จดทะเบียนรับรองบุตร

จดทะเบียนรับรองบุตร ทำอย่างไร ลูกอายุเท่าไหร่ถึงจดได้?

เมื่อพ่อ (หรือแม่) ต้องการ จดทะเบียนรับรองบุตร ให้กับลูก จะต้องไปจดที่ไหน? ทำอย่างไรบ้าง? ใช้เอกสารอะไรบ้าง? ลูกต้องมีอายุเท่าไหร่ถึงจดได้? หากไม่ได้รับการยินยอมจะต้องทำอย่างไร?

จดทะเบียนรับรองบุตร ทำอย่างไร ลูกอายุเท่าไหร่ถึงจดได้?

จดทะเบียนรับรองบุตรสำคัญอย่างไร?

กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า เด็กที่เกิดจากมารดาและบิดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ให้ถือว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรโดยชอบตามกฎหมายของมารดาเสมอ แต่เด็กจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาด้วยหรือไม่นั้น แม้ว่ากฎหมายได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า เด็กที่เกิดจากมารดาขณะที่อยู่กินกับชายผู้เป็นบิดา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชายด้วย แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังจะต้องพิจารณาเงื่อนไขของกฎหมายหรือต้องดูข้อเท็จจริงอีกหลายประการ

จากหลักกฎหมายและคลิปจากรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ตอน “กฎหมายใกล้ตัว : สามีภรรยาที่มีลูกด้วยกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส” จะเห็นได้ว่าในทางกฎหมาย พ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แม้จะอยู่กินกันอย่างเปิดเผย ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันจะถือว่าเป็นลูกที่ชอบตามกฎหมายของแม่แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น สิทธิต่าง ๆ ในตัวลูกจะเป็นของแม่แต่เพียงฝ่ายเดียว พ่อจะไม่มีสิทธิใด ๆ ในตัวลูกเลย รวมถึงสิทธิที่ได้ลูกควรจะได้รับ เช่น สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการรับค่าเลี้ยงดูจากพ่อ เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อให้เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือสามีที่มิได้จดทะเบียนสมรสด้วยนั้น สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. บิดามารดาได้สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ถ้าพ่อและแม่สมัครใจ
  2. บิดาได้จดทะเบียนรับรองบุตร ซึ่งจะมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด
  3. ศาลได้พิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา ซึ่งจะมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด

ขั้นตอนการ จดทะเบียนรับรองบุตร

การขอจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น ไม่สามารถทำได้ในทันทีเหมือนการจดทะเบียนทั่วไป เนื่องจากมีเงื่อนไขที่ต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 3 ฝ่าย คือ บิดา มารดา และตัวบุตรเอง โดยมีขั้นตอนในการ จดทะเบียนรับรองบุตร ดังนี้

  1. บิดาต้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสำนักทะเบียนเขต พร้อมทั้งแนบเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียน ได้แก่
    • บัตรประจำตัวประชาชน ของบิดา มารดา สูติบัตรของบุตร
    • สำเนาทะเบียนบ้าน ฉบับเจ้าบ้าน ของบิดา มารดา และ บุตร
    • หนังสือแสดงความยินยอมของบุตร
    • หนังสือแสดงความยินยอมของมารดาของบุตรก่อนรับจดทะเบียน
    • พยานบุคคลจำนวน 2 คน
  2. นายทะเบียนจะทำการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล เช่น บิดามารดา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนบ้าน เพื่อให้ได้ความจริงเสียก่อน กฎหมายได้กำหนดไว้ว่า บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อ ได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ดังนั้น เด็กและมารดาเด็กต้องให้ความยินยอมในการจดทะเบียนทั้งสองคน ซึ่งอาจมาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนก็ได้ ในกรณีที่เด็กและมารดาไม่ได้มาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนไปยังเด็กและมารดา ถ้าทั้งสองคนไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วันนับแต่ได้รับแจ้ง (ถ้าเด็กและมารดาอยู่ต่างประเทศให้ขยายเวลาเป็น 180 วัน) ให้สันนิษฐานว่าเด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม
  3. ทั้งนี้การจดทะเบียนรับรองบุตรมารดาและบุตรต้องให้ความยินยอมด้วย ในกรณีที่มารดาหรือบุตรคัดค้านว่าบิดา
    ผู้ขอจดทะเบียนรับรองบุตรไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ในกรณีบุตรเป็น
    ผู้เยาว์ไร้เดียงสา หรือมารดาเสียชีวิตแล้ว นายทะเบียนไม่สามารถจดทะเบียนรับรองบุตรให้ได้ นอกจากจะได้
    ยื่นร้องต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรได้ไปแสดง
ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร
ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร

ในกรณีหากมีการฟ้องร้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งจดทะเบียนรับรองบุตร จะต้องเตรียมอะไรบ้าง?

  1. บัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน ทั้ง บุตร บิดา มารดา
  2. ใบสูติบัตรบุตร
  3. เด็กใช้นามสกุลพ่อ หรือพ่อเป็นผู้แจ้งเกิด
  4. หากในกรณีที่เด็กไม่ใช้นามสกุลพ่อ หรือ พ่อไม่ได้เลี้ยงดู ต้องมีการตรวจดีเอ็นเอ
  5. หลักฐานการเลี้ยงดูว่าพ่อเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตร (หากมี)

พ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่มีชื่อพ่อในสูติบัตรของเด็ก ถือว่าเป็นการรับรองบุตรแล้วหรือไม่?

การที่มีชื่อของชายอยู่ในสูติบัตรระบุว่าเป็นบิดานั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการรับรองว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่บิดามารดายังมิได้มีการสมรสกันตามกฎหมาย ซึ่งก็คือการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายนั้น เมื่อบุตรเกิดขึ้นมาโดยยังไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรส เด็กคนนั้นก็ยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือชายผู้นั้นแม้จะมีชื่อปรากฎในสูติบัตรแล้วก็ตาม

ทำไมบิดาจึงต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้สามารดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรได้ในกรณีที่บุตรอายุยังน้อยมาก เช่น 5 เดือน หรือ 1 ขวบ?

กฎหมายกำหนดว่า การที่บิดาจะจดทะเบียนรับรองบุตรให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น จะต้องได้รับความยินยอมจากมารดาและตัวเด็ก ในกรณีที่เด็กหรือมารดาไม่ให้ความยินยอมหรือไม่สามารถให้ความยินยอมได้ บิดาก็จะต้องใช้สิทธิทางศาล การที่เจ้าหน้าที่เขตหรืออำเภอไม่รับจดทะเบียนเด็กที่มีอายุยังน้อย ยังอ่านเขียนหนังสือไม่ได้นั้น ถือว่าถูกต้องแล้ว เพราะกฎหมายกำหนดว่าต้องมีความยินยอมของเด็กด้วยในการที่จะจดทะเบียนรับรองบุตร โดยส่วนใหญ่นั้นจะถือเอาการที่เด็กสามารถเขียนชื่อตัวเองได้เป็นหลักฐานในการให้ความยินยอมให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียนได้

ถ้าศาลสั่งให้บิดาสามารถดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรได้แล้ว มารดาหรือเด็กจะสามารถคัดค้านไม่ให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้หรือไม่?

แม้ว่าศาลจะอนุญาตให้สามารถดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรได้แล้วนั้น แต่มารดาหรือบุตรยังมีสิทธิที่จะสามารถแจ้งไปยังนายทะเบียนว่าบิดาเป็นผู้ไม่สมควรใช้อำนาจปกครองบุตร ซึ่งหากบิดาต้องการจะมีอำนาจในการปกครองบุตรด้วยนั้น ก็ต้องดำเนินการร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลท่านพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ โดยสามารถดำเนินการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรและขอใช้อำนาจในการปกครองบุตรไปพร้อมกันได้เลยตามมาตรา 1449

ขอรับรองบุตร
ขอรับรองบุตร

จะเห็นได้ว่าการ จดทะเบียนรับรองบุตร ในทางกฎหมายจะเห็นแก่ประโยชน์ของตัวบุตรเองเป็นสำคัญ ดังนั้น ไม่ว่าการจดทะเบียนรับรองบุตรในครั้งนี้ จะเกิดการกระทบกระทั่งของฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ สุดท้ายแล้ว ขอให้คุณพ่อคุณแม่เอาประโยชน์และความสุขของลูกน้อยเป็นที่ตั้งนะคะ ขอเอาใจช่วยทุกฝ่ายค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

สิทธิการเลี้ยงดูบุตร เมื่อไม่ได้จดทะเบียน

แก้ไขใบสูติบัตร ถอนชื่อพ่อออกจากใบเกิด ทำได้ไหม?

ผลระยะยาวของการแต่งงานแล้วไม่จดทะเบียน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานเขตจอมทอง, www.elt-corp.com, www.nitilawandwinner.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรค PCOS

โรค PCOS กับการตั้งครรภ์ มีลูกยาก อยากท้อง อยากมีลูกต้องทำอย่างไร

โรค PCOS (Polycystic Ovary Syndrome)  หรือกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ คือ ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ  ทำให้ผู้ป่วยมีระดับฮอร์โมนในร่างกาย อาทิ เอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน แอนโดรเจน เทสโทสเทอโรน และอินซูลินอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุล เกิดถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนหลายใบอยู่ในรังไข่ ซึ่งอาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง รังไข่จึงมีขนาดโตขึ้น และอาจส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ สิวขึ้น หรือขนขึ้นบริเวณใบหน้าหรือตามตัวมากผิดปกติ หรือมีบุตรยากซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาในการตั้งครรภ์ โดยอาการนี้มักพบมากขึ้นในวัยรุ่น และพบมากถึง 1 ใน 10 ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ สำหรับว่าที่คุณแม่มือใหม่ที่อยากมีลูก แต่มีภาวะ PCOS นั้นควรทำอย่างไรดี

ถุงน้ำรังไข่หลายใบ
ถุงน้ำรังไข่หลายใบ

โรค PCOS กับการตั้งครรภ์ ส่งผลให้มีลูกยาก

กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบในหรือภาวะ PCOS เป็นภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานระบบสืบพันธุ์ ทำให้เกิดปัญหาสำหรับว่าที่คุณแม่ที่อยากตั้งครรภ์ได้ ทั้งนี้ โรค PCOS ในทางการแพทย์ยังไม่สามารถสรุปถึงสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่อาจมีปัจจัยบางอย่างที่ส่งผลทำให้เกิดภาวะ PCOS ได้ อาทิเช่น

มีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล

ความผิดปกติของฮอร์โมนที่มักพบในผู้ป่วย PCOS คือ

  • ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (Androgen) มากผิดปกติ หากร่างกายเปลี่ยนแอนโดรเจน เป็นเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นจากรังไข่ของเพศหญิง เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มากเกินไปจะส่งผลต่อประจำเดือนมาไม่ปกติ ที่มีผลต่อการตกไข่ ทำให้ร่างกายอาจมีไข่ตกบ้าง ไม่ตกบ้าง หรือบางครั้งอาจไม่มีไข่ตกเลยก็ได้ ซึ่งการที่ไม่มีไข่ตกนี้จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ยิ่งมีไข่ตกน้อยเท่าโหร่โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะน้อยลงไปด้วย
  • มีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนปริมาณสูงกว่าปกติ เทสโทสเทอโรนหนึ่งในฮอร์โมนเพศชายชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยปกติในเพศหญิงจะมีฮอร์โมนชนิดนี้ในปริมาณต่ำ แต่หากระดับเทสโทสเทอโรนที่สูงมากกว่าระดับทั่วไป ก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้
  • มีฮอร์โมนลูทิไนซิงที่ช่วยกระตุ้นการตกไข่ปริมาณสูงกว่าปกติ หากมีปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลให้รังไข่ทำงานไม่ปกติ
  • ฮอร์โมนโพรแลกตินมีปริมาณสูงกว่าปกติ ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำนมหลั่งน้ำนมในแม่ที่ตั้งครรภ์ หากมีปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ แต่จะพบในเฉพาะผู้หญิงสาวบางรายเท่านั้น
  • SHBG หรือ Sex Hormone Binding Globulin เป็นโปรตีนในเลือดชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ช่วยควบคุมปฏิกิริยาของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่มีต่อร่างกาย หากปริมาณ SHBG ต่ำลงจะส่งผลให้ร่างกายผิดปกติจากฮอร์โมนเพศชายที่สูงขึ้น

*ทางการแพทย์ยังไม่สามารถยืนยันถึงสาเหตุ ที่ส่งผลให้ฮอร์โมนอยู่ในภาวะไม่สมดุล แต่เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของรังไข่เอง ต่อมผลิตฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย หรือสมองซึ่งมีหน้าที่ควบคุมฮอร์โมน รวมถึงภาวะดื้ออินซูลิน ที่ทำให้ฮอร์โมนมีปริมาณเปลี่ยนไป (ข้อมูลจาก : www.pobpad.com)

เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ภาวะดื้ออินซูลินหรือภาวะที่เซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองกับปริมาณอินซูลินปกติ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิด PCOS ที่ส่งผลให้ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้รังไข่ผลิตฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเทอโรนมากขึ้นไปด้วย โดยปริมาณที่ร่างกายมีอินซูลินในกระแสเลือดและเทสโทสเทอโรนมากผิดปกติ จะกระทบต่อการสร้างถุงน้ำในรังไข่ การตกไข่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และภาวะอ้วน เป็นต้น

การถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่มีความใกล้ชิดทางสายเลือดป่วยเป็นโรคถุงน้ำหลายใบในรังไข่ จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นโรค PCOS มากกว่าบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนักวิจัยกำลังศึกษาถึงยีนส์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคนี้ แต่สาเหตุนี้ยังไม่มีผลลัพธ์ออกมาเป็นที่ชัดเจน

สำหรับคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคถุงน้ำหลายใบในรังไข่ในขณะตั้งครรภ์ ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการมีความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ อีกทั้งยังความเสี่ยงแท้งบุตร ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์หรืออาจคลอดก่อนกำหนด

อาการของโรค PCOS

ผู้ป่วยโรค PCOS หรือของโรคถถุงน้ำหลายใบในรังไข่ที่พบได้ทั่วไปมีอาการที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน  บางรายอาจแสดงอาการออกมาชัดเจน แต่บางรายก็แทบไม่แสดงอาการใด ๆ  ซึ่งอาการของโรคมักมีผลต่อสุขภาพในระยะยาวและมีความผิดปกติเพิ่มขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี โดยสามารถสังเกตอาการหลัก ๆ ได้ดังนี้

โรค pcos กับการตั้งครรภ์

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจมาขาด ๆ หาย ๆ มาไม่สม่ำเสมอ หรือมีประจำเดือนมานานและอาจมามากหรือน้อยผิดปกติ
  • มีการตกไข่ที่ผิดปกติ ซึ่งเกิดจากภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล
  • มีลูกยาก ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรค PCOS บางราย อาจมีภาวะไม่ตกไข่ในบางเดือนหรือบางรายอาจไม่ตกไข่ จึงส่งผลให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ยาก
  • ส่งผลต่อลักษณะทางกายภาย เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายบางชนิดที่สูงขึ้น เช่น มีขนขึ้นตามหน้าและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากกว่าผู้หญิงปกติทั่วไป มีสิวขึ้นมากผิดปกติ เสียงเปลี่ยน หรือเป็นโรคศีรษะล้านทางพันธุกรรมซึ่งทำให้ผมร่วงและผมบาง และทำให้ส่งผลกระทบต่อจิตใจและความมั่นใจลงได้
  • ผู้ป่วยโรคถุงน้ำหลายใบในรังไข่ มากกว่าร้อยละ 50 มีระดับฮอร์โมนอินซูลินในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ทั้งนี้ยังมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้มีความเสี่ยงระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดสูงและความดันโลหิตสูงอีกด้วย
  • อาการอื่น ๆ เช่น อาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ   ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน ทำให้บางรายพบว่ามีภาวะอ้วนร่วมด้วย เป็นต้น

เป็น PCOS มีลูกยาก อยากท้อง อยากมีลูกต้องทำอย่างไร

วิธีการรักษาโรคถุงน้ำหลายใบในรังไข่มักแตกต่างกันไปตามอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล เช่น โรคอ้วน ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือภาวะมีบุตรยาก ซึ่งมีวิธีรักษาและช่วยลดภาวะ PCOS อาทิเช่น

1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านการรับประทานอาหารที่เหมาะสม

การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาวะ PCOS ลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักตัว และช่วยมีลูกง่ายขึ้น โดยแบ่งโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วย PCOS ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มอาหารที่ควรรับประทาน

  • อาหารที่มีอิโนซิทอล ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ สำหรับแหล่งอาหารที่พบอิโนซิทอล เช่น ตับวัว จมูกข้าวสาลี กากน้ำตาล ถั่วลิสง ลูกเกด แคนตาลูป กะหล่ำปลี เป็นต้น เพื่อป้องกันการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน
  • อาหารเน้นโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา กุ้ง เต้าหู้ และโปรตีนจากพืช อาหารกลุ่มนี้จะช่วยให้อิ่มนาน ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว  ช่วยรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูงอีกด้วย
  • อาหารประเภทที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ ถั่วอัลมอนด์ พิสตาชิโอ วอลนัท เป็นต้น รวมถึงผักผลไม้ต่างๆ  เพื่อช่วยลดระดับอินซูลินและช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงรักษาระดับสมดุลฮอร์โมนด้วย
  • อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่าง ส้ม สับปะรด มะละกอ กีวี่ ฝรั่ง ผักชนิดต่าง ๆ เช่น ผักโขม บร็อคโคลี่ ผักคะน้า มะเขือเทศ ธัญพืชไม่ขัดสีชนิดต่างๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท รวมถึงแหล่งอาหารไขมันไม่อิ่มตัว เช่น อะโวคาโด เป็นต้น อาหารกลุ่มนี้จะช่วยลดการอักเสบในร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน

กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  •  อาหารผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส นม หรือโยเกิร์ตที่มีน้ำตาล โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องการย่อยนมหรือมีระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่สมดุล เนื่องจากผลิตภัณฑ์นมจะเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนและกระบวนการอักเสบในร่างกาย
  • อาหารประเภทน้ำตาลหรือที่ผ่านการแปรรูป เช่น ลูกอม ทอฟฟี่ โยเกิร์ต คุ้กกี้ ไอศกรีม หรืออาหารที่ปรุงรสด้วยน้ำตาลมาก ๆ รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบและภาวะดื้ออินซูลิน
  • ข้าวแป้งที่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว พิซซ่า พาสต้า เป็นต้น การจำกัดปริมาณการกินอาหารกลุ่มนี้จะช่วยลดฮอร์โมนแอนโดรเจนที่เป็นปัจจัยหนึ่งต่อการเป็น PCOS
  • ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น ในอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารผัดทอด เนื้อสัตว์ติดมัน เป็นต้น เพื่อลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย และเพื่อรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้

2.กินยาคุมช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ

คุณหมอจะแนะนำให้รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมหรือแบบฮอร์โมนตัวเดียว โดยตัวยาจะช่วยทำให้ประจำเดือนกลับมาเป็นปกติ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ทั้งยังช่วยให้เกิดภาวะไข่ตก เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์เมื่อมีประจำเดือนปกติ

3.รับประทานยาช่วยให้มีการไข่ตกปกติ 

การตกไข่ที่ผิดปกติ เช่น ตกไข่ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ตกไข่ เกิดจากสาเหตุที่ประจำเดือนมาผิดปกติ ส่งผลให้มีบุตรยาก คุณหมอจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานโคลมีฟีน ซึ่งเป็นตัวยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน และช่วยให้การตกไข่เป็นไปตามปกติ หรือให้ยาเมทฟอร์มินเสริมหากกรณีรับประทานยาโคลมีฟีนแล้วการตกไข่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ หรือหากใช้ทั้งสองตัวยาไม่เป็นผลก็อาจเปลี่ยนวิธีการรักษาด้วยการฉีดโกนาโดโทรปิน ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ของฮอร์โมนฟอลลิเคิลสติมิวเลติงและฮอร์โมนลูทิไนซิงเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยตกไข่ปกติ อย่างไรก็ตามการฉีดโกนาโดโทรปินอาจเพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์แฝด

โรค pcos อยากมีลูก

4.เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นหนึ่งวิธีในการช่วยรักษาภาวะมีบุตรยากสำหรับผู้ป่วยโรค PCOS และสามีภรรยาที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพร่างกายของทั้งคู่หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

5.เสริมสร้างสุขภาพที่ดี

นอกจากการปรับพฤติกรรมด้านการกินแล้ว ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์ หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยทำให้ฮอร์โมนในร่างกายมีความสมดุล ที่จะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง ลดภาวะการเกิดโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ

ทั้งนี้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์หรือว่าที่คุณแม่ที่วางแผนจะมีบุตรควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากพบความผิดปกติ เช่น ประจำเดือนหายไปครั้งละนาน ๆ หรือมาแบบกะปริดกะปรอย สิวขึ้นหรือขนขึ้นผิดปกติ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการ หรือปรึกษาคุณหมอสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับโรค PCOS เพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยที่ดีที่สุดสำหรับการวางแผนตั้งครรภ์.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.pobpad.comwww.hellokhunmor.comwww.samitivejhospitals.com
ข้อมูลโภชนบำบัดสำหรับ PCOS โดย ภนิตา จตุรวิทย์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ผู้จัดการศูนย์โภชนาการและการกำหนดอาหาร โรงพยาบาลเทพธารินทร์

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจ คลิก :

ถุงน้ำรังไข่ หรือ เดอร์มอยด์ซีสต์ อีกหนึ่งโรคใกล้ตัวที่ผู้หญิงต้องระวัง!

มะเร็งรังไข่ ภัยร้ายเงียบ ทำผู้หญิงเสียชีวิตมากกว่ารอด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทำโทษลูก

หมอแนะ! ลูกทำผิดในที่สาธารณะ ควร ทำโทษลูก ทันทีหรือทีหลังได้?

ทำโทษลูก ต้องทันทีหรือทีหลังได้ หากลูกทำผิดขณะที่พ่อแม่กำลังทำธุระอยู่ ควรดุและทำโทษลูกตอนนั้นเลย หรือคุยธุระเสร็จแล้วค่อยไปทำโทษทีหลังได้ มาฟังคำชี้แนะจากจิตแพทย์กันค่ะ

หมอแนะ! ทำโทษลูก ต้องทันทีหรือทีหลัง?
(หากพ่อแม่กำลังทำธุระอยู่ตอนนั้น)

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยหรือเกิดเหตุการณ์แบบนี้กันบ้างไหมคะ หากอยู่ในที่สาธารณะแล้วพ่อแม่กำลังทำธุระอยู่แต่ลูกวัยซนเกิดดื้อ อาละวาด หรือทำผิด ในช่วงเหตุการณ์แบบนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่ควรรีบดุ ทำโทษลูก หรือปล่อยไป พาไปในที่ไม่มีคนอยู่เยอะจึงค่อย ทำโทษลูก

หากใครเคยเป็นแบบนี้ ลองไปฟังคำแนะนำดีๆ จาก นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กันค่ะ โดยเรื่องนี้มีคุณพ่อท่านหนึ่งได้ถามว่า …

Q: ลูกอายุ 4 ขวบ ตะโกนเรียกพ่อแม่ ตวาด หรือตีพ่อแม่ต่อหน้าคนอื่น หรือขณะที่เรากำลังคุยธุระอยู่ เราควรดุและทำโทษเขาตอนนั้นเลย หรือให้คุยธุระเสร็จแล้ว ค่อยไปทำโทษทีหลังครับ

สำหรับเรื่องนี้คุณหมอประเสริฐได้ให้คำตอบว่า…

ขอให้ทราบว่าหากไม่ชอบคำตอบที่ผมให้ก็อย่าถือสา ลองถามผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ได้ครับ

พร้อมแนะนำเพิ่มเติมว่า..

