ลูกเป็นผดร้อน หรือผื่นภูมิแพ้

ลูกเป็นผดร้อน หรือ ผื่นภูมิแพ้ แม่จะรู้ได้อย่างไร วิธีสังเกตความต่าง

สังเกตให้ดีนะแม่ ลูกเป็นผดร้อน หรือผื่นภูมิแพ้ กันแน่

ลูกเป็นผดร้อน หรือผื่นภูมิแพ้

ในช่วงวันหยุดยาว พ่อแม่มักจะพาลูกไปเที่ยวทะเล หรือไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด แต่การที่ลูกโดนลม หรืออยู่ท่ามกลางแสงแดดนาน ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหนังแห้งได้ หรือแม้แต่การเกิดผดผื่นขึ้นตามผิวหนังเจ้าตัวน้อย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ลูกเป็นผดร้อน หรือผื่นภูมิแพ้ มาไขคำตอบเรื่องนี้ พร้อมกับเรียนรู้วิธีดูแลผิวพรรณให้ทารกน้อยกันค่ะ

แพทย์หญิงนุชนาฏ รุจิเมธาภาส กุมารเวชศาสตร์-โรคผิวหนัง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ไลฟ์สดหัวข้อ สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ เมื่อลูกเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง เพื่อให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ ถึงปัญหาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่เกิดขึ้นได้กับลูกน้อย โดยคุณหมอได้อธิบายถึงโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ว่า ร่างกายของคนเราจะมีโครงสร้างผิวหนังที่เรียบนุ่มภายนอก แต่ภายในมีเซลล์ผิวหนังมากมาย เปรียบได้กับอิฐและปูน อิฐคือเซลล์ผิวหนังส่วนปูนคือชั้นไขมัน สารไขมัน ที่หล่อลื่นให้ผิวหนังคอยอุดรอยต่อเชื่อมกับอิฐเพื่อให้เกิดความแข็งแรง คนที่มีผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เสมือนว่ามีปูนน้อยมาก ทำให้อิฐมีร่องกว้าง เมื่อเจอฝุ่น เจอควัน เจอสัตว์ ก็กระตุ้นให้เกิดผื่นภูมิแพ้ได้ง่ายกว่าปกติ

รากฐานสำคัญคือการดูแลผิวหนัง การเสริมสร้างโครงสร้างให้แน่นไว้ก่อนที่เราจะทายา เพราะการสร้างบ้านให้แข็งแรงนั้นสำคัญที่สุด

วิธีสังเกตผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

  • หากผิวหนังมีโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง ผิวจะหยาบ แห้ง ลูบแล้วสากมือ ถ้าลูกมีผิวหนังที่แห้ง นั่นเป็นอาการสำคัญของโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งไม่ได้แห้งเฉพาะที่เป็นผื่น แต่จับแล้วแห้งไปทั่ว ตั้งแต่แก้ม ท้อง แขน และขา
  • อาการของผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อเจออากาศเย็น อากาศร้อน เที่ยวแล้วเกิดผื่น กลับมาแล้วลูกก็จะแพ้เป็นผื่นเห่อขึ้นมาได้
  • ลูกอาจจะคัน โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ทารกเกิดคันขึ้นมาก็จะนอนไม่ได้ พ่อแม่และคนรอบตัวก็จะนอนไม่หลับไปด้วย
  • ทารกหรือเด็กเล็กจะร้องไห้ เพราะยังพูดไม่ได้ และมักจะมีพฤติกรรมเอาตัวไปถูเตียง เพราะเด็กเล็กยังเกาไม่เป็น

สาเหตุการเกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

  1. พันธุกรรม พ่อแม่พี่น้องอาจมีอาการผื่นภูมิแพ้ กรรมพันธุ์ถือว่าเป็นต้นทุน ส่วนสิ่งแวดล้อมคือปัจจัยกระตุ้นให้อาการชัดเจนขึ้น
  2. ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอาการผื่นภูมิแพ้ เช่น ขนสัตว์ อาหาร สารแพ้ต่าง ๆ การติดเชื้อ หรือติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ยกตัวอย่างคนที่แพ้ละอองจากหญ้าเวลาฝนตกจะได้กลิ่นหญ้า กลิ่นดิน ก็จะเห่อ บางคนร้อนมากจะเห่อ
  3. โรคผื่นภูมิแพ้เกิดได้ทั้งปี เนื่องจากประเทศไทยมีอากาศร้อนเป็นปกติ
  4. ในผู้ใหญ่อาการเครียดจะทำให้เกิดผื่นได้ สำหรับเด็กก็เครียดได้เช่นกัน แต่เป็นอาการที่เกิดจากการไม่สบาย

ลูกเป็นผดร้อน หรือผื่นภูมิแพ้กันแน่

อาการผดร้อนหรือผื่นภูมิแพ้สามารถแยกได้ อย่างผดร้อนจะเป็นเมื่ออากาศร้อน ลูกจะมีผิวแดง คัน แต่เมื่ออยู่ในห้องแอร์ อากาศเย็น อาการก็จะดีขึ้นและหาย ส่วนตำแหน่งที่มักจะเกิดผดร้อนคือ หน้าผาก ไรผม รอบคอ และข้างหลัง โดยทารกและเด็กเล็กมักจะเกิดผดร้อนได้ง่าย เพราะรูขุมขนยังไม่เปิดกว้างเท่าของผู้ใหญ่ เวลาร้อนร่างกายจะพยายามขับเหงื่อออกให้ได้เยอะ ๆ แต่ก็ยังระบายได้ไม่ดี เลยเกิดเป็นตุ่มแดง ๆ ถ้าเกิดผดร้อนแล้วหมักหมมไม่ได้อาบน้ำในทันที จะเกิดเป็นตุ่มหนองได้ โดยลักษณะของผดร้อนเป็นตั้งแต่อาการลอกตื้นจนขึ้นเป็นผื่นแดง

ลูกเป็นผดร้อน หรือ ผื่นภูมิแพ้
ลูกเป็นผดร้อน หรือ ผื่นภูมิแพ้

วิธีดูแลทารกและเด็กเล็ก ป้องกันโรคผื่นภูมิแพ้

เสื้อผ้าของทารกหรือเด็กเล็ก

ไม่ควรหนาเกินไปเพราะจะไม่ระบายอากาศ ยกเว้นว่าจะอยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ หรือแม้แต่เสื้อลูกไม้ ก็อาจทำให้ลูกแพ้ได้เช่นกัน ควรเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบายเหมาะกับสภาพอากาศ ไม่ทำให้ผิวลูกน้อยระคายเคือง เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าสาลู

อาบน้ำต้องเลือกสบู่

ถ้าเป็นทารกเล็ก ๆ อาบน้ำเปล่าได้เลย โดยใช้น้ำอุณหภูมิห้อง แต่ถ้าลูกเริ่มคลาน เกาะเดิน หรือออกไปข้างนอกบ้าน สามารถใช้สบู่สำหรับเด็กได้ แต่ไม่ต้องใช้เยอะ ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีฟอง เพราะถ้ามีฟองเยอะ ๆ มักจะเป็นด่าง ถ้าอาบสบู่ที่มีฟองมาก ๆ ผิวลูกจะยิ่งแห้ง แต่ถ้าลูกมีอาการผื่นภูมิแพ้ให้ใช้ soapless cleanser ในปริมาณที่เหมาะสม อาบน้ำลูกแล้วซับให้พอแห้งหมาดและทาครีมสำหรับเด็ก ทาได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า การเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับทารกและเด็กเล็ก ควรคำนึงถึงการไม่มีน้ำหอม ไม่มีสารกันเสีย
หลังอาบน้ำลูกที่มีปัญหาผิวให้ซับตัวหมาด ๆ แล้วทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนัง emollient ทันทีทั่วทั้งบริเวณใบหน้าและลำตัว ภายหลังการอาบน้ำเพื่อให้เกบความชุ่มชื้นของผิวหนังให้มากที่สุด

ทารกทาแป้งหลังอาบน้ำได้ไหม

ถ้ามีลูกมีผิวปกติ สามารถอาบน้ำทาแป้งได้ วิธีทาแป้งก็สำคัญ ต้องป้องกันไม่ให้ลูกสูดดม อย่าโรยแป้งลงบนตัวเด็กโดยตรง ให้พ่อแม่เอาแป้งมาถูที่มือ แล้วค่อยเอาไปลูบตัวลูกน้อยต่อ แต่สำหรับทารกที่มีปัญหาผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ให้อาบน้ำ ทาครีม ไม่ต้องทาแป้ง ถ้าทาแป้งอีกจะทำให้ลูกผิวแห้งได้

สำหรับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังต้องรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เด็กหลายคนโตไปแล้วอาการดีขึ้นมาก เพียงแต่ต้องเข้ารับการรักษาตั้งแต่เล็ก หากพบว่าลูกมีปัญหาผดผื่น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยว่าลูกเป็นผดร้อนหรือผื่นภูมิแพ้กันแน่ ไม่ควรซื้อยามาทาเอง โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งจะส่งผลต่อทารกได้

อ้างอิงข้อมูล : สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด ต้องเตรียมอะไรบ้าง แม่มือใหม่จำเป็นต้องรู้ ?

วัคซีนพื้นฐานสำหรับลูกน้อยในขวบปีแรก เป็นสิ่งจำเป็นและไม่ควรเลื่อนฉีด

10 เพลงกล่อมนอน 10 นาที ช่วยให้ลูกหลับปุ๋ยฝันดีตลอดคืน

อาการเตือนคนเริ่มท้อง

รวม 17 อาการเตือนคนเริ่มท้อง สังเกตให้รู้ว่า “ท้องแล้วจ้า”

การตั้งท้องเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อาการเตือนคนเริ่มท้อง ต้องสังเกตอย่างไร บางคนมีอาการหรือบางคนไม่แสดงอาการเลย โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกถึง 2 เดือนที่อาจจะมองการเปลี่ยนแปลงของหน้าท้องไม่ออก มาลองสังเกตอาการต่าง ๆ เมื่อเริ่มตั้งท้องกันค่ะ

17 อาการเตือนคนเริ่มท้อง สังเกตให้รู้ว่า “ท้องแล้วจ้า”

อาการเตือนว่าตั้งครรภ์ของคุณแม่ในช่วงสัปดาห์แรกอาจจะยังแสดงออกไม่ชัดเจนนักแต่ก็พอสังเกตได้ และเมื่อผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 คุณแม่ท้องบางรายอาจมีอาการเพิ่มเติมที่ทำให้รู้ว่าตั้งครรภ์

1.อาการประจำเดือนขาด

หนึ่งในอาการที่สังเกตได้ชัดว่าตัวเองตั้งครรภ์คือ ประจำเดือนที่ไม่มาในเดือนนั้น ๆ แต่จะมีเลือดออกมาทางช่องคลอดกระปริบกระปรอยเป็นจุด ๆ ที่มักจะเกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์หรือ 11-12 วันหลังการปฏิสนธิ มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลหรือสีชมพูที่จางกว่าสีเลือดประจำเดือนและแห้งกว่าเปรอะเลอะกางเกงชั้นใน ที่เรียกว่า “เลือดหน้าล้างเด็ก” หรืออาจเจอเมื่อมีการเช็ดทำความสะอาดช่องคลอด ซึ่งจะปริมาณไม่มากไหลออกมาจากช่องคลอดได้ ถ้าไม่ทันสังเกตหรือแม่ท้องมือใหม่ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นเลือดประจำเดือน เพราะบางคนอาจไม่สบายท้อง รู้สึกปวดถ่วง ๆ บริเวณท้องน้อยคล้ายในช่วงที่ประจำเดือนเคยมาประจำ และเลือดนี้จะหยุดไหลไปเองภายใน 1-2 วัน

2.อาการง่วงนอน

ว่าที่คุณแม่ที่อาจจะสังเกตอาการตัวเองที่เปลี่ยนไปได้ว่า จะรู้สึกง่วงจนอยากนอนหลับหลังมื้ออาหารในขณะนั้นได้ ซึ่งลักษณะอาการนี้อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของร่างกายว่ากำลังตั้งครรภ์ และหากตรวจพบว่าตั้งครรภ์จริงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทคาเฟอีนเพื่อไม่ให้กระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ เมื่อรู้สึกว่าง่วงมากควรได้พักสายตานอนหลับซัก 5-15 นาที เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

สัญญาณเตือนว่าท้อง

3.อาการเมื่อยล้า

อาการเมื่อยล้า เหนื่อยง่ายมากขึ้นกว่าปกติแม้ว่ากิจกรรมที่เคยทำเป็นปกติก่อนหน้าที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเหนื่อย หรือรู้สึกตัวเองอ่อนแอ ไม่สบายตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปวดเนื้อปวดตัวเหมือนคนกำลังป่วย อาการเหล่านี้จะเป็นอาการที่เริ่มรู้สึกได้อย่างทันทีภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ประกอบกับอาการอื่นในร่างกาย เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดลดระดับลง ความดันโลหิตลดต่ำ และการที่ร่างกายถูกกระตุ้นให้ผลิตเลือดเพิ่มขึ้นและมีการสูบฉีดเลือดที่มากกว่าปกติ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ดังนั้นในช่วงของระยะการตั้งครรภ์แรก ๆ ร่างกายของคุณแม่จะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อสนับสนุนการตั้งครรภ์ จึงทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงาน เกิดอาการเมื่อยล้าและรู้สึกเหนื่อยง่ายในแม่ท้องขึ้นได้ โดยอาการนี้จะค่อย ๆ หายและรู้สึกดีขึ้นเป็นปกติเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง

4.อาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด

อาการเวียนหัวเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สังเกตได้ว่ากำลังท้องอ่อน ๆ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย และการปรับตัวตามธรรมชาติของร่างกายขณะตั้งครรภ์ที่มีความต้องการเลือดมากขึ้น ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองน้อยลงจึงส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด เวียนหัวได้แต่จะกลับมาเป็นปกติในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2

5.มีน้ำมีนวล

สำหรับคนที่กำลังตั้งครรภ์อาจจะมีคนทักได้ว่าดูอวบอิ่ม ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล หน้าตาดูแดงระเรื่อขึ้น เป็นเพราะฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลงในขณะตั้งครรภ์ และจำนวนเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใกล้ ๆ กับผิวหนังชั้นบนสุดที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทำให้มีเลือดมาไหลเวียนบริเวณใต้ผิวหนังมากขึ้น ทำให้แม่ท้องดูแม่น้ำมีนวลระหว่างตั้งครรภ์นั้นเอง

6.ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ในช่วงที่มีการตั้งครรภ์ สำหรับว่าที่คุณแม่อาจจะสังเกตได้ว่าตัวอุ่น ๆ มีอุณหภูมิของร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการร่างกายของคุณแม่ท้องมีการใช้พลังงานมากขึ้นกว่าปกติ ยิ่งทารกเติบโตมากขึ้น อุณหภูมิในร่างกายก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายนั้นมีความละเอียดอ่อน แม้ว่าการสังเกตอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นจะเป็นอาการคนท้องที่พบได้ แต่ก็ควรมีการติดตามมาตลอดช่วงเวลาหลายเดือนหรือเช็กร่วมกับอาการเริ่มท้องอื่น ๆ ด้วย

7.อาการปวดหลัง

อาการปวดหลังในระยะเริ่มต้นตั้งครรภ์ อาจเกิดขึ้นได้จาก ฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะฮอร์โมนรีแลกซิน (Relaxin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากรังไข่ มีผลในการกระตุ้นการคลายตัวเอ็นที่ยึดกระดูกเชิงกราน ทำให้ข้อต่อและเอ็นต่างๆเกิดการยืดหรือหลวม ซึ่งส่งผลต่ออาการปวดหลังได้ รวมทั้งความเครียดในขณะตั้งครรภ์ ที่ทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายเกิดการตึงตัว และเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวและหน้าท้องที่ขยายใหญ่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับน้ำหนักตัวของทารกที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการปวดตะคริว ท้องอืด และท้องผูกก็สามารถเป็นสาเหตุของการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ได้

อาการก่อนรู้ว่าท้อง

8.อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้

อาการคลื่นไส้ หรือแพ้ท้อง เป็นอาการเตือนของการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นได้ในระยะแรก โดยจะเกิดขึ้นในช่วงปลายของการขาดประจำเดือนครั้งแรก อาการหลักของการแพ้ท้องคือ รู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียนออกมา และอ่อนแรง อาจเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นตอนตื่นนอนตอนเช้าหรือเป็นหนักตอนที่ท้องว่างที่จะต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่ออาเจียน บางทีอาจจะเป็นอ้วกแบบไม่มีเนื้อหรืออาหารใด ๆ อาจเป็นอาการที่ร่างกายอยากอาเจียนเพื่อให้กระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารเขยื้อนตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotrophin) ที่เป็นฮอร์โมนการตั้งครรภ์ ยิ่งถ้า hCG มีระดับสูงก็จะยิ่งมีอาการแพ้ท้องสูงขึ้น อย่างไรก็ตามอาการแพ้ท้องนี้ความรุนแรงจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และแต่ละครั้งของการตั้งครรภ์ อาจจะเกิดขึ้นได้กับแม่ท้องในบางคนอาจมีอาการแพ้ท้องไปจนถึงเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ หรือบางคนอาจไม่พบอาการแพ้ท้องเลยก็ได้

9.มีความอยากอาหารเป็นพิเศษ

ร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ที่ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นและมีความเหนื่อยล้ามากเป็นพิเศษ จึงทำให้คุณแม่มีความต้องการอาหารบางอย่างโดยไม่มีสาเหตุ เห็นอะไรก็รู้สึกอยากกิน ของที่ไม่เคยชอบกินก็อยากกิน หรืออยากกินอาหารแปลก ๆ โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงอยากกิน เช่นเดียวกับแม่ท้องบางคนที่รู้สึกเบื่ออาหาร ไม่อยากกินอะไรเลยก็มี ซึ่งความรู้สึกอยากอาหารที่เกิดจากการตั้งครรภ์นั้นมักจะรุนแรงกว่าความอยากกินในช่วงปกติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น ดังนั้นในช่วงนี้แม้คุณแม่จะรู้สึกกินเก่งขึ้น แต่ก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้พลังงานต่อร่างกาย เพื่อส่งผลดีต่อสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์

10.อาการปวดหัว

อาการปวดหัวบ่อย ๆ แต่ไม่รุนแรงนักอาจเกิดขึ้นได้ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ อาจเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนหรือปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นขณะตั้งครรภ์ โดยอาการปวดหัวจะเริ่มทุเลาลงในช่วงไตรมาสที่ 2 เมื่อระดับฮอร์โมนภายในร่างกายเริ่มคงที่

11.หน้าอกขยายใหญ่ขึ้นหรือมีคัดเต้านม

การเปลี่ยนแปลงของเต้านมเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ โดยจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังการตั้งครรภ์ประมาณ 1 หรือ 2 สัปดาห์ ในระยะนี้อาจสังเกตเห็นว่าหน้าอกตัวเองขยายใหญ่ขึ้น หนักขึ้นเล็กน้อย และรู้สึกบวม เจ็บตึงบริเวณเต้านมและหัวนม รู้สึกเสียวได้ง่ายเมื่อสัมผัสร่วมด้วย ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว รวมทั้งสังเกตเห็นเส้นเลือดบริเวณเต้านมที่ปรากฏขึ้นและมีสีเข้มขึ้นบริเวณหัวนม และเต้านมหรือหัวนมจะมีสีคล้ำขึ้น นอกจากนี้ยังมีปุ่มเล็ก ๆ มากมายเกิดขึ้นรอบ ๆ หัวนมด้วย  ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับสภาพของต่อมน้ำนมจากความเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์อย่างรวดเร็วให้เตรียมพร้อมต่อการเป็นคุณแม่มือใหม่ ทั้งนี้คุณแม่บางรายอาจมีขนาดหน้าอกที่เพิ่มขึ้นใหญ่กว่าเดิมถึง 3 เท่า ในขณะที่บางคนก็ยังคงมีหน้าอกขนาดเท่าเดิมอยู่

12.มีอารมณ์แปรปรวน

ฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์นั้นส่งผลกระทบต่ออารมณ์คนท้องได้มากมายเช่นเดียวกับอารมณ์ที่รู้สึกหงุดหงิด อ่อนไหวง่ายมากเป็นพิเศษในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วง 2-3 สัปดาห์ สาเหตุที่แม่ท้องมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เห็นอะไรผิดหูผิดตาไปหมด เกิดจากระดับฮอร์โมนภายในร่างกายที่ปรับระดับขึ้น ๆ ลงๆ สิ่งที่คุณแม่ควรจะดูแลตัวเองคือ การหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลาย ได้พักผ่อน คุยกับสามีหรือหาคนพูดคุยรับฟังให้กำลังใจเข้าใจในสถานการณ์ที่คุณแม่ท้องต้องเผชิญในขณะนี้ และอารมณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว

13.ไวต่อกลิ่น

อาการที่จมูกไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษมักจะเกิดขึ้นได้กับคนท้อง เป็นผลมาจากจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น ทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกเหม็นกลิ่นไปหมดโดยไม่มีสาเหตุ และไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ชวนทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ เช่น กลิ่นน้ำหอมที่ใช้เป็นประจำ เหม็นกลิ่นอาหาร เหม็นกลิ่นตัวสามี เป็นต้น

14.การรับรสอาหารเปลี่ยนแปลง

นอกจากรับกลิ่นที่เหมือนเดิมแล้ว การตั้งครรภ์ยังส่งผลต่อการรับรสที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน แม่ท้องบางคนเริ่มอยากกินเปรี้ยว บางคนติดของหวาน ซึ่งการกินลักษณะนี้หากตามใจปากมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นและสุขภาพในขณะตั้งครรภ์ได้ จึงจำเป็นต้องเลือกกินสิ่งที่มีประโยชน์ ในหลากหลายเมนู เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดสารอาหารด้วย

15.อาการคัดจมูก

อาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวกเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในการตั้งครรภ์ เป็นผลมาจากร่างกายในขณะตั้งครรภ์มีเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแรงกดมากขึ้นต่อเส้นเลือดที่บอบบาง และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่สามารถทำให้หลอดเลือดขยายตัวก่อให้เกิดอาการบวมของเยื่อเมือกในจมูก มีผลทำให้ แม่ท้องบางรายอาจมีอาการเลือดกำเดาไหลด้วย

อาการเตือนคนท้อง

16.ปวดปัสสาวะบ่อย

อาการปวดปัสสาวะบ่อยจะปรากฎขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มแรกที่มีการตั้งครรภ์ คุณอาจจะสังเกตว่าตัวเองเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นเป็นพิเศษทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน จนทำให้รู้สึกเพลีย นอนไม่เพียงพอ อาการนี้ถือเป็นเรื่องปกติในคนท้อง ซึ่งเป็นเพราะฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น และเนื่องจากปริมาณของเลือดในร่างกายเพิ่มมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ทำให้เลือดผ่านไปที่ไตมากกว่าเดิมจึงทำให้ไตมีการทำงานมากขึ้นกว่าปกติ ประกอบกับมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จึงไปเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นนั่นเอง

17.อาการท้องผูก

คุณแม่ตั้งครรภ์จะเกิดอาการท้องผูกได้ง่าย รู้สึกถ่ายยากไม่สบายท้องเหมือนเดิม เนื่องจากมดลูกมีการขยายใหญ่ขึ้นไปกดทับลำไส้ใหญ่ ทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายไม่สมบูรณ์ การทำงานของลำไส้มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารได้ และการไหลเวียนของหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลทำให้หลอดเลือดบริเวณรอบทวารหนักขยายตัวและโป่งพองได้ จึงทำให้แม่ท้องต้องผูกและขับถ่ายอุจจาระลำบากขึ้น ดังนั้นเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่ควรให้ความสำคัญด้านโภชนาการ การเลือกรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีกากใยและดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็จะช่วยลดปัญหาท้องผูกได้ด้วยอีกทางหนึ่ง

ท้องแล้วต้องทำอย่างไร

ถ้าว่าที่คุณแม่พบว่ามีอาการเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ประจำเดือนขาด แม้อาการที่พบนั้นอาจมีสาเหตุที่เกิดจากทางการแพย์อื่น ๆ ซึ่งอาการไม่ใช่อาการของคนท้องเสมอไป แต่ก็เป็นอาการที่อาจบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่ากำลังมีการตั้งครรภ์ สิ่งที่สามารถทำได้คือ

  • การตรวจสอบยืนยันด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ โดยควรรออย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์นับจากมีเพศสัมพันธ์หรือหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7 วัน เพื่อทำการตรวจสอบด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำมากถึง 90% โดยเป็นการตรวจหาฮอร์โมน Human chorionic gonadotropin หรือ hCG ในปัสสาวะที่เกิดขึ้นมาเฉพาะในผู้หญิงตั้งครรภ์ หากผลที่ได้ออกมาเป็นลบก็แสดงว่าไม่ตั้งครรภ์ หรือทำการทดสอบครรภ์ที่เร็วเกินไป หากชุดทดสอบการตั้งครรภ์ขึ้น 2 ขีด แสดงว่าผลเป็นบวก คือ มีการตั้งครรภ์
  • พบแพทย์เพื่อตรวจเลือด ซึ่งจะสามารถตรวจเพื่อยืนยันผลการตั้งครรภ์ที่แม่นยำ
  • ระหว่างรอผลการตรวจหรือพบว่ามีการตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่ควรดูแลตัวเองตั้งแต่ระยะแรก เช่น การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ การรับประทานที่มีประโยชน์ มีวิตามิน สารอาหารสำหรับคนท้อง และดื่มน้ำให้บ่อยขึ้น
  • เพื่อสุขภาพที่พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์คุณภาพควรงดการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน และไม่ควรซื้อยามาใช้หรือรับประทานเองนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง

แม้ว่าอาการตั้งครรภ์จะทำให้ว่าที่คุณแม่พบกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่เมื่อพบว่ามีการตั้งครรภ์แน่นอนและได้เตรียมพร้อมกับอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่ควรดูแลตัวเองตั้งแต่สัปดาห์แรกไปตลอดจนถึงคลอด และควรมีการฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอระหว่างการตั้งครรภ์ และเพิ่มความปลอดภัยของคุณแม่ลูกน้อยในท้องให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีในขณะตั้งครรภ์นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thairath.co.thwww.story.motherhood.co.thwww.somanao.com

อ่านต่อบทความอื่นที่น่าสนใจ คลิก!

อาการคนท้อง เริ่มเมื่อไหร่? อาการไหนแปลว่า ท้องชัวร์!!

