ทักษะชีวิต

ทักษะชีวิต 12 ข้อสอนลูกให้ติดตัว พร้อมเผชิญหน้ากับชีวิตในอนาคตได้ดี

ทักษะชีวิต
ทักษะชีวิต

ทักษะชีวิต (life skills) คือความเชี่ยวชาญที่จะมีขึ้นมาในชีวิตและใช้ในการเผชิญชีวิตในทุก ๆ วัน ลูกในวัยเรียนที่อยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี แม้จะโตขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องการพ่อแม่คอยดูแล สอน และเป็นต้นแบบที่ดี การฝึกทักษะชีวิตให้ลูกตั้งแต่เล็กควบคู่ไปกับพัฒนาการจะช่วยให้เด็ก ๆ มีความพร้อมเผชิญหน้ากับชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างดี ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างทักษะชีวิตให้ลูกได้หลายวิธี ควรสอนทักษะอะไรให้เหมาะสำหรับลูกบ้าง มาดูกันค่ะ

ทักษะชีวิต 12 ข้อ สอนลูกให้ติดตัว พร้อมเผชิญหน้ากับชีวิตในอนาคตได้ดี

1.สอนลูกให้รู้จักมารยาทการเข้าสังคม

การกล่าวคำทักทาย คำขอโทษ คำขอบคุณ การเคารพผู้ใหญ่ การพูดให้มีหางเสียง และกล่าวคำสุภาพที่เป็นสากล สอนให้ลูกวางตัวและยอมรับในความแตกต่างของแต่ละบุคคลไม่ว่าจะเป็นเพศ วัย ฐานะ ระดับสติปัญญา การศึกษา อาชีพ ที่ช่วยให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมทั้งสอนเรื่องกฏกติกาของสังคม เช่น การเข้าคิวเพื่อซื้อของ การแบ่งปันของเล่นกับเพื่อน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานเริ่มต้นง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกเป็นนิสัยติดตัวได้ตั้งแต่เล็ก เด็กที่มีสัมมาคารวะจะเป็นที่รักใคร่เอ็นดูแก่คนรอบข้าง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

สอนลูกให้ทํางานบ้าน
สอนลูกให้ทํางานบ้าน

2.สอนลูกให้ช่วยทำงานบ้าน

บางครั้งมันอาจจะง่ายสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะลงมือทำทุกอย่างภายในบ้านด้วยตัวเอง แต่หนึ่งในทักษะชีวิตที่จะช่วยลูกเติบโตมาประสบความสำเร็จในอนาคต คือการให้ลูกได้ช่วยทำงานบ้าน การได้ทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่งเสริมให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตามวัย เช่น เก็บเตียงของตัวเอง เก็บของเล่นให้เข้าที่ ให้อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นต้น โดยคุณพ่อคุณแม่คอยดูแลและให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกต้องการ เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะลำบาก เรียนรู้ว่าการที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้สำเร็จต้องลงมือทำ สอนให้รู้คุณค่าของงาน  อีกทั้งยังเป็นการสร้างนิสัยให้ลูกรู้จักมีความรับผิดชอบ และฝึกความมีวินัย ทำตนเองให้เกิดคุณค่าสามารถที่จะลงมือทำเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น

3.สอนให้รู้จักตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

การตัดสินใจที่ดีเป็นทักษะชีวิตที่เด็กทุกคนควรเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อย ลองปล่อยให้ลูกเป็นอิสระในการคิด ตัดสินใจ และแก้ปัญหาด้วยตัวเองบ้าง เริ่มเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลูกลังเล แล้วให้ลูกตัดสินทางเลือกเองก่อนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ให้ลูกเลือกเสื้อผ้าในการแต่งตัวเอง วันหยุดนี้อยากไปเที่ยวที่ไหน เย็นนี้อยากทำเมนูอะไร ฯลฯ ขั้นตอนในการตัดสินใจจะทำให้เด็ก ๆ ได้คิดวิเคราะห์ประเมินข้อดีข้อเสียของการตัดสินใจด้วยตัวเองเป็น โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะตั้งคำถามให้ลูกคิดและตัดสินใจ หลังจากนั้นคุณค่อยมาอธิบายผลลัพธ์ในข้อที่พลาดหรือชื่นชมในการตัดสินใจที่ดีในแต่ละเหตุการณ์ เพื่อให้เด็กสามารถเลือกที่จะตัดสินใจในเรื่องอื่นครั้งต่อไปได้อย่างมีประสบการณ์

