เหงื่อ ออกมากหลังคลอด

เหงื่อ ออกมากหลังคลอด..ผิดปกติหรือเปล่า?

เหงื่อ ออกมากหลังคลอด
เหงื่อ ออกมากหลังคลอด

เหงื่อ ออกเยอะตื่นมาให้นมหลังเปียกชุ่ม แบบนี้เป็นเรื่องผิดปกติหรือเปล่า อาการหลังคลอดลูกแบบไหนที่เป็นเรื่องปกติ แบบไหนที่ควรเฝ้าระวัง วันนี้มาฟังคำตอบกัน

เหงื่อ ออกมากหลังคลอด..ผิดปกติหรือเปล่า?

เมื่อเราเข้าสู่ภาวะการตั้งครรภ์ คุณแม่จะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • น้ำหนักตัว ตลอดการตั้งครรภ์ น้ำหนักจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นช่วง 3 เดือนแรกจะเพิ่มไม่มาก ไม่เกิน 2 กิโลกรัมต่อเดือน ตลอดการตั้งครรภ์น้ำหนักควรเพิ่มอย่างน้อยประมาณ 10-12 กิโลกรัม
  • ขนาดของมดลูกและหน้าท้อง เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นหน้าท้องจะขยายออกมากขึ้น ช่วงหลังตั้งครรภ์ไป 3 เดือน อาจคลำพบก้อนแข็งนูนขึ้นมาเหนือหัวเหน่า นั่นคือ มดลูกที่โตจากอุ้งเชิงกรานจนไปถึงระดับสะดือ เดือนที่ 8-9 เป็นช่วงที่รู้สึกอึดอัดมาก เพราะยอดมดลูกโตขึ้นมาถึงระดับลิ้นปี่

    การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายขณะตั้งครรภ์
    การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายขณะตั้งครรภ์
  • เต้านมขยาย จากเดือนที่ 2 ขึ้นไป เส้นเลือดที่เต้านมจะขยาย หัวนมจะขยายใหญ่และมีสีคล้ำ อาจจะมีก้อนนูนที่ใต้รักแร้ ซึ่งเป็นส่วนปลายของเต้านมที่เจริญเติบโต
  • ผนังหน้าท้องลาย ผิวหน้าท้องจะยืดขยายคล้ายแตกออกที่เรียกว่าท้องลาย
  • ช่องคลอดเปลี่ยนแปลง มีมูกและตกขาวเพิ่มขึ้น ถ้าตกขาวไม่มากถือว่าปกติ ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่แต่เพียงภายนอก หากมีอาการผิดปกติ มีสีผิดปกติ หรือมีกลิ่นเหม็นควรไปพบแพทย์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก รพ.เปาโล
เหงื่อ กับภาวะหลังคลอด
เหงื่อ กับภาวะหลังคลอด

แต่รู้หรือไม่ว่า หลังคลอดคุณแม่ก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอีกครั้ง ระยะหลังคลอดหรือระยะอยู่ไฟ เป็นช่วงที่ร่างกายปรับตัวคืนสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนการตั้งครรภ์ ระบบต่างๆ ในร่างกายทั้งทางร่างกายและจิตใจก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ดังนี้

