น้องนาฬิกา หลานหม่ำ ติดเชื้อไวรัส RSV

เตือนแม่ สังเกตอาการ RSV รีบพาไปตรวจหากเข้าข่ายนี้!

ไวรัส RSV ระบาดหนักมาตั้งแต่เดือนตุลาคม และยังมีเด็กป่วย RSV เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนล้นโรงพยาบาล และยิ่งตอนนี้เปิดเทอมแล้ว ลูกต้องไปโรงเรียนก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการได้รับเชื้อ คุณพ่อคุณแม่จึงต้อง สังเกตอาการ  RSV อย่างใกล้ชิด หากลูกน้อยมีความเสี่ยงให้รีบพาไปตรวจ

เช่นเดียวกับ “น้องนาฬิกา” หลานสาวสุดรักสุดหวงของคุณตาหม่ำ จ๊กมก ตลกชื่อดัง ก็ตรวจพบเชื้อไวรัส RSV เข้าอีกคน โดยคุณแม่เอ็ม บุษราคัม ได้โพสต์ภาพน้องนาฬิกา ชูสองนิ้วอยู่บนเตียงผู้ป่วยของโรงพยาบาล ลงในอินสตาแกรม emmeemm พร้อมข้อความว่า

“เค้าฮิตกัน ก็เลยเป็นบ้าง “RSV” 😅

วันนี้พามาดูแผลที่นิ้วเท้า แล้วก็พามาตรวจ rsv ซะเลย เพราะมีเสมหะในคอ ผลออกมาก็เป็นจริงๆ …”

หลานหม่ำตรวจพบเชื้อ rsv
น้องนาฬิกาหลานหม่ำ ตรวจพบเชื้อ rsv

ทางด้านชาวเน็ตก็เข้ามาอวยพรขอให้น้องหายไวๆ ในขณะที่คุณแม่หรือผู้ปกครองที่เป็นห่วงลูกหลานของตน ก็ได้เข้ามาถามแม่เอ็มถึงอาการของน้อง เพื่อเอาไว้ใช้สังเกตเด็กๆ ที่บ้าน

“อาการเป็นยังไงบ้างคะ บ้านนี้แค่ไอมีเสมหะไม่มีไข้ค่ะ”

“สอบถามเป็นความรู้ค่ะ ติดจากไหนคะ บ้านนี้มีลูก7ขวบ เเละ 7เดือน กลัวพี่มาติดน้องมากเลยค่ะ”

“มีเสมหะ แล้วมีอาการไข้ด้วยไหมคะ สอบถามคะ ลูกสาวก็มีเสมหะค่ะ”

เตือนแม่ สังเกตอาการ RSV รีบพาไปตรวจหากเข้าข่ายนี้!

โดยล่าสุด แม่เอ็มได้โพสต์อัพเดทอาการของน้องนาฬิกา ว่าตอนนี้เริ่มมีน้ำมูกและมีไข้แล้ว ที่พามาตรวจเพราะน้องได้สัมผัสและใกล้ชิดกับเพื่อนที่เป็น RSV

 

ความนิ้วเท้าไม่ทันหาย ความRSVก็เข้ามาแทรก….

มีน้ำมูกและเพิ่งมีไข้แล้วตอนนี้ 😭😭

สำหรับ RSV ที่แม่ๆ ถามกันเข้ามาว่าอาการของน้องเป็นยังไง:

1.เสียงแหบเพราะเสมหะ

2.เสมหะเยอะ

3.พยายามจะเอาเสมหะออกด้วยการไอแต่อาเจียนแทน

ร่าเริง กินข้าวปกติ ไม่มีไข้ แต่ที่สงสัยและพาไปตรวจเพราะน้องได้สัมผัสและใกล้ชิดกับเพื่อนที่เป็น RSV

… ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องเป็นแน่ๆ และไม่ว่าจะป้องกันยังไงมันก็ยากสุดๆ เราเชื่อว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด 😢

ช่วงนี้ระบาดหนักมาก ห้องพักแทบไม่มีเลย น้องรอตั้งเกือบ 3 ชั่วโมงกว่า กว่าจะได้ห้อง 😅

ตอนนี้ก็ซึมๆ ซมๆ และจะได้เจาะสายน้ำเกลือแล้ว เพราะมีไข้และทานข้าวน้อยลง 😓

วันนี้แวะไปหามาแล้วตอนกลับมาดามก็ร้องไห้ตาม อยากไปกับหม่าม้า อยากกลับบ้าน 😭😭 สงสารจัง

 

แม่เอ็มเผยวิธี สังเกตอาการ RSV
แม่เอ็ม บุษราคัม เผยวิธี สังเกตอาการ RSV

ทีมแม่ ABK ขอให้น้องนาฬิกาหายป่วยไวๆ เช่นเดียวกันนะคะ สำหรับน้องๆ ที่เริ่มเปิดเทอมแล้ว หากรู้สึกไม่สบาย คุณพ่อคุณแม่ควรให้หยุดเรียนก่อน เพื่อที่จะไม่แพร่เชื้อสู่เพื่อนๆ โดยไม่รู้ตัว และหากมีรายงานว่าเพื่อนในห้องติดเชื้อ RSV และลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เริ่มมีอาการไม่สบาย อย่าลังเลที่จะพาลูกไปตรวจหาเชื้อ RSV นะคะ

 

น้องนาฬิกา หลานหม่ำ จ๊กมก
น้องนาฬิกา หลานหม่ำ จ๊กมก

RSV คืออะไร?

ไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นสาเหตุให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ไวรัสชนิดนี้จะกระจายอยู่ทั่วไป แต่เมื่อเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาลหรือปลายฝนต้นหนาวที่อากาศชื้นมากขึ้น ไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดี และหากลูกน้อยภูมิต้านทานต่ำลงก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสนี้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีซึ่ง ซึ่งเป็นวัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง และเด็กที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

สังเกตอาการ RSV ดูอย่างไร?

นายแพทย์นรินทร์รัชต์ พิชญคามินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เผยถึงวิธีสังเกตอาการ RSV เบื้องต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่จะไอ มีเสมหะ หายใจเหนื่อยหอบ

“หากมีอาการไอ มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ ในบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการถึงขั้นตัวเขียว ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัส RSV การรักษา จึงเป็นรักษาตามอาการเท่านั้น”

โรค RSV ยังทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ โดยอาจมีเสมหะออกมาในปริมาณมาก อาการคล้ายไข้หวัดปกติ เช่น มีไข้ ไอเจ็บคอ และมีน้ำมูกหรือเสมหะ แต่ในเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันต่ำหรือคลอดก่อนกำหนด อาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจหน้าอกยุบ หรือปากซีดเขียว หรืออาจทรุดลงถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลว และมีโอกาสถึงขั้นเสียชีวิตอย่างรวดเร็วหากมีอาการแทรกซ้อนของปอดหรือหัวใจ

ลูกติดเชื้อ RSV จากไหนได้บ้าง?

เชื้อ RSV สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านทางเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผ่านทางการสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการจับมือ การใช้สิ่งของร่วมกัน และการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนรวมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงเปิดเทอม เด็กเล็กย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัสใกล้ชิดกับเพื่อนฝูง จึงมีโอกาสที่เชื่อจะแพร่ระบาดได้มากขึ้น

แนวทางป้องกันลูกจากเชื้อไวรัส RSV

  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด
  • ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ไปอยู่ในสถานที่ที่แออัด
  • หากมีอาการควรเก็บตัวอยู่บ้าน
  • ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ
  • น้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะ
  • หากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ
  • แยกอุปกรณ์และภาชนะต่างๆ ของเด็ก ไม่ควรใช้ร่วมกัน

ขอบคุณข้อมูลจากอินสตาแกรม emmeemm , ไทยรัฐออนไลน์ , กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไวรัส RSV ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ อันตรายรุนแรงได้คล้ายอาการ RSV ในเด็ก

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

8 วิธี ขับเสมหะ ลูกโดยไม่ต้องทานยา!

วิจัยชี้! เด็กที่กิน อาหาร 5 หมู่ ไม่ครบ อาจเตี้ยกว่าเพื่อน 20 ซม.

อาหาร 5 หมู่ เป็นอาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน การทานอาหารไม่ครบหมู่ในวัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตนั้น อาจทำให้ลูกเตี้ยกว่าเพื่อนถึง 20 เซนติเมตร!!

วิจัยชี้! เด็กที่กิน อาหาร 5 หมู่ ไม่ครบ อาจเตี้ยกว่าเพื่อน 20 ซม.

อาหารหลัก 5 หมู่ คือ อาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันรวม 5 ชนิด โดยสารอาหารที่เหมือนกันจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน และร่างกายของคนเราก็ต้องการสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หรือ 5 ชนิด ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่สามารถจะให้สารอาหารได้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเราสามารถแบ่งอาหารออกเป็นหมู่หลัก ๆ ได้ 5 หมู่ ได้แก่

  1. โปรตีน (เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว)
  2. คาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน)
  3. เกลือแร่หรือแร่ธาตุ (พืชผัก)
  4. วิตามิน (ผลไม้)
  5. ไขมัน (ไขมันจากพืชและสัตว์)

โดยอาหารแต่ละหมู่นั้นให้ประโยชน์ต่อร่างกายต่างกัน มีคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการทานอาหารเพียงหมู่ใดหมู่หนึ่ง หรือการทานอาหารไม่ครบหมู่ จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับประโยชน์จากหมู่อาหารที่ไม่ได้ทานได้ และหากขาดสารอาหารชนิดนั้นนานวันเข้า ก็จะเกิดความไม่สมดุลของระบบการทำงานของร่างกาย และจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้

และสำหรับเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต วัยที่ต้องการสารอาหารหลากหลายชนิดเพื่อนำไปพัฒนาร่างกาย หากมีพฤติกรรม เลือกกิน กินยาก กินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กินเยอะแต่กินไม่หลากหลาย ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ได้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกแล้ว ในวัยที่กำลังเจริญเติบโตนั้น ยังมีอีก 1 ข้อเสียที่เกิดจากการทาน อาหาร 5 หมู่ ไม่ครบ คือ อาจทำให้เตี้ยกว่าเพื่อนถึง 20 เซนติเมตร ความสูงมีความสัมพันธ์อย่างไรกับอาหาร? มาดูรายละเอียดงานวิจัยกันค่ะ

ลูกเตี้ย
ลูกเตี้ย

วิจัยชี้! เด็กที่กินอาหารไม่ครบหมู่ อาจเตี้ยกว่าเพื่อน 20 ซม.

วิจัยนี้จัดทำโดย Imperial College London ในประเทศอังกฤษ และได้ตีพิมพ์ใน The Lancet โดยวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนสูงและน้ำหนักของเด็กและวัยรุ่นวัยเรียน 65 ล้านคนใน 193 ประเทศ ได้พบความแตกต่างของความสูงของเด็กที่สูงที่สุด เทียบกับเด็กที่เตื้ยที่สุด พบว่ามีความสูงแตกต่างกันถึง 20 เซนติเมตร โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างของความสูงนี้ คือ อาหาร

ตัวอย่างเช่น ความสูงของเด็กผู้หญิงอายุ 19 ปีในบังกลาเทศและกัวเตมาลา (ประเทศที่มีเด็กหญิงตัวเตี้ยที่สุดในโลก) จะมีความสูงเท่ากับเด็กหญิงอายุ 11 ปีโดยเฉลี่ยในเนเธอร์แลนด์ (ประเทศที่มีเด็กชายและเด็กหญิงสูงที่สุด) จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าเด็กที่อยู่ในประเทศที่ทำให้มีโอกาสในการขาดสารอาหารและการทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่นั้น มีส่วนสูงเทียบเท่ากับเด็กที่มีอายุน้อยกว่าถึง 8 ปี ที่อยู่ในประเทศที่มีการสรรหาอาหารให้ประชากรได้อย่างทั่วถึง

การวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่า โภชนาการในวัยเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดอาหาร การทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่นั้น อาจขัดขวางการเจริญเติบโต ทำให้เด็กเตี้ย และอาจทำให้เป็นโรคอ้วนในวัยเด็ก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กไปตลอดชีวิต

แคลเซียม ไม่ได้ทำให้ตัวสูง แค่กินครบ 5 หมู่ ก็สูงและแข็งแรงได้

แคลเซียม คือแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพร่างกาย เป็นส่วนประกอบของกระดูก และฟัน ทำให้โครงสร้างเหล่านี้มีความแข็งแรง แคลเซียมช่วยให้เลือดแข็งตัว ช่วยในการทำงานของระบบประสาทในส่วนของกล้ามเนื้อ ช่วยควบคุมการยืด และหดตัวของกล้ามเนื้อในร่างกายตามส่วนต่าง ๆ และกระตุ้นการทำงานของโปรตีนที่เป็น corboxylated-glutamic acid ให้จับเข้ากับแคลเซียม Hydroxyapatite เพื่อทำหน้าที่สร้าง และสลายกระดูก ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของมวลกระดูกใหม่ ๆ

ในร่างกายของเราประกอบด้วย แคลเซียมมากกว่า 1,200 กรัม เกือบ 55 เปอร์เซ็นต์ พบได้ในกระดูก และฟัน จะจับตัวร่วมกับฟอสฟอรัส เรียกว่า “Calcium Phosphates” แคลเซียม ไม่ได้อยู่แค่ในส่วนของกระดูก และฟันเท่านั้น ยังสามารถพบ แคลเซียม ได้ในเลือด ซึ่งจับตัวอยู่กับโปรตีน และพบแคลเซียม อิสระล่องลอย ทำหน้าที่อยู่ภายในร่างกายอีกด้วย

แคลเซียม เพิ่มความสูงได้จริงหรือ?

แร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบร่างกายของเรา ถือว่าเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ ที่ส่งผลต่อสุขภาพที่ดี เราจำเป็นต้องบริโภค แคลเซียม เพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรง และทำให้สารสื่อประสาทระหว่างสมอง และอวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ปกติ แคลเซียมในรูปแบบของอาหารเสริม นำมากินเพื่อที่จะเพิ่มความสูง ซึ่งแท้จริงแล้ว การบริโภค แคลเซียมอย่างเดียวนั้น ไม่ได้ทำให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้น แต่จะต้องทานร่วมกับโปรตีน และจะต้องเป็นโปรตีนที่ได้จากพืชตระกูลถั่วเท่านั้น รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอและการออกกำลังกายร่วมด้วย จึงจะทำให้สูงขึ้นได้

จึงกล่าวได้ว่าสารอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มความสูงได้นั้นก็คือ “โปรตีน” นั้นเอง เพราะหน้าที่และประโยชน์หลัก ๆ ของโปรตีน คือ การช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ซึ่งโปรตีนจะถูกนำไปสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก เลือด เม็ดเลือด ผิวหนัง น้ำย่อย ฮอร์โมน น้ำนม รวมไปถึงการสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคต่าง ๆ

แคลเซียม
แคลเซียม

ลูกทานโปรตีนเท่าไหร่ถึงพอดี?

  • เด็กทารก (1-3 ขวบ) จะต้องการโปรตีนอยู่ที่ 1.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หรือประมาณ 15 กรัม ต่อวัน
  • เด็กเล็ก (3-7 ขวบ) จะต้องการโปรตีนอยู่ที่ 1.1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หรือประมาณ 26 กรัมต่อวัน
  • เด็กโต (7-14 ปี) จะต้องการโปรตีนอยู่ที่ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หรือประมาณ 45 กรัมต่อวัน

ดังนั้นเราจำเป็นต้องรับประทานโปรตีนและแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และถ้าอยากสูงและมีร่างกายที่แข็งแรง ควรทานอาหารในหมู่อื่น ๆ ให้เพียงพอและทาน อาหาร 5 หมู่ ให้ครบ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี และสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่เห็นความสำคัญของอาหารแล้วใช่ไหมล่ะคะ ว่ามีความสัมพันธ์ต่อการเจริญเติบโตของลูกมากเพียงใด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกกินตามใจชอบ กินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ และเลือกกิน อีกต่อไป ควรส่งเสริมให้ลูกกิน อาหาร 5 หมู่ ให้ครบ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกในอนาคตค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกกินยาก กินแต่อาหารซ้ำซาก เสี่ยงโรค Neophobia

สารพิษตกค้างในผัก! พบผัก-ผลไม้ในไทย อาบสารพิษ

9 อาหารไทย เพิ่มภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19

กรมอนามัยห่วง! เด็กไทยเตี้ยกว่าเกณฑ์ แนะ 5 วิธีเพิ่มความสูง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : World Economic Forum, medthai.com, www.chiangmainews.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ส่วนลด ดีมีเงินออมให้ลูก

ชี้เป้า 4 วิธีประหยัดเงิน เพื่อแม่ถูกและดี มีเงินออมให้ลูก!!

วิธีประหยัดเงิน ใคร ๆ ก็ชอบ หากแม่อยากหาวิธีออมเงินให้ลูกแบบง่าย ๆ ใช้สิทธิประโยชน์ที่มีมาลดค่าใช้จ่ายก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจที่วันนี้เรามาชี้เป้าให้เห็นกัน

ชี้เป้า 4 วิธีประหยัดเงิน เพื่อแม่ถูกและดี มีเงินออมให้ลูก!!

เดี๋ยวนี้เราทุกคนสามารถเป็นบุคคลสำคัญได้นะจะบอกให้ เพราะผู้ให้บริการต่าง ๆ หลากหลายประเภทต่างก็มอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าของเขากันแทบทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกค้าของผู้ให้บริการใด ก็มักจะมีแอพพลิเคชั่นให้เลือกใช้สิทธิพิเศษมากมาย แถมมามอบให้ถึงมือ ง่าย ๆ เพียงแค่กดรับสิทธิ์ จ่าย รับสินค้า มีเงินเหลือเก็บให้ลูก ว้าว!ขนาดนี้แม่บ้านอย่างเรา ๆ จะพลาดได้ไงจริงไหม

ช้อปปิ้งออนไลน์อย่างไรให้ได้เงินเก็บ
ช้อปปิ้งออนไลน์อย่างไรให้ได้เงินเก็บ

วิธีเก็บเงิน มีมากมายหลากหลายรูปแบบ การประหยัดค่าใช้จ่ายก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเหลือเงินมาเก็บออมให้แก่ลูก แต่จะดีกว่าไหมหากแม่อย่างเราสามารถเก็บออมเงินให้แก่ลูกเพื่ออนาคตของเขา ไปพร้อมกับไม่ต้องลดทอนงบรายจ่ายค่าช้อปปิ้ง หรือรายจ่ายค่าของว่างลง เรียกได้ว่า ได้ทั้งสุขใจ สบายกระเป๋าไปพร้อม ๆ กัน ถ้าคุณแม่สนใจวันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมชี้เป้าวิธีเก็บเงินเพื่อลูกแบบฉบับคนมีสิทธิพิเศษมาให้ได้ศึกษากัน จะได้นำไปปรับใช้กับสถานการณ์ของแต่ละบ้านกันตามสะดวก

วิธีประหยัดเงินจากแอพผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์

ในปัจจุบันการแข่งขันกันของบริษัทผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ค่อนข้างดุเดือดในสมรภูมินี้ แน่นอนว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันนั้น ย่อมเป็นผู้บริโภคอย่างเรา ๆ เมื่อมีการแข่งขันสูง สิทธิพิเศษ สิทธิประโยชน์จูงใจต่าง ๆ ย่อมมาแบบจัดเต็ม ถึงแม้ส่วนนี้จะเป็นกลยุทธของการดึงลูกค้าของเหล่าบรรดาผู้ให้บริการต่าง ๆ ก็ตาม แต่ก็นับว่ามือถือก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนในยุคนี้ไปเสียแล้ว ดังนั้นเชื่อได้เลยว่าทุกคนต้องมีค่ายโทรศัพท์ใช้กันอย่างน้อยคนละหนึ่งค่ายแน่นอน ดังนั้นสิทธิประโยชน์ที่ให้เขาให้แก่ลูกค้าอย่างเรา เชื่อไหมว่ามันสามารถทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เหมือนกัน หากใครใช้ของค่ายใดก็อย่าลืมโหลดแอพพลิเคชั่นมาติดเครื่องเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ง่ายดายขึ้น โดยแอพของแต่ละค่ายบริการหลัก ๆ  มีดังนี้

วิธีประหยัดเงิน จากค่ายมือถือ
วิธีประหยัดเงิน จากค่ายมือถือ
  • ค่ายสีฟ้า Dtac กับแอพ Dtac Reward ที่มาพร้อมกับน้องตัวD และสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า Platinum Blue Menber ,Gold Member และ Silver Member
  • ค่ายสีเขียว AIS กับแอพ AIS Privileges ที่มาพร้อมกับน้องอุ่นใจ และสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า Serenade และลูกค้า AIS
  • ค่ายสีแดง TRUE กับแอพ TRUE YOU และสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า TRUE Black Card ,TRUE Red Card และลูกค้า TRUE

ส่วนลด และสิทธิประโยชน์ของแต่ละค่ายจะคล้าย ๆ กัน โดยมีการแบ่งสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าแตกต่างกันไปตามยอดค่าใช้บริการที่แตกต่างกันของลูกค้า และยังมีการสะสมเหรียญเพิ่มไว้ใช้แลกเป็นส่วนลด หรือแลกของฟรีได้เพิ่มอีกด้วย โดยภายในแอพของทุกค่ายก็มีการแบ่งเป็นหมวดหมู่ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ของว่าง กาแฟและเครื่องดื่ม ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และช้อปปิ้งออนไลน์ เรียกได้ว่ามีครอบคลุมครบทุกด้าน ซึ่งหากคุณแม่ลองเลือกหาส่วนลดจากส่วนนี้ก่อนใช้จ่าย ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้อยู่พอสมควร อย่างเช่น ส่วนลดในการซื้อกาแฟสักแก้ว ก็มีส่วนลดให้ทุกเดือน เดือนละสิทธิ์ต่อร้าน นอกจากจะได้ฟินจากรสชาติกาแฟแล้ว แถมยังช่วยประหยัดเงินให้เหลือเก็บไว้หยอดกระปุกให้ลูกได้อีกด้วย

วิธีประหยัดจากแอพช้อปปิ้งออนไลน์

ก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการแข่งขันแย่งลูกค้ากันสูงไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งในปัจจุบันที่กำลังเป็นยุคแห่งการช้อปปิ้งออนไลน์กำลังบูม ขยายตัวต่อเนื่องมาจากวิกฤตโควิด 19 ที่ทำให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาสนใจการช้อปปิ้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กันมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดการดึงฐานลูกค้าส่วนนี้กันอย่างดุเดือด หากคุณแม่เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบส่วนลด และสิทธิพิเศษดี ๆ ในแต่ละเดือนก็ไม่ควรพลาดที่จะโหลดแอพช้อปปิ้งออนไลน์มาไว้ติดเครื่องสมาร์ทโฟนของเรา เพราะในปัจจุบันแอพช้อปปิ้งออนไลน์นั้นไม่ได้มีแค่ของใช้ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นอีกต่อไป มีการจับมือ ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์แบรนด์ชั้นนำในการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในแพลตฟอร์มดังกล่าว ทำให้เราสามารถเลือกซื้อข้าวของ เครื่องใช้ที่จำเป็นเข้าบ้านได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเดินเลือกซื้ออีกต่อไป และที่สำคัญส่วนลดในบางวัน ในแต่ละเดือนที่มีแคมเปญนั้นช่วยแม่ประหยัดเงินไปได้มากทีเดียว และในบางแอพมี Cash back ช่วยให้เราช้อปปิ้ง แล้วยังมีเงินคืนเข้ากระเป๋าอีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณแม่ซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปจากแอพช้อปปิ้งออนไลน์ในช่วงแคมเปญ นอกจากจะได้ส่วนลดเยอะแล้ว ยังมีบริการส่งฟรีถึงบ้านไม่ต้องยุ่งยากขนกลับเองอีกด้วย

วันนี้ยังมีคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คุณแม่นักช้อปทั้งหลายเพื่อเป็นวิธีประหยัดเงินไว้ออมให้ลูก และยังช่วยประหยัดเวลาช้อปปิ้งกัน

  1. วางแผนการช้อป เริ่มจากการกำหนดงบที่จะจ่าย แม่ควรจะลิสต์รายการของต่าง ๆ ที่อยากได้ออกมา แล้วประเมินราคาคร่าว ๆ เอาไว้ด้วย ถ้ารวมยอดไปมาแล้วเกิดเกินกว่า งบที่วางไว้ในเดือนนั้น เราก็อาจจะกันเงินส่วนหนึ่งไว้ก่อน แล้วไปรองบประมาณเพิ่มเติมของเดือนถัดไป อดใจรออีกนิดเพื่อวินัยทางการเงินที่ดี ไม่มานั่งกลุ้มใจทีหลัง
  2. การปรึกษาเพื่อน ๆ ก่อนซื้อของที่คุณแม่อยากได้ คือสิ่งที่ควรทำ เพราะเพื่อนแม่ ๆ ที่มีลูกในวัยใกล้ ๆ กันย่อมมีข้าวของเครื่องใช้ไม่ต่างกัน การให้เพื่อนช่วยเลือก แนะนำสินค้า เป็นเหมือนการรีวิวจากผู้ใช้จริงว่าตรงตามความต้องการของเราไหม รวมทั้งช่วยสแกนความคุ้มค่าของสินค้าที่เราจะซื้อ ถ้าทั้งคุณแม่และเพื่อนต้องการซื้อสินค้าแบบเดียวกัน ก็สั่งซื้อพร้อมกันไปเลยในทีเดียว จะได้คนหารค่าจัดส่งไปอีก ได้สินค้าที่ถูกใจในราคาที่ถูกลง นี่แหละ วิธีประหยัดเงินแบบง่าย ๆ ด้วยการช้อปเป็นแก็งค์
  3. สมัครสมาชิกรับส่วนลดที่มากกว่า ร้านค้าออนไลน์หลายร้านมักจะมีโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะสำหรับสมาชิก ดังนั้นการสมัครสมาชิกก่อนซื้อสินค้าจะทำให้คุณแม่ได้รับส่วนลดในการซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การซื้อครั้งแรก” ที่มักจะมีส่วนลดพิเศษแบบสุด ๆ นอกจากนี้บางเว็บไซต์อาจมีการสะสมแต้มเพื่อนำไปแลกรับส่วนลดในครั้งต่อไปได้อีกต่อด้วย
  4. ในกรณีที่คุณแม่มีของที่อยากได้ แต่ก็สามารถรอได้เช่นกัน ขอแนะนำให้ “รอ” เพื่อซื้อสินค้านั้น ๆ ในช่วง sale เพราะร้านค้าออนไลน์ในยุคนี้ต้องบอกว่าขยันจัดมหกรรมเซลล์กันจริง ๆ แทบจะมีทุกเดือนเลยด้วยซ้ำ แถมบางครั้งบางทียังลดราคาสินค้ามากถึง 80% คิดดูว่ามันจะคุ้มค่า ทำให้มีเงินเหลือเก็บมากขนาดไหน

