ลูกพูดไม่รู้เรื่อง หรือเรานั่นแหละที่ไม่เข้าใจลูก โดย พ่อเอก

หลายๆ ครอบครัวอาจคิดว่า คำพูดของเจ้าตัวเล็กไม่มีสาระอะไร เราก็แค่เออออ ยิ้มให้ แล้วก็จบกันไป ผมขอยกตัวอย่าง 4 เรื่อง ที่ผมพลาดเพราะคิดว่า ลูกพูดไม่รู้เรื่อง

4 ข้อ พ่อแม่ต้องรู้ เมื่อ ลูกเป็นมือเท้าปาก โดย พ่อเอก

จากประสบการณ์ลูกเล็ก 2 คน ระดับ #เนอร์สเซอรี และ #อนุบาล พ่อเอกจึงขอนำประสบการณ์มาแบ่งปันถึงสิ่งที่พ่อแม่ ควรทำ และ ไม่ควรทำ ถ้ารู้ว่า ลูกเป็นมือเท้าปาก

ลูกไม่ชอบ วาดภาพ ระบายสี ไม่เห็นต้องเป็นกังวล โดย พ่อเอก

ศิลปะเด็ก เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ถกเถียงกันเสมอว่า สอนลูก วาดภาพ ระบายสี อย่างถูกต้องควรทำอย่างไร ช่วงวัยเนอร์สเซอรี่ถึงอนุบาล 1
ปูนปั้นเป็นเด็กที่ไม่ชอบระบายสีเอาซะเลย

เลี้ยงลูกคนที่สอง ให้พี่น้องรักกัน โดย พ่อเอก

แน่นอนว่าการ เลี้ยงลูกคนที่สอง กิน นอน เช็ดอึ เราชิลขึ้นแน่นอน แต่จะทำอย่างไรให้พี่น้องรักกัน นี่แหละเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ระดับปัญหาโลกร้อนทีเดียว

มรดกของแม่ …แค่อยากแบ่งปันเรื่องราวดีๆ

Amarin Baby & Kids มีเรื่องราวดีๆ มาให้อ่านกันค่ะ เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งมีคุณแม่ และลูกๆ อีก 6 คน เมื่อถึงวันที่คุณแม่สิ้นใจ ลูกๆ ทุกคนต่างพากันมาเปิดดู มรดกของแม่ ซึ่งมีค่ามากกว่าเงินทอง นั่นก็คือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่แม่มีให้ลูก อ่านแล้วอย่าลืมรักแม่ให้มากๆ นะคะ

เมื่อลูกติดคำหยาบมาจากนอกบ้าน

ในชีวิตประจำวันเราอาจจะคุ้นเคยกับการใช้คำหยาบผสมกลมกลืนอยู่ในบทสนทนาจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็กน้อยอาจจะมีคำหยาบที่ไปติดมาจากเพื่อนๆ หรือจากการที่ได้ยินมาจากสถานการณ์ต่างๆซึ่งอาจจะมาจากเราเอง

โรงเรียนแรกของฉัน ความฝันของเรา

เด็กบางคนสนุกในช่วง 2-3 วันแรก และงอแงมากเป็นเทอมเลยก็มี เพราะแม้โรงเรียนจะเป็นสถานที่ใหม่แสนสนุก แต่พอเขารู้ว่าต้องมาทุกวัน อดเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเท่านั้นแหละความดราม่าก็บังเกิด เพราะฉะนั้นในทุกๆ วัน คุณอย่าลืมถามลูกว่า “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง”

จะปกป้องเจ้าไว้ จากโรคภัยนอกบ้าน

ที่บ้านควรมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสุขภาพลูกเราง่ายๆ เช่นอุปกรณ์วัดอุณหภูมิหรือปรอทวัดไข้ เพื่อสังเกตความผิดปกติของอุณหภูมิในร่างกาย และถ้าหากลูกมีไข้สูงก็อย่าได้นิ่งนอนใจ แนะนำให้ไปพบแพทย์ครับ

