ทารกตัวเหลือง

ทารกตัวเหลือง กินน้ำจะหายไหม พ่อแม่ควรทำอย่างไร?

ทารกตัวเหลือง
ทารกตัวเหลือง

ทารกตัวเหลือง – หลังจากที่คุณแม่อุ้มท้องมาอย่างยาวนาน เมื่อถึงวันที่ลูกน้อยคลอดออกมาลืมตาดูโลก ในเด็กทารกบางคนแพทย์อาจพบความผิดปกติที่เรียกว่า ภาวะตัวเหลือง ซึ่งหากเกิดภาวะนี้ขึ้น ทารกอาจจะยังไม่สามารถกลับบ้านได้ทันทีหรืออาจต้องมีการเฝ้าระวังหลังคลอดอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามภาวะตัวเหลืองสามารถเกิดขึ้นได้นอกจากนี้ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยกับวิธีดูและรักษาเมื่อทารกตัวเหลืองให้เห็นอยู่

ภาวะตัวเหลืองในทารกคืออะไร?

ทารกที่มีภาวะตัวเหลือง ผิวหนังและดวงตา จะมีสีเหลืองอย่างเห็นได้ชัด เกิดขึ้นได้เมื่อทารกมีบิลิรูบินในเลือดมากเกินไป บิลิรูบิน (bill-uh-ROO-bin) เป็นสารสีเหลืองที่เกิดจากการสลายของเม็ดเลือดแดงที่เกิดขึ้นตามปกติ โดยปกติตับจะกำจัดบิลิรูบินออกจากเลือดและส่งผ่านไปยังลำไส้เพื่อให้ออกจากร่างกายได้ แต่ตับของทารกแรกเกิดยังไม่สามารถกำจัดบิลิรูบินได้ดี และบิลิรูบินสร้างขึ้นเร็วเกินกว่าที่ตับของทารกจะสลายและส่งผ่านออกจากร่างกายได้ ภาวะตัวเหลืองส่วนใหญ่จะหายไปเอง หรือหากอาการหนักต้องได้รับการรักษาเพื่อลดระดับบิลิรูบินในเลือด

ทารกตัวเหลือง
ทารกตัวเหลือง

รู้ได้อย่างไรว่าทารกมีภาวะตัวเหลือง

แพทย์มักจะวินิจฉัย ภาวะตัวเหลืองในทารกโดยพิจารณาจากลักษณะของทารก อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องวัดระดับบิลิรูบินในเลือดของทารก เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการรักษา ซึ่งการทดสอบเพื่อตรวจหาภาวะตัวเหลืองและวัดบิลิรูบิน มีดังนี้ :

  • การตรวจร่างกาย
  • การทดสอบในห้องปฏิบัติการ เก็บตัวอย่างเลือดของทารก
  • การทดสอบผิวหนัง ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าบิลิรูบินอมิเตอร์ผ่านผิวหนัง ซึ่งจะวัดการสะท้อนของแสงพิเศษที่ส่องผ่านผิวหนัง
  • แพทย์อาจสั่งให้ตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะเพิ่มเติม หากมีหลักฐานว่าอาการตัวเหลืองของทารกเกิดจากความผิดปกติอื่น

สาเหตุของภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

ทารกแรกเกิดที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่อาจมีอาการตัวเหลืองทางสรีรวิทยาได้ปกติ เนื่องจากทารกแรกเกิดมีเซลล์เม็ดเลือดมากกว่าผู้ใหญ่ เซลล์เม็ดเลือดเหล่านี้ไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้นาน ดังนั้นจึงมีการสร้างบิลิรูบินมากขึ้น เมื่อเซลล์เม็ดเลือดแตกตัวอาการตัวเหลืองจะปรากฏ หลังจากทารกคลอดได้ 2-4 วันและจะค่อยๆ หายไปเองได้เมื่อทารกอายุได้ 2 สัปดาห์

ทารกมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะตัวเหลืองได้จากกรณีต่อไปนี้ :

  • คลอดก่อนกำหนด

ทารกที่คลอดก่อนกำหนด ร่างกายอาจกำจัดบิลิรูบินน้อย เนื่องจากการทำงานของตับในทารกคลอดก่อนกำหนดยังไม่สมบูรณ์  ทำให้ทารกมีอาการตัวเหลืองได้มากกว่าทารกที่คลอดตามเกณฑ์  ซึ่งอาการตัวเหลืองพบได้มากโดยเฉพาะในคนเอเชีย

  • ได้รับนมแม่ไม่เพียงพอ (Inadequate breastfeeding jaundice)

มักเกิดขึ้นในช่วงสองสามวันแรกของชีวิต เนื่องจากทารกอาจยังไม่ได้รับนมแม่ หรือแม่มีปัญหาในการให้นม ทำให้ทารกขับขี้เทาและสารสีเหลืองออกทางอุจจาระได้ช้า ทางที่ดีควรให้นมบ่อยขึ้น หากคุณแม่มีปัญหาเรื่องการให้นมสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วควรให้ทารกได้กินนมแม่อย่างน้อย 8 มื้อต่อวัน

  • ตัวเหลืองจากนมแม่ (Breastmilk jaundice)

อาการตัวเหลืองจากน้ำนมแม่ มักเกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์แรกของชีวิต พบได้หลังลูกอายุ 5 วัน สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีบางสมมุติฐานที่เชื่อว่ามีสารบางชนิดในนมแม่อาจรบกวนกระบวนการขับสารสีเหลือง เช่นโดยการยับยั้งเอนซัยม์ที่ช่วยในกระบวนการนี้ โดยทั่วไปภาวะนี้ไม่เป็นอันตรายในทารกครบกำหนด สามารถให้ลูกกินนมแม่ต่อไปได้ ระดับสารตัวเหลืองจะขึ้นสูงสุดในระหว่าง 10– 21 วัน แล้วค่อยๆ ลดลงจนหายไปเองในช่วง 3–12 สัปดาห์ แต่บางรายอาการเหลืองอาจยังมีเล็กน้อยจนถึงเดือนที่ 3

  • กรุ๊ปเลือดต่างกับมารดา

หากแม่และลูกมีกรุ๊ปเลือดต่างกัน ร่างกายของแม่จะสร้างแอนติบอดีที่ทำร้ายเซลล์เม็ดเลือดแดงของทารก สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ:
– กรุ๊ปเลือดของแม่คือ O และกรุ๊ปเลือดของทารกคือ A หรือ B (ความไม่ลงรอยกันของ ABO) หรือ
– ปัจจัยเรื่อง Rh  (โปรตีนที่พบในเซลล์เม็ดเลือดแดง) ของมารดา เป็นลบและทารกมีค่า Rh เป็นบวก

  • ปัญหาทางพันธุกรรม

ที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเปราะบางมากขึ้น เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกตัวได้ง่ายขึ้น จากการเกิภาวะ  spherocytosis ทำให้เกิดความผิดปรกติที่ผนังของเม็ดเลือดแดงรวมถึง การขาดเอนไซม์ G6PD ที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานได้เป็นปกติ จึงอาจส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัวจนเกิดภาวะโลหิตจางได้

  • ทารกเกิดมาพร้อมจำนวนเม็ดเลือดแดงสูงผิดปกติ

(polycythemia) หรือรอยช้ำขนาดใหญ่ที่ศีรษะ (cephalohematoma)

ทารกตัวเหลือง
ทารกตัวเหลือง

การรักษาภาวะตัวเหลืองในทารก

อาการตัวเหลืองในทารกที่ไม่รุนแรงมักจะหายไปเองภายในสองหรือสามสัปดาห์ สำหรับในระดับปานกลางหรือรุนแรงลูกน้อยของคุณอาจต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กแรกเกิดนานขึ้นหรือถูกส่งไปโรงพยาบาล