ฝันเห็นคนท้อง ฝันว่าตัวเองท้อง ฝันแบบนี้ ดีหรือร้าย?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รูปภาพระบายสีอนุบาล

โหลดฟรี! 25 รูปภาพระบายสีอนุบาล พัฒนากล้ามเนื้อมือ ฝึกสมาธิ สร้างจินตนาการ

รูปภาพระบายสีอนุบาล ลายน่ารัก ๆ ทั้งรูปสัตว์ ดอกไม้ ของกิน เรือ รถยนต์ รถไฟ นางเงือก ฯลฯ  ที่ทำให้เด็ก ๆ ได้รู้จักสิ่งรอบตัวมากขึ้นและดึงดูดใจเด็กน้อยวัยอนุบาลได้เป็นอย่างดี ซึ่งกิจกรรมระบายสีจะช่วยส่งเสริมจินตนาการ ฝึกทักษะให้เด็กได้รู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเติมเต็มสีสันในภาพ รวมถึงพัฒนาการหลายด้านที่เกิดขึ้นจากการได้ทำศิลปะระบายสี คุณพ่อคุณแม่สามารถโหลดมาให้เด็ก ๆ ได้ทำในช่วงเวลาว่างกันได้เลยค่า

แจกฟรี! 25 รูปภาพระบายสีอนุบาล ปลุกจินตนาการ สร้างศิลปินตัวน้อย

color-by-number

ภาพระบายสีกระถางดอกไม้ ภาพยอดฮิตของเด็กอนุบาล โดยให้เด็ก ๆ ระบายสีที่กำหนดจากตัวเลขที่กำหนดให้

tree

ระบายสีดอกไม้แล้ว ชวนเด็ก ๆ มาระบายสีภาพต้นไม้ใหญ่กันค่ะ มาดูซิว่าเด็ก ๆ จะจินตนาการลงสีต้นไม้เป็นสีอะไร ผลไม้เป็นสีอะไรกันนะ

elephant

ชวนหนู ๆ มาระบายสีภาพตัวการ์ตูนช้างน้อยแสนน่ารักที่กำลังเล่นน้ำอยู่ น่าเอ็นดูเชียว

a cute cupcake

มาดูเด็ก ๆ ระบายสีภาพขนมหวานคัพเค้กแสนอร่อยกันบ้าง จะได้สีสันออกมาน่ากินขนาดไหนกันนะ

Cute cartoon dragon

เอาใจลูกชายด้วยภาพระบายสีมังกรน้อยกันบ้าง

clown fish

 

ชวนให้เด็ก ๆ ระบายสีปลาการ์ตูน จะได้สีสันแปลกตาขนาดไหนกันนะ

Mermaid and fish swimming

ขาดไม่ได้กับรูประบายสีนางเงือกน้อย สำหรับคุณหนูวัยอนุบาล

 octopus - Coloring book

 

มาระบายสีให้หมึกน้อยกันหน่อยค่า

Chicken with Baby

รูปภาพระบายสีแม่ไก่กับลูกไก่ของเด็กอนุบาล เติมสีสันให้สวยงามกันค่า

 sleeping bear

มาระบายสีหมีน้อยที่กำลังนอนหลับปุ๋ย เอ…เจ้าหมีกำลังฝันถึงอะไรอยู่นะ

ship

ภาพระบายสีอนุบาลรูปเรือล่องลอยในทะเล พร้อมกับพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง

a baby ride a toy train

รูปภาพระบายสีอนุบาล ลายเส้นน่ารัก มาระบายสีรถไฟเป่าปู๊น ปู๊น กันค่า

Pot flower cartoon

ภาพดอกทานตะวันยิ้มแฉ่ง ลายเส้นง่าย ๆ น่ารัก เหมาะกับให้เด็กได้ระบายสี มาดูกันซิว่าดอกทานตะวันของหนู ๆ จะเป็นสีอะไรกันนะ

Mushroom-shaped House

ภาพระบายสีบ้านเห็ดสุดน่ารัก ที่เด็ก ๆ เห็นแล้วต้องอยากระบายกันแน่นอน

Mother duck with three baby ducks

ภาพใบงานระบายสีรูปแม่เป็ดและลูกเป็ด 3 ตัว  ให้เด็ก ๆ ระบายสีไป พร้อมเปิดเพลงเป็ดน้อยฟังไปด้วย คงอารมณ์ดีไม่น้อย

 rabbit for children

มาระบายสีสันให้กระต่ายสุดสวยตัวนี้กันจ้าเด็ก ๆ

dolphin swims with her little cute dolphin

ภาพโลมาแม่ลูกกำลังเล่นน้ำกันสนุก พร้อมกับวิวสวย ๆ ใต้น้ำเพิ่มความน่าสนใจอยากระบายสีให้กับเด็ก ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

owl on branch

ฮูกตาโตตอนกลางคืน ระบายสีนกฮูกให้สวยงานแล้วอย่าลืมลงสีสวย ๆ ให้พระจันทร์กับดาวกันด้วยนะคะเด็ก ๆ

Birds eating a slice of watermelon

มาระบายสีแตงโมชิ้นใหญ่พร้อมกับเจ้านกน้อยที่กำลังจิกกินแตงโมอย่างเอร็ดอร่อยเลยนะ

 

Little girl and her dog

 

ภาพระบายสีเด็กผู้หญิงกับน้องหมาออกมานั่งเล่น ลงสีกันให้สวยกันเลยนะคะเด็ก ๆ

boy with a soccer ball

ภาพระบายสีเด็กผู้ชายวิ่งเตะบอลกับเจ้าหมาน้อย ระบายสีสวย ๆ กันนะคร้าบ

Superhero kids

 

เด็กบ้านในอยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่กันบ้าง คุณพ่อคุณแม่ชวนเด็ก ๆ ระบายสี แล้วลองวาดเส้นเพิ่มรายละเอียดที่ว่าง ๆ รอบ ๆ กันดู เสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้เจ้าตัวเล็กกันค่ะ

Giraffe Coloring Book

ใบงานระบายสีอนุบาลภาพเจ้ายีราฟคอยาวขวัญใจเด็ก ๆ มาลงสีให้สวย ๆ กันไปเลยจ้า

unicorn Ice cream

ภาพระบายสีรูปไอติมโพนี่ ถูกใจหนู ๆ แน่นอนค่า

Astronaut in space

ภาพระบายสีนักบินอวกาศ อาชีพในฝันของเด็ก ๆ วัยอนุบาล

เมื่อลูกระบายสีเสร็จแล้ว ผลงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยตัวเองก็จะเป็นการสร้างความภูมิใจและมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เด็ก ๆ ยังจะได้ความสนุก เพลิดเพลิน และประโยชน์อื่น ๆ จากการชวนให้ลูกวัยอนุบาลได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมือระบายสี อาทิเช่น

เสริมพัฒนากล้ามเนื้อมือ

การหยิบจับดินสอสีเพื่อมาใช้ในการวาดภาพระบายสีนั้นมีส่วนช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกการใช้ข้อมือและนิ้วมือ จากการเคลื่อนไหวมือให้ระบายสีไปตามรูปทรงต่าง ๆ  เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ให้แข็งแรงไปในตัว เสริมให้ลูกสามารถหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ และยังช่วยพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตามพัฒนาการอย่างสมวัยค่ะ

กระตุ้นพัฒนาการสมอง

การให้เด็กวาดรูประบายสี มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการเรียนรู้จากการใช้นิ้วมือไปพร้อม ๆ กับการเลือกสีและระบายสีตามรูปภาพ ทำให้ได้หัดคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และสังเกตว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ ควรจะต้องใช้สีอะไร เป็นต้น การได้คิดวิเคราะห์เป็นประจำจะมีส่วนช่วยให้เด็กได้ใช้เซลล์สมองมากยิ่งขึ้น ได้ใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล และช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดียิ่งขึ้น

สร้างจินตนาการ

กิจกรรมศิลปะอย่างการระบายสีหรือวาดภาพ มีส่วนส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาระบบความคิดที่เป็นอิสระได้ดีขึ้น ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองยิ่งขึ้น

ได้ฝึกสมาธิ

การระบายสีวาดรูปเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ดึงดูดความสนใจให้กับเด็ก ๆ ไม่น้อย การที่เด็กอยู่นิ่งและใช้เวลาจดจ่ออยู่กับกิจกรรมนั้นนาน ๆ ถือเป็นช่วยฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี

มีอารมณ์ดี

การมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการระบายสีที่สวยงาม จะทำให้เด็กรู้จักควบคุมอารมณ์ได้ดี ซึ่งจะเป็นการช่วยปรับเด็กในวัยอนุบาลบางคนที่มีพฤติกรรมเอาแต่ใจลงได้ รวมทั้งการทำศิลปะอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวาดภาพ งานประดิษฐ์ ฉีก ปะ ติด กระดาษ งานปั้น ฯลฯ ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน ช่วยผ่อนคลาย ไม่มีความกังวล ทำให้เด็ก ๆ อารมณ์ดีและอารมณ์เย็นลงได้

ฝึกระเบียบวินัย

การเล่นระบายสีมีส่วนช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักฝึกระเบียบวินัยและทำให้ลูกมีความรับผิดชอบตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ และ เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้วก็ช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการเก็บอุปกรณ์ให้เข้าที่

เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ชวนลูกให้มาเล่นระบายสี จะทำให้ลูกได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ และทำให้เกิดปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวมากขึ้น เด็กจะได้รับความอบอุ่นจากการที่พ่อแม่มาอยู่ใกล้ๆ คอยสอนและแนะนำ หรือระบายสีไปพร้อม ๆ กับพวกเขา ซึ่งก็จะทำให้ลูกได้รับถึงความรักที่คุณพ่อคุณแม่ได้มอบให้เป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่าการระบายสีสนุก ๆ สำหรับลูกนั้น เป็นการใช้เวลาว่างที่ให้ประโยชน์ต่อพัฒนาการของเจ้าตัวเล็กได้ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ระบายสีตามจินตนาการตามแต่ความสามารถที่มีอยู่ในตัวลูกและทำงานอย่างอิสระ มากกว่าเน้นผลงานที่จะต้องสวยงาม เพื่อช่วยให้ลูกได้สนุกและเรียนรู้กับกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ค่ะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.premiumtoys.in.thwww.lenkubluk.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก : 

แบบฝึกระบายสีอนุบาล แจกฟรี!! มากกว่า 100 แบบ แม่โหลดเลย!

ลูกไม่ชอบ วาดภาพ ระบายสี ไม่เห็นต้องเป็นกังวล โดย พ่อเอก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย

212 ชื่อเพราะๆ ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย เป็นมงคล เน้นเสริมดวงอุปถัมภ์

รวมไอเดีย ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด ชื่อมงคลลูกสาวที่ไพเราะ ความหมายดี รวม 212 ชื่อมงคล ผู้หญิง เน้นเสริมดวงอุปถัมภ์ มีแต่คนเอ็นดู จะมีชื่อใดบ้าง มาดูกัน

ไอเดีย ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย 212 ชื่อ
เน้นเสริมดวงอุปถัมภ์ มีแต่คนเอ็นดู

คุณแม่บ้านไหนกำลังตั้งครรภ์ลูกสาวและกำลังมองหาไอเดีย ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ดีๆ เป็นมงคล หรือชื่อลูกสาวเพราะๆ … ต้องห้ามพลาดบทความนี้!! ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม ชื่อมงคลลูกสาว ชื่อลูกสาวตามวันเกิด กว่า 200+ ชื่อมาฝาก โดยคัดมาให้แต่ชื่อสุดไพเราะเพราะพริ้ง ฟังแล้วเหมาะกับการนำมาตั้งชื่อให้ลูกสาวสุดน่ารักโดยเฉพาะ แถมเน้นเสริมดวงชะตาชีวิตของลูก ให้มีแต่คนอุปถัมภ์ ผู้ใหญ่รักและเอ็นดู มีแต่คนคอยช่วยเหลือ

ทั้งนี้หลักมงคลทักษาอักษรในการเลือก ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตามสมัยนิยมยุคใหม่ จะมองว่าเพศหญิงเป็นเพศที่มีพลังชื่อออกมาในรูปลักษณ์ของความน่ารัก ความทันสมัย ความสวยงาม อ่อนหวาน และมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน มีความเป็นผู้มีการศึกษาชอบใฝ่หาความรู้ จึงมักใช้ตัวอักษรวรรค “ศรี” นำหน้าชื่อ

Good to know: ความหมายของทักษาวรรค “ศรี” หมายถึง มีผู้ใหญ่รักใคร่เมตตาเอ็นดู ให้ความช่วยเหลือ มีความเจริญรุ่งเรืองในการอุปถัมภ์ของผู้ใหญ่ มีชะตาชีวิตดี

นอกจากนี้หากจะ ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย โดยเป็นชื่อมงคลที่มีอักษรที่เป็นศรีนำหน้าชื่อ ยังหมายถึงการเอาอำนาจ วาสนา บารมี มารวมได้ด้วยซึ่งจะช่วยส่งผลต่อความเป็นมงคลให้กับมูลละ บริวาร ลูกน้อง เจ้านาย คนรอบข้าง สามี และลูกได้ ดังนั้นเพศหญิงที่มีชื่อวรรคศรีนำหน้านั้นก็จะได้รับความสะดวกสบายส่งผลดีต่อชีวิตได้ตามมานั่นเอง แต่หากจะไม่ใช้อักษรศรีนำหน้า ก็สามารถเลือก ตั้งชื่อลูกสาว ให้มีอักษรศรีปะปนอยู่ในชื่อได้

 ตัวอย่าง 12 ไอเดีย ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ชื่อเพราะๆ เป็นมงคล ไม่เหมือนใครเน้นเสริมดวงอุปถัมภ์

  1. กาญจน์สิเนห์ – รักใคร่เสน่หาเท่าทองคำ
  2. ชนม์ณกานต์ – อายุมั่นและเป็นที่รัก
  3. ตฤมปตี – ยินดี,พอใจ
  4. เทียนกัลยาภัค – หญิงผู้โชคดีมีแสงเทียนนำทาง
  5. นาถสุรีย์วิภา – มีแสงอาทิตย์เป็นที่พึ่ง
  6. ปรีย์สุนาเรศ – นางผู้ยิ่งใหญ่ดีงามและเป็นที่รัก
  7. พริฏฐภา – ประเสริฐที่สุด
  8. พรหมาณฑ์รชา – ดี, เก่ง ในจักรวาล
  9. ภัคภัสร์ปภา – มีโชคอันรุ่งเรืองงดงาม
  10. วิมลสรากร – สร้างความดีงามและไร้มลทิน
  11. ศรีวริทธิ์รดา – มงคลอันประเสริฐและน่ายินดี
  12. หฤทย์ณิศา – น่ารักและเป็นเจ้าแห่งความรู้

 

วิธีเลือกทักษาอักษรมงคล
สำหรับ ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย
 ตามวันเกิด

วัน อักษรที่เป็น “ศรี”
วันอาทิตย์ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วันจันทร์ ด ต ถ ท ธ น
วันอังคาร บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
วันพุธ กลางวัน ย ร ล ว
วันพุธ กลางคืน ก ข ค ฆ ง
วันพฤหัสบดี อ และหมวดสระ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
วันศุกร์ จ ฉ ช ฌ ญ
วันเสาร์ ศ ส ษ ห ฬ ฮ

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันอาทิตย์

ตั้งชื่อลูกสาว คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ฐานิกา ถา – นิ – กา ผู้ดำรงมั่น
ฐานิดา ถา – นิ – ดา ผู้มีฐานะ
ฐิตฉฏา ถิ – ตะ – ฉะ – ดา ผู้มีความงามและความมั่นคง
ฐิตารีย์ ถิ – ตา – รี มั่นคงและประเสริฐ
ฐิติกานต์ ถิ – ติ – กาน ผู้ที่มีรักมั่นคง
ฐิติชญา ถิ – ติ – ชะ – ยา ผู้มีความรู้ที่มั่นคง, ผู้รู้ชีวิต
ฐิติพร ถิ – ติ – พอน มีความมั่นคงเป็นเลิศ
ฐิติมน ถิ – ติ – มน มีใจมั่นคง
ฐิติยา ถิ – ติ – ยา หญิงผู้มีความมั่นคง
ฐิตามร ถิ – ตา – มอน เทวดาผู้มั่นคง
ณวรัตม์ นะ – วะ – รัด มีความรู้และประเสริฐสุด
ณัจยา นัด – จะ – ยา การสะสมความรู้
ณัชชา นัด – ชา เกิดเพื่อความรู้
ณัชพร นัด – ชะ – พอน มีสิ่งที่ดีเกิดจากความรู้
ณัฏฐ์ณรัณ นัด – นะ – รัน นักปราชญ์ผู้เด่นดังทางความรู้ของตน
ณัฏฐ์นรี นัด – นะ – รี นักปราชญ์หญิง
ณัฏฐา นัด – ถา ฉลาด
ณัฐชยา นัด – ชะ – ยา ชัยชนะของนักปราชญ์
ณัฐชา นัด – ถะ – ชา ผู้เกิดจากนักปราชญ์
ณัฐณิชา นัด – นิ – ชา ฉลาดและบริสุทธิ์
ณัฐนันท์ นัด – ถะ – นัน ผู้ชื่นชมยินดีในความรู้
ณัฐพร นัด – ถะ – พอน นักปราชญ์ผู้ประเสริฐ
ณัฐมน นัด – ถะ – มน ดวงใจของนักปราชญ์
ณัฐวิภา นัด – ทะ – วิ – พา ปราชญ์ผู้เรืองรอง
ณัฐวีร์ นัด – ถะ – วี นักปราชญ์ผู้กล้าหาญ
ณิชกานต์ นิด – ชะ – กาน บริสุทธิ์และเป็นที่รัก
ณิชมน นิด – ชะ – มน มีใจบริสุทธิ์
ณิชา นิ – ชา สะอาด, บริสุทธิ์
ณิชากานต์ นิ – ชา – กาน บริสุทธิ์และเป็นที่รัก
ณิชานาฎ นิ – ชา – นาด หญิงสาวผู้บริสุทธิ์
ณิชาพัชร์ นิ – ชา – พัด เพชรอันบริสุทธิ์
ณิชาวีร์ นิ – ชา – วี บริสุทธิ์และความกล้าหาญ
ณัฐกฤตา นัด – กริ – ตา ผู้สร้างให้เป็นนักปราชญ์
ณัฐนิช นัด – ถะ – นิด ฉลาดและเป็นตัวของตัวเอง
ณัฐรดี นัด – ระ – ดี ความยินดีของนักปราชญ์
ณิชนันทน์ นิด – ชะ – นัน มีความเพลิดเพลินยินดีที่บริสุทธิ์
ณิชกมล นิด – กะ – มน ลูกนักปราชญ์
ณิชาภัทร นิ – ชา – พัด บริสุทธิ์และดีงาม
ณิชารีย์ นิ – ชา – ดรี บริสุทธิ์และประเสริฐ

 

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันจันทร์

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ดลธัญพร ดน – ทัน – ยะ – พอน บันดาลให้เกิดโชคและสิ่งที่ดี
ดลวรัชญ์ ดน – วะ – รัด บันดาลให้เกิดความรู้และสิ่งประเสริฐ
ทรรณรต บัน – นะ – รด ผู้ยินดีในหนังสือ หมายถึงคงแก่เรียน
ทักษอร ทัก – สะ – ออน หญิงผู้มีความสามารถ
ธนธร ทะ – นะ – ทอน มีทรัพย์สมบัติ
ธนพร ทะ – นะ – พอน ทรัพย์เป็นสิ่งที่ดี
ธนภรณ์ ทะ – นะ – พอน รักษาทรัพย์ไว้
ธนัญพรรธน์ ทะ – นัน – พัด เจริญด้วยทรัพย์
ธนัฏฐ์ภร ทะ – นัด – พอน มีทรัพย์ทั้งแปดให้ต้องรักษา
ธนัสพร ทะ – นัด – พอน พรแห่งทรัพย์อันยิ่งใหญ่
ธมนพร ทะ – มน – พอน ใจประเสริฐ
ธมนวรรณ ทะ – มน – วัน มีผิวพรรณสวยงาม
ธมลวรรณ ทะ – มน – วัน มีผิวพรรณงาม
ธรรศพร ทัด – สะ – พอน กล้าหาญและประเสริฐ
ธฤษวรรณ ทะ – ริด – สะ – วัน ชื่อเสียงแห่งความกล้า
ธัญญวลัย ทัน – ยะ – วะ – ไล วงกลมแห่งความมีโชค
นนทพร นน – ทะ – พอน มีความสุขดี
นพนันท์ นบ – พะ – นัน เพลิดเพลินในสิ่งใหม่ๆ
นภสรณ์ นะ – พะ – สอน เป็นที่พึ่งดั่งท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
นรพร นอ – ระ – พอน คนดี
นรรัตน์ นอ – ระ – รัด คนผู้มีค่า
นลพรรณ นน – ละ – พัน มีผิวพรรณงามเหมือนดอกบัว
นวลพรรธน์ นวน – พัด เจริญก้าวหน้าและนุ่มนวล
นวลวรรณ นวน – วัน ผิวพรรณงาม
นันท์ภัสสร นัน – พัด – สอน มีความสุขและความรุ่งเรือง

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันอังคาร

ตั้งชื่อลูกสาว คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
บัณฑิตา บัน – ดิ – ตา ผู้ฉลาด, ผู้มีความรู้
บุญญิสา บุน – ยิ – สา ยิ่งใหญ่ด้วยบุญ
บุญสิตา บุน – สิ – ตา ผู้อยู่ด้วยบุญกุศลและความดี
บุณยดา บุน – ยะ – ดา บริสุทธิ์
บุณยวีร์ บุน – ยะ – วี ดีและกล้าหาญ
บุณย์สุดา บุน – สุ – ดา ลูกสาวผู้มีบุญ
บุณยานุช บุน – ยา – นุด สาวผู้มีโชควาสนา
บุญฐิสา บุน – ยิ – สา ยิ่งใหญ่ด้วยบุญ
บุณฑรีย์ บุน – ตะ – รี บัวขาว
บุณยอร บุน – ยะ – ออน สตรีผู้มีบุญ สตรีผู้บริสุทธิ์
บุณยาพร บุน – ยา – พอน ดีและประเสริฐ ประเสริฐด้วยความดี
ปณิดา ปะ – นิ – ดา ได้รับการสรรเสริญ, ประณีต
ปดิวรดา ปะ – ดิ – วะ – ระ – ดา ภักดีในสามี, ปรนนิบัติสามีดี
ปดิวรัดดา ปะ – ดิ – วะ – รัด – ดา ภักดีในสามี, ปรนนิบัติสามีดี
ปภานัน ปะ – พา – นัน มีใบหน้าสวยงาม
ปวีณ์ธิดา ปะ – วี – ทิ – ดา ธิดานักปราชญ์, ธิดาผู้ฉลาด
ปวีณา ปะ – วี – นา ฉลาด, ชำนาญ
ปวิชญา ปะ – วิด – ชะ – ยา นักปราชญ์
ปัญญดา ปัน – ยะ – ดา ความฉลาด
ปัณฑิตา ปัน – ทิ – ตา ผู้ฉลาด
ปิ่นมนัส ปิ่น – มะ – นัด จอมใจ, ยอดดวงใจ
ปิยธิดา ปิ – ยะ – ทิ – ดา ลูกสาวผู้น่ารัก
ปุญยพร ปุน – ยะ – พอน ดีและประเสริฐ
ปวีณ์นุช ปะ – วี – นุด หญิงสาวผู้ฉลาด
ปุญญิสา ปุน – ยิ – สา ผู้มีบุญยิ่งใหญ่
ปุณยนุช ปุน – ยะ – นุด สาวผู้มีโชควาสนา
ปุณยาพร ปุน – ยา – พอน ดีและประเสริฐ ประเสริฐด้วยความดี
ปุลพร ปุ – ละ – พอน มีพรมาก มากไปด้วยความประเสริฐ
พนิดา พะ – นิ – ดา หญิงสาว
พนิตฎา พะ – นิด – ตะ – ดา ผู้เป็นที่รัก
พนิตพร พะ – นิด – พอน เป็นที่รักยิ่ง, น่ารักและประเสริฐ
พนิตสุภา พะ – นิด – สุ – พา หญิงงามน่ารัก
พัชริญา พัด – ชะ – ริ – ยา มีความรู้แก่กล้า
พัชรีนาฏ พัด – ชะ – รี – นาด นางผู้มีค่าดั่งเพชร
พัฐสุดา พัด – สุ – ดา ลูกสาวผู้มีอำนาจ ผู้สามารถ
พัสน์นันท์ พัด – สะ – นัน ยินดีในทรัพย์สมบัติ
พิชชาอร พิด – ชา – ออน หญิงสาวผู้มีความรู้
พิชญ์นรี พิด – นะ – รี หญิงสาวผู้เป็นปราชญ์
พิชญ์สิณี พิด – สิ – นี หญิงงามผู้ฉลาด
พิชญา พิด – ชะ – ยา นักปราชญ์
พิมพ์มาดา พิม – มา – ดา เหมือนแม่
พิมลนาฎ พิ – มน – นาด หญิงสาวผู้บริสุทธิ์
พิรญาณ์ พิ – ระ – ยา มีความรู้กล้าหาญ
พรพนิต พอน – พะ – นิด ผู้ประเสริฐและน่ารัก
ภัณฑิรา พัน – ทิ – รา มีลาภ, มีความสุข
ภัททิยา พัด – ทิ – ยา มีความเจริญ
ภัทธีมา พัก – ที – มา ผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นสิริมงคล
ภัทรธร พัด – ทระ – ทอน ผู้ทรงไว้ซึ่งสิริมงคล
ภัทรนันท์ พัด – ทระ – นัน ผู้มีกำเนิดดีงาม
ภัทรนิษฐ์ พัด – ทระ – นิด มีความสำเร็จดีงาม
ภัทริน พัด – ทะ – ริน ที่มีสิริมงคล โชคดีมีความสุข
ภูริชญา พู – ริ – ชะ – ยา มีปัญญา นักปราชญ์
มณิกา มะ – นิ – กา แววมณี, ประกายแก้ว
มนัสดรา มะ – นัด – ดะ – รา ฉลาดกว่า
มนัสดา มะ – นัด – สะ – ดา ความฉลาดหลักแหลม
มนัสนันท์ มะ – นัด – สะ – นัน มีใจสุขสำราญ
มัทนา มัด – ทะ – นา ความรัก
มัทยา มัด – ทะ – ยา น่ารัก น่ายินดี
มุนินทร์ มุ – นิน จอมนักปราชญ์
มุนีพร มุ – นี – พอน ปราชญ์ผู้ประเสริฐ

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันพุธ กลางวัน

ตั้งชื่อลูกสาว คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ยุพเรศ ยุบ – พะ – เรด ธิดากษัตริย์หญิงสาว
ยุพารัตน์ ยุ – พา – รัด หญิงงามที่มีคุณค่าดังแก้ว
รดาพัฒน์ ระ – ดา – พัด ความสุขความเจริญ
รดาวรินทร์ ระ – ดา – วะ – ริน มีทรัพย์สมบัติยิ่งใหญ่และประเสริฐ
รมิดา ระ – มิ – ดา ผู้รื่นรมย์ ผู้มีความสุข
รมิตา ระ – มิ – ตา ผู้รื่นรมย์ ผู้มีความสุข
รวินท์ ระ – วิน ดอกบัว
รวินท์นิภา ระ – วิน – นิ – พา งามดังดอกบัว
ลภัสรดา ละ – พัด – ระ – ดา ยินดีแล้วในทรัพย์
ลภาภัทร ละ – พา – พัด เจริญด้วยลาภ
ลภาวัน ละ – พา – วัน มีโชค
ลลิดา ละ – ลิ – ดา หญิงผู้น่ารักน่าเชิดชู
ลลิตพธู ละ – ลิด – พะ – ทู หญิงสาวผู้มีเสน่ห์
ลักษิกา ลัก – สิ – กา สตรีผู้มีบุญวาสนา
ลัลน์ลลิต ลัน – ละ – ลิด สาวสวย
วทันยา วะ – ทัน – ยา ผู้ใจบุญสุนทาน
วรนิษฐา วอ – ระ – นิด – ถา มีความสำเร็จอันดี
วรินทร วะ – ริน – ทอน ผู้ประเสริฐและเป็นใหญ่
วริยา วะ – ริ – ยา ผู้ประเสริฐกว่าคนอื่น
วริศรา วะ – ริด – สะ – รา ผู้ประเสริฐและเป็นใหญ่
วรินยุพา วะ – ริน – ยุ – พา หญิงสาวผู้ประเสริฐ
วริษฐา วะ – ริด – ถา ดียิ่ง ประเสริฐยิ่ง
วิรัลยุพา วิ – รัน – ยุ – พา หญิงสาวผู้งดงามหายาก ที่หาค่ามิได้

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันพุธ กลางคืน 

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
กนกรัชต์ กะ-หนก-รัด มีทั้งทองและเงิน
กรกัญญา กอน – กัน – ยา หญิงสาวผู้รุ่งเรือง
กัญญดา กัน – ยะ – ดา หญิงผู้เป็นนักปราชญ์
กัญญานันท์ กัน – ยา – นัน สาวผู้มีความสุข
กัญณิศา กัน – นิ – สา หญิงผู้เป็นเจ้าแห่งความรู้
กันต์ฤทัย กัน – รึ – ไท ดวงใจเป็นที่รัก,ที่รักแห่งดวงใจ
กันยารัตน์ กัน – ยา – รัด หญิงสาวผู้มีค่า
กวินนาฎ กะ – วิน – นาด หญิงสาวผู้ดีงาม
กัญญาณัฐ กัน – ยา – นัด หญิงสาวผู้เป็นนักปราชญ์
กัญญาวีร์ กัน – ยา – วี หญิงสาวผู้กล้าหาญ
คริษฐา คะ – ริด – ถา ผู้ที่น่าบูชาที่สุด
คุณัญญา คุ – นัน – ยา ผู้รู้คุณธรรม ผู้รู้ความดี

 

