สาหร่ายหมีแพนด้า

ระวัง! พบจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคใน สาหร่ายหมีแพนด้า

ระวัง! พบจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคใน สาหร่ายหมีแพนด้า

ปัจจุบันมีขนมต่าง ๆ ออกมาวางขายให้ลูก ๆ ได้กินเล่นเป็นจำนวนมากนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรต้องเลือกให้ดีและมีประโยชน์ เพราะขนมบางอย่างอาจมีอันตรายซ่อนอยู่ แม้แต่ในของที่น่าจะมีประโยชน์อย่างเช่นสาหร่ายนี้ก็เช่นกันค่ะ เพราะล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย บริษัท กู๊ดดี้ เวิลด์ จำกัด พร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพ ณ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่า พบข้อบกพร่อง จำนวน 2 ตัวอย่างใน สาหร่ายหมีแพนด้า ค่ะ

พบจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคใน สาหร่ายหมีแพนด้า

โดยตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค Bacillus cereus ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 416) พ.ศ.2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน หลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการในการตรวจวิเคราะห์ของอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ที่กำหนดให้ตรวจพบ Bacillus cereus ได้ไม่เกิน 100 CFU/กรัม จึงขอแจ้งประกาศผลตรวจ ดังนี้

1.ผลิตภัณฑ์อาหารฉลากระบุ “สาหร่ายทะเลปรุงรส รสดั้งเดิม (ตราหมีแพนด้า) ” เลขสารบบอาหาร 10-1-04153-1-0054  วันที่ผลิต 29/11/2021 วันหมดอายุ 29/11/2022 ตรวจพบ Bacillus cereus เท่ากับ 4,400 CFU/กรัม

2. ผลิตภัณฑ์อาหารฉลากระบุ “สาหร่ายทะเลแห้งปรุงรส รสเผ็ด (ตราหมีแพนด้า)” เลขสารบบอาหาร 10-1-04153-1-0055 วันที่ผลิต 18/11/2021 วันหมดอายุ 18/11/2022 ตรวจพบ Bacillus cereus เท่ากับ 1,700 CFU/กรัม

สาหร่ายหมีแพนด้า
ระมัดระวังการเลือกขนมสำหรับเด็กให้ดี

หลักการเลือกขนมสำหรับเด็ก

แม้แต่สาหร่ายสำหรับให้ลูก ๆ เคี้ยวเล่นยังมีสิ่งแปลกปลอม จึงขอนำแนวทางการเลือกขนมสำหรับลูกน้อยมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

  1. เลือกขนมที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกน้อย ควรดูก่อนว่าขนมชนิดนั้นผลิตมาสำหรับเด็กในช่วงวัยไหน
  2. ดูส่วนผสมของขนมเป็นหลัก เพื่อป้องกันหากลูกน้อยแพ้อาหารชนิดไหน
  3. เลือกขนมที่มีพลังงานไม่สูงมาก ไม่ควรมีน้ำมันและน้ำตาลมากเกินไป โดยมีข้อกำหนดของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ให้เด็กควรได้รับพลังงานจากอาหารว่างไม่เกินมื้อละ 100-150 กิโลแคลอรี่ วันละ 2 ครั้ง
  4. ขนมที่เลือกควรมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เหล็ก แคลเซียม วิตามิน A C B1 B2 หรือใยอาหาร โดยแต่ละชนิดมีปริมาณไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
  5. ควรเลือกซื้อขนมที่มีสีตามธรรมชาติ ไม่ควรเลือกขนมที่ใส่สีฉูดฉาดหรือแต่งสี
  6. คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกขนมโดยการพิจารณาจากข้อมูลบนฉลากโภชนาการด้วยทุกครั้ง

เชื้อจุลินทรีย์โรค Bacillus cereus ใน สาหร่ายหมีแพนด้า คืออะไร

Bacillus cereus คือแบคทีเรีย (bacteria) ในกลุ่ม Bacillus ซึ่งเป็นชนิดที่ทำให้เกิดโรค เจริญได้ในที่มีอากาศ สามารถสร้างสารพิษ ที่ทนต่อความร้อนได้ เจริญได้ดีที่อุณหภูมิปานกลาง ในร่างกายมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 28-37 องศาเซียลเซียส

แหล่งที่พบ

พบทั่วไปในธรรมชาติในดิน น้ำเชื้อสร้างสปอร์ซึ่งทนความแห้งแล้งได้ดี สปอร์จึงพบได้ทั่วไปในฝุ่น ควัน และ ปะปนมากับอาหารแห้ง เช่น น้ำตาล วัตถุเจือปนอาหาร เครื่องเทศ และพบบ่อยในอาหารกลุ่ม แป้ง เมล็ดธัญชาติ เช่น ข้าวหุงสุก เส้นก๋วยเตี๋ยว พาสต้า อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น ข้าวกึ่งสำเร็จรูป

โรคและอาการของโรค

โรคอาหารเป็นพิษ  เกิดจากบาซิลัสซีเรียส ทำให้เกิดอาการ 2 ลักษณะ

  • อาการอาเจียน (Emetic syndrome) เกิดจากที่ร่างกายได้รับสารพิษ  ที่แบคทีเรียสร้างขึ้นในอาหารก่อนที่จะบริโภคเข้าไป สารพิษนี้ทนต่ออุณหภูมิสูงและ ทนต่อความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้ดี ผู้ป่วยจะเกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน ภายหลังจากการบริโภคอาหารที่มีสารพิษเข้าไปประมาณ 5 ชั่วโมง โดยทั่วไปอาการเป็นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง โรคอาหารเป็นพิษลักษณะนี้ มักเรียกว่า Chinese restaurant syndrome เนื่องจากมักพบในผู้ป่วยรับประทานอาหารจีน ซึ่งมักเป็นข้าวผัด ที่ทำจากข้าวสุกที่หุงค้างไว้นาน ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตและสารพิษทนต่อความร้อน ก่อนนำมาปรุงหรือทำให้ร้อนใหม่
  • อาการถ่ายเหลว (Diarrhea syndrome) เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีเซลล์ของแบคทีเรีย และเพิ่มจำนวนในลำไส้ของมนุษย์ ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 8-16 ชั่วโมง มีสารพิษเอนเทอโรทอกซิน ที่ไม่ทนต่อความร้อน ทำให้เกิดอาการการปวดท้อง เป็นตะคริวที่ท้อง และถ่ายอุจจาระเหลวโดยทั่วไปอาการเป็นอยู่ไม่เกิน 14 ชั่วโมง ปริมาณเชื้อที่ทำให้เกิดโรค  100-100,000 เซลล์ต่อกรัม

อาหารที่เกี่ยวข้อง

  • อาหารประเภทธัญชาติ หรืออาหารที่มีสตาร์ซ (starch) เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน บะหมี่ พาสต้า มักโรนี ข้าวผัด ขนมข้าวกรอบ ขนมข้าวกล้อง
  • เนยแข็ง
  • ผักสลัด
  • อาหารที่มีเนื้อสัตว์ เป็นส่วนประกอบ ซอส ซุป
  • อาหารแห้ง เครื่องเทศ
  • การบริการอาหาร (food service) ที่ต้องเตรียมอาหารจำนวนมาก ล่วงหน้าเป็นเวลานาน เช่น โรงเรียน ร้านอาหาร ภัตตาคาร

การป้องกัน

– หุงต้ม ผัด อาหาร ให้ร้อนจัด อุ่นให้เดือด และเก็บอาหารที่ทำให้สุกแล้วที่อุณหภูมิต่ำ หลีกเลี่ยงการเก็บอาหารช่วงอุณหภูมิที่เป็นอันตราย คือ 4-55 องศาเซลเซียส

– ควบคุมให้พนักงาน หรือบุคคล ที่สัมผัสกับอาหาร มีสุขอนามัยที่ดี

– ป้องกันการเกิดปนเปื้อนข้าม โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงสุก อาหารพร้อมรับประทาน กับอาหารดิบ

– ผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice)

ขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลเครือข่ายอาหารครบวงจร, กรุงเทพธุรกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกกินขนมโซเดียมเยอะจน ไตรั่ว!!

เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี อย่ามีขนมห่อในบ้าน (เยอะนัก) โดยพ่อเอก

อย. เตือน ขนม BLACK POWDER ขนมอันตราย อย่าซื้อให้ลูกกิน

หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

สัตว์เลี้ยงระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

สัตว์เลี้ยงระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

“โรคพิษสุนัขบ้า“กลับมาระบาดอีกครั้ง แม้หลายคนจะรู้จักกับโรคนี้มานานแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่เข้าใจผิดว่าถ้าเลี้ยงสัตว์ไว้ในระบบปิดก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพราะคงไม่เสี่ยง แต่จริง ๆ แล้ว หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า ได้ แม้จะเลี้ยงในระบบปิดก็ตาม นับเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนะคะคุณพ่อคุณแม่

สถานการณ์ “โรคพิษสุนัขบ้า” ในไทย

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต เพราะเชื้อโรคจะเข้าสู่สมองของผู้ป่วย ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา แต่ทั้งนี้เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในไทย ตั้งแต่ปี 2560-2562 พบผู้เสียชีวิต 11, 18 และ 3 ราย ตามลำดับ และปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 20 พ.ย. 63 พบผู้เสียชีวิต 3 ราย จาก 3 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว หนองคาย และศรีสะเกษ ซึ่งผู้เสียชีวิตทุกราย มีประวัติถูกสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้กัดหรือข่วน โดยไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีน

“โรคพิษสุนัขบ้า” ไม่ได้ติดเฉพาะสุนัข

ชื่อของโรคพิษสุนัขบ้าอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าโรคนี้เกิดกับสุนัขเท่านั้น  แท้ที่จริงแล้วโรคนี้เกิดกับสัตว์เลือดอุ่นชนิดอื่นๆ ได้ด้วย โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น แมว ชะนี ลิง กระรอก กระแต หนู ค้างคาว วัว ควาย ม้า สุกร (ที่มีประวัติเคยถูกสุนัขบ้ากัดมาก่อน) รวมถึงสัตว์ป่าอื่น ๆ อีกทั้งยังพบว่าสุนัขเป็นตัวแพร่เชื้อที่สำคัญมากที่สุด กว่า 95% ของผู้เสียชีวิตมีสาเหตุมาจากสุนัข รองมาคือ แมว

หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า
สัตว์เลี้ยงระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

เลี้ยงสัตว์ระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

สำหรับใครที่เลี้ยงสัตว์เลือดอุ่นเป็นสัตว์เลี้ยงในระบบปิดคือ การเลี้ยงไว้ในบ้าน ไม่ปล่อยออกนอกบ้าน มักจะชะล่าใจว่าคงไม่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า และละเลยการฉีดวัคซีนป้องกัน ใครที่ทำแบบนี้อาจจะต้องกลับมาทบทวนใหม่ เพราะว่ามีสัตว์เลี้ยงจำนวนไม่น้อยที่ติดโรคพิษสุนัขบ้าแม้เลี้ยงในระบบปิด

โดยสาเหตุการติดเชื้ออาจเกิดจากมีหนูหลุดรอดเข้ามาในบ้าน หรือมีสัตว์อื่น ๆ เข้ามาในบ้าน ทำให้สัตว์เลี้ยงรับเชื้อผ่านสัตว์เหล่านั้นมาอีกทีก็เป็นได้ โดยวิธีที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนในสุนัขหรือแมวจะป้องกันการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%

ฉีดวัคซีนหมาแมวแค่ 1 ครั้ง ไม่ได้

หากใครคิดว่าหมาหรือแมวที่ได้รับวัคซีน 1 ครั้ง จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต ขอบอกว่าคิดผิด! เพราะว่าการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่ถูก คือ  ต้องได้รับวัคซีน 2 เข็มในปีแรก และจากนั้นต้องฉีดอีกปีละ 1 เข็ม เป็นประจำทุกปี

โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยที่ชุกชุมด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัข จึงมีโอกาสที่สัตว์เลี้ยงในบ้านจะได้รับเชื้อโรคชนิดนี้ค่อนข้างมีสูง

หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า แค่รอยข่วน ก็ติดเชื้อได้

แม้ไม่โดนกัด แต่หากโดนสัตว์ข่วนด้วยเล็บ ก็ทำให้ติดโรคพิษสุนัขบ้าและตายได้ เนื่องจากหมาหรือแมวมักจะมีพฤติกรรมเลียอุ้งเท้าและเล็บของมัน จึงอาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และแพร่เชื้อได้หากแผลที่โดนข่วนมีเลือดออกแม้เพียงเล็กน้อย

ทำอย่างไร ถ้าโดนสัตว์ข่วน

หากโดนข่วนอย่าปล่อยทิ้งไว้ ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำกับสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นพบแพทย์ทันที เพื่อล้างแผลอีกครั้ง และฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาไอโอดีน และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคน มักจะปรากฏหลังจากเชื้อมีการฟักตัว แล้วเดินทางถึงสมอง แต่ระยะฟักตัวของเชื้อนั้นไม่แน่ชัด แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี พบได้ตั้งแต่ 4 วัน จนถึง 4 ปี หลังจากที่ถูกกัด โดยผู้ป่วยประมาณ 70% มีอาการภายใน 3 เดือน และผู้ป่วยประมาณ 96% มีอาการภายใน 1 ปี

การฟักตัวของเชื้อโรคจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกกัดด้วย หากถูกกัดที่บริเวณใกล้กับสมอง เช่น ใบหน้า หรือบริเวณที่ปลายประสาทรวมกันมากๆ เช่น มือ ระยะฟักตัวของเชื้อและการแสดงอาการของโรคก็จะสั้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากความรุนแรงของแผลที่ถูกกัด ชนิดสัตว์ที่กัด ปริมาณของเชื้อไวรัสที่เข้าไปในบาดแผล และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับรักษาเบื้องต้นหลังถูกกัดด้วย

ผู้ประกันตนกับประกันสังคมฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ฟรี!

สำนักงานประกันสังคม แจ้งว่า ถ้าโดนหมากัด แมวข่วน ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหากเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ กรณีฉุกเฉินไม่สามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสถานพยาบาลตามสิทธิได้ ให้ผู้ประกันตนสำรองค่าใช้จ่ายแล้วยื่นเรื่องเบิกเงินคืนได้เฉพาะเข็มแรกเท่านั้น ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข เข็มต่อไปให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากผู้ประกันตนไม่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

เมื่อไหร่ที่คนต้องฉีดวัคซีน

  • หลังถูกสัตว์ข่วน งับ หรือกัด
  • น้ำลาย หรือเลือดของสัตว์ถูกผิวหนังที่มีรอยถลอก หรือมีแผลเยื่อบุตาและจมูก
  • กรณีสัตว์ที่กัดหนีไป หรือไม่สามารถติดตามประวัติได้

โรคพิษสุนัขบ้านั้นอันตรายมากกว่าที่เราคาดคิดนะคะ หากมีสัตว์เลี้ยงในบ้านแม้จะเลี้ยงระบบปิดไม่ได้ให้ออกไปไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีสิทธิ์ติดโรคได้ค่ะ ุณพ่อคุณแม่อย่าลืมพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันนะคะ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย และตัวเองค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

PPTV HD , กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ติดเชื้อในกระแสเลือด เพราะจูบหมาแมว และปล่อยให้เลียปาก

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

พ่อโพสต์เฟซบุ๊กเตือน! ลูกป่วยเป็นภูมิแพ้อย่างหนัก เพราะขนสุนัข

พัฒนาการทารก 3 เดือน

พัฒนาการทารก 3 เดือน ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

พัฒนาการทารก 3 เดือน วัยนี้สามารถเห็นได้ชัดถึงการเจริญเติบโต จะเริ่มมีการตอบสนองมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเรียนรู้วิธีเลี้ยงดู เพื่อกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อย

พัฒนาการทารก 3 เดือน ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่ 3 เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับทารกและคุณพ่อคุณแม่ เด็กเริ่มเติบโตขึ้นและผ่านช่วงเวลาของการเป็นทารกแรกเกิดแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลาย ท่าน เริ่มมีความผ่อนคลาย และรับมือกับทารกได้ง่ายขึ้น การรับมือกับช่วงเวลาที่ยุ่งยากก่อน 3 เดือน เช่น เกิดอาการโคลิค และการต้องให้นมบ่อย ๆ จะเริ่มดีขึ้น ทารกจะเริ่มกินและนอนเป็นเวลา บางรายอาจบริโภคนมเพียงครั้งเดียวในตอนกลางคืน และหลับยาวได้ถึง 10 ชั่วโมง เด็กวัย 3 เดือน มีพัฒนาการ เป็นอย่างไรบ้าง ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวบข้อมูลมาฝากแล้วค่ะ

พัฒนาการทารก 3 เดือน
พัฒนาการทารก 3 เดือน

พัฒนาการทารก 3 เดือน ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

ทางด้านกายภาพ

คุณพ่อคุณแม่จะสามารถสังเกตถึงพัฒนาการของลูกน้อยได้ กระดูกบริเวณคอที่เชื่อมกับศีรษะจะแข็งแรงขึ้น คอเริ่มแข็ง สามารถควบคุมศีรษะไม่ให้สั่นไปมาได้ เมื่อนอนหงาย สามารถยกศีรษะ และค้างไว้ได้หลายนาที และเมื่อนอนคว่ำ ทารกจะสามารถชันคอได้นานขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจเห็นทารกดันหน้าอกขึ้นได้ด้วย กระดูกและกล้ามเนื้อของทารกกำลังพัฒนา เติบโตขึ้น

เมื่อนอนหงาย ทารกจะเหยียดแขน เหยียดขาไปพร้อมๆกันได้ ดึงมือทั้ง 2 ข้างเข้าหากันคล้ายอาการผวา กำมือ และเริ่มคว้าสิ่งของ ของเล่นได้ โดยการจับ การคว้าสิ่งของนั้น เป็นการเรียนรู้ สัมผัส และจดจำของทารก นอกจากนี้ทารกอาจเริ่มพลิกตัวเองได้ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทดสอบพัฒนาการของลูก โดยการยื่นของเล่นให้ เพื่อดูการตอบสนองของลูกว่าจะยื่นมือมาจับของเล่นหรือไม่

ทางด้านการได้ยิน และการมองเห็น

ประสาทตาของทารกจะเริ่มจับภาพได้ดีขึ้น แต่อาจจะยังเห็นได้ไม่ไกล ไม่ชัด ไม่สามารถแยกสีได้ อาจมองเห็นเป็นแค่สีขาวและดำ ดังนั้นทารกจึงให้ความสนใจมือตัวเองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสิ่งใกล้ตัว และมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด จะจ้องมองมือตัวเองบ่อยๆ เอามือเข้าปาก กุมมือตัวเอง เหมือนมือตัวเองเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ เป็นของเล่นที่แปลกใหม่ การมองเห็นจะพัฒนาค่อย ๆ ชัดขึ้น สามารถแยกสีต่าง ๆ  ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถหาของเล่นที่มีสีสัน และให้ลูกได้หยิบ จับ เพื่อเสริมพัฒนาการของลูก

ทารกอาจเริ่มได้ยินเสียง และหันศีรษะหรือมองตามเสียงที่ได้ยิน จะเริ่มมีการประสานงานของดวงตาดีขึ้น เริ่มจดจำรายละเอียดในสิ่งที่มองเห็น หรือสิ่งที่ได้ยิน สามารถแยกแยะเสียงพูดกับเสียงต่าง ๆ ได้ เริ่มจำเสียงของคุณแม่ได้

ทางด้านการสื่อสาร

เมื่อทารกเริ่มพัฒนาด้านการได้ยิน และการมองเห็น ทารกอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองว่าตนเองรู้สึกอย่างไร เช่น ยิ้มโต้ตอบ ส่งเสียงพูดคุย และร้องไห้เมื่อรู้สึกหิว หรือไม่สบายตัว มีไข้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมพัฒนาการลูกด้วยการพูดคุยกับลูก เพื่อฝึกฝนให้ลูกมีการสื่อสารโต้ตอบได้เร็วขึ้น

การพลิกตัว

ทารกอาจมีกล้ามเนื้อ ข้อสะโพก ข้อเข่า ที่แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จึงทำให้สามารถพลิกตัวได้เอง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทารก ควรเตรียมพื้นที่ที่มีความนิ่ม และมีพื้นที่ในการพลิกตัว เพื่อป้องกันทารกตกจากเตียงที่สูง

ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

  • สื่อสารกับลูกบ่อย ๆ โดยการอ่านหนังสือ เปิดเพลง หรือพูดคุยกับลูก เพื่อกระตุ้นพัฒนาการให้ทารกมีการตอบสนองต่อเสียงที่ได้ยิน และพูดเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน
  • โอบกอดลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย และให้ลูกได้จับนิ้วมือของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก
  • ให้ทารกนอนคว่ำ แล้วนำของเล่นที่มีสีสันมาวางไว้ข้างหน้า เพื่อดึงดูดความสนใจ และให้ทารกยกศีรษะขึ้นเอง เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กระดูกบริเวณคอ เมื่อทารกมีอาการง่วง เปลี่ยนให้ทารกนอนหงาย เพื่อป้องกันการหายใจไม่ออก หากเผลอปล่อยให้ทารกนอนคว่ำตลอดทั้งวัน
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูก ด้วยการนำของเล่นมาวางไว้ตรงหน้าของทารก ดึงดูดให้ทารกอยากเอื้อมมือจับ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อบริเวณคอและหลัง
  • ทารกส่วนใหญ่อาจร้องไห้หนัก เพื่อสื่อสารถึงความต้องการ เช่น เปลี่ยนผ้าอ้อม หิว หรือเจ็บป่วย คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการของลูก โอบกอด และสำรวจว่ามีอาการเจ็บป่วย หรือต้องการสิ่งใด การดูแลของคุณพ่อคุณแม่จะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทารกได้เป็นอย่างดี
พัฒนาการทารก
พัฒนาการทารก

ปัญหาพัฒนาการทารก 3 เดือน ที่ควรพบคุณหมอ

หากทารกแสดงพฤติกรรมดังต่อไปนี้ ควรพาไปพบคุณหมอทันที

  • ทารกร้องไห้หนักและนาน โดยปกติทารกส่วนใหญ่จะร้องไห้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ในบางครั้งอาจแยกได้ยาก ว่าเกิดจากภาวะโคลิคหรือไม่
  • ทารกนอนไม่หลับ หรือนอนน้อยกว่า 15 ชั่วโมง/วัน
  • บริโภคนมได้น้อย
  • ไม่มีการตอบสนองต่อเสียง และไม่โฟกัส หรือไม่เพ่งสายตามองสิ่งรอบตัว
  • กำมือแน่นเกินไป
  • ไม่มีการยิ้มตอบสนอง
  • ร่างกายมีความแข็งแรงไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเกิดในส่วนหนึ่งของร่างกาย
  • ไม่มีปฏิกิริยาสะดุ้ง หรือตกใจต่อเสียงที่เกิดขึ้นกะทันหัน
  • อาการฟลอปปี้ซินโดรมในเด็ก (Floppy Baby Syndrome) ที่สังเกตได้จากกล้ามเนื้อของทารกอ่อนแอ หลัง 3 เดือนถ้าคอไม่แข็ง กล้ามเนื่ออ่อนปวกเปียก ต้องรีบมาพบคุณหมอเพื่อประเมินพัฒนาการของทารก

การเล่นกับทารก

มีการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้รับการอุ้มอย่างรักใคร่ มีการพูดคุย ยิ้มแย้ม ลูกน้อยจะมีการมองริมฝีปาก มีการพัฒนาทักษะการฟัง และการมีสิ่งเคลื่อนไหวที่มองเห็นได้หลากหลาย จะทำให้ทารกเกิดการพัฒนาทางด้านการเรียนรู้ และทางด้านการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของลูกมากที่สุดคือ คุณแม่

ทารกในวัย 3 เดือนนี้ ไม่จำเป็นต้องอุ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ควรให้ทารกได้เรียนรู้ในหลาย ๆ อย่าง เช่น เล่นของเล่นกับทารก ให้ดูภาพ หรือสิ่งของหลากหลาย ร้องเพลงให้ฟัง พร้อมทำมือประกอบง่าย ๆ

อุ้มทารกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ที่อากาศดี ๆ จะช่วยให้หลอดลมของทารกแข็งแรงขึ้น และเหมือนทารกได้ออกกำลังกาย ช่วยให้ทารกนอนหลับได้ดีในช่วงกลางคืน

อาการที่อาจเกิดขึ้นในวัย 3 เดือน

ติดหวัด

หากคนในบ้านเป็นหวัด อาจจะแค่คัดจมูก จาม และอยู่ใกล้ทารก มีความเป็นไปได้สูงที่ทารกจะติดหวัด ถ้าเป็นหวัดไข้จะไม่สูงมาก (37-37.6 องศาเซลเซียส) อาจมีน้ำมูกใสๆไหล แล้วค่อยๆข้นขึ้น จากนั้นก็หายเป็นปกติ หากมีไข้ให้เช็ดตัว เพื่อระบายความร้อน สำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือร่างกายไม่แข็งแรงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

มีขี้ตา

หากตื่นมาในตอนเช้าแล้วเห็นขี้ตาที่บริเวณหางตา หรือหัวตาของทารก และมีน้ำตาคลอ ๆ อยู่ให้สังเกตว่า ขนตาล่างพับเข้าไปด้านในลูกตาหรือเปล่า เพราะทารกบางคนกินเก่ง ทำให้แก้มยุ้ย เนื้อแก้มอาจจะดันขนตาเข้าไปข้างใน อาจให้คุณหมอถอนขนตาออกให้ แต่บางคนมีขี้ตาเยอะมาก จนลืมตาไม่ขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย เยื่อตาอักเสบ คุณหมออาจให้ยามาป้ายหรือหยอด ใช้เวลาไม่กี่วันก็หายเป็นปกติ

ตาเข

คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตตาลูก ว่าทำไมเวลาลูกมองตา ตาดำทั้ง 2 ข้างเหมือนไม่ไปทิศเดียวกัน วิตกว่าลูกจะตาเขหรือไม่ ในวัยนี้ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะการทำงานของกล้ามเนื้อสายตายังไม่ดี ทารกยังมองของสิ่งเดียวกันทั้ง 2 ข้าง ยังไม่ได้ ทารกจะมองดีขึ้นเมื่ออายุ 6 เดือน ดังนั้นจึงยังไม่ต้องวิตกกังวล

บทความเกี่ยวกับ พัฒนาการทารก 3 เดือน ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ และเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พัฒนาการทารก 1 เดือน และวิธีกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน!

พัฒนาการทารก แรกเกิด – 1 ขวบ หนูทำอะไรได้บ้างนะ?

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://hellokhunmor.com, http://www.sanook.com

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน

เช็คที่นี่!ผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน อย่างไร

เช็คที่นี่!ผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน อย่างไร

ผู้ประกันของสำนักงานประกันสังคมที่ติดโรคโควิด 19 ได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากประกันสังคม หนึ่งในสิทธินั้นก็คือ ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน การขาดรายได้ได้ด้วยนะคะคุณพ่อคุณแม่ ล่าสุดสำนักงานประกันสังคมได้เปิดเผยข้อมูลว่า ผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 หากป่วยโควิด-19 หรือตกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ต้องกักตัว ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีสิทธิยื่นขอรับเงินขาดรายได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เงื่อนไขผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน ขาดรายได้

ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน
ผู้ประกันตนป่วยโควิด เบิกเงินทดแทนอย่างไร

1. ผู้ประกันตนมาตรา 33

  • กรณีหยุดรักษาตัวไม่เกิน 30 วัน :  รับค่าจ้าง 30 วันแรกจากนายจ้าง
  • กรณีหยุดรักษาตัวเกิน 30 วัน : สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ จากประกันสังคมนับตั้งแต่วันที่ 31 ของการลาป่วย โดยได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน เว้นแต่โรคเรื้อรัง (โรคมะเร็ง, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคเอดส์, โรคหรืออาการบาดเจ็บทางสมอง เส้นเลือดสมองหรือกระดูกสันหลังอันเป็นเหตุให้เป็นอัมพาต, โรคหรือการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่ต้องรักษาตัวนานเกินกว่า 180 วัน) ไม่เกิน 365 วัน
  • เอกสารที่ต้องใช้ : ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01)

2. ผู้ประกันตนมาตรา 39

  • กรณีหยุดรักษาตัว : สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ โดยได้รับเงินทดแทน 50% ของฐานอัตราการนำส่งเงินสมทบ 4,800 บาท ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน เว้นแต่โรคเรื้อรังไม่เกิน 365 วัน
  • เอกสารที่ต้องใช้ : ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01)

ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 จะเบิกสิทธิประโยชน์ได้ จะต้องมีเอกสารหลักฐาน ใบรับรองแพทย์ และต้องมีการนำส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์

3. ผู้ประกันตนมาตรา 40

  • กรณีหยุดรักษาตัวที่โรงพยาบาล : ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ วันละ 300 บาท
  • กรณีหยุดรักษาตัวที่บ้าน (HI) หรือชุมชน (CI) : ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ วันละ 200 บาท
  • เอกสารที่ต้องใช้ : ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01/ ม.40)

ผู้ประกันตน ม.40 จะเบิกสิทธิประโยชน์ได้ จะต้องมีเอกสารหลักฐาน ใบรับรองแพทย์ และมีการส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 4 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์

ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน
ผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน อย่างไร

เอกสารที่ต้องใช้

1. แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01)

2. ใบรับรองแพทย์

3. หนังสือรับรองจากนายจ้าง

4. สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้

5. สถิติวันลาของผู้ยื่นคำขอ

6. หลักฐานอื่น ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่ขอเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา

7. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารหน้าแรกที่มีชื่อ–เลขที่บัญชี (กรณีขอรับเงินทางธนาคาร) มี 9 ธนาคาร ดังนี้

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตาม กรณีไม่มีใบรับรองแพทย์ เนื่องจากผู้ประกันตน ม.33, 39 และ 40 ยังไม่พบการติดเชื้อ แต่ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงและต้องกักตัวที่บ้าน เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ก็สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทน “กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย” ได้เช่นกัน ตาม “กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563”

ระยะเวลาและช่องทางการยื่นข้อมูล

ผู้ประกันตนสามารถยื่นขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ภายใน 2 ปี ผ่าน 2 ช่องทาง คือ

  • สำนักงานประกันสังคม : สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 1-12 แห่ง/จังหวัด/สาขา ที่สะดวก ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข
  • ระบบ E-service : คลิกดาวน์โหลด แบบฟอร์ม กรอกข้อมูล พร้อมแนบสำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ จากนั้นส่งไปยังสำนักงานประกันสังคม และทางสำนักงานจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ประกันตน

วิธีเช็กผลการยื่นและการโอนเงินเข้าบัญชี

กรณีผู้ประกันตนที่ยื่นเอกสารขอเบิกสิทธิประโยชน์กรณีทดแทนการขาดรายได้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามลำดับการยื่นเรื่องก่อนหลัง และจะได้รับการอนุมัติช้าหรือเร็วนั้น จะขึ้นอยู่กับปริมาณของพื้นที่เจ้าของเรื่อง

พร้อมทั้งเอกสารประกอบการยื่นเรื่องเบิกมีครบถ้วนสมบูรณ์ หากได้รับการอนุมัติจะมีหนังสือแจ้งผลให้ทราบ และเงินจะตัดจ่ายเข้าบัญชี 5-7 วันทำการ

หากนานเกินไปยังไม่ทราบผลการอนุมัติ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคม พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน, เว็บไซต์ สำนักงานประกันสังคม หรือสายด่วน 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ถ้าผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไม่พอใจคำสั่งจ่ายประโยชน์ทดแทน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก 

PPTV HD

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สปสช.ดึง 700 ร้านยา เจอ แจก จบ ดูแลผู้ป่วยโควิด  

สปสช. สายด่วน1330 เพิ่มคู่สายรับผู้ป่วยหลัง สงกรานต์ 65

เช็ค! รพ.เอกชนกว่า 100 แห่ง ดูแลผู้ติด โควิดกลุ่มสีเขียว

เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

8 เทคนิคสอนลูก ไม่ตกเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

8 เทคนิคสอนลูก ไม่ตกเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

ข่าวคราวการล่วงละเมิดทางเพศมีเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่เว้นแม้แต่กับเด็ก ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย และเกิดขึ้นจากคนใกล้ตัวและคนแปลกหน้า คุณพ่อคุณแม่ย่อมเป็นกังวลว่าเหตุการเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับลูกน้อย จะทำอย่างไรเพื่อให้ลูกรู้ทันไม่ต้องเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ ทีมบรรณาธิการ ABK มี 8 เทคนิคสอนลูกเรื่องนี้มาฝากทุกท่านค่ะ

รูปแบบการกระทำให้เด็กเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

ไม่มีการสัมผัสร่างกาย

  • แอบดูเด็กอาบน้ำ
  • พูดจาลวนลาม
  • เปลือยกาย หรือให้เด็กดูอวัยวะเพศ
  • ดูภาพ หรือคลิปลามก เพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ
สอนลูก ไม่ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

 

สัมผัสร่างกาย แต่ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ

  • กอดจูบ ลูกคลำอวัยวะเพศเด็ก
  • ให้เด็กจับอวัยวะเพศ เพื่อสำเร็จความใคร่

ล่วงละเมิดทางเพศ

  • บังคับ หรือข่มขู่ให้เด็กเก็บเป็นความลับ
  • กระทำชำเราซ้ำ ๆ
  • ทำร้ายร่างกาย หรือฆ่า

สถานที่ที่มักเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศ

  • บ้านตัวเอง
  • บ้านเพื่อน
  • บ้านญาติ
  • ถนนเปลี่ยว
  • สถานที่เปลี่ยว
  • โรงเรียน

8 เทคนิคสอนลูก ไม่ตกเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

  1. สอนให้รู้จักร่างกาย บอกให้ลูกเรียนรู้เรื่องอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงอวัยวะเพศ ช่วงที่เด็กเริ่มเรียกอวัยวะได้ สอนเรียกอวัยวะเพศโดยใช้ชื่อที่เด็กเข้าใจ ไม่ต้องเป็นชื่อทางการ แต่เมื่อถึงวัยที่ลูกรู้ ความแตกต่างระหว่างเพศชายและเพศหญิง พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกเรียกด้วยคำที่ถูกต้อง เพราะเมื่อเกิดปัญหาและลูกต้องการบอกเล่า การใช้คำทางการทำให้มีความเข้าใจตรงกัน อธิบายเรื่องราวได้อย่างถูกต้อง
  2. บอกพื้นที่ส่วนตัว บอกลูกว่าส่วนไหนบนร่างกายที่คนอื่นห้ามสัมผัส ห้ามจ้องมอง ห้ามถ่ายรูป เช่น หน้าอก อวัยวะเพศ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำสิ่งนี้กับลูกได้ ส่วนไหนบนร่างกายที่พ่อแม่เท่านั้นที่สัมผัสได้ และเมื่อลูกโตเป็นหนุ่มสาวแล้วพ่อแม่ต้องคอยดูแล แนะนำ โดยให้ระมัดระวังการสัมผัสร่างกายของลูก และให้ลูกมีพื้นที่ส่วนตัว เช่น การแยกห้องนอน
  3. เน้นย้ำสิทธิในร่างกายตัวเอง ย้ำกับลูกเสมอว่าลูกมีสิทธิในร่างกายของลูกคนเดียวเท่านั้น หากไม่ยอมให้ใครมาสัมผัส ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิมาสัมผัส นอกจากการสัมผัสเพื่อทำความสะอาดหรือการรักษาจากแพทย์ หากใครมาสัมผัสแล้วรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ต้องกล้าบอกไปว่าไม่ชอบหรือไม่พอใจ
  4. สอนให้รู้จักปฏิเสธ ถ้ามีคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่มาสัมผัสพื้นที่สงวนของร่างกาย สอนให้ลูกรู้จักปฏิเสธ ต้องพูดไปเลยว่า “ไม่ได้” และอาจจะส่งเสียงขอความช่วยเหลือดัง ๆ และวิ่งหนีออกมาไม่ต้องเกรงใจ
  5. บอกสัมผัสที่ปลอดภัย บอกลูกว่าสัมผัสแบบใดคือสัมผัสที่ปลอดภัย สามารถทำได้ เช่น สัมผัสของ พ่อแม่ ญาติ พี่เลี้ยง จำเป็นต้องช่วยลูกในการทำความสะอาดร่างกาย สัมผัสของแพทย์เพื่อตรวจรักษาร่างกาย แต่บอกลูกว่าพ่อแม่จะอยู่ด้วยเสมอ หรือบางครั้งการสัมผัสของครูในวิชาเรียนบางอย่างอาจต้องมีการสัมผัสกันเล็กน้อย
  6. อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า สอนลูกว่าอย่าไว้ใจคนเเปลกหน้าที่มาคุยเด็ดขาด ถึงเเม้คนเหล่านั้นจะเอาขนมมาให้กินอย่ากินเด็ดขาด หรืออ้างว่ารู้จักกับพ่อเเม่ก็ตาม ไม่ต้องเกรงใจแม้ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นคนที่เด็กเคารพก็ตาม เนื่องจากคนที่ทำอนาจารบางครั้งอาจจะเป็นคนใกล้ชิด
  7. ไม่ใจอ่อนหรือปิดบัง กำชับลูกเสมอว่า ไม่ว่าคนที่ทำลูกจะขอร้องหรือขู่อย่างไร หากลูกไม่พอใจในสิ่งที่ถูกกระทำ ลูกต้องบอกพ่อแม่ทันที ไม่ต้องปิดเป็นความลับ ไม่มีใครทำอะไรลูกได้เด็ดขาด เพื่อให้ลูกมั่นใจว่าพ่อแม่สามารถปกป้องเขาได้
  8. พูดคุยกับลูกเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หาบรรยากาศสบาย ๆ สอนให้ลูกเข้าใจตนเอง และความหมายการล่วงละเมิด สิทธิที่จะปกป้องตัวเอง หากลูกสงสัยจะได้ถามพ่อแม่ได้ตรง ๆ ไม่รู้สึกกดดัน เพื่อที่ลูกเกิดความวางใจและมั่นใจ

คำแนะนำการป้องกันตัว

  • พกนกหวีดใช้เป่าในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • การวิ่งหนีเอาตัวรอด
  • เรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัว
เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ
8 เทคนิคสอนลูก ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

ขอบคุณภาพจาก กรมอนามัย

โทษทางกฎหมายของผู้ล่วงละเมิด

หากเกิดเหตุการล่วงละเมิดกับลูกไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ุณพ่อุณแม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ล่วงละเมิดได้ โดยแต่ละความผิดมีโทษดังนี้ค่ะ

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• การครอบครอง/การส่งต่อ/การเผยแพร่ วัตถุ หรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เช่น รูปภาพ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ แถบบันทึกเสียง รวมถึงสิ่งที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายผู้อื่น เช่น การสัมผัสจับต้องเนื้อตัวร่างกาย การลวนลามร่างกายในทางไม่สมควร และการกระทำ ให้อับอายขายหน้าในทางเพศ

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

บทลงโทษผู้ล่วงละเมิดตามกฎหมายอาญา

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• ครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• ส่งต่อสื่อลามก มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• เผยแพร่สื่อลามก มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท (มาตรา 287/2)

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับ 10,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 7 – 20 ปี และปรับ 140,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต (มาตรา 277)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 5  – 20 ปี และปรับ 100,000 – 400,000 บาท (มาตรา 277)

8 วิธีนี้ขอให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกบ่อย ๆ เพราะหากเกิดการล่วงละเมิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นแผลในใจของเด็กไปอีกนานแสนนาน และขอให้คุณพ่อคุณแม่ ระมัดระวัง อย่าให้ลูกตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก 

ธรรมนิติ,กรมอนามัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง 

นี่คือ…สาเหตุ “ลูกถูกล่วงละเมิดเพศ” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง!

สลด! ดญ. ถูก ล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการเอาดินสอจิ้ม!

ไข้หวัดใหญ่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ VSโควิด19กับวัคซีนป้องกันในสถานการณ์ปัจจุบัน

ไข้หวัดใหญ่ ในสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ยังคงน่าห่วงไม่น้อยไปกว่ากัน แล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ช่วยป้องกันยังจำเป็นอยู่ไหม ฉีดร่วมกับวัคซีนโควิดได้หรือไม่

ไข้หวัดใหญ่ VS โควิด19 กับวัคซีนป้องกันในสถานการณ์ปัจจุบัน!!

การระบาดของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เป็นสิ่งที่ยากต่อการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค โอกาสในการติดเชื้อมีสูง เพราะมันสามารถลอยอยู่ในอากาศรอบตัว ไวรัสทางเดินหายใจที่ระบาดในปัจจุบัน และก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ในบางรายนั้น เป็นโรคที่เราควรเฝ้าระวัง นั่นคือ โรคไข้หวัดใหญ่ และไวรัสโควิด 19 ซึ่งทั้งสองโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสทางเดินหายใจ และมีอาการใกล้เคียงกัน

ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้ออินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งโรคชนิดนี้ถูกพบมานานแล้ว โดยมีระยะฟักตัวเพียง 1-3 วัน  โรคไข้หวัดใหญ่สามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดเอ บี และซี  โรคไข้หวัดใหญ่อาจมีอาการเริ่มต้นเหมือนไข้หวัด  ส่วนใหญ่สามารถหายเป็นปกติได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีความรุนแรงทำให้เกิดปอดอักเสบและเสียชีวิตได้

ไข้หวัดใหญ่ ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ไข้หวัดใหญ่ ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย

โรคโควิด-19 หรือ COVID-19 เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนา (Coronavirus) สายพันธุ์ใหม่ ต้นตอของไวรัสชนิดนี้มาจากสัตว์ที่เป็นตัวกลางที่แพร่เชื้อสู่มนุษย์ มีระยะฟักตัว 2-14 วัน ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น การไอหรือจาม น้ำลาย เป็นต้น เมื่อได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นไข้และพบความผิดปกติด้านระบบทางเดินหายใจ โดยพบว่าบางรายที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เมื่อติดเชื้อโควิด-19  ยิ่งส่งผลให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

อาการของไข้หวัดใหญ่ & โควิด 19 มีความเหมือนและต่างอย่างไร ?

โรคไข้หวัดใหญ่

โรคโควิด19

มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีไข้สูงเกิน 37.5องศาเซลเซียส
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก เหนื่อยล้ามาก ปวดกล้ามเนื้อ
ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ
เบื่ออาหาร เบื่ออาหาร
คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอแห้ง ๆหายใจลำบาก
บางรายอาเจียน คลื่นไส้ แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนมีอาการ

ในปัจจุบันทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ และโควิด19 มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด 19 จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการป้องกันการเกิดโรคทั้งสอง และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนโดยเร็ว

แม้ว่าในสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ที่ทางภาครัฐได้มีการเร่งระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน จนทำให้บางคนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วเรายังควรต้องไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่อีกหรือไม่ ในเมื่ออาการต่าง ๆ ของทั้งสองโรคมีอาการคล้ายเคียงกัน สามารถป้องกันร่วมกันได้หรือไม่ จะเห็นได้ว่าแม้ทั้งสองโรคจะมีที่มาจากไวรัสทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่เป็นคนละชนิดกันดังที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นวัคซีนในการป้องกันเชื้อจึงแตกต่างกัน และที่สำคัญเราไม่ควรละเลยที่จะเฝ้าระวัง ไข้หวัดใหญ่ เพราะเป็นโรคที่อัตราการเสียชีวิตสูงเช่นกัน

ไข้หวัดใหญ่ กับเด็กเล็กต้องเฝ้าระวัง
ไข้หวัดใหญ่ กับเด็กเล็กต้องเฝ้าระวัง

ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ที่สูงขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

ปัจจุบัน เริ่มมีรายงานจากหลายประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรปที่พบว่า เกิดความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่สูงขึ้น รวมถึงในสหรัฐอเมริกาที่พบการระบาดในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีรายงานการวิจัยจาก University of Pittsburgh สหรัฐอเมริกา ที่คาดการณ์ว่า ฤดูไข้หวัดใหญ่ปี 2021-2022 มีแนวโน้มจะรุนแรงกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้มีจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการป่วยในฤดูกาลก่อนการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ เราสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนักถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ เมื่อมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น 20-50% จากปีก่อนๆ

สธ.คาดครึ่งปีหลัง 2565 “โควิด” แนวโน้มลดลง เตือนไข้หวัดใหญ่-ไข้เลือดออกอาจสูงขึ้นการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพในปี 2565 มีเรื่องที่ต้องแจ้งเตือน ได้แก่ โรคโควิด 19 หากไม่มีการกลายพันธุ์ที่มีนัยสำคัญ คาดว่าครึ่งปีหลัง จำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลง เนื่องจากคนไทยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามเป้าหมาย มีการฉีดเพิ่มเติมในเด็ก ไข้หวัดใหญ่ คาดว่าผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า คือ 22,817 ราย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและปลายฝนต้นหนาว เนื่องจากช่วงต้นปี 2565 การใส่หน้ากากอนามัยของคนไทยยังดี แต่ช่วงปลายปีหากสถานการณ์ดีขึ้น การใส่หน้ากากอนามัยลดลง อาจมีการระบาดของโรคเพิ่มขึ้นได้

ที่มา www.thaigov.go.th/ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565
วัคซีน ไข้หวัดใหญ่
วัคซีน ไข้หวัดใหญ่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่

การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้น ๆ ในประเทศไทยพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งปีแต่พบได้มากขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ดังนั้นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนทุกปีเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สามารถฉีดซ้ำได้ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

  • ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 70 – 90%
  • ลดการติดเชื้อในหูชั้นกลางได้ 36% ในเด็ก
  • ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ 60% ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  • ลดอัตราการตายจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้ 70 -80 % ในผู้สูงอายุที่มากกว่า 65 ปี

เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว และมีวัคซีนในการป้องกัน  ทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกันโรคโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อติดเชื้อเข้าไปในร่างกาย เชื้อมักจะลามไปสู่ปอดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม ปอดอักเสบได้มากกว่าไข้หวัดใหญ่ ซึ่งโรคโควิด-19 ยังไม่มีการรักษา 100 % แต่จะรักษาไปตามอาการเท่านั้น  หากคุณรู้ตัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการคัดกรองเชื้อโควิด-19 เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และลดโอกาสการแพร่เชื้อ

วิธีปฎิบัติตัวป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธุ์!!

นอกจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันไว้แล้ว อย่างที่ทราบกันดีว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่มีหลายสายพันธุ์ ดังนั้นวัคซีนอาจไม่ครอบคลุมเพียงพอ การป้องกัน และดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้

หมั่นล้างมือ ป้องกันเชื้อไวรัสได้
หมั่นล้างมือ ป้องกันเชื้อไวรัสได้

ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด : ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธุ์

ปิด : ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม

ล้าง : ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ

เลี่ยง : หลีกเลี่ยงคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย

หยุด : หยุดเมื่อป่วย หยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมในสถานที่แออัด

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ กับโควิด 19

จากการศึกษาในประเทศอังกฤษ พบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ร่วมกัน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรคร่วมกันถึง 5.92 เท่า ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

จากการศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีแนวโน้มที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิดได้ และการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อนการติดเชื้อโควิด-19 จะช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดการใช้เครื่องช่วยหายใจ และลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19

ทั้งยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นในสหรัฐอเมริกาและบราซิล ที่ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ส่งผลในเชิงบวกต่อการเจ็บป่วยของโควิด-19 สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 10% ด้วยเช่นกัน
การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเป็นประจำทุกปี และล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศถึงแนวทางการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ว่าสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนโควิด-19 ในวันเดียวได้ โดยหากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและยังไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ขอให้รีบรับวัคซีนให้เร็วที่สุด

ข้อมูลอ้างอิงจาก โรงพยาบาลพญาไท/ โรงพยาบาลศิครินทร์ /www.thairath.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรงและอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์

เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ควรดูแลอย่างไร

โชคดีที่โชคร้ายเมื่อลูกต้อง ยอมแพ้ จงสอนลูกให้ล้มแล้วลุกไว

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี!กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พัฒนาการทารก 1 เดือน

พัฒนาการทารก 1 เดือน และวิธีกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน!

เด็กแรกเกิด – 1 เดือน มีพัฒนาการทางด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย มาดูกันว่า พัฒนาการทารก 1 เดือน มีอะไรบ้าง? และมีวิธีการกระตุ้นพัฒนาการได้อย่างไร? กันค่ะ

พัฒนาการทารก 1 เดือน และวิธีกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน!

ในเด็กแรกเกิดที่เพิ่งได้ลืมตาออกมาดูโลกกว้าง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับลูก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเอาใจใส่ เข้าใจ ลูกน้อยให้มาก เพราะสิ่งที่ลูกสื่อสารออกมาจะทำได้แค่เพียงร้องไห้ ให้คุณพ่อคุณแม่เดากันเอาเองว่าลูกต้องการอะไร ดังนั้น มาดูกันว่า พัฒนาการทารก 1 เดือน มีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ดูแลลูกน้อยในเรื่องการกิน การนอน พร้อมทั้ง กระตุ้นพัฒนาการทารก กันได้อย่างถูกวิธีอีกด้วย

พัฒนาการทารก 1 เดือน เป็นอย่างไร?

เด็กทารกในช่วงเดือนแรกนั้น จะมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว แต่ยังคงทำได้เพียงกิน นอน ร้องไห้ และขับถ่าย จึงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ของผู้ปกครอง โดยเด็กทารกวัย 1 เดือน มีการเจริญเติบโตในแต่ละด้าน ดังนี้

การเจริญเติบโตของร่างกาย

เด็กจะมีน้ำหนักตัวลดลงในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยหลังจากนั้นน้ำหนักจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเอง ซึ่งในช่วงเดือนแรกหลังคลอด เด็กอาจตัวยาวขึ้นถึง 3.8 เซนติเมตร และอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นถึง 900 กรัมจากแรกเกิด แต่การเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนอาจไม่เท่ากันเพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วย

การใช้กล้ามเนื้อ

เมื่ออายุได้ 1 เดือน เด็กทารกจะสามารถยกหัวขึ้นเองได้บ้างแล้วในขณะนอนคว่ำ แต่ก็ยังคงต้องประคองหัวของเด็กไว้ตอนอุ้มเด็กขึ้นมา เพราะคอยังไม่แข็งแรงมากนัก

อ่านต่อ : พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของทารกวัยแรกเกิด ถึง 3 ปี

การกิน

ปุ่มรับรสที่อยู่บนลิ้นของเด็กวัยนี้จะยังทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก โดยลิ้นของเด็กจะรับรสหวานได้ดีที่สุด แต่ยังไม่สามารถแยกแยะรสเปรี้ยวหรือรสขมได้ ส่วนเรื่องอาหาร เด็กควรดื่มแค่นมแม่หรือนมผงสำหรับทารกแรกเกิดก็เพียงพอแล้ว

อ่านต่อ : ทารกกินกล้วย เสียชีวิต! ด้วยวัยเพียง 7 วัน

การนอน

เด็กทารกในช่วงเดือนแรกนั้นควรนอนวันละประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง แบ่งเป็นนอนกลางวันประมาณ 3 ครั้ง รวมแล้วประมาณ 7 ชั่วโมง และนอนตอนกลางคืนเป็นช่วง ๆ อีกประมาณ 8.5 ชั่วโมง แต่อาจจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน

อ่านต่อ ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

พัฒนาการทารก
พัฒนาการทารก

การมองเห็นและการจดจำ

เด็กทารกวัย 1 เดือนจะมองเห็นได้ชัดที่สุดในระยะ 20-30 เซนติเมตร และจะมองเห็นสีตัดกันอย่างสีขาวดำและสีที่ชัดเจนได้ดีกว่าสีทั่วไป โดยเด็กแรกเกิดอาจมีอาการตาเหล่ด้วย ซึ่งอาการจะหายไปเองหลังจากผ่านไป 3 – 4 เดือน นอกจากนี้ เด็กจะสามารถจดจำใบหน้า เสียง และกลิ่นที่คุ้นเคยได้ อย่างหน้าตาของแม่ เสียงของแม่ และกลิ่นของน้ำนมแม่ อีกทั้งเด็กอาจจำเสียงของแม่หรือคนในครอบครัวได้และอาจหันไปหาเสียงที่คุ้นเคยด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเล่นกับเด็กบ่อย ๆ เพื่อให้เด็กเกิดการจดจำ

อ่านต่อ นี่คือสายตาของเด็กทารกที่มองเห็นพ่อแม่ในแต่ละเดือน จนถึงอายุ 1 ขวบ

การสื่อสาร

เด็กทารกในวัยนี้ทำได้แต่ร้องไห้เพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถพูดเป็นภาษาเพื่อสื่อสารกับคนอื่นได้ จึงต้องอาศัยความเอาใจใส่ของผู้ปกครองในการสังเกตลักษณะและอาการต่าง ๆ เพราะอาจพอทราบได้ว่าการร้องไห้แบบไหนสื่อถึงอะไรบ้าง เมื่อรู้ความต้องการแล้วอาจช่วยให้หาทางรับมือได้อย่างถูกวิธี เช่น ให้เด็กกินนม หรืออุ้มเด็กเดินไปมาพร้อมร้องเพลงกล่อม เป็นต้น แต่หากเด็กร้องไห้นานหรือบ่อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของอาการโคลิคหรือโรคอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งพ่อแม่ควรไปปรึกษาแพทย์หรือพาเด็กไปรับการตรวจอย่างเหมาะสม

อ่านต่อ ถอดรหัส 18 ภาษาทารก ลูกร้องแบบนี้..แปลว่าอะไรนะ?

เมื่อทราบถึง พัฒนาการทารก กันแล้ว การส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ตามวัยก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม ทั้งด้านการเคลื่อนไหว การเข้าใจภาษา ด้านการช่วยเหลือตัวเอง และด้านสังคม มาดูเคล็ด (ไม่) ลับ ในการกระตุ้นพัฒนาการทารก 1 เดือนกันค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการทารก 1 เดือน

ด้านการเคลื่อนไหว (กล้ามเนื้อ)

ทักษะ : ท่านอนควํ่า เด็กสามารถยกศีรษะและหันศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่งได้

อุปกรณ์ : กรุ๋งกริ๋ง

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

  1. จัดให้เด็กอยู่ในท่านอนควํ่า ผู้ปกครองเขย่าของเล่นที่มีเสียงตรงหน้าเด็ก ระยะห่างประมาณ 30 ซม. (1 ไม้บรรทัด) เมื่อเด็กมองที่ของเล่นแล้วค่อย ๆ เคลื่อนของเล่นมาทางด้านซ้าย เพื่อให้เด็กหันศีรษะมองตาม
  2. ค่อย ๆ เคลื่อนของเล่นกลับมาอยู่ที่เดิม
  3. ทําซํ้าอีกครั้งโดยเปลี่ยนให้เคลื่อนของเล่นมาทางด้านขวา

ด้านการเข้าใจภาษา

ทักษะ : เด็กมีการสะดุ้งหรือเคลื่อนไหวร่างกายเมื่อได้ยินเสียงพูดระดับปกติ

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

  1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงาย ผู้ปกครองเรียกชื่อหรือพูดคุยกับเด็กจากด้านข้างทั้งข้างซ้ายและขวา โดยพูดเสียงดังปกติ
  2. หากเด็กสะดุ้งหรือขยับตัวเมื่อผู้ปกครองพูดคุยเสียงดังปกติ ให้ผู้ปกครองยิ้มและสัมผัสตัวเด็ก
  3. ถ้าเด็กไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ให้พูดเสียงดังเพิ่มขึ้น โดยจัดท่าเด็กเช่นเดียวกับข้อ 1 หากเด็กสะดุ้ง หรือขยับตัวให้ลดเสียงลงอยู่ในระดับดังปกติ พร้อมกับสัมผัสตัวเด็ก
กระตุ้นพัฒนาการทารก
กระตุ้นพัฒนาการทารก

ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม

ทักษะ : เด็กสามารถมองจ้องหน้าได้นาน 1-2 วินาที

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

  1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงาย หรืออุ้มเด็กให้หน้าผู้ปกครองห่างจากเด็กประมาณ 30 ซม. (1 ไม้บรรทัด)
  2. สบตาและทําตาลักษณะต่าง ๆ เช่น ตาโต กระพริบตา เพื่อให้เด็กสนใจ
  3. พูดคุย ยิ้มเพื่อให้เด็กมองที่ปากแทนสลับกันไป

หมายเหตุ อาจทําขณะอาบนํ้าหรือแต่งตัวเด็ก หรืออุ้มเด็กให้เด็กหันหน้ามาทางผู้ปกครอง แล้วทาหน้าตาหรือส่งเสียง ให้เด็กสนใจ เมื่อเด็กมองตาให้พูดคุยและยิ้มด้วย

เทคนิคต่าง ๆ ในการดูแลเด็กทารก

สำหรับเด็กทารกในวัยนี้มีกิจกรรมที่ทำอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้น หากเด็กทำกิจกรรมใดน้อยกว่าหรือมากกว่าปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้น

โดยเรื่องที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการดูแลเด็กวัยนี้ ได้แก่

  • ดูแลเรื่องการกินนม หากเป็นนมมารดา เด็กจะดูดนมประมาณ 8 ครั้งต่อวัน แต่ละครั้งเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 10 – 15 นาที หรือเมื่อสังเกตได้ว่าเด็กอิ่ม แต่หากเป็นนมผง เด็กอาจดื่มถึงครั้งละประมาณ 120 มิลลิลิตร หรือ 4 ออนซ์ ในทุก ๆ 3 – 4 ชั่วโมง
  • สังเกตการขับถ่าย เด็กทารกวัยนี้ควรต้องขับถ่ายและใช้ผ้าอ้อม 4 – 6 ผืนต่อวัน แต่เด็กอาจอุจจาระวันละครั้ง หรือไม่อุจจาระเลยเป็นเวลา 1 – 2 วันก็ได้หากลักษณะอุจจาระปกติดี ซึ่งอุจจาระของเด็กที่กินนมมารดาจะค่อนข้างเหลว แต่หากเด็กกินนมผง อุจจาระจะยังเหลวอยู่แต่ดูเป็นก้อนกว่าอุจจาระของเด็กที่ดื่มนมมารดา แต่ก็ไม่ควรมีลักษณะแข็งจนเกินไป

ได้ทราบถึงการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่าง ๆ ของทารกในวัยแรกเกิด – 1 เดือน กันแล้ว คราวนี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถเดาใจลูกน้อยได้ว่าต้องการอะไรกันแล้ว และยังสามารถกระตุ้นพัฒนาการทารกให้เหมาะสมตามวัยกันอีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ถอดรหัส เสริมพัฒนาการ 11 กระบวนท่าของทารกที่พ่อแม่มือใหม่ควรรู้!

20 อาการปกติของ ทารกแรกเกิด ที่พ่อแม่ควรรู้มีอะไรบ้าง?

10 พัฒนาการทารก (วัยแรกเกิด-12 เดือน) ที่บอกว่ารักคุณ

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.pobpad.com, สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สอนลูกไม่ ยอมแพ้ ล้มแล้วลุกใหม่

โชคดีที่โชคร้ายเมื่อลูกต้อง ยอมแพ้ จงสอนลูกให้ล้มแล้วลุกไว

ยอมแพ้ ผิดหวัง แม้เป็นความโชคร้ายที่ผ่านเข้ามา แต่ในความโชคร้ายครั้งนี้กลับเป็นโชคดีที่ พ่อแม่ไว้ใช้สอนลูกให้รู้จักทักษะการฟื้นตัว ล้มแล้วลุกให้ไว

โชคดีที่โชคร้าย!!เมื่อลูกต้อง ยอมแพ้ จงสอนลูกให้ล้มแล้วลุกไว

เคยได้ยินคำว่า “โชคดีที่โชคร้าย” กันไหม ทำไมความโชคร้าย ถึงจะเป็นเรื่องดีไปได้…หากคุณกำลังตั้งคำถามเหล่านี้กับคำกล่าวข้างต้นอยู่ เราขอให้คุณลองนึกตามมาว่า ในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ไม่มีทางที่เราจะประสบพบเจอแต่ความสมหวัง โชคดี ไปได้ตลอดเวลา แล้วทำไมเราถึงไม่เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีกันไปเลยเสียล่ะ

อุปสรรค ความผิดหวัง และเมื่อถึงคราวต้อง ยอมแพ้ สิ่งใดที่จะมาแปรเปลี่ยนให้เรื่องร้าย ๆ เหล่านี้กลับกลายมาเป็นดีได้กันนะ…เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ คุณคงพอเริ่มเดาออกกันแล้วใช่ไหม? ถูกต้องแล้ว เพราะฮีโร่ของเราวันนี้ คือ Resilience Quotient (RQ)

ยอมแพ้ ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป
ยอมแพ้ ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป

Resilience Quotient ( RQ ) คือ อะไร?

