป็นการตั้งครรภ์และคลอดบุตรในคราวเดียวกัน)

เช่น ในปี 2562 จ่ายค่าฝากครรภ์ไปจำนวน 10,000 บาท ก็จะสามารถหักลดหย่อนภาษีปี 2562 ได้ 10,000 บาท ส่วนอีก 50,000 บาท สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเมื่อคลอดบุตรในปี 2563 ได้

หรือกรณี ปี 2561 จ่ายค่าฝากครรภ์ไปจำนวน 25,000 บาทแล้ว พอมาปีนี้ (2562) จ่ายค่าคลอดบุตรไป 45,000 บาท แต่เราสามารถนำค่าคลอดบุตรมาลดหย่อนภาษีปี 2562 ได้เพียง 35,000 บาทเท่านั้น เพราะการตั้งครรภ์ในแต่ละคราวจะลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 60,000 บาท

หากคลอดลูก 2 คนในปีภาษีเดียวกัน หักลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?

สามารถใช้สิทธิแต่ละคราวหรือท้องละไม่เกิน 60,000 บาท ดังนั้น สามารถใช้สิทธิได้ 120,000 บาท เช่น หากจ่ายค่าคลอดบุตรต้นปี 2562 เป็นเงิน 60,000 บาท ปลายปีจ่ายค่าฝากครรภ์บุตรคนที่ 2 อีก 60,000 บาท ก็จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 120,000 บาท

ท้องแฝดหักลดหย่อนได้เท่าไหร่?

ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาท เนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์เพียงคราวเดียว

ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

สำหรับเอกสารที่จะใช้ประกอบในการหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าคลอดบุตรและค่าฝากครรภ์ จะต้องมีเอกสารดังต่อไปนี้

  1. ใบรับรองแพทย์ จากแพทย์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสมีภาวะตั้งครรภ์
  2. ใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานอื่นใดที่แสดงว่า ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสได้จ่ายค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรให้แก่สถานพยาบาล
ค่าฝากครรภ์
ค่าฝากครรภ์

คำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิในการ ลดหย่อนภาษี

1.หากจ่ายค่าฝากครรภ์ เป็นเงิน 30,000 บาท ต่อมาแท้งบุตรต้องขูดมดลูกจำนวน 40,000 บาท สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้บุคคลธรรมดาเท่าใด
ตอบ : ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งค่าฝากครรภ์และค่าขูดมดลูก แต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท

2. กรณีฝากครรภ์แล้วภายหลังตรวจพบว่าบุตรในครรภ์ไม่สมบูรณ์ แพทย์จำเป็นต้องนำทารกออกจากครรภ์ (ยุติการตั้งครรภ์) สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้หรือไม่

ตอบ : ได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์และคลอดบุตร ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจและรับฝากครรภ์ ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่าทำคลอด และค่ากินอยู่ในสถานพยาบาล ทั้งนี้ ไม่ว่าทารกที่คลอดจะมีชีวิตรอดหรือไม่

3. กรณีตั้งครรภ์และแท้งเอง และตั้งครรภ์ใหม่ในปีภาษีเดียวกัน ลดหย่อนได้เท่าใด
ตอบ : ใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้ง 2 ครั้งๆ ละ ไม่เกิน 60,000 บาท

4. ค่าขูดมดลูกกรณีแท้งจากครั้งก่อน ถือเป็นค่าฝากครรภ์ที่ได้รับสิทธิลดหย่อนหรือไม่
ตอบ : ได้ ถือเป็นค่าบำบัดทางการแพทย์ ตามความหมายของค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 331)

5. กรณีต่างฝ่ายต่างมีเงินได้แยกยื่นแบบ ใบเสร็จรับเงินค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรออกมาในชื่อสามี ภริยาใช้สิทธิลดหย่อนได้หรือไม่
ตอบ : ได้ ใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานอื่นใดที่แสดงว่าผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสได้จ่ายค่าฝากครรภ์

