สอนลูกหวงตัว

แนะพ่อแม่! สอนลูกหวงตัว “รู้จักสิทธิของตัวเรา” ป้องกันลูกถูกทำร้าย

ด้วยรักจากแม่ “พลอย พลอยพรรณ” เผยคำสอนลูกเรื่อง “สิทธิของตัวเรา” สอนลูกหวงตัว รู้จักวิธีป้องกันตัว หลังมีข่าวดังครูทำร้ายเด็กนักเรียน

สอนลูกหวงตัว รู้จักสิทธิของตัวเรา
ป้องกันลูกถูกทำร้าย!

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดัง ที่หลายๆ คนให้ความสนใจ กับข่าวครูพี่เลี้ยง (ครูจุ๋ม) ของโรงเรียนดังแห่งหนึ่งแถวนนทบุรี ที่ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนอนุบาล ซึ่งก็มีคลิปและเรื่องราวต่างๆ ออกมาแฉถึงพฤติกรรมอันร้างแรงของครูโรงเรียนนี้อย่างมากมาย ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนตื่นตัว และเป็นกังวลกลัวว่าเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นกับลูกของตนเอง และหนึ่งในนั้นก็คือคุณแม่พลอย พลอยพรรณ อดีตภรรยาของ คุณปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล ก็ได้ออกมาโพสต์ไอจีสอนลูกชายทั้งสองคนถึงวิธีป้องกันตัว รู้จักสิทธิของตัวเรา เพื่อป้องกันลูกถูกทำร้าย

โดยคุณแม่พลอย ได้ลงรูปข้อความรูปภาพว่า…

“จากข่าวครูจุ๋ม เมื่อวันก่อนด้วยความเป็นห่วงลูกเลยต้องสอนลูกเรื่องสิทธิของตัวเรา ร่างกายคือสมบัติของเรา ห้ามให้ใครทำร้ายหรือจับต้องตัวเราโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด!!! (ยกเว้นเวลาแม่ตีตอนดื้อมาก)
ไม่ว่าเป็นสถานะที่ใด เวลาใด เราสามารถป้องกันตัวเองเบื้องต้นโดยการบอกให้เค้า “หยุด!!! อย่า…กระชาก/ตี/ผลัก(ปฏิบัติต่อเราอย่างรุนแรง)….ครับ” เจอแม่ให้รีบบอกแม่ให้เร็วที่สุด ถึงจะโดนขู่อะไรมาก็ต้องบอก ห้ามกลัว (เพราะแม่น่ากลัวกว่าแน่นอน) แม่จะได้รีบหาทางแก้ปัญหาได้
และในทางกลับกัน…เราก็ไม่มีสิทธิทำร้ายผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ด้อยกว่าเรา ไม่ว่าจะร่างกายหรือสิ่งของใดๆก็ตาม ถึงแม้ลูกเป็นลูกของแม่ หากลูกกระทำผิด แม่จะไม่ปกป้อง ลูกจะต้องเรียนรู้ผลกระทบที่จะตามมาเพื่อที่จะไม่ทำอีก ตามนั้น…รักลูกให้ถูกทาง”

พร้อมกับเขียนแคปชั่นว่า “แม่ตามไปปกป้องลูกตลอดไม่ได้ หน้างานลูกช่วยตัวเองอะไรได้ทำไปก่อนนะลูก….รัก จาก…แม่”

สอนลูกหวงตัว

ซึ่งจากวิธี สอนลูกหวงตัว ให้ลูกรู้จักสิทธิของตัวเรา ป้องกันลูกถูกทำร้าย ที่คุณแม่พลอยได้โพสต์ไปนั้น ก็มีชาวเน็ตเข้ามากดไลค์ พร้อมให้กำลังใจคุณแม่ที่ต้องคอยดูแลปกป้องลูกในสถานการณ์ต่างๆมากมาย

อย่างไรก็ตามสำหรับการสอนลูกให้รู้จักหวงตัว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรสอนลูกน้อยไว้ เพราะอย่างที่คุณพลอยกล่าวไปข้างต้นคือ พ่อแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา การรู้จักป้องกันตัว สอนลูกหวงตัว หรือสอนให้ลูกรู้จักเรื่องสิทธิของตัวเรา ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยลูกให้เสี่ยงอันตรายน้อยลง เมื่อเจอภัยจากผู้ไม่หวังดีในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่มีพ่อแม่คอยปกป้อง

สอนลูกหวงตัว

สิทธิและเสรีภาพในตัวเราเอง เรื่องที่พ่อแม่ควรบอกลูกให้รู้!!

คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนเรื่อง สิทธิของตัวเรา สอนลูกหวงตัว ห่วงร่างกาย สอนลูกปกป้องตัวเอง โดยบอกลูกว่าเราทุกคนเกิดมามีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของเรา ใครจะมาทำร้ายเราไม่ได้ และถ้าหากว่าเราถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและถูกต้องถูกลงโทษก็ต้องมีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมจนมีการพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด จึงจะถูกลงโทษตามกฎหมาย เราเป็นนายตัวเราเองใครจะมาบังคับกะเกณฑ์ให้เราทำสิ่งต่างๆ หรือบังคับใช้แรงงานเราตามอำเภอใจไม่ได้

ทั้งนี้หากพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูก อาจต้องปล่อยลูกไว้ตามลำพัง ก็นับเป็นการเสี่ยงต่ออันตรายมาก โดยเฉพาะอันตรายจากบุคคล ซึ่งอาจเป็นบ่อเกิดไปถึงเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กได้ จึงควรมีการสอนให้เด็กรู้จักป้องกันตนเองในระดับหนึ่ง เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์เสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้  เช่น

  • ก่อนจะไปที่ไหนควรบอกให้ผู้ใหญ่รับรู้ไว้ด้วยว่าไปที่ไหน กับใคร อย่างไร และจะกลับเมื่อไรและอย่าเปลี่ยนจุดหมายโดยไม่แจ้งพ่อแม่ก่อน
  • ควรให้ลูกมีเพื่อนไปไหนด้วยเพื่อความปลอดภัย
  • บอกลูกว่าอย่าใจอ่อน ไว้ใจ เชื่อใจ หรือรับของจากคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่น่าไว้ใจ แม้คนผู้นั้นจะแสดงท่าทางเป็นมิตรก็ตาม
  • เมื่อมีคนมาแตะต้องตัว ถ้าลูกไม่ชอบสัมผัสนั้นก็ไม่ควรยินยอม ต้องออกปากห้ามและเล่าให้ผู้ใหญ่ที่ไว้ใจรับทราบ
  • เมื่อเกิดปัญหาให้รีบบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ แม้ในครั้งแรกผู้ใหญ่อาจไม่ฟังหรือไม่เชื่อต้องพยายามจนกว่าผู้ใหญ่จะรับฟังและช่วยเหลือ หรือบอกผู้ใหญ่คนอื่นที่เราคิดว่าจะช่วยเราได้

>> ลูกโดนรังแก บ่อยควรสอนให้สู้ไม่ถอย หรือหนีเอาตัวรอดเป็น

>> ลูกหลงทาง ป้องกันด้วย 7 วิธีง่ายๆ

สำหรับพ่อแม่เอง ก็สามารถช่วยป้องกันเด็กๆ จากอันตรายได้ เช่น

  • พ่อแม่ควรจะรู้อยู่เสมอว่าขณะนี้ลูกอยู่กับใคร ที่ไหน และกำลังทำอะไรอยู่
  • ให้เวลาลูก ตั้งใจฟังทุกเรื่องที่ลูกเล่า ชวนให้ลูกเล่าเรื่องต่างๆ ปรึกษาปัญหากับพ่อแม่เสมอๆ เพื่อที่ลูกจะได้ไม่มีความลับต่อพ่อแม่
  • พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการล่วงเกินทางเพศกับลูกบ้างและสอนให้ลูกรู้จักการระวังป้องกันตัวเอง

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว มีการสื่อสารต่อกันในทุกเรื่อง และ พ่อแม่มีเวลาให้กับลูกเพียงพอกับความต้องการ เมื่อลูกมีปัญหาสามารถปรึกษากับพ่อแม่ได้ สิ่งเหล่านี้ก็นับว่าเป็นวัคซีนเกราะป้องกันอันตรายจากสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดีแล้ว


ขอบคุณรูปจากไอจี : @purploy

ขอบคุณข้อมูลจาก :  www.thaichildrights.orgsites.google.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ความสัมพันธ์ในครอบครัว สำคัญมากต่ออนาคตลูก

นี่คือ 12 สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำกับลูก!

9 วิธีสอนลูกไม่ให้แกล้งเพื่อน หรือไปทำร้ายคนอื่น

6 ข้อสอนลูกเป็น คนดี มีภูมิคุ้มกัน ชีวิตพบแต่ความสุข

 

คนละครึ่ง

พ่อแม่เตรียมพร้อม! 1 ต.ค.นี้ รัฐแจก คนละครึ่ง 3,000 บาท

โครงการ “คนละครึ่ง” โครงการที่รัฐบาลแจกเงิน 3,000 บาท ให้ประชาชนได้นำไปจับจ่ายใช้สอยฟรี ๆ โครงการนี้มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง? ลงทะเบียนอย่างไร? พ่อแม่มาเช็คสิทธิกันได้ที่นี่

พ่อแม่เตรียมพร้อม! 1 ต.ค.นี้ รัฐแจก คนละครึ่ง 3,000 บาท

เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย ในวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 21/2563 ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง 2 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 2. โครงการคนละครึ่ง โดยโครงการคนละครึ่งนั้น ทางรัฐบาลจากแจกเงินจำนวน 3,000 บาท ให้แก่ประชาชนจำนวน 10 ล้านสิทธิทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ออกมาจับจ่ายใช้สอย โดยมีรายละเอียดดังนี้

ได้เงิน 3,000 บาท มาใช้ได้ทันทีเลยหรือไม่?

ผู้ที่ได้รับสิทธิจะไม่ได้รับเงินเป็นจำนวน 3,000 บาทเป็นเงินสดในก้อนเดียว แต่จะได้รับคูปองส่วนลด 50% ในการซื้อสินค้าจากร้านค้าหาบเร่ แผงลอยที่ร่วมรายการ แต่คูปองส่วนลด 50% นี้ จะมีมูลค่าไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน ยกตัวอย่างเช่น

  • กรณีที่ 1 ผู้ที่ได้รับสิทธิไปซื้อสินค้ามูลค่า 200 บาท เราต้องจ่ายเอง 100 บาท รัฐบาลจ่ายให้ 100 บาท ทำให้โควต้าในการซื้อสินค้าของผู้รับสิทธิเหลือ 50 บาท ในวันนั้น ผู้รับสิทธิก็จะสามารถไปซื้อสินค้าชิ้นอื่นได้ แต่ไม่ว่าสินค้าชนิดนั้นจะมีมูลค่าเท่าไหร่ ก็จะหักส่วนลดได้เพียง 50 บาท
  • กรณีที่ 2 ผู้รับสิทธิไปซื้อสินค้ามูลค่า 400 บาท เราต้องจ่ายเอง 250 บาท รัฐบาลจะจ่ายให้ 150 บาทเท่านั้น เพราะคูปองส่วนลดแต่ละวันมีมูลค่าไม่เกิน 150 บาท

คูปองส่วนลด 50% นี้ ผู้ได้รับสิทธิจะสามารถใช้คูปองได้ 20 วัน (150 บาท x 20 วัน = 3,000 บาท) โดยจะต้องเริ่มใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายใน 14 วันหลังจากวันที่ได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิหรือวันที่เปิดให้เริ่มใช้จ่ายตามโครงการ มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิและไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก โดยสิทธิที่ถูกตัดจะนำไปเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ และคูปองทั้งหมดจะต้องใช้ภายในวันที่ 23 ต.ค. 2563 – 31 ธ.ค. 2563 เท่านั้น

www.คนละครึ่ง.com
www.คนละครึ่ง.com

เปิดให้ลงทะเบียนเมื่อไหร่?

  • ร้านค้า เปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยเข้าไปลงทะเบียนที่ www.คนละครึ่ง.com เงื่อนไข คือ ต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย ประเภทของกิน-ของใช้ เช่น ร้านอาหารในตลาด ร้านโชห่วย หรือ ร้านธงฟ้า ส่วนร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นนิติบุคคล เช่น ร้านสะดวกซื้อ รัฐบาลจะไม่เปิดให้เข้าร่วมโครงการ โดยร้านค้าที่ลงทะเบียนต้องโหลดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
  • ประชาชนทั่วไป เปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 16 ตุลาคม 2563 เวลา 06.00-23.00 น. โดยเข้าไปลงทะเบียนที่ www.คนละครึ่ง.com จำนวน 10 ล้านคน หากวันแรกไม่เต็ม จะเปิดรับวันต่อ ๆ ไปจนเต็มตามจำนวนที่กำหนด

คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ

  • มีบัตรประจำตัวประชาชน และเป็นบุคคลสัญชาติไทย
  • อายุตั้งแต่ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
  • ต้องไม่ใช่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • จำกัดจำนวนไม่เกิน 10 ล้านคน หรือจนกว่าสิทธิจะหมด

วิธีการใช้แอปฯ เป๋าตัง สำหรับโครงการคนละครึ่ง

เป๋าตัง
เป๋าตัง

เมื่อเข้าไปลงทะเบียนขอรับสิทธิ และได้รับ SMS แจ้งยืนยันสิทธิ ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” และเข้าไปยืนยันตัวตนและผูก G-Wallet ก่อนใช้งาน และก่อนซื้อสินค้าให้เติมเงินเข้าไปในแอปพลิเคชั่นเป๋าตังก่อน เพราะทุกการใช้จ่ายจะต้องจ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตังเท่านั้น ไม่สามารถจ่ายเป็นเงินสดได้

วิธีจ่ายเงินและวิธีการใช้คูปองคนละครึ่ง

  1. เติมเงินเข้าไปในแอปฯ เป๋าตัง โดยกด “เติมเงินเข้า G-Wallet” ผู้ใช้สามารถเติมเงินเข้า G-Wallet ได้ 3 ช่องทาง คือ
    • ผ่าน Mobile Banking
    • ผ่าน QR Code พร้อมเพย์
    • ผ่านตู้ ATM
  2. นำไปซื้อสินค้าที่ต้องการ เมื่อต้องจ่ายเงิน ให้เปิดแอปฯ เป๋าตัง เข้าเมนู คนละครึ่ง เพื่อใช้สิทธิ แล้วกดไอคอน “สแกน QR เพื่อใช้คูปอง” นำไปสแกนที่ QR Code ของร้านค้า
  3. ตรวจสอบยอดชำระเงินพร้อมกดปุ่ม ยืนยันการชำระเงิน

กระทรวงการคลัง คาดว่าโครงการนี้ จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย และช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสำหรับประชาชน การได้รับสิทธิคนละครึ่ง ก็จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหาร และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพได้ไม่มากก็น้อย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

บัตรทอง 2563 พ่อแม่มีสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง อัปเดตได้ที่นี่

สิทธิทันตกรรม ที่พ่อแม่ และทุกครอบครัวควรรู้

สิทธิประกันสังคม กรณีคลอดบุตร ทั้งหมดที่แม่ท้องควรรู้!

เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน จะได้สิทธิ์หรือไม่ เช็กเลย!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.คนละครึ่ง.com, www.thairath.co.th, kapook.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีดูแลผิวแห้ง

ลูกน้อยผิวแห้งมาก ดูแลอย่างไรดี ?

ลูกวัยทารก เด็กเล็ก จะมีผิวที่บอบบาง ระคายเคือง แพ้ง่ายมาก ซึ่งหากคุณแม่ปล่อยให้ผิวลูกขาดการบำรุงอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบที่ตามมาก็คือ เกิดอาการคันผิว ลอกเป็นขุย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบรุนแรงตามมาได้ค่ะ

 

ปัญหาลูกผิวแห้งเกิดจากอะไร

ลักษณะผิวทารก เด็กเล็ก จะอ่อนโยน บอบบางมาก เนื่องด้วยโครงสร้างผิว และชั้นเซลล์ของผิวยังไม่หนาแน่นแข็งแรงมากพอ ทำให้ผิวมีโอกาสแห้งง่ายกว่าปกติ ซึ่งการปล่อยให้ผิวแห้งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ผิวลูกน้อยจะเริ่มขาดความชุ่มชื่น น้ำหล่อเลี้ยงผิวจะค่อยๆ สูญเสียไป ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวลอก แตกเป็นขุย แห้งกร้าน

ดังนั้นการดูแลผิวพรรณลูกน้อย เพื่อไม่ให้ผิวถูกทำร้ายจนสูญเสียความชุ่มชื้น จนผิวเสียแห้งมาก แนะนำคุณแม่ว่าควรต้องดูแลใส่ใจถนอมผิวลูกให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ไม่ว่าจะเป็นจากอากาศ(ร้อน , เย็น) การอาบน้ำ(อุณหภูมิน้ำ) และการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวลูก

วิธีดูแลผิวแห้ง

วิธีดูแลผิวแห้ง ฟื้นฟูผิว ให้กลับมาแข็งแรง สุขภาพดี

ลูกน้อยผิวแห้งมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวแห้งมาก ฉะนั้นเพื่อปกป้องดูแล ฟื้นฟูผิวให้มีสุขภาพดี แข็งแรง คงความชุ่มชื้น ไม่แห้ง คุณแม่ต้องดูแลผิวลูกตั้งแต่ขั้นตอนการอาบน้ำนะคะ  

1. อาบน้ำที่อุณหภูมิเหมาะสมกับสภาพผิว

การให้ลูกอาบน้ำอุ่นจัด หรืออาบน้ำอุ่นทุกวันๆ ละ 2 ครั้งเช้า เย็น จะยิ่งทำให้ไขมัน และน้ำหล่อเลี้ยงผิวสูญเสียไปค่ะ แนะนำให้ลูกอาบน้ำในอุณหภูมิปกติ ซึ่งหากในวันที่อากาศเย็น อาจให้อาบน้ำอุ่นได้ แต่ต้องไม่อุ่นจัดมากไป ในกรณีเด็กทารกที่ต้องผสมน้ำให้อาบน้ำ อุณหภูมิน้ำอาบควรอยู่ที่ประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส (ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดเพื่อแสดงผลที่แม่นยำ) ทั้งนี้หากลูกไม่สบาย แต่ยังสามารถอาบน้ำให้ได้ อาจเหลือการอาบน้ำแค่วันละครั้ง หรือใช้วิธีเช็ดตัวแทนได้ค่ะ

วิธีดูแลผิวแห้ง

2. อาบน้ำวันละครั้ง

ในเด็กวัยทารก หรือเด็กเล็กที่มีผิวแห้งมาก เพื่อไม่ให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นไป อาจลดการอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง เหลือเพียงแค่อาบน้ำวันละครั้งก็พอค่ะ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นของผิวลูกวัยทารก

 3. ใช้สบู่อาบน้ำสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวเด็ก

แนะนำคุณแม่ว่าการดูแลผิวลูกในขั้นตอนอาบน้ำสำคัญมาก การใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ไม่เหมาะสมกับผิวของเด็กๆจะยิ่งทำให้ผิวถูกทำร้ายจนขาดความชุ่มชื่น ส่งผลให้ผิวแห้ง เพื่อป้องกันผิวไม่ให้แห้ง และในเด็กที่มีปัญหาผิวแห้ง ผิวแห้งมาก ควรใช้เป็นเจลอาบน้ำสูตรอ่อนโยน ปรับสภาพผิวให้สมดุลเป็นกรดอ่อนๆ เหมาะสำหรับผิวเด็ก ผิวบอบบางแพ้ง่าย ปราศจากสารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต และสารโซเดียม ลอริเอท ซัลเฟต ซึ่งสารเหล่านี้มักจะมีอยู่ในสบู่ครีมหรือเจลอาบน้ำทั่วๆ ไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ค่ะ

วิธีดูแลผิวแห้ง

4. ใช้โลชั่นทาผิว สูตรเฉพาะผิวแห้ง แพ้ง่าย หลังอาบน้ำทุกครั้ง

วิธีดูแลผิวหลังอาบน้ำ สำหรับเด็กที่มีปัญหาผิวแห้งมาก เพื่อเป็นการดูแลถนอมผิวให้ผิวกลับมาแข็งแรง สุขภาพดี คุณแม่ควรใช้เป็นโลชั่นที่มีคุณสมบัติแก้ไขปัญหาผิวแห้งมากเป็นพิเศษ แนะนำให้ใช้ อีเซอร์ร่า โลชั่น Ezerra Lotion เป็นโลชั่นเนื้อครีมเข้มข้นสำหรับเด็กที่มีปัญหาผิวแห้งมาก ใช้ทาผิวทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จ จะช่วยเพิ่มเติมความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิวแห้งให้ค่อยๆ ชุ่มชื่น เนียนนุ่มขึ้น

อีเซอร์ร่า โลชั่น มีสารสำคัญที่จัดการกับสภาพผิวแห้งมากโดยเฉพาะ นั่นคือ สติมูเท็กเอเอส และแซคคาไรด์ ไอโซเมอเรท สูตรเฉพาะของอีเซอร์ร่า และเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการใช้ อีเซอร์ร่า โลชั่น คุณแม่ควรทาโลชั่นทั่วผิวทุกส่วนของร่างกายลูกทุกครั้งหลังอาบน้ำภายใน 3 นาทีค่ะ

การดูแลผิวแห้งมากของลูกน้อย ถ้ามีตัวช่วยที่ดีๆ อย่าง “อีเซอร์ร่า โลชั่น” คุณแม่หมดกังวลเรื่องลูกมีผิวแห้งและไวต่อการกระตุ้นไปได้เลยค่ะ ผิวลูกน้อยจะมีความแข็งแรง สุขภาพดี เนียนนุ่ม น่าสัมผัส น่ากอดมากค่ะ 

 

อีเซอร์ร่า โลชั่น Ezerra Lotion

วิธีดูแลผิวแห้ง

วิตามินดี

วิตามินดี…ดี๊ดีกว่าที่คิด!! รวม 5 อาหารที่มีวิตามินดีสูง

วิตามินดี เป็นวิตามินที่มักจะถูกมองข้าม เนื่องจากรับได้จากการสัมผัสแสงแดดอ่อน ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าอาหารก็มีวิตามินดีไม่แพ้แสงแดด?

วิตามินดี…ดี๊ดีกว่าที่คิด!! รวม 5 อาหารที่มีวิตามินดีสูง

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า วิตามินดี (vitamin D) เป็น 1 ในวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายลูกน้อย แต่วิตามินนี้ กลับถูกละเลย เพราะเข้าใจว่าวิตามินดีสามารถสร้างขึ้นได้ในร่างกายหลังจากถูกแสงแดด แต่คุณพ่อคุณแม่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าลูกจะได้รับวิตามินดีที่เพียงพอ เพราะในบางวันเราก็ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน โดยเฉพาะช่วงที่มีทั้งฝุ่นและโรคอยู่นอกบ้านอย่างนี้ ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน (อ่านต่อ สารอาหาร 11 ชนิด ที่จำเป็นสำหรับ “ทารกแรกเกิด – 2 ปี”) จึงควรให้ลูกทานอาหารที่มีวิตามินดีสูงควบคู่กันไปด้วย โดยในช่วงวัยเด็ก ร่างกายของลูกน้อยต้องการวิตามินดี 400 – 600 IU (10-15 ไมโครกรัม) ต่อวัน โดยปกติร่างกายของคนเราต้องได้รับวิตามินดีในปริมาณที่แนะนำ ดังนี้

วิตามินดี ปริมาณ
ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เด็กที่ไม่ค่อยโดนแดด ทาครีมกันแดด เด็กทารก เด็กที่รับประทานอาหารที่มีวิตามินดีน้อย และเด็กอ้วน มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี โดยเด็กที่ขาดวิตามินดี อาจก่อให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) ฟันผุขั้นรุนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ได้ เป็นเพราะว่า วิตามินดี เป็นส่วนสำคัญในการสร้างและซ่อมแซมกระดูกและฟัน เพราะมันจะช่วยทำให้กระบวนการทำงานของแคลเซียมเป็นไปอย่างสมบูรณ์ โดยช่วยในการดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ วิตามินดียังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (immune system) และต้านโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้อีกด้วย

วิตามินดีสำหรับเด็ก หาได้จากอาหารชนิดไหน?