คือ ความสามารถในการฟื้นตัว หรือ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ เมื่อเจออุปสรรคหรือความท้าทาย จะกล้าเผชิญและไม่ยอมแพ้ เด็กทุกคนควรจะมีทักษะ ความสามารถที่จะทำงานผ่านความท้าทาย และรับมือกับความเครียดได้ ความยืดหยุ่นคือความสามารถในการฟื้นตัวจากความเครียด ความทุกข์ยาก ความล้มเหลว ความท้าทาย หรือแม้แต่ความบอบช้ำทางจิตใจ ไม่ใช่สิ่งที่เด็กทุกคนจะมีได้ บางคนอาจมีหรือไม่มี เป็นทักษะที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นเมื่อโตขึ้น หรือได้รับประสบการณ์ในชีวิต

เด็กที่มีความยืดหยุ่นมักจะพบว่าพวกเขาไม่กลัวที่จะคาดหวัง พวกเขาช่างสงสัย กล้าหาญ และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของพวกเขา พวกเขารู้ขีดจำกัดของตนเอง และผลักดันตัวเองให้ก้าวออกจากเขตสบาย พื้นที่ปลอดภัยของตนได้ ซึ่งช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายในระยะยาว และช่วยให้พวกเขาแก้ปัญหาได้อย่างอิสระ

ในทางตรงกันข้าม หากเด็กขาดทักษะความยืดหยุ่นทางจิตใจจะทำให้เขาไม่สามารถรับมือกับความ ผิดหวัง และ ยอมแพ้ ต่อปัญหาเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เผชิญกับมันเลยด้วยซ้ำไป

ความเครียดและทักษะความยืดหยุ่นทางจิตใจ

เป็นที่รู้กันดีว่า ความเป็นจริงพ่อแม่ไม่สามารถปกป้องลูกจากการต้องเผชิญกับความเครียด ปัญหา อุปสรรค ต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ตลอดไป เด็กทุกคนต้องเผชิญกับความเครียดในระดับต่าง ๆ เมื่อโตขึ้น ซึ่งผู้ใหญ่บางคนอาจมองไม่เห็นว่า เด็กจะมีความเครียดได้อย่างไร

ความเครียดแบบเด็ก ๆ 

หลาย ๆ คนอาจมีความเชื่อที่ว่า วัยเด็กเป็นวัยแห่งความสุข จึงทำให้มีแนวคิดว่า เด็กคงไม่มีความเครียดในชีวิตเป็นแน่ แต่แท้จริงแล้ว ความเครียดในแบบเด็ก ๆ นั้นมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญเป็นเรื่องใหญ่มากก…..ก.ไก่ล้านตัวสำหรับเด็กเสียด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าเด็กแล้ว ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา หรือรับมือต่อเรื่องต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบจิตใจนั้น มักเป็นเรื่องใหม่เสมอ ด้วยอายุที่ยังน้อยของพวกเขา ดังนั้นแล้วความเครียดสำหรับเด็กจึงไม่ใช่เรื่องเล็กเอาเสียเลย ตัวอย่างความเครียดในแบบเด็ก ๆ เช่น

  • ป่วย
  • ย้ายบ้านใหม่ เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ
  • ทะเลาะกับเพื่อน
  • เจอคนบุลลี่ทั้งในโรงเรียน และในโลกโซเซียล
  • เผชิญกับปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่
ความเครียดในแบบเด็ก ยอมแพ้ ยอมรับ ลุกขึ้นสู้ต่อ
ความเครียดในแบบเด็ก ยอมแพ้ ยอมรับ ลุกขึ้นสู้ต่อ

และอีกมากมาย สารพันปัญหาที่ในสายตาของผู้ใหญ่ดูจะเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กแล้วคงไม่ใช่ สิ่งที่จะช่วยให้เด็กก้าวผ่านอุปสรรค และปัญหาเหล่านี้ไปด้วย คงต้องใช้ทักษะความยืดหยุ่น ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจสถานการณ์ที่ตึงเครียดเหล่านี้ เมื่อเด็กๆ มีทักษะ และความมั่นใจในการเผชิญหน้า และแก้ไขปัญหา พวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าพวกเขามีสิ่งที่จะเผชิญกับปัญหายากๆ ยิ่งพวกเขารับมือ จัดการกับปัญหานั้นได้ด้วยตัวเองมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจข้อความที่ว่าตนแข็งแกร่ง และมีความสามารถมากเท่านั้น

กลยุทธ์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ

พ่อแม่สามารถช่วยให้ลูก ๆ สร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ และเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนได้ โดยการสอนให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง แม้ว่าในใจของพ่อแม่แทบอยากจะกระโดดเข้าไปช่วยเพื่อที่ลูกจะได้ไม่ต้องรับมือกับความรู้สึกไม่สบาย แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้กลับทำให้เป็นปัญหาต่อลูกได้มากกว่า ความยืดหยุ่นทางจิตใจของลูกก็จะลดลง เด็กจำเป็นต้องประสบกับความรู้สึกไม่สบายเพื่อที่จะได้เรียนรู้การทำงาน และพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของตนเอง หากไม่มีทักษะนี้ เด็กๆ จะรู้สึกวิตกกังวล และปิดตัวลงเมื่อเผชิญกับความทุกข์ยาก

บันได 5 ขั้น ในการสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ ( RQ ) ให้ลูก

เรามักพบว่าเด็กที่สามารถมีความยืดหยุ่นทางจิตใจได้ดี มีสุขภาพจิตที่ดี เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามา หรือเมื่อพบกับความพ่ายแพ้ ผิดหวัง มักจะมาจากพื้นฐานครอบครัวที่มีบรรยากาศภายในครอบครัว ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 มีสายสัมพันธ์ที่ดี : พ่อแม่มีอยู่จริง

“เด็กๆ ควรได้เวลา ความใส่ใจ และความสนใจ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี”

“การใช้เวลากับลูกจะให้ประโยชน์ระยะยาว เช่นเดียวกับการทำตรงกันข้าม ก็จะสร้างผลสะท้อนกลับในระยะยาวเช่นกัน”

เรื่องอุ้ม กอด บอกรัก ให้นม นอนด้วยกัน ไม่มีคำว่ามากเกินไป
อุ้มจนกว่าเขาจะรู้ว่า อย่ากลัว ไว้ใจแม่ได้ “แม่มีอยู่จริง” และโลกมิได้น่ากลัว
Quote ที่มา เพจ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
พ่อแม่มีอยู่จริง ให้เวลาลูกในช่วงวัยเด็ก
พ่อแม่มีอยู่จริง ให้เวลาลูกในช่วงวัยเด็ก

ขั้นที่ 2 เปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำ

เมื่อลูกได้ลงมือทำ พ่อแม่ไม่ได้เน้นที่ผลลัพธ์ แต่เป็นวิธีคิดที่จะให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ต่างหาก ที่เราต้องการให้ลูกได้เรียนรู้ และนอกจากสิ่งเหล่านี้ ส่วนสำคัญที่สุดของขั้นตอนนี้ คือ การไว้ใจซึ่งกันและกัน ลูกจะรับรู้ได้ถึงความไว้ใจ ความเชื่อใจของพ่อแม่ที่มีต่อเขา และเขาจะส่งต่อความไว้ใจนั้นกลับมาที่พ่อแม่เช่นกัน ลูกจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่คือคนที่เขาไว้ใจได้ ไม่ซ้ำเติม คอยช่วยเหลือ

ขั้นที่ 3 สร้างการรับรู้คุณค่าในตนเองของลูก

การชมลูก สำหรับเด็กยังคงเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อพ่อแม่ชื่นชมเขา จะทำให้ลูกรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ทคนิคชมลูกให้ได้ผลดี ง่ายๆ มีดังนี้

  • ชมอย่างจริงใจ
  • ชื่นชมจากภาษากาย เช่น กอด หอมแก้ม ลูบหัว
  • ชมทันที่ที่ลูกทำ
  • ชื่นชมที่การกระทำไม่เน้นชมที่ผลลัพธ์ เช่น ลูกวาดรูปสวยจัง ให้เปลี่ยนเป็น ลูกมีความพยายามวาดจนเสร็จ แม่ภูมิใจจัง
  • ชมโดยไม่นำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ขั้นที่ 4 สร้าง Self-control ฝึกลูกรู้จักควบคุมตนเอง : ฝึกลูกให้รู้จักลำบากก่อนสบายทีหลัง

ช่วงเวลาอายุ 4-7 ปี เป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ในการฝึกให้ลูกรู้จักการ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน รู้จักลำบากก่อนสบายทีหลัง ความสามารถในการควบคุมตนเอง สามารถเกิดขึ้นได้จากการปลูกฝัง และฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ ฝึกการรอคอย เพื่อให้ลูกรู้จักต่อการอดทนต่อสิ่งเร้า

ขั้นที่ 5 ล้มแล้วลุก

การปล่อยให้ลูกได้เผชิญกับ ความพ่ายแพ้ ให้เขารู้จัก ยอมแพ้ แม้จะดูเหมือนเป็นโชคร้าย แต่ความจริงแล้วเป็นโชคดีที่เราพ่อแม่จะได้ใช้โอกาสในการสอนลูกให้รู้จักการยอมรับ และพร้อมลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ล้มแล้วลุกให้ไว ทำให้ลูกเกิดทักษะด้าน Resilience Quotient ความยืดหยุ่นทางจิตใจ

RQ ทักษะที่พ่อแม่สร้างให้ลูกได้
RQ ทักษะที่พ่อแม่สร้างให้ลูกได้

หลักการประเมินว่าลูกมี RQ (Resilience Quotient) หรือไม่

การที่จะปลูกฝังบ่มเพาะเด็กให้เติบโตมาเป็นคนที่อดทน และรับมือกับวิกฤตได้ แถมยังสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นภายหลังเหตุการณ์ร้ายนั้นผ่านไป พ่อแม่สามารถพิจารณาตามเงื่อนไข ดังนี้

  • เด็กที่มี RQ มักจะเป็นเด็กที่สามารถบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้ดี มีมนุษยสัมพันธ์ ชอบพูดคุย
  • เด็กที่มี RQ มักเป็นเด็กที่เข้าใจ เห็นใจ และเห็นแก่คนอื่นบ้าง ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
  • พวกเขามักจะคิดและแก้ปัญหาที่ไม่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง
  • เป็นเด็กที่ให้ความสนใจ มีความรับผิดชอบการเรียน
  • เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ของโรงเรียน
  • เป็นเด็กที่มีความหวัง มีภาพอนาคต เช่น โตขึ้นจะเป็นอะไร
  • มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น มีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดไว้วางใจ อบอุ่นใจกับผู้ใหญ่ เช่น พ่อ แม่พี่ หรือปู่ย่าตายาย คนใดคนหนึ่ง  อย่างน้อยหนึ่งคน หรืออาจกล่าวว่า มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

ความยืดหยุ่นช่วยให้เด็ก ๆ สำรวจอุปสรรคที่พวกเขาพบเมื่อโตขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถหลีกเลี่ยงความเครียด แต่การมีความยืดหยุ่นทางจิตใจเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับมัน

ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี / FB: ตามใจนักจิตวิทยา/www.psycom.net

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แพ้ ภูมิคุ้มกันความผิดหวังที่แม่สร้างให้ลูกได้

ลูกควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อ่าน! 3 เทคนิคเชิงบวกฝึกลูกเล็ก ควบคุมอารมณ์ โตไปไม่ก้าวร้าว

ช่วยลูกจัดการความ ผิดหวัง ต้องลดความคาดหวังคุณด้วย

เด็ก7ขวบเลือดออกตามตัว หมอคาด โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ควรดูแลอย่างไร

เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ควรดูแลอย่างไร

ปัจจุบันในประเทศไทยมีการตรวจพบโรคมะเร็งในเด็กปีละประมาณ 1,000 – 3,000 ราย และพบในทุกช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยโรคที่พบได้บ่อยที่สุดคือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันหรือลูคีเมีย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.1 ของมะเร็งทั้งหมดในเด็ก มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก เกิดขึ้นได้อย่างไร คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกรักษา และดูแลลูกอย่างไรมาติดตามกันค่ะ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวคืออะไร?

มะเร็งเม็ดเลือดขาว คือภาวะที่ไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cell) ทำงานผิดปกติ โดยไขกระดูกจะผลิตเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติออกมาจำนวนมาก ทำให้ระบบการทำงานของเม็ดเลือดผิดปกติ ซึ่งมักพบรอยโรคที่บริเวณไขกระดูก แต่ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค

ในเบื้องต้นมีการค้นพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวมีความผิดปกติของพันธุกรรมบางอย่างในเซลล์มะเร็ง แต่พันธุกรรมนี้ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งทุกคน แม้ว่าพ่อแม่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง แต่ลูกสามารถเป็นโรคมะเร็งได้ เนื่องจากตัวเซลล์ต้นกำเนิดภายในร่างกายของลูกมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งด้วยตัวเอง

มะเร็งเม็ดเลือดขาวอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรังก็ได้ ในชนิดเฉียบพลัน เซลล์มะเร็งจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและมีอาการแสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจน ส่วนมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรังนั้น ในช่วงแรกมักมีอาการน้อยมากและดำเนินไปอย่างช้า ๆ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก สามารถแบ่งการเกิดโรคได้ 2 แบบ คือเป็นตั้งแต่แรกเกิด หรือโตขึ้นมาแล้วค่อยเกิดโรคทีหลังก็ได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีกี่ชนิด

มะเร็งเม็ดเลือดขาวยังแบ่งได้ตามชนิดเซลล์ที่ผิดปกติ โดยที่พบได้บ่อยมี 4 ชนิดหลัก ดังนี้

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ (Acute Myelogenous Leukemia: AML) เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้ใหญ่
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมโฟไซติก (Acute Lymphocytic Leukemia: ALL) พบได้มากในเด็กเล็ก แต่พบในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยเซลล์มะเร็งจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเลือด และมีโอกาสหายขาดได้สูง หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดไมอิลอยด์ (Chronic Myelogenous Leukemia: CML) มักเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ โดยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดลิมโฟไซติก (Chronic Lymphocytic Leukemia: CLL) ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการ แต่มาพบว่าเป็นมะเร็งชนิดนี้โดยบังเอิญจากการตรวจเลือด
มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก
เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

ลักษณะอาการอย่างไรที่บ่งชี้ว่าลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

คนไข้จะมาด้วยอาการซีดเนื่องจากจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ มีไข้ ติดเชื้อง่าย เนื่องจากขาดเม็ดเลือดขาว มีเลือดออกง่ายเนื่องจากขาดเกล็ดเลือด และมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตับโต ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดแขน ปวดขา ปวดกระดูก หรือปวดตามข้อ

มะเร็งเม็ดเลือดขาว…เป็นแล้วมีโอกาสหายหรือเปล่า?

มะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่ได้มีการแบ่งระยะโรคเหมือนมะเร็งที่เป็นก้อนเนื้อร้าย แต่แบ่งจากความเสี่ยงของการเกิดโรคซ้ำ ซึ่งหมายความว่า เมื่อคนไข้ได้รับการรักษาไปแล้วสามารถหายขาดได้ แต่ก็มีความเสี่ยงในการกลับมาเป็นใหม่อีกครั้ง ซึ่งปกติความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ความเสี่ยงสูงมาก ความเสี่ยงสูง และความเสี่ยงปกติ

คนไข้ส่วนใหญ่มักโชคดีที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปกติ หากเป็นมะเร็งชนิดเฉียบพลัน (ALL) โอกาสหายขาดอยู่ที่ร้อยละ 80 ส่วนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสหายขาดประมาณร้อยละ 60 และในกลุ่มความเสี่ยงสูงมากโอกาสหายขาดอยู่ที่ร้อยละ 40

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กยังมีอีกชนิดที่เรียกว่า AML ซึ่งแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงปกติ มีโอกาสหายขาดอยู่ที่ร้อยละ 60-80 และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสหายขาดประมาณร้อยละ 40-50

ความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง?

ระดับความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำ จะต้องประมวลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้

    • ลักษณะทางคลินิกของคนไข้ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาว วัดตั้งแต่ตอนที่มาโรงพยาบาลว่าสูงมากน้อยแค่ไหน
    • อายุขณะเกิดอาการ
    • ชนิดของเซลล์มะเร็ง
    • ลักษณะทางพันธุกรรมผิดปกติที่พบ

การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างไร

ถ้การวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะวินิจฉัยโดยการตรวจเลือด และการตรวจไขกระดูกเป็นหลัก ผู้ป่วยมักมีประวัติการเกิดอาการค่อนข้างเร็ว อาการและอาการแสดงที่ปรากฏ มักเกี่ยวเนื่องกับภาวะไขกระดูกล้มเหลว และเซลล์มะเร็งที่แทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อต่างๆ รบกวนการทำงานตามปกติของอวัยวะนั้นๆ ร่วมกับความผิดปกติที่เกิดจากการมีเซลล์มะเร็งจำนวนมากในร่างกาย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวรักษาได้ด้วยวิธีใด

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว หลักๆ จะใช้เคมีบำบัดร่วมกันหลายชนิด ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารยาหลายวิธี เช่น การกินยา ยาฉีดเข้าเส้น ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ยาฉีดเข้าน้ำในไขสันหลัง และบางรายอาจมีการฉายรังสีรักษาร่วมด้วย และการใช้ยาร่วมกันหลายตัวเพื่อช่วยกันกำจัดเซลล์มะเร็ง

นอกจากนี้ในปัจจุบันการแพทย์มีวิธีการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell Transplantation) จากผู้บริจาคที่มีหมู่เนื้อเยื่อที่ตรงกันหรือเข้ากันได้กับผู้ป่วย ซึ่ง Stem Cell นั้นอาจได้มาจากไขกระดูก หรือเซลล์ในกระแสเลือดของผู้บริจาค หรือจากเลือดสายสะดือและรกของทารกแรกเกิดก็ได้ ผู้บริจาคมักต้องเริ่มหาจากพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ป่วยก่อน ซึ่งมีโอกาสตรงกันถึง 1 ใน 4

พ่อแม่ต้องดูแลลูกป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก อย่างไร?

    • เมื่อทราบว่าลูกเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกลูกว่าเขาเป็นมะเร็ง เพราะการบอกลูกจะทำให้เขารู้ว่าตัวเองป่วย จำเป็นต้องได้รับการรักษา เขาจะได้ดูแลตัวเองให้ดีขึ้น การรักษาโรคมะเร็งต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร หากลูกไม่ทราบว่าตัวเองป่วย เขาอาจไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา
    • คุณพ่อคุณแม่จะต้องสื่อสารเรื่องโรค อาการ และการรักษา ให้เด็กเข้าใจ ด้วยถ้อยคำที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการรักษาและการมาพบแพทย์
    • ควรมาพบแพทย์ทุกครั้งที่มีการนัดหมาย
    • การได้ยาเคมีบำบัด ทำให้ลูกมีภาวะแทรกซ้อน คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มีการทำงานของไขกระดูกลดลง เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงลดลง เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้คนไข้มีโอกาสเกิดภาวะซีด ติดเชื้อได้ง่าย และมีจุดเลือดออก คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
    • เมื่อลูกมีไข้ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที
    • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แหล่งชุมชนหรือสถานที่แออัด
    • ล้างมือบ่อยๆ และใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอก
    • กินอาหารที่สะอาด และปรุงสุกด้วยความร้อน งดผักสดและผลไม้สด เนื่องจากเชื้อโรคและแบคทีเรียที่อยู่ในอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก อาจจะทำให้ลูกติดเชื้อในกระแสเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

หากลูกบ้านไหนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขอให้รักษาอย่างเต็มที่ และดูแลลูกตามที่แนะนำนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
pobpad, โรงพยาบาลพญาไท

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกฉี่น้อย เป็นๆ หายๆ เสี่ยง มะเร็งไตในเด็ก โรคที่เกิดได้จากพันธุกรรม

ชัวร์หรือมั่ว? ลูกเป็นมะเร็ง เด็กเป็นมะเร็ง เพราะพ่อแม่ให้กินแบบนี้

ลูกขอบตาช้ำ ขึ้นจ้ำง่ายระวัง!! มะเร็งต่อมหมวกไต ในเด็ก

แคลเซียมสำหรับเด็ก

“แคลเซียมสำหรับเด็ก” กินยังไงให้ร่างกายได้ประโยชน์เต็ม ๆ

รู้ไหมคะว่าเด็กที่อยู่ในวัยกำลังโต นอกจากการรับประทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อแล้ว คุณแม่อาจต้องเสริมวิตามินต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการการเจริญเติบโตสมวัยเพิ่มเติมให้ในแต่ละวัน เพราะใช่ว่าทุกมื้อลูกจะกินข้าวได้หมดจานและได้รับสารอาหารครบ!! ทีมกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids เรามี “แคลเซียมสำหรับเด็ก” หนึ่งในวิตามินที่สำคัญต่อการเติบโตของลูกน้อยมาแนะนำให้ค่ะ

แคลเซียมสำหรับเด็ก จำเป็นแค่ไหน ?

เด็กในช่วงอายุ 1-10 ปี ถือเป็นช่วงวัยของการเจริญเติบโต ลูกจะแข็งแรง มีรูปร่างที่สูงสมวัยหรือไม่ ส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ที่ได้รับถ่ายทอดมากจากพ่อแม่ และอีกส่วนสำคัญมาก ๆ ก็คือการได้รับโภชนาการสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะสารอาหารอย่าง “แคลเซียม” ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นมากต่อมวลกระดูกและการขยายตัวของกระดูกของเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ทั้งนี้นะคะอายุเฉลี่ยของเด็ก ๆ ที่มีการสะสมแคลเซียมในอัตราสูงสุดคือ 14 ปี (เด็กชาย) และ 12.5 ปี (เด็กหญิง) สำหรับแคลเซียมที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย ๆ จะดูดซึมได้เพียงร้อยละ 30 คุณพ่อคุณแม่สงสัยไหมคะว่าลูกน้อยในแต่ละวัยนั้น ควรรับประทานแคลเซียมสำหรับเด็กให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เท่าไหร่กัน ?