    วิธีประหยัดเงิน จากเงินเหลือ ส่วนลด
    วิธีประหยัดเงิน จากเงินเหลือ ส่วนลด

รวมส่วนลดจากแอพร้านสะดวกซื้อ

แสตมป์ 7-11 เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักสะสมส่วนลดชื่นชอบ เพราะนอกจากจะสามารถนำมาแลกของพรีเมี่ยมน่ารัก น่าสะสมแล้ว คุณแม่ยังสามารถนำมาแทนเงินสดเวลาซื้อของในร้านได้อีกด้วยนะ เวลาใช้ก็ง่ายแสนง่าย โดยแสตมป์หนึ่งดวง (1 บาท) มีค่าแทนเงินสด 1 บาทเช่นกัน เวลาต้องการจ่ายเงินก็นำแสตมป์จ่ายแทนได้เลย หรือถ้าคุณแม่ไม่อยากออมให้ลูกในรูปแบบเงินแล้ว ก็สามารถใช้แสตมป์ร่วมทำบุญกับทางร้าน เป็นการสร้างบุญ และเป็นการออมบุญให้แก่ลูก ก็นับว่าเป็นการออมในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยนะ

นอกจากแสตมป์แล้ว เดี๋ยวนี้ยังมีแอพร้านสะดวกซื้อมากมายหลากหลายยี่ห้อให้เลือกกันทั้งสะดวก แถมลดแลก แจกแถมกันไม่อั้นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น 7-11, CP Surprise จากค่าย CP ALL หรือ Lawson 108 จากเครือสหพัฒน์ และอันดับสองของตลาดสะดวกซื้อ Family Mart ของทางเครือเซ็นทรัล ที่เมื่อเราเข้าไปเป็นสมาชิกแล้ว ทางร้านก็จะมอบส่วนลดมาให้ โดยมีการปรับโปรโมชั่นน่าสนใจแทบทุกวัน เป็นที่รู้กันว่าราคาของสินค้าในร้านสะดวกซื้อจะแพงกว่าซุเปอร์สโตนทั้งหลาย แต่ถ้าเป็นสินค้าตัวโปรโมชั่นแล้ว บางชิ้นก็ถูกกว่าได้เหมือนกัน โดยเฉพาะโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 นี่เป็นอะไรที่ปลื้มมาก แถมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะทีเดียว อย่างนี้ก็มีเงินเหลือเก็บไว้ออมเงินให้ลูกใช้ในอนาคตกันแล้ว

รวมส่วนลดจากบัตรเครดิต

ส่วนลดจากบัตรเครดิต สะสมแต้ม ได้เงินคืน เหลือเงินออม
ส่วนลดจากบัตรเครดิต สะสมแต้ม ได้เงินคืน เหลือเงินออม

ทุกวันนี้ต้องบอกว่าบัตรเครดิตหลายใบนั้นเกิดขึ้นมาเพื่อเอาใจขาช้อปปิ้งโดยเฉพาะเลยจริง ๆ ด้วยโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่เข้ามาเสริมความประหยัดคุ้มค่าให้กับทุกการช้อปปิ้ง ทั้งการลดราคาสินค้า ได้รับแต้มสะสมนำไปแลกของรางวัล หรือเป็นส่วนลดเพิ่มเติม ไปจนถึง Cash back เงินคืนจากยอดซื้อ ดังนั้น คุณแม่ถือบัตรอะไรอยู่ ก่อนช้อปก็อย่าลืมเช็คโปรโมชั่นกันด้วย เพื่อให้เราใช้บัตรเครดิตที่มีอยู่ในมือให้คุ้มค่าที่สุด แถมถ้าแม่ท่านไหนอยากหาวิธีการออมเงินเพื่อลูกแบบง่าย ๆ ก็แคชแบ็คที่ได้มายังไงล่ะ เงินออมเพื่อลูกคุณ

เงินยังไงก็คงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน จนมีคำกล่าวหยอก ๆ กันว่า “มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่” อย่างนี้แล้วพ่อแม่คงต้องมีหลากหลายวิธีที่จะช่วยกันเก็บเงิน ไว้เป็นเงินออมให้แก่ลูกในอนาคต โดยเฉพาะในยามวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ทั่วโลกพบกับภาวะถดถอยเช่นนี้ นอกจากการเก็บเงินจากการหารายได้แล้ว การเก็บเงินจากการประหยัดค่าใช้จ่ายก็เป็นอีกทางที่ดีทางหนึ่งสำหรับคนในยุคนี้ อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด สิ่งใดมีส่วนลดก็ควรใช้ส่วนลดที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีเงินเหลือเก็บ สะสมไว้ไปลงทุนในรูปแบบอื่นต่อไป รู้วิธีแบบนี้หนทางแห่งเศรษฐีคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง รูปภาพประกอบจาก shopback / Dtac / AIS / True

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สั่งซื้อของสดออนไลน์ พ่อแม่ซื้อง่ายรับได้ที่บ้าน

แอปติดตามโควิด หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงปลอดภัยทั้งครอบครัว

เมื่อ “แม่ต้องช้อป ลูกต้องใช้” ได้โปรเด็ด !! กับ JD CENTRAL

จดทะเบียนรับรองบุตร ทำอย่างไร ลูกอายุเท่าไหร่ถึงจดได้?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารเสริมบำรุงสมอง

อยากให้ลูกเรียนรู้ได้ดีตั้งแต่เด็ก สมองลูกต้องดูแลอย่างไร?

รอให้ลูกโตก็สายเสียแล้ว ถ้าคุณแม่คิดอยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี อย่ารอให้ลูกโตแล้วค่อยมาใส่ใจดูแล เพราะถึงเวลานั้นลูกน้อยอาจจะเรียนรู้ได้ไม่ดีเท่าเพื่อนวัยเดียวกันก็ได้ค่ะ เพื่อให้เด็กฉลาดเรียนรู้สมวัย ลองมาดูกันว่าจะเสริมพัฒนาการสมองได้อย่างไร และควรเริ่มในช่วงวัยไหนที่ไม่ช้าไป

สมอง คือหนึ่งในอวัยวะสำคัญของร่างกาย *สำหรับเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิด จนถึงอายุ 6 ปี เป็นช่วงเวลาที่สมองจะมีการพัฒนามากที่สุดถึง 80% ซึ่งในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต ถือเป็นช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมองของลูกน้อยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็ก 2 ภาษา 3 ภาษา อยากให้ลูกเป็นเด็กเรียนเก่ง มีทักษะรอบด้านดีเยี่ยม สมองดี มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ ก็ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ

เสริมพัฒนาการสมอง ลูกฉลาดคิด ต้องเริ่มจากอะไร ?

การเตรียมความพร้อมให้ลูกในช่วง 6 ปีแรก เพื่อให้มีพัฒนาการสมองฉลาด เก่งสมวัย และสามารถต่อยอดไปได้อย่างประสบผลสำเร็จในอนาคต คุณพ่อคุณแม่เริ่มได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

  1. ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกคลอดไปจนถึงขวบปีแรก ในน้ำนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนที่จำเป็นต่อร่างกาย และสมอง
  2. ต้องกระตุ้นให้ลูกได้มีการเล่นเสริมทักษะตามช่วงวัย เช่น
    เด็กวัยแรกเกิด – 6 เดือน เพื่อกระตุ้นพัฒนาการการมองเห็น ให้เล่นเป็นตุ๊กตาแขวนโมบายสีสันสดใส
    เด็กวัย 6 เดือน – 1 ขวบ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้มือเอื้อมคว้า และฝึกการคืบ คลาน ให้เล่นของเล่นที่เขย่าแล้วมีเสียง เล่นลูกบอลลูกเล็กๆ สีสันสดใสซ่อนในผ้า หรือเล่นจ๊ะเอ๋
    เด็กวัย 1 ขวบ – 3 ขวบ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการทักษะการพูด ออกเสียง การสังเกต ให้เล่นของเล่นที่เป็นรูปทรง อย่างบล็อคไม้รูปต่างๆ หรือ อ่านนิทานภาพ ฯลฯ
    เด็กวัย 3 ขวบ – 6 ขวบ เพื่อฝึกให้รู้จักการเข้าสังคม การสื่อสารที่มากขึ้น ฝึกทักษะการคิด ให้เล่นเป็นชุดของเล่นบ้าน , ชุดขายของ , ชุดตัวต่อเลโก้ หรือเล่นเล่านิทาน บทบาทสมมติ เป็นต้น การเล่นจะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้ พัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา อารมณ์ สังคม
  3. กินอาหารที่มีประโยชน์หลังลูกอายุได้ 6 เดือนขึ้นไป จะต้องเสริมอาหารให้ได้คุณค่าโภชนาการครบ 5 หมู่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่และวิตามิน ในปริมาณสัดส่วนตามช่วงวัยที่ควรจะได้รับ และในเด็กที่กำลังโต เด็กอนุบาล วัยเรียน คุณแม่จำเป็นต้องให้ลูกได้รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองของลูกๆ อย่าง DHA , กรดไขมันจำเป็นอย่าง โอเมก้า 3 6 9 สารอาหารกลุ่มนี้จะช่วยบำรุงพัฒนาระบบประสาท และสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

อาหารเสริมบำรุงสมอง

7 อาหารสมองที่ลูกควรต้องได้กินอย่างเป็นประจำ

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่คุณแม่ต้องจัดสรรมาให้ลูกๆ ได้รับประทานกันอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอาหารสมองที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองของเด็กๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คิดเก่ง ฉลาดเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ลองมาดูว่าเด็กวัยเรียน วัยกำลังโต ควรต้องกินอะไรที่มีประโยชน์กับพัฒนาการสมองกันค่ะ
1. นมและโยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์จากนมอุดมด้วยโปรตีน และวิตามิน B ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อสมอง และยังให้ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ที่เป็นแหล่งพลังงานที่ดีให้กับสมอง
2. แซลมอน และปลาทะเลน้ำลึก ที่มีไขมันดีสูงเป็นแหล่งโอเมก้า 3 ที่มีทั้งกรดไขมัน EPA และ DHA ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้าง และพัฒนาสมองลูกน้อย
3. ไข่ ให้โปรตีนสูง และยังอุดมด้วยโคลีน ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาความจำ
4. ถั่วแดง มีกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะกรดอัลฟาไลโปลิก (ALA) สูงกว่าถั่วชนิดอื่น ที่จะช่วยกระตุ้นการทางานของสมองให้ดียิ่งขึ้น
5. น้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน จะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า สำหรับการปรุงอาหารที่ต้องใช้น้ำมันเป็นส่วนประกอบ แนะนำคุณแม่ว่าให้ใช้ในสัดส่วนที่พอเหมาะ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของเด็กๆ ค่ะ
6. ผักสีสด เช่น มะเขือเทศ มันเทศ ฟักทอง แครอท ผักปวยเล้ง ผักสีต่างๆ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมองของลูกน้อยได้อย่างดี
7. เนื้อแดง เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก และสังกะสี ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในเรื่องความจำ ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อได้ดี

อาหารบำรุงสมอง

อาหารเสริมบำรุงสมอง DHA และ โอเมก้า 3 6 9 กรดไขมันที่มีประโยชน์

♦ DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีหน้าที่สำคัญช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
ประโยชน์ของ DHA ดีเอชเอ คือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ดวงตาและการมองเห็น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับสมอง เช่น ความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น แหล่งอาหารที่อุดมด้วยดีเอชเอ ได้แก่ ไข่ไก่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เป็นต้น
♦ โอเมก้า 3 กรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งใน Omega 3 จะประกอบด้วยกรดไขมันอย่าง ALA , EPA และ DHA
ประโยชน์ของ Omega 3 คือ ช่วยเพิ่มสมาธิ ช่วยให้ระบบประสาท สมอง และระบบสายตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยต้านการอักเสบต่างๆ ให้กับร่างกายอีกด้วย แหล่งอาหารที่อุดด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันพืช (น้ำมันถั่วเหลือง , น้ำมันดอกทานตะวัน , น้ำมันรำข้าว) เป็นต้น
♦ โอเมก้า 6 กรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
ประโยชน์ของ Omega 6 คือ จะช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ โอเมก้า 6 มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของร่างกาย การทำงานของระบบสมองและหัวใจ แหล่งอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 6 ได้แก่ น้ำมันรำข้าว ถั่วเหลือง อิฟนิ่งพริมโรส และถั่วทุกชนิด
♦ โอเมก้า 9 กรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ จากการดึงเอาโอเมก้า 3 และ 6 มาใช้ ฉะนั้นหากร่างกายได้รับโอเมก้า 3 กับ 6 ไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะสร้างโอเมก้า 9 ขึ้นมาใช้ได้ไม่เต็ม 100%
ประโยชน์ของ Omega 9 ช่วยในการทำงานของโอเมก้า 3 และ 6 ในการสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์สมอง และช่วยให้อวัยวะสำคัญภายในร่างกายอย่าง สมอง หัวใจ ระบบเลือด ตับ ไตทำงานได้อย่างสมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพ
แหล่งอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 9 ได้แก่ งา อโวคาโด อัลมอนด์ น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ

คุณแม่เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของอาหารที่ต้องเสริมเพื่อบำรุงสมองของลูกๆ ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่าง DHA และ Omega 3 6 9 กันแล้วใช่ไหมคะ แนะนำว่าต้องให้ลูกรับประทานอาหารหลากหลายและครบหมู่ เพื่อให้สมองพัฒนาและเรียนรู้ มีสมาธิ จำเก่งแม่นยำได้อย่างเต็มที่ในทุกวันค่ะ

ง่ายๆ กับการเตรียมพร้อมสมองลูกให้ได้รับอาหารสมองทุกวัน

หากจะพัฒนาสมองของเด็กๆ ที่อยู่ในวัยกำลังโต โดยเฉพาะช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมองของลูกในระหว่าง 1-6 ปี แนะนำคุณแม่ว่านอกจากจะเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทานครบ 3 มื้อแล้ว ยังจำเป็นต้องเสริมนมที่มีสารอาหารช่วยในการบำรุงระบบประสาท และสมอง เพื่อให้เด็กๆ พร้อมรับการเรียนรู้รอบด้าน เพราะการเรียนรู้ช่วยลูกไปได้ไกลขึ้น

นมที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับเด็กวัยกำลังโต โฟร์โมสต์ โอเมก้า 3 6 9 นมกล่องยูเอชที ที่คุณม่สามารถให้ลูกดื่มได้ทุกวัน นมโฟร์โมสต์ โอเมก้า 3 6 9 สูตรใหม่ เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และสมอง มี DHA เพิ่มขึ้น 50% , Omega 3 เพิ่ม 2 เท่า มี     วิตามินบี 12 สูง ช่วยบำรุงระบบประสาทให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และมีกรดอะมิโนจำเป็นอีก 9 ชนิด

โฟรโมสต์ โอเมก้า 3 6 9 มีคุณค่าสารอาหารเต็มกล่องที่คุณแม่มั่นใจได้ว่ามีส่วนสำคัญในการเสริมพัฒนาการของลูก ให้ลูกฉลาดคิด เรียนรู้ได้ดี

 

อาหารเสริมบำรุงสมอง

อ้างอิง : *เทคนิคพัฒนาสมองเจ้าตัวน้อย.สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข https://th.rajanukul.go.th/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจลทาผื่นผ้าอ้อม

รีวิว เมดเมเกอร์®ปิโตรเลียม เจลลี่ เบบี้ เจลทาผื่นผ้าอ้อม ใช้ดีแม่มือใหม่ต้องมีทุกบ้าน

ลูกเป็นผื่นผ้าอ้อม ทำไงดี จริงๆแล้วผิวของทารกแรกเกิดบอบบาง ระคายเคืองและเป็นผื่นได้ง่าย แม้คุณแม่จะดูแลทำความสะอาดดีแค่ไหน ก็อาจยังไม่เพียงพอจะปกป้องลูกจากปัญหารอยแดง ผื่นแดงที่เกิดจากความอับชื้นขณะใส่ผ้าอ้อมได้ เจลทาผื่นผ้าอ้อม เป็นของใช้ติดบ้านอีกอย่างที่คุณแม่หลายคนใช้ทาบางๆก่อนใส่ผ้าอ้อม

คุณแม่ทราบไหมคะว่า ผื่นผ้าอ้อมไม่ใช่อาการแพ้ผ้าอ้อม แต่เกิดจากการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป โดยเฉพาะลูกน้อยแรกเกิดที่ยังเคลื่อนไหวร่างกายเองไม่ได้ จึงระบายอากาศไม่ดีพอ เกิดการเสียดสีได้ง่าย ผิวหนังบริเวณนั้นอับชื้นและเกิดการระคายเคืองกลายเป็นรอยผื่นแดง รู้สึกแสบคัน พบบ่อยบริเวณขาด้านใน ข้อพับ ขาหนีบ อวัยวะเพศ และร่องก้น

วิธีการดูแลผื่นผ้าอ้อมที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดแผล ด้วยการใช้ เจลทาผื่นผ้าอ้อม เพื่อสร้างเกราะป้องกันและลดการเสียดสีระหว่างผิวหนังกับผ้าอ้อม เมดเมเกอร์® ปิโตรเลียม เจลลี่ เบบี้ เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับลูกวัยบอบบางโดยเฉพาะ ที่ทีมบก. Amarin Baby And Kids ลองแล้วบอกเลยว่าใช้ดี จะเป็นอย่างไรมาหาคำตอบกันเลยค่ะ

เจลทาผื่นผ้าอ้อม

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้ เมดเมเกอร์® ปิโตรเลียม เจลลี่ เบบี้ เป็น เจลทาผื่นผ้าอ้อม ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา Best Diaper Rash Petroleum Jelly 2020 จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

ภายในกระปุกสีชมพูเล็กๆนี้อัดแน่นด้วยปิโตรเลียมบริสุทธิ์ 100 % เกรด Pharma นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนื้อสีขุ่น มีความหนาแน่นและเข้มข้นสูง พอทาลงบนผิวสังเกตได้ว่าเหมือนมีฟิล์มบางๆเคลือบอยู่ ซึ่งนั่นเป็นตัวปกป้องชั้นดีที่ช่วยรักษาความชุ่มชื่นไว้ได้นาน พร้อมๆกับลดการเสียดสีระหว่างใส่ผ้าอ้อมไปด้วย

เจลทาผื่นผ้าอ้อม

เห็นเนื้อหนาแบบนี้คุณแม่ไม่ต้องกลัวว่าจะเหนียวเหนอะหนะ ลูกไม่สบายตัวนะคะ เพราะเนื้อเจลเนียนละเอียด ติดผิวดีจึงใช้ทาแค่บางๆก็พอ นอกจากนี้ยังทำจากส่วนผสมอ่อนโยน ปราศจากสารกันเสีย สี และน้ำหอม จึงปลอดภัยกับลูกน้อยผิวบอบบางแพ้ง่าย

เจลทาผื่นผ้าอ้อม

หลังอาบน้ำเสร็จ เช็ดตัวให้แห้ง ปล่อยให้ผิวได้ระบายอากาศสัก 2-3 นาทีแล้ว คุณแม่ทาเมดเมเกอร์® ปิโตรเลียม เจลลี่ เบบี้ บางๆให้ทั่วผิวหนังบริเวนก้น ขาหนีบ และส่วนที่สัมผัสผ้าอ้อม เพียงเท่านี้ก็สามารถปกป้องลูกน้อยจากปัญหาผื่นผ้าอ้อม ผื่นแพ้ต่างๆได้แล้ว นอกจากนี้ยังใช้ทาผิวหนังส่วนอื่นๆของร่างกายได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ริมฝีปาก ข้อศอก หัวเข่าที่แห้งง่าย สามารถใช้ได้ทั้งครอบครัว เก็บได้นาน ไม่เสียง่าย  ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณแม่แบบสบายๆ เลยค่ะ

เมดเมเกอร์® ปิโตรเลียม เจลลี่ เบบี้ ผลิตตามมาตรฐาน Cosmetic GMP ที่พิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต และการควบคุมคุณภาพในกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง โดยมีเภสัชกรผู้ดูแลอย่างละเอียด สำหรับใครที่กำลังมองหา เจลทาผื่นผ้าอ้อม ไว้ติดบ้านบก.ขอแนะนำเลยค่ะ

สำหรับคุณแม่ที่สนใจเมดเมเกอร์Ò ปิโตรเลียม เจลลี่ เบบี้ สามารถหาซื้อได้ที่  ร้านขายยาชั้นนำทั่วไป, ร้านยากรุงเทพ, eXta Plus, Lotus, P&F,  หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ https://web.facebook.com/2MMedmaker

สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว

สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว ปูหนทางสู่ความสำเร็จในชีวิต

ทำอย่างไรให้ลูกมั่นใจ สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว รู้จักล้มและลุกขึ้นสู้เสมอ สู่เส้นทางของความสำเร็จในชีวิต

สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว

ความกลัวเป็นพื้นฐานความรู้สึกสำคัญของมนุษย์ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีความรู้สึกหวาดกลัวซ่อนอยู่ข้างในจิตใจเสมอ แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว ความกลัวที่เกิดขึ้นจากวัยเยาว์จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบความกลัวไปเป็นเรื่องการใช้ชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น

จากความคาดหวังของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ย่อมส่งผลต่อความรู้สึก “กลัว” ของลูกเสมอ โดยงานวิจัยโครงการ “การสร้างความเข้าใจในคุณลักษณะ พฤติกรรม และทัศนคติในอนาคตของชาวดิจิทัลไทย” ที่สำรวจผู้ที่เกิดในปี 2539-2549 (อายุ 13-23ปี) ในเขต กทม. จำนวน 30 คน พบว่า วัยรุ่นรู้สึกกลัวความล้มเหลวและกลัวไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนหนึ่งเกิดจากค่านิยมของครอบครัว “เรื่องความสำเร็จในชีวิต” เด็กในกลุ่ม 13-15 ปี ยังมีความกลัวที่สำคัญอื่น ๆ เช่น กลัวพ่อแม่ไม่ภูมิใจและตนเองจะเป็นทุกข์เอง หรือกลัวหางานไม่ได้

สิ่งเหล่านี้อาจเกิดจากพื้นฐานของจิตใจ ที่ถูกปลูกฝังความกลัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ หากพ่อแม่เข้าใจและเลี้ยงลูกให้รู้จักล้มและลุกได้ตั้งแต่เล็ก จะช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าคิด กล้าลอง ไม่กลัวความล้มเหลว ซึ่งการไม่กลัวความล้มเหลวนี้เอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต

ความกลัวของเด็ก

เด็กจะรู้สึกกลัวก็ต่อเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองขาดความปลอดภัย (insecurity) การแสดงความกลัวของเด็กจะเริ่มด้วยการร้อง และกระเถิบหนีตามธรรมชาติ ความกลัวมักมีสาเหตุสำคัญจากการเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่โดยทันทีหรือไม่คาดฝัน เช่น เด็กในวัย 1-3 ขวบ จะกลัวความมืด กลัวฝันร้าย ความกลัวยังถ่ายทอดจากผู้ใหญ่ได้ด้วย เช่น ผู้ใหญ่กลัวสิ่งไหน เด็กก็จะกลัวสิ่งนั้น หรืออาจเกิดจากผู้ใหญ่ที่หลอกเด็กทำให้เด็กกลัวไปเอง หากแบ่งความกลัวของเด็กจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท

  1. สัตว์ ตั้งแต่สัตว์เล็กไปจนถึงสัตว์ใหญ่
  2. สถานการณ์น่ากลัว
  3. ธรรมชาติที่เด็กกลัว เช่น ฟ้าผ่า
  4. สิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เช่น ผี ปีศาจ

ความกลัวจะขึ้นอยู่กับอายุและการเรียนรู้ ยิ่งรู้เยอะยิ่งกลัวมาก จะเห็นได้ว่าวัยทารกจะไม่ค่อยกลัวอะไร แต่เมื่อเติบโตรู้จักแยกแยะ หรือแม้แต่เริ่มมีจินตนาการ ความกลัวก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่เด็กก็ยังใช้สติปัญญาความรู้ความเข้าใจขจัดความกลัวออกไปจากใจได้อยู่

สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว
สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว

อิทธิพลของการเรียนรู้ยังมีผลต่อความกลัวของเด็ก เช่น เด็กที่เคยถูกสุนัขกัดก็จะฝังใจจนกลัวสุนัข ความกลัวยังมาจากคำบอกเล่าของคนอื่น หรือจินตนาการของเด็กเอง โดยสัญชาตญาณแล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองความกลัวจะพยายามหนีสิ่งที่กลัว จึงมักไม่เผชิญหน้าหรือกำจัดสิ่งที่กลัว อย่างไรก็ตาม หากหนีทุกครั้งจะทำให้เด็กขาดประสบการณ์บางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการ การหนีสิ่งที่กลัวแสดงว่าเด็กยังขาดความรู้ความเข้าใจบางอย่าง ผู้ใหญ่ต้องอธิบายจะดีต่อตัวเด็กมากกว่า แต่ผู้ใหญ่มักจะตัดปัญหาด้วยการบอกให้เด็กหลบหลีกสิ่งที่กลัว

การแก้ปัญหาของผู้ใหญ่จึงมีผลสำคัญต่อความรู้สึกเด็กเมื่อเติบโตขึ้น ทำให้เด็กบางคนหวาดกลัวสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล แต่ถ้าสอนให้เด็กรู้จักสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น จะทำให้เด็กหัดควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น ความรู้สึกกลัวจะค่อย ๆ หายไป ทั้งยังสามารถเอาชนะสถานการณ์ที่กลัวได้ด้วยตัวเอง เมื่อเด็กเอาชนะได้ก็จะรู้สึกภูมิใจ เสริมสร้างความมั่นใจ เรื่องนี้พ่อแม่จึงต้องคอยอยู่เคียงข้าง ปลอบโยน ให้กำลังใจ เพื่อผลักดันให้ลูกมีความกล้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่กลัว หรือฝึกการเผชิญหน้า ต้องพิจารณาความปลอดภัยและอันตรายของสิ่งนั้น ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิด เช่น ให้เด็กที่กลัวความสูงเดินขึ้นที่สูง พ่อแม่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัย อยู่ใกล้ชิดกับลูก แต่ก็ต้องให้กำลังใจเพื่อให้เด็กพิชิตความกลัวในใจไปให้ได้

สังเกต 3 สัญญาณ! ลูกกลัวความล้มเหลว กลัวไม่ประสบความสำเร็จ

  1. ไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ หรือไม่ชอบการเริ่มต้นใหม่
  2. กลัวการเปลี่ยนแปลง เช่น กลัวการย้ายโรงเรียน กลัวการไปเจอเพื่อนใหม่ หรือกลัวที่จะทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
  3. ทำไม่ได้แล้วเลิกทำ

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าลูกกลัวความล้มเหลว ไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะกลัวจะไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเด็กที่มีอาการกลัวแบบนี้ มักจะมีผลจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นสำคัญ

6 ข้อ ลองสำรวจตัวเอง คุณเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกกลัวความล้มเหลวหรือไม่?