สอนลูกทําอาหาร
สอนลูกทําอาหาร

4.สอนลูกทำอาหาร

เด็ก ๆ สามารถสามารถเรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารและช่วยคุณแม่ในครัวได้ตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อลูกเข้าวัยประถมคุณแม่สามารถสอนเมนูหรือการใช้งานเครื่องครัวที่มีขั้นตอนมากขึ้นได้ เช่น สอนวิธีใช้ไมโครเวฟได้ สอนหุงข้าว สอนวิธีปรุงรสชาติอาหารที่ต้องการ ฯลฯ เมื่อลูกมีความมั่นใจมากขึ้นพวกเขาสามารถเพิ่มทักษะการเตรียมอาหารมื้ออื่น ๆ เช่น สามารถเลือกทำอาหารง่าย ๆ บนเตาด้วยการดูแลของคุณพ่อคุณแม่หรือวางแผนมื้ออาหารของตนเอง มีผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคนที่ทำอาหารกินที่บ้านบ่อย ๆ จะดีต่อสุขภาพเพราะเราสามารถเลือกปรุงอาหารที่มีประโยชน์เองได้ ดังนั้นการสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักทำอาหารชวนลูกเข้าครัวบ่อยครั้งนั้นหมายถึงการจัดเตรียมอาหารที่ดีต่อสุขภาพในอนาคต นอกจากนี้อาหารที่ปรุงเองที่บ้านทำให้ครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายในการออกไปกินนอกบ้าน ซึ่งก็จะทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิธีการใช้เงินไปในตัวด้วย

5.สอนให้ลูกรู้จักการใช้เวลา จัดลำดับความสำคัญในชีวิต

เพราะคุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าการจัดการเวลาที่ดีนั้นมีประโยชน์อย่างไร และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กที่จะเริ่มให้ลูกเรียนรู้ ไม่เพียงแต่เริ่มสอนให้ลูกรู้จักการทำงานเสร็จตามกำหนดเวลา การทำ to do  list หรือแม้แต่การวางแผนตารางกิจวัตรประจำวัน สอนให้ลูกรู้จักการทำอะไรก่อนหลัง ฯลฯ การเรียนรู้ทักษะชีวิตในเรื่องนี้ยังช่วยให้เด็ก ๆ สามารถทำทุกอย่างได้อย่างตรงเวลา รู้จักริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย

6.สอนให้ลูกเห็นความสำคัญของการเรียน

ในเด็กวัยเรียนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ คือ ความรับผิดชอบต่อการเรียน หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรจัดตารางเวลาสำหรับการเรียนให้ลูกอย่างเหมาะสม ไม่บังคับหรือยัดเยียดการเรียนพิเศษที่หนักจนเกินไป หรือพิจารณาดูว่าทักษะใดเหมาะสมกับลูกและสนับสนุนตามความถนัดของลูก การตั้งใจใฝ่รู้ตามความชอบ มีทักษะความรู้ติดตัวก็จะเกิดประโยชน์ที่ดีต่อตัวเด็กและทำให้ประสบความสำเร็จในอนาคตได้

