พัฒนาการทารก

พัฒนาการทารก แรกเกิด – 1 ขวบ หนูทำอะไรได้บ้างนะ?

พัฒนาการทารก เริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิด ทั้งนี้การเติบโตของลูกน้อยในวัยก่อน 1 ขวบ ทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มีความรู้สึก ทั้งชื่นชมยินดี และเวียนหัวสลับกันไป

พัฒนาการทารก แรกเกิด – 1 ขวบ หนูทำอะไรได้บ้างนะ?

การเลี้ยงลูกในวัยก่อน 1 ขวบ เป็นเรื่องที่ท้าทายคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่อง การป้อนนม การเปลี่ยนผ้าอ้อม การอาบน้ำ การกล่อมนอน และการร้องไห้ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการทารก เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมพร้อมรับมือ และคลายความกังวลต่างๆลง

พัฒนาการทารก
พัฒนาการทารก

ตารางพัฒนาการทารก จากแรกเกิด – 1 ขวบ

        เดือน

             พัฒนาการตามวัย

                         การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

       1 เดือน  – มองหน้า สบตา  – เอียงหน้าไปมาช้าๆ ให้ลูกมองตาม
 – เอียงหน้าไปมา  – ยิ้มแย้ม มองสบตาเล่น และพูดกับลูก
       2 เดือน  – ชันคอในท่าคว่ำ  – ให้ลูกนอนเล่นบนเบาะในท่าคว่ำ
 – ทำเสียงได้อ้อแอ้  – พูดคุย ทำเสียงต่างๆ และร้องเพลงให้ฟัง
 – ยิ้ม มองตามสิ่งเคลื่อนไหว  –  แขวนของสีสดห่างราว 1 ศอกให้ลูกมองตาม
       3 เดือน  – ส่งเสียงโต้ตอบ  – อุ้มท่านั่ง
 – ชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง  – พูดคุยทำเสียงโต้ตอบ
       4 เดือน  – หัวเราะส่งเสียงดัง  – ให้ลูกนอนเล่นบนเบาะในท่าคว่ำ
 – เริ่มไขว่คว้าสิ่งของ  – ให้กำลังใจเมื่อลูกทำได้
 – ชูคอตั้งขึ้นในท่าคว่ำ
       5 เดือน  – คืบ พลิกคว่ำ พลิกหงาย  – จัดที่ปลอดภัยให้เด็กหัดพลิกคว่ำ
 – พูดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่กับเด็ก เช่น อาบน้ำ กินข้าว
 – หาของเล่นสีสดชิ้นใหญ่ที่ปลอดภัยให้หยิบจับ และให้คืบไปหา
       6 เดือน  – ส่งเสียงโต้ตอบ  – หาของให้จับ
 – คว้าของมือเดียว  – เล่นโยกเยกกับเด็ก
 – หันหาเสียงเรียกชื่อ และเสียงต่างๆ  – พูดคุยและเล่นเรียกชื่อลูก
       7 เดือน  – คว้าของ  – อุ้มให้น้อยลง ให้เด็กได้คืบและนั่งเล่นเอง
 – นั่งทรงตัวได้เอง  – หาของเล่นที่สี พื้นผิว และขนาดต่างกัน เช่น ผิวเรียบ หยาบ อ่อน แข็ง ให้หยิบจับ
 – เปลี่ยนสลับมือถือของได้
       8 เดือน  –  มองตามของตก  – กลิ้งของให้มองตาม
 – สังเกตสิ่งของใกล้ตัว  – พูดและทำท่าทางเล่นกับเด็ก เช่น จ๊ะเอ๋  จับปูดำ  จ้ำจี้  ตบมือ
       9 เดือน  – คลาน  – หัดให้คลาน
 -เล่นตบมือ จ๊ะเอ๋  – ห้ามให้อาหารที่อาจทำให้ติดคอได้ เช่น เมล็ดถั่ว
 – เข้าใจเสียงคำสั่ง  – หัดให้เด็กหยิบของกินชิ้นเล็กเข้าปาก เช่น ข้าวสุก มะละกอหั่น ฟักทองต้ม
 – ใช้นิ้ว และหัวแม่มือจับของ
      10 เดือน  – เหนี่ยวตัวและเกาะยืน เกาะเดิน  – หัดให้เกาะยืน และเกาะเดินอย่างปลอดภัย
 – ส่งเสียงมีความหมาย เช่น หม่ำ จ๋า จ๊ะ  – เรียกชื่อ และชูของเล่นให้เด็กสนใจเพื่อลุกขึ้นจับ
      11 เดือน  – ทารกเริ่มตั้งไข่  – พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ
 – เลียนเสียงพูด และท่าทาง  – ให้เด็กมีอิสระ แต่ต้องอยู่ในสายตาของพ่อแม่
      12 เดือน  – ก้าวเดิน 1-2 ก้าว  – ให้เรียนรู้การแปรงฟัน
 – เลียนเสียงพูด และท่าทาง  – สอนให้เรียกอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
 – พูดเป็นคำที่มีความหมาย เช่น พ่อ แม่  – พูดคุยกับเด็ก เน้นสบตา มองหน้า มองปาก ให้เด็กพูดตาม
                                                                                                                                                                                                      ขอบคุณข้อมูล พญ.พริม สุธรรมรติ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
ศูนย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนนทเวช
พัฒนาการ
พัฒนาการ

