Breast Cancer Campaign 2020 Guide Script

เดือนตุลาคมของทุกปีถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์กระตุ้นเตือนภัยให้ผู้คนตระหนักถึงโรคมะเร็งเต้านมและกว่า 24 ปีที่บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ยึดมั่นกับพันธสัญญาของบริษัทในการสนับสนุนการวิจัย, การศึกษาและการบริการต่างๆทางการแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อลดอัตราการสูญเสียและช่วยเหลือผู้หญิงและผู้ชายที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งการรณรงค์ของบริษัทฯ ในปีนี้มุ่งเน้นคอนเซปต์ #TimeToEndBreastCancer

โดยทางบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกวัยรวมถึงผู้ชายได้ตระหนักถึงภัยของมะเร็งเต้านม และมีการรณรงค์ให้ตรวจเช็คเต้านมด้วยตัวเอง ทุกๆ 1 หรือ 2 เดือนซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆจากที่บ้าน หากตรวจเช็คเป็นประจำจะสามารถสังเกตได้เมื่อมีลักษณะผิดปกติเกิดขึ้นและพบแพทย์ได้ทันท่วงที 

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญการรณรงค์กระตุ้นเตือนภัยมะเร็งเต้านมของบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Pink Ribbon ELCA

Tags

คันช่องคลอด ภาวะช่องคลอดแห้ง

คันช่องคลอด รึป่าว มีปัญหารึป่าว เช็กอาการก่อนsexสะดุด

คันช่องคลอด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเล็ด มีตกขาว เจ็บขณะมี sex อยู่ไหม มาสังเกตอาการกันเถอะสาว ๆ หากมีครบจงระวัง ภาวะช่องคลอดแห้งตัวการ sex สะดุดที่เกิดได้ทุกวัย

คันช่องคลอด รึป่าว มีปัญหารึป่าว รีบเช็กอาการก่อนsexสะดุด

อาการคันในช่องคลอด เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับของสำคัญของสาว ๆ ก่อให้เกิดความรำคาญ ความกังวลใจ และอาจนำพาไปสู่ปัญหาทางจิตใจ ทำให้บางรายอาจเกิดความรู้สึกความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งจะไปกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างคู่ครอง และต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

เช็กลิสต์ปัญหาอาการคันช่องคลอดว่าเกิดจากสาเหตุใด

√  ตรวจดูว่ามาจาก…ปัญหาสุขภาพ?

  • วัยทอง ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนจะมีระดับของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนลดลง ทำให้เมือกที่เคลือบช่องคลอดบางลง ส่งผลให้ช่องคลอดแห้งจนอาจทำให้เกิดอาการคันและระคายเคืองได้
คันช่องคลอด ปัญหากวนใจสาว ๆ
คันช่องคลอด ปัญหากวนใจสาว ๆ
  • โรคผิวหนัง โรคผิวหนังบางชนิดอาจทำให้ผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นเกิดอาการคันและแดง เช่น โรคผิวหนังอักเสบที่มักเกิดกับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้หรือโรคหืด โดยอาจมีผื่นแดงคันหรือตกสะเก็ด และอาการอาจลุกลามไปยังช่องคลอด หรือโรคสะเก็ดเงินที่มักทำให้ผิวหนังตกสะเก็ด มีอาการคันหรือแดงบริเวณหนังศีรษะและตามข้อพับต่าง ๆ เป็นต้น
  • ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นภาวะที่เกิดจากความไม่สมดุลกันของแบคทีเรียชนิดที่ดีและไม่ดีซึ่งอยู่ภายในช่องคลอด โดยอาการที่พบได้บ่อย คือ คันบริเวณช่องคลอด ตกขาวมีกลิ่นเหม็น อาจมีลักษณะบาง เป็นสีขาว เทาขุ่น หรือเป็นฟอง
  • การติดเชื้อรา เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเชื้อราในช่องคลอดที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการคัน รู้สึกแสบร้อน และอาจมีตกขาวลักษณะเป็นก้อนไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน เพราะยาดังกล่าวจะทำลายแบคทีเรียชนิดที่ดีที่ช่วยควบคุมจำนวนของเชื้อราในช่องคลอด
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันอาจเสี่ยงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น การติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) หนองในแท้ หนองในเทียม หูด หรือเริมที่อวัยวะเพศ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคันช่องคลอด และมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีสีเหลืองหรือสีเขียว รู้สึกปวดแสบขณะปัสสาวะ เป็นต้น
  • มะเร็งปากช่องคลอด อาการคันช่องคลอดอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปากช่องคลอดได้ ซึ่งบางรายอาจไม่ปรากฏอาการใด ๆ เลย แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคมะเร็งปากช่องคลอดอาจมีอาการคันช่องคลอด มีเลือดออก และรู้สึกเจ็บบริเวณปากช่องคลอด อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ขณะที่มะเร็งยังไม่ลุกลาม ก็อาจรักษาให้หายขาดได้

√ ตรวจดูถึง…พฤติกรรมการใช้ชีวิต?

  • การโกนขนบริเวณจุดซ่อนเร้น การกำจัดขนด้วยวิธีการโกนบริเวณจุดซ้อนเร้นอาจทำให้รู้สึกคันเมื่อขนเริ่มงอกใหม่อีกครั้ง โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาปัญหาจากการกำจัดขนบริเวณอวัยวะเพศพบว่า ผู้หญิงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกคันอย่างรุนแรงหลังจากการโกนขนออก ทั้งนี้ อาจใช้วิธีกำจัดขนด้วยการเล็มหรือแวกซ์ขนแทน เพื่อป้องกันอาการคันบริเวณช่องคลอด
  • การใช้สารเคมี สารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอาจทำให้ช่องคลอดเกิดการระคายเคืองจนส่งผลให้คันบริเวณช่องคลอดได้ เช่น สบู่ ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น หรือกระดาษชำระ เป็นต้น
ความเครียดสาเหตุอาการ คันช่องคลอด
ความเครียดสาเหตุอาการ คันช่องคลอด
  • ความเครียด แม้ว่าจะเป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย แต่ภาวะเครียดอาจทำให้เกิดอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณช่องคลอดได้เช่นกัน เนื่องจากความเครียดอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อและอาการคันได้ง่ายขึ้น
  • การทำกิจกรรรมต่าง ๆ กิจกรรมบางอย่างก็อาจทำให้เกิดอาการคันช่องคลอดได้ เช่น ปั่นจักรยาน ขี่ม้า หรือสวมใส่เสื้อผ้าหรือชุดชั้นในที่รัดเกินไป เป็นต้น

หากสาว ๆ ได้เช็กอาการต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ไม่พบว่าอาการคันช่องคลอดมาจากเชื้อโรคภายนอกที่เข้ามาทำให้เกิดอาการคันแล้วละก็ สาเหตุหลักส่วนใหญ่จึงมักเกิดจากภายในร่างกายของเราเอง ไม่ว่าจะจากภาวะเครียด ร่างกายอ่อนแอ หรือด้วยวัยที่มากขึ้นจนทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ช่องคลอดแห้ง” ซึ่งถึงแม้ว่าอาการนี้จะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เนื่องจากเมือกหล่อลื่นที่ลดลงอาจทำให้ผนังช่องคลอดระคายเคืองและเกิดแผลบ่อย จึงอาจเป็นบ่อเกิดที่จะทำให้มีความเสี่ยงติดแบคทีเรียหรือเชื้อราในบริเวณช่องคลอดง่ายขึ้น

อ่านต่อ ยาคุมฉุกเฉิน ผู้หญิงรู้ไว้ใช้บ่อยไปผลร้ายต่ออยู่กับคุณ!

คัน …เพราะช่องคลอดแห้งเป็นอย่างไร?

ภาวะช่องคลอดแห้ง (Vaginal Dryness) เกิดขึ้นเมื่อเมือกหล่อลื่นภายในช่องคลอดลดน้อยลง ส่งผลให้เยื่อบุช่องคลอดแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น จนอาจทำให้มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ สาเหตุหลักมาจากการที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนบริเวณเนื้อเยื่อช่องคลอดลดลงเนื่องจากเข้าสู่ภาวะวัยทอง แต่ในปัจจุบันได้มีการค้นพบที่ทำลายความเชื่อเก่า ๆ ลงว่าภาวะนี้จะเกิดกับสาว ๆ ในวัยทองเท่านั้น  จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ภาวะช่องคลอดและปากช่องคลอดแห้งนั้น พบได้บ่อยกว่านั้น แต่มักไม่ได้รับการรายงาน โดยสาเหตุหลักเกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เนื้อเยื่อช่องคลอดลดลง และพบว่าสามารถเกิดกับผู้หญิงได้ทุกวัยในช่วงชีวิตหนึ่งเมื่อมีการขาดเอสโตรเจน ซึ่งโดยส่วนมาก ประมาณร้อยละ 50 จะพบในหญิงวัยหมดระดู จึงทำให้เกิดความเชื่อดังกล่าว

ปรึกษาแพทย์แก้ปัญหาช่องคลอดแห้งได้
ปรึกษาแพทย์แก้ปัญหาช่องคลอดแห้งได้

รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ จะมาวางใจว่าอายุเรายังไม่ถึงวัยทอง จึงไม่ได้กังวลถึงอาการคันที่เกิดจากภาวะช่องคลอดแห้งนี้อีกต่อไปไม่ได้ งั้นเราลองมาทำความรู้จักกับภาวะนี้ให้มากขึ้นไปอีกนิดดีกว่า

อาการของภาวะช่องคลอดแห้ง

ผู้มีภาวะช่องคลอดแห้งอาจเกิดอาการตลอดเวลา หรือบางรายอาจมีอาการเป็นระยะหรือเฉพาะในขณะมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น โดยอาการที่พบคือ ระคายเคือง คัน รวมถึงแสบร้อนบริเวณช่องคลอด แสบขัดขณะปัสสาวะ อาจมีปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเล็ด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ช่องคลอดอักเสบ มีปัญหาตกขาวบ่อย ๆ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจมีความต้องการทางเพศลดลง หรือถึงจุดสุดยอดได้ยากขึ้น

สิ่งที่เห็นได้ชัดเมื่อตรวจร่างกายหรือตรวจภายใน เราจะพบอาการดังนี้

  • ช่องคลอดมีสีซีด แห้ง อาจพบจุดเลือดออก ลูกคลื่นของช่องคลอดหายไป ปากมดลูกอาจแบนแนบไปกับช่องคลอด
  • หากต้องการวินิจฉัยชัดเจนขึ้น สามารถตรวจภาวะกรดด่าง จะพบความเป็นด่าง โดยค่า pH จะมากกว่าหรือเท่ากับ 4.6
  • เมื่อตรวจปัสสาวะ มักพบมีเม็ดเลือดแดงปนเปื้อน ในสตรีวัยหมดระดู เมื่อตรวจสุขภาพประจำปี ผลตรวจปัสสาวะมักมีเม็ดเลือดแดงปนเปื้อน หากได้ตรวจวินิจฉัยแยกโรคของทางเดินปัสสาวะไปแล้ว ก็มักจะเป็นจากภาวะช่องคลอดแห้งๆ

ดังนั้นหากอาการคันของคุณสาว ๆ พบความผิดปกติร่วมกับอาการดังกล่าวไปแล้วข้างต้นนั้น จึงสันนิษฐานคร่าว ๆ ได้ว่าอาจเกิดจากภาวะช่องคลอดแห้ง ที่ฟังดูแล้วคงจะวางใจกันว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงใด ๆ แต่อย่าพึ่งชะล่าใจกันไป เพราะภาวะนี้สามารถเป็นต้นเหตุปัญหาใหญ่ ๆ ได้มากมาย ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักกันเลยทีเดียว

โรคอื่นที่แฝงมากับภาวะช่องคลอดแห้ง

  • ภาวะช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย โปรโตซัว เชื้อรา ซึ่งอาจมีอาการแสบร้อน คัน ปัสสาวะขัดร่วมด้วย นอกจากการมีตกขาว เนื่องจากขาดเมือกหล่อลื่น ทำให้ผนังช่องคลอดระคายเคืองและเกิดแผลบ่อย จึงทำให้มีความเสี่ยงติดแบคทีเรียหรือเชื้อราในบริเวณช่องคลอดง่ายขึ้น รวมถึงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอีกด้วย
  • ระคายเคืองช่องคลอดจากการแพ้สบู่ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น หรือชุดชั้นในที่สวมใส่ หรือแผ่นอนามัย หากตรวจพบว่าเป็นเพียงแค่การระคายเคืองจากสารเคมีที่ใช้เสียแต่เนิ่น ๆ ก็จะทำการรักษาได้ง่ายเพียงแค่หยุดใช้ และรักษาตามอาการจนกว่าจะหาย แต่ถ้าปล่อยไว้นานไปอาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาได้
ชุดชั้นใน ทำให้ระคายเคืองช่องคลอด
ชุดชั้นใน ทำให้ระคายเคืองช่องคลอด
  • ผื่นผิวหนังบริเวณปากช่องคลอดและช่องคลอด อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ภาวะช่องคลอดแห้ง จะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีมักมีการเสียดสีอยู่เป็นประจำแห้ง ไม่มีเมือกหล่อลื่น ก็จะเป็นต้นเหตุให้เกิดผื่นแดง ผื่นคันขึ้นมาได้ และไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะอาจจะลุกลามไปเป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่าได้
  • ระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งช่องคลอด ปากช่องคลอด ซึ่งจะมีอาการแห้ง คัน ระคายเคืองเรื้อรังได้ ดังนั้น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายและวินิจฉัยก่อนเสมอ เพราะถ้าพบก่อนในลักษณะเป็นแค่เชื้อก่อมะเร็ง จะสามารถรักษาเชื้อมะเร็งนั้นให้หายขาดได้
  • ปัญหาภาวะทางจิตใจ เมื่ออาการดังกล่าวไปกระทบความสัมพันธ์กับคู่รัก ซึ่งทำให้เกิดภาวะความรู้สึกที่กระทบต่อจิตใจของทั้งคู่ อาจถึงขั้นเกิดความเครียด โรคซึมเศร้า เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การมี sex เป็นส่วนสำคัญของชีวิตคู่ หากสาว ๆ มัวแต่เขินอายคุณหมอ ปล่อยไว้จนเนิ่นนาน นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายของทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังสามารถส่งผลต่อปัญหาชีวิตคู่ นำพาไปสู่ปัญหาสังคมได้อีกด้วย

เพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน เพิ่มดีชีวีมีสุข

ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นสาเหตุหลักในเรื่องของภาวะช่องคลอดแห้ง ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะอยู่ที่ 10-800 pg/ml ปริมาณแตกต่างตามระยะของรอบระดู แต่เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนมักน้อยกว่า 30 pg/ml ดังนั้นก่อนที่ร่างกายจะขาดจนเกิดภาวะช่องคลอดแห้งไปแล้วยนั้น สาว ๆ ควรหมั่นดูแลร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล เป็นปกติก่อนเกิดโรคจะดีกว่าด้วยการ

  • รับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเฉพาะถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ซึ่งมีสารไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นให้ช่องคลอด
  • ใช้เจลหล่อลื่นขณะมีเพศสัมพันธ์ การเพิ่มกิจกรรมทางเพศด้วยความรักและภาษากาย เช่น การเล้าโลมก่อนมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยกระตุ้นให้มีน้ำหล่อลื่นออกมาให้ช่องคลอดชุ่มชื้นขึ้น ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดปัญหาได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารโนน็อกซินอล 9 (Nonoxynol-9) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะช่องคลอดแห้ง
  • เลี่ยงการใช้สบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดช่องคลอด ควรล้างช่องคลอดให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดา ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป
  • ไม่สวนล้างช่องคลอด
  • ดูแลความสะอาดของกางเกงใน หากใช้แผ่นอนามัยควรเปลี่ยนบ่อยๆ ไม่ปล่อยให้หมักหมมหรืออับชื้น
  • หากพบผื่นหรือสิ่งผิดปกติบริเวณช่องคลอด ควรปรึกษาแพทย์ อย่าอายหรือปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง
  • การตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ การตรวจภายในเพื่อดูความผิดปกติของผนังช่องคลอด รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน จะช่วยป้องกันภาวะพร่องฮอร์โมนได้
คันช่องคลอดลามสู่ปัญหาความสัมพันธ์
คันช่องคลอดลามสู่ปัญหาความสัมพันธ์

ทุกปัญหาแก้ไขได้ อย่ามัวแต่เสียเวลาไปกับการเขินอาย อย่ามัวนั่งกังวลเพียงลำพัง แม้จะเป็นเรื่องของลับของสาว ๆ แต่หากเกิดปัญหา มีอาการเกิดขึ้น การปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางก็ทำให้เรื่องลับ ๆ ไม่ต้องทำให้สาว ๆ ต้องมานั่งกลุ้มใจกันอย่างลับ ๆ อีกต่อไป เพราะในปัจจุบันทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศมีคุณหมอคอยให้คำปรึกษา และมีขั้นตอนวิธีการตรวจภายในที่ช่วยลดความกังวล ความเขินอายของเราได้เป็นอย่างดี อย่ามัวปล่อยไว้เนิ่นนานจนปัญหาลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นเรื่องไม่ลับอีกต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูบอ้างอิงจาก Pobpad.com /Samitivejhospital.com / Phyathaihospital.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็ก 10 สัญญาณมะเร็งปากมดลูก ภัยเงียบใกล้ตัวแม่

รวม กระบวนท่ารัก (sex) สำหรับทำลูกสาว-ลูกชาย

วิธีสังเกตอาการ ซีสต์ในรังไข่ รู้ไว้..รักษาได้ทัน ไม่อันตราย!

ตกขาวสีเขียว ตกขาวเป็นก้อนแป้ง ตกขาวตั้งครรภ์ ตกขาว ผิดปกติอันตรายจนน่าตกใจ!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ชวนลูกคุย

หมอเด็กแนะ 3 เทคนิค ชวนลูกคุย เรื่องโรงเรียน ให้ลูกยอมเปิดใจ

หมอเด็กแนะ 3 เทคนิค ชวนลูกคุย เรื่องที่โรงเรียน ให้ลูกยอมเปิดปากเปิดใจ เพราะเราตามลูกไปเรียนด้วยไม่ได้ ถ้าลูกยอมเล่าทุกเรื่องที่โรงเรียนให้ฟังเราจะได้รับรู้ถึงความเป็นไป แต่ต้องทำยังไงตามมาดูกันเลย

เทคนิคแสนง่าย 3 วิธี ชวนลูกคุย เรื่องโรงเรียน

เมื่อลูกน้อยโตขึ้นจนถึงวัยเรียน ก็ได้เวลาที่ต้องแยกห่างจากอกแม่พ่อ ไปยังโรงเรียน และเมื่อลูกไปอยู่ต่างที่ห่างไกลจากสายตาพ่อแม่ หลายคนก็คงอยากรู้ว่า เวลาลูกอยู่ที่โรงเรียนมีความสุขกับการเรียนไหม พบเจออะไรบ้าง สังคมเด็กๆของลูกเราเป็นอย่างไร อาหารที่ลูกกินที่โรงเรียนถูกปากถูกใจลูกหรือเปล่า คุณครูใจดีไหม หรือ มีใครแกล้งลูก เกิดเรื่องไม่ดีอะไรกับลูกหรือไม่ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ เด็กบางคนอาจเล่าให้ฟังโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ถาม หรือก็มีบางคนที่จะพูดก็ต่อเมื่อพ่อแม่ถาม

ซึ่งการที่พ่อแม่ชวนลูกคุยเรื่องที่โรงเรียนและเรื่องในชั้นเรียนของเขามีผลทำให้เด็กรู้สึกดีมีความอบอุ่นใจว่า พ่อแม่ให้ความสนใจเขาและรู้สึกปลอดภัย เปิดโอกาสให้ลูกได้ระบายความในใจกับพ่อแม่ได้ เพราะเด็ก ๆ ก็ต้องการที่ปรึกษาหรือพูดให้ตรง ๆ คือ เด็กก็เจอปัญหาได้ เพราะการไปอยู่ในที่ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับคนที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัวเด็กอาจจะยังปรับตัวไม่ทัน ลูกต้องปรับตัวกับการทำตามกฎระเบียบต่าง ๆ ทำกิจกรรมตามตารางเวลาของโรงเรียน ต้องทำความรู้จักกับคุณครูที่คอยดูแลนักเรียนซึ่งบางครั้งก็ใจดีบางครั้งต้องมีดุนักเรียนบ้าง และการอยู่รวมกับเพื่อนใหม่ในวัยเดียวกันแต่ต่างอุปนิสัยกัน ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะมีปัญหาบ้าง เรื่องที่กล่าวมาเป็นสิ่งใหม่ที่ลูกของเราต้องไปเรียนรู้ พ่อแม่จึงควรที่จะพูดคุย

และสำหรับลูกวัยอนุบาล สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกไม่เล่าคือ ลูกยังเรียบเรียงเหตุการณ์มาเป็นเรื่องเล่าไม่เก่ง และยังจำเหตุการณ์ได้ไม่ดีนัก ลูกต้องการความช่วยเหลือจากเราในการหัดเล่า โดยเริ่มจากเรื่องของความจำในช่วงตอนเช้า หรือเหตุการณ์ที่ลูกเจอเมื่อวาน เพราะความทรงจำของเด็กจะผูกกันไว้ แม้ลูกจะยังไม่รู้เรื่องวันเวลา แต่พอนึกถึงเหตุการณ์นึง ก็จะนึกถึงความรู้สึก และเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันออก พ่อแม่จึงต้องดึงความจำของลูกออกมา เป็นคำพูด ด้วยการพูดคุยถึงข้อมูลแบบให้ความสนใจเรื่องราวที่ลูกเล่า ถามต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความอยากรู้ ทำท่าทางสนใจพร้อมแสดงความคิดเห็นในทางที่เห็นด้วย อยากช่วยเหลือ เป็นต้น หรืออาจเริ่มจากไปทำความรู้จักกับตัวแปรต่างๆ รอบตัวลูกที่โรงเรียน ครูของลูกชื่ออะไร เพื่อน ๆ ลูกชื่ออะไร ตารางกิจกรรมของลูกวันนี้เป็นอย่างไร อาหารกลางวันของลูกวันนี้คืออะไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักหาได้จากทางโรงเรียนอยู่แล้ว

และให้คุณพ่อคุณแม่ ชวนลูกคุย โดยนำข้อมูลพวกนี้มาใช้เพื่อนำร่อง เพื่อให้ลูกเริ่มนึกออก และกระตุ้นให้ลูกเล่าออกมาค่ะ เช่น
“ฮันน่าห์คะ วันนี้หนูเรียนพละกับครูตุ๋มใช่มั้ย” “ตอนเด็กๆ แม่ชอบเล่นพละมากเลย แล้วหนูได้วิ่งเล่นด้วยรึเปล่านะ” “แล้วครูให้ทำอะไรอีกคะ” “โอ้โห น่าสนุกจัง หนูชอบมั้ย” “แล้วทำอะไรต่อคะ” “วันนี้แม่เห็นครูทำไข่เจียวให้กินด้วย อร่อยมั้ยลูก” “แล้วหนูกินหมดจานเลยรึเปล่า” “แล้ววันนี้หนูได้ทำอะไรสนุกๆ มั้ยคะ ชอบทำอะไรที่สุด” “แล้วมีอะไรที่หนูไม่ชอบมั้ย” คุยกับลูกทุกวันด้วยท่าทีเป็นมิตร สนใจในความรู้สึกที่ลูกมีต่อแต่ละเหตุการณ์ ลูกก็จะเล่าเรื่องเก่งขึ้น และอยากเล่ามากขึ้น

ชวนลูกคุย
เทคนิค ชวนลูกคุย เรื่องโรงเรียน ให้ลูกยอมเปิดใจ

แต่ทั้งนี้ก็มีเด็กหลายคนที่พ่อแม่ถามเรื่องที่โรงเรียนแล้วลูกไม่อยากพูด ไม่กล้าบอกเล่า ดังนั้นหากพ่อแม่อยากรู้เรื่องที่โรงเรียนจากปากลูก จะต้องถามหรือใช้วิธีพูดคุยอย่างไรเพื่อให้ลูกยอมเปิดปาก เปิดใจเล่าเรื่องที่โรงเรียน ทีมแม่ ABK มีคำแนะนำดีๆ จาก คุณหมอเสาวภา เจ้าของเพจ หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก มาฝากค่ะ ซึ่งคุณหมอเป็นกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม ได้ไลฟ์สด พร้อมสรุปแนะนำถึงวิธีชวนลูกคุยเรื่องโรงเรียนแบบง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ ใจความว่า…

