ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น

รวมฮิต ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น 108 ชื่อ ทั้งเท่และน่ารัก แถมความหมายดี

รวมฮิต ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น 108 ชื่อ ทั้งเท่และน่ารัก แถมความหมายดี พ่อแม่บ้านไหนอยาก ตั้งชื่อเล่นลูก สไตล์ญี่ปุ่น คลิกดูเลย!

รวมไอเดีย! ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น 108 ชื่อสุดฮิต

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องและกำลังมองหาไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ในบางครั้งก็อยากได้ชื่อที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิง ซึ่งชื่อคนไทยอาจจะหาได้ค่อนข้างยาก แต่สำหรับชื่อฝรั่ง หรือแม้แต่ ชื่อญี่ปุ่น จะเป็นชื่อที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิงอยู่หลากหลายชื่อเลยล่ะค่ะ

ทั้งนี้สำหรับการตั้งชื่อลูกแบบภาษาญี่ปุ่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่งในชื่อที่น่ารักและคุ้นหูคนไทย โดย ชื่อญี่ปุ่น เหล่านี้ถูกถ่ายทอดวัฒนธรรมอย่างอ้อมๆ มาทางการ์ตูน ภาพยนตร์ และหนังสือที่อิมพอร์ตเข้ามาในไทย เราจึงมักเห็นคุณพ่อคุณแม่ที่สมัยยังเป็นเด็กเคยสัมผัสและซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาจากสิ่งเหล่านี้ จนได้อิทธิพลนำมา ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น กันหลายคน

แต่ก็มีบางคน ตั้งชื่อลูกภาษาญี่ปุ่น โดยไม่รู้ความหมาย ซึ่งบางคนตั้งชื่อคล้ายญี่ปุ่นแต่ดันไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นก็มี ด้วยเหตุนี้เอง ทีมแม่ ABK รวบรวมเอา ชื่อญี่ปุ่น สุดฮิตที่ฟังดูเท่และน่ารัก สามารถนำไปใช้ ตั้งชื่อเล่นลูก ทั้งลูกสาวลูกชายพร้อมความหมายดีๆ มาฝาก จะมีชื่ออะไรที่คนญี่ปุ่นเขานิยมกันบ้าง ตามไปดูเลย

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
คาซุกิ กระจายแสง รวมเป็นหนึ่ง
คาซุยะ กลมกลืนกัน , สัมพันธ์กัน
คานะ ความสวยงาม
คาโอรุ กลิ่นหอม
คาซึมิ ความสามัคคีและความงดงาม
เคนตะ มีสุขภาพดี
โคโคโระ หัวใจ จิตใจ จิตวิญญาณ
โคเฮ สันติภาพ , เงียบสงบ
ไคโต / ไคโตะ ทะเลลึก

 

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
ชินัทสุ ฤดูร้อนที่ยาวนาน
ชิโอริ ประสานบทกวี
ชิฮิโระ สืบสวน สอบถาม
ชูตะ ผู้ซึ่งมีความทะเยอทะยาน
ชูไฮ ทะเยอทะยาน

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
ซากิ ดอกไม้แห่งความหวัง
ซากุระ ดอกซากุระ
ซารุ ลิง
ซึบาสะ ปีก
ซูตะ เรียบร้อย ราบรื่น
โซระ ท้องฟ้า
ซาโตมิ สวยและฉลาด
ซาโตรุ / ซาโตชิ ฉลาด เรียนรู้เร็ว
เซย์จิ สุภาพเรียบร้อย , ลูกชายคนที่สอง

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
ไดซุเกะ ความช่วยเหลือ
ไดอิกิ ต้นไม้ใหญ่ , เปล่งแสง , มีคุณค่า
ไดอิจิ พื้นดินอันกว้างใหญ่

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
ทสึยุ ฤดูฝน
ทาคาฮิโร มีคุณค่าสูงส่ง
ทาคุมิ ผู้บุกเบิก , จิตรกร ผู้ชำนาญ
ทาคุยะ ผู้ริเริ่ม , กองหน้า
ทาเคชิ ผู้ห้าวหาญ (ชื่อเล่นของยามาโมโตะ)
ทาอิโยะ พระอาทิตย์
เทนชิ นางฟ้า
เท็ทซึยะ สำเร็จ บรรลุผล , มังกร

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
นัตสึ ฤดูร้อน
นางิ สงบ
นาจิ รุ้ง
นาซุกิ พระจันทร์
นาซุมิ เก็บเกี่ยวพืชผล
นานะ 7 (เลขเจ็ด)
นานามิ ท้องทะเลทั้ง 7
นามิ คลื่น
นาโอกิ ความซื่อสัตย์
ฟุยุ ฤดูหนาว

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
มาซากิ ต้นไม้ที่เจริญงอกงาม
มาซาชิ ฉลาด
มาซาโตะ ชายแห่งความถูกต้อง
มาซาโนริ ต้นแบบแห่งความยุติธรรม
มาซาโยชิ ความดี
มาซารุ ชัยชนะ
มาซาโอะ ชายแห่งความถูกต้อง
มาซาฮิโระ ความยุติธรรม
มาซุมิ ความสว่างที่แท้จริง
มานามิ ความรักที่สวยงาม
มายู มีเหตุมีผล
มิกิ รอคอย
มิคัง ส้ม
มิคิโอะ ผู้ชายที่เป็นเสาหลัก
มิชิ เส้นทาง
มิชิโอะ ชายผู้เดินบนเส้นทางแห่งความถูกต้อง
มิซากิ ดอกไม้บาน
มิซึกิ ดวงจันทร์
มิโนริ ความจริง
มิยู สุภาพ เรียบร้อย ความสวยงาม
มิโฮะ ยอดคลื่น
โมโมโกะ สันติภาพของเด็กน้อย
โมโมะ ลูกท้อ
ไม เต้นรำ , ใยจำพวกปอใช้สำหรับทอผ้า

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
ยามาดะ ภูเขา
ยูกะ สุภาพเรียบร้อย
ยูกิ หิมะ
ยูไค/ยูตะ เทพบุตร
ยูโต มีความสุภาพมาก
ยูริ ดอกลิลลี่
โยโกะ พระอาทิตย์

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
รัน ดอกกล้วยไม้
ริกุ พื้นดิน
ริโกะ ดอกมะลิ
ริงโกะ แอปเปิ้ล
ริน ความหนาวเย็น
รินะ ครอบครัวที่อบอุ่น
ริว มังกร
เรน ความสัมพันธ์ ความผูกพัน
เรนะ เสียงของเพชรพลอย
เรียวตะ ผู้มอบความช่วยเหลือ , สดใส กระปรี้กระเปร่า

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
สึกิ พระจันทร์
สึบากิ ดอกคามาเลีย

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
อะเมะ ฝน
อากาเนะ สีแดง
อายะ / เอยะ มีสีสัน
อายากะ ความหอมสดชื่น , ดอกไม้หอม , ฤดูร้อนที่มีความสดใส
อายาโนะ ผู้คล้อยตาม , คล้อยตามด้วยความสดใส
อายามิ ปราชญ์ผู้งดงาม
อิจิโกะ สตรอว์เบอร์รี
อิซึมิ น้ำพุ
อุตะ เพลง
เอซุกะ น้ำหอมแห่งอนาคต
เอมิ สวยงาม
โอกิ น้ำ
ไอ ความรัก

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาญี่ปุ่น ความหมาย / คำแปล
ฮานะ ดอกไม้
ฮารุกะ ห่างไกล เป็นความฝัน
ฮารุ ฤดูใบไม้ผลิ
ฮิคาริ แสง , เปล่งประกาย
ฮินะ พืชที่เจริญเติบโตกลางแสงแดด
ฮิมาวาริ ดอกทานตะวัน
ฮิเมะ เจ้าหญิง
โฮชิ ดวงดาว

 

จากไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อญี่ปุ่น ทั้ง 108 ชื่อข้างต้น
หากคุณพ่อคุณแม่สนใจก็สามารถเลือกไปใช้ตั้งให้ลูกน้อยกันได้นะคะ


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.dek-d.com2th.me

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

Top Hit 100 ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง สุดน่ารัก (พร้อมคำอ่าน+คำแปล)

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด 200 ชื่อดี เน้นเสริมเดช ศรี บารมี ครบทั้ง 7 วัน!

100 ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อเกาหลี ตามไอดอล นักแสดง และตัวละครซีรีย์ดัง!

รวมหลักเกณฑ์ ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร และวันเกิด จากคัมภีร์ทักษาฯ

จัดเต็ม! ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาจีน 400 ชื่อ พร้อมคำอ่าน+ความหมาย

We Bare Bears The Movie

การ์ตูนเน็ตเวิร์ค ดึง “มาริโอ้ เมาเร่อ” ให้เสียงภาษาไทย ภาพยนตร์ผจญภัยสุดแสนน่ารักของสามหมีจอมป่วน We Bare Bears The Movie

ใครที่หลงรักเหล่าสามหมีจอมป่วนจากการ์ตูนเน็ตเวิร์คต้องห้ามพลาด!! เพราะคราวนี้แก๊งค์สามหมีจะมาโชว์ความซ่าน่ารักในรูปแบบภาพยนตร์เป็นครั้งแรก…เสิร์ฟตรงถึงในบ้าน กับ สามหมีจอมป่วน เดอะ มูฟวี่ 

ภาพยนตร์ “We Bare Bears The Movie” จะพาทุกคนไปร่วมลุ้นกับเหล่าสามหมีจอมป่วน ผู้หลงรักในอาหารของเหล่ามนุษย์ ที่ถูก “เจ้าหน้าที่เทราต์” จอมวายร้ายจากองค์กรควบคุมสัตว์ป่าแห่งชาติ ไล่ล่าและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ กริซลี่ แพนแพน และไอซ์แบร์ ถูกแยกให้กลับไปสู่ธรรมชาติ … พวกเขาตัดสินใจหนีไปยัง แคนาดา!  ในประเทศที่เพื่อนมนุษย์ทุกคนล้วนเป็นมิตร เรื่องราวจะเป็นอย่างไรเมื่อความหวาดกลัวก้าวเข้ามาสู่บ้านที่แสนอบอุ่นของสามหมี เส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค์และความท้าทาย จะจบลงอย่างมีความสุขหรือไม่?

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Cartoon Network

ร่วมติดตามเส้นทางการผจญภัย ความป่วนซ่า น่ารักในรูปแบบภาพยนตร์ของเหล่าสามหมีจอมป่วน ได้ทาง ช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ค วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563 นี้ เวลา 10.00 น.

แถมยังมีบิ๊กเซอร์ไพรส์สำหรับแฟนชาวไทย ด้วยการคว้าตัวนักแสดงหนุ่มสุดฮอตชาวไทยขวัญใจคนเอเชีย อย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ ที่มากด้วยผลงานการแสดงทั้งละคร ภาพยนตร์และซีรีส์ มาร่วมให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์อีกด้วย

We Bare Bears The Movie
เผย! … ผลงานการพากย์เสียงภาษาไทย ในกิจกรรม GUESS!! WHICH CHARACTER? ตัวละครใดที่ “มาริโอ้ เมาเร่อ” ได้รับบทบาทให้พากย์? จากบรรดาตัวละครทั้งหมด ในภาพยนตร์ สามหมีจอมป่วน เดอะ มูฟวี่ “We Bare Bears The Movie”

 

โดยหนุ่มมาริโอ้ เมาเร่อ บอกว่า  “รู้สึกตื่นเต้น และดีใจที่ได้ร่วมงานกับทางการ์ตูนเน็ตเวิร์ค และขอขอบคุณที่ได้รับโอกาสดีๆ กับการเป็นหนึ่งในผู้ให้เสียงพากย์ภาษาไทยในภาพยนตร์การ์ตูนขวัญใจของใครหลายๆคน ส่วนตัวแล้วชอบบทของเจ้าหน้าที่เทราต์มาก .. เพราะตัวละครมีคาแรคเตอร์ที่หลากหลาย วาไรตี้ และถือเป็นความท้าท้ายและประสบการณ์ที่ดีในการทำงานใหม่ๆ ผมมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ในการถ่ายทอดบทบาทเจ้าหน้าที่เทราต์ เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพออกมาสู่แฟนๆ ชาวไทย ขอให้ทุกคนติดตามผลงานใหม่กับภาพยนตร์ We Bare Bears The Movie ด้วยนะครับ!”

♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦

สำหรับใครที่รู้แล้วว่า >> นักแสดงหนุ่มสุดฮอตชาวไทยขวัญใจคนเอเชีย “มาริโอ้ เมาเร่อ” ได้รับบทบาทการพากย์ ในภาพยนตร์ สามหมีจอมป่วน เดอะ มูฟวี่ วันที่ 12 กันยายนนี้ ทางช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ค

⇒ สามารถร่วมสนุกตอบคำถามได้ที่โพสต์กิจกรรม GUESS!! WHICH CHARACTER? ด้านหน้าเพจ Amarin Baby & Kids ผู้ที่ทายถูก..มีสิทธิ์ลุ้นรับฟรี!! เซตของรางวัลพรีเมี่ยมสุดน่ารักจากการ์ตูนเน็ตเวิร์ค สามหมีจอมป่วนเดอะมูฟวี่ จำนวน 3 รางวัล

We Bare Bears The Movie
ภาพกิจกรรม GUESS!! WHICH CHARACTER? ที่ใช้โพสต์ด้านหน้าเพจ Amarin Baby & Kids

***โดยของรางวัลพรีเมี่ยมจำนวน 1 เซต โดยภายในประกอบไปด้วย ตุ๊กตาสามหมีจอมป่วน กริซลี่ แพนแพน และไอซ์แบร์ สมุดโน๊ต ดินสอลายสามหมีจอมป่วน อุปกรณ์ตกแต่งสำหรับแต่งธีมปาร์ตี้กับเพื่อนๆระหว่างรับชมภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นรูปโปสเตอร์ ถ้วยป๊อปคอร์น มงกุฎปาร์ตี้ และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆอีกมากมาย***

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ ภาพยนตร์ สามหมีจอมป่วน เดอะ มูฟวี่
ได้ที่นี่ >> 
webarebearsthemovie.cartoonnetworkasia.com

RSV อาการ

RSV อาการ เป็นแบบไหน ไวรัสอาร์เอสวี เกิดจากอะไร หน้าฝนทีไรมาทุกที

RSV อาการ เป็นแบบไหน ติดเชื้อ RSV โรคนี้ป้องกันได้ไหม ทำไมทารก เด็กเล็กเป็น ถึงได้อันตราย

กลับมาตามนัด RSV อาการ แบบนี้ ลูกเป็นแน่!

ฤดูที่ RSV ระบาดกลับมาอีกครั้ง

ปลายฝนต้นหนาวทีไร หนึ่งในโรคยอดฮิตที่เด็กเป็นกันบ่อยก็คือ RSV โดยปีนี้ เริ่มมาส่งสัญญาณเตือนกันบ้างแล้ว แต่ปี 2020 แตกต่างจากทุกปี เพราะปีนี้มีโควิด-19 ทุกครอบครัวจึงต้องระวังกันเป็นพิเศษ มาทำความรู้จัก RSV อาการ เป็นแบบไหน เพื่อสังเกตอาการของลูก ถ้าลูกมีอาการแบบนี้ อาจเป็น RSV ควรพาลูกไปหาหมอ

กลับมาตามนัด RSV โรคประจำปี ปลายฝนต้นหนาว

สัญญาณเตือนโรคร้ายประจำปีอย่าง RSV โผล่มาอีกครั้ง โดยเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ได้โพสต์ถึง RSV มันมาแล้ว ตอนหนึ่งว่า วันก่อนเพื่อนหมอเด็กของพ่อหมอโพสต์ภาพนี้ขึ้นมาในไทม์ไลน์บนเฟส สารภาพตามตรง ขนลุกซู่ ‘มันมาแล้ว รึ’ ปีนี้ มาไม่ช้าไม่เร็วแต่พี่เขามาตามนัดทุกปี หวังในใจว่าเคสที่เพื่อนเจอจะเป็นแค่ sporadic case หรือการติดเชื้อประปราย ไม่ใช่โหมโรงแรกของการระบาดประจำปี #การ์ดอย่าตก แล้ว ยกการ์ดสูงขึ้นไปอีกก็ดี

rsv อาการ

หมอวิน เจ้าของเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ยังฝากเตือนพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ ด้วย เพราะว่า โรคนี้เป็นอันตรายมากสำหรับเด็กเล็กอายุมากกว่า 2 ปี เสี่ยงต่ออาการรุนแรง ซ้ำยังไม่มียารักษาเฉพาะ และไม่มีวัคซีนป้องกันด้วย

เครดิต : https://www.facebook.com/SpoiledPediatrician

โรคร้ายจากไวรัส RSV

ที่เรียก ๆ กันว่า RSV แท้จริงแล้ว ชื่อ RSV นั้นเป็นชื่อเชื้อไวรัส Respiratory syncytial virus เมื่อร่างกายเจอกับเชื้อร้ายตัวนี้ จะส่งผลต่อการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ หลอดลม หลอดลมส่วนปลาย และถุงลม

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า จะพบเด็กทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อ RSV ถึงปีละ 160,000 ราย โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัส RSV 33.8 ล้านคน

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

กรมควบคุมโรคระบุว่า ในประเทศไทยมักจะพบเชื้อไวรัสอาร์เอสวีได้บ่อยในฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งข้อมูลจากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคปอดอักเสบรุนแรงใน 30 โรงพยาบาลของประเทศไทย ระหว่างปี 2555-2559 พบว่า โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ตรวจพบเชื้อมากในกลุ่มเด็ก และพบได้บ่อยในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี รองลงมาได้แก่ กลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยมีอาการปอดอักเสบรุนแรง 425 ราย ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี 187 ราย ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง 97 ราย ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี 4 ราย หรือ 5%

ส่วนข้อมูลการเฝ้าระวังโรคย้อนหลังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า ในปี 2560 เชื้อ RSV ระบาดในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม พบผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 9 แห่ง (โครงการ WHO RSV Surveillance Pilot) จำนวน 1,935 คน ติดเชื้อ RSV จำนวน 148 คน คิดเป็นร้อยละ 7.65 และในปี 2561 พบผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 9 แห่ง จำนวน 968 คน ติดเชื้อ RSV จำนวน 115 คน คิดเป็นร้อยละ 11.88

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัส RSV

ไวรัส RSV มักจะแสดงอาการรุนแรงในเด็กเล็ก เด็กคลอดก่อนกำหนด และผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี รวมทั้งผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคปอด โรคหัวใจ หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายผิดปกติ

ติดเชื้อไวรัส RSV ได้อย่างไร

การติดต่อของเชื้อไวรัส RSV ติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูกหรือเสมหะ เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก และจากการสูดหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยจากการไอ จามของผู้ป่วย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการหลังสัมผัสถูกเชื้อไวรัสในระยะเวลา 4-6 วัน และเมื่อป่วยจะสามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3-8 วัน

RSV อาการ เป็นแบบไหน

อาการแสดงที่สำคัญ หลังสัมผัสถูกเชื้อไวรัสประมาณ 4-6 วัน ผู้ติดเชื้อมักจะมีอาการ ดังนี้

  • หากพบอาการเล็กน้อยไม่รุนแรง มักจะมีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ
  • ถ้าอาการรุนแรงจะหายใจเร็ว หอบเหนื่อยเนื่องจากปอดอักเสบ รับประทานอาหารได้น้อย ซึมลง เด็กบางคนไข้สูงนานเป็นเวลาหลายวัน มีเสมหะมาก เด็กบางคนอาจได้รับเชื้อจนทำให้เกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบ หรือโรคปอดบวมได้

การวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวีหรือไม่ ทำได้โดยการตรวจหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวีจากสารคัดหลั่งในจมูก

วิธีรักษาหลังรับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ทั้งยังไม่มียารักษาโดยตรง จึงทำได้เพียงรักษาตามอาการ ส่วนยาสำหรับการรักษาเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่มีจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ป้องกันการติดเชื้อ RSV อย่างไร

  1. ล้างมือให้บ่อย เช่นเดียวกับโรคอื่น ๆ ที่ต้องดูแลรักษาความสะอาดร่างกายเป็นประจำ และหมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร สำหรับพ่อแม่ก็ต้องสอนลูกให้ล้างมืออย่างถูกวิธีเป็นประจำ นอกจากจะป้องกันการติดเชื้อ RSV ได้แล้ว ยังป้องกันโควิด-19 และโรคอื่น ๆ ได้ด้วย
  2. ไม่พาลูกเล็กไปอยู่ใกล้ชิดกับคนป่วย หากทราบว่ามีคนในครอบครัวป่วย ไม่ควรให้ลูกไปเจอ โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดที่เจ็บป่วยได้ง่าย และทารกช่วงอายุ 1-2 เดือน
  3. หลีกเลี่ยงการพาลูกไปยังสถานที่ที่มีคนแออัด หากจะพาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หรือรับประทานอาหารนอกบ้าน ควรดูแลเรื่องความสะอาด และไม่อยู่ในที่ที่คนอยู่เยอะ
  4. ลดการจับหน้า ขยี้ตา แคะจมูก ดูดนิ้ว ดูแลลูกเล็กอย่างใกล้ชิด หากลูกรู้เรื่องแล้ว สามารถสอนเรื่องความสะอาด เพื่อให้ลูกลดพฤติกรรมเหล่านี้ได้
  5. ไม่ใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช้ของร่วมกับลูก ไม่ควรกินอาหารจานเดียวกับลูกหรือใช้ช้อนส้อมกับลูก เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เพราะบางทีผู้ใหญ่ได้รับเชื้อบางชนิดแต่ร่างกายไม่แสดงอาการ
  6. ทำความสะอาดของเล่นลูกเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการพาลูกไปเล่นของเล่นของคนอื่น โดยเฉพาะช่วงที่มีโรคระบาด หากต้องไปเล่นตามสวนสาธารณะ หรือสถานที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ควรพิจารณาสถานที่ที่เข้มงวดเรื่องความสะอาด
  7. ควรให้เด็กดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน เพราะน้ำจะช่วยให้สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก เสมหะ ไม่เหนียวข้นเกินไป ช่วยไม่ให้ไปขัดขวางการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
  8. ลูกในวัยทารกหรือเด็กเล็ก ควรกินนมแม่เพื่อรับสารอาหารสำคัญ โดยนมแม่ยังลดการติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อ RSV ลดความรุนแรงของเชื้อโรค ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ถึง 72%

ไม่ใช่แค่อาการป่วยของลูกเท่านั้น ที่พ่อแม่ควรสังเกตว่า อาการแบบนี้ใช่โรคติดเชื้อจาก RSV หรือไม่ แต่ตัวพ่อแม่และคนในครอบครัวเอง หากมีอาการเจ็บป่วยก็ควรใส่หน้ากากอนามัย ปิดปาก จมูกเวลาไอจาม หมั่นทำความสะอาดบ้าน และรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการป่วยให้เร็วที่สุด

อ้างอิงข้อมูล : moph.go.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 แมลงมีพิษ และสัตว์ร้ายที่มากับหน้าฝน อันตรายใกล้ตัวลูก ที่พ่อแม่ต้องระวัง!

5 เชื้อไวรัสที่มากับหน้าฝน พ่อแม่ที่มีลูกเล็กต้องระวัง !

ไข้หวัดใหญ่ ระบาด รับหน้าฝน! หมอเตือน รีบพาลูกฉีดวัคซีน

ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ

หมอเผย..แท้จริงแล้ว! ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ กันแน่?

ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ!! แท้จริงแล้ว พ่อแม่ต้องส่งลูก เข้าอนุบาลกี่ขวบ ไปโรงเรียนตอนไหน และลูกควรเตรียมตัวอย่างไร ต้องทำอะไรเป็นบ้าง ตามมาฟังคำแนะนำจากคุณหมอกันค่ะ

แท้จริงแล้ว ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ ?

สำหรับข้อสงสัยนี้ ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง โดยนพ.ประเสริฐ กล่าวว่า … มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนมักถามเสมอว่า ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ ซึ่งคุณหมอก็ได้ตอบกลับไปว่า …น่าจะถามใหม่เป็น ควรส่งลูกไปจากเราเมื่อไร?