พัฒนาการทางสังคม

ทารกอายุ 1 – 3 เดือน

  • มีการโต้ตอบ โดยทารกอาจยิ้ม เป่าน้ำลายเป็นฟอง หรือพูดเสียงอ้อแอ้ เมื่อพ่อแม่พูดคุยหรือเล่นด้วย
  • มีการเลียนแบบสีหน้าของพ่อแม่ และโผเข้าไปหาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยง เมื่อต้องการความปลอดภัย ความรัก และการปลอบโยน

ทารกอายุ 4 – 6 เดือน

  • รู้สึกสนุกเมื่อได้เล่น และจะร้องไห้เมื่อหยุดเล่น
  • เลียนแบบการเล่นทำเสียงได้
  • มักโผเข้าหาแม่หรือพ่อ และจะร้องไห้ทุกครั้งเมื่อไม่เห็นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงอยู่ใกล้ ๆ
  • จดจำใบหน้าพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดได้ รวมทั้งรู้จักชื่อของตัวเอง

ทารกอายุ 7 – 9 เดือน

  • เล่นเกมที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น เล่นจ๊ะเอ๋
  • เด็กจะรู้สึกกังวลเมื่อต้องอยู่กับคนแปลกหน้า ไม่อยากอยู่กับคนอื่นนอกจากแม่ หรือจะหาทางหนีไปที่อื่น หากรู้สึกหงุดหงิดรำคาญเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ
  • มีปฏิกิริยาต่ออารมณ์ความรู้สึกที่พ่อแม่แสดงออกมา

ทารกอายุ 10 – 12 เดือน

  • รู้จักแสดงความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบกินอะไร เช่น ทิ้งช้อนไม่กินข้าวต่อ หรือเลื่อนจานอาหารที่ไม่ชอบออกไป
  • ชอบเล่นเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น เลียนแบบการคุยโทรศัพท์
  • รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลลัพธ์ เช่น เด็กจะรู้ได้ว่าหากร้องไห้ แม่จะมาหา

ความผิดปกติทางด้านพัฒนาการ

หากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยง สังเกตุเห็นความผิดปกติทางด้านพัฒนาการของลูก ตามช่วงอายุของทารกดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

ทารกอายุ 1 – 3 เดือน

  • ไม่ปรากฏพัฒนาการด้านการควบคุมหรือเคลื่อนไหวศีรษะ
  • ไม่ตอบสนองต่อเสียงหรือภาพใด ๆ
  • ไม่ยิ้มตอบผู้คนหรือเมื่อได้ยินเสียงของพ่อแม่
  • ไม่มองตามสิ่งของที่เคลื่อนไหวไปมา
  • ไม่สังเกตมือของตัวเอง
  • ไม่หยิบฉวยหรือถือสิ่งของใด ๆ

ทารกอายุ 4 – 6 เดือน

  • กล้ามเนื้อแข็งตึง
  • ตัวอ่อนปวกเปียกอย่างเห็นได้ชัด
  • เอื้อมมือไปแตะสิ่งของได้แค่ข้างเดียว
  • ไม่ปรากฏสัญญาณของการเคลื่อนไหวหรือควบคุมศีรษะ
  • ไม่ตอบสนองต่อแสงหรือภาพต่าง ๆ
  • ไม่จับสิ่งของ หรือหยิบสิ่งของใส่ปากตัวเอง
  • ไม่พยายามกลิ้งตัวหรือนั่ง
  • ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างเขเข้าหรือเขออก
  • ไม่หัวเราะหรือร้องออกมา

