Takeda Workshop

ทาเคดา ประเทศไทย เปิดเวทีให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลได้สะท้อนประสบการณ์กับโรคหายาก พร้อมเพิ่มพลังแห่งความสุขผ่านกิจกรรมศิลปะบำบัด

กรุงเทพฯ 16 มีนาคม 2565 – เมื่อคนใดคนนึงต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากตัวผู้ป่วยเองแล้วที่ต้องเจ็บป่วย แต่ยังมีอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลยนั่นคือผู้ดูแล นอกจากการรักษาโดยแพทย์แล้ว การดูแลจากผู้ดูแลเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่มีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นเสียงของผู้ป่วยและผู้ดูแลจึงเป็นเสียงที่ทรงพลังในการสะท้อนถึงความต้องการและความช่วยเหลือในการดูแลรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโรคหายากอีกด้วย

โรคหายาก หรือ Rare Disease เป็นโรคที่มีอุบัติการณ์ต่ำ จำนวนผู้ป่วยน้อย เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างยาวนาน อีกทั้งการรับรู้ในสังคมน้อย ไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จึงยากที่จะหาคนที่เข้าใจในปัญหาและความท้าทายของผู้ป่วยและผู้ดูแล ทาเคดา ประเทศไทย ในฐานะบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลก มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนชุมชนโรคหายาก เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในเชิงวิชาการและภาคประชาชน จึงเป็นที่มาของงาน ‘Share Your Colors, Show Your Care’ เพื่อเปิดเวทีฟังเสียงสะท้อนจากผู้ป่วยโรคหายากและผู้ดูแล ให้ได้มาแลกเปลี่ยนและพูดคุยถึงปัญหาและความท้าทาย และร่วมทำกิจกรรมศิลปะบำบัดสร้างพลังบวก โดยได้รับเกียรติจาก คุณปวีณ์ริศา อัศวสุนทรเนตร คุณแม่และผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหายาก คุณแม่ปาล์ม เลอค่า ทองสิมา ณ นครพนม เจ้าของเพจคุณแม่เลอค่า คุณแม่ลูกสามที่เต็มไปด้วยประสบการณ์การเลี้ยงลูกเชิงบวกมาแบ่งปันอยู่เสมอ และคุณเนิส ชนิสรา วาจาสิทธิ์ นักศิลปะบำบัด ที่ใช้การวาดภาพระบายสีเป็นสื่อกลางในการดึงเอาความรู้สึกในจิตใจออกมาเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ และใช้เป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ

มร. ปีเตอร์ สตรีบัล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด

มร. ปีเตอร์ สตรีบัล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราดำเนินธุรกิจโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เน้นการสร้างคุณค่า และขับเคลื่อนด้วยการวิจัยและพัฒนา มุ่งมั่นในการสนับสนุนชุมชนโรคหายาก ผ่านความร่วมมือกับองค์กรแพทย์และกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยเพื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ในโรคหายากอย่างต่อเนื่อง ผมขอชื่นชมในความพยายามอดทนต่อสู้กับโรคหายากของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนชุมชนโรคหายาก โดยงาน ‘Share Your Colors, Show Your Care’ เป็นการต่อยอดมาจากการจัดงานประชุมระดับภูมิภาค ‘The first Southeast Asia Rare Disease Summit’ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยโรคหายากและผู้ดูแลได้สื่อสารความรู้สึก โดยสังคมจะได้รับฟังเรื่องราวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อช่วยผ่อนคลายจากความเครียดในการต้องเผชิญกับโรคหายาก นำไปสู่การเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข”

 

คุณปวีณ์ริศา อัศวสุนทรเนตร คุณแม่และผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหายาก

คุณปวีณ์ริศา อัศวสุนทรเนตร คุณแม่และผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหายาก กล่าวว่า “ความเป็นแม่เป็นบทบาทที่ยิ่งใหญ่และยากที่สุดอีกหนึ่งบทบาทในชีวิตของผู้หญิงคนนึง แม้ว่าจะมีลูกที่เป็นโรคหายากแต่ไม่เคยทำให้ท้อเลย บางครั้งการดูแลอาจทำให้เครียดหรือมีผลกระทบต่ออารมณ์บ้าง จึงต้องกลับมาปรับอารมณ์ ปรับทัศนคติใหม่ และหาวิธีรับมือกับมันให้ดีที่สุด ลูกคือกำลังใจที่สำคัญในการให้เรามีชีวิตต่อสู้เพื่อเค้า อยากเห็นเค้าเติบโต อยากใช้ชีวิตอยู่กับเค้าให้นานที่สุด ทุกวันนี้ กับบทบาทของการเป็นผู้ดูแลผู้ป่วย ทำให้เรารู้ว่าเสียงของผู้ป่วยนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการดูแลรักษาโรคหายากอย่างเป็นนระบบ ที่ทำให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้”

 

คุณเนิส ชนิสรา วาจาสิทธิ์ นักศิลปะบำบัด

คุณเนิส ชนิสรา วาจาสิทธิ์ นักศิลปะบำบัด กล่าวว่า “การนำศิลปะมาเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและผู้ดูแล จะช่วยให้เกิดการพูดคุย การแลกเปลี่ยนแสดงความคิด และการจัดการกับอารมณ์ โดยมีศิลปะเป็นสื่อกลาง เป็นการปลดปล่อยอารมณ์ที่ขุ่นมัวหรือความเครียดต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยไปโดยปริยาย ฉะนั้น การมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กิจกรรมในวันนี้เป็นการเปิดเวทีให้พวกเขาได้มีพื้นที่ในการแสดงออกและระบายอารมณ์ภายในส่วนลึกออกมาผ่านงานศิลปะ เป็นหนทางที่จะทำให้แต่ละฝ่ายสามารถเข้าใจกันและกันได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว และทำให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหายากมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทยมีประมาณ 3.5 ล้านคน [Synthesis of healthcare systems for rare diseases in Thailand, Health Systems Research Institute, 2017] แต่มีผู้ป่วยเพียง 20,000 คนที่ได้เข้าสู่กระบวนการรักษา[เพิ่มเติม] หนึ่งในสาเหตุมาจากองค์ความรู้ทางการแพทย์และข้อมูลที่จำกัด มีการรับรู้ในวงแคบ ผู้ป่วยใช้เวลานานกว่าจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องและตรงจุด อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูง ผู้ป่วยหลายรายป่วยเป็นโรคหายากตั้งแต่กำเนิดต้องได้รับการดูแลรักษาไปตลอดชีวิต ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย ผู้ดูแล ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบัน โรคหายากมีมากถึง 6,000-8,000 โรค[เพิ่มเติม] ซึ่งการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับชุมชนโรคหายากจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยกันผลักดันให้เสียงของผู้ป่วยโรคหายากได้สะท้อนออกมาสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อจะได้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

เกี่ยวกับทาเคดา
ทาเคดา เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยการวิจัยและพัฒนา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทาเคดามุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมการรักษาเพื่อสุขภาพที่ดีและอนาคตที่สดใสของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับทาเคดา ประเทศไทย
ทาเคดา ประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2512 โดยเป็นสาขาลำดับที่สามภายใต้แผนขยายของทาเคดาทั่วโลก กลุ่มธุรกิจหลักของทาเคดา ประเทศไทย ประกอบด้วยนวัตกรรมเพื่อการรักษาที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วย ภายใต้กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่ โรคระบบทางเดินอาหาร มะเร็งวิทยา โรคหายากด้านพันธุกรรมและภูมิคุ้มกัน และ วัคซีน (ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงาน)

โรคพิษสุนัขบ้า ทำเสียชีวิตแล้ว 1 ราย แค่ถูกสุนัขข่วน

โรคพิษสุนัขบ้า ทำเสียชีวิตแล้ว 1 ราย แค่ถูกสุนัขข่วน

โรคที่ต้องระวังเพราะมาคู่กับหน้าร้อนโรคหนึ่งก็คือ โรคพิษสุนัขบ้า นับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะหากลูกไปเล่นกับสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า แล้วถูกกัด หรือข่วน ไม่ว่าจะเป็นสุนัขที่มีเจ้าของ หรือไม่มีเจ้าของ ก็อาจติดโรคพิษสุนัขบ้าได้ และหากไม่รักษา ก็อาจเสียชีวิต เช่นเดียวกับผู้โชคร้ายรายนี้ค่ะ

โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคที่สามารถติดเชื้อเข้าสู่สมอง ติดต่อจากสัตว์สู่คน มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา แต่ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนค่ะ

สถิติผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า

ในแต่ละปี องค์การอนามัยโลกรายงานผู้เสียชีวิต จากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยจะพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา และร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัด เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

ในประเทศไทย มีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในช่วงปี พศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี แต่ในปี พ.ศ. 2561 เพียงประมาณ 2 เดือนมีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้วถึง 3 ราย ร่วมกับตรวจพบสัตว์ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 251 ตัว ซึ่งสูงกว่าระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 1.5 เท่า ส่วนในปี 2564 ที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยโรคพิษสุนัขบ้าพบมากที่สุดในสุนัข เป็นจำนวนกว่าร้อยละ 90 ตามมาด้วยแมว และโคตามลำดับ

ผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า รายแรกในไทยปี 2565

ในปี 2565 นี้ ก็ได้พบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 1 ราย ที่จังหวัดชลบุรี โดยผู้เสียชีวิตรายนี้ มีประวัติสัมผัสกับสุนัขของเพื่อนบ้านที่นำมาฝากเลี้ยงข่วน แพทย์เตือนให้รักษาแล้ว แต่ไม่รักษา ปล่อยทิ้งไว้ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตค่ะ

คนติดโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์ชนิดใดบ้าง

โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อโดยการสัมผัสกับน้ำลายจากการถูกกัด ข่วนหรือเลีย บริเวณที่มีรอยถลอกหรือรอยขีดข่วน บาดแผล หรือเลียถูกบริเวณเยื่อบุตา หรือปาก เป็นต้น นอกจากนี้การชำแหละซากสัตว์หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าก็สามารถติดโรคได้

โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี กระรอก กระต่าย รวมถึงหนูเป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุด

อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคนเป็นอย่างไร

หลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยโดยเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์- 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผลรวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัด อาการของโรคพิษสุนัขบ้าแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน กระวนกระวายนอนไม่หลับ ในบางรายอาจมีอาการ เจ็บ เสียวแปล๊บคล้ายเข็มทิ่ม หรือคันอย่างมากบริเวณที่ถูกกัด ซึ่งเป็นลักษณะที่จำเพาะของโรคระยะนี้มีเวลาประมาณ 2-10  วัน
  2. ระยะที่มีอาการทางสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการสับสน วุ่นวาย กระสับกระส่าย อยู่ไม่นิ่ง กลืนลำบาก  รวมถึงกลัวน้ำ อาการจะเป็นมากขึ้นหากมีเสียงดัง หรือถูกสัมผัสเนื้อตัว จากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการชักและเป็นอัมพาต ระยะนี้มีอาการประมาณ 2-7  วัน
  3. ระยะท้าย ผู้ป่วยอาจมีภาวะหายใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น โคม่า และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

 

โรคพิษสุนัขบ้า
โดนสัตว์ กัด ข่วน เลีย เสี่ยงพิษสุนัขบ้า

ขอบคุณภาพจาก กรมควบคุมโรค

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อลูกถูกสัตว์กัด

  1. รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง นานอย่างน้อย 15 นาที ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล  แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีนเป็นต้นบริเวณแผล
  2. จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  3. ไปพบแพทย์ทันทีพร้อมนำสมุดวัคซีนหรือประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยักไปด้วย เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า เช่น ถูกกัดหรือข่วน แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ  นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 3-5ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูงสามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง

จะป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร 

เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ไม่มียาที่ใช้ในการรักษา และถ้าติดเชื้อจะเสียชีวิตเกือบทุกราย ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมีแนวทางในการป้องกันดังนี้

  1. ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
    – พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
    – ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
    – ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง
  2. หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  3. ถ้าถูกสัตว์กัดแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น
  4. พิจารณาการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบป้องกันล่วงหน้าในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ สัตวแพทย์ ผู้ที่มีอาชีพเลี้ยงและขายสัตว์ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งอาจทำให้การเข้าถึงวัคซีน รวมถึงการมารับวัคซีนกระตุ้นตามนัดทำได้ยากลำบาก รวมถึงเด็กที่เลี้ยงสุนัขและแมว เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบป้องกันล่วงหน้าโดยฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วันและเมื่อถูกสัตว์กัดจะต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำอีก 1-2 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลินซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ และเจ็บปวดเวลาฉีดรอบแผลร่วมด้วย

จุดบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ในสัตว์)

สำหรับพื้นที่ กรุงเทพมหานคร มีบริการที่ศูนย์บริการฉีดวัคซีนสำหรับพาสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า 8 แห่ง ได้แก่

  1. ศูนย์บริการสาธารณสุข 23 สี่พระยา
  2. ศูนย์บริการสาธารณสุข 43 มีนบุร
  3. ศูนย์บริการสาธารณสุข 21 วัดธาตุทอง
  4. ศูนย์บริการสาธารณสุข 24 บางเขน
  5. ศูนย์บริการสาธารณสุข 33 วัดหงส์รัตนาราม
  6. ศูนย์บริการสาธารณสุข 29 ช่วงนุชเนตร
  7. ศูนย์บริการสาธารณสุข 30 บางกอกน้อย
  8. กลุ่มควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ดินแดง

หรือ หน่วยบริการฉีดวัคซีนสุนัขบ้า ฟรี ในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ, MCOT Digital, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พ่อแม่ รีบไป! วัคซีนพิษสุนัขบ้า ใช้สิทธิประกันสังคมได้

วิจัยเผย! เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

พ่อแม่ระวัง! เห็บหมัดสุนัข และแมวช่วงหน้าฝน

ร็อตไวเลอร์

ทำไม สุนัขพันธุ์ ร็อตไวเลอร์ ชอบกัดเด็ก

ทำไม สุนัขพันธุ์ ร็อตไวเลอร์ ชอบกัดเด็ก

เหตุการณ์เด็กน้อยถูกสุนัขกัดจนได้รับบาดเจ็บ อาการสาหัส มีปรากฏให้เห็นกันอยู่ตลอด ล่าสุด เด็กชายวัย 9 ขวบ ถูกสุนัขกัด โดยสุนัขพันธุ์ ร็อตไวเลอร์ 3 ตัวรุมขย้ำอาการสาหัส ต้องเข้ารับการผ่าตัด และศัลยกรรมถึง 12 ครั้ง แต่ก็ยังไม่หาย เรามาดูว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร และทีมแม่ ABK หาข้อมูลมาว่า ทำไมร็อตไวเลอร์ชอบกัดเด็ก มาฝากคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ

ร็อตไวเลอร์ กัดลูก 9 ขวบ สาหัส ผ่าตัด 12 ครั้ง

คุณพ่อของเด็กน้อย เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ลูกชายถูกสุนัขร็อตไวเลอร์ 3 ตัว วิ่งเข้ามารุมขย้ำ โดยสุนัขทั้ง 3 ตัวยืนคร่อมร่างของลูกเอาไว้ และพยายามจะลากดึงร่างของลูกชายไป ขณะที่บางตัว ก็กัดบริเวณศีรษะ ใบหู ลำคอ แขนขา และตามลำตัว เลือดท่วมร่าง ต้องรีบนำส่งรักษาโรงพยาบาล แต่อาการสาหัส แพทย์จึงต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา โดยผ่าตัดและศัลยกรรมไปแล้วถึง 12 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น คุณพ่อบอกอีกว่า ที่ผ่านมาเคยเรียกร้องค่าเยียวยาจากเจ้าของสุนัข แต่ปัจจุบันยังตกลงกันไม่ได้ และ ยังไม่ได้ค่าเยียวยาช่วยเหลือ

สาเหตุที่ทำให้เด็กมักโดนร็อตไวเลอร์กัด

จากเหตุการณ์นี้ รวมทั้งหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เด็ก ๆ มักถูกร็อตไวเลอร์กัด เป็นเพราะสาเหตุเหล่านี้ค่ะ

  1. เด็กตัวเล็ก เหมือนเหยื่อที่อ่อนแอ
  2. เด็กวุ่นวาย กระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าของสุนัข
  3. เด็กชอบจับ หรือลูบหัวสุนัข ในเชิงพฤติกรรมเป็นการข่มขู่ แสดงตัวตนเหนือกว่า บางทีสุนัขอาจขู่กลับหรืองับได้
  4. เด็กเสียงแหลมโวยวาย กระตุ้นให้สุนัขตื่นตัวและกระโจนใส่
  5. เด็กชอบแกล้ง อาจไปกระตุ้นให้สุนัขก้าวร้าวโดยไม่รู้ตัว เช่น ดึงขามอาหาร จับหาง
  6. เด็กอาจไม่เข้าใจพฤติกรรม และอารมณ์ของสุนัข เช่น เห็นแยกเขี้ยว คิดว่ายิ้มให้และเข้าไปจับ

พฤติกรรมสุนัขที่ควรระวังว่าสุนัขอาจกัดได้

คุณพ่อคุณแม่ควรบอกลูกว่า ให้ดูพฤติกรรมหลากหลายแบบ ที่สุนัขกำลังแสดงออกทางภาษากายต่าง ๆ ว่าพฤติกรรมเช่นนี้ ถ้าเกิดขึ้น ลูกควรเลี่ยงเข้าใกล้สุนัข เพราะอาจถูกสุนัขกัดได้

  • ขนที่คอลุกชัน : จะเห็นสุนัขชันขนตั้งแต่แผงคอไปจนถึงส่วนหลัง เป็นกลไกในการป้องกันตัวเองจากศัตรู ตื่นตัวพร้อมรับเหตุการณ์ หากพบพฤติกรรมเช่นนี้ ควรรีบออกห่าง เพราะสุนัขอาจกัดได้
  • หยุดนิ่ง : หากสุนัขเกิดอาการหยุดนิ่ง หรือมีอาการชะงัก เกิดจากความเครียด หรือกลัว เช่น เวลาที่สุนัขกำลังกินอาหาร หรือกำลังครอบครองของแทะเล่นชิ้นโปรด ซึ่งหากสุนัขรู้สึกกลัว หรือรู้สึกว่าไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์นั้นได้แล้วล่ะก็ สุนัขก็อาจจะกัดได้
  • แยกเขี้ยว : สุนัขที่กลัว อาจแยกเขี้ยวเพื่อขู่ให้ศัตรูไปให้ห่าง แม้การแยกเขี้ยวในบริบทอื่นอาจไม่ได้แสดงถึงความก้าวร้าว หรืออันตราย แต่หากสุนัขกำลังกลัว ก็ควรอยู่ให้ห่างไว้ เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกสุนัขกัด

วิธีป้องกันสุนัขกัด

คุณพ่อคุณแม่อาจปฏิบัติ และสอนลูกง่าย ๆ ดังนี้

  • อย่าแหย่ อย่าให้ลูกไปแหย่สุนัขเล่น ไม่ว่าจะมีเจ้าของ หรือไม่มีเจ้าของ
  • อย่าแยก ไม่ไปแยกสุนัขที่กำลังกัดกัน หรือกัดกันเองด้วยมือเปล่า
  • อย่าเหยียบ สอนอย่าให้ลูกไปเหยียบ หาง ตัว หรือขาของสุนัข ไม่ทำให้สุนัขเจ็บ หรือตกใจ
  • อย่าหยิบ สอนลูกว่า อย่าไปหยิบจานข้าวสุนัข ขณะที่สุนัขกำลังกินอยู่
  • อย่ายุ่ง ไม่ยุ่ง หรือคลุกคลี กับสุนัขที่ไม่มีเจ้าของ และไม่ควรให้สุนัขเลียมือ 

ปล่อยสุนัขกัดคนตาย อาจติดคุก

ตามกฎหมายการปล่อยปละละเลยสัตว์ จะทำให้เจ้าของเสียเงินและอาจติดคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งอีกด้วย

  • ตามกฎหมายแพ่งมาตรา 433 เจ้าของสุนัขจำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากความเสียหายอันเกิดจากสุนัขนั้น เพราะเจ้าของไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์นั้น ผู้เสียหายจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าของสุนัขได้ หากเจ้าของปฏิเสธความรับผิดชอบ
  • ตามกฎหมายอาญามาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
  • ตามกฎหมายอาญามาตรา 377 ผู้ใดควบคุม สัตว์ดุ หรือ สัตว์ร้าย ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพัง ในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคล หรือ ทรัพย์ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองควรสอนให้ลูกรู้จักพฤติกรรมของสัตว์ อย่าเล่นหรือเข้าใกล้สุนัขแปลกหน้า ต้องรับรู้ไว้เลยว่า พวกมันสามารถกัดเราได้ทุกเมื่อนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

Post Today, ทนายคลายทุกข์, Purina, tonmamoung, amarin tv

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เตือน! ช่วยเด็กจมน้ำ อย่าอุ้มพาดบ่า พร้อมแนะวิธีที่ถูกต้อง

เตือนภัยลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์ อันตรายใกล้ตัว!!

