ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม หรือคือสัญญาณของความจำเสื่อม

ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม ความจำสั้น หรือคือสัญญาณของความจำเสื่อม

ปัญหาคาใจคุณแม่หลายคน ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม ลืมตั้งแต่เรื่องเล็กยันเรื่องใหญ่ อาการขี้ลืมหลังคลอดแบบนี้ อันตรายไหม เป็นสัญญาณความจำเสื่อมหรือเปล่า

ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม ปกติหรือป่วยกันแน่

แม่ ๆ หลายคนคงกำลังเผชิญกับปัญหาน่าหนักใจ เมื่อกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมจนสามีแซว ทั้งที่สมัยก่อนจำแม่นเสียจนสามีชม แต่พอมีลูกอาการขี้หลงขี้ลืมก็โผล่มาแบบไม่รู้ตัว

อาการหลงลืมหลังคลอดเรียกว่า ภาวะความจำบกพร่องหลังคลอด (Mumnesia) อาจเกิดได้ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์จวบจนหลังคลอด โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตัน และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตส์ ได้กล่าวว่า สาเหตุหลัก ๆ 4 ข้อ ที่ทำให้แม่เกิดภาวะความจำบกพร่องหลังคลอด ได้แก่

  1. การจัดลำดับความสำคัญ เรื่องลูกสำคัญที่สุด แม่ทุ่มแทความคิด ความเครียด ความกังวลทุกอย่างไปที่ลูก ทำให้แม่หลงลืมเรื่องราวอื่นที่ไม่สำคัญในตอนนี้ เพราะลูกนั้นสำคัญที่สุด
  2. ความเจ็บปวด ก่อเกิดมาจากกลไกการป้องกันตัวของผู้หญิงที่ต้องเผชิญความเจ็บปวดทรมานในการคลอดลูก ถ้าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตอนคลอดยังกลับมาหลอกหลอน คุณแม่อาจจะไม่อยากมีเพศสัมพันธ์อีกก็เป็นได้
  3. ระดับฮอร์โมน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงในระหว่างการตั้งครรภ์ และลดลงอย่างรุนแรงหลังคลอด ส่งผลต่อสมอง เพราะฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท คอยส่งสัญญาณในสมอง
  4. เหนื่อยเลี้ยงลูก ความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงทารก ทั้งต้องอุ้ม โอ๋ ให้นม ทุกอย่างประดังประเดเข้ามา จนทำให้คุณแม่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง อาการอดนอน ความเมื่อยล้า ทุกอย่างถาโถมเข้ามา ทำให้ความจำของแม่ผิดปกติ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลด้วยว่า แม่ที่ให้นมลูกจะมีอาการขี้ลืมหลังคลอดได้นานขึ้น เพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ทำให้แม่ผ่อนคลายและรู้สึกดี

ร่างกายแม่ปรับตัวหาลูก ทำให้เกิดอาการขี้ลืมหลังคลอด

พญ.ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล กุมารแพทย์ ได้พูดถึงสมองของแม่หลังคลอดว่า ธรรมชาติจะช่วยให้แม่หลังคลอดและทารกน้อยเข้ากันได้ด้วยการปรับสมองแม่ให้ใกล้เคียงสมองทารก ทำตัวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลูก เพราะเด็กที่เพิ่งจะคลอดออกมาจะใช้สมองซีกขวาเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงใช้เพียงความรับรู้ เพื่อรับรู้อารมณ์ ความรู้สึก ทำให้แม่หลังคลอดใช้สมองซีกขวามากขึ้นเพื่อการสื่อสารกับทารก

เรื่องราวที่ซับซ้อน ทั้งความเป็นเหตุเป็นผลและตัวเลขต่าง ๆ ที่ต้องใช้สมองซีกซ้าย คุณแม่ก็จะไม่ค่อยถนัดในช่วงนี้ แต่อาการขี้ลืมหลังคลอดนั้นจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง

ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม หรือคือสัญญาณของความจำเสื่อม
ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม หรือคือสัญญาณของความจำเสื่อม

อันตรายจากภาวะความจำบกพร่องหลังคลอด

แม้ว่าอาการหลงลืมหลังคลอดของคุณแม่จะอยู่ไม่นาน และไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสมองเสื่อม แต่ก็มีอันตรายจากภาวะความจำบกพร่องหลังคลอดอยู่เหมือนกัน ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น หรือหมอโอ๋ เจ้าของเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ พบหมอรามาฯ ว่า โดยปกติเวลาเราทำอะไรมักจะทำด้วยระบบประสาทสมองอัตโนมัติ ทำทันที เป็นนิสัย เหมือนเปิดประตูแล้วล็อครถ ขึ้นรถแล้วขับรถ ไม่ได้จดจ่ออยู่กับมัน แต่จะมีความจำอีกส่วนที่เราต้องคิดและวางแผน เช่น จะเดินไปหยิบของตรงนั้น โดยภาวะความจำบกพร่องหลังคลอด ตัวความจำที่เกี่ยวกับการวางแผน ความจำที่ต้องใช้วิธีการคิดนั้นคิดทำงานบกพร่อง ทำให้ร่างกายทำไปด้วยความจำอัตโนมัติ สิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายจากภาวะความจำบกพร่องหลังคลอดคือ การลืมลูก ลืมว่าลูกมาด้วยหรือลืมลูกไว้ในรถ ซึ่งเด็กอาจเป็นอันตรายได้ โดยลืมลูก เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง 2 ระบบ ได้แก่

  1. Habit Memory การทำอะไรที่เป็นกิจวัตร ทำสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ
  2. Prospective Memory การวางแผนจะทำอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เป็นกิจวัตรที่ต้องทำทุกวัน

กรณีในต่างประเทศพบว่า มีพ่อแม่ลืมลูกไว้ในรถแล้วลงไปทำงานนาน ๆ จนเด็กแข็งเพราะไม่มีฮีทเตอร์ หรืออากาศที่ร้อนมากทำให้เด็กเสียชีวิตได้ ในเมืองไทยเอง การเปิดแอร์แล้วปล่อยให้ลูกนอนในรถก็อันตราย หรือจะเปิดกระจกให้ลูกนอนก็ต้องระวังมิจฉาชีพ การไม่ทิ้งเด็กไว้ในรถจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

วิธีป้องกันอันตรายสำหรับคุณแม่ที่ชอบลืมลูกไว้ในรถ

  • ลดกระจกลง
  • สอนเด็กบีบแตรรถ
  • สำคัญสุด ไม่ทิ้งเด็กในรถ

หากคุณพ่อคุณแม่คิดว่าลงรถไปแป๊บเดียว แล้วไม่อยากปลุกเจ้าตัวน้อยที่นอนหลับสนิท ก็ควรลดกระจกลงอย่างน้อย 1 ใน 4 ส่วนของกระจก เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวก สิ่งสำคัญคือการฝึกลูกบีบแตรรถหรือการเรียกหาคนช่วย กรณีฉุกเฉินที่เผลอไปล็อครถ แต่ให้ดีที่สุด ควรอุ้มลูกลงไปด้วยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

คุณหมอโอ๋ยังทิ้งท้ายด้วยว่า วิธีป้องกันการลืมลูกไว้ในรถ อาจจะต้องหาตัวช่วย ถ้ารู้ว่าตัวเองขี้ลืม เพื่อย้ำเตือนว่ามากับลูกนะ เพราะเด็กบางทีก็นอนหลับ หรือพ่อแม่บางคนให้ลูกนั่งคาร์ซีทที่ด้านหลัง พอลูกหลับ เสียงเงียบก็ลืมไปว่าลูกมาด้วย

วิธีฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาจำเก่งเหมือนเดิม

คุณแม่ที่ต้องเจอกับอาการขี้ลืมหลังคลอด สามารถดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น เพื่อให้ร่างกายและสมองฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • เขียนใส่กระดาษโน้ต เวลาจะไปซื้อของก็ต้องจดรายละเอียดอย่างครบถ้วน หรือพกโพสต์อิทน่ารัก ๆ ติดตัวเอาไว้คอยแปะในรถ เช่น ซื้อขนมปังด้วยนะวันนี้ หรืออย่าลืมแวะรับลูกที่บ้านคุณตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ หาเวลางีบหลับระหว่างวัน ให้คุณพ่อช่วยดูแลลูกบ้าง หรือให้คนอื่นมาช่วยดูลูก เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนนอนหลับอย่างสนิท
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดความเครียด กระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลาย
  • กินอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำให้มาก ๆ โดยอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ทำให้ความจำดี ได้แก่
  1. ไข่ ไข่ไก่มีสารโคลิน ช่วยพัฒนาระบบการทำงานของสมองและความจำ
  2. ปลา โปรตีนที่มีประโยชน์สูงสุดต่อสมอง โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าและปลาแซลมอน หรือเลือกทานน้ำมันปลาเสริมโดยปรึกษาแพทย์
  3. ผักโขม มีงานวิจัยว่าหญิงวัยกลางคนที่รับประทานผักโขมร่วมกับผักใบเขียวอื่นเป็นประจำ จะช่วยลดอาการความจำเสื่อมไปได้ถึง 2 ปี เพราะผักโขมมีเอนไซม์ที่ดีต่อความแข็งแกร่งของปลายเซลล์ประสาท มีกรดโฟลิกสูงที่ดีต่อการจำ
  4. พืชตระกูลถั่วและธัญพืช มีโปรตีนและไขมันช่วยให้ร่างกายสมดุล สงบ ดีต่อร่างกายและสมอง
  5. ผลไม้ ทั้งแอปเปิ้ลและตระกูลเบอร์รี ล้วนแล้วแต่ดีต่อสุขภาพ ชะลอความเสื่อมของสมองได้ บำรุงให้ความจำดีขึ้นอีกด้วย

ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม

ปัญหาแม่หลังคลอดขี้ลืมจะค่อย ๆ ทุเลาลง หากคุณแม่หมั่นดูแลตัวเอง และคอยลำดับจัดการชีวิตในการดูแลลูกและครอบครัว อดทนเพียงไม่นาน อาการขี้หลงขี้ลืมของแม่จะดีขึ้นแน่นอนค่ะ

อ้างอิงข้อมูล : dmh.go.th, mgronline, rama.mahidol และ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เหงื่อ ออกมากหลังคลอด..ผิดปกติหรือเปล่า?

น้ำนมน้อยหลังคลอด : เคล็ดลับอาหารบำรุงน้ำนม & ฟื้นฟูร่างกาย

ไม่รู้สึกผูกพันกับลูก ฉันเป็นแม่ที่แย่หรือเปล่า? 

น้ำนม

วิจัยเผย!! พ่อก็มี “น้ำนม” ให้ลูกกินได้นะ!!

คุณพ่อหลายคน เห็นประโยชน์จากนมแม่ และความผูกพันระหว่างแม่ลูกในช่วงของการให้นม ทำให้อยากมีช่วงเวลานั้นบ้าง รู้หรือไม่ว่าพ่อก็สามารถผลิต น้ำนม ให้ลูกกินได้เช่นกัน!!

วิจัยเผย!! พ่อก็มี “น้ำนม” ให้ลูกกินได้นะ!!

สุดล้ำ! คุณแม่ข้ามเพศให้นมลูกได้ครั้งแรกในโลก หมอกระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิงให้

วันที่ 16 ก.พ. ดิ อินดิเพนเดนต์ ของอังกฤษรายงานข่าวความก้าวหน้าในวงการแพทย์ว่า บุคคลข้ามเพศสามารถให้นมบุตรจากเต้านมได้เป็นครั้งแรกของโลกแล้ว ผ่านการรักษาด้วยฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนม

ผู้ชายที่กลายมาเป็นผู้หญิงรายนี้ อายุ 30 ปี เข้ารับการรักษากับ พญ.ทามาร์ ไรส์แมน และ พญ.ซิล โกลด์สไตน์ แห่งศูนย์การแพทย์และศัลยกรรมสำหรับบุคคลข้ามเพศ “เมาต์ ไซนาย” ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยวิธีที่ใช้นั้น พญ.ไรส์แมนและพญ.โกลด์สไตน์ ไม่ได้ทำการผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อให้ผู้ชายให้นมบุตรได้แต่อย่างใด เพียงแต่ใช้วิธีกระตุ้นการผลิตน้ำนม เหมือนที่คุณแม่ทุกคนทำกัน ผสมกับการให้ผู้ที่ต้องการให้นมบุตรทานยา “ดอมเพอริโดน” ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน ซึ่งมีผลข้างเคียงในกระตุ้นการผลิตน้ำนม จากการเพิ่มปริมาณฮอร์โมนโปรแลคตินที่ต่อมใต้สมองผลิตขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เซลล์ในเต้านมผลิตน้ำนม กล่าวคือ ดอมเพอริโดนมีส่วนช่วยเพิ่มฮอร์โมนโปรแลคตินทางอ้อม

โดยจะได้รับดอมเพอริโดน ในปริมาณ 10 มก. วันละ 3 ครั้ง พร้อมให้ใช้เครื่องปั๊มน้ำนมจากเต้านมแต่ละข้าง ๆ ละ 5 นาที วันละ 3 ครั้ง เช่นกัน ติดต่อกันระยะเวลา 3 เดือนครึ่ง ปรากฏกว่า ดอมเพอริโดน ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และฮอร์โมนเอสตร้าไดออล มีปริมาณเพิ่มขึ้นและลดลงตามการใช้งานเครื่องปั๊มน้ำนม ทำให้ผู้ที่ถูกกระตุ้นน้ำนม มีปริมาณน้ำนมเพียงพอที่จะให้ลูกในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังจากที่เด็กคลอดออกมา ขณะที่กุมารแพทย์ยืนยันว่า ทารกมีการพัฒนาการทางสุขภาพหลังได้รับนมแม่

นมพ่อ
นมพ่อ

พญ.ไรส์แมนและพญ.โกลด์สไตน์อธิบายว่า ในอนาคตจะมีการวิจัยมากขึ้นเพื่อตรวจสอบว่าวิธีการกระตุ้นการผลิตน้ำนมดังกล่าวจะประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยไม่ต้องพึ่งพา ดอมเพอริโดน

ทั้งนี้ ดอมเพอริโดน เป็นสสารที่มีคำเตือนในการจำหน่ายจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากทำให้เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพหลายด้าน จึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนทานเท่านั้น (บทความที่เกี่ยวข้อง : Domperidone ยาเพิ่มน้ำนม ปลอดภัยจริงหรือ?)

ขอบคุณข่าวจาก : www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_758381

จากข่าว จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็สามารถให้นมบุตรได้เช่นเดียวกัน เรื่อง ๆ นี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดธรรมชาติแต่อย่างใด โดยป้าหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ก็เคยได้กล่าวถึงเรื่องนี้ โดยสันนิษฐานว่า ในสมัยก่อนที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำกันอยู่ ถ้าแม่เสียชีวิต ทารกอาจรอดชีวิตจากการกินนมพ่อ สัตว์บางชนิด เช่น ค้างคาวเพศผู้ ก็ผลิตน้ำนมเลี้ยงลูกด้วย นอกจากนี้ คุณหมอยังเผยอีกว่าในประเทศไทย ก็มีสาวประเภทสองอยู่ท่านหนึ่งที่กำลังจะอุปการะลูกบุญธรรม และระหว่างที่รอลูกบุญธรรมคลอดออกมา คุณแม่สาวประเภทสองท่านนี้ก็ได้ปั๊มนม และกระตุ้นน้ำนมตามที่คุณหมอสุธีราเคยแนะนำไว้ ปรากฎว่ามีน้ำนมไหลออกมาได้จริงตามภาพนี้

นมแม่
นมแม่

ทำไมผู้ชายถึงผลิตน้ำนมให้ลูกกินได้?

ด้วยโครงสร้างตามธรรมชาติแล้วนั้น เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมของทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีสิ่งที่เรียกว่า อัลวีโอลัย (ALVEOLI) ซึ่งเป็นกลุ่มเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำนม โดยเนื้อเยื่อนี้จะประกอบไปด้วยเซลล์เพียงชั้นเดียวที่มีลักษณะคล้ายลูกโป่งที่มีช่องว่างอยู่ โดยจะทำหน้าที่อยู่ 3 อย่างคือ นำสารอาหารออกจากเลือด เปลี่ยนสารอาหารเหล่านี้ให้เป็นนม และเก็บนมที่ผลิตได้ไว้ในช่องว่าง โดยที่กลุ่มเนื้อเยื่อนี้จะถูกล้อมรอบด้วยเส้นเลือดฝอยที่เป็นตัวนำสารอาหารมาให้นั่นเอง

ดังนั้น การที่ผู้ชายมี น้ำนม ออกมาได้เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ทั้งจากการการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรแลคติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่ผลิตน้ำนมของผู้หญิง ซึ่งยาบางอย่างสามารถทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มขึ้นได้ รวมกับการกระตุ้นน้ำนมอย่างถูกวิธี จึงทำให้ร่างกายสร้าง น้ำนม ขึ้นมาจาก ALVEOLI ได้เองตามธรรมชาติ

แต่ในบางกรณี หากคุณผู้ชาย มีน้ำนมไหลออกมาเอง โดยไม่ได้รับการกระตุ้นน้ำนม หรือรับประทานยาบางอย่างที่ทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มขึ้น ก็อาจมีสาเหตุจากความผิดปกติอื่น ๆ ได้ เช่น

  1. โรคเกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกายเกิดความผิดปกติหรือเกิดการติดเชื้อ ( systemic diseases ) โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ( Chronic Kidney Disease ), โรคตับแข็ง ( cirrhosis ) และ ไฮโปไทรอยด์ ( Hypothyroidism ) เนื่องจากฮอร์โมน prolactin จะถูกขับออกจากร่างกายทางตับและไต ดังนั้นถ้าประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตเกิดผิดปกติขึ้น ทำให้กระบวนการขับฮอร์โมน prolactin บกพร่อง ทำการขับออกไปได้น้อย จึงทำให้มีปริมาณฮอร์โมน prolactin ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และมีอาการน้ำนมไหลได้
  2. ก้านของต่อมใต้สมองมีการหนาตัวขึ้น ซึ่งมีสาเหตุ คือ
    • บาดแผล ( trauma ), การแทรกซึมของของเหลว ( infiltration ) หรือเนื้องอก ( tumor ) ที่ทำให้บริเวณ ต่อมใต้สมองส่วนหน้าได้รับความเสียหาย ก็จะส่งผลให้มีการผลิตฮอร์โมน prolactin จากต่อมใต้สมองส่วนหน้ามีปริมาณเพิ่มขึ้น
    • โปรแลกติโนมา ( prolactinoma) คือ เนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายหรือเนื้องอกของต่อมใต้สมองที่มีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนโปรแลกติน
    • โรคของผนังทรวงอก ( shest wall ) เช่น burn, herpes zoster, dermatitis หรือโรคของไขสันหลัง ( spinal cord ) เช่น การบาดเจ็บของไขสันหลัง เนื่องจากเมื่อทำการกระตุ้นผนังทรวงอกแล้วจะมีการส่งสัญญาณผ่านไปทางไขสันหลังทำให้มีการผลิตฮอร์โมน prolactin เพิ่มมากขึ้น ซึ่งลักษณะการผลิตจะคล้ายกับกลไกการสร้างน้ำนมในแม่ที่ให้นมบุตร
การให้นมบุตร
การให้นมบุตร