❤หมอขอแชร์เทคนิค ชวนลูกคุย เรื่องโรงเรียน ให้ฟัง (แบบสรุปๆ) ดังนี้

1 เปิดประเด็นด้วยการคุยเรื่องทั่วๆไปก่อน จะนั่งอยู่ในรถ หรือเล่นไปคุยไป ที่บ้านก็ได้

เป้าหมายคือ สร้างบรรยากาศสบายๆ เหมือน warm up ให้ลูกเพลินกับการโต้ตอบ ไม่ใช่นั่งเค้นแบบเครียดๆ, แล้วลูกก็จะตอบคำถามแบบลื่นไหลขึ้นทีละนิดๆ

2 ต่อด้วยเรื่องโรงเรียน แต่เป็นสิ่งที่ลูกชอบหรือสนใจก่อน

เป้าหมายคือ ให้ลูกจูนภาพในสมองเป็น #ภาพเหตุการณ์ที่โรงเรียน จะคุยเรื่องของเล่น หรือสิ่งสนุกๆที่โรงเรียนก็ได้ เพื่อให้ลูกโต้ตอบกับเราเพลินๆ ไม่เครียด

3 ต่อด้วยการถามเจาะประเด็นเรื่องคุณครู แต่ให้เริ่มที่ครูใจดีก่อน

เป้าหมายคือ ให้สมองลูกเปลี่ยนภาพจากสิ่งที่สนุก ไปจับภาพครู(เด็กคิดเป็นภาพ) เด็กชอบคุยเรื่องดีๆ ดังนั้น จึงถามถึงครูว่าคนไหนใจดีก่อน แล้วค่อยถามต่อว่า คนไหนไม่ใจดี คำตรงข้ามจะทำให้ลูกเชื่อมข้อมูลและตอบง่ายขึ้น อีกทั้งคำว่า ไม่ใจดี อาจทำให้เด็กกล้าตอบ (เพราะครูอาจบอกว่าอย่าบอกพ่อแม่ว่าครูดุ)
.
พ่อแม่อย่าลืมต้องตอบสนองในสิ่งที่ลูกเล่าอย่างเข้าใจ ไม่แสดงอารมณ์โกรธออกมาให้ลูกเห็น และอย่าซักถามอย่างเดียวจนลูกกังวล หรือกลัว

โดยทั่วไป คำถามที่ลงลึกแบบนี้ จะได้รับการตอบสนองดีก็เมื่อเราทำข้อที่ 1 กับข้อที่ 2 ได้ดีมาก่อน ถ้าหากลูกแสดงท่าทีเบื่อหน่าย ไม่อยากเล่า เราก็ต้องหาเวลาอื่นคุยนะคะ อย่าคาดคั้นจนลูกต่อต้าน เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากคุยอีกเลย

หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
#ครูตี #ครูดุ #ครูทำร้ายเด็ก

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก 

สุดท้ายการคุยกัน ชวนลูกคุย แบบนี้ นอกจากจะทำให้ทุกคนในบ้านเข้าใจกันมากขึ้นแล้ว ยังเปิดโอกาสให้คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน ซึ่งหากเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นกับลูกที่โรงเรียน ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถรับรู้ได้ทันที และเป็นการกระตุ้นให้ทำสิ่งดีๆ เพื่อคนอื่นในทุกๆ วันด้วย ซึ่งถ้าพ่อแม่เคยมีพฤติกรรมที่ทำให้ลูกรู้สึกว่า ไม่สนใจฟัง (เช่น เล่นโทรศัพท์ไปฟังไป ดูทีวีไปฟังไป) หรือชอบสั่งสอน ก็ขอให้ปรับเปลี่ยนตัวเองก่อนนะคะ เพราะการจะ ชวนลูกคุย ลูกต้องรู้สึกว่า พ่อแม่จะฟังเขา อยู่เคียงข้างเขา เป็นพวกเดียวกับเขา ลูกถึงจะอยากเล่าทุกเรื่องให้เราฟังนั่นเองค่ะ

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก ข้อคิดสะกิดใจจากคุณหมอ!!

8 คำพูดที่ลูกไม่อยากได้ยิน จากปากพ่อแม่ พูดแบบนี้โตไปลูกแย่แน่!

ลูกทำชามแตก แต่อย่าให้ลูกใจ “แหลก” ด้วยคำพูดพ่อแม่ โดย พ่อเอก

มะม่วง

หมอเตือน!! กิน “มะม่วง” ที่มีจุดดำ เสี่ยงติดเชื้อได้!!

มะม่วง ผลไม้ที่มีรสหวาน มัน โดยเฉพาะมะม่วงสุกที่แม่ ๆ มักจะนำมาให้ลูก ๆ ทาน แต่รู้หรือไม่ว่ามะม่วงที่สุกมาก ๆ จนมีจุดดำบนผลมะม่วง หากนำมาทาน อาจทำให้ปวดท้อง ท้องเสียอย่างรุนแรงได้

หมอเตือน!! กิน “มะม่วง” ที่มีจุดดำ เสี่ยงติดเชื้อได้!!

มะม่วง เป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมของคนไทยมานาน แม่หลาย ๆ คนนิยมนำมาให้ลูก ๆ ทาน เพราะมีรสหวาน มัน มีวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วย ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส แก้ร้อนใน และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย

มะม่วงในเมืองไทยนั้นมีมากกว่า 50 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีความแตกต่างกันทั้งลักษณะภายนอกและรสชาติ แม่ ๆ หลายคนอาจจะไม่แน่ใจว่ามะม่วงสายพันธุ์ที่ซื้อมาให้ลูกทานนั้น ควรจะทานตอนสุกหรือดิบ ควรทานตอนไหนถึงจะอร่อยที่สุด ทีมแม่ ABK มีเคล็ด (ไม่) ลับในการเลือกซื้อ เลือกทานมะม่วงมาฝากค่ะ

เคล็บลับการเลือกมะม่วง พันธุ์ไหนควรทานตอนไหน?

  1. สายพันธุ์ที่นิยมรับประทานดิบ คือ มีรสหวาน มัน แต่พอสุกจะมีรสหวานชืด ไม่อร่อย หรือบางสายพันธุ์มีรสเปรี้ยว นิยมรับประทานกับน้ำปลาหวาน เช่น
    • เขียวเสวย รสชาติมันอมเปรี้ยว ผลเรียวยาว ผิวเรียบสีเขียวเข้ม เปลือกหนา
    • มะม่วงแรด มีรสชาติอมเปรี้ยว บริเวณใกล้ขั้วจะมีติ่งงอกออกมาคล้ายนอแรด
    • ฟ้าลั่น มีรสมัน ผลกลม ท้ายแหลม เมื่อปอกเปลือก เนื้อมะม่วงจะปริแตก จึงเป็นที่มาของชื่อ “ฟ้าลั่น”
  2. สายพันธุ์ที่นิยมรับประทานสุก คือ มีรสเปรี้ยวตอนที่ยังดิบ แต่เมื่อสุกแล้วเนื้อ มะม่วง จะเหลือง หวาน อร่อย นิยมรับประทานกับข้าวเหนียวมูน เช่น
    • น้ำดอกไม้ จะมีลักษณะลูกยาวป้อม มีรูปทรงของผลสวยงาม ผลมีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ผลสุกจะมีรสหวาน เนื้อในเป็นสีเหลืองอมส้ม เนื้อละเอียดมีกลิ่นหอมมาก และเมล็ดบาง
    • มะม่วงอกร่อง ผลจะมีลักษณะเป็นร่องตื้น ผลสุกจะมีสีเหลืองทองหรือเหลืองอมส้ม เนื้อในละเอียดมีสีเหลืองอ่อนหรือสีครีม มีเสี้ยนเล็กน้อย มีรสหวานมากและจะหวานมากกว่ามะม่วงทุกชนิด
  3. สายพันธุ์ที่นิยมนำมาแปรรูป คือ เมื่อแก่จัดมีรสมันอมเปรี้ยว เมื่อสุกมีรสหวานอมเปรี้ยว หรือหวานชืด จึงนิยมนำมาแปรรูปเป็น มะม่วงดอง มะม่วงกวน และ อื่นๆ เช่น
    • มะม่วงแก้ว จะมีลักษณะผลอ้วนป้อม เล็ก เปลือกเหนียว ถ้าผลดิบเนื้อจะกรอบมีรสเปรี้ยว ตอนใกล้สุกเปลือกจะมีสีอมส้มหรืออมแดง เนื้อนุ่ม เหนียว ไม่เละง่าย จะนิยมนำมาทำมะม่วงแช่อิ่ม
    • มะม่วงพิมเสนสามปี” รสชาติจะเปรี้ยวหวานเนื้อสีเหลือง มีเสี้ยนรสชาติจะเปรี้ยวหวาน จะนิยมนำมาทำมะม่วงกวน
ข้าวเหนียวมะม่วง
ข้าวเหนียวมะม่วง

มะม่วงสุก มักจะเป็นผลไม้ที่ชื่นชอบของเด็กหลาย ๆ คน ยิ่งมะม่วงที่สุกมาก ๆ ก็จะมีรสชาติหวานมาก ๆ เช่นกัน แต่ในบางครั้ง การทานมะม่วงที่สุกเกินไป จนตัวผลมีจุดดำ ๆ ก็อาจทำให้ลูกเสี่ยงที่จะติดเชื้อทางเดินอาหารได้ ทีมแม่ ABK ขอนำข่าวจากประเทศไต้หวัน ซึ่งมีคนนำมะม่วงที่มีจุดดำมาทาน ทำให้มีอาการปวดท้องมวนท้องอย่างรุนแรง ตามรายละเอียดของข่าว ดังนี้

ชาวเน็ตจากประเทศไต้หวันได้โพสต์เล่าประสบการณ์จริงของตนเองว่า เห็นมะม่วงที่ซื้อมาเริ่มมีเชื้อรา เป็นจุด ดำ ๆ ที่เปลือกภายนอกบางส่วนนิดหน่อย จึงเสียดายไม่อยากทิ้ง โดยตัดแบ่งส่วนที่ดำ ๆ ออก แล้วรับประทานส่วนที่ยังเหลือง ๆ แต่พอผ่านไป 2 วันก็เริ่มรู้สึกปวด มวนท้องขึ้นมาจนทนไม่ไหวรีบไปหาหมอทันที

หลังจากที่หมอตรวจเสร็จก็พบว่า “เป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย” (Gastroenteritis) หมอบอกว่าหากอาการรุนแรง กว่านี้อาจถึงแก่ชีวิตได้นะ แต่เนื่องจากไม่ได้กินเข้าไปจำนวนมาก ทำให้อาการไม่ทรุดหนักไปกว่านี้

คุณหมอจางเจิ้งหยง จึงนำประสบการณ์ของคนไข้ รายนี้มานำแบ่งปันในรายการเพื่อหวังว่าจะเตือน ให้ผู้คนควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะม่วง กล้วย หรือผลไม้ที่มีจุดดำแบบนี้ แม้ว่าภายนอกจะมีจุดดำเพียงนิดเดียว แต่ความจริงเชื้อราได้ลามเข้าไปถึงด้านในแล้ว

นอกจากผลไม้แล้ว ยังมี ถั่วลิสง อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วชนิดต่าง ๆ ด้วย เพราะเป็นสิ่งที่มีเชื้อราได้ง่าย หากรับประทานเป็นประจำในระยะยาวอาจส่งผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อักเสบได้ นอกจากนี้มันอาจเติบโตเซลล์ที่ไม่ดีในร่างกายได้

คุณหมอจึงออกมาเตือนประชาชนว่าอย่าเอาสุขภาพมาแลกกับเงินเล็กน้อย มันไม่คุ้มค่าเลย ฉะนั้นควรคำนึงถึงสุขภาพเป็นหลักมากกว่า

จากข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการทาน มะม่วง ที่มีจุดดำนั้น อันตรายขนาดนั้นเลยหรือ? ทีมแม่ ABK จึงขอนำบทสัมภาษณ์ของ ผศ.(พิเศษ) นพ. ปิยะพันธ์ พฤกษพานิช อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ได้กล่าวถึงการทานมะม่วงที่มีจุดดำในรายการชัวร์ก่อนแชร์ โดยสรุปได้ดังนี้

“มะม่วงที่มีจุดดำนั้นเกิดจากการตกกระตามธรรมชาติของผลไม้ทั่วไป เกิดจากการเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลในผลไม้ การทานผลไม้ที่มีจุดดำจากการตกกระบริเวณเปลือกของผลไม้นั้นไม่เป็นอันตราย สามารถปลอกเปลือกเอาจุดดำออกและทานเนื้อข้างในที่ไม่มีจุดดำได้ แต่หากจุดดำนั้นลุกลามเข้าไปในเนื้อผลไม้ นั่นอาจหมายความว่าผลไม้ชนิดนั้นอาจมีเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียได้ ดังนั้น จึงไม่ควรเสียดายและเฉือนเนื้อที่มีจุดดำและทานเนื้อส่วนที่เหลือ เพราะเราไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียนั้นลุกลามไปถึงส่วนไหนของเนื้อผลไม้แล้ว หากพบว่ามีจุดดำข้างในเนื้อผลไม้ จึงควรทิ้งทั้งลูก การทานผลไม้ที่มีเชื้อราและแบคทีเรียนั้น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหารได้จริง และหากเชื้อมีความรุนแรง อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสียอย่างรุนแรงได้”

ดูคลิป กิน มะม่วง มีจุดดำทำให้ลำไส้อักเสบ จริงหรือ ? | ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET

เชื่อว่าแม่ ๆ หลายคน เคยเฉือนจุดดำที่เนื้อผลไม้ออกแล้วทานต่อ แม่พริมาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำแบบนี้ เพราะเข้าใจว่าการทานเนื้อบริเวณอื่นไม่เป็นอันตราย เห็นอย่างนี้แล้วคงต้องทิ้งผลไม้ทั้งลูกเมื่อเห็นว่ามีจุดดำที่เนื้อผลไม้ซะแล้วค่ะ เพราะการเฉือนเนื้อทิ้งแล้วทานต่อเพราะเสียดาย ก่อให้เกิดอันตรายกว่ามากจริง ๆ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เฉลยวิธีเลือก กล้วยน้ำว้า แบบไหนดีกว่ากัน ลูกได้ประโยชน์เต็มๆ

อาหารและยา ที่ไม่ควรกินร่วมกัน 10 อย่าง

17 ผลไม้คลายร้อน ลูกน้อยกินได้ แม่ท้องกินดี

10 ขนมเด็ก สุขภาพดีก็มีในโลก

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : รายการชัวร์ก่อนแชร์, medthai.com, tescolotus.com, www.herbtrick.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง

เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง ซ้ำรอบสองทำไมรุนแรงกว่ารอบแรก

ไข้เลือดออก โรคร้ายรุนแรงถึงชีวิตได้ เป็นแล้วยังเป็นซ้ำได้อีก จริง ๆ แล้วคนเรา เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง ทำไมไข้เลือดออก ครั้งที่ 2 ถึงรุนแรงกว่าครั้งแรก

ในหนึ่งชีวิต เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง

หน้าฝนทีไร ไข้เลือดออกระบาดทุกที เพราะยุงเป็นพาหะตัวร้ายที่นำพาโรคภัยมาสู่คนได้หลายโรค ทั้งโรคไข้ซิกาจากไวรัสซิกา โรคมาลาเรีย โรคชิคุนกุนยา (โรคไข้ปวดข้อยุงลาย) และโรคไข้เลือดออก

เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง
เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง

ไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) มียุงลายเป็นพาหะ ความรุนแรงของโรคนี้จะยิ่งอันตราย เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน สำหรับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2563 ของเมืองไทย ตั้งแต่ต้นปี วันที่ 1 ม.ค.-8 ก.ค. 2563 พบผู้ป่วยทั่วประเทศ 25,708 ราย เสียชีวิต 15 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ 15-24 ปี รองลงมาคือ 10-14 ปี และ 25-34 ปี ภูมิภาคที่พบผู้ป่วยไข้เลือดออกมากที่สุด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ ส่วน 5 จังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุด ประกอบด้วย

  1. ชัยภูมิ
  2. ระยอง
  3. ขอนแก่น
  4. แม่ฮ่องสอน
  5. นครราชสีมา

อาการของโรคไข้เลือดออก

  • ไข้สูงลอย 2-7 วัน
  • เลือดออกที่ผิวหนัง
  • ตับโต กดแล้วเจ็บ
  • มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว/ภาวะช็อก

3 ระยะสำคัญต่อชีวิต

  • ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในเด็กต้องระวังอาการชัก มีอาการหน้าแดง เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้อง ปวดหัว อาจพบมีผื่น พร้อมกับเลือดออกที่ผิวหนัง เป็นจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามตัว บางคนมีเลือดกำเดาไหลหรือเลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดออกในอวัยวะภายในร่างกายที่มองไม่เห็น เช่น กระเพาะอาหารและลำไส้ หากอาการรุนแรงมากจะอาเจียนเป็นเลือด และถ่ายอุจจาระเป็นเลือดออกมาเป็นสีดำ
  • ระยะวิกฤติ/ช็อค 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกีจะมีอาการรุนแรง มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเกิดขึ้น พร้อมกับไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว อาการช็อคอาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค ถ้ามีไข้ 2 วัน หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค ถ้ามีไข้ 7 วัน ภาวะช็อก ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะเสี่ยงเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมง หลังภาวะช็อก
  • ระยะฟื้นตัว ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการช็อค หลังจากที่ไข้ลดจะดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่ช็อคถ้าได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ระยะฟื้นตัวจะอยู่ที่ 2-3 วัน

ทำไมคนเราถึงมีโอกาสเป็นไข้เลือดออกได้ถึง 4 ครั้ง

โรคไข้เลือดออกเกิดจากไวรัสเดงกี มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4 คนเราสามารถเป็นไข้เลือดออกได้ 4 ครั้ง แต่จะไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เดิม เพราะเมื่อเราติดเชื้อไวรัสเดงกีชนิดหนึ่งแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเด็งกี่ชนิดนั้นไปตลอดชีวิต แต่จะมีภูมิคุ้มกันต่อชนิดอื่น ๆ ในเวลาสั้น ๆ 6-12 เดือน ทำให้หนึ่งชีวิตของเรา เป็นโรคไข้เลือดออกได้ถึง 4 ครั้ง

เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง
เป็นไข้เลือดออก ได้กี่ครั้ง

เป็นไข้เลือดออก รอบ 2 รุนแรงกว่ารอบแรก

การป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นไข้เลือดออกครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น เลือดออก และช็อกได้ เพราะสายพันธุ์อื่นที่เข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดอาการรุนแรง มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาจรุนแรงถึงขั้นเลือดออก มีอาการช็อค เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด หากเป็นช่วงมีประจำเดือน ก็จะมีปริมาณมากกว่าปกติ การเป็นไข้เลือดออกครั้งที่ 2 จึงเพิ่มโอกาสเสี่ยงอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิตได้

ศ.ดร.ศุขธิดา อุบล นักจุลวิทยา ผู้เชี่ยวชาญไวรัสเดงกี่ อธิบายว่า คนที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน และได้รับเชื้อไข้เลือดออกต่างสายพันธุ์ ในครั้งที่ 2 จะมีอาการรุนแรงขึ้น 15-80 เท่า จากการติดเชื้อครั้งแรก

สำหรับอาการช็อคของคนที่เป็นโรคไข้เลือดออกมักเกิดขึ้น 4-5 วัน หลังไข้ลด ผศ.พญ.อรุณี ธิติธัญญานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันและโรคเลือด กล่าวว่า อาการช็อคของผู้ป่วยไข้เลือดออกชนิดรุนแรง เกิดจากภูมิคุ้มกันร่างกายต่อสู้กับไข้เลือดออก กลายเป็นผลเสียแทน

วิธีกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ลดการติดโรค

โรคไข้เลือดออกเดงกีติดต่อโดยยุงลายบ้าน หรือยุงลายสวน หากอยู่ในชนบท เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยระยะไข้ ซึ่งมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดอยู่มาก เมื่อยุงตัวนั้นมากัดคน ก็ทำให้ติดโรคไข้เลือดออกได้ การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดจึงต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

  1. เก็บบ้านให้สะอาด ทำความสะอาดบ่อย ๆ ไม่วางของไว้รกรุงรัง เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้ หรือเอาเสื้อใส่ไม้แขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบ ซึ่งเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน พยายามไม่ให้มีภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มรอบ ๆ บ้าน ให้เทน้ำทิ้งเสมอ และคอยสำรวจรอบตัวบ้านไม่ให้มีน้ำขัง ป้องกันการเกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  3. เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำกินน้ำใช้ต้องปิดฝาให้มิดชิด หมั่นล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ เปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ยุงลายไปวางไข่

การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายจะป้องกันได้ จะป้องกันได้ 3 โรค คือ 1.โรคไข้เลือดออก 2.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3.โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา

สำหรับผู้ใหญ่ควรสวมใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ส่วนเด็ก ๆ ควรสวมใส่เช่นกัน แต่ต้องพิถีพิถันเลือกเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่อบ เพื่อป้องกันผื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้สารไล่ยุงภายในบ้านก็ต้องระมัดระวัง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก หรือมีสารสกัดจากธรรมชาติอย่างตะไคร้หอม เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออก และโรคอื่น ๆ ที่มีเจ้ายุงลายเป็นพาหะตัวร้าย

อ้างอิงข้อมูล : nationtv.tvthairath, vibhavadi และ phyathai

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มือ เท้า ปาก หน้าฝน ระบาดหนัก! เจอ 8 อาการนี้ต้องพาลูกไปหาหมอ

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 63 รวมโรคเด็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

ชี้ทางแม่! กฎหมาย สิทธิ์การดูแลบุตร ทำยังไง..ให้แม่ได้เปรียบ?

พ่อแม่หย่ากัน! กฎหมาย สิทธิ์การดูแลบุตร ลูกจะตกเป็นของใคร แม่จะได้อะไรจากการฟ้องร้อง พ่อจะมีสิทธิ์อะไรในตัวลูก หรือ ต้องรับผิดชอบ จ่ายเรื่องใดบ้าง ตามมาดูกันเลย

กฎหมาย สิทธิ์การดูแลบุตร ทำยังไง..ให้แม่ได้เปรียบ?

ปัจจุบันมี คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว – คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เกิดขึ้นมากมาย เพราะคนเรารักกันอยู่ด้วยกันก็ต้องมีกระทบกระทั้งกันบ้าง และเมื่อความสัมพันธ์ในครอบครัวสะดุด ความรักหยุดอยู่กลางทาง ก็ทำให้ต้องเกิดเหตุเลิกลากัน แต่จะทำอย่างไรหากครอบครัวนั้นมีลูกด้วยกันแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายตามที่ใครๆ เคยได้ยินคือ กฎหมาย สิทธิ์การดูแลบุตร ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าลูกจะตกเป็นของแม่ในการดูแล โดยเรื่องนี้ ทนายชื่อดัง ทนายรัชพล ศิริสาคร ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า..