พาลูกไปเที่ยว : ห้องเรียนใต้แผ่นฟ้า (ปะป๊าหม่าม๊าเป็นคุณครู)

การเดินทางกับเจ้าตัวเล็กคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อมกับการปรับเปลี่ยนแผนเพราะเราไม่สามารถขนอุปกรณ์ทุกอย่างไปได้และเตรียมใจรับความเหนื่อยที่มากขึ้น แต่ทั้งหมดจะคุ้มค่ากับความสุขที่ได้มา การเรียนรู้จะสนุกก็ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่สนุกในการเรียนรู้ไปกับลูกด้วย จะต้องหามุมมองอธิบายที่เขาเข้าใจได้ง่ายและพร้อมที่จะอธิบายเรื่องที่ถูกถามซ้ำๆ

อย่าสร้างช่องว่าง กว้างกว่าอ้อมกอด

ทีวี คอมพิวเตอร์ หรือ ไอแพด ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียไปทั้งหมด ดังนั้นการตัดทิ้งไม่ให้เด็กใช้เลยก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง หากแต่เราที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักหยิบยื่นให้ถูกเวลา พร้อมกฎกติกา และใช้โดยที่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยกันกับเจ้าตัวเล็กเพื่อพูดคุยและอธิบาย ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กจมอยู่กับการสนทนาทางเดียว

[Blogger พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย] “รังแก” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พ่อแม่ต้องฝึกลูกรับมือให้เป็น!

เด็กหลายคนไม่รู้วิธีรับมือเมื่อถูกเพื่อนรังแก เมื่อต้องไปโรงเรียนก็จะตึงเครียด หวาดกลัว ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าเข้าสังคม บางคนที่หมอเคยพบก็ถึงขั้นไม่อยากไปโรงเรียน หรือถึงขนาดไม่อยากจะมีชีวิตอยู่

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 16] Play Date เพื่อนเล่น (ที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ) ของลูกน้อย

อยู่ที่โน่นเลี้ยงลูกเอง ไม่มีพี่เลี้ยง แล้วไม่เหนื่อยแย่หรือ วันๆ อยู่บ้านทำอะไรกันบ้าง เป็นคำถามที่คุณแม่ฟูลไทม์ต่างถิ่นอย่างผู้เขียนต้องคอยตอบญาติสนิทมิตรสหายอยู่บ่อยๆ

สมดุลแห่งชีวิตในลูก “สมาธิสั้น”

ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องความสมดุล ที่จริงสมดุลที่จะสร้างความสุขให้ครอบครัวนั้นมีหลายแบบ แต่แบบหนึ่งที่จะขอพูดถึงวันนี้คือสมดุลทางพัฒนาการของลูก

[Blogger พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย] ลงโทษลูกด้วยการ “ตี” ได้หรือไม่

ตั้งแต่ทำงานเป็นจิตแพทย์เด็กมา หนึ่งในคำถามที่คุณพ่อคุณแม่ถามกันมากที่สุด คงเป็นคำถามที่ว่า.. “เราจะลงโทษเด็กด้วยการตีได้หรือไม่”

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 15] College Savings (529) Plan ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย พ่อแม่ได้ลดหย่อนภาษี

ไม่ว่าจะเป็นการออมหรือลงทุนใดๆ ยิ่งเริ่มต้นไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น และการลงทุนทางการศึกษาสำหรับลูก ก็เป็นเรื่องใหญ่เป็นอันดับสองรองจากการซื้อบ้าน

[Blogger พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย] พ่อแม่อย่าเห็นลูก “ร้าย” เป็นเรื่องเล่นๆ จนกลายเป็น “ให้ท้าย” ลูก!