สอนลูกออมเงิน
สอนลูกออมเงิน

7.สอนลูกให้รู้จักวางแผนการเงิน รู้จักรายรับ และรายจ่ายของตนเอง

ลูกวัยเรียนซึ่งอยู่ในระดับประถมจะเริ่มนับเลข บวกลบเลข พอเป็นแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องการจัดการเงิน เพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนรู้วิธีการออมเงินเพื่อสะสมเป็นทุนในอนาคต การใช้เงิน สอนให้ลูกรู้จักรายรับ รายจ่ายที่พอเพียงกับรายได้ของครอบครัว ต้องรู้จักขยันเพื่อหารายได้ และไม่ใช่จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหากไม่มีการวางแผนการเงินที่ดี ทักษะนี้ถือเป็นเตรียมพร้อมสำหรับในอนาคตที่ลูกสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง

8.สอนลูกให้รู้จักดูแลสุขภาพ

เด็กวัยนี้ไม่เล็กเกินไปที่จะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพและสุขอนามัย เพราะทักษะชีวิตในการดูแลเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการสอนให้ลูกรู้จักอาบน้ำ แปรงฟัน ทำความสะอาดร่างกายไปตลอดจนการแต่งตัวใส่เสื้อผ้า ติดกระดุม ใส่รองเท้าด้วยตัวเอง ฯลฯ อธิบายว่าทำไมสุขภาพและสุขอนามัยจึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับลูก สอนให้พวกเขาดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของตัวเอง และหมั่นออกกำลังกายให้กลายเป็นนิสัย สนับสนุนกีฬาที่ลูกชอบ การปลูกฝังให้ลูกรู้จักดูแลตัวเองเป็นตั้งแต่เล็ก ๆ ส่งเสริม HQ หรือความฉลาดทางสุขภาพให้ลูก เด็กก็จะมีภูมิคุ้มกันที่ดี ช่วยให้ลดอัตราการเจ็บป่วยลงไปได้ ทำให้ลูกมีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์ แข็งแรง ฉลาด สดใส เติบโตขึ้นอย่างสมวัยที่ดีในอนาคต

สอนทักษะชีวิตให้ลูก

9.สอนให้ลูกเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์

ในยุคที่เด็ก ๆ ชอบเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อไปเลือกซื้อขนมสุดโปรด คุณพ่อคุณแม่สามารถแนะนำลูกได้ว่า ควรกินอะไรจึงจะเหมาะกับสุขภาพ และขนมแบบไหนที่กินแล้วไม่มีประโยชน์ อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เพื่อให้ลูกสามารถเลือกซื้ออาหารได้อย่างชาญฉลาดนอกจากนี้ยังสามารถปลูกฝังนิสัยการรับประทาน เช่น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล ของหวาน ของทอด อาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง ฯลฯ และกระตุ้นให้ลูกได้ทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนอย่างหลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะ การที่ฝึกให้ลูกรู้จักเลือกในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะเป็นผลดีต่อร่างกายและการเจริญเติบโตที่ดีในอนาคต เพราะร่างกายต้องการอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและช่วยเติมเต็มพลังงาน สร้างร่างกายให้เจริญเติบโตแข็งแรงยิ่งขึ้น

สอนทักษะชีวิตให้ลูก

10.สอนลูกให้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิตอลที่เหมาะสมกับวัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกดเจทต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทกับเด็กในยุคดิจิตอลมากมาย นอกจากเล่นเกม ดูสื่อแล้ว อินเทอร์เนทยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ และค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเอง ที่ทำให้เด็ก ๆ สามารถต่อยอดความสนใจได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่เพื่อให้ลูกได้รับประโยชน์ทางด้านนี้อย่างเหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดการใช้งานตามวัย สำหรับเด็กในช่วงวัยเรียนสามารถให้ลูกรู้จักวางแผนการใช้สื่อต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ควรชั่งน้ำหนักระหว่างการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและการเล่นหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ควรใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไม่เกิน 2 ชั่วโมง/ วัน เพื่อไม่ให้กระทบสุขภาพและการพักผ่อน และที่สำคัญควรสอนให้ลูกเข้าใจถึงประโยชน์และโทษของการใช้เทคโนโลยี เพื่อที่จะทำให้ลูกเรียนรู้และใช้ทักษะในด้านนี้ให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีได้