  1. เวลาลูกทำอะไรผิดพลาด เผลอตำหนิลูกหรือไม่
  2. คอยกดดันลูกให้เรียนหรือทำอะไรใหม่ ๆ และคาดหวังผลลัพธ์ให้ประสบความสำเร็จ
  3. แสดงสีหน้าหรือน้ำเสียงไม่พอใจ เมื่อลูกทำไม่ได้
  4. เปรียบเทียบลูกกับคนอื่น ทั้งเรื่องการเรียน บุคลิกภาพ หรือแม้แต่ความคิด
  5. มักจะชื่นชมเมื่อลูกสำเร็จ และคาดหวังความสำเร็จมากขึ้นเสมอ
  6. เมื่อลูกทำไม่ได้ แสดงท่าทีหงุดหงิด หรือให้ลูกเลิกทำหรือไม่

สิ่งที่พ่อแม่เลี้ยงดู ปลูกฝัง สั่งสอน จะสะท้อนตัวตนของลูกเสมอ หากพ่อแม่ยังคาดหวัง และกลัวอยู่ลึก ๆ ในใจว่า ลูกจะไม่ประสบความสำเร็จหรือกลัวว่าลูกจะล้มเหลว แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ลูกจะซึมซับมาและกลายเป็นเด็กขี้กลัว ไม่มีความกล้า ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง พ่อแม่จึงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ และมองความสำเร็จในชีวิตเสียใหม่เพื่อปลูกฝังให้ลูกสำเร็จในชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่สำเร็จตามความคาดหวังของพ่อแม่หรือมาตรฐานของสังคม

สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว
สอนลูกให้กล้า ไม่กลัวความล้มเหลว

เทคนิคสร้างความกล้าให้ลูกก้าวสู่ความสำเร็จ

  • พ่อแม่ควรปลูกฝังลูกว่า ความสำเร็จที่แท้จริงแล้วคือ ลูกได้เรียนรู้ เติบโต พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ความสำเร็จวัดไม่ได้ด้วยเงินทองหรือฐานะทางสังคม แต่วัดด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง มีความสุขในทุกวัน และสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่เดือดร้อน
  • สนับสนุนให้ลูกลองทำสิ่งใหม่โดยไม่คาดหวังความสำเร็จ การเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้ลูกได้พัฒนา มีบทเรียนในชีวิต ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทำให้ลูกกลายเป็นคนที่มีความคิด กล้าตัดสินใจมากขึ้น เมื่อลูกได้ลองทำสิ่งใหม่อย่าลืมชมเชยที่ลูกกล้าคิด กล้าลอง
  • ชื่นชมในความพยายามไม่ใช่ความสำเร็จ เมื่อลูกได้รางวัลให้ชื่นชมว่า ลูกตั้งใจมากเลยนะ ต้องพยายามมากเลยใช่ไหมถึงได้รางวัลนี้ ขอบคุณที่ลูกตั้งใจทำสิ่งนี้ แต่หลายครั้งที่พ่อแม่มักจะเผลอชื่นชมผลลัพธ์ของความสำเร็จนั้น เช่น ลูกได้รางวัลเรียนดี ก็ชื่นชมในรางวัลนั้นจนเผลอคาดหวังให้ลูกได้รางวัลไปเรื่อย ๆ เมื่อเด็กไม่ได้รางวัล ก็แสดงความรู้สึกผิดหวังเสียใจ สิ่งนี้จะส่งผลต่อความรู้สึกของลูกได้
  • ให้กำลังใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ คนเราต้องล้มแล้วลุกให้เร็ว การแพ้ไม่ใช่ความล้มเหลวแต่คือสิ่งที่ทำให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง แก้ไขในข้อบกพร่อง เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคต
  • ฝึกลูกหัดคิด หัดแก้ปัญหาด้วยตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก หากลูกยังทำไม่ได้ ก็คอยบอกคอยสอน ไม่ใช่ทำแทนลูก เช่น การฝึกลูกผูกเชือกรองเท้า หากลูกใส่ไม่ได้ พ่อแม่หลายคนก็เลือกที่จะทำให้ จนลูกผูกเชือกรองเท้าเองไม่เป็นแทนที่จะสอนวิธีหรือให้คำแนะนำ ควรให้ลูกฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เมื่อลูกทำได้ลูกจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ความคิดของลูกก็จะเปลี่ยนไปเป็นอยากทำเอง อยากทำให้ได้ด้วยตัวเอง
  • สนุกกับสิ่งใหม่ที่ลูกทำได้ เด็ก ๆ เมื่อทำอะไรสำเร็จมักจะมาอวด มาให้พ่อแม่ชื่นชมเสมอ เช่น ภาพวาดหนูสวยไหมคะ แม่จ๋าหนูว่ายน้ำท่านี้ได้แล้วนะคะ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ถ้าโดนพ่อแม่หมางเมินหรือไม่สนใจ จะทำให้ลูกไม่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่ถ้าลูกเข้ามาผิดเวลา ในช่วงที่พ่อแม่ยุ่งอยู่ ต้องใจเย็น ๆ แล้วบอกลูกว่า ขอเวลา 10 นาทีนะคะ แล้วแม่จะไปดูภาพวาดของหนู
  • เลิกเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น หรือวิจารณ์ในสิ่งที่ลูกทำ เพราะจะทำให้ลูกสูญเสียความมั่นใจ แล้วเด็กจะกลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าเริ่มทำสิ่งใหม่ กลัวโดนแม่ว่าถ้าทำไม่สำเร็จ จึงเลือกที่จะไม่ทำเสียเลย นานวันเข้าเด็กจะสูญเสียคุณค่าในตัวเอง
  • ความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ ฝึกให้ลูกคุ้นเคยหรือเคยชินกับความผิดพลาด ความล้มเหลว เพราะการไม่ทำอะไรเลยย่อมไม่ผิดพลาด แต่ก็ไม่สร้างสิ่งใหม่ด้วยเช่นกัน เช่น ลูกประกวดวาดภาพแล้วไม่ได้รางวัล ก็คอยสังเกตว่าลูกรู้สึกอย่างไร เข้าไปปลอบและให้กำลังใจ พร้อมทั้งช่วยแนะนำให้ลูกเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น บอกลูกว่า ครั้งนี้ไม่เป็นไร เราฝึกกันใหม่ ครั้งหน้ามาประกวดกันอีกนะลูก
  • เจออุปสรรคต้องผ่านไปให้ได้ ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่าง เมื่อลูกผิดหวัง เสียใจ ให้ปลอบลูกว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ อนุญาตให้ลูกเสียใจร้องไห้ ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา แต่ทุกปัญหาจะต้องผ่านไป สอนลูกให้รู้จักเรียนรู้ ให้กำลังใจเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค
  • เปิดโอกาสให้ลูกคิด แสดงความเห็น รับฟังลูกเสมอ ถ้าเข้มงวดและสั่งลูกมากเกินไป ลูกจะคิดเองไม่เป็น จนถึงขั้นไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ มีผลต่อความรู้สึกกลัวความล้มเหลวและการไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ได้

การปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็กให้กล้าคิด กล้าแสดงออก เสริมความมั่นใจด้วยกำลังใจจากพ่อแม่และคนในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ลองหากิจกรรมใหม่ ๆ พาลูกไปทำเรื่องสนุก ๆ พบเจอเพื่อนใหม่ไปด้วยกัน เด็กจะค่อย ๆ กล้าขึ้น มั่นใจมากขึ้น และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

อ้างอิงข้อมูล : independent.co.uk, med.mahidol.ac.th, thematter.co และ fatherly

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

10 วิธีสอนลูกให้รับมือกับ “ความล้มเหลว” ในชีวิต

คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก ข้อคิดสะกิดใจจากคุณหมอ!!

เผยผล ทดสอบ iq เด็กยุคใหม่ต่ำกว่าพ่อแม่!!

สารพิษตกค้างในผัก

สารพิษตกค้างในผัก! พบผัก-ผลไม้ในไทย อาบสารพิษ

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ทำการตรวจหา สารพิษตกค้างในผัก-ผลไม้ทั่วประเทศ พบสารเคมีตกค้างถึง 160 ชนิด เป็นสารอันตราย 6 ชนิด!!

สารพิษตกค้างในผัก! พบผัก-ผลไม้ในไทย อาบสารพิษ

ทีมแม่ ABK มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝาก จากข่าวการตรวจผัก ผลไม้ที่ขายในประเทศไทย จากแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศ โดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ก็มีข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผัก และผลไม้ ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ รวมถึงผักไฮโดรโปนิกนั้น มีสารเคมีตกค้างทุกชนิด!! และนอกจากเราต้องทาน สารพิษตกค้างในผัก-ผลไม้แล้ว ยังมีข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งกว่าว่าในสารเคมีที่ตกค้างรวมทั้งสิ้น 160 ชนิด มีสารเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายที่ประกาศให้เลิกใช้ไปแล้วอีก 6 ชนิดในผัก-ผลไม้ที่สุ่มตรวจอีกด้วย โดยสารอันตรายทั้ง 6 ชนิด ได้แก่

  • คาร์โบฟูราน (Carbofuran) สารชนิดนี้ใช้กำจัดแมลงในวงกว้าง ทั้งหนอนกอ หนอนแมลงวัน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ฯลฯ นิยมใช้ในนาข้าว พืชไร่อย่าง ถั่วเหลือง ข้าวโพด แตงโม แตงกวา และพืชสวนอย่างกาแฟ ส้ม มะพร้าว ฯลฯ เมื่อได้รับสารพิษชนิดนี้ หากมีปริมาณมากพอ จะทำให้อาเจียน เสียการทรงตัว มองไม่ชัด เป็นสารก่อมะเร็งรุนแรง เซลล์ตับแบ่งตัวผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดเนื้องอก กลายพันธุ์ อสุจิตาย และทำลายเอนไซม์ที่เยื่อหุ้มสมอง
  • เมโทมิล (Methomyl) ใช้กำจัดแมลงหลายประเภท เช่น แมลงปากกัด ปากดูด เพลี้ย และหนอนชนิดต่าง ๆ นิยมใช้ในองุ่น ลำไย ส้มเขียวหวาน สตรอว์เบอร์รี่ กะหล่ำปลี หัวหอม และมะเขือเทศ ฯลฯ สารชนิดนี้จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ชัก พิษต่อหัวใจ ฮอร์โมนเพศชายลดลง ทำลายท่อในลูกอัณฑะ ในระยะยาวจะทำลายดีเอ็นเอ ทำให้โครโมโซมผิดปกติ และเป็นพิษต่อม้าม
  • คลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) เป็นวัตถุมีพิษทางการเกษตรเพื่อใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช การบริโภคคลอร์ไพริฟอสที่ตกค้างในพืช และผักในปริมาณมาก ๆ สามารถทำให้เสียชีวิตได้ สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับสารประกอบชนิดนี้จะทำให้การพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ผิดปกติได้ คนที่ได้รับสารชนิดนี้โดยตรง หรือโดยอ้อม หรือไม่รู้ตัวว่ากำลังได้รับยาฆ่าแมลง จะส่งผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคทางระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ กล้ามเนื้อ หัวใจ และมะเร็ง คลอร์ไพริฟอสเป็นยาฆ่าแมลงที่ใช้ฉีดพ่นลงในแปลงเกษตร เช่น ฝ้าย ข้าวโพด อัลมอนด์ รวมถึงผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย และแอปเปิ้ล เป็นต้น
  • กลุ่มเอนโดซัลแฟน เป็นยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีน เป็นของแข็ง ไม่มีสี เป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง สะสมในสิ่งมีชีวิตได้ดี และรบกวนระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบสืบพันธุ์และการพัฒนาทั้งในสัตว์และมนุษย์ และเป็นที่ถกเถียงกันว่าเอนโดซัลแฟนอาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง
  • เมทามิโดฟอส และ เพนตะคลอโรฟีนอล นอกจากนี้ยังพบสารตกค้าง ‘คาร์เบนดาซิม’ สารที่ใช้ฆ่าเชื้อรา ในผักและผลไม้บ่อยที่สุดอีกด้วย
สารพิษตกค้าง
สารพิษตกค้าง

เป็นประจำทุกปีที่เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช Thai-PAN สุ่มเก็บตัวอย่างผักและผลไม้นำไปตรวจหาสารพิษตกค้าง ในปีนี้มีการเก็บตัวอย่างรวมทั้งหมด 33 ชนิด ส่งไปวิเคราะห์ที่แล็บในประเทศอังกฤษ พบว่า ผัก 4 ชนิดประกอบด้วย ‘มะเขือเทศลูกเล็ก’ ‘คะน้า’ ‘ขึ้นฉ่าย’ ‘พริกแดง’ และ ‘พริกขี้หนู’ มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 100%

ส่วนผลไม้ พบ ‘พุทราจีน’ และ ‘องุ่นแดงนอก’ คือผลไม้ที่พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 100% ส่วนส้มสายน้ำผึ้งซึ่งเคยเป็นแชมป์เก่ามีสารพิษลดลงเหลือ 81% ขณะที่ส้มโอคือผลไม้ปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน

พริกแห้ง – หอมแดงแห้ง พบสารพิษเกินค่ามาตรฐาน 90%

‘น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์’ ผู้ประสานงาน Thai-PAN กล่าวว่า “ผลสรุปในภาพรวม พบการตกค้างของสารพิษที่เกินค่ามาตรฐาน 58% ถ้าแบ่งเป็นประเภทจะเห็นว่าผลไม้เกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 51.8% ผักไฮโดรโปนิก 51.1% ผักที่ปลูกบนดิน 58.7 และของแห้งที่ประกอบด้วยพริกแห้งและหอมแดงแห้งมีสารพิษเกินค่ามาตรฐาน 90.6%”

Thai-PAN จึงอยากเสนอว่า “อยากให้มีการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยให้ผู้บริโภครับทราบ เทียบเท่ากับระบบการแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วสำหรับอาหารและอาหารสัตว์ หรือ Rapid Alert System for Food and Feed ซึ่งเป็นระบบรายงานด้านความปลอดภัยของอาหารในสหภาพยุโรป ซึ่งจะต้องมีการจับมือกันหลายภาคส่วนสร้างระบบเฝ้าระวังขึ้นมา ขณะเดียวกันประสิทธิภาพของห้องแล็บจะต้องเท่าทันสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศ รวมถึงสารเคมีที่ประเทศส่งพืชผักผลไม้เข้ามาในบ้านเราด้วย”

ขอบคุณข่าวจาก : mono29news

เราทุกคนล้วนแล้วแต่อยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รวมถึงอยากให้คนที่่เรารักเช่น ลูก ๆ สุขภาพแข็งแรงไปด้วย คุณพ่อคุณแม่มักจะเตรียมผัก และ ผลไม้ต่าง ๆ ในมื้ออาหารให้ลูกทาน เพราะผักผลไม้ที่นอกจากจะมีหน้าตาที่สดใหม่ สีสันสดใสน่ารับประทานแล้ว ยังอุดมไปด้วย วิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหาร แต่จากข่าวข้างต้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่อดกังวลไม่ได้ว่าถ้าผักและผลไม้ อันตราย แล้วจะให้ลูกทานอะไรเพื่อให้ได้สารอาหาร และวิตามินที่ครบถ้วน ขอบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องงดทานผัก และผลไม้ค่ะ  เพราะอย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนต้องทานผักและผลไม้เป็นอาหาร เมื่อเรางดไม่ได้ เราสามารถลดและหลีกเลี่ยงการรับ สารพิษตกค้างในผัก จากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มาฝากกันค่ะ

5 ลด 5 หลีกเลี่ยง สารพิษตกค้างในผัก

5 เทคนิคล้างผัก-ผลไม้ เพื่อลดสารพิษตกค้าง

  1. ใช้ด่างทับทิมสีชมพูอ่อน ๆ (20-30 เกล็ด) ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักผลไม้ไว้นาน 10 นาที จากนั้นล้างออกด้วย
    น้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยลดสารพิษตกค้างได้ 35-43 %
  2. เด็ดผักเป็นใบ และเปิดน้ำสะอาดให้ไหลผ่านหลาย ๆ ครั้ง นาน 2 นาที วิธีนี้จะช่วยลดสารพิษตกค้างได้
    54-63 %
  3. ใช้น้ำส้มสายชู (5%) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง (20 ลิตร) แล้วแช่ผักผลไม้นาน 30-45 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยลดปริมาณสารพิษได้ถึง 80%
  4. ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แล้วนำ ผักผลไม้ ลงแช่ 15 นาที จะช่วยลดสารพิษที่ตกค้างได้ถึง 90%
  5. การใช้ผงถ่านแอคติเวตชาร์โคลหรือผงคาร์บอนกัมมันต์ (activated carbon) แช่ผักผลไม้ โดย ผสมผงถ่าน 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 5 ลิตร แล้วนำผักผลไม้มาแช่ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออก ด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยดูดซับสารเคมี สี และกลิ่น จากผักผลไม้ ได้มากกว่า 90%
ล้างผัก
ล้างผัก

5 วิธีหลีกเลี่ยงการบริโภคผักผลไม้ที่มีสารพิษตกค้าง

  1. เลือกผักและผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ฤดูหนาว ให้บริโภคแครอท ผักกาดขาว หัวไชเท้า มะเขือเทศ ในฤดูฝนบริโภคตำลึง หน่อไม้ มะระ ถั่วฝักยาว เป็นต้น
  2. บริโภคผักพื้นบ้าน ซึ่งปลูกง่าย ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน และ/หรือบริโภคผักไม่ซ้ำชนิดกัน เพื่อลดโอกาสการได้รับสารเคมีชนิดเดียวกันสะสมในร่างกาย เพราะผักแต่ละชนิดจะมีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงต่างชนิดกัน
  3. เลือกซื้อผักที่มีการรับรองจากทางราชการ ซึ่งมีการควบคุมการใช้สารเคมีอยู่ในระดับมาตรฐาน หรือเลือกซื้อผักเกษตรอินทรีย์ ซึ่งไม่ใช้สารเคมีในการปลูก
  4. ไม่ควรดูแค่ลักษณะภายนอก ต้องใส่ใจแหล่งที่ซื้อด้วย เนื่องจากผักที่มีรูพรุน ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย จากสารเคมีตกค้าง ในขณะที่ผักสวยงามก็อาจไม่ได้ใช้สารเคมีในการปลูกเลยก็ได้
  5. ล้างให้สะอาดก่อนนำไปปรุงหรือบริโภค แม่แต่ผักปลอดสารพิษก็ควรต้องล้างก่อน ในกรณีที่ไม่บริโภคผักและผลไม้ในวันที่ซื้อ ควรล้างเสียก่อนที่จะนำไปเก็บในตู้เย็น

จะเห็นได้ว่าการล้างผักอย่างถูกวิธี สามารถลดสารพิษที่ตกค้างที่อยู่ในผักได้มากถึง 90% และหากเรายังหลีกเลี่ยงโดยการเลือกซื้อผักที่ปลอดภัย ปลอดจากสารพิษ ก็จะทำให้ให้เรามั่นใจได้มากขึ้นอีกว่า ร่างกายจะไม่ได้รับสารพิษและยังแข็งแรงจากการรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำอีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เบคอน อาหารปลิดชีวิตคนจากมะเร็งได้พอ ๆ กับบุหรี่

เตือน!! ผักดิบ 9 อย่าง กินมากไปอาจได้โทษ

ประโยชน์ของผัก ผักสดหรือสุก แบบไหนเหมาะกับแม่ท้อง

22 ผลไม้สำหรับคนท้อง สารอาหารแน่น แม่กินดีลูกได้ประโยชน์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักคณะกรรมการอาหารและยา, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN), คลังความรู้สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, centrallabthai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ล้างจมูกทารก

หมอเฉลย5 วิธีกำจัดน้ำมูก ล้างจมูกทารก (ที่แชร์กัน)ดีจริงไหม?

เมื่อลูกน้อยมีน้ำมูก คัดจมูก พ่อแม่คงรู้สึกทรมานกว่าลูกนัก แต่วิธีการกำจัดน้ำมูก ล้างจมูกทารก ที่ได้รับแชร์ต่อกันมาจะใช้ได้จริงหรือไม่ มาร่วมหาคำตอบด้วยกัน

หมอเฉลย..5 วิธีกำจัดน้ำมูก ล้างจมูกทารก (ที่แชร์กัน)ดีจริงไหม?

เมื่อลูกวัยทารกเป็นหวัด ไม่สบาย มีน้ำมูก เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจของแม่กันอย่างมากใช่ไหมล่ะ เพราะในช่วง 2-3 วันแรกที่ลูกติดไข้หวัด เป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ยุ่งยากกังวลใจมากที่สุด ลูกน้อยมักมีอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก บางทีหายใจทางจมูกไม่ได้ ต้องอ้าปากหายใจ ทำให้เกิดอาการคอแห้ง ระคายคอ ไอ และเจ็บคอ ตามมาอีกต่างหาก ซ้ำร้ายลูกยังทานนมได้น้อยลง ร้องไห้งอแง เป็นที่ปวดใจพ่อแม่ยิ่งนัก

วิธีกำจัดน้ำมูก ล้างจมูกทารก ที่แชร์กันดีจริงไหม
วิธีกำจัดน้ำมูก ล้างจมูกทารก ที่แชร์กันดีจริงไหม

เมื่อลูกหายใจครืดคราด มีอาการคัดจมูก หายใจลำบาก คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าหากพยายามดูดน้ำมูกให้ลูกออกมา เมื่อน้ำมูกเกลี้ยงจมูกแล้ว ลูกจะกลับมาหายใจได้โล่ง โปร่งสบาย ทำให้ต่างสรรหาวิธีที่จะกำจัดน้ำมูกให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นด้วยลูกยางสีแดง เครื่องดูดน้ำมูก เครื่องดูดเสมหะ หรือแม้แต่การดูดน้ำมูกลูกด้วยปาก ซึ่งความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ถูกหรือไม่ เราสามารถทำตามได้ไหม แล้วเคยสังเกตกันบ้างไหมว่า ทำไมยิ่งดูด อาการคัดจมูกของลูกถึงไม่ดีขึ้น ประกอบกับเมื่อหลายวันก่อนได้รับการแชร์ข้อมูลบนสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเรื่อง 5 สุดยอดวิธีกำจัดน้ำมูกทารก วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ได้พบคำตอบจากเรื่องราวดังกล่าวจาก รศ.พิเศษ​ พญ.วารุณี​ พรรณ​พา​นิช​ ​วาน​เดอพิทท์ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญ โรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี​ กรม​การแพทย์ ที่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องข้อมูลที่มีการแชร์กันในสังคมออนไลน์นี้ ในเพจ ชัวร์ก่อนแชร์ จึงอยากมาสรุปบอกต่อเพื่อเป็นความรู้ให้แก่กันดังนี้

5 วิธีกำจัดน้ำมูกของลูกง่าย ๆ จริงหรือ?