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันพฤหัสบดี

ตั้งชื่อลูกสาว คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
อภิจารวี อะ – พิ – จา – ระ – วี งามอย่างยิ่ง
อภิญชญา อะ – พิด – ชะ – ยา รู้ยิ่ง
อภิษฎา อะ – พิด – สะ – ดา เป็นที่รักยิ่ง, เป็นที่ปราถนา
อรกัญญา ออ – ระ – กัน -ยา หญิงงาม
อรจิรา ออน – จิ – รา งามตลอดกาลนาน
อรปรียา ออน – ปรี – ยา นางผู้เป็นที่รัก
อรพิชญ์ ออ – ระ – พิด หญิงผู้เป็นปราชญ์
อรรัมภา ออน – รำ – พา งามดุจนางฟ้า
อัจฉรากัลย์ อัด – ฉะ – รา – กัน หญิงผู้ดีงามดุจนางฟ้า
อัจฉราพัชร อัด – ฉะ – รา – พัด นางฟ้ามีค่ายิ่งดั่งเพชร
อัจฉราภัสส์ อัด – ฉะ – รา – พัด นางฟ้าผู้รุ่งเรือง
อภิชญา อะ – พิด – ชะ – ยา รู้ยิ่ง ฉลาด

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย

 

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันศุกร์

ตั้งชื่อลูกสาว คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
จินตภา จิน – ตะ – พา มีความคิดเจิดจ้า
จิตสุภา จิด – สุ – พา มีใจดี มีใจงาม
จินต์จุฑา จิน – จุ – ทา มีความคิดเด่น มีความคิดเป็นเลิศ
จินต์ศุจี จิน – สุ – จี ผู้มีความคิดบริสุทธิ์
ฉันท์ชนก ฉัน – ชะ – นก ผู้ให้เกิดความพอใจ
ฉันทิสา ฉัน – ทิ – สา ยิ่งใหญ่ด้วยความใฝ่ดี
ฉันท์สินี ฉัน – สิ – นี หญิงงามผู้มีความใฝ่ดี
ชญานันท์ ชะ – ยา – นัน ยินดีในความรู้
ชญานิศ ชะ – ยา – นิด เจ้าแห่งความรู้, ยอดผู้รู้
ชญานี ชะ – ยา – นี ผู้มีความรู้
ชนกนันท์ ชะ – นก – นัน เป็นที่ยินดีของบิดา
ชนกานต์ ชะ – นะ – กาน เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ชนันญภัค ชะ – นัน – ยะ – พัก คนผู้มีความรู้และมีความโชคดี
ชนากานต์ ชะ – นา – กาน เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ชนาภา ชะ – นา – พา คนผู้มีความรุ่งเรือง
ชนิกานต์ ชะ – นิ – กาน เป็นที่รักของผู้บังเกิดเกล้า
ชัญญาภัส ชัน – ยา – พัด รุ่งเรื่องและมีความรู้
ชนัญชิดา ชะ – นัน – ธิ – ดา ผู้ชนะคนอื่น
ชัญญานุช ชัน – ยา – นุด หญิงสาวผู้ประเสริฐ
ญาณิศา ยา – นิ – สา เป็นใหญ่ด้วยความรู้
ญาดา ยา – ดา ผู้รู้นักปราชญ์
ญาณี ยา – นี ผู้มีความรู้

 

ตั้งชื่อลูกสาวพร้อมความหมาย ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันเสาร์

ตั้งชื่อลูกสาว คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ศิรดา สิ – ระ – ดา ความเป็นยอด
ศุภกานต์ สุ – พะ – กาน ผู้ดีงามและเป็นที่รัก
ศุภดา สุ – พะ – ดา ความงาม
ศุภธวดี สุ – พะ – ทะ – วะ – ดี ผู้มีความบริสุทธิ์
ศุภาพิชญ์ สุ – พา – พิด นักปราชญ์ผู้งดงาม
สิรีธร สิ – รี – ทอน ทรงไว้ซึ่งมิ่งขวัญ, ผู้มีบุญ
สุกฤตา สุ – กริด – ตา ผู้สร้างมาดี, ผู้สร้างบุญกุศล
สุชญาน์ สุ – ชะ – ยา มีความรู้ดี
สุธีมา สุ – ที – มา มีปัญญาดี,นักปราชญ์
สุธีรา สุ – ที – รา ฉลาดยิ่ง, นักปราชญ์
สุธีวัน สุ – ที – วัน ฉลาดยิ่ง, ชำนาญยิ่ง
สุพิชญา สุ – พิด – ชะ – ยา ฉลาดยิ่ง
สุภ์ชญาสินี สุ – ชะ – ยา – สิ – นี ดีงามมีความรู้และสวยงาม
สุภนิดา สุ – พะ – นิ – ดา ได้รับการแนะนำในสิ่งที่ดีงาม
สุภัทราธัญ สุ – พัก – ทรา – ทัน ดีงามและมีโชค

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ไอเดียตั้งชื่อจริงลูกสาว 50 ชื่อที่แปลว่าเจ้าหญิง ครบทุกภาษา!!

ผิดไหม? ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา ลูกสาวเล่นรถ พ่อแม่ควรทำไงดี!

รวม 20 คําสอนของแม่ ที่ควรสอนลูกสาว!

ใครมีลูกสาวต้องรู้ 25 เรื่องสุดคิวท์ของเจ้าหญิงประจำบ้าน

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส

สมัครสมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับ สะสมแต้มรับของรางวัลสุดน่ารัก

วันนี้แฟนคลับรู้ ทุกคนรู้ว่า!! เด็กๆ ที่ดื่มนมดัชมิลล์เจ็นไอ วีคิวพลัส ยูเอชที บำรุงร่างกาย ช่วยพัฒนาการสายตาและสมอง “ทุกแพ็คมีรางวัล” ซ่อนอยู่ สังเกตด้านข้างแพ็คที่มี “QR CODE” เห็นแล้วให้สแกน “สมัคร สมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับ” คลิก http://line.me/R/ti/p/@592ftvbi แล้วมาสะสมแต้มเพื่อแลกรับชุดของรางวัลเซ็ทพรีเมี่ยม สุดน่ารักไว้ให้ลูกๆ ได้ใช้กันค่ะ

 

สมัครสมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับ ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส ทุกแพ็คมีรางวัล !!  

สำหรับการ สมัครมาชิก เจ็นไอมิแฟมิลี่คลับ ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก กระซิบคุณแม่ดังๆ ว่าเพียงแค่สมัครสมาชิกในครั้ง แรกก็ได้รับแต้มสะสมทันที 250 แต้ม !!! อย่าช้าค่ะ มาสมัครเป็นสมาชิกกันค่ะ

  • สมัครสมาชิกง่ายๆ  

คุณแม่ซื้อผลิตภัณฑ์ดัชมิลล์ เจ็นไอวีคิวพลัส ยูเอชที ขนาด 180 กรัม ทุกรสชาติ 1 แพ็ค ให้สแกน QR CODE ที่อยู่ด้านข้าง  แพ็ค เพื่อแอดไลน์ Add Line สมัครสมาชิก  ซึ่งแต่ละแพ็คของดัชมิลล์ เจ็นไอวีคิวพลัส จะมีให้ 19 แต้ม/แพ็ค

สมัครสมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับ สะสมแต้มรับของรางวัลสุดน่ารัก

สมัครสมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับ ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส ทุกแพ็คมีรางวัล !!

  • เปิดสมัครสมาชิกครั้งแรก

ว้าว!! มากๆ ค่ะคุณแม่ พิเศษสำหรับการลงทะเบียนสมัครสมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับ (GENi Family Club) ครั้งแรก คุณแม่จะได้รับ Warm welcome point ทันที 250 แต้ม  

นอกจากการสะสมแต้มจากแพ็คนมกล่อง ยูเอชที ดัชมิลล์ เจ็นไอวีคิวพลัส ในทุกวันคุณแม่ยังสามารถสะสมแต้มไว้แลกของรางวัลง่ายๆ เพียงแค่

  1. เข้าใช้งานเว็บไซต์ genifamilyclub.com และ Log in เพื่อ Check in ทุกวัน ก็จะได้รับ 1 แต้ม/วัน
  2. แชร์บทความเรื่องน่ารู้บนเว็บไซต์ genifamilyclub ไปยัง facebook ส่วนตัวของคุณแม่ โดยเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ (Public) ก็จะได้รับ 3 แต้ม/ครั้ง
  3. แชร์บทความกิจกรรมบนเว็บไซต์ genifamilyclub ไปยัง facebook ส่วนตัวของคุณแม่ โดยเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ (Public) ก็จะได้รับ 3 แต้ม/ครั้ง
  4. การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ GENi Family Club คุณแม่จะได้รับแต้มพิเศษ โดยให้นำ Code มากรอกเพื่อรับแต้ม ซึ่งแต้มที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละกิจกรรม (1 ชื่อ จะได้รับคะแนน 1 ครั้ง)

 

อยากรู้ว่าชุดของรางวัลน่ารัก สุดพรีเมี่ยม มีอะไรบ้าง คุณแม่สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >> https://genifamilyclub.com/genifamily-reward

สำหรับอายุของแต้มสะสมจะมีอายุ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ สมัครสมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับ และเมื่อได้แต้มสะสมพร้อมที่จะแลกรับชุดของรางวัลที่อยากได้แล้ว ก็จะมีวิธีแลกรับของรางวัล ง่ายๆ ตามนี้ค่ะ

  1. เลือกรางวัลที่ต้องการแลกรับ
  2. กรอกชื่อ ที่อยู่ ในการจัดส่งรางวัล
  3. ระบบจะตัดแต้ม และมีทีมงานติดต่อกลับเพื่อยืนยัน
  4. ทีมงานจัดส่งรางวัลให้ถึงบ้านเลยค่ะ

หมายเหตุ : เมื่อแต้มสะสมไม่ถูกต้อง หรือเกิดปัญหาในการกรอกรหัสสะสมแต้ม (Code)  ให้คุณแม่ทำการบันทึกหน้าจอและถ่ายภาพรหัสสะสมแต้ม ส่งมา ติดต่อเพื่อแจ้งตรวจสอบได้ที่แฟนเพจ GENi Family Club หรือ LINE GENi Family Club  (พิมพ์ @GENi Family Club) นะคะ เพื่อทีมงานจะได้แจ้งวิธีแก้ไขให้ค่ะ  (อย่าลืมว่ากรอกรหัสเสร็จต้อง upload รูปด้วยทุกครั้ง)

เป็นสมาชิก GENi Family Club แล้วปังปุริเย่สุดๆ ค่ะ เพราะนอกจากจะได้แต้มเพื่อสะสมแลกของรางวัลสุดพิเศษกันแล้ว คุณแม่ยังได้สิทธิพิเศษของการเป็นสมาชิกที่ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ จะได้รับข้อมูลโปรโมชั่นกิจกรรมผ่านทาง Line Official GENi Family Club กดเลย และ SMS โปรโมชั่นพิเศษ ขอบอกว่าความพิเศษนี้มีให้เฉพาะครอบครัวเจ็นไอแฟมิลี่คลับเท่านั้นนะคะ

ไปค่ะ อย่ารอช้า มาสมัครสมาชิก เจ็นไอแฟมิลี่คลับกันตอนนี้เลย ตอนนี้มีแพ็คนมกล่อง ยูเอชที ดัชมิลล์ เจ็นไอวีคิวพลัสอยู่ข้างๆ พอดี ขอตัวไปสแกน QR CODE แอดไลน์เป็นสมาชิกก่อนนะคะ บ๊าย บาย… โอ้ว!! อยากได้ทุกเซ็ทของชุดรางวัลเลยค่ะ

 

 

 

เรียนอนุบาล

ส่งลูก เรียนอนุบาล แต่พ่อแม่ไม่อยากให้รร. “เร่งอ่านเขียน” จะทำอย่างไรดี?

จะทำอย่างไรดี! เมื่อลูกเข้า เรียนอนุบาล และทางโรงเรียนเร่งอ่านเขียนให้ลูก แต่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย เพราะลูกยังเล็ก ลูกยังเขียนหนังสือไม่ได้  ตามมาดูคำแนะนำของคุณหมอประเสริฐกันค่ะ

ทำอย่างไรดี? หากไม่อยากให้โรงเรียน “เร่งอ่านเขียน”
กับลูกวัย เรียนอนุบาล

สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองเด็กในวัยแรกเกิด – 3 ปี คือการอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ การเลี้ยงดูเหมาะกับวัยและเล่นอิสระ แต่สถานการณ์จริงพบว่ามีพ่อแม่จำนวนมาก วางแผนด้านการศึกษาให้ลูกตั้งแต่ยังแบเบาะ จริงจังกับการสรรหาโรงเรียนที่เชื่อว่ามีคุณภาพการสูง มุ่งหวังให้ลูกเข้าเรียนในสถาบันที่ดีที่สุด

ซึ่งก็มีบางโรงเรียนที่เร่งเรียน ทั้งที่เด็กน้อยเพิ่งเข้าแค่เตรียมอนุบาล จึงมีคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่า เรียนอนุบาล เร่งอ่านเขียนแบบนี้ จะมีผลอะไรกับลูกไหม ถ้าพ่อแม่ไม่ต้องการแบบนั้นจะทำอย่างไรดี ทั้งนี้เหตุที่เลือกโรงเรียนนั้นเพราะใกล้บ้านจะได้ไม่เสียเวลารับส่งลูกนานๆ … จากปัญหาดังกล่าวทีมแม่ ABK เชื่อว่าน่าจะมีหลายหลายบ้านที่กำลังประสบพบเจออยู่แน่ๆ เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้

Q: สงสัยว่าถ้าพ่อแม่ไม่ได้ไปทางเดียวกับโรงเรียน จะมีผลอะไรกับลูกหรือไม่?

เราส่งลูก เรียนอนุบาล โรงเรียนแนววิชาการ เร่งเขียนอ่าน ด้วยเหตุผลว่าใกล้บ้านและปลอดภัย แต่เราไม่ต้องการเร่งลูก อยากให้เขาค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าด้วยซ้ำ ลูกทำการบ้านผิด เราไม่เซ้าซี้ให้แก้ไข การท่องการฝึกอะไรที่ดูว่ามากหรือเกินวัยไป ก็ให้เขาทำเท่าที่ได้ ลูกเพิ่งครบ 3 ขวบ เรียนเตรียมอนุบาลค่ะ

 

สำหรับเรื่องนี้ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้ให้คำแนะนำกับคุณพ่อคุณไว้ดังนี้ …

 

ถ้า เรียนอนุบาล โรงเรียนยังมุ่งเน้นวิชาการในเด็ก 3 ขวบ คุณแม่คุณพ่อก็ไม่ควรไปทางเดียวกับโรงเรียน เป็นโรงเรียนที่ควรปรับตัวเด็ก 0-5 ขวบ มากกว่า แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่คุณพ่อเป็นนางเอกและพระเอก ที่ลูกจะดู จะทำตาม จะเลียนแบบอยู่เสมอ อย่าว่าแต่โรงเรียนเลย เหล่าคุณปู่คุณย่า-คุณตาคุณยายก็มิได้สำคัญไปกว่าพ่อแม่

เพราะเด็ก 0-5 ขวบ ยังมีภารกิจสำคัญกว่าการเรียนที่ต้องทำ คือ การสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพ่อแม่ เพราะสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นจะสร้างตัวตนที่แข็งแรงให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี … ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ลูกต้องใช้ “ตัวตน” (self) ที่สร้างขึ้นในช่วง 3-5 ขวบนี้ไปตลอดชีวิตที่เหลือ

โดย “ตัวตน” มิได้สร้างด้วยการเรียนหนังสือ แต่สร้างด้วยการอุ้ม กอด เล่น อ่านหนังสือก่อนนอน ฯลฯ นั่นคือแม่และพ่อมีปฏิสัมพันธ์กับเขามากที่สุดในแต่ละวัน ซึ่งมีเวลาเหลือช่างน้อยนิด ทำการบ้านอาจจะได้วิชาการแต่ตัวตนไม่สมบูรณ์พูดง่ายๆ ว่าระยะสั้นนั้นดูดี แต่ระยะยาวไม่ได้เรื่องเท่าไร ผมอายุมากพอที่จะเห็นตอนจบของเด็กๆ ที่เลี้ยงผิดวิธีจำนวนมากจนพูดได้

 

สำหรับเรื่องการเลือกโรงเรียน เรียนอนุบาล ใกล้บ้านเป็นวิธีคิดที่เจ๋งมากครับ สมควรประกาศให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เราได้เวลาคืนมาเยอะมาก เวลานั้นเอามาเล่นกับลูกได้อีกมากกว่ามาก คุ้มเหลือคุ้ม

รถติดบนถนนครั้งละ 2 ชั่วโมงจะเถียงว่าอยู่ด้วยกันก็ได้ แต่เชื่อเถอะว่าทำอะไรด้วยกันยาก เพราะจุดโฟกัสของคนขับรถนั้นอย่างไรก็ต้องอยู่ที่การขับรถ เหมือนดูทีวีด้วยกัน ทุกคนมองไปที่จอ และอยู่ด้วยกัน แต่คุณภาพของการปฏิสัมพันธ์กันและกันต่างกันมาก

เล่นกับลูกอย่างไรให้ฉลาด

ดีที่สุดคือเล่น และเล่นด้วยกัน

ถ้าอยากให้ เรียนอนุบาล เด็กสามารถเรียนด้วยการเล่นอยู่ดี การเล่นสมมติเป็นการพัฒนาความสามารถด้านภาษาที่ดีที่สุด เด็กๆ รู้คณิตศาสตร์ขั้นต้นได้เองโดยไม่ต้องสอน เขาจะรู้เรื่องความคงที่ก่อน แล้วจึงจะรู้จำนวน การบวก การลบ การจัดกลุ่ม การจัดลำดับ รู้ความชัดลึก รู้จักสามมิติ กว้าง ยาว สูง ฯลฯ

การบ้านเป็นเรื่องไม่ควรมีตั้งแต่แรก แต่ถ้ามีมาแล้วก็ใช้เป็นโอกาสสอนให้ลูกทำตามหน้าที่ พูดง่ายๆ ว่าทำการบ้านเหมือนทำงานบ้าน ควรทำให้เสร็จ แต่จะเรียบร้อยหรือถูกต้องเพียงไรไม่ใช่ประเด็น

บทความโดย : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

สุดท้ายนี้เพื่อช่วยให้ลูกน้อยพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ทีมแม่ ABK ขอแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ดูแลเด็กในทุกส่วน ควรตระหนักเสมอถึงแนวทางการพัฒนาเด็กที่เหมาะสมกับวัย ไม่ใช่มุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนเก่งอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรมีเป้าหมาย ให้เด็กเป็นได้ทั้ง คนดี คนเก่ง และมีความสุข จึงจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมได้ โดยแนวทางการพัฒนาเด็กที่เหมาะสมที่สุด คือ การพัฒนาแบบองค์รวม เน้นการพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม สติปัญญาไปพร้อมกัน เพราะทุกอย่างโยงใยสัมพันธ์ต่อกันทั้งหมด

พ่อแม่ควรเลี้ยงดูลูกให้ใกล้ชิดทุกช่วง โดยเฉพาะช่วงก่อนวัยอนุบาลวางรากฐานความรักอันมั่นคงแก่ลูก ให้อาหารถูกหลักโภชนาการให้โอกาสลูกได้ตัดสินใจ ทำสิ่งต่างๆ อย่างเหมาะสมตามวัย เช่น เลือกเสื้อผ้าใส่เอง เลือกนิทานที่อยากอ่าน เป็นต้นแต่ต้องมีกฎ กติกาที่เหมาะสม ไม่เลี้ยงดูแบบตามใจ หรือปกป้องมากไป

ทั้งนี้หากจะให้ส่งลูกเข้าเรียนอนุบาล ก็ควรเลือกโรงเรียนอนุบาลที่เปิดโอกาสเด็กได้เล่นสนุกมากที่สุด ไม่ใช่มุ่งเน้นวิชาการมากเกินไป ทางที่ดีควรเลือกโรงเรียนใกล้บ้าน มีวิถีสังคมสอดคล้องกับชุมชน ไม่เน้นการแข่งขันสอบเข้า และไม่คาดหวังเกินไป หรือแสดงความผิดหวัง หากลูกสอบเข้าไม่ได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจอื่นๆ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

7 ทักษะฝึกลูกก่อนถึง เกณฑ์อายุเข้าอนุบาล 3 ขวบ

ข้อดี vs ข้อเสีย ส่งลูกเข้า โรงเรียนเตรียมอนุบาล

7 ข้อควรพิจารณา ก่อนเลือกเนอสเซอรี่ให้ลูก!

“ฆาตกร” เด็กเป็นเองไม่ได้ แนะวิธี เลี้ยงลูกไม่ให้โตไปฆ่าใคร

10 ทักษะสอนลูกให้เป็นคนดี มีศีลธรรม!

พ่อเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้

พ่อเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้ ความเครียด กังวล ของคุณพ่อมือใหม่

ซึมเศร้าหลังคลอด ความเครียด กังวล ของพ่อแม่มือใหม่ รู้ไหม พ่อเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้

พ่อเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้

เวลาพูดถึงอาการซึมเศร้าหลังคลอด มักจะนึกถึงคนเป็นแม่เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทั้งฮอร์โมนและสุขภาพ ทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอด คุณแม่บางคนยังมีอาการนี้ตั้งแต่ตอนท้องเลยก็ได้ แต่หลายคนคิดไม่ถึงว่า คุณพ่อเองก็สามารถมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้เหมือนกัน

อาการทางใจหลังคลอดลูก

อาการทางใจของคุณแม่หลังคลอดสำคัญไม่แพ้อาการทางกาย ก่อนจะไปรู้ลึกว่า คุณพ่อมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้อย่างไร มาทำความรู้จักอาการหลังคลอดทางใจที่หลาย ๆ ครอบครัวต้องเผชิญ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ระดับฮอร์โมนพุ่งสูงขึ้นกลับลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดอารมณ์ที่แปรปรวนง่าย อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งคุณแม่แต่ละคนจะมีอาการที่แตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงของอาการและระยะเวลาที่เกิด

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือ อาการซึมเศร้าหลังคลอด หรือ อารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum blues, Maternity blues)

พบได้บ่อยถึง 1 ใน 6 ของคุณแม่หลังคลอด มีอาการซึมเศร้าเล็กน้อย ฮอร์โมนที่ลดระดับอย่างรวดเร็วจนตรวจไม่พบในกระแสเลือด อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ สำหรับอารมณ์เศร้าสร้อยมักพบมากในช่วง 2- 5 วันแรกหลังคลอด แต่ภาวะซึมเศร้ามักจะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด (บางคนอาจจะพบหลังจากที่คลอดลูกไปแล้วหลายเดือนก็เป็นได้) ส่วนระยะเวลาที่ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดจะอยู่ 7-10 วัน แต่ไม่เกิน 2 สัปดาห์ อาการหลัก ๆ ได้แก่

  • แม่มีอารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนแปลงง่าย
  • รู้สึกสับสน หงุดหงิดง่าย
  • วิตกกังวล มีจิตใจอ่อนไหว
  • นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • รู้สึกเศร้า เหงา ร้องไห้ได้โดยไม่ทราบสาเหตุ

โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression)

หากมีอาการซึมเศร้านานเกิน 2 สัปดาห์ จะพัฒนาจากภาวะซึมเศร้าสู่โรคซึมเศร้าได้ มักจะมีอาการที่ต่อเนื่องยาวนาน รู้สึกแทบจะตลอดเวลา จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป อาการคล้ายคลึงกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และอาจมีอาการอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น

  • รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เป็นแม่ที่ไม่ดี ไม่เก่งเลย ไร้ความสามารถในการดูแลลูก
  • ความรู้สึกเศร้าถาโถม หม่นหมอง หดหู่บ่อย ๆ
  • เบื่อหน่ายที่จะดูแลลูก ไม่รู้สึกสนุกหรือไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ
  • อาจเคลื่อนไหวได้ช้า หรือไม่ก็อยู่ไม่สุข
  • มีความคิดฆ่าตัวตายเข้ามาบ้าง

โรคจิตหลังคลอด (Postpartum psychosis)

แม้จะพบได้เพียง 0.1-0.2% แต่โรคนี้ก็มีอาการรุนแรงที่สุด อาการของโรคอาจกินเวลานานถึง 6 เดือน โรคจิตหลังคลอด มักจะมีอาการทางระบบประสาท จนไม่สามารถดูแลลูกได้ ภาวะนี้เป็นภาวะที่ฉุกเฉินและอันตรายต่อตัวแม่ ต่อตัวลูก และแม้แต่คนรอบข้าง ตัวอย่างของอาการมีดังนี้

  • อาการทางระบบประสาท เช่น หวาดระแวง ประสาทหลอน หูแว่ว มีพฤติกรรมแปลกประหลาด
  • อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ซึมเศร้า อารมณ์ดีแบบไม่มีเหตุผล และอารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว
  • หลงผิด คิดว่าไม่ใช่ลูกตัวเอง
  • มีความคิดทำร้ายตนเอง คนรอบข้าง หรืออาจมีความคิดฆ่าลูกน้อย

หากคุณแม่หรือคุณพ่อรู้สึกผิดปกติอย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ และแม้แต่คนรอบข้าง ถ้าเห็นอาการผิดปกติ ให้รีบพาไปพบแพทย์

พ่อเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้
พ่อเป็นซึมเศร้าหลังคลอดได้

พ่อก็เป็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้

สำหรับตัวคุณพ่อเอง ถ้าต้องดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิด หรือดูแลลูกเพียงลำพังก็อาจมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดเช่นเดียวกับคุณแม่ได้ โดยเฉพาะในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังลูกคลอด แม้จะไม่สัมพันธ์กับเรื่องฮอร์โมนโดยตรงแบบคุณแม่ แต่คุณพ่อที่ต้องดูแลลูกหนักจนอดนอน พบกับภาวะเครียดในบทบาทความเป็นพ่อ ทั้งยังต้องรับผิดชอบอีกหนึ่งชีวิต ความกังวลของคุณพ่อก็ย่อมกลัวว่าจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี เพราะไม่เคยเป็นพ่อมาก่อน ทั้งยังมีเรื่องค่าใช้จ่าย ปัญหาการเงิน ที่คุณพ่อต้องแบกรับอีก

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด เปิดเผยว่า คุณพ่อมือใหม่เสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ เพราะคุณพ่อมือใหม่ไม่เคยเจอ ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เมื่ออยากช่วยคุณแม่เลี้ยงลูก ก็กังวลไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร ทำให้เครียดนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

จากข้อมูลของ mensjournal ระบุว่า คุณพ่อเองก็มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด 1 ใน 10 ของคุณพ่อมักมีอารมณ์ที่แปรปรวน วิตกกังวล โดยมีชื่ออาการว่า perinatal mood and anxiety disorder (PMAD) บางรายก็มีอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำหรือ obsessive-compulsive disorder (OCD) ภายหลังจากที่เริ่มมีบทบาทการเป็นพ่อ

สังเกตอย่างไรว่าคุณพ่อมีอาการ PMAD

  1. โกรธ ฉุนเฉียวได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมีอาการเศร้าโศก หากพบว่าอารมณ์เสียง่ายก็ใช่เช่นกัน
  2. ความเครียดที่ส่งผ่านอาการทางกาย กล้ามเนื้อตึง ปวดศีรษะ ปวดท้อง ชอบกัดกราม
  3. ชอบแยกตัวไปอยู่ลำพัง การปลีกตัวเองไปอยู่คนเดียว เป็นสัญญาณหนึ่งของอาการ PMAD คุณพ่อมักจะไม่สุงสิงกับใคร ปลีกตัวออกจากเพื่อนฝูงหรือสังคม
  4. ติดในกิจกรรมบางอย่าง ไม่ใช่แค่การดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ แต่อาจจะเป็นการติดเกมมากเป็นพิเศษ

วิธีดูแลพ่อแม่ที่มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด

ในเมื่อคุณพ่อและคุณแม่ต่างก็มีความเสี่ยงกับอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ จึงต้องดูแลไปด้วยกัน เพื่อบรรเทาอาการซึมเศร้าหลังคลอด เช่น

  • คนรอบตัวควรช่วยดูแลลูก อาจเป็นพี่เลี้ยง ญาติพี่น้อง ปู่ย่าตายาย ควรจะเข้ามาช่วยดูแลทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรก เพราะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ อาจรับมือเจ้าตัวน้อยไม่ไหวในบางครั้ง
  • ไม่ควรตำหนิการเลี้ยงดูทารกพร่ำเพรื่อ หากไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เพราะพ่อแม่ต่างก็พยายามดูแลลูกให้ดีที่สุด เชื่อฟังคุณหมอ และหาข้อมูลต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าการเลี้ยงดูทารกดูจะเสี่ยงต่ออันตราย ก็ให้พูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แนะนำวิธีที่ถูกต้อง เช่น ให้เลือกใช้คำพูดอย่าง อุ้มลูกแบบนี้เด็กจะนอนสบายกว่านะ มากกว่าจะไปดุว่า ห้ามอุ้มลูกแบบนี้นะ
  • ชวนกันทำกิจกรรม พ่อแม่อาจจะหาวันว่างกลับไปเดทกันอีกครั้ง แล้วฝากลูกไว้กับคนใกล้ชิด เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถดื่มด่ำกับมื้ออร่อย หรือเที่ยวใกล้ ๆ บ้านเพื่อผ่อนคลายได้แล้ว
  • หมั่นถามไถ่ความรู้สึกกันและกัน ตัวคุณพ่อเองก็ต้องใส่ใจคุณแม่ ตัวคุณแม่เองก็ต้องถามความรู้สึกคุณพ่อบ้าง ต่างคนต่างได้ระบาย ทั้งยังได้รู้ถึงความคิดและมุมมองของแต่ละฝ่ายในการเลี้ยงดูลูกอีกด้วย

ปรับวิธีคิดช่วยลดความกังวล

ส่วนตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องปรับวิธีคิดเสียใหม่เพื่อลดความกังวล เพราะเราต่างไม่เคยเป็นพ่อแม่มาก่อน การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของประสบการณ์การใช้ชีวิต หากศึกษาข้อมูลมาดีแล้ว ทำตามสิ่งที่หมอ พยาบาล แนะนำอย่างครบถ้วน ก็ให้เชื่อมั่นในตัวเองว่าทุกอย่างจะทำได้ เพราะการเลี้ยงลูกคือประสบการณ์ ไม่มีใครเป็นพ่อแม่ที่เก่งที่สุด เราต่างเรียนรู้

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังต้องพยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน และออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ระบายความในใจเสียบ้าง เพียงเท่านี้อาการซึมเศร้าหลังคลอดของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ก็จะลดลงได้ แต่หากอาการซึมเศร้าไม่หายไป ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด

อ้างอิงข้อมูล : mensjournal และ dmh.go.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พ่อแม่ไม่ควรโกหกลูก อย่าหลอกเด็ก โตขึ้นลูกจะกลายเป็น เด็กเลี้ยงแกะ

มะเร็งกล่องเสียง เกิดจากอะไร ถ้าเสียงแหบ ชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไปหาหมอเลย

มะเร็งในเด็ก

เด็กไทยป่วยมะเร็งเพิ่ม 80 คนต่อเดือน! มะเร็งในเด็ก รู้เร็ว รักษาไว หายขาดได้

มะเร็งในเด็ก เนื้อร้ายที่กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของเด็กไทย โดยชมรมมะเร็งในเด็กได้ทำการรวบรวมสถิติข้อมูลพบว่า แต่ละปีจะมีอุบัติการณ์การมีเด็กที่เป็นโรคมะเร็งประมาณ 100 คนจากประชากรเด็กในประเทศไทย 1 ล้านคน หมายความได้ว่า ในแต่ละเดือนจะมีเด็กไทยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นประมาณ 80 คน โดยช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือเด็กเล็กอายุประมาณ 0-5 ปี และโรคมะเร็งในเด็กที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย มากกว่าร้อยละ 50 รองลงมาคือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมองและระบบประสาท มะเร็งชนิดก้อนของมะเร็งต่อมหมวกไต และมะเร็งไต

มะเร็งในเด็ก เด็กไทยป่วยมะเร็งเพิ่ม 80 คนต่อเดือน!