ดังนั้นคุณพ่อหรือคุณผู้ชายทุกท่าน หากมีอาการผิดปกติบริเวณเต้านม ไม่ว่าจะมีน้ำนมไหลออกมาเอง มีก้อนที่เต้านม  มีแผลแตกที่หัวนม มีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้านเดียวกับกล้ามเนื้อโต คลำได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติที่ใช้ในการให้นมบุตรแต่อย่างใด แต่อาจเป็นโรคร้ายแรงถึงขั้น มะเร็งเต้านม ได้

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พ่อบ้านใจกล้า แชร์ประสบการณ์ ทำหมันชาย ฟรี!! ละเอียดทุกขั้นตอน

5 ยาคุมผู้ชาย (ทั้งฉีด-กิน) ทางเลือกใหม่สะดวกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

Youtuber สอนสิ่งที่เด็กชายควรรู้ เรื่อง “การเป็นพ่อคน”

8 วิธีเพื่อพ่อ เล่นกับลูกอย่างไรให้ฉลาด !?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.healthaddict.com, amprohealth.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สอนลูกจำเบอร์ฉุกเฉิน

สอนลูกจำ เบอร์โทรฉุกเฉิน ลดสูญเสียเป็นฮีโร่เมื่อมีเหตุร้าย

เบอร์โทรฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุร้ายควรจดจำไม่เฉพาะแค่ผู้ใหญ่เท่านั้น ฝึกลูกรับมือสถานการณ์เลวร้าย ช่วยชีวิตได้ทัน ลดสูญเสีย ได้ช่วยเหลือผู้คนดั่งฮีโร่ตัวน้อย

สอนลูกจำ เบอร์โทรฉุกเฉิน ลดสูญเสียเป็นฮีโร่เมื่อมีเหตุร้าย

สายด่วน เบอร์โทรฉุกเฉินต่าง ๆ ที่ทุกหน่วยงานช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนจดจำเบอร์ต่าง ๆ เหล่านี้ให้ได้ขึ้นใจนั้น ในยามปกติอาจมองไม่เห็นถึงประโยชน์ต่อการจดจำ แต่รู้หรือไม่ว่าเมื่อยามเกิดเหตุร้าย เหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสุขภาพที่เราอาจหมดสติ หรือโรคประจำตัวกำเริบในยามที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือในสถานการณ์ที่เกิดเหตุร้ายจากเพลิงไหม้ หรือจากบุคคลที่ไม่หวังดี การที่เรามีเบอร์โทรฉุกเฉินให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ ในยามนั้นเราคงรู้สึกขอบคุณที่มีองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ไว้คอยดูแลเป็นแน่แท้

เหตุร้ายไม่คาดฝัน เกิดขึ้นได้ทุกเวลา
เหตุร้ายไม่คาดฝัน เกิดขึ้นได้ทุกเวลา

หนูน้อยชาวอเมริกันวัยเพียง 4 ขวบโร่โทรแจ้ง 911 เรียกหน่วยฉุกเฉินช่วยชีวิตแม่ท้องแก่ ลมบ้าหมูกำเริบ

วานนี้ (25ม.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว ‘คาริส แมนนิ่ง ‘ เด็กหญิงวัยเพียง 4 ขวบ จากเมืองคาลามาซู รัฐมิชิแกน สหรัฐฯ ทำการต่อสายไปยังหมายเลขโทรศัพท์ 911 เพื่อโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อช่วยเหลือคุณแม่ท้องแก่ที่มีอาการป่วย เป็นลมบ้าหมู และมันกำลังกำเริบกำเริบ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งหน่วยพยาบาลไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ‘เซนเทอร์เรีย แมนนิ่ง’ คุณแม่รายนี้ ได้เปิดเผยว่า เธอภูมิใจในตัวคาริสมาก เนื่องจากเธอสอนให้ลูกสาวรู้วิธีการโทรหา 911 ในกรณีฉุกเฉินตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องจากเธอมีโรคประจำตัวและเธอก็ทำได้ดี จนสามารถช่วยชีวิตผู้เป็นแม่ได้ในที่สุด

ข้อมูลอ้างอิงจาก Mthai

จากตัวอย่างข่าวข้างต้น ในต่างประเทศ การจดจำเบอร์โทรฉุกเฉิน หรือการสอนให้เด็กเล็กรู้วิธีในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้น เป็นเรื่องที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะสอนลูกหลานไว้ ซึ่งสังคมในต่างประเทศถือเป็นเรื่องจำเป็น และไม่คิดว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่จะสามารถทำได้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาจริง ๆ เด็กก็สามารถเป็นฮีโร่ช่วยชีวิตพ่อแม่ได้อย่างน่าประทับใจ

สำหรับประเทศไทยนั้น เริ่มมีการรณรงค์ให้ผู้ปกครองสอนบุตรหลานให้รู้จักวิธีการปฎิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุร้าย ซึ่งการสอนเรื่องดังกล่าวยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก อาจเนื่องมาจากว่าสังคมไทยยังคงเห็นเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้วการสอนลูกให้รู้จักจดจำเบอร์โทรสายด่วนในยามฉุกเฉินต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก นอกจากจะช่วยเหลือได้ในยามฉุกเฉินแล้ว ยังฝึกให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบ การช่างสังเกต และการแก้ปัญหาได้อีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้ลูกรู้จักคุณค่า ความสามารถในตนเอง

เบอร์โทรฉุกเฉิน ช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
เบอร์โทรฉุกเฉิน ช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

การที่เขาได้รับการฝากฝังในเรื่องสำคัญทั้งต่อตนเอง และการต้องช่วยดูแลผู้อื่น แม้พ่อแม่จะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว โอกาสเกิดเหตุการณ์ได้น้อย แต่สำหรับเด็กแล้วเมื่อได้รับมอบหมายงาน จะเป็นการช่วยให้ลูกได้รู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง ยิ่งหากเขาทำได้สำเร็จยิ่งเป็นการเพิ่มความรู้สึกดังกล่าว และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่าการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self Esteem)นั้นเป็นเรื่องสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการในทุกด้านของลูก

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแนะผู้ปกครองสอนบุตรหลานให้จดจำเบอร์โทรสายด่วนเจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. นพ.ภูมินทร์ ศิลาพันธ์ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีชายเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ภายในรถยนต์ เมื่อวันที่21 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีบุตรสาวนั่งเฝ้าศพของพ่อในรถโดยไม่ทราบว่าพ่อได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยความไร้เดียงสานั้น สพฉ.ขอแนะนำประชาชนว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดหากบ้านไหนมีลูกที่เป็นเด็กเล็กควรสอนลูกให้จดจำหมายเลขสายด่วนในการช่วยชีวิตโดยเฉพาะหมายเลขสายด่วน1669อาจจะสอดแทรกกับเด็กระหว่างเล่านิทานให้เด็กฟัง หรือสอดแทรกระหว่างทำกิจกรรมในครอบครัว โดยต้องบอกเด็กให้ชัดเจนว่าหากมีคนในบ้านเจ็บป่วยฉุกเฉินควรโทรสายด่วน 1669ในทันที

นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า การสอนเด็กเล็กให้จดจำหมายเลขสายด่วนในการช่วยชีวิตว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ปกครองของเด็กจะสอนให้เด็กจดจำหมายเลข 911 ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ โดยสอนวิธีการกดโทรศัพท์ และการปลดล็อคโทรศัพท์เพื่อโทรหาสายด่วนในการช่วยชีวิต โดยได้มีกรณีเด็กผู้หญิง 3 ขวบที่สามารถช่วยชีวิตพ่อได้จากการโดนมีดฟันแขนและตัดเส้นเลือดใหญ่ได้

“ครอบครัวในประเทศไทยเองควรจะนำวิธีนี้มาปรับใช้ เพื่อลดความสูญเสียจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากทราบว่ามีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ก็ควรต้องยิ่งระมัดระวัง เมื่อเห็นอาการผิดปกติ เช่น แขนขาชา ปากเบี้ยวฉับพลัน หายใจติดขัด ควรรีบบอกคนใกล้ชิดโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที”นพ.ภูมินทร์กล่าว

ข้อมูลอ้างอิง Posttoday

มาสอนลูก “แจ้งเหตุ” ในยามเกิดเหตุร้ายกันเถอะ

เด็กในยุคปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ หรือสมาร์ทโฟน เพราะเด็กในยุคนี้ได้สัมผัส พบเจอสิ่งเหล่านี้เป็นประจำปกติ ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินไปหากพ่อแม่จะสอนวิธีการโทรแจ้งเบอร์โทรฉุกเฉิน เบอร์ตำรวจ หรือสายด่วนต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ประสบเหตุได้แจ้งขอความช่วยเหลือ ดังนั้นเรามาดูวิธีการสอนลูกให้รู้จักแจ้งเหตุตามลำดับกัน โดยการสอนลูกในเรื่องนี้ควรสอนเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีการกำหนดอายุที่ชัดเจน แต่ส่วนมากแล้วมักจะสอนเมื่อลูกอายุประมาณ 4 ปีขึ้นไปเสียก่อน

เบอร์โทรฉุกเฉิน ยามเจ็บป่วยกะทันหัน อุบติเหตุ ฉุกเฉิน
เบอร์โทรฉุกเฉิน ยามเจ็บป่วยกะทันหัน อุบติเหตุ ฉุกเฉิน
  • เหตุฉุกเฉินคืออะไร

นี่คงเป็นคำถามแรก ๆ ในใจของเด็ก เมื่อเราสอนให้ลูกจดจำเบอร์โทรฉุกเฉินต่าง ๆ บางครั้งพ่อแม่อาจไปกังวัลว่าลูกตัวน้อยของเราจะสามารถจดจำเบอร์โทรเหล่านั้นได้หรือไม่ แต่หลงลืมไปถึงการสอนให้ลูกรู้จักการประเมินสถานการณ์ การสอนว่าเหตุการณ์แบบไหนถึงเรียกได้ว่าฉุกเฉิน โดยวิธีการสอนที่ดีที่สุด คือ การให้ลูกได้เล่นบทบาทสมมติในอาชีพต่าง ๆ เช่น การจำลองเหตุการณ์ให้ลูกเป็นนักดับเพลิง เป็นคุณหมอ เป็นพยาบาล เป็นตำรวจ เป็นต้น จะทำให้ลูกได้รู้ถึงหน้าที่ของแต่ละอาชีพ แต่ละอาชีพนั้นมีบทบาทช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร และพ่อแม่ก็สามารถอธิบายเพิ่มเติมในการเข้าถึงพวกเขาเหล่านั้น หากเราต้องการได้รับการช่วยเหลือ

  • อธิบายวิธีการใช้โทรศัพท์

คงไม่เถียงว่าเด็กปัจจุบันอาจคุ้นเคยกับการจับสมาร์ทโฟน แต่ก็ยังควรให้ลูกได้รู้จักวิธีการใช้โทรศัพท์กับเครื่องที่บ้าน โดยชี้ให้ลูกเห็นถึงตำแหน่งที่วางโทรศัพท์ หรือหากเป็นสมาร์ทโฟนก็ต้องแน่ใจว่าลูกรู้รหัสปลดล็อคหน้าจอของคุณ หรือเราอาจจะตั้งค่าปุ่มโทรฉุกเฉินไว้เลย แต่ก็ต้องบอกกล่าวให้ลูกรู้ว่าจะใช้ปุ่มดังกล่าวอย่างไร โดยควรให้ลูกได้ทดลองกดโทรหาเบอร์ฉุกเฉินก็จะเพิ่มความมั่นใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้นว่า ลูกจะสามารถโทรขอความช่วยเหลือได้จริง

สอนลูกรู้จักแจ้งเหตุร้าย
สอนลูกรู้จักแจ้งเหตุร้าย
  • หาวิธีช่วยจำ

เด็กก็คือเด็ก การหาวิธีช่วยให้ลูกสามารถจำเบอร์โทรฉุกเฉิน สายด่วนต่าง ๆ ได้คงเป็นเรื่องที่น่าวางใจกว่า การให้เขานั่งท่องจำเฉย ๆ และนอกจากการให้ลูกจำถึงเบอร์เหล่านั้นได้แล้ว อีกสิ่งที่ต้องสอนให้ลูกจำได้ คือ ข้อมูลต่าง ๆ ของตัวเอง เช่น บ้านเลขที่ เบอร์โทรศัพท์บ้าน หรือแม้แต่ชื่อ นามสกุลของตนเอง และคนในบ้านหากจำได้ เพราะเวลาโทรไปแจ้งเรื่องต่าง ๆ การที่เราให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ไปบางส่วนก็จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น และสามารถมาช่วยเหลือได้ทันเวลา แต่ข้อมูลช่างมากมายเสียเหลือเกินการช่วยหาวิธีให้ลูกจดจำ เช่น การแต่งเป็นเพลงร้องบ่อย ๆ หรือการจดไว้ในสมุดที่ใกล้ ๆ โทรศัพท์เผื่อเวลาฉุกเฉินก็สามารถหยิบมาอ่านแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ เป็นต้น

  • มาเล่นเป็นนักแสดงกันเสียหน่อย

พ่อแม่สามารถจำลองเหตุการณ์ให้ลูกได้เรียนรู้ และได้ลองปฎิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุได้ด้วยการเล่นบทบาทสมมติ โดยคุณอาจให้โทรศัพท์ของเล่นให้แก่ลูก ลองกดเบอร์โทรฉุกเฉินที่เราให้เขาท่องจำไว้ แล้วจำลองเหตุการณ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่พูดสาย สอบถามลูกดูว่าเขาสามารถโต้ตอบได้หรือไม่ แล้วสอนลูกว่าควรตอบอย่างไร เพื่อให้ลูกสามารถเห็นภาพ และจำได้ว่าควรทำตัวอย่างไรถูก

เบอร์โทรฉุกเฉินต่างๆ  ที่ควรจดจำ

สายด่วน เบอร์โทรฉุกเฉินของประเทศไทยยังคงมีการแยกประเภทการแจ้งเหตุกันอยู่ แต่ถึงอย่างไรหากต้องการให้ลูกจดจำเบอร์สำคัญ ๆ ก็คงไม่ต้องให้เขาจำทุก ๆ เบอร์ที่มี โดยเบอร์โทรสำคัญ ๆ ที่ลูกควรรู้ เช่น 191 หรือ 1669 เพียงเบอร์ใดเบอร์หนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเด็ก เพราะถึงอย่างไรเจ้าหน้าที่ ที่รับการแจ้งเหตุจากเด็กก็จะประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เอง แต่การรู้ถึงเบอร์โทรฉุกเฉินต่าง ๆ เอาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายสำหรับผู้ใหญ่แต่อย่างไร อย่างไรก็ตามควรติดเบอร์โทรเหล่านี้ไว้ในที่ ๆ เห็นได้ชัดเจนเผื่อใช้ในยามฉุกเฉินก็เป็นเรื่องที่ไม่ประมาทดีเช่นกัน

เบอร์โทรฉุกเฉิน ที่ควรมีติดบ้าน
เบอร์โทรฉุกเฉิน ที่ควรมีติดบ้าน

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ คำ ๆ นี้ยังคงใช้ได้เสมอ การที่ให้ลูกรู้จักเตรียมตัว เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุการณ์จริง ไม่ใช่เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ หรือกระต่ายตื่นตูมแต่อย่างใด การให้ลูกได้เรียนรู้วิชาชีวิตไว้บ้าง ก็เป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งที่เขาควรได้รับการสอนสั่งจากเราคนเป็นพ่อเป็นแม่ คนที่ลูกไว้ใจ และเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องคอยสอนสั่งลูกในทุก ๆ ด้านของการใช้ชีวิต วิชาใด ๆ ในโลกล้วนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ หากขาดการนำไปใช้ได้จริง มาร่วมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้แก่ลูกของเรากันเสียแต่วันนี้กันเถอะ

รูป และข้อมูลอ้างอิงจาก today.line.me /องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม เบอร์โทรฉุกเฉิน เมื่อเกิดภัยทุกคนต้องมี

4 ข้อควรคำนึง เล่นกับลูก ให้สนุก-ปลอดภัย ช่วยลูกมีพัฒนาการที่ดีได้

4 อุทาหรณ์ !ป้อนยาลูกผิด พร้อมวิธีสังเกตอาการหลังป้อน

ลูกนิ้วขาด ทำไงดี วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถ้าอวัยวะขาด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

G6PD คือ

โรค G6PD คือ อะไร อันตรายกับลูกแค่ไหน พ่อแม่ควรรู้!

G6PD คือ โรคพร่องเอนไซม์ ถือเป็นหนึ่งใน โรคผิดปกติทางพันธุกรรม ที่อาจเกิดขึ้นได้กับลูกน้อย จะอันตรายแค่ไหน และสามารถรักษาหายขาดได้หรือไม่ ทีมแม่ ABK มีคำตอบมาให้ค่ะ

G6PD คือ โรคอะไร

G6PD หรือ ภาวะขาดเอนไซม์ G6PD คือ ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากแม่ไปสู่ลูก ทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานได้เป็นปกติ จึงอาจส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัวจนเกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยในทารกแรกเกิดที่มีอาการผิดปกติหลังคลอดที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงขาดเอ็มไซม์จีซิกพีดี จะเกิด “ภาวะตัวเหลือง” มีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองตั้งแต่แรกเกิด

โดยโรค G6PD นี้มีโอกาสที่ลูกชายจะเป็นโรคร้อยละ 50 ส่วนลูกสาวจะเป็นพาหะร้อยละ 50 ดังนั้นโรคนี้จึงพบในเด็กผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง เช่นเดียวกับที่คุณแม่ป้ายแดง “ใหม่ สุคนธวา เกิดนิมิตร” ที่เพิ่งคลอดลูกชาย “น้องชิณะ สิริ์ปุณณ์” เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยน้องมีภาวะตัวเหลืองต้องเข้าตู้อบ สาเหตุมาจากเลือดของลูกกับแม่คนละกรุ๊ป และ น้ำนมแม่ยังไม่มา ลูกขาดสารอาหาร

G6PD คือ
ขอบคุณภาพจาก IG @maisukhon

และล่าสุดผ่านมาวันที่ 5 หลังคลอด คุณแม่ใหม่ก็ได้อัปเดตสุขภาพของลูกชาย โดยทีมแพทย์แจ้งข่าวพบว่า ลูกชายตรวจเจอว่าเป็น โรคพร่องเอนไซม์G6PD ซึ่งจะทำให้มีตัวเหลือง และจะเป็นโรคประจำตัวตลอดชีวิตไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คาดเป็นกรรมพันธุ์ถ่ายทอดมาจากฝั่งบ้านตน แต่ไม่กังวลเพราะได้เช็กข้อมูลก็พบว่ามีเด็กจำนวน 7 ใน 10 ราย สามารถเป็นได้เพียงแต่ต้องระวังการกินของลูกนั่นคือประเภทถั่วและเบอร์รี่

โดยตัวคุณใหม่เองก็ยอมรับว่า ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของตัวเองด้วยเหตุผลกลัวตกค้างในน้ำนมไปหาลูก และมองบวกว่าโชคดีที่ตนทำบุญบ่อยเลยไม่วิตกกังวล ถือลูกชายเป็นของขวัญที่เบื้องบนส่งมาให้วันเกิดวัย 39 ปี

ลูกตัวเหลือง ส่องไฟ

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกเป็นภาวะพร่องเอนไซน์ G6PD?

