เอลเดอร์เบอร์รี่

ป้องกันหวัด ลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกันลูก ด้วย “เอลเดอร์เบอร์รี่”

หวัด! โควิด! อากาศ! เชื้อโรคที่ทำให้ลูกเจ็บป่วยมีอยู่รอบตัวค่ะ เห็นทีจะปล่อยให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายตกไม่ได้เด็ดขาด!! วิตามินอาหารเสริมสำหรับเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกกินเสริม นอกเหนือจากอาหารมื้อหลักได้นะคะ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีนี่จ๊ะ วิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน ที่สกัดจากผลไม้มหัศจรรย์ “เอลเดอร์เบอร์รี่ Elderberry” มาแนะนำให้ค่ะ

รูปก็งาม นามก็เพราะของผลไม้ที่ชื่อว่า “แอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry)” ขอบอกว่าเป็นผลไม้ที่จัดอยู่ในหมวดของ Superfood ค่ะคุ๊ณ ถิ่นฐานกำเนิดมาจากทวีปยุโรป ไฮโซเข้าไปอี๊ก เอลเดอร์เบอร์รี่ เป็นผลไม้มหัศจรรย์มีสรรพคุณสุดเริ่ดมาก ๆ ค่ะ

ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการวิจัยค้นหาดูสารพฤกษเคมีธรรมชาติ ก็ไปเจอว่าผลไม้ชนิดนี้อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีวิตามินอี วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี กรดฟีนอลิก (Phenolic acids) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ฯลฯ  ซึ่งสารอาหารธรรมชาติทั้งหมดนี้ล้วนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ เพราะจะช่วยเสริมสร้างให้ระบบเลือด ออกซิเจน กระดูก เซลล์ อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายมีความสมบูรณ์ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปง่าย ๆ คือเมื่อร่างกายภายในของเรามีเกราะภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ก็จะส่งออกมาสู่ร่างกายภายนอกให้หน้าตา สมอง ร่างกายผิวพรรณ  มีความสดใส กระปรี้กระเปร่า แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย  👏👏

ดีขนาดนี้คุณแม่ต้องจัดหาน้อง elderberry มาให้ลูก ๆ ที่บ้านได้กินกันนะคะ อ่อ..แต่จริง ๆ ก็เป็นผลไม้ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย กินแล้วดีมีประโยชน์ช่วยเสริมภูมิคุ้มให้กับทุกคนเลยค่ะ

อยากจะบอกให้ทุกครอบครัวที่มีลูกเล็ก เด็กน้อย วัยอนุบาล วัยประถม ว่าจะระวังแค่เรื่องป่วยเป็นหวัดอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะคะ เพราะโควิดก็ยังระบาดอยู่ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ หากเด็ก ๆ ที่ติดโควิด หลังจากรักษาหายแล้ว ก็ยังต้องระวังเรื่องของ Long Covid อีกนะคะ เพราะลูกอาจมีภาวะอักเสบทั่วร่างกาย ที่เรียกว่า “MIS-C” ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั่นเองค่ะ ฉะนั้นแนะนำว่าควรจะดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้กับเด็ก ๆ มีความแข็งแรงตลอด 365 วันจะดีที่สุดค่ะ เพื่อจะได้ไม่เจ็บป่วยเลย หรือป่วยให้ได้น้อยที่สุด

เอลเดอร์เบอร์รี่ Elderberry

9 ประโยชน์สุดว้าว!! ของเอลเดอร์เบอร์รี่

ทางนี้ให้ 5 WOWWWW กันเลยค่ะ ประโยชน์ดี ๆ มีอยู่ใน “เอลเดอร์เบอร์รี่ elderberry” ไม่ต้องคิดว่าจะกินหรือไม่กินดี เพราะถ้าถามทางเรา แนะนำว่ากินเถอะค่ะ 🙂

  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง
  • ช่วยยับยั้งการหลั่งของสารก่อการอักเสบในร่างกาย
  • ช่วยลดการอักเสบของผิว และภายในร่างกาย
  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา
  • ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ
  • ช่วยดูแลสุขภาพสมอง
  • ช่วยป้องกันโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่
  • ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเริม

เดี๋ยวคุณแม่จะยกมือท้วงว่า หาผลสด ๆ ของเอลเดอร์รี่อยากจัง มีให้กินง่ายกว่าผลสดไหม ? มีค่ะ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids แนะนำเป็น “Nubolic Multi Elderberry Plus A C E Zine & D3” วิตามินรวมอาหารเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับเด็ก ใน 1 เม็ดมีประโยชน์ให้ครบในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็ก ๆ

Nubolic Multi Elderberry Plus

Nubolic Multi Elderberry Plus มีส่วนผสมมากถึง 6 ชนิด Elder Berry , วิตามิน C , วิตามิน E , Zinc ,วิตามิน D3 และ วิตามิน A ที่ช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดี

✅ ช่วยลดอาการเกิดเชื่อไวรัส ต้านหวัด

✅ ช่วยบำรุงดวงตา และสมอง

✅ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดภูมิแพ้

✅ ช่วยบำรุงร่างการให้แข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับเด็ก แบรนด์ Nubolic เขานำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผู้เชี่ยวชาญคิดค้นออกแบบมาผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลสุขภาพร่างกายของเด็กโดยเฉพาะ คุณแม่มั่นใจได้ว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน และที่สำคัญ Nubolic Multi Elderberry Plus A C E Zinc & D3 ยังได้รับการรับรองคุณภาพและจดทะเบียนจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือได้นั่นก็คือ รัฐบาลออสเตรเลีย 372078 , องค์การอาหารและยา (อย.) ไทย 10-3-36959-5-0097

กองบรรณาธิการขออธิบายคุณประโยชน์ของ Zinc กับ Vitamin D เพิ่มเติมอีกนิดค่ะ เพราะหลายคนอาจยังไม่ค่อยรู้ว่ามีประโยชน์ช่วยเรื่องอะไรกับสุขภาพร่างกาย สำหรับ 2 วิตามินแร่ธาตุที่มีมีอยู่ใน Nubolic Multi Elderberry Plus

  • ซิงก์ กลูโคเนต

เป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีความสำคัญในการบำรุงระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะที่ร่างกายขาดสังกะสีอาจมีผลต่ออัตราการหายของแผลทั่ว ๆ ไป แผลในทางเดินอาหาร และแผลกดทับต่าง ๆ

  • วิตามินดี 3

มีความสำคัญต่อการแบ่งตัวของเซลล์ให้เป็นไปอย่างปกติ ช่วยบำรุงสุขภาพกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีส่วนช่วยในการดูดซึมและใช้ประโยชน์ของแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีบทบาทต่อการทำงานของทั้งระบบภูมิคุ้มกัน และกล้ามเนื้อ

ตลอด 365 วัน ถ้าลูกไม่เจ็บป่วย ก็ไม่มีอุปสรรคต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการการเจริญโตที่จะเป็นตามช่วงวัยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอนค่ะ ฉะนั้นนะคะการปฏิบัติที่ง่ายที่สุด คือ กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วก็เสริมด้วยวิตามินเสริมภูมิคุ้มให้กับร่างกายเป็นประจำ เท่านี้ก็ช่วยให้ชีวิตและสุขภาพของลูกสดใสในทุกวันแล้วค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็กแบรนด์ NUBOLIC เพิ่มเติม หรือสั่งซื้อได้ที่ 2 ช่องทางดังนี้ค่ะ

FB : https://www.facebook.com/nubolic/

Line : @nubolic

 

 

อ้างอิงข้อมูล : Praram9 Hospital  ,  hellokhunmor
ข้าวมันไก่

ทุกบ้านต้องระวัง! เชื้อก่อโรคใน ข้าวมันไก่

ทุกบ้านต้องระวัง! เชื้อก่อโรคใน ข้าวมันไก่

หนึ่งในอาหารยอดนิยมของหลาย ๆ บ้าน แน่นอนว่าต้องมี ข้าวมันไก่ อยู่ในนั้นแน่ ๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหน เราก็จะเห็นร้านข้าวมันไก่เสมอ ทั้งในรูปแบบร้านนั่งกิน ร้านรถเข็น ในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า แต่ข้าวมันไก่ก็มีเชื้อที่ก่อโรคให้เราต้องระวังเหมือนกันนะคะคุณพ่อคุณแม่ จะป้องกันและระวังอย่างไรมาดูกันค่ะ

เชื้อก่อโรคใน ข้าวมันไก่

ช่วงหน้าร้อนนี้การเลือกทานอาหารจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอากาศที่ร้อนจะทำให้อาหารเน่าเสียง่าย และทำให้มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อน เช่น สแตปฟิโลค็อคคัส ออเรียส

เชื้อโรคมาจากไหน

เชื้อชนิดนี้พบได้ในอากาศ ฝุ่น ขยะ น้ำ อาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ และพบอยู่ตามทางเดินหายใจ ลําคอ เส้นผมและผิวหนังของคน ฉะนั้น อาหารที่ต้องสัมผัสมือผู้ปรุงหลังปรุงสุกและเก็บไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้มีเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อนได้ อย่างเช่น ข้าวมันไก่ที่ขณะรอขาย ผู้ขายมักวางเนื้อไก่ต้มและข้าวมันไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานานและไม่อุ่นให้ร้อนก่อนเสิร์ฟหรือขายให้ลูกค้า

ข้าวมันไก่
ทุกบ้านต้องระวัง! เชื้อก่อโรคใน ข้าวมันไก่

พบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

สถาบันอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เก็บตัวอย่างข้าวมันไก่จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ร้าน ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อ สแตปฟิโลค็อคคัส ออเรียส ปนเปื้อน ผลปรากฏว่ามีข้าวมันไก่ 1 ตัวอย่าง พบเชื้อ สแตปฟิโลค็อคคัส ออเรียส ปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่กำหนดให้อาหารพร้อมบริโภคทั่วไปพบเชื้อ สแตปฟิโลค็อคคัส ออเรียส ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 100 ซีเอฟยู/กรัม

อาการเมื่อได้รับเชื้อจาก ข้าวมันไก่

เมื่อเราได้รับเชื้อสแตปฟิโลค็อคคัส ออเรียส เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดอันตรายคือ เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย รายที่รุนแรงจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ความดันเปลี่ยนแปลง อาการจะดีขึ้นภายใน 3 วัน

อาการโรคอาหารเป็นพิษ

  1. อาเจียนรุนแรง หรือถ่ายมากผิดปกติ (มากกว่า 8-10 ครั้งต่อวัน)
  2. มีไข้
  3. ซึม ไม่มีแรง อ่อนเพลีย มือเท้าเย็น
  4. ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเกิน 6 ชั่วโมง
  5. หากเป็นเด็กเล็ก อาจมีอาการปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา

อาหารเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษ

  1. อาหารสด สุก ๆ ดิบ ๆ หรือผ่านความร้อนไม่เพียงพอ
  2. อาหารที่มีรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือเค็มจัด
  3. อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง ที่พบว่ามีรอยบุบ รอยรั่ว หรือขึ้นสนิม
  4. อาหารที่ผลิตหรือปรุงไม่สะอาดเพียงพอ เช่น ใช้เขียงหั่นเนื้อสัตว์สดกับผักลวกร่วมกัน
  5. อาหารที่มีแมลงวันตอม
  6. อาหารที่ปรุงสุกตั้งแต่เช้า โดยไม่มีการอุ่นร้อน
  7. อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนผสมแล้วปรุงทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง
  8. น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน

วิธีดูแลตนเองเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ

  • ปกติสามารถหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยให้รักษาตามอาการคือ รับประทานเกลือแร่ทดแทนและยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน
  • งดรับประทานอาหารประเภทนม ผลไม้ อาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารหมักดอง
  • พักผ่อนให้มากขึ้น ดื่มน้ำมาก ๆ งดการทำกิจกรรมหนัก ๆ เช่น ออกกำลังกาย ทำงานบ้านหนัก ๆ
  • ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพบแพทย์

การรักษาอาหารเป็นพิษ

เนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อ จึงเป็นการรักษาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งมีแนวทางดังนี้

  • หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รับประทานยาบรรเทาอาการคลื่นไส้
  • หากมีอาการท้องเสีย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป โดยค่อย ๆ จิบ จนกว่าอาการท้องเสียที่เป็นอยู่จะดีขึ้น
  • หากมีไข้ ให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล

ในกรณีที่ต้องรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในร่างกาย

ขอบคุณข้อมูลจาก
ไทยรัฐออนไลน์,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

WHOเตือน ! พบเด็ก ป่วยโรคตับอักเสบเฉียบพลัน 

แชร์เตือน!ลูกไม่สบตาอย่าปล่อยผ่านอาจสายตายาว ตาเหล่ ได้

อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก! ลูกอาจทรมานเพราะ หอบ หืดในเด็ก

ทำเด็กหลอดแก้ว

แม่กรเล่าละเอียดยิบ “ขั้นตอน ทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI)” ทั้งการแพทย์ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาครบ!

แม่กรเล่าละเอียดยิบ..ประสบการณ์ตรง! ขั้นตอน ทำเด็กหลอดแก้ว กว่าจะได้น้องแฝด “มิวสิค-ลีริคส์” ตั้งแต่การกระตุ้นไข่ ฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก ทุกขั้นตอนไม่ง่ายอย่างที่คิด

กรแต่งงานตอนอายุ 26 ปี แพลนว่าจะมีลูกเลยค่ะ อยากมีลูกเร็วๆ จะได้วัยไม่ไกลกันมาก และด้วยความบ้านคนจีน
ก็จะมีความเชื่อในการเลือกปีนักษัตรให้ลูก โดยที่บ้านกรบอกมาว่าอยากให้ลูกเกิดปีวัวทองค่ะ กรแต่งงานเดือน พ.ย. ปี 63  (ปีชวด) นั่นแปลว่าหลังแต่งงาน กรมีเวลา 4 เดือน ที่จะต้องท้องให้ได้ภายในช่วงเวลานี้เท่านั้น ถึงจะได้คลอดปีวัวทองที่ว่า

กรกับพี่เป้ปรึกษากันว่าถ้าเราใช้วิธีธรรมชาติอาจจะเสี่ยงที่จะไม่ทันแน่ๆ เลยลองไปปรึกษาคุณหมอเพื่อจะพึ่งวิธีทางวิทยาศาสตร์ กรอ่านรีวิวคลินิกต่างๆ เยอะมาก แล้วก็เลือกคลินิกที่กรเชื่อถือมากที่สุดค่ะ กรโทรไปนัดคิวพบคุณหมอ
พอไปถึงปุ้บก็เล่าให้คุณหมอฟังเลยค่ะ ว่าต้องการตั้งครรภ์ภายในเดือนมีนาคม 64 เพื่อที่จะคลอดภายในปี 64 นี้เลย

ขั้นตอนแรกคุณหมอก็ขอตรวจภายในเบื้องต้นค่ะ ผลออกมาว่าทุกอย่างปกติดี เลยให้คำแนะนำว่าให้ลองเป็นวิธีการฉีดเชื้อ (IUI) ดูก่อน เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก, ไม่ต้องเจ็บตัวเยอะ และใช้ระยะเวลาน้อยด้วยค่ะ แต่คุณหมอให้กรไปฉีดสีก่อนเพื่อดูว่าท่อนำไข่ตันไหม เพราะถ้าท่อนำไข่ตีบหรือตัน การทำ IUI จะไม่ได้ผลค่ะต้องข้ามไปที่ ICSI เลย

แม่ๆหลายคนกังวลการฉีดสีมากๆ ว่าจะเจ็บ กรขอใช้ประสบการณ์ตรงมายืนยันเลยค่ะ ว่าไม่มีความเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว มีแค่หน่วงๆ ช่วงแรกเท่านั้น แต่ในกรณีนี้คือ ท่อนำไข่ปกตินะคะ ไม่ตีบหรือตันเลย พอผลออกมาปกติ

ก็เริ่มกระบวนการ IUI ขั้นตอน ทำเด็กหลอดแก้ว เลยค่ะ

กระตุ้นไข่ ได้ 3 ใบที่ดูสวย ซึ่งตรงนี้ไม่สามารถการันตีได้นะคะ ว่าไข่ที่ได้ขนาดและหน้าตาสวยจะเป็นไข่ที่คุณภาพดี เพราะตัวบ่งชี้คือไข่ข้างในค่ะ ที่คุณหมอซาวด์ดูเป็นแค่ภายนอกเท่านั้น ความพีคอยู่ตรงที่มียาฉีดที่ทำให้ไข่ตกตามเวลาที่คุณหมอกำหนด ต้องฉีดตอน 21.00 เป๊ะๆ ห้ามเร็วหรือช้าไปเด็ดขาด

คุณหมอให้เอากลับมาฉีดเองที่บ้าน ซึ่งหน้าที่นี้ตกไปอยู่ที่พี่เป้ค่ะ เพราะกรไม่กล้าฉีดตัวเอง 😅 พอถึงเวลา20.55 กรกับพี่เป้รนๆ ล่กๆ กันหมด 21.00 มองตากัน 2 ที พี่เป้บอกว่าเอาละนะ ปักเข็ม ปุ่ก!! ฉีด!!

อ่าววว ทำไมยาหกออกมาข้างนอกหล่ะ พี่เป้รีบยกเข็มขึ้น สรุปว่าพี่เป้ลืมถอดปลอกเข็มออกค่ะ ยาหกออกไปครึ่งหลอดกว่าแล้ว…  ตอนนั้นใจทั้งคู่หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม รู้สึกเฟลมาก กรรีบโทรหาพี่พยาบาลที่คลินิกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง คุณหมอเลยบอกให้ฉีดเท่าที่เลือกไปก่อนแล้ววันรุ่งขึ้นรีบมาให้ตรวจว่าเป็นยังไง

แล้วสุดท้ายแล้วการทำ IUI ครั้งนี้ก็ไม่สำเร็จค่ะ

กรกับพี่เป้เลยไม่รอช้า ปรึกษาคุณหมอต่อทันทีว่าเราจะทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) ด้วยแพคเกตที่มี % ในการสำเร็จสูงที่สุด และจะขอเริ่มเข้ากระบวนการวันนี้เลย เราไม่อยากรอแล้ว กลัวจะพลาดแล้วต้องเริ่มต้นใหม่อีก หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าหน้าท้องของกรโดนเข็มไปทั้งหมดกี่เข็ม

กรต้องฉีดเข็มที่หน้าท้องทุกวัน สูงสุดฉีดวันละ 4 เข็ม ฉีดสลับข้างกันไปเรื่อยๆ หน้าท้องกรช้ำไปหมด ส่วนพี่เป้ก็ฉีดให้กรจนเซียนแล้ว ฉีดตามเวลา ตามตารางที่คุณหมอให้มา ถ้าต้องออกไปข้างนอกก็จะต้องพกยาฉีดใส่กระเป๋าเก็บความเย็นไปด้วย กรมีทั้งยาฉีด, ทาน, แปะ, ทา, สอดค่ะ ทุกอย่างต้องทำตามตารางเวลา ตั้งนาฬิกาปลุกกันทั้งวัน😅

ทำเด็กหลอดแก้ว

ขั้นตอน ทำเด็กหลอดแก้ว การกระตุ้นไข่ > เก็บไข่

กรได้ทั้งหมด 9 ฟอง หลังเก็บไข่เสร็จท้องบวมมากกก เหมือนคนท้อง 4-5 เดือนเลยค่ะ ท้องอืดด้วย ทรมานมากกก ของกรใช้เวลาประมาณเกือบ 10 วัน ถึงจะกลับมาปกติค่ะ ระหว่างนั้นทาง Lab ก็จะเลี้ยงตัวอ่อนไปด้วยและคอยรายงานทุกวันว่าตัวอ่อนเป็นยังไงบ้าง

ไข่ 9 ฟองที่เก็บออกมาได้ สามารถยิง ICSI เป็นตัวอ่อนได้ 7 ตัวค่ะ ซึ่งเบื้องต้นที่ Lab ส่ง report มาให้คือ แจ้งว่าไข่ของกรมีหน้าตาและคุณภาพเหมือนคนอายุ 40 กว่าค่ะ คือภาวะไข่เสื่อม พื้นผิวไข่ขรุขระ หยาบ ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนค่ะ

ตอนนั้นกรใจเสียมากๆ กลัวว่าสุดท้ายแล้วจะไม่เหลือตัวอ่อนเลย… คุณหมอเลี้ยงตัวอ่อนจนถึง day 6 ปรากฏว่าเหลือตัวอ่อนแค่ 2 ตัวเท่านั้นค่ะ หลังจากนั้นเราจะรอประจำเดือนรอบแรกมาแล้วก็เข้าขั้นตอนเตรียมผนังมดลูก ระยะเวลาอยู่ที่เดือนกว่าๆ ถึงจะได้ใส่ตัวอ่อน ของกรเป็นการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งค่ะ (มีสถิติออกมาว่าการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งมี %ที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าการย้ายรอบสด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณหมอประเมินด้วยค่ะ)

ทำเด็กหลอดแก้ว

ขั้นตอนการใส่ตัวอ่อน (พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์)