พญ.ชญามน ทักษ์ประดิษฐ์ กุมารแพทย์ด้านโรคมะเร็งและโรคเลือดในเด็ก ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3 อธิบายว่า โรคมะเร็งในเด็กสามารถพบได้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเนื้อร้ายแต่ละชนิดจะมีอาการแตกต่างกัน ดังนี้

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะเฉียบพลัน เป็นโรคมะเร็งในเด็กที่พบบ่อยสุดคือประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งทั้งหมด แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) และ Acute Myeloid Leukemia (AML) โดยชนิด ALL มักพบได้บ่อยกว่า AML ถึง 3 เท่า อาการแสดงได้แก่ มีไข้ ซีด อ่อนเพลีย มีจุดจ้ำเลือดตามตัว ปวดตามร่างกายหรือกระดูก หรือตรวจร่างกายพบตับโต ร่วมกับตรวจเลือด CBC พบเซลล์เม็ดเลือดผิดปกติ การวินิจฉัยโรคทำได้โดยเจาะตรวจไขกระดูกเพื่อดูความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว (blast cells)
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง พบได้บ่อยรองลงมา อาการที่แสดงได้แก่ เด็กมักมีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีก้อนแข็งใต้ผิวหนังหรือต่อมน้ำเหลืองโตตามร่างกาย การวินิจฉัยโรคจำเป็นต้องได้ชิ้นเนื้อจากก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองมาตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียดทางพยาธิวิทยา รวมถึงต้องมีการตรวจค้นเพิ่มเติมเพื่อดูการกระจายของตัวโรค เช่น การทางรังสีวินิจฉัย และเจาะตรวจไขกระดูก
  • มะเร็งสมองและระบบประสาท อาการที่แสดงจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตัวโรค ชนิดของเซลล์มะเร็งว่ามีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วหรือไม่ และช่วงอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ อาเจียน มีการมองเห็นผิดปกติ ปวดศีรษะ หรือชัก แต่เด็กบางคนอาจมีพัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์อายุ การวินิจฉัยจำเป็นต้องได้รับการตรวจเอกซ์เรย์เพิ่มเติมเพื่อดูตำแหน่งและขนาดของก้อนมะเร็ง หลังจากนั้นต้องมีการผ่าตัดเพื่อให้ได้ชิ้นเนื้อจากก้อนส่งตรวจเพิ่มเติมทางพยาธิวิทยา
  • มะเร็งต่อมหมวกไต มักพบในเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี การเกิดโรคค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรง ผู้ป่วยมักมาด้วยก้อนในช่องท้อง ร่วมกับมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ จากการแพร่กระจายของตัวโรค เช่น มีไข้ ซีด อ่อนแรง ปวดตามร่างกายหรือกระดูก หรือมีก้อนแข็งนูนใต้ผิวหนัง การตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น เจาะตรวจไขกระดูก ร่วมกับตรวจเลือดหาค่ามะเร็ง หรือตรวจชิ้นเนื้อจากก้อนเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ระยะของโรคมะเร็งในเด็กแต่ละชนิดมีรายละเอียดแตกต่างกันไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ดังนี้

ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็ก ยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ ยังไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อหรืออวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง

ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น และเริ่มลุกลามมากขึ้น

ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งโตมากขึ้น และลุกลามเข้าเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง

ระยะที่ 4  ก้อนเนื้อมะเร็งลุกลามรุนแรง แพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

สาเหตุการเกิดของโรคมะเร็งในเด็ก

รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยาภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยถึงสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเด็กว่า กลไกการเกิดโรคมะเร็งในเด็กนั้นแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างชัดเจน ซึ่งโรคมะเร็งในเด็กนั้นไม่ได้มีปัจจัยภายนอกมาทำให้เกิดโรคมะเร็งและสามารถเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิด เป็นโรคที่เกิดได้จากความผิดปกติทางพันธุกรรม ขณะที่กำลังแบ่งเซลล์ออกมาเพื่อสร้างอวัยวะ จนทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง  และในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคมะเร็งในเด็กได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในเด็กได้

ทั้งนี้ข้อมูลจาก นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้เผยว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในเด็ก ยังรวมถึงการติดเชื้อของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น เชื้อ HIV การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บี ซี เป็นต้น การได้รับรังสีบางชนิดปริมาณสูงในขณะอยู่ในครรภ์ เช่น รังสีเอกซ์ (รังสีในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค) รังสีแกมม่า หรือบริโภคสารก่อมะเร็งระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การกินผักและผลไม้ที่มีสารปนเปื้อนจากยาฆ่าแมลง อาหารตากแห้งที่มีความชื้นมาก การรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร ใส่สารกันบูด สารปรุงแต่งรส สีสันต่าง ๆ หรือรมควัน รวมทั้งการขาดสารบางชนิดของคุณแม่ขณะที่ตั้งครรภ์ ที่ส่งผลให้เด็กแรกเกิดสามารถเป็นโรคมะเร็งตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา จนถึงเด็กที่มีอายุไม่เกิน 15  ปี โดยเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกช่วงอายุ ทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่มีอัตราเกิดโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่

ชมคลิปวิดีโอให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรคมะเร็งในเด็ก เป็นได้ตั้งแต่เกิดจริงหรือ ? จาก รศ.พญ. กลีบสไบ สรรพกิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

 

มะเร็งในเด็ก ถ้ารู้เร็ว รักษาเร็ว หายขาดได้

โรคมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่มีความรุนแรงของโรคค่อนข้างสูง ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในเด็กได้ และส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน สิ่งสำคัญที่นอกจากการดูแลสุขภาพของลูกให้มีร่างกายที่แข็งแรง คือการเอาใจใส่ สังเกตอาการ เนื่องจากอาการของโรคมะเร็งในเด็กโดยปกติมักจะไม่มีอาการเฉพาะ หรือสามารถระบุอาการต่าง ๆ ได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ อาการที่พบได้ เช่น คลำพบก้อนเนื้อผิดปกติในร่างกาย มีอาการไข้สูงเป็นๆ หายๆ มีจุด จ้ำ เป็นห้อเลือดง่าย มีจุดเลือดตามลำตัว แขนหรือขา อาการคล้ายโรคไข้เลือดออก และอ่อนเพลียง่าย เป็นต้น เมื่อพบความผิดปกติจากอาการเหล่านี้ควรรีบพาลูกมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และทันท่วงที ก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาหายขาดจากโรค

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคมะเร็งในเด็กนั้นมีขั้นตอนและใช้วิธีการเช่นเดียวกันกับการรักษาโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ โดยมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจวิเคราะห์เม็ดเลือด สำหรับวิธีที่ได้ผลดีและแน่นอนที่สุด คือ การเจาะ ดูด หรือการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจสอบทางเซลล์วิทยาหรือพยาธิวิทยา

สำหรับวิธีการรักษามะเร็งในเด็ก อาทิเช่น การรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) โดยคำนวณปริมาณยาจากน้ำหนักตัวของเด็ก วิธีรังสีรักษาหรือการฉายแสง (radiation) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่พบว่ามีความรุนแรงของโรคสูงเกิดการแพร่กระจาย ไม่สามารถผ่าตัดและมีอาการดื้อต่อเคมีบำบัด และการผ่าตัด (surgery) ร่วมกับการดูแลป้องกันเรื่องการติดเชื้ออย่างถูกต้อง ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งในเด็กให้หายขาดได้นั้นจะได้ผลดีกว่าผู้ใหญ่ เพราะร่างกายของเด็กสามารถเจริญเติบโตและพัฒนาได้ขึ้นไปอีก หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องและผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาดี ก็ทำให้มีโอกาสที่จะรักษาโรคมะเร็งในเด็กให้หายขาดได้สูง

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง ความสามารถในการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออก การตอบสนองต่อเคมีบำบัด อายุ และสุขภาพของเด็กด้วย ในกรณีที่ตัวโรคไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือมีการกลับเป็นซ้ำของโรค การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกัน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้ได้เช่นกัน รวมถึงในอนาคตที่จะมีวิธีการรักษาที่ดีขึ้นตามเทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น

การปลูกถ่ายเซลล์ที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอผู้บริจาคที่มีเซลล์เหมือนกัน ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์สามารถรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากพ่อหรือแม่ได้แล้ว รวมถึงยาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ไม่ทำให้ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน หรือติดเชื้อ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ

สำหรับวิธีดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในเด็ก ในขณะตั้งครรภ์คุณแม่ควรพยายามรับประทานอาหารที่ถูกหลักให้ครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ หรือสารก่อมะเร็งจากอาหาร การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่หรือการใช้สารเสพติด หรือการไปสัมผัสกับสารรังสีที่มีปริมาณสูง เพื่อที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งของลูกในครรภ์ลงได้ ซึ่งถ้าคุณแม่รักษาสุขภาพดีระหว่างตั้งครรภ์ ทารกที่เกิดออกมาก็จะมีสุขภาพดี ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้นะคะ ทั้งนี้ยังรวมถึงการดูแลเอาใจใส่สุขภาพลูกน้อยในทุกช่วงวัย หากพบอาการผิดปกติควรรีบพาไปพบแพทย์ทันนีนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.rama.mahidol.ac.thwww.sanook.comwww.phyathai.com
ข้อมูลโดย รศ. นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, พญ.ชญามน ทักษ์ประดิษฐ์ กุมารแพทย์ด้านโรคมะเร็งและโรคเลือดในเด็ก  ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ คลิก

โรคเฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดในเด็กเล็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

“ภูมิแพ้ผิวหนัง” โรคที่พบบ่อยในเด็ก เป็นแล้วรักษาไม่หาย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี

250 ชื่อมงคล ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี เน้นเสริมดวง นำโชคลาภให้พ่อแม่

รวมไอเดีย ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คัดมาแต่ชื่อมงคล กว่า 250 ชื่อ เน้นเสริมโชคลาภ มีทรัพย์ร่ำรวย พ่อแม่พึงพาได้ จะมี ชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี อะไรบ้างมาดูกัน

รวม 250 ชื่อมงคล สำหรับ ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี

พื้นดวงของ คนเกิดวันพฤหัสบดี

ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวแห่งความรู้ คนที่เกิดในอิทธิพลของดาวพฤหัสบดีจึงจะได้ความใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาอยู่ในตัวเองย่างเต็มเปี่ยม เป็นคนใจบุญสุนทาน ยินดีเป็นผู้ให้เสมอ  มักจะชอบสอนสอนอบรมคนรอบข้างด้วยความหวังดี มีความสุขุมรอบคอบและใจเย็นมีอยู่ในตัว … ดวงชะตาโดยทั่วไปจัดว่าดี ดวงจะมีคนนับถือเกรงใจความเป็นอยู่ก็สุขสบายดีบางดวงอาจร่ำรวยสมบูรณ์หูนสุข บางดวงรวยไม่มาก แต่ก็มีเกียรติมีลาภยศมาก เป็นต้น

ดวงคนเกิดวันพฤหัสบดี

สำหรับดวง ลูกเกิดวันพฤหัสบดี ถือว่าดี มีโชคมีวาสนา จะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เพราะด้วยพื้นนิสัยใจคอเป็นคนชอบเรียนรู้ รักความก้าวหน้า รักความถูกต้องยุติธรรม ชอบความประนีประนอมปรองดอง ไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง มีเหตุมีผล รักความสุขสงบ แม้จะจู้จี้ขี้บ่นบ้าง แต่มีความปรารถนาดีกับคนใกล้ตัวเสมอ อาจจะดื้อเงียบ แต่ก็ไม่เอะอะก้าวร้าว

แถมเป็นดวงมีเสน่ห์ รูปงาม เจ้าชู้หลายคู่หลายรัก มักจะมีเพื่อนพ้องรักเยอะเพราะใจดี เอื้ออาทร ชอบทำบุญสุนทาน มักจะได้ดีเมื่อไปอยู่นอกถิ่นฐานบ้านเกิด มักมีเรื่องวุ่นวายเพราะเพื่อน ทำคุณคนไม่ขึ้น แต่จะมีความสุขความเจริญ เพราะมีโชคและรักความก้าวหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thaiholistic.com

ทั้งนี้หากบ้านไหนที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ลูกชายและมีกำหนดคลอดลูกวันพฤหัสบดี ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมรายชื่อมงคล 200 ชื่อ สำหรับเป็นไอเดีย ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี มาฝาก โดยเน้นเสริมดวง นำโชคลาภให้พ่อแม่

ซึ่งหลักการ ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี จะนิยมใช้อักขระ วรรคเดช คือ ศ ษ ส ห ฬ ฮ นำหน้า และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการใช้อักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ห้ามใช้อักษร ด ต ถ ท ธ น ทั้งนี้จะมีชื่อมงคลอะไรบ้าง สำหรับ ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี ตามมาดูกันเลย

  1. ไกรวุฒิ  อ่านว่า ไกอน – วุด แปลว่า ผู้มีความเจริญมาก
  2. กษาปณ์  อ่านว่า กะ-สาบ แปลว่า เงินตรา
  3. กลวัชร  อ่านว่า กน-ละ-วัด แปลว่า ดุจดังเพชร
  4. ขจรลาภ  อ่านว่า ขะ-จอน-ลาบ แปลว่า รุ่งเรืองไปด้วยโชค
  5. ครองลาภ  อ่านว่า ครอง-ลาบ แปลว่า มีโชควาสนาอยู่เนือง ๆ
  6. จรัสพงศ์ อ่านว่า จะ-หรัด-พง แปลว่า ตระกูลที่รุ่งเรือง
  7. จิรฐา  อ่านว่า จิ-ระ-ถา แปลว่า ฐานะที่มั่นคง
  8. เฉลิมลาภ อ่านว่าฉะ – เหลิม – ลาบ แปลว่า เพิ่มลาภ
  9. บารเมษฐ์ อ่านว่า บา – ระ – เมด แปลว่า ฐานะสูงสุด
  10. บวรรัช  อ่านว่า บอ-วอน-รัด แปลว่า สมบัติอันประเสริฐ
  11. บูรณ์พิภพ  อ่านว่า บูน-พิ-พบ แปลว่า มีสมบัติมาก เต็มไปด้วยสมบัติ
  12. ประลภย์  อ่านว่า ประ-ลบ แปลว่า ได้รับ ได้กำไร
  13. พิษณุวัชร์  อ่านว่า พิด-สะ-นุ-วัด แปลว่า เพชรของพระวิษณุ
  14. มหาโภคัย อ่านว่า มะ – หา – โพ – ไค แปลว่า มีทรัพย์สมบัติยิ่ง
  15. รุ่งวิกรัย  อ่านว่า รุ่ง-วิ-ไกร แปลว่า ค้าขายเจริญ
  16. วรลภย์  อ่านว่า วอ-ระ-ลบ แปลว่า ผู้มีลาภอันประเสริฐ
  17. วัชรากร  อ่านว่า วัด-ชะ-รา-กอน แปลว่า ขุมทรัพย์
  18. วิภพ  อ่านว่า วิ-พบ แปลว่า ทรัพย์สมบัติ ความเจริญ
  19. วสุพล  อ่านว่า วะ-สุ-พน แปลว่า มีพลังคือทรัพย์ เศรษฐี
  20. วสุวี  อ่านว่า วะ-สุ-วี แปลว่า ผู้มีทรัพย์
  21. ศุภกิจ  อ่านว่า สุ-พะ-กิด แปลว่า การงานดีเป็นมงคล
  22. หิรัญ  อ่านว่า หิ-รัน แปลว่า เงินทอง

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ก

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
กฤษฎาภาส กริด – สะ – ดา – พาด การกระทำที่รุ่งเรือง
กฤษฎิ์ กริด ฉลาด
กัลย์ปณชัย กัน – ปะ – นะ – ไช มีมงคลและชัยชนะในการค้า
การัณย์ กา – รัน หน้าที่การงาน
เกริกปรัชญ์ เกริก – ปรัด ปราชญ์ผู้มีชื่อโด่งดัง
เกรียงภาส เกรียง – พาด รุ่งเรืองเกีรยงไกร
โกศัลย์ โก – สัน ความฉลาด
ไกรวิชญ์ ไกร – วิด นักปราชญ์ผู้เก่งกล้า

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด จ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
จิณณิชวัรชญ์ จิน – นิด – ชะ – วะ – รัด มีความรู้ประเสริฐเป็นอาจิณ
จิรเจษฎ์ จิ – ระ – เจด พากเพียรเสมอ
จิระณัฏฐ์ จิ – ระ – นัด รู้นาน, ฉลาดนาน
จีรัชญ์ จี – รัด รู้ได้ยาวนาน

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ฉ , ช

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
ฉายชวัล ฉาย – ชะ – วัน แสดงถึงความรุ่งเรือง
ชนม์พัศนภ ชน – พัด – สะ – นบ ผู้เกิดมากล้าหาญและยิ่งใหญ่ดั่งท้องฟ้า
ชนัศชัย ชะ – นัด – ไช คนผู้เป็นใหญ่ชัยชนะ
ชย ชะ – ยะ ชัยชนะ
ชวัลณัฐ ชะ – วัน – นัด ปราชญ์ผู้รุ่งเรือง
ชวิศ ชะ – วิด เจ้าแห่งเชาวน์ปัญญา ผู้ที่มีไหวพริบเป็นยอด
ชัพวิชญ์ ชับ – พะ – วิด มีความรู้ฉับไว
ชัยกร ไช – ยะ – กอน สร้างชัยชนะ
ชาคร ชา – คอน ผู้ตื่นเสมอ ผู้เพียรพยาม
ชาครีย์วร ชา – คะ – รี – วอน ผู้ตื่นอยู่เสมอและประเสริฐยิ่ง
ชาครีย์วสุ ชา – คะ – รี – วะ – สุ ทรัพย์สินของผู้ตื่นอยู่เสมอ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ญ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
ญณัฏฐ์สร นัด – สอน ปราชญ์ผู้ดีงามยิ่ง
ญาณวุฒิ ยา – นะ – วุด เจริญด้วยความรู้
ญาณศรณ์ ยา – นะ – สอน มีความรู้เป็นที่พึ่ง
ญาณัช ยา – นัด เกิดมาเพื่อความรู้

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ฐ , ณ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
ฐิณัณรเมศ ถิ – นัน – ระ – เมด ฐานะความรู้มั่นคงและเป็นเจ้าแห่งรัก
ณวิบูล นะ – วิ – บูน มากด้วยความรู้
ณัช นัด เกิดมาเพื่อความรู้ ผู้ให้เกิดความรู้
ณัชพล นัด – ชะ – พน มีพลังของนักปราชญ์
ณัฎฐ์ นัด ผู้ตั้งอยู่ในความรู้ นักปราชญ์
ณัฏฐังกูร นัด – ถัง – กูน หน่อเนื้อผู้ฉลาด
ณัฐปคัลภ์ นัด – ปะ – คัน ปราชญ์ผู้องอาจ
ณัฐพล นัด – ถะ – พน พลังแห่งนักปราชญ์
ณัฐภัทร นัด – ถะ – พัด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
ณัฐภาคย์ นัด – ถะ – พาก ปราชญ์ผู้มีโชค
ณัฐภาส นัด – ถะ – พาด ความรุ่งเรืองของนักปราชญ์
ณัฐภาสิชณ์ นัด – พา – สิด ปราชญ์ผู้มีความสำเร็จ
ณัฐยศ นัด – ถะ – ยด นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง
ณัฐรณ นัด – ถะ – รน การรบของนักปราชญ์
ณัฐวร นัด – ถะ – วอน นักปราชญ์ผู้ประเสริฐ
ณัฐสม นัด – ถะ – สม เสมอด้วยนักปราชญ์ สมกับนักปราชญ์
ณัฐสิชณ์ นัด – ถะ – สิด ปราชญ์ผู้มีความสำเร็จ

ตั้งชื่อลูกชาย เกิดวันพฤหัส หมวด บ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
บรรณพัชร บัน – นะ – พัด มีความรู้เป็นเพชรประดับกาย
บรรณวัชร บัน – นะ – วัด เพชรคือหนังสือ
บรรณวิชญ์ บัน – นะ – วัด ฉลาดในเรื่องหนังสือ
บวรยศ บอ – วอน – ยด มียศชั้นยอด
บวรวงศ์ บอ – วอน – วง ตระกูลที่ล่ำเลิศ
บุญนิธย์ บุน – ยะ – นิด ขุมทรัพย์คือบุญ
บุลวัชร บุน – ละ – วัน มีเพชรมาก
บุลากร บุ – ลา – กอน บ่อเกิดอันไพศาล, ขุมทรัพย์มหาศาล
บูรณ์พิภพ บูน – พิ – พบ มีสมบัติมาก, เต็มไปด้วยสมบัติ

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ป

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
ปกรณ์ ปะ – กอน คำภีร์, ตำรา
ปฏิพล ปะ – ติ – พน ผู้มีความสามารถ
ปฏิภาณ ปะ – ติ – พาน สามารถโต้ตอบได้ทันทีทันใด
ปณรรฆ ปะ – นัก มีค่า
ปภาวิชญ์ ปะ – พา – วิด ความรุ่งเรืองของนักปราชญ์
ปรเมษฐ์ณกร ปะ – ระ – เมด – นะ – กอน มีการกรทำและความรู้ดีงามยิ่ง
ประกฤษฏิ์ ประ – กริด ปราชญ์, ผู้ฉลาด
ประวีณ ประ – วีน นักปราชญ์, ชำนาญ
ประวีร์ ประ – วี ผู้กล้าหาญยิ่ง
ปรัชญ์วิภู ป – รัด – วิ – พู ปราชญืผู้เป็นใหญ่
ปรัณชัย ปะ – รัน – ไช ชนะคนอื่น
ปราชญ์ฐากร ปราด – ถา – กอน ปราชญ์ผู้สร้างความมั่นคง
ปราณปภาณัฏฐ์ ปราน – ปะ – พา – นัด ลมหายใจและสงสว่างแห่งนักปราชญ์
ปริชญ์ ปริด ผู้รอบรู้
ปริพรรห์ ปะ – ริ – พัน ทรัพย์สมบัติ
ปณรรฆ ปะ – นัก มีค่า
ปรุฬห์ ปะ – รุน ผู้งอกงาม, เจริญ
ปวรปรัชญ์ ปะ – วอน – ปรัด นักปราชญ์ผู้ประเสริฐยิ่ง
ปวรรัชดล ปะ – วอน – รัด – ชะ – ดน บันดาลให้ยิ่งใหญ่และประเสริฐ
ปวีณ ปะ – วีน ฉลาด, เชี่ยวชาญ, ปราชญ์ผู้ฉลาด
ปวีณวัจ ปะ – วีน – วัด คำพูดของนักปราชญ์
ปวีณวัช ปะ – วีน – วัด คำพูดของนักปราชญ์
ปัญจมภูมิ ปัน – จะ – มะ – พูม ปัญญาทั้งห้าประกาย
ปัญญากร ปัน – ยา – กอน บ่อเกิดแห่งปัญญา ผู้สร้างปัญญา
ปัญญาพิรัชย์ ปัน – ยา – พิ – รัด มีปัญญาชัยชนะและกล้าหาญ
ปัณณ์ ปัน หนังสือ
ปัณณวิชญ์ ปัน – นะ – วิด ผู้รู้หนังสือ มีความรู้ในเรื่องหนังสือ
ปาณชัย ปาน – นะ – ไช ชนะสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ชนะทุกคน
ปุณณวิช ปุน – นะ – วิด มีความรู้เต็มเปี่ยม
โปษัณ โป – สัน การเลี้ยงดู, การอบรม

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด พ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
พชร พด – ชะ – ระ เพชร
พฎาศรัย พะ – ดา – ไส ชื่อท้าวกุเวร เจ้าแห่งทรัพย์
พรรธน์ยศ พัด – ยด มียศและความเจริญ
พรหมภัสสร์ พรม – พัด รุ่องเรืองและประเสริฐสูงส่ง
พรหมสรรค์ พรม – สัน พระพรหมเป็นผู้สร้างสรรค์มา
พรหมาณฑ์ชา พรม – มาน – ชา ดี, เก่ง ในจักรวาล
พลกฤต พน – ละ – กริด ผู้สร้างพลัง
พสธร พด – สะ – ทอน ทรงไว้ซื่งอำนาจ
พสิษฐ์ พะ – สิด ดีที่สุด, ร่ำรวยที่สุด
พหุสุวรรณ พะ – หุ – สุ – วัน มีทองมาก
พัสวี พัด – สะ – วี มีทรัพย์
พิจักษณ์ พิ – จัก มีปัญญาเห็นประจักษ์ ผู้ฉลาดยิ่ง
พิชชากร พิด – ชา – กอน บ่อเกิดแห่งความรู้
พิชญ์ พิด นักปราชญ์
พิชญะ พิด – ชะ – ยะ นักปราชญ์
พิชเญศ พิด – ชะ – เยด จอมปราชญ์
พิชาภพ พิ – ชา – พบ โลกแห่งความรู้หรือมีความรู้
พิมพ์ณัฐ พิม – นัด เหมือนนักปราชญ์
พิรุฬห์วิระ พิ – รุน – วิ – ระ ความเจริญกล้าหาญ
พีรณัฐ พี – ระ – นัด ปราชญ์ผู้กล้าหาญ
พีรภาส พี – ระ – พาด นักปราขญ์ผู้มีความรุ่งเรือง
พีรยช พี – ระ – ยด เกิดมามีความเพียร
พีรวิชญ์ พี – ระ – วิด ทั้งกล้าทั้งฉลาด
พีรัช พี – รัด เกิดมาเป็นผู้กล้าหาญ
พุฒา พุ – ทา เจริญ, แข็งแรง
เพ็ญโภคัย เพ็น – โพ – ไค เต็มไปด้วยทรัพย์สิน
ไพรำ ไพ – รำ ทอง แก้วมีค่า เพชร