ในทารกแรกเกิดที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงขาดเอ็มไซม์จีซิกพีดี จะเกิด “ภาวะตัวเหลือง” มีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากมีบิลิรูบินในเลือดสูงกว่าปกติ และโลหิตจางเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน มีสีอุจจาระซีดลง หรือปัสสาวะสีเหลืองเข้มมากหรือเป็นสีน้ำปลา มีไข้ ซึม ไม่ดูดนม ท้องอืด เกร็ง หรือชัก

ทารกที่มีภาวะซีดเหลืองจากโรคจีซิกพีดีในระดับเบา แพทย์จะรักษาด้วยการส่องไฟ เพื่อช่วยลดปริมาณสารสีเหลืองในเลือด และขับสารเหลืองออกจาากร่างกายทางปัสสาวะ และอุจจาระ แต่หากทารกมีอาการซีดเหลืองจากโรคจีซิกพีดี ในระดับรุนแรง แพทย์จะรักษาด้วยการเปลี่ยนถ่ายเลือด เพื่อลดระดับบิลิรูบินในเลือดลงอย่างรวดเร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติทางสมองของทารก

ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะพร่องเอนไซม์G6PD

  1. โรคติดเชื้อ ที่เกิดจากแบคทีเรีย ไวรัส หรือรา เช่น โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคปอดอักเสบ โรคไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น นอกจากนี้การติดเชื้อบางอย่าง เช่น ไข้หวัด หรือหลอดลมอักเสบ ก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกได้
  2. การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ถั่วบางชนิด โดยเฉพาะถั่วปากอ้า บลูเบอร์รี่ รวมทั้งสารอาหารหรือสารปรุงแต่งอื่น ๆ ที่เติมลงไปในอาหาร เช่น ในขนมขบเคี้ยว อาหารหรือน้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง ไส้กรอก เป็นต้น
  3. ยาบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชัน
  4. สารเคมีบางชนิด เช่น เมนทอลที่พบได้ในขนมประเภทลูกอมและในยาสีฟัน การบูร ลูกเหม็น เป็นต้น

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

เมื่อลูกเป็นโรค G6PD ควรดูแลอย่างไร

G6PD คือ “โรคแพ้ถั่วปากอ้า” ในอีกชื่อหนึ่งแม้การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ในเด็กทำได้ค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและหลีกเลี่ยงปัจจัยเพื่อไม่ให้เกิดอาการของโรคแทนได้

  • ควรดูแลสุขภาพลูกให้เหมือนเด็กปกติทั่วไป รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ป้องกันการติดเชื้อ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย และไม่เครียด
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ สอนลูกไม่เลือกกินเฉพาะอาหารที่ชอบ เพราะจะขาดความสมดุลของสารอาหาร ซึ่งสารอาหารบางอย่างช่วยต้านการเกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชัน
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและพอดี ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม เพราะจะเพิ่มการใช้ออกซิเจนอย่างมากและกล้ามเนื้อทำงานหนัก จนอาจชักนำให้เกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชัน
  • เมื่อมีไข้ สังเกตเห็นอาการซีด ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรือการติดเชื้อให้ไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรักษาสาเหตุของไข้
  • เมื่อมีอาการเจ็บป่วย ไม่ควรซื้อยารับประทานกินเองไม่ว่ากรณีใด ๆ และควรแจ้งให้คุณหมอหรือพยาบาลทราบทุกครั้งว่ามีอาการป่วยเป็นโรคจีซิกพีดี
  • สอนให้ลูกหลีกการรับประทานอาหารบางอย่างเช่น ถั่วปากอ้า พืชตระกูลถั่วหรือสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้เกิดภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน รวมทั้งสอนให้สังเกตอาการผิดปกติของร่างกายที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อได้รับสารกระตุ้น เช่น สีของปัสสาวะ สีผิวที่อาจซีดเหลือง เป็นต้น
  • ควรแจ้งทางโรงเรียนและครูประจำชั้นให้ทราบว่าลูกเป็นโรคจีซิกพีดีหรือโรคแพ้ถั่วปากอ้า และเขียนรายชื่ออาหารและยาที่ไม่ควรให้ลูกรับประทาน
  • เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะจีซิกพีดี ในหลายสถานพยาบาลมักให้บัตรประจำตัวแก่ผู้ที่เป็นโรคพร่องเอนไซม์G6PDควรพกบัตรติดตัวไว้

อย่างไรก็ตาม อาการของภาวะโรคจีซิกพีดีจะมีความรุนแรงไม่เท่ากันในแต่ละคน และส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการผิดปกติเลยหากไม่ได้รับหรือสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการได้ หรือได้รับสารกระตุ้นในปริมาณมาก ๆ จึงจะแสดงอาการป่วย และเนื่องจากโรคทางพันธุกรรมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นหากลูกมีสภาวะเสี่ยงหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคพร่องเอนไซม์G6PD คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลเป็นพิเศษและให้ความสำคัญในเรื่องอาหารและยาที่มีผลทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันได้ คอยสังเกตอาการหากบังเอิญได้รับสารกระตุ้น เมื่อมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อรักษาอาการโดยทันทีนะคะ


ขอบคุณข้อมูลจาก : nineentertain.mcot.netwww.bccgroup-thailand.com ,  www.pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ภาวะน้ำเป็นพิษ ในทารก เหตุผลว่าทำไมลูกต่ำกว่า 6 เดือน ไม่ควรกินน้ำ

ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด การดูแลและวิธีส่งเสริมพัฒนาการลูก

เชื้อ CMV คืออะไร ไวรัสที่คนท้องติดเชื้อได้ มีผลต่อทารกแรกเกิด

ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย พัฒนาการลูกจะเป็นอย่างไร อันตรายไหม

คอกกั้นเด็ก ยี่ห้อไหนดี

เลือก คอกกั้นเด็ก ยี่ห้อไหนดี คุณภาพสมราคา คุณแม่โหวต HOYO เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในดวงใจ

คุณแม่ทราบไหมคะว่า อุบัติเหตุภายในบ้านเป็นอันตรายต่อลูกน้อยไม่แพ้อุบัติเหตุจากการเดินทางหรือกิจกรรมบอกบ้านเลย ข้อมูลจากการสำรวจโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาพบว่ากว่า 30 % ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับทารกและเด็กเล็กเกิดขึ้นในบ้าน เช่น ตกบันได ตกเตียง ไฟช็อต หรือของมีคมบาด น่าตกใจใช่ไหมล่ะคะ

เนื่องจากเด็กเล็กๆที่เริ่มคลาน หรือกำลังเดินเตาะแตะมักสนุกกับการเคลื่อนไหว สัมผัสสิ่งของรอบตัว จึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้เพียงเสี้ยววินาที จริงๆแล้วปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ ด้วยการใช้คอกกั้นเด็กมาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกน้อย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม แต่คุณแม่ยุคใหม่จะเลือกใช้ คอกกั้นเด็ก ยี่ห้อไหนดี  มาฟังคำตอบกันค่ะ

คอกกั้นเด็ก ยี่ห้อไหนดี แม่ทั่วประเทศยกให้ยี่ห้อนี้เป็นแบรนด์ในดวงใจ

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ได้จัดการมอบรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2020ต่อเนื่องในปีที่ 2 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับแม่ลูกในดวงใจ จากการเสนอชื่อและคะแนนของคุณแม่ทั่วประเทศกว่า 10,000 คน โหวตให้คอกกั้นเด็กจากแบรนด์ HOYO ได้รับคะแนนสูงสุด และคว้ารางวัล Mommy’s Choice สาขา  Best Baby Playpen ในปีนี้

คอกกั้นเด็ก ยี่ห้อไหนดี

ทำไมแม่ยุคใหม่เลือกคอกกั้นเด็กพรีเมี่ยม HOYO เพิ่มความปลอดภัยให้ลูกน้อย

เมื่อลูกน้อยต้องการอิสระที่จะเคลื่อนไหว เล่นสนุกมากขึ้นตามวัย แต่บางครั้งคุณแม่ก็ไม่อาจเฝ้าระวังได้ทุกฝีก้าวเพราะมีงานบ้าน งานครัวให้ต้องทำ หรือพื้นที่บ้านมีข้าวของ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับลูกน้อย การเลือกใช้คอกกั้นเด็กพรีเมี่ยม ที่ไม่ใช่แค่กั้นเขตพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นเบาะนุ่มๆและฟังก์ชั่นเหมาะกับวัยของลูกน้อย ซึ่งคอกกั้นเด็ก HOYO สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด (แทนเตียงเด็กได้เลย) คุณแม่ยุคใหม่ จึงเลือกให้  HOYO เป็นคอกกั้นเด็กอันดับหนึ่งในดวงใจ มาฟังเหตุผลบางส่วนจากคุณแม่ตัวจริงกันค่ะ

 

คอกกั้นเด็ก ยี่ห้อไหนดี

“ตามหาคอกกั้นเด็กอยู่นานเลยค่ะ เพราะยังไม่เจอขนาดที่เหมาะกับห้อง และวัยของลูก จนลองหาศึกษาคอกกั้นเด็กของ HOYO แล้วพบว่าสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายแบบ ตอนลูกเล็กๆ ก็ทำเป็นคอกไซส์เล็กไว้ข้างเตียงนอน พอลูกเริ่มโต ก็ย้ายมาวางอีกห้อง ขยายคอกได้ใหญ่ขึ้น ใช้งานยาว มีรับประกันสินค้าและบริการดูแลซ่อมแซมตลอดอายุการใช้งานด้วย ซื้อครั้งเดียวคุ้มเลยค่ะ”

คอกกั้นเด็ก ยี่ห้อไหนดี

 

“แม่มองเรื่องคุณภาพเป็นหลักค่ะ อยากได้คอกกั้นเด็กที่ทำจากวัสดุปลอดภัย ไม่มีสารเคมีอันตราย เพราะลูกชอบเอาของเข้าปาก เบาะต้องนุ่ม ล้มไม่เจ็บ  HOYO ตอบโจทย์ตรงนี้หมดเลยค่ะ ตัวผนังกั้น ไม่มีน็อตแหลมคม แต่เป็นซิปขนาดใหญ่แข็งแรงดีมาก แถมเช็ดทำความสะอาดง่าย ลูกจะทำเละแค่ไหน แม่ก็เคลียร์ได้สะอาดเกลี้ยงแบบไม่เหนื่อยแรง เห็นลูกเล่นสนุก มีความสุขมากเลยค่ะ”

“ตอนแรกที่คิดว่าจะใช้คอกเด็ก แต่เห็นรีวิวเยอะว่าใช้แล้วปลอดภัย จนได้ไปลองสัมผัสด้วยตัวเองในงานแฟร์ ก็ชอบทันทีเลยค่ะ รูปทรงดูดีมาก ใช้สีอ่อนละมุน วางเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านได้กลมกลืน ที่สำคัญแทบทุกจุดของคอกถูกคิดค้นมาอย่างละเอียดให้เหมาะกับสรีระและพัฒนาการของเด็ก ทั้งผนั้งที่สูงและหนาพอเหมาะ ทำให้ลูกสามารถเกาะจับถนัดมือ เบาะแน่น ลูกจึงเดินได้เต็มเท้า ไม่ต้องเขย่ง พี่โตน้องเล็กเล่นด้วยกันสนุกดี ปลอดภัย กลายเป็นพื้นที่ของทุกคนในครอบครับ คุณภาพเกินราคาจริงๆค่ะ”

HOYO แบรนด์คอกกั้นเด็กพรีเมี่ยม ที่สามารถป้องกันอันตรายให้ลูกน้อยดีเยี่ยม ผลิตจากวัสดุคุณภาพดีมาตรฐานระดับโลก เอกสิทธิ์เฉพาะแบรนด์ HOYO ทำให้นุ่มเฟิร์มพิเศษขนาดที่ “ไข่ตกไม่แตก” ช่วยให้คุณแม่หมดกังวลเรื่อง “ล้มหัวกระแทก” หรือได้รับบาดเจ็บรุนแรง แถมนอนสบายทุกเพศทุกวัย รูปลักษณ์เรียบหรูเข้ากับบ้านทุกสไตล์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลายเพื่อตอบโจทย์พื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัว

 

คุณแม่ที่สนใจผลิตภัณฑ์ HOYO สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่

WEBSITE: www.hoyosoftandsafe.com
Facebook  : http://www.facebook.com/hoyosoftandsafe/
Instragram : https://www.instagram.com/hoyosoftandsafe/
line@ : @hoyosoftandsafe (with@)

 

ถุงเก็บน้ำนม

รีวิวของดีต้องลอง ถุงเก็บน้ำนม NANNY แข็งแรง ใช้ง่าย มั่นใจว่าปลอดเชื้อสูงสุด

การเลือก ถุงเก็บน้ำนม ให้ได้คุณภาพดีไม่ใช่แค่จุน้ำนมได้เยอะ เก็บได้สนิท ไม่ซึมเลอะเทอะเท่านั้น แต่ถุงน้ำนมควรมีความสะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรค ไม่ต่างจากภาชนะอื่นๆ อย่างขวดนมจุกนม เพราะเป็นส่วนที่สัมผัสกับน้ำนมโดยตรง หากไม่สะอาดจริง น้ำนมปนเปื้อนลูกจะได้รับเชื้อเหล่านั้นทันที ยิ่งช่วงนี้มีโรคระบาดที่ติดต่อผ่านการสัมผัสเกิดขึ้นมากมาย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น

สำหรับคุณแม่นักปั๊มที่กำลังมองหา ถุงเก็บน้ำนม ในดวงใจแต่ยังไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี ทีมบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ลองศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบดูแล้วจึงพบว่า ถุงเก็บน้ำนมของแบรนด์ Nanny เป็นผลิตภัณฑ์ที่สะอาด และมั่นใจได้ว่าปลอดเชื้อแน่นอน เป็นเพราะอะไรมาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ

ถุงเก็บน้ำนม

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้ NANNY เป็น ถุงเก็บน้ำนม ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา Best Breast Milk Storage Bags จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

หากมองเพียงผิวเผิน ถุงเก็บน้ำนม Nanny ดูเหมือนถุงเก็บน้ำนมทั่วไป ขนาดเหมือนๆ กัน ใช้วัสดุคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อลองสังเกตให้ดีจึงพบว่า “ถุงมีสีอมเหลือง” และ “มีกลิ่นเฉพาะ” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของถุงน้ำนมที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแบบพิเศษที่ปลอดภัยที่สุด

ระบบฆ่าเชื้อแบบแกมม่า ทุกขั้นตอนไร้มือสัมผัส

การฆ่าเชื้อเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการผลิตถุงเก็บน้ำนมให้ปลอดภัย ปราศจากเชื้อ  สำหรับถุงเก็บน้ำนม NANNY ใช้ระบบฆ่าเชื้อแบบแกมม่า (Gamma Irradiation Process)ซึ่งเป็นวิธีฆ่าเชื้อตามมาตรฐานสากล มีความปลอดภัยสูง โดยใช้รังสีแกมม่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่มีอนุภาพ และสามารถทะลุผ่านถุงเก็บน้ำนมเข้าไปฆ่าเชื้อและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ โดยไม่มีสารตกค้าง ทำให้น้ำนมที่ใส่ในถุงแล้วไม่เสียง่าย และปลอดภัยจากสารปนเปื้อนต่างๆ

ด้วยกระบวนการผลิตถุงเก็บน้ำนม NANNY ที่ใส่ใจเรื่องความสะอาดอย่างแท้จริง โดยหลังจากบรรจุถุงในกล่องบรรจุภัณฑ์แล้วจะนำไปผ่านการฆ่าเชื้อด้วยระบบแกมม่า พร้อมส่งตรงถึงมือคุณแม่โดยไม่การผ่านสัมผัสใดๆจากคนอีกเลย นี่คือขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่า น้ำนมที่เก็บไว้ในถุงเก็บน้ำนมจะสะอาด ปลอดภัยแน่นอน

ถุงเก็บน้ำนม

“สีอมเหลือง และกลิ่น” เป็นเครื่องหมายของถุงเก็บน้ำนมคุณภาพดี

คุณแม่ลองใช้ถุงเก็บน้ำนม NANNY ครั้งแรกอาจไม่คุ้นเคยกับ “สีอมเหลืองและกลิ่น” ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ซึ่งนั่นเป็นจุดสังเกตที่จะมีเฉพาะในถุงเก็บน้ำนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบแกมม่าเท่านั้น สำหรับกลิ่นเฉพาะนี้จะค่อยๆจางหายไปเอง คล้ายกับการตากผ้าในแดดจัดก็จะมีกลิ่นแดดติดอยู่และหายไปในไม่กี่วัน ที่สำคัญถุงเก็บน้ำนม NANNY เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ถึง 3 ฉบับ จากสถาบัน TUV ประเทศเยอรมัน จึงหมดกังวลได้เลยค่ะ

เรามาดูที่รายละเอียดบนผลิตภัณฑ์กันบ้าง ถุงเก็บน้ำนม NANNY ทุกใบ ออกแบบอย่างเข้าใจ ทั้งซิปล็อก 2 ชั้นให้ปิดสนิทไม่รั่วซึม ตัวถุงทำจากวัสดุคุณภาพดี มีก้นให้ตั้งได้ ไม่ล้ม สะดวกทั้งตอนเทน้ำนมใส่ขวดและจัดเก็บในช่องแช่แข็ง รายละเอียดบนหน้าถุงพิมพ์ด้วยสีน้ำ ไร้สารตกค้าง ส่วนพื้นที่สำหรับเขียนบันทึก วัน/เดือน/ปีที่เก็บ และปริมาณน้ำนมอยู่ส่วนบนสุดของถุง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของหมึกปากกาในน้ำนม  ปากถุงปิดสนิทปลอดภัยจนกว่าจะใช้งาน

NANNY เป็นแบรนด์ถุงน้ำนมที่คุณแม่ส่วนใหญ่รู้จักกันดี เพราะมีตัวเลือกตรงกับการใช้งานของคุณแม่ ทั้งถุงขนาด 5 ออนซ์ และ 8 ออนซ์ ซึ่งมีทั้งแบบกล่องเล็กจำนวน 30 ชิ้น กล่องกลาง 40 ชิ้น และกล่องใหญ่ 60 ชิ้น ในราคาสบายกระเป๋า ด้วยความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ได้ใช้ของคุณภาพดีในราคาไม่แพง หาซื้อสะดวก

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ ถุงเก็บน้ำนม Nanny ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา Best Breast Milk Storage Bags จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

สำหรับคุณแม่ที่สนใจถุงเก็บน้ำนมแนนนี่ สามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โลตัส บิ๊กซี และร้านค้าเบบี้ช็อปตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ www.picnicmall.net

โรคผิวหนังอักเสบ

เด็กกว่า 165 ล้านคนทั่วโลกประสบปัญหา “โรคผิวหนังอักเสบ” ส่งผลต่อการใช้ชีวิต

“เด็ก 165 ล้านคนทั่วโลกประสบปัญหา โรคผิวหนังอักเสบ และคาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกน่าจะมีปัญหาผิวหนัง”

