วิธีเลี้ยงลูก ให้มีอนาคตดีแม้เรียนไม่เก่ง

วิธีเลี้ยงลูก ให้มีอนาคตดี แม้ “เรียนไม่เก่ง”

คุณพ่อคุณแม่อาจตั้งความหวังไว้ว่า ถ้ามีลูก เราจะเลี้ยงลูกให้ดี ลูกเราจะต้องเป็นคนดี คนเก่ง จะได้มีอนาคตที่ดีดูแลตัวเองได้ เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ ลูกจะได้ไม่ลำบาก แต่ถ้าลูกเรียนไม่เก่งล่ะ จะมีอนาคตที่ดีได้หรือเปล่า เราในฐานะพ่อแม่จะมี วิธีเลี้ยงลูก อย่างไร ให้มีอนาคตที่ดีได้แม้ เรียนไม่เก่ง

ดังข่าวดราม่าสนั่นโซเชียล ชาวเน็ตแฉ ครูโพสต์ประจานผลสอบวิชาคณิตศาสตร์โดยนักเรียน ได้ 2 เต็ม 10 พร้อมติดแคปชั่นว่า “อย่าลืมกินข้าวเช้านะคะ เดี๋ยวโง่”

อย่าลืมกินข้าวเช้านะคะ เดี๋ยวโง่
ครูโพสต์ผลสอบประจาน พร้อมแคปชั่น อย่าลืมกินข้าวเช้านะคะ เดี๋ยวโง่

และไม่ได้มีแค่ครูคนนี้คนเดียว แต่ยังมีครูสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนเดียวกัน ก็ได้โพสต์กระดาษคำตอบที่นักเรียนได้คะแนนเพียง 2 เต็ม 10 เช่นกัน โดยตั้งแคปชั่นว่า “อย่าบอกว่าข้อสอบยาก แต่ให้บอกว่า กูมันโง่ 2/2-2/3”

อย่าบอกว่าข้อสอบยาก
อย่าบอกว่าข้อสอบยาก

เห็นแบบนี้เลยทำเอาชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นว่า ไม่ควรนำลูกศิษย์ตนเองมาประจานว่า “โง่” แต่คุณครูควรลองพิจารณาตนเองก่อนว่าสอนยังไง เด็กถึงทำข้อสอบไม่ได้ ซึ่งเราจะไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์คุณครูในประเด็นนี้ แต่จะชวนคุณพ่อคุณแม่คิดว่า ถ้าลูกเราเรียนไม่เก่ง ได้คะแนนไม่ดีแบบนี้ เราจะโอเคหรือเปล่า? และเราควรจะทำอย่างไรกับลูกของเราดี?

วิธีเลี้ยงลูก ให้มีอนาคตดี แม้ “ลูกเรียนไม่เก่ง”

สำหรับในมุมมองของคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้น ถ้าลูกของเราเรียนไม่เก่ง ทำข้อสอบไม่ได้ คะแนนสอบไม่ดีเอาซะเลยแบบนี้ คุณแม่จะทำอย่างไรคะ? ต่อว่าลูก? พาไปติวเพิ่ม? เพื่อหวังจะให้ลูกมีผลการเรียนที่ดีขึ้น จะได้สอบเข้าโรงเรียนดังๆ มหาวิทยาลัยดีๆ ได้ทำงานดีๆ มีอนาคตที่ดี ใช่หรือเปล่า

ทีมแม่ ABK อยากให้คุณแม่ได้ลองอ่านบทความของคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ชิ้นหนึ่ง ท่านเคยได้ฝากข้อคิดให้คุณพ่อคุณแม่ลองทบทวนว่า อยากให้ลูกเรียนเก่งไปทำไม?…ให้ลูกเรียนอย่างมีความสุขดีกว่า

คุณหมอบอกว่า การที่ลูกเรียนไม่เก่งแต่มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจ เมื่อเติบโตไปอนาคตเขาจะดีกว่า เด็กที่เรียนเก่งแต่ไม่มีความสุข เพราะอะไรนั้น คำตอบอยู่ที่นี่แล้วค่ะ

 “ลูกเรียนไม่เก่ง …แล้วไงครับ” โดย นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ทบทวนอีกครั้ง อยากให้ลูกเรียนเก่ง ไปทำไมกัน ฟังข้อดี ข้อเสีย ก่อนจะเล่นบทพ่อแม่หลงทาง เมื่อลูกเรียนไม่เก่ง แล้วไงล่ะครับ ? ก่อนจะอ่านต่อไป พวกเรามาทบทวนกันก่อนว่า อยากให้ลูกเรียนเก่งไปทำอะไร

.

เพื่อเขาจะได้เอนทรานซ์ได้ ถ้าตอบข้อนี้ให้เวียนไปอ่านบรรทัดแรกอีกทีนะครับ พูดเล่น ๆ เอนทรานซ์ได้สมัยนี้ไม่ได้ให้หลักประกันเลยว่าจะไม่ตกงาน จะไม่ใช้ยาเสพติด จะไม่ติดเชื้อเอดส์ จะไม่ตั้งครรภ์ก่อนวัย จะไม่ทำแท้ง จะไม่พนันบอล และอื่น ๆ

.

เพื่อให้เขามีอาชีพมั่นคง ไม่จริงหรอกครับ เรียนเก่งแล้วไม่มีงานทำมีเยอะขึ้นเรื่อย ๆ มีงานทำแล้วประคองงานไว้ไม่ได้ก็มีเยอะ ประคองงานไว้ได้แล้วไม่มีความสุขก็มีอีกเยอะ มีเงินเยอะ แต่ไม่มีความสุขยิ่งเยอะใหญ่

.

ยกตัวอย่างอาชีพแพทย์ แพทย์สมัยนี้ตกงานทันทีหลังเรียนจบนะครับ ไม่ได้บรรจุเข้ารับราชการ และไม่รู้อนาคต ประกอบวิชาชีพไปถูกฟ้องไปก็เยอะ สังคมก็คาดหวังสูงขึ้น ต้องเคารพสิทธิผู้ป่วย ต้องแจ้งป้ายราคา ต้องไปชันสูตรพลิกศพ และอื่นๆ

.

แทนที่จะเรียนเก่ง น่าจะเรียนให้มี”ความสุข”มากกว่า

การเรียนให้มีความสุขมีประโยชน์ดังนี้คือ ทำให้เด็กรักตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง เมื่อเป็นเด็กเล็กก็ดูแลตนเองได้ เมื่อเป็นเด็กโตก็วิ่งไปซื้อของหน้าปากซอยได้ เมื่อเป็นวัยรุ่นก็กล้าแสดงออกในทางที่เหมาะสม เมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็รู้จักหาทางเลือกของชีวิต รู้ทีหนีทีไล่ รู้รุก รู้รับ รู้ชนะ รู้แพ้ รู้สู้รู้ถอย และไม่ฆ่าตัวตาย ดีกว่าเรียนเก่งตั้งมากมาย

.

คิดให้ดี ๆ นะครับ ว่ากว่าจะถึงเวลาที่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเราซึ่งเป็นพ่อแม่หากไม่แก่ หรือหงำเหงือกก็ตายไปแล้ว อยู่บนสวรรค์มองลงมาเห็นลูกใช้ชีวิตแบบหลังย่อมดีกว่าแบบแรกแน่นอน ยังไม่นับว่าสังคมในอนาคตจะเสื่อมทรามไปถึงไหนก็ยังไม่รู้

.

บางคนอยากให้ลูกเรียนเก่งไว้ก่อน เพราะกลัวลูกจะไม่มีเงินใช้ เรียกว่าผูกเรื่องข้ามช็อต เอาการเรียนเก่งไปเชื่อมโยงกับการมีเงินใช้

.

ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องลูกไม่มีเงินใช้ในอนาคต รัฐไทยจะจัดระบบประกันสังคมได้เด็ด ๆ ไม่แพ้อย่างที่เห็นในหนังฝรั่งแน่นอน แต่ถ้าเกิดไม่มีระบบประกันสังคมที่ดีพอ งั้นคิดให้ดีอีกทีว่า รัฐที่ไม่มีสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกระดับนั้น คนรวยกับคนจนใครจะมากกว่ากัน คนที่เข้าถึงทรัพยากรกับคนที่ถูกกีดกันจากทรัพยากรใครจะมากกว่ากัน

.

แน่ใจหรือว่าอยากให้ลูกเราเป็นพวกชนกลุ่มน้อย ตอนนี้ใครไม่ฮากรุณาพาลูกและครอบครัวอพยพไปอยู่ต่างประเทศนะครับ เอาใหม่ แทนที่ผมจะพยายามชี้ชวนว่าการเรียนไม่เก่ง ไม่มีประโยชน์อะไรในอนาคตแล้ว ผมจะอธิบายให้ฟังถึงข้อดีของการเรียนไม่เก่งดีกว่า

.

ก่อนอื่นมานิยามคำว่า เก่งก่อน เก่งในที่นี้หมายถึง ทำคะแนนได้สูงในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เด็กอาจจะไม่ได้ทำหน้าที่ทางจิตวิทยาของแต่ละวัยได้ครบถ้วนหรือพอเพียง

.

ในทางตรงกันข้าม เด็กเรียนไม่เก่งแต่มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจเรื่องหน้าที่ทางจิตวิทยาประจำวัย ของเด็กมากพอ ก็จะได้ลูกซึ่งเป็นเด็กเรียนไม่เก่งที่มีความสุข รักตนเอง ภูมิใจในตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง และพร้อมที่จะเติบโตเป็นตัวของตัวเองต่อไปในอนาคตเมื่อพ่อแม่ตายแล้ว

.

เพราะเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจไม่เคี่ยวเข็ญจนเกินไป มักมีเวลาว่างจากการทำการบ้าน การท่องหนังสือหรือการเรียนพิเศษมากกว่า เวลาเหล่านั้นคือ กำไรทางจิตวิทยาที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว

.

กำไรได้อย่างไร ลองอ่านต่อ เด็กเล็กและเด็กโตมีงานสำคัญที่ต้องทำอยู่คนละเรื่องเดียวเท่านั้น เด็กเล็กต้องพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือทั้งสิบให้แข็งแรง และสามารถใช้ทำงานที่อาศัย ความละเอียดในอนาคตได้ เด็กโตต้องพัฒนาทักษะในการเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ทะเลาะกันได้ก็ต้องดีกันได้ ต่อยกันไปแล้วก็ต้องอภัยกันได้

.

หากเด็กเล็กใช้นิ้วมือได้คล่องแคล่ว เขาไม่เพียงมีความสามารถทำงานอะไรก็ได้ในอนาคต แต่เขายังมีความรักตนเอง ภาคภูมิใจตนเอง เชื่อมั่นในตนเองที่สอบผ่านจิตวิทยาประจำวัยมาได้

.

หากเด็กโตเข้าสังคมได้ทุกรูปแบบ เขาไม่เพียงมีความสามารถหางานอะไรก็ได้ และปรับตัวเข้ากับงานหรือครอบครัวแบบไหนก็ได้ แต่เขายังมีความรักตนเอง ภาคภูมิใจตนเอง เชื่อมั่นในตนเองที่สอบผ่านจิตวิทยาประจำวัยมาได้เช่นเดียวกัน

.

ความรักตนเองเป็นภูมิคุ้มกันต่อสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ในสังคมที่จะมาแผ้วพานชีวิตของเขาในอนาคต นี่คือหนึ่งในคำอธิบายว่า เพราะอะไรคนที่รู้ว่าสูบบุหรี่ไม่ดีก็ยังจะสูบ เสพยาบ้าไม่ดีก็ยังจะเสพ เที่ยวหญิงบริการเสี่ยงติดเชื้อเอดส์ ก็ยังจะไป เพราะพวกเขาไม่รักตนเอง ให้สืบกันจริง ๆ คงพบคามบกพร่องทางจิตวิทยาในวัยเด็กเล็กเด็กโตนี่แหละ

.

พวกเรามักคิดว่า งานหลักของเด็กเล็กคือคัดไทย งานหลักของเด็กโตคือบวกเลข ทำให้เราหลงทาง เสียเวลา และคาดหวังลูกในทางที่ไม่ถูกไม่ควรกันค่อนประเทศ เมื่อลูกไม่ได้ดั่งใจก็คาดหวังสูงยิ่งขึ้นอีก เด็กจึงไม่รักตนเอง เกลียดตนเอง ไม่ภูมิใจในตนเอง และขาดภูมิคุ้มกันไปในที่สุด

.

อย่าเป็นเลยครับ เด็กเรียนเก่งแต่สุขภาพจิตไม่ดี

และไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะร่ำรวยในอนาคต เป็นเด็กธรรมดา เรียนเต็มความสามารถของเขา ได้เล่นและทำงานกลุ่มอย่างเหมาะสม เติบโตเป็นคนที่เอาตัวรอดได้ในยามคับขันทุกสถานการณ์

ถามตนเองอีกครั้งสิครับ ว่าอยากได้ลูกแบบไหน”

คุณพ่อคุณแม่ที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงตัดสินใจได้แล้วว่า อยากได้ลูกแบบไหน เพราะพ่อแม่ทุกคนล้วนแต่อยากเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด เป็นพ่อแม่ให้ดีที่สุด พ่อแม่ที่ดีไม่จำเป็นต้องเก่งไปเสียทุกเรื่อง เราต่างมีจุดอ่อน ข้อเสียในตัวเอง ลูกของเราก็เหมือนกัน เขาอาจจะมีจุดอ่อนในเรื่องการเรียน แต่เชื่อเหลือเกินว่า ทุกคนล้วนมีข้อดี และจุดแข็งของตัวเอง เพียงแต่ยังหามันไม่เจอเท่านั้น และคุณพ่อคุณแม่นี่เองที่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลูกค้นหาสิ่งที่ลูกทำได้ดีและมีความสุข และส่งเสริมในสิ่งๆ นั้นต่อไป

ขอขอบคุณที่มา: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ที่มาข่าวและรูปภาพ : AmarinTV

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดีๆ คลิก

ลูกเรียนไม่เก่ง ได้เกรดน้อย ไม่ได้แปลว่า “โง่”

อุทาหรณ์สอนใจ! ยัดเยียดการเรียน ให้ลูกจนลูกสติขาด

การเรียนลูก เป็นเพียงเรื่องของครู จบที่โรงเรียนจริงหรือ?

คริสปี้ ครีม

คริสปี้ ครีม เสิร์ฟความคิวท์ไม่หยุด เสริมทีมความน่ารักให้กับ ‘ยูนิคอร์น โดนัท’

คริสปี้ ครีม (Krispy Kreme) โดนัทสูตรลิขสิทธิ์อันดับ 1 ที่ครองใจคนทั่วโลก ส่งความน่ารักให้สาวกยูนิคอร์นได้เตรียมเฮ! อย่างต่อเนื่องกับ  ‘ยูนิคอร์น โดนัท’

คริสปี้ ครีม ยูนิคอร์น โดนัท’ 

นำทีมเจ้าเก่าสุดคิ้วท์ด้วย ยูนิคอร์น พิงค์ (Unicorn Pink)   พิงค์ สปริงเคิลส์ (Pink Sprinkles) และเจลลี่ บีน พิงค์ สปริงเคิลส์ (Jelly Bean Pink Sprinkles) ที่รอบนี้พาเพื่อนใหม่มาเสริมกำลังทีมความน่ารักให้เพิ่มขึ้นถึง 3 แบบ เริ่มด้วย  เลิฟลี่ บลูสกาย  (Lovely Bluesky)   โดนัท ออริจินัล เกลซ ยอดฮิตแต่งแต้มหน้ายูนิคอร์นด้วยวิปครีม สีชมพู – ฟ้า จนกลายเป็นโดนัทยูนิคอร์นแสนน่ารัก ตามมาด้วย คิ้วตี้ ไวโอเลท  (Cutie Vlolet) โดนัทเคลือบไอซิ่งสีม่วงพาสเทล ตกแต่งด้วยยูนิคอร์นแคนดี้หลากสีสัน  ปิดท้ายด้วยกามัวร์ ยูนิคอร์น ฟิลล์ (Glamour Unicorn Filled) โดนัทเนื้อนุ่มสอดไส้ราสเบอรี่เคลือบไอซิ่งสีฟ้า – ม่วง และเพิ่มความหรูหราวิบวับด้วยกลิตเตอร์สีทอง

พบกับยูนิคอร์น โดนัทสุดคิวท์ทั้ง 6 แบบได้ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม  – 30 กันยายน 2563  ในราคาเพียงชิ้นละ 35 บาท หรือแบบ เซ็ท 296 บาท (ออริจินัลเกลซ 6 ชิ้น และยูนิคอร์นโดนัท 6  ชิ้น)  ได้ที่ร้านคริสปี้ ครีม ทั้ง 50 สาขาใกล้บ้านคุณ (ราคาดังกล่าวยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ)

ติดตามความเคลื่อนไหวของคริสปี้ ครีม โดนัทสุดโปรดของคุณได้ที่ www.krispykreme.co.th หรือ Facebook Fanpage : krispy kreme thailand  หรือ #Krispykremethailand และมาเป็นเพื่อนกับคริสปี้ ครีม เพื่อลุ้นรับสิทธิพิเศษก่อนใครทางแอพพลิเคชั่นไลน์  @KrispykremeTH

คริสปี้ ครีม

ควรมีลูกห่างกันกี่ปี

ควรมีลูกห่างกันกี่ปี มีลูกหัวปีท้ายปี แบบคนสมัยก่อนได้ไหม

หลายคนอาจสงสัยว่า ควรมีลูกห่างกันกี่ปี หรือมีลูกหัวปีท้ายปี ดีหรือไม่ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องคิดถึงคือสุขภาพร่างกายของคนเป็นแม่ ที่อาจส่งผลต่อลูกน้อยในท้อง หากมีลูกถี่เกินไป แต่สำหรับคุณแม่คนนี้นั้น ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ เมื่อเธอกำลังตั้งท้องลูกคนที่ 16 ทั้งที่เพิ่งคลอดลูกคนล่าสุดไปเมื่อ 3 เดือนก่อน

ควรมีลูกห่างกันกี่ปี อยากมีลูกหัวปีท้ายปี จะได้ทันใช้

Patty Hernandez ผู้เป็นแม่วัย 38 ปี และ Carlos ผู้เป็นพ่อวัย 37 ปี ได้สร้างครอบครัวร่วมกัน โดยสมาชิกในครอบครัวค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันต้องมีห้องนอนถึง 5 ห้องนอน ให้เพียงพอต่อการอยู่อาศัยร่วมกับลูกทั้ง 15 คน ที่บ้านใน‎ชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับสมาชิกในครอบครัวนี้มีลูกชาย 5 คน ลูกสาว 10 คน (6 คนในนี้เป็นฝาแฝด) รวมเป็น 15 คน แถมชื่อของทุกคนยังนำหน้าด้วยตัว C เพื่อให้คล้องกับชื่อพ่อว่า Carlos แต่ถ้าคุณคิดว่า 15 คน ก็เกินพอแล้ว คุณคิดผิดค่ะ เพราะครอบครัวนี้กำลังจะมีลูกคนที่ 16 โดยคุณแม่ Patty ได้คลอดน้องคนสุดท้ายไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเธอก็เพิ่งจะรู้ว่า กำลังจะมีเจ้าตัวน้อยที่คาดว่าจะเกิดในเดือนเดียวกันปีหน้า หรือเดือนพฤษภาคม 2564

ลูกเยอะขนาดนี้ ค่าใช้จ่ายก็ต้องสูงเป็นธรรมดา โดยคนเป็นพ่อนั้นทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดพื้น แต่ทั้งคู่ต้องใช้จ่ายเงินมากถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว ๆ 15,682 บาท เพื่อซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น รวมถึงค่าผ้าอ้อม ทั้งยังต้องวางแผนซื้อรถคันใหม่ เพื่อให้เพียงพอที่จะบรรทุกลูก ๆ ทั้ง 16 คน ที่บางคนก็ตัวโตขึ้นเยอะแล้ว

ลูกชายคนโตของครอบครัวนี้ชื่อ Carlos Jr อายุ 12 ปี ส่วนคนสุดท้องในปัจจุบันชื่อ Crystal อายุราว ๆ 4 เดือน และแม้เธอจะยอมรับว่าเลี้ยงลูก 15 คนทำให้เครียด แต่เธอก็มีความสุขกับสมาชิกตัวน้อยที่เพิ่มขึ้น

“มันจะเครียดเยอะหน่อย และยากขึ้นสักหน่อย สำหรับการเลี้ยงทารกแรกเกิด เพราะลูกมักจะร้องไห้บ่อย ๆ และฉันก็ต้องดูแลพวกเขา แต่พวกเราก็สนุก เราได้ฝากทุกอย่างไว้ที่พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานสิ่งใดให้ เราก็มีความสุข เราจึงไม่ใช้การคุมกำเนิดเลย”

การไม่คุมกำเนิดเลย ทำให้หลังจากคลอดลูกแล้ว ราว ๆ 3 เดือน เธอก็มักจะตั้งครรภ์อีกครั้ง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ความแข็งแรงของร่างกายคนเป็นแม่แต่ละคนนั้นไม่เท่านั้น มาดูกันดีกว่าว่า ปกติแล้วเราควรมีลูกห่างกันกี่ปี

ควรมีลูกห่างกันกี่ปีถึงจะดี

เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ เคยโพสต์เรื่องท้องสองเมื่อไรดี หรือควรมีลูกเว้นจากคนแรกเท่าไรดี โดยคุณหมอแนะนำว่า ไม่ควรมีลูกหัวปีท้ายปีตามที่ในอดีต เพราะจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้กับคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ เช่น

อย่างน้อย ๆ ควรมีลูกห่างกัน 1 ปี เพื่อให้สุขภาพร่างกายของคุณแม่ได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ สำหรับ WHO หรือองค์การอนามัยโลก แนะนำว่า ควรตั้งครรภ์ห่างกัน 24 เดือน ประมาณ 2 ปี ส่วน ราชวิทยาลัยสูตินรีเวช สหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ว่าควรมีลูกห่างกันประมาณ 18 เดือน

มีลูกหัวปีท้ายปี คืออะไร

สำหรับคนที่ยังสับสนว่า ลูกหัวปีท้ายปี จะนับอย่างไร ทางโรงพยาบาลเปาโลโชคชัย 4 ได้อธิบายไว้ว่า ให้นับจากการที่คุณแม่ตั้งครรภ์ 2-6 เดือนหลังการคลอดลูก เพราะประจำเดือนจะกลับมาหลังคลอดลูกได้ไม่นาน ส่วนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ หากคุณแม่มีลูกหัวปีท้ายปี ได้แก่

  1. เพิ่มความเสี่ยงคุณแม่คลอดก่อนกำหนด เพราะร่างกายแม่ยังไม่ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ภายหลังจากคลอดลูกคนแรก
  2. ลูกอาจมีการขาดสารอาหารและน้ำหนักน้อยกว่าปกติ เพราะแม่ยังไม่แข็งแรง
  3. แม่บางคนอาจเกิดการฉีกขาดที่ช่องคลอดได้ง่าย
  4. ตัวคุณแม่จะเหนื่อยมากขึ้น เพราะลูกคนโตยังไม่หย่านม

ดูแลตัวเองอย่างไรก่อนมีลูกอีกคน

  • เติมสารอาหารให้แม่แข็งแรง ซ่อมแซมร่างกายแม่ที่ทรุดโทรมจากการคลอดลูกคนแรกด้วยสารอาหารต่าง ๆ แม่ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง ลดอาหารประเภทแป้งและไขมันให้น้อยลง
  • สร้างสุขภาพจิตใจแข็งแรง คอยสังเกตตัวเองอยู่เสมอว่า มีอาการซึมเศร้า มีอารมณ์แปรปรวนหรือไม่ เพราะความเครียดจากการเลี้ยงลูก ฮอร์โมนในร่างกาย อาจส่งผลต่อสภาพจิตใจของแม่ได้

ข้อดีของการมีลูกห่างกันอย่างน้อย 2 ปี

  • แม่ที่มีลูกถี่หรือมีลูกมาก สุขภาพจะอ่อนแอได้ง่าย เพราะร่างกายยังไม่แข็งแรง แต่มีการตั้งท้องอีก ทั้งที่การคลอดลูกแต่ละครั้งนั้น แม่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกาย พักร่างเพื่อบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง ถ้าแม่ต้องตั้งครรภ์บ่อย ให้นมลูกเป็นประจำติดต่อกัน อาจไปเพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพของแม่ในอนาคตได้
  • หากมีลูกห่างกัน 2 ปี จะช่วยให้พ่อแม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิด ใช้เวลาเลี้ยงดูอบรมลูกได้เต็มที่ และถ้าเป็นลูกคนแรกก็ต้องพยายามเตรียมพี่คนโตให้พร้อมกันมีน้องอีกคน
  • พ่อแม่สามารถวางแผนการใช้เงินได้ง่ายขึ้น เพราะการเลี้ยงลูกแต่ละคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพจำเป็นต้องใช้กำลังทรัพย์ หากเว้นว่างการมีลูกให้ห่างกัน 2 ปี ก็จะช่วยให้พ่อแม่ร่วมกันเก็บหอมรอมริบได้ง่ายขึ้น เพิ่มเวลาในการเก็บออมเงินทอง เพื่อสร้างครอบครัวให้มีความมั่นคง
  • การตั้งครรภ์ 4 ครั้งขึ้นไปอาจส่งผลต่อสุขภาพผู้เป็นแม่ได้ ทำให้เกิดมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอด โดยไปเพิ่มความเสี่ยง ดังนี้ โรคโลหิตจาง อาการตกเลือด หรือแท้ง คุณแม่จึงต้องอยู่ภายในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ก่อนจะตัดสินใจมีลูกอีกคน พ่อแม่ควรพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อดูว่าควรมีลูกห่างกันกี่ปี ให้แม่ได้ฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย และให้ครอบครัวได้เตรียมพร้อมด้านการเงิน

อ้างอิงข้อมูล : dailymail.co.uk, paolohospital, factsforlife.org และ facebook.com/SpoiledPediatrician

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อยากมีลูก ทำไงดี? 10 เคล็ด(ไม่)ลับทำให้ท้อง เพิ่มโอกาสมีลูกสมใจ

เตรียมท้องได้เลยจ้า! 5 สัญญาณบ่งบอก อาการไข่ตก ที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์

อยาก มีลูกคนที่สอง ต้องวางแผนการเงินอย่างไรดี

เด็กขาดโกรทฮอร์โมน

เด็กที่ขาด โกรทฮอร์โมน จะทำให้เตี้ยจริงหรือ?

โกรทฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนเพิ่มสูงจริงไหม แล้วมันทำงานอย่างไร หาได้ที่ไหน ร่างกายผลิตได้เท่ากันทุกคนหรือไม่ และอีกหลากหลายคำถามคาใจ รวมคำตอบไว้พร้อมให้คุณแล้ว

เด็กที่ขาด โกรทฮอร์โมน จะทำให้เตี้ยจริงหรือ?

ปัญหายอดฮิตปัญหาหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ให้ความสำคัญ นั่นคือ ปัญหาเรื่องส่วนสูงของลูก เพราะปัจจุบันความสำคัญของบุคลิกภาพนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจหรือเพิ่มโอกาสในหน้าที่การงาน การที่ลูกเราสามารถมีส่วนสูงที่ได้มาตรฐาน หรืออย่างน้อยเพียงแค่ให้เขาดูไม่เตี้ยจนเกินไปนั้นก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่อย่างเราหวังให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน

ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง

ความสูงที่ไม่เท่ากันของแต่ละคน เป็นผลมาจากปัจจัยหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

  • พันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์คาดว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสูง โดยคิดเป็น 60-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20-40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือนั้นเป็นผลมาจากปัจจัยอื่น ๆ แนวโน้มความสูงของบุตรจึงมักขึ้นอยู่กับยีนส์ของพ่อและแม่
  • เพศ ชายและหญิงมีช่วงที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (Growth Spurt) แตกต่างกัน ในเพศชาย ช่วงนี้มักเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 11 ปี และมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วสุดที่อายุประมาณ 13 ปี ส่วนเพศหญิงมักเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 9-10 ปี และมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วสุดที่อายุประมาณ 11-12 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว เพศชายจะสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 4 นิ้วต่อปี และเพศหญิงสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 3 นิ้วต่อปี อัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันนี้ ทำให้เพศชายมีความสูงมากกว่าเพศหญิงโดยเฉลี่ย 5 นิ้ว
  • โภชนาการ อาหารมีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก การได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ อาจทำให้เด็กเจริญเติบโตช้าและตัวเตี้ยกว่าเด็กที่มีโภชนาการดี
  • ปัญหาสุขภาพ โรคหรือความผิดปกติบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและส่วนสูง เช่น
    • กลุ่มอาการเทอเนอร์ (Turner syndromeเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นกับเพศหญิง ผู้ป่วยอาจมีรูปร่างเตี้ยและมีพัฒนาการทางเพศช้ากว่าปกติ
    • โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Anemia) เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมที่ทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะคล้ายเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งผิดไปจากเม็ดเลือดแดงปกติที่มีรูปร่างค่อนข้างกลมและบุ๋มตรงกลาง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มเจริญเติบโตช้า และเข้าสู่วัยแรกรุ่นช้ากว่าคนทั่วไป
    • ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ความผิดปกติเกี่ยวกับต่อมนี้อาจส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าคนทั่วไป เช่น ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism) ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone Deficiency) เป็นต้น
พันธุกรรม กับ โกรทฮอร์โมน
พันธุกรรม กับ โกรทฮอร์โมน

โกรทฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับความสูงอย่างไร?

จากปัจจัยที่มีผลต่อความสูงแล้ว จะเห็นได้ว่าการทำงานภายในร่างกายของคนเรามีส่วนสำคัญ และสัมพันธ์กันการเจริญเติบโตของร่างกาย ซึ่งส่วนสูงก็เป็นหนึ่งในการเจริญเติบโตนั้น ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า มีฮอร์โมนตัวหนึ่งที่เป็นตัวสำคัญในการสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อความสูง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และกระดูก นั่นคือ โกรทฮอร์โมน

ทำความรู้จักกับโกรทฮอร์โมน

โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone: GH) คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมอง และเข้าสู่กระแสเลือด มีหน้าที่สำคัญในการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เติบโตสมวัย ในการผลิตโกรทฮอร์โมนของร่างกายจะถูกควบคุมอีกทีด้วยฮอร์โมนที่ผลิตจากสมอง ส่วนไฮโปทาลามัสภายในสมอง และฮอร์โมนที่ถูกผลิตขึ้นภายในทางเดินอาหารและตับอ่อน

การทำงานของโกรทฮอร์โมน

โกรทฮอร์โมน เป็นสารเคมีในร่างกายที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อความสูง รวมทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งระดับของฮอร์โมนดังกล่าวมีการผกผันอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน วัยที่มีระดับโกรทฮอร์โมนสูงสุด คือ วัยเด็ก และวัยแรกรุ่น เนื่องจากเป็นวัยเจริญเติบโต และฮอร์โมนนี้จะค่อย ๆ ลดระดับลงเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน นอกจากนี้โกรทฮอร์โมนยังมีหน้าที่หลักในตลอดช่วงชีวิตของคนคือ ช่วยในการทำงานของสมอง ควบคุมปริมาณไขมันและกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อเนื้อเยื่อ และกระดูกภายในร่างกาย ไปจนถึงระบบเผาผลาญ เช่น การทำงานของอินซูลิน และระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

ขณะที่ปริมาณของโกรทฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนจะแตกต่างกัน โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกิน จะมีระดับฮอร์โมนดังกล่าวน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ แต่ก็ไม่มีการพบว่าการได้รับฮอร์โมนเสริมจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น พบแต่เพียงว่าสามารถช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มมวลกระดูก และลดปริมาณไขมันในร่างกายเท่านั้น

สร้าง โกรทฮอร์โมน ตั้งแต่ในท้อง
สร้าง โกรทฮอร์โมน ตั้งแต่ในท้อง

เด็กที่ขาดโกรทฮอร์โมนทำให้เตี้ยจริงหรือ?

กลับมาสู่คำถามเริ่มต้นกันดีกว่า หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ได้ทำความรู้จักกับโกรทฮอร์โมนกันมาแล้ว จึงสามารถสรุปตอบคำถามนี้ได้ว่า โกรทฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในเรื่องส่วนสูงของลูก โดยที่ร่างกายสามารถสร้างฮอร์โมนตัวนี้ได้อยู่แล้วในสภาวะที่ร่างกายปกติ แต่ปริมาณของโกรทฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนจะแตกต่างกัน จะมีมาก หรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น พฤติกรรม รูปร่าง อาหารการกิน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าการที่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจในเรื่องรูปร่างภายนอกของลูก เรื่องส่วนสูงของเขาแล้วนั้น เราควรจะสังเกตในพัฒนาการเจริญเติบโตทางร่างกายของลูกอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการดีกว่า เพราะหากลูกเรามีภาวะร่างกายขาดโกรทฮอร์โมนแล้ว สิ่งที่น่ากังวลมิใช่แค่การห่วงว่าลูกจะเตี้ยหรือไม่ แต่พัฒนาการทางด้านร่างกายอื่น ๆ ก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งหากเราสามารถรู้ได้ก่อน ก็จะช่วยให้เขาได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ไม่สายเกิน

ดูอย่างไรว่าลูกขาดโกรทฮอร์โมน
เมื่อโกรทฮอร์โมนของลูกทำงานผิดปกติ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราทราบได้ คือ การสังเกตพัฒนาการของลูกในแต่ละช่วงวัย โดยดูจากอัตราการเจริญเติบโตที่มีค่าน้อยกว่าค่าปกติ พล็อตกราฟความสูงแล้วความสูงต่ำกว่าเกณฑ์ในช่วงอายุนั้น ๆ อัตราการเพิ่มส่วนสูงภายใน 4 ปีน้อยกว่าปีละ 5 ซม.แล้ว นอกจากนั้นยังสามารถสังเกตอาการอื่น ๆ ที่แสดงออกทางร่างกายได้อีก ดังนี้
  • ลูกจะมีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัย โครงหน้าเหมือนตุ๊กตา ดั้งจมูกแบนกว่าปกติ บางรายสัมพันธ์กับอาการปากแหว่ง เพดานโหว่
  • รูปร่างมักจะเตี้ย เล็ก แต่สมส่วน
  • อ้วน มีไขมันสะสมบริเวณลำตัวมาก
  • หากเป็นในเด็กชาย ลูกยังอาจมีอาการ เสียงเล็กแหลม รูปร่างเตี้ยแต่จ้ำม่ำ อาจพบว่ามีอวัยวะเพศเล็กกว่าเด็กทั่วๆ ไป
  • เด็กบางคนที่ขาดโกรทฮอร์โมนชนิดรุนแรงจะพบว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาจเป็นเหตุให้ลูกชักจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้อีกด้วย
  • ไม่ค่อยได้เปลี่ยนไซส์รองเท้า หรือชุดเสื้อผ้ามาหลายปี

ในปัจจุบันยังมีโกรทฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์ ที่เกิดจากการสร้างขึ้นภายนอกร่างกาย และนำมาใช้เพื่อทดแทนในผู้ป่วยที่มีภาวะขาดโกรทฮอร์โมน และช่วยเสริมความแข็งแรงและกล้ามเนื้ออีกด้วย

การรักษาภาวะขาดโกรทฮอร์โมนในเด็ก นอกจากการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุซึ่งสามารถแก้ไขได้ เช่น การผ่าตัดรักษาเนื้องอกต่อมใต้สมอง ยังมีการรักษาโดยการให้โกรทฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์

โกรทฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์ เป็นสารที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมนดังกล่าวให้แก่ผู้ป่วยซึ่งขาดฮอร์โมน แพทย์จะให้โกรทฮอร์โมนสังเคราะห์นี้ผ่านทางการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ทุกวันก่อนนอนวันละครั้ง ซึ่งก่อนจะได้รับฮอร์โมนดังกล่าวผู้ป่วยจะต้องได้รับการทดสอบประเมินการขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต การฉีดโกรทฮอร์โมนสังเคราะห์ในเด็กจะช่วยกระตุ้นให้เด็กเจริญเติบโตได้เป็นปกติมากขึ้น ในผู้ป่วยที่ขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต หลังฉีดจะทำให้ความสูงเพิ่มขึ้น 10-12cm ในปีแรก และ7-9 cm/ปี ในปีที่ 2 และ3

จากกระแสการใช้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ในการเสริมสร้างร่างกายของนักกีฬาและนักเพาะกาย จนในวงการกีฬาต้องนำมาเป็นประเด็นในการตรวจเช็กการใช้ฮอร์โมนนี้ในการแข่งขันกีฬา เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบกันในการแข่งขัน จนทำให้มีข่าวของนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่มีการโดนปรับหรือมีการลงโทษกันมากมายนั้น ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่หันมาสนใจกับเจ้าโกรทฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์ว่าจะสามารถเป็นตัวช่วยในเรื่องความสูงของลูกได้หรือไม่นั้น โดยคุณหมอได้ทำการเตือนว่า การใช้โกรทฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์นี้จำเป็นต้องอยู่ในการดูแลแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ เพราะหากใช้อย่างไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน

โภชนาการ กับ โกรทฮอร์โมน
โภชนาการ กับ โกรทฮอร์โมน

อันตรายจากโกรทฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์

แม้จะช่วยในการรักษาโรคบางชนิดได้ แต่โกรทฮอร์โมนสังเคราะห์ก็ยังมีอันตราย มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า หากฉีดฮอร์โมนชนิดนี้แล้วจะช่วยในเรื่องการเพิ่มส่วนสูง ลดประมาณไขมันสะสม และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีผลการศึกษาใดยืนยันได้ว่า ฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิดนี้สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการนอนหลับ เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ หรือชะลอความแก่ก่อนวัยได้ นอกจากนี้ การใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์เหล่านี้อาจส่งผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ โดยอาจก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น

  • อาการบวมน้ำ
  • อาการปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นประสาท
  • โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)
  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
  • เกิดอาการเหน็บขาที่บริเวณผิวหนัง
  • ในเพศชาย อาจก่อให้เกิดอาการหน้าอกโตผิดปกติได้

ที่สำคัญการใช้โกรทฮอร์โมนในระยะยาวอาจส่งผลอันตรายต่อสุขภาพร้ายแรง จนถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นจึงต้องรักษาต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในอนาคต

เด็กเตี้ยจะสูงได้ไหม?

อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า โกรทฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายคนปกติสามารถสร้างได้เอง ดังนั้นจะเป็นการดีกว่ามาก หากเราเข้าใจการเกิด การสร้างฮอร์โมนดังกล่าวของร่างกาย เพราะจะได้ช่วยให้เรามีพฤติกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนออกมาได้ในปริมาณมาก จะได้เป็นตัวเสริมให้ลูกได้รับปัจจัยที่ดีต่อส่วนสูง นอกจากนั้นยังดีต่อร่างกายในด้านอื่น ๆ อีกด้วย แล้วภาวะเด็กเตี้ย หรือหากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกอยู่ในเกณฑ์สูง จะมีการป้องกันและแก้ไขได้อย่างไร ผศ.พญ.อรพร ดำรงวงศ์ศิริ สาขาวิชาโภชนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้อธิบายไว้ในรายการ พบหมอรามา ออกอากาศวันที่ 28/01/2559

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก RAMA CHANNEL

วิธีเสริมสร้างโกรทฮอร์โมน ป้องกันไม่ให้ลูกเตี้ย

  1. หาสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เตี้ย หากคุณพ่อคุณแม่พบความผิดปกติของพัฒนาการทางด้านร่างกายของลูกจากตารางบันทึกพัฒนาการตามวัยแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือ การไปปรึกษาคุณหมอว่าลูกเรามีปัญหาจริงหรือไม่ เกิดจากสาเหตุใด จะได้แก้ไขได้อย่างตรงจุด
  2. โภชนาการ อย่างที่กล่าวตั้งแต่ต้นว่า อาหารเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสูง โดยเราต้องใส่ใจในเรื่องนี้ตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ เพราะเด็กที่เกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย จะมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นเด็กเตี้ย ตัวเล็กตอนโตด้วย โดยเฉพาะช่วงอายุ 2 ปีแรกนั้นสำคัญมาก นอกจากอาหาร 5 หมู่ที่ต้องได้รับครบถ้วนแล้ว ยังรวมถึงแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกอีกด้วย เช่น วิตามินเค แคลเซียม โพแทสเซียม เป็นต้น
  3. กิจกรรมในชีวิตประจำวัน การมีกิจกรรมที่ช่วยเป็นแรงกระตุ้นของกระดูกก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านความสูงให้ลูกได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงในเด็กสมัยปัจจุบัน คือ ขาดกิจกรรมกระตุ้นดังกล่าว มักนั่งนิ่ง ๆ นั่งอยู่หน้าจอทั้งวันมากกว่า
  4. ภาวะโรคอ้วน อย่างที่ทราบกันว่าความอ้วนก็มีผลต่อปริมาณการเกิดโกรทฮอร์โมน โดยเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าจะมีระดับโกรทฮอร์โมนต่ำกว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวปกติ
  5. ภาวะการเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วกว่าปกติ ลูกจะมีพัฒนาการด้านความสูงเร็วที่สุดในช่วงก่อนการเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ุ หรือช่วงก่อนเป็นหนุ่มเป็นสาวนั่นเอง หากเขาเข้าสู่ภาวะนี้เร็วเกินไปก็เท่ากับการไปหยุดความสูง ทำให้ลูกไม่สามารถมีส่วนสูงได้เต็มที่
  6. การนอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพออย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวันและเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม โกรทฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาในช่วงเวลาที่เราหลับลึก ซึ่งก็คือช่วงเวลาดัวกล่าว

อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังกังวลต่อความสูงของลูกว่า ความสูงความเตี้ย เป็นผลรวมของความแข็งแรงของร่างกาย และโภชนาการของเด็ก เราต้องดูแลตลอดเวลาตั้งแต่ในท้อง วัยแรกเกิด จนถึงวัยรุ่น เรียกได้ว่าหากเราใส่ใจลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ โอกาสที่เขาจะได้รับโกรทฮอร์โมนอย่างเต็มที่ก็มีมาก ทำให้โอกาสที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเตี้ยนั้นก็คงน้อยลงตามไปด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก pobpad.com / รพ.เด็กสินแพทย์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เพิ่มความสูง ด้วยสูตรคำนวณหาความสูงของลูก รู้ก่อนแก้ได้

แม่แชร์ประสบการณ์! เมื่อลูกสาวเป็น “โรคเป็นสาวก่อนวัย”

20 เพลงกล่อมนอนเพราะๆ เปิดฟังยาวๆ ลูกหลับง่าย ตื่นแล้วไม่งอแง

วิธีทำให้สูง ด้วยเมนูอาหารวิเศษเสริมแคลเซียมวัยเบบี๋

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีสังเกตอาการหอบในทารก

วิธีสังเกตอาการหอบในทารก หายใจหอบเป็นยังไง พ่อแม่ต้องสังเกตอาการลูก

อากาศเย็น ๆ ฝนตกกระหน่ำ ทำให้ลูกน้อยมีอาการแปลก ๆ หายใจไม่ปกติ อาการแบบนี้เป็นหอบใช่ไหม วิธีสังเกตอาการหอบในทารก หายใจหอบเป็นยังไง

วิธีสังเกตอาการหอบในทารก หายใจหอบเป็นยังไง

แม่ที่มีลูกน้อยในวัยทารก คงมีความกังวลมากมายในช่วงนี้ เพราะมีทั้งโควิด-19 ที่ต้องคอยระมัดระวังตลอดเวลา ไหนจะโรคประจำฤดูกาลอย่างปลายฝนต้นหนาว และแน่นอนว่า อากาศเย็น ๆ แบบนี้ เด็ก ๆ มักจะมีอาการหอบ เราจึงมีวิธีสังเกตอาการว่าลูกหอบหรือไม่ มาฝากกันค่ะ

เพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม โพสต์ถึงโรคภัยในช่วงนี้ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ยังไม่ทันซา ก็มี RSV ที่ต้องระวัง และยังมี โควิด-19 ระลอก 2 อีก คุณหมอจึงเอาวิธีการสังเกตอาการหอบมาฝาก เป็นคลิปวิดีโอที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาไว้

ทารกมีอาการหอบเป็นยังไง

  • หายใจเร็ว/แรง ดูแฮ่ก
  • อกบุ๋ม / ชายโครงบุ๋ม
  • จมูกบาน ดูหายใจยาก

พ่อแม่ควรสังเกตอาการร่วมกับไข้ ไอ มีน้ำมูก สำลักนม พร้อมกับมีอาการหอบ เพราะเด็กที่วิ่งเล่นมา หรือเพิ่งร้องไห้อย่างหนัก ก็จะมีการหายใจแฮ่กช่วงสั้น ๆ ได้เช่นกัน หรืออาการสะอึก ลูกก็จะมีชายโครงบุ๋มเป็นจังหวะสะอึกได้

ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่ไม่ทันซา # RSVก็มาแล้ว # ไหนจะต้องระวัง COVID ระลอก2เลยเอาวิธีการสังเกตอาการหอบมาฝากจ้าสรุปคือ…

Posted by เรื่องเด็กๆ by หมอแอม on Wednesday, 2 September 2020

 

วิธีสังเกตอาการหอบในทารก

ทำความรู้จักอาการหอบคืออะไร

อาการหอบมีลักษณะการหายใจลำบาก หายใจเร็ว หรือหายใจเสียงดัง ส่วนสาเหตุของอาการหอบ อาจเกิดจากโรคต่าง ๆ อย่างโรคระบบหายใจ เช่น โรคหืดในเด็ก โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบ หรือแม้กระทั่งอาการแพ้อาหาร แพ้อากาศ แพ้ควันบุหรี่ และแพ้ฝุ่น

อาการหอบของลูกแต่ละช่วงวัย

  • ทารกแรกเกิด อาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะ เช่น รูจมูกตัน มีท่อติดต่อระหว่างหลอดลมกับหลอดอาหาร ความพิการของกะบังลม หรือเป็นการสำลักนม ปอดอักเสบ ปอดแฟบ พบว่าเป็นสาเหตุของการหอบในทารกแรกคลอด
  • ทารกและเด็กเล็กมักจะพบอาการหอบได้บ่อย ต้องสังเกตเสมอว่า ลูกหายใจเร็วขึ้นหรือไม่ มีอาการกระสับกระส่ายหรือช่องซี่โครงบุ๋ม โดยมักมีสาเหตุการหอบจากโรคในระบบทางเดินหายใจ
  • เด็กโต มีสาเหตุที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจมักเกิดจากการติดเชื้อ การอักเสบของหลอดคอ อาจเกิดจากเชื้อคอตีบ หรือเชื้ออื่น หรือปอดอักเสบที่อาจเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด และต้องระวังการสำลักอาหารไว้ด้วย