ทารกอายุ 7 – 9 เดือน

  • ไม่กลิ้งตัวหมุน หรือไม่ลุกขึ้นนั่ง
  • ไม่เอื้อมไปหยิบสิ่งของ หรือไม่หยิบสิ่งของเข้าปาก
  • ไม่ตอบสนองต่อเสียงหรือภาพใดๆ
  • ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ หรือเลียนแบบเสียงใด ๆ

ทารกอายุ 10 – 12 เดือน

  • ไม่คลานหรือใช้ลำตัวด้านใดด้านหนึ่งไถไปขณะคลาน
  • ไม่ยืนแม้พ่อแม่จะช่วยก็ตาม
  • ไม่แสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น ไม่โบกมือหรือส่ายศีรษะ
  • ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ หรือพยายามพูดคำว่า “มามา” หรือ “ปาปา”
  • ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
  • ไม่ประสานสายตาด้วย

การดูแลทารกอย่างปลอดภัย

พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงช่วยเสริมพัฒนาการของทารก และดูแลทารกได้อย่างปลอดภัย ดังต่อไปนี้

  • ไม่เขย่าตัวทารก เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อสมองหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ควรให้เด็กนอนหลับในท่านอนหงาย เพื่อป้องกันภาวะเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก (Sudden Infant Death Syndrome: SIDS)
  • ไม่ควรให้เด็กได้รับอันตรายจากควันบุหรี่จากคนที่สูบบุหรี่
  • ควรให้เด็กนั่งเบาะหลังโดยใช้ที่นั่งสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ เมื่อต้องโดยสารรถยนต์
  • ควรตัดอาหารเป็นชิ้นเล็ก ๆ และเลี่ยงให้เด็กกินผลไม้ที่มีเมล็ด หรือถั่วต่าง ๆ เพื่อป้องกันอาหารติดคอ รวมทั้งไม่ให้เด็กเล่นของเล่นที่มีชิ้นส่วนเล็ก ๆ เพื่อป้องกันเด็กเอาเข้าปาก และกลืนลงคอ
  • ไม่ถือของร้อนเข้าใกล้เด็ก
  • ควรพาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคให้ครบอย่างสม่ำเสมอ

หวังว่าบทความนี้ที่ ทีมแม่ ABK รวบรวมข้อมูลมาฝาก คงเป็นคู่มือช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของลูกในแต่ละช่วงเวลาได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ศีรษะทารกแรกเกิด บวมโนอันตรายไหม? จะยุบเมื่อไหร่?

5 ข้อดีให้ลูกน้อยใช้ “ยางกัด” พร้อมวิธีทำความสะอาด

อันตรายถึงชีวิต!! ป้อนข้าวลูกท่านอน ทารกสำลักถึงตาย

เอกสารแจ้งเกิด แจ้งช้า คลอดที่บ้าน ลูกครึ่งต้องใช้อะไร

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.nonthavej.co.thhttps://www.pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

รวมลิงก์ ลงทะเบียนคนท้องรับของฟรี พิเศษสำหรับคนท้องและแม่ลูกเล็ก

เรื่องนี้แม่ต้องรู้ !! ทีมแม่ABK รวบรวมมาให้แล้วกับเว็บไซต์ “ลงทะเบียนคนท้องฟรี” ที่จัดมาให้ว่าที่คุณแม่มือใหม่ ทั้งที่กำลังตั้งครรภ์และมีลูกเล็ก แค่ลงทะเบียนก็ได้รับสินค้าทดลองใช้ฟรีแม่และเด็กส่งตรงให้ถึงหน้าบ้าน อยากรู้ว่ามีเว็บไหน ลิงก์ไหน “ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง” ตามไปดูกันค่ะ

รวมลิงก์ ลงทะเบียนคนท้องรับของฟรี พิเศษสำหรับคนท้องและแม่ลูกเล็ก

             ของฟรี ของทดลองใช้ฟรี ก็มีในโลก!!! สำหรับคุณแม่ท้องและคุณแม่ลูกเล็ก หากคุณกำลังมองหาสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้ ทั้งกับตัวเองและลูกน้อย แต่ยังไม่รู้ว่าในท้องตลาดมีแบรนด์สินค้าหมวดไหน อย่างไรบ้าง … การสมัครสมาชิก ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และ แม่ลูกเล็ก เพื่อนำของทดลองนั้นมาใช้ก่อน ก็จะช่วยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการตัดสินใจซื้อของในปริมาณจริงมาใช้

ซึ่งทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ใด ๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ต้องนึกถึงความปลอดภัยของลูกมาเป็นอันดับแรก และต้องแน่ใจว่าเหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของตัวคุณแม่เองและลูกน้อยด้วย