6. ค่าตรวจครรภ์ที่คลินิก สามารถนำมาลดหย่อนค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร ได้หรือไม่
ตอบ : หากคลินิกดังกล่าวเป็นสถานพยาบาลแบบไม่มีเตียงตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ.2541 สามารถนำมาใช้สิทธิได้

7. กรณีการยกเว้นค่าคลอดบุตร ชาวต่างชาติได้รับสิทธิด้วยหรือไม่
ตอบ : หากชาวต่างชาติ (มารดา) ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย และบุตรมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย สามารถนำมาใช้สิทธิได้

8. กรณีผู้มีเงินได้เป็นชาวต่างชาติ และภริยาเป็นคนไทยไม่มีรายได้ ชาวต่างชาติผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนค่าฝากครรภ์ ค่าคลอดบุตร และลดหย่อนบุตรคนที่ 2 เพิ่ม ได้หรือไม่
ตอบ : หากชาวต่างชาติ (บิดาผู้มีเงินได้) ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย และบุตรคนที่ 2 มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย สามารถนำมาใช้สิทธิได้

9. กรณีฝากครรภ์และคลอดบุตรที่ได้ลดหย่อนภาษี รวมถึงค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วยหรือไม่ เช่น ค่านม ค่าของใช้ที่เกี่ยวกับการคลอดบุตร ค่าเดินทาง เป็นต้น
ตอบ : ไม่รวม เนื่องจากไม่เป็นค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร

สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมสรรพากร 1161 ในเวลาทำการ 08.30 – 18.00 น.

นอกจากสิทธิในการหัก ลดหย่อนภาษี แล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถหักลดหย่อนภาษีค่าเลี้ยงดูบุตรได้คนละ 30,000 บาท สำหรับบุตรคนแรก และ 60,000 บาท สำหรับบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปได้อีก (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พ่อแม่เฮได้! เพิ่มค่าลดหย่อนภาษี “ลูกคนที่ 2) ทั้งนี้ มาตรการในการลดหย่อนภาษีนี้ ก็เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีลูกกันมากขึ้น และเพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อและคุณแม่ไปอีกทางหนึ่งด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลดหย่อนภาษี ปี 2563 สิทธิประโยชน์ที่พ่อแม่ต้องรู้

รวม 5 สิทธิประโยชน์ ลดหย่อนภาษี คู่สมรส

วิธี เช็คสิทธิ์ประกันสังคม ง่ายๆ แต่ละมาตรา 33 39 40 ต่างกันอย่างไร?

ตรวจรักษาโควิด ด้วยสิทธิบัตรทองและประกันสังคม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสรรพากร, tigersoft.co.th, money.kapook.com, www.itax.in.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยกก๊วนกันมาป่วนผี มา 4 จ่าย 3 เล่นไม่จำกัดรอบ ฮาโลวีน คีนลอยกระทง 31 ตุลาคม ศกนี้ ที่ดรีมเวิลด์

สวนสนุกดรีมเวิลด์ ส่งโปรปัง ปัง อีกรอบรับวันฮาโลวีนคืนลอยกระทง 31 ต.ค. 63 ยกก๊วนมาป่วนผี กับบัตรเล่นไม่จำกัดรอบ ซื้อ 4 จ่าย 3 เหลือเพียงท่านละ 450 บาท จากปกติ 600 บาท สนุกตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม

นางสาวรัสรินทร์ มิลินวรพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เปิดเผยว่า ปีนี้ ดรีมเวิลด์จัดเต็มกับฮาโลวีนคืนลอยกระทง 31 ต.ค. คืนเดียวได้2 งาน 2 บรรยากาศ พบกับเหล่าผีนานาชาติ กว่า 30 ตน มาสร้างความสนุกในหลากหลายรูปแบบ “เปิดตี้..ผีนานาชาติ” เนรมิตบรรยากาศชวนขนลุกกับเหล่าขบวนผีนานาชาติสุดแฟนซี ทั้งผีไทยและเทศ ยกทัพมาสร้างสีสันในสวนสนุก กว่า 30 ตน บนถนน
Monster Street ร่วมสนุกบนเครื่องเล่นสุดฮิตอย่าง เฮอริเคน ที่มาในธีม “พายุซอมบี้” กรี๊ด..หลอนบน”เรือผีซ่า” ที่ไวกิ้งส์ และตื่นเต้นไปกับรถไฟสายซอมบี้โบกี้0 พบกับความสนุกแบบจัดเต็ม ทรงเครื่องผีสไตล์ไทยหลายสายพันธุ์ ที่มาประชันกัน ณ ปราสาทผีสิง
พร้อมกิจกรรม “แช๊ะ หลอน แชร์” ให้ลูกค้าได้ถ่ายรูปกับเหล่าผี โพสต์ลงโซเชียล แล้วรับของที่ระลึกสุดหลอนฟรี!! และอีกหนึ่งไฮไลท์ต้องห้ามพลาด ต้องมาสนุกกับเกมยิงซอมบี้ ที่จะพาทุกท่านหลุดเข้าไปในโลกซอมบี้ ผ่านเทคโนโลยี VR สุดล้ำที่ดรีมเวิลด์เท่านั้น

พิเศษ เฉพาะวันลอยกระทง..คืนฮาโลวีน เสาร์ ที่ 31 ตุลาคม ศกนี้ นอกจากจะมีโปรโมชั่น มา 4 จ่าย 3 บัตรดรีมเวิลด์วีซ่า เล่นไม่จำกัดรอบสำหรับวัยรุ่นแล้ว ดรีมเวิลด์ยังได้ลดราคาบัตรผ่านประตูสำหรับเด็ก50% เหลือเพียง 100 บาท จากปกติ 200 บาท สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปให้ผ่านประตูฟรี เพียงแสดงบัตรประชาชนตัวจริง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ให้ได้มาสนุกกับเครื่องเล่น และกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ มากมาย สอบถามเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/dreamworldpark หรือ โทร 0-257- 78666

Tags

ไวรัสซิกา คนท้องอันตราย

ไวรัสซิกา คนท้องอันตราย ต้องระวัง! โดนยุงกัดทำลูกหัวเล็ก

ไวรัสซิกา คนท้องอันตราย ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะยุงตัวร้ายเป็นพาหะนำพาโรค

ยุงตัวร้ายนำพา ไวรัสซิกา คนท้องอันตราย ต้องระวังไม่ให้ยุงกัด

ฟ้าฝนไม่เคยเป็นใจ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก สภาพอากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ ชุ่มฉ่ำน้ำฝนแบบนี้ ยุงลายจึงเพาะพันธุ์ได้ง่าย เพราะน้ำท่วมและน้ำขังเยอะ หนึ่งในโรคอันตรายที่ยุงตัวร้ายเป็นพาหะก็คือ โรคติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika virus disease) ซึ่งเป็นโรคที่คนท้องต้องระวัง เพราะถ้ายุงที่เป็นพาะหะกัดแม่ท้องขึ้นมา อาจทำให้ทารกในครรภ์หัวเล็กได้

การแพร่ระบาดของไวรัสซิกา เริ่มมาตั้งแต่ปี 2553 ต่อเนื่องมายาวนาน แต่มาแพร่หนัก ๆ ในช่วงกลางปี 2558 จนถึงช่วงต้นปี 2559 ไวรัสซิกา ได้กลายเป็นชื่อไวรัสที่ติดหูคนไทย เพราะมีการระบาดในแถบอเมริกาใต้ และแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น โดยสิ่งที่สำคัญมาก คือ ยุงลาย พาหะของโรคร้าย สำหรับคนทั่วไป อาการเจ็บป่วยอาจไม่ส่งผลรุนแรง แต่กับคนท้องนั้นตรงกันข้าม แค่โดนยุงกัด ก็ทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติทางสมองได้แล้ว

สำหรับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสซิกา 2563 ข้อมูลจากระบบรายงานการเฝ้าระวังโรค 506 กองระบาดวิทยา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้ซิกา สะสมรวม 104 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.16 ต่อประชากรแสนคน โดยพบผู้ป่วยกระจายอยู่ในพื้นที่ 13 จังหวัด แม้ว่าตัวเลขในปีนี้จะไม่สูงมาก แต่ก็ประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องระวังตัวเองมากเป็นพิเศษ เพราะการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้ และแน่นอนว่า ส่งผลร้ายทำให้ทารกในครรภ์เกิดอันตราย

ไวรัสซิกา
คนท้องระวังเชื้อ

โรคไข้ซิกาจากไวรัสซิกา

โรคไข้ซิกาเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา ตระกูลฟลาวิไวรัส (flavivirus) สำหรับระยะฟักตัวของโรคไข้ซิกา จะใช้เวลาประมาณ 3 – 12 วัน โดยที่อาการของโรคไข้ซิกาจะคล้ายกับโรคที่เกิดจาก อาร์โบไวรัส (Arbovirus) เชื้อไวรัสที่มีแมลงเป็นพาหะนำโรค เช่น

  1. โรคไข้สมองอักเสบ
  2. โรคไข้เหลือง
  3. โรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้ซิกา

  • มีไข้
  • ผื่นแดง
  • เยื่อบุตาอักเสบ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดข้อ
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะ

คนทั่วไปที่ร่างกายแข็งแรงปกติ จะเป็นอาการเหล่านี้เพียงเล็กน้อย เป็นอยู่ประมาณ 2 – 7 วัน ส่วนคุณแม่ตั้งครรภ์ก็อาจพบอาการเหล่านี้เช่นกัน ตัวคุณแม่เองอาจไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการน้อยกว่าจะรู้ว่า ติดเชื้อไวรัสซิกา

ไวรัสซิกา คนท้อง
ไวรัสซิกา คนท้อง

การติดต่อของเชื้อไวรัสซิกา

  • ยุงลายเป็นพาหะของไวรัสซิกา ถ้าถูกยุงลายที่เป็นพาหะกัดแม่ท้อง ก็เสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสซิกาได้
  • คนท้องที่ติดเชื้อไวรัสซิกา ยังส่งต่อเชื้อไปให้ลูกได้ อาจจะแพร่จากแม่ไปสู่ลูกผ่านทางรก หรือเลือดที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างแม่ลูก
  • ไวรัสซิกายังสามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ หรือการได้รับเชื้อจากผู้ให้เลือดที่มีเชื้อไวรัสซิกา

ทารกจะเป็นอย่างไรหากได้รับเชื้อไวรัสซิกาจากผู้เป็นแม่

การที่คนท้องติดเชื้อไวรัสซิกาจะส่งผลต่อสมองของทารก ให้เกิดความผิดปกติหรือเกิดภาวะบกพร่อง เช่น ภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly) ภาวะนี้ศีรษะของทารกจะมีขนาดเส้นรอบศีรษะเล็กกว่าทารกในวัยเดียวกัน ภาวะศีรษะเล็กไม่เพียงแต่ส่งผลแค่ขนาดของศีรษะเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง ส่งผลให้ทารกพิการได้  ไม่ว่าแม่ท้องจะติดเชื้อไวรัสซิกาในช่วงไตรมาสใดก็ตาม

 

ไวรัสซิกา

เครดิตภาพ : storm.mg

พญ.ชนิตา พิชญ์ภพ และผศ.ดร.นพ. นพพร อภิวัฒนากุล สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ความผิดปกติของทารกอาจเกิดได้ แม้ว่าผู้เป็นแม่จะไม่มีอาการผิดปกติ โดยไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นภายในเซลล์ประสาทที่ตำแหน่ง neural progenitor cells ทำให้เซลล์ประสาทตั้งต้นถูกทำลาย จึงไม่เกิดการเพิ่มจำนวน (neuronal proliferation) การเคลื่อนย้าย (migration) และการพัฒนาเปลี่ยนแปลง (differentiation) ของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์สมองของทารกที่ติดเชื้อไม่มีการเจริญเติบโต เกิดสมองพิการแต่กำเนิดส่งผลต่อการได้ยิน การมองเห็น พัฒนาการและสติปัญญา