เมื่อพ่อแม่แยกทางกัน ใครจะเป็นผู้มีสิทธิดูแลลูก

แบ่งเป็น 2 กรณี คือ พ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรส กับพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

สำหรับคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เมื่อแยกทางกัน ลูกจะตกเป็นสิทธิแก่ฝ่ายแม่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกฎหมายกำหนดไว้แบบนั้น ส่วนพ่อไม่มีสิทธิเลย โดยแม่ผู้ที่วามารถใช้อำนาจปกครองกับลูกได้ มีสิทธิ ดังนี้
(1) กำหนดที่อยู่ของบุตร
(2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
(3) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
(4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(5) สิทธิในการให้ความยินยอมบุตรผู้เยาว์ทำการหมั้นและสมรส
(6) สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตรในด้านต่างๆ เช่นการให้ความยินยอมในการเข้ารับการรักษาพยาบาลการผ่าตัดหรือการทำนิติกรรมต่างๆ

แต่ยกเว้นบางกรณีที่พ่อจะมีสิทธิเลี้ยงลูก หรือ สิทธิ์การดูแลบุตร  เช่น

⇒กรณีแรก ไปจดทะเบียนรับรองบุตร (การที่บิดาไปแจ้งเกิดมีชื่อเป็นพ่อในใบเกิด ไม่ใช่การจดทะเบียนรับรองบุตร) การจดทะเบียนรับรองบุตร จะต้องไปจดทะเบียนที่อำเภอ โดยความยินยอมของแม่
⇒ กรณีที่ 2 พ่อแม่สมรสกันในภายหลัง เช่น ลูกเกิดมาแล้ว แล้วก็ไปจดทะเบียนสมรสกัน แบบนี้พ่อก็จะมีสิทธิเลี้ยงดูลูก
⇒  กรณีที่ 3 คือ เมื่อมีคำพิพากษาของศาลในทำนองที่ให้มีสิทธิเลี้ยงดูลูก ซึ่งพ่อก็อาจจะไปฟ้องศาลเพื่อขอให้ตนมีสิทธิเลี้ยงดูบุตรได้

ซึ่งกรณีที่พ่อจดรับรองบุตรแล้ว ก็จะทำให้ลูกมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเเละรับมรดกจากพ่อ เเละพ่อมีสิทธิในตัวลูก ส่วนเรื่องฝ่ายไหนจะเลี้ยงนั้น หากฝ่ายชายเมื่อรับรองบุตรแล้วสามารถจะเอาบุตรไปเลี้ยงได้ ต้องร้องขอเปลี่ยนอำนาจปกครองจากแม่ไปเป็นของพ่อเสียก่อน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1566(5)

โดยศาลจะพิจารณาว่า ลูกอยู่กับพ่อหรือแม่ลูกจะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็จะพิจารณาไปตามที่สมควร อาจจะเป็นแม่หรือพ่อก็ได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ที่ไม่ได้มีอำนาจปกครองพบปะบุตรตามสมควร **เเต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเลี้ยงลูกนั้น หากต้องมีการฟ้องร้องการเลี้ยงดูลูกนั้น ว่าพ่อหรือเเม่มีความเหมาะสมมากกว่ากัน ศาลจะพิจารณาโดยอิงผลประโยชน์ของเด็กเป็นอันดับแรก

ทั้งนี้ในกรณีที่พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกัน ไม่มีกฎหมายข้อไหนระบุว่า ถ้าเป็นลูกสาวให้พ่อเป็นคนเลี้ยง ถ้าเป็นลูกชายให้แม่เลี้ยง ถ้าพ่อแม่จะแยกทางกัน ให้ตกลงกันเอง เช่น จ-ศ อยู่กับพ่อ ส-อา อยู่กับแม่ หรือมีลูก 2 คน ก็แบ่งไปเลย เอาไปเลี้ยงคนละคน … หรือจะตกลงกันยังไงก็ได้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ต้องไปฟ้องให้ศาลตัดสิน ซึ่งถ้าอยากจะชนะ แนะนำว่าให้หาทนายเก่งๆ ไปสู้คดี ถ้าตกลงกันได้ จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้างทนาย ไม่ต้องเสียเวลาไปศาล

สิทธิ์การดูแลบุตร

ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฟ้องขอค่าเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่

เมื่อคุณแม่ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single mom) ในกรณีที่พ่อและแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ลูกที่เกิดมาจะถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เป็นแม่เพียงผู้เดียว และจะเป็นลูกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของพ่อ ดังนั้นผู้เป็นพ่อก็ไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย แต่ต่อมาถ้าแม่ต้องการให้พ่อจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ก็จะต้องดำเนินการให้พ่อดำเนินการรับรองให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของพ่อเสียก่อน จึงจะมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูบุตรได้

และเมื่อพ่อจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว กฎหมายกำหนดหลักไว้ว่าพ่อแม่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะคืออายุ 20 ปีบริบูรณ์

ทั้งนี้แม่สามารถยื่นฟ้องพ่อต่อศาลเยาวชนและครอบครัว โดยการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียม และเพื่อความสะดวกรวดเร็วการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ก็ยังสามารถฟ้องรวมกับการฟ้องให้บิดารับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่อง สิทธิ์การดูแลบุตร  นี้ ทั้งสองฝ่ายควรหันหน้ามาหากัน และหาจุดกึ่งกลาง วางทิฐิ วางความขัดแย้ง วางข้อกฎหมาย และวางความต้องการเอาชนะลงก่อน ที่สำคัญยึดผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวลูกเป็นที่ตั้งในการเจรจา ควรหาคนกลาง หรือนักจิตวิทยา หรือขอคำปรึกษาจากกรมสุขภาพจิต เพื่อช่วยแนะนำและคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นให้ยุติโดยเร็วที่สุด รวมถึงเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เพราะทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดของเรื่องนี้ก็คือลูก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นชีวิตเรายังต้องดำเนินต่อไป ทีมแม่ ABK ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ


ขอบคุณข้อมูลเรื่อง กฎหมาย สิทธิ์การดูแลบุตร จาก ทนายรัชพล ศิริสาครประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเพจ สายตรงกฎหมาย ยึดมั่นความยุติธรรมโทร 0957563521 www.facebook.com/LawByRachaponsLawyer

และ www.thairath.co.thwww.scb.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

10 สัญญาณบอกอาการแบบนี้ สามีมีกิ๊ก แน่!

นี่คือ 10 ลักษณะ “ภรรยาที่ดี” ที่สามีต้องการ!

วิธีมัดใจสามี ให้อยู่หมัด ด้วย 5 เคล็ดลับเด็ด

6 เคล็ด(ไม่)ลับ มัดใจสามี ลูกๆ แฮปปี้ครอบครัวอบอุ่น จากคุณพลอยชิดจันทร์ คุณแม่ลูก 4

10 สูตรผัวรักผัวหลง มัดใจสามีให้ดิ้นไม่หลุด!

25 เคล็ดลับ พิชิตใจให้แม่สามีรัก ภายใน 7 วัน

หูชั้นกลางอักเสบ

พ่อแม่ระวัง! หูชั้นกลางอักเสบ ภัยเงียบ..เด็กทุกคนเสี่ยงเป็น

ระวัง! หูชั้นกลางอักเสบ ภัยเงียบ..เด็กทุกคนเสี่ยงเป็น พ่อแม่สังเกตอาการให้ดี ลูกไม่สบาย ไข้สูง และมีอาการปวดหูกลางดึก อาจเป็นโรคนี้!

พ่อแม่ระวัง! หูชั้นกลางอักเสบ ภัยเงียบ..เด็กทุกคนเสี่ยงเป็น

หูชั้นกลางอักเสบ คือ การอักเสบของชั้นของหูซึ่งอยู่ระหว่างแก้วหูและหูชั้นในส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากภูมิต้านทานในเด็กยังมีน้อย ติดเชื้อง่าย และลักษณะท่อยูสเตเชียนจะสั้นกว่าในผู้ใหญ่ (เป็นท่อเชื่อมระหว่างช่องหลังโพรงจมูก และหูชั้นกลาง) อาการปวดหูมักมาพร้อมกับอาการไข้หวัด ดังนั้น หากลูกไม่สบาย เป็นไข้หวัด มีไข้สูง ปวดหูมาก ถ้าเป็นเด็กเล็ก จะร้องกวน เอามือกุมหูข้างที่ปวดไว้ และอาการปวดหูอาจเป็นมากขึ้นเวลากลางคืน ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์เพื่อตรวจหู เพราะอาจเป็นอาการของโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน

เช่นเดียวกับ น้องเป่าเปา ลูกสาวคนโตของแม่กุ๊บกิ๊บ-สุมณทิพย์ ชี ที่มีอาการไข้สูงถึง 40 องศาฯ ไม่ยอมลด จนคุณพ่อ “บี้ ธรรศภาคย์ ” ต้องรีบขับรถพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน สุดท้ายได้แอดมิท – หมอบอก หูชั้นกลางอักเสบ

โดยคุณแม่กุ๊บกิ๊บได้โพสต์ภาพน้องเป่าเปา และข้อความที่เผยถึงนาทีไม่สบายของลูกและช่วงเวลาหวั่นวิตกของเจ้าตัวให้ได้ทราบผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ว่า…

“*Poor my little baby ตั้งแต่เกิดมานี่คือ ครั้งแรกที่พี่เปาไม่สบายแล้วต้องแอดมิต เช็ดตัวกินยาลดไข้กันทั้งวันไข้ไม่ลงสุดท้ายตอน 21.00 ไข้ขึ้นถึง 40 อิแม่ไม่ไหวแล้วใจไม่ดีกลัวลูกชักเพราะนางไม่เคยไข้สูงขนาดนี้ !!! ป๊าเลยรีบขับรถพามา รพ. แม่ก็พยายามเช็ดตัวมาให้ตลอดทาง พี่เปาก็บ่นหนาวๆ ใจแม่ก็ภาวนาขอให้ถึงไวๆ สุดท้ายก็มาถึงมือหมอ หายไวๆ สู้ๆ นะลูกหายไวๆ นะคะ #หมอบอกหูชั้นกลางอักเสบบแดงแจ๊ดดดพอร่างกายอ่อนแอเลยยิ่งมีไข้ขึ้นใหญ่เลย #นิดหน่อยฮึบ
ป.ล. คิดถึงเป่าเป้ย์ด้วยโชคดีได้ป้าเปิ้ลมานอนเป็นเพื่อนเป่าเป้ย์ พี่สาวก็อยากนอนกับน้องเอ็นดู”

https://www.instagram.com/p/CGAnkrXjTpF/

ทั้งนี้สำหรับ โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media) คือ ภาวะการติดเชื้อและอักเสบของหูชั้นกลางเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในเด็กและเป็นสาเหตุของการสูญเสียการได้ยินในเด็ก  พบบ่อยในช่วงอายุ 6 เดือน- 15 เดือน , เพศชาย มากกว่า เพศหญิง , โดยในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีจะพบถึงร้อยละ 23 และเพิ่มเป็น ร้อยละ 40 ในเด็กช่วงอายุ 4 – 5 ปี

สาเหตุที่ลูก หูชั้นกลางอักเสบ

ส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อหวัด ไซนัสอักเสบ ต่อมอะดีนอยด์อักเสบ บางรายอาจจะมีภาวะบางอย่างทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น บ่อยขึ้น เช่น ว่ายน้ำ ดำน้ำ การสั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง การขึ้นที่สูง ขึ้นเครื่องบิน

อาการของโรคที่พบบ่อย และควรจะสงสัย

  • ปวดหูข้างที่เป็น อาจรู้สึกแน่นๆ ภายในหู หรือมีเสียงดังในหู
  • มักมีไข้นำมาก่อน ไข้สูง ในเด็กเล็กอาจร้องไม่หยุด โดยเฉพาะเวลากลางคืน กระวนกระวาย และอาจดึงใบหูข้างที่ปวดพ่อแม่เด็กอาจคิดว่าแมลงเข้าหู
  • บางรายบ่นหูอื้อๆ ระดับการได้ยินลดลง หรือมีน้ำไหลออกจากหูได้ น้ำใสหรือน้ำหนองน้อยรายมากที่จะพบว่ามีน้ำปนเลือด ส่วนมากจะมีแก้วหูทะลุด้วย จึงมีน้ำไหลออกมาทางรูทะลุถ้ารักษาทันท่วงที รูทะลุมักจะปิดได้เอง เมื่อหูแห้งดี
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และชักได้

อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้แคะหูเองอาจจะทำให้ช่องหูบวมอักเสบได้ เวลามาพบแพทย์อาจจะส่องดูในช่องหูได้ยากขึ้นสำหรับโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันนี้ ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม แม้ว่าระยะต่อมาอาการปวดหูจะเริ่มทุเลา ไข้เริ่มลดลง แต่เชื้ออาจหลงเหลืออยู่ การอักเสบยังคงดำเนินต่อ และลูกอาจจะเริ่มสูญเสียการได้ยิน คือ มีอาการหูอื้อ การได้ยินลดลงและพัฒนาไปสู่โรคหูชั้นกลางอักเสบชนิดมีของเหลวขัง ซึ่งจากการศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตีพิมพ์ในวารสาร “the american journal of otology” พบว่าในคนที่เป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่างๆ ตามมา เช่น ใบหน้าเป็นอัมพาต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีในสมอง และติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าได้รับการรักษาที่รวดเร็ว จะสามารถทำให้หายเป็นปกติได้ แต่ถ้าละเลยการรักษา เมื่อการได้ยินและประสาทหูเสื่อมลง ก็จะไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้

นอกจากนี้ หากลูกเป็น หูชั้นกลางอักเสบ ยังมีผลต่อการเรียนด้วย เพราะพัฒนาการด้านการได้ยินนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเรียนรู้ในด้านต่างๆ จึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่เห็นความสำคัญของการป้องกันและรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบให้มากขึ้น แต่ปัญหาที่ผ่านมาก็คือ พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการป้องกัน แต่เน้นไปที่การรักษาโรคมากกว่า คือรอให้ป่วยก่อนแล้วจึงรักษา

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรปรับแนวความคิดนี้เสียใหม่ เนื่องจากหูอยู่ที่ฐานสมองจึงไม่ควรมองข้าม ที่เห็นว่ามันเป็นแค่การอักเสบธรรมดาของหู เพราะมีโอกาสที่เชื้อจะลามไปที่สมองได้ หากทิ้งไว้อาจทำให้เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และฝีในสมองได้ ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

เพิ่มความใส่ใจในการป้อนยาลูก

วิธีการป้องกันลูกเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ

  • เริ่มจากควรให้ลูกกินนมแม่เพื่อเสริมภูมิต้านทานตามธรรมชาติ
  • ดูแลเด็กให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ให้เป็นหวัดบ่อย
  • สอนให้ลูกมีสุขอนามัยที่ดี
  • หากลูกเป็นไข้ไม่สบายและมีอาการเจ็บหู หรือเวลาพูดแล้วเด็กไม่ค่อยได้ยิน เปิดทีวีเสียงดัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหู

รวมไปถึงการเสริมภูมิต้านทานด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันครอบคลุมและลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบ โรคปอดบวม และโรคไอพีดีที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส และเชื้อเอ็นทีเอชไอได้แล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันของลูกน้อยที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ให้สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามาได้ โดยเฉพาะเด็กที่ป่วยเป็นหวัดบ่อยๆ และเด็กที่พ่อแม่นำไปฝากสถานเลี้ยงเด็ก เพราะเป็นแหล่งรวมพาหะของเชื้อโรค ที่ทำให้มีโอกาสเกิดการอักเสบติดเชื้อได้บ่อย

อย่างไรก็ตามในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยอย่างในปัจจุบัน เด็กๆ ป่วยและไม่สบายกันมาก พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการของโรคหูชั้นกลางอักเสบ ที่นอกเหนือจากอาการแทรกซ้อนโรคไข้หวัดด้วย เพราะหากยิ่งรู้และรักษาเร็วมากเท่าไหร่ โอกาสติดเชื้อที่เยื่อแก้วหูก็จะน้อยลงเท่านั้น


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thaihealth.or.thwww.entpmk.pmk.ac.thwww.synphaet.co.thwww.paolohospital.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

เด็กป่วย ต้องป่วยแค่ไหน? ถึงหยุดเรียน

“ลูกป่วยบ่อย” ต้องอ่าน! 10 วิธีเลี้ยงลูกให้ปลอดจากโรคภัย

10 สิ่งที่กุมารแพทย์อยากบอกกับคุณแม่ของผู้ป่วยเด็กน้อย

ระวังลูกป่วยแน่! 6 โรคฮิตปลายฝนต้นหนาว

อุทาหรณ์ ลูกกินยาผิด

4 อุทาหรณ์ !ป้อนยาลูกผิด พร้อมวิธีสังเกตอาการหลังป้อน

แชร์ อุทาหรณ์ เตือนใจให้ลูกกินยาผิดทำให้ชีวิตลูก และคุณต้องทุกข์ทรมาน เพียงเพราะความประมาทไม่ว่าจะจากใคร แต่คุณแม่สามารถหยุดเหตุร้ายได้แค่ทำตามสิ่งเหล่านี้

4 อุทาหรณ์ !ป้อนยาลูกผิด พร้อมวิธีสังเกตอาการหลังป้อน

ขึ้นชื่อว่า ยา แล้วพ่อแม่หลายคนคงวางใจว่า เมื่อลูกป่วยไม่สบาย พอได้รับยามารับประทานแล้ว คงวางใจได้อีกไม่นานก็จะหายดี แต่รู้หรือไม่ว่า ยานอกจากมีคุณอนันต์ ช่วยรักษาโรคให้แก่เราแล้ว หากเราใช้ยาอย่างไม่ถูกวิธี ไม่ถูกขนาด ไม่ถูกโรค ก็อาจเป็นโทษมหันต์ได้เช่นกัน

วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ขอรวบรวมอุทาหรณ์ เคสตัวอย่างเตือนใจคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องการได้รับยาผิดให้ลูกกิน ไม่ว่าจะเป็นการได้รับยาผิดขนาด ได้รับยาไม่ถูกกับโรค การใช้ยาผิดวิธี หรือยาหมดอายุ จะไม่ว่าเป็นกรณีไหนก็ตาม ทุกกรณีก็เกิดจากความประมาทของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ส่วนผลที่ตามมาจะเป็นฝันร้ายของเด็ก หรือลูก ๆ ของเราที่ต้องมาทนทุกข์ทรมานกับอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยาผิด เรียกได้ว่า แค่กินยาผิดชีวิตเปลี่ยนกันเลยทีเดียว จากที่เคยคิดว่าจะหายทรมานจากอาการป่วย กับได้รับโรคอื่นเพิ่มอีกต่างหาก

ตัวอย่างอุทาหรณ์กินยาผิด ชีวิตเปลี่ยน

อุทาหรณ์ กินยาผิด
อุทาหรณ์ กินยาผิด

เคสที่ 1 แม่พาลูกไปรักษาอาการโรคปอดบวม ได้พ่นยา 2 ครั้ง พร้อมให้ยากลับไปกินที่บ้าน พบว่ามียาที่ต้องกินก่อนนอนอยู่ 3 ตัว และ 1 ในนั้นก็คือ ยาขยายหลอดลม ที่ทางโรงพยาบาลติดสติ๊กเกอร์ระบุให้กินค่อนช้อนชา เช้า เย็น ก่อนนอน หลังจากที่เธอป้อนยาตัวนี้ให้ลูกชายทาน ปรากฏว่าลูกชายของเธอก็ตัวสั่น ในตอนนั้นเธอเริ่มสังเกตรู้สึกว่ายานี้กลิ่นแปลก ๆ จึงลองชิมดู และพบว่ารสชาติกับกลิ่นนั้นเหมือนไม่ใช่ยาสำหรับเด็กวัยไม่ถึง 1 ขวบ จึงลองฉีกสติ๊กเกอร์ที่โรงพยาบาลติดที่ขวดออก และเมื่อได้อ่านฉลากยาที่มากับขวดแล้วก็ต้องตกใจมาก เพราะยาที่ทางโรงพยาบาลให้ลูกชายของเธอกิน จริง ๆ แล้วเป็นยาคาลามายด์ แก้อาการผดผื่น คัน ลมพิษ ซึ่งเป็นยาใช้ภายนอก ห้ามรับประทาน แล้วจากนี้เธอควรจะทำอย่างไรต่อไป

อุทาหรณ์ รพ.จ่ายยาผู้ใหญ่ให้เด็ก
อุทาหรณ์ รพ.จ่ายยาผู้ใหญ่ให้เด็ก

เคสที่ 2 คุณแม่พาลูกสาววัย 10 เดือน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม เนื่องจากมีอาการตาแดง โดยหมอให้ยาหยอดตาแล้วให้กลับบ้าน ปรากฏว่าเมื่อหยอดตาไปแล้ว อาการของเด็กกลับหนักขึ้น ถึงกับมีเลือดออกในตา ตาบวมปูดเขียวช้ำ ผู้เป็นแม่จึงรีบพาไปหาหมออีกครั้ง ซึ่งหมอเปลี่ยนยาหยอดตาให้แต่ผลก็เหมือนเดิม มีเลือดผสมกับน้ำเหลืองไหลออกมาจึงรีบพาไปหาหมอคลินิกแห่งหนึ่งในตัวเมือง พร้อมกับนำยาที่โรงพยาบาลให้เอาไปให้แพทย์คลินิกดูด้วย แพทย์คลินิกเมื่อดูยาแล้วบอกกับตนเองว่า ยา 2 ตัวนี้ เป็นยาที่ใช้สำหรับหยอดผู้ใหญ่ไม่ใช่หยอดให้เด็ก เพราะตาของเด็กมีความอ่อนไหวมากกว่าของผู้ใหญ่ จึงทำให้ยาเข้าไปกัดลูกตาและมีเลือดออกมา

อุทาหรณ์ จ่ายยาผิดโรค
อุทาหรณ์ จ่ายยาผิดโรค

เคสที่ 3 เป็นกรณีตัวอย่างจากทางลำปาง โดยคุณแม่ได้โพสลงในโซเซียลระบุว่าลูกชายเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ในอาการต่อมทอนซิลอักเสบ และได้รับยามารับประทานที่บ้าน แต่เมื่อจะกินยา 3 เม็ดสุดท้ายซึ่งเป็นยาตัดแบ่งจากแผง สังเกตว่าขนาดยา และซองห่อยานั้นแตกต่างจากยาแผงแรกเล็กน้อย จึงนำไปให้ อสม.ในหมู่บ้านดู พบว่าเป็นยาสลายไขมันในเลือด จึงออกมาโพสเตือนภัยให้คนอื่นได้ระวัง

อุทาหรณ์ เขียนขนาดรับประทานยาเกินขนาด
อุทาหรณ์ เขียนขนาดรับประทานยาเกินขนาด

เคสที่ 4 เป็นการจ่ายยาลดไข้สำหรับเด็ก โดยยาลดไข้แบบน้ำเชื่อมชนิดนี้จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ สำหรับเด็กเล็ก และสำหรับเด็กโต สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสองแบบคือ ปริมาณยาต่อโดส คุณแม่ท่านนี้สังเกตเห็นว่าปริมาณยาที่ต้องให้ลูกทานไม่เหมือนเดิม จึงสงสัยแกะฉลากที่ติดไว้ดูจึงพบว่าหากทานยาตามขนาดที่ระบุไว้ในฉลาก จะทำให้ลูกได้รับยาเกินขนาด เพราะฉลากระบุเป็นปริมาณยาของโดสเด็กเล็ก แต่ขวดยาจริงนั้นเป็นยาแบบโดสเด็กโต ซึ่งไม่เหมาะกับเด็กเล็ก

จากกรณีอุทาหรณ์ต่าง ๆ ที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างนั้น เป็นเพียงการเล่าให้ทราบถึงความประมาทที่เกี่ยวกับยา ที่ค่อนข้างเป็นอันตรายต่อเด็กที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องอาศัยการดูแล เอาใจใส่จากผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือผู้ที่มีหน้าที่จ่ายยาก็ตาม แต่มิได้เป็นการบอกว่ากรณีต่างๆ นั้นใครเป็นผู้ผิด หรือเหตุการณ์แท้จริงเป็นเช่นไรคงต้องติดตามการสอบสวนต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราพ่อแม่สามารถทำได้เลยในทันทีนั่นคือ การสังเกต ระมัดระวังในการใช้ยา เพราะปัจจุบันเพียงแค่อ่านฉลากยาตามขวดคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว และผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือลูกของเราที่ไม่สามารถนำมาเสี่ยงได้อย่างแน่นอน

