นมกล่อง UHT

นมดีปี 2020 แนะนำนมสารอาหารครบในกล่องเดียว เสริมสร้างลูกน้อยสายตาดี สมองไว

การเสริมสร้างโภชนาการที่ดีสำหรับลูกน้อยวัย 1 ปีขึ้นไปนั้น นอกจากอาหาร 3 มื้อที่มีโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่แล้ว ควรให้ลูกดื่มนมวันละ 2-3 กล่อง เพื่อเติมเต็มโภชนาการที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ซึ่งนมกล่อง UHT รสจืดนั้นมีให้เลือกมากมายในท้องตลาดค่ะ แต่จะเลือกอย่างไร ให้ลูกได้พัฒนาการที่ดีจาก นมกล่อง UHT

เพราะนมกล่อง UHT ทุกวันนี้ไม่ได้มีดีแค่แคลเซียม เราไม่ได้ให้ลูกกินนมเยอะๆ เพื่อให้ตัวสูงเท่านั้น แต่สารอาหารในนมกล่องยังมีประโยชน์ต่อพัฒนาการที่สำคัญในด้านต่างๆ อีกด้วย

ดัชมิลล์ เจ็นไอ UHT MILK AWARD 2020

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้ “ดัชมิลล์ เจ็นไอ” เป็น นมกล่อง UHT ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice UHT MILK AWARD จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอรีวิว นม UHT ดัชมิลล์ เจ็นไอ เจ้าของรางวัล UHT MILK AWARD 2020 สาขา Editor’s Choice นมกล่องนี้มีดีอย่างไร สำหรับเด็กเจ็นนี้

นมดัชมิลล์ เจ็นไอ Dutch Mill GENi รสจืด ปริมาตรสุทธิ 180 มล. ชูจุดเด่นอยู่ที่ เน้นการบำรุงสายตาและสมองของลูกน้อย เพราะการมองเห็นของลูก คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการใช้สมอง คิด วิเคราะห์ จดจำ หรือตอบโต้ กับสิ่งที่เห็น นมดัชมิลล์ เจ็นไอ จึงให้ความสำคัญกับ 5 สารอาหารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสายตาและสมอง เป็นพิเศษ ได้แก่

  • ลูทีนธรรมชาติ จากผงกีวี่สกัด ช่วยปกป้องจอประสาทตาจากรังสียูวี แสงแดด และแสงสีฟ้าจากจอภาพ
  • วิตามิน A สูง บำรุงจอประสาทตา ช่วยในการมองเห็น และการรับรู้สี
  • โอเมก้า 3-6-9 กรดไขมันจำเป็นช่วยในการเสริมสร้างเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยมีโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันดีช่วยในการทำงานของระบบประสาทตา และสมองโดยตรง
  • วิตามิน B12 สูง ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยสร้างสารสื่อประสาทในสมองและความจำ
  • ไอโอดีนสูง ช่วยในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง

นมดัขมิลล์ เจ็นไอ

สำหรับเด็กยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเทคโนโลยี เรื่องสายตาเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานคู่กันไปกับสมอง การมองเห็นที่ดีช่วยพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก นมที่มีสารอาหารบำรุงสายตาและสมองจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่

เราพูดถึงประโยชน์ที่จะได้จาก นมกล่อง UHT ดัชมิลล์ เจ็นไอ กันไปแล้ว มาพูดถึงรสชาติกันบ้าง โดยนายแบบวัยกำลังโตของเรา ยกนิ้วให้ บอกว่า อร่อยดี หอม มันนิดๆ สรุปว่า ผ่านค่ะ เด็กชอบ

นมดัชมิลล์ เจ็นไอ รางวัล UHT MILK AWARD 2020

และไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่ชอบ จากที่ทีมบรรณาธิการ ได้คัดสรรและทดลองชิมนมหลากหลายกล่องก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า รสชาติดี กลมกล่อม ดื่มง่ายจริงๆค่ะ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทางเว็บไซต์  Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ ดัชมิลล์ เจ็นไอ ได้รับรางวัล UHT MILK AWARD สาขา Editor’s Choice จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และโปรโมชั่นดีๆ ของนมดัชมิลล์ เจ็นไอ สามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/genifamilyclub/

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นิสัยพ่อแม่ที่เป็น อุปสรรค ทำร้ายสมองลูก

5 นิสัยพ่อแม่ที่เป็น อุปสรรค ทำร้ายสมองลูก!

ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมีติดตัว แต่คุณกำลังเป็น อุปสรรค ที่ทำลายโอกาสฝึกฝนของลูกอยู่หรือเปล่า มาสำรวจนิสัยของเราและแก้ไขก่อนสายไป

5 นิสัยพ่อแม่ที่เป็น อุปสรรค ทำร้ายสมองลูก!

ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง การที่เรามีความคิดที่ยืดหยุ่น รับมือกับการเปลี่ยนแปลง และสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้จึงเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับคนในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นแนวคิดที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า นอกจากการมีชีวิตที่มั่นคง ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ ยังไม่พอ หากเราต้องการเห็นลูกของเรามีความสุข เราต้องเพิ่มทักษะดังกล่าวแก่เขา

ทำความรู้จักกับความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความคิดในมุมมองใหม่ แนวทางใหม่ ทัศนคติใหม่ ๆ ที่สามารถคิดเชื่อมโยงหาทางออกหลายทาง เป็นความคิดที่หลากหลาย แสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และนอกกรอบ คัดสรรหาแนวทางใหม่ ๆ และพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ความคิดสร้างสรรค์ คือ การรวบรวมข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นสิ่งใหม่
ความคิดสร้างสรรค์ คือ การรวบรวมข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นสิ่งใหม่

Creative Thinking หรือ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นทักษะความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ และขยายขอบเขตความคิดใหม่ ๆ ออกไปจากกรอบความคิดเดิมในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเราจะเรียกว่าเป็นความคิดเชิงสร้างสรรค์ได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ

  • New original ความคิดนั้นต้องไม่เคยมีมาก่อน แม้จะแตกแขนงมาจากสิ่งเก่า แต่ก็ต้องเป็นการแตกออกมาสู่ประเด็นใหม่ไม่เหมือนรูปแบบเดิมที่มีมา
  • Workable สามารถใช้การได้ ใช้ประโยชน์ได้จริง สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้ หากไม่ได้คงเป็นเพียงความคิดเพ้อฝัน
  • Appropriate ความเหมาะสม แม้จะเป็นความคิดใหม่แต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง เหมาะสมด้วย

วิธีการคิดแบบสร้างสรรค์มี 6 ขั้นตอน ดังนี้

    1. แสวงหาข้อบกพร่อง (Mess Finding)
    2. รวบรวมข้อมูล(Data Finding)
    3. มองปัญหาทุกด้าน(Problem Finding)
    4. แสวงหาความคิดที่หลากหลาย(Idea Finding)
    5. หาคำตอบที่รอบด้าน (Solution Finding)
    6. หาข้อสรุปที่เหมาะสม (Acceptance Finding)

จากความหมายที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การที่คน ๆ หนึ่งจะมีทักษะในการคิดเชิงสร้างสรรค์ได้ จะต้องได้รับการฝึกฝน ฝึกคิดอยู่เสมอ ไม่ได้ได้มาด้วยการท่องจำ หรือจำ ๆ และทำต่อ ๆ กันมา ซึ่งฟังแล้วอาจดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่แท้จริงแล้วเพียงแค่พ่อแม่รู้จักสร้างโอกาส ไม่ปิดกั้น เราก็สามารถมอบทักษะชีวิตที่ดีให้ลูกได้แล้ว แต่จะทำเช่นไรละ วันนี้ ทีมแม่ ABK ได้สรรหาแนวทางมาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่มุ่งมั่นเพื่อลูกน้อยที่นี่แล้ว มาเริ่มกันเลย

5 นิสัยของพ่อแม่ที่เป็นอุปสรรคกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูก

ก่อนอื่นเรามาสำรวจตัวเองกันก่อนว่า เราเป็นพ่อแม่ที่มีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่ พฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคในการคิดสร้างสรรค์ของลูกน้อย เพราะพ่อแม่คือผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาของลูกในทุก ๆ ด้านรวมถึงความคิดอ่านด้วย

พ่อแม่นักห้าม

หรือลักษณะนิสัยของพ่อแม่ประเภทนี้เรียกได้อีกอย่างว่า เป็นพ่อแม่ที่ปกป้องลูกมากเกินไป นั่นเอง คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจเคยชินกับความคิดที่ว่าลูกยังเด็ก เชื่อว่าการคิดว่าลูกยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่า การคิดแบบนี้เป็นการปิดกั้นความคิดของลูก เพราะเมื่อเราเห็นเขาเป็นเด็ก เรามักจะไม่เชื่อในความสามารถของลูก ไม่มั่นใจในการตัดสินใจของเขา ไม่คิดว่าลูกจะต้องเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก จึงเท่ากับเป็นนิสัยที่พ่อแม่อย่างเราที่คิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นการทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่กลับกลายเป็นการทำร้าย ปิดทางไม่ให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ไปเสียหมด

พ่อแม่จอมห้าม อุปสรรค ความคิดสร้างสรรค์
พ่อแม่จอมห้าม อุปสรรค ความคิดสร้างสรรค์

พ่อแม่จอมบ่น

เข้าใจว่าการสั่งสอนลูกคงต้องใช้การพูดบอก แต่บางครั้งถ้ามากเกินไปอาจทำให้ลูกรู้สึกว่าการสอนนั้นเป็นการบ่นไปเสียได้ โดยเฉพาะกับลูกที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นด้วยแล้ว การสอนของคุณพ่อคุณแม่ควรต้องปรับเปลี่ยนแนวทางจากเดิมเล็กน้อย เหมือนดั่งที่นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้ให้แนวทางไว้ในการปฎิสัมพันธ์กับลูกวัยรุ่นนั้นว่า “พูดให้น้อย สั้น ๆ ตรงประเด็น แล้วทำบ้านให้น่าอยู่”

เมื่อเราจะสอนให้ลูกคิดเป็น คิดสร้างสรรค์ พ่อแม่ก็ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลอง ได้คิด และถอยออกมาเป็นโค้ชแทน เพราะการเรียนรู้ใด ๆ ก็ไม่ดีเท่าการลงมือทำมิใช่หรือ

พ่อแม่เจ้าระเบียบ

สิ่งขัดขวางความคิดสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งเลย คือ การต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากจนเกินไป เมื่อพ่อแม่วางกรอบล้อมรอบตัวลูกจนเขาไม่สามารถออกนอกกรอบได้ ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน กฏเกณฑ์ที่เคร่งครัด และข้อจำกัดมากมายจะเป็นตัวขัดขวางการรวบรวมข้อมูล และความคิดที่จะนำข้อมูลมาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสิ่งอื่น ๆ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของการเกิดความคิดเชิงสร้างสรรค์

พ่อแม่ช่างตำหนิ

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี คำกล่าวนี้คงใช้ไม่ได้กับการฝึกฝนทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ให้ลูก การทำลายความมั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ของลูกนั้น ไม่ว่าจะเป็นการค้าน การตัดกำลังใจ หรือคำตำหนิแบบใดก็ตาม นอกจากจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจแล้ว ยังทำให้ลูกไม่กล้าทำอะไรเพราะยิ่งเราลงโทษ หรือตำหนิเมื่อลูกได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ก็จะทำให้เขาขาดความกล้าที่จะทดลองทำ ไม่เพียงแต่การตำหนิโดยตรง การพูดคุยกล่าวถึงลูกในเชิงไม่ชื่นชมต่อหน้าผู้อื่นให้ลูกได้ยิน ก็เปรียบเสมือนการทำลายความมั่นใจของลูกเช่นกัน ซึ่งนับเป็นอุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งไม่ได้ลองทำความคิดเชิงสร้างสรรค์ก็จะค่อยๆ  หายไป

กฎระเบียบที่มากเกิน อุปสรรค ต่อความคิดสร้างสรรค์ลูก
กฎระเบียบที่มากเกิน อุปสรรค ต่อความคิดสร้างสรรค์ลูก

พ่อแม่จอมชี้นำ

การแก้ปัญหา การเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้นั้น หนทางมิได้มีเพียงหนทางเดียวเสมอไป การที่พ่อแม่คอยแต่จะชี้นำให้ลูกเดินตามทางที่ตนคิด หรือชี้นำแนวทางให้ลูกเลือกคำตอบที่ตนเองคิดว่าถูกต้องแล้วนั้น คืออุปสรรคในการขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของลูก เพราะการมัวแต่ย้ำว่าคำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวนั้น ทำให้ลูกเข้าใจว่าได้รับคำตอบที่ถูกต้องแล้ว ก็จะไม่คิดถึงหนทางอื่นที่มันก็สามารถพาเราไปถึงที่หมายได้เช่นกัน ทำให้ลูกขาดแรงกระตุ้นที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ไปเสีย

มาสร้างบุคลิกภาพของคนมีความคิดสร้างสรรค์แก่ลูกกันเถอะ

กิลฟอร์ด Joy Paul Guilford เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่สร้างทฤษฎีที่รู้จักกันดีสำหรับการศึกษาด้านไซโครเมทริกซ์ของมนุษย์เกี่ยวกับความฉลาดของมนุษย์ ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ว่า จะต้องมีความฉับไวที่จะรู้ปัญหา และมองเห็นปัญหา มีความว่องไว และสามารถจะเปลี่ยนความคิดใหม่ ๆ ได้ง่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งของชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วง จึงจะทำให้ชีวิตสามารถดำเนินไปได้อย่างมีความสุข ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยปกติแล้วคนทั่วไปมักเลือกวิธีการที่จะเลี่ยงปัญหามากกว่าการเผชิญปัญหา ซึ่งถ้าคนเรารู้จักที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็จะมีชีวิตที่สนุกสนานร่าเริง และมีความสุขมากยิ่งขึ้น

แบบฝึกฝนพัฒนาทัศนคติและนิสัยนักคิดสร้างสรรค์

  1. อย่าคิดแง่ลบ ให้คิดแง่บวก เพราะความคิดแง่บวกจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยพ่อแม่อาจเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะช่วยให้ลูกฝึกการคิดในแง่บวก เพราะลูกมักเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่
  2. อย่าทำ เพราะเป็นการทำตามกันมา หรือแบบพวกมากลากไป จงเชื่อมั่นในตนเอง กล้าเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง หากลูกแสดงออก หรือมีความคิดเห็นที่แย้ง แตกต่างขึ้นมา พ่อแม่ไม่ควรว่ากล่าว แต่ควรหยุดรับฟังความคิดของเขา และไม่ยัดเยียดความคิดของตนเอง และส่วนรวมให้ลูกคิดตาม แต่ช่วยกันคิดว่าแล้วเราจะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นต้น
  3. อย่าปิดกั้นตนเอง ต้องเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้เกิดมุมมองที่แตกต่าง และต่อยอดไปสู่ความคิดใหม่ ๆ ในบางครั้งเมื่อลูกเกิดแนวคิดที่แตกต่างจากพ่อแม่ เพื่อน หรือคนหมู่มาก ก็อาจทำให้เขารู้สึกผิด แปลกแยก ไม่กล้าที่จะแย้งจนปิดกั้นตนเองบ่อย ๆ เข้าก็จะกลายเป็นความเคยชิน กลายเป็นเด็กที่คอยแต่ทำตามคำสั่ง ไม่มีความคิดเป็นของตนเองไปเสีย
  4. อย่ารักสบาย การทำตามรูปแบบเดิม ย่อมสบายและง่ายกว่าการลองทำสิ่งใหม่ คิดค้นหนทางที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนเป็นแน่ บอกให้ลูกเข้าใจว่าการริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ อาจไม่ได้สำเร็จในครั้งแรก และหนทางที่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่เอง ไม่มีต้นแบบเดิมก็ไม่ได้สบาย หรือง่ายดาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจอย่างแน่นอน
  5. อย่ากลัว การฝึกตนเองให้เป็นคนท้าทายตนเอง คิดสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ สอนลูกว่าหากสามารถผ่านพ้นไปได้ก็จะช่วยลดความกลัวในครั้งต่อไปได้

    คอยให้กำลังใจลูกในการฝึกฝนความคิด
    คอยให้กำลังใจลูกในการฝึกฝนความคิด
  6. อย่าหมดกำลังใจ เวลาที่เห็นลูกเริ่มท้อ และลังเลที่จะก้าวเดินต่อไป พ่อแม่ควรช่วยประคับประคองจิตใจ ทำให้ลูกรับรู้ได้ว่ายังมีเราที่คอยให้กำลังใจเขาอยู่เสมอไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม
  7. อย่าท้อใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด สอนลูกให้แยกแยะปัญหา และเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น นำความผิดพลาดนั้นมาต่อยอดมิให้เกิดซ้ำ และไม่ล้มเลิกกลางคัน เพราะจะเป็นแผลที่ทำให้เขากลัวการลองคิดในสิ่งใหม่
  8. อย่าละทิ้งความคิดนั้น ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หรือยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้ ก็ควรสอนลูกให้รู้จักการประเมินผลระหว่างทางด้วยว่าควรไปต่อ หรือพักไว้ก่อน สอนให้เขาเข้าใจว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เราอาจต้องจำเป็นทำก่อน การล้มเลิกไม่ได้หมายความว่าล้มเหลวเสมอไป เราสามารถชี้ให้ลูกเห็นถึงความรู้ที่เราได้เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางนั้นก็มีค่ามากพอแล้ว
  9. อย่ากลัวที่เผยแพร่ผลงาน ในบางครั้งความคิดใหม่ ๆ มักจะแหวกแนว อาจจะทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจ รู้สึกว่าไม่เห็นเหมือนใครเขาเลย จนทำให้เก็บความคิดนั้นไว้กับตัว ไม่กล้าเปิดเผย พ่อแม่ต้องเป็นผู้ผลักดันความมั่นใจให้แก่ลูก ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรม ก็มาจากความแหวกแนวนั่นเอง

เพราะสมบัติใด ๆ ก็ไม่สำคัญเท่าการสร้างทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของลูกได้อย่างดี มีความสุขให้แก่เขาเป็นแน่แท้ พ่อแม่อย่างเราคงหมดห่วงหากลูกสามารถคิดเป็น แก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ และสนุกกับชีวิต พร้อมเรียนรู้คิดพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ได้ดั่งใจต้องการ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนเป็นพ่อแม่ ดังนั้นอย่าลืมหมั่นสำรวจนิสัยของเราเองว่า มีข้อไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของลูกหรือไม่ ยังไม่สายที่เราจะปรับเปลี่ยน และพร้อมเดินไปด้วยกันกับลูกให้เขาก้าวเข้าสู่ผลสำเร็จอย่างมีความสุข และมั่นใจกันเถอะ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก imdesign-studio.com/parentsone.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิธีเลี้ยงลูก ให้มีอนาคตดี แม้ “เรียนไม่เก่ง”

วิจัยเผยข้อดี! ลูกติดตุ๊กตา ติดผ้าเน่า มีผลต่อพัฒนาการทั้งร่างกายและจิตใจ

ตรวจ วัดไอคิว ตัวช่วยเสริมศักยภาพในการเรียนรู้ของลูก

วิธีการ พัฒนาทักษะ “การแก้ปัญหา” อย่างเป็นขั้นตอน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน ทำกิจกรรมปิดเทอม สนุกกันทั้งวันไม่มีเบื่อ

ในช่วงวันหยุดปิดเทอม วันว่าง หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ การพาลูกไปทำกิจกรรมสนุก ๆ นอกจากจะได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มเติมความสนุกในวันหยุดอีกด้วย Amarin Baby & Kids จึงได้คัดเลือกกิจกรรมดี ๆ มาให้ พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน เปิดประสบการณ์นอกห้องเรียน

พบความสนุกและความรู้ใหม่ ๆ ในกิจกรรม พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน ทั้งพิพิธภัณฑ์เสริมความรู้ กิจกรรมสนุก ๆ ที่ช่วยให้ลูกได้เพิ่มเติมทักษะใหม่ ๆ ทั้งยังเพลิดเพลินกับประสบการณ์แปลกใหม่ เที่ยวได้ไม่รู้เบื่อ

ตารางกิจกรรมเดือน “พฤศจิกายน 2563” @พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว อพวช.