  • มดลูก จะโตและอยู่สูงจากระดับสะดือทันที่ที่หลังคลอด และจะลดขนาดลงเพื่อเข้าสู่สภาพปกติวันละครึ่งนิ้ว เรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “มดลูกเข้าอู่” หลังการคลอดใน 24 ชั่วโมงแรกบริเวณที่รกเกาะจะเป็นแผลใหญ่และมีเลือดซึมออกมา ซึ่งอาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้มากที่สุดในระยะ 10-14 วันแรกของการคลอด จึงต้องเฝ้าระวังและดูแลรักษาเป็นพิเศษในระยะสำคัญนี้
  • เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก เนื้อเยื่อส่วนชั้นผิวที่เหลืออยู่จะถูกร่างกายขับออกมาให้เห็นเป็นเลือดตั้งแต่หลังคลอดจนถึง 3 สัปดาห์หรือ 6 สัปดาห์ในบางรายหลังคลอด ซึ่งเราเรียกว่า “น้ำคาวปลา” ส่วนในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกป็นส่วนที่อยู่ติดกับเนื้อมดลูก ภายใน 3 สัปดาห์ก็จะมีการเจริญจนเต็มโพรง แต่จะกินเวลานานถึง 6 สัปดาห์ ในส่วนที่รกเกาะหากไม่มีการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะทำให้กลายเป็นแผลเป็น ซึ่งการตั้งครรภ์ในครั้งต่อไปจะมีอันตรายได้
  • ช่องคลอดและปากช่องคลอด เป็นอวัยวะที่ผนังมีการหย่อนมากกว่าเดิม ไม่สามารถกลับสู่สภาพปกติเหมือนตอนก่อนคลอดได้ ส่วนที่ควรหมั่นสังเกตคือ รอยแผลฝีเย็บสำหรับผู้ที่คลอดบุตรเอง หากมีอาการบวม และอักเสบแสดงว่ามีการติดเชื้อเข้าไปภายในช่องคลอดได้
  • ระบบปัสสาวะ ส่วนนำของทารกจะไปกดทับบริเวณกระเพาะปัสสาวะในระหว่างการคลอด ทำให้ผนังใต้เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะเกิดบวม มีเลือดคั่งและเลือดออก ความจุของกระเพาะปัสสาวะจะมีมากขึ้น มีความยืดหยุ่นลดน้อยลง ทำให้เกิดการโป่งของกระเพาะปัสสาวะ เมื่อถ่ายปัสสาวะก็จะถ่ายออกได้ไม่หมด นอกจากนั้น ใน 1-2 วันแรกหลังคลอด ยังอาจพบโปรตีนในปัสสาวะด้วย ซึ่งภาวะนี้จะเกิดร่วมกับการขยายตัวของหลอดไตและกรวยไต จึงทำให้ทางเดินปัสสาวะมีการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ในเวลา 8-12 สัปดาห์ กรวยไตและหลอดไตที่ขยายตัวก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ

    การเปลี่ยนแปลงเต้านม หลังคลอด
    การเปลี่ยนแปลงเต้านม หลังคลอด
  • ระบบไหลเวียนของเลือดและหัวใจ มดลูกจะมีการหดรัดตัวทันทีหลังคลอด เพื่อไล่เลือดในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกเข้าสู่ระบบไหลเวียน ในร่างกายจึงมีปริมาณเลือดไหลเวียนเพิ่มมากขึ้นกะทันหัน แต่มารดาที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวหัวใจหรือหลอดเลือดก็จะไม่เกิดอันตรายขึ้น เพราะระหว่างการคลอดที่มีการเสียเลือดจะช่วยรักษาสมดุลเอาไว้ได้
  • การเปลี่ยนแปลงของเต้านม ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจากรกจะหมดไปภายหลังการคลอด ทำให้ต่อมปิทูอิตารี่ส่วนหน้าเกิดการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน ส่งผลให้มีน้ำนมเกิดขึ้น
  • การตกไข่และการมีประจำเดือน ระยะหนึ่งหลังจากการคลอดจะไม่มีการตกไข่และไม่มีประจำเดือน และในรายของมารดาที่ให้นมบุตรก็จะมีช้ากว่ารายที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมของตัวเอง ใน 40 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ รังไข่จะหยุดทำงานจึงทำให้ไม่มีประจำเดือน และเป็นผลจากการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจากรกด้วย หลังคลอดใน 4-6 สัปดาห์ หากไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองประจำเดือนก็จะกลับมา
  • อุณหภูมิ อุณหภูมิของร่างกายอาจสูงขึ้นได้ภายหลังการคลอด 24 ชั่วโมงแรก แต่จะไม่เกินไปกว่า 38 องศาเซลเซียส สำหรับในรายที่มีการติดเชื้อก็อาจมีอุณหภูมิของร่างกายสูงเกินและนานกว่านี้ก็ได้
  • ผมร่วงหลังคลอด ภาวะนี้จะเกิดกับแม่หลังคลอดได้ถึงร้อยละ 50 แต่จะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว และจะกลับมาสู่ปกติมีผมใหม่มาแทนที่ประมาณ 6-12 เดือนหลังคลอด
  • การเปลี่ยนแปลงของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ในระหว่างเจ็บครรภ์น้ำหนักของแม่จะลดลงจากการเสียน้ำทางเหงื่อ และการหายใจร่วมกับน้ำหนักของเด็ก และรกไปประมาณ 5.5 กิโลกรัม และในสัปดาห์แรกของเหลวจะถูกขับออกมาอีกประมาณ 2 ลิตร ทำให้น้ำหนักของมารดาลดลงไปอีกประมาณ 4 กิโลกรัม และของเหลวจะถูกขับออกมาอีกประมาณ 1.5 ลิตรในอีก 5 สัปดาห์ต่อมา และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แม่บางคนเกิดอาการเหงื่อออกมากจนผิดสังเกต จนเกิดเป็นข้อกังวลใจให้มาตั้งคำถามว่า เป็นอาการปกติหลังคลอดจริงหรือไม่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก healthcarethai
เหงื่อ ออกมาก
เหงื่อ ออกมาก