คุณหมอให้กรกับพี่เป้ตัดสินใจว่าจะใส่ตัวอ่อน 1 หรือ 2 ตัวดี ถ้าใส่ 1 ตัวแล้วพลาด เราจะเหลืออีก 1 ตัวที่สามารถใส่ได้อีกครั้ง แต่ก็จะเสียเวลา อีกทางนึงคือใส่ 2 ตัวเลย เผื่อหลุด 1ตัว ยังเหลืออีก 1 ตัว แต่ก็มีโอกาสที่จะหลุดทั้ง 2 ตัวเช่นกัน ถ้าเป็นแบบนั้นเราต้องเริ่มต้นกันใหม่ ตั้งแต่ขั้นตอนกระตุ้นไข่เลยเพราะตัวอ่อนหมดแล้วค่ะ

สรุปกรกับพี่เป้ตัดสินใจกันว่าเราจะใส่2ตัวเลย และถ้าไม่สำเร็จเราจะรีบเริ่มใหม่ทันที หลังจากนั้นก็พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มูกันทุกที่ที่เค้าว่าได้ผลค่ะ รวมไปถึงการบนศาลตายายหน้าคลินิกด้วย555 ตอนนั้นคิดแค่ว่าจะทำทุกทาง ทุกวิธีให้ครั้งนี้สำเร็จให้ได้ … ซึ่งสภาพจิตใจสำคัญมากค่ะ ทำอะไรแล้วสบายใจทำเลย แอบกระซิบเคล็ดลับสำหรับแม่สายมูที่อยากทำตามค่ะ วันใส่ตัวอ่อน กรพกเข็มกลัดคนท้อง, ขนม, ช็อคโกแลต, อมยิ้ม, ของเล่นเด็ก (พกไปอย่างละ 2 ชิ้น เพราะคาดหวังให้ตัวอ่อนฝังทั้ง 2ตัวค่ะ) พกใส่ถุงผ้าไปด้วย

ระหว่างที่ใส่ตัวอ่อน กรก็พูดในใจว่า หม่าม้ากับด่าด๊ามารับหนู 2 คนกลับบ้านนะลูก มีขนมกับของเล่นมาให้หนูเต็มเลย กลับบ้านด้วยกันนะ ที่บ้านมีเยอะกว่านี้อีกเพียบ 😆 หลังจากใส่ตัวอ่อนจะต้องนอนนิ่งๆห้ามลุกไปไหนประมาณ 45 นาทีแล้วก็กลับมาพักที่บ้านค่ะ

ทำเด็กหลอดแก้ว

ระหว่างที่อยู่บ้านรอตรวจเลือดวันที่ 10 หลังใส่ตัวอ่อน กรใช้ชีวิตเหมือนสลอตเลยค่ะ ทำอะไรช้าๆ เบาๆ ส่วนใหญ่จะมีพี่เป้คอยเป็นแขนเป็นขาหยิบจับทุกอย่างให้ อันนี้กรจะบอกว่าไม่จำเป็นที่หลังใส่ตัวอ่อนแล้วคุณแม่ทุกคนจะต้องนอนนิ่งๆ หรืออยู่แต่บ้านแบบกรนะคะ กรแนะนำว่าทำตามความสบายใจของเราค่ะ เอาแบบที่ไม่เครียด เพราะความเครียดส่งผลกับการฝังตัวของตัวอ่อนนะคะ

ตั้งชื่อลูกแฝด ไอเดีย ตั้งชื่อลูกแฝดชายหญิง คล้องจองทั้งพี่น้อง

8 วิธีช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ที่มีลูกแฝด

อย่างของกรมีความกังวลและความกลัวสูงมาก เลยสบายใจที่จะขยับตัวน้อยๆ ทำอะไรช้าๆ เน้นไปที่การนอนหาอะไรอ่าน ดูหนัง ดูซีรีย์วนไปเพลินๆค่ะ ที่สำคัญคืออย่าไปจับจ้องอาการตัวเองนะคะ ตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ อาการแม่แต่ละคนต่างกันออกไปค่ะ บางคนอาการมาเยอะมากแต่ไม่ท้อง แต่บางคนไม่มีอาการอะไรเลยแต่ท้องก็มีเยอะค่ะ เพราะฉะนั้นกรแนะนำว่าทำใจสบายๆ ไม่ต้องไปนั่งจ้องว่าหน่วงท้องไหม ปวดจี๊ดๆไหม มีเวียนหัวคลื่นไส้ไหม เดี๋ยวจะยิ่งเครียดเปล่าๆค่ะ

กรขอเป็นกำลังใจให้กับแม่ๆ ที่กำลังวางแผนจะตั้งครรภ์และแม่ๆ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้วด้วยนะคะ ขอให้แม่ๆ ประสบความสำเร็จ มีเจ้าตัวเล็กในพุงกันทุกคนเลยค่าา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

แชร์ 5 ท่ารัก!!เพื่อคน อยากได้ลูกแฝด บอกหมดไม่หมกเม็ด

ไอเดียสุดแจ่ม การแต่งตัวและถ่ายภาพลูกแฝด

แม่ตัวเล็กแต่ท้องลูกแฝด เสี่ยงอะไรบ้าง?

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก  

บัตรทองให้เข้าถึงยา โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก  

บัตรทองให้เข้าถึงยา โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยได้ยินโรคข้ออักเสบเรื้อรัง (หรือโรครูมาตอยด์) แต่อาจไม่ทราบว่าโรคนี้สามารถพบในเด็กเล็กได้อีกด้วย เรียกว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาเด็กที่เป็นโรคนี้มีโอกาสเข้าถึงยาได้ไม่มากนัก แต่ล่าสุดทางสปสช. ได้ให้สิทธิบัตรทองเข้าถึงยาที่ใช้รักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิก (Systemic Juvenile Idiopathic Arthritis: SJIA) ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมให้แก่เด็กจำนวนมากค่ะ

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก

“โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” เป็นผลมาจากการที่ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองหรือภูมิคุ้มกันทำงานเกิน จนทำให้เกิดข้ออักเสบในเด็ก
โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับข้อทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก กระดูกคอ รวมถึงขากรรไกร โดยโรคนี้ยังแบ่งประเภทย่อยได้อีก 7 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิก (Systemic Juvenile Idiopathic Arthritis: SJIA)

สถิติการเกิดโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก

  • ในต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 0.3 – 0.8 ต่อประชากร 100,000 คน
  • ส่วนในประเทศไทยสูงกว่าประเทศในแถบยุโรปหรืออเมริกา อีกทั้ง โรคนี้ยังเกิดขึ้นได้ในเด็กอายุเพียง 7-8 เดือนไปจนถึง 16 ปี อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิกในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 5 ขวบ
โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก  
โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก

สาเหตุของ โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก

โรคนี้เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคแน่ชัด แต่ปัจจุบันเชื่อว่าเกิดจากสารพันธุกรรมบางอย่างที่ผิดปกติ

อาการของโรค

การอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้เองหรืออาจได้รับการกระตุ้นด้วยปัจจัยบางประการ เช่น ภาวะติดเชื้อ โดยอาการแสดงหลัก ได้แก่ ไข้สูงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ร่วมกับอาการข้ออักเสบ อาจมีผื่นแดงเวลาไข้ขึ้นและผื่นหายเวลาไข้ลง ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต เยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคบางคนมีไข้สูงอย่างเดียวในตอนแรก แต่กลับแสดงอาการข้ออักเสบในภายหลัง จึงทำให้การวินิจฉัยกินเวลาพอสมควร

แม้โรคนี้จะมีโอกาสพบไม่บ่อยนัก แต่อาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือพิการได้หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาล่าช้า ”

รูปแบบของโรค

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิกมีรูปแบบการดำเนินโรค 3 ลักษณะ ได้แก่

  • แบบแรก แสดงอาการครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาเป็นอีกหรือเรียกว่า โมโนเฟสซิส (monophasis)
  • แบบที่สอง ผู้ป่วยที่เคยหายจากโรคแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งหรือเรียกว่า โพลีไซคลิก (polycyclic)
  • แบบสุดท้าย คือมีการอักเสบเรื้อรังอยู่ตลอดเวลา ปราศจากระยะโรคที่สงบลงเลย (persistent)

แนวทางการรักษาโรค

แนวทางการรักษานั้น แพทย์มักเริ่มจาก

  • การให้ยาสเตียรอยด์ในปริมาณสูง
  • แต่จะมีผู้ป่วยบางกลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีนี้ แพทย์ก็จะพิจารณาให้ใช้ยากดภูมิต้านทานอื่นๆ รวมถึงยามุ่งเป้าแทน
  • นอกจากยาที่ใช้ในประเทศไทยแล้ว ยังมียากลุ่มอื่นที่ยังไม่เข้าประเทศไทยอีกด้วย
  • ส่วนระยะเวลาในการรักษา ที่ผ่านมาพบว่าสามารถรักษาผู้ป่วยเด็กให้หายได้เร็วสุดภายในระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี ในขณะที่ ผู้ป่วยบางรายแม้จะผ่านการรักษามาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังหยุดยาไม่ได้

ยาที่ใช้รักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิก

ต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยมีอาการทางซิสเต็มมิกเด่น เช่น ไข้สูง ผื่น เยื่อหุ้มปอดหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรืออาการข้ออักเสบเด่น ถ้าอาการทางซิสเต็มมิกเด่น แพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือ นาพรอกเซน (naproxen)

หากผู้ป่วยอาการยังไม่ดีขึ้น ก็จะใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลน (prednisolone) ซึ่งถือว่าเป็นยาที่มีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยเด็กค่อนข้างมาก

ผลข้างเคียงหากเด็กใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์

ยากลุ่มสเตียรอยด์ยังมีผลข้างเคียงหากใช้เป็นเวลานาน เช่น

  • ทำให้เด็กสูงช้าลง
  • เพิ่มความอยากอาหาร
  • ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม
  • หน้ากลม
  • มีขนตามตัวเยอะขึ้น
  • รวมทั้งเกิดภาวะการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

สปสช. มอบสิทธิเข้าถึงยารักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิก

ยาที่นิยมใช้ในประเทศไทยเพื่อรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิก ได้แก่ ยาโทซิลิซูแมบ ยาชนิดนี้ทำหน้าที่ยับยั้งโปรตีนที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรง ผลข้างเคียงจึงน้อยกว่ายากลุ่มสเตียรอยด์ และออกฤทธิ์ได้เร็วกว่ายากดภูมิคุ้มกันขั้นพื้นฐาน หากผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวภายใน 6 เดือนหลังจากการวินิจฉัย ผู้ป่วยราวครึ่งหนึ่งสามารถหายขาดและหยุดยาได้ ภายในระยะเวลาเฉลี่ยประมาณปีครึ่

ฉะนั้น ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิกที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงสามารถเข้าถึงยาดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน โดยในขั้นแรกของการรักษา แพทย์จะให้ยาโทซิลิซูแมบเป็นเวลา 21 เดือน และมีการเก็บข้อมูลติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิดว่า ในกรณีผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างรวดเร็วจะสามารถหยุดยาได้ภายใน 21 เดือนหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลนี้ไปพัฒนาหรือแก้ไขปรับปรุงแนวทางการรักษาต่อไปในอนาคต

 

หากผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กชนิดซิสเต็มมิกมีโอกาสเข้าถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที โรคนี้ก็มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยเด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ช่วยลดผลข้างเคียงจากการได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน และลดแนวโน้มที่จะเกิดความพิการในผู้ป่วยเด็กได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

บ้านเมือง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ควรดูแลอย่างไร

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

หมอเตือน! เด็กติดโรคโควิด ทำลายสมอง เสี่ยงเสียชีวิต

พัฒนาการทารก 2 เดือน มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

พัฒนาการทารก 2 เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของลูกในวัยนี้ ที่ไม่ได้มีแค่การกิน การนอน และการร้องไห้อีกต่อไป

พัฒนาการทารก 2 เดือน มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

ผ่านวัยแรกคลอด 1 เดือนแรก ก้าวเข้าสู่เดือนที่ 2 ทารกมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ มากขึ้น มีการเจริญเติบโต และมีการตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น มีระยะเวลาในการตื่นนอนยาวนานขึ้น ฉะนั้นทารกจึงมีเวลาเล่นมากขึ้น เป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่จะเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับลูก เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย พัฒนาการทารก 2 เดือน เป็นอย่างไรบ้าง ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมมาให้แล้วค่ะ

พัฒนาการทารก 2 เดือน
พัฒนาการทารก 2 เดือน

พัฒนาการทางด้านร่างกาย

เด็กทารกในวัยนี้ อาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดือนแรกประมาณ 0.7 – 0.9 กิโลกรัม และมีความยาวเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 – 3.8 เซนติเมตร ทั้งนี้ทารกเพศชาย อาจมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5.6 กิโลกรัม และมีความยาวลำตัวตั้งแต่หัวถึงเท้าประมาณ 58 เซนติเมตร ส่วนทารกเพศหญิง จะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5.1 กิโลกรัม และมีความยาวลำตัวตั้งแต่หัวถึงเท้าประมาณ 57 เซนติเมตร แต่อย่างไรก็ดี ทารกที่มีสุขภาพดีบางคนอาจมีน้ำหนัก หรือความยาวไม่ตรงกับเกณฑ์ดังกล่าว เพราะการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ทารกสามารถมองตามวัตถุที่เคลื่อนที่ไปมา เพื่อจะจดจำรูปร่าง และลักษณะของวัตถุที่มองเห็น การได้ยินดีขึ้น เริ่มแบมือ กำมือ และเอื้อมมือ เพื่อที่จะหยิบจับสิ่งของรอบตัว แขนขาเริ่มยืดได้ตรงขึ้นเวลานอนหงาย ทารกอาจเริ่มยกศีรษะ และดันลำตัวขึ้นได้ เมื่อคุณพ่อคุณแม่อุ้มพาดบ่า

พัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อ

ทารกจะมีกล้ามเนื้อคอที่แข็งแรงขึ้น เมื่อนอนคว่ำจะเริ่มยกคอได้ และเมื่อประคองให้อยู่ในท่านั่ง จะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะได้ดีขึ้น การแบมือกับการกำมือ จะเกิดขึ้นพอๆกัน นอกจากนี้ ทารกอาจยืดและใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวขึ้น โดยทารกอาจจับของเล่นที่นำไปวางไว้บนมือข้างหนึ่งได้ และอาจยืดขาหรือเตะขาได้มากขึ้น

พัฒนาการด้านการสื่อสาร

ทารกจะเริ่มมองเห็น และได้ยินชัดขึ้น อาจทำให้ทารกสามารถจดจำ และแสดงอารมณ์ตอบสนองด้วยการยิ้ม เมื่อรู้สึกชอบหรือพอใจ เริ่มทำเสียงในลำคอได้บ้าง หรือหันศีรษะไปตามเสียง ทั้งนี้ทารกยังคงใช้การร้องไห้เป็นการสื่อสารหลัก หากรู้สึกไม่สบายตัว หิว หงุดหงิด

พัฒนาการด้านการมองเห็น

ทารกอาจมองเห็นสิ่งของและคนได้ ในระยะประมาณ 45 เซนติเมตร และสามารถมองเห็นได้กว้างถึง 180 องศา โดยทารกอาจมองตามคนที่เดินเข้ามาใกล้ นอกจากนี้ ยังชอบมองรูปแบบที่มีความซับซ้อน มากกว่าวัตถุหรือสีเรียบ ๆ อย่างสีขาวดำ ซึ่งแตกต่างจากเด็กทารกอายุ 1 เดือน

พัฒนาการด้านการกิน

สำหรับนมแม่ ควรให้เด็กดื่มนมทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมง สำหรับนมผง อาจให้เด็กดื่มนมจากขวดครั้งละประมาณ 120 – 150 มิลลิลิตร หรือ 4 – 5 ออนซ์ ทุก ๆ 3 – 4 ชั่วโมง แต่ไม่จำเป็นต้องปลุกลูกให้ตื่นมากินนม หากเด็กกำลังหลับอยู่ ซึ่งเด็กจะสื่อสารเอง เมื่อหิวนม นอกจากนี้ ไม่ควรให้เด็กดื่มน้ำหรือกินอาหารอย่างอื่น เพราะอาจเป็นอันตรายได้ แต่อาจยกเว้น หากเป็นคำแนะนำของแพทย์

พัฒนาการด้านการนอน

ในวัยนี้ โดยทั่วไปยังคงมีการนอนที่คล้ายคลึงกับทารกวัย 1 เดือน โดยอาจนอนวันละประมาณ 15.5 ชั่วโมง แบ่งเป็นการนอนในเวลากลางคืนประมาณ 8.5 ชั่วโมง และนอนในเวลากลางวันอีกประมาณ 7 ชั่วโมง ซึ่งจะนอนช่วงสั้น ๆ ประมาณ 3 ครั้ง ในวัยนี้ การนอนของทารกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยทารกอาจเริ่มเรียนรู้ที่จะหลับได้ด้วยตัวเอง สามารถหลับได้เร็ว ช่วยลูกให้เรียนรู้การนอนได้ด้วยตัวเอง โดยหากลูกส่งสัญญาณว่าง่วง ให้นำลูกนอนลงบนที่นอน ทั้งนี้การนอนของทารกอาจมีความแตกต่างกัน ตามลักษณะนิสัยของทารกแต่ละคน

บริหารร่างกายทารก
บริหารร่างกายทารก

เคล็ดลับในการดูแลทารก

การเคลื่อนไหวร่างกาย

ในวัยนี้ ทารกต้องการเรียนรู้และฝึกฝน ทางด้านกล้ามเนื้อ การมองเห็น การฟัง และการสื่อสาร จึงควรให้เด็กมีการเคลื่อนไหว เพื่อพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อ อาจบริหารร่างกายให้ทารก เช่น จับขาทารกทำท่าเหมือนถีบจักรยาน โดยทำอย่างเบามือ และฝึกกล้ามเนื้อคอ แขน ขา โดยการวางของเล่นไว้ด้านหน้า เพื่อให้ทารกอยากมอง หรืออยากเอื้อมมือไปจับ

การสัมผัสและการสื่อสาร

คุณพ่อคุณแม่ควรสัมผัสใกล้ชิดกับลูก โดยการกอดและอุ้ม หรืออาจนวดตัวเหมือนวิธีที่นวดกับทารกวัย 1 เดือน นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ อีกด้วย อาจอ่านหนังสือ หรือเปิดเพลงให้ลูกฟัง จะทำให้ทารกได้เรียนรู้ และจดจำเสียง ทารกอาจมีการตอบสนองต่อเสียงที่ได้ยิน ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการสื่อสารและภาษา ซึ่งจะช่วยให้ทารกฝึกออกเสียงได้ในภายหลัง

การปลอบเมื่อทารกร้องไห้

เมื่อทารกร้องไห้ อาจคาดเดาได้ยากว่าทารกต้องการสื่อสารอะไร คุณพ่อคุณแม่แต่ละบ้านก็จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันไปในการปลอบลูก เช่น ให้ดื่มนม อุ้ม พาเดินเล่น ร้องเพลงกล่อม ให้ดูดจุกหลอก เปิดเพลง เปิดเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงคลื่นจากทะเล เสียงในป่า เป็นต้น

การหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก

คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาถึงแหล่งที่มาของข้อมูลต่าง ๆ ก่อนเสมอ ไม่ควรเชื่อในทันที เพราะข้อมูลนั้นอาจมีความคลาดเคลื่อน หรือเป็นข้อมูลเท็จได้ ควรตรวจเช็คข้อมูลจากแหล่งอื่นมาประกอบ เพื่อยืนยันความถูกต้อง หรืออาจสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อความมั่นใจ

การดูแลสุขภาพทารก

ควรพาทารกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อรับการตรวจสุขภาพ และรับการฉีดวัคซีนตามที่กำหนด สำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร ควรสอบถามแพทย์เกี่ยวกับการป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดกับตน และอาจส่งผลไปถึงทารกได้

วิธีดูแลทารกให้ปลอดภัย

  • ไม่ควรเขย่าตัวทารก เพราะกล้ามเนื้อช่วงคอยังไม่แข็งแรงนัก และอาจเป็นสาเหตุให้มีเลือดออกในสมองได้
  • ไม่ควรปล่อยให้ทารกนอนคว่ำเพียงอย่างเดียว เนื่องจากทารกยังไม่สามารถพลิกศีรษะและตัวได้เอง อาจทำให้ทารกหายใจลำบาก หรือหายใจไม่ออก ซึ่งอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้
  • หลีกเลี่ยงทารกจากควันบุหรี่
  • ระวังทารกสำลักนม
  • นำสิ่งของอันตรายให้อยู่ไกลจากทารก เช่น ของร้อน มีด กรรไกร ของมีคมต่าง ๆ
  • ควรให้ทารกนั่งคาร์ซีท เพื่อความปลอดภัย หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยติดตั้งที่เบาะหลัง และหันหน้าเข้าหาเบาะ หรือหันหน้าเข้าหาท้ายรถ
  • ระวังสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวทารก โดยทารกอาจนำไปปิดหน้าตัวเองได้ เช่น ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ถุงพลาสติก ซึ่งอาจทำให้ทารกหายใจไม่สะดวก หรือหายใจไม่ออก จนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

สัญญาณบ่งชี้ว่าทารกอาจมีพัฒนาการล่าช้า

หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

  • ร้องไห้เป็นเวลานาน
  • ไม่มองตามวัตถุต่าง ๆ เช่น หน้าคุณพ่อคุณแม่ ของเล่น
  • ไม่มีการตอบสนองต่อเสียงที่ได้ยิน เช่น หันศีรษะมาตามเสียง ส่งเสียงตอบรับ หรือสะดุ้ง
  • ดื่มนมได้น้อย
  • กำมือแน่น ไม่คลายมือออก
  • กล้ามเนื้อ แขน ขา ข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง หรือเกร็งเหยียดผิดปกติ

พัฒนาการทารก 2 เดือน ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวมข้อมูลมาฝากนี้ คงทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเรื่องต่าง ๆ ได้นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกชอบตีหน้าแม่ โตขึ้นจะก้าวร้าวไหมร่วมไขความลับเจ้าตัวเล็ก

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

รวมลิงก์ ลงทะเบียนคนท้องรับของฟรี พิเศษสำหรับคนท้องและแม่ลูกเล็ก

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pobpad.com, https://hellokhunmor.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

Propoliz Kid

Propoliz Kid เมาท์สเปรย์ที่คุณหมอแนะนำ ซีซั่นนี้…ลูกแม่ต้องรอด

ระลอกนี้ระบาดหนัก หลายบ้านยังรอด บางบ้านติดแล้ว และบางบ้านก็ติดซ้ำ รอบตัวคนติดเชื้อเต็มไปหมด ยิ่งลูกบ้านไหนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน คุณแม่ยิ่งห่วงสุด ๆ แถมเด็กบางคนฉีดวัคซีนแล้วก็ยังติดได้ ทั้งกลัวลูกติด ทั้งกลัว MIS-C หรืออาการข้างเคียงหลังการติดโควิด-19 ที่รุนแรงมาก

หลายบ้านอาจคุ้น ๆ ชื่อ สเปรย์พ่นคอ Propoliz แบรนด์ดังจากบริษัทยาที่หลายคนแนะนำบอกต่อในช่วงระบาดที่ผ่านมา วันนี้กองบรรณาธิการ Amarin Baby and Kids มีไอเทมใหม่ สเปรย์พ่นคอสำหรับเด็กที่คุณหมอแนะนำ Propoliz Kid ไอเทมนี้ที่ลูกน้อยต้องมี…มาแชร์ให้ฟังค่ะ

เมาท์สเปรย์สำหรับเด็ก Propoliz Kid Mouth Spray

สเปรย์พ่นคอสูตรที่คิดค้นมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ มีสารสำคัญคือ

  • สารสกัดสแตนดาร์ดไดซ์โพรโพลิส (Standardized Propolis Extract)
  • สารสกัดลิโคไรซ์ (Licorice Extract)
  • ซิงค์ แลคเตท (Zinc Lactate)
  • น้ำผึ้ง (Honey)

Propoliz Kid

สารสกัดสแตนดาร์ดไดซ์โพรโพลิส คืออะไร?