วิตามินดี สำหรับเด็ก ๆ มีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ วิตามินดี 2 และวิตามินดี 3 (cholecalciferol) ได้มาจาก 2 ทาง คือ จากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี และการสัมผัสกับแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าประมาณ 15 นาที ดังนั้น มาดูอาหารที่มีวิตามินดี (ทั้ง 2 ชนิดนี้) สูงกันดีกว่า

อาหารที่มีวิตามินดีสูง
อาหารที่มีวิตามินดีสูง

5 อาหารที่มีวิตามินดีสูง เพื่อกระดูกและฟันที่แข็งแรง

  1. น้ำส้มคั้นสด

สารอาหารที่โดดเด่นในน้ำส้มคือวิตามินซี แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่วิตามินซีในน้ำส้มเพียงอย่างเดียวหรอกนะคะ  ในน้ำส้มยังมี วิตามินชนิดอื่น ๆ เกลือแร่ เส้นใยอาหาร และสารอาหารอื่น ๆ ที่หลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการติดรสหวาน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ทานน้ำส้มที่คั้นสด ๆ โดยไม่จำเป็นต้องปรุงน้ำตาลหรือเกลือ เพราะในส้มมีน้ำตาลอยู่ในตัวผลอยู่แล้ว นอกจากวิตามินที่อยู่ในน้ำส้ม การทานน้ำส้ม ยังมีคุณประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ช่วยป้องกันการเป็นหวัดและท้องผูกได้ สิ่งที่สำคัญคือ ควรให้ลูกทานน้ำส้มเมื่อลูกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไปเท่านั้น ไม่ควรป้อนน้ำส้มก่อนอายุ 6 เดือน และควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาคั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่อาจติดอยู่บริเวณเปลือกส้ม  เมื่อคั้นแล้วควรให้ลูกทานทันที เพราะจะยังคงสารอาหารที่อยู่ในส้มได้ครบถ้วน

อ่านต่อ เผยเคล็ดลับ! วิธีเลือกส้มหวาน อร่อย ไม่เปรี้ยว ไม่ฟ่าม

2. ปลาแซลมอน

เนื้อปลาแซลมอนเพียง 85 กรัมมีวิตามินดีสูงถึง 10-18 ไมโครกรัม นอกจากวิตามินดีแล้ว ในปลาแซลมอนยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 โปรตีน วิตามินบี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย นอกจากจะสามารถพบวิตามินดีในปลาแซลมอนแล้ว เราสามารถพบใน ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาเทราต์ ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน ด้วยเช่นกัน การทานปลาและอาหารทะเล คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกเริ่มทานเมื่ออายุเกิน 1 ขวบขึ้นไปเท่านั้น เพราะการทานอาหารทะเลก่อนวัยที่เหมาะสม อาจทำให้ลูกเสี่ยงต่อการแพ้อาหารได้ และมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าเนื้อปลาและสัตว์ทะเลมีเปลือก เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง และปลาทูน่ากระป๋อง อาจมีสารปรอทซึ่งเป็นสารเคมีที่อันตรายต่อร่างกายตกค้างอยู่แม้จะพบในปริมาณน้อยก็ตาม คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ลูกบริโภคเนื้อปลาอย่างหลากหลาย และไม่ควรบริโภคเนื้อปลาเกินสัปดาห์ละ 340 กรัม เพื่อป้องกันการรับสารเคมีตกค้างอย่างปรอทเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอันตรายได้

3. เห็ด

เราสามารถพบวิตามินดี 2 ได้ในเห็ด การทานเห็ดในปริมาณ 85 กรัม จะทำให้เราได้รับวิตามินดีสูงถึง 8 ไมโครกรัม เห็ดเป็นอาหารชนิดเดียวที่มีวิตามินดีจากแหล่งผลิตโดยตรง เพราะเห็ดสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากแสงแดดได้เอง เคล็ดลับในการทานเห็ดให้ได้ประโยชน์ที่สุด คือก่อนนำเห็ดมาทำอาหารให้นำเห็ดไปตากแดดไว้ซักพัก ไม่ต้องนานมาก เพื่อให้เห็ดได้สังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดด นอกจากสารอาหารที่มีมากมายในเห็ดแล้ว ยังสามารถนำเห็ดมาทำอาหารได้หลากหลายเมนูอีกด้วย เช่น ข้าวหน้าเห็ดรวม เห็ดเข็มทองซอสมะขาม เห็ดเข็มทองชุบแป้งทอด เป็นต้น

4. ไข่แดง

ไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูง หาได้ง่าย และเหมาะสมสำหรับทุกเพศ ทุกวัย เป็นแหล่งของแร่ธาตุและวิตามินอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 วิตามินอี วิตามินดี โฟเลต เลซิธิน ลูทีน ซีแซนทีนและโคลีนที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย โดยไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี และมีโปรตีนที่มีคุณภาพดีที่สุดโดยมีประสิทธิภาพในการดูดซึมสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ซึ่งมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 9 ชนิด ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาท กระตุ้นการทำงานของสมอง เสริมสมาธิและความจำ เด็กในแต่ละวัยจะบริโภคไข่ในปริมาณ ที่ต่างกัน ดังนี้

  • เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ให้เริ่มที่ไข่แดงต้มสุกวันละครึ่ง ถึง 1 ฟอง
  • เด็กอายุ 7 เดือนถึง 12 เดือน กินไข่ต้มสุกวันละครึ่งถึง 1 ฟอง
  • เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และเด็กวัยเรียนควรกินไข่วันละฟอง

อ่านต่อ วิธีดูไข่เก่าไข่ใหม่ เลือกอย่างไรให้ได้ไข่สด!

5. น้ำมันตับปลา

น้ำมันตับปลามีวิตามินเอและวิตามินดีสูงมาก น้ำมันตับปลามีคุณค่ามากมาย ทั้งช่วยเสริมสร้างกระดูกและช่วยเสริมสุขภาพ และยังช่วยบำรุงสุขภาพตาอีกด้วย ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่อย่าสับสนระหว่างน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลานะคะ น้ำมันตับปลาสกัดมาจากตับของปลาทะเล ในขณะที่น้ำมันปลาสกัดมาจาก หัว หนัง เนื้อ และหางของปลาทะเล น้ำมันทั้ง 2 ชนิดนี้ มีความแตกต่างในเรื่องของคุณค่าทางอาหาร โดยน้ำมันตับปลาจะอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินดี ส่วนน้ำมันปลานั้นจะอุดมไปด้วยโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6

อ่านต่อ รีวิวน้ำมันปลา เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้

น้ำมันตับปลา
น้ำมันตับปลา

จะเห็นได้ว่าอาหารทั้ง 5 ชนิดนี้ นอกจากจะได้ประโยชน์จากวิตามินดีที่มีอยู่ในอาหารแล้ว การทานอาหารเหล่านี้ ยังช่วยให้ลูกได้รับประโยชน์อื่น ๆ จากสารอาหารชนิดอื่น ๆ อีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กและทารก

หมอชี้!!ลูกขาด วิตามินซี อันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงเดินไม่ได้

เลิกเต้าไม่เศร้าใจ เผยเทคนิค หย่านม ทำได้ใน 10 วัน

วิธีทำให้สูง ด้วยเมนูอาหารวิเศษเสริมแคลเซียมวัยเบบี๋

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : webmd.com, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลสมิตเวช, medthai.com, กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เมนู อาหารลดน้ำหนัก แม่หลังคลอดผอมไว..ได้คุณค่า

ลดน้ำหนัก คำนี้เป็นเรื่องหนักใจสำหรับผู้หญิงเสมอ ยิ่งต้องลดหลังคลอดลูกด้วยแล้ว หยุดกังวล เรามีเมนู อาหารลดน้ำหนัก ที่ช่วยให้ผอมไว แถมยังดีต่อลูกน้อยอีกด้วย

เมนู อาหารลดน้ำหนัก แม่หลังคลอดผอมไว..ได้คุณค่า

น้ำหนักส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งท้องนั้น นอกจากจะทำให้คุณแม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องความสวยความงามแล้ว รู้หรือไม่ว่ายังเป็นปัญหาต่อสุขภาพของคุณแม่ที่จะส่งผลต่อในระยะยาว อาจส่งผลให้คุณแม่มีน้ำหนักเกิน ส่งผลเป็นโรคอ้วนในอนาคตได้

โรคอ้วน
โรคอ้วน

ถ้าหากคุณแม่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อผู้หญิงเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวของแม่ท้องควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 12-16 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์  หากดูแลอาหารให้เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างพอเหมาะก็จะสามารถลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ถ้าคุณแม่มีน้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์ก่อนอยู่แล้วหรือในระหว่างตั้งครรภ์น้ำหนักขึ้นมากกว่าที่แพทย์แนะนำ ก็อาจใช้เวลานานกว่าโดยทั่วไป และอาจยิ่งนานขึ้นหากคุณแม่ไม่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายมากพอ และแพทย์มักไม่แนะนำให้คุณแม่ลดน้ำหนักทันทีหลัง คลอด แต่ควรปล่อยให้ร่างกายฟื้นตัวกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และหลังได้รับการตรวจร่างกายหลังคลอด ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย ให้ความเห็นว่า โดยปกติน้ำหนักของแม่จะลดลงทันทีหลังคลอดประมาณ 6 กิโลกรัม และจะลดลงอีกเรื่อยๆเมื่อร่างกายขับน้ำส่วนเกินที่สะสมอยู่ออกไป

“สาเหตุที่บางครั้ง คุณแม่หลังคลอดเมื่อคลอดแล้วไม่ได้ผอมทันที ก็เพราะร่างกายยังเก็บสะสมสารอาหารเอาไว้เพื่อผลิตน้ำนมให้กับลูกในช่วง 6 เดือนแรก ทำให้ยังคงมีน้ำหนักเกินหรือมากกว่าก่อนตั้งครรภ์อยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปน้ำหนักก็จะค่อยๆลดลง”

แม่สุขภาพดีได้ด้วย อาหารลดน้ำหนัก ที่ดี
แม่สุขภาพดีได้ด้วย อาหารลดน้ำหนัก ที่ดี

การให้นมลูกมิใช่อุปสรรค

คุณแม่บางคนอาจคิดว่า การที่ต้องให้นมลูกนั้น จะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการลดน้ำหนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วรู้หรือไม่ว่า การให้นมลูกเป็นการลดน้ำหนัก ที่เป็นเทคนิควิธีธรรมชาติที่สามารถช่วยลดไขมันในร่างกายได้ เพราะการสร้างน้ำนมจะดึงเอาไขมันในร่างกายไปใช้ จากการวิจัยพบว่าการให้นมลูกสามารถช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ถึง 500-800 กิโลแคลอรีต่อวัน หากให้นมลูกอย่างต่อเนื่อง 4-6 เดือน ก็จะ ช่วยลดขนาดส่วนเกินของสะโพก หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขาได้เป็นอย่างดี และช่วยให้น้ำหนักกลับมาปกติได้เร็วขึ้น

อ่านต่อ วิธีฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด ให้กลับมาแข็งแรง สุขภาพดี

อาหารที่ควรทานหลังคลอด

สำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูก และต้องการลดน้ำหนักนั้น อาจจะต้องคำนึงถึงสารอาหารมากกว่าผู้ที่ลดน้ำหนักทั่ว ๆ ไปอยู่เสียหน่อย เนื่องจากว่าหากเราใช้วิธีอดอาหาร หรือทานอาหารที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีสารอาหารที่เพียงพอต่อลูกน้อย และนอกจากนั้นยังส่งผลให้ร่างกายของคุณแม่เองได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการดูแลลูกเล็ก เพราะในช่วงเวลานี้คุณแม่ต้องการพลังงานอย่างมากในการดูแลลูกน้อยที่ยังเล็ก หากเราอ่อนเพลียไปเสียก่อนก็จะทำให้ไม่สามารถดูแลลูกน้อยได้ตลอดทั้งวัน

อาหารลดน้ำหนัก เน้นคุณค่าทางโภชนาการ
อาหารลดน้ำหนัก เน้นคุณค่าทางโภชนาการ

พญ.พรรณพิมล ยังบอกด้วยว่า ช่วงที่ให้นมลูกร่างกายอาจต้องการอาหารที่มีแคลอรีเพิ่มขึ้น 300-500 กิโลแคลอรีต่อวัน จึงควรกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเลือกอาหารที่มีโอเมกา 3 สูง เช่น ถั่ว ไข่ และปลา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมและน้ำตาลสูง เลือกกินคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง จะช่วยให้อิ่มนานขึ้น นอกจากนี้ ยังควรกินอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนสูง เช่น นม โยเกิร์ต ถั่ว กล้วย ผักใบเขียว และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เน้นผักและผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ ให้วิตามิน และใยอาหารสูง ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้เร็ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมปริมาณแคลอรี

เมนูอาหารลดน้ำหนักหลังคลอด

ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว

เป็นที่รู้กันว่า วิธีการปรุงอาหารที่ดีต่อการลดน้ำหนัก นั่นคือ การปรุงด้วยวิธีการนึ่ง ยิ่งเป็นโปรตีนที่ได้จากปลาด้วยแล้ว ทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ย่อยง่าย และมีโอเมกา 3 สูงด้วย อาหารเมนู ปลากะพงนึ่งซีอิ๊วนี้จึงตอบโจทย์คุณแม่ที่ต้องการลดน้ำหนักหลังคลอดได้ดี เพราะให้สารอาหารครบทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน ไขมันต่ำ

ส่วนผสม (สำหรับ 1-2 ที่)

  1. น้ำเห็ดหอม 1/4ถ้วย
  2. ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  3. ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  4. เนยจืด 2 ช้อนชา
  5. พริกไทป่น 1 ช้อนชา
  6. ขิงหั่นแว่น 1/4 ถ้วย
  7. กระเทียมกลีบใหญ่ซอย 1/4 ถ้วย
  8. เห็ดหอมซอย 1/4 ถ้วย
  9. เนื้อปลากะพง 2 ชิ้น

วิธีทำ

  1. นำส่วนผสมในข้อ 1-5 มาผสมรวมกัน ตั้งไฟอ่อน
  2. เจียวขิงซอย และกระเทียม ด้วยน้ำมันแล้วพักไว้
  3. นำไปปลาไปนึ่ง 5 นาที จากนั้นราดน้ำซอสที่ปรุงไว้
  4. ตกแต่งด้วยกระเทียมเจียว ขิงเจียว ต้นหอมซอย พริกชี้ฟ้าซอย พร้อมทาน

สลัดผักสด กับน้ำสลัดโยเกิร์ตทำเอง 

เมนูสลัดผัก เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตของคนลดน้ำหนัก แต่ควรระวังส่วนที่ทำให้เมนูนี้ไม่เหมาะกับการลดน้ำหนัก นั่นคือ น้ำสลัด หากคุณแม่ต้องการลดน้ำหนัก ขอแนะนำให้ทานสลัดผักสด คู่กับ น้ำสลัดใส หรือน้ำสลัดโยเกิร์ตไขมันต่ำนี้ ก็จะช่วยให้การลดน้ำหนักของคุณแม่ได้ผล แถมการได้ทานผักสด นอกจากจะได้วิตามินจากผัก แล้วยังช่วยเรื่องการขับถ่ายได้ดี

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)

  1. บร็อกโคลีลวก 50 กรัม
  2. แครนเบอร์รี่ 30 กรัม
  3. อะโวกาโด หั่นเต๋า 1 ผล
  4. ผักร็อกเก็ต 50 กรัม
  5. บลูเบอร์รี่ 30 กรัม

ส่วนผสม น้ำสลัดโยเกิร์ต

  1. กรีกโยเกิร์ต 200 กรัม
  2. น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำเลมอน 1 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมน้ำสลัดโดย ใส่โยเกิร์ต น้ำผึ้ง น้ำเลมอน น้ำเปล่า เกลือเล็กน้อย คนผสมจนเข้ากัน พักไว้
  2. เตรียมชามสำหรับเสิร์ฟ ใส่บร็อกโคลี อะโวกาโด ผักร็อกเก็ต แครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่
  3. ราดน้ำสลัดที่เตรียมไว้ พร้อมทาน

แกงเลียงผักรวมกุ้งสด

หนึ่งในอาหารคู่บุญของคุณแม่ที่ให้นมลูก คงหนีไม่พ้น แกงเลียงผักรวม เพราะเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มน้ำนม บำรุงน้ำนม มีทั้งหัวปลี บวบเหลี่ยม ฟักทอง ใบแมงลัก ช่วยบำรุงเลือด ขับน้ำนม แล้วการทานผักที่ให้วิตามินสูงแบบนี้ ยังดีต่อสุขภาพคุณแม่ที่จะมีพลังงานเหลือไว้ดูแลลูกน้อยอีกด้วย

อาหารลดน้ำหนัก แกงเลียงกุ้งสด
อาหารลดน้ำหนัก แกงเลียงกุ้งสด

ส่วนผสม

  1. ฟักทอง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย
  2. บวบหอมอ่อน หั่นเป้นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย
  3. ข้าวโพดอ่อน 1/2 ถ้วย
  4. เห็ดชิเมจิ 1/4 ถ้วย
  5. เห็ดออนเร็นจิ 1/4 ถ้วย
  6. เห็ดเข็มทอง 1/4 ถ้วย
  7. ใบแมงลัก 2 ถ้วย
  8. กุ้งสด 4-5 ตัว
  9. น้ำเปล่าสำหรับลวกกุ้ง

เครื่องแกงเลียง

  • กุ้งแห้ง 1/2 ถ้วย
  • เนื้อกุ้งต้ม 1/2 ถ้วย
  • พริกไทยเม็ด 2-3 ช้อนโ๖ะ
  • หอมแดง 10 กัว
  • กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระชาย 3 แง่ง
  • พริกขี้หนูสวน 5-6 เม็ด

วิธีทำ

  1. เตรียมเครื่องแกงเลียง ให้นำเครื่องแกงเลียงที่เตรียมไว้มาโขลกรวมกัน โดยเริ่มจากโขลกกุ้งแห้งก่อน ตามด้วยพริกไทย กระชาย กะปิ หอมแดง กุ้งสด และพริกสด ตำให้พอละเอียด
  2. กุ้งสดนำไปล้างน้ำ ปอกเปลือก แล้วใช้กรรไกรตัดหัวเอาขี้กุ้งออก ตัดขากุ้งออกด้วย และผ่าหลังแบ่งเป็น 2 ชีกดึงเอาเส้นดำทิ้งไป
  3. จากนั้นเราก็จะนำกุ้งมาต้มในน้ำเดือดแค่พอกุ้งสุก (เพราะเราต้องการน้ำที่ได้จากการต้มกุ้งนี้ไปทำน้ำซุป) โดยกรองเอาน้ำไว้ด้วย
  4. พอได้กุ้งที่สุกแล้ว เราก็จะนำมาแกะเอาเปลือกกุ้งออก แต่ยังไม่ทิ้งเปลือกกุ้ง ถ้าสังเกตุให้ดีที่เปลือกกุ้งจะมีหัว และมันกุ้งติดอยู่ ให้นำเอาทั้งหมดนั้นมาปั่น แล้วละลายในน้ำต้มกุ้ง และใช้กระชอนกรองเอาส่วนที่ปั่นไม่ละเอียดทิ้งไป เราก็จะได้น้ำซุปกุ้งสดสุดแสนหวานมาทำแกงเลียง โดยไม่ต้องใช้ผงปรุงรสใดๆ มาช่วยเลย
  5. เมื่อได้น้ำซุปกุ้งสดมาแล้วก็นำใส่หม้อต้มให้เดือด พอน้ำแกงเดือดใส่เครื่องแกงเลียงลงไป
  6. พอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง ให้เตรียมผักลงใส่ตามลำดับความสุกช้าหรือเร็ว คือให้ใส่ผักที่เนื้อแข็งสุกยากลงไปก่อนแล้วค่อยตามด้วยผักที่สุกง่าย
  7. ปรุงรสด้วยน้ำปลาเล็กน้อย เติมไปชิมไป ให้ได้รสชาติที่เราต้องการ
  8. ท้ายสุดค่อยใส่ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์ของแกงเลียงไทย ใช้ทัพพีกดให้ใบแมงลักจมน้ำแกงให้หมด ปิดเตา พักไว้ 1 นาที คนให้ทั่วและตักใส่จานพร้อมทาน

อ่านต่อ อยากผอมต้องสูตรนี้!! 7 สูตร น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก สำหรับแม่หลังคลอด

อ่านต่อ ลดพุงหลังคลอด ง่ายๆ ด้วย 9 สูตรน้ำผักผลไม้ ทั้งไทยและญี่ปุ่น

สรุป

วิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก คือการควบคุมอาหาร ปรับพฤติกรรมการกิน เลือกทานอาหารที่มีคุณค่า เช่น ถั่ว ไข่ ปลา ข้าวกล้อง ทำให้เราอิ่มได้นาน และให้พลังงานสูงเพียงพอที่จะมีแรงดูแลลูกน้อย คุณแม่ก็จะได้ไม่ต้องทานจุกจิกที่ส่งผลไม่ดีต่อน้ำหนักของเราเลย การออกกำลังกาย ควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เช่น การนอนดึกเป็นประจำ ความเครียดสะสม ก็มีผลช่วยให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยให้ไขมัน แปรเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้นอีกด้วย หากทำได้ตามหลักเช่นนี้แล้ว การที่คุณแม่อยากมีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินอีกต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Pobpad.com / thairath.co.th /Goodlifeupdate

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่น สุดง่าย เห็นผลใน 5 วัน

ผักสวนครัว ผักเรียกน้ำนม ปลูกง่ายเมนูกระตุ้นน้ำนมสุดเจ๋ง!

แจกฟรี!!เมนูขิง เรียกนมแม่ หลากหลายทั้งคาว และหวาน

ลดน้ำหนักเด็กอ้วน ด้วย 10 เมนูอาหารจานเด็ด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จดทะเบียนสมรส

จดทะเบียนสมรส กับไม่จด จำเป็นแค่ไหน? เรื่องสำคัญต้องรู้ก่อนจรดปากกา

การแต่งงานที่เรียกได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในการที่คนสองคนได้ตกลงปลงใจในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว ยังอาจรวมถึงเรื่องการ จดทะเบียนสมรส ที่คู่รักหลายคู่อาจลังเลในเรื่องนี้ว่าจำเป็นแค่ไหนกับการกระดาษหนึ่งแผ่นที่บ่งบอกว่าเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงอาจมีคำถามเรื่องการจดทะเบียนสมรส ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนสมรสดีไหม จำเป็นที่จะต้องจดหรือไม่ มีขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือเปล่า หรือการจดทะเบียนสมรสนั้นมีผลดีผลเสียต่อชีวิตคู่อย่างไร ฯลฯ อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม มาหาคำตอบกันค่ะ

จดทะเบียนสมรส กับไม่จด จำเป็นแค่ไหน?

