6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

ปัจจุบันเราได้รับเรื่องราวข่าวสารจำนวนมากผ่านทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งมีทั้งเรื่องทั่วไปที่ดูน่ารักน่าชัง รวมไปถึงเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เช่น เรื่องที่เด็กเป็นผู้ถูกกระทำ เด็กกระทำความผิด เด็กมีความพิการ เป็นต้น ซึ่งการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้มีความเสี่ยงว่าจะ ละเมิดสิทธิเด็ก หากไม่ระวังค่ะคุณพ่อคุณแม่

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็กไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดทำแนวปฏิบัติการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเด็กที่มีผลต่อครอบครัวและสังคม โดยไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  ดังนี้

1.แนวทางการนำเสนอข้อมูลเด็กในสถานการณ์ทั่วไป

การนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเด็กต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานของสิทธิเด็ก ให้ความสำคัญกับเด็กทุกเพศสภาพ ทุกเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

Do’s ควรทำ

  • คิดถึงประโยชน์และความปลอดภัย ในการเปิดเผยอัตลักษณ์ของเด็ก และต้องขออนุญาตอย่างถูกต้อง
  • นำเสนอศักยภาพของเด็ก เช่น การเป็นคนดี มีจิตอาสา สร้างแรงบันดาลใจได้โดยไม่ต้องปิดบังอัตลักษณ์
  • ใช้ภาพวาด ภาพการ์ตูน เพื่อปกปิดตัวตน ใช้คำบรรยายหรือใช้อินโฟกราฟิกเป็นข้อมูลภาพรวม หากภาพของเด็กจะส่งผลเสียต่อตัวเด็ก
  • ให้ความสำคัญกับเด็กทุกเพศสภาพ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมแบบเท่าเทียม
  • งดเว้นการนำเสนออัตลักษณ์ทางเพศ ของเด็กหรือบุคคลในครอบครัวหากไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะนำเสนอ
  • เปิดพื้นที่ให้เด็กแสงดความคิดเห็น หรือมีบทบาทในเรื่องที่ส่งผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับเด็กโดยตรง

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนออัตลักษณ์ของเด็ก หรือบุคคลในครอบครัวหากเสี่ยงจะเกิดความเสียหาย ยกเว้นกรณีเด็กหาย
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่ส่งผลเสีย หรือทำให้เกิดการตัดสินเด็กในเชิงลบ
  • ไม่นำเสนอภาพหรือคลิปลามก อุจาด อนาจาร หรือทำให้เด็กเป็นตัวตลก น่าสงสาร น่าสมเพช
  • ไม่เผยแพร่ภาพที่จะทำให้เด็กและญาติพี่น้องเสี่ยงอันตราย แม้จะทำภาพเบลอก็ตาม
  • ไม่ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัว ของเด็กและครอบครัว ไม่ขุดคุ้ยประวัติเชิงลบ
  • ไม่ควรใช้คำแบ่งแยกเด็ก ที่ทำให้เกิดการล้อเลียน เช่น กะเทย ตุ๊ด เกย์
  • ไม่นำเสนอเรื่องราวโดยมีความจริงไม่ครบถ้วน
  • ไม่ปิดกั้นหรือเลือกปฏิบัติ หากเด็กต้องการแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร

2.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่เป็นผู้ถูกกระทำ

หมายถึงเด็กที่ต้องได้รับความคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ การแสวงประโยชน์กับเด็กในทุกรูปแบบ รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศออนไลน์

Do’s ควรทำ

  • ระวังการใช้ภาษา ต้องคำนึงถึงสิทธิ จิตใจ ชื่อเสียงของเด็กและครอบครัว
  • ควรสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ แทนการสัมภาษณ์เด็ก หรือครอบครัว
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือเด็กหรือครอบครัวก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ
  • ระวังการเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นออนไลน์ เพราะอาจเป็นการซ้ำเติมเด็ก
  • ควรให้ความรู้เตือนภัย สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นำเสนอวิธีการรับมือ และช่องทางขอความช่วยเหลือที่ถูกต้อง

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนออัตลักษณ์ของเด็ก คนในรอบครัว คนร้าย บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ยกเว้นกรณีเด็กหาย แต่ต้องไม่ส่งผลเสียต่อเด็ก
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่ซ้ำเติมความทุกข์ของเด็กและครอบครัว หรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
  • ไม่นำเสนอข้อมูลเด็กที่ทำให้เข้าใจว่า การที่เด็กถูกกระทำเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นเพราะเคราะห์ร้าย
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่ตัดสินเด็กและครอบครัวในเชิงลบ หรือนำเสนอเกินกว่าความจริง
  • ไม่ใช้คำบรรยายที่รุนแรง ส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจ
  • ไม่สัมภาษณ์เด็กโดยตรง ป้องกันการกระทบกระเตือนจิตใจ

3.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่เป็นผู้กระทำความผิด

ผู้กระทำความผิด หรือเสี่ยงต่อการกระทำความผิด หมายถึงเด็กที่มีพฤติกรรมไม่สมควร มีอาชีพ หรือคบหากับคนที่ชักนำไปในทางผิดกฎหมาย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรืออยู่ในสภาพแวดล้อม ที่อาจชักนำไปในทางเสียหาย

Do’s ควรทำ

  • คำนึงถึงประโยชน์ของเด็ก
  • ปกปิดอัตลักษณ์ของเด็ก ไม่ว่าจะในฐานะพยาน ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา ผู้กระทำความผิด หรือแม้แต่เด็กที่อยู่ในสถานพินิจที่ปรากฏในกิจกรรมทางการกุศล
  • นำเสนอด้วยภาพการ์ตูน ภาพวาด หรือคำบรรยาย แทนการเสนอภาพเด็กหรือผู้ใกล้ชิดกับเด็ก
  • การใช้คำเรียกเด็กที่ทำความผิด เช่น ก่อนแจ้งความ=เด็กผู้ต้องสงสัย ระหว่างสอบสวน=เด็กผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิด และหลังศาลตัดสินว่าผิด = เด็กที่กระทำความผิด
  • นำเสนอในลักษณะภาพรวม ไม่เจาะจงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเด็ก มุ่งให้ความรู้ในเชิงป้องกัน หรือเยียวยา รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหา
  • ระวังการเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น ในทางออนไลน์ที่อาจเป็นการซ้ำเติมเด็ก
  • กรณีเสพติดเกม ควรนำเสนอข้อมูลอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ การแพทย์และสาธารณสุข

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลอัตลักษณ์ของเด็ก ข้อมูลทางการสอบสวน ประวัติการทำผิด
  • ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ประณาม ตัดสิน ซ้ำเติม ให้ความหมายเชิงลบ ที่มีผลต่อใจเด็ก ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องให้ถูกกีดกันออกจากสังคม
  • ไม่เสนอข้อมูลที่อาจชักนำให้เกิดการเลียนแบบ
ละเมิดสิทธิเด็ก
6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ละเมิดสิทธิเด็ก

4. แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก

เด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก หมายถึงเด็กกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ เด็กที่อยู่ในภาวะยากจน ไร้บ้าน กำพร้า ประสบภัยพิบัติ วินาศกรรม ความรุนแรง ภัยสงราม หรืออยู่ในพื้นที่ค่ายอพยพลี้ภัย หรือเด็กที่ต้องรับภาระหน้าที่ในรอบรัวเกินวัย เกินกำลัง และสติปัญญา หรือเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

Do’s ควรทำ

  • ระวังการเปิดเผยอัตลักษณ์เด็กอย่างชัดเจน
  • การระบุชื่อสถานสงเคราะห์ ศูนย์อพยพ ศูนย์ช่วยเหลือ ที่เชื่อมกับตัวเด็ก ต้องถามความสมัครใจ และต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
  • ควรนำเสนอภาพเด็กในเชิงบวก ถ้าได้รับอนุญาต
  • ระวังการนำเสนอข้อมูลที่อาจกระทบใจเด็ก
  • นำเสนอเพื่อนำไปสู่ความช่วยเหลือ
  • ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือองค์กรที่ระดมความช่วยเหลือเด็ก
  • ควรมีช่องทางติดต่อองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กในเนื้อหาที่ลง

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก โดยมีเจตนาให้เกิดความเสียหายไม่ว่าในทางใด หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • ไม่นำเสนอภาพเด็กในลักษณะที่น่าสงสาร หากจำเป็นต้องทำเพื่อให้เกิดวามช่วยเหลือควรเบลอภาพที่ไม่เปิดเผยตัวตนเด็ก
  • ไม่ใช้คำที่แสดงความคิดเห็นเชิงลบ ต่อเด็กหรือครอบครัว ควรนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

5.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กพิการ

หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สมอง สติปัญญา หรือจิตใจ ไม่ว่าจะตั้งแต่กำเนิดหรือภายหลัง อาจเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ

Do’s ควรทำ

  • ระวังการเปิดเผยอัตลักษณ์ของเด็ก เว้นแต่เป็นประโยชน์กับเด็กและได้รับอนุญาต
  • ควรสัมภาษณ์ผู้ดูแล ผู้ปกครอง แทนตัวเด็ก
  • นำเสนอข้อมูลเชิงบวก เช่น ศักยภาพและความสามารถ ความร่าเริง โดยต้องขออนุญาตก่อน
  • ควรใช้คำว่าเด็กหญิงเด็กชายหากต้องระบุความพิการให้ใช้ว่า เด็กบกพร่องทางร่างกาย,เด็กพิเศษ,กลุ่มเปราะบาง,เด็กบกพร่องทางสติปัญญา
  • ควรมีข้อมูลหรือความเห็นจากนักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กพิการเพื่ออธิบายพฤติกรรมหรือความจำเป็นพิเศษของเด็ก
  • นำเสนอข้อมูลเพื่อมุ่งความช่วยเหลือ หรือเด็กได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อความสงสาร
  • ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือองค์กรที่ระดมความช่วยเหลือ

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่เจตนาให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือเพื่อหาประโยชน์จากเด็ก
  • ไม่นำเสนออัตลักษณ์ของเด็ก เพื่อเรียกร้องความสงสาร หรือซ้ำเติมความทุกข์ของเด็ก
  • ไม่นำเสนอข้อมูลในลักษณะดูถูก เหยียดหยาม
  • ไม่สัมภาษณ์เด็กโดยตรง

6.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่สังคมไม่ยอมรับ

เด็กที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่สังคมไม่ยอมรับ หมายถึง เด็กที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย หรือดำเนินชีวิตเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อทั้งโรคติดต่อ ไม่ติดต่อ หรือโรคระบาด ที่คนในสังคมมีท่าทีเชิงลบต่อผู้ติดเชื้อ

Do’s ควรทำ

  • ระวังการนำเสนอข้อมูล ที่อาจกระทบการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กและครอบครัว
  • ปกปิดอัตลักษณ์ของเด็ก คนในครอบครัว คนใกล้ชิด ยกเว้นได้รับอนุญาต โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเด็ก
  • ควรใช้ภาพวาด การ์ตูน และคำบรรยายเพื่อปกป้องเด็กและครอบครัว
  • นำเสนอข้อมูลในเชิงส่งเสริม ป้องกัน ให้ความรู้ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลเด็กและครอบครัว โดยตั้งใจให้เกิดความเสียหาย หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • ไม่ทำให้เด็กและครอบครัวเสียใจ อับอาย จนนำไปสู่การกีดกันในสังคม
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเด็กและครอบครัว

ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ล้วนมีความละเอียดอ่อนต่อการละเมิดสิทธิเด็ก ขอให้คุณพ่อคุณแม่ระมัดระวังการนำเสนอและการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับเด็กด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

SpringNews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ชาวเน็ตแห่ปลื้ม! ปุ้มปุ้ย เคารพสิทธิเด็ก ไม่เผยหน้าลูกในโซเชียล

เปิดกฎหมาย 6 ประเทศ ห้ามตีเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู ถือว่าผิดกฎหมาย!

นี่คือ…สาเหตุ “ลูกถูกล่วงละเมิดเพศ” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง!

สระภาษาไทย

เรียนรู้ “สระภาษาไทย” ผันง่าย อ่านคล่อง ครบจบที่นี่!!

สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยอนุบาล-ประถม การฝึกอ่าน ฝึกเขียน สระภาษาไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ทีมแม่ ABK จึงขอสรุป สิ่งที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสระ มาให้แม่ ๆ ได้เอาไปฝึกลูก ๆ กันค่ะ

เรียนรู้ “สระภาษาไทย” ผันง่าย อ่านคล่อง ครบจบที่นี่!!

สระ หมายถึง เครื่องหมายใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมา ตามหลักภาษา ถือว่าพยัญชนะจำเป็นต้องอาศัยสระจึงจะออกเสียงได้ สระมีกี่รูป มีกี่เสียง ใช้สระอย่างไร? วางสระในตำแหน่งไหน? เรารวบรวมมาให้แม่ ๆ นำไปสอนลูก ๆ แล้วค่ะ

สระภาษาไทย มีกี่รูป?

รูปสระในภาษาไทยมี 21 รูป ซึ่งรูปสระเหล่านี้จะนำไปประกอบเป็นรูปสระที่ใช้แทนเสียงสระ

  •  เรียกว่า วิสรรชนีย์ หรือ นมนางทั้งคู่
  •  ั เรียกว่า ไม้หันอากาศ, หางกังหัน หรือ ไม้ผัด
  •  ็ เรียกว่า ไม้ไต่คู้ หรือ ไม้ตายคู้
  •  เรียกว่า ลากข้าง
  •  ิ เรียกว่า พินทุ์อิ หรือ พินทุอิ
  •  ่ เรียกว่า ฝนทอง
  •  ํ เรียกว่า นิคหิต, นฤคหิต หรือ หยาดน้ำค้าง
  •  เรียกว่า ฟันหนู หรือ มูสิกทันต์
  •  ุ เรียกว่า ตีนเหยียด หรือ ลากตีน
  •  ู เรียกว่า ตีนคู้
  •  เรียกว่า ไม้หน้า
  •  เรียกว่า ไม้ม้วน
  •  เรียกว่า ไม้มลาย
  •  เรียกว่า ไม้โอ
  •  เรียกว่า ตัวออ
  •  เรียกว่า ตัวยอ
  •  เรียกว่า ตัววอ
  •  เรียกว่า ตัวรึ
  • ฤๅ เรียกว่า ตัวรือ
  •  เรียกว่า ตัวลึ (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว)
  • ฦๅ เรียกว่า ตัวลือ (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว)

สระภาษาไทย มีกี่เสียง?

สระ 21 รูปสามารถเข้ามาประกอบกันเป็นเสียงสระได้ 32 เสียง โดยสะกดด้วยรูปสระพื้นฐานหนึ่งตัวหรือหลายตัวร่วมกัน ดังนี้

สระ ภาษาไทย
สระ ภาษาไทย

เมื่อเวลาออกเสียงสระ เช่น อะ อา เอะ เอ เอียะ เอีย จะออกเสียงแตกต่างกัน บางตัวออกเสียงสั้น บางตัวออกเสียงยาว จึงแบ่งสระตามอัตราเสียงเป็น 2 จำพวก ได้แก่

  1. สระเสียงสั้น หรือ รัสสระ ได้แก่ สระที่ออกเสียงสั้น คือ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ เอียะ เอือะ อัวะ ฤ ฦ อำ ไอ ใอ เอา
  2. สระเสียงยาว หรือ ทีฆสระ ได้แก่ สระที่ออกเสียงยาว คือ อา อี อื อู เอ แอ โอ ออ เออ เอีย เอือ อัว ฤๅ ฦๅ

ฐานการออกเสียงสระ

เสียงสระในภาษาไทยแบ่งตามฐานการออกเสียงออกเป็น 3 ชนิด คือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน ดังนี้

  1. สระเดี่ยว หรือ สระแท้ คือ สระที่เกิดจากฐานเสียงเพียงฐานเดียว เปล่งเสียงออกมาเป็นเสียงเดียว ไม่มีเสียงอื่นประสม มีทั้งสิ้น 18 เสียง ได้แก่ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ เออะ เออ โอะ โอ เอาะ ออ
  2. สระประสม หรือ สระเลื่อน คือ สระที่เกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน เกิดการเลื่อนของลิ้นในระดับสูงลดลงสู่ระดับต่ำ มี 6 เสียงดังนี้
    • เอียะ ประสมจากเสียงสระ อี กับ อะ
    • เอีย ประสมจากเสียงสระ อี กับ อา
    • เอือะ ประสมจากเสียงสระ อือ กับ อะ
    • เอือ ประสมจากเสียงสระ อือ กับ อา
    • อัวะ ประสมจากเสียงสระ อู กับ อะ
    • อัว ประสมจากเสียงสระ อู กับ อา
  3. สระเกิน คือ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระเดี่ยว ต่างกันก็แต่ว่าสระเกินจะมีเสียงพยัญชนะประสมหรือสะกดอยู่ด้วย มี 8 เสียง ได้แก่
    • อำ ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ม สะกด (อัม) เช่น ขำ บางครั้งออกเสียงยาว (อาม) เช่น น้ำ
    • ใอ ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ย สะกด (อัย) เช่น ใจ บางครั้งออกเสียงยาว (อาย) เช่น ใต้
    • ไอ ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ย สะกด (อัย) เช่น ไหม้ บางครั้งออกเสียงยาว (อาย) เช่น ไม้
    • เอา ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ว สะกด (โอว) เช่น เกา บางครั้งออกเสียงยาว (อาว) เช่น เก้า
    • ฤ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ร และสระ อึ (รึ) เช่น พฤกษา บางครั้งเปลี่ยนเสียงเป็น ริ เช่น กฤษณะ หรือ เรอ เช่นฤกษ์
    • ฤๅ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ร และสระ อือ (รือ)
    • ฦ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ล และสระ อึ (ลึ)
    • ฦๅ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ล และสระ อือ (ลือ)

บางตำราถือว่าภาษาไทยมี 21 เสียง ทั้งนี้ คือไม่รวมสระเกินทั้ง 8 เสียง เนื่องจากถือว่าเป็นพยางค์ ซึ่งมีหน่วยเสียงในตัวเองโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว และไม่รวมสระประสมเสียงสั้นทั้ง 3 เสียง คือ เอียะ เอือะ อัวะ เนื่องจากมีที่ใช้ในภาษาไทยน้อยมาก และสระ หมายถึง เครื่องหมายใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมา ตามหลักภาษา ถือว่าพยัญชนะจำเป็นต้องอาศัยสระจึงจะออกเสียงได้ใหญ่จะเป็นคำเลียนเสียงซึ่งไม่ได้ใช้สื่อความหมายอื่น เช่น เพียะ เปรี๊ยะ ผัวะ เป็นต้น

ตำแหน่งของสระ

สระภาษาไทย ต่าง ๆ เมื่อประสมกับพยัญชนะต้น จะอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • ไม่ปรากฏรูปสระ ได้แก่ สระอะเมื่อมีตัว ร สะกด (-รร) สระโอะเมื่อมีตัวสะกด (โ–ะ) และสระออเมื่อมีตัว ร สะกด (-ร) เช่น สรร คน รก จง พร
  • ข้างหน้าพยัญชนต้น ได้แก่สระอะเมื่อมีตัว ว สะกด (โ-ว) สระเอ (เ-) สระแอ (แ-) สระโอ (โ-) สระเออที่มีตัว ย สะกด (เ-ย) สระใอ (ใ-) และสระไอ (ไ-) เช่น โสว เก เซ เข แล แพ แก โต โพ โท เนย ใกล้ ใคร ใหญ่ ไป ไซ ไส
  • ข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอะ (-ะ) สระอา (-า) สระออ (-อ) และ ร หัน (-รร) เช่น กะ จะ ปะ มา กา ตา ขอ รอ พอ ธรรม
  • ไว้ข้างบนพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอือเมื่อมีตัวสะกด (-ื) สระอิ (-ิ) สระอี (-ี) สระอึ (-ึ) และไม้หันอากาศ (–ั) เช่น บิ สิ มิ ปี ดี มี หึ สึ หัน กัน ปัน
  • ข้างล่างพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอุ (-ุ) และสระอู (-ู) เช่น ผุ มุ ยุ ดู รู งู
  • ข้างหน้าและข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอะ (เ-ะ) สระแอะ (แ-ะ) สระโอะ (โ-ะ) สระเอาะ (เ-าะ) สระเออะ (เ-อะ) สระเออ (เ-อ) และสระเอา (เ-า) เช่น เละ เตะ เกะ และ แพะ แกะ โปะ โละ เลอะ เถอะ เจอะ เจอ เธอ เรอ เกา เผา เรา
  • ไว้ข้างหน้าและข้างบนพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอะเมื่อมีตัวสะกด (เ–็) สระแอเมื่อมีตัว ร สะกด (เ—็ร) สระแอะเมื่อมีตัวสะกด (แ–็) สระเออะสระเออเมื่อมีตัวสะกด (เ–ิ) และสระเออะที่มีตัว ย สะกด (เ—็ย)
  • ข้างบนและข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอืเมื่อไม่มีตัวสะกด (-ือ) สระอัวะ (-ัวะ) สระอัว (-ัว) สระอำ (-ำ) สระเอา (เ-า) และสระเอาะเมื่อมีตัวสะกด (–็อ) เช่น มือ ถือ ลือ ผัวะ ยัวะ ตัว รัว หัว รำ ทำ จำ
  • ข้างหน้า ข้างบน และข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอียะ (เ-ียะ) สระเอีย (เ-ีย) สระเอือะ (เ-ือะ) และสระเอือ (เ-ือ) เช่น เผียะ เพียะ เกียะ เสีย เลีย เปีย เสือ เรือ เจือ\
แบบฝึกหัดภาษาไทย
แบบฝึกหัดภาษาไทย

>>สรุปตำแหน่งของ สระภาษาไทย มาได้ตามตารางดังต่อไปนี้<<

สระเสียงสั้น

สระเสียงยาว

สระเกิน

ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกด ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกด ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกด
–ะ –ั–1, ———2, -รร, -รร-, โ——5 –า –า– –ำ (ไม่มี)
–ิ –ิ– –ี –ี– ใ– (ไม่มี)
–ึ –ึ– –ือ –ื– ไ– (ไม่มี)
–ุ –ุ– –ู –ู– เ–า (ไม่มี)
เ–ะ เ–็–, เ––2 เ– เ–– ฤ, –ฤ ฤ–, –ฤ–
แ–ะ แ–็–, แ––2 แ– แ––, เ—็—2 ฤๅ, –ฤๅ (ไม่มี)
โ–ะ –– โ– โ–– ฦ, –ฦ ฦ–, –ฦ–
เ–าะ –็อ–, -อ-2 –อ –อ–, ––3 ฦๅ, –ฦๅ (ไม่มี)
–ัวะ1, —ววะ2 (ไม่มี) –ัว1, —วว2 –ว–
เ–ียะ (ไม่มี) เ–ีย เ–ีย–
เ–ือะ (ไม่มี) เ–ือ เ–ือ–
เ–อะ เ–ิ–4, เ—็—
เ––4
เ–อ เ–ิ–,
เ––5,
เ–อ–6
หมายเหตุ

  1. คำที่สะกดด้วย —ะ + ร จะลดรูปเป็น —รร ไม่มีไม้หันอากาศ เช่น สรร บรร เป็นต้น
    ซึ่งก็จะซ้อน ร เข้าไปอีกตัวหนึ่ง เรียกว่า ร หัน
  2. คำที่สะกดด้วย –ะ + ว จะลดรูปเป็น โ—ว จากวิสรรชนีย์เป็นไม้โอ เช่น โป๊ว โต๋ว เป็นต้น
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ โ— ดังนั้นคำที่สะกดด้วย โ— + ว จึงไม่มี
  3. สระ เ-ะ แ-ะ เ-าะ ที่มีวรรณยุกต์ ใช้รูปเดียวกับสระ เ– แ- -อ ตามลำดับ เช่น เผ่น เล่น แล่น แว่น ผ่อน กร่อน
  4. คำที่สะกดด้วย แ— + ร จะลดรูปเป็น เ—็ร จากไม่หน้ารูปที่สองเป็นไม้ไต่คู้ เช่น เค็ร เบ็ร เล็ร
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ—ะ ดังนั้นคำที่สะกดด้วย เ—ะ + ร จึงไมมี
  5. คำที่สะกดด้วย –อ + ร จะลดรูปเป็น –ร ไม่มีตัวออ เช่น พร ศร จร
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ โ–ะ ดังนั้นคำที่สะกดด้วย โ–ะ + ร จึงไม่มี
  6. สระ เ–อะ ที่มีตัวสะกดใช้รูปเดียวกับสระ เ–อ เช่น เงิน เปิ่น เห่ยเห่ย
  7. คำที่สะกดด้วย เ–อะ + ย จะลดรูปเป็น เ–็ย ไม่มีพินทุ์อิ เช่น เค็ย เน็ย เล็ย
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ—ะ อย่างไรก็ตาม คำที่สะกดด้วย เ–ะ + ย จะไม่มีในภาษาไทย
  8. คำที่สะกดด้วย เ–อ + ย จะลดรูปเป็น เ–ย ไม่มีพินทุ์อิ เช่น เคย เนย เลย
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ– อย่างไรก็ตาม คำที่สะกดด้วย เ– + ย จจะไม่มีในภาษาไทย
  9. พบได้น้อยคำ เช่น เทอญ เทอม
  10. คำที่สะกดด้วย —ัว ใช้ไม้หันอากาศกับตัววอ เช่น หัว ตัว
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ —ะ + ว ดังนั้นคำที่สะกดด้วย —ะ + ว จึงเป็น โ—ว แทน

ครบทุกหลักการเขียน การอ่าน สระภาษาไทย กันแล้ว แม่ ๆ สามารถนำไปสอนลูก ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเปิดเทอมที่จะถึงนี้ก็ได้เลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล-ป.1 ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อมด้านภาษา

เริ่มสอนภาษาไทย…ให้ลูกหัดพูด ด้วย 3 วิธีการเพิ่มคลังศัพท์ใหม่แบบง่ายๆ

แจกฟรี!! 50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล โหลดเลย!!

