ลูกโดนบูลลี่

เทคนิครับมือ ลูกโดนบูลลี่ เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องรู้ให้ทัน!

ลูกโดนบูลลี่
ลูกโดนบูลลี่

ยุคนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วละค่ะ ว่าวิธีการรับมือเมื่อ ลูกโดนบูลลี่ ในโรงเรียน จะเป็นเรื่องไกลตัวที่พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องอ่านไว้ หรือรู้ไว้  เพียงเพราะคิดว่า คงไม่เกิดขึ้นกับลูกเรา จะเห็นได้ชัดว่าช่วงปีสองปีที่ผ่านมา มีกรณีน่าเศร้า จากการที่เด็ก โดนเพื่อนบูลลี่ เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ซึ่ง การโดนบูลลี่ ก็มีทั้งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน และอาจต่อเนื่องด้วย การโดน ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ตามสถิติ ไทยเราติด อันดับ 5 ของโลกเลยทีเดียว

จากกรณี เด็กหญิง ป.6 ผูกคอดับ ที่ห้องพัก พื้นที่ จ.นนทบุรี สันนิษฐาน ลูกโดนบูลลี่ อย่างหนัก เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่าเศร้าที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในสังคมไทย ซึ่งคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับลูกหลานของเรา แต่การอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่อย่างในโรงเรียน อาจเป็นเรื่องยากที่พ่อแม่จะระแวดระวังเรื่องการที่ลูกโดนบูลลี่ได้ตลอด

โดยในที่เกิดเหตุ พบศพ ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 สภาพ สวมกางเกงขายาว สวมเสื้อยืดสีดำ บริเวณลำคอมีรอยถูกรัด ตรวจไม่พบบาดแผลตามร่างกาย หรือร่องรอยถูกทำร้าย แพทย์ชันสูตรเบื้องต้นเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ภายหลังแม่ผู้เสียชีวิตให้การว่า “ลูกเคยบ่นให้ฟังว่ามีปัญหากับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่โรงเรียน เพื่อนไม่ยอมพูดด้วย ในกลุ่มที่เล่นเฟซบุ๊ก และโดนเพื่อนดีดออกจากกลุ่ม แม่ไม่คิดว่าลูกสาวจะมาคิดสั้น เพราะเรื่องนี้”

ลูกโดนแกล้ง พ่อแม่ช่วยได้ ป้องกันก่อนสายใช้กำลัง- ฆ่าตัวตาย

7 วิธีสร้างเกราะป้องกัน ลูกถูกบูลลี่ และไม่ให้ลูกบูลลี่คนอื่น

แพทย์เผย! เด็กไทย ชอบแกล้งเพื่อน ติดอันดับ 2 ของโลก!

อุทาหรณ์ เด็กถูกเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน จนฆ่าตัวตาย

ลูกโดนบูลลี่
สันนิษฐาน ลูกโดนบูลลี่ ภาพจาก amarin tv

ทำความเข้าใจ ประเภทของการบูลลี่

การบูลลี่สามารถแบ่งประเภทออกเป็น 4 ประเภท ได้ดังนี้

  • การใช้กำลัง หรือการทำร้ายร่างกาย เช่น การตบ ตี ชกต่อย การข่มขู่ ทำลายข้าวของให้เสียหาย
  • การใช้คำพูด เป็นการพูดทำร้ายความรู้สึก เช่น การพูดจาข่มขู่ วิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน เยาะเย้ย เป็นต้น
  • การบูลลี่ทางสังคม (Social Bullying) ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ เช่น กดดันให้ออกจากกลุ่ม กีดกันไม่ให้ใครเข้าใกล้ หรือไม่ให้อยู่ในกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน
  • การบูลลี่ทางโลกออนไลน์  (Cyber Bullying) หรือเรียกว่า การระรานทางไซเบอร์ เป็นการกลั่นแกล้ง การให้ร้าย การด่าว่า การข่มเหง หรือการรังแกผู้อื่นโดยการใช้สื่อสังคมต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ซึ่งถือเป็นการกลั่นแกล้งในวงกว้าง ที่รุนแรงมากกว่าในรั้วโรงเรียน หรือในกลุ่มเพื่อน

ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า เด็กไทยมีความเสี่ยงต่อภัยออนไลน์ จากปัญหา ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) ด้วยสื่อออนไลน์ เป็นสิ่งที่ไม่จำกัดสถานที่ ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วถึงจะถูกแกล้ง บางทีอยู่ที่บ้านในห้องนอน เปิดมือถือมา ก็เจอข้อความถูกเพื่อนโพสต์ด่า ซึ่งทำให้เกิดความเครียด หรือ จิตตกได้ทันที และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดเรื่องรายตามมาได้โดยไม่คาดคิด

สถิติ จากผลสำรวจ พบเด็กไทยถึง 48% ที่เคยเกี่ยวข้องกับการ บูลลี่ และการกลั่นแกล้งบนโซเชียลมากกว่า 39 ข้อความ ต่อนาที โดยพบมากในเด็กมัธยมหรือช่วงวัยรุ่น ส่วนใหญ่ ประมาณ ม.1-ม.4 ซึ่งเป็นวัยที่เด็กมีมือถือกันแล้ว และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย และที่น่าตกใจคืออายุที่พบก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ  ทำให้พ่อแม่มือใหม่ที่มีลูกในวัยเตรียมเข้าโรงเรียนก็ดี หรือที่มีลูกในวัยสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุก็ดี ควรจะต้องรู้เทคนิคในการรับมือกับเรื่องเหล่านี้อย่างเร็วที่สุดแล้วค่ะ

สัญญาณบ่งบอก เมื่อลูกอาจโดนบูลลี่

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่าการบูลลี่ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในโรงเรียน  พ่อแม่จึงต้องหันมาใส่ใจ คอยสอดส่อง สังเกตพฤติกรรมลูกขณะอยู่ที่บ้านด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ลูก ตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ หากลูกมีอาการ หงุดหงิด เกิดความวิตกกังวล มีความกลัว หรือ บ่น ว่าไม่อยากไปโรงเรียน ที่สำคัญ คือ มีร่องรอยการถูกทำร้าย ผู้ปกครอง หรือคนใกล้ชิดควรพูดคุยแบบเปิดใจ เพื่อหารือ ถึงแนวทางในการแก้ไข ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

เมื่อรู้ว่าลูกโดนเพื่อนบูลลี่ พ่อแม่ควรทำอย่างไร

สำหรับเทคนิคในการรับมือเมื่อลูกโดนบูลลี่ คุณหมอโอ๋ เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน ได้โพสต์ในเพจ สืบเนื่องกรณีน่าเศร้าล่าสุด ที่เกิดขึ้น เรามาติดตามอ่านเพื่อนำไปปรับใช้ กับบริบทของครอบครัวเราได้ค่ะ
“การล้อ แกล้งรังแก เป็นเรื่องที่เด็กๆ เจอได้ แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่อยากให้พ่อแม่มองข้าม” 
ประเทศไทย ติดอันดับการถูกล้อแกล้งรังแก เป็นอันดับต้นๆ ของโลก สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยลูกได้ คือการทำความเข้าใจเรื่องการล้อแกล้งรังแก และช่วยลูกให้จัดการปัญหาได้
1. “ฟัง” ลูกอย่างตั้งใจ ไม่ขัด ไม่รีบตัดสิน (เช่น แล้วเราไปแกล้งเค้าก่อนรึเปล่า เพื่อนเค้าก็แค่แหย่เล่น ฯลฯ)
2. “ฟัง” โดยไม่รีบแทรกถาม ไม่รีบสั่งสอน (ทำไมไม่สู้กลับ ทำไมไม่ฟ้องครู ทำแบบนั้นสิ แบบนี้สิ…)
3. “ฟัง” ว่าลูกรู้สึกยังไง ลูกมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ลูกกำลัง “ต้องการ” อะไร
4. แสดงการเข้าใจความรู้สึกลูก ไม่พยายามทำให้มันเป็นเรื่องเล็ก หลีกเลี่ยง “ไม่เห็นมีอะไรเลย” “เรื่องแค่นี้เอง”
5. ยืนยันมั่นคง ว่าการล้อ แกล้ง รังแก เป็นสิ่งที่ไม่ควรยอมรับได้ หรือปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมดา
6. แทนการแนะนำว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้  ให้ฝึก “ตั้งคำถาม” ว่าลูกจะช่วยเหลือตัวเองยังไงได้บ้าง (คำตอบของลูกอาจมีตั้งแต่ ทำเป็นไม่สนใจ เดินหนี บอกเพื่อนไปว่าไม่ชอบ ผลักกลับ บอกให้เพื่อนคนอื่นช่วย ไปบอกครู ให้แม่ช่วยคุยกับครูให้ ฯลฯ) การตั้งคำถาม ทำให้ลูกฝึกวิธีคิดในการแก้ปัญหา
7. ให้ลูก “ลองทางเลือก” ที่ลูกคิดว่าน่าจะแก้ปัญหาได้ ลองแล้วกลับมาเล่าว่าเป็นอย่างไร ลองแล้วไม่ดี ก็หาวิธีใหม่ บอกว่าแม่คอยช่วยลูกเสมอ ถ้าคิดว่าไม่ไหว
8. ประเมินลูก เด็กที่ตกเป็นเป้าหลายครั้ง เป็นเด็กหงอๆ ไม่มั่นใจตัวเอง เป็นเด็กไม่มีเพื่อน หรือเป็นเด็กที่แหย่แล้วขึ้นง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้ใครมาแกล้งลูกได้ แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราช่วยลูกได้มากขึ้น
9. คุยกับลูกถึงที่มา “ลูกลองคิดสิว่า เพื่อนเค้าชอบมาแหย่ลูกเพราะอะไร” ลองฟังความเห็นที่หลากหลาย ช่วยให้ลูกเข้าใจว่าเด็กบางคนก็อาจสนุก เวลาได้แหย่คนอื่น ดังนั้นถ้าเราโกรธ โมโห ว่ากลับ เค้าก็อาจจะยิ่งสนุกใหญ่ เด็กบางคน อยากเล่นกับคนอื่น แต่ไม่รู้จะเล่นยังไง เด็กบางคนมีปัญหาในการควบคุมตัวเอง ซึ่งเพื่อนก็ไม่ได้อยากที่จะคุมตัวเองไม่ได้ หลายคนก็ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วย การคุยถึงที่มาเพื่อสร้างความเข้าใจ จะทำให้ลูกมี empathy และไม่ไปปรุงแต่งใจให้โมโหไปมากขึ้น
10. สำรวจลูกบ่อยๆ คอยถามว่ายังมีปัญหาอยู่มั้ย จะให้พ่อแม่ช่วยอะไรบ้าง
11. การล้อ แกล้ง รังแก มีหลายกรณี ถ้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ลูกดูจัดการไม่ได้ อย่าลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วยลูก
12. บอกลูก ว่าพ่อแม่อยู่ตรงนี้กับลูกเสมอ

สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับตัวเอง

  • เราไม่สามารถสร้างแต่สิ่งแวดล้อมที่ดีรอบตัวลูกได้ (และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำมากๆ)
  • อุปสรรคและปัญหา สร้างคนที่เข้มแข็งขึ้นเสมอ
  • ถ้าเราสร้างเด็กที่เข้มแข็งและจัดการปัญหาได้ เรากำลังสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ใจลูก
  • เด็กอาจต้องการคนช่วยคิดทางเลือกในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ไม่ได้ต้องการคนเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ทุกอย่าง
  • เด็กทุกคนต้องการเวลา และโอกาสในการพัฒนาตัวเอง
  • การลงโทษ การจับมาขอโทษ ให้มันจบๆ ไป “ไม่ได้ช่วยอะไร” อย่างแท้จริง หาที่มาและแก้ไขสาเหตุของการล้อแกล้งรังแกนั้นเสมอ

เมื่อพ่อแม่ได้ทราบวิธีรับมือเบื้องต้นว่า พ่อแม่ควรเริ่มคุยกับลูกอย่างไร รับฟังลูก อยู่เคียงข้างลูก ช่วยลูกจัดการกับปัญหาที่พบอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกลูกคิดแก้ปัญหา ได้เลือกวิธีแก้ปัญหาของตัวเอง เพื่อที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนในสังคมโรงเรียนได้มีความสุข ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมความฉลาด (Power BQ) ให้ลูกได้หลายด้านเลยค่ะ ทั้ง ฉลาดคิด (TQ) ฉลาดเข้าสังคม (SQ) ฉลาดเผชิญอุปสรรค (AQ) และสามารถผ่านพ้นเรื่องราวแย่ๆ ในชีวิตไปได้อย่างราบรื่นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.khaosod.co.th,www.thansettakij.com,เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

จิตแพทย์เด็กเผย! วิธีรับมือเมื่อ ลูกโดนเพื่อนแกล้ง (Bullying)

ทำไม ลูกไม่อยากไปโรงเรียน หรือ “ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน” ที่พ่อแม่ต้องช่วยหาทางแก้

สอนลูกให้เข้มแข็ง พร้อมสู้ปัญหาและอุปสรรค

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up