การจดทะเบียนสมรสและใบทะเบียนสมรสนั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อคู่แต่งงาน เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ใช้สำหรับยืนยันความสัมพันธ์ในการเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฏหมาย และเพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานสำหรับการยืนยันสิทธิต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา เช่น ในการรับรองบุตร ซึ่งจะทำให้บุตรได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย การแบ่งสินสมรส การฟ้องหย่าในกรณีสามีหรือภรรยามีชู้ เป็นต้น โดยทะเบียนสมรสจะมีผลทางกฎหมายหรือมีอายุยาวตลอดไปจนกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่า และในกรณีหย่าร้างนั้นก็เป็นไปตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ก็จำเป็นต้องมีการฟ้องหย่าโดยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา เพื่อใช้เหตุผลและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบ รวมถึงการหาข้อตกลงต่าง ๆ เช่น การแบ่งสินสมรส สิทธิการเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงดู เป็นต้น

ในอีกทางการจดทะเบียนสมรสและใบทะเบียนสมรสอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับสามีภรรยาบางคู่ เช่น สามีภรรยาที่ทำธุรกิจ หรือเป็นนักการเมือง หากทั้งคู่จัดงานแต่งงานและไม่จดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมและตกลงของสามีภรรยาเอง เนื่องจากการการจดทะเบียนสมรสทำให้ต้องมีการตรวจสอบทางบัญชีการเงินของทั้งสามีและภรรยา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน หรืออาจเกิดการฟ้องร้องได้ ทั้งนี้ในขณะเดียวกันการแต่งงานโดยไม่จดทะเบียนสมรสก็สามารถกลายเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่ทำให้สามีหรือภรรยาโอนทรัพย์สินของตัวเองไปยังบัญชีของอีกฝ่าย เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบหรือการเสียภาษีได้เช่นกัน

ข้อดี ข้อเสีย ของการจดทะเบียนสมรส

จดทะเบียนสมรส เรื่องสำคัญต้องรู้ก่อนจรดปากกา

ผลดีของการจดทะเบียนสมรส

  • การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยามีสิทธิ์จัดการสินสมรส คือทรัพย์ที่เกิดขึ้นหรือสร้างร่วมกันหลังการสมรสถือเป็นสินสมรสของสามีภรรยาทั้งคู่ แต่ถ้าในกรณีที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินที่ร่วมกันทำจะถือเป็นทรัพย์สินร่วม โดยแต่ละฝ่ายจะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กัน
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยามีสิทธิ์รับมรดกของคู่สมรสเมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิตไปก่อน โดยคู่สมรสถือเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิ์ในทรัพย์มรดก ตามมาตรา 1635 ได้รับส่วนแบ่งมรดกในทุกระดับชั้นมรดก แต่ถ้าไม่มีการจดทะเบียนสมรส คู่สมรสจะไม่มีสิทธิอะไรในทรัพย์มรดกของอีกฝ่ายเลย อย่างไรก็ตามลูกของคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสสามารถมีสิทธิรับมรดกได้
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้มีสิทธิ์รับเงินสวัสดิการจากทางราชการหรือนายจ้าง เช่น กรณีที่คู่สมรสตายเพราะปฏิบัติหน้าที่ หรือจากการทำงาน หรือการรับเงินสงเคราะห์บุตรตามกฎหมายแรงงาน
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยามีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากผู้ที่ทำให้คู่สมรสของตัวเองเสียชีวิตได้
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้บุตรมีฐานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถเลือกใช้นามสกุลพ่อได้ สมัครเข้าเรียนได้ และรับมรดกจากผู้เป็นพ่อได้ ทั้งนี้บุตรเป็นสิทธิ์ตามชอบธรรมของแม่อยู่แล้ว
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้เป็นสามีหรือภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย หากพบว่าคู่สมรสมีชู้สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้จากคู่สมรสที่ไปมีชู้รวมถึงสามารถเรียกค่าเสียหายจากชู้ได้ด้วย หรือถ้าฝ่ายใดฝายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสซ้อนกับคนอื่น ซึ่งตามกฏหมายระบุว่า การจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้นผิดกฎหมายและไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย การจดทะเบียนสมรสครั้งหลังถือว่าเป็นโมฆะ หากการจดทะเบียนสมรสครั้งแรกยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าที่สมบูรณ์
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยาเป็นตัวแทนฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ทำร้ายคู่สมรสของตัวเองได้
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้ได้รับการลดหย่อนค่าภาษีเงินได้ เช่น ลูกที่เกิดจากสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายสามีสามารถใช้สิทธิลดหย่อนลูกได้คนละ 30,000 บาทตามกฎหมาย และสามารถลดหย่อนภาษีกรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ด้วย
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้ภรรยามีสิทธิ์ใช้นามสกุลของสามีหรือจะไม่ใช้ก็ได้ โดยในปัจจุบันได้มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้ภรรยามีอิสระในการเลือกใช้นามสกุลได้อย่างเต็มที่ คือเมื่อแต่งงานแล้วมีการจดทะเบียนสมรสหรือไม่มีการจดทะเบียน ฝ่ายหญิงจะเปลี่ยนเป็นนามสกุลของฝ่ายชายหรือยังคงใช้นามสกุลเดิมของตัวเองก็ได้ เช่นเดียวกับการใช้คำนำหน้านามหลังจากจดทะเบียนสมรส ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายหญิงจะต้องเปลี่ยนจาก นางสาว มาเป็น นาง นำหน้าชื่อหลังแต่งงานและจดทะเบียนสมรส แต่ในปัจจุบันได้กำหนดให้สามารถเลือกได้คำนำหน้านามอย่างอิสระ รวมถึงผู้หญิงที่ได้มีการหย่าเรียบร้อย หากเคยเปลี่ยนคำหน้านามเป็นนาง ก็สามารถเปลี่ยนกลับเป็นนางสาวได้เช่นกันอย่างไรก็ตาม หลังจดทะเบียนสมรสหากได้ทำการเปลี่ยนคำหน้านามหรือเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีแล้ว ภรรยาจะได้เอกสารสำคัญอีกหนึ่งฉบับคือ หนังสือสำคัญการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.๕) ซึ่งจะต้องใช้ในการเปลี่ยนชื่อสกุลร่วมกับเอกสารอื่น ๆ ทุกครั้ง หรือจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขเอกสารใหม่ เช่น ข้อมูลการทำธุรกรรมที่สำคัญ หนังสือเดินทาง เป็นต้น
  • การจดทะเบียนสมรสทำให้หญิงต่างชาติมีสิทธิ์ขอถือสัญชาติไทยตามสามีได้
  • กรณีประกันสังคม หากคู่สมรสเสียชีวิตและไม่ได้ระบุผู้รับผลประโยชน์ ประกันสังคมจะจ่ายเงินให้กับคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากันในผลประโยชน์ ได้แก่ ค่าทำศพ 40,000 บาท และเงินสงเคราะห์เพิ่มตามหลักเกณฑ์คือ ถ้าส่งเงินประกันสังคมตั้งแต่ 3 -10 ปี จะได้เงิน 2 เท่าของเงินเดือนเฉลี่ย 12 เดือนสุดท้าย ถ้าส่งเกิน 10 ปี จะได้ 6 เท่าของเงินเดือนเฉลี่ย 12 เดือนสุดท้าย และผลประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

แม้ว่าการจดทะเบียนสมรสจะทำให้คู่สมรสได้สิทธิประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดที่เกิดจากการจดทะเบียนสมรสที่ควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดไว้ด้วย อาทิเช่น

  • การจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสอาจจะยุ่งยากมากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย เช่น กรณีจะซื้อ จะขาย จะปล่อยเช่า หรือจะยกหนี้ เป็นต้น หรือเงินเดือน โบนัสที่ได้มา หลังแต่งงานก็จะถือว่าเป็นสินสมรสที่สามีภรรยามีสิทธิ์จัดการร่วมกันตามกฏหมาย
  • กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหนี้ที่มีมาก่อนจดทะเบียนสมรส หากทรัพย์สินส่วนตัวมีไม่พอสำหรับการชดใช้หนี้ เจ้าหนี้จะสามารถมายึดสินสมรสได้ แต่ทั้งนี้จะยึดได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของสินสมรส
  • กรณีเป็นหนี้หลังจดทะเบียนสมรส กฎหมายให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย นั่นคือ ในการบังคับชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิ์ฟ้องสามีภรรยาเพื่อบังคับเอากับสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายได้ แม้ว่าคู่สมรสอีกฝ่ายจะมิได้ลงชื่อร่วมในฐานะคู่สัญญาด้วยหรือไม่ก็ตาม

มาถึงตรงนี้ สำหรับคู่แต่งงานที่ตั้งใจจะมีการจดทะเบียนสมรส จะต้องเตรียมตัวและเตรียมเอกสารอะไรให้พร้อมกันบ้าง

คุณสมบัติของผู้ที่จะจดทะเบียนสมรส

  • ชายหรือหญิงจะต้องมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ กรณีผู้ร้องยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ จะต้องมีบิดา มารดา หรือผู้ใช้อำนาจปกครองมาให้ความยินยอมด้วยตนเอง หากไม่สามารถมาด้วยตนเองได้ให้ใช้หนังสือให้ความยินยอมเป็นหลักฐาน หรือในกรณีมีเหตุอันควรศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนที่ชายและหญิงมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ได้ ส่วนผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
  • ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ
  • ไม่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดามารดา
  • ไม่เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่น
  • ผู้รับบุตรบุญธรรมจะสมรสกับบุตรบุญธรรมไม่ได้
  • หญิงหม้ายจะสมรสใหม่ สามารถจดทะเบียนสมรสใหม่ได้ เมื่อเว้นระยะเวลาจากการหย่าไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่
    * คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น
    * สมรสกับคู่สมรสเดิม
    * มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์
    * ศาลมีคำสั่งให้สมรสได้
    * ชายหญิงที่มีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ที่ศาลอนุญาตให้สมรสได้
    (ผู้เยาว์จะทำการสมรสได้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจให้ความยินยอมได้ตามกฎหมาย)

เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมไปในการจดทะเบียนสมรส

  • บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ในกรณีที่จดทะเบียนสมรสกับชาวต่างขาติต้องมี สำเนาหนังสือเดินทาง (passport) และหนังสือรับรองสถานภาพบุคคลจากสถานทูตหรือสถานกงสุลหรือองค์การของรัฐบาลประเทศที่ตนสังกัด โดยหนังสือรับรองต้องแปลเป็นภาษาไทยและมีคำรับรองการแปลถูกต้องด้วย
  • หลักฐานการหย่าในกรณีที่มีการจดทะเบียนหย่าร่างมาก่อน
  • กรณีคู่สมรสคนก่อนเสียชีวิต ให้นำหลักฐานการตาย เช่น ใบมรณะบัตร ด้วย
  • หากมีบุตรที่เกิดก่อนการมาจดทะเบียนสมรสให้ใช้สูจิบัตรและทะเบียนบ้านของบุตร

จดทะเบียนสมรสนอกสถานที่

ขั้นตอนในการขอจดทะเบียนสมรส

ในการจดทะเบียนสมรสสามารถยื่นขอจดที่สำนักทะเบียนทุกแห่งกับขอจดนอกสำนักทะเบียนได้ ซึ่งแต่ละแบบจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนี้

การจดทะเบียนสมรสที่อำเภอ

  • คู่สมรสเตรียมเอกสารเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสมรสให้พร้อม รวมทั้งกรอกรายละเอียดแบบใบคำร้องฯ (คร.1) ให้ครบ และสามารถยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสำนักทะเบียนเขตใดก็ได้ทุกแห่ง โดยไม่คำนึงถึงภูมิลำเนาของคู่สมรส
  • กรณีคู่สมรสที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะต้องนำบิดาและมารดาหรือผู้ปกครองโดยชอบธรรมมาให้ความยินยอม
  • พยานบุคคล 2 คน ที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

การจดทะเบียนสมรสนอกที่ว่าการอำเภอ

คู่บ่าวสาวที่ต้องการภาพบรรยากาศสวย ๆ ในการจดทะเบียนสมรส สามารถขอจดทะเบียนสมรสนอกสำนักทะเบียนได้ โดยติดต่อที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอล่วงหน้าก่อนวันงานอย่างน้อย 7 วัน และเตรียมเอกสารที่จะต้องนำไปติดต่อ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนของคู่บ่าว-สาว สำเนาทะเบียนบ้านของคู่บ่าว-สาว รวมถึงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของพยาน 2 คน โดยพยานทั้ง 2 คนจะต้องเป็นผู้ที่มาร่วมในวันงานด้วย ซึ่งขอจดทะเบียนสมรสนอกสำนักทะเบียนจะต้องเสียค่าธรรมเนียน 200 บาท พร้อมทั้งต้องจัดยานพาหนะรับ – ส่งนายทะเบียนด้วย และการจดทะเบียนสมรสนอกสำนักทะเบียนในท้องที่ห่างไกลเสียค่าธรรมเนียม 1 บาท

การขอจดทะเบียนสมรสทั้งสองแบบ หลังจากยื่นเอกสารหลักฐานและใบคำร้องฯ เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ยื่นคำร้องทั้งสองฝ่ายก่อนที่จะจดใบทะเบียนสมรสและใบสำคัญการสมรส ซึ่งในขั้นตอนนี้หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์จะให้บันทึกข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินหรือเรื่องอื่น ๆ ก็สามารถแจ้งนายทะเบียนให้รับทราบ ที่สำคัญก่อนจรดปากกาเซ็นต์ลงชื่อในทะเบียนสมรส ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลให้ถี่ถ้วน สุดท้ายหากไม่มีการแก้ไข นายทะเบียนจะพิมพ์ตัวทะเบียนสมรสและใบสำคัญการสมรสเพื่อให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม และพยานเซ็นต์ชื่อลงในทะเบียนสมรส สำหรับใบสำคัญการสมรสนายทะเบียนจะเป็นคนเซ็นต์เอง พร้อมยื่นทะเบียนสมรสให้กับคู่สมรสคนละ 1 ฉบับ ประกาศว่าเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เป็นอันเสร็จสมบูรณ์สำหรับขั้นตอนในการจดทะเบียนสมรส

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดที่คู่รักควรทราบและพิจารณาในการตัดสินเรื่องการจดทะเบียนสมรสว่าพร้อมที่จะจดหรือยังไม่จด ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและเหตุผลของแต่ละคู่ และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ call center 1548 หรือ www.bora.dopa.go.th

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.praewwedding.comwww.kapook.comwww.wealthmeup.comwww.sanook.com

อ่านบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ คลิก!

ผลระยะยาวของการแต่งงานแล้วไม่จดทะเบียน

คุณแม่ควรรู้ไว้!! ประโยชน์ของ ทะเบียนสมรส ที่คุณอาจไม่เคยรู้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีคุยกับลูกเมื่อคิดว่าถูกทำร้าย

วิธีคุยกับลูกเมื่อคิดว่าถูกทำร้าย พูดอย่างไรให้เด็กกล้าพูดความจริง

สงสัยว่าลูกอาจถูกทำร้าย  พ่อแม่จะพูดอย่างไรกับลูกดี?    เรามีเทคนิคต้องรู้  ช่วยให้พ่อแม่คุยกับลูก  ให้ยอมกล้าเล่า กล้าบอกความจริง ไม่ทำร้ายจิตใจ  มาแนะนำค่ะ

วิธีคุยกับลูกเมื่อคิดว่าถูกทำร้าย

จากข่าวนักเรียนอนุบาล 1 โรงเรียนเอกชน ถูกครูใช้ความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ปกครองของเด็ก ๆ ได้เข้าแจ้งความเรียบร้อยแล้วนั้น เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคน  โดยเฉพาะหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ทั้งโกรธ  โมโห  รวมทั้งกลัว ระแรงว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นกับลูกของตัวเองหรือไม่  และมีวิธีไหนที่พูดคุยกับลูก  เพื่อเช็กว่าลูกถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจากที่โรงเรียนมาหรือเปล่า? มาอ่านเทคนิคดีๆ  เปิดใจลูกให้กล้าเล่าความจริงกันค่ะ

แผลบนร่างกายอาจจะเล็ก แต่สร้างบาดแผลร้าวลึกในใจเด็ก

อย่างแรกคือพ่อแม่ต้องสังเกตว่าลูกเป็นอย่างไรบ้างหลังกลับจากโรงเรียน เพราะเด็กบางคนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเด็กที่ถูกทำร้ายในโรงเรียนแห่งนี้มีตัวอย่างของพฤติกรรมที่แสดงออกมา รวมถึงมีท่าทางที่หวาดกลัว ดังนี้

  • น้องอชิ ชั้นอนุบาล 1 ถูกทำร้ายโดย : การจิกผม การแสดงออก : มีพฤติกรรมก้าวร้าว กลัวการไปโรงเรียน
  • น้องหมิงหมิง ชั้นอนุบาล 1 ถูกทำร้ายโดย : ผลักลงพื้นห้องเรียน การแสดงออก : กลัวการไปโรงเรียน
  • น้องเทมส์ ชั้นอนุบาล 1 ถูกทำร้ายโดย : ทุบแผ่นหลัง, กระชากใบหู, ขีดเขียนใบหน้า, ถูกทุบตีตอนเข้าห้องน้ำ การแสดงออก : กลัวชักโครกและระแวงคนแปลกหน้า
  • น้องเอ็นเจ ชั้นอนุบาล 1 ถูกทำร้ายโดย : ถูกตี การแสดงออก : กลัวการไปโรงเรียน มีอาการก้าวร้าว
  • น้องคาราเมล ชั้นอนุบาล 1 ถูกทำร้ายโดย : ดึงหัวรุนแรง เล็บหยิก ใช้นิ้วสะกิดแรงจนหัวโยก การแสดงออก : มีอาการเพ้อ ละเมอขณะหลับ
วิธีคุยกับลูกเมื่อคิดว่าถูกทำร้าย
วิธีคุยกับลูกเมื่อคิดว่าถูกทำร้าย

หนึ่งในคุณแม่ที่ลูกถูกทำร้ายเล่าว่า ลูกเรียนมาตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนชั้นอนุบาล 1 แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ลูกชายมีอาการเเปลก ๆ ตอนเช้าที่เเม่ปลุกให้ไปโรงเรียน ลูกจะร้องไห้พร้อมกับยกมือไหว้ เเล้วพูดว่า “ไม่ไปได้ไหม” จากนั้นลูกก็ร้องไห้ตลอดเวลา ตั้งแต่บนรถ จนกระทั่งจอดรถหน้าโรงเรียนก็หยุดร้องทันที เหมือนกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งยังมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป บางครั้งก็ร้องกรี๊ดขึ้นมา จนเดือนกันยายาน ลูกเริ่มฟ้องว่าเพื่อนในห้องถูกครูทำร้าย แล้วลูกก็เล่าว่า ตัวเองถูกตี พอถามว่า “เจ็บไหม” ลูกก็ตอบเเบบกลัว ๆ ว่า “ไม่เจ็บ” แต่เริ่มเอะใจเพราะที่ผ่านมาลูกไม่เคยโกหก

ส่วนผู้ปกครองอีกคนเล่าว่า ลูกสาวมีอาการเพ้อบ่อย จนวันหนึ่งช่วงตี 4 ลูกสาวนอนหลับและเพ้อว่า “อย่าเอากระเป๋าหนูไป ๆ กระเป๋าของหนู” พอถามลูกตอนหลับว่า ใครเอาไป ลูกสาวก็บอกชื่อคุณครู เลยค่อนข้างมีความชัดเจน

การสังเกตลูกในทุก ๆ วัน รวมถึงการพูดคุยกับเด็กเป็นประจำ จึงมีความสำคัญอย่างมาก แต่ด้วยความหวาดกลัวและกังวลของเด็ก อาจทำให้ลูกไม่กล้าพูด พ่อแม่จำเป็นต้องมีเทคนิคในการพูดคุยกับลูก เพื่อให้เด็กกล้าพูดความจริงออกมา

วิธีคุยกับลูกเมื่อคิดว่าถูกทำร้าย
วิธีคุยกับลูกเมื่อคิดว่าถูกทำร้าย

คุยกับลูกอย่างไรเมื่อคิดว่าลูกถูกทำร้าย

เพจ Drama-addict ได้โพสต์ถึงทริคให้พ่อแม่ทุกคนเก็บไว้ใช้ โดยจิตแพทย์ได้แนะนำคำถามที่จะถามลูกอย่างไร เมื่อสงสัยว่า เด็กอาจถูกทำร้ายหรือทารุณกรรม

  • ชวนลูกพูดคุยถึงโรงเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องครู ไม่ใช่แค่เรื่องการบ้าน โดยชวนลูกคุยทุกวันให้กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ส่วนพ่อแม่ก็ควรจะรู้จักเพื่อนของลูก ครูของลูก โดยเฉพาะคุณครูที่ใกล้ชิดกับลูก การชวนลูกพูดคุยถึงโรงเรียนบ่อย ๆ เด็กจะไว้ใจพ่อแม่ ว่าเรื่องโรงเรียนก็ไม่ต่างกับเรื่องในบ้าน ทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกอีกด้วย อย่างน้อย ๆ พ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกสักวันละ 10 นาทีต่อวัน
  • คุยกับลูกด้วยคำถามปลายเปิด เพื่อฝึกให้ลูกได้เล่าเรื่องราว ได้อธิบายถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัว โดยจำลองสถานการณ์หรือเหตุการณ์สมมติ โดยเฉพาะในวันที่ลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหรือไม่อยากไปโรงเรียน เช่น มีอาการปวดหัวตัวร้อนบ่อย ร้องไห้เมื่อต้องไปโรงเรียน หรือมีรายงานจากทางโรงเรียนว่าลูกมีท่าทีที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่คุณครู แต่รุ่นพี่ หรือเพื่อนร่วมห้อง ก็อาจจะมีปัญหาทะเลาะกันหรือกลั่นแกล้งกันได้ ถ้ารู้สึกผิดสังเกต ชวนลูกเล่นบทบาทสมมติอีกรอบ แล้วถ่ายคลิปเอาไว้
  • สำรวจข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ดูว่าลูกอ้วกหรือไม่ สังเกตแผลในปาก ลิ้นของลูก เพราะถ้าเป็นเด็กเล็ก วิธีการแกล้งหรือทารุณ วิธีสังเกตแผลในปากที่ง่ายที่สุดคือการป้อนข้าว   พร้อมกันนั้นต้องสังเกตด้วยว่าลูกฝันร้าย ฉี่รดที่นอนหรือไม่ ถ้าอายุเกิน 4 ขวบยังฉี่รดที่นอน โดยเฉพาะนอนกลางวัน (เช่นครูมาแจ้งว่า ลูกฉี่รดที่นอนอีกแล้วนะคะ) ให้หาสาเหตุทันที กรณีอายุเกิน 4 ขวบ ควรพาพบจิตแพทย์เด็ก เพื่อหาสาเหตุร่วมกันว่า เด็กเป็นอะไร ถูกทำร้าย หรือมีการกลั่นแกล้งในโรงเรียนหรือไม่

5 คำถามที่ควรถามลูกเป็นประจำ

  1. ลูกชอบคุณครูคนไหน แล้วครูคนนี้ล่ะใจดีไหม?   ลองสอบถามถึงคุณครูที่ดูแล เพื่อดูปฏิกิริยาลูกว่า อยากพูดถึงครูคนนี้หรือไม่ หรือมีอาการหวาดกลัวเวลาพูดถึงครูคนนี้หรือเปล่า
  2. เล่นที่โรงเรียนสนุกไหม ลูกเล่นอะไรบ้างวันนี้?   เพื่อจับสังเกตว่าลูกเล่นคนเดียวหรือไม่ ลูกมีเพื่อนบ้างหรือเปล่า
  3. หนูชอบเล่นกับเพื่อนคนไหน ไม่ชอบเล่นกับเพื่อนคนไหน?  เพื่อดูว่าลูกมีเพื่อนสนิทบ้างหรือเปล่า และเพื่อนที่เล่นด้วยเป็นอย่างไร
  4. ชอบเรียนวิชาไหน ทำไมลูกถึงไม่ชอบเรียนวิชานี้?  การสอบถามเรื่องวิชาที่ลูกชอบ นอกจากแม่จะได้รู้ว่าลูกชอบเรียนวิชาอะไรแล้ว ยังจะได้รู้ถึงบรรยากาศการสอนในห้องของครูวิชานั้น ๆ ด้วย
  5. ลูกชอบไปโรงเรียนไหม ทำไมหนูชอบไปโรงเรียน หรือทำไมหนูไม่อยากไปโรงเรียน?  เมื่อลูกมีอาการไม่อยากไปโรงเรียน ดูหวาดกลัวบางอย่าง ลองชวนพูดคุยถึงความรู้สึกของลูก เพื่อให้ลูกอธิบายว่า ไปโรงเรียนแล้วเป็นอย่างไร มีใครมาทำร้ายหรือกลั่นแกล้งไหม

การฝึกลูกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ พร้อมกับการสังเกตลูกในทุก ๆ วัน เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กไม่รู้ว่าตัวเองถูกทำร้ายหรือถูกทารุณกรรม จึงควรฝึกให้ลูกเล่าเรื่องปลายเปิด หรือ Story Telling ช่วยให้ลูกได้บอกถึงความต้องการ ทั้งยังเป็นการฝึกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับเด็กได้อย่างเหมาะสมกับช่วงวัยอีกด้วย

 อ้างอิงข้อมูล : facebook.com/DramaAd และ amarintv

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ลูกควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อ่าน! 3 เทคนิคเชิงบวกฝึกลูกเล็ก ควบคุมอารมณ์ โตไปไม่ก้าวร้าว

หมอชี้!!ลูกขาด วิตามินซี อันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงเดินไม่ได้

น่าเป็นห่วง! ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กวัยเด็กเล็ก 1-3 ปี ส่งผลไอคิวลดลงเมื่อเข้าสู่วัยเรียน

รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test

รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test พาลูกไปเช็คว่า แพ้อะไรกันแน่

อย่าปล่อยให้ลูกแพ้โดยไม่รู้สาเหตุ! รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test เช็คให้ชัวร์ว่าลูกแพ้อะไร

รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test

อาการแพ้ของลูกน้อย ทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อเห็นผื่นภูมิแพ้ ตุ่มนูนแดง ทั่วทั้งตัวของลูก การตรวจอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยให้พ่อแม่ได้รู้ว่า ลูกแพ้อะไรกันแน่ สารก่อภูมิแพ้ชนิดไหนที่อันตราย ลูกแพ้หนัก เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ ด้วยการทำ Skin Test ในโรงพยาบาล

Skin Test คืออะไร

Skin Test เป็นการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ด้วยการใช้น้ำยาสกัดจากสารภูมิแพ้มาทำการทดสอบที่ผิวหนัง เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ อาการแพ้อาหาร โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคหืด และผื่นภูมิแพ้ ทำให้รู้ถึงสาเหตุว่า แพ้อะไร สิ่งไหนเป็นสาเหตุให้เกิดภูมิแพ้ ทั้งยังรู้ด้วยว่า สารก่อภูมิแพ้นั้น มีผลต่อร่างกายมากน้อยเพียงไหน เมื่อทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้จะได้หลีกเลี่ยงได้ถูก

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง จะเห็นปฏิกิริยาของร่างกาย ถ้ามีอาการแพ้ต่อสารชนิดนั้น จะเกิดผื่น ตุ่มนูนแดง และอาจรู้สึกคัน

รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test
รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test

วิธีทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergy Skin Test)

  1. สะกิด หรือ Skin Prick Test เป็นการทดสอบโดยใช้หยดน้ำยาลงบนผิวหนัง ที่แขนและใช้เข็มสะกิดลงบนปลายหยดน้ำยา หรือใช้ Duotip ที่มีปลายเป็นง่ามจุ่มน้ำยาแล้วนำมาสะกิดผิวหนัง หลังเช็ดน้ำยาออกก็รอดูผล โดยวิธีสะกิดนี้เป็นวิธีทดสอบที่ง่ายและใช้เวลาไม่นาน
  2. ฉีดเข้าผิวหนัง หรือ Intradermal Test ใช้การฉีดน้ำยาเข้าผิวหนังเป็นจุดเล็ก ๆ แต่วิธีนี้ทำได้ยากกว่า และเสี่ยงต่อการแพ้ทั่วร่างกาย

ทั้งนี้ การทดสอบมักจะใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ประมาณ 10 ชนิด และรออ่านผลการทดสอบราว ๆ 15-20 นาที เมื่อปรากฏอาการแพ้ จะมีการวัดรอยนูนเพื่อบันทึกไว้ว่าแพ้อะไร และหลังการทดสอบ แพทย์จะให้รอดูอาการอย่างน้อย 30 นาที เพื่อความปลอดภัยในกรณีผู้ที่แพ้รุนแรง เช่น เกิดอาการแพ้ทั่วร่างกาย ผื่นคัน ลมพิษทั่วตัว แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หอบหืด และความดันโลหิตต่ำมาก ซึ่งหากมีอาการแพ้มักจะเกิดอย่างเฉียบพลันไม่เกิน 30 นาทีหลังการทดสอบ แต่อาการแพ้รุนแรงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก

ชนิดของน้ำยาสารก่อภูมิแพ้

น้ำยาที่ใช้เป็นสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้มาทำให้บริสุทธิ์ แยกสารแต่ละชนิดออกจากกัน โดยแพทย์จะพิจารณาทดสอบตามอายุและประวัติอาการ ไม่จำเป็นต้องทดสอบทุกชนิด โดยตัวอย่างน้ำยา ได้แก่

  • สารสกัดจากไรฝุ่น ขนและรังแคของสัตว์ เช่น แมว หมา กระต่าย ไก่ และนก
  • ซากของแมลงในบ้าน เช่น แมลงวัน และแมลงสาบ
  • เชื้อราและเกสรพืช เช่น วัชพืช หญ้า และไม้ยืนต้น
  • อาหาร เช่น แป้งสาลี ไข่ ถั่ว อาหารทะเล นมวัว ผักและผลไม้
รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test
รวมโรงพยาบาลทำ Skin Test

เตรียมตัวก่อนทำ Skin Test

ก่อนการทดสอบ แพทย์จะแจ้งให้งดยารับประทานโดยเฉพาะยาต้านฮิสตามีน เช่น ยาแก้แพ้ แก้หวัด และลดน้ำมูก ควรงดยาตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนใหญ่ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำการทดสอบ หากมีโรคประจำตัวควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน เพราะอาจต้องงดยาบางชนิด หรือแม้แต่ยาสเตียรอยด์ที่ทาผิวหนัง แพทย์อาจให้งดเช่นกัน เพราะมีผลกดปฏิกิริยาการทดสอบ

เช็คราคาโรงพยาบาลทำ Skin Test

  • ศรีอยุธยา กทม. – โรงพยาบาลพญาไท 1 ราคาเริ่มต้น 1,450 บาท
  • ศูนย์วิจัย 7 กทม. – โรงพยาบาลกรุงเทพ ราคาเริ่มต้น 2,000 บาท
  • บรมราชชนนี กทม. – โรงพยาบาลเจ้าพระยา ราคาเริ่มต้น 2,590 บาท
  • สุขุมวิท 49 กทม. – โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ราคาเริ่มต้น 2,200 บาท
  • สิรินธร กทม. – โรงพยาบาล ตา หู คอ จมูก ราคาเริ่มต้น 1,000 บาท
  • สุขุมวิท กทม. – โรงพยาบาลสุขุมวิท แพ็กเกจทดสอบภูมิแพ้ 40 ชนิด 4,000 บาท
  • สีลม กทม. – โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ราคาเริ่มต้น 600 บาท
  • พระราม 6 กทม. – โรงพยาบาลรามาธิบดี ราคาเริ่มต้น 1,000 บาท
  • พระราม 4 กทม. – โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ราคาเริ่มต้น 700 บาท
  • วังหลัง กทม. – โรงพยาบาลศิริราช ราคาเริ่มต้น 1,120 บาท
  • จ.สมุทรสาคร – โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย ราคาเริ่มต้น 1,600 บาท
  • จ.สมุทรปราการ – โรงพยาบาลสินแพทย์ เทพารักษ์ ราคาเริ่มต้น 900 บาท

ภายหลังจากทำ Skin Test ที่โรงพยาบาล หากยังเกิดอาการแพ้อยู่ แม้จะผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้ว ให้วัดขนาดของผื่นและบันทึกไว้ เพื่อแจ้งให้แพทย์ในวันนัดหมายครั้งต่อไป

อ้างอิงข้อมูล : โรงพยาบาลมหาสารคาม, si.mahidol.ac.th และ allergy.or.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ไทรอยด์เป็นพิษ ลูกเป็นแต่เล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการล่าช้า

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

วัคซีนในเด็กฟรี พาลูกไปฉีดวัคซีนได้เลย ไม่ต้องเสียเงิน!

เลือดออกทางช่องคลอด

เลือดออกทางช่องคลอด ไม่ใช่เลือดประจำเดือน สัญญาณอันตรายที่ต้องไปหาหมอ!

เลือดออกทางช่องคลอด มีเลือดไหลออกมาในช่วงที่ไม่ได้เป็นประจำเดือน เป็นสัญญาณอันตรายหรือเสี่ยงโรคร้ายตามมาที่คุณผู้หญิงควรรู้ไว้เพื่อป้องกันและรับมือกันค่ะ

เลือดออกทางช่องคลอด ไม่ใช่เลือดประจำเดือน
สัญญาณอันตรายที่ต้องไปหาหมอ!

เลือดประจำเดือน โดยปกติผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์จะมีภาวะเลือดออกทางช่องคลอดปกติ หรือที่เรียกว่า “ประจำเดือน” ซึ่งจะมาสม่ำเสมอทุก ๆ 21-35 วัน และจะมาครั้งละไม่เกิน 5-7 วัน เป็นประจำทุกเดือนขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน และปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ ความเครียด การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และพันธุกรรม โดยทั่วไปเลือดประจำเดือนที่ไหลออกจากช่องคลอดจะใช้ผ้าอนามัยเฉลี่ยวันละประมาณ 3 – 4 ผืน จนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่ออายุประมาณ 45-55 ปี

เลือดออกทางช่องคลอด คือภาวะสุขภาพบริเวณช่องคลอดผิดปกติ เป็นภาวะที่พบบ่อยมากและพบได้ในหลายช่วงอายุ โดยร่างกายอาจจะมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดกระปริบกระปรอย หรือเลือดออกมาต่อเนื่องมากกว่าปกติในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน เลือดออกทั้งที่ยังไม่ถึงวัยมีประจำเดือน หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว รวมทั้งเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจแสดงถึงปัญหาสุขภาพ ถือว่าร่างกายมีความผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณอันตรายหรือเสี่ยงโรคร้ายที่ตามมาได้ เช่น เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ปากมดลูกอักเสบ การตั้งครรภ์ที่ผิดปกติได้ เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของอาการเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติและความรุนแรงของโรคเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ดังนั้นคุณผู้หญิงในช่วงวัยที่มีประจำเดือนควรได้ทำการจดบันทึกในช่วงที่มีรอบเดือนมา ทั้งนี้  พญ.ธาริณี ลำลึก สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ศูนย์สุขภาพหญิง รพ.พญาไท 2ได้ให้ข้อมูลว่า ควรสังเกตตัวเองว่ามีเลือดออกมากแค่ไหน ลักษณะการไหลออกของเลือดยาวต่อเนื่องไหม หรือออกแบบกระปริบกระปรอย สังเกตสีของเลือดเป็นอย่างไร เช่น สีแดงสด แดงจาง หรือสีน้ำตาล และสัมพันธ์กับประจำเดือนที่มาปกติหรือไม่

เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ

สาเหตุของเลือดออกทางช่องคลอด สัญญาณอันตรายต่อร่างกาย

การมีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงที่ไม่มีประจำเดือนถือว่ามีความผิดปกติ ที่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการเลือดออกผิดปกติในช่องคลอดและรับการรักษาต่อไป โดยเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ อาทิเช่น

  • เกิดจากภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก ภาวะรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด การแท้งบุตร โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อายุน้อย นอกจากนี้คุณแม่หลังคลอดลูกหรือทำแท้ง อาจมีเลือดออกจากช่องคลอดในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกได้เช่นกัน เนื่องจากมดลูกยังไม่หดรัดตัว หรือเนื้อเยื่อของตัวอ่อนยังค้างอยู่ในมดลูก
  • ภาวะฮอร์โมนแปรปรวน เกิดขึ้นได้จากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนไม่สมดุลกัน โดยสาเหตุอาจเกิดได้จาก รังไข่ทำงานผิดปกติ หรือเกิดภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ ต่อมไทรอยด์มีปัญหา ผลข้างเคียงจากการเริ่มใช้หรือหยุดใช้ยาคุมกำเนิดหรือกินยาคุมไม่ตรงเวลากันในแต่ละวัน การกินยาบำรุงสตรี หรือยาบำรุงเลือดลม รวมทั้งภาวะฮอร์โมนแปรปรวนโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยที่เพิ่งเริ่มมีประจำเดือนหรือวัยใกล้หมดประจำเดือน และภาวะเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้ฮอร์โมนแปรปรวนและเป็นสาเหตุของเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้เช่นกัน
  • การติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบของช่องคลอดส่งผลให้มีเลือดออกได้ เช่น ในบริเวณปากมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูก โดยสาเหตุของการติดเชื้ออาจเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสวนล้างช่องคลอด การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
  • การเกิดเนื้องอกในมดลูก เป็นเนื้องอกที่เติบโตขึ้นอย่างผิดปกติในมดลูก แต่จะไม่กลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง อาจมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย หรือปวดหน่วง ๆ บริเวณท้องน้อย หรือปวดหลังบริเวณส่วนล่างเรื้อรัง
  • โรคมะเร็งในบริเวณบางส่วนของร่างกาย อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเลือดออกทางช่องคลอด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก เป็นต้น
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับมดลูก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ การติดเชื้ออักเสบของปากมดลูก เป็นต้น
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกายอย่างหักโหม การสอดสิ่งของเข้าไปภายในช่องคลอด ป่วยเป็นเบาหวาน ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไทรอยด์ น้ำหนักที่ขึ้นหรือลงผิดปกติ หรือมีแผลฉีกขาดในช่องคลอด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากแพทย์วินิฉัยไม่พบสาเหตุของการมีเลือดออกทางช่องคลอดที่แน่ชัด ผู้ป่วยอาจจะได้รับยาคุมกำเนิด เพื่อช่วยปรับรอบเดือนและบรรเทาภาวะเลือดออกให้น้อยลง แต่หากรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผลอาจต้องเข้ารับการขูดมดลูก เพื่อควบคุมเลือดที่ไหลออกมากเกินไป และตรวจหาความผิดปกติของเยื่อบุมดลูกเพิ่มเติม ส่วนในรายที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาอื่น อาจต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอามดลูกออก

ชมคลิป รายการพบหมอศิริราช ตอน เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด โดย รศ.นพ.พีรพงศ์ อินทศร ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

อาการเลือดออกทางช่องคลอดที่ควรรีบไปพบแพทย์

ผู้หญิงที่มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติและมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาทันที เช่น

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยที่ยังไม่ควรมีประจำเดือน หรือวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมากผิดปกติและระยะเวลานานเกิน 7 วันขณะมีประจำเดือน จำเป็นต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 4 แผ่นต่อวัน เปลี่ยนผ้าอนามัยวันละ 2 ชั่วโมง
  • ปวดบริเวณท้องหรืออุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรงเฉียบพลัน
  • รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด อ่อนเพลียจากภาวะโลหิตจาง
  • มีไข้
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดนานกว่า 1 สัปดาห์
  • อาการอันตรายที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งเบื้องต้น เช่น มีเลือดออกจากช่องคลอดกระปริดกระปรอยวันเว้นวันหรือทุกวัน มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีประจำเดือนนานกว่าปกติ เช่น มานานกว่า 7 วัน และมีเลือดออกจากช่องคลอดเป็นก้อน เป็นต้น

มีเลือดออกทางช่องคลอด แต่ไม่ใช่ประจําเดือน

ป้องกันเลือดออกทางช่องคลอด ควรดูแลตัวเองอย่างไร

วิธีการป้องกันเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติไม่มีวิธีป้องกันที่ครอบคลุม เนื่องจากเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่อาจมีแนวทางป้องกันได้ ดังนี้

  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เนื่องจากการมีน้ำหนักตัวมากหรือต่ำเกินไป จะเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติได้
  • ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดควรรับประทานยาตามแนวลูกศรและรับประทานให้ตรงกับเวลาเดิมทุกวัน ส่วนผู้ที่กินยาฮอร์โมนบำบัดควรรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกเดือนเช่นกัน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากจะทำให้เสี่ยงมีเลือดออกมากขึ้น หรือเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวยา ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและไม่หักโหม
  • หาเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายเครียด
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกสุขลักษณะ
  • หมั่นสังเกตร่างกาย หากพบว่ามีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

ในส่วนของการรักษาภาวะเลือดออกทางช่องคลอดนั้น นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ได้กล่าวไว้ว่า “การรักษาภาวะเลือดออกทางช่องคลอดจะขึ้นอยู่กับแต่ละสาเหตุ ได้แก่ การรักษาด้วยยาฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด การรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น การขูดมดลูก หรือการผ่าตัด โดยแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการของบุคคลนั้น ๆ”  โดยในบางรายที่มีภาวะเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติอาจหายได้เอง อย่างไรก็ตามการเกิดเลือดออกทางช่องคลอดเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของสุขภาพร่างกาย นอกจากการดูแลและป้องกันตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว เมื่อพบอาการผิดสังเกตไม่ควรชะล่าใจและปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้นะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.pr.moph.go.thwww.pobpad.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจ คลิก

แมลงเข้าช่องคลอด แม่แชร์เตือน! มีลูกสาวต้องระวัง

แม่ ๆ ระวัง! คันจิ๊มิ ตกขาวเยอะเสี่ยง ติดเชื้อในช่องคลอด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นอนกลางวัน

วิจัยชี้!! ลูก นอนกลางวัน ช่วยให้ความจำดี เรียนรู้เร็ว!

การ นอนกลางวัน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กทารกจนถึงเด็กเล็ก อยากรู้ว่าทารกและเด็กเล็ก ควรนอนกลางวันนานแค่ไหน? ฝึกให้ลูกนอนกลางวันอย่างไร? อ่านได้ที่นี่

วิจัยชี้!! ลูก นอนกลางวัน ช่วยให้ความจำดี เรียนรู้เร็ว!

“ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การนอนหลับ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพลังให้แก่ร่างกายและช่วยพัฒนาสมองของทารกเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาความทรงจำและแยกแยะรายละเอียดของประสบการณ์ที่พบเจอระหว่างวันได้อีกด้วย”

เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้ในขณะที่เรานอนหลับสมองของเราไม่ได้หลับตามไปด้วย สมองของเรายังคงประมวลผลสิ่งต่าง ๆ ที่เราเพิ่งพบ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการนอนในเด็กปฐมวัย มีส่วนในการพัฒนาความจำ ซึ่งก่อให้เกิดการรับรู้และการเรียนรู้ในระหว่างที่ลูกกำลังนอนหลับได้อีกด้วย มีการศึกษาพิสูจน์ว่า ในความเป็นจริงเด็กทารกยังสร้างความทรงจำได้เป็นฉาก ๆ ระหว่างงีบหลับ ทำให้พวกเขาสามารถเก็บความทรงจำโดยละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาได้เมื่อตื่นขึ้นมา

มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Nature Communications ดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์จาก Max Planck Institute for Human Cognitive and Brain Sciences (MPI CBS) Leipzig and Humboldt University (HU) Berlin นักวิจัยได้ดูความสัมพันธ์ระหว่างการงีบหลับและความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างที่ทากรกนอนหลับ โดยใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งเรียกว่า Electroencephalograms (EEG) เพื่อบันทึกการทำงานของสมองของทารก

โดยการวิจัยได้แบ่งระยะการเรียนรู้ออกเป็น 2 ระยะ โดยให้กลุ่มทารกอายุ 14-17 เดือน ได้เห็นภาพของสิ่งของต่าง ๆ พร้อมทั้งสอนว่าสิ่งของเหล่านั้นเรียกว่าอะไรบ้าง (เช่น รถยนต์ ลูกบอล สุนัข เป็นต้น) หลังจากนั้นก็แบ่งทารกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้ นอนกลางวัน 1-2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 2 ไม่ได้นอนกลางวัน หลังจากทารกกลุ่มแรกตื่นแล้ว นักวิจัยได้ให้ทารกทั้ง 2 กลุ่ม ดูภาพของสิ่งของภาพเดิมรวมถึงภาพใหม่ ๆ ไปด้วย พร้อมทั้งสอนว่าสิ่งของเหล่านั้นเรียกว่าอะไร แต่จะมีบางภาพที่ทารกเคยดูไปแล้วในครั้งแรก ที่นักวิจัยเรียกชื่อผิด เช่น ภาพลูกบอลที่เคยสอนไปครั้งแรกว่าเรียกว่าลูกบอล นักวิจัยกลับบอกว่ามันเป็นรถในการสอนครั้งที่ 2 หลังจากนั้น ก็ได้ให้ทารกได้เรียกชื่อตามภาพที่ได้สอนไปทีละคน นักวิจัยพบว่าทารกที่ได้ นอนกลางวัน 1-2 ชั่วโมงนั้น ยังเรียกภาพ “ลูกบอล” ว่า “ลูกบอล” ในขณะที่ทารกกลุ่มที่ไม่ได้นอนกลางวันกลับเรียก “ลูกบอล” ว่า “รถ”

ข้อสรุปจากการศึกษาพบว่าหลังจากการนอนหลับ ทำให้ทารกสามารถจำเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่พวกเขาเคยสัมผัสได้ จึงทำให้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงจำได้ว่าภาพนั้นคือลูกบอล ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการ นอนกลางวัน ไม่เพียงแต่ช่วยให้สมองของทารกสามารถสรุปประสบการณ์ที่พบมาได้เท่านั้น แต่ยังรักษาความทรงจำที่เกิดขึ้นได้โดยละเอียดและแยกความแตกต่างพร้อมทั้งเรียนรู้ประสบการณ์นั้น ๆ ไปในตัว

ลูกนอนกลางวัน
ลูกนอนกลางวัน

ทารกควรนอนกลางวันนานแค่ไหน และนอนกี่ครั้ง?

สำหรับทารกแรกเกิด จะยังไม่มีจำนวนครั้งและเวลาในการนอนกลางวันที่แน่นอน เพราะสิ่งเหล่านี้ จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่ทารกได้พบเจอ แต่ในเดือนแรกทารกวัยแรกเกิดควรนอนวันละ 16 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย และ นอนกลางวัน 4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

สำหรับเด็กวัย 4 เดือน – 1 ขวบ เด็กวัยนี้จะนอนกลางวันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งจะนอนในช่วงเช้า 1 ครั้ง และ ช่วงบ่าย 1 ครั้ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนอนกลางวันของเด็กวัยนี้คือ ช่วง 9 โมงเช้า และช่วง บ่ายโมง คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกนอนนานเท่าที่ต้องการได้ แต่หากมันทำให้ลูกนอนช่วงกลางคืนยากขึ้น ก็อาจจะปลุกลูกให้ตื่นจากนอนกลางวันเร็วขึ้นนิดหน่อย และเมื่อลูกอายุ 9 เดือนแล้ว ลูกไม่ควรนอนกลางวันเกิน 2 ครั้งต่อวัน เพราะมันจะทำให้ลูกนอนดึกในช่วงกลางคืน

เด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป จะเริ่มไม่นอนกลางวันในช่วงเช้าแล้ว และจะนอนกลางวันเพียงแค่ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย และจะนอนกลางวันเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ในช่วงวัยนี้ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เขยิบเวลาการนอนกลางวันให้เร็วขึ้น 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกได้นอนกลางคืนเร็วขึ้น 1-2 ชั่วโมงเช่นกัน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

ฝึกลูกนอนกลางวัน
ฝึกลูกนอนกลางวัน

เคล็ด(ไม่)ลับ สอนลูกให้นอนกลางวัน

เด็กแต่ละคนมีระยะเวลาการนอนที่ไม่เท่ากัน จำนวนครั้งในการนอนกลางวันก็ไม่เท่ากัน หากลูกไม่นอนกลางวันเลย แต่สามารถนอนตอนกลางคืนได้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน การไม่นอนกลางวัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากต้องการฝึกลูกให้นอนกลางวันง่าย ๆ นอนเป็นเวลา เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้จัดตารางเวลาของตัวเองไปทำสิ่งอื่น ๆ บ้าง ทีมแม่ ABK ก็มี เคล็ด(ไม่)ลับ ดี ๆ มาฝากกันค่ะ

  1. สภาพแวดล้อมนั้นสำคัญ ผู้ใหญ่ยังชอบนอนในที่ ๆ หลับสบายเลยค่ะ เด็กก็เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนอนกลางวัน จัดสถานที่นอนที่มีอากาศถ่ายเท มีแสงไฟสลัว มีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการนอน แต่สิ่งสำคัญคือไม่ควรจัดบรรยากาศการนอนให้เหมือนกับตอนกลางคืนมากจนเกินไป เพื่อให้เด็กรู้ว่านี่คือการนอนกลางวัน ไม่ใช่การนอนกลางคืน
  2. อย่าปล่อยให้ลูกง่วงนอนจนเกินไป พยายามจับสัญญาณว่าลูกเริ่มมีอาการง่วงนอนแล้ว ให้พาลูกไปกล่อมนอนบนเตียง โดยอาจร้องเพลงกล่อมเบา ๆ เพื่อให้ลูกรู้ว่าถึงเวลานอนกลางวันแล้ว
  3. ให้ลูกนอนในที่ ๆ ปลอดภัยและนอนสบาย การนอนกลางวัน แม้ว่าการนอนกลางวันจะเป็นการนอนเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ที่ ๆ จะให้ลูกนอนก็ควรมีความปลอดภัยและสะดวกสบาย เพื่อให้การนอนครั้งนั้น เป็นการนอนกลางวันที่มีคุณภาพ
  4. ทำให้เป็นกิจวัตร หากคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกนอนกลางวันเป็นเวลา เช่นลูกมักจะเริ่มง่วงนอนตอนบ่ายโมง ก็ควรจะเริ่มกล่อมลูกนอนในช่วงเวลานี้ทุกวัน เพื่อให้ร่างกายของลูกรับรู้ว่าเวลานี้คือเวลานอนกลางวัน แม้ว่าบางวันลูกจะยังต้องการเล่นอยู่เมื่อถึงเวลานอนแล้ว ก็ไม่ควรเว้น ไม่กล่อมลูกในช่วงเวลานั้น

เราทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าการนอนกลางวันนั้นมีประโยชน์ เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่เอง ยังต้องการการนอนกลางวันเพื่อให้สมองและร่างกายได้พักผ่อน แต่สำหรับทารกและเด็กเล็ก การนอนกลางวันกลับมีประโยชน์มากกว่าผู้ใหญ่ ตามที่วิจัยได้กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้น มาฝึกลูกให้นอนกลางวันเถอะ!!

