เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี

เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี อย่ามีขนมห่อในบ้าน (เยอะนัก) โดยพ่อเอก

เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี
เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี

เลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดี ไม่ใช่เลี้ยงให้โตไวโตเร็ว แต่ควรเลี้ยงลูกให้โตตามวัย มีพัฒนาการสมวัย โดยเรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกวินัยการทานอาหารให้ลูกทั้งมื้อหลักและของว่าง

ครอบครัวเราจะพาลูกไปพบคุณหมอพัฒนาการเพื่อดูพัฒนาการด้านร่างกายเป็นประจำ ซึ่งคุณหมอจะนัดเราทุก 2-3 เดือน เหตุผลที่เราพาไปก็เพราะ อย่างที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะได้อ่านผ่านๆ ตากันมาว่า อาหารในปัจจุบันมันเต็มไปด้วยสารปรุงแต่ง ไปจนกระทั่งฮอร์โมนต่างๆ ที่ฉีดเข้าไปในสัตว์ มันมีผลต่อการเติบโตของเด็กๆ ดังนั้นการที่เรามองด้วยสายตาว่าลูกเราโตเร็วแล้วดี อาจจะไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้อง การที่เราได้เห็นลูกเราโตพรวดๆ เร็วกว่าเพื่อนบางครั้งอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะการที่เด็กโตเร็วกว่าเพื่อนๆ ก็อาจจะหมายถึงการจะหยุดเติบโตเร็วกว่าเด็กคนอื่นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตจากการทานอาหารที่มีสารเจือปน เราคงได้เคยอ่านข่าวหรือเจอกับคนใกล้ตัวเรื่องเด็กหญิงที่เป็นสาวเร็วกว่าปกติ เช่น หน้าอกขึ้นเร็ว หรือ ประจำเดือนมาก่อนวัย สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณของการโตก่อนวัยทั้งสิ้น

การที่เราได้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะมีการ x-ray กระดูกมือ ซึ่งจะเป็นตัวบอกว่า เด็กโตตามวัย หรือ เร็วช้าเกินไป ซึ่งจะช่วยให้คุณหมอให้คำแนะนำในเรื่องการจัดการกินให้กับลูกได้ อาจจะมีวิตามินต่างๆ ประกอบเพิ่มมาให้ รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตอย่างสมวัย

เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี อย่ามีขนมห่อในบ้าน (เยอะนัก)

ครั้งแรกที่ปูนปั้นกับปั้นแป้งไปพบคุณหมอ ผลการ x-ray ออกมาว่า ปูนปั้น โตตามวัยแต่อยู่ใน range ใกล้ขอบล่าง ในขณะที่ ปั้นแป้งโตตามวัยแต่อยู่ขอบบนของ range คุณหมอก็ได้ให้คำแนะนำ เรื่องระเบียบวินัยในการทานอาหารทั้งมื้อหลักและของว่าง เช่น

  • Do – ในมื้อหลัก ให้ทาน 30 นาที ไม่หมดให้เลิกแล้วเก็บเลย (อันนี้เราทำอยู่แล้ว เพราะคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เป็นหนึ่งในผู้นำทางจิตวิญญาณในการเลี้ยงลูกของเราได้แนะนำไว้ ฮ่าฮ่าฮ่า และเราเคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา โดยพ่อเอก) และถ้าหากทานไม่หมด ในระหว่างมื้อต่อไป อย่าให้ทานอะไร นอกจากดื่มน้ำ เหตุผลคือ เขาจะได้หิว แล้วมื้อต่อไปจะได้ทานเร็ว ทานง่ายและมันจะวนเป็นลูปที่ถูกต้อง แต่หากเราปล่อยยื้อทานไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมงจนกว่าจะทานหมด ไม่เก็บขึ้น ผลคือมื้อต่อไปลูกก็จะทานช้าแบบนั้นไปเรื่อยๆ ซึ่งการอมข้าวมันส่งผลกับสุขภาพฟันไปจนถึงระบบการย่อยอาหาร หรือ หากเขาทานข้าวไม่หมดเราเก็บขึ้น แต่ระหว่างมื้อเราให้ทาน นม ขนม ผลคือมื้อต่อไปเขาก็ไม่หิว แถมเขาไม่สนใจต้องทานข้าวให้หมด เพราะหิวก็กินขนม ดื่มนม แล้วลูบแบบนี้ก็จะวนไปเรื่อยๆ
  • Don’t – ไม่ให้ทานขนมห่อ ไอศครีม น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบ เราทราบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากได้ลองทำแบบมีระเบียบวินัยแล้วเราจะพบว่า เด็กเองอาจจะไม่ใช่คนที่เรียกร้องขนาดนั้น แต่ไม่ใช่น้อยเลยที่ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่อยากเอาใจเด็กๆ ผ่านขนมพวกนี้ หรือแม้ว่าเด็กจะเรียกร้องเอง แต่หากได้อธิบายให้เห็นผลร้ายแล้วเด็กก็จะเข้าใจ (ตรงนี้หนังสือนิทานหลายๆ เรื่องช่วยได้ รวมไปถึงคุณหมอเองที่อธิบายให้ลูกฟัง ก็ช่วยให้เด็กคิดตามไม่น้อย) ซึ่งพอทำไปได้สักพัก เราจะได้ยินคำพูดที่เด็กๆ กล่าวปฏิเสธขนมเอง เช่น ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในหมู่บ้านให้ทอฟฟี่ปูนปั้นมา แม้พี่ปูนปั้นจะตอบปฏิเสธ แต่ท่านก็คะยั้นคะยอ ในที่สุดปูนปั้นก็รับมาแล้วก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะ ไม่ทาน พอปั้นแป้งเดินมาเห็นก็บอกหม่ามี้ว่า “หม่ามี้ขา อันนี้น้ำตาลมันเยอะนะคะ วันหลังหม่ามี้บอกเขาว่าลูกชายไม่กินค่ะเพราะน้ำตาลมันเยอะ” (เรียกรอยยิ้มและเสียงฮาจากหม่ามี้ได้เลย) และนอกจากไม่กินขนมจุบจิบบ่อยๆ (ไม่ทานเลย คงเป็นไปไม่ได้) จะไม่เห็นเด็กบ้านนี้ดื่มน้ำอัดลมเด็ดขาด ไม่เคยอยากลองด้วย