หมดกังวลเรื่องอุบัติเหตุ! ด้วย 4 วิธีป้องกันอันตราย ให้ลูกน้อยมีอิสระ เรียนรู้ได้เต็มที่

หลั่งในไม่ท้อง หลังกินยาคุมกี่วัน

เช็กให้ชัวร์! หลั่งในไม่ท้อง หลังคุมกำเนิดกิน ฉีด ฝังไปแล้วกี่วัน

หลั่งในไม่ท้อง หลังคุมกำเนิดไปแล้วกี่วัน มาฟังให้ชัวร์ก่อนปฎิบัติ เมื่อไหร่ที่ควรกิน ฉีด หรือฝังยาคุมให้ได้ประสิทธิภาพ นับวันกันอย่างไร รู้ไว้จะได้ไม่พลาด

เช็กให้ชัวร์! หลั่งในไม่ท้อง หลังคุมกำเนิดกิน ฉีด ฝังไปแล้วกี่วัน?

ชีวิตคู่กับเซ็กซ์ (SEX) เป็นของคู่กัน การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคู่รักจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ทั้งคู่ควรทำความเข้าใจ เพราะเซ็กซ์สามารถทำให้คนสองคนยิ่งมีความรู้สึกแน่นแฟ้น รักใคร่กันมากยิ่งขึ้น หรือบางทีเซ็กซ์ก็ทำให้บางคู่ถึงขั้นต้องเลิกราห่างกันไปได้เช่นกัน นอกจากเซ็กซ์จะมีผลต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว การทำความเข้าใจในเรื่ององค์ประกอบต่าง ๆ ของการมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน เช่น การรู้จักวิธีป้องกันโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการท้องไม่พร้อมขึ้น เป็นต้น

เพศสัมพันธ์ กับชีวิตคู่
เพศสัมพันธ์ กับชีวิตคู่

หลั่งนอก หรือ หลั่งใน เรื่องวุ่น ๆ ของชีวิตคู่!!

หลั่งนอก (Coitus Interruptus) หนึ่งในวิธีการมีเพศสัมพันธ์ที่หลายคนนิยม และเชื่อกันว่าเป็นการคุมกำเนิดที่ได้ผล เพราะการหลั่งอสุจิภายนอกร่างกายเพศหญิงจะช่วยลดปริมาณอสุจิที่อาจเข้าไปปฏิสนธิได้ แต่ที่จริงแล้วการหลั่งนอกเป็นวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพน้อยมาก มีโอกาสล้มเหลว และมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูง อีกทั้งยังอาจทำให้ความสุขในขณะมีเพศสัมพันธ์ลดลงอีกด้วย

การมีเพศสัมพันธ์โดยหลั่งนอกเป็นประจำจะส่งผลกระทบต่อความสุขระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ได้ เนื่องจากฝ่ายชายจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการหลั่งอสุจิภายในหลังจากถึงจุดสุดยอด และฝ่ายชายเองก็จะรู้สึกประหม่าในขณะมีเพศสัมพันธ์ ส่วนฝ่ายหญิงอาจมีความรู้สึกที่ไม่ดี และไม่อิ่มเอมกับเพศสัมพันธ์ที่มีเท่าที่ควร และอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ได้ในที่สุด

หลั่งในไม่ท้อง ได้หรือไม่??

การคุมกำเนิดเพียงอย่างเดียวที่ให้ผลป้องกันการตั้งครรภ์ 100% คือ “Abstinence หรือ การไม่มีเพศสัมพันธ์” นั่นเอง กล่าวอีกทีนั่นคือ การมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการคุมกำเนิดหรือไม่ จะหลั่งใน หรือหลั่งนอก หรือเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบใด ตัวอย่างเช่น ยากินคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝัง หรือแม้แต่การทำหมัน เป็นต้น ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าให้ผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% นั่นเอง

อย่างที่กล่าวกันข้างต้นว่า คู่รักมักนิยมวิธีการหลั่งนอกเพราะเป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องรับประทาน ไม่ต้องใส่ถุงยาง เป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับการมีเพศสัมพันธ์แบบธรรมชาติที่สุดแล้ว แต่มีข้อเสียคือ ทำให้สูญเสียความสุขระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ในการต้องหยุดจังหวะรักขณะที่กำลังจะถึงจุดสุดยอด ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่จะแนะนำในการต้องการมีเซ็กซ์แบบไม่ต้องการตั้งครรภ์ นั่นคือ การคุมกำเนิดแบบใช้ยาคุม

กินยาคุมกำเนิดอย่างไร ให้ หลั่งในไม่ท้อง ได้
กินยาคุมกำเนิดอย่างไร ให้ หลั่งในไม่ท้อง ได้

ใช้ยาคุมกำเนิด แล้วหลั่งในจะท้องมั้ย?

ยาคุมกำเนิดทำได้หลายวิธี วิธีที่นิยมกันมากคือ การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด  ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด (injectable contraceptives) มีการใช้มากเช่นเดียวกันแม้จะไม่เท่ากับยาเม็ดคุมกำเนิด การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด และยาฝังคุมกำเนิด

1.ยาเม็ดคุมกำเนิด

สามารถคุมกำเนิดได้ถึง 99% จึงสามารถหลั่งในได้ แต่! ต้องมั่นใจว่ากินยาครบ ตรงเวลา ไม่ขาด ยาคุมกำเนิดจึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ ต้องดูก่อนว่า เรากินยาคุม ชนิดใดอยู่ เป็นแบบฮอร์โมนรวม หรือฮอร์โมนเดี่ยว เพราะ

  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม : ทำให้หยุดการตกไข่ ดังนั้นการกินยาคุมกำเนิดชนิดนี้ จึงสามารถคุมกำเนิดได้ 99% และสามารถหลั่งในได้ โดยไม่จำเป็นต้องกินยาคุมฉุกเฉินเพิ่มอีก ย้ำอีกครั้ง! ว่าจะไม่ท้อง ในกรณีที่มั่นใจว่ากินยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง ไม่ขาด ไม่เกิน เท่านั้น
  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว : ทำให้ปากมดลูกมีเมือกเหนียวข้น ขัดขวางไม่ให้อสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ และทำให้ผนังมดลูกเปลี่ยนไป ไม่เหมาะกับการฝังตัวของไข่ แต่ประสิทธิภาพการป้องกันอาจสู้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมไม่ได้

คิดจะกินยาคุมกำเนิด ควรปรึกษากับเภสัชกรก่อนกินยาคุมกำเนิด ไม่ควรซื้อกินเองหรือกินตามเพื่อน เพราะอาจกินไม่ถูกต้อง และทำให้การคุมกำเนิดไม่ได้ผล บานปลายเป็นปัญหาท้องไม่พร้อม ดังสถิติวัยรุ่นไทยท้องไม่พร้อม สูงถึง 15% (พศ. 2561) มากกว่าที่องค์กรอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ 10%

ยาคุมกำเนิดแบบแผงรับประทาน
ยาคุมกำเนิดแบบแผงรับประทาน

การใช้ยาคุมแบบแผงรายเดือนนั้นเป็นการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก หากได้กินติดต่อกันทุกวันจนหมดแผงยา โดยการเริ่มยาควรเริ่มภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือนเพื่อให้สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ทันที หากเริ่มช่วงเวลาอื่น อาจจะต้องกินติดต่อกันให้ครบ 7 วันก่อนค่อยมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกันได้

จากที่กล่าวมานั้น ถ้าได้กินยาในแผงยาติดต่อกันเกิน 7 วันไปแล้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัย และให้กินยาต่อเนื่องไปจนหมดแผง ควรกินในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกวันไม่คลาดเคลื่อนไปเกิน 3 ชั่วโมง

2.ยาฝังคุมกำเนิด

ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ของยาฝังคุมกำเนิดถือว่าดีมาก ตามทฤษฎีแล้ว จะมีโอกาสการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.05% หรือเท่ากับ 1 ใน 2000 คน ซึ่งดีกว่ายาเม็ดคุมกำเนิด และยาฉีดคุมกำเนิด จากรายงานการใช้งานจริงต่าง ๆ ทั่วโลกก็พบการตั้งครรภ์เกิดขึ้นน้อยกว่า 1 คนใน 1000 คนที่ฝังยาคุมในระยะเวลา 3 ปี ดังนั้นหากได้ฝังยามานานเกิน 7 วันแล้ว สามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ และหลั่งในได้

3.ยาฉีดคุมกำเนิด

หากได้เริ่มฉีดยาคุมกำเนิด ภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ยาฉีดคุมกำเนิดก็จะสามารถออกฤทธิ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที โดยประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ของยาฉีดคุมกำเนิดแบบชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (ฉีดทุก 2 หรือ 3 เดือน) กับชนิดฮอร์โมนรวมจะเท่า ๆ กัน คือป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากกว่า 99% หรือมีโอกาสการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 0.2% หรือเท่ากับ 2 ใน 1000 คน ซึ่งดีกว่าการทานยาเม็ดคุมกำเนิดเล็กน้อย แต่ทั้งนี้ต้องได้รับการฉีดอย่างถูกต้อง

แต่หากได้เริ่มฉีดยาคุม ในช่วงเวลาอื่น นอกจากช่วง 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ยาฉีดคุมกำเนิดจะยังไม่ออกฤทธิ์ได้ทันที โดยจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากฉีดยาไปแล้วประมาณ 7 วัน ดังนั้นในช่วง 7 วันแรกหลังฉีดยาคุม จึงควรงดการมีเพศสัมพันธ์หรือใช้ถุงยางอนามัยไปก่อน ซึ่งหากไม่ได้ป้องกันในช่วง 7 วันแรกนี้ ก็มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้

ถุงยางอนามัย หลั่งในไม่ท้อง แถมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ถุงยางอนามัย หลั่งในไม่ท้อง แถมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สรุปให้ตรงนี้!…หลังคุมกำเนิดกี่วัน หลั่งในไม่ท้อง

การตั้งครรภ์นั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่ออสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ในช่วงวันตกไข่ เมื่อมีการนับวันตกไข่ที่แน่นอนสำหรับผู้หญิงแต่ละคนแล้ว ก็จะช่วยกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์ที่มีโอกาสมีลูกมากขึ้น เพราะในช่วงวันที่ตกไข่จะเป็นช่วงที่อสุจิสามารถเข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ได้ตามธรรมชาติและส่งผลให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้เพิ่มขึ้น

แต่สำหรับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิด คำแนะนำในการเริ่มคุมกำเนิด คือ ให้เริ่มรับยาคุมกำเนิดไม่ว่าจะวิธีใดภายในวันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน

ตัวอย่างเช่น

วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันแรกของการมีประจำเดือน หากคุณมีประจำเดือนรอบละกี่วันก็ตาม ให้เริ่มคุมกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทาน การฉีด หรือการฝังยาคุมก็ตาม (คำแนะนำให้เริ่มการคุมกำเนิดภายในวันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน ) หมายความว่า นับจากวันที่คุณมีประจำเดือนวันแรก คือ วันที่ 8 มีนาคม คุณก็เริ่มการคุมกำเนิดได้ตั้งแต่วันที่ 8-12 วันไหนก็ได้ ซึ่งประสิทธิภาพของยาคุมนั้นจะสามารถออกฤทธิ์คุมกำเนิดได้เลยทันที เพราะเป็นช่วงที่พ้นระยะไข่ตกไปแล้ว

มีลูกเมื่อพร้อม
มีลูกเมื่อพร้อม

การนับระยะไข่ตก

สำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาตามปกติ การนับวันตกไข่จะค่อนข้างแม่นยำ โดยปกติแล้วผู้หญิงจะมีรอบเดือนทุก 28 วัน โดยให้นับหลังจากวันที่ประจำเดือนมาเป็นวันที่ 1 ซึ่งวันที่ 14 จะเป็นวันที่ตกไข่ แต่วันที่ไข่ตกจะไม่ตรงในบวกลบไปอีก 1-2 วัน 

ดังนั้นหากเราเริ่มใช้ยาคุมกำเนิด ตั้งแต่วันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน จึงมีประสิทธิภาพได้เลยทันที เพราะทำให้มีช่วงเวลามากพอในการให้ฮอร์โมนออกฤทธิ์ เมื่อนับวันเริ่มตั้งแต่ใช้ยาคุมกำเนิด จะพบว่าห่างไกลจากวันที่ไข่ตกอย่างมาก โอกาสในการตั้งครรภ์จึงต่ำมาก ทำให้สามารถหลั่งในได้ไม่ท้อง (ย้ำ!!ต้องทำครบขั้นตอน)

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com/hd.co.th/ multimedia.anamai.moph.go.th/เพจสุขภาพดีกับพยาบาลแม่จ๋า

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ยาคุมฉุกเฉิน ผู้หญิงรู้ไว้ใช้บ่อยไปผลร้ายตกอยู่กับคุณ!

22 ผลไม้สำหรับคนท้อง สารอาหารแน่น แม่กินดีลูกได้ประโยชน์

8เรื่องควรรู้ก่อนใช้ ยาคุม กับ7เรื่องยาคุมฉุกเฉินที่รู้ไว้ไม่พลาด

14 วิธีช่วยให้การ นอนหลับ ดีขึ้น ต้อนรับวันนอนหลับโลก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฟันผุ

กรมอนามัยเตือน! ปล่อยลูก ฟันผุ เสี่ยงเด็กแคระแกร็น!!

กรมอนามัยเตือน! ปล่อยลูก ฟันผุ เสี่ยงเด็กแคระแกร็น!!

ตั้งแต่ลูกเริ่มฟันขึ้น พอเวลาจะแปรงฟันให้ลูก ลูกก็งอแงวิ่งหนีทุกที ทำเอาทั้งคุณพ่อคุณแม่เหนื่อยในการพาลูกแปรงฟัน เชื่อว่าหลายบ้านต้องเคยประสบปัญหานี้กันมาก่อน พอรู้ตัวอีกทีลูกก็ ฟันผุ เสียแล้ว

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบเด็กเล็กที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากกับเด็กเล็กที่ไม่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก พบว่า

  • เด็กที่ไม่มีปัญหาช่องปาก มีโอกาสที่จะมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้น 1.43 เท่า
  • ในเด็กอายุ 3 ปี เป็นโรคฟันผุ ถึงร้อยละ 52.9
  • เด็กอายุ 5 ปี มีฟันผุร้อยละ 75.6

และจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพช่องปาก พบว่า เด็กวัยเรียนแปรงฟันหลังอาหารกลางวันทุกวันเพียงร้อยละ 30 จึงทำให้เกิดปัญหาฟันผุในเด็กเล็กเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะลามลึกลงไปถึงรากฟัน สร้างความเจ็บปวด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ฟันผุ จึงเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ เลยค่ะ

สาเหตุของ ฟันผุ

ฟันผุคือ ผิวฟันเกิดเป็นจุดหรือรูโหว่ ตัวการของฟันผุ คือ แบคทีเรียภายในช่องปาก ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่ลูกกินเข้าไป และก่อให้เกิดกระบวนการทำลายฟันตามลำดับ ดังนี้

  • คราบแบคทีเรียก่อตัวบนผิวฟัน เวลาที่ลูกกินอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเข้าไป แล้วน้ำตาลยังคงตกค้างอยู่ที่ผิวฟัน แบคทีเรียหลายชนิดที่มีอยู่แล้วในปากจะไปจับกับน้ำตาลจนเกิดคราบเหนียวเคลือบอยู่ที่ฟัน หรือที่เรียกกันว่าคราบหินปูน ซึ่งจะเพิ่มความหนามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทำปฏิกิริยากับน้ำตาลเกิดเป็นกรดทำลายผิวฟันให้ผุกร่อน
  • คราบหินปูนทำลายผิวฟัน กรดที่อยู่ในคราบหินปูนจะทำลายผิวฟันส่วนที่แข็งและอยู่ชั้นนอก เมื่อเกิดรูที่ผิวฟันชั้นนอก แบคทีเรียจะเข้าไปยังผิวฟันชั้นในซึ่งมีพื้นผิวอ่อนกว่าและต้านทานต่อกรดได้น้อยกว่าชั้นนอก
  • การทำลายผิวฟันอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดฟันผุ แบคทีเรียและกรดที่เกิดขึ้นจะเข้าทำลายผิวฟันในระดับที่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ อาจทำลายเข้าไปถึงโพรงประสาทฟัน ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาทและหลอดเลือด จนทำให้ลูกเกิดอาการเสียวฟัน มีการบวมในบริเวณนั้น ปวดฟันอย่างรุนแรง หรือปวดฟันเวลากัดหรือเคี้ยวอาหาร เป็นต้น

อาการของ ฟันผุ

อาการที่พบนอกเหนือจากจุดหรือรูสีน้ำตาลดำบริเวณผิวฟันแล้ว หากลูกไม่ได้รับการรักษา ลูกอาจมีอาการปวดฟัน เสียวฟัน ปวดฟันมากเวลากัดหรือเคี้ยวอาหาร หรือเวลารับประทานอาหารที่มีรสหวาน อาหารร้อน ๆ หรืออาหารที่มีความเย็น ขมปาก ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ฟันเปลี่ยนสี หรือเป็นหนองได้ค่ะ

ลูกควรไปพบทันตแพทย์เมื่อใด

โดยปกติแล้ว เด็กทุกคนควรไปพบทันตแพทย์เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจรักษาดูแลสุขภาพฟันอยู่เสมอ แต่หากมีอาการอย่างปวดฟัน ปวดบวมภายในปาก ควรรีบไปพบทันตแพทย์ให้เร็วที่สุดนะคะ

รับมือปัญหาที่เกิดจากฟันผุ

เมื่อลูกเกิดฟันผุ และเริ่มมีสัญญาณของความเจ็บปวดบริเวณเหงือกและฟัน ในเบื้องต้นให้ใช้ผ้าบาง ๆ ห่อน้ำแข็ง หรือใช้ถุงประคบเย็นประคบไว้บริเวณแก้มลูก ครั้งละประมาณ 10-15 นาที วันละหลาย ๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการปวด และสามารถรับประทานยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป อย่างพาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน โดยต้องใช้ยาอย่างถูกต้องตามวิธีการและตามปริมาณที่เหมาะสมกับอายุที่ระบุไว้บนฉลากยา จากนั้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาฟันผุและรับการรักษาในขั้นต่อไป

เด็กเล็กฟันผุหลายซี่ เสี่ยงแคระแกร็น

นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาฟันผุส่งผลให้เด็กเจ็บปวดทรมาน เสียสุขภาพ กระทบต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็ก และพบว่า การมีฟันผุหลายซี่ในปาก มีความสัมพันธ์กับภาวะแคระแกร็นของเด็ก เพราะทำให้เด็กกินอาหารลำบาก เคี้ยวไม่สะดวก และเด็กที่มีฟันน้ำนมผุมากจะมีแนวโน้มว่า ฟันแท้จะผุมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ควรแปรงฟันให้เด็กตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มขึ้น ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ และแปรงฟันให้ต่อเนื่อง จนกว่าเด็กจะแปรงฟันได้เองค่ะ

ฟันผุ
ให้ลูกแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์

วิธีรักษาฟันผุ

วิธีที่ควรใช้ในการรักษาฟันผุขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของฟันผุด้วย ได้แก่