(Standardized Propolis Extract) แม่ ๆ คงอาจจะสงสัยว่าสารสกัดสแตนดาร์ดไดซ์โพรโพลิสคืออะไรกันนะ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ไปเจอข้อมูลว่าสารสกัดสแตนดาร์ดไดซ์โพรโพลิส จริง ๆ ก็คือสารสกัดจากผิวของรังผึ้ง ที่ปลอดภัย มีใช้มายาวนานหลายพันปี แถมมีงานวิจัยในต่างประเทศที่พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อในช่องปากและลำคอได้ดี โดยเฉพาะเชื้อที่เป็นต้นเหตุของอาการเจ็บคออย่าง Streptococcus group A (Streptococcus pyogenese), Staphylococcus aureus, เชื้อต้นเหตุของปอดอักเสบ ปอดบวม Pseudomonas aeruginosa, Klebsiella pneumoniae เป็นต้น แล้วล่าสุดมีงานวิจัยพบว่า สารสกัดโพรโพลิส สามารถยับยั้งไวรัสโควิด-19 ได้ด้วยนะคะ ที่สำคัญสารสกัดโพรโพลิสที่เค้าใช้ก็มีสารสำคัญออกฤทธิ์มากกว่าโพรโพลิสทั่วไปถึง 10 เท่าเลยค่ะ มิน่าล่ะในช่วงที่ผ่านมาถึงมีการพูดถึงสเปรย์พ่นคอ Propoliz กันเยอะเลย

Propoliz Kid Mouth Spray เหมาะสำหรับอาการใดบ้าง ?

  • เจ็บคอ
  • ไอ
  • ระคายคอ
  • ปวดฟัน
  • เหงือกอักเสบ
  • แผลร้อนใน

โพรโพลิส คิด เมาท์สเปรย์

ให้ลูกพ่นคอตอนไหนบ้าง?

  • พ่นเวลาลูกมีอาการ
  • พ่นก่อนใส่แมสและหลังถอดแมส
  • พ่นหลังจากไปสถานที่ที่เสี่ยงต่อการคิดเชื้อ
  • พ่นบ่อย ๆ หากลูกมีประวัติเสี่ยงติดเชื้อ

รสชาติ โพรโพลิส คิด เป็นยังไงนะ ?

แบรนด์เค้าบอกว่า รสชาติอ่อนโยน เป็นมิตรกับเด็ก จากที่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ได้ลองพ่นคอดู รสชาติ โพรโพลิส คิด สเปรย์ จะออกหวาน ๆ ได้กลิ่นน้ำผึ้งเบา ๆ รสนุ่ม ๆ ไม่ขม ไม่แสบปาก ลองให้เจ้าแสบที่บ้านลอง ปรากฏว่าชอบกันทุกคนเลยค่ะ ยิ่งพ่นตอนที่ลูกเจ็บคอ หรือมีอาการไอ ก็รู้สึกว่าลูกหายเจ็บคอไวขึ้น ไม่ค่อยไอถี่ ๆ แบบเคย อันนี้ทีมแม่ปลื้มมาก ๆ เลยค่ะ

Propoliz Kid Spray

โพรโพลิส คิด เมาท์สเปรย์ พ่นบ่อย ๆ ได้ ไม่เป็นอันตราย

  • สารสกัดออแกนิคจากธรรมชาติ
  • ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ต้องกลัวฟันผุ
  • ไม่ใส่แอลกอฮอล์ ไม่แสบปาก
  • รสชาติน้ำผึ้ง หอม หวาน อร่อย ทานง่าย อ่อนโยน ถูกใจเด็ก ๆ
  • แนะนำสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

ปลอดภัยด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับบริษัทยา

เพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ มาตรฐานการใช้ต้องผ่านการทดสอบว่าปลอดภัยจริง ๆ

  • ปราศจากเชื้อปนเปื้อน
  • ปราศจากยาฆ่าแมลง
  • ปราศจากโลหะหนัก

Propoliz Kid Mouth Spray

สเปรย์พ่นคอที่คุณหมอแนะนำ Propoliz Kid Mouth Spray ให้ลูกพกไว้ อุ่นใจกว่า สเปรย์พ่นคอที่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids แนะนำ วางใจได้ด้วยประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย  ให้ลูกพกติดกระเป๋าไปโรงเรียน ไปแคมป์หรือไปกิจกรรมนอกบ้าน พ่นเวลาถอดแมส หรือเริ่มรู้สึกระคายคอ แสบคอ ยิ่งพ่น ยิ่งนุ่มชุ่มคอ สเปรย์ขวดเดียวจบ ออกฤทธิ์เฉพาะที่ บรรเทาอาการทันทีแบบไม่ต้องรอ

ทั้งช่วยฆ่าเชื้อในช่องปากและลำคอ จะเจ็บคอ ระคายคอ ไอ ปวดฟัน หรือแผลร้อนใน ก็พกขวดเดียวจบเลยจ้าแม่ หาซื้อได้ตามร้านยาชั้นนำทั่วไป ได้เลยจ้าแม่จ๋า

 

หอบ หืดในเด็ก

อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก! ลูกอาจทรมานเพราะ หอบ หืดในเด็ก

อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก! ลูกอาจทรมานเพราะ หอบ หืดในเด็ก

คุณพ่อคุณแม่อย่ามองข้ามเวลาได้ยินเสียงหายใจลูกผิดปกติไปนะคะ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลูกกำลังได้รับความทรมานจากการหายใจแต่ไม่สามารถอธิบายบอกคุณพ่อคุณแม่ได้ ซึ่งอาจเป็นอาการของโรค หอบ หืดในเด็ก ค่ะ

โรคหอบหืด

เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าภาวะปกติ ทำให้หลอดลมหดเกร็งและบวม เนื่องจากการอักเสบ ผู้ป่วยจะไอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังวี๊ดๆ การหอบอาจเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ และเรื้อรัง

โรค หอบ หืดในเด็ก

โรคหืด หรือ โรคหอบหืดในเด็ก มีลักษณะสำคัญคล้ายกับโรคหืดในผู้ใหญ่ คือ มีการอักเสบของเยื่อบุหลอดลมอย่างต่อเนื่อง เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะหลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ มากกว่าปกติ และทำให้เกิดภาวะตีบตันของหลอดลม แต่สามารถกลับคืนภาวะปกติ หรือใกล้เคียงปกติได้ด้วยยาขยายหลอดลม

สาเหตุ

  1. กรรมพันธุ์ พบว่าถ้าผู้ป่วยมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว โอกาสที่จะเป็นโรคจะมีมากขึ้น
  2. สิ่งกระตุ้นต่างๆ โดยการหายใจเข้าไป อาหาร หรือ ยาที่รับประทาน เช่น ฝุ่น, ตัวไรฝุ่น, เกสรดอกไม้ หญ้า, ควันบุหรี่, น้ำมันรถ สารเคมี, มลพิษในอากาศ, เชื้ัอราในอากาศ ,ขนและรังแคสัตว์ เช่น สุนัข แมว, อาหาร เช่น ไข่ นม อาหารทะเล
  3. การออกกำลังกายมากๆ
  4. การติดเชื้อทางระบบหายใจ
  5. การเปลี่ยนแปลงของอากาศ
หอบ หืดในเด็ก
ลูกทรมานเพราะ หอบ หืดในเด็ก

อาการและอาการแสดง

  • ไอ มีเสมหะมาก โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกาย หรือ เวลากลางคืน
  • แน่นหน้าอก
  • เหนื่อยหอบ
  • หายใจลำบาก มีเสียงวี๊ดออกจากปอด

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรค หอบ หืดในเด็ก

เนื่องจากเด็กไม่สามารถสื่อความหมายหรือบอกถึงอาการหอบ หายใจแน่น หรือเหนื่อยได้เหมือนผู้ใหญ่ ดังนั้น พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองต้องสังเกตอาการต่างๆ เหล่านี้ เช่น

  • ไอบ่อย หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม บางครั้งได้ยินเสียงวี๊ด
  • อาการไอเป็นๆ หายๆ ซึ่งอาจมีไข้หรือ น้ำมูกร่วมด้วย
  • ระยะเวลาในการเป็นหวัดและไอจะนานกว่าเด็กปกติ
  • ไอมากตอนกลางคืน และเช้ามืด
  • หลังออกกำลังกายจะไอมาก หรือเหนื่อยหอบ
  • อาการไอจะดีขึ้นเมื่อได้ยาขยายหลอดลม

อาการเหล่านี้จะบ่งบอกถึงภาวะตีบแคบของหลอดลม และหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ ซึ่งแพทย์จะซักประวัติ อาการร่วม ความถี่ ความรุนแรง ผลกระทบต่อการเรียนหรือการทำงาน การตรวจร่างกาย การทดสอบสมรรถภาพทางปอด (เด็กโต) ประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว การได้รับควันบุหรี่ รวมถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการหอบหืดเพื่อให้การวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรคหืด

 

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีอาการหอบ หืด

  • ถ้ามีอาการหอบช่วงที่กำลังวิ่งเล่น หรือ มีอาการเหนื่อยให้หยุดพักทันที
  • หายใจเข้าอย่างปกติ และหายใจออกทางปากโดยค่อย ๆ เป่าลมออกจากปอดทีละน้อยให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้และขณะหายใจออก อาจห่อปากขณะเป่าลมหายใจออกด้วยก็ได้
  • ดื่มน้ำอุ่น ๆ มาก ๆ
  • พ่นยา หรือ กินยาแก้หอบตามแพทย์สั่ง ถ้ามียาขยายหลอดลมแบบพ่นชนิดออกฤทธิ์เร็ว ให้พ่น 2 พัฟ ซ้ำได้ 3 ครั้ง ห่างกัน 20 นาที หากอาการดีขึ้นให้พ่นยาทุก 4 – 6 ชั่วโมงต่ออีกประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์

 

การใช้ยารักษาโรคหอบหืด

แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. ยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งมีทั้งแบบ พ่น กิน ฉีด เป็นชนิดออกฤทธิ์เร็ว ยาพ่นจะสามารถออกฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ภายในเวลา 5 – 15 นาที และมักมีฤทธฺิ์อยู่นาน 4 – 6 ชั่วโมง ส่วนยากินมีฤทธิ์ขยายหลอดลมอยู่นาน 4 -6 ชั่วโมงเช่นกัน แต่ออกฤทธิ์ช้ากว่า ดังนั้นถ้าหากไม่มีปัญหาในการพ่นยา ควรพิจารณาใช้ยาพ่นก่อน ยกเว้นเด็กที่ไม่ยอมพ่นยา อาจใช้ยารับประทานได้
  2. ยาควบคุมอาการ เป็นยาต้านการอักเสบ ออกฤทธิ์ลดการอักเสบและลดความไวของหลอดลม มีทั้งแบบพ่น กิน ฉีด ซึ่งแบบพ่นจะให้ความปลอดภัยสูงกว่า เนื่องจากประมาณยาที่ใช้ในการพ่นมีขนาดต่ำ ยาพ่นไปที่หลอดลมโดยตรง ปัจจุบันมียาพ่นที่รวมระหว่างยาต้านการอักเสบ และยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานอยู่ในหลอดเดียวกัน เพื่อให้สะดวกในการใช้ และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาด้วย

 

การจัดที่อยู่อาศัยของลูกที่เป็นหอบหืด

ห้องนอน เป็นห้องที่สำคัญเพราะเป็นห้องที่ลูกจะต้องอยู่นานที่สุด จึงต้องจัดให้สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการอยู่อาศัย

  • ห้องนอนควรมีของน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่เก็บของ หรือ หนังสือในห้องนอน ไม่ควรปูพรม
  • เครื่องนอน ควรใช้ผ่าคลุมกันไรฝุ่น
  • ที่นอน หมอน หมอนข้าง และผ้าห่มควรทำความสะอาดและนำมาผึ่งแดดบ่อยๆ
  • ผ้าม่าน และ ผ้าปูที่นอน ควรซักอย่างน้อยทุกสัปดาห์ โดยใช้น้ำอุณหภูมิมากกว่า 55 องศาเซลเซียสเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที
  • เครื่องปรับอากาศควรหมั่นทำความสะอาดหน้ากากบ่อยๆ รวมถึงทำความสะอาดพัดลม
  • ไม่เล่นของเล่น หรือ ตุ๊กตาที่เป็นขน
  • ในบ้านไม่ควรมีที่เก็บของอับชื้น หรือ ปลูกต้นไม้ในบ้านเพราะราและฝุ่นจะจับง่าย
  • เก็บอาหารให้มิดชิดเพื่อป้องกันหนูและแมลงสาป
  • ไม่ควรเลี้ยงสัตว์มีขน ถ้าจำเป็น ควรให้อยู่เฉพาะบริเวณนอกบ้านและอาบน้ำทุกสัปดาห์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลธนบุรี, โรงพยาบาลรามคำแหง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

WHOเตือน ! พบเด็ก ป่วยโรคตับอักเสบเฉียบพลัน 

ไม่ล้างแอร์ ลูกเสี่ยงป่วย โรคลีเจียนแนร์ -ไข้ปอนเตียก

สัตว์เลี้ยงระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

ลูกไม่สบตา ตาเหล่ สายตายาว

แชร์เตือน!ลูกไม่สบตาอย่าปล่อยผ่านอาจสายตายาว ตาเหล่ ได้

ตาเหล่ สายตายาว ในเด็กทารกเกิดขึ้นได้ เตือนพ่อแม่หมั่นสังเกต คุณแม่เขียนเล่าประสบการณ์ลูกน้อยไม่สบตา ไม่ใช่เรื่องปกติ ควรรีบปรึกษาหมอตา รู้เร็วแก้ทัน

แชร์เตือน!ลูกไม่สบตาอย่าปล่อยผ่านอาจสายตายาว ตาเหล่ ได้

สายตายาว คุณพ่อคุณแม่รู้ไหม?? ใช่ว่าเป็นแต่ในคนสูงอายุ สายตายาวในทารก เกิดขึ้นได้!!

สายตายาวในเด็ก มีจริงหรือ??

๑.สายตายาวเป็นสายตาของคนเก่าเท่านั้นหรือ? ตอบว่าไม่ใช่เป็นได้ทุกอายุ แม้แต่เด็กเล็กๆ แรกเกิดก็เป็นสายตายาวได้ และส่วนมากมักจะเป็นสายตายาวที่ร่วมกับภาวะตาเขชนิดตาดำเบนเข้าหัวตาที่เรียกว่า “ตาเขเข้าด้านในในเด็กแรกเกิด” ดังที่คุณอาจจะเคยเห็นอยู่บ้างที่เด็กอายุขนาด ๒–๖ ขวบ สวมแว่นตา ราวกับว่าพ่อแม่ซื้อแว่นเป็นของเล่นมาให้ลูกใส่เล่น เพื่อให้แลดูน่ารักน่าเอ็นดู แท้ที่จริงแล้วแว่นตาที่หนูน้อยสวมใส่อยู่เป็นแว่นที่ประกอบโดยใบสั่งแว่นของจักษุแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่วัดแว่นที่ทำงานด้านสายตาเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ

เมื่อลูกไม่สบตาเหมือนเคย ให้สงสัยสายตายาว ตาเหล่ ในเด็ก
เมื่อลูกไม่สบตาเหมือนเคย ให้สงสัยสายตายาว ตาเหล่ ในเด็ก

ส่วนที่ว่าสายตายาวมีหรือเป็นเฉพาะคนมีอายุ หรือคนวัยกลางคนขึ้นไป (ไม่อยากเรียกว่าคนแก่เลย) เรื่อยไปจนถึงวัย ๖๐ ปีกว่าๆ เป็นเพราะสภาพตาอ่อนกำลังในการปรับความคมชัดของภาพหรือวัตถุที่มองลงทำให้มองไม่ชัดมัวพร่า อาจมองภาพระยะไกลเป็นภาพซ้อน จึงจำเป็นต้องสวมแว่นชนิดเลนส์บวก คือแว่นสำหรับคนสายตายาวนั่นเอง เช่น อ่านหนังสือ ทำงานบนโต๊ะ นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ เย็บปักถักร้อย ทำงานที่ต้องใช้ความละเอียด เช่น ดูตัวเลขทำบัญชีจำเป็นต้องใช้แว่นสายตาที่มีกำลังพอเหมาะกับวัย เริ่มต้นด้วยวัยขึ้นเลข ๔ ก่อน คือ ๔๐ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับอายุ จึงสังเกตได้ง่ายๆว่า คนมีอายุจะสวมแว่นตา ๒ ชั้น ชั้นบนสำหรับดูไกล ชั้นล่างไว้อ่านหนังสือแบบนี้เรียกว่า คนสายตายาวแบบ “คนแก่” โดยแท้

๒. ส่วนคนหนุ่มคนสาวอาจจะสวมแว่นสายตายาวก็ได้ ถ้าเขาหรือเธอคนนั้นเคยมีสายตายาวมาตั้งแต่สมัยแรกเกิด ก็จะติดตามมาจนกระทั่งโต โดยปกติแล้วเท่าที่เห็นๆกัน วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมักจะสายตาสั้นดังที่ทราบและคุ้นตาคุ้นหู พวกนี้จะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของกายวิภาค รูปทรงลูกตา ที่มีลักษณะค่อนข้างจะขนาดโตกว่าคนปกติ หรือยาวรีนั่นเอง อีกทั้งเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์อีกต่างหาก คือถ้าพ่อแม่สวมแว่นชนิดสายตาสั้นหนาเตอะละก็ ลูกที่ผลิตออกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแทบจะไม่มีวันหนีภาวะสายตาสั้นไปได้เลย

จึงสรุป และตอบให้สั้นเพียงคำเดียว เด็กสายตายาวได้ไหม? ว่า… “ได้”

ผู้ตอบ น.พ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์ เพจหมอชาวบ้าน
แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกสายตายาว เสี่ยง ตาเหล่
แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกสายตายาว เสี่ยง ตาเหล่

แม่แชร์ประสบการณ์จริง ลูก 2 เดือน สายตายาว!!