Must read : จัดกระเป๋าเตรียมคลอด และเตรียมของใช้เด็กแรกเกิด

Must read : ของใช้ทารกแรกเกิด 11 อย่างที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

หากคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมาก่อน การปรึกษากับผู้ที่มีลูกมาแล้วว่าควรซื้ออะไรหรือไม่ซื้ออะไร หรือการได้รับของทดลองมาใช้ก่อน ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากตามท้องตลาดทั่วไปก็มีผลิตภัณฑ์ของใช้เพื่อแม่และลูกมากมาย และเพื่อเป็นแนวทางเพื่อให้คุณแม่ได้รู้จักกับสินค้าต่างๆ ทางทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมเว็บไซต์สำหรับ ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และ แม่ลูกเล็ก กว่า 10 เว็บไซต์ จะมีลิงก์ที่คุณแม่สามารถสมัครกรอกรายละเอียด ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และของทดลองใช้ฟรี สำหรับลูกน้อย หรือชุดของขวัญ อะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

***หมายเหตุ: ลิงก์เว็บไซต์ ลงทะเบียนรับของฟรี ทั้งหมดนี้ >> สำหรับรายละเอียดการกรอกข้อมูลและการส่งของทดลองใช้ต่างๆ ทางเพจและเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแต่อย่างใด เพียงเป็นแค่สื่อกลางที่แนะนำและรวบรวมมาให้ด้วยความหวังดีเท่าไหน

มาค่ะ มาเริ่มลงทะเบียนคนท้องฟรี เพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์กันก่อนค่ะ ขอบอกว่าทีมแม่ABK เห็นแล้วอยากจะท้องใหม่เลยค่ะ ฉะนั้นใครที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีเพื่อน มีญาติ กำลังเป็นว่าที่คุณแม่คนใหม่ แนะนำให้มาสมัครลงทะเบียนกันเยอะ ๆ นะคะ เพราะนอกจากจะได้ของทดลองใช้ฟรีเซ็ทพรีเมียมแล้ว ยังจะได้รับสาระความรู้ในการดูแลสุขภาพร่างกาย พัฒนาการครรภ์ 9 เดือน  และรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก การดูแลเลี้ยงลูกตั้งแต่แรกเกิด เป็นต้น ว้าว ๆๆ คุ้มสุด ๆ !!  

เว็บไซต์ลงทะเบียนคนท้องฟรี : หมวดคุณแม่ตั้งครรภ์  

1. S-Mom Club

ลงทะเบียนคุณแม่มือใหม่ กับ S-mom club รับคำปรึกษาจากทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญฟรี!ตลอด24 ชม. ไม่ว่าจะเป็นคำถามด้านสุขภาพครรภ์ วิธีเช็คอาการคนท้อง รับมืออาการแพ้ท้อง เช็คอาการใกล้คลอด พัฒนาการทารกในครรภ์ อาการซึมเศร้าหลังคลอด โภชนาการ พัฒนาการลูกน้อย และอีกมากมาย
สมัครสมาชิก S-mom Club วันนี้ รับ! ชุดหนังสือผ้ามีเสียง เสริมพัฒนาการลูกน้อย

พิเศษ สามารถแอดไลน์ @S-MomClubGold เพื่อรับข้อมูลข้อมูลสุขภาพ โภชนาการ และการดูแลลูกน้อยตามช่วงวัย คัดสรรเพื่อแม่ๆ มือใหม่ ซัพพอร์ตโดยตรงจาก S-Mom Club และทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ผ่านไลน์ เพื่อทุกช่วงเวลาที่สำคัญของแม่และลูกน้อย อย่าลืมมาลงทะเบียนคุณแม่มือใหม่กันนะคะ สมัครสมาชิก ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง คลิกที่นี่ >> https://www.s-momclub.com/profile/register

 

2. Mommy Bear Club

ว้าว!! ลงทะเบียนคนท้องฟรี ของ Mommy Bear Club คลับยอดฮิตมาแรง ที่แม่เลือก! รับข้อมูลดูแลครรภ์และลูกน้อย โปรแกรมตัวช่วยต่าง ๆ และบริการปรึกษาพยาบาลผู้เชี่ยวชาญฟรี! 24 ชม. ผ่านทาง Facebook Mommy Bear Club  หรือ โทร 1162 คุณแม่ถามได้ทุกเรื่องตั้งแต่การตั้งครรภ์ การเลี้ยงลูก หรืออาการซึมเศร้าหลังคลอดก็ปรึกษาพี่ ๆ พยาบาลได้เลย

ที่สำคัญ! สมาชิก Mommy Bear Club จะได้รับ Exclusive Gift สิทธิ์รับของขวัญวันเกิดขวบปีแรกส่งตรงถึงบ้าน และรับโค้ดส่วนลด*ที่ส่งให้เฉพาะสมาชิกที่เป็นเพื่อนกันทางไลน์ @MommyBearClub ทุกเดือนด้วยนะ!