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คัมภีร์นอนหลับ สร้างอัจฉริยะให้ลูกน้อย

พฤติกรรม การนอนของเด็ก ที่ส่งสัญญาณอันตราย!!

REM Sleep ช่วง “การนอนของทารก” ที่ทำให้ลูกโตช้า

5 เคล็ดลับสร้างนิสัย “การนอนของทารก” ให้มีประสิทธิภาพ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : thebump.com, mayoclinic.org

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เพลงพัฒนาสมอง ช่วยแม่เพิ่มพลังสมองลูกไม่มัวแต่พึ่งครู!!

การพัฒนาสมองคงเป็นเรื่องทางวิชาการล้วน ๆ จะฝึกฝนได้เพียงในห้องเรียน เป็นเพียงหน้าที่ครู แต่รู้ไหมแม่ก็สร้างสมองที่ดีให้ลูกได้ เพียงใช้ เพลงพัฒนาสมอง มาช่วย 

เพลงพัฒนาสมอง ช่วยแม่เพิ่มพลังสมองลูกไม่มัวแต่พึ่งครู!!

ในปัจจุบันที่เรามักได้รับข่าวสารเรื่องเกี่ยวกับ การทารุณเด็ก ตีเด็กนักเรียนในห้องเรียน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่กังวลสำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ทำให้เหล่าบรรดาผู้ปกครองเริ่มตระหนักมากขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเหล่านี้ นั่นคือ การทบทวนความคิดที่ว่า ผู้ปกครองมักฝากฝัง ความหวัง ความสำเร็จ การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของสมองของลูกไว้เพียงที่โรงเรียน และมอบให้เป็นหน้าที่ของคุณครูเท่านั้น

กิจวัตรประจำวันของเหล่าบรรดาพ่อแม่ เริ่มจากตื่นเช้ามา ส่งลูกเข้าโรงเรียนให้ทัน และรอรับลูกกลับในตอนเย็น พ่อแม่ไม่เคยใส่ใจในบทเรียน หรือวิธีการสอน การเรียนรู้ที่ทางโรงเรียนมอบให้แก่ลูกของเรา มีเพียงแค่ใส่ใจในเกรดชี้วัด ดูจากคะแนนสอบเท่านั้น เคยถามตัวเองไหมว่าเพียงพอแล้วหรือยัง กับการคาดหวังให้ลูกของเรามีความเก่ง ฉลาด สมองดี กว่าใคร ๆ ในขณะที่เราซึ่งเป็นพ่อเป็นแม่แทบไม่ได้มีบทบาทในการฝึกฝนพวกเขาเลย

พัฒนาการทางสมองของมนุษย์เรานั้นมีความสำคัญในทุก ๆ ช่วงวัย ดังนั้นหากเราละเลยไปไม่ฝึกฝนเขาให้ครบรอบด้านในแต่ละวัย ลูกของเราอาจพลาดช่วงเวลาสำคัญในเพิ่มพลังสมองให้มีพัฒนาการที่ดีสมวัย แบบไม่สามารถเรียกย้อนกลับได้

ยิ่งฝึกฝน ยิ่งเพิ่มพลังสมองลูก
ยิ่งฝึกฝน ยิ่งเพิ่มพลังสมองลูก

พลังสมองทั้ง 5 ด้านมีอะไรบ้าง?

เป็นที่ยอมรับกันว่า การเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กด้วยการเพิ่มทักษะที่จำเป็นพื้นฐานในการใช้ในชีวิตประจำวัน จะทำให้เด็กสามารถพัฒนาไปได้ดีกว่า การเรียนรู้แบบเดิมที่ใส่แต่ข้อมูลความรู้เพียงเท่านั้น หนึ่งในทักษะที่จำเป็นพื้นฐานนั้น คือ การพัฒนาสมองของเด็ก โดยเป็นการพัฒนาทักษะในความคิด วิเคราะห์ เป็นการต่อยอดการใช้สมองมาคิดคำนวณปัญหา ประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง ประกอบไปด้วย 5 ด้าน ได้แก่

  • สมองด้านวิชาและวินัย (disciplined mind) 

ในที่นี้จะหมายถึง การมีความรู้ มีทักษะ อธิบายได้ว่า การที่เด็กสามารถเรียนรู้แก่นสาระของความรู้นั้นได้อย่างเชี่ยวชาญ เป็นการรู้ลึก รู้จริง จนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ มิใช่เป็นเพียงการรู้แบบท่องจำ จดจำแบบผิวเผินเท่านั้น

  • สมองด้านสังเคราะห์ (synthesizing mind)

เป็นการประมวลผลข้อมูลที่ตนได้เรียนรู้ กลั่นกรองส่วนที่สำคัญ และนำมาจัดระบบนำเสนอใหม่ได้ในแบบของตน การฝึกสมองด้านการสังเคราะห์นี้ จะเน้นเรื่องการปฎิบัติมากกว่าทฤษฎี เพราะเป็นการนำเอาทฤษฎีออกมาสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ได้ด้วยเหมือนกันนั่นเอง

  • สมองด้านสร้างสรรค์ (creating mind) 

เป็นทักษะที่คนไทยขาดที่สุด โดยคุณสมบัติสำคัญที่สุดของสมองสร้างสรรค์คือ คิดนอกกรอบ แต่คนเราจะคิดนอกกรอบเก่งได้ต้องเก่งความรู้ในกรอบเสียก่อน แล้วจึงคิดออกไปนอกกรอบนั้น ถ้าคิดนอกกรอบโดยไม่มีความรู้ในกรอบเรียกว่า คิดเลื่อนลอย คนที่มีความรู้และทักษะอย่างดีเรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญ ต่างจากผู้สร้างสรรค์ตรงที่ผู้สร้างสรรค์ทำสิ่งใหม่ ๆ ออกไปนอกขอบเขตหรือวิธีการเดิม ๆ โดยมีจินตนาการแหวกแนวไป และการสร้างสรรค์ต้องใช้สมองหรือทักษะอื่น ๆ ทุกด้านมาประกอบกันการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ ความสร้างสรรค์นั้นเรียนรู้หรือฝึกได้ ศัตรูสำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ คือ การเรียนแบบท่องจำ เปรียบเทียบสมอง ๓ แบบข้างต้นได้ว่า สมองด้านวิชาและวินัยเน้น ความลึก (depth) สมองด้านการสังเคราะห์เน้นความกว้าง (breath) และสมองด้านสร้างสรรค์เน้นการขยายหรือฝืน (stretch)

เพลงพัฒนาสมอง สร้างพลังสร้างสรรตั้งแต่ในครรภ์
เพลงพัฒนาสมอง สร้างพลังสร้างสรรตั้งแต่ในครรภ์
  • มองด้านเคารพให้เกียรติ (respectful mind)

ปัจจุบันคนติดต่อกันได้ง่ายขึ้น เราจึงสามารถพบปะผู้คนได้หลากหลาย ทั้งต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม ความคิด และความหลากหลายทางกายภาพอื่น ๆ เช่น ความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น ดังนั้นการสอนเด็กให้ให้ความสำคัญกับการเคารพให้เกียรติความแตกต่างกัน นอกจากจะทำให้สังคมอยู่กันได้อย่างสงบสุขแล้ว ยังไม่เป็นการสร้างอคติปิดกั้นการเรียนรู้ของสมองอีกด้วย เด็กจะสามารถยอมรับในองค์ความรู้ของคนทุกคน ทุกความแตกต่างได้อย่างสนิทใจ ยิ่งเป็นการต่อยอดพัฒนาโลกให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

  • สมองด้านจริยธรรม (ethical mind)

สมองด้านจริยธรรมได้รับการปลูกฝังกล่อมเกลามาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เรื่อยมาจนโต และเชื่อว่าเรียนรู้พัฒนาได้จนสูงวัยและตลอดอายุขัย เป็นทักษะทางนามธรรม เป็นสมองส่วนที่ไว้ควบคุมสัญชาตญาณดิบของคนเราให้แสดงออกมาอย่างถูกต้องตามแบบที่สังคมยอมรับ

การพัฒนาสมอง 5 ด้าน ไม่ดำเนินการแบบแยกส่วนแต่เรียนรู้ทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน หรือที่เรียกว่า เรียนรู้แบบบูรณาการ เราต้องทำหน้าที่ออกแบบการเรียนรู้ และช่วยเป็นโค้ชให้แก่เด็ก ครูที่เก่งและเอาใจใส่จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ลึกและเชื่อมโยงกันได้ นั่นคือเขาจะมี มิติทางปัญญา แต่จะดีกว่าไหมหากพ่อแม่จะเป็นคนสร้างการเรียนรู้เหล่านั้นขึ้นมาได้เอง โดยไม่ต้องลุ้น หรือหวังพึ่งแต่ครูเพียงอย่างเดียว การที่ลูกสามารถเตรียมพร้อมพื้นฐานการเรียนรู้ได้ก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการฝึกฝนอีกครั้งจากทางโรงเรียนก็จะยิ่งเป็นการเติมเต็มให้กับลูกมากยิ่งขึ้นไปอีก

5 ส่วนของสมองมีหน้าที่อย่างไร?

สมองของคนเรามี 5 ส่วนหลัก ๆ ซึ่งแต่ละส่วนเป็นพื้นฐานของการต่อยอดทางความรู้ การเรียน และรับสิ่งใหม่เพิ่มเติม พื้นฐานของสมองยิ่งดีเท่าไหร่ ก็จะสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ไวมากขึ้นเท่านั้น

สมองทั้ง 5 ส่วนควบคุมวิธีการในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ สมองจะเป็นตัวตัดสินว่า ในการเรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ต้องใช้ความสามารถทางด้านใดบ้างเพื่อให้ได้รับและใช้ประโยชน์จากการเรียน ส่วนความรู้คือ “สิ่งที่ได้เรียนมา” เป็นตัวบอกว่าเราได้เรียนรู้อะไร ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ภาษาหรือเทคนิคต่าง ๆ ในชีวิต สรุปได้ว่าพื้นฐานของสมองทั้ง 5 ส่วนนั้นเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดศักยภาพในการเรียนรู้และนำความรู้ที่เราจำเป็นต้องศึกษามาใช้ในชีวิตประจำวัน หากพื้นฐานดังกล่าวแข็งแรง ย่อมก่อให้เกิดการเรียนสิ่งใหม่ ๆ ได้ดีและต่อยอดทักษะด้านการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

หน้าที่ของสมอง 5 ด้าน
หน้าที่ของสมอง 5 ด้าน

เพลงพัฒนาสมองได้อย่างไรบ้าง ?

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าใจหลักการทำงานของสมอง และพลังทั้ง 5 ด้านของสมองกันแล้ว นอกจากการช่วยหากิจกรรมที่จะมาส่งเสริมทักษะต่าง ๆ เหล่านั้นเพิ่มนอกห้องเรียนแล้ว การที่เราจะมาเตรียมพร้อมสมองของลูกด้วยสิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัว อย่างเช่น เพลงเพราะ ๆ สักเพลง ก็ยิ่งทำให้สมองของลูกพร้อมสำหรับการเรียนรู้ยิ่งขึ้น ซึ่งเพลงพัฒนาสมองนั้นมีการศึกษาวิจัยบางส่วนกล่าวถึงประโยชน์ของเสียงเพลงที่ส่งผลดีต่อสมองไว้ ดังนี้

การเรียนดนตรีทำให้ฉลาดยิ่งขึ้น
คนที่เรียนดนตรีมักเก่งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์เมื่อมีอายุมากขึ้น เพราะการเรียนดนตรีช่วยให้สมองได้ฝึกแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม จังหวะและเวลานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยหากเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพราะอาจเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาและก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ยิ่งบทเรียนนั้นเข้มข้นมาก สมองก็จะยิ่งพัฒนามากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ก็อาจได้รับประโยชน์จากการเรียนดนตรีได้เช่นเดียวกัน เพียงแค่หมั่นใช้งานสมองส่วนความจำระยะสั้นที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการใช้เหตุผล ก็อาจช่วยให้ระบบการเรียนรู้ในสมองเสื่อมสภาพช้าลงได้

การเล่นดนตรีช่วยเพิ่มความจำ
การเล่นดนตรีช่วยให้จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และยังช่วยรักษาความทรงจำให้คงอยู่เมื่อมีอายุมากขึ้นด้วย โดยการทำกิจกรรมที่ซับซ้อนอย่างการอ่านโน้ตดนตรี หรือการวางมือบนสายเครื่องดนตรี จะช่วยเพิ่มความจุของความจำระยะสั้นให้กับสมอง และเมื่อเวลาผ่านไป สมองจะเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานหลายอย่างไปพร้อมกันโดยไม่รู้สึกว่าข้อมูลล้นจนเกินไป รวมถึงช่วยให้สมองจดจำข้อมูลได้นานขึ้นด้วย นอกจากนี้ การเล่นดนตรีเป็นกลุ่มยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแยกแยะข้อมูลเล็ก ๆ ในพื้นที่ที่ซับซ้อนภายในสมองอีกด้วย ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในระยะยาวได้

เพลงที่ชอบ คือ เพลงพัฒนาสมอง
เพลงที่ชอบ คือ เพลงพัฒนาสมอง

ฟังเพลงอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ?

  • ชื่นชอบก็ไม่ต้องบังคับ การเลือกเพลงเพื่อพัฒนาสมองให้ลูกควรเลือกฟังเพลงตามแนวที่ลูกชื่นชอบ เพราะจะทำให้เขาอยากฟัง สนใจ
  • ฟังแบบสุ่มเพลงบ้าง อย่าตายตัว โดยอาจใช้หูฟังคู่ใจเพื่อฟังเพลงโปรดเหล่านั้นพร้อมกับฟังเพลงแบบสุ่มไปด้วย เพราะการฟังเพลงแบบสุ่มจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขอย่างโดพามีนออกมา
  • เพลงแจ๊ส ฟังง่ายรื่นหูอย่างเพลงแจ๊สก็ฟังได้ เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การฟังเพลงแจ๊สช่วยเพิ่มสารเอ็นดอร์ฟิน  และ      สารอิมมูโนโกลบูลิน ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในร่างกาย
  • ดนตรีออร์เคสตรา เพราะนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าดนตรีออร์เคสตราช่วยให้ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมมีความมั่นใจในตนเองและอารมณ์ดีขึ้น ดังนั้นถ้าคนปกติฟังก็ยิ่งทำให้ผลที่ได้รับดีขึ้นไปอีก
  • เพลงคลาสสิค  เพลงเบา ๆ สบาย ๆ อย่างเพลงคลาสสิค นอกจากจะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจและชีพจรช้าลง ช่วยลดความดันโลหิต และลดฮอร์โมนความเครียดได้ ทำให้สมองได้พักผ่อน

อ่านต่อ 20 เนื้อเพลงกล่อมเด็กพัฒนาสมองุ

อย่างไรก็ตามมีข้อควรระวังสำหรับการฟังเพลงพัฒนาสมองสำหรับเด็ก 2 ข้อดังนี้

  1. ไม่ควรฟังเพลงในระดับเสียงที่ดังเกินไป เพราะอาจทำให้สูญเสียการได้ยิน
  2. ไม่ควรให้เด็กทารกฟังเพลงจากหูฟัง เพราะสมองของเด็กยังไม่พร้อมที่จะรับคลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นสูง แต่หากต้องการให้ทารกได้ยินเสียงเพลง คุณแม่ควรร้องเพลงให้เด็กฟังด้วยตัวเองแทนจะดีที่สุด

อ่านต่อ ดนตรีพัฒนาสมอง เพิ่มทักษะการเรียนรู้ให้ลูกน้อย

อ่านต่อ 10 เพลงกล่อมนอน 10 นาที ช่วยให้ลูกหลับปุ๋ยฝันดีตลอดคืน

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Pobpad / Sanook / Brainfit

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

20 วิธี เสริมสร้างพลังสมองให้ลูกน้อย

พลังของการนอน !!!! ขุมคลัง… พลังสมองของลูกน้อย

7 สารอาหารต้องรู้ “ดูแลสมอง สร้างไอคิว” ให้ลูกรัก

ลูบท้องให้ลูกฉลาด กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกในครรภ์ด้วย 5 วิธี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกติดเชื้อโรคครูป

ลูกติดเชื้อโรคครูป หลังไปโรงพยาบาล แค่แป๊บเดียวก็ติดโรคได้

อุทาหรณ์ ลูกติดเชื้อโรคครูป แม้ไปโรงพยาบาลแค่ไม่นาน เชื้อโรคร้ายก็มากล้ำกรายสุขภาพลูกเราได้

ลูกติดเชื้อโรคครูป

ไม่มีใครอยากเห็นลูกป่วย ไม่มีใครอยากพาลูกไปโรงพยาบาล สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย แต่เมื่อลูกเจ็บป่วยต้องพบหมอ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษาอย่างละเอียด เช่นเดียวกับครอบครัวของน้องริวคิน แต่ใครเล่าจะรู้ว่า การไปโรงพยาบาลเพื่อหาหมอรักษาโรคหนึ่ง ลูกกลับได้อีกโรคหนึ่งกลับมา

เพจเจ้าตัวเล็ก เล่าประสบการณ์แอดมิทครั้งแรกของริวคินผ่านโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า โรงพยาบาลคือที่ที่อันตรายสำหรับเด็กเล็กจริง ๆ โดยเรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่หวังให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับแม่ ๆ ที่จะต้องพาลูกไปโรงพยาบาล เริ่มมาจากที่ริวคินมีตุ่มที่เปลือกตา เป็นมานานหลายวันไม่หายสักที คุณหมอที่คลินิกแถวบ้านเลยแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลจะได้รู้ว่าแพ้อะไรหรือเปล่า

“ด้วยความเป็นห่วงลูก หม่ามี้ก็พาไปค่ะ ระหว่างรอคิวมันก็จะมีโซฟายาว ๆ ให้เรานั่งรอ หม่ามี้ก็ไปนั่งรอ โดยให้พี่เลี้ยงริวคินเค้าอุ้มริวคินไว้บนตัก แต่ด้วยความสะเพร่าของเราเอง นั่งไปสักพักริวคินก็คลานลงมานั่งที่โซฟา เอามือจับถู ๆ ที่โซฟา พอหม่ามี้เห็นก็เอาผ้าเปียกเช็ด ๆ มือเค้า แล้วอุ้มกลับมานั่งที่เดิม ใจเราก็คิดสั้น ๆ ว่าคงไม่เป็นไร เพราะจับแปปเดียวเอง จากนั้นเราก็เข้าพบคุณหมอปรึกษาเสร็จเรียบร้อยปรากฏว่าแมลงกัด กลับบ้านได้ค่ะ”

แต่เรื่องไม่จบลงแค่นั้น เจ้าตัวน้อยกลับมีอาการป่วยเริ่มขึ้นมา โดยคุณแม่เล่าต่อไปว่า วันต่อมาริวคินเริ่มมีน้ำมูก ตอนกลางคืนก็ตื่นมาร้องไห้บ่อย ๆ กลางวันก็ดูหงุดหงิด มีไข้เล็กน้อย หม่ามี้ก็รักษาตามอาการไปค่ะ แต่พอมาวันที่ 2 ริวคินเริ่มหายใจมีเสียงดังมาก ๆ เหมือนมีเสมหะในคอตลอดเวลา ไม่กลืนน้ำลาย ไม่กินข้าว กินนมน้อยมาก มีไข้ 37.8-37.9 นอนไม่ได้ นอนได้แป๊บเดียวก็ตื่นเหมือนหายใจไม่สะดวก เสียงแหบ แต่ยังไม่ไอ หม่ามี้ก็ให้กินยาลดไข้ กะว่าถ้าคืนนี้ยังไม่ดีขึ้นพรุ่งนี้จะพาไปโรงพยาบาล

ลูกติดเชื้อโรคครูป
ลูกติดเชื้อโรคครูป

หายใจแล้วหน้าอกยุบ สัญญาณอันตรายโรคครูป

หลังจากที่ผลัดกันอุ้มกับป่ะป๊ามาเรื่อย ๆ จนถึงเวลา ตี 5 ริวคินก็เริ่มร้องไห้ไม่มีเสียง ทำท่างับอากาศเหมือนหายใจไม่สะดวก หม่ามี้ตกใจมาก!! รีบเปิดเสื้อดูหน้าอกของลูก ปรากฏว่า เวลาหายใจเข้าหน้าอกริวคินยุบลงไปเลย!! หม่ามี้ตกใจที่สุดในชีวิต รีบให้ป่ะป๊าพาลูกไปโรงพยาบาล พอถึงโรงพยาบาล คุณหมอดูอาการแล้วบอกว่าต้องพ่นยาทันที เพราะจะได้ช่วยให้ริวคินหายใจได้สะดวกมากขึ้น

เวลาบีบหัวใจของคนเป็นแม่ก็มาถึง.. คุณพยาบาลเอาผ้ามาพันรอบตัวริวคินเพื่อมัดเค้าไว้ไม่ให้เค้าดิ้น เพราะริวคินไม่เคยพ่นยาหรือมาโรงพยาบาลเลย เวลานั้นริวคินร้องไห้เยอะมาก ๆ ยิ่งร้องเค้าก็ยิ่งเหนื่อย หน้าอกยิ่งยุบลง แต่เริ่มร้องไห้แบบมีเสียงออกมาบ้างแล้ว คงเป็นเพราะยาที่เพิ่งพ่นไป พ่นเสร็จคุณหมอแจ้งว่าต้องแอดมิท และบอกว่าลูกคุณแม่เป็น โรคครูป

“ตอนนั้นยังไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรมากมาย ก็ต้องพาริวคินไปเจาะเลือดและใส่สายน้ำเกลือ โอ้ยย!!! ใจแม่จะขาดแล้ว ต้องมัดลูกไว้ให้คุณพยาบาลเจาะเลือดใส่น้ำเกลือ วินาทีนั้นเราได้แต่มองหน้าลูกที่ร้องไห้จนเหนื่อย เค้าพยายามดิ้นสุดชีวิต น้ำตาไหลอาบแก้ม สายตามองมาที่หม่ามี้กับป่ะป๊าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เค้า ใจคนเป็นพ่อเป็นแม่จะขาดซะให้ได้เห็นลูกเจ็บอยู่ตรงหน้าแต่ทำอะไรไม่ได้เลย”

เสร็จจากเจาะเลือดก็ต้องป้อนยาแก้ไข้ต่อเพราะริวคินมีไข้ 38.2 องศา จากนั้นก็พาไปเอ็กซเรย์ดูปอดกับหลอดลมว่าโอเคไหม เชื้อลงปอดหรือเปล่า สรุปปอดโอเคไม่มีปัญหาแต่หลอดลมตีบ สรุปริวคินต้องนอนแอดมิทที่โรงพยาบาล 3 คืน โดยต้องให้ยาฆ่าเชื้อและพ่นยาทุก ๆ 6 ชั่วโมง หลัง ๆ ต้องมีดูดน้ำมูกด้วย

ลูกติดเชื้อโรคครูป
ลูกติดเชื้อโรคครูป

โรคครูปคือโรคอะไร

คุณหมอแจ้งว่าโรคครูปคือโรคที่มีการติดเชื้อไวรัสที่หลอดลมและกล่องเสียง โดยมีอาการคือ

เวลาริวคินหายใจแล้วได้ยินเสียงครืดคราดเกิดมาจากการอักเสบของหลอดลมทำให้หลอดลมตีบ ไม่ใช่เสียงเสมหะ โดยโรคนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนถึง 5 ปี เกิดมาจากที่เด็กอาจจะสูดเอาละอองที่มีเชื้อไวรัสเข้าไปหรือไปสัมผัสกับของเล่นหรือพื้นผิวที่ผู้ป่วยโรคนี้เคยสัมผัส ซึ่งส่วนมากจะติดมาจากโรงพยาบาลกันค่ะ!!

