ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก

“ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก” สูตรที่คิดมาเพื่อคุณแม่อย่างคุณ รสโจ๊กแท้ ๆ อร่อย ไม่ใส่น้ำตาลทราย

มีแม่inbox หลังไมค์มาปรึกษา บอกว่าเห็นเพื่อนที่เป็นแม่ ๆ เหมือนกัน แชร์เทคนิคเรื่องอาหารการกินของลูกแต่ละบ้าน แล้วเห็นว่ามีไม่น้อยเลยที่เลือกให้ลูกกินอาหารเสริมเด็ก อยากรู้ว่ามีประโยชน์กับลูกหรือเปล่า ? ถามมาแบบนี้ทีมแม่ABK หาข้อมูลให้ค่ะ

เมื่อวันก่อนทีมแม่ABK อ่านเจอเพจนึงในเฟสบุ๊ค เป็นเพจของคุณแม่มาเขียนแชร์เกี่ยวกับประสบการณ์การเลี้ยงลูกอยู่ที่ต่างประเทศ น่าสนใจมาก ๆ ค่ะ เพราะก็มีการเล่าถึงการเปิดใจที่จะให้ลูกกินอาหารเสริมเด็ก จากก่อนหน้านี้ที่คุณแม่เป็นคนไม่กล้าให้ลูกกิน เพราะมีความคิดที่ว่าการทำอาหารให้ลูกรับประทานเองจะได้คุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ส่วนถ้าจะให้อาหารเสริมกับลูกก็รู้สึกผิด และกลัวว่าจะไม่มีประโยชน์กับสุขภาพร่างกายของลูก การตึงเป๊ะของคุณแม่ในเรื่องการทำอาหารให้ลูก จนสุดท้ายก็ทำให้เกิดความเครียดสะสมทั้งกายและใจเลยค่ะ 

คุณแม่เล่าว่าได้คำแนะนำทั้งจากคุณหมอ และคุณแม่ที่เป็นเพื่อน ๆ ชาวต่างชาติ คอนเฟิร์มว่าการเลี้ยงลูกของวัฒนธรรมฝั่งเขา ลูกกินอาหารเสริมเด็กเป็นเรื่องที่ปกติมาก แม่ไม่ต้องมานั่งรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้น อาหารเสริมเด็กก่อนที่จะได้ผลิตออกมาต้องผ่านการรับรองแล้วว่ามีคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ดีกับสุขภาพร่างกายของเด็กจริง ๆ ถึงจะทำออกมาจำหน่ายได้ ถ้ามื้อไหน วันไหนไม่มีเวลาทำอาหารให้ลูก ก็ให้กินอาหารเสริมสำหรับเด็ก ซึ่งก็ได้ประโยชน์มีคุณค่าสารอาหารเหมือนกัน 

ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก

อาหารเสริมสำหรับเด็ก จากคำถามของคุณแม่ที่ถามว่ามีประโยชน์ ได้คุณค่าสารอาหารหรือเปล่า ? ตอบค่ะว่า มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ออกแบบมาเพื่อเด็ก จะมีการคิดค้นใช้วัตถุดิบ ส่วนผสม มีการเติมสารอาหารที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเด็กเพิ่มเข้าไปด้วย ฉะนั้นมั่นใจได้ว่าเด็ก ๆ จะได้รับคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างแน่นอนค่ะ

ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก

ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก สูตรไก่ ผัก และแครอท ตอนที่ทีมแม่ABK ซื้อซีรีแล็คจูเนียร์ โจ๊ก มาทำให้ลูกกิน ก็จะชิมดูก่อนว่ารสชาติเป็นยังไง ขอบอกว่าอร่อยมาก Texture ของเนื้อข้าวนุ่มละมุนลิ้น ได้รสชาติโจ๊กแท้ ๆ เลยค่ะ ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลทราย และที่แม่ชอบมากคือพอผสมน้ำเข้าไปคนให้เข้ากันเนื้อโจ๊กฟูขึ้นมาจะเห็นมีเนื้อไก่ ผัก และแครอทแท้ ๆ ผสมอยู่ด้วย

ให้ลูกกินซีรีแล็ค จูเนียร์ 1 ชาม นอกจากจะได้กินข้าว เนื้อไก่ ผัก แครอทที่เป็นวัตถุดิบธรรมชาติ ก็ยังจะได้สารอาหารอย่างธาตุเหล็กสูง โอเมก้า 3 & 6 แคลเซียม วิตามินและเกลือแร่อีกกว่า 15 ชนิด  สำหรับทีมแม่ABK หากอาหารเสริมที่เลือกให้ลูกไม่มีประโยชน์ เราไม่ให้ลูกกินค่ะ 

ส่วนการปรุงก็ไม่ยุ่งยาก เพียงเตรียมน้ำร้อน 60 มล. ผสมซีรีแล็คจูเนียร์ โจ๊ก ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะลงในชาม คนผสมให้เข้ากันแล้วรอประมาณ 3 นาที ก็ได้โจ๊กแสนอร่อย หอม ประโยชน์เต็มชาม ให้ลูกกินแล้วค่ะ

ทีมแม่ABK มีเคล็ดลับให้ค่ะ อันนี้เพิ่มเติมตามสไตล์ของลูกที่บ้าน เพราะเขาชอบกินน้ำซุปผัก เราก็เลยเปลี่ยนจากน้ำร้อนธรรมดา เป็นน้ำซุปผัก ที่ไม่ได้ปรุงรสชาติด้วยเครื่องปรุงรสเลยค่ะ แค่ต้มน้ำเปล่า ใส่แครอท ฟักทอง หอมหัวใหญ่ หัวไช่เท้า บร็อกโคลี่ หรือผักอะไรก็ได้ที่ลูกชอบ น้ำซุปจะมีความหอม หวานจากธรรมชาติ ที่สำคัญเนื้อผักที่ต้มทำน้ำซุป ก็จะบดให้หยาบ ๆ ผสมลงในเนื้อซีรีแล็คจูเนียร์ โจ๊ก ก็จะได้อีกหนึ่งรสชาติอร่อยค่ะ  อ่อ.. หรือแม่ ๆ จะต้มเนื้อไก่ แล้วฉีกฝอยโรยหน้าโจ๊ก หรือหมูบดปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ต้มในน้ำซุปผักใส่ หรือใส่ไข่ต้มในโจ๊กก็ได้นะคะ ดัดแปลงได้ตามที่ลูกแต่ละบ้านชอบเลยค่ะ  

ไม่อร่อยจริง ไม่ดีจริงกับลูก ๆ ทีมแม่ABK ไม่แนะนำนะคะ แต่สำหรับซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊กประโยชน์ทุกคำ สารอาหารหลากหลาย คุณแม่มั่นใจได้เลยค่ะ ที่สำคัญ ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก ไม่ใส่น้ำตาลทราย รับรองลูกหม่ำอร่อยแน่นอนค่ะ  

ชี้เป้า !! แม่ ๆ ช้อป ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊กกันได้ที่ LAZADA ตอนนี้มีโปรโมทชั่นเด็ด ๆ ด้วยนะคะ

 

สงกรานต์ 65

สปสช. สายด่วน1330 เพิ่มคู่สายรับผู้ป่วยหลัง สงกรานต์ 65

สปสช. สายด่วน1330 เพิ่มคู่สายรับผู้ป่วยหลัง สงกรานต์ 65

เทศกาล สงกรานต์ 65 ใกล้เข้ามาแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะกำลังเตรียมตัวไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด หรือกลับบ้านต่างจังหวัดกันใช่ไหมคะ สิ่งที่ต้องระวังให้ดีคือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจรุนแรงมากขึ้น ขอให้ใส่หน้ากากอนามัยและระวังครอบครัวให้มากนะคะ ด้วยเหตุของการระบาดที่อาจรุนแรงขึ้น และอาจมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นนี้ ทาง สปสช. ก็ได้เตรียมพร้อมเพิ่มคู่สาย สายด่วน 1330 เพื่อเตรียมรับเรื่องราวแล้วค่ะ

เตรียม สงกรานต์ 65 เพิ่มช่องทางสายด่วนสำหรับกลุ่ม 608

เนื่องจากระบบการคัดแยกผู้ป่วยโควิด-19 เน้นการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นกลุ่ม 608 รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้สั่งการเรื่องการดูแลรักษาผู้ป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังมีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 ในระดับสูง และคาดการณ์ว่าช่วงหลังสงกรานต์จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย แต่ยังมีกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังและจัดระบบดูแล

ในส่วนของ สปสช.นั้น ได้จัดเตรียมระบบสายด่วน สปสช. 1330 เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าวไว้เช่นกัน โดยเปิดสายด่วน 1330 กด 18 สำหรับดูแลกลุ่มเสี่ยง 608 โดยเฉพาะ ส่วนผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง กด 14 เช่นเดิม

กลุ่ม 608 คืออะไร ?

กลุ่ม 608 คือ กลุ่มคนที่ต้องได้รับการวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากที่สุด เนื่องจากกลุ่มนี้ หากติดเชื้อโควิด-19 จะเป็นผู้ที่มีอาการรุนแรงของโรคมาก ได้แก่

สงกรานต์ 65
สำหรับผู้ป่วยเด็ก สายด่วน 1330 ต่อ 18 ได้เลย

กลุ่มเสี่ยง 608 , เด็ก , คนพิการ , ผู้ป่วยติดเตียง 

โดย สปสช. ได้เปิดสายด่วน 1330 กด 18 เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งกลุ่มเสี่ยง 608 , เด็กอายุ 0-5 ปี, คนพิการ รวมไปถึงผู้ป่วยติดเตียง ทุกสิทธิการรักษา สปสช.จะลงทะเบียนเข้าสู่ระบบการรักษาที่บ้าน (Home Isolation) ให้ก่อน พร้อมประสานหาเตียงเพื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาล

สงกรานต์ 65 เพิ่ม 3,000 คู่สาย 

ปัจจุบันสายด่วน 1330 ได้เพิ่มคู่สายเป็น 3,000 คู่สายแล้ว โดยเป็นเจ้าหน้าที่ของ สปสช. และอาสาสมัครจากหน่วยงานอื่น ที่ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ ซึ่งจำนวนสถิติที่ โทร.เข้ามาที่สายด่วน 1330 ในขณะนี้เฉลี่ยวันละประมาณ 30,000 สาย ถือว่าเป็นปริมาณที่มาก แต่ระบบยังสามารถรับได้ จำนวนสายที่ติดต่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เป็น 0%

นอกจากนี้ สปสช. ยังมีในส่วนของช่องทาง Non Voice เพื่อให้บริการผู้ป่วย ผ่านระบบแชททางไลน์ สปสช. @nhso และเฟสบุ๊กสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีประชาชนติดต่อเข้ามาวันละ 10,000-20,000 รายเช่นกัน

ถ้าสายด่วนโทรไม่ติดให้ควรทำอย่างไร

ในส่วนของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทุกสิทธิการรักษาที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงนั้น ให้โทรเข้าที่สายด่วน 1330 กด 14 ทางเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำการรักษาตามอาการ กรณีเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว รักษาตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้านหรือเจอ แจก จบ หรือจะเข้าระบบการรักษาที่บ้าน (Home Isolation) ก็ได้ ซึ่ง สปสช.จะลงทะเบียนให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มนี้ และจับคู่กับสถานพยาบาลเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป กรณี โทร.สายด่วนไม่ติดเนื่องจากอาจมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ให้ลงทะเบียนด้วยตนเองที่เว็บไซต์ สปสช. https://crmsup.nhso.go.th/#TicketHI หรือทางไลน์ สปสช. @nhso ได้เช่นกัน

สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นกลุ่มสีเหลือง-แดงนั้น เข้าเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สามารถใช้สิทธิ UCEP Plus รักษาในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่อยู่ใกล้ได้ทุกแห่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือโทร. 1669 โดยจะมีการประเมินอาการก่อนว่าเข้าเกณฑ์ผู้ป่วยโควิด-19 สีเหลือง-แดง หรือไม่

เฟซบุ๊กสำนักงานสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด อีกช่องทางติดต่อ

ทั้งนี้ นอกจากสายด่วน สปสช. 1330 แล้ว คุณพ่อคุณแม่ ยังสามารถติดต่อสายด่วนของแต่ละจังหวัดที่พักอาศัยอยู่ เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาตามแนวทางที่กำหนดได้เช่นกัน โดยเข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊กสำนักงานสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีรายละเอียด ขั้นตอน และเบอร์โทรศัพท์ในการประสานงานระบุไว้

ในส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร คุณพ่อคุณแม่ก็เข้าไปดูได้ที่ เว็บไซต์กรุงเทพมหานคร  และเฟซบุ๊กกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ รวมถึงเพิ่มเพื่อนทาง Line @BKKCOVID19CONNECT

นอกจากนั้น ยังมีระบบของกรมการแพทย์และภาคีเครือข่าย สำหรับลงทะเบียนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย สามารถลงทะเบียนได้เวลาทำการ 08.30-16.30 น. https://onestopcovid.dms.go.th/oss/index.jsp ด้วยเช่นกัน

รวมถึงแอดไลน์ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เพื่อขอคำแนะนำการดูแลเด็กที่ติดเชื้อโควิดได้ แอดไลน์ที่ https://lin.ee/Dw9Nx3d

ขอบคุณข้อมูลจาก

สปริงส์นิวส์, สื่อมัลติมีเดียกรมอนามัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

เช็กวิธีรักษา ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสี-สิทธิ UCEP Plus ฟรี

เซฟเก็บไว้ดูเลยแม่! ตารางวัคซีน 2565 อัปเดตจากสมาคมโรคติดเชื้อฯ

รถผลักเดิน

10 รถผลักเดิน ของเล่นช่วยเดินสำหรับวัยเตาะแตะ สนุก เสริมทักษะ

10 รถผลักเดิน ของเล่นช่วยเดินสำหรับวัยเตาะแตะ สนุก เสริมทักษะ

รถผลักเดิน หรือ Baby push walker เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับช่วยในการทรงตัวเวลาเดินเมื่อเด็กเริ่มตั้งไข่และกำลังหัดเดิน โดยมักมีรูปลักษณ์เป็นรถเข็นที่ติดตั้งที่จับสำหรับให้เด็กเกาะพยุงเดิน มีหน้าที่ช่วยพยุงให้เด็กได้ออกแรงขาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อขาให้แข็งแรงขึ้น และหัดทรงตัวยืนด้วยตัวเอง

รถผลักเดิน

รถหัดเดิน กับ รถผลักเดิน แบบไหนดีกว่ากัน

ลูกน้อยวัย 10-12 เดือน กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยที่เริ่มพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ หรือกำลังฝึกตั้งไข่ หัดเดินด้วยตัวเองแล้ว ซึ่งพ่อแม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ ๆ เพื่อคอยดูแลระหว่างที่เขากำลังหัดเดิน โดยมีตัวช่วยส่วนหนึ่งก็คือ รถหัดเดิน และรถผลักเดิน

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คน อาจจะเข้าใจผิดว่า รถหัดเดินมีลักษณะเป็นเครื่องพยุงให้เด็กก้าวเดิน จะมีโครงสร้างเป็นวงกลมรอบตัวเด็ก จะปลอดภัยและช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อขาของลูกน้อยเป็นอย่างดี แต่จากงานวิจัยจากต่างประเทศ และเคสตัวอย่างในไทยแสดงให้เห็นว่า การใช้รถหัดเดินอาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้ลูกเกิดอาการผิดปกติของขาในระหว่างการพัฒนากล้ามเนื้อของเด็ก ซึ่งอันตรายและทางผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศแนะนำให้เลิกหรือไม่ใช้รถหัดเดินเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอาการผิดปกติดังนี้อีกในอนาคต

ซึ่งข้อเสียของรถหัดเดินนั้น สามารถอธิบายโดยง่ายได้ดังนี้

  • รถหัดเดินอาจทำให้เด็กเดินได้ช้าลง เนื่องจากหากเด็ก ๆ อยู่ในรถหัดเดินมากเกินไป เด็กอาจจะไม่ได้เรียนรู้การเดินอย่างถูกต้องซึ่งคือการเดินเต็มฝ่าเท้า เพราะลูกน้อยจะใช้แค่ปลายเท้านั่นเอง
  • รถหัดเดินอาจพลิกคว่ำได้ รถหัดเดินอาจพลิกคว่ำ หรือตกบันไดได้ เนื่องมาจากความเร็วของ หรือหากสะดุดพื้นผิวขรุขระ เช่น ผ้าเช็ด เท้า พรม หรือสิ่งกีดขวาง อาจทำให้เด็กเกิดอันตรายจากรถหัดเดินพลิกคว่ำ หรือกระแทกอย่างแรงได้
  • รถหัดเดินที่มีอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานมีราคาแพง เพราะรถหัดเดินบางแบรนด์อาจออกแบบมาโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัย และรถหัดเดินสมัยใหม่ที่มีล้อคล้อป้องกันการพลิกคว่ำก็มีราคาแพง ไม่คุ้มค่าในการซื้อมาใช้งาน

แล้ว รถหัดเดิน กับ รถผลักเดิน แตกต่างกันอย่างไร รถผลักเดินจะเน้นไปที่พัฒนาการ ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะยืน พยุง ดัน และทรงตัวในการเดิน แต่ก็จะไม่ได้ปลอดภัยหายห่วง เราจึงไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นหรือหัดรถผลักเดินด้วยตัวเองตามลำพัง แต่รถหัดเดิน จะมีรูปแบบเหมือนที่นั่งให้เด็กทิ้งตัวลงไปเลย แล้วให้เด็กขยับขาเคลื่อนที่ไปมาเท่านั้น ไม่ได้ช่วยในเรื่องการใช้กล้ามเนื้อขารองรับน้ำหนักตัว หรือช่วยในการทรงตัวมากนัก

เทคนิคการเลือกซื้อรถผลักเดิน

แล้วหากเราต้องการเลือกซื้อรถผลักเดินมาให้ลูกวัยเตาะแตะใช้ จะต้องเลือกอย่างไรล่ะ

  1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระบุไว้ โดยควรจะเลือกสินค้าที่มีสัญลักษณ์ มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ระบุไว้ที่ตัวสินค้าเพื่อรับรองความปลอดภัยในการใช้งานสินค้านั้น ซึ่งช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจได้มากขึ้นว่าสินค้าจะมีคุณภาพ ปลอดภัย
  2. เลือกสินค้าที่มีการป้องกันการล้ม เพราะเด็กเริ่มหัดเดินเมื่อใช้รถผลักเดิน เด็กจะกดน้ำหนักลงไปบนที่จับเยอะ อาจจะทำให้ตัวรถคว่ำและหกล้มได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากพลาสติกที่มีน้ำหนักเบาเกินไป ดังนั้นจึงควรเลือกสินค้าที่มีน้ำหนักพอเหมาะ ไม่หนักหรือเบาเกินไป รวมไปถึงฟังก์ชั่นอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันการล้ม เช่น ที่จับปรับความสูงให้เข้ากับความสูงของเด็กในแต่ละช่วงวัยได้, ล้อที่มีลางกันลื่น หรือล้อคให้ล้อหมุนไปข้างหน้าได้เท่านั้น เป็นต้น
  3. ตัวรถไม่มีช่องหรือส่วนมีคมที่อาจเป็นอันตรายได้ เพราะเด็กในวัยนี้กำลังอยากรู้อยากเห็น จึงควรเลือกรถที่ไม่มีช่องว่างบนตัวรถหรือช่องว่างระหว่างตัวรถกับล้อ เพราะเด็ก ๆ อาจจะสอดนิ้วไปแหย่ในช่องได้

 

10 รถผลักเดินคุณภาพดี ปลอดภัย ที่อยากแนะนำให้ลอง

  1. PlanToys รถผลักเดินรุ่น Bird Walker ประกอบด้วย ตัวรถเข็น บล็อกไม้ 16 ชิ้น และตุ๊กตาไม้รูปนก 2 ตัว ซึ่งมีกลไกเมื่อเข็นรถ นกจะขยับจิกไม้ทำให้เกิดเสียงสลับกันไป สร้างเสียงและความเพลิดเพลินให้กับเด็ก กระตุ้นให้เด็กอยากเล่น เสริมสร้างกล้ามเนื้อขาให้เด็กได้อย่างดี

https://th.plantoys.com/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://th.plantoys.com/

 

  1. Chicco รถผลักเดินที่มี ของเล่นต่าง ๆ ด้านหน้า ซึ่งช่วยพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ช่องหยอดบล็อกรูปทรงต่าง ๆ ช่องหยอดลูกบอล เมื่อเข็นจะมีเสียงดนตรีดังออกมา ล้อเป็นพลาสติกสามารถปรับความหนืดของล้อได้ และยังมีตัวล้อคเพื่อความปลอดภัยด้วย

https://www.central.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.central.co.th/

 

  1. Baby Einstien รถผลักเดินรุ่น Hape Dis Covery Buggy Walker & Wagon ผลิตจากไม้ มีของเล่นเสริมทักษะรอบตัวรถ ทั้งบล็อกหยอดรูปทรงเรขาคณิต ลูกปัดหมุน และฟันเฟืองที่จะขยับเมื่อรถเคลื่อนที่ สามารถปรับความหนืดของล้อรถเพื่อควบคุมความเร็วได้เพื่อความปลอดภัย

https://www.central.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.central.co.th/

 

  1. Playgo รถผลักเดินรุ่น PG-2255 ทำจากพลาสติกเกรด A แข็งแรง ทนทาน ล้อไม่มีกันลื่น มีวงล้อตัวเลข, รางลูกคิด, ตัวต่อบล็อกรูปทรงต่าง ๆ เสริมสร้างพัฒนาการสำหรับเด็ก ด้ามจับแข็งแรง จับสะดวก ไม่มีเหลี่ยมคม สีสันสดใสและใช้สี non-toxic ปลอดภัยต่อเด็ก ๆ

https://www.lazada.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lazada.co.th/

 