  • ฟลูออไรด์ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันและฟื้นฟูสภาพฟันจากการผุ หากฟันผุในระยะแรกเริ่ม ทันตแพทย์จะแนะนำให้ใช้ฟลูออไรด์ ทั้งในรูปแบบยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เจล โฟม หรือสารเคลือบฟัน รวมทั้งแนะนำปริมาณน้ำตาลจากอาหารที่ลูกควรรับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดฟันผุเพิ่มจากการสะสมของน้ำตาล
  • การอุดฟัน เป็นวิธีการรักษาที่นำมาใช้ในระยะที่ฟันผุเข้าไปถึงชั้นผิวด้านใน แพทย์จะใช้วัสดุที่มีสีเหมือนฟันหรือมีความแข็งแรง เช่น พอร์เซเลน แร่เงิน หรือใช้วัสดุหลายชนิดรวมกัน อุดไปบริเวณที่มีรูฟันผุ
  • การครอบฟัน ใช้ในกรณีที่ฟันผุกร่อนเป็นบริเวณกว้าง เหลือเนื้อฟันน้อย หรือมีสุขภาพฟันไม่แข็งแรง แพทย์จะกำจัดเนื้อฟันบริเวณที่ผุออกไปจนหมด ก่อนจะใช้วัสดุที่มีสีเหมือนฟัน หรือมีความแข็งแรงทนทาน เช่น พอร์เซเลน เรซิ่น หรือทอง ครอบไปที่ฟันซี่นั้นแล้วตกแต่งให้ฟันยึดเยอะในบริเวณที่เหมาะสม
  • การรักษารากฟัน หากฟันผุลึกลงไปจนถึงรากฟัน ทันตแพทย์จะรักษาที่รากฟันเพื่อซ่อมแซมความเสียหายและรักษาในบริเวณที่ติดเชื้อ อาจใช้ยาเพื่อรักษารากฟันที่มีการติดเชื้อ ก่อนจะแทนที่บริเวณที่มีการผุด้วยการอุดฟัน
  • การถอนฟัน เด็กที่มีฟันผุอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเยียวยาเนื้อฟันที่เหลือได้ ทันตแพทย์จะถอนฟันซี่นั้นออกเพื่อรักษาอาการ แต่หลังจากถอนฟันแล้ว สามารถปรึกษาหาวิธีการทดแทนช่องว่างของฟันซี่ที่ถูกถอนออกไป เช่น การใส่ฟันปลอม การใช้สะพานฟัน หรือปลูกถ่ายรากฟันเทียมซึ่งเป็นไททาเนียมยึดเกาะบริเวณรากฟันแทนที่ฟันที่ถูกถอนออกไป

ป้องกันฟันผุอย่างไรให้ได้ผล

สิ่งสำคัญ คือ การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี ทำความสะอาดทั้งเหงือกและฟัน แปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์หลังการรับประทานอาหาร หรืออย่างน้อยต้องแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ใช้น้ำยาบ้วนปาก ลดหรืองดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง ขนมขบเคี้ยว ของหวาน เครื่องดื่มที่มีรสหวาน น้ำอัดลม เลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพฟัน อย่างผักและผลไม้ที่มีแร่ธาตุและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์

 

สุขภาพฟันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนควรดูแลและให้ความสำคัญกับลูก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฟันผุและอาการต่าง ๆ ที่จะตามมานะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐออนไลน์,pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

8 วิธีเลือกและดูแลแปรงสีฟันลูก ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

แปรงสีฟันเด็ก เลือกใช้ยังไงให้เหมาะกับวัยลูก

หมอฟันตอบเอง..แท้จริงแล้ว! ควร บีบยาสีฟัน ให้ลูกแค่ไหนถึงจะพอดี

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่กำลังระบาดทั่วโลกในขณะนี้ และประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก คุณพ่อคุณแม่หลายคนซึ่งเป็นผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม อาจมีคำถามว่า หาก ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้ทีมแม่ ABK มาให้คำตอบกันค่ะ

 

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ตรวจ ATK เจอ เข้าสู่กระบวนการรักษาได้เลย

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึง ขั้นตอนแนวทางการตรวจรักษาโควิด-19 ในกรณีผู้ประกันตนสงสัย เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 หรือเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 สามารถทำการตรวจคัดกรองด้วยตนเอง หรือที่สถานพยาบาลตามสิทธิ สำหรับการตรวจวินิจฉัย antigen test kit (ATK) หากผลตรวจ ATK เป็นบวกขึ้น 2 ขีด เข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการรักษา โดยแบ่งตามสีต่าง ๆ ได้แก่ ผู้ป่วยสีเขียว  ผู้ป่วยสีเหลืองเข้ม หรือแดง และ ผู้ที่ไม่มีเชื้อ ผล ATK เป็นลบ แต่มีความเสี่ยงสูงค่ะ

 

กรณีผลตรวจ ATK เป็นบวก ผู้ป่วยสีเขียว

ผู้ป่วยสีนี้มีทั้งแบบที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย-ปานกลาง ซึ่งสามารถกักตัวอยู่ที่บ้าน และกักตัวในระบบชุมชน และเลือกรักษาที่ hospitel ค่ะ

การเข้ารับการรักษา (Home Isolation : HI) กรณีผู้ประกันตนต้องการรักษาตัวที่บ้าน และมีความพร้อมด้านสถานที่ โดยไม่ต้องขอตรวจยืนยันผล RT-PCR ให้ติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิ/สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อขอรับการรักษาจัดส่งยาหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการรักษา พร้อมทั้งการติดตามอาการจากแพทย์และพยาบาลของสถานพยาบาลนั้นค่ะ

ช่องทางการติดต่อเข้ารับการรักษาตัวในระบบ Home Isolation ของ สปสช. มี 3 ช่อง ได้แก่

  • โทรศัพท์เข้าสายด่วน 1330 กด 14
  • ไลน์ออฟฟิเชียล สปสช. @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
  • ลงทะเบียนด้วยตัวเองด้วยการสแกน QR code ที่อยู่บนเว็บไซต์ สปสช. หรือคลิกที่ลิงก์ https://crmsup.nhso.go.th/#TicketHI

หากไม่สะดวกในการติดต่อด้วยตนเอง สามารถติดต่อประสานหน่วยงาน ของสำนักงานประกันสังคม ช่วยเหลือขอรับรักษาหรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทุกแห่ง หรือที่สายด่วน 1506 กด 6 และกด 7

การเข้ารับการรักษาในระบบชุมชน (Community Isolation : CI) หากต้องการเข้ารักษาตัวเองที่บ้าน แต่สภาพบ้านไม่พร้อมทำ CI สามารถติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อขอรับการตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR ก่อน หรือติดต่อประสานหน่วยงานของสำนักงานประกันสังคม ได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทุกแห่ง สายด่วน 1506 กด 6 และ กด 7

การเข้ารับการรักษาใน Hospitel

  • กรณีผู้ประกันตนประสงค์รักษาใน Hospitel เพราะมีข้อจำกัดไม่สามารถรักษาที่บ้านได้ สามารถติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อขอรับการตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR
  • หากการตรวจ RT-PCR ยืนยันผลเป็นบวก ให้สถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม หรือ สถานพยาบาลที่ทำการตรวจ จัดหา Hospitel รับผู้ประกันเข้ารักษาโดยเร็ว

 

กรณีผลตรวจ ATK เป็นบวก ผู้ป่วยสีเหลืองเข้ม-สีแดง

หากเข้าข่ายต่อไปนี้ถือว่ามีอาการเข้าข่ายสีเหลืองเข้ม – แดง

  • มีอาการรุนแรง
  • มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อย/มีโรคประจำตัว
  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ไตวายเรื้อรัง เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง เป็นต้น
  • กรณีที่มีโรคประจำตัวควบคุมไม่ได้
  • ตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ มากกว่า 12 สัปดาห์

ให้ติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อขอตรวจยืนยันผลด้วยวิธี RT-PCR และเข้าสู่กระบวนการรักษาในสถานพยาบาลตามแนวทางที่สาธารณสุขกำหนด

 

กรณีผลตรวจ ATK เป็นลบ (ไม่ติดเชื้อ)

  • หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ไข้สูง 37.5 องศาเซลเซียส ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อย ตาแดง ผดผื่น ถ่ายเหลว แนะนำให้ติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อขอตรวจยืนยันผลด้วยวิธี RT-PCR
  • หากผลตรวจยืนยันเป็นลบ แต่มีประวัติเสี่ยง แนะนำให้กักตัว สังเกตอาการ และตรวจ ATK ซ้ำทุก 3 วัน หากไม่มีประวัติเสี่ยง ไม่ต้องกักตัวค่ะ
  • หากผลตรวจยืนยันเป็นบวก ให้สถานพยาบาลรับผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาโดยเร็ว ตามแนวทาง การรักษาโควิด-19
  • กรณีแพทย์ซักประวัติ แล้วไม่มีความเสี่ยงหรือไม่เข้าเกณฑ์การตรวจของกระทรวงสาธารณสุข ผู้ประกันตนประสงค์ขอตรวจเอง ซึ่งไม่อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบเอง

 

สำนักงานประกันสังคมได้มีช่องทางการติดต่อประสานงานให้บริการช่วยเหลือผู้ประกันตน เข้ารักษาในสถานพยาบาล Hospitel กรณีที่ไม่สามารถติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมได้ หรือได้รับการปฏิเสธการรักษา ผู้ประกันตน สามารถติดต่อประสานหน่วยงาน ของสำนักงานประกันสังคม ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทุกแห่ง หรือที่ สายด่วน 1506 กด 6 และ กด 7 * ให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

 

คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนของประกันสังคม สามารถใช้สิทธิของตนเองได้ หรือแจ้งให้คนใกล้ตัวทราบได้ในกรณีที่ติดโควิด-19 นะคะ

 

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม
ขั้นตอนการตรวจรักษาโควิดของผู้ประกันตน ประกันสังคม

ขอบคุณภาพจาก สำนักงานประกันสังคม

ขอบคุณข้อมูลจาก

เดลินิวส์, สำนักงานประกันสังคม

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทวามดี ๆ คลิก

ด่วน! เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ด้วยตัวเอง ภายใน 31 มี.ค.นี้

ย้ายสิทธิบัตรทอง ด้วยตนเอง ผ่าน 2 ช่องทาง สะดวก ง่าย

รวม 5 สิทธิประโยชน์ ลดหย่อนภาษี คู่สมรส

พัฒนาการเด็ก

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1–3 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เป็นเวลาที่สมองเจริญเติบโตและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมพัฒนากรของเด็กอย่างถูกวิธี

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

คุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากให้ลูกเติบโตขึ้นด้วยสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุข ช่วยเหลือตัวเองได้ และเป็นคนดีของสังคม เด็กที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูอบรมของคุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยง รวบถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ดังนั้น ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี มาให้คุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยง เพื่อจะได้ศึกษา และเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ

หัดให้ยืน-เดิน-เอง
หัดให้ยืน-เดิน-เอง

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

อายุ พัฒนาการตามวัย วิธีการส่งเสริมพัฒนาการ
12-18  – ยืนเองได้ชั่วครู่  จูงมือเดิน  เดินได้เอง  – ให้ลูกมีโอกาสยืน เดิน ด้วยตัวเอง
เดือน  – วางของซ้อนกันได้ 2 ชิ้น  ใส่วงกลมลง  – ให้เล่นของเล่นที่ต้องลากดึง  ให้เล่นของเล่น
   ในช่อง  ปักหมุดลงในช่อง    เพื่อการเรียนรู้  เช่น  หมุดไม้  หยิบห่วงใส่
 – เรียกพ่อแม่ หรือพูดคำพยางค์เดียวที่มี    แท่งไม้
   ความหมาย  – พูดคุย ชี้บอกส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  ใช้คำ
 – บอกส่วนต่างๆบนใบหน้า 1-3 ส่วน    สั่งง่าย ๆ ให้ลูกทำตาม
 – ใช้ช้อนตักอาหารแต่ยังหกบ้าง  – ให้หยิบตักอาหารรับประทานเอง
18-24  – เดินได้คล่อง  วิ่งได้  จูงมือเดียวเดินขึ้น  – พาลูกเดินเล่นในสนามหญ้า  สนามเด็กเล่น
เดือน    บันได  เดินถอยหลัง  เตะลูกบอล    เตะบอล ปีนป่าย
 – วางของซ้อนกันได้ 4-6 ชั้น  แยกสี 2 สี  – ให้เล่นของเล่นที่ซับซ้อนกว่าเดิม เน้นเรื่อง
 – ขีดเขียนเป็นเส้นยุ่งๆ  ขีดเส้นตรงใน    ของสี  รูปทรง  มากขึ้น
   แนวดิ่งได้  – พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว  ให้ดูภาพ  เล่าเรื่อง
 – ชี้รูปภาพตามบอกได้    เล่านิทานสั้น ๆ
 – พูดคำโดดได้มากขึ้น พูดเป็นวลี 2-3  – เริ่มฝึกการขับถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะให้เป็นที่
  พยางค์ต่อก้นเมื่ออายุ 2 ปี  บอกชื่อเล่น    เช่น  กระโถนหรือส้วมที่ดัดแปลงให้เหมาะ
 – ใช้ช้อนตักอาหารเองได้  เริ่มถอดเสื้อ    กับลูก
   ผ้าเองได้  – สนใจเมื่อลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสม  ฝึกให้
   ลูกมีทางเลือกเองบ้าง
3 ปี  – เตะบอล  ขว้างบอล  กระโดดอยู่กับที่  – ให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสนามกับเด็กอื่น  เล่น
   เดินขึ้นลงบันได  ขี่จักรยาน 3-4 ล้อ    ปืนป่าย  กระโดด   ขึ้นบันได  ขี่จักรยาน 3 ล้อ
 – เปิดหนังสือทีละแผ่น  ต่อก้อนไม้สูง 8    โดยดูแลให้ปลอดภัยระวังอุบัติเหตุ
   ชั้น  เขียนกากบาท  และวงกลมได้ตาม  – ฝึกขีดเขียน  ระบายสี  นับเลข  เล่นบทบาท
   ตัวอย่าง  รู้จักจำนวน 1-3 ชิ้น  รู้จักรอให้    สมมุติ  หาของเล่นที่มีสี  ขนาด  รูปทรง  หรือ
   และรับ    พื้นผิว  ที่แตกต่างกัน
 – พูดได้เป็นประโยค  โต้ตอบได้ตรงเรื่อง  – พูดคุยเล่านิทาน  ร้องเพลงกับลูก  ส่งเสริมให้
   บอกชื่อตัวเองได้  ร้องเพลงง่าย ๆ    ลูกพูด  เล่าเรื่อง  ร้องเพลง  และทำท่าทาง
   อาจพูดบางคำไม่ชัด    ประกอบเพลง
 – บอกเวลาจะถ่ายอุจจาระ  ถอดเสื้อผ้า  – สนใจความรู้สึกของลูก  และตอบสนองโดย
   และใส่เองได้ เริ่มเล่นเข้ากลุ่มแยกจาก    ไม่บังคับ หรือตามใจจนเกินไป
   แม่ได้บ้าง  – ฝึกให้ลูกรับประทานอาหาร  แต่งตัวเอง  และ
   ไปเข้าส้วมเมื่อจะถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะทุก
   ครั้ง โดยมีผู้คอยดูแลช่วยเหลือ
เล่นเพื่อการเรียนรู้
เล่นเพื่อการเรียนรู้

ความผิดปกติทางพัฒนาการ

อายุ 18 เดือน หรือ 1.5 ปี

  • เดินไม่ได้
  • ไม่ชี้สิ่งต่าง ๆ ให้ดู
  • ไม่รู้ว่าสิ่งของที่ใช้เป็นประจำทุกวันคืออะไร หรือใช้เพื่ออะไร
  • ไม่เลียนแบบท่าทางของคนอื่น ๆ
  • ไม่เรียนรู้คำใหม่ ๆ หรือรู้คำศัพท์น้อยกว่า 4 คำ ซึ่งไม่รวมคำเรียกพ่อแม่อย่างปาป๊า มาม้า ชื่อสัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของ
  • ไม่แสดงความสนใจเมื่อพ่อแม่เพิ่งกลับมา หรือดูไม่กังวลเมื่อต้องห่างจากพ่อแม่
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

อายุ 2 ปี

  • เดินไม่มั่นคง หรือไม่คล่องตัว
  • ยังไม่เริ่มพูดเป็นวลีหรือประโยคสั้น ๆ เช่น กินข้าว กินนม อาบน้ำ เป็นต้น
  • ไม่รู้ว่าสิ่งของที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันใช้ทำอะไร เช่น จาน ชาม ช้อน แปรงสีฟัน เป็นต้น
  • ไม่เลียนแบบพฤติกรรม คำพูด หรือคำศัพท์จากผู้อื่น
  • ทำตามคำบอกง่าย ๆ ไม่ได้
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

อายุ 3 ปี

  • มีปัญหาในการเดินขึ้นลงบันได
  • มีน้ำลายไหลออกจากปาก
  • พูดเป็นประโยคไม่ได้ หรือพูดไม่ชัดเป็นอย่างมาก
  • ไม่เข้าใจคำบอกหรือคำแนะนำง่าย ๆ
  • เล่นของเล่นง่าย ๆ ไม่ได้
  • ไม่เล่นบทบาทสมมติเป็นผู้อื่น
  • ไม่สบตาคนอื่น
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

ปัญหาการนอน

เด็กนอนไม่หลับ เมื่อไม่มีสถานการณ์บางอย่างที่ช่วยให้หลับ

พ่อแม่ไม่ควรฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะหลับภายใต้สถานการณ์บางอย่าง เช่น ดูดนม อุ้ม หรือเขย่าตัว จนลูกหลับในอ้อมกอดของพ่อแม่ เพราะจะทำให้ลูกไม่เคยฝึกกล่อมตัวเองจนหลับเองได้ทั้งช่วงเริ่มต้นของการนอนหลับ หรือเมื่อตื่นกลางดึก หากไม่มีสถานการณ์เหมือนๆเดิม

การปรับพฤติกรรม

เมื่อเด็กอายุประมาณ 1 ปี พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกนอนพร้อมกับสิ่งที่จะช่วยให้ลูกสามารถหลับเองได้ ในช่วงเริ่มต้นของการนอน หรือเมื่อลูกตื่นมากลางดึก เช่น ผ้าห่มผืนโปรดของลูก ตุ๊กตาที่ชอบกอด เป็นต้น โดยพ่อแม่ควรกล่าวชื่นชมลูก เมื่อลูกสามารถหลับเองได้ ทั้งนี้ พ่อแม่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการนอนของลูก

ไม่ยอมเข้านอน

ควรฝึกลูกให้นอนอยู่บนที่นอนของเขาตั้งแต่แรก คอยลูบตัว ลูบหลังให้หลับไปเองโดยไม่ต้องอุ้มขึ้นมาตั้งแต่แรกเกิดเลยก็ได้ทำซ้ำๆ ทุกๆ ครั้ง สุดท้ายทารกก็จะเคยชินกับการเข้านอนแบบที่พ่อแม่สอน

สาเหตุที่ลูกไม่ยอมเข้านอนในช่วงเวลากลางคืน

  • นอนช่วงกลางวันมากเกินไป
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • ไม่วางกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน เช่น ให้ลูกนอนดึกในวันหยุด

การปรับพฤติกรรม

พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกนอนช่วงกลางวันมากเกินไป ควรพาลูกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ลูกมีสุขนิสัยการนอนที่ดี อีกทั้งต้องปรับกิจวัตรก่อนนอนให้ชัดเจน ฝึกลูกให้นอนใกล้เวลาที่กำหนดไว้

ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทางด้านร่างกาย สมอง และอารมณ์ ทีมแม่ ABK จึงหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้มีความเข้าใจ พัฒนาการเด็ก ในวัยนี้ได้เป็นอย่างดี เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

50 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ใช้สอนลูก ให้พูดได้แต่เด็ก!