สิทธิ์พิเศษแน่นขนาดนี้ คุณแม่ห้ามพลาด แนะนำให้มาลงทะเบียนคนท้องฟรี กับ Mommy Bear Club กันเยอะ ๆ นะคะ คลิก!!

https://www.nestlemomandme.in.th/profile/register 

*โค้ดส่วนลดสำหรับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปเท่านั้น

3. Anmum

อีกหนึ่งลิงก์ลงทะเบียนคนท้องฟรีที่ไม่อยากให้พลาดเช่นกัน นั่นก็คือของแอนมัม สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่ให้นมบุตร และคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีลูก ลงทะเบียน รับฟรี! ผลิตภัณฑ์ แอนมัม ขนาดทดลอง คลิกที่นี่ >> www.anmum.com

4. Dumex

สมัครสมาชิกดูเม็กซ์ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ ฟรี! พร้อมรับข้อมูลการดูแลครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยผ่านบริการต่างๆจากดูเม็กซ์แคร์ไลน์ เพื่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และชุดของขวัญดูมัม ซึ่งหากสมัครไปแล้วดูเม็กซ์ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ ก็จะคอยส่งข้อมูลการดูแลครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยผ่านบริการต่างๆ จากดูเม็กซ์แคร์ไลน์ ตามรายละเอียดที่คุณแม่กรอกข้อมูลไว้

สมัครสมาชิก รับของทดลองใช้ฟรี คลิกที่นี่ >> www.dumex.co.th

5. Enfa

คุณแม่ที่สมัครสมาชิก ฟรี ! ชุดพัฒนาการ  8 ทักษะ เตรียมพร้อมสู่อนาคต และมีสิทธิลุ้นรับ ตุ๊กตาอาววี่ ขนาด 10  นิ้ว  ราคา 590 บาท จำนวน  2,000 ตัว / เดือน พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวคอยให้คำปรึกษาพัฒนาการลูกน้อย  และโปรแกรมสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล รับของทดลองใช้ฟรี  เพียงสมัครสมาชิก คลิกที่นี่ >> www.enfababy.com

6. Hi-Family Club

สมัครสมาชิกง่ายๆ กับ Hi-Q Kids Club เพื่ออนาคตที่ดีของลูก รับฟรี!! สิทธิพิเศษพร้อมชุดของขวัญ คลิกที่นี่ >> www.hifamilyclub.com

7. Sunmum

Sunmum ผลิตภัณฑ์ถุงเก็บน้ำนมแม่ และผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก สมัครสมาชิก รับของขวัญพิเศษ ส่งตรงถึงบ้าน ทั้งแผ่นซับน้ำนม ถุงนึ่งฆ่าเชื้อขวดนม และถุงจัดเรียงสต๊อคน้ำนมแม่ ลงทะเบียนรับชุด Happy Set คลิกที่นี่ >> www.sunmumshopping.com

เว็บไซต์ ลงทะเบียนรับของฟรีคนท้อง และ แม่ลูกเล็ก : หมวดผ้าอ้อมสำเร็จรูป

8. Babylove

ลงทะเบียนรับข่าวสารโปรโมชั่นต่างๆ และเคล็ดลับการเลี้ยงลูกน้อย กับ เบบี้เลิฟ … พิเศษ! สำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อยแรกเกิด และคุณแม่ตั้งครรภ์ รับฟรีผ้าอ้อมเบบี้เลิฟ พรีเมี่ยม โกลด์ ไซส์แรกเกิด (NB) ,ไซส์ S, ไซส์ M และไซส์ L สมัครสมาชิก ลงทะเบียนรับของทดลองใช้ฟรี คลิกที่นี่ >> babylove.co.th

9. Huggies

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวฮักกี้ส์ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ฟรีมากมาย … สิทธิพิเศษเพื่อคุณแม่คนพิเศษ สมัครเป็นสมาชิกกับฮักกี้ส์คลับวันนี้ รับของทดลองใช้ฟรี คลิกที่นี่ >>www.huggies.co.th

 

เว็บไซต์ ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และ แม่ลูกเล็ก : หมวดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวลูกน้อย