  1. J’adore รถผลักเดินรูปร่างรถดับเพลิง ผลิตจากไม้ธรรมชาติใช้สีส้มสดใส มีลูกปัดให้เด็กเล่นเพลิน ๆ พร้อมบล็อกหยอดรูปทรงต่าง ๆ รูปทรงเรียบง่าย ด้ามจับทำจากไม้ แข็งแรง ทนทาน เหมาะกับการเล่นและเสริมสร้างทักษะให้กับเด็กน้อยวัยเตาะแตะ

https://www.toysrus.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.toysrus.co.th/

 

  1. Top Tots สินค้ารุ่น 3 in 1 Walker ride on สามารถเปลี่ยนจากขาเสริม 2 ข้างให้กลายเป็นเบาะสำหรับเล่นเป็นจักรยาน พร้อมเครื่องเล่นเสริมพัฒนาการต่าง ๆ และที่เด่นที่สุดคือคีย์บอร์ดอย่างง่ายที่มีเสียงและแสงขณะกด สร้างความบันเทิงให้เด็ก ๆ ได้

https://www.toysrus.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.toysrus.co.th/

 

  1. Ikea รุ่น Mula ผลิตจากไม้เบิร์ช รูปทรงเรียบง่าย ที่จับทำจากเหล็ก ไม่มีเหลี่ยมมุม สามารถปรับระดับได้ 2 ระดับ ตัวรถใช้แทนกระบะใส่สิ่งของหรือของเล่นให้กับเด็ก ๆ ใส่แล้วลากเล่นได้ตลอดทั้งวัน ตัวล้อปรับความฝืดในการหมุนได้

https://www.ikea.com/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.ikea.com/

 

  1. Winfun รุ่น Disney Grow with me musical walker เป็นรถผลักเดิน ลายมิกกี้เม้าส์สีสันสดใส มาพร้อมของเล่นโทรศัพท์มือถือที่สามารถถอดออกได้ แป้นเปียโนที่มีไฟกระพริบ ปุ่มเปลี่ยนเกียร์ ปุ่นเลื่อนเปลี่ยนทำนอง หนังสือพร้อมกระจกสะท้อนแสง และลูกบอลสามารถหมุนได้ มีปุ่มเสียงสัตว์ มาพร้อมท่วงทำนองและเอฟเฟกต์เสียง จับได้ง่ายช่วยให้ลูกน้อยยืนและทรงตัว เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป

https://www.lazada.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lazada.co.th/

 

  1. Bright Starts รุ่น 3 in 1 step ’n ride lion รูปสิงโตน่ารัก มีเสียง และลูกบอล มีเบาะนั่ง สามารถนั่งเล่นได้ มีล้อสำหรับการเคลื่อนไหว สามารถเป็นปรับเปลี่ยนเป็นรถผลักเดิน สามารถหยอดลูกบอลที่ปากสิงโต ลูกบอลจะไหลกลิ้งออกทางหน้าอกสิงโตเมื่อเปิดป้ายวงกลม Bright starts และยังสามารถกดปุ่มที่จมูกสิงโต จะมีเสียงสิงโตคำราม พร้อมมีแสงไฟ ได้รับมาตรฐานความปลอดภัย มอก.

https://www.central.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.central.co.th/

 

  1. Fisher-Price รุ่น Musical piano lion walker รถผลักเดินลายสิงโต มีของเล่นเด็กเหมาะสำหรับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป สามารถใช้ได้ สองแบบ ตั้งแต่ เด็กเริ่มหัดนั่ง เด็ก ๆ สามารถสนุกกับ กิจกรรมต่าง ๆ ที่สิงโต มีทั้งลูกกลิ้ง ปุ่มกดที่มีเสียงเพลง บานพับเล็ก ๆ และอีกหลากหลายกิจกรรม ล้อแข็งแรง 4 ล้อ และเมื่อเคลื่อนที่จะมีแสงและเสียงเพลงด้วย

https://www.lazada.co.th/

รถผลักเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lazada.co.th/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รถหัดเดิน อันตราย ! ลูกเดินเขย่งจนต้องทำกายภาพ

 

เลือกรองเท้าให้เหมาะกับวัยหัดเดิน คุณก็ทำได้!

เมื่อไรลูกจะหัดเดินนะ? มาเฝ้าดูและช่วยลูกกันดีกว่า!

เช็คเงินสงเคราะห์บุตร

เช็คเงินสงเคราะห์บุตร และเงินอุดหนุนบุตร 2565 คลิ๊กเลย!

คุณพ่อคุณแม่รีบมา เช็คเงินสงเคราะห์บุตร และเงินอุดหนุนบุตร ปี 2565 มีหลักเกณฑ์การได้สิทธิ หลักฐานการยื่นขอรับประโยชน์ และขั้นตอนอย่างไรบ้าง

เช็คเงินสงเคราะห์บุตร และเงินอุดหนุนบุตร 2565 คลิ๊กเลย!

โครงการเงินสงเคราะห์บุตร โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้รับเงิน 800 บาทต่อเดือน ส่วนอีกโครงการ คือโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หรือเงินอุดหนุนบุตร โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน คุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้รับเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวบข้อมูลต่างๆมาให้แล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

เงินสงเคราะห์บุตร
เงินสงเคราะห์บุตร

เงินสงเคราะห์บุตร

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเกิดสิทธิ

  • ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39
  • จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน สิทธิที่ท่านจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 800 บาทต่อบุตรหนึ่งคน
  • ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้น บุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น
  • อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์

การหมดสิทธิรับเงิน

  • เมื่อบุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
  • บุตรเสียชีวิต
  • ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

หลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน

  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส. 2-01)
  • กรณีผู้ประกันตนเคยยื่นใช้สิทธิแล้ว และประสงค์จะใช้สิทธิสำหรับบุตรคนเดิม ให้ใช้หนังสือขอใช้สิทธิบุตรคนเดิมกรณีกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน จำนวน 1 ฉบับ
  • กรณีผู้ประกันตนหญิงใช้สิทธิ
    1. สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝด ให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย) จำนวน 1 ชุด
  • กรณีผู้ประกันตนชายใช้สิทธิ
    1. สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาทะเบียนหย่า พร้อมบันทึกแนบท้ายของผู้ประกันตนหรือสำเนาทะเบียนรับรองบุตร หรือสำเนาคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล ให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 1 ชุด
    2. สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วยจำนวน 1 ชุด)
  • กรณีเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล ให้แนบสำเนาเอกสารใบเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุลด้วย จำนวน 1 ชุด
  • กรณีผู้ประกันตนต่างชาติขอรับประโยชน์ทดแทน ให้ใช้สำเนาบัตรประกันสังคม และสำเนาหนังสือเดือนทาง (passport) หรือสำเนาหนังสือเดินทางชั่วคราว หรือเอกสารรับรองบุคคลที่ทางราชการออกให้ จำนวน 1ชุด
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอ จำนวน 1 ฉบับ ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน ดังนี้
    1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    2. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
    3. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
    4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
    5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
    6. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
    7. ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
    8. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
    9. ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)
  • เอกสารประกอบการยื่นคำขอฯ ที่เป็นสำเนาให้รับรองความถูกต้องของสำเนาทุกฉบับ และแสดงเอกสารที่เป็นต้นฉบับ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ กรณีเอกสารหลักฐานสำคัญต่อการพิจารณาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทย และรับรองความถูกต้องให้ครบถ้วน

ขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน

  • ผู้ประกันตนต้องกรอกแบบ สปส.2-01 พร้อมลงลายมือชื่อ และนำมายื่นที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา หรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์โดยมีหลักฐานครบถ้วน (กรณีผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตร 3 คน ในคราวเดียวกัน สามารถใช้แบบคำขอฯ ชุดเดียวกันได้)
  • เจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐาน และพิจารณาอนุมัติ
  • สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
  • พิจารณาสั่งจ่าย จ่ายเป็นรายเดือน โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ ของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน

สถานที่ยื่นเรื่อง

ยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา ที่สะดวก (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข)

ตารางจ่ายเงินอุดหนุนบุตร
ตารางจ่ายเงินอุดหนุนบุตร

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หรือเงินอุดหนุนบุตร

คุณสมบัติ

เด็กแรกเกิดที่มีสิทธิ

  • มีสัญชาติไทย (พ่อแม่มีสัญชาติไทย หรือพ่อ หรือแม่ มีสัญชาติไทย)
  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี
  • อาศัยอยู่กับผู้ปกครองที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
  • ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน

ผู้ปกครองที่มีสิทธิลงทะเบียน

  • มีสัญชาติไทย
  • เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะ
  • เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย
  • อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย  คือ สมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี
* หมายเหตุ มารดาที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ยังไม่ต้องมายื่นคําร้องขอลงทะเบียนขอรับสิทธิเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

สถานที่รับลงทะเบียน

สามารถลงทะเบียนได้ในพื้นที่ที่เด็กแรกเกิด และผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง ดังนี้

  • กรุงเทพมหานคร   : ลงทะเบียนที่สํานักงานเขต
  • เมืองพัทยา            : ลงทะเบียนที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • ส่วนภูมิภาค           : ลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตําบล หรือเทศบาล

เอกสารประกอบการลงทะเบียน ประกอบด้วย

  1. แบบคําร้องขอลงทะเบียน (ดร.01)
  2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)
  3. บัตรประจําตัวประชาชนของผู้ปกครอง
  4. สูติบัตรเด็กแรกเกิด
  5. สมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (บัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย บัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น)
  6. สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก เฉพาะหน้าที่ 1 ที่มีชื่อของหญิงตั้งครรภ์ (ในกรณีที่สมุดสูญหาย ให้ใช้เฉพาะสำเนาหน้าที่ 1 พร้อมให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบันทึกข้อมูล และรับรองสำเนา)
  7. กรณีที่ผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียน และสมาชิกในครัวเรือนของผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัท ต้องมีเอกสาร ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของทุกคนที่มีรายได้ประจํา (สลิปเงินเดือน หรือเอกสารหลักฐานที่นายจ้างลงนาม)
  8. สําเนาเอกสาร หรือบัตรข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรแสดงสถานะ หรือตําแหน่ง หรือเอกสารอื่นใด ที่แสดงตนของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2

คุณพ่อคุณแม่รีบ เช็คเงินสงเคราะห์บุตร และดำเนินการให้แล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็ยื่นเรื่อง เงินอุดหนุนบุตร กันต่อ หรือจะยื่นขอรับประโยชน์ทั้ง 2 โครงการพร้อม ๆ กันก็ได้นะคะ ตามที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำรายละเอียดมาฝากเลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็คเงื่อนไข! ออมสิน แจกเงิน 500 บาท เด็กเกิด 1 เม.ย.

รวมลิงก์ ลงทะเบียนคนท้องรับของฟรี พิเศษสำหรับคนท้องและแม่ลูกเล็ก

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

ประกันสังคม รักษามะเร็ง อะไรได้บ้าง ใครมีสิทธินี้

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.sso.go.th, https://csg.dcy.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

รองเท้าหัดเดิน

10 รองเท้าหัดเดิน เดินเก่ง สวมสบาย สำหรับวัยเตาะแตะ

10 รองเท้าหัดเดิน เดินเก่ง สวมสบาย สำหรับวัยเตาะแตะ

เด็กปกติทุกคนมีสัญชาตญาณที่จะพยายามลุกขึ้นยืนและเดินให้ได้ ซึ่งหลังความพยายามหลายครั้ง กล้ามเนื้อและกระดูกก็จะแข็งแรงขึ้น จนในที่สุดพวกเขาสามารถลุกขึ้นได้สำเร็จ และออกเดินเตาะแตะ  อย่างไรก็ตามด้วยรูปร่างที่เล็ก และสัดส่วนเมื่อเทียบกับศีรษะแล้ว ศีรษะของเด็กจะโตกว่า จนทำให้ยากที่จะเดินทรงตัวได้อย่างสมดุล คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะเห็นเด็ก ๆ เดินเอียงซ้ายขวา หรือล้มลง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเรื่องปกติของช่วงเวลาซึ่งเรียกกันว่า “การตั้งไข่” นั่นเอง เพราะการฝึกเดิน และเดินได้เองเป็นเรื่องปกติของทุกคน คุณแม่หลายคนเมื่อรู้จัก รองเท้าหัดเดิน คงจะแปลกใจระคนสงสัยว่านี่เป็นไอเท็มที่จำเป็นต้องมีจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ แต่การที่มีผู้ผลิตสินค้าขึ้นมาและขายจนชื่อติดตลาดได้เป็นผลสำเร็จ แปลว่าประโยชน์ของผลิตภัณฑ์นี้ น่าจะจับคู่กับความต้องการของคนในท้องตลาดได้ดีเลย

รองเท้าหัดเดิน เหมาะสำหรับเด็กเมื่อเริ่มหัดเดิน ไปจนถึงประมาณ 7 ขวบ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวกระดูกและกล้ามเนื้อจะพัฒนาอย่างมากและต่อเนื่อง โดยประโยชน์หลักของรองเท้านี้คือการจัดการวางเท้าและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องให้วางตัวอย่างถูกต้องซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การเดินสำหรับเด็กเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทำให้บุคลิกภาพการเดินของเด็กดี และแก้ไขความผิดปกติทางการเดินที่เกิดจากสรีระ เช่น ขาโก่ง หรือเท้าแบน แต่ถ้าอาการผิดปกติปรากฏมาก การใช้รองเท้าหัดเดินก็จำเป็นต้องขอความเห็นจากแพทย์ด้วย

รองเท้าหัดเดิน

การเลือกรองเท้าคู่แรกของลูก

รองเท้าหัดเดินเหมาะเป็นรองเท้าคู่แรกของลูก คุณแม่หลายท่านย่อมอยากจะใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะผู้ใหญ่เองก็รู้ได้จากประสบการณ์ว่า ถ้าเลือกรองเท้าไม่ดีแล้ว อาจจะเป็นผลเสียต่อการเดิน หรือทำให้เกิดบาดแผลได้ 

 

หลักการเลือกรองเท้าหัดเดิน

ควรพิจารณาประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

  • รองเท้าหัวปิด เป็นลักษณะทั่วไปของรองเท้าหัดเดินอยู่แล้ว เหตุผลเพราะจะช่วยจัดทรงเท้าและนิ้วเท้า อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการทรงตัวอย่างมั่นคง เด็กจะไม่ล้มง่าย เวลาซื้อให้วัดความยาวตั้งแต่ส้นเท้าของลูกน้อยจนถึงสุดปลายของนิ้วที่ยาวที่สุด เพราะว่าจะทำให้เจอกับรองเท้าขนาดพอดี ใส่สบาย ส่วนเด็กที่มีนิ้วเท้ากลางและนิ้วชี้ที่ยาวกว่านิ้วอื่น ต้องเผื่อพื้นที่ให้นิ้วเหล่านั้นเสมอ
  • ส่วนหุ้มข้อไม่แข็งหรือมีตะเข็บด้านใน ไม่เช่นนั้นจะบาดที่ส้นเท้าด้านหลัง บริเวณดังกล่าวมีเอ็นร้อยหวาย การเลือกรองเท้าที่ดูแลส้นเท้าด้านหลัง จะมีประโยชน์ในการทำให้น้องควบคุมข้อเท้าหรือการเดินให้ตรงได้
  • พื้นรองเท้า ดอกยางไม่ลื่น มีความแข็งมั่นคง เพื่อให้ทิ้งน้ำหนักลงและเดินได้อย่างมั่นใจ
  • ความกระชับเท้า รองเท้าอาจมาพร้อมเชือก แถบแปะตีนตุ๊กแก หรือเป็นผ้ายืดรัดข้อเพื่อให้รองเท้ากระชับกับเท้า ซึ่งแบบผ้ายืดหรือแถบแปะจะดีกว่าในเรื่องใส่ได้ง่าย ลูกน้อยสามารถเอามาใส่เองได้ และสร้างความกังวลให้น้อยกว่าว่ารองเท้าจะหลุดระหว่างเดิน
  • วัสดุ มักจะมีความยืดหยุ่นสูง การที่มีความยืดหยุ่นสูงจะทำให้ลดโอกาสที่น้องจะรู้สึกคับแน่นและรองเท้ากัด
  • การระบายอาการ เท้าของลูกน้อยเหมือนเท้าของคุณแม่ ความอับชื้นที่เป็นสาเหตุของกลิ่นและโรคผิวหนังจากแบคทีเรีย คุณแม่ไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอน

 

โดยทั่วไปแล้วเมื่อให้น้องใส่รองเท้า คุณแม่ควรให้น้องใส่ถุงเท้าด้วยถ้าหากว่ารองเท้าไม่ได้ถูกออกแบบไว้เป็นถุงเท้าในตัว เพราะว่าถุงเท้าจะลดการเสียดสี ซึ่งก็คือคุณแม่อาจจะเลือกซื้อรองเท้าโดยเผื่อขนาดไว้เล็กน้อย เพราะนอกจากพื้นที่สำหรับถุงเท้าแล้ว วัสดุหนังของรองเท้าที่หดตัวได้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องใส่ใจ การให้มีพื้นที่รองรับเท้าเผื่อไว้จากขนาดเท้าจริงเล็กน้อย จะช่วยลดโอกาสถูกรองเท้ากัด ประกอบกับเด็ก ๆ มักจะโตไว การเลือกรองเท้าไว้ให้หลวมเล็กน้อย เด็กจะสบายเท้ากว่า

 

10 แบรนด์เด่นให้น้องใส่เดินเก่ง

1. Attipas

แบรนด์นี้มีรูปแบบรองเท้าให้เลือกหลากหลาย เน้นการออกแบบให้หัวรองเท้าใหญ่แต่กระชับกับนิ้วเท้า ไม่บีบรัดมากเกินไป ด้านล่างของรองเท้าเน้นวัสดุซิลิโคนคุณภาพสูงที่มีคุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในการแพทย์ มีจุดกันลื่นใต้รองเท้าซึ่งช่วยยึดเกาะพื้นได้ดี ส่วนบนของรองเท้าหลายรุ่นด้านบนเป็นถุงเท้าอยู่แล้วในตัว ไม่ต้องหาถุงเท้าใส่อีกให้ยุ่งยาก การออกแบบสำหรับเด็กผู้ชายดูเท่ห์ สำหรับเด็กผู้หญิงดูน่ารัก นอกจากนี้ยังระบายอากาศได้ดี มีรูระบายอากาศที่พื้นรองเท้า และทำความสะอาดได้ง่าย สามารถปั่นด้วยเครื่องซักผ้า

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.attipasthailand.com

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก www.attipasthailand.com

2. Miki House

รองเท้าหัดเดินรูปแบบกีฬา รูปลักษณ์สวยเฉียบจนคุณแม่ต้องพอใจ วัสดุที่ใช้มีความนุ่มและมีน้ำหนักเบา การใส่ใช้แถบแปะตีนตุ๊กแกเพื่อรัดให้กระชับเท้า พื้นรองเท้าไม่ลื่น แบรนด์นี้มีรองเท้าแบบแบ่งตามระดับความสามารถในการเดินด้วย โดยรองเท้าสำหรับเด็กที่หัดเดิน จะแตกต่างเล็กน้อยจากรองเท้าสำหรับเด็กที่เดินเป็นแล้ว กับที่เดินได้ดีอยู่บ้าง เพื่อการดูแลเท้าให้ลูกน้อยพัฒนาการสมวัย ระหว่างเดินรองเท้าจะทะนุถนอมทั้งกล้ามเนื้อและกระดูกซึ่งผลคือความแข็งแรงของลูกน้อยที่เพิ่มขึ้นทุกก้าวเดิน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.mikihouse.com/

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก www.mikihouse.com/

3. Littlebluelamb

รองเท้าแบรนด์นี้น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี พื้นรองเท้านิ่มใส่สบาย ส่วนพื้นรองเท้าถูกออกแบบให้แอนตี้แบคทีเรียจึงไม่ต้องห่วงเรื่องความอับชื้น บางทรงรองเท้าจะดูคล้ายรองเท้าแตะ แต่ยังหุ้มปกปิดเท้าด้านหน้า ขณะที่ส่วนข้อเท้าและด้านหลังของเท้าจะได้รับการดูแลอย่างดี ส่วนที่หุ้มข้อของรองเท้าออกแบบมาให้กระชับแต่ไม่แข็งจนเสียดสี ใส่เดินก็ได้ ใส่เที่ยวก็ได้

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.littlebluelamb-th.com

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก www.littlebluelamb-th.com

4. Nike

คุณแม่นักกีฬา ถ้าชื่นชอบแบรนด์นี้อยู่แล้ว บอกเลยว่ามีรองเท้าหัดเดินให้ใส่คู่กับคุณลูกด้วย โดยการออกแบบรองรับสรีระเท้าเป็นอย่างดี ความนุ่มเท้าไม่เป็นสองรองแบรนด์อื่น วัสดุมีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะมาจากการรีไซเคิลแบบแปลงสภาพอย่างน้อย 20% โดยภายนอกดูหรูและมีสไตส์ รองเท้าแบรนด์นี้ออกแบบให้มีตาข่ายที่บริเวณต่าง ๆ ของรองเท้าด้วย ช่วยทำให้รู้สึกเย็นสบายเท้า ประกอบกับส่วนหนังสังเคราะห์รอบส้นให้ความมั่นใจในการทรงตัว

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.nike.com

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก www.nike.com

5. BABYBOTTE

แบรนด์นี้เก่าแก่จนต้องร้องว้าว นำเข้าจากฝรั่งเศศ โดยชื่อเสียงเก่าแก่ถึง 80 ปี ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1936 เป็นแบรนด์ที่ทำรองเท้าให้กับเด็ก ๆ ในราชวงศ์ Monaco มาก่อน โดยเน้นเป็นพิเศษว่ารองเท้าที่ทำมานั้นเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในเรื่องการเคลื่อนไหวอย่างสมดุล โดยในกระบวนการผลิตมีความประณีต มีกระบวนการผลิตกว่า 120 ขั้นตอน ความละเอียดละออเอาใจใส่ขนาดนี้ รองเท้าหัดเดินจากแบรนด์นี้บอกเลยว่าของดีสุด ๆ ใส่แล้วจัดกระดูกและเสริมสร้างเท้าเด็กให้มีสรีระที่ดีเยี่ยม ใส่แล้วลูกน้อยมีความสุข