หากเข้าข่ายเฝ้าระวังต้องตรวจโดยการเจาะเลือด เก็บปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยที่อาการยังไม่ถึง 7 วัน หากป่วยนานกว่า 7 วัน จะตรวจเฉพาะปัสสาวะ เพราะเชื้อไวรัสซิกาอยู่ในเลือดได้แค่ 7 วัน แต่จะพบเชื้อในปัสสาวะได้อีก 1 เดือน

การรักษาโรคจากไวรัสซิกา

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถรักษาโรคจากไวรัสซิกาได้โดยเฉพาะ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ หรือยาบรรเทาอาการปวด หากทารกคลอดออกมาแล้วพบว่าทารกมีกะโหลกศีรษะเล็กผิดปกติจากไวรัสซิกา ที่เกิดจากภาวะกะโหลกเล็กจากสมองเล็ก ความผิดปกตินั้นตั้งต้นจากสมอง จึงทำได้เพียงรักษาอย่างประคับประคอง

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสซิกา

  1. ป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกยุงกัด ด้วยการไม่เดินทางไปในพื้นที่แพร่เชื้อหรือแหล่งน้ำขัง
  2. หมั่นกำจัดลูกน้ำ ไม่ให้มีน้ำขังในบริเวณรอบ ๆ บ้าน เช่น กระถางต้นไม้ ควรเทน้ำทิ้งเสมอหลังฝนตก ทำความสะอาดบ่อย ๆ และปิดฝาภาชนะที่สามารถบรรจุน้ำได้ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการยึดหลัก ปฏิบัติ 3 เก็บป้องกันไข้เลือดออก ไข้ซิกา ไข้ปวดข้อยุงลาย เก็บบ้านให้สะอาดปลอดโปร่ง เก็บขยะกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เก็บน้ำ ปิดให้มิดชิดไม่ให้ยุงลายวางไข่
  3. นอนในมุ้ง ปิดหน้าต่าง ปิดประตู เพื่อป้องกันยุงเข้าบ้าน
  4. แต่งตัวให้มิดชิดด้วยเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว แต่เนื้อหาต้องระบายอากาศด้วย
  5. ทายากันยุง หากเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเลือกยากันยุงจากสารสกัดธรรมชาติ เพื่อให้ปลอดภัยต่อตัวเองและทารกในครรภ์
ไวรัสซิกา คนท้อง
ไวรัสซิกา คนท้อง

คนท้องควรพบแพทย์ตามนัด ฝากครรภ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจร่างกายและติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ หากพบผื่นแดง มีไข้ ปวดตา (ตาแดง) ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ และอาเจียน ควรรีบไปพบแพทย์

อ้างอิงข้อมูล : rama.mahidol.ac.th, bumrungrad, pidst, paolohospital และ facebook.com/MTlikesara

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

แม่ท้องต้องรู้! เลือดล้างหน้าเด็ก อันตรายไหม? มีผลต่อลูกในท้องหรือไม่

อาการท้องไม่รู้ตัว เป็นไปได้จริงหรือ! จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์?

หน้าฝนต้องระวัง โรคผื่นกุหลาบ เป็นตอนท้องอันตราย

เพลงแก้โคลิค

รวมคลิป เพลงแก้โคลิค คลื่นเสียงปราบอาการโคลิก ช่วยลูกหลับสบายทั้งคืน

รวม เพลงแก้โคลิค ลูกทารกร้องกวน ร้องโคลิก ลองเปิดคลิปเสียงมหัศจรรย์ ช่วยลูกหยุดร้องไห้ ลดอาการโคลิค ลูกหลับสบายทั้งคืน ได้ผลชะงัด