วิธีที่ 1 ใช้คอตตอนบัด ชุบน้ำเกลือให้ชุ่ม และนำไปเช็ดในจมูกลูก

ข้อเท็จจริง การใช้คอตตอนบัด เช็ดในจมูกลูก เป็นการช่วยระบายน้ำมูก ไม่ใช่การกำจัด หากลูกมีน้ำมูกมากอาจช่วยลูกเช็ดระบายให้หายใจโล่งขึ้นมาอีกหน่อยก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ควรระวัง คือ ระวังอย่าให้แหย่ลึกเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ ทิ่มโดนโพรงจมูก หรือการที่รูจมูกลูกเล็ก เมื่อเขาดิ้นก็จะทำให้พลาดทิ่มจนเกิดบาดแผลได้ และลักษณะของคอตตอนบัดอาจทำให้แม่รู้สึกคล้ายการแหย่หูทำให้ยิ่งทิ่มลึกลงไปได้ แม่อาจจะเปลี่ยนเลือกไปใช้เป็นผ้านุ่ม ๆ หรือสำลีซับแทนก็ได้เช่นกัน

คอตตอนบัด ซับน้ำมูกทารก
คอตตอนบัด ซับน้ำมูกทารก

วิธีที่ 2 ดูดน้ำมูกลูกด้วยลูกยาง จับลูกนอนหงาย และยกหัวให้สูง นำน้ำเกลือใส่ไซริงก์หยดเข้าไปในจมูกของลูกก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงใช้ลูกยางดูดน้ำมูกของลูกออกมาทีละข้าง

ข้อเท็จจริง การใช้ลูกยางต้องคำนึงถึง อายุของลูก และการให้ความร่วมมือ หากลูกไม่ให้ความร่วมมือ ดิ้นก็จะทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และจุดอ่อนของลูกยางอีกอย่างหนึ่ง คือ ปลายลูกยางค่อนข้างเล็ก ไม่เป็นระบบปิด ทำให้การดูดน้ำมูกจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และต้องคอยระวังอย่าแหย่ลึกจนเกินไป ทางที่ดีหากลูกยังเล็ก ควรห่อตัวลูกด้วยผ้ากันลูกดิ้น หรือถ้าไม่จำเป็น เช่น ลูกทรมานจากการหายใจไม่ออกเพราะน้ำมูกจริง ๆ หรือคุณพ่อคุณแม่ไม่ชำนาญก็ไม่ควรใช้วิธีลูกยางดูดน้ำมูกเอง

วิธีที่ 3 เครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัติ  เพียงนำปลายด้านเล็กที่ใช้ดูดใส่เข้าไปในจมูกลูก และกดปุ่มให้ทำงานเครื่องจะดูดน้ำมูกของลูกออกมาเอง

ข้อเท็จจริง การใช้เครื่องอัตโนมัติต่าง ๆ ที่มีมอเตอร์ มีไฟฟ้ากับเด็กเล็ก ควรระมัดระวัง และพิจารณาในเรื่องของความแรงของมอเตอร์ของเครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัตินั้น ๆ ด้วย ที่สำคัญควรตรวจสอบถึงมาตราฐานของเครื่องว่ามีใบรับรอง และมีงานวิจัยสนับสนุนหรือไม่ ควรเลือกใช้เครื่องที่ได้รับมาตราฐานสำหรับเด็กที่เป็นที่ยอมรับได้ แม้ปัจจุบันเครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัติจะหาซื้อง่าย แต่โดยส่วนตัวของคุณหมอคิดว่าไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น การใช้แบบบีบมือก็เป็นตัวเลือกอีกทางที่น่าจะปลอดภัยมากกว่า เพราะสามารถรับรู้แรงดูดได้ด้วยมือของคุณพ่อคุณแม่เอง และไม่แรงเกินไปด้วย

ลูกยาง ล้างจมูกทารก เด็กเล็ก
ลูกยาง ล้างจมูกทารก เด็กเล็ก

วิธีที่ 4 เครื่องดูดน้ำมูกด้วยสายยาง  เครื่องนี้จะมีขวดเก็บน้ำมูกและสายยางที่ใช้ดูดน้ำมูก การใช้เครื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนออกแรงดูดน้ำมูก ของลูกให้ไหลผ่านสายยางออกมา

ข้อเท็จจริง เครื่องดูดน้ำมูกด้วยสายยาง ความเป็นจริงเป็นเครื่องมือที่ต้องได้รับการดูแลใช้งานโดยบุคลากรทางการแพทย์ จึงไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้เองที่บ้าน เนื่องจาก สายยางที่ใช้ต้องมีความนิ่มพอสมควร ตามมาตราฐานที่ใช้สำหรับเด็กไม่ให้เกิดการบาดเจ็บต่อโพรงจมูกของเด็กได้ และหากต้องการดูดเสมหะที่ต้องแหย่สายยางลงไปที่คอ เมื่อเด็กดิ้นอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ชำนาญแหย่สายยางลงไปลึกเกิน ถ้าไม่ระมัดระวังดีพออาจไปกระตุ้นทำให้หลอดลมบีบเกร็งได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่คงไม่มีความรู้มากพอหากเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงก็อาจเกิดเหตุร้าย ได้รับบาดเจ็บได้

วิธีที่ 5 ใช้ยาหยอดจมูก 

ข้อเท็จจริง ยาหยอดจมูกมี 2 แบบ คือ

  • แบบน้ำเกลือละลายน้ำมูกที่แห้งกรัง อุดตันทางหายใจ ใช้ล้างจมูก
  • แบบยาลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก ซึ่งหลักการต้องทำการกำจัดน้ำมูก เคลียร์น้ำมูกก่อนใช้ยาตัวนี้ ถ้าหากเคลียร์น้ำมูกแล้วยังคงหายใจไม่ออก ติดขัด และเด็กเล็กที่หายใจทางปากไม่เป็นถึงจะใช้ยาลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูกนี้ ซึ่งเป็นยาเฉพาะในการลดอาการคัดจมูก แต่ยาตัวนี้ก็มีข้อจำกัดในการใช้ที่ว่า จะไม่ใช้ติดต่อกันเกิด 3 วัน  เพราะหากเกิน 3 วันอาการจะย้อนกลับ คือจะบวมหนักกว่าเดิม ดังนั้นการใช้ยาตัวนี้จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ หากไม่จำเป็นจริง ๆ แพทย์ก็จะไม่แนะนำ

ดังนั้นสรุปได้ว่าข้อมูลที่ได้แชร์ต่อกันมาในเรื่อง สุดยอดวิธีกำจัดน้ำมูกง่าย ๆ ของลูกนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะนำไปทำเองได้เลย ในบางวิธีสามารถทำเองได้จริง แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้วิธีการทำที่ถูกต้อง และในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งต้องพิจารณาในเรื่องอายุของลูก ความพร้อมให้ความร่วมมือของลูกอีกด้วย แต่ในบางวิธี เช่น เครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัติ เครื่องดูดน้ำมูกด้วยสายยาง และการใช้ยาหยอดจมูก เป็นวิธีที่ไม่แนะนำให้ใช้เองที่บ้าน เนื่องจากมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะอาจทำให้เกิดอันตราย และบาดเจ็บกับโพรงจมูกของลูกได้

น้ำมูกไม่จำเป็นต้องกำจัดให้หมดไปจริงหรือไม่?

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกับกลไลการเกิดน้ำมูกเสียก่อนว่า ความเป็นจริงแล้วน้ำมูกเกิดจากการที่ร่างกายทำการกำจัดเชื้อไวรัส หรือเชื้อโรคออกจากร่างกาย การมีน้ำมูกมีข้อดี คือ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคอยู่ในร่างกายมากเกินไปจนอาจลงไปที่ปอดได้

วิธีการบรรเทาน้ำมูกให้ลูก

  1. หากลูกยังคงดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ กินได้ นอนได้ เล่นได้ เพียงแค่มีน้ำมูกมาก ก็สามารถทำการซับ หรือสั่งทิ้งไปเพียงแค่นั้น
  2. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดการกระตุ้นไม่ให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ เช่น หลีกเลี่ยงอากาศเย็น อากาศแห้ง  อย่าให้ลูกนอนห้องแอร์ เพราะอากาศชื้น นอกจากทำให้เยื่อบุจมูกแห้งแล้วยังทำให้เชื้อโรคกระจายได้ดี ถ้าอากาศร้อนก็ควรเปิดพัดลม พอให้อากาศในห้องเกิดการถ่ายเท
  3. ระวังฝุ่น ควันทั้งจากเครื่องปรับอากาศต้องหมั่นทำความสะอาด จากตุ๊กตา หรือแป้งในห้องนอน ที่มีสารกระตุ้นการเกิดน้ำมูกมากขึ้น

    ท่านอนตะแคง ช่วยบรรเทาคัดจมูก
    ท่านอนตะแคง ช่วยบรรเทาคัดจมูก
  4. ให้ลูกนอนในท่าตะแคง สลับข้างไปมา หรือใช้หมอนหนุนศีรษะให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้นบ้างเวลานอน หรือหากลูกยังเล็ก คุณพ่อคุณแม่อาจต้องอุ้มลูกมากกว่าปกติ ไม่ควรวิตกกังวลไปว่าลูกจะติดมือ ช่วงกลางคืนที่ลูกหายใจลำบาก คุณพ่อคุณแม่อาจต้องอุ้มลูกนอนพาดบ่า ท่าอุ้มพาดบ่า ทำให้ลูกหายใจโล่งขึ้น เพราะศีรษะอยู่ในตำแหน่งที่สูงทำให้หายใจสะดวกขึ้น
  5. กระตุ้นให้ลูกดื่มน้ำมาก ๆ เพราะน้ำช่วยทำให้น้ำมูก และเสมหะอ่อนตัว ช่วยลดไข้ และช่วยให้เยื่อบุต่าง ๆ มีความชุ่มชื้น ลูกก็หายใจสะดวกขึ้น ถ้าลูกไม่ชอบน้ำเปล่า แถมยังทานนมได้น้อย ก็ควรหาวิธีการให้ลูกได้รับน้ำจากแหล่งอื่น เช่น น้ำซุป น้ำผลไม้ ถ้าลูกดูดนมหรือน้ำจากขวดนมแล้วทำให้หายใจลำบากมากขึ้น ก็ควรป้อนด้วยช้อน ไซริง หรือแก้วแทน
  6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดจมูก โดยอาจใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยการทุบว่านหอมแดง หรือหัวหอมแดงสัก 3-4 หัววางไว้รอบเตียงนอนลูกในช่วงลูกนอนหลับ ให้ลูกได้สูดน้ำมันหอมระเหยจากหอมแดง หรือใช้วิธีสูด และอาบน้ำต้มหัวหอม หากลูกให้ความร่วมมือ หรือหากไม่สะดวกสามารถใช้ยาทาหอมระเหยที่มีขายทั่วไป ที่ช่วยทำให้จมูกโล่ง ทาบาง ๆ ที่หน้าอก หรือหยดลงบนผ้าอ้อม แล้วผูกไว้บริเวณคอลูก เพื่อให้ยาระเหยไปที่จมูกลูก ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้
  7. การทานยาลดน้ำมูก ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะอาจมีอาการข้างเคียงสำหรับเด็กบางคน เช่น ใจสั่น หงุดหงิด กระสับกระส่ายได้ เป็นต้น
ก่อนเชื่อวิธีการใดที่ได้รับแชร์มาจากสังคมออนไลน์ ควรเช็กข้อมูลกันให้ดีก่อนว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องแค่ไหน และต้องได้รับข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกน้อยของพ่อแม่ด้วยแล้ว เพราะหากเกิดอันตรายใด ๆ ขึ้นจากความประมาทของเราเองที่ไม่ได้เช็กข้อมูลให้ดีเสียก่อน แม้จะเสียใจในภายหลังก็ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก FB:patcharinnoyinja / ชัวร์ก่อนแชร์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาบน้ำต้มใบมะขาม สูตรโบราณจากคุณยาย

อันตรายไหม?ลูก นอนหลับ แล้วทำไมตาปิดไม่สนิทกรอกไปมา

“น้ำที่ใช้ชงนม” ให้ลูก น้ำแบบไหนที่ใช้ได้

ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก 5 วิธีรักษาแบบไม่ต้องพึ่งยา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ใส่ หมวกกันน็อก ให้ลูกลดเจ็บลดตาย

สวม หมวกกันน็อก ให้ลูกทุกครั้งที่ขับขี่ ลดเจ็บ ลดตายได้!!

อุบัติเหตุบนท้องถนน สาเหตุการตายอันดับ2 ของเด็กไทย แต่พ่อแม่กลับป้องกันอุบัติเหตุให้ลูกด้วยการใส่ หมวกกันน็อก เพียงแค่ 7% มาร่วมกันลดเจ็บลดตายง่าย ๆเพียงใส่

สวม หมวกกันน็อก ให้ลูกทุกครั้งที่ขับขี่ ลดเจ็บ ลดตายได้!!

ผลการจัดอันดับรายงานการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกปี พ.ศ.2558 โดยองค์การอนามัยโลกพบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 ของโลก (36.2 คนต่อประชากร 100,000 คน) และสูงเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน

อุบัติเหตุทางถนน เป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่  องค์การอนามัยโลกระบุว่าในแต่ละปีอุบัติเหตุทางถนนได้คร่าชีวิตเด็กไปจำนวนมาก เฉลี่ยวันละ 500 คน หรือในทุก 3 นาทีจะมีเด็ก 1 คนตายจากอุบัติเหตุทางถนน

สำหรับในประเทศไทย สาเหตุการตายของเด็กไทยอันดับหนึ่ง คือ จมน้ำ ส่วนอุบัติเหตุจราจรเป็นสาเหตุการตายของเด็กอันดับสองของเด็กไทย  โดยมีประมาณ 1,000 รายต่อปี สาเหตุหลักที่ครองแชมป์ยังคงเป็นรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดเหตุร้าย ดังนี้

  • การขับขี่ก่อนวัย ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเอาไว้ว่าห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีขับขี่มอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีการฝ่าฝืนอยู่มาก
  • เมาแล้วขับ
  • ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ไม่สวมหมวกกันน็อก ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารต้องสวมหมวกกันน็อก
อุบัติเหตุบนท้องถนน สาเหตุการตายอันดับสองของเด็ก
อุบัติเหตุบนท้องถนน สาเหตุการตายอันดับสองของเด็ก

หากจะพูดถึงการลดความสูญเสียของอุบัติเหตุบนท้องถนนสำหรับเด็กแล้ว นอกจากความจริงจังในการส่องสอดดูแลลูกไม่ให้คึกคะนองขับขี่เร็ว และก่อนวัยอันควรแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็ก นั่นก็คือ การไม่สวมหมวกกันน็อก โดยเฉพาะในเด็กเล็กด้วยแล้วนับเป็นความรับผิดชอบ ดูแลของผู้ปกครอง พ่อแม่โดยตรง

การสำรวจของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก พบว่า ผู้โดยสารเด็กไม่สวมหมวกกันน็อกถึงร้อยละ 93.2 สอดคล้องกับข้อมูลของ Save the Children ที่เปิดเผยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า มีเด็กไทยมากกว่า 2,600คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน และมากกว่า 72,000 คนได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามมีเพียง 7% ของเด็กเท่านั้นที่สวมใส่หมวกกันน็อกเมื่อโดยสารรถมอเตอร์ไซค์

นพ.วิทยา ชาญบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกด้านการร่วมมือป้องกันอุบัติเหตุ และประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุระดับจังหวัด (สอจร.) แนะผู้ปกครองสวมหมวกกันน็อก อุปกรณ์สำคัญลด เจ็บ ตาย ชี้ให้เด็กซ้อนหลังผู้ขับขี่ ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้มากกว่านั่งหน้าผู้ขับขี่

นพ.วิทยา ยังได้กล่าวต่อว่าข้อมูลจากรายงานอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยปี 60 โดยมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ทั้งผู้ขับและผู้ซ้อน สวมหมวกเพียง 43% และเมื่อจำแนกตามช่วงอายุพบว่า ผู้ใหญ่สวมหมวกกันน็อกเพียง 46% วัยรุ่น 18% และเด็กเพียง 7%  ซึ่งอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนของไทยยังคงสูงมาก โดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์มีถึง 80% ในจำนวนนี้ 15% หรือประมาณ 2500 ราย คืออัตราการตายของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากหากกล่าวถึงสรีระวิทยา ศีรษะของเด็กมีขนาด 20-30% เมื่อเทียบกับสัดส่วนของร่างกาย มากกว่าผู้ใหญ่ที่มีสัดส่วนศีรษะต่อร่างกาย 5-10% ดังนั้นการสวมหมวกกันน็อกให้แก่เด็กจึงช่วยให้ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสีย และบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลอ้างอิงจาก เดลินิวส์
ส่งลูกไปโรงเรียนใกล้บ้านจึงละเลยใส่ หมวกกันน็อก
ส่งลูกไปโรงเรียนใกล้บ้านจึงละเลยใส่ หมวกกันน็อก

เพียง 7% ของพ่อแม่ที่ใส่ใจความปลอดภัยลูก

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการสวมหมวกกันน็อกให้แก่ลูก โดยมีเพียง 7% เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสถิติการสูญเสีย และบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสำหรับเด็ก แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่นิยมใช้รถจักรยานยนต์ในการไปรับส่งลูกไปโรงเรียน โดยบางบ้านเข้าใจผิดว่าการให้เด็กนั่งซ้อนไปในระยะทางไม่ไกล จึงไม่เห็นความสำคัญ หรือในบางครั้งก็เกิดจากที่ตัวเด็กเองที่ไม่ยอมใส่หมวกกันน็อก แล้วพ่อแม่ก็ตามใจเสียด้วย เรามาดูคำตอบในเรื่องนี้จากคุณหมอมินบานเย็น แอดมินเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา ที่ได้ให้ไว้กับทางเพจ Toolmorrow ดังนี้

แน่นอนว่าอาการเอาแต่ใจของเด็กๆ เป็นอาการที่พ่อแม่ไม่อยากพบเจอกันอยู่แล้ว เรื่องไหนที่ยอมลูกได้ก็ยอมกันไป แต่หากลูกดันเอาแต่ใจในเรื่องที่ทำให้ความปลอดภัยในชีวิตของลูกคุณลดลงล่ะ คุณยังจะตามใจอีกเหรอ?

Toolmorrow จึงได้ต่อสายตรงไปถึงพ.ญ. เบญจพร ตันตสูติ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อหมอมินบานเย็น แอดมินเพจ

เข็นเด็กขึ้นภูเขา

ให้มาช่วยไขข้อสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ถึงตามใจลูกจนเคยชิน และแนะนำทริคดีๆ ไว้ใช้โน้มน้าวลูกให้สวมหมวกกันน็อกกันครับ

1. ทำไมพ่อแม่ถึงตามใจลูก เมื่อลูกไม่อยากสวมหมวกกันน็อกเพราะอึดอัด
– เป็นธรรมดาของพ่อแม่ที่อยากตามใจลูก ไม่อยากให้ลูกโกรธ โดยเฉพาะพ่อแม่เดี๋ยวนี้ที่มีความรักให้แต่ขาดระเบียบวินัย ไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ และตามใจมาจนเคยชิน แยกแยะไม่ได้ว่าเรื่องบางเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยและไม่ควรตามใจจึงตามใจเรื่องนี้
2. การตามใจลูกแบบนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีไหม
– ไม่ดี เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัย มีความสำคัญมาก ถ้ามีอุบัติเหตุเด็กอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
3. พ่อแม่ควรตระหนักเรื่องไหนมากที่สุด
– ความปลอดภัย
4. สิ่งใดที่พ่อแม่ควรทำกับลูก หากต้องการให้ลูกสวมหมวกกันน็อก
– พ่อแม่ควรบอกเขาว่าลูกจะต้องสวมหมวกกันน็อก ไม่มีข้อยกเว้น ถ้าเขาไม่อยากสวมหมวกกันน็อก ก็ไม่สามารถนั่งมอเตอร์ไซค์ได้ค่ะ ชมเชยถ้าเขายอมสวมหมวกกันน็อกถือเป็นการสร้างแรงเสริมทางบวก ในทางกลับกันสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำ คือ การตามใจ ไม่ฝึกกฎระเบียบ พ่อแม่ต้องไม่ตามใจมากไป ควรฝึกเขามาตั้งแต่เด็กๆ ควบคู่กับให้ความรักและเอาใจใส่อย่างสมดุล
5. แนะนำเทคนิคการโน้มน้าวใจลูกให้สวมหมวกกันน็อกขณะขับขี่มอเตอร์ไซค์หน่อย
– ลองหาหนังสือนิทาน การ์ตูนให้ดูเรื่องเด็กสวมหมวกกันน็อก พ่อแม่ต้องสวมหมวกกันน็อกให้ดูเป็นตัวอย่างที่ดี ชมเชยถ้าเขายอมใส่ เขามักจะทำตามที่พ่อแม่ชอบอยู่แล้ว สร้างเป็นทางเลือกให้เขา ว่าถ้าจะออกไปนั่งมอเตอร์ไซค์ก็ต้องสวมหมวกกันน็อก ถ้าไม่สวมหมวกกันน็อกหนูต้องอยู่บ้าน
ได้รับคำตอบจากคุณหมอกันไปแล้ว อยากขอย้ำอีกครั้งว่า ในเรื่องความปลอดภัย พ่อแม่ไม่ควรตามใจลูก ยังไงควรยืนกรานที่จะต้องให้ลูกใส่หมวกกันน็อกแม้จะไม่ชอบก็ตาม อย่างไรก็ดีคุณหมอยังได้ให้วิธีการโน้มน้าวใจลูกไว้ว่า นิทาน การ์ตูน สื่อต่าง ๆที่ชี้ให้เห็นโทษของการไม่สวมหมวกกันน็อกมาให้ลูกดู และที่สำคัญคำชมของคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกันที่จะช่วยให้ลูกยอมทำตาม วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK จึงได้ขอหยิบยกคลิปที่น่าสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการสวมหมวกกันน็อกมาเป็นทางอีกทางเลือกหนึ่งในการโน้มน้าวลูกให้เห็นถึงประโยชน์จากการสวมใส่มาให้ชมกันด้วย

ขอขอบคุณคลิปจาก csip.org

หมวกกันน็อคสำหรับเด็ก

การเลือกหมวกกันน็อกให้พอดีกับขนาดของศีรษะลูกก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เพราะนอกจากในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว การสวมใส่ให้สบายก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ลูกยอมใส่อีกด้วย โดยหมวกกันน็อกแบ่งออกได้เป็น 3 ขนาด ดังนี้

  • สำหรับเด็ก 2 – 5 ขวบ ขนาดหมวกกันน็อคที่เหมาะสมควรมี เส้นผ่าศูนย์กลาง 500 มิลลิเมตร
  • สำหรับเด็ก 6 – 9 ขวบ ขนาดหมวกกันน็อคที่เหมาะสมควรมี เส้นผ่าศูนย์กลาง 530 – 540  มิลลิเมตร
  • สำหรับเด็กโตอายุ 10 – 15 ขวบ ขนาดหมวกกันน็อคที่เหมาะสมควรมี เส้นผ่าศูนย์กลาง 570 – 580 มิลลิเมตร

สวมหมวกกันน็อกอย่างไร?

นอกจากขนาดที่ต้องเลือกให้พอดีกับขนาดศีรษะแล้ว วิธีการใส่หมวกให้ถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรเรียนรู้ โดยมีวิธีใส่ที่ถูกต้อง ดังนี้

  • สวมให้พอดีกับศีรษะ ไม่หลวก หรือคับจนเกินไป
  • เลือกหมวกที่มีเครื่องหมาย “มาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และชื่อบริษัทผู้ผลิต
  • คาดล็อคสายรัดคาง และปรับให้กระชับแน่นพอดี ป้องกันหมวกหลุดจากศีรษะ
หมวกกันน็อก ลดเจ็บ ลดตาย
หมวกกันน็อก ลดเจ็บ ลดตาย

เด็กควรนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์หรือไม่??

  • วัยทารก (1 เดือน – 2 ปี)

วัยทารกถือเป็นวัยที่ยังไม่สมควรนั่งมอเตอร์ไซค์ ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะอุ้มไว้ก็ตาม แต่คุณอย่าลืมว่าวัยทารกเป็นวัยที่ยังไม่รู้เรื่อง หากเกิดอุบัติเหตุเด็กวัยนี้ยังไม่รู้วิธีเอาตัวรอด หรือวิธีที่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บน้อยที่สุด รวมถึงพ่อแม่ที่อุ้มลูก มือหนึ่งคุณอุ้มน้อง แต่อีกมือหนึ่งก็ต้องยึดจับ ทำให้มีโอกาสเสียสมดุลในการทรงตัว และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ อีกทั้งผ้าคลุมยาว ๆ อาจไปเกี่ยวกับล้อมอเตอร์ไซค์ จนทำให้เด็กอาจจะเข้าไปติดในล้อได้อีกด้วย

องค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) แนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีโดยสารรถจักรยานยนต์ เพราะเด็กมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะได้รับบาดเจ็บรุนแรงและมีผลตลอดทั้งชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เนื่องจากไม่สามารถสวมหมวกนิรภัยได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ องค์การช่วยเหลือเด็กยังแนะนำให้ผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ใหญ่เมื่อต้องโดยสารรถจักรยานยนต์

  • วัยเด็กเล็ก (2 – 9 ปี)

ในช่วงวัยเด็กเล็กเริ่มเป็นวัยที่รู้เรื่อง รู้วิธีนั่ง วิธีเกาะ วิธีจับ แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ควรที่จะมีที่นั่งพิเศษ และมีอุปกรณ์เสริมติดแน่นทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีเบาะนั่งพิเศษที่ค่อนข้างแข็งแรง และควรเลือกใช้มอเตอร์ไซค์ที่มีที่กั้นล้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกได้รับบาดเจ็บที่เท้า เนื่องจากธรรมชาติของเด็ก เท้าจะอยู่ไม่นิ่ง มีโอกาสแกว่ง และพลาดเข้าไปขณะที่ล้อยังวิ่ง และควรสวมหมวกนิรภัยสำหรับเด็กที่มีขนาดเหมาะกับศีรษะของเด็ก

หมวกกันน็อก จำเป็นทั้งผู้ขี่ และคนซ้อน
หมวกกันน็อก จำเป็นทั้งผู้ขี่ และคนซ้อน
  • วัยเด็กโต (10 – 12 ปี)

เมื่อลูกคุณเริ่มโต คุณพ่อคุณแม่จะต้องสอนให้ลูกนั่งมอเตอร์ไซค์อย่างปลอดภัย ท่านั่งที่ปลอดภัยควรจะนั่งอย่างไร และหาที่จับที่มั่นคง มีอุปกรณ์ที่กั้นล้อทั้งล้อหน้า และล้อหลัง ควรติดตั้งที่วางเท้าที่มีความยาวพอดี เพื่อที่เด็กจะวางเท้าได้ ที่สำคัญอย่าลืมสวมหมวกกันน็อกที่พอดีกับศีรษะ และควรใส่หมวกกันน็อกแม้ว่าจะนั่งซ้อนท้ายทุกครั้ง

การเลี้ยงดูลูกให้เติบโต นอกจากจะใส่ใจในเรื่องพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายให้เจริญเติบโตสมวัย และในด้านจิตใจให้เขาพร้อมเผชิญกับโลกกว้างแล้ว พ่อแม่ยังมีหน้าที่ป้องกันภัยทั้งจากอุบัติเหตุ และโรคร้ายต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้นการให้ลูกรัก สวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จึงควรเห็นเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็น ไม่มัวแต่ละเลย เพราะชีวิตไม่สามารถคืนกลับได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก  helmetsdekthai.com/ rabbitfinance.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เด็กเล็กซ้อนมอเตอร์ไซค์ อันตรายกว่าที่คุณคิด

สอนลูกอย่างไรให้รอดชีวิตจาก ไฟไหม้บ้าน !!