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.babybotte-th.com

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.babybotte-th.com

6. Nanitaforkid

รองเท้าทรงผ้าใบ น้ำหนักเบา หน้ารองเท้ากว้าง เด็กเท้าอูมก็ใส่สบาย มีโฟมรองรับและซับแรงกระแทกเพื่อให้ไม่ปวดเท้า ไม่ว่าจะเดินน้อย ๆ หรือเดินมาก ๆ พื้นรองเท้าออกแบบให้เบา ด้านหน้ารองเท้าปกป้องเท้าอย่างดี มีปลายเชิดขึ้นป้องกันการสะดุดล้ม ด้านหลังรองเท้าหนารองรับการลงน้ำหนักส้นเท้า และยังโอบส้นเท้า ช่วยล็อกส้นเท้าอย่างดี รองเท้าของแบรนด์นี้ประคองเท้าให้ตั้งตรงไม่โอนเอน ทำให้เด็กมั่นใจในการหัดเดิน เสริมสร้างความสำเร็จในก้าวแรก ๆ ของชีวิต

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.nanitaforkid.com

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก www.nanitaforkid.com

7. Combi

อีกหนึ่งแบรนด์ช่วยพยุงเท้าให้ลูกน้อยยืนและทรงตัวได้ มีทั้งแบบผ้าใบ และแบบกึ่ง ๆ รองเท้าแตะที่มีช่องให้ลมเข้าได้ โดยด้านหน้าของรองเท้ายังเป็นแบบปิดปกป้องนิ้วเท้าและจัดทรงของกระดูกและกล้ามเนื้อเท้าให้เติบโตอย่างเหมาะสม กันลื่นได้เป็นอย่างดี น้ำหนักเบา สีสวย 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: http://www.combi.co.th/

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.combi.co.th/

8. ONITSUKA TIGER

หากอยากสอนลูกให้ผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองและเด็กมีประสบการณ์เดินบ้างแล้ว ลองรองเท้าแบบต้นฉบับจากแบรนด์นี้ดู รองเท้าทำจากหนังวัวแท้ 100% มีความยืดหยุ่น แต่ก็กระชับกับเท้าและประคองเท้าได้ดี โดยสำหรับคุณแม่ที่คิดว่าเร็วไปที่ลูกจะเรียนรู้การผูกเชือกรองเท้า ตอนนี้ทางแบรนด์ก็มีรองเท้าหัดเดินที่ทำแถบเปิดปิดแบบแปะออกมาให้แล้ว การออกแบบไม่รกรุงรัง เน้นสบายตาและคาดแถบสีประจำแบรนด์ ด้านในรองเท้ามีความนุ่ม

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.onitsukatiger.com

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก www.onitsukatiger.com

9. Crtartu Kids

แบรนด์นี้แบ่งรองเท้าเป็นสองประเภทเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้สมวัย มีทั้งรองเท้าเริ่มหัดเดินและรองเท้าสำหรับเด็กที่เดินคล่องแล้ว แบรนด์นี้เป็นอีกแบรนด์ที่รองเท้านุ่ม และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถที่จะดัดงอได้ถึง ⅓ ส่วน เพื่อรองรับการเคลื่อนไหวที่หลากหลายของเด็ก มีการเย็บล็อคส้นเพื่อประคองข้อเท้าระหว่างเดิน พื้นรองเท้ารับน้ำหนักได้ดี หน้ารองเท้ากว้างไม่บีบเท้า ระบายอากาศได้เยี่ยม ไม่ต้องกังวลเรื่องความอับชื้น

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/crtatukids/

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/crtatukids/

10. Ggomoosin

แบรนด์เกาหลีที่มีผู้นำเข้ามาขายในประเทศไทย เป็นแบรนด์รองเท้าที่ได้รับความนิยมด้วยสีใสสดใสและรูปแบบน่ารัก ผลิตจากยางที่มีความยืดหยุ่น ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองผิว น้ำนักเบา สวมใส่สบาย ใส่แล้วไม่มีกลิ่นอับ พื้นรองเท้าเป็นรูปรังผึ้ง ช่วยป้องกันการลื่นล้ม หัวรองเท้าไม่ใหญ่ไปทำให้รักษาสมดุลการเดินได้ดี เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับเป็นรองเท้าคู่แรกและคู่ถัด ๆ ไปให้แก่คุณแม่

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: http://www.kidsocietythailand.com/

รองเท้าหัดเดิน
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.kidsocietythailand.com/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เลือกรองเท้าให้ลูก อย่างไร? ให้เหมาะกับวัยหัดเดิน

เมื่อไรลูกจะหัดเดินนะ? มาเฝ้าดูและช่วยลูกกันดีกว่า!

ลูกหัดเดินเร็วเกินไป อันตรายไหม

บทสวดมนต์วันพระ

บทสวดมนต์วันพระ ชวนลูกสวดมนต์ เสริมสิริมงคลให้ชีวิต

บทสวดมนต์วันพระ สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย โดยเฉพาะคุณแม่ลูกอ่อนที่ต้องคอยดูแลลูกน้อย อย่างน้อยการได้สวดมนต์ในวันพระก็ช่วยทำให้จิตใจสงบจากความวุ่นวาย

บทสวดมนต์วันพระ ชวนลูกสวดมนต์ เสริมสิริมงคลให้ชีวิต

วันพระเป็นวันที่มีกำหนดตามปฏิทินจันทรคติ โดยมีเดือนละ 4 วัน ได้แก่ วันขึ้น ๘ ค่ำ, วันขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันเพ็ญ), วันแรม ๘ ค่ำ และวันแรม ๑๕ ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม ๑๔ ค่ำ) การสวดมนต์นั้น ไม่ว่าจะสวดทุกวัน สวดเฉพาะวันเกิดตัวเอง สวดวันพระ หรือสวดวันไหน เวลาใด ก็ดีทั้งนั้น ช่วยเพิ่มพลังด้านบวกให้ตัวเอง และยังแผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ได้ เทพเทวดาก็ได้รับบุญกุศลเช่นกัน อีกทั้งยังสามารถลดลัดตัดกรรมแก่เจ้ากรรมนายเวร เป็นอโหสิกรรม ไม่ผูกพันผูกเวรกันต่อไป การสวดมนต์เป็นภาวนามัย เป็นบุญที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง

การสวดมนต์ทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ ช่วยให้เด็กๆมีสมาธิเวลาอยู่ในห้องเรียน คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยให้ลูกนั่งข้างๆเวลาสวดมนต์ ลูกจะได้ซึมซับการสวดมนต์และบทสวดมนต์ แล้วจึงค่อยๆหัดโดยเรื่มจากท่องบทสั้นๆ อาจเริ่มทำทุกวันพระ ซึ่งมี 4 วันใน 1 เดือน วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำ บทสวดมนต์วันพระ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกๆท่าน เพื่อนำไปสวดร่วมกันทั้งครอบครัว

ชวนลูกสวดมนต์
ชวนลูกสวดมนต์

บทกราบพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวาพุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

นมัสการพระพุทธเจ้า

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

ขอขมาพระรัตนตรัย

วันทามิ พุทธัง, สัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต, วันทามิ ธัมมัง,สัพพะเมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต, วันทามิ สังฆัง, สัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต

บทสวดไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

บทสวดถวายพรพระ (อิติปิโสฯ)

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พุทธคุณ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ
(อ่านว่า วิญญูฮีติ) (ธรรมคุณ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)

พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง)

พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรังอะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง (อ่านว่า พรัมมัง) วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โยวาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

(* หากสวดให้ผู้อื่น ให้เปลี่ยนจากคำว่า เม เป็น เต)

สวดมนต์วันพระ
สวดมนต์วันพระ

บทสวดชัยปริตร (มหากาฯ)

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม* ชะยะมังคะลัง ฯชะยันโตโพธิยา มูเล สักยานัง นันทิ วัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ (ถ้าสวดให้คนอื่นเปลี่ยนเป็น ตะวัง วิชะโย โหหิ) ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะ ปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะ ติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏ ฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ (อ่านว่า พรัมมะ) จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะ ทักขิณา นิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เม* ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เม* ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เม*

บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ

บทแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า มีความสุข
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า มีความสุข
อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร

ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศล จากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ

บทสวดมนต์วันพระ ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ สามารถนำไปสวดได้ทุกวัน ยิ่งสวดบ่อยก็ยิ่งดีแก่ชีวิตของผู้สวด มีอานิสงส์มากมาย เสริมสร้างสิริมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ชวนลูก-สามี สวดมนต์ลดกรรม ทำให้รวยกันเถอะ

คาถาเด็ด! จากหลวงพ่อจรัญ วิธีแก้ “มีลูกดื้อเกเร นำทุกข์สาหัสมาให้” พลิกชีวิตได้ทั้งครอบครัว!

ใช้ธรรมะสอนลูกอย่างไร…ให้เป็นคนดี! โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

สอนลูกฉลาดทำบุญ 16 วิธี ทำบุญโดยไม่ต้องไปวัด!

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.monpitee.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

เล็บบอกโรค มะเร็งใต้ผิวหนัง

เล็บบอกโรค พบขีดที่เล็บนิ้วโป้งให้ระวังมะเร็งผิวหนังใต้เล็บ

เล็บบอกโรค หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเล็บไม่ปกติ เช่น เล็บมีขีดน้ำตาล ขีดขาว เล็บไม่เรียบ โปรดอย่าวางใจ หมั่นสังเกต และพบแพทย์ถามอาการเพราะนี่อาจคือสัญญาณมะเร็ง

เล็บบอกโรค!! พบขีดที่เล็บนิ้วโป้งให้ระวังมะเร็งผิวหนังใต้เล็บ

โลกโซเซียลแห่แชร์ “เล็บเป็นขีดอาจจะเสี่ยงเป็นมะเร็ง” ทำเอาหลาย ๆ คนหลังอ่านข่าวจบ ก้มมองเล็บตัวเองกันเป็นแถว ความจริงแล้ว เล็บมีขีดจะสามารถบอกโรคได้จริงหรือ? แล้วคนที่เล็บไม่ปกติแบบไหนถึงน่าเป็นห่วง เล็บบอกโรค มีจริงหรือไม่ วันนี้เรามาร่วมหาคำตอบกัน

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 65 โรงพยายาบศิริาช โพสต์ชี้แจง “เล็บเป็นขีด” อาจะเสี่ยงเป็นมะเร็ง โดยโรงพยาบาลศิริราช ระบุว่า

สืบเนื่องจากประเด็นใน social เรื่องของ “เล็บเป็นขีด” เป็นสาเหตุของมะเร็งจริงหรือไม่ วันนี้แอดมินมีความรู้มาฝากค่ะ ภาวะเล็บเป็นขีด หรือเล็บมีเส้นสีดำหรือน้ำตาลตามความยาวเล็บ (longitudinal melanonychia) เกิดจาก เซลล์เม็ดสีที่อยู่บริเวณเนื้อเยื่อสร้างเล็บ มีการสร้างสีออกมามากกว่าปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งที่เกิดจากมะเร็ง และไม่ใช่

เล็บบอกโรค
เล็บบอกโรค

เล็บเป็นขีด : เล็บบอกโรค

การที่เล็บของคุณมีลักษณะไม่ปกติ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย จนคนส่วนใหญ่มักไม่ให้ความใส่ใจกับมัน แต่รู้หรือไม่ว่า เป็นสัญญาณบางอย่างที่ร่างกายกำลังจะบอกคุณ

เล็บที่มีสุขภาพดี คือ เล็บที่มีสีออกชมพูจางๆ จากสีผิวของเนื้อข้างใต้เล็บ พื้นผิวเล็บเรียบ ผิวหนังรอบเล็บมีความแข็งแรงไม่ถอยร่น และเล็บมีความหนาไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ถ้าเล็บมีความแตกต่างไปนอกเหนือจากที่กล่าวแล้วอาจเป็นเล็บที่ไม่ปกติ และอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติในร่างกาย

เล็บที่ผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ คือ อาจเกิดจากการติดเชื้อ สารเคมีระคายเคือง การกระแทก มะเร็ง หรือเกิดจากโรคทางกายอื่นๆ อย่างไรก็ตามในบางครั้ง เล็บที่ผิดปกติอาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุได้เช่นกัน

ภาวะเล็บเป็นขีด (Longitudinal Meanonhychia)

สาเหตุ

สาเหตุของภาวะเล็บเป็นขีดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ดังนี้

1.สาเหตุที่ไม่ได้มาจากมะเร็ง การที่เล็บเป็นขีด เล็บมีเส้นสีดำหรือน้ำตาลตามความยาวเล็บ สามารถพบได้ทุกวัย แต่มักพบมากในเด็กเล็ก ถึงเด็กโต มากกว่าผู้ใหญ่ทั่วไป เนื่องจากเซลล์เม็ดสีมีโอกาสทำงาน หรือถูกกระตุ้นได้มากกว่า สาเหตุที่สำคัญ ได้แก่

  • กระ หรือไฝใต้เล็บ
  • เชื้อชาติ คนเอเซีย หรือคนผิวสีดำ
  • การกระทบกระแทกบริเวณเล็บ เช่น การทำเล็บ การกัดเล็บ
  • ภาวะตั้งครรภ์
  • ยารับประทานบางชนิด เช่น ยาต้านไวรัส คีโมบางชนิด
  • การฉายแสงรังสีรักษา
  • โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ที่มีการกระตุ้นการสร้างเม็ดสี
  • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อราบางอย่าง เนื้อใต้เล็บเจริญผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง เป็นต้น

    เล็บเป็นขีด เล็บบอกโรค มะเร็ง จริงหรือ?
    เล็บเป็นขีด เล็บบอกโรค มะเร็ง จริงหรือ? ขอขอบคุณภาพจาก Drama-addict

2.สาเหตุมาจากมะเร็งเมลาโนม่า (Malignant Melanoma) เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีแบ่งตัวมากผิดปกติทำให้มีการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น มะเร็งชนิดนี้สามารถมาด้วยอาการได้หลายแบบ หนึ่งในนั้นคือ เล็บเป็นขีดสีดำ หรือน้ำตาล (Subungual Melanoma)

Subungual Melanoma คืออะไร?

คือ เนื้องอกใต้ผิวหนังเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรงที่เกิดขึ้นในผิวหนังใต้เล็บของคุณเนื้องอกใต้ผิวหนังนั้นหายาก พบได้เพียง 0.07% ถึง 3.5% ของคนในโลกที่เป็นมะเร็งผิวหนัง แต่เนื้องอกเหล่านี้สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายและทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากพบได้น้อยมาก และเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงต้องเรียนรู้วิธีระบุเนื้องอกใต้ผิวหนังและรับการรักษาโดยเร็วที่สุด ‌

สาเหตุ

ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเนื้องอกใต้ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยทราบดีว่ามะเร็งผิวหนังชนิดนี้แตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นเพราะไม่เกี่ยวข้องกับแสงแดด

อาการ

ใน 75% ถึง 90% ของกรณีที่มีรายงาน พบเนื้องอกใต้ผิวหนังที่นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วหัวแม่เท้า แต่สามารถเห็นได้ในนิ้วเท้า และนิ้วอื่นเช่นกัน ซึ่งจะมีอาการ และอาจเจ็บปวดมาก

เนื้องอกใต้ผิวหนังจะทำให้เกิดเส้นบนเล็บของคุณ และเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลดำ การเปลี่ยนสีอาจอยู่ในรูปแบบของเส้นยาว เส้นบาง หรือริ้ว หรืออาจมีรูปทรงไม่สม่ำเสมอ ส่วนที่เปลี่ยนสีของเล็บอาจหนาขึ้น แตก หรือเสียหายได้ด้วยจนร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมได้‌  อาจเกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นกระบวนการร่างกายปกติที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ หรือการบาดเจ็บ สารเคมีที่ปล่อยออกมาจากเนื้อเยื่อที่ผิดปกติทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวของคุณเริ่มกระบวนการซ่อมแซม ซึ่งบางครั้งอาจทำมากเกินไป

สังเกตสัญญาณอาการมะเร็งใต้ผิวหนัง
สังเกตสัญญาณอาการมะเร็งใต้ผิวหนัง

ปัจจัยเสี่ยง

นักวิจัยพบว่าในหมู่ประชากรแอฟริกันอเมริกัน เอเชีย และฮิสแปนิก เมื่อมะเร็งผิวหนังที่ไม่ใช่มะเร็งปกติปรากฏขึ้น มักเป็นมะเร็งผิวหนังใต้ผิวหนัง ถึงกระนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็หายากโดยทั่วไป พบเนื้องอกใต้ผิวหนังใน 75% ของชาวแอฟริกัน 25% ของคนจีนและ 10% ของคนญี่ปุ่นที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง โดยทั่วไปมักส่งผลกระทบต่อผู้หญิงในวัย 60 ปีและผู้ชายในวัย 70 ปี ‌

ดูอย่างไรว่าเป็นมะเร็ง

แพทย์ใช้ปัจจัยต่อไปนี้ในการพิจารณาว่าการเปลี่ยนสีเล็บเป็นเนื้องอกใต้ผิวหนังหรือไม่

  • ‌คุณมีอายุระหว่าง 50 ถึง 70 ปี และเป็นคนแอฟริกัน เอเชีย หรือชาวอเมริกันพื้นเมือง‌
  • ‌คุณมีแถบสีน้ำตาลดำบนเล็บซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตร และมีขอบที่มีรูปร่างไม่ปกติ สีไม่สม่ำเสมอ
  • การเปลี่ยนสีเพิ่มขึ้น และโตเร็ว ขยายขนาดเร็ว
  • ส่วนมากขีดเส้นสีมักอยู่ตรงนิ้วหัวแม่มือ นิ้วหัวแม่เท้า หรือนิ้วชี้ แม้ว่าจะมองเห็นได้ด้วยนิ้ว และนิ้วเท้าอื่นๆ
  • มันแสดงให้เห็น “สัญลักษณ์ฮัทชินสัน” นั่นคือมันแผ่สีดำลามไปผิวหนังรอบเล็บ หรือจมูกเล็บ
  • คุณมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเนื้องอก เป็นเมลาโนม่า

    เล็บบอกโรค แบบที่ไม่ใช่มะเร็งมักเกิดในเด็กส่วนใหญ่
    เล็บบอกโรค แบบที่ไม่ใช่มะเร็งมักเกิดในเด็กส่วนใหญ่

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

คุณควรไปพบแพทย์ทันทีที่สงสัยว่าคุณมีเนื้องอกใต้ผิวหนัง โดยทั่วไป ให้ไปพบแพทย์เมื่อคุณเห็นเล็บมือหรือเล็บเท้าที่มีลักษณะต่อไปนี้

  • มีริ้วดำ
  • กำลังเริ่มลามไปผิวหนังรอบเล็ก หรือจมูกเล็บ
  • เล็บมีรอยแดง และบวม
  • มีสีเขียวแกมดำ
  • ‌เป็นรูพรุน ขรุขระ
  • เปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • ‌มีร่องลึกหรือช่องว่าง
  • ดูหนา และขรุขระ
  • ดูบาง และมีรูปร่างเหมือนช้อน
  • หนังกำพร้ารอบเล็บหลุดลอก
  • ดูโค้ง
  • มีสีอื่นที่ผิดปกติ
สังเกตสัญญาณเตือน มะเร็ง รู้เร็วรักษาได้
สังเกตสัญญาณเตือน มะเร็ง รู้เร็วรักษาได้

การรักษา

แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาออก อาจตัดนิ้วเท้า หรือนิ้วที่ได้รับผลกระทบเพื่อป้องกันการลุกลาม แต่ก็ยังมีการรักษาทางเลือกอื่นอีกด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ทางเลือกอื่น ได้แก่

  • ลบเฉพาะเนื้อเยื่อที่ผิดปกติเท่านั้น
  • ใช้รังสีรักษา รักษาด้วยการเอกซเรย์
  • ‌ใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด ในกรณีของมะเร็งผิวหนังระยะลุกลาม มะเร็งผิวหนังระยะแพร่กระจายคือเมื่อมะเร็งของคุณแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย การบำบัดด้วยภูมิคุ้มกันเป็นการรักษาที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสู้กับโรคมะเร็งได้
ดังนั้นทุกคนควรหมั่นสังเกตสัญญาณของเนื้องอกใต้ผิวหนัง เพื่อที่คุณจะได้ได้รับการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ หากอาการของคุณได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการรักษาโดยเร็วโอกาสที่คุณจะหาย และรอดชีวิตได้มีสูง ‌
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก www.webmd.com  /theworldmedicalcenter.com /เชียงใหม่นิวส์

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคมะเร็งในเด็ก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

6 โรคผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก

ผดร้อน และโรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ทารกต้องระวัง!!