11.สอนลูกให้รู้จักควบคุมอารณ์และควบคุมความคิดของตนเองได้อย่างเหมาะสมตามวัย

รู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสม เช่น ถ้าลูกอยากได้ของเล่นแล้วพ่อแม่ไม่ซื้อให้ ลูกต้องฟังเหตุผลไม่ใช่ร้องโวยวาย หรือแสดงอาการเอาแต่ใจ สอนให้ลูกรู้จักแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ จากการรับรู้ รับฟังด้วยเหตุและผล สอนให้ลูกรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความคิดที่จะทำสิ่งดี ๆ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ทักษะนี้สามารถฝึกได้ตั้งแต่เมื่อลูกยังเล็ก ๆ วัยอนุบาลหรือวัยประถม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่เหมาะสมมีความสุขในการดำเนินชีวิตในสังคมได้

ทักษะชีวิตที่ควรเรียนรู้

12.สอนให้ลูกรู้จักเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค

อีกหนึ่งทักษะชีวิตที่ควรสอนให้ลูกมีติดตัวในยุคสมัยที่โลกปรับเปลี่ยนสถานการณ์อย่างรวดเร็ว คือ ทักษะความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค (AQ) มีความอดทนและพยายามแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง มองว่าปัญหาเป็นสิ่งที่แก้ไขและต้องผ่านไปให้ได้อย่างไม่หยุดท้อแท้เพื่อให้ให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งถ้าสามารถฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ ไปได้ ก็สามารถเอาตัวเองรอดจากปัญหาอุปสรรค และจะพบกับความสำเร็จ และเมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็จะนำสิ่งที่เป็นปัญหามาทบทวนวิธีการแก้ปัญหาของตนต่อไป เพื่อปรับปรุงสิ่งที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือแก้ไขได้รวดเร็วขึ้น เด็กที่มีลักษณะนี้จะมีบุคลิกที่มั่นใจในตัวเองและมีจิตใจที่เข้มแข็ง ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteeming) ซึ่งเด็กที่ได้รับการปลูกฝังหรือฝึกฝนให้เรียนรู้จักการพยายามแก้ไขปัญหา มักเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ มักเป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดีด้วย โดยไม่ได้มองว่าปัญหานั้นเกี่ยวข้องกับดวงไม่ดีหรือเป็นความโชคร้าย แต่มองว่าปัญหาคือบททดสอบหนึ่ง ที่พร้อมจะยอมรับและหาทางออกของปัญหา เมื่อมีทักษะในด้านนี้ก็จะทำให้ลูกรู้จักรักตัวเอง พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขได้

ทักษะชีวิตที่พ่อแม่มอบให้ถือเป็นบทเรียนที่มีค่าที่เด็ก ๆ จะใช้ติดตัวไปได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสอนด้วยคำพูด การเป็นต้นแบบที่ดี การให้ลูกได้ลงมือปฏิบัติใช้ชีวิต และเรียนรู้ไปกับสิ่งต่าง ๆ ทักษะเหล่านี้จะทำให้ลูกสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคงและมีความสุข นอกจากนี้การเลี้ยงดูลูกด้วยความรัก คำสอนที่ดี และการใช้เวลาร่วมกันอย่างคุ้มค่าในทุกวัน จะทำให้เด็ก ๆ ได้ซึมซับถึงความรักความอบอุ่น และความรู้สึกปลอดภัยจากพ่อแม่ จะช่วยให้ลูกมีกำลังใจ พร้อมที่จะเรียนรู้ และดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้อย่างดีค่ะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.verywellfamily.comwww.thaihealth.or.thwww.britishcouncil.or.th

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

มาแล้วจ้า! 25 การ์ตูนเสริมพัฒนาการ เสริมทักษะ สร้างความรู้ คู่ไปกับความสนุก

10 ทักษะ เพื่อ อาชีพเงินเดือนสูง น่าส่งลูกไปเรียน!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up
X