เมื่อลูกมีแฟน สอนลูกเรื่องเพศ อย่างไร

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

event
เมื่อลูกมีแฟน สอนลูกเรื่องเพศ อย่างไร
เมื่อลูกมีแฟน สอนลูกเรื่องเพศ อย่างไร

เมื่อเด็กน้อยเกิดอยากมีแฟน คลิปน่ารักกับปฎิบัติการจีบรุ่นพี่จึงบังเกิด แต่คนเป็นพ่อแม่คงหนักใจเมื่อลูกน้อยมีความรักต้องสอนอย่างไร สอนลูกเรื่องเพศ ได้วัยไหน

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

จากกรณีที่มีคลิปแชร์กันโลกโซเซียล : หนุ่มน้อยใจกล้าอยู่ ป.1 แต่ใจหลงรักพี่ ม.3 เดินผ่านหน้าห้องเฉยๆคงไม่ได้ ขออนุญาตคุณครูร้องเพลงจีบพี่สาว ทำเอาชาวเน็ตยิ้มไม่หุบ เพราะน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน

ขอบคุณภาพจาก Amarintv online
ขอบคุณภาพจาก Amarintv online
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.facebook.com/amarinnews

จากคลิปน่ารัก ๆ ดังกล่าว ทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งเกิดความเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องการสอนลูกในวัยเด็กอย่างไรในเรื่องความรัก การมีแฟน ทีมแม่ ABK ขอนำเสนอข้อมูลดี ๆ มาฝากให้คุณพ่อคุณแม่ได้คลายกังวลกัน ดังนี้

ธรรมชาติเด็กปฐมวัย

เด็กปฐมวัย คือ เด็กในช่วงอายุระหว่าง 3-6 ปี เป็นวัยที่สำคัญระยะหนึ่งของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มีพัฒนาการหลายด้านก้าวหน้าขึ้น ทั้งด้านความคิด ภาษา การสื่อสาร ด้านกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว การต้องการทำอะไรด้วยตนเอง และเริ่มมีความสนใจในผู้คนรอบข้าง สนใจสังคมมากขึ้นจากตอนเด็กที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เพราะเข้าสู่วัยที่เด็กเริ่มจากครอบครัวไปสู่โรงเรียนอนุบาล หรือศูนย์เด็กเล็ก ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และใช้ชีวิตภายนอกบ้านมากขึ้น

พัฒนาการทางเพศของเด็กปฐมวัย

เด็กวัย 3-6 ปีจะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะ และบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวรไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอก หรือการแต่งกาย เช่น เมื่อเด็กเห็นผู้หญิงที่ไว้ทรงผมสั้นคล้ายผู้ชาย และใส่กางเกง เด็กก็ยังสามารถบอกได้ว่า ผู้ที่เขาเห็นเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย เป็นต้น เด็กวัย 6 ปีเด็กจะยอมรับเพศของตน และแสดงบทบาททางเพศที่
เหมาะสมความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศในวัยอนุบาลจะเป็นไปตามธรรมชาติ เด็กอาจสนใจสำรวจอวัยวะเพศ หรืออวัยวะอื่นที่บ่งบอกเรื่องเพศ จึงไม่ควรลงโทษเด็ก แต่ควรชี้แจงง่ายๆ สั้นๆ ให้พอเข้าใจ แต่ต้องสอนให้รู้จักสิทธิของบุคคล เช่น จับหน้าอกแม่ หรือผู้อื่นไม่ได้นอกจากนี้ควรสอนเด็กให้ระมัดระวังตัวไม่ควรให้ผู้อื่นมาดูหรือจับอวัยวะเพศของเด็กด้วย ไม่ควรส่งเสริมให้เด็กแสดง หรือแต่งตัวเกินวัย หรือเลียนแบบการแต่งตัวของผู้ใหญ่ที่เปิดเผยร่างกายอย่างไม่เหมาะสม

แฟน ในมุมมองลูกอาจหมายถึง เพื่อนสนิท
แฟน ในมุมมองลูกอาจหมายถึง เพื่อนสนิท

หนูมีแฟนแล้ว!!

คำว่า แฟน ที่ไม่ได้มีความหมายว่าแฟนในแบบผู้ใหญ่ เด็กในวัยอนุบาล ปฐมวัยจะเริ่มสนใจความสัมพันธ์ของคุณพ่อคุณแม่ สนใจเพื่อนต่างเพศ สนใจความสัมพันธ์ระหว่างเพศชาย และเพศหญิง แต่ไม่ได้มีความต้องการหรือเรื่องฮอร์โมนทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพ่อแม่จะสังเกตได้จากการที่เด็กชอบเล่นบทบาทสมมติเป็นพ่อแม่ลูก แต่เป็นเพียงแค่การเลียนแบบบทบาทของคนใกล้ตัว เลียนแบบสิ่งที่พบเห็น เช่น ในละคร หนัง หรือการ์ตูน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรระวังสื่อที่คุณพ่อคุณแม่ดูพร้อมกับลูกด้วย บางเรื่องไม่เหมาะสมให้เด็กได้ดู เพราะมีฉากล่อแหลม เลี่ยงได้ควรเลี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ต้องคอยสอนสิ่งที่ถูกต้อง อธิบายให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เหมาะสม

ดังนั้นหากวันไหนที่ลูกกลับมาจากโรงเรียน และบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่าที่โรงเรียนใครเป็นแฟนกับใคร หรือกระทั่งบอกกับใคร ๆ ว่า ‘หนูมีแฟนแล้ว’ ละก็ พ่อแม่ควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี

5 สิ่งที่พ่อแม่ต้องมีไว้ใช้รับมือ…เมื่อเจ้าตัวน้อยอยากมีแฟน!!