และคำตอบที่ตรงไปตรงมา ของคำถาม ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ นี้โดยคุณหมอประเสริฐตอบแบบไม่เกรงใจกระแสสังคม คือ อย่างเร็วที่สุดก็ 6 ขวบ!!! และควรมีข้อห้าม ในการส่งลูกไปจากพ่อแม่ก่อนอายุ 3 ขวบ

แต่กระนั้น…เรื่องนี้ก็ถือเป็นที่เข้าใจได้ว่า คุณพ่อคุณแม่อาจต้านกระแสสังคมได้ยาก ซึ่งคุณหมอยังได้กล่าวอีกว่า … มีคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ส่งลูกไปสถานรับเลี้ยงเด็กเร็วมาก บ้างก็ส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาลเร็วมาก อีกทั้งได้ยินเรื่องการกวดวิชาเพื่อเข้าเรียนชั้นอนุบาลและการสร้างห้องอัจฉริยะสำหรับเด็กอนุบาล

อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กเล็กไว้บ้าง เรื่องนี้ก็สามารถผ่อนหนักเป็นเบาหรือช่วยทุเลาความเสียหายได้บ้าง โดยคุณหมอประเสริฐ แนะนำว่า … สำหรับคนที่ไม่ชอบวิชาการ ก็ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมาก เกิดเป็นพ่อแม่ ควรให้เวลากับลูกมากที่สุด  เล่นกับเขามากที่สุด  และอ่านหนังสือให้เขาฟังก่อนเข้านอนตั้งแต่แรกเกิด  ทำเท่านี้ทุกอย่างจะดีเอง

เหตุผลที่ไม่ควรให้ลูกไปจากพ่อแม่ก่อน 3 ขวบ

เพราะในช่วงอายุ 3 ขวบปีแรก เด็กจะมีภารกิจที่ต้องทำหลายข้อ แต่ละข้อนั้นอาศัยคุณแม่และ/หรือคุณพ่อ หรือผู้ใหญ่ที่อุทิศตนหนึ่งคนทำหน้าที่ช่วยเหลือเขา ภารกิจต่างๆ เหล่านี้เด็กยังทำเองไม่ได้และคุณครูที่โรงเรียนก็ช่วยไม่ได้ โดยมีภารกิจ 3 ข้อ ที่ต้องทำก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียน ดังนี้ ..

โดยภารกิจทั้ง 3 ข้อนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่ง 3 ขวบ และเกิดอย่างเข้มข้นตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือนจนถึง 2 ขวบครึ่ง  ซึ่งวิธีที่จะช่วยให้ลูกทำภารกิจ 3 ประการนี้สำเร็จก็คือการให้เวลาอย่างมากที่สุด  เล่นด้วยกันมากที่สุด และอ่านหนังสือนิทานก่อนนอนทุกคืน  ของง่ายๆ  นี่คืองานของแม่หรือพ่อหรือใครหนึ่งคนที่รักเขาประหนึ่งลูกของตนเอง ไม่ใช่งานของครู

ภารกิจที่ 1 คือเรียนรู้ที่จะไว้ใจสิ่งแวดล้อมและโลก (Trust)

เด็กไว้ใจโลก จึงจะพัฒนาต่อไปได้จากที่เอาแต่กินนมไปจนกระทั่งเดินจากแม่สู่โลกกว้าง โลกจะน่าไว้ใจต่อเมื่อโลกนั้นปลอดภัยอย่างยิ่งใน 12 เดือนแรกของชีวิต จึงเป็นหน้าที่ของแม่ที่จะเลี้ยง อุ้ม กอด ให้นม ห่มผ้า เปลี่ยนผ้าอ้อม เปิดพัดลม เปิดแอร์ หยิบมดออกจากตัวเขา ไล่แมลงและยุง ฯลฯ นี่คืองานของแม่หรือพ่อหรือใครหนึ่งคนที่รักเขาประหนึ่งลูกของตนเอง ไม่ใช่งานของครู

ทั้งนี้การปรากฏตัวของพ่อแม่เกือบตลอดเวลา หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกที่หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการหายตัวไปเป็นบางครั้ง เพราะในชีวิตจริงเราก็ไม่สามารถอยู่กับเขาได้ตลอดเวลา … ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ลูกรับรู้ว่าโลกนี้มีแม่แน่ๆ ต่อให้หายตัวไปบ้างเดี๋ยวก็กลับมา จะช่วยให้ลูกรับรู้ว่าเขาสามารถเดินเตาะแตะไปจากแม่ได้ อย่ากลัวว่าแม่จะหายไป หันมาดูเมื่อไรแม่ก็อยู่ตรงนั้นแหละ

ครั้นเมื่อลูกใกล้ 3 ขวบ เขาจะเป็นคนขึ้นมาจริงๆ เป็นมนุษย์ที่มีตัวตนของตนเองและเริ่มต้นที่จะเป็นอิสระจากคุณแม่ โดยในระหว่าง 2 ขวบครึ่ง – 3 ขวบนั้นเอง ลูกจะเกิดกระบวนการที่สำคัญมากที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิตมนุษย์ นั่นคือกระบวนการแยกตัวเป็นบุคคลอิสระ (separation-individuation) และพร้อมจะไปจากเรา

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ภารกิจที่ 2 คือเรียนรู้ว่าแม่มีอยู่จริง (object constancy) สร้างสายสัมพันธ์กับแม่ (attachment) และสร้างตัวตน (self) ตามลำดับ

“สิ่งที่สำคัญยิ่งของภารกิจที่ 2 คือ สายสัมพันธ์คือสายใยที่มองไม่เห็นโยงลูกไว้กับแม่  สายใยนี้ทอดไปได้ไกลแสนไกล และอยู่เหนือกาลเวลา นั่นแปลว่าถึงเวลาเขาไปโรงเรียน ไปหอพัก ไปเรียนต่างประเทศ  สายใยนี้ยังคงยึดโยงลูกไว้กับแม่ แม้ว่าแม่ตายแล้ว สายใยนี้ก็ยังยึดโยงลูกไว้กับแม่ พูดสั้นๆ คือ แม่อยู่ในใจเสมอ

สายสัมพันธ์ทำหน้าที่ดึงลูกมิให้ออกนอกลู่นอกทาง และทำหน้าที่ประหนึ่งสมอเรือที่คอยยึดโยงเรือมิให้ล่มยามพบพายุร้าย   ที่เราห่วงคือสร้างสายใยนี้ยังไม่ทันเสร็จก็ส่งลูกไปโรงเรียนคล้ายๆ ส่งเรือกระดาษออกทะเล

บัดนี้ลูก 3 ขวบแล้วก็จริง แต่ถ่วงเวลาไว้อีกอย่างน้อย 2 ปีก็ดีเหตุเพราะเขายังต้องการเวลาทำภารกิจที่ 3

ภารกิจที่ 3 คือ เตรียมความพร้อมของสมอง

หมายถึง เตรียมสมองและวิธีคิดขั้นพื้นฐานให้พร้อมก่อนที่จะไปโรงเรียน  วิธีคิดเหล่านี้คือวิธีคิดแบบเด็กๆ  แต่วิธีคิดแบบเด็กๆ  มิใช่เรื่องเหลวไหลดังที่คนส่วนใหญ่ประมาทกัน  … วิธีคิดแบบเด็กๆ  คือวิธีทำงานขั้นพื้นฐานของสมอง  เปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการที่ดีและจะเป็นแพล็ตฟอร์มสำหรับวิธีคิดระดับสูงในวันข้างหน้า

“วิธีคิดแบบเด็กๆ ที่ลูกควรมีก่อนเข้าโรงเรียน มีอะไรบ้าง”

วิธีคิดแบบเด็กๆ  ที่สำคัญได้แก่

  • animism คิดว่าอะไรเคลื่อนไหวได้ล้วนมีชีวิต ดังนั้นให้เขาเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตาให้อิ่ม
  • ego-centricism คิดว่าเรื่องราวรอบตัวล้วนเกี่ยวพันกับตัวเอง ดังนั้นเรายังต้องใช้เวลาช่วง 2-5 ขวบทำให้เขารู้ว่าเขามีบ้านและกติกาของบ้าน มีสังคมและกติกาของสังคมที่จะต้องเรียนรู้ เขามิใช่ศูนย์กลางของจักรวาลดังที่เข้าใจ
  • magical thinking คิดเชิงเวทมนตร์ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่นี่คือวิธีคิดที่เปี่ยมล้นจินตนาการและไร้ขอบเขต เปรียบเสมือนทำสนามฟุตบอลกว้างไว้ก่อน อย่างอื่นว่ากันทีหลัง
  • phenomenalistic causality คิดว่าเหตุการณ์สองอย่างที่เกิดพร้อมกันเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน พูดง่ายๆ ว่าจับแพะชนแกะ ปล่อยเขาจับแพะชนแกะให้พอก่อนที่จะต้องไปพบเหตุและผลจริงๆ ที่โรงเรียน

Must read >> เผยเหตุผล..ทำไมพ่อแม่ควร เลือกโรงเรียนอนุบาล ที่วันๆ เอาแต่เล่นให้กับลูก?

ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ

ในทางปฏิบัติ ช่วง 4-5 ขวบเป็นเวลาที่เด็กจะได้ฝึกช่วยตนเองอย่างจริงจัง  กินข้าว แปรงฟัน แต่งตัว ฝึกทำงานบ้านส่วนที่เป็นเรื่องของตัวเอง เก็บที่นอน เทกระโถน เก็บจานของตนเอง ฝึกทำงานบ้านส่วนที่เป็นของสาธารณะ ช่วยกวาดบ้านถูบ้าน ล้างถ้วยล้างจาน ซักผ้าตากผ้า และฝึกทำตามกติกาสังคมนอกบ้าน รู้จักรอคอย รู้จักเข้าคิว รู้จักแบ่งปัน เรื่องเหล่านี้ที่จริงแล้วเราควรทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เขาใช้มือใช้เท้าได้ดี และเข้มข้นขึ้นทุกปีที่ผ่านไป … ผลลัพธ์สุดท้ายที่เราจะได้คือเขาภูมิใจที่ช่วยตนเองและควบคุมอารมณ์ตนเองได้  นี่จึงเป็นความพร้อมที่แท้ก่อนไปโรงเรียน

ทั้งนี้จากคำถาม ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ ถ้าเป็นคำตอบในทางทฤษฎี เด็กๆ จะพร้อมปะทะมนุษย์คนอื่นได้อย่างดีคือเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเมื่ออายุมากกว่า 6 ขวบขึ้นไป  เรียนรู้วิธีปะทะสังสรรค์ ทะเลาะเบาะแว้งตบตี และคืนดีช่วยเหลือกันและกัน  ธรรมชาติของพัฒนาการจะเป็นผู้ดูแลพฤติกรรมเหล่านี้ให้เองเพราะเด็กๆ  อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอยู่แล้ว  หากส่งไปโรงเรียนเร็วเกินไปเขาทำเรื่องพวกนี้ไม่เป็น  เกิดปัญหาอารมณ์แทรกซ้อนเสียเปล่าๆ

 

บทความโดย : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล

ส่งลูกเข้า เตรียมอนุบาล จำเป็นมั้ย? ควรให้ลูกเข้าเรียนตอนกี่ขวบดี?

แม่อยากรู้ เข้าอนุบาลกี่ขวบ ส่งลูกเข้าเรียนต้องอายุ 3 หรือ 4 ขวบกันแน่?

ทำไม ลูกไม่อยากไปโรงเรียน หรือ “ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน” ที่พ่อแม่ต้องช่วยหาทางแก้

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง

Top Hit 100 ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง สุดน่ารัก (พร้อมคำอ่าน+คำแปล)

รวม ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง น่ารักๆ พร้อมคำอ่าน และความหมาย ใครที่กำลังมองหาชื่อภาษาอังกฤษเก๋ๆ สำหรับลูกสาวต้องห้ามพลาด ชื่อยอดนิยม 100 ชื่อภาษาอังกฤษ นี้!

รวมฮิต! ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง สุดน่ารัก 100 ชื่อ

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง เป็นอีกหนึ่งบทความที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่มีลูกสาวหลายคนถามหา อยากได้ไอเดียตั้งชื่อลูกสาว สไตล์อินเตอร์ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวม ชื่อภาษาอังกฤษ ยอดฮิต แบบเก๋ๆ น่ารักๆ พร้อมคำอ่าน และ ความหมายดีๆ มาฝาก ซึ่งเป็นชื่อที่ทันสมัยแน่นอน เพราะเป็นชื่อยอดนิยมที่พ่อแม่ชาวอเมริกันมักนิยัมตั้งให้ลูกสาว

ทั้งนี้สำหรับชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง เป็นชื่อจริง ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นว่ามีชื่อไหนที่สั้นและเหมาะสมจะเอามาใช้เป็นชื่อเล่น สำหรับตั้งให้ลูกน้อยก็สามารถเลือกไปใช้ได้ตามใจชอบ ว่าแต่จะมีชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง อะไรบ้างตามมาดูกันเลย

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง A

Alexandra – อเล็กซานดร้า แปลว่า ผู้ปกป้องมวลมนุษย์

Amada – อมันด้า แปลว่า เป็นที่รัก

Amity – อมีตี้ แปลว่า มิตรภาพ

Anastasia – อนาสตาเซีย แปลว่า การเกิดใหม่, การฟื้นคืน

Angelica – แอนเจลีก้า แปลว่า ความดีงาม

Anna – แอนนา แปลว่า งดงาม สง่างาม

Ashley – แอชรี่ย์ มาจากคำว่า ash เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง

Ava – เอวา แปลว่า ดอกไม้บาน, ชีวิต

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว B

Belinda – เบลินด้า แปลว่า สวยมาก, สวยสุดๆ

Bella – เบลล่า แปลว่า สวย, ของขวัญจากพระเจ้า

Brianna – บรีแอนนา แปลว่า ความแข็งแกร่ง, ความตั้งใจจริง

Brooke – บรู๊ค แปลว่า ลำธาร

 

ชื่อเล่นภาษาอังกฤษ ผู้หญิง C

Cara – คาร่า แปลว่า ที่รัก, เพชร

Carmen – คาร์เม็น แปลว่า สวนผลไม้, เสียงเพลง

Caroline/Carolina – แครอลรีน/แครอลลีน่า แปลว่า บทเพลงแห่งความสุข

Casey – เคซี่ย์ แปลว่า กล้าหาญ

Cayla – เซล่า แปลว่า มีความสุข

Charlotte – ชาร์ลอตต์ แปลว่า อิสระ และ ความแข็งแกร่ง

Charlotte – ชาล็อตเต้ แปลว่า สาวน้อย

Chloe – โคล แปลว่า ดอกไม้บานสะพรั่ง

Christina – คริสติน่า ไม่มีความหมาย

Claire – แคลร์ แปลว่า แสงสว่าง

 

ชื่อเล่นภาษาอังกฤษ ลูกสาว D

Dakota – ดาโกต้า แปลว่า เพื่อน

Darlene – ดาร์เลเน่ แปลว่า อบอวลไปด้วยความรัก

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง
รวมฮิต! ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาวสุดน่ารัก

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว E

Elle – เอลลี่ แปลว่า เทพธิดาผู้เลอโฉม

Ellen – เอเลน แปลว่า หญิงสาวที่งดงามที่สุด

Emma – เอ็มม่า แปลว่า สมบูรณ์แบบ

Eve – อีฟ แปลว่า ผู้ให้ชีวิต

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว F

Felicity – เฟริซิตี้ แปลว่า การมีความสุขอย่างมาก, ความปลื้มปิติ

Fiona – ฟิโอน่า แปลว่า สีขาว

 

ชื่อเล่นภาษาอังกฤษ ผู้หญิง G

Gabriella / Genesis – เจเนซิส แปลว่า ถือกำเนิด

Gianna – จิอันน่า แปลว่า แปลว่า สง่างาม มีมารยาท

Ginny – จินนี่ แปลว่า ดอกไม้

Grace – เกรซ แปลว่า การให้ความสุข

 

ชื่อเล่นภาษาอังกฤษ ผู้หญิง H

Hannah – ฮันน่า แปลว่า ความงดงาม นุ่มนวล

Harmony – ฮาโมนี่ แปลว่า สวย

Helena – เฮเลน่า แปลว่า มหัศจรรย์, ยอดเยี่ยม

Honey – ฮันนี่ แปลว่า น้ำผึ้ง

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว I

Irene – ไอรีน แปลว่า สันติภาพความสงบสุข

Iris – ไอริส แปลว่า สายรุ้ง

Isabella – ฮิซาเบลล่า แปลว่า ผู้ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง J

Jade – เจด แปลว่า เพชรสีเชียว

Jamille – เจมิลี่ แปลว่า เลอโฉม, สวย

Jane – เจน แปลว่า สวย, สง่างาม, มีมารยาท

Jessica – เจสซิก้า แปลว่า มีพระเจ้าคอยดูแล

Jolie – โจลี่ แปลว่า น่ารัก ร่าเริง

Julia – จูเลีย แปลว่า ความอ่อนเยาว์

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง K

Karishma – คาริชม่า แปลว่า ปาฎิหาร

Kate – เคท แปลว่า บริสุทธิ์

Katherine – แคทเธอรีน มาจากภาษากรีก แปลว่า บริสุทธิ์

Kendra – เคนดร้า แปลว่า ผู้ฉลาดรอบรู้

Kennedy – เคนเนดี้ แปลว่า ผู้นำ

Kennocha – เคนโนช่า แปลว่า ผู้เป็นที่รัก

Kimber – คิมเบอร์ แปลว่า ผู้มีอำนาจ

Kira – คิร่า แปลว่า แสงอาทิตย์

Kylie – ไครีย์ แปลว่า บูมเมอแรง

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง L

Lana – ลาน่า แปลว่า มีเสน่ห์

Layla – เลล่า แปลว่า กลางคืน

Lena – เลน่า แปลว่าความเย้ายวน

Lily – ลิลลี่ เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง

Linda – ลินดา แปลว่า มีเสน่ห์ เย้ายวน

Liona – ริโอน่า เพี้ยนมาจาก lion สิงโต

Lissa – ลิสซา แปลว่า น้ำผึ้ง

Logan – โรแกน แปลว่า คนที่ส่องประกายแวววาว

Lucy – ลูซี่ แปลว่า แสงสว่าง, รวย

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง
รวมฮิต! ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง สุดน่ารัก

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง M

Mabel – เมเบล แปลว่า คนสวย

Madelyn – มาเดลิน แปลว่า หอคอยสูง

Madison – เมดิสัน แปลว่า ของขวัญจากพระเจ้า

Mia – เมีย แปลว่า ความหวังของเด็กๆ

Milada – มิลาด้า แปลว่า ที่รักของฉัน

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง N

Nadia – นาเดีย แปลว่า ความหวัง

Naomi – นาโอมิ มีที่มาจากภาษาฮิบรู แปลว่า สวย

Natalie – นาตาลี แปลว่า เด็กที่เกิดในวันคริสมาส

Nicole – นิโคล แปลว่า ผู้ชนะ

Nora – โนร่า แปลว่า แสงสว่างเปล่งประกาย

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว O

Olivia – โอลีเวีย แปลว่า สัญลักษณ์แห่งความสงบสุข

Orianna – โอเรียนน่า แปลว่า ทองคำ

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว p

Phoebe – พีบี แปลว่า ส่องแสง เจิดจรัส

Piper – ไปเปอร์ แปลว่า ชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง R

Rihanna – ริฮานน่า แปลว่าผู้สูงศักด์

Riley – ไรรีย์ มาจากภาษา เกลอิค แปลว่า กล้าหาญ

Rolanda – โรแรนด้า แปลว่า บุคคลซึ่งเป็นที่รัก

Ronda – รอนด้า แปลว่า เจ๋ง

Rose – โรส แปลว่า ดอกกุหลาบ

Ruby – รูบี้ แปลว่า ทับทิม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง S

Sarah – ซาร่า แปลว่า เจ้าหญิง

Scarlett – สกาเล็ต แปลว่า สีแดงสด

Selena – เซเลน่า แปลว่า ท้องฟ้าหรือสวรรค์

Sharon – แปลว่า เจ้าหญิง

Sophia/Sofia – โซเฟีย แปลว่า ฉลาดหลักแหลม

Stephanie – สเตฟานี่ แปลว่า มงกุฎแห่งชัยชนะ

Sydney – ซิดนี่ย์ ไม่มีความหมาย

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว T

Taylor – เทย์เลอร์ มาจากคำว่า Tailor แปลว่า ช่างตัดเสื้อ

Trixie – ทริกซี่ แปลว่า ความสุข

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ผู้หญิง V

Veronica – เวโรนิก้า แปลว่า รูปภาพ

Victoria – วิกตอเรีย แปลว่า ชัยชนะ

Vida – วิด้า แปลว่า เป็นที่รักอย่างสุดซึ้ง

Violet – ไวโอเล็ท แปลว่า ดอกไม้

Vivian – วิเวียน แปลว่า เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว Z

Zoey – โซอี้ แปลว่า ชีวิต


อ้างอิงจาก : 1

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจคลิกที่ภาพได้เลย 

ชื่อจริงลูกชาย 250 ชื่อมงคล ตั้งให้ลูก โตไปมีอำนาจ ได้เป็นเจ้าคนนายคน

รวม 40 ประโยคภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอนุบาล พูดบ่อยๆในชีวิตประจำวัน

จัดเต็ม! ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อภาษาจีน 400 ชื่อ พร้อมคำอ่าน+ความหมาย

500+ ชื่อเท่ๆ ผู้ชาย ผู้หญิง สำหรับตั้งให้ลูกแบบฮิปๆ คูลๆ

รวม 40 ประโยคภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอนุบาล พูดบ่อยๆในชีวิตประจำวัน

ชวนลูกคุย ประโยคภาษาอังกฤษ โต้ตอบยาวๆไม่ยาก เพราะเด็กทุกคนพร้อมเรียนรู้ “เรื่องใหม่”ในทุกวัน คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถฝึกฝนให้ลูกพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังเล็ก แม้จะยังพูดภาษาไทยไม่ชัด เรียบเรียงประโยคไม่เป็น แต่เด็กวัยนี้ก็พร้อมจะเรียนรู้ภาษาที่สองไปพร้อมๆกัน ผ่านการพูดคุยในชีวิตประจำวัน

ประโยคภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจำวันที่เด็กอนุบาลควรรู้

ความพิเศษของการเรียนรู้ทักษะซึ่งต่างจากการเรียนรู้วิชาการอื่นๆตรงที่สามารถถ่ายทอดความรู้ผ่าน “การเลียนแบบ”  ได้ตั้งแต่วัยหัดพูด เด็กจะค่อยๆซึมซับภาษาจากสังเกต ฟัง และจดจำภาษา สำเนียง และคำพูดที่พ่อแม่พูดคุยด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครสอน ยิ่งพ่อแม่พูดคุยด้วยภาษานั้นมากเท่าไร ลูกก็จะเรียนรู้ได้เร็วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาใดๆก็ตาม

ประโยคภาษาอังกฤษ

3 หลักช่วยพัฒนาทักษะภาษาผ่าน ประโยคภาษาอังกฤษ

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะโรงเรียนเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่เป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันมีทักษะด้านภาษาที่ดีได้ ซึ่งอาศัยวิธีการหลักๆ ดังต่อไปนี้

สร้างสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษ

คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน เที่ยวนอกบ้าน หรือระหว่างทำภารกิจต่างๆ อย่าคิดว่าการเรียนภาษาอังกฤษจะอยู่ในวิชาภาษาอังกฤษเท่านั้น หรือเวลาอยู่ที่โรงเรียนเท่านั้น เพราะยิ่งลูกคุ้นเคยกับการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันมากเท่าไรก็จะช่วยให้รู้สึกมั่นใจ กล้าพูด กล้าถาม และมีทักษะที่ดีขึ้นเอง

 

MUST READ :เลี้ยงลูกคนเดียวทั้งวัน จะชวนคุยภาษาอังกฤษอะไรดี

MUST READ :คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ น่ารู้มีอะไรบ้าง

ฝึกให้ลูกบอกเล่าเรื่องราวด้วยภาษาอังกฤษ

แม้วัยอนุบาลจะยังเล่าเรื่องแบบปะติดประต่อยาวๆไม่ได้ แต่การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองบอกความรู้สึก ความต้องการ หรือเรื่องราวที่พบเจอมาด้วยภาษาอังกฤษ

สร้างความมั่นใจเมื่อพูดภาษาอังกฤษ

เพราะเป็นภาษาต่างชาติ เด็กหลายคนอาจรู้สึกไม่มั่นใจที่จะพูดออกไป  กลัวว่าจะพูดผิด กลัวออกเสียงไม่ถูก ถ้าพ่อแม่นำคำศัพท์หรือ ประโยคภาษาอังกฤษ ของเด็กอนุบาลมาพูดด้วยบ่อยๆ รับฟัง พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกพูด มากกว่ามัวจับผิดว่าพูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์ หรือพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทย รวมทั้งไม่ลืมที่จะเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ผ่านสื่อต่างๆ  และการพูดคุยกับเจ้าของภาษา ลูกก็จะรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองและกล้าใช้ภาษาอังกฤษกับทุกสถานการณ์แล้ว

 