8 วิธีป้องกันลูกจาก “โรคกลัวสังคม (ฮิคิโคโมริ ซินโดรม)”

รวมข่าวครูทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในสังคม ที่นับวันมีแต่เพิ่ม

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พาลูกเที่ยวเขาค้อ

8 จุดเช็คอิน พาลูกเที่ยวเขาค้อ ทุ่งแสลงหลวง ภูทับเบิก โดยพ่อเอก

ในสัปดาห์ที่มีวันหยุดยาว 3 วัน ในช่วงอากาศเย็นๆสดชื่นเช่นนี้ จะมีที่ไหนเหมาะไปกว่ามุ่งสู่ทิศเหนือเพื่อ ‘พาลูกเที่ยวเขาค้อ

เรารับลูกช่วงบ่ายแก่ๆหลังโรงเรียนเลิก แล้วยิงยาวไปนอนที่เพชรบูรณ์ในคืนนั้น เพื่อที่จะได้ขึ้นเขาค้อแต่เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นวันนับหนึ่งของทริป จึงมีคำถามจากลูกตั้งแต่ขึ้นรถตอนโรงเรียนเลิกว่า

“ป๊าครับ ทำไมเราไม่ออกเดินทางตั้งแต่เมื่อเช้าครับ”

คำตอบของผมคือ

“ก็วันนี้หนูมีเรียนก็ต้องเรียนก่อนแล้วค่อยออกเดินทาง”

“เพื่อนบางคนยังลาไปเที่ยวไม่มาโรงเรียนได้เลย”

“ครับลูก … ป๊าพาหนูเดินทางเสมอ ปีละหลายทริป แต่โชคไม่ดีที่หนูเป็นลูกป๊า หนูเลยจะไม่ได้โดดเรียน เพื่อท่องเที่ยว”

ลูกยิ้มกับคำตอบผม แล้วเราก็ออกเดินทางจากโรงเรียนเกือบๆ 4 โมงเย็น ไปถึงที่พักในจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณสามทุ่ม ระหว่างทางมีช่วงที่ถนนมีการซ่อมบำรุงทำให้การเดินทางช้าไปไม่น้อย ไปถึงที่พักก็ check-in แล้วรีบลงมาทานข้าว รีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้เราตกลงกันว่า ตื่นตี 5 แล้วล้อหมุนไม่เกิน 6 โมง

14 จุดเช็คอิน พาลูกเที่ยวเขาค้อ ทุ่งแสลงหลวง ภูทับเบิก

พาลูกเที่ยวเขาค้อ วันที่ 1

  • จุดเช็คอินที่ 1 ไร่จีบี

เรา check-out ออกจากที่พักประมาณ 6 โมงเช้า มุ่งหน้าสู่ ‘ทุ่งกังหันลม’ บนเขาค้อ จุดหมายแรกที่ ‘ไร่จีบี’ จอดรถปุ๊บเราถามลูกๆที่สัมผัสลมเย็นที่กระทบร่างกายทันทีที่ประตูรถเปิดออกว่า “ใส่เสื้อกันหนาวมั้ย” ตัวยุ่งทั้ง 2 ยืนยันว่าไม่ต้อง เดินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เริ่ม ยืนตัวขดบอกว่าหนาวบนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม จนต้องกลับไปเอาเสื้อกันหนาวในรถมาสวม

ที่เราออกจากโรงแรมมาแต่เช้าเพราะสิ่งที่ลูกอยากเล่นเหลือเกินคือ ‘ฟอร์มูล่าม้ง’ ค่าเล่นก็แสนถูก 50 บาทเล่นตามใจจนพอเล่นให้จุใจ ครอบครัวเราลองเล่นครบทุกคนทั้ง พ่อ-แม่-ลูก สนุกมากและยังไปขอบคุณคุณลุงตอนลากรถไปเก็บ ที่มีของสนุกและถูกมาให้นักท่องเที่ยวเล่น แต่ที่แปลกใจคือ ไม่มีคนอื่นเล่นเลย (เรามาแต่เช้าเพราะกะว่าคนต้องเยอะแน่นอน)

ฟอร์มูล่าม้ง

ฟอร์มูล่าม้ง
ฟอร์มูล่าม้ง

จากนั้นก็ไปลอง ‘ชิงช้าชาวเขา’ ที่ตั้งบนเสาสามขาเชือกห้อยยาวบนวิวริมผา วนเล่นอย่างสนุกสนานเกือบครบทุกตัว แล้วก็ไม่พลาด ‘ชิงช้าชาวเขา-ชิงช้าสวรรค์แรงคนหมุน’ ดูเหมือนไม่สูง ไปลองนั่งแล้วจะรู้ว่า หวิวใช่ย่อย

ชิงช้าชาวเขา
ชิงช้าชาวเขา
ชิงช้าสวรรค์แรงคนหมุน
ชิงช้าสวรรค์แรงคนหมุน

ก่อนจะไปที่อื่นต่อก็ แวะเดินชิลชมวิวถ่ายรูป ทุ่งดอกไม้สวยๆ และกังหันลมสูงใหญ่เรียงเป็นแถวงดงาม ที่ลูกๆก็จะได้เรียนรู้ว่า มนุษย์สามารถแปลงพลังงานลมมาเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างไร

ทุ่งดอกไม้บนเขาค้อ

ทุ่งกังหันลม
ทุ่งกังหันลม

 

  • จุดเช็คอินที่ 2 พระธาตุผาซ่อนแก้ว

จากนั้นเรามุ่งหน้าไป กราบพระที่ ‘พระธาตุผาซ่อนแก้ว’ มาถึงที่นี่รถแน่นคนเยอะและแดดจ้าแม้อากาศจะยังพอสบายๆ เราไหว้พระเสร็จ ถ่ายรูปสวยๆ เหมือนที่เราเห็นกันจากอินเทอร์เน็ต แล้วตัดสินใจยิงรถยาวๆ มุ่งหน้าไป ‘ภูทับเบิก’

พระธาตุผาซ่อนแก้ว

 

พระธาตุผาซ่อนแก้ว

  • จุดเช็คอินที่ 3 ภูทับเบิก

ไปถึงภูทับเบิกรถแน่นติดเป็นแถวหาที่จอดไม่ง่าย วนรถรอบนึงก็โชคดีเจอรถออกพอดี พอจอดรถแล้วก็ไปที่จุดสูงสุดเพื่อชมวิวงาม อากาศสวย ถ่ายยังไงตรงไหนก็สวยหมด เด็กๆ สนุกสนานกับวิวเต๊นท์ที่พักสารพัดสีสวยสด แล้วเราก็มาหาที่ทานข้าวริมผาหามื้อบ่ายแก่ๆ ทานง่ายๆ อร่อยๆ ด้วยวิวพาโนรามา จนประมาณ 4 โมงกว่าๆ ก็ขับจากภูทับเบิกกลับมาเขาค้อเพื่อ check-in ที่พักบนเขาค้อ ประมาณใกล้ 6 โมงกว่าๆ เราก็ทานอาหารเย็นที่ร้านในที่พักซึ่งวิวดีๆ ริมผา อากาศเย็นสดชื่นบนเขาค้อ ทานอะไรก็อร่อย

ภูทับเบิก
จุดชมวิว ภูทับเบิก

ภูทับเบิก

พาลูกเที่ยวเขาค้อ วันที่ 2

  • จุดเช็คอินที่ 4 จุดดูหมอกหลังที่ทำการไปรษณีย์เขาค้อ 

เราตื่นตี 5 เช่นเดิมเดิม เพราะตัดสินใจว่าจะขับไปดูทะเลหมอกที่จุดดูหมอกหลัง ‘ที่ทำการไปรษณีย์เขาค้อ’ แม้ว่าที่พักเราก็สามรถชมทะเลหมอกได้ แต่อยากเห็นแบบจังๆ ก็เลยเลือกที่จะขับรถไป 10 นาที ไปถึงคนเยอะรถเยอะ แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะหาที่จอดและแทรกตัวเข้าหามุมสวยๆ เพราะเราไปเช้าพอสมควร ดื่มด่ำชมวิวอันน่าตะลึงและแปลกใหม่สำหรับลูกๆอยู่ตรงนั้นชั่วโมงกว่า ก่อนจะหานมอุ่นๆ กาแฟร้อนๆ ขนมปังปิ้งริมทาง ขึ้นรถทานแล้วมุ่งสู่ ‘ภูหินร่องกล้า’

ทะลหมอก

 

ชมทะลหมอก

  • จุดเช็คอินที่ 5 ภูหินร่องกล้า

‘ภูหินร่องกล้า’ เป็นสถานที่ที่บรรจบกันของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ให้กับเด็กๆ เราแวะจุดแรกจอดรถเพื่อเดินเท้าไป ‘ลานหินปุ่ม’ ทางเดินจากที่จอดรถไปสู่ลานหินปุ่มมีบรรยากาศสงบ สวยจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ถ้าไม่ออกไปดูเอง ระหว่างทางเราได้เล่าให้ลูกได้เรียนรู้รู้ว่าทำไมจึงเกิดเป็นหินปุ่มนูนตามพื้น ได้เล่าให้ลูกรู้ว่าสถานที่บริเวณนี้ เป็นบริเวณสมรภูมิที่เคยมีการสู้รบกันของอุดมการณ์ที่แตกต่าง ลานหินปุ่ม คือ จุดพักรักษาตัวของผู้กล้าเขาค้อที่ได้รับบาดเจ็บ เราเดินถึงหน้าผาเวลาประมาณ 10 โมงกว่า ทว่ายังมีทะเลหมอกแน่นหนาให้เราได้ถ่ายรูป อากาศยังเย็นเจี๊ยบ สูดลมหายใจได้อากาศแสนชื่นใจ

ลานหินปุ่ม ภูหินร่องกล้า

ลานหินปุ่ม ภูหินร่องกล้า
ลานหินปุ่ม ภูหินร่องกล้า

จากนั้นเราขับมามาอีกนิดและต่อเดินเท้าไปสู่ ‘ลานหินแตก’ เช่นกันที่ลูกๆ ได้เรียนรู้ว่าทำไมธรรมชาติจึงทำให้ลาน 2 ลานที่ไม่ห่างกันแต่มีสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ลานหินแตกเดินไกลและยากกว่าลานหินปุ่มแต่เมื่อถึงจุดชมวิวก็ต้องบอกว่าสุดคุ้ม สงบ เงียบงาม เป็นจุดที่ใช้ชมพระอาทิตย์ตก

ลานหินแตก ภูหินร่องกล้า

ลานหินแตก ภูหินร่องกล้า
ลานหินแตก ภูหินร่องกล้า

อ้อระหว่างทางไป ลานหินปุ่ม  ปูนปั้นเห็นป้ายทางแยกไป ‘สุสานผู้กล้า’ และบอกว่าขากลับขอแวะเข้าไปดู ซึ่งตอนเดินกลับ ผมนึกว่าลูกคงจะลืมไปแล้ว แต่ลูกไม่ลืม ขอเดินแยกไปดู เราจึงเดินเข้าไปแค่ 2 คนพ่อลูก เงียบสงบ ไม่มีใครอื่น พี่ปูนปั้นถามว่า “เขาเหล่านั้นคือใคร” ผมจึงได้เล่าประวัติศาสตร์อย่างไม่ปิดบังถึงการเสียชีวิตของบุคคลเหล่านั้น ปูนปั้นมองหลุมศพถามถึงเศษก้นบุหรี่ขวดเหล้าบนหลุมฝังศพว่า.. ของเหล่านั้นว่าคืออะไร แล้วพี่ปูนปั้นก็เข้าไปอ่านแผ่นข้อมูลต่อ จนพอใจแล้ว ก็ชวนกลับ #ปูนปั้นสอนเพื่อนเสมอว่าผีไม่มีจริง #เด็กไม่กลัวผี #ผู้ใหญ่นั่นแหละทำเด็กกลัวผี

สุสานผู้กล้า
สุสานผู้กล้า
สุสานผู้กล้า
สุสานผู้กล้า
  • จุดเช็คอินที่ 6 ทุ่งแสลงหลวง

จากนั้นเราลงจากเขามุ่งสู่ ‘ทุ่งแสลงหลวง’ ในนั้นมีที่เที่ยวมากมาย ที่นี่คือทุ่งหญ้าสะวานาผืนใหญ่ของไทย ซึ่งปะป๊าเคยมาเที่ยว และอยากให้ลูกได้เห็นบรรยากาศเหล่านั้น แต่ด้วยเวลาจำกัดเราจึงเลือกแวะจุดที่มั่นใจว่าลูกชอบแน่นอน ‘น้ำตกแก่งโสภา’ ไม่ผิดหวังน้ำแรงมากเสียงดังชัดมาถึงที่จอดรถ แรงขนาดลงไปเล่นไม่ได้ เพราะมีป้ายแดงขึ้นว่า อันตราย แต่เด็กๆ ก็ตื่นตาตื่นใจ แล้วเราก็เลือกเดินไปที่ต้นน้ำ เด็กๆ ก็ได้จุ่มๆ แช่ๆ แค่นี้เด็กๆก็สนุกสนานแล้วหละ เพราะไม่มีคนเลย แถมได้เจอฝูงผีเสื้อสีเหลืองวนเวียนหาเกลือแร่บนดินทานใกล้ๆ ด้วย

ทุ่งแสลงหลวง
ทุ่งแสลงหลวง
น้ำตกแก่งโสภา
น้ำตกแก่งโสภา
น้ำตกแก่งโสภา
น้ำตกแก่งโสภา

พาลูกเที่ยว เขาค้อ วันที่ 3

  • จุดเช็คอินที่ 7 ไฮเดรนเยีย คาเฟ่

เช่นเดิมตื่นตี 5 มาชมทะเลหมอกจากที่พัก โอ้วสวยไม่แพ้กันในมุมที่ต่างจากเมื่อวาน พอทานข้าวเช้าเสร็จ เราเก็บของ check-out และมุ่งไปจุดแรก คือ ‘ไฮเดรนเยีย คาเฟ่’ แดดแรงๆ ทุ่งดอกไฮเดรนเยียร์สีม่วง ตัดกับทุ่งอีกฝั่งที่ยังคงเขียวขจีรอดอกไม้บาน สีสันตัดกันสุดสวยจริงๆ หมดเวลาตรงนี้ไปเยอะเพราะหม่ามี้อยากถ่ายรูปเจ้าตัวยุ่งทั้งสอง

ไฮเดรนเยีย คาเฟ่
ไฮเดรนเยีย คาเฟ่
ไฮเดรนเยีย คาเฟ่
ไฮเดรนเยีย คาเฟ่
  • จุดเช็คอินที่ 8 พระตำหนักเขาค้อ

จากนั้นเรามุ่งไป ‘พระตำหนักเขาค้อ’ สถานที่ที่ผมได้เล่าให้ลูกฟังว่า ตอนป๊ายังเป็นเด็ก บนนี้ชาวเขาปลูกฝิ่นกัน แต่เพราะสถานที่นี้ คนดีๆ ที่เคยอยู่ที่นี่ ได้ทำให้ฝิ่นกลายเป็นผักผลไม้เมืองหนาวให้เราได้หาทานกันง่ายๆในปัจจุบัน บรรยากาศบนนั้นสวยงามสงบ

พระตำหนักเขาค้อ
พระตำหนักเขาค้อ
พระตำหนักเขาค้อ
พระตำหนักเขาค้อ

เมื่อเดินชมบรรยากาศบริเวณพระตำหนัก คุณจะได้ยินเรื่องราวเหล่านั้นกระซิบแผ่วเบาอยู่ที่ข้างใบหูคุณ อยากให้เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เพราะเสียงเหล่านั้นเบาและจางลงทุกที

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

60 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ เหมาะกับลูกเล็ก โดยพ่อเอก

คัดมาแล้ว! สถานที่พาลูกเที่ยว 8 จังหวัด สุดประทับใจ โดยพ่อเอก

6 ข้อดีที่ผมได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ พาลูกท่องเที่ยว โดย พ่อเอก

5 เทคนิค อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เริ่มตอนไหน? อ่านยังไง? โดย พ่อเอก

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก โดย พ่อเอก

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา โดยพ่อเอก


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคชราในเด็ก

โรคชราในเด็ก แก่ก่อนวัยไม่ใช่แค่หน้าตา แต่ร่างกายที่เกิดมาเหมือนคนสูงอายุ

โรคชราในเด็ก หรือโพรเจอเรีย โรคร้ายที่ทำให้เด็กต้องเสียชีวิตก่อนถึงวัยอันควร พบได้ 1 ใน 8 ล้านคน มีชีวิตอยู่ได้เฉลี่ย 10 กว่าปี

โรคชราในเด็ก เด็กซึ่งเติบโตในร่างกายที่แก่ชรา

โรคชราในเด็กหรือโรคแก่ก่อนวัย ฮัดชินสัน-กิลฟอร์ด โพรจีเรีย ซินโดรม (Hutchinson Gilford progeria syndrome-HGPS) เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยต้องทรมาน ด้วยเซลล์ที่แก่ตัวเร็วกว่าปกติ พบได้ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย เจอได้ 1 ใน 8 ล้านคน โดย 90% ของเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้เกิดจากการมิวเทชันของยีน Lmna ทำให้การสังเคราะห์โปรตีน laminA ผิดปกติ

หากอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยปกติแล้วสัตว์และมนุษย์มีวัฏจักรชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์จะเป็นแบบเดียวกันคือ จะมีการแบ่งเซลล์เกิดขึ้นใหม่ทดแทนเซลล์เดิม เพราะเซลล์เดิมจะต้องเสื่อมสภาพ หรือเซลล์ตายไปได้ เมื่อเซลล์อยู่มานานจนเจริญเติบโตก็ต้องมีการชราภาพหรือเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา เพราะเซลล์ที่อายุมากขึ้นนั้นจะสะสมของเสียเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การชราภาพของเซลล์อาจเกี่ยวข้องกับยีน ทำให้เซลล์ที่เกิดการชราภาพจะเป็นสิ่งกำหนดอายุขัยของสิ่งมีชีวิต รวมถึงยีนและสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนในการควบคุมอายุขัยของสิ่งมีชีวิตได้ด้วย โดยโรคนี้เกิดจากความผิดปกติที่เซลล์แก่ตัวเร็วกว่าปกติ

โรคนี้ไม่ใช่โรคที่คลอดออกมาแล้วรู้ได้ทันที เพราะเด็กในช่วงอายุ 10 – 24 เดือนแรก จะเหมือนกับเด็กปกติ จากนั้นความเปลี่ยนแปลงก็ค่อย ๆ เกิดขึ้น เด็กจะเติบโตช้ากว่าเด็กทั่วไป มีรูปร่างที่แคระแกรน เตี้ย เหนื่อยได้ง่าย น้ำหนักตัวน้อย รูปร่างหน้าตาเหมือนคนสูงอายุ โดยเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีหน้าตาคล้ายกัน และเมื่อถ่ายภาพรังสีจะพบการเปลี่ยนแปลงของกระดูก ตรวจเลือดจะพบว่ามีไขมัน คอเลสเตอรอลสูง

โรคชราในเด็ก
โรคชราในเด็ก เครดิตภาพ : onlinelibrary.wiley.com

ลักษณะสำคัญของโรคแก่ก่อนวัย

  • กะโหลกศีรษะบาง ไม่ได้สัดส่วน
  • หน้าอกจะมีลักษณะคล้ายผลลูกแพร
  • กระดูกผุ
  • มีอาการข้อยึดเพราะมีผังผืดอยู่บริเวณข้อ
  • กระดูกสะโพกเคลื่อน
  • ลักษณะขาจะถ่างออกคล้ายลักษณะคนขี่ม้า หรือคล้ายกับคนขาโก่ง
  • กระดูกบริเวณใบหน้าผิดปกติ ใบหน้าและขากรรไกรมีขนาดเล็ก ตาโปน จมูกลีบเล็กและโด่งแหลม
  • ฟันน้ำนมและฟันแท้ขึ้นช้ากว่าปกติ ไม่เป็นระเบียบ ซ้ำยังฟันหลุดได้ง่าย
  • ผมและเส้นขนตามตัวหลุดร่วงง่าย อาจมีศีรษะล้านได้
  • ผิวหนังเหี่ยวย่นคล้ายคนแก่ บริเวณศีรษะจะบางใสจนมองเห็นเส้นเลือด
  • เล็บผิดปกติ เป็นอาการที่พบได้ตั้งแต่วัยทารก เด็กจะเล็บหักง่าย เล็บมีสีเหลือง หรือไม่มีเล็บเลย
  • น้ำเสียงแหลมเล็ก
โรคชราในเด็ก
โรคชราในเด็ก เครดิตภาพ : nejm.org

อายุเฉลี่ยของเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้จะอยู่ราว ๆ 10-13 ปี และจะเสียชีวิตในช่วงอายุ 8 – 21 ปี เนื่องจากร่างกายที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน ทำให้เกิดโรคเช่นเดียวกับผู้สูงอายุ ทั้งโรคหัวใจ ภาวะความดันโลหิตสูง โรคข้ออักเสบ บางรายต้องผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ (Bypass) และการเสียชีวิตส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคแก่ก่อนวัย มักจะจากไปด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว

วิธีรักษาโรคฮัดชินสัน-กิลฟอร์ด โพรจีเรีย ซินโดรม ทำได้เพียงรักษาตามอาการ โดยทำ Lmna testing เพื่อตรวจดูในระดับโมเลกุลของหญิงที่กำลังตั้งครรภ์

โรคชราในเด็ก
โรคแก่ก่อนวัย เครดิตภาพ : today.mims.com

วิธีป้องกันโรคชราในเด็ก

ผู้ป่วยมักไม่มีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ มีเพียงบางครอบครัวที่พี่น้องเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน จึงอาจเป็นไปได้ว่า โพรเจอเรียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีความผิดปกติของสารพันธุกรรมแฝงอยู่ในพ่อและแม่แต่ไม่แสดงออก ลูกที่ได้รับสารพันธุกรรมจากทั้งพ่อและแม่จึงเป็นโรคขึ้นมา เรียกว่าการถ่ายทอดแบบลักษณะด้อยไม่เกี่ยวเนื่องกับเพศ (autosomal recessive) ทั้งยังพบว่าบางครอบครัวพ่อและแม่ของผู้ป่วยเป็นญาติกัน อย่างไรก็ตาม โรคนี้อาจเกิดจากการผ่าเหล่าหรือมิวเทชั่น (mutation) เกิดขึ้นในสารพันธุกรรมของเซลล์สืบพันธุ์จากพ่อ

การดูแลรักษาร่างกายของเด็กที่เป็นโรคโพรเจอเรียเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเด็กเติบโตมาในร่างของคนชรา ทำให้อวัยวะและเซลล์ต่าง ๆ เสื่อมสภาพไปแล้ว จึงต้องดูแลและคอยสังเกตอาการผิดปกติเป็นประจำ แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการปฏิบัติตัวเมื่อต้องอยู่กับเด็กที่ป่วยโรคนี้ หรือหากพบเด็กที่ป่วยโรคนี้ ควรใส่ใจความรู้สึกของเด็ก ปฏิบัติตัวเหมือนกับเป็นเด็กทั่วไป เพราะทุกโรคภัยจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง

อ้างอิงข้อมูล : biology และ รามาแชนแนล Rama Channel

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อ่วม WHO เผยโรคหัด หัดเยอรมัน คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกพุ่ง!!

ควันบุหรี่ อีกสาเหตุร้าย ทำลูกติดเชื้อ rsv อาการ รุนแรงขึ้น!

หมอเผยภาพ! ปอดเด็กที่ติด เชื้อไวรัส RSV พร้อมแนะวิธีป้องกันลูกจากโรค RSV

โรคมะเร็งจอตาในเด็ก โรคมะเร็งท็อปฮิตในเด็ก พ่อแม่ต้องระวัง

5โรคติดเชื้อที่ คนท้อง ห้ามละเลย..อาจทำให้ลูกพิการได้!!