มาดูการทำงานของเหงื่อกัน

ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน เกิดเป็นกระบวนการต่างๆ ซึ่งกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม (Metabolism) ก็เป็นอีกกระบวนการทำงานที่สำคัญของร่างกาย ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงอาหารที่เราทานเข้าไปให้เป็นพลังงาน ทำให้ร่างกายเกิดความร้อน ซึ่งเมื่อร่างกายเกิดความร้อน ร่างกายก็จะมีกลไกในการควบคุมหรือระบายความร้อน นั้นออกมาในรูปแบบของ “เหงื่อ” เพื่อให้ความร้อนในร่างกายอยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือเรียกว่า “การหลั่งเหงื่อ คือการถ่ายเทความร้อนที่เกิดจากกระบวนการต่างๆ ในร่างกายออกไป”

อาการเหงื่อออกมากนั้นจะเป็นภาวะอย่างหนึ่งในทางการแพทย์ ซึ่งเราเรียกได้ว่า “ภาวะเหงื่อออกมาก หรือภาวะเหงื่อออกง่าย Hyperhidrosis” คือ ภาวะที่ร่างกายมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ ถึงแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้เอื้อต่ออาการเหงื่อออกก็ตาม เช่น อากาศหนาวเย็น

ทำไมถึงมีเหงื่อออกมากตอนหลังคลอด ?
จากข้อมูลเรื่องอาการหลังคลอดของคุณแม่หลังคลอดนั้น ทำให้เห็นได้ว่าร่างกายเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายส่วนอื่น ๆ อีกอย่างมาก ซึ่งนี่คือหนึ่งสิ่งที่เป็นสาเหตุของอาการแปลก ๆ หรืออาการที่เราสังเกตได้ว่าผิดแผกไปจากเดิมหลังคลอดทั้งหลายอย่าง ภาวะการเผาผลาญของร่างกายมีการปรับตัวกันใหม่ อัตราการเต้นหัวใจ การหายใจ การปรับสมดุลของน้ำในร่างกาย รวมถึงระบบต่างๆของร่างกายเริ่มทำการปรับตัวกลับจากการที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงตั้งครรภ์ และตอนคลอด