วิธีสังเกตอาการผิดปกติหลังป้อนยา

การกินยาผิดนั้น หมายรวมไปถึง การกินยาเกินขนาด การกินยาไม่ตรงกับโรคที่เป็น  ยาเสื่อมสภาพ และใช้ยาผิดวิธี ผิดปริมาณ แล้วเราจะรับรู้ได้อย่างไรว่าลูกได้รับยาผิด ลองใช้วิธีสังเกตดังต่อไปนี้

  • หากกินยาในปริมาณน้อยไป ปริมาณยาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มักจะได้รับกันผิด บางครั้งพ่อแม่ยึดในปริมาณยาเดิมที่ลูกเคยทาน ในขณะที่ลูกโตขึ้น ปริมาณยาก็ต้องปรับเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน หากลูกได้รับยาในปริมาณน้อยไป สิ่งที่เราสามารถสังเกตได้ คือ อาการป่วยของลูกจะ ไม่ดีขึ้น แม้จะกินยาไปเกือบหมดแล้วก็ตาม
  • หากกินยาเกินขนาดในปริมาณที่มากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย เรามักจะพบอาการได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
    • คลื่นไส้ อาเจียน
    • ปวดท้อง ท้องเสีย
    • ตัวเย็นและมีเหงื่อออก หรือตัวร้อนและผิวแห้ง
    • ง่วงซึม หมดสติ
    • สับสน กระสับกระส่าย ก้าวร้าว
    • รูม่านตาขยาย
    • สัญญาณชีพผิดปกติ โดยมีอุณหภูมิร่างกาย ชีพจร ความดันโลหิต และอัตราการหายใจเปลี่ยนแปลงไป
    • มีปัญหาในการหายใจ เช่น หายใจไม่อิ่ม หายใจถี่ หรือหายใจช้า เป็นต้น
    • มีอาการหลงผิดหรือเห็นภาพหลอน
    • เดินลำบาก ตัวสั่น หรือชัก

หากกินยาเกินขนาดในปริมาณที่มากเกิน มักไม่สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยตนเองที่บ้าน เพราะสารในยาอาจตกค้างในร่างกายจนเกิดอันตราย  สิ่งแรกเมื่อไปถึงโรงพยาบาลคุณหมอจะคอยสังเกตอาการ หากชนิดยาที่รับประทานเข้าไป รวมถึงปริมาณยาไม่มากพอที่จะเป็นอันตราย ก็ไม่เป็นไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และหากเป็นอันตรายต้องทำการล้างท้อง ให้ถ่านกัมมันต์ ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ช่วยการดูดซับยาที่อยู่ในระบบย่อยอาหาร การที่ยิ่งรักษาเร็วขึ้นก็จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นไปด้วย

อ่านต่อ Kids Safety วิธีปฐมพยาบาลเมื่อพบเด็กกินยาเกินขนาด

  • หากกินยาผิด ไม่ตรงกับโรคที่เป็น ไม่ว่าจะด้วยความประมาทใดก็ตาม หากลูกได้รับยาผิด ไม่ตรงกับโรคแล้ว อาการที่แสดงออกจะขึ้นอยู่กับชนิดของยา และปริมาณที่รับประทานเข้าไป เช่น ในกรณีเคสตัวอย่างที่เด็กได้รับยาคาลามายด์ ยาที่ใช้ทาภายนอกแทนยาทานขยายหลอดลม ทำให้เด็กมีอาการตัวสั่น จนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอได้อธิบายไว้ว่า ถึงแม้จะเป็นยาทาภายนอก แต่เด็กได้รับในปริมาณไม่มาก และคารามายด์ก็มีสารอันตรายต่อร่างกายน้อยมาก จึงทำให้ไม่มีอันตราย และอาการที่แสดงออกมาก ซึ่งพ่อแม่ไม่สามารถรู้เองได้ว่ายาชนิดไหนเป็นอันตรายหรือไม่ ดังนั้นเมื่อทราบว่าลูกได้รับยาผิด ไม่ตรงกับโรค ทางที่ดีที่สุดควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ และนำยาที่ได้รับประทานผิดไปด้วย เพื่อความรวดเร็วในการวินิจฉัย
เพิ่มความใส่ใจในการป้อนยาลูก
เพิ่มความใส่ใจในการป้อนยาลูก

จากอุทาหรณ์ข้างต้นทำให้เห็นแล้วว่า อันตรายจากการทานยาผิดไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มความใส่ใจ ลดความประมาท โดยเริ่มที่ตัวเราเองจะดีที่สุด เพราะว่าแม้ความผิดพลาดจะเกิดจากผู้อื่น แต่ถ้าพ่อแม่คอยระมัดระวังเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะนำยาเข้าปากลูกแล้วละก็ อันตรายใด ๆ ก็ไม่สามารถทำร้ายลูกน้อยของเราได้ วิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้พ่อแม่สามารถระมัดระวังความผิดพลาดในเรื่องยาได้ นั่นคือ การหาข้อมูลความรู้ความเข้าใจในเรื่องยาต่าง ๆ เช่น ปริมาณยาที่ลูกควรได้รับ ลักษณะยา ชื่อยารักษาโรคที่ลูกเป็น หรือวิธีการป้อนยาให้ถูกวิธี การไม่เบื่อหน่ายในขั้นตอนการซักถามชื่อ และอาการของโรคจากเภสัชกรก่อนรับยาจากทางโรงพยาบาล รวมถึงการเช็คความถูกต้องของยาที่ได้รับจากคุณหมออีกทางหนึ่ง เป็นต้น เป็นวิธีที่ไม่ยากเลยกันใช่ไหม เพียงแค่เพิ่มความใส่ใจกันอีกสักนิด เพียงเท่านี้ลูกของคุณก็ไม่ต้องมาเสี่ยงกับอันตรายจากยาที่เกิดจากความประมาทอีกต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Kapook.com /Workpointtoday.com/Thairath.co.th/Pantip.com /Poppad.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอชี้!!ลูกขาด วิตามินซี อันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงเดินไม่ได้

มือ เท้า ปาก หน้าฝน ระบาดหนัก! เจอ 8 อาการนี้ต้องพาลูกไปหาหมอ

โรคไหลตายในทารก SIDS สาเหตุสำคัญ พร้อมวิธีป้องกันทารกหลับไม่ตื่น

10 วิธีฝึกลูกให้ “กล้าแสดงออก” อย่างเหมาะสม ไม่ก้าวร้าว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน

ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน วิธีสังเกตผื่นบนตัวลูก

ลูกเป็นผื่นอะไรกันแน่! ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน ความแตกต่างของผื่นทั้งสองอย่างมีอะไรบ้าง

ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน

ร่างกายของเจ้าตัวน้อยช่างบอบบางแพ้ง่าย ทำให้เกิดผดผื่นได้อยู่บ่อยครั้ง แล้วผื่นบนตัวลูก แท้จริงแล้วเป็นอะไรกันแน่ มาดูวิธีสังเกตไข้ออกผื่นและผื่นร้อนแตกต่างกันอย่างไร ได้ในบทความนี้เลยค่ะ

ไข้ออกผื่นในเด็กคืออะไร

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับไข้ออกผื่นกันก่อน ไข้ออกผื่นพบมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะเป็นช่วงวัยที่ภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรง เด็กมักจะมีไข้สูงนานถึง 3-4 วัน แล้วเกิดเป็นผื่นแดงหรือจุดสีออกชมพู ๆ ขึ้นตามร่างกาย สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากการติดเชื้อไวรัส

สาเหตุของไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็ก

อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ไวรัสตัวร้ายจะทำให้เจ้าตัวน้อย น้ำมูกไหล ไอ และจาม หรือไวรัสของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลูกอาเจียน และถ่ายเหลว ส่วนโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากไวรัส จนมักจะเป็นไข้ออกผื่น มีดังนี้

  • เชื้อหวัดธรรมดาทั่วไป หรือเชื้อไข้หวัดใหญ่
  • โรคสุกใส หรืออีสุกอีใส มักมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียนและท้องเสีย บนร่างกายของเด็กจะมีตุ่มนูนคันสีแดง ก่อนจะเป็นตุ่มน้ำพุพองขึ้นที่ใบหน้า ท้อง หลัง และอาจเกิดตุ่มได้ภายในช่องปาก แล้วลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
  • โรคหัด มีตุ่มสีขาวเทาขึ้นกระพุ้งแก้ม จากนั้น 3-4 วัน พบผื่นแดงแบนราบ ตุ่มสิวเกิดการปะทุที่หลังหู แนวผม ก่อนจะกระจายไปตามเนื้อตัวของลูก
  • โรคหัดเยอรมัน ผื่นสีชมพูหรือแดงอ่อน ขนาด2-3 มิลลิเมตร มักขึ้นที่คอ ลำตัว หรือแขนขา มีอยู่ราว ๆ 5 วัน ผื่นอาจไม่คัน แต่มักจะต่อมน้ำเหลืองโต เกิดที่หลังใบหูและท้ายทอย มาพร้อมกับไข้ต่ำ ๆ เจ็บคอ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อได้
  • ไข้หัดดอกกุหลาบ ไข้ออกผื่นชนิดนี้ จะมีอาการไข้สูงเฉียบพลันราว 3 วัน เด็กจึงงอแง กินอาหารน้อย หรือมีกระหม่อมโป่ง วันที่ 4 อาการไข้มักจะลดลง แล้วเกิดผื่นสีชมพูกุหลาบหรือผื่นออกสีแดงเล็ก ๆ ที่ลำตัว และอาจมีที่คอ แขน ขา หน้า ผื่นนี้เรียกกันว่า ส่าไข้ ช่วงที่ไข้ลดลงแล้วผื่นขึ้นเป็นสัญญาณว่า อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว ผื่นจะอยู่ 1-3 วัน แล้วเด็กจะเริ่มกินอาหารได้ เล่นได้ตามปกติ
  • โรคฟิฟธ์ เกิดผื่นแดงหนาที่แก้มทั้งสองข้าง อาจรู้สึกแสบร้อน 2-4 วัน โดยจะสังเกตผื่นได้ชัดวันที่ร้อน ๆ
ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน
ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน

วิธีดูแลเมื่อลูกมีไข้

หากเด็กมีไข้สูงควรดูแลด้วยการเช็ดตัวลดไข้เพื่อป้องกันลูกชักจากไข้สูง (อุณหภูมิร่างกายมากกว่า 37.8 องศาเซลเซียส) เป็นการนำความร้อนออกจากร่างกายอย่างถูกวิธี เริ่มจากการปิดแอร์เสียก่อน แล้วถอดชุด ก่อนจะปูผ้าเพื่อป้องกันน้ำเปียกที่นอน การเช็ดตัวลูกทำได้โดย

  1. ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น (อุณหภูมิอุ่นกว่าอุณหภูมิห้องแต่เย็นกว่าอุณหภูมิร่างกาย) บิดพอหมาดพอควร เช็ดฃใบหน้า พักไว้ที่หน้าผาก ซอกคอ ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง
  2. จากนั้นค่อย ๆ เช็ดบริเวณหน้าอกและลำตัว เช็ดปลายแขนเข้าหาต้นแขนและรักแร้ ย้อนรูขุมขนเพื่อระบายความร้อน ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
  3. เช็ดแขนด้านใกล้ตัวด้วยวิธีเดียวกัน เช็ดขาด้านไกลตัวขา ปลายขาเข้าหาตันขา เช็ดขาหนีบ 3 – 4 ครั้ง พักผ้าบริเวณใต้เข่า ขาหนีบ แล้วเช็ดขาด้านใกล้ตัว
  4. จับลูกนอนตะแคงแล้วเช็ดบริเวณหลัง ตั้งแต่ก้นกบขึ้นคอ ทำซ้ำ 3 – 4 ครั้ง
  5. แล้วจึงเช็ดตัวจนแห้ง ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย

หากอาการไข้ออกผื่นยังไม่หาย ผ่านไป 3-4 วัน ไข้ไม่ลดลง ลูกไม่ยอมกินนม เด็กไม่ค่อยกินอาหาร มีอาการอ่อนเพลีย อาเจียน ซึม ควรพบแพทย์ เพราะเด็กอาจมีอาการไข้ออกผื่นอันเนื่องมาจาก ไข้เลือดออก โรคติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเป็นผื่นแพ้ยา เหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายต่อตัวลูกน้อยได้

ผื่นร้อนหรือผดร้อนกันแน่

จริง ๆ แล้ว ผดและผื่นมีความแตกต่างกัน ผื่นมีลักษณะและอาการที่แตกต่างกัน อย่างผื่นเม็ดเล็ก ผื่นนูนหนา หรือตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง ขณะที่ผดมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก เกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อ และมักจะเรียกกันว่า ผดร้อน

ผดร้อนในเด็ก หรือ Heat rash เกิดขึ้นได้เพราะโครงสร้างผิวหนังของเด็กยังไม่สมบูรณ์ จึงเกิดการอุดตันของท่อระบายเหงื่อ โดยเฉพาะหน้าร้อนที่ร่างกายต้องการระบายความร้อนผ่านทางท่อเหงื่อ หรือมีสาเหตุมาจากการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่หนาเกิน ห่อตัวเด็กเล็กจนเกิดการอุดตันของท่อระบายเหงื่อที่ชั้นผิวหนัง หรือเด็กในวัยซนที่ชอบวิ่งเล่นจนเกิดภาวะเหงื่อออกมาก

อาการเมื่อเกิดผด

ผดเกิดบริเวณที่มีต่อมเหงื่อมาก เช่น หน้าผาก หน้าอก และหลัง โดยเฉพาะวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ลักษณะที่พบจะแตกต่างกันตามระดับของการอุดตันของท่อของต่อมเหงื่อ

  • ตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (Miliaria crystallina) เหมือนหยดน้ำ เกิดจากการอุดตันของท่อของต่อมเหงื่อที่ส่วนบนของชั้นหนังกำพร้า พบมากในทารกที่ต้องอยู่ในตู้อบหรือส่องไฟเพื่อการรักษานาน ๆ โดยขึ้นบริเวณใบหน้าและหน้าผากของเด็ก ผดชนิดนี้สามารถหายเองได้
  • ตุ่มแดง ขนาด 2-4 มิลลิเมตร หรือ Miliaria rubra (prickly heat) หรือผดร้อน เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการอุดตันของท่อของต่อมเหงื่อที่ส่วนล่างของชั้นหนังกำพร้า มักพบที่บริเวณต้นคอ หน้าผาก หน้าอก หลังและข้อพับ มักมีอาการคันและคันมากขั้นตอนเหงื่อออก ผื่นมักขึ้นที่ลำตัวส่วนบนทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

หากปล่อยให้ผดเกิดขึ้นมาก ๆ เป็นเวลานาน ผดร้อน จะเกิดเป็น Miliaria pustulosa กลายเป็นตุ่มหนอง และบางครั้งเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรียจากการเกา ผดร้อนยังทำให้เกิด Miliaria profunda เนื่องจากเป็นผดร้อนเรื้อรัง จนนำไปสู่การอุดตันของท่อระบายเหงื่อในระดับลึกที่สุด ผื่นเป็นตุ่มนูนสีขาวขนาด 1-3 มิลลิเมตร พบได้ที่ลำตัวและขาส่วนบน

ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน
ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน

วิธีป้องกันการเกิดผด

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศร้อนอบอ้าวเป็นเวลานาน ๆ
  • ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาเกินไปให้ลูก ต้องเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย
  • ใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็ก โดยอาบน้ำทารกในอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ถ้าทารกอายุเกิน 1 เดือน ใช้น้ำอุณหภูมิปกติอาบได้ การอาบน้ำควรอาบอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้งในวันที่อากาศร้อน
  • เลือกโลชั่นหรือครีมบำรุงที่เหมาะสมกับผิวบอบบางแพ้ง่ายของลูกน้อย ไม่ควรใช้ครีมที่ก่อให้เกิดการอุดตัน

หากลูกมีอาการไข้ออกผื่นหรือผดร้อน พ่อแม่ต้องสังเกตอาการอื่น ๆ ของลูกควบคู่ไปด้วย หากมีไข้ติดต่อกันนาน ๆ ผดหรือผื่นไม่หายเสียที ลูกคันมาก งอแง ไม่กินนม ไม่ยอมกินข้าว ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป

อ้างอิงข้อมูล : khonkaenram, phyathai, inderm , si.mahidol และ facebook.com/centercliniclab

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มือ เท้า ปาก หน้าฝน ระบาดหนัก! เจอ 8 อาการนี้ต้องพาลูกไปหาหมอ

ไทรอยด์เป็นพิษ ลูกเป็นแต่เล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการล่าช้า

เด็กไทยป่วยมะเร็งเพิ่ม 80 คนต่อเดือน! มะเร็งในเด็ก รู้เร็ว รักษาไว หายขาดได้

ลูกติดอุ้ม

อย่ากลัว ลูกติดอุ้ม !! หมอเด็กเผยเหตุผลดี ๆ ที่แม่ควรอุ้มลูก

บ้านไหนกลัว ลูกติดอุ้ม ต้องอ่าน!! หมอเด็กเผย สาเหตุที่ทำไมทารกจึงเรียกร้องอ้อมกอดของแม่ ซึ่งแม่ไม่ควรผลักไส และ อุ้มลูกมากๆ จะทำให้ต้องอุ้มตลอดชีวิตจริงหรือ?

หมอเด็กเผยเหตุผลดี..อย่ากลัว ลูกติดอุ้ม

เชื่อว่ามีคุณแม่มือใหม่หลายคน ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ว่าจะอุ้มลูกทุกครั้งที่ร้องดีหรือเปล่า เพราะบางบ้านอาจมีผู้ใหญ่คอยติติงมาว่าอุ้มแล้วจะทำให้ลูกมีอาการติดมือ ลูกติดอุ้ม และอาจจะทำให้ต้องอุ้มไปจนโต สำหรับเรื่องนี้ ทีมแม่ ABK มีคำตอบดีๆ จาก ป้าหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ มาฝาก

ทำไมลูกชอบร้องไห้ และชอบให้อุ้ม

เพราะธรรมชาติกำหนดมา เนื่องจากทารกคน ทารกเสือ ทารกลิง ทารกสุนัข เมื่อแรกเกิดยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่ มิฉะนั้นจะไม่มีชีวิตอยู่รอด ซึ่งถ้าเกิดออกมาแล้ว..ไม่มีสัญชาตญาณการร้องไห้ พ่อแม่ก็จะไม่รู้ว่า ลูกต้องการอะไรบ้าง อาจปล่อยให้ลูกนอนไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าต้องให้ลูกกินนมบ่อยขนาดไหน หรืออาจทิ้งลูกไปทำอย่างอื่น หายไปเป็นวันๆ ลูกก็จะอดกินนมและขาดคนคอยดูแลป้องกันอันตรายอยู่ใกล้ๆ

แต่ธรรมชาติได้เตรียมความพร้อมมาแล้ว โดยการให้ลูกเคยชินกับการเคลื่อนไหวตลอดเวลาตั้งแต่อยู่ในท้องโดยการลอยไปลอยมาในน้ำคร่ำ การอยู่ในที่อุ่นๆในมดลูก การได้ยินเสียงหัวใจคุณแม่ เมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว หากสิ่งเหล่านี้หายไป เช่น ถูกวางไว้เฉยๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่ได้รับความอบอุ่น ไม่ได้รับการกอดสัมผัส ลูกก็จะรู้สึกเคว้งคว้าง และรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงต้องร้องไห้เพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อลูกถูกอุ้มขึ้นมาแนบอก ได้ยินเสียงหัวใจแม่ ได้รับความอบอุ่นแนบอก มีการเดินไปมาเคลื่อนไหวเหมือนตอนที่อยู่ในน้ำคร่ำ ได้กลิ่นน้ำนมคุณแม่ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับกลิ่นของน้ำคร่ำ อาการร้องไห้งอแงก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ลูกติดอุ้ม

ทำไมทารก 1-3 เดือน ร้องไห้หาแม่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 เดือนแรกของทารกจึงเป็นช่วงปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย จึงมีความต้องการเหมือนอยากกลับไปอยู่ใกล้ชิดกับแม่ตลอดเวลา เหมือน ลูกติดอุ้ม อยากถูกอุ้ม และถูกสัมผัส เมื่อถูกวางบนเตียงเพียงลำพังจึงรู้สึกตัว ร้องไห้ทันที ทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกหิวแต่อย่างใด แต่ก็มีคุณแม่บางคนและคนรอบข้างไม่เข้าใจ จึงพยายามหานมผงให้ลูกกินเพิ่ม

สิ่งที่ควรทำคือการให้ลูกได้อยู่กับแม่บ่อยๆ หรือ ให้คนเลี้ยงช่วยกันอุ้มและเดินเล่นไปมา คล้ายการเคลื่อนไหวเวลาที่อยู่ในท้อง นอกจากจะเป็นการสร้างความผูกพันแล้ว ยังทำให้ทารกปรับตัวได้เร็วขึ้น ไม่ต้องกลัว ลูกติดอุ้ม

รวมไปถึงการเอาเข้าเต้าบ่อยๆตามความต้องการของลูก ไม่ต้องดูนาฬิกา ไม่ต้องจับเวลา และไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมลูกไม่นอนเอง ไม่เหมือนเด็กที่กินนมผงซึ่งนอนเองได้แถมหลับยาวด้วย อันนั้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติค่ะ ส่วนการประเมินว่าลูกได้นมเหมาะสมหรือไม่ ให้ดูปริมาณอึฉี่ของลูก ถ้าเห็นว่ากินเยอะไปแล้วจน overfeeding ให้ใช้วิธีการอุ้มทดแทนการกินพร่ำเพรื่อค่ะ

สัญชาตญาณเหล่านี้เป็นไปเพื่อการอยู่รอด และเมื่อลูกโตขึ้น พัฒนาความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้แล้ว เมื่อนั้น ลูกก็จะผละจากคุณพ่อคุณแม่เพื่อยืนบนลำแข้งของตัวเองได้เองในที่สุด พ่อแม่จึงไม่ควรผละลูกออกจากอกก่อนเวลาอันควรนะคะ

ลูกติดอุ้ม
แม่ไม่ต้องกลัว ลูกติดอุ้ม

อุ้มลูกมากๆ ลูกติดอุ้ม จะทำยังไง

สำหรับเรื่องนี้ป้าหมอได้บอกเพิ่มเติมว่า คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าการอุ้มมากเกินไปจะทำให้เป็นเด็กติดการอุ้ม ที่จริงแล้ว การอุ้มเยอะๆ จะทำให้เด็กฉลาดได้ด้วย เพราะเด็กฝาแฝดหลายคู่ ที่มีคนหนึ่งเลี้ยงง่าย จะถูกวางให้นอนเองเยอะกว่าอีกคนหนึ่งซึ่งเลี้ยงยากกว่า จึงถูกอุ้มเยอะกว่า เมื่อเติบโตขึ้น เด็กคนที่ถูกอุ้มเยอะกว่าในช่วง 3 เดือนแรกของชีวิต เรียนหนังสือเก่งกว่า มีพัฒนาการที่ดีกว่า

ตรงกับงานวิจัยที่พบว่า .. เด็กที่ถูกอุ้มเยอะๆใน 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกต้องการมากที่สุด เมื่อโตขึ้นมาจะเป็นเด็กที่อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย มีความสุข มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี และ เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เก่งค่ะ

รวมไปถึงอีกผลงานวิจัยยังบอกว่าเด็ก 6 เดือนแรก เป็นวัยที่สื่อสารความต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ได้โดยการร้องไห้เท่านั้น หากได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดู ไม่ว่าจะเป็นการเดินเข้าไปหา การอุ้ม การสัมผัส การพูดคุยปลอบให้หายกลัว และได้รับความช่วยเหลือตรงกับความต้องการของเด็ก จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี เกิดความไว้ใจ (trust) ว่ามีคนคอยดูแล และการร้องไห้จะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเติบโตขึ้นมา จะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย เป็นเด็กอารมณ์ดี มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เรียกร้องความสนใจจนมากเกินไป

ตรงข้ามกับเด็กที่ขาดคนสนองตอบความต้องการอย่างเพียงพอในวัยทารก เช่น เด็กกำพร้าที่มีผู้ดูแลน้อยกว่าเด็กที่มีจำนวนมาก ร้องเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่มีคนมาให้นม ช่วยเช็ดทำความสะอาด หรือปลอบให้หายกลัว เรียกว่าร้องจนสิ้นหวัง หยุดร้องไห้ไปเองเลย จะโตขึ้นมาอย่างคนขาดรัก เรียกร้องมากเพราะได้รับการเติมมาไม่เต็มพอ

การอุ้มในวัยนี้ไม่ได้เป็นการตามใจเด็กจนเสียนิสัย (spoil) แบบเดียวกับกรณีที่เด็กโตแล้วพูดเข้าใจแล้วซึ่งใช้วิธีร้องไห้เพื่อให้ได้สิ่งที่ตรงการ ดังนั้นการร้องไห้ในวัยนี้ ให้อุ้มได้ค่ะ

ทั้งนี้หากเป็นการร้องไห้ด้วยสาเหตุอื่น เช่น ปวดท้อง หิวนม แพมเพอร์สเลอะเทอะ ปวดฟันที่กำลังจะขึ้น หรือเด็กบางคนอาจจะฝันร้ายในเวลากลางคืน แล้วร้องไห้โดยที่ไม่ลืมตา เป็นต้น หากแก้ที่สาเหตุแล้ว เด็กอาจจะไม่ได้เรียกร้องให้คุณแม่ต้องอุ้มตลอดเวลาก็ได้ ทั้งนี้ให้หมั่นสังเกตบ่อย ๆ เราจะรับทราบได้เองว่าลูกร้องแบบมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่


ขอบคุณข้อมูลจากเพจ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKicwww.paolohospital.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นๆ น่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ตรวจร่างกายหลังคลอด สำคัญมาก! ทั้งแม่และลูกอย่าลืมไปตามนัด

ไม่รู้สึกผูกพันกับลูก ฉันเป็นแม่ที่แย่หรือเปล่า? 