วันที่จัดกิจกรรม : ตลอดเดือนพฤศจิกายน

เติมเต็มความรู้นอกห้องเรียนไปกับกิจกรรมสนุก ๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การสื่อสาร เทคโนโลยี และวิทยาการคำนวณ พร้อมพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มีรายละเอียดกิจกรรมดังนี้

  • 1 ชั่วโมงต่อรอบ (วันอังคาร-วันอาทิตย์) : ท่องโลกแห่งพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมสอดแทรกสาระความรู้ และกิจกรรมเสริมตรรกะสนุก ๆ
  • 1 ชั่วโมงต่อรอบ (วันอังคาร-วันอาทิตย์) : เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมที่จะพัฒนากระบวนการคิด และเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ มีทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่
    – The City of Code (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 4 – 7 ปี)
    – The Mission of Code (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 7 ปีขึ้นไป)
    – Kids Can Code (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 10 ปีขึ้นไป)
  • ‍ 1 ชั่วโมงต่อรอบ (วันอังคาร-วันอาทิตย์ แล้วแต่กิจกรรม) : สนุกไปกับภารกิจควบคุมหุ่นยนต์ เรียนรู้การเขียนโปรแกรมอย่างง่าย
    พร้อมพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา มีทั้งหมด 5 เรื่องได้แก่
    – WeDo 2.0 Pulling (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 7 ปีขึ้นไป)
    – Power Car (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 8 ปีขึ้นไป)
    – กิจกรรม EV3 Motor (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 10 ปีขึ้นไป)
    – EV3 Ultrasonic (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 10 ปีขึ้นไป)
    – EV3 Follow Line (เหมาะกับน้อง ๆ อายุ 10 ปีขึ้นไป)
  • & (วันเสาร์-วันอาทิตย์) : กิจกรรมฟรี! ที่จะพาไปเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับของการสื่อสารและเทคโนโลยีต่าง ๆ พร้อมฝึกทักษะ ผ่านการลงมือทำ
  • S (วันอังคาร-วันอาทิตย์) : การแสดงทางวิทยาศาสตร์ที่จะพาไปหาคำตอบในเรื่อง
    ไอที ๆ กับโชว์เรื่อง “IT มีคำตอบ”

ดููรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนจองได้ที่เว็บไซต์ www.nsm.or.th

*หมายเหตุ : เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 19 – 22 พฤศจิกายน 2563 กรุณาตรวจสอบวันเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง*

 

กิจกรรมเดือน “พฤศจิกายน 2563” @พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 “จตุจักร”

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว พิพิธภัณฑ์เด็กจตุจักร

วันที่จัดกิจกรรม : ตลอดเดือนพฤศจิกายน

เสริมสร้างความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนานของเด็ก ๆ ทั้งยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ สามารถนำไปต่อยอดองค์ความรู้ที่มีอยู่ และปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ละกิจกรรมแบ่งตามช่วงอายุ ได้แก่

  • ตำลายดอกไม้ : โซนอาคารจักรวาล
  • ศิลปะภาพเงา : โซน Art Studio
  • Paper Bagbook : โซนห้องสมุดสร้างสรรค์
  • Color Dancing : โซนวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์
  • Banoffee : โซนครัวไทยวัยจิ๋ว
  • ไก่กระต๊าก : โซนสโมสรนักประดิษฐ์
  • จานจากใบตอง : โซนวัฒนธรรมอาเซียน
  • หุ่นนิ้วมือ : โซนละครโรงเล็ก
  • วงล้อวันเกิด : นันทนาการ

ดููรายละเอียดเพิ่มเติม พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 “จตุจักร”

*หมายเหตุ : เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2563 จึงงดให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 19 – 22 พฤศจิกายน 2563 และจะเปิดให้บริการตามปกติในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563*

 

กิจกรรมพฤศจิกายน 2563 @ศูนย์การเรียนรู้สำหรับครอบครัว พิพิธภัณฑ์เด็กแห่งที่2 ทุ่งครุ

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว พิพิธภัณฑ์เด็กทุ่งครุ

วันที่จัดกิจกรรม : ตลอดเดือนพฤศจิกายน

กิจกรรมดี ๆ เข้าใช้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทุกกิจกรรม ได้แก่

  • สันทนาการ : Animals ด๊อกแด๊ก
  • หัตถกรรม : พัดสาน
  • ห้องสมุด : ลูกบอลเล่าเรื่อง
  • คหกรรม : วุ้นแฟนซี
  • ศิลปะสร้างสรรค์ : ช่วงเวลาของแสงและเงา รำลึกถึงพ่อหลวงรัชกาลที่ 9
  • วิทยาศาสตร์ : ประดิษฐ์เครื่องบินจากฟิวเจอร์บอร์ด
  • ศิลปะการแสดง : หนังตะลุงจิ๋ว
  • ภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย : หุ่นปลาดุ๊กดิ๊ก
  • สิ่งประดิษฐ์ DIY : กรอบรูป DIY

ดููรายละเอียดเพิ่มเติม ศูนย์การเรียนรู้สำหรับครอบครัว พิพิธภัณฑ์เด็กแห่งที่2 ทุ่งครุ

*หมายเหตุ : เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2563 จึงงดให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 19 – 22 พฤศจิกายน 2563 และจะเปิดให้บริการตามปกติในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563*

 

15 จังหวัด 10 เขต กทม. เที่ยวชมฟรี @สวนนงนุชพัทยา

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว สวนนงนุช

วันที่จัดกิจกรรม : ตลอดเดือนพฤศจิกายน

สวนนงนุชพัทยา 1 ใน 10 สวนสวยที่สุดในโลก เปิดให้เที่ยวชมฟรีในเดือนพฤศจิกายน 2563 15 จังหวัด โดยให้ชาวใต้ 14 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดชุมพร ,ระนอง ,สุราษฎร์ธานี ,พังงา ,นครศรีธรรมราช ,กระบี่, ภูเก็ต ,ตรัง, พัทลุง, สงขลา ,สตูล, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และภาคตะวันออกอีก 1 จังหวัด คือระยอง และอีก 10 เขตของกรุงเทพมหานคร คือเขตจอมทอง ,ทุ่งครุ ,ราษฎร์บูรณะ ,บางขุนเทียน ,บางบอน ,สะพานสูง ,สวนหลวง ,ประเวศ, พระโขนง และบางนา

เที่ยวชมสวนลอยฟ้าที่เเปลกเเละใหม่ที่สุดในโลก ชมไดโนเสาร์ ภาพวาดจากหิน นั่งรถชมวิวชมเนิร์สเซอรี่ตะบองเพชร, ชวนชม, สับปะรดสี, ไม้เลื้อย, เรือนเพาะชำพันธุ์ไม้ในร่ม เช่น ปาล์ม คล้า เฟิร์น อโกลนีมา ฟิโล โกสน หมากผู้หมากเมีย และสวนกระถาง อีกทั้งชมการแสดงสุดอลังการของสวนนงนุช ไม่ว่าจะเป็นการแสดงวัฒนธรรมประเพณีทั้ง 4 ภาคของไทย และการแสดงช้างแสนรู้

ดููรายละเอียดเพิ่มเติม สวนนงนุช พัทยา Nongnooch Garden Pattaya

 

มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563 @IMPACT Challenger 2 เมืองทองธานี

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563

วันที่จัดกิจกรรม : วันที่ 13-23 พฤศจิกายน 2563

พาลูกไปค้นพบสิ่งแปลกใหม่ ด้วยกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายความคิด หลากหลายองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยความร่วมมือจาก 88 หน่วยงานชั้นนำ 11 ประเทศ ในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563” วันที่ 13-23 พฤศจิกายน 2563 ณ IMPACT Challenger 2 เมืองทองธานี

ดููรายละเอียดเพิ่มเติม NSTFair Thailand

 

ส่องไฟ มองฟ้า ค้นหาดาว JOURNEY TO THE STARS @ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม

วันที่จัดกิจกรรม : วันที่ 13 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2563

เรียนรู้เรื่องดวงดาว ณ ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมในรูปแบบประสบการณ์ใหม่ที่ตื่นตาตื่นใจมากขึ้น มาร่วมเรียนรู้ ตะลุยเมืองไฟฟ้าบนเรือลอยน้ำ ละลานตากับดวงดาวไปด้วยกันในกิจกรรม JOURNEY TO THE STARS “ส่องไฟ มองฟ้า ค้นหาดาว” ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2563 กิจกรรมน่าสนใจ ประกอบด้วย

  • เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ ผ่านกิจกรรมส่องไฟหาดาว
  • เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของดวงดาวกับความเชื่อ
  • เทคโนโลยีอวกาศกับชีวิตประจำวัน
  • ไฮไลท์สำคัญที่สุดคือ โดมแห่งดวงดาวจำลอง

ดููรายละเอียดเพิ่มเติม NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และ Khanom Learning Center

*หมายเหตุ : Khanom Learning Center เปิดให้บริการทุกวันอังคาร – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.00 น. หยุดวันอาทิตย์และวันจันทร์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยวันที่ 19 – 22 พฤศจิกายน 2563 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2563 กรุณาตรวจสอบวันเปิดทำการอีกครั้ง*

 

รถไฟลอยน้ำ @การรถไฟแห่งประเทศไทย

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว รถไฟลอยน้ำ

วันที่จัดกิจกรรม : เดือนพฤศจิกายน 2563 – มกราคม 2564

การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดเดินรถไฟขบวนพิเศษนำเที่ยวนั่ง “รถไฟลอยน้ำ” เส้นทางกรุงเทพ – เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2563 – มกราคม 2564 ให้บริการแบบไปเช้าเย็นกลับ และมีบริการตู้โดยสารพิเศษจัดเฉพาะเช่าเหมาคัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเป็นหมู่คณะ ผู้สนใจติดต่อซื้อตั๋วโดยสารล่วงหน้าได้ก่อนเดินทางล่วงหน้าได้ 30 วัน ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ

ดููรายละเอียดเพิ่มเติม ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

 

ตั๋วเดียวเที่ยวทั่วพิพิธภัณฑ์ศิริราช @พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน พิพิธภัณฑ์ศิริราช

วันที่จัดกิจกรรม : ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2563

เสริมความรู้มากมายด้วย “ตั๋วเดียวเที่ยวทั่วพิพิธภัณฑ์ศิริราช”⁣ ทั้งพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช พิพิธภัณฑ์กายวิภาค-คองดอน และพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ⁣ผู้ใหญ่ 80 บาท จาก 100 บาท เด็ก 25 บาท จาก 30 บาท⁣ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2563

ดููรายละเอียดเพิ่มเติม Siriraj Museum – พิพิธภัณฑ์ศิริราช

*หมายเหตุ : พิพิธภัณฑ์ศิริราช เปิดทำการปกติ : วันจันทร์, วันพุธ-อาทิตย์ (หยุดวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 10.00-16.30 น. โดยวันที่ 19 – 22 พฤศจิกายน 2563 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2563 กรุณาตรวจสอบวันเปิดทำการอีกครั้ง*

 

ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอซเอสบีซี @สวนลุมพีนี กรุงเทพ

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน เครดิตภาพ : ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอซเอสบีซี baanlaesuan.com

วันและเวลาทำการ : วันอังคาร-วันเสาร์ เวลา 08.30-20.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ห้องสมุดแมลงเต่าทอง ด้านในเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย มีสไลเดอร์ที่สร้างให้คล้ายสนามเด็กเล่น เพื่อให้ห้องสมุดน่าใช้งานเป็นพื้นที่ผ่อนคลาย และเติมเต็มความรู้ให้กับเด็ก ๆ ภายในมีอัฒจันทร์เล็ก ๆ ให้ขึ้นไปหยิบหนังสือ มีอุโมงค์ให้ปีนป่ายเสริมสร้างจินตนาการ ในวันว่างที่อยากเติมความรู้ หาสถานที่เงียบ ๆ ให้ลูกน้อยได้ศึกษาเรื่องราวใหม่ ลองไปกันได้ที่ ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอซเอสบีซี (HSBC CHILDREN’S LIBRARY)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ สวนลุมพินี

*เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 19 – 22 พฤศจิกายน 2563 กรุณาตรวจสอบวันเปิดทำการอีกครั้ง*

 

กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม @ฟาร์มแกะ Easy Living Sheep Farm

พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน
พาลูกเที่ยว เดือนพฤศจิกายน เครดิตภาพ : Easy Living Sheep Farm ฟาร์มแกะอยู่ข้างวัดบางเพ็งใต้

วันที่จัดกิจกรรม : ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563

พาลูกมาร่วมกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ Easy Living Sheep Farm มีวันละ 2 รอบ รับจำนวนจำกัดรอบละ 20 ครอบครัว รอบเช้า 09:00-12:00 น. สำหรับเด็กเล็ก ( อายุ 3-8 ปี ) รอบบ่าย 13:00-16:00 น. สำหรับเด็กโต ( อายุ 9 -14 ปี ) เพลิดเพลินสนุกสนานกับกิจกรรมทั้ง 6 Stage พร้อมขนม ผลไม้ ของว่าง เครื่องดื่มและรับประทานอาหารก่อนกลับบ้าน เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสิ่งแวดล้อมและอนาคตที่สดใสและจุดประกายความห่วงใยและรับผิดชอบในสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าจากรุ่นสู่รุ่น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและค่าใช้จ่าย Easy Living Sheep Farm ฟาร์มแกะอยู่ข้างวัดบางเพ็งใต้

*หมายเหตุ : เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 19 – 22 พฤศจิกายน 2563 กรุณาตรวจสอบวันเปิดให้บริการอีกครั้ง*

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ทารกดูมือถือนานกระทบต่อความฉลาด!

สร้าง Mind map ช่วยฝึกให้ลูกส่งงานครบมีความรับผิดชอบ

เพลงพัฒนาสมอง ช่วยแม่เพิ่มพลังสมองลูกไม่มัวแต่พึ่งครู!!

แพ้น้ำลายยุง

ลูก “แพ้น้ำลายยุง” มีจริงไหม? อาการแบบไหนเรียกแพ้ยุง?

จากข่าว “น้องพูม่า” ลูกของคุณ “พลอย พลอยพรรณ” ที่มีอาการปากบวมเจ่อเพราะถูกยุงกัด ทราบหรือไม่ว่า อาการแพ้ยุงนั้น ไม่ได้มีแค่ปากบวมเจ่อ แต่คนที่โดนยุงกัดจนขาลาย ก็เรียกได้ว่า แพ้น้ำลายยุง เช่นกัน

ลูก “แพ้น้ำลายยุง” มีจริงไหม? อาการแบบไหนเรียกแพ้ยุง?

แพ้น้ำลายยุง เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่เล็ก

ยุง ศัตรูตัวร้ายที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ยุงที่นอกจากจะสร้างความรำคาญแล้ว ยังอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา ที่เมื่อเป็นแล้วอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้ ในกรณีที่ลูกโดนยุงกัดและยุงตัวนั้นไม่ได้เป็นพาหะของโรคต่าง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าแม่ ๆ จะนิ่งนอนใจได้ เพราะ ยุงก็อาจทำให้ลูกทรมานจากอาการแพ้ยุงได้ ดังเช่นกรณีของ น้องพูม่า ลูกแม่ พลอย พลอยพรรณ ได้ ดังข่าวต่อไปนี้

ทำเอาหัวอกคนเป็นแม่อย่าง “พลอย พลอยพรรณ” แทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อจู่ ๆ ตื่นมาก็เจอกับสภาพลูกชายคนเล็ก “น้องพูม่า” ปากบนบวมเจ่อแบบน่ากลัวมากๆ โดยที่ไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร จนตัวเองต้องรีบหอบลูกไปส่งโรงพยาบาลทันที ก่อนที่จะออกมาโพสต์อัพเดตอาการหลังได้รับการตรวจจากคุณหมอว่าลูกชายโดนยุงกัด

น้องพูม่า ปากบวม
น้องพูม่า ปากบวม

โดยวันนี้ 6 พฤศจิกายน 2563 หลังจากสาวพลอยเดินทางกลับจากโรงพยาบาล ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีก็มุ่งหน้าไปอัพเดตกับคุณแม่ทันที ว่าที่มาที่ไปของเหตุการณ์ระทึกใจยามเช้าคืออะไร เจ้าตัวก็เล่าให้ฟังว่าช่วงตี 3 “น้องพูม่า” ตื่นขึ้นมาพร้อมกับพี่เลี้ยง ซึ่งตอนนั้นพี่เลี้ยงบอกว่าปากน้องยังปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณตี 4-5 ปากก็เริ่มบวมเปล่งขึ้น วินาทีแรกที่เห็นปากลูกก็ตกใจมากเพราะทั้งบวมทั้งเจ่อผิดปกติ แต่ยังไม่กล้าสรุปว่าโดนอะไรกัด จึงลองสัมผัสดูก็พบว่ามีความอุ่น ๆ ตรงจุดที่บวม คาดว่าน่าจะเป็นผลข้างเคียงของพิษ ซึ่งใจลึกๆก็คิดว่าเป็นกิ้งกือขนาดเล็กที่ตนเคยเจอในบ้านเมื่อหลายวันที่ผ่านมา บวกกับ “น้องพูม่า” ชอบลงมานอนเล่นบนพื้นกับพี่เลี้ยงด้วย จึงให้ทานยาแก้แพ้ไปก่อนที่จะออกจากบ้านไปโรงพยาบาล

ขอบคุณข้อมูลจาก : Instagram – apoptoday

แพ้น้ำลายยุง คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

อาการแพ้น้ำลายยุง คืออาการแพ้อย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการที่ถูกยุงกัด เพราะในขณะที่ยุงกัด น้ำลายของยุงจะมีสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาแพ้ รวมทั้งความสกปรกจากน้ำลายยุงอีกเช่นกัน เนื่องจากขณะที่ยุงดูดเลือด มันจะปล่อยโปรตีนซึ่งมีผลกับการแข็งตัวของเลือดออกมา เพื่อทำให้การดูดเลือดของมันสะดวกขึ้น ซึ่งในน้ำลายของยุงมีสารโปรตีนที่เป็นสาเหตุของผื่นคันและอาการแพ้ จนทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังของเรานั่นเอง

รู้ได้อย่างไรว่าลูกแพ้น้ำลายยุง?

โดยปกติแล้วเด็กทั่วไป อาการแสดงได้หลายรูปแบบ และอาการขึ้นกับปริมาณยุงที่กัดด้วย ส่วนใหญ่เมื่อโดนกัดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง อาการมักจะน้อยลง โดยทั่วไปจะเห็นเป็นตุ่มนูน แดง คัน ขึ้นอยู่นานประมาณ 20 นาที และค่อย ๆ ยุบไปได้เอง ตำแหน่งที่พบบ่อยคือบริเวณขา ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการแพ้ แต่เป็นปฏิกริยาต่อน้ำลายยุงเท่านั้น และเมื่อตุ่มนูนแดงยุบแล้ว ผิวบริเวณที่โดนกัดก็จะไม่ทิ้งร่องรอยจากการโดนกัดไว้นาน แต่เด็กที่แพ้น้ำลายยุงนั้น เมือถูกกัด จะมีอาการใดอาการหนึ่ง ต่อไปนี้

  • พบตุ่มนูนแดงคงอยู่นานหลายวัน หรือพบตุ่มนูนแดงขนาดใหญ่ (บางครั้งใหญ่เกิน 5 เซนติเมตร)
  • มีตุ่มน้ำพอง จ้ำเลือด ในบริเวณที่โดนกัด
  • มีอาการคันมาก
  • เมื่อหายแล้วจะทิ้งรอยดำไว้ในบริเวณที่โดนกัด
  • มีอาการเหมือนอาการแพ้ทั่วไป เช่น มีผื่นขึ้น ตาบวม ปากบวม เป็นต้น
  • ในบางรายมีผื่นลมพิษทั่วตัวหรือลมพิษชนิดลึกร่วมกับมีอาการหมดสติได้ ซึ่งในกลุ่มนี้มักมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการแกะเกาและมีรอยดำตามมาได้บ่อย
แพ้ยุง
แพ้ยุง

ใครบ้างที่เสี่ยงแพ้ต่อการยุง?

  • เด็กเล็กซึ่งยังไม่เคยโดนยุงกัดมาก่อนเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติต่อยุงน้อย มักพบบ่อยในเด็กอายุ 2-10 ขวบ จะสังเกตเห็นว่าเด็กมักมีผื่นยุงกัดมากกว่าผู้ใหญ่ หรือนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยสัมผัสกับยุงในสถานที่นั้นๆมาก่อน
  • คนที่มีโรคเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันเช่น โรคเอดส์ โรคมะเร็งเม็ดเลือดบางชนิด
  • คนที่ใช้ชีวิตหรือทำงานนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่

ทำอย่างไรเมื่อลูกถูกยุงกัด?

เมื่อลูกถูกยุงกัด วิธีการบรรเทาอาการคัน บวม และแดงคือจะต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดหลังจากถูกยุงกัด

  • ล้างทำความสะอาด ผิวหนังบริเวณที่ถูกยุงกัดด้วยสบู่และน้ำอุ่นทันทีที่รู้ว่าลูกถูกยุงกัด
  • ทายา ที่เป็นเนื้อครีมหรือโลชั่นซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปลงบนผิวบริเวณที่ถูกยุงกัด เช่น คาลาไมน์ (Calamine) และไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) เพื่อลดอาการคัน หรือป้ายผิวหนังบริเวณนั้นด้วยเบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำ แล้วทาครีมเหล่านี้ซ้ำวันละหลาย ๆ ครั้งจนกว่าอาการจะดีขึ้นและหายไป
  • ประคบเย็น ไปบนผิวหนังบริเวณที่ถูกยุงกัด อาจใช้ถุงน้ำแข็ง หรือผ้าเปียกชุบน้ำเย็นประคบเป็นเวลา 2-3 นาที เพื่อบรรเทาอาการ
  • รับประทานยา หากมีอาการรุนแรงพอสมควร ผู้ป่วยอาจรับประทานยาแก้ปวด หรือยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) เพื่อลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้น แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น มีอาการรุนแรงมากขึ้น หรือมีอาการที่เป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที
  • ตัดเล็บให้สั้น และหลีกเลี่ยงการเกาตุ่มที่ถูกยุงกัด เพื่อป้องกันการเกิดแผลและการติดเชื้อ

แต่วิธีการเหล่านี้เป็นเพียงวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการคัน บวม และแดงจากการถูกยุงกัดเท่านั้น หากลูกแพ้ยุง ลูกก็จะยังทรมานจากการโดนยุงกัดอยู่ดี ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ลูกถูกยุงกัดค่ะ

ยุง
ยุง

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกถูกยุงกัด

แม้การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดเลยจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะยุงเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก และมีการแพร่ขยายพันธุ์ได้ทั่วไป แต่คนทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหายุงกัดและการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มียุงเป็นพาหะได้ เช่น

  • หลีกเลี่ยงการอยู่อาศัยใกล้แหล่งน้ำนิ่งที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้านหากไม่จำเป็น ทายากันยุงเมื่ออยู่ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการถูกยุงกัด
  • คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในภาชนะของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ไม่ปล่อยให้มีน้ำขังในภาชนะใด ๆ ที่อยู่ในบริเวณบ้าน
  • ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลายในภาชนะที่มีน้ำ อย่างแจกันดอกไม้ โดยใช้ทรายในอัตราส่วนประมาณ 1 กรัม/น้ำ 10 ลิตร
  • กำจัดยางรถยนต์หรือภาชนะที่อาจทำให้มีน้ำท่วมขังจนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้
  • ตัดหรือถางหญ้าให้สั้นและโล่งเตียน เพื่อป้องกันแหล่งที่มียุงอยู่ ชุกชุม
  • ไม่เปิดหน้าต่างหรือประตูบ้านทิ้งไว้ และติดมุ้งลวดตามประตูหน้าต่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเล็ดลอดเข้ามาภายในบ้าน โดยควรหมั่นตรวจตราให้ประตูหน้าต่างและมุ้งลวดเหล่านั้นอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
  • หากต้องนอนในบริเวณที่มียุงอาศัยอยู่ ควรกางมุ้งก่อนนอนเสมอ
  • ฉีดพ่นยากันยุงบริเวณตัวบ้านเป็นระยะ แต่ต้องระมัดระวังในการใช้ เนื่องจากเป็นสารเคมีอันตรายที่อาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นได้หากใช้อย่างผิดวิธีหรือไม่ระมัดระวัง
  • หากต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของยุง ควรแต่งกายให้มิดชิดด้วยเสื้อผ้าแขนยาวขายาว สวมถุงเท้า สวมหมวกคลุมใบหน้าและลำคอที่มีผ้าตาข่ายป้องกันยุง
  • สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ยุงกัดอย่างรุนแรงหรือผู้ที่มีกลุ่มอาการสกีตเตอร์ซินโดรม (Skeeter Syndrome) ควรรับประทานยาต้านฮิสตามีนก่อน เมื่อทราบว่ากำลังต้องไปอยู่ในสถานการณ์หรือสถานที่ที่เสี่ยงต่อการถูกยุงกัด

ชนิดของยาทากันยุง

ยาทากันยุง มีหลายยี่ห้อในท้องตลาด ทั้งแบบครีม โลชั่น สเปรย์ แป้งและแผ่นอาบน้ำยา ซึ่งสารในยาทากันยุงเหล่านี้ จะระเหยเป็นกลิ่นที่ยุงไม่ชอบทำให้ยุงเข้ามากัดเราน้อยลง สารที่นิยมใช้มีดังนี้

  1. DEET (N,N-diethyl-3-methylbenzamide) สามารถทาที่ผิวหนังโดยตรงหรือใช้พ่นที่เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ ระยะเวลาป้องกันยุงขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร โดยถ้าความเข้มข้นน้อยกว่า 10% จะป้องกันยุงได้ประมาณ 1-3 ชั่วโมง ถ้าความเข้มข้น 10-30% ป้องกันยุงได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรทาบริเวณใกล้ตาหรือผิวหนังที่เป็นแผล ในเด็กเล็กควรใช้สารนี้เมื่ออายุมากกว่า 2 เดือนเพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อระบบประสาทและเลือกใช้ความเข้มข้นที่น้อยกว่า 10%
  2. ตะไคร้หอม สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย citronella oil และ geraniol ข้อดีคือเป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติ แต่ป้องกันยุงได้ในช่วงสั้นประมาณ 20-30 นาที
  3. น้ำมันยูคาลิปตัส (lemon eucalyptus oil) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติเช่นกัน ป้องกันยุงได้ในช่วงประมาณ 2-5 ชั่วโมง
  4. Permethrin นิยมใช้ฉีดพ่นที่ข้าวของเครื่องใช้เช่นเสื้อผ้า รองเท้า มุ้ง สามารถติดทนแม้จะทำการซักไปแล้วหลายครั้ง
  5. Picaridin เป็นสารตัวใหม่ที่นิยมใช้ในต่างประเทศ มีประสิทธิภาพดี ไม่มีกลิ่นและระคายเคืองต่อผิวหนังน้อยกว่า DEET

อ่านต่อ >> เปรียบเทียบสารสำคัญในสเปรย์กันยุงและแผ่นแปะกันยุง ซื้ออย่างไร แบบไหนดี?