แลกเปลี่ยนแบบคุณพ่อกับคุณพ่อกันก่อนนะครับ การสั่งสอนลูกเล็กเป็นเรื่องที่ผมทำทันทีทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในที่รโหฐานหรือที่สาธารณะ และไม่ขึ้นกับลักษณะความผิดด้วย เช่น นั่งกินข้าวไม่เป็นที่เป็นทางในร้านอาหารคอยแต่จะมุดใต้โต๊ะปีนป่ายเก้าอี้ ผมจะลุกจากโต๊ะเดินอ้อมไปหาลูก นั่งลงเสมอหน้าและพูดด้วยเสียงเอาจริงว่า ลูกต้องนั่งกินอยู่กับที่เหมือนพ่อแม่ แล้วเราจะกินเสร็จพร้อมกันไปเล่นด้วยกันต่อ เป็นต้น

ในความผิดร้ายแรง คือ ทำร้ายคน ทำลายข้าวของ พูดคำหยาบ ผมจะตีทันทีไม่ว่ารอบข้างจะมีใครก็ตาม แต่บังเอิญผมไม่เคยต้องทำอะไรเช่นนั้นเลย เลยรอดตัวไป

คราวนี้มาว่ากันเรื่องวิชาการกับการทำโทษลูก

1. ประเด็น ทำโทษลูก ทันทีหรือทีหลัง

ตอบว่า ทำโทษ ทันที เพราะทำทันทีจึงเกิดการเรียนรู้ว่าพ่อทำโทษเรื่องอะไร คำอธิบายคือ สมองเด็กไม่ได้ทำงานด้วยเหตุผลแบบของเรา สมองของเขาทำงานแบบจับคู่เหตุการณ์สองอย่างเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน (Phenomanalisticcausality) ยิ่งเหตุการณ์สองอย่างนั้นประชิดกันมากเท่าไรเขายิ่งจับคู่ง่ายขึ้นเท่านั้น ถ้าตีพ่อแม่ก็ต้องถูกตีทันที จึงจะเข้าใจว่าเขาถูกทำโทษเรื่องอะไร มิใช่รออีกหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงค่อยมา ทำโทษลูก แล้วตามด้วยคำอธิบายยืดยาวเหลวไหลไร้สาระ

เลี้ยงลูกอารมณ์ดี

2. ประเด็น ทำโทษลูก ต่อหน้าคนอื่นหรือในที่รโหฐาน

ตอบว่าทำโทษทันทีแม้ว่าจะเป็นที่สาธารณะ ที่จริงนี่เป็นประเด็นหน้าตาของพ่อแม่มากกว่าหน้าตาของเด็กๆ   พ่อแม่ส่วนใหญ่รักษาหน้าตัวเองโดยพร้อมจะปล่อยปละละเลยให้ลูกเสียคน หากจะเถียงว่าลูกเสียหน้าก็ต้องยอมให้เสียหน้า เพื่อจะได้รู้ว่านี่คือพฤติกรรมที่พ่อแม่จะไม่ยอมอ่อนข้อเป็นอันขาด ถึงลูกจะเสียหน้าก็จะทำโทษทันทีอยู่ดี แน่นอนว่าเราทำโทษลูกเพื่อให้เขาหลาบจำ เรามิได้จะ “ทำร้าย” ลูกด้วยอารมณ์โกรธ ขอให้แยกสองอย่างนี้ออกจากกัน อย่าเอามาปะปนกันเพื่ออ้างที่จะไม่ทำอะไร (แต่เราจะไม่ทำโทษลูก วัยรุ่นของเราต่อหน้าคนอื่นนะครับ)

3. ความผิดร้ายแรง

คือ ทำร้ายคน ทำลายข้าวของ พูดคำหยาบ นอกจากนี้เป็นความผิดไม่ร้ายแรงทั้งนั้นครับ อธิบายดังนี้ เด็กทุกคนพร้อมจะทดสอบกฎ กติกา มารยาทที่เรากำหนดให้อยู่แล้ว เขาแค่ทดสอบว่าเราเอาจริงไหม จะได้ทำตัวถูก

ดังนั้นเราไม่ควรจุกจิกทุกเรื่องห้ามหมดทุกอย่าง ปล่อยได้ก็ปล่อย พ่อแม่อย่าเอาแต่ใจตัวให้มากนัก มีเรื่องที่เราควรเอาจริงแต่ไม่ถึงกับต้องตีคือ เรื่องกติกาของส่วนรวม เช่น การกินที่โต๊ะอาหารในร้าน การใช้รถสาธารณะหรือรถไฟฟ้า การส่งเสียงดังในที่ที่ห้ามใช้เสียง การแซงคิวซื้อของหรือจ่ายเงิน การใช้สมาร์ทโฟนในที่สาธารณะ เป็นต้น กติกากลางเหล่านี้คนทุกคนต้องเคารพ เด็กทุกคนก็เช่นกัน หากเขาละเมิดเราต้องสั่งสอนอย่างจริงจัง หากเขาไม่ทำตามเราต้องเอาเขาออกจากสถานที่นั้นแล้วคาดโทษ สุดท้ายคือกรณีความผิดร้ายแรงที่พ่อแม่ควรหยุดเขาทันที ไม่ปล่อยปละละเลยจนทำอะไรไม่ได้ในอนาคต

สรุป คือพฤติกรรมของเด็กๆ มี 3 ระดับ ระดับปล่อยได้ขอให้ปล่อย ระดับที่เป็นกติกาสังคมต้องเอาจริงกับเด็ก ระดับร้ายแรงคือทำร้ายคน ทำลายข้าวของ พูดคำหยาบ ให้ ทำโทษลูก ในแบบจำเป็นต้องตีก็คือตี

4. พฤติกรรมของเด็กๆ จะได้ดั่งใจเราหรือเปล่า

ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมตนเองของเขา ความสามารถในการควบคุมตนเองเป็นเรื่องต้องฝึกตั้งแต่แรกๆ และผมยืนยันว่าการกินข้าวเป็นเรื่องแรกๆ เด็กเล็กทุกคนควรได้รับการฝึกกินข้าวอยู่กับที่ให้เสร็จในเวลาที่กำหนด มิใช่เดินป้อนข้าวกันได้ครั้งละหลายสิบเมตรอย่างที่ทำๆ กัน ประเด็นมิได้อยู่ที่ข้าว ประเด็นอยู่ที่ความสามารถในการบังคับตัวเองให้นั่งกินข้าวให้เสร็จ หากเรื่องขี้ผงเท่านี้พ่อแม่สอนไม่ได้ ก็อย่าคาดหวังว่าเขาจะควบคุมตนเองในเรื่องอื่นๆ ได้เมื่อโตขึ้น

วิธีจัดการพฤติกรรมไม่น่ารักของลูก

1.ให้รางวัลวันที่เขาแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมถูกใจ = อย่าเฉยเมื่อมีวันที่เขาไม่ทำอย่างที่คุณแม่เล่ามา “เดี๋ยวนี้เวลาโมโหก็จะแสดงกิริยาไม่น่ารัก เช่น ปาข้าวของจนเสียหาย เดินกระแทกส้นเสียงดังใส่ ปิดประตูเสียงดัง หรือกรีดร้อง คำราม”กล่าวคือ “วันนี้ดูเหมือนลูกโมโห แต่ไม่ได้แสดงกิริยาไม่น่ารัก เช่น ปาข้าวของจนเสียหาย เดินกระแทกส้นเสียงดังใส่ ปิดประตูเสียงดัง หรือกรีดร้อง คำราม” เช่นนี้แม่ต้องรีบให้รางวัล เดี๋ยวนั้น ทันที ทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่มาให้รางวัล บอกเขาชัดๆ ว่า“เราชอบมากกกกก”

2. การเฉยเมย = การเฉยเมยอาจจะไม่เหมาะเมื่อลูกกำลังออกอาการ ที่ควรทำคือทิ้งงานทุกอย่าง เข้าไปหยุดเขาทันที เดี๋ยวนั้น ด้วยทีท่าที่เอาจริง ไม่เหยาะแหยะ และทำซ้ำๆ จนกว่าจะได้ผล แค่ 5 ขวบ แพ้ได้ไง

3. การทำโทษมักไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว = เมื่อเรื่องลุกลามมาถึงจุดนี้ หากฝืนทำต่อไปมีแต่จะทำให้เขาแย่ลงไปอีกเสียเปล่าๆ ถ้าเคยทำก็หยุดทำ บางครั้งเราพบว่าเด็กๆ กลับจะดีขึ้นได้เอง

อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะใช้จิตวิทยาเชิงบวกหรือการจัดการพฤติกรรมไม่น่ารักของลูกน้อยโดยตรง สิ่งที่พ่อแม่ต้องมี คือ ความสม่ำเสมอคงเส้นคงวา และความหนักแน่นเอาจริงไม่เหยาะแหยะ หากปราศจากสองอย่างนี้วิธีไหนก็ไม่ได้ผล เพราะเด็กจะไม่รู้ว่าท่านจะเอาอย่างไรกันแน่ บางวันท่านก็ดี บางวันท่านก็ร้าย สลับกันไปมาพอกันกับเขา ลองทบทวนดูนะคะ

บทความโดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นๆ น่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

หมอเตือน!! อย่าเป็นพ่อแม่ที่ห่วงลูกมากเกินไปจนน่ารำคาญ

พ่อแม่ต้องรู้!! 3 สิ่งควรทำเมื่อ เลี้ยงลูกขวบปีแรก

หมอเตือน! พ่อแม่ทะเลาะกัน “ต่อหน้าลูก” เสี่ยงลูกพัฒนาการถดถอย สับสนทางเพศ

วิธีเลี้ยงลูก ให้มีอนาคตดี แม้ “เรียนไม่เก่ง”

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

250 ชื่อเล่นลูกสาวแบบไทยๆ เด็กยุค 5G ตั้งได้..ไม่เชย!

รวม ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ 250 ชื่อ ทั้งไพเราะเพราะพริ้ง แถมไม่เชย เด็กยุค 5G ตั้งได้ จะมี ชื่อเล่นไทยๆ แต่เก๋ สำหรับตั้งชื่อเล่นลูกสาว อะไรบ้าง มาดูกันเลย

รวม 250 ชื่อเล่นลูกสาวแบบไทยๆ เด็กยุค 5G ตั้งได้..ไม่เชย!

บทความนี้เพื่อแม่ท้องที่กำลังตั้งท้องลูกสาวโดยเฉพาะ หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาไอเดียตั้งชื่อลูก ชื่อเล่นลูกสาวแบบไทยๆ ต้องห้ามพลาด!!! … สำหรับเทรนด์การตั้งชื่อลูก ในยุคสมัยนี้อาจเป็นไปทางอินเตอร์ หรือไม่ก็ออกสไตล์ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่ถ้าบ้านไหนยังนิยม อนุรักษ์ความเป็นไทย ชอบ ชื่อแบบไทยๆ แต่เก๋ ฟังดูดี ไพเราะไม่เหมือนใครแถมไม่ตกเทรนด์

ทีมแม่ ABK มีไอเดีย ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ มาฝาก แม้จะเป็น ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ แต่ก็สามารถตั้งให้ลูกได้แบบไม่ต้องกลัวเชย แถมถ้าใครได้เรียก ได้ออกเสียงแล้ว รับรองฟังดูไพเราะน่าฟัง เรียกได้ว่าเป็นชื่อที่น่ารัก ไม่แพ้ไปกว่าชื่อภาษาต่างประเทศแน่นอน ว่าแต่จะมี ชื่อเล่นลูกสาว ชื่อไทยๆ เพราะๆ อะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

กอบัว  กอหญ้า  ก้านตอง  ก้านแก้ว  ก้านบัว
กุ้งนาง  กะเพรา  กะหล่ำ  กวางตุ้ง  กานพลู
แกงหวาน  กระเช้า  แก้วตา  แก้มใส  แก้มหอม
กระถิน  กฐิน  การบูร  กาสะลอง  กุญแจซอล
กะทิ  แก้วใจ
 เกี้ยมอี๋  กาละแม  กล้วยไม้
กิ่งฉัตร  กำไล กระวาน กระเช้า

 

ชื่อเล่น ลูกสาวแบบไทยๆ ข

ขนมจีน  ขนมผิง  แขไข  เขียนทอง  ของขวัญ
ขวัญใจ  ขวัญข้าว  ข้าวสวย  ข้าวหอม  ข้าวปุ่น
ข้าวตู  ข้าวตัง  ข้าวฟ่าง  ข้าวทิพย์  ไข่มุก
ขอบคุณ  ขิม  ขมิ้น  ขอพร  ขนุน ขวัญเอย

 

ชื่อเล่นลูก ชื่อลูกสาวไทยๆ ค , ง

คะน้า  คะนิ้ง  คำแพง  คำหล้า  คำแก้ว

งามตา  งานเขียน

 

ชื่อเล่น ลูกสาว แบบไทยๆ จ

จินตะ  ใจดี  จันทร์วาด  จันทร์เจ้า  จันทร์กะพ้อ
จอมขวัญ  เจ้าเอย  เจ้าขา  เจ้าจอม  เจ้านาง
จริงใจ  จักจั่น  จำปา  จำปี  จำปูน 

 

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

ชฎา  ชบา  ชมพู  ช้องนาง  ช่อม่วง  ช่อเอื้อง
ชะเอม  เชอเอม  ชูใจ  ชมเฌย  ชอบใจ
ช่อแก้ว  ช่อฟ้า  ชงโค

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ ซ , ฌ , ณ

ซอมพอ  ซองพลู  ซ้องปีบ  /  ฌอเฌอ  เฌอเอม

ณิชา  ณดา

 

ชื่อเล่น ชื่อลูกสาวไทยๆ ด

ดอกคูณ  ดอกรัก  ดาหวัน  ดวงเนตร  ดั่งใจ  ดาริน

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

ต้องตา  ต้นแต้ว  เตยหอม  ต้นหอม  ต้นหลิว
แตงไทย  แตงโม  แตงกวา  ตั้งโอ๋  ตั้งใจ  ตามใจ
ตามฝัน  ตังเม  ตองเก้า  ต้นอ้อ

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ ถ , ท , ธ

ถั่วพู  ถุงแป้ง

ทิวา  ทอรุ้ง  ทอฝัน  ทับทิม  เทียนหอม  ทัดดาว  ที่รัก

ธูปหอม  ธารใส  ธารา  ธิชา

 

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

น้ำฟ้า  น้ำหอม  น้ำปรุง  น้ำอบ  น้ำว้า  น้ำเทียน
น้ำใส  น้ำหนึ่ง  น้ำมนต์  นับดาว  นับเดือน  เนตรดาว
นะโม  เนื้อทอง  แน่งน้อย  นุ่มนิ่ม  นาขวัญ

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

ใบหยก  ใบข้าว  ใบปอ  ใบหม่อน  ใบตอง  ใบเตย  ใบบัว
บัวบูชา  บุงกี๋  บัวตอง  โบกี้  โบอิ้ง

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

เปียกปูน  ปลาทู  ปานวาด  ปานดาว  ปานตะวัน
ปลายฟ้า  แป้งร่ำ  แป้งหอม 
แป้งหมี่  ปรายฝน
ปั้นหยา  ปิ่นมุก  ปอแก้ว  ปุยฝ้าย  ป่านทอง  ปั้นแป้ง

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ ผ , ฝ

ผ้าแพร  ผักหวาน  ผักบุ้ง  ผัดกาด  /  ฝันดี 

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

เพียงออ  พลอยใส  พลอยชมพู  พลอยขวัญ  พุดจีบ
พิกุล  พอเพียง  พะเพื่อน  พะแพง  ไพลิน  เพชรนิล
พอใจ  พาขวัญ  พิจิก  พริกหวาน  พริกแกง  แพรวา
เพียงฝัน  เพียงดาว  พันไมล์  เพลงพิณ  พู่กัน
พรรษา พันชั่ง พวงชมพู

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

ชื่อเล่นลูกสาว แบบไทยๆ ฟ

ฟักแฟง  เฟื่องลดา  ฟ้าใส  /  ภูพิงค์  ภูมิใจ

 

ชื่อเล่นลูกสาว ชื่อไทยๆ ม

มะลิ  เมตตา  ม่านมัสลิน  มันตา  มาตัง  มาตา มาเรียม
มีนา  เมษา  มัดหมี่  เม็ดฝน  มะนาว  มะปราง  ไม้หอม

 

ชื่อเล่นลูก ชื่อลูกสาว ชื่อแบบไทยๆ ย

ยาหยี  ยี่หวา  ใยไหม  ใยบัว  ยินดี  ยิ้มหวาน

 

ชื่อเล่นลูก ชื่อลูกสาวไทยๆ ร , ว

รัดเกล้า  ระริน  รังรอง  เรไร  ร้อยแก้ว  ร้อยกรอง รักษา

เวียงพิงค์  แว่นแก้ว

 

 

ชื่อเล่นลูกสาวแบบไทยๆ ส

โสน  สไบ  สายรุ้ง  สายป่าน  สายซอ  เสียงเพลง
ส้มซ่า  ส้มป่อย  สิตางศุ์  สุขใจ  สีน้ำ เส้นด้าย

           

ชื่อเล่นลูก ชื่อลูกสาวไทยๆ ห , อ

หนูนา  หวานใจ  เหมือนฝัน

อินอุ่น  ไออุ่น  อบเชย  อิงฟ้า  เอิงเอย  อิ่มเอม  อิ่มบุญ
อมยิ้ม  เอื้องทราย  อุ่นเรือน
 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ใครมีลูกสาวต้องรู้ 25 เรื่องสุดคิวท์ของเจ้าหญิงประจำบ้าน

25 เรื่องสุดว้าว คนมีลูกชาย ต้องรู้

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด 200 ชื่อดี เน้นเสริมเดช ศรี บารมี ครบทั้ง 7 วัน!

ฝันว่ามีลูก ฝันว่ามีลูกผู้ชาย จริงหรือเปล่าที่จะได้ลูก?

อยากมีลูกต้องทำไง ? ลอง 9 วิธีแบบธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ ลูกมาแน่

โรคขาดสารอาหาร

10 เช็กลิสต์ 12 วินัยป้องกันลูกเป็น โรคขาดสารอาหาร!!

โรคขาดสารอาหาร ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัวกับเมืองที่อุดมสมบูรณ์แบบไทยเรา แต่รู้ไหมหากลูกเลือกกิน กินไม่มีประโยชน์ส่งผลให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต พัฒนาการถดถอยได้

10 เช็กลิสต์ 12 วินัยป้องกันลูกเป็น โรคขาดสารอาหาร!!

เชื่อไหมว่า การกินในเด็ก ก่อให้เกิดปัญหาแก่ลูกได้เหมือนกัน จากผลการสำรวจพบว่า ในเด็กปกติมีปัญหาเกี่ยวกับการกินประมาณร้อยละ 20-50 และมีมากขึ้นร้อยละ 70-89 ในเด็กที่มีพัฒนาการบกพร่อง แม่ที่มีลูกวัย  1- 3 ปี   รายงานว่าลูกมีปัญหาการกินร้อยละ 35.3  ส่วนวัย 3 – 5 ปี มีปัญหาร้อยละ 40.6 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในต่างประเทศที่พบว่าปัญหาการกินของเด็กช่วงอายุ 4  ปี มีถึงร้อยละ 42 ( จากการศึกษาของ พญ.วรุณา  กลกิจโกวินท์) ดังนั้นจากสถิติดังกล่าว พ่อแม่จึงไม่ควรวางใจเห็น ปัญหาการกินเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย เพราะคนเราจะพัฒนาเติบโตขึ้นมาได้ดีหรือไม่นั้น ส่วนสำคัญส่วนแรกเลยนั่นคือ โภชนาการ หรือการกินอาหาร เรื่องทั่ว ๆ ไปที่เราทำกันเป็นประจำทุกวันนั่นเอง

ปัญหาการกิน เป็นอย่างไร

ปัญหาการกิน ได้แก่ ปัญหาเด็กกินยาก ไม่ยอมกินข้าว เบื่ออาหาร กินช้า อมข้าว ฯลฯ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในสังคมไทย อันเนื่องจากความไม่เข้าใจในพัฒนาการและธรรมชาติการกินของเด็ก ในปัจจุบันพบปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความเครียดต่อทั้งผู้ปกครองและเด็กอย่างมาก และหากผู้ปกครองแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็ก หรือปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ ตามมาได้ หรือหากเราปล่อยปละละเลยคิดเสียว่ายังไงลูกก็โตขึ้นมาได้ ก็อาจทำให้เขากลายเป็นเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร เป็นโรคขาดสารอาหารได้ ดังนั้นจึงควรมีการป้องกันที่ดีและรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวตั้งแต่เบื้องต้น

เด็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต ก็ควรที่จะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน  โดยเฉพาะโปรตีน(Protein) และพลังงานสารอาหาร (Energy) ที่ใช้ในการเจริญเติบโตและเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่างๆ ดังนั้นเรื่องอาหารจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย เพราะอาจก่อให้เกิดภาวะ “ขาดสารอาหาร” ตามมาได้

เด็กไม่ยอมกิน โรคขาดสารอาหาร
เด็กไม่ยอมกิน โรคขาดสารอาหาร

ภาวะ “ขาดสารอาหาร” คืออะไร

ภาวะขาดสารอาหาร หมายถึง ภาวะที่ร่างกายขาดสารที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้เติบโตและแข็งแรง และสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย เมื่อเด็กเกิดภาวะขาดสารอาหารก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ และการเจริญเติบโต เนื่องจากร่างกายจะไม่สามารถดึงดูดสารอาหารที่สำคัญไปใช้ได้ โดยมักพบในทารกและเด็กวัยก่อนเรียน ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการสารอาหาร และร่างกายกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลทำให้เด็กมีน้ำหนักน้อย ตัวเล็กกว่าปกติ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดโรคขาดสารอาหาร หรือเกิดการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และนอกจากจะส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมอง สติปัญญา และการเรียนรู้อีกด้วย

เช็กลิสต์! 10 สัญญาณเตือน! ว่าลูกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารหรือไม่

1. มีอาการซึมเศร้า ไม่ร่าเริง
2. น้ำหนักน้อยกว่าปกติ
3. รู้สึกกระสับกระส่าย ไฮเปอร์อยู่ตลอดเวลา
4. มีอาการตาเหลือง
5. มีภาวะพูดช้า
6. ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
7. ผิวหนังแห้ง
8. มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมบาง ผมขาดง่าย ไม่เเข็งแรง
9. รู้สึกเบื่ออาหาร
10. ผิวหนังเหี่ยวย่น ตาลึก แก้มตอบ

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการของลูกน้อยตามเช็กลิสต์ดังกล่าวแล้วเกิดความกังวลว่าลูกเข้าข่ายเป็นโรคขาดสารอาหารหรือไม่ ก็สามารถพาไปพบคุณหมอตรวจเพื่อความสบายใจ หรือไปตรวจเพื่อที่จะรู้ปัญหาได้ก่อน จะได้แก้ได้ทันก่อนลูกเป็นโรคขาดสารอาหาร

จะเป็นอย่างไรถ้าเป็นโรคขาดสารอาหาร

การวินิจฉัยโรคขาดสารอาหาร

เมื่อไปพบคุณหมอ ก็อาจทำการซักประวัติ สอบถามเกี่ยวกับอาการป่วย และประเมินภาวะโภชนาการโดยสอบถามเกี่ยวกับอาหารที่รับประทาน และนิสัยการรับประทานอาหาร ตรวจวัดน้ำหนักตัวตามเกณฑ์หรือไม่ในเด็ก นอกจากนี้ คุณหมออาจสอบถามด้วยว่าผู้ป่วยมีอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือมีเลือดปนในอุจจาระหรือไม่ จากนั้นอาจให้ตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติของระดับสารเคมีในเลือด และตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ซึ่งช่วยตรวจหาภาวะโลหิตจางด้วยเช่นกัน

การรักษาโรคขาดสารอาหาร

การรักษาโรคนี้ขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพของผู้ป่วย สารอาหารที่ร่างกายขาด และความรุนแรงของโรค ซึ่งการรักษาโดยทั่วไปอาจทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
    คุณหมออาจแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่ให้แคลอรี่จำนวนมากแก่ร่างกาย ซึ่งหากมีอาการรุนแรงก็อาจให้ผู้ป่วยเข้าพบนักโภชนาการด้วย เพื่อวางแผนการรับประทานอาหารให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ
  • การรับประทานอาหารเสริม
    ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจต้องรับประทานอาหารเสริมร่วมกับวิตามินอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารเสริมที่รับประทานเข้าไปก่อนหน้าได้ ซึ่งระยะเวลาและปริมาณในการรับประทานอาหารเสริมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการป่วย
  • การให้สารอาหารผ่านทางสายยาง
    อาจต้องให้ผู้ป่วยรับอาหารทางสายยางเพื่อทดแทนสารอาหารที่ขาดไป โดยวิธีนี้อาจใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหาร ซึ่งอาจทำได้โดยสอดสายยางผ่านจมูกลงไปยังกระเพาะอาหาร หรือสอดสายยางผ่านผิวหนังบริเวณกระเพาะอาหารเข้าไปยังกระเพาะอาหารโดยตรง นอกจากนี้ อาจให้สารอาหารผ่านทางหลอดเลือดดำได้เช่นกัน
  • การดูแลพิเศษ
    ผู้ป่วยที่มีภาวะขาดสารอาหารจากโรคบางชนิดอาจมีปัญหาในการเคลื่อนไหวร่างกายร่วมด้วย ซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอย่างนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงปัญหาในการรับประทานอาหารโดยสังเกตจากกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย โดยผู้เชี่ยวชาญจะคอยแนะนำแนวทางแก้ปัญหาให้ รวมทั้งแนะนำวิธีออกกำลังกายแก่ผู้ป่วย เพื่อช่วยแก้ปัญหาการกลืนอาหาร และสอนให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหาร โดยคนใกล้ชิดอาจช่วยซื้ออาหาร ส่งอาหาร หรือทำอาหารให้ผู้ป่วยด้วย
  • การรักษาอาการหรือโรคต้นเหตุ
    หากโรคขาดสารอาหารเกิดจากการเจ็บป่วยใด ๆ แพทย์จะรักษาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงวางแผนรักษาโรคที่เป็นสาเหตุด้วย

หลังได้รับการรักษา แพทย์อาจตรวจพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ป่วยเป็นระยะ เพื่อดูว่าการรักษาได้ผลหรือไม่ จนกว่าจะแน่ใจว่าผู้ป่วยหายขาดจากโรคขาดสารอาหารแล้ว

ภาวะแทรกซ้อนของโรคขาดสารอาหาร

หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจเกิดความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจได้ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง แผลหายช้า การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันบกพร่องและเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่าง ๆ คุณภาพชีวิตต่ำ สุขภาพแย่ลงกว่าเดิม มีปัญหาด้านการใช้ชีวิตในสังคม มีสภาพจิตใจไม่ปกติ กระบวนการทางความคิดมีประสิทธิภาพลดลง หรือต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงจนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติที่เข้าข่ายโรคนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง

เห็นได้ว่าเมื่อเป็นโรคขาดสารอาหารแล้ว จะทำให้ร่างกาย และจิตใจต้องถดถอยไม่ใช่น้อย ดังนั้นเราจึงควรทำการป้องกันการเกิดโรคนี้เสียก่อนจะสายจะดีกว่าไหม เพราะโรคขาดสารอาหารนั้นป้องกันได้ง่าย ๆ ด้วยการใส่ใจดูแลโภชนาการให้ถูกต้อง ครบถ้วน ตามหลักโภชนาการเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อย่างเรา ๆ ที่จะต้องดูแลลูกน้อยให้เขาเติบโตมาอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่จะช่วยให้พ่อแม่สามารถป้องกันการเกิดภาวะขาดสารอาหารกับลูกได้ดีที่สุด ในภาวะที่เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ประเทศที่อดอยากแร้นแค้น นั่นคือ การไม่ตามใจลูกเวลารับประทานอาหาร หรือควรฝึกวินัยในการกินให้แก่ลูกเสียตั้งแต่ยังเด็ก ก็จะเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ มิให้เขาเป็นเด็กที่เลือกกิน กินแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เพราะถึงแม้จะอิ่มแต่ร่างกายกลับได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

วินัยดีป้องกัน โรคขาดสารอาหาร
วินัยดีป้องกัน โรคขาดสารอาหาร

12 วินัยฝึกลูกแก้ปัญหาการกิน ห่างไกลโรคขาดสารอาหาร

การฝึกหัดให้เด็กมีสุขนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่แรก โดยฝึกฝนให้เด็กมีระเบียบวินัย ให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัยและรับผิดชอบในการกินอาหารของตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อตนเองในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป Finney (1986) ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการฝึกระเบียบวินัยการกิน ซึ่งสามารถแนะนำตั้งแต่เด็กอายุ 15-18 เดือน ดังนี้