1.ไม่ตื่นตกใจ ไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แล้ว ถามความหมายของคำว่า “แฟน” ของลูกคืออะไร?

เมื่อเราไม่ตื่นตกใจกับคำพูดของลูก ก็จะสามารถสอนเขาได้ การชวนลูกคุย สร้างความเข้าใจ ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาสามารถเล่าทุกเรื่องให้เราฟังได้ เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเขาไม่ต้องกลัวพ่อแม่โกรธ หรือไม่พอใจ ลูกก็มักนึกถึงพ่อแม่ก่อนเป็นคนแรก ๆ เสมอเวลามีปัญหา เมื่อเราสร้างบรรยากาศในการพูดคุยกับลูกได้แล้ว พ่อแม่ลองถามลูกว่า คำว่า “แฟน” ของลูกนั้นคืออะไร

เชื่อหรือไม่ว่าคำตอบที่ได้จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ขบขันกันไม่น้อยทีเดียว เพราะเด็กส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่าคนที่เขาสนิทนั่นก็คือแฟน เช่น คนที่ชอบเล่นด้วย คนที่กินข้าวด้วยกัน กอดกัน เพราะเด็กวัยนี้กำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะมีคนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขารักเป็นพิเศษ หรือชอบเล่นด้วยเป็นพิเศษ นอกจากพ่อแม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพัฒนาการการเรียนรู้ที่จะผูกพัน หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นของเด็กในวัยนี้ต่างหาก

สอนลูกเรื่องเพศ ควรเริ่มอย่างไร
สอนลูกเรื่องเพศ ควรเริ่มอย่างไร

2.อธิบายให้ลูกรู้ถึง ความหมายของคำว่า “แฟน”

ใช้คำอธิบายง่าย ๆ สั้น ๆ ในแบบฉบับที่เด็กจะเข้าใจได้ เช่น บอกลูกว่า แฟนเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่รักกันมาก ๆ อยากอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ใช้กับคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เรียนจบแล้ว ทำงานหาเงินเองได้ ถึงจะมีแฟน แต่งงาน สร้างครอบครัวเหมือนพ่อกับแม่ได้ และที่สำคัญผู้ใหญ่สามารถมีแฟนได้ทีละหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนคนที่ลูกบอกว่าเล่นกันทุกวัน กินข้าวด้วยกัน กอดกันนั้น ลูกสามารถมีพร้อมกันได้หลาย ๆ คน เราเรียกว่า เพื่อนสนิทต่างหาก

3.ไม่ตำหนิลูกว่าเป็นเด็กแก่แดด

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการตำหนิ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามปราม หรือต่อว่า ตำหนิลูก สั่งลูกไม่ให้พูดคำว่าแฟน โดยไม่อธิบายความหมายที่แท้จริงให้ลูกเข้าใจ หรือต่อว่าลูกว่าเป็นเด็กแก่แดด หมกมุ่น และโตเกินวัย สิ่งเหล่านี้จะไปสร้างความรู้สึกให้ลูกรู้สึกปิดกั้น และไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวให้คุณพ่อคุณแม่ฟังอีก ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแย่ลง

4. อย่าเอามาล้อเล่นเป็นเรื่องสนุก

สิ่งที่สำคัญ คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกเชื่อมั่นว่าเขาสามารถพูดคุย บอกเล่าความรู้สึกต่าง ๆ กับเราได้ทุกเรื่อง นอกจากการตำหนิ ดุด่าว่ากล่าวจะทำให้ลูกไม่ไว้ใจ ไม่อย่างเล่าเรื่องของเขาให้แก่พ่อแม่ฟังแล้ว การล้อเลียน ล้อเล่นในเรื่องของลูกก็ก่อให้เกิดผลเสียเช่นเดียวกัน พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเชื่อมั่นว่าเราจะไม่เห็นเรื่องของลูก หรือความรู้สึกของลูกเป็นเรื่องตลกหรือไร้สาระ ความผูกพันในแบบเด็ก ๆ เป็นความผูกพันที่งดงาม เป็นเรื่องน่าดีใจที่ลูกรู้จักรัก และชื่นชมผู้อื่น รวมทั้งถูกรัก และถูกชื่นชมโดยผู้อื่นเช่นกัน ดังนั้นการล้อเลียนให้ลูกได้อายจะส่งผลต่อความคิดอ่านเรื่องความรักของลูกได้ในอนาคต