เทคนิคเตรียมสมองลูกให้พร้อมคิดนอกกรอบ แม่ต้องเริ่มก่อน 2 ขวบ

8 วิธีเลือกและดูแลแปรงสีฟันลูก ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

ลูกกินไข่ทุกวัน อันตรายไหม ให้กินมากน้อยแค่ไหนถึงจะพอดี

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.si.mahidol.ac.th, https://www.pobpad.com, http://www.thaipediatrics.org

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

Oishi Sauce

Oishi Sauce ไอเทมคู่ครัว ลูก ๆ ติดใจรสมือแม่ ทำกับข้าวเมนูไหนก็อร่อย

บ้านไหน ครัวไหน ยังไม่ได้ลองลิ้มรสซอสทำอาหาร “Oishi Sauce” รสชาติความอร่อยแบบญี่ปุ๋นญี่ปุ่น ต้องเปิดใจลองกันตอนนี้เลยค่ะ ขอบอกว่าอร่อยจริงไม่จกตา ขนาดคนญี่ปุ่นแท้ ๆ สามีทีมแม่ABK ยังยกนิ้วบอกโออิชิ !! เรานี่ใจฟูเลย เพราะเปลี่ยนซอสทำอาหารแบบกระทันหัน ไปเดินซูเปอร์เห็นไอเทมปรุงอาหารมาใหม่ เป็นต้องซื้อมาทำอาหาร ครั้งนี้แม่บ้านญี่ปุ่นหัวใจไทย จัดมา 3 รสชาติอร่อย ไว้ทำกับข้าวมัดใจลูก และสามีค่ะ

จำได้ว่าทุกปีที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองปลาดิบ ก่อนกลับไทยจะต้องหาซื้อซอสปรุงรสแบรนด์ญี่ปุ่นแพ็คมาเต็มกระเป๋า แต่ช่วงนี้ไม่สะดวกเดินทางก็หาซื้อที่ไทยได้อยู่ค่ะ ซึ่งราคาก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่จู่ ๆ แม่บ้านญี่ปุ่นนักปรุงอาหารคนนี้ก็เจอแสงสว่าง เพราะแม่ไม่ต้องจ่ายค่าซอสปรุงรสนำเข้าที่แพงอีกต่อไป เราสามารถหาซื้อซอสปรุงรสที่มีรสชาติความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ แบบราคาน่ารัก แต่ได้รสชาติความอร่อยเต็ม 10 ไม่หัก รสชาติญี่ปุ่นแท้ ๆ ความอร่อยยกนิ้วให้เลยค่ะ ครอบครัวทีมแม่ABK กำลังติดใจในรสชาติซอสปรุงรสของโออิชิซอส เชื่อว่ายังมีหลายครอบครัวที่ยังไม่เคยได้ลองรสชาติความอร่อยของโออิชิซอส วันนี้ทีมแม่ABK จะมาแนะนำให้ 3 รสชาติความอร่อย ทำเมนูไหน ทั้งลูก และสามี กินหมดไม่มีเหลือเลยค่ะ

Oishi Sauce 3 ไอเทมเครื่องปรุงรส ที่ต้องมีติดครัว

3 รสชาติอร่อยของ Oishi Sauce ก็มี ซอสเทอริยากิ ซอสโชยุ และ น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ เรามาเริ่มกันที่รสชาติความอร่อยแรก นั่นก็คือ

ซอสเทอริยากิ ตราโออิชิ

 

ซอสเทอริยากิ ตราโออิชิ เวลาไปร้านอาหารญี่ปุ่น ลูกชอบให้แม่สั่งเมนูข้าวไก่เทอริยากิ จริง ๆ ทำไม่ยากนะคะ เพราะเป็นเมนูพื้นฐานที่โดยปกติครอบครัวคนญี่ปุ่นเขาก็ทำกินกัน แต่เราคนไทยอาจจะมองว่าทำยาก ทำได้รสชาติไม่อร่อยเหมือนคนญี่ปุ่นทำ หรือที่ร้านอาหารทำ แม่ ๆ จ๋า หยุดความคิดนั่นไปได้เลย เพราะเราสามารถทำเมนูไก่เทอริยากิ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของเด็ก ๆ ส่วนใหญ่เลย ด้วยรสชาติที่ออกหวานนิด ๆ ทำให้กินง่ายข้าวหมดชาม แค่มีซอสเทอริยากิ ตราโออิชิ ก็สามารถทำเมนูเทอริยากิได้อร่อยจากครัวที่บ้านค่ะ จะผัดซอสเทอริยากิกับไก่ หรือจะราดลงบนเนื้อไก่ที่ผัดสุกแล้วก็ได้นะคะ พลิกแพลงขั้นตอนการทำกันได่ตามสะดวก และจริง ๆ จะเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่ลูกชอบก็ได้นะคะ อย่างเนื้อเทอริยากิ ปลาเทอริยากิ หมูเทอริยากิ แต่ที่บ้านนี้ชอบเอามาหมักกับเนื้อ ทำเป็นสเต็กย่างซอสเทอริยากิ สามีชอบมาก หรือจะใช้เป็นซอสทาบาบิคิวก็อร่อยแบบหยุดไม่อยู่เลยค่ะ

ซอสเทอริยากิ ของโออิชิซอส คือได้รสชาติความอร่อยแบบซอสเทอริยากิญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยค่ะ เพราะเป็นสูตรพิเศษที่คิดค้นปรุงมาด้วยความพิถีพิถันเคี่ยวจนเข้มข้น จนทำให้ได้ซอสเทอริยากิที่หอมหวานลงตัวไม่เหมือนซอสเทอริยากิทั่ว ๆ ไปในท้องตลาด อร่อยได้ในขวดเดียวครบจบ จะใช้หมัก ผัด หรือราด ก็สร้างสรรค์ได้หลากหลายเมนูอร่อยค่ะ

ซอสโชยุ Oishi Sauce

ซอสโชยุ ตราโออิชิ ขวดนี้เป็นซีรีย์เครื่องปรุงของ Oishi Sauce เช่นกันค่ะ คือเป็นซอสปรุงรสขวัญใจของทุกคนในครอบครัวเอาจริงแค่เหยาะใส่ไข่ดาว ไข่เจียว หรือขยำข้าวกับไข่ต้มเหยาะโออิชิซอสโชยุโรยงาขาวนิดหน่อย ก็กินข้าวเกือบหมดหม้อแล้วค่ะคุ๊ณ !! โออิชิซอสโชยุ รสชาติจะกลมกล่อมอูมามิมาก ๆ บวกกับมีความหอมของกลิ่นดาชิที่หมักด้วยปลาแห้งคัตสึโอะ ทำให้ได้ซอสโชยุกลิ่นปลาที่หอมสุด ๆ กระตุ้นต่อมรับรสอยากอาหารของเด็ก ๆ ได้ดีเลยค่ะ โออิชิซอสโชยุ ขวดนี้ แม่ ๆ สามารถนำมาเหยาะใส่เมนูผัด หรือจะใช้เป็นเครื่องจิ้มเพิ่มรสชาติให้กับซูชิ , ข้าวหน้าปลาดิบ , ซาซิมิ ปลาดิบ ฯลฯ ก็ได้เลยค่ะ ส่วนที่บ้านเราจะชอบเอามาเหยาะใส่เมนูผัดผัก , ข้าวผัด , ผสมเป็นซอสทำไข่ต้มโชยุแบบญี่ปุ่นเอาไว้กินกับราเมง หรือจัดใส่โอเบนโตะให้ลูกกับสามีค่ะ ส่วนเมนูแซบไทย ๆ ที่เราชอบทำกินเองก็คือ ข้าวยำปลาทู เปลี่ยนจากซอสรสชาติไทย หรือใครจะเลี่ยงน้ำปลา ก็มาใช้เป็นซอสโชยุขวดนี้ค่ะ จะทำให้ได้ข้าวยำปลาทูที่หอมรสอร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น โออิชิซอสโชยุ ช่วยให้อาหารของแม่ ๆ ทั้งเมนูญี่ปุ่น เมนูไทย หอมอร่อยได้ทุกเมนูในขวดนี้ ขวดเดียวค่ะ

 

น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ Oishi Sauce

น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ตราโออิชิ บ้านไหนชอบกินสุกี้ยากี้ , นาเบะ หม้อไฟญี่ปุ่น หรือหมูกะทะไทย ๆ แล้วคุ้นเคยกับซอสจิ้ม หรือน้ำจิ้มสุกี้กินกันอยู่ที่ว่าอร่อยแล้ว แต่ถ้าได้ลองน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ของโออิชิซอส เอามือตบโต๊ะ พร้อมกับร้องว้าว !! เดี๋ยวจะหาว่าโม้ คือสามีเนี่ยเป็นคนญี่ปุ่น แล้วชอบให้ทำสุกี้ยากี้ญี่ปุ่นกินที่บ้านบ่อยมาก ซึ่งปกติรสชาติของสุกี้ยากี้ญี่ปุ่นจะออกหวาน ๆ แล้วจะไม่จิ้มกินกับน้ำจิ้ม มีจิ้มแค่กับไข่ดิบ จะไม่เหมือนกับสุกี้ยากี้สูตรไทย ที่เราจะกินกันแบบมีน้ำจิ้มสุกี้ด้วย ทีนี้ลองเสิร์ฟสุกี้ยากี้ญี่ปุ่น พร้อมกับซอสน้ำจิ้มสุกี้ของโออิชิ คือสามีพูดเลยคำแรกเคี้ยวยังไม่ทันหมดปาก โออิชิ !! คอนเฟิร์มกันเลยว่าอร่อยจริง ๆ นะจ๊ะ

เพราะน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ตราโออิชิ สูตรเด็ดจากโออิชิ เขาพิถีพิถันทำสูตรออกมาได้หอมอร่อยไม่เหมือนใครด้วยน้ำมันงาชั้นดี ครบรสเปรี้ยวเผ็ดกำลังดี รับรองว่าต้องถูกปากทุกคนแน่นอน ปาร์ตี้วันหยุดนี้กับทุกคนในครอบครัว ถ้ามีหมูกะทะ หรือทำสุกี้กินกัน ต้องกินกับน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ของโออิชิขวดนี้กันนะคะ ส่วนเมนูที่แม่ชอบทำกินเองปรุงน้ำซุปด้วยน้ำจิ้มสุกี้ยากี้โออิชิ ก็คือ ซุปเส้นอุด้งใช้โออิชิน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ปรุงเป็นรสของน้ำซุป คุณค่ะ… พูดเลยสีสันของรสชาติความอร่อย ลูก ๆ ยังติดใจเลยค่ะคุ๊ณ !! 

เคล็ดลับคู่ครัว ปรุงเมนูไหนก็อร่อยถูกปากทุกคนในครอบครัว บอกเลยว่าแม่ ๆ ต้องมี 3 ไอเทมซอสปรุงรสตราโออิชิ ซอสเทอริยากิ , ซอสโชยุ และ น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ที่จะทำให้รสชาติกับข้าวของคุณแม่ไม่น่าเบื่อ และเมนูอาหารจะไม่จำเจอีกต่อไป ไปค่ะ ไปช้อป Oishi Sauce มาใส่ครัวกันดีกว่า โออิชิทั้ง 3 รสชาติมีวางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศที่ร้านอาหารในเครือโออิชิ รวมทั้งช่องทาง โออิชิ เดลิเวอรี่ www.oishidelivery.com  หรือ Oishi Food ใน Shopee https://shopee.co.th/oishi_officialstore และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป สำหรับน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ มีวางจำหน่ายหาซื้อกันได้สะดวก ๆ ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นด้วยค่ะ

 

 

วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้

10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ ที่พ่อแม่ควรสอนลูก

10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ ที่พ่อแม่ควรสอนลูก

เหตุการณ์ไฟไหม้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อชีวิต และทรัพย์สินต่างๆ เช่น ล่าสุดที่คุณหมอโอ๋ แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร จากเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน ได้ประสบกับเหตุการณ์ไฟไหม้ขณะพักผ่อนอยู่ที่รีสอร์ทชื่อดัง  เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับชีวิตของเรา วันนี้ ทีมแม่ abk จะมาบอกถึงสาเหตุที่มักทำให้เกิดไฟไหม้  วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ รวมทั้งวิธีป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

สาเหตุที่มักก่อให้เกิดไฟไหม้

สาเหตุของต้นเพลิงมี ดังนี้

  • เสียบปลั๊กไฟทิ้งไว้ ถือเป็นสาเหตุในลำดับแรก ๆ ที่ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และเสี่ยงทำให้เกิดเพลิงไหม้ ยังรวมถึงการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ด้วยนะคะ เช่น เตารีด หรือที่หนีบผม ก็เป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้บ้านเช่นกันค่ะคุณพ่อคุณแม่
  • วางเครื่องใช้ไฟฟ้าชิดกันเกินไป ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น หรือไมโครเวฟ หากวางชิดกันเกินไป ทำให้เกิดความร้อนสูง เนื่องจากไม่สามารถระบายความร้อนได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจดู และเว้นระยะห่างให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไฟไหม้
  • สายไฟชำรุด คุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามใช้งานสายไฟที่ชำรุดเป็นอันขาด เพราะมีส่วนทำให้เกิดไฟช็อต ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมถึงทำให้เกิดประกายไฟเมื่อเสียบปลั๊ก ซึ่งอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ นอกจากนี้ การเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าจากปลั๊กพ่วงมากเกินไป ก็มีส่วนทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดเหตุไฟไหม้ได้เช่นกันค่ะ
  • เปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งความประมาทที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในลำดับต้นๆ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย ควรตรวจเช็คให้ละเอียดว่าปิดเตาแก๊สดีแล้วหรือไม่
  • จุดเทียนทิ้งไว้ เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่มักลงข่าวหน้าหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้บ้านไหม้มอดไปเกือบทั้งหลัง เพราะฉะนั้นุณพ่อคุณแม่ห้ามจุดเทียนทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทียนหอม หรือเทียนไหว้พระ หากต้องจุดก็ควรจุดให้ห่างจากเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันอันตรายและเหตุเพลิงไหม้

 

10 วิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้

หากเกิดไฟไหม้ขึ้นไม่ว่าที่ไหน คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ

  1. ตั้งสติ

ถือเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ คุณพ่อคุณแม่อย่าตื่นตระหนก ตั้งสติให้ดีแล้วรีบหาช่องทางพาตัวเองและลูกออกมาจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด

  1. กดสัญญาณเตือนภัย

หากเป็นตึกสูง อาคารสำนักงาน คอนโด หอพัก ใหุ้ณพ่อคุณแม่ ดึง หรือกดสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่กล่องแดงข้างผนังทางเดินทันทีที่พบเหตุเพลิงไหม้ และควรตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นให้ทราบทั่วกัน

  1. โทรศัพท์แจ้ง 199

หากเกิดเหตุ “ไฟไหม้” ระดับรุนแรง และกินพื้นที่เป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ในบ้านเรือน ในชุมชน หรือในสำนักงาน หลังจากกดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้แล้ว ให้เตรียมพร้อมอพยพออกจากพื้นที่เกิดเพลิงไหม้ และรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เบอร์ 199 ทันที

  1. ใช้ถังดับเพลิง

หากไฟไหม้เพียงเล็กน้อย และบริเวณนั้นมีถังดับเพลิงให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ถังดับเพลิงควบคุมเพลิงในเบื้องต้นก่อน โดยเริ่มจากดึงสลักนิรภัยออกจากคันบีบบริเวณหัวถังดับเพลิงโดยหมุนสลักจนตัวยึดขาด และดึงสลักทิ้ง ปลดสายฉีดออกจากตัวถังดับเพลิง โดยดึงจากปลายสายและใช้มือจับสายให้มั่นคง จากนั้นให้คุณพ่อคุณแม่กดคันบีบด้านบนของถังดับเพลิง เพื่อให้น้ำยาดับเพลิงพุ่งออกจากหัวฉีดไปยังต้นเพลิง ส่ายหัวฉีดของถังดับเพลิงให้ทั่วบริเวณต้นเพลิงค่ะ

ทั้งนี้ คุณพ่อหรือคุณแม่ที่ใช้งานถังดับเพลิง ควรอยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ประมาณ 2 – 4 เมตร ทางด้านเหนือลม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดับเพลิง

วิดีโอการใช้ถังดับเพลิง ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ

  1. ใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากและจมูก

เริ่มจากใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปาก หรือใช้ถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่อัดอากาศบริสุทธิ์แล้วนำมาครอบศีรษะ ของทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูก เพื่อป้องกันการสูดดมควันไฟเข้าสู่ร่างกายที่อาจจะทำให้หมดสติและเสียชีวิต

  1. อย่าเปิดประตูทันที

หากต้องการออกจากห้องที่อยู่ ก่อนเปิดประตูให้คุณพ่อคุณแม่ แตะ หรือคลำลูกบิด ดูก่อน หากร้อนจัด แสดงว่ามีเปลวเพลิงอยู่ด้านนอก ห้ามเปิดประตูออกไป เพราะจะตกอยู่ในวงล้อมของกองเพลิง แต่หากไม่ร้อนให้เปิดประตูออกไปช้าๆ และอพยพตามเส้นทางหนีไฟที่ปลอดภัย

  1. หมอบคลานต่ำ

ให้คุณพ่อคุณแม่บอกลูกว่า ให้หมอบคลานต่ำ หรือย่อตัวใกล้กับระดับพื้นมากที่สุด เนื่องจากอากาศบริสุทธิ์อยู่เหนือระดับพื้นไม่เกิน 1 ฟุต เพื่ออพยพไปสู่ประตูทางออกฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด

วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้
วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้

ขอบคุณภาพจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

  1. ห้ามใช้ลิฟท์

เมื่อเกิดเพลิงไหม้ไฟฟ้าจะดับ ทำให้คุณพ่อคุณแม่และลูกจะติดค้างภายในลิฟต์ ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตได้ แต่ให้ใช้บันไดหนีไฟในการอพยพออกจากอาคาร เนื่องจากมีช่องระบายอากาศ จึงช่วยลดการสูดดมควันไฟเข้าสู่ร่างกาย

  1. หากไฟไหม้เสื้อผ้าให้กลิ้งตัวกับพื้น

ให้คุณพ่อคุณแม่รีบถอดเสื้อผ้า หรือใช้วิธีนอนราบกับพื้นและกลิ้งตัวไปมาให้ไฟดับ อย่าวิ่งอย่างเด็ดขาด เพราะไฟจะลุกลามเร็วขึ้น

  1. ไม่หนีไปที่ห้องน้ำ

คุณพ่อคุณแม่ ห้ามพาลูกหนีไปที่ห้องน้ำเพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการดับไฟ จะทำให้ถูกไฟคลอกเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังไม่ควรขึ้นไปอยู่ชั้นบนหรือดาดฟ้าของอาคาร เพราะไฟจะลุกลามจากชั้นล่างขึ้นสู่ชั้นบน

เมื่อออกจากตัวบ้าน หรืออาคารเรียบร้อยแล้วให้ไปรวมที่จุดรวมพล ห้ามกลับเข้าไปบริเวณที่ไฟไหม้อีกเพราะจะเกิดอันตรายได้ค่ะ

วิธีป้องกันการเกิดเหตุไฟไหม้

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในบ้าน มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ

  1. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน และสายไฟ ว่ามีการชำรุดหรือไม่
  2. เลือกใช้ปลั๊กพ่วงที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
  3. ถอดปลั๊กออกทุกครั้งหลังจากที่ใช้งานเสร็จ
  4. ตรวจเช็คเตา และก๊าซหุงต้ม ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และควรปิดวาลว์ทุกครั้งหลังจากที่ใช้งานเสร็จ
  5. เก็บวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้ห่างจากความร้อน

หากคุณพ่อคุณแม่ระมัดระวังพฤติกรรมของตัวเองในเบื้องต้น หมั่นตรวจสอบจุดเสี่ยง ก็สามารถป้องกันไฟไหม้ได้ แต่ควรศึกษาและจดจำวิธีการเอาตัวรอดจากไฟไหม้ไว้ด้วย หากต้องประสบเหตุไฟไหม้จริง ๆ ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

TQM, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

เตือน! ช่วยเด็กจมน้ำ อย่าอุ้มพาดบ่า พร้อมแนะวิธีที่ถูกต้อง

กฎ 9 ข้อ สอนลูกข้ามถนน อย่างปลอดภัย

อันตรายถึงชีวิต!! ป้อนข้าวลูกท่านอน ทารกสำลักถึงตาย

ไฟเซอร์เด็ก

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 2 โดสสำหรับเด็กที่มีอายุ 5-15 ปี ของ ไฟเซอร์-ไบออนเทค นั้น สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ ทีมแม่ ABK ยังได้ อัพเดทจุดฉีดไฟเซอร์ฝาส้ม ทั้งในกทม. และต่างจังหวัดที่เปิดให้บริการลงทะเบียนนัดหมายวัน-เวลาเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์เด็ก ฝาส้ม มาไว้ให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกหลานไปเข้ารับการบริการได้ในเดือนมีนาคมนี้ค่ะ

วัคซีน ไฟเซอร์เด็ก ลดความเสี่ยงเด็กติดโอมิครอน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค CDC ระบุว่า ในระหว่างเดือนก.ค. 2564-ก.พ. 2565 มีเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 5-15 ปี ได้รับการทดสอบหาเชื้อโควิด-19 เป็นรายสัปดาห์โดยไม่คำนึงว่ามีอาการป่วยหรือไม่ซึ่ง CDC กล่าวด้วยว่า การติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนประมาณครึ่งหนึ่งในเด็กและวัยรุ่นที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนนั้น เป็นการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ

จากกการทดสอบหาเชื้อโควิด-19 ของ CDC นี้ ผลการศึกษา บ่งชี้ว่า วัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 โดสของไฟเซอร์-ไบออนเทค สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโอมิครอนในเด็กอายุ 5-11 ปี ลงได้ 31% และลดความเสี่ยงลงสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 12-15 ปี ได้ 59%

คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างภูมิคุ้มกันของ CDC จึงได้แนะนำให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ของไฟเซอร์-ไบออนเทค สำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 12-15 ปีเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 และสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2564

 

อัพเดทจุดฉีดไฟเซอร์ฝาส้ม วัคซีนเด็ก เข็มที่ 1 สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 กลุ่มเด็กเล็ก นับเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัวที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไตวายเรื้อรัง หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิดเป็นกลุ่มแรก ๆ

รวบรวมศูนย์ให้บริการฉีดวัคซีน และโรงพยาบาล ทั้งในกทม. และต่างจังหวัดที่เปิดให้บริการลงทะเบียนนัดหมายวัน-เวลาเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ฝาส้ม (ฝาสีส้ม) มาไว้ให้พ่อแม่ผู้ปกครองพิจารณาพาบุตรหลานไปเข้ารับการบริการได้ในเดือนมีนาคมนี้

กรุงเทพฯ และปริมณฑล

  1. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

เปิดลงทะเบียนจองฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ เข็ม 1 สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี รอบเดือนมีนาคม 2565 ให้บริการฉีดวัคซีนในวันที่ 12, 13, 18, 19, 25, 26, 27

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

1.เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 12 ปี

2.เป็นเด็กทั่วไปหรือเด็ก 7 กลุ่มโรคเรื้อรังจากทุกสถานพยาบาล (สำหรับผู้ป่วยจากรพ.อื่น ๆ กรุณานำใบรับรองแพทย์หรือสรุปประวัติมาเพื่อพิจารณา)

  • โรคอ้วน
  • โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งโรคหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคไตวายเรื้อรัง
  • โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • โรคเบาหวาน
  • กลุ่มโรคพันธุกรรมรวมทั้ง กลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า

3.ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

ทั้งนี้ สามารถสแกนที่ QR Code ได้ตามภาพด้านล่างเพื่อลงทะเบียนเลือกวัน เวลาในการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 5-18 ปี จุดให้บริการ คลินิกบริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชั้น 5 อาคารสยามบรมราชกุมารี

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดไฟเซอร์ฝาส้มที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
  1. โรงพยาบาลราชวิถี

เปิดลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 1 สำหรับเด็ก ที่มีอายุ 5-11 ปี และเด็กที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค โดยสามารถลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์โรงพยาบาลราชวิถี หรือ ลงทะเบียนผ่าน QR Code เพื่อลดความแออัดในการรับบริการ

สถานที่ฉีดวัคซีน : ติดต่อจุดลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ (ฝั่งลิฟท์ใหม่) โรงพยาบาลราชวิถี

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลราชวิถี
  1. โรงพยาบาลปทุมธานี

เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนกลุ่มเด็กเล็ก (อายุ 5-11 ปี) เฉพาะกลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง (ไฟเซอร์ ฝาส้ม)  ในวันที่ 17 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00-14.30 น. ณ ลานหน้าอาคารเภสัชกรรม โรงพยาบาลปทุมธานี วันละ 100 คน โดยเปิดฉีดวัคซีนสำหรับเด็กโรคเรื้อรัง ทุกวันพฤหสบดี สนใจลงทะเบียนผ่าน QR code ด้านล่าง แล้วรอการแจ้งผลลงทะเบียนทางข้อความ sms

สำหรับเด็กกลุ่มโรคประจำตัว ดังนี้ (โปรดแสดงหลักฐานการรักษา หรือยารักษาที่มีชื่อผู้ป่วยชัดเจน และเป็นปัจจุบัน)

  • โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
  • โรคไตวายเรื้อรัง
  • โรคมะเร็งทุกชนิด
  • โรคเบาหวาน
  • บกพร่องทางระบบประสาทและพัฒนาการช้า
  • โรคอ้วนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลปทุมธานี

ต่างจังหวัด

  1. โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก

ศูนย์ฉีดวัคซีนหอประชุมศรีวชิรโชติ ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) กำหนดฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ฝาสีส้ม ในวันพุธที่ 16 มีนาคม 2565 สำหรับโรงเรียนในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก (ไม่รับเด็กนักเรียนจากต่างจังหวัด) เนื่องจากได้รับการจัดสรรวัคซีนตามยอดเด็กในเขตอำเภอเมืองเท่านั้น

เงื่อนไข-คุณสมบัติ

ฉีดนักเรียนชั้น ป.3 และ เด็ก 7 กลุ่มโรค โดยทางศูนย์ฉีดฯจะแจกคิว 2,000 คิว เริ่มฉีดเวลา 08.30-14.30 น. หรือจนกว่าจะหมด สอบถามรายละเอียดได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 064-0067343, 064-0064541, 064-4058780

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลพุทธชินราช
  1. โรงพยาบาลหัวหิน จ.ประจวบขีรีขันธ์

เปิดลงทะเบียนขอรับวัคซีนต้านโควิดสำหรับเด็ก อายุ 5-11 ปี ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนผ่านระบบโรงเรียนเท่านั้น ได้ที่ลิงก์ แบบลงทะเบียนขอรับวัคซีน ไฟเซอร์ ของรพ.หัวหิน สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี ที่ยังไม่ได้ส่งชื่อผ่านระบบโรงเรียนในอำเภอหัวหิน

หรือสแกน QR Code ได้จากภาพด้านล่าง พร้อมติดตามประกาศรายชื่อ วัน เวลานัดฉีดวัคซีนได้ที่ เพจ Facebook โรงพยาบาลหัวหิน

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่ได้พาลูกไปรับวัคซีนไฟเซอร์เด็ก ก็ลองพิจารณาดูนะคะ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น เพื่อความปลอดภัยของลูกค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

TNN Online, ฐานเศรษฐกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอขอตอบ!รวมคำถามคาใจ วัคซีนโควิด19เด็ก ฉีดดีไหม

ประกาศเตือนโควิดระดับ 4 เด็กติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น

อนุมัติแล้ว! ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ในเด็ก 6 ขวบขึ้นไป

ขาดวิตามินบี1

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้

ทารก ขาดวิตามินบี1 เสี่ยงเป็นโรคหัวใจโต ตับโต ความดันในปอดสูง อันตรายถึงชีวิต แม่ที่ให้นมจึงไม่ควรอดอาหาร ลดความอ้วน เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี1 กัน

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้!!

ทารกเพศชาย อายุ 3 เดือน หัวใจล้มเหลว บินด่วนจากอมก๋อยมารักษาที่รพ.นครพิงค์ คาดเกิดจากขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi) ‼️

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2565 เวลา 12.29 น. ศูนย์รับแจ้งแหตุและสั่งการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ขอรับการสนับสนุนการลำเลียงทางอากาศสำหรับผู้ป่วยทารกชาย 3 เดือน วินิจฉัยเบื้องต้นภาวะหัวใจล้มเหลวจากการขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi) ทั้งนี้ได้ประสานงานศูนย์นเรนทร สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อแจ้งขอรับการสนับสนุนอากาศยานจากกองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ รับผู้ป่วยจากสนามกีฬาเทศบาลตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ส่งรักษาต่อปลายทางโรงพยาบาลนครพิงค์ ได้รับการสนับสนุนอากาศยานจาก กองบิน 41 รุ่น EC 725 ชุดปฏิบัติการบินประกอบด้วย นต.กันต์ แก่นเมือง, รอ.ทรรณิณทร์ พุ่มเกิด, ชุดปฏิบัติการบิน Sky Doctor โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ประกอบด้วย แพทย์หญิงศุภพิไล เอื้ออารีย์, นายแพทย์ธีรพล ตั้งสุวรรณรักษ์, นายเชิดพงษ์ ปัญญา และนางสาวสุนิสา ต๋าจ๊ะ เมื่อเวลา 16.28 น. ได้รับการเข้ารับการรักษาต่อ ที่โรงพยาบาลนครพิงค์เป็นที่เรียบร้อย

ขอขอบคุณภาพและเรื่องราวอุทธาหรณ์จาก โรงพยาบาลนครพิงค์
ขอขอบคุณภาพและเรื่องราวอุทธาหรณ์จาก โรงพยาบาลนครพิงค์
⭐ โรคหัวใจจากการขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi ) เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย สาเหตุเกิดจากการขาดวิตามิน บี 1 (Thiamine) ในกรณีเด็กเล็กที่ยังดื่มนมแม่ ทารกจะได้รับวิตามิน บี 1 จากนมแม่ แต่หากแม่ทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 น้อย ก็จะทำให้ในน้ำนมมีวิตามิน บี 1 น้อยไปด้วย ทำให้ทารกได้รับวิตามิน บี 1 ไม่เพียงพอ ทารกจะมี หัวใจโต ตับโต ความดันในปอดสูง อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
เนื่องจากวิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเอง ต้องได้รับจากอาหาร อีกทั้งร่างกายยังสามารถสะสมไว้ในจำนวนจำกัด จึงจำเป็นต้องทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 เป็นประจำเพื่อป้องกันการเป็น Cardiac beri beri โดย
1. เลือกทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ ซึ่งถ้าเป็นวิตามินบี 1 จะพบได้มากในข้าวซ้อมมือ ไข่แดง เนื้อสัตว์ นม ถั่ว โยเกิร์ต น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ และธัญพืช
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายวิตามิน B1 เช่น ปลาร้า หมาก พลู ชา หอยแมลงภู่ หอยกาบ
3. ไม่รับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ Thiaminase ที่ลดการดูดซึม Thiamine
ได้แก่ กุ้งดิบ เนื้อสัตว์ดิบ และปลาน้ำจืดบางชนิด
ข้อมูลโดย
พญ.นันทวัน สุอังคะ
กุมารแพทย์ สาขาโรคหัวใจ
โรงพยาบาลนครพิงค์
ไม่ ขาดวิตามินบี1 แน่ถ้ารับประทานอาหารครบหมู่
ไม่ ขาดวิตามินบี1 แน่ถ้ารับประทานอาหารครบหมู่

ขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi)

ทำความรู้จักวิตามินบี 1 สำคัญอย่างไร??

วิตามินบี 1 (thiamine: ไธอามีน) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ดังนั้น หลังจากรับประทานแล้ววิตามินชนิดนี้จะอยู่ในร่างกายไม่นานนัก หลังจากนั้นจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางไตแล้วขับออกไปกับปัสสาวะ ไม่เก็บสะสมไว้ในร่างกาย และมนุษย์ไม่สามารถสร้างวิตามินชนิดนี้ได้เอง เราจึงต้องการวิตามินบี 1 จากอาหารที่รับประทานอย่างสม่ำเสมอ

หน้าที่ของวิตามินบี 1

หน้าที่หลักของวิตามินชนิดนี้ คือ ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ (coenzyme) ของการสร้างพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะการเผาเผลาญแป้ง ช่วยให้เกิดการสร้างพลังงานให้แก่อวัยวะต่างๆ ได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อประสาทอีกด้วย

แหล่งอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 1

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 1 ในปริมาณมาก ได้แก่ ข้าวกล้อง ถั่ว งา จมูกข้าวสาลี นมถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน และเนื้อหมู อย่างไรก็ดี วิตามินบี 1 มีความไวสูงต่ออุณหภูมิ ดังนั้น อาหารอาจสูญเสียวิตามินบี 1 ได้ หากปรุงให้สุกเกินไป ผ่านการแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง

โดยทั่วไป หากเรารับประทานอาหารตามปกติมักไม่ค่อยขาดวิตามินบี 1 แต่มักพบปัญหาการขาดวิตามินบี 1 ในกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารแตกต่างไปจากปกติ เช่น

  • กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดเรื่องชนิดของอาหารเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ผู้ลี้ภัยหรืออาศัยในค่ายอพยพ ชาวประมงที่ออกเรือเป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่สามารถเลือกชนิดอาหารได้ตามต้องการเนื่องจากสภาพภูมิประเทศไม่เป็นใจ รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเก็บอาหารชนิดผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์อีกด้วย จึงมักพบว่า อาหารที่กลุ่มคนเหล่านี้รับประทานจะเป็นอาหารจำพวกแป้งเป็นหลัก   ซึ่งเป็นอาหารที่มี  วิตามินบี 1 น้อย แต่ร่างกายต้องใช้วิตามินบี 1 ในการเผาผลาญแป้งในปริมาณมาก สุดท้ายจึงทำให้เกิดการขาดวิตามินบี 1
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีโอกาสขาดวิตามินบี 1 เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก นอกจากนี้ยังเชื่อว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักรับประทานอาหารโดยภาพรวมลดลง ทำให้ได้รับวิตามินบี 1 จากอาหารน้อยลงตามไปด้วย
  • ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารต้านไธอามีน (anti-thiamine factors) สารนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะทำปฏิกิริยากับไธอามีน เกิดเป็นสารประกอบที่ไม่สามารถทำงานได้ ร่างกายจึงขาดไธอามีน ส่วนสารอีกชนิดหนึ่งนั้นสามารถทำลายไธอามีนได้โดยตรง ตัวอย่างอาหารที่มีสารต้านไธอามีนอยู่มาก ได้แก่ หมาก, ปลาดิบ, หอยดิบ และอาหารที่ผ่านการหมักแล้วมีการเจือปนของ mycotoxin ต่างๆ (mycotoxin คือสารพิษจากเชื้อรา)
  • หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนี้เป็นสภาวะที่ร่างกายของแม่ต้องการใช้พลังงานสูงมาก จึงมีความต้องการใช้ไธอามีนซึ่งเป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยาการสร้างพลังงานจากอาหารมากขึ้นด้วย ดังนั้นหากรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 เท่าเดิมก็จะมีโอกาสเกิดการขาดวิตามินบี 1 ได้

    ทารกได้รับวิตามินบี1 จากน้ำนมแม่ ดังนั้น แม่ห้ามอดช่วงให้นมลูก
    ทารกได้รับวิตามินบี1 จากน้ำนมแม่ ดังนั้น แม่ห้ามอดช่วงให้นมลูก

เบอริ-เบอรี่ (Beriberi)

กลุ่มอาการที่เกิดจากการขาดไธอามีน มีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า beriberi (เบอริ-เบอรี่) อาการและอาการแสดงในผู้ที่ขาดไธอามีนมักเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งมีอาการดังนี้

  • อาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทผิดปกติ (dry beriberi) มักมีอาการชาตามมือและเท้า (numbness) อาจมีการรับความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป รู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ตลอดเวลาทั้งที่ความจริงไม่มี (paresthesia) นอกจากนี้อาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้ออ่อนแรง และมีการรับรู้สติที่เปลี่ยนแปลงไป (alteration of consciousness)
  • อาการที่เกี่ยวกับระบบหัวใจ และหลอดเลือดผิดปกติ (wet beriberi) มักพบอาการคั่งน้ำ เกิดการบวมของแขนขาและอวัยวะต่างๆ อาจพบความดันโลหิตต่ำ น้ำท่วมปอด และบางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากระบบหัวใจ และหลอดเลือดล้มเหลวหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที
  • ในบางรายอาจพบความผิดปกติร่วมกันทั้งระบบประสาท และหัวใจเลยก็ได้

ลูกน้อยกับวิตามินบี 1

วิตามินบี1 มีหน้าที่ในการสร้างพลังงาน ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตประเภทอื่นๆ ให้เป็นพลังงาน อีกทั้งยังช่วยป้องกันระบบประสาทจากความเสียหาย หรือภาวะเสื่อมสภาพใดๆ วิตามินบี1 มีประโยชน์ในการสื่อสารจากระบบประสาทไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย สำหรับเด็กแล้ว ความต้องการวิตามินบี1 อยู่ระหว่าง 500 ถึง 900 ไมโครกรัมต่อวัน

แม่ให้นมไม่ควรอด จะทำให้ลูก ขาดวิตามินบี1 ได้
แม่ให้นมไม่ควรอด จะทำให้ลูก ขาดวิตามินบี1 ได้

สังเกตอาการลูกขาดวิตามินบี 1

การขาดวิตามินจะมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในช่วงแรกร่างกายจะไม่แสดงอาการใด ๆ ให้สังเกตได้ แต่หากปล่อยให้ขาดวิตามินจนถึงระดับวิกฤตจะแสดงอาการชัดเจน การขาดวิตามินในเด็กมักจะเป็นการขาดวิตามินหลายชนิดร่วมกัน ไม่ขาดเพียงตัวใดตัวหนึ่ง เพราะในอาหารชนิดหนึ่งมีวิตามินหลายตัว อาการขาดวิตามินในช่วงแรก ๆ จึงมีลักษณะไม่เฉพาะเจาะจง เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด งอแง เป็นต้น

เมื่อมีอาการขาดวิตามินบี 1 จะมีอาการเหล่านี้ โรคเหน็บชา แขนขาอ่อนแรง เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย และเกิดความรู้สึกสับสนได้

อาหารมีความสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่การรับประทานอาหารที่มีสัดส่วนเหมาะสมยังช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ และสามารถส่งต่อถึงลูกน้อยได้อีกด้วย ดังนั้นคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกจึงไม่ควรอดอาหาร ลดความอ้วนในช่วงนี้ เพราะจะส่งผลต่อสารอาหารที่ส่งผ่านไปยังลูกน้อย ทำให้ลูกอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.facebook.com/NakornpingHospitalChiangmai/pharmacy.mahidol.ac.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิตามินดี…ดี๊ดีกว่าที่คิด!! รวม 5 อาหารที่มีวิตามินดีสูง

รีวิว “4 วิตามินซีเด็ก วิตามินรวม” อีกหนึ่งตัวช่วยที่แม่ควรรู้จัก!

5 อาการสัญญาณเตือน “โรคหัวใจในเด็ก” ที่พ่อแม่ควรรู้!

ทำอย่างไรดี ? ท่อน้ำนมอุดตันเพราะ “ไวท์ดอท (white dot)” !!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นม UHT

รีวิว..“นม UHT” 6 แบรนด์ดังของลูกวัยดื่ม “นมกล่อง” ไหน ? ดื่มแล้วได้สารอาหารสมองดีที่สุด

เด็ก ๆ พออายุได้สักประมาณ 1 ขวบขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จะเริ่มมองหานมเสริมที่เป็นนมสำหรับเด็กวัยกำลังโตให้กับลูก ซึ่งเด็กช่วงวัยนี้จะมีความต้องการสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย และมีสมองที่ดี คิดเก่ง จดจำแม่นยำ พร้อมสำหรับการเรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ทั้งจากที่บ้าน และนอกบ้าน ฉะนั้นบ้านไหนที่ยังคิดไม่ออกว่าจะให้นมกล่องเสริมที่เป็น นม UHT ยี่ห้อไหนดีกับลูก วันนี้ทีมแม่ABK ยกมารีวิวเทียบสารอาหารกันกล่องต่อกล่องกับ 6 แบรนด์ดังยอดนิยมนี้ค่ะ

ไหน ๆ นม UHT ที่เราเอามารีวิวกันครั้งนี้เป็นนมกล่องสำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป ทีมแม่ABK จะบอกว่าเด็กในช่วงวัยนี้มีพัฒนาการสมองเรียนรู้ที่ก้าวกระโดดมาก และจะดีที่สุดหากพ่อแม่ให้การสนับสนุน ส่งเสริมลูกในทุกความสนใจ ทุกการเรียนรู้ของลูก เพราะจะเป็นการช่วยให้ลูกสามารถคิดนอกกรอบออกจากการเรียนรู้ที่เป็นสเต็ปเดิม ๆ ได้ และสามารถนำไปต่อยอดได้ไกลในอนาคต

ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ ถ้าลูกอยากเล่นระบายสีน้ำ ปกติก็จะมีสูตรผสมสีให้ว่า เหลือง + แดง = ส้ม , แดง + น้ำเงิน = ม่วง , ขาว + แดง = ชมพู เป็นต้น ทีนี้ถ้าลูกจะผสมสีที่นอกเหนือจากสูตรที่มีให้ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร กลับกันการเล่นผสมสีของลูกอาจจะได้สูตรสีใหม่สวย ๆ ออกมาใช้สร้างสีสันแปลกใหม่ให้กับภาพวาดระบายสีก็ได้ค่ะ ไม่ว่าลูกจะเล่น จะทำอะไรอยากเรียนอะไร อยากมีอาชีพการงานที่ออกไปจากกรอบเดิม ๆ บ้าง หน้าที่ของพ่อแม่คือช่วยให้ลูกได้ค้นพบความถนัด ความสนใจ ได้ทำในสิ่งที่รักและชอบ เพื่อให้เขาเติบโตมีชีวิตไปได้ไกลและสดใส สามารถนำไปต่อยอดในอนาคตข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราในฐานนะพ่อแม่ต้องสนับสนุนและให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ส่งลูกให้เดินไปถึงฝั่งฝัน อย่าไปปิดกั้น บังคับว่าต้องทำแบบนี้ แบบนั้นตามที่เคยทำกันมา ลองให้ลูกคิด ตัดสินใจ ลงมือทำด้วยตัวเขาเองกันดูนะคะ  

สนับสนุนให้ลูกได้ค้นหาความถนัด เจอความสนใจอยากที่จะเรียนรู้ นำไปต่อยอดความคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ แบบที่พ่อแม่ไม่ปิดกั้นลูกกันแล้ว ทีนี้สิ่งสำคัญสุดที่เราจะให้ลูกได้เต็มที่ตั้งแต่วัยเล็ก ๆ แบบนี้ ก็คือในเรื่องของโภชนาการสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ และเสริมด้วย นม UHT ที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป ไปดูกันว่านมกล่องไหนกันนะที่ให้สารอาหารสมองดีที่สุด !!