ลูกเป็นหอบหรือเป็นหอบหืด

ผศ.พญ.อาภัสสร วัฒนาศรมศิริ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ รพ.วิภาวดี ได้แยกอาการหอบและหอบหืดไว้ว่า หอบอาจเกิดจากโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหลอดลม แต่หอบหืดนั้นเกิดจากหลอดลมที่ตีบตัวลงเมื่อได้รับสารกระตุ้น อาจจะเกิดขึ้นรวดเร็ว และเป็น ๆ หาย ๆ โดยดีขึ้นทันทีเมื่อได้รับยาขยายหลอดลม ในเด็กเล็กอาจเริ่มต้นจากอาการไอ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เมื่ออาการมากขึ้น อาการหอบก็จะชัดเจน

สาเหตุที่ลูกเป็นโรคหอบหืด

หอบหืดมักเป็นกรรมพันธุ์ และสัมผัสกับสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการบ่อย ๆ เช่น สารที่เกี่ยวข้องกับภูมิแพ้ ที่พบมากในเด็กไทย

  1. ตัวไรฝุ่น ซึ่งอยู่ตามหมอน ผ้านวม ที่นอน
  2. รังแคและน้ำลายที่อยู่ตามขนของสัตว์เลี้ยง
  3. ละอองเกสร
  4. แมลงสาบ

ส่วนปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้ เช่น การออกกำลังกาย การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ และควันบุหรี่

วิธีป้องกันลูกมีอาการหอบหรือหอบหืด

อย่างแรกคือการดูแลสุขภาพของลูก โดยเฉพาะทารกที่ต้องให้กินนมแม่เป็นประจำ หมั่นสังเกตอาการลูกเสมอ และไม่ควรพาทารกไปสถานที่ที่มีคนแออัด และช่วงอายุที่เหมาะสม หากต้องการพาทารกออกนอกบ้านคือ 4-6 เดือน

การจัดห้องนอนและดูแลความสะอาด ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

  • ห้องนอนควรมีของน้อยที่สุด ไม่เก็บของ หรือหนังสือในห้องนอน ไม่ควรปูพรม หากมีของเล่นที่มีขน ตุ๊กตามีขน ควรทำความสะอาดบ่อย ๆ
  • เครื่องนอน ควรใช้ผ้าคลุมกันไรฝุ่น ส่วนที่นอน หมอน หมอนข้าง และผ้าห่มควรทำความสะอาดและนำมาผึ่งแดดบ่อย ๆ
  • ผ้าม่านและผ้าปูที่นอน ควรซักอย่างน้อยทุกสัปดาห์ โดยใช้น้ำอุณหภูมิมากกว่า 55 องศาเซลเซียสเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที
  • หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลม
  • ในบ้านไม่ควรมีที่เก็บของอับชื้น หรือปลูกต้นไม้ในบ้านเพราะราและฝุ่นจะจับง่าย
  • เก็บอาหารให้มิดชิดเพื่อป้องกันหนูและแมลงสาบ
  • หากลูกแพ้ขน ไม่ควรเลี้ยงสัตว์มีขน ถ้าจำเป็นควรให้อยู่เฉพาะบริเวณนอกบ้านและอาบน้ำทุกสัปดาห์

หากลูกหายใจผิดปกติ พ่อแม่ควรสังเกตอาการหอบในทารก และรีบพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอาการอย่างละเอียดว่า เป็นอาการหอบจากโรคอื่น ๆ หรือเป็นโรคหอบหืดกันแน่ จะได้รักษาอย่างถูกต้องต่อไป

อ้างอิงข้อมูล : thairath, facebook.com/storyofkid, thonburihospital และ vibhavadi

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี ป้องกันลูกสำลัก ลดความเสี่ยงลูกฟันผุ

ทำไมห้ามแคะ “สะดือ”? สะดือลูก “เหม็น” ทำอย่างไร?

วัคซีนพื้นฐานสำหรับลูกน้อยในขวบปีแรก เป็นสิ่งจำเป็นและไม่ควรเลื่อนฉีด

โรคไหลตายในทารก SIDS

โรคไหลตายในทารก SIDS สาเหตุสำคัญ พร้อมวิธีป้องกันทารกหลับไม่ตื่น

หัวอกพ่อแม่ใจสลาย อุทาหรณ์ทารก 45 วันเสียชีวิต ต้องป้องกันก่อนจะสาย มาทำความรู้จัก โรคไหลตายในทารก SIDS สาเหตุสำคัญและวิธีป้องกัน

โรคไหลตายในทารก SIDS

เรื่องร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อผู้เป็นพ่อต้องตื่นขึ้นมาพบว่า ลูกน้อยทารกวัยเพียง 45 วัน ตัวเขียวคล้ำ หมดลมหายใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวัดกาฬสินธุ์ ทารกน้อยเพศชายวัยเดือนเศษนอนเสียชีวิตภายในห้องนอน ทางครอบครัวจึงแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยร.ต.อ. สมศักดิ์ ลีกา พนักงานสอบสวน สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนออกตรวจที่เกิดเหตุ และชันสูตรศพพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลยางตลาด และอาสาสมาคมกู้ภัยสามัคคีกาฬสินธุ์

ภายในบ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศเศร้าสลด ผู้เป็นพ่อวัย 19 ปี เล่าว่า ปกติตนกับภรรยาและลูกชาย จะนอนอยู่ห้องชั้นล่าง 3 คน แม่กับลูกจะนอนติดกันเพื่อสะดวกในการให้นม ในทุก ๆ เช้า ตนจะรีบตื่นขึ้นมาเพื่อดูแลลูก เล่นกับลูก แต่เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมากลับพบว่าลูกชายวัยเดือนครึ่งที่นอนหงายอยู่บนที่นอน นอนหลับตานิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน จับลำตัวดูก็พบว่าผิวหนังเย็นเฉียบ ตัวเขียวคล้ำ พยายามเรียกลูกให้ตื่น แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ จึงเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้ว ก่อนโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

แพทย์ที่มาชันสูตร สันนิษฐานว่า สาเหตุที่ทารกวัย 45 วันเสียชีวิต เกิดจากขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน โดยเสียชีวิตมาประมาณ 3 ชั่วโมงแล้ว เพราะนอนหงายบนฟูกที่นุ่ม ผู้เป็นแม่ในวัย 23 ปี อาจจะหนุนหัวลูกสูง โดยเอาหมอนให้ลูกหนุนหัวนอน ทำให้ช่วงลำคอเด็กที่สั้นเกิดอาการพับทับหลอดลม หายใจไม่สะดวก เมื่อนอนอยู่ในท่านอนนั้นเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กนอนหลับด้วย ทำให้ลมหายใจติดขัด เป็นสาเหตุทำให้ขาดอากาศหายใจ

“อยากจะฝากเตือนพ่อแม่มือใหม่ ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ยังไม่มีประสบการณ์ในการดูแลลูก โดยเฉพาะในเวลานอน ต้องหมั่นลุกขึ้นมาดูลูกเป็นระยะ ๆ เพื่อความปลอดภัย ไม่ถูกผ้าห่ม หรือหมอนปกปิดหรือทับใบหน้า ที่จะทำให้ขาดอากาศหายใจ หรือให้นอนท่านอนหัวสูง ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์”

ต้องขอแสดงความเสียใจกับพ่อแม่และครอบครัว ที่ต้องสูญเสียทารกน้อยไปด้วยนะคะ สำหรับการเสียชีวิตในลักษณะนี้ เรียกกันว่า โรคไหลตายในทารก เรามาทำความรู้จักถึงภัยเงียบนี้ เพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคตกันค่ะ

SIDS หรือโรคไหลตายในทารก ภัยเงียบที่คร่าชีวิตทารก

Sudden Infant Death Syndrome (SIDS) หรือ cot death หรือ crib death ในชื่อไทยเรียกกันว่า โรคไหลตายในทารก ภาวะที่ทารกเสียชีวิตขณะนอนหลับ หรืออาการหลับไม่ตื่นในทารก อาการนี้มักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มากีดขวางการหายใจของทารกขณะนอนหลับ

อาจารย์ ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคไหลตายในทารกเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตทารกมากกว่า 3,000 คนต่อปี สามารถเกิดขึ้นในทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง อาจเกิดขึ้นขณะพ่อแม่นำลูกเข้านอน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าปลุกลูกไม่ตื่นอีกเลย สามารถเกิดได้กับทารกทุกคนและทุกช่วงเวลา โดยทั่วไปแล้วจะเกิดกับทารกที่อายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ขวบ ช่วงเวลาที่เกิดคือเที่ยงถึงสามโมงเช้าของวันใหม่

โรคนี้จะเกิดในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน ร้อยละ 90 ทารกจะไม่ปรากฏอาการใดนำมาก่อน เช่น ไม่ร้องงอแงหรือเคลื่อนไหวก่อนเสียชีวิต ในประเทศที่กำลังพัฒนาอัตราการเกิดโรคไหลตายในเด็กจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า พบทารกเสียชีวิต 10 คน ในทารกเกิดใหม่ 1000 คน

สาเหตุของโรคไหลตายในทารก

สาเหตุของโรคไหลตายในทารกอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น

  • พัฒนาการที่ผิดปกติของทารก
  • ความเครียดจากปัจจัยภายในและภายนอกร่างกาย เช่น การจัดท่าให้ทารกนอนคว่ำหรือนอนตะแคง อยู่ในสภาพอากาศร้อน หรืออุณหภูมิในห้องนอนที่ร้อนเกิน ได้รับควันบุหรี่ ขาดอากาศหายใจการกดทับขณะนอนเตียงเดียวกับพ่อแม่
  • มีวัตถุนิ่ม ๆ หมอน หรือผ้าไปอุดทางเดินหายใจ โดยเฉพาะขณะที่ทารกนอนหลับ เนื่องจากทารกยังไม่สามารถควบคุมการคลื่นไหวของศีรษะได้ดี
  • ภาวะทารกคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย
  • เกิดภาวะการติดเชื้อ โรคทางพันธุกรรมและโรคหัวใจ

วิธีป้องกันโรคไหลตายในทารก

ข้อแนะนำการนอนอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยเพจ Infectious ง่ายนิดเดียว ได้บอกถึงวิธีป้องกันโรคไหลตายในทารก หรือ SIDS ไว้ว่า

  1. ทารกจัดให้นอนในท่านอนหงายเท่านั้น
  2. เด็กอายุ 2 ปีแรก ควรจัดให้นอนเตียงเด็ก เตียงแยก (crib) หากไม่ใช้เตียงแนะนำใช้เบาะเด็กที่แยกนอนจากเบาะที่นอนผู้ใหญ่ได้ ป้องกัน นอนทับเด็ก
  3. เบาะที่นอนที่เหมาะสมต้องมีความแข็ง ไม่หนาและอ่อนนุ่มเกินไป เพราะเมื่อเด็กพลิกคว่ำแล้วอาจกดทับการหายใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุ 4-6 เดือนซึ่งคว่ำเองได้แต่หงายไม่ได้
  4. เลี่ยงการใช้หมอนในเด็กเล็ก ถ้าใช้หมอนต้องไม่อ่อนนุ่มและใบใหญ่เกินไป ไม่สูงเพราะคอพับขาดหายใจได้ หรือ อาจกดทับใบหน้า จมูกได้
  5. การจัดวางต้องไม่มีช่องว่างระหว่างเบาะกับกำแพงมากกว่า 6 เซนติเมตร ซึ่งอาจเกิดการติดค้างของศีรษะได้
  6. อย่าวางผ้าห่ม กองผ้า ตุ๊กตา เยอะจนแน่น ใกล้ศีรษะเด็ก ซึ่งอาจกดทับใบหน้า จมูกทำให้ขาดอากาศหายใจได้ หรือชิ้นส่วนของเล่นต้องประกอบแน่นไม่หลุดง่าย
  7. หลีกเลี่ยงการใช้เปลตะกร้าที่ทำจากวัสดุถักสาน เนื่องจากเสี่ยงทำให้ทารกหายใจไม่ออกและอาจนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างฉับพลัน
  8. การใช้เตียงเด็กมีข้อกำหนดความปลอดภัยที่สำคัญ ดังนี้
  • เตียงเด็กต้องมีราวกันตกที่มีซี่ราวห่างกันไม่เกิน 6 cm.
  • ราวกันตกต้องมีตัวยึดที่ดี เด็กไม่สามารถเหนี่ยวรั้งให้เคลื่อนไหวได้เอง
  • เบาะที่นอนต้องพอดีกับเตียง และไม่มีช่องว่างระหว่างเบาะกับราวกันตก
  • มุมเสาทั้ง 4 มุมต้องเรียบ มีส่วนนูนได้ไม่เกิน 1.5 mm
  • ผนังเตียงด้านศีรษะและเท้าต้องไม่มีการตัด ตกแต่งให้เกิดร่อง รู หากเป็นซี่ราวต้องมีระยะห่างไม่เกิน 6 cm
  • เมื่อเด็กอายุ 2 ปีหรือสูงเกินกว่า 89 เซนติเมตรควรงดใช้เตียงเด็ก เพราะมีความเสี่ยงต่อการปีนราวกันตกและตกจากที่สูงได้
  • สำหรับเตียงสองชั้น ไม่ให้เด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี นอนชั้นบน เพราะเสี่ยงต่อการตกได้ง่าย ช่องห่างของราวกันตกต้องไม่กว้างกว่า 9 เซนติเมตร

อ้างอิงข้อมูล : pharmacy.mahidol.ac.th, amarintv.com และ facebook.com/Infectious1234

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

RSV อาการ เป็นแบบไหน ไวรัสอาร์เอสวี เกิดจากอะไร หน้าฝนทีไรมาทุกที

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี ป้องกันลูกสำลัก ลดความเสี่ยงลูกฟันผุ

 

มะเร็งตับ

รู้จัก5สายพันธุ์ไวรัสตับอักเสบก่อนสายกลายเป็น มะเร็งตับ!!

ABCDE วันนี้ไม่ได้มาชวนเรียนภาษา แต่จะพามารู้จักกับไวรัสตัวร้ายสาเหตุของ มะเร็งตับ คร่าชีวิตคนไทย ไวรัสตับอักเสบทั้ง 5 ชนิดที่ควรรู้จักไว้ก่อนสาย

รู้จัก5สายพันธุ์ไวรัสตับอักเสบก่อนสายกลายเป็น มะเร็งตับ!!

ในปีพ.ศ. 2561 มีรายงานว่าไทยมีผู้ป่วยมะเร็ง 80,665 ราย โรคมะเร็งตับถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 จากปัญหาโรคมะเร็งที่มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับ 15,912 ราย และเมื่อเร็ว ๆ นี้จากการที่มีนักแสดงไทยพึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ จึงทำให้เกิดการตื่นตัวขึ้นในสังคมถึงการตระหนักถึงภัยร้ายที่เราควรหันมาใส่ใจกับสุขภาพของตนเอง และคนในครอบครัวที่นับว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยสักนิด

มะเร็งตับ…โรคร้ายอันตรายถึงชีวิต

     มะเร็งตับ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในเนื้อตับ ซึ่งเกิดจากเซลล์ตับที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย เรียกว่า มะเร็งเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) และถ้าเนื้องอกเกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีเจริญเติบโตผิดปกติจะเรียกว่า มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma) ในขณะที่เนื้องอกร้ายในเนื้อตับของผู้ป่วยบางรายเกิดจากเซลล์มะเร็งที่มีต้นกำเนิดในอวัยวะอื่นแล้วแพร่กระจายมายังตับ เรียกมะเร็งกลุ่มนี้ว่า มะเร็งตับแพร่กระจาย (metastatic liver cancer) ซึ่งอาจมีต้นตอของเซลล์มะเร็งมาจากเนื้องอกร้ายของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้ เต้านม หรือปอด เป็นต้น

ภัยเงียบจากไวรัสตัวร้าย นำพามะเร็งตับ

รู้หรือไม่ว่า นอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าโรคมะเร็งตับตัวร้ายมาเยือนเราได้ แม้ว่าเราจะดูแลรักษาตัวเองเป็นอย่างดีก็ตาม นั่นคือ เจ้าไวรัสตับอักเสบ ขึ้นชื่อว่าไวรัสแล้วนั้น ย่อมมีอยู่ทั่วไปรอบ ๆ ตัวเรา และที่สำคัญมันไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว ไวรัสตับอักเสบหลากหลายสายพันธุ์นี้นอกจากจะนำพาโรคร้ายอย่าง มะเร็งตับแล้วยังเป็นตัวนำโรคต่าง ๆ ที่ร้ายไม่แพ้กันมาสู่เราได้อีกด้วย

ทำความรู้จักกับไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ 

ขอขอบคุณคลิปจาก Siriraj Pr รายการ พบหมอศิริราช ออกอากาศวันที่ 16/7/2560

โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคติดต่อโรคหนึ่งที่เราได้ยินชื่ออยู่บ่อย ๆ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงโรคไวรัสตับอักเสบติดต่อกันอย่างไร มีกี่ชนิด มีวิธีการตรวจและรักษาอย่างไร และอาจนำพาไปสู่โรคร้ายใดได้บ้าง มาร่วมฟังคำอธิบายต่างๆ นี้จาก อ.นพ. สุพจน์ นิ่มอนงค์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

อยากขอเน้นย้ำตรงจุดนี้ไว้ว่า โรคไวรัสตับอักเสบนั้นเป็นโรคติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนได้ค่อนข้างง่าย ถือว่าเป็นเรื่องที่คนในปัจจุบันยังให้ความใส่ใจระมัดระวังไม่ดีเท่าที่ควร เราควรมาทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้ เพราะมันไม่ได้มีเพียงแค่ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วไวรัสตับอักเสบนั้นมีหลายสายพันธุ์ หลายชนิด มาดูว่ามีอะไรบ้าง และติดต่อกันได้อย่างไร จะได้เพิ่มความไม่ประมาทซึ่งเป็นข้อดีในการป้องกันการเกิดโรค

ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ(A)

การติดต่อ : ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม จึงไม่ควรรับประทานของร่วมกัน
ต้นเหตุแห่งโรค : เด็กมักจะมีอาการน้อย ผู้ใหญ่จะมีอาการชัดเจนของตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อนี้จะออกมากับอุจจาระของผู้ป่วยตั้งแต่ในระยะ สัปดาห์ก่อนมีอาการ จนถึงระยะที่มีอาการของโรค เชื้อไวรัสนี้จะทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ทำให้พบมีการระบาดในชุมชน กลุ่มคนที่รวมกันตาม โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น ตับอักเสบจากไวรัส เอ เมื่อเป็นแล้วจะหายเป็นปกติ ไม่เป็นพาหะไม่เรื้อรัง ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้หลังจากฟื้นตัว อัตราการตายต่ำมาก

ไวรัสตับอักเสบชนิด บี(B)

พบคนที่เป็นพาหะ(Carrier) ของเชื้อไวรัสนี้ ในประชากรโลกกว่า 200 ล้านคน ประเทศไทยมีความชุกของพาหะร้อยละ 8-10 คือ ประมาณ ล้านคนที่มีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกาย

การติดต่อ : พบเชื้อได้ในเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้หลายทาง ทางเข้าของเชื้อได้แก่
1. ทางเพศสัมพันธ์ กับผู้เป็นพาหะของเชื้อนี้
2. ทารกคลอดจากมารดาที่เป็นหาหะ อาจติดเชื้อระหว่างคลอด การเลี้ยงดู
3. ทางเลือดและน้ำเหลือง การได้รับเลือดของผู้ที่เป็นพาหะอาจเกิดจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดเข้าเส้นร่วมกัน การฝังเข็มการสักการเจาะหูที่ไม่สะอาด การใช้ใบมีดโกน แปรงสีฟันร่วมกัน เป็นต้น
4. ทางผิวหนังที่เกิดบาดแผล ผิวหนังถลอก
5. ทางสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) ระหว่างพาหะกับผู้อื่น เช่นสมาชิกในครอบครัว เด็กวัยเรียน เป็นต้น

ต้นเหตุแห่งโรค : พาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนี้ มักไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อต่อไป ส่วนหนึ่งอาจป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ ผู้เป็นพาหะของเชื้อนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 223 เท่าอย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยใช้วัคซีน

ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี(C)

การติดต่อ : เชื้อไวรัสตับอักเสบซี พบในประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 1 ติดต่อได้โดยทางเลือดและน้ำเหลือง การใช้เข็มฉีดยาร่วมในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด นอกจากนี้ อาจติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์ 
ต้นเหตุแห่งโรค :  ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อไวรัสนี้ยังทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี และยังคงเป็นปัญหาต่อไปตราบเท่าที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้

ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี(D)

การติดต่อ : เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี พบเชื้อนี้ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นที่มีเชื้อไวรัส บี

ต้นเหตุแห่งโรค : ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยตับเรื้อรังรุนแรงเสี่ยงเสียชีวิตได้

ไวรัสตับอักเสบชนิด อี(E)

การติดต่อ : เชื้อไวรัสนี้แพร่โดยการกิน เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากทานอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น เนื้อหมู สัตว์ปีก

ดูแลสุขภาพห่างไกลมะเร็งตับเพื่อลูกน้อย
ดูแลสุขภาพห่างไกลมะเร็งตับเพื่อลูกน้อย

สังเกตอาการ ห้ามละเลย

1. โรคไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน

ระยะเวลา : ส่วนใหญ่มีอาการ 2 – 3 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 2 เดือน

อาการ : มีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยตัว และอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ อาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เจ็บบริเวณใต้โครงขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือในบางกรณีเกิดการอักเสบรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน และเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการปลูกถ่ายตับ

2. โรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง

ระยะเวลา : มีเชื้อไวรัสในร่างกายนานกว่า 6 เดือน

อาการ : มักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจะมีการอักเสบของตับแบบค่อยเป็นค่อยไป และไม่รุนแรง แต่ก็สามารถที่จะทำให้ตับมีการอักเสบมาก และเกิดตับแข็งได้ จนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ

  1. ยาฉีดกลุ่มแพ็กอินเตอร์เฟอรอน ทำหน้าที่กระตุ้นภูมิต้านทานและควบคุมปริมาณไวรัส
  2. ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน ทำหน้าที่กดการสร้างไวรัส ทำให้การอักเสบของตับลดลง

โดยแพทย์จะเลือกยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เมื่อได้รับการรักษาสมรรถภาพของตับจะดีขึ้นลดความเสี่ยงในการเกิดตับวาย และมะเร็งตับ

รู้ก่อน ชนะแน่ ไม่สายไป

การสังเกตอาการเพื่อให้สามารถรู้ หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบได้ก่อนนั้น ทำให้เราได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัส และการรักษาได้ทันท่วงที โอกาสรักษาก็จะได้ผลดีกว่า โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ คือ มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ เช่น มีประวัติใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หรือเคยใกล้ชิดกับผู้ที่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ เมื่อสังเกตว่าตัวเองมีอาการใกล้เคียงดังกล่าวควรรีบไปพบคุณหมอ และแจ้งให้ทราบถึงความเสี่ยงนั้นด้วย เพื่อจะได้รับการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อ และการตรวจดูโครงสร้างของตับเพื่อรับการวินิจฉัยต่อไป ไม่ปล่อยไว้จนเชื้อพัฒนา ลุกลาม กลายเป็นมะเร็งตับ

หมั่นล้างมือป้องกันไวรัสสาเหตุ มะเร็งตับ
หมั่นล้างมือป้องกันไวรัสสาเหตุ มะเร็งตับ

การป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ

  • รักษาอนามัยส่วนบุคคล และส่วนรวมให้ดี ไม่ใช้สิ่งของ หรือทานน้ำ และอาหารร่วมกับผู้อื่น เพราะไวรัสสามารถติดได้ง่าย แม้เพียงแค่น้ำลาย หรือสารคัดคลั่งอื่น ๆ
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนทำกิจกรรมใด ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือด น้ำเหลือง หรือสารคัดหลั่งของผู้อื่น หรือหากต้องสัมผัส ควรสวมถุงมือ และหลังจากนั้นต้องล้างมือให้สะอาด
  • เลือกรับประทานอาหารที่สุก น้ำดื่มสะอาด ถูกหลักอนามัย
  • ใช้ถุงยางอนามัย เมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์
  • รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซึ่งในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และบีเท่านั้น

วัคซีนช่วยลดโอกาสเสี่ยง

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ(A) ส่วนใหญ่จะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ และสามารถหายขาดได้เอง และเมื่อเป็นแล้วก็จะมีภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วย และผู้ที่ใกล้ชิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ(ชาย) พ่อครัวหรือแม่ครัวที่ปรุงอาหารเป็นประจำ เป็นต้น

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ จะฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอับเสบบี(B) ปัจจุบันได้มีการให้วัคซีนแก่เด็กแรกเกิดทุกราย และแนะนำให้ทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เพราะมีประสิทธิภาพป้องกันได้ดี

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี จะฉีด 3 ครั้ง โดยครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 1-2 เดือน และครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งแรก 6 เดือน

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ / รพ.วิภาวดี

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 63 รวมโรคเด็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

RSV อาการ เป็นแบบไหน ไวรัสอาร์เอสวี เกิดจากอะไร หน้าฝนทีไรมาทุกที

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 5 จังหวัดนี้ คนป่วยเยอะสุด!