เราต้องระวังไม่ให้ “ความเอ็นดู” กลายเป็น “การให้ท้าย” พฤติกรรมร้าย ๆ ของเด็กไปโดยไม่ตั้งใจ เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตก็ได้

[Blogger พ่อเอก-60] ปูนปั้นกับเพื่อนบนกำแพง .. เปลี่ยนความกลัวเป็นโอกาสเรียนรู้

เราได้ยินเสมอๆที่กับประโยคที่คุณพ่อ คุณแม่ หรือ อาจจะเป็นปู่ย่าตายายที่มักใช้หลอกเจ้าตัวเล็ก (ถ้าใช้คำตรงๆ คงใช้คำว่า ขู่ น่าจะถูกต้องกว่า) ประมาณว่า ถ้าไม่ทำโน่นทำนี่แล้วจะมีตัวนั้นตัวนี้มาทำอะไรกับเจ้าตัวเล็ก เช่นถ้าไม่รีบนอนจะเรียกตุ๊กแกมากินตับ (เขาขู่กันอย่างนี้ใช่มั้ยฮะ) หรือ ถ้าไม่กินข้าวเดี๋ยวจะเรียกตำรวจมาจับไปเลยนะเป็นต้น สำหรับครอบครัวเราแล้ว เราพยายามหลีกเลี่ยงการขู่เด็กในลักษณะนี้ฮะ เพราะจะเป็นการสร้างให้เด็กเกิดความกลัวที่ผิดๆ เกิดมุมมองที่ผิดเข้าไปในความคิดยกตัวอย่างหนึ่งใกล้ๆตัวของครอบครัวเรา (และครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ที่แวะมาอ่านก็คงเจอเหมือนกัน) คือ เจ้าปูนปั้นเคยรู้สึกกลัวจิ้งจกโดยที่เราเองไม่รู้มาก่อน แล้วมีอยู่วันหนึ่ง หลังกลับมาจากโรงเรียนเจ้าปูนปั้นเห็นจิ้งจกเกาะอยู่เหนือประตูเข้าบ้าน จึงทำท่าจะไม่ยอมเข้าบ้าน บอกว่า “ปูนปั้นกลัวอะ” ต้องเรียกให้คุณยายมาพาเข้าบ้าน ปัญหาคือบ้านเราก็จิ้งจกเยอะเสียด้วย บางทีแปรงฟันอยู่ก็เจอจิ้งจกในห้องน้ำ เจ้าปูนปั้นก็จะทำท่าวิตกกังวลแล้วมีอยู่ช่วงหนึ่ง คุณยายก็เลยเผลอใช้จิ้งจกเป็นเครื่องมือในการจัดการเจ้าตัวป่วน เช่น ไม่ไปอาบน้ำเดี๋ยวจิ้งจกมานะ หรือ ไม่กินนมเดี๋ยวเอาจิ้งจกมาเลย เป็นต้น หม่าม๊าและปะป๊าก็รู้สึกว่าการจะปล่อยให้เขากลัวอะไร อย่างนี้ไม่น่าจะดี หม่าม๊าเลยเป็นคนบอกคุณยายว่าอย่าไปหลอกเจ้าปูนปั้นให้กลัวเรื่องพวกนี้ แล้วปะป๊า หม่าม๊า ก็สอนปูนปั้นให้รู้ว่า ‘จิ้งจกไม่ใช่สัตว์อันตรายอะไร จิ้งจกไม่ทำร้ายเรา และจิ้งจกก็มีประโยชน์ด้วย เพราะจิ้งจกจะมาคอยกินแมลงที่บินไปบินมา’ และเราก็อธิบายให้เขาฟังเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ปูนปั้นเจอเจ้าจิ้งจกและทำท่าไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่ สิ่งที่เปลี่ยนไปทั้งที่ใช้เวลาไม่นานคือ ‘เจ้าปูนปั้นเริ่มถามถึงจิ้งจกในวันที่ไม่เจอเจ้าจิ้งจก’ยกตัวอย่าง เวลาแปรงฟันก่อนเข้านอนเจ้าปูนปั้นก็จะถาม “ปะป๊า จิ้งจกไปไหน” เราก็จะบอกว่า “จิ้งจกเขาก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน […]