พยาธิในเด็ก

ลูกคันก้น อาการพยาธิในเด็ก ต้องสังเกต พยาธิชอนไชจากรูทวาร

ลูกคันก้น นอนไม่หลับ ดิ้น งอแง อาจเป็นเพราะพยาธิ! พยาธิในเด็ก ภัยร้ายที่พบบ่อยในเด็กเล็ก

ลูกคันก้น อาจเกิดจากพยาธิในเด็ก

เด็กเล็ก ๆ ที่อยู่ในวัยซน มักจะพบเจอพยาธิได้บ่อย เพราะกำลังชอบเล่น ชอบลอง และยังชอบเอามือเข้าปาก ซึ่งพ่อแม่สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของเด็กที่มีพยาธิได้ง่าย ๆ เช่น ลูกชอบมีอาการคันที่ก้น ร้องงอแง นอนไม่ค่อยหลับ อาการเหล่านี้ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่รู้เลยว่า ลูกเป็นอะไรกันแน่ ลองมาอ่านประสบการณ์แม่ ๆ ที่พบพยาธิในตัวลูกกันค่ะ

คุณแม่ท่านหนึ่ง ได้โพสต์เล่าประสบการณ์เจอพยาธิเส้นด้ายออกจากก้นไชเข้าช่องคลอดของลูกว่า พยาธิเส้นด้าย ออกจากก้นเด็ก ไชเข้าช่องคลอด พยาธิไชในช่องคลอดลูก 2 ตัว ไชวนไปวนมาอย่างไว จนลูกสาววัย 3 ขวบนอนงอแง ร้องไห้แต่ยังไม่ตื่น แม่เลยลูบหลังเบา ๆ ลูกสาวนอนขดตัวไปมา แม่เลยถามน้องเป็นอะไร? ลูกสาวบอก คันอวัยวะเพศมาก

“แว๊บแรกที่คิดคือ แพ้ผ้าอ้อมหรือเปล่าเพราะเปลี่ยนยี่ห้อ แม่รีบถอดผ้าอ้อม แต่น้องร้องดังกว่าเดิม เลยเอาไฟฉายส่องดูที่อวัยวะเพศ เจอพยาธิ 2 ตัวไชวนไปวนมา ไวมาก มิน่าน้องถึงร้องโยเยดึก ๆ พอเอาออกน้องหลับสนิทเลยค่ะ”

คุณแม่ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมแม่ ABK ด้วยว่า เคยเจอประสบการณ์นี้จากลูกสาวคนโตมาแล้ว เลยรู้ว่าพยาธิไชก้นเด็ก ถ้าเด็กคันก้น เจ็บอวัยวะเพศ ให้หมั่นตรวจดูและปรึกษาคุณหมอ ไม่ต้องตกใจหรือกังวล เพราะคุณหมอบอกว่า เป็นเรื่องปกติที่จะเจอพยาธิในเด็กเล็ก เราไม่อาจดูแลเรื่องความสะอาดได้ 100% เด็ก ๆ มีพยาธิได้ ทานยาหมอ พยาธิเส้นด้ายจะหมดไปเอง คุณหมอบอกด้วยว่า พยาธิจะวางไข่ใกล้ ๆ รูทวาร พอดึก ๆ พยาธิจะฟักเป็นตัวไชไปทุกที่ ที่ใกล้ ๆ ทำให้เด็กคันหรือรู้สึกไม่สบายตัวได้

พยาธิในเด็ก
ลูกคันก้น อาจพบพยาธิในเด็ก

เช่นเดียวกับคุณแม่อีกท่านหนึ่งที่พบพยาธิในอวัยวะเพศของลูกสาววัย 4 ขวบ โดยสังเกตว่า ลูกสาวมักมีอาการคันอวัยวะเพศ พอสังเกตดูจึงเจอพยาธิเส้นด้าย แม่รู้สึกสงสารลูกมาก เวลาเอาออกลูกร้องเจ็บตลอด

“ตอนพาลูกไปเจอคุณหมอ ก็ให้กินยาถ่ายพยาธิ 3 วัน อาการก็ดีขึ้นค่ะ คุณหมอถามด้วยว่า ได้ปล่อยให้น้องเล่นน้ำหรือแช่น้ำบ้างไหม ตรงนี้อาจจะมีส่วนทำให้ลูกมีพยาธิได้ค่ะ”

พยาธิเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก ๆ มาทำความรู้สึกพยาธิ เพื่อป้องกันอันตรายให้กับลูกน้อยกันนะคะ

ทำไมพยาธิเข้าสู่ร่างกายได้

พยาธิเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เพราะประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน โดยพยาธิบางชนิดระบาดเฉพาะท้องถิ่น แต่บางชนิดพบได้ทั่วไป แล้วแต่สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตอยู่ พยาธิอยู่ในจำพวกปรสิต ดำรงชีวิตด้วยการแย่งและดูดสารอาหารจากร่างกายของมนุษย์ ซึ่งพยาธิจะเข้าสู่ร่างกายได้ดังนี้

  1. ทางปาก การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ไข่ซิสต์หรือตัวอ่อนพยาธิ
  2. ไชเข้าทางผิวหนัง เช่น การเดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน
  3. ทางการหายใจ สูดดมไข่พยาธิที่ลอยในอากาศ
  4. ทางรก พยาธิติดต่อเชื้อผ่านจากแม่ท้องสู่ทารกในครรภ์ได้
  5. เพศสัมพันธ์ เชื้อบางชนิดติดต่อได้ด้วยการร่วมเพศ
พยาธิในเด็ก
ลูกคันก้น อาจพบพยาธิในเด็ก

พยาธิที่พบได้บ่อย ๆ ในเด็ก

การติดเชื้อที่สำคัญและพบบ่อยในเด็ก จนทำให้เด็กเกิดอาการคันบริเวณทวารหนัก คือ การติดเชื้อจากพยาธิเข็มหมุด (Pinworm) หรือพยาธิเส้นด้าย (Threadworm) เป็นพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 2-10 มิลลิเมตรสีซีด รูปร่างคล้ายเข็มหมุดหรือเส้นด้ายเมื่อมองด้วยตาเปล่า อาศัยในทางเดินอาหารโดยเฉพาะทางเดินอาหารส่วนล่าง จะแย่งกินอาหารของคน และทำให้เกิดอาการคันรอบทวารหนัก พบมากในเด็กวัยเรียน 5-8 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่อยู่รวมกัน เช่น เด็กในสถานเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนประจำ

พญ.เปรมจิต ไวยาวัจมัย ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า เมื่อพยาธิเข็มหมุดเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ในระบบทางเดินอาหารของคน พยาธิตัวผู้จะตาย ส่วนพยาธิตัวเมียจะออกมาวางไข่บริเวณรูเปิดทวารหนัก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน 4-6 ชั่วโมงไข่จะสามารถเจริญเป็นไข่ ระยะติดต่อได้เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ไข่พยาธิจะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้คัน เมื่อเด็กหรือผู้ติดเชื้อเกา ไข่ของพยาธิจะติดไปตามเล็บ ง่ามนิ้วมือ หรืออาจตกลงไปบนที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้าได้ โดยติดเชื้อได้ดังนี้

  • การรับประทาน เมื่อเด็กเกาทวารหนัก ไข่ระยะติดต่อจะติดอยู่ตามง่ามนิ้วมือ เล็บและสามารถกลับสู่ทางเดินอาหารได้เมื่อเด็กเอามือเข้าปาก อมนิ้ว หรือการหยิบอาหารเข้าปาก หรือแม้แต่ไข่พยาธิที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า ผ้าห่มของใช้ในบ้าน เมื่อสัมผัสแล้วเอาเข้าปากก็จะเกิดการติดต่อได้เช่นกัน
  • การหายใจ ไข่พยาธิสามารถฟุ้งกระจายในอากาศ สูดดมก็ทำให้ได้รับไข่พยาธิเข้าไปในทางเดินหายใจ เนื่องจากทางเดินหายใจและทางเดินอาหารมีบางส่วนต่อเนื่องกัน ทำให้เด็กกลืนไข่พยาธิลงไปในทางเดินอาหารได้
  • การติดเชื้อย้อนกลับทางทวารหนัก ไข่พยาธิทนอยู่ได้นานถึง 3 สัปดาห์และเจริญต่อเป็นตัวอ่อนซึ่งจะชอนไชกลับเข้าไปทางทวารหนักและทางเดินอาหาร

อาการของลูกเมื่อมีพยาธิ

  1. คันบริเวณทวารหนักโดยเฉพาะในเวลากลางคืน
  2. ลูกนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ร้องกวน
  3. เกามากจนเกิดแผลถลอกและเป็นสาเหตุให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  4. หากมีพยาธิจำนวนมากชอนไชในเยื่อบุลำไส้ ทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุผนังลำไส้ มีอาการปวดท้อง เบื่ออาหาร
  5. เมื่อติดเชื้อย้อนกลับโดยกลับเข้าทางช่องคลอดในเพศหญิง พยาธิจะชอนไชไปในช่องคลอด มดลูกทำให้เกิดการอักเสบทางอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงโดยมีอาการคันและตกขาว

แพทย์มักจะให้ยาถ่ายพยาธิ Albendazole 400 mg หรือ Mebendazole 100 mg หนึ่งครั้ง หลังจากนั้นให้ยาซ้ำอีกภายใน 2 สัปดาห์เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ควรให้ยารักษาทั้งครอบครัวเพราะติดต่อกันได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงยาถ่ายพยาธินี้

วิธีป้องกันการแพร่ของพยาธิและการรักษาความสะอาดของลูก

  • ควรหมั่นรักษาความสะอาดร่างกาย
  • ทำความสะอาดข้าวของใช้ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม ที่นอน หมอน
  • ต้องตัดเล็บมือของลูกให้สั้น
  • สอนลูกล้างมือบ่อย ๆ ให้สะอาด โดยเฉพาะเวลาก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ
  • อาบน้ำตอนเช้าเพื่อลดการสัมผัสไข่พยาธิ
  • หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณทวารหนัก

การดูแลรักษาความสะอาดในสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ และต้องคอยดูแลลูก หากลูกไปเล่นนอกบ้านเพื่อป้องกันพยาธิไม่ให้มาทำร้ายลูกได้

อ้างอิงข้อมูล : si.mahidol.ac.th และ sci2.hcu.ac.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

โรคผิวหนังหน้าหนาว 4 โรค พบบ่อยในเด็ก ทารก ผู้สูงอายุ

โรค G6PD คือ อะไร อันตรายกับลูกแค่ไหน พ่อแม่ควรรู้!

Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร ระวังลูกเป็นโรคทางเดินหายใจ

สอนลูกเอาตัวรอดจาก ไฟไหม้บ้าน

สอนลูกอย่างไรให้รอดชีวิตจาก ไฟไหม้บ้าน !!

ไฟไหม้บ้าน คงไม่มีใครอยากให้เกิด แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเตรียมพร้อมรับมือ สูญเสียเพียงทรัพย์สิน แต่ชีวิตปลอดภัย มาสอนลูกให้รู้จักเอาตัวรอดกันเถอะ

สอนลูกอย่างไรให้รอดชีวิตจาก ไฟไหม้บ้าน !!

“ป๊อก ๆ ๆ ๆ  อากาศแห้งแล้ง ระวังฟืนไฟ ” สัญญาณเตือนไฟไหม้สุดแสนจะคลาสสิคที่คนสมัยก่อนคงเคยได้ยินกันบ้างยามค่ำคืน นับเป็นสัญญาณเตือนไฟไหม้รุ่นบุกเบิก แต่ก็เห็นผลกันได้อย่างดีไม่น้อยทีเดียว แม้ในสมัยปัจจุบันการเตือนภัยไฟไหม้ดังกล่าวจะค่อย ๆ จางหายไป เปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้สัญญาณจับเตือนไฟไหม้ จับควันในตัวอาคารกันแล้ว แต่ความเสียหาย สูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ก็ยังคงไม่ได้น้อยลง ดังคำกล่าวที่ว่า “โจรขึ้นบ้านสิบครั้งไม่เท่า ไฟไหม้บ้านครั้งเดียว”

ไฟไหม้บ้าน อัคคีภัย
ไฟไหม้บ้าน อัคคีภัย

อัคคีภัย มหัตภัยร้ายที่ไม่เพียงแต่ทำลายทรัพย์สิน บ้านเรือนของเราที่สะสมมาแล้ว ในบางครั้งหากโชคร้ายมากไปกว่านั้น อาจเกิดการสูญเสียชีวิตของคนในบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดเป็นแน่ ดังนั้นการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้เป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกคนต้องตระหนัก และให้ความใส่ใจกัน แต่อีกซึ่งหนึ่งที่เราไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง นั่นคือ การเตรียมพร้อม เรียนรู้วิธีที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เพลิงไหม้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างน้อยเราก็จะสามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ด้วยแล้ว การให้เข้ารู้วิธีในการช่วยเหลือตัวเองเมื่อเกิดไฟไหม้บ้านเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ลูกจะได้รู้วิธีดูแลตัวเองได้ก่อนที่ความช่วยเหลือจะเข้ามาได้ทัน

การซ้อมหนีไฟ ไม่ใช่แค่โรงเรียนเท่านั้น

การฝึกซ้อมดับเพลิงเป็นส่วนสำคัญของความปลอดภัยในโรงเรียน เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งที่ทุกคนต้องทำเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เช่น ต้องเดินไปทางไหนจากห้องเรียนถึงจะถึงบันไดหนีไฟที่ใกล้ที่สุด เสียงกริ่งเตือนไฟไหม้เป็นแบบไหน เป็นต้น แต่ถ้าเกิดไฟไหม้ที่บ้านที่คุณอยู่ล่ะ? ลูกคุณรู้หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไร? 

การฝึกซ้อมดับเพลิงในบ้าน

นอกจากการพูดคุยเกี่ยวกับแผนฉุกเฉินเวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้ว จะเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีก ถ้าหากทุกคนในบ้านได้ร่วมกันฝึกซ้อมเช่นการฝึกซ้อมดับเพลิงที่โรงเรียน การฝึกซ้อมดับเพลิงที่บ้านจะช่วยให้ทุกคนมีโอกาสที่จะรู้ว่าพวกเขาจะต้องทำอย่างไรในสถานการณ์จริง ในสถานที่จริง เพราะบ้านแต่ละคนมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป และไม่เหมือนกับที่โรงเรียนด้วย การให้ลูกได้ลองซ้อมหาทางหนีออกมาได้ ในกรณีฉุกเฉินเสียก่อน ก็จะทำให้คุณเห็นได้ว่าทุกคนสามารถออกจากบ้านได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยจริงหรือไม่ ติดขัดที่ส่วนใด และได้ทำการเช็คอุปกรณ์เตือนไฟไหม้ และสิ่งกีดขวางทางหนีไฟไปในตัวว่าพร้อมที่จะรับมือหากเกิดไฟไหม้บ้านขึ้นมาจริง ๆ โดยควรทำการฝึกซ้อมนี้ปีละสองครั้งทุกปี

ลองซ้อมหนีไฟในบ้าน
ลองซ้อมหนีไฟในบ้าน

กฎเกณฑ์ที่ดีในการดูว่าแผนหนีไฟที่วางไว้ใช้ได้หรือไม่ คือ ดูว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวที่อาศัยในบ้านสามารถออกมาจากบ้านได้อย่างปลอดภัย มายังจุดนัดพบหนอกอาคารบ้านได้ครบทุกคน ภายใน 3 นาทีหรือไม่ และคุณควรเพิ่มความท้าทาย โดยอาจลองใช้การจำลองรูปแบบสถานการณ์ใหม่ ๆ เพื่อดูว่าจะยังคงสามารถหนีออกมาได้ไหม เช่น แกล้งทำเป็นว่าประตูหน้าถูกปิดกั้น และไม่สามารถออกไปทางนั้นได้ เราจะมีแผนสำรองอย่างไร

แผนการหนีไฟของแต่ละครอบครัวอาจแตกต่างกัน เนื่องจากเด็กบางคนอาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียว บางคนอาศัยอยู่ในอาคารสูง สมาชิกในบ้านแต่ละครอบครัวก็แตกต่างกัน บางบ้านมีผู้สูงอายุ บางบ้านมีเด็กอ่อน ดังนั้น คุณจะต้องพูดคุยเกี่ยวกับแผนการหลบหนีและเส้นทางหลบหนีของพวกคุณว่าบ้านเรามีแผนอย่างไรที่เหมาะสม โดยมีหลักการคร่าว ๆ ดังนี้ เริ่มกันเลย

ทางออกอยู่ไหน?

แผนการหลบหนีสามารถช่วยให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวออกจากบ้านที่ไฟไหม้ได้อย่างปลอดภัย ความคิดที่จะได้รอรับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ภายนอกอย่างรวดเร็ว และปลอดภัยนั้น ในบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ช้าเกิน ดังนั้นจึงควรเรียนรู้ และจดจำทางเดินต่าง ๆ ในบ้านของคุณ ว่ามีทางออกกี่ทาง? สิ่งใดวางไว้ตำแหน่งไหน? เพราะควันจากกองไฟอาจทำให้ยากที่จะมองเห็นว่าสิ่งของต่าง ๆ อยู่ที่ไหน ทำให้เมื่อเกิดไฟไหม้จริง ควันไฟอาจทำให้เราหลงในบ้านตัวเองได้หากเราไม่สามารถจำทางได้อย่างขึ้นใจ นอกจากนั้นควันไฟยังอาจทำให้คุณมองหาสมาชิกคนอื่น ๆ ได้ยาก และเป็นการเสียเวลาหากมัวแต่ตามหากันและกัน ทางที่ดีจึงควรรู้สถานการณ์เฉพาะหน้าของตนเอง และพาตัวเองออกจากห้องของคุณให้ได้ และไปเจอกันทุกจุดนัดพบนอกบ้านที่ได้กำหนดไว้ในแผน ดังนั้นจึงเป็นความคิดที่ดีที่จะให้ครอบครัวของคุณวาดแผนที่แผนการหลบหนี อพยพให้ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เด็กได้รับรู้ และลองซ้อมเดิน

ควรกำหนดทางออกเอาไว้หลายทาง เพราะอาจเป็นไปได้ว่าทางออกทางเดียวอาจถูกปิดกั้นด้วยไฟ หรือควัน ดังนั้นคุณควรหาทางสำรองทางอื่นเพิ่มด้วยว่าอยู่ที่ไหน และหากคุณอาศัยอยู่ในอาคารอพาร์ตเมนต์คุณจะต้องการทราบวิธีที่ดีที่สุดในการขึ้นบันได หรือทางออกฉุกเฉินอื่น ๆ

ระมัดระวัง เวลาลูกเล่นกับไฟ
ระมัดระวัง เวลาลูกเล่นกับไฟ

ระมัดระวัง และรอบคอบ คือสิ่งจำเป็น

สอนลูก และสมาชิกทุกคนไว้ว่า การมีสติ ไม่ตื่นตระหนก ระมัดระวัง และรอบคอบ คือสิ่งสำคัญในการเผชิญหน้ากับไฟ โดยเมื่อเกิดไฟไหม้บ้าน ควรทำตามลำดับขั้นตอน ดังนี้

  1. จดจำ และนำแผนที่แผนการการหนีไฟที่ได้วางไว้มาใช้
  2. รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ โดยอาจมีการวางหน้าที่ กำหนดคนไว้แต่แรก และควรเลือกคนที่มีอุปกรณ์สื่อสาร เช่น โทรศํพท์ สมาร์ทโฟน ใกล้ตัว และให้สมาชิกทุกคนจดจำเบอร์โทรฉุกเฉินให้ได้ขึ้นใจ เผื่อจำเป็นก็สามารถแจ้งเหตุร้ายได้ทุกคน
  3. หากอยู่ในห้องที่ประตูปิด เมื่อเกิดเพลิงไหม้ และไฟฟ้าดับคุณต้องเพิ่มความรอบคอบ และระมัดระวังเพิ่มเติมบางขั้นตอนขึ้นอีกสักหน่อย
  • ตรวจดูว่ามีความร้อนหรือควันเข้ามาที่รอยแตกรอบ ๆ ประตูหรือไม่ เพื่อเป็นการตรวจสอบดูว่ากำลังมีไฟอีกด้านหนึ่งของประตูหรือไม่
  • หากเห็นควันไฟใต้ประตู – อย่าเปิดประตู!
  • หากไม่เห็นควันให้แตะประตู หากประตูร้อน หรืออุ่นมาก อย่าเปิดประตู!
  • หากไม่เห็นควัน  และประตูไม่ร้อน ให้ลองใช้นิ้วแตะลูกบิดประตูเบา ๆ ก่อน อย่าจับลูกบิดประตูด้วยมือเปล่าเป็นอันขาด เพราะว่า ความร้อนระอุของมันจะทำให้มือของคุณพองไหม้ได้ทันที ดังนั้น จงใช้ผ้าหนา ๆ ชุบน้ำ และหุ้มมือก่อนจะเปิด หรือปิด หรือถ้าขณะนั้นคุณใส่รองเท้า จงใช้เท้าถีบอย่างแรงเพื่อเปิดประตูก็น่าจะดีกว่า และที่สำคัญหากลูกบิดร้อน อย่าเปิดประตู!

เพราะหากเปิดประตูที่ร้อนที่สงสัยว่าอาจมีไฟลุกโชนอยู่ด้านหลังประตู ไม่ควรเสี่ยงเปิดประตูโดยทันที เพราะเพลิงอาจโหมออกมาจากห้องอย่างทันที ทันใด และอาจกลายเป็นเจ้าชาย ที่โดนมังกรยักษ์พ่นไฟ จนตัวไหม้เกรียม! วิธีที่ถูกต้องก็คือ เปิดประตูโดยใช้ผ้าชุบน้ำที่แนะนำไว้แล้วข้างต้น โดยให้ยืนอยู่หลังประตู แล้วค่อยๆแง้มประตูเข้าหาตัว เป็นการใช้ประตูบังตัวเรา จากไฟที่อาจพุ่งโพล่งออกมา

สอนวิธีรับมือจากควัน และไฟแก่ลูก

  • คลานอยู่ในระดับต่ำ สอนลูกว่าอย่าวิ่งฝ่าควันไฟ จริงอยู่ยามตกใจทุกคนคงทำไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้นการมีสติจึงสำคัญ  80% ของผู้ที่เสียชีวิตในกองเพลิงนั้นเกิดจากการขาดอากาศหายใจ และสำลักควัน เนื่องจากควันอันโขมงนั้น ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไอร้อน ที่จะลอยตัวอยู่ด้านบน ทำให้อากาศในระดับต่ำ ใกล้พื้นจะยังพอมีออกซิเจน ทำให้สูดควันเข้าไปได้น้อยกว่าเมื่อเราคลานอยู่ใกล้พื้น

    เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ช่วยดับ ไฟไหม้บ้าน
    เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ช่วยดับ ไฟไหม้บ้าน
  • บอกลูกว่าอย่าซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงหรือในตู้เสื้อผ้า เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพบได้ยาก
  • สอนลูกว่า ห้ามวิ่ง! หากมีไฟติดตามตัว ตามเสื้อผ้า มิฉะนั้นไฟจะยิ่งลามตามแรงวิ่ง และแรงลม วิธีที่ถูกต้องก็คือให้หยุดทิ้งตัวลงที่พื้นใช้มือปิดหน้าแล้วม้วน วิธีนี้จะตัดอากาศและดับเปลวไฟ วิธีง่ายๆในการจำสิ่งนี้คือ หยุดวางและม้วน!
  • ไฟฉายควรมีติดห้องเป็นสมบัติประจำตัวของทุกคน อันตรายเหลือเกินหากเราลุยฝ่าควันไฟในความมืด การมีไฟฉายก็เป็นตัวช่วยอย่างดีให้เรามองเห็นทางเวลาที่เจ้าหน้าที่ตัดไฟฟ้าลงยามไฟไหม้
  • หากต้องติดอยู่ในห้อง ก่อนที่ไฟจะลามเข้ามา สิ่งที่ต้องป้องกันไว้ก่อนก็คือควัน ควันไฟจะทะลักเข้ามาในห้อง จนเป็นภัยถึงแก่ชีวิตได้
    ดังนั้นจึงควรรีบหาทางป้องกัน หรือบรรเทาซะก่อน โดยการเอาผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หรือผ้าเช็ดตัวชุบน้ำให้เปียก แล้วอุดตามขอบประตู และตามช่องต่าง ๆ ในห้องเพื่อชะลอควันไฟ

ป้องกันก่อนเกิดไฟไหม้บ้านคือสิ่งที่ดีที่สุด

การป้องกันไม่ให้เกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่แรก เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสียจากเพลิงไหม้ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกไม่ให้เล่นกับไม้ขีดไฟ ไฟแช็ค และแหล่งอื่น ๆ ที่อาจก่อให้เกิดไฟ ควรให้เด็กอยู่ห่างจากเตาไฟ เทียน หรือสอนวิธีใช้แก่ลูกให้ใช้ด้วยความระมัดระวังมากที่สุด และควรอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิด

เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ร้ายจะเกิดขึ้นในชีวิตเราเมื่อไหร่ หนทางที่ดีที่สุดในการลดโอกาสการสูญเสีย ซึ่งการสูญเสียที่ร้ายแรงที่สุดคงเป็นเรื่องของชีวิตบุคคลอันเป็นที่รัก หนทางนั้นคือ การเตรียมพร้อมไม่ประมาท การรู้จักวิธีรับมือหากเหตุร้ายต่าง ๆ จะเข้ามาเยือนเรา แม้ว่าเราจะระมัดระวังอย่างดีที่สุดแล้ว การสอนเด็กในเรื่องการรับมือกับเหตุร้าย อย่างเช่น ไฟไหม้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว หากเขาสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ง ก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึงก็เป็นการช่วยลดโอกาสการสูญเสียได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้เขาตระหนักถึงอันตรายของไฟ ในช่วงเวลาที่เขาได้ซ้อมหนีไฟ ทำให้รู้จักคิดยับยั้งชั่งใจเวลาอยากเล่นซุกซนอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี / kidshealth.org

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

[เคล็ดลับดูแลบ้าน] 10 ข้อเตือนใจ ป้องกันไฟไหม้บ้าน (และสถานที่ที่มีเด็กอยู่)

ลูก “แพ้น้ำลายยุง” มีจริงไหม? อาการแบบไหนเรียกแพ้ยุง?

4 ข้อควรคำนึง เล่นกับลูก ให้สนุก-ปลอดภัย ช่วยลูกมีพัฒนาการที่ดีได้

อุทาหรณ์ ลูกถูกไฟช็อต จากสายชาร์จโทรศัพท์มือถือ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ออมเงิน กอช.

ออมเงิน กอช. รับเงินสมทบจากรัฐ แม่บ้านเก็บออมได้เงินบำนาญหลังเกษียณ

เป็นแม่บ้าน ค้าขาย รับจ๊อบต่าง ๆ ก็ออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณได้ ออมเงิน กอช. ยังได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลตามช่วงอายุด้วย

ออมเงิน กอช. รัฐบาลสมทบเงินตามช่วงอายุ

กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ชวนประชาชนคนไทยมาร่วมกันออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณอายุ โดยแบ่งจ่ายเป็นเงินบำนาญ รับไปเลยทุก ๆ เดือนหลังอายุ 60 ปี สำหรับกลุ่มที่ได้สิทธิในการสมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพค้าขายทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ แม้แต่พ่อบ้านแม่บ้านก็สมัครได้ ช่วงอายุเริ่มต้นตั้งแต่วัยรุ่น 15 ปี ไปจนถึง 60 ปี เพียงตรวจสอบสิทธิและคุณสมบัติก่อนการสมัครสมาชิกได้ที่ แอปพลิเคชัน กอช.