“ทุกๆ 1 ใน 10 คนจะเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หากเด็กแรกเกิด ผิวหนังอักเสบ มีผื่นแห้ง แดง คัน ก็จะรบกวนการนอนของเด็ก และรบกวนการนอนของพ่อแม่เช่นกัน”

“เด็กที่เป็นสิว มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนทั่วไปถึง 46%”

ตัวเลขทางสถิตินี้ บอกเราได้ว่า ปัญหาผิวที่เกิดกับลูกน้อยไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับร่างกายภายนอกเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก การใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิตของเราด้วย

เด็กทั่วโลกมีปัญหาผิวหนังอักเสบ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 LA ROCHE-POSAY (ลาโรช-โพเซย์) จัดงาน DERMLIVE  BY LA ROCHE-POSAY เพื่อชี้ให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของปัญหาผิวที่สามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตเราได้จริงๆ โดยมี Influencer, Blogger, คุณหมอ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน จากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก

LA ROCHE-POSAY ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์สกินแคร์ แต่เป็นแบรนด์ที่ต้องการทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น และไม่เฉพาะผิวของคนที่เป็นโรคเท่านั้น แต่รวมถึงผิวคนปกติที่อยากจะสุขภาพดีขึ้นด้วย

ภายในงานจัดเป็น LIVE TALK จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาผิวหนัง ทั้งในเรื่อง สิว และ โรคผิวหนังอักเสบ ส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศส โดยมีกิมมิคให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถล็อคอินผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเข้าไปยังห้องต่างๆ ภายในเว็บไซต์ DERMLIVE และสามารถ live chat ส่งคำถามที่สงสัย และทำ Quiz สนุกๆ เกี่ยวกับปัญหาผิวร่วมไปตลอดทั้งงาน

la roche posay derm live

โดยข้อมูลสถิติข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ทำให้ LA ROCHE-POSAY มุ่งมั่นที่จะพัฒนา ค้นคว้าและวิจัยผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อที่จะตอบสนองและดูแลผู้ที่มีปัญหา ผิวหนังอักเสบ เนื่องจากผิวหนังมีตัวรับสัมผัสที่ลิงก์กับสมองโดยตรง อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับผิวสามารถส่งผลต่อระบบอื่นๆ เช่น เวลาเป็นผื่น ทำให้เกิดความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลหลั่งออกมา ก็ยิ่งที่ให้คุณภาพผิวแย่ลงด้วย หรือในคนที่เป็นสิว หรือผื่นผิวหนัง ผู้คนอาจรังเกียจไม่กล้าเข้าใกล้ คิดว่าเป็นโรคติดต่อหรือเปล่า ทำให้เกิดความเครียดในการเข้าสังคมตามมา

ในปี 2011 เป็นปีแรกที่ลาโรช-โพเซย์ มุ่งมั่นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่เรียกว่า MICROBIOME SCIENE ซึ่งก็คือสมดุลของแบคทีเรียบนผิวหนัง ผิวของเรามีแบคทีเรียเป็น Skin Barrier ปราการด่านแรกที่คอยปกป้องผิวของเราอีกชั้นหนึ่ง ไม่ให้แบคทีเรีย สิ่งสกปรก หรือสารก่อภูมิแพ้ผ่านลงสู่ผิว ถ้าแบคทีเรียในผิวเราไม่สมดุลกัน เราก็ต้องทำการปรับแบคทีเรียในผิวให้สมดุลด้วยหลักการ Skin Microbiome

la roche posay

LA ROCHE-POSAY เชื่อว่า ถ้าเราดูแล Skin Microbiome ให้ดี เท่ากับเราดูแลสุขภาพผิวของเราได้ดี ดังนั้น ทุกผลิตภัณฑ์ของ LA ROCHE-POSAY จึงมีส่วนผสมของน้ำแร่ LA ROCHE-POSAY ถือเป็นพรีไบโอติกที่เป็นอาหารของแบคทีเรียตัวดีให้แข็งแรง ปรับแบคทีเรียให้สมดุล ทำให้แบคทีเรียตัวดีแข็งแรง และคอยปกป้องสุขภาพผิวเราให้ดีขึ้น

และจากการศึกษาเรื่องความไม่สมดุลของ Skin Microbiome ซึ่งมีผลกระทบต่อผิว มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน LA ROCHE-POSAY ได้ชู 3 ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ของงานนี้ ที่จะช่วยแก้ปัญหาผิวและทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น

ลาโรซ-โพเซย์

  1. EFFACLAR DUO(+) เป็นมอยซ์เจอไรเซอร์บำรุงผิว ช่วยลดปัญหาสิว และรอยสิว ที่มีสารสำคัญตัวหนึ่ง คือ APF หรือ Aqua Posay Filiformis เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวที่เป็นสิวตัวแรก และตัวเดียวในตอนนี้ที่เคลมว่าปรับ Skin microbiome ได้ หากรู้สึกว่าผิวไม่สมดุล ทาตัวนี้แล้วจะช่วยปรับให้ผิวสมดุลขึ้นได้
  2. LIPIKAR BAUME AP+M เป็นบาล์มบำรุงผิวหน้าและผิวกาย ที่ได้ผสาน 3 ส่วนผสมสำคัญที่ช่วยให้ความชุ่มชื้น ที่ผสาน Aqua Posay Filiformis เข้ากับ Microresyl เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากลาโรช-โพเซย์ พร้อมน้ำแร่ที่ช่วยปลอบประโลมผิว ลดความรู้สึกระคายเคืองจากผิวที่ห้องในทันที เหมาะสำหรับผิวแห้งมาก ช่วยให้คันน้อยลง และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ที่สำคัญสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันแรกของเด็กแรกเกิด ถือว่าอ่อนโยนมากๆ

la roche posay lipikar

  1. EFFACLAR SERUM ช่วยในการสลายผิวอุดตันตั้งแต่ต้นตอ ด้วยโมเลกุลสำคัญ 3 ชนิดได้แก่ LHA ซาลิไซลิก แอซิด และไกลโคลิก แอซิด ทำงานประสานกันเพื่อให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพราะสิวอุดตันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากต้องการขจัดปัญหาสิวเรื้อรัง ต้องยุติมันก่อนจะพัฒนาเป็นสิวเสี้ยน สิวอักเสบที่ทิ้งรอยดำรอยแดง

la roche posay serum

สำหรับเด็กมักจะเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่าผู้ใหญ่ โดย 50% สามารถหายในช่วงวัยเด็ก เพราะโรคนี้เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน หากเป็นภูมิแพ้จะเป็นหลายระบบเชื่อมโยงกัน ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่สามารถหยุดภูมิแพ้ในเด็กได้ในระบบหนึ่งก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภูมิแพ้กับระบบอื่นๆ ได้ ทั้งยังช่วยลดความรู้สึกกังวลใจ เพิ่มความมั่นใจในการเข้าสังคม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา เพราะเรื่องผิวไม่ใช่แค่เพียงปัญหาร่างกายภายนอกเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราได้จริงๆ

la roche posay kol

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ “มหกรรมวิทย์ 63” สร้างปรากฏการณ์ Hybrid Event ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ “มหกรรมวิทย์ 63” สร้างปรากฏการณ์ Hybrid Event ที่สมบูรณ์แบบที่สุด อพวช. มั่นใจปี 2564 พร้อมจัดงานทั้งออนกราวน์และออนไลน์ สู้โควิด-19

ตลอด 11 วันของการจัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2563” ตั้งแต่วันที่ 13-23 พฤศจิกายน 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไปในการเข้าเยี่ยมชมผลงานและศักยภาพทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ทันสมัย จากทั้งหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศกว่า 93 หน่วยงาน 11 ประเทศ

ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ อพวช. ได้จัดงานมหกรรมวิทย์ฯ ในรูปแบบใหม่อย่าง Hybrid Event ตามแบบฉบับวิถีใหม่ (New Normal) โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานสามารถเข้าชมได้ 2 ช่องทาง 1.เข้าชมสถานที่จริง (On Ground) และ 2.เข้าชมผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) ในรูปแบบ Virtual Exhibition นิทรรศการเสมือน 360 องศา ซึ่งเป็นการจำลองบรรยากาศงานจริงสู่โลกออนไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในยุคโควิด-19 ผ่านทาง www.thailandnstfair.com

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีแรกที่ อพวช. จัดงานในรูปแบบ Hybrid Event  เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามที่ทางรัฐบาลกำหนดไว้ โดยอพวช. เปิดให้ผู้เข้าชมงานแบบออนกราวน์ได้ทะเบียนก่อนเข้าชมงานซึ่งยอดการจองเต็มทุกรอบทุกวัน ส่วนผู้ที่มาลงทะเบียนหน้างาน (Walk-in) มียอดการลงทะเบียนเต็มจำนวนทุกรอบทุกวันเช่นกัน”

สำหรับการชมแบบออนไลน์ซึ่งเป็นมิติใหม่สำหรับคนไทยก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสามารถรับชมพร้อมกันได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งโรงเรียนต่าง ๆ ก็สามารถเข้าให้นักเรียนไปรับชมได้ โดยไม่ต้องเดินทางมารับชมที่งานด้วยตัวเอง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ในต่างจังหวัดที่ห่างไกลได้มีโอกาสได้ชมงานแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสอีกด้วย นอกจากนี้เวลาที่อยู่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเปิดชมพร้อมกันได้ทั้งครอบครัวอย่างสนุกสนาน

“ปีนี้เราอาจจะรองรับกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ได้ลดน้อยลง แต่เราได้กลุ่มครอบครัวเพิ่มมากขึ้น  ในตลอด 11 วันของการจัดงาน เราได้เห็นบรรยากาศครอบครัวพากันมาชมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการมาชมงานแบบ 3 เจนเนอเรชั่น คือ ปู่ยาตายาย พ่อแม่ และลูก เป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบ ยิ่งในช่วงวันหยุดยาวและเสาร์อาทิตย์งานมหกรรมวิทย์ฯ เต็มไปด้วยครอบครัวที่พาลูกพาหลานตั้งแต่ระดับเด็กเล็กจนถึงเด็กโตมาชมงานอย่างคึกคัก”

จากความสำเร็จในปีนี้เกิดจากการผนึกกำลังสำคัญจากทุกภาคส่วน และ อพวช. มั่นใจว่าในปี 2564 ประเทศไทยยังต้องอยู่กับมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อไป ซึ่งจากประสบการณ์ครั้งนี้ อพวช. ก็มีความพร้อมในการเตรียมจัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2564” ซึ่งใผู้เข้าชมงานจะได้พบกับนวัตกรรมการเข้าชมงานรูปแบบใหม่ที่ล้ำกว่าปีนี้อย่างแน่นอน

ตลอด 11 วัน 93 นิทรรศการมีผู้สนใจแวะเวียนเข้าชมจำนวนมาก ทั้ง 1 วัน (บนดาว) อังคาร (SOL#1 : A DAY ON MARS) นิทรรศการที่สอนให้เรียนรู้การใช้ชีวิตบนดาวอังคารแบบฉบับ 1 วัน, ขบวนการพิทักษ์พืช พิทักษ์โลก (PLANT RANGER) การสร้างผู้กล้ามาร่วมขบวนการพิทักษ์พืช เพื่อกอบกู้โลกให้พ้นวิกฤต เจาะนวัตกรรมเกม (TECH BEHIND GAMES) นิทรรศการที่ทำให้เห็นพัฒนาการของเกมจากอดีตเมื่อ 5,000 ปีก่อนจนถึงปัจจุบันกลายเป็นกีฬาออนไลน์ที่สร้างอาชีพนักแคชเกมให้เกิดขึ้นและเป็นหนึ่งในห้าของอาชีพที่เด็กรุ่นใหม่อยากทำมากที่สุด, เมกเกอร์ : คุณสร้างอนาคต (MAKER: MAKE YOUR FUTURE) นิทรรศการเพื่อสร้างแรงบันดาลใจการเป็นเมกเกอร์ (Maker) ในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อแก้ปัญหาในชีวิต ประจำวันและต่อยอดสู่การทำธุรกิจของตนเอง

นิทรรศการสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ที่ได้นำแมวน้ำหุ่นยนต์หรือ “อุ๋งหุ่นยนต์” สัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยบำบัดผู้ป่วยอัลไซเมอร์หรือเป็นสัตว์เลี้ยงแก้เหงาให้กับผู้สูงอายุมาแสดงความน่ารักรักชังและแสนรู้ นิทรรศสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กับ การถ่ายภาพบนดวงดาวซึ่งได้รับความนิยมต่อแถวจนล้นหลาม นิทรรศการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยกับการเป็นผู้ประกาศตัวน้อยที่ไม่ธรรมดาเพราะอ่านข่าวบนดาวอังคาร

ทั้งนี้ ความสนุกและความรู้จากงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2563” ไม่ได้จบไปพร้อมกับอีเว้นท์ออนกราวน์เหมือนทุกปี  แต่ยังคงสามารถติดตามรับชมกิจกรรมต่างๆ และนิทรรศการเสมือน 360 องศา ได้ที่เว็บไซต์ www.thailandnstfair.com และเรายังมุ่งมั่นพัฒนากิจกรรมดี ๆ พร้อมส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชนไทยมีใจรักในวิทยาศาสตร์ และสนใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจต่อยอดให้เขาเหล่านั้นกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือผู้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป 

Tags

ของดีแม่ต้องมี!! เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าผสมปรับผ้านุ่ม 2 in 1 ซักพร้อมปรับในสูตรเดียว

ตามมาดูรีวิว เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1 สูตรออร์แกนิคคาโมมายล์ ที่รวมเอาน้ำยาซักผ้ากับน้ำยาปรับผ้านุ่มเข้าไว้ด้วยกัน สูตรนี้มีดียังไง? ทำไมทีมบรรณาธิการถึงคัดเลือกให้เป็น BEST BABY LAUNDRY DETERGENT ปี 2020

พราะผิวลูกน้อยแรกเกิดนั้นบอบบางแพ้ง่าย และพร้อมที่จะเกิดผดผื่นระคายเคืองได้ตลอดเวลา การเลือกผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก จึงต้องให้ความใส่ใจและพิถีพิถันในการเลือกเป็นพิเศษ คุณแม่มือใหม่จะเลือกใช้ “น้ำยาซักผ้าเด็ก” สูตรไหน? ต้องดูอะไรบ้าง? เพื่อให้มั่นใจว่าอ่อนโยนและเหมาะสำหรับผิวบอบบางของลูกน้อยอย่างแท้จริง

น้ำยาซักผ้าเบบี้มายด์ ออร์แกนิค

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้ “Babi Mild” เป็นน้ำยาซักผ้าเด็ก ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice BEST BABY LAUNDRY DETERGENT จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

ความอ่อนโยนต้องมาเป็นที่หนึ่ง

น้ำยาซักผ้าเบบี้มายด์ เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ จึงให้ความสำคัญกับความอ่อนโยนจากธรรมชาติเป็นพิเศษ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1 สูตรนี้ ใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด 0+ อ่อนโยนด้วยเอสเซ้นส์คาโมมายล์ออร์แกนิค มาตรฐานการรับรอง จาก ECOCERT

ซักสะอาดด้วยสารทำความสะอาดจากพืชธรรมชาติ

หากคุณแม่ใช้เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1 สูตรออร์แกนิคคาโมมายล์ หมดกังวลเรื่องสารเคมีที่จะเป็นสาเหตุให้ลูกน้อยเกิดอาการระคายเคืองไปได้เลย ซักสะอาดอ่อนโยนด้วยสารทำความสะอาดจากพืชธรรมชาติ พร้อมไม่ใส่สี ไม่ใส่สารฟอกขาว ไม่ใส่สารเรืองแสง ไม่ใส่สารพาราเบน ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Dermatologically tested) มาเป็นที่เรียบร้อย

เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม
เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1

ผ้านุ่มอย่างอ่อนโยน

การซักทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยน้ำยาซักผ้าเพียงอย่างเดียว เนื้อผ้าจะแข็ง กระด้าง ไม่นุ่ม ทำให้ลูกน้อยเกิดการระคายเคืองผิวเวลาสวมใส่ได้ แต่คุณแม่ก็ไม่อยากใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มให้ลูก เพราะกลัวลูกระคายเคือง  คุณแม่ๆ หมดกังวลได้เลย เพราะ เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1 สูตรออร์แกนิคคาโมมายล์ สูตรนี้พิเศษคือมี Natural Polymer ที่สกัดจากธรรมชาติช่วยเพิ่มความนุ่มแทนสารเคมีทั่วไปที่มักทำให้เกิดการระคายเคือง (ไม่มีควอท Quats) อุ่นใจได้มากยิ่งขึ้น

ประหยัดเวลาคุณแม่ลูกอ่อน

 เพราะคุณแม่ลูกอ่อนต้องทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว ไม่ว่าจะกินข้าว ทำกับข้าว เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ รวมไปถึงการซักผ้าก็เช่นกัน ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1 เป็นตัวช่วยที่สุดยอดมาก ทั้งซักทั้งปรับในขั้นตอนเดียว  ในถุงเดียวได้ผ้าสะอาด หอม นุ่ม อ่อนโยน ตอบโจทย์คุณแม่ได้ดีจริงๆ

เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1 สูตรออร์แกนิคคาโมมายล์ จึงเป็นอีกหนึ่งไอเท็มของใช้เด็กแรกเกิดที่คุณแม่ๆ ควรเตรียมไว้ให้พร้อม เพราะสามารถใช้ได้กับเด็กแรกเกิดวัย 0+ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลกันเลยทีเดียว ชุดสวยๆ ที่คุณแม่เตรียมไว้ต้อนรับลูกน้อย ก็จะสะอาดหอมนุ่มในขั้นตอนเดียว และมั่นใจได้ว่าเหมาะกับผิวที่บอบบางของลูกน้อยจริงๆ

น้ำยาซักผ้าเด็กเบบี้มายด์

เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม 2in1 สูตรออร์แกนิคคาโมมายล์ ตอบโจทย์ได้ครบ เหมาะสำหรับลูกน้อยผิวบอบบาง และคุณแม่ลูกอ่อนที่มีเวลาน้อย ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ น้ำยาซักผ้าเบบี้มายด์ ออร์แกนิค 2in1 ได้รับรางวัล Editor’s Choice BEST BABY LAUNDRY DETERGENT จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

คุณแม่สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ น้ำยาซักผ้าเบบี้มายด์ เพิ่มเติมได้ที่ http://babimild.com/th/ และช้อปสินค้าได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ ได้ง่ายๆ
Lazada   https://bit.ly/2WPScoV

Shopee https://rb.gy/obckbe

JD Central https://bit.ly/37ibTtu

Tesco Online https://bit.ly/3aehdzw

Big C Online https://bit.ly/2XCLB1p

Tops online https://bit.ly/3kpgqR8

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คุณแม่ที่มีลูกวัยแรกเกิดถึง 5 เดือน Mommy Bear Club และร่วมกิจกรรมวันนี้ รับฟรี! ชุดของขวัญสุดพิเศษ ผ้าคลุมให้นมและคู่มือคุณแม่ มูลค่ารวม 208 บาท จำนวน 500 รางวัล