ไม่ว่าลูกจะ แพ้น้ำลายยุง หรือไม่ก็ตาม การป้องกันไม่ให้ลูกถูกยุงกัดเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำที่สุด เพราะลูกจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา โรคมาลาเรีย เป็นต้น

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สารพัดวิธีกำจัดยุงร้าย ใกล้ลูกน้อยแบบปลอดภัย

3เก็บ ป้องกัน 3โรคจาก ยุงลาย รีบทำก่อนลูกป่วย!!

วิธีกำจัดยุง โดยไม่ใช้สารเคมี ลูกน้อยปลอดภัยจากยุงร้าย

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา ระบาดหนัก!! เตือนแม่ท้องระวังยุงลาย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, ผศ.พญ.นฤมล ศิลปอาชา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, พบแพทย์, healthline.com

ขอบคุณภาพจาก : www.instagram.com/purploy

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เชื้อ CMV คืออะไร

เชื้อ CMV คืออะไร ไวรัสที่คนท้องติดเชื้อได้ มีผลต่อทารกแรกเกิด

คนท้องต้องรู้! เชื้อ CMV ไวรัส Cytomegalo Virus อันตรายที่ส่งผลกับทารกแรกเกิดได้

เชื้อ CMV คืออะไร

กลายเป็นคุณพ่อป้ายแดงเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พระเอกหนุ่ม เอส กันตพงศ์ ประกาศข่าวดีว่า ภรรยาชาวเยอรมัน คริสติน่า วิงเคลอร์ ได้คลอดลูกสาวหน้าตาน่ารัก ด.ญ.วาเลนติน่า เอริก้า บำรุงรักษ์ (Ms.Valentina Erika Bumrungrak) ไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 โดยมีน้ำหนักแรกคลอด 3,950 กรัม เห็นร่างกายแข็งแรงแบบนี้ แต่คุณพ่อเอสก็มีเรื่องให้กังวลใจ เมื่อภรรยาเคยตรวจพบเบาหวานขณะตั้งครรภ์และตรวจพบไวรัส CMV (Cytomegalo Virus) ซึ่ง 2 โรคนี้อาจส่งผลต่อลูกได้

คุณพ่อเอสโพสต์ว่า ก่อนอื่นพวกเรา #ครอบครัวบำรุงรักษ์ ต้องขอขอบคุณทุกๆคำอวยพร ที่ส่งมาให้หนูน้อย @valentina.erika.b และพวกเรามาก ๆ เลยนะคร๊าบ และผมต้องขอบคุณภรรยาสุดที่รักของผม @thekittyway ที่อุ้มท้องวาเลนติน่า มาตลอด 40 สัปดาห์ ด้วยความรัก ความเข้มแข็ง คิตตี้ตรวจพบเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้ต้องเจาะเลือดทุกวัน ถึงวันละ 4 ครั้ง ตลอดการตั้งครรภ์ และตรวจพบไวรัส CMV (Cytomegalo Virus) ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมากประมาณ 10 ใน 10,000 คน ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้สามารถส่งผลต่อลูกได้โดยตรง ทำให้เมื่อคลอดออกมา วาเลนติน่าต้องค้างที่โรงพยาบาลต่ออีก 4 วัน เพื่อตรวจเลือด ตรวจคลื่นสมอง การมองเห็น การได้ยิน และอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งผลตรวจออกมาเป็นปกติ แข็งแรง สมบูรณ์ทั้งคุณแม่ คุณลูกคร๊าบ!!!

ตอนนี้เหลือแค่การตรวจอีกไม่กี่รายการ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างสมบูรณ์ตามคาดเท่านั้นครับ คุณพ่อลุ้นมาก ๆ และดีใจมาก ๆนะครับลูก

เชื้อ CMV คืออะไร เครดิตภาพ : instagram.com/s_kantapong
เชื้อ CMV คืออะไร เครดิตภาพ : instagram.com/s_kantapong

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่น้องวาเลนติน่า แข็งแรง ปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้วเชื้อ CMV หรือไวรัส Cytomegalo Virus นั้นสามารถส่งผลกับทารกแรกเกิด ได้เช่นกัน แล้วเชื้อตัวนี้คืออะไร อันตรายมากน้อยแค่ไหน มาอ่านบทความนี้กันค่ะ

เชื้อไวรัส Cytomegalo Virus

ไวรัส Cytomegalo Virus (CMV) เป็นเชื้อที่พบได้ประมาณร้อยละ 0.2 ถึง 2.2 ของทารกแรกเกิด เมื่อร่างกายติดเชื้อจะตรวจพบไวรัสได้ ในสารคัดหลั่งทุกชนิด แต่ที่อันตรายคือ หากร่างกายติดเชื้อไวรัส CMV ครั้งแรกจะซ่อนในร่างกายอย่างสงบ มักไม่มีอาการ และถูกกระตุ้นให้กระจายเชื้อไวรัสออกได้อีกคล้ายเชื้อไวรัสกลุ่มเริม คนท้องหรือหญิงตั้งครรภ์มี IgG antibody ไม่อาจป้องกันการกลับมาใหม่ (recurrence) การปลุกฤทธิ์คืน (reactivation) การติดเชื้อซ้ำ (reinfection) การติดเชื้อของทารกในครรภ์ตลอดจนทารกแรกเกิดจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้มากถึงร้อยละ 25 ถึงร้อยละ 60 ของ หญิงตั้งครรภ์ที่มีการติดเชื้อปฐมภูมิ (primary infection) พบได้ประมาณร้อยละ 36 เมื่อติดเชื้อในไตรมาสที่ 1 ร้อยละ 40 เมื่อติดเชื้อในไตรมาสที่ 2 และร้อยละ 65 เมื่อติดเชื้อในไตรมาสที่ 3

อาการของคนท้องหากได้รับเชื้อ Cytomegalo Virus

ส่วนใหญ่แล้วคนท้องหรือหญิงตั้งครรภ์มักไม่มีอาการหลังได้รับเชื้อ CMV มีเพียงร้อยละ 10 ถึง 15 จะมีอาการดังนี้

หากคนท้องมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immunocompromise) อาจมีอาการที่รุนแรง หรือส่งผลต่อทารกในครรภ์ให้เกิดการเจริญเติบโตในครรภ์บกพร่อง (intrauterine growth retardation)

เชื้อ CMV คืออะไร
เชื้อ CMV คืออะไร

อาการของทารกที่ติดเชื้อไวรัส CMV

เช่นเดียวกับคนท้อง ทารกที่ติดเชื้อแต่กำเนิดมักไม่แสดงอาการ พบเพียงร้อยละ 10 แสดงอาการดังนี้

  • ตัวเหลือง
  • ตับม้ามโต
  • จุดเลือดออกขนาดเล็กในชั้นผิวหนัง (petechiae)
  • ผื่นจ้ำเขียวบนผิวหนัง (purpuric rash)
  • น้ำหนักตัวน้อย หายใจลำบาก (respiratory distress)
  • การอักเสบของคอรอยด์และเรตินา (chorioretinitis)
  • ระดับความสามารถทางสมองและประสาทสั่งการบกพร่อง (mental and motor retardation)
  • ภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตก (hemolytic anemia)

การติดต่อของ Cytomegalovirus infection (CMV)

โรคติดเชื้อซีเอ็มวี เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเป็นโรคติดต่อระหว่างคนสู่คน เมื่อรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะแฝงอยู่ไปตลอดชีวิต ปกติเชื้อนี้จะไม่มีอาการรุนแรง เว้นเสียแต่ว่า มีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง และทารกในครรภ์ก็มีโอกาสติดเชื้อผ่านรกจนเกิดเป็นความพิการแต่กำเนิด

CMV ติดต่อสู่ร่างกายทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่

  • ทารกได้รับเชื้อจากมารดาในครรภ์ ,ในระยะคลอด และในระยะให้นม
  • การถ่ายเลือด
  • การปลูกถ่ายอวัยวะ
  • เพศสัมพันธ์
  • ทางหายใจผ่านละอองฝอยในอากาศ
  • การสัมผัส โดยสัมผัสน้ำลาย และปัสสาวะ

แหล่งของเชื้อ CMV พบได้จากสารคัดหลั่งหลายชนิด เช่น น้ำลาย, ปัสสาวะ, น้ำอสุจิ, สารคัดหลั่งจากปากมดลูก, น้ำนม, น้ำตา, อุจจาระ และเลือด

การวินิจฉัยและการรักษา

เมื่อพบว่าแม่ตั้งครรภ์ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ เช่น ตรวจพบลักษณะผิดปกติของทารกในครรภ์จากภาพคลื่นเสียงความถี่สูง หรือหญิงตั้งครรภ์มีอาการคล้ายกลุ่ม mononucleosis จะใช้วิธีตรวจมาตรฐานเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ CMV แต่กำเนิด ได้แก่การเพาะเชื้อไวรัส การตรวจ CMV nucleic acid amplification จากน้ำคร่ำซึ่งมีความไวร้อยละ 70 ถึง 99 โดยความไวสูงสุดเมื่อทำการเจาะเยื่อถุงน้ำคร่ำ (amniocentesis) เพื่อเก็บน้ำคร่ำอย่างน้อย 6 สัปดาห์หลังหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ หากได้ผลลบไม่ สามารถตัดการติดเชื้อของทารกในครรภ์ได้ทั้งหมด และอาจต้องเจาะซ้ำหากสงสัยการติดเชื้อมากหรือการเจาะหลอด เลือดสายสะดือ (cordocentesis) เพื่อนำเลือดทารกไปตรวจ

ด้านการรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ ยังไม่มียาจำเพาะ ส่วนวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อ Cytomegalo Virus ในปัจจุบันยังไม่มี

วิธีป้องกันการติดเชื้อ CMV

เนื่องด้วยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อ CMV การดูแลที่ดีที่สุดคือ การรักษาสุขอนามัยเช่นเดียวกับโควิด-19 กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้ถูกวิธี หมั่นทำความสะอาดบ้าน ดูแลข้าวของเครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะของใช้ทารก และต้องดูแลลูกเวลาออกนอกบ้าน เพราะทารกชอบเอามือเข้าปาก หากไปสัมผัสเชื้อโรคอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

เชื้อ CMV คืออะไร
เชื้อ CMV คืออะไร

หากทารกติดเชื้อ CMV แต่กำเนิด อาจก่อให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญาและระบบประสาท เช่น หูหนวก บกพร่องทางการมองเห็น ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงถึงขั้นทารกเสียชีวิตได้ด้วย แม่ท้องจึงต้องฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียด หรือหากมีอาการอันตรายต้องรีบพบแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ให้ทารกคลอดออกมาแข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุด

อ้างอิงข้อมูล : มากกว่าไตmutualselfcare.org, med.cmu.ac.th และ dmsc.moph.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ค้นหาศักยภาพในตัวลูก

วิธีจับสัญญาณ สิ่งที่ลูกสนใจ ค้นหาศักยภาพในตัวลูก โดยพ่อเอก

ตอนที่แล้ว (และตอนก่อนๆ) ผมได้เล่าว่าครอบครัวเราพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กอย่างสม่ำเสมอ ในที่นี้หมายถึง ทั้งคุณหมอพัฒนาการเด็ก ผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงคุณครู เพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งไหนที่เราลูกเราขาดไป สิ่งไหนที่เราในฐานะที่เป็นพ่อแม่ยังมองไม่เห็น รวมถึง สิ่งที่ลูกสนใจ ที่เราควรส่งเสริม

เพราะเป้าหมายของเรา คือ ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกสนใจ ให้เขาได้มีโอกาสมองหาสิ่งที่ชอบ ไม่ด่วนผลักดันในบางสิ่งที่ตรงใจเรา แต่เปิดโอกาสเปิดพื้นที่ให้เขาได้เรียนได้รู้ได้ลอง เช่น ผมเป็นคนชอบเล่นฟุตบอล ภูมิใจกับเหรียญทองฟุตบอลที่เคยได้มามาก และปูนปั้นก็ดูชอบเตะฟุตบอลไม่น้อย แต่เราก็จะเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนว่ายน้ำ ได้เรียนยิม ได้ไปมินิมาราธอน ได้ปั่นจักรยาน ได้เล่นสเก็ตบอร์ด ได้เล่นโรลเลอร์เบลด ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไปเห็นแล้วมาบอกว่า อยากเล่น อยากลอง ไม่ด่วนผลักไปในจุดที่ถูกใจเราในทันที เพราะพ่อแม่เป็น influencer ที่สำคัญของลูก ถ้าผมเลือกเลยโดยรีบพาไปเรียนฟุตบอล สมัครทุกการแข่งขันรอไว้ ในที่สุดผมเชื่อว่าลูกก็จะไปตามนั้น สนุกสนานกับการเรียนการแข่งฟุตบอล แต่เราจะไม่รู้หรอกว่า เราอาจจะพลาดโอกาสให้ลูกเรียนรู้อะไรที่เขายังไม่รู้จักไป

บทควาแนะนำ เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี อย่ามีขนมห่อในบ้าน (เยอะนัก) โดยพ่อเอก

วิธีสังเกต สิ่งที่ลูกสนใจ ค้นหาศักยภาพในตัวลูก

เราเชื่อว่าเมื่อเขาเจอสิ่งที่ใช่และชอบ เขาจะแสดงออกมา ไม่ว่าทางตรง โดยบอกตรงๆ หรือทางอ้อมโดยการแสดงความสนใจในเรื่องราวเหล่านั้น ขอไปหยิบมาลอง กลับมาเล่าว่าเพื่อนว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นต้น ตรงนั้นแหละที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบจับสัญญาณให้เจอ และไม่ว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญจะเก่งขนาดไหน ผมก็เชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่คือ คนที่รู้จักลูกดีที่สุด

ผมยกตัวอย่าง ตอนปูนปั้นอยู่อนุบาล ที่โรงเรียนมีการเชิญคุณครูจากโรงเรียนสอนดนตรีมาสอนในห้องเรียน และเราได้โน้ตจากคุณครูมาว่า ปูนปั้นดูมีความสนใจด้านดนตรี เขามี ‘หูที่ดี’ (คุณครูดนตรีท่านนั้นหมายถึงทักษะในการฟังโน้ต) เราก็เลยพาปูนปั้นไปที่โรงเรียนดนตรีที่คุณครูท่านนั้นสอน และก็ตกลงที่เรียนเปียโนผลการเรียนไป 1 ปีกว่าๆ แม้จะเห็นว่าลูกชอบดนตรี แต่อาจจะไม่ใช่เปียโน เพราะเขาไม่ได้สนุกเหมือนวันแรกๆ ที่ไปเรียน ในที่สุดเราคุยกับลูกและได้ข้อตกลงร่วมกันว่าหยุดเปียโน แต่แล้วอยู่ดีๆ ตอนเขาขึ้นประถม 1 ไม่มีปี่มีขลุ่ย ลูกมาบอกว่า อยากเรียนไวโอลิน เราก็ให้ลอง คราวนี้เราเห็นความสุขที่ต่างไปจากการเรียนเปียโน เราเห็นความสุขในการซ้อม โป๊ะเชะ! แล้วมันก็เป็นทางเลือกที่ใช่ของลูกจริงๆ (ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าลูกเราสามารถเติบโตไปเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจนะครับ แต่ใช่ในที่นี้คือความสนใจ คือความสุข) แล้วปูนปั้นก็เลยได้มีไวโอลินมาครอบครองเป็นตัวที่ 3 แล้ว แกะโน้ตเพลงง่ายๆ เอง ผ่านการใช้หูฟัง หลายเพลงผมบอกเขียนมาเป็นโน้ตให้หน่อย ป๊าจะเป่าขลุ่ยตามไปด้วย แม้จะเขียนโน้ตออกมาได้ไม่คล่อง แต่สามารถเล่นได้เลย เพราะใช้การเทียบเสียงจากหูที่ฟัง

เรียนดนตรี

บทความแนะนำ ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี? แชร์ประสบการณ์ โดย พ่อเอก

หรือล่าสุดที่เป็นต้นเหตุ ให้มาเขียนแชร์เรื่องนี้ คือ การถ่ายรูป ลูกเราก็เหมือนเด็กทั่วไปที่เห็นคุณพ่อคุณแม่ใช้มือถือถ่ายรูป ก็ขอมาลองหยิบถ่ายบ้าง และก็เคยขอกล้องมาเป็นของตัวเอง (ซึ่งเราก็เอากล้องตัวนึง ที่แลกมาจาก app ที่เราเสนอของไปแลกเปลี่ยนกัน ผมเอาพัดลมไร้ใบพัดไปแลกกล้องดิจิตัลเด็กๆตัวหนึ่งมา)  ช่วงนั้นลูกยังอยู่ อนุบาล 3 ซึ่งลูกก็สนุกสนานกดถ่ายเล่นไปเรื่อย แต่การรักษาของยังไม่เป็นในที่สุดก็เสีย เราคุยกันให้เข้าใจว่า ปูนปั้นยังรักษาของไม่ดีพอ ถ้าเป็นของที่ชอบจริง ต้องดูแลให้ดีกว่านี้ เมื่อกล้องตัวนั้นเสียไป ลูกก็จะไม่มีใช้ แต่หลังจากนั้นอีกปีกว่าๆ ปูนปั้นก็ยังคงขอยืมมือถือ เราถ่ายรูปเวลาเห็นมุมที่น่าสนใจ จนเราเริ่มสังเกตว่า พัฒนาการในมุมมองภาพที่ออกมานั้น มันเปลี่ยนไป ดูมีแนวทางในการถ่ายมากขึ้น ผมกับภรรยาจึงตัดสินใจเอากล้องตัวเก่าที่อายุงาน 7-8 ปี แต่ยังใช้งานได้ดีมาให้เขาเรียนรู้อีกครั้ง เราตกลงกับลูกว่า ทริปไปเขาค้อจะให้ปูนปั้นลองใช้ แต่นี่จะเป็นตัวสุดท้ายที่หนูจะได้รับ ถ้าไม่รักษาของ หนูจะไม่มีกล้องใช้จนกว่าจะเก็บเงินซื้อได้เองตอนโต สิ่งที่เราได้เห็นจากทริปเขาค้อ คือ ภาพถ่ายหลายๆ ภาพมีความน่าสนใจ และดูลูกมีความสุขกับการถ่ายภาพ อีกครั้งนะครับ เราไม่ได้บอกว่าปูนปั้นจะเติบโดเป็นช่างภาพมือโปร แต่เราจะบอกว่า ถ้าคุณจับสัญญาณได้ไว ลูกจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ตนมีความสุข

ด้านล่างนี้คือ ภาพถ่ายฝีมือปูนปั้น ที่ไม่ผ่านการปรับแต่งใดๆ

ผลงานภาพถ่ายของปูนปั้น

ผลงานภาพถ่ายของปูนปั้น

ผลงานภาพถ่ายของปูนปั้น

ผลงานภาพถ่ายของปูนปั้น

สิ่งที่ลูกสนใจ

ปิดท้าย ฝากข้อความสั้นๆว่า เปิดพื้นที่ให้เขา เขาจะไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งหน้าที่ดีๆ มีทรัพย์สินมากมาย แต่ภายในใจกลวงโบ๋


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

6 ข้อดีที่ผมได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ พาลูกท่องเที่ยว

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

#เมนูหนูช่วยทำ

“#เมนูหนูช่วยทำ” ชวนเด็กๆ สร้างสรรค์เมนูสุขภาพประจำบ้าน

บ้านคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ พ่อ แม่ สามารถชวนลูก ๆ ให้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมง่าย ๆ ในบ้านผ่าน #เมนูหนูช่วยทำ นอกจากจะช่วยสานสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะชีวิตได้รอบด้าน ห้องครัวเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างประสบการณ์และการเรียนรู้ที่สนุกสนานของเด็กๆ ที่ช่วยทั้งปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดี และพัฒนาทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ (Executive Functions) สามารถปรับตัวเพื่อดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีความหลากหลายได้