10. Bepanthen

บีแพนเธน ผลิตภัณฑ์สำหรับสำหรับปกป้องและดูแลผิวลูกของลูกน้อย ใหม่!! บีแพนเธน เซนซิเดิร์ม ให้ความชุ่มชื้น ช่วยบรรเทาอาการคันและแดง เพียงลงทะเบียน รับฟรี ผลิตภัณฑ์จากบีแพนเธน คลิกที่นี่ >> www.bepanthenthai.com

 

คลิกหน้า 2 เพื่อดูต่อ >> ลิงก์สำหรับสมัครสมาชิก “ลงทะเบียนรับของฟรี” 

 

ครีมทาท้องลาย

ครีมทาท้องลาย 10 แบรนด์ ผิวนุ่ม เนียน รับมือรอยแตกลายให้อยู่หมัด

ครีมทาท้องลาย 10 แบรนด์ ผิวนุ่ม เนียน รับมือรอยแตกลายให้อยู่หมัด

คุณแม่พอได้เห็นท้องตัวเองขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องตื่นเต้นกับลูกน้อยที่กำลังเติบโตขึ้นอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ร่องรอยที่ไม่คาดคิดบนหน้าท้องก็อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใช่แล้วค่ะ หน้าท้องแตกลาย เป็นหนึ่งในปัญหาผิวกวนใจคุณแม่ตั้งแต่ตอนตั้งท้องไปจนถึงหลังคลอด ครีมลดรอยแตกลายของผิว เลยเป็นอีกตัวช่วย ที่จะรักษาและกอบกู้ผิวที่ขยายออกให้ยังเนียนเรียบและชุ่มชื่น หมดกังวลกับรอยแตกลายกวนใจ ทีมแม่ขอแนะนำ ครีมทาท้องลาย 10 แบรนด์นี้ มาดูว่ามีตัวไหนที่คุณแม่จะโดนใจบ้าง 

ครีมทาท้องลาย หรือ ครีมลดรอยแตกลาย รอยแตกลายเป็นแผลเป็นชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นเมื่อผิวหนังของเรายืดหรือหดตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินที่รองรับผิวของเราแตกออก ครีมนี้จะช่วยป้องกันการแตกตัวของผิวผ่านส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นต่าง ๆ รวมทั้งไปกระตุ้นเซลล์ ช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน หากใช้เป็นประจำก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดหรือลดเลือนรอยแตกลายได้

ครีมทาท้องลาย

เลือก ครีมลดรอยแตกลาย แบบไหนดี

  • หลีกเลี่ยงส่วนผสมของ วิตามินเอสังเคราะห์ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก ที่อาจเป็นเหตุให้ถึงขั้นพิการได้ เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกครีมลดรอยแตกลายสำหรับคนตั้งครรภ์โดยเฉพาะ 
  • เนื่องจากผิวบริเวณท้องที่บางขึ้น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือระคายเคืองต่อผิว เช่น สีย้อม สารปิโตรเคมี พาราเบน แอลกอฮอล์ น้ำหอมสังเคราะห์ เป็นต้น
  • ควรมีส่วนผสม อนุพันธ์วิตามินซี ที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจน Fibroblast Growth Factor (FGF) และ Epidermal Growth Factor (EGF) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน, Allantoin และ Silanol ที่ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ให้ยืดหยุ่น และ Folate ที่ช่วยสร้างเซลล์ผิว 
  • ควรมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่น เช่น Ceramide, Hyaluronic Acid, Trehalose, Squalane, Uric Acid, Glycerin รวมทั้งช่วยปลอบประโลมผิว บำรุงผิว เช่น โกโก้ และเชียบัตเตอร์ 

 