รวม แบบฝึกหัด ป.1 ดาวน์โหลดฟรี! กว่า 90 ชุด (ไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : th.wikibooks.org

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก ช่วยป้องกัน และลดความสูญเสียแก่ลูกน้อย หากคุณกำลังลังเลว่าจะฉีดดีไหม มาฟังคุณหมอจากคณะแพทย์ศาสตร์ ม.เชียงใหม่แนะให้เข้าใจ หายห่วงชัวร์

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง!!

ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีความต่อเนื่อง และยาวนานอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ที่พบการระบาดในกลุ่มเด็กเพิ่มมากขึ้นกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ผ่านมา และที่น่ากังวล คือ เป็นผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยลง โดยมีอายุประมาณช่วงวัยเรียน 6-12 ปี เยอะขึ้น

โอไมครอนกับเด็ก : ปัจจัยการแพร่เชื้อในเด็ก

เด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธ์เดลต้า เจอผู้ป่วยเด็กประมาณ 14% แต่พอเป็นสายพันธุ์โอไมครอน จากข้อมูลตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ของทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยเด็กติดโควิด-19 ประมาณ 21.5% ซึ่งนับว่าเยอะขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจัยการแพร่เชื้อในเด็ก

โอไมครอน โควิด-19 วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก
โอไมครอน โควิด-19 วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก

1.เชื้อโอไมครอนสามารถแพร่กระจายได้ง่าย

หลังจากเกิดการระบาดของไวรัสโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ ซึ่ง WHO หรือองค์การอนามัยโลก ประกาศยกระดับให้เป็นสายพันธุ์ระดับที่น่ากังวล (Variants of Concern: VOC) สายพันธุ์ใหม่ล่าสุด โดยมีรหัสที่เรียกว่า โควิดสายพันธุ์ ​B.1.1.529 หรือ โอไมครอน Omicron ถูกรายงานว่าพบครั้งแรก ในตอนใต้ของทวีปแอฟริกาใต้ ที่ประเทศบอตสวานา

การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ของยีนมากถึง 50 กว่าตำแหน่ง โดย 32 ตำแหน่งเกิดขึ้นบนโปรตีนหนามแหลม หรือที่เรียกว่า Spike Protein ซึ่งเป็นโปรตีนที่ไวรัสใช้ในการเข้าสู่เซลล์ของร่างกายมนุษย์ ซึ่งพบมากกว่าทุกสายพันธุ์ และมากกว่าสายพันธุ์เดลตา ถึง 2 เท่า และพบการกลายพันธุ์ที่ส่วนตัวรับ ซึ่งไวรัสใช้จับยึดกับเซลล์ของคนเราถึง 10 ตำแหน่ง

เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งดังกล่าว สิ่งที่น่ากังวลก็คือ

  • ทำให้เชื่อกันว่าไวรัสจะสามารถแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา
  • สามารถเข้าสู่ระบบร่างกายมนุษย์ได้ง่ายขึ้น
  • อาจจะหลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น
  • มีแนวโน้มต้านประสิทธิภาพวัคซีน
  • คนที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสที่จะติดเชื้อซ้ำได้จากโควิดสายพันธุ์โอไมครอน

    โอไมครอน เด็กมักติดจากคนในครอบครัว
    โอไมครอน เด็กมักติดจากคนในครอบครัว

อาการของโควิดกลายพันธุ์โอไมครอน

  • อาจมีอาการไม่สบายแค่ 1-2 วัน

  • จมูกยังสามารถได้กลิ่น ลิ้นรับรสได้ดี

  • ไม่ค่อยมีไข้

  • รู้สึกล้า และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

  • มีอาการไอเล็กน้อย ระคายคอ

  • อาการยังไม่ชัดเท่าสายพันธุ์อื่น

  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หากติดเชื้ออาจทำให้มีอาการรุนแรง

  • อาการโดยรวม เบื้องต้นพบว่าไม่รุนแรง สามารถรักษาที่บ้านได้

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.วิชัยเวช

2. การระบาดเกิดในโรงเรียน 

ในช่วงของการระบาดของโอไมครอน สถานศึกษาได้มีการเปิดเรียนแบบ Onsite แล้ว ทำให้มีการติดจากคุณครู เพื่อน ในชั้นเรียน

3. ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 

จากปัจจัยทั้งสามส่วนนี้ จึงทำให้มีการระบาดในเด็กที่มากขึ้นได้ ซึ่งในปัจจัยข้อสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่อง วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก นั้น เราทราบกันดีว่าคุณพ่อคุณแม่มีความห่วงกังวลต่ออาการข้างเคียง และผลกระทบต่อลูก หากต้องเข้ารับการฉีดวัคซีน เกิดข้อคำถามขึ้นมากมาย เป็นต้นว่า ควรรับวัคซีนชนิดใด แบบไหน หรือควรให้ลูกฉีดวัคซีนดีหรือไม่ และอีกนานาสารพันคำถามในใจ วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ได้ขอทำการเผยแพร่คลิปความรู้ดี ๆ จากทางคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อ วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วงโดย…รศ.ดร.พญ.ทวิติยา สุจริตรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เพื่อให้ความรู้ดังกล่าวเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่อีกแรง

 

ขอขอบคุณ คลิปดี ๆ จาก คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ความจำเป็นของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็ก

ถึงแม้ว่า ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีอาการไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ มีอัตราการเสี่ยงชีวิตต่ำกว่า หรือบางคนไม่มีอาการแสดงเลย แต่การติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กสามารถมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนอาจเกิดการเสียชีวิตได้ ซึ่งมีด้วยกัน 2 ภาวะหลัก คือ

ภาวะแรก : ภาวะกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบที่สัมพันธ์กับโรคโควิด-19 ในเด็ก (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) หรือที่ย่อกันว่า MIS-C

เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามหลังจากที่มีอาการป่วยประมาณ 2-6 สัปดาห์ เกิดขึ้นจากที่ร่างกายเรามีภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคโควิด-19 ที่มากเกินไป จนทำให้เกิดการอักเสบ กับภาวะหลายระบบในร่างกาย

อาการของการเกิดภาวะ MIS-C

  • ไข้
  • ผื่นตามร่างกาย
  • ตา ปาก มีอาการแดง
  • อาการอักเสบของระบบหัวใจ หลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ภาวะที่สอง : Long-Covid เป็นอาการแทรกซ้อนชนิดเรื้อรัง ระยะยาว ซึ่งนอกจากในเด็กแล้ว ก็จะพบได้ในวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุเช่นกัน

เป็นภาวะหลังจากที่หายจากโควิดไปแล้วประมาณ 3 เดือนขึ้นไป แล้วก็มีอาการต่อเนื่อง ติดต่อกัน เรื้อรัง นานเกิน 2 เดือนขึ้นไป  ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายระบบทั่วร่างกาย

โควิดในเด็กแม้อาการไม่รุนแรง แต่อาการหลังหายแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
โควิดในเด็กแม้อาการไม่รุนแรง แต่อาการหลังหายแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในไทย

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก สำหรับเด็กวัย 5 – 11.9 ปี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และรับรองให้ใช้โดยสำนักงานอาหารและยา มี 2 ชนิด ได้แก่

1. วัคซีนเชื้อเป็น mRNA ที่ใช้ในไทย คือ วัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม (Pfizer) มีปริมาณโดส 10 ไมโครกรัม ต่อโดส

2. วัคซีนเชื้อตาย ซึ่งอนุญาตให้ใช้ในเด็ก 6 ปีขึ้นไป ในไทยมีด้วยกัน 2 ตัว คือ ซิโนแวค (Sinavac) ปริมาณ 3 ไมโครกรัมต่อโดส กับ ซิโนฟาร์ม(Sinopharm) ปริมาณ 4 ไมโครกรัมต่อโดส ซึ่งเป็นปริมาณที่ให้เท่ากับในผู้ใหญ่เลย

ควรฉีดแบบไหนดี??

คุณหมอแนะนำสูตรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็ก

  • วัคซีนสูตรหลัก หรือสูตรปฐมภูมิ แนะนำให้เป็น mRNA ไฟเซอร์ฝาสีส้ม 2 เข็ม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยฉีดห่างกัน 8 สัปดาห์
  • วัคซีนสูตรทางเลือก สำหรับผู้ที่กังวลวัคซีน mRNA สองเข็ม ก็แนะนำให้ฉีดวัคซีนสูตรไขว้ คือ Sv /Sp + Pfizer ห่างกัน 4 สัปดาห์ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทั้งคู่ เนื่องจากวัคซีนเชื้อตาย สามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 สายพันธ์ุดั้งเดิมได้ดี แต่ในสายพันธุ์โอไมครอนอาจจะได้ภูมิคุ้มกัน ที่ไม่ดีมากพอ

7 เด็กโรคกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน เป็นกลุ่มแรก

  1. กลุ่มเด็กที่มีภาวะอ้วน
  2. โรคเบาหวาน
  3. โรคหัวใจ และหลอดเลือด
  4. โรคปอด มีอาการหอบหืดที่มีอาการรุนแรง
  5. โรคไตเรื้อรัง
  6. โรคมะเร็ง
  7. เด็กที่มีพัฒนาการช้า โรคทางพันธุกรรม และระบบประสาทผิดปกติอย่างรุนแรง

ติดโควิดไปแล้วยังต้องรับวัคซีนอีกไหม??

กรณีที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเลย แนะนำ ให้ฉีดmRNA ไฟเซอร์ฝาสีส้ม 2 เข็ม โดยเริ่มเข็มแรกให้ฉีดหลังจากเริ่มมีอาการป่วย หรือมีการติดเชื้อ ตรวจพบเชื้อไปแล้ว 12 สัปดาห์ (3 เดือน) แล้วฉีดเข็มที่สองห่างไป 8 สัปดาห์

กรณีที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว 1 เข็ม แนะนำ ให้ฉีดเพิ่ม 1 เข็มหลังพบเชื้อ หรือมีอาการป่วย 12 สัปดาห์

กรณีที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม แล้วติดเชื้อโควิด-19 ณ ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ฉีดเข็มที่ 3 เพิ่ม

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก อันตรายไหม
วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก อันตรายไหม

หลังฉีดวัคซีนควรสังเกตอาการผิดปกติของลูก อย่างไรบ้าง?

ในช่วง 1-4 วันแรกหลังจากได้รับวัคซีน ถ้าลูกมีอาการดังต่อไปนี้ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งมีรายงานจากต่างประเทศว่าเป็นอาการไม่พึงประสงค์ของการฉีดวัคซีนที่รุนแรง แต่พบได้น้อยมาก จึงควรให้สังเกตอาการหากพบให้รีบหาหมอ ดังนี้

  • เจ็บอก
  • เหนื่อยหอบง่าย
  • เป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ

ส่วนอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ที่พบได้แต่ไม่มีอันตรายรุนแรง สามารถหายได้เอง ได้แก่ ปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีด ไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น

เมื่อฟังกันมาจนถึงจุดนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่เริ่มหายห่วงกันบ้างหรือยัง เพราะการป้องกันลูกจากไวรัสโควิด-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากการป้องกันระวังตัวเอง หมั่นล้างมือ ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง แล้ว การพาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ก็เป็นอีกทางที่ได้ผลดีที่สุดแล้ว การได้รับรู้ข้อมูลรอบด้านจากคุณหมอ คงทำให้หายกังวลกันไปได้บ้าง หากพ่อแม่เริ่มหายห่วงและต้องการให้ลูกได้รับวัคซีนก็สามารถติดต่อกับโรงเรียน หรือสถานศึกษาที่ลูกเรียนอยู่ เพราะกระทรวงสาธารณสุขได้ทำการร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการให้วัคซีนแก่เด็กผ่านทางโรงเรียน โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เมื่อคุณและลูก ติดโควิด ทำยังไง ? เปิดขั้นตอนการรักษาที่นี่

โอไมครอน (Omicron)ในเด็กมีสิทธิ์ติดเชื้อรุนแรงแค่ไหน?

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ รับยาที่ไหน ลูกควรกินเท่าไหร่?

ตั้งชื่อลูกมงคล 333 ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ ตั้งแล้วลูกร่ำรวยเงินทอง เรียกโชคให้พ่อแม่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานพื้นบ้าน

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

นิทานพื้นบ้าน เป็นนิทานที่นอกจากฟังสนุก เพลิดเพลินแล้ว ยังมีข้อคิดดี ๆ สอดแทรกอยู่ในนิทาน อีกทั้งยังสอดแทรกประวัติและปลูกฝังความเป็นไทยให้ลูกได้อีกด้วย

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

ความหมายของ นิทานพื้นบ้าน คือ เรื่องเล่าจากความจำที่ฟังกันต่อ ๆ มาจากบรรพบุรุษ ถ่ายทอดปากต่อปากสืบต่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน  ความสำคัญของ นิทานพื้นบ้าน เล่ากันอยู่ในท้องที่และภาคต่าง ๆ ของไทยนั้น มีหลายร้อยพันเรื่องในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีนิทานประเภทต่าง ๆ นิทานเหล่านี้นับเป็นเรื่องที่ผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าให้ลูกหลานฟังมาหลายชั่วอายุคน จึงถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน ซึ่งมีความสำคัญ เช่น ให้ความเพลิดเพลิน ในสมัยก่อนที่ไม่มีอะไรเลยเป็นสื่อในการนำเสนอช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่ากับผู้ฟัง เด็กจะเพลิดเพลินหรืออบอุ่นเมื่อได้ใกล้ชิดกับบิดามารดาหรือปู่ย่าตายาย ส่วนใหญ่มักจะเล่านิทานก่อนนอน นิทานให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิต สิ่งที่อยู่รอบตัวเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจผู้ฟังนิทาน เข้าใจความรู้สึกต่าง ๆ ของตัวละคร เช่น รัก โลภ โกรธ หลง รู้ลักษณะของตัวละครตัวดี ตัวร้ายและตัวที่น่าสงสัยหรือตัวตลก รู้จักสังเกตจากการอธิบายลักษณะสิ่งต่าง ๆ รอบตัว รู้ถึงการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เสมือนการถ่ายทอดความรู้ให้การศึกษากับคนฟัง อีกเรื่องคือเสริมสร้างจินตนาการ ผู้แต่งนิทานจะใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์ผู้ฟังก็จะนึกภาพไปตามการเล่าซึ่งทำให้ผู้ฟังได้คิดสร้างสรรค์ต่อไปซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดในด้านหนึ่ง

ส่วนสุดท้ายก็คือเข้าใจในศิลปะได้ง่าย นิทานพื้นบ้านไทยหลายเรื่องเป็นที่มาของวรรณคดี งานปฏิมากรรม นิทานพื้นบ้านก็จะเป็นที่มาของวรรณคดี เช่น เรื่องไกรทอง ขุนช้างขุนแผน ศรีธนญชัย มีการนำของแต่เป็นวรรณกรรม
ประเภทต่าง ๆ เช่น พระราชนิพนธ์บทละคร บทละครนอกเรื่องไกรทอง เสมาขุนแผน ขุนแผนคำกาพย์ ศรีธนญชัย เป็นต้น

นิทาน
นิทาน

เมื่อทราบประโยชน์ของ นิทานพื้นบ้าน กันแล้ว ทีมแม่ ABK ขอเลือก 5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย ที่เหมาะที่จะอ่านให้ลูกฟัง แถมได้ข้อคิด คติดี ๆ ไว้สอนลูกกันอีกด้วย

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา

มีนักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง ได้ทำการว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟาก ในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม และลมเริ่มพัดจนน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ จนเมื่อเรือได้เข้าสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกราด คนแจวเรือจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ส่วนฝ่ายนักศึกษานั้นกำลังนั่งก้มหน้าหนังสือเล่มใหญ่อยู่ จนในที่สุดนักศึกษาก็ได้เงยหน้าขึ้นมาจากตำราแล้วมองไปยังคนแจวเรือและพูดคุย
“ลุงๆ เคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์บ้างไหม?” นักศึกษาเอ่ยถามขึ้น
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือจ้างตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
นักศึกษาจึงพูดขึ้นว่า “ถ้างั้นลุงก็พลาดโอกาสเสียแล้วหละ ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่าน มีเรื่องของกษัตริย์และพระราชินีในสมัยอดีต รวมถึงเรื่องของสงคราม การต่อสู้ ทำให้เราสามารถรู้ว่าคนในสมัยโบราณ ใช้ชีวิตกันแบบไหน แต่งกายกันอย่างไร ประวัติศาสตร์จะบอกให้ได้รู้ถึงความเจริญและความเสื่อมลงของชนชาติต่างๆ ทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?”
“ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ” คนแจวเรือตอบ

ในเวลานั้นคนแจวเรือก็ยังคงแจวเรือต่อไป ส่วนนักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น เมื่อผ่านไปสักครู่หนึ่ง นักศึกษาก็เอ่ยถามคนแจวเรือขึ้นอีก
”ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?” นักศึกษาเอ่ยถาม
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาจึงกล่าวว่า “ภูมิศาสตร์ เป็นวิชาที่สอนให้เราได้รู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ และยังรวมถึงกระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝน นะลุง วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?”
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาส่ายหน้า “ถ้าไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงก็เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย”
“วิทยาศาสตร์ละลุง เคยอ่านบ้างรึเปล่า”
“ไม่เคยอีกแหละคุณ” คนแจวเรือตอบ
“ลุงเนี่ยนะเป็นคนยังไงกันแน่? วิทยาศาสตร์ที่ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ ลุงรู้มั้ยความก้าวหน้าของคนเราในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรงเลยนะ นักวิทยาศาสตร์เป็นคนที่สำคัญอย่างมากในโลกนี้เลยก็ว่าได้ แต่นี่อะไรลุงกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เอาเสียเลย ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเสียเหลือเกิน”
นักศึกษาปิดตำราของเขาและนั่งเงียบไม่พูดอะไรขึ้นอีก

ในช่วงเวลานั้นก้อนเมฆสีดำได้แผ่ขยายและปกคลุมเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า ลมเริ่มพัดแรงขึ้น มีฟ้าแลบแปลบปลาบ เป็นเหตุบอกว่าพายุกำลังจะมา และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่งซึ่งไกลมากกว่าจะถึงฝั่ง
คนแจวเรือแหงนขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น ”ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาถึงเราในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?”
นักศึกษาพูดขึ้นอย่างตื่นตกใจกลัว “ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง”
บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างประหลาดใจบ้างแล้ว และพูดว่า “อะไรกัน นี่คุณว่ายน้ำไม่เป็นหรอกรึ คุณมีความรอบรู้มากมายออกขนาดนี้ ประวัติศาสตร์เอย ภูมิศาสตร์เอย และวิชาวิทยาศาสตร์เอยคุณก็รู้ แต่ทำไมคุณถึงไม่ไปเรียนการว่ายน้ำด้วยเล่า อีกสักประเดี๋ยวเถอะ คุณก็จะได้รู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย”
ลมพายุพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เรือแจวลำน้อยถูกคลื่นและลมโหมซัดพัดกระหน่ำใส่เข้ามา ในไม่ช้าไม่นานเรือแจวก็ถูกคลื่นและพายุซัดจนเรือพลิกคว่ำ คนแจวเรือจ้างสามารถว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสารได้จมหายไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดนั้นแล้ว

แง่คิดดี ๆ จากนิทานเรื่องนี้: อย่าได้เที่ยวไปมองคนอื่นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้และคิดดูถูกดูแคลนว่าเขาต่ำต้อยกว่าเรา…แต่เราควรหันมามองตัวเองว่าจิตใจเรานั้นต่ำต้อยกว่าคนอื่นบ้างหรือเปล่า และพัฒนาฝึกจิตใจเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ความรู้ท่วมหัว…แต่เอาตัวไม่รอด ชัยชนะใดๆ ในโลกนี้ ไม่ยิ่งใหญ่เท่า…ชนะใจตนเอง

พิกุลทอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหญิงสาวสวย คนหนึ่งชื่อว่า “พิกุล” …กล่าวกันว่าเธอมีความสวยทั้งหน้าตาและ กิริยามรรยาท มารดาของเธอตายตั้งแต่เธอยังเล็กมาก ดังนั้นเธอจึงได้รับการเลี้ยงดูจากแม่เลี้ยงซึ่งเธอเองก็มีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อว่า “มะลิ” …แต่ก็โชคร้ายที่ว่าทั้งแม่เลี้ยงและลูกสาวของเธอนั้นเป็นคนใจร้าย ทั้งคู่จะบังคับให้พิกุลทำงานหนักทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากตำข้าวเสร็จแล้ว …พิกุลก็ออกไปตักน้ำที่ลำธารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก ในขณะเดินทางกลับ …ทันใดนั้นก็มีหญิงชราคนหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพิกุลและขอน้ำเธอดื่ม พิกุลดีใจมากที่ได้ช่วยหญิงชราคนนั้น …เธอเอาน้ำให้หญิงชราและบอกให้เธอเอาน้ำไปอีกเพื่อจะได้ล้างหน้า และล้างตัวให้สดชื่น พิกุลบอกหญิงชราว่าไม่ต้องห่วงเพราะถ้าน้ำไม่พอเธอจะไปตักมาอีก …หญิงชรายิ้มและกล่าวว่า “เธอนี่นอกจากจะสวยแล้วยังใจดีอีกถึงแม้ว่าฉันจะดูยากจน และมอมแมมเธอก็ปฏิบัติกับฉันเป็นอย่างดี”

หลังจากกล่าวชื่นชมพิกุลแล้ว …หญิงชราก็ให้พรวิเศษกับเธอ และด้วยอำนาจของพรวิเศษนี้จะทำให้ดอกพิกุลทองคำร่วงออกมาจากปากของเธอ …เมื่อใดก็ตามที่เธอรู้สึกสงสารใครหรือสิ่งใด …หลังจากหญิงชราให้พรวิเศษแก่พิกุลแล้ว ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาของเธอ …พิกุลก็รู้ทันทีว่าแท้ที่จริงแล้วหญิงผู้นั้นเป็นนางฟ้าจำแลงมาให้พรวิเศษแก่ตน …ทันทีที่กลับถึงบ้านช้า เธอก็ถูกแม่เลี้ยงดุด่าว่าไปเถลไถลเพื่อหนีงาน ดังนั้นพิกุลจึงเล่าเรื่องทั้งหมด ให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงฟังพร้อมกับเกิดความรู้สึกสงสารใน …ขณะเล่าจึงทำให้ดอกพิกุลทองคำร่วงออกมาจากปากของเธอด้วย …แม่เลี้ยงจอมละโมบก็เปลี่ยนอารมณ์จากโกรธเป็นละโมบในทันทีพร้อมกับตะครุบดอกพิกุลทองทั้ง หมดไว้ในขณะที่ปากก็สั่งให้พิกุลพูดต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อสนองความละโมบของเธอนั่นเอง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา แม่เลี้ยงของพิกุลก็เก็บรวบรวมดอกพิกุลทองคำไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปขายและได้เงินมามากมาย ชีวิตทุกคนตอนนี้ก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พิกุลเองก็ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ถูกบังคับให้พูดทั้งวันเพื่อให้ดอกพิกุลทองคำออกมาจากปากของเธอมากๆ นั่นเอง …พิกุลทองอ่อนล้าไปกับการตอบสนองความละโมบของแม่เลี้ยง ตอนนี้พิกุลเองเกิดเจ็บคอและกลายเป็นคน เสียงแหบเสียงแห้งไปเลย เธอพูดไม่ได้ไประยะหนึ่ง …อาการเช่นนี้ทำให้แม่เลี้ยงโมโหมากขึ้นจนถึงขั้นตบตี พิกุลเพื่อพยายามยังคับให้เธอพูดแต่พิกุลก็พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว

… เพื่อตอบสนองความละโมบของตน ตัวแม่เลี้ยงเองจึงตัดสินใจส่งลูกสาวของตนนามว่ามะลิไปทำตามอย่างพิกุลบ้าง … มะลิถูกส่งไปยังสถานที่เดียวกับที่พิกุลบอกไว้แต่ว่าแทนที่จะได้พบกับหญิง ชราก็กลับเป็น พบหญิงสาวสวยสวมเสื้อผ้างดงามยืนอยู่ใต้ร่มใหญ่ หญิงสาวผู้นั้นขอน้ำมะลิดื่มแต่ด้วยความริษยามะลิแสดงอาการโกรธและคิดว่า หญิงผู้นั้นไม่ใช่นางฟ้า เธอจึงปฏิเสธและใช้วาจาหยาบคายด่าทอนางฟ้าจำแลง …ดังนั้น นางฟ้าจึงสาปแช่งมะลิว่า เมื่อใดก็ตามที่เธอโกรธและพูดออกมาแล้วไซร้ ก็จะมีหนอนร่วงออกมาจากปากของเธอ เมื่อกลับมาถึงบ้านมะลิก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นแม่ฟังและด้วยความโกรธ ในขณะ เล่าเรื่องนั้นก็ทำให้บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยตัวหนอน ผู้เป็นแม่คิดว่าพิกุลอิจฉาลูกสาวของตน ดังนั้นจึงแกล้งบิดเบือนเรื่องที่เล่าจึงเป็นเหตุให้ลูกสาวของตนไม่ได้พบกับ หญิงชราแม่เลี้ยงจึงทุบตีพิกุลและไล่เธอออกจากบ้านไป

ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งพิกุลจึงท่องเที่ยวไปในป่า แต่เพียงลำพัง โชคดีที่ว่าเธอเดินไปในทิศทางที่ เจ้าชายหนุ่มกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการขี่ม้าประพาสป่ากับข้าราชบริพารผ่าน มาพอดีเมื่อทอดพระเนตรเห็นสาวนั่งร้องไห้อยู่ทรงถามเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด ทันทีที่พูดจบที่บริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยดอกพิกุลทองคำ …เจ้าชายดีพระทัยยิ่งนัก จึงขอนางอภิเษกสมรสด้วยและหลังจากการอภิเษกสมรสทั้งสองพระองค์ก็ได้ ขึ้นครองราชย์และปกครองเมืองของพระองค์ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. จากเค้าเรื่องนิทานนี้จึงเป็นต้นกำเนิดของสำนวนไทยเปรียบเปรยคนที่ไม่ค่อยพูดหรือมักพูดอุบอิบอยู่แต่ในปากว่า “กลัวดอกพิกุลจะร่วง”
  2.  “การคิดดีทำดี …ย่อมได้รับสิ่งที่ดีตอบสนองเสมอ” …อย่างเช่น พิกุล

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง สองสัตว์

ในกาลก่อนมีสัตว์สองตัวเป็นเพื่อนกัน …เวลาไปหากินหรือไปในที่ใดๆ มักจะไปด้วยกันเสมอสัตว์คู่นี้ได้แก่ บ้วน (นาก) กับกระต่าย …มันหากินอยู่ตามริมฝั่งน้ำปิงเป็นประจำ

อยู่มาวันหนึ่ง นากออกไปหากิน มองเห็นช่องว่างคิดว่าเป็นทางน้ำจึงว่ายเข้าไป พอเข้าไปแล้วปรากฏว่าไปชนสายใยประตูกะต้ำ (เครื่องดักจับปลาชนิดหนึ่งที่ทำไว้ตามข้างตลิ่ง หันหน้าล่องใต้ พอปลาตัวโตเข้าไปเมื่อชนสายใย สลักจะหยุด ประตูจะเลื่อนตกลงมาปิดไว้ทันที ทำให้ปลาออกไม่ได้) …นากพยายามหาทางออก แต่ทำอย่างไรก็ออกไม่ได้ มันร้องขอให้กระต่ายช่วย …กระต่ายลงมาดูเห็นกะต้ำแน่นหนาเกินกว่ากำลังน้อยๆ ของตนจะรื้อหรือทำลายได้

ขณะนั้นพอดีนายพรานผู้วางกะต้ำ จึงตรงเข้าไปดูเห็นนากติดอยู่ก็ดีใจ …ส่วนกระต่ายเห็นคนเดินมาจึงหลบซ่อนตัวนิ่งอยู่ข้างๆ กอหญ้า …นากพอเห็นนายพรานเปิดประตูกะต้ำออก มันแกล้งทำเป็นตาย กลั้นลมหายใจ เบ่งท้องให้พองคล้ายกับตายมานานแล้ว …เมื่อกระต่ายแลเห็นนายพรานจับเพื่อนของตนขึ้นมาเช่นนั้น …กระต่ายจึงกระโดดออกมา และดิ้นรนกระเสือกกระสนคล้ายกับถูกตีหรือถูกยิง แล้วนอนนิ่งบนหาดทรายห่างจากกะต้ำไม่ไกลนัก …

นายพรานมองเห็นกระต่ายมานอนดิ้นตาย ดีใจรีบขึ้นจากน้ำ …วางนากลงกับพื้น วิ่งตรงเข้าไปเพื่อจะจับกระต่ายอีกตัว …นากพอเป็นอิสระจึงกระโดดลงน้ำหนีไป …กระต่ายเห็นเพื่อนของตนหนีลงน้ำไปได้รีบลุกขึ้นกระโดดวิ่งหายเข้าป่าไป …ตกลงนายพรานไม่ได้สัตว์อะไรเลยแม้แต่ตัวเดียว!!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. คนที่มีสติปัญญา…ย่อมเอาตัวรอดได้เสมอ
  2. โลภมาก…ลาภหาย
นิทานพื้นบ้านไทย
นิทานพื้นบ้านไทย

ลิลิตรพระลอ

ท้าวแมนสรวงเป็นกษัตริย์ของเมืองแมนสรวง พระองค์มีพระมเหสีทรง พระนามว่า “นาฏบุญเหลือ” ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสมีพระนามว่า “พระลอดิลกราช” หรือเรียกกันสั้นๆว่า “พระลอ” มีกิตติศัพท์เป็นที่ร่ำลือกันว่าพระองค์นั้นทรงเป็นชายหนุ่มรูปงามไปทั่วสารทิศจนไปถึงเมืองสรอง ( อ่านว่า เมืองสอง ) ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกปกครองโดยท้าวพิชัยวิษณุกร พระองค์มีพระนามว่า “พรดาราวดี” และพระองค์ทรงมีพระธิดาผู้เลอโฉมถึงสองพระองค์พระนามว่า “พระเพื่อน” และ “พระแพง” พระเพื่อนและพระแพงได้ยินมาว่าพระลอเป็นชายหนุ่มรูปงาม ก็ให้ความสนใจยากจะได้ยล

พี่เลี้ยงของพระเพื่อนและพระแพงคือนางรื่น และนางโรยสังเกตเห็นความปราถนาของนายหญิงของตนก็เข้าใจในพระประสงค์ สองพี่เลี้ยงจึงอาสาจะจัดการให้นายของตนนั้นได้พบกับพระลอ โดยการส่งคนไปขับซอในนครแมนสรวง และในขณะที่ขับซอนั้นจะให้นักดนตรีพร่ำพรรณนาถึงความงามของเจ้าหญิงทั้งสอง ในขณะเดียวกันนั้นพี่เลี้ยงทั้งสองก็ได้ไปหาปู่เจ้าสมิงพราย เพื่อที่จะให้ช่วยทำเสน่ห์ให้พระลอหลงใหลในเจ้าหญิงทั้งสอง

เมื่อพระลอต้องมนต์ก็ทำใคร่อยากที่จะได้ยลพระเพื่อนและพระแพงเป็นยิ่งนัก พระองค์เกิดความคลั่งไคล้ไหลหลงจนไม่เป็นอันทำอะไรแม้แต่กระทั่งเสวยพระกระยาหาร พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของพระองค์ ได้ทำให้พระราชชนนีสงสัยว่าจะมีผีมาเข้ามาสิงสู่อยู่ แต่ถึงแม้ว่าจะหาหมอผีคนไหนมาทำพิธีขับไล่ก็ไม่มีผลอันใด พระลอก็ยังคงมีพฤติการณ์อย่างเดิมอยู่ เพื่อที่จะได้ยลเจ้าหญิงทั้งสอง พระลอจึงทูลลาพระราชชนนีออกประพาสป่า แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือเพื่อที่จะได้ไปยลเจ้าหญิงแห่งเมืองสรองนั่นเอง จากนั้นพระลอก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองสรองพร้อมคนสนิทอีก 2 คน คือ นายแก้วกับนายขวัญ พร้อมกับไพร่พลอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดต้องเดินผ่านป่าผ่าดงจนกระทั่งมาพบแม่น้ำสายหนึ่งมีชื่อว่า “แม่น้ำกาหลง”

และที่แม่น้ำกาหลงนี้เอง ที่พระลอได้ตั้งอธิฐานเสี่ยงน้ำเพื่อตรวจดูดวงชะตาของพระองค์เอง ทันทีที่ได้สิ้นคำอธิษฐานนั้น แม่น้ำก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดในทันทีและไหลเวียนวนผิดปกติ เมื่อพระลอเห็นดังนั้นก็รู้ได้ว่าจะมีเรื่องร้ายรออยู่เบื้องหน้าของพระองค์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์เกิดความย่อท้อที่จะได้พบกับเจ้าหญิงที่พระทัยของพระองค์เรียกร้องแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าพระองค์นั้นจะไม่เคยพบนางเลย แต่พระองค์คลั่งไคล้ไหลหลงในตัวนางทั้งสองเป็นยิ่งนัก…ส่วนเจ้าหญิงทั้งสองรอการเดินทางมาของเจ้าชายรูปงามไม่ได้ และเกรงว่ามนต์เสน่ห์ของปู่เจ้าสมิงพรายจะไม่เห็นผล จึงได้ขอร้องให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยเหลืออีกครั้ง โดยให้ช่วยเนรมิตไก่งามขึ้นตัวหนึ่งให้มีเสียงขันที่ไพเราะ ทั้งสองพระองค์คิดว่าไก่ตัวนั้นจะต้องทำให้พระลอสนพระทัยและติดตามมาจนถึงเมืองสรองอย่างแน่นอน

และแล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เจ้าหญิงสองคาดไว้ พระลอได้ตามไก่เนรมิตไปจนถึงพระราชอุทยาน และได้พบกับเจ้าหญิงทั้งสองซึ่งกำลังทรงสำราญอยู่ ในทันทีที่ทั้งสามได้พบกันก็เกิดความรักใคร่กันในบัดดล และก็เป็นเวลาเดียวกับที่นายแก้วกับนายขวัญ ได้ตกหลุมรักของนางรื่นและนางโรยผู้ซึ่งเปิดหัวใจต้อนรับชายหนุ่มทั้งสองโดยไม่รีรอเช่นกัน ปรากฏว่าพระลอและบ่าวคนสนิทของพระองค์ลักลอบเข้าไปอยู่ในพระตำหนักชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงทั้งสอง…อย่างไรก็ตาม ความลับนี้ได้ถูกเปิดเผยเข้าจนได้ …เมื่อข่าวได้ไปถึงพระกรรณของพระราชาจึงได้เสด็จมาไต่สวนในทันที และเมื่อพระลอกราบทูลให้ทรงทราบเรื่อง พระองค์ก็ทรงกริ้วเป็นยิ่งนัก แต่ก็ทรงเข้าพระทัยในความรักของคนทั้งสาม และทรงพระเมตตารับสั่งจะจัดการอภิเษกพระลอกับพระเพื่อนและพระแพงให้ทันที

แต่พระเจ้าย่าของพระเพื่อนพระแพงนั้นยังทรงพยาบาทพระลอ อ้างรับสั่งท้าวพระพิชัยวิษณุกรตรัสสั่งว่าให้นำทหารไปรุมจับพระลอ พระเพื่อนพระแพงและพี่เลี้ยงอาไว้ …ในขณะที่พระลอกับไพร่พลได้ต่อสู้เอาชีวิตรอด พระเจ้าย่าก็สั่งให้ทหารระดมยิงธนูเข้าใส่ ลูกธนูที่พุ่งเข้าหาพระลอและไพร่พลประดุจดังห่าฝนก็ไม่ปานจึงทำให้ไม่อาจจะต้านทานไว้ได้อีกต่อไป และเพื่อที่ปกป้องชีวิตของชายคนรัก พระเพื่อนกับพระแพงจึงเข้าขวางโดยใช้ตัวเองเป็นโล่กำบังให้พระลอ สุดท้ายพระลอพระเพื่อน พระแพง และพี่เลี้ยงทั้งสี่ช่วยกันต่อสู้จนสิ้นชีวิตทั้งหมด …ทันใดนั้นทั้งสองเมืองก็ต้องตกอยู่ในความวิปโยคต่อการจากไปของทั้งสามพระองค์ผู้บูชาในความรัก

ท้าวพิชัยพิษณุกรพิโรธพระเจ้าย่าและทหาร รับสั่งให้ประหารชีวิตทุกคน พระนางบุญเหลือทรงส่งทูตมาร่วมงานพระศพกษัตริย์ทั้งสาม ในที่สุดเมืองสรวงและเมืองสรองก็กลับมาเป็นไมตรีต่อกัน

ข้อคิดสอนใจที่ได้จากเรื่อง ลิลิตรพระลอ

  • เพื่อให้ตระหนักเห็นโทษภัยของกิเลสต่างๆ ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ชี้ให้เห็นอารมณ์และกิเลสของมนุษย์นั้นมีอำนาจใหญ่หลวงนัก สามารถลิขิตชีวิตของตนเองได้…ถ้าหากเราไม่รู้เท่าทันอารมณ์…ย่อมหลงไปตามอำนาจกิเลสต่างๆ …แล้วนำไปสู่การทำสิ่งไม่ดี ทางเสื่อม และภัยอันตรายต่างๆมาสู่ตนเองได้
  • ลิลิตพระลอถ่ายทอดมาจากชีวิตจริงอย่างเห็นได้ชัดเจน วรรณคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก มีความรักหลายประเภท ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
  • ผู้แต่งถือหลักว่ามนุษย์มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง อยู่เป็นประจำตามวิสัยของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ตัวละครจึงมีชีวิตเลือดเนื้อเจือด้วยความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง ดังเช่น พระนางบุญเหลือมีความรักลูก ท้าวพิชัยพิษณุกรมีใจนักเลงไม่อาฆาตพยาบาท พระเจ้าย่ามีความเคียดแค้น ความรักระหว่างเจ้ากับข้าถึงกับยอมสละชีวิตพลีชีพด้วยความเต็มใจ เป็นต้น
  • หนังสือลิลิตพระลอเป็นหนังสือที่มีคุณค่า ใช้ถ้อยคำไพเราะกินใจดี มีความเปรียบเทียบที่คมคาย จับใจผู้อ่าน สมดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่องว่า “ใครฟังย่อมใหลหลง ฤาอิ่ม ฟังนา” โคลงบางบทได้รับการยกย่องว่าเป็นโคลงครูมาแต่โบราณ ได้แก่โคลง “เสียงฤาเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย” การใช้ภาษามีถ้อยคำรุ่นเก่าปะปนอยู่มากเช่นเดียวกับมหาชาติคำหลวงและลิลิตยวนพ่าย ทำให้สามารถใช้ศึกษาการใช้คำในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้

ขายปัญญา

ในกาลก่อนนั้น… สติปัญญาความรู้ ความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องนั้น มีการนำเอามาขายดังสินค้าต่าง ๆ เช่นปัจจุบันนี้ ดังนั้น ตลอดเวลาจะมีผู้นำเอาความรู้หรือเอาตัวปัญญานี้มาขายเสมอ

วันหนึ่งในเวลาบ่าย แดดร้อนจัดจนเป็นเปลว มีชายคนหนึ่งนำเอาปัญญามาขาย โดยบรรจุตัวปัญญาลงในกระทอจนเต็มแล้ว หาบผ่านเปลวแดดมาจนถึงประตูเมือง ครั้นจะเข้าไปทันทีก็เกรงว่าอากาศร้อน ๆ เช่นนี้จะทำให้อารมณ์ของตนเสียไปได้… เขาจึงสอดส่ายสายตาดูร่มไม้ใหญ่บริเวณรอบๆ ในที่สุดก็มองเห็นร่มหว้าใหญ่ใบตก มีร่มแผ่กว้างน่าพัก เขาจึงแวะเข้าไปแล้ววางหาบตัวปัญญาที่นำมาขายลง แล้วเอนหลังหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน… จวบจนตะวันบ่ายคล้อยลง ความร้อนจึงค่อยบรรเทา ชายนั้นตื่นขึ้นแล้วไปล้างหน้าในสระน้ำใกล้กำแพงเมือง ตั้งใจว่าพอเสร็จธุระแล้วนำเอาตัวปัญญาเข้าไปเสนอขายในเมืองทันที

ขณะที่เขาเตรียมจัดหาบเพื่อจะเข้าไปในเมืองอยู่นั้น พอดีมีหมู่คนประมาณ 4 – 5 คนออกจากประตูเมืองมา เมื่อมาถึงใต้ร่มหว้า ชายที่นำเอาตัวปัญญามาขายจึงร้องถามออกไปว่า ‘’พี่น้องทั้งหลาย ในพวกท่านมีใครบ้างไหมที่ต้องการซื้อเอาปัญญาไปไว้ใช้บ้าง” ชาวบ้านเหล่านั้นหันหน้ามามองกัน คนหนึ่งในพรรคพวกจึงถามว่า ‘’ท่านเอ๋ย ปัญญานั้นมันเป็นเสมอแก้วสารพัดนึก ซึ่งจะลดบันดาลให้ท่านล่วงรู้และสามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ ที่แปลก ๆ ใหม่ได้อีกมากมายโดยไม่รู้จักจบสิ้น ปัญญาจะช่วยให้บ้านเมืองที่ล้าหลังเจริญก้าวหน้า”

คนหนึ่งในพวกนั้นอุทานออกมาด้วยความพอใจ ‘’โอโฮ… ยังงั้นปัญญาก็เป็นแก้วสารพัดนึกละซิที่จะสามารถดลบันดาลสิ่งที่ต้องการได้ ทุกอย่าง นอกจากนั้นปัญญายังช่วยให้เราล่วงรู้สิ่งที่เรายังไม่รู้ด้วยใช่ไหม” ชายผู้นั้นพยักหน้าและรับปากว่า ‘’จริงทีเดียว พวกท่านเข้าใจอย่างถูกต้อง ปัญญาเปรียบเหมือนดวงแก้วที่จะส่องสว่างขจัดความโง่เขลาให้หายไปอย่างไรล่ะ พวกท่านมีใครต้องการบ้างไหมเล่า เรากำลังนำมาเสนอขายจนถึงบ้านของท่านล่ะ‘’

… ชายคนหนึ่งในหมู่คนนั้นอยากจะลองดูว่า ผู้เอาปัญญามาขายนั้นจะฉลาดและล่วงรู้ทุกสิ่งจริงดังที่เขากล่าวหรือไม่ เขาจึงก้มดูรอบๆ ต้นหว้าใหญ่นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วเอ๋ยปากถามว่า ‘’เอาละ เมื่อท่านกล่าวว่า ปัญญาจะสามารถช่วยให้เราล่วงรู้ทุกอย่าง ข้าพเจ้าขอเรียนถามท่านว่า ท่านรู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ใต้ดินตรงที่ท่านยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าหากท่านมีปัญญาจริง หวังว่าท่านคงจะตอบได้ ” ชายนั้นยืนเพ่งพินิจพิจารณาเป็นเวลานาน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใต้หาบและใต้บริเวณที่ตนยืนอยู่นั้นมีอะไรอยู่ เขาจึงย้อนถามไปว่า ‘’ และท่านสามารถบอกได้รึว่าอะไรอยู่ใต้เท้าที่เรายืนอยู่นี้ ”

… ชายที่ถามพยักหน้าและตอบออกไปทันทีว่า ‘’ แม้เราจะไม่มีตัวปัญญามาขายแต่เรากล้าบอกว่าใต้หาบตัวปัญญานี้มีไข่มดแดง (ดิน) รังใหญ่ หากท่านไม่เชื่อก็ช่วยเราขุดซิ หากไม่พบดังเราว่ายอมให้ท่านปรับเราก็แล้วกัน” ชายคนนั้นตกลง ต่อจากนั้นคนทั้งหมดต่างช่วยกันขุดลงไปจนลึกเกือบท่วมศรีษะ จึงพบไข่มดพร้อมทั้งแม่มันจำนวนมากมายในโพรงนั้นจริง ๆ ซึ่งการกระทำครั้งนี้ ทำให้ชายผู้เอาปัญญามาขายรู้สึกอับอายยิ่งนัก

ด้วยเหตุนี้เขาจึงยกเอาหาบปัญญาเดินหมุนกลับไปทางเดิม ไม่ยอมเอาตัวปัญญามาขายให้แก่ชาวเมืองนั้นเพราะเจ็บใจที่ถูกสบประมาทต่อหน้า เขาออกเดินทางไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานจนกระทั่งไปพบคนผิวขาวได้แก่พวกฝรั่งนั่นเอง เขาจึงเอาตัวปัญญานี้นำออกไปขาย และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ชาวยุโรปเจริญรวดเร็ว สามารถคิดและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้โดยไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนวิธีค้นคว้าซึ่งดีกว่าพวกเราเสียอีก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. คนอวดรู้เมื่อไปพบคนที่รู้จริง สู้เขาไม่ได้ย่อมขายหน้า… หรือปัญญาเป็นเรื่องของนามธรรมจะชื้อจะขายกันเหมือนวัตถุหาได้ไม่ ผู้รู้แจ้งในปัญญาคือผู้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง… นั่นคือประสบการณ์หรือการศึกษาด้วยการกระทำจริงนั่นเอง … เหมือนชายที่รู้ได้ว่าพื้นดินตรงนั้นมีไข่แมงมัน เพราะใช้ความสังเกตและเคยหากินทางนี้มาแล้ว
  2. คติ ‘’โง่อวดฉลาด”

จะเห็นได้ว่า นิทานพื้นบ้าน นอกจากจะฟังสนุก ได้ข้อคิดดี ๆ แล้ว ยังสอดแทรกวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ลูก ๆ ได้รู้จักอีกด้วย ประโยชน์เยอะขนาดนี้แล้ว คืนนี้อย่าลืม อ่าน นิทานพื้นบ้าน ให้ลูกฟังก่อนนอนกันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

กระต่ายกับเต่า นิทานอีสปสุดคลาสสิค สอนลูกเข้าใจ “แค่เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ”

โหลดฟรี! 12 นิทานคุณธรรมสำหรับเด็ก บ่มเพาะ “ความดี” ในใจลูก

20 นิทานอีสปสั้นๆ เน้นคติเตือนใจ เหมาะกับทุกวัย จบแบบยิ้มได้ไม่รุนแรง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.stou.ac.th, nitanstory.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

หนึ่งในความกังวลใจของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คงหนีไม่พ้นกลัวลูกจะเป็นดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) หรือภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมตั้งแต่กำเนิด แต่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถ คัดกรองดาวน์ซินโดรม ได้ตั้งแต่ในครรภ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดูแลในอนาคต และ สปสช. ช่วยเหลือคุณแม่ตั้งครรภ์เพราะได้มอบสิทธิบัตรทองให้สำหรับกรณีนี้แล้วค่ะ

ดาวน์ซินโดรม คืออะไร

กลุ่มอาการดาวน์  เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมมาแต่กำเนิด ส่งผลต่อการพัฒนาของเด็กตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดาต่อเนื่องไปจนหลังคลอดและตลอดชีวิต เด็กกลุ่มอาการดาวน์ มีความบกพร่องในการเรียนรู้ การใช้ภาษา และการเคลื่อนไหวของร่างกายตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงระดับที่มาก

สถิติเด็กดาวน์

จากสถิติทารกที่เกิดในสหรัฐอเมริกาพบว่าทุก ๆ ปีจะมีทารกที่เป็นดาวน์ซินโดรมเกิดขึ้น 6,000 คนต่อปี หรือคิดเป็นทารกที่เกิด 700 คน จะมี 1 คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม

ส่วนในไทยนั้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำให้คำปรึกษาหญิงที่ตั้งครรภ์วัย 35 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์ เนื่องจากเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะมีโครโมโซมผิดปกติ ในแต่ละปีประเทศไทยมีหญิงตั้งครรภ์กว่า 800,000 ราย ในหญิงตั้งครรภ์ 800-1,000 ราย จะมีโอกาสพบเด็กกลุ่มอาการดาวน์ 1 ราย โดยในประเทศไทยจะมีเด็กดาวน์เกิดขึ้นปีละประมาณ 1,150 ราย จากการเก็บสถิติของเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม

แม่ที่มีความเสี่ยงจะมีลูกเป็นเด็กดาวน์

เด็กในกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เกิดได้กับคุณแม่ทุกอายุ แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเด็กดาวน์ซินโดรมจะเกิดจากแม่อายุมากกว่า 35 เท่านั้น แม่อายุมากมักจะได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์อยู่แล้ว ดังนั้น การตรวจพบเด็กดาวน์ซินโดรมจึงมักพบในแม่ที่อายุมาก โดยพบว่าในเด็กกลุ่มอาการดาวน์ 100 คน จะคลอดจากแม่อายุมากกว่า 35 เพียง 25-30 คน  ส่วนเด็กดาวน์อีก 70-75 คนนั้น เกิดจากแม่ที่มีอายุน้อย เพราะแม่อายุน้อยไม่ค่อยได้รับคำแนะนำ จึงมักละเลยการตรวจคัดกรอง ดังนั้น คุณแม่ทุกคนควรตรวจหาอาการดาวน์ซินโดรม แม้ว่าคุณแม่จะอายุน้อยก็ตาม

นอกจากนี้ คุณแม่ที่เคยคลอดลูกคนก่อนเป็นดาวน์ซินโดรม การตั้งท้องครั้งต่อไปจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ทารกจะเป็นดาวน์ซินโดรมได้อีก รวมทั้งหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นดาวน์ซินโดรม เช่น พี่น้อง หรือญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ลูกก็มีโอกาสเป็นเด็กดาวน์ได้เช่นกันค่ะ

 

รู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม

ในอดีต การจะรู้ว่าลูกเป็นเด็กกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมหรือไม่ ต้องเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมซึ่งมีโอกาสแท้งจากการตรวจได้ และมีค่าใช้จ่ายสูง และมักตรวจเฉพาะแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีเท่านั้น ส่วนแม่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ที่ไม่ได้ตรวจ จึงไม่ทราบล่วงหน้าว่าตั้งครรภ์ทารกที่เป็นดาวน์

ปัจจุบัน มีการตรวจกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เพื่อให้แม่ทุกคนสามารถรู้ได้ว่าลูกเสี่ยงต่อการเป็นดาวน์ซินโดรมหรือไม่ โดยการตรวจเลือดแม่ ร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ ซึ่งไม่เสี่ยงต่อการแท้ง และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เพื่อให้แม่ทุกคนสามารถตรวจได้โดยเฉพาะแม่อายุน้อย

วิธีการตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม

วิธีที่ 1 : ตรวจครั้งเดียวในไตรมาสแรก (Combined Test) ทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 11-13  สัปดาห์ ประกอบด้วย การตรวจอัลตราซาวด์วัดความหนาต้นคอทารก ร่วมกับเจาะเลือดแม่ วิธีนี้ตรวจกรองดาวน์ซินโดรมได้ 87%

วิธีที่ 2 : ตรวจ 2 ครั้ง ในไตรมาสแรกและต้นไตรมาสที่ 2 (Integrated Test) เป็นวิธีที่สามารถตรวจกรองดาวน์ซินโดรมได้สูงถึง 96% โดยการตรวจอัลตราซาวด์วัดความหนาต้นคอทารก ร่วมกับเจาะเลือดแม่ครั้งแรกตอนอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ แล้วต้องตรวจเลือดอีก 1 ครั้ง 2-4 สัปดาห์ต่อมา รายงานผลหลังจากเจาะเลือด ครั้งที่ 2