[Blogger พ่อเอก-59] คุณพ่อนักเล่ากับเจ้าปูนปั้นนักฝัน

ผมคิดไว้ตั้งแต่สมัยยังไม่มีแฟนเสียด้วยซ้ำ ว่าอยากเป็นคุณพ่อที่แต่งนิทานของตัวเองมาเล่าให้ลูกฟังทุกคืน ผมว่าช่วงเวลาที่เราได้เล่าเรื่องราวต่างๆ แล้วเห็นเจ้าตัวเล็กทำตาโต มองมาด้วยความทึ่งและสนุกสนาน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากทีเดียว แม้ตอนนี้ผมจะเป็นคุณพ่อของเจ้าปูนปั้นที่วัยใกล้ 3 ขวบและมีโอกาสได้เล่านิทานก่อนนอนให้ปูนปั้นฟังเสมอๆ แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่มีนิทานแต่งเองสักเรื่องมาเล่าให้เจ้าตัวป่วนฟัง มีคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนเป็นเหมือนผมมั้ยฮะ ที่อยากเป็นนักเล่านิทาน (แต่งเอง) ให้ลูกฟัง แม้ผมจะยังไม่มีนิทานแต่งเองให้ลูกฟังสักเรื่อง ผมก็มีทางออกให้ตัวเอง (และคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆที่อยากเป็นแบบผม) มานำเสนอฮะ เราไม่ต้องเล่านิทานแต่เราก็เป็นนักเล่าเรื่องได้ คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถูกถามอยู่เสมอคือ “คาดหวังอะไรจากลูก เมื่อเขาโตขึ้น” ผมเคยตอบไปว่า “ผมไม่คาดหวังอะไรจากเขาเลย” ในการเสวนาครั้งหนึ่ง ท่านผู้ใหญ่ที่ร่วมเป็นแขกในงานนั้นก็เสริมขึ้นมาว่า “ไม่คาดหวังเลยก็คงไม่ดี เพราะความคาดหวัง ทำให้เราพยายามสอนลูกให้ดี แต่อย่าให้ความคาดหวังไปกดดันลูก อย่าเอาความฝันเราไปยัดเยียดให้ลูก” ผมยอมรับว่าคำแนะนำนั้นถูกต้อง เพราะจริงๆคำว่าไม่คาดหวัง คือ ผม ‘ไม่คาดหวัง’ ว่าเจ้าปูนปั้นจะต้องโตไปเป็นอะไร แต่ ‘ผมคาดหวัง’ให้ปูนปั้นได้ประกอบอาชีพที่เขาอยากทำ เพื่อที่ว่าเขาจะทำมันให้ได้ดี และเขาจะอยู่กับมันอย่างมีความสุข ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเป็นคุณพ่อที่ทำหน้าที่เป็นผู้แนะแนวทางมากกว่ากำหนดเส้นทาง ซึ่งวิธีที่ดีวิธีหนึ่งก็คือ การเป็นคุณพ่อนักเล่าเรื่องอาชีพต่างๆ ให้ลูกฟัง (เข้าเรื่องจนได้ว่า ทำไมผมจึงได้เป็นนักเล่าอย่างใจหวัง) เวลาปูนปั้นไปพบเจอใครใหม่ๆ แทนที่เราจะเพียงแนะนำว่านั่นคือใคร ทำอาชีพอะไรแล้วจบ ซึ่งแค่นั้นปูนปั้นซึ่งยังตัวกะเปี๊ยกก็คงไม่เข้าใจหรอกว่า อาชีพซึ่งในวัยของปูนปั้นยังไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทำหน้าที่อะไร สถาปนิกคืออะไร ตำรวจคือใคร […]

keyboard_arrow_up