รวมคลิป เพลงแก้โคลิค คลื่นเสียงปราบอาการโคลิก
ช่วยลูกหลับสบายทั้ง
คืน

อาการโคลิค พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิดอายุตั้งแต่ 3 สัปดาห์ จนถึง 3 เดือน ซึ่งลูกทารกจะร้องมาก ร้องนาน ร้องโดยไม่มีสาเหตุ และมักชอบร้องตอนกลางคืนโดยจะร้องปากสั่นจนตัวงอ ทำให้พ่อแม่เกิดความเครียดและความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก คนโบราณจึงมักเรียกอาการนี้ว่า “เด็กร้องร้อยวัน” ซึ่งอาการที่ทำให้เกิดเป็นเรื่องของการปวดท้อง ไม่สบายท้องของเด็ก

โดยสาเหตุของการเกิดโคลิกในทารกยังไม่ทราบแน่นอน แต่อาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกันคือ จากพื้นฐานอารมณ์ของเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กเลี้ยงยาก ลูกกลืนอากาศขณะดูดนมเข้าไปมาก แม่ไม่สามารถทำให้ลูกเรอได้เพียงพอ อากาศในท้องจึงก่อให้เกิดอาการแน่นอึดอัดในท้อง เกิดในเด็กที่มีภาวะ/โรคกรดไหลย้อน เกิดในเด็กที่มีการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ คือมีการเคลื่อนตัวของลำไส้มากเกินไป รวมไปถึงการที่ลูกกินนมมากเกินไป หรือน้อยเกินไป และการให้ลูกนอนในท่าที่ไม่เหมาะสมก็มีส่วน

นอกจากนี้ครอบครัวมีความเครียด พ่อแม่มีปัญหาทางอารมณ์ หรือมีความวิตกกังวลมาก (ซึ่งอาจตรงกับที่พบอุบัติการณ์โคลิกสูงในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมสูงเป็นลูกของพ่อแม่ที่มีอายุมาก ครอบครัวที่มีลูกน้อย และในพ่อแม่ที่มีการศึกษาสูง) พบว่าความเครียดของแม่ตั้งครรภ์มีผลให้เกิดโคลิกในเด็กได้

เด็กร้องไห้

ลักษณะอาการร้องของเด็กที่เป็นโคลิค

เมื่อลูกรู้สึกหิว กลัว เหนื่อย หรือรู้สึกเปียกชื้นมักจะส่งเสียงร้องไห้ออกมา แต่หากมีอาการโคลิคจะร้องไห้หนักมาก และร้องไห้ในช่วงเวลาเดิม ๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาเย็นหรือหัวค่ำ และจะร้องเสียงดัง เสียงแหลม และนานกว่าปกติ “เวลาร้อง ลูกจะงอขา งอตัว กำมือ” โดยรวมแล้วจะร้องไห้ประมาณวันละ 3 ชั่วโมง มากกว่าสัปดาห์ละ 3 วัน และยาวนานอย่างน้อย 3 สัปดาห์หรือบางรายอาจนานกว่านั้น และอาจมีอาการดีขึ้นเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งหากลูกร้องโคลิค พ่อแม่ควรสบายใจว่าอาการนี้จะหายแน่นอนไม่เป็นอันตราย แต่ต้องใช้เวลาและพยายามลดความเครียดของตัวเองลง

อย่างไรก็ดี อาการโคลิค นี้ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ เพลงแก้โคลิค ซึ่งเป็นคลื่นความถี่เสียงของแพทย์ชาวต่างประเทศ ซึ่งมากกว่า 80% ช่วยลดอาการ โคลิค ในเด็กได้ โดยเป็นเสียงประเภทเสียงที่คล้ายกับสภาพแวดล้อมตอนที่ลูกทารกยังอยู่ในท้องแม่  ซึ่งช่วยให้ลูกรู้สึกเหมือนอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ลดความเครียดจากเสียงภายนอก เช่น เสียงพูดคุยของพ่อ แม่ เสียงโทรทัศน์ เสียงรถยนต์ เสียงเปิด-ปิดประตู เสียงเท้าเดิน ฯลฯ ส่งผลให้ทารกนอนหลับยาวนานขึ้นทำให้ทารกอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส และมีพัฒนาการสมองที่ดียิ่งขึ้น มีสมาธิเฉลียว ฉลาด เพราะตลอดเวลาที่นอนหลับและรู้สึกตัวก็จะได้ยินเสียงนี้ตลอดดังนั้นเพื่อช่วยลดอาการลูกร้องโคลิค ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมมาฝากคุณพ่อคุณแม่ เจ้าตัวเล็กบ้านไหนกำลังร้องไห้ ลองเปิดให้ฟังกันนะคะ