เหงื่อแบบไหนปกติ

คงมาถึงคำถามคาใจกันแล้วละว่า การมีเหงื่อออกมากหลังคลอดนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ ขบวนการของร่างกายในการขับเหงื่อนี้ เป็นอีกหนึ่งขบวนการที่ปรับระดับของสารน้ำในร่างกายให้ปกติขึ้น ตอนท้องปริมาณน้ำ และน้ำเลือดในร่างกายมีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อขนถ่าย oxygen เผื่อลูกในท้อง พอหลังคลอดจึงมีขบวนการขับน้ำเหล่านี้ออกนั่นเอง โดยจะขับออกมาตามรูขุมขนเป็นเหงื่อ ออกทางปัสสาวะก็จะทำให้ปัสสาวะบ่อย ออกไปตามเนื้อเยื่อในร่างกายก็สังเกตได้จากการบวมตามแขน และขา ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ปกติที่พบได้ในคุณแม่หลังคลอด และเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้น้ำหนักตัวของคุณแม่ลดลงตามธรรมชาติด้วยนะ

หากคุณมีอาการเหงื่อออกมากเพียงอย่างเดียว ก็สามารถดูแลตนเองได้ง่าย ๆ เช่น ดื่มน้ำทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป ใส่เสื้อผ้าที่โปร่งโล่งสบาย ลดอุณหภูมิห้องลง เป็นต้น

การขับ เหงื่อ ของร่างกายหลังคลอด ช่วยลดน้ำหนัก
การขับ เหงื่อ ของร่างกายหลังคลอด ช่วยลดน้ำหนัก

เหงื่อแบบไหนผิดปกติ

หากอาการเหงื่อออกมากผิดปกติของคุณแม่หลังคลอด มาพร้อมกับอาการเหล่านี้ ได้แก่

  1. มีไข้
  2. ปวดในช่องท้องส่วนล่าง หรือกระดูกเชิงกราน
  3. ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
  4. ผิวซีดซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเสียเลือดในปริมาณมาก
  5. หนาวสั่น
  6. ปวดหัว
  7. เบื่ออาหาร
  8. ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น
  9. ปัสสาวะลำบาก และเจ็บ

นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า อาการเหงื่อออกมาผิดปกติของคุณแม่หลังคลอดอาจไม่ใช่เรื่องปกติเสียแล้ว เพราะคุณอาจอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงหลังคลอดได้ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ภาวะติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน นับเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดของภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของแม่

ความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังคลอด ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ในการคลอดลูกโดย

  • หากคลอดด้วยวิธีคลอดปกติ จะมีโอกาสติดเชื้อหลังคลอดประมาณ 1 – 3 เปอร์เซ็นต์
  • หากผ่าคลอด โดยนัดวันผ่าก่อนเริ่มเจ็บท้อง จะมีโอกาสติดเชื้อหลังคลอดประมาณ 5 – 15 เปอร์เซ็นต์
  • หากผ่าคลอด แบบไม่กำหนดเวลา โดยผ่าหลังจากเริ่มเจ็บท้องแล้ว จะมีโอกาสติดเชื้อหลังคลอดประมาณ 15 -20 เปอร์เซ็นต์
สำรวจตัวเอง และตรวจร่างกายหลังคลอดลดเสี่ยง
สำรวจตัวเอง และตรวจร่างกายหลังคลอดลดเสี่ยง

ดังนั้นเมื่อคุณแม่หลังคลอดพบอาการเหงื่อออกที่ผิดปกติ หากไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยก็สบายใจได้ว่าเป็นอาการหลังคลอดปกติ ที่ร่างกายของคุณแม่ทำการปรับตัวให้กลับมาสู่ภาวะปกติก่อนการตั้งครรภ์นั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรประมาท หมั่นเช็กอาการ สุขภาพ และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหลังคลอด ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาได้

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก healthline.com/OB- GYM CMU

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5โรคติดเชื้อที่ คนท้อง ห้ามละเลย..อาจทำให้ลูกพิการได้!!

เมื่อฉัน “แพ้ น้ำอสุจิ จากสามี”

10 วิธี รักษาแผลผ่าคลอด ไม่ให้เป็นคีลอยด์

ทำไมต้องผ่าคลอด ข้อบ่งชี้ที่แม่เลือกคลอดเองตามธรรมชาติไม่ได้!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up