คุณแม่ที่มีลูกวัยแรกเกิดถึง 5 เดือน Mommy Bear Club และร่วมกิจกรรมวันนี้  🐻 💛 รับฟรี! ชุดของขวัญสุดพิเศษ 🎁  ผ้าคลุมให้นมและคู่มือคุณแม่ มูลค่ารวม 208 บาท จำนวน 500 รางวัล

กติกาง่ายๆ
📌 คลิกลงทะเบียน https://bit.ly/34uN5ys  
📌 แคปภาพหน้าจอ Welcome email ที่คุณแม่ได้รับเมื่อสมัครคลับเรียบร้อยแล้ว (โดยมีชื่อ-นามสกุล และรายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.  2563 – 30 พ.ย.  2563)
📌 โพสต์ภาพหน้าจอ Welcome email พร้อมบอกเล่า “เคล็ดลับเลี้ยงลูกน้อยวัย 0-5 เดือน” ใต้โพสต์นี้  (ดูตัวอย่างที่การแคปหน้าจอที่ top comments ค่ะ)

เราจะคัดเลือกข้อความที่ประทับใจที่สุด 500 ข้อความ เพื่อรับชุดของขวัญ

ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bit.ly/3feTr9a  กรณีมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับกิจกรรมนี้ กรุณาติดต่อ Careline ที่เบอร์ 02-268-8866)​

Tags

Flik Flak Personalised นาฬิกาคอลเลคชั่นสุดคูล ที่เด็กๆ สามารถปักชื่อตัวเองบนนาฬิกาได้

Flik Flak (ฟลิกแฟล็ก) มองว่าเวลาคือสิ่งสำคัญและต้องการส่งเสริม ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เวลาจากนาฬิกาที่มีดีไซน์สดใสสมวัย ไม่ว่าจะเป็นเข็ม Flik และ Flak หน้าปัดสีสดใสสะดุดตา ส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนรู้การบอกเวลาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ใครจะไปรู้ว่าเราสามารถปักชื่อแสดงความเป็นเจ้าของบนสายนาฬิกาเรือนโปรดได้ Flik Flak Personalised คอลเลคชั่นทึ่เด็กๆ ทุกคนต้องมี! นาฬิกาที่เป็นมากกว่านาฬิกา เพราะไม่ใช่ให้เด็กๆ ใส่เพื่อดูเวลาเท่านั้น แต่ยังสามารถใส่ชื่อให้ดูกิ๊บเก๋ เอ็กซ์คลูซีฟ ป้องกันการหาย แถมยังเหมาะจะเป็นไอเดียของขวัญสิ้นปีนี้ให้เด็กๆ อีกด้วย

Flik Flak Personalised เป็นการรวมเอานาฬิกาคอลเลคชั่นที่สุดฮิตของ Flik Flak ให้เด็กๆ ได้เลือกนาฬิกาตามสไตล์ที่ตัวเองชอบเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นลายคิ้วท์ๆ สไตล์เจ้าหญิงตัวน้อย หรือจะเป็นลายเท่ๆ แบบนักกีฬาตัวจิ๋ว หรือจะมาสายเรียบๆ ก็มี ให้เด็กๆ ดูโดดเด่นสะดุดตาทุกเวลาที่สวมใส่ และการ Personalize นาฬิกาในคอลเลคชั่นนี้ ยังถือว่าเด็กๆ จะได้เรียนรู้การสะกดชื่อตัวเองผ่านการปักชื่ออีกด้วย

โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถมั่นใจได้ในคุณภาพของนาฬิกา เพราะมีฟีเจอร์ที่ทนทานต่อการกระแทก กันน้ำสูงสุดถึง 30 เมตร ให้เด็กๆ สามารถทำกิจกรรมสนุกๆ กับเหล่าก๊วนเพื่อนๆ ได้อย่างไม่กังวล แถมยังไม่ปิดกั้นประสบการณ์ ปลอดภัยด้วยวัสดุที่เป็น BPA-free (บีพีเอฟรี) ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายสำหรับเด็กๆ และสายนาฬิกายังสามารถซักได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใส่ลงในถุงเท้าก่อนซักเครื่อง 

นอกจากนาฬิกาแล้ว Flik Flak ยังเอาใจคุณหนูๆ ด้วยแอปพลิเคชัน ‘Flik & Flak’ เรียนรู้การบอกเวลาแบบง่ายๆ ด้วยบทเรียนผ่านตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี บนแท็บเล็ตคู่ใจ หรือสมาร์ทโฟน ซึ่ง Flik Flak ได้ร่วมมือกับคุณครูและนักการศึกษาในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก เด็กๆ ยังสามารถเรียนรู้วิธีการอ่านตัวเลข ชั่วโมงและนาที ด้วยเสียงประกอบ และตัวการ์ตูน Flik และ Flak ที่เด็กๆ ทุกคนต้องชื่นชอบ เหมือนดูการ์ตูนที่ให้ความรู้แต่ยังสอนให้คุณหนูๆ อ่านเวลาได้อย่างสนุกสนาน ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป แถมยังให้เด็กยังรู้สึกภูมิใจ เพราะมีใบรับรองหลังจบบทเรียนที่สามารถปริ้นท์ออกมาได้อีกด้วย

คอลเลคชั่น Flik Flak Personalised สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่ช้อปออนไลน์ shop.swatch.com/th_th/flikflak ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,350 บาท และสามารถเลือกชมนาฬิกา Flik Flak คอลเลคชั่นอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Flik Flak Official Store บน Shopee และ Lazada

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.flikflak.com
LINE OA @flikflak_th
Facebook : flikflak
Instagram : @flikflak

Swatch Flagship store @ CentralWorld ชั้น 1, ศูนย์การค้า ICONSIAM ชั้น M, Central Plaza Ladprao ชั้น 2, Mega Bangna ชั้น 1, Terminal 21 Pattaya ชั้น G, Central Plaza Nakhonratchasima ชั้น 1, เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ Watch Galleria @ SiamParagon, The Mall Bangkhae แผนกนาฬิกา Central Pinklao, Central Festival Samui, Central Patong Robinson @ Central Rama 9, Jungceylon

โลชั่นสำหรับเด็ก

รีวิว โลชั่นสำหรับเด็ก ขายดีตลอดกาล!! จอห์นสัน เบบี้ โลชั่น อ่อนโยน ปกป้องนาน 24 ชม.

คุณแม่มือใหม่หลายคนสงสัย ผิวลูกน้อยนุ่มนิ่ม น่ากอดขนาดนี้ต้องบำรุงด้วยไหมนะ? แม้ผิวแสนบอบบางไม่ควรสัมผัสอะไรมากนัก แต่ความจริงแล้วผิวเด็กต้องการการบำรุงกว่าที่คิด ตั้งแต่แรกเกิด!! จะเลือก โลชั่นสำหรับเด็ก แบบไหนให้ปกป้องผิวลูกได้ดีตลอด 24 ชั่วโมง

โลชั่นสำหรับเด็ก

เพราะผิวของทารกยังสร้างไขมันมาเคลือบผิวได้ไม่เต็มที่ หลายครั้งคุณแม่จะพบว่า ผิวลูกแห้ง เป็นขุยขาวๆ ยิ่งนอนในห้องแอร์ หรืออาบน้ำอุ่นบ่อยๆ ยิ่งทำให้ผิวแห้งง่ายขึ้น ดังนั้นคุณแม่ควรใช้ โลชั่นสำหรับเด็ก มาเป็นตัวช่วยบำรุงผิว ทาบางๆหลังอาบน้ำให้ทั่วตัวเพียงเท่านี้ก็กำจัดปัญหาผิวของลูกน้อยได้อยู่หมัด แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าโลชั่นที่เลือกอ่อนโยน ปราศจากสารเคมีที่ทำให้ผิวบอบบางของลูกน้อยเกิดการแพ้ระคายเคือง เรามีของดีมาแนะนำค่ะ

โลชั่นสำหรับเด็ก

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้  เป็น โลชั่นสำหรับเด็ก ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Skincare For Kids จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

ต้องบอกว่าของเขาดีจริง เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็กๆทั่วโลกมายาวนานกว่า 125 ปี และเชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้ผลิตภัณฑ์มาตั้งแต่เด็ก เรามาหาคำตอบกันดีกว่าทำไมจอห์นสัน เบบี้ โลชั่นจึงครองใจคุณแม่ได้ยาวนานและมียอดขายอันดับหนึ่งตลอดมา

จอห์นสัน เบบี้ โลชั่น ขวดสีชมพู เป็นสูตรอ่อนละมุนที่สุดของแบรนด์จอห์นสัน ใช้ได้กับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด ด้วยมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้นที่อ่อนโยนต่อผิว และสารสกัดจากน้ำมันมะพร้าวธรรมชาติ คอยทำหน้าที่กักเก็บชุ่มชื่นไว้ได้นานตลอด 24 ชั่วโมง ผิวของลูกน้อยจึงเนียนนุ่ม อิ่มน้ำ ไม่แห้งเป็นขุย แม้อยู่ในห้องแอร์นานๆหรือต้องเจอกับอากาศแห้งในช่วงหน้าหนาว

ทีมบก.ขอเลือกรีวิว จอห์นสัน เบบี้ โลชั่นขวดใหญ่ขนาด 500 มล.แบบหัวปั๊ม น่าจะเหมาะกับบ้านมีลูกเล็กที่ต้องใช้บ่อยๆ ประทับใจตั้งแต่การออกแบบขวดเป็นทรงหยดน้ำ ดูเก๋ไม่ซ้ำใคร ถึงจะเป็นขวดใหญ่แต่ดูไม่เทอะทะ ส่วนหัวปั๊มใช้งานง่ายแค่บิด 1 จังหวะเพื่อปิดหรือเปิด ไม่ต้องหมุนเกลียวหลายรอบแถมหมดกังวลเรื่องโลชั่นไหลเลอะเทอะอีกด้วย จุดนี้ถูกใจมากค่ะ

โลชั่นสำหรับเด็ก

โลชั่นสำหรับเด็ก สูตรนี้เนื้อโลชั่นเป็นสีขาวบริสุทธิ์ค่อนข้างเข้มข้น สัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้น ทาบนผิวลูกได้ง่าย ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะหรือเป็นตะกอนติดผิว จึงบำรุงลึกถึงผิวชั้นใน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจอห์นสัน หลังทาแล้วสังเกตว่าบนผิวลูกเหมือนมีฟิล์มบางๆเคลือบอยู่ ทำให้ผิวดูนุ่มเด้งและดูชุ่มชื่นขึ้นทันที จึงเหมาะสำหรับใช้ได้ทุกวัน

ส่วนคุณแม่ที่กังวลเรื่องอาการระคายเคืองของลูกน้อย หมดห่วงได้เลยค่ะ เพราะเขาปรับเนื้อโลชั่นให้มีค่า pH Balance เหมาะกับผิวของทารกโดยเฉพาะ ไร้สารพาราเบน พาทาเลต และสีย้อม ที่ก่อให้เกิดการแพ้ได้ง่าย ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานระดับโลกทั้ง Hypoallergenic tested  Dermatologist tested และ  Pediatricians tested จึงปลอดภัยสำหรับลูกที่ผิวแพ้ง่ายอีกด้วย

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ จอห์นสัน เบบี้ โลชั่น ได้รับ รางวัล Editor’s Choice สาขา  Best Skincare For Kids จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

สำหรับคุณแม่ที่สนใจ ให้ จอห์นสัน เบบี้ โลชั่น สามารถหาซื้อได้ที่ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าชั้นนำ เช่น เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ 7-eleven และร้านค้าอื่นๆทั่วไป ทั่วประเทศ  หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ www.facebook.com/JohnsonsBabyClub/

 

 

IQ

เผยผล ทดสอบ IQ เด็กยุคใหม่ต่ำกว่าพ่อแม่!!

นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสเผยบทความกล่าวถึง อันตรายของหน้าจอในโลกยุคดิจิตอลที่ส่งผลต่อความฉลาดของเด็กยุคนี้ จากผล ทดสอบ IQ เผยระดับไอคิวต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่

เผยผล ทดสอบ IQ เด็กยุคใหม่ต่ำกว่าพ่อแม่!!

Michel Desmurget นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติฝรั่งเศส และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาที่เคยทำงานกับสถาบันชั้นนำอย่างสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (MIT) และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา เขาได้ประพันธ์หนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับผลกระทบของหน้าจอที่มีต่อสุขภาพ และพัฒนาการทางสติปัญญา โดยเฉพาะในเด็ก เขาได้ชี้ให้เห็น และต่อต้านโลกการศึกษาในปัจจุบันที่ส่งเสริมการใช้หน้าจอ เพื่อการศึกษาของเด็กที่อายุน้อย ทำให้พวกเขาได้รับอันตรายต่อการพัฒนาทักษะที่ส่งเสริมทางด้านพัฒนาการของเด็ก ๆ เหล่านั้น ผ่านบทความที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือหลากหลายเล่ม เช่น

  • TV Lobotomy – The Scientific Truth About The Effects of Television (ตีพิมพ์ในปี 2011) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลเสียของโทรทัศน์ที่มีต่อสุขภาพและพัฒนาการทางสติปัญญาโดยเฉพาะในเด็ก
  • La fabrique du crétin digital. The factory of the digital jerk. The dangers of screens for our children .(ตีพิมพ์ในปี 2019) อันตรายของหน้าจอสำหรับเด็กของเรา

โดยประเด็นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในหนังสือเล่มใหม่ของเขาคือ คนในยุคดิจิทัล หรือเด็กที่เกิดหลังการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมแล้ว มีระดับไอคิวต่ำกว่าพ่อแม่ของพวกเขา ซึ่งโดยปกติจากที่ระดับไอคิวของคนในประเทศต่าง ๆ เคยเพิ่มขึ้นจากรุ่นสู่รุ่น แต่ตอนนี้แนวโน้มนี้กำลังเปลี่ยนไปตรงกันข้าม นับเป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับผู้ปกครองอย่างเรา

ข้อมูลอ้างอิงจาก fr.wikipedia.org
ผล ทดสอบ iq ต่ำ สัมพันธ์กับการติดจอในเด็ก
ผล ทดสอบ IQ ต่ำ สัมพันธ์กับการติดจอในเด็ก

Michel Desmurget เปรียบสมองคนเราเหมือนดินน้ำมัน สมองของเด็กและวัยรุ่นจะยังมีความอ่อนนุ่ม ปั้นง่าย แต่พอแก่ตัวขึ้น มันจะเริ่มแห้งและเปลี่ยนรูปร่างได้ยากขึ้น

นักประสาทวิทยารายนี้ บอกว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กอายุ 2 ขวบใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงไปกับหน้าจอ และราว 5 ชั่วโมงสำหรับเด็กอายุ 8 ขวบ ส่วนวัยรุ่นใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน

“นั่นหมายความว่าก่อนจะอายุ 18 ปี เด็ก ๆ ใช้เวลาอยู่หน้าจอเพื่อความบันเทิงเทียบเท่ากับ 30 ปีในโรงเรียน หรือเทียบเท่ากับการทำงานเต็มเวลานานถึง 16 ปี …นี่ถือว่าบ้าไปแล้วและเป็นการไร้ความรับผิดชอบ [ของผู้ใหญ่] มาก ๆ”

ข้อมูลอ้างอิงจาก BBC

ระดับไอคิว ของเด็กไทย

สำหรับสถานการณ์ของเด็กไทยเราก็มีสถิติที่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยในปี 2559 สำรวจพบเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีระดับสติปัญญา หรือไอคิวเฉลี่ย 98.23 โดยระดับไอคิวเฉลี่ยมาตราฐานควรอยู่ที่ 90-110 และในบางจังหวัดของประเทศไทยก็พบว่าเด็กมีระดับไอคิวเฉลี่ยต่ำกว่านี้อีกด้วย โดยได้ตั้งข้อสันนิษฐานกันว่า ระดับไอคิวที่ลดลงอาจมีสาเหตุ และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความฉลาดอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ปัญหาการติดหน้าจอของเด็กในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งดิจิตอล และเทคโนโลยี ปัจจุบันทุกๆ บ้านมักจะเอาเทคโนโลยีเข้ามาเลี้ยงลูก หรือตามใจลูกปล่อยให้อยู่กับสื่อเทคโนโยยี มือถือ แทบเล็ด ดูทีวีทั้งวัน แต่ทราบหรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้มีผลต่อพัฒนาการของลูกอย่างมาก หากไม่กำหนดเวลาดูให้เหมาะสม โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ต่ำกว่า 2 ขวบ ยิ่งส่งผลร้ายแรงต่อพัฒนาการของเด็กได้ โดยปัญหาที่พบ ได้แก่ เด็กออทิสติกเทียม เด็กสมาธิสั้น เป็นต้น

ระดับไอคิวของเด็กไทยจึงเป็นตัวชี้วัดอย่างดีในเรื่อง หน้าจอกับพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของเด็ก ไม่เพียงแค่พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเท่านั้น โดยทางกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้ให้คำชี้แนะแก่พ่อแม่ในเรื่องนี้ไว้ ดังนี้

พัฒนาการสะดุด ถ้าไม่หยุดสมาร์ทโฟน 

พัฒนาการสะดุด ถ้าไม่หยุดสมาร์ทโฟน
พัฒนาการสะดุด ถ้าไม่หยุดสมาร์ทโฟน

เด็กแรกเกิดถึง 3 ปี เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ เพราะสมองของเด็กจะพัฒนาสูงสุด สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมองในช่วงต้น หากปล่อยให้เด็กใกล้ชิดกับจอ สื่อเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟน  แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ ขัดขวางจินตนาการ ทำให้เด็กไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  อีกทั้งยังได้รับรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีผลทำให้ระบบการทำงานของสมองบางส่วนเสียหายได้

แนวทางการใช้หน้าจอกับเด็ก

  • เด็กอายุแรกเกิด – 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงการอยู่หน้าจอทุกชนิดอย่างจริงจัง การเสพสื่อผ่านจอของเด็กวัยนี้ นอกจากจะไม่มีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของลูกแล้ว ยังเป็นการทำร้ายการพัฒนาของเซลล์สมองของลูกอีกต่างหาก แม้แต่การเปิดทิ้งไว้เฉย ๆ โดยที่เด็กไม่ได้ดู แต่หากเป็นพ่อดูบอล แม่ดูละคร ก็ทำให้พ่อแม่ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับลูก ไปอย่างน่าเสียดาย ยังมีคำสนับสนุนในเรื่องการห้ามเด็กดูจอก่อนอายุ 2 ปีจากแพทย์อีกหลาก ๆ ท่าน เช่น นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่ได้กล่าวไว้ในเฟสบุ๊คของคุณหมอว่า
ก่อนจะถึง 2 ขวบ
คำแนะนำมิให้ดูหน้าจอใดๆ ก่อน 2 ขวบ เป็นคำแนะนำที่ชัดเจน ไม่มีข้อโต้แย้ง ตรงกันทั่วโลก
หน้าจอที่เราเลี่ยงได้คือคลิป ยูทู้บ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอแพด
ที่เราเลี่ยงไม่ได้คือบิลบอร์ดบนถนน และวิดีโอคอลกับคนสำคัญ เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ซึ่งก็ควรกำหนดเวลา
ผลรวมของทั้งหมดควรน้อยที่สุด
เพราะเซลล์สมองของทารกเปลี่ยนแปลงทุกวัน ยืดยาวทุกคืน แตะกันทุกวัน เป็นร่างแหประสาทขนาดใหญ่และซับซ้อนที่เกิดจากการมอง ฟัง แตะ สัมผัส เดิน วิ่ง ปีน ฯลฯ เพื่อรองรับการเรียนรู้ที่ลื่นไหลในวันหน้า
คือการเตรียมสมองที่ดีที่สุด
#development
หากจะมีเรื่องหนึ่งที่กุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กควรพูดตรงกันเสมอ และควรประสานเสียงให้ดังสู่สาธารณชน คือเรื่องนี้ ไม่ดูหน้าจอก่อน 2 ขวบ
  • เด็กอายุ 2-5 ปี ใช้หน้าจอได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยพ่อแม่ควรใช้สื่อให้เป็น เลือกโปรแกรมที่ดี และควรดูร่วมกับลูก พูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่ดู ตั้งคำถาม และมีกติกาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้ลูกรับสื่อผ่านจอตามลำพัง