วิธีที่ 3 : ตรวจครั้งเดียวในไตรมาสที่ 2 (Quaduple test) แต่กรณีที่แม่ฝากท้องหลังไตรมาสแรก ยังสามารถตรวจกรองดาวน์ซินโดรมได้สูงถึง 81% โดยการตรวจเลือดแม่ในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์

การตรวจทั้ง 3 วิธี ข้างต้น แม้ว่าผลการตรวจจะปกติ ไม่สามารถยืนยันว่าลูกจะไม่เป็นทารกดาวน์ซินโดรมแน่ ๆ แต่สามารถบอกว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดอาการดาวน์ซินโดรม

อาการแสดงของกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม

ดาวน์ซินโดรมเป็นกลุ่มของอาการ ดังนั้นทารกทุกๆ คน ไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกๆ อย่างที่จะกล่าวต่อไป อาจจะมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง และความรุนแรงจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลด้วย ตัวอย่างอาการเช่น

ความผิดปกติด้านร่างกาย

  • มีศีรษะและใบหูเล็กกว่าปกติ และตำแหน่งของหูจะต่ำกว่าปกติด้วย
  • คอสั้น
  • หางตาเฉียงขึ้น ใบหน้าแบน จมูกสั้น
  • ริมฝีปากเล็ก และมีอาการลิ้นจุกปาก
  • มีจุดสีขาวที่ตาดำ
  • มือ-เท้าสั้นและแบน มีผังผืดขึ้นที่มือ ทำให้เห็นเส้นลายมือไม่ชัดเจน
  • นิ้วสั้นและกระดูกนิ้วก้อยผิดปกติ
  • ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ไม่ค่อยดี
  • ข้อต่อยืดได้มากกว่าปกติ อาจเห็นในรูปแบบของมืออ่อนดัดได้มากกว่าคนทั่วไปเป็นต้น
  • กระดูกสันหลังบริเวณต้นคอผิดปกติ
  • มีพัฒนาการทางร่างกายช้ากว่าปกติ

ความผิดปกติด้านสติปัญญา

  • สมาธิสั้น

ไม่สามารถตัดสินใจเองได้

  • อารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียวง่าย
  • มีการเรียนรู้ช้า โดยเฉพาะเรื่องภาษาจึงอาจทำให้เริ่มพูดช้ากว่าเด็กทั่วไป
  • มักมีอาการวิตกกังวล
  • นอนหลับยาก

คัดกรองดาวน์ซินโดรม ด้วย “สิทธิบัตรทอง” 

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เห็นความจำเป็นของการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม จึงจัดให้มีบริการแยกการเบิกค่าใช้จ่ายการ “ฝากครรภ์” และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่จำเป็นออกจากกัน รวมถึงการจ่ายเฉพาะการตรวจและบริการพิเศษ เพื่อให้คุณแม่ท้องเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกและได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กำหนด โดยให้บริการตรวจ Lab ประกอบด้วย ตรวจซิฟิลิส ไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ตรวจนับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจคัดกรองโลหิตจางธาลัสซีเมีย (MCV และ/หรือ DCIP) และหมู่โลหิต (ABO/Rh) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีบริการตรวจอัลตราซาวด์ การตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม และการตรวจยืนยันธาลัสซีเมียและภาวะดาวน์ซินโดรม ตั้งแต่การมาฝากครรภ์ครั้งแรกหรือครั้งถัดมา และตรวจซิฟิลิส ไวรัสเอชไอวี ซ้ำอีกครั้งเมื่อใกล้คลอด ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนการดูแลครรภ์ หรือเตรียมความพร้อมด้วย

นอกจากนี้ เนื่องจากเด็กที่มีกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม จะมีปัญหาสุขภาพรวมถึงพัฒนาการที่ล่าช้า จำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพ การสนับสนุนพัฒนาการต่อเนื่อง ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก คุณพ่อคุณแม่ก็ก็สามารถให้ลูกใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างครอบคลุม การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ตามสิทธิประโยชน์กองทุนบัตรทอง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้ดีขึ้นเท่าที่เด็กสามารถจะทำได้

ทีมแม่ ABK จึงขอเชิญชวนคุณแม่ท้องไปรับบริการฝากครรภ์ได้ที่สถานพยาบาลตามสิทธิ เพื่อรับการดูแลตามสิทธิประโยชน์นะคะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1330 ตลอด 24 ชม. หรือ คลิกเพิ่มเพื่อนไลน์กับ สปสช. @nhso

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ, โรงพยาบาลรามคำแหง, Health Smile, โรงพยาบาลนนทเวช, Hfocus

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็กวิธีรักษา ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสี-สิทธิ UCEP Plus ฟรี

ย้ายสิทธิบัตรทอง ด้วยตนเอง ผ่าน 2 ช่องทาง สะดวก ง่าย

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

เด็กหลงทาง

อุทาหรณ์ เด็กหลงทาง ชุดโกโกวา แนะวิธีป้องกันไม่ให้หลง

อุทาหรณ์ เด็กหลงทาง ชุดโกโกวา แนะวิธีป้องกันไม่ให้หลง

ปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับหลายครอบครัวคือ เมื่อเวลาที่ออกไปธุระ หรือไปเที่ยวนอกบ้านแล้วต้องพาลูกไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยระวังไม่ให้ลูกหาย เป็น เด็กหลงทาง หรือแม้กระทั่งอยู่ในบ้านด้วยกันแท้ ๆ แต่หากปล่อยให้วิ่งเล่นข้างนอก ลูกก็อาจวิ่งเตลิดไปไกลจนหลงทางได้ เช่น ในกรณีหนูน้อยในชุดโกโกวาคนนี้ค่ะ

เด็กหลงทาง ในชุดโกโกวาวิ่งตามกลางถนน

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อคุณ อ้น โพสต์คลิปเจอเด็กน้อยคนหนึ่งในชุดโกโกวา ปรากฏตัวอยู่บนถนนลาดยาง ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง มืด และมีฝนตกพร้อมเล่าว่า

ขับรถมาเจอเด็กอยู่กลางทาง เราก็จอด เด็กก็วิ่งมาเคาะรถ เราก็ไม่กล้าเปิดรถ กลัวเป็นเหมือนในข่าวเป็นมิจฉาชีพ จากนั้นน้องก็ได้วิ่งกลับไป เราก็ขับรถตามเรื่อย ๆ น้องก็วิ่งกลับมา เราก็ถอยเว้นระยะห่าง เพราะข้างทางมืดมาก ๆ เราก็ต้องเซฟเราด้วย ตอนนั้นบีบหัวใจ ทั้งสงสาร ทั้งกลัว เราจึงโทรหากู้ภัย รอจนกู้ภัยมา ถึงเข้าช่วยเหลือเด็ก ขอบคุณกู้ภัยชุมพลบุรีด้วยครับ…ส่งถึงมือของยายเด็กอย่างปลอดภัยครับ ยายบอกว่า รับน้องจากโรงเรียน แล้วก็ปล่อยให้น้องวิ่งเล่น เริ่มตามหาน้องประมาณหนึ่งทุ่ม และกำลังจะไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ประกาศตามหา

ผู้พบเด็กเล่าอีกว่า หลังจากโทรศัพท์แจ้ง และรอจนกระทั่งอาสากู้ภัยมาถึง ถึงหยุดรถ และเปิดประตูให้เด็กเข้าใกล้และถามเด็ก ซึ่งเด็กร้องไห้ด้วยความตกใจ บอกทั้งน้ำตาว่า หนูหลงทาง เด็กพูดเก่ง สามารถบอกเส้นทางกลับบ้านได้

ป้องกันไม่ให้เด็กหลงทางได้อย่างไร

จากกรณีเด็กน้อยในชุดโกโกวา โชคดีที่ว่าผู้พบเหตุการณ์ มีไหวพริบแจ้งกู้ภัย และเด็กน้อย สามารถจำและบอกเส้นทางกลับบ้านได้ จึงกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ทีมแม่ ABK มีวิธีป้องกันเด็กหลงทางมาฝากกันค่ะ

วิธีป้องกันเด็กหลงทาง

1.สอนให้ลูกจำชื่อ-นามสกุลจริงของตัวเอง และของพ่อแม่ รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ และหมายเลขสำคัญ เช่น 191 หรือ 1599 (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติ) เป็นต้น

2.ไม่ปล่อยให้ลูกอยู่บ้านตามลำพัง แต่หากมีความจำเป็น ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้องสอนให้รู้จักระมัดระวังตัว และบอกคนแปลกหน้าว่าไม่ได้อยู่คนเดียว และอย่าเปิดประตูบ้านให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด

3.สอนลูกว่ากรณีอยู่โรงเรียน อย่าออกมายืนรอพ่อแม่โดยลำพัง ให้อยู่ในเขตรั้วโรงเรียนเท่านั้น

4.สอนให้เด็กอยู่ห่างจากรถที่มาจอดเทียบใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถเก๋ง หรือรถจักรยานยนต์ แม้คนขับจะมีท่าทีว่ารู้จักเด็กมาก่อนก็ตาม ให้เด็กรู้จักวิธีการหลบหลีกโดยเดินไปในที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือไปหาป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ

5.สอนไม่ให้ไปเล่นในที่เปลี่ยน ที่รกร้าง ที่ลับตาคน แม้ว่าที่นั่นจะเป็นที่ที่คุ้นเคยก็ตาม

6.สอนลูกว่า หากพลัดหลง นัดเจอกันจุดไหน ให้ใครช่วยเหลือ อาจแนะนำเด็ก ให้มองหาตำรวจ หรืออาสาสมัครกู้ภัย กลุ่มปฐมพยาบาลที่สวมชุดเครื่องแบบ ซึ่งจะจดจำได้ง่าย

7.สอนลูกว่า หากตกอยู่ในอันตรายแล้วมีคนจูงมือไป พร้อมตะโกนให้คนช่วย

เด็กหลงทาง
ป้องกันเด็กหลงได้อย่างไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากต้องออกจากบ้านพร้อมลูกน้อย

  1. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องจำรูปพรรณของลูก ส่วนสูง น้ำหนัก ตำหนิ สีเสื้อผ้าล่าสุด
  2. ก่อนออกจากบ้าน ควรเขียนชื่อ หมายเลขติดต่อผู้ปกครอง ติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อ หรือกางเกงของเด็ก โดยควรมีหมายเลขติดสำรองมากกว่า 1 หมายเลข
  3. ถ่ายรูปล่าสุด พร้อมชุดที่สวมใส่ของลูกก่อนออกจากบ้าน จะได้จดจำลายเสื้อผ้าได้ เวลาเกิดเหตุพลัดหลง จะได้ให้ข้อมูลในการประชาสัมพันธ์ติดตามหาที่ชัดเจน
  4. หากต้องการนัดกับลูก ให้นัดในที่ที่ลูกคุ้นเคย เช่น ร้านประจำ ร้านสะดวกซื้อ ป้อมตำรวจ หรือสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด
  5. อย่าปล่อยให้ลูกรอในรถโดยลำพัง แม้จะเข้าไปทำธุระเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม เพราะคนร้ายอาจใช้ช่วงเวลานี้ลักพาตัวเด็ก หรือขโมยรถแล้วเอาทรัพย์สินในรถ
  6. อย่าปล่อยให้ลูกไปเข้าห้องน้ำสาธารณะตามลำพัง
  7. หากจำเป็นต้องไปพักแรม ควรมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิดเสมอ
  8. ควรปรับข้อมูลลูกให้ทันสมัยอยู่เสมอ เช่น ภาพถ่ายปัจจุบัน ประวัติทางการแพทย์ รวมถึงข้อมูลการพิมพ์ลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ เพื่อประโยชน์ในการยืนยันตัวบุคคล
  9. สำหรับเด็กเล็กที่อาจซนตามวัย จำเป็นที่ผู้ปกครองจะต้องจูงมือไว้ตลอดเวลา หรืออาจใช้สายจูง เพื่อป้องกันเหตุพลัดหลง
  10. หากเกิดเหตุพลัดหลงในพื้นที่ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้น เพื่อช่วยออกค้นหาเบื้องต้นก่อน ยังไม่ควรแชร์ภาพในโลกออนไลน์ทันที เพราะอาจพบตัวลูกก่อน ซึ่งภาพประกาศที่ได้ประกาศไปแล้ว จะลบไม่หมดและถูกแชร์ซ้ำอีกยาวนาน
  11. หากการค้นหาในพื้นที่ไม่พบลูกที่พลัดหลง ให้รีบไปแจ้งความที่โรงพักในพื้นที่นั้นทันที โดยไม่ต้องรอให้ครบ 24 ชม.
  12. หากเกิดเหตุคนหาย โทรปรึกษาได้ที่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา 080-775-2673

 

เพียงคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองรอบคอบระมัดระวัง และสอนลูกหลานให้รู้จักวิธีการป้องกันตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองหากพลัดหลง เพียงเท่านี้ ปัญหาเด็กหลงทางก็จะลดน้อยลง คุณพ่อคุณแม่ก็เบาใจได้มากขึ้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
khaosod Online, Post Today,SpringNews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พ่อแชร์อุทาหรณ์!! ลูก 2 ขวบถูก งูเห่ากัด ลุ้นแทบขาดใจทุกวินาที

อุทาหรณ์ เด็กติดในรถ! แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ช่วยลูกรอดในนาทีฉุกเฉิน

อุทาหรณ์ เด็กจมน้ำ อุบัติเหตุอันดับต้น ๆ ที่เกิดกับลูกหลาน

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

การอ่านนิทานก่อนนอน มีประโยชน์กว่าที่คิด!! รวม นิทานอีสป นิทานสอนใจ สั้น ๆ พร้อมข้อคิดดี ๆ ไว้ให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน สอนให้เป็นเด็กดี มีคุณธรรม!!

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

ช่วงเวลาก่อนนอน มักจะเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่และลูก ๆ ใช้เวลาร่วมกัน กิจกรรมที่ทำร่วมกันก็มีทั้ง เล่นเกมด้วยกัน พูดคุยกัน และกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ก็คือการอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะสามารถสั่งสอน อบรมลูก โดยที่ลูกไม่รู้สึกเหมือนถูกสอน แต่ลูกกลับจะได้ความสุข ความสนุกสนาน แถมยังสัมผัสได้ถึงความรักของคุณพ่อคุณแม่ผ่านกิจกรรมการอ่านนิทานก่อนนอนนี้ นอกจากความสนุกสนานและการเสริมสร้างจินตนาการให้ลูกน้อยแล้ว การเล่านิทาน ยังมีประโยชน์อีก 9 ประการด้วยกัน ดังนี้

  1. เสริมปัญญาเด็ก นิทานจะช่วยให้เด็กฉลาดทั้งทางปัญญา (IQ) และฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
  2. ทำให้เด็กช่างคิด ช่างถาม ช่างสังเกต
  3. เรียนรู้ภาษา มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษา
  4. ฝึกจับประเด็น การเล่าซ้ำจะทำให้เด็กจำได้ทั้งเรื่อง มองภาพรวมเข้าใจเรื่องได้เร็ว
  5. ฝึกสมาธิ การตั้งใจฟังนิทาน เป็นการฝึกสมาธิให้เด็ก
  6. จินตนาการ การฟังนิทานเป็นการเสริมสร้างจินตนาการ
  7. คุณธรรม ได้รับการปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่เด็ก จากเนื้อหาในนิทาน
  8. รักการอ่าน การอ่านนิทานให้ฟังบ่อย ๆ ช่วยปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน
  9. ความสุข บรรยากาศการเล่านิทานเป็นความสุขในครอบครัว เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถเตรียมความพร้อมให้แก่เด็ก ก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและสามารถทำได้ทุกวันโดยเฉพาะก่อนนอน

ประโยชน์ของนิทานมีมากมายขนาดนี้ มาอ่านนิทานให้ลูกก่อนนอนกันเถอะ ทีมแม่ ABK ขอคัดสรร 10 นิทานสอนใจ มาให้แม่ ๆ ได้เลือกให้ลูกอ่านกันค่ะ

นิทานก่อนนอน
นิทานก่อนนอน

ลากับเงา

นักเดินทางจ้างลาตัวหนึ่งให้แบกตัวเขาไปยังชนบทอันห่างไกล เจ้าของลาติดตามนักเดินทางไปด้วยโดยเดินอยู่ข้างๆ นักเดินทางเพื่อจูงลาแบะนำทาง

ถนนสายนั้นทอดข้ามที่ราบซึ่งไม่มีต้นไม้เลยสักต้น แสงแดดจัดจ้าสาดส่องลงมาอย่างร้อนแรง ความร้อนทวีขึ้นจนในที่สุดนักเดินทางตัดสินใจที่จะหยุดพัก และเนื่องจากแถวนั้นไม่มีร่มเงาอื่นเลย นักเดินทางจึงนั่งหลบอยู่ใต้เงาของเจ้าลา

ความร้อนก็มีผลกับคนจูงลาไม่แพ้นักเดินทางเช่นกัน อีกทั้งยังย่ำแย่กว่าเนื่องจากเขาเดินด้วยเท้ามาตลอดทาง เขาเองก็อยากจะพักใต้เงาของลา เขาจึงเริ่มเถียงกับนักเดินทาง โดยบอกว่านักเดินทางจ่ายค่าจ้างเฉพาะลาเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงเงาของมัน

ไม่ช้าทั้งสองก็แลกหมัดกัน และในระหว่างที่พวกเขากำลังต่อสู้กันอยู่นั้น เจ้าลาก็เดินหนีไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การถกเถียงกันเรื่องเงา ก็มักสูญเสียสิ่งที่จับต้องได้ไปในที่สุด

หมาป่ากับสิงโต

หมาป่าตัวหนึ่งขโมยลูกแกะมาได้ตัวหนึ่ง และแบกไปยังถ้ำเพื่อจัดการเป็นอาหาร แต่แผนการของมันต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมันเผชิญกับหน้าสิงโต ซึ่งชิงลูกแกะไปโดยไม่เอ่ยขอโทษสักคำ

หมาป่าถอยห่างไปอยู่ในระยะปลอดภัย และกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดว่า

“ท่านไม่มีสิทธิมาแย่งชิงของๆ ข้าไปอย่างนั้นนะ”

สิงโตหันหลับมา แต่เจ้าหมาป่าอยู่ไกลเกินกว่าสิงโตจะสอนบทเรียนให้โดยไม่ต้องเปลืองแรง มันจึงกล่าวว่า

“ของๆ เจ้างั้นหรือ เจ้าซื้อมา หรือคนเลี้ยงแกะให้เจ้ามาเป็นของขวัญล่ะ เจ้าได้มันมาอย่างไรหรือ ไหนช่วยบอกข้าทีสิ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

โกงเขามาอย่างไร ก็โดนโกงกลับไปอย่างนั้น

กระต่ายกับไก่ป่า

ณ ป่าแห่งหนึ่ง กระต่ายกับไก่ป่าอาศัยอยู่ใกล้กัน วันหนึ่งกระต่ายออกไปหากินตามปกติแต่โชคร้ายโดนเหยี่ยวตามล่า มันหนีแบบไม่คิดชีวิตและรอดพ้นกรงเล็บเหยี่ยวไปได้แบบหวุดหวิด มันจึงหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นไม้อย่างเหนื่อยล้า ตามลำตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ไก่ป่าผ่านมาเห็นเข้าจึงพูดจาเยาะเย้ย “ยอดนักวิ่งเท้าไวเอ๋ย เจ้าวิ่งได้เร็วกว่าใคร ๆ แต่ทำไมเอาชีวิตไม่รอดแบบนี้เล่า”

กระต่ายตอบไปว่า “ถ้าวันหนึ่งเจ้าถูกเหยี่ยวไล่ล่าดูบ้าง เจ้าก็จะรู้” ไก่ป่าได้ยินดังนั้นก็หุบปากทันที เพราะรู้ตัวว่าถึงตนจะมีปีกแข็งแรงขนาดไหน ก็ไม่สามารถหนีพ้นจากกรงเล็บเหยี่ยวได้เช่นกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ก่อนจะเยาะเย้ยผู้อื่น ควรนึกถึงใจเขาใจเราเสียก่อน

ฉันอยากเป็นฉัน

ลาป่าเห็นลาบ้านจึงเดินเข้าไปหาลาตัวนั้น และรู้สึกอิจฉาที่ลาบ้านนั้นมีขนที่สวยงาม เรียบเป็นมัน และอ้วนสมบูรณ์ได้สัดส่วน มันคิดว่าลาบ้านคงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี

แต่เมื่อเจ้าของลาบ้านนำข้าวของมากมายมาตั้งไว้บนหลังลาบ้านตัวนั้น และเมื่อเขาขี่ลาบ้านไปเขาใช้แส้ตีลาบ้านอย่างโหดร้าย

ลาป่าก็พูดว่า “พี่ชายข้าไม่อยากที่จะเหมือนพี่ชายอีกแล้ว เพราะกว่าพี่ชายจะได้ขนอันสวยงามและเรียบเป็นมัน พี่ชายต้องทำงานหนักเช่นนี้เชียวหรือ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

สิ่งที่เห็นว่าดีอาจจะไม่ดีอย่างที่คิด

นิทานอีสป
นิทานอีสป

หมีกับหมาป่า

หมีตัวหนึ่งถูกชาวบ้านนำมาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ ชาวบ้านสอนให้มันเป็นหมีที่เชื่อง มีนิสัยอ่อนโยน น่ารัก

จนวันหนึ่งหมีได้เดินเที่ยวเข้าไปในป่าลึก ขณะที่มันกำลังเพลินเพลินชมนกชมไม้อยู่นั้น ก็มีฝูงหมาป่า ดุร้ายมาล้อมเจ้าหมีไว้ เพราะเห็นว่าหมัตัวนี้ดูอ่อนแอ ไม่ดุร้าย

“เจ้าหมีเชื่อง วันนี้พวกข้าจะกินเจ้าเป็นอาหาร”

พูดจบหมาป่าตัวหนึ่งก็กระโดดกระโจนเข้าไปหาหมี หวังที่จะตะปบให้ตาย

หมีเห็นดังนั้น สัญชาตญาณความเป็นหมีของมันก็เกิดขึ้นทันที มันจึงใช้มือตบหมาป่าที่กระโจนเข้ามาหาด้วยพลังทั้งหมดที่มี ทำให้หมาป่ากระเด็นไปไกล ดิ้นตายในทันที

“ยังมีใครคิดจะกินข้าเป็นอาหารอีกไหม”

ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้นก็พากันวิ่งหนีไม่คิดชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าตัดสินคนจากท่าทางภายนอก

อีกากับหงส์

อีกาตัวหนึ่งซึ่งใครๆ ก็รู้ดีว่ามันดำราวกับถ่าน รู้สึกอิจฉาหงส์ เพราะขนของหงส์มีสีขาวผุดผ่องดุจดั่งหิมะบริสุทธิ์ เจ้านกโง่งมมีความคิดว่าหากมันใช้ชีวิตเหมือนหงส์ที่ว่ายน้ำและดำน้ำตลอดทั้งวัน กินแต่สาหร่ายและตะไคร่น้ำ ขนของมันก็คงจะกลายเป็นสีขาวเหมือนหงส์

ดังนั้นมันจึงจะละทิ้งบ้านของมันในป่าและทุ่งนา แล้วบินร่อนลงไปอาศัยอยู่ในทะเลสาบและหนองน้ำ แม้ว่าตลอดทั้งวันมันเอาแต่ล้างตัวแล้วล้างตัวอีก จนแทบจะจมน้ำ ขนของมันก็ยังคงเป็นสีดำอยู่เช่นนั้น แถมวัชพืชน้ำที่มันกินเข้าไปยังไม่เหมาะกับร่างกาย มันจึงผ่ายผอมลงเรื่อยๆ จนในกระทั่งในที่สุดมันก็ตาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การเปลี่ยนแปลงนิสัยไม่อาจแก้ไขสิ่งที่ธรรมชาติให้มา

จั๊กจั่นกับมดง่าม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีจั๊กจั่นเจ้าสำราญตัวหนึ่งมีนิสัยเกียจคร้าน ชอบความสะดวกสบาย ตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา มดง่ามพากันหาอาหารไปเก็บสะสมไว้ในรัง แต่เจ้าจั๊กจั่นมัวแต่ร้องรำทำเพลง สนุกสนานไปวันๆ

ครั้นถึงฤดูหนาวหิมะตกหนัก มดง่ามเก็บตัวอยู่กับเม็ดพืชที่มันได้หาเก็บเตรียมพร้อมไว้ ส่วนจั๊กจั่นนั้นไม่สามารถหาอาหารกินได้ อดอยู่หลายวัน

จนในที่สุด ต้องซมซานด้วยความหิวโหยมาเคาะประตูรังของมดง่ามที่เคยรู้จักกัน “ได้โปรดเถิด ข้าขาดอาหารมาตั้งหลายวัน ขออาหารให้ข้ากินประทังความหิวหน่อยได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าเมื่อพ้นฤดูฝนนี้ไปแล้ว ข้าสัญญาว่าจะหามาใช้คืนให้เป็นเท่าตัว” เจ้าจั๊กจั่นพยายามวิงวอน

มดง่ามถึงถามขึ้นมาว่า “แล้วในฤดูร้อนมีออาหารอุดมสมบูรณ์ ใครๆเขาพากันทำมาหากินตัวเป็นเกลียว เจ้าไปทำอะไรมาจึงไม่หาอาหารมาเก็บใว้เล่า”

จั๊กจั่นตอบว่า “เพราะว่าข้าไม่มีเวลาน่ะสิ ข้ายุ่งอยู่กับการร้องเพลงตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เมื่อตอนที่เจ้าและเพื่อนๆขนอาหารผ่านมา ก็ได้ยินมิใช่หรือ ครั้นพอถึงฤดูฝน ก็ไม่มีอาหารเหลือให้เก็บไว้เลย”