วิทยาศาสตร์เผย แม่อุ้มลูก ข้างซ้ายเพราะอะไร

 

หมอเตือน! ทัศนคติของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูกที่ควรระวัง

พิกัด ตรวจภายใน ไม่เจ็บไม่แพง

แจก!!พิกัด ตรวจภายใน ไม่เจ็บ..ไม่แพง ตรวจได้ทุกวัย

สาวน้อย สาวใหญ่ ถึงเวลาเลิกกังวลกับการ ตรวจภายใน กันได้ เราขอเป็นตัวช่วยบอกพิกัดสถานที่ตรวจ รวมถึงราคา และขั้นตอนให้ทุกข้อกังวลหายไป ยิ้มได้เมื่อถึงเวลาตรวจ

แจก!!พิกัด ตรวจภายใน ไม่เจ็บ..ไม่แพง ตรวจได้ทุกวัย

เกิดเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก คุณเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้กันไหม?…. ความจริงแล้วเกิดเป็นหญิงจะไม่ลำบาก หากเราดูแลตัวเองได้ดีพอต่างหาก เพราะหากเราดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรงไม่ว่าปัญหาใดผู้หญิงอย่างเราก็คงไม่หวั่นกันใช่ไหมละ

ปัญหาเรื่องภายในร่มผ้า ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงควรใส่ใจดูแลไม่แพ้ส่วนอื่น ๆ เลยทีเดียว เพราะเป็นเรื่องของลับที่ไม่ควรจะมีความลับที่เราไม่รู้ การตรวจภายใน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้หญิงทุกคนไม่ควรละเลย เมื่อเราตรวจพบความผิดปกติเจอเสียแต่เนิ่น ๆ ยิ่งทำให้โอกาสในการรักษามีมาก เช่น มะเร็งปากมดลูก เราสามารถตรวจพบเจอได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของโรค และสามารถรักษาหายขาดได้อีกด้วย ดังนั้นอย่ามัวรีรอเรามาดูกันดีกว่าว่า ผู้หญิงควรได้รับการตรวจอะไรบ้าง และควรเริ่มตรวจได้เมื่อไหร่

อย่ามัวกังวลกับการ ตรวจภายใน
อย่ามัวกังวลกับการ ตรวจภายใน

WHAT & WHEN

การตรวจสุขภาพของผู้หญิงมีสิ่งที่ควรตรวจ และเราจะเริ่มตรวจได้เมื่ออายุเท่าไหร่นั้น

  • การตรวจภายใน การตรวจภายในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เรียกกันสั้น ๆ ว่า การตรวจภายใน หรือ PV ซึ่งย่อมาจาก per vaginal examination เป็นการตรวจอวัยวะสืบพันธุ์สตรีทั้งภายนอกและภายใน (external & internal genitalia)  มีส่วนสำคัญอย่างมากทั้งในแง่การตรวจคัดกรองโรค การวินิจฉัย การรักษา และการติดตามผลการรักษา โดยคุณหมอจะทำการตรวจอวัยวะภายในเริ่มจาก
    • การตรวจดูและคลำอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก เพื่อหาความผิดปกติ ดูร่องรอยการอักเสบ
    • ตรวจดูภายในช่องคลอด ได้แก่ ผนังช่องคลอด และปากมดลูก
    • การตรวจภายในอุ้งเชิงกราน โดยการใช้มือหนึ่งกดที่หน้าท้อง และสองนิ้วของอีกมือหนึ่งอยู่ในช่องคลอด เพื่อตรวจดูตำแหน่ง รูปร่าง ขนาด ลักษณะของมดลูก
    • การตรวจโดยสอดนิ้วกลางเข้าในทางเดินอุจจาระ และนิ้วชี้ในช่องคลอดพร้อม ๆ กัน เพื่อตรวจดูด้านหลัง และข้างของมดลูก

สาวไหนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อย่างพึ่งกลัวไป ถึงแม้จะฟังดูวิธีการตรวจจะตรวจหลายอย่าง แต่จงวางใจปล่อยให้เป็นเรื่องของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญไป ได้เวลาลบล้างภาพในหัวของเราออกไปให้หมด เพราะทางคุณหมอเองเค้าก็จะมีการเลือกใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคนโดยทำการซักประวัติก่อนการตรวจภายในเสมอ ซึ่งขนาดของเครื่องมือที่ใช้ก็มีตั้งแต่ขนาดเล็ก ไปจนถึงใหญ่ และสำหรับสาวเวอร์จิ้นที่เมื่อทำการซักประวัติแล้วไม่พบปัจจัยเสี่ยงใด ๆ  บางทีคุณหมออาจจะเลือกใช้วิธีอย่าง ‘อัลตร้าซาวด์‘ ในการตรวจแทนก็ได้

WHEN : วัยที่ควรเริ่มตรวจภายในเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ควรมาตรวจ เพราะ การตรวจภายในไม่ได้เป็นการตรวจหาโรคมะเร็งเท่านั้น ยังสามารถพบความผิดปกติอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อภายในช่องคลอด เชื้อรา แบคทีเรีย การตรวจหาสาเหตุประจำเดือนมาไม่ปกติ ตรวจหาช็อกโกแลตซีส หรือตรวจหามะเร็งรังไข่

อ่านต่อ ช็อกโกแลตซีสโรคภายในผู้หญิงที่ต้องระวัง

ตรวจภายใน หาความผิดปกติ
ตรวจภายใน หาความผิดปกติ
  • ตรวจมะเร็งปากมดลูก บางคนเข้าใจไปว่า การตรวจภายในคือการตรวจมะเร็งปากมดลูก แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงแค่การตรวจส่วนหนึ่งของการตรวจภายใน โดยส่วนมากเมื่อเราเข้ารับการตรวจภายในแล้ว คุณหมอมักจะแนะนำให้ป้ายเชื้อเพื่อนำไปตรวจคัดกรองงหาเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีทั้งหมด 3 วิธี ได้แก่
    • แป๊บสเมียร์ (Conventional pap smear) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองเบื้องต้นแบบดั้งเดิม การค้นหาโรคด้วยวิธีนี้จะได้ผลเร็วและดี ขึ้นอยู่กับความชำนาญการของผู้อ่านผลการตรวจ เทคนิคนี้พบว่าอาจมีเซลล์และเนื้อเยื่ออื่นๆ ปนอยู่บนสไลด์มาก อาจบดบังเซลล์มะเร็งได้
    • ลิควิดเบส และตินเพร๊พ (Liquid base & Thin prep)เป็นวิธีการตรวจที่มีการใช้น้ำยา หรือ สารเคมีมาช่วยในการขจัดเซลล์หรือ เนื้อเยื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็งออกไปก่อนช่วยให้สามารถค้นหาเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้นกว่าวิธีดั้งเดิม
    • เอชพีวี พีซีอาร์ (HPV PCR) เป็นการใช้เทคนิคในการตรวจหาเชื้อไวรัส เอช พี วี สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก จึงเป็นเทคนิคที่มีความไวมากสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เมื่อมีการติดเชื้อ ก่อนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกหากตรวจหาด้วยวิธีนี้ร่วมกับลิควิด เบส หรือ ตินเพร็พจะทำให้การตรวจหามะเร็งปากมดลูกมีความแม่นยำมากขึ้นถึง 95-99%

WHEN : เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือ 3 ปีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

ตรวจหามะเร็งเต้านม
ตรวจหามะเร็งเต้านม
  • ตรวจมะเร็งเต้านม เราสามารถตรวจได้ด้วยตนเองโดยการคลำตรวจหาก้อนเนื้องอก

อ่านต่อ อาการมะเร็งเต้านม กับความผิดปกติของเต้านมที่แม่ควรรู้!!

WHEN : เริ่มจากการตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง พอถึงอายุ 20 ปี สามารถไปตรวจโดยแพทย์ทุก 3 ปี อายุมากกว่า 40 ปีควรเพิ่มการตรวจแมมโมแกรมร่วมด้วยเป็นประจำทุก 3 ปี

  • ตรวจมะเร็งรังไข่ การวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ คุณหมอจะต้องทำการตรวจภายในและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ซึ่งถ้าหากคลำพบก้อนที่ปีกมดลูกส่วนใหญ่จะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ รู้ถึงหน้าตาและลักษณะของก้อนนั้น ๆ โดยการทำการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตร้าซาวด์ (ultrasound) อาจมีการส่งตรวจที่ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan หรือ MRI

อ่านต่อ มะเร็งรังไข่ ภัยร้ายเงียบ ทำผู้หญิงเสียชีวิตมากกว่ารอด

WHEN : เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป

รวมพิกัดตรวจภายใน ทั้งสบายกาย หรือสบายกระเป๋าก็มีครบหมด

เราเข้าใจคุณผู้หญิงทุกคน นอกจากจะกังวลเรื่องความเจ็บ การอายในการมาตรวจภายใน แต่เมื่อทราบขั้นตอน และวิธีการของคุณหมออย่างละเอียดมาแล้วคงคลายกังวลไปได้บ้าง แต่ก็ยังคงมีอีกสิ่งที่เป็นเรื่องค้างคาใจกันอยู่ไม่น้อยเลย ในเรื่องพิกัดสถานที่ รวมถึงค่ารักษาต่าง ๆ ในการตรวจนั้น ทาง ทีมแม่ ABK ก็ได้รวบรวมมาไว้หมดแล้วให้คุณได้เลือกเอาที่ใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ ที่เมื่อไปตรวจแล้วนอกจากจะสบายใจแล้วยังสบายกระเป๋าอีกด้วย หรือจะเลือกที่สะดวกทั้งเวลา และสถานที่ก็มีให้เลือกด้วยเหมือนกัน

โรงพยาบาลราชวิถี สามารถแยกตรวจเป็นรายการได้ไม่ได้เหมารวมเป็นโปรแกรมตรวจสุขภาพ

  • ตรวจภายในทั่วไป (สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว) ราคา 150 บาท
  • ตรวจมะเร็งปากมดลูก แบบ PAP SMEAR (สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว) ราคา 150 บาท
  • ตรวจมะเร็งเต้านม และทรวงอก (Mammogram) ราคา 1,700 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ รพ.ราชวิถี

โรงพยาบาลรามาธิบดี รวมในโปรแกรมตรวจสุขภาพ

  • โปรแกรมสำหรับหญิงอายุ 31-40 ปี ราคา 3,750 บาท ตรวจ 16 รายการ รวมการตรวจภายใน และตรวจหามะเร็งปากมดลูกแบบ PAP SMEAR
  • โปรแกรมสำหรับหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ราคา 10,550 บาท ตรวจ 21 รายการ รวมตรวจภายใน ตรวจ PAP SMEAR และตรวจมะเร็งเต้านม
ข้อมูลเพิ่มเติม รพ.รามาธิบดี

โรงพยาบาลยันฮี 

  • ตรวจภายใน และตรวจมะเร็งปากมดลูก  ตรวจแบบ PAP SMEAR ราคา 700 บาท
  • ตรวจมะเร็งปากมดลูก แบบ Thin Prep ราคา 1,600 บาท
  • ตรวจด้วยกล้อง COLPOSCOPE ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,500 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ รพ.ยันฮี 
โปรแกรมตรวจภายในแต่ละรพ.
โปรแกรมตรวจภายในแต่ละรพ.

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

โปรแกรมตรวจสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้หญิง 17 โปรแกรม ราคา 15,000 บาท (จากปกติ 16,520 บาท) รวมตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูก แบบ (Thin Prep & PV) และตรวจมะเร็งเต้านม (Digital Mammogram Both with Ultrasound breast)

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์สามารถแยกตรวจเป็นรายการได้ไม่ได้เหมารวมเป็นโปรแกรมตรวจสุขภาพ

  • ตรวจภายในทั่วไป พร้อมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แบบ(Thin Prep & PV) ราคา 790 บาท
  • ตรวจภายในทั่วไป พร้อมตรวจหา DNA เชื้อ HPV ทั้งหมด 14 สายพันธุ์ในราคา 990 บาท
  • ตรวจมะเร็งเต้านม (Digital Mammogram Both with Ultrasound breast) ราคา 2,700 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ รพ.จุฬาภรณ์

โรงพยาบาลวิภาวดี  สามารถตรวจแยก หรือตรวจรวมอยู่ในโปรแกรมตรวจสุขภาพตามวัยได้

  • ตรวจมะเร็งปากมดลูก และตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องคลอด เพื่อดูรังไข่ มดลูก ปีกมดลูก Pap Smear / Vaginal    Ultrasound ราคา 2,200   บาทตรวจมะเร็งปากมดลูก (ThinPrep/ SurePath) ราคา  1,200   บาท
  • ตรวจมะเร็งปากมดลูกและตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (ThinPrepplus HPV Screening)   ราคา 3,100   บาท
  • ตรวจคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูกและตรวจหาเชื้อไวรัชเอชพีวี และตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวีและตรวจ อัลตร้าซาวด์ ช่องคลอด  เพื่อดูรังไข่ มดลูก ปีกมดลูก(ThinPrepplus HPV  Screening / Vaginal Ultrasound)  ราคา4,100 บาท
  • ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Digital Mammogram / Ultrasound / Specialist Counseling ราคา  2,900  บาท
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ รพ.วิภาวดี

โรงพยาบาลสินแพทย์

โปรแกรมตรวจสุขภาพ รวมการตรวจมะเร็งปากมดลูก พร้อมตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ราคา 6,500 บาท และยังสามารถตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งรังไข่ในราคา 720 บาทได้ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่  รพ.สินแพทย์

โรงพยาบาลพญาไท 

โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ โดยเป็นการตรวจร่างกาย 8 ขั้นตอน รวมการตรวจมะเร็งปากมดลูก แบบ Pap Smear ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง และ Mammogram ตรวจมะเร็งเต้านม ราคา 8,990 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่  รพ.พญาไท
ขาหยั่ง กับการ ตรวจภายใน
ขาหยั่ง กับการ ตรวจภายใน

รู้หรือไม่???

หากใครมีสิทธิประกันสังคม อย่าปล่อยสิทธิไว้เปล่าประโยชน์ เพราะสามารถไปใช้ สิทธิตรวจมะเร็งปากมดลูก แบบ Pap Smear และ Via ฟรีที่โรงพยาบาลที่เราเลือกไว้ได้เลย และยังสามารถตรวจสุขภาพหลาย ๆ โรคทั้งฟรีและในราคาที่ถูกได้อีกด้วย

ได้ทั้งข้อมูล ขั้นตอนการตรวจภายในแบบละเอียด แม้สาวเวอร์จิ้นก็สามารถฟินกับการหมดห่วงกังวลโรคร้ายสำหรับผู้หญิงอย่างเรา ๆ กันแล้ว รวมถึงยังได้รู้พิกัด และราคาให้ได้เตรียมตัว เตรียมใจกันมาพร้อมขนาดนี้ คงจะไม่ตรวจ ไม่ได้แล้ว อย่ามัวรีรอกันอยู่อีกเลย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เผย! ขั้นตอนการตรวจภายใน ตรวจเลย! ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

อย่าอาย! ตกขาวสีเหลือง เขียว เทาสีไม่ขาวผิดปกติแน่นอน

เลือดออกทางช่องคลอด ไม่ใช่เลือดประจำเดือน สัญญาณอันตรายที่ต้องไปหาหมอ!

โรค PCOS กับการตั้งครรภ์ มีลูกยาก อยากท้อง อยากมีลูกต้องทำอย่างไร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ซาร่า คาซิงกินี

เปิดภาพ “น้องเอมมิลี่” น้องสาวของพี่แม็กซ์เวลล์ ลูกสาวของ ซาร่า คาซิงกินี

ยลโฉม น้องเอมมิลี่ เจ้าหญิงตัวน้อยสุดน่ารักของพี่แม็กซ์เวลล์ ลูกสาววัย 2 เดือน อีกคนของคุณแม่ ซาร่า คาซิงกินี กับคุณพ่อก็คือนายแบบ วาดิม

ส่องเจ้าหญิงตัวน้อยของพี่แม็กซ์เวลล์ ลูกสาว ซาร่า คาซิงกินี

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวครอบครัว ที่มีกระแสแรงอยู่ในช่วงนี้ กับ ปมดราม่าศึกแย่งลูกชาย น้องแม็กซ์เวลล์  ของ  ซาร่า คาซิงกินี เวลล์ กับพระเอกหนุ่ม ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมายบนโลกโซเชียล … เนื่องจากคำพูดของทั้งสองฝ่ายดูไปคนละทิศคนทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสิทธิ์การเลี้ยงดู น้องแม็กซ์เวลล์ ลูกชายวัย 6 ขวบ ที่พระเอกหนุ่มอดีตคนเคยรัก ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล ได้ขอให้ศาลพิพากษาให้ตนเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย

โดยล่าสุด ซาร่า คาซิงกินี ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่หลายคนสงสัยแบบหมดเปลือก ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูลูกชาย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปจนถึงการทำหน้าที่ของตนเองในฐานะแม่แล้ว

และยังได้ถือโอกาสแนะนำสมาชิกใหม่ของบ้าน อย่าง น้องเอมมิลี่ ลูกสาววัยแบเบาะ ที่เกิดขึ้นจากความรักความผูกพันระหว่างเธอกับแฟนหนุ่มดีกรีนายแบบ วาดิน ให้ทุกคนได้ชื่นชมความน่ารักน่าชังเป็นครั้งแรก พร้อมกับอวดภาพถ่ายครอบครัวในสไตล์ 3 คนแม่ลูก โดยมี น้องแม็กเวลล์ แต่งตัวหล่อเนี๊ยบยืนอุ้มน้องสาว ทำหน้าที่เป็นพี่ชายได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ชื่อเล่นลูกดารา 100+ ไอเดียสำหรับตั้ง ชื่อเล่นลูก น่ารัก เก๋ๆ ไม่เหมือนใคร!

ใครมีลูกสาวต้องรู้ 25 เรื่องสุดคิวท์ของเจ้าหญิงประจำบ้าน

100 ทรงผมลูกสาว ถักเปีย ไปโรงเรียนสุดน่ารักรับเปิดเทอม

รวม กระบวนท่ารัก (sex) สำหรับทำลูกสาว-ลูกชาย

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ! ประกันสังคมให้สิทธิผู้ประกันตนอายุ 50 ปีขึ้นไป

เฮได้!! คุณพ่อคุณแม่ที่มีสิทธิประกันสังคม วันที่ 15 ต.ค. 2563 นี้ เตรียมตัว ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี รวม 4 สายพันธุ์ เฉพาะอายุ 50 ปีขึ้นไป

ประกันสังคม ให้สิทธิ์ผู้ประกัน ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

นายนันทชัย ปัญญาสุรสิทธิ์ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในฐานะโฆษก สปส. ได้ออกมาแถลงข่าว ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี แก่ผู้มีสิทธิประกันสังคม ว่า…

ในปีนี้มีการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องมีการคัดกรองผู้ป่วยมากขึ้น องค์การอนามัยโลกจึงมีคำแนะนำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้กับประชากรของประเทศตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดการเจ็บป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่และเพื่อประโยชน์ในการคัดกรองโควิดด้วย เพราะ 2 โรคนี้ เป็นกลุ่มโรคติดต่อทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน

Must read >> หมอเตือน! อาการไข้หวัดใหญ่ คล้ายกับโควิด-19 ติดร่วมกันได้ทำให้ป่วยหนัก

Must read >> 1 พ.ค. กลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี 2563 พร้อมคำแนะนำเรื่องรับวัคซีนช่วงโควิดระบาด

ทาง สปส. จึงมีมติให้ดำเนินการ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ชนิด 4 สายพันธุ์ ให้กับผู้ประกันตนในมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.-31 ธ.ค. นี้ โดยผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการได้ที่สถานพยาบาลที่มีสิทธิอยู่ปีละ 1 ครั้ง และดำเนินการกรอกเอกสารคัดกรองตามมาตรฐานสาธารณสุข

ซึ่งบางสถานพยาบาลที่มีการสำรองวัคซีนเพียงพอก็สามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้ทันทีเลย แต่บางสถานพยาบาลที่อาจจะมีวัคซีนสำรองไม่เพียงพอก็อาจจะมีการนัดหมายให้ผู้ประกันตนมาฉีดในครั้งต่อไป >> หากคุณพ่อคุณแม่มีข้อข้อสงสัย ทางสปส. ได้เปิดสายด่วน 10 คู่สายไว้รองรับ คือ 02-956-2500 ถึง 2510 เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แน่นอนเมื่อไปรับบริการตามวันเวลาที่ลงทะเบียนไว้ (เนื่องจากปี 2563 เป็นปีแรกในการดำเนินการ ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสารสนเทศในการจองสิทธิ)

อย่างไรก็ตาม การให้บริการตั้งแต่ ปี 2564 เป็นต้นไป ผู้ประกันตนสามารถขอรับบริการ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี เมื่อสำนักงานประกันสังคม มีความพร้อมในการให้บริการจองสิทธิผ่านระบบสารสนเทศได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ผู้ประกันตนสามารถจองสิทธิขอรับบริการผ่านระบบสารสนเทศได้โดยสามารถเลือกสถานพยาบาลในโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคทุกแห่งที่มีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการอย่างแน่นอน

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

การเตรียมตัวฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่ว่า จะไปฉีดกันได้เฉยๆ ก่อนฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ต้องแจ้งให้ทางโรงพยาบาลทราบรายละเอียดดังต่อไปนี้ด้วย

  1. ในบ้านที่พักอาศัยอยู่ มีเด็กเล็กพักอาศัยอยู่หรือมีผู้สูงอายุอยู่ด้วยหรือไม่
    2. ท่านมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่
    3. การใช้ยาปัจจุบัน มียาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือยาที่มีผลกดภูมิคุ้มกันหรือไม่
    4. แพ้ไข่/ไก่ หรือไม่
    5. ตั้งครรภ์ อยู่หรือไม่

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการฉีดวัคซีนนี้ คือ อาจมีผลดังนี้

    • อาการเฉพาะที่ เช่น แดง บวม ปวด ตุ่มนูน
    • มีไข้ รู้สึกไม่สบายตัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อและข้อและอาการอื่น ๆ (มักเป็นในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้มาก่อน) อาจเริ่มมีอาการภายใน 6-12 ชม. อาจเป็นนานประมาณ 1-2 วัน โดยไม่ต้องรับการรักษา
    • ลมพิษ หอบหืด และ Systemic anaphylaxis จากการแพ้โปรตีนของไข่ ซึ่งพบได้น้อยมาก

ทั้งนี้หากมีไข้หรือเป็นโรคเฉียบพลันควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป รวมไปถึงการรับวัคซีนของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องในการสร้างแอนติบอดี้ ไม่ว่าสาเหตุใด จากกรรมพันธุ์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  หรือกำลังได้รับการรักษาด้วยสารกดภูมิคุ้มกัน อาจทำให้ไม่ได้ Antibody response อย่างที่คาดหวัง


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.sanook.comvibhavadi.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

7 วิธีเลี้ยงทารกให้มี สุขภาพดี-ไม่ป่วยบ่อย-ภูมิต้านทานสูง

3เก็บ ป้องกัน 3โรคจาก ยุงลาย รีบทำก่อนลูกป่วย!!