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ภ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
ภัฎฏิ พัด – ติ ชื่อกวีผู้หนึ่ง
ภาณุวิชญ์ พา – นุ – วิด นักปราชญ์ผู้รุ่งโรจน์ดุจพระอาทิตย์
ภาภัค พา – พัก รุ่งเรืองและมีโชค
ภาสวิชญ์ พาด – สะ – วิด นักปราชญ์ผู้รุ่งเรือง
ภิญญปัณฑ์ พิน – ยะ – ปัน รอบรู้และฉลาดยิ่ง
ภิญญาสิปัณฑ์ พิน – ยา – สิ – ปัน รอบรู้และฉลาดยิ่ง
ภูมัย พู – ไม งอกงามเพิ่มพูน
ภูมิพิชญ์ พูม – พิด ฉลาดบนแผ่นดิน
ภูริณัฐ พู – นิ – รัด นักปราชญ์ ผู้มีปัญญากว้างขวาง
ภูริศลย์ พู – ริ – สน มีปัญญาฉลาดหลักแหลม

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ม , ย , ร , ล

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
มหาภาค มะ – หา – พาก มีโชคใหญ่หลวง
มหาโภคัย มะ – หา – โพ – ไค มีทรัพย์สมบัติยิ่ง
ยศกำภู ยด – กำ – พู มียศดั่งทอง
รัฐภาส รัด – ถะ – พาด ความรุ่งเรืองของปราชญ์
รุจปภาณ รุด – ปะ – พาน รุ่งโรจน์ด้านการพูด
ลภัสกร ละ – พัด – สะ – กอน สร้างทรัพย์, มีทรัพย์
ลาภิศ ลา – พิด เจ้าแห่งลาภ มีลาภได้มาก

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ว

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
วงค์วรัชญ์ วง- วะ – รัด มีความรู้และมีความรักที่ดี
วรบรรณ วอ – ระ – บัน ประเสริฐด้านหนังสือ ผู้ฉลาด
วรรณิก วัน – นิก ผู้มีอาชีพเกี่ยวกับหนังสือ ผู้เขียน เสมียน
วรวิช วอ – ระ – วิด มีความรู้อันประเสริฐ
วรัช วะ – รัด ผู้รู้สิ่งที่ประเสริฐ
วรัญญู วะ – รัน – ยู ผู้รู้สิ่งที่ประเสริฐ
วสภะ วะ – สะ – พะ ประเสริฐ
วสุพล วะ – สุ – พน มีกำลังทรัพย์, เศรษฐี
วัฒน์วรา วัด – วะ – รา เจริญอย่างประเสริฐ
วิชชากร วิด – ชา – กอน สร้างความรู้
วิชชาบูรณ์ วิด – ชา – บูน เต็มเปี่ยมด้วยความรู้
วิชญ์ วิด ผู้รู้ นักปราชญ์
วิชญ์พล วิด – ชะ – พน กำลังของนักปราชญ์
วิชญ์ภาส วิด – ชะ – พาด มีความรู้รุ่งเรืองยืนนาน
วิชญะ วิด – ชะ – ยะ นักปราชญ์
วิชามัย วิ – ชา – ไม สำเร็จได้ด้วยความรู้
วิชาวิมล วิ – ชา – วิ – มน มีความรู้หามลทินมิได้ ไร้ความมัวหมองเพราะความรู้
วิเชษฐ์คม วิ – เชด – คม ประเสริฐยิ่งใหญ่และเฉียบคม
วิญญู วิน – ยู ผู้รู้แจ้ง
วิทิศ วา – ทิด คงแก่เรียน
วิปัศย์ วิ – ปัด เห็นแจ้ง มีความรู้
วิภพ วิ – พบ ทรัพย์สมบัติ ความเจริญ
วิภาส วิ – พาด แสงสว่าง ความรุ่งโรจน์
วิศวัช วิด – สะ – วัด เกิดมารู้ทุกอย่าง
วุฒิ วุด ความเจริญ, ความรู้

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ศ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
ศรวัส สอ – ระ – วัด ชื่อเสียง, ทรัพย์สมบัติ
ศฤงคาร สะ – หริง – คาน สมบัติ ความรัก
ศิกเษณย์ สิก – เสน ให้ความรู้
ศิวัสว์ สิ – วัด ทรัพย์สมบัติพระศิวะ
ศุภณัฐ สุ – พะ – นัด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
ศุภวิชญ์ สุ – พะ – วิด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
ศุภเสกข์ สุ – พะ – เสก นักศึกษาผู้ดีงาม
ศุภเสกร์ สุ – พะ – เสก นักศึกษาผู้ดีงาม
เศรษฐณัช เสด – ถะ – นัด ความรู้ก่อให้เกิดความร่ำรวย

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ส

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
สมปราชญ์ สม – ปราด สมกับที่เป็นปราชญ์ หรือนักปราชญ์ผู้สงบ
สรชัยชญณ์ สอ – ระ – ไช – ชน ประเสริฐมีชันะและมีความรู้ดี
สรวิชญ์ สอ – ระ – วิด นักปราชญ์ผู้ดียิ่ง
สวยศ สะ – วะ – ยด รุ่งเรืองด้วยตนเอง
สัณหณัฐ สัน – หะ – นัด นักปราชญ์และผู้ละเอียดอ่อน นักปราชญ์ผู้ลึกซึ้ง
สัณห์พิชญ์ สัน – พิด นักปราชญ์ผู้ละเอียดอ่อน
สาริศ สา – ริด เจ้าแห่งแก่นสาร, เจ้าแห่งสาระ
สิฏฐิภาส สิด – ภิ – พาด เจริญดีเยี่ยม
สิปปภาส สิบ – ปะ – พาด รู้เรื่องด้วยศิลปะ
สิรวิชญ์ สิ – ระ – วิด นักปราชญ์ผู้เป็นยอด
สิริณัฎฐ์ สิ – หริ – นัด ปราชญ์ผู้มีสิริมงคล
สุกฤษฎิ์ สุ – กริด นักปราชญ์ที่ดี
สุรปรัชญ์ สุ – ระ – ปรัด ปราชญ์ผู้ดีงาม
สุรพิชญ์ สุ – ระ – พิด นักปราชญ์ผู้กล้าหาญ
สุรเสกข์ สุ – ระ – เสก นักศึกษาผู้กล้าหาญ
สุวพิชญ์ สุ – วะ – พิด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
สุวิจักขณ์ สุ – วิ – จัก ผู้เฉียบแหลมยิ่ง, ผู้ฉลาดยิ่ง
สุวิจักษณ์ สุ – วิ – จัก ผู้เฉียบแหลมยิ่ง, ผู้ฉลาดยิ่ง
สุวิศิษฏ์ สุ – วิ – สิด มีชื่อเสียงเด่นที่สุด
เสกข์ เสก นักศึกษา
เสฎฐวุฒิ เสด – ถะ – วุด มีความเจริญอันดีเลิศ
โสภณวิชญ์ โส – พน – วิด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
โสภณัฐ โส – พะ – นัด นักปราชญ์ผู้ดีงาม

 

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี หมวด ห , อ

ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันพฤหัสบดี คำอ่าน ความหมาย
หิรัญ หิ – รัน เงิน
อจลวิชญ์ อะ – จะ – ละ – วิด มีความรู้ไม่หวั่นไหว
อภิณฏฐ์ อะ – พิ – นัด นักปราชญ์
อภิณัฏฐกร อะ – พิ – นัด – ถะ – กอน นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่
อภิวิชญ์ อะ – พิ – วิด ผู้รู้แจ้งอย่างยิ่ง, ผู้ฉลาด
อภิวุฒิ อะ – พิ – วุด มีความเจริญยิ่ง
อภิสมย์ อะ – พิ – สม บรรลุ ประสบผลสำเร็จ
อมรวิชช์ อะ – มอน – วิด รู้ยั่งยืน, รู้ดั่งเทวดา
อรปวิชญาณ์ ออน – ปะ – วิด – ชะ – ยา หญิงผู้มีความรู้ดั่งนักปราชญ์
อรรฆย์พสุ อัก – คะ – พะ -สุ มีทรัพย์สินอันมีค่ายิ่ง
อริญชัย อะ – ริน – ไช ผู้ชนะศัตรู
อเสข อะ – เสก ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไป ชื่อของพระอรหัน
อังศุชวาล อัง – สุ – ชะ – วาน รุ่งเรืองไปด้วยรัศมี โชติช่วง
อัฑฒ์ อัด ชายผู้ร่ำรวย
อัณณ์ อัน แม่น้ำ ตัวหนังสือ
เอกวีร์ เอก – กะ – วี สามารถเป็นหนึ่ง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

บอกละเอียด! ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก 1 คน ตั้งแต่คลอด-เรียนจบ ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่?

รวม ตารางการเลี้ยงลูก ครบทั้งการกิน-นอน และพัฒนาการเติบโตของร่างกาย

6 เทคนิคการเลี้ยงลูก ให้ได้ดี เป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่! (ฉบับฮาร์วาร์ด)

เคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้เก่ง ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เริ่ม 1 – 7 ขวบ

พ่อแม่ต้องรู้!! 3 สิ่งควรทำเมื่อ เลี้ยงลูกขวบปีแรก

เลี้ยงลูกให้ “พี่น้องรักกัน” คุณเองก็ทำได้!

ทำไมธุรกิจถึงต้องการ Influencer

ไม่แผ่วเลยสักวันสำหรับเทรนด์การใช้ Influencer Marketing เพื่อโปรโมทสินค้าหรือแคมเปญต่างๆ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าหลังจากค้นหาข้อมูลจากคนที่เคยใช้สินค้านั้นมาแล้ว หรือคำแนะนำจาก Influencer ที่พวกเขาชื่นชอบ แสดงให้เห็นว่า Influencer มีอิทธิพลในการกระตุ้นให้เกิด Action ที่นำไปสู่การปิดการขายได้จริง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม Influencer Marketing ถึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่นักการตลาดนิยมใช้เพื่อโน้มน้าวให้เกิดการซื้อ หากคุณยังสงสัยว่า Influencer Marketing ได้ผลจริงหรือ? ลองดูเหตุผลเหล่านี้ ว่าทำไมธุรกิจถึงมองข้าม Influencer Marketing ไม่ได้

เข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

โดยส่วนมากธรรมชาติของคนทั่วไปที่ใช้ Social Media มักเลือกติดตามคนที่มีความสนใจใกล้ๆ กัน ถ้าแบรนด์ต้องการเจาะจงเพียงผู้บริโภคบางกลุ่ม การเลือก Influencer ที่กูรูในด้านนั้นๆ มาช่วยโปรโมทจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าซึ่งเป็นเป้าหมายของแบรนด์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายการเงิน-การลงทุน, แคมป์ปิ้ง, ท่องเที่ยว, เครื่องดื่มสุขภาพ, สายคาเฟ่ และ K-Pop เป็นต้น หากเลือก Influencer ถูกคน แคมเปญปังแน่นอน

คอนเทนต์มีคุณภาพ

คอนเทนต์ที่มาจาก Influencer หรือคนธรรมดาทั่วไป มีจุดเด่นอยู่ที่คุณภาพอัดแน่น เพราะพูดถึงข้อมูลเชิงลึกของสินค้าหรือแคมเปญได้ ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ด้วยความเป็นกันเองของ Influencer พวกเขามักจะสื่อสารกับผู้ติดตามเสมอ จึงตอบคำถามต่างๆ ที่ผู้ติดตามสงสัยได้อีกด้วย

เหมาะกับการสร้าง Awareness

ใครที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างแบรนด์หรือเปิดตัวสินค้าใหม่ การใช้ Influencer โปรโมทถือว่าตอบโจทย์อย่างมาก เพราะคุณสามารถเลือก Influencer ที่มีกลุ่มเป้าหมายตรงกับที่แบรนด์ต้องการได้เลย อย่างไรก็ตามหากต้องการสร้าง Brand Awareness ให้แข็งแรง ก็ทำ Influencer Marketing หลายช่องทางพร้อมกันได้

สร้างความน่าเชื่อถือ

ในกรณีที่แบรนด์ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ การเลือกใช้ Influencer มีส่วนสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง หรือ ความนิยม ณ เวลานั้นๆ ทว่า ปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือ เอกลักษณ์ของ Influencer ที่เลือกใช้ควรมีสไตล์ของตัวเอง สร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วยความเป็นอิสระ มีความเป็นธรรมชาติในการถ่ายทอดเรื่องราว และรีวิวด้วยความจริงใจ ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าแบรนด์น่าเชื่อถือ จนนำมาสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานของนักการตลาดครบทุกด้าน Motive Influence เปิดพื้นที่ให้ Influencer ทุกคนแสดงออกอย่างเต็มที่ และให้ความสำคัญกับการคัดสรร Influencer ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ที่ชื่อ modeAI วิเคราะห์หา Fake Follower และ Fake Engagement มาใช้ ทำให้รู้ว่า Influencer คนไหน คือผู้มีอิทธิพลตัวจริง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพวงการ Influencer ในไทย ควบคู่กับการกระตุ้นให้ Influencer สร้างแรงบันดาลใจผ่านความเป็นตัวตนบนพื้นที่ของ Motive Influence และยังมุ่งเน้นให้ธุรกิจที่มองเห็นความสำคัญของสไตล์ได้เดินหน้าไปในเวลาเดียวกัน

ที่ผ่านมา Motive Influence ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศในการใช้ Influencer Marketing อย่างสร้างสรรค์จนประสบความสำเร็จอย่างมาก อาทิ กิจกรรมเปิดตัวเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยจาก C-vitt ที่ต้องการสื่อสารให้ผู้บริโภคตระหนักว่าวิตามินซีมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยร่วมมือกับ Micro Influencer กว่า 100 คน ครอบคลุมตามประเภทไลฟ์สไตล์ ทั้งกลุ่มคนชอบออกกำลังกาย นักเดินทาง นักศึกษา หรือพนักงานออฟฟิศ และกิจกรรมของสายการบิน Thai Vietjet Air ในปี 2561 ที่ต้องการประกาศให้ผู้บริโภครับรู้ว่ามีการเปิดเส้นทางบินใหม่สู่กระบี่จากกรุงเทพฯ จึงชวน Micro Influencer ที่ชื่นชอบเดินทางท่องเที่ยวมาร่วมโปรโมทเส้นทางบินใหม่นี้ ผ่านการเล่าเรื่องที่หลากหลายทำให้สร้าง Awareness ได้ดี

Motive Influence – The Inspiration Driven Influencer Platform

Tags

อ่านนิทานออกเสียงดีต่อพัฒนาการลูก

มหัศจรรย์การอ่าน นิทาน ออกเสียงกระตุ้นพัฒนาการลูก??

นิทาน แหล่งรวมคติสอนใจ ที่จุดประกายฝัน แต่รู้ไหมประโยชน์ของมันยังมีอีกมากเป็นธนาคารคำศัพท์ สร้างสัมพันธ์ครอบครัว สิ่งดีๆมีให้ลูกรักเพียงคุณเริ่มอ่านออกเสียง 

มหัศจรรย์การอ่าน นิทาน ออกเสียงกระตุ้นพัฒนาการลูก??

มหัศจรรย์แห่งการอ่าน เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต่างก็ยอมรับกันแล้วว่า การอ่านนั้นเป็นเรื่องที่ดี พ่อแม่ทุกคนต่างก็ภูมิใจ และสุขใจเมื่อเห็นลูกน้อยของเราหยิบหนังสือนิทานขึ้นมาอ่าน การดูเจ้าตัวน้อยนั่งอ่านหนังสือนิ่ง ๆ ด้วยท่าทีสนอกสนใจเป็นความรู้สึกที่ตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียวใช่ไหม

การจะทำให้ลูกมีนิสัยรักการอ่านนั้น เราต้องเริ่มต้นอย่างไร สั่งสอนกันแค่ไหน เลี้ยงดูกันมาอย่างไรนั้น ดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่เชื่อไหมว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ทำตามคำแนะนำของ นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่ได้ชวนอ่านหนังสือ Jim Trelease’s Read-Aloud Handbook (8th Edition): พลังแห่งการอ่านออกเสียง เขียนโดย จิม เทรลีส นอกจากชวนอ่านแล้วคุณหมอผู้คร่ำหวอดและทำงานสนับสนุนการอ่านหนังสือให้เด็กฟังในประเทศไทยมาเนิ่นนานยังได้ขยายความและตีความในแบบฉบับสังคมไทย ๆ แล้วละก็ อาจจะอุทานในใจว่า ทำง่ายเพียงแค่นี้เอง

คุณพ่อคุณแม่คงเป็นคนหนึ่งที่มีนิสัยรักการอ่าน เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้เป็นแน่ รู้ไหมว่าคำตอบที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการว่า จะทำเช่นไรที่จะปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่ลูกนั้น มีวิธีที่ง่ายดายอย่างมาก นั่นคือ ลองอ่านสิ่งที่คุณอ่านออกเสียงออกมาดัง ๆ ให้เจ้าตัวน้อยไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดได้ยิน แค่นั้นเอง

หยิบยกตัวอย่างความมหัศจรรย์แห่งการอ่านออกเสียง

ความมหัศจรรย์ที่ 1 : นิทานเริ่มอ่านออกเสียงได้ตั้งแต่ในท้อง แล้วคอยตามเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจ

บางคนอาจเข้าใจกันว่า การอ่านนิทานนั้นคงต้องเริ่มต้นในวัยที่ลูกสามารถรับรู้ สื่อสารกับคนอื่นได้ แต่คุณหมอได้แนะว่าการอ่านนิทานโดยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนอ่านออกเสียงให้ลูกฟังนั้น มีข้อดีคือ สามารถอ่านนิทานได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่าลูกไม่สามารถโต้ตอบ หรือแสดงอาการใด ๆ ที่สื่อให้เราเห็นถึงความเข้าใจของเขาในวัยทารกที่ยังมีพัฒนาการที่ไม่มากพอ แต่เขาจะซึมซับทั้งน้ำเสียง เรื่องราว วิธีการออกเสียง และความสัมพันธ์อันดีของพ่อแม่ไว้ เมื่อใดที่ศักยภาพทางด้านร่างกายของลูกพร้อมเขาก็จะสามารถแสดงมันออกมาราวกับว่าเขาคุ้นเคยมานาน จนคุณพ่อคุณแม่อาจประหลาดใจ และเชื่อเถอะว่าผลลัพธ์ที่ได้ช่างวิเศษ เสริมสร้าง IQ ที่ดีเป็นแน่

ทำไมการได้ยินเป็นเรื่องสำคัญ คำอธิบายง่ายๆ คือทารกได้ยินเสียงก่อนการอ่าน เราไม่จำเป็นต้องรอเด็กเล็กให้อ่านได้ เราควรพูดกับเขาและอ่านออกเสียงให้เขาฟังได้เลย นั่นเท่ากับการสร้างคลังคำศัพท์จำนวนมหาศาลตั้งแต่วันแรก และในงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่เราเคยได้ยินมาบอกแล้วว่าท่านอ่านนิทานให้ลูกฟังได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ แม้ว่าประการหลังนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างคลังคำศัพท์ แต่เสียงที่คุ้นเคยของแม่ตั้งแต่ในครรภ์จะช่วยให้เขาเป็นเด็กที่มีพื้นฐานทางอารมณ์ที่ดีได้ (temperament)

งานวิจัยที่ทำในนักเรียน 150,000 คนจาก 35 ประเทศเมื่อปี 2010 พบว่าบ้านที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังบ่อยๆ ทำคะแนนเมื่อชั้นประถม 4 มากกว่าบ้านที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นบางครั้ง 30 คะแนน

อ่านนิทานออกเสียง
อ่านนิทานออกเสียง

ความมหัศจรรย์ที่ 2 : เมื่อคนอ่านสนุก นิทานเรื่องไหนก็สนุก สายสัมพันธ์ครอบครัวจึงบังเกิด

ไม่จำเป็นต้องเลือกนิทานที่ลูกชอบเสมอไป การนำนิทานที่พ่อแม่ชอบมาอ่านออกเสียงให้ลูกฟัง นอกจากผู้เล่าจะสามารถเสริมเพิ่มแต่งเทคนิคต่าง ๆ ได้ตามเนื้อเรื่อง เพราะเราชอบ และคุ้นเคยเนื้อเรื่องเป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายของสิ่งที่ลูกจะได้เรียนรู้ไปในตัวอีกด้วย อาจเป็นการเพิ่มสิ่งที่ลูกสนใจให้มีมากขึ้น เรียนรู้โลกได้แค่อยู่บ้าน ฟังนิทาน และเชื่อเถอะว่าเสียงของพ่อแม่นั้น ฟังยังไงก็น่าฟังสำหรับลูกเสมอ

การอ่านนิทานให้ลูกฟังมีข้อสำคัญข้อหนึ่งคือเราต้องสนุก จะเป็นนิทานเรื่องอะไร เหมาะกับเด็กอายุเท่าไร อาจจะเป็นเรื่องควรพิจารณาอยู่บ้าง แต่สำหรับบ้านเราที่วัฒนธรรมการอ่านไม่เข้มแข็ง ผมเลือกที่จะสื่อสารสาธารณะซ้ำๆ ว่า “อ่านไปเถอะ”

สำหรับในบางกรณีที่จำเป็นต้องลงรายละเอียดในการเลือกหนังสือนิทานมาอ่านออกเสียงนั้น คุณหมอก็พอมีแนวกว้าง ๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใช้ในการเลือก ดังนี้

  • นิทานสำหรับเด็กพิเศษ เช่น ดาวน์ซิมโดรม จากประสบการณ์ของคุณแม่ที่ถูกยกเรื่องราวมาเป็นตัวอย่าง ก็สามารถอธิบายได้ดีว่าการอ่านนิทานออกเสียงให้ลูกที่มีลักษณะเป็นเด็กพิเศษสามารถช่วยในเรื่องการรับรู้ และสร้างพัฒนาการที่ดีขึ้นจากเดิม โดยนิทานที่จะนำมาอ่านออกเสียงนั้น อาจต้องเพิ่มความใส่ใจในการเลือกอีกเล็กน้อย ดังนี้
  1. ใส่ใจหน้าปก ขนาด หน้าหนังสือ ขนาดรูปภาพ และขนาดตัวอักษร
  2. เลือกที่มีคำซ้ำหรือคำคล้องจอง
  3. เลือกเรื่องสั้นๆ ข้อความไม่เยอะ
  4. เลือกเรื่องที่มีรูปภาพง่ายๆ ไม่รกตา
  5. เลือกเรื่องที่มีการตั้งคำถาม
  • นิทานสำหรับวัยรุ่น การชักชวนให้ลูกในวัยรุ่นมาอ่านหนังสือด้วยกันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่คุณหมอได้กล่าวไว้โดยเทียบจากประสบการณ์ของคุณพ่อในชีวิตจริงว่า ถึงแม้ลูกจะเข้าสู่วัยรุ่นแต่เขาก็ยังชอบฟังพ่ออ่านนิทาน ฟังด้วยความสนุกสนาน ไม่มีใบงาน ไม่มีคะแนนเก็บใด ๆ แล้วผลลัพธ์ที่ได้กลับมา นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกแล้ว สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ ผลการเรียนของลูกยอดเยี่ยมเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งหลักในการเลือกหนังสือมาอ่านนั้น อาจใช้หลัก 3B คือ
  1. Books ให้หนังสือแก่เด็ก ให้เด็กได้เขียนชื่อตัวเองและเป็นเจ้าของหนังสือ มิใช่ทุกเล่มต้องขอยืมจากห้องสมุด
  2. Baskets ทำตะกร้าหนังสือไว้ในที่ที่เด็กจะได้หยิบ และหยิบง่าย วางหนังสือไว้ทั่วบ้านดีกว่าเก็บหนังสือไว้กระจุกเดียว
  3. Bed Lamp ซื้อโคมไฟหัวเตียงอ่านหนังสือให้แก่ลูก ข้อนี้อ่านแล้วออกจะโหดเล็กน้อย ถ้าเด็กอ่านหนังสือเราจะเปิดไฟให้อ่านแล้วขยายเวลาเข้านอนไปได้อีก 15 นาที ถ้าเด็กไม่อ่านหนังสือเราจะปิดไฟนอนตามเวลาเดิม เป็นไปได้หากทำจนเป็นนิสัยตั้งแต่เล็กเพียงเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านก่อนเข้านอน

ความมหัศจรรย์ที่ 3 : คำศัพท์แห่งการฟังเป็นต้นทุนของการพูด อ่าน เขียน จุดเริ่มต้นการเกิดพัฒนาการทางสติปัญญา

คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้มักเริ่มวางแผนอนาคตลูกด้วยการออมเงิน ฝากธนาคารให้แก่เขาตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเขาจะได้มีทุนสร้างตัวในภายภาคหน้า การเรียนรู้ก็เช่นกัน หากเราเริ่มอ่านนิทานออกเสียงให้กับลูกฟังตั้งแต่ยังเล็ก ก็เปรียบเสมือนการให้ลูกสะสมคำศัพท์ ค่อย ๆ เรียนรู้ไปทีละคำสองคำ เมื่อสะสมได้มากเข้า การอ่าน หรือ การเขียนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

เราอ่านนิทานให้เด็กฟังเพื่อสร้างคลังคำ คลังคำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับชั้น กลุ่มแรก คือคำศัพท์เพื่อการฟัง (listening vocabulary) อ่างน้ำที่ใช้เก็บคลังคำเพื่อการฟังได้จากการฟัง ฟังจนล้นแล้วจึงไหลลงสู่อ่างที่สองอันเป็นที่อยู่ของคลังคำกลุ่มต่อมาคือคำศัพท์เพื่อการพูด (speaking vocabulary)

พัฒนาการด้านภาษาเป็นเช่นนี้เอง การสร้างคลังคำที่เกิดจากการได้ยินจึงเป็นเรื่องสำคัญและเราสร้างได้ทันทีตั้งแต่แรกเกิด เด็กที่มีคลังคำเพื่อการฟังมากกว่าจะฟังเก่งขึ้นทุกวัน นำไปสู่พัฒนาการของคลังคำด้านอื่นๆ มากขึ้นทุกเดือน แล้วเรื่องก็จะไปจบที่โรงเรียน

คลังคำศัพท์จาก นิทาน
คลังคำศัพท์จาก นิทาน

คุณหมอได้ชี้ให้เห็นถึงว่า เวลาเราพูดจะมีการใช้คำศัพท์ประมาณ 5,000-10,000 คำเท่านั้น แต่การอ่านนั้นจะทำให้ลูกได้พบกับคำศัพท์เพิ่มจากความหมายเดียวกัน เช่น สวย เลอโฉม งดงาม เป็นต้น

การพูดจากันในชีวิตประจำวันของคนเราใช้คำศัพท์เพียง 5,000 คำ อย่างมากไม่เกิน 10,000 คำ และคำที่ใช้บ่อยจริงๆ มีเพียง 1,000 คำ ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันบ้างในตำราเล่มต่างๆ แต่ก็ใกล้เคียงกัน ความละเอียดมีปรากฏในบทที่ 1 หน้า 43 ของหนังสือเล่มนี้ แต่ในหนังสือนิทานสำหรับเด็ก หรือหนังสือนิทาน หรือหนังสือวรรณกรรมเยาวชน มีคลังคำศัพท์มากมายกว่าตัวเลขนี้มาก ดังนั้นการอ่านนิทานด้วยการอ่านออกเสียงเป็นเรื่องสำคัญ