ฝ่ายมดง่ามได้ยินดังนั้นก็หัวเราะกับตอบของจั๊กจั่น พลางเก็บเม็ดข้าวกองพูนของตนไว้ในห้องใต้ดิน แล้วเอ่ยเย้ยจั๊กจั่นว่า “ในเมื่อฤดูร้อนเจ้าเอาแต่ร้องเพลงไปวันๆ เมื่อถึงฤดูฝนทำไมเจ้าไม่เอาเวลาไปเต้นรำด้วยหล่ะ” กล่าวจบมดก็ปิดประตูทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

“ผู้ขยันย่อมไม่ประมาท…เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต…ย่อมไม่อดอยาก”

“คนเกียจคร้านและประมาท…มักปล่อยเวลาไปกับความต้องการที่โง่เขลาของตน
จึงมักจะได้รับความลำบากยากแค้นในอนาคต“

สองสาวใช้กับไก่

แม่เฒ่าคนหนึ่งอาศัยอยู่กับสาวใช้สองคน ทั้งสองมีหน้าที่เก็บกวาด เช็ดถูและจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ เช้ามึดของทุกวัน ไก่ที่แม่เฒ่าเลี้ยงไว้จะส่งเสียงขันเตือนให้นางตื่นมาปลุกสาวใช้ให้ลุกมาทำงานบ้าน สาวใช้ทั้งสองรู้สึกไม่พอใจที่ตนไม่ได้หลับนอนอย่างสบาย “เป็นเพราะเจ้าไก่ตัวนั้นแน่ๆ ที่คอยปลุกแม่เฒ่าทุกเช้าแบบนี้ เราต้องช่วยกันกำจัดมันแล้วล่ะ” ว่าแล้วทั้งสองก็วางแผนฆ่าเจ้าไก่ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่สาวใช้คิด เพราะเมื่อไม่มีเจ้าไก่ตัวนั้นแล้ว แม่เฒ่ากลับยิ่งกังวลกว่าเดิมว่าสาวใช้ทั้งสองจะตื่นสายและทำความสะอาดบ้านไม่ทัน นางจึงตื่นขึ้นมาปลุกสาวใช้ให้ทำงานบ้านกลางดึกของทุกคืนแทน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

นิทาน
นิทาน

ลิง หมี และช้าง

ลิง หมี และช้าง สัตว์ทั้ง 3 กำลังวิพากวิจารณ์รูปร่างของพวกมันอยู่ ฝ่ายลิงกล่าวกับหมีว่า

“ข้าภูมิใจในรูปร่างของข้า ถ้าหากเทียบกับเจ้าแล้ว ข้าย่อมดูดีกว่าเจ้ามากนัก”

หมีพูดว่า

“แต่ข้าก็ยังดูดีกว่าช้างนะ ช้างมีหูใหญ่ มีงวงที่น่าเกลียดและมีลำตัวใหญ่โตหนาเทอะทะ”

ฝ่ายช้างไม่พอใจคำวิจารณ์ของหมี มันกล่าวตอบหมีว่า

“เจ้านั่นแหละที่มีร่างกายน่าเกลียดน่ากลัว รูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์”

ต่างฝ่ายต่างก็เถียงกัน ไม่มีใครยอมใคร สร้างความรำคาญให้แก่เทวดาเป็นอย่างมาก เทวดาจึงสาปสัตว์ทั้งสามอยู่ในป่าตลอดไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

รูปร่างภายนอกเป็นเพียงภาพลวงตา

เสือดาวกับหมูป่า

เสือดาวตัวหนึ่งวิ่งไล่ล่าหมูป่า หมูป่าพยายามวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่ก็ไม่พ้นเสือดาวไปได้ เพราะข้างหน้าเป็นพุ่มไม้ หนาทึบขวางกั้นอยู่

เมื่อเสือดาวจับหมูป่าได้แล้ว ก็ตะปบซ้ายขวาครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมูป่าทนไม่ไหว หมูป่าบอกกับเสือดาวว่า

“ขอร้องละ อย่าตะปบข้าอีกเลย ฆ่าข้าซะเถอะ ข้าทนความทรมานต่อไปไม่ไหวแล้ว”

เสือดาวไม่ได้ทำตามคำขอร้องของหมูป่า กลับรู้สึกสนุกสนานที่ได้แกล้งเหยื่อให้ทรมานก่อนกินเป็นอาหาร จึงทำการตะปบหมูป่าต่อไปอย่างทารุณ

“ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน ข้าทนไม่ไหวแล้ว ฆ่าข้าเสียเดี๋ยวนี้เถอะ”

เสือดาวได้ยินคำร้องขอก็หัวเราะ

“ไม่มีทาง ข้าจะทรมานเจ้าไปเรื่อยๆ จนกว่าข้าจะพอใจ”

หมูป่าได้ยินดังนั้นก็ฮึดสู้ เอาเขี้ยวแหลมยาวของมันฝังเข้ากลางอกเสือดาว จนเสือดาวตายคาที่

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความเจ็บปวดเป็นประสบการณ์ทำให้คนเราแข็งแกร่ง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ 10 นิทานสอนใจ ที่ทีมแม่ ABK เลือกมาให้แม่ ๆ เอาไปอ่านให้ลูกฟัง หวังว่าเด็ก ๆ จะชอบ นิทานสอนใจ นี้กันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

มหัศจรรย์การอ่าน นิทาน ออกเสียงกระตุ้นพัฒนาการลูก??

ฝึกลูกรักการอ่าน ทำได้ตั้งแต่วัยทารก!

20 วิธีสานสายใยความผูกพันกับลูกน้อยก่อนเข้านอน

30 กิจกรรม เล่นสนุกอยู่กับบ้านง่ายๆ เสริมพัฒนาการลูกน้อย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, www.kalyanamitra.org

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อยากมีลูก

7 เคล็ดลับ 9 อาหาร ที่คน “อยากมีลูก” ควรทาน!!

ด้วยภาวะเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้ผู้ที่ อยากมีลูก ต้องมีการวางแผนครอบครัว เพื่อจะได้มีความพร้อมในการต้อนรับสมาชิกใหม่

7 เคล็ดลับ 9 อาหาร ที่คน “อยากมีลูก” ควรทาน!!

ในปัจจุบันคนไทยแต่งงาน และมีลูกกันอายุมากขึ้น อาจเนื่องจากพอเรียนจบ บางคนก็อยากทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวก่อน บางคนก็อยากเรียนต่อสูงขึ้นไปอีก หรือบางคนก็อยากใช้ชีวิตโสดนานๆ ยังไม่อยากมีภาระ จะเหตุผลใดก็ตาม อย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนานเกินไป อย่างที่รู้กันว่า ยิ่งอายุมาก โอกาสมีบุตรก็จะยากขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าคิดว่าพร้อมแล้วสำหรับการมีบุตร มาดูข้อมูลที่ ทีมแม่ ABK เตรียมมาให้กันเลยค่ะ

อยากมีลูก
อยากมีลูก

อายุ

อายุของผู้หญิงที่เหมาะสมจะมีลูกอยู่ในช่วง 20 -30 ปี จะเป็นช่วงที่ร่างกายผู้หญิงมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และฮอร์โมนอยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ได้น้อยกว่าช่วงวัยอื่นๆ

วันตกไข่ หรือ วันไข่ตก

การนับวันตกไข่ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงต้องรู้ เมื่อวางแผนตั้งครรภ์ การนับวันตกไข่ได้แม่นยำ จะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนช่วงตกไข่ประมาณ 1-2 วัน จะทำให้อสุจิเข้าไปรอที่รังไข่เพื่อรอให้ไข่ตกลงมา และทำการปฏิสนธิจนเกิดการตั้งครรภ์ในที่สุด ผู้หญิงที่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ จะสามารถนับวันตกไข่ได้อย่างแม่นยำ โดยปกติแล้วไข่จะตกในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนรอบใหม่จะมา ถ้าผู้หญิงมีรอบเดือนมาสม่ำเสมอและมีรอบเดือนมาทุกๆ 28 วันเสมอ วันไข่ตกก็อยู่ในช่วงวันที่ 14 ของรอบเดือน

ทั้งนี้การนับวันตกไข่ อาจใช้ไม่ได้ผลสำหรับผู้ที่มีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือมาบ้างไม่มาบ้าง เพราะอาจมีความคลาดเคลื่อนกันในแต่ละเดือน

วิธีคำนวณวันไข่ตก อับดับแรก จะต้องทำการจดบันทึกวันที่ประจำเดือนมาไว้ทุกเดือนเป็นระยะเวลา 8-12 เดือน แล้วนำมาทำการคำนวณหา ดังนี้

  • หาความยาวรอบเดือน ให้นับย้อนไป วันแรกที่มีประจำเดือน เดือนล่าสุด ถึง วันแรกที่มีประจำเดือน เดือนที่แล้ว เช่น เดือนล่าสุด คือ วันที่ 6 ส.ค. เดือนที่แล้ว 4 ก.ย. เมื่อนับแล้วมีความยาวรอบเดือน 30 วัน
  • หาวันตกไข่ โดยนำเอา ความยาวรอบเดือน – ระยะที่ไข่ตก เช่น 30 วัน – 14 วัน = วันไข่ตก คือ วันที่ 16 ของความยาวรอบเดือน จากนั้น นำวันแรกของการมีประจำเดือน เดือนล่าสุด คือ วันที่ 6 ส.ค. แล้วนับไป 16 วัน ก็จะได้วันไข่ตก คือ 21 ส.ค. เมื่อนับวันไข่ตกได้แล้ว สามารถเริ่มมีเพศสัมพันธ์ในช่วงก่อนวันตกไข่ และหลังวันตกไข่ได้ประมาณ 2 วัน เพื่อให้ไข่และอสุจิได้มีโอกาสมาเจอกันมากที่สุด

ตรวจภายใน

ตรวจภายใน เพื่อหาความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ ทั้งช่องคลอด มดลูก และรังไข่ เพราะสาเหตุที่มีลูกยากอาจเกิดจากความผิดปกติภายใน เช่น มีเนื้องอกที่มดลูก มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น

ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ุ

การมีเพศสัมพันธ์แนะนำควรมีวันเว้นวันหรือ 2 วันครั้ง ไม่ควรจะหักโหมมีทุกวัน แม้ว่าการมีทุกวันจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้จริง แต่ความเหนื่อยอาจเพิ่มความเครียดและทำให้ปริมาณของอสุจิลดน้อยลง ไม่แข็งแรงได้ รวมทั้งท่าการมีเพศสัมพันธ์ก็มีส่วนช่วยได้อีกทางหนึ่ง โดยท่ามิชชันนารี หรือท่าที่ผู้หญิงนอนหงายอยู่ด้านล่าง ส่วนฝ่ายชายอยู่ด้านบน เป็นท่าที่สามารถมีลูกได้ง่ายที่สุด นอกจากนี้ หลังจากมีเพศสัมพันธ์แนะนำให้ฝ่ายหญิงนอนหงาย โดยเอาหมอนหนุนสะโพกให้ยกสูงขึ้นแล้วค้างเอาไว้อย่างน้อยประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้อสุจิวิ่งไปผสมกับไข่ได้ดียิ่งขึ้น (ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเกิน 6 เดือน ถือว่ามีบุตรยาก)

เคล็บลับการมีลูก
เคล็บลับการมีลูก

ลดความเครียด

ความเครียดจะส่งผลรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ ประจำเดือนมาไม่ปกติ เกิดภาวะไม่ตกไข่ ทำให้ไข่เจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ในฝ่ายหญิง ส่วนในฝ่ายชาย ทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรน และอสุจิลดต่ำลง

ด้านโภชนาการ

บำรุงร่างกาย และเพิ่มความแข็งแรงของระบบสืบพันธุ์

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและไขมันอทรานส์ เช่น อาหารมัน ของทอด เนยเทียม ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่ เลือกรับประทานน้ำมันดี ไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันรำข้าว เนื่องจากอาหารที่มีไขมันสูง เป็นสาเหตุของโรคอ้วน ซึ่งทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่สมดุล การตกไข่ไม่ปกติ จึงทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ยากยิ่งขึ้น
  • รับประทานถั่วและธัญพืช โปรตีนและธาตุเหล็ก จากถั่วและธัญพืช จะช่วยให้มดลูกแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยผลิตไข่ที่มีคุณภาพด้วย
  • รับประทานผักใบเขียว เพื่อเพิ่มโฟเลตและวิตามินบี ช่วยเร่งการตกไข่ ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์มากขึ้น
  • ดื่มนมและโยเกิร์ต เพื่อเพิ่มแคลเซียมให้เพียงพอ และลดภาวะการเกิดกระดูกพรุน
  • ลดน้ำตาลและแป้งขัดขาว เพื่อความคุมระบบน้ำตาลในเลือด  และลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน
  • ลดการดื่มชา กาแฟ และน้ำอัดลม ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  • งดแอลกอฮอล์และเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากมีผลเสียต่อสุขภาพมาก

บริโภคอาหารที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูก

  • หอยนางรม อุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสี ช่วยกระตุ้นการผลิตไข่ที่มีคุณภาพ   โดยเฉพาะหากรับประทานในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนวันไข่ตก
  • ผักโขม มีโฟเลตสูง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดความพิการของทารกในครรภ์ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งการรับประทานผัก ยังเพิ่มกากใยอาหาร ลดการเกิดอาการท้องผูกที่อาจจะเกิดขึ้นได้
  • อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่เป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดดี (HDL) ช่วยลดไขมันเลว (LDL) มีโฟเลตสูง มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ช่วยให้ร่างกายมีความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
  • กล้วยหอม เป็นแหล่งของโพแทสเซียมและวิตามินบี 6 ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • หน่อไม้ฝรั่ง มีไนอะซิน หรือวิตามินบี 3 ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
  • แซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง มีโปรตีน วิตามินบี วิตามินดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้สมดุล และเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะสืบพันธุ์
  • เมล็ดฟักทอง อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 3 สังกะสี แคลเซียม โปรตีน เส้นใยอาหาร นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีกว่าธาตุเหล็กจากสัตว์ ช่วยทำให้มดลูกแข็งแรง
  • นมสด อุดมไปด้วยแคลเซียม เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ไข่ตกได้ยาก โดยเฉพาะผู้ที่ผอม หรือมีน้ำหนักน้อย
  • ผลไม้ตระกูลเบอรี่ เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันเซลล์จากความเสียหาย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเจริญพันธุ์อีกด้วย

วิตามินที่มีผลต่อการตั้งครรภ์

  • กรดโฟลิก หรือวิตามินบี 9 เป็นวิตามินสำคัญสำหรับผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดความพิการของทารกแต่กำเนิด และป้องกันภาวะซีด หรือโลหิตจางที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อตั้งครรภ์ ควรรับประทานวันละ 400 ไมโครกรัมต่อวัน เริ่มตั้งแต่ 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์
  • วิตามินซี ช่วยลดภาวะเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันโรคหวัด
  • สังกะสี ทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยผลิตไข่ที่มีคุณภาพ
  • วิตามินบี 6 ช่วยลดอาการแพ้ท้องขณะตั้งครรภ์ได้
  • ธาตุเหล็ก ช่วยลดภาวะโลหิตจาง ทำให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมสำหรับการมีบุตร
  • วิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง และมีส่วนช่วยทางด้านสุขภาพ และความรู้สึกทางเพศ
  • วิตามินบี 13 ช่วยให้ร่างกายมีการไหลเวียนเลือดได้ดีขึ้น

ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ที่ อยากมีลูก คงได้เคล็ดลับดี ๆ จากบทความ ที่ ทีมแม่ ABK นำมาฝากนี้นะคะ ขอให้ประสบความสำเร็จมีเจ้าตัวน้อย มาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวในเร็ววันค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เทคนิคการใช้ ที่ตรวจไข่ตก ใช้ให้ถูก เพิ่มโอกาสมีลูกไว

ที่ตรวจครรภ์ มีกี่แบบ? พร้อมวิธีใช้และวิธีอ่านผล

ประจำเดือนสีดำ &เลือดล้างหน้าเด็กจะมีข่าวดีหรือผิดปกติ?

11 สาเหตุมีลูกยาก อยากมีลูก ทำไมไม่ท้องซักที?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.samitivejhospitals.com, https://www.nakornthon.com, https://www.phyathai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ลูกกตัญญู คือ

ลูกกตัญญู คือ แบบไหน ประเด็นดังสังคมที่ควรมีคำตอบ

ลูกกตัญญู คือ แบบไหน แบบที่ให้เงินพ่อแม่ใช้ไม่ขาดตามใจไม่เกี่ยง หรือแบบที่ให้ความเคารพเชื่อฟัง ความกตัญญูในมุมเด็กรุ่นใหม่คือร่วมรับฟัง ปรับตัวก่อนเกิดวิกฤต

ลูกกตัญญู คือ แบบไหน ประเด็นดังสังคมที่ควรมีคำตอบ!!

ประเด็นสังคมเกี่ยวกับเรื่อง ลูกกตัญญู คือ แบบไหน เมื่อ “หมอของขวัญ” หรือแพทย์หญิงของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ วินธุพันธ์ ได้แสดงความคิดเห็นถึงพิมรี่พาย หรือ พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ ว่ามีความกตัญญู เท่าที่ได้เคยสัมผัส บอกว่าเขาเคยเอาเงิน 5 ล้านไปกองให้พ่อแม่ นั่นคือกตัญญู คุณทำอย่างเขาได้ไหม? ทำให้เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันถึงหัวข้อดังกล่าวว่า สรุปแล้วความกตัญญูวัดได้ด้วยเงิน…จริงหรือ?

ขณะที่ “ฟลุ๊คกะล่อน” เน็ตไอดอลชื่อดัง ก็ได้โพสต์ไอจีสตอรี่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีดังกล่าวว่า ทุกคนภาระไม่เท่ากัน ต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน สิ่งที่คุณหมอพูดคือกำลังตอกย้ำความล้มเหลวของประเทศนี้มาก ๆ ที่โตมาต้องเอาเงินให้พ่อให้แม่ จะได้ถูกเรียกว่ากตัญญู ทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง อย่าเอาคำว่ากตัญญูมาพูดให้คนอื่นดูเป็นคนไม่รักพ่อแม่ …ปัจจุบันไม่ต้องพูดถึงเงินที่เอาไปกองให้พ่อแม่ แค่เอาชีวิตให้รอดในแต่ละวันให้ได้ก็ถือว่ายากแล้ว

ภายหลัง หมอของขวัญก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Doctorkatekate ระบุข้อความขอโทษต่อเรื่องดังกล่าวแล้ว และรับปากว่าจะในอนาคตจะคิดให้รอบด้านกว่านี้ก่อนสัมภาษณ์

ลูกกตัญญู คือ แบบไหนในแบบคุณ
ลูกกตัญญู คือ แบบไหนในแบบคุณ

ความกตัญญู คุณธรรมที่กำลังบิดเบี้ยวในยุคใหม่!

ในสมัยก่อนที่สังคมไทยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ความกตัญญูจึงเป็นคุณธรรมเบื้องต้นที่อยู่ในจิตใจของคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยสภาพสังคมของการอยู่ร่วมกัน เช่น ลูกได้เห็นพ่อแม่แสดงความกตัญญูต่อปู่ย่า ตายาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงส่งต่อความคิดอ่าน คุณธรรมจากรุ่นมาสู่อีกรุ่นได้อย่างไม่ยากนัก

เมื่อยุคสมัย และวิวัฒนาการของโลกหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ค่านิยม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป การแยกครอบครัวออกไปไม่อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ การให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของมากขึ้น ทำให้วัฒนธรรมของความกตัญญู (Culture of gratitude) เริ่มลดความสำคัญลง หรือแปรเปลี่ยนยึดถือความกตัญญูจากวัตถุสิ่งของ หรือเงินทองที่มอบให้พ่อแม่เท่านั้น กระแสสังคมของคนรุ่นใหม่บางส่วนเห็นว่า ความกตัญญูเป็นภาระของชีวิต เราพบผู้สูงอายุที่ถูกละเลยจากคนในครอบครัว มีปัญหาความรุนแรงด้านจิตใจ และถูกทอดทิ้ง  ข้อมูลสถิติจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม ปี 2018 ระบุว่า มีผู้สูงอายุสูญหาย เร่ร่อน เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ในรอบ 3 ปี และถูกทำร้ายเพื่อเอาประโยชน์โดยคนในครอบครัวเพิ่มขึ้น 1,000 เท่า ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา

百善孝为先 – อันคุณธรรมทั้งปวง ความกตัญญูคืออันดับแรก

สำหรับชาวจีนแล้วนั้น ความกตัญญูเป็นหัวใจหลักของวัฒนธรรมชาวจีนมาโดยตลอด ในสมัยราชวงศ์ฮั่น การคัดเลือกข้าราชการในวัง ความกตัญญูถือเป็นคุณสมบัติที่จะทำให้ได้รับตำแหน่งข้าราชการใหญ่โต โดยเชื่อกันว่า กตัญญู คือ มาตรฐานวัดคน เพราะความกตัญญู คือ เครื่องมือที่สร้าง “แรงผลักดัน” ให้บุคคลที่ยึดถือไว้นั้นเกิดคุณธรรมในข้ออื่น ๆ ตามมา เช่น ความขยันหมั่นเพียร เสียสละ ซื่อสัตย์ เป็นต้น

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะความกตัญญูที่เรามีต่อพ่อแม่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อฟังคำสั่ง เป็นเด็กดี หรือให้เงินทองมากมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นการที่ลูกอยากมีอนาคตที่ดี เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ หรือจะเรียกได้ว่า ความกตัญญู ทำให้เกิดการลงมือทำ การพัฒนาตนเองให้ดีเพื่อตอบแทนพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามานั่นเอง

กตัญญูเป็นเสมือนรักแรก และรักแท้ที่นําทางให้เราก้าวไปสู่การดําเนินชีวิตที่ถูกที่ควร เป็นจุดเริ่มต้นของคุณธรรมแห่งความดีทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด และทุกคนทำได้

พ่อแม่เลี้ยงดูลูกจนเติบโต ลูกกตัญญูตอบแทน
พ่อแม่เลี้ยงดูลูกจนเติบโต ลูกกตัญญูตอบแทน

ลูกกตัญญู คือ แบบไหน?