5. ปัญหาไม่สนุกที่ผู้ใหญ่สร้าง 

พ่อแม่ ผู้ใหญ่บางคนเห็นเรื่องที่เด็กมีแฟนเป็นเรื่องน่ารักก็จับคู่ให้เสียเลย หรือถ้าผู้ใหญ่ไปแหย่ในเรื่องเหล่านี้บ่อยๆ เด็กอาจเกิดความสับสนว่าผู้ใหญ่เองก็สนับสนุนให้เขามีแฟนได้แล้ว เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เท่านั้นยังไม่พอ ยังไปปลูกฝังค่านิยมผิด ๆ ให้แก่ลูก แก่เด็ก โดยเฉพาะค่านิยมทางเพศต่อการมีแฟน ซึ่งมักจะล้อเลียนให้เด็กผู้ชายมีแฟนมากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเห็นเป็นเรื่องไม่เสียหายที่ผู้ชายจะมีแฟนหลายคน  เท่ากับเป็นการปลูกฝังให้เขาเรียนรู้ว่าเขาเป็นเด็กผู้ชาย มีแฟนได้มากกว่าผู้หญิง ผู้ใหญ่มักเชียร์ให้เด็กผู้ชายหอมแก้มเด็กผู้หญิง และเชียร์ว่าเมื่อโตขึ้นต้องมีแฟนเยอะ ๆ สิ่งเหล่านั้นได้ถูกโปรแกรมเข้าไปในสมองเด็กแล้วว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้หนำซ้ำ ทำแล้วพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ชอบอีกต่างหาก

สอนลูกเรื่องเพศ ป้องกันลูกโตเกินวัย
สอนลูกเรื่องเพศ ป้องกันลูกโตเกินวัย

หลักในการสอนลูกเรื่องเพศ ในวัยอนุบาล

เด็กจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างทางสรีระภายนอกระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สำหรับพ่อแม่การตอบคำถามลูก ควรใช้วิธีคุยมากกว่าตอบ อย่างเดียว โดยมีหลักในการ สอนลูกเรื่องเพศ 4 ประการ ในการพูดคุยกับลูกดังนี้

1. ไม่ดุว่าลูกเมื่อลูกถามเรื่องเพศ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติที่สามารถถามและพูดคุยกับพ่อแม่ได้

2. ตอบคำถามของเขาด้วยกิริยาท่าทางปกติ เหมือนอธิบายเรื่องทั่ว ๆ ไป

3. ใช้คำพูด และเหตุผลง่าย ๆ ตามความเป็นจริง ไม่หลอกหรือขู่

4. ตั้งใจฟัง และให้เวลาแก่ลูก

5. ใช้การพูดคุยมากกว่าตอบคำถามอย่างเดียวและการตอบควรตอบตรงไปตรงมา ใช้คำพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เช่น

  • ถาม ทำไมนมหนูเล็ก นมคุณแม่ใหญ่?

ตอบ ตอนนี้หนูยังเล็ก มือก็เล็ก เท้าก็เล็ก นมก็เล็ก เล็กไปทุก ๆ ส่วน เมื่อหนูโตขึ้น อวัยวะทุก อย่างก็ค่อย ๆ โตตามด้วย ดังนั้น เมื่อหนูโตเท่าแม่ นมหนูก็จะโตเหมือนแม่

คำว่า แฟน ของเด็กปฐมวัย
คำว่า แฟน ของเด็กปฐมวัย
  • ถาม หนูเกิดมาจากไหน?
ตอบ หนูเกิดจากท้องแม่
  • ถาม แล้วหนูออกมาได้อย่างไร?
ตอบ เป็นคำถามที่ยากขึ้นแต่เด็กไม่ได้สนใจว่า เขาออกมาจากช่องไหน ดังนั้น ควรใช้คำตอบกลาง ๆ ว่า “หมอช่วยลูกออกมา ลูกถึงได้แข็งแรงและน่ารัก แบบนี้”

พ่อแม่เพียงแต่ให้ความใส่ใจกับการดำเนินชีวิตของลูก ให้เรื่องเกี่ยวกับแฟน เกี่ยวกับเพศอยู่ในสายตา แต่อย่าเอามาเป็นประเด็น จนทำให้เด็กๆ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องพิเศษ เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ใส่ใจ ใครๆ ก็สนใจ ทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องดังกล่าวมากเกินวัยของลูก

ข้อมูลอ้างอิงจาก สสส./ เลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ / เรียนรู้เรื่องเพศในแต่ละช่วงอายุ โดย นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ / คู่มือเลี้ยงลูกปฐมวัย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้เป็น เด็กแก่แดด เกินวัย!

ความรักของเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กๆ อยากได้อะไรที่สุด?

คำคมความรัก 2021 รวมแคปชั่นโดน ๆ คำคมเด็ด ๆ

5 ท่าเซ็กส์ปลอดภัย ขณะตั้งครรภ์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up