  1. จัดเวลาอาหารให้สมาชิกทุกคนในบ้านนั่งร่วมโต๊ะพร้อมกัน ไม่เปิดโทรทัศน์ระหว่างมื้ออาหาร
  2. กำหนดเวลาการกินอาหารไม่ให้นานเกินไป ไม่ควรเกิน 30 นาที
  3. กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับมื้ออาหารให้ปฏิบัติ เช่น นั่งอยู่บนเก้าอี้จนอิ่ม ใช้ช้อนตักอาหาร ห้ามบ้วนอาหาร เป็นต้น
  4. บอกให้ทราบกฎเกณฑ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทุกครั้งที่เริ่มมื้ออาหาร จนกว่าจะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสม่ำเสมอ
  5. ควรตักอาหารให้ในปริมาณพอที่ลูกจะกินได้หมด แล้วค่อยตักเติมใหม่หลังจากกินหมดหากต้องการเพิ่ม แต่อย่าบังคับให้ต้องกินให้หมดจาน เพื่อไม่สร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการกิน
  6. สร้างบรรยากาศที่ดีบนโต๊ะอาหาร ให้ลูกมีส่วนร่วมในการสนทนาระหว่างรับประทานอาหารด้วย เวลาอาหารควรเป็นเวลาที่พูดแต่เรื่องดี ๆ พูดชื่นชมแต่ต้องระวังที่จะไม่ว่ากล่าวตักเตือนหรือตำหนิลูกในขณะกินอาหาร
  7. ชื่นชมลูกบ้างหากเขาปฏิบัติได้ตามกฎที่ตั้งไว้
  8. เมื่อลูกไม่ปฏิบัติตามกฎ เตือนให้แก้ไข แต่ถ้ายังคงฝืนกฎเป็นครั้งที่3 อาจใช้วิธี Time out แยกให้ลูกไปอยู่ตามลำพังโดยไม่ให้ความสนใจเป็นเวลาชั่วขณะ
  9. เมื่อหมดเวลาที่กำหนด ให้เก็บโต๊ะอาหารโดยไม่ต้องสนใจว่าลูกจะกินหมดแล้วหรือไม่ ไม่ต้องพูดอะไรอื่นอีกนอกจากบอกว่าหมดเวลาแล้ว อาจต้องใจแข็งในคราวแรก ๆ แต่ต่อไปลูกจะเรียนรู้ และปรับพฤติกรรมใหม่ได้เอง
  10. ถ้าลูกกินไม่หมด ไม่มีการให้อาหารหรือของว่างอื่นใดนอกจากน้ำเปล่าก่อนจะถึงมื้อถัดไป
  11. ถึงแม้ว่าลูกจะกินได้ตามปกติ ก็ควรกำหนดอาหารว่างไม่ให้มีมากเกินไป เพราะถ้าเด็กกินอาหารเหล่านี้มากไปก็จะไม่หิวเมื่อถึงเวลาอาหาร
  12. ถ้าลูกสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องบอกกฎเกณฑ์ย้ำ ๆ อีกต่อไป แต่วิธีที่จะทบทวนไม่ให้ลืมกฎก็คือการชมลูกเมื่อเขาทำได้ตามกฎ
อาหารไม่มีประโยชน์ทำให้ลูกอิ่มไว
อาหารไม่มีประโยชน์ทำให้ลูกอิ่มไว

กฎเกณฑ์ และวินัยต่าง ๆ ของแต่ละบ้านอาจแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม และความชอบของแต่ละครอบครัว และกฎนั้นควรมีความยืดหยุ่น แต่ไม่ยกเว้น พ่อแม่ควรยึดหลักสำคัญคือการทำให้บรรยากาศการกินเป็นช่วงเวลาที่ดีของลูก แต่ถ้าเขาไม่สามารถทำตามกฎที่ตั้งไว้ สิ่งที่ทำได้คือรอ ให้เวลาในการปรับตัวกับลูก วันนี้อาจยังไม่ได้ แต่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย เราจะไม่ยกเลิกกฎนั้นไปเสียเลยเพียงเพราะเขาทำไม่ได้

การเข้าร่วมกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการแก้ปัญหาการกินของลูกกับครอบครัวอื่น ๆ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่คุณพ่อคุณแม่ในการหาแนวทางปฎิบัติ เพราะกฎเกณฑ์ทางวิชาการใด ๆ ก็ไม่ดีเท่ากับการได้ลองทำดูว่าจะได้ผลอย่างไร การได้เห็นประสบการณ์หลาย ๆ ครอบครัวก็จะช่วยลดการลองผิดลองถูกได้

ตัวอย่างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคุณแม่จากเพจ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

คำถามเรื่องฝึกลูกกินข้าวเองเป็นคำถามพบบ่อยตลอดกาล
คุณแม่ท่านหนึ่งกรุณาส่งข้อเขียนนี้มา กระชับ และใจความดีมากนะครับ อยากให้อ่าน
เวลามีเรื่องกินจะมาแจมคุณหมอตลอดค่ะ อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ ^^
เอาทริกเล็กๆมาฝากค่ะ^
  • ให้ลูกกินอาหารเหมือนเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องแยก แค่ไม่ปรุงเพิ่มให้รสจัดก็ได้แล้วค่ะ ^^
  • เวลาจะให้ลูกกินอะไรแปลกๆใหม่ๆ ควรทำบรรยากาศให้ผ่อนคลาย ไม่กดดัน ลูกไม่กินก็อย่าโกรธลูก หรือผิดหวังเสียใจ นำเสนอบ่อยๆ เรื่อยๆ สม่ำเสมอ เดี๋ยวเค้าก็กินค่ะ การกินอาหารใหม่ๆของเด็กอาจใช้เวลานานกว่าเค้าจะยอมรับและยอมกิน อย่าท้อ อย่าทะเลาะกันกับลูกเนอะ
  • นั่งกินพร้อมหน้าพร้อมตา ลูกจะได้เลียนแบบการกินของเรา และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวค่ะ
  • พยายามสนับสนุนให้ลูกกินเอง เพื่อช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบตัวเองได้ แต่อย่าบังคับให้ลูกกินค่ะ (meal time should be enjoyable – เวลากินอาหาร ควรเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขค่ะ)
  • อย่าตัดสินแทนว่าลูกอาจชอบ หรือไม่ชอบอะไร วันนี้เด็กอาจไม่ชอบกะหล่ำดอก แต่อาทิตย์หน้าเค้าอาจยอมกิน ถ้าเราถือเอาของวันนี้เป็นตัวตั้งว่า ลูกเราไม่ชอบกะหล่ำดอก ลูกคงไม่ได้ลองรสชาติของมันแน่ๆใช่ไหมคะ – นำเสนอเรื่อยๆ เพราะเค้าอาจชอบมันค่ะ ^^
  • ยอมให้ลูกจับอาหาร กินอาหารเอง มันอาจจะเลอะ ไม่สะอาดเหมือนป้อน แต่มันคือการเรียนรู้ของเค้าค่ะ
  • พยายามอย่าไปก้าวก่าย แอบป้อนเวลาลูกกินเอง การกินเองคือพื้นฐานหนึ่งของการรับผิดชอบในร่างกายและพื้นที่ของตัวเองค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยลัยมหิดล /รพ.เปาโล/ สถาบันราชานุกูล / PobPad

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ไลซีนคืออะไร ? ทำไมถึงช่วยเจริญอาหาร และเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย?

น่าเป็นห่วง! ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กวัยเด็กเล็ก 1-3 ปี ส่งผลไอคิวลดลงเมื่อเข้าสู่วัยเรียน

เปิดสูตรเด็ด! พาสต้าซอสไก่ “แก้ปัญหา ลูกไม่กินข้าว”

แจกสูตรอร่อย “มักกะโรนีอบชีส” เมนูเส้น แก้ลูกเบื่อข้าว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ภาวะสับสนหัวนม

อย่าให้ลูกดูดขวด! ถ้ายังไม่รู้ ภาวะสับสนหัวนม

ทำไมลูกไม่ยอมดูดเต้า เอาแต่ดูดนมจากขวด คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก ภาวะสับสนหัวนม หรือ nipple confusion ที่เกิดขึ้นได้กับทารกแรกเกิด เรื่องที่คุณแม่ให้นมลูกควรรู้!

อย่าให้ลูกดูดขวด! ถ้ายังไม่รู้ ภาวะสับสนหัวนม

“ภาวะสับสนหัวนม” หรือ nipple confusion  คือ อาการสับสนระหว่างหัวนมจากเต้าแม่และจุกนมปลอมจากขวดนม ทำให้ทารกปฏิเสธการดูดนมจากเต้าของคุณแม่ แต่ยอมดูดนมจากขวดผ่านจุกนมยาง ปัญหานี้เกิดจากการที่คุณแม่ให้ลูกกินนมจากขวดตั้งแต่อายุยังน้อย หรือเริ่มขวดนมเมื่อลูกอายุน้อยกว่า 1 เดือน ซึ่งจะส่งผลทำให้ทารกเกิดภาวะสับสนหัวนมนี้ขึ้นมาได้ เนื่องจากกลไกการดูดนมจากเต้าแม่นั้นแตกต่างจากการดูดนมจากจุกนมของขวด

การดูดนมแม่จากเต้า ทารกต้องอ้าปากกว้างและอมหัวนมแม่ไปถึงลานนมเพื่อให้หัวนมแม่ยืดเข้าไปได้ถึงด้านในปาก และใช้ลิ้นห่อลานนมและกดให้แนบไปกับเพดานปาก เมื่อทารกขยับลิ้นและขยับกรามล่างน้ำนมจะถูกรีดออกจากกระเปาะน้ำนมตามจังหวะที่ทารกขยับกราม หากทารกดูดนมได้อย่างถูกท่าก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมแม่และทำให้แม่ไม่รู้สึกเจ็บหัวนม

การดูดนมขวดหรือผ่านจากจุกนมยาง ทำให้ทารกไม่ได้ผ่านกระบวนการกินตามธรรมชาติ เหมือนกับการกินนมจากเต้าแม่ โดยน้ำนมจะไหลผ่านรูที่จุกนมยางทำให้ทารกดูดนมได้รวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องอ้าปากกว้าง ออกแรงในการกินนมเหมือนการดูดนมจากเต้า เพียงแค่งับกัดจุกนมยางและใช้แรงดูดเพียงเล็กน้อยจากแค่ริมฝีปากหรือเหงือก น้ำนมก็จะไหลออกจากขวด การดูดนมขวดจึงง่ายต่อการดูดนมจากเต้ามากกว่า

ลูกสับสนขวดกับเต้า

เมื่อทารกเกิดความคุ้นเคยกับการดูดนมจากขวดก็จะทำให้ลูกปฏิเสธการกินนมจากเต้าแม่ หรือเมื่อทารกกลับมาดูดนมจากเต้าลูกก็จะอมหัวนมแม่ได้ไม่ลึกพอ ใช้ลิ้นตวัดเพื่อดูดนมแม่ไม่เป็น ส่งผลให้ทารกหงุดหงิด เกิดความเครียดในทารกโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำนมไม่ได้ไหลทันทีเหมือนตอนกินแบบขวด รวมทั้งลูกกัดหัวนมแม่ด้วยความเคยชินจากการกัดงับจุกนมเพื่อให้น้ำนมไหลเข้าปาก ส่งผลทำให้คุณแม่เจ็บหัวนม และทำให้เกิดปัญหาในการให้ลูกกินนมแม่ตามมา เช่น หัวนมแตกลุกลามเป็นแผลอักเสบจนไม่สามารถให้นมลูกได้ การกระตุ้นการผลิตน้ำนมของคุณแม่ก็จะช้าลงและผลิตน้ำนมได้น้อยลง ปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน จนทำให้คิดว่าแม่มีน้ำนมน้อย นมแม่ไม่พอต่อลูกน้อย เกิดความท้อต่อการให้ลูกเข้าเต้าและหันไปชงนมผสมให้ลูกกินนมจากขวดแทน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกเกิดความเคยชินจนไม่อยากกลับไปกินนมจากเต้าแม่อีก ทำให้ลูกเกิด “ภาวะสับสนหัวนม” ขึ้นนั่นเอง

3 ปัญหาภาวะสับสนหัวนมของทารก ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง

เมื่อทารกมีอาการสับสนหัวนม อาจส่งผลกระทบได้ทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายต่อลูกน้อยโดยตรง และส่งผลกระทบทางอ้อมไปถึงคุณแม่ได้ อาทิเช่น

1. ทารกเกิดอาการเครียดกว่าปกติ

ข้อมูลจากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย มีการศึกษาเปรียบเทียบแล้วว่า ทารกที่กินนมจากขวดนมจะมีความเครียดมากกว่าทารกที่กินนมจากเต้าแม่ เพราะกลไกทางธรรมชาติของการกินนมแม่จะทำให้ทารกมีอัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และทารกสามารถควบคุมปริมาณการไหลของน้ำนมแม่ตามจังหวะ ดูด กลืน หยุดได้ การสลับให้ทารกกินนมจากเต้าและขวดนม จะทำให้เจ้าตัวน้อยเกิดอาการสับสนหัวนม อาจส่งผลให้ทารกหงุดหงิด เกิดความเครียด และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้

2. ลูกไม่เข้าเต้า เสี่ยงเจอปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาท่อน้ำนมอุดตันอาจเกิดจากการไม่ให้ทารกดูดนมแม่บ่อย เมื่อทารกเกิดอาการสับสนลูก และปฏิเสธการเข้าเต้าหันไปติดดูดนมจากขวดมากกว่า เพราะเคยชินกับการดูดนมจากจุกที่ไหลง่าย และเมื่อสลับมาดูดนมจากเต้าก็ทำให้ลูกดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า ส่งผลให้ร่างกายคุณแม่ที่ผลิตน้ำนมขึ้นมาใหม่มีปริมาณน้ำนมค้างอยู่ในเต้านานมากเกินไป ไม่ได้ระบายออกจากต่อมน้ำนม อาจทำให้คุณแม่ต้องเจอกับปัญหาท่อน้ำนมอุดตันและเกิดอาการเต้านมอักเสบขึ้นมาได้

3. ลูกห่างจากอกแม่ กระทบสายใยแม่ลูก

การให้ลูกได้ดูดนมจากเต้าแม่ ถือเป็นการเชื่อมสายใยอันแน่นแฟ้นของแม่และลูกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังส่งผลดีต่อพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมทำให้ลูกน้อยเกิดการเรียนรู้ แต่การสลับให้ลูกดูดขวดตั้งแต่แรก ๆ จนทำให้เกิดภาวะสับสนหัวนมของทารก ทำให้ลูกน้อยงอแงปฏิเสธการกินนมแม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ระยะยาวของแม่ลูกได้ และอาจทำให้ก่อเกิดความเครียดทั้งแม่และลูกน้อยตามมาได้อีกด้วย

วิธีป้องกันภาวะสับสนหัวนม ทำอย่างไรให้ลูกน้อยหายสับสน

คุณแม่หลายคนหลังคลอดลูกแล้ว จำเป็นต้องกลับไปทำงาน อาจเกิดความกังวลกลัวลูกจะติดเต้า จึงฝึกให้ลูกกินนมจากขวดตั้งแต่หลังคลอดไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งก็จะกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดภาวะทารกสับสนหัวนม และปัญหาอื่น ๆ ตามมา วิธีป้องกันให้ลูกหายสับสน อาทิเช่น

อุ้มลูกเข้าเต้า

  • ควรให้ทารกได้กินนมจากเต้าแม่ โดยฉพาะในช่วง 1 เดือนแรก จึงไม่ควรให้ทารกกินนมจากขวดนมในช่วงอายุน้อยกว่า 1-2 เดือน รวมถึงการใช้จุกนมหลอกด้วย
  • อุ้มลูกเข้าเต้าบ่อย ๆ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเกิดความเคยชินและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอกแม่
  • ทารกพึงพอใจในการดูดนมจากจุกขวดเนื่องจากการไหลอย่างรวดเร็วของน้ำนม ดังนั้นก่อนให้ลูกคุณแม่สามารถปั๊มน้ำนมหรือกระตุ้นให้น้ำนมพุ่งก่อนที่จะให้ทารกดูด เพื่อให้ลูกน้อยยอมรับเต้านมแม่ง่ายขึ้น
  • อุ้มลูกเข้าเต้าให้ถูกท่า ให้อ้าปากกว้างก่อนงับและอมถึงลานนม จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายคุณแม่สร้างน้ำนมอย่างต่อเนื่องเพียงพอต่อความต้องการของเจ้าตัวน้อย และช่วยให้น้ำนมที่มีอยู่เต็มเต้าได้ระบายออกมา ไม่ทำให้เกิดปัญหาท่อน้ำนมอุดตันด้วย
  • ให้ลูกกินนมจากเต้าในขณะที่อารมณ์ดี อย่าปล่อยให้เจ้าตัวน้อยหิวจัดที่จะส่งผลต่ออารมณ์งอแงหงุดหงิดขึ้นได้
  • ป้อนนมลูกด้วยวิธีอื่น เช่น ใช้แก้ว ช้อน หรือหลอด เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกิดความสับสนระหว่างเต้านมแม่และจุกนมยาง

จะเห็นได้ว่าอาการสับสนหัวนมของทารกนั้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อตัวทารกและคุณแม่ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันภาวะดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้น คุณแม่ควรให้ความสำคัญต่อการให้ทารกได้ดูดนมตามธรรมชาติจากเต้าแม่ โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือนแรก และเมื่อทารกเข้าเต้าได้ดีมีความสุขกับการดูดนมจากเต้าแม่เต็มที่ หากคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานก็สามารถปรับมาให้ทารกกินนมจากขวดได้ สำหรับคุณแม่ที่กังวลเรื่องลูกไม่ยอมเข้าเต้า น้ำนมน้อย หรือลูกกัดหัวนม ฯลฯ นอกจากการหาข้อมูล หรือได้คุยกับแม่ ๆ ที่มีลูกอ่อน ยังสามารถไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกนมแม่ซึ่งมีพยาบาลวิชาชีพและคุณหมอที่คอยให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาการให้นม การเตรียมความพร้อมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อที่คุณแม่จะได้ให้นมลูกน้อยอย่างถูกและมีความสุขที่สุดนะคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.thairath.co.thwww.thaibf.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจ คลิก

เตือนแม่มือใหม่ “ป้อนนมลูกผิดวิธีผิดท่า” เสี่ยง! ลูกสำลักนม เสียชีวิต

5 วิธีช่วยคุณแม่ เลิกขวดนม ให้ลูกตอน 1 ขวบ

5 ปัญหาการให้นมแม่ ที่แม่ต้องเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนในเด็กฟรี

วัคซีนในเด็กฟรี พาลูกไปฉีดวัคซีนได้เลย ไม่ต้องเสียเงิน!

พาลูกไปฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง เช็คเลย! วัคซีนในเด็กฟรี มีตัวไหนบ้าง

วัคซีนในเด็กฟรี พาลูกไปฉีดวัคซีนได้เลย ไม่ต้องเสียเงิน!

สำหรับทารกที่คลอดมา  จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ป้องกันการติดต่อของโรคติดต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคติดต่อร้ายแรง สำหรับเชื้อวัคซีนนั้นผลิตจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสที่อ่อนตัวแล้ว ลูกจึงต้องรับวัคซีนเพื่อเป็นการเสริมสร้างการป้องกันโรค วัคซีนบางชนิดต้องได้รับมากกว่า 1 ครั้งจึงจะสามารถป้องกันโรคได้ ซึ่งมีวัคซีนในเด็กหลายตัวที่ฉีดได้ฟรี!

เพจคลินิกจุฬาคิดส์คลับ ได้โพสต์ว่า ประกาศ: วัคซีนในเด็กที่ไม่ควรเสียเงินฉีด… วัคซีนรวม 5 โรค (แบบมีไข้) วัคซีนโรต้า วัคซีนหัดเยอรมันคางทูม วัคซีนเจอี… มารับได้ในเวลาราชการ มาอังคารเช้าถ้าจะเจอหมอชิษณุ ถ้ามีบัตร รพ. แจ้งวันที่จะมา ชื่อเด็ก และ HN มา จะนัดให้ครับ ไม่ต้องเสียเวลา… ถ้าผู้ใหญ่จะฉีดวัคซีนหัดเยอรมันคางทูมและวัคซีนเจอี ต้องเสียเงินเองนะครับ มาฉีดในงานจะสะดวกกว่า

หากใครมีลูกมีหลาน สะดวกไปโรงพยาบาลจุฬาฯ ลองติดต่อดูได้เลยนะคะ

วัคซีนพื้นฐานฟรีนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขโดยการสนับสนุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดให้มีบริการวัคซีนแก่เด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยเรียน ซึ่งเด็กทุกคนควรได้รับวัคซีนอย่างน้อยตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ด้วยบริการวัคซีนฟรี เด็ก ๆ สามารถรับวัคซีนเหล่านี้ได้จากสถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานีอนามัยทุกแห่ง และควรรับวัคซีนให้ครบทุกช่วงอายุ สำหรับวัคซีนฟรีในเด็ก วัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กที่ต้องได้รับวัคซีนป้องกัน ประกอบด้วย

  • BCG วัคซีนวัณโรค
  • DTP-HB-Hib วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ
  • Rota วัคซีนโรต้า
  • MMR วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน
  • LAJE วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์

ตารางวัคซีนในเด็ก 2563

หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่แน่ใจว่า ลูกได้รับวัคซีนที่จำเป็นครบถ้วนแต่ละช่วงวัยแล้วหรือยัง ลองมาเช็ค กำหนดการให้วัคซีนตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2563 ดังนี้ค่ะ

วัคซีนในเด็กฟรี
วัคซีนในเด็กฟรี

แรกเกิด

  • HB1 (วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี) ควรให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด
  • BCG (วัคซีนป้องกันวัณโรค) ฉีดให้เด็กก่อนออกจากโรงพยาบาล

1 เดือน

  • HB2 (วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี) เฉพาะรายที่คลอดจากมารดาที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี

2 เดือน

  • DTP-HB-Hib1 (วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ)
  • OPV1 (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน)
  • Rota1 (วัคซีนโรต้า)

– ห้ามให้วัคซีนโรต้าครั้งที่ 1 ในเด็กอายุมากกว่า 15 สัปดาห์

4 เดือน

  • DTP-HB-Hib2 (วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ)
  • OPV2 (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน)
  • IPV (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดฉีด)
  • Rota2 (วัคซีนโรต้า)

– ให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดฉีด 1 เข็ม พร้อมกับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ
ชนิดรับประทาน 1 ครั้ง
– ห้ามให้วัคซีนโรต้าครั้งสุดท้าย ในเด็กอายุมากกว่า 32 สัปดาห์

6 เดือน

  • DTP-HB-Hib3 (วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ)
  • OPV3 (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน)
  • Rota3 (วัคซีนโรต้า)

– ห้ามให้วัคซีนโรต้าครั้งสุดท้าย ในเด็กอายุมากกว่า 32 สัปดาห์
– ให้ยกเว้นการได้รับวัคซีนโรต้าครั้งที่ 3 ในเด็กที่ได้รับวัคซีน Rotarix มาแล้ว 2 ครั้ง

9 เดือน

  • MMR1 (วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) หากไม่ได้ฉีดเมื่ออายุ 9 เดือน ให้รีบติดตามฉีดโดยเร็วที่สุด

1 ปี

  • LAJE1 (วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์)

1 ปี 6 เดือน

  • DTP4 (วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน)
  • OPV4 (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน)

2 ปี 6 เดือน

  • LAJE2 (วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์)
  • MMR2 (วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน)

4 ปี

  • DTP5 (วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน)
  • OPV5 (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน)

ประถมศึกษาปีที่ 1 (ตรวจสอบประวัติและเก็บตกวัคซีน)

  • MMR (วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน)
  • HB (วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี)
  • LAJE (วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์)
  • IPV (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดฉีด)
  • dT (วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก)
  • OPV (วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน) เฉพาะรายที่ได้รับไม่ครบตามเกณฑ์
  • BCG (วัคซีนป้องกันวัณโรค) ให้ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับเมื่อแรกเกิดและไม่มีแผลเป็น ไม่ให้ในเด็กติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการของโรคเอดส์

ประถมศึกษาปีที่ 5 (นักเรียนหญิง)

  • HPV1 และ HPV2 (วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อเอชพีวี)

– ระยะห่างระหว่างเข็ม ห่างกันอย่างน้อย 6 เดือน
– กรณีเด็กหญิงไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาให้ฉีดที่อายุ 11-12 ปี

ประถมศึกษาปีที่ 6

  • dT (วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก)
วัคซีนในเด็กฟรี
วัคซีนในเด็กฟรี

กำหนดการให้วัคซีนแก่เด็กที่มารับวัคซีนล่าช้า

ครั้งที่ 1 (เมื่อพบเด็กครั้งแรก)

ช่วงอายุ 1-6 ปี

วัคซีนที่จะได้รับ

  • DTP-HB-Hib1
  • OPV1
  • IPV*
  • MMR1
  • BCG

ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป

วัคซีนที่จะได้รับ

  • dT1
  • OPV1
  • IPV
  • MMR
  • BCG**

*IPV
ให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดฉีด (IPV)
เก็บตกเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี และเด็กนักเรียนชั้น ป.1

**วัคซีน BCG
– ให้ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับ
เมื่อแรกเกิดและไม่มีแผลเป็น
– ไม่ให้ในเด็กติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
ของโรคเอดส์

ครั้งที่ 2

เดือนที่ 1

ช่วงอายุ 1-6 ปี

  • DTP-HB-Hib2
  • OPV2
  • LAJE1

เดือนที่ 1

ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป

  • HB1
  • LAJE1

ครั้งที่ 3

เดือนที่ 2

ช่วงอายุ 1-6 ปี

  • MMR2

เดือนที่ 2

ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป

  • dT2
  • OPV2
  • HB2

ครั้งที่ 4

เดือนที่ 4

ช่วงอายุ 1-6 ปี

  • DTP-HB-Hib3
  • OPV3

เดือนที่ 7

ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป

  • HB3

ครั้งที่ 5

เดือนที่ 12

ช่วงอายุ 1-6 ปี

  • DTP4
  • OPV4
  • LAJE2

เดือนที่ 12

ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป

  • dT3
  • OPV3
  • LAJE2

หมายเหตุ

  1. วัคซีนทุกชนิดถ้าไม่สามารถเริ่มให้ตามกำหนดได้ ก็เริ่มให้ทันทีที่พบครั้งแรก
  2. สำหรับวัคซีนที่ต้องให้มากกว่า 1 ครั้ง หากเด็กมารับวัคซีนครั้งต่อไปล่าช้า สามารถให้วัคซีนครั้งต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นครั้งที่ 1 ใหม่
  3. กรณีการให้วัคซีนแก่ผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนหรือล่าช้า เด็กจะได้รับวัคซีนตามกำหนดครบภายในระยะเวลา 1 ปี จากนั้นให้วัคซีนต่อเนื่องตามที่กำหนดในกำหนดการให้วัคซีนปกติ

เช็ควัคซีนฟรีในเด็กแล้ว หากมีข้อสงสัยเรื่องวัคซีนฟรีสำหรับลูก สามารถสอบถามได้ที่สถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานีอนามัยทุกแห่ง เพื่อฉีดวัคซีนให้ลูกครบทุกเข็ม ทุกโรค ป้องกันโรคร้ายแรงที่ส่งผลต่อสุขภาพของลูก

 อ้างอิงข้อมูล : เพจคลินิกจุฬาคิดส์คลับ  , pca.fda.moph.go.th และ ddc.moph.go.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

7 วิธีเลี้ยงทารกให้มี สุขภาพดี-ไม่ป่วยบ่อย-ภูมิต้านทานสูง

3เก็บ ป้องกัน 3โรคจาก ยุงลาย รีบทำก่อนลูกป่วย!!