ขอบคุณคลิปวีดีโอ เพลงแก้โคลิค จาก : ววัชรพงษ์ วาณิชธนอนันต์

 

ขอบคุณคลิปวีดีโอเพลงแก้โคลิค จาก : 321 Relaxing – Meditation Relax Clips

ขอบคุณคลิปวีดีโอ เสียงโคลิค จาก : ชีวิตคุณแม่ : The Mommy Life

 

ข้อแนะนำในการดูแลทารกทีมีอาการโคลิค นอกจากการใช้ เพลงแก้โคลิค

  • การสร้างบรรยากาศในการเลี้ยงดูให้สงบ
  • อุ้มทารกเมื่อมีอาการ โดยพยายามสังเกตว่ามีอะไรที่ทำให้ทารกไม่สบายตัว เช่น ผ้าอ้อมเปียก อากาศที่ร้อนหรือเย็นเกินไป
  • ให้อาหารไม่มากหรือน้อยเกินไป สังเกตอาการหิวของทารก และให้นมตามที่ต้องการ  อาการโคลิกจะพบได้ทั้งในทารกที่กินนมแม่และนมผสม
  • ถ้าทารกที่กินนมแม่แนะนำให้กินต่อไป ถ้าคิดว่าทารกอาจมีปฏิกิริยาต่อสารอาหารที่แม่รับประทาน  และสารนั้นอาจผ่านมาทางน้ำนม  อาจลองให้คุณแม่หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมวัว ไข่ ถั่ว แล้วดูการตอบสนอง ในทารกที่ดื่มนมผสมแนะนำให้ดื่มต่อไปยกเว้นมีข้อมูลที่ชี้นำว่าอาจแพ้นมวัว เช่น อาการแหวะนม มีผื่นขึ้น ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นเลือด ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อแนะนำให้เปลี่ยนนมเป็นชนิดอื่น

ในส่วนของการใช้ยาขับลม  simethicone  ไม่ค่อยได้ผลมากนัก การใช้ยาขับลมที่ผสมสารหลายอย่าง เช่น Gripe Water เพื่อลดอาการท้องอืด ย่อยไม่ดี แต่ต้องระวังในส่วนประกอบว่ามี น้ำตาลหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งจะมีผลเสียกับทารกได้  ยากลุ่มที่ลดการบีบตัวของลำไส้อาจทำให้อาการดีขึ้น แต่จะต้องระวังผลข้างเคียงของยา เช่น กดการหายใจ ทำให้ง่วงซึม จึงควรหลีกเลี่ยง

เมื่อไหร่จึงควรพาลูกพบคุณหมอ?

หากลูกทารกมีอาการร้องไห้อย่างรุนแรง และไม่สามารถควบคุมได้ ไม่เพียงแต่เป็นตัวบ่งชี้ของอาการโคลิกเท่านั้น แต่เป็นการบอกถึงอาการป่วย อื่นๆ ได้ด้วย จึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดค่ะ


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.pobpad.com

www.ekachaihospital.com

www.si.mahidol.ac.th

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

เด็กทารก แรกเกิด กับ 10 โรคฮิตที่พ่อแม่ต้องระวัง!

ปล่อยให้ลูกร้องไห้นานๆ ทำลายสมองจริงหรือ?

ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา..อันตรายหรือไม่? ระวังก่อนติดเชื้อ หรือ เกิดภาวะขาดน้ำ