ประโยคภาษาอังกฤษ

40 ประโยคภาษาอังกฤษ บทสนทนาน่ารู้สำหรับเด็กอนุบาล

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเก่งอังกฤษ ลองพูดคุยกับลูกด้วยบทสนทนาง่ายๆ ระหว่างใช้เวลาร่วมกัน แถมการพูดคุยภาษาอังกฤษกับคนคุ้นเคยยังให้บรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง แต่ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มหยิบเอาสถานการณ์ไหนมาพูดได้บ้าง ทีมแม่abk ได้รวบรวม ประโยคภาษาอังกฤษ ที่มักพูดกันบ่อยๆในชีวิตประจำวันมาให้ลองหัดพูดกัน หรือบ้านไหนนึกสนุกจะยกมาเล่นบทบาทสมมติด้วยกันก็ได้นะคะ

ประโยคภาษาอังกฤษ บนโต๊ะอาหาร

Mom:  “Let’s have breakfast, darling.”  (เล็ตส์-แฮฟ-เบรกฟาสต์. ดาร์ลิง)      

              [กินข้าวกันเถอะ ลูกรัก]

Child: “Sure, I’m so hungry.”  (ชัวร์, แอม-โซ-ฮังกรี)                    

            [ค่ะแม่ หนูหิวจังเลย]

Mom: “I have fried chicken for you.”   (ไอ-แฮฟ-ไฟรด์-ชิกเกน-ฟอร์-ยู)        

            [แม่ทำไก่ทอดให้หนูด้วยนะจ๊ะ]

Child: “Wow, that’s my favorite food.”     (ว้าว, แดทส์-มาย-เฟเวอริตซ์-ฟูด)  

             [ว้าว ของโปรดของหนูเลยค่ะ]

Mom: “Great. So, let’s wash our hands and enjoy the meal.”   (เกรท. โซ, เล็ต’ส์-วอช-เอาเออร์-แฮนส์-แอนด์-เอ็น-จอย-เดอะ-มีล)                                                                  [ดีเลยจ้ะ งั้นล้างมือแล้วมากินข้าวกันนะ]

ประโยคภาษาอังกฤษ อาบน้ำแต่งตัว

Mom:  “Bath time, my son. Please take off your clothes.”   (บาธ-ไทม์, มาย-ซัน. พลีส-เทค-ออฟ-ยัวร์-โคลส)          

             [ได้เวลาอาบน้ำแล้วจ้ะลูก ถอดเสื้อผ้าเลยนะ]           

Child: “Do I have to wash my hair?”     (ดู-ไอ-แฮฟ-ทู-วอช-มาย-แฮร์)

            [ต้องสระผมด้วยไหมครับ]

Mom: “You had a lot of fun today. I think you should.”     (ยู-แฮด-อะ-ล็อท-ออฟ-ฟัน-ทูเดย์. ไอ-ธิง-ยู-ชูด)

          [วันนี้ลูกเล่นสนุกเต็มที่เลยนี่นา แม่ว่าสระก็ดีนะ]

Child: “I like washing my hair. I love the smell of shampoo.”    (ไอ-ไลค์-วอชชิง-มาย-แฮร์. ไอ-เลิฟ-เดอะ-สเมล-ออฟ-แชมพู)

 [ผมชอบสระผมครับ ผมชอบกลิ่นแชมพู]

Mom: “That’s good. This is your towel.”    (แดด’ส-กูด. ดิส-อิส-ยัวร์-เทาเอล)

             [ดีเลยจ้ะ นี่ผ้าเช็ดตัวนะ]

Child: “Thank you.”   (แทง-คิว)

            [ขอบคุณครับ]

 ชวนลูกมาคุย ประโยคภาษาอังกฤษ ตอนเข้านอน

Mom: “It’s bed time. You have to go to school tomorrow”   (อิต’ส-เบด-ไทม์. ยู-แฮฟ-ทู-โก-ทู-สคูล-ทูมอร์โรว์)

      [ได้เวลานอนแล้วจ้ะ พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียนนะ]

Child: “But the story is so much fun. Can you read it again ? ”   (บัท-เดอะ-สตอรี-อิส-โซ-มัช-ฟัน. แคน-ยู-รีด-อิท-อะเกน)

 [แต่นิทานสนุกมากเลยค่ะ แม่อ่านต่ออีกได้ไหม]

Mom: “Um…but it’s getting late and mommy is so sleepy, shall we read again tomorrow ? ”(อืม…บัท-อิต’ส-เก็ตติง-เลท-แอนด์-มอมมี-อิส-โซ-สลีพพี, แชล-วี-รีด-อะเกน-ทูมอร์โรว์)

[อืม…แต่มันดึกแล้วนะ แล้วคุณแม่ก็ง่วงมากเลยจ้ะ เราอ่านกันใหม่พรุ่งนี้ได้มั้ย]

Child:    “OK. I feel sleepy too.”   (โอเค. ไอ-ฟีล-สลีพพี-ทู)     

               [โอเคค่ะ หนูก็ง่วงเหมือนกันแหละ]

Mom: “Have a sweet dream, my dear”     (แฮฟ-อะ-สวีท-ดรีม, มาย-เดียร์)

  [หลับฝันดีนะจ๊ะลูก]

Child: “Good night.”    (กูด-ไนท์)

            [ราตรีสวัสดิ์ค่ะ]

ประโยคภาษาอังกฤษ

บทสนทนาภาษาอังกฤษ ตอนไปโรงเรียน

Child: “Good morning teacher”     (กูด-มอร์นิง-ทีชเชอร์)     

              [สวัสดีค่ะคุณครู]

Teacher: “Good morning, how are you today?”    (กูด-มอร์นิง, ฮาว-อาร์-ยู-ทูเดย์)       

               [สวัสดีจ้ะ วันนี้เป็นยังไงบ้าง]

Child: “Very well and how about you?”    (เวรี-เวล-แอนด์-ฮาว-อะเบาท์-ยู)      

             [สบายดีค่ะ แล้วคุณครูล่ะคะ]

Teacher: “I’m fine. Thank you. Your friends are playing at the playground.”(แอม-ไฟน์. แทง-คิว. ยัวร์-เฟรนส์-อาร์-เพลอิง-แอท-เดอะ-เพลกราวด์)

               [สบายดีจ้ะ ขอบใจนะ เพื่อนๆ เขาเล่นกันอยู่ในสนามเด็กเล่นแน่ะ]

Child: “So, I will store my bag and join them.”     (โซ, ไอ-วิว-สตอร์-มาย-แบ็ก-แอนด์-จอยน์-เดม)

   [งั้นหนูเอากระเป๋าไปเก็บแล้วไปเล่นกับเพื่อนนะคะ]

Teacher: “Sure, when the bell rings, please go to the classroom.” (ชัวร์, เวน-เดอะ-เบลล์-ริงส์, พลีส-โก-ทู-เดอะ-คลาสรูม)

               [จ้า ถ้าออดดังแล้วก็ไปเข้าห้องนะ]

Child: “OK, teacher.”    (โอเค, ทิชเชอร์)

           [ค่ะคุณครู]

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บทสนทนาภาษาอังกฤษ ตอนกินอาหารเย็น

Dad:   “What do you want to eat?”     (วอท-ดู-ยู-วอนท์-ทู-อีท)     

           [กินอะไรดีลูก]

Child: “Can I have the menu please?” (แคน-ไอ-แฮฟ-เดอะ-เมนู-พลีส)    

           [ขอดูเมนูหน่อยครับ]

Dad: “Yes, here you are. You can look at the pictures.” (เยส, เฮียร์-ยู-อาร์)        

            [ได้สิ นี่ไง]

Child: “I want this fried rice.”     (ไอ-วอนท์-ดิส-ฟรายด์-ไรซ์)

            [ผมเอาข้าวผัดแบบนี้ครับ]

Dad: “OK. Wait a moment. I will order it for you.” (โอเค. เวท-อะ-โมเมนท์) 

         [โอเค รอแป๊บหนึ่งนะ]

Child: “Can I have some water please?”  (แคน-ไอ-แฮฟ-ซัม-วอเตอร์-พลีส)      

         [ขอน้ำหน่อยครับพ่อ]

Dad: “Sure, here you are. And this is your plate, spoon and fork.” (ชัวร์ เฮียร์-ยู-อาร์. แอนด์-ดิส-อีส-ยัวร์-เพลต-สพูน-แอนด์-ฟอร์ก)

       [ได้เลย เอ้านี่ แล้วนี่ก็จาน ช้อน กับส้อม]

Child: “Thank you, Daddy.” (แทง-คิว, แดดดี)            

        [ขอบคุณครับพ่อ]

ชวนลูกคุยภาษาอังกฤษ ตอนไปหาคุณหมอ

Doctor: “Hello boy. What is your name?” (ฮัลโหล-บอย. วอท-อิส-ยัวร์-เนม)

                [สวัสดีหนุ่มน้อย หนูชื่ออะไรครับ]

Child: “My name is Tim” (มาย-เนม-อิส-ทิม)  

             [ผมชื่อทิมครับ]

Doctor: “Alright Tim. How do you feel?” (ออลไรท์-ทิม. ฮาว-ดู-ยู-ฟีล)

             [เอาละ ทิม หนูรู้สึกยังไงบ้าง]

Child: “I have got a headache, cough and sneeze.”  (ไอ-แฮฟ-ก็อท-อะ-เฮดเอค, คอฟ-แอนด์-สนีซ)   

            [ผมปวดหัว ไอ แล้วก็จาม]

Doctor: “Let me have a look.” (เล็ท-มี-แฮฟ-อะ-ลุค)

             [ไหนหมอขอดูหน่อยซิ]

Child: “OK.” (โอเค)

              [ครับ]

Doctor: “You have a cold. It is not serious. Just take a rest and have some medicines. You will get better.”  (ยู-แฮฟ-อะ-โคลด์. อิท-อิส-น็อท-ซีเรียส. จัส-เทค-อะ-เรส-แอนด์-แฮฟ-ซัม-เมดิซิน. ยู-วิว-เก็ท-เบทเทอร์)       

               [เป็นหวัดน่ะ ไม่หนักมาก พักผ่อนกินยาเดี๋ยวก็หายนะ]       

Child: “OK. Thank you, doctor.” (โอเค. แทงคิว-ดอกเตอร์)

            [ครับ ขอบคุณครับ คุณหมอ]

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่าง ประโยคภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอนุบาลแบบง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปรับใช้กับลูกๆ วัยอนุบาลได้ คำศัพท์ที่ใช้พูดกับลูกอาจเป็นคำง่ายๆ ในประโยคที่ไม่ซับซ้อน ที่สำคัญ อย่าลืมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้แบบสบายๆ ไม่เคร่งเครียด ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้รู้สนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้นด้วยค่ะ

 

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

รวม ใบงานภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับวัยอนุบาล และเตรียมความพร้อมก่อนเข้า ป.1

 

แจกฟรี! ไฟล์ ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เริ่มจากลากเส้นจนเขียนเป็นคำได้

 

สอนลูกให้เก่งภาษาที่บ้าน กับคำศัพท์ วันและเดือน ภาษาอังกฤษ

 

บัตรทอง 2563

บัตรทอง 2563 พ่อแม่มีสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง อัปเดตได้ที่นี่

สิทธิบัตรทอง 2563 อัปเดตสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ มีอะไรบ้าง พร้อมเช็คสิทธิของตัวเองได้ที่นี่

บัตรทอง 2563 พ่อแม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มเติมบ้าง

บัตรทอง สิทธิประโยชน์ 2563

สิทธิบัตรทอง หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นบัตรประกันสุขภาพที่ออกโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2545 เพื่อให้คนไทยได้มีสิทธิสุขภาพขั้นพื้นฐาน ช่วยให้เราเข้าถึงสวัสดิการด้านสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือจ่ายน้อยกว่า ทั้งยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์บัตรทองอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อคุณแม่มาอัปเดตกันดีกว่าว่าสิทธิบัตรทอง ประจำปี 2563 มีอะไรเพิ่มเติมสำหรับคนในครอบครัวบ้าง

สิทธิประโยชน์บัตรทอง อัปเดตปี 2563

เด็กได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากบัตรทองอย่างไร

  • ยาริทูซิแมบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ยาริทูซิแมบ (Rituximab) ยาจำเป็นที่มีราคาแพง ในบัญชียา จ (2) สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด NHL (Non-Hodgkin lymphoma) ในเด็ก ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในไทย
  • วัคซีนป้องกันโรคอุจจาระร่วง เพิ่มสิทธิประโยชน์วัคซีนป้องกันโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรตา (Rotavirus Vaccine) ในทารกอายุ 2-6 เดือน ซึ่งโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กที่เข้านอนโรงพยาบาลด้วยโรคอุจจาระร่วงมีสาเหตุมาจากไวรัสโรตา โดยจะให้สิทธิดังกล่าวแก่เด็กไทยทุกคนในทุกปี
  • เคลือบฟลูออไรด์ในเด็ก เพิ่มรายการเคลือบฟลูออไรด์ในเด็กอายุ 4-12 ปี เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ฟัน อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี อัตราการจ่ายชดเชยค่าบริการ 100 บาท/ครั้ง กำหนดเป้าหมาย 2,005,740 คน งบประมาณจำนวน 200.57 ล้านบาท
  • เคลือบหลุมร่องฟันในเด็ก เพิ่มรายการเคลือบหลุมร่องฟันในเด็กอายุ 6-12 ปี เพื่อป้องกันฟันแท้ผุ ในอัตรา 250 บาท/ซี่ ไม่เกิน 4 ซี่/ราย/ปี เป้าหมายบริการ 1,046,110 คน งบประมาณจำนวน 261.52 ล้านบาท

คุณแม่หรือกลุ่มผู้หญิงทั่วไป ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากบัตรทองอย่างไร

  1. เพิ่มสิทธิคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีเอชพีวี ดีเอ็นเอ เทสต์ (HPV DNA test) ซึ่งเป็นวิธีใหม่ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า สามารถตรวจพบผู้ป่วยในระยะแรกเริ่มเพิ่มขึ้นและเข้าสู่การรักษาได้เร็วก่อนลุกลาม ช่วยให้อุบัติการณ์และการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกลดลงเมื่อเทียบกับวิธีคัดกรองในปัจจุบัน ทั้งยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกัน
  2. ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเดิมเหมารวมอยู่ในงบบริการฝากครรภ์ มาเป็นจ่ายชดเชยตามรายการบริการ เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจสุขภาพในช่องปาก ขัดและทำความสะอาดฟัน ขูดหินปูน อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยอัตราการจ่ายชดเชยค่าบริการอยู่ที่ 500 บาท/ราย กำหนดเป้าหมาย 221,760 คน งบประมาณจำนวน 110.88 ล้านบาท

ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากบัตรทองอย่างไร

  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ ยาออกทรีโอไทด์ แอซีเทต เป็นยาจำเป็นที่มีราคาแพง ในบัญชียา จ (2) สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) ที่ได้รับการผ่าตัดเนื้องอกหรือฉายแสงแล้ว แต่ระดับฮอร์โมน GH และ IGF ยังสูงอยู่ ทั้งนี้ โรคอะโครเมกาลีเป็นหนึ่งในโรคหายากที่มีความรุนแรงสูง มีอัตราเสียชีวิตสูง 2-4 เท่าของคนปกติ มีสาเหตุมาจากเนื้องอกของต่อมใต้สมอง ส่งผลให้ร่างกายผู้ป่วยสร้างโกรว์ธฮอร์โมน (Growth Hormone) มากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมาผู้ป่วยยังประสบปัญหาเข้าไม่ถึงยานี้
  • ขยายระบบดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงครอบคลุมคนไทยทุกสิทธิและทุกกลุ่มวัย จากเดิมที่ดูแลเพียงผู้สุงอายุติดบ้านติดเตียงในสิทธิบัตรทองเท่านั้น ก็ขยายออกเป็นทุกสิทธิสุขภาพ ทั้งข้าราชการและประกันสังคม และทุกกลุ่มวัย
  • จัดระบบการรักษาโรคหายาก (Rare Disease) ในระบบหลักประกันสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยกลุ่มเสี่ยง การตรวจยืนยัน การรักษาพยาบาล และการติดตามผลการรักษา รวมถึงค่าพาหนะรับส่งต่อส่งกลับ ที่ผ่านมาผู้ป่วยโรคหายากยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงยาที่ไม่มีขายในประเทศไทย ทั้งโรคเหล่านี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ดังนั้นหากมีระบบที่รองรับเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคหายากเหล่านี้ ก็เหมือนกับทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเหมือนมีชีวิตใหม่
  • การให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อก่อนมีการสัมผัสเชื้อ หรือ ยาเพร็พ (Pre-Exposure Prophylaxis: PrEP) สำหรับกลุ่มเสี่ยงในทุกสิทธิ จำนวน 2,000 ราย เริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2563 ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีลงได้ ดำเนินการนำร่องในสถานพยาบาล 51แห่ง ใน 21 จังหวัดทั่วประเทศ

กลุ่มผู้ต้องขังได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากบัตรทองอย่างไร

เพิ่มสิทธิตรวจคัดกรองวัณโรคกลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำ ค้นหาผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาทันท่วงที ลดการแพร่เชื้อเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรคในเรือนจำ สนับสนุนแผนปฏิบัติการระดับชาติร่วมยุติปัญหาวัณโรค

สมัครบัตรทอง 63 อย่างไร

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยทำบัตรทอง สามารถทำบัตรทองได้ด้วยตัวเอง โดยใช้เอกสารเพียงสำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ และสำเนาทะเบียนบ้าน หากต้องการทำบัตรทองให้ลูก ให้ใช้สำเนาสูติบัตรแทนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ทั้งนี้ หากที่พักไม่ตรงกับทะเบียนบ้าน จำเป็นต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม ทั้งสำเนาทะเบียนบ้านที่ไปพักอาศัย และหนังสือรับรองของเจ้าบ้าน หรือหนังสือรับรองของผู้นำชุมชนว่าได้ไปพักอยู่จริง

คุณสมบัติผู้มีสิทธิทำบัตรทอง

  • สัญชาติไทย
  • ต้องมีเลขประจำตัวประชาชน
  • ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลอื่นที่รัฐจัดให้

กรุงเทพฯ วิธีทำบัตรทอง

สำนักงานเขต 19 แห่ง ให้บริการเวลา 08.00- 16.00 น. (จันทร์-ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) จุดรับลงทะเบียนบัตรทองที่สำนักงานเขต สามารถสอบถามเขตที่เปิดให้บริการ โทร.1330 (เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม)

  • คลองสามวา
  • คลองเตย
  • ธนบุรี
  • บางกะปิ
  • บางขุนเทียน
  • บางพลัด
  • บางแค
  • ประเวศ
  • พระโขนง
  • มีนบุรี
  • ราชเทวี
  • ราษฎร์บูรณะ
  • ลาดกระบัง
  • ลาดพร้าว
  • สายไหม
  • หนองจอก
  • หนองแขม
  • หลักสี่
  • ห้วยขวาง

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.00 – 19.00 น. วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

ธ.ก.ส. 3 สาขา ได้แก่

  • สาขาย่อยหมอชิต 2 ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 19.00 น.
  • สาขาย่อยตลาดยิ่งเจริญ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.30 – 16.30 น.
  • สาขาย่อยวัดไทร วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 15.30 น.

ธนาคารออมสิน สาขาราชดำเนิน วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 15.30 น.

ต่างจังหวัด วิธีทำบัตรทอง

  • สมัครบัตรทองได้ที่โรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ในพื้นที่
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
  • สถานีอนามัย
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสำนักงานบัตรทอง ในจังหวัดหลักตามภูมิภาคต่าง ๆ

สมัครบัตรทอง ออนไลน์ได้ไหม

ยังไม่สามารถทำบัตรทองผ่านทางออนไลน์ได้ จำเป็นต้องเดินทางไปสมัครบัตรทองด้วยตัวเอง

ตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) ผ่าน 5 ช่องทาง ดังนี้

  • 1 : ไปติดต่อด้วยตนเองได้ที่ สำนักงานเขต กทม. (19 เขต)/ สปสช. เขตพื้นที่ 1-13/ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/ โรงพยาบาลของรัฐ
  • 2 : โทรสายด่วน สปสช. 1330 กด 2 ตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเครื่องหมาย #
  • 3 : ทาง Application “สปสช.” สามารถดาวน์โหลดฟรี ได้ทั้งระบบ Andriod และ iOS (หมายเหตุ : เมื่อลงทะเบียนติดตั้งแอปพลิเคชันเรียบร้อย สามารถเข้าใช้งานฟังก์ชั่น ตรวจสอบสิทธิตนเอง และตรวจสอบสิทธิคนในครอบครัวได้ทันที)
  • 4 : ผ่าน LINE Official Account สปสช. – แอดเป็นเพื่อนง่าย ๆ พิมพ์ค้นหา Line ID @nhso หรือ สแกน QR Code (หมายเหตุ : ใช้งานง่ายๆ เพียงเลือกฟังก์ชั่น “ตรวจสอบสิทธิ์” และกรอกข้อมูล ก็สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้แล้ว)
  • 5 : ผ่านทางเว็บไซต์ สปสช. www.nhso.go.th (หรือเข้าเมนูประชาชน เลือกหัวข้อ “ตรวจสอบสิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”)

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์บัตรทอง 63 คุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามเพิ่มเติม ด้วยการโทรสายด่วน สปสช. 1330 ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

อ้างอิงข้อมูล : bangkruaihospital.go.th, gcc.go และ mgronline.com

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ออมเงินให้ลูก สลากออมทรัพย์ธนาคารไหน ผลตอบแทนดี ลุ้นโชคเยอะ

ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64 ใกล้เปิดรับลงทะเบียนแล้ว อายุ 60 ปีขึ้นไปเตรียมตัวเลย

13 การ์ตูนดิสนีย์ เหมาะกับครอบครัว ดูได้ทั้งเด็กชาย/หญิง

มะเร็งปากมดลูก วัคซีนและอาการข้างเคียง

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก ฉีดแล้วไม่ตาย ถ้าทำตามที่หมอแนะ

อย่าเพิ่งหวาดกลัวกับการพาลูกไปฉีด วัคซีนมะเร็งปากมดลูก จากข่าวที่เด็กฉีดแล้วเสียชีวิตคุณหมอต่างออกมาแนะวิธีสังเกตอาการหลังฉีด และการเตรียมตัวเพื่อความปลอดภัย

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก ฉีดแล้วไม่ตายถ้าทำตามที่หมอแนะ

จากเรื่องราวของคุณพ่อคนหนึ่งแชร์ข้อความร้องเรียนบนหน้าเพจเฟสบุ๊กของตนเอง ใจความว่า

“ขอความเป็นธรรมหน่อยครับ (ฝากเพื่อนๆช่วยแชร์ด้วยครับ ) เหตุการณ์ที่ลูกผมเสียชีวิต เนื่องจากลูกผมไปโรงเรียนแล้วมีไข้ ทางโรงเรียนได้เอาหมอมาฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก โดยที่ทางโรงเรียนไม่ตรวจวัดไข้ ก่อนฉีดวัคซีน ลูกผมเกิดอาการแน่นหน้าอก อาเจียน (แล้วก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา) ลูกผมไม่มีโรคประจำตัว แข็งแรงปกติ ช่วยผมแชร์เยอะๆ หน่อยครับ ขอบคุณมากครับ …. ลูกผมอายุ 11 ขวบ อีกไม่กี่วันก็วันเกิดลูกผมแล้ว ทำใจไม่ได้ครับ ช่วยแชร์กันเยอะๆ หน่อยครับ”

คุณพ่อใจสลาย ร้องลูกเสียหลังฉีดวัคซีน มะเร็งปากมดลูก
คุณพ่อใจสลายลูกเสียหลังฉีดวัคซีน มะเร็งปากมดลูก
ข้อมูลอ้างอิงจาก FB : Surapot Sukkha

ทาง ทีมแม่ ABK ขอแสดงความเสียใจไว้ ณ โอกาสนี้นะคะ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยของทางคุณพ่อของน้องอายุ 11 ปี ที่ได้รับวัคซีนมะเร็งปากมดลูกที่เป็นวัคซีนซึ่งปัจจุบันไทยเรามีการฉีดให้ฟรี กับกลุ่มเด็กที่ศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งจะทำการฉีดกันตามโรงเรียนที่เด็กมีรายชื่ออยู่ ว่าเป็นเพราะไม่มีการวัดไข้ก่อนการได้รับวัคซีนหรือไม่ จึงทำให้เกิดเหตุเศร้าดังกล่าว ซึ่งการวัดไข้ก่อนได้รับการรับวัคซีนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับวัคซีนมะเร็งปากมดลูกตัวนี้หรือไม่ และเราควรทำตัวอย่างไรก่อนได้รับวัคซีน หรือต้องทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด โดยมาฟังจากคำแนะนำของคุณหมอกันในเรื่องดีกว่า