ขณะนี้ริวคินหายดีแล้ว กลับมาร่าเริงสดใสเหมือนเดิม โดยคุณแม่บอกว่า อาการที่น้องเป็นอยู่ในขั้นปานกลาง สำหรับวิธีการรักษาคือพ่นยาและให้ยาฆ่าเชื้อทุก ๆ 6 ชั่วโมง กินยาครั้ง 4 หลอด เช้ากลางวันเย็น และต้องให้ริวคินอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ พยายามอย่าทำให้เค้าร้องไห้เพราะโรคนี้ยิ่งร้องไห้อาการจะยิ่งแย่ลง แต่ทุกครั้งที่ต้องพ่นยาริวคินก็จะร้องไห้หนักทุกที

สำหรับการติดเชื้อไวรัสโรคครูป คุณหมอบอกคุณแม่ด้วยว่า นอกจากการสูดอากาศเอาละอองไวรัสเข้าไป ลูกยังติดเชื้อได้จากการจับของเล่น หรือพื้นผิวที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแล้วเด็กเอามือเข้าปาก เด็กจึงมักจะติดเชื้อมาจากบ่อบอล โรงเรียน หรือโรงพยาบาล

“เหตุการณ์นี้สอนให้แม่รู้ว่า อย่าละเลยกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปโรงพยาบาลไม่ควรให้ลูกไปจับอะไรเลยสักอย่าง เพราะที่โรงพยาบาลเชื้อโรคเยอะมาก ๆ อย่าคิดว่าแค่นี้เอง แป๊ปเดียวเองไม่เป็นอะไรหรอก ไม่จริงค่ะ!! ริวคินก็จับแค่แป๊ปเดียว หม่ามี้ก็เช็ดมือให้แล้ว สุดท้ายก็ติดเชื้อไวรัสมา ไม่คุ้มที่สุดเลยค่ะ คุณหมอแนะนำว่า ถ้าจะมาโรงพยาบาลควรให้ลูกนั่งรถเข็นเลยค่ะให้อยู่แต่ในรถเข็น ใส่หน้ากากและล้างมือบ่อย ๆ จะปลอดภัยที่สุด ใครจะมองว่าเราเป็นแม่ที่เยอะ!! ช่างเค้าค่ะอย่าไปสนใจ!! เพราะเวลาลูกเจ็บป่วยมันไม่คุ้มเลยจริง ๆ การที่ต้องมาเห็นลูกป่วย มันเป็นอะไรที่บีบหัวใจมาก ๆ เวลาที่ลูก ๆ แข็งแรง สดใสร่าเริง คือสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับคนเป็นแม่แล้วค่ะ” คุณแม่ยังทิ้งท้ายกับทีมแม่ ABK ด้วยว่า ตอนนี้ถ้าไปข้างนอกก็จะจับน้องนั่งรถเข็นอย่างเดียวเลยค่ะ ไม่ให้จับอะไรเลย ใส่หน้ากากแล้วก็ล้างมือเค้าบ่อย ๆ ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจเจ้าตัวเล็ก ที่มาเล่าประสบการณ์พร้อมให้ความรู้เรื่องโรคครูปด้วยนะคะ สำหรับโรคครูปนั้นเป็นโรคที่ติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza), ไวรัส อาร์ เอส วี (RSV) และ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza) แล้วพ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นโรคครูป เรามาทำความรู้จักโรคครูป (Croup) เพิ่มเติมกันนะคะ

วิธีสังเกตโรคครูป

  1. มีไข้ ไอ น้ำมูก อาการเหล่านี้จะนำมาก่อนประมาณ 2 วัน
  2. หายใจเสียงดัง โดยเฉพาะช่วงหายใจเข้า
  3. ไอเสียงก้อง เสียงแหบ

ส่วนสัญญาณอันตราย หากลูกมีอาการหอบเหนื่อย อกบุ๋ม คอบริเวณไหปลาร้ามีลักษณะบุ๋มเวลาหายใจเข้า ให้รีบมาพบแพทย์ โดยโรคครูปสามารถเป็นซ้ำได้อีก แพทย์จึงมักจะนัดหมายเพื่อติดตามอาการหลังกลับบ้าน ในด้านการรักษา แพทย์ทำการประเมินสัญญาณชีพ ระดับออกซิเจน ลักษณะการหายใจของเด็กว่ามีอาการหอบเหนื่อยหรือไม่ และประเมินความรุนแรงของโรค จากลักษณะอาการไอ ลักษณะการหายใจ เสียงหายใจ เสียงลมเข้าปอด และระดับออกซิเจน หากเด็กมีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์โดยวิธีรับประทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือทางหลอดเลือดดำ แต่ถ้าเด็กมีอาการรุนแรงปานกลาง แพทย์จะให้พ่นยาอะดรีนาลีน (Adrenaline) เพิ่มเติมจากยาสเตียรอยด์ และประเมินอาการที่โรงพยาบาลในช่วง 2-4 ชั่วโมง สำหรับเด็กที่มีอาการรุนแรงหรือมีโอกาสเกิดภาวะหายใจล้มเหลว จำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แม้ว่าโรคครูปมักจะหายได้เองภายใน 3-7 วัน แต่อาจมีความเสี่ยงที่ทางเดินหายใจจะบวมกระทบต่อการหายใจของผู้ป่วยได้

เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสและโรคต่าง ๆ เด็กควรใส่หน้ากากอนามัยเป็นประจำ พ่อแม่ต้องพาลูกไปฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายให้ครบ ทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนแออัด และต้องล้างมือเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาสัมผัสสิ่งของ ของเล่น หรือเครื่องเล่นสาธารณะ ส่วนทารกหรือเด็กเล็กควรกินนมแม่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคครูปส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าลูกเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา รีบมาพบแพทย์จะดีที่สุด

 อ้างอิงข้อมูล : เพจเจ้าตัวเล็ก และ phyathai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

วัคซีนในเด็กฟรี พาลูกไปฉีดวัคซีนได้เลย ไม่ต้องเสียเงิน!

7 วิธีเลี้ยงทารกให้มี สุขภาพดี-ไม่ป่วยบ่อย-ภูมิต้านทานสูง

10 อาหาร “บำรุงสมอง” ลูกยิ่งกิน ยิ่งความจำดี-ไอคิวสูง

ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร

ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร ประกันสังคมชวนลงทะเบียนง่ายๆ

ประกันสังคมชวน ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร

เปิดอีกช่องทางรับเงินประโยชน์ทดแทน! ประกันสังคมชวน ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยนายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการเพิ่มช่องทางให้บริการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน ผ่านระบบบริการพร้อมเพย์ ว่า ขอเชิญชวนผู้ประกันตนที่สนใจขอรับสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร ลงทะเบียนพร้อมเพย์ ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารที่เปิดบัญชีเงินฝากไว้ ก่อนยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร โดยผู้ประกันตนที่ยื่นขอรับสิทธิรายใหม่สามารถติดต่อด้วยตนเองได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ / จังหวัด / สาขา (ยกเว้นสำนักงานใหญ่)

การเพิ่มช่องทางให้บริการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน กรณีสงเคราะห์บุตร ของสำนักงานประกันสังคมนั้น เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า การเพิ่มช่องทางจ่ายเงินผ่านระบบบริการพร้อมเพย์นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ในการลดการใช้กระดาษ (Paperless) และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงบริการรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีความโปร่งใส ลดความผิดพลาด ลดการใช้เงินสดและเช็ค

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เคยยื่นไว้แล้วก็ไม่ต้องกังวล เพราะผู้ประกันตนที่ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรสามารถแจ้งการเปลี่ยนแปลงการขอรับประโยชน์ จากการรับเงินโอนผ่านบัญชีธนาคาร เป็นผ่านบริการพร้อมเพย์ ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/ จังหวัด/ สาขา ทั่วประเทศ (ยกเว้นสำนักงานใหญ่) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการบันทึกข้อมูลเปลี่ยนแปลงช่องทางการขอรับสิทธิ โดยการยื่นเรื่องหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีรับเงิน ไม่ต้องนำสำเนาหน้าบัญชีเงินฝากธนาคารมายื่นกับสำนักงานประกันสังคม

ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร
ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร

เงินสงเคราะห์บุตรได้เท่าไรในแต่ละเดือน

สำหรับการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 600 บาท ต่อบุตรหนึ่งคน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน

เงื่อนไขของคุณพ่อคุณแม่ผู้ประกันตน

  1. คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน
  2. เงินสงเคราะห์บุตรจะจ่ายให้กับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้ เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น
  3. ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์
  4. แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ แต่สามารถใช้สิทธิได้แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร
ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร

การเบิกสิทธิกรณีสงเคราะห์บุตร

สำนักงานประกันสังคมจะทำการตรวจสอบการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน หากมีการนำส่งเงินสมทบครบ 12 เดือน ภายใน 36 เดือนก่อนบุตรคลอด จึงจะมีการย้อนหลังให้ไม่เกิน 1 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด ยกเว้น กรณีผู้ประกันตนมิได้นำส่งเงินสมทบตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ทางสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินให้ผู้ประกันตน ณ วันที่สิทธิเกิดขึ้นเท่านั้น

หลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร

  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส. 2-01)
  • กรณีผู้ประกันตนเคยยื่นใช้สิทธิแล้วและประสงค์จะใช้สิทธิสำหรับบุตรคนเดิม ให้ใช้หนังสือขอใช้สิทธิบุตรคนเดิมกรณีกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน จำนวน 1 ฉบับ
  • กรณีผู้ประกันตนหญิงใช้สิทธิ
  • สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย) จำนวน 1 ชุด
  • กรณีผู้ประกันตนชายใช้สิทธิ
  • สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาทะเบียนหย่าพร้อมบันทึกแนบท้ายของผู้ประกันตนหรือสำเนาทะเบียนรับรองบุตร หรือสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 1 ชุด
  • สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วยจำนวน 1 ชุด)
  • กรณีเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุลให้แนบสำเนาเอกสารใบเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุลด้วย จำนวน 1 ชุด
  • กรณีผู้ประกันตนต่างชาติขอรับประโยชน์ทดแทนให้ใช้สำเนาบัตรประกันสังคมและสำเนาหนังสือเดือนทาง (passport) หรือสำเนาหนังสือเดินทางชั่วคราวหรือเอกสารรับรองบุคคลที่ทางราชการออกให้ จำนวน 1ชุด
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอ จำนวน 1 ฉบับ ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน ดังนี้
  1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
  2. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)
  3. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
  4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
  6. ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)
  7. นาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
  8. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  9. ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด(มหาชน)

เอกสารประกอบการยื่นคำขอฯ ที่เป็นสำเนาให้รับรองความถูกต้องของสำเนาทุกฉบับ และแสดงเอกสารที่เป็นต้นฉบับเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ กรณีเอกสารหลักฐานสำคัญต่อการพิจารณาเป็นภาษาต่างประเทศให้จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องให้ครบถ้วน

ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร
ใช้พร้อมเพย์รับเงินสงเคราะห์บุตร

ขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทนของคุณพ่อคุณแม่

  • ผู้ประกันตนต้องกรอกแบบ สปส.2-01 พร้อมลงลายมือชื่อและนำมายื่นที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา หรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์โดยมีหลักฐานครบถ้วน (กรณีผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตร 3 คน ในคราวเดียวกันสามารถใช้แบบคำขอฯ ชุดเดียวกันได้)
  • เจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานและพิจารณาอนุมัติ
  • สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
  • พิจารณาสั่งจ่าย จ่ายเป็นรายเดือน

สถานที่ยื่นเรื่อง

ยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา ที่สะดวก (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข) ทั้งนี้ เมื่อบุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์/บุตรเสียชีวิต/ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น หรือความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะเท่ากับหมดสิทธิรับเงินกรณีสงเคราะห์บุตร

หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรับเงินสงเคราะห์บุตร สามารถยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมประจำจังหวัดทุกเขตพื้นที่ทั่วประเทศ และเพื่อความสะดวกรวดเร็ว สามารถลงทะเบียนรับเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ หรือถ้าเคยลงทะเบียนไว้แล้ว อย่าลืมไปแจ้งการเปลี่ยนแปลงช่องทางการรับเงินกันนะคะ

 อ้างอิงข้อมูล : sso.go.th และ facebook.com/ssofanpage

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ย้ายงาน! อย่าลืมยื่นขอรับสิทธิ์ เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด กับ เงินสงเคราะห์บุตร ต่างกันอย่างไร?

ยกเลิกบัตรทอง 2563 รายชื่อ 64 คลินิก-โรงพยาบาล ถูกสปสช.เลิกสัญญา

mind map

สร้าง Mind map ช่วยฝึกให้ลูกส่งงานครบมีความรับผิดชอบ

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแนะวิธีวาดตารางกำหนดการทำงานให้เด็ก วิธีสร้างหลักความคิดด้วย Mind map ช่วยลูกฝึกตัวเองให้มีความรับผิดชอบ แถมได้งานครบ ถูกใจทั้งแม่ลูก

สร้าง Mind map ช่วยฝึกให้ลูกส่งงานครบมีความรับผิดชอบ!!

ปัญหาสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในช่วงวัยเรียน คงหนีไม่พ้นเรื่องการส่งงาน ส่งการบ้าน ให้ครบ ตรงตามกำหนดเวลา  ปัญหาที่ลูกไม่ชอบทำการบ้าน หรือทำการบ้านไม่เสร็จ ส่งไม่ได้ตามกำหนดนั้น หากมองในแง่ดีก็เป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่ง หลายคนคงสงสัยว่าการที่ลูกไม่ส่งงาน ทำการบ้านไม่เสร็จ จะเป็นสัญญาณที่ดีได้อย่างไร คำตอบก็คือ ลูกกำลังเตือนให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าตัวเขากำลังประสบปัญหาในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก แต่มันทำให้ลูกเกิดพฤติกรรมถดถอย เป็นสัญญาณเตือนที่ดีให้คุณพ่อคุณแม่หันมาสนใจเขา อย่างพึ่งไปตีความเอาเองจากเหตุผลของตัวเองว่า เป็นเพราะลูกขี้เกียจ ไม่มีความรับผิดชอบกันก่อนเลยจะดีกว่า

ลูกส่งงานไม่ครบ ส่งสัญญาณว่าเขามีปัญหา
ลูกส่งงานไม่ครบ ส่งสัญญาณว่าเขามีปัญหา

การไปดุด่าว่ากล่าวลูกเสียก่อนที่จะได้ถามไถ่ พูดคุย เป็นเสมือนการผลักลูกให้ยิ่งไกลตัวออกไป ยิ่งทำให้ปัญหาหนักมากขึ้นไปอีก หากเราสามารถมองเห็นปัญหา และช่วยแนะแนวทางการแก้ปัญหาให้ลูกอย่างตรงจุดจะทำให้เขามีพฤติกรรมจากหน้ามือเป็นหลังกันเลยทีเดียว

วันนี้ทาง ทีมแม่ABK ได้หยิบยกนำเอาแนวคิดที่สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องการส่งงานของลูกมาฝากกัน ในเพจของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นชื่อว่า หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง โดยคุณหมอได้ให้ตัวอย่างแนวทางการจัดทำตารางภาพวาดเรียงลำดับขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การทำงาน เป็นกระบวนการไปจนถึงขั้นตอนการส่งงานจนสำเร็จ ตามแบบอย่างในรูป

ตัวอย่าง Mind map จากเพจหมอแมวน้ำเล่าเรื่อง
ตัวอย่าง Mind map จากเพจหมอแมวน้ำเล่าเรื่อง

ซึ่งจากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าการจัดทำแผนภาพกระบวนการคิดดังกล่าว นั่นคือ การจัดทำ Mind mapหรือแผนที่ความคิดนั่นเอง

มารู้จักแผนที่ความคิดกันเถอะ

คือ การนำเอาทฤษฎีที่เกี่ยวกับสมองมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด โดยเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ การเขียนแผนที่ความคิด เกิดจากการใช้ทักษะทั้งหมดของสมอง เป็นการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก คือ สมองซีกซ้ายและซีกขวา

  • สมองซีกขวา จะทำหน้าที่สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ จินตนาการความงาม ศิลปะ จังหวะ
  • สมองซีกซ้าย จะทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ คำภาษา สัญลักษณ์ ลำดับ ระบบ ความเป็นเหตุเป็นผล ตรรกวิทยา

ความเป็นมา

โทนีบูซาน (Tony Buzan) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้คิดริเริ่มนำเอาความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้กับการเรียนรู้ของเขา (พ.ศ. 2517)โดยพัฒนาจากการจดบันทึกแบบเดิมที่จดบันทึกเป็นตัวอักษรเป็นบรรทัด ๆ เป็นแถว ๆ เปลี่ยนมาเป็นบันทึกด้วยคำ ภาพ สัญลักษณ์แบบแผ่รัศมี    ออกรอบ ๆ ศูนย์กลางเหมือนการแตกกิ่งก้านของต้นไม้ การแตกของเซลล์สมองโดยใช้สีสัน ซึ่งต่อมาเขาจึงนำไปใช้กับกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่น การวางแผน การตัดสินใจ การนำเสนอผลงาน การเขียนหนังสือ เป็นต้น

 

Mind map ช่วยให้เห็นปัญหาและจัดการง่ายขึ้น
Mind map ช่วยให้เห็นปัญหาและจัดการง่ายขึ้น

ความหมาย

เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการระบบความคิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เรียบง่ายที่สุด มีรูปแบบการจดบันทึกที่สร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพเป็นการถ่ายทอดความคิด หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมองลงกระดาษ โดยการใช้ภาพ สี เส้น และการโยงใยแทนการจดย่อแบบเดิมที่จดเป็นตัวหนังสือเป็นบรรทัด ๆ โดยแผนที่ความคิดนี้ใช้การสื่อความหมายด้วยข้อความและรูปภาพเสริมสร้างทักษะในการวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ข้อมูล อันเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่สนุกสนานมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

แม่จ๋า..ช่วยหนูด้วย

เมื่อลูกส่งสัญญาณเตือนให้แก่คุณแม่แล้วว่า เขาเริ่มไม่สามารถจัดการกับหน้าที่ ภาระงานที่เพิ่มเข้ามากับวัยที่เพิ่มขึ้นได้แล้ว โดยส่งสัญญาณมากับการค้างงาน การส่งการบ้านไม่ครบ ไม่ตรงเวลา หากคุณแม่พบปัญหาแล้วจึงควรรีบเข้าไปช่วยลูก อย่ามัวเสียเวลาไปกับการดุด่าว่ากล่าวอีกเลย เมื่อเขาไม่กลัวที่จะบอกเล่าความจริงกับคุณแม่ การช่วยเขาแนะนำให้ลูกสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้ก็จะดีต่อตัวลูกมากกว่า

การแก้ปัญหาลูกไม่ชอบทำการบ้าน

ก่อนจะไปถึงกระบวนการการส่งงานครบนั้น คงต้องพิจารณาจากจุดเริ่มต้นเลยว่าเพราะเหตุใดลูกถึงไม่มีงานไปส่ง หรือทำไม่ทัน คุณแม่อาจจะหาเหตุจากปัจจัยภายนอกเสียก่อน ดังนี้

  • ลูกมีสถานที่ทำงาน หรือการบ้านที่เหมาะสมหรือไม่ เวลาที่ผู้ใหญ่ทำงานยังต้องมีโต๊ะหรือสถานที่ที่เหมาะสม บรรยากาศการทำงานที่ดี เด็กก็เช่นกัน คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดโต๊ะเขียนหนังสือ เป็นมุมเล็ก ๆ สำหรับลูกก็ได้ แต่ควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ และมีสัดส่วน ที่เก็บของให้เรียบร้อย เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างบรรยากาศในการทำงานแล้ว ยังช่วยฝึกลูกให้เรียนรู้ในเรื่องความรับผิดชอบต่อข้าวของของตนเองได้อีกทางหนึ่งด้วย ฝึกลูกเก็บของ วางของเป็นที่เป็นทาง
  • ลูกมีหน้าที่อื่นทำจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเองหรือไม่ คงไม่ใช่ทุกบ้านที่เด็กมีหน้าที่เพียงเรียนหนังสืออย่างเดียว บางบ้านเด็กต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน หรือบางบ้านต้องช่วยดูแลน้อง ทำงานบ้านเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่ การที่เด็กต้องรับภาระหน้าที่เพิ่ม ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาละเลยการบ้าน
Mind map ช่วยลูกเห็นปัญหาง่ายขึ้น
Mind map ช่วยลูกเห็นปัญหาง่ายขึ้น
  • ลูกมีปัญหาทางจิตใจเรื่องใดหรือไม่ ความเข้าใจของผู้ใหญ่มักเข้าใจกันว่าเป็นเด็กจะมีเรื่องเครียดอะไรกัน แต่ความจริงแล้วเด็กก็มีปัญหาในแบบของเขา เมื่อเขาเผชิญปัญหาที่ตัวเองไม่สามารถคิดตกได้ ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกขาดสมาธิในการทำงาน ทำการบ้านได้ เช่น ทะเลาะกับเพื่อน ถูกครูดุจนไม่ชอบวิชานั้น เป็นต้น
  • ลูกไม่สามารถจัดแบ่งเวลาได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เมื่อเราตัดปัจจัยอื่น ๆ ไปได้หมดแล้วว่าลูกไม่เกิดปัญหาเหล่านั้น ขั้นตอนปัญหานี้คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่เป็นสาเหตุให้ลูกไม่สามารถจัดตารางเวลาของตัวเองได้ถูกต้อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขายังอยู่ในวัยเรียนรู้ ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะมาถึงจุดนี้ได้ คงต้องมีประสบการณ์ผ่านเรื่องที่ต้องฝึกฝนมาก่อนเป็นแน่ ลูกก็เช่นกัน การที่เขายังไม่สามารถจัดแบ่งเวลาได้อย่างเหมาะสมจึงมิใช่เรื่องใหญ่ ลองใช้วิธีที่คุณหมอแนะนำดูอาจจะช่วยให้ลูกมองเห็นวิธีการจัดแบ่งเวลาได้ง่ายขึ้น
  • ลูกมี Self-esteem หรือการเห็นคุณค่า ความสามารถในตัวเองหรือไม่ ความคิดเห็นที่มีต่อตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิต รวมถึงการรับมือกับอารมณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยผู้ที่มี Self Esteem สูงนั้นจะมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ในทางกลับกัน การมี Self Esteem ต่ำจะส่งผลให้รู้สึกแย่และมีมุมมองความคิดต่อตัวเองในแง่ลบ ซึ่งเป็นเหตุให้ขาดความกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ และรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถในการเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความท้าทายในชีวิต ซึ่งในบางครั้งอาจเกิดจากผู้ใหญ่ที่ไม่ทันระวัง หรือมีทัศนคติที่ควรต้องเปลี่ยน บางคนคิดว่าการชมลูกนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกเหลิง จึงมักไม่มีคำชมออกมาจากพ่อแม่ หรือครู ทำให้เด็กไม่มีความเชื่อมั่น การเห็นคุณค่าในตนเองจนไม่มีแรงจูงใจในการทำอะไรให้ประสบผลสำเร็จ

มาลองชวนลูกเขียน แผนที่ความคิดในแบบตัวเองกันเถอะ!!