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.60 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ รศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ กุมารแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการแถลงข่าวความร่วมมือเพื่อเด็กไทยคุณภาพดี 4.0 อย่าปล่อยให้จอเลี้ยงลูก ว่า ผลกระทบจากการใช้สื่อต่อพัฒนาการเด็กพบว่า การใช้จอไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ในการเลี้ยงลูกจะส่งผลกระทบต่อเด็กใน 4 ด้าน

ผลกระทบของจอ ต่อพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็ก

  1. พัฒนาการทางด้านภาษา กล้ามเนื้อมัดเล็ก และสติปัญญาจะล่าช้า การให้เด็กเล็กดูหน้าจอ ซึ่งเป็นการปฎิสัมพันธ์เพียงด้านเดียว กล่าวคือ ลูกจะได้รับแต่ทักษะทางการฟัง แต่ไม่สามารถโต้ตอบได้ และในเชิงความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง เด็กก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ แนวโน้มพัฒนาการในเรื่องนี้จึงจะลดลง จากการศึกษามีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเด็กที่ใช้สื่อผ่านจอจะมีคะแนนพัฒนาการลดลงถึง 15 คะแนน

    อ่านหนังสือ ช่วยพัฒนาสมอง และภาษา
    อ่านหนังสือ ช่วยพัฒนาสมอง และภาษา
  2. ด้านพฤติกรรม จะพบพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้น มีพฤติกรรมออทิสติก สื่อสารกับคนอื่นน้อย แม้ดูเหมือนขณะใช้สื่อ เด็กจะนิ่ง แต่เมื่อขออุปกรณ์คืน เด็กจะไม่ยอม เกิดการดื้อร้น ทั้งนี้พบว่าถ้าลดการใช้สื่อผ่านหน้าจอของเด็กลง พฤติกรรมเด็กก็จะกลับมาปกติได้
  3. ทักษะการทำงานของสมองระดับสูงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การรู้คิด การควบคุมตนเองจะแย่ลง การแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่ดี โดยหากใช้สื่อที่เปลี่ยนภาพหน้าจอเร็ว ๆ และการขาดปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูก็จะทำให้มีปัญหาในส่วนนี้มาก
  4. ปัญหาสุขภาพทำให้การนอนหลับยากขึ้น ระยะเวลาการนอนหลับลดลง ส่งผลต่อการจำ และอารมณ์
  • ปิดหน้าจอแล้วใช้เวลาคุณภาพ ทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุยกับลูก เล่นกับลูก อ่านหนังสือร่วมกัน กิจกรรมเหล่านี้เป็นวิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยได้ดีที่สุด

5 กิจกรรมเด็ด ชวนลูกห่างจอ

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กวัยเรียนส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการเล่นเกมหรืออยู่กับหน้าจอมือถือนานเกินไป อาจทำให้ส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมได้ ดังนั้น พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างระมัดระวังและใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และพยายามชักชวนลูกให้ไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ แทนการให้ลูกอยู่แต่กับหน้าจอมือถือ เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยผ่านกิจกรรมตามความชื่นชอบและสนใจของเด็กแต่ละคน ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีด้านต่างๆ รวมทั้งก่อให้เกิดความสุข สนุกสนาน มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ

  1. ท่องเที่ยว เปิดโลกกว้าง การพาลูกออกไปพบเจอกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ทำให้เขาได้เห็นสิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็นการกระตุ้นการใช้ความคิด และพัฒนาสมอง นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นการเรียนรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะมาพร้อมกับความสนุกสนาน และเพิ่มความสัมพันธ์อันดีให้แก่ครอบครัวอีกด้วย
  2. กีฬายาวิเศษ ชักชวนลูกไปเล่นกีฬา นอกจากจะได้ในเรื่องของสุขภาพร่างกายแล้ว ลูกยังได้รับการเรียนรู้ทางด้าน EQ เช่น การรู้แพ้รู้ชนะ การยอมรับในกฎกติกา การจัดการอารมณ์ของตนเอง ความสามัคคี

    ผล ทดสอบ iq ต่ำ กีฬาช่วยได้
    ผล ทดสอบ IQ ต่ำ กีฬาช่วยได้
  3. เล่นดนตรี เป็นอีกกิจกรรมที่ชักจูงให้เด็กออกห่างจอด้วยกิจกรรมนี้ได้ไม่ยาก เนื่องจากความสนุกสนานของดนตรี ที่ช่วยผ่อนคลาย และยังได้ฝึกสมาธิอีกด้วย
  4. อ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกอ่านเอง หรือพ่อแม่อ่านให้ฟัง ก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้กัน การอ่านหนังสือช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ผ่านตัวละครที่ชื่นชอบ เห็นภาพได้ง่ายแล้ว ยังช่วยฝึกจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และยังได้ทักษะทางด้านภาษาอีกด้วย
  5. ทำกิจกรรมจิตอาสา ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่แท้จริงแล้วการให้เด็กทำกิจกรรมจิตอาสาเป็นกิจกรรมที่ชักจูงให้ลูกมาทำได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะในเด็ก เพราะโดยธรรมชาติแล้วเด็กชอบที่จะมีส่วนร่วม และต้องการการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การที่ลูกได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากจะได้รับความสนุกสนาน ปลูกฝังค่านิยมอันดีแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของลูก (Self Esteem)ได้อย่างดีอีกด้วยในกิจกรรมนี้
สรุปได้ว่า การที่เด็กยุคใหม่มี ระดับไอคิวที่ลดลงจากรุ่นพ่อแม่ โดยเชื่อว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก ปัญหาการติดจอของเด็กในยุคนี้นั้น สามารถแก้ไข ไปพร้อมกับการมีวิถีชีวิตให้ก้าวได้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ด้วยการ “จัดแบ่งเวลาอย่างเหมาะสม” ให้แก่ลูก โดยการสร้างตารางการเล่นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดกับเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรกระทำ อย่าละเลย ปล่อยให้เด็กอยู่กับจอทั้งวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับแต่ละวัยของลูก แม้เราไม่อาจห้ามกระแสการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยใหม่ได้ แต่พ่อแม่สามารถช่วยแนะนำให้ลูกรู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งใหม่ ๆ นั้นให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง ไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นมามีอิทธิพลต่อลูกมากเกินไปจนกลายเป็นโทษได้
ข้อมูลอ้างอิงจาก ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา กรมอนามัย / คมชัดลึก/ MGR online

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

7 เทคนิคสร้าง IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดของลูกที่เพิ่มพูนได้

นิทานก่อนนอน เล่าให้ลูกฟังทุกคืน ปูพื้นฐานภาษา ฉลาดทั้งไอคิว อีคิว

เพลงเป็ด5ตัว เวอร์ชันไทย-อังกฤษ ชวนลูกร้อง เก่งสองภาษา ด้วยเสียงเพลง

ลูกติดมือถือ ติดจอ แก้ไขอย่างไร ?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท ฉลองครบรอบ 15 ปี พร้อมเปิดตัว Castle of Magical Dreams

20 พฤศจิกายน 2563, ประเทศไทย – ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท ได้ประกาศเปิดตัว “คาสเซิล ออฟ เมจิคอล ดรีมส์” (Castle of Magical Dreams) อย่างเป็นทางการ พร้อมกับเทศกาล “A Disney Christmas” เพื่อฉลองครบรอบ 15 ปีของสวนสนุก 

การฉลองครบรอบ 15 ปีที่รอคอย และ Castle of Magical Dreams 

เมื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท ผู้คนต่างตกอยู่ในมนตร์สะกดของการตกแต่งที่ประดับประดาได้อย่างสวยงาม รับกับเทศกาลการฉลอง 15 ปี พร้อมท่วงทำนองของเพลงที่บรรเลงภายในสวนสนุก ภายใต้ชื่อ “Love the Memory” ที่มอบความรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนานรื่นเริงไปทั่วทั้งบริเวณหน้าปราสาท ซึ่งบริเวณแห่งนี้ได้ถูกกำหนดให้เป็นเวทีสำหรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองสุดพิเศษ จัดโดย Stephanie Young กรรมการผู้จัดการฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท ผู้ประกาศเปิดฤดูกาลแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี และเปิดตัว Castle of Magical Dreams อย่างเป็นทางการ “ปราสาทแห่งใหม่ที่งดงามนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการฉลองความสำเร็จของเรา ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาเราได้ช่วยกันสร้างความทรงจำ เนรมิตทุกความฝัน และแบ่งปันรอยยิ้มร่วมกับแขกและแคสเมมเบอร์ทุกคนมาโดยตลอด” Stephanie Young กล่าว

ความฝันที่เติมเต็มด้วย Castle of Magical Dreams 

ด้วยแรงบันดาลใจจากผู้กล้าที่จะฝันและศรัทธา Castle of Magical Dreams แห่งใหม่นี้ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท ที่ได้รับการรังสรรค์เพื่อเป็นสัญลักษณ์อันเปล่งประกายและแสดงถึงความกล้าหาญ  ความหวัง และทุกความเป็นไปได้ การออกแบบปราสาทได้รับแรงบันดาลใจจาก 13 เรื่องราวของเหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์ โดยการดึงเอาเรื่องราว ลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมของเจ้าหญิงแต่ละคนมาตีความ ผ่านเฉดสีและรูปแบบสัญลักษณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นปราสาทแห่งใหม่นี้

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่รอคอยแขกทุกท่านอยู่ภายในปราสาท ตั้งแต่การพบปะพูดคุยกับเหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์คนโปรด ณ “โถงรับรองหลวง” ที่ภายในตกแต่งไว้อย่างประณีตงดงาม ผ่านงานแกะสลักอันวิจิตรตระการตา รวมไปถึงการตกแต่งด้วยรูปปั้นของเจ้าหญิงอันที่เป็นรักของทุกคน มากไปกว่านั้นแขกทุกท่านยังสามารถเยี่ยมชม “ขุมทรัพย์มหัศจรรย์” ร้านเครื่องประดับสุดหรูภายใต้แบรนด์ Chow Tai Fook ซึ่งรายล้อมไปด้วยเครื่องประดับและผลงานอันเลอค่ามากมาย รังสรรค์โดยช่างฝีมือของแบรนด์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นช่างฝีมือของอาณาจักรดิสนีย์อีกด้วย  

ในประวัติศาสตร์ของดิสนีย์ ไม่เคยมีปราสาทแห่งใดที่ได้รับการปรับโฉมใหม่อย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน และถึงเวลาแล้วที่แขกทุกท่านจะได้สัมผัสมนตร์เสน่ห์และความสวยงามของสถาปัตยกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ของดิสนีย์แลนด์ เพื่อค้นหาเบื้องหลังของเวทมนตร์ได้อย่างเพลิดเพลินใจ

ทั้งนี้ แขกทุกท่านสามารถพบกับเรื่องราวเบื้องหลังของปราสาทแห่งใหม่ ผ่านนิทรรศการ “รังสรรค์โลกแห่งความฝัน: เวทมนตร์เบื้องหลังปราสาทดิสนีย์” ที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอขั้นตอนการแปลงโฉมปราสาทแห่งใหม่นี้โดยทีมงานของ Walt Disney Imagineering และ Walt Disney Animation Studios รวมไปถึงการนำเสนอพื้นที่จัดแสดงโชว์สุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโชว์ช่วงกลางวันหรือกลางคืน ที่เป็นไฮไลท์ที่แขกทุกท่านล้วนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย 

นอกจากนี้ แขกทุกท่านยังสามารถเพลิดเพลินในภวังค์แห่งเวทมนตร์ จากทัวร์ชม Castle of Magical Dreams ครั้งแรกที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ซึ่งนำเสนอมุมมองใหม่ในการเยี่ยมชมปราสาทสุดอลังการนี้ ระหว่างเข้าชมทัวร์ แขกทุกท่านจะได้เยี่ยมชมจุดต่างๆ ถึง 8 จุด เพื่อเรียนรู้และฟังข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบปราสาทในทุกๆ รายละเอียด รวมไปถึงเบื้องหลังความเป็นมาของเจ้าหญิงดิสนีย์ที่ถูกหยิบเอาเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นมา งานอดิเรก หรือแม้กระทั่งถิ่นกำเนิด โดยแขกทุกท่านจะสามารถรับฟังคำบรรยายผ่านโทรศัพท์มือถือ และหูฟังของตนเอง ให้เสียงบรรยายโดยนักแสดงหญิง คาเรน่า หล่ำ

ปาร์ตี้เวทมนตร์สุดมันส์ครั้งที่ 15

มิกกี้เมาส์ได้รวบรวมเหล่ามิตรสหายเพื่อมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับแขกที่มาเยือนนั่นคือ “งานฉลองครบรอบ 15 ปีมิกกี้และผองเพื่อน!” ที่จะมาปรากฏตัวในชุดฉลองครบรอบ 15 ปีสีสันสดใสพร้อมกับเหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์ บนถนน Main Street เพื่อพบปะแขกทุกท่าน โดยเหล่าผองเพื่อนดิสนีย์จะปรากฏตัวรอบๆ สวนสนุกเพื่อถ่ายเซลฟี่กับแขกที่มาเยือน มากไปกว่านั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงช่วงเวลาพิเศษนี้ แขกที่มาสวนสนุกจะได้รับบัตรเข้าสวนสนุกและเข็มกลัดในลวดลายสุดพิเศษเฉพาะในช่วงของการเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปีนี้ (ของที่ระลึกมีจำนวนจำกัด) และยังสามารถเรียนรู้วิธีวาด Castle of Magical Dreams ได้ที่ Animation Academy อีกด้วย

สนุกยิ่งกว่ากับการฉลองสองต่อ

การกลับมาอีกครั้งของ“ Mickey and Friends Christmastime Ball” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะจัดแสดงบริเวณหน้า Castle of Magical Dreams!

แฟน ๆ ของ Duffy & Friends ต่างตื่นเต้นที่จะได้ต้อนรับ ‘Olu Mel ผู้น่ารักที่จะมาร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้กับทุกคน เต่าที่แสนอบอุ่นที่ดัฟฟี่ได้รู้จักขณะล่องเรือผ่านหมู่เกาะฮาวาย จะโชว์ฝีมือการเล่นอูคูเลเล่ เพื่อบรรเลงพลงแห่งความสุขและสร้างความเพลิดเพลินให้กับทุกคน โดยดัฟฟี่และผองเพื่อนจะมาปรากฏตัวในชุดประจำฤดูกาลอีกด้วย

ในฤดูกาลแสนวิเศษนี้ ซานต้ากูฟฟี่ และ ซานต้าสติทซ์ ต่างตื่นเต้นที่จะได้ถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกับแขกทุกท่านที่ Mickey’s Philharmagic และ Comet Cafe นอกจากนี้แขกทุกท่านยังสามารถซื้อโปสการ์ดการกุศล Holiday Wishes สองชุดก่อนส่งทางไปรษณีย์ได้ที่ตู้ไปรษณีย์ Holiday Wishes ที่ตั้งอยู่บริเวณ City Hall โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปมอบให้ Operation Santa Claus เพื่อส่งต่อความสุขต่อไป

ของที่ระลึกสุดพิเศษในเทศกาลครบรอบ 15 ปี

ของที่ระลึกมากมายในเทศกาลสุดพิเศษของการฉลองครบรอบ 15 ปีนี้ พร้อมให้ทุกคนได้เลือกสรร ด้วยสินค้ามากกว่า 200 รายการ ได้แก่ Grand Celebrations, Crystal Dreams และ Black & Gold Series นอกจากนี้ยังมีสินค้าจากแบรนด์ที่เข้าร่วมการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ด้วย อาทิ แก้วน้ำและกระเป๋าผ้าจากสตาร์บัคส์ เครื่องประดับจากแพนดอร่า และนาฬิการุ่นลิมิเต็ดจากซิติเซ็น

ลิ้มรสความปรารถนาที่กลายเป็นจริง!