เมื่อเราทำตามที่คุณหมอแนะนำ ทั้งดูแลการทานอาหาร ไม่ให้ทานของจุบจิบ (เวลาคุณยายซื้อขนมจุบจิบเข้าบ้าน เราจะถามเลย ว่าแม่ซื้อมาให้ใครทาน ถ้าแม่จะทานเอาไปไว้ที่หลบตา ถ้าแม่จะให้หลาน ช่วยเอาไปให้คนอื่นแทนเลย เพราะเราไม่อยากให้ลูกทาน), ดื่มนมสม่ำเสมอ (เสาร์ อาทิตย์ ออกไปไหนก็พกไป ตามจำนวนที่ต้องดื่มกลับมาต้องเกลี้ยงตามนั้น) และ ออกกำลังกายตามที่คุณหมอแนะนำและให้ลูกเลือกเอง (ลูกเราว่ายน้ำและเล่นยิมทุกสัปดาห์) ผลคือ ปูนปั้นและปั้นแป้งยืดขึ้นมาก โดยเราเองอยู่กับเขาตลอดอาจจะไม่สังเกตอะไร แต่เมื่อไหร่ที่เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมา 2-3 เดือนก็ได้รับฟีดแบ็คว่าเติบโตขึ้น และก็ทำให้หลายๆ ครอบครัวไปพบคุณหมอ เช่นกัน

เด็กอ้วน

แต่แม้ว่าเราไม่มีเวลาพาลูกไปพบคุณหมอสิ่งที่เราแบ่งปันประสบการณ์ก็หวังว่า แต่ละครอบครัวจะไปลองปรับใช้ในการเลี้ยงลูกกัน โดยเฉพาะอย่างในการลดขนมเด็ก เพราะนี่คือสาเหตุหลักของโรคอ้วนในเด็กเลย เพราะเด็กอ้วนจากการทานอาหารที่ดีๆนั้น ไม่น่ากลัวเท่าอ้วนจากการทานขนม และน้ำตาล

  • สอนให้เด็กดูปริมาณน้ำตาล บนห่อขนมต่างๆ เปรียบเทียบให้เขาเห็นว่าอันไหนน้ำตาลสูงเกินไป ไม่ควรทาน สอนให้เขาเข้าใจ และในการเลือกซื้อให้เขาหัดตัดสินใจเอง
  • ให้เห็นที่มาของขนมหลายๆอย่าง เช่น เยลลี่ที่เด็กชอบมีที่มาจากเจลลาตินที่มาจากผิวหนังสัตว์ หลังจากที่รู้แล้ว ปูนปั้น กับ ปั้นแป้ง แทบจะเลิกเยลลี่ไปเลย
  • ให้เด็กทานขนมได้บ้าง แต่ลดประมาณการทานขนมจากที่เคยให้และอย่าให้ทานสม่ำเสมอจนติดเป็นนิสัย
  • อย่าให้ขนมเป็นรางวัล ว่าทำอะไรดีแล้วจะให้ซื้อขนม เพราะจะกลายเป็นการสร้างความเข้าใจว่า ขนมคือของดี ทำดีแล้วจะได้ทาน
  • ให้เด็กเห็นผลร้ายจากการทานขนม เราหาข้อมูลและตัวอย่างจริงได้มากมายจาก internet หรือแม้กระทั่งจากเพื่อนๆ รอบตัวที่ชอบทานขนมเยอะๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอ้วนหรือฟันผุ เป็นต้น

อยากให้ทุกครอบครัวไปลองทำกันดู แม้มันไม่ง่ายในช่วงแรก (เพราะจะมีความรู้สึกผิดที่ไปห้ามลูก ทานขนมและอาจจะมีดราม่า) แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาเราจะชื่นใจ และท้ายที่สุดเราจะเห็นว่า เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็ก (ชวนเด็กทาน, ซื้อมาฝาก หรือ ที่โรงเรียนให้ขายขนมเหล่านี้) …. หวังว่าทุกครอบครัวจะลดขนม และของหวานกันได้เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กๆ นะครับ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

60 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ เหมาะกับลูกเล็ก โดยพ่อเอก

6 ข้อดีที่ผมได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ พาลูกท่องเที่ยว โดย พ่อเอก

5 เทคนิค อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เริ่มตอนไหน? อ่านยังไง? โดย พ่อเอก

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก โดย พ่อเอก

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา โดยพ่อเอก


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up