:: เด็ก 6 เดือนแรก ควรได้รับแคลเซียม 400 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 6 เดือน -1 ปี ควรได้รับแคลเซียม 600 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 700 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 9-18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1300 มิลลิกรัม/วัน

แหล่งอาหารอะไรบ้าง ที่ให้…แคลเซียมสำหรับเด็ก

คุณแม่เปิดตู้เย็น ตู้กับข้าวกันดูสักหน่อยค่ะว่ามีวัตถุดิบ หรืออาหารเหล่านี้อยู่บ้างหรือเปล่า ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต เนย ชีส , เต้าหู้ กุ้งแห้ง งาดำ ปลาตัวเล็กตัวน้อย(กินได้ทั้งกระดูก) หรือผักอย่าง ตำลึง คะน้า ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว บร็อกโคลี่ ถั่วลันเตา เป็นต้น

Calcium แคลเซียมสำหรับเด็ก

วัตถุดิบเหล่านี้ล้วนอุดมด้วยแคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเด็ก ๆ คุณแม่สามารถนำมาปรุงทำเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายให้ลูกกินในแต่ละมื้อ มาถึงตรงนี้คุณแม่บางท่านอาจกำลังยกมือ บอกว่าไม่ใช่ลูกเราจะกินอาหารที่ทำได้กับวัตถุดิบทั้งหมดนี้  บางทีลูกก็ไม่กิน กินยาก เลือกกิน บางวันก็กินข้าวไม่ค่อยจะหมดชามในแต่ละมื้อ เห็นแล้วแม่กลุ้มใจ!!

เป็นทุกบ้านค่ะ คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ แนะนำให้เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายขึ้นอย่างให้จำเจ สังเกตดูว่าลูกชอบกินอะไร ไม่กินอะไร แล้วค่อยนำสิ่งที่ลูกชอบนั้นมาดัดแปลงโดยให้มีวัตถุดิบที่ลูกชอบเป็นวัตถุดิบหลัก จากนั้นค่อยๆเติมเสริมวัตถุดิบอื่น ๆ ทีละเล็กละน้อยเพิ่มเข้าไปในจานอาหารของลูก

เด็ก ๆ ในวัยระหว่าง 1-10 ปี ร่างกายจะเจริญเติบโตสมวัย นอกจากจะต้องได้รับโภชนาการสารอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ยังต้องออกกำลังกาย เล่นกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อให้รับวิตามินจากธรรมชาติ นั่นก็คือ “วิตามินดี” ที่มีในแสงแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า (6.00 – 8.00 น.) เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง หรือการรับประทานอาหารอย่าง ไข่แดง นม ตับ เห็ด ปลาแซลมอน ปลาทับทิม ฯลฯ ก็ล้วนอุดมด้วยวิตามินดี ซึ่งวิตามินดีมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างกระดูก และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับร่างกายด้วยค่ะ กินอาหารแล้ว ออกกำลังกายแล้ว คุณแม่ต้องให้ลูก ๆ นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มในแต่ละวันด้วยนะคะ

แคลเซียม และ วิตามินดี คู่หูที่ต้องทำงานร่วมกัน

แคลเซียม และ วิตามินดี คู่หูที่ต้องทำงานร่วมกัน

อย่างที่รู้กันค่ะว่า “แคลเซียม” ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยในการพัฒนาร่างกายของเด็กให้เจริญเติบโตสมวัย และ “วิตามินดี” ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกบาง

แต่จำเป็น และดีที่สุดถ้า แคลเซียม และ วิตามินดี เขาได้ทำงานเสริมกันในร่างกาย เพราะอะไรรู้ไหมคะ ?

ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียม (Calcium) ไปใช้งานได้ดี ต้องมีวิตามินดี (Vitamin D) ช่วยด้วยนะคะ นั่นก็เพราะว่าวิตามินดีจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียม รวมถึงฟอสฟอรัสจากอาหาร ออกฤทธิ์ที่กระดูกช่วยในการเจริญเติบโต และยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการสลายกระดูก ซึ่งถ้าหากร่างกายของเด็ก ๆ ขาดวิตามินดี ก็จะส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสในทางเดินอาหารลดลง มวลกระดูกลดลง ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว คืออาจทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อน (Rickets) ซึ่งจะทำให้ตัวเตี้ยและขาโก่งได้ค่ะ

ฉะนั้นนะคะแนะนำว่าการทำอาหารให้ลูก ๆ รับประทานหากอยากให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้อย่างสมบูรณ์ ควรต้องให้ลูกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดีด้วยเช่นกัน หรือในหนึ่งสัปดาห์(หากไม่ทุกวัน) อย่างน้อยให้ได้ 3-4 วัน ควรพาลูก ๆ ไปออกกำลังกาย ไปเล่นทำกิจกรรมกลางแจ้งกันค่ะ

หรือถ้าไม่มั่นใจว่าลูกจะได้รับแคลเซียม และวิตามินดี ได้มากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่นั้น นอกจากอาหารมื้ออร่อยฝีมือคุณแม่ที่ทำให้ลูกในทุกวัน แนะนำว่าให้เสริมเป็นวิตามินแคลเซียมสำหรับเด็ก ที่เป็นแคลเซียมผสมวิตดี จะช่วยให้คุณแม่มั่นใจว่าลูกจะไม่ขาดแคลเซียมและวิตามินดี ที่สำคัญคือยังจะช่วยให้สุขภาพร่างกายของเด็ก ๆ แข็งแรง มีพัฒาการการเจริญเติบโตที่สมวัยด้วยค่ะ

Nubolic Calcium + Vit D

Nubolic Calcium + Vit D แคลเซียมสำหรับเด็กผสมวิตดี

มาแล้วแม่จ๋า “แคลเซียมสำหรับเด็ก” ที่แม่อยากได้ ครั้งนี้มาแบบผสมวิตามินดีด้วยนะ!! ว้าว ๆ และนี่ก็คือวิตามินเสริมอาหาร “Nubolic Calcium + Vit D สำหรับเด็ก” เห็นคุณแม่หลาย ๆ ครอบครัวเลยค่ะ มารีวิวแนะนำกันเต็มโซเซียล กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids เลยต้องจัดมาสักกระปุกดูให้รู้ว่าทำไม๊ ทำไม คุณแม่ยุคใหม่เขาถึงเลือกให้ลูก ๆ ที่บ้านรับประทานเสริมกันค่ะ

วิตามินเสริมอาหารสำหรับเด็ก NUBOLIC เป็นแบรนด์ชั้นนำจากประเทศออสเตรเลีย เป็นวิตามินที่ได้คุณภาพ มีผู้เชี่ยวชาญคิดค้นและออกแบบวิตามินมาเพื่อสุขภาพร่างกายของเด็กโดยเฉพาะ ฉะนั้นมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยค่ะ และที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Nubolic ได้รับรองคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์จาก 3 หน่วยงาน นั้นก็คือ

:: เลขสารรบอาหาร (อย.) 10-3-369595-5-0095

:: Australian Register of Therapeutic Goods (ARTG) 370710

:: Certificate of Pharmaceutical Product (CPP) 21/1031 (องค์การอนามัยโลก)

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ Nubolic Calcium + Vit D คือเขาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาในรูปของ “แคลเซียมเหลว” ซอฟเจลนิ่มแตกตัวง่ายพอเข้าสู่ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ทันที แคลเซียมเหลวช่วยให้เด็ก ๆ รับประทานง่ายขึ้นด้วยค่ะ ใน Nubolic Calcium + Vit D 1 เม็ด จะประกอบไปด้วย แคลเซียม 330 mg. และ วิตามินดี 3 0.2 mg. (200 IU) คุณสมบัติที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง

ทีนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกได้แคลเซียมแล้วขาดวิตามินดี หรือได้วิตามินดีแล้วขาดแคลเซียมอีกต่อไปแล้วค่ะ เพราะใน Nubolic Calcium + Vit D ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมเหลวให้ทั้งแคลเซียมและวิตามินดี มีมาให้ครบจบในหนึ่งแคปซูล และนี่ก็คือวิตามินจำเป็นที่เด็ก ๆ ในวัยกำลังโตไม่ควรขาด!!  2 วิตามินที่ทำงานเสริมกันและกัน รับรองว่าร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ประโยชน์เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และเจริญเติบโตตามพัฒนาการช่วงวัยของเด็ก ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็กแบรนด์ NUBOLIC เพิ่มเติม หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมเหลวสำหรับเด็ก Nubolic Calcium + Vit D  ได้ที่ 2 ช่องทางดังนี้ค่ะ 

FB : https://www.facebook.com/nubolic/ 

Line : @nubolic

 

 

 

อ้างอิงข้อมูล : Bangkok Hospital  ,  Sunphaet Hospital  ,  Siphhospital
โรคใคร่เด็ก

รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง 

รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง

สังคมในสมัยนี้มีอันตรายมากขึ้นทุกทีนะคะ อันตรายอย่างหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลมากที่สุดเรื่องหนึ่งนอกจากโรคภัยที่จะเกิดกับลูกแล้ว ก็เห็นจะเป็นความปลอดภัยจากการล่วงละเมิดทางเพศค่ะ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกเพศเลยนะคะ และเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยบุคคลที่กระทำการเช่นนี้นั้น ได้ชื่อว่าเป็น โรคใคร่เด็ก ค่ะ เราจะสังเกตอย่างไรว่าใครเป็นโรคนี้ และมีบทลงโทษทางกฎหมายอย่างไรบ้างมาดูกันค่ะ

โรคใคร่เด็ก คืออะไร

โรคใคร่เด็ก (Pedophilia) เป็นอาการทางจิตที่ผิดปกติ ที่แสดงออกว่าชอบ หรือรักเด็ก แต่เป็น “ความรักที่เกินขอบเขต” รักแบบคลั่งไคล้ ต้องการให้เด็กเป็นของตัวเอง จนนำไปสู่การนำเด็กมาเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่ทางเพศ

ลักษณะที่ส่อว่าจะเป็นโรค Pedophilia ได้แก่ ผู้ที่มีบุคลิกภาพไม่สมวัย มีความเก็บกดจากการเลี้ยงดูภายในครอบครัว กรณีนี้พบบ่อยในประเทศไทย

ผู้ที่มีจิตใจก้าวร้าวแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ ชอบซื้อบริการโสเภณีเด็ก ผู้ที่เคยกระทำละเมิดทางเพศเด็กมาก่อน รวมทั้งผู้ที่มีปมด้อยเรื่องความเป็นชาย เช่น อวัยวะเพศเล็กเกินไป หรือถูกภรรยาดุด่า เป็นต้น

โรคใคร่เด็ก
โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง

เด็กที่มีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของผู้ป่วย โรคใคร่เด็ก

เด็กก่อนวัยเริ่มเจริญพันธุ์ไม่ถึง 13 ปี ได้แก่

6 ลักษณะ “ผู้ป่วยโรคใคร่เด็ก”

มักไม่แสดงพฤติกรรมที่ชัดเจนและสังเกตอาการจากภายนอกได้ยาก

  1. ส่วนมากเป็นผู้ชาย อายุ 35-40 ปี ขึ้นไป
  2. ไม่ค่อยมีความสุขกับคู่ครองวัยเดียวกัน
  3. เกิดความรู้สึก หรือมีจินตนาการทางเพศกับเด็กเท่านั้น
  4. พยายามเข้าใกล้เด็กด้วยวิธีการตีสนิท หลอกล่อ ให้รางวัล ให้ขนม ให้เงิน เพื่อให้เด็กเชื่อใจ หรือเพื่อตีสนิท
  5. ส่วนใหญ่เกิดจากคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิด เช่น เพื่อนบ้าน หรือญาติ
  6. ชอบมีความสัมพันธ์ทางเพศซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเด็ก ทั้งคนเดิมหรือกับเด็กคนใหม่

ในต่างประเทศ เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยพบว่า ผู้กระทำผิดเป็นผู้ป่วย Pedophilia ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มีความต้องการทางเพศสูง ศาลมักจะมีคำสั่งให้จิตแพทย์รับคนเหล่านี้ไปบำบัดอาการ เพื่อป้องกันก่อคดีซ้ำอีก เมื่อบำบัดหายแล้ว จึงกลับไปรับโทษ วิธีการบำบัดที่ใช้ได้ผลระดับหนึ่ง คือ การทำ CBT เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสติปัญญา ร่วมไปกับการใช้ยาต้านซึมเศร้า และยาลดฮอร์โมนเพศชาย (แอนตี้เอนโดรเจน) ให้ความต้องการทางเพศลดลง ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะหายจากอาการหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ป่วยด้วย

รูปแบบการกระทำทางเพศกับเด็ก

ไม่มีการสัมผัสร่างกาย

  • แอบดูเด็กอาบน้ำ
  • พูดจาลวนลาม
  • เปลือยกาย หรือให้เด็กดูอวัยวะเพศ
  • ดูภาพ หรือคลิปลามก เพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ

สัมผัสร่างกาย แต่ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ

  • กอดจูบ ลูกคลำอวัยวะเพศเด็ก
  • ให้เด็กจับอวัยวะเพศ เพื่อสำเร็จความใคร่

ล่วงละเมิดทางเพศ

  • บังคับ หรือข่มขู่ให้เด็กเก็บเป็นความลับ
  • กระทำชำเราซ้ำๆ
  • ทำร้ายร่างกาย หรือฆ่า
โรคใคร่เด็ก
รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง

โทษทางกฎหมายของผู้ป่วยโรคใคร่เด็ก

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• การครอบครอง/การส่งต่อ/การเผยแพร่ วัตถุ หรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เช่น รูปภาพ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ แถบบันทึกเสียง รวมถึงสิ่งที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายผู้อื่น เช่น การสัมผัสจับต้องเนื้อตัวร่างกาย การลวนลามร่างกายในทางไม่สมควร และการกระทำ ให้อับอายขายหน้าในทางเพศ

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

บทลงโทษตามกฎหมายอาญา

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• ครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• ส่งต่อสื่อลามก มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• เผยแพร่สื่อลามก มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท (มาตรา 287/2)

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับ 10,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 7 – 20 ปี และปรับ 140,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต (มาตรา 277)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 5  – 20 ปี และปรับ 100,000 – 400,000 บาท (มาตรา 277)

บทลงโทษผู้ป่วยทางจิตเวชที่ทำผิด

1. ยกเว้นโทษ / ลดโทษ

• กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบชั่วดี / ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีอาการจิตบกพร่อง เป็นผู้ป่วยจิตเวช หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่ต้องรับโทษ

• ถ้าพิสูจน์แล้วว่าผู้กระทำผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือ ยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง อาจรับโทษน้อยลง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

2. มีเหตุให้บรรเทาโทษ

• โง่เขลา เบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์สาหัส

• มีคุณความดีมาก่อน

• รู้สึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายในความผิด

• ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

• สารภาพความผิดต่อเจ้าพนักงาน

หมายเหตุ : ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดโทษและลงโทษโดยคำนึงถึงความผิดปกติทางจิต “โรคใคร่เด็ก” และอาจไม่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวช ผู้ทำความผิดจึงมีความผิดและรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

แจ้งเหตุได้ที่:

– มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก 0-2412-1196 (ในเวลาราชการ)

– ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ขอบคุณข้อมูลจาก 

สำนักงานกิจการยุติธรรม ,สำนักข่าวไทย,ธรรมนิติ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สลด! ดญ. ถูก ล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการเอาดินสอจิ้ม!

นี่คือ…สาเหตุ “ลูกถูกล่วงละเมิดเพศ” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง!

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง

10 ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง ที่กินคนเดียวได้ถึงสอง

ประโยชน์ข้าวกล้อง ที่เราต่างรู้กันดีมานานว่ามีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย แต่สำหรับแม่ท้องแล้ว รู้หรือไม่ ประโยชน์ยิ่งทวีคูณ2 เพราะกินหนึ่งได้รับถึงสองคน

10 ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง ที่กินคนเดียวได้ถึงสอง!!

ข้าวกล้อง เป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงมีสารอาหารต่าง ๆ มากกว่าข้าวขัดขาว ข้าวกล้องอุดมไปด้วยสารอาหารมีประโยชน์ เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี ไฟเบอร์ เป็นต้น

มาดู…ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับจากข้าวกล้องกัน!!

คนไทยรับประทาน ข้าว เป็นอาหารหลักประจำมื้อ ดังนั้นจะดีกว่าไหม หากเราเลือกชนิดของข้าวให้มากด้วยคุณประโยชน์สำหรับร่างกายของเรา ซึ่ง ข้าวกล้อง นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดี หากคุณต้องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่า ว่าสารอาหารที่มีอยู่ในข้าวกล้องนั้น ให้ประโยชน์ใดต่อร่างกายเราบ้าง

ประโยชน์ข้าวกล้อง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
ประโยชน์ข้าวกล้อง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  • คาร์โบไฮเดรต ข้าวทุกชนิดมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบร้อยละ 70-80 ซึ่งเป็นแป้งเกือบทั้งหมด มีน้ำตาลซูโครส (sucrose) และน้ำตาลเดกซ์ทริน (dextrin) เล็กน้อย

เทียบคุณค่าทางโภชนการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง 

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต 79.4 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต 75.1 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย

  • โปรตีน มีโปรตีนไม่มาก อยู่ระหว่างร้อยละ 7-8 ในข้าวเจ้า และร้อยละ 11-12 ในข้าวสาลี

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน 6.7 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน 7.1 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ซ่อมแซม และรักษากระบวนการสร้างเสริมเซลล์เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย

  • ไขมัน ในข้าวกล้องมีปริมาณไขมันสูงกว่าข้าวชนิดอื่น ๆ เพราะข้าวกล้องยังมีส่วนของรำข้าวอยู่ แต่เมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น ๆ แล้ว ข้าวไม่ใช่แหล่งที่อุดมด้วยสารอาหารจำพวกไขมัน

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณไขมัน 0.8 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณไขมัน 2.0 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ให้พลังงานกับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามิน

ประโยชน์ข้าวกล้อง กับสุขภาพแม่ท้อง
ประโยชน์ข้าวกล้อง กับสุขภาพแม่ท้อง
  • ใยอาหาร ข้าวกล้องให้ใยอาหารสูงกว่าข้าวขาว โดยทั่วไปข้าวกล้องจะมีสีน้ำตาลอ่อน คนไทยสมัยก่อนใช้วิธีซ้อมหรือตำด้วยมือ จึงเรียกว่า “ข้าวซ้อมมือ” เป็นข้าวกล้องอย่างหนึ่ง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง มีใยอาหาร ไขมันและวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวชนิดอื่น

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณใยอาหาร 0.7 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณใยอาหาร 2.1 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ช่วยป้องกัน และรักษาอาการท้องผูก และท้องเสีย

  • วิตามินและแร่ธาตุ ในข้าวกล้องจะมีวิตามิน และแร่ธาตุสูงกว่าข้าวขาว ที่เห็นได้ชัด คือ ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแมกนีเซียม ไนอาซิน  และวิตามินบี 1

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ปริมาณสารอาหารต่อข้าวดิบ 100 กรัม

สารอาหาร

ข้าวขาว

ข้าวกล้อง

วิตามินบี 1 (มก.) 0.07 0.26
วิตามินบี 2 (มก.) 0.02 0.04
ในอาซิน (มก.) 1.79 5.40
โซเดียม (มก.) 79 84
โพแทสเซียม (มก.) 121 144
แคลเซียม (มก.) 6 9
ฟอสฟอรัส (มก.) 195 267
แมกนีเซียม (มก.) 27 60
เหล็ก (มก.) 1.2 1.3
สังกะสี (มก.) 0.48 0.49
ทองแดง (มก.) 0.14 0.11

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ช่วยนำพลังงานจากอาหารมาใช้ในร่างกาย และช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมถึงไฟเบอร์ ซึ่งช่วยทำให้อิ่มท้อง กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย และช่วยแก้ปัญหาท้องผูก

ข้าวกล้อง คือ ข้าวไม่ขัดสี มากประโยชน์
ข้าวกล้อง คือ ข้าวไม่ขัดสี มากประโยชน์

หลายคนจึงเชื่อว่าการรับประทานข้าวกล้องเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน เช่น ส่งผลดีผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันโรคเบาหวานประเภทที่ 2 รวมถึงลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.scimath.org

แม่ท้องจ๋า…รู้ไหม?? กินข้าวกล้องคนเดียว ได้ถึงสองคน

การรับประทานข้าวซ้อมมือ หรือที่รู้จักในชื่อว่า “ข้าวกล้อง” ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ และสุขภาพคุณแม่มากมาย ถือเป็นหนึ่งในอาหารกลุ่มให้พลังงาน ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงไว้ด้วยคุณค่าสารอาหารมากกว่าขาวที่ถูกขัดสีแล้ว และเมื่อไล่ดูถึงประโยชน์จะพบว่ามีครบสูตรดี ๆ ทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งมีอะไรบ้างมาดูกัน

  1. เมื่อรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันการเกิดปากนกกระจอก เนื่องจากมีวิตามินบี 2
  2. บรรเทาอาการอ่อนเพลีย อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ
  3. มีธาตุเหล็กมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
  4. มีฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และเส้นผม
  5. มีแคลเซียมจำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และยังช่วยป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 90% ต้องเผชิญ
  6. มีไขมันที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ในข้าวกล้องเป็นไขมันดีที่ไม่มีคอเลสเตอรอล (Cholesterol)
  7. มีเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในเรื่องของอาการท้องผูก และมะเร็งลำไส้
  8. มีเกลือแร่ และวิตามินรวมกันกว่า 20ชนิด ซึ่งช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  9. มีโปรตีนมากกว่า 20-30% ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ
  10. แป้งมีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน ส่วนคนที่ผอมก็แข็งแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีผลทำให้สุขภาพจิตใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ดีขึ้น เพราะสุขภาพร่างกายแข็งแรง สดชื่น แจ่มใส

เรียกว่ามีประโยชน์มากมายขนาดนี้ มื้อต่อไปลองมองหาข้าวกล้องมารับประทานบ้าง ยิ่งรับประทานเป็นประจำได้ยิ่งดี เพราะข้าวกล้องที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ขนาดนี้ นอกจากร่างกายของคุณแม่จะได้รับสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์แล้ว ยังส่งผ่านต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ทำให้พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์พัฒนาได้ดี สมบูรณ์อีกด้วย แบบนี้จึงสามารถเรียกได้ว่า รับประทานเพียงหนึ่ง แต่คุณประโยชน์ส่งถึงสองคนเลยทีเดียว

ข้อมูลอ้างอิงจาก โรงพยาบาลเปาโล
ประโยชน์ข้าวกล้อง แม่กินลูกในท้องได้ด้วย
ประโยชน์ข้าวกล้อง แม่กินลูกในท้องได้ด้วย

บริโภคข้าวกล้องอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ?