วันนี้จะมาโพสเป็นอุทาหรณ์ให้แม่ๆ ทุกคนค่ะ ลูกอายุ 2-4 เดือน ถ้าไม่สบตา ไม่มองตามสิ่งของ ไม่ควรมองข้ามค่ะ ลูกชาย อายุ 2 เดือน 23 วัน ไม่ยอมสบตา ไม่มองตามสิ่งของ แม่เลยตัดสินใจพาน้องพบแพทย์ค่ะ
สิ่งที่ทำให้แม่เกิดความ เอ๊ะ! ขึ้นมาก็คือลูกสบตาคนเลี้ยงน้อยลง จนกลายเป็นไม่สบตาเลย ไม่ค่อยมองตามสิ่งของ ถามพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงก็รู้สึกเหมือนกัน ลอง consult หมอออนไลน์ หมอบอกเด็กแต่ละคนพัฒนาการไม่เหมือนกัน รอซัก 6 เดือนถ้าน้องยังไม่สบตาถึงจะบอกได้ แต่แม่นั้น เป็นคนวิตกจริต ลูกเคยมองหน้าแม่ มาวันนี้ไม่มอง เลยตัดสินใจไปหาหมอ และหมอเด็กที่ รพ ก็เทส พร้อมบอกว่า เอ้อ! น้องไม่ค่อยมองจริงๆ คุณแม่ น้องโฟกัสได้แค่นิดๆ หน่อยๆ หมอเด็กเลยรีบไปติดต่อหาหมอตาให้ โชคดีวันนี้เวลานี้ หมอตาออกตรวจ และมีคิวว่างเวลานี้พอดี ลูกเลยได้เจอหมอตาทันที ใช้เวลาตรวจเกือบชั่วโมง ด้วยความที่น้องยังเด็กมากๆ ก็ต้องตรวจไปพักไป ตรวจเสร็จ หมอบอก น้องมีค่าสายตายาว 600 ครับคุณแม่ ต้องใส่แว่นทันที ไม่งั้นน้องจะตาเหล่และเป็น lazy eyes เพราะน้องสายตายาวกว่าเด็กทั่วไป มันเลยทำให้น้องไม่อยากสบตาเพราะน้องเห็นระยะใกล้เบลอมากๆ แต่ไม่ต้องกังวล ปกติแล้ว เด็กทารก จะมีค่าสายตายาวประมาณ 300 กันทุกคน เพียงแต่ของลูก ยาวเกินค่าปกติไปนิสสส พอน้องใส่แว่น น้องจะกลับมาสบตาและโฟกัสได้ดีมากขึ้น เพียงแค่อาจจะต้องใส่ไปจนถึงอายุ 10 ขวบ สายตาน้องถึงจะกลับมาเหมือนคนทั่วไป
*เพิ่มเติม ก่อนจะไปพบแพทย์ น้องชอบมองเหมือนมองไปไกลๆ มองเพดาน มองไฟ มองข้างๆค่ะ  แม่ๆ อย่าลืมคอยสังเกตลูกตัวเองนะคะ ป้องกันการเกิดตาเหล่ และ lazy eyes ในเด็กแรกเกิดค่า
ขอขอบคุณประสบการณ์ดี ๆ จาก คุณแม่ Aom Wasiewicz

สายตายาว (Hyperopia)

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ในเด็กจะมีสายตายาว ซึ่งจะต่างจากสายตายาวตามอายุในผู้ใหญ่ที่เกิดเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หากสายตายาวในเด็กมากกว่าเกณฑ์ปกติ ก็ส่งผลทำให้ภาพไม่ชัด โดยเฉพาะเวลามองใกล้ๆ และในบางรายอาจพบว่า สายตายาวที่มากนั้นมีผลทำให้เกิดภาวะตาเขเข้าในได้ด้วย ในบางรายสายตายาวในข้างใดข้างหนึ่งมากกว่า ข้างที่สายตายาวมากกว่าก็มีความเสี่ยงในการเกิดตาขี้เกียจได้เช่นกัน

การตรวจวัดค่าสายตาในเด็ก
การตรวจวัดค่าสายตาในเด็ก แตกต่างจากผู้ใหญ่หรือไม่

ตาเหล่ ตาเข ในเด็ก

“โดยส่วนใหญ่ หลายคนมีความเชื่อที่ผิดอยู่ว่าโรคตาเหล่หรือโรคตาเขเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ปกครองมีความเชื่อว่าเมื่อเด็กโตอาการเหล่านี้จะหายไปเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อที่ผิดมาก ในความเป็นจริงแล้วถ้ามีอาการผิดปกติควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะสายเกินไป อย่างไรก็ตาม การป้องกันเบื้องต้น ผู้ปกครองควรป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคตาเหล่หรือโรคตาเข ควรหลีกเลี่ยงการคลอดก่อนกำหนด ในระหว่างตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ระวังภาวะชักในเด็ก ทั้งนี้การป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อเกิดความสงสัยว่าเด็กมี ตาเหล่หรือตาเข มีปัญหาเรื่องของการมองเห็นควรรีบเข้ามาตรวจหาสาเหตุและทำการประเมินโดยจักษุแพทย์เพื่อดูว่าเป็นตาเหล่ชนิดที่แก้ไขได้หรือไม่”
Quate พญ.ภิยดา ยศเนืองนิตย์  แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข โรงพยาบาลสุขุมวิท

ภาวะตาเหล่ แบ่งออกได้เป็น

  1. ตาเหล่หรือตาเขเข้า คือ ตาดำข้างที่เขจะเบนเข้าด้านในหรือมุดเข้าหาหัวตา ตาเขชนิดนี้จะพบได้บ่อยทุกช่วงอายุ และอาจพบได้ในเด็กแรกเกิดอายุตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป จึงอาจเรียกว่าเป็นตาเขเข้าด้านในชนิดแรกเกิด
  2. ตาเหล่หรือตาเขออก คือ ตาดำข้างที่เขจะเบนหรือเฉียงออกด้านนอก (หางตา) เป็นชนิดที่พบได้บ่อย อาจพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ชนิดที่พบบ่อยจะเป็นชนิดที่เป็น ๆ หาย ๆ (Intermittent Exotropia) ซึ่งตาเหล่หรือตาเขชนิดนี้อาจจะเกิดร่วมกับภาวะสายตาสั้น หรือตาข้างที่เขมองไม่ชัด มีความผิดปกติโครงสร้างตา เป็นต้น
  3. ภาวะตาเหล่หรือตาเขที่เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทคู่ที่มาเลี้ยงดวงตาคู่ที่ 3 4 และ 6
  4. ตาเหล่หรือตาเขในกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะ ที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อตาบางมัดที่ทำงานมากเกินไปหรือน้อยเกินไป
  5. ตาเหล่หรือตาเขในแนวบนล่าง
  6. ตาเหล่หรือตาเขที่เกิดจากการกลอกตาผิดปกติ
  7. ตาเหล่หรือตาเขที่เกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคไทรอยด์ เป็นต้น

การวัดสายตาในเด็ก

เนื่องจากธรรมชาติของเด็กชอบเพ่ง จ้องทำให้วัดค่าสายตาได้เป็นสายตาสั้นมากกว่าความเป็นจริง หรือวัดค่าสายตายาวได้น้อยกว่าความเป็นจริง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องระงับหรือหยุดการเพ่งของเด็กชั่วคราว โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 12ปี ซึ่งวิธีที่เป็นมาตรฐาน คือ การหยอดยาเพื่อลดการเพ่ง แล้วทำการวัดสายตาก็ทำให้ทราบค่าสายตาจริงๆ ของเด็ก ยาชนิดนี้ไม่ใช่ยากลุ่มเดียวกับยาขยายม่านตาในผู้ใหญ่

หลังจากตรวจวัดสายตาเสร็จ จักษุแพทย์จะทำการสั่งแว่นตาตามความเหมาะสม จากนั้นจะนัดตรวจติดตามเป็นระยะเนื่องจากค่าสายตาในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด โดยทั่วไปจะหยอดยาวัดสายตา ปีละ 1 ครั้ง จนกระทั่งอายุ ประมาณ 11 ถึง 12 ปี ก็จะสามารถวัดสายตาได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เนื่องจากกำลังการเพ่งลดลงใกล้เคียงผู้ใหญ่ และส่วนมาก ค่าสายตาก่อนหยอดยาและค่าสายตาหลังหยอดยาไม่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลว่าไม่ต้องหยอดยาวัดสายตาในเด็กกลุ่มนี้

ตาเหล่ ในเด็ก รักษาได้
ตาเหล่ ในเด็ก รักษาได้

การเตรียมตัวในการตรวจวัดสายตาในเด็ก

  1. ควรเป็นวันที่ไม่มีไข้ ร่างกายปกติดี ไม่มีการสอบหรือการเรียนที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น เพราะยาจะทำให้มองที่ใกล้ไม่ชัด ประมาณ 1 วัน
  2. เตรียมแว่นตาดำ หรือหมวกมาด้วย เพราะหลังการตรวจม่านตาจะขยายเล็กน้อยอาจทำให้มีการแพ้แสงได้ ประมาณ 1 วัน
  3. หยอดยาวัดสายตา ทุก 5 ถึง 10 นาที 2 ถึง 3 ครั้งทั้งสองตา จากนั้นรอประมาณ 30 นาทีจะสามารถตรวจได้ ในระหว่างหยอดยาเด็กอาจงอแงได้ เนื่องจากยาหยอดตาแสบ
  4. หลังตรวจวัดสายตาเรียบร้อย จักษุแพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตา เนื่องจากม่านตาขยายพอที่จะสามารถตรวจได้
  5. หลังตรวจเรียบร้อยควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง พักผ่อนในบ้าน ไม่ควรโดนแสงไฟสว่างมาก ๆ
ที่มา: นพ.วรากร เทียมทัดจักษุแพทย์เฉพาะทาง ด้านโรคตาในเด็กและตาเข
ศูนย์จักษุวิทยาเฉพาะทาง โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล
จากประสบการณ์จริงที่คุณแม่ได้กรุณาเขียนเล่าเป็นอุทาหรณ์ ทำให้เราตระหนักได้ว่า การหมั่นสังเกตลูกว่ามีพฤติกรรม หรือท่าทางใด ๆ ที่ดูผิดปกติ แตกต่างไปจากเดิม หรือปกติเด็กทั่วไปหรือไม่นั้น เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากคุณแม่ไม่สังเกตได้ว่าลูกไม่สบตา ไม่มองเวลาเรียก เวลาเล่นด้วยเหมือนเคย และปล่อยละเลยทิ้งไว้ ไม่พาไปพบคุณหมอเพื่อความแน่ใจแล้ว น้องอาจจะมีโอกาสหายน้อยลงไปได้อีก และอาจมีปัญหาสายตายิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญการมองที่พร่ามัวสำหรับเด็ก เป็นสิ่งที่ปิดกั้นพัฒนาการในด้านอื่น ๆ ที่เราอาจไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ การหาข้อมูล การอ่าน การเฝ้าระวัง น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับแม่ๆ ยุคนี้
อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เด็กๆสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเพราะจอคอมพิวเตอร์

ลูกฉลาด ถ้าฉลาดดูแลสายตา

ทำไมป่วย เบาหวาน – อ้วน เสี่ยงมากเมื่อติดโควิด-19

สปสช.ให้สิทธิคัดกรอง ภาวะปัญญาอ่อน เด็กแรกเกิด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผู้ป่วยลองโควิด

กทม.เปิดคลินิกดูแล ผู้ป่วยลองโควิด ในรพ. 9 แห่ง 

กทม.เปิดคลินิกดูแล ผู้ป่วยลองโควิด ในรพ. 9 แห่ง

นอกจากโควิด19 จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่ป่วยจะกลุ้มใจว่าอาการป่วยจะหนักแค่ไหน จะนำไปติดใครหรือเปล่าแล้ว ยังสร้างความกังวลต่อแม้จะหายแล้วจากอาการที่จะตามมาคือ ลองโควิด ซึ่งทาง กทม. ได้แก้ปัญหานี้ด้วยการเปิดให้ 9 โรงพยาบาลดูแล ผู้ป่วยลองโควิด ขึ้นแล้วค่ะ

Long covid คืออะไร

อาการLong Covid” เป็นอาการผิดปกติที่มักพบได้บ่อยหลังหายจากโควิด และอาการนี้อาจลากยาวไปหลายเดือนอีกด้วย โดยอาการเบื้องต้นที่พบได้บ่อย คือ อาการอ่อนเพลีย ร่วมกับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น

  • ระบบทางเดินหายใจ : ไอ เจ็บหน้าอก หายใจถี่ หายใจลำบาก
  • ระบบประสาท : สมองเบลอ มึนงง ปวดหัว สมาธิสั้น มีความผิดปกติด้านการนอน
  • ระบบทางเดินอาหาร : ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด
  • ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกปวดตามข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปัญหาทางจิตเวช : ซึมเศร้า วิตกกังวล

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางรายยังอาจส่งผลต่อสุขภาพที่รุนแรงในระยะยาวยิ่งกว่า เช่น

  • สมรรถภาพทางเพศ
  • เพิ่มความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
  • โรคสมองขาดเลือด
  • โรคเบาหวาน
  • ภาวะไตเสื่อม
  • หรือในเด็กอาจเสี่ยงต่อภาวะ MIS-C ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ทั่วทั้งร่างกายอีกด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า ภาวะลองโควิดมักจะเริ่มมีอาการหลังหายป่วยโควิด 1-2 สัปดาห์ อาการเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1-6 เดือน และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย รวมถึงคนเป็นโรคอ้วน และคนที่ติดเชื้อโควิดที่มีอาการมาก จะพบภาวะลองโควิดมากกว่าคนที่ติดเชื้อโควิดที่มีอาการน้อย

กทม.เปิดคลินิกดูแล ผู้ป่วยลองโควิด 

กทม.โดยสำนักการแพทย์ เตรียมเปิดคลินิกรักษาผู้ป่วยที่มีอาการลองโควิด (Long COVID) โดยดำเนินการตามแนวทางของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่พ้นระยะเฉียบพลัน และยังคงมีอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ครอบคลุมการให้คำปรึกษา การตรวจประเมิน การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือตรวจพิเศษ การวินิจฉัย การดูแลรักษา ติดตามอาการ และการส่งต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (กรณีจำเป็น) ในรูปแบบการให้บริการแบบผู้ป่วยนอก (Onsite และ Online Telemedicine) โดยเปิดคลินิก 1 วันต่อสัปดาห์ เริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ

ช่องทางการเข้ารับบริการ

นายขจิตกล่าวว่า สำหรับคุณสมบัติผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในคลินิกลองโควิด จะต้องเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายป่วยมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป การให้บริการจะเน้นไปทางติดตามอาการที่เกิดหลังจากหายป่วยโควิด-19 โดยผู้ป่วยสามารถรับบริการผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้

  1. ผู้ป่วยมาเข้ารับบริการที่คลินิกปกติ และแพทย์วินิจฉัยอาการที่เข้าได้กับลองโควิด และส่งผู้ป่วยไปที่คลินิกดังกล่าว
  2. ผู้ป่วยที่สงสัยอาการตนเองและเข้ารับบริการที่คลินิกลองโควิดโดยตรง รูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop service) จัดให้มีการบริการคัดกรอง พบแพทย์ในจุดเดียว กรณีที่ต้องมีการปรึกษาจิตแพทย์ จะให้มีการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินความเสี่ยงทางด้านสุขภาพจิตก่อนเข้าพบแพทย์

โรงพยาบาล ทั้ง 9 แห่งที่ดูแล ผู้ป่วยลองโควิด

ผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายป่วยมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป สามารถรับบริการได้ที่โรงพยาบาล (รพ.) สังกัดสำนักการแพทย์ กทม.ทั้ง 9 แห่ง ดังนี้

1. รพ.กลาง ณ คลินิกประกันสุขภาพ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00-16.00 น.

2. รพ.ตากสิน ณ ARI Clinic ทุกวันจันทร์ เวลา 13.00-16.00 น.

3. รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ ณ คลินิกอายุรกรรม ทุกวันพุธ เวลา 13.00-16.00 น.

4. รพ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธฺโร อุทิศ ณ คลินิกอายุรกรรม ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00-16.00 น.

5. รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ ณ คลินิกอายุรกรรม ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00-16.00 น.

6. รพ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ณ คลินิกอายุรกรรม ทุกวันอังคาร เวลา 08.00-12.00 น.

7. รพ.ราชพิพัฒน์ ณ ARI Clinic ทุกวันพุธ เวลา 13.00-16.00 น.

8. รพ.สิรินธร ณ คลินิกวัณโรค ทุกวันอังคาร เวลา 08.00-12.00 น. และ

9. รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ณ คลินิกผู้ป่วยนอก ทุกวันพุธ 13.00-16.00 น.

ผู้ป่วยลองโควิด
โรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยลองโควิด

สำหรับครอบครัวหรือคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่สงสัยว่าตนเองจะมีอาการ long covid สามารถไปรักษาได้ตามคลินิกของโรงพยาบาลทั้ง 9 แห่งข้างต้นนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

มติชน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม แพ็กเกจตรวจ Long covid ที่ไหนเท่าไหร่บ้าง

69 ศูนย์บริการฯกทม. เจอ แจก จบ ผู้ป่วยโควิดสีเขียว

สปสช.ให้สิทธิคัดกรอง ภาวะปัญญาอ่อน เด็กแรกเกิด

 

ภาวะปัญญาอ่อน

สปสช.ให้สิทธิคัดกรอง ภาวะปัญญาอ่อน เด็กแรกเกิด

สปสช.ให้สิทธิคัดกรอง ภาวะปัญญาอ่อน เด็กแรกเกิด

นับตั้งแต่ลูกน้อยลืมตาดูโลก พ่อแม่ย่อมเป็นคนที่ดีใจที่สุด โดยเฉพาะเมื่อทารกน้อยร่างกายสมบูรณ์ครบ 32 ประการ 
แต่บางครอบครัวอาจไม่โชคดีเช่นนี้ เพราะทารกน้อยอยู่ใน ภาวะปัญญาอ่อน และสมองพิการ หากไม่ได้ตรวจพบในระยะแรกของชีวิต ผลที่ตามมาย่อมรุนแรงต่อตัวเด็ก และนับเป็นภาระหนักหนาต่อครอบครัว

การตรวจคัดกรอง ภาวะปัญญาอ่อน ในเด็กแรกเกิด

กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงกำหนดให้มีบริการตรวจคัดกรองภาวะปัญญาอ่อน โดยการตรวจคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิดและโรคพีเคยูสำหรับเด็กไทยแรกเกิดทุกคน เพราะภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด (Congenital Hypothyroidism) และภาวะพร่องเอนไซม์ย่อยสลายกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีน ที่เรียกว่า โรคพีเคยู หรือฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) ในเด็กแรกเกิด เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการทางสมองและภาวะปัญญาอ่อนตามมาได้

1. ภาวะต่อมไทรอยด์บกพร่อง
พบอุบัติการณ์ของโรค 1 : 4,000 (ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข 1 : 2,900) เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การสร้างต่อมไทรอยด์ไม่สมบูรณ์หรือขาดสารไอโอดีน แต่ปัญหาที่สำคัญคือ ภาวะปัญญาอ่อนและการเจริญเติบโตล้มเหลว

อาการ ทารกจะมีน้ำหนักน้อย ตัวเตี้ย ลิ้นอาจใหญ่จุกปาก ตัวอ่อนปวกเปียก ท้องผูก ตัวเหลืองนานหลังคลอด มีพัฒนาการล่าช้า เช่น ไม่อ้อแอ้ นั่งช้า เดินช้า พูดช้าหรือไม่พูดเลย หากเป็นมากหรือเป็นมานานเกินกว่าแพทย์จะตรวจพบโอกาสที่จะปัญญาอ่อนเป็นไปได้สูง

การรักษา จะได้ผลดีต่อเมื่อทารกได้รับการตรวจพบความผิดปกติก่อนอายุครบ เดือน
สำหรับการป้องกัน ทำได้โดยการตรวจกรองเมื่อแรกเกิด (ภายในอายุ 24 – 48 ชั่วโมง) โดยเจาะเลือดที่ส้นเท้าแล้วหยดลงกระดาษซับกรองเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ทราบผลภายใน 1 – 2 สัปดาห์

2. โรคเฟ็นนิลคีโตนยูเรีย (PKU)
 เป็นโรคพันธุกรรมที่มีความผิดปกติทางเมตะบอลิสม์ ไม่ว่าจะอาหารหรือนมที่รับประทานจะไม่สามารถถูกย่อยได้ตามปกติ เพราะความบกพร่องของเอ็นไซม์ในเซลล์ ทำให้มีระดับกรดอะมิโนเรียกเฟ็นนิลอะลานีลสูงในเลือด แล้วไปทำอันตรายต่อเซลล์สมองทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน พบอุบัติการณ์ของโรค 1 : 15,000 คน (ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข 1 : 10,000)

อาการ ผู้ป่วยจะมีอาการชักภายหลังรับประทานนมได้เพียง 1 – 2 วัน ผิวสีจางกว่าปกติ อาจมีปัญหาเรื่องการดูดนม (ไม่ยอมดูดนม หรือดูดได้น้อย) อาเจียนบ่อย มีพัฒนาการล่าช้า บางรายที่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็จะมีภาวะปัญญาอ่อน

การรักษา ทารกต้องได้รับการวินิจฉัยภายใน 1 – 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด และต้องทานนมที่เตรียมพิเศษภายใต้การดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น

การป้องกันความผิดปกติทั้งสองกลุ่มอาการที่กล่าวมา ปัจจุบันสามารถทำโดยวิธีตรวจกรองโรค เพราะจะทราบถึงความผิดปกติของทารกตั้งแต่แรกเกิด หรืออย่างช้าที่สุดเพียง 1 – 2 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้แพทย์เริ่มรักษาได้เร็วยิ่งขึ้น ทารกจึงลดอัตราเสี่ยงเข้าสู่ภาวะสมองพิการ หรือปัญญาอ่อนได้