เนสท์เล่ เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสุขภาพและโภชนาการที่ดีในเด็ก และเล็งเห็นความสำคัญของการปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ EF ซึ่งสร้างได้จากที่บ้าน จึงออกแบบกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางกายและสานสัมพันธ์ที่ดีทางใจให้ครอบครัวไทย ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ #เมนูหนูช่วยทำ (#MealTogether)สนับสนุนผู้ปกครองให้ชวนเด็กๆ มาร่วมสนุกกับการเตรียมมื้ออาหาร เป็นต้นว่า ชวนคิดสร้างสรรค์เมนู เลือกผักสีที่ชอบ เด็ดผักที่ปลูกเองในบ้าน หยิบจับชั่งตวงวัดส่วนผสม ตื่นเต้นไปกับการลองหั่น ผัด หรือปรุงอาหาร แล้วส่ง “ภาพเมนูสุขภาพที่สร้างสรรค์ประจำบ้าน และภาพประทับใจขณะลูกมีส่วนร่วม” พร้อมบอก “ชื่อเมนูสร้างสรรค์ ลูกมีส่วนร่วมอย่างไร และผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ที่เลือกใช้” มาร่วมสนุกที่  https://www.facebook.com/N4HKThailand

นางกนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและสื่อสารโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของแคมเปญ #เมนูหนูช่วยทำ (#MealTogether)ว่า “แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี ที่เราต้องการสานต่อการปลูกฝัง 5 พฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ 1. กินหลากหลายเพิ่มผักผลไม้ 2. กินสัดส่วนที่เหมาะสม 3. กินพร้อมหน้า 4. ขยันขยับ ออกกำลังกาย และ 5. เลือกดื่มน้ำเปล่า

ผ่านกิจกรรมง่าย ๆ ในบ้าน เช่นการจัดเตรียมมื้ออาหาร ที่ผู้ปกครองและเด็ก ๆ สามารถใช้เวลาและสนุกร่วมกันได้ทุกวัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมทักษะอื่น ๆ รอบด้าน อาทิ การได้รู้จัก จดจำชื่อ สี และรสชาติของผักชนิดต่าง ๆ  ได้ลงมือปฏิบัติ วางแผน คิดสร้างสรรค์เมนู สำรวจส่วนประกอบต่าง ๆ ที่มีในบ้าน เรียนรู้ขั้นตอนการปรุง ฝึกสมาธิ และได้ประเมินตนเองผ่านการปรุงและชิม และท้ายที่สุดคือความสุขและความภูมิใจจากการทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย ได้เมนูที่สร้างสรรค์ออกมามีรสชาติและหน้าตาการจัดวางตกแต่งด้วยฝีมือของตนเอง ซึ่งผลพลอยได้ คือเด็ก ๆ สามารถทานอาหารได้หลากหลายและในสัดส่วนที่พอเหมาะมากขึ้น ทานผักผลไม้ได้มากขึ้น นับเป็นทักษะและพฤติกรรมสุขภาพที่สามารถพัฒนาขึ้นได้ระหว่างการเตรียมหนึ่งมื้ออาหาร ซึ่งผู้ปกครองสามารถสอดแทรกบูรณาการความรู้ และพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมให้เด็ก ๆ ได้อย่างสนุกสนานอย่างเป็นธรรมชาติ นับเป็นกระบวนการเรียนรู้และการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในบ้าน”

ครอบครัวที่สนใจและเข้าร่วมแคมเปญนี้ จะได้รับภาพ #เมนูหนูช่วยทำ สุดน่ารัก ที่ออกแบบให้เฉพาะแต่ละครอบครัวเพื่อเก็บเป็นบันทึกความประทับใจของครอบครัว และ 10 เมนูที่ถูกใจกรรมการที่สุด มีสิทธิ์รับรางวัลพิเศษ เตาอบไฟฟ้า หรือเครื่องปั่นน้ำผลไม้พกพา นอกจากนี้ เมนูทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อสร้าง E-book เล่มแรกของโครงการเนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี (Nestlé for Healthier Kids) เพื่อแบ่งปันไอเดียดีๆ สู่สังคมต่อไป

มาร่วมสร้างและแบ่งปันประสบการณ์เรียนรู้ที่สนุกสนานของครอบครัวกับกิจกรรม#เมนูหนูช่วยทำ ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2563 ที่  https://www.facebook.com/N4HKThailand

เมนูหนูช่วยทำ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไม่สบายทีไรกลุ้มใจทุกที กังวลว่าลูกจะติดจะป่วยตามแม่ มาดูกันว่า แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก

แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก วิธีดูแลตัวเองตอนป่วย และป้องกันไม่ให้ลูกป่วย

ไม่สบายทีไรกลุ้มใจทุกที กังวลว่าลูกจะติดจะป่วยตามแม่ มาดูกันว่า แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก

แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก ดูแลลูกยังไงให้ไม่ป่วย

คนเป็นพ่อเป็นแม่ยามเจ็บป่วยก็ไม่สบายกายอยู่แล้ว ยังต้องไม่สบายใจกลัวว่าลูกจะติดด้วย โดยเฉพาะทารกหรือเด็กเล็กที่ติดเชื้อได้ง่าย แล้วถ้าแม่หรือพ่อเกิดป่วยขึ้นมา จะดูแลลูกอย่างไรไม่ให้ติด สำหรับโรคที่พบว่าติดต่อกันได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น

  • โรคระบบทางเดินหายใจ อาทิ ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ติดต่อได้เมื่อผู้ป่วย ไอ จาม เชื้อจะเข้าทางเยื่อบุตาและปาก หรือหากสัมผัสปนเปื้อนกับเชื้อโรค แล้วเอามือไปขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ เพราะโรคระบบทางเดินหายใจจะปนเปื้อนจากสารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ น้ำมูก น้ำลาย และน้ำตา หากลูกอยู่ในวัยทารกหรือเด็กเล็กต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะอาจลุกลามไปเป็นหลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือปอดอักเสบ นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดสำคัญอย่างโคโรนาไวรัส 2019 ก็ยิ่งต้องระวัง เพราะอาการป่วยอาจเริ่มต้นคล้ายกับการเป็นไข้หวัด คนที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับทารกหรือเด็กเล็กต้องระวังเป็นพิเศษ
  • โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย บางรายอาจมีอาการอาเจียน ซึ่งการติดต่อของโรคเชื้อโรคจะปนเปื้อนอยู่ในอาเจียนหรืออุจจาระ มักจะปนเปื้อนหากไม่ได้ทำความสะอาดอย่างดีพอ จึงต้องใส่ใจเรื่องการล้างมือหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ล้างมือก่อนจับอุปกรณ์หรือของใช้สำหรับเด็ก เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค
  • โรคติดต่อทางผิวหนัง เช่น โรคอีสุกอีใส โรคงูสวัด หรือโรคที่เกิดจากเชื้อรา หากมีอาการไม่สบาย คัน หรือพบผื่นต่าง ๆ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพราะจะมีระยะของโรคที่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกติด

  1. หากมีอาการไอ จาม อย่างกะทันหัน ควรหันหน้าไปทางข้อศอกเพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ถ้าสารคัดหลั่งติดตามเสื้อผ้าควรรีบเปลี่ยน อาบน้ำเสียใหม่ แยกผ้าไว้ไม่ให้ปะปนกับลูก แต่ถ้ารู้ตัวว่าไอและจามบ่อย ๆ ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยเสมอ และพยายามอยู่ให้ห่างจากลูก
  2. ถ้าใช้มือปิดปากระหว่างไอหรือจาม ให้รีบล้างมือทันที ใช้วิธีการล้างมือเช่นเดียวกับการล้างมือเพื่อป้องกันโควิด-19 จะช่วยให้มือสะอาดปราศจากเชื้อโรค หรือถ้าไม่มีสบู่ ไม่มีน้ำ ให้ใช้ทิชชูเปียกเช็ดก่อนแล้วล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อีกครั้ง ส่วนทิชชู ทิชชูเปียก หรือผ้าเช็ดหน้า ถ้าปนเปื้อนสารคัดหลั่งแล้วควรทิ้งในถังขยะที่มิดชิด ส่วนผ้าเช็ดหน้าควรแยกซักให้เร็วที่สุด
  3. แยกห้องกับลูกเพื่อความปลอดภัย ไม่ควรนอนใกล้กัน งดการสัมผัสด้วยการจูบ หอม ไม่ว่าจะจูบที่มือ เท้า แก้ม หรือพุง น้อย ๆ ก็ห้ามเด็ดขาด เพราะเด็กอาจเอามือไปจับแล้วเอานิ้วเข้าปากได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องอุ้มลูกควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และหมั่นทำความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะลูกบิดประตู ก๊อกน้ำ โทรศัพท์ ของเล่นและของใช้เด็ก
  4. ทำความสะอาดบ้านให้บ่อยขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์ที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ต้องปลอดภัยกับลูกน้อย คอยเปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้แสงแดดเข้ามา ปล่อยให้อากาศถ่ายเท เพื่อลดความอับชื้นของบ้าน
ไม่สบายทีไรกลุ้มใจทุกที กังวลว่าลูกจะติดจะป่วยตามแม่ มาดูกันว่า แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก
แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก

แม่ป่วยให้นมลูกได้ไหม

ในน้ำนมแม่นั้นมีสารอาหารมากมาย ทั้งยังมีภูมิคุ้มกันคอยป้องกันให้ร่างกายเจ้าตัวน้อยแข็งแรงและปลอดภัย หากแม่มีอาการเจ็บป่วยไม่สบายยังสามารถให้นมลูกได้ เพราะเชื้อโรคไม่ได้ไหลออกมาทางน้ำนม แต่ถ้าแม่เป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางผิวหนังอาจต้องปรึกษาคุณหมออีกครั้ง แต่ถ้าเป็นอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ สามารถใส่หน้ากากอนามัยแล้วให้นมลูกได้ เพียงแต่ต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือก่อนอุ้มหรือสัมผัสลูกเสมอ ส่วนการกินยานั้น ถ้าคุณแม่กังวลว่ายาจะผ่านน้ำนมสู่ลูกน้อยหรือไม่ สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับแม่ให้นมได้

ไม่สบายทีไรกลุ้มใจทุกที กังวลว่าลูกจะติดจะป่วยตามแม่ มาดูกันว่า แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก
แม่ป่วยทำยังไงไม่ให้ติดลูก

เลือกกินอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน

การเลือกรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อโรคได้ง่าย หากแม่มีอาการเจ็บป่วยก็จะช่วยให้ทุเลา ทั้งยังฟื้นฟูร่างกายหลังผ่านอาการเจ็บป่วยให้ค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นได้ โดยอาหาร ผัก ผลไม้ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ได้แก่

  • ปลา มีกรดไขมันโอเมก้า 3 และไขมันที่มีประโยชน์ ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดีขึ้น
  • ผักผลไม้ที่มีสีแดง มีสารสำคัญ คือ ไลโคปีน (Lycopene) เบตาไซซีน (Betacycin) เควอซิทิน (Quercetin) เฮสเพอริดิน (Hesperidin) และสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เช่น พริกหยวกสีแดง มีวิตามินซีเป็นสองเท่าของผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามินซี ไบโอฟลาโวนอยด์และสารพฤกษเคมี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
  • ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาวและเกรปฟรุต อุดมด้วยวิตามินซี กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
  • สมุนไพรไทยมากประโยชน์ อาทิ ขิง กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอาการเจ็บคอและภาวะอักเสบ หากเจ็บคอลองจิบน้ำขิงเป็นประจำจะช่วยได้ หรือขมิ้นชัน ช่วยต่อต้านการอักเสบ สารเคอร์คูมินยังช่วยเพิ่มปริมาณและกระตุ้นการทำงานของที-เซลล์

ตัวคุณแม่เองต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายบ่อย ๆ เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่เสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด จะช่วยให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลงได้เร็วขึ้น

 

อ้างอิงข้อมูล : bumrungrad.comnursingmoms.net และ breastfeedingthai.com

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

วิจัยใหม่จากต่างประเทศพบ!! ไมโครพลาสติก รั่วจากขวดนม เพราะต้มก่อนใช้

ลูกติดเชื้อโรคครูป หลังไปโรงพยาบาล แค่แป๊บเดียวก็ติดโรคได้

ผื่นแพ้สัมผัส ลูกเป็นตุ่มแดง บวม คัน แพ้ไส้ในเบาะกันขอบเตียง

สอนลูกให้คิดเป็น

สอนลูกให้คิดเป็น ฝึกฝนการเจออุปสรรค เพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ฝึกลูกให้คิด เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูก สอนลูกให้คิดเป็น เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างฉลาด เอาตัวรอดในยุค 5G

สอนลูกให้คิดเป็น สิ่งที่ต้องฝึกตั้งแต่ยังเล็ก

เพราะเด็กในวันนี้ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า การฝึกให้ลูกหัดคิด หัดทำ กล้าลองผิดลองถูก จึงเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่งในการเอาตัวรอดยุค 5G แต่วิธีที่พ่อแม่เลี้ยงลูกอยู่นั้น จะช่วยให้ลูกเอาตัวรอดได้หรือไม่?

ในงาน Amarin Baby & Kids presents Mom Expert’s Day พลังแม่สร้างลูกฉลาดรอบด้าน วันที่ 31 ตุลาคม ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น หรือหมอโอ๋ เจ้าของเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน ได้มาให้ความกระจ่างในหัวข้อ ทักษะชีวิตยุคใหม่ ติดอาวุธ 4 ฉลาด ช่วยลูกเอาตัวรอดยุค 5G ได้กล่าวว่า เด็กจะมีทักษะที่ติดตัวมา ทั้งจากกรรมพันธุ์ พัฒนาการตั้งแต่ในครรภ์ และการเลี้ยงดูตั้งแต่เกิดมา โดยพ่อแม่หรือคนใกล้ชิด หากสังเกตจะเห็นว่า เด็กมีทักษะไหนเด่น ด้านไหนที่ต้องช่วยเหลือเพิ่มเติม

ด้วยความแตกต่างของเด็กแต่ละราย เด็กบางคนเข้าสังคมเก่ง เด็กบางคนกลัวโลกภายนอก คุณหมอโอ๋ อธิบายว่า สิ่งที่สำคัญมากคือการเข้าใจธรรมชาติของเด็ก แต่พ่อแม่มักจะมีมาตรฐานของเด็กที่เป็นเด็กดี เด็กน่ารัก เด็กที่ยิ้มแย้มกล้าแสดงออก ซึ่งเด็กแต่ละคนก็มีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน บางคนเงียบ ๆ ไม่ชอบเข้าสังคม ก็สามารถพัฒนาศักยภาพได้ดี อาจเติบโตไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ชอบค้นคว้าทดลอง ซึ่งตัวพ่อแม่เองที่มีภาพของเด็กที่น่ารักในจินตนาการ จึงคิดว่าลูกมีปัญหาตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรเข้าใจคือ

เข้าใจธรรมชาติของเด็ก เด็ก 40-50 เปอร์เซนต์ เป็นเด็กที่ยิ้มง่าย ร่าเริงแจ่มใส แต่ก็มีเด็กบางคนที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เช่น วิ่งมาสนามเด็กเล่นก็อาจจะขอดูลาดเลาก่อนว่าเข้าไปดีไหม เด็กที่เลี้ยงยากหรือปรับตัวยากก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กกลุ่มนี้จะโตไปไม่ประสบความสำเร็จ เป็นปัญหา มันอยู่ที่การช่วยเหลือของครอบครัวและต้องอาศัยเวลา ยิ่งผลักเด็กออกไป เด็กจะรู้สึกไม่ปลอดภัยและถอยออกมา

ความกล้าหาญในความมั่นใจ การเข้าสังคมของเด็ก ไม่ใช่สิ่งที่เห็นจากภายนอก แต่เกิดจากข้างใน เด็กรู้สึกว่าโลกน่าเข้าไปเรียนรู้ น่าเข้าไปทดลอง เชื่อมั่นว่าโลกปลอดภัย สิ่งเหล่านี้จากการเลี้ยงดูในวัยตั้งต้นชีวิต ช่วงขวบปีแรกที่เด็กจะรู้สึกว่าโลกปลอดภัยหรือไม่ เวลาหิวมีนมให้กิน เวลาอยากให้มีใครมากอดก็มีคนอุ้ม เวลาผ้าอ้อมเปียกมีคนมาเปลี่ยนให้ทันที ศาสตร์ทางจิตวิทยาจะบอกว่า เป็นเรื่องของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับโลก เด็กจะรู้สึกมั่นใจในการปฏิสัมพันธ์กับใครก็มาจากข้างในการมีเซล์ฟที่ดี มาจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีความหมาย

“บ้านเราจะบอกว่า อย่าอุ้มเดี๋ยวติดมือ ทำให้เด็กเติบโตมาด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัย โลกมันน่ากังวล โลกมันน่ากลัว หากลูกรู้สึกว่าเป็นที่รัก เป็นคนที่มีศักยภาพ เด็กจะรู้สึกว่าปลอดภัย”

สอนลูกให้คิดเป็น
สอนลูกให้คิดเป็น

พ่อแม่ต้องจัดการความคาดหวังของตัวเอง

ภาพในหัวที่มองว่าเด็กที่ดีต้องเป็นอย่างไร ทำให้พ่อแม่คาดหวังว่าลูกต้องเป็นดั่งภาพนั้น แต่คุณหมอโอ๋ย้ำว่า ธรรมชาติของเด็ก พ่อแม่เลือกให้ไม่ได้ เช่นเดียวกับพ่อบางคนที่ชอบอยู่คนเดียว เด็กทุกคนไม่ต้องร่าเริง มีเด็กที่อยู่กับตัวเอง แล้วมีความฉลาด สุขุม ลุ่มลึก และพร้อมกันนั้น พ่อแม่ต้องเตรียมพร้อมให้ลูกฝึกการช่วยเหลือตัวเอง ก่อนช่วยเหลือลูก ให้ถามตัวเองทุกครั้งว่า ลูกทำได้หรือเปล่า พ่อแม่คิดว่าการเข้าไปช่วยเป็นการแสดงความรัก แต่กลับทำให้ลูกรู้สึกว่า ลูกยังทำไม่ได้ ลูกยังไม่เก่งพอ ให้คอยสังเกตและแนะนำเพื่อให้ลูกช่วยเหลือตัวเองเก่งขึ้น

หยุดคิดก่อนจะลงมือช่วย การไม่ช่วยคือการช่วยที่มีค่า ลูกจะมาขอบคุณทีหลัง เพราะลูกจะเก่งขึ้น อย่าสอนเยอะให้ตั้งคำถามเยอะ ๆ คนที่สั่งคือคนที่ได้คิด แต่คนที่ทำตามคำสั่งไม่ได้คิด ให้ตั้งคำถามเยอะ ๆ เช่น เวลาน้ำหก ถามลูกว่า ทำอย่างไรดีน้ำหก เอาผ้าอะไรเช็ด แค่คำถามเดียวฝึกวิธีคิดไปเยอะ ฝึกวิธีคิดได้ไกลมาก โดยใช้สมองส่วน EF สมองส่วนที่ฝึกการคิดวิเคราะห์ มองเหตุมองผล เรียนรู้จากการผิดพลาด พัฒนาจากการที่พ่อแม่คิดให้น้อย ๆ ให้ลูกแก้ปัญหา เมื่อลูกคิดจะทำให้ฉลาดขึ้น

สอนลูกให้คิดเป็น
สอนลูกให้คิดเป็น

“วัยนี้ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เล่นเยอะ ๆ การเล่นคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็ก ๆ การเล่นกับลูกเป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ การแชร์ความสุข แชร์ความคิดเห็น”

ฉลาดเข้าสังคม (SQ) สอนลูกให้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

เมื่อลูกเข้าโรงเรียน พ่อแม่อาจกังวลว่าลูกจะแกล้งเพื่อนหรือไม่ คุณหมอโอ๋ แนะนำว่า ต้องมองว่าเด็กแกล้งเพื่อนเกิดจากอะไร เช่น เด็กสมาธิสั้นยับยั้งตัวเองได้น้อย เด็กบางคนมีปัญหาการเข้าสังคม คิดว่าการแหย่เป็นเรื่องสนุก สาเหตุที่เด็กชอบแกล้งคนอื่น เพราะเราอยู่ในสังคมที่เรียนรู้ว่า การแกล้งคือการแหย่เล่น เด็กถูกผู้ใหญ่แกล้งเยอะมาก เอาของไปซ่อน แย่งของเล่น เด็กก็ซึมซับว่า การเล่นคือการเข้าไปแหย่ พ่อแม่บางคนเล่นกับลูกไม่เป็น เข้าไปแหย่ลูก สิ่งนี้เราต้องระวัง เพราะเด็กซึมซับจากสภาพแวดล้อม

นอกจากนี้ เด็กที่ชอบแกล้งคนอื่นบ่อย ๆ มาจากเซลฟ์ที่ไม่ค่อยดี เด็กไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองดีพอ หรือมีคุณค่า การรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอจะแสวงหาอำนาจ คือการเข้าไปแกล้งคนอื่น ข่มคนอื่น ใช้กำลังกับคนอื่น มาจากการเลี้ยงดูที่ทำให้รู้สึกว่าไม่มีคุณค่า เช่น เด็กได้รับแรงกดดันถูกพ่อแม่กดขี่ ไม่มีอำนาจที่บ้าน จึงต้องไปหาอำนาจใหม่ ๆ ในชีวิต จึงใช้อำนาจในความสัมพันธ์กับเพื่อน

“การแกล้งคนอื่นตั้งแต่เล็ก ๆ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องมองว่าเป็นปัญหา มีการวิจัยว่าเด็ก 8 ขวบ ที่ติดตามไปจนอายุ 26 ปี พบว่าเด็กที่แกล้งคนอื่นในวัยเล็กหรือมีประวัติแกล้งคนอื่น พัฒนาไปเป็นการก่ออาชญากรรมได้สูงถึง 7 เท่า อย่าละเลยว่าลูกแค่แกล้งเพื่อนเล่น ๆ การแกล้งเพื่อนนั้นแสดงให้เห็นว่า เด็กไม่มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่น”

ฉลาดคิดเป็น (TQ) แยกแยะถูกผิด

ส่วนการแยกแยะถูกผิดให้เป็นนั้น สามารถสอนได้ตั้งแต่เล็ก คุณหมอโอ๋ บอกว่า พ่อแม่เป็นตัวอย่างก่อน ผู้ใหญ่เองแชร์ Fake News ตลอด หากไม่ได้แสดงให้เด็กเห็นว่า ผู้ใหญ่คิดวิเคราะห์ก่อนจะเชื่อ เด็กก็จะรู้สึกว่า รับมาเชื่อและแชร์ไป จึงต้องฝึกที่ตัวผู้ใหญ่ก่อน ถ้าฟังมาแล้วก็ชวนลูกคุยว่า เรื่องนี้น่าสนใจมันจริงไหม จะหาข้อมูลได้อย่างไร บางอย่างที่ลูกบอกแล้วเราตั้งคำถามว่าใช่หรือไม่ ชวนลูกหาคำตอบในข้อมูลอื่น ทุกวันนี้ข้อมูลไม่ได้หายาก ลองชวนลูกคิดหรือบางครั้งที่ลูกบอก ตั้งคำถามว่าใช่หรือเปล่า ชวนลูกหาคำตอบในข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ หรือฝึกข้อมูลให้ลูกคิดว่า ใครเป็นคนสร้าง ข้อมูลชุดแบบนี้ วัตถุประสงค์ต้องการบอกอะไร บางครั้งแฝงสิ่งอื่นที่ต้องการบอกออกมา ไม่บอกตรงไปตรงมา