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก วัคซีนฟรีเพื่อเด็กไทย

เด็กไทยได้รับวัคซีน มะเร็งปากมดลูก ฟรี
เด็กไทยได้รับวัคซีน มะเร็งปากมดลูก ฟรี

สำหรับผู้ปกครองบางคนที่ยังไม่ทราบว่า ปัจจุบันทางรัฐได้จัดหาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาให้แก่เด็กไทย โดยเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2560 ทำให้ทางโรงเรียนจะมีการฉีดวัคซีนตัวนี้ให้กับเด็กกลุ่มเป้าหมาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรหมั่นตรวจสอบจดหมายจากทางโรงเรียนว่า จะมีการมาฉีดวัคซีนให้กับลูกในวันไหน เพื่อจะได้ทำการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการรับวัคซีน และควรศึกษาถึงข้อมูลต่าง ๆ ของตัววัคซีนดังกล่าวด้วยว่า ลูกเรานั้นจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรได้รับวัคซีนหรือไม่ อาการข้างเคียงหลังรับการฉีดเป็นอย่างไร ซึ่งวิธีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลูกในเรื่องนี้ไม่จำกัดเฉพาะในวัคซีนมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงวัคซีนต่าง ๆ ที่ลูกจะต้องได้รับตามวัยด้วย

สปสช.จับมือกรมควบคุมโรค เร่งจัดหาวัคซีนเอชพีวี 4 แสนโด๊ส เริ่มฉีดกลุ่มเป้าหมาย นร.หญิงชั้น ป.5 ทั่วประเทศใน ก.ค. 60 มุ่งลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งปากมดลูก หลังเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และสาเหตุการป่วยเป็นอันดับ ในหญิงไทย พร้อมกำหนดเป็นสิทธิประโยชน์บัตรทองปี 61นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยความเห็นชอบจากรัฐบาล ได้จัดงบประมาณจำนวนหนึ่งสำหรับการจัดหาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือวัคซีนเอชพีวี (HPV) เพื่อฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภายหลังเมื่อคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติเห็นชอบและให้บรรจุวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว

ทั้งนี้ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ ในหญิงไทยรองจากมะเร็งเต้านม โดยข้อมูลปี 2553-2555 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าอุบัติการณ์มะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยอยู่ที่ 14.4 ต่อแสนประชากรหญิง หรือ 6,426 รายต่อปี ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ ในหญิงไทย สาเหตุเกิดจากเชื้อเอชพีวี หรือ Human Papilloma virus ซึ่งติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณปากมดลูกเรื้อรังและเซลล์บริเวณปากมดลูกเจริญผิดปกติ โดยเฉพาะในสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในหญิงไทยสูงถึงร้อยละ 70 การให้วัคซีนเอชพีวีในเด็กซึ่งปกติเป็นวัยที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ 

ข้อมูลอ้างอิงจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

วัคซีนไม่ใช่ตัวร้าย อย่าพึ่งตื่นตระหนก

จากข่าว อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่บางคนเกิดความกังวลใจกันไปว่า อย่างนั้นเราไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้แก่ลูกหรือไม่ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก วิตกเกินกว่าเหตุกันไป อย่างที่ได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มะเร็งปากมดลูกนั้นเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงไทยมากเป็นอันดับ 1 การได้รับวัคซีนจึงเป็นเรื่องดีที่ช่วยลดอัตราความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ โดยมีข้อมูลของคุณหมอจากทางเพจ เรื่องเล่าจากโรงหมอ ได้กล่าวถึงเจ้าตัววัคซีนมะเร็งปากมดลูกไว้ว่า

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV หลักๆคือชนิด 16 18 ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อชนิดนี้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกกว่า 70% นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อชนิดนี้เช่นมะเร็งอวัยวะเพศชาย ทวารหนัก ลำคอ และกลุ่มโรคหูดหงอนไก่ต่างๆได้ด้วย การฉีดจะได้ผลดีมาก ในกลุ่มอายุน้อยก่อนมีเพศสัมพันธ์ ทั้งชายและหญิง แนะนำในช่วงอายุ 9-26 ปี แต่เกินนี้ก็ฉีดได้

ดังนั้นวัคซีนจึงมิใช่ผู้ร้าย แต่ในทางกลับกันมันกลับมีวัตถุประสงค์ที่ดีในการช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งทางการแพทย์ได้ทำการทดลอง วิจัยผลการวิจัยได้ยืนยันว่า วัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง เพราะเป็นวัคซีนที่สังเคราะห์ เลียนแบบโครงสร้างของเชื้อเอชพีวี โดยที่ไม่ได้นำส่วนประกอบส่วนหนึ่งส่วนใดของสาย พันธุกรรมของเชื้อไวรัสมาใช้ผลิตวัคซีนเมื่อร่างกายได้รับวัคซีนก็จะสามารถสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อเอชพีวี โดยอาการข้างเคียงรุนแรงพบน้อยมาก ผลการวิจัยยังได้แสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนในเด็กหญิงจะมีผลดีในเรื่องของการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าในผู้ใหญ่อีกด้วย

วัดไข้ก่อนฉีดวัคซีน มะเร็งปากมดลูก
วัดไข้ก่อนฉีดวัคซีน มะเร็งปากมดลูก

หมอแนะ ลดเสี่ยงได้แน่ เพียงแค่สังเกตอาการ

ต่อข้อคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนคาใจ อยากทราบคำตอบเกี่ยวกับว่า สรุปแล้วเราควรฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกดีไหมนั้น คุณหมอได้กล่าวไว้น่าสนใจดังนี้

แต่ทุกเรื่องก็มีเสี่ยงบ้าง และจำเป็นต้องสังเกตอาการหลังฉีด เช่นเดียวกับการให้ยาทุกชนิด
ตัววัคซีนเองถือว่าปลอดภัยมาก ผลข้างเคียงหลังฉีดที่เจอบ่อย คือ เจ็บแขน ไข้ต่ำๆ ปวดหัว คลื่นไส้ เวียนหัว
ที่แพ้มาก แบบ anaphylaxis อันตรายถึงชีวิตมีโอกาสเกิด 3 ใน 1,000,000 (ref CDC)
อัตราการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงอื่น หรือเสียชีวิตจากยาจริงๆก็ต่ำมากๆ

ถ้าหลังฉีดมาอาการเวียนหัว หน้ามืด ใจเต้นแรง สับสนกระวนกระวาย หมดสติ หรือหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ต้องได้รับการประเมิน และให้การรักษาโดยแพทย์ทันที

การรักษา การใช้ยา และวัคซีนใดในโลกนี้ไม่มีคำว่าปลอดภัยแน่นอน 100% ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถทำได้นั่นคือ เราควรรู้ขั้นตอนการปฎิบัติตัว และข้อควรระวังในการใช้เสียก่อน รวมถึงข้อมูลการแพ้ยา และความเจ็บป่วยของลูกก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน จึงจะเป็นการลดความเสี่ยงของอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนได้

ตรวจกระเป๋า ดูจดหมายลูกทุกวัน
ตรวจกระเป๋า ดูจดหมายลูกทุกวัน

พ่อแม่ควรรู้ไว้ ก่อนให้ลูกรับวัคซีนมะเร็งปากมดลูก

  1. เตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า พ่อแม่ควรหมั่นตรวจกระเป๋านักเรียนของลูกประจำทุกวัน ว่ามีจดหมายแจ้งใด ๆ จากทางโรงเรียนหรือไม่ เมื่อเราทราบกำหนดการก่อน ก็สามารถเตรียมพร้อมร่างกายลูกได้ ให้เขามีร่างกายแข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอก่อนการเข้ารับวัคซีนก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากอาการข้างเคียงไปได้มาก
  2. วัดไข้ก่อนได้รับการฉีดวัคซีน หากมีไข้ไม่ควรรับวัคซีน เพราะร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะต้านอาการข้างเคียงของวัคซีนได้ ดังนั้นในกรณีที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยขณะที่ลูกได้รับวัคซีน คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้เข้าใจถึงสิ่งที่เขาจะได้รับ และเตือนลูกเสมอว่าต้องแจ้งผู้เกี่ยวข้องทันทีหากมีการผิดพลาดในขั้นตอนใดที่ทำให้ลูกไม่ได้รับการวัดไข้ก่อนตรวจ เนื่องจากคนจำนวนมากก็มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ แต่ชีวิตของลูกเราพลาดไม่ได้ จึงควรสอนลูกให้ดูแลตัวเอง ตัวเราจึงควรระวังได้ด้วยตัวเองจะดีที่สุด
  3. หากมีโรคประจำตัวอะไร หรือแพ้ยาอะไรให้แจ้งให้แพทย์ทราบก่อน หรือคุณพ่อคุณแม่ทำการเขียนจดหมาย หรือบัตรติดกระเป๋าของลูกไว้เสมอ เกี่ยวกับยา หรือโรคประจำตัวใด ๆ ที่เขาเป็น แจ้งให้ลูกทราบเวลาคุณหมอถาม ลูกจะได้นำจดหมายสำคัญนั้นบอกแก่คุณหมอได้ เพราะบางครั้งเด็กก็ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ว่าเขาแพ้ยา หรืออาหารใด ๆ
  4. วางแผนการเข้ามารับยา เนื่องจากการรับวัคซีนชนิดนี้มีระยะเวลากำหนดว่าต้องฉีดเข็มต่อไปเมื่อใด หากต้องเดินทางต่างประเทศในเวลานั้น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า หรือถ้าลูกมีร่างกายที่ยังไม่พร้อมรับวัคซีนก็ควรเลื่อนออกไปก่อน อาจจะปรึกษาคุณหมอ และทางโรงเรียนว่าสามารถจัดวันฉีดวัคซีนภายหลังได้หรือไม่ และที่สำคัญอย่าลืมทำเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรให้ลูกถือไปโรงเรียนหากไม่พร้อม เพราะเด็กบางคนไม่กล้าแจ้งกับคุณครูด้วยปากเปล่า

สังเกตอาการหลังได้รับวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ไม่ควรละเลย

ในบางครั้งเมื่อเราเห็นลูกได้รับการฉีดวัคซีนกลับมาแล้วในตอนเย็นหลังเลิกเรียน แม้ไม่มีอาการน่าเป็นห่วงใด ๆ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรยังคงสังเกตอาการต่อไปอีกสักระยะ เพื่อความแน่ใจ โดยอาการข้างเคียงที่ไม่พึ่งประสงค์ของวัคซีนตัวนี้มีดังนี้

  • ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายของวัคซีนนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการเหมือนกับการได้รับวัคซีนอื่น ๆ เช่น ปวดบวมแดงเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด หรืออาจมีไข้ต่ำในบางราย หลังฉีดแนะนำให้นั่งลงพักสังเกตอาการประมาณ 30 นาทีก่อนกลับบ้าน
  • อาการเวียนหัว หน้ามืด ใจเต้นแรง สับสนกระวนกระวาย หมดสติ หรือหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หากมีอาการดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่อย่ามัวรอช้า รีบพาลูกไปพบแพทย์โดยทันที

เหรียญมีสองด้าน ดังนั้นวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ จะให้คุณหรือให้โทษนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ความใส่ใจดูแลต่างหาก ดังนั้นอยากขอเตือนให้คุณพ่อคุณแม่ และทุกภาคส่วนใส่ใจ และเพิ่มความระมัดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก หรือลูกคุณ

ข้อมูลอ้างอิงจาก FB : เรื่องเล่าจากโรงหมอ /รพ.วิชัยยุทธ / รพ.วิภาวดี

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 63 รวมโรคเด็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 5 จังหวัดนี้ คนป่วยเยอะสุด!

อย่าอาย! ตกขาวสีเหลือง เขียว เทาสีไม่ขาวผิดปกติแน่นอน

7 อาการเสี่ยง ช็อกโกแลตซีสต์ เป็นแล้วมีลูกได้ไหม ท้องยากจริงหรือ?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

หนามยอกเอาหนามบ่ง ลูกติดจอ ติดเกม เพราะเขาไม่มีกิจกรรมที่ชอบมาช่วยดึงความสนใจ ลองชวนลูกเล่น เกมฝึกสมอง 11 เกมนี้ได้ทั้งความสนุก เพิ่มทักษะที่ดีแก่ลูกแน่นอน

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

สิ่งใด ๆ ในโลกล้วนมีสองด้านเสมอ การเล่นเกมของเด็ก ที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ชอบพูดจนติดปากว่า ลูกติดเกม นั้น แท้ที่จริงเกมเป็นตัวร้ายเพียงอย่างเดียวจริงหรือไม่ หากเราลองมาทำใจเป็นกลาง มองดู พิจารณาถึงรายละเอียดของเกมแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็จะเห็นได้ว่า เกมก็เช่นกันที่มีสองด้าน แต่สำหรับเด็กนั้น คงต้องขึ้นอยู่ที่วิธีการที่เราจะดึงขึ้นมาให้เขาได้รับด้านดี ๆ ของเกมบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกเล่นเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียว เมื่อเขาเล่นเกมโดยไม่มีคนคอยชี้แนะ จึงทำให้เขามีพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่กังวล เป็นห่วง ดังนั้นอย่ามัวแต่พร่ำบ่น พร่ำสอนเพียงคำพูดอย่างเดียวอีกเลย เมื่อลูกชอบเล่นเกม พ่อแม่ก็ลองหาเกมที่สามารถถูกใจทั้งสองฝ่ายจะดีกว่าไหม

เกมฝึกสมอง เกมนี้มีดีมากกว่าความสนุก

ปัจจุบันโลกก้าวไกล ก้าวกระโดด พัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ไปมาก วงการเกมก็เช่นกัน เกมมิได้มีเพียงเนื้อหารุนแรงดึงดูดความสนใจเด็กเท่านั้น แต่ยังมีเกมที่ดี ที่ช่วยฝึกพัฒนาสมองของลูกให้รู้จักทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ให้ลูกรู้จักฝึกคิดวิเคราะห์ ฝึกความจำ ฝึกสมาธิ ทั้งหมดนี้มาในรูปแบบความสนุกอีกด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่ามัวรอช้าลองหันมาดู และชักชวนให้ลูกน้อยของเรามาเล่นเกม นอกจากจะได้ทักษะที่กล่าวมา ยังเพิ่มสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัวอีกต่างหาก

1.  Lumosity Brain-Training

แอพดี ๆ ที่มาพร้อมเกมฝึกสมองให้เราเรียนรู้วิทยาศาตร์ คณิตศาสตร์ได้ง่าย ๆ ผ่านเกมที่มีสีสัน และรูปแบบน่าสนใจ การันตีได้จากการที่มีคนเล่นเกมนี้มากกว่า 85 ล้านคนทั่วโลก ภายในแอพจะมีเกมฝึกสมองในรูปแบบต่าง ๆ มากกว่า 30 แบบ และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลการเล่นของแต่ละคน ทำให้สามารถดูพัฒนาการของตัวเอง และเพื่อนได้ เป็นการเพิ่มแรงจูงใจ ท้าทายในการให้ลูกคิดพัฒนาตนเองต่อไปเรื่อย ๆ ได้ดี

lumosity เกมฝึกสมอง
lumosity เกมฝึกสมอง

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจสามารถหาดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบ Android และ IOS

2. Fit Brains Trainer (by Rosetta Stone)

แอพที่ขึ้นอันดับ 1 ของแอพด้านการศึกษาในกว่า 90 ประเทศ เกมนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 ในแวนคูเวอร์บริติชโคลัมเบียโดย Michael Cole นักพัฒนาเกม Paul Nussbaum นักประสาทวิทยาและ Mark Baxter ซึ่งเคยทำงานในสนามฝึกสมองมาเจ็ดปีก่อน ภายในแอพมีเกมหลากหลายชนิดที่จะช่วยพัฒนา IQ และ EQ ให้แก่ลูก ๆ ได้ดี สามารถเลือกเล่นเกมที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เกมที่เน้นความเร็ว เกมที่เน้นความจำ หรือเล่นเกมที่ฝึกควบคุมอารมณ์ก็ได้

 

fit brain เกมฝึกสมอง
fit brain เกมฝึกสมอง

3.  Sudoku

เป็นอีกเกมฝึกสมองที่คนทุกเพศทุกวัยติดกันงอมแงม คล้ายปริศนาอักษรไขว้แต่เป็นตัวเลขแทน ซึ่งคนที่เล่นเกมนี้จะพัฒนาทักษะการคิดเร็ว ความรอบคอบ และปรับมุมมอง คิดนอกกรอบได้ดีทีเดียว

วิธีเล่น ผู้เล่นต้องเลือกใส่ หมายเลขตั้งแต่ เลข 1 ถึงเลข 9 โดยมีเงื่อนไขว่าในแต่แถวและแต่ละหลักตัวเลขต้องไม่ซ้ำกัน ตารางsudoku จะมี 9×9 ช่อง ซึ่งประกอบจากตารางย่อย 9 ตาราง ในลักษณะ 3×3 แบ่งแยกกันโดยเส้นหนา และในแต่ละตารางย่อยจะต้องมีตัวเลข 1 ถึง 9 เช่นเดียวกัน

4. Hasbro Scrabble Crossword

เกมที่รุ่นคุณพ่อคุณแม่คุ้นเคยกันดี  เกมที่นอกจากเราจะได้ฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างดีแล้ว ยังเป็นเกมฝึกไหวพริบ ฝึกสมองได้ดี เพราะวิธีการเล่นนอกจากจะต้องคิดคำศัพท์ตามคำที่เราได้จากเบี้ยแล้ว ยังต้องคิดหาคำให้เร็ว ผสมตัวอักษรให้ไว และคำนวณคะแนนเลือกคำศัพท์ที่จะทำให้ได้คะแนนมากที่สุด เห็นไหมละว่าเกม Crossword นี้ไม่ได้มีดีแค่ฝึกคำศัพท์เท่านั้น แต่ได้ฝึกครบทั้งภาษา คำนวณ และทักษะการแก้ปัญหา จัดการสิ่งที่ตนมีให้ได้ประโยชน์สูงสุด

5.  เกมไพ่นกกระจอก

อย่าพึ่งตกใจกันไป วันนี้ไม่ได้มาชวนคุณพ่อคุณแม่เล่นการพนันแต่อย่างใด แต่รู้ไหมว่าไพ่นกกระจอกที่เราเห็นมานานหลายปีนั้น มีงานวิจัยออกมาด้วยนะว่า การเล่นเกมไพ่นกกระจอกเนี่ยเป็นการฝึกสมองได้ดี ทำให้คนที่สมองเสื่อมได้ฝึกให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น และเป็นการป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมได้ด้วย

ไพ่นกกระจอก เกมฝึกสมอง
ไพ่นกกระจอก เกมฝึกสมอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้โรงพยาบาลหยานไฉย แห่งมหาวิทยาลัยหลินหนานฮ่องกง (Yan Chai Hospital, Hong Kong Lingnan University) ได้ทำการศีกษาทดลองความสัมพันธ์ของสมองเสื่อมกับการเล่นไพ่นกกระจอก พบว่าการเล่นไพ่นกกระจอกสามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ !!

นักวิจัยได้แบ่งผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจำนวน 100 คนออกเป็นสองกลุ่ม:
-กลุ่มแรก ให้เล่นไพ่นกกระจอกสี่ครั้ง ครั้งละสี่รอบ ต่อสัปดาห์
– กลุ่มที่สอง ให้เล่นเพียงสองครั้งต่อสัปดาห์
ห้าเดือนต่อมานักวิจัยพบว่า เพียงหนึ่งสัปดาห์ผู้ป่วยกลุ่มแรกมีความคิดและความจำที่มีการการตอบสนองเร็วขึ้นมาก และเร็วกว่ากลุ่มที่สอง โดยรายงานนี้ได้ยืนยันว่าการเล่นไพ่นกกระจอกมีความสัมพันธ์กับการรักษาโรคความจำเสื่อม ซึ่งถือเป็นการศึกษาระดับโลกครั้งแรกของแพทย์

6. รูบิก

ของเล่นทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์หลากสีนี้ ทุกคนคงรู้จักกันดี และเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายแล้วว่า เป็นเกมการเล่นที่ดีต้องสมองอย่างมาก ซึ่งรูบิกสามารถช่วยกระตุ้นความจำระยะสั้น พัฒนาความสัมพันธ์ตา-มือ สร้างสมาธิ และช่วยให้คิดเร็วขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่เคยเห็นการแข่งขันการเล่นรูบิกแล้ว จะทึ่งถึงความเร็วของเหล่าบรรดาเด็ก ๆ ที่สามารถสลับให้สีตรงกันได้อย่างรวดเร็ว จนเราต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้เก่ง ๆ กันทั้งนั้น เพราะพ่อแม่อย่างเรา ๆ หลายคนยอมรับมาเถอะว่ายังไม่สามารถเล่นเจ้าเกมนี้ได้สำเร็จสักที แบบนี้จะเรียกว่าเกมไม่มีประโยชน์เลยก็คงไม่ได้ซะแล้ว

7. บอร์ดเกม Latice

เป็นเกมฝึกทักษะการวางกลยุทธ์จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะการวางแผนและมนุษยสัมพันธ์ระหว่างเล่นเกม เพราะเกมที่ต้องเล่นเป็นทีม ช่วยกันวางแผนเพื่อเอาชนะทีมอื่น เหมาะสำหรับเด็กวัย 6 ปีขึ้นไป หากคุณพ่อคุณแม่อยากทราบวิธีการเล่นสามารถเข้าไปรับชมคลิปวิดีโอสาธิตการเล่นเกมได้ที่ How to play Latice

8. หมากรุก

อีกเกมคลาสสิคที่เล่นกันได้ทุกเพศทุกวัย ถึงแม้ว่าเราอาจจะจำภาพลักษณ์การเล่นหมากรุกว่ามีแต่คุณลุงคุณป้าเล่นกันตามร้านกาแฟ แต่คุณพ่อคุณแม่ลองอธิบายวิธีการเล่นให้แก่ลูกเราดู บางทีเราอาจจะทึ่งว่าเขาสามารถเล่นได้ดีไม่แพ้ผู้ใหญ่เลยทีเดียว การเล่นหมากรุกนี้เปรียบเสมือนการจำลองเหตุการณ์ให้ผู้เล่นเป็นหัวหน้าคุมหมากคุมเบี้ยในตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีความสามารถแตกต่างกันไป ทำให้เราจะได้ฝึกการวางแผนและคิดวิเคราะห์ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้การเป็นผู้นำที่ดีได้

9. เกมเศรษฐี

เกมเศรษฐี
เกมเศรษฐี

จะเห็นได้ว่าหลากหลายเกมในยุคของคุณพ่อคุณแม่ที่ติดโผ เกมฝึกสมองที่เหมาะให้ลูกได้ฝึกหลักการจัดการ และการวางแผน เกมนี้ก็เช่นกัน คงจำกันได้เป็นเกมยอดฮิตที่ในสมัยพ่อแม่ ได้ตั้งวง ล้อมรอบกันมาเล่นเกมกันทั้งบ้านว่าสนุกและตื่นเต้นขนาดไหน ลุ้นแค่ไหนกับการต้องเจอการ์ดล้มละลาย บรรยากาศการเล่นสนุก ๆ เช่นนี้เราสามารถส่งต่อให้รุ่นลูกเราได้ แถมยังเพิ่มเติมการสอนทักษะการวางแผนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ การลงทุนได้อีกด้วย ถึงแม้เป็นการจำลองสถานการณ์แต่สมองของลูกก็ได้รับการฝึก และจำวิธีการต่าง ๆ ไปใช้ในอนาคตได้แน่นอน เรียกได้ว่าสอนการผิดพลาดได้ก่อนแบบไม่เจ็บตัวไงละ

10. Ticket to Ride

เกมลับสมองนี้คล้ายเกมเศรษฐีตรงที่ได้เล่นเกมที่สะท้อนความจริง โดยเราจะเล่นเกมบนรถไฟข้ามประเทศอเมริกาและผ่านอุปสรรคต่าง ๆ เราต้องบริหารรถไฟสายต่าง ๆ ผ่านแต่ละเมืองไปให้ได้ เผื่อบ้านไหนชอบการผจญภัยมากกว่าการลงทุน เกมที่มีเนื้อหาแนวผจญภัยก็สามารถดึงดูดความสนใจลูก ๆ เราได้

11. Codenames

เกมนี้คงจะเป็นเกมที่ถูกใจเหล่าบรรดานักสืบ ชอบเรื่องลึกลับ ทำนายทายเหตุการณ์ได้ดี นอกจากการได้ค้นหาความลับแบบฉบับนักสืบแล้ว ยังฝึกให้ลูกใช้การสื่อสารกับคนอื่น ๆ โดยวิธีการเล่น ต้องแบ่งเป็นทีมสองฝั่ง แล้วเลือกหัวหน้ามาคอยใบ้โค้ดลับให้เพื่อน ๆ ในทีม ทายชื่อจริงให้ได้ก่อนที่จะถูกฆาตกรที่อยู่ในวงฆ่าเสียก่อน

เกมฝึกสมองเหล่านี้ หากคุณพ่อคุณแม่สนใจรายละเอียด และวิธีการเล่นเพิ่มเติมสามารถหาคลิปสอนการเล่นบอร์ดเกมได้ในอินเตอร์เน็ตซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ยุ่งยากซับซ้อน ก่อนจะนำไปเล่นกับลูกสามารถศึกษาให้เข้าใจวิธีการเล่นให้ถ่องแท้เสียก่อน จะได้ไม่ทำให้ผู้ร่วมเล่นเบื่อ และเราจะได้รู้ได้ก่อนว่าจะเน้น จะแทรกความรู้ หรือชี้ให้เห็นทักษะการแก้ปัญหาใด ๆ ให้ลูกยิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้งมากยิ่งขึ้น

อยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองย้อนวัยกันสักนิด ไม่ยากเลยกับเกมสนุก ๆ ฝึกทักษะการแก้ปัญหา ฝึกสมองเพื่อให้ลูกของเราจะได้เติบโตขึ้นเป็นเด็กที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ และมีความสุข

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง และภาพประกอบจาก Gobear / Lumosity / Rosetta stone / Wikipedia

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เกมฝึกทักษะ การแก้ปัญหา ฝึกลูกก่อนเผชิญของจริง

9 แอพ เกมลับสมอง เล่นสนุก เพิ่มรอยหยัก ฝึกความจำ ให้ลูกมีไหวพริบฉลาดยิ่งขึ้น

Apple แนะนำ 30 กิจกรรมสร้างสรรค์ ให้ลูกทำบน iPhone, iPad (ดาวน์โหลดฟรี)

อัปเดต! แบบฝึกหัดอนุบาล กว่า 80 แบบฝึก โหลดฟรี! ครบทุกทักษะ เติมเต็มศักยภาพให้ลูกน้อย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่างอาบน้ำ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด ต้องเตรียมอะไรบ้าง แม่มือใหม่จำเป็นต้องรู้ ?

การเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับลูกแรกเกิด สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมเลยก็คือ “อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด”เพราะ  จะได้ใช้ทันทีหลังคลอด และวันแรกที่พาลูกน้อยกลับบ้าน ฉะนั้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้จัดหาอุปกรณ์อาบน้ำสำหรับลูกรักตัวน้อยได้อย่างครบถ้วน เรามีมาบอกให้ค่ะว่าอุปกรณ์อาบน้ำอะไรบ้างที่ต้องซื้อเตรียมไว้พร้อมใช้กันค่ะ

 

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด แม่มือใหม่จำต้องซื้อ ?  

อาบน้ำให้ลูกน้อยไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยากค่ะ ฉะนั้น “อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด” คุณแม่เตรียมเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ ก็ จะมีอยู่ไปกี่อย่างค่ะ มาดูกันว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง

อ่างอาบน้ำเด็ก

1. อ่างอาบน้ำ และฟองน้ำ

อ่างอาบน้ำ ฟองน้ำ เป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกๆ ที่ต้องซื้อเตรียมไว้ให้พร้อมค่ะ แนะนำคุณแม่ว่าให้ซื้ออ่างอาบน้ำเด็กที่มีความ แข็งแรงทนทาน พื้นอ่างอาบน้ำควรมีที่กันลื่นติดไว้ด้วย ขนาดอ่างอาบเลือกใหญ่หน่อย เพราะต้องใช้อาบน้ำลูกไปจนประมาณ 1 ขวบ ส่วนฟองน้ำให้เลือกซื้อที่ผิวสัมผัสนุ่ม เพราะจะได้ไม่ระคายเคืองต่อผิวลูกน้อยค่ะ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด

2. สบู่เหลวอาบและสระ

เป็นอุปกรณ์อาบน้ำที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ แต่ในเด็กทารกแรกเกิดช่วง 1 เดือนแรก การอาบน้ำเปล่าจะดีมากกว่าค่ะ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มการอาบน้ำด้วยการใช้สบู่เหลวอาบน้ำ และสระผม แนะนำให้เลือกใช้สบู่เหลวอาบและสระ ปราศจากสารเคมีอันตราย ควรเป็นสูตรอ่อนโยนเหมาะสำหรับผิวเด็กโดยเฉพาะ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด

3. เบบี้ออยล์

ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างมากค่ะ คุณแม่สามารถหยดเบบี้ออยล์ 2-3 หยดลงในอาบน้ำให้ลูกน้อย หรือจะทาเบบี้ออยล์ที่ผิวลูกน้อยหลังอาบน้ำทันที ช่วยถนอมผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังเอาไว้ใช้เช็ดไขที่เกาะตามผิวหรือศีรษะช่วงแรกเกิดได้ดีอีกด้วยนะคะ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด

4. เบบี้โลชั่น

ขาดไม่ได้หลังอาบน้ำต้องเพิ่มเกราะป้องกันผิวให้กับลูกน้อยด้วยโลชั่น เพราะผิวของลูกน้อยวัยแรกเกิดนั้นบอบบางและแพ้ง่าย การทาโลชั่นเป็นการช่วยลดการระคายเคืองของผิว เพิ่มความชุ่มชื่น และป้องกันการสูญเสียน้ำในผิวได้ด้วย แนะนำให้ทาหลังอาบน้ำตอนผิวลูกแห้งหมาดๆ เพื่อให้เนื้อโลชั่นซึมได้ไวขึ้น

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด

5. สำลีแผ่น

เลือกใช้สำลีแผ่นที่ปราศจากกาวและสารเคมี 100% ไว้ใช้ดูแลทำความสะอาดผิวรอบดวงตาของลูกน้อย ใช้ได้ทั้งหลังจากตื่นนอนชุบน้ำต้มสุกเช็ดขี้ตาออกให้สะอาด หรือจะใช้เช็ดตาหลังอาบน้ำเสร็จก็ได้เช่นกันค่ะ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด

6. สำลีก้อน

หลังจากอาบน้ำให้ลูกน้อยเสร็จแล้ว ผิวบริเวณรอบสะดือ อย่างเด็กทารกช่วง 1-2 สัปดาห์แรกสายสะดือยังไม่แห้ง และ หยุดออก คุณแม่ควรเช็ดสำความสะอาดด้วย สำลีก้อนบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารเรืองแสง วิธีใช้สำลีก้อนคือชุบแอลกอฮอล์หรือน้ำเกลือสำหรับเช็ดผิวค่ะ

ดีนี่ ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ

7. ผ้าอ้อม หรือผ้าหนูเช็ดตัว

ก่อนอาบน้ำ และหลังอาบน้ำ คุณแม่จะใช้เป็นผ้าอ้อมผ้าสาลู หรือผ้าขนหนู สำหรับเช็ด และห่อตัวลูกให้อุ่น แนะนำว่าให้เลือกใช้ผ้าอ้อม และผ้าขนหนูที่ทำมาจากผ้าฝ้าย เพราะผิวสัมผัสจะนุ่มมาก ไม่ระคายเคืองกับผิวอ่อนโยน บอบบางของลูก ส่วนการซักทำความสะอาด ควรใช้เป็นน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับถนอมเนื้อผ้าสำหรับเด็กเท่านั้นค่ะ

 

ดูวิธีอาบน้ำเด็กเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ 

เห็นไหมคะว่าอุปกรณ์อาบน้ำสำหรับเด็กแรกเกิดมีไม่กี่อย่างที่ต้องซื้อเตรียมไว้พร้อมใช้ เอาเป็นว่าวันนี้ชวนคุณพ่อไปเลือกหาซื้ออุปกรณ์จำเป็นสำหรับอาบน้ำ รวมถึงอุปกรณ์ของใช้จำเป็นอื่นๆ ให้ลูกรักตัวน้อยกันค่ะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ดีนี่ คุณแม่มือใหม่ไปซื้อกันได้ที่ Tesco , Big C , Tops , The Mall , Robinson , Lazada , Shopee, JD Central และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ

Tops Online > http://bit.ly/338dtvX

Lazada > https://bit.ly/31yw9oj

 

ดีนี่ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็ก

หน้ากากอนามัยแบบผ้า

ญี่ปุ่นเผย! หน้ากากอนามัยแบบผ้า ให้ลูกใช้สีไหนดีที่สุด

เลือกให้ถูก! หน้ากากอนามัยแบบผ้า ให้ลูกใส่เพื่อป้องกันการกระจายของน้ำมูก หรือน้ำลายจากการไอจาม ควรเลือก เนื้อผ้าแบบไหน หรือจะใช้สีไหนดีที่ไม่ทำให้ร้อนจนลูกหายใจไม่ออก

ญี่ปุ่นเผย! หน้ากากอนามัยแบบผ้า ให้ลูกใช้สีไหนดีที่สุด

สำหรับ หน้ากากอนามัยแบบผ้า การใช้งานจะเน้นใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูก หรือน้ำลายจากการไอจาม แต่อาจไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ได้เช่นเดียวกับหน้ากากอนามัยกระดาษ

แต่ความพิเศษของ หน้ากากอนามัยแบบผ้า คือ สามารถซักทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากจะประหยัดจากการนำกลับมาใช้งานซ้ำ ๆ ได้แล้ว ยังเป็นการลดขยะไปในตัวด้วย … ทั้งนี้หน้ากากผ้าที่จะป้องกันไวรัสได้ดี จะต้องมีคุณสมบัติเหมือนกับหน้ากากอนามัย นั่นก็คือ ด้านนอกสามารถกันของเหลว และ ด้านในสามารถดูดซึมของเหลวได้ ดังนั้นหน้ากากผ้าควรจะต้องมี “อย่างน้อย” 2 ชั้น

โดยวัสดุที่เหมาะสำหรับทำหน้ากากชั้นนอก ควรเลือกเป็นผ้าที่ทอด้วยเส้นใยชนิดพิเศษ เป็นผ้าเส้นใยสังเคราะห์เป็นเส้นใยยาว (ป้องกันการเป็นแหล่งเพาะเชื้อ เป็นขุยและฝุ่นละออง) ทอด้วยวิธีพิเศษจนแน่น และบีบอัดเส้นใย มีประสิทธิภาพการกรองได้ถึง 0.3 ไมครอน เพิ่มการกันน้ำด้วย Fluorocarbon C6 หรือ เทฟลอน สามารถกรองได้ทั้งฝุ่น PM 2.5 และไวรัส สามารถซักได้ไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง โดยที่คุณสมบัติไม่เปลี่ยน ซึ่งจะเป็นผ้าที่ใช้ทำหน้ากากผ้าได้ดีที่สุด … ซึ่งหากไม่สามารถหาผ้าชนิดนั้นได้ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถใช้ผ้าอื่นๆ ที่กันน้ำได้ เช่น ผ้าโพลีเอสเตอร์ทอแน่น ผ้า Taffeta ผ้าไหม เป็นต้น โดยทำการทดสอบว่า ผ้านั้นกันน้ำได้หรือไม่ด้วยการทดลองฉีดพ่นน้ำลงไปบนผิวผ้านั้น ถ้าน้ำเกาะตัวเป็นหยดน้ำ ไม่ซึมลงไป ถือว่าใช้ได้

แต่มีข้อแนะนำว่า ให้ทดลองก่อนว่า เมื่อเอามาปิดจมูกจะสามารถหายใจได้หรือไม่ เพราะถ้ามีการทอที่แน่นมากเกินไป หรือ มีสารเคลือบกันน้ำ อาจจะทำให้หายใจได้ยาก ซึ่งก็จะไม่เหมาะสำหรับการทำหน้ากาก ดังนั้นผ้าที่เหมาะนำทำหน้ากากชั้นใน คือ ผ้าที่สามารถดูดซับของเหลวได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ผ้ามัสสลิน เป็นต้น

ในส่วนของลักษณะ หน้ากากอนามัยแบบผ้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เป็นหน้ากากสี่เหลี่ยมแบบมีจีบ เนื่องจากถ้าไม่มีจีบ อาจทำให้หายใจไม่สะดวก และถ้าเป็นจีบ ตัวจีบควรจะจีบลง เพื่อไม่ให้รองรับของเหลว และหากไม่สามารถหาผ้าชั้นนอกที่กันน้ำได้ ก็ควรจะซ้อนหลายชั้น การตัดเย็บพยายามไม่ให้มีตะเข็บตรงกลาง เพื่อไม่ให้มีสารคัดหลั่งซึมเข้าไปได้ ควรเป็นผ้าชิ้นเดียวที่ปิดให้คลุมใบหน้า ถ้าผ้าไม่มีคุณสมบัติกันน้ำแล้วเข้าไปในที่ชุมชนแล้วมีคนไอจามใส่ ให้ถอดแล้วนำไปซักทันที วิธีการซักไวรัสก็ด่างอยู่แล้ว น้ำยาซักผ้าก็ใช้ได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าสะอาดไหมก็ให้ต้มเพราะเชื้อโรคก็แพ้ความร้อน และตากให้แห้งในพื้นที่ที่มีแดด

หน้ากากอนามัยแบบผ้า

ถัดมาเป็นเรื่องของสี ที่ใช้ทำ หน้ากากอนามัยแบบผ้า โดย สำนักข่าว NHK ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ “ผลทดสอบความร้อนสะสม จากการใช้หน้ากากอนามัยสีดำ และสีขาวในที่แจ้ง” โดยมีเนื้อหาสรุปดังต่อไปนี้

ทางรายการได้ตั้ง หน้ากากอนามัย “สีขาว” และ “สีดำ” ซึ่งผลิตจากวัสดุชนิดเดียวกัน ไว้กลางแดดหลังจากนั้น ก็เริ่มวัดอุณหภูมิบริเวณหน้ากากพบว่า…

ในนาทีที่ 1  หน้ากากสีดำ = 37.9°C ส่วน หน้ากากสีขาว = 35.8°C

นาทีที่ 2  หน้ากากสีดำ = 40.2°C ส่วน หน้ากากสีขาว = 35.8°C

นาทีที่ 3  หน้ากากสีดำ = 41.8°C ส่วน หน้ากากสีขาว = 35.9°C

หน้ากากอนามัยแบบผ้า

หน้ากากอนามัยแบบผ้า

หน้ากากอนามัยแบบผ้า

จึงสรุปได้ว่า หน้ากากอนามัยแบบผ้า สีดำ จะสะสมความร้อนจากแสง UV ได้มากกว่า หน้ากากสีขาวเช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่สวมใส่กันนั่นเอง นั่นเป็นเพราะวัตถุมีความสามารถในการดูดกลืนแสงและสะท้อนแสงต่างกัน หากมองเห็นวัตถุมีแดง ก็หมายความว่า เมื่อแสงสีขาวตกกระทบกับวัตถุชนิดนั้น วัตถุจะดูดกลืนแสงสีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงิน และสีม่วง ส่วนแสงสีแดงจะถูกสะท้อนออกมาเข้าสู่ตาของเรา ทำให้เราเห็นวัตถุนั้นมีสีแดง และอีกคุณสมบัติหนึ่งของแสง คือ แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีพลังงานความร้อน ซึ่งแต่ละสีจะมีพลังงานความร้อนไม่เท่ากัน หากเราเห็นวัตถุมีสีดำ แสดงว่าวัตถุนั้นดูดกลืนแสงทั้งหมดเข้าไปและไม่สะท้อนแสงสีใดออกมา

ดังนั้นพลังงานความร้อนทั้งหมดจึงถูกดูดซับไว้ วัตถุสีดำ จึงมีความร้อนสูงกว่าวัตถุสีอื่น ๆ แต่ถ้าเห็นวัตถุเป็นสีขาว แสดงว่าวัตถุนั้นสะท้อนแสงทุกสีออกมาหมดและไม่ดูดกลืนแสงสีใดไว้เลย จึงเห็นวัตถุนั้นเป็นสีขาว ซึ่งวัตถุจะสะท้อนพลังงานความร้อนออกมาด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ การเลือกใส่เสื้อผ้าสีขาว สามารถสะท้อนแสงได้ดีกว่าและไม่ดูดกลืนแสงสีอะไรไว้ ทำให้คนที่ใส่เสื้อสีขาวรู้สึกไม่ค่อยร้อนมาก แต่ผ้าสีขาวก็มีข้อเสีย คือ การสะท้อนรังสี UV กลับออกมา ไม่เพียงแต่สะท้อนกลับออกไปข้างนอกแต่ยังสะท้อนเข้าสู่ผิวด้วย ซึ่งรังสี UVจะทำให้สีผิวเข้มไปอีกระดับหนึ่งนั่นเอง

หากไม่อยากให้สีผิวเข้มอาจจะเลือกใส่เสื้อผ้าสีดำแทน เนื่องจากสีดำมีความสามารถในการดูดกลืนแสงทุกสี รวมถึงรังสี UV ที่มาพร้อมกับแสงด้วย แต่ผ้าสีดำก็มีข้อเสีย คือ การดูดซับพลังงานความร้อนที่มาจากแสงแดด ฉะนั้นนอกจากสีของเสื้อผ้าแล้วพ่อแม่จึงควรเลือก หน้ากากอนามัยแบบผ้า ที่เป็นสีอ่อนมาให้ลูกน้อยใส่ ก็จะช่วยลดความร้อนบริเวณใบหน้าได้ในระดับนึง


แหล่งข้อมูล : Science Daily. Some Color Shades Offer Better Protection Against Sun’s Ultraviolet Rays. สืบค้นเมื่อ 17 เมษายน 2562 id SKIN EXPER. ใส่เสื้อสีโทนอะไร กันแสง UV ได้ดีที่สุด. สืบค้นเมื่อ 17 เมษายน 2562

ข้อมูลเพิ่มเติมตจาก : www.mustplay.in.thwww.trueplookpanya.comwww.bangkoklifenews.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจคลิกที่ภาพได้เลย ⇓

พ่อแม่ต้องรู้! 10 ความแตกต่าง อาการไข้เลือดออก vs อาการโควิด 19

แม่ต้องระวัง! โรคแทรกซ้อนโควิด-19 ในเด็ก ทำลูกป่วยหนัก

เบตาดีน วิจัยพบสามารถฆ่าเชื้อโควิด-19

อัพเดท ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 กว่า 25 แห่งรพ.รัฐ-เอกชน ทั่วกรุง

กรมควบคุมโรคเตือน!! โรคมือเท้าปาก ระบาดช่วงเปิดเทอม

ครีมทาท้อง

รีวิว ครีมทาท้อง ป้องกันผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนใช้ดีบ้าง ?

รู้ไหมคะว่า ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวแตกลายตอนท้องได้ คุณแม่ที่กำลังเตรียมตัว  ตั้งครรภ์ หรือ  พึ่งเริ่มตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก แนะนำให้ดูแลทาบำรุงผิวทุกวันด้วย “ครีมทาท้อง” เพื่อป้องกันการเกิด “ผิวแตกลาย”

โดยเฉพาะกับผิวบริเวณหน้าท้อง หน้าอก สะโพก ต้นขา จะง่ายต่อการแตกลาย เนื่องจากเมื่อขนาดครรภ์ เพิ่มขึ้น รูปร่าง และผิวจะยืดขยายออก ซึ่งวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้ผิวแห้ง คัน แตกลายที่ได้ผลดี คือบำรุงถนอมผิวให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาค่ะ  วันนี้เลยเลือกผลิตภัณฑ์ทาผิวสำหรับคนท้อง มารีวิวทั้งหมด 6 ยี่ห้อ ขอบอกว่าใช้ดี จนต้องบอกต่อ ไปดูกันค่ะว่ามียี่ห้อ ไหนบ้าง…

 

ครีมทาท้อง 6 ยี่ห้อ ที่อยากให้แม่ท้องได้ลองใช้!!

ิีbunne&mamalade ANTI-STRETCH MARK

1. bunne & mamalade ANTI-STRETCH MARK BELLY BUTTER

ขอเริ่มที่ “บัน แอนด์ มาม่าเลด แอนตี้ สเตรทซ มาร์ก เบลลี่ บัตเตอร์” เป็นครีมทาท้องที่ดังมาก มีคุณแม่รีวิว กันเยอะเลยในโซเซียล เสียงส่วนใหญ่บอกว่าใช้ดี จนต้องลองใช้บ้าง ซึ่งได้ใช้แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ

ความพิเศษของ bunne & mamalade คือมีความอ่อนโยนต่อผิวมากๆ คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าทาครีมลงบนผิวบริเวณหน้าท้องแล้วจะกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ เพราะส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ปราศจากสารอันตรายต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น Paraben ,MIT , BIT , CMIT , Petrolatum , Mineral Oil , Lanolin , Fragrance , Color , Silicone , Alcohol

3 ส่วนผสมเด่นของ “บัน แอนด์ มาม่าเลด แอนตี้ สเตรทซ มาร์ก เบลลี่ บัตเตอร์”

  • ORGANIC COCONUT OIL จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเนียบนุ่ม มีสุขภาพผิวดี
  • ORGANIC AVOCADO OIL ทำหน้าที่ลดการเกิดรอยแตกลาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  • ORGANIC GRAPE SEED OIL เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดริ้วรอย ลดอาการผิวแห้ง

ว้าว !! เห็นอาหารผิวที่ได้จากครีมบัตเตอร์ bunne & mamalade แล้ว คุณแม่ท้องคนไหนยังไม่ได้ใช้ ต้องลองซื้อมาใช้แล้วล่ะค่ะ รับรองใช้แล้วไม่ผิดหวังค่ะ 

bunne&mamalade ครีมทาท้อง

มาดูเนื้อครีมของ bunne & mamalade เป็นครีมเนื้อบัตเตอร์เข้มข้น ที่มีส่วนผสมของ “เชียบัตเตอร์” และ “น้ำมันจากพืชพรรณธรรมชาตินานาชนิด” สิ่งที่ชอบหลังจากได้ใช้ทาบำรุงผิว

1. เนื้อครีมบัตเตอร์เข้มข้น แต่ทาผิวได้ง่าย เนื้อครีมซึมซาบลงสู่ผิวเร็ว

2. ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ รู้สึกสบายผิว

3. ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ผิวฉ่ำน้ำอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผิวไม่แห้ง

4. ช่วยฟื้นบำรุง เสริมสร้างให้ผิวมีความยืดหยุ่น

หลังจากใช้ครีม bunne & mamalade หมดกระปุก ขอให้คะแนนความพึ่งพอใจ (การให้คะแนนมาจากการใช้จริงส่วนตัว) 
ขอให้คะแนน 10/10 ตรงที่เนื้อครีมเข้มข้น แต่ทาผิวเกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว 

หากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างตั้งครรภ์ อยากมีผิวพรรณสุขภาพดี ผิวแข็งแรงมากขึ้น หมดปัญหาผิวแห้งแตกลาย แนะนำให้ทาบำรุงผิวหน้าท้อง ต้นขา สะโพกและหน้าอกด้วย “บัน แอนด์ มาม่าเลด แอนตี้ สเตรทซ มาร์ก เบลลี่ บัตเตอร์” เป็นประจำทุกวันตอนเช้าและก่อนนอนค่ะ สนใจผลิตภัณฑ์ คลิก www.bunnemamalade.com

 

PALMER’S COCOA BUTTER FORMULA TUMMY BUTTER

2. PALMER’S COCOA BUTTER FORMULA TUMMY BUTTER    

ถูกใจคุณแม่ หรือสาวๆ ที่มีปัญหาผิวแห้งมากๆ แน่นอนค่ะ เพราะ ปาล์มเมอร์สูตรโกโก้บัตเตอร์ ทัมมี่ บัตเตอร์ เนื้อครีมจะ มีความเหนียวเข้มข้นมาก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว  ป้องกันการเริ่มขยายตัวของรอยแตกลายของผิว

สำหรับคุณแม่ท้องที่ปกติผิวไม่ได้แห้งมาก แต่อยากใช้ ปาล์มเมอร์สูตรโกโก้บัตเตอร์ ดูแลผิวในช่วงตั้งครรภ์  เพื่อให้การทา ครีมซึมลงบนผิวง่ายขึ้น เนื่องจากเนื้อครีมบัตเตอร์จะแข็งๆ หน่อย แนะนำให้ใช้ช้อน หรือไม้ สำหรับตักเนื้อครีมขึ้นมาค่ะ  จากนั้นให้วอร์มเนื้อครีมลงบนผิวมือก่อน แล้วค่อยทาครีมลงบนผิวที่เสี่ยงต่อการ แห้งแตก อย่างผิวหน้าท้อง สะโพก ฯลฯ

PALMER’S COCOA BUTTER จะมีส่วนผสมของ

  • Cocoa Butter & Shea Butter มอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิว
  • Vitamin E & Argan Oil เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ที่ช่วยป้องกันรอยแตกลาย 
  • Collagen & Elastin ช่วยให้ผิวแข็งแรง และมีความยืดหยุ่น 