ตารางเปรียบเทียบสารอาหารบำรุงสมองในนมกล่อง UHT รสจืด สำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป

นม UHT S-26 GOLD

 

เห็นสารอาหารแล้วร้อง WOW !! เลยค่ะ นม UHT แต่ละกล่องมีสารอาหารอัดแน่นเต็มกล่อง แต่ถ้าถามว่าสารอาหารโดดเด่นชนิดไหนที่เป็นสารอาหารบำรุงสมองอย่างดี ทีมแม่ABK ขอยกให้สารอาหารนี้เลยค่ะ “สฟิงโกไมอีลิน” 

S-26 สฟิงโกไมอีลิน นม UHT

สฟิงโกไมอีลิน เป็นไขมันชนิดดีจำเพาะที่พบในนมแม่ และในผลิตภัณฑ์นม ซึ่งสฟิงโกไมอีลินมีส่วนสำคัญในการสร้าง “ไมอีลิน” ในสมองของเด็ก ๆ ไมอีลิน คือปลอกหุ้มเส้นใยประประสาท ช่วยให้สมองมีการรับส่งสัญญาณได้เร็วขึ้น เพื่อให้เห็นภาพคุณพ่อคุณแม่นึกถึงรถแข่งที่วิ่งด้วยความ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือการทำงานของอินเทอร์เน็ต 5G ที่มีความเร็วทะลุฟ้าประมาณนั้นค่ะ

สมองจะทำงานได้มีประสิทธิภาพเมื่อสฟิงโกไมอีลินทำงานร่วมกับสารอาหารอย่างโคลีน ดีเอชเอ แอลฟา-แล็คตาบูมิน โอเมก้า 3 6 9 จำง่าย ๆ ค่ะว่า สฟิงโกไมอีลินสร้างไมอีลิน “ไมอีลีนสร้างสมองดี เรียนรู้ไว” อยากให้ลูกมีสมองดี ต้องให้ดื่มนม UHT ที่มีสารอาหารสมองเต็มกล่อง เพราะเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่เด็กส่วนใหญ่เริ่มกินนมแม่น้อยลงแล้ว ฉะนั้นเพื่อเป็นการส่งต่อสารอาหารสมองให้กับลูกอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมนมกล่อง UHT สำหรับเด็กวัยกำลังโตไว้ให้พร้อมนะคะ

นมกล่อง UHT ทั้ง 6 แบรนด์มีสารอาหารที่ดีต่อพัฒนาการร่างกายและสมองของเด็ก ๆ แต่ที่มีสารอาหารสมองโดดเด่น ทีมแม่ABK ขอยกให้ “S-26 GOLDTM” สูตร 3 สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป มีอาหารสมองสำคัญ ได้แก่ สฟิงโกไมอีลิน = 10 มก./กล่อง , แอลฟา-แล็คตัลบูมิน = 225 มก./กล่อง , ดีเอชเอ = 10 มก./กล่อง , โอเมก้า3 = 131 มก./กล่อง ,  โอเมก้า 6 = 842 มก./กล่อง , โอเมก้า 9 = 1,966 มก./กล่อง , โคลีน 12 มก./กล่อง  และ ลูทีน = 34 มคก./กล่อง

 

นมกล่อง UHT

S-26 GOLDTM  เป็นสูตรพัฒนาจากสวิตเซอร์แลนด์ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ หอมอร่อย ดื่มง่าย ถูกใจลูกรัก คุณพ่อคุณแม่สามารถช้อปออนไลน์อย่างสะดวกกันได้ที่คลิก >>>   LAZADA  และ   SHOPEE

คุณแม่เตรียม นม UHT เสริมพร้อมดื่มอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการร่างกาย และพัฒนาการสมองครบถ้วนแบบนี้ ยิ่งช่วยให้ลูกคิดนอกกรอบกันได้อย่างสร้างสรรค์ ต่อยอดอนาคตได้อย่างสดใสและสมบูรณ์แบบแน่นอนค่ะ

#S26GoldUHT

#ยูเอชทีสูตรเฉพาะที่มีสฟิงโกไมอีลิน

#เอส-26โกลด์นมยูเอชทีอันดับหนึ่งที่คุณแม่ชื่นชอบ

ปั้นลูกเก่งภาษา

ปั้นลูกเก่งภาษา ฉบับเฮฮา ไม่น่าเบื่อ กับ Daddy Talks

สอนลูกพูดอังกฤษ เริ่มต้นอย่างไรให้เวิร์ค? อาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง จะมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ ปั้นลูกเก่งภาษา ในแบบฉบับเฮฮา ไม่น่าเบื่อ ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ปั้นลูกเก่งภาษา ฉบับเฮฮา ไม่น่าเบื่อ

อาจารย์คริสกล่าวว่า บ้านที่แข็งแรงก็ย่อมมีเสาหลัก อาจารย์คริส ถ้าอยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ เป็นเด็กสองภาษานั้น ต้องเริ่มต้นจาก  4 เสาหลักสำคัญของภาษาอังกฤษ ที่จะเป็นรากฐานที่แข็งแรงก่อน นั่นก็คือ V-I-P-S

เสาที่ 1

V = Vocabulary  หมายถึง คำศัพท์ คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักศัพท์เยอะๆก่อน เพื่อจะนำไปสอนลูกได้

เสาที่ 2

I = Idioms หมายถึง สำนวน เป็นชุดคำที่มีความหมายแฝง ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักไว้

เสาที่ 3

P = Pronunciation หมายถึง การออกเสียง คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักการออกเสียงที่ถูกต้อง เพื่อจะนำไปสอนลูกได้ ซึ่งในแต่ละพยางค์ต้องรู้ว่าออกเสียงอย่างไร ตัวอักษรต่างๆออกเสียงอย่างไร และ Stress เสียง(เน้นคำ) ตรงไหนจึงจะถูกต้อง

เสาที่ 4

S = Sentences หมายถึง รูปประโยค ซึ่งการเรียนภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องเน้น Grammar(แกรมม่า) แต่คือการสะสมรูปประโยคสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นรูปประโยคคำถาม หรือคำตอบนั่นเอง

และวันนี้ทีมแม่ ABK รวมคลิปสุดปัง ปั้นลูกเก่งภาษา กับ Daddy Talks พ่อแม่ดูเพลิน นำไปใช้สอนลูกพูดอังกฤษ มาให้คุณแม่ได้ติดตามกันค่ะ

พาลูกช้อปปิ้ง ได้คำศัพท์เพียบ

เมื่อคุณแม่หายตัวไปช้อปปิ้ง ในงาน Amarin Baby & Kids Fair พ่อคริสจึงถือโอกาสสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่พบเจอรอบตัวให้น้องวินและน้องวิลซะเลย มาดูกันว่า เวลาที่เราไปช้อปปิ้งจะสอนลูกพูดอังกฤษอย่างไรได้บ้าง

สอนลูก สั่งอาหารภาษาอังกฤษ พูดยังไงดี

พาลูกไปกินข้าวนอกบ้านชิลล์ๆ ลองฝึกให้ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ  เพิ่มประสบการณ์แปลกใหม่ แถมได้เรียนรู้คำศัพท์อีกเพียบ

ชวนลูกพิชิตภารกิจประจำบ้าน กับ คำศัพท์ทำงานบ้าน น่ารู้

อยากให้ลูกเก่งและประสบความสำเร็จในชีวิตต้องเริ่มต้นจากความรับผิดชอบ ที่ฝึกได้ตั้งแต่เด็ก ด้วยการสอนทำงานบ้าน

อยากรู้ไหมว่า squid กับ octopus ต่างกันตรงไหน กับคำศัพท์ อาหารทะเล จำง่ายนิดเดียว

คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารทะเล อย่างกุ้ง หอย ปู ปลา มีหลายคำที่ความหมายคล้ายกัน แต่ใช้ไม่เหมือนกัน  แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า อาหารทะเลแต่ละชนิดเรียกอะไร

ชวนลูก อาบน้ำ แปรงฟัน พูดภาษาอังกฤษอย่างไร

เมื่อลูกน้อยเริ่มทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หัดให้ลูกน้อยช่วยเหลือตัวเอง คือ การดูแลความสะอาดร่างกาย เริ่มจากการล้างมือ ล้างหน้า อาบน้ำ และแปรงฟัน

สามารถดูเนื้อหาอื่นๆ ของ Daddy Talks เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

ดูคลิปความสนุกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่อยากเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์คริส ตัวจริงเสียงจริง มาพบกันได้กับ มินิทอล์คโชว์ โดยอาจารย์คริส น้องวิน และน้องวิลเบิร์ต กับเทคนิค ปั้นลูกเก่งภาษา สอนลูกพูดอังกฤษในชีวิตประจำวัน ฉบับเฮฮา ที่จะทำให้ลูกๆ ค่อยๆ ซึมซับและเรียนรู้ภาษาอังกฤษ อย่างสนุกสนาน ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2565 เวลา 16.00-17.00 น. ณ Hall 98 ไบเทคบางนา ฟรี! รับจำนวนจำกัด รีบลงทะเบียนสำรองที่นั่ง ด่วน!! ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

Daddy Talks Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20
Daddy Talks Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

 


งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ช้อปแหลกเพื่อลูกรัก ครบ ถูก ดี ลดหนักขนาดนี้ ไม่มาไม่ได้แล้ว 24-27 มี.ค.65 ไบเทค บางนา 10.00 – 20.00 น. จัดพร้อมบ้านและสวนแฟร์

ก่อนมางาน ชวนคุณพ่อคุณแม่ลงทะเบียนล่วงหน้า รับสิทธิพิเศษกัน คลิกที่ลิงค์นี้เลย >>  https://cooll.ink/abk20sem

เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว รบกวน Capture เก็บภาพ QR Code ไว้ แล้วนำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ณ จุดลงทะเบียน ในวันงาน ลุ้นรับของฟรี 3 ต่อ

ต่อที่ 1 :  รับฟรี! ชาม Amarin Baby & Kids Fair พร้อมผลิตภัณฑ์แม่-ลูก

ต่อที่ 2 : รับฟรี! Tarot Wallpaper โดยแม่หมาดูหมอ

ต่อที่ 3 : ลุ้นรับฟรี! เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy II มูลค่า 16,900 บ.

แถมด้วยฟังเสวนาฟรี! จากผู้เชี่ยวชาญด้านแม่-ลูก กับแนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตา โดยหมอนุช Tarot of the day  เสาร์ที่ 26 มี.ค. 65 เวลา 16.00-17.00 น. ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

กุมมือสามีและลูกให้แน่น แล้วเตรียมมาช้อป เพราะงานนี้เซฟเงินคุณแม่แน่นอน แล้วพบกัน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 วันที่ 24-27 มี.ค 65 ไบเทค บางนา อยากเจอแม่ๆ ทุกคนเลย ✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

บ้านต้นไม้

แอบส่อง..โซนใหม่! บ้านต้นไม้ ยกออกมาจากนิทานให้เด็กๆ ได้สัมผัส ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

เด็กๆ ห้ามพลาด!! โซนใหม่! บ้านต้นไม้ กับคุณลุงตุ่น นิทรรศการหนังสือเด็ก ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ช้อปแหลกเพื่อลูกรัก ครบ ถูก ดี ลดหนักขนาดนี้ ไม่มาไม่ได้แล้ว 24-27 มี.ค.65 ไบเทค บางนา 10.00 – 20.00 น. จัดพร้อมบ้านและสวนแฟร์

แอบส่อง..โซนใหม่! บ้านต้นไม้ ยกออกมาจากนิทานให้เด็กๆ ได้สัมผัส
ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ครั้งแรก!! กับโซนใหม่สุดว้าวววววว ยกเอา บ้านต้นไม้ จากนิทานชุด “บ้านต้นไม้ 10 ชั้น” บ้านแห่งความรักและความอบอุ่นที่ไม่มีวันหมด นิทาน BESTSELLER ขวัญใจเด็กๆ ตลอดกาล มาตั้งไว้ที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ให้เด็กๆ ทุกคนได้สัมผัสกับ บ้านต้นไม้ เสมือนจริงที่หลุดออกมาจากหนังสือนิทาน

บ้านต้นไม้
นิทานชุด บ้านต้นไม้

และพิเศษสุดๆ พบกับแขกรับเชิญ  “คุณลุงตุ่น” (ตัวละครหลัก) ที่จะทำหน้าที่ต้อนรับเด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ พาชมบูธและโซนต้นไม้กับเทศกาลหรรษา รวมไปถึงพบปะกับเหล่าสมาชิก และตัวละครที่อาศัยอยู่ในแต่ละชั้น

นอกจากนี้ภายในโซนบ้านต้นไม้ ยังมีกิจกรรมให้เด็กๆ ร่วมสนุกอีกมากมาย ทั้ง…

  • เกมจับบอลกับคุณลุงตุ่น
  • ฟังนิทาน เรื่อง “บ้านต้นไม้กับเทศกาลหรรษา”
  • ตามหา “คุณลุงตุ่น” ให้เจอ แล้วถ่ายภาพคู่กัน

เด็กๆ ทุกคนที่มาร่วมงานจะได้รับการ์ด 1 ใบ เพื่อสะสมแสตมป์ 1 ดวงในแต่ละกิจกรรม à สะสมแสตมป์ครบ 5 ดวง จะได้รับสติ๊กเกอร์ 1 ชุด / คุณพ่อและคุณแม่รับคูปองส่วนลด 100 บาท ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ (เฉพาะในงานนี้เท่านั้น)

กิจกรรมที่ 1 : พบปะเหล่าสมาชิกหรือตัวละครที่อาศัยอยู่ในแต่ละชั้น –> รับแสตมป์ 1 ดวง

  • “ลุงตุ่น” ผู้ดูแลบ้านต้นไม้ 10 ชั้น อาศัยอยู่ชั้นใต้ดิน
  • “คุณหมาจิ้งจอก” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 1
  • “คุณพยาบาลกระต่าย 2 ตัว” สมาชิกบ้านต้น อาศัยอยู่ชั้นที่ 2 และ 3
  • “คุณลิงช่างไม้” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 4
  • “คุณกระรอกและภรรยา” สมาชิกบ้านต้นไม้ เจ้าของร้านอาหารวอลนัทอาศัยอยู่ชั้นที่ 5 และ 6
  • “ครอบครัวคุณนกปีกลายสกอต” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 7
  • “คุณกบ” สมาชิกบ้านต้น อาศัยอยู่ชั้นที่ 8
  • “คุณนกฮูก” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 9
  • “คุณกระรอกบิน” สมาชิกบ้านต้น อาศัยอยู่ชั้นที่ 10
บ้านต้นไม้
บ้านต้นไม้ 10 ชั้น

กิจกรรมที่ 2 : จับบอลรับโชค –> รับแสตมป์ 1 ดวง

จับบอลในกล่องทึบขึ้นมา 1 ลูก แล้วบอกว่าตัวละครที่หยิบขึ้นมาได้นั้น เป็นตัวละครชื่ออะไร และอาศัยอยู่ในชั้นไหนของบ้านต้นไม้ 10 ชั้น (เด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นเกมร่วมกันได้)

กิจกรรมที่ 3 : ซื้อหนังสือในบูธ 1 เล่ม –> รับแสตมป์ 1 ดวง

กิจกรรมที่ 4 : ฟังนิทาน เรื่อง “บ้านต้นไม้กับเทศกาลหรรษา” –> รับแสตมป์ 1 ดวง

โดยจัดเป็นรอบ รอบละ 20-30 นาที วันละ 2-3 รอบ

กิจกรรมที่ 5 : ตามหา “คุณลุงตุ่น” –> รับแสตมป์ 1 ดวง

ตามหาคุณลุงตุ่นให้เจอ แล้วถ่ายภาพคู่กัน โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย Facebook Amarin Kids เปิดให้เป็นสาธารณะ ติดแฮชแท็ก #Amarinkids #บ้านต้นไม้10ชั้น #อ่านกันวันละ15นาที

ประกาศผลผู้ได้รับรางวัลภาพถ่ายถูกใจแอดมินเพจที่สุด จำนวน 5 รางวัล ที่ Facebook Amarin Kids ในวันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2565

ทั้งนี้หากเด็กๆ สนใจ อยากได้หนังสือนิทานสุดสนุกเรื่องอื่นๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปเพิ่ม ก็สามารถซื้อหนังสือได้ภายในบูธ จัดเต็มโปรโมชั่น ดังนี้..

  • ซื้อหนังสือ 1-3 เล่ม รับส่วนลด 15%
  • ซื้อหนังสือ 4-6 เล่ม รับส่วนลด 20%
  • ซื้อหนังสือ 7 เล่มขึ้นไป รับส่วนลด 25%

พิเศษสุด !!

  • ซื้อหนังสือครบ 500 บาท รับม่านบังแดดชินสุเกะ
  • ซื้อหนังสือครบ 2,000 บาท รับกล่องพับอเนกประสงค์

 

และนอกจากกิจกรรมสุดสนุกของโซนบ้านต้นไม้แล้ว ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ยังเสิร์ฟโปรร้อนแรง ที่เดียวจบ ให้คุณแม่นักช้อปกรี๊ดสลบ!!! กับส่วนลดมากมาย ด้วยสินค้าดี มีคุณภาพ หลากหลายแบรนด์

ก่อนมางาน ชวนคุณพ่อคุณแม่ลงทะเบียนล่วงหน้า รับสิทธิพิเศษกัน คลิกที่ลิงค์นี้เลย >>  https://cooll.ink/abk20sem

เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว รบกวน Capture เก็บภาพ QR Code ไว้ แล้วนำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ณ จุดลงทะเบียน ในวันงาน ลุ้นรับของฟรี 3 ต่อ

ต่อที่ 1 :  รับฟรี! ชาม Amarin Baby & Kids Fair พร้อมผลิตภัณฑ์แม่-ลูก

ต่อที่ 2 : รับฟรี! Tarot Wallpaper โดยแม่หมาดูหมอ

ต่อที่ 3 : ลุ้นรับฟรี! เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy II มูลค่า 16,900 บ.

แถมด้วยฟังเสวนาฟรี! จากผู้เชี่ยวชาญด้านแม่-ลูก กับแนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตา โดยหมอนุช Tarot of the day  เสาร์ที่ 26 มี.ค. 65 เวลา 16.00-17.00 น.