ความมหัศจรรย์ที่ 4 : พักสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบแห่งแรงบันดาลใจ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ การมีปฎิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้คนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาการทั้งทางด้านสติปัญญา และทางสังคม ส่วนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ในปัจจุบันแม้จะสามารถมอบความรู้ที่มากมายท่วมท้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดการโต้ตอบ ปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันได้

การที่มีภาพและเสียงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงถึงปฎิสัมพันธ์ระหว่างสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับโรคสมาธิสั้น ดังนั้นการได้หยุดพักสื่อต่าง ๆ เหล่านี้บ้าง แล้วลองหยิบหนังสือมาอ่านออกเสียงให้แก่ลูกได้ฟัง หรือพักชีวิตให้ช้าลงบ้าง เพื่อให้เขามีเวลา และความสงบในการได้ยินเสียงกระซิบแห่งแรงบันดาลใจจากภายในตัวเอง เพื่อค้นพบตัวตนบ้างก็ดีไม่น้อย

วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง สื่ออิเล็กทรอนิกส์จะมีประโยชน์เพียงใดก็แย่งเวลาไปจากเด็กๆ ทั้งสิ้น มีงานวิจัยจำนวนมากที่บอกว่าจำนวนเวลาที่เด็กใช้ดูสื่ออิเล็กทรอนิกส์สัมพันธ์กับสมาธิสั้น ผลสัมฤทธิ์การศึกษาที่ลดลง และ EQ ที่ลดลง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้คลังคำของเด็ก 3 ขวบมากขึ้นแต่หลังจากนั้นจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ และจะไม่มีคำใหม่อะไรอีกเลยหลังจาก 10 ขวบ เพราะรายการทั้งหมดที่เราดูใช้คำศัพท์วนเวียนไปมาในจำนวนคงที่

ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ที่หยิบยกมานั้น เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ข้อ ที่แสดงให้เราเห็นถึงประโยชน์ในการอ่านนิทานออกเสียงให้แกลูกฟังเท่านั้น คุณหมอยังมีประเด็นดี ๆ น่าสนใจอีกมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่ดีต่อพัฒนาการในทุกด้านของลูก แค่เพียงพ่อแม่อย่างเราเริ่มลงมือทำ ซึ่งอยากขอเป็นแรงสนับสนุนอีกเสียงในเรื่องนี้ จากประสบการณ์โดยตรงของตัวผู้เขียนเองที่ได้นำวิธีการอ่านนิทานออกเสียงให้ลูกฟังทุกคืนก่อนนอนว่าผลลัพธ์มันดีจริง ๆ

พักสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาฟัง นิทาน
พักสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาฟัง นิทาน

การอ่านนิทานออกเสียงนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเย็น และคนทุกคนไม่ว่ามีฐานะใด สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ขอเพียงแค่มีความตั้งใจจริงในความต้องการพัฒนาลูกให้ได้รับพัฒนาการที่ดี ที่จะเป็นบ่อเกิดความสำเร็จในอนาคตของเขาได้ รับรองได้ว่าเพียงแค่อ่านนิทานออกเสียงให้เขาฟัง เป้าหมายที่ตั้งใจหวังไว้นั้นก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

“ขอผมเตือนใจคุณว่าวรรณกรรมรูปแบบต่างๆ ล้วนมีศักยภาพที่จะขยายขอบเขตความรู้ของเด็กทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังหรือประสบการณ์แบบไหน จะมีอภิสิทธิ์หรือความยากจน เมื่อเราอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง เราทำให้พวกเขาได้เห็นสิ่งใหม่ๆ และมีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เราทำให้พวกเขามีวิธีใหม่ๆ ในการรับมือกับความทุกข์และสุขในชีวิต เรามอบโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มพูนภาษาและความเข้าใจ เราช่วยให้พวกเขาตระหนักว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายแค่ไหน

เมื่อเราอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง เราแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเมื่อมีความรู้เพิ่มขึ้นนิดหน่อยเราก็ตั้งคำถามได้ดีขึ้น และเมื่อตั้งคำถามได้ดีขึ้นก็ยิ่งผลักดันให้เราอ่านมากขึ้น เมื่อเราอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง เราแนะนำพวกเขาให้รู้จักผู้คนที่เหมือนกับพวกเขา และผู้คนที่พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึง … เราช่วยให้พวกเขาตระหนักว่าครอบครัวของพวกเขา เป็นเพียงหนึ่งในครอบครัวหลากหลายรูปแบบ … แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่สื่อออกมาจากการอ่านออกเสียงให้เด็กฟังก็คือ การใช้เวลาอ่านหนังสือกับเด็กๆ เป็นเรื่องคุ้มค่าสำหรับเรา”

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก FB : นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ / Bookscape

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

โหลดฟรี! 100 นิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก อ่านให้ลูกฟังทุกคืนมีแต่ได้กับได้

หมอเผย..แท้จริงแล้ว! ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ กันแน่?

7 นิทานไทย นิทานพื้นบ้านสนุก ๆ ให้แง่คิด สอนใจลูกทุกวัย

กระต่ายกับเต่า นิทานอีสปสุดคลาสสิค สอนลูกเข้าใจ “แค่เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกอึ

ลูกอึเสร็จ ตอนไหน แม่จะรู้ได้ยังไง เมื่อไหร่จะถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม

เพิ่งเปลี่ยนผ้าอ้อมไป ลูกอึใส่อีกแล้ว สัญญาณการขับถ่ายของทารก สังเกตได้ไหมว่า ลูกอึเสร็จ ตอนไหน

ลูกอึเสร็จ ตอนไหน แม่จะได้เปลี่ยนผ้าอ้อม

หนึ่งในปัญหาน่าปวดหัวสำหรับคนเป็นพ่อแม่มือใหม่ เมื่อลูกวัยทารก ขับถ่ายบ่อยเสียเหลือเกิน ทั้งยังเดาไม่ถูกด้วยว่า ลูกอึเสร็จแล้วหรือยัง

ทำความเข้าใจการขับถ่ายของทารก

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความเข้าใจการขับถ่ายของทารกกันก่อน เพราะทารกแต่ละช่วงวัย มีจำนวนการอึ ฉี่ ที่แตกต่างกันไป รวมถึงสีของอุจจาระที่เปลี่ยนไปด้วย

  • อายุทารกแรกเกิด 1-2 วัน มักจะปัสสาวะ 1-2 ครั้งต่อวัน อุจจาระ 1-2 ครั้งต่อวัน ส่วนสีของอุจจาระจะเป็นสีเขียวคล้ำหรือดำ แม่ไม่ต้องตกใจ เพราะนี่คือการขับถ่ายขี้เทาออกมา
  • อายุทารกแรกเกิด 3-4 วัน มักจะปัสสาวะ 3-4 ครั้งต่อวัน อุจจาระ 3 ครั้งต่อวัน ส่วนสีของอุจจาระจะเป็นสีน้ำตาล สีเขียว หรือสีเหลือง
  • อายุทารกแรกเกิด 5-7 วัน มักจะปัสสาวะ 6 ครั้งต่อวัน อุจจาระ 3 ครั้งต่อวัน ส่วนสีของอุจจาระจะเป็นสีเหลือง
  • อายุทารก 1-3 สัปดาห์ มักจะปัสสาวะ 6-8 ครั้งต่อวัน อุจจาระ 2-3 ครั้งต่อวัน ส่วนสีของอุจจาระจะเป็นสีเหลือง
  • ลูก 1 เดือนขึ้นไป มักจะปัสสาวะ 6-8 ครั้งต่อวัน อุจจาระมากหรือน้อยครั้งเริ่มไม่แน่นอน ส่วนสีของอุจจาระจะเป็นสีเหลือง

สีของอุจาระเองก็บ่งบอกถึงสุขภาพทารกได้ด้วย เช่น สีเหลือง มักจะเป็นสีปกติ หากสีเหลืองออกน้ำตาลเป็นเพราะกินนมผง ส่วนสีเหลืองปนเขียวเป็นเพราะกินนมน้อย สำหรับสีอุจจาระที่ต้องระวัง สีดำ หลังจากช่วงวันแรก ๆ อาจเป็นไปได้ว่า มีเลือดออกในทางเดินอาหารของลูกน้อย สีแดงอาจเป็นผลจากอาการท้องผูก ทำให้เกิดแผลที่ทวารหนัก ส่วนสีขาวซีด อาจเป็นท่อน้ำดีอุดตัน ถ้าลูกมีสีอุจจาระที่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ พ่อแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูร่างกายอย่างละเอียด

รู้ได้ยังไงว่าลูกกำลังอึ

  1. ลูกอึแน่หลังกินนมแม่ ทารกที่อิ่มแปล้มีนมแม่อยู่เต็มกระเพาะ มักจะท่อตรงขับถ่ายได้ไว โดยเฉพาะทารกในวัย 2-3 ปี และมักจะเป็นในมื้อเช้า หลังจากที่พักท้องไปตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ ในช่วงเดือนแรก ๆ ของทารกอาจจะถ่ายได้บ่อย ถ่ายกระปริดกระปรอย ไม่ใช่ท้องเสีย แต่เพราะกินนมแม่มากเกินไปทำให้ผ่านไปลำไส้ใหญ่ได้เร็ว แลคโตสจากนมแม่จะดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ใหญ่ทำให้ถ่ายท้องคล้ายกับท้องเสีย ลองปรับวิธีการให้นม เช่น ให้นมลูกจนเกลี้ยงเต้าแต่ละข้างเพื่อให้ลูกได้น้ำนมส่วนท้ายที่มีไขมันเยอะ ถ้าลูกไม่เคยกินเกลี้ยงเต้าเลยเพราะแม่มีน้ำนมมาก ก็ให้บีบน้ำนมส่วนต้นออกก่อนหรือเก็บไว้ทำสต็อค ลูกจะได้กินน้ำนมส่วนท้ายเยอะหน่อย
  2. เบ่งจนหน้าบู้บี้ ทารกบางคนเบ่งตั้งแต่ยังไม่กินนม แต่สักพักก็เลิกเบ่งแล้วหันมาเข้าเต้าแม่เอง หลังจากท้องอิ่มอุจจาระก็จะมาเช่นเคย เด็กบางคนทำท่าเบ่งมากจนคล้ายว่าอึไม่ออก ให้แม่สังเกตอุจจาระนะคะ เพราะทารกยังพูดไม่ได้ สีหน้าที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะว่าปวดท้องอยากถ่าย ไม่ได้เกิดจากอาการท้องผูกแต่อย่างใด
  3. ร้องไห้โยเย อีกหนึ่งอาการสำคัญของทารกที่กำลังเบ่งอึ คือการร้องไห้ เพราะทารกไม่เข้าใจถึงอาการลำไส้บีบตัว ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ถ้าลูกเกิดมีอาการร้องไห้เสียงดัง เบ่งจนหน้าแดงไปถึงเขียวคล้ำ แสดงท่าทีนี้เป็นเวลานานเกิน 10 นาที บ่อย ๆ ลองปรึกษากุมารแพทย์เพื่อดูว่าลูกมีอาการ infant dyschezia หรือไม่

อาการ infant dyschezia ทารกมักจะเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง เบ่งเป็นเวลานานมากถึง 10 นาทีกว่าที่อุจจาระจะออกมา นั่นเป็นเพราะทารกยังไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อช่องเชิงกรานให้คลายตัวในจังหวะที่สัมพันธ์กับการเบ่ง ยังเบ่งอุจจาระไม่เก่ง ซึ่งอาการนี้มักจะพบในทารกอายุ 1 เดือน และมีบ้างที่พบในทารกอายุ 3 เดือน แต่อาการนี้มักจะหายไปเมื่อทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป สำหรับลักษณะของอุจจาระจะมีสีปกติ ไม่ได้แสดงถึงอาการท้องผูก พอขับถ่ายเสร็จเจ้าตัวน้อยก็เพลิดเพลินได้เป็นปกติ

ลูกอึเสร็จ ตอนไหน
ลูกอึเสร็จ ตอนไหน

ลูกอึเสร็จแล้วนะแม่ เปลี่ยนผ้าอ้อมได้!

สำหรับสัญญาณลูกอึเสร็จนั้น เด็กแต่ละคนจะมีพฤติกรรมที่ไม่ชัดเจน หนึ่งในพฤติกรรมของทารก หากอึเสร็จแล้วมักจะร้องไห้เพราะรู้สึกว่า ไม่สบายตัว เป็นสัญญาณที่บ่งบอกคุณแม่ว่า เปลี่ยนผ้าอ้อมกันเถอะ แต่ถ้าลูกยังหน้านิ่ง ไม่หือไม่อือ แสดงว่า เจ้าตัวน้อยยังอึไม่เสร็จ แม่อย่าเพิ่งเปลี่ยนผ้าอ้อม ให้ค่อย ๆ ยกขาทารกน้อยขึ้น งอเข่ามาแตะที่พุง หรือใช้มือจับช่วยทารกในท่าปั่นจักรยานอากาศ ถ้าลูกอึเสร็จจะเริ่มขยับตัว ร้องไห้บอกแม่ว่า หนูพร้อมจะเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว การจับขาลูกถีบจักรยานอากาศ ยังช่วยบรรเทาอาการท้องผูกของทารกได้ด้วยนะ

วิธีทำความสะอาดก่อนเปลี่ยนผ้าอ้อมทารก

เมื่อลูกขับถ่ายเสร็จสิ้นแล้ว ก็ถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมเสียที แต่ก่อนจะเปลี่ยนผ้าอ้อม ก็ต้องดูแลทำความสะอาดให้กับลูกน้อยเสียก่อน สำหรับทารกเพศชายกับทารกเพศหญิง ต่างก็มีวิธีทำความสะอาดที่แตกต่างกัน

  • เริ่มจากการทำความสะอาดลูกสาวหลังจากอุจจาระแล้ว ให้เช็ดบริเวณใต้สะดือให้ทั่ว เปลี่ยนสำลีใหม่แล้วใช้ปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมือข้างที่ไม่ถนัด แหวกอวัยวะเพศออกอย่างเบามือ เช็ดจากด้านในก่อนอย่างรวดเร็ว เช็ดจากบนลงล่าง ทั้งซ้ายและขวา เปลี่ยนสำลีแผ่นใหม่ เช็ดด้านนอกที่บริเวณแคมเล็ก ๆ ทั้งสองข้าง ซ้ายและขวา เน้นความไว แต่นุ่มนวล เปลี่ยนสำลีอีกครั้ง เช็ดบริเวณขาหนีบและข้อพับให้ทั่ว เปลี่ยนสำลีแผ่นใหม่เพื่อเช็ดบริเวณร่องก้น โดยเช็ดจากด้านบนลงล่าง ควรเช็ดให้แห้งสนิทและสะอาด
  • ส่วนลูกชายให้เช็ดบริเวณใต้สะดือให้ทั่ว ใช้มือข้างไม่ถนัดค่อย ๆ รูดหนังหุ้มปลายลงอย่างเบามือ จนเห็นรูเล็ก ๆ ที่ปลายองคชาต (ปลายท่อปัสสาวะ) จึงใช้อีกมือจับลำสีชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดให้ทั่ว เปลี่ยนสำลีแผ่นใหม่ แล้วเช็ดบริเวณลูกอัณฑะให้สะอาด เปลี่ยนสำลีแผ่นใหม่อีกครั้งเช็ดบริเวณขาหนีบและข้อพับให้ทั่ว แล้วเปลี่ยนสำลีแผ่นใหม่ เช็ดบริเวณร่องก้น โดยเช็ดจากด้านบนลงล่าง ควรเช็ดให้แห้งสะอาด อย่าให้มีความชื้นเหลืออยู่ ย้ำอีกครั้งว่า การทำความสะอาดทารกควรทำอย่างนุ่มนวล แต่รวดเร็วนะคะ

เมื่อลูกอึเสร็จแล้ว ก็ทำความสะอาดให้ทารกอย่างเบามือ ทำให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งยังต้องดูไม่ให้เกิดความอับชื้นก่อนจะใส่ผ้าอ้อมด้วยนะ

อ้างอิงข้อมูล :  breastfeedingthai, facebook.com/thaibreastfeeding และ thebeaverton

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด ต้องเตรียมอะไรบ้าง แม่มือใหม่จำเป็นต้องรู้ ?

10 เพลงกล่อมนอน 10 นาที ช่วยให้ลูกหลับปุ๋ยฝันดีตลอดคืน

16 วิธีดูเเลลูกน้อยให้ไม่เป็น ผื่นแดง ผื่นผ้าอ้อม

ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ

รวม ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ เติมพลังใจเจ้าตัวน้อยพร้อมทุกสถานการณ์

ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ เป็นอีกประโยคที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่ยังเล็ก เพราะสำหรับเด็กเล็กๆแล้ว “พ่อแม่คือคนสำคัญที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข หรือวันความอบอุ่นและคอยให้กำลังใจในทุกๆ สถานการณ์ อ้อมกอด และคำพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนของพ่อแม่จึงเป็น “ยาใจ” สมานแผลบาดเจ็บในใจลูก และช่วยเติมเชื้อไฟให้ลูกน้อยมีพลังพลังฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆจนสำเร็จ

 ลูกอ่อนแออยากได้กำลังใจ เลือก ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ พูดกับลูกดี

ทารกแรกเกิดสามารถจดจำน้ำเสียงและจังหวะการพูดของแม่ได้แม้ยังฟังภาษาไม่รู้เรื่อง ภาษาที่แม่พูดกับลูกเรียกว่า parentese ซึ่งจะมีเสียงสูงต่ำและยืดยาว บางคราวฟังคล้ายเสียงดนตรี ซึ่งต่างจากเสียงที่แม่ใช้พูดกับผู้ใหญ่ด้วยกัน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง จึงไม่แปลกที่เสียงร้องเพลงจะกล่อมให้ลูกหลับฝันดีเสียงปลอบโยนอย่างนุ่มนวลจะทำให้ความเจ็บป่วยต่างๆของลูกทุเราลง  หรือแม้แต่เสียงเป่าลม “ชู้ว” ก็ช่วยให้ลูกที่กำลังร้องไห้จ้าสงบลงได้

ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ

แม้ลูกโตขึ้นพอจะดูแลตัวเองได้ แต่ก็ยังต้องการคำปลอบใจจากพ่อแม่ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเผชิญความเจ็บป่วย เสียใจ หรือผิดหวังให้มีแรงกลับมาเดินหน้าต่อไปได้ และการพูดให้กำลังใจลูกน้อยเป็นประจำยังช่วยปลูกฝังนิสัยความใส่ใจ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในตัวลูกด้วย คำพูดให้กำลังใจมีหลายรูปแบบ มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกเลือกใช้ให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษกันทั้งครอบครัวอีกด้วย 

ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะใช้ ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ ปลอบใจลูกอย่างไรดี หากไม่แน่ใจว่าควรต้องปลุกขวัญและปลอบใจลูกอย่างไรดี  ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม 72 ประโยคภาษาอังกฤษให้กำลังใจลูก ความหมายดีๆ ฟังแล้วยิ้มได้ในสถานการณ์มาให้ลองพูดกัน จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

ลูกป่วย เจ็บตัว ไม่สบาย ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ พูดอย่างไรดี

Be strong.                            เข้มแข็งเข้าไว้

You are so strong.                 ลูกเข้มแข็งมาก

I hope you get well soon.     แม่/พ่อเชื่อว่าเดี๋ยวลูกก็ดีขึ้น

Keep fighting.                       สู้ๆ

Fight on.                              สู้ต่อไปนะ

It can’t be that bad.                มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอกนะ

Don’t give up.                       อย่ายอมแพ้

ความผิดหวัง มีคนทำให้เสียใจใช้ ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ เติมพลังให้ลูก

How do you feel about that?                                          ลูกรู้สึกยังไง (กับเรื่องนั้น) บ้าง

I feel for you.                                                                    พ่อ/แม่เข้าใจลูกนะ

You’ll get through this.                                           ลูกต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้แน่นอน

I’m always here for you.                                          พ่อ/แม่อยู่เคียงข้างลูกเสมอ

I know you can handle it.                                       พ่อ/แม่มั่นใจว่ารู้ต้องรับมือกับเรื่องนี้ได้

You can learn from your mistakes.                        ลูกเรียนรู้จากความผิดพลาดได้นะ

You are learning.                                                      ค่อยๆ เรียนรู้ไปนะ

You can ask for help.                                                 ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกพ่อ/แม่ได้นะ

You are growing.                                                       ลูกกำลังโตขึ้นแล้วนะ

When you make a mistake, you are still beautiful.            ต่อให้ลูกทำผิดพลาด ลูกก็ยังงดงามเสมอ

You stayed so calm during that problem.                      ตอนลูกเจอปัญหา ลูกรับมือได้นิ่งมากเลย

 

ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ

เสริมกำลังใจให้ลูกไม่ถอย กับ ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ

You nearly did it.                                                   อีกนิดเดียวก็สำเร็จแล้ว

Don’t get discouraged.                                         อย่าเพิ่งหมดกำลังใจนะ

You have my full support. / You have my backing.     พ่อ/แม่สนับสนุนลูกเต็มที่ / พ่อ/แม่อยู่เคียงข้างลูกแน่นอน

You’re on the right track now.                                ลูกมาถูกทางแล้วละ

I see you working and learning every day.            พ่อ/แม่เห็นนะว่าลูกพยายามแล้วก็เรียนรู้อยู่ทุกวัน

That’s quite an improvement.                                 ดีขึ้นตั้งเยอะแล้วนี่นา

Get over it!                                                                ที่ผ่านมาก็ช่างมันเถอะนะ

Excellent try!                                                            พยายามได้ดีมากเลย!

Look how far you’ve come!                                    ดูสิ ลูกมาไกลตั้งขนาดนี้แล้ว

I like the way you handled that!                              พ่อ/แม่ชอบวิธีจัดการ(เรื่องนั้น)ของลูกจัง

I can see you tried hard.                                       พ่อ/แม่เห็นนะว่าลูกพยายามหนักมาก

You’re really improving.                                        ลูกทำได้ดีขึ้นเยอะเลย

I know it’s hard, but you’re almost there.                   พ่อ/แม่รู้ว่ามันยาก แต่ลูกใกล้จะทำสำเร็จแล้ว

 

อ่านหนังสือ เตรียมตัวสอบจะพูด ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ ยังไงดี

I will encourage you.                                       พ่อ/แม่เป็นกำลังใจให้นะ                              

Keep going, I’ll support you.                           สู้ๆ พ่อ/แม่สนับสนุนเต็มที่

Keep going, I’ll cheer you up.                           สู้ๆ พ่อ/แม่คอยเชียร์อยู่นะ

I know you can do it!                                          พ่อ/แม่รู้ว่าลูกต้องทำได้

Cheer up!                                                                 สู้ตาย!   

You’ve just about got it.                                       ลูกต้องทำได้แน่

I think you can do it!                                           พ่อ/แม่ว่าลูกทำได้แน่นอน

I believe in you.                                                         พ่อ/แม่เชื่อในตัวลูกนะ

That’s a tough one, but I think you can figure it out.         มันโหดมากแหละ แต่พ่อ/แม่คิดว่าลูกต้องทำสำเร็จจนได้

 I can see you’re really trying!                                       พ่อ/แม่เห็นนะว่าลูกพยายามมากๆ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ก่อนลงสนามแข่งกีฬา ขึ้นเวทีโชว์เติมความมั่นใจด้วยคำพูดดีๆ

Calm down.                                                              ใจเย็นนะ

Chill out.                                                                  ทำใจให้สบายๆ

Don’t worry about it.                                                อย่ากังวล

It’s gonna be OK.                                                         เดี๋ยวก็โอเค

Smile on chin up.                                                         ยิ้มสู้เข้าไว้นะ

You are very good at this.                                         ลูกถนัดอยู่แล้ว

I trust you.                                                                 พ่อ/แม่เชื่อมั่นในตัวลูก

Nothing can stop you now.                                          อะไรก็ฉุดลูกไม่อยู่แล้ว

 

ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ

เป็นเด็กดี ทำตัวน่ารักจนแม่ยิ้มแก้มปริ ต้องชมแบบนี้

So cool.                                                                   เยี่ยมมาก

This is great.                                                           สุดยอดเลย

I’m so proud of you.                                               พ่อ/แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก

Good job.                                                                 ทำได้ดีมาก

Brilliant! / Excellent!                                              เจ๋ง! / เยี่ยมเลย

You are deserving.                                                   ลูกสมควรจะได้สิ่งนี้แล้วละ

I knew you could do it.                                            พ่อ/แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกต้องทำได้

Congratulations.                                                       ยินดีด้วยนะ

Fantastic problem-solving!                                     แก้ปัญหาได้เยี่ยมจริงๆ!

You made it!                                                             ลูกทำได้แล้ว!

มีน้ำใจ ช่วยทำงานไม่ต้องออกปากบ่น ต้องชมด้วยคำนี้

You were a real help today.                                          วันนี้ลูกช่วยพ่อ/แม่ได้เยอะมาก

I appreciate your help.                                               ขอบคุณมากนะที่ช่วยพ่อ/แม่

Thanks for helping make this a good day!               ขอบใจนะที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีของพ่อ/แม่เลย

You’re amazing!                                                           ลูกเก่งมากๆ เลย

I’m proud of the way you worked today.                 พ่อ/แม่ภูมิใจมากที่ลูกทำงานวันนี้

ลุ้นสุดใจ…พูดเชียร์ลูกให้แข่งกีฬาจนชนะ

That’s OK. Keep on going!                                      ไม่เป็นไร เอาใหม่!

Hang on/ hang on there!                                          สู้หน่อย อย่าแผ่ว!

Let’s try again!                                                         พยายามใหม่นะ!

Calm down!                                                              ใจเย็นๆ!

Thumbs up.                                                              สุดยอดเลย

That’s it!                                                                   มันต้องอย่างนั้น!

Terrific teamwork!                                                  ทีมเวิร์คเยี่ยมมาก!

You almost got it!                                                    เกือบแล้ว!

การให้กำลังใจและชมเชยลูกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพลิกสถานการณ์และความรู้สึกของลูกได้ หากลูกกำลังผิดหวังหรือเสียใจ ให้เริ่มจากถามความรู้สึกของลูกและตั้งใจรับฟังก่อนจะให้กำลังใจ ก่อนจะหาทางช่วยเหลือ แต่ถ้าลูกทำความดี ก็ควรพูดให้กำลังใจและคำชมเชยจะช่วยให้ลูกมีพลัง พร้อมกับเสริมความภาคภูมิใจให้กับเด็กๆ มากขึ้นด้วย  ซึ่ง ข้อความให้กำลังใจภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่เป็นประโยคสั้นๆ ที่เปี่ยมด้วยความหมายครบถ้วน พูดไม่ยากแต่โดนใจแน่นอน

 

23 คำพูดให้กำลังใจ ที่เพิ่มศักยภาพลูก..สู่ความสำเร็จ

 

ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดกับลูกยังไง

 

วิธีให้กำลังใจลูก …เพียงคำพูดที่ให้กำลังใจและสนับสนุน ก็สามารถแปรเปลี่ยนชีวิตลูกได้!

ลูกฉลาด

อยากให้ลูกเป็น เด็กฉลาด-หัวไว พ่อแม่ต้องทำ 5 สิ่งนี้!!

เด็กฉลาด-หัวไว พ่อแม่สร้างได้!! อยากให้ลูกฉลาด มีไอคิวสูง เรียนเก่ง ความจำดี มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี มีมิติทางด้านสติปัญญา พ่อแม่ควรเสริมสร้างความฉลาดในเด็กให้ถูกต้อง

อยากให้ลูกเป็น เด็กฉลาด-หัวไว พ่อแม่ต้องทำ 5 สิ่งนี้!!

จากการสำรวจของกรมอนามัย ในปี 2542-2557 พบเด็กที่พัฒนาการสงสัยล่าช้ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ร้อยละ 29.7, 29, 32.3, 29.7 และ 27.5 ตามลำดับ) นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในการเสริมสร้างความฉลาดในเด็ก ดังจะเห็นได้จากการสำรวจของกรมอนามัยพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ครั้งแรกอายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 สัปดาห์ มีเพียงร้อยละ 57.3 การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพียงร้อยละ 29.5 รวมถึงพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กขาดความรู้ ทักษะในการเลี้ยงดูเด็กที่ถูกต้อง (สำนักส่งเสริมสุขภาพ, 2556) พ่อแม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียนของลูกเพียงร้อยละ 20 เด็กที่มีหนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย 3 เล่มในบ้าน มีเพียงร้อยละ 43 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2555) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเสริมสร้างความฉลาดของเด็กทั้งสิ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต สถาบันราชานุกูล

จากการสำรวจของกรมอนามัยนี้ จะเห็นได้ว่าพัฒนาการต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาการด้านสติปัญญาของลูก ควรได้รับการส่งเสริมจากพ่อแม่เป็นด่านแรก แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลม ซึ่งเรื่องของการเรียนรู้ ไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับสติปัญญาหรือ IQ ของตัวเด็กเองที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ขึ้นอยู่กับการส่งเสริมจากพ่อแม่ เพราะพัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ เป็นผลโดยตรงจากการเลี้ยงดูและพฤติกรรมของพ่อแม่ และนี้คือ 5 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรทำ เพื่อให้ลูกเป็น เด็กฉลาด หัวไว มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี!