6 โรคที่มากับหน้าฝน ในเด็กที่ต้องระวัง รู้เท่าทันป้องกันลูกป่วย

แม่เล่าอาการ “ลูกเป็นไข้เลือดออก ครั้งที่ 2” อันตรายมาก เตือนอย่าให้ป่วยซ้ำ!

ดูดนม

เทคนิค 5 ดูดให้ทารก ดูดนม จากเต้าได้ดี ลูกแข็งแรง แม่น้ำนมเยอะ

การให้นมลูกสำหรับแม่มือใหม่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แม่ ๆ มือใหม่ที่อาจยังไม่รู้ว่าจะให้ลูกน้อย ดูดนม แม่อย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพ เอาลูกเข้าเต้าวิธีไหนจะทำให้ลูกดูดนมได้ดี กินนมอิ่ม ได้สารอาหารจากอกแม่ครบถ้วน และยังช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมเร็ว น้ำนมมาเยอะ มาดูและลองใช้เทคนิคนี้กันค่ะ

เทคนิค 5 ดูดให้ทารก ดูดนม จากเต้าได้ดี ลูกแข็งแรง แม่น้ำนมเยอะ

โดยปกติสัญชาตญาณการดูดนมของทารก เมื่อคุณแม่อุ้มลูกให้อยู่ในวงแขนและกระชับเข้ามาแนบหน้าอก เต้านมของแม่จะอยู่ระดับแก้มลูกพอดี ทันทีที่แก้มของลูกแตะกับหัวนมแม่ ลูกน้อยก็จะส่ายหัวไปมาจนพบหัวนมและทารกจะมีปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งเป็นสัญชาตญาณให้หันหัวไปทางที่มีสิ่งมากระทบข้างแก้ม และอ้าริมฝีปากกว้างเข้าหาหัวนมแม่เพื่อดูดนมจากเต้าแม่และปล่อยหัวนมเองเมื่ออิ่ม ซึ่งทารกจะดูดนมประมาณ 8-12 ครั้งต่อวัน โดยอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ ทั้งนี้หากสังเกตว่าลูกดูดนมไปซักพักแล้วหลับขณะดูดนม ไม่มีการขยับปาก หรือดูดช้าลง คุณแม่สามารถกระตุ้นลูกน้อยให้กินนมด้วยการขยับเต้านม แล้วใช้มือบีบกดเต้าเบา ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนมเข้าปาก ช่วยให้ลูกน้อยได้มีการดูดนมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่ทารกดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะมีส่วนช่วยคุณแม่มือใหม่ให้มีน้ำนมมาเร็ว น้ำนมมามาก ด้วยเทคนิคดังนี้

ทารกดูดเต้า

1.ให้ทารกได้ดูดนมแม่เร็ว

“นมแม่” นั้นเรียกได้ว่าเป็นสารอาหารชั้นเยี่ยมสำหรับทารกตั้งแต่แรกเกิดที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายลูกน้อยได้มีสุขภาพที่แข็งแรง รวมถึงสุขภาพจิตที่ดีจากการได้สัมผัสความอบอุ่นใกล้ชิดแบบเนื้อแนบเนื้อจากอกแม่ทันทีที่คลอดออกมา โดยทั่วไปคุณหมอจะแนะนำให้ทารกได้ดูดนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งแม่และลูกเป็นการช่วยให้เกิดการเริ่มต้นเชื่อมความรักความผูกพันที่ดีระหว่างแม่ – ลูกในครั้งแรกของกันและกันได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ในขณะที่ลูกน้อยอยู่บนอกแม่นั้นทารกอาจจะยังไม่ดูดนมแม่ทันที แต่ทารกจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวและซุกไซ้หาหัวนมแม่ตามสัญชาตญาณของทารกแรกเกิด และภายใน 20-70 นาที ทารกจะใช้ปากงับหัวนมแม่และพยายามดูดนมแม่ได้ในที่สุด

ซึ่งเมื่อทารกดูดนมแม่ได้เร็วก็จะเป็นผลดีต่อแม่และลูก ที่จะช่วยในกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน ซึ่งช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนมออกจากท่อน้ำนม และช่วยกระตุ้นให้มดลูกหดตัว ลดการตกเลือด ช่วยขับน้ำคาวปลา และทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโปรแลกตินที่ช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนม ทำให้น้ำนมมาเร็ว เนื่องจากในขณะทื่ทารกดูดนมนั้นระดับฮอร์โมนโปรแลกตินจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจะเพิ่มสูงสุดหลังจากที่ทารกดูดนมได้ประมาณ 30 นาที

ชมคลิป หลังคลอด ควรจะให้ลูกดูดนมแม่เมื่อไหร่ โดยรศ.กรรณิการ์ วิจิตรสุคนธ์ จากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

2.ให้ทารกได้ดูดนมบ่อย

ในช่วงแรกเกิดจนถึง 1 เดือนทารกควรได้ดูดนมแม่ทุกครั้งที่ต้องการ คุณแม่ควรให้ทารกได้ดูดนมบ่อย ๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยภายใน 24 ชั่วโมง ทารกควรได้ดูดนมแม่อย่างน้อย 8 ครั้ง คุณแม่สามารถให้ทารกดูดนมแม่อย่างสม่ำเสมอทั้งกลางวันกลางคืน ซึ่งในช่วงแรก ๆ หลังคลอดทารกมักหิวนมทุก 2-3 ชั่วโมง แต่หากทารกนอนหลับนานกว่า 3 ชั่วโมงก็อาจต้องปลุกลูกให้ตื่นมากินนม เมื่อลูกอายุเพิ่มมากขึ้นก็จะปรับตัวมากินนมในช่วงกลางวันมากกว่าช่วงกลางคืน ซึ่งการที่ทารกกินนมได้ดีก็จะช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนมเพิ่มขึ้นด้วย

3.ให้ทารกได้ดูดนมนาน

หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมอย่างสม่ำเสมอ คือการให้ทารกได้ดูดเต้าทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน นานข้างละประมาณ 10-15 นาที โดยเริ่มดูดนมเต้าแรกจนเกลี้ยงเต้าก่อนแล้วจึงเปลี่ยนให้ลูกไปดูดนมอีกข้าง และมื้อต่อไปก็ให้เริ่มจากเต้าที่ลูกไม่ได้ดูดในครั้งหลังสุดก่อน เพื่อให้เต้านมได้รับการกระตุ้นมีน้ำนมออกมาเต็มที่ ทั้งนี้ในการย้ายเต้าให้ลูกมาดูดนมอีกข้าง ในขณะที่ลูกยังไม่ยอมปล่อยหัวนม คุณแม่ไม่ควรดึงลูกน้อยออกจากอกทันทีเพราะจะทำให้คุณแม่เจ็บหัวนมที่ลูกงับอยู่ ควรใช้นิ้วก้อยสอดเข้าไปตรงมุมปากเพื่อขวางแรงดูดระหว่างปากและลานหัวนม ลูกน้อยก็จะปล่อยปากให้คุณแม่เปลี่ยนเต้าดูดได้โดยง่าย

4.ให้ทารกได้ดูดนมอย่างถูกวิธี

การให้ลูกเข้าเต้าดูดนมอย่างถูกวิธี จะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมแม่ไหลออกมาและทำให้ทารกสามารถรับปริมาณน้ำนมและสารอาหารจากนมแม่อย่างเต็มที่ ทั้งยังช่วยลดความเจ็บปวดที่บริเวณเต้านมของคุณแม่ ลดปัญหาลูกกัดหัวนม ป้องกันหัวนมอักเสบด้วยการให้ลูกดูดเต้าอย่างถูกวิธีเริ่มตั้งแต่

  • การอุ้มลูกเข้าเต้าให้ถูกท่า ท่าอุ้มให้นมที่จะช่วยให้ลูกเข้าเต้า ดูดและกลืนน้ำนมได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มลูกดูดนมในท่านั่ง ท่านอน หรือกึ่งนั่งกึ่งนอน คุณแม่ควรเลือกที่ถนัด ผ่อนคลายและเหมาะสมกับสภาวะของคุณแม่มากที่สุด แต่ไม่ว่าจะอุ้มลูกท่าไหนควรมีองค์ประกอบหลักคือ
    1) คุณแม่ใช้มือประคองรองรับลำตัวและศีรษะของลูกให้รู้สึกมั่นคง
    2) ให้ตะแคงลำตัวและศีรษะของลูกให้หันเข้าเต้าและลำตัวของลูกแนบชิดกับตัวแม่ สัญชาตญาณของทารกจะหันศีรษะไปหาหัวนมแม่และจะอ้าปากกว้าง เมื่อแม่เอาหัวนมแตะที่ริมฝีปากของทารกและพยายามสอดหัวนมให้เข้าไปลึกถึงลานนม ก็จะมีความกระชับแน่นระหว่างปากลูกกับลานหัวนม ช่วยให้ทารกได้ดูดนมง่ายและทำให้ไม่กลืนลมเข้าไปในท้องที่จะส่งผลต่ออาการท้องอืด
    3) ศีรษะ ไหล่และสะโพกของลูกควรอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ขณะที่แม่อยู่ในท่าอุ้มให้นมลูก ควรมีหมอนหลาย ๆ ใบไว้รองหลัง รองแขนหรือวางบนตักรองรับตัวลูก ช่วยหนุนลูกให้สูงขึ้นมาถึงบริเวณเต้านม และให้ปากลูกอยู่ตรงกับหัวนมแม่พอดี ทั้งยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายขึ้น ไม่เกร็งหรือปวดแขนในขณะอุ้มให้นม
  • ท่าให้นมลูก โดยท่าอุ้มลูกดูดนมนั้นมีหลายท่า แต่ที่นิยม อาทิเช่น ท่าลูกนอนขวางบนตัก โดยการอุ้มลูกวางไว้บนตัก มือและแขนประคองตัวลูกไว้ ให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวแม่ ศีรษะลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย ท้ายทอยลูกวางอยู่บริเวณแขนของแม่ มืออีกข้างประคองเต้านมไว้ ท่าลูกนอนขวางบนตักแบบประยุกต์ โดยใช้มือข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกดูดประคองเต้านม มืออีกข้างรองรับต้นคอและท้ายทอยของลูกแทน ท่านี้เหมาะสำหรับนำลูกเข้าอมหัวนม จะช่วยในการควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะลูกได้ดี ท่าอุ้มลูกฟุตบอล โดยอุ้มลูกให้อยู่ในท่ากึ่งตะแคงกึ่งนอนหงาย ขาชี้ไปทางด้านหลังของแม่ มือแม่จับที่ต้นคอและท้ายทอยของลูก กอดลูกให้กระชับกับสีข้างแม่ ลูกดูดนมจากเต้านมข้างเดียวกับมือที่จับลูก มืออีกข้างประคองเต้านมไว้ ท่านี้ใช้ได้ดีสำหรับ แม่ที่ผ่าท้องคลอด เพราะตัวของลูกจะไม่ไปสัมผัสกับท้องของแม่ที่มีรอยผ่าตัดอยู่ แม่ที่มีเต้านมใหญ่ หรือลูกที่ตัวเล็ก เพราะลูกจะเข้าอมงับเต้านมได้ดีกว่า และคุณแม่ที่คลอดลูกแฝด ซึ่งจะสามารถให้ลูกดูดนมจากทั้งสองเต้าพร้อม ๆ กันได้ และท่านอน โดยแม่และลูกน้อยนอนตะแคงเข้าหากัน แม่นอนศีรษะสูงเล็กน้อย หลังและสะโพกตรง ให้ปากลูกอยู่ตรงกับหัวนมของแม่ มือที่อยู่ด้านล่างประคองตัวลูกให้ชิดลำตัวแม่ มือที่อยู่ด้านบนประคองเต้านม ในช่วงแรกที่เริ่มเอาหัวนมเข้าปากลูก เมื่อลูกดูดได้ดี ก็สามารถขยับออกได้ ท่านี้เหมาะสำหรับแม่ที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หรือใช้ท่านี้เวลาให้นมลูกตอนกลางคืน ก็จะช่วยให้คุณแม่ให้นมในท่าที่พักผ่อนได้ง่ายขึ้น (ข้อมูลจาก : มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย)

ชมคลิป การอุ้มลูก…..ดูดนมแม่อย่างถูกวิธี จากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

  • ท่าดูดนมของทารก เพื่อให้ทารกดูดนมแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ลูกดูดนมและได้รับปริมาณน้ำนมอย่างเพียงพอ คุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกน้อยดูดนมด้วยการใช้หัวนมสัมผัสที่บริเวณริมฝีปากด้านล่างของทารก เมื่อลูกอ้าปากให้กอดลูกแนบเข้ากับเต้านมและอมจนมิดลานหัวนม ขณะดูดจะรู้สึกได้ว่าลูกดูดแรงและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และควรได้ยินเสียงกลืนนมเป็นจังหวะ

สังเกตง่าย ๆ ลูกดูดเต้าถูกต้องรู้ได้อย่างไร?

1) ทารกจะอมฐานของหัวนมด้านล่างได้มากกว่าฐานนมด้านบน โดยจะเห็นฐานนมด้านบนอยู่เหนือริมฝีปากของลูก ส่วนฐานนมด้านล่างจะถูกอมจนเกือบมิด

2) ทารกอ้าปากกว้าง ริมฝีปากบานออกเหมือนปากปลา แนบกับเต้านมของแม่

3) จมูก แก้ม และคางชิดกับเต้านมของแม่

4) ขณะที่ลูกดูดนม ลิ้นจะอยู่ใต้หัวนมและจะมีแรงกดบนลานหัวนมเพื่อบีบให้น้ำนมไหล

5) คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บหัวนม แต่จะรู้สึกหัวนมถูกดูดเป็นจังหวะขณะที่ลูกน้อยกำลังดูดนม

ลูกดูดเต้า

5.ให้ทารกดูดนมจนเกลี้ยงเต้า

ทารกที่ดูดนมจนเกลี้ยงเต้านั้นจะได้รับประโยชน์จากน้ำนมในส่วนหลังที่มีไขมันในปริมาณสูงมากถึง 2-5 เท่า ของน้ำนมส่วนหน้า ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างการพัฒนาของสมองและสายตา และมีน้ำย่อยไลเปสที่จะช่วยย่อยไขมันในขณะที่ทารกยังไม่สามารถสร้างน้ำย่อยเองได้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยที่กินนมแม่ไม่มีอาการท้องผูก สำหรับน้ำนมส่วนหน้านั้นก็ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันเพราะมีสารอาหารทั้งเกลือแร่ วิตามิน โปรตีน และน้ำตาล ดังนั้นการที่ทารกน้อยดูดนมจนเกลี้ยงเต้าทุกครั้งก็จะส่งผลดีต่อสมองและร่างกายทารก ช่วยให้ลูกอิ่มนาน ไม่หิวบ่อย นอนหลับได้นานขึ้น และมีน้ำหนักขึ้นสมวัย ในขณะเดียวกันหากลูกน้อยดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า ก็อาจทำให้ลูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ น้ำหนักตัวน้อย และอาจมีอาการท้องอืด ถ่ายอุจจาระปนน้ำบ่อยครั้งกว่าปกติ ซึ่งอาการที่ว่านี้จะหายไปเมื่อทารกดูดนมได้เกลี้ยงเต้า

เมื่อทารกดูดนมเกลี้ยงเต้าจะสังเกตได้จาก คุณแม่จะรู้สึกตึง ๆ และคัดเจ็บที่เต้านม เนื่องจากไม่มีน้ำนมไหลออกมาแล้ว และลูกน้อยจะหยุดดูด หลังให้ทารกดูดนมเสร็จจะรู้สึกว่าเต้านมนิ่มลง และอาการคัดเต้า เจ็บเต้านม ก็จะหายไป หรือใช้วิธีลองบีบเต้านมก็จะมีน้ำนมออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในส่วนของคุณแม่ที่ทารกดูดนมไม่เกลี้ยงเต้าก็อาจจะรู้สึกว่ามีก้อนแข็ง ๆ อยู่ที่บริเวณเต้านม ซึ่งไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรจะกระตุ้นให้ลูกน้อยได้ดูดบ่อย ๆ และใช้มือนวดคลึงเบา ๆ เพื่อไม่ทำให้เกิดอาการเต้านมอักเสบหรืออุดตันได้

จะเห็นได้ว่าการให้ลูกดูดเต้าแม้จะเป็นเรื่องใหม่ของคุณแม่มือใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของคุณแม่อย่างแน่นอน เนื่องจากนมแม่ถือเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับทารกแรกเกิดจนอายุได้ถึง 6 เดือนที่ควรจะได้รับ และเมื่อทารกดูดนมแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน สร้างภูมิต้านทาน ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของทารกน้อย และยังมีส่วนช่วยต่อการสร้างน้ำนมแม่ให้เพียงพอ ช่วยให้คุณแม่คลายกังวลกับปัญหากลัวว่าน้ำนมน้อยลงได้ด้วย.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.happymom.in.thwww.caringmybabies.comwww.thaibf.com

อ่านต่อบทความอื่นที่น่าสนใจ :

พังผืดใต้ลิ้น ทารก สาเหตุทำลูกดูดนมแม่ยาก

ลูกติดเชื้อ เพราะดูดนมผิดวิธีจริงหรือไม่?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คลอดลูก

3 วิธี คลอดลูก คลอดแบบธรรมชาติ แบบผ่าคลอด หรือคลอดลูกในน้ำ คลอดแบบไหนดี?

นอกจากการดูแลครรภ์ตลอด 9 เดือนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่ต้องวางแผนไว้ก่อนคลอดคือการ คลอดลูก ที่มีหลายวิธีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นการคลอดแบบธรรมชาติ การผ่าคลอด หรือการคลอดในน้ำ ซึ่งการคลอดลูกแต่ละวิธีต่างก็มีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่ต่างกันออกไป รวมถึงการคลอดแบบไหนที่ควรพิจารณาเป็นหลัก เพื่อให้เหมาะสมต่อสุขภาพร่างกายและความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยที่สุด มาดูวิธีการคลอดในแต่ละแบบเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับแม่ ๆ กันค่ะ

3 วิธี คลอดลูก คลอดแบบธรรมชาติ แบบผ่าคลอด หรือคลอดลูกในน้ำ
คลอดแบบไหนดี?

คลอดลูกธรรมชาติ

1.วิธีคลอดแบบธรรมชาติ

การคลอดลูกเองแบบธรรมชาติ เป็นการคลอดแบบปกติที่คุณแม่จะเบ่งคลอดลูกออกมาจากทางช่องคลอด แม้คุณแม่รู้ว่าจะได้รับความเจ็บปวดจากการคลอดลูกด้วยตนเอง แต่ก็เป็นวิธีส่วนใหญ่ที่คุณแม่ท้องมักเลือกคลอดลูกด้วยวิธีนี้ เพราะนับเป็นวิธีคลอดลูกที่ง่ายที่สุดและมีความปลอดภัยมากที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อยอีกด้วย โดยวิธีการคลอดธรรมชาตินี้เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ทั้งนี้ในช่วงใกล้คลอดคุณหมอจะทำการตรวจเช็กครรภ์เพื่อให้แน่ใจว่าทารกอยู่ในท่าเอาศรีษะกลับลงเข้าสู่เชิงกรานหรือไม่

ข้อดีของการคลอดแบบธรรมชาติ คือ

  • คุณแม่สามารถควบคุมการคลอดด้วยตัวเองและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ทำให้รู้สึกตัวและตื่นตัวตลอดเวลาขณะเบ่งคลอด และมีส่วนร่วมในการกระบวนการคลอดพร้อมกับคุณหมอและพยาบาล ทำให้เกิดความภูมิใจของคนเป็นแม่ที่เบ่งคลอดลูกได้สำเร็จ
  • โอกาสเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงจากการทำคลอดธรรมชาติต่อแม่และทารกได้น้อย
  • หลังคลอดแล้วจะฟื้นตัวเร็ว ทันทีที่คุณแม่คลอดธรรมชาติสำเร็จแม้จะต้องเผชิญกับอาการปวดคล้ายปวดประจำเดือนหลังคลอด รู้สึกอ่อนเพลีย รวมถึงอาการหนาวสั่น แต่อาการปวดเนื่องจากมดลูกบีบตัวจะค่อย ๆ หายไป และแผลจะหายเร็วกว่าการผ่าคลอด อาจมีรอยแผลนิดเดียวหรืออาจจะไม่มีรอยแผลเลยก็เป็นได้
  • การคลอดแบบธรรมชาติจะช่วยให้น้ำนมแม่มาเร็วกว่าปกติ เนื่องจากมีการให้ทารกได้ดูดนมแม่หลังคลอดได้เร็ว
  • การคลอดธรรมชาตินั้นจะมีราคาถูกกว่าการผ่าคลอด

หากคุณแม่ตัดสินใจว่าจะเลือกคลอดลูกแบบธรรมชาติ คุณแม่ควรเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ตามคำแนะนำจากคุณหมอที่ไปฝากครรภ์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งคุณหมอจะทำการตรวจร่างกายเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของคุณแม่จะสามารถคลอดแบบธรรมชาติได้โดยไม่เกิดอันตรายต่อแม่และลูกในท้อง เนื่องจากการเบ่งคลอดนั้นคุณแม่จะมีความรู้สึกเจ็บและต้องใช้ความอดทนในการคลอดอย่างมาก โดยเฉพาะหากทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่ในขณะที่คุณแม่มีร่างกายที่ขนาดตัวเล็ก  ซึ่งสูติแพทย์อาจจะมีการใช้ยาแก้ปวดทางเส้นเลือดหรือให้ยาชาเข้าทางไขสันหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดขณะคลอด หรือใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่คุณแม่ในการคลอดด้วย เช่น การติดเครื่องอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์ หรือการเย็บแผลตัดขยายปากช่องคลอด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณแม่จะเลือกวิธีคลอดลูกเองและมีความมั่นใจในการคลอดธรรมชาติเพียงใด แต่เมื่อถึงกำหนดใกล้คลอดที่อาจมีเหตุจำเป็นทำให้คุณแม่ไม่สามารถคลอดเองได้ เช่น กรณีที่ทารกไม่อยู่ในท่าเอาหัวลง ทารกขนาดตัวใหญ่เกินกว่าจะคลอดทางช่องคลอดได้ หรือเกิดภาวะเครียดของทารกในครรภ์ ฯลฯ คุณหมอจะพิจารณาถึงทางเลือกอื่น เช่น การผ่าคลอดแทนเพื่อความปลอดภัยต่อคุณแม่และทารก ดังนั้นคุณแม่ควรวางแผนการคลอดลูกด้วยวิธีอื่นไว้เป็นทางเลือกในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินและจำเป็นเพื่อผลลัพธ์การคลอดที่ดี

การผ่าคลอดลูก

2.วิธีคลอดแบบการผ่าคลอด

การผ่าคลอด คือการผ่าตัดเพื่อนำตัวทารกออกทางหน้าท้อง ซึ่งในปัจจุบันวิธีการผ่าคลอดลูกมีความปลอดภัยสูงมาก ด้วยความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยีทางการแพทย์ จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับแม่ ๆ เป็นอย่างมาก และเป็นเหตุให้สถานการณ์การผ่าตัดคลอดในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ข้อดีในการผ่าคลอด อาทิเช่น