ภาวะปัญญาอ่อน
สปสช.ให้สิทธิคัดกรอง ภาวะปัญญาอ่อน เด็กแรกเกิด

หลักเกณฑ์การคัดกรองเด็กแรกเกิด

สำหรับหลักเกณฑ์การให้บริการ คือ

  • เด็กแรกเกิดที่คลอดครบกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดตั้งแต่ 2,500 กรัม ทุกสิทธิ จะได้รับการตรวจคัดกรอง 1 ครั้ง
  • ส่วนเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด มีอายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ หรือเด็กคลอดครบกำหนดที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม หรือทารกแฝด หรือทารกป่วยทุกสิทธิ จะได้รับการตรวจคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด 2 ครั้ง เป็นการตรวจเมื่อแรกเกิด 1 ครั้ง และจะตรวจซ้ำอีก 1 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2-3 สัปดาห์

วิธีตรวจคัดกรอง

หน่วยบริการจะทำการเจาะเลือดเด็กแรกเกิดที่มีอายุตั้งแต่ 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน ที่บริเวณส้นเท้าหรือหลังมือใส่กระดาษซับและจัดส่งให้หน่วยบริการที่ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อทำการตรวจ หากผลตรวจคัดกรองผิดปกติหน่วยบริการที่ตรวจจะแจ้งรายชื่อเด็กโดยด่วนไปยังหน่วยบริการที่เจาะเลือดเพื่อการดูแลต่อไป

  • เด็กที่มีผลการคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิดผิดปกติ จะได้รับการติดตามและตรวจยืนยันภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ พร้อมได้รับยาไทร็อกซิน (Thyroxine) ภายในอายุไม่เกิน 14 วัน
  • กรณีเด็กที่มีผลการคัดกรองโรคพีเคยูผิดปกติ จะได้รับการติดตามและส่งต่อให้เข้าสู่ระบบบริการดูแลกลุ่มโรคหายากภายในอายุไม่เกิน 14 วัน

ค่าบริการคัดกรอง ภาวะปัญญาอ่อน ราคาถูก

อัตราค่าบริการตรวจคัดกรอง เพื่อให้เด็กแรกเกิดเข้าถึงบริการเพิ่มมากขึ้นดังนี้

  • ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด และโรคพีเคยู 135 บาท/ครั้ง
  • ค่าบริการตรวจและการติดตามเพื่อยืนยันในรายภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ที่ผิดปกติ 350 บาท/ราย

สอบถามเพิ่มเติมการใช้สิทธิบัตรทอง ได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 หรือช่องทางระบบออนไลน์ทั้งไลน์ สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และ Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand

อาการของปัญญาอ่อน

สำหรับเด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อน อาจไม่ปรากฏอาการแสดงที่ชัดเจนจนกว่าเด็กจะเข้าสู่วัยเรียน อย่างไรก็ตาม การติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอจะช่วยคัดกรองภาวะปัญญาอ่อนได้ ตัวอย่างพัฒนาการและอาการที่เป็นสัญญาณของภาวะปัญญาอ่อน ได้แก่

  • พลิกตัว ลุกขึ้นนั่ง คลาน หรือเดินได้ช้ากว่าคนปกติ
  • พูดช้า หรือมีปัญหาติดขัดเกี่ยวกับการพูดคุยสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ
  • พูดคุยสื่อสารด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ขาดทักษะในการใช้คำ หรือไวยากรณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับคนในวัยเดียวกัน
  • ใช้สีหน้า ท่าทาง หรือสัญลักษณ์ในการสื่อสารมากกว่าการใช้คำพูดอธิบายสิ่งต่าง ๆ
  • มีพัฒนาการช้าในการทำกิจวัตรประจำวันในวัยเด็ก และอาจทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ช้ากว่าคนปกติ เช่น การขับถ่าย การแต่งตัวสวมเสื้อผ้า การรับประทานอาหาร
  • เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ช้ากว่าปกติ จึงมีปัญหาพัฒนาการด้านการเรียนตามวัย เช่น ด้านการเขียน การอ่าน การคิดคำนวณตัวเลข
  • มีปัญหาด้านการจำ ความจำสั้น มีความยากลำบากในการจดจำสิ่งต่าง ๆ
  • ขาดทักษะในการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา
  • ขาดทักษะในการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน
  • ขาดทักษะในการคิดและทำความเข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล
  • ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือคิดเชื่อมโยงการกระทำกับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาได้
  • มีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น มีอารมณ์เกรี้ยวกราดและไม่สามารถควบคุมได้
  • ขาดทักษะในการเข้าสังคม การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น หรือการยอมรับปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในสังคม
  • คิดเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม มีความยากลำบากในการคิดอย่างเป็นนามธรรม
  • ไม่สามารถตระหนักถึงความสำคัญของเงินหรือเวลาได้ ขาดทักษะในการบริหารใช้จ่ายเงินและเวลา
  • มีความยากลำบากในการตัดสินใจ การคิดแก้ไขปัญหา หรือหาทางออกอย่างเหมาะสม

ดังนั้นการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พร้อมรับมือสำหรับการดูแลลูกน้อยที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

pobpad, คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, กรุงเทพธุรกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สปสช. ให้ 7 กลุ่มเสี่ยง วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

69 ศูนย์บริการฯกทม. เจอ แจก จบ ผู้ป่วยโควิดสีเขียว

รวม แพ็กเกจตรวจ Long covid ที่ไหนเท่าไหร่บ้าง

แอปพลิเคชัน Monkey Math

เตรียมพร้อมความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์ให้กับบุตรหลานด้วย “MONKEY MATH” แอปพลิเคชันล่าสุดที่จะทำให้การเรียนคณิตศาสตร์เป็นเรื่องง่าย

ในการปูพื้นฐานด้านการศึกษาให้กับบุตรหลานนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว อย่างเช่นเรื่องการฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้กับบุตรหลานก่อนเป็นอันดับแรก เพราะในปัจจุบันอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าในทุก ๆ แง่มุมของการใช้ชีวิตย่อมมีภาษาอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่แข็งแรงย่อมเป็นข้อได้เปรียบ

แต่อีกหนึ่งรายวิชาที่เข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมกระบวนการ คิด วิเคราะห์ มีส่วนช่วยให้บุตรหลานมีกระบวนการคิดที่เป็นระบบและรอบคอบซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงวิชาคณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์เป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยฝึกฝนให้คนมีความรอบคอบ มีเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาตามลำดับและรอบคอบ เหตุนี้นี่เองที่ Monkey ได้พัฒนาอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่จะเข้ามาตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

Monkey Math – คณิตศาสตร์สำหรับเด็ก

Monkey Math – คณิตศาสตร์สำหรับเด็กเพื่อการพัฒนาสมอง ด้วยการคิดพัฒนาและออกแบบหลักสูตรมาให้เหมาะสมกับเด็ก ๆ ในแต่ละช่วงวัย แอปพลิเคชัน Monkey Math จึงประกอบไปด้วยหลักสูตรที่เหมาะสมกับ 4 ระดับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กก่อนวัยเรียนหรือเด็กๆที่อยู่ในช่วงวัยประถมศึกษาก็สามารถให้ Monkey Math เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาความคิดทางคณิตศาสตร์และมีความรู้สึกในเชิงบวกกับวิชาคณิตศาสตร์ตั้งแต่อายุยังน้อย

แอปพลิเคชัน Monkey Math จะมีส่วนช่วยในการสร้างรากฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ ด้วยตัวหลักสูตรที่ออกแบบมาให้เด็ก ๆ ได้ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยและเริ่มฝึกฝนแนวคิดที่มีระบบเหตุผล

อันเป็นพื้นฐานของวิชาคณิตศาสตร์ เด็กๆจะได้มีส่วนร่วมกับคณิตศาสตร์ผ่านภาพประกอบของวัตถุที่อยู่รอบๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รู้สึกว่าคณิตศาสตร์นั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวและสามารถสนุกไปกับมันได้ง่าย ๆ หลักสูตรที่อยู่ใน Monkey Math จะเน้นความค่อยเป็นค่อยไป ไม่สอนเด็กแบบรวบรัด แต่จะสอนและพัฒนากระบวนการคิดเพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจแก่นแท้ของปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล

Monkey Math

นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน Monkey Math จะเข้ามามีส่วนสำคัญในช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้มีโอกาสเตรียมความพร้อมในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จากที่บ้าน และมีส่วนช่วยในการทบทวนบทเรียนและฝึกฝนความรู้ที่ได้จากโรงเรียน ด้วยสาระการเรียนรู้ที่มีมากกว่า 60 หัวข้อทางคณิตศาสตร์ ที่เข้ามามีส่วนช่วยให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาความคิดเชิงตรรกะ การนับตัวเลข การคิดเลข การคิดเชิงพีชคณิต ทศนิยม การวัด เรขาคณิต เชิงพื้นที่ เวลา ข้อมูลและแผนภูมิ ฯลฯ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในหมวดหมู่ต่างๆของวิชาคณิตศาสตร์นั่นเอง

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อความเหมาะสมกับผู้เรียนทั้ง 4 ระดับ จะมีเนื้อหาที่แบ่งลำดับความยากง่ายไว้มากกว่า 400 บทเรียน 10,000 กิจกรรมเชิงโต้ตอบ และหัวข้อคณิตศาสตร์มากกว่า 60 รายการสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนและประถมศึกษา ซึ่งเด็ก ๆ สามารถทบทวนและนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่ได้ฝึกฝนไปปฏิบัติที่โรงเรียนได้จริง เรียกได้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมจากที่บ้านสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการที่โรงเรียนก็ว่าได้

ดังจะเห็นแล้วว่าวิชาคณิตศาสตร์นั้นมีความสำคัญและจำเป็นต่อกระบวนการคิด วิเคราะห์ และพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้หลักเหตุผลของเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการเตรียมความพร้อมทางวิชาคณิตศาสตร์ให้กับบุตรหลานนั้นก็สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน Monkey Math ได้ที่
Website: https://www.monkeyenglish.net/th/monkey-math

Group Monkey Thailand ได้ที่ Link

ลูกชอบตีหน้าแม่

ลูกชอบตีหน้าแม่ โตขึ้นจะก้าวร้าวไหมร่วมไขความลับเจ้าตัวเล็ก

ลูกชอบตีหน้าแม่ เป็นพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ มาร่วมไขความลับของเจ้าตัวเล็ก ที่แรงไม่เล็กกันว่า เหตุใดลูกถึงชอบตี ดึงผม หยิก พ่อแม่กันนะ พร้อมแนวทางรับมือ

ลูกชอบตีหน้าแม่ โตขึ้นจะก้าวร้าวไหม? ร่วมไขความลับเจ้าตัวเล็ก!!

คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนประสบกับปัญหา ลูกชอบตีหน้าแม่ ลูกชอบตี หยิก คนอื่น บางครั้งทำไปเวลาโมโห ทะเลาะกับพี่น้อง เพื่อน หรือบางทีก็ทำไปเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุก พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ของเด็กเล็กในวัยนี้ เป็นเรื่องที่น่าห่วงหรือไม่ โตไปลูกจะกลายเป็นเด็กก้าวร้าว แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือไม่ แล้วพ่อแม่ควรทำตัวอย่างไรดี

เด็กวัยขวบกว่าจนถึง 3 ขวบ ยังไม่เก่งในการแก้ปัญหา และยังมีทักษะในการสื่อสารด้วยภาษาพูดกับผู้อื่นไม่ดีพอ เวลาโมโห ถูกคุกคาม เช่น แย่งของเล่นกัน ทะเลาะกัน บางคนใช้วิธีตี หยิก ข่วน เอาของเล่นฟาด บางคนใช้วิธีกัด บางคนตอนแรกไม่เป็น แต่เพิ่งมาเป็นตอนอยู่เนิร์สเซอรี่ เพราะเห็นเด็กคนอื่นกัดให้ดูเป็นตัวอย่าง ก็จะมีพฤติกรรมเลียนแบบ บางคนไม่ได้กัดเพราะโกรธแต่กัดเพราะคิดว่าเป็นการเล่นสนุก ดังนั้นผู้ใหญ่ไม่ควรเล่นแกล้งกัดกับลูก ขณะที่เด็กบางคนกัดเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ หรือ เคยทำครั้งแรกๆ แล้วผู้ใหญ่หัวเราะเห็นเป็นเรื่องสนุก จะทำให้เด็กวัยนี้เข้าใจผิดได้เช่นกัน

Quate จากเพจ หมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

ลูกชอบตีหน้าแม่ ลูกโมโห
ลูกชอบตีหน้าแม่ ลูกโมโห

การจะแก้พฤติกรรมเด็กที่ชอบตี ชอบกัด ชอบต่อย ชอบเตะนั้น สิ่งแรกคุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจก่อนถึงสาเหตุที่ลูกทำลงไปก่อน อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเด็กมีพฤติกรรมดังกล่าวด้วยความเข้าใจที่แตกต่างกัน การที่เราเข้าใจถึงสาเหตุ จะทำให้เราแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากขึ้น และอ่อนโยนกับลูกมากขึ้น

ธรรมชาติพฤติกรรมของเด็กแต่ละวัย

อายุต่ำกว่า 2 ปี : พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้จะเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เนื่องจากเขาสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองได้มากขึ้น และชอบที่จะทดลองทำพฤติกรรมต่าง ๆ แล้วสังเกตการตอบสนองของพ่อแม่ และคนรอบข้างว่าเป็นอย่างไร จึงทำให้เรามักเห็นลูกในวัยนี้มีพฤติกรรมแปลก ๆ ตลก ๆ เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ และมักทำพฤติกรรมนั้น ๆ ซ้ำเรื่อย ๆ

2-3 ปี : วัยที่มีพลังเหลือล้น จึงทำให้เขารู้สึกอยากทำนู่น อยากทำนี่ ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นนักสำรวจโลกกว้างตัวยง แต่ด้วยความที่ร่างกายยังไม่โตพอ ไม่พร้อมทันใจเท่าความรู้สึกที่อยากทำ จึงทำให้เขารู้สึกอึดอัดที่ไม่สามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้ และจะรู้สึกโกรธที่มีคนมาคอยควบคุมไม่ให้ทำอีกด้วย ทำให้เราจะพบว่าบ่อยครั้งที่เด็กวัยนี้จะมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ทุบตี ต่อย เตะ ปาข้าวของ เป็นต้น

3-4 ปี : เริ่มเข้าสู่วัยที่สามารถสื่อสาร และใช้ภาษาได้มากขึ้น เริ่มเข้าใจอะไรได้มากขึ้นแล้ว ดังนั้น หากลูกเริ่มมีการแสดงออกทางอารมณ์ คุณพ่อคุณแม่สามารถทำให้เค้ารู้ได้เหมือนกันว่าพฤติกรรมดังกล่าวที่เค้าทำไม่ถูกต้อง โดยการพูดเสียงแข็งแกมดุเล็กน้อย เช่น หากลูกขว้างสิ่งของลงพื้น คุณพ่อคุณแม่อาจพูดว่า “หากลูกทำอย่างนี้อีกครั้ง แม่จะโกรธแล้วนะ

ลูกชอบตีหน้าแม่ ลูกเรียกร้องความสนใจ
ลูกชอบตีหน้าแม่ ลูกเรียกร้องความสนใจ

ทำไมเด็กชอบตี??

  1. การตีของเด็ก เป็นเพียงพฤติกรรมปกติพฤติกรรมหนึ่ง เด็กไม่มีความหมายแฝงใด ๆ ไม่ได้คิดอะไรก่อนตี
  2. เด็กยังพูดไม่ได้ หรือไม่สามารถสื่อสารความคิดออกมาได้ทั้งหมด ว่าต้องการอะไร จึงใช้วิธีการตี เพราะเป็นพฤติกรรมที่ง่ายกว่า ไวกว่า ในการบอกความต้องการของตนเอง
  3. เด็กไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมไหน เป็นพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ หรือพฤติกรรมไหนที่สังคมไม่ยอมรับ ลูกไม่รู้ว่าไม่ควรตีคนอื่น
  4. เด็กต้องการคนสนใจ เวลาที่เด็กตี ผู้ใหญ่รอบตัวจะตอบสนองต่อเด็กทันที เช่น หยุดเม้าท์แล้วหันมาหาลูก เวลาร้องงอแงตีคนอื่น ลงไปนอนดิ้นกับพื้น แล้วจะได้ของที่ต้องการ เป็นต้น
  5. เมื่อเด็กเติบโตขึ้นและต้องเข้าสังคม เด็กบางคนอาจยังไม่คุ้น และไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ หรือบางครั้งอาจรู้สึกตื่นเต้นมากไปทำตัวไม่ถูกจึงแสดงออกด้วยการตี กัดหรือเตะ แต่ในบางครั้งหากลูกกัดคุณพ่อคุณแม่บ่อย อาจเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่าเขาอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เช่น คุณพ่อคุณแม่กำลังจะมีน้องใหม่อีกคน หรือคุณพ่อคุณแม่ไม่สนใจเขา เป็นต้น

รับมืออย่างไร? เมื่อลูกชอบตี

การที่ลูกชอบตีหน้าแม่ ลูกชอบตีคนอื่น คงเป็นปัญหาหนักใจคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่ใช่น้อย วันนี้เรามีเคล็ดลับ ฉบับไม่ลับ มาฝากเพื่อหยุดปัญหาเด็กชอบตี

  • นิ่งสงบ 

เมื่อลูกทำพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กเล็กนั้น สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรตอบสนองต่อพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างแรก คือ การนิ่งสงบ ไม่ทั้งดุด่าว่ากล่าว หรือตะคอก และไม่ยอมให้ลูกตี

ลูกชอบโยนของ ลูกชอบตีหน้าแม่
ลูกชอบโยนของ ลูกชอบตีหน้าแม่
  • แรงมาไม่แรงกลับ 

แสดงความอ่อนโยนให้ลูกเห็น แม้ว่า ลูกชอบตีหน้าแม่ คุณหมอก็แนะนำให้ทำหน้านิ่ง ไม่ดุด่า ไม่ตีกลับ และทำพฤติกรรมที่ดีสอนให้ลูกเห็น เช่น จับมือลูกมาลูบหน้าแม่ แทนการตี แล้วบอกลูกว่า “ลูบหน้าแม่เบา ๆ แบบนี้ แม่ชอบมากกว่า” เป็นต้น

  • ยืนยัน ตอกย้ำ พฤติกรรมที่ต้องการ

ทุกครั้งที่ลูกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ลูกตีหน้าแม่ ลูกดึงผม ให้คุณใจเย็น แล้วบอกเขาทุกครั้ง ว่าไม่ให้ทำ บอกเขาไปเรื่อย ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่ยิ้ม ไม่เล่น ไม่พูดไปขำไป หรือหัวเราะเวลาที่ลูกตี การที่ให้พ่อแม่ทำซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เจอพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูก เนื่องจากว่าเขาอยู่ในวัยที่ไม่สามารถรับรู้สิ่งใด ๆ ได้เต็มร้อย ตั้งแต่ครั้งแรก พ่อแม่ต้องป้อนข้อมูลย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ และจะจำที่สอนได้

  • Time out

หากลูกไปตีคนอื่น  ต้องเข้าห้ามทันทีที่เห็นลูกทำท่าจะทำร้ายผู้อื่น หรือ กำลังทำอยู่ ให้พูดว่า “ตีไม่ได้ เจ็บนะ” นำผู้กระทำแยกออกไปจากผู้ถูกกระทำ ให้ไปนั่งอยู่คนเดียว แล้วบอกว่า “นั่งอยู่ตรงนี้ สงบสติอารมณ์ จนกว่าแม่จะบอกให้ลุกออกมาได้” เรียกว่า การแยกเข้ามุมสงบ (Time out) นานประมาณ 1-2 นาที สำหรับเด็กอายุ 1-2 ขวบ

  • สอนทักษะในการเข้าหาผู้อื่น

เด็กวัยนี้บางครั้งตีคนอื่น เพราะขาดทักษะในการเข้าหาผู้อื่น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว อยากจะเล่นด้วยเท่านั้นเอง ให้สอนว่า ถ้าต้องการให้พี่เล่นด้วย ต้องพูดอย่างไร เช่น ขอเล่นด้วยคน ขอเล่นของเล่นของพี่หน่อยได้ไหม ผลัดกันเล่นได้ไหม ถึงจะพูดแบบที่สอนยังไม่ได้ แต่เขาจะพอเข้าใจ และ ลดพฤติกรรมเดิมได้ในที่สุด

เด็กกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้สังคม อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
เด็กกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้สังคม อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
  • ให้แรงเสริมในทางบวกกับพฤติกรรมที่ดี

ในเวลาที่ลูกมีพฤติกรรมที่ดี ไม่ก้าวร้าว เล่นกับพี่ เล่นกับเพื่อน หรือคนอื่น ๆ ได้โดยไม่มีปัญหา ไม่ตี ไม่กัด ให้รีบชมเชยทันที เป็นการให้แรงเสริมในทางบวกกับพฤติกรรมที่ดี ลูกจะรู้ว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่ แล้วเขาจะจำ และนำมาทำซ้ำ

  • ตีเพราะเรียกร้องความสนใจ ต้องทำอย่างไร

ในกรณีที่คิดว่าการกัด การตีเป็นเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากพี่ จากพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ ให้ใช้วิธีแยกออกไปนั่งคนเดียวเช่นกัน แต่หากลูกมีพฤติกรรมอย่างนี้อีก คุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ลูกทำนี้ไม่ดี และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ชอบเล่นแบบนี้ ด้วยการลุกออกจากตรงนั้นไป หรือหากเป็นเด็กที่เล็กมากให้คุณพ่อคุณแม่เปลี่ยนบรรยากาศพาลูกเล่นอย่างอื่น หรือชมบรรยากาศสวยงามรอบตัวแทน