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า กอช. เชิญชวนผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ที่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิก กอช. พ่อบ้านแม่บ้าน สร้างวินัยการออมไว้ใช้ในยามเกษียณหลังอายุ 60 ปี ออมเงินกับ กอช. 100 บาทต่อเดือน ได้รับเงินเพิ่มอีก 100 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับบำนาญเป็นรายเดือนจาก กอช.

ผู้มีสิทธิสมัครสมาชิก กอช. ออมเงินพร้อมรับเงินสมทบจากรัฐบาล

  • สัญชาติไทย
  • อายุ 15-60 ปี
  • ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญอื่นของภาครัฐ
  • เป็นผู้ประกันตนของประกันสังคม มาตรา 40(1) เท่านั้น
  • อาชีพ : พ่อบ้านหรือแม่บ้าน / ประกอบอาชีพอิสระ / ค้าขาย / ลูกจ้าง
ออมเงิน กอช.
ออมเงินได้เงินสมทบ

คุณสมบัติที่มีสิทธิสมัคร

  1. ไม่อยู่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33/39/40(2)/40(3)
  2. ไม่เป็นสมาชิก กบข.
  3. ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ออมเงิน กอช.
ออมเงิน กอช.

ช่วงอายุเท่านี้ รัฐบาลสมทบเงินออมเท่าไหร่

  • 15-30 ปี รัฐบาลสมทบ 50% ของเงินออม (รับเงินสมทบสูงสุด 600 บาท/ปี)
  • 30-50 ปี รัฐบาลสมทบ 80% ของเงินออม (รับเงินสมทบสูงสุด 960 บาท/ปี)
  • 50-60 ปี รัฐบาลสมทบ 100% ของเงินออม (รับเงินสมทบสูงสุด 1,200 บาท/ปี)
ออมเงิน กอช.
ออมเงินได้ 3 เด้ง

ออมกับ กอช. ได้สิทธิ 3 เด้ง

  1. รัฐบาลสมทบเงินตามช่วงอายุ
  2. ผลตอบแทนจากเงินออมสะสมและเงินสมทบที่ได้จากการลงทุน
  3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนเงินออม

สำหรับผู้ที่สนใจตรวจสอบสิทธิและคุณสมบัติก่อนการสมัครสมาชิกได้ที่แอปพลิเคชัน “กอช.” หรือหน่วยรับสมัครสมาชิกใกล้บ้านท่าน อาทิ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ สำนักงานคลังจังหวัด สถาบันการเงินชุมชน ตัวแทน กอช. ประจำหมู่บ้าน ธนาคารของรัฐทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคาร ธ.ก.ส. ธอส. ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา รวมทั้งเคาน์เตอร์เซอร์วิส เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ตู้บุญเติม และเครือข่ายรับสมัครทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000

สำหรับคุณแม่ที่ต้องการออมเงินไว้ใช้เป็นเงินบำนาญหลังเกษียณอายุ เพียงตรวจสอบสิทธิและคุณสมบัติก่อนการสมัครสมาชิกได้ที่ แอปพลิเคชัน “กอช.” หรือสอบถามได้ที่เบอร์ 02-049-9000

อ้างอิงข้อมูล : eservice.nsf.or.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เงินอุดหนุนบุตร 2564 ลงทะเบียนยังไง ใช้เอกสารอะไร ไปที่ไหน เงินเข้าเมื่อไหร่ เช็กเลย!

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ! ประกันสังคมให้สิทธิผู้ประกันตนอายุ 50 ปีขึ้นไป

ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร ประกันสังคมชวนลงทะเบียนง่ายๆ

Monkeypony

ขวดเดียวอยู่! MonkeyPony ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับเด็ก ออร์แกนิค ทั้งกันยุง แก้คัน ไม่ทิ้งรอยดำ

คุณแม่กลุ้มใจ ลูกโดนยุงกัดบ่อย เป็นตุ่มแดง ทั้งคันทั้งเกา จนเกิดรอยดำ แขนขาลายไปทั้งตัว จะมีไหม ผลิตภัณฑ์กันยุงเด็ก ยี่ห้อไหน ที่อ่อนโยน ปลอดภัยกับเด็ก มีสรรพคุณครอบคลุมครบทั้ง กันยุง แก้คัน และบำรุงผิว ในขวดเดียว

ยิ่งบ้านเรายุงเยอะ จะพาลูกออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน ก็กังวลว่าลูกจะถูกยุงกัด จะเป็นไข้เลือดออกไหม เพราะยุงร้ายไม่ใช่แค่ทำร้ายผิวลูก แต่ยังเป็นพาหะนำพาโรคร้ายมาสู่เด็กๆ อีกด้วย โรคที่มาจากยุง มีทั้งโรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา (ไข้ปวดข้อยุงลาย) โรคไข้ซิกา มีพาหะคือยุงลาย ไข้สมองอักเสบ มีพาหะคือ ยุงรำคาญ โรคมาลาเรีย มีพาหะคือยุงก้นปล่อง อันตรายทั้งนั้น แค่ฟังชื่อก็น่ากลัวแล้วจริงไหมคะ

ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ได้พบกับไอเท็มเด็ด ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับเด็ก ออร์แกนิค แบรนด์ MonkeyPony (มังกี้โพนี่) ที่จะช่วยคุณพ่อคุณแม่คลายกังวลเรื่องลูกโดนยุงกัดบ่อย ลูกแพ้ยุง จนขาลาย เพราะเด็กเล็กๆ ยังมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติน้อย ทำให้ผื่นที่โดนกัดนั้น มีมากกว่าผู้ใหญ่ ผลิตภัณฑ์กันยุงเด็ก จึงเป็นสิ่งที่ต้องพกพาเสมอ เวลาพาลูกไปเที่ยวนอกบ้านค่ะ

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์กันยุงของ MonkeyPony เป็นชนิดออยล์ ที่ใช้ Essential Oil เข้มข้น ไม่มีน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจือจาง แต่จะใช้เป็น Base Extra Virgin Coconut Oil 100% และ Essential Oil จึงได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์เต็มๆ ด้วยเนื้อออยล์ที่เข้มข้นแต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมซาบเร็ว

MonkeyPony ผลิตภัณฑ์กันยุงเด็ก ออร์แกนิค ขนาดอยู่ที่ 30 มิลลิลิตร เป็นขวดแบนๆ พกพาง่าย ใช้สะดวก เป็นหัวหยด เหมาะสำหรับเด็กทารก อายุ 3 เดือนขึ้นไป สามารถหยดลงที่ผิวลูกน้อยได้โดยตรง แล้วลูบไล้ให้ทั่วบริเวณ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากธรรมชาติติดทน ปกป้องยาวนาน 4-6 ชั่วโมง สำหรับน้องอายุต่ำกว่า 3 เดือน สามารถหยดลงบนเสื้อผ้า หรือของเล่นแทนได้ กลิ่นจะอยู่ติดทนยาวนานขึ้น

MonkeyPony

ส่วนผสมที่ใช้เป็น Food Grade ทั้งหมด ปราศจากสารเคมี 100% จึงไม่ต้องกังวลแม้ลูกน้อยจะเผลอเอาเข้าปากก็ปลอดภัย ใช้บ่อยได้ตามต้องการ สามารถทาบริเวณใบหน้าได้ เพียงแต่ระวังอย่าให้เข้าตาค่ะ

  • No Alcohol ไม่มีแอลกอฮอล์
  • No Paraben ไม่มีพาราเบน
  • No DEET ไม่มีสารเคมีดีอีอีที
  • No Fragrance ไม่ใส่น้ำหอม
  • No Animal Tested ไม่มีการทดลองในสัตว์
  • Made From Organic Ingredient ทำจากส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิค
  • G6PD ใช้ได้ ปลอดภัยต่อผิวลูกน้อย

ผลิตจากสารทางธรรมชาติ 100% มีให้เลือก 5 สูตร 1. สูตร Original ขวดสีฟ้า 2. สูตร Geranium ขวดสีชมพู 3. สูตร Lavender ขวดสีม่วง 4. สูตร Orange ขวดสีส้ม 5. สูตร Lemon ขวดสีเหลือง

MonkeyPony

สำหรับในสูตร Original ประกอบด้วย น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) / ตะไคร้ (Citronella) / ลาเวนเดอร์ (Lavender) / ยูคาลิปตัส (eucalyptus)

  • น้ำมันมะพร้าว ช่วยบำรุงผิว ลดรอยดำ บรรเทาอาการคันจากยุงและแมลงกัดต่อย
  • ตะไคร้หอม ช่วยไล่ยุงและแมลง
  • ลาเวนเดอร์ ช่วยไล่ยุง บรรเทาอาการอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • ยูคาลิปตัส ช่วยไล่ยุง บรรเทาอาการอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย

เป็นออร์แกนิคล้วนๆ แบบนี้ คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่า ใช้ปกป้องลูกน้อยจากยุงร้ายได้อย่างปลอดภัย เหมาะสำหรับทารกและเด็กเล็ก ด้วยสรรพคุณแบบ 3in1 ในขวดเดียวครบทั้ง กันยุง บรรเทาอาการคันที่เกิดจากยุง พร้อมทั้งบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ลดอาการอักเสบ ไม่ทิ้งรอยดำ ครบในขวดเดียว

ด้วยคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับเด็ก ออร์แกนิค MonkeyPony ทั้งหมดนี้ ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับเด็ก MonkeyPony ได้รับรางวัล Editor’s Choice BEST MOSQUITO REPELLENT FOR KIDS จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

MonkeyPony

คุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กชั้นนำ อาทิ สหภัณฑ์นมผง , NG Store, Brown Bunny, Baby First, Kids Corner, Kiddy Store ฯลฯ

หรือช่องทางออนไลน์

Facebook: https://www.facebook.com/monkeypony

Shopee: https://shopee.prf.hn/l/rdao3WN

Lazada: https://s.lazada.co.th/s.03QV6

JD Central : https://www.jd.co.th/shop/pc/20445.html

กฎ 3 นาทีสร้างความ ผูกพัน ครอบครัว

นักจิตวิทยาแนะกฎ 3นาทีเพิ่มความ ผูกพัน แม่ลูก

พ่อแม่ยุคใหม่กับหน้าที่การงานที่แสนยุ่งแล้วจะแบ่งเวลาไหนสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกละ มาดูกฎ 3 นาทีที่จะช่วยให้คุณและลูกมีความ ผูกพัน ที่แน่นแฟ้นขึ้นแม้งานยุ่ง

นักจิตวิทยาแนะกฎ 3 นาทีเพิ่มความ ผูกพัน กับลูกให้แน่นแฟ้น!

จิตวิทยา คือ ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นเหมือนกับการไขความลับของการกระทำของมนุษย์ว่า เหตุใด เงื่อนไข หรือปัจจัยใดที่ส่งผลให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อเรารู้ถึงกระบวนการการเกิดพฤติกรรมแล้ว การจะพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ หรือแม้แต่การลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็พอจะมีแนวทาง กระบวนการให้นำไปสู่พฤติกรรมที่เราคาดหวังไว้ได้ไม่ยาก

ความผูกพัน เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของคนสองคน หรือมากกว่า ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสม ก่อร่างประสบการณ์ต่าง ๆ ร่วมกันจนเกิดเป็นความผูกพันระหว่างกัน ดังเช่น ความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ก็มักจะก่อร่างสร้างกันมาเสียตั้งแต่ในท้อง ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่แม่ได้อุ้มท้องลูกมา ความผูกพันระหว่างแม่กับลูกก็ได้ก่อเกิดเรื่อยมาจนถึงวันที่ลูกลืมตาดูโลก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจสำหรับการสร้างความผูกพันระหว่างแม่กับลูกน้อยในช่วงเวลานี้ แต่กับสภาพสังคมปัจจุบันที่ล้วนแล้วแต่เร่งรีบ วิถีชีวิตที่วุ่นวายรัดตัว ทำให้เรามีเวลาให้แก่ครอบครัว แก่ลูกของเราน้อยลงทุกวัน  แล้วความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูกจะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อเรากลับเข้าสู่โหมดทำงาน และลูกก็ต้องเข้าสู่วัยเรียน ในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายมีเวลาให้แก่กันละกันน้อยลง

ความ ผูกพัน แม่ลูกเริ่มตั้งแต่ในท้อง
ความ ผูกพัน แม่ลูกเริ่มตั้งแต่ในท้อง

เชื่อหรือไม่ว่า…นักจิตวิทยา Natalya Sirotich หัวหน้าศูนย์การทำงานกับเด็กและเยาวชนCaritas-Kiev ประเทศรัสเซีย ได้แบ่งปันวิธีง่าย ๆ แต่มีประสิทธิภาพที่ช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถหาเวลาพูดคุย และสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดีขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงใช้เวลาแค่ 3 นาที เรียกแนวคิดนี้ว่า “กฎ 3 นาที”

กฎ 3 นาที

คือ การปฎิบัติของพ่อแม่เมื่อถึงเวลาเจอหน้าลูกในครั้งแรกหลังจากที่พวกคุณจากกันเป็นระยะเวลานาน (นานในที่นี้คือ ต่อให้เดินไปหน้าปากซอย 10 นาทีก็ถือว่านานนะ) โดยพ่อแม่จะแสดงออกด้วยความสุข ความสนใจ และความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ (เหมือนดั่งเช่นเดียวกับความรู้สึกที่คุณจะได้พบกับเพื่อนที่คุณอยากเจอ และไม่ได้เห็นกันมานานหลายปีแบบใดแบบนั้นเลยทีเดียว) ไม่ว่าคุณจะกลับจากที่ทำงานอันแสนเหน็ดเหนื่อย หรือวันที่คุณวิ่งออกไปเจอะเจอเรื่องวุ่นวาย แสนเครียดแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อกลับมาเจอหน้าลูก สิ่งแรกที่ควรทำคือ การถามไถ่ และรับฟังอย่างตั้งใจว่า “วันนี้ไปเจออะไรมาบ้างจ๊ะ?” เพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น แล้วความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกจะแน่นแฟ้นไม่จางหายจนเขาเติบโตเลยทีเดียว

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

ในทางจิตวิทยาแล้ว สามารถค้นพบได้ว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับความสัมพันธ์ไม่ใช่ระยะเวลาที่ยาวนานที่ใช้ร่วมกัน แต่เป็นคุณภาพเสียมากกว่า แม้ว่าพ่อแม่จะทุ่มเวลาทั้งหมดที่มี แต่ระหว่างที่อยู่ร่วมกันต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเอง ถึงนั่งอยู่ด้วยกันนานแค่ไหนก็เสมือนไม่ได้ใกล้กันเลย สำหรับเด็กแล้ว การสนทนาด้วยความใส่ใจเพียงไม่กี่นาทีจะมีความหมายต่อลูกมากกว่าการใช้เวลาร่วมกันทั้งวันในระหว่างที่คุณไม่ได้ปฎิสัมพันธ์ร่วมกันกับลูกเลย

เวลาที่จะสร้างความ ผูกพัน ในครอบครัวน้อยลง
เวลาที่จะสร้างความ ผูกพัน ในครอบครัวน้อยลง

สถิติบอกว่าพ่อแม่สมัยใหม่อุทิศเวลาโดยเฉลี่ยวันละหนึ่งชั่วโมงครึ่งเพื่อสื่อสารกับเด็ก ๆ นี่เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีทีเดียว สิ่งที่ต้องใส่ใจเพิ่มขึ้นจากการแบ่งเวลาให้แก่ลูกบ้าง นั่นคือการดูแล ใส่ใจ และทำให้ลูกรับรู้ได้ถึงความตั้งใจพูดคุยกับเขา หากคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ดังนี้ แม้ใช้เวลาเพียงแค่ 3 นาทีก็สามารถซื้อใจ ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจ และแสดงให้ลูกเห็นว่าพวกเขาสำคัญสำหรับคุณ เป็นการสร้างความรู้สึกผูกพัน ไม่โดดเดี่ยวให้แก่ลูกได้มากมาย

ตัวอยู่ใกล้ ใช่ว่าจะรู้สึกใกล้กัน

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ในชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ เรามักแทบไม่มีเวลาพูดคุยกันแม้เพียงเล็กน้อยในระหว่างวันทำงาน และถึงแม้จะมีวันหยุดที่พอได้อยู่ร่วมกันในครอบครัว เวลาของเราก็มักถูกใช้ไปกับการพักผ่อนส่วนตัว การดื่มด่ำอยู่กับโลกโซเซียลในสมาร์ทโฟน การเอนหลังดูทีวี ลองสังเกตตัวคุณเองดูว่า หลังจากไปรับลูกที่โรงเรียน คุณได้ทำเพียงจูงมือลูก แล้วทักทายด้วยคำว่า “อืมไปกันเถอะ” พร้อมกับคุยโทรศัพท์มือถือควบคู่ไปด้วยหรือเปล่า? การมีพฤติกรรมอย่างในกรณีหลังนี้ เป็นการบ่งบอกได้ว่า ลักษณะความสัมพันธ์ของคุณกับลูก เรียกได้ว่าไม่มีการสื่อสารระหว่างกันเลย

สำหรับพ่อแม่และลูกคำว่า “เวลาอยู่ด้วยกัน” มักมีความหมายที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ใหญ่การอยู่ในที่เดียวกัน การพาลูกออกไปนอกสถานที่ก็เป็นสิ่งพ่อแม่บางคนเข้าใจว่าได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแล้ว แต่สำหรับเด็ก“ เวลาอยู่ด้วยกัน” คือการมองตากัน คือการที่พ่อแม่นั่งลงข้าง ๆ พวกเขาวางโทรศัพท์มือถือ ปิดความคิดเกี่ยวกับปัญหาหลายร้อยรายการ และไม่คิดฟุ้งซ่านในระหว่างการสนทนา การตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด ฟังความคิดเห็นของพวกเขา จะทำให้ลูกรู้สึกถึงความสำคัญ และแบบนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการคุยสื่อสารระหว่างกันอย่างแท้จริง

สังคมปัจจุบันทำให้มีเวลาให้ลูกน้อยลง
สังคมปัจจุบันทำให้มีเวลาให้ลูกน้อยลง

ตามที่นักจิตวิทยา Natalya Sirotich กล่าวว่าในช่วงเวลาแรกที่คุณพบเด็ก ๆ เขาจะให้ข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขาจำได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็ลืมรายละเอียดมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่พ่อแม่ควรถามไถ่สิ่งที่ลูกเจอมาในแต่ละวันในช่วงแรกที่ได้เจอกันเลยทันที

พลาดอะไรบ้าง หากไม่ได้ทำเพียงแค่ 3 นาที

ผลที่ตามมาจากการละเว้นกฎ 3 นาทีอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของเด็กแต่ละคน หากพ่อแม่ไม่สื่อสาร ถามไถ่ลูกตั้งแต่ 3 นาทีแรกที่ได้เจอหน้ากัน

  • ลูกก็จะไม่มีโอกาสได้บอกเล่าสิ่งที่เจอมา ไม่สามารถพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญเพื่อแชร์ความรู้สึกให้แก่พ่อแม่ คนที่ลูกต้องการแชร์มากที่สุดได้ หากเป็นแบบบ่อยครั้งเข้า ลูกก็จะรู้สึกถึงความรู้สึกที่ว่า ความคิดเห็น หรือความเป็นตัวเองไม่สำคัญพอที่จะพูดถึง จึงไม่มีเรื่องที่จะเล่าใด ๆ ให้พ่อแม่ฟัง
  • พ่อแม่อาจสูญเสียโอกาสในการส่งเสริมพัฒนาการของลูก หรือชี้แจงประเด็นความคิดที่อาจจะบิดเบี้ยวไปบ้างของเด็ก เพราะเราเสียโอกาสที่จะรับรู้ถึงความคิดอ่านของลูกที่เขาอาจไปได้รับมาจากแหล่งอื่นที่เราไม่สามารถควบคุมได้ในช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
  • ทำให้ลูกมีความรู้สึกด้อยค่า เสียงของลูกกลายเป็น “เสียงพื้นหลัง” สำหรับพ่อแม่ของพวกเขา จากการเพิกเฉยไม่สนใจรับฟังเรื่องราวของลูกอย่างตั้งใจ แม้ว่าเราอาจรู้สึกว่าเรื่องของลูกเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับผู้ใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะได้รับกลับมาจากการฟังเรื่องราวของลูก แค่เพียง 3 นาทีนี้คือ เราได้มอบความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองให้แก่ลูก ซึงเป็นทักษะพื้นฐานที่จะต่อยอดพัฒนาการของลูกไปในทุก ๆ ด้านของชีวิตเขาเลยทีเดียว

    แค่ 3 นาทีให้เวลากันและกัน วางกิจกรรมอื่นลง
    แค่ 3 นาทีให้เวลากันและกัน วางกิจกรรมอื่นลง

การยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญ

ถึงแม้จะบอกว่าเวลาที่เด็ก ๆ ต้องการจากคุณนั้นก็เพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณใช้เวลากับลูกเพียงสามนาทีต่อวันเท่านั้น จำไว้ว่าเรื่องบางเรื่องที่เด็กเล่านั้นไม่สามารถจบได้ในเวลาสามนาทีจริง ๆ และไม่ว่ายังไงลูกก็ต้องการความใส่ใจจากพ่อแม่อยู่ดี

กฎสามนาทีนั้นเอาเข้าจริงๆ แล้ว จึงหมายความว่าคุณควรจะใช้เวลา “อย่างน้อย” 3 นาทีในการ “ตั้งใจฟัง” ลูก ๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันในระยะเวลาหนึ่งเพื่อที่จะรับข้อมูลสำคัญจากพวกเขาให้ครบต่างหาก

ข้อแนะนำอื่นๆ

  1.  หากเด็ก ๆ พบเรื่องอะไรที่สนใจ และเล่าออกมาให้คุณฟัง ควรปล่อยให้ลูกพูดออกมาแม้จะฟังดูไร้สาระในมุมมองผู้ใหญ่ แต่จงใช้เวลากับพวกเขาในเรื่องนั้นไปพร้อม ๆ กัน
  2. ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกเข้าใจว่าคุณฟังพวกเขาอยู่ เช่นการพูดซ้ำสิ่งที่พวกเขาพูด เพื่อให้มั่นใจว่าเราฟังเขาจริง ๆ
  3. อย่าแกล้งทำเป็นตื่นเต้น แล้วไม่ถามไถ่เรื่องราวต่อไป เพราะลูกจะรู้ได้ว่าเราแกล้งไม่ได้สนใจจริง
  4. กลับมาพูดเรื่องที่ลูกเล่าบ้างเป็นบางครั้ง ให้พวกเขารู้ว่าคุณจำสิ่งที่พวกเขาพูดถึงได้
  5. หากมีเรื่องที่คิดเห็นไม่ตรงกัน หลีกเลี่ยงการโต้แย้งที่ยืดยาว และไร้ประโยชน์แม้ว่าคุณจะมั่นใจว่าคุณถูก แค่บอกลูกว่า “โอเค แม่เข้าใจแล้วว่าลูกไม่ได้คิดแบบเดียวกัน” เท่านั้นก็พอ แต่ให้ระวังเรื่องน้ำเสียงด้วย

การใช้เวลาเพียงสั้น ๆ อย่างกฎ 3 นาทีในการพูดคุยกับลูก เพื่อให้เขารับรู้ถึงความใส่ใจที่พ่อแม่มีให้ และเป็นการเพิ่มความผูกพัน ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันนั้น เป็นหลักง่าย ๆ ในการปรับพฤติกรรมทั้งต่อตัวคุณพ่อคุณแม่ และของเด็ก เนื่องจากการใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ได้เตรียมตัว บอกพ่อแม่ว่าให้เตรียมตัว เตรียมใจในการจะสื่อสารกับลูกอย่างตั้งใจ บอกลูกว่ามีเวลาพูดคุยเล่าเรื่องราว ถ่ายทอดให้แก่พ่อแม่ได้ร่วมรับรู้ในสิ่งเดียวกัน และเป็นช่วงเวลาแห่งคุณภาพอีกด้วยเนื่องจากช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ทำให้ทุกคนกล้าที่จะวางเรื่องราวอื่น ๆ ลงเพื่อมาใส่ใจในสิ่งเดียวกันก่อนที่จะกลับไปสู่โหมดของตัวเอง

กฎ 3 นาที เพิ่มความผูกพันในครอบครัวได้ง่าย ๆ
กฎ 3 นาที เพิ่มความผูกพันในครอบครัวได้ง่าย ๆ

ในหลักการของการใช้เวลาสั้น ๆ กำหนดพฤติกรรมนั้น เรายังสามารถนำไปปรับใช้กับเรื่องอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เช่น หากพบว่าลูกไม่ยอมเลิกเล่นเกมส์เมื่อถึงเวลาเข้านอน การมอบเวลาสั้น ๆ 3-5 นาทีให้ลูกก่อนที่จะทำตาม ก็จะช่วยให้เขายอมทำตามได้ง่ายขึ้น เพราะเวลาสั้น ๆ นั้น ช่วยให้ลูกได้เตรียมตัว เตรียมใจจัดการกับความคิดของตนเองก่อนรับฟังเหตุผล เป็นต้น อีกทั้งเวลาสั้น ๆ นั้นยังช่วยสงบอารมณ์ของพ่อแม่ เรียกสติก่อนที่จะพูดกับลูกด้วยอารมณ์ ทำให้ไม่เสียความสัมพันธ์ที่ไม่ควรเสียไปอีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิงจาก catdumb.com/ba-bamail.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

20 วิธีสานสายใยความผูกพันกับลูกน้อยก่อนเข้านอน

สร้าง Mind map ช่วยฝึกให้ลูกส่งงานครบมีความรับผิดชอบ

เหตุผลที่เด็กพูดเก่งประสบความสำเร็จมากกว่า แม่จ๋าอย่าเพิ่งเบื่อหนูพูดเลย!