“ตัวผู้ใหญ่เองต้องสงสัยความไม่รู้ของตัวเองเสมอ ผู้ใหญ่ชอบคิดว่าตัวเองรู้แล้ว เชื่อว่าตัวเองรู้มากกว่า แล้วทำให้ไม่ตรวจสอบสิ่งที่เราเชื่อ ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ชวนลูกคิด ตั้งคำถาม และชวนลูกคุยด้วยชุดข้อมูลที่แตกต่าง”

ฉลาดเผชิญปัญหา (AQ) ต้องปล่อยให้ลูกเจออุปสรรคบ้าง

ความฉลาดที่สำคัญอีกอย่างคือ ฉลาดเผชิญปัญหา (AQ) คุณหมอโอ๋ แนะนำว่า ให้พ่อแม่ปล่อยให้ลูกเผชิญปัญหาเสียบ้าง เช่น ลูกวิ่งก็รีบบอกว่า อย่าวิ่งลูก เดี๋ยวล้ม โอกาสที่ลูกล้มจะน้อยแค่ 0.5% แต่การที่ลูกจะหยุดพัฒนาเพราะคำพูดของแม่นี่ 95% ต้องฝึกให้ลูกมีพื้นที่การเรียนรู้ ออกนอกพื้นที่ปลอดภัย ต้องยอมให้ลูกสามารถเสี่ยงภัย ฝึกที่จะเผชิญปัญหา เจอข้อผิดพลาดได้ ลูกจะลองผิดลองถูกได้ อย่าคอยปกป้องว่าจะอันตราย พ่อแม่ยุคใหม่อยู่กับข่าว พออ่านแล้วใจสั่น เมื่อมีข่าวคนเป็นไข้เลือดออกแล้วตาย ก็กลัวไปหมด ไม่ให้ลูกออกไปจากบ้านกลัวยุงกัด สิ่งนี้อาจทำให้สบายใจว่า ลูกปลอดภัย แต่สิ่งที่ลูกเติบโตคือสังคม สภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ทำให้เข้มแข็งหรือแข็งแกร่ง การเรียนรู้จะไม่เกิดเมื่อเด็กอยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัย บางอย่างต้องยอมให้เค้ามีความเสี่ยงบางอย่าง

คุณหมอโอ๋ทิ้งท้ายด้วยว่า งานเลี้ยงลูกไม่ใช่พัฒนาเด็กคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาตัวพ่อแม่ด้วยอย่างมาก ก่อนที่อยากให้ลูกเป็นอย่างไร กลับมาดูที่ตัวเราว่าเราเป็นอย่างนั้นแล้วหรือยัง ลูกจะไม่ได้เป็นสิ่งที่เราสอน แต่ลูกจะเป็นสิ่งที่เราเป็น

เด็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็นได้ดีกว่าการได้ยิน หากต้องการให้ลูกโตไปเป็นแบบไหน พ่อแม่ก็ต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกเสียก่อน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ในครรภ์ วิธีปั้นลูก 3 ฉลาด พื้นฐานสู่ความสำเร็จ

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ดุ ไม่ตี ปูพื้นฐานชีวิตลูกให้ดีใน 3 ปีแรก

ลูกถูกทำร้าย ใจลูกสำคัญ พ่อแม่ควรทำเรื่องนี้..ก่อนสายเกินแก้!!

คนท้อง กับโรคติดเชื้อ

5โรคติดเชื้อที่ คนท้อง ห้ามละเลย..อาจทำให้ลูกพิการได้!!

คนท้อง มีเรื่องมากมายให้ต้องกังวล การห่วงลูกน้อยในครรภ์เป็นสิ่งที่ห่วงที่สุดของแม่ทั้งหลาย ดังนั้นมารู้จักโรคติดเชื้อที่อาจทำให้ลูกพิการได้ก่อนสายดีกว่า

5 โรคติดเชื้อที่ คนท้อง ห้ามละเลย..อาจทำให้ลูกพิการได้!!

เมื่อได้รับข่าวดีว่าจะได้เป็นแม่คน ความกังวลต่าง ๆ ของแม่คงเกิดขึ้นมากมายหลากหลาย หนึ่งในความกังวลที่แม่ท้องห่วงที่สุดคงหนีไม่พ้น ความกังวลเกี่ยวกับลูกน้อยในท้อง ว่าจะเป็นปกติไหม อันตรายใด ๆ หรือไม่ ลูกออกมาจะพิการไหม การจะหยุดความกังวลต่อเรื่องเหล่านี้ได้คงมีเพียงการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถรู้จักเรื่องต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์ สิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรระวัง ก็จะช่วยคลายความกังวลลงไปได้ แถมยังช่วยให้เราสามารถดูแลตัวเอง ขณะเป็นคนท้องได้อย่างดีอีกด้วย
โรคติดเชื้ออันตรายขณะตั้งครรภ์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ควรให้ความใส่ใจ เพราะอันตรายจากเชื้อเหล่านี้ส่งผลต่อลูกทารกในครรภ์ได้ถึงขั้นเสียชีวิต และอาจพิการได้ วันนี้ ทีมแม่ ABK ได้ทำการรวบรวมข้อมูลโรคติดเชื้อเหล่านั้น พร้อมอาการ และการป้องกันมาให้แม่ได้รับรู้ และจะได้เป็นคนท้องที่ไม่ต้องมัวแต่กังวลอีกต่อไป
ลูกคือสิ่งที่กังวลที่สุดของ คนท้อง
ลูกคือสิ่งที่กังวลที่สุดของ คนท้อง

โรคติดเชื้อที่อันตรายระหว่างตั้งครรภ์

ตกขาวระหว่างตั้งครรภ์

ความจริงแล้วตกขาวเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง ที่จะต้องมีเพื่อหล่อเลี้ยง หล่อลื่นช่องคลอด และบริเวณปากมดลูกอยู่ตลอดเวลา สารคัดหลั่งเหล่านี้จึงถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติปกติของผู้หญิง โดยลักษณะของตกขาวปกติ จะเป็นมูกใสหรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก  ปริมาณไม่มากนัก อาจมีทุกวัน วันละเล็กน้อย  เรื่องของลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นขึ้นกับอิทธิพลของฮอร์โมนในร่างกายด้วย

สาเหตุของการเกิดตกขาวระหว่างตั้งครรภ์

ในระหว่างตั้งครรภ์ ปากมดลูกและผนังช่องคลอดนั้นจะนุ่มขึ้น และผลิตตกขาวออกมามากขึ้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่มดลูก ตกขาวจะช่วยปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัย ในช่วงสัปดาห์ท้ายก่อนคลอด หัวของทารกจะกดทับบริเวณปากมดลูก น้ำหนักกดทับทำให้มีตกขาวเพิ่มขึ้น ลักษณะเป็นมูกมากขึ้นและมีกลิ่นคล้ายกับเลือดปนอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้เวลาคลอดแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม แม่ท้องควรระวังการมีตกขาวที่ผิดปกติจากเชื้อโรคที่มาทำให้ช่องคลอดอักเสบติดเชื้อบางอย่างที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อการตั้งครรภ์ และอาจทำให้เกิดความผิดปกติของลูกในท้องได้ จนอาจเสี่ยงต่อภาวะพิการแต่แรกเกิดของทารก ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้  แม่ท้องควรได้รับการตรวจภายในเพิ่มเติม และรับการรักษาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนการตั้งครรภ์หากเป็นการอักเสบที่รุนแรงได้

  • มีอาการแสบร้อนในช่องคลอด
  • มีกลิ่นที่รุนแรงมากผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้สึกว่ามีกลิ่นอับคล้ายกลิ่นคาวปลา

    ตกขาวแบบไหนผิดปกติสำหรับ คนท้อง
    ตกขาวแบบไหนผิดปกติสำหรับ คนท้อง
อาการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้หากคุณแม่ท้องเกิดการอักเสบของช่องคลอดจากแบคทีเรีย หรือเชื้อรา ที่สามารถพบได้บ่อยตอนท้อง ซึ่งการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มพวกนี้มีความสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ ช่วงตั้งครรภ์ไม่ได้ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ แต่ควรระมัดระวัง และยังคงต้องป้องกันเชื้อโรคเวลามีเพศสัมพันธ์ด้วย โดยเฉพาะกับคนท้องที่ควรลดโอกาสการอักเสบติดเชื้อในช่องคลอด ซึ่งจะส่งผลต่อลูกได้ โดยวิธีการป้องกันที่ดีวิธีหนึ่ง คือ การใช้ถุงยางอนามัย

โรคขี้แมว โรคติดเชื้อจากปรสิตที่มีชื่อว่า Toxoplasma gondii

โดยเชื้อดังกล่าวสามารถพบได้ในมูลของแมว เนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงสุกๆ ดิบๆ แม้ปกติมักจะไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด และเชื้อยังสามารถแพร่จากแม่สู่ทารกในครรภ์ได้ ผู้ที่ได้รับเชื้อในช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาจถ่ายทอดเชื้อไปยังทารกได้น้อย แต่มักส่งผลให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือเกิดการแท้งบุตร สำหรับทารกที่รอดชีวิตมีแนวโน้มจะพบปัญหาสุขภาพรุนแรงตามมา เช่น ชัก ตับโต ม้ามโต ดีซ่าน หรือติดเชื้อที่ดวงตาอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ผู้ที่ติดเชื้อนี้ในช่วงไตรมาสที่ 3 อาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อสู่ทารกได้มากที่สุด แต่มักพบอาการผิดปกติได้น้อย และเด็กที่เกิดมาอาจจะพัฒนาอาการได้เมื่อโตขึ้น

การรักษาโรคทอกโซพลาสโมซิสในหญิงตั้งครรภ์มีอยู่หลายวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะที่ติดเชื้อและความรุนแรงของเชื้อ เช่น

  • การติดเชื้อภายใน 16 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ อาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะอย่างสไปรามัยซิน เพื่อลดอัตราการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์
  • การติดเชื้อหลังสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์ หรือทารกในครรภ์ติดเชื้อ อาจต้องรับประทานยาไพริเมตามีน ยาซัลฟาไดอะซีน กรดโฟลิก และยาลูวโคโวริน ทั้งนี้ ยาทั้ง 2 ชนิดนี้อาจส่งผลข้างเคียงต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้ เช่น กดไขกระดูกที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือด เกิดความเป็นพิษต่อตับ เป็นต้น

การป้องกัน

สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรมของตนเอง หมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพและสุขอนามัยที่ดี รวมถึงลดความเสี่ยงในการติดเชื้อด้วยการรักษาสุขอนามัยทั้งต่อตนเอง และสภาพแวดล้อม เช่น การใส่ถุงมือ หน้ากากอนามัยหากต้องสัมผัสกับสัตว์ ดูแลรักษาความสะอาดของใช้ และบริเวณรอบบ้านให้สะอาดปลอดเชื้อ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น เป็นต้น

คนท้อง หลีกเลี่ยงชุมชน ดูแลตนเอง ป้องกันโรคสุกใส
คนท้อง หลีกเลี่ยงชุมชน ดูแลตนเอง ป้องกันโรคสุกใส

โรคสุกใส Varicella/ Chicken Pox

โรคอีสุกอีใส เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ มีระยะฟักตัว 10 – 20 วัน โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่เชื้ออาจหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และมีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในภายหลัง ถ้ามีการติดเชื้อสุกใสในหญิงตั้งครรภ์ระยะสามเดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ เช่น แขนขาผิดปกติ จอประสาทตาอักเสบ ลำไส้ตีบฝ่อเป็นช่วง ๆ และความผิดปกติของระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นสุกใสในระยะก่อนคลอด วันหรือหลังคลอด วัน ทารกที่เกิดมาอาจเป็นสุกใสชนิดรุนแรงได้

โรคอีสุกอีใสจะแสดงอาการเหมือนกันไม่ว่าขณะตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ นั่นคือ การเกิดตุ่มคัน ซึ่งอาจมีเลือดออกหรือไม่ก็ได้ หายใจติดขัด เจ็บที่หน้าอก อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง มีไข้สูง มีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งอาการเลือดออกทางช่องคลอดถือเป็นสัญญาณอันตรายมาก ต้องรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

การป้องกัน

ปัจจุบันสุกใสสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน แต่การฉีดวัคซีนนี้ไม่สามารถทำได้ในระยะที่ตั้งครรภ์  คนท้องจึงควรป้องกันตนเอง ไม่อยู่ใกล้ชิดคนที่เป็น และพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะที่แออัด โดยเฉพาะเมื่อเกิดการระบาดของโรค

หัดเยอรมัน

เป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการไม่รุนแรงมาก โรคนี้จะติดต่อถึงกันได้ทางการหายใจ โดยเชื้อในละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยในอากาศ ถ่ายทอดไปยังผู้ใกล้ชิด ระยะเวลานี้สามารถแพร่เชื้อ คือ วันก่อนออกผื่นจนถึง วันหลังผื่นขึ้น ในมารดาจะไม่มีอันตรายจากหัดเยอรมัน แต่ทารกในครรภ์ที่มารดาติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ อาจจะเกิดความผิดปกติ ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุครรภ์เมื่อติดเชื้อ ถ้าอยู่ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะพบความพิการที่เห็นได้ชัดคือ ตาเป็นต้อกระจก หรือต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการแต่กำเนิด เด็กตัวเล็กกว่าปกติ เกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติทำให้เกิดจ้ำเลือดตามผิวหนัง ตับ ม้ามโตและมีความผิดปกติทางสมอง

ทารกในครรภ์เสียชีวิตเพราะติดเชื้อ
ทารกในครรภ์เสียชีวิตเพราะติดเชื้อ

การป้องกัน
การฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน คือ การป้องกันที่ดีที่สุด และควรฉีดให้ตั้งแต่วัยเด็ก หรือวัยสาวที่ยังไม่เคยเป็นหัดเยอรมันได้รับ แต่ในขณะตั้งครรภ์ไม่สามารถฉีดได้ ทำให้ในช่วงการตั้งครรภ์ เดือนแรก ควรหลีกเลี่ยงให้ห่างจากผู้ที่เป็น หรือสงสัยว่าจะเป็นหัดเยอรมัน ถ้าฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน ควรคุมกำเนิดไว้ เดือน ในระหว่างตั้งครรภ์หากพิสูจน์ได้แน่ว่าติดหัดเยอรมันในขณะตั้งครรภ์ เดือนแรก แพทย์มักจะแนะนำให้ทำแท้ง เพราะโอกาสเด็กพิการมีถึง 50 % ดังนั้น สตรีที่มีครรภ์เมื่อป่วยเป็นโรคหัดเยอรมันควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการดูแลที่ถูกต้อง

โรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัสหรือเชื้อซีเอ็มวี (Cytomegalovirus; CMV)

เชื้อ CMV ทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า หรือปอดบวม สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงอาการ แต่หากเป็นทารก หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาจมีอาการรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ภาวะแทรกซ้อนของโรคยังอาจทำให้ตาบอดหรือหูหนวก

ทารกอาจได้รับเชื้อจากมารดาที่ติดเชื้อหรือได้รับเชื้อจากการดื่มนมแม่ โดยผู้ติดเชื้อที่กำลังตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด โดยทารกแรกเกิดที่ติดเชื้ออาจมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ศีรษะเล็กกว่าปกติ มีผื่นหรือรอยสีม่วงเป็นปื้นตามร่างกาย ตาเหลือง ตัวเหลือง ม้ามโต ตับโตและมีปัญหาในการทำงาน ปอดบวม ชัก มีพัฒนาการช้า ตาบอด และหูหนวก เป็นต้น อาการ Cytomegalovirus Infection ในทารกอาจไม่ปรากฏทันทีที่คลอด แต่อาจใช้เวลาหลายเดือนไปจนถึงหลายปีจึงจะพบอาการ นอกจากนี้ การได้รับเชื้อในช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาจรุนแรงกว่าการได้รับเชื้อในช่วงอื่น และบางรายอาจเสี่ยงต่อการแท้งได้จากการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม กว่า 80% ของทารกแรกเกิดที่ติดเชื้ออาจไม่ได้รับภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เสมอไป แต่ถึงอย่างไรก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีในการลดความเสี่ยง

การป้องกัน 

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันเชื้อนี้ แต่อาจลดความเสี่ยงในกาารติดเชื้อได้ด้วยการรักษาความสะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อ อย่างการล้างมือ ฟอกสบู่ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ ดูแลความสะอาดของร่างกายและช่องปาก และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์

สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ หรืออันตรายใด ๆ ต่อลูกในครรภ์ คือ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ เพราะการป้องกันไว้ก่อน การได้วางแผนก่อนการมีบุตร ทำให้แม่สามารถเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อน เมื่อเราพร้อมแล้วก็จะได้เป็น คนท้องที่ไม่ต้องมานั่งกังวลอีกต่อไป

  1. การฉีดวัคซีนป้องกันให้มีภูมิคุ้มกันก่อนตั้งครรภ์ เช่น หัด หัดเยอรมัน สุกใส เป็นต้น ในบางโรงพยาบาลสามารถตรวจดูภูมิคุ้มกันให้ก่อนการตรวจเลือดก่อนมีบุตร ถ้ามีภูมิแล้วก็ไม่ต้องฉีดวัคซีนอีก
  2. ถ้าตรวจเลือดพบว่ามีการติดเชื้อบางชนิด (หรือมีอาการของโรค) ควรรักษาให้เรียบร้อยก่อนตั้งครรภ์
  3. ลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อที่ก่อโรค เช่น การใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าจะไม่ใช่เพื่อการคุมกำเนิดแต่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์เลี้ยงให้ครบ ดูแลสุขอนามัย เป็นต้น

 

แม่ท้อง หมั่นสังเกตอาการ พบปัญหารีบพบแพทย์
แม่ท้อง หมั่นสังเกตอาการ พบปัญหารีบพบแพทย์

 

เมื่อคุณแม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อคนท้องต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ก็ไม่ต้องเป็นกังวลมากเกินไปนัก สิ่งที่เราควรระมัดระวัง อย่าละเลย นั่นคือ การสังเกตอาการต่าง ๆ ของตัวเอง หากมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นอย่ามัวแต่นั่งกังวล คิดมาก ควรรีบไปพบแพทย์ที่ทำการฝากท้องไว้จะดีที่สุด เพราะความปลอดภัยของลูกน้อยในท้องนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรละเลย

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก mahidol.ac.th/ pobpad

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ภาวะแท้งจากติ่งเนื้อที่ปากมดลูก อันตรายที่แม่ท้องห้ามประมาท

ปวดท้องน้อยด้านซ้าย จี๊ดๆ มดลูกข้างซ้าย อันตรายหรือเปล่า

ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด การดูแลและวิธีส่งเสริมพัฒนาการลูก

สายสะดือพันคอทารกในครรภ์ 6 รอบ ยาวถึง 90 ซม. หมอช็อคเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกเชิงบวก

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ดุ ไม่ตี ปูพื้นฐานชีวิตลูกให้ดีใน 3 ปีแรก

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก ช่วยกระตุ้นทักษะสมอง สำคัญมากใน 3 ปีแรกของชีวิต

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก สอนอย่างไรให้โตไปพิชิตความสำเร็จ

3 ปีแรกของชีวิตลูก เป็นช่วงชีวิตที่สำคัญในการปูพื้นฐาน เสริมสร้างทักษะชีวิต ซึ่ง 3Q ที่สำคัญต่อลูกน้อย ในการปูพื้นฐานชีวิต ให้ดีใน 3 ปีแรก ต้องใช้วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ดุ ไม่ตี และให้เวลาคุณภาพแก่ลูกในการสร้างลูกฉลาด 3 ด้าน ซึ่งได้แก่.. ฉลาดคิดบวก (OQ), ฉลาดคิดสร้างสรรค์ (CQ) และ ฉลาดเล่น (PQ)

ภายในงาน Amarin Baby & Kids presents Mom Expert’s Day พลังแม่สร้างลูกฉลาดรอบด้าน วันที่ 31 ตุลาคม ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและทักษะทางด้านสมอง EF จึงมาให้ความรู้ใน หัวข้อ เลี้ยงลูกเชิงบวก กระตุ้นทักษะสมอง พิชิตความสำเร็จ โดยได้ตั้งคำถามสำคัญไว้ว่า โลกในอนาคตต้องการเด็กแบบไหน และต้องมีพ่อแม่แบบไหน และการเปิดประสบการณ์ให้ลูกได้เรียนรู้ หรือโอกาสต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ลูกคิดหรือเราคิด

ผศ.ดร.ปนัดดา เสริมว่า พ่อแม่มักจะถามว่า เลี้ยงลูกอย่างไรให้สุขภาพร่างกายและใจแข็งแรง มีคาถาว่าเลี้ยงลูกต้องสร้างตัวตน สมวัย ทักษะดี มี EF เริ่มที่สุขภาพตามคุณหมอที่บอกว่า ดูด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ สติปัญญา

“พ่อแม่มักเน้นพัฒนาการด้านสติปัญญามากที่สุด แล้วที่เหลือจะทำอย่างไร ซึ่งนอกจากพัฒนาการทั้ง 4 ด้านแล้ว ยังต้องมีพัฒนาการด้านตัวตนและ EF ด้วย ซึ่งวิธีที่สอนลูก บางครั้งไปทำลายพัฒนาการด้านตัวตนของลูก”

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก
วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก

แรกเกิดถึง 3 ปี การมีตัวตนสำคัญมาก

ช่วงวัย 3 ปีแรก ตัวตนเป็นสิ่งสำคัญ ทารกแรกเกิดที่เพิ่งคลอดจะไม่รู้ว่าตัวเองมีตัวตน ผศ.ดร.ปนัดดา อธิบายว่า ความรู้สึกนึกคิดของลูกจะเริ่มมาตอน 6 เดือน พัฒนาการด้านตัวตนขั้นที่หนึ่ง ลูกจะรู้ว่าพ่อแม่มีอยู่จริง ซึ่งลูกรับรู้ได้จากการร้องไห้แล้วพ่อเดินมาสัมผัส แม่อุ้มลูกเข้าเต้า ลิ้มรสนมแม่แล้วอิ่มท้อง แต่เมื่อพ่อหรือแม่เดินไปล้างขวดนมสำหรับลูกแล้วคือกำพร้า เรื่องนี้จึงต้องอาศัยการทำซ้ำไปซ้ำมา 6 เดือน หากลูกเหงา พ่อแม่เดินมาให้เห็นหน้า เมื่อลูกมองเห็นก็คือการมีอยู่ เรื่องนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ที่มีคุณภาพ ลูกร้องไห้เสียใจ ต้องเดินมาให้ลูกเห็น อุ้มสัมผัส ปลอบประโลมให้ลูกอุ่นใจ จน 6 เดือนผ่านไป แค่ส่งเสียงมา ลูกจะหยุดร้องไห้ได้ เพราะภาพในหัวลูกเมื่อได้ยินเสียงคือพ่อแม่จะมาแล้ว

“นี่คือขั้นที่หนึ่งของการมีตัวตน พ่อแม่มีอยู่จริง สำคัญต่อ Power BQ ทั้งหลายมาก ภาษาจิตวิทยาเรียกว่า ความมั่นคงทางจิตใจแรกของมนุษย์ หากรู้ว่าพ่อแม่มีอยู่ ลูกจะกล้าเดิน อยากให้ลูกมีความรู้สึกว่า โลกใบนี้กล้าลองผิดลองถูก พ่อแม่ต้องมีอยู่จริง มีคนแบ็คอัพทางจิตใจอยู่ มีอะไรมาซบบ่าได้ เดี๋ยวเราช่วยกันไป ขั้นที่สอง ลูกอายุประมาณ 8 เดือน เริ่มสร้างความผูกพันที่มั่นคงปลอดภัย ไว้ใจได้ แล้วขั้นที่สามคืออายุ 2-3 ขวบ เป็นช่วงตัวตนของลูกมาแล้ว แยกได้ว่า หนูมีอยู่จริง หนูกับพ่อแม่เป็นคนละคน”

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและทักษะทางด้านสมอง EF อธิบายว่า ช่วงวัย 2-3 ขวบ ลูกเดินได้ พูดได้ จะเห็นว่า ลูกเดินไปแล้วมองกลับมาว่า พ่อแม่อยู่ตรงนั้น เวลาลูกปฏิเสธบางอย่าง คุณแม่เกิดอารมณ์โมโห คุณพ่อเริ่มถามว่า ทำไม จะชัดเจนว่า คำพูดระหว่างลูก แม่ พ่อ คนละคนกัน แยกหน่วยจากกัน แล้วต้องใช้รูปแบบนี้ไปตลอดชีวิต เพราะลูกจะไม่ใช่เด็ก 2 ขวบชีวิต และเมื่อลูกเป็นวัยรุ่นแล้ว จะทำอย่างไรให้เรามีอยู่จริงในชีวิตลูก เมื่อลูกทำผิดพลาดอะไรไป ลูกห่างจากพ่อแม่ ติดเพื่อน มีอะไรไม่ค่อยบอก ให้หยิบรูปแบบนี้มาใช้ ทำอย่างไรให้เรา ปลอดภัย ไว้ใจได้ แล้วลูกจะกลับมา

ก่อร่างสร้างให้ลูกมีตัวตน

การรับฟังลูกควรทำตั้งแต่ลูกยังเล็ก ผศ.ดร.ปนัดดา เพิ่มเติมว่า หากไม่ถูกได้ยิน ได้ฟัง ตัวตนจะเริ่มไม่คิด ไม่อยากคิด ตอนนั่งกินข้าวกับลูก ลูกกินไปสามคำอิ่ม เราจะพูดกับลูกว่าอย่างไร ที่พูดว่า กินอีกคำลูก กินอีกห้าคำลูก เป้าหมายคืออะไร ทำไมถึงพูดแบบนั้น อยากให้เราสบายใจว่าลูกอิ่ม อยากให้พ่อแม่สบายใจ แต่ต้องจบลงที่การทะเลาะกัน เวลาที่เราอยากให้ลูกมี OQ หรือการมองโลกในแง่บวก ไม่ใช่ว่าคนมองโลกในแง่บวกจะอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ คิดอะไรเพ้อฝัน แต่คนที่คิดบวกเป็นคนที่คิดได้จากประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพเพียงพอ

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก
วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก

“หากลูกบอกว่า อิ่ม ให้พูดว่า หนูแน่ใจนะว่าหนูจะอิ่ม มื้อต่อไปอีกสามชั่วโมงนะลูก ต่อให้ลูกยังเล็กก็บอกแบบนี้ ลองอีกคำไหม ตื๊ออีกนิดหนึ่งได้ แต่ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง ท่าทาง สัมผัส ต้องมีอยู่จริง เมื่อลูกบอกอิ่มก็เก็บ แต่ถ้าลูกหิวก่อนมื้อต่อไปจะไม่ให้ทาน แต่เราจะไม่เป็นพ่อแม่ที่ซ้ำเติมแล้วทับถม ถ้าลูกหิวก่อนเวลาก็แค่บอกว่า ความรู้สึกแบบนี้แหละที่พ่อแม่เป็นห่วง เดี๋ยวมื้อต่อไปมาถึงปุ๊บรีบกินเลยนะลูก เดี๋ยวแม่ให้กินเร็วที่สุดเลย นี่คือความรู้สึกที่เป็นห่วง ตัวตนลูกยังอยู่ ความรู้สึกลูกจะเป็นอย่างไร พ่อแม่เป็นคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา อบอุ่น ปลอดภัย ไว้ใจได้ นี่คือการเป็นคนคิดบวกในอนาคต ระเบียบแบบแผนสำคัญมาก ไม่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ถ้าพ่อแม่ซ้ำเติม ในอนาคตถ้าลูกมีปัญหา ลูกจะมองเห็นเลยว่า ถ้ามาบอกพ่อแม่จะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะคิดบวกได้อย่างไร อยู่ที่วิธีการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ทำให้ลูกมีตัวตน พ่อแม่รับฟังลูก ตัดสินใจร่วมกัน”

ไม่ดุ ไม่ตี เปลี่ยนวิธีการสอนลูก

หากไม่ดุ ไม่ตี แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไร ผศ.ดร.ปนัดดา แนะนำว่า หากไม่ดุ ให้ปลอบ ให้ชม หากไม่ตีให้สอน ทำตรงกันข้าม เพราะในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มี 2 เรื่องเกิดขึ้นเสมอ เนื้อหาของเรื่องราว ถูกผิดควรไม่ควร ที่สำคัญคือ อารมณ์ของลูก

ตัวอย่างเช่น หากพาลูกไปเดินเล่นในห้าง ลูกโกรธมากจนตีเด็กอีกคน ให้กลับมาเนื้อหาของเรื่อง ผิดถูกควรไม่ควร โดยหลักการสร้างวินัยเชิงบวก ขอให้ไปที่อารมณ์ลูกก่อน ไปด้วยวิธีการปลอบว่า รู้ว่าลูกโกรธเลยตีเพื่อน เป็นการสอนให้ลูกรู้จักชื่ออารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม มันตรงกันพอดี เด็กจะเข้าใจง่ายเพราะสอดคล้องกันพอดี

“พ่อแม่ต้องเป็นพวกเดียวกับลูก จะขอโทษลูกอีกฝ่าย ขอโทษคุณพ่อคุณแม่ก่อนก็ได้ แล้วพาลูกออกจากสถานการณ์นั้น ถ้าไม่ตีลูกก็ให้สอนลูก เช่น ถ้าครั้งหน้าโกรธ หนูคิดว่าจะทำอย่างไรแทนการตีเพื่อน ให้เด็กมี EQ และ PQ ถ้าลูกจะมีความสามารถในการเล่น ต้องมีทักษะสังคม หากลูกตอบว่า ครั้งหน้าก็จะตีอีก ให้บอกว่า รู้ว่าลูกยังโกรธอยู่ เลยตอบแบบนี้ เดี๋ยวพร้อมแล้วแม่ถามใหม่”

ส่วนการเลี้ยงลูกให้มี OQ, CQ และ PQ จำเป็นกับเด็กยุคนี้อย่างไร ผศ.ดร.ปนัดดา ตอบว่า พ่อแม่ต้องสร้างตัวตนลูกเพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อไหร่ที่ลูกรู้สึกสูญเสียตัวตน ลูกจะใช้โหมดปกป้องตัวเอง (Defense Mechanisms) ลูกอาจจะเป็นคนก้าวร้าว สู้เรา หรือหนีปัญหา ไม่สู้หน้า สมยอม หรือยอมทำตามพ่อแม่เพราะกลัว Power BQ จะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะลูกขาดพ่อแม่ไม่ได้ พ่อแม่ต้องคิดให้เป็นคนตั้งต้น ถ้าสร้างตัวตน ยอมรับฟังตัวตน อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นเพื่อนลูก จะทำให้ลูกร่วมคิดด้วย หากลูกโกรธ ครั้งหน้าโกรธต้องทำอย่างไร ลูกกำลังจะมีประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพเพียงพอกับพ่อแม่ แต่ถ้าประสบการณ์เดิมถูกกดตัวตนไว้ เด็กจะเติบโตยาก เล่นกับคนอื่นยาก แล้วความคิดสร้างสรรค์ก็ยากมากที่จะเกิดขึ้น เพราะเด็กจะใช้พลังงานทั้งหมดในการครุ่นคิดที่จะระแวงปกป้องตัวเองจากประสบการณ์เดิมที่ถูกสั่งสมมา

เลิกใช้คำว่า ห้าม ไม่ อย่า หยุด ยิ่งพูดเด็กยิ่งทำ

ผศ.ดร.ปนัดดา เสริมว่า เด็กจะเรียนรู้แล้วพฤติกรรมนั้นจะเร็วขึ้น เพราะเรียนรู้ว่าพ่อแม่จะพูดคำนี้ เมื่อตัวลูกอยากทำอะไร ในทางสมองคำพูดที่ทำให้สมองต้องประมวลผล 2 ครั้ง ถ้าพูดว่าอย่าวิ่ง สมองจะไม่สามารถประมวลคำว่า อย่า ได้ก่อน จะประมวลคำว่า วิ่ง สมองของเด็กจะกระตุ้นให้พฤติกรรมเกิดขึ้นหรือตอนที่ลูกจะวิ่งไปหยิบขนม แล้วพ่อแม่บอกว่าอย่าวิ่ง ลูกจะหยุดนิดหนึ่ง แต่ใจอยากจะไปเลยทำให้ประมวลผลไม่ทัน

บางครั้งพ่อแม่ก็พูดเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นคำบอกของพ่อแม่ชี้นำ เช่น เดี๋ยวถือเค้กมา อย่าจิ้มนะ ลูกจะทำทันที เป็นทฤษฎีช้างสีชมพูที่เมื่อห้ามว่าอย่าคิดถึงช้างสีชมพูเด็ดขาด สมองก็จะคิดถึง ให้ลองเปลี่ยนคำพูดจาก อย่าวิ่ง เป็นเดินช้า ๆ มาจูงมือแม่ เลือกใช้คำพูดที่ไม่ต้องแปลเยอะ พูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลูกมีตัวตน ไม่ใช่กดดัน ถ้าลูกยังทำอยู่ ให้พูดวนไป เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

การเลี้ยงลูกเชิงบวกอาจต้องใช้เวลา แต่จะดีกับลูกมากกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงวัย 3 ปีแรกของชีวิต เมื่อมีการกระตุ้นทักษะสมองแล้ว หนทางพิชิตความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

หมอเด็กแนะ 3 เทคนิค ชวนลูกคุย เรื่องโรงเรียน ให้ลูกยอมเปิดใจ

สร้าง Mind map ช่วยฝึกให้ลูกส่งงานครบมีความรับผิดชอบ

4 เกมสร้างทักษะ critical thinking คือ สิ่งที่แม่สร้างได้!!

สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก

รีวิว สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก “เพียวรีน” คัดแล้วว่าดี ทำความสะอาดผิวลูกน้อยอย่างอ่อนโยน

สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก ที่ใครๆ มองว่าใช้อะไรก็ได้ ไม่เห็นจะต้องเลือกให้มากเลย แต่คนเป็นแม่ไม่คิดแบบนี้กันค่ะ เราจะเลือกแล้ว เลือกอีก เลือกที่ดีและเหมาะกับผิวลูกน้อยที่สุด เพราะอะไรรู้ไหมคะ ที่ทำให้คนเป็นแม่เยอะ!? ก็เพราะผิวเด็กทารกบอบบางมาก โครงสร้างผิวที่ยังไม่แข็งแรง ทำให้ไวต่อการแพ้ และระคายเคืองได้ง่ายค่ะ

การเลือกผลิตภัณฑ์ของใช้ต่างๆ ให้ลูกน้อย โดยเฉพาะ สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก จึงต้องอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อย เพราะผิวชั้นนอกของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้ไวต่อการระคายเคือง แถมยังแห้งง่าย แม้ผิวจะดูนุ่มเด้งน่ากอดแค่ไหน หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่กักเก็บน้ำในผิว ผิวจะแห้งลงเรื่อยๆ ยิ่งลูกน้อยอยู่ในห้องแอร์ก็ยิ่งทำให้ผิวแห้งไวและเป็นต้นเหตุของอาการคัน

สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้ สบู่เหลวเด็กเพียวรีน เป็นสบู่เหลวอาบน้ำเด็ก ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Baby Wash จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

สบู่เหลวเด็กเพียวรีน ออกแบบพิเศษมาเพื่อดูแลผิวบอบบางได้ตั้งแต่เบบี๋แรกเกิดด้วยสูตร ZERO ที่ปราศจากสารอันตรายและสารก่อให้เกิดการระคายเคือง อย่าง พาราเบน กับ MIT ซึ่งเป็นสารกันเสียต้นเหตุของอาการระคายเคือง และ  SLS สารลดความตึงผิวของน้ำ คุณแม่จึงมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัยกับลูกน้อย 100 %

สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก

เรามาเริ่มดูกันตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกกันเลยค่ะ ขวดมีส่วนเว้าโค้งให้จับได้ถนัด สีขาวขุ่น มองเห็นเนื้อสบู่เหลวด้านในชัดเจน สำหรับขนาด 500 มล. จะเป็นหัวปั๊มล็อกมาอย่างดี มือเดียวก็กดใช้ได้สะดวก บนฉลากมีข้อความระบุ “ Mild & Gentle for baby” ให้รู้ว่าสามารถใช้กับทารกแรกเกิดได้แน่นอน

เนื้อสบู่มีสีเหลืองใส มีความเหนียวหนืดนิดๆ บีบออกมาแค่นิดเดียวผสมกับน้ำ สามารถใช้ได้ทั้งตัว พอลูบลงบนผิวลูก ก็รู้สึกลื่น ไม่ฝืดหรือเหนียวติดผิว ก็ใช้ได้ทั้งตัว แถมยังล้างออกง่ายไม่เหลือฟองติดผิว

สบู่มีกลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายดอกไม้ ช่วยให้ลูกรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และมีความสุขกับช่วงเวลาอาบน้ำ หลังอาบน้ำเสร็จก็ยังมีกลิ่นหอมจางๆติดผิวลูกไปตลอดวัน

สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก

วิตามินอี และโปรวิตามินบี 5 เป็นจุดเด่นของ สบู่เหลวเด็กเพียวรีน ทำให้ผิวของลูกน้อยนุ่มเนียน ชุ่มชื่นเป็นประกาย แถมยังเป็นสูตร Tear free ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ลูกแสบตาระหว่างอาบน้ำ หรือคุณแม่จะใช้สระผมด้วยก็ไม่ติด เพราะอ่อนโยนจริงๆ

การันตีมาตรฐานให้คุณแม่มั่นใจอีกขั้นว่า ใช้แล้วอ่อนโยนกับลูกชัวร์ ด้วยเครื่องหมาย Dermatologically Tested ที่แสดงว่า สบู่เหลวเด็กเพียวรีน ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทางเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้สบู่เหลวเพียวรีน ได้รับ รางวัล Editor’s Choice Best Baby Wash จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

คุณแม่สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ สบู่เหลวเด็กเพียวรีน เพิ่มเติมได้ที่ www.pureen.co.th  วางจำหน่ายแล้วที่ ท๊อปส์มาร์เก็ต วิลล่าซุปเปอร์มาร์เก็ต โฮมเฟรชมาร์ท แผนกสินค้าเด็กห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์และโรบินสัน และร้านค้าเด็กชั้นนำทั่วไป หรือ ช่องทางออนไลน์ที่ Lazada  Shopee  Konvy  JDcentral

 

แป้งเด็ก

ผิวลูกเนียนนุ่ม ไร้ผดผื่น ด้วยที่สุดของแป้งเด็ก ปี 2020 เลือกอย่างไรให้มั่นใจว่าอ่อนโยน

แป้งเด็ก ไอเท็มที่ทุกบ้านต้องมีสำหรับการดูแลผิวของลูกน้อยให้ปลอดภัยจากผดผื่นแดง และรอยแดง ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการระคายเคือง งอแงไม่สบายตัว คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจมีข้อสงสัยว่าควรเลือกแป้งเด็กอย่างไรให้ปลอดภัย และอ่อนโยนกับผิวบอบบางได้จริง เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ

แม่ๆ คงรู้กันดีว่า ผิวของทารกแรกเกิดนั้นแสนบอบบาง และระคายเคืองง่าย เพราะโครงสร้างของผิวหนังยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารแปลกปลอมต่างๆ ถึงแม้จะป้องกันอย่างเต็มที่ขนาดไหน แต่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน มีทั้งร้อน ฝน หนาว ก็ทำให้เกิดปัญหาผิวมากมาย โดยเฉพาะบริเวณอับชื้นง่าย อย่างใต้คอ รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับต่างๆ และผิวใต้ผ้าอ้อม ซึ่งจะระบายอากาศไม่ดีพอและเกิดการเสียดสีได้ง่าย

การใช้แป้งเด็ก จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยปกป้องผิวของลูกน้อยได้ดี เพราะเนื้อแป้งจะเข้าไปลดแรงเสียดทานบนผิวหนัง ดูดซับความชื้น ทำให้รู้สึกสบายตัว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ลูกมีความสุขได้ตลอดวัน แต่การเลือกซื้อแป้งให้ลูกน้อย คุณแม่ควรใส่ใจเป็นพิเศษและมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย 100 %

แป้งเด็ก

เว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com ยกให้ ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์นิวบอร์น เป็นแป้งเด็ก ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Baby Powder จาก Amarin Baby & Kids Awards 2020

ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์นิวบอร์น แป้งเด็กสูตรใหม่ที่คัดสรรมาเพื่อผิวบอบบางของลูกน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดโดยเฉพาะ แม้ภายนอกจะดูคล้ายแป้งเด็กทั่วไป แต่มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยปกป้องผิวลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย

  • ก่อนจะทดลองใช้เนื้อแป้ง ดีนี่ ออร์แกนิค มาดูที่รูปแบบผลิตภัณฑ์กันก่อนค่ะ ขวดแป้งมีส่วนเว้าโค้งให้จับได้ถนัดมือ ส่วนฝามีรอยหยักจับหมุนได้สะดวก มีรูทั่วฝา เทแป้งออกง่าย หมุนเปิด-ปิดได้สนิท แป้งไม่หกเลอะเทอะ

แป้งเด็ก

  • เมื่อเทแป้งออกมาพบว่า เนื้อแป้งของ ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์นิวบอร์น เป็นสีขาวบริสุทธิ์ เนื้อเนียนละเอียด ไม่รู้สึกหยาบกระด้าง แม้เนื้อแป้งจะเบาบางแต่มีน้ำหนัก หยิบติดมือง่าย ไม่เป็นฝุ่นฟุ้งกระจาย ด้วยสูตรพิเศษที่คิดค้นเพื่อลดการฟุ้งกระจายโดยเฉพาะ
  • พอทาลงบนผิวแล้ว ลูบลื่น ติดผิวนาน สัมผัสแห้งตลอดวัน มีกลิ่นหอมละมุนอ่อนๆ ทำให้ลูกน่ากอดตลอดวันเลยค่ะ แม้จะเป็นแป้งฝุ่น แต่ก็ไม่ทำให้ผิวแห้งเลยล่ะค่ะ ด้วยส่วนผสมของน้ำแร่ และสารสกัดจากธรรมชาติถึง 7 ชนิด เช่น อะลันโทอิน(Allantoin ) ที่ช่วยบรรเทาอาการระคายเคือง ปกป้องผิวแพ้ง่ายจากผดผื่นสำหรับลูกวัยทารกโดยเฉพาะ เหมาะใช้กับผิวบริเวณที่อับชื้นหรือทาผิวก่อนเปลี่ยนผ้าอ้อม

แป้งเด็ก

  • ส่วนเรื่องความปลอดภัย แป้งเด็ก ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์นิวบอร์น ได้ผ่านการทดสอบ “ไม่ทำให้แพ้”  Hypoallergenic Tested และผ่านมาตรฐานการทดสอบของประเทศฝรั่งเศส จึงเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่อ่อนโยนต่อทุกสัมผัสของผิวลูกน้อยแน่นอนค่ะ
  • ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทาง Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้แป้งเด็ก ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์นิวบอร์น ได้รับ รางวัล Editor’s Choice  Best Baby Powder จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

ทีมบรรณาธิการเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com มีเคล็ดลับในการใช้แป้งเด็ก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มีความมั่นใจในการทาแป้งเด็กกับผิวของลูกน้อยด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆ นี้เลยค่ะ

  • เทแป้งครั้งละน้อยๆ ลงบนฝ่ามือของคุณแม่
  • เกลี่ยแป้งที่ฝ่ามือก่อนทาให้ลูก ไม่ควรเทแป้งลงบนตัวลูกโดยตรง เพื่อป้องกันการสะสม และลดการฟุ้งกระจาย
  • เน้นทาบริเวณข้อพับ หรือส่วนที่อับชื้นได้ง่าย เว้นการทาบริเวณแพ้ง่าย เช่น ใบหน้า รอบดวงตา และอวัยวะเพศ

เพียงเท่านี้ คุณแม่ก็สามารถปกป้องผิวของลูกน้อยจากผดผื่นคันต่างๆ และทำให้รู้สึกสบายตัวไปตลอดวัน

สำหรับ แป้งเด็ก ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์นิวบอร์น สามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไปค่ะ คุณแม่ที่สนใจผลิตภัณฑ์ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์นิวบอร์น สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่เฟสบุ๊ค http://www.dnee.co.th/index.php/th/products และ Line Official Dnee Thailand นะคะ

 

 

ความฉลาดสร้างได้

ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ในครรภ์ วิธีปั้นลูก 3 ฉลาด พื้นฐานสู่ความสำเร็จ

ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ในครรภ์ หมอแนะแม่มือใหม่ใส่ใจอาหารและอารมณ์

แม่จ๋ารู้ไหม? ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ตอนท้อง

คุณแม่มือใหม่ต้องใส่ใจในเรื่องอาหารและอารมณ์ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้าง Power BQ ให้ลูกน้อยฉลาด 3 ด้าน ได้แก่ ฉลาดสุขภาพดี (HQ) ฉลาดสมองดี (IQ) และ ฉลาดทางอารมณ์ (EQ) โดย

สำหรับเคล็ดลับในการสร้าง Power BQ ให้ลูกฉลาด 3 ด้านนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เจ้าของเพจ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้มาให้ข้อมูลในงาน Amarin Baby & Kids presents Mom Expert’s Day พลังแม่สร้างลูกฉลาดรอบด้าน วันที่ 31 ตุลาคม ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ภายใต้หัวข้อ “เริ่มต้นให้ถูก ปั้นลูก 3 ฉลาด พื้นฐานสู่ความสำเร็จ” โดยกล่าวว่า การเลี้ยงลูกนั้นเป็นเรื่องยากทุกยุคสมัย แต่ถ้าเตรียมความพร้อมก็ไม่ยากเกินไป เริ่มตั้งแต่การวางแผนตั้งครรภ์ที่ควรไปพูดคุยกับสูตินรีแพทย์ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อตรวจดูโรคประจำตัวทั้งคุณพ่อและคุณแม่ว่าเป็นพาหะของโรคต่าง ๆ หรือไม่ เช่น พาหะธาลัสซีเมีย หรือตัวคุณแม่เอง หากพบว่ามีอาการป่วยบางอย่างก็ต้องรีบรักษาก่อนการตั้งครรภ์ เช่น โรคซิฟิลิส ที่ส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง รวมถึงการฉีดวัคซีนตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันโรคร้ายก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะโรคหัดเยอรมัน เพราะเชื้อหัดเยอรมัน หากเป็นขณะตั้งครรภ์ เด็กจะมีสติปัญญาผิดปกติ

ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ในครรภ์
ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ในครรภ์

“เมื่อตั้งครรภ์ให้รีบฝากครรภ์ เพราะระหว่างทาง 9 เดือน อาจพบปัญหาสุขภาพได้ เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และยังต้องระวังเรื่องการรับประทานอาหาร เลือกทานอาหารที่ถูกหลักอนามัย งดการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่” พญ.สุธีรา กล่าว

อย่าบำรุงลูกเกิน ระวังลูกเป็นภูมิแพ้!