  • สอนวิธีระบายความโกรธ

วิธีระบายความโกรธ โดยไม่ใช้การทำร้ายผู้อื่น เช่น การพูดบอกความรู้สึก “หนูโกรธนะ หนูไม่ชอบนะ” การเดินหนีเวลาที่ใครมาทำให้โกรธ การกระทืบเท้า หรือเอามือทุบหมอนเวลาที่โกรธ หรือ ให้มาบอกผู้ใหญ่เวลาที่ใครทำให้โกรธ เพื่อที่ผู้ใหญ่จะได้ช่วยแก้ปัญหาให้

  • เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก

พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการแก้ปัญหาเวลาที่มีความขัดแย้งกับผู้อื่น ไม่แสดงความก้าวร้าวต่อคู่สมรส ต่อลูก หรือคนอื่นๆ เพราะเด็กๆ เลียนแบบความก้าวร้าวได้

สอนลูกสงบสติอารมณ์ กอด ให้เขาสงบ
สอนลูกสงบสติอารมณ์ กอด ให้เขาสงบ

เด็กส่วนใหญ่เลิกนิสัยนี้ได้ เมื่อเริ่มมีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาพูดได้ดีขึ้น ดังนั้น พ่อแม่จึงไม่ควรกังวลจนเกินไป หรือไปทำพฤติกรรมที่รุนแรงแทนเสียเอง เช่น การตีลูกให้หยุดการตีหน้าพ่อแม่ หรือคนอื่น หากเป็นเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เด็กสับสนเข้าไปใหญ่ว่าแบบไหนกันแน่ที่เป็นพฤติกรรมที่ควรกระทำ แต่ถ้าลูกอายุเกิน 4 ขวบแล้ว ยังมีปัญหาชอบทำร้ายผู้อื่น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.bounty.com/www.facebook.com/DoctorMMFamily

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ทำไมลูกวัยนี้ชอบตีนักนะ

 

10 เคล็ดลับปรับพฤติกรรมลูก ก้าวร้าว พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจและพร้อมรับมือ

14 ข้อสำคัญ เพื่อรับมือกับลูกน้อยที่เป็น “เด็กออทิสติก”

ลูกเก่งรอบด้าน แค่เพียงแม่ชวนลูก “นั่งสมาธิ”

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง

กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง อันตราย ดูแลอย่างไร

กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง อันตราย ดูแลอย่างไร

คุณแม่ท้องหลายคน อาจรู้สึกไม่สบายตัวในหลาย ๆ ช่วง เนื่องจากการตั้งครรภ์ อาจมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้นได้มากมาย เช่น คุณแม่ท้องหลายคน อาจเข้าห้องน้ำบ่อย ปัสสาวะแล้วไม่สุดจนเกิดโรค กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง ซึ่งเป็นอันตราย เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ด้วยนะคะ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง เกิดได้อย่างไร

แม่ท้อง เสี่ยงเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้มาก เนื่องจากระดับฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์นั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปัสสาวะ โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมามากขึ้น ทำให้มัดกล้ามเนื้อของท่อไตคลายตัว ประกอบกับขนาดมดลูกที่ใหญ่ขึ้น จนบีบท่อไต ส่งผลให้ระบบทางเดินปัสสาวะทำงานได้ช้าลง

นอกจากนี้ แม่ท้องมักมีกระเพาะปัสสาวะหย่อน จึงปัสสาวะไม่ค่อยสุด และอาจมีน้ำปัสสาวะไหลย้อนเข้าท่อไต และไตได้ ส่งผลให้เชื้อโรค และแบคทีเรียค้างอยู่บริเวณกระเพาะปัสสาวะ และเข้าสู่ไต ทำให้เสี่ยงเกิดภาวะไตติดเชื้อได้ง่าย

กระเพาะปัสสาวะอักเสบร้ายแรงอย่างไร

ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษา แม่ท้องอาจเกิดการติดเชื้อที่ไต หรือมีภาวะกรวยไตอักเสบ ส่งผลให้คลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติ รวมทั้งมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด

สัญญาณเตือนกระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง

สัญญาณที่เตือนว่า คุณแม่ท้องกำลังจะเป็น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ก็คือ

  • รู้สึกปวดหน่วง ๆ บริเวณท้องน้อย กดแล้วรู้สึกเจ็บ
  • รู้สึกแสบ หรือระคายเคือง บริเวณอวัยวะเพศเวลาปัสสาวะ
  • รู้สึกท้องแข็ง หรือเจ็บท้องบ่อย ๆ เหมือนจะคลอด (ในช่วงที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด)
  • ปัสสาวะบ่อย แต่กะปริดกะปรอด รู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น ปัสสาวะมีเลือดปน หรือปัสสาวะขุ่นช่วงตั้งครรภ์
  • มีอาการหนาวสั่น ไข้สูง ปวดบริเวณบั้นเอวหรือหลัง

หากคุณแม่ท้องพบว่า มีอาการเหล่านี้ 3 ข้อขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่าคุณแม่ อาจมีความเสี่ยงต่อโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรรีบไปพบคุณหมอ เพื่อป้องกันการลุกลาม และจะได้รักษาได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 เพราะการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะที่ไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้กรวยไตอักเสบ และคลอดก่อนกำหนดได้

กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง
กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง ดูแลอย่างไร

รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบในแม่ท้องได้อย่างไร

แม่ท้อง ควรเข้ารับการฝากครรภ์ เพื่อตรวจสุขภาพครรภ์ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รวมไปถึงโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โดยแพทย์ จะเก็บตัวอย่างปัสสาวะ และนำไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย หากพบว่ามีกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะให้แม่ท้องเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย และทารกในครรภ์

นอกจากนี้ แม่ท้อง ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง และไปพบแพทย์ทันที หากยังรู้สึกแสบร้อนขณะปัสสาวะหรือมีอาการอื่น ๆ ได้แก่ ไข้ขึ้น ปวดท้องน้อย คลื่นไส้ อาเจียน หนาวสั่น หรือมดลูกบีบตัว เมื่อได้รับยาจนครบระยะการรักษาแล้ว แพทย์จะนัดตรวจอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งอาจให้ยาซ้ำ ในกรณีที่ยังมีการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะอยู่

กระเพาะปัสสาวะอักเสบในแม่ท้องป้องกันได้อย่างไร

แม่ท้อง ป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ เพียงเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน และการใช้ชีวิต ดังนี้

การปรับพฤติกรรมการกิน

  • ดื่มน้ำเปล่าวันละ 6-8 แก้ว หรือหมั่นจิบน้ำตลอดวัน
  • เลี่ยงบริโภคอาหารแปรรูป น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ เครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน หรือปรุงแต่งด้วยน้ำตาล
  • รับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และสังกะสี เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ

การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • ห้ามกลั้นปัสสาวะ และพยายามปัสสาวะให้สุด
  • ทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้งเมื่อปัสสาวะเสร็จ
  • หลังถ่ายหนัก ควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียในอุจจาระเข้าสู่ท่อไต
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีค่าความเป็นกรด หรือด่างสูง รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น และไม่ใช้แป้งทาบริเวณอวัยวะเพศ
  • เปลี่ยนกางเกงในทุกวัน และควรเลือกใช้กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย
  • ไม่สวมกางเกง หรือกระโปรงที่รัดแน่น
  • ไม่แช่น้ำในอ่างอาบน้ำนานเกิน 30 นาที หรือมากกว่าวันละ 2 ครั้ง

ปัญหาแม่ท้อง ป่วยด้วยอาการโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้น ไม่ใช่เรื่องที่วางใจได้เลยนะคะ เพราะส่งผลทั้งงต่องคุณแม่เอง และส่งผลต่อลูกที่อาจต้องคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย ขอให้คุณแม่หมั่นสังเกตอาการเมื่อเวลาปวดปัสสาวะ หรือตอนปัสสาวะให้ดี เพื่อปลอดจากโรคนี้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

pobpad, Enfant 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ท้องแข็งบ่อย ขณะตั้งครรภ์ อันตรายไหม?

คนท้องฟันผุ เสี่ยง! ส่งต่อเชื้อทางช่องปากจากแม่สู่ลูก

3 อาการผิดปกติ คนท้อง ที่ต้องรีบไปรพ. ในช่วง 3 เดือนแรก

แอสเพอร์เกอร์

ลูกเป็น แอสเพอร์เกอร์ ไม่มองหน้า ไม่สบตา ทำอย่างไร

ลูกเป็น แอสเพอร์เกอร์ ไม่มองหน้า ไม่สบตา ทำอย่างไร

แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม (Asperger’s Syndrome) หลายคนไม่เคยได้ยินมาบ้างแล้ว และในขณะที่อีกหลายครอบครัวอาจรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี

อาการนี้พบเมื่อปี ค.ศ. 1940 มีการรายงานถึงกลุ่มอาการผิดปกติทางพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็ก โดยคุณหมอฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) ที่พบลักษณะของกลุ่มอาการเหล่านี้ที่คนไข้ของเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายที่เฉลียวฉลาด และมีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถพูดคุยสื่อสารปกติได้ แต่มีปัญหาในด้านทักษะการเข้าสังคมร่วมกับการมีพฤติกรรมหมกมุ่น มีความสนใจซ้ำซาก

แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม คืออะไร

แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม เป็นความบกพร่องของพัฒนาการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวรูปแบบหนึ่ง โดยบกพร่องในทักษะทางสังคม ร่วมกับมีพฤติกรรมหมกมุ่น ทำซ้ำ ๆ ไม่ค่อยยืดหยุ่น จนเกิดผลเสียต่อการดำรงชีวิต การเรียน การทำงาน และการเข้าสังคม ส่วนด้านการใช้ภาษา สามารถพูดคุยสื่อสารปกติ แต่ไม่เข้าใจลูกเล่น สำนวน มุกตลก มีระดับสติปัญญาปกติ ความจำดี แต่มีปัญหาในการประยุกต์ใช้

เดิมจัดเป็นกลุ่มอาการที่คล้ายกับออทิสติก แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว คือพัฒนาการด้านภาษาจะดีกว่าออทิสติก และมีระดับสติปัญญาที่ปกติหรือสูงกว่าปกติ

สาเหตุของการเกิดอาการ แอสเพอร์เกอร์

ในปัจจุบันไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุที่ชัดเจนของกลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการทำงานที่ผิดปกติทางสมอง พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม และในปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาอาการเหล่านี้ให้หายเป็นปกติ แต่พบว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและให้ความรู้ความเข้าใจ และคำแนะนำแก่พ่อแม่ รวมทั้งทางโรงเรียน ในการปรับตัวและการปรับพฤติกรรมของเด็ก ก็สามารถช่วยให้เด็กเหล่านี้อยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จได้ดี

แอสเพอร์เกอร์
ลูกเป็น แอสเพอร์เกอร์ ทำอย่างไร

พฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้

พฤติกรรมและลักษณะอาการของเด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์สามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ

1. ด้านภาษา การพูดและทักษะการใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ เด็กอาจพูดได้ถูกหลักไวยากรณ์ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่ลึกซึ้งหรือความหมายโดยนัยที่แฝงอยู่ เช่น มุกตลก คำเปรียบเปรย และคำประชดประชันต่างๆ เป็นต้น

2. ด้านสังคม เมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อาจมีพฤติกรรมการแสดงออกที่ดูแปลกกว่าเด็กวัยเดียวกัน เช่น ไม่ค่อยมองหน้าหรือสบตาเวลาพูดคุย แยกตัวอยู่คนเดียว ไม่ค่อยสนใจบุคคลรอบข้าง เล่นกับเด็กคนอื่นไม่ค่อยเป็น ไม่รู้จักการทักทาย พอเจอปุ๊บอยากถามอะไร อยากรู้อะไรก็จะพูดโพล่งออกมา ไม่มีการเกริ่นนำ ถามเรื่องที่สนใจโดยไม่เสียเวลา และไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะ เรื่องที่พูดคุยมักเป็นเรื่องของตนเองมากกว่าเรื่องอื่นๆ ไม่แสดงความใส่ใจหรือสนใจเรื่องราวของคนอื่น ขาดความเข้าใจหรือเห็นใจผู้อื่น และมักชอบพูดซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ ที่ตนเองสนใจ

3. ด้านพฤติกรรม มีความสนใจเฉพาะเรื่องและชอบทำอะไรซ้ำๆ เช่น ถ้าเขามีความสนใจอะไรก็สนใจมากจนถึงขั้นหมกมุ่น โดยเฉพาะกับเรื่องที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน และอาจเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่สนใจ เช่น แผนที่โลก วงจรไฟฟ้า ยี่ห้อรถยนต์ ดนตรีคลาสสิค ไดโนเสาร์ ระบบสุริยจักรวาล เป็นต้น โดยความสนใจเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ในบางรายมีความไวต่อสิ่งเร้าที่มาจากภายนอกค่อนข้างมากกว่าคนทั่วไป

โดยทั่วไปแล้ว เด็กเหล่านี้มักมีสติปัญญาดี มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน บางคนอาจมีปัญหาเรื่องที่ไม่สามารถมีสมาธิกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานนัก หรือมีปัญหาในการจัดลำดับเรื่องต่างๆ และมีทักษะในบางเรื่องที่อาจจะดูดีกว่าเด็กอื่น แต่โดยรวมแล้วเด็กเหล่านี้จะมีระดับสติปัญญาที่เป็นปกติ หรืออาจจะดีกว่าปกติด้วยซ้ำ

แอสเพอร์เกอร์กับออทิสติกแตกต่างกันอย่างไร

แอสเพอร์เกอร์กับออทิสติกนั้นมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่จุดที่แตกต่างกันคือเรื่องของภาษา ถ้าเป็นออทิสติกจะมีปัญหาพัฒนาการด้านภาษาที่ชัดเจนกว่า คือ พูดช้า พูดไม่ชัด พูดเป็นภาษาของตัวเอง

แต่แอสเพอร์เกอร์พัฒนาการด้านภาษาจะปกติ พูดคุยสื่อสารได้รู้เรื่อง เพียงแต่ลูกเล่นของภาษามีปัญหา จะไม่เข้าใจความหมายลึก ๆ ที่แฝงอยู่ ไม่เข้าใจนัยของภาษา เช่น ไม่เข้าใจมุกตลก คำเปรียบเทียบ ประชดประชันต่าง ๆ เขาจะเข้าใจในลักษณะตรงไปตรงมาตามตัวอักษร ไม่มีสีสันของภาษา ไม่มีลูกเล่นของคำ เป็นต้น

แต่ก็จะมีบางอย่างที่คล้าย ๆ กับออทิสติก เช่น เรื่องการไม่ค่อยสบตา ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ เวลาพูดก็จะพูดเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ได้สังเกตดูว่าคนที่เขาฟังอยู่นั้นจะสนใจหรือเปล่า คือเขาจะมีลักษณะที่ไม่ระวังในเรื่องของทักษะทางสังคม ซึ่งเป็นเพราะว่าเขาไม่เข้าใจ แต่ในด้านของสติปัญญาเด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์จะมีระดับสติปัญญาในระดับปกติหรือสูงกว่าปกติ

พ่อแม่จะช่วยเด็กแอสเพอร์เกอร์ได้อย่างไร

ทุกคนในครอบครัวถือว่ามีบทบาทสำคัญที่ต้องช่วยกันดูแล ต้องทำความเข้าใจกับปัญหาและศึกษาวิธีแก้ไขปัญหา เรียนรู้ทักษะต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน หากเด็กได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทั้งในการพัฒนาด้านสังคมและพฤติกรรม เด็กจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ ซึ่งมีวิธีการต่างๆ ดังนี้

1. เล่นกับเด็กโดยเอาความสนใจของเด็กเป็นที่ตั้ง แล้วค่อยๆ ขยายความสนใจเหล่านั้นไปในแง่มุมอื่นๆ โดยมีเป้าหมายที่จะแบ่งปันความสนใจ และอารมณ์ซึ่งกันและกัน

2. สนทนากับเด็กด้วยคำง่ายๆ ชัดเจน และถ้าเป็นตัวอย่างก็ควรเป็นสิ่งของในสถานการณ์จริงหรือรูปภาพ จะทำให้เด็กเข้าใจง่ายและเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว

3. สร้างบรรยากาศในการทำกิจกรรมให้รู้สึกสบายๆ ไม่เครียด มีความอบอุ่นและเป็นกันเอง

4. ในการเล่นหรือการเรียนของเด็ก ควรจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เด็กได้คุ้นเคยกับกฎระเบียบของกลุ่มเล็กก่อน ก่อนให้เด็กเข้าในกลุ่มใหญ่

5. การใช้คำสั่งกับเด็กต้องมีความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย

6. สนับสนุนให้เด็กเข้าเรียนร่วม ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้

7. สนับสนุนกิจกรรมหลากหลายเพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อลดความสนใจและความเคยชินที่ซ้ำซาก

 

แอสเพอร์เกอร์เป็นภาวะที่มีผลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรม การสนับสนุนเด็กอย่างถูกต้องเหมาะสม คือทางออกที่ดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลมนารมย์, ศูนย์วิชาการแฮปปี้โฮม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

ลูกสมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย เริ่มเป็นเด็กก้าวร้าว เพราะติดไอแพด

แม่เตือน ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน อาการออทิสติกเทียม เหตุเพราะมือถือ!

5 ความเข้าใจผิดเมื่อ ลูกไม่พูด..พูดช้า และ 6 วิธีฝึกลูกพูด

ลูกขาโก่ง

ลูกขาโก่ง ภัยแฝงในเด็ก ทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร

ลูกขาโก่ง ภัยแฝงในเด็ก ทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร

ลูกขาโก่ง แบบไหนปกติ แบบไหนควรหาหมอ ลูกแรกเกิดขาโก่ง ควรหาหมอหรือไม่ มาหาคำตอบกันค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ หรือครอบครัวไหนที่เพิ่งจะมีลูกน้อย แล้วสังเกตเห็นว่า ลูกขาโก่ง อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะโดยปกติแล้วเด็กทุกคนจะมีขาที่โก่งตามธรรมชาติอยู่แล้วเมื่อแรกเกิด แต่เมื่อโตขึ้นขาจะค่อย ๆ ตรงขึ้นได้เองและควรมีขาที่ตรงเมื่ออายุประมาณ 2 ปี ดังนั้นถ้าเด็กมีอายุมากกว่า 2 ปีแล้วแต่ยังคงมีขาที่โก่งอยู่ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคขาโก่ง เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นานและไม่รักษา อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและบุคลิกภาพของลูกน้อยได้ค่ะ

 

โรคขาโก่ง (Bowed Leg)

โรคขาโก่ง (Bowed Leg) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของทารกหรือเด็กเล็ก เนื่องจากปัจจัยด้านน้ำหนักและกรรมพันธุ์

อาการของโรคขาโก่ง

สำหรับลูกน้อยคนไหนที่เป็นโรคขาโก่งนั้น ส่วนมากจะมีอาการหัวเข่าทั้ง 2 ข้าง แยกห่างออกจากกัน แม้จะอยู่ในท่าทางการยืนที่เอาข้อเท้าเข้ามาชิดติดกันก็ตาม

ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการทำให้ ลูกขาโก่ง

คุณพ่อและคุณแม่หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า เพราะอะไรถึงทำให้ลูกขาโก่ง โดยปัจจัยที่ส่งผล มีดังนี้

  • น้ำหนักเกิน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ทารกขาโก่งได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อ้วนท้วม และมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ส่งผลให้กระดูกเกิดการกดทับกันบริเวณด้านในเข่าและทำให้ขาโก่ง
  • กรรมพันธุ์ เป็นกรณีที่เกิดขึ้นค่อนข้างยาก แต่ก็มีโอกาสเป็นได้ โดยปัจจัยนี้ จะมีผลให้ลักษณะกระดูกของลูกน้อยผิดรูป ซึ่งทำให้ลูกน้อยของคุณมีอาการขาโก่งไปเองตามธรรมชาติ
ลูกขาโก่ง
ลูกขาโก่ง ทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร

สาเหตุ ของอาการขาโก่ง

โรคขาโก่งนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยสาเหตุหลักนอกเหนือจากน้ำหนักแล้ว คือ

  • เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยการขดตัวนอนของทารกในท้องคุณแม่ จนกระทั่งออกมาลืมตาดูโลก จึงทำให้ขามีลักษณะโก่งหรือโค้งได้ ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป
  • ท่าทางการเดิน จากการศึกษาด้านการแพทย์พบว่า การเดินเร็ว ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการขาโก่งได้เช่นกัน เนื่องจากเด็กเล็กจะยังเดินได้ไม่คล่องแคล่วและมั่นคงพอ
  • กระดูกแตกหัก หรือผิดรูป ในกรณีที่ลูกน้อยเคยหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ขึ้น อาจส่งผลให้รูปกระดูกเปลี่ยนไปจากเดิม และทำให้เกิดอาการขาโก่งได้

โรคอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ ลูกขาโก่ง

นอกจากโรคขาโก่งจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งด้านร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังมีโรคอื่นที่ส่งผลให้ผู้ใหญ่หรือเด็กขาโก่งได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น โรคกระดูกอ่อน โรคเบล้าท์ โรคอ้วนในเด็ก หรือโรคพาเจท ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถสร้างความเสี่ยงให้มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเหมาะสม

  • โรคกระดูกอ่อน

โรคกระดูกอ่อน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายในการสร้างกระดูก เนื่องจากขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง แตกหักง่าย และไม่สามารถรองรับน้ำหนักร่างกายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อรูปกระดูกที่เปลี่ยนรูปไป และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคขาโก่ง หรือขางอได้ โดยอาการของโรคกระดูกอ่อน คือ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนล้า ลุกนั่ง หรือเดินได้ไม่คล่องแคล่วเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ

  • โรคเบล้าท์

โรคเบล้าท์ คือ ภาวะที่เกิดจากเด็กมีน้ำหนักตัวมากจนเกินไป ส่งผลให้กระดูกไม่สามารถรองรับน้ำหนักของร่างกายได้ โดยเมื่อเป็นโรคนี้แล้วจะทำให้เด็กขาโก่ง แต่จะแตกต่างจากโรคขาโก่งตรงที่ ส่วนใหญ่โรคเบล้าท์จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาโก่งแค่ข้างเดียวเท่านั้น เนื่องจากความผิดปกติของกระดูกส่วนหน้าแข้ง ซึ่งหากลูกน้อยคนไหนเป็นอยู่ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

  • โรคอ้วนในเด็ก

โรคอ้วนในเด็กถือเป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งนอกจากจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย โดยโรคชนิดนี้มักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักมาจากสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน และทำให้เด็กขาโก่ง และเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันพอกตับ และอื่น ๆ เป็นต้น

  • โรคพาเจท

โรคพาเจท หรือโรคกระดูกเรื้อรัง เป็นภาวะที่เกิดจากกระบวนการสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาแทนที่กระดูกเก่า แต่กระดูกชิ้นดังกล่าวเปราะบาง ไม่แข็งแรง และแตกหักง่าย ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในบริเวณกระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลัง และกระดูกขา โดยโรคพาเจทมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35-40 ปีขึ้นไป และมักจะมาจากปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ ซึ่งอาการของโรคนี้ คือ เจ็บหรือปวดบริเวณที่เป็นโรคพาเจท หากปล่อยไว้นาน อาจเสี่ยงให้เกิดโรคเข่าโก่ง โรคข้อเข่าเสื่อมและโรคอื่น ๆ ตามมาได้

ลูกขาโก่ง ทำอย่างไร รักษาอย่างไร

สำหรับคุณพ่อหรือคุณแม่ที่สงสัยว่าขาโก่งรักษาได้ไหม หรือมีวิธีการป้องกันอย่างไรได้บ้างนั้น เนื่องจากโรคขาโก่งจะทำให้แผ่นกระดูกด้านในถูกกดทับ ผลที่ตามมานอกจากขาโก่ง คือ การเสียบุคลิกภาพได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น ช่วยให้เกิดวิธีการรักษาที่หลากหลาย และให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูได้เป็นอย่างดี ดังนี้

  • การบริหารกล้ามเนื้อส่วนขา

สำหรับใครที่เป็นโรคขาโก่ง หรือ Bowed Leg แล้วมีอาการไม่มากนัก การบริหารกล้ามเนื้อส่วนขานับเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาที่ง่าย และทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และจัดกระดูกให้กลับมาเข้ารูปดังเดิม โดยเริ่มจากการแยกปลายเท้าออกจากกันประมาณ 45 องศา ในขณะที่ส้นเท้ายังยืนชิดติดกันอยู่ จากนั้นพยายามดันตัวให้ตรงที่สุดเป็นเวลา 5 นาที ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 3 ครั้ง เพื่อให้การบริหารกล้ามเนื้อนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ปรับท่าทางการเดิน

การปรับท่าทางการเดิน มีส่วนช่วยในการรักษาลูกขาโก่งได้เช่นกัน โดยให้ลูกน้อยนั้นเดินให้ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า รวมถึง ในขณะที่ยืนนั้น ให้พยายามหลีกเลี่ยงการยืนขาโก่ง ซึ่งวิธีดังกล่าว อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาในการทำทีละขั้นตอน เพื่อให้กระดูกสามารถปรับรูปใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายมากที่สุด

  • การผ่าตัด

ในกรณีที่อาการขาโก่งในเด็กค่อนข้างจะเห็นได้อย่างชัดเจน การผ่าตัดถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาโรคขาโก่งได้ เพื่อให้กระดูกบริเวณใต้เข่ากลับมาตรง ดังนั้น จึงนิยมใช้วิธีการผ่าตัดโดยการตัดแต่งกระดูกให้เข้ารูปแล้วจึงปล่อยให้กระดูกค่อย ๆ กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งการผ่าตัดนั้น ทางแพทย์จะให้ผู้ป่วยได้พักฟื้นและใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวภายในครึ่งเดือนแรก ก่อนที่จะเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุด

เคล็ดลับการดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาโก่ง

เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยขาโก่ง การดูแลรักษาสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจากโภชนาการที่ดี การออกกำลังกาย ตลอดจนการบำรุงด้วยแคลเซียมและวิตามิน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

  • เสริมสุขภาพด้วยโภชนาการ

การเสริมสุขภาพด้วยโภชนาการที่ดีอย่างการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องต่าง ๆ เช่น การให้พลังงาน หรือเสริมสร้างระบบร่างกายได้เป็นอย่างดี

  • ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

สำหรับเคล็ดลับการดูแลร่างกายนั้น การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ และส่วนอื่น ๆ ได้มีการขยับเขยื้อน ทำให้สุขภาพแข็งแรงและช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาโก่งได้ด้วย

  • บำรุงร่างกายด้วยแคลเซียมและวิตามิน

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กขาโก่ง คือ การมีกระดูกที่เปราะบางและแตกหักง่าย จึงทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้  ดังนั้น การบำรุงร่างกายด้วยแคลเซียมและวิตามินจะช่วยให้กระดูกกลับมาแข็งแรงและป้องกันไม่ให้ลูกขาโก่งหรือมีภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ตามมา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลสินแพทย์, โรงพยาบาลพญาไท

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

รวม 15 จักรยานขาไถ ช่วยฝึกทักษะการทรงตัวเด็กเล็ก ยี่ห้อไหนดี

เทคนิคเตรียมสมองลูกให้พร้อมคิดนอกกรอบ แม่ต้องเริ่มก่อน 2 ขวบ

คำคมภาษาอังกฤษ

30 คำคมภาษาอังกฤษ ความหมายดีๆ สอนลูกให้คิดบวก

คำคมภาษาอังกฤษ นำมาสอนลูกให้ชีวิตคิดบวก โดยใช้ภาษาอังกฤษ ได้ทั้งสอนการใช้ชีวิต และสอนภาษาอังกฤษไปในตัว ลูกจำและนำไปใช้ได้ตลอดไป

30 คำคมภาษาอังกฤษ ความหมายดีๆ สอนลูกให้คิดบวก

ในช่วงนี้ทั้งการระบาดของโรคโควิด-19 และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย คุณพ่อคุณแม่อาจนำสถาณการณ์นี้ไปสอนลูกให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในชีวิต เรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ในอนาคต ปรับทัศนคติให้คิดบวก เพื่อให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปได้ ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบก็ตาม แต่จะสอนทั้งที สอนเป็น คำคมภาษาอังกฤษ ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวบมาฝากกันไปเลยค่ะ

คำคมภาษาอังกฤษ
คำคมภาษาอังกฤษ

30 คำคมภาษาอังกฤษ ความหมายดีๆ สอนลูกให้คิดบวก

  1. The journey of a thousand miles begins with one step. การเดินทางนับพันไมล์ เริ่มต้นได้ด้วยก้าวเดียวเสมอ

 

  1. Dream big and dare to fail. จงฝันให้ยิ่งใหญ่ และกล้าที่จะล้มเหลว

 

  1. Your time is limited, so don’t waste it living someone else’s life. เวลาของคุณมีจำกัด อย่าใช้ไปกับชีวิตของคนอื่นอย่างสูญเปล่า

 

  1. In order to write about life first you must live it. การจะเขียนเรื่องราวของชีวิตได้ อันดับแรกคุณต้องใช้ชีวิตเสียก่อน

 

  1. Turn your wounds into wisdom. เปลี่ยนบาดแผลของคุณให้กลายเป็นปัญญา

 

  1. Everything negative – pressure, challenges – is all an opportunity for me to rise. ทุกสิ่งที่เป็นด้านลบ ไม่ว่าจะความกดดัน หรือความท้าทาย ล้วนเป็นโอกาสให้เราฮึดสู้

 

  1. Life is really simple, but men insist on making it complicated. ชีวิตน่ะเรียบง่าย แต่คนเรานี่แหละที่ทำให้มันซับซ้อน

 

  1. Life would be tragic if it weren’t funny. ชีวิตคงน่าเศร้า ถ้าหากไม่มีเรื่องตลกอยู่ในนั้นเลย

 

  1. Too many of us are not living our dreams because we are living our fears. หลายๆ คน ไม่ได้ใช้ชีวิตตามความฝัน เพราะมัวแต่ใช้ชีวิตด้วยความกลัว

 

  1. The purpose of our lives is to be happy. เป้าหมายของการใช้ชีวิตก็คือ การมีความสุข

 

  1. I like criticism. It makes you strong. ฉันชื่นชอบการวิจารณ์ เพราะมันจะทำให้คุณแข็งแกร่ง

 

  1. Live for each second without hesitation. จงใช้ชีวิตทุกวินาที โดยปราศจากความลังเล

 

  1. When you cease to dream you cease to live. เมื่อคุณหยุดฝัน ก็เท่ากับคุณหยุดมีชีวิต

 

  1. Every moment is a fresh beginning. ทุกช่วงเวลาคือการเริ่มต้นใหม่

 

  1. Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever. จงใช้ชีวิตราวกับว่าคุณจะตายในวันพรุ่งนี้ จงเรียนรู้ราวกับคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป

 

สอนลูกให้คิดบวก
สอนลูกให้คิดบวก

30 คำคมภาษาอังกฤษ ความหมายดีๆ สอนลูกให้คิดบวก

  1. There are no mistakes, only opportunities. ไม่มีหรอกความผิดพลาด มีแต่โอกาสเท่านั้น

 

  1. The best way to predict your future is to create it. วิธีที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต ก็คือสร้างมันขึ้นมาเอง

 

  1. Life is like riding a bicycle. To keep your balance, you must keep moving. ชีวิตก็เหมือนกับการปั่นจักรยาน เพื่อประคองการทรงตัว คุณจะต้องปั่นต่อไปข้างหน้า

 

  1. Sometimes you can’t see yourself clearly until you see yourself through the eyes of others. บางครั้งคุณไม่สามารถมองเห็นตัวเองชัด จนกว่าจะได้เห็นจากสายตาของผู้อื่น

 

  1. Do not dwell in the past, do not dream of the future, concentrate the mind on the present moment. อย่าจมอยู่กับอดีต อย่าฝันถึงอนาคต จงมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ

 

  1. Life is very interesting… in the end, some of your greatest pains, become your greatest strengths. ชีวิตมันน่าสนใจมาก เพราะสุดท้าย ความเจ็บปวดที่สุดของคุณ จะกลายเป็นจุดแข็งที่แข็งแกร่งมากที่สุด

 

  1. If you spend your whole life waiting for the storm, you’ll never enjoy the sunshine. ถ้าคุณใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อรอพายุ คุณจะไม่มีวันได้สัมผัสกับแสงแดด

 

  1. It’s never too late to start over, never too late to be happy. ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่ และไม่สายเกินไปที่จะมีความสุข

 

  1. When we strive to become better than we are, everything around us becomes better too. เมื่อเราทำตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ทุกๆ สิ่งรอบตัวเราก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

 

  1. Happy is the man who can make a living by his hobby. คนที่มีความสุข คือคนที่สามารถหาเงินได้จากงานอดิเรก

 

  1. Find people who will make you better. จงตามหาคนที่จะทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น

 

  1. Life isn’t about waiting for the storm to pass, it’s about learning to dance in the rain. ชีวิตไม่ใช่การรอคอยให้พายุผ่านพ้นไป แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะเต้นรำกลางสายฝน

 

  1. If we don’t change, we don’t grow. If we don’t grow, we aren’t really living. หากไม่เปลี่ยนแปลงก็จะไม่เติบโต หากไม่เติบโต ก็จะไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ

 

  1. You will meet two kinds of people in life: ones who build you up and ones who tear you down. But in the end, you’ll thank them both. คุณจะเจอคน 2 แบบในชีวิต คนที่สร้างคุณ กับคนที่ทำลายคุณ แต่สุดท้ายแล้ว คุณจะขอบคุณพวกเขาทั้งคู่

 

  1. Don’t cry because it’s over, smile because it happened. อย่าร้องไห้เพราะมันจบลง แต่จงยิ้มที่มันเคยเกิดขึ้น

หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะนำ คำคมภาษาอังกฤษ ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ ไปสอนลูก เพื่อให้ลูกคิดบวก เวลามีปัญหาอะไรก็จะได้นึกถึงคำคมเหล่านี้ ช่วยให้จิตใจเข็มแข็ง ผ่านพ้นเรื่องราวต่างๆไปได้

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

30 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ พูดกับลูกในชีวิตประจำวัน

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล-ประถม

โหลดฟรี! 40+ ภาพระบายสี ฝึกกล้ามเนื้อมือ+ภาษาอังกฤษ

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.thairath.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

แม่เลี้ยงเดี่ยว

14 เคล็ดลับ แม่เลี้ยงเดี่ยว ฉบับฉุกเฉิน รับมือได้ไม่สะดุด

แม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยว เมื่อจำเป็นต้องแยกทาง มาดูวิธีรับมือกับชีวิต ทำยังไงให้ไปต่อได้ไม่มีสะดุด กับ 14 ข้อวิธีรับมือ เมื่อต้องเผชิญแบบฉุกเฉิน

14 เคล็ดลับ แม่เลี้ยงเดี่ยว ฉบับฉุกเฉิน รับมือได้ไม่สะดุด!!

เมื่อถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็น พ่อ หรือ แม่เลี้ยงเดี่ยว อย่าเพิ่งถอดใจ วันนี้เรามีเคล็ดลับ ในการรับมือกับการเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ฉบับฉุกเฉินมาฝากกัน เพื่อช่วยให้คุณก้าวข้ามผ่านปัญหาที่เข้ามาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่มีสะดุด เพราะถึงอย่างไร ลูก ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องจูงมือ พากันก้าวเดินต่อไป

แม่เลี้ยงเดี่ยว ทำตัวอย่างไรดี
แม่เลี้ยงเดี่ยว ทำตัวอย่างไรดี

14 เคล็ดลับช่วยให้ แม่เลี้ยงเดี่ยว แต่ไม่โดดเดี่ยว

1. ดูแลตัวเองให้ดีก่อน

ดูแลความรู้สึกของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ ตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่ให้บกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่ดี ให้มีสุขภาพที่ดี เพื่อให้เรามีพลังในการดูแลลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะก่อนที่คุณพ่อคุณ แม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งหลายจะสามารถดูแลคนอื่นได้ เราต้องดูแลตัวเองให้ดีเสียก่อน

ซึ่งโดยส่วนใหญ่เมื่อตกเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว สิ่งแรกที่เรามักจะทำคือ การชดเชยให้แก่ลูกอย่างเต็มที่จนลืมนึกถึงตัวเองไป ลูกต้องมาที่หนึ่งเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเราทุ่มเทจนเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ความสามารถในการดูแลลูกของคุณพ่อคุณแม่ก็จะลดลงไปตามด้วย จนบ้างครั้งจะเป็นเราเสียเองที่ทำให้เขาเสียใจ

เมื่อคุณไม่ละเลยในการดูแลตัวเอง แน่นอนว่าคุณก็จะไม่ละเลยในการดูแลลูก ๆ เช่นกัน เพราะ ลูก ๆ ของคุณต้องพึ่งพาคุณ และนั่นก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะมีความพร้อมแค่ไหนในการดูแลพวกเขา

 2. หาเพื่อนแบ่งเบา ภาระใจ

อย่ามัวแต่คิดว่าปัญหาที่เข้ามาเป็นปัญหาใหญ่ ต้องแบกไว้เพียงลำพัง การที่เราได้ระบายความในใจ ระบายทุกข์ และปัญหาที่ประสบพบเจอให้แก่ใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง อย่างน้อยก็ช่วยให้ใจคุณเบา สบายขึ้น หากคุณไม่สามารถหาคนที่จะพูดคุยด้วยได้ ลองค้นหากลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวตามกลุ่มออนไลน์ ตามเพจโซเซียลมีเดีย คุณจะได้รับคำแนะนำ และกำลังใจดี ๆ จากคนที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน แถมยังได้แนวทางการเรียนลูกจากพ่อแม่คนอื่น ๆ อีกด้วย

3. ออกไปพบปะผู้คน หลีกหนีบรรยากาศเดิม ๆ 

หากิจกรรมอื่น ๆ ทำ เพื่อให้เราได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ เปลี่ยนบรรยากาศ ไม่จมอยู่กับอดีต เช่น การพาลูกไปเรียนว่ายน้ำ เรียนศิลปะ ออกทริปท่องเที่ยว เป็นต้น การพบคนกลุ่มใหม่ ๆ ได้พูดคุยในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ปัญหา ทำให้เราลืม และวางปัญหานั้นไปได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่การได้หยุดคิด แล้วค่อยมองย้อนกลับไป อาจทำให้คุณมองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน และนั่นอาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับปัญหาของคุณก็เป็นได้

เคล็ดลับ แม่เลี้ยงเดี่ยว พาลูกเปลี่ยนบรรยากาศเดิม ๆ พบปะเพื่อนบ้าง
เคล็ดลับ แม่เลี้ยงเดี่ยว พาลูกเปลี่ยนบรรยากาศเดิม ๆ พบปะเพื่อนบ้าง

4. ยอมรับความช่วยเหลือบ้างก็ได้

เพราะคุณไม่ได้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ หรือ มีพลังพิเศษ ไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเองไปทั้งหมด อาจมีคนในชีวิตของคุณที่เป็นห่วงคุณ และลูก ๆ ของคุณอยู่ไม่น้อย และพวกเขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือคุณ เช่น การยอมให้เพื่อนข้างบ้านโรงเรียนเดียวกับลูก ไปรับไปส่งลูกแทนบ้างในบางคราว เป็นต้น การยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนอ่อนแอ หรือไร้ความสามารถ แต่การรับน้ำใจจากพวกเขา ก็เสมือนการเยียวยาทั้งทางร่างกาย ให้ได้พักผ่อน หยุดจัดระเบียบชีวิตใหม่ และยังเป็นพลังทางใจให้เรากลับมาสู้ต่อ และเราไม่ได้สู้เพียงลำพัง ยังมีมิตรอีกมากที่พร้อมจะช่วยเหลือ

5. หาโอกาสในการหารายได้พิเศษ

พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ส่วนใหญ่มักจะประสบกับปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ในวันที่ต้องรับภาระหน้าที่เพียงคนเดียว ไม่มีคนมาช่วยหารอีกต่อไป โดยเฉพาะ แม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ไม่ได้ทำงานข้างนอก ขณะที่ยังเป็นครอบครัวพ่อแม่ และลูก ทำให้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายดูจะเป็นเรื่องใหญ่อยู่ไม่ใช่น้อย การเริ่มหางานประจำทำ ผ่านความช่วยเหลือของคนที่ต้องการช่วยเหลือ ก็เป็นสิ่งที่ควรรับไมตรีนั้น แต่หากยังหาไม่ได้ การหารายได้เสริมจากงานอดิเรก เช่น การทำขนมขาย การรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะช่วยแบ่งเบาในระหว่างขยับขยายไปได้บ้าง แหล่งการเรียนรู้ในอาชีพเสริม หรือกลุ่มสอนงานอาชีพต่าง ๆ ปัจจุบันมีเปิดสอนฟรีมากมาย ลองเริ่มต้นกันใหม่ บางทีอาจเป็นโอกาสสร้างอาชีพที่มั่งคั่งให้แก่คุณในอนาคตได้

6. วางแผนไว้เสมอ

ในฐานะคุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว สิ่งหนึ่งที่คุณต้องระลึกกอยู่เสมอนั่นคือ การวางแผนล่วงหน้าสำหรับเหตุฉุกเฉิน แผนสำรองหรือแผนสอง เป็นสิ่งที่จำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน สร้างรายชื่อที่คุณรู้จัก หรือ สามารถโทรหาได้ในเวลาที่คุณมีเหตุฉุกเฉิน สิ่งสำคัญคือ คุณจะได้รู้ว่า เมื่อมีเหตุการ์ณคับขันขึ้นมา มีใครที่คุณสามารถพึ่งพาได้ หรืออาจตรวจสอบดูว่าละแวกบ้านที่คุณอยู่นั้น มีบริการรับเลี้ยงเด็กเป็นรายวัน หรือรายครั้งหรือไม่ และลองไปสำรวจดูว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยพอสำหรับลูกคุณหรือไม่ การที่รู้ว่ามีใครสามารถดูแลลูกของคุณได้ในยามคับขัน ก็สามารถบรรเทาความวิตกกังวลที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ตึงเครียดได้