  1. Cocoro Tokyo แบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่น มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก คาโมมายล์ การบูรและอัลลันโทอิน ให้กลิ่นสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสเป็นออยล์เย็นๆ มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยแตกลาย เพิ่มความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนของผิว คงความชุ่มชื่น และยังช่วยลดรอยแผลหรือคีลอยด์จากแผลผ่าตัดได้ด้วย ใช้ได้ทั้งบริเวณหน้าท้อง หน้าอก ต้นขา และก้น 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.cocorohanako.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.cocorohanako.com
  1. Bunne & Mamalade ครีมบำรุงผิวเข้มข้นเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื้อเป็นบัตเตอร์ มีส่วนผสมออร์แกนิก ทั้งเชียร์บัตเตอร์และน้ำมันสกัดจากพืชธรรมชาติ ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ บำรุงและเสริมสร้างให้ผิวแลดูมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดรอยแตกจากการตั้งครรภ์ ผิวจึงดูเรียบเนียนสุขภาพดี นอกจากนี้เนื้อครีมยังไม่มีน้ำหอม และไม่เหนียวเหนอะหนะด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bunnemamalade.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://bunnemamalade.com/
  1. Palmer’s ผลิตภัณฑ์จากสหรัฐอเมริกา การันตีความปลอดภัยเพราะผ่านการทดสอบ FDA อย่างเป็นทางการจากแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ใช้ได้ยาวตั้งแต่อายุครรภ์ 1 เดือนถึงช่วงหลังคลอด เนื้อครีมซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น โกโก้บัตเตอร์ น้ำมันมะพร้าว เชียบัตเตอร์ และวิตามินอี ช่วยบำรุงโดยเฉพาะผิวบริเวณหน้าท้อง ปกป้องไม่ให้ผิวแตกลายจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของครรภ์คุณแม่ 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/palmersthailand/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/palmersthailand/

 

  1. Bio-Oil ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับผิวมีริ้วรอยและขาดความชุ่มชื้นโดยเฉพาะ มีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชธรรมชาตินานาชนิด เช่น คาเลนดูล่า ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ และคาโมไมล์ อุดมไปด้วยวิตามินเอและอี ทำให้ผิวเรียบเนียน น่าสัมผัส รวมทั้ง PurCellin Oil™ ทำให้มีเนื้อที่บางเบาซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย ลดรอยแตกลาย แผลเป็น ฟื้นฟูผิวให้นุ่มชุ่มชื้น อ่อนโยน ปลอดภัยต่อผิวแพ้ง่าย และมีกลิ่นหอมผ่อนคลายด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.bio-oil.com/th

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bio-oil.com/th
  1. Provamed ครีมบำรุงสูตรเข้มข้นพิเศษ เกลี่ยง่าย หอมอ่อนๆ มาพร้อมส่วนผสมของสารสกัดจากพืชธรรมชาตินานาชนิด เช่น Calendula, Linden, Cornflower, Hypericum และ Chamomile Ext ช่วยบำรุงผิวที่บอบบางแพ้ง่ายได้อย่างอ่อนโยน ลดอาการระคายเคือง ทำให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นสู่ผิว ช่วยบำรุงเพื่อป้องกันและลดเลือนรอยแตกลาย โดยเฉพาะบริเวณท้อง ทรวงอก สะโพก ต้นขา เหมาะสำหรับผิวช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด รวมทั้งผิวที่เกิดปัญหาจากความอ้วน น้ำหนักเกิน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.provamed.co.th

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.provamed.co.th/
  1. Jergens Shea Butter แบรนด์บำรุงผิวจากประเทศออสเตรเลีย เนื้อโลชั่น ซึมเร็ว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผสานด้วยเทคโนโลยี Hydraluncence ที่ให้ความชุ่มชื้น บำรุงลึก มีคอลลาเจนและ Elastin ที่ช่วยกระชับผิวและเพิ่มความยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน ลดปัญหาผิวเหี่ยวย่นก่อนวัยได้ดี เหมาะใช้บริเวณที่มีโอกาสเกิดปัญหาเซลลูไลท์ หรือรอยแตกลาย เช่นบริเวณ ต้นแขน ต้นขา สะโพก และหน้าท้อง

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.jergens-th.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.jergens-th.com/

 