ร้านอาหารที่ได้รับการคัดสรรมากมาย พร้อมนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารภายใต้คอนเซปต์การเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี โดยการตกแต่งตามธีมและของที่ระลึกต่างๆ อาทิ กระติกน้ำชิพแอนด์เดล ดัฟฟี่และเชลลีเมย์ ถังป๊อปคอร์นมิกกี้และมินนี่ ลูกโป่ง ไอศกรีมรูปทรง Castle of Magical Dreams และวาฟเฟิลมิกกี้ นอกจากนี้ แขกทุกท่านยังสามารถเพลิดเพลินกับบริการซอฟต์เสิร์ฟพร้อมรสชาติตามฤดูกาลที่ Midtown Delights รวมถึงอาหารที่ได้รับรางวัลประจำเทศกาลที่ห้องอาหารของโรงแรม

เข้าพักที่โรงแรมของเรา พร้อมฉลองครบรอบ 15 ปี

หากต้องการดำดิ่งสู่การเดินทางที่แสนมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ขอเชิญแขกทุกท่านเข้าพักในโรงแรมของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท ที่เต็มไปด้วยมนตร์สะกดแห่งการเฉลิมฉลอง! ผู้ที่จองห้องพักประเภทดีลักซ์ขึ้นไปสามารถรอรับกล่องสุดพิเศษที่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก และรองเท้าแตะในโอกาสครบรอบ 15 ปี เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างมีระดับ มากไปกว่านั้นยังมีกิจกรรมแจกของรางวัลตามธีมต่างๆ ทุกวัน เช่น แม็กเน็ตและโปสการ์ดสำหรับแขกที่เข้าร่วมคลาสงานฝีมือทำกระเป๋าใส่บัตรและถุงผ้า DIY รวมถึงกิจกรรมศิลปะและงานฝีมืออื่นๆ ในโอกาสครบรอบ 15 ปีและเทศกาลคริสต์มาส

นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยสามารถเพลิดเพลินกับข้อเสนอสุดพิเศษของโรงแรมในช่วง Black Friday ภายในระยะเวลาจำกัด โดยมีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษตั้งแต่วันนี้ถึง 4 ธันวาคม 2563 ผู้เข้าพักสามารถรับส่วนลดได้ถึง 45% ในห้องมาตรฐานและห้องวิวทะเลสำหรับการเข้าพัก 2 คืนขึ้นไปที่ HongKong Disneyland Hotel หรือ Disney Explorers Lodge โดยมีช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ถึง 29 กันยายน 2564 แขกทุกท่านสามารถจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ของ HKDL, Booking.com, Expedia และ Hotels.com และเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การจองที่ง่ายดายและสามารถแก้ไขหรือยกเลิกได้อย่างน้อย 7 วันก่อนวันเช็คอิน

เป็นเวลา 15 ปีแล้วที่ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ได้ร่วมเป็นสถานที่ที่เนรมิตทุกความฝันให้กลายเป็นจริง และยังคงมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มทุกความฝันไปอีกเรื่อยๆ ในอนาคต “ตลอดการเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี ทุกคนจะได้สัมผัสเวทมนตร์แห่งความมหัศจรรย์ที่พิเศษและไม่เหมือนใครทั่วทั้งรีสอร์ท ซึ่งนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเวทมนตร์เท่านั้น หลังจากนี้เรายังมีการแสดงใหม่อีก 2 รายการที่จะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรังสรรค์ความมหัศจรรย์ให้ทวีคูณยิ่งขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับแขกคนพิเศษของเราที่นี่ เพื่อร่วมผจญภัยและสัมผัสประสบการณ์สุดแสนวิเศษนี้ไปพร้อมๆ กัน” Stephanie Young กล่าวเสริม

Tags

บำรุงน้ำนม

เครื่องดื่มเพื่อคุณแม่ น้ำหัวปลี บำรุงน้ำนม Mommylicious Juice ดื่มง่าย อร่อยทุกสูตร

เพราะแม่ทุกคนต้องการมอบสิ่งดีที่สุดให้ลูกน้อยตั้งแรกที่วันลืมตาดูโลกและ “น้ำนม” คือของขวัญสุดพิเศษจากแม่ที่ช่วยให้ลูกอิ่มท้อง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาการที่ดีเมื่อโตขึ้น แต่คุณแม่หลังคลอดหลายคนต้องเจอกับเรื่องไม่คาดคิดว่า น้ำนมน้อย น้ำนมไม่พอ หรือน้ำนมมาไม่สม่ำเสมอแล้วจะแก้ยังไงดี

มีข้อมูลเกี่ยวกับการ บำรุงน้ำนม มากมายแต่วิธีไหนจะเหมาะกับคุณแม่ยุคใหม่ ที่ไม่ยุ่งยาก เสียเวลา และจ่ายเงินราคาแพง ซึ่งทางทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids พบว่า มีเครื่องดื่มบำรุงน้ำนมหรือน้ำหัวปลีแบรนด์หนึ่งที่น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของคุณแม่ได้จริงรสชาติโดนใจ และช่วยให้น้ำนมพุ่งปี๊ดเหมือนสั่งได้ เรามาทำความรู้จักกับ Mommylicious Juice ไปพร้อมกันเลยค่ะ

เครื่องดื่ม บำรุงน้ำนม รางวัล Best Breastfeeding Supplement

บำรุงน้ำนม

 

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้ มัมมี้ลิเชียสจูซ เป็น ผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนม ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา Best Breastfeeding Supplement จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

เครื่องดื่มบำรุงน้ำนมของ มัมมี้ลิเชียสจูซ (Mommylicious Juice) มีหลายสูตร หลากรสชาติให้คุณแม่เลือกดื่มได้ตามใจชอบ สูตรที่เป็นดาวเด่นแห่งการบำรุงน้ำนม และทีมบก. อยากแนะนำไว้เป็นผู้ช่วยสำหรับคุณแม่ให้นม คือ ซุปเปอร์หัวปลีพลัส (Super Huaplee Plus) สูตรน้ำหัวปลีที่นำเอาความรู้จากตำราดูแลคุณแม่หลังคลอดโบราณ มาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มทันสมัย โดยผสมผสานสรรพคุณของสมุนไพรไทยทั้งน้ำหัวปลี มะเขือเปราะ และใบกระเพราที่มีฤทธิ์กระตุ้นการผลิตน้ำนมบำรุงน้ำนม มาไว้ด้วยกัน

บำรุงน้ำนม

ซุปเปอร์หัวปลีพลัส เป็นเครื่องดื่มสูตรเข้มข้นเหมาะกับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องการมีน้ำนมให้ลูกน้อยทันที และคุณแม่ที่ต้องการมีน้ำนมเยอะสม่ำเสมอสำหรับปั๊มนมสต๊อกหรือให้นมลูกจนโต รสชาติคล้ายน้ำผักผลไม้รวม มีรสหวานนิดๆจากหญ้าหวาน ช่วยให้ดื่มง่าย และไม่กังวลภาวะเบาหวานตอนท้อง จึงเป็น “ผู้ช่วยชั้นดีสำหรับคุณแม่ยุคใหม่”

การันตีคุณภาพด้วยรางวัล International Innovation Awards 2019 จาก Enterprise Asia มอบให้กับบริษัทที่มีสุดยอดนวัตกรรมในการผลิตภัณฑ์และบริการจากประเทศต่างๆในเอเชีย ซึ่งซุเปอร์หัวปลีพลัส ของมัมมี้ลิเชียสจูซ จึงเป็นน้ำหัวปลีไทยเจ้าแรกที่ได้รับรางวัลคุณภาพระดับสากลคุณแม่จึงมั่นใจได้ในทุกครั้งที่ดื่

เครื่องดื่มบำรุงน้ำนมหลากหลายสูตรจาก Mommylicious Juice

นอกจากนี้ มัมมี้ลิเชียสจูซ ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม บำรุงน้ำนมอีกหลายสูตรที่คิดค้นอย่างเข้าใจความต้องการของคุณแม่โดยเฉพาะ ได้แก่

บำรุงน้ำนม

3 สุดยอดน้ำหัวปลี

  • น้ำหัวปลีสูตรธรรมชาติ เน้นรสชาติเข้มข้นของหัวปลีแบบเพียวๆ เหมาะกับคุณแม่ที่ตามหาตัวช่วย บำรุงน้ำนมแบบเร่งด่วน ต้องการให้มีนมมาทันทีหลังคลอด หรือเพิ่มน้ำนมแบบด่วนจี๋ แม้สูตรนี้จะเข้มข้นแต่ก็ดื่มง่าย ไม่มีฝาดเฝื่อน จึงดื่มได้บ่อยตามต้องการ
  • น้ำหัวปลีผสมโป๊ยกั๊ก เข้มข้นด้วยรสชาติของหัวปลีสด แต่เติมความหวานจากหญ้าหวานธรรมชาติ เพื่อให้คุณแม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับน้ำหัวปลีให้ดื่มง่ายขึ้น แต่สรรพคุณเน้นๆเหมือนน้ำหัวปลีสูตรธรรมชาติ
  • น้ำหัวปลีผสมงาดำ สูตรบำรุงแบบ 2 in 1ในรูปแบบกระป๋อง ที่เน้นการบำรุงน้ำนมให้มีคุณภาพสำหรับลูกน้อย ไปพร้อมกับเสริมแคลเซียมให้คุณแม่ ช่วยลดอาการผมร่วงหลังคลอด มีรสหวานนิดๆจากน้ำผึ้งแท้และหอมกลิ่นงาดำอ่อนๆ

บำรุงน้ำนม

3 สุดยอดเครื่องดื่มทางเลือกบำรุงน้ำนมและสุขภาพคุณแม่

  • น้ำขิงเข้มข้น

เครื่องดื่มจากน้ำขิงสดเข้มข้น ตัวช่วยชั้นดีเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำนม ทำให้ร่างกายพร้อมสร้างน้ำนมคุณภาพได้ต่อเนื่อง เหมาะกับคุณแม่หลังคลอด น้ำนมน้อย หรือน้ำนมยังไม่มาแถมยังมีสรรพคุณช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินหลังคลอด บรรเทาอาการหวัดที่อาจเป็นในคุณแม่มือใหม่ที่พักผ่อนน้อย

  • น้ำขิงผสมน้ำผึ้งมะนาว

น้ำขิงสดเข้ากันดีกับรสเปรี้ยวหวานจากมะนาวและน้ำผึ้งแท้ ดับความเผ็ดร้อนให้น้อยลง ช่วยให้ดื่มง่าย ดื่มได้บ่อยขึ้น นอกจากบำรุงน้ำนมแล้วยังลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ด้วย คุณแม่จึงสามารถเริ่มดื่มได้ตั้งแต่ก่อนคลอด

  • น้ำมัลเบอร์รี่ผสมขิง

สูตรนี้ดึงเอาจุดเด่นเพื่อบำรุงคุณแม่โดยเฉพาะ ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นจากรสเปรี้ยวของผลมัลเบอร์รี่คุณภาพ อุดมด้วยสารแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวให้ดูเปล่งปลั่ง สุขภาพดี ส่วนน้ำขิงสดๆยังกระตุ้นการผลิตน้ำนมไปพร้อมกัน ดีครบในกระป๋องเดียว

เครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแบรนด์มัมมี้ลิเชียสจูซทุกสูตรคัดสรรรวัตถุดิบคุณภาพอย่างดี ผ่านกระบวนการผลิตตามมาตรฐานคุณภาพ จึงคงความสดใหม่ส่งตรงถึงมือคุณแม่ทั่วประเทศ โดยไม่ใส่สารกันบูด หรือสารปรุงแต่งใดๆ จึงเหมาะเป็นผู้ช่วยที่คุณแม่วางใจ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม บำรุงน้ำนม มัมมี้ลิเชียสจูซ (Mommylicious Juice) ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา Best Breastfeeding Supplement จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

สำหรับคุณแม่ที่สนใจ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงน้ำนม มัมมี้ลิเชียสจูซ   สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สั่งซื้อสินค้าพร้อมติดตามโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ www.mommyliciousjuice.com

Facebook :  www.facebook.com/mommyliciousjuice

Instragram : mommyliciousjuice

 

 

ผู้หญิงมีหนวดเสี่ยงถุงน้ำรังไข่หลายใบ

ผู้หญิงมีหนวดเสี่ยงถุงน้ำรังไข่หลายใบ เพิ่มโอกาสมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ภัยร้ายที่มาพร้อมหนวดของสาว ๆ ผู้หญิงมีหนวดเสี่ยงถุงน้ำรังไข่หลายใบ หมอแนะรีบไปอัลตราซาวนด์ เสี่ยงมะเร็งได้!

ผู้หญิงมีหนวดเสี่ยงถุงน้ำรังไข่หลายใบ อาจเป็นมะเร็งได้

นพ.อรัณ ไตรตานนท์ สูติ-นรีเวช โรงพยาบาลราชวิถี ได้ออกมาเตือนผู้หญิงที่มีหนวดขึ้น ให้รีบไปตรวจอย่างละเอียด เพราะอาจป่วยเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบได้ โดยโพสต์ในเพจ อรัณ ไตรตานนท์ โต๊ะทำงาน ไว้ว่า ผู้หญิงหลายคนมีหนวด ควรรีบไปหาหมอสูติ อัลตราซาวน์ดรังไข่ เพราะอาจจะเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ รักษาง่าย ไม่เจ็บตัว แค่กินยา แต่หากปล่อยไว้นานอาจกลายเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

หมอสูติเตือน ผู้หญิงมีหนวดอย่านิ่งนอนใจ รีบไปตรวจ! ระวังเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS ภัยร้ายเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ผู้หญิงมีหนวดเสี่ยงถุงน้ำรังไข่หลายใบ

สำหรับผู้หญิงที่มีหนวด นี่เป็นสัญญาณของความเสี่ยงภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome-PCOS) มาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ

โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome-PCOS)

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็นกลุ่มอาการที่รังไข่มีถุงน้ำหลายใบ เกิดจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่พบบ่อยที่สุด กลุ่มเสี่ยงของภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ เริ่มตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ 18 ปี ไปจนถึงราว ๆ 45 ปี สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกตินี้ ยังไม่มีแน่ชัด แต่มักจะพบว่า ผู้หญิงที่มีโรคนี้มีความผิดปกติของฮอร์โมนอยู่หลายตำแหน่ง รวมไปถึงรังไข่ ทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติ ทั้งยังอาจพบว่าระดับเอนไซม์อินซูลินในกระแสเลือดมากกว่าปกติ

4 อาการอันตราย เสี่ยงถุงน้ำรังไข่หลายใบ

  1. ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาแค่ 6-8 ครั้งต่อปี หรือประจำเดือนเว้นช่วงนานจนรอบเดือนมาห่างกันเกิน 35 วัน อาจพบรอบเดือนขาด มาไม่ติดต่อกันนานกว่า 3 รอบ หรือมาไม่ติดต่อกันยาวนานถึง 6 เดือน บางรายประจำเดือนขาดเป็นปี ซึ่งเป็นสัญญาณร่างกายที่บอกว่าเกิดภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง
  2. ปริมาณของประจำเดือนไม่ปกติ ประจำเดือนมากะปริดกะปรอย 10-20 วัน บางครั้งมาพร้อมอาการปวดประจำเดือน แต่บางรายประจำเดือนมามากเกินไปหรือนานเกินไป อาจพบเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติได้
  3. ภาวะฮอร์โมนเพศชายสูง หรือภาวะแอนโดรเจน (Androgen) เกิน เกิดภาวะขนดกบริเวณ แขน ขา ร่องอก ท้องส่วนล่าง มีหนวด ใบหน้ามีผิวมัน สิวขึ้น ศีรษะล้านแบบเพศชาย
  4. น้ำหนักเกินเกณฑ์ อ้วน ดื้อต่อน้ำตาลอินซูลิน

ความอ้วนส่งผลต่อภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ

เมื่อน้ำหนักเกิน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อ้วนลงพุง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนผลิตจากไขมัน จนไขมันมาก ทำให้การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ควบคุมการตกไข่ในเพศหญิงผิดปกติได้ จึงไม่มีการตกไข่ ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศยังทำให้มีบุตรยากอีกด้วย

อันตรายจากโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ

  • ภาวะมีบุตรยาก เกิดจากภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง เมื่อตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงดังนี้
  1. แท้งบุตรในช่วง 3 เดือนแรก
  2. เบาหวานขณะตั้งครรภ์
  3. ครรภ์เป็นพิษ
  4. ทารกเติบโตช้าขณะอยู่ในครรภ์
ผู้หญิงมีหนวดอย่านิ่งนอนใจ รีบไปตรวจ! ระวังเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS
ผู้หญิงมีหนวด ระวังเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS

การตรวจและวินิจฉัยโรค PCOS

  • ซักประวัติ ได้แก่ ประวัติครอบครัว โรคประจำตัว ประวัติการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การใช้ยา โดยเฉพาะยาคุมกำเนิดและยาฮอร์โมน
  • ตรวจร่างกาย ได้แก่ วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก ดูภาวะอ้วนด้วยการคำนวณค่า Body Mass Index-BMI วัดความดันโลหิต ตรวจภาวะแอนโดรเจนเกิน ด้วยการเจาะเลือดดูระดับฮอร์โมน ตรวจลักษณะการกระจายขน ดูเรื่องผิวมัน สิว
  • ตรวจภายในด้วยการอัลตราซาวนด์อุ้งเชิงกรานเพื่อดูรังไข่
  • ประเมินภาวะของโรคเบาหวานและไขมันในเลือด

วิธีการรักษา PCOS

  • ลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อลดความอ้วนจนน้ำหนักกลับมาในเกณฑ์ปกติได้แล้ว ฮอร์โมนจะกลับมาทำงานใกล้เคียงกับปกติ ทั้งยังช่วยให้ประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมออีกด้วย
  • ทานยาโดยแบ่งเป็น
  1. ผู้ที่ต้องการมีบุตร รักษาด้วยยากระตุ้นการตกไข่ หรือการผ่าตัดในกลุ่มที่มีบุตรยาก โดยส่องกล้องผ่านหน้าท้องแล้วจี้ด้วยไฟฟ้าหรือเลเซอร์ผิวรังไข่ให้เป็นจุด ๆ เพื่อกระตุ้นการตกไข่ ให้สามารถตั้งครรภ์ได้
  2. ผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตร รักษาด้วยยาฮอร์โมนช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แต่อาจพบผลข้างเคียงคล้ายยาเม็ดคุมกำเนิด ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน

ในบางรายแพทย์อาจป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น รักษาอาการดื้ออินซูลินเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือมีการรักษาและป้องกันเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว

วิธีป้องกันการเกิดโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ

  1. ควบคุมน้ำหนัก ดูแลร่างกายด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างพอดี เลี่ยงแป้ง ลดน้ำตาล ไม่กินอาหารไขมันสูง เลือกผักและผลไม้ พร้อมทั้งดื่มน้ำให้มาก เมื่อร่างกายมีน้ำหนักตามเกณฑ์จะทำให้ฮอร์โมนทำงานอย่างปกติ ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วนต้องลดน้ำหนักให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ
  3. พยายามผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ

หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายให้ดี หากมีขนดก มีหนวด ผิวมัน เกิดสิว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีน้ำหนักมากจะยิ่งเสี่ยงต่อภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบได้

อ้างอิงข้อมูล : อรัณ ไตรตานนท์ โต๊ะทำงาน, bangkokhospital และ siphhospital

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เหงื่อ ออกมากหลังคลอด..ผิดปกติหรือเปล่า?