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้กัน เราลองมาทำความเข้าใจกับคำว่า “กตัญญู” กันเสียหน่อย ความกตัญญู คือ การตอบแทนให้กับพฤติกรรม ความดี ความปรารถนาดี และความรู้สึกดี ๆ ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีให้กับเรา โดยปราศจากการเรียกร้องใด ๆ จากเขา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะได้รับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จากพ่อแม่ แต่ก็มิได้หมายความคำว่า กตัญญู จะใช้แค่กับเพียงพ่อแม่เท่านั้น เราหมายรวมถึงทุกคนที่ทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้ต่างหาก

“ลูกเกิดจากความต้องการของพ่อแม่เพียงฝ่ายเดียว ลูกไม่ได้ขอเกิด เมื่อคุณสร้างเขาขึ้นมา ก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองในการให้การเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ไม่ได้ถือว่ามีบุญคุณต่อกัน เข้าใจเสียใหม่ด้วย”

จากข้อคำถามข้างต้น จึงเป็นคำตอบได้ว่า ความกตัญญูรู้คุณนั้น เป็นคุณธรรมประจำใจของมนุษย์ หากเรารู้สึกรู้ในบุญคุณแล้ว การตอบแทน การกตัญญูรู้คุณแก่พ่อแม่ก็จะเป็นพฤติกรรมที่ตามมา ทำด้วยใจนั่นเอง ไม่ต้องมีรูปแบบ ไม่ต้องมีการประเมินค่า

10 วิธีสอนให้ลูกเป็นคนกตัญญู

การปลูกฝังให้เด็กรู้จักคุณธรรมในด้านความกตัญญูเสียตั้งแต่เล็ก ๆ เป็นอีกหนทางที่จะช่วยให้สังคมดำรงอยู่กันต่อไป ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และเจริญก้าวหน้า เพราะทุกคนต่างมีแรงผลักดันที่อยากทำให้ชีวิตของตัวเองเป็นชีวิตที่ดี เพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ดังนั้น ทีมแม่ ABK ขอยกตัวอย่างการสอนลูกให้เป็นคนกตัญญูมา 10 หัวข้อ ดังนี้

1.เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก

เมื่อเรากตัญญูลูกจะทำตาม หากพ่อแม่ยึดถือหลักธรรมใดเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตแล้ว ย่อมเกิดการประพฤติปฎิบัติออกมาเช่นนั้น การที่ลูกได้เห็นตัวอย่างจากพ่อแม่นั่นคือ การสอน และปลูกฝังให้แก่ลูก ที่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

ความสัมพันธ์ในครอบครัว เพิ่มความกตัญญูรู้คุณได้
ความสัมพันธ์ในครอบครัว เพิ่มความกตัญญูรู้คุณได้

2. เงินไม่ใช่ตัวแทนความกตัญญู

ปัจจัยภายนอกไม่สามารถทดแทนความต้องการด้านจิตใจได้ การดูแลพ่อแม่ไม่ใช่แค่การให้เงินกองโตมากองตรงหน้า หรือข้าวของเครื่องใช้แพง ๆ แต่การที่พ่อแม่ดีใจในสิ่งของเหล่านั้น เพราะมันเป็นตัวแทนความสำเร็จของลูกที่พ่อแม่ภาคภูมิใจต่างหาก แค่เราพูดจา ท่าทาง สีหน้าที่ดีต่อท่าน เมื่อลูกได้เห็นก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเขาเช่นกัน

3. ทำตัวให้เป็นคนดีของสังคม

เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม การที่เรามีประโยชน์ต่อสังคม ช่วยให้สังคมดีขึ้น ก็เป็นการสร้างชื่อเสียง และแสดงความกตัญญูให้กับพ่อแม่อีกทางหนึ่ง แถมยังเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตให้แก่ลูกได้อีกด้วย

4. สร้างโอกาสเพิ่มสายสัมพันธ์ในครอบครัว

ปัจจุบันค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ครอบครัวไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ แยกกันออกมา ดังนั้น เราควรพาลูก ๆ ไปพบปะ พูดคุย สร้างความคุ้นเคยกับปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง เพราะความกตัญญูจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากสายสัมพันธ์

5. ใช้หลักเหตุผล ประนีประนอมต่อพี่น้อง ญาติมิตร

ไม่ทะเลาะกัน เป็นตัวอย่างของการพูดคุยในหมู่พี่น้อง เครือญาติ แม้มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือไม่เข้าใจกันก็ใช้หลักเจรจาพูดคุยไม่ใช้อารมณ์

6. ให้อภัยกันและกัน

ไม่โกรธให้อภัยพ่อแม่ ไม่เก็บมาคิดน้อยใจ เสียใจ มนุษย์เรามักจะลืมให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัว กับพ่อแม่ก็เช่นกัน ท่านเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ย่อมมีการผิดพลาดไปบ้าง เราสามารถให้อภัยกับผู้อื่นได้ แล้วเหตุใดจะให้อภัยกับพ่อแม่ไม่ได้เล่า

สอนลูกอย่างไร ให้มีความกตัญญู
สอนลูกอย่างไร ให้มีความกตัญญู

7. สอนความกตัญญูผ่านประเพณีวัฒนธรรมของไทย

สังคมไทยเรามีประเพณีวัฒนธรรมมากมายที่เน้นเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ เช่น วันสงกรานต์ หลักสำคัญของวันนี้ คือการกลับไปพบญาติผู้ใหญ่ รดน้ำดำหัวขอพร เราควรสืบสานประเพณีอย่างครบถ้วน ไม่ควรเลือกแต่ความสนุกเท่านั้น

8. ดูแลพ่อแม่ในยามที่มีชีวิตอยู่ ดีกว่าทำตอนท่านจากไป

บางคนอาจละเลยคิดว่าวันเวลาดังกล่าวยังอีกไกลมาไม่ถึง แต่โลกไม่แน่นอน ดังนั้นเราสามารถดูแลพ่อแม่ให้ท่านสุขใจได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอคอย อย่าให้ท่านจากไปแล้วค่อยคิดที่จะดูแลท่าน เอาของดี ๆ มาเซ่นไหว้ท่านก็จะช้าเกินไป ลูกจะได้เข้าใจด้วยว่ากตัญญูไม่ใช่รอวันพ่อแม่แก่เฒ่าเท่านั้น

9. สอนลูกให้กตัญญูไม่เพียงแค่พ่อแม่

ความกตัญญูไม่ได้ผูกขาดเพียงแค่การกระทำที่มีต่อพ่อแม่เท่านั้น สำหรับผู้ที่ให้ความปรารถนาดี ให้ความช่วยเหลือ แก่ลูก พ่อแม่ก็สามารถสอนให้เขารู้จักกตัญญูได้ด้วยเช่นกัน เช่น ครูบาอาจารย์ เป็นต้น

ลูกกตัญญู คือ แบบไหน อยู่ที่พ่อแม่สั่งสอน
ลูกกตัญญู คือ แบบไหน อยู่ที่พ่อแม่สั่งสอน

10. สอนความกตัญญูผ่านนิทาน

ปัจจุบันมีนิทานที่มีสีสันสวยงาม และมีแง่คิดคุณธรรมสอนใจมากมาย สำหรับเด็กเล็กเราสามารถสอนเรื่องหลักยาก ๆ ผ่านตัวละครในนิทาน จะทำให้เขาเห็นภาพ และเข้าใจได้ถ่องแท้มากขึ้น เวลาเกิดเหตุการณ์คล้ายในนิทานลูกจะจำตัวแบบจากตัวละครได้ทันที

คำว่า กตัญญู เป็นคำที่ใกล้ตัว แต่ก็ต้องกลับมาตีความหมายกันอยู่เสมอ ๆ ในสังคมมนุษย์ การตอบแทนบุญคุณ การแสดงความกตัญญูจึงปรากฎให้เห็นได้ในหลากหลายรูปแบบไม่ตายตัว ดังนั้น เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณลองถามตัวเองดูว่า ลูกกตัญญู คือ แบบไหน ในแบบของคุณ!!

ข้อมูลอ้างอิงจาก mgronline.com/www.relations.tu.ac.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สอนลูกให้คิดเป็น ฝึกฝนการเจออุปสรรค เพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

สอนลูก ให้มีทักษะการเรียนรู้ และทักษะชีวิต

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

เมื่อ น้ำตา ไม่ใช่ผู้ร้าย!!พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกร้องไห้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาการผิดปกติ คนท้อง

3 อาการผิดปกติ คนท้อง ที่ต้องรีบไปรพ. ในช่วง 3 เดือนแรก

คนท้องต้องรู้! 3 อาการผิดปกติ คนท้อง ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลในช่วง 3 เดือนแรก โดยคุณหมอโอ นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, กรรมการแพทยสภา เจ้าของเพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์

3 อาการผิดปกติ คนท้อง ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ในช่วง 3 เดือนแรก

    • เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

      อาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในช่วง 3 เดือนแรกเป็นได้หลายสาเหตุ ที่พบบ่อยได้แก่

      • ท้องนอกมดลูก ภาวะท้องนอกมดลูกเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตเกิดจากตัวอ่อนฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก พบบ่อยที่ท่อนำไข่ มักจะมีอาการเลือดออกเล็กน้อยทางช่องคลอด ร่วมกับอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลัน บางรายมีอาการเลือดออกในช่องท้องปริมาณมากทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตตก หมดสติเกิดภาวะช็อคได้
      • ภาวะแท้ง ภาวะแท้งมีหลายชนิดเช่น แท้งคุกคาม แท้งไม่ครบ แท้งครบ โดยจะมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดเป็นตัวนำ แต่การวินิจฉัยจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายและการตรวจทางอัลตราซาวน์ร่วมด้วย ในกรณีที่เป็นภาวะแท้งคุกคามการให้ยาฮอร์โมนบางชนิดอาจช่วยทำให้สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้
      • ครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นภาวะการตั้งครรภ์ผิดปกติ ตัวอ่อนและรกไม่สามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์จากมีลักษณะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดร่วมกับมีเม็ดคล้ายฟองไข่ปลาหลุดออกมาด้วย จะทำการวินิจฉัยด้วยการส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา
      • ภาวะติ่งเนื้อที่ปากมดลูก เป็นภาวะที่ไม่ร้ายแรง ไม่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ดีอาจจะทำให้มารดาเกิดความวิตกกังวล เนื่องจากไม่สามารถแยกได้ว่าเลือดที่ออกเกิดจากติ่งเนื้อ หรือว่ามาจากในโพรงมดลูก

ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน

  • ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน

    • อาการปวดท้องน้อยเฉียบพลันเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะท้องนอกมดลูก และมีเลือดออกในช่องท้อง ภาวะถุงน้ำที่รังไข่เกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น มีการแตกหรือบิดขั้ว การวินิจฉัยจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ ซึ่งการรักษาอาจจะจำเป็นต้องผ่าตัดฉุกเฉิน
  • คลื่นไส้อาเจียนจนเป็นลม

    • ภาวะแพ้ท้องในบางคนอาจจะมีอาการรุนแรง เช่น อาเจียนมากจนเกิดภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ บางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ

จะเห็นได้ว่าบางภาวะที่กล่าวมาข้างต้น สามารถเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นเมื่อประจำเดือนขาด หรือรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ ควรจะมาทำการตรวจฝากครรภ์ทันที เพื่อยืนยันว่าเป็นการตั้งครรภ์ปกติในโพรงมดลูก และไม่มีถุงน้ำรังไข่ ที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Thinking Quotient ฉลาดคิดเป็น และฉลาดเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี ซึ่งเริ่มต้นได้ที่ตัวคุณแม่เองก่อน ในการที่จะเตรียมพร้อมหาข้อมูลการคุมกำเนิดที่เหมาะสม เพื่อป้องกัน “ท้องไม่พร้อม” ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หากคุณตั้งท้อง แต่ยังไม่พร้อมมีลูก


ติดตามเรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และสุขภาพสตรี กับคุณหมอโอฬาริก

ได้ที่เพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์

เพจ หมอโอฬาริก

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

หมอเฉลย คุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด? โดยคุณหมอโอฬาริก

คนท้องติดโควิด คนท้องทำ Home isolation ได้ไหม?

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่กินได้ vs ยาต้องห้าม

 

อาการช็อก

เช็ก! อาการช็อก เบื้องต้นของลูกนิ้วมือนิ้วเท้าฝ่าเท้าช่วยได้

อาการช็อก ในเด็กเป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายกำลังวิกฤต อยู่ในภาวะอันตราย แต่เราสามารถตรวจพบภาวะช็อกได้ตั้งแต่ในระยะแรก ถ้าหาสาเหตุได้ไว เยียวยาทัน เด็กก็หายไว

เช็ก! อาการช็อก เบื้องต้นของลูก นิ้วมือนิ้วเท้าฝ่าเท้าช่วยได้

ช็อก (Shock) คือ ภาวะของร่างกายที่มีการไหลเวียนเลือดลดลงต่ำผิดปกติ ส่งผลให้การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์และอวัยวะเสียหายจากการขาดเลือดที่เป็นตัวนำออกซิเจนและสารอาหาร เมื่อเกิดกับอวัยวะสำคัญและรักษาไม่ทันเวลาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และยังพบว่า 1 ใน 5 คนที่มีภาวะช็อกมักเสียชีวิต

ภาวะช็อก เป็นภาวะที่อันตราย และมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย และการรักษาล่าช้า ซึ่งในผู้ป่วยเด็ก เป็นอีกกลุ่มที่คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยได้ยาก ด้วยปัญหาต่าง ๆ นานาเฉพาะของผู้ป่วยกลุ่มเด็ก เช่น ร้องไห้งอแง ไม่ยอมให้จับตัว ไม่สามารถสื่อสารอาการได้ เป็นต้น

ลูกร้องไห้งอแงมากกว่าปกติ สังเกต อาการช็อก ในเด็ก
ลูกร้องไห้งอแงมากกว่าปกติ สังเกต อาการช็อก ในเด็ก

การที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองไม่ละเลย สังเกตอาการของเด็ก เมื่อพบว่าเด็กมีอาการผิดปกติ และรีบพาไปรักษา หรือสามารถเล่าอาการที่พบให้กับคุณหมอได้อย่างละเอียดก็เป็นส่วนช่วยลดขั้นตอน และความเสี่ยงในการเกิด อาการช็อก ได้

ภาวะฉุกเฉินในเด็กที่ควรรีบนำเด็กไปโรงพยาบาล เพื่อพบแพทย์ทันที อาการดังต่อไปนี้

  1. เมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น กินสารพิษ กินยาเกินขนาด หรือ เลือดออกไม่หยุด หลังจากที่พยายามห้ามเลือดแล้ว เช่น การกด
  2. หมดสติ
  3. ถูกงูกัด สัตว์มีพิษ หรือ แมลงต่อย และ เกิดอันตรายอย่างรุนแรง ภายใน 30 นาที เช่น มีไข้ ปวดข้อ ปวดศีรษะ ลมพิษขึ้นทั้งตัว แน่นในคอ ในอก บวมมาก หมดสติ
  4. หายใจไม่ออก หายใจลำบาก กระวนกระวาย หรือ หน้าเขียว
  5. เด็กอาจชัก เมื่อไข้สูง หรือ ลมบ้าหมู ฯลฯ ห้ามใช้ไม้งัดฟัน เพราะฟันอาจหักไปอุดตันหลอดลมได้ ถ้ามีไข้ เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำธรรมดา แล้วรีบพาเด็กไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด อย่าพยายามให้กินยาในขณะที่เด็กชัก
  6. ปวดท้องรุนแรง ให้งดอาหารและเครื่องดื่ม ห้ามใช้ยา ถ้ามีไข้และอาเจียนด้วยอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ หรือ โรคร้ายแรงอื่นๆ
  7. อาเจียน หรือ ถ่ายเป็นเลือด หรือ เป็นสีดำจำนวนมาก อาจเป็นเพราะมีเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  8. ท้องเสียในเด็กอ่อน หรือ เด็กเล็กๆ การถ่ายอุจจาระเพียง 3-4 ครั้ง ก็เสียน้ำไปมาก ถ้าเด็กมีอาการกระวนกระวาย ตัวร้อนผิวแห้ง ปัสสาวะน้อย อ่อนเพลียมาก แสดงว่า ร่างกายขาดน้ำมาก
  9. อาการชักเป็นอาการที่พบบ่อยในเด็กอายุ 6 เดือน – 6 ปี มักเกิดจากภาวะมีไข้สูง ถ้าเด็กมีอาการชัก ต้องประเมินเรื่องไข้ ถ้ามีไข้พิจารณาเช็ดตัวจะช่วยให้ไข้ลดลง และ หยุดชักได้ เป็นส่วนมากถ้ายังไม่หยุดให้รีบนำส่งโรงพยาบาลพร้อมเช็ดตัวตามด้วยขณะเดินทาง

กรณีเด็กชัก โดยไม่มีไข้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที โดยนอนคว่ำ หรือ นอนตะแคง เพื่อป้องกันการสำลัก ถ้าเด็กชักจนหยุดหายใจ ตัวเขียว ต้องช่วยฝายปอด ไม่ควรใช้ไม้หรือของแข็งงัดฟัน เนื่องจากฟันอาจหักหลุดไปอุดหลอดลมได้ ห้ามกรอกยาทุกชนิดทางปาก ให้คนไข้ที่มีรู้สึกตัว หรือ กำลังชัก

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.synphaet.co.th
คอยวัดไข้เด็ก ป้องกันไข้สูงจนเกิด อาการช็อก
คอยวัดไข้เด็ก ป้องกันไข้สูงจนเกิด อาการช็อก

อาการช็อก

ช็อกเป็นภาวะอันตรายที่ควรไปพบแพทย์ทันที ผู้ที่เกิดภาวะนี้ความดันโลหิตจะลดต่ำลงอย่างรุนแรง และอาจพบอาการได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและประเภทของภาวะช็อก อาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา หรือบางรายอาจไม่เต้น
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • หายใจตื้นและเร็ว
  • วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด
  • ตัวซีดและเย็น
  • ตาค้าง ตาเหลือก
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้
  • รู้สึกสับสน วิตกกังวล
  • ปัสสาวะน้อยหรือไม่มีปัสสาวะ
  • กระหายน้ำและปากแห้ง
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ความรู้สึกตัวลดลงหรือหมดสติ
  • เหงื่อออกมาก
  • นิ้วและปากบวม

Capillary Refill (แคปปิลารี่ รีฟิว)

Capillary Refill หรือ CRT  คือ การวัดการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอย ใช้บอกว่ามีเลือดมาหมุนเวียนตามปลายอวัยวะมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจาง เป็นอาการแสดงทางผิวหนัง เป็นวิธีวัดเพื่อใช้ตรวจวินิจฉัยภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (circulatory failure or shock) เมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉิน วิกฤต การปรับตัวโดยหลอดเลือดไปผิวหนังน้อยลง จะทำให้ปลายมือปลายเท้าเย็น ซีด ต่อมาจะเป็นบริเวณลำตัว capillary refill จะนานกว่าปกติ (มากกว่า 2 วินาที) มี ผิวหนังเป็นจ้ำ ๆ เขียวได้

CRT จึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือตรวจสอบอย่างง่ายที่สามารถช่วยแจ้งการคัดแยก การรักษา และการติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะระบบไหลเวียนโลหิตเฉียบพลันที่เกี่ยวข้องกับภาวะติดเชื้อ

วิธีการตรวจ

การตรวจโดยใช้นิ้วกดบริเวณปลายนิ้วมือ / นิ้วเท้าแล้วปล่อยทันที ถ้าระบบไหลเวียนไม่ดี บริเวณปลายนิ้วมือ/นิ้วเท้าที่ถูกกดจะยังคงซีดขาวอยู่เป็นเวลานานกว่า 2 วินาที (capillary refill > 2 วินาที) แต่ในกรณีเด็กที่มีนิ้วมือ นิ้วเท้าที่เล็ก เราสามารถวัด CRT จากฝ่าเท้าได้ด้วยเช่นกัน โดยทีมแม่ABK ได้ขออนุญาตนำคำแนะนำดี ๆ จากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เกี่ยวกับ CRT ที่ฝ่าเท้ามาฝากกัน
ตรวจเด็กอย่างไรไม่ให้พลาดเรื่องช็อก?
เด็กป่วยมักมาห้องฉุกเฉินตอนดึกๆ
ผู้ป่วยเด็กตรวจยาก เพราะงอแง ไม่ยอมให้จับ
เด็กพูดไม่ได้ บอกอาการไม่ได้
บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าเด็กกำลังอาการแย่หรือเปล่า?
.
การตรวจเส้นเลือดฝอยที่ฝ่าเท้าช่วยได้เยอะครับ
เรียกว่า Capillary Refill (แคปปิลารี่ รีฟิว)
แคปปิลารี่ แปลว่า เส้นเลือดแดงฝอย
รีฟิว แปลว่าการไหลคืนกลับของเส้นเลือด
.
เราจะใช้นิ้วมือกดที่ฝ่าเท้า…แล้วก็ปล่อย
จุดสีขาวที่เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่ถูกกด…จะคืนตัวกลับมา
มีสีชมพูดังเดิม ภายในไม่เกิน 2 วินาทีครับ (นับในใจ หนึ่งและสอง)
แปลว่าเลือดไหลเวียนดี
.
แต่ถ้ากดแล้วเป็นจุดสีขาวนานมาก
แสดงเลือดไปเลี้ยงเส้นเลือดฝอยส่วนปลายไม่ดี
แปลว่าเด็กกำลังช็อกอยู่ครับ!!!
.
ตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 1 ปี ท้องเสีย อาเจียน
จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กช็อก (Shock) หรือกำลังแย่?
– ร้องไห้ไม่มีน้ำตาเหรอ? ไม่เสมอไป…เคยเจอเด็กดราม่าการละครไหมครับ?
– เด็กซึม? หรือว่าแค่หลับ? มาหาหมอตอนตีสาม หมอก็ง่วงครับ
– ความดันตกเหรอเปล่า?เราไม่ได้วัดความดันโลหิตเด็กทุกคนแบบผู้ใหญ่
เพราะวัดยาก เด็กไม่ยอมให้วัด ดิ้น บางที่ไม่มีเครื่องวัดของเด็กก็มีครับ
– ชีพจรเร็ว? เด็กร้องกรี๊ดๆ ชีพจรก็เร็วครับ
.
นี่แหละครับ หลายคนไม่ชอบตรวจเด็ก
.
ลองตรวจการคืนตัวของเส้นเลือดฝอยที่ฝ่าเท้าดูนะครับ
(Capillary Refill) ช่วยไ้ด้มากครับ
การตรวจง่ายๆที่เรามักละเลย
.
ในผู้ใหญ่เราตรวจจากปลายเล็บ
แต่เด็กนิ้วเล็กกระจิ๋วหลิว ตรวจที่ฝ่าเท้าง่ายกว่าครับ
.
มีคำที่น่าสนใจ คือ Compensated กับ Decompensated Shock
คอมเพนเซส (Compensated) แปลว่า ชดเชย เยียวยา
.
ถ้าพูดถึงคำว่าช็อก เราก็คิดถึงความดันตก ซึม หมดสติ ปั๊มหัวใจ
อันนั้นมันช็อกไกลไปมากแล้ว
แต่จริงๆช็อกในระยะแรก จะไม่มีความดันตก อาจมีแค่ชีพจรเต้นเร็ว
วิงเวียน เพลีย วูบ แค่นั้นครับ
เพราะร่างกายคนเราฉลาด มีการชดเชยไม่ทำให้เราแย่ขนาดนั้น
นี่แหละครับที่เรียกว่า การชดเชยภาวะช็อก (Compensated Shock)
.
เหมือนเขื่อนจะแตก มันก็ไม่ได้ปั๊ง แตกกระทันทัน
มันค่อยๆร้าว เป็นสัญญาณเตือนมาก่อน
ร่างกายคนเราก็เหมือนกันครับ
.
ถ้าเรารักษาทัน เยียวยาทัน คนไข้จะหายไว
แต่ถ้าเราละเลยหรือไม่สังเกตสัญญาณเตือน ปล่อยให้แย่ลง
ต่อให้เทวดามารักษา ก็ไม่อาจยื้อชีวิตได้ครับ
.
เด็กเป็นมนุษย์ตัวเล็กที่อึดมากๆ จัดการเยียวยาการช็อกด้วยตนเองได้เก่ง
(Compensated Shock) เด็กยังดูดีอยู่เลยแม้ว่าช็อกไปแล้ว
ถ้าเราปล่อยให้ความดันตก หรือเกินเยียวยา (Decompensated Shock)
อาการจะแย่ลงเหมือนลงเหวอย่างรวดเร็ว!
รักษาอะไรก็เอาไม่อยู่แล้วครับ…
.
ดังนั้นการตรวจพบช็อกระยะแรกในเด็กจึงสำคัญมาก
ต้องรีบหาสาเหตุที่ทำให้ช็อก
และรีบให้น้ำเกลือ หรือยาฆ่าเชื้อ หรือให้เลือด ตามแต่สาเหตุนั้นๆ
อย่าปล่อยให้สายเกินแก้ไขครับ
.
เขียนมาซะยาว ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ
สรุปว่า อย่าลืมตรวจการคืนตัวของเส้นเลือดแดงฝอยที่ฝ่าเท้านะครับ
(แคปปิลารี่ รีฟิว-Capillary Refill)
.
วันนี้ไม่ได้วาดรูปครับ พักหนึ่งวัน แต่ไม่พักเขียนโพสต์ 🙂
ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก เพจ ห้องฉุกเฉินต้องรู้
อย่างไรก็ตามอาการแสดงทางผิวหนังเหล่านี้ เป็นเพียงการสังเกตอาการเบื้องต้น ซึ่งการวัด CRT ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายอย่าง อาจเกิดจากอุณหภูมิแวดล้อมที่เย็นจัดได้ โดยเฉพาะห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ และเด็กเล็กมาก

เรื่องลูกป่วยฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่มีเวลา เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการที่พ่อแม่ศึกษาความรู้รอบตัวเหล่านี้เอาไว้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การสามารถบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษา หรือหากสามารถช่วยเหลือลูกเมื่อยังไม่ถึงมือหมอ ก็เป็นเรื่องที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิต และการเจ็บป่วยร้ายแรงได้ดีทีเดียว

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.siamhealth.net/www.pobpad.com /www.nursingtimes.net
อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

โรคพิษสุนัขบ้า ทำเสียชีวิตแล้ว 1 ราย แค่ถูกสุนัขข่วน

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้

เตือน! 5 โรคหน้าร้อน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โฟเลต

โฟเลต หรือ กรดโฟลิก สิ่งสำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ห้ามขาด!!!

ผู้หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก มีความจำเป็นต้องรับประทาน โฟเลต หรือกรดโฟลิกมากขึ้นเป็นพิเศษ

โฟเลต หรือ กรดโฟลิก สิ่งสำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ห้ามขาด!!!