5 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรทำ เพื่อให้ลูกเป็น เด็กฉลาด หัวไว มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี!

  1. พ่อแม่ที่เอาใจใส่ลูก

ความรักของพ่อแม่ช่วยให้ลูกฉลาดขึ้นได้ ผลจากงานวิจัยในปี 2559 ได้แสดงว่าความรักและความเอาใจใส่ของพ่อแม่หรือผู้ปกครองในช่วงวัยแรกเกิด – 3 ขวบ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของสมองซีกขวาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และการสร้างความทรงจำระยะยาวได้ (Hippo Campal Growth) โดยในงานวิจัยนี้ได้สแกนสมองของเด็กที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่หรือผู้ปกครองในช่วงวัยแรกเกิด – 3 ขวบ กลับได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับเด็กที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่เป็นอย่างมาก ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้สมองของลูกมีพัฒนาการที่ดี ควรเริ่มดูแลเอาใจใส่ลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก อย่าคิดว่าลูกยังเล็กอยู่ ไม่สามารถเข้าใจถึงความรักและความเอาใจใส่ของพ่อแม่นะคะ

2. พ่อแม่ที่อยู่ห่างจอมือถือ!

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสมัยนี้ การปล่อยให้ลูกเล่นมือถือบ้างไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ควรปล่อยให้ลูกเล่นมือถือนานแค่ไหนล่ะ ถึงจะเหมาะสม? แล้วเวลาที่เหมาะสมในการอยู่หน้าจอมือถือของพ่อแม่ล่ะ? พัฒนาการของเด็กมีความเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ทางสังคมของพ่อแม่ การสื่อสารเป็นกุญแจสำคัญของความสามารถในการรับรู้ของเด็กน้อย พ่อแม่ที่อยู่แต่หน้าจอมือถือ ละเลยการพูดคุย สื่อสารกับลูกจะทำให้พัฒนาการทางความคิด ความจำ และการเรียนรู้ของเด็กช้าลง ดังนั้น พ่อแม่ควรอยู่ห่างจากจอมือถือและใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากขึ้น และหากต้องการให้ลูกอยู่หน้าจอมือถือน้อยลง คุณพ่อคุณแม่ก็ควรทำให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย

3. พ่อแม่ที่สร้างความท้าทายให้ลูกตลอดเวลา

การพัฒนาเด็กให้มีพรสวรรค์และความสามารถ คือการให้ลูกได้เผชิญกับสิ่งที่ท้าทายสติปัญญาของเขาอยู่เสมอ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ความสร้างหรือเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึก เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ความสำเร็จและประสบการณ์ความล้มเหลว ลูกจะได้เรียนรู้จากความท้าทายนั้น ๆ ดังนั้นหากลูกน้อยกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้นและรู้สึกเบื่อหน่ายในชั้นเรียน ลองกระตุ้นให้ลูกได้ลองใช้สื่อการเรียนขั้นสูง หรือบทเรียนที่สูงขึ้น จะช่วยให้พวกเขาเก่งขึ้นได้

4. พ่อแม่ที่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นช่วงเวลาทองที่ควรค่าแก่การปลูกฝังในทุก ๆ ครอบครัว เพราะในช่วงปฐมวัยเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นช่วงที่มนุษย์เรามีความสามารถในการพัฒนาสมองและทักษะทุกด้านกว่า 80% ของชีวิต

“นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้กล่าวบนเวทีเสวนาภายในงานมหกรรมการอ่านแห่งชาติ มหัศจรรย์การอ่านเพื่อเด็กปฐมวัยในภูมิภาค ปี 2561 “เทศกาลลิขสิทธิ์และเนื้อหาสำหรับสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 2 (International Children’s Content Rights Fair: ICCRF)” ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ว่า การอ่านนิทานให้ลูกฟังเป็นกิจกรรมที่ทุกบ้านสามารถทำได้ ขอแค่มีหนังสือนิทาน มีผู้ปกครองคอยเล่าให้ฟัง แม้จะไม่ได้อ่านสนุกหรือตลกมากก็เกิดประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กอย่างมหาศาล ความจริงแล้วผู้ปกครองจะเลือกอ่านให้เด็กฟังในช่วงเวลาไหน ตอนไหนก็ได้ แต่โดยส่วนตัวตนจะสนับสนุนให้อ่านนิทานก่อนนอน เพราะอยากให้ผู้ปกครองใช้เวลาส่งลูกเข้านอนหากิจกรรมทำร่วมกัน ถือเป็นเวลาคุณภาพ (Quality Time) ในช่วง 20.30 น. ไม่เกิน 21.00 น. ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที หากเทียบกับกิจกรรมอื่น ๆ ถือว่าใช้เวลาน้อยมาก หากทำติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 3 ปี จะเกิดประโยชน์มากมาย ทั้งเด็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาด รักการอ่าน เป็นเด็กดี เชื่อฟัง ที่สำคัญเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของสมองส่วนหน้า และเป็นเหมือนข้อบังคับของบ้านว่าไม่ว่าผู้ปกครองจะทำงานหรือมีกิจกรรมอะไร อย่างน้อยในหนึ่งวันจะต้องส่งลูกเข้านอนและมีเวลาคุณภาพร่วมกัน”

การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง นอกจากลูกจะได้ทักษะทางสังคม ยังทำให้ลูกมีพัฒนาการด้านภาษา ทักษะการพัฒนาสมองส่วนหน้า (EF) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาความฉลาดทางเชาว์ปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือให้ลูกฟังแล้วใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้น อย่าลืมหาเวลาในการอ่านหนังสือกับลูกกันดีกว่าค่ะ

5. พ่อแม่ที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิเคราะห์

การคิดเชิงวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญต่อการพัฒนาความฉลาดทางเชาว์ปัญญา (IQ) การเตรียมพร้อมให้ลูกรู้จัก คิด วิเคราะห์ แยกแยะ จะเป็นประโยชน์ต่อลูก เมื่อลูกต้องไปเผชิญกับสังคมภายนอก เพราะปัญหา สิ่งท้าทาย และข้อมูลต่าง ๆ จากสังคมภายนอกนั้น ไม่เหมือนการเรียนอยู่ในห้องเรียน หากลูกรู้จักคิดเชิงวิเคราะห์ ลูกจะสามารถตั้งคำถามกับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือได้ หรือจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าปัญหาเหล่านี้ ควรได้รับการแก้ไขอย่างไร เป็นต้น มีวิธีการส่งเสริมการคิดเชิงวิเคราะห์ให้กับลูกแบบง่าย ๆ คือ เมื่อเจอเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม ให้คุณพ่อคุณแม่ลองตั้งคำถามกับลูกว่ามีความคิดเห็นอย่างไร หรือลองให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องง่าย ๆ ภายในครอบครัว นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักตั้งคำถามกับผู้ใหญ่เมื่อมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ด้วยคำถามว่าทำไม สิ่งใด และอย่างไร นอกจากนี้ยังควร กระตุ้นให้พวกเขาเข้าใจมุมมองที่แตกต่างจากตนด้วย

เด็กอัจฉริยะ
เด็กอัจฉริยะ

นอกจาก 5 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรทำ เพื่อให้ลูกเป็น เด็กฉลาด-หัวไวแล้ว ทีมแม่ ABK ขอนำแนวทางในการเสริมสร้างความฉลาดให้ลูก ผ่านกิจวัตรประจำวัน จากกรมสุขภาพจิต ดังนี้

3 กิจกรรมในชีวิตประจำวัน ที่พ่อแม่ควรเสริมสร้าง เพื่อให้ลูกมีความฉลาดทางสติปัญญา

แนวทางการเสริมสร้างความฉลาดให้ลูกโดยพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู สามารถทำได้โดยผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือใช้อุปกรณ์ที่หาได้ในบ้าน ใช้เวลาคุณภาพสร้างความผูกพัน เพื่อให้ลูกได้เติบโตทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา ดังนี้

  1. การสอนลูกให้มีวินัย

วินัย เป็นบันไดขั้นแรกในการสร้างความฉลาดของ โดยเริ่มต้นจากการที่ลูกสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงของครอบครัว อยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียนได้ พ่อแม่สามารถสร้างวินัยให้ลูกด้วยกิจกรรมการฝึกสมาธิผ่านกิจกรรมการอ่านหนังสือ วาดรูป-ระบายสี เล่นกีฬา เป็นต้น พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีในการฝึกระเบียบวินัยให้กับลูก เช่น การวางรองเท้าให้เป็นระเบียบ ไม่เปิดทีวีระหว่างการกินข้าว

2. การสอนลูกให้เก่งคิด คณิตศาสตร์

สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านกิจกรรมและอุปกรณ์ในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  • ฝึกสังเกต โดยใช้ประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย) ในการเรียนรู้ผ่านสิ่งที่เขาพบเห็นทุกวัน
  • ฝึกแบ่งประเภทสิ่งของที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน
  • สอนการเปรียบเทียบ เช่น เล็กกว่า ใหญ่กว่า ยาวกว่า เป็นต้น
  • ฝึกการจัดลำดับสิ่งของตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป ตามความยาว ความสูง เช่น จากยาวสุดไปสั้นสุด เป็นต้น
  • ฝึกให้ลูกหาความยาว ความสูง หรือน้ำหนักของของเล่นหรือของใช้
  • สอนนับจำนวน เช่น นับจำนวนอวัยวะในร่างกาย นับสมาชิกในบ้าน นับผลไม้ เป็นต้น
  • สอนเรื่องรูปทรงและขนาด โดยใช้สิ่งของในบ้านที่ลูกสามารถมองเห็นได้ เริ่มจากรูปทรงพื้นฐาน สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม เป็นต้น

3. การสอนลูกให้เก่งอ่าน-เขียนไทย

การอ่านมีส่วนช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของลูก ถ้าลูกได้เรียนรู้ภาษจากพ่อแม่โดยตรง ลูกจะสามารถเชื่อมโยงความหมายของเสียงกับภาพคำศัพท์ได้ดีกว่าเรียนจากเทปหรือวีดีโอ เช่น

  • สอนลูกเรียนรู้การจัดคู่ระหว่างรูปร่างและตัวอักษร
  • การบอกเสียงสัมผัส เล่นเกมกับลูกโดยให้บอกคำที่มีเสียงเหมือนกัน หรือชักชวนให้ร้องเพลงง่ายๆ ที่ลูกสามารถร้องได้
  • สอนให้ลูกจดจำตัวอักษรและเสียงของตัวอักษร
  • สอนวิธีการอ่านหนังสือต้องเริ่มจากซ้ายไปขวาและบนลงล่าง
  • การฝึกเขียนตัวอักษรและคำต่างๆ จะช่วยให้ลูกซึมซับการอ่านได้ดีขึ้น โดยเลือกใช้ดินสอที่เหมาะกับมือของลูก
  • สอนวิธีการใช้หนังสือว่าต้องเปิดจากขวาไปซ้าย ขณะอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งคำถามเพื่อให้ลูกมีส่วนร่วม หรือหลังการอ่านให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือที่ได้อ่าน
  • ฝึกลูกให้ฟังเรื่องเล่าต่างๆ เป็นการช่วยให้ลูกมีประสบการณ์เกี่ยวกับภาษามากขึ้น จะทำให้ลูกเรียนรู้การอ่านได้ง่ายขึ้น

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาความสามารถทางสติปัญญา (IQ) ที่พ่อแม่ควรทำนั้น ไม่จำเป็นต้องไปสอนลูกให้เก่งทางด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ความสามารถทางสติปัญญานั้นไม่ได้มีเพียงความสามารถด้านวิชาการ แต่เป็นความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ไว มีความจำดี รู้จักวิเคราะห์ รู้จักการใช้ชีวิตอย่างมีสติได้ต่างหาก

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โทรศัพท์มือถืออันตราย กับลูกน้อยจริงหรือไม่?

7 เทคนิคสร้าง IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดของลูกที่เพิ่มพูนได้

ทดสอบไอคิวลูก แบบง่ายๆ ด้วย Gesell drawing test ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 2-12 ขวบ

10 ข้อ เลี้ยงลูกให้ฉลาด วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.theladders.com, กรมสุขภาพจิต สถาบันราชานุกูล, กรมสุขภาพจิต, สสส.

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบฝึกหัดอนุบาล

ฟรี! แบบฝึกหัดอนุบาล วาดเส้นพื้นฐานต่าง ๆ ฝึกกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง ก่อนเริ่มเขียนหนังสือ

การฝึกทักษะพัฒนากล้ามเนื้อมือให้ลูกน้อยในวัยก่อนเรียนหรือในช่วงวัยอนุบาล นับเป็นการปูพื้นฐานเบื้องต้นที่สำคัญของการเขียนได้ดีในขั้นต่อไป คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกมีพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กที่แข็งแรงและคุ้นเคยกับการหัดจับดินสอได้จากการลองทำ แบบฝึกหัดอนุบาล ฝึกลีลามือจากการหัดวาดเส้นพื้นฐานสำหรับเด็กทั้งเส้นแนวตั้ง แนวนอน เส้นหยัก เส้นโค้ง รูปวงกลม เพื่อพัฒนาการกล้ามเนื้อ และการประสานทำงานระหว่างตากับมือ จากภาพเหล่านี้ได้เลยค่า

30 แบบฝึกหัดอนุบาล วาดเส้นพื้นฐานต่าง ๆ
ฝึกกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง ก่อนเริ่มเขียนหนังสือ

แบบที่ 1 วาดวงกลม

เริ่มจากการให้เจ้าตัวเล็กจับดินสอลากเส้นโค้งไปเรื่อย ๆ จนกว่าเส้นจะมาบรรจบกัน ให้ลูกได้ลองหัดวาดวงกลมขนาดต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เมื่อปล่อยให้วงกลมอย่างอิสระแล้ว ก็ลองให้วาดวงกลมตามรอยประ เพื่อเข้าใจรูปทรงของวงกลมมากขึ้นกันค่ะ

circle

circle

circle

circle handwriting practice

 

แบบที่ 2 วาดเส้นตรง

ฝึกลากเส้นตรงจากบนลงล่าง จากนั้นอาจจะเปลี่ยนให้เป็นการลากด้านล่างขึ้นข้างบน วาดขนานกันไปเรื่อย ๆ เมื่อลูกฝึกคล่องแล้ว อาจให้ลูกลองเพิ่มสกิลโดยวาดเส้นเฉียงจากซ้ายไปขวา และขวาไปซ้ายแทนกันค่ะ

 

 

Tracing straight lines

Tracing straight lines

Tracing straight lines

Tracing straight lines

แบบที่ 3 วาดเส้นนอน

เริ่มจากการวาดเส้นตรงจากด้านซ้ายไปด้านขวา จากนั้นอาจให้ลูกได้เปลี่ยนมาวาดเส้นจากซ้ายไปขวาดแทน หัดวาดไปเรื่อย ๆ จนเห็นเป็นเส้นตรงมากขึ้น

tracing lines

tracing lines

 

แบบที่ 4 วาดเส้นซิกแซก

เริ่มจากวาดเส้นเฉียงขึ้นและลงขยับไปเรื่อย ๆ

zigzag-lines

zigzag-lines

zigzag-lines

แบบที่ 5 วาดเส้นโค้งหรือเส้นคลื่น

เริ่มจากการเส้นโค้งไปเรื่อย ๆ จากนั้นลองให้ลูกเปลี่ยนมาวาดลากเส้นโค้งขึ้นและลงอย่างช้า ๆ โดยไม่พักมือให้เกิดเป็นเส้นคลื่นกันค่ะ

Tracing lines for kids and toddlers

Tracing lines for kids and toddlers

Tracing lines for kids and toddlers

Tracing lines for kids and toddlers

เมื่อเจ้าตัวเล็กได้ลองหัดวาดเส้นพื้นฐานจนคล่องแล้ว ลองให้เด็ก ๆ ได้ลองวาดรูปทรงต่าง ๆ อย่าง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หรือหัดวาดเส้นอื่น ๆ ได้จากแบบฝึดหัดเหล่านี้กันเลยค่ะ

Ellipse, rectangle, triangle

Trace line worksheet for kids

handwriting worksheet for preschool kids

Tracing lines activity

Handwriting practice sheet

Basic writing

Basic writing

Basic writing

Basic writing

Handwriting practice sheet

Handwriting practice sheet

Handwriting practice sheet

Handwriting practice sheet

เด็กในช่วงวัยอนุบาลจะมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กภายในมือที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการควบคุมการหยิบจับในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น เช่น การแต่งตัว แปรงฟัน หวีผม ผูกเชือกรองเท้า รวมถึงการจับดินสอในการเขียน วาดรูป เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะนี้ช่วยสร้างความแข็งแรงและความคล่องแคล่วให้นิ้วมือ และมีความมั่นใจที่จะใช้มือจับดินสอบังคับข้อมือและนิ้วและรู้ทิศทางนำไปสู่การเขียนได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อมือให้สัมพันธ์กับตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมที่ช่วยฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กของเจ้าตัวเล็กได้อย่างเหมาะสม อาทิเช่น

  • วาดภาพระบายสี ฝึกให้ลูกใช้กล้ามเนื้อมือในการควบคุมดินสอลากเส้นไปตามเส้นพื้นฐาน ลากเส้นต่อจุด หรือระบายสีให้สวยงามตามจินตนาการ หากฝึกให้ลูกทำบ่อย ๆ นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ส่งเสริมการเสริมพัฒนาการสมองและอารมณ์ที่ดีแล้ว จะช่วยทำให้ลูกมีความพร้อมทางด้านการเขียน ช่วยให้เขียนหนังสือได้ดียิ่งขึ้นในลำดับต่อไปด้วย
  • ฝึกทำแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดสำหรับอนุบาลจะช่วยฝึกลีลามือ และบูรณาการให้เด็กได้เรียนรู้การคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหาจากโจทย์ในแบบฝึกหัด โดยให้ลูกเริ่มต้นทำจากง่าย ๆ แล้วค่อยเพิ่มระดับความยากขึ้นตามวัยที่เหมาะสม
  • ปั้นดิน ปั้นแป้งโดว์ นอกจากลูกจะสนุกกับการปั้นนู้นปั้นนี่ตามจินตนาการแล้ว การปั้นยังเป็นการช่วยฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงขึ้น รวมไปถึงการทำงานประสานกันของมือและตา และยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาสมอง มีกระบวนการคิดเกี่ยวกับรูปทรงและขนาด รวมไปถึงการวางแผนแนวทางการปั้นให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ อีกด้วย
  • พับกระดาษ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการจับพับกระดาษเป็นรูปทรงที่จะพับ อีกทั้งยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิและอารมณ์ได้เป็นอย่างดีด้วย
  • ต่อบล็อค การหยิบจับบล็อคแต่ละชิ้นช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเสริมจินตนาการความคิดในการออกแบบรูปร่างต่าง ๆ และได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาและฝึกสมาธิควบคู่กันไปได้อีกด้วย
  • ทำงานบ้านง่าย ๆ ลูกในวัยอนุบาลสามารถช่วยงานบ้านคุณพ่อคุณ เช่น รดน้ำต้นไม้ เช็ดโต๊ะ หนีบผ้า ฯลฯ การช่วยหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ นอกจากจะเป็นการช่วยฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อมือแล้ว ยังช่วยให้ลูกมีความภาคภูมิใจ รู้สึกมีคุณค่าในการช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้อีกด้วย
  • ฝึกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ติดกระดุม กินข้าว จัดเตรียมกระเป๋านักเรียน ฯลฯ ก็เป็นส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการกล้ามเนื้อมือได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคนอาจจะเร็วช้าแตกต่างกัน สำหรับการวาดเส้นพื้นฐานหรือรูปทรงต่าง ๆ ในเด็กอนุบาลหรือวัย 4 ขวบ แม้จะเริ่มต้นหยิบจับดินสอได้ดี แต่การลากเส้นอาจจะยังไม่ตรง ไม่สวย โย้ไปเย้มาบ้าง แต่ก็มีความเข้าใจความหมายของการวาดเส้นตามเส้นปะรวมไปถึงวาดรูปทรงต่าง ๆ ได้ ซึ่งเมื่อลูกสามารถทำได้ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด คุณพ่อคุณแม่ควรพูดเสริมในทางบวกให้คำชมเชย ให้กำลังใจ คอยให้คำแนะนำและช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ เพื่อให้ลูกได้สนุกและพัฒนาการเขียนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้นะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids, www.youngciety.comwww.trueplookpanya.com

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก

รวมแบบฝึกหัดอนุบาล กว่า 60 แบบฝึก

แจกฟรี!! ไฟล์ภาพ แบบฝึกหัดจับคู่ และการจัดกลุ่ม สำหรับลูกวัยอนุบาล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ ปวดหลัง

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ ปวดหลัง ช่วยแม่ท้องลดอาการปวดหลังอย่างไร?

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ ปวดหลัง เป็นหนึ่งในอาการที่บ่งบอกได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ และเป็นปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนท้อง โดยมักจะมีอาการปวดหรือเจ็บบริเวณบั้นเอวสะโพกและหลังบริเวณล่าง และอาจมีอาการตะคริวร่วมด้วย ยิ่งเข้าไตรมาสที่สองและในระยะใกล้คลอดมักจะมีอาการปวดชัดเจนยิ่งขึ้น สาเหตุเป็นเพราะอะไร และช่วยลดอาการปวดหลังให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อย่างไรดี

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ ปวดหลัง

สัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์ในคุณแม่แต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป มีว่าที่คุณแม่จำนวนไม่น้อยที่อาจไม่รู้ตัวว่าตั้งท้อง เนื่องจากการรู้ตัวว่าท้องหรือไม่ในช่วงระยะแรก หรือประมาณ 1 สัปดาห์ที่เริ่มตั้งครรภ์อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากสังเกตก็จะพบว่าร่างกายมีอาการบางอย่างที่ผิดปกติไป อย่างเช่น ประจำเดือนไม่มา รู้สึกตัวเองอ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย บางรายมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หรือแม้กระทั่งกลายเป็นคนอารมณ์ขี้เหวี่ยงโดยไม่รู้ตัว อาการดังกล่าวนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกได้ว่าจะได้เป็นว่าที่คุณแม่ รวมถึงอาการ “ปวดหลัง” ที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ด้วย

ทำไมแม่ท้องต้องปวดหลัง

ปัญหา “ปวดหลัง” อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แทบทุกคน ซึ่งถือว่าเป็นอาการปกติ และสามารถมีอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งตั้งแต่เริ่มท้องไปตลอดการตั้งครรภ์ หรืออาจเกิดขึ้นในช่วงของอายุครรภ์ที่มากขึ้น หรือเป็นช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ อาทิเช่น

  • ฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะฮอร์โมนรีแลกซิน (Relaxin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากรังไข่ มีผลในการกระตุ้นการคลายตัวเอ็นที่ยึดกระดูกเชิงกราน ทำให้ข้อต่อและเอ็นต่างๆเกิดการยืดหรือหลวม ซึ่งส่งผลต่ออาการปวดหลังได้
  • ความเครียดในขณะตั้งครรภ์ ที่ทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายเกิดการตึงตัว มีผลต่ออาการปวดหลังได้ด้วย
  • น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ที่มากขึ้น หน้าท้องที่ขยายออกเพราะการเติบโตของทารกในครรภ์ ทำให้เกิดการถ่วงของครรภ์ที่อยู่ด้านหน้า ร่างกายจึงต้องแอ่นหลังมากกว่าปกติเพื่อให้คงความสมดุลของกระดูกสันหลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้อชุดหลังจึงมีการหดเกร็ง เกิดแรงกดตรงข้อกระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนส่งผลให้แม่ท้องมีอาการปวดหลัง
  • มีการขยายตัวของกล้ามเนื้อส่วนกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับทารกน้อยที่มีการเจริญเติบโตขึ้นภายในร่างกายของคุณแม่ โดยเฉพาะในช่วงที่อายุครรภ์มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อส่วนกลางของลำตัวเกิดการแยกตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • พฤติกรรมและท่าทางต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ไม่ว่าจะเป็นการยืน นั่ง ลุก หรือเดิน รวมทั้งการนอนราบด้วยหากทำผิดหรือไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงที่คุณแม่มีหน้าท้องใหญ่มากขึ้น ก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลังได้ เช่น การโน้มตัวก้มลงหยิบสิ่งของ หรือเอี้ยวตัว การเดินตัวแอ่นไปข้างหลังเพื่อพยุงตัว การยกของหนัก เป็นต้น
  • เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง แม่ท้องบางรายอาจมีอาการปวดหลังขึ้นได้อีก เนื่องจากทารกในครรภ์จะดึงแคลเซียมจากกระแสเลือดของคุณแม่ไปใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เป็นเหตุให้เกิดการกร่อนของกระดูก นำมาซึ่งอาการปวดหลังได้

อาการคนท้องระยะแรก ปวดหลัง

10 วิธีลดอาการปวดหลังของแม่ตั้งครรภ์

อาการปวดหลังของแม่ท้องแต่ละคนมากหรือน้อยไม่เท่ากัน ซึ่งจะมีอาการปวดบริเวณบั้นเอวสะโพกและหลังบริเวณล่าง อาจรวมไปถึงอาการปวดสะโพก ปวดกระดูกเชิงกราน และปวดร้าวไปที่กระดูกก้นกบด้วย แม้จะมีอาการปวดหลังขึ้นขณะตั้งครรภ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มีวิธีช่วยลดและบรรเทาอาการปวดหลังของแม่ท้องได้

1.ควบคุมน้ำหนัก ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่อาจมีความอยากอาหารมากขึ้น จึงทำให้เผลอตามใจปาก ซึ่งก็จะไปส่งผลกระทบต่อน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นและปัญหาสุขภาพในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ตามเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวและครรภ์ใหญ่เกินไปจนเกิดการถ่วงจนกระดูกสันหลังแอ่น ที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลังได้ ถ้าหากว่าในขณะตั้งครรภ์รู้สึกว่าตัวเองหิวบ่อยขึ้น คุณแม่ท้องอาจจะแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อ ทั้งมื้อหลักที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ และมื้อว่างที่อาจจะเป็นผลไม้ โยเกิร์ต ธัญพืชอบแห้ง ฯลฯ ในปริมาณที่พอดี และดื่มน้ำเพื่อช่วยให้คลายหิวได้โดยเฉพาะในช่วงดึก

2.ปรับท่านอน การนอนหงายหรือท่าราบจะส่งผลให้ปวดหลังได้ คุณแม่ท้องควรปรับท่าให้เป็นนอนตะแคง และมีหมอนข้างที่มีความแข็งและหนาสำหรับหนุนระหว่างเข่า เพื่อช่วยให้น้ำหนักตัวและครรภ์ถูกถ่ายลงไปยังหมอนข้าง ช่วยคลายอาการเกร็งกล้ามเนื้อหลัง เป็นการลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อหลังได้มากขึ้น หรือใช้หมอนหนุนครรภ์ที่ออกแบบมาสำหรับคนท้องหนุนรองไว้ใต้ครรภ์ เพื่อให้สรีระของคุณแม่นอนอยู่ในท่าที่ถูกต้อง รวมทั้งการนอนบนเตียงที่ไม่อ่อนยวบจนเกินไป และขณะลุกจากที่นอนควรใช้มือทั้งสองข้างพยุงตัวแล้วดันท้องขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดอาการเกร็งตรงกล้ามเนื้อหลัง และป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลัง

4.หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง การใส่รองเท้าส้นสูงส่งผลทำให้กล้ามเนื้อส่วนล่างเกร็งมากเกินไป จนนำไปสู่อาการปวดหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องแบกรับน้ำหนัก นอกจากการใส่รองเท้าส้นสูงจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพแล้ว อาจเสี่ยงอันตรายต่อคุณแม่จากการเดินสะดุดล้ม เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่จะส่งผลทำให้ตัวเองและลูกน้อยในครรภ์บาดเจ็บได้

5.หลีกเลี่ยงการยืนนาน ๆ แม่ท้องที่ต้องยืนนาน ๆ อาจมีอาการปวดหลังได้สูง เนื่องจากน้ำหนักครรภ์ที่ถ่วงบริเวณด้านหน้า ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนักมากกว่าปกติ ซึ่งถ้ายืนนาน ๆ จะทำให้มีกล้ามเนื้อล้าได้ เมื่อแม่ท้องต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานานควรหยุดนั่งพัก และสลับพักขาโดยยกเท้าสูงเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

6.หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การยกของหนักจะยิ่งทำให้ร่างกายที่มีน้ำหนักตัวมากอยู่แล้วต้องทำงานหนักมากขึ้นอีก ทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณหลังและหน้าท้องเกิดอาการเกร็ง หากคุณแม่ท้องจำเป็นต้องยกจริง ๆ ควรใช้ท่ายกของให้ถูกวิธีเพื่อที่จะไม่ส่งผลกระทบต่ออาการปวดหลัง โดยยืนแยกเท้าออกเท่าช่วงสะโพก เฉียงปลายเท้าออกเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ย่อเข่าลงและหย่อนตัวลงตรง ๆ พยายามให้น้ำหนักตัวอยู่ตรงกลางและบริเวณสะโพก ใช้กำลังจากแขนและไหล่ยกของ และใช้ต้นขาทั้งสองดันตัวเพื่อพยุงตัวขึ้น โดยไม่ใช้แรงหลังเด็ดขาด ห้ามก้มแล้วยกโดยเด็ดขาด

7.หลีกเลี่ยงการนั่งหลังงอ นั่งไขว่ห้าง แม่ท้องที่มีอาการปวดหลังควรนั่งในท่าที่ถูกต้อง หลังตรง เอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อยและควรหาเก้าอี้เตี้ย ๆ มารองรับเท้า รวมถึงไม่ควรนั่งนาน และควรได้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ

8.ออกกำลังกายสำหรับคนท้อง การออกกำลังอย่างพอดีและต่อเนื่องเป็นประจำเป็นวิธีช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลังได้ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยยืดหยุ่นและสมรรถนะของกล้ามเนื้อต่าง ๆ โดยกีฬาที่เหมาะสมสำหรับคนท้อง เช่น ออกกำลังกายในน้ำ โยคะคนท้อง ว่ายน้ำ เดินเบา ๆ ฯลฯ แถมยังช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพดีแข็งแรงระหว่างตั้งครรภ์ และยังช่วยให้คลอดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

9.ใส่กางเกงช่วยพยุงครรภ์ การใช้กางเกงพยุงครรภ์ช่วยในการแบกรับหน้าท้องที่ยืดขยายออกในช่วงอายุครรภ์ที่มากขึ้น เป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณแม่ไม่ต้องแบกรับน้ำหนักหน้าท้องมากเกินไป ป้องกันอาการปวดหลังที่เกิดขึ้น

10.การประคบร้อนหรือประคบเย็น เมื่อมีอาการปวดหลังคุณแม่อาจใช้การประคบเย็นด้วยน้ำแข็ง หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อน ใช้แผ่นเจลร้อนประคบหลัง มาประคบร้อนก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ทั้งนี้อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นกับแม่ท้องบางรายอาจมีอาการปวดธรรมดาสามารถทนได้ แต่หากมีอาการปวดรุนแรงมากจนทนไม่ไหว รวมถึงอาการปวดร้าวไปถึงก้น ปวดร้าวลงขาอย่างรุนแรง ปวดไปถึงน่อง นิ้วมือ นิ้วเท้า หรือมีอาการเหมือนกล้ามเนื้ออ่อนแรง คุณแม่ควรไปปรึกษาแพทย์หรือสูตินารีแพทย์ที่ฝากครรภ์เพื่อตรวจเช็กอาการ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเด็ดขาดเพราะยาบางประเภทอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ ที่สำคัญคือการดูแลตัวเองในขณะตั้งครรภ์เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ที่จะช่วยลดภาวะอาการปวดหลังที่อาจเกิดขึ้นได้.

ชมคลิปเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นคุณแม่มือใหม่ ในคลิปรายการ รู้ทันโรคกับหมอศิริราช ตอน คุณแม่มือใหม่ตั้งครรภ์ จาก ผศ. นพ. มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นารีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.samitivejhospitals.comwww.sanook.com

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก

ปวดหลัง หลังคลอด ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ปล่อยไว้เสี่ยงอัมพาต

ปวดหลัง อาการยอดฮิตที่แม่ท้องต้องรับมือ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก

บอกละเอียด! ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก 1 คน ตั้งแต่คลอด-เรียนจบ ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก มีลูก 1 คน ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่? ค่าใช้จ่ายสำหรับลูก ตั้งแต่แรกเกิด – ป.ตรี กว่าลูกจะโต..พ่อแม่ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มาดูกัน!

รู้หรือยัง? ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก 1 คน  ต้องใช้เงินเท่าไหร่?

“มีลูกหนึ่งคน จนไปสิบปี” เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินคำกล่าวนี้ ซึ่งคู่รักบางคู่ถึงกลับผวา และคิดว่าขออยู่ด้วยกันแบบไม่มีลูกดีกว่า เพราะแม้ว่าการตั้งครรภ์มีลูกน้อยเป็นโซ่ทองคล้องใจจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็มีหลายบ้านที่ต้องปวดหัวกับตัวเลขในบัญชีที่ติดลบ หรือสถานะการเงินที่ไม่มั่นคง เพราะไม่ได้เตรียมเงินส่วนนี้ไว้ล่วงหน้า ดังนั้นเพื่อไม่ให้คำกล่าวข้างต้นเป็นจริง หรือน่าหวาดกลัว ทีมแม่ ABK มีข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก มีลูก 1 คน ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่? ตั้งแต่การตั้งครรภ์ ไปจนคลอดและส่งลูกเรยนจบปริญญาตรี พ่อแม่จะต้องออมเงินกันไว้ใช้กันที่บาท และจะวางแผนการเงินอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ

ค่าใช้จ่ายฝากครรภ์ ค่าใช้จ่ายเตรียมคลอด

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก อันดับแรกเมื่อคุณเห็น 2 ขีดแดงขึ้นบนที่ตรวจครรภ์เมื่อไร ก็ให้เตรียมตัวเสียเงินได้เลย เพราะเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ทุกคนจำเป็นต้องไปหาคุณหมอและฝากครรภ์โดยเร็วที่สุด

สำหรับค่าฝากครรภ์ มีเรตราคาแตกต่างกันไป ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลก็จะถูกกว่า แต่ไม่สะดวกสบาย เพราะต้องตื่นแต่เช้าไปรอคิว ส่วนเอกชนนั้นราคาก็สูงขึ้นตามความสะดวกสบายเช่นกัน รวมถึงคลินิกพิเศษด้วย นอกจากนี้บางคนอาจมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าปกติ เพราะมีปัจจัยเรื่องสุขภาพหรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการตรวจมากเป็นพิเศษ

เมื่อคุณแม่ฝากครรภ์ คุณหมอจะนัดตรวจครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 9 – 12 ครั้ง (บางคนอาจมากหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับสุขภาพของแม่และลูก) ซึ่งแต่ละครั้งก็มีค่าตรวจของแพทย์ ค่าอัลตร้าซาวด์ ค่าวัคซีน ค่าตรวจเลือด เจาะน้ำคร่ำ ตรวจพิเศษอื่น ๆ เป็นต้น

โรงพยาบาลรัฐบาล

  • ค่าฝากครรภ์ครั้งแรก (รวมค่าตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ค่าแพทย์ฯลฯ) ประมาณ 1,500 บาท
  • ค่าตรวจครรภ์ ครั้งละประมาณ 80 – 300 บาท
  • ค่ายาตลอดการตั้งครรภ์ ประมาณ 1,000 บาท
  • ค่าอัลตร้าซาวด์ ราคา ครั้งละประมาณ 500 บาท
  • ค่าวัคซีน ประมาณ 200 บาท

*หมายเหตุ ราคาข้างต้นเป็นราคาโดยประมาณเท่านั้น และยังไม่รวม ค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ กรณีที่คุณแม่มีภาวะเสี่ยงต่างๆ

โรงพยาบาลเอกชน

ส่วนมากจะเป็นแพ็คเกจเหมาจ่าย โดยครอบคลุมการตรวจทั้งหมด และแบ่งชำระเป็นงวด ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโรงพยาบาล บางแห่งรวมการฝากครรภ์ไว้กับแพ็คเกจคลอดด้วยก็มีส่วนค่าใช้จ่ายนั้นเริ่มต้นที่ 20,000 – 50,000++ บาท

*หมายเหตุ ราคาข้างต้นเป็นราคาโดยประมาณเท่านั้น และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ กรณีที่คุณแม่มีภาวะเสี่ยงต่างๆ ค่าคลอด

 

สำหรับค่าคลอด ราคาแตกต่างกันไปตามลักษณะโรงพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่าโรงพยาบาลรัฐบาลราคาย่อมถูกกว่าเอกชน  รวมไปถึงรูปแบบการคลอดด้วย หากคลอดธรรมชาติราคาก็จะถูกกว่าการผ่าตัดคลอด เพราะการผ่าคลอดมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า อีกทั้งคุณแม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานกว่า ค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มเป็นเงาตามตัว

สำหรับโรงพยาบาลรัฐบาล

    • ค่าคลอดประมาณ 5,000 – 10,000 บาท
    • กรณีคลอดธรรมชาติ หากผ่าคลอดราคาจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 25,000 บาท ราคานี้รวมค่าห้องแล้ว โดยราคาห้องมีตั้งแต่ 500 – 3,000 บาท สำหรับจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาล หากคลอดธรรมชาติจะนอนโรงพยาบาลประมาณ 2 – 3 วัน หากผ่าคลอดประมาณ 4 – 5 วัน

ส่วนโรงพยาบาลเอกชน

    • กรณีคลอดธรรมชาติราคาประมาณ 30,000 – 50,000 บาท
    • กรณีผ่าตัดคลอดราคาประมาณ 60,000 – 100,000 บาท (ส่วนมากจะรวมค่าห้องแล้วในแพ็คเกจ) หากคลอดธรรมชาติจะนอนโรงพยาบาลประมาณ 2 – 3 วัน หากผ่าคลอดประมาณ 4 – 5 วันเช่นกัน

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก หลังคลอด

หลังจากคลอดแล้ว จะมี ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก หรือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้งค่าเสื้อผ้าลูก รวมถึงค่าข้าวของเครื่องใช้ของเด็กและผู้ใหญ่อีกจุกจิกจิปาถะ ซึ่งหลายคนมักจะลืมเผื่อเงินไว้ ทำให้ช็อตกันได้ง่าย ๆ ยิ่งคุณแม่ต้องลาคลอดหยุดงานไป 3 เดือน รายได้ยิ่งหดหายกันไปใหญ่ หรือบางครอบครัวลูกมีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถกินนมแม่ได้ต้องใช้นมพิเศษอีกแต่ถึงแม้รายได้ประจำของคุณแม่จะหายไป แต่คุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนของประกันสังคมจะได้รับค่าชดเชยจากการหยุดงานร้อยละ 50 เป็นเวลา 90 วัน (ฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท) นอกจากนี้ยังได้ เงินค่าสงเคราะห์บุตรอีกเดือนละ 600 บาทต่อบุตรหนึ่งคนไปจนลูกอายุ 6 ขวบเลย

แต่มีข้อแม้ว่าต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนภายในระยะเวลา 36 เดือนก่อนบุตรคลอดและใช้สิทธิค่าสงเคราะห์บุตรได้ไม่เกิน 3 คน ซึ่งหากใครลืมใช้สิทธิ ทางสำนักประกันสังคมก็จะโอนเงินค่าสงเคราะห์บุตรย้อนหลังให้รวมไม่เกิน 1 ปี

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก

ทั้งนี้เมื่อผ่านพ้นระยะตั้งครรภ์ จนกระทั่งคลอดมาแล้ว เมื่อลูกโตขึ้น ก็มีอีกหนึ่งเรื่อง ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก  ตามมา นั่นก็คือเรื่องการเรียนการศึกษาของลูก ซึ่งพ่อแม่ทุกคนก็อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก ด้วยคาดหวังว่าการศึกษาที่ดีจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกได้ในอนาคต

สำหรับเรื่องนี้ คุณปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ นักวางแผนการลงทุน ได้แจกแจงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ไว้ในนิตยสาร Amarin Baby & Kids เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้ตั้งรับถูกและเข้าใจตรงกัน โดยได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาล เอกชน(สองภาษา) และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเมื่อคำนวณหาราคากลาง แยกเป็นค่าใช้จ่าย ปัจจุบันและค่าใช้จ่ายที่ถูกปรับค่าด้วยอัตราเงินเฟ้อ 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยสมมุติว่าวันนี้ลูกมีอายุ 1 ปี ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก  เรื่องการศึกษา จึงได้ออกมาตามตารางด้านล่างนี้

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก

และถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกได้มีประสบการณ์ และเพิ่มทักษะทางภาษาผ่านโครงการ AFS, EF, Work & Travel หรือแม้กระทั่งไปเรียนซัมเมอร์ (4 สัปดาห์ในประเทศอังกฤษ) ในช่วงปิดเทอม ประเมินค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไว้ดังนี้ (ไม่ได้นำเงินเฟ้อมาคำนวณด้วยเนื่องจากมีปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมาเกี่ยวข้อง)

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก

ในส่วนของ ค่าเรียนพิเศษ ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์เสริมพัฒนาการต่าง ๆ นั้น แบ่งออกได้ดังนี้

  • โรงเรียนกวดวิชาในระดับปานกลางและระดับสูง (เริ่มต้นตั้งแต่อนุบาล – ม.6) มีค่าเรียนเฉลี่ยต่อปี 7,000 และ 20,000 บาท ตามลำดับ
  • โรงเรียนกวดวิชาระดับสูงมาก (เริ่มต้นตั้งแต่อนุบาล – ปริญญาตรีชั้นปีที่ 4) มีค่าเรียนเฉลี่ยปีละ 60,000 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายพวกอุปกรณ์เสริมพัฒนาการและอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ค่อนข้างหลากหลายและประเมินยาก แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถดูรายละเอียดด้านล่างเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนได้

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก

*หมายเหตุ ข้อมูล ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก  ในการศึกษาข้างต้น: สำหรับเอกชน / นานาชาติ ใช้ข้อมูลเฉลี่ยจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ส่วนรัฐบาลจะประมาณการรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเรียน (รวมส่วนของนโยบายเรียนฟรีไปด้วย) การปรับค่าด้วยอัตราเงินเฟ้อ: ใช้อัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยมีสมมุติฐานว่าวันนี้ ลูกมีอายุ 1 ปี เก็บข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559

สรุป ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก จากอนุบาล – ปริญญาตรีต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไร

เด็กไทยเริ่มเข้าเรียนหนังสือโดยเฉลี่ยตั้งแต่อายุ 3 – 23 ปี ระยะเวลาเรียน คือ

  • อนุบาล 3 ปี
  • ประถมศึกษา 6 ปี
  • มัธยมศึกษา 6 ปี
  • ปริญญาตรี 4 ปี

ดังนั้น เด็ก 1 คนจึงใช้ระยะเวลาเรียนทั้งสิ้น 19 ปี (ยังไม่นับการเรียนเตรียมอนุบาล ปริญญาโท และปริญญาเอก)

 

ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก

รวม ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก สำหรับการศึกษาเล่าเรียนต่อเด็ก 1 คน ตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี ทั้งสิ้น

  • หากเรียนโรงเรียนรัฐบาล 240,000 – 360,000 บาท
  • หากเรียนโรงเรียนเอกชน 1,200,000 – 1,800,000 บาท
  • หากเรียนโรงเรียนนานาชาติ 4,300,000 – 6,500,000 บาท
  • หากเรียนโรงเรียนต่างประเทศ 10,000,000 – 15,000,000 บาท

(ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น ค่าเรียนพิเศษ ค่าเรียนเสริมทักษะค่าอุปกรณ์ และอื่น ๆ)

อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่อง ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก หากจะมีลูกสัก 1 คน ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงคลอดนั้นต้องมีในบัญชีอย่างน้อยเท่าไร รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่เราอาจลืมคิดไป เช่น ค่ารถ ค่าน้ำมันจากบ้านมาโรงพยาบาลค่าข้าวของเครื่องใช้สำหรับการตั้งครรภ์และหลังคลอด เป็นต้น และค่าการศึกษาที่ดีของลูกน้อยที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ควรวางแผนการเงินและลงมือออมเสียตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานนะคะ เพราะการมีลูก 1 คน นอกจากให้ความรักความอบอุ่นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้เงินเลี้ยงดูเขาตั้งแต่วันแรกที่อยู่ในท้องไปจนเขาเรียนจบเลยละค่ะ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ครอบครัวมีปัญหา อย่าลืมวางแผนการเงินกันด้วยนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมแม่ ABK

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่างได้เลยค่า ⇓

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน จริงเหรอ? แค่มีข้าวให้กินก็พอเหรอ แม่ๆ คิดว่าไง

6 เทคนิคการเลี้ยงลูก ให้ได้ดี เป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่! (ฉบับฮาร์วาร์ด)

หมอเตือน! ทัศนคติของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูกที่ควรระวัง

รวม ตารางการเลี้ยงลูก ครบทั้งการกิน-นอน และพัฒนาการเติบโตของร่างกาย

ติ๊กบิ๊กบราเธอร์

ติ๊กบิ๊กบราเธอร์ ติดหนี้พนันออนไลน์ จากกรณีนี้เราจะสอนลูกยังไงให้โตไปไม่เล่นพนัน

ติ๊กบิ๊กบราเธอร์ เผยสาเหตุการหย่าร้าง เพราะติดหนี้พนันออนไลน์ เปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ยอมรับผิดติดหนี้บาคาร่า

ติ๊กบิ๊กบราเธอร์ ยอมรับติดหนี้พนันออนไลน์

จากปมการหย่าร้างของ หนุ่ม-ศรราม เทพพิทักษ์ กับอดีตภรรยา ติ๊ก-กนิษฐรินทร์ เทพพิทักษ์ สู่การเปิดเผยความจริง ในรายการโหนกระแส โดยติ๊กบิ๊กบราเธอร์ ได้ยอมรับอย่างหมดเปลือกว่า สาเหตุของการหย่าร้างนั้นมาจากการติดหนี้พนันออนไลน์ของเธอเอง ส่วนเงินที่ถูกถอนออกจากบัญชี 4 แสนบาท จนหนุ่ม-ศรราม ต้องไปแจ้งความ ก็มีข่าวลือว่าต้องถอนแจ้งความ เพราะกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นภาพภรรยาเป็นผู้กดเงิน

“วันที่เขารู้สึกว่าบัตรมันหาย เงินมันถูกถอนออกไป เขากลับมาบ้าน หนูบอกว่า อยู่กับหนูนะ หนูเป็นคนเอามาเอง พี่หนุ่มเหมือนรับทราบ หลังจากนั้นก็เป็นข่าวค่ะ พี่เขาก็มีสิทธิ์แจ้งความค่ะ มันเป็นเงินของเขานะคะ แต่ถ้าพี่หนุ่ม (กรรชัย) ถามว่า หนูเคยบอกเขาก่อนไหม หนูก็ชี้แจงว่าหนูเคยพูด” ติ๊กยอมรับและเล่าต่อว่า เราก็เคลียร์กันด้วยพื้นฐานของความรัก พี่หนุ่มก็บอกว่า มีอะไรให้พูดกับเขาตรงๆ ทุกเรื่อง ทุกอย่าง ได้ไหม หนูบอก โอเค ได้ เราเลยเกิดการปรับความเข้าใจกันแล้ว ไม่ทำอีกนะแบบนี้ ถ้ามีอะไรที่ต้องใช้จ่ายก็ขอให้บอกพี่มาทุกอย่าง โดยเงินสด 4 แสนบาท ใช้หนี้ 2 แสน อีก 2 แสน นำไปใช้หนี้พนันออนไลน์ เพราะตอนนั้นพยายามหาเงินมาหมุน เอาตรงไหนก็ได้ที่จะเอาไปให้เจ้าหนี้ ก็เลยเข้าไปเล่นพนันออนไลน์

ส่วนสาเหตุที่ หนุ่ม-ศรราม หย่าและให้ออกจากบ้าน เพราะมารู้ทีหลังว่าโกหกเรื่องเงิน พร้อมทั้งทำใจไม่ได้ที่ต้องมีเจ้าหนี้มาเคาะประตูหน้าบ้านเพื่อทวงเงิน โดยเฉพาะเวลาที่หนุ่มไม่อยู่ ที่บ้านมีแค่ผู้หญิงอยู่กัน 2 คน แม่กับลูก กลัวจะได้รับอันตราย

ด้านหนุ่ม-ศรราม ได้ให้ข้อมูลที่รายการ “เอป๊อบ ทูเดย์” อมรินทร์ทีวี ช่อง34 เล่าถึงเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ติ๊กพูดเปิดใจในรายการมีบางอย่างจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ยืนยันจะไม่มีการออกมาให้สัมภาษณ์อย่างแน่นอน เพราะอยากให้เรื่องจบแค่ตรงนี้ หากติ๊กตั้งใจทำงานทำการ เป็นคนใหม่ มีชีวิตที่ดีขึ้น ตนก็จะโอเคเพราะเขาคือแม่ของลูก อยากให้เขามาดูแลลูก แต่หากเป็นในตอนนี้ ดูแล้วคงจะไม่พร้อมจริง ๆ

“ในส่วนของสภาพจิตใจ มองว่าคงไม่มีใครสนุกกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ต่างคนต่างเสียใจ โดยส่วนตัวตนเป็นคนทุ่มเทให้กับทุกเรื่อง หลัก ๆ ก็คือครอบครัว ยิ่งมีวีจิ ยิ่งทุ่มเทมากขึ้น เงินทองทั้งหมดก็ทุ่มไปกับบ้าน ดูแลติ๊ก และวีจิ สำหรับแผนชีวิตหลังจากนี้ แน่นอนที่สุดคือการเลี้ยงดูวีจิ ซึ่งตอนนี้มีพี่เลี้ยงดูแลเรียบร้อย และอยากให้ติ๊กปรับปรุงตัว และมีชีวิตที่ดีขึ้น เผื่อวันหนึ่งจะได้กลับมาดูลูกได้” คุณพ่อศรรามกล่าว

เหตุการณ์นี้ ทุกฝ่ายต่างก็รู้สึกเสียใจ เพราะทั้งคู่มีโซ่ทองคล้องใจอย่างน้องวีจิ วัยขวบกว่าที่กำลังน่ารักน่าชัง แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าไปต่อ และขอให้เรื่องนี้จบอย่างสวยงามที่สุด สำหรับเรื่องนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งคือเสาหลักของบ้าน สามารถที่จะเลี้ยงดูลูกไม่ให้โตไปเล่นการพนัน โดยพ่อแม่ผู้ปกครองต้องสอนลูกเสียแต่ยังเล็ก

สอนลูกอย่างไรให้โตไปไม่เล่นการพนัน

ปัจจุบันมีการพนันหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หวยหรือลอตเตอรี พนันออนไลน์ พนันบอล หรือพนันบาคาร่า การพนันที่ทำให้คุณติ๊ก บิ๊กบราเธอร์ ติดหนี้หลักแสน สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ จึงต้องปลูกฝังลูกไม่ให้เล่นการพนันเสียแต่ยังเล็ก เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา

ในทางจิตเวชศาสตร์ เรียกการติดอะไรสักอย่างว่า Dependence การติดการพนันจะค่อย ๆ ผลาญเงินผู้เล่น จนไม่มีจ่าย ติดหนี้ ส่งผลต่อความเครียด เกิดเป็นซึมเศร้า และอาจลงเอยถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งจากการฆ่าตัวตาย หรือถูกฆ่า

นายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดัง เคยยกตัวอย่างการติดการพนันว่าเกิดจาก 3 เรื่อง

  1. การได้รับแบบอย่างที่ไม่ดีมาจากครอบครัวหรือผู้เลี้ยงดู เช่น พ่อแม่ที่ติดการพนัน
  2. การจัดการกับการติดทั้งหลายของคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการฝึกเยาวชนให้เป็นคนมีระเบียบวินัย สามารถที่จะควบคุมตนเองให้ไม่ไปหลงงมงายหรือมัวเมาอยู่กับอบายมุข
  3. อยู่ในสภาพแวดล้อม หรืออยู่ในสังคมที่แย่

คำแนะนำในการเลี้ยงลูก แนวทางป้องกันไม่ให้ติดการพนัน

  • พ่อแม่เป็นต้นแบบในการไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ไม่เล่นหวย ไม่แสดงออกให้ลูกเห็นว่า การพนันเป็นสิ่งทั่วไปที่ใคร ๆ ก็เล่นกัน เพราะถ้าลูกคุ้นเคยกับการพนันแล้ว ก็จะเข้าใจว่า การเสี่ยงดวงเป็นเรื่องปกติ เช่น พ่อแม่ที่ชอบเล่นหวยหรือซื้อลอตเตอรี ลูกก็จะรู้สึกว่า การเสี่ยงดวงเป็นเรื่องสนุก เพราะพ่อแม่ก็ซื้อเป็นประจำ
  • สถาบันครอบครัว ต้องดูแลเอาใจใส่ลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะครอบครัวเป็นเกราะป้องกันให้เยาวชน ซึ่งท่าทีของพ่อแม่ผู้ปกครองต้องแสดงให้เห็นว่าการพนันเป็นเรื่องไม่ดี หากลูกรู้เรื่องแล้ว อาจจะสอนด้วยการยกกรณีการติดพนันจนเกิดเรื่องร้ายแรงมาเล่าให้ลูกฟัง
  • ทำกิจกรรมร่วมกับลูก ลองหากิจกรรมระหว่างพ่อแม่ลูกในทางสร้างสรรค์ทำร่วมกัน หรือแม้แต่การออกกำลังกาย เพื่อให้เด็กสนใจในเรื่องที่มีประโยชน์
  • หมั่นคุยกับลูกให้บ่อย ๆ เหมือนสังเกตเห็นว่าลูกมีปัญหา ความเครียด หรือวิตกกังวล จะได้กล้าเล่าให้พ่อแม่ฟัง และหากลูกมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดพนัน จะได้ช่วยกันแก้ไขอย่างทันท่วงที
  • ฝึกให้ลูกมีกฎระเบียบ แยกแยะผิดถูก การสอนลูกเรื่องกฎระเบียบ เติบโตไปลูกก็จะรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ มีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต
  • สอนลูกเรื่องการใช้เงิน คนเรามักจะติดการพนัน เพราะชื่นชอบในความเสี่ยง หรือมองเห็นลู่ทางการได้เงินที่รวดเร็ว หารู้ไม่ว่า มันเป็นเพียงเรื่องลวงหลอกให้คนตกเป็นเหยื่อการพนัน พ่อแม่จึงควรสอนให้ลูกรู้จักใช้เงิน เก็บออมตั้งแต่ยังเล็ก พร้อมกับสอนเรื่องการทำงานถึงจะได้เงิน เด็กจะได้เรียนรู้และเข้าใจว่า หากเก็บออมเงินและทำงานจะมีเงินใช้ได้อย่างพอเพียง โดยไม่ต้องหวังพึ่งการพนัน

พ่อแม่เป็นสถาบันหลักที่จะช่วยชี้ชะตาลูกได้ อย่าลังเลที่จะรีบสอนลูกเรื่องการใช้เงินเสียแต่ยังเล็ก พร้อมกับเรื่องการพนันที่ลูกจะต้องเรียนรู้ว่า หากเข้าสู่วงจรนี้ ชีวิตจะแย่เพียงใด

อ้างอิงข้อมูล : amarintv.com, mgronline.com และภาพ facebook.com/paivan01

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 
อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

How to สอนลูกให้มีระเบียบวินัย ต้องไม่ตี ไม่ขู่ ไม่เกิดผลเสียในระยะยาว

แม่ขอแชร์ 8 ไอเดีย วิธีประหยัดเงิน ในกระเป๋า ช่วย save cost สู้วิกฤติในยามนี้