ลูกส่งงานครบ ไร้ปัญหา มีความรับผิดชอบ
ลูกส่งงานครบ ไร้ปัญหา มีความรับผิดชอบ
วิธีการเขียน Mind Map  6 ขั้นตอน
  1.  เตรียมกระดาษ A4 สีขาวไม่มีเส้น วางตามแนวนอน โดยใช้ปากกาสีสันอย่างน้อย 6 เฉดสี โดยผลวิจัยพบว่า การจดอย่างมีสีสัน ช่วยเพิ่มความจำได้ถึง 78%
  2. แก่นกลางหน้ากระดาษ ให้ลูกจินตนาการหัวเรื่อง หรือหัวข้อที่เป็นปัญหา ในที่นี้คือ การส่งงานให้ครบตรงเวลา ก็วาดภาพสัญลักษณ์ไว้กลางหน้ากระดาษ เลือกใช้สีปากกาตามใจชอบได้เลย
  3. จากนั้นแตกกิ่งแก้ว หรือประเด็นสำคัญเป็นเส้นโค้งเรียวออกมารอบ ๆ และเชื่อมกับแก่นกลาง โดยให้คำอยู่บนเส้น ไม่ล้อมกรอบ และกิ่งแก้วควรเป็นกิ่งละสี เช่น มีงานใดบ้างที่ครูสั่ง เรียงลำดับงานที่ส่งก่อนหลัง เป็นต้น
  4. นอกจากกิ่งแก้วแล้ว ยังสามารถช่วยลูกแตกกิ่งก้อยออกไปได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการต่อเติม หรือแตกประเด็นรองในแต่ละกิ่งแก้ว ใช้สีเดียวกับกิ่งแก้ว และเส้นต้องเชื่อมต่อกันเสมอ เช่น ขั้นต่อจากการเรียงลำดับก่อนหลังของงานแต่ละชิ้นที่จะส่งครู ในแต่ละงานนั้นก็สามารถแตกย่อยออกเป็นขั้นตอนการทำงานนั้น เริ่มจากไหนทีละขั้นไปจนเสร็จงาน
  5. ต่อมาเป็นการแตกกิ่ง สำรวจปลายกิ่งก้อย และกิ่งแก้วทุกกิ่งว่าสามารถต่อเติมอะไรได้อีกบ้าง เพราะเมื่อเห็นภาพรวมเป็นรูปภาพที่วาดแสดงออกมาแล้ว ลูกจะสามารถเห็นได้ว่าขั้นตอนไหนสามารถทำร่วมกันไปทั้งสองงาน หรือหลายงานได้เลย เช่น ขั้นตอนการเข้าห้องสมุดหาข้อมูล ก็อาจรวบรวมหาข้อมูลทีเดียวสองงานเลยได้ ไม่ต้องเสียเวลามาใหม่ เป็นต้น
  6. เข้าสู่การแต่งสีเติมภาพ ซึ่งนอกจากสีแล้ว ภาพก็ช่วยในการจำด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ช่วยฝึกให้ลูกเติมแต่งภาพให้กับคำตามกิ่งต่าง ๆ ตัดสีแต่งเส้นให้เด่นขึ้น โดยใช้ปากกาเน้นสีทำให้กิ่งสำคัญเด่นขึ้น เป็นอันเสร็จสิ้นการทำMind Mapร่วมกับลูก
ในช่วงแรก ๆ เราอาจเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำในการจัดทำMind mapนี้ แต่เมื่อลูกทำจนเป็นนิสัยหลายครั้งเข้า เขาจะสามารถทำได้เอง ไปจนถึงสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ในมโนจิตของลูกเอง โดยไม่ต้องวาดออกมาบนกระดาษเลยทีเดียว ซึ่งถือได้ว่าเขาสามารถมีความคิดเปลี่ยนจากรูปธรรมเป็นนามธรรมได้แล้วนั่นเอง
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Pobpad /หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง /
ศิริพรรณ ชาญสุกิจเมธี งานพัฒนาคุณภาพการพยาบาล มหิดล /อาจารย์ ขวัญฤดี ผลอนันต์ วิทยากรฝึกอบรม หลักสูตร Mind Mapping

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิธีเลี้ยงลูก ให้มีอนาคตดี แม้ “เรียนไม่เก่ง”

เทคนิคสร้างSelf-efficacyช่วยลูก แก้ปัญหา ได้ด้วยตัวเอง

ส่งลูก เรียนอนุบาล แต่พ่อแม่ไม่อยากให้รร. “เร่งอ่านเขียน” จะทำอย่างไรดี?

วิธีการ พัฒนาทักษะ “การแก้ปัญหา” อย่างเป็นขั้นตอน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สารอาหาร

สารอาหาร 11 ชนิด ที่จำเป็นสำหรับ “ทารกแรกเกิด – 2 ปี”

เด็กวัยแรกเกิด – 2 ขวบนั้น จำเป็นต้องได้รับ สารอาหาร ครบถ้วน “อาหาร” ทั้งชนิดและปริมาณ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง

สารอาหาร 11 ชนิด ที่จำเป็นสำหรับ “ทารกแรกเกิด – 2 ปี”

ระยะแรกเกิด – 2 ขวบ เป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาสมองของทารก ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70-80 ของน้ำหนักสมองผู้ใหญ่ ทารกและเด็กเล็กจึงต้องการสารอาหารมากกว่าวัยอื่นเมื่อคิดตามน้ำหนักตัว และการที่ทารกและเด็กเล็กจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพและมีสุขภาพแข็งแรงนั้น ต้องได้รับการดูแล
เอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กอย่างต่อเนื่อง อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านน้ำหนัก
และส่วนสูง รวมทั้งการได้รับสารอาหารหลายชนิด ก็จะช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและพัฒนาการด้านเชาวน์ปัญญาให้กับลูกน้อย มาดูกันว่ามี สารอาหาร ชนิดใดบ้างที่ทารกควรได้รับอย่างสม่ำเสมอ

สารอาหาร 11 ชนิด ที่จำเป็นสำหรับ “ทารกแรกเกิด – 2 ปี”

  1. โปรตีน เด็กทารกต้องการโปรตีนมาก เพื่อใช้สร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องการการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1 ปี เด็กทารกจะมีน้ำหนักตัวเป็น 3 เท่าของน้ำหนักแรกคลอด
  2. ไขมัน เด็กทารกต้องการไขมันเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นแหล่งของกรดไขมันจำเป็น คือ กรดลิโนเลอิก ปริมาณไขมันที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ หรือนมผง เพียงพอตามที่ร่างกายทารกต้องการ ไม่ควรให้เด็กได้รับอาหารที่มีไขมันมากเกินไป
  3. คาร์โบไฮเดรต ความต้องการคาร์โบไฮเดรตของเด็กทารกขึ้นอยู่กับจำนวนพลังงานที่ใช้ แต่อาหารเด็กทารกไม่ควรมีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กอิ่มเร็ว และทำให้ได้รับสารอาหารชนิดอื่นน้อยลงโดยเฉพาะสารอาหารโปรตีน
  4. แคลเซียม เด็กทารกต้องการแคลเซียมประมาณวันละ 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว เพื่อให้เพียงพอสำหรับนำไปใช้สร้างกระดูกและฟัน
  5. เหล็ก เด็กทารกต้องการเหล็กเพิ่มมากขึ้น ตามสัดส่วนของขนาดร่างกายที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องนำเหล็กไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน เด็กทารกควรได้รับเหล็กประมาณวันละ 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว
  6. วิตามินเอ เด็กทารกต้องการวิตามินเอวันละ 1,400 หน่วยสากล ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ทั้งในน้ำนมแม่และน้ำนมวัวแหล่งของวิตามินเอที่ดี คือ น้ำมันตับปลา
  7. วิตามินดี ทั้งน้ำนมแม่และน้ำนมวัวมีวิตามินดีน้อย ต้องให้วิตามินดีเสริมวันละ 400 หน่วยสากล การทานปลาที่มีไขมันสูง ไข่แดง จะช่วยให้ทารกได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ
  8. วิตามินซี เด็กทารกต้องการวิตามินซีวันละ 35 มิลลิกรัม ในน้ำนมแม่และน้ำนมวัวมีวิตามินซีต่ำมาก เด็กทารกจะต้องได้รับวิตามินซีเสริมจากผักและผลไม้ต่าง ๆ
  9. วิตามินบีหนึ่ง เด็กทารกต้องการวิตามินบีหนึ่งประมาณวันละ 0.3-0.5 มิลลิกรัม
  10. วิตามินบีสองและไนอะซิน ในน้ำนมแม่มีวิตามินบีสองเพียงพอแก่ความต้องการของเด็กทารกอยู่แล้ว ซึ่งต้องการประมาณวันละ 0.4-0.6 มิลลิกรัม แต่มีไนอะซินไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทดแทนได้ ถ้าร่างกายได้รับกรดแอมิโนทริพโตเฟนจากโปรตีนในน้ำนมเพียงพอ เพราะกรดแอมิโน ทริพโตเฟน 60 มิลลิกรัม สามารถเปลี่ยนเป็นไนอะซินได้ 1 มิลลิกรัม ในร่างกาย
  11. กรดลิโนเลอิก กรดลิโนเลอิกเป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกายเด็กทารกเป็นอย่างมาก เด็กทารกควรได้รับกรดลิโนเลอิกไม่น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมด

จะเห็นได้ว่าทารกวัยแรกเกิด – 2 ขวบนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่ก็มีข้อสงสัยว่าคุณพ่อคุณแม่ควรจะให้ลูกทานอาหารมากน้อยแค่ไหนถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายลูก

 

อาหารทารก
อาหารทารก

ทารกและเด็กเล็กต้องการพลังงานมากน้อยแค่ไหน?

โดยทั่วไป การกำหนดความต้องการพลังงานและ สารอาหาร ต่าง ๆ ในทารกและเด็กเล็กนั้น ขึ้นกับอายุ เพศ
น้ำหนักตัว และระดับกิจกรรมการใช้พลังงานของร่างกายลูก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. 2004 และ องค์การอนามัยโลก ค.ศ. 1998 จึงมีคำแนะนำความต้องการพลังงานของทารกและเด็กเล็กโดยเฉลี่ย ดังนี้

ความต้องการพลังงานต่อวันของทารกแรกเกิด – อายุ 2 ปี

อายุ พลังงานที่ต้องการ
 (กิโลแคลอรี)
พลังงานที่ควรได้จากนมและอาหารตามวัย     (กิโลแคลอรี)
นมแม่ อาหารตามวัย
แรกเกิด – 2 เดือน 512 595* 0
3 – 5 เดือน 575 634* 0
6 – 8 เดือน 632 413 219
9 – 11 เดือน 702 379 323
12 – 17 เดือน 797 346 451
18 – 24 เดือน 902 346 556
* นมแม่ปริมาณมาก

จะเห็นได้ว่านมแม่ยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับลูกน้อยวัยแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี แม้ว่าหลังจาก 6 เดือนแล้ว ลูกต้องได้รับอาหารเสริมเพื่อให้ได้รับสารอาหารและพลังงานเพิ่มเติม แต่ก็ยังคงต้องการนมแม่หรือนมวัวควบคู่กันไปด้วย แต่อย่างที่ทราบกันดีว่านมแม่หรือนมวัว มีรสชาติที่ไม่หวานมาก แต่อาหารเสริมตามวัยในทุกวันนี้ มักจะมีรสชาติหวาน เพื่อให้เด็ก ๆ ชอบทาน ข้อดีของอาหารที่มีรสชาติหวานคือ ทำให้เด็กทานได้มากขึ้น แต่ทราบไหมคะว่า การให้เด็กทานหวานมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ดังนี้

วิจัยชี้!! ไม่ควรใส่น้ำตาลในอาหาร ให้ทารกก่อนวัย 2 ขวบ

แม่ ๆ ได้ทราบกันไปแล้วว่าทารกจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ในการสรรหาอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ให้กับลูกน้อย การหาอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกทานนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ลูกจะทานหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยากกว่า รสชาติจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ลูกทานมากหรือทานน้อย ดังนั้น จึงมีการปรุงแต่งรสชาติของอาหารมีรสชาติหวาน เพราะเป็นรสชาติที่เด็กชอบที่สุด จริงอยู่ว่าในระยะสั้น เด็กจะทานอาหารมื้อนั้นได้มาก แต่ในระยะยาว กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กเป็นอย่างมาก

คณะกรรมการที่ปรึกษาแนวทางการบริโภคอาหารในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเรียกร้องให้พ่อแม่และผู้ปกครองหยุดการเติมน้ำตาลในอาหารของทารกจนลูกมีอายุถึง 2 ปี โดยกล่าวว่า การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ยังช่วยปลูกฝังการเลือกทานอาหารที่ดีในอนาคตของชีวิตลูกอีกด้วย วิจัยชี้ว่า ทารกควรได้รับนมแม่หรือนมวัวเพียงอย่างเดียวจนอายุครบ 6 เดือน หลังจากนั้น ควรเริ่มทานอาหารเสริมที่ไม่เติมน้ำตาลจนถึงอายุ  2 ขวบ เพราะการทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง จะไปลดโอกาสที่จะได้รับ สารอาหาร อย่างเพียงพอ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารได้

ตัวอย่างอาหารน้ำตาลสูง ที่ลูกน้อยควรเลี่ยง

  • ขนมเค้ก 1 ชิ้น มีปริมาณน้ำตาล 5 ช้อนชา
  • ไอศกรีม 1 โคน มีปริมาณน้ำตาล 6 ช้อนชา
  • กล้วยบวชชี 1 ถ้วย มีปริมาณน้ำตาล 6 ช้อนชา
  • ช็อคโกแลตเม็ดเคลือบน้ำตาล 1 ห่อ มีปริมาณน้ำตาล 7.5 ช้อนชา
  • น้ำอัดลม 1 กระป๋อง มีปริมาณน้ำตาล 8 ช้อนชา
  • น้ำผลไม้ 1 กล่องเล็ก มีปริมาณน้ำตาล 10 ช้อนชา
  • ชาไข่มุก 1 แก้ว มีปริมาณน้ำตาล 11 ช้อนชา
  • ลูกเกด 100 กรัม มีปริมาณน้ำตาล 16 ช้อนชา
  • ซีเรียลและซีเรียลบาร์

อ่านต่อ WHO เตือน! อาหารทารก มีน้ำตาลสูงเกินไป เสี่ยงหลายโรคร้าย

อาหารน้ำตาลสูง
อาหารน้ำตาลสูง

การไม่ให้ทารกรู้จักรสชาติหวานตั้งแต่แรกเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลูกไม่ติดหวาน เราจึงขอนำคำแนะนำจาก แพทย์หญิงอนุตรา โพธิกำจร กุมารแพทย์โรคระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ได้แนะนำคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ให้ดูแลเรื่องอาหารสำหรับเจ้าตัวเล็ก ดังนี้

  • อายุแรกเกิดถึง 6 เดือน ให้กินแต่นมแม่ ในกรณีที่นมแม่ไม่พอหรือกินนมแม่ไม่ได้ ให้กินนมผงสำหรับทารกแรกเกิดแทน ซึ่งในนมแม่และนมผงประเภทนี้มีปริมาณสารอาหารที่เพียงพอสำหรับเด็ก ปริมาณของโซเดียม แคลอรี ไขมัน และโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายกำลังดี
  • อายุ 6 – 9 เดือน ให้กินอาหารเสริมวันละมื้อควบคู่กับนม โดยเน้นอาหารให้ครบ 5 หมู่ และต้องไม่ปรุงรสใด ๆ เน้นรสธรรมชาติ
  • อายุ 9 – 12 เดือน เพิ่มอาหารเสริมเป็น 2 มื้อ และกินผลไม้เป็นของว่างได้
  • อายุครบ 1 ขวบ ให้กินอาหาร 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น เหมือนผู้ใหญ่ แต่ไม่ปรุงมาก เน้นรสธรรมชาติ ส่วนนมถือว่าเป็นของว่างช่วงสาย บ่าย และก่อนนอน

สามารถจัดสัดส่วนเพื่อให้ลูกได้รับปริมาณสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตง่าย ๆ คือ เน้นผักใบเขียว 40% เสริมด้วยผลไม้ แป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต 25% โปรตีนคุณภาพดี คือโปรตีนเนื้อ ๆ ไม่เอาหนังไม่เอามัน 25% และผลไม้ 10% ที่สำคัญมากคือ อย่าส่งเสริมให้เด็กรับประทานโปรตีนแปรรูป พวกไส้กรอก หมูแฮม เบค่อน กุนเชียง ปูอัด หมูหยอง เพราะมีสารเคมีค่อนข้างเยอะ รวมถึงมีโซเดียมและไขมันอิ่มตัวสูง

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้หรือไม่? เด็กทารกก็เป็นโรคเบาหวานได้!

อ่านก่อนซื้อ! พบสารเคมีตกค้างใน “น้ำส้มคั้นสด” ถึง 60%

สุดยอด ผักสวนครัว ปลูกกินเองทั้งปี ลูกกินดี แก้สารพัดโรค

อาหารเสริมเด็กทารก ป้อนก่อนวัยเสี่ยงอันตราย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : องค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการสำหรับทุกช่วงวัย คณะอนุกรรมการสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการสำหรับหรับผู้บริโภค , romper.com, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, www.foodnetworksolution.com, health.mthai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นวดกระตุ้น ระบบย่อยอาหาร และสมอง

6จุดนวดมือลูก…กระตุ้นพลังสมองช่วย ระบบย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหาร ของลูกกำลังมีปัญหาหรือป่าว ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออยากช่วยเพิ่มพลังสมอง บรรเทาอาการหวัด ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพียงคุณแม่เริ่มนวดมือลูก.เชื่อไหม?

6จุดนวดมือลูก…กระตุ้นพลังสมองช่วย ระบบย่อยอาหาร

การนวดเด็กเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสตามธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลให้สมอง ระบบประสาท ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ไม่ติดเชื้อได้ง่าย บรรเทาอาการจากหวัด สิ่งดี ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นแก่ลูกน้อยเพียงแค่สัมผัสจากมือของแม่ที่นุ่มนวล เพราะนอกจากช่วยกระตุ้นระบบประสาทในร่างกายของลูกแล้ว เขายังได้รับถึงความรักความอบอุ่น ซึ่งจะพัฒนาเป็นความรู้สึกเชื่อมั่น และเห็นคุณค่าในตัวเองเมื่อเติบโตขึ้นอีกด้วย

ศาสตร์แห่งการนวดกับเด็ก

การนวด เป็นศาสตร์ที่มีมานาน ปรากฎอยู่ในประวัติศาสตร์ของหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ไทย จีน อินเดีย หรือฝากฝั่งยุโรป แต่ไม่ว่าจะยึดวิธีการนวดจากที่ใด แต่จุดประสงค์หลักในแต่ละที่ก็จะเหมือนกัน นั่นคือ การเสริมสร้างสมรรถนะ และสุขภาพให้แก่ร่างกาย โดยมีผลการวิจัยรับรองมากมายที่กล่าวว่าการนวดสามารถเพิ่มพลังชีวิต ต้านทานโรค รักษาโรคในบางชนิดได้ บดอาการเจ็บปวดต่าง ๆ และกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

นวดกระตุ้น ระบบย่อยอาหาร
นวดกระตุ้น ระบบย่อยอาหาร

ในสมัยก่อนการนวดยังจำกัดวงอยู่แค่การนวดสำหรับผู้ใหญ่ จะด้วยเพื่อความผ่อนคลาย หรือนวดรักษาโรคก็ตาม แต่ในปัจจุบันมีการยอมรับกันอย่างแพร่หลายแล้วว่า การนวดสามารถใช้ได้กับเด็ก เริ่มได้ตั้งแต่วัยทารกกันเลย แถมยังมีประโยชน์อย่างมากในการกระตุ้นพัฒนาการทางสมอง เพิ่มพลังสมอง และกระตุ้นระบบย่อยอาหารของเด็ก ที่มักมีปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย เพราะเด็กในวัยก่อนคลายที่ยังไม่สามารถขยับร่างกายได้นั้น จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ดังนั้นการช่วยลูกขยับอวัยวะให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการนวด จึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่น่าลองทำตาม

การนวดยังช่วยกระตุ้นระบบประสาทในสมองที่ควบคุมการดูดซึมอาหาร ส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักเพิ่มตามพัฒนาการ ช่วยลดฮอร์โมนที่สร้างความตึงเครียดให้กับทารก เพราะกล่าวกันว่ารอบร่างกายมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยระบบประสาทรับสัมผัสอยู่มากมาย การช่วยนวดกระตุ้นก็จะส่งผลดีต่อระบบประสาทสัมผัสเหล่านั้น

และสำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หลับยาก หรือร้องกวน การนวดจะช่วยให้เด็กมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังช่วยให้เด็กหลับได้ง่ายขึ้น เห็นข้อดีมากมายเหล่านี้แล้วอย่ามัวรอช้าเรามาเริ่มต้นวิธีการนวดให้แก่ลูกน้อยกันเถอะ โดยวันนี้ทาง ทีมแม่ABK ได้นำหลักการ วิธีการนวด และประโยชน์ของการนวดฝ่ามือของลูกน้อยมาฝากกัน เพราะทราบหรือไม่ว่า ฝ่ามือของคนเรานั้นมีปลายประสาทรับรู้สัมผัสมากถึง 72,000 จุดกันเลยทีเดียว เพียงแค่นวดฝ่ามืออย่างเดียวก็ส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายของลูกน้อยหลาย ๆ ระบบเชียวนะ

มาเริ่มต้นนวดกันนะ…เจ้าตัวน้อยของแม่

ทาโลชั่นก่อนนวดลูก
ทาโลชั่นก่อนนวดลูก

ขั้นเตรียมตัวก่อนการนวด

  • ดูความพร้อม อารมณ์ของลูกว่าพร้อมจะให้นวดหรือไม่ ไม่ใช้วิธีบังคับลูก แต่ใช้การจับ ๆ บีบ ๆ เล่นไปกับเขาให้อารมณ์ดีเสียก่อน เมื่อเห็นลูกเริ่มคลายอารมณ์ลง พร้อมที่จะนวด ค่อยทำการนวด และหยุดพักเวลาเขาเริ่มต่อต้าน เพราะความร่วมมือของเด็กวัยก่อนคลาน หรือกำลังคลานจะสั้น ค่อยต่อขั้นตอนต่อไปได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ หรือบังคับให้ลูกอยู่นิ่งจนจบขั้นตอน
  • เลือกสถานที่ ที่โปร่ง โล่งสบาย ควรจะวางลูกที่เบาะบนพื้น เพื่อเวลาเขาดิ้น ขยับร่างกายจะได้ไม่เกิดอันตราย
  • ถอดเสื้อผ้า หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูปหากอยู่ภายในบ้าน เวลานวดควรให้เนื้อสัมผัสเนื้อจะดีที่สุด
  • ทาโลชั่น หรือออยสำหรับเด็กบนฝ่ามือคุณแม่ก่อนการนวด จะช่วยให้การนวดลื่น ไม่ระคายเคีองกับผิวลูกเกินไป