คุณหมอยังเน้นย้ำเรื่องการกินเผื่อลูกด้วยว่า จำเป็นต้องแก้ความเข้าใจผิด เพราะปัจจุบันพบว่าเด็กเป็นโรคภูมิแพ้กันเยอะมาก พญ.สุธีรา เสริมว่า อาหารต้องแก้ความเข้าใจผิด หากแม่บำรุงมากเกินไปจะทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะการแพ้โปรตีน ซึ่งอันดับหนึ่งที่เด็กแพ้คือ นมวัว ซึ่งแคลอรีที่แม่ท้องควรเพิ่มในแต่ละวันมีเพียง 500 กิโลแคลอรีต่อวัน เปรียบเป็น 1 จานที่เพิ่มขึ้น หรือกินเพิ่ม 30 เปอร์เซนต์ต่อมื้อก็เพียงพอ และต้องระวังการบริโภคขนม เค้ก หรือเบเกอรี หากลูกเกิดภูมิแพ้อาจมีอาการแพ้นมวัว ทำให้ผื่นขึ้นตามตัว แพ้อากาศ เป็นหวัดบ่อย และยังติดเชื้อง่ายเวลาที่ไปโรงเรียน

“ทั้งเรื่องสุขภาพและพัฒนาการของเด็กเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันหมด ขณะตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก น้ำหนักต้องไม่ขึ้นเลยเพราะตัวอ่อนยังตัวเล็ก และตลอดการตั้งครรภ์น้ำหนักควรขึ้นแค่ 10-12 กิโลกรัมก็พอ ถ้าแม่อ้วนยังเพิ่มความเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีผลต่อลูกในท้อง พอคลอดออกมาก็มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลกับเซลล์สมอง หมอแนะนำให้เลือกรับประทานอาหารไทย เช่น น้ำพริก ปลาทู ผัก และผลไม้สด”

หลังคลอดต้องนมแม่…แน่ที่สุด

ส่วนอาหารหลังคลอดที่ดีที่สุดสำหรับทารกก็ต้อง น้ำนมของแม่ พญ.สุธีรา เพิ่มเติมว่า นมที่ดีที่สุดคือนมแม่ เพราะมีสารอาหารกว่า 200 ชนิด โดยเฉพาะช่วง 3-5 วันแรกของชีวิต ลูกควรกินนมแม่ เพราะโปรตีนในนมวัวหรือนมผงเป็นโปรตีนโมเลกุลใหญ่ มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า ถ้าเลี่ยงโมเลกุลใหญ่ใน 3-5 วันแรกของชีวิตเด็ก จะลดความเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ได้ จริง ๆ แล้วธรรมชาติก็เตรียมความพร้อม ให้เด็กมีพลังงานสะสมตั้งแต่อยู่ในท้อง เมื่อคลอดออกมาควรให้ทารกเข้าเต้าดูดนมบ่อย ๆ ภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด แม่ควรเจอกันกับลูกให้เร็วที่สุด ในช่วงแรกที่เข้าเต้าน้ำนมแม่อาจมาเป็นหยด ๆ หนืด ๆ ปั๊มยังไม่ออก เพราะนมช่วงนั้นคล้ายนมข้นหวานที่ออกจากตู้เย็น ผ่านไป 1 สัปดาห์ น้ำนมจะใสขึ้น ปั๊มแล้วเริ่มออก แต่ก็พอดีแล้วสำหรับขนาดกระเพาะของเด็กแรกเกิดที่เทียบเท่าลูกเชอร์รี ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ก็ไม่จำเป็นต้องเสริมนมผง

6 เดือนแรกนมแม่อย่างเดียวจึงเพียงพอสำหรับทารก พญ.สุธีรา ย้ำด้วยว่า น้ำเปล่าไม่ต้อง ไม่ต้องให้อาหารเสริม เพราะในนมแม่มีสารยับยั้งเชื้อรา แค่ทำความสะอาดด้วยผ้าก็อซ เช้า ก่อนนอน เช้าเย็นก็พอ เหมือนแปรงฟัน แต่นมผงต้องกินน้ำตามเพื่อล้างคราบนมผงเพราะหากตกค้างจะทำให้ฟันผุ

“สารอาหารในน้ำนมแม่มีมากมาย ทั้งสารบำรุงสมอง ดีเอชเอ สารที่สร้างปลอกหุ้มเส้นใยสมองของเด็ก ตอนคลอดออกมาสมองจะพัฒนามา 30 เปอร์เซนต์ อีก 70 เปอร์เซนต์ สมองต้องสร้างอีก 3-7 ปี ส่วนที่สร้างช้าที่สุดคือปลอกหุ้มเส้นใยสมอง เด็กคนไหนโชคดีได้กินนมแม่ 6-7 ปี จะมีวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างปลอกหุ้มเส้นใยสมองสมบูรณ์แบบ การนำกระแสประสาทไปที่สมองก็จะไม่สะดุดติดขัด ในนมแม่ยังมีทอรีน กรดอะมิโนที่เป็นสารตั้งต้นสารสื่อประสาทในสมอง สารอัลฟ่า-แลคตัลบูมิน สฟิงโกไมอีลิน โปรตีนที่ไม่กระตุ้นภูมิแพ้ วิตามิน แร่ธาตุ นมแม่จึงเต็มไปด้วยสารที่ช่วยบำรุงสมองของเด็ก การให้ลูกกินนมแม่เหมือนเราเตรียมฮาร์ดแวร์ไว้ให้ลูก เพราะอาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กฉลาด”

ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ในครรภ์
ความฉลาดสร้างได้ ตั้งแต่ในครรภ์

น้ำนมแม่เพียงพอแน่

สำหรับการเตรียมตัวของคุณแม่มือใหม่ให้มีน้ำนมเพียงพอ คุณหมอแนะนำว่า หลักการคือดูดบ่อย ปั๊มบ่อย ๆ สำหรับแม่ทำงานนอกบ้าน แต่ถ้าแม่ฟูลไทม์เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ดูดเต้าอย่างเดียวก็เพียงพอ จะให้ดีต้องให้ลูกดูดนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง ช่วง 3 เดือนแรกจะเหนื่อยหน่อย แต่หลังจากนั้นจะสบาย ลูกจะแข็งแรงเนื่องจากกินนมแม่ ในสัปดาห์แรกลูกจะขอดูดทุกชั่วโมงต้องคอยเอาเข้าเต้าตลอด ทั้งนี้ ควรเตรียมเครื่องปั๊มนมสองข้างพร้อมกัน ปั๊มนมบ่อย ๆ เตรียมไว้ ปั๊มครั้งละ 10 นาที ปรับความแรงให้เหมาะสม เรียกว่า ขโมยปั๊ม สัปดาห์แรกจะยังไม่มีอะไรออกมา เรียกว่า การปั๊มกระตุ้น ทำให้ฮอร์โมนหลั่ง หลอกร่างกายว่ามีลูกมากกว่าหนึ่งคน ร่างกายจะผลิตน้ำนมมากขึ้น น้ำนมมีเพียงพอแน่นอน หากปั๊มนมแล้วเกิดหัวนมแตกให้ปรับที่กรวยและความแรง รวมถึงสังเกตวิธีเอาลูกเข้าเต้าด้วยว่าถูกวิธีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ควรให้ลูกเจอขวดหลังอายุครบ 1 เดือน เพื่อป้องกันภาวะสับสนหัวนม เพราะขวดนมดูดง่าย นมไหลเข้าปาก พอมาเจอเต้าทีหลังจะไม่ยอมดูด แต่หากคุณแม่ต้องกลับไปทำงาน ควรฝึกให้ลูกเจอขวดเดือนละ 1-2 ครั้ง เพราะนมสต็อกที่ละลายมักจะเหม็นหืน ต้องฝึกให้กินตั้งแต่ 1 เดือน

พญ.สุธีรา เพิ่มเติมว่า เวลาลูกดูดนมจะช่วยพัฒนาด้านอีคิว แม่ก็อารมณ์ดี ลูกก็อารมณ์ดี เพราะออกซิโทซินจะหลั่งออกมา ซึ่งช่วยให้มดลูกเข้าอู่ ทำให้นมนมไหลดี และยังทำหน้าที่เหมือนเอ็นโดรฟิน แม่จะรู้สึกผ่อนคลาย ส่วนลูกที่ได้รับสารนี้จากน้ำนมแม่ก็จะมีความสุข อารมณ์ดี เมื่อแม่ลูกอารมณ์ดีเล่นกันมากขึ้น อีคิวลูกก็ดี พัฒนาการลูกก็ดี

3 ปัจจัยทำให้ลูกฉลาด

เด็กฉลาดจะประกอบด้วย 3 ปัจจัย คุณหมออธิบายว่า

  1. พันธุกรรม พ่อแม่ฉลาด หัวดี
  2. อาหาร หลังกินนมแม่ 6 เดือน ลูกต้องได้รับอาหารเสริมตามวัยที่มีสารอาหารอย่างเพียงพอ ทั้งโปรตีน ผัก ผลไม้ เมื่อลูก 6 เดือนจึงต้องเริ่มข้าวบด เพิ่มเติมด้วยการผสมเนื้อสัตว์ มีผักผลไม้ ธัญพืช ถั่วชนิดต่าง ๆ และหากต้องการเสริมสร้างดีเอชเอ ก็เพิ่มเติมเมนูปลาให้ลูกกิน เช่น ปลาสวายที่มีดีเอชเอมากกว่าแซลมอน หรือเลือกปลาดุก ปลาช่อน และปลาทู นอกจากนี้ ยังมีอะโวคาโด ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง นำมาต้มแล้วบดในอาหารลูกได้ เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดเจีย และเสริมด้วยเมนูไข่ที่มีทอรีน
  3. การเลี้ยงดู เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เน้นการเล่นกับลูก โอบกอด สัมผัส โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกของชีวิต พ่อแม่คือของเล่นที่ดีที่สุด ควรอุ้มลูกบ่อย ๆ การอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนและกินนมแม่จะยิ่งดี แต่ถ้าต้องป้อนขวดให้ป้อนใกล้ ๆ เพื่อเลียนแบบพฤติกรรมการให้นมแม่ คอยสบตา ให้ลูกอยู่ในอ้อมแขน ลูกจะมีความมั่นคงในอารมณ์ ไว้ใจโลก นำสู่พัฒนาการด้านอารมณ์

เรื่องอาหารจึงสำคัญกับลูกตั้งแต่ในครรภ์ จวบจนคลอดออกมาก็ต้องกินนมแม่เพื่อให้ได้สารอาหารที่มีประโยชน์ แต่ก็ต้องไม่ลืมเล่นกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ลูกจะได้รับความฉลาดครบทั้ง 3 ด้าน เติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุข

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

20 แหล่ง อาหารโฟเลตสูง ครบทั้งผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ดีต่อแม่และลูกในท้อง

รวม 17 อาการเตือนคนเริ่มท้อง สังเกตให้รู้ว่า “ท้องแล้วจ้า”

อาการท้องไม่รู้ตัว เป็นไปได้จริงหรือ! จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์?

เงินอุดหนุนบุตร 2564

เงินอุดหนุนบุตร 2564 ลงทะเบียนยังไง ใช้เอกสารอะไร ไปที่ไหน เงินเข้าเมื่อไหร่ เช็กเลย!

เปิดแล้วจ้าแม่! ลงทะเบียน เงินอุดหนุนบุตร 2564 ต้องทำอย่างไร ไปที่ไหน เตรียมเอกสารอะไรบ้าง และ ตารางจ่ายเงินอุดหนุนบุตรปี64 เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเข้าเมื่อไหร่ คลิกดูเลย!

เปิดแล้วจ้าแม่! ลงทะเบียน เงินอุดหนุนบุตร 2564

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายสําคัญระดับชาติตามแผนบูรณาการ การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต เป็นการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมโดยการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้แก่ เด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจนหรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน เป็นมาตรการให้พ่อแม่นําเด็กเข้าสู่ระบบบริการของรัฐ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพัฒนาการเหมาะสม ตามวัย รวมทั้งเป็นหลักประกันให้เด็กได้รับสิทธิด้านการอยู่รอดและการพัฒนาตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตามมติคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กที่อยู่นอกระบบประกันสังคมในครัวเรือนยากจนหรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2564 โดยอุดหนุนเงินตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี และเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาท ต่อคน ต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในปีงบประมาณ 2564 เงินอุดหนุนบุตร ได้เปิดรับลงทะเบียนแล้ว ตั้งแต่ วันนี้ – 30 กันยายน 2564

คุณสมบัติของเด็กแรกเกิด ที่มีสิทธิ รับ เงินอุดหนุนบุตร 2564

  1. มีสัญชาติไทย (พ่อแม่มีสัญชาติไทย หรือพ่อหรือแม่มีสัญชาติไทย)
  2. เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป จนมีอายุครบ 6 ปี
  3. อาศัยอยู่กับผู้ปกครองที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
  4. ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน

ผู้ปกครองที่มีสิทธิลงทะเบียน รับ เงินอุดหนุนบุตร 2564

  1. มีสัญชาติไทย
  2. เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะ
  3. เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย
  4. อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย  คือ สมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี

***หมายเหตุ คุณแม่ที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ยังไม่ต้องมายื่นคําร้องขอลงทะเบียนขอรับสิทธิ์เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด รอให้คลอดบุตรก่อนจึงลงทะเบียนได้

 และสำหรับใครที่เคยลงทะเบียนแล้วต้องลงทะเบียนใหม่ไหม : เคยได้สิทธิ์และลงไว้แล้วไม่ต้องลงใหม่ ถ้ายังไม่ได้ลงทะเบียนต้องลงใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินย้อนหลังหรือไม่ คำตอบคือ เด็กที่ครบ 3 ขวบแล้ว และลงทะเบียนแล้วจะได้รับย้อนหลัง ส่วนเด็กที่เกิด 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2563 ได้ย้อนหลังจนถึงวันเกิดเด็ก

 

สถานที่รับลงทะเบียน เงินอุดหนุนบุตร 2564

สามารถลงทะเบียนได้ในพื้นที่ที่เด็กแรกเกิด และผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง ดังนี้

กรุงเทพมหานคร   : ลงทะเบียนที่สํานักงานเขต

เมืองพัทยา            : ลงทะเบียนที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา

ส่วนภูมิภาค           : ลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตําบล หรือเทศบาล

 

เอกสารประกอบการลงทะเบียน รับ เงินอุดหนุนบุตร 2564 ประกอบด้วย

1. แบบคําร้องขอลงทะเบียน (ดร.01) (ดาวน์โหลดที่นี่)
2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02) (ดาวน์โหลดที่นี่)
>>> ข้อ 1 และ 2 สามารถไปขอรับได้ที่ ที่รับลงทะเบียน <<<
3.สำเนาบัตรประจําตัวประชาชนของผู้ปกครองที่ลงทะเบียนขอรับสิทธิ
4.สำเนาสูติบัตรเด็กแรกเกิด
5.สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (บัญชีธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น)
6.สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เฉพาะหน้าที่ 1 ที่มีชื่อของหญิงตั้งครรภ์)
7.กรณีที่ผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียนและสมาชิกในครัวเรือนของผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียน
เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัท ต้องมีเอกสารใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของทุกคนที่มีรายได้ประจํา
8.สําเนาเอกสาร หรือบัตรข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรแสดงสถานะ หรือตําแหน่ง
หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงตนของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูล

เงินอุดหนุนบุตร 2564

ปฏิทิน เงินอุดหนุนบุตร 2564

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นโครงการที่รัฐบาลช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูบุตร คนละ 600 บาทต่อเดือน ซึ่งจะจ่ายตั้งแต่เด็กแรกเกิด – 6 ขวบ สำหรับคุณพ่อ คุณแม่หลายคนที่ลงทะเบียนเอาไว้แล้ว คงอยากรู้ว่า เงินช่วยเหลือประจำปีงบประมาณ 2564 (เดือนตุลาคม 2563 – กันยายน 2564) จะถูกโอนเข้าบัญชีวันไหน เรามาดู ตารางจ่ายเงินอุดหนุนบุตรปี64  จากกรมบัญชีกลางกันค่ะ

เงินอุดหนุนบุตรตุลาคม 2563 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 63

เงินอุดหนุนบุตรพฤศจิกายน 2563 วันที่โอนเงิน วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน 63

เงินอุดหนุนบุตรธันวาคม 2563 วันที่โอนเงิน วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม 63

เงินอุดหนุนบุตรมกราคม 2564 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม 64

เงินอุดหนุนบุตรกุมภาพันธ์ 2564 วันที่โอนเงิน วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 64

เงินอุดหนุนบุตรมีนาคม 2564 วันที่โอนเงิน วันพุธ ที่ 10 มีนาคม 64

เงินอุดหนุนบุตรเมษายน 2564 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน 64

เงินอุดหนุนบุตรพฤษภาคม 2564 วันที่โอนเงิน วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม 64

เงินอุดหนุนบุตรมิถุนายน 2564 วันที่โอนเงิน วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน 64

เงินอุดหนุนบุตรกรกฎาคม 2564 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม 64

เงินอุดหนุนบุตรสิงหาคม 2564 วันที่โอนเงิน วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม 64

เงินอุดหนุนบุตรกันยายน 2564 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน 64

หมายเหตุ : กรณีมีการเปลี่ยนแปลงการโอนเงินตามปฏิทินการทำงานฯกรมบัญชีจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมบัญชีกลาง

เงินอุดหนุนบุตร 2564

วิธีเช็กสิทธิโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

หากไม่ทราบว่าตัวเองลงทะเบียนผ่านไหม ได้รับสิทธิ์หรือยัง คุณแม่สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตนเอง โดยเข้าระบบตรวจสอบสิทธิโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดได้ที่นี่ 👇👇
✅กรมกิจการเด็กและเยาวชน
http://csgcheck.dcy.go.th/public/eq/popSubsidy.do
✅มีการแจ้งสถานะต่างๆและแนวทางปฏิบัติ

หากพบข้อมูลที่ต้องแก้ไขโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อทำการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง

👉ส่วนภูมิภาค ติดต่อ พมจ. ที่ท่านได้ลงทะเบียน
👉กรุงเทพมหานคร ติดต่อ กรมกิจการเด็กและเยาวชน

เงินอุดหนุนบุตร 2564

ทั้งนี้ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบสิทธิ์ หรือได้รับสิทธิ์แล้ว แต่เงินไม่เข้าบัญชี หรือมีข้อสงสัยอื่นๆ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน

  • โทร. เบอร์ตรง 0 2651 6534, 0 2651 6920, 0 2651 6902
  • หรือ 0 2255 5850-7 ต่อ 121, 122, 123, 147, 152 (โปรดติดต่อตามวันเวลาราชการ)

หรือตามสอบถามกับพนักงานได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ที่ตนเองได้ลงทะเบียนไว้

อย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูล เงินอุดหนุนบุตร 2564 ข้างต้นทั้งหมด เป็นการรวบรวมมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องที่มีรายละเอียดข่าวสารแจ้งไว้ ซึ่งทางทีมแม่ ABK เป็นเพียงแอดมิน Amarin Baby & Kids ที่จัดทำข้อมูลมาเพื่อบอกกล่าวชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เงินอุดหนุนบุตร 2563 ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานรัฐบาล หากคุณพ่อคุณแม่มีเรื่องสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อสายด่วน พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง


ขอบคุณข้อมูลจากเพจ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดcsg.dcy.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ย้ายงาน! อย่าลืมยื่นขอรับสิทธิ์ เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม

9 วิธีแก้ปัญหาพ่อแม่ ไม่มีเงินเลี้ยงลูก บอกเลยช่วยได้!

เคลียร์ชัด ๆ ให้หายสงสัย เงินสงเคราะห์บุตรย้อนหลัง ได้ไหม?