เด็กไทยป่วยมะเร็งเพิ่ม 80 คนต่อเดือน! มะเร็งในเด็ก รู้เร็ว รักษาไว หายขาดได้

โลชั่นสำหรับเด็ก

5 โลชั่นสำหรับเด็ก ถนอมผิวสุขภาพดี ลูกน้อยผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น

ถามแม่กันมาเยอะ ให้ลูกใช้โลชั่นทาผิวอะไรดี ใช้เบบี้โลชั่นยี่ห้อไหนบ่อยสุด วันนี้ฤกษ์งามยามดีแม่จะมารีวิวให้เห็นๆ กัน ไปเลยกับ “โลชั่นสำหรับเด็ก” 5 แบรนด์ที่แม่กับลูกที่บ้านเปลี่ยนสลับใช้กันอยู่ตอนนี้ และจะมาบอกว่าโลชั่นเด็ก 1 ใน 5  ยี่ห้อนี้ หมดแล้วต้องซื้อใช้ซ้ำ จนคนข้างบ้านนึกว่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ว่าไปนั่น มาๆ ค่ะ ไปดูรีวิวกันดีกว่า

เด็กทารก เด็กเล็ก เห็นผิวเด้งๆ แบบนี้ บอกเลยว่าผิวแห้งง่ายนะจ๊ะ ที่สำคัญอะไรสัมผัสโดนผิวนิดหน่อย ก็แพ้ ระคายเคือง  ขึ้นมาดื้อๆ ซะอย่างนั้น  และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม “เบบี้โลชั่น” จึงต้องเป็นหนึ่งในของใช้ที่แม่ลูกอ่อน ลูกเล็ก ต้อง ซื้อไว้ใช้ทาผิวลูกกันตั้งแต่แรกคลอด ย้ำค่ะ!! เด็กทารก ผิวแห้ง ผิวบอบบาง แพ้ ระคายเคืองง่าย ฉะนั้นจำเป็นต้องใช้  ผลิตภัณฑ์ทาบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวอ่อนโยนของลูกน้อย เพื่อสร้างเกราะปกป้องผิวค่ะ

**ขอบอกก่อนว่าโลชั่นทาผิวเด็กที่เลือกมานี้ เป็นความชอบส่วนตัวที่เจ้าตัวเล็ก กับแม่ใช้กันประจำที่บ้าน ซึ่งใช้ดี แล้วชอบ ก็อยากจะมาแชร์ให้ได้รู้กัน เผื่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังมองหาเลือกโลชั่นทาผิวให้ลูก จะได้มีข้อมูลกันค่ะ

 

โลชั่นสำหรับเด็ก แม่ใช้อยู่ประจำก็จะมี 5 ยี่ห้อนี้

โลชั่นสำหรับเด็ก

ขอเริ่มจากโลชั่นลูกรัก เป็น “โลชั่นสำหรับเด็ก” ยี่ห้อแรกที่หยิบใส่ตะกร้าตอนเดินซื้อเตรียมของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด จากวันแรกจนถึงตอนนี้ก็ยังซื้อใช้อยู่ค่ะ โจทย์ในใจของเราตอนนั้นคือ อยากได้โลชั่นเด็กที่เป็นออร์แกนิค อยากให้ลูกได้ใช้ของดีและปลอดภัยกับผิวลูกที่สุด บวกกับเพื่อนๆ ก็แนะนำว่า ดีนี่ ออร์แกนิค เบบี้โลชั่นดีจริง แม่ก็จัดมาครบเซ็ทที่เป็นสูตรออร์แกนิคของผลิตภัณฑ์เด็กดีนี่เลยจ๊ะ

สำหรับดีนี่ ออร์แกนิค เบบี้โลชั่น คือเป็นสูตรออร์แกนิค เหมาะสำหรับผิวเด็กตั้งแต่แรกเกิดเลย อ่อนโยนมาก มีความเป็นธรรมชาติ แม่อย่างเราๆ เนี่ยกลัวมากว่าผิวลูกจะแพ้ระคายเคือง ก็สบายใจหายห่วงเพราะเป็นโลชั่นสำหรับเด็กที่มีการทดสอบเรื่องการแพ้ระคายเคือง Hypoallergenic Tested และที่ปังถูกใจแม่คือ ปราศจากสารอันตรายอย่าง  พาราเบน กลูเตน และสีสังเคราะห์ บอกเลยว่าโลชั่นเด็กไม่ควรมีสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ระเคืองต่อผิวเหล่านี้ค่ะ

มาที่เนื้อโลชั่นกันบ้าง “ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เบบี้โลชั่น” มีเนื้อโลชั่นที่บางเบา ตอนทาลงบนผิวลูก คือแบบ ซึมซาบเร็วมาก ไม่เหนียวเหนอะหนะ ด้วยมอยซ์เจอร์ไรเซอร์จากสารสกัดธรรมชาติ 7 ชนิด ทำให้ผิวลูกเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นตลอดวัน ไม่แห้งกร้าน เบบี้โลชั่นดีนี่ทาแล้วยังทำให้ผิวลูกจะมีกลิ่นหอมละมุนแบบกลิ่นแป้งเด็กติดตัว ไม่ใช่แค่แม่นะที่อยากกอด หอม ฟัดลูก พ่อของลูกก็ใช่ย่อย ลูกตื่นเป็นต้องแย่งไปอุ้ม ไปกอด ^^

ลองใช้แล้ว แม่ว่า

Texture : เนื้อโลชั่นเกลี่ยง่าย ซึมซาบบนผิวดี ไม่เหนอะหนะ

Scent : กลิ่นหอมอ่อนๆ แบบกลิ่นแป้งเด็ก กลิ่นหอมติดผิวทั้งวัน 

Feeling : ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้ง เนียนนุ่ม

ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เบบี้โลชั่น เหมาะกับผิวเด็กตั้งแรกเกิดขึ้นไป มีให้เลือกซื้อใช้หลายขนาด หลายราคา อย่างขวดนี้ขนาด  380 มล. ราคา 179.- แต่เห็นมีโปรซื้อ 1 แถม 1 อยู่บ่อยๆ ด้วยนะคะ

หาซื้อได้ที่ : ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

 

เบบี้โลชั่น

คนเป็นแม่อย่างที่รู้ อะไรที่เป็นของสำหรับเด็กก็ต้องลองใช้ค่ะ จะได้รู้ว่าดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ และนี่คือ “จอห์นสัน เบบี้ โลชั่น” อีกหนึ่งยี่ห้อที่แม่ชอบ ด้วยความที่เคยใช้ทาผิวตัวเองมาก่อน เลยไม่พลาดที่จะซื้อให้ลูกได้ใช้ด้วย

จอห์นสัน เบบี้ โลชั่น ขวดสีชมพู เป็นเบบี้โลชั่นที่ให้ความนุ่มชุ่มชื้นกับผิวยาวนาน 24 ชั่วโมง อ่ะก็ต้องยกให้เขาเลยค่ะ สำหรับเบบี้โลชั่นของจอห์นสันเนื้อโลชั่นจะเข้มข้นนิดๆ ทาที่ผิวแล้วซึมซาบลงสู่ผิวได้ดี อันนี้แม่ชอบเพราะทำให้ลูกสบายผิว ไม่เหนอะหนะ แต่กลิ่นโลชั่นจะหอมฉุนไปสักหน่อย

ลองใช้แล้ว แม่ว่า

Texture : เนื้อโลชั่นเข้มข้น ซึมซาบบนผิวดี ไม่เหนอะหนะ

Scent : กลิ่นหอมฉุน

Feeling : ผิวชุ่มชื้นตลอดวัน

จอห์นสัน เบบี้โลชั่น มีให้เลือกซื้อใช้หลายขนาด หลายราคา อย่างขวดนี้ขนาด 500 มล. ราคา 239 บาท

หาซื้อได้ที่ : ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

 

โลชั่นสำหรับเด็ก

อย่าว่างั้นงี้ แม่ไปเดินซื้อของที่ซูเปอร์แล้วไปสะดุดตากับเจ้าขวดโลชั่นน่ารักขวดนี้ นั่นก็คือ “ดีเอ็มพี ออร์แกนิค พีเอช 5.5 เบบี้โลชั่น” พูดกันตรงๆ นะ แม่พึ่งได้มีโอกาสซื้อมาให้ลูกที่บ้านใช้ แม่ก็ใช้ด้วยแหละ พอได้ใช้แล้วก็ชอบนะ

ดีเอ็มพี ดับเบิลมิลค์ แอนด์ วิตามินอี เบบี้ โลชั่น เป็นโลชั่นทาผิวทารก ที่ผสานคุณค่าของมอยเจอร์ไรเซอร์ดับเบิ้ลมิลค์โปรตีนจากโอ๊ตมิลค์และซอยมิลค์  และวิตามินอีจากธรรมชาติ ทำให้ผิวเนียนนุ่มมากค่ะ

มาดูที่เนื้อโลชั่นของ ดีเอ็มพี เบบี้โลชั่น เขาปรับเนื้อโลชั่นให้มีค่า pH 5.5 ซึ่งจะช่วยในเรื่องการรักษาสมดุล เนื้อโลชั่นมีความเข้มข้น อันนี้พอทาที่ผิวจะไม่ซึมซาบลงผิวเร็วทันที คือต้องทานวดผิวทิ้งไว้สักพัก โลชั่นถึงซึมลงผิวหมดค่ะ ส่วนกลิ่นโลชั่นแม่ชอบมาก เพราะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ลองใช้แล้ว แม่ว่า

Texture : เนื้อโลชั่นเข้มข้น ซึมซาบลงสู่ผิวได้ช้า

Scent : กลิ่นหอมอ่อนๆ

Feeling : ผิวเนียนนุ่ม

ดีเอ็มพี ออร์แกนิค พีเอช 5.5 เบบี้โลชั่น มีให้เลือกซื้อหลายขนาด หลายราคา อย่างขวดนี้ขนาด 480 มล. ราคา 199 บาท

หาซื้อได้ที่ : ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

 

โลชั่นทาผิวเด็ก

เป็นเบบี้โลชั่นที่ส่วนตัวไม่ได้ให้ลูกใช้ตอนยังแบเบาะ อาจจะด้วยเราคิดไปว่าเหมาะกับผิวผู้ใหญ่ใช้มากกว่า แต่จริงๆ เป็นโลชั่นทาผิวเด็ก เขามีการทดสอบรับรองความปลอดภัย การแพ้ระคายเคือง ตรงนี้แม่ๆ สบายใจหายห่วงค่ะ

เบบี้มายด์ เบบี้โลชั่น สูตรดับเบิ้ลมิลค์ มีการผสานของสองส่วนผสมคือโปรตีนจากน้ำนมและนมถั่วเหลือง มีวิตามินจากผลไม้ตระกูลเบอรี่ ด้วยส่วนผสมทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มมากค่ะ

มาดูที่เนื้อโลชั่นของ เบบี้มายด์ เบบี้โลชั่น สูตรดับเบิ้ลมิลค์ จะมีเนื้อที่เข้มข้น และนุ่มมาก โลชั่นทาเกลี่ยที่ผิวง่าย แต่จะซึมซาบลงสู่ผิวได้ช้า ส่วนกลิ่นหอมค่อนข้างฉุนไปนิด กลิ่นไม่หอมอ่อนๆ แบบแป้งเด็กสักเท่าไหร่ค่ะ

ลองใช้แล้ว แม่ว่า

Texture : เนื้อโลชั่นนุ่ม ซึมซาบปานกลาง

Scent : กลิ่นหอมฉุน

Feeling : ผิวเนียนนุ่ม

BabiMild เบบี้โลชั่น สูตรดับเบิ้ลมิลค์ มีให้เลือกซื้อหลายขนาด หลายราคา อย่างขวดนี้ขนาด 400 มล. ราคา 185.-

หาซื้อได้ที่ : ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

 

โลชั่นทาผิวทารก

แม่บ้านนี้คุ้นเคยกับแบรนด์สินค้าน่ารักมาตั้งแต่เด็ก จะได้ใช้อยู่คือแป้งเด็กน่ารัก ทีนี้พอมีลูกเราก็อยากใช้ผลิตภัณฑ์ของน่ารักด้วยบ้าง ก็เลยเลือกเป็น “โลชั่นเด็ก” ที่ใช้อยู่จะเป็นตัวนี้นะจ๊ะ โลชั่นเด็กน่ารัก วันเดย์พลัส เป็นโลชั่นทาผิวทารก ใช้ทาผิวลูกได้ตั้งแต่วันแรกหลังคลอด มีการทดสอบความปลอดภัย การแพ้ระคายเคืองต่อผิวเด็กเรียบร้อยค่ะ

โลชั่นเด็กน่ารัก เป็นเนื้อโลชั่นบริสุทธิ์ อ่อนโยนเป็นพิเศษ ไม่ระคายเคือง เนียนนุ่ม มีส่วนผสมสารอาหารผิวคุณค่าจากน้ำผึ้งแท้ ที่เมื่อทาผิวแล้วยังช่วยให้ลูกสบายตัวด้วยค่ะ

ลองใช้แล้ว แม่ว่า

Texture : เนื้อโลชั่นบางเบา แต่จะค่อนข้างซึมช้า

Scent : กลิ่นหอมน้ำผึ้ง

Feeling : ผิวเนียนนุ่ม

โลชั่นเด็กน่ารัก วันเดย์พลัส มีให้เลือกซื้อหลายขนาด หลายราคา อย่างขวดนี้ขนาด 320 มล. ราคา 90.-

หาซื้อได้ที่ : ร้านค้าชั้นนำทั่วไป

นี่คือทั้งหมดของโลชั่นทาผิวเด็ก 5 ยี่ห้อ ที่แม่ให้ลูกใช้อยู่ตอนนี้ คือจริงๆ แม่ก็ใช้ด้วยแหละ ใช้ดีทั้งลูกทั้งแม่  เลยพูดได้ว่าเป็น โลชั่นทาผิวเด็ก ที่ส่วนตัวยกให้เป็น The best  แต่ที่ใช้ซ้ำบ่อย มีติด บ้าน ติดกระเป๋าอยู่ตลอดก็จะเป็นโลชั่นลูกรักตัวนี้เลยค่ะ  “ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เบบี้โลชั่น”  ความดีงามของดีนี่เบบี้โลชั่น คือ…

  1. สูตรออร์แกนิค อ่อนโยน
  2. มีสารสกัดจากธรรมชาติ 7 ชนิด ช่วยลดการระคายเคือง ให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น
  3. ปราศจากสารระคายเคืองผิวอย่าง พาราเบน และกลูเตน
  4. ผ่านการทดสอบไม่ทำให้เกิดการแพ้
  5. เนื้อโลชั่นเกลี่ยง่าย ซึมซาบลงสู่ผิวดี ไม่เหนอะหนะ
  6. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แบบแป้งเด็ก

เอาเป็นว่าแม่บ้านไหนใช้โลชั่นเด็กยี่ห้อไหนกันอยู่บ้าง ใช้แล้วดี ชอบไม่ชอบตรงไหน หรือมีโลชั่นเด็กยี่ห้ออื่นๆ ที่ใช้กันนอกเหนือจากนี้ ก็ Inbox มาแชร์ มาเล่าให้ฟังกันได้นะคะ เผื่อแม่บ้านนี้จะไปซื้อมาใช้บ้างค่ะ วันนี้ขอตัวไปทาโลชั่นให้ลูกก่อน ครั้งหน้าจะมารีวิวของใช้คุณลูก คุณแม่อะไร มาติดตามกันนะคะ

สุขภาพดี

7 วิธีเลี้ยงทารกให้มี สุขภาพดี-ไม่ป่วยบ่อย-ภูมิต้านทานสูง

โรคระบาดต่าง ๆ ในทุกวันนี้ มีแต่ทำให้พ่อแม่ต้องกังวล ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่ทรมานเมื่อลูกต้องเจ็บป่วย อยากให้ลูกมี สุขภาพดี ไม่ป่วยบ่อย ต้องทำตาม 7 วิธีนี้

7 วิธีเลี้ยงทารกให้มี สุขภาพดี-ไม่ป่วยบ่อย-ภูมิต้านทานสูง

โรคระบาดในทุกวันนี้ มีแต่โรคที่น่ากลัวและร้ายแรง ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ที่มี สุขภาพดี แข็งแรง ยังสามารถป่วยหนักได้ แล้วทารกแรกเกิดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่มากพอล่ะ? การเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยของผู้ใหญ่หรือเด็กโต กลับสามารถทำให้ทารกมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้ รู้หรือไม่ว่า ลูกน้อยจะแข็งแรงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่แรกเกิด ทีมแม่ ABK จึงมีวิธีเลี้ยงทารกให้มี สุขภาพดี ไม่ป่วยบ่อย มีภูมิต้านทานสูงมาฝากค่ะ

อยากให้ลูกสุขภาพดี มีภูมิต้านทานสูง ไม่ป่วยบ่อย ต้องเลี้ยงด้วย 7 วิธีนี้

  1. พ่อแม่ต้องงดดื่มเหล้า-สูบบุหรี่

ขึ้นชื่อว่าเป็นสารเสพติด ไม่ว่าจะเป็นเหล้าหรือบุหรี่ ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียให้กับตัวเอง และส่งผลเสียยิ่งกว่าให้กับคนรอบข้าง สำหรับแม่ท้องนั้น การดื่มเหล้าและการสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่ต้องห้ามอยู่แล้ว จากบทความ ผลกระทบของการเสพสารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์ จาก ผศ.พญ.สุรีย์ลักษณ์ สุจริตพงศ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้กล่าวไว้ว่า

สารนิโคติน คาร์บอนมอนนอกไซด์ในควันบุหรี่ และทาร์จะมีผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีน (acetylcholine) โดปามีน (dopamine) และนอร์อีพิเนฟริน (nor epinephrine) ส่งผลให้มีการขัดขวางการพัฒนาของเซลล์ประสาทของทารก มีการหดตัวของหลอดเลือดดำมดลูก ทำให้เลือดผ่านรกลดลง ทารกจึงได้รับอาหารและออกซิเจนไม่เพียงพอ มีผลให้น้ำหนักแรกเกิดน้อย ขาดสารอาหารในระยะตั้งครรภ์และเพิ่มอัตราการตายในวัยทารก นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรม เช่น เชาวน์ปัญญาบกพร่อง มีปัญหาการเรียน ซุกซนมากผิดปกติ สมาธิสั้น พฤติกรรมก้าวร้าว ตลอดจนมีปัญหาด้านการเข้าสังคม”

และเมื่อคลอดแล้ว อย่าคิดว่าจะสามารถกลับมาสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าได้ เพราะ การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตในทารกขณะนอนหลับ (SIDS) นอกจากนี้ ควันบุหรี่มือสอง ที่ติดอยู่ตามเนื้อตัว เสื้อผ้าไม่ว่าจะเป็นของพ่อหรือแม่ เมื่อเข้ามาอุ้ม มากอดหอมลูก  ลูกจะได้รับสูดดมกลิ่นควันบุหรี่เข้าไปในระบบทางเดินหายใจและปอดด้วย ซึ่งเมื่อสะสมมากๆ เข้าย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกได้โดยตรง ซึ่งผลที่จะตามมาทั้งระยะสั้นและระยะยาว คือการเจ็บป่วยด้วยโรคหวัด ภูมิแพ้ และมะเร็งปอด รวมถึงอีกหลาย ๆ โรคด้วยเช่นกัน และสำหรับแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่ให้นมบุตร แอลกอฮอล์ที่มารดาได้รับจะผ่านไปสู่น้ำนมได้ดี โดยระดับแอลกอฮอล์ในน้ำนมใกล้เคียงกับในกระแสเลือดมารดา ซึ่งหากมารดาดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน (หนึ่งดื่มมาตรฐานเท่ากับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 10 กรัม ซึ่งเท่ากับ เหล้า 40 ดีกรีประมาณ 1.5 ออนซ์ เบียร์ 5% ประมาณ 12 ออนซ์ หรือไวน์ 8-12% ประมาณ 5 ออนซ์) อาจส่งผลต่อทารกทำให้ระบบประสาทสั่งงานกล้ามเนื้อช้า นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังลดการหลั่งน้ำนมโดยการกดการทำงานของออกซิโตซินด้วย นี่ยังไม่รวมถึง ผลเสียของการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ของพ่อแม่ต่อลูกที่อยู่ในวัยรุ่นอีกนะคะ ดังนั้น เมื่อรู้ว่าจะมีอีก 1 ชีวิตมาอยู่ร่วมกับเราแล้ว เลิกทั้งเหล้าและบุหรี่ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกกันดีกว่าค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง : แม่เล่า! ลูกติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะสัมผัสจากคนกินเหล้า-สูบบุหรี่

    ควันบุหรี่มือสอง สร้างโรคทำลายสุขภาพลูก

2. “นมแม่” สุดยอดภูมิต้านทานต่อลูกให้ลูกน้อย

องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ แนะนำว่าลูกควรได้กินนมแม่อย่างเดียว ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน และควรกินต่อเนื่องไปจนลูกอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น ควบคู่กับอาหารตามวัยที่เหมาะสม เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกด้วยองค์ประกอบด้านโภชนาการ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและยังมีเซลล์สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งจากเซลล์จากแม่ รวมถึงแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารของลูกด้วย เด็กทารกที่เกิดใหม่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ น้ำนมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับเด็ก เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคจำนวนมากที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย การได้กินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทารกเติบโตได้สมบูรณ์แข็งแรง

ความสำคัญของนมแม่ที่ช่วยให้ลูกสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านการเจ็บป่วย ด้วยการสร้างแอนติบอดี (Antibody) มาต่อต้านอาการเจ็บป่วยทั่วไปอย่างไข้หวัด การติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไปจนถึงการป้องกันการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (RSV) โรคงูสวัด ภูมิต้านทานเหล่านี้มาจากแม่ที่เคยเป็นโรคเหล่านี้มาก่อนและมีภูมิต้านทานโรคแล้ว ด้วยการส่งผ่านไปยังลูกน้อยทางน้ำนมแม่ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดกับลูกได้ 100% แต่ก็ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเหล่านี้กับลูกได้ นอกจากนี้นมแม่ยังสามารถช่วยลดการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้ รวมไปถึงโรคร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไหลตายในเด็กทารก (SIDS) เป็นต้น

3. เสริมภูมิคุ้มกันของลูกน้อยด้วยโภชนาการที่ดี

โภชนาการเป็นสิ่งสำคัญในเด็ก หากมีสิ่งใดมาทำให้การเจริญเติบโตต้องชะงักไป จะเป็นผลเสียต่อเด็กเป็นอย่างยิ่ง อาจทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพด้อยไปได้ เด็กจึงควรได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การให้อาหารเด็กอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่ครบทั้ง 5 หมู่ จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก มีระดับสติปัญญาไม่ดีเท่าที่ควร และเจ็บป่วยบ่อย เด็กควรได้กินอาหารหลักครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละชนิดควรกินให้หลากหลายชนิด วันละ 3 มื้อ และดื่มนมเป็นอาหารเสริม ทารกแรกเกิด – 6 เดือน ควรได้รับนมแม่อย่างเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ โดย ทั่ว ๆ ไปแล้วความต้องการสารอาหารของทารกต่อหน่วยน้ำหนักกิโลกรัม จะมากกว่าในวัยอื่นๆ เพราะระยะนี้ร่างกายมีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก หลัง 6 เดือน น้ำนมแม่ยังมีคุณภาพดี แต่ปริมาณไม่พอต่อการเติบโตของลูก จึงจำเป็นต้องให้อาหารทารกอย่างเพียงพอ ควบคู่กับการกินนมแม่เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยที่ต้องทานอาหารเสริม เด็กวัยนี้จะต้องการพลังงาน 100 กิโลแคลอรี่/กก. หรือประมาณ 800 กิโลแคลอรี่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกอาหารที่มีโภชนาการที่ดีให้ลูกน้อย โดยอาหารแต่ละมื้อ ควรมีสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของลูก (อ่านต่อ อาหารเสริมทารก เริ่มด้วยอาหารแบบไหน? ทานอย่างไร?)

4. ใครว่าเบบี๋ไม่ต้องออกกำลังกาย?

แน่นอนว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกายของทุกคน แม้แต่กับเด็กทารกก็ตาม การออกกำลังกายสำหรับเด็กวัยทารกนั้น ไม่จำเป็นต้องออกกำลังเหมือนกับผู้ใหญ่ การหยิบจับสิ่งต่าง ๆ การชันคอ นั่ง ตั้งไข่ คลาน เดิน ก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง นอกจากการออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายแล้ว ยังมีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสมองได้อีกด้วย เด็กที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้เป็นเด็กอารมณ์ดี มีความสุข

5. รักสะอาดไว้ก่อน!