การรักษาเพื่อลดระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกอาจรวมถึง:

  • โภชนาการที่เพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันทารกน้ำหนักลด แพทย์อาจแนะนำให้กินนมบ่อยขึ้นหรือให้อาหารเสริมเพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้อยของคุณได้รับสารอาหารที่เพียงพอ
  • การบำบัดด้วยแสง (การส่องไฟ) ลูกน้อยของคุณอาจถูกวางไว้ใต้โคมไฟพิเศษที่เปล่งแสงในสเปกตรัมสีเขียวอมฟ้า แสงจะเปลี่ยนรูปร่างและโครงสร้างของโมเลกุลบิลิรูบินในลักษณะที่สามารถขับออกได้ทั้งในปัสสาวะและอุจจาระ ในระหว่างการรักษาลูกน้อยของคุณจะสวมเฉพาะผ้าอ้อมและแผ่นปิดตาเท่านั้น การบำบัดด้วยแสงอาจเสริมด้วยการใช้เบาะ หรือที่นอนที่เปล่งแสง
  • ให้อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (IVIg) โรคดีซ่านอาจเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของกรุ๊ปเลือดระหว่างแม่และทารก ภาวะนี้ส่งผลให้ทารกมีแอนติบอดีจากแม่ซึ่งมีส่วนในการสลายเม็ดเลือดแดงของทารกอย่างรวดเร็ว การให้อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่สามารถลดระดับของแอนติบอดี – อาจลดอาการตัวเหลืองและลดความจำเป็นในการถ่ายแลกเปลี่ยนแม้ว่าผลลัพธ์จะยังไม่สามารถสรุปได้
  • ถ่ายเลือด น้อยครั้งเมื่ออาการตัวเหลืองรุนแรงไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ ทารกอาจต้องได้รับการถ่ายเลือด สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการถอนเลือดจำนวนเล็กน้อยซ้ำ ๆ และแทนที่ด้วยเลือดของผู้บริจาคซึ่งจะทำให้บิลิรูบินและแอนติบอดีของมารดาเจือจางลงซึ่งเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการในหออภิบาลทารกแรกเกิด

การดูแลรักษาอาการที่บ้าน

เมื่ออาการตัวเหลืองในทารกไม่รุนแรงแพทย์อาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนโภชนาการของลูกที่สามารถลดระดับบิลิรูบินได้ พูดคุยกับแพทย์หากคุณมีคำถามหรือข้อกังวลเกี่ยวกับความถี่ในการให้นมของทารก หรือหากคุณมีปัญหาในการให้นม เมื่อพาลูกกลับไปพักฟื้นที่บ้าน ขั้นตอนต่อไปนี้อาจช่วยลดอาการตัวเหลืองได้ :

  • ให้นมบ่อยขึ้น การให้นมบ่อยขึ้นจะช่วยให้ลูกได้รับน้ำนมมากขึ้นและทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของลำไส้มากขึ้นทำให้ปริมาณบิลิรูบินที่กำจัดออกไปในอุจจาระของทารกเพิ่มขึ้น ทารกที่กินนมแม่ควรให้นมได้ 8 ถึง 12 ครั้ง ต่อวันในช่วงหลายวันแรกของชีวิต และทารกที่กินนมผสมควรได้รับนม 1 ถึง 2 ออนซ์ (ประมาณ 30 ถึง 60 มิลลิลิตร) ทุกๆ สอง ถึงสามชั่วโมงในสัปดาห์แรก
  • การให้อาหารเสริม หากลูกน้อยของคุณมีปัญหาในการดูดนมกำลังลดน้ำหนักหรือขาดน้ำแพทย์ของคุณอาจแนะนำให้กินนมผงหรือน้ำนมแม่เพื่อเสริมการให้นม ในบางกรณีแพทย์ของคุณอาจแนะนำให้ใช้สูตรเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาสองสามวันแล้วจึงให้นมต่อ ถามแพทย์ว่าตัวเลือกการให้นมใดที่เหมาะกับลูกน้อย

ทารกตัวเหลือง

ทารกตัวเหลือง กินน้ำจะหายไหม ตากแดดช่วยได้หรือเปล่า?

มีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนหรืออาจยังคลุมเครือ ที่พ่อแม่มือใหม่ มักเข้าใจผิด เกี่ยวกับการดูแลรักษาอาการตัวเหลืองในทารก

  • ทารกตัวเหลือง ป้อนน้ำจะหายไหม?

เด็กทารกเป็นวัยที่ยังไม่ควรได้รับน้ำ เนื่องจากในนมมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากพออยู่แล้ว ปริมาณน้ำส่วนเกินอาจทำให้เกิดโลหิตจางเป็นอันตรายกับทารกได้ ทารกต่ำกว่าหกเดือนจึงไม่ควรทานน้ำเพิ่มค่ะ  บางคนเชื่อว่าที่ทารกตัวเหลืองเพราะขาดน้ำ กินน้ำน้อย ถ้าได้กินน้ำอาการเหลืองก็จะหายไป แต่จริงๆ แล้ว การให้เด็กที่มีภาวะตัวเหลืองกินน้ำ ไม่ได้ช่วยรักษาอาการเหลืองให้หายไป ในทางกลับกันอาจเป็นอันตราย คือ เด็กอาจเสียชีวิตได้

  • ทารกตัวเหลือง ตากแดดช่วยได้ไหม? 

ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าการอุ้มทารกตากแดด จะช่วยให้ภาวะตัวเหลืองหายได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากคุณได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้อุ้มทารกไปรับแดด ควรเป็นแดดในช่วงเช้าที่ความเข้มของแสงไม่มากนัก เนื่องจาก ถ้าทารกโดดแดดแรงเกินไปอาจส่งผลเสียได้ เช่น อุณภูมิร่างกายสูงเกินไป หรืออาจเกิดการบาดเจ็บจากการไหม้แดดได้เนื่องจากผิวหนังของทารกยังบอบบาง จำไว้ว่าการช่วยให้อาการตัวเหลืองหายเป็นปกติได้เร็ว และดีที่สุดยังเป็นการให้ทารกได้รับนมแม่ให้ได้มากที่สุดค่ะ

การทำความเข้าใจโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงแนวทางในการจัดการรับมือกับปัญหาทางสุขภาพที่เกิดขึ้นกับลูกๆทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณสมารถให้ลงมือปฏิบัติในการให้ความดูแลลูกได้อย่างเหมาะสมกับโรคที่เกิดขึ้น ในช่วงชีวิตของเด็กคนหนึ่งอาการเจ็บป่วยอาจมาเยือนได้หลากหลายรูปแบบ หากคุณพ่อคุณมีความรู้รอบตัวในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ดี และหมั่นให้ความสนใจและใส่ใจต่อการปฏิบัติตัวอันจะนำมาซึ่งสุขภาพดีของคนในครอบครัวอยู่เสมอก็จะทำให้คนที่คุณรักห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บได้

นอกจากนี้หากคเราได้ปลูกฝังลูกๆ ถึงแนวทางปฏิบัติตนให้ห่างไกลโรค และการมีสุขภาพที่ดีได้ก็จะยิ่งส่งเสริมให้ลูกเกิดทักษะด้านความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ)  ติดตัวไปยามเมื่อลูกโตขึ้นได้อย่างแน่อนอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : mayoclinic.org,kidshealth.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หมอแจง! ทำไมลูกตัวเหลือง? อันตรายจากตัวเหลืองในทารก

โรค G6PD คือ อะไร อันตรายกับลูกแค่ไหน พ่อแม่ควรรู้!

8 โรคติดต่อทางพันธุกรรม ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ ควรตรวจให้รู้ก่อนตั้งครรภ์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up