หมอแนะพฤติกรรมแบบนี้ยิ่งทำลูกยิ่งไม่ยอม แบ่งปัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคกลัวสังคม

8 วิธีป้องกันลูกจาก “โรคกลัวสังคม (ฮิคิโคโมริ ซินโดรม)”

โรคกลัวสังคม หรือ ฮิคิโคโมริ ซินโดรม เป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่ง ที่หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายในที่สุด พ่อแม่จึงควรป้องกันลูกให้ห่างไกลจากโรคนี้ด้วย 8 วิธีนี้

8 วิธีป้องกันลูกจาก “โรคกลัวสังคม (ฮิคิโคโมริ ซินโดรม)”

ฮิคิโคโมริ ซินโดรม คืออะไร?

โรคกลัวสังคม หรือ ฮิคิโคโมริ ซินโดรม เป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่ง ที่อธิบายถึงพฤติกรรมของคนที่แยกตัวออกจากสังคม กักขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง กลัวการเข้าสังคม พยายามหลบหนี เพื่อเจอผู้คนให้ได้น้อยที่สุด หรืออาจเรียกได้ว่าพยายามทำตัวให้หายไปจากโลกความจริง ซึ่งหากโรคนี้ เกิดกับเด็กวัยเรียนรู้ วัยที่กำลังพัฒนาในด้านต่าง ๆ ก็จะทำให้เกิดการปิดกั้นพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของลูกทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา การใช้ภาษา และการแก้ปัญหา จนทำให้ไม่กล้าแสดงออก ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง มีอารมณ์ที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้

เนื่องจากโรคนี้ไม่ใช่การเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย แต่เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจ ทำให้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีโดยจิตแพทย์ ก็อาจนำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายได้ในที่สุด โรคนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่ต้องเคี่ยวเข็ญเด็กอย่างหนัก จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ.2553 พบว่า มีชาวญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 1.2 ที่เป็นโรคฮิคิโคโมริ และในปี พ.ศ.2559 รัฐบาลญี่ปุ่นได้รายงานว่า มีประชากรอายุระหว่าง 15‐39 ปี จำนวนประมาณ 541,000 คน ที่เป็นโรคฮิคิโคโม แต่ก็มีรายงานว่าพบเด็กที่มีอาการคล้ายคลึงกันนี้จากประเทศเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ด้วย และยังไม่มีรายงานกลุ่มอาการนี้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

แม้ว่ายังไม่มีโรคนี้อย่างเป็นทางการในไทย แต่ก็มีผู้ป่วยที่มีอาการคล้าย ๆ กัน เช่น โรคแยกตัวจากสังคม โรคกลัวสังคม เป็นต้น โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้มักจะเกิดจากปัจจัยรอบข้าง เช่นน แรงกดดันและความคาดหวังจากพ่อแม่ที่มากเกินไป ความผิดหวังจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างรุนแรง การถูกกลั่นแกล้งและล้อเลียนบ่อย ๆ เป็นต้น

ฮิคิโคโมริ
ฮิคิโคโมริ

ฮิคิโคโมริ ซินโดรม, Introvert, และขี้อาย ต่างกันอย่างไร?

สำหรับคนที่มีบุคลิกภาพแบบ Introvert และคนที่ขี้อายนั้น ไม่ถึงเป็นความผิดปกติแต่อย่างใด เพราะคนที่มีบุคลิกภาพแบบ Introvert และคนที่ขี้อายนั้น ยังสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ปกติ เพียงแต่จะชอบที่จะอยู่กับตัวเองมากกว่า สามารถใช้ความคิดได้ดีเมื่ออยู่ลำพัง และเมื่อไหร่ก็ตามที่จะต้องไปพบปะผู้คน ก็จะไม่ออกอาการประหม่ามากจนเกินไป หรือหนีออกจากสังคมเหมือนผู้ที่ป่วยเป็น ฮิคิโคโมริ ซินโดรม

เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เด็กได้เจอมา ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันให้ลูกอยู่ห่างไกลจากโรคนี้ได้ โดย 8 วิธีนี้

8 วิธีป้องกันลูกจาก “โรคกลัวสังคม (ฮิคิโคโมริ ซินโดรม)”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ และการส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ จากพ่อแม่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันลูกไม่ให้เป็นโรคนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ

  1.  สร้างจิตใจที่เข้มแข็งจากการให้เวลา ความรัก และการโอบกอดจากทั้งพ่อและแม่

ให้เวลาคุณภาพกับลูก โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่กับลูกทั้งวันทั้งคืน เพียงแค่หาเวลาร่วมกันอย่างน้อยวันละ 3-4 ชั่วโมง โดยคุณพ่อคุณแม่จะต้องไม่สนใจ งาน มือถือ หรือสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากลูก ควรใช้เวลาเล่น พูดคุย ทานข้าว หากิจกรรมทำร่วมกัน อย่างเช่นที่บ้านของแม่พริมาเอง จะมีกฎว่าต้องทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมหน้า โดยไม่มีการดูทีวี มือถือ ทั้งพ่อแม่และลูกจะได้พูดคุย เล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เจอมาที่โรงเรียน หรือแม้แต่เรื่องของพ่อแม่เอง ก็จะนำมาแบ่งปัน เล่าให้ลูกฟังว่าเกิดอะไรกับที่ทำงานของพ่อแม่บ้าง สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ลูกได้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เมื่อลูกเกิดปัญหาจากสังคมภายนอก ลูกจะรับรู้ว่ากลับมาบ้านนจะยังมีพ่อแม่ที่คอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา โอบกอดจากความรักเสมอ

2. พาลูกน้อยไปเจอสังคมภายนอกอย่างสม่ำเสมอ

โดยดูจากอายุของลูก สำหรับเด็กเล็ก อาจพาไปสนามเด็กเล่น เพื่อเจอเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกัน ลองปล่อยให้ลูกได้ไปพูดคุยและเล่นกับเพื่อน โดยคุณพ่อคุณแม่อาจช่วยพาลูกไปคุยด้วยก่อน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นกันเอง โดยคุณพ่อคุณแม่คอยดูอยู่ใกล้ ๆ สำหรับเด็กโต คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปสถานที่ที่มีกิจกรรมสำหรับเด็ก หรือร่วมค่ายต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคมจากการพบปะเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันหรือวัยที่แตกต่างกัน แค้มป์หรือสถานที่เหล่านี้ มักจะจำลองปัญหาต่าง ๆ ที่ลูกอาจจะต้องเจอในอนาคต เพื่อให้ลูกได้ฝึกการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในอนาคตได้ (บทความที่น่าสนใจ ปิดเทอม ให้ลูกเรียนอะไรดี 7 กิจกรรมปิดเทอม เปิดประสบการณ์ เติมทักษะ ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์)

ทักษะทางสังคม
ทักษะทางสังคม

3. ไม่คาดหวังและกดดันให้เขาทำให้สิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง

เช่น ต้องเรียนพิเศษอย่างหนักเพื่อสอบเข้าโรงเรียนดังให้ได้ ต้องซ้อมกีฬาอย่างหนักเพื่อเป็นตัวแทนนักกีฬาหรืออาชีพที่พ่อแม่ต้องการให้ได้ เป็นต้น พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกอยู่ในสังคม สภาพแวดล้อมที่ดีกับตัวเขาเองในอนาคต ทำให้อดไม่ได้ที่จะคาดหวังและกดดันให้ลูกต้องแข่งขัน การคาดหวังไม่ใส่สิ่งไม่ดี เพราะการคาดหวังนั้น ๆ มาจากความต้องการให้ลูกเจอสิ่งดี ๆ แต่หากคาดหวังมากเกินไป ก็อาจทำให้ลูกรู้สึกได้และรู้สึกกดดันจนโทษตัวเองที่ทำตามที่พ่อแม่หวังไม่ได้เช่นกัน สิ่งนี้จะบั่นทอน Self-Esteem ของลูกอย่างรุนแรงจนอาจทำให้ลูกเป็น โรคกลัวสังคม หรือฮิคิโคโมริ ซินโดรม ได้

4. ปล่อยให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด

เด็กทุกคนมีความชอบและสิ่งที่ถนัดต่างกัน เด็กที่ไม่เก่งภาษาอาจชอบบวกลบเลขมากกว่า เด็กที่ไม่ถนัดวิชาการแต่อาจมีทักษะในการเข้าสังคมและเอาตัวรอดมากกว่า ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหาสิ่งที่ลูกชอบและถนัดให้เจอแต่เล็ก และควรส่งเสริมสิ่งนั้น ๆ ให้ลูก เพื่อให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเองและมีความมั่นใจเมื่ออยู่ในสังคม

5. ฝึกนิสัยยอมรับความผิดพลาด

ให้ลูกได้รู้ว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าละอาย ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ สอนให้ลูกรู้จักประโยชน์ของความผิดพลาด และสอนให้ลูกจักยอมรับผิด ขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อผิดพลาดนั้น ๆ  เรียนรู้ที่จะแก้ไขในสิ่งที่ถูก และจดจำความผิดพลาดไม่ให้กลับมาทำซ้ำอีก (บทความที่น่าสนใจ แพ้ ภูมิคุ้มกันความผิดหวังที่แม่สร้างให้ลูกได้)

6. ฝึกหลักธรรมพรหมวิหาร 4

“พรหมวิหาร 4” ประกอบด้วยหลักใหญ่ 4 ประการ ได้แก่

    • เมตตา คือ ความ ปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
    • กรุณา คือ การช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์
    • มุทิตา คือ การยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
    • อุเบกขา คือ การรู้จักวางเฉยนั้น

การปลูกฝังลูกให้ยึดหลักพรหมวิหาร 4 จะช่วยให้ลูกรู้จักมี Empathy มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเข้าใจผู้อื่น ก่อนจะทำอะไรจึงจะรู้จักคิดก่อนจะพูดหรือทำว่าผู้อื่นจะรู้สึกอย่างไร จะเสียใจหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ลูกรู้จักวางตัวได้ดีในสังคม ไม่กลัวสังคมได้ (บทความที่น่าสนใจ เดนมาร์กสอนวิชา “ความเห็นใจผู้อื่น” ในชั้นเรียน)

7. ฝึกฝนบุคลิกที่หนักแน่น

การเป็นคนที่หนักแน่น รู้จักนำคำพูดของผู้อื่นมาคิด วิเคราะห์ ว่าคำพูดหรือการกระทำที่ไม่ดีจากผู้อื่นนั้น ทำไปด้วยความหวังดีหรือประสงค์ร้าย หากเป็นไปด้วยความหวังดี เมื่อลูกรู้จักยอมรับความผิดพลาด ก็จะยอมรับในเหตุผลของผู้หวังดีคนนั้นและนำกับมาแก้ไขเพื่อพัฒนาตนเอง แต่หากเป็นไปด้วยความประสงค์ร้าย ลูกจะไม่ใส่ใจคำพูดที่ไม่ดีได้เอง

8. ชมเชยและให้กำลังใจเพื่อให้เขารู้ว่าพ่อแม่มีความเชื่อมั่นในทางที่เขาเลือก

ให้ลูกรับรู้ว่าไม่ว่าลูกจะเลือกเดินทางไหน ลูกจะได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่เสมอ และเมื่อลูกทำสิ่งใดผิดพลาดจากทางที่เค้าเลือก ลูกก็จะรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะให้กำลังใจและให้คำแนะนำที่ดีให้เขาได้เสมอ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกมีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำสิ่งต่าง ๆ ได้นั่นเอง

วิธีป้องกันที่ได้กล่าวถึงไปนี้ ไม่ได้ใช้เพื่อป้องกัน โรคกลัวสังคม หรือ ฮิคิโคโมริ ซินโดรม เพียงอย่างเดียว แต่หากคุณพ่อคุณแม่ปฎิบัติ สั่งสอน และฝึกลูกได้ตาม 8 ข้อนี้ ก็จะทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีความสุข มีความมั่นใจ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นคนที่เห็นคุณค่าในตนเอง และสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ชวนมาเก็บ MQ ให้ลูกใน สนามเด็กเล่น กันเถอะ!!

ท่องศีล5 ลูกได้แค่จำ ลองวิธีใหม่ช่วยเข้าถึงแก่นธรรมง่ายๆ

เกมฝึกทักษะ การแก้ปัญหา ฝึกลูกก่อนเผชิญของจริง

วิธีการ พัฒนาทักษะ “การแก้ปัญหา” อย่างเป็นขั้นตอน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : th.anngle.org, pobpad.com, กระทรวงศึกษาธิการ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคผิวหนังหน้าหนาว

โรคผิวหนังหน้าหนาว 4 โรค พบบ่อยในเด็ก ทารก ผู้สูงอายุ

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนอากาศเย็น ๆ หนาว ๆ แบบนี้ ต้องระวัง 4 โรคผิวหนังหน้าหนาว

4 โรคผิวหนังหน้าหนาว ระวังลูกเป็น!

อากาศเปลี่ยนแปลงในหน้าหนาว ลมเย็น ๆ แบบนี้นอกจากสุขภาพภายในที่อาจย่ำแย่ได้ ยังส่งผลต่อสุขภาพผิวหนังโดยตรง กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนว่า ฤดูหนาวมีผลให้ผู้ป่วยโรคผิวหนังมีอาการกำเริบหรือเป็นมากขึ้นได้ ต้องคอยสังเกตอาการทางผิวหนังและดูแลผิวอย่างถูกวิธี

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ได้เปิดเผยถึง 4 โรคผิวหนังที่ต้องระวังในช่วงหน้าหนาว

โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากการที่ผิวหนังแห้ง

ผื่นผิวหนังอักเสบจากการที่ผิวหนังแห้งอาจทำให้เกิดผื่นคัน ต้องระวังในทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะพบได้บ่อย โดยเกิดจากผิวที่แห้งทำให้ไวต่อการระคายเคืองต่อน้ำสบู่หรือสารเคมี ในหน้าหนาวจึงไม่ควรอาบน้ำอุ่นเกินไป และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง หลังอาบน้ำควรทาครีมบำรุงผิว ส่วนทารกต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนสำหรับผิวที่บอบบาง เพราะทารกนั้นผิวแพ้ง่าย

โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง

ผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายเคืองมักจะมีอาการมากที่มือ กลุ่มเสี่ยงที่พบได้บ่อยมักจะเป็นผู้ที่ทำงานบ้าน เกิดเป็นผื่นแดง มีอาการคัน มือแห้งแดงแตก คุณแม่ที่ทำงานบ้านเป็นประจำ ต้องหมั่นดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ ด้วยการใส่ถุงมือก่อนทำความสะอาด ทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีโดยตรง หมั่นทาครีมบำรุงบ่อย ๆ จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้

โรคภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

ภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก ทำให้เกิดอาการผิวแห้ง ผื่นแดง คัน กำเริบ โดยเฉพาะในเด็กที่ไม่อยากอาบน้ำเย็น ๆ ในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ ส่งผลให้แบคทีเรียที่ผิวหนังเพิ่มมากขึ้น จนโรคภูมิแพ้ผิวหนังในเด็กกำเริบขึ้นมา การเลือกใช้สบู่สำหรับเด็ก ไม่จำเป็นต้องซื้อสบู่ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย นอกจากจะไม่หายแล้วยังทำให้ระคายเคือง คันเพิ่มขึ้นได้ พร้อมทั้งดูแลผิวพรรณของลูกด้วยการใช้ครีมบำรุง

โรคเซบเดิม

เซบเดิม หรือผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน มักจะมีอาการผื่นแดงลอกเป็นขุยที่บริเวณไรผม ร่องแก้ม ข้างจมูก รูหู ซึ่งจะกำเริบมากในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ประกอบกับพฤติกรรมอื่น ทั้งการนอนดึก พักผ่อนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ การรักษาที่ดีที่สุดต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมกับเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวร่วมกับทาครีมบำรุง และมาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ

สำหรับหน้าหนาวที่อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงในหลายพื้นที่ ทำให้อากาศเย็นและแห้ง จำเป็นที่จะต้องดูแลผิวให้ชุ่มชื้นด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ 4 วิธี

วิธีดูแลผิวหน้าหนาว

  1. ไม่อาบน้ำอุ่นเกินไป
  2. ใช้สบู่ที่อ่อนโยน
  3. ทาครีมบำรุงสม่ำเสมอ โดยเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวแห้งมากควรใช้ออยทาบำรุง
  4. ที่สำคัญก่อนออกจากบ้านทาครีมกันแดดทุกครั้ง เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดที่มากับลมหนาว
โรคผิวหนังหน้าหนาว
โรคผิวหนังหน้าหนาว

กลุ่มโรคไวรัสในช่วงฤดูหนาว

ไม่ใช่แค่โรคทางผิวหนังเท่านั้นที่ต้องระวัง แต่กลุ่มโรคไวรัสในช่วงฤดูหนาวก็อันตรายกับทารกและเด็กเล็กเช่นกัน โดยกลุ่มโรคไวรัสที่มีการแพร่กระจายได้มากในช่วงฤดูหนาว ได้แก่

โรคสุกใสหรือโรคอีสุกอีใส

อีสุกอีใสเป็นโรคที่มักเกิดในช่วงฤดูหนาวถึงช่วงต้นฤดูร้อน พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้มีภูมิต้านทานโรคต่ำที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส และหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษ หากติดโรคอีสุกอีใสจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

การติดต่อของโรคอีสุกอีใส

ติดต่อผ่านการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือแม้แต่การสัมผัสถูกของใช้ที่เปื้อนตุ่มน้ำของคนที่เป็นสุกใส ก็สามารถทำให้ติดโรคได้

อาการสำคัญของโรคอีสุกอีใส

  • มีไข้ต่ำ ๆ
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • เกิดผื่นคัน
  • มีตุ่มน้ำใส ๆ ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ไรผม แล้วกระจายไปยังใบหน้า ลำตัว แผ่นหลัง
  • บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อยเกิดอาการเจ็บคอ

ระยะเวลาของโรคจากเริ่มมีตุ่มจนเป็นสะเก็ด ประมาณ 6-7 วัน ตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อย ๆ หายภายใน 1-3 สัปดาห์ โดยโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่หายได้เอง แต่เชื้อจะไม่หายไปจากร่างกาย ยังคงอยู่ในเส้นประสาท ดังนั้น เมื่อร่างกายอ่อนแอจะแสดงอาการออกมาในโรคงูสวัด เมื่อเป็นโรคควรหยุดงาน พักผ่อน ดื่มน้ำให้มาก ส่วนเด็ก ๆ หากมีอาการผิดปกติให้หยุดเรียนเพื่อสังเกตอาการและป้องกันการแพร่เชื้อต่อไป

โรคหัด

หัดเกิดจากเชื้อไวรัสรูบิโอลา (rubeola virus) เกิดได้กับทุกวัย พบบ่อยในเด็กอายุ 2-14 ปี แต่ไม่ค่อยพบในทารกที่อายุน้อยกว่า 6-8 เดือน เพราะมีภูมิต้านทานที่ได้รับจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โรคนี้พบได้ตลอดปี ส่วนมากเกิดในช่วงฤดูหนาวจนถึงต้นฤดูร้อน

การติดต่อของโรคหัด

โรคหัดติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมาก โดยการไอ จาม หายใจรดกัน หรือใช้สิ่งของร่วมกัน เพราะเชื้อพบมากในน้ำลายของผู้เป็นโรค

อาการสำคัญของโรคหัด

7 วันหลังร่างกายได้รับเชื้อโรคหัดเข้าไปจึงเริ่มมีอาการ ดังนี้

  • ช่วงแรกอาการคล้ายไข้หวัด และมีไข้สูงตลอดเวลา แม้จะทานยาลดไข้ก็ไม่ช่วย
  • อ่อนเพลีย
  • ซึมลงหรือกระสับกระส่าย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำมูกใส
  • ไอแห้ง
  • น้ำตาไหล
  • ไม่สู้แสง หนังตาบวม
  • อาจถ่ายเหลวบ่อยเหมือนท้องเดิน
  • ทารกจะร้องกวน
  • ระวังอาการชักจากไข้

หลังจากไข้สูง 3 ถึง 4 วัน ผื่นเริ่มขึ้น ลักษณะผื่นเป็นจุดแดงเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด ที่บริเวณตีนผม ซอกคอก่อนเป็นอันดับแรก แล้วลามไปตามใบหน้า ลำตัวและแขนขา ทำให้ผิวหนังโดยรอบเป็นสีแดงระเรื่อ อาจจะคันเล็กน้อย ผื่นจะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วันผื่นจางลง มักเปลี่ยนเป็นสีคล้ำในช่วงแรก

อันตรายจากภาวะแทรกซ้อน

ปกติแล้วโรคนี้จะหายได้เอง ยกเว้นเด็กขาดสารอาหาร ร่างกายอ่อนแอ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบ และโรคอุจจาระร่วง มักพบหลังผื่นขึ้นหรือเมื่อไข้ทุเลาแล้ว ส่วนโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้คือ โรคสมองอักเสบ ขณะที่เป็นโรคหัดยังทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เพิ่มโอกาสเป็นวัณโรคปอดง่ายขึ้น

เมื่อพบว่าลูกมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม และฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ซึ่งต้องฉีดให้เด็กที่อายุระหว่าง 9 ถึง 12 เดือน ฉีดเพียงครั้งเดียวสามารถป้องกันโรคหัดได้ตลอดไป และให้ฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 4 ถึง 6 ปี

โรคผิวหนังหน้าหนาว
โรคหน้าหนาวที่ต้องระวัง

โรคหัดเยอรมัน

หัดเยอรมัน เกิดจากเชื้อไวรัสรูเบลล่า (Rubella) มักพบการระบาดในโรงเรียน โรงงาน สถานที่ ทำงาน โดยเชื้อส่วนมากอยู่ในน้ำมูกและน้ำลาย ผู้ติดเชื้อส่วนมากมักไม่มีอาการหรือพบอาการเล็กน้อย ข้อควรระวังคือหญิงตั้งครรภ์หากติดเชื้อโรคหัดเยอรมันในช่วงอายุครรภ์ 3 ถึง 4 เดือนแรก จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ อาจทำให้ลูกคลอดออกมาพิการได้

การติดต่อของโรคหัดเยอรมัน

เชื้อมักอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย จึงติดต่อกันได้ง่ายเช่นเดียวกับโรคหัด ติดได้ด้วยการไอ จาม หรือสัมผัสน้ำมูกน้ำลายที่มีเชื้อหัดเยอรมันอยู่ โดยเชื้อจะมีชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้ถึง 1 ปี เมื่อติดเชื้อแล้วจะใช้เวลา 14-21 วัน จึงเริ่มเกิดอาการ

อาการสำคัญของโรคหัดเยอรมัน

  • ในเด็กโตจะเริ่มจากต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณหลังหู ท้ายทอยและด้านหลังของลำคอ มีไข้ ปวดศีรษะ มีอาการคล้ายเป็นหวัด อาจเจ็บคอร่วมด้วย เมื่อมีไข้ประมาณวันที่ 3 จะมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นแบนราบ สีชมพูจาง ๆ ผื่นขึ้นที่ใบหน้าแล้วลามไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง เห็นชัดเจนบริเวณแขนขาจะหายไปในเวลา 1 ถึง 2 วัน แล้วสีของผิวหนังจะกลับเป็นปกติ ในเด็กอาจไม่มีไข้ หรือไม่มีอาการอื่นมาก่อน
  • อาการของผู้ใหญ่ จะคล้ายที่พบในเด็ก แต่ผู้ใหญ่จะมีไข้สูงกว่า ผู้หญิงอาจมีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมด้วย

ส่วนโรคแทรกซ้อนที่อันตรายคือ สมองอักเสบ และข้อนิ้วมื้อนิ้วเท้าอักเสบ

อันตรายจากการติดเชื้อโรคหัดเยอรมันของทารกในครรภ์

ทารกที่ติดเชื้อในครรภ์อาจมีอวัยวะผิดปกติได้ตั้งแต่กำเนิด ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ หากติดเชื้อในช่วง 4 สัปดาห์แรกของอายุครรภ์ พบว่าทารกมีโอกาสเกิดความพิการได้สูงถึงร้อยละ 50 ถ้าติดเชื้อในช่วงอายุครรภ์ที่ 5 ถึง 8 สัปดาห์ ทารกมีโอกาสเกิดความพิการได้ประมาณหนึ่งในสี่หรือร้อยละ 25 และถ้าติดเชื้อในช่วงใกล้คลอดคืออายุครรภ์ที่ 9 ถึง 12 สัปดาห์ ความพิการของทารกมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 8 ความพิการที่พบบ่อย ได้แก่ ความพิการทางตา เช่น ตาต้อกระจก ต้อหิน ความพิการที่หัวใจ หูหนวก ศีรษะเล็ก โครงสร้างสมองผิดปกติ ตัวเล็ก พัฒนาการช้า ตับโต ม้ามโต ตัวเหลือง มีจ้ำเลือดตามตัว และเกล็ดเลือดต่ำ

โรคหัดเยอรมันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งอยู่ในวัคซีนรวม 3 โรค วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR) คือสามารถป้องกันโรคคางทูม โรคหัด และโรคหัดเยอรมัน ฉีดเข็มแรกให้กับเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดเข็มที่สองเมื่อเด็กอายุ 4-6 ปี

สำหรับหน้าหนาวนี้ ควรสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง และหมั่นดูแลคนในครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกหรือเด็กเล็ก หากพบว่ามีสัญญาณของอาการเจ็บป่วย ควรพาไปหาหมอเพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธีให้เร็วที่สุด

อ้างอิงข้อมูล : กรมการแพทย์ และ pidst.or.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อ่วม WHO เผยโรคหัด หัดเยอรมัน คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกพุ่ง!!

โรค G6PD คือ อะไร อันตรายกับลูกแค่ไหน พ่อแม่ควรรู้!

Rhinovirus แตกต่างจาก RSV อย่างไร ระวังลูกเป็นโรคทางเดินหายใจ