จากที่ได้ลองใช้ “ปาล์มเมอร์สูตรโกโก้บัตเตอร์ ทัมมี่ บัตเตอร์” กระปุกนี้ ส่วนตัวคิดว่า เหมาะกับประเภทผิวที่ แห้งมากหน่อย เพราะหลังจากทาครีมให้ซึมลงบนผิวแล้วจะรู้สึกว่าเนื้อครีมเป็นไขบางๆ เคลือบผิว มีความเหนอะๆ ที่ผิวนิดๆ ถ้าคนที่ผิวปกติ และไม่ได้ต้องการความเข้มข้นมาก อาจต้องใช้เป็นสูตรอื่นๆ ของผลิตภัณฑ์ทาผิวต่างๆ ค่ะ

PALMER’S COCOA BUTTER FORMULA TUMMY BUTTER

เนื่องจากใช้ครีมปาล์มเมอร์ ทัมมี่ บัตเตอร์ไปได้ครึ่งกระปุก เป็นครีมจาก 1 ใน 6 ยี่ห้อ ที่ยังใช้ไม่หมด  ขอให้คะแนนความพึ่งพอใจ (การให้คะแนนมาจากการใช้จริงส่วนตัว) 
ขอให้คะแนน 8/10 เพราะเนื้อครีมมีความแข็ง ทาแล้วรู้สึกเหนอะหนะที่ผิว  

ที่สำคัญยังเป็นสูตรที่ปราศจากสาร Mineral Oil , Parabens และ  Phthalates ด้วยค่ะ คุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างตั้งครรภ์ ก็ลองหา “ปาล์มเมอร์สูตรโกโก้บัตเตอร์ ทัมมี่ บัต เตอร์” มาบำรุงผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น ป้องกันผิวแตกลาย สนใจผลิตภัณฑ์ คลิก www.palmers.com

 

ครีมทาท้อง BUDDING YOUTH HAPPY BELLY BUTTER

3. BUDDING YOUTH HAPPY BELLY BUTTER

แค่เปิดกระปุกก็หอมแล้ว “บัดดิ้ง ยูธ แฮปปี้ เบลลี่ บัทเทอะ” มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เนื้อครีมของบัดดิ้ง ยูธ แฮปปี้ฯ นุ่มมาก เมื่อทาสัมผัสลงบนผิว เกลี่ยง่าย เนื้อครีมซึมลงสู่ผิวได้เร็ว คุณแม่ท้องที่ไม่ชอบความเหนอะหนะ น่าจะถูกใจกับบัดดิ้ง ยูธ แฮปปี้ เบลลี่ บัทเทอะ กระปุกนี้ค่ะ

BUDDING YOUTH HAPPY BELLY BUTTER เนื้อครีมเข้มข้น มีส่วนผสมหลักของ

  • เชียร์ บัตเตอร์  ให้ควมชุ่มชื้นผิว 
  • อโวคาโด บัตรเตอร์ ช่วยเพิ่มความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กับผิว ช่วยป้องกันการเกิดรอยแตกลาย

ที่สำคัญคุณแม่ท้องใช้ได้อย่างสบายใจ เพราะไม่มีสวนผสมของ Paraben , Petrolatum , Phthalates , Alcohol , Artificial Color และ Animal ingredient

คะแนนความพึ่งพอใจ (การให้คะแนนมาจากการใช้จริงส่วนตัว) ขอให้คะแนนที่ 8.5/10 โดยส่วนตัวชอบครีมที่ไม่มีกลิ่น สำหรับบัดดิ้ง ยูธ แฮปปี้ เบลลี่ บัทเทอะ กลิ่นหอมฉุนไปสักหน่อยสำหรับเรานะคะ 

BUDDING YOUTH HAPPY BELLY BUTTER

 

BURT’S BEES MAMA BEE BELLY BUTTER

4. BURT’S BEES MAMA BEE BELLY BUTTER

เบลลี่บัทเทอร์จากธรรมชาติสูตรไร้กลิ่น ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวคุณแม่ในช่วงการ ตั้งครรภ์ เป็นครีมทาบำรุงผิวอีกกระปุกที่มีเนื้อครีมนุ่มมาก เกลี่ยทาที่ผิวได้ง่าย และซึมลงผิวเร็ว

มาดูที่ส่วนผสมหลักของ “เบิร์ตส์ บีส์ มาม่า บีส์ เบลลี่ บัทเทอร์” ก็จะมีเป็น

  • Shea Butter และ Vitamin E ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ผิวนุ่ม ไม่แห้ง

สำหรับครีมทาท้องของเบิร์ตส์ บีส์ เขาบอกเลยว่าเป็นธรรมชาติ 99.0% และไม่มีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อผิว อย่าง Parabens , Phthalates , Petrolatum และ SLS คุณแม่ ท้องใช้ทาผิวได้อย่างปลอดภัยค่ะ

คะแนนความพึ่งพอใจ (การให้คะแนนมาจากการใช้จริงส่วนตัว) ขอให้คะแนนที่ 9.5/10 เป็นครีมที่ไม่มีกลิ่น ตรงนี้ชอบมาก แต่นิดเดียวถึงแม้จะทาแล้วซึมลงผิวง่าย แต่ก็ยังทิ้งความเหนอะๆ ที่ผิวนิดหน่อยค่ะ 

ครีมทาท้อง BURT’S BEES MAMA BEE BELLY BUTTER
เพื่อช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายผิวในระหว่างตั้งครรภ์ ผิวมีความยืดหยุ่น แนะนำให้ทา BURT’S BEES MAMA BEE BELLY   BUTTER ให้ทั่วท้องทุกครั้งหลังอาบน้ำ หรือบ่อยเท่าที่ต้องการค่ะ สนใจผลิตภัณฑ์ คลิก www.burtsbees.com

 

ครีมทาท้องแตกลาย i Knew

5. i Knew

คุณแม่ท้องหลายๆ คน น่าจะคุ้นเคยกับครีมทาท้องแตกลาย “ไอนิว” กันมาบ้าง แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังเตรียมตั้งครรภ์ หรือเริ่มมีครรภ์อ่อนๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกใช้ครีมทาบำรุงผิวอะไรดี ไอนิว ก็เป็นหนึ่งในครีมทาท้อง ที่น่าใช้มากค่ะ

ไอนิว ครีมทาท้องสูตร Double Moist Power ใช้ได้ตั้งแต่รอยแตกลาย เข่าด้าน ข้อศอกด้าน รวมถึงปัญหาผิวแห้ง เพราะมีมอยส์เจอไรเซอร์ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว

มาดูส่วนผสมของครีม “i Knew ” จะมีส่วนผสมหลัก คือ

  • สารสกัดจาก ใบบัวบก ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น
  • วิตามิน E และ คอลลาเจน ช่วยบำรุงผิวให้เนียน นุ่ม กระชับขึ้น

คะแนนความพึ่งพอใจ (การให้คะแนนมาจากการใช้จริงส่วนตัว) ขอให้คะแนนที่ 8/10 เนื้อครีมมีกลิ่นหอมฉุนหนักไปสักหน่อยค่ะ 

ครีมทาท้องลาย i Knew
ส่วนเนื้อสัมผัสของครีมไอนิว คือเข้มข้น แต่มีความนุ่ม ทาผิวเกลี่ยง่าย ซึมลงสู่ผิวได้เร็ว และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วยค่ะ คุณแม่ท้องที่ไม่อยากมีผิวแห้งแตกลาย ทั้งผิวหน้าท้อง ต้นขา สะโพก รอยข้อพับต่างๆ ไม่แห้งกร้าน “i Knew” ลองใช้กันค่ะ สนใจผลิตภัณฑ์ คลิก https://www.facebook.com/iknewclub  

 

ครีมทาท้อง lamoon
6. lamoon ANTI-STRETCH MARK CREAM

ละมุน แอนตี้-สเตร็ทช์ มาร์ค ครีม เป็นอีกตัวที่ใช้เพิ่งหมดไปค่ะ หลายคนบอกว่าเนื้อครีมไม่มีกลิ่น แต่เราว่า เมื่อวอร์มครีมลงที่ผิวแล้ว จะได้กลิ่นอ่อนๆ จากส่วนผสมของเนื้อครีมที่มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ เนื้อครีมมีความเข้มข้น เวลาทาลงบนผิวจะเห็นเป็นสีขาวๆ เหมือนว่าจะซึมลงผิวยาก แต่ไม่เลยค่ะ เนื้อครีมซึมง่าย และ ไม่เหนอะผิว

สำหรับ “ละมุน แอนตี้-สเตร็ทช์ มาร์ค ครีม” จะมีส่วนผสมจากธรรมชาติที่เป็นออร์แกนิคทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น  

  • Rice Bran Oil , JoJoba Oil , Safflower Seed Oil , Sweet Almond Oil , Evening Primrose Oil , Olive Fruit Oil ช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นอย่างยาวนาน ผิวมีความแข็งแรงพร้อมรองรับการยืดขยายจากอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น

คะแนนความพึ่งพอใจ (การให้คะแนนมาจากการใช้จริงส่วนตัว) ขอให้คะแนนที่ 9/10 กลิ่นอ่อนๆ ของเนื้อครีม ทาผิวแล้วให้ความรู้สึกหายใจไม่โล่งโปร่ง  

lamoon ANTI-STRETCH MARK CREAM
คุณแม่สามารถใช้ทาบำรุงผิวได้อย่างปลอดภัย เพราะปราศจาก Petro-Chemicals , Propylene  Glycol , Silicone , Retinoid or Vitamin A , Parabens

เพื่อป้องกันผิวแห้งแตกลาย อาการคันผิวระหว่างตั้งครรภ์ “lamoon ORGANIC ANTI-STRETCH MARK CREAM” คุณแม่ท้องต้องลองใช้กันนะคะ สนใจผลิตภัณฑ์ คลิก WWW.LAMOONBABY.COM

สรุปคะแนนครีมทาท้องทั้ง 6 ยี่ห้อ 

1. 10/10 บัน แอนด์ มาม่าเลด แอนตี้ สเตรทซ มาร์ก เบลลี่ บัตเตอร์

2. 8/10 ปาล์มเมอร์สูตรโกโก้บัตเตอร์ ทัมมี่ บัตเตอร์

3. 8.5/10 บัดดิ้ง ยูธ แฮปปี้ เบลลี่ บัทเทอะ

4. 9.5/10 เบิร์ตส์ บีส์ มาม่า บีส์ เบลลี่ บัทเทอร์

5. 8/10 ไอนิว

6. 9/10 ละมุน แอนตี้-สเตร็ทช์ มาร์ค ครีม

สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ครีมทาท้อง ทั้ง 6 ยี่ห้อนี้ โดยส่วนตัวใช้แล้วชอบ และผลิตภัณฑ์ก็มีคุณสมบัติในการดูแลปกป้องปัญหาผิวแห้งแตกลายได้ดีจริงๆ บางยี่ห้อใช้มาก่อนจะตั้งครรภ์ และตลอดการตั้งครรภ์ ก็ใช้สลับเปลี่ยนกัน กระปุกนี้หมด ลองกระปุกใหม่ ยี่ห้อใหม่ คือครีมทาท้องแตกลาย ไม่จำเป็นจะต้องทาเฉพาะตอนท้องนะคะ แนะนำว่าสามารถใช้ทาผิวในชีวิติประจำวันได้เลย ไม่ว่าจะก่อนท้อง ระหว่างท้อง หรือหลังคลอดลูกแล้ว ก็ยังใช้ได้ต่อเนื่องค่ะ ทาผิวได้ตลอดทั้งวัน ยิ่งบำรุง ผิวยิ่งชุ่มชื้น เนียน นุ่มน่าสัมผัส

สภาพผิว ความแข็งแรงของผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเพื่อป้องกันผิวแห้ง รอยแตกลาย ไม่ให้เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ การทาบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับผิวคนท้องโดยเฉพาะ เป็นวิธีดูแลผิวที่ดีที่สุดค่ะ และทั้งหมดนี่คือ ที่สุดของเรากับ 6 ยี่ห้อ ครีมทาท้องแตกลาย ที่อยากให้คุณแม่ท้อง และสาวทุกคนได้ลองใช้กันค่ะ

ครีมทาท้อง

 

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นๆ คลิกที่ภาพด้านล่างค่ะ 

คนท้องกินยาพาราได้ไหม คนท้องกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่คนท้องห้ามกิน มีอะไรบ้างเช็กเลย!

9 ผลไม้เพิ่มน้ำนม แม่หลังคลอดน้ำนมน้อย ต้องกิน!

ไม่ต้องรอคลอด! 9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการ ทารกในครรภ์ สร้างลูกฉลาด อารมณ์ดีได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง

วิธีการ พัฒนาทักษะ “การแก้ปัญหา” อย่างเป็นขั้นตอน

ทักษะการแก้ปัญหา เป็นทักษะที่จำเป็นต่อชีวิต การแก้ปัญหา โดยใช้เหตุผลและสติแทนการใช้อารมณ์ เพื่อให้ปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ถูกต้อง จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

วิธีการ พัฒนาทักษะ “การแก้ปัญหา” อย่างเป็นขั้นตอน

Adversity Quotient หมาย ถึง ความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการเผชิญกับอุปสรรค ซึ่งเป็นความสามารถของบุคคลในการฝ่าฟันกับปัญหา และหรือความยากลำบากต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นในการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆ ด้วยความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า และกล้าที่จะทำตามสิ่งที่ตนได้ตั้งเป้าหมายไว้ และก้าวไปสู่จุดหมายนั้น เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศอย่างมุ่งมั่น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า Adversity Quotient (AQ) หรือความสามารถในการแก้ปัญหา มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เรามีวิธีเช็คง่าย ๆ ว่าลูกของเราเป็นเด็กที่มี AQ หรือไม่ ดังนี้

มาลองเช็คกันดูว่าเราเป็นคนมี AQ หรือไม่?

  1. เมื่อต้องเผชิญปัญหา เราปฏิเสธและหนีมัน แสดงว่าคุณไม่มี AQ เลย
  2. เวลาต้องเผชิญปัญหา เราลองพยายามแก้ปัญหาบ้าง แต่ถ้ารู้สึกว่ารับมือไม่ไหวก็วางมือและกลับไปอยู่ในโซนปลอดภัยของตัวเอง แสดงว่าคุณมี AQ บ้าง แต่ยังมีไม่มากพอ
  3. เมื่อต้องเผชิญปัญหา เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งท้าทาย เกิดแรงจูงใจที่จะแก้ปัญหานั้นอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ แสดงว่าคุณมี AQ แล้ว

จะเห็นได้ว่าเด็กที่ไม่มี AQ หรือมี AQ ไม่มากพอ มักจะไม่มีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ เมื่อเจอปัญหาต่าง ๆ ก็มักเลือกที่จะเดินหนีออกมา หรือเลือกที่จะไม่ลงเล่นเกมนั้น ๆ ไปเลย สำหรับเด็กที่ไม่มี AQ หรือมี AQ ไม่มากพอ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา แต่น่าเสียดายว่าการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ไม่สามารถหาอ่านได้จากในตำรา ทักษะนี้ จะถูกพัฒนาได้ง่ายผ่านการเผชิญกับปัญหาด้วยตัวเอง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องพาลูกออกไปเจอกับปัญหาเหล่านั้น เช่น การพาลูกไปเที่ยว ให้ลูกทำงานบ้าน เล่นเกมพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา และการพาลูกไปเล่นนอกบ้าน เป็นต้น และเมื่อลูกได้เจอปัญหาต่าง ๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกคิด วิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเองทั้งหมด คุณพ่อคุณแม่สามารถแนะนำหรือบอกขั้นตอนในการแก้ไขปัญหาให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกนำไปใช้เป็นหลักการใน การแก้ปัญหา ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยขั้นตอนในการแก้ไขปัญหาที่ควรนำไปแนะนำลูก ๆ มีดังนี้

ทักษะการแก้ปัญหา
ทักษะการแก้ปัญหา

4 วิธีคิด เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา อย่างเป็นขั้นตอน

  1. มองให้ออก

ก่อนที่จะแก้ปัญหา เราต้องทำความเข้าใจกับปัญหาเสียก่อน โดยขั้นตอนในการทำความเข้าใจปัญหา มีดังนี้

    • กำหนดปัญหาให้ชัดเจน ถ้าเราไม่เข้าใจปัญหาเป็นอย่างดี วิธีแก้ปัญหาของเราอาจไม่ได้ผล หรือแก้ปัญหาไม่ได้เลย เราจึงควรตั้งคำถาม และมองหลาย ๆ มุมเพื่อจะกำหนดปัญหาได้ชัดเจน โดยจะต้องรู้ให้ได้ว่าปัญหาคืออะไร มองปัญหาให้ออก
    • กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าเป้าหมายใน การแก้ปัญหา ครั้งนี้คืออะไร การกำหนดเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหา จะช่วยให้เราเกิดความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหามากขี้น
    • รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อจะได้เห็นภาพของปัญหาชัดเจน โดยอาจถามผู้คนหรือผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำวิธีแก้ปัญหานั้น หรือหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
  1. วางแผนและแนวทางการแก้ปัญหา

เมื่อเรารู้แล้วว่าปัญหาเราคืออะไร มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาอย่างไร และได้รวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาแล้ว ให้เริ่มวางแผนในการแก้ปัญหา โดยการนำข้อมูลที่หาได้มาวิเคราะห์ เรียบเรียง ทำความเข้าใจให้ครบถ้วน และเมื่อได้แนวทางในการแก้ปัญหาแล้ว ให้เลือกวิธีแก้ปัญหาที่น่าจะเป็นไปได้ คือวิธีที่ทำแล้วจะสามารถทำให้ปัญหาหมดไป

3. ทำตามแผนและแนวทางการแก้ปัญหาที่ได้เลือกไว้

พอได้เลือกวิธีการปัญหาที่ดีที่สุดแล้ว ก็ลองลงมือทำตามวิธีการแก้ปัญหานั้น ต่อไปมาเฝ้าดูและตรวจสอบผลว่าวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ทำลงไปนั้น ประสบผลสำเร็จหรือไม่?  วิธีการแก้ปัญหานี้ได้ผลหรือไม่? ใช้วิธีการแก้ปัญหานี้แล้วบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการหรือไม่? มีปัญหาซึ่งมองไม่เห็นเกิดขึ้นหรือเปล่า? ซึ่งหากวิธีแก้ปัญหาที่เลือกนั้นไม่ได้ผล หรือไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ให้ลองกลับมาคิดทบทวนว่าวิธีการแก้ปัญหาที่เลือกนั้นมีจุดบกพร่องหรือเปล่า ถ้ามีก็ควรปรับวิธีแก้ปัญหานั้น ๆ แต่หากปรับแล้วก็ยังไม่ได้ผล ให้เปลี่ยนมาลองใช้วิธีการแก้ปัญหาอื่น ๆ

4. ฝึกทักษะการแก้ปัญหาให้เชี่ยวชาญ

หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ปัญหาให้ดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือต้องเผชิญกับปัญหาบ่อย ๆ เพราะเมื่อเราได้เผชิญกับปัญหาบ่อย ๆ เราก็จะได้ใช้สมองในการคิดวิธีแก้ปัญหา ซึ่งก็เหมือนกับมีด หากไม่ลับบ่อย ๆ มีดก็ไม่คม ทีมแม่ ABK มีวิธีฝึกทักษะการแก้ปัญหาให้ลูกน้อย ดังนี้

    • เกมฝึกทักษะการแก้ปัญหา คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกทักษะการแก้ปัญหาให้ลูกได้ผ่านเกม เกมกระดาน และกิจกรรมการแข่งขันระหว่างครอบครัวได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่จะไม่ทำให้เด็กเบื่อ เพราะลูกจะได้สนุกและลุ้นไปกับเกมต่าง ๆ ด้วย(อ่านต่อ เกมฝึกทักษะ การแก้ปัญหา ฝึกลูกก่อนเผชิญของจริง)
    • ให้ลูกเล่นเกมมือถือ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ลูกเล่นมือถือได้อย่างอิสระนะคะ แม้ว่าเกมมือถือจะถูกมองไปในทางลบ คือเด็กที่เล่นเกมบ่อย ๆ หรือติดเกม มักจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ค่อยมีความอดทนในการรอคอย แต่สิ่งของทุกอย่าง เมื่อมีข้อเสีย ก็ต้องมีข้อดี มีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการเล่นเกม สามารถพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของการคิดได้ เช่น การรับรู้มิติ การใช้เหตุผล และความจำ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเกมที่จะได้ทุกอย่างเท่ากันหมด บางเกมก็ไม่ทำให้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเกมที่เน้นการคิดอย่างมีกลยุทธ และเกมที่เน้นให้ผู้เล่นคิด วิเคราะห์ และอย่าลืมกำหนดเวลาในการเล่นเกมให้เหมาะกับแต่ละวัยของลูกด้วยนะคะ เพราะการเล่นเกมที่ไม่ได้เน้นการคิดวิเคราะห์ หรือการเล่นเกมมากเกินไป จากผลดี อาจจะกลายเป็นผลร้ายได้
    • พาลูกไปเล่นนอกบ้าน การทำกิจกรรมนอกบ้าน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้พัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหา เพราะการที่เราได้ออกไปพบกับผู้คนต่างเพศ วัย และต่างนิสัย ทำให้เราไม่สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ให้ลูกได้ จนอาจทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกคิดแก้ปัญหาได้ (อ่านต่อ ชวนลูกทำ กิจกรรมนอกบ้าน เสริมทักษะการแก้ปัญหา!!)

การสอนให้ลูกรู้วิธีคิดใน การแก้ปัญหา อย่างเป็นขั้นตอนนั้น สำหรับเด็กเล็กการสอนให้ทำตามเป็นข้อ ๆ อาจจะดูยากไป คุณพ่อคุณแม่จึงควรแสดงวิธีคิดในการแก้ปัญหาให้ลูกเห็น เพื่อลูกจะได้นำไปทำเป็นแบบอย่างเมื่อลูกโตขึ้น และสำหรับเด็กโต คุณพ่อคุณแม่อาจบอกขั้นตอนที่ได้กล่าวมานี้ให้ลูกฟังได้ แต่ควรแก้เป็นภาษาเหมาะสมกับวัยนั้น ๆ ที่จะเข้าใจ และยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้ลูกได้เห็นภาพ และเมื่อลูกโตขึ้น ลูกจะนำแนวทางนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในอนาคตได้ค่ะ เพียงเท่านี้ คุณพ่อคุณแม่ก็จะมั่นใจว่าลูกจะสามารถแก้ปัญหาและเอาตัวรอดในสังคมภายนอกได้

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ลักษณะนิสัยของเด็ก “อารมณ์ดี” มีความมั่นคงทางจิตใจ

คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก ข้อคิดสะกิดใจจากคุณหมอ!!