การบริโภคข้าวกล้องเป็นอาหารในปริมาณที่พอเหมาะนั้นค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ รวมถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอว่าการบริโภคข้าวกล้องปริมาณมากจะมีความปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอจะระบุปริมาณในการบริโภคข้าวกล้องที่เหมาะสม ดังนั้นถึงแม้ข้าวกล้องจะมากด้วยคุณประโยชน์ แต่คุณแม่ก็ควรรับประทานแต่พอดี ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป

นอกจากนั้น ยังควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ของตนเองอีกด้วย เช่น อายุ หรือปัญหาสุขภาพ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนรับประทานข้าวกล้อง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากข้าวกล้อง เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณ

วิธีการเลือกซื้อข้าวกล้อง และเคล็ดลับหุงให้นิ่มอร่อย!!

  • ข้าวกล้องต้องเต็มเมล็ด ไม่มีรอยแหว่งตรงปลาย เพราะส่วนนั้นคือ “จมูกข้าว” ซึ่งมีประโยชน์มาก
  • เลือกข้าวกล้องที่ตาก หรืออบจนแห้งสนิท ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นชื้น ไม่ขึ้นรา และไม่มีมอดปน
  • ซื้อในปริมาณน้อย ๆ ให้พอสำหรับ 2-3 สัปดาห์ เพื่อความสดใหม่

    โภชนาการแม่ท้องที่ดี เพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมบูรณ์
    โภชนาการแม่ท้องที่ดี เพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมบูรณ์

หากคุณแม่ท้องที่ไม่เคยรับประทานข้าวกล้องมาก่อน อาจไม่คุ้นเคย หุงข้าวแล้วข้าวไม่นุ่ม เนื้อหยาบ รู้สึกกินยากจัง อย่าเพิ่งถอดใจ เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาบอก

ปกติแล้วการหุงข้าวกล้องต้องใส่น้ำเยอะกว่าปกติ ลองสังเกตรูปร่างของเมล็ดข้าวก่อน ถ้าเมล็ดเรียวยาวเหมือนข้าวหอมมะลิ เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ ให้ใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1.5 ส่วน แต่ถ้าเป็นทรงอ้วนกลม เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิแดง ข้าวกล้องหอมนิล ให้ใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 2 ส่วน เมื่อข้าวสุกดีแล้วให้พักหรืออุ่นไว้อีกประมาณ 10 นาที เท่านี้ก็จะได้ข้าวกล้องนุ๊ม…นุ่ม รสชาติอร่อย กินง่ายกันแล้ว

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.nestle.co.th/www.pobpad.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ข้าวกล้องตุ๋นฟักทอง (8 เดือน++)

ท้องแข็งบ่อย ขณะตั้งครรภ์ อันตรายไหม?

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน ท้องไม่ท้อง เช็คเลย!!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

เด็ก7ขวบเลือดออกตามตัว หมอคาด โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

เด็ก7ขวบเลือดออกตามตัว หมอคาด โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด นับเป็นโรคหายากที่มีโอกาสเกิดเพียง 1 ในล้าน แต่กลับพบได้ในไทยค่ะคุณพ่อคุณแม่ ล่าสุด คุณแม่ท่านหนึ่งได้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากลูกสาววัย 7 ขวบ มีอาการเลือดออกตามผิวหนัง เช่น เล็บ ฝ่ามือ โพรงจมูก และปัสสาวะปนเลือด ทั้งที่ไม่มีบาดแผล อาการของน้องเป็นอย่างไร โรคนี้เกิดได้อย่างไร และจะเกิดกับใครบ้าง มาดูกันค่ะ

เลือดออกเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

คุณแม่เล่าว่า ก่อนหน้านี้ลูกไม่เคยมีอาการดังกล่าวเลย จนกระทั่งเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 เม.ย. 65 ลูกก็เริ่มมีเลือดออกตามนิ้วมือ ฝ่ามือ ปัสสาวะปนเลือด แล้วพอตกดึกของวันเดียวกันอาการก็หนักขึ้น คือมีเลือดออกจากโพรงจมูกร่วมด้วย ทำให้ต้องพาไปหาหมอในช่วงเช้าของวันที่ 8 เม.ย. 65 โดยรอบแรกที่หมอวินิจฉัยว่า เป็นริดสีดวงในโพรงจมูก พร้อมกับให้ยาแก้อักเสบ เพื่อลดอาการอักเสบในโพรงจมูก

จากนั้นคุณแม่ก็แจ้งกับหมอว่า ลูกมีเลือดออกตามส่วนอื่นของร่างกาย รวมถึงมีปัสสาวะปนเลือดด้วย พร้อมกับเปิดรูปให้ดู หมอจึงทำการเจาะเลือดและนำปัสสาวะของลูกไปตรวจ จนวันที่ 12 เม.ย. 65 ซึ่งหมอนัดให้ไปฟังผลเลือด ปรากฏว่าผลเลือดปกติ คุณแม่เลยถามหมอว่า แล้วอาการที่ลูกมีเลือดออกตามร่างกายแบบนี้เกิดมาจากอะไร

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด
เหงื่อออกที่เล็บของน้อง

ขอบคุณภาพจาก Amarin TV

หมอสันนิษฐานเหงื่อออกเป็นเลือด

หมอก็สันนิษฐานเบื้องต้นว่า น่าจะเป็นอาการของ “โรคภาวะเหงื่อออกเป็นเลือด” หรือ Hematohidrosis เป็นภาวะที่มีเลือดออกจากผิวหนังปกติที่ไม่มีร่องรอยบาดแผลใด ๆ ซึ่งสามารถพบเลือดออกได้ตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หนังศีรษะ ฝ่ามือ หลังมือ หน้าผาก ใบหน้า ซอกพับ หรือ ดวงตา พร้อมกับมีการนัดให้ตรวจกับหมอผิวหนังอีกรอบ

เหงื่อออกเป็นเลือด (Hematidrosis) คืออะไร

เหงื่อออกเป็นเลือด คือ ภาวะที่คนไข้มีเหงื่อออกเป็นเลือด โดยตำแหน่งที่มีเลือดออกอาจพบได้ตามผิวหนัง หู ตา จมูก ปาก รวมไปถึงเยื่อบุอวัยวะอื่น ๆ โดยทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 100 ราย ส่วนในประเทศไทยเคยพบผู้ป่วยโรคเหงื่อออกเป็นเลือด 5-6 ราย

สาเหตุของ โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

สาเหตุของโรคเหงื่อออกเป็นเลือด ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่า เกิดจาก

  • การอักเสบของเส้นเลือดฝอยในผู้ป่วยบางราย
  • บางรายก็พบว่า มีการขยายตัวของเส้นเลือด มากกว่าปกติ ในตำแหน่งที่มีเลือดออก
  • ภาวะความกดดัน และความเครียด เพราะเส้นเลือดฝอย เป็นเส้นเลือดขนาดเล็ก ที่กระจายไปตามเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีอยู่ใกล้ ๆ ต่อมเหงื่อ ซึ่งเป็นไปได้ว่า เมื่อผู้ป่วยกดดัน เครียด หรือกลัวมาก ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน และคอร์ติซอล ออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยปริแตก และถูกร่างกายกำจัดออกมาพร้อมกับเหงื่อ

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด อาการเป็นอย่างไร

ผู้ป่วย มักจะมาพบแพทย์ ด้วยอาการมีเลือดไหลโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย เลือดที่ไหลออกมานั้น มีลักษณะคล้ายเหงื่อ บางรายมีอาการน้ำตาไหลเป็นเลือด ทั้ง ๆ ที่เมื่อตรวจเลือด ก็ไม่พบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือพบว่าผู้ป่วยมีภาวะผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด ที่สามารถอธิบายถึงสาเหตุของอาการเลือดออกได้แต่อย่างใด

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด
เลือดออกบริเวณฝ่ามือ

ขอบคุณภาพจาก Amarin TV

เหงื่อออกเป็นเลือดรักษาได้ไหม

รักษาได้ ด้วยการตัดชิ้นเนื้อที่ผิวหนังบริเวณที่มีเลือดออก เพื่อนำไปตรวจหาสาเหตุ ของภาวะเลือดออกได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งเป็นการตรวจวินิจฉัยด้วยว่า ผู้ป่วยมีโรค ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการเลือดออกซ่อนอยู่หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการรักษาตั้งแต่ต้นเหตุ ผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยยาบางกลุ่ม ซึ่งพบว่า ช่วยให้อาการของผู้ป่วยมีอาการ เหงื่อออกเป็นเลือดลดลง หรือมีช่วงที่อาการไม่กำเริบยาวนานขึ้น

เหงื่อออกเป็นเลือดอันตรายแค่ไหน

โรคนี้ไม่ใช่โรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม รวมทั้งไม่ใช่โรคติดต่อ การแพร่ระบาดและโอกาสในการเกิดโรคจึงไม่ค่อยน่ากังวล แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเหงื่อออกเป็นเลือดเป็นจำนวนมาก อาจมีอาการช็อก หรือหมดสติชั่วคราวได้ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก ส่วนมากแล้วอาการของผู้ป่วยจะมีเลือดออกเล็กน้อย และมักจะหยุดไหลไปได้เอง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจนเป็นอันตรายถึงชีวิต หากมีเลือดออกก็ใช้ผ้าซับให้แห้ง ทำใจให้ปกติ และต้องพยายามรักษาสภาพจิตใจของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ไม่ให้วิตกกังวล เพราะความเครียดจะทำให้เหงื่อออกและเลือดออกได้

แม้จะเป็นโรคที่หายาก แต่เมื่อทำความเข้าใจอย่างแท้จริงแล้ว พบว่าไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตและรักษาได้ ดังนั้นหากคุณแม่พบว่า ลูกมีเลือดออกผิดปกติเช่นเดียวกับน้อง สามารถเข้ารับการรักษา และดูแลจากแพทย์ และมีโอกาสหายได้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
Amarin TV , kapook

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ปล่อยลูกลุยน้ำย่ำโคลน ระวัง! เด็กป่วย โรคเมลิออยโดสิส

เคสจริง!อันตราย เมื่อลูกเป็น itp คือ โรคเกล็ดเลือดต่ำในเด็ก

ช่วยด้วย!แม่ร้องลูกเป็น โรคกอร์แฮม คนรู้จักน้อยวอนรักษา

2 ขีดจางๆ

2 ขีดจางๆ ท้องมั๊ย? กว่าจะเป็น “แม่” … ไม่ง่ายกว่าที่คิด!!! [แม่กร – ษิภูตา เดชสังวรณ์]

 2 ขีดจางๆ ท้องจริงมั๊ยนะ? กว่าจะเป็น “แม่” ไม่ง่ายเลยจริง ๆ !!! ตามมาอ่านเรื่องราวสุดประทับใจของ คุณกร – ษิภูตา เดชสังวรณ์ ภรรยาสุดสวยของคุณเป้ MVL – บดินทร์ เจริญราษฎร กับเรื่องราวการเตรียมตัวเป็นแม่ กว่าจะคลอดน้องแฝดสุดหล่ออย่าง น้องมิวสิค-น้องลีริคส์ ออกมาได้ แม่ต้องแข็งแกร่งแค่ไหน…!! มาดูกัน

 2 ขีดจางๆ ท้องจริงมั๊ยนะ?

2 ขีดจางๆ…จางมากกกกกค่ะ จางจนแทบจะต้องเอาไฟมาส่องใกล้ๆ ตอนนั้นใจกรหวิวๆ รู้สึกว่าไม่มั่นใจ ไม่กล้าดีใจเลยค่ะ เลยถ่ายรูปไปถามพี่พยาบาลที่คลินิกที่กรทำ ICSI ว่าแบบนี้คือท้องไหม คำตอบคือ ท้องแล้วค่าาา!!!

2 ขีดจางๆ
2 ขีดจางๆ

วินาทีนั้นความสุขมันพลุกพล่าน สารอะดรีนาลีนหลั่งทั่วร่างกายไม่รู้จะอธิบายออกมาให้คนรอบข้างเข้าใจความรู้สึก ณ ตอนนั้นยังไง ขาลอยๆ มือชา หัววิ้งๆ งงๆ หลังจากนั้นซัก 10 นาทีค่อยเริ่มตั้งสติได้ แล้วก็เริ่มเสิร์ชหาข้อมูล เริ่มเห็นแม่ๆโพสว่ามีท้องลม ท้องนอกมดลูก น้องไม่โตต่อ ไม่สมบูรณ์ แท้ง…ฯลฯ

จากความสุขเริ่มกลายเป็นความกังวล เครียด คิดมาก คำถามเต็มหัวไปหมด กรเชื่อว่าแม่ๆ หลายคนมีอาการเดียวกันค่ะ แต่จะบอกว่า หยุดก่อนค่ะแม่!!! ไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอภาวะแบบนั้นค่ะ สิ่งที่แม่ควรทำตอนนี้คือ จูงมือพ่อไปฝากครรภ์ให้คุณหมอตรวจก่อนค่ะ มีคำถามอะไรค่อยไปถามคุณหมอ แล้วแม่จะสบายใจ ได้ข้อมูลความรู้ในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้องค่ะ

จำไว้เสมอว่าความเครียดมีผลกับเจ้าตัวน้องในพุงแม่น้าา เพราะฉะนั้นแม่ต้องมีความสุข หาข้อมูลแต่พอดีอย่าหาเสพข่าวลบๆหรือโพสที่เศร้าๆ เพราะจะมีผลกับสภาพจิตใจแม่และส่งต่อถึงเจ้าตัวน้อยในพุงด้วยนะคะ

เตรียมหาหมอฝากครรภ์

วันรุ่งขึ้นพี่เป้พากรไปหาคุณหมอเพื่อตรวจเลือดดูค่าฮอร์โมนและอัลตราซาวด์ดูถุงการตั้งครรภ์ ผลเลือดออกมาว่าค่าฮอร์โมนสูง มีโอกาสจะเป็นแฝดค่ะ!! ตรวจเจอ 2 ขีดว่าตื่นเต้นแล้ว ลุ้นแฝดตื่นเต้นกว่า

2 ขีดจางๆ

ในระหว่างที่กำลังตื่นเต้นคุณหมอก็บอกว่า ในทางการแพทย์ ครรภ์แฝด คือ ครรภ์เสี่ยง เราจะรอดูสัปดาห์หน้าว่าอัลตร้าซาวด์ดูแล้วเป็นครรภ์แฝดจริง จะต้องมานั่งคุยกันว่าจะมีภาวะเสี่ยงอะไรที่เกิดขึ้นได้บ้าง และต้องดูแลตัวเองยังไงให้คุณแม่และแฝดปลอดภัยที่สุด … ตอนนั้นกรคิดแค่ว่า กี่คนก็ได้ จะเดี่ยวจะแฝดกรก็ยินดีและพร้อมที่จะทำตามที่คุณหมอแนะนำแบบไม่มีข้อแม้ใดๆ

การเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย!

แต่ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ ในวันที่ร่างกายเรามีหัวใจมากกว่า 1 ดวงให้ดูแล กรเชื่อว่าแม่ทุกคนพร้อมที่จะเสียสละและทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ลูกในท้องแข็งแรงและปลอดภัย สัปดาห์ต่อมาผลออกมาตามคาดเลยค่ะ ได้ยินเสียงหัวใจ 2 ดวงชัดเจนว่าเป็นแฝดแน่นอน และเป็นแฝดแท้ (Indentical twins)  น้องแบ่งตัวมาจากไข่ 1 ใบค่ะ กรกับพี่เป้ทั้งดีใจ ตื่นเต้น และกังวลไปพร้อมๆกัน ในอีกทางนึงก็เตรียมใจไว้รับมือกับภาวะที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์นี้ด้วย

หลังจากนั้นกรก็ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลค่ะ กรทั้งศึกษาหาข้อมูลเองและสอบถามจากคุณหมอที่ทำ ICSI ให้ว่าครรภ์แฝดแบบนี้ควรฝากครรภ์กับคุณหมอท่านไหนดี ซึ่งตอนแรกมีอยู่ 2-3 ท่าน ที่กรกับพี่เป้สนใจ เราเลยลองไปหาคุณหมอทุกท่านที่เราเลือก แล้วค่อยกลับมาช่วยกันตัดสินใจว่าเราจะฝากครรภ์กับคุณหมอท่านไหนดี

2 ขีดจางๆ

ดูแลครรภ์แฝด

พอฝากครรภ์เรียบร้อยแล้วก็กลับมาบำรุงร่างกายด้วยอาหารอย่างเต็มที่ค่ะ กรเลือกทานอาหารที่สุก สะอาด ทานหลากหลายแต่ให้ครบ5หมู่ กรแพ้ท้องอย่างรุนแรงจนต้องแอดมิด จำได้ว่าเริ่มแพ้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ยันคลอดเลยค่ะ เรียกว่าเป็นเพื่อนซี้กับชักโครกเลย กอดคอกันทั้งวันทุกวัน 5555

กรเจอภาวะต่างๆมากมาย ทั้งปากมดลูกสั้น เบาหวาน โปรตีนรั่ว โพแทสเซียมต่ำ ฯลฯ ไปไหนมาไหนต้องนั่งวีลแชร์ ต้องเดินให้น้อยที่สุดเพื่อประคองไม่ให้ปากมดลูกสั้นลงไปมากกว่านี้ เพราะจะทำให้คลอดก่อนกำหนดเยอะ และด้วยสถานการณ์โควิดเลยทำให้ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกก็เลยได้นอน bed rest อยู่บ้านกันยาวๆ เบื่อๆก็ shopping online หาซื้อของเตรียมให้เจ้าแฝดไปเพลินๆ

มารู้ตัวอีกทีก็ของเต็มบ้านจนไม่มีทางเดินแล้วค่ะ 55555 โพสหน้ากรจะมาแชร์เรื่องกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วให้อ่านกันนะคะ ฝากติดตามด้วยค่าา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

ภรรยาสาว เป้ วงมายด์ รีวิว ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง 6 เดือน ท้องแฝด!

แชร์ 5 ท่ารัก!!เพื่อคน อยากได้ลูกแฝด บอกหมดไม่หมกเม็ด

11 สาเหตุมีลูกยาก อยากมีลูก ทำไมไม่ท้องซักที?