คุณแม่หลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่า โฟเลต กับ กรดโฟลิก เหมือนกันไหม ควรรับประทานช่วงไหนดี มีประโยชน์อะไรบ้าง ถ้ารับประทานไม่เพียงพอจะมีผลกระทบอย่างไร ควรรับประทานปริมาณเท่าไหร่ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับโฟเลต หรือกรดโฟลิกมาให้แล้วค่ะ

กรดโฟลิค
กรดโฟลิค

โฟเลต กับ กรดโฟลิก ต่างกันอย่างไร

โฟเลต (Folate) กับ กรดโฟลิก (Folic Acid) นั้น คือวิตามินบี 9 เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ กรดโฟลิก นั้นคือชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้มาจากการที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น แต่ โฟเลต คือชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ ทั้งนี้โฟเลตจะสลายได้ง่าย หากนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อน เช่น ต้ม ผัด ลวก ดังนั้นจึงควรรับประทานผัก และผลไม้สด เพื่อให้โฟเลตยังคงอยู่

ประโยชน์ต่อทารกในครรภ์

กรดโฟลิกนั้นมีส่วนช่วยในการสร้างตัวอ่อน ช่วยป้องกันและลดความผิดปกติของระบบประสาท ทั้งภาวะไม่มีเนื้อสมอง ภาวะไขสันหลังไม่ปิดจากการขาดโฟลิก นอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซมพันธุกรรม ควบคุมการสร้างกรดอะมิโนที่จำเป็นในการแบ่งเซลล์ ไปจนถึงการสร้างเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาวในไขกระดูกของลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วย

กรดโฟลิกยังช่วยลดความเสี่ยงของความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรถ์ได้ เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ความผิดปกติของแขน ขา ความพิการของระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคไม่มีรูทวารหนัก เป็นต้น

คุณแม่ตั้งครรภ์มีความต้องการกรดโฟลิกเพื่อทารกในครรภ์ แต่ร่างกายกลับดูดซึมจากอาหารได้น้อยกว่าปกติ ดังนั้น คุณแม่จึงควรทานกรดโฟลิกเพิ่มมากกว่าปกติ

ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ

กรดโฟลิกเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสาร tetrahydrofolate ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ และซ่อมแซมสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าดีเอ็นเอ (DNA) ควบคุมการสังเคราะห์กรดอะมิโน ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย อีกทั้งยังควบคุมการสร้าง และการแก่ตัวของเม็ดเลือด โดยเฉพาะเม็ดเลือดแดง ด้วยเหตุนี้การเสริมกรดโฟลิก จึงถูกนำมาใช้อย่างเป็นวงกว้างในการป้องกัน และรักษาภาวะโลหิตจาง นอกเหนือจากประโยชน์ที่ใช้ในการรักษาภาวะโลหิตจาง ในปัจจุบันมีรายงานการศึกษาวิจัยที่ถูกตีพิมพ์อยู่ในวารสารระดับนานาชาติพบว่า การเสริมกรดโฟลิก สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้

นอกจากนี้ กรดโฟลิกมีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการสร้าง และการสลายกรดอะมิโนที่ชื่อว่า โฮโมซีสทีน (homocysteine) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดภายในร่างกาย หากร่างกายมีสารดังกล่าวคั่งสะสมในกระแสเลือดสูงเกิน 15 ไมโครโมลต่อลิตร จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนที่มีระดับปกติ

ควรรับประทานช่วงไหน

สำหรับผู้หญิงที่กำลังวางแผนมีบุตร ควรทานก่อนตั้งครรภ์ 1 – 3 เดือน และทานต่อเนื่องไปอีกหลังเริ่มตั้งครรภ์ไปจนอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ ทั้งนี้หากรอจนทราบว่าตั้งครรภ์ก่อน แล้วค่อยทานอาจจะสายเกินไป เพราะในช่วงอายุครรภ์ที่ 3-4 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ จะเป็นช่วงที่พัฒนาการของสมอง และระบบประสาทของทารกจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งนั่นอาจช้าเกินไปที่จะแก้ไขความผิดปกติ

โฟเลต
โฟเลต

ผลเสียหากทารกได้รับโฟลิกไม่เพียงพอ

อาจทำให้ทารกเสี่ยงต่อความพิการได้ ในกรณีที่เป็นมาก อาจเกิดความพิการทางสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง รวมถึงกระโหลกศีรษะอาจไม่ปิด หากปล่อยไว้จนคลอด ทารกจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ในส่วนของประสาทไขสันหลังเองก็เสี่ยงต่อความพิการได้เช่นกัน การสร้างเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่กว่าปกติหรือโตไม่เต็มที่ รวมถึงภาวะสารโฮโมซีสเตอีนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง โคเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้

ปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ควรได้รับกรดโฟลิกปริมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์ มีความต้องการกรดโฟลิกมากขึ้นถึง 800 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ทั้งนี้ควรรับประทานไม่ให้เกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากร่างกายได้รับกรดโฟลิกมากเกินไป กรดโฟลิกนี้จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของวิตามินบี 12 ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เป็นโรคโลหิตจางได้

ในประเทศไทยยาเม็ดโฟลิกจะมีชนิดเม็ดละ 5 มิลลิกรัม และในยาบำรุงครรภ์ทุกชนิดมักจะมีโฟลิกผสมอยู่แล้วอย่างน้อย  0.4 มิลลิกรัม ผู้หญิงที่วางแผนจะมีบุตร ควรรับประทานโฟลิกวันละ 1 เม็ด (1 – 5 มิลลิกรัม) ตั้งแต่ 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ต่อเนื่องไปจนถึง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หลังจากนั้นรับประทานต่อวันละ 0.4 มิลลิกรัม

มีงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา พบว่า คนทั่วไปได้รับโฟเลตไม่เพียงพอจากการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว จึงมีการทำเป็นยาเม็ดโฟลิกเพื่อรับประทานเสริมเข้าไป โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์

การรับประทานโฟเลต หรือโฟลิกมาก ๆ จะมีผลเสียหรือไม่

การรับประทานโฟเลตในรูปแบบผักและผลไม้มาก ๆ ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ไม่มีสะสมในร่างกาย ส่วนที่เกินจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ

ส่วนโฟลิกที่อยู่ในรูปของยาหรือวิตามินแแบบเม็ด หากรับประทานเกินปริมาณที่กำหนดต่อวันนั้น ยาหรือวิตามินจะสามารถสลายได้เช่นเดียวกับผักและผลไม้ โดยจะละลายได้ในน้ำ ดังนั้น แม้จะได้รับในปริมาณที่มาก ก็สามารถสลายไปได้ในร่างกาย

อาหารที่มีโฟลิกสูง

ผักใบเขียว เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลต เช่น คะน้า ผักบุ้ง ตำลึง ผักโขม กะหล่ำปลี ผักปวยเล้ง ถั่วลันเตา หน่อไม้ฝรั่ง

บล็อคโคลี่ บร็อคโคลี่ 1 ถ้วย ทำให้เราได้รับโฟเลตมากถึง 26% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการโฟเลตต่อวันเลยทีเดียว ยิ่งทานแบบลวก หรือทานกับน้ำสลัดแบบสด ๆ ก็จะยิ่งได้คุณค่าสารอาหารที่ดีกว่าการนำไปทอดหรือผัด

ผลไม้รสเปรี้ยว ความจริงแล้วผลไม้ส่วนใหญ่ต่างอุดมไปด้วยโฟเลตทั้งนั้น เพียงแต่ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจะมีโฟเลตปริมาณเยอะมาก โดยเฉพาะส้ม ในส้ม 1 ลูกมีโฟเลตสูงถึง 50 กรัม นอกจากนี้พวกมะละกอ องุ่น กล้วย แคนตาลูป เอพริคอต และสตรอเบอรี่ ก็มีโฟเลตสูงเช่นกัน

อื่นๆ ไข่แดง ตับ เมล็ดทานตะวัน ฟักทอง อะโวคาโด ถั่วชนิดต่าง ๆ รวมทั้งธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย ล้วนอุดมไปด้วยโฟเลตทั้งสิ้น

บทความเกี่ยวกับ โฟเลต หรือกรดโฟลิก ที่ทาง ทีมแม่ ABK นำเสนอนี้ คงทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และกำลังวางแผนการตั้งครรภ์ ได้เห็นถึงความสำคัญ และได้เตรียมโภชนาการสำหรับคุณแม่ เพื่อบำรุงทารกในครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง

ดูแล “แผลผ่าคลอด” อย่างไร? ให้เนียน สวย ไม่ติดเชื้อ!!

ฉีดวัคซีนโควิดตอนตั้งครรภ์ ช่วยทารกเข้า รพ. น้อยลง

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://pharmacy.mahidol.ac.th, https://www.phyathai.com, https://www.synphaet.co.th, https://www.thaihealth.or.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด

หน้าร้อนระวัง น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรค

หน้าร้อนระวัง น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรค

อากาศแบบนี้ได้เครื่องดื่มใส่น้ำแข็งเย็น ๆ สักแก้ว ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และลูก ๆ คงจะชื่นใจกันน่าดูเลยนะคะ น้ำแข็งนี่จะเอามาใส่น้ำดื่มให้เย็นขึ้นก็ได้ จะเอามาทำน้ำแข็งใส กินกันในครอบครัวก็ได้ หลายบ้านเลยซื้อน้ำแข็งติดบ้านไว้ตลอด หลายบ้านก็ซื้อน้ำดื่มเย็น ๆ ไว้ติดบ้าน แต่รู้ไหมคะว่า หาก น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด ก็อาจปนเปื้อนเชื้อโรค ลูกของเราก็อาจติดโรคจากอาหารและน้ำดื่มได้ค่ะ

น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด สถิติผู้ป่วยจากโรคทางอาหารและน้ำดื่ม

จากสถิติการเฝ้าระวังโรคในปี 2564 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยที่มีภาวะอาหารเป็นพิษจำนวนกว่า 53,540 ราย เสียชีวิต 1 ราย ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเกิดโรคที่ยังสูง ซึ่งอาการอาหารเป็นพิษเกิดได้กับผู้ที่นิยมบริโภคน้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอีกด้วย จึงขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจเรื่องความสะอาด ถูกสุขลักษณะเพื่อลดและควบคุมการเกิดโรค

เลือกน้ำแข็งจากแหล่งผลิตที่สะอาด

ในช่วงหน้าร้อน น้ำแข็ง อาจเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารตามมาได้ จึงควรใส่ใจในเรื่องความสะอาดปลอดภัย เนื่องจากอุณหภูมิสูงเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเลือกน้ำแข็ง จากแหล่งผลิตที่ถูกสุขลักษณะได้มาตรฐาน GMP ผู้จำหน่ายน้ำแข็งต้องคำนึงถึงความสะอาดและปลอดภัยโดยเฉพาะการเก็บรักษาความเย็นและภาชนะสำหรับบรรจุน้ำแข็ง ดังนี้

  • ห้ามใช้แกลบ ขี้เลื่อย กระสอบ กาบมะพร้าว เสื่อ ในการห่อหรือปกคลุมน้ำแข็งเด็ดขาด
  • สถานที่เก็บรักษาเพื่อจำหน่ายต้องสะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกใกล้ ๆ และมีระดับสูงกว่าทางเดินอย่างน้อย 60 เซนติเมตร
  • ง่ายต่อการทำความสะอาดและไม่มีสิ่งปนเปื้อนในน้ำแข็ง
  • ภาชนะที่ใช้บรรจุน้ำแข็งต้องสะอาดไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
  • หากเป็นน้ำแข็งที่บรรจุในถุงพลาสติกจะต้องเป็นพลาสติกไม่มีสี และไม่บรรจุในถุงพลาสติกที่ผ่านการใช้มาแล้วหรือเป็นถุงที่เคยบรรจุสารเคมีมาก่อน เช่น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือปุ๋ย
  • ถ้าบรรจุในถังน้ำแข็ง ต้องเป็นถังที่บรรจุน้ำแข็งอย่างเดียว ยกเว้นให้มีได้เฉพาะที่ตักน้ำแข็งมีด้าม เพื่อใช้ตักน้ำแข็งเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่เห็นว่ามีการนำขวดน้ำดื่ม น้ำอัดลม ผักหรือเนื้อสัตว์ แช่รวมกันอยู่ในถังน้ำแข็งนั้นก็ไม่ควรนำมากิน
  • ผู้ส่งน้ำแข็ง ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด ล้างมือทุกครั้ง สวมรองเท้าที่สะอาด และควรเป็นรองเท้าคนละคู่กับรองเท้าที่ปนเปื้อนจากนอกบริเวณขนส่ง ไม่สูบบุหรี่หรือมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่ไม่ถูกสุขลักษณะขณะขนส่ง และห้ามใช้เท้าสัมผัสน้ำแข็ง
  • รถขนส่งต้องสะอาด โดยเฉพาะพื้นรถที่วางน้ำแข็งต้องมีการล้าง ฆ่าเชื้อก่อนทำการขนส่ง และมีมาตรการควบคุมอุณหภูมิน้ำแข็งให้สม่ำเสมอ

ร้านอาหารก็ต้องเก็บน้ำแข็งให้ดี

ร้านอาหารต้องเก็บน้ำแข็งในภาชนะที่สะอาด มีฝาปิด ตั้งสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร ภาชนะต้องไม่เป็นสนิม สามารถเก็บความเย็นได้ดี ห้ามนำอาหารหรือเครื่องดื่มมาแช่ในน้ำแข็งที่ใช้บริโภคโดยเด็ดขาด

น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด
ระวังลูกกินน้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด

ผลิตน้ำแข็งไม่สะอาดมีโทษปรับ

กระทรวงสาธารณสุขได้ควบคุมการผลิตน้ำแข็งเพื่อจำหน่ายในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานต่างๆ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) และฉบับที่ 137 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำแข็ง เพื่อกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน กรรมวิธีการผลิต การใช้น้ำในการผลิต สถานที่เก็บรักษาน้ำแข็ง การใช้ภาชนะบรรจุน้ำแข็ง ตลอดจนการแสดงฉลาก ต้องมีวิธีการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ ต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต หรือจีเอ็มพี เพื่อลดปัญหาการปนเปื้อน หากฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

น้ำดื่มก็ต้องสะอาด

น้ำดื่ม เป็นอีกเรื่องที่ควรพิจารณาแหล่งที่มา และวิธีบริโภคน้ำดื่ม ที่ต้องสะอาดถูกหลักอนามัย ดังนี้ค่ะ

  • แหล่งน้ำที่นำมาใช้ ต้องสะอาด เพราะหากไม่สะอาด จะมีการปนเปื้อนเชื้อโรค และสิ่งสกปรก เพิ่มโอกาสเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ
  • ควรนำจากแหล่งที่ไม่แน่ใจ มาต้ม หรือกรอง ก่อนนำมาดื่ม
  • หากมีเครื่องกรองน้ำ ให้ตรวจตราตัวกรองให้มีประสิทธิภาพ หากพบการอุดตัน สกปรก ให้ถอดเปลี่ยน หรือนำออกมาทำความสะอาดทันที
  • หากเป็นน้ำดื่มบรรจุภาชนะปิดสนิท โดยเฉพาะขนาดถัง 20 ลิตร ภาชนะต้องสะอาด ไม่มีคราบสกปรกทั้งภายในและภายนอก พลาสติกปิดรอบฝาปิดต้องอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด ชื่อผู้ผลิตบนถังต้องตรงกับผู้ผลิตรายนั้น
  • เมื่อนำมาถ่ายเทใส่ภาชนะสำหรับดื่ม เช่น ขวด ถัง ต้องล้างภาชนะให้สะอาดก่อนทุกครั้ง
  • ระวังเรื่องสุขลักษณะส่วนบุคคลในขณะถ่ายเทน้ำดื่มด้วย เช่น ไม่ใช้มือสัมผัสน้ำ ให้ใช้กรวยที่สะอาด รองน้ำใส่ภาชนะ หรืออาจจะใช้อุปกรณ์ช่วยแบ่งน้ำ เช่น ที่สูบมือ หรือที่วางถัง 20 ลิตร แบบโยกรินได้
  • ส่วนการเก็บ  ต้องไม่ให้โดนแสงแดด วางสูงจากพื้น 15 เซนติเมตร ไม่ควรวางปะปนกับภาชนะบรรจุสารเคมี ยาฆ่าแมลง อาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อนภาชนะ หรือในน้ำดื่มได้

คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของน้ำแข็ง และน้ำดื่ม พิจารณาแหล่งที่ซื้อน้ำดื่มว่าสะอาดถูกหลักอนามัยหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและลูกน้อยค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรมอนามัย, ไทยรัฐออนไลน์, นิวส์ทีวี, กรุงเทพธุรกิจ, สสส.

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ผงะ!!ไอศกรีม ปนเปื้อน โควิด19 จากโรงงานผลิตที่จีน

เตือนภัย! ซูชิเรืองแสง เสี่ยงปนเปื้อนจุลินทรีย์ ก่อนซื้อต้องระวัง

แป้งเด็ก อันตราย จริงหรือ? อย. ยืนยัน! ยังไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหิน

ผู้ป่วยโควิด

เช็กวิธีรักษา ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสี-สิทธิ UCEP Plus ฟรี

เช็กวิธีรักษา ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสี-สิทธิ UCEP Plus ฟรี

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย ล่าสุดสายพันธุ์โอมิครอนก็ระบาดหนักจนทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ล้วนติดเชื้อสายพันธุ์นี้กันทั่วประเทศ การเข้ารับการรักษาโรคโควิด-19 ก็มีหลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะ ล่าสุด ได้มีการออกกฎเกณฑ์วิธีการรักษา ผู้ป่วยโควิด ตามสิทธิ UCEP Plus แล้วค่ะ ผู้ป่วยสีไหนมีสิทธิอย่างไร รักษาด้วยวิธีใด เข้าโรงพยาบาลไหนได้บ้าง คุณพ่อคุณแม่ต้องติดตาม

สิทธิ UCEP คืออะไร

UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) คือ สิทธิการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิที่ตัวเองมีอยู่จนพ้นวิกฤตและสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
โดยทั่วไปคนไทยทุกคนจะได้รับสิทธิประกันสุขภาพจากภาครัฐไม่สิทธิใดก็สิทธิหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งสามารถเข้ารับการรักษาเมื่อเจ็บป่วยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ตามสิทธินั้นๆ

UCEP Plus คืออะไร

UCEP พลัส คือ ระบบที่รองรับผู้ป่วยโควิด 19 ที่เข้าข่ายตามเกณฑ์ที่กำหนด สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ทุกแห่ง ตามสิทธิ UCEP พลัสได้

ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสีและสิทธิ

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กำหนดวิธีรักษาผู้ป่วยโควิดตามเกณฑ์อาการต่าง ๆ หรือตามสี แบ่งเป็นผู้ป่วยสีเขียว สีเหลือง และสีแดง และตามสิทธิรักษาในโรงพยาบาล เพื่อรองรับสิทธิ UCEP Plus โดยเริ่มหลักเกณฑ์นี้ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2565

พิจารณาปรับจำนวนวันในการรักษา

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จำนวนวันรักษาโควิด 19 ในโรงพยาบาล ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 10 วัน จะมีการหารือปรับลดเป็นลักษณะ 7 + 3 คือ รักษาในโรงพยาบาล 7 วัน และกลับไปแยกกักตัวที่บ้านต่ออีก 3 วัน เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับโควิด 19 มากขึ้น แต่ทั้งนี้จะมีการพิจารณาบนหลักของความปลอดภัย

ทดลองใช้ยา โมลนูพิราเวียร์

ส่วนยารักษาโควิด 19 ‘โมลนูพิราเวียร์’ ที่นำเข้ามา จะมีการใช้ทั้งในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป, ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค คือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, หัวใจและหลอดเลือด, ไตวายเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคอ้วน น้ำหนักมากกว่า 90 กก., มะเร็ง, เบาหวาน และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เด็กอายุ 0-5 ปี คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง และคนทั่วไป เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้กับยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งหากได้ผลดี ก็สามารถจัดหายาโมลนูพิราเวียร์จากแหล่งผลิตในจีนและอินเดียในราคาที่ใกล้เคียงกับยาฟาวิพิราเวียร์ได้

ผู้ป่วยโควิด แต่ละกลุ่มอาการและวิธีการรักษาตามสีและสิทธิ

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จัดทำลักษณะอาการของผู้ป่วยโควิด 19 แต่ละกลุ่มอาการ ดังนี้

1.ผู้ป่วยสีเขียว หากคุณพ่อคุณแม่หรือลูกน้อยเป็นผู้ป่วยสีเขียว โดยมีอาการ ได้แก่ ไม่มีอาการ มีไข้อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่รับกลิ่น ไอมีน้ำมูก เจ็บคอ ตาแดง มีผื่น ถ่ายเหลว

กลุ่มนี้รักษาฟรีใน รพ.ตามสิทธิ ทั้ง บัตรทอง สิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคม กรณีประกันสังคม หากทำงานต่างพื้นที่สามารถเข้า รพ.เครือข่ายสิทธิสุขภาพได้ , ทั้งนี้คนที่ใช้สิทธิบัตรทอง นอกจากหน่วยบริการประจำตามสิทธิ ยังสามารถเข้ารักษาในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ โดยไม่ใช้ใบส่งตัว ตามนโยบายยกระดับบัตรทองได้ด้วย เช่น หน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น สถานีอนามัย, รพ.สต., หน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาล, ศูนย์สุขภาพชุมชน ศูนย์บริการสาธารณสุข รวมถึง คลินิกชุมชนอบอุ่น เป็นต้น

การรักษาด้วยการ กักตัวที่บ้าน HI ,ในชุมชน CI และโครงการ ‘เจอ แจก จบ’ ที่หน่วยบริการใกล้บ้านค่ะ

สอบถามข้อสงสัยต่าง ๆ ได้ทาง :
• สปสช. 1330 กด 14
• ประกันสังคม 1506
• กรม สบส.1426

2.ผู้ป่วยสีเหลือง หากคุณพ่อคุณแม่หรือลูกน้อยเป็นผู้ป่วยสีเหลือง โดยมีอาการ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย ปอดอักเสบ ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน เด็กมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ไม่ดื่มนม หรือทานอาหารน้อยลง กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ อ้วน น้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม

ส่วนวิธีการรักษา คือ รักษาฟรีใน รพ.ตามสิทธิ หรือ ตามเกณฑ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ถือเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน สามารถใช้สิทธิ UCEP Plus เข้ารักษาในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่อยู่ใกล้ได้ทุกแห่งฟรี

สอบถามและติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทาง :
• สปสช. 1330 กด 14 สำหรับติดต่อขอรับเตียง
• สพฉ. 1669
• กรม สบส. 1426 (ขอรับเตียงในระบบ1330)
• UCEP Plus 0-2872-1669

3.ผู้ป่วยสีแดง หากคุณพ่อคุณแม่หรือลูกน้อยเป็นผู้ป่วยสีแดง โดยมีอาการ หอบเหนื่อย พูดไม่เป็นประโยคขณะสนทนา แน่นหน้าอก หายใจเจ็บหน้าอก ปอดอักเสบรุนแรง มีภาวะช็อก มีภาวะโคม่า ซึมลง มีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียสนานกว่า 24 ชั่วโมง และค่าออกซิเจนน้อยกว่า 94%

สามารถเข้ารับการรักษาฟรีใน รพ.ตามสิทธิ หรือตามเกณฑ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ถือเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน สามารถใช้สิทธิ UCEP Plus เข้ารักษาในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่อยู่ใกล้ได้ทุกแห่ง

สอบถามและติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทาง :
• สปสช. 1330 กด 14 สำหรับติดต่อขอรับเตียง
• สพฉ. 1669
• กรม สบส. 1426 (ขอรับเตียงในระบบ1330)
• UCEP Plus 0-2872-1669

จากนี้ หากคุณพ่อคุณแม่ ลูกน้อย หรือคนรอบข้าง กลายเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง หรือติดโควิด ก็สามารถแนะนำให้เข้าสู่ขั้นตอนการรักษาได้ด้วยหลักเกณฑ์นี้เลยค่ะ

ผู้ป่วยโควิด
สิทธิ UCEP Plus

ขอบคุณภาพจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก

SpringNews . SMK

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เมื่อคุณและลูก ติดโควิด ทำยังไง ? เปิดขั้นตอนการรักษาที่นี่

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

ตรวจรักษาโควิด ด้วยสิทธิบัตรทองและประกันสังคม

ปัญหาผมร่วงหลังคลอด

ปัญหาผมร่วงหลังคลอด เรื่องไม่เล็ก ของคุณแม่ลูกอ่อน

ปัญหาเล็กๆ (ที่ไม่เล็ก) ของคุณแม่หลังคลอดหลายๆ ท่านที่พบได้บ่อยๆ คือ ปัญหาผมร่วงหลังคลอด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วง 4 เดือนหลังคลอดเจ้าตัวน้อย บางครั้งทำให้เกิดความกังวลต่อคุณแม่หลังคลอดพอสมควร เรามาดูถึงสาเหตุ และวิธีการที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ โดย พญ. ภัสสิรา วารินศิริรักษ์ จากเพจ หมอสูติประตูถัดไป By Dr.Praew Dr.Kim กันค่ะ

ปัญหาผมร่วงหลังคลอด ปัญหาที่ไม่เล็ก ของคุณแม่ลูกอ่อน

โดยปกติแล้ว ในภาวะการตั้งครรภ์ปกติ คุณแม่จะมีฮอร์โมนต่างๆ ค่อนข้างสูง ทั้งที่สร้างจากตัวคุณแม่เอง และจากรก เพื่อช่วยในการตั้งครรภ์และสุขภาพลูกน้อยในครรภ์ ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม ทำให้ผมดก หนา ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)

แต่หลังจากคุณแม่คลอดบุตร ทำให้ขาดการสร้างฮอร์โมนจากรก และการสร้างฮอร์โมนจากร่างกายของตัวคุณแม่เอง ก็จะลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงตั้งครรภ์ ทำให้ขาดฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเส้นผมให้เจริญเติบโต คุณแม่หลายท่านจึงประสบปัญหาผมร่วงหลังคลอดนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้อาจต้องแยกกับสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ภาวะขาดธาตุเหล็กในคุณแม่หลังคลอด ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ หรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่ผ่านการทำสีผม หรือทรงผมที่รัดแน่นเกินไปก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดผมขาดหลุดร่วงได้เช่นกันค่ะ

ปัญหาผมร่วงมักเกิดช่วงไหน และจะดีขึ้นหรือไม่

ปัญหาผมร่วงของคุณแม่หลังคลอดมักพบได้ในช่วง 2-4 เดือนแรกหลังคลอด เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องอาศัยการเจริญเติบโตใหม่ของเส้นผมซึ่งต้องการการกระตุ้นจากฮอร์โมนค่ะ โดยอาจพบว่าจำนวนผมที่ร่วงอาจจะมากกว่า 300 เส้นต่อวันได้ค่ะ อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นข่าวดี เพราะอาการผมร่วงนี้ ไม่ใช่อาการถาวร แต่จะสามารถดีขึ้นเองได้หลังคลอดบุตรโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ปีค่ะ หรือบางท่านอาจจะเร็วกว่านั้นได้ค่ะ

ผมร่วง หลังคลอด

Tips วิธีแก้ ปัญหาผมร่วงหลังคลอด

  1. ทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแร่ธาตุและวิตามิน

โดยเฉพาะ ผัก ผลไม้ รวมไปถึงโปรตีนที่มีปริมาณเพียงต่อต่อร่างกายต้องการ โดยแร่ธาตุและวิตามินในอาหารที่แนะนำเพื่อช่วยบำรุงสุขภาพเส้นผม ได้แก่

  • ธาตุเหล็ก และวิตามินซี ได้แก่ อาหารจำพวกผักใบเขียว
  • เบต้าแครอทีน ได้แก่ ผักสีเหลือง ส้ม เช่น แครอท ฟักทอง มันหวาน เป็นต้น
  • วิตามินดี ได้แก่ ไข่ นม และเนื้อสัตว์
  • โอเมก้า3 และ แม็กนีเซียม ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เป็นต้นค่ะ
  1. แชมพูที่ช่วยเพิ่มปริมาตรเส้นผม (volumizing shampoo)

เนื่องจากยาสระผมหรือแชมพูที่ข่วยเพิ่มปริมาตรเส้นผม จะมีส่วนประกอบจำพวกโปรตีน ซึ่งจะไปเคลือบเส้นผมและทำให้ผมดูดกหนาได้ค่ะ