คอยพยายามรักษาสุขอนามัยในบ้านให้มีมาตรฐานสูง ระวังการเกิดโอกาสที่จะทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้าใกล้ลูกให้ได้มากที่สุด เช่น การหมั่นล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่ และใช้กระดาษสะอาดในการเช็ดมือ ทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหาร หลังการสั่งน้ำมูก หรือการเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือออกไปเล่นนอกบ้าน สอนลูกให้ไม่เอามือเข้าปาก หรืออมสิ่งของต่างๆ ที่ไม่สะอาด เมื่อออกไปธุระข้างนอกบ้าน ก็ควรจะเอาผ้าหรือกระดาษเช็ดมือชนิดที่ใช้แล้วทิ้ง (disposable) หรือใช้แอลกอฮอล์เจลสำหรับทำความสะอาดมือ เพื่อลดการสัมผัสเชื้อ เป็นต้น การปลูกฝังนิสัยการรักษาสุขอนามัยให้ลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก จะช่วยลดโอกาสการติดโรคจากผู้อื่นเมื่อลูกโตขึ้นอีกด้วย

6. วัคซีนสิ่งสำคัญ!!

อาวุธที่สำคัญอย่างหนึ่งของการต่อสู้กับเชื้อโรคที่ร่างกายใช้ คือ ภูมิต้านทาน แต่ภูมิต้านทานต่างๆ ของลูกนั้นไม่ใช่อยู่ๆ จะมีขึ้นมาได้เอง แต่จะต้องเกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และร่างกายพยายามสู้กับเชื้อโรคนั้นๆ ถ้าร่างกายแพ้ ก็จะเจ็บป่วยหนัก ต้องการช่วยเหลือโดยการรักษาด้วยยาต่างๆ เช่น ยาปฎิชีวนะ ฯลฯ แต่เชื้อโรคในทุกวันนี้ มีแต่โรคที่ทำให้เกิดอาการร้ายแรงทั้งนั้น การจะให้ลูกรับเชื้อโรคร้ายแรงเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ก็ดูจะเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป ดังนั้นจึงควรให้ลูกได้รับวัคซีนพื้นฐานให้ครบตามที่กำหนด (อ่านต่อ ตารางวัคซีน 2563 จาก กระทรวงสาธารณสุข ต้องได้รับวัคซีนตัวไหน กี่ครั้ง อย่างไรบ้าง)

สุขภาพลูก
สุขภาพลูก

7. พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับคือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของลูกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดอย่างหนึ่ง โดยปกติร่างกายคนเราต้องการการนอนหลับพักผ่อน เพื่อทำการซ่อมบำรุงร่างกายและทำให้การทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกายได้เตรียมตัวสะสมพลังในช่วงนอน เพื่อจะออกมารับมือกับสิ่งต่างๆ ต่อไปในแต่ละวัน มาที่คำถามว่า ทารกที่มักจะตื่นบ่อยเพื่อมาทานนมนั้น จะทำให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอหรือไม่ (อ่านต่อ ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน? ได้ที่นี่)

ใครว่า สุขภาพดี ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดู? การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี ไม่ป่วยบ่อยได้

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ขนาดกระเพาะทารก จะจุปริมาณน้ำนมแม่ได้เท่าไหร่?

เพราะ ควันบุหรี่ จากเสื้อพ่อ ทำลูกเหลือปอดข้างเดียว

เด็กที่ขาด โกรทฮอร์โมน จะทำให้เตี้ยจริงหรือ?

วัคซีนพื้นฐานสำหรับลูกน้อยในขวบปีแรก เป็นสิ่งจำเป็นและไม่ควรเลื่อนฉีด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.news24.com, กรมอนามัย, wongkarnpat.com, guruobgyn.com, คลังความรู้เสริมสุขภาพเด็ก

อาการท้องไม่รู้ตัว

อาการท้องไม่รู้ตัว เป็นไปได้จริงหรือ! จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์?

ผู้หญิงส่วนใหญ่โดยเฉพาะว่าที่คุณแม่ยังสาวในท้องแรกอาจมักไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งท้อง อาการท้องไม่รู้ตัว เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์หรือจนกระทั่งคลอดก็ยังไม่รู้ตัวว่าท้อง เป็นไปได้จริงหรือ มาหาคำตอบกันค่ะ

อาการท้องไม่รู้ตัว เป็นไปได้จริงหรือ!

ได้มีสูตินรีแพทย์ออกมายืนยันแล้วว่า “อาการท้องไม่รู้ตัว” สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยหรือบางคนไม่มีอาการใด ๆ ทำให้ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่สงสัยหรือรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งท้องอยู่ในช่วงแรก และใช้ชีวิตประจำวันปกติ โดยจะเริ่มรู้ตัวว่าท้องเมื่อเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 6 แล้วบางรายพบว่ากว่าจะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็เมื่อมีอาการเจ็บท้องคลอดลูกแล้วได้ ทั้งนี้ ดร.ไบรอัน จิก สูตินรีแพทย์และผู้ก่อตั้งคลินิกด้านการผดุงครรภ์ Fair Oaks Women’s Health ในสหรัฐอเมริกา ได้ระบุว่าสถิติพบว่า ผู้หญิง 1 ใน 500 ราย ไม่รู้ว่าตัวเองท้องจนกระทั่งตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน และจำนวน 1 ใน 7,200 ราย ไม่รู้ตัวว่าท้องจนกระทั่งเจ็บท้องคลอดลูกออกมา

ท้องไม่รู้ตัวเกิดขึ้นได้ เป็นเพราะสาเหตุใด?

ศ. นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้เคยให้ความรู้เกี่ยวกับแม่ท้องไม่รู้ตัวผ่านทาง เดลินิวส์ออนไลน์ ไว้ว่า ท้องไม่รู้ตัวเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ หากฝ่ายหญิงไม่ใส่ใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยสาเหตุของอาการที่คุณแม่ไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์อาจเกิดขึ้นได้จากการไม่ได้สังเกตอาการเหล่านี้ เช่น

ไม่ทันได้สังเกตอาการผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นได้เมื่อตั้งครรภ์

อาการที่แสดงออกว่ากำลังท้องหรือกำลังตั้งครรภ์ของว่าที่คุณแม่แต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป โดยในช่วงระยะสัปดาห์แรกนั้น ว่าที่คุณแม่บางคนนั้นอาจไม่มีอาการแสดงออกเลยจนไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเลยไม่รู้ตัวว่าตั้งท้อง ในบางรายอาจจะคิดไปว่าตัวเองอ้วนขึ้นจึงทำให้ไม่เกิดความสงสัยว่ากำลังตั้งท้อง นอกจากนี้ในแม่ท้องบางคนอาจไม่มีอาการแพ้ใด ๆ หรือมีอาการเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยจนทำให้คิดว่าเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียด โรคกระเพาะ หรือว่าพักผ่อนน้อย จึงไม่ได้คิดว่าตนเองตั้งครรภ์ ซึ่งอาการแพ้ท้องต่าง ๆ นั้นจะเกิดขึ้นเพียงช่วง 3-4 เดือนแรกแล้วก็หายไป หรือในระยะอายุครรภ์ 4-5 เดือนแรก ที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะรู้สึกได้ว่าลูกในท้องดิ้นหรือมีการขยับตัว แต่กับคุณแม่ท้องบางรายที่ไม่เคยมีลูกมาก่อนอาจไม่รู้สึกถึงอาการของลูกดิ้นในท้อง หรือเข้าใจว่าเป็นอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ปัญหาลำไส้ ยิ่งไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อน จึงไม่คิดว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ทั้งนี้จึงสามารถเป็นไปได้ว่าตลอด 8-9 เดือนคุณแม่อาจจะไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเมื่อมีอาการเจ็บท้องคลอดก็เป็นได้

ประจำเดือนที่ขาดไป

แม้ว่าประจำเดือนขาด ไม่มาตามรอบเดือนปกติ จะเป็นอาการเริ่มแรกที่บ่งบอกได้ว่ามีการตั้งครรภ์ แต่ประจำเดือนไม่มาก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการตั้งครรภ์เสมอไป อาจมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติได้ เช่น น้ำหนักตัวที่ลดลงมากจนเกินไป ความผิดปกติของฮอร์โมน เหนื่อยล้าหรือความเครียด รวมถึงการกินยาคุมกำเนิด เป็นต้น ทั้งนี้การไม่สังเกตหรือไม่ได้ใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่าประจำเดือนไม่มาอาจไม่มีความผิดปกติใดใด หรือบางคนที่มีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอยู่แล้ว เช่น มีภาวะประจำเดือนขาด ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาช้าอยู่แล้ว จึงไม่ทันได้คิดว่าตัวเองตั้งท้อง

ท้องไม่รู้ตัว

ขนาดท้องที่เล็กมาก

ว่าที่คุณแม่บางรายเมื่อตั้งท้องแล้วมีขนาดของท้องที่โตขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอาการหน้าท้องขยายเหมือนคนท้อง จึงดูไม่ออกหรือคิดว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น หรือคิดไปว่าเป็นเพราะกินมากไปจนทำให้น้ำหนักขึ้น อ้วนขึ้น  หรือบางรายเป็นคนอ้วนอยู่แล้วจึงทำให้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังท้องก็เป็นได้

ใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แต่ไม่พบว่าท้อง

เมื่อรู้สึกว่ามีอาการแปลก ๆ หรือสัญญาณผิดปกติของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การตั้งครรภ์ การเช็กว่าท้องด้วยตนเองจากชุดทดสอบการตั้งครรภ์ก็จะทำให้รู้ได้แน่ชัดขึ้นกว่าเดิมว่าท้องหรือไม่ท้อง ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำมากถึง 90% แต่ในบางกรณีก็อาจตรวจพบค่าที่แสดงผลลบ คือขึ้น 1 ขีดที่ขีด C เพียงอย่างเดียว หมายความว่าไม่มีการตั้งครรภ์ หรือมีการตั้งครรภ์แล้วแต่ตรวจไม่พบก็อาจเป็นไปได้เหมือนกัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ทำการทดสอบครรภ์ที่เร็วเกินไป การทิ้งชุดตรวจครรภ์ไว้นานทำให้ประสิทธิภาพในการตรวจลดลง การดื่มน้ำเยอะทำให้ระดับฮอร์โมน hCG ในปัสสาวะลดลงมีผลต่อการตรวจคลาดเคลื่อนได้ หรือมีความเครียดจัด เป็นต้น ในกรณีที่ไม่มีขีดใดขึ้นเลย แสดงว่าที่ตรวจครรภ์เสีย หมดอายุ หรือเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการเก็บปัสสาวะ และไม่ได้ตรวจซ้ำอีกหลังจากนั้น จึงอาจเข้าใจได้ว่าไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นนั่นเอง

จะรู้ตัวได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์?

มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายรวมไปถึงอารมณ์หลายอย่างที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์ หากว่าที่คุณแม่ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ อาทิเช่น

ท้องไม่รู้ตัว อาการ

  • ประจำเดือนที่ขาดไป สำหรับว่าที่คุณแม่ที่มีประจำเดือนมาปกติ หากรอบเดือนนั้นไม่มาก็เป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ได้ชัดเจนที่สุด
  • มีเลือดออกจากทางช่องคลอดเล็กน้อย แต่สีจางกว่าเลือดประจำเดือน
  • อาการแพ้ท้อง เกิดขึ้นได้กับแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แต่ก็ไม่ใช่เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป บางคนมีอาการแพ้ท้องเล็กน้อยในช่วงแรก ๆ บางคนไม่มีอาการแพ้ท้องเลย โดยอาการแพ้ท้องสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา แต่โดยส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นในช่วงเช้า
  • รู้สึกหิวบ่อยขึ้น มีความอยากอาหารหรือหิวอีกทั้ง ๆ ที่เพิ่งรับประทานอาหารไปไม่นาน หรือบางรายไม่รู้สึกเบื่ออาหาร ไม่อยากกินอาหาร หรือไม่สามารถกินอาหารบางอย่างได้ในระหว่างตั้งครรภ์แม้ว่าจะเป็นอาหารที่เคยชอบมากก็ตาม
  • รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย
  • รู้สึกไม่สบายตัว เพลียง่าย มีอาการคลื่นไส้พะอืดพะอม แต่ไม่ขั้นอยากอาเจียน
  • หน้ามืด เป็นลมได้ง่าย เนื่องจากการขยายตัวของหลอดเลือด ความดันเลือดต่ำลง หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • มีอาการเจ็บหน้าอก คัดเต้า สีบริเวณหัวนมเปลี่ยนไปเป็นสีคล้ำขึ้น เต้านมขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ และมีความรู้สึกหัวนมไวต่อสัมผัสเป็นพิเศษ
  • รู้สึกรับรสผิดปกติ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปจะรู้สึกถึงรสชาติแปลกไปจากเดิมที่เคยกิน
  • มีอาการปวดหลัง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยปวดมาก่อน
  • รู้สึกไวต่อกลิ่นอาหารเป็นพิเศษ ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น บางครั้งเหม็นจนทนไม่ไหวทำให้รู้สึกรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียนศีรษะ
  • อยากกินอาหารแปลก ๆ จากเดิม เช่น อยากกินเปรี้ยว ของหมักดอง ของที่มีรสเค็ม
  • ท้องอืดง่าย เรอ แน่นท้องบ่อย
  • ท้องผูก เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ช้าลง
  • อารมณ์แปรปรวน รู้สึกหงุดหงิด อ่อนไหวง่าย อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ มีความรู้สึกไวต่อสิ่งรอบข้าง ไวต่อคำพูด ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจง่าย มีความวิตกกังวลมากกว่าปกติ

อาการที่กล่าวมาเรียกได้ว่าเป็นอาการที่สามารถพบได้ในระยะแรกของการเริ่มตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่แต่ละคนจะมีอาการที่แสดงออกมาแตกต่างกัน บางคนอาจพบได้ทุกอาการที่กล่าวมา หรือบางคนอาจจะมีอาการเพียงแค่ 1 หรือ 2 อาการก็ได้ ซึ่งในบางอาการก็อาจทำให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ “อาการท้องไม่รู้ตัว” สำหรับว่าที่คุณแม่จึงอาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงการตั้งครรภ์ในแต่ละครั้งก็อาจจะมีการแสดงอาการที่ไม่เหมือนกันเช่นกัน ดังนั้นเพื่อป้องเหตุการณ์ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังท้อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ทั้งคุณแม่และลูกน้อย ในกรณีที่วางแผนมีลูกและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ว่าที่คุณแม่ควรหมั่นสังเกตว่าพบการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติของร่างกายที่เปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ หากมีอาการคล้ายคนท้องแต่ไม่แน่ใจก็สามารถตรวจเช็กด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายเพื่อความชัดเจน

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ท้องแรกทั้งทางร่างกายและอารมณ์อาจทำให้คุณแม่ต้องเกิดการปรับตัวเองและดูแลใส่ใจตัวเองให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อส่งผลดีต่อทารกน้อยในครรภ์ เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ควรรีบทำการฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ ซึ่งหากพบว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจเกินจนรับมือไม่ไหว ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาหรือรับการรักษาวิธีในการบรรเทาอาการต่าง ๆ ลงได้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.zazana.comwww.somanao.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

วัคซีนสำหรับคนท้อง จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ?

เป็นไมเกรนตอนท้อง รับมืออย่างไร ?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กักเคน โฮลดิ้งส์ จับมือพันธมิตร เอช.ไอ.เอช.ทัวร์ส์ ขยายธุรกิจ “กักเคน คลาสรูม” พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเด็กในยุคศตวรรษที่ 21

บริษัทกักเคนโฮลดิ้งส์(GakkenHoldingsCo.,Ltd.)บริษัทชั้นนำด้านการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นจับมือกับบริษัทเอช.ไอ.เอส.ทัวร์ส์(H.I.S.ToursCo.,Ltd.)บริษัทเอเจนซี่ชั้นนำด้านการท่องเที่ยวร่วมมือในการเปิดศูนย์พัฒนาทักษะการเรียนรู้ภายใต้ชื่อกักเคนคลาสรูม(Gakken Classroom) ซึ่งส่งเสริมให้เด็ก ได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 ทั่วประเทศไทย

มร.คุณมานาบุ ฟูจิอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กักเคน ประเทศไทย (Gakken Thailand) เปิดเผยว่าบริษัทกักเคนได้ก่อตั้งกักเคนคลาสรูมขึ้นในปีค..1980กักเคน คลาสรูมมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในอุตสาหกรรมการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นในด้านการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษกักเคนคลาสรูมเป็นศูนย์พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็ก (อายุ 5-12 ปี) ได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่21ผ่านกระบวนการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยหลักสูตรของกักเคน คลาสรูม

เนื่องจากบริษัทกักเคนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นแต่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทยดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์(brand awareness)และเพื่อขยายเครือข่ายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆในระยะเวลาอันสั้น และเราได้ตัดสินใจร่วมมือกับทางบริษัทเอช.ไอ.เอส.ทัวร์ส์ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่และมีกำลังเราเชื่อว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะทำให้เราได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และสามารถขยายแบรนด์ของเราให้ประสบความสำเร็จได้

ด้าน มร. โนริคะซุ สึดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช.ไอ.เอช.ทัวร์ส์ สาขาประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัท เอช.ไอ.เอช.ทัวร์ส์ คือ บริษัทท่องเที่ยวที่ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในปี .. 1980 และเริ่มเปิดสาขากรุงเทพเมื่อปีค..1997และปัจจุบันเราขยายสาขาไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยหลายท่านอาจเข้าใจว่าบริษัทเอช.ไอ.เอช.ทัวร์ส์ให้บริการเพียงแค่การท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เราให้บริการการท่องเที่ยวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ

บริษัทเอช.ไอ.เอช.ทัวร์ส์เป็นบริษัทท่องเที่ยวแต่เราพยายามที่จะลองทำในหลากหลายธุรกิจเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความก้าวไกลของสังคมในช่วงปีที่ผ่านมาไม่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัดของประเทศไทยมีความต้องการโรงเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น พร้อมกับเราสามารถใช้บุคลากรที่มีอยู่ของบริษัทสาขาหน้าร้านของเราที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย รวมถึงความรู้ในด้านธุรกิจได้อย่างเกิดประโยชน์ ในการร่วมมือกันในธุรกิจการศึกษาได้

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและเป็นโอกาสอันดีสำหรับการขยายธุรกิจของเรากับโปรเจ็คที่เป็นความท้าท้ายใหม่ ในความร่วมมือระหว่าง บริษัท เอช.ไอ.เอช.ทัวร์ส์ และบริษัท กักเคน โฮลดิ้งส์ กับการเปิดศูนย์พัฒนาทักษะการเรียนรู้กักเคน คลาสรูมที่เกิดขึ้นในวันนี้ 

กักเคนคลาสรูมได้ถูกขยายสาขาอย่างประสบความสำเร็จ ด้วยการมีผู้เรียนมากกว่า 420,000 คนและมีจำนวนศูนย์มากกว่า 15,000 ศูนย์ในประเทศญี่ปุ่นและได้เริ่มขยายสาขาทั่วโลกเพื่อรองรับความต้องการในการเรียนให้ดียิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ของกักเคนคลาสรูมประเทศไทยคือเพื่อช่วยให้เด็กๆได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้สำหรับยุคศตวรรษที่21เช่นทักษะการคิดอย่างมีตรรกะทักษะการแก้ไขปัญหาเป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของกักเคน คลาสรูม นั่นคือ เรียนอย่างมีความสุข (joy of learning) มีความเชื่อมั่นในตนเอง (self-confidence) และสนุกกับการใช้ชีวิต (zest for living) ผ่านกระบวนการการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา ด้วยหลักสูตรคณิตศาสตร์ และ STEAM ของกักเคน คลาสรูม

จากความร่วมมือนี้ บริษัท เอช.ไอ.เอช.ทัวร์ส์ ได้เปิดศูนย์ กักเคน คลาสรูม  ที่ ศรีราชา ระยอง ภูเก็ตและเชียงรายในเดือนกันยายนนี้โดยตอนนี้เราเปิดให้เด็กๆได้ทดลองเรียนฟรี จึงอยากขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ลองพาบุตรหลานของท่านไป และภายในปีนี้มีแผนที่จะเปิดให้ได้ 12 แห่ง และเปิดให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยภายในปี .. 2025

เราจะเร่งพัฒนาธุรกิจเพื่อให้สามารถส่งมอบการศึกษาที่ดีกว่าให้กับเด็กๆให้ได้มากที่สุด และเราหวังอย่างยิ่งว่าเด็กๆจะได้เรียนรู้อย่างสนุกและมีความสุข โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียด ได้ที่ GAKKENCLASSROOMTHAILAND

Tags

3เก็บป้องกัน 3 โรคจาก ยุงลาย

3เก็บ ป้องกัน 3โรคจาก ยุงลาย รีบทำก่อนลูกป่วย!!

กระทรวงสาธารณสุขเตือนหน้าฝนมาพร้อมกับโรคร้ายจาก ยุงลาย แนะมาตราการ 3เก็บ 3โรค มาดูวิธีป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ลูกป่วย นอนโรงพยาบาล ทุกข์กายทุกข์ใจทั้งลูกทั้งคุณ

3เก็บ ป้องกัน 3โรคจาก ยุงลาย รีบทำก่อนลูกป่วย!!

Aedes หรือยุงลาย เป็นสกุลของยุง ซึ่งดั้งเดิมกระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน แต่ปัจจุบันเพราะกิจกรรมของมนุษย์ ยุงลายบางสปีชีส์กระจายทั่วทุกทวีป ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา เราจะจำแนกรู้ว่าเป็นยุงลาย โดยสังเกตได้ง่ายจาก ลายสีดำสลับขาว ตามลำตัวและขา และอีกเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างของมัน คือ มักตื่นตัวและกัดเฉพาะในกลางวัน ซึ่งต่างจากยุงสกุลอื่น ที่มักกัดบ่อยในตอนเช้าและพลบค่ำ

ยุงลาย มีมากกว่า 700 สปีชีส์ บางสปีชีส์เป็นพาหะของปรสิตก่อโรคระบาดร้ายแรงหลายโรค โดยที่สำคัญได้แก่ ไข้เลือดออก, ไข้เหลือง, โรคเท้าช้าง, ไข้ซิก้า, โรคชิคุนกุนยา, ไข้ไนล์ตะวันตก และ ไข้สมองอักเสบม้าตะวันออก

ยุงลาย ยุงร้าย นำพา 3 โรคอันตราย

สำหรับโรคที่มักพบบ่อยของคนไทยที่มาจากยุงลาย คงหนีไม่พ้น 3 โรค ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า และโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา ซึ่งทั้ง 3 โรคเป็นโรคที่มีอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก พ่อแม่จึงไม่ควรมองข้ามเห็นเป็นแค่ยุงกัด คงไม่มีอันตรายใด ๆ ทาง ทีมแม่ ABK  อยากขอเตือนว่า “โปรดอย่ามองข้ามความปลอดภัย มองข้ามอันตรายจากยุงลาย” มาร่วมตระหนักถึงภัยร้าย จากเจ้ายุงตัวเล็ก ๆ ที่นำพาโรคร้ายมาสู่ครอบครัวเราจากคลิปเตือนภัยนี้กันสักหน่อย

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก รู้ทัน กันโรค

3 โรคอันตราย ที่มาจากยุงลาย

1. โรคไข้เลือดออก

เป็นโรคที่เรารู้จักกันมานาน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มียารักษาเฉพาะ และยังพบการระบาดอยู่เป็นระยะ ในอดีตโรคนี้มักพบในเด็ก แต่ในปัจจุบันสามารถพบในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ได้มากขึ้น

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบมากในไทย จากรายงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 24 สิงหาคม 2563 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 47,738 ราย เสียชีวิต 32 ราย (ผู้ป่วยเฉพาะช่วงหน้าฝน เดือนมิ.ย. – 24 ส.ค. 63 รวมจำนวน 29,814 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ป่วยทั้งหมด) กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คืออายุ 15-24 ปี (ร้อยละ 26.22) อายุ 10-14 ปี (ร้อยละ 22.25) และอายุ 25-34 ปี (ร้อยละ 13.14)

ระยะของโรค

  1. ระยะไข้สูง  ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้สูงร่วมกับอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ระยะนี้จะใช้เวลาราว 3-7 วัน เมื่อได้รับยาลดไข้ ไข้ก็จะลง หลังจากหมดฤทธิ์ยา ไข้ก็จะกลับสูงขึ้นอีก ในระยะนี้ถ้าไม่มีเลือดออกมาก โดยปกติไม่ทำให้เกิดอาการที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจดูซึมลง รับประทานอาหารได้น้อยลง ระยะนี้เป็นระยะที่ตรวจพบไวรัสเดงกีในเลือด และถ้ายุงมากัดผู้ป่วย ยุงก็จะเป็นพาหะของโรคต่อไป ดังนั้น การวินิจฉัยโรคในระยะนี้มักจะสังเกตจากอาการ หากต้องการยืนยันก็ต้องตรวจหาตัวเชื้อ ซึ่งปัจจุบันแพทย์จะเจาะตรวจหา NS1antigen ในช่วงที่มีไข้หลังวันที่ 3 ถ้าแพทย์ทำ Tourniquet test หรือการรัดแขน อาจพบจุดเลือดออกได้
  2. ระยะวิกฤต ในผู้ป่วยบางคนหลังไข้ลงแล้วจะเข้าสู่ระยะนี้ ซึ่งจะมีการรั่วของน้ำเหลืองออกนอกเส้นเลือด ทำให้มีอาการเหมือนสูญเสียของเหลวหรือเลือดจากร่างกาย ทำให้มีความดันเลือดต่ำจนถึงอาการช็อกได้ ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่ายปลายมือปลายเท้าเย็น เด็กบางคนจะดูตัวลาย ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้มีอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ซึ่งอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ในระยะนี้ผู้ป่วยบางคนอาจมีเลือดออกมาก (โดยเฉพาะจากทางเดินอาหาร) ทำให้อาการช็อกได้มากขึ้น ระยะนี้โดยทั่วไปจะใช้เวลาราว 1-2 วัน
  3. ระยะฟื้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่หลังระยะไข้สูงจะเข้าสู่ระยะนี้ทันที บางคนถ้าเข้าสู่ระยะวิกฤตแล้ว 1-2 วัน ก็จะเข้าสู่ระยะนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มอยากรับประทานอาหารมากขึ้น มีผื่นแดงที่มีวงขาวขึ้นตามตัว มีอาการคันตามตัวและฝ่ามือฝ่าเท้า ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรคและเป็นระยะปลอดภัย