โรค hMPV คือ อะไร? ลงปอดเร็ว ป่วยนานไม่แพ้ RSV

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ชื่อภาษาอังกฤษ

454 ชื่อภาษาอังกฤษ สไตล์อินเตอร์ แบ่งลูกสาว ลูกชาย มีครบทุกตัวอักษร A–Z

จัดเต็ม! ชื่อภาษาอังกฤษ กว่า 400+ ชื่อ มีครบทุกตัวอักษร ตั้งแต่ A–Z แบ่งให้ดูกันง่ายๆ สำหรับลูกสาวและลูกชาย ใครกำลังมองหาไอเดียตั้งชื่อลูกภาษาอังกฤษอยู่ คลิกเลย

รวมฮิต 454 ชื่อภาษาอังกฤษ ครบทุกตัวอักษร A–Z

เรียกได้ว่าการตั้งชื่อลูก น่าจะสิ่งที่พ่อแม่หลายคนน่าจะคิดถึงเป็นอย่างแรกเมื่อลูกน้อยเกิดมา ซึ่งก็มีคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลและคิดเยอะเหมือนกันว่าจะตั้งชื่อลูกแบบไหน ชื่ออะไรดี ซึ่งหากใครที่กำลังมองหา ไอเดียตั้งชื่อเก๋ๆ มาไว้ตั้งให้ลูกชาย ลูกสาวแสนรักของคุณ แต่เบื่อชื่อแบบไทยๆ แล้วล่ะก็ … ทีมแม่ ABK มีชื่อภาษาอังกฤษ พร้อมคำอ่าน เป็นชื่อเล่นเก๋ๆ สไตล์อินเตอร์ๆ มาแนะนำ

ซึ่งจะแบ่งให้อ่านง่ายสำหรับลูกสาวและลูกชาย โดยมีครบทุกตัวอักษร ตั้งแต่ A–Z  รวมกว่า 400++ ชื่อ ให้คุณพ่อคุณแม่เอาไปเลือกตั้งได้ทันที รับรองว่าทั้งเท่ น่ารัก ทันสมัยไว้ให้ใครๆ เรียกก็ฟังดูดีไม่แพ้ดารา Hollywood

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย A ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง A
Aaren (เอเรน) Adaline (อดาลิน)
Adam (อดัม) Adriana (อเดรียนา)
Alan (อลัน) Ailyn (ไอลิน)
Alex (อเล็กซ์) Alice (อลิซ)
Alvin (อัลวิน) Allida (อัลลิดา)
Arden (อาร์เดน) Andrean (แอนเดรีย)
Artha (อาธา) Anna (อันนา)
Arthur (อาเธอร์) April (เอพริล)
Asher (เอเชอร์) Audrey (ออเดรย์)
Austin (ออสติน) Ayla (ไอลา)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย B ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง B
Ben  (เบน) Belen (เบลเลน)
Blake  (เบล็ค) Bella (เบลล่า)
Bowen (โบเวน) Belle (เบลล์)
Braden (บราเดน) Birdie (เบิร์ดดี้)
Brayden (เบรเดน) Bonnie (บอนนี่)
Brody (โบรดี้) Braelyn (แบรลิน)
Brooke (บรู๊ค) Brenda (เบรนดา)
Bruce  (บรูซ) Brenna (เบรนน่า)
Bruno (บรูโน) Brielle (เบรียลลี)
Bryan (ไบรอัน) Brinley (บรินลี)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย C ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง C
Cace (เคซ) Cacia (เคเชีย)
Cadel (คาเดล) Cadena (เคเดนน่า)
Caden (เคเดน Caela (เคลล่า)
Charles (ชาร์ล) Caeli (เซลี่)
Christ (คริสต์) Cali (เคลี่)
Conner (คอนเนอร์) Camila (คามิลลา)
Cooper (คูเปอร์) Celine (เซลีน)
Covert (โคเวิร์ต) Charli (ชาร์ลี)
Cruz (ครูซ) Clara (เคลร่า)
Curt (เคิร์ต) Cora (คอร่า)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย D ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง D
Dacian (ดาเชียน) Daelyn (เดลิน)
Daelan (ดีแลน) Daira (ไดร่า)
Dagen (เดเกน) Dania (ดาเนีย)
Dago (ดาโก้) Darla (ดาร์ลา)
Dariel (เดเรียล) Delia (เดเลีย)
Darren (ดาร์เรน) Della (เดลล่า)
Dean (ดีน) Demi (เดมี่)
Demon (เดมอน) Diana (เดียน่า)
Denver (เดนเวอร์) Dina (ดีน่า)
Dexter (เดกซ์เตอร์) Dior (ดิออร์)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย E ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง E
Eagen (เอเกน) Earla (เออล่า)
Earland (เออแลนด์) Earlene (เออลีน)
Earvin (เออวิน) Early (เออลี่)
Ed (เอด) Elena (เอลเลนา)
Edwin (เอดวิน) Elisa (อลิซ่า)
Elov (อีเลิฟ) Ella (เอลล่า)
Elvin (เอลวิน) Ellie (เอลลี่)
Erast (อีราสต์) Emila (เอมิลา)
Erl (เอิร์ล) Emma (เอมม่า)
Ethan (อีธาน) Eve (อีฟ)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย F ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง F
Fact (แฟ็กต์) Flora (โฟลรา)
Fain (เฟน) Farah (ฟาร่า)
Faris (ฟาริส) Fallyn (ฟาลลิน)
Fintan (ฟินทัน) Ferna (เฟอน่า)
Flin (ฟลิน) Fannie (แฟนนี่)
Flint (ฟลินต์) Fadia (ฟาเดีย)
Floyd (ฟลอยด์) Fairy (แฟรี่)
Folke (โฟล์ค) Freya (เฟญ่า)
Ford (ฟอร์ด) Fredy (เฟดี้)
Foster (ฟอสเตอร์) Fiona (ฟิโอนา)

 

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย G ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง G
Gaelan (เกแลน) Gayna (เกน่า)
Garlan (การ์แลน, การัน) Gemy (เจมี่)
Garwin (กาวิน) Giana (เจียน่า)
Gavin (กวิน) Gin (จิน)
Gil (กิล) Gina (จีน่า)
Gino (จีโน่) Giza (จีซ่า)
Glin (กลิน) Grace (เกรซ)
Grant (แกรนต์) Gracelyn (เกรซลิน)
Green (กรีน) Gracie (เกรซซี่)
Grey (เกรย์) Greta (เกรตา)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย H ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง H
Hank (แฮงก์) Hadria (ฮาเดรีย)
Harm (ฮาร์ม) Hadriana (ฮาเดรียนา)
Harper (ฮาเปอร์) Hailie (ฮายลี่)
Harry (แฮรี่) Hanna (ฮันนา)
Harvy (ฮาร์วี) Harlie (ฮาร์ลี)
Havin (ฮาวิน) Hattie (แฮตตี้)
Hayden (เฮเดน) Haylee (เฮลี่)
Hector (เฮกเตอร์) Holly (ฮอลลี่)
Henley (เฮนลี่) Hollyn (ฮอลลิน)
Henrik (เฮนริก) Hope (โฮป)

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย I ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง I
Irvin, Irvyn (เออร์วิน) Iana (ไออานา)
Ivan (ไอแวน) Ida (ไอด้า)
Ivar (ไอวาร์) Idalia (ไอดาเลีย
Iven (ไอเวน) Idalyn (ไอดาลิน)
Izak (ไอแซ็ก) Ila (ไอล่า)
Iliana (ไอเลียนา)
Irene (ไอรีน)
Irina (ไอรินา)
Iris (ไอริส)
Ivy (ไอวี่)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย J ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง J
Jacan (เจแคน) Jali (ya) (เจลี่, เจลิยา)
Jace (เจซ) Jayda (เจด้า)
Jachin (เจชิน) Jayla (เจล่า)
Jacin (เจซซิน) Jayleen (เจลีน)
Jake (เจก) Jazlyn (แจซลิน)
Jasper (แจสเปอร์) Jazmin (จัซมิน)
Jaylen (เจเลน) Jemma (เจมม่า)
Jonah (โจนาห์) Jenna (เจนน่า)
Jose (โจเซ่) Jolene (โจลีน)
Justin (จัสติน) Julie (จูลี่)

 

ชื่อภาษาอังกฤษ

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย K ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง K
Kadeen (เคดีน) Kace (เคซ)
Kaiden (คีเดน) Kacie (เคซี่)
Kane (เคน) Kaden(a) (เคเดน)
Karter (คาร์เตอร์) Kadey (เคดี้)
Kervyn (เคอวิน) Kalin (ก-ลิน)
Kevin (เควิน) Karina (คาลินา)
Kirke (เคิร์ก) Kate (เคต)
Krelis (เคลิส) Katie (เคธี)
Kruz (คลัซ) Kayla (เคล่า)
Kyler (ไคเลอร์) Kylie (ไคลี่)

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย L ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง L
Ladell (ลาเดลล์) Laila, Lyla (ไลลา)
Lado (ลาโด้) Lainey (เลนนี)
Laikin (ไลกิ้น) Lana (ลานา)
Lande (แลนเดน) Laura (ลอร่า)
Landry (แลนดี้) Layla (เลล่า)
Lewis (ลีวิส) Liana (ลีอาน่า)
Lex (เล็กซ์) Lilly (ลิลลี่)
Louis (ลูอิส) Lucia (ลูเซีย)
Luca, Luka (ลูก้า) Luna (ลูน่า)
Lucas (ลูคัส) Lydia (ลีเดีย)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย M ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง M
Mac (แม็ก) Mabel (เมเบล)
Maccray (แม็กเครย์) Malia (มาเลีย)
Malik (เมริก) Marina (มาริน่า)
Marco (มาร์โค) Mayda (เมด้า)
Marshall (มาร์แชล) Melda (เมลดา)
Martin (มาร์ติน) Merlie (เมอร์ลี)
Matthew (แมธธิว) Mila (มิล่า)
Melvin (เมลวิน) Molly (มอลลี่)
Miner (ไมเนอร์) Morine (โมริน)
Model (โมเดล) Myla (ไมล่า)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย N ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง N
Nate (เนท) Nadia (นาเดีย)
Nathan (นาธาน) Naila (เนลล่า)
Neil (นีล) Naya (นาญา)
Nevil (เนวิล) Nellie (เนลลี่)
Nick (นิก) Niada (เนียด้า)
Nikko (นิกโก้) Nilda (นิลดา)
Nils (นิลส์) Nina (นินา)
Nithi (นิธิ) Nira (นิรา)
North (นอร์ธ) Nora (โนรา)
Nye (นาย) Nyla (ไนลา)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย O ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง O
Oak (โอ็ก) Ocie (โอซี่)
Oakley (โอ็กเล่ย์) Oda (โอด้า)
Obert (โอเบิร์ต) Odele (โอเดล)
Odin (โอดิน) Olive (โอลีฟ)
Olof (โอลอฟ) Oney (โอนี่)
Omer (โอเมอร์) Oona (โอนา)
Oscar (ออสก้า) Orela (โอเรลา)
Ovie (โอวี่) Oria (โอเรีย)
Owen (โอเวน) Orina (ออรินา)
Owynn (โอวิน) Orra (ออรา)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย P ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง P
Pace (เพซ) Pam (แพม)
Parish (พาริช) Pearl (เพิร์ล)
Pascal (พาสคาล) Penny (เพนนี)
Patric (แพตทริก) Perla (เพอล่า)
Paul (พอล) Perle (เพอลี่)
Perce (เพิร์ซ) Petra (เพตรา)
Phyfe (ไฟฟ์) Pipa (ปิป้า)
Pravin (ปราวิน) Praise (เพรส)
Prince (พรินซ์) Primrose (พริมโรส)
Putter (พัตเตอร์) Pris (พริส)

 

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย Q ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง Q
Quiller (ควิลเลอร์) Quilla (ควิลลา)
Quindlen (ควินเลน) Quina (ควินา)
Quinlan (ควินแลน) Quinci (ควินซี)
Quint (ควินต์)
Quintan (ควินตัน)

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย R ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง R
Rabbie (แร็บบี้) Rachel (ราเชล)
Ren (เรน) Ranya (รันญ่า)
Rex (เร็กซ์) Raya (เรญ่า)
River (รีเวอร์) Rayna (เรน่า)
Rocco (ร็อกโก) Reina (เรน่า)
Roger (โรเจอร์) Rilee (ไรลี่)
Rome (โรม) Romy (โรมี่)
Russell (รัสเซล) Rose (โรส)
Ryder (ไรเดอร์) Rosie (โรซี่)
Ryland (ไรแลนด์) Rylyn (ไรลิน)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย S ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง S
Sander (แซนเดอร์) Sana (ซาน่า)
Seb (เซบ) Selene (เซลีน)
Sebert (ซีเบิร์ต Sharen (ชาเรน)
Shane (เชน) Sherlyn (เชอร์ลีน)
Shawn (ชอว์น) Shira (ชิร่า)
Shon (ชอน) Shyla (ไชล่า)
Siro (ซิโร่) Siena (เซน่า)
Sky (สกาย) Sofie (โซฟี่)
Steve (สตีฟ) Sonia (โซเนีย)
Sunshine (ซันไชน์) Sylvie (ซิลวี่)

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้ชาย T ตั้งชื่อลูกสาว ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง T
Taco (ทาโก้) Talyn (ทาลีน)
Tan (แทน) Tanya (ทันยา)
Tanner (แทนเนอร์) Tara (ทารา)
Tevin (เทวิน) Taylin (เทลิน)
Tewyn (เตวิน) Taylyn (เทลีน)
Thor (ธอร์) Terra (เทอร่า)
Tobyn (โทบิน) Tiana (เทียน่า)
Trey (เทรย์) Tori (โทริ)
Troy (ทรอย) Tylee (ไทลี่)
Turner (เทอร์เนอร์) Tyra (ไทร่า)

 

ชื่อภาษาอังกฤษ

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย V ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง V
Vander (แวนเดอร์) Vanna (วันนา)
Varen (วาเรน) Vava (วาวา)
Victor  (วิกเตอร์) Veda (วีด้า)
Vin (วิน) Vega (วีก้า)
Vince (วินซ์) Venus (วีนัส)
Vera (วีร่า)
Vernis (เวอร์นิส)
Vicky (วิกกี้)
Vinia (วีเนีย)
Violet (วิโอเล็ต)

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย W ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง W
Walden (วอลเดน) Wanna (วันนา)
Walter (วอลเตอร์) Welda (เวลด้า)
Waylen (เวเลน) Wendy (เวนดี้)
Waylon (เวลอน) Weslee (เวสลี่)
Wes (เวส) Wilma (วิลม่า)
Willet (วิลเลต) Wilona (วิลโอนา)
Wynter  (วินเตอร์) Wina (วินา)
Wylda (วิลด้า)
Wynell (วินเอล)
Wynna (วินนา)

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย X ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง X
Xan (แซน) Xandra (แซนด้า)
Xandar (แซนเดอร์) Xandria (แซนเดรีย)
Xavi (ซาวี่) Xavia (ซาเวีย)
Xeno (ซีโน่) Xena (ซีน่า)
Xenos (ซีนอส) Xenia (ซีเนีย)
Xyla (ไซล่า)
Xylina (ไซลินา)

 

ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้ชาย Z ชื่อเล่น ภาษาอังกฤษ ผู้หญิง Z
Zac (แซ็ก) Zaria (ซาเรีย)
Zain (เซน) Zayda (เซย์ด้า)
Zander (แซนเดอร์) Zayna (เซย์น่า)
Zarek (เซเร็ก) Zelie (เซลี่)
Zay (เซย์) Zeline (เซลีน)
Zelig (ซีลิก) Zia (เซีย)
Zenos (ซีนอส) Zinnia (ซินเนีย)
Zoey (โซอี้)
Zophia (โซเฟีย)
Zoya (โซย่า)

 

เทรนด์ ชื่อภาษาอังกฤษ ที่เป็นกลางทางเพศ สูงสุดของปี 2021

  1. Akari – Japanese, means “bright”
  2. Akuma – Japanese, means “devil” or “demon”
  3. Brave – English, means “brave”
  4. Chihiro – Japanese, means “a thousand searches”
  5. Ever – Irish, English, means “ever in life”
  6. Frankie – English, mean “French” or refers to the Germanic tribe
  7. Haven – English, means “safe place”
  8. Jahari – African American, means “youth” or “strength and power”
  9. Kamari – Eastern African, Swahili, African American, means “moon”
  10. Stevie – English, means “crown, wreath” or “that which surrounds”
  11. Yuki – Japanese, means “happiness” or “snow”
  12. Zamari – origin unknown

ขอบคุณที่มาจาก : www.howtopronounce.comwww.thebump.com/b/baby-girl-names-that-start-with-s ,

www.thebump.com/b/baby-boy-names-that-start-with-s

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

วิจัยชี้! พ่อเครียด ส่งผลต่อสเปิร์ม ทำลูกมีปัญหาทางจิต

10 วิธีกระตุ้นสมองลูกในท้อง ยิ่งทำลูกยิ่งฉลาด

รวม กระบวนท่ารัก (sex) สำหรับทำลูกสาว-ลูกชาย

8 พัฒนาการลูกในครรภ์ ช่วยให้แม่รู้จักลูกมากขึ้น!

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์โรคโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา (รามาธิบดี)

น่าเป็นห่วง! ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กวัยเด็กเล็ก 1-3 ปี ส่งผลไอคิวลดลงเมื่อเข้าสู่วัยเรียน

กุมารแพทย์แสดงความกังวลต่อภาวะโภชนาการเด็กเล็กวัย 1-3 ปี ระบุปัญหา ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก ไม่ได้จำเพาะเกิดขึ้นในกลุ่มเด็กเล็กที่อยู่ในพื้นที่ขาดแคลนอาหารคุณภาพ แต่ยังพบได้บ่อยในกลุ่มเด็กเล็กเขตเมืองที่มีความสมบูรณ์ของแหล่งวัตถุดิบและคุณภาพอาหาร ปัจจุบันหลายครอบครัวไม่พยายามเข้าใจว่าปัญหานี้เกิดขึ้นได้แม้ลูกจะเป็นเด็กกินเก่ง  ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การจัดเตรียมอาหารของพ่อแม่ที่ยังขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโภชนาการในแต่ละช่วงวัย ทำให้มีโอกาสที่เด็กจะได้รับสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่ครบถ้วนเพียงพอ ผลกระทบระยะยาวหากปล่อยให้เด็กขาดธาตุเหล็กเป็นเวลานานจะมีผลต่อพัฒนาการด้านไอคิวที่จะลดลงเมื่อเด็กโตเข้าสู่วัยเรียน

 

ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก วัยเด็กเล็ก 1-3 ปี

ผศ.นพ.วรวุฒิ  เชยประเสริฐ  กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์โรคโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา (รามาธิบดี) หรือหมอวิน เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” กล่าวว่า ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก ยังพบได้มากในกลุ่มเด็กเล็กช่วงวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นภาวะทุพโภชนาการที่ภาครัฐมีความกังวลเพราะเกิดขึ้นไม่เฉพาะกับเด็กที่อาศัยในท้องถิ่นห่างไกลความเจริญ หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนอาหาร หรือแหล่งอาหารด้อยคุณภาพ แม้แต่เด็กในเขตเมืองที่มีความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารและมีคุณภาพอาหารที่ดีก็ยังพบเจอปัญหาโภชนาการในลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก สำหรับเด็กในเขตเมือง ภาวะทุพโภชนาการที่เกิดขึ้นนี้ สาเหตุสำคัญมาจากการดูแลและจัดเตรียมอาหารให้ลูกโดยขาดความรู้ที่ถูกต้องด้านโภชนาการตามช่วงวัย

คุณหมอบอกว่า การที่พ่อแม่พบว่าลูกเมื่ออายุครบขวบไปแล้วกลายเป็นเด็กกินยาก เลือกกินอย่างนั้น ไม่กินอย่างนี้  จนคิดว่านี่คือปัญหาของลูก ในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมการกินที่ลูกแสดงออกมานั้นเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในช่วงวัยก่อนหน้านั้น เมื่อต้องมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของลูกในวัยเด็กเล็กซึ่งโดยธรรมชาติเป็นวัยที่รู้จักการปฏิเสธอาหาร รู้จักเลือกสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ มันจึงกลายเป็นปัญหาที่พ่อแม่จำเป็นต้องปรับแก้ที่ตัวเองก่อนเพื่อสร้างวินัยการกินให้ลูก  ขณะเดียวกันเหตุจากการที่พ่อแม่อาจไม่ทราบข้อมูลความรู้ด้านโภชนาการตามวัยที่ถูกต้องก็เป็นที่มาของภาวะทุพโภชนาการในวัยเด็กเล็กและหนึ่งในปัญหานั้นคือ ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก

ภาะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก

จริงหรือไม่? ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กทำให้เด็กไอคิวต่ำ

คุณหมอวินกล่าวว่า มีความเป็นไปได้หากปล่อยให้เด็กขาดธาตุเหล็กเป็นเวลานานต่อเนื่องตั้งแต่วัยทารกมาจนถึงวัยเด็กเล็กและไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยเรียนจะพบว่าเด็กมีไอคิวลดลง เพราะธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ขนถ่ายออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ รวมทั้งสมอง ภาวะซีดหมายถึงจำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง เมื่อสมองได้รับออกซิเจนน้อยลง พัฒนาการด้านความคิดการจดจำจะช้าลงไปด้วย การเจริญเติบโตด้านร่างกายก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กมีสาเหตุมาจากการที่เด็กกินอาหารไม่ถูกสัดส่วน และภาวะนี้เกิดขึ้นได้เช่นกันในเด็กที่กินเก่งกินดีในสายตาพ่อแม่ ผลคือคนในสังคมเมืองใหญ่ยังไม่ค่อยมีความตระหนักถึงปัญหานี้เพราะลักษณะทางกายภาพของลูกไม่ได้มีข้อบ่งชี้ชัดเจน แต่จะทราบได้แน่ชัดว่าลูกวัยเด็กเล็กมีภาวะซีดหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจเช็คโดยการเจาะเลือด ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จึงเริ่มมีการคัดกรองภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป และพบว่าเป็นภาวะที่เจอได้บ่อย แสดงให้เห็นว่า ปัญหาด้านโภชนาการอาจจะเริ่มในช่วงวัย 6-12 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเริ่มต้นการกินอาหารที่ไม่ใช่นมได้ตามวัยอย่างน้อยวันละ 1 มื้อ และเพิ่มเป็น 2 มื้อเมื่ออายุ 8-9 เดือน จากนั้นเป็น 3 มื้อในช่วงอายุ 11-12 เดือน อาหารที่มีธาตุเหล็กมาก ได้แก่ ปลา อาหารทะเล เป็ด ไก่ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียวเข้มทุกชนิด เช่น ตำลึง คะน้า ผักโขม ถั่วดำ ถั่วแดง อัลมอนด์ ข้าวโอ๊ต รวมทั้งผลิตภัณฑ์นมเสริมสารอาหารที่มีการเติมวิตามินและธาตุเหล็ก คำถามคือ คุณพ่อคุณแม่ดูแลและจัดเตรียมอาหารตามวัยได้อย่างถูกต้องหรือไม่ จัดให้กินได้ครบสัดส่วนอาหารห้าหมู่หรือไม่ คุณหมอจึงแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เรียนรู้ข้อมูลด้านโภชนาการและการจัดเตรียมอาหารตามวัยที่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก

พ่อแม่จะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร?