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ครีมบำรุงผม หรือครีมนวดผม หากจำเป็นต้องใช้ แนะนำชโลมบริเวณปลายเส้นผม ไม่ควรใช้บริเวณโคนผมและหนังศีรษะ เนื่องจากจะทำให้ผมหนักและหลุดร่วงมากขึ้นได้ค่ะ

  1. ลองปรับเปลี่ยนทรงผม

การใช้ไดร์เป่าผม หรือที่ม้วนผม อาจทำให้ผมดูลีบแบนมากขึ้นได้ รวมไปถึงการหวีผมแรงๆ อาจทำให้ปริมาณผมหลุดร่วงมากขึ้นได้ค่ะ ลองเปลี่ยนทรงผมที่เหมาะกับตัวเองดู อาจจะได้ทรงผมใหม่ๆ เก๋มากกว่าเดิมก็ได้ค่ะ เลี่ยงการทำทรงผมที่ต้องผูกหรือรัดแน่นเกินไป และไม่ควรหวีผมมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันผมขาดหลุดร่วงด้วยนะคะ

ปัญหาเส้นผมขาดหลุดร่วงในคุณแม่หลังคลอดเป็นปัญหาธรรมชาติที่อาจพบเจอได้บ่อย มักจะหายไปได้เองใน 1 ปีหลังคลอดบุตร หากคุณแม่ท่านใดประสบปัญหานี้ ลองนำ Tips เล็กๆ นี้ไปปฏิบัติตามก่อนได้นะคะ แต่หากผมยังหลุดร่วงมากๆ และยาวนาน หรือสังเกตว่าอาจจะมีอาการอื่นๆร่วมด้วย หรือสงสัยว่าความผิดปกติบริเวณหนังศีรษะ แนะนำปรึกษาคุณหมอใกล้ๆ บ้านกันก่อนนะคะ หมอขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่มือใหม่ทุกท่านผ่านพ้นปัญหาไปได้ด้วยดีค่ะ


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นได้ตั้งแต่ในท้องแม่ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ เตรียมพร้อมหาข้อมูลต่างๆ ในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและปลอดภัยกับลูกในท้อง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีสู่ลูกน้อยในครรภ์ เป็นต้นทุนชีวิตที่ดีตั้งแต่แรกเกิดให้กับลูกน้อย


เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


ติดตามสารพันความรู้สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวตรรภ์

กับคุณหมอจิตสุภา ได้ที่ เพจ หมอสูติประตูถัดไป By Dr.Praew Dr.Kim

เพจหมอสูติประตูถัดไป

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 

ป้องกัน แผลเป็นนูน

เผยเคล็ดลับ! ป้องกัน “แผลเป็นนูน” หลังผ่าคลอด

แผลผ่าตัดคลอด จะกลายเป็นแผลเป็นนูนหรือไม่ และคุณแม่จะมีวิธี ป้องกัน แผลเป็นนูน หลังผ่าคลอด ได้อย่างไร พญ.ญาดา มโนมัยพันธุ์ (หมอแนน) แพทย์ผิวหนังประจำศูนย์ผิวหนังโรงพยาบาลสุขุมวิท เจ้าของเพจหมอมัมมีเคล็ดลับมาฝากค่ะ

สวัสดีค่ะหมอแนน เพจหมอมัมค้า…

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลายๆ ท่าน อาจจะมีความกังวลว่า ถ้าคลอดลูกด้วยการผ่าตัดทางหน้าท้องนั้น จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้หรือไม่ รอยแผลผ่าตัดจะกลายเป็นแผลเป็นนูนใหญ่ขึ้นมารึเปล่า จะป้องกันและรักษาได้อย่างไร วันนี้หมอแนนมีคำตอบมาให้ค่ะ

เผยเคล็ดลับ! ป้องกัน “แผลเป็นนูน” หลังผ่าคลอด

แผลเป็นนูนหรือที่เรียกกันคุ้นหูว่า แผลคีลอยด์ (Keloid Scar) หมายถึง ลักษณะการหายของแผลเป็นที่ขยายขนาดโตกว่า หนากว่า ขอบเขตของแผลเดิม ส่วนมากมักจะมีสีที่เข้มขึ้น สีชมพูอมม่วง อาจจะมีอาการเจ็บ คัน ระคายเคืองร่วมด้วยได้ค่ะ

แผลคีลอยด์
แผลคีลอยด์

แต่ไม่ใช่ทุกคนนะคะที่การหายของแผลจะกลายเป็นแผลเป็นนูน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดคีลอยด์นั้น ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม (กรณีมีคนในครอบครัวเป็น อาจจะมีโอกาสเป็นได้มากขึ้น) คนเอเชียและคนผิวสีจะมีโอกาสเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าคนผิวขาว และช่วงอายุน้อยๆ (ไม่เกิน 30 ปี) จะมีโอกาสเกิดมากกว่าค่ะ

ที่สำคัญนะคะ รอยแผลผ่าตัดที่เป็นเส้นตรงเล็กๆ นี้ ส่วนมากจะนูนและขยายขนาดขึ้น ภายในช่วง 1 ปีแรกหลังคลอด แต่สามารถเกิดได้เร็วสุดตั้งแต่เดือนแรกเลยทีเดียวค่ะ ดังนั้น หมอจึงแนะนำให้คุณแม่ที่มีแพลนจะผ่าตัดคลอดอยู่แล้ว เตรียมอุปกรณ์ที่จะช่วยป้องกันและลดโอกาสการเกิดแผลเป็นนูนไว้ล่วงหน้าเลยค้า นั่นคือ

  1. Silicone sheet แผ่นซิลิโคนสำหรับปิดแผลเป็น เช่น Mepiform® (สามารถกันน้ำได้ ปิดแผลได้ตลอด 24 ชั่วโมง), Cica Care® (ซิลิโคนนุ่มกว่า แต่ต้องแกะออกเวลาอาบน้ำ) เป็นต้น
  2. Silicone gel สำหรับทาแผลเป็น เช่น Dermatix Ultra® Strataderm® เป็นต้น
  3. กางเกงในสำหรับใส่หลังผ่าคลอดแบบเต็มตัว (เพื่อลดโอกาสการเสียดสีบริเวณแผลผ่าตัด)

การดูแลแผลหลังคลอดด้วยตัวเอง ป้องกัน “แผลเป็นนูน”

การดูแลแผลหลังคลอดด้วยตัวเอง ตามประสบการณ์ของหมอนะคะ หลังจากที่แผลแห้งแล้ว ก็จะเริ่มทา Silicone gel และปิด Silicone sheet ไว้ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ หมอจะมีแกะออกมาเพื่อนวดตัวเจลประมาณวันละ 2-3 ครั้ง และปิดเอาไว้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผ่นใหม่ จนกว่าตัว Silicone sheet จะเริ่มติดไม่อยู่ค่ะ โดยเฉลี่ย 1 แผ่นจะใช้ได้นาน 3-4 สัปดาห์เลยทีเดียว โดยทั่วๆ ไปหมอจะแนะนำให้ปิดแผลไว้อย่างนี้ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 เดือน แต่ในคนที่มีประวัติเกิดคีลอยด์ได้ง่าย อาจจะปิดไว้นานถึง 3 เดือนได้เลยค่ะ

ซิลิโคนปิดแผลผ่าคลอด
ซิลิโคนปิดแผลผ่าคลอด

หากเกิดแผลเป็นนูนแล้วจะทำอย่างไรดี

หมอแนะนำให้รีบมาพบแพทย์ผิวหนังทันทีที่รู้สึกว่าแผลเป็นเริ่มนูนแข็ง ขยายตัวขึ้นกว่าเดิมนะคะ เพราะการรักษายิ่งเร็วเท่าไร ยิ่งได้ผลดีที่สุดค่ะ โดยการรักษาเบื้องต้นสามารถที่จะใช้ยาสเตียรอยด์  ฉีดเข้าไปบริเวณคีลอยด์เผื่อลดการอักเสบ ลดขนาด และทำให้แผลเป็นนุ่มขึ้นได้ค่ะ โดยจะต้องฉีดทุกๆ 3-4 สัปดาห์จนกว่าจะเรียบ ร่วมกับการทา Silicone gel และแปะ Silicone sheet ไว้ตลอดเวลาด้วยค่ะ ในส่วนของสีที่อาจจะเข้มกว่าผิวหนังบริเวณปกติ อาจจะทา Silicone gel ที่มีส่วนผสมช่วยปรับสีผิวต่อไปเรื่อยๆ ได้ หรือใช้เลเซอร์กลุ่มที่ลดรอยแดงควบคู่ไปด้วยได้เช่นกันค่ะ

ฉีดสเตียรอยด์ แผลผ่าคลอด

สุดท้ายนี้อยากจะฝากเคล็ดลับการดูแลแผลผ่าตัดนี้ ให้คุณแม่ที่กำลังจะมีแพลนผ่าตัดคลอดทุกคนนะคะ เพราะการป้องกันไม่ให้เกิดคีลอยด์นั้น ง่ายและคุ้มค่ากว่าการรักษาคีลอยด์แน่นอนค่ะ

และเพื่อการกลับมาใส่ชุดว่ายน้ำ bikini กันได้แบบไม่ต้องกังวลรอยแผลผ่าคลอดกันค่ะ

ชุดบิกินี่ หลังคลอด

พญ.ญาดา มโนมัยพันธุ์ (หมอแนน)

แพทย์ผิวหนังประจำศูนย์ผิวหนังโรงพยาบาลสุขุมวิท

เจ้าของเพจหมอมัม


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นได้ตั้งแต่ในท้องแม่ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ เตรียมพร้อมหาข้อมูลต่างๆ ในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและปลอดภัยกับลูกในท้อง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีสู่ลูกน้อยในครรภ์ เป็นต้นทุนชีวิตที่ดีตั้งแต่แรกเกิดให้กับลูกน้อย


เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


ติดตามสาระความรู้ การดูแลผิวคุณแม่ท้องและลูกน้อย

และเคล็บลับเลี้ยงลูกในมุมของหมอผิวหนัง กับคุณหมอญาดา

ได้ที่ เพจหมอมัม

เพจหมอมัม

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

 

ผื่นคันระหว่างตั้งครรภ์ รอยแตกลายที่ท้อง ป้องกันได้

คนท้องกับสิว คุณแม่สิวเห่อ หน้าเป็นฝ้า ทำยังไงดี?

แม่แชร์! แก้ปัญหา ท้องลาย ด้วยวิคส์!

 

แผลผ่าคลอด

ดูแล “แผลผ่าคลอด” อย่างไร? ให้เนียน สวย ไม่ติดเชื้อ!!

แผลผ่าคลอด เป็นสิ่งที่คุณแม่ทั้งหลายกังวล และมักจะเกิดคำถามที่ว่า แผลจะจางหายไปจนหมดหรือไม่ จะมีอาการเจ็บบริเวณแผลนานเท่าไหร่ และควรดูแลอย่างไร

ดูแล “แผลผ่าคลอด” อย่างไร? ให้เนียน สวย ไม่ติดเชื้อ!!

การผ่าคลอด โดยทั่วไปมีความปลอดภัย แต่แน่นอนมันมีความแตกต่างจากการคลอดธรรมชาติ เนื่องจากการผ่าคลอดนั้นทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งคุณแม่ส่วนใหญ่จะกังวลว่า รอยแผลเป็นนั้นจะไม่จางหายไปจนหมด ทีมแม่ ABK ตระหนักถึงความกังวลนี้ จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับการผ่าคลอด และวิธีดูแลแผลที่ผ่าคลอด ให้จางหายไปโดยเร็ว

แผลผ่าคลอด
แผลผ่าคลอด

แผลผ่าคลอด คุณแม่ควรดูแลอย่างไรหลังผ่าคลอด

การผ่าคลอดดีอย่างไร

  • สามารถกำหนดเวลาคลอดได้อย่างชัดเจน คุณพ่อคุณแม่สามารถไปหาฤกษ์เกิดดีๆ เป็นสิริมงคลให้ลูกได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือตั้งแต่ 38 สัปดาห์ขึ้นไป
  • ไม่ต้องรอนาน เพราะไม่ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดเหมือนการคลอดธรรมชาติ โดยใช้ระยะเวลาในการผ่าคลอดประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
  • ลดการยืดหย่อนของเชิงกราน เนื่องจากแรงแบ่งของคุณแม่ในการคลอดแบบธรรมชาตินั้น จะส่งผลต่อการยืดของกระบังลมของเชิงกรานหรือเส้นเอ็นยึด แต่การผ่าคลอดจะช่วยลดแรงเบ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ได้
  • ลดอาการเจ็บปวดในขณะคลอด แพทย์จะโปะยาสลบหรือบล็อกหลัง ทำให้คุณแม่ไม่เจ็บ หรือไม่ต้องออกแรงเบ่งในขณะคลอด อาจมีอาการเจ็บแผลหลังคลอดบ้าง แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว
  • คุณแม่และลูกจะได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างรวดเร็ว ในกรณีที่เกิดปัญหา เพราะในการผ่าคลอด แพทย์จะต้องหารือและวางแผนร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ฝ่าย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน

แผลผ่าคลอดมีลักษณะเป็นอย่างไร

แผลผ่าคลอด จะเป็นแผลลักษณะแนวนอนตามแนวขอบกางเกงชั้นในหรือแนวตั้งใต้สะดือ ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงแผลตอนผ่าคลอด ความยาวของแผลประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร คุณแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ในการดูแลสุขภาพร่างกาย และรอยแผล เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดรอยแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ และการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ รวมถึงการเกิดแผลติดเชื้อ

การดูแลหลังผ่าคลอด

ในสัปดาห์แรกหลังจากผ่าคลอด ผิวชั้นนอกของแผลจะเริ่มติดกัน จากนั้นแผลจึงปิดสนิทและเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอยู่นานประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้น จะค่อย ๆ จางลงเป็นสีขาวและเรียบขึ้น ส่วนแผลที่กล้ามเนื้อท้องและมดลูกอาจใช้เวลานานหลายเดือนจึงจะหายดี

การเคลื่อนไหว

หลังจากการผ่าคลอด คุณแม่ควรพลิกตัวบ่อยๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดอาการท้องอืด พยาบาลจะเข้ามาวัดความดันโลหิตทุก ๆ 30 นาที ในระยะแรกหลังคลอด หากรู้สึกเจ็บหรือปวดแผล ควรแจ้งพยาบาลเพื่อจะให้หมอสั่งยาลดปวด คุณแม่สามารถให้น้ำนมลูกได้ทันทีเมื่อคุณแม่พร้อม

  • หลังผ่าคลอด ในวันแรก คุณแม่ควรลุกขยับตัวให้ได้เร็วที่สุดหลังจากผ่าคลอด เช่น ลุกนั่ง หรือลุกยืนข้างๆ เตียง แต่ถ้ามีอาการมึนศีรษะ ควรนอนราบบนเตียง ทั้งนี้คุณแม่อาจจะเดินไปรอบ ๆ ห้อง เพื่อป้องกันท้องอืด และทำให้ลำไส้ได้ขยับและกลับมาทำงานได้ตามปกติเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้เร็ว
  • ในวันที่ 2 เป็นต้นไป คุณแม่อาจจะนั่งหรือยืนได้เอง อย่างไรก็ดี คุณแม่อาจรู้สึกเจ็บแปลบที่แผลผ่าตัดได้ ซึ่งเป็นอาการปกติ หากไอ ควรใช้มือหรือหมอนกดที่แผล หายใจลึกๆ กลั้นไว้ก่อน แล้วจึงค่อยไอออกมาแรงๆ 2-3 ครั้ง เพื่อกำจัดเสมหะ

การพักผ่อน

ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้มากที่สุด เพราะร่างกายยังคงอ่อนเพลียจากการผ่าตัดคลอด และการให้นมลูก

อาหาร

คุณแม่ควรงดรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ แล้วค่อย ๆ เริ่มจิบน้ำ หรืออาหารใส ๆ เช่น ซุป น้ำแกงใส ๆ โดยเริ่มทีละนิด แล้วค่อยเพิ่มเป็นอาหารเหลว หรือโจ๊ก จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารย่อยง่ายรสจืด ควรงดดื่มนมหรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องอืด งดอาหารรสจัด อาหารหมักดอง แอลกอฮอล์ กาแฟ ชา หรือน้ำที่มีคาเฟอีน

การขับถ่าย

ใน 2 วันแรก คุณแม่จะมีสายสวนปัสสาวะอยู่ แต่ในวันที่ 3 เมื่อเอาสายสวนปัสสาวะออกแล้ว คุณแม่จะต้องปัสสาวะเองให้ได้ ภายใน 6 ชั่วโมง เมื่อปัสสาวะแล้ว ต้องทำความสะอาดอย่างดี ในระยะแรกลำไส้ใหญ่อาจจะยังไม่ขยับตัวเพราะได้มีการสวนอุจจาระก่อนที่จะผ่าคลอด แต่หากในวันที่ 3 ยังไม่สามารถถ่ายได้ ต้องใช้ยาถ่ายเป็นตัวช่วย

น้ำคาวปลา

หลังจากผ่าคลอด คุณแม่จะยังคงมีน้ำคาวปลาอยู่ จะมีสีแดงสด และมีปริมาณมาก ในวันแรก ๆ แล้วจะค่อย ๆ มีสีอ่อนลง และมีปริมาณลดลงเรื่อย ๆ คุณแม่ควรใช้ผ้าอนามัยไปจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด ซึ่งน้ำคาวปลาจะหมดในราว ๆ 2 – 3 สัปดาห์

แผลหลังผ่าตัดและมดลูก

คุณแม่จะรู้สึกเจ็บในมดลูกเป็นครั้งคราวเนื่องจากมดลูกกำลังหดตัว และอาจรู้สึกเจ็บมากขึ้นในขณะที่กำลังให้นมลูก ในส่วนของแผลผ่าคลอด จะมีผ้ากอซปิดที่แผลไว้ คุณแม่ต้องระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ และต้องสังเกตว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น มีไข้ มีเลือดออกมาจากแผล แผลบวม แดง ร้อน เป็นต้น

แผลยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร
แผลยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร

การให้นม และการดูแลลูก

น้ำนมแม่

สืบเนื่องจากการผ่าคลอดและการให้ยา จึงอาจทำให้น้ำนมของคุณแม่ผลิตได้ช้า แต่เรามีวิธีแนะนำที่จะช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น โดยการเริ่มให้นมลูกให้เร็วที่สุด ยิ่งเริ่มตั้งแต่ยังอยูบนเตียงผ่าตัด ก็จะยิ่งช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากขึ้น

ให้นมลูกบ่อย ๆ

ในตอนกลางวัน คุณแม่ควรให้นมลูกทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมง และทุก ๆ 3 – 4 ชั่วโมง ในเวลากลางคืน เพื่อช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากขึ้น หลังพ้นระยะแรกแล้ว คุณแม่สามารถให้นมลูกเมื่อลูกหิวได้ทันที

วิธีอุ้มลูกขณะให้นม

ให้คางของลูกอยู่ใกล้กับเต้านมแม่ เพื่อให้ปากของลูกงับได้ถึงบริเวณลานหัวนม แล้วยังอาจทำให้คุณแม่ได้ยินเสียงลูกดูดและกลืนนมได้

วิธีิอุ้มลูกขณะให้นมในวันแรก

คุณแม่อาจจะนอนตะแคง ให้ศีรษะของลูกอยู่ในระดับเดียวกับเต้านม ให้ท้องของแม่แนบไปกับตัวลูก โดยให้คางลูกอยู่ติดกับเต้านม

วิธีิอุ้มลูกขณะให้นมในวันต่อ ๆ มา

หลังจากที่คุณแม่สามารถขยับตัวได้สะดวกขึ้นแล้ว ควรนั่งในขณะให้นมลูก โดยอุ้มลูกแนบตัว ศีรษะของลูกอยู่ที่เต้านม ใช้แขนรองหลังลูก ท่านี้เรียกว่าท่าอุ้มลูกบอล เนื่องจากแขนจะอยู่ในลักษณะเดียวกันกับเวลาที่เราอุ้มลูกบอล อาจจะใช้หมอนรองใต้แขนเพื่อความสบาย ท่านี้ช่วยให้คุณแม่ให้นมลูกได้สะดวก และตัวลูกไม่ทับแผลผ่าตัดด้วย

วิธีดูแลแผลหลังผ่าคลอด

  • ไม่ยกของหนักในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังผ่าคลอด
  • หมั่นล้างแผลและทำความสะอาดผิวอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผิวบริเวณเชิงกราน
  • ล้างมือก่อนสัมผัสแผลหรือทำแผลทุกครั้ง
  • ไม่ดึงปลายไหมเย็บแผลที่โผล่ออกมา ควรแจ้งแพทย์ให้เล็มปลายไหมให้ เพื่อป้องกันไหมเย็บแผลเกี่ยวเสื้อผ้า
  • อาบน้ำฝักบัวแทนการแช่น้ำในอ่าง
  • อาบน้ำด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อน และไม่ถูสบู่ เจลอาบน้ำ หรือทาแป้งลงบนแผลโดยตรง
  • ซับแผลให้แห้งด้วยผ้าขนหนูสะอาด
  • สวมเสื้อผ้าและกางเกงชั้นในที่หลวม ไม่รัดแน่น เพื่อป้องกันการเสียดสีที่แผล
  • ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยากินหรือยาทาสำหรับรักษาแผลผ่าคลอดทุกครั้ง
  • คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือเครื่องสำอางบางชนิดระหว่างอยู่ในช่วงให้นมบุตร เพราะอาจเป็นอันตรายต่อทารกได้
  • หมั่นเช็ดบริเวณผิวหนังที่เป็นรอยพับเหนือแผลผ่าตัดให้แห้งอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้บริเวณดังกล่าวชื้นเหงื่อ
  • ควรพบแพทย์ทันทีในกรณีที่พบสัญญาณการเกิดแผลติดเชื้อ เช่น เกิดรอยแดงที่แผล มีไข้ขึ้นสูง เป็นต้น
  • หลังแผลแห้งปิดสนิท ทาวิตามินอีที่แผลเพราะวิตามินอีจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินอีเข้มข้นสูงเป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล, อัลเลียม ซีปาจะช่วยลดอาการอักเสบ และซิลิโคนจะช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดแผลเป็นนูน

วิธีป้องกันแผลติดเชื้อ

  • ดูแลแผลผ่าคลอดอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ รวมทั้งซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลแผลให้เข้าใจ
  • หากได้รับยาปฏิชีวนะ ควรรับประทานจนครบกำหนด ไม่หยุดยาหรือลดปริมาณยาเองโดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์
  • ทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าพันแผลอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรซักถามแพทย์เกี่ยวกับคำแนะนำในการอุ้มและการให้นมบุตร เพื่อป้องกันแผลถูกกดทับขณะอุ้มหรือให้นม
  • ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือทาครีมบริเวณแผลผ่าคลอด
  • ระวังอย่าให้ผิวหนังบริเวณแผลผ่าตัดเสียดสีกัน
  • ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายในทันที หากรู้สึกไม่สบายหรือมีไข้
  • รีบไปพบแพทย์ทันที ในกรณีที่สงสัยว่าแผลติดเชื้อ

บทความเกี่ยวกับ แผลผ่าคลอด ที่ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมข้อมูลมานี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจจะผ่าคลอด เพื่อช่วยลดความกังวลต่างๆลงได้นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม แพคเกจคลอด 2565 โรงพยาบาลรัฐ-เอกชน ปี 2022

รวมวันดี วันมงคล ฤกษ์คลอดลูก ฤกษ์คลอดปี 2565 / 2022 ฤกษ์ผ่าคลอด ปูทางสำเร็จให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด

checklist เตรียมของก่อนคลอด ยังไงไม่บานปลายได้ของครบ

เคล็ดลับของแม่ผ่าคลอด !! เติมทุนสมอง เสริมภูมิต้านทานลูก

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.paolohospital.com, https://www.samitivejhospitals.com, https://www.pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

LINE MAN Mart ช้อปของสด ครบตามใจ

LINE MAN MART ช้อปสด ครบตามใจ กับร้านค้าใกล้บ้านกว่า 10,000 ร้าน พร้อมแจกส่วนลด 70% มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท

สายคุ๊กกิ้งเตรียมฟิน LINE MAN MART ช้อปของสด ได้ครบตามใจ ทำได้ทุกเมนู ยกขบวนร้านค้ากว่า 10,000 ร้านทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้ช้อปกันได้ครบทุกหมวดหมู่ เริ่มต้นค่าส่งเพียง 0 บาท พร้อมรับสิทธิพิเศษยิ่งกว่ากับส่วนลด 70% สูงสุด 100 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึง 18 เมษายนนี้

คุ้มยิ่งกว่า! สำหรับลูกค้าใหม่เท่านั้น ใส่โค้ด NEWFRESH ลด 70%  เมื่อซื้อขั้นต่ำ 100 บาท ลดสูงสุด 100 บาท (สิทธิ์มีจำนวนจำกัดต่อวัน จำกัด 1 สิทธิ์/คน)

ห้ามพลาด! สำหรับลูกค้าปัจจุบันเพียงใส่โค้ด FRESH70 ก็รับส่วนลด 70% สูงสุด 50 บาท (สิทธิ์มีจำนวนจำกัดต่อวัน จำกัด 1 สิทธิ์/คน)

นอกจากนี้ยังมีโค้ดส่วนลดรายสัปดาห์ให้ติดตามกันตลอดทั้งแคมเปญพร้อมให้ช้อปของสดครบทุกหมวดหมู่ ทำได้ทุกเมนูผัดผัก แกง ต้ม เนื้อสัตว์ หรือซีฟู้ด ก็ครบหมดในแอปเดียว

ติดตามโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชันและเฟซบุ๊กแฟนเพจ LINE MAN หรือคลิกสั่งเลย! com.linecorp.linemanth://app/service/mart/store/listing?collectionCodes=24

 

** รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

Tags