การรักษาโรค

ผู้ป่วยจะมีไข้เกือบตลอดเวลา การดูแลคือการให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้ ควรหลีกเลี่ยงยาลดไข้ชนิดอื่น เช่น กลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะจะทำให้มีโอกาสเลือดออกมากได้ หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน สามารถให้ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน พยายามกระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ โดยอาจดื่มทีละน้อยและบ่อย  ๆ ถ้าพอรับประทานอาหารได้ ให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ในระยะนี้อาจดูแลรักษาเองที่บ้านได้ และให้สังเกตอาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ได้แก่ ปวดท้องมาก อาเจียนมาก ดูซึมลง มีเลือดออกมาก หรือมีอาเจียนเป็นเลือด

ยุงลาย ยุงร้าย
ยุงลาย ยุงร้าย

2.โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า

ระยะฟักตัวของโรคไข้ไวรัสซิก้า ใช้เวลาประมาณ 3 – 12 วัน อาการของโรคไข้ซิกา คล้ายกับโรคที่เกิดจาก อาร์โบไวรัส (Arbovirus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีแมลงเป็นพาหะนำโรค เช่น โรคไข้สมองอักเสบ โรคไข้เหลือง และโรคไข้เลือดออก เป็นต้น โดยมีอาการไข้ มีผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ปกติแล้วจะเป็นเพียงเล็กน้อย และอาการจะเป็นอยู่ประมาณ 2 – 7 วัน อย่างไรก็ตามยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด (Microcephaly) กับการติดโรคไข้ไวรัสซิก้า และต้องมีการค้นคว้าหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจมีผลให้เกิดภาวะดังกล่าวร่วมด้วย

เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งเริ่มมีการเฝ้าระวัง ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหรือวินิจฉัยจึงยังน้อยอยู่ เราจึงต้องติดตามต่อไปว่าไวรัสตัวนี้มีผลระยะยาวต่อเด็กและแม่อย่างไรบ้าง รวมถึงการเฝ้าสังเกตว่าโรคนี้ทำให้เกิดอาการรุนแรงได้หรือไม่ กรณีพบเด็กที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสซิก้าซึ่งมีขนาดศีรษะเล็กผิดปกติ ในทางการแพทย์สามารถเสริมสร้างอะไรได้บ้าง เริ่มแรกต้องหาสาเหตุก่อนว่าจริง ๆ แล้วเด็กที่มีกะโหลกศีรษะเล็กผิดปกติเกิดจากอะไร ซึ่งถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิก้าจริง ๆ (ซึ่งไวรัสซิก้าเกิดจากภาวะที่กะโหลกเล็กจากสมองที่เล็ก) การผ่าตัดจึงไม่มีบทบาทอะไรเนื่องจากความผิดปกติตั้งต้นที่สมอง การรักษาคงเป็นแบบประคับประคองหรือรักษาตามอาการ ในประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของเชื้อนี้ชัดเจน เพียงให้ช่วยกันดูแลแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ถ้าไม่จำเป็นยังไม่ควรเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดของไวรัสนี้อยู่ ในอนาคตเราก็หวังว่าอาจมีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสนี้ได้

การรักษาโรค

ผู้ป่วยโรคไข้ไวรัสซิก้า ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง จึงสามารถรักษาตัวได้โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาลดไข้ หรือยาบรรเทาอาการปวด แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือยากลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพราะมียาบางชนิดที่เป็นอันตรายสำหรับการเป็นโรคนี้ อาจทาให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษา และทำตามคำแนะนำของแพทย์

3.โรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคชิคุนกุนยา

เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายสวนและยุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค พบได้ทุกกลุ่มอายุ รวมทั้งเด็กเล็ก มีอาการคล้ายโรคไข้เลือดออก แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีการช็อก โดยทั่วไปเมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยากัด จะมีระยะฟักตัวของโรค 1-12 วัน แต่ที่พบบ่อยจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 วัน และเมื่อครบระยะฟักตัวผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน โดยอาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ประมาณ 2-4 วัน และไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในชั้นผิวหนังมีการขยายตัวอาจมีอาการคันร่วมด้วย บางรายอาจมีตาแดงอาการที่พบเด่นชัดในผู้ใหญ่นอกจากปวดข้อรุนแรงแล้ว อาจมีอาการข้ออักเสบร่วมด้วย เช่น ข้อมือ ข้อเท้า ข้อศอก ข้อเข่า เป็นต้นอาการปวดข้อจะพบได้หลายๆ ข้อ และเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ บางครั้งอาจรุนแรงมากจนไม่สามารถขยับข้อได้ โดยอาการจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา และบางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปีแต่สำหรับในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าผู้ใหญ่

การรักษาโรค

โรคนี้ไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงแต่เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้น้ำเกลือ หรือการดูแลรักษาตามอาการเช่น ให้ยาลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพรินลดไข้เป็นอันขาดเนื่องจากจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น)ยาบรรเทาอาการปวดข้อ  เช็ดตัวด้วยน้ำสะอาดเพื่อช่วยลดไข้ ดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัดเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

เฝ้าระวัง 3 เดือนอันตรายในหน้าฝน

เมื่อทราบอันตรายจากยุงลายกันดีแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรใส่ใจ นั่นคือ ช่วงเวลาอันตรายที่เป็นช่วงเกิดความชุกของโรคที่เกิดจากยุงลาย คือช่วงหน้าฝน ที่กินระยะเวลาประมาณ 3 เดือน (เดือนมิ.ย.-ส.ค.) นับว่าเป็น 3 เดือนอันตรายที่พ่อแม่ต้องคอยหมั่นดูแล น้ำฝนที่ตกมาแล้วทำให้เกิดน้ำขังในภาชนะต่าง ๆ ในบ้านและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายนั้น กรมควบคุมโรค จึงได้ออกเตือนประชาชนให้ช่วยกันสำรวจและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายทุกสัปดาห์ และระมัดระวังป้องกันตนเอง พร้อมทั้งลูกหลานไม่ให้ถูกยุงกัด ด้วยโครงการ 3 เก็บ 3 โรค

3เก็บ3โรค ป้องกัน ยุงลาย
3เก็บ3โรค ป้องกัน ยุงลาย

ชวนลูกร่วมกันทำ 3เก็บ ป้องกัน 3โรค ทำง่าย ปลูกฝังพฤติกรรมปลอดภัย

โครงการ 3เก็บ 3โรค นอกจากเป็นการช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตัวร้ายแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่ลองชวนลูก ๆ มาร่วมกันทำตามวิธี 3 เก็บดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีต่อไปในอนาคตเรื่องการดูแลตนเองให้ปลอดภัยปลอดโรคอีกด้วย เพราะไม่มีการป้องกันใด ๆ ที่ดีไปกว่าการเริ่มที่ตัวเอง การป้องกันไม่ก่อให้เกิดโรคจากต้นเหตุ เป็นการสอนให้เขาเห็นตัวอย่างที่ดี และสามารถนำไปเป็นแนวทางกับเรื่องอื่น ๆ ได้อีกด้วย เมื่อลูกมีนิสัยทางสุขลักษณะที่ดี พ่อแม่ก็วางใจไม่ต้องกลัวลูกป่วยบ่อย ๆ เพราะเราไม่สามารถไปปกป้องเขาได้ตลอดเวลา

3 เก็บ มีอะไรบ้าง

  1. เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  3. เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่
ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก กลุ่มสื่อสารความเสี่ยง สคร.4 สระบุรี 

จะเห็นได้ว่า โรคที่มาจากยุงลายที่มีประวัติระบาดอยู่ในประเทศไทยนั้น แต่ละโรคล้วนแล้วแต่น่ากลัว คุณพ่อคุณแม่คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับลูกน้อย หรือคนในครอบครัวเป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็นโรคใด ก็ล้วนแล้วแต่ทรมานทั้งทางร่างกาย และจิตใจไม่น้อย ดังนั้นการมาร่วมกันป้องกันการเกิดโรคย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ใกล้ตัวเรา นอกจากปลอดโรคแล้ว ยังได้บ้านอาศัยที่สะอาด และปลูกฝังพฤติกรรมถูกสุขอนามัยอันดีแก่ลูกได้อีกด้วย อย่ารอช้ารีบมาช่วยกัน 3 เก็บ 3 โรคไม่ยากเริ่มที่ตัวเรา

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.ราชวิถี / คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล /Wikipedia /สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย / กรมควบคุมโรค

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคไข้เลือดออก วิธีสังเกตอาการและวิธีป้องกัน!

RSV อาการ เป็นแบบไหน ไวรัสอาร์เอสวี เกิดจากอะไร หน้าฝนทีไรมาทุกที

โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 63 รวมโรคเด็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

15 คำถามข้องใจกับการ ล้างจมูก ให้ปลอดภัยในวัยเด็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ออมสินปล่อยกู้ สูงสุด 50,000 บาท

ออมสินปล่อยกู้สูงสุด 50,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์-ไม่ต้องมีคนค้ำ พ่อแม่เช็คสิทธิ์ด่วน

พ่อจ๋าแม่จ๋าที่มีรายได้ประจำ เป็นพ่อค้าแม่ค้า หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช็คสิทธิ์หรือยัง ออมสินปล่อยกู้ สูงสุด 50,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์-ไม่ต้องมีคนค้ำ

ออมสินปล่อยกู้ สูงสุด 50,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์-ไม่ต้องมีคนค้ำ

ด้วยการระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบมากมายกับหลายครอบครัว ทั้งความวิตกกังวลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ภาระค่าใช้จ่ายของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้องแบกรับในทุก ๆ วัน แต่สวนทางกับรายได้ เพราะบางรายถูกลดเงินเดือน บางรายถูกให้ออกจากงานประจำจนต้องตั้งต้นทำธุรกิจใหม่ บางคนเป็นพ่อค้าแม่ขายแต่รายได้หดลง คนไม่มีกำลังซื้อ จากเหตุการณ์นี้เอง ธนาคารออมสินจึงเปิดตัวสินเชื่อเสริมพลังฐานราก (สร้างงานรายเดี่ยว) สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องใช้หลักประกันเงินกู้ ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เพื่อการดำรงชีพ เพื่อลงทุน หรือหมุนเวียนในกิจการ

ออมสินปล่อยกู้ สูงสุด 50,000 บาท
ออมสินปล่อยกู้ สูงสุด 50,000 บาท

เงินกู้ช่วยครอบครัวพ้นวิกฤติโควิด-19

ตามที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 มีมติเห็นชอบปรับปรุงการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) วงเงิน 20,000 ล้านบาทที่ธนาคารออมสินได้ดำเนินการปล่อยกู้ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อไปเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งธนาคารอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 1,012 ล้านบาท และยังมีวงเงินสินเชื่อคงเหลืออยู่อีกจำนวน 18,988 ล้านบาท จึงได้จัดสรรวงเงิน 10,000 ล้านบาท มาปล่อยกู้ ผ่านโครงการ สินเชื่อเสริมพลังฐานราก ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน ผู้สนใจลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคมนี้ โดยมีเงื่อนไขสำหรับการช่วยเหลือ ดังนี้

  • สินเชื่อประเภทนี้ต้องการช่วยเหลือบุคคลที่มีอาชีพค้าขาย ประกอบอาชีพอิสระ ผู้มีรายได้ประจำ และบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19
  • ลักษณะของสินเชื่อเพื่อการดำรงชีพ เพื่อการลงทุน หมุนเวียนในกิจการ
  • จำนวนเงินกู้สูงสุดได้คนละไม่เกิน 50,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ย คิด 0.35% ต่อเดือน ผ่อนชำระเงินกู้ไม่เกิน 3 ปี
  • ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน
  • ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หรือไม่ต้องชำระเงินงวดในช่วง 6 เดือนแรกอีกด้วย

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจอยากยื่นกู้สินเชื่อเสริมพลังฐานราก ของธนาคารออมสิน ต้องเตรียมเอกสารในการขอกู้ ดังนี้

  • ผู้ประกอบการรายย่อย
  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ใบเปลี่ยนชื่อสกุล (ถ้ามี) ของผู้กู้และคู่สมรส
  2. เอกสารแสดงสถานภาพ เช่น สำเนาใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี)
  3. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน / บัญชีเงินฝากพื้นฐาน
  4. เอกสารแสดงรายได้เดือนล่าสุด เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่าย ประมาณการรายได้ เป็นต้น
  5. ไม่ต้องตรวจกิจการ
  • ผู้มีรายได้ประจำ
  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ใบเปลี่ยนชื่อสกุล (ถ้ามี) ของผู้กู้และคู่สมรส
  2. เอกสารแสดงสถานภาพ เช่น สำเนาใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี)
  3. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน / บัญชีเงินฝากพื้นฐาน
  4. เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน / หลักฐานการรับเงินเดือน เดือนล่าสุด
  5. เอกสารแสดงการเดินบัญชี (Statement) เดือนล่าสุด

นอกจากนี้ ธนาคารออมสิน ยังช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วยการขยายเวลามาตรการพักชำระหนี้อัตโนมัติต่ออีก 3 เดือน 1 ต.ค. – 31 ธ.ค.63 พร้อมเปิดให้ผู้ประสงค์ออกจากมาตรการ เลือกแผนชำระหนี้ได้ 3 ทางเลือก

ออมสินให้พักชำระหนี้อัตโนมัติ

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเงินกู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแบบอัตโนมัติเป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ถึง วันที่ 30 ก.ย.63 แต่เนื่องจากลูกค้าและประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบของการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ออมสินจึงออกมาตรการช่วยเหลือด้วยการขยายเวลามาตรการพักชำระหนี้อัตโนมัติต่อไปอีก 3 เดือน เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค.63 พร้อมกับเปิดทางเลือกให้ลูกค้าที่ไม่ประสงค์จะพักชำระหนี้ต่อ และต้องการออกจากมาตรการ สามารถเลือกแผนการชำระหนี้ได้ 3 ทางเลือก โดยลูกค้าสามารถแจ้งความประสงค์และเลือกแผนการชำระหนี้ด้วยตัวเองได้ที่แอปพลิเคชัน MyMo ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.-31 ธ.ค. 63

สำหรับแผนการชำระหนี้ 3 ทางเลือก ประกอบด้วย

  1. พักชำระเงินต้น แผนที่ 1 พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ยทั้งจำนวน 100% จากเงินงวดต่อเดือนตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้หรือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เดิม
  2. ชำระดอกเบี้ยปกติ แผนที่ 2 ชำระดอกเบี้ยปกติทั้งจำนวน 100% และเงินต้น 50%
  3. ชำระเงินงวดต่อเดือน แผนที่ 3 ชำระเงินงวดต่อเดือนตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ หรือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เดิม โดยเมื่อแจ้งแผนการชำระหนี้ผ่าน MyMo แล้ว จะมีผลในวันถัดไปทันที

ทั้งนี้ กรณีที่ลูกค้ามีสัญญาเงินกู้มากกว่า 1 ราย จะต้องให้ผู้กู้หลัก (มีชื่อเป็นผู้กู้ลำดับแรกในสัญญาเงินกู้) เป็นผู้มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ออกจากมาตรการผ่าน MyMo เท่านั้น ส่วนลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนนิติบุคคลให้ไปดำเนินการแจ้งความประสงค์ที่สาขาเจ้าของบัญชี

สำหรับการแจ้งความประสงค์ออกจากมาตรการพักชำระหนี้ในระยะแรก สามารถดำเนินการผ่าน MyMo เท่านั้น โดยลูกค้าที่ขอออกจากมาตรการพักชำระหนี้ต้องปรังปรุง (อัปเดต) แอปพลิเคชัน MyMo เป็นรูปแบบล่าสุด (เวอร์ชั่น 1.34.0) เพื่อให้สามารถเข้าสู่มาตรการและทางเลือกพักชำระหนี้ได้

พ่อแม่ที่สนใจอยากกู้สินเชื่อเสริมพลังฐานราก ที่ออมสินปล่อยกู้สูงสุด 50,000 บาท คลิกลงทะเบียนได้ที่นี่ หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ธนาคารออมสิน Call Center โทร.1115 และธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

อ้างอิงข้อมูล : gsb.or.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

วัคซีนพื้นฐาน 2563 จาก กระทรวงสาธารณสุข มาแล้ว!!

แนะวิธี เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร สาเหตุที่ไม่ได้เพราะอะไร?

 

 

ลูกพูดมาก ทําไงดี

เหตุผลที่เด็กพูดเก่งประสบความสำเร็จมากกว่า แม่จ๋าอย่าเพิ่งเบื่อหนูพูดเลย!

ลูกพูดมาก ทําไงดี พูดเก่ง แม่เหนื่อยจะฟัง แต่ช้าก่อน! อย่าเพิ่งบ่นว่าลูก เพราะเด็กที่พูดเก่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

ลูกพูดมาก ทําไงดี

เมื่อลูกเติบโตขึ้นจากเคยอ้อแอ้ในวัยทารก ก็ค่อย ๆ พัฒนาจดจำคำศัพท์เอ่ยออกมาได้เป็นคำ ๆ จนถึงการสร้างประโยค จากที่เคยลุ้นว่าลูกจะพูดได้ไหม ลูกพูดช้าไปหรือเปล่า จนมาถึงวันที่ลูกพูดเก่งขึ้น ถามเก่งขึ้น พูดมากจนทำให้แม่เบื่อจะฟัง แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งเบื่อลูกไปเลยค่ะ เพราะการที่เด็กพูดเก่ง พูดมากนั้น เป็นสิ่งที่ดีมากกว่าที่คิด

พัฒนาการทางภาษาและการพูดของเด็กแต่ละช่วงวัย

กว่าที่ลูกจะพูดได้ในแต่ละคำ เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เลียนแบบคำพูด เลียนเสียงต่าง ๆ ใช้เวลาจนกว่าจะจำและพูดคำ ๆ หนึ่งได้อย่างถูกต้อง ถูกความหมาย ซึ่งแต่ละช่วงวัยต่างก็มีพัฒนาการทางด้านภาษา ดังนี้

  • 1 เดือน ทารกในวัยหนึ่งเดือนสามารถส่งเสียงร้อง เมื่อหิว ง่วง หรือรู้สึกไม่สบายตัว
  • 2-3 เดือน ลูกเริ่มทำเสียงอ้อแอ้ได้บ้างแล้ว คล้ายการเริ่มชวนพ่อแม่คุย
  • 5-6 เดือน เริ่มเล่นเสียง มามา ปาปา จนเข้าใจได้ว่า ลูกเรียกพ่อหรือเรียกแม่ได้แล้ว แต่จริง ๆ แล้ว ทารกส่งเสียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทั้งยังหัดเปล่งเสียงสูง เสียงต่ำ ได้บ้างแล้ว วัยนี้ทารกจะชอบเล่นน้ำลาย เป่าปาก ส่งเสียงจากลำคอ
  • 9 เดือน การสื่อสารเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น เริ่มพูดตาม เลียนแบบการเล่นเสียง พูดคำเดียวพอได้บ้าง
  • 10 เดือนถึง 1 ปี พูดคำที่มีความหมาย เช่น หม่ำ หรือชี้ไปทางแม่ แล้วเรียก แม่
  • 1 ปี 6 เดือน พูดคำ 1 พยางค์ได้มากขึ้น เริ่มพูดคำ 2 พยางค์ที่เอามารวมกัน สื่อสารสิ่งที่ต้องการได้ เวลาไม่ชอบ ไม่เอา ก็เอ่ยคำว่า ไม่ ออกมา
  • 2 ปีขึ้นไป ลูกในวัยนี้จะเริ่มพูดประโยคสั้น ๆ ได้ มีคำศัพท์มากขึ้นไว้ใช้สื่อสาร อาจยังเรียงรูปประโยคไม่ถูกต้องแต่สามารถสื่อสารความต้องการได้แล้ว แต่ถ้าอายุ 2 ขวบแล้ว ยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้ พูดได้แค่คำเดียว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับช่วงวัยที่มีพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้แก่ อายุ 2-5 ปี แม่บางคนถึงกับบ่นว่าลูกสองขวบพูดมากขึ้น พูดทั้งวันได้ไม่หยุด และยิ่งลูกโตขึ้น ลูกจะตั้งคำถามมากมาย อาจถามในเรื่องเดิมซ้ำ ๆ จนทำให้ปวดหัว โดยเฉพาะเด็กในวัย 4-5 ปี ที่เริ่มเรียงประโยคได้เก่ง พูดจาคล้ายผู้ใหญ่ และพูดให้คนอื่นเข้าใจได้มากขึ้น แต่ก็ช่างซักช่างถามมากไม่แพ้กัน

เหตุผลที่เด็กพูดเก่งประสบความสำเร็จมากกว่า

ลูกพูดมาก พูดเก่ง ไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสียทีเดียว แต่เด็กพูดเก่งยังมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่า

พูดเก่งแสดงว่าสื่อสารได้ดี

การพูดเก่งแสดงถึงความสามารถด้านการสื่อสารของลูก ซึ่งจะส่งผลดีในอนาคต เพราะเด็กกล้าที่จะพูด กล้าแสดงความคิดเห็น การฝึกฝนด้วยการพูดบ่อย ๆ ยังช่วยให้ลูกกล้าพูดมากขึ้น ยิ่งถ้าได้เรียนรู้คำศัพท์มากขึ้น เรียบเรียงประโยคได้เก่งขึ้น อาชีพมากมายก็รอลูกอยู่ในอนาคต

หัวไว ไหวพริบดี

เช่นเดียวกับข้อแรก เด็กที่พูดได้เก่ง จะเข้าใจเรื่องการสื่อสารได้ไว ตอบได้อย่างทันท่วงที เด็กบางคนอาจจะโต้ตอบได้ดีขึ้นเมื่อพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น เด็กที่พูดเก่งมักจะคิดเร็ว สมองไว จึงสื่อสารออกมาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าส่งเสริมลูกให้ถูกทาง นอกจากจะประสบความสำเร็จแล้ว ลูกยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ สนุกกับการเรียนรู้ในโลกใบนี้เพิ่มขึ้นด้วย

ขี้สงสัยเท่ากับใฝ่รู้

หากเราอยากรู้เรื่องอะไร ควรถามออกไป เด็กในวัยที่กำลังเรียนรู้ ย่อมอยากรู้อยากเห็น ช่างซักช่างถาม ถ้าได้พูดคุยกับผู้ที่มีความรู้ อยากเล่า เด็กจะยิ่งได้ความรู้มากขึ้นไปอีก พ่อแม่จึงควรพาลูกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ซักถามจากผู้เชี่ยวชาญ

ทักษะทางสังคมดีกว่า

เด็กที่พูดเก่งมักจะเข้าสังคมเก่งไปด้วย เพราะชักชวนคนโน้นคนนี้พูดคุยตลอดเวลา อยากมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเสมอ ทำให้มีเพื่อนใหม่ได้เรื่อย ๆ ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนที่อยู่ หรือเปลี่ยนโรงเรียน เด็กที่พูดเก่งก็จะมีเพื่อนใหม่ได้ไวกว่า

ชอบเข้าไปมีส่วนร่วม

นอกจากการพูดเก่ง พูดมากแล้ว เด็กมักจะมีความชอบเข้าสังคม อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เพราะกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก ทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวในห้องเรียนและนอกห้องเรียนได้ดี

กล้าพูดกล้าคิด

หากเด็กรู้สึกว่าได้รับการส่งเสริมการพูดอย่างเหมาะสม เด็กจะกล้าคิด กล้าเสนอไอเดีย หรือแสดงออกด้านความคิดและจินตนาการออกมา ทำให้พ่อแม่ต่อยอดพรสวรรค์ของลูกได้ง่ายขึ้น

พูดมาก พลังเยอะ

เด็กพูดเก่งมักจะมาพร้อมพละกำลังที่มากกว่า ชอบวิ่งเล่น ชอบคิด ชอบทำงานอดิเรก ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หากพ่อแม่ผลักดันไปถูกทิศทาง ลูกก็จะมั่นใจในสิ่งที่คิด สิ่งที่พูดออกมา ส่งผลต่อหน้าที่การงานในอนาคตได้

เด็กมองว่าทุกอย่างรอบตัวน่าสนใจ

การพูดเก่งสะท้อนถึงความสนใจ ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมรอบตัว เด็กจึงชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมักจะตื่นเต้นกับเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้บรรยากาศในบ้านสนุกขึ้น ไม่น่าเบื่อด้วยนะแม่

เด็กที่พูดเก่งมีแนวโน้มเป็นพ่อแม่ที่ดี

ผลการวิจัยจาก Frank Porter Graham Child Development Institute,University of North Carolina บอกว่า พ่อแม่ที่พูดคุยกับลูกจะยิ่งช่วยทักษะด้านภาษาของลูก หากลูกช่างพูดให้คิดเสียว่า ลูกพูดเก่งดีกว่าไม่พูด ทำให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกัน เมื่อลูกกล้าพูดกับพ่อแม่ พอมีครอบครัวของตัวเอง ก็จะเพิ่มแนวโน้มการเป็นพ่อแม่ที่ดีในอนาคตได้ด้วย

ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีของลูก

  1. เตรียมตัวให้พร้อมที่จะฟัง ลองจัดช่วงเวลาในการพูดคุยกันแต่ละวันดูก็ได้ เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นในช่วงเวลาที่พ่อแม่กำหนดไว้ หากลูกตั้งใจอยากพูดเรื่องสำคัญ หรือลูกมีท่าทีอยากเล่า แต่ดูกังวลในสิ่งที่จะพูดออกไป พ่อแม่ยิ่งต้องตั้งใจฟังและวางทุกอย่างที่ทำลงก่อน หรือถ้ายังไม่พร้อม ให้บอกลูกก่อนว่า ขอเวลาแม่ทำงานสักครึ่งชั่วโมง แม่อยากฟังสิ่งที่ลูกเล่ามากนะจ้ะ ถ้าแม่ทำงานเสร็จแล้ว แม่จะเดินไปหา แล้วเราค่อยคุยกัน
  2. ฟังลูกอย่างตั้งใจ แม่ต้องปล่อยใจให้ว่าง ตั้งใจฟังลูกอย่างจริง ๆ ถ้าบอกว่า พร้อมแล้วที่จะฟัง คล้ายกับการฝึกสมาธิ แต่แม่ต้องพร้อมจริง ๆ ไม่ใช่คิดเรื่องอื่นอยู่ หรือทำอย่างอื่นไป ฟังลูกไปด้วย ลูกจะรู้สึกว่า แม่ไม่ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาต้องการจะบอก ครั้งต่อไปหากลูกมีอะไรก็ไม่อยากเล่าให้แม่ฟัง ถ้ามีบางช่วงที่สติหลุดลอยไป ก็บอกลูกได้ว่า “ไหนลองพูดประโยคเมื่อกี๊กับแม่อีกทีสิ”
  3. ไม่ใช่ฟังไปเรื่อย ๆ ลองถามกลับไปบ้าง เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น เช่น ลูกบอกว่า หนูไม่ชอบออกกำลังกายเลย แม่อาจจะบอกกลับไปว่า การออกกำลังกายบางครั้งก็ไม่สนุกจริง ๆ แล้วลูกชอบทำอะไรล่ะ ลูกชอบเล่นกีฬาไหม แล้วปล่อยให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แล้วค่อยจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ไปตามสมควร
  4. พูดทวนสิ่งที่ลูกพูดออกมา เพื่อแสดงว่าคุณกำลังฟังลูกอยู่ ลองพูดทวนสิ่งที่ลูกพูดออกมา เพื่อให้เด็กทบทวนสิ่งที่พูดออกไป ตัวแม่เองก็จะได้เข้าใจสิ่งที่ลูกต้องการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น หรือจะแสดงความเห็นในสิ่งที่ลูกพูดออกมาก็ได้ เช่น ลูกเล่าว่า ต้นบอกว่าไม่ชอบเล่นกับหนู คุณแม่ก็พูดทวนว่า พอต้นบอกว่าไม่ชอบเล่นกับหนู หนูรู้สึกยังไง ลูกคงเสียใจมากใช่ไหมคะ
  5. ฟังลูกด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่ฟังด้วยหู แต่ยังต้องมองดูลูกอย่างเข้าใจ ใช้สมองในการรับฟัง รวมถึงใช้หัวใจในการแสดงออก ถ้าลูกเล่าเรื่องที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี คุณแม่อาจจะทวนสิ่งนั้น แล้วชักชวนลูกมาทำกิจกรรมอื่นด้วยกัน เช่น ลูกพูดว่าทำไมไม่รู้หมาตัวนั้นถึงเห่าผม คุณแม่อาจจะตอบกลับไปว่า แล้วตอนหมาเห่าลูกรู้สึกอย่างไร กลัวมากไหม มานั่งตักแม่แล้วอ่านหนังสือด้วยกันหลังจากนี้ดีไหม

การรับฟังสิ่งที่ลูกพูดอย่างตั้งใจ ช่วยให้เด็กกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เด็กจะสัมผัสได้ว่า ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรพ่อแม่ก็จะรับฟัง ปลอบโยน และเข้าใจเขาอยู่เสมอ

พูดมากแบบไหนพ่อแม่ต้องปรับ

แม้ว่าการที่ลูกพูดมากจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าพูดมากในบางทีก็ไม่เหมาะสม เช่น

ลูกพูดจาไม่เหมาะสม พูดผิดที่ ผิดเวลา

หากลูกพูดคำหยาบ หรือตำหนิผู้อื่น แสดงถึงการเสียมารยาท คุณแม่สามารถอบรมลูกได้ หรือลูกพูดในสถานที่ที่ไม่ควรพูด ก็ควรแนะนำลูกอย่างใจเย็น เช่น ลูกพูดมากในห้องสมุด คุณแม่สามารถสอนเรื่องกฎระเบียบการใช้ห้องสมุดกับลูกได้ บอกลูกด้วยเหตุผลใช้น้ำเสียงนุ่มนวลและใจเย็น หรือลูกชวนคุยในตอนกลางคืน ก็ลองคุยกับลูกว่า แม่อยากฟังเรื่องนี้มากเลย แต่ถึงเวลานอนแล้ว ลูกมาคุยกับแม่ใหม่พรุ่งนี้นะ

พูดมากไปจนรบกวนผู้อื่น

ในร้านอาหารลูกพูดมาก เสียงดัง รบกวนโต๊ะข้าง ๆ ก็สามารถสอนลูกได้ว่า เวลานี้ทุกคนต้องรับประทานอาหาร ไม่ใช่เวลาของการพูดคุย ถ้าลูกอยากคุยเรื่องนี้ เราไปคุยกันต่อที่บ้านนะคะ

ชอบแทรกคนอื่นเวลาพูด

เด็ก ๆ มักจะอยากพูดสิ่งที่คิดออกไปในทันที แม่สามารถบอกได้ว่า ลูกต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย และสอนลูกถึงการเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นเด็กที่น่ารักด้วยการไม่พูดแทรกคนอื่น เพราะลูกเองก็คงไม่อยากให้แม่พูดแทรกเช่นกัน หรือถ้าลูกชอบพูดไปเรื่อย ก็ให้ย้อนกลับมาถึงเรื่องที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ เพื่อให้เด็กฝึกโฟกัสสิ่งที่กำลังพูดอยู่

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อลูกพูดมาก คือการสั่งห้ามพูด หยุดพูด แม่ไม่อยากฟัง คำเหล่านี้จะทำให้ลูกสูญเสียความมั่นใจ ทำให้ไม่อยากพูด ไม่อยากเล่าเรื่องอะไรให้พ่อแม่ฟังอีก ลองคิดถึงข้อดีของการพูดเก่ง และคอยให้เหตุผลเมื่อลูกพูดในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมเท่านั้นก็เพียงพอ

 อ้างอิงข้อมูล : lifehack.org, parents, rajanukul.go.th และ  understood.org

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกเก่งรอบด้าน แค่เพียงแม่ชวนลูก “นั่งสมาธิ”

แพ้ ภูมิคุ้มกันความผิดหวังที่แม่สร้างให้ลูกได้

หมอเตือน! พ่อแม่ทะเลาะกัน “ต่อหน้าลูก” เสี่ยงลูกพัฒนาการถดถอย สับสนทางเพศ

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด

10 วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด สอนลูกฉลาดรู้ ฝึกลูกฉลาดทำ

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด ความฉลาดของเด็ก นอกจากจะมีที่มาจากพันธุกรรมที่ได้จากพ่อและแม่แล้ว อาหารการกินและการเลี้ยงดู เป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน ปัจจุบันพบว่า การเลี้ยงดูและอาหารการกินยังสามารถเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนที่ได้รับจากพ่อแม่ได้ด้วย ที่เราเรียกกันว่า “กระบวนเหนือพันธุกรรม หรือ อีพีเจเนติกส์”​ ซึ่งอาจทำให้ผลจากยีนที่ไม่ค่อยดีแสดงออกมาดีขึ้น

อาหารการกินที่ ช่วยลูกอิ่มกายและบำรุงสมองในช่วง 6 เดือนแรก คือ นมแม่เพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นต้องเริ่มอาหารตามวัยจนถึงอายุ่ประมาณ 1 ปี จึงรับประทานอาหาร 3 มื้อ ให้ครบถ้วนสมดุลทั้ง 5​ หมู่เหมือนคุณพ่อคุณแม่ และมีนมเป็นอาหารเสริมอย่างน้อยวันละ 2-3 แก้ว คุณพ่อคุณแม่ควรติดตามการเจริญเติบโตจากน้ำหนักและส่วนสูงให้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและสมองได้รับอาหารอย่างเพียงพอครับ

วันนี้ผมมีตัวอย่าง การส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาซึ่งคือ ความฉลาดของลูก 10 วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด ผ่านการสอนลูกฉลาดรู้และฝึกลูกฉลาดทำ มาฝากกันครับ

10 วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด สอนลูกฉลาดรู้ ฝึกลูกฉลาดทำ

5 วิธีสอนลูกฉลาดรู้

1. สอนลูกรู้เวลากินเวลานอน

ตั้งแต่ยังเล็กเลยครับ ให้ลูกกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา กลางวันกลางคืนมีกิจกรรมที่แตกต่างกัน เป็นเวล่ำเวลา ลูกจะค่อยๆ ปรับตัว และแยกแยะความแตกต่างง่ายๆ รอบตัวได้ครับ เป็นพื้นฐานช่วยให้ลูกเรียนรู้ทักษะควบคุมตัวเองในอนาคตได้ดีขึ้นครับ

2. สอนให้ลูกรู้ของเขาของเรา

โตมาหน่อยวัยเตาะแตะ หยิบของคนอื่นมาก็ค่อยๆ สอน “นี่ของพี่ครับ” “นี่ของหนูนะคะ” วัยนี้กำลังเรียนรู้ตัวตนของตัวเองครับ

3. เหตุผลต้องพอดีพอดี

ไม่จำเป็นต้องพูดมากให้เจ็บคอนะครับ การสื่อสารยิ่งลูกเล็กยิ่งต้องสื่อสารให้ลูกสามารถรับรู้ได้ผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น มองเห็น สัมผัสได้ จับต้องได้ ที่สำคัญ พูดแต่ความจริงนะครับ

4. สอนให้ลูกรู้จักบรรทัดฐานจากง่ายๆ ที่บ้านเรา

ผ่านการเป็นแบบอย่างที่ดี อธิบายด้วยเหตุผลง่ายๆ พอที่ลูกจะเข้าใจ พอเข้าใจสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น ชี้ชวนให้ลูกได้เรียนรู้บรรทัดฐานในสังคมจากที่โรงเรียนและสังคมรอบตัว สิ่งดีชี้ชวนให้ลูกทำตาม สิ่งไม่เหมาะสมก็ชี้ชวนให้ลูกเรียนรู้ครับ

5​. พูดคุยเล่าเรื่องกัน

อ่านนิทานกัน ช่วยสอนลูกรู้ ผิด ชอบ ชั่ว ดี ได้มากครับ ปฏิบัติให้เป็นกิจวัตรตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยได้มาก แถมยังส่งเสริมพื้นฐานของจินตนาการให้ต่อยอดไปได้อีกมากมายครับ

พอจะเข้าใจวิธีฝึกลูกฉลาดรู้แล้วใช่ไหมครับ ขั้นต่อไป ต้องฝึกให้ลูกฉลาดทำด้วยนะครับ

สอนลูกฉลาด

5​ วิธีสอนลูกฉลาดทำ

1. หลัง 6 เดือนไปแล้วสามารถฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเอง

ฝึกลูกรอคอยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มีอันตรายบ้าง เช่น รอนมตอนหิว รอคุณแม่มาเปลี่ยนผ้าอ้อม คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องรีบตอบสนองความต้องการของลูกอย่างรวดเร็วเหมือน 6 เดือนแรกแล้วครับ เขาจะเริ่มเรียนรู้ที่จะอดทนรอคอยได้มากขึ้นครับ

2. โตมาหน่อยวัยเตาะแตะ จะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

อะไรที่ไม่เหมาะสมและไม่ควรทำ คุณพ่อคุณแม่ต้องหนักแน่นกับการหยุดพฤติกรรมลูกผ่านการตอบสนอง เช่น เบี่ยงเบนความสนใจ กอดเขาไว้ หรือเพิกเฉยในบางเรื่อง

3. การช่วยเหลือตัวเองอย่างเหมาะสมกับวัยและความสามารถ

เช่น ถือกระเป๋าไปโรงเรียนอนุบาลเอง เป็นการฝึกทักษะในการช่วยเหลือตัวเองและการแก้ปัญหาพื้นฐาน ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะทางปัญญาให้กับลูกเป็นอย่างดี เรื่องง่ายๆ เหล่านี้คุณพ่อคุณแม่อย่ามองข้ามนะครับ จากง่ายๆ จะพัฒนาไปสู่ทักษะที่ยากขึ้นในอนาคตครับ

4. ช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว อย่าลืมให้ลูกช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่อย่างเหมาะสมด้วย

ไม่เพียงแค่เบาแรงคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น ยังฝึกให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์​ วางแผน และแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง อีกหน่อยเรื่องยาก ก็ทำได้ครับ

5. สร้างสถานการณ์จำลองผ่านการเล่นและฝึกในบ้าน ก็ช่วยให้ลูกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น

บางเรื่องไม่ได้เกิดกับเรากันทุกวันแต่จะเกิดเมื่อไรคงทำนายได้ยาก เช่น ถ้ามีคนไม่รู้จักเอาขนมมาให้ลูกเพื่อชวนลูกไปด้วย ลูกจะทำอย่างไร หลายเรื่องราวสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมาสอนลูกผ่านการเล่นและฝึกปฏิบัติได้ครับ

จะว่าไปแล้วการพัฒนาให้ลูกมีทักษะทางปัญญา ฉลาดรู้คู่ฉลาดทำ ทำได้ไม่ยากเลยนะครับ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่มองหาโอกาสรอบตัวมาฝึกฝนลูกอยู่ตลอดเวลาอย่างแยบยล ร่วมกับจัดหาอาหารการกินที่เหมาะสมตามวัย ส่วนอาหารการกินหากคุณพ่อคุณแม่เตรียมอาหารให้ลูกเองก็คงดีที่สุด จะได้สามารถจัดอาหารได้ครบถ้วนทั้ง 5​ หมู่ หากไม่สามารถจัดหาได้ด้วยตัวเอง ก็อย่าลืมหลักการทางโภชนาการที่ดีทั้งความสะอาด โอกาสปนเปื้อนและคุณภาพของอาหาร ส่วนผลิตภัณฑ์นมในท้องตลาดปัจจุบันนี้ ก็มีการเติมสารอาหารลงไปในนมอย่างหลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารเสริมจากอาหารหลัก หลังพ้นระยะการให้นมแม่แล้ว  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณาเลือกได้ตามความต้องการของร่างกายลูกเลยครับ

บทความโดย : รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกไม่กินข้าว ทําไงดี? หมอแนะ 10 วิธีรับมือเมื่อลูกไม่ยอมกินข้าว

ให้ลูกดูมือถือ แท็บเล็ต โทรทัศน์ ตอนกินข้าวช่วยให้กินง่ายจริงหรือ?

4 เทคนิคแสนง่าย ฝึกวินัยลูก เรื่องกิน + นอน เริ่มได้ตั้งแต่เบบี๋

ฝึกลูกเข้าห้องน้ำเอง

ฝึกลูกเข้าห้องน้ำเอง สร้าง Self-Esteem ให้ลูกกล้าและเก่ง โดย พ่อเอก

การที่เรา ฝึกลูกเข้าห้องน้ำเอง หัดให้ลูกสามารถเดินไปเข้าห้องน้ำคนเดียว หากตื่นในเวลากลางคืน มีประโยชน์กับทั้งตัวลูกเองและแน่นอนสำหรับคุณแม่คุณพ่อที่จะทำให้ได้พักผ่อนสบายขึ้น ไม่ต้องลุกไปด้วยแค่เพียงให้กำลังใจ ส่วนตัวลูกนอกจากจะฝึกการช่วยเหลือตัวเอง ไม่ให้ฉี่รดที่นอนและการดูแลตัวเองให้เดินไปเข้าห้องน้ำเอง ทั้งที่ง่วง ปวดฉี่ และมืดนั้น มันเป็นการสร้าง self-esteem ที่ดีมากๆ สำหรับครอบครัวเราลูกเราทั้ง 2 ก็เดินเข้าห้องน้ำเองได้ตั้งแต่ช่วง 3 ขวบแล้ว ซึ่งมันก็ต้องมีองค์ประกอบในการฝึกนิดหน่อย

เทคนิค ฝึกลูกเข้าห้องน้ำเอง ตอนกลางคืน

1. พาเดินไปด้วยกัน แต่ไม่เปิดไฟสว่าง

เมื่อลูกเลิกใส่ผ้าอ้อมแล้ว ช่วงแรกๆอาจจะมีการปลุกไปฉี่ หรือ เขาตื่นมาปลุกเราก็ตาม เราก็ต้องไปเป็นเพื่อน แต่ไม่ต้องเปิดไฟสว่างจ้า หากมีไฟอ่อนๆ ลอดมากจากภายนอกให้พอเห็นได้ เดินสะดวกก็เพียงพอตามนั้น หรือหากมืดมาก ก็เปิดโคมไฟเล็กๆ หรือเปิดไฟฉายจากมือถือทิ้งไว้หัวเตียง แล้วเดินตัวเปล่าไปห้องน้ำเป็นเพื่อนลูก

2. ของมันต้องมี คู่มือช่วยบิ้วด์ลูก

หนังสือชื่อ ‘ห้องน้ำกลางดึก’ ของสำนักพิมพ์ Amarin Kids เรื่องและภาพโดย อายาโกะ มารุยามะ แปลโดย มารินา โคบายาชิ / พรอนงค์ นิยมค้า ครอบครัวเราอ่านหนังสือก่อนนอนให้ลูกฟังทุกคืน คืนละหลายเล่ม หนังสือในชุดนี้จะแฝงการสอนลูกหลายๆ อย่าง ซึ่งห้องน้ำกลางดึกเป็น เล่มที่เราใช้อ่านให้ปูนปั้นกับปั้นแป้งฟัง ประกอบกับรูปประกอบที่น่ารักอบอุ่น จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่ต้องมีไว้ใช้

3. ปูพื้นและปลุกใจก่อนนอน

คุยกับลูกก่อนนอนว่า คืนนี้ถ้าปวดฉี่ หนูลองเข้าห้องน้ำเองมั้ย เหมือน ฮิโรโกะ (เด็กหญิงในหนังสือ ห้องน้ำกลางดึก) คุยกับเขาให้เห็นว่างานง่ายนิดเดียว อาจจะให้ลอง role play ว่า สมมติคืนนี้หนูปวดฉี่แล้วตื่นขึ้นมา ต้องทำอย่างไรบ้าง ปลุกคุณแม่/คุณพ่อนะ แล้วหนูก็เดินไปฉี่ เสร็จแล้วทำไงบ้าง แล้วก็เดินกลับมา การทำ role play ก็เพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกว่าได้เคยลองทำแล้ว

4. เปิดประตูทิ้งไว้

เวลาจริง หากห้องน้ำอยู่นอกห้องนอน ก็อนุญาตให้ลูกเปิดประตูห้องนอนไว้ได้ ตอนเดินไปห้องน้ำ เพื่อให้เขาอุ่นใจ รู้สึกว่า คุณแม่ คุณพ่อ ยังอยู่ในสายตา หรือ อาจจะสามารถส่งเสียงพูดคุยเบาๆ มาได้

5. ชื่นชม

สำคัญมากๆ หากลูกทำสำเร็จเดินกลับมาก็ต้องกอด แล้วจัดการห่มผ้าให้เขานอน สร้างความรู้สึกอบอุ่นใจให้ลูก (ไม่กี่ครั้งหรอกฮะ เพราะพอเขาคล่อง เขาไม่รอเรากอดหละ เขาง่วงกลับมาปุ๊บ ผลุบเข้าใต้ผ้าห่มเองเลย)

6. ไม่หลอกลูกเรื่องผี

เราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ ว่า ไม่มีเด็กคนไหนบนโลกใบนี้กลัวผีจนกระทั่งมีคนไปหลอกเขาว่ามีผี ดังนั้นหากคุณไปหลอกลูกว่า มืดๆ ระวังผีหลอก เล่นกลางคืนเดี๋ยวผีอำ อะไรๆ ที่เกี่ยวกับผีน่ะ เด็กก็จะเชื่อและกลัว ซึ่งจะทำให้การฝึกให้ทำอะไรในความมืดยากไปหมด ไม่ใช่แค่การเข้าห้องน้ำ แต่รวมไปถึงการลง/ขึ้นไปหยิบของคนเดียว หรือทำอะไรเองในเวลากลางคืน (ซึ่งปูนปั้นถึงขั้นกลับมาเล่าว่า เพื่อนบอกว่าผีมีจริง แต่ปูนปั้นไม่เชื่อไปสอนเพื่อนว่าไม่มี และบอกเพื่อนว่า “ปะป๊าบอกว่าถ้าเพื่อนคนไหนจับผีมาให้ปะป๊าได้ จะให้เลโก้ 10 กล่อง ฮ่าฮ่าฮ่า)

และนี่คือเทคนิค ฝึกลูกเข้าห้องน้ำเอง ตอนกลางคืนของบ้านเรา ลองไปใช้ฝึกลูกกันดูครับ แล้วจะรู้ว่าการที่ลูกลุกไปห้องน้ำเองได้ ทำให้เรานอนสบายและได้อมยิ้มน้อยๆ มันดีไม่ใช่เล่น


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีเลิกผ้าอ้อม ฝึกลูกใน 5 ขั้นตอน ได้ผลจริง! โดย พ่อเอก

3 บทบาทของพ่อแม่ สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกยุคนี้โดย พ่อเอก

ลูกเลียนแบบพ่อแม่

ลูกเลียนแบบพ่อแม่ พฤติกรรมเลียนแบบของเด็กสั่งจากสมอง! หนูรู้ หนูจำได้

ลูกเลียนแบบพ่อแม่ เพราะทุกสิ่งที่พ่อแม่ทำ หนูรู้ หนูจำได้ ถ้าไม่อยากให้ลูกเลียนแบบในเรื่องร้าย ๆ พ่อแม่ควรเป็นต้นแบบที่ดี

ลูกเลียนแบบพ่อแม่ พฤติกรรมเลียนแบบสั่งจากสมอง

พฤติกรรมเลียนแบบส่งตรงจากสมอง สั่งให้ทำตามคนอื่น ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย พ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีได้ ให้ลูกเกิดพฤติกรรมเลียนแบบด้านบวก

ในวัยทารก พ่อแม่อาจจะเห็นว่าลูกน้อยยังอ้อแอ้ พูดจาไม่เป็นคำ จำอะไรไม่ได้หรอก แต่จริง ๆ แล้วตรงกันข้ามกันเลย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบ ลูกที่เห็นพฤติกรรมต่าง ๆ ของพ่อแม่ คนในครอบครัว หรือคนรอบตัว ลูกจำได้อยู่เสมอ เพียงแต่ลูกยังไม่เติบโตพอที่จะมีพฤติกรรมเลียนแบบ

สมองทารกเติบโตอย่างมากในขวบปีแรก

ช่วง 3 ปีแรกของชีวิตลูก ร่างกายจะเติบโต พร้อมกับมีพัฒนาการต่าง ๆ มากมายเพิ่มขึ้น สมองของลูกก็จะเติบโตมากขึ้นด้วย คนที่เลี้ยงดูทารกอย่างใกล้ชิด จึงเป็นผู้เปิดโลกการเรียนรู้ของทารก เพราะเด็กจะเรียนรู้ รับรู้ และเลียนแบบ เชื่อมโยงกับโลกภายนอกรอบ ๆ ตัว ในด้านของสมองทารกจะมีพัฒนาการเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ แต่ขนาดของสมองจะเพิ่มมากกว่าระยะอื่น ๆ ในช่วงขวบปีแรก ซึ่งน้ำหนักของสมองแรกเกิดนั้นประมาณ 400 กรัม ราว ๆ 25% ของสมองผู้ใหญ่ และจะเพิ่มเป็น 1,000 กรัมเมื่ออายุ 1 ขวบ (สมองผู้ใหญ่หนักประมาณ 1,400 กรัม)

การดูแลลูกอย่างใกล้ชิดด้วยความรักของผู้เป็นพ่อแม่ พร้อมกับเติมสารอาหารสำคัญให้กับลูกด้วยนมแม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ร่างกายของลูกน้อยเติบโตแข็งแรง มีพัฒนาการรอบด้าน

พ่อแม่คือกระจกเงาสะท้อนพฤติกรรมลูก พฤติกรรมเลียนแบบของลูกผ่านเซลล์สมองกระจกเงา

สมองน้อย ๆ ของเจ้าตัวน้อย สามารถรับรู้ สิ่งที่พ่อแม่ทำทุกอย่าง จึงก่อเกิดเป็นพฤติกรรมเลียนแบบเมื่อเติบโตขึ้น รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฬฒนาการและพฤติกรรม อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า ทารกในวัยแรกเกิดถึง 1 ปี เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อแม่ทำ แล้วจดจำเอาไว้ ถึงเวลาที่สามารถทำได้ ก็จะทำ เพราะกระบวนการเลียนแบบเกิดจากการทำงานของเซลล์สมอง เรียกว่า Mirror Neuron หรือเซลล์สมองกระจกเงา

กระบวนการเลียนแบบมีการทำงานของเซลล์สมอง เช่น พอมองเห็นปุ๊บ เซลล์สมองส่วนการมองเห็นก็เอาเข้าไปแล้วไปแปลผลในสมอง แล้วก็ไปอยู่ในเซลล์สมองการจดจำ จากนั้นก็จะมีการนำออกมาใช้ Mirror Neuron นั้น เลียนแบบง่ายที่สุดคือสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ใกล้ชิดมากที่สุด อย่างคนในครอบครัว หรือพ่อแม่ แม้แต่สื่อต่าง ๆ ที่เข้าถึงเด็กได้ง่ายขึ้นก็ทำให้เด็กเรียนรู้ เกิดกระบวนการ จะเลียนแบบ จะทำตามหรือไม่ทำตาม

พฤติกรรมเลียนแบบของลูกผ่านเซลล์สมองกระจกเงา

ยกตัวอย่างพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกสูบบุหรี่ รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ย้ำว่า หากพ่อแม่อยากให้ครอบครัวปลอดบุหรี่ ลูกไม่สูบบุหรี่ ดีที่สุดคือพ่อแม่ต้องไม่สูบ เมื่อเด็กตอบสนองด้วยพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ พ่อแม่ต้องตอบสนองอย่างเหมาะสม บอกให้ลูกรู้ว่าการสูบบุหรี่ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวเรายอมรับ พอเห็นคนสูบบุหรี่ พ่อแม่ก็อาจจะคุยกัน ไม่ชอบเลย กลิ่นมันเหม็นนะ ถ้าตอบสนองเหมาะสม เด็กจะรู้ว่าพฤติกรรมนี้ควรจะคงอยู่ หรือพฤติกรรมนี้ควรจะหายไป แล้วมันจะสร้างบรรทัดฐานครอบครัวเราได้ว่า ครอบครัวเราไม่ยุ่งกับบุหรี่