  • การทำคลอดวิธีนี้มีความสะดวกและรวดเร็ว โดยการผ่าตัดคลอดอาจใช้เวลาแค่ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทำให้คุณแม่ไม่ต้องรอคลอดนาน เพราะการผ่าคลอดไม่ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดเหมือนการคลอดธรรมชาติ
  • สามารถกำหนดเวลาได้ชัดเจนกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ คุณแม่สามารถกำหนดฤกษ์คลอดในวันและเวลาที่จะคลอดได้ แต่ในขณะเดียวกันต้องดูความพร้อมและความแข็งแรงของทารกในครรภ์ด้วย โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการคลอดคือตั้งแต่อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ขึ้นไป
  • ลดอาการเจ็บปวดขณะคลอด เนื่องจากการผ่าคลอดไม่ต้องออกแรงเบ่ง โดยแพทย์จะทำการบล็อกหลังหรือดมยาสลบ ซึ่งจะทำให้คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บในขณะผ่าคลอด
  • ช่วยลดการยืดหย่อนของเชิงกราน ซึ่งในการคลอดธรรมชาตินั้นคุณแม่ต้องใช้แรงเบ่งคลอดลูกทำให้ส่งผลต่อการยืดของกระบังลมของเชิงกรานหรือเส้นเอ็นยึดได้ แต่การผ่าคลอดไม่ต้องออกแรงเบ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ได้
  • ช่วยให้คุณแม่และทารกในครรภ์ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์รวดเร็วยิ่งขึ้นในกรณีที่เกิดปัญหาภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์หรืออาการอื่น ๆ

(ข้อมูลจาก : www.paolohospital.com)

โดยปกติแล้วแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่คลอดลูกแบบธรรมชาติ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ส่งเสริมให้เกิดการคลอดเองตามธรรมชาติก่อน เพราะวิธีนี้เชื่อว่าจะทำให้เสียเลือดน้อย คุณแม่ฟื้นตัวไว กลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว และสามารถพบหน้าสัมผัสตัวทารก รวมถึงมีโอกาสให้ทารกกินนมแม่หลังคลอดได้เร็ว ฉะนั้นวิธีการการผ่าตัดคลอดลูกทางหน้าท้องนั้น จะเป็นทางเลือกที่สูติแพทย์แนะนำว่าควรผ่าตัดเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น หรือเมื่อคุณแม่และทารกในครรภ์อาจมีความเสี่ยงถ้าคลอดแบบธรรมชาติ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

การผ่าคลอดแบบวางแผนมาก่อน

แพทย์จะกำหนดวันผ่าคลอดล่วงหน้า โดยประเมินความเสี่ยงที่คุณแม่ไม่สามารถคลอดลูกเองได้ และเหตุจำเป็นจากลักษณะอาการผิดปกติของทารกในครรภ์ที่พบพบจากการอัลตร้าซาวด์และการตรวจอื่น ๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ อาทิเช่น

  • คุณแม่มีความเสี่ยงสูง เช่น มดลูกบีบตัวรุนแรง หรือมดลูกลอกตัวเร็ว หรือป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด เช่น เชื้อไวรัส HIV โรคตับอักเสบ หรือโรคเริมที่อวัยวะเพศ
  • แม่ตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัว สุขภาพไม่ดี ไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติ หรือแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก
  • ทารกในครรภ์อยู่ในภาวะวิกฤต เป็นเหตุต้องมีการผ่าคลอดออกมาโดยเร็ว
  • ทารกในครรภ์อยู่ในท่าผิดปกติ เช่น เอาส่วนเท้าออกมา นอนขวางหันด้านข้างออกจนเด็กไม่สามารถหมุนตัวกลับเองได้ หรือทารกไม่กลับศีรษะสู่เชิงกรานตามกำหนดคลอด ทำให้คลอดธรรมชาติไม่ได้
  • คุณแม่ตั้งครรภ์แฝด 3 คนขึ้นไป หรือคุณแม่เคยท้องและคลอดแฝดสองมาก่อนก็จำเป็นจะต้องผ่าคลอด
  • คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดครั้งแรกหรือเคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน

การผ่าคลอดแบบฉุกเฉิน

กรณีผ่าคลอดแบบฉุกเฉินคือ การเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์กะทันหัน จำเป็นต้องรีบผ่าอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของแม่และทารกเป็นสำคัญ โดยข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องผ่าคลอดฉุกเฉิน อาทิเช่น

  • เกิดความผิดปกติระหว่างการคลอดลูกเอง ทารกในครรภ์อาการไม่ดี ทำให้จำเป็นต้องผ่าคลอดฉุกเฉิน
  • เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างทำคลอดธรรมชาติ หรือคุณแม่มีภาวะวิกฤตในระหว่างคลอด เช่น ความดันโลหิตสูงมาก มีอาการอ่อนเพลียมาก มีอาการเกร็งชัก หรือความผิดปกติอื่น ๆ ไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้สำเร็จ
  • ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น สายสะดือย้อย รกพันคอของทารก หรือมดลูกแตก จำเป็นต้องผ่าคลอดเร่งด่วน
  • ทารกในครรภ์อยู่ในท่าผิดปกติ เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายคุณแม่และลูกน้อย
  • มีแนวโน้มจะคลอดเองตามธรรมชาติไม่สำเร็จ ใช้ระยะเวลาเบ่งคลอดนานเกินไป
  • การใช้ยาเร่งคลอดผิดพลาด

โดยการผ่าคลอดมักจะใช้วิธี การบล็อกหลังหรือการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง มีผลทำให้ชาในส่วนล่าง แต่คุณแม่จะมีสติรับรู้อยู่ตลอดเวลาระหว่างทำคลอด โดยไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดในขณะผ่าคลอด และยังสามารถได้ยินเสียงของทารกพร้อมกับสัมผัสลูกน้อยได้ในทันทีหลังคลอด และในบางกรณีวิสัญญีแพทย์และสูติแพทย์อาจเลือกใช้การดมยาสลบในขณะผ่าคลอด โดยจะประเมินตามความเสี่ยง เพราะคุณแม่บางรายอาจมีการแพ้ยาบางชนิดที่อาจเป็นอันตรายระหว่างการทำคลอด ซึ่งแพทย์จะถือความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยเป็นสำคัญ ซึ่งวิธีนี้คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัดเนื่องจากจะหลับไปโดยไม่รู้ตัว และจะไม่เห็นหน้าลูกน้อย หลังคลอดในทันที

การผ่าตัดคลอดนั้น คุณแม่จะต้องเสียเลือดมากกว่าการคลอดตามปกติประมาณ 2 เท่า และหลังจากผ่าคลอดแล้วคุณแม่จะมีอาการเจ็บแผลผ่าคลอดมากในช่วงแรกและใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าการคลอดลูกเอง บางคนอาจเจ็บแผลนานเป็นเดือน จึงต้องดูแลแผลบริเวณที่ผ่าตัดหลังคลอดให้ดี เพราะอาจทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากกว่าคลอดธรรมชาติ อย่างไรก็ตามหากคุณแม่กำลังวางแผนจะคลอดลูกด้วยวิธีการผ่าคลอด ควรปรึกษาคุณพ่อและคุณหมอที่ดูแลที่จะช่วยให้คุณแม่ไม่เกิดความกังวลใด ๆ รวมทั้งพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการผ่าคลอดที่ค่อนข้างสูงกว่าการคลอดแบบธรรมชาติด้วย

คลอดลูกในน้ํา

3.วิธีการคลอดลูกในน้ำ

การคลอดลูกในน้ำเป็นการคลอดธรรมชาติในอ่างน้ำอุ่น ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ แม้ว่าการคลอดลูกในน้ำยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยเท่าไหร่ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการคลอดค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการคลอดด้วยวิธีปกติ แต่ก็มีโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ชั้นนำที่เริ่มมีบริการคลอดลูกในน้ำให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ให้ความสนใจสำหรับการทำคลอดในน้ำเป็นทางเลือก ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพครร์ที่สมบูรณ์แข็งแรงครบถ้วน ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ในขณะตั้งครรภ์ ประกอบกับความพร้อมและมั่นใจที่จะคลอดเองได้โดยไม่ต้องฉีดยาแก้ปวดหรือยาชา

ข้อดีของการคลอดลูกในน้ำ อาทิเช่น

  • การคลอดด้วยวิธีนี้จะช่วยทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย สบายตัว สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ รู้สึกเบาตัวและคล่องตัวขึ้น ส่งผลดีต่อการคลอดลูก
  • การแช่ในน้ำอุ่นช่วยให้ฮอร์โมนเอนโดนฟินในร่างกายหลั่งออกมาช่วยลดความเจ็บปวดในขณะคลอด ส่งผลให้คุณแม่คลอดลูกได้เร็วและง่ายขึ้น
  • น้ำอุ่นจะช่วยในเรื่องกระบวนการไหลเวียนของเลือดในมดลูก ช่วยให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่เกร็งตัวจากความเครียดหรือความกดดันคลายตัว ลดภาวะความตึงเครียด
  • อาจช่วยลดโอกาสการเกิดแผลฉีกขาดรุนแรงของปากมดลูก

ขั้นตอนการคลอดลูกในน้ำได้อย่างปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ที่มีความชำนาญอย่างใกล้ชิด โดยคุณแม่จะคลอดลูกในอ่างน้ำอุ่นที่มีการควบคุมอุณหภูมิไว้ประมาณ 35-37 องศาเซลเซียส รวมถึงการสร้างบรรยากาศในห้องคลอดด้วยการเปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ ใช้กลิ่นอโรมา เพื่อช่วยให้คุณแม่เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตื่นเต้น คลายกังวลจากการปวดคลอดและความเจ็บปวดระหว่างการเบ่งคลอดลงได้ เนื่องจากการการคลอดวิธีนี้จะไม่ใช้ยาเร่งคลอดและไม่ใช้เครื่องมือใดๆ ช่วยในการคลอด โดยจะเริ่มรอให้คุณแม่เจ็บท้องคลอด คุณแม่บางคนอาจต้องทนเจ็บท้องนานหลายชั่วโมง จนกว่าปากมดลูกจะเปิด เมื่อทารกคลอดออกมาในน้ำ น้ำอุ่นจะช่วยรับแรงกระแทกที่อาจทำอันตรายแก่ทารกได้ รวมทั้งอุณหภูมิน้ำที่มีความใกล้เคียงกับตอนที่อยู่ในครรภ์แม่ ก็จะช่วยลดความเครียดของทารกและทำให้ลูกน้อยปรับตัวได้ดีเมื่อออกจากครรภ์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการศึกษามากมายเกี่ยวกับผลดีของการคลอดลูกในน้ำ แต่การคลอดวิธีนี้อาจมีข้อจำกัดที่ไม่ควรมองข้าม เช่น

  • การคลอดในน้ำอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากน้ำและอ่างน้ำไม่ได้รับการฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
  • การควบคุมอุณหภูมิของน้ำ หากอุณหภูมิไม่เหมาะสมต่อสภาวะแรกเกิดของทารก อาจทำให้อุณหภูมิของลูกสูงหรือต่ำเกินไป และอาจเกิดภาวะที่เป็นอันตรายตามมา
  • หากสายสะดือทารกสั้นอาจเกิดการฉีกขาดและอาจทำให้เกิดการเสียเลือดในปริมาณมาก แต่ในกรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
  • การคลอดลูกด้วยวิธีนี้ไม่เหมาะกับคุณแม่ที่เป็นโรคติดต่อ โรคติดเชื้อ เช่น เริม งูสวัดที่ผิวหนังหรืออวัยวะเพศ เนื่องจากเชื้อจะสามารถกระจายได้ง่ายในน้ำทำให้เป็นอันตรายกับทารก และภาวะอื่น ๆ ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ เช่น น้ำคร่ำน้อย สายสะดือพันคอทารก ความดันโลหิตสูง ภาวะครรภ์เป็นพิษ ตั้งครรภ์ลูกแฝด มีประวัติคลอดยาก หรือมีอาการเจ็บท้องต้องคลอดก่อนกำหนดประมาณ 2 สัปดาห์หรือมากกว่า เป็นต้น รวมไปถึงทารกที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ขนาดตัวใหญ่ หรือไม่อยู่ในท่าคลอดปกติ ก็ควรหลีกเลี่ยงวิธีการคลอดในน้ำ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อตัวแม่และทารกได้

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่กำลังชั่งใจและให้ความสนใจใช้วิธีคลอดในน้ำ ควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากสูติแพทย์ที่คุณแม่ฝากท้องเพื่อความเข้าใจและความปลอดภัยของสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยเป็นสำคัญ

บทความแนะนำ : คลอดลูกในน้ำเป็นอย่างไร มีข้อดีหรือความเสี่ยงอะไรบ้าง?

จะเห็นได้ว่าวิธีการคลอดลูกในแต่ละแบบนั้นมีข้อที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณแม่สามารถหาข้อมูลและวางแผนไว้ก่อนคลอดลูก รวมไปถึงการดูแลตัวเองในระหว่างตั้งครรภ์ไปจนถึงกำหนดคลอด และได้มีการตรวจสุขภาพของคุณแม่และสุขภาพครรภ์กับคุณหมอที่ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ หากคุณแม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคลอดก็สามารถพูดคุยกับสูติแพทย์ได้ทันที ซึ่งทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มท้องนั้นล้วนเป็นกระบวนการสำคัญที่คุณแม่ควรเอาใจใส่ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในการคลอดลูกน้อยให้ออกมามีสุขภาพแข็งแรงและปลอดภัย.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.central.co.thwww.pobpad.comwww.huggies.co.th

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจ คลิก:

หมอสูติฯตอบ! คลอดลูก “แบบผ่ากับคลอดเอง” อะไรดีกว่ากัน?

คลอดลูกแล้วท้องไม่ยุบ อีกนานแค่ไหนถึงจะเหมือนเดิม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไขบนศีรษะลูก เกิดจากอะไร

ไขบนศีรษะลูก เกิดจากอะไร ไขบนหัวทารก ดูแลอย่างไรให้หาย

ทารกหลังคลอดอาจจะมีไข หรือผื่น  เกาะเป็นสะเก็ดเต็มบนศีรษะ   บางครั้งก็หลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ   จนทำให้แม่มือใหม่หลายบ้านกังวลว่า  ไขบนศีรษะลูก เกิดจากอะไร   จะแกะ หรือเช็ดออกได้ไหม  หรือต้องพาลูกไปหาหมอ?

#ทีมแม่ABK  มีข้อคำตอบมาให้หายกังวลค่ะ

ไขบนศีรษะลูก เกิดจากอะไร

ก่อนอื่นขอแยกไขที่เกิดขึ้นกับตัวทารกแรกคลอด ออกจากเรื่องไขบนศีรษะลูกเสียก่อน  เพื่อไม่ให้คุณพ่อคุณแม่สับสนกันนะคะ

Vernix Caseosa หรือไขหุ้มทารกแรกเกิด

ไขทารกหรือไขที่เคลือบตัวทารกแรกเกิด เรียกว่า Vernix Caseosa ซึ่งร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์จะผลิตไขสีขาวชนิดนี้ขึ้นมา ในช่วงสัปดาห์ที่ 18 และไขจะเริ่มหุ้มตัวทารกตอนท้องได้ราว ๆ 5 เดือน ไขชนิดนี้จะเริ่มที่ลำคอ หน้าอก และก้นของลูกน้อย ขณะเดียวกันร่างกายของทารกจะสร้างเส้นขนขึ้นตามร่างกาย เพื่อช่วยยึดเกาะกับไข ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายอีกส่วนหนึ่ง

หน้าที่ของไขหุ้มทารกแรกเกิด

  • ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิ ลดการสูญเสียความอบอุ่นของร่างกาย ปกป้องผิวหนังของทารกที่ต้องแช่ตัวอยู่ในน้ำคร่ำ
  • หากทารกมีไขปกคลุมจะช่วยทำให้คลอดผ่านช่องคลอดได้ง่าย ไหลลื่นออกมาเร็วขึ้น ลดความเจ็บปวดจากการเบ่งของแม่ ไขยังช่วยปกป้องทารกน้อยจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ต่าง ๆ รอบตัวได้ด้วย
  • เมื่อลูกคลอดออกมา ไขจะช่วยให้ทารกปรับตัวกับอุณหภูมิภายนอกที่เย็นกว่าในร่างกายของแม่
  • ภายหลังจากที่คลอดออกมา ไขหุ้มทารกจะค่อย ๆ หลุดออกไปในช่วง 2-3 วันหลังคลอด หรือใช้น้ำมันมะกอกเช็ดทำความสะอาดบนผิวพรรณทารกอย่างเบามือก่อนอาบน้ำ แล้วค่อยล้างทำความสะอาดร่างกายทารก
ไขบนศีรษะลูก เกิดจากอะไร
ไขบนศีรษะลูก เกิดจากอะไร

Cradle cap ไขบนศีรษะลูก

ทารกน้อยอายุ 2-3 สัปดาห์ มักจะมีไขสีเหลือง ๆ เกิดขึ้นบนหนังศีรษะ ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลว่า ไขบนหัวทารกจะทำให้ลูกเป็นโรคอะไรหรือไม่

สาเหตุของไขบนศีรษะลูก

ยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่ไม่ได้เป็นเพราะตัวลูกไม่สะอาด

  1. อาจเกิดจากฮอร์โมนของแม่ ซึ่งฮอร์โมนที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ทำให้ต่อมไขมันของทารกทำงานผิดปกติ เมื่อต่อมนี้ผลิตไขมันออกมามากก็จะอุดตันได้
  2. สภาพอากาศ ก็มีผลทำให้เกิดไขบนศีรษะลูกได้เช่นกัน
  3. เชื้อราต่าง หรือเชื้อราประจำถิ่นมีปริมาณมากกว่าปกติ

พื้นที่ที่เกิดมักจะเป็นบริเวณของผิวหนังที่มีต่อมไขมัน จึงอาจเกิดได้จากภาวะต่อมไขมันอักเสบ (Seborrheic Dermatitis) หรือ Cradle cap ที่ตั้งชื่อตามลักษณะของผื่น ส่วนใหญ่จะหายได้เองเมื่ออายุได้ราว ๆ 6 เดือนหรือเร็วกว่านั้น แต่ถ้าลูกมีอาการนานกว่า 6 เดือน ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด

ผื่นที่เกิดขึ้นมักจะเกิดบนหนังศีรษะของทารกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีเกิดขึ้นตามที่ต่าง ๆ เช่น

  • คิ้ว
  • ใบหู
  • หนังตา
  • จมูก
  • คอ
  • รักแร้
  • ขาหนีบ

ลักษณะของไขบนศีรษะลูก

  1. เกิดเป็นผื่นตามผิวหนังที่มีต่อมไขมัน หรืออาจเกิดเป็นตุ่มแดง ๆ คล้ายสิว แต่เล็กกว่า
  2. มีสะเก็ดบาง ๆ เป็นแผ่นสีขาว หรือเป็นสะเก็ดสีเหลือง/น้ำตาลเข้ม
  3. ผิวหนังบริเวณที่เกิดไขอาจเป็นสีแดง หรือเกิดบนผิวหนังสีปกติก็ได้
  4. บริเวณที่เป็นอาจมีขนหลุด หรือผมร่วงได้หากเกิดบนศีรษะ

วิธีดูแลไขบนศีรษะลูกอย่างไรให้หาย

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด แนะนำให้ใช้เบบี้ออยล์หรือน้ำมันมะกอกทาบริเวณที่เกิดไข หรือผื่นที่ศีรษะทิ้งไว้ข้ามคืน ตอนเช้าให้สระผมด้วยแชมพูยาที่มีส่วนผสมของ Selenium sulfide, Ketoconazole ,Tar หรือ Zinc โดยนวดแชมพูหรือใช้แปรงสำหรับทารกแปรงเบา ๆ ราว 2 นาที สามารถใช้แชมพูยาสระได้ทุกวันหรือวันเว้นวัน วันที่ไม่ได้ใช้ให้ใช้แชมพูอ่อน ๆ และช่วงที่ไม่เป็นแล้ว ให้ลดการสระแชมพูยาลงเหลือเพียงสองครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับผื่นแดง รักษาโดยยาสเตียรอยด์อ่อนๆ เช่น 0.02% TA cream หรือ ครีมต้านเชื้อรา เช่น nizoral cream ทาเช้า/เย็น จนไขค่อยๆ หาย

อย่างไรก็ตาม หากไขบนศีรษะของทารกเกิดจากภาวะต่อมไขมันอักเสบ หรือเป็นโรคต่อมไขมันอักเสบ และได้รับการดูแลรักษาจนกลับมาปกติดีแล้ว แต่ภายหลังจากที่อาการไขบนศีรษะทารกหายไป ก็เป็นไปได้ว่าอาจกลับมาเกิดผื่นหรือขึ้นเป็นสะเก็ดในลักษณะคล้าย ๆ กันนี้ได้อีกในช่วงวัยรุ่น หรือผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะภาวะต่อมไขมันอักเสบในบางรายไม่หายขาด จึงเป็น ๆ หาย ๆ โดยอาการดังกล่าวมักจะเกิดในช่วงที่มีอากาศหนาว โรคนี้ยังเป็นโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนร่างกาย พันธุกรรม การรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน และความเครียด จึงต้องสังเกตร่างกายอยู่เสมอ

แม้ว่าไขบนศีรษะลูกจะหายไปแล้ว แต่พ่อแม่ก็ยังต้องคอยสังเกตอาการของลูกอยู่เสมอ เพราะโรคนี้อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

อ้างอิงข้อมูล : skinhospital และ facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ผักสวนครัว ผักเรียกน้ำนม ปลูกง่ายเมนูกระตุ้นน้ำนมสุดเจ๋ง!