10 สติ๊กเกอร์กันยุง สำหรับเด็ก ติดแน่น ปลอดภัย ไล่ยุง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โอมิครอนสายพันธุ์ XE

โอมิครอนสายพันธุ์ XE ไทยเจอแล้ว! แพร่ง่าย-เร็วกว่า43%

 โอมิครอนสายพันธุ์ XE ไทยเจอแล้ว! แพร่ง่าย-เร็วกว่า43%

โควิดสายพันธุ์ล่าสุดคือโอมิครอน ได้พัฒนาสายพันธุ์ย่อยเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ B.1.1.529,BA.1, BA.2 และล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับ โอมิครอนสายพันธุ์ XE ที่แพร่เชื้อติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วกว่าไวรัสโคโรนา 2019 ทุกสายพันธุ์ สายพันธุ์ XE เป็นอย่างไร กองบรรณาธิการ ABK นำข้อมูลมาฝากค่ะ

โอมิครอนสายพันธุ์ XE คืออะไร

XE เป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 X BA.2 ซึ่งไม่ใช่ “เดลตาครอน” ซึ่งเป็นสายพันธู์ลูกผสมระหว่าง “เดลตา X โอมิครอน”
ทั้งนี้ WHO ยังไม่ตั้งชื่อให้อย่างเป็นทางการจนกว่า “XE” จะแสดงอาการทางคลินิกที่รุนแรงแตกต่างไปจากสายพันธุ์ุอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับสายพันธุ์ลูกผสม “เดลตาครอน” หรือ “XD” นั้น WHO แจ้งว่าไม่พบการระบาดที่รวดเร็ว และอาการที่รุนแรง

พบสายพันธุ์ XE ครั้งแรกที่อังกฤษ

โอมิครอนสายพันธุ์ลูกผสม “XE” พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 โดยมีการถอดรหัสพันุกรรมทั้งจีโนมและอัปโหลดขึ้นไปแชร์ไว้บนฐานข้อมูลโควิด-19 โลกแล้ว มากกว่า 600 ตัวอย่าง
โอมิครอนสายพันธุ์ XE
โอมิครอนสายพันธุ์ XE แพร่ง่าย-เร็วกว่า สายพันธุ์เดิม 43%

สายพันธุ์ XE แพร่เชื้อได้เร็วกว่าถึง 43%

WHO ประเมินว่าสายพันธุ์ลูกผสม “XE” มีอัตราการแพร่ระบาด (growth advantage) เหนือกว่า BA.2 ถึง 10% อย่างไรก็ตามยังต้องรอข้อมูลจากทั่วโลก ที่ร่วมด้วยช่วยกันถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมอีกระยะหนึ่งเพื่อการยืนยัน
ตามรายงานของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UK Health Services Agency) หรือ “UKHSA” ยืนยันเช่นเดียวกันว่า สายพันธุ์ลูกผสม “XE” สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่า “BA.2” ประมาณ 10% และแพร่ได้รวดเร็วกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม (B.1.1.529) ถึง 43%

พบผู้ป่วยสายพันธุ์ XE รายแรกในไทยแล้ว

ล่าสุดศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดีตรวจพบสายพันธุ์ลูกผสม “XE” จากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจากตัวอย่างสวอปจากผู้ติดเชื้อ ชาวไทย 1 ราย และได้ติดตามกับแพทย์ผู้รักษาจึงได้ทราบว่าเป็นผู้ติดเชื้อในกลุ่ม “สีเขียว” มีอาการเล็กน้อย ปัจจุบันหายดีแล้ว มีการสุ่มตรวจ ATK คนรอบข้างไม่พบใครติดเชื้อ
นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีก 1 ราย ที่พบเชื้อ และเมื่อเข้ารับการตรวจกรองการกลายพันธุ์ 40 ตำแหน่งด้วยเทคโนโลยี “Massarray Genotyping” ซึ่งรวดเร็วและประหยัดกว่าการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม ก็พบว่าคนนั้น ติดโควิด-19 สายพันธุ์ลูกผสม “เดลตาครอน (เดลตา X โอมิครอน)” ทั้งนี้ ยังต้องยืนยันด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมอีกครั้ง

การจัดหมวดหมู่ลูกผสมของโควิด-19 สายพันธุ์ต่าง ๆ

เป็นการจัดหมวดหมู่ลูกผสมโดย Phylogenetic Assignment of Named Global Outbreak Lineages (PANGOLIN) มีดังนี้
หมวด 1 สายพันธุ์ลูกผสมระหว่าง “Delta x BA.1” ประกอบด้วยสมาชิก 2 สายพันธุ์
1. XD– เป็นสายพันธุ์ลูกผสม ระหว่าง Delta x BA.1 lineage พบในฝรั่งเศส ประกอบด้วยยีน S ที่สร้างหนามแหลม ส่วนอื่นเป็นจีโนมจากเดลตา
2. XF– จีโนมมีส่วนผสมระหว่าง ยีน S และยีนที่สร้างโปรตีนสำคัญของอนุภาคไวรัส มาจาก BA.1 กับส่วน 5’ จากจีโนมของเดลตา
หมวด 2 สายพันธุ์ลูกผสมระหว่าง BA.1XBA.2 ประกอบด้วยสมาชิก 6 สายพันธุ์
3. XE– พบในอังกฤษ จีโนมมีส่วนผสมระหว่าง ยีน S และยีนที่สร้างโปรตีนสำคัญของอนุภาคไวรัส มาจาก BA.2 กับส่วน 5’ จากจีโนมของ BA.1 แสดงอัตรา
การแพร่ระบาด (growth advantage) เหนือ BA.2  ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดีถอดรหัสพันธุกรรมพบแล้ว 1 ราย
4. XG– พบในเดนมาร์ก
5. XH– พบในเดนมาร์ก
6. XJ– พบในฟินแลนด์
7. XK– พบในเบลเยียม มีการกลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสดั้งเดิม “อู่ฮั่น” เกือบ 100 ตำแหน่ง มากกว่าทุกสายพันธุ์ ยังไม่พบในประเทศไทย
8. XL– พบในอังกฤษ
ขอบคุณข้อมูลจาก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

เช็กเลย! อาการ โอมิครอน ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก ต่างกันอย่างไร

เด็กเล็กติดโควิด ดับรายวัน! มีโรคร่วม แนะรีบหาหมอ

DragKooler (แดรกคูลเลอร์)

ไอเทมที่มาแรงที่สุด…ในงาน Amarin Baby&Kids Fair ครั้งที่20 “DragKooler (แดรกคูลเลอร์) ผ้าเปียกสมุนไพรเช็ดตัวลดไข้เด็ก” ที่มีประสิทธิภาพในการเช็ดตัวลดไข้ได้ดีกว่าใช้ผ้าชุบน้ำ 2 เท่า

เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะสำหรับงาน Amarin Baby&Kids Fair ครั้งที่20 ที่จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา เมื่อวันที่24-27 มี.ค. 65 คุณพ่อ-คุณแม่หลายๆท่าน ที่ได้ไปร่วมงาน คงจะได้เห็นและซื้อติดบ้านกันไปแล้วคนละกล่องสองกล่องแน่ๆเลย สำหรับเจ้าผ้าเปียกเช็ดตัวลดไข้ DragKooler (แดรกคูลเลอร์) นวัตกรรมใหม่ป้ายแดงที่เป็นไอเทมที่มาแรงที่สุดในงานเลยก็ว่าได้

นวัตกรรมชิ้นนี้แม้จะใหม่เพิ่งเปิดตัว แต่หากพ่อ-แม่คนไหนที่ได้ลองฟัง และได้รู้จักมันจริงๆจะเข้าใจเลยว่า “DragKooler (แดรกคูลเลอร์) ผ้าเปียกสมุนไพรเช็ดตัวลดไข้ เค้าคิดมาเพื่อแก้ปัญหาที่พ่อ-แม่จะมือเก๋าหรือพ่อแม่มือใหม่ต้องกลุ้มใจ นั่นคือการมีไข้ของลูก ตัวร้อนก็รู้แหละว่าต้องรีบเช็ดตัวลดไข้ แต่เอ๊ะผ้าอยู่ไหน เอ้าแล้วถังหละ ทุกอย่างช่างดูวุ่นวาย แถมที่สำคัญเช็ดตัวลดไข้ไข้กลับไม่ลดก็มี

ซึ่งโดยปกติหลักการเช็ดตัวลดไข้ การพยาบาลจะใช้ผ้าชุบน้ำแล้วมาเช็ดตัว โดยต้องถูแรงๆ ย้ำต้องถูแรงๆเพื่อเปิดรูขุมขนในการระบายความร้อนในร่างกายของเด็กใช่มั้ยคะ แต่พ่อแม่ที่เคยมีประสบการณ์นี้คงทราบดีว่ามันไม่ง่ายเลย ในการจะทำใจถูตัวลูกแรงๆเพราะเค้า เจ็บ แถมเช็ดเสร็จไข้อาจจะไม่ลดอีก ไม่พอนะคะเช็ดเสร็จห้องเปียกเลอะไปหมดอีก

แต่วินาทีการเช็ดตัวลดไข้เด็กจะง่าย สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ด้วย “ผลิตภัณฑ์ DragKooler ผ้าเปียกสมุนไพรเช็ดตัวลดไข้เด็ก” เพียงฉีกซองก็นำผ้าเปียกมาเช็ดตัวลูกได้แล้ว แถมยังมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ผ้าชุบน้ำถึง 2 เท่าอีกด้วย

ต้องบอกเลยว่ากว่าจะได้ประสิทธิภาพขนาดนี้นะคะ “ผลิตภัณฑ์ DragKooler ผ้าเปียกสมุนไพรเช็ดตัวลดไข้เด็ก” ต้องใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 1 ปีโดย “ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร. พรอนงค์ อร่ามวิทย์” และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผลทดสอบทางคลินิก รับรองแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการลดไข้ได้ดีกว่าการใช้น้ำธรรมดาถึง2เท่า ทั้งยังการันตีคุณภาพด้วยรางวัลผลิตภัณฑ์ Success Case จากโครงการ AGRO GENIUS DIPROM โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และยังเตรียมเข้าร่วมประกวดรางวัลนวัตกรรมที่เมือง Katowice ประเทศ Poland ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้อีกด้วย

ถามว่าทำไม่ถึงมีประสิทธิภาพของในการลดไข้ดีขนาดนี้ ก็เพราะ“ผลิตภัณฑ์ DragKooler ผ้าเปียกเช็ดตัวลดไข้”ใส่สารสกัดสมุนไพรธรรมชาติ 100% ดีดีของไทยที่ใส่ลงไป ไม่ว่าจะเป็น มะนาว ใบย่านาง ไพล และเปปเปอร์มินต์ ซึ่งสมุนไพรเหล่านั้นจะไปช่วย ขยายรูขุมขนเพื่อระบายความร้อนในเด็ก โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องถูตัวเด็กแรงๆเพื่อเปิดรูขุมขนแล้ว แถมยังมีกลิ่นหอมสมุนไพรที่ช่วยให้เด็กหายใจสะดวกและช่วยระบายความร้อนทางลมหายใจได้อีกด้วย เรื่องการระคายเคืองก็ไม่ต้องห่วงเพราะผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบการระคายเคืองโดย DermScan Asia เรียบร้อยแล้ว

เท่านั้นยังไม่พอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมนี้ไม่เพียงคิดมาเพื่อแก้ปัญหาในการลดไข้ในเด็ก เช็ดตัวไข้ไม่ลด แต่วัตถุดิบทุกอย่างที่ใช้ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยตัวผ้าที่ใช้ไม่ผสมใยสังเคราห์เลย แต่ผลิตจากสนไซเปรสประเทศญี่ปุ่นที่ตัดมาใช้ 1 ต้น ต้องปลูกทดแทน 2 ต้น และย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แม้แต่ซองอลูมิเนียมที่ใช้ก็ยังสามารถรีไซเคิลได้

ก็เพราะมีดีขนาดนี้นี่แหละ นวัตกรรมชิ้นนี้จึงเป็นไอเทมมาแรงจนคุณพ่อ-คุณแม่ ต่างต้องซื้อติดบ้านกัน เพราะเราไม่รู้หรอกว่าลูกเราจะมีไข้ตอนไหน

DragKooler (แดรกคูลเลอร์)

 

เก้าอี้กินข้าวเด็ก

10 เก้าอี้กินข้าวเด็ก เสริมพัฒนาการ นั่งมั่นคง ไม่มีหล่น

10 เก้าอี้กินข้าวเด็ก เสริมพัฒนาการ นั่งมั่นคง ไม่มีหล่น

คุณแม่หลายท่านเจอกับตัวว่าลูกน้อยชอบมองเวลาทุกคนรับประทานอาหาร ถึงจะยังไม่มีฟัน ยังไม่ได้รับประทานอะไรจริงจัง แต่เขาก็ชอบมอง คุณแม่หลายคนจึงสร้างบรรยากาศด้วยการให้ลูกน้อยมานั่งร่วมวงโต๊ะอาหารเสียเลย ด้วยการหา เก้าอี้กินข้าวเด็ก มาให้นั่งตั้งแต่ตอนที่บางคนยังไม่เริ่มรับประทานอาหารเหลวด้วยซ้ำ นอกจากจะเป็นการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ให้ลูกได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมวงรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว ยังเป็นหนึ่งในวิธีการเสริมพัฒนาการให้กับลูกอีกด้วย

เก้าอี้กินข้าวเด็ก

เก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กที่ดีเป็นอย่างไร การเลือกเป็นเรื่องสำคัญ

เก้าอี้กินข้าวเด็ก ถูกนำมาใช้เพื่อให้เด็กสามารถมีส่วนร่วมบนโต๊ะที่มีความสูงเหมาะกับการนั่งรับประทานกับผู้ใหญ่ได้ เก้าอี้มักจะเสริมความสูงขึ้นไป ดังนั้นหากคุณแม่จะหาเก้าอี้กินข้าวเด็กสักตัวมาให้ลูกน้อยแล้ว ย่อมไม่ใช่เพียงคิดถึงแค่จุดประสงค์การใช้งาน แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เพราะเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่สำหรับเจ้าตัวน้อยอาจจะเป็นอันตรายแก่เขาเองได้ ลูกอาจพลัดตกจากเก้าอี้ โยกตัวไปมาจนมีส่วนที่แตกร้าวหลุดพังออกมา หรืออาจล้มกันทั้งคนทั้งเก้าอี้จนบาดเจ็บ การหาซื้อเก้าอี้กินข้าวเด็กจึงควรมีเกณฑ์การเลือกเพื่อให้ลูกของเราปลอดภัย

  1. ผลิตจากวัสดุที่แข็งแรงทนทาน เด็กไม่อยู่นิ่งอยู่แล้ว ถ้าโยกตัวไปมาและเก้าอี้เปราะแตกหัก ก็จะทำให้ได้รับอันตรายได้ ไม่ว่าจะเกิดจากวัสดุทิ่มแทง หรือพลัดหล่นจากเก้าอี้ ซึ่งอาจทำให้กระดูกแตกหัก จึงต้องระวังเป็นพิเศษ
  2. วัสดุและสีที่ใช้ต้องไม่มีสารพิษ ตรวจสอบให้มั่นใจทุกครั้งว่าวัสดุที่นำมาผลิตเป็นเก้าอี้นั้นเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ไม่มีสีที่กระเทาะออกหรือมีเศษชิ้นส่วนที่ลูกสามารถดึงออกมาใส่ปากได้
  3. มีเข็มขัดหรือที่กั้น ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ลูกน้อยตกจากเก้าอี้ ทำให้ลูกรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย สามารถปล่อยให้ลูกนั่งทำกิจกรรมตามลำพังบนเก้าอี้ได้อย่างปลอดภัยหายห่วง 
  4. โครงสร้างต้องแข็งแรงรองรับน้ำหนักได้ ทำให้เก้าอี้ไม่ล้มได้ง่าย และสามารถรองรับการเจริญเติบโตของเด็ก จนกว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนไปนั่งรับประทานอาหารโดยใช้เก้าอี้ธรรมดาได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการออกแบบเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็ก ให้สามารถถอดชิ้นส่วนบางส่วนออก เพื่อใช้เป็นเก้าอี้ปกติตอนที่ลูกโตขึ้นได้
  5. การปรับระดับส่วนต่าง ๆ เช่น ขาเก้าอี้ พนักพิง และที่รองเท้า ต้องสามารถปรับให้เข้ากับโต๊ะระดับความสูงต่าง ๆ ได้ พนักพิงเข้ากับสรีระของเด็กและนั่งสบาย ที่รองเท้าทำให้นั่งได้อย่างมั่นใจ บางครั้งลูกน้อยก็อาจจะร้องไปนั่งกับคุณที่โต๊ะหรือโซฟาเพื่อทำกิจกรรมอย่างอื่น ดังนั้นควรคิดถึงการใช้งานแบบหลายวัตถุประสงค์
  6. ถาดอาหาร ควรมีขนาดกำลังพอดี ทำความสะอาดได้ง่าย
  7. การทำความสะอาด สามารถทำได้ง่ายในทุกส่วน
  8. การเก็บ สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยล้อ หรือว่าพับเก็บได้เพื่อประหยัดพื้นที่

 

เก้าอี้กินข้าวเด็กมีขนาดไม่ใช่เล็ก ๆ และต้องใช้งานเป็นเวลานาน คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกเก้าอี้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคาที่จ่ายไป เพื่อให้ลูกได้มีประสบการณ์ที่ดีในการนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับทุกคนในครอบครัว เพราะหากเลือกมาแล้วไม่ถูกใจลูกน้อย บางทีลูกก็อาจจะนั่งสักพักและก็งอแงไม่ยอมนั่งอีก หรือลูกอาจเกลียดการนั่งเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กไปเลย 

 

ลูกของเราจำเป็นต้องใช้เก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กหรือไม่

หลายท่านอาจจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีเก้าอี้กินข้าวเด็กก็ได้ ให้นั่งเก้าอี้ปกติแล้วคอยป้อนก็ได้ หรือรอให้ตนเองว่าง แล้วค่อยป้อนอาหารลูกทีหลังก็ได้ ซึ่งความจริงแล้ว การใช้เก้าอี้กินข้าวเด็กเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเด็ก ซึ่งถือเป็นทักษะอย่างหนึ่งทางการพัฒนาด้านอารมณ์ และฝึกการเข้าสังคม เพราะเขาจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ถูกกันออกไปจากกิจกรรมในครอบครัว ลูกสามารถพูดคุยกับทุกคนในครอบครัวระหว่างรับประทานอาหารได้ อีกทั้งยังได้ฝึกรับประทานอาหารเองด้วย เด็ก ๆ หลายคนชอบที่จะได้ตักอาหารกินเอง ซึ่งดีต่อการฝึกฝนพัฒนาการการใช้มือและนิ้วอีกด้วย

10 แบรนด์คุณภาพดี ที่ทีมแม่อยากแนะนำ

1. BONBEBE

เก้าอี้กินข้าวที่ทั้งนิ่ม นุ่ม นั่งสบาย สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย หรือจะถอดเบาะออกเพื่อทำความสะอาดอย่างทั่วถึงก็ได้ มีถาดอาหารสองชั้น สามารถถอดออกได้ หรือจะถอดแค่อันเดียวเผื่อจะเอาไปใช้เวลาเสิร์ฟอาหารให้ลูกน้อยที่อื่นก็ทำได้ เลือกใช้วัสดุที่ใช้สำหรับถาดอาหารไม่มีสารปลอมปน ปลอดภัยไร้สาร BPA รองรับน้ำหนักได้มากกว่า 25 กิโลกรัม ปรับที่วางเท้าได้ 3 ระดับ ปรับพนักพิงได้ 5 ระดับ มีระบบล็อกล้อ และสามารถพับเก็บได้ง่าย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.bonbebethailand.com

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก www.bonbebethailand.com

2. Mommories

แบรนด์นี้มีทั้งแบบเรียบง่ายและเบาะที่มีลวดลายน่ารักให้เลือกใช้งาน สามารถพับเก็บได้ง่าย การปรับระดับสูงและต่ำทำได้มากถึง 6 ระดับ ช่วยให้เด็กสามารถนั่งที่ระดับความสูงเหมาะสมกับโต๊ะอาหาร ล้อเล็กทำให้เคลื่อนที่ได้ ขณะที่ปรับระดับการนั่งได้ 3 ระดับ มีสายรัดที่ช่วยให้ปลอดภัย สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการเช็ดเท่านั้น และเก้าอี้บุด้วยผ้านุ่ม ซึ่งสามารถเช็ดทำความสะอาดได้เช่นกัน แกะถาดรับประทานอาหารเพื่อทำความสะอาดได้ มีตะกร้าเก็บของทางด้านหลัง 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.mommories-store.com/

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก www.mommories-store.com/

3. Rocking Kids

แบรนด์นี้มีความยืดหยุ่นเรื่องการปรับระดับ โดยสามารถปรับระดับความสูงได้ถึง 7 ระดับ จะให้เหมาะกับการนั่งรับประทานอาหารก็ได้ หรือแม้แต่จะให้เอนหลังไปเลยสำหรับนั่งพักผ่อนและแอบงีบกลางวันก็ได้ รวมถึงสามารถกดลดระดับลง เป็นที่นั่งสำหรับนั่งเล่นบนพื้นราบก็ได้ รับน้ำหนักได้ประมาณ 25 กิโลกรัม ไม่มีล้อ แต่ก็สามารถพับเก็บได้ง่าย พกพาสะดวก ตัวเบาะเป็นหนังกันน้ำ มาพร้อมถาดรอง 2 ระดับ พนักพิงปรับได้ 5 ระดับ เข็มขัดนิรภัยปรับรัดได้ 5 ระดับ ที่วางเท้าปรับได้ 3 ระดับ ต้องบอกว่าเก้าอี้กินข้าวเด็กตัวนี้ใช้งานได้หลากหลายไม่แค่เฉพาะตอนกินข้าวก็มีประโยชน์

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: http://www.rockingkidsthailand.com/

เก้าอี้กินข้าวเด็ก

4. FIN

แบรนด์หนึ่งที่เห็นผ่านตาบ่อยด้วยการออกแบบแบบมินิมอล  มีหลายรุ่นหลายแบบ ทั้งแบบเตี้ยและแบบสูง หรือปรับระดับได้ถึง 2 ระดับ ซื้อใช้เผื่อโตได้เลย ตัวเก้าอี้เป็นพลาสติกผลิตจากพอลิโพรไพลีนที่ปราศจากสาร BPA ปลอดภัยสำหรับเด็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก มีเข็มขัดนิรภัยและที่กั้นกันตก สามารถรองรับน้ำหนักได้สูงถึง 70 กิโลกรัม ส่วนถาดอาหารปรับระดับได้ 3 ระดับ และสามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้ ขอบถาดสูงป้องกันน้ำไหลลงพื้น ขาเหล็กแข็งแรงและมีตัวกันลื่น 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.babiesplusshop.com

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก www.babiesplusshop.com

5. Babeplay

เก้าอี้กินข้าวแบรนด์นี้มีหลายแบบ มีทั้งสีเรียบ ๆ และสีสันสดใส ใช้งานสะดวกสบาย สามารถปรับระดับความสูงได้ถึง 8 ระดับ โดยตัวเก้าอี้ทำจากเหล็กแข็งแรงพิเศษ พนักพิงและที่รองขาปรับได้ 3 ระดับ ถาดอาหาร 2 ชั้นปรับได้ 3 ระดับ มีช่องสำหรับวางแก้ว ตัวเก้าอี้พับเก็บง่ายโดยกดปุ่มเดียวตอนพับตั้งพื้น มีเข็มขัดนิรภัย มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยทุกครั้งที่ใช้งาน 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.bebeshop.co