แม้ว่าเด็กจะเห็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องทำ คุณหมอบอกว่า สิ่งสำคัญคือ เด็กต้องฉลาดรู้และฉลาดทำ

  1. เด็กต้องฉลาดรู้ รู้โทษของสิ่งที่ทำ เราถึงไม่ทำ
  2. เด็กต้องฉลาดทำ ควบคุมตัวเองให้ได้ตามที่ตัวเองรู้ว่าอันนี้ไม่ควรทำ

สำหรับเด็ก ๆ จะฉลาดทำได้ก็ต้องเริ่มจาก External Control หรือการควบคุมจากภายนอก (พ่อแม่) โดยพ่อแม่ต้องควบคุมลูกให้ได้เพื่อสร้างให้เด็กควบคุมตัวเองให้ได้ เด็กจะต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ลูกหิวข้าว แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะกินข้าว ถ้าหนูหิว หนูต้องรอ เพราะตอนถึงเวลากิน หนูไม่กิน

พ่อแม่ต้องพยายามควบคุมลูกให้ได้ เราจะกินก็ต่อเมื่อถึงเวลากิน พ่อแม่ต้องควบคุมลูกให้ได้ ถ้าพ่อแม่ควบคุมตัวเองได้ พ่อแม่ก็เริ่มมาที่ควบคุมลูก แล้วต่อไปลูกจะควบคุมตัวเองได้

ลูกเลียนแบบพ่อแม่
ลูกเลียนแบบพ่อแม่

ช่วงวัยที่เด็กมักมีพฤติกรรมเลียนแบบ

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 1-3 ปี เด็ก ๆ จะเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ หากลูกมีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ในช่วง 3-4 ปี มักจะเป็นพฤติกรรมปกติ และไม่ส่งผลเสียในระยะยาว แต่ก็ต้องพิจารณาจากพฤติกรรมนั้นด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ เช่น การอยากใส่รองเท้าทำงานของพ่อ หยิบส้นสูงแม่มาใส่ หรือแต่งหน้าทาปากแบบผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กที่ชอบดูสื่อบันเทิง อาจจะมีพฤติกรรมพูดจาเลียนแบบ ทำท่าทางตามอย่างที่เห็น แต่ถ้าไม่ใช่พฤติกรรมที่ร้ายแรง เพียงลูกเติบโตขึ้นก็จะหันเหความสนใจไปเรื่องอื่นเอง เพราะลูกจะเริ่มมีเพื่อน สนุกกับการเรียน หรือชอบทำกิจกรรมบางอย่าง พฤติกรรมเลียนแบบก็จะน้อยลงไปเอง

หากลูกแสดงพฤติกรรมเลียนแบบบางอย่างที่ไม่เหมาะสม รศ.พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำว่าให้พ่อแม่หรือคนใกล้ชิด ไม่แสดงความสนใจ ไม่ชื่นชม แต่ถ้าเป็นการเลียนแบบที่แสดงให้เห็นว่าลูกสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ อาจแสดงถึงความสนใจในตัวเด็ก พรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ ที่อาจส่งผลดีมากกว่า

พฤติกรรมเลียนแบบในด้านไม่เหมาะสม

  • ก้าวร้าวรุนแรง อาจเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากผู้คนรอบตัว สภาพแวดล้อม อาจเป็นตอนที่พ่อแม่เกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง แต่ไม่ใช่เพียงพ่อแม่ ทุกคนในครอบครัว รวมถึงสังคมรอบข้าง ก็ควรจะเป็นต้นแบบที่ดี เพื่อไม่ให้ลูกมีพฤติกรรมเลียนแบบด้านลบ
  • เลียนแบบสื่อ เด็กที่เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง หรือดูสื่อที่มีเนื้อหารุนแรง อาจทำให้เด็กเลียนแบบหรือมีพฤติกรรมที่รุนแรงได้ พ่อแม่จึงต้องคอยดูแลเนื้อหาที่ลูกสนใจตามแต่ละช่วงวัย พร้อมกับแนะนำว่าพฤติกรรมไหนเหมาะสม
  • พูดคำหยาบ ถ้าเด็กได้ยินคำพูดใดบ่อย ๆ ลูกก็จะเลียนแบบพูดซ้ำ ๆ คำนั้น ถ้าไม่อยากให้ลูกติดการพูดคำหยาบ คำสบถ พ่อแม่ไม่ควรพูดคำหยาบต่อหน้าลูก หรือคอยดูเนื้อหาจากสื่อที่ลูกดูว่ามีคำหยาบหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมพูดโกหก หยิบของโดยไม่บอก ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากพ่อแม่ โดยที่พ่อแม่ไม่ตั้งใจ เช่น โกหกว่าออกไปข้างนอก แต่ลูกเห็นว่าอยู่บ้าน หรือหยิบของใช้คนในบ้านไปใช้โดยไม่บอกกล่าว ลูกก็จะเข้าใจว่า การหยิบของไปโดยไม่บอก เป็นเรื่องที่ทำได้ นำไปสู่พฤติกรรมลักขโมยได้ในที่สุด

สำหรับการแก้ไขเมื่อลูกเกิดพฤติกรรมเลียนแบบที่ไม่เหมาะสม พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกฟังถึงผลเสีย หรือสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำสิ่งนั้นว่าไม่ดีอย่างไร ทำไมไม่เหมาะสม พร้อมกันนั้นให้ชื่นชมพฤติกรรมที่เหมาะสม เสริมความมั่นใจ ให้ลูกอย่างทำสิ่งดี ๆ สิ่งที่เหมาะสม ทั้งนี้ การแก้ไขพฤติกรรมอาจต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงต้องอดทนและให้เหตุผลที่สมเหตุสมผลแก่ลูก หากเด็กมีพฤติกรรมรุนแรง ให้พามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

พ่อแม่ต้องใกล้ชิดกับลูกในทุกช่วงวัยให้มาก ๆ เพื่อสังเกตพฤติกรรมของลูก หากเป็นเรื่องที่เหมาะสม เป็นพฤติกรรมเลียนแบบด้านบวก เหมาะแก่การสนับสนุนต่อไป ก็ไม่ควรไปตำหนิ หรือทำให้ลูกเสียความมั่นใจ ให้ผลักดันลูกทำสิ่งดี ๆ เพราะนี่อาจเป็นพรสวรรค์ของลูกเราก็ได้

 อ้างอิงข้อมูล : Social Marketing Thaihealth by สสส., petcharavejhospital, thaihealth และ si.mahidol.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ส่งลูก เรียนอนุบาล แต่พ่อแม่ไม่อยากให้รร. “เร่งอ่านเขียน” จะทำอย่างไรดี?

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

เลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ ผลวิจัยชี้ช่วยให้ลูกฉลาด ไอคิวสูง

ของเล่น สร้างอัจฉริยะ

ของเล่น เสริมIQ EQลูกน้อย..ใครว่าอัจฉริยะสร้างไม่ได้!

ของเล่น ของชอบของเด็ก ด้วยสีสัน รูปทรง น่าดึงดูดใจ นอกจากจะมอบความสนุกให้แก่ลูกแล้ว รู้ไหมว่าหากรู้จักเลือกสักนิด คำว่าอัจฉริยะสำหรับลูกน้อยคงไม่ไกลเกินฝัน

ของเล่น เสริมIQ EQลูกน้อย..ใครว่าอัจฉริยะสร้างไม่ได้!

พัฒนาการที่ดีสามารถส่งเสริมลูก ๆ ได้จากการเล่น การเลือกของเล่นที่ถูกต้องและเหมาะสมกับช่วงอายุจะยิ่งทำให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการทั้งทางกล้ามเนื้อ สมอง สติปัญญา เติบโตควบคู่กันได้อย่างมีศักยภาพ มาร่วมฟังความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับการเล่นและของเล่นเสริมพัฒนาการของเด็กในวัย 0-6 ปีโดย พญ.คคนางณ์ จันทรภักดี กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.สมิติเวช กันก่อน

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก Samitivej Hospital

ตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่เห็นจะหนีไม่พ้น “ของเล่น” เพราะเป็๋นอีกสิ่งที่สามารถทำให้ลูกน้อยของเราใช้เวลาง่วนอยู่กับเจ้าสิ่งนี้ได้อยู่นานสองนาน ทำให้พ่อแม่ยังพอได้หายใจหายคอ พักผ่อนไปในตัว แต่การที่จะทิ้งลูกรักไว้กับสิ่งใดนั้น เราควรต้องเลือกกันสักนิด ของเ่ล่นที่จะนำมาให้ลูกเล่นนั้น นอกจากจะต้องสะอาด ปลอดภัยแล้ว จะดีกว่าไหมหากเราใส่ประโยชน์ดี ๆ เพิ่มลงไปในตัวช่วยของเราอีกสักหน่อย ทำให้เวลาลูกเล่นของเล่นไม่เพียงแต่ได้รับความสนุกสนานแล้ว ยังทำให้เขาได้รับพัฒนาการที่ดีเหมาะสมตามวัยอีกด้วย วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK จึงนำเกร็ดความรู้ในการเลือกของเล่นให้ลูกตามวัยจากคุณหมอมาฝากกัน

ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัย 0-6 เดือน

  • กระตุ้นการมองเห็น เด็กวัยนี้จะชอบมองของที่มีสีสันและของที่เคลื่อนไหวช้า ๆ เช่น โมบายตุ๊กตาสีสดใส วัสดุบางเบาที่พริ้วตามลมได้
  • กระตุ้นการฟังเสียง เช่น ของเล่นที่เคาะ เขย่าแล้วเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งหรือเสียงดนตรี
  • กระตุ้นการใช้มือและปาก เด็กวัยนี้มักสำรวจสิ่งรอบตัวโดยใช้มือและปาก เช่น ของห็เล่นที่เป็นยางนิ่มๆ ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้โดยเน้นวัสดุที่สะอาดปลอดภัย ตุ๊กตาผ้านิ่ม ๆ ลูกบอลเล็กสีสดที่เด็กสามารถหยิบจับไขว่คว้าได้

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่เหมาะกับเด็กวัย 7-12 เดือน

  • ส่งเสริมให้เด็กรู้จักผิวสัมผัสต่างๆ มากขึ้น เช่น ลูกบอลที่มีผิวสัมผัสนุ่มเรียบหรือเป็นปุ่มๆ ที่เด็กจับหรือขยำได้
  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อและฝึกการเคลื่อนไหว เช่น รถลากจูง ของเล่นที่กลิ้งได้ บล็อกไม้หรือพลาสติกขนาดใหญ่ที่เด็กสามารถต่อให้สูงหรือหยิบใส่เข้าออกภาชนะ เพื่อฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือและขาให้แข็งแรงขึ้น
  • ส่งเสริมสติปัญญา เช่น หนังสือภาพที่มีรูปสัตว์สีสดใสอาจเป็นกระดาษแข็ง พลาสติก หรือผ้าก็ได้ การสนใจมองภาพ การหัดจับ หัดเปิดปิดหนังสือเป็นการกระตุ้นพัฒนาการ ทั้งด้านภาษาและกล้ามเนื้อมือ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่เหมาะกับเด็กวัย 1-2 ปี

  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อ การทรงตัว เช่น รถลากจูงเล็ก ๆ ของเล่นไขลาน แท่งไม้หรือพลาสติกรูปทรงต่างๆ เพื่อหยิบ จับ วาง ของเล่นที่บีบ กด หรือขยำแล้วมีการเปลี่ยนรูปหรือตำแหน่ง สีไม้หรือสีเทียนเพื่อฝึกหัดจับและขีดเขียนเสริมทักษะกล้ามเนื้อมือ
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา เช่น นิทานตามวัย สมุดรูปภาพสัตว์ สิ่งของ ฝึกให้เด็กเรียนรู้ชื่อสิ่งของต่าง ๆ
  • ส่งเสริมพัฒนาการสติปัญญาและการใช้มือสายตาประสานกัน เช่น กล่องหยอดรูปทรงต่าง ๆ
ของเล่น พัฒนาสติปัญญา
ของเล่น พัฒนาสติปัญญา

ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัย 2-3 ปี

  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ให้สัมพันธ์และคล่องแคล่วมากขึ้น เช่น จักรยานสามล้อ ซึ่งเด็กต้องใช้ทักษะการทรงตัว กล้ามเนื้อมือขาที่ประสานกันรวมถึงการมองเห็นด้วย ลูกปัดขนาดใหญ่ให้เด็กฝึกร้อย ช่วยฝึกสมาธิและกล้ามเนื้อมือสายตาประสานกัน
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา เช่น นิทานตามวัยที่มีเนื้อเรื่องรูปภาพที่น่าสนใจและมีสีสัน การอ่านหนังสือกับเด็กด้วยน้ำเสียงและบรรยากาศที่สนุกสนานจะทำให้เด็กได้คำศัพท์ใหม่ ๆ มากขึ้น ส่งผลดีต่อพัฒนาการโดยรวมทั้งด้านการพูดสื่อสารและด้านอารมณ์ของเด็ก
  • ส่งเสริมพัฒนาการสติปัญญา เช่น จิ๊กซอ บล็อกไม้ ก้อนไม้สีและรูปทรงต่าง ๆ ให้เด็กเรียนรู้การจับคู่สี รูปทรงต่างๆ และด้านการนับจำนวน
  • ส่งเสริมจินตนาการและการแก้ปัญหา เช่น ชุดของเล่นเลียนแบบของจริงเพื่อเล่นบทบาทสมมติกับเด็ก ซึ่งนอกจากสนุกแล้วเด็กยังได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ เพิ่มในการสื่อสารและบอกความต้องการด้วย

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่เหมาะกับช่วงวัย 4-6 ปี

  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ คล่องแคล่วมากขึ้น เช่น จักรยาน สกูตเตอร์ ซึ่งเด็กต้องใช้ทักษะการทรงตัว กล้ามเนื้อมือขาที่ประสานกัน การได้เล่นเป็นกลุ่มช่วยเด็กเรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมด้วย
  • ส่งเสริมความคิดจินตนาการและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ชุดของเล่นเลียนแบบของจริงเพื่อเล่นบทบาทสมมติกับเด็กเป็นเรื่องราว เช่น ชุดครัว ชุดอุปกรณ์คุณหมอ ชุดเลโก้สร้างเมือง นอกจากสนุกได้คำศัพท์เพิ่ม ในขณะเล่นเด็กยังได้เรียนรู้ทักษะวางแผนและการแก้ปัญหาซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ในอนาคต

ของเล่นที่มีดีไม่ใช่เล่น ๆ

ตัวอย่างของเล่นที่เราสามารถหาได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อหาที่มีราคาแพง เพราะสิ่งสำคัญในการเล่นเสริมพัฒนาการลูกนั้น นอกจากตัวของเล่นแล้ว ยังเป็นการร่วมเล่นกับลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มากกว่า เพราะคำว่า “เล่น” นั้นไม่มีกฎตายตัวแน่นอน ดังนั้นคุณสมบัติข้อแรกที่ของเล่นทุกชิ้นที่เลือกให้ลูกนั้นต้องมี นั่นคือ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย วัสดุที่ใช้ สีที่อยู่บนของเล่น ควรเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กได้

ของเล่น เสริมพัฒนาการ
ของเล่น เสริมพัฒนาการ

ของเล่นไม้ที่มีล้อ (เหมาะสำหรับเด็กวัย 1-2 ปี)

แผ่นไม้รูปรถที่มีขนาดความยาว 16 – 18 เซนติเมตร มีเชือกผูกลากได้โดยเชือกยาวประมาณ   60 – 70 เซนติเมตร

วิธีเล่น

  1. พ่อแม่จับมือเด็กให้ลากของเล่นเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
  2. คอยกระตุ้นให้เด็กเดินต่อไปโดยทําหลาย ๆ ครั้ง จนเด็กสามารถเดินลากของเล่นไปได้เอง

ประโยชน์เสริม IQ

นอกจากจะฝึกการใช้มือโดยการดึงเชือกลากของเล่นแล้ว ขณะที่ลูกทำการหาวิธีดึงลาก ลองผิดลองถูกเพื่อให้รถเคลื่อนไปนั้น สมองเขาจะได้รับการพัฒนา เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้ลองด้วยตนเอง

รูปภาพตาหมากรุก (เหมาะสำหรับเด็กวัยแรกเกิด-6 เดือน)

รูปภาพขนาด 10 x 10 เซนติเมตร โดยมีช่องตารางหมากรุกสีขาว-ดำ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 1.5-2 x 1.5-2 เซนติเมตร

ประโยชน์เสริม IQ

ฝึกการมองวัตถุในเด็กแรกเกิด -3 เดือน โดยถือให้ห่างจากหน้าเด็ก 20 ซม.แล้วเคลื่อนไหวรูปเพื่อให้เด็กจ้องมอง สมองของลูกก็จะได้รับรู้ถึงมิติของภาพตาหมากรุก เห็นถึงภาพลวงตาเป็นชั้นหลั่นกันไปตามมุมที่เขามอง

แผ่นกระดาษแข็งสีพื้น (เหมาะสำหรับเด็กวัย 7-9 เดือน)

กระดาษแข็ง ขนาด 30 x 30 เซนติเมตร มีรูอยู่ตรงกลางมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 0.5 – 0.7 ซม.

วิธีเล่น

  1. พ่อแม่โผล่หน้าออกมาจากกระดาษแข็งที่เตรียมไว้ด้านใดด้านหนึ่งพร้อมกับพูดว่า “จ๊ะเอ๋”
  2. หยุดรอจังหวะเพื่อให้เด็กหันมามองหรือยิ้มเล่นโต้ตอบ
  3. ทําซํ้าโดยโผล่หน้าออกมาจากกระดาษแข็งด้านเดิมหรือสลับเป็นอีกด้านพร้อมกับพูดว่า “จ๊ะเอ๋”
  4. ฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งเด็กสามารถร่วมเล่นจ๊ะเอ๋ได้

ประโยชน์เสริม IQ

ฝึกทักษะทางสังคมโดยการเล่นจ๊ะเอ๋ ทำให้เด็กรับรู้ได้ถึงหลักการคงอยู่ และหายไป สอนให้เข้าใจว่าถึงแม่หายไปจากสายตา แต่ก็จะกลับมาได้ เมื่อเด็กเข้าใจในเรื่องนี้จะทำให้ อาการติดแม่พัฒนาดีขึ้น ฝึกให้สมองรับรู้ถึงความเป็นนามธรรมในเบื้องต้น เมื่อโตจะเรียนรู้เรื่องดังกล่าวได้ง่าย

ของเล่นที่มีเสียง และสีสดใส

เช่น กรุ๋งกริ๋ง

วิธีเล่น (สำหรับเด็กวัย 5-6 เดือน)

  1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงายเขย่าของเล่นให้ห่างจากตัวเด็กประมาณ 20-30 ซม. (1 ไม้บรรทัด)ที่จุดกึ่งกลางลำตัว
  2.  ถ้าเด็กไม่เอื้อมมือออกมาคว้าของเล่นให้ใช้ของเล่นแตะเบา ๆ ที่หลังมือเด็กและขยับของเล่นถอยห่างในระยะที่เด็กเอื้อมถึง
  3. ถ้าเด็กยังคงไม่เอื้อมมือมาคว้า ให้พ่อแม่ช่วยเหลือด้วยการจับมือเด็กให้เอื้อมมาหยิบของเล่น

วิธีเล่น (สำหรับเด็กวัย 10-12 เดือน)

  1. จัดให้เด็กอยู่ในท่ายืนเกาะเครื่องเรือนพ่อแม่อยู่ด้านหลังเด็กระยะห่างพอดีที่จะช่วยประคองเมื่อเด็กจะล้ม
  2. หยิบของเล่นขึ้นมาเล่นในระดับสายตาของเด็กเมื่อเด็กสนใจของเล่น วางของเล่นไว้ที่พื้น
  3. พูดคุย ชักชวนให้เด็กหย่อนตัวลงมานั่งเล่นของเล่นที่พื้นด้วยกันกับพ่อแม่
  4. ถ้าเด็กยังทรงตัวไม่ดี สามารถช่วยพยุงตัวเด็กให้ลงนั่งที่พื้น ลดการช่วยเหลือเด็กลงจนกระทั่งเด็กสามารถหย่อนตัวลงนั่งที่พื้นได้เอง

ประโยชน์เสริม IQ

นอกจากพัฒนาทางกายแล้ว การฝึกถึงความคงอยู่ของเสียง การเรียนรู้ รับรู้เสียงที่แตกต่างกันก็เป็นการช่วยเสริม IQ ได้ดีไม่น้อย

สิ่งของ เครื่องใช้ของเด็ก(เหมาะสำหรับเด็ก 3-4 ปี)

ได้แก่ ชาม, ช้อน, แก้วน้ำ, หวี  อย่างละ 1 ชิ้น

วิธีเล่น

  1. พ่อแม่ฝึกออกคําสั่งขณะเล่นกับเด็ก เช่น“หวีผมตุ๊กตาแล้วเอาตุ๊กตาให้แม่” “เอาซีดีไปเก็บแล้ว หยิบหนังสือนิทานมาอ่านกัน”
  2.  ฝึกเด็กในชีวิตประจาวัน โดยออกคำสั่ง เน้นคําที่เป็น ชื่อสิ่งของ และ การกระทํา เช่นขณะอาบนํ้า “…..เอาเสื้อใส่ตะกร้าและหยิบผ้าเช็ดตัวมา” ขณะแต่งตัว “…..หวีผมแล้วไปหยิบกางเกงมา” ขณะรับประทานอาหาร “…..เก็บจานแล้วเอาผ้าไปเช็ดโต๊ะ”
  3. ถ้าเด็กทําได้เพียงคําสั่งเดียว ให้พ่อแม่ชี้ไปที่สิ่งของที่ไม่ได้หยิบ แล้วสั่งซํ้า หรือ ให้พูดกระตุ้นเตือนความจําเด็ก เช่น “ต่อไปทําอะไรอีกนะ?” หรือ “ตะกี้แม่สั่งอะไรอีกนะ?” ฝึกซํ้า ๆ จนเด็กสามารถทําตามคําสั่งได้ถูกต้อง

ประโยชน์เสริม IQ

ฝึกการเล่นการใช้สิ่งของตามหน้าที่ง่าย ๆ และสามารถรับฟังและทำตามคำสั่งได้ การรับฟังตามคำสั่งเป็นการฝึกความจำ และนำไปใช้ได้จริง ซึ่งเป็นประโยชน์ด้านสติปัญญาของลูกอย่างมาก

สีเทียนแท่งใหญ่ 1 กล่อง (เหมาะสำหรับเด็กวัย 2.5-3 ปี)

วิธีเล่น

  1. ผู้ปกครองนํำสีเทียน มาลากเส้นเป็นวงต่อเนื่องกันให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง
  2. ให้เด็กหยิบสีเทียนและพูดว่า “(ชื่อเด็ก).หยิบสี และลากเส้นแบบนี้ดูซิ”
  3.  ถ้าเด็กทําไม่ได้ให้ผู้ปกครองช่วยจับมือเด็กลากเส้นเป็นวงต่อเนื่อง
  4. เมื่อเด็กเริ่มทําเองได้ปล่อยให้เด็กทําเองโดยใช้สีที่แตกต่างกันเพื่อกระตุ้นความสนใจ

ประโยชน์เสริม IQ

ฝึกการวาดภาพโดยให้เด็กเลียนแบบการขีดเขียน การเลียนแบบต้องใช้กระบวนการคิด เริ่มจากการจำ ประมวลผล และถึงจะทำตามแบบได้ ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการฝึก IQ

พู่ไหมพรม (เหมาะสำหรับเด็กวัย 2-6 เดือน)

ไหมพรมมัดเป็นพู่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  8  เซนติเมตรจำนวน 2 ก้อน 2 สี สีขาวผสมดำ และสีแดงล้วน

วิธีเล่น

  1. จัดให้เด็กอยู่ในท่านอนหงาย
  2. ถือพู่ไหมพรมห่างจากหน้าเด็ก 30 ซม. และอยู่ในตํำแหน่งเลยจุดกึ่งกลางของใบหน้าเด็กเล็กน้อยไปทางซ้าย
  3. กระตุ้นให้เด็กสนใจโดยแกว่งของเล่นให้เด็กจ้องมอง แล้วค่อยๆ เคลื่อนของเล่นนั้นให้ผ่านจุดกึ่งกลางใบหน้าเด็กไปทางด้านขวาและสลับมาทางด้านซ้าย
    หมายเหตุ ถ้าเด็กไม่มองตาม ให้ช่วยเหลือโดยการประคองหน้าเด็กเพื่อให้หันมามอง และอาจใช้ใบหน้าแม่กระตุ้นโดยการแสดงสีหน้า ยิ้ม

ประโยชน์เสริม IQ

ฝึกการมองพู่ไหมพรมผ่านเส้นแนวกลางลำตัวและมองในแนวขึ้นลง มองดูจนลับไปจากสายตา ทางด้านสติปัญญาเป็นการฝึกความเข้าใจของการคงอยู่ของวัตถุแม้จะเคลื่อนที่ก็ตาม

จะเห็นได้ว่าของเล่นที่สามารถเสริมพัฒนาการของลูกน้อยได้นั้น เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นจากของเล่นชิ้นเดียวกัน ในวัยของลูกที่แตกต่างกันได้ ของเล่นจะมีค่า มีประโยชน์ ช่วยพัฒนาศักยภาพทางสติปัญญาให้แก่ลูกได้ก็ต่อเมื่อ พ่อแม่เป็นผู้กระตุ้นให้แก่ลูกนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต /รพ.สมิติเวช/ คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็ก กรมสุขภาพจิต

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เลือกของเล่นดี ๆ ให้เบบี๋ 7 – 12 เดือน

ของเล่นธรรมชาติ ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่ไม่สำเร็จรูป แต่มหัศจรรย์ต่อลูกน้อย

เสริมพัฒนาการลูกด้วยของเล่นใกล้ตัว

การเลือกของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่