กุมมือสามีและลูกให้แน่น แล้วเตรียมมาช้อป เพราะงานนี้เซฟเงินคุณแม่แน่นอน แล้วพบกัน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 วันที่ 24-27 มี.ค 65 ไบเทค บางนา อยากเจอแม่ๆ ทุกคนเลย ✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

 

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

เมื่อเด็กน้อยเกิดอยากมีแฟน คลิปน่ารักกับปฎิบัติการจีบรุ่นพี่จึงบังเกิด แต่คนเป็นพ่อแม่คงหนักใจเมื่อลูกน้อยมีความรักต้องสอนอย่างไร สอนลูกเรื่องเพศ ได้วัยไหน

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

จากกรณีที่มีคลิปแชร์กันโลกโซเซียล : หนุ่มน้อยใจกล้าอยู่ ป.1 แต่ใจหลงรักพี่ ม.3 เดินผ่านหน้าห้องเฉยๆคงไม่ได้ ขออนุญาตคุณครูร้องเพลงจีบพี่สาว ทำเอาชาวเน็ตยิ้มไม่หุบ เพราะน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน

ขอบคุณภาพจาก Amarintv online
ขอบคุณภาพจาก Amarintv online
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.facebook.com/amarinnews

จากคลิปน่ารัก ๆ ดังกล่าว ทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งเกิดความเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องการสอนลูกในวัยเด็กอย่างไรในเรื่องความรัก การมีแฟน ทีมแม่ ABK ขอนำเสนอข้อมูลดี ๆ มาฝากให้คุณพ่อคุณแม่ได้คลายกังวลกัน ดังนี้

ธรรมชาติเด็กปฐมวัย

เด็กปฐมวัย คือ เด็กในช่วงอายุระหว่าง 3-6 ปี เป็นวัยที่สำคัญระยะหนึ่งของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มีพัฒนาการหลายด้านก้าวหน้าขึ้น ทั้งด้านความคิด ภาษา การสื่อสาร ด้านกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว การต้องการทำอะไรด้วยตนเอง และเริ่มมีความสนใจในผู้คนรอบข้าง สนใจสังคมมากขึ้นจากตอนเด็กที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เพราะเข้าสู่วัยที่เด็กเริ่มจากครอบครัวไปสู่โรงเรียนอนุบาล หรือศูนย์เด็กเล็ก ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และใช้ชีวิตภายนอกบ้านมากขึ้น

พัฒนาการทางเพศของเด็กปฐมวัย

เด็กวัย 3-6 ปีจะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะ และบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวรไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอก หรือการแต่งกาย เช่น เมื่อเด็กเห็นผู้หญิงที่ไว้ทรงผมสั้นคล้ายผู้ชาย และใส่กางเกง เด็กก็ยังสามารถบอกได้ว่า ผู้ที่เขาเห็นเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย เป็นต้น เด็กวัย 6 ปีเด็กจะยอมรับเพศของตน และแสดงบทบาททางเพศที่
เหมาะสมความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศในวัยอนุบาลจะเป็นไปตามธรรมชาติ เด็กอาจสนใจสำรวจอวัยวะเพศ หรืออวัยวะอื่นที่บ่งบอกเรื่องเพศ จึงไม่ควรลงโทษเด็ก แต่ควรชี้แจงง่ายๆ สั้นๆ ให้พอเข้าใจ แต่ต้องสอนให้รู้จักสิทธิของบุคคล เช่น จับหน้าอกแม่ หรือผู้อื่นไม่ได้นอกจากนี้ควรสอนเด็กให้ระมัดระวังตัวไม่ควรให้ผู้อื่นมาดูหรือจับอวัยวะเพศของเด็กด้วย ไม่ควรส่งเสริมให้เด็กแสดง หรือแต่งตัวเกินวัย หรือเลียนแบบการแต่งตัวของผู้ใหญ่ที่เปิดเผยร่างกายอย่างไม่เหมาะสม

แฟน ในมุมมองลูกอาจหมายถึง เพื่อนสนิท
แฟน ในมุมมองลูกอาจหมายถึง เพื่อนสนิท

หนูมีแฟนแล้ว!!

คำว่า แฟน ที่ไม่ได้มีความหมายว่าแฟนในแบบผู้ใหญ่ เด็กในวัยอนุบาล ปฐมวัยจะเริ่มสนใจความสัมพันธ์ของคุณพ่อคุณแม่ สนใจเพื่อนต่างเพศ สนใจความสัมพันธ์ระหว่างเพศชาย และเพศหญิง แต่ไม่ได้มีความต้องการหรือเรื่องฮอร์โมนทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพ่อแม่จะสังเกตได้จากการที่เด็กชอบเล่นบทบาทสมมติเป็นพ่อแม่ลูก แต่เป็นเพียงแค่การเลียนแบบบทบาทของคนใกล้ตัว เลียนแบบสิ่งที่พบเห็น เช่น ในละคร หนัง หรือการ์ตูน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรระวังสื่อที่คุณพ่อคุณแม่ดูพร้อมกับลูกด้วย บางเรื่องไม่เหมาะสมให้เด็กได้ดู เพราะมีฉากล่อแหลม เลี่ยงได้ควรเลี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ต้องคอยสอนสิ่งที่ถูกต้อง อธิบายให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เหมาะสม

ดังนั้นหากวันไหนที่ลูกกลับมาจากโรงเรียน และบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่าที่โรงเรียนใครเป็นแฟนกับใคร หรือกระทั่งบอกกับใคร ๆ ว่า ‘หนูมีแฟนแล้ว’ ละก็ พ่อแม่ควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี

5 สิ่งที่พ่อแม่ต้องมีไว้ใช้รับมือ…เมื่อเจ้าตัวน้อยอยากมีแฟน!!

1.ไม่ตื่นตกใจ ไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แล้ว ถามความหมายของคำว่า “แฟน” ของลูกคืออะไร?

เมื่อเราไม่ตื่นตกใจกับคำพูดของลูก ก็จะสามารถสอนเขาได้ การชวนลูกคุย สร้างความเข้าใจ ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาสามารถเล่าทุกเรื่องให้เราฟังได้ เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเขาไม่ต้องกลัวพ่อแม่โกรธ หรือไม่พอใจ ลูกก็มักนึกถึงพ่อแม่ก่อนเป็นคนแรก ๆ เสมอเวลามีปัญหา เมื่อเราสร้างบรรยากาศในการพูดคุยกับลูกได้แล้ว พ่อแม่ลองถามลูกว่า คำว่า “แฟน” ของลูกนั้นคืออะไร

เชื่อหรือไม่ว่าคำตอบที่ได้จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ขบขันกันไม่น้อยทีเดียว เพราะเด็กส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่าคนที่เขาสนิทนั่นก็คือแฟน เช่น คนที่ชอบเล่นด้วย คนที่กินข้าวด้วยกัน กอดกัน เพราะเด็กวัยนี้กำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะมีคนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขารักเป็นพิเศษ หรือชอบเล่นด้วยเป็นพิเศษ นอกจากพ่อแม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพัฒนาการการเรียนรู้ที่จะผูกพัน หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นของเด็กในวัยนี้ต่างหาก

สอนลูกเรื่องเพศ ควรเริ่มอย่างไร
สอนลูกเรื่องเพศ ควรเริ่มอย่างไร

2.อธิบายให้ลูกรู้ถึง ความหมายของคำว่า “แฟน”

ใช้คำอธิบายง่าย ๆ สั้น ๆ ในแบบฉบับที่เด็กจะเข้าใจได้ เช่น บอกลูกว่า แฟนเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่รักกันมาก ๆ อยากอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ใช้กับคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เรียนจบแล้ว ทำงานหาเงินเองได้ ถึงจะมีแฟน แต่งงาน สร้างครอบครัวเหมือนพ่อกับแม่ได้ และที่สำคัญผู้ใหญ่สามารถมีแฟนได้ทีละหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนคนที่ลูกบอกว่าเล่นกันทุกวัน กินข้าวด้วยกัน กอดกันนั้น ลูกสามารถมีพร้อมกันได้หลาย ๆ คน เราเรียกว่า เพื่อนสนิทต่างหาก

3.ไม่ตำหนิลูกว่าเป็นเด็กแก่แดด

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการตำหนิ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามปราม หรือต่อว่า ตำหนิลูก สั่งลูกไม่ให้พูดคำว่าแฟน โดยไม่อธิบายความหมายที่แท้จริงให้ลูกเข้าใจ หรือต่อว่าลูกว่าเป็นเด็กแก่แดด หมกมุ่น และโตเกินวัย สิ่งเหล่านี้จะไปสร้างความรู้สึกให้ลูกรู้สึกปิดกั้น และไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวให้คุณพ่อคุณแม่ฟังอีก ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแย่ลง

4. อย่าเอามาล้อเล่นเป็นเรื่องสนุก

สิ่งที่สำคัญ คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกเชื่อมั่นว่าเขาสามารถพูดคุย บอกเล่าความรู้สึกต่าง ๆ กับเราได้ทุกเรื่อง นอกจากการตำหนิ ดุด่าว่ากล่าวจะทำให้ลูกไม่ไว้ใจ ไม่อย่างเล่าเรื่องของเขาให้แก่พ่อแม่ฟังแล้ว การล้อเลียน ล้อเล่นในเรื่องของลูกก็ก่อให้เกิดผลเสียเช่นเดียวกัน พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเชื่อมั่นว่าเราจะไม่เห็นเรื่องของลูก หรือความรู้สึกของลูกเป็นเรื่องตลกหรือไร้สาระ ความผูกพันในแบบเด็ก ๆ เป็นความผูกพันที่งดงาม เป็นเรื่องน่าดีใจที่ลูกรู้จักรัก และชื่นชมผู้อื่น รวมทั้งถูกรัก และถูกชื่นชมโดยผู้อื่นเช่นกัน ดังนั้นการล้อเลียนให้ลูกได้อายจะส่งผลต่อความคิดอ่านเรื่องความรักของลูกได้ในอนาคต

5. ปัญหาไม่สนุกที่ผู้ใหญ่สร้าง 

พ่อแม่ ผู้ใหญ่บางคนเห็นเรื่องที่เด็กมีแฟนเป็นเรื่องน่ารักก็จับคู่ให้เสียเลย หรือถ้าผู้ใหญ่ไปแหย่ในเรื่องเหล่านี้บ่อยๆ เด็กอาจเกิดความสับสนว่าผู้ใหญ่เองก็สนับสนุนให้เขามีแฟนได้แล้ว เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เท่านั้นยังไม่พอ ยังไปปลูกฝังค่านิยมผิด ๆ ให้แก่ลูก แก่เด็ก โดยเฉพาะค่านิยมทางเพศต่อการมีแฟน ซึ่งมักจะล้อเลียนให้เด็กผู้ชายมีแฟนมากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเห็นเป็นเรื่องไม่เสียหายที่ผู้ชายจะมีแฟนหลายคน  เท่ากับเป็นการปลูกฝังให้เขาเรียนรู้ว่าเขาเป็นเด็กผู้ชาย มีแฟนได้มากกว่าผู้หญิง ผู้ใหญ่มักเชียร์ให้เด็กผู้ชายหอมแก้มเด็กผู้หญิง และเชียร์ว่าเมื่อโตขึ้นต้องมีแฟนเยอะ ๆ สิ่งเหล่านั้นได้ถูกโปรแกรมเข้าไปในสมองเด็กแล้วว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้หนำซ้ำ ทำแล้วพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ชอบอีกต่างหาก

สอนลูกเรื่องเพศ ป้องกันลูกโตเกินวัย
สอนลูกเรื่องเพศ ป้องกันลูกโตเกินวัย

หลักในการสอนลูกเรื่องเพศ ในวัยอนุบาล

เด็กจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างทางสรีระภายนอกระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สำหรับพ่อแม่การตอบคำถามลูก ควรใช้วิธีคุยมากกว่าตอบ อย่างเดียว โดยมีหลักในการ สอนลูกเรื่องเพศ 4 ประการ ในการพูดคุยกับลูกดังนี้

1. ไม่ดุว่าลูกเมื่อลูกถามเรื่องเพศ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติที่สามารถถามและพูดคุยกับพ่อแม่ได้

2. ตอบคำถามของเขาด้วยกิริยาท่าทางปกติ เหมือนอธิบายเรื่องทั่ว ๆ ไป

3. ใช้คำพูด และเหตุผลง่าย ๆ ตามความเป็นจริง ไม่หลอกหรือขู่

4. ตั้งใจฟัง และให้เวลาแก่ลูก

5. ใช้การพูดคุยมากกว่าตอบคำถามอย่างเดียวและการตอบควรตอบตรงไปตรงมา ใช้คำพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เช่น

  • ถาม ทำไมนมหนูเล็ก นมคุณแม่ใหญ่?

ตอบ ตอนนี้หนูยังเล็ก มือก็เล็ก เท้าก็เล็ก นมก็เล็ก เล็กไปทุก ๆ ส่วน เมื่อหนูโตขึ้น อวัยวะทุก อย่างก็ค่อย ๆ โตตามด้วย ดังนั้น เมื่อหนูโตเท่าแม่ นมหนูก็จะโตเหมือนแม่

คำว่า แฟน ของเด็กปฐมวัย
คำว่า แฟน ของเด็กปฐมวัย
  • ถาม หนูเกิดมาจากไหน?
ตอบ หนูเกิดจากท้องแม่
  • ถาม แล้วหนูออกมาได้อย่างไร?
ตอบ เป็นคำถามที่ยากขึ้นแต่เด็กไม่ได้สนใจว่า เขาออกมาจากช่องไหน ดังนั้น ควรใช้คำตอบกลาง ๆ ว่า “หมอช่วยลูกออกมา ลูกถึงได้แข็งแรงและน่ารัก แบบนี้”

พ่อแม่เพียงแต่ให้ความใส่ใจกับการดำเนินชีวิตของลูก ให้เรื่องเกี่ยวกับแฟน เกี่ยวกับเพศอยู่ในสายตา แต่อย่าเอามาเป็นประเด็น จนทำให้เด็กๆ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องพิเศษ เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ใส่ใจ ใครๆ ก็สนใจ ทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องดังกล่าวมากเกินวัยของลูก

ข้อมูลอ้างอิงจาก สสส./ เลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ / เรียนรู้เรื่องเพศในแต่ละช่วงอายุ โดย นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ / คู่มือเลี้ยงลูกปฐมวัย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้เป็น เด็กแก่แดด เกินวัย!

ความรักของเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กๆ อยากได้อะไรที่สุด?

คำคมความรัก 2021 รวมแคปชั่นโดน ๆ คำคมเด็ด ๆ

5 ท่าเซ็กส์ปลอดภัย ขณะตั้งครรภ์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565

เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565 เกิดราศีไหน นิสัยยังไง?

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเกิดปี 2565 หรือกำลังจะคลอดในปีนี้ อยากรู้ไหมว่า ดวงชะตาและนิสัยลูกน้อยจะเป็นอย่างไร? แวะมา เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565 ตามแต่ละราศี กับหมอนุช Tarot of the day แม่หมอชื่อดังจากแอพ aดวง กันเลยค่ะ

เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565 เกิดราศีไหน นิสัยยังไง?

ราศีมังกร ( 22 ธันวาคม – 20 มกราคม)

เด็กที่เกิดราศีมังกร ธาตุดิน

ลักษณะนิสัยเด็กราศีมังกร

เป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่น มั่นคง ชีวิตมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์ จนบางทีดูเหมือนทำอะไรเชื่องช้า

ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เป็นคนชัดเจนในความต้องการของตัวเอง ไม่ชอบให้ใครออกคำสั่ง หรือใช้คำพูดเชิงบังคับ

หากเจอความอึดอัดมาก ๆ จะเงียบและเก็บตัว

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีมังกร ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีกุมภ์ ( 21 มกราคม – 20 กุมภาพันธ์)

เด็กที่เกิดราศีกุมภ์  ธาตุลม

ลักษณะนิสัยเด็กราศีกุมภ์

ทำอะไรมักไม่ค่อยมีแบบแผน ไม่ใช่เป็นเด็กสมาธิสั้น แต่เป็นเด็กหูไวตาไว เห็นอะไรที่น่าสนใจก็จะพุ่งเข้าไปหาทันที

เป็นเด็กเรียนรู้เร็ว ชอบอยู่กับคนเยอะ ๆ จอมแก่น ซน แต่เป็นการซนแบบน่ารัก โกรธง่าย หายเร็ว ชอบเลือกเสื้อผ้าเอง แต่งตัวเอง

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีกุมภ์ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีมีน ( 21 กุมภาพันธ์ – 21 มีนาคม)

เด็กที่เกิดราศีมีน ธาตุน้ำ

ลักษณะเด็กราศีมีน

เป็นคนอ่อนไหว รับรู้และรู้สึกอะไรได้เร็ว ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ เป็นเด็กที่มีจิตนาการในตัวเองและสร้างโลกอีกใบในจิตนาการของเขา ซึ่งคุณพ่อ คุณแม่จะสังเกต

เค้าได้จากการเล่นและพูดคนเดียว เป็นเด็กที่ชอบให้ จิตใจดี นึกถึงคนรอบข้างก่อนตัวเองเสมอ

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีมีน ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีเมษ ( 22 มีนาคม – 21 เมษายน)

เด็กที่เกิดราศีเมษ ธาตุไฟ

ลักษณะเด็กราศีเมษ

เป็นเด็กนิ่ง ๆ เดาใจยาก บางครั้งร่าเริง บางครั้งก็เงียบ ไม่อยากใช้คำว่าเอาแต่ใจ เพราะเด็กทุกราศีมีเหมือนกันหมด แต่เด็กที่เกิดราศีเมษจะชัดเจนในความต้องการของตัวเอง ไม่คือไม่ ใช่คือใช่ ดื้อเงียบ มีเหตุผลเป็นของตัวเองแบบเกินวัย สิ่งที่พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรเข้าใจ ด้วยพฤติกรรมเด็กราศีเมษจะค่อนข้างมีความมั่นใจ การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเด็กที่เกิดราศี

นี้บางครั้งจะพูดจาไม่สุภาพหรือบางคำน้ำเสียงดูแข็งทื่อ อยากให้เค้าเป็นแบบใหน พูดแบบใหน เราต้องทำเป็นตัวอย่างให้เค้าเห็นก่อน จึงจะเกิดพฤติกรรมทำตาม

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีเมษ  ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีพฤษภ ( 22 เมษายน – 21 พฤษภาคม)

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีพฤษภ

น้ำเสียงหรือลักษณะการพูดจะคุมโทนต่ำ จะไม่ใช่เด็กที่พูดเร็ว เถียงไว จนบางทีดูเหมือนทำอะไรเชื่องช้า เป็นเด็กที่มีมาดมีฟอร์มตั้งแต่เด็ก

เวลาเขินจะเก็บอาการ มีระเบียบวินัยกับตัวเอง แต่เป็นเด็กฉลาดนะ ฉลาดแบบรู้จังหวะ ว่าควรจะพูดแบบไหน พูดเวลาไหน อ้อนยังไง เค้าถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่เวลาซนหรือเอาแต่ใจก็ไม่มีใครเอาอยู่เช่นกัน เป็นเด็กรู้คุณค่าของเงินหรือเป็นเด็กถนอมของ

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีพฤษภ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีเมถุน ( 22 พฤษภาคม – 21 มิถุนายน)

เด็กที่เกิดราศีเมถุน ธาตุลม

ลักษณะเด็กราศีเมถุน

จะอยู่ไม่นิ่ง แต่เป็นเด็กหน้าตาน่ารัก สดใส  ยิ้มเก่ง คุยง่าย สอนง่ายแต่สักพักก็ลืมสิ่งที่เพิ่งสอนไป เป็นเด็กเดินเร็ว เคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวดเร็ว ปากตรงกับใจแต่ไม่ค่อยหนักแน่นกับสิ่งที่ตนเองตัดสินใจ

ชอบกิจกรรมแต่ไม่ชอบอยู่เฉย เป็นเด็กฉลาดใส ๆ แต่ไม่แกมโกง เหมือนจะเป็นเด็กเอาใจแต่ก็แปลกที่ผู้ใหญ่เอ็นดูและได้ในสิ่งที่ต้องการด้วย

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีเมถุน ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีกรกฏ ( 22 มิถุนายน – 21 กรกฎาคม)

เด็กที่เกิดราศีกรกฎ ธาตุน้ำ

ลักษณะเด็กราศีกรกฎ

จะเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก ที่มีความอ่อนโยน ขี้อ้อน sensitive กับความรู้สึก ขี้น้อยใจ ขี้กลัว ตกใจง่าย เป็นเด็กที่มีจิตนาการสูง ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ ถ้าจะเอาก็เอาให้ได้ ในบางพฤติกรรมเด็กจะใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว เป็นเด็กโกรธง่าย หายเร็ว พัฒนาการของเด็กราศีกรกฎจะพบว่าเดิน ยืน วิ่งได้ไวกว่าการพูด ไม่ชอบอยู่บ้าน ชอบออกไปวิ่งเล่นข้างนอก ชอบอยู่ในที่โล่งกว้าง แต่เวลานอนกลับชอบนอนในที่แคบ ๆ หรือซุกตามมุมขอบเตียง

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีกรกฎ  ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีสิงห์ ( 22 กรกฎาคม – 21 สิงหาคม)