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก www.bebeshop.co

6. Joie

เก้าอี้กินข้าวที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หลากหลาย เหมาะสำหรับทำกิจกรรมอื่นด้วย หรือจะใช้เป็นโต๊ะสำหรับนั่งทำการบ้านก็เหมาะ เรื่องการปรับองค์ประกอบของเก้าอี้กินข้าวแบรนด์นี้ ทำได้ในระดับที่ปรับเปลี่ยนเป็นโต๊ะขนาดเล็กได้ชนิดน่าอัศจรรย์ สามารถพับเก็บง่าย หรือจะถอดเฉพาะที่นั่งเพื่อเอาไปเสริมเวลานั่งบนเก้าอี้ผู้ใหญ่ก็ทำได้ เบาะสามารถถอดออกและเช็ดทำความสะอาด ที่พักเท้าปรับความสูงได้ 3 ระดับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://th.joiebaby.com/product/multiply/

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://th.joiebaby.com/product/multiply/

7. Hauck

แบรนด์คุณภาพนำเข้าจากประเทศเยอรมนี มองเผิน ๆ อาจจะไม่แน่ใจว่า นี่คือเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กจริงๆ หรือเปล่า เพราะมีเสน่ห์ด้วยสีของไม้สนเยอรมัน ลบเหลี่ยมคม ปลอดภัย เป็นแบรนด์ที่หลายคนพูดถึงความยั่งยืน สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 60 กิโลกรัม ผู้ใหญ่ก็สามารถนั่งได้ และตรงส่วนถาดสามารถดึงออกเก็บได้ ส่วนที่รองเท้าก็ขยับปรับได้ไม่มีข้อจำกัด ซึ่งถ้าเด็กโตแล้ว ตรงส่วนที่วางเท้าก็ปรับเป็นที่วางเก็บของได้

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/HauckThailand/

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/HauckThailand/

8. Prince&Princess

เน้นจุดขายที่มีหลายแบบให้เลือก น่ารัก สวยงามถูกใจคุณแม่ ออกแบบด้วยโทนสีที่มองแล้วเย็นตา สามารถใช้ได้ทั้งกับน้องผู้หญิงหรือผู้ชาย สามารถปรับความสูงขึ้นลงได้ 5 ระดับ เก้าอี้กินข้าวจากแบรนด์นี้จึงทำให้น้องร่วมรับประทานอาหารหรือนั่งคุยระหว่างคุณแม่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้านได้ เบาะปรับนอนได้สูงสุดถึงร้อยเจ็ดสิบองศา  สบายตัวกับเด็ก ที่วางเท้าปรับขึ้นหรือลงได้ 3 ระดับ มีเบาะรองเสริมนุ่มพิเศษ นั่งแล้วระบายอากาศได้ดี และยังมีเบาะรองนอนที่ทำความสะอาดได้ง่าย มีเข็มขัดไว้สำหรับเด็กเพื่อความปลอดภัย ถาดอาหารปรับเข้าออกได้ 3 ระดับ และมี 2 ชั้น พับเก็บได้ง่าย มีตะกร้าใส่ของด้านหลังและล้อคู่ด้านหน้าทำให้เคลื่อนย้ายง่าย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: http://www.princeandprincessbaby.com/

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.princeandprincessbaby.com/

9. BabyBoo

เน้นการใช้งานได้หลากหลาย ปรับแปลงร่างเป็นเก้าอี้กินข้าว เก้าอี้เตี้ยสำหรับนั่งเล่น รถเข็น และเอาไว้เป็นบูสเตอร์วางบนเก้าอี้อื่นอีกทีเพื่อเพิ่มระดับความสูงในการนั่ง ขาทั้งสี่ข้างแข็งแรก ถอดเช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่าย เบาะรองนั่งทำด้วยฟองน้ำเนื้อหนา หุ้มด้วยหนัง นั่งสบาย รองรับน้ำหนักได้สูงสุดไม่เกิน 50 กิโลกรัม

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/babybooshop.th/

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/babybooshop.th/

10. IKEA

สำหรับแฟน ๆ แบรนด์นี้ เขามีสินค้าเป็นเก้าอี้กินข้าวให้กับน้อง ๆ หนู ๆ ด้วย หลากหลายแบบ มีออกมาเรื่อย ๆ ราคามีตั้งแต่ถูกถึงแพง งบ 600-5,000 บาท ตัวที่โดดเด่นคือเก้าอี้สูงจากไม้เบิร์ช ราคาอาจจะแพงสักหน่อย แต่ว่าแข็งแรงและสวยงาม เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี สามารถถอดถาดและตัวพื้นที่โอบล้อมเป็นโต๊ะออก เพื่อให้น้อง ๆ หนู ๆ ร่วมโต๊ะทำกิจกรรมอื่นได้ การออกแบบจากแบรนด์นี้ไม่มีเบาะนุ่ม ๆ มารองรับ แต่ว่ากันว่าใช้ฝึกนั่งได้ผลดีกันมาก ปรับความสูงได้ 3 ระดับ สามารถนำมานั่งเป็นเก้าอี้ธรรมดาได้เมื่อน้องนั่งได้มั่นคงเองแล้ว ปรับความสูงได้อีกตามส่วนสูง เอามานั่งทำการบ้านกับโต๊ะเล็ก ๆ ได้สบาย แต่พื้นที่นั่งกว้างประมาณ 30 เซนติเมตร จึงรับน้ำหนักได้ประมาณ 15 กิโลกรัม 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.ikea.com/th

เก้าอี้กินข้าวเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก www.ikea.com/th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

กินข้าวด้วยกัน สานสัมพันธ์ในครอบครัว เสริมทักษะชีวิตลูก

5 เทคนิคฝึก ลูกกินข้าวเอง ก่อน 2 ขวบ ไม่ต้องตามป้่อนไปจนโต

ใช้ “เก้าอี้กินข้าว” ให้ปลอดภัย

หมอนรองให้นม

10 หมอนรองให้นม จัดท่าป้อนนมสบาย บ๊ายบายอาการปวดหลัง

10 หมอนรองให้นม จัดท่าป้อนนมสบาย บ๊ายบายอาการปวดหลัง

ไอเท็มดี ๆ ที่ทีมแม่อยากแนะนำให้คุณแม่รู้จักกันในวันนี้คือ “หมอนรองให้นม” เพราะถึงแม้ว่าการป้อนนมลูกน้อยเป็นช่วงเวลาแสนน่าประทับใจ แต่คุณแม่หลายท่านพบว่าช่วงเวลาดี ๆ นี้ มีความทรมานอันแสนหวานซ่อนอยู่ นั่นคือความรู้สึกปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ รวมไปถึงปวดข้อมือ จากการที่ต้องโอบอุ้มประคองลูกน้อยด้วยความรักไว้ในอ้อมแขน แม้ลูกน้อยน่ารัก แต่ถ้าต้องป้อนนมอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน กว่าลูกน้อยจะอิ่มให้คุณแม่ชื่นใจ คุณแม่หลายท่านก็อาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่สบายตัวอยู่ไม่ใช่น้อย อาการปวดหลังจากการตั้งครรภ์ยังไม่ทันหาย ก็ต้องมาเจออาการปวดหลังจากการให้นมหรืออุ้มลูกต่ออีก วันนี้ทีมแม่จึงอยากชวนคุณแม่มาปรับท่าทางในการให้นมลูก ให้ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ลดอาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ และช่วยให้คุณแม่มีความสุขกับช่วงเวลาในการให้นมนี้มากยิ่งขึ้น 

หมอนรองให้นม

ถ้าปวดตัวตอนกลางวัน คุณแม่มักจะปวดตัวตอนกลางคืนด้วย จากนั้นอาจมีอาการนอนไม่หลับ และเมื่อต้องดูแลลูกน้อย ก็อาจจะหงุดหงิดได้ง่าย ซึ่งเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย คุณแม่ไม่อยากหงุดหงิดกับช่วงเวลาดี ๆ ที่มีกับลูกน้อยเลย ดังนั้นการใส่ใจมองหาตัวช่วยจึงสำคัญมาก ตัวช่วยในทีนี้ คือ หมอนรองให้นม เอาไว้รองตัวลูกน้อย คุณแม่จะไม่ต้องก้มมาก และช่วยทำให้ปากของลูกจุ๊บดื่มนมได้ถึงฐานนมนั่นเอง

หมอนรองให้นม ไอเท็มวิเศษที่คุณแม่ขาดไม่ได้

หมอนรองให้นม เป็นสิ่งของที่ใช้งานพร้อมกันสองคนตลอด คือคุณแม่และคุณลูก ทำให้ทั้งคู่ต่างสบายตัวและเพลิดเพลิน สำหรับคุณแม่ที่กำลังสนใจ มองหาหมอนรองให้นมสักใบมาคู่กาย วันนี้เรามีเทคนิคการเลือกหมอนรองให้นม พร้อมแนะนำ 10 แบรนด์คุณภาพดีที่อยากให้คุณแม่ได้ลองใช้ดู

คุณแม่ควรค้นหาข้อมูลหรือสังเกตหาลักษณะต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจซื้อหมอนรองให้นม

  1. รูปทรงโค้งเป็นรูปตัวยูหรือเกือกม้า หรือสนับสนุนสรีระระหว่างให้นม เพื่อจะได้สอดประสานเข้ากับสรีระของคุณแม่ด้านหน้า ทำให้หมอนแนบชิดกับตัวได้มาก ช่วยทำให้ตัวลูกน้อยไม่ตกร่องเวลาวางเขาบนหมอนและให้จุ๊บดื่มนมจากทรวงอก 
  2. ความสูง ของหมอนรองให้นม ควรจะสูงพอดี ลองจินตนาการว่าความสูงนั้นช่วยให้เราอุ้มทารกไป หรือวางเขาไว้ แล้วเขาสามารถดื่มนมได้โดยที่คุณแม่ไม่ต้องก้มมากไป หรือว่าต้องซ้อนผ้าประคองสูงขึ้นมาอีก บางยี่ห้อจะทำด้านหนึ่งให้สูงกว่าอีกด้าน เพื่อประโยชน์ในการหนุนคอของทารกให้สูงขึ้นและประคองแขนของคุณแม่ ช่วยอำนวยความสะดวกและลดความเมื่อยล้า
  3. เข็มขัดหรือสายรัดไว้สวมเข้าเอว เป็นส่วนที่ต่อจากหมอนเอาไว้ทำให้ร่างกายของคุณแม่แนบไปชิดกับหมอนระหว่างให้นม ช่วยให้ลูกไม่ตกร่อง ซึ่งควรดูว่าถูกออกแบบให้ไม่เสียดสีกับผิวของคุณแม่จนต้องระคายเคือง ไม่มีความสากระคายเคืองที่อาจจะสร้างบาดแผลแก่ลูกน้อยได้ 
  4. วัสดุยัดด้านใน เป็นวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ และทำให้หมอนคงสภาพแน่นแต่นุ่ม ไม่ย้วยหรือยวบง่ายจากแรงกดทับ

 

อุ้มน้องป้อนนมท่าไหนได้บ้าง

คุณแม่เคยสังเกตท่าทางของตัวเองตอนให้นมลูกบ้างหรือเปล่า เคยคิดว่ามีท่าอื่นด้วยไหม ลองมาดูกันสักหน่อยว่ามีท่าแบบไหนที่ใช้ในการอุ้มลูกน้อยได้บ้าง และหมอนรองให้นมจะช่วยแต่ละท่าอย่างไร

  1. ท่าอุ้มวางบนตัก ศีรษะของทารกอยู่บนข้อศอกหรือข้อพับ มือข้างเดียวกันจะไปประคองก้นของลูกไว้ ขณะที่มืออีกข้างยกโอบประคองตัวทารกแนวยาว 
  2. ท่าอุ้มวางตักพร้อมส่งเต้า คล้ายกับท่าแรก เพียงแต่มืออีกข้างที่ยกประคองตัวทารกแนวยาว เปลี่ยนหน้าที่ไปจับเต้านมเพื่อจะส่งให้เข้าในปากของทารกให้ถนัดถนี่ ซึ่งคุณแม่บางคนจะนวดหน้าอกไปด้วยเพื่อให้น้ำนมไหลออกมาได้มากขึ้น
  3. ท่าจับศีรษะเข้าสะเอว ท่านี้คุณแม่จะล็อกน้องไปทางด้านข้าง มือด้านหนึ่งซ้อนใต้ตัวและมาประคองศีรษะเอาไว้ อีกแขนโอบประคองด้านข้าง หรือมีลักษณะท่าต่างออกไปเล็กน้อยแต่คือการจับลูกเข้าด้านข้าง คุณแม่ที่ถนัดท่านี้ส่วนใหญ่จะมีขนาดหน้าอกที่ค่อนข้างใหญ่ 

10 แบรนด์น่าใช้ เอาใจคุณแม่

1. Mothersbaby 

แบรนด์นี้มาพร้อมคอนเซ็ป รองให้นม 11 องศา ช่วยลดอาการปวดล้า 4 จุด โดยที่ต้องเป็น 11 องศานั้นเพราะว่ามีงานวิจัยบอกว่าเป็นองศาที่ลูกจะเข้ากับทรวดทรงของเต้าได้ดีที่สุด เป็นท่าที่ดูดได้นานและสบายที่สุด และ 4 จุดที่ว่าคือความปวดเมื่อยที่หลัง แขน ไหล่และข้อมือ เป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อมกันกับความสะดวกสบายของทารกยามดื่มนม ด้านหน้าของหมอนยังมีถุงไว้สำหรับเก็บของด้วย เผื่อคุณแม่ต้องมีสำลีติดไว้สำหรับทำความสะอาดหัวนมก่อนให้น้องดื่มนม ปลอกหมอนทำมาจากผ้าฝ้าย ไม่ระคายเคืองผิว

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/MothersbabyTH/

หมอนรองให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่

2. My Brest Friend

ทำจากวัสดุที่รับน้ำหนักกดทับได้มาก ถ้าน้องตัวใหญ่ไม่ใช่น้อย หรือโตไว แบรนด์นี้รองรับความต้องการใช้งานได้ดี สามารถใช้ได้ทั้งคุณแม่ผ่าคลอดและคลอดเองตามธรรมชาติ ช่วยทำให้ไม่ต้องก้มเลย สายรัดปรับตามความกว้างของเอวและมีจุดที่ประคองหลัง และด้านหน้าหมอนมีถุงผ้าไว้เก็บของ ตัวหมอนมีความสูงด้านหนึ่งชัดเจนช่วยเสริมอย่างเหมาะเจาะทุกท่าในการให้นม

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.mybrestfriend.com/

หมอนให้นมลูก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.mybrestfriend.com/

3. Pureen

มาในสีฟ้าหรือสีชมพูลายจุด ที่เห็นกันบ่อย ๆ ตามโฆษณาเว็บไซด์ต่าง ๆ จะเป็นสีชมพู เวลาดูภาพโฆษณาอาจจะคิดว่าหมอนรองให้นมยี่ห้อนี้ดูธรรมดาไปหน่อย แต่สิ่งที่ทำให้โดดเด่นและคุณแม่หลายท่านไว้ใจใช้งานคือขนาดที่ใหญ่ ใยแน่น ไม่ยุบหรือยวบ เนื้อผ้ายังนุ่มลื่นและให้สัมผัสที่เย็นสบาย นอกจากนี้สามารถนำมาไว้ใช้หนุนหลังแก้เมื่อยได้ดีด้วย ถ้าลูกน้อยหลับบนเตียงหรือในเปล คุณแม่ค่อยเอามาวางพิงหลังช่วยบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมหรือลดความปวดสะสมได้อย่างดี

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: http://www.pureen.co.th/

หมอนรองให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.pureen.co.th/

4. Palm&Pond

หมอนไซส์ใหญ่อีกแบรนด์หนึ่ง ขนาดถึง 50×32 เซนติเมตร แบรนด์นี้ไม่โฆษณาว่าถอดปลอกหมอนมาซักได้ เพราะเขาออกแบบมาให้ซักได้ทั้งใบ ทั้งซักเครื่องและซักมือ สะดวกไปอีกแบบ การซักไม่มีผลต่อความแน่นหรือการอยู่ตัวของหมอน ทางร้านจะเปลี่ยนลายไปเรื่อย ๆ 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: http://www.palmandpond.com/

หมอนให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://pumpnom.com/

5. Glowy Star

แบรนด์นี้เหมาะกับทุกท่าให้นม และยังนำไปใช้ช่วยให้ลูกน้อยฝึกพัฒนาการในการคว่ำและนั่งได้ สำหรับไส้ในทำมาจากใยสังเคราะห์เกรดเอ พร้อมกับมีสารเคลือบกันไรฝุ่นซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กันเชื้อแบคทีเรียได้ดีอีกด้วย ดีต่อสุขภาพของลูกน้อยยามหลับ ขนาดที่ปลอกหมอนทำจากผ้าฝ้าย เนื้อผ้าเบาสบายไม่ระคายเคืองผิวเด็กน้อย สามารถถอดซักได้ และนุ่ม 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://glowystar.com/th

หมอนให้นมลูก
ขอขอบคุณภาพจาก https://glowystar.com/th

6. Walee Baby 

อีกหนึ่งแบรนด์หมอนรองให้นมขนาดใหญ่ ปลอกสามารถถอดซักได้ และยังขายคู่กันมากับหมอนเสริมเผื่อว่าอยากให้ลูกน้อยหนุนสบายและคุณแม่สบายแขน นอกจากนี้ด้วยขนาดที่ใหญ่ยังสามารถใช้สำหรับฝึกหัดนั่งได้ โดยขนาดของหมอนนี้ใหญ่พอที่จะโอบล้อมรอบลูกรักยามหัดนั่งได้ และถ้าเมื่อยคอ เด็กน้อยยังสามารถพิงหมอนเสริมสบายคอ ทำให้วันของลูกนอนไม่น่าเบื่อ นั่งคู่กับคุณแม่ได้ด้วย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/waleebaby/

หมอนให้นมลูก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/waleebaby/

7. Mico

เทียบกับแบรนด์อื่นแล้ว สินค้าของ Mico ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ เพราะรูปลักษณ์ไม่ใช่ทรงเกือกม้าหรือตัวยู ในตัวสินค้าชิ้นเดียวประกอบด้วยหมอนที่เย็บกับแกนกลางทำให้จับเปิดไปได้เหมือนกับหน้าหนังสือ แต่จริง ๆ แล้วประโยชน์คือเพื่อปรับระดับขณะวางทารกลงไป ทำให้ท่าเดิม ๆ ที่ทำได้มีระดับและสามารถขยับตัวได้หลากหลายทิศทางมากกว่าเดิม ด้วยความสามารถในการปรับระดับที่เหนือกว่าแบรนด์อื่น ทำให้สามารถจับมาเป็นหมอนคนท้องก่อนคลอด หมอนให้นมหลังคลอด หมอนรองนอน และหมอนรองฝ่าเท้า 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://mico-thailand.com/

หมอนให้นมลูก
ขอขอบคุณภาพจาก https://mico-thailand.com/

8. A Little Pearl

หมอนรองแบบสั่งทำลายได้ตามแต่คุณแม่ต้องการ ผ้าทำจาก Micro Peach เนื้อผ้าไม่ลื่น และปลอกหมอนซ่อนซิปเอาไว้ สะดวกแก่การถอดซัก และไม่ไปเสียดสีโดนทารก มั่นใจว่าปลอดภัยได้ ส่วนไส้หมอนด้านนอกเป็น Micro Fibre อย่างดี ขณะที่ไส้ในก็เป็นโพลีเอสเตอร์ เนื้อแน่น ไม่ยุบลงตามน้ำหนัก ถ้าสั่งไปแล้วรอประมาณ 8-20 วันก็ได้รับไปเลย เก๋ไก๋ ถ่ายรูปลูกน้อยอวดเพื่อนฝูงได้ทำให้ทุกคนมีรอยยิ้มไปพร้อมกัน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/alittlepearl.official

หมอนให้นมลูก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/alittlepearl.official

9. Idawin

สินค้าของแบรนด์นี้มีรูปแบบหลากหลาย โดยเน้นผลิตจาก Memory Foam (โฟม) ที่ขึ้นรูปแข็งแต่ยืดหยุ่นได้ดี นำมาทำให้เป็นรูปโค้งหรือเกือกม้า น่านอน โดยปลอกหมอนเป็นผ้าเยื่อไม้ไผ่ธรรมชาติที่เรียกว่านุ่มนวล ทนทาน ถนอมผิวสุด ๆ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันแบคทีเรีย สามารถถอดซักได้ แต่แบรนด์นี้แนะนำให้ซักปลอกหมอนด้วยมือ โดยตัวหมอนบางรุ่นเล่นระดับด้วย ช่วยเสริมการเปลี่ยนท่าอย่างมั่นคงระหว่างให้นมลูก 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/idawin.thai/

หมอนรองให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/idawin.thai/

10. Ergobaby

แบรนด์นี้ให้คุณพ่อมาโฆษณาด้วย ตัวหมอนรับกับสรีระโค้งของลำตัว และยังเหมาะกับการวางบนตัก เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่ไม่ว่าง ไว้ใจให้คุณพ่อให้ใช้หมอนใบนี้และป้อนนมลูกจากขวดนมไปก่อนได้ เพราะว่าลูกคุ้นชินกับการนอนและดูดนมแม่ จึงน่าจะดูดนมจากขวดได้อย่างสบายใจโดยที่คุณพ่อเป็นคนป้อนได้เช่นกัน ทรงเว้าของหมอนที่ยกระดับขอบสองข้างขึ้น ช่วยเรื่องการหนุนคอของลูก อีกทั้งยังนำหมอนรองนี้ไปใช้ฝึกการพลิกตัว และการใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง ให้ลูกดันตัวขึ้นลงหรือสลับกันไปมาได้ อีกทั้งยังมีหูหิ้วด้านหน้า ช่วยให้การขนย้ายใช้แค่มือเดียวก็พอ 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.ergobabythailand.com/

หมอนรองให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.ergobabythailand.com/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ผ้าคลุมให้นม 10 แบรนด์ ใส่สบาย คล่องตัว ไม่กลัวโป๊

แนะนำ 10 แบรนด์ หมอนคนท้อง นุ่ม ผ่อนคลาย นอนสบายไม่ปวดหลัง

เช็คลิสต์ 60 ของใช้เด็กแรกเกิด อย่างไหนควรซื้อเลย อย่างไหนไม่ต้องรีบ!