เมื่อมีการคัดกรองและพบปัญหา การรักษาทำได้ด้วยการให้เด็กกินยาเสริมธาตุเหล็กตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งเท่านั้น ขณะเดียวกันพ่อแม่ต้องปรับการจัดเตรียมอาหารและสร้างนิสัยการกินที่ถูกสุขภาวะให้ลูกไปพร้อมกันด้วยเพื่อไม่ให้เกิดภาวะซีดได้อีกในช่วงวัยสำคัญที่ร่างกายและสมองกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าจะป้องกันไม่ให้ลูก ประสบภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการจัดเตรียมอาหารตามช่วงวัย  มีหลักการที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัวก็คือ อาหารหลักในทุกมื้อของลูกควรเป็นอาหารครบคุณค่าห้าหมู่ให้ลูกกินอาหารมื้อหลักวันละ 3 มื้อและกินนมวันละ 2-3 แก้ว ไม่ควรกินนมมากไปกว่านี้ในแต่ละวัน

สำหรับคำแนะนำ หากต้องเลือกนมให้ลูกวัยเด็กเล็ก 1-3 ปีกินเป็นมื้อเสริมในแต่ละวัน มีตัวเลือกระหว่างนมวัว 100% (Whole Milk) กับนมเสริมสารอาหารสำหรับเด็กเล็กวัย 1-3 ปี หรือในทางวิชาการจะเรียกนมในกลุ่มนี้ว่า Young Child Formula (YCF) คุณหมอให้คะแนนมากกว่าในการเลือกนมเสริมสารอาหาร เพราะถือเป็นอาหารชนิดหนึ่งสำหรับเด็กเล็ก สารอาหารต่างๆ ในกลุ่มวิตามินแร่ธาตุที่มีการเติมลงไปในนมประเภทนี้อยู่ในปริมาณที่มีการวิจัยมาแล้วว่าเหมาะสม เพราะในช่วงวัยหนึ่งปีขึ้นไปซึ่งเด็กยังต้องฝึกการกินอย่างมีคุณภาพ โอกาสที่จะได้รับสารอาหารจำเป็นไม่เพียงพอย่อมมี การกินนมเป็นมื้อเสริมในแต่ละวันก็มีส่วนช่วยให้เด็กได้รับโภชนาการที่ครบถ้วนมากขึ้นทั้งสารอาหารหลักกลุ่มโปรตีน ไขมันและคาร์โบเฮเดรต รวมทั้งสารอาหารรองในกลุ่มวิตามินแร่ธาตุ นมเสริมสารอาหารที่เติมธาตุเหล็กก็เป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อลูกอายุสองขวบไปแล้ว  สามารถกินอาหารมื้อหลักทั้ง 3 มื้อได้ดีขึ้น ค่อยเปลี่ยนมากินนมวัว 100% ได้เพราะโภชนาการจากนมที่เด็กจะได้รับเพิ่มจากการกินปกติในมื้อหลักคือโปรตีนและแคลเซียมที่เพียงพอเพื่อช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตตามช่วงวัย

ซีดจากการขาดธาตุเหล็ก

วิธีลงโทษลูก

หมอชวนคิดอีกมุม ไม่มีพ่อแม่คนไหนมีความสุขจาก วิธีลงโทษลูก ไม่ว่าแบบไหน

ชวนมองอีกมุม วิธีลงโทษลูก ดุด่า ต่อว่า ตีลูก  แปลว่าพ่อแม่ไม่รักจริงหรือ จิตแพทย์แนะ การลงโทษที่เด็ดขาดไม่ใช่เรื่องผิด เป็นสิ่งที่พ่อแม่กล้าหาญเท่านั้นจะทำได้ สุดท้ายเด็กเข้าใจ พ่อแม่ “รัก” มากกว่า “เกลียด” แนะปรับวิธีปรับพฤติกรรม สร้างความเข้าใจ ไม่ใช่แค่อารมณ์

จากกรณีที่คุณพ่อท่านหนึ่งโพสต์ภาพของลูกชายนั่งดูโมเดลรถที่ถูกทำลายจำนวนมาก พร้อมข้อความระบุว่า “ขออนุญาตครับ รบกวนสมาชิก หากเด็กคนนี้ทำอะไรในกลุ่มเสียหาย ต้องการให้รับผิดชอบทักมาได้เลย และรบกวนสมาชิกทุกคนไม่ต้องส่งอะไรมาให้เด็กคนนี้ทำ หรือ CF ของ ตอนนี้สั่งเลิกเล่นและให้    “ทำลายทิ้งทั้งหมด“  เพราะไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ละเลยการเรียน เงินให้ไปโรงเรียนไม่ยอมซื้อข้าวกิน  อดเพื่อเอาเงินมา CF ของ หมกมุ่นอยู่แต่กับรถทั้งวันทั้งคืน แม้แต่นอนยังต้องถือคันที่ชอบไปนอนด้วยทุกครั้ง มันเกินไป ขออภัยทุกท่านด้วยที่ลูกชายผมทำให้ทุกคนเดือดร้อน”

 

วิธีลงโทษลูก
เครดิตภาพจาก www.nationtv.tv

จนทำให้เกิดกระแสดราม่าตีกลับ วิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตจำนวนมาก เพราะมองว่าเป็น วิธีลงโทษลูก ที่รุนแรง ทำร้ายจิตใจลูก  และสืบเสาะที่มาที่ไปจึงทราบว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่แค่หลงใหลโมเดลรถเท่านั้น   แต่ยังสร้างรายได้ด้วยการรับทำสีโมลเดลรถด้วย  แม้ภายหลังคุณพ่อท่านนี้ได้โพสต์อธิบายถึงการตัดสินใจลงโทษครั้งนี้ว่า

“การสั่งห้ามหรือทำลาย มันคือการห้ามเล่นเฟส ห้ามรับงานคนอื่นมาทำ เพราะอาจทำของเขาเสียหาย ผมไม่ได้ห้ามเขาหรือให้เขาเลิกทำในสิ่งที่รัก “เพียงแต่ให้หยุดก่อน” ซึ่งผมสนับสนุนเขามาตลอด รถที่ซื้อให้รวมๆ เกือบ 1,000 คันแล้วมั้ง คุณคิดว่าผมสนับสนุนหรือไม่

ลูกอยากไปแข่งรถก็พาไป ให้เขาได้ลอง ได้รู้ ได้ทำในสิ่งทีรัก เครื่องไม้เครื่องมือ ก็หาซื้อให้ในการแต่งรถ เพราะเราเห็นถึงความตั้งใจของเขา เพียงแต่เวลานี้เขาตั้งใจเกินไปมาก จนลืมกินข้าว ลืมงานบ้าน เริ่มละเลยการเรียน และที่สำคัญคืออันตรายต่อสุขภาพด้วยการพ่นสี  ซึ่งผมว่ามันยังไม่ถึงเวลาของเขา การหยุดคือการที่เราต้องมาตกลงกันใหม่ ต้องมีการแยกแยะเวลา เวลาทำอะไรต้องปรึกษาพูดคุยกันก่อนดีไหม การโพสต์ของผมคือการขอโทษสมาชิกแทนลูก  และรับผิดชอบให้ถ้าเขาทำอะไรเสียหาย เพราะอยากให้เขายังอยู่ได้และมีที่ยืนในโลกของรถเหล็กโมเดล มีประวัติที่ดี “คนเป็นพ่ออย่างผมผิดมากใช่ไหมครับ”

แต่กระแสความไม่พอใจยังมีอย่างต่อเนื่องหลายเพราะมองว่า การตักเตือนสั่งสอนลูกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ วิธีลงโทษลูก ด้วยการทำลายโมเดลรถซึ่งเป็นของรักนั้นทำร้ายจิตใจและอาจส่งผลเสียในอนาคต ทำให้ประเด็นเรื่องการลงโทษลูกเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างมีทั้งฝ่ายเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

วิธีลงโทษลูก
เครดิตภาพจาก www.nationtv.tv

หมอชวนคิดอีกมุม ไม่มีพ่อแม่คนไหนมีความสุขจากการลงโทษลูก แนะวิธีปรับความเข้าใจ ไม่ใช้อารมณ์ 

เชื่อว่าพ่อแม่ยุคใหม่อาจรู้สึกไม่แน่ใจว่า ถ้าลูกทำผิดควรเลือก วิธีลงโทษลูก แบบไหนดี จะดุว่าหรือตีลูกจะผิดไหม ถ้าทำลูกร้องไห้เสียใจ ความรู้สึกนี้จะฝังใจไปจนโตหรือเปล่า  สิ่งนี้ทำให้หลายบ้านคิดไม่ตก ว่าควรจะตีหรือไม่ดีลูกเมื่อทำผิดดี

ด้านศาสตราจารย์แพทย์หญิง อุมาพร ตรังคสมบัติ เจ้าของเพจ “ปั้นใหม่ โดยอาจารย์หมออุมาพร” ได้โพสต์จดหมายฉบับยาวฝากถึงคุณพ่อคนดังกล่าว พร้อมแสดงทัศนคติได้ฉุกคิดในอีกมุมหนึ่ง ใจความบางส่วนว่า

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ ได้อ่านโพสต์ของคุณจากเวปหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ตอนท้ายคุณตั้งคำถามว่า “คนเป็นพ่ออย่างผมผิดมากใช่ไหมครับ?”

คุณไม่ได้ถามอาจารย์ แต่อาจารย์อยากตอบในมุมมองของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้เขียนหนังสือ “สร้างวินัยให้ลูกคุณ” ซึ่งขายมาร่วมแสนเล่มแล้ว และที่สำคัญคือเคยเป็นแม่คนมาก่อน อาจารย์คิดว่าคุณไม่ได้ทำผิดค่ะ

คุณกำลังทำในสิ่งที่พ่อแม่ที่กล้าหาญเท่านั้นที่จะทำได้  เพียงแต่คุณอาจจะต้องปรับเทคนิคสักเล็กน้อย

พ่อแม่ส่วนใหญ่รักลูก แต่เขาไม่กล้าหาญพอที่จะจัดการสร้างวินัยอย่างหนักแน่น เพราะอะไรน่ะหรือ?   

ก็เพราะเขา “กลัวว่าลูกจะไม่รัก”  “กลัวว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีพอ”  “กลัวว่าลูกจะมีบาดแผลทางใจ” กลัว กลัว กลัว

ผลลัพธ์ของมันก็คือ เด็กกลายเป็นเหมือนม้าป่าที่ฝึกไม่ได้ มันพยศในแบบที่เป็นอันตราย ทั้งต่อเจ้าของ ผู้ฝึก คนมากมายที่มาเข้าใกล้มัน และที่สำคัญคืออันตรายต่อตัวมันเอง

สังคมเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยเด็กที่ขาดวินัย เขาควบคุมตัวเองไม่เป็น เขาสั่งตัวเองว่า “พอแล้ว” “หยุดได้แล้ว” ไม่ได้  เขาทำตามอำเภอใจ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เคารพกฎระเบียบ ปราศจากความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และปราศจากความรับผิดชอบ ทั้งหมดนี้เพียงเพราะพ่อแม่ไม่กล้าหาญพอหรือไม่ก็ล้มเลิกง่ายๆ ในการฝึกวินัยลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หากเราต้องการให้เขาเติบโตไปดีก็คือ เรียนรู้เรื่อง “ผลลัพธ์ของการกระทำและความรับผิดชอบ” พ่อแม่จะต้องเป็นผู้สอนเรื่องนี้ อย่าคิดว่าเขาจะเรียนรู้เอง หรือโรงเรียนจะสอนเขาแทน หากเราปล่อยไป วันหนึ่งเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ เขาจะเรียนรู้เรื่องนี้จากกฎหมายและกฏเกณฑ์ของสังคม แต่มันจะเป็นการเรียนรู้ที่แสนจะเจ็บปวด ให้เขาร้องไห้วันนี้ เมื่อบทลงโทษยังไม่รุนแรง เมื่อบาดแผลยังไม่ลึกเท่าไหร่ เพราะคนที่ลงโทษเขาคือพ่อแม่ที่รักเขา

อาจารย์ไม่คิดว่าคุณเป็นคนหัวร้อน วิธีการเขียนโพสต์ของคุณบอกว่าคุณเป็นคนมีเหตุผลพอ ไม่ใช่พ่อแม่ที่ขี้โมโหและใช้อำนาจเผด็จการกับลูก อาจารย์เชื่อว่าคุณได้เตือนลูกมาหลายครั้งแล้ว แต่ลูกไม่ฟัง บางครั้งท่าทีของเราอาจไม่หนักแน่นพอจนทำให้ลูกเข้าใจผิดว่าพ่อแม่ไม่เอาจริง และไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามคำสั่ง  ความไม่หนักแน่นนี้เองที่มักเป็นสาเหตุทำให้หลายบ้านลงเอยด้วยการต้องทำโทษลูกรุนแรง

เด็กหลายคนก็เป็นเด็กที่ “ยาก” เด็กแบบนี้แม้พ่อแม่ที่อดทนมากที่สุด หรือมีเทคนิคที่ดีที่สุด ก็ยังต้องจนปัญญา (เด็กแบบนี้ทางการแพทย์มีชื่อเรียกโดยเฉพาะเลย คือเป็นโรค oppositional defiant disorder)

ที่สำคัญ “ไม่มีพ่อแม่คนไหนมีความสุขจากการลงโทษลูก”  เพราะเรามีภาพของการลงโทษว่าเป็นการ “ทำร้าย” ดังนั้นแม้การลงโทษนั้นจะมีเหตุผลที่สุด แต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจที่จะทำลงไป และหลายครั้ง เราเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าลูกอีก …คุณคงเจ็บปวดหัวใจที่ทำแบบนั้นกับลูกที่คุณรัก อาจารย์เชื่อว่าคุณรักและเป็นห่วงเขามาก แต่คุณสุดทางแล้วจริงๆ

อย่าวิตกกังวลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นบาดแผลทางใจของลูกไปจนวันตาย มันไม่เป็นแบบนั้นหรอกค่ะ พ่อแม่อย่างเราๆน่ะ ไม่สร้างบาดแผลทางใจแบบนั้นหรอก   เพราะการดูแลลูกโดยรวมของเราดีพอ เราให้ความรักความอบอุ่นกับเขามากพอ ประสบการณ์ที่เขามีกับเราเป็นประสบการณ์เชิงบวกมากกว่าเชิงลบ สิ่งแย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นคือ ลูกจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อโกรธเขามากจนทำลายของเล่นสุดรักของเขา แต่เมื่อเริ่มโตเขาจะสามารถบอกตัวเองได้ว่าที่พ่อทำแบบนี้เพราะพ่อรักเขา โดยทั่วไปแล้วในพัฒนาการปกติ เด็กจะสามารถมองภาพรวมๆของพ่อแม่ได้ ว่ามีทั้งใจดีและดุ มีทั้งรักและโกรธ เด็กจะสามารถประมวลทั้งขาวและดำออกมาเป็นสีเทาได้…”

วิธีลงโทษลูก แบบนี้ไม่ต้องดุตีก็ได้ผล

เพิกเฉยไม่สนใจ วิธีนี้เหมาะกับเด็กเล็กๆวัย 1-2 ขวบ ที่คุณแม่จะอธิบายเหตุผลก็คงไม่เข้าใจ หากลูกงอแง หรือกรี๊ดร้องโวยวายปลอบเท่าไรก็ไม่หยุดคุณแม่ควรปลีกตัวให้ห่างจากเขา เพื่อให้ลูกรู้ว่าใช้วิธีเรียกร้องความสนใจแบบนี้ไม่ได้ ต่อไปลูกจะไม่ทำอีก

Time-out เทคนิคสร้างเวลาสำนึกผิด เหมาะกับเด็กวัยซน 2-4 ขวบ กรณีเล่นซนและเสี่ยงเกิดอันตราย คุณแม่ควรแยกตัวเขาออกมากิจกรรมที่กำลังทำ เพื่อให้อยู่ในมุมสงบ ลูกอาจร้องไห้อยู่ในช่วงแรกอีกพักก็จะสงบลง จากนั้นคุณแม่ค่อยเข้าไปพูดคุยให้เข้าใจ

สอนให้รู้ผลของการกระทำ เมื่อไรที่ลูกดื้อไม่ทำตามกฎกติกาตามที่ตกลงกันไว้ ต้องหัดให้เขากับผลตรงกันข้าม ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เช่นถ้าไม่รีบทำการบ้าน ก็ลดเวลาดูทีวี ถ้าไม่ยอมนั่งคาร์ซีทก็จะไม่ขับรถออกจากบ้าน

สอนด้วยความพูดที่ชัดเจน เด็กสามารถเข้าใจความต้องการของพ่อแม่ง่ายๆ ด้วยคำพูดอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงราบเรียบ ไม่เจือน้ำเสียงดุด่าหรือใส่อารมณ์ใด ควรสอนด้วยอารมณ์สงบ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกเปิดคำสอนมากขึ้น

สอนให้รับผิดชอบความผิดที่ทำ ถ้าลูกดื้อหรือทำผิดอารมณ์ ในช่วงแรกพ่อแม่ย่อมโมโหเป็นธรรมดา แต่ควรตั้งสติ ทำใจให้เย็นลง ไม่ตีหรือต่อว่าด้วยคำรุนแรง  ถ้าลูกโตพอช่วยเหลือตัวเองได้ ให้รับผิดชอบสิ่งที่ผิดพลาด ถ้าลูกทำน้ำหก ลองฝึกเอาผ้ามาเช็ดน้ำที่หกแทน ลูกจะได้เรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วย

มองหาที่มาและแก้ปัญหา พ่อแม่ที่คิดแต่เรื่องจะ ลงโทษลูกอย่างไร มักมองที่พฤติกรรม โดยลืมหาสาเหตุของปัญหา เช่น แทนการตีลูกที่คะแนนไม่ดี อาจต้องมองหาว่าอะไรที่ทำให้ลูกทำไม่ได้ ปัญหาบางอย่างลูกต้องการคนช่วย “แก้ไข” ไม่ใช่ “ลงโทษ”

ใส่ใจและให้ความรักมากขึ้น หลายครั้งปัญหาดื้อปวดหัวของลูก จนต้องตีลูกบ่อยๆ เป็นจากการต้องการความรัก หรือจากการต่อต้านที่ไม่ได้รับความรัก แทนการตีลูก หันมาใส่ใจกับเวลาที่ให้ลูกให้มากขึ้น

แหล่งข้อมูล

www.nationtv.tv today.line.me  เพจปั้นใหม่ โดยอาจารย์หมออุมาพร

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

ตีลูกบ่อย ไม่สร้างวินัย แต่คือ การทำร้าย ทำลายอนาคตลูก

 

8 วิธี รับมือลูกดื้อ “เผลอทำผิด” โดยไม่ต้องดุด่า!