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด ง่าย ๆ ได้อย่างไร

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด ง่าย ๆ ได้อย่างไร

ปัจจุบันแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จะยังรุนแรง แต่หลายคนก็เริ่มออกมาใช้ชีวิตตามแนวทาง ปกติใหม่ หรือนิวนอร์มัล กันแล้ว และแน่นอนว่าเมื่อต้องไปห้างสรรพสินค้า ไปเที่ยวแล้วพักในโรงแรม หรืออาศัยอยู่ในคอนโดฯ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ลิฟต์โดยสารสาธารณะ เราจะ ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด ง่าย ๆ ได้อย่างไร และจะใช้พื้นที่สาธารณะอื่น ๆ ให้ปลอดภัยได้อย่างไร ทีมกองบรรณาธิการ ABK มีมาฝากค่ะ

เชื้อโควิด 19 มีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน??

อายุขัย COVID-19 แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นผิว โดยเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้หลายชั่วโมงบนพื้นผิวเรียบแต่หากอยู่ในความชื้นที่เหมาะสม ก็สามารถอยู่รอดได้หลายวัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิความชื้น และชนิดของพื้นผิว โดยอายุขัยของ COVID-19 จะแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพแวดล้อม ดังนี้

  • อากาศ (5 นาที)
  • ลูกบิดประตู (8 ชั่วโมง)
  • กระดาษทิชชู่ (12 ชั่วโมง)
  • โต๊ะผิวเรียบ (1-2 วัน)
  • โทรศัพท์ (4 วัน)
  • น้ำ (4 วัน)
  • ธนบัตร (5 วัน)
  • ที่อุณภูมิต่ำกว่า 4 องศา (1 เดือน)

จะเห็นได้ว่า เชื้อไวรัสโควิด19 นั้น แม้จะมีการแพร่เชื้อที่ง่าย แต่ไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ด้วยตัวเอง จะต้องมีการนำพาเชื้อเข้าสู่ร่างกายเราผ่านการสัมผัส เช่น มือไปจับลูกบิดประตูที่มีเชื้อ แล้วนำมือนั้นมาขยี้ตา เป็นต้น ดังนั้นวิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากเชื้อจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ ศึกษาในการใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อไวรัสโควิด19

ผลวิจัยการใช้ลิฟต์

ผู้ผลิตลิฟต์ Otis Worldwide Corporation เปิดเผยผลการศึกษาเชิงวิชาการระยะเวลา 3 เดือนที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัย Purdue ดำเนินการ ตรวจสอบความเสี่ยงของลิฟต์ในเรื่องการสัมผัส COVID-19 การศึกษาการไหลเวียนของอากาศในลิฟต์พบว่าการได้รับเชื้อโควิด-19 ขณะโดยสารลิฟต์นั้นสามารถทำให้มีความเสี่ยงน้อยลงด้วยวิธีง่ายๆ

ลิฟต์มีการออกแบบพร้อมช่องระบายอากาศเพื่อถ่ายเทเชื้อโรคออกไป ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการไหลเวียนของอากาศภายในลิฟต์เป็นกุญแจสำคัญ ความเสี่ยงจากการสัมผัสลดลงอีก 50% เมื่อผู้โดยสารทุกคนสวมหน้ากากอย่างถูกต้อง

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด
7 วิธีง่าย ๆ ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด

วิธีง่าย ๆ ในการ ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด 

1.ใส่หน้ากากตระกูล N95 KN95 KF94 FFP2 ตลอดเวลาในการใช้ลิฟท์โดยสาร และไม่ควรถอดทันที เพื่อที่จะได้ประสิทธิผลในการป้องกันดีที่สุด และพยายามใส่ให้มิดชิดที่สุด

2. รักษาระยะห่างตามจุดที่กำหนดไว้ หรือหากไม่มีจุด ควรเว้นระยะห่างประมาณหกฟุต และไม่ควรขึ้นลิฟท์หากมีคนแออัดมากเกินไป

3.ใช้ข้อมือหรือส่วนที่ไม่ได้สัมผัสกับร่างกายบ่อยๆในการกดลิฟท์แทนการใช้นิ้วมือ ซึ่งจะทำให้ไม่เผลอนำเชื้อโรคไปสัมผัสใบหน้าหรืออวัยวะต่างๆที่อาจทำให้ติดเชื้อได้

4.ล้างเจลแอลกอฮอล์ หรือฉีดแอลกอฮอล์หลังจากใช้ลิฟท์โดยสารทันที เป็นสิ่งสำคัญมากในการใช้ลิฟท์โดยสารเพราะตัวคุณอาจสัมผัสกับคนอื่นหรือส่วนต่างๆในลิฟท์

5.อยู่ห่างจากกำแพงลิฟต์ แม้ว่าควรทำความสะอาดลิฟต์อย่างสม่ำเสมอ แต่คุณยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสส่วนต่างๆในลิฟท์ที่ผู้อื่นอาจสัมผัสเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วการขึ้นลิฟต์จะใช้เวลาไม่นานนัก ดังนั้นคุณสามารถทำได้ได้อย่างแน่นอนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการสัมผัสพื้นผิว

6. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าของคุณ โดยไม่คำนึงถึงข้อควรระวังที่คุณใช้ คุณไม่ควรจับตา ปาก หรือใบหน้าของคุณจนกว่าการขึ้นลิฟต์จะสิ้นสุด และคุณได้ล้างมือหรือล้างมือหลังจากนั้น ควรมีระเบียบวินัยและทำให้เป็นนิสัย

7. หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับผู้คนในระยะใกล้
สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการอ้าปากของคุณ เช่น หาว ไอ จาม หรือพูดคุย สามารถเพิ่มโอกาสที่การติดเชื้อจะแพร่กระจายได้ ดังนั้น การสนทนาใดๆ ที่คุณต้องการสามารถรอจนกว่าคุณจะออกจากลิฟต์และสามารถฝึกฝนการเว้นระยะห่างทางสังคมได้อย่างเหมาะสม

ใช้ห้องน้ำสาธารณะห่างไกลโควิด

นอกจากลิฟต์โดยสารสาธารณแล้ว เมื่อจำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน ห้องน้ำสาธารณะก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เลี่ยงได้ยาก มีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสทอลของอังกฤษ พบว่า เชื้อโคโรนาไวรัสยังคงอยู่ และแพร่เชื้อได้ในห้องน้ำ หรือห้องอบไอน้ำได้อีกอย่างน้อย 20 นาที หลังจากผู้ป่วยโควิด-19 ใช้เสร็จแล้ว จึงต้องระมัดระวังการใช้ห้องน้ำสาธารณะด้วย เช่นกัน วันนี้มีคำแนะนำ 7 ข้อมากฝากค่ะ

1.เลือกห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีคนใช้ เป็นห้องน้ำที่ไม่ได้อยู่ในแหล่งพลุกพล่าน เช่น ห้องน้ำในออฟฟิศชั้นที่มีพนักงานน้อยๆ

2.อย่าสัมผัสโดยตรง ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำสาธารณะ ควรสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ในห้องน้ำน้อยที่สุด เช่น เมื่อเปิดประตูเข้าไป อาจจะใช้ทิชชูวางบนลูกบิดแล้วหมุนเข้าไป

3.ทำความสะอาดก่อนนั่ง ก่อนนั่งควรทำความสะอาดฝาชักโครก ด้วยกระดาษทิชชูแบบเปียกชนิดฆ่าเชื้อ หรือพกกระดาษรองนั่งไปปูบนฝาชักโครกก่อนขับถ่าย และระวังอย่าให้แผ่นรองเปียกน้ำเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคอาจจะแทรกซึมมากับน้ำได้

4.ใช้เวลาในการทำกิจธุระในห้องน้ำให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ชักโครก ควรเลือกดูห้องที่สะอาดที่สุด และหลังขับถ่ายเสร็จ ควรปิดฝาชักโครกก่อนกด เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายในอากาศ

5.ไม่เหยียบโถส้วม หลายคนใช้บริการห้องน้ำสาธารณะผิดวิธี โดยใส่รองเท้าขึ้นไปนั่งบนฝารองนั่ง เพราะคิดว่าจะทำให้ไม่สัมผัสกับเชื้อโรค แต่จริงๆ แล้ว ระหว่างที่ขับถ่ายอาจจะมีการกระเด็นของน้ำในโถ ซึ่งเป็นที่รวมเชื้อโรคเปื้อนได้มากกว่าการนั่งธรรมดา

6.ไม่ตักน้ำที่เปิดไว้ การใช้น้ำล้างทำความสะอาด ไม่แนะนำให้ตักในส่วนที่มีอยู่ในถังเดิมใช้ แต่ควรรองจากก๊อกโดยตรง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในถังน้ำ เพราะบางคนเอามือจุ่มล้างในถัง หากเป็นสายฉีดก็ควรฉีดน้ำให้ไหลทิ้งประมาณ 1 นาที เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่ปะปนบริเวณรอบ ๆ สายฉีดได้

7.ล้างมือทุกครั้งหลังเสร็จธุระ เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เชื้อโรคติดมากับมือของเรา ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หากไม่มีสบู่ ก็ใช้น้ำสะอาดล้างซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

TNN online,Matichon Online,SpringNews, รพ.ศิครินทร์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สายช้อปต้องรู้วิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยเมื่อ ช้อปปิ้ง ช่วงโควิด19

เจลแอลกอฮอล์ ใช้อย่างไรให้ช่วยป้องกันโควิด-19

ป้องกันโควิด-19 ตอนไปตลาด สิ่งไหนเสี่ยง อะไรต้องระวัง

ศีรษะทารกแรกเกิด ภาวะบกพร่องการสร้างผิวหนัง

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลฉกรรจ์หลังคลอด หมอวอนอย่าเพิ่งโวย อาจไม่ใช่จากการทำคลอดที่ผิดพลาด แต่เป็นภาวะการสร้างผิวหนังที่ผิดปกติ หรือ aplasia cutis congenita

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด!!

เกิดเหตุวุ่น ๆ เมื่อความไม่รู้ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันเสียขนานใหญ่ กับเรื่อง ศีรษะทารกแรกเกิด ที่เกิดมีแผลหลังคลอด เป็นเหตุให้พ่อแม่เกิดความระแวงสงสัยการทำงานของแพทย์ และพยาบาล

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพศีรษะของเด็กทารกซึ่งเป็นลูกของตนเอง พบมีบาดแผลเป็นรูขนาดใหญ่ พร้อมกับระบุข้อความว่า

“โรงพยาบาลนี้เป็นยังไง หัวลูกเป็นแผลขนาดนี้ แล้วมาบอกว่าเป็นจากในท้อง ..มันคมขนาดนั้นเลยไง ขอความจริง…”

อย่างไรก็ตาม พบว่าโพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก ต่างเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่แพทย์ และพยาบาลเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ได้มีชาวเน็ตเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของบาดแผลบนศีรษะของเด็กว่า อาจจะเป็น “Aplasia cutis congenita” หรือที่รู้จักกันในนาม cutis aplasia เป็นโรคที่มีมาแต่กำเนิดที่หายาก

ข้อความได้ถูกตัดทอนบางส่วน ที่มาจาก mgronline.com
ศีรษะทารกแรกเกิด กรณีเกิดภาวะ aplasia cutis congenita
ศีรษะทารกแรกเกิด กรณีเกิดภาวะ aplasia cutis congenita

หมอขออธิบาย!!

ในขณะที่เพจ Drama-addict ได้แสดงความห่วงใย และให้ข้อคิด และความรู้ต่อกรณีดังกล่าว ไว้ดังนี้

aplasia Cutis Congenita คือภาวะผิดปรกติแต่กำเนิดของเด็กทารก
ประมาณว่า เด็กเกิดมา โดยที่ การสร้างผิวหนังของเด็กบางส่วนผิดปกติ เช่น ตรงขวัญบนหัว อันนี้พบบ่อย เด็กเกิดมา ก็จะมีรอยแบบนี้นิดนึง ซึ่งไม่มีอันตรายใดๆ ปล่อยไว้ซักพักแผลก็หาย ผิวหนังก็จะขึ้นมาเต็มตรงจุดนั้น ประเด็นคือ ภาวะนี้ทำให้เกิดดราม่าในบ้านเรามาหลายรอบแล้ว เพราะพอเด็กคลอดออกมา มีรอยแบบนี้บนหัว พ่อแม่ก็จะคิดว่า รพ ต้องเอาอุปกรณ์อะไรไปจิกหัวลูกจนเป็นแผลแน่ๆ ซึ่งจากที่ทำคลอดเด็กมา ยังนึกไม่ออกว่าจะมีอุปกรณ์ไหนในขั้นตอนการทำคลอดที่ทำให้เด็กมีแผลแบบนี้นะ ขนาดเด็กที่มีรอยบนหัวจากการใช้อุปกรณ์ช่วยคลอด ก็ไม่มีรอยแบบนี้ครับ
ก็ตามนี้นะครับ พ่อแม่ท่านใดเจอลูกแรกเกิดมีหัวแบบนี้ อย่าเพิ่งรีบโพสเฟซประจานด่าหมอ ด่า รพ เด๋วจะซวยเอา

ทำความรู้จัก Aplasia Cutis Congenita

เป็นกลุ่มของความผิดปกติของการสร้างผิวหนังของทารก ไม่มีผิวหนังบริเวณนั้น ๆ ตั้งแต่เกิด  พบการรายงานครั้งแรกโดย Cordon ในปี พ.ศ. 2310 aplasia cutis congenita  อาจเกิดเฉพาะที่ หรือกระจายตามร่างกายก็ได้ โดยส่วนมากตำแหน่งของการเกิดโรค 70% มักพบบน ศีรษะทารกแรกเกิด สามารถพบได้ทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ แต่เป็นโรคที่พบไม่ได้บ่อยนัก

สังเกตความผิดปกติของลูกน้อย สงสัยถามแพทย์โดยตรง
สังเกตความผิดปกติของลูกน้อย สงสัยถามแพทย์โดยตรง

ใน 70–80% ของกรณี Aplasia cutis ส่งผลกระทบต่อหนังศีรษะ  ด้านข้างของเส้นกึ่งกลางแต่รอยโรคอาจเกิดขึ้นที่ใบหน้า ลำตัว หรือแขนขา ในบางครั้งในลักษณะสมมาตร

  • พื้นที่ของการสูญเสียผิวหนัง หรือแผลเปื่อยมีขนาดตั้งแต่ 0.5 ซม. ถึง 10 ซม.
  • ส่วนที่เป็นแผลไม่อักเสบ และแบ่งเขตได้ดี
  • ปอยผมรอบ ๆ แผล aplasia cutis อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติ ที่แฝงอยู่ ด้วยข้อบกพร่องของ ท่อประสาท
  • ส่วนมาก aplasia cutis เกี่ยวข้องกับผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น ( ผิวหนังชั้นบน) ข้อบกพร่องตื้นมักจะหายก่อนที่เด็กจะเกิด ทิ้งรอยแผลเป็นไว้
  • ข้อบกพร่องที่ลึกกว่าสามารถขยายผ่าน ผิวหนัง ชั้นหนังแท้ เนื้อเยื่อ ใต้ผิวหนังและเชิงกราน กะโหลกศีรษะ หรือดูราได้น้อยมาก
  • Aplasia cutis อาจหายได้บางส่วนก่อนคลอดและปรากฏเป็นแผลเป็น ที่ไม่มีขน ตีบพังผืด คล้าย parchmentlike หรือพังผืด
  • Membranous aplasia cutis เป็นเยื่อสีขาวแบนที่วางซ้อนกับข้อบกพร่องในกะโหลกศีรษะ การเจริญเติบโตของเส้นผมที่บิดเบี้ยว เป็นตัว บ่งชี้ถึงข้อบกพร่องของกะโหลกศีรษะที่อยู่เบื้องล่าง เช่น เอนเซฟาโลโคเอลี เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเยื่อหุ้มสมอง และเนื้อเยื่อสมองนอกกะโหลกศีรษะ
  • ผู้ที่เป็นโรค aplasia cutis บางคนก็มีหัวใจพิการแต่กำเนิด ทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ(เช่น gastroschisis หรือ omphalocele )และระบบประสาทส่วนกลาง ( เช่น  meningomyelocele  หรือ spinal dysraphism )

    ทารกแรกเกิด กับความกังวลใจของพ่อแม่
    ทารกแรกเกิด กับความกังวลใจของพ่อแม่

ปัจจัยที่ก่อให้เกิด aplasia cutis ได้แก่

  • กรรมพันธุ์  อาจพบ aplasia cutis ร่วมกับข้อบกพร่องของผิวหนังที่มีมาแต่กำเนิดอื่น ๆ เช่น organoid  หรือepidermal naevi สามารถเกิดได้ในกรณีที่มีคนในครอบครัวมีรายงานที่มีการเกิดภาวะนี้ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal dominant และautosomal recessive
  • การติดเชื้อที่รกระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคอีสุกอีใส หรือเริม เป็นต้น
  • สารก่อมะเร็ง ยาหรือสารเคมีที่ทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น เมทามาโซล คาร์บิมาโซล ไมโซพรอสทอล โคเคน กัญชา เป็นต้น
  • ความผิดปกติในการพัฒนาผิวหนังของทารกในครรภ์
  • แถบ น้ำคร่ำเนื่องจากการแตกของน้ำคร่ำในช่วงต้น
  • การตายของทารกในครรภ์แฝด (papyraceous fetus)

Aplasia cutis นั้นหายากและไม่มีเชื้อชาติ หรือเพศใดที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องมีความกังวลมากนัก และส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นแผลเล็กเกิดที่บริเวณศีรษะ ซึ่งสามารถหายได้เอง แต่เพื่อความปลอดภัยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์จะดีที่สุด

ศีรษะทารกแรกเกิด กับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ศีรษะทารกแรกเกิด กับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

การรักษา

บริเวณเล็กๆ ของ aplasia cutis มักจะหายเองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เกิดแผลเป็นที่ไม่มีขน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ อาจใช้น้ำยาทำความสะอาดที่อ่อนโยน และขี้ผึ้งที่อ่อนโยน หากเกิดการติดเชื้อ สามารถใช้ยาปฏิชีวนะภายใต้การดูแลของแพทย์ได้

แผลขนาดใหญ่ หรือส่วนที่ไม่มีผิวหนังของหนังศีรษะหลายจุด อาจต้องได้รับการผ่าตัดซ่อมแซม บางครั้งอาจจำเป็นต้องปลูกถ่ายผิวหนังหรือกระดูก อาจใช้เครื่องขยายเนื้อเยื่อ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

สรุป

เช็กให้ชัวร์ ดูให้แน่ก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังสงสัยนั้น เป็นเรื่องที่ควรเชื่อมากน้อยเพียงใด ทางที่ดีที่สุด หากมีข้อสงสัยใด ๆ ควรปรึกษาคุณหมอโดยตรงจะดีที่สุด เพราะนอกจากพ่อแม่จะได้คลายความกังวลต่อข้อสงสัยแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น มาพบว่าแท้จริงแล้วเป็นโรค จะได้รับการรักษาได้ทัน ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง

ข้อมูลอ้างอิงจาก dermnetnz.org
อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ศีรษะทารกแรกเกิด บวมโนอันตรายไหม? จะยุบเมื่อไหร่?

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี!กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

หมอเตือน! เด็กติดโรคโควิด ทำลายสมอง เสี่ยงเสียชีวิต

ทำไม ใส่หน้ากากอนามัยนาน แล้วปวดหัว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

หมากฝรั่งติดคอ กลืนหมากฝรั่ง

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี!กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

หมากฝรั่งติดคอ ลูกเคี้ยวไม่ทันระวัง เผลอกลืน พ่อแม่ต้องช่วยยังไง อันตรายหรือไม่ หากกลืนลงท้องไปจะไปพันลำไส้เหมือนคำขู่ที่ตอนเด็กเคยได้ยินจริงหรือ??