สติ๊กเกอร์กันยุง

10 สติ๊กเกอร์กันยุง สำหรับเด็ก ติดแน่น ปลอดภัย ไล่ยุง

10 สติ๊กเกอร์กันยุง สำหรับเด็ก ติดแน่น ปลอดภัย ไล่ยุง

ยุงเป็นพาหะของโรคหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ยุงลายที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก ยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย และยุงลายเสือที่เป็นพาหะโรคเท้าช้าง โดยเฉพาะในเด็กโรคไข้เลือดออกและโรคชิคุนกุนยาเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก นอกจากยุงจะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ในเด็กแล้วนั้นยังทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองผิว เกิดรอยแดงต่างๆตามมาอีกด้วย ดังนั้นการป้องกันลูกน้อยจากยุงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งวิธีการป้องกันยุงทำได้หลายวิธี เช่น ทาโลชั่นกันยุง ฉีดสเปรย์ตะไคร้หอม เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการติด สติ๊กเกอร์กันยุง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับการไล่ยุงที่ปลอดภัยต่อลูก

สติ๊กเกอร์กันยุง

สติ๊กเกอร์กันยุง คืออะไร

โดยทั่วไปแล้วสติ๊กเกอร์แปะกันยุงจะมีลักษณะเป็นแผ่นเล็ก ๆ คล้ายกับสติ๊กเกอร์ ซึ่งตัวแผ่นแปะจะทำการกักเก็บกลิ่นที่สามารถไล่ยุงเอาไว้ได้ โดยกลิ่นส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากสารสกัดธรรมชาติที่เป็นออร์แกนิค เช่น สารสกัดจากน้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันดอกลาเวนเดอร์ เป็นต้น เมื่อแปะตัวสติ๊กเกอร์กันยุงแล้วตัวแผ่นแปะก็จะทำการปล่อยกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ออกมาเพื่อไล่ยุง โดยสามารถกันยุงได้นานถึง 6-8 ชั่วโมง ซึ่งข้อดีของการใช้สติ๊กเกอร์แปะกันยุง คือมีความสะดวก รวดเร็ว ในการใช้งาน สามารถพกพาไปได้ทุกที่เพราะมีขนาดเล็ก ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยในการปกป้องลูกน้อยจากยุงได้มากกว่าวิธีอื่น ๆ เพราะไม่ต้องทาลงบนตัวของลูกน้อยโดยตรง ทำให้ไม่สัมผัสกับผิวที่บอบบางของลูกน้อย จึงไม่เกิดการระคายเคืองต่อผิว

 

วิธีเลือกสติ๊กเกอร์กันยุง

  • ผลิตมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมหรือดอกลาเวนเดอร์มาเป็นวัตถุดิบหลัก ยิ่งถ้าหากใช้ในเด็กอาจจะต้องเลือกที่เป็นแบบออร์แกนิค
  • สามารถติดได้บนผ้าหรือพื้นผิวได้ทุกประเภท เพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานและแผ่นสติ๊กเกอร์กันยุงไม่หลุดระหว่างการใช้งาน ที่สำคัญไม่ทิ้งคราบกาวไว้บนพื้นผิววัสดุที่เราแปะสติ๊กเกอร์
  • ไม่ส่งกลิ่นฉุนจนเกินไป เพราะการใช้งานในเด็กหากมีกลิ่นฉุนจนเกิดไปอาจทำให้เด็กแสบจมูกหรือวิงเวียนศีรษะได้
  • มีประสิทธิภาพกันยุงได้เป็นระยะเวลานาน ควรเลือกสติ๊กเกอร์กันยุงที่มีประสิทธิภาพในการส่งกลิ่นได้ยาวนานหลายชั่วโมง อย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อการป้องกันยุงได้ยาวนาน คุ้มค่าคุ้มราคา

 

10 สติ๊กเกอร์กันยุงป้องกันลูกน้อยจากยุงร้าย

สติ๊กเกอร์กันยุงจึงเป็นอีกไอเท็มหนึ่งที่คุณแม่ยุคใหม่ควรมีไว้เพื่อป้องกันลูกน้อยจากยุง ดังนั้นทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมรีวิวสติ๊กเกอร์กันยุงสำหรับเด็ก 10 แบรนด์ที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีรูปแบบที่น่ารักเหมาะกับการใช้งานในเด็ก ไว้เป็นทางเลือกหนึ่งให้คุณแม่ใช้เป็นวิธีป้องกันยุงให้กับลูกรักของเรามาดูกันว่ามีแบรนด์ไหนน่าใช้งานกันบ้าง

  1. Kindee

Kindee Mosquito Repellent Patch ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ลักษณะสติกเกอร์ที่ทำมาจากวัสดุที่คล้ายแผ่นโฟม มีเนื้อหนาพิเศษ มีรูพรุนเพื่อซึมซับและกระจายกลิ่นน้ำมันหอมระเหยได้ดี ปลอดสาร​ DEET ปราศจากน้ำหอมและสารเคมีอันตราย ประสิทธิภาพป้องกันยุงได้นานสูงสุด 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังใช้กาวเกรดเดียวกับพลาสเตอร์จึงสามารถติดบนผิวได้โดยตรงไม่เกิดการระคายเคื่องผิว จุดเด่นของแบรนด์นี้คือสามารถเติมน้ำยารีฟิล Kindee ได้เมื่อกลิ่นจาง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kindeekids.com/

สติ๊กเกอร์กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.kindeekids.com/

 

  1. AKITO

สติ๊กเกอร์กันยุง AKITO ผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100% จากน้ำมันตะไคร้หอม ปลอดสาร​ DEET และสารเคมี จุดเด่นของแบรนด์นี้คือ มีประสิทธิภาพปกป้องยาวนานถึง 12 ชั่วโมง รัศมีป้องประมาณ 1 เมตร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th-th.facebook.com/akitothailand/

สติ๊กเกอร์กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/akitothailand/

 

  1. Bug Guard

สติ๊กเกอร์กันยุง Bug Guard ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ 100 % เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ปราศจากสารเคมี มีกลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อน ๆ ไม่ทำให้ฉุนจนแสบตา แสบจมูก จุดเด่นของแบรนด์นี้คือ มีประสิทธิภาพปกป้องยาวนานถึง 48 ชั่วโมง รัศมีป้องประมาณ 2 เมตร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bugguardthai.com

สติ๊กเกอร์กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.bugguardthai.com/

 

  1. Lamoon

Lamoon Organic Bugs Away Patch เป็นสติกเกอร์กันยุงลวดลายน่ารักสดใส และด้วยลักษณะสติกเกอร์ที่มีคุณสมบัติคล้ายเนื้อโฟม จึงดูดซับน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมซึ่งเป็นสูตรคิดค้นเฉพาะของ Lamoon ได้ดี ทำให้สติกเกอร์มีประสิทธิภาพไล่ยุงได้นานถึง 6-8 ชั่วโมง จุดเด่นของแบรนด์นี้คือ กระดาษกาวของสติ๊กเกอร์แปะกันยุงมีความคงทน ไม่หลุดง่ายเพื่อรองรับทุกกิจกรรมของลูกน้อย มีลวดลายการ์ตูนน่ารัก เอกลักษณ์เฉพาะของ Lamoon

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.lamoonbaby.com/

สติ๊กเกอร์กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lamoonbaby.com/

 

  1. Little Ryan

Little Ryan Mosquito away patch ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ 100% ส่วนประกอบจากน้ำมันตะไคร้หอมปราศจากสารเคมีและสารDEET ที่เป็นอันตราย ด้วยเลเยอร์3ชั้นของแผ่นสติ๊กเกอร์ทำให้สารสกัดไม่สัมผัสผิวหนังโดยตรงจึงไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง กลิ่นจากธรรมชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่ฉุน มีประสิทธิภาพไล่ยุงได้นาน 6-8 ชั่วโมง จุดเด่นของแบรนด์นี้คือ กลิ่นไม่ฉุนเพราะไม่มีสารแต่งกลิ่น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/littleryanofficial/

สติกเกอร์กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.facebook.com/littleryanofficial/

 

  1. Pigeon

สติ๊กเกอร์กันยุง pigeon มีส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ มีกลิ่นหอมสดชื่น ปราศจากสาร DEET มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงนาน 6 ชั่วโมง สติ๊กเกอร์ลายน่ารักสดใส จุดเด่นของแบรนด์นี้คือผ่านการทดสอบ Dermatologically tested

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.pigeon.co.th/th/index.php

สติกเกอร์กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.pigeon.co.th/th/index.php

 

  1. BABY TATTOO

สติ๊กเกอร์กันยุง BABY TATTOO ผลิตจากสารสกัดสมุนไพรหอมระเหย พืชธรรมชาติ  ปลอดภัยและปลอดปราศจากสารพิษ มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงนาน 8-10 ชั่วโมง มีทั้งหมด 4 กลิ่น คือ กลิ่นตะไคร้ กลิ่นหัวหอม กลิ่นลาเวนเดอร์และกลิ่นมะนาว จุดเด่นของแบรนด์นี้คือ มีหลากหลายกลิ่น ซึ่งกลิ่นหอมแดงยังช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นในกรณีที่เด็กเป็นหวัด และยังฆ่าเชื้อในสภาพเเวดล้อมได้อีกด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.babytattoo.co.th/

กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.babytattoo.co.th/

 

  1. BUGA BUGA

BUGA BUGA สติ๊กเกอร์กันยุงจากสารสกัดธรรมชาติ 100 % ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี มีกลิ่นหอมผ่อนคลายไม่ฉุน เพราะมีส่วนผสมของ น้ำมันสกัดจากดอกลาเวนเดอร์ น้ำมันสกัดจากเลม่อน และน้ำมันสกัดจากโกฎจุฬาลัมภาที่เป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่ง แผ่นกาวที่ติดมีความเหนียวแน่นไม่หลุดลอกง่าย ไม่ทิ้งคราบบนเสื้อผ้า มีลายการ์ตูนสัตว์น่ารักถึง 12 แบบ จุดเด่นของแบรนด์นี้คือ มีกลิ่นหอม ผ่อนคลาย ไม่ฉุน มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงนาน 12 ชั่วโมง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Facebook: Bugabuga แผ่นแปะกันยุง จากสารสกัดธรรมชาติ 100 %

กันยุง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Bugabuga

 

  1. Baybee

สติ๊กเกอร์กันยุง Baybee ผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติที่ได้จากกลิ่นตะไคร้หอมที่มีคุณสมบัติเป็นน้ำมันหอมระเหย มีน้ำมันสกัดจากใบ Eucalyptus และกลิ่นส้มช่วยให้กลิ่นหอมสดชื่น ปราศจาก DEET นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากดอก Chamomile ที่ช่วยลดอาการแพ้และลดการระคายเคืองซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์นี้ นอกจากนั้นยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงได้นานถึง 12 ชั่วโมง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.baybee.in.th/default.aspx

 

ขอขอบคุณภาพจาก http://www.baybee.in.th/default.aspx

 

  1. Neoplast™ 3M Mosquito Patch

สติ๊กเกอร์กันยุง Neoplast™ 3M ผลิตจากสารสกัดตะไคร้หอมที่มีความเข้มข้น 99% w/w และแต่งกลิ่นด้วยลาเวนเดอร์ 1% เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จึงปลอดภัย และออกฤทธิ์ได้ยาวนาน ไม่มีส่วนผสมของ DEET  แผ่นแปะขนาดใหญ่ทำให้มีประสิทธิภาพในการกันยุงสูงและกลิ่นอยู่ได้ยาวนาน ที่สำคัญแผ่นแปะที่มีโครงสร้างพิเศษ (ลิขสิทธิ์เฉพาะ 3M) ทำให้กาวติดแน่น แต่ไม่ทิ้งคราบกาว ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของแบรนด์นี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cstsupply.co.th/Neoplast-Mosquito-Patch-5-S.html

 

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.cstsupply.co.th/Neoplast-Mosquito-Patch-5-S.html

 

ช่วงนี้ก็ใกล้หน้าฝนแล้ว สำหรับคุณแม่ที่กังวลเรื่องยุงที่จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ กับลูกน้อยของเรา สามารถป้องกันลูกน้อยของเราได้ด้วยการใช้สติ๊กเกอร์กันยุงตามที่ทีมแม่ ABK แนะนำได้นะคะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกแพ้ยุง โดนยุงกัดทีไร เป็นผื่นแพ้ยุง ทำยังไงดี?

รวม 15 สเปรย์กันยุง สูตรอ่อนโยนสำหรับเด็ก ฉีดกันไว้ก่อนยุงกัด ยี่ห้อไหนดี

รีวิวจัดหนัก 4 ผลิตภัณฑ์กันยุง สำหรับเด็ก ตัวไหนใช้ดี ปกป้องผิวบอบบางอยู่หมัด

ทำไมโควิดเข้าข่าย โรคประจำถิ่น

ทำไมโควิดเข้าข่าย โรคประจำถิ่น

สถานการณ์รายวันของโควิด-19 ยังคงไม่ลดความรุนแรงลง ผู้ติดเชื้อยังมีจำนวนมากไม่ลดลง แม้อาการโดยรวมไม่หนักหนา แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตรายวัน โดยเฉพาะเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ที่กำลังจะถึงนี้ โควิด-19 ก็กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่ง โรคประจำถิ่น ของไทย แม้จะฟังดูไม่หนักหนา แต่ก็ยังคงนิ่งนอนใจไม่ได้ เลยค่ะคุณพ่อคุณแม่ เรามารู้จักกับคำว่าโรคประจำถิ่น คืออะไร โรคระบาดคืออะไร ทำไมโควิดจึงเข้าข่ายโรคประจำถิ่น และโรคประจำถิ่นในไทยมีอะไรบ้างค่ะ

โรคประจำถิ่น (Endemic) หมายถึงอะไร

ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำจำกัดความของโรคประจำถิ่นไว้ว่า โรคประจำถิ่น (Endemic) คือ โรคที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่นั้นๆ กล่าวคือมีอัตราป่วยคงที่และสามารถคาดการณ์ได้ โดยขอบเขตของพื้นที่นั้นอาจเป็นเมือง ประเทศ หรือใหญ่กว่านั้นอย่างทวีป

โควิด-19 เป็นโรคระบาดที่อยู่ในประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตรียมพร้อมรับมือ โดยเป็นวาระต่อเนื่องจากแผนยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ

โรคประจำถิ่นกับโรคระบาด ต่างกันอย่างไร

ตามหลักระบาดวิทยาได้แบ่งการระบาดออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

1. โรคประจำถิ่น (Endemic) คือ การระบาดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่สามารถคาดการณ์ได้
2. การระบาด (Outbreak) คือ การระบาดที่เป็นโรคประจำถิ่นอยู่แล้ว แต่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นผิดปกติ เช่น การระบาดของเชื้อไวรัสไข้เลือดออกในปี พ.ศ.2562
3. โรคระบาด (Epidemic) คือ การระบาดที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อจำนวนเกินคาดการณ์ได้ เช่น โรคอีโบลาที่เกิดการระบาดในทวีปแอฟริกาข้ามไปยังทวีปอื่นๆ พ.ศ.2557-2559
4. การระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) คือ การระบาดที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ ลุกลามไปทั่วโลก เช่น ไข้หวัดสเปน พ.ศ.2461 และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ พ.ศ.2553 รวมถึงเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบันด้วย

โรคโควิด-19 จะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นได้เมื่อใด

โรคโควิด-19 จะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นได้ ก็ต่อเมื่อ

1. เชื้อลดความรุนแรง วัดจากอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยขณะนี้ทั่วโลกตัวเชื้อมีสภาพอ่อนลงแล้ว
2. ประชาชนมีภูมิคุ้มกันดีขึ้นจากการฉีดวัคซีน หรือภูมิที่เกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อมาก่อนแล้ว โดยของไทยต้องการให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 เพราะลดการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้มากถึง 50%
3. การดูแลจัดการสาธารณสุขที่ควบคุมและชะลอการระบาดได้ ปัจจุบันไทยยังมีความพร้อม ซึ่งดูได้จากอัตราการครองเตียง ที่ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่ใช้เตียงไปไม่เกิน 30%

ซึ่งเกณฑ์ในการพิจารณาให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้กำหนดไว้ 4 เกณฑ์ ประกอบไปด้วย

1) ต้องมีผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกิน 10,000 คนต่อวัน

2) อัตราป่วยตายน้อยกว่าร้อยละ 0.1

3) การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่าร้อยละ 10

4) กลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง (ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง) ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 โดส มากกว่าร้อยละ 80

โรคประจำถิ่น
โควิดกำลังจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น

โรคประจำถิ่นในไทย มีอะไรบ้าง

โรคไข้เลือดออก ได้ถูกประกาศเป็นโรคประจำถิ่นตามนิยามทางระบาดวิทยา หลังจากที่พบว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ในช่วงปี พ.ศ.2500 และเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามนิยามของกฎหมาย แม้ว่าเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่หากเข้ารับการประเมินการรักษาไม่ทันท่วงที ผู้ป่วยก็มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคไข้หวัดใหญ่ ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงพัฒนาสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ พบว่าเป็นเชื้อไวรัสที่มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ตระกูลนก พบการระบาดครั้งใหญ่ที่เกาะฮ่องกง พ.ศ.2540 ทำให้ไก่ที่ติดเชื้อรุนแรงตายจำนวนมาก คนที่ติดเชื้อมาจากอุจจาระไก่เกิดเป็นการระบาดต่อเนื่องในคน

โรคเอดส์

โรคเอดส์ เป็นโรคติดเชื้อไวรัส HIV ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง โรคนี้พบเป็นโรคอุบัติใหม่ในปี พ.ศ.2527 และเมื่อกลายเป็นโรคติดต่อที่เฝ้าระวัง ก็กลายเป็นโรคประจำถิ่นเช่นกัน

แผนรองรับโควิดเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น

ทางคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติก็ได้ให้ความเห็นชอบ แผนรองรับการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 4 เดือน หรือที่เรียกกันว่า “แผน 3 บวก 1” ดังนี้

ระยะที่ 1 (12 มี.ค.-ต้น เม.ย.) เรียกว่า combatting สาระสำคัญของแผนระยะนี้ก็คือ ต้องออกแรง “กดตัวเลข” ผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงไปกว่านี้ เพื่อลดการระบาด ลดความรุนแรงของโควิด-19

ระยะที่ 2 (เม.ย.-พ.ค.) เรียกว่า plateau คือ การคงระดับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ให้สูงขึ้น แต่ให้เป็นระนาบจนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเรื่อย ๆ

ระยะที่ 3 (ปลาย พ.ค.-30 มิ.ย.) เรียกว่า declining คือ การลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลง ให้เหลือวันละ 1,000-2,000 ราย

ระยะ 4 ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 เป็นต้นไป เรียกว่า post pandemic คือ ออกจากโรคระบาดและเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น

ทั้งหมดนี้จะถูกดำเนินการภายในระยะเวลา 4 เดือน แต่ประชาชนยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานป้องกันโรคเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ VUCA ซึ่งประกอบไปด้วย V-vaccine, U-universal prevention, C-COVID-19 free setting และ A-ATK

 

แม้ว่าจะใกล้การประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อนี้จะหายไป คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องรักษาระยะห่าง ล้างมือตัวเองและลูกน้อยด้วยเจลแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัยหากต้องออกไปข้างนอก เพื่อป้องกันตัวเองแม้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นแล้วก็ตามค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
ไทยรัฐออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปลี่ยนแม่เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล รับมือ โอมิครอนในเด็ก

เด็กเล็กติดโควิด ดับรายวัน! มีโรคร่วม แนะรีบหาหมอ

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง

แอปพลิเคชัน Monkey Stories

ภาษาอังกฤษกับความสำคัญในการต่อยอดอนาคต “Monkey Stories” แอปพลิเคชันที่ช่วยสร้างพื้นฐานทางภาษาอังกฤษให้แข็งแรงตั้งแต่เยาว์วัย

เพราะการเลี้ยงลูกให้มีอนาคตที่ดีคือหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่ หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้เด็ก ๆ มีอนาคตที่สดใสคือการมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี มีความเป็นเลิศทางวิชาการ และหนึ่งในวิชาความรู้พื้นฐานที่ควรส่งเสริมให้ลูกน้อยค่อย ๆ เรียนรู้จนสามารถฝึกฝนทักษะในระดับที่เก่งขึ้นไปเพื่อต่อยอดการเรียนรู้และอนาคตที่สมบูรณ์ นั่นคือ “ภาษาอังกฤษ” เหตุใด ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นต่ออนาคตของบุตรหลาน และจำเป็นหรือไม่ที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังความรู้ด้านการใช้ภาษาให้บุตรหลานตั้งแต่อายุยังน้อย วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

ในโลกปัจจุบันที่มีความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสารที่ไร้พรมแดน การเรียนรู้ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในระดับสากล ทุกเรื่อง “ภาษาอังกฤษ” ล้วนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงข้อมูลให้กับคนทั้งโลก และเมื่อมองในระดับภูมิภาค หลังจากมีการเปิดการค้าเสรีอาเซียน (AEC) ประเทศไทยย่อมจำเป็นต้องปรับตัวในการติดต่อสื่อสารเพื่อขยายวงกว้างในการดำเนินธุรกิจ และนั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนสิ่งเหล่านั้น บุคลากรที่เป็นอนาคตของประเทศจึงเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเริ่มปูพื้นฐาน สร้างความแข็งแรงในการใช้ทักษะภาษาอังกฤษให้กับบุตรหลานตั้งแต่ช่วงอายุยังน้อยนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความจำเป็นอีกต่อไป

อีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกให้ความไว้วางใจ ในการเข้ามาส่งเสริมทักษะทางภาษาอังกฤษของบุตรหลานให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นคือ แอปพลิเคชัน “Monkey Stories” เรื่องราวและเกมการเรียนรู้โต้ตอบสำหรับเด็ก แอปพลิเคชันอันดับ 1 ที่จะเข้ามาเสริมทัพให้ลูก ๆ ของคุณได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษครบทั้ง 4 ด้าน โดยหลักสูตรเนื้อหาที่อยู่ในแอปพลิเคชันนี้จะเน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการบูรณาการทักษะทางภาษาครบทั้ง 4 ด้าน เหมาะสำหรับเด็กในช่วงอายุตั้งแต่ 2 – 10 ปี

แอปพลิเคชัน Monkey Stories

แอปพลิเคชัน Monkey Stories ประกอบด้วยนิทานเชิงโต้ตอบที่มีมากกว่า 1,000 เรื่อง แบ่งระดับตามความยากง่าย โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนการเรียนรู้ของบบุตรหลานได้ด้วยตัวคุณเอง พร้อมหนังสือเสียงและเกมสนุก ๆ อีกมากมายที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษให้ได้ครบทั้ง 4 ด้าน ซึ่งเด็ก ๆ  สามารถเพลิดเพลินกับหนังสือเสียง เพลง หรือนิทานได้ตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตหรือเปิดโหมดเครื่องบิน ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถร่วมสนุกไปกับการเรียนการสอนจากแอปพลิเคชัน Monkey Stories ได้เช่นเดียวกันเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นภายในครอบครัว

หลักสูตรการเรียนการสอนของ Monkey Stories ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาตามมาตรฐาน CCSS (Common Core State Standards) หลักสูตรการอ่านที่ยึดตามมาตรฐานกลางของสหรัฐอเมริกา ออกแบบการฝึกสะกดตัวอักษรตามธรรมชาติตามระบบการถอดเสียง เรียนรู้คำศัพท์ ไวยากรณ์ เพื่อบูรณาการเข้ากับทักษะการเขียนที่มีประสิทธิภาพ โดยแอปพลิเคชั่น Monkey Stories จะมีหลักสูตรหลากหลายที่เด็ก ๆ จะไม่รู้สึกถึงความกดดันเหมือนการเรียนการสอนในห้องเรียน ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการฝึกออกเสียง  Monkey Stories ยังมีโปรแกรม Monkey Phonics โปรแกรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ได้ออกเสียงได้อย่างถูกต้องซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ มีอยู่ในแอปพลิเคชัน Monkey Stories เพียงที่เดียว เด็ก ๆ จึงหมดกังวลกับการออกเสียงสุดท้ายหรือข้อผิดพลาดอื่น ๆ ในการออกเสียง

ดังจะเห็นแล้วว่า การปูพื้นฐานทางภาษาอังกฤษให้กับบุตรหลานตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ การมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่แข็งแรงไว้ตั้งแต่อายุยังน้อยย่อมเป็นข้อได้เปรียบในการปูทางสู่อนาคตที่สดใส ให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเปิดกว้างทางวัฒนธรรมอย่างไร้ข้อจำกัดทางภาษา ถึงแม้ในบางครอบครัวที่อาจจะไม่มีเวลาในการหาติวเตอร์ที่เชื่อถือได้แต่ด้วยการพัฒนาอันกว้างไกลของเทคโนโลยีในปัจจุบันแอปพลิเคชัน Monkey Stories คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจและช่วยให้บุตรหลานมีความสุขกับการเรียนภาษาอังกฤษไปพร้อม ๆ กัน

 

 

ประกันสังคม รักษามะเร็ง

ประกันสังคม รักษามะเร็ง อะไรได้บ้าง ใครมีสิทธินี้

ประกันสังคม รักษามะเร็ง อะไรได้บ้าง ใครมีสิทธินี้

มะเร็งเป็นโรคเรื้อรัง ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา และค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องค่าใช้จ่ายจึงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบสำหรับผู้ป่วยมะเร็งแน่นอน แต่สำหรับผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมนั้นไม่ต้องห่วง เพราะสิทธิ ประกันสังคม รักษามะเร็ง ได้ค่ะ จะมีมะเร็งชนิดใดที่ได้สิทธิบ้างมาดูกันค่ะ

ประกันสังคม รักษามะเร็ง ใครมีสิทธิบ้าง

สำนักงานประกันสังคมให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 สามารถใช้สิทธิประกันสังคมรักษามะเร็งได้ตามข้อกำหนดของโรงพยาบาลตามสิทธิผู้ประกันตน ได้แก่1. ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ได้แก่ พนักงานประจำ ลูกจ้าง (มนุษย์เงินเดือน) ที่มีอายุมากกว่า 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์

2. ผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 ได้แก่ ผู้ประกันตนโดยสมัครใจที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมหลังผันตัวออกมาจากอาชีพเดิมแต่ยังต้องการสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมไว้

สำหรับผู้ที่มีสิทธิประกันสังคม และตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง 20 ชนิด โดยจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น

โดยสถานพยาบาลที่เลือกไว้จะให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนจนสิ้นสุดการรักษา โดยไม่จำกัดวงเงินค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้งในการรักษา และจะไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ประกันตน

ยกเว้นมีค่าใช้จ่ายในการบริการด้านอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือสิทธิประกันสังคม เช่น การใช้ยาที่อยู่นอกบัญชียาหลัก ที่จะทำให้สิทธิการรักษามะเร็งขั้นพื้นฐานไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายยาในส่วนนี้

สิทธิประกันสังคมรักษาโรคมะเร็งชนิดใดได้บ้าง

การรักษาโรคมะเร็ง 20 ชนิด จะต้องให้การรักษาตามแนวทางที่กำหนด (Protocol) และให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามอัตราที่กำหนดไว้ในแนวทางการรักษาโรคมะเร็ง

  • โรคมะเร็งเต้านม
  • โรคมะเร็งปากมดลูก
  • โรคมะเร็งรังไข่
  • โรคมะเร็งมดลูก
  • โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก
  • โรคมะเร็งปอด
  • โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และลำไส้ใหญ่ตรง
  • โรคมะเร็งหลอดอาหาร
  • โรคมะเร็งตับ และท่อน้ำดี
  • โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบลิมฟอยด์ในผู้ใหญ่
  • โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในผู้ใหญ่
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ในผู้ใหญ่
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในผู้ใหญ่แบบ Acute Promyelocytic leukemia (APL)
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ในผู้ใหญ่
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอีโลมาในผู้ใหญ่
  • โรคมะเร็งกระดูกชนิด Osteosarcoma ในผู้ใหญ่
  • โรคมะเร็งเด็ก
ประกันสังคม รักษามะเร็ง
ประกันสังคมรักษามะเร็งได้ 20 ชนิด

กรณีการรักษาโรคมะเร็ง 20 ชนิดนี้ ที่ไม่สามารถรักษาตามแนวทางที่กำหนด (Protocol) และมีความจำเป็นที่ต้องให้การรักษาด้วยยารักษาโรคมะเร็ง และ/หรือเคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา ให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายต่อปี

กรณีการรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นนอกเหนือจากโรคมะเร็ง 20 ชนิดนี้ ที่มีความจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยยารักษาโรคมะเร็ง และ/หรือเคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายต่อปี

วิธีการรักษาโรคมะเร็ง

การรักษาที่มีประสิทธิภาพคือการรักษาที่เข้าถึงผู้ป่วยมะเร็งทุกคนได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างยืนยาว ซึ่งปัจจุบันการรักษามะเร็งมีหลายวิธี ได้แก่

การผ่าตัด (Surgery) เป็นวิธีรักษามะเร็งเฉพาะที่มายาวนาน ซึ่งมีการพัฒนาการผ่าตัดให้ไม่สูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียน้อยที่สุด ที่สำคัญปัจจุบันมีเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กที่ผลการรักษาเทียบเท่าการผ่าตัดแบบแผลเปิด แต่แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดระหว่างผ่าตัดลดลง ฟื้นตัวไว ลดการเกิดผลแทรกซ้อนและการติดเชื้อจากการผ่าตัด ผู้ป่วยมะเร็งจึงคลายความกังวลจากการผ่าตัดรักษาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญ

รังสีรักษา (Radiotherapy) หรือการฉายแสงเป็นการใช้รังสีกำลังสูงเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งในตำแหน่งที่กำหนด โดยแพทย์รังสีรักษาจะวางแผนการให้ปริมาณรังสีที่มีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยน้อยที่สุด การใช้รังสีรักษาสามารถรักษามะเร็งบางชนิดให้หายขาด บรรเทาอาการจากมะเร็ง อาทิ ลดความเจ็บปวด หยุดการไหลของเลือด เป็นต้น อีกทั้งยังรักษาภาวะเร่งด่วนที่เกิดจากโรคมะเร็งได้ ซึ่งปัจจุบันรังสีรักษาได้พัฒนาไปมากเพื่อให้รักษาได้ถูกต้องตรงตำแหน่งและลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

เคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการรักษาโดยการให้ยา (สารเคมี) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง โดยยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางการแบ่งเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็วกว่าเซลล์ปกติจึงอาจมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนอกจากยาเคมีบำบัดจะช่วยให้หายขาด ยังสามารถให้เคมีบำบัดก่อนผ่าตัดเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็ง และใช้รักษาเสริมหลังผ่าตัดเพื่อลดโอกาสมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ

ฮอร์โมนบำบัด (Hormonal Therapy) เป็นการใช้ฮอร์โมนเพื่อยับยั้งหรือยุติการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งใช้ได้ในการรักษามะเร็งบางชนิดอย่างมะเร็งเต้านมที่อาจต้องกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเพศหญิงและมะเร็งต่อมลูกหมากที่กระตุ้นด้วยฮอร์โมนเพศชาย เป็นต้น

การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) จะเข้าไปออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งเพื่อยับยั้งการแบ่งตัวและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเคมีบำบัด แต่ใช้ได้ดีกับเนื้อเยื่อมะเร็งที่มีเป้าจำเพาะต่อยาเท่านั้น จึงขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งเป็นสำคัญ

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ใช้หลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อสู้กับเซลล์มะเร็งเพื่อต่อต้านเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น วิธีนี้ใช้รักษามะเร็งได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิด ลักษณะ และความรุนแรงของโรค ส่วนใหญ่ได้ผลดีในการรักษาและผลข้างเคียงต่ำ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็ง

การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow/Stem Cell Transplantation) มีทั้งแบบการใช้เซลล์ต้นกำเนิดของตัวเองหรือของบุคคลที่มีความเข้ากันได้ของระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งระบบเลือดอื่น ๆ หรือมะเร็งเซลล์สืบพันธุ์บางชนิด

การรักษาแบบผสมผสาน (Combined Modality Therapy) เป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสหายและรอดชีวิต แต่จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับระยะ ความรุนแรงของโรค และสุขภาพของผู้ป่วย โดยแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งจะประเมินการรักษาอย่างละเอียดเพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ทีมบรรณาธิการ ABK อยากให้คุณพ่อคุณแม่ ป้องกันมะเร็งด้วยการดูแลสุขภาพ และหมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะมะเร็งหากรู้เร็ว รักษาเร็ว เพิ่มโอกาสหายได้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
PPTV HD , มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เซฟเก็บไว้ดูเลยแม่! ตารางวัคซีน 2565 อัปเดตจากสมาคมโรคติดเชื้อฯ

เช็กเลย! ประกันสังคม ลดเงินสมทบ แต่ละมาตราจ่ายเท่าไหร่

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

วิธีสอนลูกจัดการความ ผิดหวัง

ช่วยลูกจัดการความ ผิดหวัง ต้องลดความคาดหวังคุณด้วย

ผิดหวัง อีกหนึ่งอารมณ์ที่ลูกต้องเผชิญในชีวิต พ่อแม่จะช่วยลูกให้จัดการอารมณ์ด้านลบเหล่านี้ได้อย่างไร ไม่เฉพาะเด็กที่ต้องปรับพ่อแม่ต้องไม่คาดหวังเสียเองด้วย

วิธีช่วยลูกจัดการความ ผิดหวัง อย่าลืมลดความคาดหวังของคุณด้วย!!

ความผิดหวังสำหรับเด็กใช่ว่าจะไม่มี ผู้ใหญ่บางคนมักคิดว่า เด็กกับความผิดหวังนั้นไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กพบเจอกับความผิดหวังเช่นกัน ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไม่ได้ของเล่นอย่างที่ต้องการ พ่อแม่ไม่ทำตามที่เขาอยากให้ทำ เป็นต้น พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นความผิดหวังเรื่องเรียน การสอบ ความรัก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับพ่อแม่ แต่เป็นความผิดหวังที่สำคัญสำหรับลูกเสมอ

วิธีช่วยลูกจัดการความผิดหวัง
วิธีช่วยลูกจัดการความผิดหวัง

ความผิดหวังในเด็ก จากวิถีชีวิตแบบ New Normal

การระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดวิถีชีวิตแบบใหม่ หรือที่เรามักเรียกกันว่า วิถีชีวิตแบบ New Normal นั้น เป็นวิถีชีวิตที่มีผลต่อเด็ก ๆ ทำให้เกิดความทุกข์จากการสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมในกิจกรรมที่สำคัญ เช่น การแข่งขันกีฬารอบตัดเชือก วันเกิดที่สำคัญ การแสดงของโรงเรียนและการสำเร็จการศึกษา หรือการเดินทางไปดิสนีย์เวิลด์กับครอบครัวใหญ่ เป็นต้น

เมื่อวิกฤตดำเนินไป แม้แต่การพลาดกิจกรรมประจำวันตามปกติ เช่น นอนค้างบ้านเพื่อน หรือออกไปกินพิซซ่า ก็ยังทำให้เด็ก ๆ หลายคนไม่สบายใจ ว่าต่อจากนี้จะได้ทำหรือไม่ ผู้ใหญ่กำลังเผชิญกับความยากลำบากแบบเดียวกัน แต่พวกเราก็มีประสบการณ์มากมายในการจัดการกับความผิดหวังดังกล่าว แต่ในทางกลับกัน เด็กอาจกำลังประสบกับอารมณ์รุนแรงเหล่านี้เป็นครั้งแรก

สอนลูกจัดการกับความ ผิดหวัง
สอนลูกจัดการกับความ ผิดหวัง

เมื่อลูกผิดหวัง เสียใจ ย่อมส่งผลกระทบทางด้านอารมณ์และจิตใจ และด้วยระดับความเข้มแข็งของจิตใจที่แตกต่างกัน พ่อแม่จึงควรทำความเข้าใจ และแนะแนวทางการรับมือกับความผิดหวังแก่ลูก เป็นการช่วยจัดการกับปัญหาที่กระทบต่อจิตใจของลูกได้

อ่านต่อ วิธีคลายปัญหา ลูกขี้กลัว ช่วยลูกปรับตัวในทุกเหตุการณ์

วิธีการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง

1. ในเด็กเล็ก เด็กจะยังไม่สามารถรู้จักอารมณ์ตนเองว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร เป็นอะไร และเมื่อพบกับความผิดหวังก็จะแสดงออกโดยการร้องไห้ กระสับกระส่าย โมโห ก้าวร้าวโดยที่ไม่รู้ว่าขณะนี้ตนเองรู้สึกผิดหวัง

ผู้ปกครองต้องรู้ก่อนว่าเด็กมีอารมณ์ไม่ปกติ ณ ขณะนั้น เพื่อให้ผู้ปกครองรอจังหวะให้ลูกเงียบ สงบ จึงช่วยพูดสะท้อนถึงอารมณ์ของเด็กที่ผู้ปกครองเห็นให้เด็กฟัง โดยการบอกเด็กว่าตอนนี้หนูกำลังเสียใจ โกรธอยู่ใช่ไหม เพราะเหตุการณ์นี้ใช่ไหม และเด็กก็จะเข้าใจความรู้สึกของตัวเองจากการฟัง ผู้ปกครองพูดอธิบาย เพื่อให้เด็กรู้จักอารมณ์ตนเองมากยิ่งขึ้น และเด็กจะรู้ว่าพ่อแม่คือที่พึ่งเมื่อเวลาเสียใจ และรู้สึกอุ่นใจ ซึ่งจะช่วยให้เด็กรับมือกับอารมณ์ของตนเองได้ง่ายขึ้น

เด็กเล็ก ผิดหวัง จะไม่เข้าใจอารมณ์ตนเอง จึงแสดงออกด้วยการร้องไห้
เด็กเล็ก ผิดหวัง จะไม่เข้าใจอารมณ์ตนเอง จึงแสดงออกด้วยการร้องไห้

2. การให้เด็กได้สงบ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่กระตุ้นหรือเร้าให้อารมณ์รุนแรงเพิ่มขึ้น สัก 10-15 นาที จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อารมณ์และรู้สภาวะผ่อนคลายของตนเองมากขึ้น เกิดเป็นประสบการณ์เรียนรู้วิธีผ่อนคลายอารมณ์ของตนเอง และรับมือกับตนเองในยามที่ผิดหวังได้ หลังจากที่ให้เวลากับลูกก็จะต้องมีการพูดคุยถึงสาเหตุของความผิดหวัง เพื่อช่วยหาแนวทางในการแก้ปัญหา

3. สำรวจความรู้สึก และผลกระทบที่เกิดกับเด็ก ว่าความผิดหวังจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอะไรกับเด็กบ้าง เพื่อให้เด็กได้ทบทวนว่าความผิดหวังมีผลกระทบอะไรในมุมมองของเด็ก และเด็กได้ประสบการณ์เรียนรู้อะไรจากความผิดหวังในครั้งนี้ และอะไรเป็นสาเหตุความผิดหวังนี้ ทั้งสาเหตุจากตัวเด็กเอง จากคนรอบข้าง จากสภาพแวดล้อม เช่น เมื่อลูกไม่ได้อ่านหนังสือ หรือไม่ได้ทำการบ้าน อาจมีส่วนให้ได้คะแนนน้อยลง สามารถสะท้อนได้ว่า การไม่ได้ทำบางอย่างก็มีผลกระทบได้ เพื่อให้เด็กมองปัญหารอบด้านได้ และเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ตัวเด็กเองได้

4. การลดความคาดหวังหรือเป้าหมายของเด็ก ที่มากกว่าความสามารถหรือความเป็นจริงที่เด็กจะทำได้ในขณะนั้น เพราะผู้ปกครองย่อมทราบดีว่าเด็กไม่สามารถทำได้ แต่ให้ผู้ปกครองพูดคุยให้เด็กใช้ความสามารถ ศักยภาพด้านอื่นที่ถนัดทดแทน เพื่อแก้ปัญหา และชวนเด็กตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายและเด็กสามารถมีโอกาสทำสำเร็จได้

5. ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นมากขึ้น โดยผู้ปกครองตั้งคำถามให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้ลูกรู้ทิศทางตนเอง และเสริมพัฒนาการเด็กในด้านการใช้ความคิดได้ลึกซึ้งมากขึ้น มีความคิด และตัดสินใจในแบบผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

พญ.ชนม์นิภา แก้วพูลศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2
พ่อแม่คาดหวังในตัวลูกมากไป ทำให้ลูกกดดัน
พ่อแม่คาดหวังในตัวลูกมากไป ทำให้ลูกกดดัน

“พ่อ(แม่)ผิดหวังในตัวลูก” คำที่สร้างรอยร้าวในใจลูก!!

ในฐานะพ่อแม่ เราอาจผิดหวังกับลูก ๆ ได้ ลูกอาจทำตัวไม่เป็นไปดั่งที่พ่อแม่หวัง หรือประพฤติตนในลักษณะที่ทำลายความคาดหวังของเราที่มีต่อพวกเขา เนื่องจาก เด็ก ๆ ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบซึ่งยังคงต้องเรียนรู้ และปรับตัว เด็กส่วนใหญ่มักทำตามที่พ่อแม่แนะนำ หรือทำตามความคาดหวังของพ่อแม่ ไม่ใช่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีสำหรับตนเอง แต่ทำเพื่อไม่ให้พ่อแม่ผิดหวัง เสียใจ วิธีที่เราตอบสนอง และแสดงออกถึงความผิดหวังที่พ่อแม่มีต่อลูกอาจมีผลลัพธ์ที่มีผลต่อจิตใจลูก และอาจเป็นสิ่งทำลายความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองให้แก่ลูกได้

อ่านต่อหยุดโรคแพ้ไม่เป็น โรคร้ายเด็กรุ่นใหม่ในยุคการแข่งขันสูง

เสียงในใจลูกที่คุณอาจไม่เคยได้ยิน!!