 

พ่อแม่รังแกลูก ไม่รู้ตัว “บาป 14 ประการ” ข้อคิดเตือนใจจากท่านว. วชิรเมธี

พาลูกตรวจวัดIQ

ตรวจ วัดไอคิว ตัวช่วยเสริมศักยภาพในการเรียนรู้ของลูก

รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง การ วัดไอคิว ของลูกก็เป็นการทำให้รู้ถึงระดับความแข็งแรงของสมองได้ก่อน เหมือนมีแผนที่ช่วยวางแผนการพัฒนาศักยภาพให้ลูกได้ดี

ตรวจ วัดไอคิว ตัวช่วยเสริมศักยภาพในการเรียนรู้ของลูก

คำว่าไอคิว หรือ เชาว์ปัญญา บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นคำ ๆ เดียวกัน แต่ความเป็นจริงก็ไม่ผิดซะทีเดียวเพียงแต่ว่ามีข้อแตกต่าง รายละเอียดอีกเล็กน้อย

เริ่มทำความรู้จักกันก่อน

เชาว์ปัญญา หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการเรียนรู้ การปรับตัวต่อปัญหาอย่างเหมาะสม และความสามารถในอันที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมีคุณค่าทางสังคม สามารถคิดอย่างมีเหตุผลสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากเชาว์ปัญญาเป็นสิ่งที่คนสนใจกันมานาน จึงมีการคิดมาตรวัดเชาว์ปัญญาขึ้นเพื่อให้ได้ผลออกมาเป็นตัวเลขที่สื่อกันได้ง่าย และเป็นที่รู้จักกันในคำว่า IQ นั่นเอง

ไอคิว (Intelligence Quotient) เป็นตัวเลขที่ได้จากการทดสอบเชาวน์ปัญญากับคะแนนเฉลี่ยที่คาดว่าผู้ถูกทดสอบสมควรจะทำได้ ตามระดับอายุที่แท้จริง วิธีคำนวณค่าไอคิวในการทดสอบเชาวน์ปัญญาแต่ละแบบขึ้นอยู่กับลักษณะแบบทดสอบและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ฉะนั้นไอคิวจะเป็นเครื่องแสดงให้ทราบว่าบุคคลนั้นมีระดับเชาวน์ปัญญาอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นในระดับอายุเดียวกัน

คำว่า IQ ย่อมาจาก Intelligence Quotient เป็นคำที่ William Stern เป็นผู้บัญญัติขึ้น เพื่อบ่งถึงระดับเชาว์ปัญญาของแต่ละบุคคล โดยมีสูตรว่า

สูตรการคำนวนไอคิว
สูตรการคำนวนไอคิว

โดยอายุสมอง มาจากการวัดโดยการใช้แบบทดสอบเชาว์ปัญญาซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญโดยนักจิตวิทยาคลินิก ค่าคะแนนที่ได้จากการทดสอบจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับคะแนนมาตรฐานที่บุคคลในระดับอายุเดียวกันนั้นทำได้ จะเห็นว่าถ้าอายุสมองเท่ากับอายุจริง ค่า IQ ของบุคคลนั้นจะออกมาเท่ากับ 100 ซึ่งคือ ค่าเฉลี่ยของ IQ ในคนส่วนใหญ่นั่นเอง

ความสำคัญของการวัดไอคิว

เชาว์ปัญญาเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกเกิด โดยมีปัจจัยด้านพันธุกรรมไปเกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในครรภ์ของมารดาจนกระทั่งหลังคลอดก็เป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่มีผลต่อเชาว์ปัญญาเช่นกัน เช่น ภาวะแวดล้อมที่มีการให้ความรัก ความอบอุ่น ให้การกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย ก็จะมีผลต่อการเสริมสร้างศักยภาพนี้ให้มากขึ้น หรือในทางกลับกันก็บั่นทอนให้ลดลงได้ เชาว์ปัญญาเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่แสดงออกให้เห็นได้ผ่านพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แสดงถึงความสามารถในการเรียนรู้ ความสามารถปรับตัวต่อเหตุการณ์ใหม่ๆ ความสามารถเข้าใจและเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ อย่างมีเหตุผล และเป็นพฤติกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย จะเห็นว่าเชาว์ปัญญาไม่ใช่ผลจากความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถนำพฤติกรรมใดเพียงอย่างเดียวไปตัดสินว่าคนๆ นั้นโง่หรือฉลาดได้

พญ.สุภาพร ปิตวิวัฒนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ เด็กและวัยรุ่น รพ.พระราม9

ในปัจจุบันเรื่องนี้เป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวาง  เนื่องจากวิชาการสมัยใหม่ และแบบทดสอบวัดระดับไอคิวเริ่มเป็นที่รู้จัก และยอมรับกันมากขึ้นในสังคมไทยเรา ทำให้เกิดความรู้เพิ่มมากขึ้นที่ว่าระดับไอคิว หรือระดับสติปัญญาของคนเรานั้น ที่แต่เดิมเชื่อกันว่ามีติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นไปตามกรรมพันธ์ุ จึงไม่สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพให้เพิ่มขึ้นได้ แต่จากแนวคิด ความเห็นของคุณหมอที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จึงสามารถกล่าวได้ว่าเชาว์ปัญญา หรือ ไอคิวนั้นสามารถเพิ่มขึ้น หรือลดลงจากเดิมได้ขึ้นอยู่กับภาวะแวดล้อม และการเลี้ยงดู ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรรอช้า หากเราสามารถรู้ถึงระดับไอคิวของลูก รู้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งของเชาว์ปัญญาว่าเป็นอย่างไร ก็จะช่วยให้เราสามารถวางแผนพัฒนาทักษะ เสริมศักยภาพของระดับไอคิวของลูกเราให้ได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่ไปทำพฤติกรรมให้เขาเกิดภาวะถดถอย บั่นทอนให้ลดลง

วัดไอคิว เสริมศักยภาพสมอง
วัดไอคิว เสริมศักยภาพสมอง

เมื่อใดควรวัดไอคิว

  1. เมื่อต้องการจะทราบระดับความสามารถทางสติปัญญาว่าอยู่ในระดับเท่าใด ไม่ใช่เป็นการตีตราหรือจัดลำดับความเก่ง แต่เป็นการช่วยให้ทราบถึงความสามารถของลูกว่าเด่น หรือด้อยในเรื่องใด เพื่อนำมาปรับปรุง และเป็นแนวทางในการวางแผนการศึกษาให้เหมาะสมกับความสามารถ และความต้องการของลูกได้ เช่น เด็กคนนี้เรียนรู้ได้ดีทางสายตามากกว่าการฟัง หรือ ความเข้าใจทางภาษาดีมาก แต่ว่ามีจุดอ่อนที่การทำงานประสานกันของมือและตา ก็จะสามารถวางแผนได้ว่าพ่อแม่ควรส่งเสริมตรงไหน ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ตัวเลข หรือ ระดับของสติปัญญา แต่เป็นศักยภาพในการเรียนรู้และการทำงานของสมองในระดับของวัยนั้น ๆ
  2. เมื่อมีปัญหาด้านพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น เหม่อลอย ไม่นิ่ง แยกตัว หนีเรียน ซึมเศร้า รวมทั้งการปรับตัวในชีวิตประจำวันไม่เหมาะสม เราจะทดสอบเพื่อนำผลไปประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ว่าสาเหตุมาจากปัญหาทางด้านสมอง หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ
  3. เมื่อผลการเรียนลดลงหรือมีปัญหาด้านการเรียน ทำให้ทราบว่า ไอคิวของเด็กในขณะนั้น สอดคลัองกับผลการเรียนที่ออกมาหรือไม่ เพื่อเป็นการประเมินว่าพฤติกรรมถดถอยไม่ได้มาจากไอคิว หรือปัญหาทางด้านร่างกาย หากมาจากทางด้านพฤติกรรมจะได้ช่วยเด็กค้นหาว่าเขาเกิดสะดุด หรือมีปัญหาทางจิตใจด้านใดที่กระทบทำให้เกิดผลดังกล่าว จะได้ช่วยแก้ปัญหากันได้ทันท่วงที
  4. ในทางกฎหมาย จะใช้ผลการวัดระดับไอคิว มาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันว่าบุคคลคนนั้น จำเป็นต้องมีผู้คุ้มครองทางกฎหมาย และดูแลผลประโยชน์แทนหรือไม่
  5. การวัดระดับไอคิว ในบางกรณีที่แพทย์ต้องให้คนไข้เข้ารับการผ่าตัดสมอง ต้องมีการวัดระดับไอคิวก่อน และหลังการเข้ารับการผ่าตัด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบด้านการแพทย์

หยุดกังวล วิธีวัดระดับไอคิว ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจกำลังลังเลกับการพาลูกไปตรวจวัดไอคิว เนื่องจากว่าจะกังวลว่าจะมีวิธีการอย่างไร ในเมื่อเชาว์ปัญญานั้นเป็นนามธรรม แล้วจะใช้วิธีการแบบใดในการวัด จะปลอดภัย หรือทำให้ลูกกลัวไหม ลูกเราเป็นเด็กไม่กล้า ไม่คุ้น ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้าแล้วผลที่ได้จะเที่ยงตรง เชื่อถือได้ไหม หยุดกังวลกันได้เพราะวันนี้ทาง ทีมแม่ABK ได้นำตัวอย่างของแบบทดสอบความสามารถทางเชาว์ปัญญาจากโรงพยาบาลกรุงเทพมาให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นการทำความเข้าใจอย่างคร่าว ๆ ก่อนจะตัดสินใจพาลูกเข้ารับการวัดระดับไอคิวหรือไม่

ตัวอย่างเช่น “Wechsler Intelligence Scale for Children – Third Edition หรือ WISC-III เป็นแบบทดสอบความสามารถทางเชาวน์ปัญญาในเด็กที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในโรงพยาบาล และโรงเรียนในหลายประเทศ ซึ่งสามารถวัดระดับเชาวน์ปัญญาในเด็กและวัยรุ่นได้ตั้งแต่อายุ 6-16 ปี ในการทดสอบจะทำโดยผู้ทดสอบซึ่งมักเป็นนักจิตวิทยา ในห้องที่เหมาะสม อากาศถ่ายเท อากาศภายในห้องไม่ร้อนหรือไม่เย็นเกินไป และไม่มีเสียงดังหรือบุคคลภายนอกรบกวน โดยที่ผู้ทดสอบจะทำความคุ้นเคยกับเด็กไปพร้อมๆ กับการพูดคุยเพื่อสอบถามข้อมูล”

แบบทดสอบ WISC-III แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษา และด้านการปฏิบัติ โดย ด้านภาษา หรือ Verbal Test เป็นแบบทดสอบย่อยที่วัดความสามารถที่ต้องใช้การสื่อสารคำพูด ทักษะการใช้ภาษารวมถึงการแก้ไขปัญหา การเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ยิน ตัวอย่างของแบบทดสอบด้านภาษา เช่น ความรู้ทั่วไป สำหรับด้านการปฏิบัติ หรือ Performance Test เป็นแบบทดสอบย่อยที่วัดความสามารถในการรับรู้สิ่งที่มองเห็น ลงมือทำตามคำสั่งเพื่อแก้ปัญหา ตัวอย่างของแบบทดสอบด้านการปฏิบัติ เช่น หาส่วนหายไปจากภาพ เรียงลำดับภาพตามเหตุการณ์ การต่อชิ้นส่วน และการต่อลูกบาศก์ตามแบบ เป็นต้น โดยจะใช้เวลาทั้งกระบวนการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมง

แบบทดสอบ WISC-III จะให้ผลการทดสอบออกมาเป็นค่าระดับเชาวน์ปัญญารวม หรือ ค่า IQ นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งความสามารถทางเชาวน์ปัญญาออกเป็นด้านภาษา และด้านการปฏิบัติ โดยสามารถทราบรายละเอียดจุดเด่นจุดด้อยของความสามารถด้านต่างๆ ได้ด้วย สำหรับค่า IQ นั้น โดยปกติจะอยู่ที่ช่วง 90-109 ถ้าคะแนนที่มีระดับ IQ สูงกว่า 109 จัดว่าเชาวน์ปัญญาฉลาดกว่าเกณฑ์ปกติทั่วไป แต่ในทางกลับกันคะแนนที่มี IQ ต่ำกว่า 90 แสดงถึงเชาวน์ปัญญาที่ด้อยกว่าเกณฑ์ปกติทั่วไป

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Bangkok Hospital

เห็นไหมละว่า การวัดไอคิวนั้น จำเป็นต้องใช้การวัดโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบทดสอบที่มีความแม่นยำ และได้มาตราฐาน โดยการให้เด็กตอบแบบทดสอบ หรือจะใช้วิธีการพูดคุยเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลในการประเมินนั้น ก็ต้องมีแบบแผนที่แน่นอน ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถประเมิน ตัดปัจจัยที่จะมากระทบต่อการตอบคำถาม ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะอยู่ในความควบคุมของการทำงานของคุณหมอ หรือ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว

เริ่มที่เมื่อไหร่ ที่ไหน ยังไง

วัดไอคิว สำหรับเด็ก
วัดไอคิว สำหรับเด็ก

ก่อนอื่นควรไปพบคุณหมอเด็ก กุมารเวช หมอจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก แล้วแต่ชื่อเรียกตามแต่ละโรงพยาบาล เพื่อทำการปรึกษา คุณหมอจะประเมินถึงความจำเป็นในการตรวจวัดระดับไอคิว ระดับอายุ และความพร้อมของเด็ก เพราะแบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญานั้นมีหลากหลายแบบต้องเลือกตามช่วงอายุ ความเหมาะสมของสิ่งที่ต้องการจะวัด และที่สำคัญต้องวัดโดยผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งโดยเฉพาะสำหรับเด็กต้องใช้วิธีการพูดคุยที่แตกต่างจากผู้ใหญ่มาก

อย่างที่ย้ำกันหลากหลายครั้งแล้วว่า การวัดระดับไอคิวนั้นไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่าใครเก่งกว่ากันด้วยตัวเลข แต่เป็นการหาจุดอ่อน จุดแข็งของศักยภาพของสมองของแต่ละบุคคล เพราะพัฒนาการด้านเชาว์ปัญญานั้นไม่อยู่คงที่ สามารถมีพัฒนาการที่ดี หรือถดถอยได้ตามปัจจัยแวดล้อม และช่วงอายุ เช่น เราจะพบว่าเด็ก 5 ขวบปีแรก จะมีพัฒนาการด้านเชาวน์ปัญญาที่เร็วมาก หลังจากนั้นพัฒนาการค่อย ๆ พัฒนาจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่ความสามารถทางเชาวน์ปัญญาพัฒนาได้ถึงจุดสูงสุด และจะคงที่อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งวัยสูงอายุเชาวน์ปัญญาจึงค่อย  ๆ ลดลงตามการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ดังนั้นค่าของระดับไอคิวที่เราได้ในครั้งเดียวจึงไม่สามารถนำมาตัดสินถึงความเก่ง ฉลาดของคน ๆ หนึ่งไปได้ตลอดไป เพราะอัตราการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของระดับเชาวน์ปัญญานั้นขึ้นอยู่กับกิจกรรมในชีวิตประจำวันและการฝึกฝนด้วย กล่าวคือ คนที่ใช้สมองในการคิดอยู่เสมอการลดลงของ IQ จะช้ากว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำกิจกรรมที่ใช้ความคิดนักโดยวัดจากในระดับอายุเดียวกัน

สรุปคือ สิ่งสำคัญของการวัดระดับไอคิวนั้น คือการนำมาเป็นแนวทางการเสริมสิ่งที่ขาดของพัฒนาการทางสติปัญญาของลูกมากกว่านำมาใช้ประเมินเพียงแค่จากตัวเลขที่ได้รับว่า เขาเก่งหรือไม่ เพราะอย่างไรมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถพัฒนาตนเองได้เสมอ

ข้อมูลอ้างอิงจาก คณะแพทยศาสตร์รพ.รามธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล / B.careKids / Praram9Hospital

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ทดสอบไอคิวลูก แบบง่ายๆ ด้วย Gesell drawing test ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 2-12 ขวบ

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

5 บทสนทนาภาษาอังกฤษ ปั้นลูกอนุบาลเก่งภาษา ให้พูดคล่อง สำเนียงเป๊ะ

กระต่ายกับเต่า นิทานอีสปสุดคลาสสิค สอนลูกเข้าใจ “แค่เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ศบศ.แจกเงิน 3000 บาท

ศบศ.แจกเงิน 3000 บาท ใช้ซื้อของเซเว่น-ห้าง ได้สิทธิ์ถึง 15 ล้านคน

แจกเงินจุก ๆ 15 ล้านคน ศบศ.แจกเงิน 3000 บาท มีเงื่อนไขเพียงอายุ 18 ปีขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่รอเช็ครายละเอียดได้เลย

ศบศ.แจกเงิน 3000 บาท แจกให้ 15 ล้านคนได้ช้อป

ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ได้ประกาศข่าวดีภายหลังการประชุม ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้ คือการแจกเงิน 3000 บาท ให้กับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ใช้ซื้อของเซเว่น-ห้าง ได้สิทธิ์ถึง 15 ล้านคน

กระตุ้นเศรษฐกิจไทย แจกเงิน 3,000 บาท ให้ช้อปของกินของใช้

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสภาพัฒนทหารเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ ศบศ. ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ศบศ.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 มาตรการหลัก โดยมาตรการแรกเป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ มีวงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท สำหรับวัตถุประสงค์หลักของมาตรการนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชน ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมการบริโภค พร้อมกับช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป ที่ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอย

ส่วนรายละเอียดเบื้องต้นของโครงการดังกล่าวมีดังนี้

  • รัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ในวงเงินไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน
  • หากได้รับเงิน 3,000 บาท จะให้เวลาใช้ 3 เดือน โดยจะกำหนดให้ใช้วันละ 100-250 บาท
  • เมื่อได้สิทธิจะนำเงินไปใช้กับร้านค้าหาบเร่แผงลอยที่มาลงทะเบียน ทั้งยังเปิดให้ซื้อของในร้านค้าเซเว่น และในห้างสรรพสินค้าได้
  • การซื้อของจะเป็นแบบร่วมจ่าย โดยผู้ซื้อจะจ่าย 50% และรัฐจะจ่ายให้ 50%
  • ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน ประมาณ 15 ล้านคน

สำหรับกลุ่มร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการจะมุ่งเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อยทั่วไป ซึ่งจะครอบคลุมไปถึง ผู้ประกอบการหาบเร่ แผงลอย ประมาณ 80,000 ร้านค้า ผ่านกลไกการดำเนินงานผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการคลังไปจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อนำเสนอต่อ ศบศ. ในอีก 2 สัปดาห์ เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี โดยคาดว่า โครงการนี้จะเริ่มได้ในเดือนตุลาคม 2563 นี้

ทั้งนี้ รัฐบาลจะใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในโครงการนี้จำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท ใช้ในโครงการนี้ เมื่อรวมกับที่ผู้ได้สิทธิต้องออกด้วย จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ 9 หมื่นล้านบาท

มาตรการการจ้างงาน

อีกหนึ่งมาตรการที่ ศบศ.เห็นชอบคือ มาตราการการจ้างงานสำหรับเด็กจบใหม่ โดยรัฐบาลจะสมทบจ่ายกับนายจ้าง เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 – ต.ค. 2564 วัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) รวมจำนวน 260,000 อัตรา วงเงินรวม 2.3 หมื่นล้านบาท สำหรับอัตราจ้างตามวุฒิการศึกษาดังนี้

  1. ปริญญาตรี เดือนละ 15,000 บาท
  2. ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง (ปวส.) เดือนละ 11,500 บาท
  3. ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เดือนละ 9,400 บาท

รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเงินค่าจ้าง ร้อยละ 50 ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อคนต่อเดือน แต่จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม มีการยืนยันตัวตนผ่าน กระทรวงแรงงาน และต้องมีเงื่อนไขเลิกจ้างลูกจ้างเดิมไม่เกินกว่าร้อยละ 15 ภายในระยะเวลา 1 ปี (กรณีที่ลูกจ้าง ลาออกในระหว่างโครงการ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการสามารถหาลูกจ้างใหม่ทดแทนได้) ขณะที่ ลูกจ้างที่จะเข้าร่วมโครงการจาเป็นต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (1) มีสัญชาติไทย และ (2) อายุไม่เกิน 25 ปี หรืออายุเกิน กว่า 25 ปี ซึ่งสาเร็จการศึกษาในปี 2562 หรือปี 2563

 

หากคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่าโครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีรายละเอียดอย่างไร แนะนำให้ติดตามในแฟนเพจ Amarin Baby & Kids หากมีข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อไหร่ จะรีบมาอัปเดตให้ทราบกันอย่างแน่นอนค่ะ

อ้างอิงข้อมูล : bangkokbiznews และ posttoday

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ผู้ประกันตนได้เฮ ครม. ไฟเขียวลดหย่อน เงินสมทบประกันสังคม เหลือ2% นาน 3 เดือน

ออมเงินให้ลูก สลากออมทรัพย์ธนาคารไหน ผลตอบแทนดี ลุ้นโชคเยอะ

ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64 ใกล้เปิดรับลงทะเบียนแล้ว อายุ 60 ปีขึ้นไปเตรียมตัวเลย

วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี

วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี ป้องกันลูกสำลัก ลดความเสี่ยงลูกฟันผุ

แม่วัยรุ่นโพสต์ภาพมัดแขนมัดขาทารกขณะป้อนนม หวังให้ขาตรงสวยตามวิถีโบราณ เพจคุณหมอขอแย้ง ให้ทารกนอนกินนมท่านี้ ลูกเสี่ยงสำลักนมได้ จริง ๆ แล้ว วิธีป้อนขวด ที่ถูกต้อง ต้องป้อนท่าไหน มาดูกันเลย

วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี

ป้อนนมแบบนี้ แม่อย่าหาทำ!

จากกรณีคุณแม่ท่านหนึ่งได้โพสต์ภาพทารกกินนมจากขวด โดยคุณแม่ได้จัดให้แขนขาอยู่ภายใต้ผ้าตึง ๆ พร้อมกับพิมพ์ข้อความไว้ว่า การมัดแขนมัดขาตึง ๆ ก็เพื่อให้ขาตรงและสวยแบบโบราณ ทำให้คุณหมอจากเพจหมอขอบ่นหน่อยเหอะ-AggressiveDoctor ต้องออกมาเตือนว่า การให้ลูกนอนกินนมท่านี้จะทำให้ทารกสำลัก ส่วนการมัดแขนมัดขานั้น ทารกจะเสี่ยงขาดเลือด อาจรุนแรงถึงขั้นตัดขาได้

การป้อนขวดนมให้กับลูกผิดท่า ยังส่งผลเสียต่อร่างกายของลูกอีกด้วย โดยคำแนะนำจากกรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) ระบุว่า คุณแม่ควรให้นมลูกอย่างถูกวิธี พร้อมกับสังเกตและให้ความสนใจลูก ขณะที่ป้อนนมด้วย เพื่อป้องกันทารกสำลักนมได้

ให้นมแม่จากอกดีที่สุด

การให้ลูกดูดนมแม่จากอ้อมอกเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด โดยท่าที่ถูกต้องขณะที่ลูกเข้าเต้าดูดนมแม่ ต้องเป็นดังนี้

  • ทารกอ้าปากกว้าง ริมฝีปากบนบาน ริมฝีปากล่างปลิ้นออก
  • คางของทารกควรจะอยู่ชิดกับเต้าของแม่
  • จมูกเชิดเพื่อเปิดช่องจมูกช่วยการหายใจให้สะดวก หากทารกอยากพักจะหยุดดูดนมไปเอง
  • ลูกควรนอนตะแคงทั้งตัว หรือดูดนมในท่าที่ศีรษะสูง

เมื่อลูกเข้าเต้าอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ลูกดูดนมแม่ได้อย่างดี คุณแม่เองก็จะไม่เจ็บหัวนม อุ้มลูกเข้าเต้าได้อย่างสบาย ทำให้แม่เองก็มีความสุขขณะให้นม ส่วนทารกก็ย่อมรับรู้ได้ถึงความรักความผูกพันที่ส่งผ่านสายใยจากแม่สู่ลูก

ดูดนมจากขวดอย่างถูกวิธี

ขวดนมเป็นอุปกรณ์ให้นมลูก ที่แม่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดขณะป้อนนมทารก เพื่อไม่ให้เกิดการสำลักหลังให้นม โดยจุกนมของขวดนมจะเป็นตัวกระตุ้นการดูดนมของทารก หากลูกต้องกินนมจากขวด คุณแม่ควรป้อนนมลูกอย่างถูกวิธี ดังนี้

  1. อุ้มทารกเพื่อป้อนนมอย่างถูกวิธี แม่ควรอุ้มทารกให้กระชับในท่านั่งศีรษะสูง 45 องศา พร้อมกับเอียงขวดนมเล็กน้อย หากป้อนขวดนมให้ลูกดูดอย่างถูกวิธี น้ำนมจะไหลเข้าสู่คอและทางเดินอาหารโดยตรง ทำให้ทารกไม่สำลัก
  2. การดูดนมของลูกจะมีจังหวะของการดูด การกลืน และการหายใจที่สัมพันธ์กัน
  3. แม่ควรจัดจังหวะให้มีช่วงของการพักหายใจ เพื่อป้องกันการสำลักนม และควรมองลูกตลอดเวลา
  4. หากลูกดูดนมจากขวดเสร็จแล้วควรอุ้มให้เรอและจับนอนตะแคง ไม่จับนอนหงาย ป้องกันการสำลักนมในกรณีที่เด็กแหวะนม

สิ่งที่ห้ามทำ แม่ไม่ควรให้ทารกนอนราบ ไม่ควรใช้วัสดุใดหนุนขวดนม ไม่จัดตำแหน่งขวดนมในแนวตั้งจนเกินไป การป้อนขวดนมให้ลูกผิดท่า หากนมในขวดเป็นนมผง น้ำนมท่วมช่องปากเป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุได้ น้ำนมที่ไหลออกจากขวดนมเข้าปากลูกอาจไหลเข้าด้านในของหูผ่านทางท่อยูสเตเซียน (ท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก) หรืออาจไหลเข้าหลอดลมทำให้ทารกสำลัก

วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี
วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี

ข้อสำคัญที่แม่ควรรู้ระหว่างให้นมลูก

  • ระหว่างให้นมลูก ควรพูดคุย สังเกต และให้ความสนใจลูกตลอดเวลา พร้อมทั้งให้ทารกได้สัมผัสกับพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูระหว่างป้อนนม ให้ทั้งทารกและตัวคนป้อนได้ประสานสายตาและมีปฏิสัมพันธ์กัน
  • จัดท่าให้นมให้ถูกต้อง กรณีให้นมจากขวดควรให้เด็กนอนศีรษะสูง เว้นระยะการดูดจากขวดให้เด็กหายใจเป็นระยะป้องกันการสำลัก
  • อุ้มลูกเรอทุกครั้งหลังจากดูดนม
  • หากพบลูกแหวะนมให้จับหน้าลูกตะแคงทันที เพื่อป้องกันการสำลักลงปอด แต่หากพบอาการสำลักบ่อย ควรพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ

ช่วง 45 วันแรกของทารกแรกเกิดที่ได้รับนมแม่ ควรหลีกเลี่ยงการป้อนขวดนมเพื่อป้องกันปัญหาทารกสับสนหัวนม (Nipple Confusion) เนื่องจากการดูดเต้าแตกต่างจากการดูดขวด

ป้อนนมลูกให้ถูกท่า และเลิกความคิดดัดขาลูกสักที

นอกจากประเด็นการป้อนขวดนมให้ทารกอย่างผิดวิธีแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญคือความคิดโบราณที่อยากให้ทารกขาตรงสวย โดยเพจหมอเมย์ – แม่บ้านมีเลข ว ได้ให้ข้อมูลเรื่องการดึงขา ดัดขาเด็ก ไว้ตอนหนึ่งว่า เด็กแรกเกิดหรือทารกมีขาโก่งได้เป็นเรื่องปกติ เพราะต้องนอนขดในท้องแม่มา 9 เดือน และมักจะหายได้เองเมื่ออายุ 2 ขวบ โดยทารกแรกเกิดถึงวัยขวบครึ่งจะมีขาโก่งออก เข่าห่าง วงขาคล้ายตัว O หรือคันธนู (Bow Leg) ในวัย 2 ขวบ ขาจะกลับมาตรงได้เอง ส่วนวัย 2-4 ขวบ อาจจะโก่งเข้าด้านในเล็กน้อย เข่าชิดกัน วงขาคล้ายตัว X หรือบางบ้านเรียก ขาฉิ่ง (Knock knee) และอายุ 4-6 ขวบ ขาของเด็กก็จะกลับมาตรง

เมื่อรู้สึกไม่สบายใจเรื่องลูกขาโก่งสามารถปรึกษาแพทย์ได้ แต่ไม่ควรดัดขาทารกหรือดึงขาลูกด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้ลูกขาหักได้ หากเด็กต้องดามเฝือกจะยิ่งส่งผลให้พัฒนาการช้า

หากคุณพ่อคุณแม่มีข้อสงสัยเรื่องวิธีป้อนขวดให้กับทารก หรือแม้แต่เรื่องขาโก่งของลูกในทุกช่วงวัย ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หาคำตอบที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ควรทำอะไรโดยไม่ศึกษาข้อมูลอย่างถ่องแท้ เพราะทารกตัวเล็กนิดเดียว อวัยวะในร่างกายของลูกก็ยังไม่เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ พ่อแม่จึงต้องระวังให้มาก

อ้างอิงข้อมูล : facebook.com/drmaylifestyle และ facebook.com/aggressivedoctor

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เตือนแม่มือใหม่ “ป้อนนมลูกผิดวิธีผิดท่า” เสี่ยง! ลูกสำลักนม เสียชีวิต

ทำไมต้องปั๊มนมรอบละ 30 นาที เคล็ดลับคุณแม่นักปั๊ม

งานวิจัยชี้ ลูกไม่คลานอาจเสี่ยงเป็นโรค สมาธิสั้น

ลากเส้นต่อจุด

รวม 25 ภาพ ลากเส้นต่อจุด ระบายสี พัฒนากล้ามเนื้อมือให้พร้อมก่อนเข้าอนุบาล

ลากเส้นต่อจุด กิจกรรมสนุก ๆ สำหรับหนู ๆ วัยอนุบาล ที่จะช่วยให้เด็กได้หัดจับดินสอ ฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อ ประสานสัมพันธ์ตา-มือ และทักษะในด้านต่าง ๆ ทั้งการเขียน ทักษะทางคณิตศาสตร์และภาษาจากการฝึกนับเลขและพยัญชนะไทย-อังกฤษ ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการสังเกตและจดจำคำศัพท์อย่างง่าย ๆ เมื่อต่อจุดได้เป็นภาพแล้วก็สามารถระบายสีสวยงาม เสริมจินตนาการทางด้านศิลปะได้ความเพลิดเพลินอีกด้วย

ดาวน์โหลดฟรี! 25 ภาพ ลากเส้นต่อจุด พัฒนากล้ามเนื้อมือ

ชุดลากเส้นต่อจุดตัวเลข

เด็ก ๆ จะได้รู้เรื่องตัวเลขและการจำนวนตัวเลขต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ 1-10 และเพิ่มจำนวนตัวเลขที่มากขึ้นในภาพและสนุกไปกับการระบายสีภาพที่จะช่วยฝึกกล้ามเนื้อมือ การบังคับข้อมือและนิ้วตามทิศทาง และการทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้ดีขึ้น

1.ลากเส้นต่อจุดภาพผึ้งน้อย

bee

2.ลากเส้นต่อจุดภาพเครื่องบิน

air-plane

3.ลากเส้นต่อจุดภาพเรือ

boat

4.ลากเส้นต่อจุดภาพรถยนต์

car

5.ลากเส้นต่อจุดภาพเต่าน้อย

turtle

6.ลากเส้นต่อจุดภาพสโนว์แมน

snowman

7.ลากเส้นต่อจุดภาพสิงโต

lion

8.ลากเส้นต่อจุดภาพม้าโพนี่

pony

9.ลากเส้นต่อจุดภาพไอศกรีม

ice-cream

10.ลากเส้นต่อจุดภาพปลานีโม่

nemo

ชุดลากเส้นต่อจุด พยัญชนะภาษาอังกฤษ A-Z

ช่วยให้เด็ก ๆ จดจำตัวพยัญชนะภาษาอังกฤษ 26 ตัว ทั้งตัวพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ได้รวดเร็วขึ้น และเพลิดเพลินกับการระบายสีภาพ

11.ภาพเต่ากินผัก

turtle

12.ภาพแม่วัว

ox

13.ภาพนกแก้ว

parrot

14.ภาพหมาน้อย

dog

15.ภาพบ้านน้องหมา

dog house

16.ภาพชุดอวกาศ

space
space

17.ภาพกระต่าย

rabbit
rabbit

18.ภาพเรือดำน้ำ

boat

19.ภาพนกหัวขวาน

woodpecker

20.ภาพแม่ไก่

chicken

 

ชุดลากเส้นต่อจุด พยัญชนะและตัวเลข

ทบทวนพยัญชนะ A-Z และตัวเลข

21.ภาพวาฬ

whale
whale

22.ภาพปู

crab

23.ภาพหมีโคอาล่า

koala

ชุดลากเส้นต่อจุด พยัญชนะไทย ก-ฮ

เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้และฝึกอ่านพยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว พร้อมฝึกกล้ามเนื้อมือและการทำงานประสานสัมพันธ์ของมือกับตา

24.แบบฝึกหัดภาษาไทย ลากเส้นต่อจุด ก-ฮ และแบบฝึกหัดอื่นๆ  คลิก

25.ลากเส้นต่อจุดระบายสี ก-ฮ คลิก 

ฝึกทักษะการเขียน อนุบาล

เทคนิคฝึกทักษะการเขียนและกล้ามเนื้อมือให้ลูกตามวัย

ทักษะด้านการเขียนเป็นอีกหนึ่งทักษะที่เริ่มต้นสำหรับเด็กปฐมวัย โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกหัดจับดินสอขีด ๆ เขียน ๆ ได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เริ่มฝึกจากการวาดรูปง่าย ๆ ลากเส้น ขีดเส้น ฝึกลีลามือ ฝึกหัดเขียน ได้จากการทำแบบฝึกหัด และกระตุ้นความสนใจในการเขียนที่เหมาะสมตามวัยกันค่ะ

วัย 2 ขวบ

กิจกรรมง่าย ๆ ที่จะกระตุ้นให้ลูกชอบการเขียนสำหรับเด็กวัยนี้คือการวาดรูป การขีดเขียนอย่างอิสระ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกดินสอหรือสีที่มีขนาดเหมาะกับมือลูกเพื่อให้ลูกได้ถนัดในการหยิบจับ เป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงขึ้น

วัย 3 ขวบ

วัยนี้ลูกจะเริ่มมีพัฒนาการและความพร้อมมากขึ้น เริ่มมีความคล่องแคล่วในการหยิบจับดินสอได้มั่นคงขึ้น นอกจากการวาดรูปขีดเขียนอย่างอิสระแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจเพิ่มเติมแบบฝึกหัดด้วยการให้ลูกวาดเส้นตามรอยประ และฝึกเขียนพยัญชนะทั้งอังกฤษและภาษาไทยตามรอยประหรือที่เรียกว่าลีลามือ เพื่อฝึกการบังคับกล้ามเนื้อมือไปในทิศทางต่าง ๆ และเขียนให้ตรงตามเส้นมากขึ้น นอกจากความสนุกในการเขียนตามรอยประแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และจดจำพยัญชนะได้แม่นยำขึ้นด้วย

วัย 4 ขวบ – 5 ขวบ

เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นอนุบาลแล้ว มีกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นส่วนเสริมพัฒนาการ รวมถึงมีกล้ามเนื้อมัดเล็กที่แข็งแรงและจับดินสอได้คล่องขึ้น พร้อมที่จะพัฒนาไปอีกขั้น นอกจากให้ลูกได้ฝึกหัดเขียน วาดเส้นตามรอยแล้ว อาจให้ลูกได้ลองเขียนคำแบบไม่ต้องตามรอยประ หรือวาดรูป จับคู่โยงเส้นแบบไม่มีเส้นดูนะคะ

วัย 5 ขวบ – 6 ขวบ

สำหรับวัยนี้พัฒนาการของกล้ามเนื้อมือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาทำงานได้เป็นอย่างดี สามารถจดจำและเขียนพยัญชนะไทยและอังกฤษได้คล่องขึ้น ในวัยนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกได้ลองทำแบบฝึกหัดเพื่อให้เด็กมีทักษะการเรียนรู้ที่หลากหลาย และให้ลูกฝึกทำทุกวันก็จะเกิดพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้พัฒนาการและการขีดเขียน วาดรูป ลากเส้น ของเด็กแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน เมื่อลูกทำสำเร็จไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ควรพูดเสริมในทางบวก ให้คำชมเชย เพื่อให้ลูกได้สนุกกับการเรียนรู้ต่อ ๆ ไป และหมั่นส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกหัดทำบ่อย ๆ เมื่อลูกเกิดความคุ้นเคยแล้วก็จะมั่นใจที่จะใช้มือจับดินสอบังคับข้อมือและนิ้วและรู้ทิศทางในการเขียนได้ดีขึ้น จากการที่ได้ฝึกใช้ลีลามือลากเส้นพื้นฐานในแบบต่าง ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ให้ทำมาแล้วนั่นเอง.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.youngciety.com

ข้อคุณแบบฝึกหัดลากเส้นต่อจุดจาก : www.youngciety.comwww.rainbowhenclub.com

อ่านต่อ บทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

แจกฟรี! แบบฝึกหัดอนุบาล 3 กว่า 100+ แผ่น เน้นพัฒนาทักษะการคิด

แบบฝึกหัด ฝึกเขียนอนุบาล แจกฟรี!! กว่า 50 ใบงานอนุบาล 1-3

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน จริงเหรอ? แค่มีข้าวให้กินก็พอเหรอ แม่ๆ คิดว่าไง

กระทู้ดราม่าในพันทิป เมื่อมีคนโพสต์ว่า ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน แฟนอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เพราะงานการไม่ทำ จนเรียกกระแสคอมเมนท์มาถล่มมากมาย

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน

แฟนอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ทำงานก็ไม่ต้องใช้เงิน?

กระทู้พันทิปสุดดราม่า เมื่อมีสมาชิกท่านหนึ่งได้โพสต์หัวเรื่องว่า แฟนผมอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียวงานการไม่ทำก็ไม่ต้องใช้เงินถูกมั๊ยครับ? เจ้าของโพสต์ยังเขียนด้วยว่า คือแฟนผมไม่ทำงานเลยครับอยู่กับผมเลี้ยงลูกอยู่ห้องอย่างเดียวก็ไม่ควรใช้เงินถูกมั๊ยครับค่าห้องเช่าผมก็เป็นคนจ่ายข้าวผมก็ซื้อให้กินแค่นี้ก็ดีมากแล้วจริงมั๊ยครับ…

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน
ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน

จากข้อความเพียงสั้น ๆ เรียกกระแสคอมเมนท์มากมาย เช่น ท็อปคอมเมนท์ที่แจกแจงค่าใช้จ่าย ในการดูแลบ้าน และค่าเลี้ยงเด็ก

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน

หรือคอมเมนท์ที่โจมตีเจ้าของกระทู้

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน

จนเจ้าของกระทู้ต้องรีบมาเฉลยว่า จริง ๆ แล้ว เป็นน้องสะใภ้ คนในกระทู้ที่หมายถึงคือแฟนของพี่สาว

ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่ต้องใช้เงิน

สำหรับเรื่องกระทู้พันทิป เราขอไม่พาดพิงใครทั้งนั้น แต่ในแง่ของหน้าที่ความรับผิดชอบที่ผู้เป็นแม่ปฏิเสธไม่ได้นั้นมีอยู่มากมาย จนประเมินค่าเป็นราคาไม่ได้ หรือแม้แต่จะคิดเป็นเงินเดือนก็ไม่มีทางคิดได้ครอบคลุมความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการเลี้ยงลูกสักคน

จริงไหมที่ว่าภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูกแล้วสบาย

แม่ต้องดูแลลูกตั้งแต่แรกเกิดจวบจนเติบโต

หน้าที่สำคัญของคนเป็นแม่คืออยู่เคียงข้างลูกน้อย ในช่วงวัยแรกเกิดถึงวัยทารก แม่แทบจะห่างจากลูกไม่ได้เลย เพราะทารกแรกเกิดถึง 6 สัปดาห์ นอนหลับทุก ๆ 2-5 ชั่วโมง ลูกจึงตื่นตลอดทั้งคืนสลับกับตอนกลางวัน ประกอบกับความรู้สึกไม่คุ้นเคยกับโลกภายนอก ทำให้ทารกน้อยตื่นกลัว กว่าที่ทารกจะปรับตัวให้เข้ากับโลกข้างนอกท้องแม่ได้ต้องใช้เวลา นอกจากนี้ ทารกยังต้องตื่นมากินนมทุก ๆ 2-5 ชั่วโมงเช่นกัน ทำให้แม่ต้องตื่นมาให้นมลูก หรือไม่ก็ต้องปั๊มน้ำนมแม่ทำสต็อคเก็บไว้ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอาชีพความเป็นแม่เท่านั้น แต่ผู้เป็นแม่ยังต้องดูแล เอาใจใส่ลูกทั้งทางร่างกาย ให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรง ดูแลสภาพจิตใจคอยถามไถ่ทุกครั้งที่ลูกมีปัญหา เรียกได้ว่าดูแลลูกในทุกเรื่องของชีวิต

คนเป็นแม่จึงทำงานในฐานะแม่ตลอดเวลา ไม่มีกะเช้า ไม่มีกะดึก ไม่มีเลิกงาน เพราะอาชีพแม่นั้นเลิกไม่ได้

การดูแลเอาใจใส่จากผู้เป็นพ่อ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งการดูแลด้านร่างกายและจิตใจ เป็นดังกำลังใจที่สำคัญให้กับคนเป็นแม่

หน้าที่สามีที่ดี 5 ประการ

  1. ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา ด้วยการให้ภรรยาออกหน้าออกตาในสังคม ไม่ใช่แอบภรรยาไว้ที่บ้าน หรือปิดบังผู้อื่นว่ามีภรรยาแล้ว
  2. ไม่ดูหมิ่นภรรยา ผู้เป็นสามีไม่ควรดูหมิ่นในชาติตระกูล รูปร่างหน้าตา สติปัญญา หรือแม้แต่ดูถูกน้ำใจภรรยา เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาครอบครัวได้
  3. ไม่นอกใจภรรยา สามีที่ดีควรรักเดียวใจเดียว ยกภรรยาเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เป็นที่หนึ่ง และหากมีการทำผิดครั้งหนึ่งแล้ว ภรรยาก็จะเกิดความคลางแคลงใจ ชีวิตครอบครัวก็จะไม่สงบสุขเหมือนเดิม
  4. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน จารีตของสังคมไทย ภรรยาต้องคอยดูแลงานบ้านงานเรือนเป็นหลัก และการดูแลเรื่องแขกบ้านแขกเรือน สามีสามารถมอบกิจนี้ให้ภรรยาดูแล พร้อมกับสนับสนุนเงินทองให้แก่ภรรยาเป็นนิจ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว
  5. มอบของขวัญตามวาระโอกาส เช่น วันเกิดและวันสำคัญต่าง ๆ การให้ของขวัญนี้ย่อมผูกสัมพันธ์ความรักของฝ่ายภรรยาได้

สามีควรทำสิ่งนี้ให้แก่ภรรยา

  • สามีที่ดีควรกล่าวขอบคุณภรรยาเสมอ การกล่าวคำขอบคุณเป็นการแสดงน้ำใจ และยังทำให้ภรรยารู้ได้ว่า สามีรับรู้อยู่เสมอว่า ภรรยาต้องทำงานบ้าน ต้องดูแลลูก มีหน้าที่มากมายที่ต้องจัดการ เป็นการแสดงความจริงใจที่สื่อให้ภรรยารู้สึกดีใจได้
  • หมั่นพูดชื่นชมภรรยา สามีที่ดีควรชื่นชมภรรยา เอ่ยคำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อทำให้ภรรยารู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ ลองคำพูดง่าย ๆ เช่น วันนี้คุณแต่งหน้าสวยจัง หรือผมชอบที่คุณใส่ชุดแบบนี้ การได้รับคำชื่นชมจะยิ่งทำให้ภรรยาอยากสวยอยู่เสมอ ทั้งยังทำให้บรรยากาศในครอบครัวมีแต่ความสุขอีกด้วย
  • กลับมาทำเรื่องกุ๊กกิ๊ก แม้จะเคอะเขินอยู่บ้าง แต่การแกล้งทำเหมือนจีบกันใหม่ ๆ หรือหมั่นดูแลเอาใจใส่ จะช่วยทำให้ครอบครัวแข็งแรง ความรักยั่งยืน ลองเริ่มต้นด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการชวนกันไปดูหนัง หรือออกเดทในสถานที่ใหม่ ๆ

ลักษณะ สามี 7 ประเภท ที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้

ลองมาดูลักษณะสามี 7 ประการ พระพุทธองค์ได้แบ่งประเภทของสามีทางโลก (โดยอิงหลักทางธรรม) ได้ 7 ประเภท คุณผู้ชายที่แต่งงานมีภรรยาแล้วลองพิจารณาตัวเอง ว่าตัวนั้นจัดอยู่ในประเภทใดของสามี

1. วธกภัสดา = สามีที่ประพฤติตัวเสมือนเพชฌฆาต
คือ สามีที่เป็นคนขี้โมโหร้าย ชอบดุด่า ทำร้ายร่างกาย หรือใช้คำหยาบด่าทอให้ภรรยาเจ็บใจเป็นนิจ

2. โจรภัสดา = สามีที่ประพฤติตัวเสมือนโจร
คือ สามีที่ชอบกินชอบเล่น ชอบการพนัน มีนิสัยนักเลง คิดคดเอาเปรียบผู้อื่นเป็นนิจ

3. อัยยภัสดา = สามีที่ประพฤติตัวเสมือนนาย
คือ สามีที่ชอบใช้อำนาจทางการปกครองของตนต่อภรรยา ทำตนดุด่า กดขี่ หรือใช้งานภรรยาเสมือนภรรยาเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง

4. ปิตาภัสดา = สามีที่ประพฤติตัวเสมือนพ่อ
มักเป็นสีที่มีอายุมากกว่าหรือมีคุณวุฒิมากกว่า สามีประเภทนี้มักมีความเป็นผู้นำสูง คอยนำทาง และชี้นำภรรยาเสมือนพ่อที่คอยห่วงลูกของตน

5. ภาตาภัสดา = สามีที่ประพฤติตัวเสมือนพี่ชาย
คือ สามีที่มอบความรักให้แก่ภรรยาคล้ายกับน้องสาวของตน ซึ่งสามีประเภทนี้มักเป็นผู้ที่ต้องคอยตามใจ และคอยปลอบใจ รวมถึงต้องคอยบอกคอยสอนเปรียบภรรยาตนเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

6. สขาภัสดา = สามีที่ประพฤติตัวเสมือนเพื่อน
สามีประเภทนี้มักมีอายุพอกับภรรยาหรืออาจมีอายุน้อยกว่าหรือมากกว่า แต่ประพฤติตัวเสมือนเพื่อนกัน ซึ่งจะมีทั้งข้อดี ข้อเสียต่อฝ่ายหญิง

7. ทาสภัสดา = สามีที่ประพฤติตัวเสมือนทาส
หรือผู้คอยรับใช้ ทั้งงานเรือน กิจการงานทุกเรื่องโดยไม่รังเกียจ

เพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ทั้งสามีภรรยาควรเปิดอกพูดคุยกันถึงความต้องการ ช่วยกันวางแผนการเงินในครอบครัว ให้เกียรติกันและกันทั้งทางคำพูดตลอดจนพฤติกรรมการแสดงออก เพราะการอยู่บ้านเลี้ยงลูกนั้น ภรรยามีหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่าง ทั้งการดูแลบ้าน ดูแลครอบครัว และดูแลลูก คำพูดที่ว่า อยู่บ้านเลี้ยงลูกแล้วสบาย จึงเป็นเรื่องที่หากใครไม่เคยทำจะไม่มีวันรู้ซึ้งถึงอาชีพแม่

อ้างอิงข้อมูล : thaihealthlife.com , www.kalyanamitra.org , sixseeds.patheos.com , www.horolive.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

นี่คือ 10 ลักษณะ “ภรรยาที่ดี” ที่สามีต้องการ!

คุณรู้ไหม? สามีเปลี่ยนไปหลังมีลูก เพราะอะไร

อยากให้ สามีมีความสุข ต้องปล่อยให้เที่ยวนอกบ้านบ้าง

 

วิจัยเผยข้อดี! ลูกติดตุ๊กตา ติดผ้าเน่า มีผลต่อพัฒนาการทั้งร่างกายและจิตใจ

บ้านไหน ลูกติดตุ๊กตา ติดผ้าเน่า แม่ๆ อย่าเพิ่งทิ้ง น้องเน่า ของลูก!! ผลวิจัยเผย! ลูกติดตุ๊กตา ลูกติดผ้าเน่า หรือติดหมอนเน่า มีผลต่อพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

ลูกติดตุ๊กตา ติดผ้าเน่า ส่งผลต่อพัฒนาการร่างกายและจิตใจ ยังไง?