อุทาหรณ์เลี้ยงลูกผิด! ตามใจลูกเกินไป จนไม่รู้ค่าของเงิน

 

‘โฟร์โมสต์’ ผนึกกำลัง ‘ลาซาด้า’ รุกแคมเปญยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ‘Lazada 11.11 Biggest One-Day Sale’

โฟร์โมสต์ผนึกกำลัง ลาซาด้า รุกแคมเปญยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ‘Lazada 11.11 Biggest One-Day Sale’ เดินหน้ามอบความสุข พร้อมยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดแก่นักช้อปไทย

4 พฤศจิกายน 2563, กรุงเทพฯ – นายพนิต ปวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ ร่วมกับ นางสาวธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) เฉลิมฉลองมหกรรมช้อปปิ้งสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Lazada 11.11 Biggest One-Day Sale ถูกที่สุดในรอบปี วันนี้วันเดียว 11 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น เตรียมยกทัพโปรโมชั่นสุดฮอต พร้อมนำเสนอประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุด เติมเต็มทุกความต้องการ และคืนกำไรให้แก่นักช้อปไทยทั่วประเทศ

“โฟร์โมสต์” ต่อยอดความสำเร็จในการรุกตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยประกาศความร่วมมือกับ ลาซาด้า นำสินค้าในเครือ ร่วมแคมเปญ Lazada 11.11 Biggest One-Day Sale อัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ ซื้อเยอะลดเพิ่ม ลดสูงสุด50% + แถมของรางวัลที่ลาซาด้าเท่านั้น และสุดพิเศษคือ ส่งฟรี ! ทุกออเดอร์ ไม่มีขั้นต่ำ

นายพนิต ปวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายโฟร์โมสต์ กล่าวว่า “ พันธกิจของเราคือการส่งมอบผลิตภัณฑ์นมโคคุณภาพจากเกษตรกรไทยสู่ผู้บริโภคชาวไทย “โฟร์โมสต์” ผลิตภัณฑ์นมที่อยู่คู่ครอบครัวคนไทยมากว่า 64 ปี เราตระหนักถึงการมีสุขภาพที่ดีของคนไทย จับมือพันธมิตรทางธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง “ลาซาด้า” ในแคมเปญยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ‘Lazada 11.11 Biggest One-Day Sale’  เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มยูเอชที พร้อมสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีจากการดื่มนมโคที่อุดมด้วยสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ครอบครัวไทยแข็งแรงเต็ม 100%

ธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ความร่วมมือของลาซาด้าและโฟร์โมสต์ในมหกรรมช้อปปิ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีอย่างแคมเปญ Lazada 11.11 Biggest One-Day Sale เป็นการเสนอโปรโมชั่นและดีลที่คุ้มค่าที่สุดให้แก่นักช้อป ทั้งนี้ทางลาซาด้าได้เตรียมเครื่องมือต่างๆ ทางการตลาดในการสนับสนุนแบรนด์ในการทำแคมเปญในครั้งนี้ เพื่อให้แบรนด์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและประสบความสำเร็จในแคมเปญ 11.11 ไปด้วยกัน”

โฟร์โมสต์แบรนด์ผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มยูเอชที การันตีด้วยรางวัล The Best Brand Award ด้วยยอดขายอันดับ 1 ทุกปีในแพลตฟอร์มลาซาด้า และตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ลาซาด้าถือเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ด้วยตัวเลขการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ  อีกทั้งยังเป็นผู้นำคอนเซ็ปต์มหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 เข้ามาสู่ภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรกในปี 2555 รวมถึงการต่อยอดกลยุทธ์ Shoppertainment อย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนเครื่องมือทางการตลาดทุกช่องทางอย่างเต็มสูบ เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงนักช้อปจำนวนมหาศาลในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เตรียมช้อปสุดคุ้มไปกับ “โฟร์โมสต์” ที่มาพร้อมดีลและโปรโมชั่นเด็ด กับแคมเปญที่สุดแห่งปี Lazada 11.11 Biggest One-Day Sale ถูกสุดในรอบปี วันนี้วันเดียว และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ช้อปออนไลน์กับโฟร์โมสต์ตอนนี้! เข้าชมโฟร์โมสต์บนลาซาด้า https://s.lazada.co.th/s.X5kEG และข้อมูลทางเว็บไซต์ www.foremostthailand.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ForemostThailand

 

Tags

เชื้อไวรัส RSV

หมอเผยภาพ! ปอดเด็กที่ติด เชื้อไวรัส RSV พร้อมแนะวิธีป้องกันลูกจากโรค RSV

น่ากลัวมาก!! เชื้อไวรัส RSV ทำปอดลูก แหว่งไปเป็นแถบ .. เพจหมอชื่อดังออกมาเผยภาพ! นี่คือ “ปอดเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV พร้อมแนะพ่อแม่ต้องทำแบบนี้…ถึงจะป้องกันลูกไม่ให้ติดเชื้อได้

เพจหมอชื่อดัง..เผยภาพ นี่คือ “ ปอดเด็กที่ติด เชื้อไวรัส RSV

บอกได้เลยว่า..ตอนนี้ RSV ถือเป็นอีกหนึ่งเชื้อไวรัสร้ายที่ระบาดหนักว่าโควิด ที่สำคัญลูกเล็กเด็กแดง ป่วยติด เชื้อไวรัส RSV กันง่ายที่สุด ซึ่งทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้คอยสังเกตอาการลูกน้อยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ระวังป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)

จากข้อมูลศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า อุบัติการณ์ของโรค RSV ในเด็กของปี 2563 มีอัตราป่วยเท่ากับปี 2562 ในเดือนเดียวกัน และโรคทางเดินหายใจที่ตรวจหาเชื้อจะพบเป็น RSV มากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ป่วย โดยเฉพาะในเด็กเล็กแรกเกิด-5 ปี แสดงถึงมาตรการการป้องกันโรคทางเดินหายใจในเด็กขณะนี้ไม่ได้แตกต่างกับปีที่แล้วมากนัก อย่างไรก็ตามการดูแลลูกน้อย ให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ก็ยังมีความสำคัญมาก

เพราะโรคติดเชื้อไวรัส RSV อาการโดยทั่วไปอาจจะเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่อาการจำเพาะของเชื้อนี้ มักพบในเด็กเล็ก คือ หลอดลมฝอยอักเสบ โดยเริ่มแรกจะมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ จนถึงอาการรุนแรง เช่น หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ เสียงหายใจมีเสียงหวีด รับประทานอาหารได้น้อย และซึมลง ทั้งนี้ถ้าเด็กเล็กเป็นการติดเชื้อครั้งแรกจะพบหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบ ( ปอดบวม ) ได้ 20 % -30 %

เชื้อไวรัส RSV

โดยล่าสุดทางเพจคุณหมอ Infectious ง่ายนิดเดียว ก็ได้ออกมาเผยภาพ 😢 รวมฟิล์มปอดเด็กที่ติดเชื้อ RSV 10 คน ที่แอดมิดปีนี้ เดือนพฤศจิกายน 2563 และได้รับการวินิจฉัยว่า หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จากเชื้อไวรัส RSV >> โดยฝ้าขาวๆ ในฟิล์มเอกซเรย์คือ ตำแหน่งติดเชื้อ ส่วนสีดำคือปอดปกติ

ทั้งนี้คุณหมอยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส RSV ไว้ว่า..

1) เด็กอายุตั้งแต่ 1-5 ปี มาด้วยอาการ ไข้ ไอ เสมหะ หอบเหนื่อย มีอาการน้อยคือไข้หวัด ถึงรุนแรง ปอดอักเสบ ปอดบวม อยู่ในไอซียู ใส่ท่อช่วยหายใจ

2) มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ยิ่งอายุน้อยยิ่งรุนแรง กลุ่มเสี่ยง คือ อายุน้อย มีโรคประจำตัวปอดหรือหัวใจ คลอดก่อนกำหนด

3) การวินิจฉัย อาศัยอาการและอาการแสดง = ต้องป้ายเสมหะ หา เชื้อไวรัส RSV ได้ผลเร็ว ไม่นาน

4) ยังไม่มียาต้านไวรัสรักษา

เชื้อไวรัส RSV

ดูโพสต์ต้นฉบับ รวมภาพฟิล์มปอดเด็กที่ติดเชื้อ RSV 10 คน
คลิกที่นี่ >> www.facebook.com/Infectious1234

5) การรักษาตามอาการ

  • พ่นยาขยายหลอดลม หรือน้ำเกลือ
  • ดูดเสมหะ เคาะปอดเพื่อระบายเสมหะ
  • ให้ออกซิเจน ทางจมูกหรือ ใส่ท่อช่วยหายใจ

6) ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

7) การพยากรณ์โรค >> มีตั้งแต่รุนแรงน้อย ไข้หวัดหายใน 3-7 วัน ถ้ารุนแรงปอดบวม ปอดอักเสบ ใช้เวลารักษา 3-7 วันกรณีไม่รุนแรง ถ้ารุนแรงอาจใช้เวลา 10-21 วัน มีโอกาสเสียชีวิตในกลุ่มเสี่ยง

8) การป้องกัน เชื้อไวรัส RSV

ให้คุณพ่อคุณแม่หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยให้สะอาด สวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง งดพาบุตรหลานไปแหล่งชุมชนคนเยอะ ทำความสะอาดของเล่น ผู้ใหญ่หรือเด็กป่วยงดเล่น จูบ หอม กอด กับคนปกติ

 


ขอบคุณข้อมูลจาก แฟนเพจ Infectious ง่ายนิดเดียว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

โรคมือเท้าปาก อันตรายไหม กี่วันหาย สาเหตุเกิดจากอะไร

โรคคาวาซากิ อาการ ที่ต้องระวัง อันตรายจากภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต

ภูมิแพ้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร แยกให้ออกลูกเป็นโรคอะไรกันแน่!

 

ขี้แมลงวัน ไฝทำนายมะเร็งไฝได้

ดูอย่างไร ขี้แมลงวัน ของลูกจะกลายเป็นมะเร็งไฝ!!

ทำนายฝัน ทำนายตำแหน่ง ขี้แมลงวัน สามารถบอกอนาคตได้ แต่รู้หรือไม่ลักษณะของไฝก็ใช้ทำนายโรคร้ายได้เช่นกัน มะเร็งไฝรู้ไวรักษาเร็วหายได้ มาเช็กร่างกายลูกกันเถอะ

ดูอย่างไร.. ขี้แมลงวัน ของลูกจะกลายเป็นมะเร็งไฝ!!

ไฝ (Mole) หรือ ขี้แมลงวัน(Lentigines)  เป็นสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ตามผิวหนังของทุกคน ทุกอายุ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่มีอันตราย จุดดำต่าง ๆ บนร่างกายที่เราเรียกว่า ขี้แมลงวันจนทำให้ใครหลาย ๆ คนเข้าใจผิดคิดว่าจุดเหล่านั้นเกิดจากแมลงวันมาขี้ไว้ตามตัว แต่แท้จริงแล้ว ทั้งไฝ และขี้แมลงวันนั้นเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง ที่มีหน้าที่สร้างเม็ดสี แม้จะเป็นการทำงานที่ผิดปกติแต่เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย ๆ ในเกือบทุกคน ซึ่งมิได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด จะมีมากหรือน้อยนั้นแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ กรรมพันธ์ู และตัวบุคคลเอง โดยความจริงแล้วความผิดปกติของเซลล์ผิวหนังนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เรื่อยมาจนเป็นผู้ใหญ่ แต่เรามักจะสังเกตเห็นตอนที่มีมากในตอนโตแล้วเท่านั้นเอง

การเกิดไฝ ขี้แมลงวัน จากเซลล์ผิวหนังที่สร้างเม็ดสี
การเกิดไฝ ขี้แมลงวัน จากเซลล์ผิวหนังที่สร้างเม็ดสี

ไฝ หรือขี้แมลงวันเกิดขึ้นได้อย่างไร

มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของ Melanocyte แล้วเกิดเป็นเนื้องอกจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เมลาโนไซท์ โดยไฝจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูน ส่วนขี้แมลงวันจะเป็นตุ่มราบสีดำ และอยู่ตื้นกว่าไฝ โดยทั่ว ๆ ไป ไฝ และขี้แมลงวัน จะมีการเพิ่มขึ้นตามอายุอย่างช้า ๆ ซึ่งมักจะสังเกตได้ในช่วงวัยรุ่น หรือตั้งครรภ์ โดยการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นในบริเวณทั่วตัวพร้อม ๆ กัน ซึ่ง Melanocy เป็นเซลล์ที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) โดยมีหน้าที่ในการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งปริมาณและขนาดของเมลานิน จะเป็นตัวกำหนดสีผิวของคนเรา ว่าจะมีผิวขาว ผิวคล้ำ มากน้อยเพียงใด และมีการติดตามแล้วพบว่า ไฝ และขี้แมลงวัน จะมีโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังได้ ที่เรียกว่า Melanoma ซึ่งมีอันตรายร้ายแรง และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ผศ. พญ. สุธินี รัตนิน จากสาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า “ถึงแม้มะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสี หรือเมลาโนมา (Melanoma) จะเป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรงที่สุด ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นที่มีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของเซลล์เม็ดสีที่สามารถพัฒนากลายเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสีได้ และพบการเกิดของมะเร็งชนิดนี้ในประเทศไทยมากถึง 500 รายต่อปี”

ไฝและมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสีนั้นบางครั้งแยกออกจากกันได้ยากโดยเฉพาะมะเร็งเม็ดสีระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเผลอมองข้ามไม่ทันระวัง และปล่อยให้ลุกลามจนเป็นอันตรายต่อชีวิต ทั้งนี้ สาเหตุที่แน่นอนนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการที่ผิวหนังถูกกับสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เป็นเวลานาน เช่นถูกแสงแดดจัด ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานแรมปี หรือ ถูกสารเคมี เป็นต้น ในบางครั้ง ไฝที่เป็นอยู่ปกติ หากถูกถูไถ เช่น ตามขอบเสื้อ ขอบกางเกง เป็นเวลานาน อาจมีการกลายเป็นมะเร็งได้

รู้ได้อย่างไรว่าไฝนั้นผิดปกติ …เพียงแค่ใช้หลัก ABCDE

การหมั่นตรวจเช็กตำหนิร่างกายอยู่เสมอ เป็นการตรวจสอบด้วยตนเองที่ง่ายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อย ๆ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรหมั่นสำรวจผิวของลูกน้อยทุกซอกทุกมุมด้วยว่าไฝที่มีอยู่เป็นไฝปกติหรือเป็นอาการของโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสี หรือมะเร็งผิวหนังชนิดอื่น ๆ สามารถทำได้โดยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ เช่น ไฝโตเร็วกว่าปกติ สีเปลี่ยนแปลง มีเลือดออก หรือเป็นแผลเรื้อรังรักษาไม่หาย พิจารณาประกอบกับประวัติโรคมะเร็งผิวหนังของคนในครอบครัว การมีไฝเป็นจำนวนมาก หรือเคยถูกแสงแดดไหม้บ่อยครั้งในวัยเด็ก ทั้งนี้การตรวจร่างกายเบื้องต้นเพื่อดูลักษณะของไฝว่าผิดปกติหรือไม่ สามารถทำได้โดยสังเกตว่าไฝมีรูปร่างสมมาตรหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง ขอบเขต สี และขนาดของไฝ ซึ่งเป็นหลักง่าย ๆ ที่เรียกว่า ABCDE ดังนี้

ลักษณะไฝ ขี้แมลงวัน ที่ต้องเฝ้าระวัง
ลักษณะไฝ ขี้แมลงวัน ที่ต้องเฝ้าระวัง

A – Asymmetry คือลักษณะที่ไฝมีรูปร่างไม่สมมาตร ไม่กลม

B – Border Irregularity คือลักษณะที่ไฝมีเส้นขอบไม่เรียบ

C – Color Variation คือการที่ไฝมีสีไม่สม่ำเสมอตั้งแต่ 2 สีขึ้นไป

D – Diameter ไฝที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสี มักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 6 มม.

E- Evolution มีการเปลี่ยนแปลงของไฝอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น เช่น โตขึ้น แตกเป็นแผล เป็นต้น

ตรวจดูตั้งแต่หัวจรดเท้า

เนื่องจากไฝมะเร็งเกิดได้ทุกบริเวณ ทุกซอกหลืบในร่างกาย การจะตรวจให้ครบควรทำให้เป็นระบบ

  • เริ่มจากใบหน้า อย่าลืมดูริมฝีปาก หน้าด้านข้าง โดยใช้กระจกบานเล็กช่วย
  • แหวกผมดูหนังศีรษะ
  • ตรวจมือ ฝ่ามือ ง่ามนิ้วสองข้าง
  • ข้อศอกลำตัวด้านข้างรักแร้สองข้าง
  • อก ลำตัวด้านหน้า
  • หลัง คอด้านหลัง ต้นแขนด้านหลัง
  • ใช้กระจกบานเล็กช่วยดูสะโพก ขาด้านหลัง
  • นั่ง สำรวจดูขาและเท้า แม้แต่อวัยวะเพศก็ควรตรวจดูด้วย
ไฝปกติ ไม่อันตราย
ไฝปกติ ไม่อันตราย

ในฝรั่งผิวขาวนั้น ไฝมะเร็งในผู้ชายพบบ่อยที่แผ่นหลัง ส่วนในผู้หญิงพบได้ที่ขาท่อนล่าง และหลัง ส่วนคนเอเชียพบบ่อยที่มือและเท้า แต่ที่จริงแล้วไฝมะเร็งสามารถพบได้ทุกบริเวณไม่เว้นแม้แต่ในลูกตาขาว เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรละเลยและประมาท

พบและบันทึก

เมื่อตรวจพบไฝบนร่างกายที่ต้องสงสัย ควรบันทึกการเปลี่ยนแปลงไว้เป็นประจำทุกเดือน และหมั่นสังเกตให้รอบคอบแม้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษา โดยบันทึกวันที่ตรวจพบ ขนาด และสี

พบแพทย์หากสงสัย

หากมีไฝผิดปกติหรือมีข้อต้องสงสัย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจเพิ่มเติม เบื้องต้นแพทย์จะตรวจดูด้วยสายตา โดยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งเมลาโนมา หากมีความเสี่ยงจึงวินิจฉัยต่อด้วยการตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งเป็นการตัดเอาตัวอย่างไฝที่น่าสงสัยไปส่งตรวจด้วยกล้องไมโครสโคปโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ในการตัดเอาไฝออกมานี้ แม้ไฝดังกล่าวจะเป็นเซลล์มะเร็งแต่ก็จะไม่ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของมะเร็งแต่อย่างใด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเกิน ทั้งนี้เพราะว่า มะเร็งผิวหนังในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ หากปล่อยไว้นาน โรคอาจจะกระจายออกไป ยากแก่การรักษา

“อาการเริ่มแรกของมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสีจะมีลักษณะคล้ายไฝ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงขนาด สี รูปร่าง และขอบเขตอย่างรวดเร็ว มีการแตกเป็นแผล และสามารถลุกลามแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง และอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ปอด กระดูก และสมอง” นพ. ธัช อธิวิทวัส จากหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

หมั่นสังเกตไฝ ขี้แมลงวัน ป้องกันมะเร็งร้ายให้ลูกได้
หมั่นสังเกตไฝ ขี้แมลงวัน ป้องกันมะเร็งร้ายให้ลูกได้

มะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสี

การรักษานั้น ในระยะเริ่มต้นแพทย์จะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดผิวหนังบริเวณที่มีก้อนร่วมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองในบริเวณข้างเคียง ซึ่งจะดำเนินการโดยศัลยแพทย์ตกแต่ง แต่เนื่องจากมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสีสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายและมีโอกาสแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ แพทย์จึงอาจใช้การฉายรังสีหรือให้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) หรือยารักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

สำหรับการรักษาในผู้ป่วยระยะลุกลาม แพทย์ยังสามารถเลือกใช้ยาทั้งสองชนิดดังกล่าว คือ ยารักษาที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือยารักษาแบบมุ่งเป้าในการรักษาได้เช่นกัน โดยยาทั้งสองกลุ่มนี้มีข้อมูลการศึกษาทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่ายาเคมีบำบัดและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่การรักษาด้วยยาทั้งสองกลุ่มนี้อาจมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับรังสี UV และไปพบแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติของผิวหนัง

อ่านต่อ โรคมะเร็งจอตาในเด็ก โรคมะเร็งท็อปฮิตในเด็ก พ่อแม่ต้องระวัง

เนื่องจากแสงแดดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง จนทำให้เกิดไฝ หรือขี้แมลงวันขึ้นตามร่างกาย ดังนั้นการลดการเกิดไฝ ก็จะช่วยให้ลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งไฝได้อีกทางหนึ่ง วิธีป้องกันการเกิดไฝ มีดังนี้

  • ทาครีมกันแดดประมาณ 30 นาทีก่อนออกจากบ้าน เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 เป็นอย่างต่ำ ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหรือบ่อยกว่านั้นหากมีเหงื่อออกหรือโดนน้ำ และควรทาแม้กระทั่งในวันที่มีแดดน้อย
    ทาครีมกันแดด ป้องกันการเกิดไฝ
    ทาครีมกันแดด ป้องกันการเกิดไฝ

     

  • เลี่ยงการออกแดดในช่วงแสงแรงซึ่งจะมีรังสียูวีเข้มที่สุด ได้แก่ช่วงเวลาตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น
  • ปกปิดผิวหนังด้วยหมวกปีกกว้าง กางเกงขายาว และเสื้อคลุมอย่างมิดชิด

การสังเกตการเปลี่ยนแปลงของไฝบนร่างกายไม่เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ควรจะหมั่นสังเกตให้แก่ลูกแล้ว ตัวเราเองก็ควรดูแลด้วยเช่นกัน เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้น มักจะเกิดโดยไม่เลือกเพศ เลือกวัย การหมั่นดูแล ตรวจตราร่างกายให้เราได้รู้ทันก่อนที่จะเกิดเป็นโรคร้ายแรง อย่างมะเร็งร้ายก็จะทำให้รักษาได้ทัน ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก www.si.mahidol.ac.th/scimath.org /sanook.com/pobpad

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคมะเร็งในเด็ก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

ลูกติดเชื้อโรคครูป หลังไปโรงพยาบาล แค่แป๊บเดียวก็ติดโรคได้

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ทารกดูมือถือนานกระทบต่อความฉลาด!

อันตรายไหม?ลูก นอนหลับ แล้วทำไมตาปิดไม่สนิทกรอกไปมา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่