เมื่อเตรียมความพร้อมก่อนนวดกันเรียบร้อยแล้ว ลองมาชมคลิปสั้น ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างในการนวดฝ่ามือของลูกกันก่อนเพื่อทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ขอบขอบคุณคลิปดี ๆ จาก เสถียรธรรมสถานSDS Channel 

วิธีการนวดมือลูก

  • เมื่อสังเกตว่าลูกพร้อมสำหรับการนวดแล้ว เริ่มจากการใช้นิ้วคุณแม่คลึงบริเวณหลังข้อมือ ไล่ไปยังหลังฝ่ามือ โดยใช้นิ้วโป้งลูบวนเป็นวงกลมเบา ๆ
  • จากนั้นไล่มือวนไปที่นิ้วน้อย ๆ ของลูก โดยคลึงรอบนิ้วลูกเบา ๆ ทีละนิ้ว พร้อมกดที่ปลายนิ้ว บริเวณเล็บเล็กน้อย เพราะจุดนี้มีประสาทสัมผัสมาก
  • นวดกลางฝ่ามือ กดวนเบา ๆ และไล่ไปที่ด้านข้างมือ
  • ขั้นสุดท้ายจากฐานฝ่ามือ ลูบนิ้วไม่ต้องวน ออกด้านข้างทีละด้าน โดยลงน้ำหนักมือเบา ๆ

เห็นได้ว่าการนวดฝ่ามือของลูกนั้น เป็นการนวดแบบสั้น ๆ และข้อดีคือ สามารถทำได้บ่อย ไม่ยุ่งยาก และทำได้ทุกสถานที่ที่อำนวย อาจทำตอนก่อนนอน หรืออยู่นอกบ้านก็ได้ ไม่มีอุปกรณ์ ใช้เพียงแค่มือคุณแม่ และความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณแม่สามารถเฝ้าดูพัฒนาการยืด เหยียดของกระดูกของลูกได้อีกด้วย

อ่านต่อ… 17 ท่า นวดทารก ช่วยทำให้สุขภาพและพัฒนาการดี

6 จุดนวดมือลูก ช่วยเพิ่มพลังสมอง และระบบย่อยอาหาร

ตำแหน่งต่างๆบนมือส่งผลดีต่อระบบการย่อยอาหาร และสมอง
ตำแหน่งต่างๆบนมือส่งผลดีต่อระบบการย่อยอาหาร และสมอง
  1. จุดตำแหน่งสีฟ้า รอยพับข้อมือใต้นิ้วก้อยติดกับปุ่มกระดูก ช่วยลดอาการท้องผูก ในบางครั้งหากคุณแม่สังเกตการขับถ่ายของลูกว่าเว้นระยะห่างไปจากเดิม นอกจากจะช่วยลูกในเรื่องอาหารการกิน โดยเพิ่มเส้นใย กากใยอาหารในมื้ออาหารของลูกแล้ว เรายังสามารถกระตุ้นระบบขับถ่าย และระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้ปกติด้วยการนวดมือลูกในจุดนี้
  2. จุดตำแหน่งสีเหลือง โค่นนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ช่วยบรรเทาอาการไอ เมื่อลูกเป็นหวัด หรืออากาศเปลี่ยนแปลงอาจทำให้เขาไม่สบายตัว มีอาการไอเล็กน้อย ๆ คุณแม่อาจใช้วิธีการนวดเพื่อบรรเทาอาการไอให้แก่ลูกได้ แต่หากเป็นมาก ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรักษาตามอาการต่อไป อย่าลืมว่าการนวดเพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น
  3. จุดตำแหน่งสีเขียว ใต้เล็บหัวแม่มือ ช่วยบรรเทาอาการหวัด อย่างที่เคยกล่าวไปข้างต้นแล้วว่า บริเวณปลายนิ้วนั้นมีประสาทสัมผัสอยู่มากถึง 72,000 จุด การนวดก็เป็นการกระตุ้นให้ระบบประสาทของร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างปกติมากขึ้น
  4. จุดตำแหน่งสีดำ จุดตัดโคนนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ ช่วยกระตุ้นการย่อย ในจุดนี้เราจะใช้การกดเบา ๆ ค้างไว้ แล้วค่อยปล่อย ทำซ้ำได้หากต้องการ นอกจากกระตุ้นระบบการย่อยอาหารแล้ว ยังช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลายหลับสบายด้วยนะ หากทำก่อนนอน
  5. จุดตำแหน่งสีแดง ร่องนิ้วระหว่างนิ้วนางกับนิ้วก้อย ช่วยคลายความหงุดหงิด ใครว่าเด็กเครียดไม่เป็น เด็กก็มีความกังวล หงุดหงิดได้เหมือนกันนะ โดยลูกจะแสดงออกผ่านการร้องไห้ งอแง หากเราสังเกตดูแล้วช่วยแก้สาเหตุความหงุดหงิด งอแงของลูก เช่น ร้อนไม่สบายตัว หิว เป็นต้นเมื่อแก้ไปได้แล้ว ก็สามารถนวดในจุดดังกล่าวเพื่อให้ลูกน้อยกลับมามีอารมณ์ที่ดีเร็วขึ้น ก็ดีไม่น้อย
  6. จุดตำแหน่งสีชมพู ปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย ช่วยเพิ่มพลังสมอง หากสงสัยกันว่าเพียงแค่นวดจะไปช่วยเพิ่มพลังสมองได้อย่างไร  อาจารย์นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์แพทย์แผนไทยปฏิบัติการสถาบันการเเพทย์แผนไทยอธิบายไว้ว่า เป็นการนวดเพื่อให้เลือดกับลมไหลเวียนไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองนั่นเอง

“การนวดไทยเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองเป็นการขับเคลื่อนเลือด (ธาตุน้ำ) ซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆมากมายไปเลี้ยงบริเวณมัดกล้ามเนื้อและพื้นที่ต่างๆของสมอง (ธาตุดิน) โดยอาศัยการทำงานของลมและไฟเป็นตัวขับเคลื่อน หรือแม้กระทั่งทฤษฎีเส้นสิบของแพทย์แผนไทยก็กล่าวถึงความเชื่อมโยงของการไหลเวียนเลือดกับลมไปตามจุดต่างๆของร่างกาย การนวดจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มการทำงานของสมองได้”

นวด กระตุ้นพลังสมอง
นวด กระตุ้นพลังสมอง

อ่านต่อ… 10 อาหาร”บำรุงสมอง”ลูกยิ่งกิน ยิ่งความจำดี-ไอคิวสูง

นอกจากข้อดีมากมายที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ทันที และเห็นผลทันตาสำหรับการนวดให้แก่ลูกน้อยของพ่อแม่แล้ว คือ การนวดเป็นกิจกรรมที่สร้างความสบายใจ เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย และฝึกให้คุณพ่อคุณแม่มีจิตใจที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เพิ่มสายใยสายสัมพันธ์อันดีในครอบครัวอีกด้วย มาเริ่มฝึกการนวดให้แก่ลูกน้อยกันเถอะ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Little Monster / Goodlifeupdate.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เผยเทคนิคแสนง่าย วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก ระเบิดอึ๊ให้ลูกน้อย (มีคลิป)

คนท้องนวดหลังได้ไหม? นวดเท้าได้ไหม? เมื่อปวดเมื่อยทำอย่างไร?

ท้องผูกในเด็ก

อาการไม่สบายท้อง ปัญหาสุขภาพเล็กๆ ที่กระทบต่อพัฒนาการลูกน้อย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม

ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม หรือปล่อยให้ลูกใช้เหมือนเดิม

ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม ความถนัดของลูก ถ้าฝืนใช้อีกข้างจะทำได้หรือไม่?   ควรปล่อยลูกให้ใช้มือข้างที่ไม่ถนัด  หรือฝึกให้ลูกใช้มือขวาเหมือนคนอื่นดี?

ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม

ลูกถนัดซ้ายจะเปลี่ยนได้ไหม? คำถามนี้คงไม่สำคัญเท่า เราควรเปลี่ยนแปลงให้เด็กฝืนใช้ด้านที่ไม่ถนัดหรือเปล่า ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องร้อนแรงในเพจ Gstrong ผู้หญิงสวย บนโลกความจริง. เมื่อมีคุณแม่ท่านหนึ่งฝากเรื่องมาโพสต์ถามคนอื่น ๆ ว่า

“จีเราฝากถามเรื่องนี้ที ลูกเรา 8 ขวบ อยู่ ป.3 ถนัดมือซ้ายมาตลอด คือเรารู้ว่าลูกเราเขียนหนังสือไม่ค่อยสวยและลูกมาเล่าให้ฟังว่า หนูถูกตีมือซ้าย แล้วครูบังคับให้เขียนมือขวา เราอยากรู้ว่า มันเปลี่ยนแปลงกันได้จริง ๆ เหรอ ช่วยลงให้ทีนะจี เราขอสอบถามในฐานะแม่คนหนึ่ง ปิดเฟสให้ทีนะคะ เราอยากรู้ว่า บ้านอื่น โรงเรียนอื่น เค้ามีประเด็นแบบนี้กันไหม”

ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม

จากโพสต์นี้มีความคิดเห็นมากมาย ความเห็นที่ 1 : เราถนัดซ้ายมาแต่เกิดค่ะ ตอนเด็ก ๆ ก็โดนตีบ่อยเหมือนกัน พอเผลอเราก็เขียนซ้ายเหมือนเดิม เวลากินช้อนกับส้อม ก็กินเหมือนคนถนัดขวา ใช้ได้ทั้งสองข้าง แต่ถนัดซ้ายมากกว่าแค่นั้น สอนลูกเขียนหนังสือใช้มือขวาสอนค่ะ ควรจะถามความสมัครใจเด็กมากกว่าค่ะ หรือฝึกให้ใช้ได้ทั้งข้างก็ดีค่ะ

อีกความเห็นหนึ่งมายืนยันอีกเสียงว่า เด็กสามารถเปลี่ยนด้านที่ถนัดได้ ความเห็นที่ 2 : เปลี่ยนได้ค่ะ เราถนัดซ้ายแต่เกิด พี่สาวสอนให้กินข้าว เขียนหนังสือมือขวาตั้งแต่ประถมก็ทำได้ค่ะ แต่เวลาเล่นกีฬา ใช้กรรไกร หรือทำอะไรที่ใช้มือ จะใช้มือซ้าย สรุป ใช้ได้ทั้งสองมือเลยค่ะ

ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม
ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม

นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นอื่น ๆ ในมุมมองของครูว่า คุณครูหวังดีเนื่องจากข้าวของมักจะสร้างมาเพื่อคนถนัดขวา การใช้มือซ้ายจึงเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต หรือการนั่งกินข้าวกับคนที่ถนัดขวาก็จะทำให้แขนชนกันง่ายขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ การตีเด็กหรือฝืนให้เด็กใช้มือข้างที่ไม่ถนัด เพื่อฝึกเด็กให้ใช้มือขวา เป็นสิ่งที่จำเป็นจริงหรือไม่ หรือควรปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตผ่านมือข้างที่ถนัดของเขาเอง

ลูกถนัดซ้ายเกิดจากอะไร

ความถนัดซ้ายหรือถนัดขวาของลูก สะท้อนถึงการทำงานของสมอง โดยคนที่ถนัดซ้ายจะควบคุมกล้ามเนื้อโดยการทำงานของสมองซีกขวา ส่วนคนที่ถนัดขวาจะควบคุมกล้ามเนื้อโดยการทำงานของสมองซีกซ้าย ซึ่งเด็กที่ถนัดซ้ายนั้นเรียกได้ว่า มีความพิเศษ เพราะสถิติทั่วโลกพบคนถนัดซ้ายราว ๆ 10% เท่านั้น คนที่ถนัดซ้ายจึงถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ไม่ใช่การกำหนดโดยโชคชะตา หากแต่เป็นการถูกกำหนดตามพันธุกรรม

อายุเท่าไรถึงจะรู้ว่าลูกถนัดมือไหน

เด็กในวัยทารกถึง 1 ปี จะยังไม่สามารถบอกได้ว่าลูกถนัดข้างไหน ลูกอาจใช้มือหยิบจับสิ่งต่าง ๆ พอ ๆ กัน แต่ถ้าลูกใช้มือข้างที่ถนัดเพียงข้างเดียว ในช่วงวัยนี้ ต้องเฝ้าระวังเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงไปพร้อม ๆ กันทั้ง 2 ข้าง จนเมื่อลูกอายุ 1-3 ปี วัยนี้นี่เองที่ลูกจะแสดงออกถึงความถนัด ลูกมักจะหยิบจับสิ่งของ จับช้อนทานข้าวหรือหยิบของเล่นด้วยมือข้างที่ถนัด จนพ่อแม่สังเกตเห็นได้ว่า ลูกถนัดซ้ายหรือถนัดขวา

อยากให้ลูกฝึกใช้มือข้างขวาทำได้ไหม

ตั้งต้นจากความรู้สึกของพ่อแม่ก่อนว่า อยากให้ลูกถนัดขวาเพราะอะไร พ่อแม่บางคนกังวลว่าสิ่งของและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาสำหรับคนถนัดขวา จึงกลัวว่าลูกจะลำบาก หากใช้มือข้างซ้ายเท่านั้นในการดำเนินชีวิต

เมื่อต้องการเพียงฝึกให้ลูกใช้มือข้างขวาได้บ้าง แต่ไม่บังคับว่า ลูกต้องเปลี่ยนมาถนัดขวา จะเป็นการดีต่อตัวลูกมากกว่า โดยช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการฝึกให้เด็กหัดใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ให้ฝึกตอนอายุ 1-3 ปี ด้วยการกระตุ้นให้เด็กหยิบจับของ จับดินสอเขียน จับช้อนโดยใช้มือขวา (หรือมือข้างที่ไม่ถนัด) หากเด็กทำได้ก็ควรชมเชย วิธีการที่ใช้ควรใช้ความนุ่มนวล ไม่กดดันลูกเกินไป แต่ถ้าลูกอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป ไม่แนะนำให้ฝืนหรือเปลี่ยนเป็นมือข้างที่ไม่ถนัด

เด็กในวัย 3 ปีขึ้นไป จะแสดงถึงมือข้างที่ถนัดมากขึ้น ควรปล่อยให้ลูกเติบโตไปโดยใช้มือข้างที่ถนัด หากไปฝืนหรือบังคับให้ใช้มือข้างที่ไม่ถนัด อาจส่งผลต่อพัฒนาการกล้ามเนื้อ พัฒนาการทางอารมณ์ และพฤติกรรมของลูก

ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม
ลูกถนัดซ้าย เปลี่ยนได้ไหม

บังคับให้เด็กใช้มือข้างที่ไม่ถนัดส่งผลอย่างไร

ศ.คลินิก พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ กุมารแพทย์/จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า เด็กถนัดซ้ายเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เมืองไทย พ่อแม่จะรู้สึกว่าไม่ถูกต้องจึงพยายามเปลี่ยนให้ลูกถนัดขวา ทำให้สมองจำเป็นต้องสลับการทำงานกันด้วย เพราะสมองซีกซ้ายควบคุมการทำงานของมือขวา สมองซีกขวาควบคุมการทำงานของมือซ้ายและเป็นตำแหน่งที่ตรงกับจุดของสมองที่ควบคุมการสื่อสาร การสลับข้างอาจทำให้เด็กพูดสับสน หยุดพูดไประยะหนึ่งได้ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนลูกถนัดซ้ายให้กลายเป็นถนัดขวา ก็สามารถทำได้ แต่ต้องฝึกสมองเสียใหม่เพราะเด็กมีสมองที่เจริญเติบโตตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือฝึกแล้วลูกถนัดการใช้มือข้างไหนมากกว่ากัน

หลังจากที่ลูกค้นพบแล้วว่าลูกถนัดข้างไหน พ่อแม่ควรจะผลักดันและเสริมสร้างทักษะสำคัญให้กับเด็ก พร้อมทั้งสนับสนุนความถนัดของลูก เพราะเด็กที่ถนัดซ้ายก็มีความเก่งได้ไม่แพ้ใคร

 อ้างอิงข้อมูล : samitivejhospitals, dailynews และ facebook.com/gstrong22

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

10 อาหาร “บำรุงสมอง” ลูกยิ่งกิน ยิ่งความจำดี-ไอคิวสูง

13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล

10 ทักษะ ที่ลูกต้องมี! ก่อนพ่อแม่ ฝึกลูกเขียนหนังสือ

ชื่อเล่นลูกดารา

ชื่อเล่นลูกดารา 100+ ไอเดียสำหรับตั้ง ชื่อเล่นลูก น่ารัก เก๋ๆ ไม่เหมือนใคร!

รวม 100+ ชื่อเล่นลูกดารา เก๋ๆ เพราะๆ ไอเดียสำหรับตั้งชื่อเล่นลูก ให้พ่อแม่ดูแล้วเลือกไปตั้งตามได้ รับรองน่ารักไม่แพ้กัน! ว่าแต่จะมีชื่อเล่นลูกของดารา อะไรบ้างตามมาดูกันเลย

รวม 100+ ชื่อเล่นลูกดารา เก๋ๆ เพราะๆ

นอกจากความตื่นเต้นกับการรอคอยวันที่ลูกจะมาเกิดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ได้จัดเตรียมไว้ให้ลูกซึ่งพิเศษและสำคัญไม่แพ้ข้าวของเครื่องใช้คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ชื่อลูก ไม่ว่าจะเป็นชื่อจริง หรือ ชื่อเล่นลูก ซึ่งการตั้งชื่อเล่นลูก โดยในที่นี้ ชื่อเล่น หมายถึงชื่อบุคคลแบบนึงที่ไม่เป็นทางการ เพื่อให้สะดวกในการเรียก มักใช้เรียกขานกันในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนที่รู้จักกันเท่านั้น

โดย ชื่อเล่นลูก มักถูกใช้มากกว่าชื่อจริง เป็นชื่อที่ใช้เรียกมากกว่าเขียน คนเรารู้จักบางคนผ่านชื่อเล่นโดยไม่รู้ว่าชื่อจริงคือชื่ออะไร ชื่อเล่นจึงมีความสำคัญ มีอิทธิพล มีรูปแบบ มีความหมาย มีพลัง ความรู้สึก และมีเจตนาของพ่อแม่แฝงอยู่ อีกทั้ง ชื่อเล่นลูก ก็จะเป็นชื่อที่ติดตัวไปตลอด แม้ว่าจะเปลี่ยนชื่อจริง แต่ชื่อเล่นก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยน เพียงแต่อาจแปรเปลี่ยนเสียง หรือเพิ่มคำเข้าไปให้ดูเป็น ชื่อเล่น ทันสมัย มากขึ้นตามยุค

ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนกำลังมองหาไอเดียตั้งชื่อลูก ชื่อเล่นลูก แบบเพราะๆ เก๋ๆ น่ารักๆ ต้องห้ามพลาด!! ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม ชื่อลูกดารา มาฝาก โดยจะแบ่ง ชื่อเล่นลูกดารา เหล่านี้ออกเป็นหมวดหมู่ตามตัวอักษร ก-ฮ เพื่อให้ดูอ่านง่าย และหากใครสงสัยว่า ชื่อเล่นลูก แต่ละชื่อเป็นชื่อของลูกดาราคนไหนก็สามารถเอาชื่อไปเสิร์ชหาได้ในกูเกิ้ลเลยนะคะ แต่รับรองว่าทุกชื่อเป็นชื่อที่มีเอกลักษณ์ ที่เหล่าบรรดาคุณพ่อคุณแม่ดาราคนดังตั้งให้ลูกน้อยแน่นอน ว่าแต่จะมี ชื่อเล่นลูกดารา อะไรบ้างตามมาดูกันเลยค่ะ

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ก , ข , ค

กาย่า  
 
ข้าวหอม  
 
ควินน์ คาเลโอ คิริน เคเน

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก จ

จอมทัพ จาติม จินตะ เจด้า
เจ้าขา เจ้าขุน เจ้าคุณ เจ้านาย
เจ้าสมุทร จูนี่

เกรซ มหาดํารงค์กุล กับสไตล์การเลี้ยงลูกแบบง่ายๆ เน้นเรื่องมารยาท

ข้อคิดดีๆ ในการเลี้ยงลูกของพ่อกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ กับ น้องชูใจ

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ช , ฌ , ณ

ชาเม ชิต้าร์ ชิโน่ ชิลลี่
ชิลิน ชูใจ
ฌารีณ ฌานา
ณดล ณดา ณเวฬา ณิริน

 

ชื่อเล่นลูกดารา

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ด , ต

ดิน

 

ดิสนีย์

 

ดีแลน

 

เดมี่

 

ต้นไม้ ตริณณ์ ตฤณ เต็นท์
แตงไทย

เลี้ยงลูกแบบไม่ดุ 5 วิธีง่ายๆ ทำแบบนี้ลูกก็เชื่อฟังได้

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ธ , ท

ทาเรีย ทิกเกอร์ เทคออฟ เทย์แลน
ไทก้า
ธันเดอร์ ธีร์

 

ชื่อเล่นลูกดารา

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก น

นามรูป นารา นาวา นาฬิกา
โนล่า ไนร่า

 

เผยสไตล์การเลี้ยงลูกของ อ้อม พิยดา เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ให้ทำในสิ่งที่ชอบ!

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก บ , ป

บรู๊คลิน บีน่า บีลีฟ เบฬิน
บุญ
ปราง ปริม ปาลิน ปีใหม่
เป็ดน้ำ เป่าเป้ย์ เป่าเปา โปรด

ชื่อเล่นลูกดารา

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก พ , ฟ , ภ

พลอยเจ พอล พีร์ พูม่า
แพทริก แพนเตอร์ โพธิ์
ฟาฟา
ภูดิศ เภา

 

เผยเคล็ดลับ! การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กน่ารักเหมือน “น้องพลอยเจ”

วิธีเลี้ยงลูกของแม่เอ๋ พรทิพย์ สุดน่ารัก ^_^

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ม

มะลิ มาโก้ มายู มีก้า
มีญ่า มีบุญ มียา แม็กซ์เวลล์
โมนา

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ย , ร

ยาหยี  
รดา รพี ริชา ริต้า
เร เรซซิ่ง เรมา

 

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ล

ลลิณ ลัลลาเบล ลิษา ลียา
ลีอา ลูกครับ ลูกหนัง ลูกหนุน
ลูก้า เลโก้ ไลลา

6 เคล็ดลับ เลี้ยงลูกสาว ให้สตรอง ฉบับพ่อ “ตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง “

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ว

วาตะ วายุ วีจิ เวทมนตร์
เวลา

 

ชื่อเล่นลูกดารา

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก ส

สตรอม สปูน สวรรค์ สายน้ำ
แสนดี โสน

 

ชื่อลูกดารา ไอเดีย ชื่อเล่นลูก อ , ฮ

อคิณ อชิ อดัม อรัญ
อลิซ อลิน ออกัส ออก้า
ออกู๊ด ออเกรซ อันโดรเมดา อาธิ
เอเดน เอลล่า เอลิน่า เอวาลีน
แอลลี่ โอลาฟ
ฮันเตอร์ ฮาร์เปอร์

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ ชื่อเล่นลูกดารา ที่ทีมแม่ ABK เอามาฝาก หวังว่าคงถูกใจคุณพ่อคุณแม่นะคะ ทั้งนี้หากใครดูแล้วได้ไอเดียก็สามารถเลือกนำไปใช้ตั้งชื่อ ชื่อเล่นลูก กันได้เลยนะคะ


ขอบคุณภาพจาก : ppanward , lydiasarunrat , newclear_hansa , bitoeyrsiam

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

วิธีการเลี้ยงลูก ด้วยธรรมชาติ แบบพ่อฮิวโก้ แม่ฮาน่า

เลี้ยงลูกอย่างไร? ให้น่ารักสำหรับทุกคน

พ่อแม่ต้องรู้!! 3 สิ่งควรทำเมื่อ เลี้ยงลูกขวบปีแรก

8 ข้อผิดพลาดของ คุณแม่มือใหม่ ในการเลี้ยงลูกคนแรก

13 วิธีเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์