ทีมแม่ ABK เชื่อว่ามีหลายบ้านที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเคยพบเจอปัญหา เมื่อลูกน้อยเริ่มมีผ้านุ่มๆ หมอนนิ่มๆ หรือตุ๊กตาน่ารักสักตัวที่ติดหนึบไม่ยอมปล่อย แม้จะเริ่มฉีกขาด เปื่อยเป็นขุย และมีกลิ่นตุๆ ก็ยังเก็บไว้ไม่ห่างตัว ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลว่า ลูกติดตุ๊กตา หรือผ้าเน่า หมอนเน่า จะทำให้เป็นเด็กไม่ยอมโต แต่ทางจิตวิทยาแล้ว ผ้าเน่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตตามปกติของเด็กเล็ก

ซึ่งแม้ว่าสิ่งของเหล่านั้นจะชำรุดหรือหมดสภาพไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเสมือนเพื่อนที่ทำให้รู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ใกล้ โดยพฤติกรรมที่ ติดตุ๊กตา ติดผ้าเน่า หรือหมอนเน่า ในทางจิตวิทยามีชื่อเรียกอย่างว่า Transitional Objects หรือ Comfort Objects หรือ Security Blanket

อันหมายถึง “วัตถุหรือสิ่งของที่ให้ความรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย และสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ๆ” ทั้งยังหมายถึงวัตถุแห่งการเปลี่ยนผ่านความทรงจำ คือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ของสิ่งนั้นก็ยังคงช่วยให้รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และสบายใจทุกครั้งที่ได้กอดหรือสัมผัส

โดยจะเห็นได้จาก ลูกไม่สามารถขาดสิ่งนั้นได้และต้องเอาติดตัวไปด้วยทุกที่ นั่นเป็นเพราะเมื่อลูกน้อยถึงวัยกังวลเรื่องการแยกจาก หรือกังวลกับการต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งความคิดของเด็กเล็กจะยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่า การที่แม่ไม่อยู่ตรงหน้าคือไม่ได้หายไปไหน และยังไม่สามารถหาวิธีปลอบตัวเองได้ จึงต้องมีสิ่งของแทนใจเอาไว้ปลอบประโลมยามที่รู้สึกไม่สบายใจ เช่น หิว ง่วง หรือรู้สึกกังวลใจนั่นเอง

เรียกได้ว่า “น้องเน่า” นี้เป็นตัวช่วยให้ลูกน้อยเปลี่ยนผ่านจากภาวะเป็นหนึ่งเดียวกับแม่ สู่ภาวะที่ตระหนักรู้ว่าแม่กับตัวเขาเป็นคนละคนกัน “น้องเน่า” จึงเป็นเหมือนตัวแทนของแม่ที่ทำให้เด็กทารกรู้สึกปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรแอบเอาไปทิ้งโดยที่เจ้าตัวยังไม่ยินยอมเด็ดขาด

วิจัยเผยข้อดี..ของการที่ลูกติดตุ๊กตา

จากการวิจัยพบว่า ลูกติดตุ๊กตา ผ้าเน่า ยังส่งผลดีกับลูกอีกด้วย คือเมื่อปล่อยให้ลูกเล่นในห้องที่ไม่คุ้นเคยโดยมีสิ่งที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างแม่ หรือผ้าเน่าอยู่ ลูกก็จะกล้าเล่น สำรวจสิ่งต่างๆ และอดทนไม่ร้องไห้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่มีอะไรอยู่ด้วยเลย แต่ผ้าเน่าจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเด็กรู้สึกผูกพันกับมันจริงๆ เท่านั้น

ด้านสมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Psychological Association) ได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า มันเป็นได้ทั้งตุ๊กตา ผ้าห่ม หรือสิ่งของอื่นๆ ที่อยู่กับเราตั้งแต่เวลาเด็กๆ และสามารถช่วยให้ผ่อนคลายความกระวนกระวาย รวมถึงความเครียดต่างๆ ได้ ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้ว Transitional Object ถือว่ามีความสำคัญกับช่วงเวลาในการเติบโตของเด็กมาก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่เด็กต้องแยกขาดการนอนจากพ่อแม่ (หมายถึงต้องเริ่มนอนคนเดียว) คือเมื่อไม่มีพ่อแม่ให้นอนกอดแล้ว สิ่งของเหล่านี้แหละ ที่ได้กลายเป็นเพื่อนคนใหม่ที่ช่วยให้เราในวัยเด็กๆ นอนหลับได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น

ลูกติดตุ๊กตา

อย่างไรก็ตามการที่ลูกติดตุ๊กตา ติดน้องเน่า หรือของเล่น ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมที่เน้นการพึ่งพาตัวเอง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยวัย 1-2 ขวบ แต่ถ้าลูกไม่ติดของเล่นเลย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเด็กผิดปกติ โดยกุมารแพทย์แนะนำให้เด็กสามารถมีของเล่นหรือสิ่งของติดตัวเอาไว้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายใจ เช่น ไปโรงเรียน สำหรับลูกน้อยอายุไม่เกิน 3 ขวบ
แต่ถ้าตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ แนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรพยายามพูดคุยให้ลูกเลิกติดของเล่น เพราะวัยนี้จะรู้แล้วว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้หายไปไหน นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกน้อยเริ่มต้นพัฒนาทักษะในการควบคุมอารมณ์เมื่อรู้สึกผิดหวังหรือกังวลกับการต้องปรับตัวในสถานการณ์ใหม่ ๆ ในแบบที่เหมาะสมกับวัยได้อีกด้วย

และเมื่อโตมาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หลายคนก็ยังคงคุ้นชินอยู่กับน้องเน่าเหล่านี้ และแทบจะไม่อยากแยกขาดจากพวกมันเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ที่ “น้องเน่า” จึงมีความสำคัญคล้ายกับเพื่อนสนิทข้างกายในเวลาที่ลูกต้องการความรู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย และปลอดภัยในเวลานอนหลับ อีกทั้งยังมีคุณค่ารวมไปถึงเพื่อนที่ช่วยให้เราสบายใจในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านของชีวิตด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่ จากผู้ใหญ่ไปสู่วัยกลางคน ที่ต่างก็ต้องการความรู้สึกหรือที่พึ่งทางใจกันอยู่เสมอๆ … เพราะการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตไม่ใช่เรื่องง่าย การกลับมาซุกตัวอยู่กับน้องเน่าที่คุ้นชิน ก็มีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจจากเรื่องราวมากมายที่ยากลำบากได้ไม่น้อยใช่มั๊ยล่ะค่ะ


ข้อมูลโดย พญ. มัณฑนา ชลานันต์ แพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม คลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ www.facebook.com/BangkokHospitalthematter.cowww.voicetv.co.thhellokhunmor.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ไอเดียสุดเจ๋ง! พับตุ๊กตาหมีด้วยผ้าขนหนูผืนเดียว (มีคลิป) เสริมพัฒนาการ 4 ด้านให้ลูกรัก

วิธีทำความสะอาดของเล่น ให้สะอาด ปลอดภัย ห่างไกลโรค

ประโยชน์ของการเล่น “จ๊ะเอ๋” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง

ของเล่นเสริมพัฒนาการ เด็กแรกเกิด-6 เดือน แบบไหนเหมาะกับวัยลูก?

5 หลักการเลือกซื้อ ของเล่นเด็ก ให้ปลอดภัยจากสารเคมี

เงินสมทบประกันสังคม

ผู้ประกันตนได้เฮ ครม. ไฟเขียวลดหย่อน เงินสมทบประกันสังคม เหลือ2% นาน 3 เดือน

ดีใจได้เฮกันอีกครั้ง เมื่อ ครม. มีมติไฟเขียวลดหย่อน เงินสมทบประกันสังคม ของทั้งนายจ้างลูกจ้างและผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 และ 39 นาน 3 เดือน เริ่ม ก.ย. – พ.ย. 63 หลังมีการช่วยเหลือไปแล้วช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรณีการระบาดของโรคโควิด 19

ลดหย่อนเงินประกันสังคม

ผู้ประกันตนเฮ ครม. ไฟเขียวลดหย่อน เงินสมทบประกันสังคม 2% นาน 3 เดือน

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง โดยการให้ลดหย่อนการออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33

การลดหย่อนการออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างตามมาตรา 33 จากปกติฝ่ายละ 5% ให้เหลือฝ่ายละ 2% ของค่าจ้างลูกจ้างที่ประกันตน ซึ่งผู้ที่ส่งเงินประกันสังคมเต็มเพดาน 750 บาท จะเหลือเพียง 300 บาท คิดเป็นเงินที่ประหยัดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 เฉลี่ย 1,022 บาท ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 39

สำหรับลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 ให้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราเดือนละ 96 บาท จากปกติที่ต้องจ่ายเดือนละ 432 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่งวดค่าจ้างเดือน กันยายน – พฤศจิกายน 2563 คิดเป็นเงินที่จะช่วยประหยัดของผู้ประกันตนมาตรา 39 เฉลี่ย 1,008 บาท

สำหรับการลดหย่อนการจ่ายเงินสมทบครั้งนี้ ให้มีผล 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ย.-พ.ย. 2563 ซึ่งทางกระทรวงแรงงานคาดว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ ในการช่วยลดภาระผู้ประกันตน 12.79 ล้านคน 1.3 หมื่นล้านบาท และนายจ้าง 4.78 แสนราย คิดเป็นเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งประเมินว่าภาพรวมการลดหย่อนการออกเงินสมทบจะนำไปสู่การเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 2.4 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า คณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา (ชุดที่ 13) ในการประชุมครั้งที่ 15/2563 เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2563 มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน ปี 2563 โดยให้นายจ้างและผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 2% ของค่าจ้างของผู้ประกันตน เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับงวดค่าจ้างเดือน ส.ค.2563 ถึง ต.ค.2563 เพื่อรักษาระดับการจ้างงานและเพิ่มกำลังซื้อของตลาดในประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานพิจารณาแล้ว เพื่อประโยชน์ของนายจ้างและผู้ประกันตน หากกำหนดให้ปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยเริ่มตั้งแต่งวดค่าจ้างเดือน ส.ค.2563 ซึ่งจะต้องชำระเงินสมทบภายในวันที่ 15 ก.ย.2563 จะก่อให้เกิดภาระแก่นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ที่จะต้องมาขอรับเงินสมทบที่นำส่งไว้เกินคืนในงวดค่าจ้างเดือน ส.ค.2563 และเพื่อเป็นการให้ระยะเวลาแก่หน่วยงานภาคเอกชนที่มีหน้าที่ดำเนินการรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลดหย่อนการออกเงินสมทบดังกล่าว กระทรวงแรงงานจึงพิจารณาระยะเวลาการปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตนเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่งวดค่าจ้างเดือน ก.ย.2563 ถึง พ.ย.2563

ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ต่างกันอย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่มีรายได้ สำหรับมนุษย์เงินเดือนเมื่อเข้าทำงานบริษัทหรือสถานที่ประกอบการส่วนใหญ่นั้น จะมีการทำประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตรทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์ ชราภาพ และการว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล และมีการทดแทนรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยระบบกองทุนประกันสังคมนั้น มีผู้ประกันตนทั้งหมด 3 ประเภท คือ

  • พนักงานเอกชนทั่วไป (มาตรา 33) ได้รับความคุ้มครอง 7 กรณี
  • เคยเป็นพนักงานแต่ลาออก (มาตรา 39) ได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี
  • อาชีพอิสระ/แรงงานนอกระบบ (มาตรา 40) ได้รับความคุ้มครอง 3 หรือ 4 กรณี

หลายคนอาจจะไม่ทราบรายละเอียดของการต้องส่งจ่ายประกันสังคมทุกเดือนว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง และแม้ว่าผู้ประกันตนแต่ละประเภทจะต้องส่งเงินเข้ากองทุนเหมือนกัน แต่ก็จะได้รับความคุ้มครองด้วยสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน www.jobsdb.com ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ คุณสมบัติของผู้ประกันตนในมาตรา 33 และมาตรา 39 ดังนี้

ผู้ประกันตนภาคบังคับ มาตรา 33

ผู้ประกันตนในกลุ่มนี้ คือ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปี โดยต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน คิดเป็นสัดส่วนดังนี้ ลูกจ้าง 5%  + นายจ้าง 5% + รัฐบาล 2.75% ของฐานเงินค่าจ้าง ขั้นต่ำตั้งแต่ 1,650 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) จะได้รับความคุ้มครอง มีดังนี้ กรณีเจ็บป่วย / อุบัติเหตุ กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน

ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (มาตรา 39)

ผู้ประกันตนในมาตรากลุ่มนี้ คือ บุคคลที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนในมาตรา 33 มาก่อนแล้วลาออก แต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมไว้ จึงสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39 แทน การสมัครประกันสังคมในกลุ่มนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน  อีกทั้งต้องไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ ผู้ประกันตนต้องส่งเงินเข้ากองทุน 432  บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะช่วยสมทบอีก 120 บาทต่อเดือน ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครอง ดังนี้ กรณีเจ็บป่วย / อุบัติเหตุ กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ

ทั้งนี้การจ่ายเงินสมทบให้กับสำนักงานประกันสังคมทุกเดือน จะแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้ประกันตน ตามอัตราเงินเดือนของแต่ละคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าสิทธิประโยชน์นั้นแตกต่างกันไปตามหลักประกันด้วย

สามารถตรวจสอบสิทธิหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม  www.sso.go.th

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.posttoday.comwww.bangkokbiznews.com, www.kapook.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก : 

วิธี เช็คสิทธิ์ประกันสังคม ง่ายๆ แต่ละมาตรา 33 39 40 ต่างกันอย่างไร?

 

วิธี เช็คยอดเงินประกันสังคม อย่างละเอียด เช็กง่ายแค่ปลายนิ้ว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

AP – SPOTIFY และ 40 ศิลปินชื่อดัง เปิดตัว ‘MAKE LIVING GREAT AGAIN MUSIC INSPIRATION’ 400 บทเพลงสร้างพลังใจให้คนไทย

  • AP และ SPOTIFY ดึง 40 คนดังจากหลากวงการ หลายแรงบันดาลใจ ร่วมคิวเรท “มิวสิค อินสปายเรชั่น” ขับเคลื่อนใจคนไทยให้ไม่หยุดสร้างความหมายใหม่ให้กับการใช้ชีวิต ทั้งศิลปิน ดารา นักร้อง อาร์ตติสต์ เอดิเตอร์ เทรนด์เซ็ตเตอร์ และแบรนด์ชั้นนำ
  • สัมผัสแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตกับ 5 เพลย์ลิสต์กว่า 400 บทเพลงที่คัดสรรมาจากหลากหลายวงการได้แล้ววันนี้ บน apthai.com และบนแพลตฟอร์ม SPOTIFY เท่านั้น

ครั้งแรกของวงการ เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กับพันธกิจ EMPOWER LIVING’ เดินหน้าเติมเต็มพลังใจในการใช้ชีวิตให้กับคนไทย เปิดตัว “MAKE LIVING GREAT AGAIN MUSIC INSPIRATION” จับมือ 40 คนดัง จากหลากหลายวงการ หลายสีสันและพลังในการใช้ชีวิต ร่วมคิวเรท 5 เพลย์ลิสต์ 400 บทเพลงพิเศษ บน SPOTIFY แพลตฟอร์มดนตรีระดับโลกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพลังในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายให้กับคนไทย ต่อยอดความสำเร็จของแคมเปญ MAKE LIVING GREAT AGAIN อยู่…เพื่อทุกความหมายของคุณ’                ร่วมรับฟังบทเพลงพิเศษและสัมผัสแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตไปกับเอพีและ 40 คนดัง ได้แล้ววันนี้ที่  www.apthai.com และบนแพลตฟอร์ม SPOTIFY เท่านั้น

นายสรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายภาพลักษณ์องค์กร บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า “MAKE LIVING GREAT AGAIN MUSIC INSPIRATION เป็นหนึ่งในกิจกรรมต่อเนื่องของแคมเปญ MAKE LIVING GREAT AGAIN โดย บมจ. เอพี ไทยแลนด์ ร่วมกับ 40 คนดังจากหลากหลายวงการ ทั้งศิลปิน ดารา นักร้อง อาร์ตติสต์ เอดิเตอร์ เทรนด์เซ็ตเตอร์ และแบรนด์ชั้นนำ อาทิ คุณวี – วิโอเลต วอเทียร์, คุณเวย์ – ปริญญา อินทชัย, คุณคิด – คณชัย เบญจรงคกุล, คุณพอลลี่ – พอล สิริสันต์, คุณกันน์ – สรวิศ แสงวณิช ฯลฯ ได้มาร่วมคัดสรรเพลงที่ตนเองชื่นชอบ และใช้ฟังในการสร้างพลังใจ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอพียกเพลย์ลิสต์กว่า 400 บทเพลงมาอยู่บน www.apthai.com และยังสามารถเลือกรับฟังได้บนแพลตฟอร์ม SPOTIFY เพื่อเป็นเสมือนเพื่อนผู้พร้อมจะร่วมก้าวผ่านทุกอุปสรรคในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปกับคนไทยทุกคน เพื่อให้พี่น้องชาวไทยรับรู้ว่า เราไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพัง และมีพลังใจที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ และสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะอีกกี่ครั้งก็ตาม”

กว่า 400 บทเพลง ใน MAKE LIVING GREAT AGAIN MUSIC INSPIRATION ล้วนถ่ายทอดจาก การใช้ชีวิตที่เหล่าคนดังทั้ง 40 คนร่วมคัดสรร เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ผ่านเพลย์ลิสต์ทั้งห้า ได้แก่

  1. BEAUTIFUL MIND – เพื่อนที่มีมุมมองชีวิตที่งดงาม: ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไรมา คนๆ นี้จะคอยส่งกำลังใจ ให้พลังบวกกับคุณเสมอ
  2. CHOOSE LIFE – เพื่อนที่ชอบใช้ชีวิตที่เลือกได้เอง: คนที่คอยอยู่ข้างๆ คอยปลุกคุณ บอกคุณว่าต้องไม่ท้อและลุกขึ้นมาเลือกที่จะใช้ชีวิตตามที่ต้องการ
  3. ETERNAL SUNSHINE – เพื่อนที่ชอบให้ความสดใสในทุกช่วงเวลา: คนที่คอยแชร์โมเมนต์แห่งความสุข ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ให้หัวใจคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังตลอดทั้งวันคืน
  4. MOONLIGHT MOMENT – เพื่อนที่เปลี่ยนความมืดมนให้แสนรื่นรมย์: คนที่คอยอยู่ใกล้ๆ ไม่จากไปไหน แต่ยังให้คุณมีสเปซส่วนตัว
  5. NEW VOYAGE – เพื่อนที่รักการเดินทางในมุมมองใหม่ๆ: คนที่คอยพาคุณไปสัมผัสโลกใหม่ ละทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง

ในด้านของตัวแทนคนดัง เวย์ – ปริญญา อินทชัย กล่าวว่า “เพลงสำหรับแร็ปเปอร์คือ การสะท้อนความคิด เป็นเสมือนการแสดงมุมมองและความคิดเห็น เป็นการเอาเรื่องราวของชีวิตตัวเองมาเล่า ซึ่งชีวิตจริงมันไม่ได้สดใสตลอด มีทั้งมีปัญหา ทั้งความสุข ความชอบ ความไม่ชอบ มันคือการปลดปล่อย ปล่อยเสียงของเราผ่านเพลง เพลงที่ผมเลือกมาให้ทุกคนใน MAKE LIVING GREAT AGAIN MUSIC INSPIRATION เพื่อส่งกำลังใจ และเป็นพลังบวกซึ่งรวบรวมอยู่ใน เพลย์ลิสต์ MOONLIGHT MOMENT สำหรับผมแล้วเพลย์ลิสต์นี้จะเป็นเหมือนตัวแทนของผมที่ช่วยสะท้อนแง่มุมของทุกอุปสรรคที่ทุกคนกำลังเผชิญ และเป็นท่วงทำนองที่ส่งพลังให้คุณได้ลุกขึ้นมาสู้กับปัญหา และใช้ชีวิตในเช้าวันรุ่งขึ้นได้อย่างเต็มที่อีกครั้งในทุกๆ วัน ประหนึ่งเป็นการเตือนสติว่า เราจะไม่เข้าใจถึงเวลาแห่งความสุขความสดใสได้เลย หากเราไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์มาก่อน บางทีความหมายของมันทำให้หลายคนได้ฉุกคิดตาม ผมอยากให้กำลังใจคนที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่ตอนนี้ ว่าฟ้าหลังฝนมักจะสดใสเสมอ รอติดตามกันนะครับ”

วี – วิโอเลต วอเทียร์ กล่าวว่า “สำหรับวี เพลง คือ ตัวตนของเรา สะท้อนความเป็นเราในแต่ละช่วงเวลา    แต่ละเพลงที่เราแต่ง ทำให้รู้ว่าแต่ละช่วงเวลาในชีวิตของเราช่วงนั้นเป็นอย่างไร ส่วนเพลงที่เราชอบมันเป็นเหมือนโมเมนต์หนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิต เป็นความรู้สึกที่เราเคยรู้สึก สำหรับ MAKE LIVING GREAT AGAIN MUSIC INSPIRATION วีขอเลือกเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกสดใสในทุกช่วงเวลา เพราะวีชอบความสดใส ความรู้สึกที่ดีที่สุดให้กับทุกๆ คน วีอยากให้ทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้นผ่านเสียงเพลงที่วีตั้งใจเลือกสรรมา รับฟังกันได้ที่เพลย์ลิสต์ ETERNAL SUNSHINE บน SPOTIFY นะคะ”

รี่ – พัชทรี ภักดีบุตร กล่าวว่าเสียงเพลง เสียงดนตรี เป็นเหมือนเสียงเตือนให้ได้ใช้เวลากับตัวเอง ไม่ว่าวันๆ นึงจะเจอกับปัญหาอะไรมา พอได้ฟังเพลงที่ชอบ หรือท่วงทำนองที่คุ้นเคย ทำให้รู้สึกว่าเราได้มีพลังบวกอยู่เสมอ ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จึงขอเลือกให้เสียงเพลงของรี่เป็นเสมือนตัวแทนของคนที่ชอบหาเวลาให้กับตัวเอง ได้รีเซ็ตและทบทวนตัวเอง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจตลอดทั้งวัน และรี่เชื่อว่าเพลงบนเพลย์ลิสต์ BEAUTIFUL MIND จะเป็นเหมือนตัวแทนของรี่ที่ช่วยให้เรามองผ่านสิ่งที่ไม่ดี และกลับมามีสติ และพลังในจิตใจอีกครั้ง สะท้อนแง่มุมของทุกอุปสรรคที่ทุกคนกำลังเผชิญ และเป็นท่วงทำนองที่ส่งพลังให้คุณได้ลุกขึ้นมาสู้กับปัญหา และใช้ชีวิตในเช้าวันรุ่งขึ้นได้อย่างเต็มที่อีกครั้งในทุกๆ วัน”

กันน์ – สรวิศ แสงวณิช กล่าวว่า “เพราะชีวิตมีทางให้เลือกมากมาย และผมคิดว่าเราสามารถเลือกทางเดินของเราเองได้ ไม่ว่าทางนั้นอาจจะมีอุปสรรค หรือไม่ราบรื่นอย่างที่คิดไว้ แต่ผมคิดว่าทางๆ นั้นจะสอนอะไรบางอย่าง หรือให้อะไรบางอย่างได้เราได้ไปต่อเสมอ เหมือนเพลงที่ผมได้เลือกมา ซึ่งอยู่ในบนเพลย์ลิสต์ CHOOSE LIFE จะช่วยให้เรามีกำลังและคิดบวกเสมอ และยังสร้างความรื่นรมย์ในทุกการชีวิต”

เอพี ไทยแลนด์ มุ่งมั่นในการ EMPOWER LIVING ให้กับทุกคนในสังคมไทย ไม่ว่าจะต้องเผชิญและก้าวผ่านอุปสรรคมากเพียงใด เราพร้อมที่จะผ่านทุกวิกฤตไปกับคุณ เพื่อร่วมสร้างความหมายในการใช้ชีวิตให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ไปกับ MAKE LIVING GREAT AGAIN MUSIC INSPIRATION รับฟังได้แล้ววันนี้ที่ www.apthai.com และแพลตฟอร์ม SPOTIFY

เอพี ไทยแลนด์ มุ่งทำพันธกิจ EMPOWER LIVING เพื่อเติมเต็มทุกเป้าหมายของชีวิตให้เป็นจริง

Tags