พุงยุบหุ่นปัง!งานวิจัยเผยแม่ให้นมเผาผลาญ500 แคลอรี่ /วัน

เมื่อฉัน “แพ้ น้ำอสุจิ จากสามี”

ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย

ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย พัฒนาการลูกจะเป็นอย่างไร อันตรายไหม

ปัญหาน่าหนักใจ เด็กไทยคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้นทุกปี ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย อันตรายมากไหม พัฒนาการลูกจะเป็นอย่างไร

ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย ลูกจะมีปัญหาไหม

เด็กเกิดก่อนกำหนดเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญอย่างยิ่งในเมืองไทย ทั้งยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า อัตราเด็กเกิดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น โดยทารกที่คลอดก่อนกำหนด อวัยวะของทารกจะพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ต้องอาศัยทั้งแพทย์เฉพาะทางและพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้ทารกคลอดก่อนกำหนดมีชีวิตรอดและมีความพิการหลงเหลือน้อยที่สุด

เนื่องในวันที่ 17 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันทารกเกิดก่อนกำหนด ทางกรมการแพทย์จึงออกมาเน้นย้ำถึงปัญหาทารกคลอดก่อนกำหนด โดยนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ย้ำว่า กรมการแพทย์ให้ความสําคัญกับการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกเกิดก่อนกำหนด ซึ่งเป็นทารกกลุ่มเสี่ยงและเป็นสาเหตุของการตายในทารกแรกเกิด แม้ว่าปัจจุบันยังมีข้อจํากัดด้านทรัพยากรในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ เช่น หอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิดมีไม่เพียงพอ และอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่เท่านั้น จำนวนบุคลากรที่ต้องมีความชำนาญการและทักษะเฉพาะในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด ทั้งในส่วนของกุมารแพทย์และพยาบาลไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยทารกวิกฤตที่ต้องดูแล ส่งผลต่อคุณภาพการดูแลรักษาทารกหรือมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการส่งต่อ ทําให้ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานขึ้น รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลโดยรวมของครอบครัวและของประเทศสูงขึ้น

“เพื่อให้การดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะวิกฤตนั้น เกิดความปลอดภัยสูงสุด กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดให้มีแผนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาทารกแรกเกิด เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากรในการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะวิกฤตให้มีคุณภาพ พัฒนาระบบการส่งต่อที่ได้ประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง รวมทั้งวางแผนจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ให้เพียงพอ ได้มาตรฐานบริการ แนวทางการแก้ปัญหาจะสามารถช่วยพัฒนาระบบการบริหารจัดการในการให้บริการ และพบว่าอัตราการตายทารกแรกเกิดค่อย ๆ ลดลงทุกปี” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย
แม่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวทารกน้อย เสี่ยงอันตราย

สาเหตุของทารกคลอดก่อนกำหนด

นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดก่อนกำหนดเกิดได้ทั้งจากมารดาหรือแม่ของเด็ก รก และตัวทารกในครรภ์ ดังนี้

ปัจจัยจากแม่ ได้แก่

ปัจจัยของทารกในครรภ์

  • เด็กในครรภ์มีความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด เช่น โรคทางพันธุกรรม ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย
ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย

ความเสี่ยงของทารกคลอดก่อนกำหนด

ทารกที่คลอดก่อนกำหนดคือทารกที่คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ จึงมีน้ำหนักตัวน้อยตอนแรกคลอด จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกเกิด เนื่องด้วยอวัยวะที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ต้องใช้เวลาในการปรับตัวสู่โลกภายนอกมากกว่าทารกที่คลอดตามกำหนด ยิ่งทารกมีระยะการตั้งครรภ์ที่น้อย หรือมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม ก็จะยิ่งมีปัญหาเพิ่มขึ้นได้

ปัญหาที่พบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนด

  1. ตัวเย็นง่าย ทารกที่เกิดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย ตัวเล็กจึงทำให้ตัวเย็นได้ง่าย ต้องควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย จึงจำเป็นต้องใช้ตู้อบในทารกคลอดก่อนกำหนด
  2. ปัญหาการหายใจ ทารกที่เกิดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวน้อย อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพราะปอดยังทำงานได้ไม่เต็มที่
  3. น้ำตาลในเลือดต่ำ ทารกตัวเย็นง่ายต้องดึงเอาสารสะสมที่เก็บไว้เป็นพลังงานมาสร้างอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับ 37 องศาเซลเซียส จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้
  4. ทารกเกิดก่อนกำหนดติดเชื้อง่าย ภูมิคุ้มกันของทารกจะได้ในช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ ทำให้ติดเชื้อง่ายกว่า 4 เท่า หากเทียบกับทารกปกติ
  5. ทารกตัวเหลือง การทำงานของตับยังไม่สมบูรณ์ ทำให้อาการตัวเหลืองนั้นนานกว่าทารกปกติ
  6. ดูดกลืนได้ไม่ดี ทารกที่เกิดก่อนกำหนด การดูดกลืนและการหายใจจะไม่ค่อยดี จึงสำลักนมได้บ่อย
  7. น้ำคั่งในสมอง ทารกอาจเกิดน้ำคั่งในสมอง แต่จะหายเองได้ มีทารกบางกลุ่มที่โตขึ้นเรื่อย ๆ หัวจะดูโตกว่าคนอื่นนิดหน่อย เพราะถุงน้ำในสมองจะใหญ่กว่า แต่ไม่มีปัญหาด้านพัฒนาการ
  8. ลำไส้เน่าตายอย่างเฉียบพลัน อาจเน่าขึ้นมาโดยไม่มีทางป้องกัน และเกิดได้โดยไม่ทราบสาเหตุ แสดงอาการได้หลายประเภท เช่น ลำไส้ขาดเลือดชั่วคราว ลำไส้ตายแต่ไม่ทะลุ และลำไส้ทะลุ

วิธีดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด

การดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดที่น้ำหนักตัวน้อย ควรให้นมแม่อย่างต่อเนื่อง โดยทีมแพทย์และพยาบาลจะเริ่มให้นมแม่ทันทีที่ทารกมีอาการคงที่ ข้อดีของนมแม่คือย่อยง่ายและมีภูมิต้านทานโรค ลดการติดเชื้อในกระแสเลือดและภาวะลำไส้อักเสบรุนแรง รวมถึงลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลอีกด้วย นอกจากนี้ ดวงตา จอประสาทตาและสมองของทารกเกิดก่อนกำหนดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ จึงต้องได้รับการตรวจประเมินพัฒนาการและจอประสาทตาเป็นระยะโดยกุมารแพทย์และจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

 

สังเกตอาการ 4 สัญญาณเสี่ยงคลอดก่อนกําหนด

สำหรับอาการที่คนท้องเสี่ยงคลอดก่อนกําหนด ต้องคอยสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้

  1. ลูกดิ้นน้อย อาจเกิดได้จากภาวะขาดออกซิเจน ซึ่งจะกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
  2. น้ำเดิน มีน้ำใส ๆ ออกมาจากช่องคลอด ส่งสัญญาณว่าใกล้คลอด
  3. มดลูกบีบตัวถี่ ๆ หากพบการบีบของมดลูกถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ควรรีบมาพบแพทย์
  4. มูกเลือดออกมาจากช่องคลอด มูกที่อุดปากช่องคลอดเกิดไหลออกมา มีแนวโน้มว่า ปากมดลูกกำลังจะเปิด

วิธีป้องกันคลอดก่อนกําหนด

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนดได้ดีที่สุด แม่ท้องควรรีบฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด และควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมปฏิบัติตัว ดังนี้

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้แม่ท้องและทารกในครรภ์ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน หลีกเลี่ยงการกินอาหารหมักดอง เลือกกินอาหารปรุงสุก สะอาด เน้นผักและผลไม้ ให้มีความหลากหลายในแต่ละมื้อ
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเลือกดื่มน้ำเปล่า 1.5-2 ลิตรต่อวัน แต่ไม่จำเป็นต้องดื่มนมวัวหรือดื่มนมถั่วเหลืองให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ทารกแพ้นมวัวหรือแพ้นมถั่วเหลือง จากการบำรุงครรภ์ที่มากเกินพอดี
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ และนอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือนอนพักเป็นช่วง ๆ ให้ร่างกายได้พักผ่อนบ่อย ๆ
  4. แม่ท้องไม่ควรเครียด ลองอ่านหนังสือเล่มโปรด พักผ่อนด้วยดนตรีเพราะ ๆ หรือทำกิจกรรมยามว่าง จะช่วยให้แม่ท้องผ่อนคลายและลดความเครียดลงได้
  5. ไม่ควรทำงานหนัก หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือการออกกำลังกายที่หักโหม ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการออกกำลังกายที่เหมาะสม
  6. การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ต้องปรึกษาแพทย์ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะแม่ที่มีภาวะเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด
  7. เลิกสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์ ดูแลสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น ถ้าทำได้ควรดูแลร่างกายตั้งแต่ช่วงวางแผนการมีบุตร

หากคุณแม่วางแผนตั้งครรภ์ ควรรักษาอาการติดเชื้อ หรืออาการเจ็บป่วยให้ดีขึ้นเสียก่อน โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อควบคุมโรคประจำตัว ที่สำคัญ ต้องพบแพทย์อย่างต่อเนื่อง หมั่นสังเกตร่างกาย หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาล

อ้างอิงข้อมูล : vibhavadi.com, samitivejhospitals, phyathai และ dms.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

แม่ท้อง แพ้อาหารทะเล ส่งผลต่อลูกยังไงมาหาคำตอบกัน

เชื้อ CMV คืออะไร ไวรัสที่คนท้องติดเชื้อได้ มีผลต่อทารกแรกเกิด

ภาวะแท้งจากติ่งเนื้อที่ปากมดลูก อันตรายที่แม่ท้องห้ามประมาท

 

Rhinovirus แตกต่างจาก RSV

Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร ระวังลูกเป็นโรคทางเดินหายใจ

ทำให้เกิดโรคร้ายเหมือนกันแต่ Rhinovirus แตกต่างจาก RSV มาดูความเหมือนและความต่างของ 2 ไวรัสร้ายที่ทำให้ลูกน้อยเกิดโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ

Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร

อากาศเปลี่ยนมักจะเชื้อเชิญโรคร้ายให้มาเยือน โดยเฉพาะอากาศหนาวในเมืองไทย ที่มีฝนตกบ้างเป็นบางวัน อากาศเย็น ๆ แบบนี้ จะพบผู้ป่วยโรคระบาดเกี่ยวกับทางเดินหายใจมากเป็นพิเศษ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ย้ำเตือนเรื่องโรคภัยมาโดยตลอดในเพจ Yong Poovorawan โดยได้กล่าวถึงการระบาดของโรคทางเดินหายใจว่า มีการระบาดโรคทางเดินหายใจพบจากไวรัส 2 ตัว Human Rhinovirus (HRV) และ Respiratory Syncytial Virus (RSV)

  • Human Rhinovirus พบมากกว่า เป็นได้ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กเล็กจน เด็กโตและผู้ใหญ่
  • RSV พบมากในเด็กเล็ก พบได้ เท่า ๆ กันกับ Rhinovirus

ศ.นพ.ยง ได้อธิบายถึง Human Rhinovirus เพิ่มเติมว่า Rhinovirus จะมี 3 กลุ่ม คือ A B และ C โดย Rhinovirus C จะมีอาการมากวาง A และ B กลุ่ม C บางรายลงหลอดลมจะมีหายใจเร็วและหอบ คล้าย RSV ทั้งนี้ Rhinovirus อาการจะมีไข้ต่ำ ๆ เท่านั้น แล้วตามมาด้วย หวัดและไอ

Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร
Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร

เชื้อร้ายทั้ง 2 ไวรัส อาจมีความเหมือนกันอยู่ แต่ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง มารู้จักไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ในบทความนี้ค่ะ

ไรโนไวรัส (Human Rhinovirus:HRV)

ไรโนไวรัส (Human Rhinovirus:HRV) เป็นสาเหตุหลักของอาการป่วยโรคหวัด (common cold) ซึ่งจะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนบริเวณโพรงจมูกและอาจลามมาถึงช่องปาก อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมักจะไม่รุนแรงมาก โดยไรโนไวรัสจะเป็นเชื้อที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยทุกอายุ มักจะพบในช่วงที่มีอากาศเย็นหรือฤดูหนาว เพราะอุณหภูมิพอเหมาะต่อการเติบโตของไวรัส

ระยะฟักตัว Rhinovirus ที่ทำให้เกิดโรคหวัด

ปกติแล้ว Rhinovirus จะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน และเกิดอาการต่าง ๆ ภายหลังการสัมผัสเชื้อ 1-3 วัน อาการเด่น ๆ ของโรคหวัด ในวันแรก ๆ น้ำมูกใส วันถัดไปน้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเขียว นอกจากนี้ อาจมีอาการเยื่อบุจมูกบวมแดง เยื่อบุตาแดง หรือต่อมน้ำเหลืองที่คอโตได้ สำหรับอาการของโรคหวัดในเด็กเล็กและโรคหวัดในเด็กโต จะแตกต่างกันนิดหน่อย ดังนี้

โรคหวัดในเด็กเล็ก

  • มีไข้
  • น้ำมูกไหล

โรคหวัดในเด็กโต

  • เจ็บคอหรือระคายคอ
  • ต่อมามีน้ำมูก คัดจมูก ไอ

HRV-A และ HRV-B จะเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดหวัดธรรมดา พบบ่อยในเด็ก เพราะชอบอยู่ในที่ที่อุณหภูมิต่ำจึงอยู่ที่จมูก เมื่อเข้าหลอดลมที่อุณหภูมิสูงจะอยู่ไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นหวัดธรรมดา โดยทั่วไปอาการของโรคหวัดธรรมดาจะเกิดขึ้น 7-14 วัน และมักจะหายได้เอง หมออาจจะให้ยาพาราเซตามอลและเช็ดตัวเพื่อลดไข้ เพื่อบรรเทาอาการ

แม้จะเริ่มด้วยอาการของโรคหวัด แต่ในผู้ป่วยเด็ก โรคหวัดมักจะเป็นการเริ่มต้นของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งหมดที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดย HRV-C เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ลงหลอดลมได้ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ มักเกิดกับทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบ

อาการอันตรายหากติดเชื้อ HRV-C

เชื้อ HRV-C อาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบติดเชื้อได้ จึงมักมีอาการอื่นเพิ่มเติม เช่น ไอหอบ เหนื่อย เมื่อเกิดอาการปอดอักเสบติดเชื้อจึงก่อให้เกิดอันตรายได้มากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตในเด็กเล็ก แต่เด็กโตและผู้ใหญ่ก็อันตราย อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงต้องคอยสังเกตอาการ ไข้สูง ไอมาก ไอปนเลือด มีเสมหะข้น หายใจหอบ ควรรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

การรักษาการติดเชื้อ HRV แพทย์จะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะทารก เด็กเล็ก คนท้อง และผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้ และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้ได้

Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร
Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร

อาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus:RSV)

อาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus:RSV) มักจะเกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ประกอบด้วย หลอดลม หลอดลมส่วนปลาย และถุงลม โดยมีอยู่สองสายพันธุ์ คือ RSV-A และ RSV-B เป็นไวรัสก่อการติดเชื้อทางเดินหายใจของเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และมีการระบาดเกือบทุกปี

ระยะฟักตัว RSV

หลังรับเชื้อ RSV โดยเฉลี่ยจะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4-6 วัน แสดงอาการได้เร็วที่สุดหลังติดเชื้อ 2 วัน และช้าที่สุดราว ๆ 8 วัน อาการของการติดเชื้อ RSV มีความใกล้เคียงกับการติดเชื้อไวรัส HRV โดยช่วงแรก ๆ มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล เด็กโตและผู้ใหญ่อาการมักไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ทารกหรือเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ต้องระวัง เพราะร้อยละ 20-30 เมื่อมีการติดเชื้อเป็นครั้งแรกจะลุกลามไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง เกิดเป็นโรคหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบ ซึ่งสามารถสังเกตสัญญาณอันตรายได้ในอาการ ดังนี้

เด็กที่อายุน้อยกว่า 1-2 ปี เด็กที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง จะเพิ่มความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน เช่น หูอักเสบ ไซนัสหรือปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน จนอาการรุนแรงขึ้นได้

อันตรายของไวรัส RSV

RSV สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงในทารกและเด็กเล็ก ถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงต้องหมั่นสังเกตอาการของลูก หากพบว่ามีอาการผิดปกติอย่านิ่งนอนใจ เพราะ RSV ยังไม่มียารักษาโดยตรง ทำได้เพียงรักษาและให้ยาตามอาการ เช่น

  • ยาลดไข้
  • ยาแก้ไอละลายเสมหะ
  • ในเด็กที่เสมหะเหนียวมาก ต้องพ่นยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอดและดูดเสมหะออก

อาการสำคัญที่ต้องนอนโรงพยาบาล หากติดเชื้อไวรัส RSV ได้แก่ ไข้สูง ไม่กิน ไม่เล่น หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจมีเสียงหวีด หงุดหงิดง่าย หรือเซื่องซึม และ RSV ก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเช่นเดียวกับไวรัส HRV

ความแตกต่าง Rhinovirus และ RSV

  • HRV หรือที่คุ้นเคยกันว่า Rhinovirus โดยปกติแล้วจะเกิดเป็นโรคหวัดธรรมดา หากพบว่าเป็นกลุ่ม HRV-A และ HRV-B อาการจะเบาบางกว่า แต่ถ้าติดเชื้อ HRV-C อาจก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ HRV พบได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งทารก เด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่ กลุ่มเสี่ยงที่อันตรายจะเป็นทารกและเด็กเล็ก คนท้อง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • RSV พบมากในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี จะยิ่งเสี่ยงอันตรายร้ายแรง เพราะมักจะพบการรติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้มาก RSV ยังแพร่ระบาดได้บ่อย พบเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนตลอดจนหน้าหนาว

วิธีป้องกันไวรัส HRV และ RSV

ทั้งสองไวรัสติดต่อได้ง่าย ผ่านทางน้ำมูก น้ำลายหรือสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง จึงติดกันได้ง่ายโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน ตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็ก เตรียมอนุบาล โรงเรียนอนุบาล หรือโรงเรียนประถม สำหรับวิธีป้องกันไวรัสร้ายทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

  1. ล้างมือให้ถูกวิธี ทุกคนในครอบครัวต้องล้างมือให้บ่อยจนเป็นนิสัย โดยจะใช้สบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ก็ได้ และต้องคอยดูแลความสะอาดของทารกหรือเด็กเล็กมากเป็นพิเศษ เพราะวัยนี้ชอบหยิบ ชอบจับ ชอบสัมผัส แล้วเอามือเข้าปาก อมมือ ดูดนิ้วเป็นประจำ การล้างมือบ่อย ๆ ยังช่วยป้องกันโคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) ได้อีกด้วย
  2. หลีกเลี่ยงการพาทารกหรือเด็กเล็ก ไปยังสถานที่ที่มีคนแออัด พื้นที่ที่คนพลุกพล่าน เพราะเสี่ยงต่อการรับโรคร้ายได้หลายโรค
  3. หมั่นทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ อาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยกับลูกน้อยคอยถูบ้าน ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ เป็นประจำ
  4. เปิดหน้าต่าง เปิดประตูบ้าน ในช่วงกลางวัน เพื่อให้อากาศถ่ายเท และรับแสงแดดเข้ามา
  5. คนในครอบครัวควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทารกหรือเด็กเล็กที่สูดดมควันบุหรี่ หรือแม้แต่บุหรี่ติดเสื้อ ก็สามารถทำให้เด็กเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะการจะติดเชื้อไวรัส RSV เด็กที่ใกล้ชิดกับควันบุหรี่จะพบอาการรุนแรงมากกว่า
  6. ทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือนควรได้รับนมแม่ที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ภูมิคุ้มกัน และภูมิต้านทานโรค เมื่อลูกพ้น 6 เดือน ก็ยังสามารถเสริมน้ำนมแม่ไปได้เรื่อย ๆ
  7. ในเด็กเล็กต้องดูแลเรื่องสารอาหารให้ครบถ้วน ดูแลสุขอนามัย ให้ลูกดื่มน้ำและพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาจพาลูกไปเดินเล่น สัมผัสอากาศนอกบ้านบ้างในวันที่อากาศดี
  8. เมื่อลูกในวัยเรียนเจ็บป่วย ไม่สบาย ควรให้เด็กหยุดอยู่บ้านเพื่อสังเกตอาการ ทั้งยังเป็นการลดการติดเชื้อได้ด้วย และหากพบสัญญาณอันตราย มีอาการหายใจเหนื่อย หอบ มีไข้สูง หรือมีไข้นานติดต่อกันหลายวัน ควรรีบไปพบแพทย์

ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ โดยเฉพาะหน้าฝนและหน้าหนาว พ่อแม่ต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิด คอยสังเกตความผิดปกติของลูกสม่ำเสมอ เมื่อลูกไม่สบายจะได้รักษาอย่างทันท่วงที

อ้างอิงข้อมูล : Yong Poovorawan, pidst, chulalongkornhospital และ car.chula.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อ่วม WHO เผยโรคหัด หัดเยอรมัน คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกพุ่ง!!

หมอเผยภาพ! ปอดเด็กที่ติด เชื้อไวรัส RSV พร้อมแนะวิธีป้องกันลูกจากโรค RSV

ภูมิแพ้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร แยกให้ออกลูกเป็นโรคอะไรกันแน่!