เด็กที่เกิดราศีสิงห์ ธาตุไฟ

ลักษณะเด็กราศีสิงห์

จะมีคาแรคเตอร์ชัดเจนเช่นเสียงดัง โวยวาย  เป็นเด็กที่โครงสร้างรูปร่างใหญ่กว่าเด็กทั่วไป มีความเป็นผู้นำ เป็นนักประดิษฐ์คิดค้น ทำตามใจทำตามความต้องการของตัวเอง เสียงมาก่อนตัว จะมีพฤติกรรมรุนแรงเมื่อถูกบังคับมาก ๆ เท่านั้น บางครั้งดูเป็นคนดื้อรั้นแต่ในใจที่คิด เป็นเด็กที่วางมาด วางฟอร์ม เป็นเด็กมีเป้าหมายชัดเจน หากทำไม่ได้ก็จะเครียด แต่ถ้าทำได้จะดีใจร่าเริง เป็นเด็กชอบกิจกรรมด้านกีฬา

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีสิงห์ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีกันย์ (22 สิงหาคม – 21 กันยายน)

เด็กที่เกิดราศีกันย์ ธาตุดิน

ลักษณะเด็กราศีกันย์

จะเป็นเด็กนิ่ง ๆ ไม่ค่อยยิ้ม หรืองอแงเท่าไร เป็นเด็กระวังตัว ไม่ค่อยยุ่งหรือสุงสิงกับใครที่ไม่สนิทใจ ไม่ค่อยดื้อ นอกกรอบเท่าไร ถ้าไม่มั่นใจกับอะไรก็จะไม่ทำเลย เวลาโกรธจะน่ากลัว จะทำร้ายตัวเอง เป็นเด็กเอื่อย ๆ เรื่อย ๆ ไม่ค่อยปรับตัวตามสภาพแวดล้อม มีระเบียบวินัย ชอบศึกษาหาความรู้ หรือชอบฟังเวลาผู้ใหญ่คุยกัน เป็นเด็กไม่ชอบความวุ่นวาย บางครั้งเก็บตัวเงียบแต่ก็กลัวการอยู่คนเดียวและเป็นเด็กที่มีสมาธิดี

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีกันย์ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีตุล (22 กันยายน – 21 ตุลาคม)

เด็กที่เกิดราศีตุล ธาตุลม

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีตุล

จะเป็นเด็กที่พูดตรง ๆ ในบางอารมณ์จะเป็นเด็กที่ดื้อ เอาเหตุผลตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช้ในการใช้ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณ ชอบรวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์และแยกแยะ มีจุดยืนเป็นของตัวเอง

แต่ในข้อดีคือเป็นเด็กที่ไม่ทำอะไรเกินตัว เป็นเด็กที่เรียงลำดับขั้นตอนการทำงานของตัวเองได้ และไม่ชอบให้ใครมาใช้อารมณ์รุนแรงกับตัวเอง เป็นเด็กหัวดี ฉลาดหลักแหลม จนบางครั้งเหมือนเป็นเด็กฉลาดแกมโกง เอาตัวรอดและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีตุล ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีพิจิก (22 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน)

เด็กที่เกิดราศีพิจิก ธาตุน้ำ

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีพิจิก

เป็นเด็กที่ใช้ความรู้สึก จิตนาการ สัญชาตญาณ อารมณ์มากกว่าการหาเหตุผล อารมณ์ขึ้นแล้วลงยาก หากไม่พอใจอะไรจะเย็นชากับสิ่ง ๆ นั้น แต่เวลาที่สงสารหรือเสียใจกับอะไรก็จะเสียใจอย่างสุดหัวใจ รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง เห็นใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง มีความเป็นผู้ให้และเสียสละอย่างมาก เป็นเด็กที่มีจิตนาการสูงมาก เรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ไม่ทันได้ฉุกคิด หรือคิดไม่ทันเขาด้วยซ้ำ มีพรสวรรค์ด้านการใช้เสียงหรือภาษา

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีพิจิก ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีธนู ( 22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม)

เด็กที่เกิดราศีธนู ธาตุไฟ

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีธนู

เป็นเด็กที่มีความพยายามสูง บางเรื่องจะใจร้อน เป็นเด็กที่ทำอะไรรวดเร็ว แต่อาจจะไม่ค่อยรอบคอบ เป็นคนคิดเร็วพูดเร็ว ไม่ชอบทำตามใคร ไม่ชอบให้ใครมาชี้นำว่าต้องทำแบบนั้นสิ แบบนี้สิ ชอบหาวิธีการเอง เป็นเด็กที่ฉลาด เอาตัวรอด แก้ใขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เป็นเด็กช่างสังเกตุ จำแม่น ชอบเล่นกีฬาที่เกี่ยวกับความเร็ว รวมถึงเป็นเด็กชอบเลี้ยงสัตว์มาก ๆ เป็นเด็กที่มีเพื่อนเยอะ หรือเพื่อนชอบให้เค้าเป็นผู้นำในการละเล่นต่าง ๆ

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีธนู ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

✨ชวนคุณพ่อคุณแม่ มาช้อปแหลกเพื่อลูกที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20  จัดหนักจัดเต็มลดไม่ยั้งกับ สินค้าแม่-ลูกที่คุณอยากได้ พากันไปช้อปได้ตั้งแต่วันที่ 24 – 27 มี.ค. 65  ⏰ เวลา 10.00 – 20.00 น. 📌 ไบเทค บางนา พิเศษ!!  งานนี้จัดพร้อมบ้านและสวนแฟร์ Select 2022 ด้วยน้าา…

>> 📱ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า #รับฟรี3ต่อ คลิก! >> https://cooll.ink/abk20fbregister
ต่อที่ 1 รับฟรี! ชาม Limited Edition พร้อมผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก
ต่อที่ 2 รับฟรี! TAROT WALLPAPER By แม่หมาดูหมอ
ต่อที่ 3 ร่วมลุ้นรับ! Attitude Mom เครื่องปั๊มนม รุ่น Galaxy II #ฟรี!! มูลค่า 16,900 บาท จำนวน 1 รางวัล

✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗️ 💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคหน้าร้อน

เตือน! 5 โรคหน้าร้อน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

มาแน่! 5 โรคหน้าร้อน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

ฤดูร้อนในเมืองไทยมีไอความร้อนแรง ๆ จนทำให้หลายคนไม่สบายเพราะความร้อน นอกจากนี้ก็มักเจอโรคต่าง ๆ ที่มากับอากาศร้อน ซึ่งพร้อมที่จะทำให้ลูก ๆ ของเรา รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่เจ็บป่วยได้ทุกเมื่อ หน้าร้อนนี้มี โรคหน้าร้อน อะไรที่ควรระวังให้มาก มาดูกันค่ะ

 

  1. โรคหน้าร้อน ท้องเสีย

มักเกิดจากการที่ลูกรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเชื้อเหล่านี้นอกจากปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่มแล้ว ยังอาจติดอยู่ที่มือของลูกน้อยผ่านการหยิบจับสิ่งของสกปรกมาก่อน การแพ้อาหารบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน

อาการท้องเสียนั้นมีจุดสังเกต ดังต่อไปนี้

  1. อุจจาระมีลักษณะเหลว หรือถ่ายออกเป็นน้ำ
  2. ถ่ายท้องต่อเนื่อง มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน
  3. มีอาการปวดท้องเกร็งที่รุนแรงกว่าปรกติ
  4. ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย และเหมือนมีไข้อ่อน ๆ

หากลูกมีอาการเหล่านี้ ก็แปลว่ากำลังเผชิญกับอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 วัน แต่หากมีอาการท้องเสียต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 – 14 วัน คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์นะคะ

ป้องกันและรักษาอาการท้องเสีย ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง
  2. ให้ลูกล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกครั้ง
  3. เลี่ยงไม่ให้ลูกการรับประทานอาหารที่ไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพและความสะอาด เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้
  4. เมื่อลูกเกิดอาการท้องเสียควรดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
  5. ให้ลูกรับประทานยาบรรเทาอาการท้องเสีย ซึ่งช่วยยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย และบรรเทาอาการท้องเสียได้
  6. ให้ลูกรับประทานอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำซุป เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  1. โรคพิษสุนัขบ้า

เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนผ่านทางน้ำลายของสัตว์ โดยสัตว์ที่นำโรคไม่ใช่แค่สุนัขหรือแมว แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า หากลูกได้รับเชื้อนี้และเชื้อเข้าสู่สมอง จะมีอาการคลุ้มคลั่ง ดุร้าย กระวนกระวาย และหากเชื้อเข้าสู่ไขสันหลัง จะทำให้สมองและไขสันหลังทำงานผิดปกติ จะมีอาการอัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด

ถ้าลูกถูกสุนัขจรจัด หรือ แม้แต่สัตว์เลี้ยงในบ้านกัด ข่วน หรือเลียแผล ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  • ล้างแผลให้ลูกด้วยน้ำสะอาดและสบู่ ให้ลึกถึงก้นแผลเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที
  • เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ เบตาดีน หรือ น้ำเกลือ ที่มีอยู่ที่บ้าน
  • รีบพาลูกมาพบแพทย์ ปัจจุบันนี้ยังไม่มียารักษาให้หายได้ ดังนั้นเมื่อลูกโดนสัตว์กัด ให้รีบพบแพทย์โดยทันทีเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและวัคซีนป้องกันบาดทะยัก โดยเฉพาะเมื่อสัตว์ที่กัดไม่มีเจ้าของหรือกัดแล้วหนี ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้สุนัขหรือสัตว์ที่กัดแสดงอาการหรือตายก่อน
  1. โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก

โรคลมแดด หรือโรคฮีตสโตรก (Heat Stroke) เกิดจากการที่ร่างกายของลูกได้รับความร้อนมากเกินไป เช่น การตากแดดนาน ๆ ทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยละ 17-70 เลยทีเดียว

อาการที่สังเกตได้ คือ ลูกจะไม่มีเหงื่อออก แต่ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่ว ๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย นอกจากนี้ ลูกอาจมีอาการเพิ่มเติม ได้แก่ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว ไตล้มเหลว มีการตายของเซลล์ตับ หายใจเร็ว มีการบวมบริเวณปอดจากการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ การสลายกล้ามเนื้อลาย ช็อค หากเกิดอาการดังกล่าวจำเป็นต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน

โรคหน้าร้อน
ให้ลูกดื่มน้ำให้มาก เพื่อป้องกันการเกิดฮีทสโตรก

วิธีการป้องกันโรคลมแดด คือ

  • ให้ลูกดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากลูกต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้จะอยู่ในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี
  • ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด
  • หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน
  • ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ต้องจัดให้อยู่ในห้องที่อากาศระบายได้ดี และอย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง
  1.  ผดร้อน

ผดร้อน เป็นตุ่มคันขนาดเล็ก เกิดจากต่อมเหงื่อที่อุดตันใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อเหงื่อออก หรืออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น ซึ่งผดร้อนอาจปรากฏขึ้นได้ทั่วร่างกายลูก เช่น บริเวณใบหน้า คอ หลัง อก และต้นขา เป็นต้น ผดร้อนเป็นภาวะที่ไม่อันตราย และอาจหายได้เองเมื่ออากาศเย็นลง แต่หากปรากฏอาการดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์

  • ผดไม่ยอมหาย ยังคันและเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน
  • ผดมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผดมีสีแดงสว่าง หรือเป็นริ้วลาย และผดเกิดขึ้นหลังจากใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาตัวใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน
  • เจ็บปวดเพิ่มขึ้น อาจเกิดร่วมกับอาการบวม แดง หรือ รู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่เป็นผด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม ซึ่งอาจเกิดขึ้นบริเวณรักแร้ คอ และขาหนีบ
  • ติดเชื้อ เมื่อผดร้อนที่เกิดขึ้นเริ่มมีหนองหรืออาการติดเชื้ออื่น ๆ
  • มีไข้ หรือมีสัญญาณของภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ

เมื่อพบว่ามีผดร้อนเกิดขึ้น อาจบรรเทาอาการคัน หรือป้องกันอาการกำเริบลุกลามได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น
  • ให้ลูกอยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็น หรือมีเครื่องปรับอากาศ และประคบผ้าเย็นบริเวณผิวหนัง เพื่อช่วยลดความร้อน
  • หลีกเลี่ยงการใช้พลาสเตอร์ปิดทับผิวหนัง หรือไม่สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูป เพื่อป้องกันการอุดตันของต่อมเหงื่อ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่อาจทำให้เกิดเหงื่อออกมาก
  • ให้ลูกอาบน้ำด้วยน้ำเย็นและสบู่ที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง และปล่อยให้ผิวแห้งเองหลังอาบน้ำเสร็จ ไม่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวเพื่อลดการเสียดสีจนเกิดผดร้อนอักเสบเพิ่มขึ้น

 

  1. โรคไมเกรน

เป็นโรคที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังตัวเอง โดยอาจจะเกิดจากพันธุกรรม หรือปัจจัยกระตุ้น ส่งผลทำให้หลอดเลือดแดงเกิดการขยายตัวได้มาก และง่ายกว่าคนปกติ อาจจะมีอาการนำก่อนมีอาการปวดหัว หรือไม่มีอาการนำก็ได้ อาการนำที่พบบ่อยคือ อาการทางตา เช่น เกิดตาพร่า เห็นภาพ หรือ แสงสีผิดปกติ รู้สึกหนักที่แขนขาเหมือนไม่มีแรง มีความรู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น รู้สึกคัน ชา แสบร้อน

ปัจจัยที่ทำให้โรคไมเกรนมีอาการมากขึ้น ได้แก่

  1. ภาวะเครียด
  2. การอดนอน
  3. การขาดการพักผ่อน หรือทำงานมากเกินไป
  4. ขณะมีประจำเดือน หรือรับประทานยาคุมกำเนิด
  5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
  6. อาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต

การดูแลตนเองทำได้โดย

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ความร้อน การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด อาหาร กาแฟ ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์
  2. การใช้ยาบรรเทาอาการปวดรักษา เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ยาแก้ปวด-อักเสบกลุ่ม NSAIDs ยากลุ่ม Ergot ยากลุ่มทริปแทน (Triptan) ควรใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้นและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

คุณพ่อคุณแม่ ควรรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ระมัดระวังตนเองรวมทั้งลูกน้อยจากอาการร้อน เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บป่วยจากโรคที่มากับหน้าร้อนนี้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา , โรงพยาบาลวิภาวดี, pobpad, โรงพยาบาลธนบุรี, โรงพยาบาลพญาไท, โรงพยาบาลสมิติเวช

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารเป็นพิษ โรคหน้าร้อน ที่ทุกครอบครัวต้องระวัง

3 โรคหน้าร้อน คนท้อง ต้องระวัง!

หวัดแดด โรคหน้าร้อน ที่ต้องระวังในเด็กเล็ก

จิตแพทย์เตือน! ดูข่าวหดหู่ ระวัง Headline Stress Disorder

จิตแพทย์เตือน! ดูข่าวหดหู่ ระวัง Headline Stress Disorder

จากประเด็นร้อนล่าสุด ที่ดาราสาวชื่อดัง แตงโม ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ เสียชีวิต อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งการติดตามเรื่องราวนี้ รวมทั้งเรื่องราวอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคมโลก อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต เพราะข่าว และเนื้อหาต่าง ๆ ที่เผยแพร่ในสื่อ และโซเชียลมีเดีย สร้างความเศร้า ความเครียดสะสม ที่มากเกินไป จนอาจทำให้ คุณพ่อคุณแม่ เกิดภาวะ Headline Stress Disorder ได้ค่ะ

 

ภาวะHeadline Stress Disorder คืออะไร

ผศ.นพ.วัลลภ อัจสริยะสิงห์ อาจารย์ประจำสาขาวิชา จิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้ออกมาเตือนประชาชน และให้ความรู้ ทางเพจ Mahidol Channel ผ่านแคมเปญ #เรื่องของใจใครว่าไม่สำคัญ แคมเปญที่ Mahidol Channel ร่วมกับ สสส. และสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ร่วมกันทำขึ้น เพราะอยากให้ทุกคน เห็นความสำคัญ ของการดูแลสุขภาพจิต

คุณหมอได้ให้ข้อมูลไว้ว่าHeadline stress disorder ไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นคำที่ใช้เรียก ภาวะเครียด หรือ วิตกกังวลมาก ที่เกิดขึ้นจากการเสพข่าวทางสื่อต่าง ๆ ที่มากเกินไป

เสพข่าวหดหู่มากไป ส่งผลเสียอย่างไรต่อร่างกายและจิตใจ

การเสพข่าวหดหู่มากไป สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจได้มาก และหลายระบบ เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า โกรธ ซึ่งถ้าปล่อยไว้ อาจส่งผลต่อการเกิดโรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า

Headline stress disorder
เสพข่าวหดหู่มากไป เสียงภาวะ Headline stress disorder

ใครคือกลุ่มเสี่ยงต่อ ภาวะHeadline Stress Disorder

  • คนที่เหนื่อยล้า ทั้งทางจิตใจ หรือร่างกายอยู่แล้ว เช่น อาจกำลังเครียดเรื่องงาน ครอบครัว การเรียน พักผ่อนไม่เพียงพอ เจ็บป่วย อยู่นั้น อารมณ์จะอ่อนไหวง่าย เมื่อมาเสพข่าวที่หดหู่ ก็จะเครียดได้ง่าย
  • คนที่มีโรควิตกกังวล หรือซึมเศร้าอยู่แล้ว จะถูกกระตุ้นได้ง่าย จากการเสพข่าวที่หดหู่
  • คนที่ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เยอะ ก็มีโอกาสที่จะรับรู้ข่าวทั้งที่จริง และปลอม ทั้งดี และร้าย ได้เยอะ
  • คนที่ขาดวิจารณญาณในการเสพข่าว อาจจะเป็นด้วยวัย วุฒิภาวะ หรือบุคลิกภาพ มีแนวโน้มจะเชื่อพาดหัวข่าวในทันทีที่เห็นได้ง่าย

จัดการความเครียดจากการเสพข่าวหดหู่ด้วยตนเองได้อย่างไร

คำแนะนำในการจัดการความเครียด จากการเสพข่าวหดหู่ทั่วไปด้วยตนเอง มีวิธีการดังนี้

  1. จำกัดเวลาในการเสพข่าว เคร่งครัดกับเวลาที่กำหนดไว้ อย่าเสพข่าวเดิมทั้งวันทั้งคืน โดยไม่หยุดพัก
  2. หากเครียดมาก อาจงดเสพข่าว หรืองดใช้สื่อสังคมออนไลน์ไปสักพัก จนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
  3. อย่าเชื่อพาดหัวข่าวที่เห็นในทันที เพราะพาดหัวข่าว มักใช้คำที่กระตุ้นอารมณ์ เพื่อดึงดูดให้คนสนใจ แนะนำให้อ่านรายละเอียดของข่าวด้วย
  4. ตรวจสอบข่าวก่อนจะเชื่อ อ่านข่าวจากสื่อที่เชื่อถือได้ เพราะปัจจุบัน มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ทางสื่อสังคมออนไลน์กันมาก
  5. หากเป็นข่าวด่วนอาจรอสักหน่อย ให้มีข้อมูล และความจริงมากขึ้น แล้วค่อยอ่านในรายละเอียดข่าว
  6. พยายามมองหาสิ่งที่ดี ในข่าวที่อ่านบ้าง ทุกอย่างมีทั้งด้านดี และร้ายเสมอ
  7. อ่านข่าวที่ดีต่อใจบ้าง อย่าเสพแต่ข่าวที่หดหู่
  8. อย่าเสพข่าวก่อนนอน เพื่อให้สมองได้พัก และหลับได้ดี
  9. ทำกิจกรรมคลายเครียด ผ่อนคลายบ้าง อย่าเอาแต่ติดตามข่าวทั้งวัน
  10. พูดคุยกับคนอื่นบ้าง การหมกมุ่นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งคนเดียว จะยิ่งทำให้จมกับความคิดลบ ๆ ได้ง่าย
  11. หากทำตามคำแนะนำข้างต้น แล้วยังเครียดมากอยู่ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ chatbot 1323 หรืออาจไปปรึกษานักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์

ทีมแม่ ABK อยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองสังเกตตัวเองสักนิดว่า ช่วงที่ผ่านมานี้ได้เสพข่าวที่ทำให้รู้สึก เครียด เศร้า หดหู่ บ้างหรือไม่ เราเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเสี่ยงแล้วหรือยัง และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อให้พ้นจากภาวะหดหู่จากการเสพข่าวนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

Mahidol Channel

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เข้าโซเชียลมีเดีย เด็กเสียอะไร

ผลวิจัยชี้ “สุขภาพจิตของพ่อ” ส่งผลต่อพัฒนาการลูก

ลูกติดโซเชียลหนัก ระวังป่วย โรค Tic Tok ชอบพูดซ้ำๆ กล้ามเนื้อกระตุกเอง!