10 วิธีสร้างวินัยเชิงบวก : เมื่อ ลูกอาละวาด เอาแต่ใจ

23 คำพูดให้กำลังใจ ที่เพิ่มศักยภาพลูก..สู่ความสำเร็จ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.inc.com, กรมสุขภาพจิต, th.wikihow.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ ผลวิจัยชี้ช่วยให้ลูกฉลาด ไอคิวสูง

ชวนพ่อแม่ เลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ เรียนรู้ผ่านห้องเรียนสีเขียว ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตั้งแต่ยังเล็ก

เลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ เสริมสร้างไอคิว

สังคมคนเมือง สร้างให้เด็กใกล้ชิดติดจอ จนกลายเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่งส่งผลต่อพัฒนาการของลูก ต่างจากคนสมัยก่อนที่มีวิธีการเลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ เด็ก ๆ จึงได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ วิ่งเล่นบนท้องทุ่งนา พร้อมทั้งเรียนรู้เรื่องราวนอกห้องเรียนวิชาการ ด้วยห้องเรียนธรรมชาติ

งานวิจัยเผยเด็กที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ไอคิวสูง

ผลการวิจัยโดยนักระบาดวิทยาด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยฮาสเซลท์ (Hasselt University) ประเทศเบลเยียม ระบุว่า พื้นที่สีเขียวจากธรรมชาตินั้นสัมพันธ์กับความฉลาดของเด็ก ๆ โดยพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น 3.3% (รัศมี 3 กิโลเมตรรอบบ้าน) จะช่วยเพิ่มไอคิวของเด็กได้ถึง 2.6% เลยทีเดียว โดยค่าเฉลี่ยไอคิวอยู่ที่ 105

การวิจัยครั้งนี้ศึกษาข้อมูลจากเด็กช่วงอายุ 10-15 ปีมากกว่า 600 คน ผู้พักอาศัยอยู่ในประเทศเบลเยียม งานวิจัยยังบอกด้วยว่า 4% ของเด็กไอคิวต่ำกว่า 80 อยู่ในย่านที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยกว่า เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่สีเขียวสัมพันธ์กับการรับรู้ เช่น ทักษะเรื่องการจดจำและความตั้งใจ

ธรรมชาติยังมีผลต่อสมาธิและอารมณ์ โดยมีงานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า ความจำของเด็กจะดีขึ้นเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และมีงานวิจัยจากวารสาร Plos Medicine ระบุว่า การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยลดระดับความเครียด เด็ก ๆ ได้เล่นกับเพื่อน มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และในพื้นที่สีเขียวยังเป็นสภาพแวดล้อมที่สงบอีกด้วย การสร้างพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง จึงนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็ก

หากเด็กได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม มีพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้ด้านวิชาการ ร่วมกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างฉลาดสมวัย ไอคิวสูงได้

เลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ

ธรรมชาติช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูก

สภาพแวดล้อมของบ้านส่งผลต่อตัวลูก การได้สูดอากาศบริสุทธิ์ หายใจรับกลิ่นดิน ชื่นชมความหอมของดอกไม้ จะช่วยกระตุ้นให้สมองปลอดโปร่ง ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น หากมีธรรมชาติอยู่แวดล้อมรอบตัวจะส่งผลดีในด้านต่าง ๆ เช่น

  1. ผลดีต่อสมองและความคิด ช่วยพัฒนาศักยภาพในการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินผล ซึ่งเป็นการพัฒนาการของสมองขั้นสูง
  2. ผลดีต่อร่างกาย หากเด็กทำกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ เช่น การวิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมท่ามกลางธรรมชาติ จะช่วยให้เด็กมีร่างกายที่แข็งแรง มีความกระตือรือร้น สุขภาพที่ดีช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ป้องกันไม่ให้ลูกเป็นโรคอ้วนได้
  3. ผลดีต่ออารมณ์ ธรรมชาติช่วยลดความเครียด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีความเครียดสูง หากเด็กได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับพื้นที่สีเขียวจะช่วยหล่อหลอมสติปัญญาและทักษะต่าง ๆ ได้อย่างดี

พาลูกไปใกล้ชิดผืนดินและทุ่งหญ้า

พ่อแม่ควรให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นกับธรรมชาติรอบตัว จะช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะทั้งกาย สังคม และสมอง

1.สร้างสวนในรั้วบ้าน การเรียนรู้เริ่มต้นได้จากที่บ้านของเรา หากภายในรั้วบ้านมีพื้นที่ ลองปลูกต้นไม้ ดอกไม้ หรือพืชผักสวนครัว พร้อมกับเรียนรู้สิ่งแวดล้อมในรั้วบ้าน

ลูกในวัยแบเบาะ พ่อแม่สามารถอุ้มลูกออกมานอกบ้าน เดินรับอากาศบริสุทธิ์ช่วงเช้าและยามเย็น สอนศัพท์ต่าง ๆ หรือจับมือลูกไปลูบใบไม้ แตะต้นไม้ ให้ได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัสพื้นผิว

ลูกในวัยหัดเดิน จูงลูกเดินเท้าเปล่าไปด้วยกันที่พื้นหญ้า หากลูกเดินได้ วิ่งได้ ก็ปล่อยให้ลูกได้สนุกสนานตามธรรมชาติ เพราะการเดินเท้าเปล่าให้สัมผัสพื้นผิวโดยตรงจะช่วยกระตุ้นการรับรู้ของร่างกาย

ลูกในวัยเรียนรู้ เมื่อรู้ความแล้ว ลองชวนลูกปลูกผักสวนครัวในรั้วบ้าน ให้ลูกช่วยเลือกว่าจะปลูกอะไรดี โดยเปิดหนังสืออ่านให้ลูกฟัง บอกถึงประโยชน์ของพืชผักแต่ละชนิด แล้วช่วยลูกวางแผนว่าจะปลูกผักชนิดไหน บริเวณไหนของบ้าน จากนั้นก็ช่วยกันเลือกเมล็ดพันธุ์ ซื้ออุปกรณ์ไซส์เล็กสำหรับเด็ก พร้อมกับมอบหมายให้ลูกรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ด้วยการรดน้ำ สังเกตผักสวนครัวในทุกวัน

2.ชมธรรมชาติใกล้บ้าน ในบริเวณบ้านมักจะมีต้นไม้ใหญ่ หรือมีสวนสาธารณะ ลองพาลูกไปเดินสำรวจ ชี้ชวนชมธรรมชาติ พ่อแม่สามารถสอนศัพท์ให้ลูกระหว่างทางได้ด้วย ทั้งนี้ หากมีเวลามากหน่อย ลองพาครอบครัวไปตั้งแคมป์ เดินทางขึ้นเขา ไปดอย ให้เด็กได้เปิดหูเปิดตา ใกล้ชิดกับภูเขา ผืนน้ำ เล่นลำธาร หรือสัมผัสธรรมชาติของท้องทะเล

3.เรียนรู้วิถีเกษตร ด้วยการพาลูกไปยังแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรในที่ต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่เปิดให้เด็กเข้ามาทำกิจกรรม ทั้งการปลูกผัก ให้อาหารสัตว์ หรือแม้แต่การทำนา สำหรับสถานที่เรียนรู้การเกษตรในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้กรุง ตัวอย่างเช่น

การเล่นอย่างอิสระในพื้นที่โล่งกว้าง ห้อมล้อมด้วยต้นไม้ใบหญ้า จะช่วยให้เด็กเกิดจินตนาการ ความอยากรู้อยากเห็น การเล่นที่มีคุณภาพจะส่งผลต่อพัฒนาเด็ก ทั้งร่างกาย การรับความรู้สึก อารมณ์ สติปัญญา และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พ่อแม่จึงควรเลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ ด้วยการพาลูกออกนอกห้องเรียน ไปเรียนรู้และสัมผัสโลกภายนอก เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ลูกได้รู้จักโลกกว้างอย่างแท้จริง

อ้างอิงข้อมูล : 3WheelsUncle, themomentum.co, la-orutis.dusit.ac.th และ thaihealth.or.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็กอิน 5 ที่เที่ยวธรรมชาติใกล้กรุงเทพ ปลูกฝังให้ลูกรักสัตว์ รักธรรมชาติตั้งแต่เล็ก

เช็กอิน 5 ที่เที่ยวธรรมชาติใกล้กรุงเทพ ปลูกฝังให้ลูกรักสัตว์ รักธรรมชาติตั้งแต่เล็ก

เรียนศิลปะดียังไง ? 5 ทักษะดี ๆ ที่ควรส่งเสริมลูกเรียนศิลปะ

บทบาทของพ่อแม่

3 บทบาทของพ่อแม่ สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกยุคนี้โดย พ่อเอก

การเป็นพ่อแม่สมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเลี้ยงลูกมากมาย แต่โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก็มีส่วนสร้างสังคมที่มีสารพัดความรุนแรง บทบาทของพ่อแม่ จึงต้องสอนลูกให้รู้จักหลีกห่างจากอันตราย สอนการป้องกันตัว ไปจนถึงการเตรียมพร้อมให้ลูกเติบโตพร้อมที่จะเผชิญกับความเป็นจริงของโลกเมื่อลูกเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข

3 บทบาทของพ่อแม่ สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกยุคใหม่

1. ไม่ทำให้ลูกมีทัศนคติที่แย่ต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า

ผมได้อ่านเจอบทความที่น่าสนใจว่า การที่จะสอนให้ลูกเห็นว่า โลกที่ลูกจะต้องเผชิญเป็นอย่างไรนั้น ก็จะต้องมีความระมัดระวัง และสอนในวัยและเวลาที่เหมาะสม เพราะการที่เราทำให้ลูกรู้สึกว่า โลกที่ต้องเติบโตมาช่างไม่น่าอภิรมย์นั้น ก็จะทำให้ลูกไม่อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะมองเห็นภาพว่า การเป็นผู้ใหญ่ไม่เห็นจะดีตรงไหน ดังนั้น ภาษาในการที่จะดุลูกหรือสอนลูกก็ต้องระมัดระวัง อย่าให้ลูกต้องแบกรับความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ไว้บนบ่าก่อนวัยอันควร เช่น

  • ปลุกลูกไปโรงเรียนแล้วลูกไม่อยากตื่น เราอาจจะหลุดคำพูดว่า “โตขึ้นมานึกหรือว่าเจ้านายที่ทำงานเค้าจะยอมให้ไปทำงานสาย โตขึ้นมาแล้วจะรู้สึก”
  • หรือ การพยายามสอนให้ลูกประหยัดด้วยคำพูดว่า “ไว้หาเงินเองเถอะแล้วจะรู้ว่ามันไม่สนุกนักหรอกนะ”
  • หรือ จะสอนให้ตั้งใจเรียนด้วยคำพูดว่า “เรียนแย่แบบนี้ คิดหรอว่าจะมีมหาวิทยาลัยที่ไหนรับเข้าไปเรียน”

คำพูดแนวนี้จะทำให้เด็กคิดว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ดีเลย และโลกนี้น่าหดหู่เหลือเกิน ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า การสอนลูกในเรื่องเหล่านั้นไม่ถูกต้อง เพียงแต่ควรใช้คำพูดเชิงบวกแทนที่จะเป็นคำพูดเชิงลบตามที่ยกตัวอย่างมา

พาลูกเที่ยวทะเล

2. เป็นผู้ใหญ่ที่ลูกอยากจะทำตาม และอยากเป็นแบบเรา

นอกจากจะมีบทบาทที่ต้องไม่ทำให้ลูกมีทัศนคติที่แย่ต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าแล้ว เราก็ต้องมีบทบาทที่ต้องทำให้ลูกเห็นว่าการเป็นผู้ใหญ่นั้นมีความเท่เพราะนั่นจะทำให้ลูกอยากทำตาม การที่จะให้ลูกเห็นความเท่ของการเป็นผู้ใหญ่ ก็เช่น หากเรามีความสนใจเรื่องใดหรือวิชาใดเป็นพิเศษแล้วแสดงให้ลูกเห็นได้ก็เป็นวิธีหนึ่ง เช่น

  • การมีวิธีคิดเลขเร็วที่ทำให้ลูกแปลกใจ
  • หรือเราสนใจดาราศาสตร์แล้วสามารถชี้ให้ลูกเห็นกลุ่มดาวต่างๆ
  • หรืออาจจะเป็นพวกงานอดิเรกอย่างการปลูกกระบองเพชร การทำงานไม้ วาดรูป แต่งกลอน

อะไรก็ได้ที่เราทำได้ดีและสามารถแสดงให้ลูกดู หรือชวนลูกมาทำด้วยกัน เพื่อที่ลูกจะได้มองขึ้นมาด้วยสายตาแบบอยากทำได้แบบนี้

ชวนลูกวิ่ง

3. เป็นพ่อแม่ที่ลูกภูมิใจ ในแบบที่ลูกสามารถเอาไปคุยกับเพื่อนได้

และอีกส่วนที่เราอาจจะลืมไปว่า นอกจากเราจะดีใจเวลาที่ลูกทำอะไรให้เราภูมิใจ ลูกเองก็ต้องการความภาคภูมิใจในตัวพ่อแม่เช่นกัน ดังนั้นเราเองก็ต้องทำอะไรที่ทำให้ลูกภูมิใจ หรือ เล่าให้เขาฟังในประสบการณ์ดีๆ ที่เราเคยทำเพื่อให้ลูกเกิดความภูมิใจ ความภูมิใจในแบบที่ลูกสามารถเอาไปโม้กับเพื่อนๆได้ว่า พ่อเราแม่เรานะคูลมากเลยล่ะเธอ เช่น

  • คุณเคยลงวิ่งมาราธอนโดยมีลูกมาเชียร์มั้ยหรือลูกมารอรับที่เส้นชัยหรือเอาเหรียญที่ได้มาคล้องให้ลูกมั้ย
  • คุณเคยมีประสบการณ์การเดินทางมากมาย มีสถานที่ที่พบหรือประสบการณ์แปลกๆ มาเล่าให้ลูกฟังมั้ย
  • คุณเคยทำงานอะไรเพื่อสังคม หรือเคยดำรงตำแหน่งอะไรในสังคมที่ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมมั้ย เป็นต้น

สรุปคือ บทบาทของพ่อแม่ ต้องสอนให้ลูกเห็นโลกที่เป็นจริง แต่อย่าให้ลูกวิ่งหนีโลก ดึงดูดให้ลูกเห็นความเท่ของการเติบโต และทำให้เขาเห็นว่าพ่อแม่หนูก็คูลๆ เก๋ๆ เช่นนั้นแหละ


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีเลิกผ้าอ้อม ฝึกลูกใน 5 ขั้นตอน ได้ผลจริง! โดย พ่อเอก

ให้ลูกช่วยงานบ้าน ฝึกทักษะ EF ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต โดยพ่อเอก

60 ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ เหมาะกับลูกเล็ก โดยพ่อเอก

ยิ่งทำลูกยิ่งไม่ยอม

หมอแนะพฤติกรรมแบบนี้ยิ่งทำลูกยิ่งไม่ยอม แบ่งปัน

แบ่งปัน พฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคม การให้ลูกยอมแบ่งของให้แก่คนอื่น แม้เขาจะทำตามแต่นั่นเป็นการปลูกฝังลงไปในจิตใจลูกจริงหรือ และแท้จริงแล้วควรทำอย่างไร?

หมอแนะพฤติกรรมแบบนี้ยิ่งทำลูกยิ่งไม่ยอม แบ่งปัน

ก่อนอื่นอยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้ฟังแนวคิดดี ๆ ในการสอนลูกเกี่ยวกับการแบ่งปันกัน จากรายการ Happy Parenting EP.6 | สอนลูกเรื่องแบ่งปัน เป็นคลิปที่นำเสนอเทคนิคการเลี้ยงลูกเชิงบวก สอนให้ลูกมีน้ำใจ จากคุณหมอ รศ.นพ.ศิริไชย  หงษ์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี  ฟังแล้วจะได้ข้อคิดและเทคนิคดี ๆ ที่เราจะนำมากล่าวถึงกันอีกครั้งอย่างละเอียดให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นแนวทาง และข้อควรระวังที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะเรื่องการเลี้ยงลูกนั้นสำคัญทุกขั้นตอนเสมอ

เชื่อว่าทุกบ้านที่มีลูก ต้องเคยประสบปัญหาหนักใจในเรื่องที่ลูกไม่ยอมแบ่งปันของเล่น หรือสิ่งของของลูกให้แก่เด็กอื่น พี่น้อง เพื่อน หรือแม้แต่ตัวคุณพ่อคุณแม่เอง อย่าพึ่งเครียดและตีความกันไปเสียก่อนแล้วว่า ทำไมลูกเราเป็นอย่างนี้นะ ไม่เห็นเหมือนลูกบ้านนั้น บ้านนี้เลย ไม่น่ารักเลย เพราะก่อนที่เราจะดุด่า แสดงท่าทีผิดหวังให้ลูกเห็น เราต้องมาทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า แท้จริงแล้วลูกแสดงพฤติกรรมหวงของนั้น เป็นเพราะเขาไม่รู้จักแบ่งปันจริงหรือ หรือเป็นเพียงแค่ธรรมชาติของเด็ก หรืออาจเป็นแค่เหตุผลส่วนตัวของลูกที่เราไม่เข้าใจเองกันแน่

ของชิ้นนี้หนูหวง

คุณพ่อคุณแม่เคยมีของรักของหวงกันบ้างไหม แม้ในยามที่เราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ก็เชื่อว่ายังคงมีของหลาย ๆ อย่างที่เราหวงแหนไม่อยากให้ใครมาเอาไป หรือจับต้องจนเสียหาย เด็กก็เช่นกัน แม้ว่าของชิ้นที่ลูกหวง อาจดูไร้ค่า ไม่สำคัญในสายตาคุณพ่อคุณแม่ แต่มันมีความหมาย มีค่าสำหรับลูกของคุณอย่างแน่นอน สังเกตง่าย ๆ ได้จากการที่ลูกชอบถือไปไหนมาไหนแทบตลอดเวลา แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะนี่คือธรรมชาติของเด็กวัย ในช่วง 2-3 ขวบ เด็กจะเติบโตขึ้น จากที่เคยติดแม่ก็อยากแยกออกมาเป็นตัวของตัวเอง เริ่มมีธรรมชาติของการอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของพยายามทำนั้นทำนี้เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่าเขามีตัวตนเพื่อที่จะแยกจากแม่ “หนูทำเองได้!” และ “อันนี้ของหนู” คือประโยคประจำตัวของเด็กๆ วัยนี้

สัญญาณของการมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงนั้น ก็คือ เด็กจะเริ่มติดคนนั้นคนนี้ หรือติดของชิ้นนั้นชิ้นนี้  เด็ก 1 ขวบ มักจะหวงแม่ ไม่ให้แม่ไปอุ้มหรือเล่นกับเด็กคนอื่น ส่วนเด็ก 2 ขวบก็จะหวงของเล่น  เด็กบางคนติดตุ๊กตามากจนมันเก่าเป็นผ้าขี้ริ้ว เป็นส่วนสำคัญในชีวิตไปเลย เด็กบางคนเวลาบอกให้วาดรูปตัวเอง ก็จะวาดรูปตุ๊กตาหมีที่ตัวเองรักไว้ในแขนเสมอ ราวกับว่ามันเป็นอวัยวะส่วนที่ 33

อย่าบีบคั้น…จงรอจนถึงวัยที่ลูกพร้อม

การแบ่งปันที่แท้จริง หมายถึงการรู้จักเห็นอกเห็นใจ มีน้ำใจ และมองสถานการณ์อย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบมักจะทำได้ยากมาก เพราะสมองเขายังไม่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นนั้น ดังนั้นเรามาลองทำความรู้จักกับพัฒนาการของลูกในเรื่องของการแบ่งปันกันว่าในแต่ละช่วงวัยเขาสามารถรับรู้เรื่องทางสังคมได้มากน้อยแค่ไหน

แบ่งปัน ด้วยใจห้ามบังคับ
แบ่งปัน ด้วยใจห้ามบังคับ

ลักษณะพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัย(อายุ 1-6 ปี)

1.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี

ด้านสังคม เด็กจะเริ่มหันหน้าเมื่อมีคนเรียกชื่อ ยิ้มให้คนอื่น เลียนแบบกิริยา ท่าทางของคน แสดงออกถึงการรับรู้ อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ติดแม่ เข้าใจท่าทางและสีหน้าของคนอื่น กลัวคนแปลกหน้า บอกความต้องการได้ แยกตัวเองและเงาในกระจกได้ เข้าใจท่าทางและสีหน้า สนใจการกระทำของผู้อื่น ชอบเล่นคนเดียว หวงของ ชอบมีส่วนร่วม บอกสิ่งที่ต้องการด้วยคำพูดง่ายๆ รู้จักขอ

2.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 2 ปี

ด้านสังคมเล่นร่วมกับผู้อื่น แต่ยังคงต่างคนต่างเล่นอยู่ เริ่มที่จะเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่นให้ความสนใจตนเองหรือยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมแบ่งปันสิ่งของหรือของเล่นให้กับเด็กวัยเดียวกัน ช่วยเหลือตัวเองในเรื่องการเข้าห้องน้ำและแต่งตัวเองได้

3.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3 ปี

ด้านสังคม การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังไม่แน่นอนแล้วแต่อารมณ์ของเด็ก เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นคนเดียว หรือเล่นสมมุติมากกว่าจะเล่นกับคนอื่น ชอบเล่นแบบคู่ขนาน คือ เล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น ขณะที่เล่นชอบออกคำสั่ง ทำหรือพูดเหมือนกับสิ่งนั้นมีชีวิต รู้จักการรอคอย เริ่มปฏิบัติตามกฎ กติกาง่ายๆ รู้จักทำงานที่ได้รับมอบหมาย เริ่มรู้ว่าสิ่งใดเป็นของคนอื่น

4.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 4 ปี

ด้านสังคม เริ่มเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ แต่มักจะเป็นเพศเดียวกันกับตนมากกว่า การแบ่งปันจึงมักเป็นการแบ่งให้เฉพาะคนที่ถูกใจ มักโกรธกันแต่ไม่นานเด็กก็จะกลับมาเล่นกันอีก รู้จักการให้อภัย การขอโทษ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักเก็บของเล่น มีมารยาทในการอยู่ร่วมกัน

5.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสังคม เล่นกับเพื่อนโดยไม่เลือกเพศและสามารถฝึกกติกาง่าย ๆ ในการเล่นได้ จึงทำให้เริ่มเห็นว่าลูกรู้จักการแบ่งปันของเล่นกับเพื่อนได้ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ เล่นหรือทำงานโดยมีจุดหมายเดียวกัน รู้จักไหว้ทำความเคารพเมื่อพบผู้ใหญ่

พัฒนาการทางสังคม กับการ แบ่งปัน
พัฒนาการทางสังคม กับการ แบ่งปัน

จากลักษณะพัฒนาการทางสังคมของเด็ก ทำให้เรารู้ได้ว่าการที่พ่อแม่จะบังคับ หรือบีบคั้นให้ลูกรู้จักการแบ่งปันก่อนวัยที่เขาจะเข้าใจเรื่องการแบ่งปันได้นั้น เป็นเรื่องที่เด็กไม่สามารถเข้าใจถึงหลักการแท้จริงของการแบ่งปันได้เลย ส่วนใหญ่ที่เห็นลูกยอมทำตามแบ่งของให้ผู้อื่นนั้นเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการทำตามคำสั่งของพ่อแม่เท่านั้น ลูกแบ่งปันเพราะพ่อแม่สั่ง เพราะได้รับการให้เงื่อนไขกับเขาเพื่อให้เขาแบ่งปัน เช่น แบ่งแล้วแม่จะให้ของชิ้นใหญ่กว่าเดิมอีกนะ เป็นต้น

ซึ่งการที่คุณพ่อคุณแม่มีพฤติกรรมการบังคับ หรือวางเงื่อนไขเพื่อให้ลูกแบ่งปันนอกจากจะไม่ช่วยปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้ลูกเมื่อโตแล้ว ยังกลับเป็นการทำให้ลูกยิ่งหวงของมากขึ้น หรือถ้าเป็นการบังคับให้พี่แบ่งของให้น้องเพราะโตกว่า ก็อาจทำให้พี่รู้สึกไม่ชอบน้อง อิจฉากันอีกต่างหาก

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า วัยที่ลูกพร้อมจะเรียนรู้ในเรื่องการแบ่งปันนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่คาดหวังให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ยอมแชร์ของง่าย ๆเพราะเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ยังเล่นด้วยกันไม่เป็น มักจะเล่นข้าง ๆ กันเฉย ๆ มองกัน แต่ไม่เล่นด้วยกัน เขายังสนใจแต่ตัวเอง ไม่สนใจความรู้สึกของเด็กอื่นว่าจะชอบ หรืออยากมาเล่นกับเขาหรือไม่ จึงไม่รู้สึกอยากแบ่งปัน ไม่แคร์

ไม่บังคับ แต่ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกได้

เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีถึงแม้ว่าลูกจะยังไม่เข้าใจการเข้าสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสอนเรื่องการแบ่งปันแก่ลูกไม่ได้ แต่เป็นการสอนแบบแสดงตัวอย่างให้เขาเห็น ลูกจะได้คุ้นชิน คุ้นเคยกับพฤติกรรมการแบ่งปัน เมื่อลูกถึงวัยที่ต้องการเข้าสังคม อยากมีเพื่อนเล่น รู้จักเล่นกับเด็กคนอื่นแล้ว เขาก็จะเลือกวิธีการเข้าหาเพื่อนด้วยการแบ่งปันเหมือนที่เขาเห็นจากพ่อแม่ เด็กที่หวงของตอน 2 ขวบ ก็จะกลายเป็นเด็กใจดี รู้จักแบ่งปันเมื่อเขาอายุ 3  หรือ 4 ขวบได้

เมื่อเราจะทำพฤติกรรมเป็นตัวอย่างการแบ่งปันให้ลูกเห็น อาจจะต้องเพิ่มคำพูดเน้นย้ำถึงพฤติกรรมนั้น และชี้ข้อดีของการแบ่งปันให้ลูกเห็น เพื่อที่จะให้เขาเข้าใจ ซึมซับ และเห็นประโยชน์ในการแบ่งปัน เขาก็จะปฎิบัติตาม เช่น วันนี้แม่ทำอาหารเผื่อไว้ให้คุณป้าข้างบ้าน เดี๋ยวเราออกไปให้คุณป้ากันนะ เพราะวันก่อนคุณป้าพึ่งแบ่งขนมที่ลูกชอบมาให้

ความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่กับลูก คือคะแนนสะสม

เด็กจะรู้จักให้ก็ต่อเมื่อเขาเคยเป็นผู้ถูกให้มาก่อน มักจะสังเกตได้ว่า เด็กที่ได้รับความรักและใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ในช่วง 2 ปีแรก จะกลายเป็นเด็กที่รู้จักแบ่งปันในภายหลัง ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ เพราะเด็กที่เคยเห็นตัวอย่างการแบ่งปันจากพ่อแม่ จึงมักจะซึมซับและทำตามอย่างที่เขาเคยเห็น และเหตุผลที่สอง คือ เด็กที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ อยู่กับพ่อแม่ตลอดมักจะเป็นเด็กที่มีความรู้สึกมั่นคง ไม่รู้สึกขาดความรัก เห็นคุณค่าในตนเอง จึงมักจะต้องการสิ่งของน้อยกว่า ไม่ยึดเอาสิ่งของมาเป็นที่พึ่งทางใจมากเกินไป เพราะเขารู้ว่ามีพ่อแม่เป็นเพื่อนที่เข้าใจอยู่แล้ว จึงไม่ติดตุ๊กตาหรือผ้าห่มจนขาดไม่ได้

เมื่อลูกรู้สึกได้ว่าเขาได้รับความรักที่เพียงพอแล้วจากพ่อแม่ เขาก็จะเกิดพฤติกรรมการแบ่งปันได้ง่ายขึ้น เพราะรู้สึกว่ามีความรักมากพอที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง และความไม่ยึดติดกับของ ไม่มีของหวง ก็เหมือนลูกได้รับคะแนนสะสมจากพ่อแม่มาก่อนแล้ว พอถึงวัยที่เขาพร้อมเข้าใจหลักการแบ่งปัน เขาก็จะทำได้ดี และเร็วกว่า

แบ่งปันเพื่อน
แบ่งปันเพื่อน

เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

การให้ลูกเรียนรู้เรื่องการแบ่งปัน ครั้งแรกนั้นสำคัญ เพราะในครั้งแรกถ้าเขามีความรู้สึกที่ดีต่อการที่ลูกได้แบ่งปันสิ่งของออกไปแล้วนั้น โอกาสที่เขาจะเกิดพฤติกรรมนั้นอีกก็ย่อมมากกว่าเป็นธรรมดา

  • ลองให้ลูกเริ่มแบ่งปันในครั้งแรกจากเหตุการณ์ที่ตัดสินใจได้ง่าย เวลาจะสอนให้แบ่งปัน ควรจะเริ่มให้ลูกแบ่งกับคนที่อายุน้อยกว่า หรือเพื่อนที่เงียบ ๆ ก็จะทำได้ให้เขามีความรู้สึกอยากทำตามที่เราแนะนำได้ง่ายกว่า เมื่อลูกทำตามเราก็ต้องรีบชมเชยให้เขารู้สึกดีต่อการกระทำนั้น แต่ถ้าลูกยังคงยืนกรานไม่แบ่งก็ไม่ต้องบังคับเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อการแบ่งปันในครั้งต่อ ๆ ไป
  • จับเวลาใช้นาฬิกาทราย หรือนาฬิกาจับเวลามาใช้ เวลาจะแบ่งอะไรให้เล่นกัน คนละ 2 นาที คือ เวลาที่กำลังพอดีสำหรับเด็กเล็กที่จะให้รอ หรือสำหรับเด็กโตอาจจะให้รอได้นานกว่านี้ เวลานาฬิกาทรายบอกหมดเวลา ก็ให้เปลี่ยนกันเล่น เป็นต้น แต่เมื่อถึงครบกำหนดเวลา เราจะให้เด็กเป็นคนยื่นของคืนมาให้ตามกติกาที่วางไว้ ไม่ดึงจากมือมาเลยแม้จะทำถูกตามกติกาที่ตกลงไว้ก็ตาม การดึงเช่นนั้นจะทำให้กลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรง เพราะโดนขัดใจ ให้เราชี้จุดให้เด็กเห็นถึงอนาคตว่า ถ้านาฬิกาดังอีก ก็จะได้เล่นอีกครั้ง ไม่ไปย้ำด้านลบ เช่น หมดเวลาของหนูแล้ว ห้ามขี้โกง เพราะเป็นคำพูดที่ทำให้ไม่อยากทำตามเนื่องจากโดนตีตราว่าไม่ดีไปแล้ว
  • เล่นเกมแบ่งปัน  เป็นการฝึกที่แยบยลแบบหนึ่ง เพราะเขาจะไม่รู้ตัวว่าถูกสอน แต่ลูกจะได้เห็นผลลัพธ์แห่งการแบ่งปันนั้นเลยโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเขารู้สึกดี การทำพฤติกรรมซ้ำก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เช่น การพาลูกเล่นกีฬา เพราะกีฬาต้องอาศัยการร่วมมือถึงจะได้รับชัยชนะ

สรุปวิธีการส่งเสริมให้ลูกรู้จักแบ่งปัน

เคล็ดลับหลัก ๆ ในการสอนลูกเรื่องการแบ่งปัน ไม่ว่าจะวิธีไหนก็จะต้องมีใจความสำคัญหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

  1. พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ในการแสดงพฤติกรรมการแบ่งปัน
  2. ชี้ให้เห็นข้อดีของการแบ่งปัน เพื่อให้เกิดการซึมซับและปฎิบัติตาม
  3. แสดงความชื่นชมเมื่อลูกมีการแบ่งปัน

หลักส่งเสริมพฤติกรรมการแบ่งบันให้แก่ลูกง่าย ๆ เพียงแค่ 3 ข้อนี้ ก็จะทำให้ลูกมีจิตใจที่ดีงาม เป็นที่รักของผู้คนรอบข้าง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีแก่เขาในวันข้างหน้าว่า ลูกจะได้พบแต่สิ่งดี ๆ และมีความสุขในชีวิต

ขอขอบคุณคลิป และข้อมูลอ้างอิงจาก RAMA CHANNEL / Friendforkids

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สร้างลูกให้มี SQ (Social Quotient) ไม่ก้าวร้าว ไม่เอาเปรียบ ส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตอย่างมีความสุข

ค่านิยมทาง “ศีลธรรม” 10 ประการที่พ่อแม่ควรสอนลูก

เลี้ยงลูกให้ “พี่น้องรักกัน” คุณเองก็ทำได้!

วิจัยเผย 5 ผลร้าย! ตวาดใส่ลูก บ่อย ๆ ส่งผลต่อพัฒนาการสมอง-ร่างกาย-จิตใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มะเร็งกล่องเสียง

มะเร็งกล่องเสียง เกิดจากอะไร ถ้าเสียงแหบ ชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไปหาหมอเลย

สัญญาณมะเร็งกล่องเสียง สังเกตอย่างไร มะเร็งกล่องเสียง เกิดจากอะไร

คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมอยากอยู่กับลูกให้นานที่สุด แต่ด้วยโลกปัจจุบัน มีโรคภัยมากมายที่พร้อมจะพรากชีวิตคนสำคัญในครอบครัวไป หากป้องกันได้ไวด้วยการลดพฤติกรรมเสี่ยง ทำความรู้จักโรคต่าง ๆ อย่าง มะเร็งกล่องเสียง เกิดจากอะไร พร้อมกับสังเกตอาการป่วยให้รวดเร็ว และรีบไปพบแพทย์ก็จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

หน้าที่สำคัญของกล่องเสียง

ก่อนจะไปรู้ลึกถึงอาการของมะเร็งกล่องเสียง เรามาทำความรู้จัก กล่องเสียง อวัยวะสำคัญในร่างกายกันก่อน โดยอ.นพ.วรุฒน์ ศุภนคร หน่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ ฝ่ายโสต คอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายถึงหน้าที่หลักของกล่องเสียงไว้ว่ามี 3 อย่าง

  1. การหายใจ
  2. การเปล่งเสียงออกมา
  3. การป้องกันการสำลักในขณะที่รับประทานอาหาร

รู้หรือไม่ มะเร็งชนิดนี้เป็นโรคร้ายที่ติดอันดับ 1 ใน 5

หากสงสัยว่า มะเร็งกล่องเสียงพบได้บ่อยแค่ไหน ขอตอบเลยว่าติดอันดับ 1 ใน 5 ถ้านับเฉพาะโรคมะเร็งศีรษะและคอ ความรุนแรงของมะเร็งชนิดนี้ เริ่มต้นจากก้อนเล็ก ๆ ในลำคอ ที่อาจลุกลามเป็นก้อนใหญ่จนอุดกล่องเสียงทำให้หายใจไม่สะดวก ถ้าไม่รีบรักษา หรือปล่อยทิ้งไว้นาน ก็อาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง หรือไปถึงอวัยวะอื่นที่อยู่ห่างไกลจากกล่องเสียงออกไป จนอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ เช่นเดียวกับโรคมะเร็งอื่น ๆ ถ้ารู้ไว รักษาทัน ร่างกายก็จะฟื้นฟูได้เร็ว

มะเร็งกล่องเสียง เกิดจากอะไร สัญญาณของโรคร้าย

หนึ่งในอาการสำคัญของผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียง จะมีอาการเสียงแหบ เสียงเปลี่ยน เป็นระยะเวลานาน ไม่หายเสียที หากมีคนในครอบครัวเสียงแหบ ร่วมกับพฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง ก็ยิ่งต้องรีบพาไปพบคุณหมอ สำหรับพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งกล่องเสียง ได้แก่ การดื่มเหล้าชอบสังสรรค์เป็นประจำ ร่วมกับพฤติกรรมสูบบุหรี่จัด ทำให้ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งกล่องเสียงเพิ่มขึ้นได้

สำหรับอาการหลัก ๆ ของมะเร็งกล่องเสียง สังเกตได้อย่างไร

  • เสียงแหบ
  • เสียงเปลี่ยน
  • ไอเรื้อรัง
  • กลืนติด กลืนเจ็บ กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วรู้สึกเหมือนมีก้อนในคอ และอาจมีก้อนออกมาที่คอจริง ๆ ก็ได้

การตรวจและวินิจฉัยมะเร็งกล่องเสียง

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งกล่องเสียง ทำได้โดยการใช้การส่องกล่องเข้าไปดู รวมกับการใช้ภาพรังสีวินิจฉัยอย่าง CT Scan หรือ MRI เมื่อส่องกล้องเข้าไปในกล่องเสียง ก็จะนำชิ้นเนื้อที่เราสงสัยว่าเป็นมะเร็งไปส่งตรวจ

มะเร็งกล่องเสียง อันตรายไหม

ถ้าผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงเข้ารับการรักษาช้า จะเสี่ยงที่ก้อนมะเร็งกล่องเสียงกั้นทางเดินหายใจ มีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ สำหรับการรักษามะเร็งกล่องเสียงมีการรักษาหลักอยู่ 2 แนวทาง

  • การรักษามะเร็งกล่องเสียงในระยะต้น ใช้การรักษาเพียงแค่การผ่าตัด หรือการฉายแสงอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ในผู้ป่วยระยะที่เป็นมากขึ้น เราต้องใช้การผ่าตัดร่วมกับการฉายแสง หรือใช้การฉายแสงร่วมกับเคมีบำบัด สำหรับผู้ป่วยระยะที่ลุกลามมากขึ้น

วิธีรักษาผู้ป่วยในระยะที่เป็นมะเร็งกล่องเสียงมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า Advance Stage หลัก ๆ เราจะใช้การรักษาอยู่ 2 วิธี

  1. ผ่าตัดตามด้วยฉายแสง
  2. ฉายแสงร่วมกับเคมีบำบัด

อย่างไรก็ตาม การทำการรักษาผู้ป่วยแต่ละราย จะต้องปรึกษาผู้ป่วยรวมกับแพทย์แผนกฉายแสง เพื่อเลือกการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้ ส่วนข้อแตกต่างของการรักษามะเร็งกล่องเสียง เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสงเสียงมักจะไม่ค่อยเปลี่ยน ไม่ค่อยมีผลต่ออาการเสียงแหบ แต่หากผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดจะส่งผลต่อเสียงแหบมากกว่า

หากจำเป็นต้องตัดกล่องเสียงออกทั้งหมด

ผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงบางรายที่อยู่ในระดับ Advance Stage อาจจำเป็นที่แพทย์จะต้องตัดกล่องเสียงออกทั้งหมด แต่ทางโรงพยาบาลมีการรักษาที่ทำให้เสียงกลับมาเหมือนเดิม เช่น การทำให้ผู้ป่วยใช้วิธีพูดผ่านหลอดอาหาร หรือการผ่าตัดฝังกล่องเสียงเทียม สุดท้าย ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Electrolarynx เพื่อให้คนไข้กลับมาใช้เสียงพูดได้ดังเดิม

ส่วนผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาไปเรียบร้อยแล้ว ทางแพทย์ยังคงต้องติดตามเพื่อสังเกตอาการ ด้วยการส่องกล้องดูภายในกล่องเสียง ฉายภาพรังสี CT Scan เพื่อติดตามผลการรักษามะเร็งกล่องเสียง และเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้มะเร็งกลับมาใหม่

สิ่งสำคัญคือ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งกล่องเสียง ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุของมะเร็งกล่องเสียง ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดบุหรี่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมกันนั้นต้องหมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการตรวจวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้รักษาโรคได้ไว หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเสียงแหบ เสียงเปลี่ยน ไอเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์ หู คอ จมูก ให้เร็วที่สุด

เครดิต : เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ มะเร็งกล่องเสียง ติดจอ ฬ.จุฬา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

กระทรวงแจง “สูบบุหรี่ในบ้าน” ผิดกฎหมาย! บังคับใช้ 20 ส.ค. นี้

8 วิธีทาน “อาหารต้านมะเร็ง” กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค?

เบคอน อาหารปลิดชีวิตคนจากมะเร็งได้พอ ๆ กับบุหรี่

ออมเงินให้ลูก

ออมเงินให้ลูก สลากออมทรัพย์ธนาคารไหน ผลตอบแทนดี ลุ้นโชคเยอะ

ชวนพ่อแม่ ออมเงินให้ลูก ด้วยสลากออมทรัพย์ เช็คให้ชัวร์ก่อนซื้อ สลากธนาคารไหนดอกเบี้ยดี

ออมเงินให้ลูก ด้วยการซื้อสลากออมทรัพย์ ธนาคารไหนดี

สลากออมทรัพย์คืออะไร

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจควักเงินในกระเป๋าซื้อสลากออมทรัพย์ จำเป็นที่จะต้องรู้จักสลากออมทรัพย์ให้ดีเสียก่อน เพื่อเปรียบเทียบว่าการออมเงินให้ลูกแบบนี้เหมาะกับครอบครัวเราไหม

สลากออมทรัพย์ถือว่าเป็นการฝากเงินรูปแบบหนึ่ง ข้อดีของสลากออมทรัพย์คือผู้ฝากจะได้ทั้งดอกเบี้ยที่ดี ทั้งยังมีสิทธิ์ลุ้นเงินรางวัล จึงถูกใจใครหลายคน เพราะจ่ายเงินครั้งเดียวได้ทั้งดอกเบี้ย ได้ทั้งโอกาสถูกรางวัล

ธนาคารไหนบ้างที่ขายสลากออมทรัพย์

ปัจจุบันสลากออมทรัพย์มีจำหน่ายอยู่ 3 ธนาคารด้วยกัน

  1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
  2. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  3. ธนาคารออมสิน

เทียบความคุ้มค่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยโดนใจ ออมเงินให้ลูก ซื้อเจ้าไหนดี

สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดพิมานมาศ

ออมเงินให้ลูก
ออมเงินให้ลูก

ทางเลือกใหม่แห่งการออมเงินด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยจาก ธอส. ไม่ต้องทิ้งเงินต้น โดยสลากออมทรัพย์พิมานมาศ เป็นสลากใหม่รุ่นที่ 3 ปี 2563 โดยลูกค้า ธอส. (บุคคลธรรมดา) ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยและภาษีเงินได้จากเงินรางวัล ออกรางวัลทุกเดือน รวม 36 ครั้ง

ธอส. ชุดพิมานมาศ ราคาหน่วยลงทุน : 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านหน่วย (10 หมวด หมวดละ 1 แสนหน่วย)

ผลตอบแทน : ผู้ซื้อสลากออมทรัพย์พิมานมาศ ต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะมีผลตอบแทนหน้าสลากเมื่อฝากครบกำหนดสูงถึง 0.90% ต่อปี

เงินรางวัลและสิทธิพิเศษ :

  • จับรางวัลปกติทุกเดือน เงินรางวัลสูงถึง 50,000 บาท จำนวนเงินรางวัลมีหมวดละ 10 รางวัลด้วยกัน (รวมทั้งหมด 10 หมวด 100 รางวัล)
  • รางวัลพิเศษ หมวดละ 2 รางวัล (รวมทั้งหมด 10 หมวด 20 รางวัล) รางวัลละ 500,000 บาท ทุกไตรมาส (3 เดือน)
  • สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า ธอส. ที่ซื้อสลากออมทรัพย์พิมานมาศเท่านั้น ทุก ๆ 30 คะแนนสะสม รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัลรับรางวัลใหญ่ สร้อยคอทางคำหนัก 2 บาท จำนวน 10 รางวัล หรือรางวัลรอง สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 47 รางวัล

ซื้อสลากออมทรัพย์พิมานมาศอย่างไร

ซื้อได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2563 หรือจนกว่าจำนวนหน่วยลงทุนจะเต็มเท่านั้น

สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5

ออมเงินให้ลูก
ออมเงินให้ลูก

ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก “สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5” จำนวน 1,000 ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท รวมวงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลทั่วไปและยังสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน (Bank Guarantee) ได้อีกด้วย ออกรางวัลทุกเดือน รวม 36 ครั้ง

ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5 ราคาหน่วยลงทุน : หน่วยละ 100 บาท

ผลตอบแทน : สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5 มีอายุรับฝาก 3 ปี หากไถ่ถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ย

  • ฝากผ่านเคาน์เตอร์ ธ.ก.ส. เมื่อฝากครบกำหนดไถ่ถอนจะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.30 บาท หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.10 ต่อปี
  • ฝากสลากออมทรัพย์ทวีสินผ่านช่องทาง ธ.ก.ส. ลูกค้าที่ฝากผ่าน ธ.ก.ส. A-Mobile จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มเป็นหน่วยละ 0.60 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.20 ต่อปี

เงินรางวัลและสิทธิพิเศษ :

ลุ้นรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน และวันที่ 17 มกราคม ของทุกปี รวม 36 ครั้ง รวมรางวัลทั้งสิ้น 2,113,400 รางวัล เป็นเงิน 91,580,000 บาทต่อเดือน ออกรางวัลครั้งแรกวันที่ 16 กันยายน 2563

  • 1 รางวัล รางวัลที่ 1 มีมูลค่า 10,000,000 บาท
  • รางวัลที่ 1 ต่างหมวด มี 99 รางวัล ๆ ละ 20,000 บาท
  • 300 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 2 รางวัลละ 7,000 บาท
  • 1,000 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 3 รางวัลละ 3,000 บาท
  • 2,000 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 4 รางวัลละ 1,000 บาท
  • 10,000 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 5 รางวัลละ 500 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 4 ตัว มี 100,000 รางวัล รางวัลละ 75 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว มี 2,000,000 รางวัล รางวัลละ 30 บาท

ซื้อสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5 อย่างไร

เปิดรับฝากที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และสามารถฝากผ่านช่องทาง ธ.ก.ส. A-Mobile

สลากออมสินพิเศษ 3 ปี กับสลากดิจิทัล ของธนาคารออมสิน

ออมเงินให้ลูก
ออมเงินให้ลูก

สลากออมสินออกผลิตภัณฑ์สลากออมสิน สำหรับคนที่ชอบการออมเงินและได้ลุ้นโชคไปพร้อม ๆ กัน เงินต้นอยู่ครบ แถมได้ดอกเบี้ยเพิ่มเมื่อฝากครบตามกำหนดเวลา สำหรับธนาคารออมสินจะแบ่งเป็น สลากออมสินพิเศษ และ Digital Salak On MyMo ซึ่งมีรายละเอียดต่างกัน

สลากของธนาคารออมสิน ราคาหน่วยลงทุน : สลากออมสินฝากขั้นต่ำ 50 บาท และ Digital Salak On MyMo ฝากได้ตามจำนวนเงินดังนี้ 1,000 / 5,000 10,000 / 50,000 / 100,000 / 500,000 / 1,000,000 / 2,000,000 / 5,000,000 / 10,000,000 บาท

ผลตอบแทน : ดอกเบี้ย (บาทต่อหน่วย) แบ่งเป็น

  • 3 เดือน หากฝากครบ 3 เดือน ไม่ครบ 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ยทั้งคู่
  • ครบ 1 ปี ไม่ครบ 2 ปี สลากออมสินดอกเบี้ย 0.125 บาทต่อหน่วย Digital Salak On MyMo 0.25 บาทต่อหน่วย
  • ฝากครบ 2 ปี ไม่ครบ 3 ปี สลากออมสินดอกเบี้ย 0.25 บาทต่อหน่วย Digital Salak On MyMo 0.50 บาทต่อหน่วย
  • ฝากครบ 3 ปีตามกำหนด สลากออมสินดอกเบี้ย 0.60 บาทต่อหน่วย Digital Salak On MyMo 1.00 บาทต่อหน่วย

เงินรางวัลและรายละเอียดเพิ่มเติม :

1.สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี หน่วยละ 20 บาท สิทธิการถูกรางวัล 12 ครั้ง การออกรางวัล ทุกวันที่ 16 ของเดือน

  • การซื้อสลาก 10,000 หน่วย จำนวนเงิน 200,000 บาท จะการันตีถูกรางวัลเลขท้าย 4 ตัว เงินรางวัล 25 บาท ทุกงวด (ไม่มีรางวัลเลขท้าย 3 ตัว)
  • ฝากครบ 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย จำนวนเงินฝาก 200,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.30% ต่อปี

2.สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 2 ปี หน่วยละ 100 บาท สิทธิการถูกรางวัล 24 ครั้ง การออกรางวัล ทุกวันที่ 1 ของเดือน

  • การซื้อสลาก 1,000 หน่วย จำนวนเงิน 100,000 บาท จะการันตีถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เงินรางวัล 25 บาท ทุกงวด
  • ฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ย 0.20 บาทต่อหน่วย (ร้อยละ 0.10 ต่อปี) จำนวนเงินฝาก 100,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.40% ต่อปี จำนวนเงินฝาก 1,000,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.472% ต่อปี

3.สลากออมสินพิเศษ 2 ปี หน่วยละ 100 บาท (สิทธิการถูกรางวัล 24 ครั้ง) การออกรางวัล ทุกวันที่ 1 ของเดือน (หยุดรับฝากชั่วคราว เปิดรับฝากในวันที่ 2 กันยายน 2563 เป็นต้นไป หรือตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง)

  • การซื้อสลาก 1,000 หน่วย จำนวนเงิน 100,000 บาท จะการันตีถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เงินรางวัล 25 บาท ทุกงวดค่ะ
  • ฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ย 0.20 บาทต่อหน่วย (ร้อยละ 0.10 ต่อปี), จำนวนเงินฝาก 100,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.40% ต่อปี, จำนวนเงินฝาก 1,000,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.472% ต่อปี

ซื้อสลากออมสินพิเศษ 3 ปี กับสลากดิจิทัล ของธนาคารออมสิน อย่างไร

  1. สลากออมสินซื้อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ตู้ ATM และ Internet Banking หากมีความสนใจสลากออมสินพิเศษ นำบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านติดต่อเปิดบัญชีสลากออมสินได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
  2. Digital Salak On MyMo ซื้อผ่าน App MyMo เท่านั้น หากสนใจสลากออมสินพิเศษดิจิทัล สามารถเปิดบัญชีสลากดิจิดัลได้ที่แอพพลิเคชั่น MyMo

ปัจจุบันธนาคารเปิดรับฝาก สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี และสลากออมสินพิเศษดิจิทัล 2 ปี เท่านั้น ส่วนสลากออมสินพิเศษ 2 ปี ต้องรอประกาศอีกครั้งว่ายังรับฝากในวันที่ 2 กันยายน 2563 หรือไม่

ทั้ง 3 ธนาคาร ก็มีจุดเด่นเหมาะกับการออมเงินให้ลูก การซื้อสลากออมทรัพย์เหมาะกับคนที่มีเงินเย็น อยากได้ดอกเบี้ยซึ่งจำเป็นที่จะต้องฝากในระยะยาว แต่ก็ถือว่าเป็นการฝากเงินที่คุ้มค่าแก่การลงทุน เพราะได้ทั้งดอกเบี้ย และลุ้นโชครางวัลใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน

เครดิต : gsb.or.thcm.ghbank.co.th และ baac.or.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64 ใกล้เปิดรับลงทะเบียนแล้ว อายุ 60 ปีขึ้นไปเตรียมตัวเลย

วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง การเตรียมพี่ให้พร้อม ก่อนมีน้องอีกคน