เพื่อนสนิทของฉันเคยเล่าให้ฉันฟังว่าพ่อของเธอไม่จำเป็นต้องลงโทษหรือลงมือกับเธอ เพียงแค่พ่อของเธอพูดว่า “ฉันผิดหวังในตัวเธอ” คำพูดเหล่านี้ เป็นเพียงคำง่าย ๆ แต่ทิ่มแทงความรู้สึกของเธอ และเป็นสาเหตุให้เธอยอมทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ได้ยินคำเหล่านั้น

เพื่อนคนนี้ไม่ได้ผลักดันตัวเองในทางบวก ไม่มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่ได้ผลักดันตัวเองเพราะต้องการแสวงหาความท้าทายใหม่ และพยายามเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น ความพยายามของเธอขับเคลื่อนด้วยความวิตกกังวล ความวิตกกังวลที่เกิดจากการพยายามหลีกเลี่ยงความละอายที่ล้มเหลวตามความคาดหวังของพ่อ แม้ว่าเธอจะไม่ใช่เด็กอีกต่อไป และความผิดหวังของพ่อก็ไม่ใช่ภัยคุกคามที่เคยเป็นอีกต่อไป แต่ความวิตกกังวลนั้นติดตามเธอไปสู่วัยผู้ใหญ่ และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความคิดอ่าน และการตัดสินใจของเธออยู่ตลอด

ความจริงแล้วพ่อของเธอมีเจตนาดี ในการที่เขาแสดงความผิดหวัง เขาไม่ได้โหดร้ายหรือหรือแสดงท่าทีที่ใจร้าย แต่เพียงแค่คำพูดเบา ๆ กับท่าทีภายนอกที่บางครั้งพ่อของเธออาจไม่รู้สึกตัวว่าทำลงไปเสียด้วยซ้ำ แต่กลับสร้างรอยแผลในใจลูกที่ยิ่งใหญ่นัก

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากประสบการณ์จริงใน www.theblackbeltparent.com
เด็กที่จัดการความรู้สึกดี จะเห็นคุณค่าในตนเอง
เด็กที่จัดการความรู้สึกดี จะเห็นคุณค่าในตนเอง
ภาษากายที่ควรใช้เมื่อจะสื่อสารกับลูก : แม้ไม่มีคำพูด ลูกก็สัมผัสใจแม่ได้
  • การลดระดับความสูงลงให้เท่ากับส่วนสูงลูกด้วยการย่อตัวลง มองสบตาลูก จะทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ใส่ใจ
  • แววตาของพ่อแม่ต้องสื่อให้ตรงกับใจ อย่างที่มีคนกล่าวว่า แววตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ เราอยากให้ลูกรู้สึกมั่นใจ สายตาพ่อแม่ก็ต้องแสดงความหนักแน่น ให้กำลังใจจึงจะสื่อถึงลูก
  • การสัมผัส หากพ่อแม่สัมผัสลูก เช่น เช็ดน้ำตาให้ลูก โอบบ่าลูก จับหัวให้กำลังใจ เป็นต้น การแสดงออกเหล่านี้จะทำให้ลูกรับรู้ได้ว่าเราใส่ใจ ไม่ใช่คุยกับลูกไปทำงานไปด้วยแบบนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความสนใจแม้เราจะนั่งฟังอยู่ก็ตาม
  • น้ำเสียง เป็นส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากเราใช้คำพูดกับน้ำเสียงที่ไม่ตรงกัน ถึงแม้ว่าคำนั้นจะมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด แต่ผู้ฟังก็จับน้ำเสียงได้ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่พูด ก็ไร้ความหมาย หรือหากเราต้องการให้ลูกมั่นใจ น้ำเสียงที่ใช้ก็ต้องแสดงความหนักแน่น ไม่ใช่พูดเบา ๆ

ในฐานะพ่อแม่ เราต้องการกระตุ้นให้ลูกๆ ของเราเติมเต็มศักยภาพในชีวิตอย่างเต็มที่ โดยวิธีการ หรือคำพูดที่ใช้ต้องไม่สร้างความรู้สึกละอายต่อการทำพลาด หรือรู้สึกผิดต่อการที่ลูกไม่สามารถทำให้พ่อแม่สมหวังจนไปบ่อนทำลายความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของพวกเขา เมื่อลูกของคุณรู้สึกไม่กดดัน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถทำตามสูตรง่ายๆ ในการช่วยลูกจัดการความผิดหวังได้โดยอาจมานั่งคุยกันถึงสาเหตุของความผิดพลาดในครั้งนี้อย่างเป็นกลาง จากนั้น กระตุ้นให้ลูกลองคิดสำรวจกลยุทธ์ หรือวิธีการอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในครั้งต่อไป โดยขอให้ลูกใช้ความคิดสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วม กระตุ้นให้พวกเขามองว่าความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญของการใช้ความพยายาม และเป็นส่วนช่วยในการเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ให้ประสบผลสำเร็จ ทำให้ลูกรู้สึกถึงความปกติของการผิดหวัง แต่ไม่นิ่งเฉยและยอมแพ้ แต่ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังในการแสดงความผิดหวังของคุณออกมาด้วยเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิงจาก หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก

“ความผิดหวังอาจจะทำให้ทางเดินชีวิตของเราขรุขระไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไปต่อไม่ได้”

“น้ำตาและความเจ็บปวดจากความผิดหวังจะเป็นบทเรียนบนเส้นทางชีวิต

ที่ทำให้เรามีภูมิต้านทาน พร้อมที่จะรับมือกับความผิดหวังในอนาคต”

“ขอบคุณความสมหวัง โอบกอดความผิดหวัง ทุกเรื่องคือส่วนหนึ่งของชีวิต

มันทำให้เราได้เรียนรู้ และผ่านพ้นไปได้” #เพราะกลัวพ่อแม่จะผิดหวัง

Qute ข้อความจากเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา

อ่านต่อ⇒ Self Esteem การเห็นคุณค่าในตนเองสิ่งสำคัญที่ต้องสร้างในลูก

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

น่าเรียน! 8 วิชา สอนเด็ก ประยุกต์ใช้ชีวิต เอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์

เมื่อ น้ำตา ไม่ใช่ผู้ร้าย!!พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกร้องไห้

เช็คเงื่อนไข! ออมสิน แจกเงิน 500 บาท เด็กเกิด 1 เม.ย.

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แม่ช็อก! ลูกบ่นปวดหัว แหวกเจอ เห็บเกาะหัว

แม่ช็อก! ลูกบ่นปวดหัว แหวกเจอ เห็บเกาะหัว

อาการปวดหัวมีมากมายหลายแบบ แต่ที่แปลกคือ ปวดหัวเพราะ เห็บเกาะหัว ค่ะคุณพ่อคุณแม่ ! ล่าสุดคุณแม่ท่านหนึ่งได้แชร์คลิปลูกเพื่อเตือนภัยที่ไม่คาดคิด เนื่องจากลูกชายบ่นว่าปวดหัว คุณแม่ก็ลองหาสาเหตุดู แต่แหวกไปแล้วกลับพบเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อนค่ะ

เห็บเกาะหัว เป็นเหตุให้ลูกปวดหัว

คุณแม่ท่านหนึ่ง ถ่ายคลิปไว้ขณะกำลังแหวกกลุ่มผมบนศีรษะของลูกชาย แล้วแชร์คลิปเตือนภัย จนกลายเป็นคลิปไวรัลในโลกโซเชียล พร้อมระบุข้อความว่า เมื่อลูกปวดหัว อย่าชะล่าใจ คิดว่าลูกปวดหัวธรรมดา กินยาก็หาย แต่แล้วมันไม่ใช่ โดยสิ่งที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ ขณะที่แม่กำลังแหวกผมลูกชายอยู่นั้น คือ เห็บตัวใหญ่ หลังจากที่คุณแม่เห็น ก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจ หรือรีบจับออกแต่อย่างใด กลับค่อย ๆ หยดแอลกอฮอล์ลงไปในบริเวณที่ตัวเห็บเกาะอยู่ แล้วรอสักพัก จึงใช้แหนบคีบเห็บขึ้นมา

หลังจากที่คลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวเน็ตเข้ามาชม และแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก จนมียอดเข้าชมกว่า 3 ล้านครั้ง

คุณแม่ยังได้อัปเดตเพิ่มเติมว่า ไม่ทราบสาเหตุเช่นกันว่าลูกชายนั้นได้เห็บมาจากไหน แต่คาดว่าอาจจะมากับลมหรือสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจอ จึงมาแชร์คลิปเตือนภัย ให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานของตนเองด้วย

เห็บ เป็นอย่างไร ?

เห็บ เป็นปรสิตที่ใช้ปากกัดแล้วดูดเลือดสัตว์และมนุษย์เป็นอาหาร ซึ่งถูกพบมากกว่า 800 สายพันธุ์ทั่วโลก แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่ เห็บอ่อน ซึ่งมีผนังลำตัวอ่อนย่นและนุ่ม และเห็บแข็ง ซึ่งมีลักษณะลำตัวเรียบและมีปากยื่นออกมาจากลำตัว ซึ่งเห็บแข็งเป็นสายพันธุ์ที่มักพบว่ากัดและดูดเลือดมนุษย์

นอกจากนี้ เห็บบางชนิดอาจเป็นพาหะแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่อาจก่อให้เกิดโรคที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ผ่านทางน้ำลาย เช่น โรคลายม์ (Lyme Disease) โรคไข้เห็บ (Ehrlichiosis) และโรคทูลาริเมีย (Tularemia) เป็นต้น แต่โรคเหล่านี้ไม่ค่อยพบในประเทศไทย

เห็บเกาะหัว
แม่กำลังแหวกผม ไปเจอเห็บเกาะหัวลูกชาย

โดนเห็บกัดจะเป็นอย่างไร ?

โดยส่วนใหญ่ คนมักไม่รู้สึกตัวเมื่อถูกเห็บกัดในช่วงแรก เพราะจะไม่ปรากฏอาการเจ็บหรือคันผิวหนังเหมือนตอนถูกสัตว์ชนิดอื่น ๆ อย่างยุงหรือมดกัด อีกทั้งเห็บยังมีขนาดตัวที่เล็กมาก จึงทำให้สังเกตเห็นได้ยาก แต่เมื่อถูกกัดไปสักระยะหนึ่งแล้ว เห็บจะเริ่มขยายตัวจนทำให้สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น เพราะเห็บจะยังคงอยู่ในบริเวณผิวหนังที่กัด ไม่ได้หนีหายไปเหมือนสัตว์หรือแมลงอื่น ๆ และหากปล่อยไว้นานประมาณ 7-10 วัน จนดูดเลือดเต็มที่แล้ว เห็บก็จะเลิกดูดเลือดและหลุดออกไปเอง

โดยปกติ การถูกเห็บกัดนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือมีอาการใด ๆ แต่สำหรับผู้ที่แพ้เห็บ อาจแสดงอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น มีอาการบวม หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ถูกกัด เป็นผื่น เป็นแผลพุพอง ในกรณีที่แพ้รุนแรงอาจหายใจติดขัด  เป็นต้น

เห็บบางชนิดอาจแพร่กระจายเชื้อโรคสู่มนุษย์ได้ทันทีที่กัด และโรคติดต่อจากเห็บอาจทำให้ผู้ป่วยปรากฏอาการต่าง ๆ แตกต่างกันไป โดยบางโรคอาจแสดงอาการหลังผ่านไป 2-3 วัน หรือนานเป็นสัปดาห์ตามแต่กรณี

อาการของโรคติดต่อจากเห็บ

อาการที่อาจปรากฏขึ้นเมื่อเกิดโรคติดต่อจากเห็บ มีดังนี้

  • มีจุดสีแดงหรือมีผื่นขึ้นใกล้กับบริเวณที่ถูกกัด
  • มีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ
  • คอเคล็ด
  • คลื่นไส้
  • อ่อนเพลีย
  • เป็นไข้ หนาวสั่น
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม

หากปรากฏอาการเหล่านี้ รวมทั้งมีอาการแพ้หลังถูกกัด หรือหลังจากดึงตัวเห็บออกแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

เห็บเกาะหัว
แม่ช็อก! ลูกบ่นปวดหัว แหวกเจอ เห็บเกาะหัว

วิธีกำจัดเห็บด้วยตนเอง

สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำเมื่อถูกเห็บกัด คือ กำจัดตัวเห็บออกไปทันทีที่พบ ตามวิธีดังต่อไปนี้

  • ก่อนนำตัวเห็บออก ควรฉีดพ่นยากันแมลงที่มีส่วนประกอบของสารไพรีทริน (Pyrethrin) หรือสารไพรีทรอยด์ (Pyrethroids) ลงบนบริเวณที่ถูกกัด หรือทาครีมที่มีส่วนผสมของสารเพอร์เมทริน (Permethrin) รอบ ๆ บริเวณดังกล่าว เพื่อทำให้เห็บเป็นอัมพาตจนสามารถดึงออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น เมทิลแอลกอฮอล์ (Methylated Spirit) และน้ำมันก๊าด (Kerosene) เป็นต้น
  • หลังจากฉีดพ่นยาแล้ว ห้ามใช้เข็มหรือไม้สะกิดตัวเห็บเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ดึงเห็บออกมาได้ยากขึ้น แต่ให้ใช้แหนบดึงตัวเห็บด้วยความระมัดระวัง โดยดึงตัวเห็บในบริเวณที่ใกล้กับผิวหนังที่สุด ดึงออกมาด้วยแรงบีบและความเร็วคงที่ ไม่บิด กระชาก บีบ ขยี้ หรือเจาะตัวเห็บ เพราะจะทำให้ของเหลวที่อาจมีเชื้อโรคถูกปล่อยออกมาจากตัวเห็บ

วิธีป้องกันเห็บกัด

เพื่อป้องกันการถูกเห็บกัด ควรระมัดระวังเมื่อต้องเดินป่า ทำสวน หรือไปในบริเวณที่มีเห็บชุกชุม ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการเดินผ่านพุ่มไม้หรือพงหญ้า
  • สวมเสื้อผ้าสีสว่าง เพื่อให้มองเห็นเห็บที่เกาะติดมากับเสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น และเลือกสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด
  • ใช้ยากันแมลงที่ปลอดภัย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารดีอีอีที (DEET) ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ หรือสารเพอร์เมทริน สารที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับป้องกันเห็บ เป็นต้น
  • หลังกลับจากเดินทาง หรือตอนอยู่ในบริเวณที่มีเห็บชุกชุม ให้หมั่นมองหาเห็บตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหลังหู ศีรษะ และคอ
  • รีบถอดเสื้อและอาบน้ำทันที หลังกลับจากบริเวณที่มีเห็บชุกชุม และนำเสื้อผ้าไปใส่ในเครื่องอบผ้า หรือเป่าด้วยไดร์เป่าผมลมร้อนประมาณ 20 นาที เพื่อฆ่าเห็บที่อาจติดมากับเสื้อผ้า
  • ดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข หรือแมว ให้สะอาดปราศจากเห็บอยู่เสมอ หากพบเห็บให้รีบกำจัดเห็บออก ซึ่งอาจเลือกใช้ยากำจัดเห็บหมัดสำหรับสัตว์เลี้ยงได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐออนไลน์ , pobpad, TikTok 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เตือนภัย พยาธิปอดหนู ขึ้นตา ทำตาบอด

แม่เตือนภัย ลูก 2 คนป่วย ลำไส้อักเสบ พร้อมกัน! หลังกิน เยลลี่ลูกตา

แม่เตือนภัย!! ลูกชายเจอ “ตะขาบ” ในหลอดดูดน้ำหวาน!!

โรค Aphasia

โรค Aphasia ที่บรูซ วิลลิสป่วย เกิดจากอะไร รักษาได้ไหม

โรค Aphasia ที่บรูซ วิลลิส ป่วย เกิดจากอะไร รักษาได้ไหม

ข่าวดังในวงการฮอลลีวูดที่พระเอกนักบู๊ บรูซ วิลลิส ป่วยด้วย โรค aphasia (อะเฟเซีย) ที่มีผลทำให้เกิดความผิดปกติในการใช้ภาษา และการสื่อความ เป็นผลทำให้เขาต้องอำลาวงการบันเทิง ซึ่งข่าวอาการป่วยนี้ น่าสนใจมากค่ะว่าเกิดจากอะไร รักษาได้ไหม และจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคุณพ่อคุณแม่ หรือลูกน้อยหรือไม่ เรามาทำความรู้จักโรคนี้กันค่ะ

โรค Aphasia
โรค Aphasia ทำให้ บรูซ วิลลิส ต้องอำลาวงการ Photo by Angela Weiss / AFP

โรค Aphasia คืออะไร

Aphasia หรือภาวะบกพร่องทางการสื่อความ เป็นความผิดปกติทางการสื่อสาร ซึ่งมักเป็นผลมาจากสมองได้รับความเสียหายจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หรือการได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ทำให้มีความผิดปกติในด้านทักษะของการสื่อสารและการใช้ภาษา ไม่สามารถโต้ตอบหรือทำความเข้าใจได้ และอาจมีปัญหาทางด้านการอ่านและการเขียนร่วมด้วย

สาเหตุของ Aphasia

เป็นผลมาจากการที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้ภาษาได้รับความเสียหาย ทำให้การลำเลียงเลือดเข้าสู่ในบริเวณดังกล่าวถูกขัดขวาง จนทำให้เนื้อสมองตายในที่สุด อาจเกิดขึ้นได้อย่างกะทันหันหลังเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ภาวะสมองขาดเลือด การได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ หรือการเข้ารับการผ่าตัดสมอง

ในบางรายอาการอาจจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยสาเหตุอาจมาจากเนื้องอก การติดเชื้อในสมอง โรคทางระบบประสาท หรือภาวะเสื่อมถอยของสมองอย่างโรคสมองเสื่อม เป็นต้น

ภาวะ Aphasia มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการเส้นเลือดในสมองแตกมากที่สุด สำหรับภาวะ Aphasia แบบชั่วคราวมักมีสาเหตุมาจากอาการไมเกรน อาการชัก หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก หรือโรคหลอดเลือดสมองได้ในอนาคต

อาการของ Aphasia

ภาวะ Aphasia ในแต่ละคนจะมีอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบริเวณที่สมองได้รับความเสียหาย และระดับความรุนแรงของความเสียหายนั้น ภาวะนี้ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาต่อการพูด การทำความเข้าใจ การอ่าน การเขียน การสื่อสารและการรับสาร เช่น พูดได้แค่ประโยคสั้น ๆ หรือพูดไม่จบประโยค เรียบเรียงประโยคในการพูดหรือการเขียนให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ ใช้คำไม่เหมาะสม เลือกใช้คำหนึ่งแทนที่อีกคำ พูดคำที่ไม่มีความหมาย หรือไม่เข้าใจในบทสนทนาของผู้อื่น เป็นต้น

โดยภาวะ Aphasia ในแต่ละรูปแบบจะมีอาการที่แตกต่างกันไปตาม เช่น

ภาวะบกพร่องทางการสื่อความแบบที่สามารถสื่อสารได้ หรือ Wernicke’s Aphasia

เกิดจากส่วนกลางของสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยพูดได้ปกติ แต่ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นพูด ไม่สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง มีแนวโน้มที่จะพูดประโยคยาว ๆ หรือประโยคที่ซับซ้อนติดต่อกันโดยไม่มีความหมาย ใช้คำที่ไร้สาระ คำฟุ่มเฟือย หรือใช้คำไม่ถูก และไม่ทราบว่าผู้อื่นไม่เข้าใจ

ภาวะบกพร่องทางการสื่อความแบบที่ไม่สามารถสื่อสารได้ หรือ Broca Aphasia

เป็นผลมาจากส่วนหน้าของสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย จะเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นสื่อสารได้ดีกว่าการพูดสื่อสารออกไป ผู้ป่วยจะสื่อสารได้แค่ประโยคสั้น ๆ พูดไม่จบประโยค หรืออาจลืมคำบางคำ และไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นสื่อสารได้ทั้งหมด รู้สึกผิดหวังหรือไม่พอใจหากผู้อื่นไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเองต้องการจะสื่อ มีอาการอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตในซีกขวา

ภาวะบกพร่องทางการสื่อความแบบ Conduction

ผู้ป่วยมีความเข้าใจและสามารถใช้ภาษาได้ดีทั้งการพูดและการเขียน พูดได้คล่อง แต่ไม่สามารถพูดตามได้หรือหากพูดตามจะพูดผิด

ภาวะบกพร่องทางการสื่อความแบบ Global

เป็นผลจากสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหายทั้งส่วนหน้าและส่วนกลาง จะมีปัญหาทั้งการสื่อสารและการรับสาร ไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ มีภาวะบกพร่องทางการสื่อความแบบที่สามารถสื่อสารได้และไม่ได้รวมกัน

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าตนเองมีปัญหาในการใช้หรือการเข้าใจคำพูด การนึกคำ การเขียน และการอ่าน ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

Aphasia หรือภาวะบกพร่องทางการสื่อความ

การรักษา Aphasia

แพทย์จะรักษาด้วยวิธีการบำบัดทางการพูดและภาษาเป็นหลัก เพื่อฟื้นฟูความสามารถด้านการใช้ภาษาและเสริมทักษะการสื่อสาร มีทั้งการบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญ การทำกลุ่มบำบัด และการทำครอบครัวบำบัด

แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะฝึกหรือทบทวนการใช้คำ ใช้ประโยคที่ถูกต้อง การพูดทวน และการถามตอบที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วย รวมทั้งมีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้คำศัพท์และเสียงของคำต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร เข้าร่วมบทสนทนา สื่อสารได้เมื่อถึงเวลาของตนเอง เข้าใจในข้อผิดพลาดทางการใช้คำและแก้ไขบทสนทนาที่ผิดพลาดนั้นได้

อาการของผู้ป่วยจะค่อย ๆ ได้ผลดีขึ้นหลังทำการบำบัดติดต่อกัน แต่บางรายอาจใช้เวลานานกว่าปกติในการบำบัด การบำบัดจะได้ผลที่ดีที่สุด เมื่อเริ่มทันทีหลังจากที่ร่างกายและสมองเริ่มฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บจนอยู่ในอาการที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ยาเพื่อรักษาภาวะ Aphasia แต่อยู่ในระหว่างการศึกษาและทดสอบ ซึ่งยาดังกล่าวเป็นยาที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดภายในสมอง ช่วยในการฟื้นฟูการทำงานของสมอง หรือเป็นยาที่ช่วยทดแทนสารสื่อประสาทในสมองของผู้ป่วยที่ขาดหรือหมดไป

ภาวะแทรกซ้อนของ Aphasia

ภาวะ Aphasia เป็นภาวะที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านการสื่อสาร จึงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ การทำงาน หรือการทำกิจกรรมในแต่ละวัน อีกทั้งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอาย หดหู่ เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารได้ตามปกติ

การป้องกัน Aphasia

ทำได้โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อสมองและดูแลสุขภาพของสมองด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีโซเดียมและไขมันต่ำ
  • งดการสูบบุหรี่ 
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมและเท่าที่จำเป็น
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมันในเลือด
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียนโลหิต ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • หากสงสัยว่ามีอาการของภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ควรเข้าพบแพทย์โดยเร็วที่สุด รวมถึงหากมีภาวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาอาการเช่นกัน

โรคนี้ไม่ใช่โรคที่คุณพ่อคุณแม่จะประมาทได้เลย ขอให้รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดูแลสมองด้วยวิธีที่แนะนำ แค่นี้ก็จะห่างไกลจากอาการ Aphasia ได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ,pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ปวดหัวหนัก เด็ก เส้นเลือดในสมองแตก สุดท้ายเสียชีวิต

5 นิสัยพ่อแม่ที่เป็น อุปสรรค ทำร้ายสมองลูก!

วิจัยสำเร็จ!! ดนตรีพัฒนาสมอง เด็กคลอดก่อนกำหนดได้