7. สร้างตารางเวลาให้ลูก

ร่วมกำหนดเวลาในชีวิตประจำวันของลูก เป็นตารางเวลา โดยกำหนดร่วมกันกับลูก ให้ลูกมีส่วนร่วมในการวางแผน เพื่อให้เขาตระหนัก และรู้ว่าในวันหนึ่ง ๆ เขามีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดบ้าง เป็นการแบ่งเบาภาระให้แก่คุณพ่อคุณแม่ เช่น ตารางเวลาตื่นนอน เข้านอน เวลาทำการบ้าน เวลาเล่น เป็นต้น นอกจากจะทำให้เขารู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร ยังช่วยให้ลูกรู้จักหน้าที่ของตนเอง และรับผิดชอบตัวเองได้ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ตารางเวลานี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้เลย เราต้องรู้จักยืดหยุ่น ไม่เข้มงวดจนลูกรู้สึกว่าเป็นการบังคับ ไม่อยากทำตาม

นอกจากนี้ตารางเวลายังช่วยให้คุณวางแผน ตารางชีวิตของคุณได้อีกด้วย ว่าเวลาว่างของเรามีช่วงไหนบ้าง จะได้จัดสรรเวลาให้แก่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อน ทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่นใดส่วนตัวได้

วางตารางชีวิตประจำวันให้ลูก ช่วยแบ่งเบาภาระ แม่เลี้ยงเดี่ยว
วางตารางชีวิตประจำวันให้ลูก ช่วยแบ่งเบาภาระ แม่เลี้ยงเดี่ยว

8. การปฏิบัติตามกฎระเบียบและวินัย

นั่นคือหากลูกของคุณมีผู้ดูแลหลายคน เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ พี่เลี้ยงเด็ก คุณอาจต้องสื่อสารให้ชัดเจนเลยค่ะว่า จะจัดการเรื่องระเบียบวินัยอย่างไร เพราะการที่ลูกตระหนักถึงกฎระเบียบ และวินัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นประโยชน์ให้กับลูก ไม่ใช่ว่าอยู่กับแม่เข้มงวด อยู่กับตายาย พี่เลี้ยง เป็นอีกแบบ จะทำให้เด็กสับสน และนำมาซึ่งการไม่ทำตามกติกา อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับขีดจำกัด พฤติกรรม การพูดจา เป็นต้น ในภายหลัง

9. คิดบวกอยู่เสมอ

คำว่า “โชคดีที่โชคร้าย” เป็นการให้กำลังใจตนเอง และทำให้เรามองหาข้อดีได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย อย่างเช่น การที่ต้องมาเป็นพ่อ แม่เลี้ยงเดี่ยว บางคนอาจเก็บไว้คนเดียวไม่บอกลูก ทำให้เขาสับสน และทำตัวไม่ถูก บางครั้งหากเราตั้งสติ และเล่าเรื่องราวให้ลูกฟัง คุณอาจจะพบว่าลูกเรามีความคิดอ่านที่ใช้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สถานการณ์ที่เลวร้ายอาจเป็นการช่วยให้เขารู้จักโต และรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นการคิดบวกจะทำให้สภาพแวดล้อมในบ้านมีความสุขมากขึ้น รักษาความอารมณ์ขันของคุณ และอย่ากลัวที่จะโง่บ้าง มองไปสู่อนาคต และเดินก้าวไปพร้อมกันกับลูก ค้นหาและกำหนดคุณค่าของครอบครัวคุณเพื่อลูก และตัวคุณเอง

10. พ่อแม่ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ 100%

พ่อแม่หลาย ๆ คนมักจะคิดว่าเราจะต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบให้แก่ลูก แต่การที่พ่อแม่ทำผิดบ้างไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา ยิ่งโดยเฉพาะพ่อ แม่เลี้ยงเดี่ยว ด้วยแล้ว เราต้องมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า การที่เราจะผิดพลาดในจุดใดไปบ้างไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่าให้อภัย ปล่อยวางสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้ในฐานะพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่คุณสามารถมอบให้กับลูก ๆ ของคุณได้แทน

ทิ้งความคิดที่ว่าชีวิตจะง่ายขึ้น หรือดีขึ้นหากลูกมีทั้งพ่อและแม่พร้อมหน้าพร้อมตา เพราะนอกจากจะไม่เป็นความจริงแล้ว จะทำให้กำลังใจคุณถูกบั่นทอนไปเสียเปล่า ๆ อย่าจมอยู่กับความรู้สึกผิดหรือเสียใจ คุณไม่สามารถจะควบคุมชีวิตใครได้ แต่สิ่งสำคัญคือ คุณสามารถเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ที่มีอยู่จริงของลูกได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

ไม่ใช้อารมณ์กับลูก ในวันที่เขาสับสน
ไม่ใช้อารมณ์กับลูก ในวันที่เขาสับสน

11. ตอบคำถามลูกด้วยความจริงใจ

ลูกอาจเกิดคำถาม หรือสงสัยบ้าง ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมพ่อ หรือ แม่หายไปไม่เหมือนเดิม ทำไมบ้านของพวกเขาถึงได้แตกต่างจากเพื่อน ๆ หลายคน เมื่อคุณถูกถามแบบนี้แล้ว ให้ใช้โอกาสนี้อธิบายความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น และสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอายุของพวกเขาอธิบายให้สมกับวัยของลูก อย่าให้รายละเอียดมากเกินความจำเป็น หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับอีกฝ่าย แต่จงพยายามตอบอย่างซื่อสัตย์ และใช้ความจริงใจต่อลูก ๆ ของคุณ

12. รับฟังความคิดเห็นของลูก

ลูก คือ อีกคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้กับคุณ ดังนั้นการให้เขาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องต่าง ๆ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นบ้าง ก็เป็นการเคารพในการตัดสินใจของลูก เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาเช่นกัน ถึงแม้บางครั้งเขาอาจจะมีความคิดเห็นที่ไม่ได้ไปทางเดียวกับคุณ อย่าใช้อารมณ์ อย่าโกรธลูก คุณต้องแยกแยะความต้องการทางอารมณ์ของคุณให้ได้ และปฏิบัติต่อลูกด้วยความเข้าใจว่าเด็กอาจไม่สามารถรับรู้ได้เท่ากับผู้ใหญ่ ค่อย ๆ สอน อธิบาย และรอเวลาที่เขาจะทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ได้มากขึ้น

13. ค้นหาแบบอย่างที่ดีของเพศตรงข้ามคุณให้ลูก

เพราะจะเป็นการช่วยสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้แก่ลูก ไม่สร้างความสัมพันธ์เชิงลบกับคนเพศตรงข้ามกับคุณให้แก่เขา เป็นเรื่องปกติที่ลูกจะรู้สึกไม่ดีกับคนที่มาทำร้ายคนที่เขารักที่สุด นั่นคือ พ่อ หรือแม่ แต่การที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีต่อเพศตรงข้ามกับคุณไปด้วยจะทำให้เขามีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน ค้นหาญาติสนิทมิตรสหาย หรือ สมาชิกในครอบครัวที่ยินดีจะใช้เวลากับลูกของคุณแบบตัวต่อตัว นั่นก็เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่คุณไว้วางใจ และเชื่อใจ

แสดงความรัก ชื่นชมลูกบ้าง
แสดงความรัก ชื่นชมลูกบ้าง

14. แสดงความรักให้ลูกได้เห็น และรับรู้บ้าง

เด็กทุกคนต้องการความรัก การมีตัวตนของพ่อแม่ นั่นคือ การที่เขารับรู้ได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะมีคุณอยู่ข้าง ๆ เสมอ ดังนั้นการที่เราแสดงความรักให้เขาได้รับรู้เป็นสิ่งที่ดี เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ หากคุณคิดว่า การแสดงความรักกับเด็ก จะทำให้เด็กเหลิง เสียคน เพราะจากงานวิจัยมากมาย ก็แสดงให้เห็นถึงประโยชน์จากการบอกรักลูก หรือแสดงพฤติกรรมใด ๆ ให้เขารู้ว่าเรารักเขา นั่นจะทำให้ลูกรู้สึกถึงความมั่นใจ มี safe zone ในยามที่ต้องการ ชื่นชมที่การกระทำมากกว่าผลลัพธ์ที่ลูกทำ จะช่วยให้ลูกไม่รู้สึกกดดัน และสบายใจ

ข้อมูลอ้างอิงจาก bestreview.asia

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

8 เคล็ดลับ สู่การเป็น Single Momอย่างมืออาชีพ!

เล่นกับลูกไม่เป็น เราช่วยได้กับกิจกรรมเล่นดีสมวัยสร้างสรรค์

บาดแผล ทางใจในวัยเด็ก ส่งผลกระทบกับลูกมากกว่าที่คิด

10 รีวิวแปรงสีฟันเด็ก แปรงสนุก สะอาดทั่วถึง ไม่บาดเหงือก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก

10 รีวิวแปรงสีฟันเด็ก แปรงสนุก สะอาดทั่วถึง ไม่บาดเหงือก

10 รีวิวแปรงสีฟันเด็ก แปรงสนุก สะอาดทั่วถึง ไม่บาดเหงือก

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ไปกับลูกน้อยก็คือ การสอนลูกแปรงฟันนั่นเอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการอีกก้าวของลูกน้อยเลย เมื่อลูกน้อยเริ่มมีฟันงอกขึ้นมา การรักษาความสะอาดหรือดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจึงสำคัญมาก พอเค้ามีสุขภาพปากและฟันที่ดี ฟันไม่ผุ ลูกน้อยก็กินอาหารได้เต็มที่นั่นเอง ซึ่งตัวช่วยสำคัญสำหรับภารกิจนี้ก็คือ แปรงสีฟัน ใครที่ยังเลือกไม่ถูก ทีมแม่มีคำแนะนำและตัวอย่าง รีวิวแปรงสีฟันเด็ก ไว้เป็นข้อมูลตัดสินใจกันค่ะ

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก

แปรงสีฟันเด็ก แตกต่างจากแปรงสีฟันผู้ใหญ่ โดยเฉพาะวัยแรกเกิดถึง 3 ขวบ กล้ามเนื้อที่มือเค้ายังไม่สามารถจับแปรงได้ถนัดอย่างผู้ใหญ่ แปรงสีฟันเด็กจึงออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ลูกน้อยฝึกใช้กับฟันซี่แรก ไปจนถึงฟันน้ำนมชุดแรก ดีไซน์จึงเน้นความปลอดภัยในการใช้งาน วัสดุที่เป็นมิตรกับช่องปากลูกน้อย รวมทั้งมีรูปลักษณ์ที่น่าใช้ เพราะจะช่วยให้ลูกน้อยสนุกกับการรักษาสุขภาพปากและฟัน เสริมสร้างพัฒนาการไปอีกก้าว

 

เลือกแปรงสีฟันเด็กแบบไหนดี

  • เลือกแปรงให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกน้อย เพื่อให้เหมาะกับขนาดช่องปากและจำนวนฟัน โดยสังเกตได้ที่บรรจุภัณฑ์ที่มีคำว่า Baby Size หรือขนาดความยาวแปรงอยู่ที่ 10-13 ซม.
  • เลือกแบบขนอ่อนนุ่ม เพื่อไม่ให้บาดเหงือกหรือระคายเคืองช่องปาก 
  • หัวแปรงควรพอดีช่องปาก ไม่เล็กหรือใหญ่ไป โดยเฉพาะของเด็กเล็กควรมีความนุ่ม สามารถกัดเล่นได้
  • ด้ามแปรงควรเป็นแบบยืดหยุ่น โค้งงอได้ ช่วยเรื่องทำความสะอาดในช่องปาก และยังเผื่อเวลาเด็กหยิบจับเล่นสนุกด้วย
  • เด็กๆแปรงฟันเองอาจจะไม่ทั่วถึง จึงควรมีแปรงเด็กที่มีด้ามยาวเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยทำความสะอาดต่ออีกครั้ง

 

  1. Pigeon

ผลิตภัณฑ์มาตรฐานญี่ปุ่น ออกแบบแปรงสีฟันสำหรับเด็กมาให้เหมาะกับช่วงวัย 0-2 ปี แบ่งเป็น Lesson 1 2 และ 3 ตามขนาดช่องปากและจำนวนซี่ฟันที่เติบโตขึ้น ขนแปรงเป็นไนล่อน นุ่มพิเศษ แปรงแล้วไม่บาดเหงือก ด้ามแปรงเพิ่มขนาดตามวัย นุ่ม จับถนัดมือเด็ก และยังมียางกั้นช่วยให้ปลอดภัยกับลูกน้อยด้วย ผลิตจากวัสดุ BPA Free มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตราย มีจำหน่ายทั้งแบบแยก หรือแบบเซ็ตครบทั้ง 3 Lesson

ข้อมูลเพิ่มเติม PIGEON INDUSTRIES THAILAND

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.pigeon.co.th/
  1. Kodomo

แปรงสีฟันที่คุณพ่อคุณแม่คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยรุ่น Soft & Slim ออกแบบหัวแปรงไว้ถึง 4 ขนาดตามช่วงอายุ 0.5-12 ขวบ เพื่อให้พอดีกับช่องปากเด็กทุกวัย ขนแปรงปลายเรียวเล็กและนุ่มพิเศษ ลิขสิทธิ์เฉพาะของโคโดโม จึงไม่ระคายเคืองต่อเหงือกของเด็ก ด้ามแปรงออกแบบตามสรีระของอุ้งมือเด็ก มีจุดกระชับหัวแม่มือให้ไม่ลื่นหลุดขณะแปรง คอแปรงยังเรียวยาวและเอียงตามองศาของช่องปากทำให้สามารถซอกซอนทำความสะอาดฟันได้ถึงซี่ในสุด 

ข้อมูลเพิ่มเติม Lion Corporation › แปรงสีฟันโคโดโมซอฟต์ & สลิม

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lion.co.th/

 

  1. Curapox รุ่น Curapox Baby

ออกแบบโดยทันตแพทย์จากมหาวิทยาลัยเบิร์น เหมาะสำหรับเด็กน้อยอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี มีขนแปรง CUREN® จำนวนถึง 4,260 เส้น ที่ละเอียดเป็นพิเศษจึงกำจัดคราบพลั๊คได้รวดเร็ว และนุ่มนวล ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุในช่องปากที่ละเอียดอ่อนของเด็ก หัวแปรงเล็กหุ้มด้วยยางซิลิโคนเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ส่วนด้ามจับออกแบบให้โค้งมนเหมาะมือเด็ก และยังยืดหยุ่น โค้งรับกับช่องปากได้ดี  

ข้อมูลเพิ่มเติม CURAPROX BABY

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.curaprox.co.th/
  1. Farlin

มาถึงแปรงสีฟันสำหรับฟันซี่แรกของลูกน้อยกันบ้าง เป็นแปรงสำหรับสวมนิ้วมือเหมาะสำหรับเด็กวัย 3 เดือนขึ้นไป ผลิตจากซิลิโคนคุณภาพและมีความอ่อนนุ่มสูง จึงอ่อนโยนต่อช่องปาก ขนแปรงเล็กๆ นิ่มไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้งานง่าย ควบคุมได้ด้วยปลายนิ้ว ทำความสะอาดได้ทั่วปาก ทั้งเหงือก ลิ้น และกระพุ้งแก้มของลูกน้อย นอกจากนี้ยังสามารถทําความสะอาดได้ง่าย ไม่ว่าจะลวกนํ้าร้อน นึ่ง หรือเข้าเครื่องอบ UV    

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/FARLIN.THAILAND/

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/FARLIN.THAILAND/
  1. Oral B

แบรนด์ที่คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจคุณภาพได้ มีสำหรับหลายช่วงวัย รุ่นนี้เป็นแปรงสีฟันสำหรับเด็กรุ่นสเตจ 3 หรือวัย 3-7 ขวบ ขนแปรง Power Tip อ่อนนุ่ม ออกแบบมาเพื่อช่วยทำความสะอาดฟันที่เข้าถึงยากและฟันกรามซี่ในสุด หัวแปรงออกแบบมาเพื่อช่วยปกป้องเหงือกที่อ่อนโยน ส่วนด้ามแปรงกลมมน จับถนัดมือเด็ก เพิ่มความน่าสนใจด้วยลาย ไลท์นิ่งแมคควีน จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นดิสนีย์เรื่อง Cars ให้เด็กๆ รู้สึกว่าการแปรงฟันไม่น่าเบื่อ 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.oralb.com.sg/

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.oralb.com.sg/
  1. Jordan

แปรงสีฟันสำหรับเด็กวัยแรกเกิดถึง 2 ขวบ ที่ออกแบบมาให้ดูคล้ายของเล่น สีสันสดใส ดึงดูดเด็กๆ ให้อยากหยิบขึ้นมาแปรงฟันง่ายขึ้น รุ่นนี้มีขนแปรงไนลอน อ่อนนุ่มพิเศษเหมาะกับช่องปากที่บอบบางของลูกน้อยและการทำความสะอาดฟันซี่แรก โดยเฉพาะตรงด้ามจับที่ดีไซน์ให้กลมแบน ผลิตจากซิลิโคน จึงทั้งจับง่ายถนัดมือเด็ก รวมทั้งมีความอ่อนนุ่ม จนลูกน้อยใช้เป็นยางกัดได้โดยไม่ระคายเคือง เหมาะกับวัยที่ชอบหยิบของเข้าปาก

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/jordanthailand/

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/jordanthailand/
  1. Dodolove

แปรงสีฟันสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ที่มีขนแปรงมากกว่า 10,000 เส้น เรียกว่าละเอียดจนนุ่มนิ่มมาก โดยใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน ทำให้ขนแปรงเป็นระเบียบเรียบร้อย หนาแน่นแน่นสม่ำเสมอ ไม่หลุดร่วงง่าย จึงปลอดภัยต่อเด็กเล็กอย่างแน่นอน ด้านหลังหัวแปรงมีปุ่มสำหรับแปรงลิ้น ส่วนด้ามจับมีกันลื่น จับสบาย และยังยืดหยุ่น สามารถซอกซอนไปในทุกมุมของช่องปากได้ง่าย

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.dodolove.com/

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dodolove.com/
  1. Fin

แปรงสีฟันเด็กเหมาะกับช่วงอายุ 1-6 ปี ออกแบบมาได้น่าหยิบใช้เป็นรูปเพนกวินน่ารักๆ สามารถถอดหัวแปรงเปลี่ยนได้ มีแผ่นกั้นซิลิโคนเพื่อความปลอดภัย และยังมีปลายด้ามสูญญากาศ สำหรับวางตั้งได้ด้วย ขนแปรงขนาดเส้น 80 um จึงเล็กพิเศษ ช่วยให้ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกทั่วถึงทุกซอกมุม ไม่บาดเหงือกลูกน้อย ตัวแปรงผลิตจากวัสดุคุณภาพ BPA Free จึงปลอดสารอันตราย ทนทาน และสามารถนำเข้าเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อได้ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม FIN แปรงสีฟันเด็กขนนุ่ม

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.babiesplusshop.com/
  1. Dr.Ray รุ่น Magical Gyro

เป็นแปรงเด็กเหมาะสำหรับช่วงอายุุ 3-7 ขวบ ขนแปรง Super Slim Soft ปลายเรียวเล็กเพียง 0.01 มม. จึงทั้งซอกซอนทำความสะอาดได้ลึกแต่ไม่บาดเหงื่อ และยังช่วยขจัดคราบแบทีเรียได้ถึง 99% ตัวแปรงสีสันสดใส ดีไซน์ให้เด็กๆจับถนัดมือ พิเศษยิ่งขึ้นด้วยลูกเล่นหลายอย่างที่ตัวแปรง มีทั้งปุ่มตั้งเตือนเวลาเปลี่ยนแปลงสีฟัน ลิขสิทธิ์เฉพาะ ดร.เรย์ ที่ครอบแปลงป้องกันความสกปรก และลูกหมุนเล็กๆให้ดึงมาหมุนเล่นสนุกได้ขณะแปรงฟัน  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://drray-group.com/

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://drray-group.com/
  1. Lux360

แปรงสีฟันคุณภาพจากประเทศเกาหลี ดีไซน์รูปทรงแตกต่างด้วยขนแปรงรอบทิศแบบ 360 องศา สำหรับเด็กมีทั้งรุ่นแปรงปกติ และแบบแปรงไฟฟ้า มีไฟ LED ที่หัวแปรง เหมาะกับแรกเกิดถึง 4 ขวบขึ้นไป มาพร้อมขนแปรงแสนนุ่มเทคโนโลยี Dupont ยืดหยุ่นรอบด้าน อ่อนโยนต่อเหงือกและฟันของเด็กๆ และด้วยหัวแปรงทรงกลมจึงสามารถแปรงฟันได้สะอาดมากกว่าหัวแปรงแบบปกติ แถมยังชวนให้เด็กๆรูกสึกสนุกกับการแปรงฟันมากขึ้นด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/Lux360TH/

รีวิวแปรงสีฟันเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Lux360TH/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม 13 ยาสีฟันเด็ก ยี่ห้อไหนดี กลิ่นหอมน่าใช้ แปรงฟันสะอาด พร้อมวิธีเลือกซื้อยาสีฟัน

ชวนลูกแปรงฟัน อาบน้ำ ต้องพูดภาษาอังกฤษอย่างไรดี

ไม่อยากให้ “ลูกฟันผุ ต้องแปรงฟัน” และดูแลให้ถูกต้อง