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี! กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

หมากฝรั่งกับเด็ก เนี่ยเป็นสิ่งที่ขัดใจกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก มาแทบทุกรุ่น เรียกว่าส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่นกันเลยทีเดียว เมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราก็มักจะโดนขู่ต่าง ๆ นานาเพื่อไม่ให้กล้ากินหมากฝรั่ง แต่สมัยเด็กก็ไม่เคยเห็นด้วยกันผู้ใหญ่ แต่ไหงโตขึ้นมาเข้าสู่ฐานะพ่อแม่ เรากลับห่วงลูกเกี่ยวกับ หมากฝรั่งไม่ต่างกัน กลัว หมากฝรั่งติดคอ บ้าง กลัวลูกกลืนหมากฝรั่งแล้วจะเป็นอันตรายไหมบ้าง หากลูกกลืนหมากฝรั่งลงท้องแล้ว มันจะไปอยู่ส่วนไหนของร่างกายกันนะ

หมากฝรั่งติดคอ กลืนหมากฝรั่ง อันตรายไหม
หมากฝรั่งติดคอ กลืนหมากฝรั่ง อันตรายไหม
ตอนเด็กๆ มีใครเคยโดนขู่ไม่ให้เคี้ยวหมากฝรั่ง บ้างไหมครับ แบบว่า “ระวังนะ เผลอกลืนหมากฝรั่งเข้าไป มันจะเข้าไปพันลำไส้ ค้างในท้องเป็นปีๆ “
เอ่อ… มันไม่ใช่เรื่องจริงนะครับ ฮะๆ 😀😀
หมากฝรั่งส่วนใหญ่ทำมาจาก ยางสังเคราะห์ (พวก polyisobutylene) ผสมกับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล ไซลิทอล (xylitol) และซอร์บิทอล (sorbitol) ใส่สารแต่งกลิ่น (flavoring agents) และผสมสารกันเสีย (preservatives)
ถ้าเราเผลอกลืนหมากฝรั่งลงไป ก็คล้ายกับการกลืนอาหารธรรมดาทั่วไป เพราะถึงแม้ว่ายางสังเคราะห์ในหมากฝรั่งนั้นจะไม่สามารถย่อยสลายด้วยน้ำย่อยในร่างกาย แต่มันก็ไม่สามารถไปพันลำไส้ได้
เพราะเมื่อหมากฝรั่งถูกกลืนลงไปแล้ว มันจะค่อย ๆ เคลื่อนลงไปตามระบบทางเดินอาหาร ไปจนถึงลำไส้ใหญ่ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปของอุจจาระในที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรให้เด็กเล็กเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะนอกจากอาจจะเผลอกลืนหมากฝรั่งลงไปได้แล้ว ยังเสี่ยงที่หมากฝรั่งจะติดคอได้อีกด้วย
ที่มา : เพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์
กลืนหมากฝรั่ง ทำให้ไปพันลำไส้ จริงหรือ?
กลืนหมากฝรั่ง ทำให้ไปพันลำไส้ จริงหรือ?

ระวัง! กลืนหมากฝรั่งลงไป จะไปพันลำไส้…เป็นข่าวปลอม

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการเผยแพร่คำเตือน เรื่องกลืนหมากฝรั่ง ทำให้ลงไปพันลำไส้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือโทร. 1556

กลืนหมากฝรั่งลงไปแล้วจะติดอยู่ในท้องนานถึง 7 ปี !!

อีกหนึ่งคำขู่ยอดฮิตที่เด็ก ๆ มักได้รับหากเราเคี้ยวหมากฝรั่งแล้วเผลอกลืนลงไป มันจะอยู่ในท้องเราได้นานถึง 7 ปีจริงหรือ??

สำหรับการหาคำตอบของคำถามนี้ เราต้องมาทำความรู้จักกับกระบวนการย่อยอาหารของมนุษย์เราเสียก่อนว่า มีกระบวนการทำงานเช่นไร

การย่อยอาหารพื้นฐานของมนุษย์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีหลัก ๆ คือ

  1. การเคี้ยว ซึ่งเป็นกระบวนการย่อยเชิงกลที่ใช้ในการบดอาหารให้ละเอียด และมีขนาดเล็กลง
  2. กระบวนการย่อยเชิงเคมีในการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของอาหารโดยเอนไซม์ในน้ำลาย และกระเพาะอาหาร รวมถึงกรดที่ช่วยย่อยให้สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปนั้นผ่านทางเดินอาหารไปได้อย่างง่ายดาย
ขนมอันตราย หมากฝรั่ง กับเด็ก
ขนมอันตราย หมากฝรั่ง กับเด็ก

ตามหลักแล้ว เมื่อเรารับประทานอาหาร ฟันและลิ้นจะทำงานสัมพันธ์กันเพื่อเคี้ยวอาหารให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวเพื่อให้สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามกระบวนการดูดซึมของร่างกาย ก่อนที่อาหารจะเคลื่อนย้ายลงไปตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินอาหาร จากนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยน้ำย่อยอาหาร และถูกขับออกจากร่างกายไปในที่สุด แต่หมากฝรั่งไม่ใช่อาหารที่ร่างกายสามารถย่อยได้ตามกระบวนการย่อยอาหาร นั่นเป็นเพราะหมากฝรั่งมีส่วนประกอบของยางสังเคราะห์อยู่ด้วย

ส่วนประกอบของ หมากฝรั่ง !!

หมากฝรั่งส่วนใหญ่ทำมาจาก ยางสังเคราะห์ (พวก polyisobutylene) ผสมกับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล ไซลิทอล (xylitol) และซอร์บิทอล (sorbitol) ใส่สารแต่งกลิ่น (flavoring agents) และผสมสารกันเสีย (preservatives)

ยางบิวไทล์(Butyl rubber) หรือถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Synthetic Natural Rubber” เป็นยางสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างทางเคมี และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับยางธรรมชาติ แต่มีคุณสมบัติในเรื่องของความทนต่อแรงดึงและความทนทานต่อการฉีกขาดต่ำกว่าเล็กน้อย ยางสังเคราะห์ชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของหมากฝรั่งที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาด เนื่องจากช่วยให้มีความเหนียว และสามารถเคี้ยวได้ นอกจากนี้ยังมักนิยมนำไปใช้ผลิตจุกนม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และรวมไปทั้งยางในรถยนต์อีกด้วย

เมื่อกลืนหมากฝรั่งลงไป มันจะเคลื่อนผ่านทางเดินอาหารลงไปในกระเพาะอาหารเป็นก้อน  ในขณะที่เอนไซม์สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรต น้ำมัน และแอลกอฮอล์ได้ในหมากฝรั่ง แต่ไม่สามารถย่อยยางสังเคราะห์ได้ เป็นผลให้หมากฝรั่งยังคงอยู่ในท้อง ในระบบย่อยอาหาร แต่จะอยู่นานถึง 7 ปีจริงหรือ??

อันตราย อาหารติดคอ ในเด็ก
อันตราย อาหารติดคอ ในเด็ก

หมากฝรั่งที่เผลอกลืนโดยไม่ตั้งใจเป็นเพียงสิ่งไม่มีประโยชน์ชิ้นเล็ก ๆ เหมือนกับอาหารบางประเภทที่เป็นชิ้นเล็กๆ เช่น เมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดแตงโม เป็นแค่อาหารส่วนน้อยที่ไม่ได้มีผลกระทบมากนักต่อกล้ามเนื้อในการบีบรัดเพื่อเคลื่อนย้ายอาหารไปตามทางเดินอาหาร  ร่างกายสามารถจัดการกับชิ้นหมากฝรั่งที่เราเผลอกลืนลงไปได้ โดยจะถูกกำจัดออกจากร่างกาย พร้อมกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการผ่านทางลำไส้ใหญ่ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปของอุจจาระในที่สุด

สรุป

การกลืนหมากฝรั่งลงท้อง ไม่เป็นอันตรายมากนัก และไม่ทำให้มันติดอยู่ในกระเพาะอาหารยาวนานถึง 7 ปี เพราะร่างกายสามารถย่อย และกำจัดส่วนที่เหลือออกจากร่างกายได้ผ่านทางอุจจาระ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า หากเราลองไปค้นอุจจาระเราจะพบว่าหมากฝรั่งแทบจะยังคงอยู่ในสภาพเดิม นั่นเป็นเพราะมันไม่สามารถย่อยสลายได้ยังไงล่ะ

อย่างไรก็ตามการกลืนหมากฝรั่งสำหรับเด็ก ก็ยังคงมีอันตรายอยู่บ้าง เช่น ทำให้หมากฝรั่งติดคอ สำลัก และอาจทำให้ลำไส้เด็กอุดตันได้ หากกลืนหมากฝรั่งในปริมาณมาก ๆ แม้สิ่งนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.scimath.org

หมากฝรั่งติดคอ!!

เราอาจรู้สึกระคายเคืองหรือรู้สึกไม่สบายได้ระยะหนึ่งหลังจากกลืนหมากฝรั่ง ให้ลองสังเกตดูว่าคุณไม่มีปัญหากับการกลืนช่วงคอ นั่นแสดงว่า หมากฝรั่งคงเลื่อนลงท้อง และจะผ่านกระบวนการย่อยอาหารของร่างกายจนถึงขั้นตอนการนำออกมากในรูปแบบอุจจาระ  แต่หากมีปัญหาในการกลืนควรพบแพทย์ แพทย์จะทำการส่องกล้องตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง

ไม่ควรทำให้อาเจียน หากมีความรู้สึกว่ามีของ หรืออาหารติดที่คอ ยังไงก็ตามคุณสามารถใช้น้ำยาบ้วนปาก น้ำเกลือ และจิบน้ำอุ่นๆ ก็ได้ วิธีนี้ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองได้ แต่หากรู้สึกนานแล้วยังไม่หายดีควรไปพบแพทย์

หมากฝรั่งติดคอ อาหารติดคอแน่น อาจทำให้ส่งเสียงร้องไม่ได้
หมากฝรั่งติดคอ อาหารติดคอแน่น อาจทำให้ส่งเสียงร้องไม่ได้

ในส่วนของเเด็ก และเด็กเล็ก ที่ไม่สามารถบอกอาการของตัวเองได้นั้น คุณพ่อคุณแม่ควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเมื่อมีอาหารติดคอเด็กเอาไว้ในยามฉุกเฉิน เพราะอันตราย และความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นมีได้เสมอ การช่วยลูกได้ทันก็จะช่วยป้องกัน และลดการสูญเสียได้

อาการเตือน เมื่อลูก “อาหารติดคอ”

สำลัก หรือมีอาการไออย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
– หายใจไม่ออก หรือหายใจเสียงดังเหมือนคนเป็นโรคหอบหืด
– พูดไม่มีเสียงออกมา หรือพูดได้ลำบาก
– หายใจเร็วผิดปกติ

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น…เมื่อลูกอาหารติดคอ

ให้รีบช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยใช้วิธีจับเด็กนอนคว่ำ และตบแรง ๆ บริเวณทรวงอกด้านหลังระหว่างกระดูกสะบัก จนอาหารกระเด็นหลุดออกมา ห้ามใช้นิ้วมือล้วงช่องปาก หรือจับเด็กห้อยศีรษะ และตบหลังเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เศษอาหารตกมาอุดที่กล่องเสียงจนขาดอากาศหายใจได้

ในกรณีที่สำลักแล้วหายใจไม่ออก ริมฝีปากเขียว ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน อาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ควรรีบใช้วิธีช่วยเหลือแบบ Heimlich โดยให้ลูกนั่ง หรือยืนโน้มตัวไปทางด้านหน้าเล็กน้อย คุณแม่ยืนทางด้านหลัง ใช้แขนสอดสองข้างโอบลำตัว กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่ ดันมือลงตรงตำแหน่งลิ้นปี่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้องดันให้อาหารหลุดออกมา

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการช่วยลูกจากภาวะฉุกเฉินดังกล่าวนั้น คุณแม่จะต้องตั้งสติให้ดี  รีบช่วยเหลือลูกโดยเร็วที่สุดอย่างถูกวิธี เพราะหากสมองของลูกขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที ก็อาจทำให้กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทราตลอดไป

ข้อมูลอ้างอิงจาก โรงพยาบาลเปาโล

ข้อมูลอ้างอิงจาก Mahidol Channel

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อย. เตือน ขนม BLACK POWDER ขนมอันตราย อย่าซื้อให้ลูกกิน

แม่เตือนภัย ลูก 2 คนป่วย ลำไส้อักเสบ พร้อมกัน! หลังกิน เยลลี่ลูกตา

แม่โพสต์เตือน! ระวัง “ขนมปนเปื้อนสารพิษ” ลูกป่วยหนักเข้ารพ. อันตรายถึงชีวิต!

เตือนพ่อแม่!! สารดูดความชื้นทำให้ลูกน้อยตาบอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ATK ขึ้น 2 ขีด

อัปเดทล่าสุด ATK ขึ้น 2 ขีด ลูกติดโควิดพ่อแม่ควรทำยังไง

 

ATK ขึ้น 2 ขีด ลูกติดโควิด พ่อแม่ควรทำยังไง!!

การระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทำให้การแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีการระดมฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิดกันมาแล้วก็ตาม ล่าสุดเมื่อ วันที่ 11 ก.ค. 2565 ‘กรมการแพทย์’ ได้ออกแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุงใหม่ ครั้งที่ 24 ในกรณีตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และบุคคลทั่วไปออกมาค่ะ

เมื่อไรที่เราต้องตรวจ COVID-19?

เมื่อไรที่จะต้องตรวจหาเชื้อก่อโรคโควิด-19 หมอขอแบ่งเป็น 2 กรณีด้วยกัน คือ สำหรับผู้ที่มีอาการ และผู้ที่ไม่มีอาการ

กรณี 1) สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการ และได้มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด-19 มาแล้ว แนะนำให้ตรวจหาเชื้อ โดยควรตรวจหลังจากสัมผัสผู้ติดเชื้อมาแล้ว 3 – 5 วัน ในระหว่างนี้ ให้ใส่หน้ากากอนามัย และรักษาระยะห่าง ตรวจสอบตัวเองว่าได้รับวัคซีนครบแล้วหรือยัง ถ้าเกิดว่าฉีดวัคซีนครบโดส หรือฉีดครบ 2 เข็มแล้ว บวกกับได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือ Booster Dose แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกักแยกตัวเอง ให้ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กรณี 2) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการ เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน ในภาวะที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง แนะนำให้ตรวจทุกรายในผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ได้แก่ อาการไข้ ไอ ปวดตัว เจ็บคอมาก มีน้ำมูก เคืองคอ ปวดตัวแบบไม่ทราบสาเหตุ

ข้อดีหรือประโยชน์ของการตรวจหาเชื้อก่อโรคโควิด-19 นี้ คือ เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ว่าเราได้รับเชื้อมา เราจะได้แยกตัวออกมาอย่างน้อย 10 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะแพร่กระจายเชื้อให้ผู้ป่วยท่านอื่นๆ อีกทั้งเราจะได้สบายใจด้วยว่าเราไม่ได้รับเชื้อมา

ATK : Antigen Test Kit

Antigen Test Kit หรือ ATK จะเป็นการตรวจหาเศษส่วนของเชื้อ โดยชุดตรวจ ATK นี้เราสามารถตรวจเองได้ที่บ้าน โดยมีหลายวิธี ตั้งแต่วิธีการ Swab จมูก, Swab คอ และชุดตรวจแบบน้ำลาย แนะนำว่าให้ใช้ชุดตรวจที่ได้รับมาตรฐานตามที่ WHO แนะนำ โดยควรใช้ชุดตรวจที่ระบุไว้ข้างกล่องว่าเป็นวิธี Lateral Flow Technique (LTF) วิธีนี้มีความแม่นยำ 60-90% ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อของชุดทดสอบ

การตรวจแบบ LTF นี้ เหมาะสำหรับทุกคน สามารถใช้งานง่าย และทราบผลรวดเร็ว โดยจะแสดงผลตรวจภายในเวลาประมาณ 15 – 30 นาที ข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจ ATK ที่สำคัญคือ ไม่แนะนำให้ตรวจให้คนอื่น เพราะเนื่องจากถ้าเราไม่มีเชื้อ และไปตรวจให้กับผู้ที่ติดเชื้อ โดยที่ไม่ได้ใส่ชุด PPE หรือชุดป้องกันที่ถูกต้อง อาจจะทำให้ได้รับเชื้อมาในระหว่างที่ตรวจให้ผู้อื่นได้

  • ชุดตรวจโควิดแบบ Swab จมูก/คอ มีขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก ใช้ระยะเวลาในการรอผลทดสอบไม่นาน
  • ชุดตรวจโควิดแบบทดสอบน้ำลาย เหมาะสำหรับคนที่ไม่มั่นใจว่าจะ Swab ได้ถูกต้องหรือไม่ ช่วยลดอาการระคายเคือง และลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บขณะ Swab เหมาะกับผู้สูงวัยและเด็กเล็ก
ข้อมูลอ้างอิงจาก แพทย์หญิง วรฉัตร เรสลี อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ รพ.ศิครินทร์
ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด ทำยังไง
ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด ทำยังไง

เปิดคำแนะนำ : การปฎิบัติตนเมื่อลูกตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด!!

ล่าสุดเมื่อ วันที่ 11 ก.ค. 2565 ‘กรมการแพทย์’ ออก แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุงใหม่ ครั้งที่ 24 ในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีดังนี้ค่ะ

ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย (Probable case) ผู้ที่มีผลตรวจ ATK ต่อ SARS-CoV-2 ให้ผลบวก และรวมผู้ติดเชื้อยืนยันทั้งผู้ที่มี อาการและไม่แสดงอาการ ให้ใช้ยาในการรักษาจำเพาะดังนี้ โดยมีระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลเหมือนผู้ใหญ่

1. ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ (Asymptomatic COVID-19)

แนะนำให้ดูแลรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์

2. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง (Mild symptomatic COVID-19 without pneumonia and no risk factors)

แนะนำให้ดูแลรักษาตามอาการ พิจารณาให้ favipiravir เป็นเวลา 5 วัน

3. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการปอดอักเสบ (pneumonia) เล็กน้อยไม่เข้าเกณฑ์ข้อ 4 (Mild symptomatic COVID-19 pneumonia but with risk factors) ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ ได้แก่ อายุน้อย กว่า 1 ปี และภาวะเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ โรคอ้วน (น้ำหนักเทียบกับความสูง (weight for height) มากกว่า +3 SD) โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือด สมอง โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำโรคเบาหวาน กลุ่มโรคพันธุกรรม รวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า แนะนำให้ favipiravir เป็นเวลา 5 วัน อาจให้นานกว่านี้ได้หากอาการยังมาก โดยแพทย์พิจารณาตามความเหมาะสม

4. ผู้ป่วยยืนยันที่มีอาการปอดอักเสบ (pneumonia) และมีหายใจเร็วกว่าอัตราการหายใจตามกำหนดอายุ (60 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ <2 เดือน, 50 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ 2-12 เดือน, 40 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ 1-5 ปี และ 30 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ >5 ปี) หรือมีอาการรุนแรงอื่น ๆ เช่น กินได้น้อย มีภาวะขาดน้ำ ไข้สูง ชัก หรือท้องเสียมาก เป็นต้น แนะนำให้ remdesivir หรือ favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน พิจารณาให้ corticosteroid ตามความเหมาะสม และดุลยพินิจของแพทย์

เมื่อผลตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด พ่อแม่ต้องทำอย่างไร
เมื่อผลตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด พ่อแม่ต้องทำอย่างไร

สำหรับเด็กที่ไม่มีอาการ หรือ อาการน้อย ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยแยกกักตัวที่บ้าน 

MIS-C จะมาไหมจะดูอย่างไร?

ภาวะ MIS-C หรือ การอักเสบในหลาย ๆ ระบบของร่างกายตามหลังการติดเชื้อโควิด-19 พบได้มากขึ้น แม้จะไม่บ่อย แต่ก็พึงเฝ้าระวังโดยเฉพาะหลังติดเชื้อ ช่วง 2-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นโอกาสพบจะลดลงอาการหลัก ๆ ก็ไข้สูง อ่อนเพลีย ผื่นตามตัว มือเท้าแดง ซึ่งหากสงสัยควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัย และรักษา

ยังต้องรับวัคซีนป้องกันโควิดไหม?

เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป ยังต้องรับให้ครบ โดยห่างจากการติดเชื้อไปนาน 3 เดือน (นับตั้งแต่วันที่ ATK ขึ้น2 ขีด)

อาการเด็กติดโควิด19 ไม่รุนแรง พ่อแม่ดูแลแบบประคับประคอง
อาการเด็กติดโควิด19 ไม่รุนแรง พ่อแม่ดูแลแบบประคับประคอง

ทั้งหมดคือ “คำแนะนำเบื้องต้น” เมื่อ ATK 2 ขีด หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ ในสถานการณ์ ที่เด็กป่วยจำนวนมากขณะนี้ แต่ที่สำคัญมาก ๆ คือ เด็กอายุน้อยมาก ๆ ยังบอกเราไม่ได้ ยิ่งต้องตามดูอย่างใกล้ชิด ถ้าอาการเปลี่ยนแปลง ดูแย่ลง ซึมลง กินไม่ได้ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม และได้รับยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ครับ ป้องกัน อย่าให้ติดเชื้อไว้ก่อนดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรมการแพทย์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปิด 5 สูตร ฉีดวัคซีนโควิด19 ในเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี

เมื่อคุณและลูก ติดโควิด ทำยังไง ? เปิดขั้นตอนการรักษาที่นี่

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ไว้ใช้เองที่บ้าน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่