ลูกเป็นผดร้อน หรือ ผื่นภูมิแพ้ แม่จะรู้ได้อย่างไร วิธีสังเกตความต่าง

ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด

ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด ทำไมถึงเป็นโรคร้ายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทำไมโรคนี้ถึงอันตราย? ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด เกิดจากอะไร ติดต่อทางไหน อันตรายถึงชีวิตหรือไม่

ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเชื้อไวรัสตับอักเสบ แต่อาจรู้ไม่เท่าทันถึงอันตรายของไวรัสตับอักเสบ! จากสถานการณ์โรคไวรัสตับอักเสบในประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ประมาณ 2.2–3 ล้านคน โดยพบมากในคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ.2535 จึงพบการการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังกับคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากภายหลังได้มีการบรรจุวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนของประเทศ ทำให้โรคนี้ไม่ค่อยพบในคนที่เกิดหลังปี พ.ศ.2535 ส่วนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ประมาณ 7.5 แสนคน พบมากในผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด จะเห็นได้ว่าสองสายพันธุ์ที่พบบ่อยในเมืองไทย ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้เน้นย้ำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพให้ดี เพราะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบถือเป็นภัยเงียบที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย เพราะเป็นโรคที่ถ่ายทอดเชื้อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ ทั้งยังเป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ แต่นอกจากไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี ก็ยังมีไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น ๆ ที่พบได้ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อร่างกาย จนเรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่สำคัญ เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งตับได้

สำหรับภาวะตับอักเสบที่เกิดขึ้นกับร่างกาย จะเกิดเป็นภาวะอักเสบจากการทำลายเนื้อเยื่อ จนการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตับนั้นผิดปกติ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคร้ายแรงอย่าง โรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ

ชนิดของไวรัสตับอักเสบ

ไวรัสตับอักเสบมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสตับอักเสบดี และไวรัสตับอักเสบอี โดยแบ่งออกการออกได้เป็น 2 ระยะ โรคตับอักเสบเฉียบพลันและโรคตับอักเสบเรื้อรัง

โรคตับอักเสบเฉียบพลันมีอาการดังนี้

  • ตัวเหลือง
  • ตาเหลือง
  • มีไข้
  • ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา
  • เซลล์ตับถูกทำลาย

ส่วนโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง จะมีอาการนานเกินกว่า 6 เดือน โดยแบ่งได้อีกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดตับอักเสบเรื้อรังไม่รุนแรง (Chronic Persistent) แบบค่อยเป็นค่อยไป ชนิดตับอักเสบเรื้อรังแบบรุนแรง (Chronic Active Hepatitis) เป็นอาการอักเสบที่เกิดจากตับถูกทำลายไปมากและเกิดอาการตับแข็ง

อันตรายของผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่เชื้อไวรัสจะทำลายตับไปเรื่อย ๆ จนเกิดอาการตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด
ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด

ความแตกต่างของไวรัสตับอักเสบแต่ละสายพันธุ์

A ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

สาเหตุของการติดเชื้อชนิดเอ เกิดจากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ทั้งจากผักและผลไม้ รวมถึงน้ำดื่ม มักเกิดการระบาดในแหล่งชุมชน เช่น โรงเรียนและหอพัก โดยมีระยะฟักตัวที่ 2-6 สัปดาห์ โดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ สำหรับอาการที่แสดงของสายพันธุ์นี้ ผู้ใหญ่จะมีอาการชัดเจนของตับอักเสบเฉียบพลัน พบเชื้อออกมากับอุจจาระได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ โดยผู้ป่วยมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน และดีซ่าน

สายพันธุ์เอ เมื่อเป็นแล้วมักจะหายและกลับมาเป็นปกติได้ ไม่เป็นเรื้อรัง ทำให้ไม่ค่อยพบผู้เสียชีวิต ทั้งยังไม่เป็นพาหะของโรคอีกด้วย โดยร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันหลังจากฟื้นตัว

B ไวรัสตับอักเสบชนิดบี

พบว่าสายพันธุ์นี้มีคนเป็นพาหะได้มาก ในเมืองไทยมีราว ๆ 5 ล้านคนที่มีเชื้อในร่างกาย พบได้ในเลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่ง เช่น น้ำตา น้ำนม น้ำลาย จึงมีโอกาสแพร่เชื้อได้หลายทาง เช่น

  • ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์จากผู้เป็นพาหะ เพราะเชื้ออยู่ในน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด
  • การได้รับเลือดและน้ำเหลืองของผู้ที่เป็นพาหะ ก็ทำให้ติดต่อกันได้ พบมากในการใช้เข็มฉีดยาเสพติดเข้าเส้นร่วมกัน การเจาะหู ฝังเข็ม ที่ไม่สะอาด หรือแม้แต่การใช้แปรงสีฟันร่วมกัน
  • หากเกิดบาดแผลหรือมีผิวหนังถลอก ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน
  • ถ้าสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้เป็นพาหะก็จะเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัว หรืออยู่ในโรงเรียน
  • คนที่ตั้งครรภ์ หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด เสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอด ตัวทารกอาจมีน้ำหนักตัวน้อย และถ้าแม่มีเชื้อไวรัสปริมาณสูง ก็จะมีความเสี่ยงว่าทารกจะติดเชื้อจากแม่ได้ แม้ว่าแม่จะเป็นพาหะ โดยติดเชื้อได้จากการคลอดลูก และการเลี้ยงดู

ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสนี้จะหายเป็นปกติที่เหลือเป็นพาหะของเชื้อ แต่ผู้ที่เป็นพาหะมักไม่แสดงอาการ บางคนอาจป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ โดยพาหะมีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 223 เท่า

C ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี

ชื่อเดิมคือ ไวรัสตับอักเสบชนิด ไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี โดยไวรัสตับอักเสบชนิด ซี มักเกิดภายหลังการได้รับเลือด จึงพบมากในผู้ที่ใช้สารเสพติด ด้วยการใช้เข็มฉีดยาเพื่อฉีดเข้าเส้นร่วมกัน ทั้งยังอาจติดเชื้อได้ผ่านทางเพศสัมพันธ์

ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี จะทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน และยังทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี

D ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี

เนื่องจากเป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์จึงอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี พบการติดต่อเช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิด ซี คือกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นที่มีเชื้อไวรัส บี กลุ่มเสี่ยงจึงเป็นผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบ บี ผู้ป่วยมักมีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรังรุนแรงจะเสี่ยงเสียชีวิต

E ไวรัสตับอักเสบชนิด อี

การระบาดมักเกิดในบางประเทศ เช่น อินเดีย กัมพูชา แพร่โดยการกิน เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ เอ และอาจเกิดจากการกินอาหารปรุงไม่สุก เช่น เนื้อหมูและสัตว์ปีก โดยมักมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง และอ่อนเพลียร่วมด้วย

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

  1. ดูแลสุขภาพอนามัยให้ดี หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหาร ก่อนและหลังเข้าห้องน้ำ นอกจากจะป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้แล้ว ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้อีกด้วย
  2. เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สด สะอาด ถูกหลักอนามัย
  3. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ
  4. ไม่ใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
  5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง หรือพาคู่รักไปตรวจโรคเป็นประจำ
  6. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่วัยทารกแรกคลอด โดยเฉพาะทารกที่มีแม่เป็นพาหะ กลุ่มเด็กก็ต้องฉีดเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ส่วนเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ต้องตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มเคยต่อไวรัส บี (HBc Ab) ถ้าผลตรวจเป็นลบ ควรฉีดวัคซีนป้องกันให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน
  7. การฉีดไวรัสตับอักเสบเอ ฉีดได้เมื่อเด็กมีอายุ 1 ปีขึ้นไป

ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หากพบความผิดปกติของร่างกายเพียงเล็กน้อย ก็ควรไปตรวจร่างกายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงที

 อ้างอิงข้อมูล : ddc.moph.go.th, vibhavadi.com และ facebook.com/skrhos

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อย่าให้ลูกดูดขวด! ถ้ายังไม่รู้ ภาวะสับสนหัวนม

อยากให้ลูกเป็น เด็กฉลาด-หัวไว พ่อแม่ต้องทำ 5 สิ่งนี้!!

วัคซีนในเด็กฟรี พาลูกไปฉีดวัคซีนได้เลย ไม่ต้องเสียเงิน!

ตรวจร่างกายหลังคลอด

ตรวจร่างกายหลังคลอด สำคัญมาก! ทั้งแม่และลูกอย่าลืมไปตามนัด

ตรวจร่างกายหลังคลอด สำคัญแค่ไหน ทำไมแม่ไม่ควรละเลยวันนัดหมอ

ตรวจร่างกายหลังคลอด เรื่องจำเป็นที่แม่ห้ามลืม

หลังจากคลอดลูกแล้ว คุณแม่มักจะพะวักพะวงเป็นห่วงลูกน้อยตลอดเวลา จนหลงลืมไปว่า ร่างกายของแม่นั้นก็สำคัญนะ เพราะตัวแม่เองจะต้องฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้น้ำนมแม่มีประโยชน์มากที่สุดหรับทารกน้อย เมื่อแม่แข็งแรง ลูกย่อมแข็งแรง เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันอย่างแน่นอน

การตรวจหลังคลอดของหมอจะนัดตรวจคุณแม่ในช่วง 4-6 สัปดาห์ ภายหลังจากให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยออกมา ไม่ว่าจะเป็นการคลอดธรรมชาติ หรือผ่าคลอด แต่หากการคลอดครั้งที่ผ่านมามีปัญหา มีการคลอดที่ผิดปกติ หรือตัวคุณแม่เองมีโรคประจำตัวบางอย่าง คุณหมออาจจะนัดมาตรวจเร็วกว่าปกติ โดยสิ่งที่คุณหมออยากจะเช็คดูก็คือร่างกายของแม่ที่ผ่านการตั้งครรภ์มาจวบจนคลอดลูกแล้วนั้นฟื้นฟูไปแค่ไหนแล้ว อวัยวะต่าง ๆ ของคุณแม่เองทำงานได้ปกติหรือไม่ หรือมีโรคแทรกซ้อนใดที่ต้องกังวลหรือเปล่า หากพบว่ามีโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะคลอดหรือหลังคลอด คุณหมอก็จะตรวจเช็คอาการว่าหายดีแล้วหรือยัง

ตรวจร่างกายหลังคลอด
ตรวจร่างกายหลังคลอด

คุณแม่ต้องตรวจร่างกายอะไรบ้างหลังคลอด

  1. ตรวจน้ำหนักหลังคลอด ช่วงหลังคลอด 6 สัปดาห์ น้ำหนักควรลดลง 8-12 กิโลกรัม หรือมีน้ำหนักเกินกว่าก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 2-3 กิโลกรัม หากคุณแม่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานก็ต้องปรับอาหารการกินและออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
  2. วัดความดันโลหิต ระดับปกติของความดันโลหิตอยู่ที่ 80/120 มิลลิเมตรปรอท หากมีความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์หรือตอนคลอด ภายหลังจากที่คลอดแล้ว ควรกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าแม่ยังมีความดันโลหิตสูง คุณหมออาจจะต้องตรวจละเอียดอีกครั้ง
  3. ดูเต้านม คุณหมอจะตรวจเต้านมเพื่อดูความผิดปกติ เช่น มีน้ำนมไหลดีหรือไม่ เต้านมอักเสบหรือเปล่า มีปัญหาเรื่องหัวนมบอดหรือหัวนมแตกซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการให้นมลูกหรือไม่ พร้อมทั้งแนะนำเรื่องการให้นมลูกอย่างถูกท่า ถูกวิธี นอกจากนี้ คุณหมอยังต้องตรวจมะเร็งเต้านมหรือก้อนน้ำเหลืองให้กับคุณแม่ด้วยวิธีคลำหาก้อนบริเวณหน้าอก
  4. เช็คหน้าท้อง หลังคลอดคุณหมอจะตรวจหน้าท้องเพื่อดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช็คดูว่าผนังหน้าท้องยังหย่อนอยู่หรือไม่ ส่วนคุณแม่ผ่าคลอดก็จะตรวจดูแผลผ่าคลอดว่าปกติไหม แผลหายดีแล้วหรือยัง พร้อมกันนั้นยังแนะนำเรื่องการบริหารร่างกายหลังคลอดเพื่อให้แม่แข็งแรงขึ้น ช่วยให้หน้าท้องกลับมาเรียบแบนดังเดิม
  5. ตรวจภายใน คุณหมอจะดูแผลฝีเย็บ ตรวจดูผนังช่องคลอด เพื่อเช็คแผลว่าเรียบร้อยดีไหม อักเสบบริเวณช่องคลอดหรือเปล่า ตรวจตกขาว รวมถึงปากมดลูกว่าปิดหรือไม่ สำหรับแผลหลังคลอดมักจะดีขึ้นและหายได้ใน 1 สัปดาห์หลังคลอด เช่นเดียวกับแผลผ่าตัดที่ควรติดสนิทใน 1 สัปดาห์ แต่กว่าแผลจะหายดีก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน สิ่งสำคัญที่คุณหมอจะเช็คดูคือ มดลูกเข้าอู่แล้วหรือยัง สืบเนื่องจากช่วงตั้งครรภ์ที่มดลูกขยายตัว แต่หลังจากคลอดลูกได้ 4-6 สัปดาห์ มดลูกจะเข้าอู่แล้ว โดยคุณหมอจะตรวจด้วยการใช้นิ้วสอดเข้าไปภายในช่องคลอด และใช้อีกมือคลำบริเวณหน้าท้อง หากพบก้อนที่หน้าท้องแสดงว่ามดลูกเข้าอู่ช้า

ตรวจร่างกายหลังคลอด

    ตรวจร่างกายหลังคลอด

นอกจากนี้ คุณหมอยังเช็คอาการไข้ แผลอักเสบ ปวดท้อง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อ ทั้งยังดูระบบขับถ่าย เพราะอาการท้องผูกอาจทำให้แม่เจ็บแผลได้  เช็คโรคอื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์หรือการคลอด และโรคประจำตัว ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เช่น โรคปอดและโรคหัวใจ รวมทั้งตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่คุณหมอจะตรวจให้คุณแม่หลังคลอดหรือในกรณีแท้งบุตร

9 โรคร้าย ภาวะอันตราย รู้เร็วรักษาได้ทันใจ! ถ้าแม่ไปตรวจหลังคลอด

ความสำคัญของการตรวจหลังคลอดคือ ถ้าเจอเร็วช่วยลดอันตราย ยิ่งตรวจพบไวก็รักษาได้ทัน คุณแม่จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ และไปตรวจหลังคลอดตามที่คุณหมอนัด โดยโรคร้ายและภาวะอันตราย มีดังนี้

1.ภาวะติดเชื้อหลังคลอด

คุณแม่บางท่านอาจรู้สึกไม่สบายเนื้อ ไม่สบายตัว แต่คิดเองว่า ไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งอาการติดเชื้อกว่าจะแสดงอาการ อาจติดเชื้อรุนแรงไปเสียแล้ว คุณแม่จึงไม่ควรรอให้ไข้สูง ควรสังเกตอาการตัวเอง หรือถ้าไม่มีไข้ ก็ต้องไปตรวจหลังคลอดตามที่หมอนัด เพื่อเช็คอย่างละเอียด สำหรับภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ภาวะติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ทำให้มดลูกอักเสบ

2.ฝีเย็บอักเสบ

การติดเชื้อบริเวณแผลฝีเย็บ มักเกิดอาการบวม แผลบวมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ไหมที่เย็บอาจหลุดจนทำให้แผลที่เคยเย็บแยกออกมาได้ อาจเกิดเป็นหนองตามมา โดยปกติการติดเชื้อจะเป็นเฉพาะที่ แต่อาจทำให้เกิดท่อน้ำเหลืองอักเสบได้ จนติดเชื้อเข้ากระแสเลือดได้

3.รกค้าง

รกค้างในมดลูกหลังคลอด หากไม่คลอดรอออกมาทั้งอัน รกจะขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูก จนเลือดออกจากมดลูกเพราะแผลที่เป็นรอยเกาะ เรียกว่า ตกเลือดหลังคลอด กลายเป็นสาเหตุสำคัญทำให้แม่เสียชีวิตได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าแม่ไม่ได้มีอาการผิดปกติแสดงออกมามากนัก เป็นไปได้ว่า เศษรกอาจตกค้างอยู่ในมดลูกบางส่วนเท่านั้น แต่ถ้าไม่มาตรวจหลังคลอด เศษรกที่ค้างอาจทำให้ติดเชื้อและทำให้เลือดออกทางช่องคลอดได้

4.ริดสีดวงทวาร

อาการริดสีดวงทวาร มักจะหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด ซึ่งต้องดูเรื่องการขับถ่ายควบคู่กันไปด้วย เพราะถ้าท้องผูก เป็นริดสีดวงอีก จะยิ่งเจ็บแผล ส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพของแม่หลังคลอดได้ หลังจากคลอดลูกแล้ว แม่ต้องดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ทั้งผลไม้ ผักสด และธัญพืช แต่ไม่ควรซื้อยาระบายมารับประทานเอง เพราะอาจมีผลต่อน้ำนมแม่ หากอาการริดสีดวงทวารหนัก ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของริดสีดวงทวารได้ ถ้ายังไม่หาย แพทย์อาจใช้การผ่าตัดรักษา

5.ความดันโลหิตสูง

สืบเนื่องจาก ครรภ์เป็นพิษ โรคที่มักเกิดช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาการมักจะหายไปใน 2-4 สัปดาห์หลังคลอด แต่คุณหมอจะทำการเช็คจากความดันโลหิตว่าสูงอยู่หรือมีไข่ขาวในปัสสาวะหรือไม่ รวมถึงการทำงานของไต เพราะภาวะครรภ์เป็นพิษทำให้ไตทำงานได้ไม่ดี หากตรวจหลังคลอดพบว่ายังมีอาการของความดันโลหิตสูง อาจต้องกินยาลดความดันโลหิตเพื่อควบคุมความดัน แต่ถ้าอาการความดันโลหิตสูงรุนแรง คุณหมออาจจำเป็นต้องฉีดยาลดความดันโลหิต

6.เบาหวาน

เบาหวานแยกเป็น 2 ชนิด โรคเบาหวานก่อนตั้งครรภ์และโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดปกติจะอยู่ที่ต่ำกว่า 140 มิลลิกรัมต่อ 100 ซี.ซี. แม่หลังคลอดบางคนน้ำตาลในเลือดก็ยังคงสูงต่อเนื่อง และอาจกลายเป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ในท้องต่อไป จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดหลังคลอด เพื่อหาแนวทางรักษาเบาหวาน

7.มะเร็งปากมดลูก

หลังคลอดจะมีการตรวจมะเร็งปากมดลูก จากนั้นควรตรวจเป็นประจำทุก ๆ 1-3 ปี เพราะอาการเริ่มแรกของมะเร็งปากมดลูกจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่เมื่อมะเร็งลุกลามไปอวัยวะข้างเคียง อาจมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด มะเร็งปากมดลูกถ้าพบในระยะก่อนลุกลามก็จะรักษาได้อย่างทันท่วงที

8.มะเร็งเต้านม

การตรวจที่สำคัญอีกอย่างคือการตรวจมะเร็งเต้านม ซึ่งเกิดจากเซลล์บนผิวของต่อมเต้านมได้รับผลกระทบจากสารก่อมะเร็ง อัตราการเกิดรองลงมาจากมะเร็งปากมดลูก อันตรายต่อสุขภาพ เสี่ยงที่มะเร็งจะลุกลาม หากตรวจพบได้ไวก็สามารถผ่าตัดแบบรักษาเต้านมเอาไว้ได้ คุณแม่จึงควรเข้ารับการตรวจร่างกายหลังคลอด เมื่อพบสิ่งผิดปกติจะได้รีบรักษา

9.ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ภาวะจิตใจของแม่หลังคลอด ก็ต้องตรวจเช่นกัน ด้วยฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้เครียด ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้ ซึมเศร้าหลังคลอดมักเป็นช่วง 3-6 เดือน หลังคลอด อาการสำคัญคือ อารมณ์แปรปรวน สับสน เบื่อหน่าย ท้อแท้ นอนไม่หลับ สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในร่างกาย ความเครียดและความกังวลใจของหน้าที่แม่ แต่ที่อันตรายคือ โรคซึมเศร้าหลังคลอด ที่มีอาการตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และอาการที่ร้ายแรงที่สุดคือ โรคจิตหลังคลอด ที่ทวีความรุนแรง มีอาการฉุนเฉียว หูแว่ว ประสาทหลอน จนถึงได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าลูก การเข้ารับการตรวจสภาพจิตใจหลังคลอดจึงเป็นสิ่งสำคัญของแม่ทุกคนที่ไม่ควรละเลย

อาการอันตรายไม่ต้องรอหมอนัด ให้รีบไปโรงพยาบาล

  • แม่มีอาการไข้สูง เป็นสาเหตุของการติดเชื้อบางอย่างได้ เช่น แผลผ่าตัดติดเชื้อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือแม้แต่คัดเต้านม หากไข้ไม่ลด แม่ควรรีบไปโรงพยาบาล
  • ฝีเย็บบวมแดง ปวดแผลฝีเย็บ กดแล้วเจ็บ อาจมีอาการอักเสบบริเวณฝีเย็บ
  • น้ำคาวปลาหลังคลอด ใน 3-4 วันแรก จะเป็นเลือดสด ๆ หลังจากนั้นช่วงวันที่ 10-14 จะออกน้ำตาลดำ ๆ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีใสจางลงเรื่อย ๆ และน้ำคาวปลาควรหยุดไหลใน 1 เดือน แต่ถ้าน้ำคาวปลาสีผิดปกติ ยังเป็นเลือดสดอยู่ เป็นสัญญาณอันตรายของรกค้าง หรือเป็นการอักเสบติดเชื้อของโพรงมดลูกได้

การไปตรวจร่างกาย คุณหมอจะแนะนำเรื่องการคุมกำเนิดทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวรด้วยวิธีการทำหมัน เพื่อไม่ให้แม่ตั้งครรภ์อีกครั้งเร็วเกินไป จะได้มีเวลาฟื้นฟูร่างกาย และดูแลลูกได้อย่างเต็มที่

ตรวจร่างกายทารกหลังคลอด

การนัดตรวจร่างกายทารกก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยคุณหมอจะนัดตรวจร่างกายทารกน้อยตั้งแต่ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังคลอด โดยมักจะตรวจเช็คร่างกาย ตรวจสุขภาพทั่วไป ดูเรื่องการเจริญเติบโต และประเมินพัฒนาการของทารกให้เติบโตอย่างสมวัย

  1. ตรวจตัวเหลือง ปกติทารกหลังคลอดจะมีสารสีเหลืองชื่อบิลิรูบิน ส่งผลให้ตัวเหลือง 3-5 วัน แต่ถ้ามาตรวจแล้วค่าบิลิรูบินสูงเกิน 10 จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาโดยวิธีส่องไฟ หรือเปลี่ยนถ่ายเลือดในกรณีที่มีค่าบิลิรูบินสูงกว่า 20
  2. ชั่งน้ำหนัก คุณหมอจะตรวจดูทารกว่าน้ำหนักขึ้นอย่างเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสัมพันธ์กับสุขภาพ และอาหารของทารกนั่นก็คือน้ำนมแม่
  3. วัดส่วนสูง วัดเส้นรอบศีรษะ
  4. ประเมินพัฒนาการทารกว่าทารกน้อยมีพัฒนาการเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่
  5. เมื่อถึงช่วงวัยที่ต้องรับวัคซีน คุณหมอก็จะฉีดวัคซีนให้ด้วย
ตรวจร่างกายหลังคลอด
ตรวจร่างกายหลังคลอด

สำหรับทารกมักจะพบกับภาวะตัวเหลือง ซึ่งดูเหมือนอาการไม่รุนแรง แต่แท้ที่จริงแล้ว หากลูกมีความผิดปกติรุนแรง และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ภาวะตัวเหลือง โรคร้ายแรงของทารกหลังคลอด

ภาวะตัวเหลืองมีทั้งแบบปกติและผิดปกติ ภาวะตัวเหลืองปกติ (Physiologic Jaundice) เกิดจากมีความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงมากกว่า เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกสลายจะเปลี่ยนเป็นบิลิรูบินมากกว่าปกติ การทำงานของตับที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพจึงทำให้กำจัดออกไปไม่ได้ แต่ถ้าทารกมีภาวะตัวเหลืองผิดปกติ (Pathologic Jaundice) จะเกิดได้จากหลายสาเหตุ

  • ภาวะหมู่เลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน แม่มีหมู่เลือดโอกับลูกมีหมู่เลือดเอหรือบี หรือแม่มีหมู่เลือด Rh ลบ แต่ลูก Rh บวก
  • ทารกที่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง หรือภาวะเม็ดเลือดแดงขาดเอ็มไซม์ G6PD ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย
  • ทารกมีเม็ดเลือดแดงจำนวนมากกว่าปกติ เกิดได้จากแม่ที่เป็นเบาหวาน
  • ตัวเหลืองที่สัมพันธ์กับการกินนมแม่ ทารกอาจได้รับนมไม่เพียงพอ หรือ ลูกเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย หรือมีภาวะลิ้นติดดูดนมแม่ได้ไม่ดี
  • สาเหตุอื่น เช่น ภาวะตับอักเสบ โรคท่อน้ำดีตีบ ซึ่งทารกจะมีอาการตัวเหลืองร่วมกับอุจจาระสีซีด ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น

ความรุนแรงของตัวเหลือง ถ้าระดับบิลิรูบินมากเกินไปจะจับที่เนื้อสมอง ทำให้สมองผิดปกติ ในระยะแรกหากได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือดโดยเร็ว ก็จะสามารถรักษาไม่ให้สมองถูกทำลาย ลดความรุนแรงของความพิการทางสมองได้ แต่ถ้ารักษาไม่ทันท่วงที อาจเกิดอาการรุนแรง หยุดหายใจ โคมา จนเสียชีวิตได้

การตรวจร่างกายของแม่หลังคลอด และการตรวจร่างกายของทารกหลังคลอด จึงมีความจำเป็นมาก ๆ สำหรับตัวคุณแม่เองต้องคอยสังเกตอาการให้ดี หากรู้สึกผิดปกติควรพบแพทย์ และควรอ่านสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก หรือสมุดวัคซีน เพื่อคอยตรวจดูสุขภาพให้แข็งแรงในทุก ๆ วัน

อ้างอิงข้อมูล : bangkokhospital, si.mahidol.ac.thหมอชญานิศสูตินรีเวชคลินิก และ med.swu.ac.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แม่ต้องรู้เท่าทัน!

10 วิธี รักษาแผลผ่าคลอด ไม่ให้เป็นคีลอยด์

ผมร่วงหลังคลอด แม่มือใหม่รับได้มั้ย 6 เคล็ดลับป้องกันผมร่วงให้ลูกจำหน้าแม่ได้แบบสวยๆ