  1. Clarins ครีมยอดนิยมที่จัดการกับรอยแตกลายอย่างได้ผล ช่วยลดเลือนรอยแตกได้ถึง 4 ด้าน ทั้งความกว้าง ความยาว ความลึกและความเข้ม นอกจากนี้ยังมี Glycyrrhetinic จากชะเอม ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ จึงช่วยปลอบประโลมผิว บรรเทาความรู้สึกไม่สบายผิว ไม่ทำให้รู้สึกแห้งตึง ด้วยการนวดเป็นวงกลม เน้นบริเวณที่อาจเกิดรอยแตกลาย เช่น ท้อง ต้นขา บั้นท้าย ทรวงอก เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการรอยแตกลายอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.clarins.co.th/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.clarins.co.th/
  1. Pureen ครีมลดรอยแตกลายแบบเนื้อครีมบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ มีส่วนผสมของ Algisium C Organic Olive Oil และ Shea Butter ช่วยต่อต้านการสร้างอนุมูลอิสระ คืนความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน ลดรอยแตกลาย ริ้วรอยดูจางลง เรียบ เนียน กระชับ ปกป้องผิว โดยเฉพาะผิวหนังที่เกิดการขยายตัวจากการตั้งครรภ์ หรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว เหมาะกับผิวแพ้ง่าย และได้รับการดูแลพิเศษ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.pureen.co.th/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.pureen.co.th/
  1. Burt’s Bees แบรนด์จากสหรัฐอเมริกา รู้จักกันดีจากลิปทาริมฝีปากเพื่อความชุ่มชื้น ครีมทาลดรอยแตกลายจึงมาพร้อมครีมเข้มข้น อุดมด้วย Shea Butter น้ำมันมะกอก น้ำมันโรสฮิป และวิตามินอี ซึมลงลึกสู่ผิวได้ไว ช่วยในการบำรุงผิว ป้องกันผิวแตกลาย เป็นสูตรไร้กลิ่น ปราศจากสารปิโตรเคมีและสารสังเคราะห์ต่างๆ ผ่านการทดสอบโดยกุมารแพทย์ และไฮโปอัลเลอร์เจนิค จึงไม่เป็นอันตรายต่อผิว ใช้ทาระหว่างตั้งครรภ์จะช่วยทำให้ผิวยืดหยุ่น ทาหลังคลอดก็ช่วยให้ความรู้สึกผิวกระชับ และคงความชุ่มชื้น

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.burtsbees.co.th/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.burtsbees.co.th/
  1. Refer สูตร Whitening Stretchmark Remover ครีมเนื้อเข้มข้น หอมละมุนอ่อนๆ และทาแล้วซึมซาบอย่างรวดเร็ว อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติมากมาย เช่น เชียบัตเตอร์ ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ ดอกคาโมไมล์ โรสฮิป เป็นต้น ตรงเข้าบำรุงถึงผิวชั้นใน ช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับผิว คืนความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ลดรอยแตกลายได้ดี และยังผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.fcpco.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.fcpco.com/

ขอบคุณข้อมูลจาก

productnation, Cottonbaby

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ครีมทาท้องคุณแม่ ต้องเริ่มทาเมื่อไร ทาแบบไหนกันท้องลายได้ชัวร์

ครีมทาท้องลายยี่ห้อไหนดี ที่ควรใช้ตั้งแต่เริ่มท้อง คุณแม่ทั่วประเทศเทใจให้ Palmer’s เป็นแบรนด์ในดวงใจ

รีวิว ครีมทาท้อง ป้องกันผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนใช้ดีบ้าง ?

เสื้อในให้นม

10 แบรนด์ เสื้อในให้นม ใส่ได้ทรง ให้นมสะดวก

10 แบรนด์ เสื้อในให้นม ใส่ได้ทรง ให้นมสะดวก

เสื้อในให้นม หนึ่งในไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทีมแม่ ABK อยากขอแนะนำให้คุณแม่ได้รู้จักกัน เพราะนมหรือหน้าอก เป็นส่วนสำคัญบนร่างกายของผู้หญิง มีความโค้งและความมน มีทรงซึ่งสามารถเรียกเปรียบเทียบกับผลไม้ได้หลายชนิด ทั้งเชอร์รี่ สับประรด แอปเปิ้ล และอื่น ๆ โดยผู้หญิงหลาย ๆ ท่านให้ความสนใจกับการรักษาทรงของหน้าอกเอาไว้ไม่มากก็น้อย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพซึ่งสามารถเห็นได้จากภายนอก และยกทรงก็เป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ช่วยดูแลทรงหน้าอกของผู้หญิงมาช้านาน

สำหรับคุณแม่มือใหม่ หน้าอกจะมีความผิดแผกไปจากปกติอยู่ เบื้องต้นคือขนาด ด้วยน้ำนมที่ร่างกายผลิตได้เองและห้ามไม่ให้ผลิตไม่ได้เสียด้วย กรณีที่คุณแม่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ขนาดหน้าอกจะใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจากปกติถึงมาก ยิ่งถ้าคุณแม่ไม่ได้ให้นมลูกน้อย น้ำนมที่สะสมจะทำให้หน้าอกเกิดอาการคัดแน่นขึ้นมาอย่างแน่นอน ซึ่งจะสร้างความไม่สบายตัวให้กับคุณแม่ โดยเฉพาะถ้าชุดชั้นในที่ใช้นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คำนึงถึงหน้าอกของคุณแม่ว่าอ่อนไหวมากกว่าปกติ และคุณแม่มีความต้องการพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมา นั่นคือการให้นมลูกน้อยได้สะดวก

คุณแม่มือใหม่หลายท่าน คิดภาพตัวเองรั้งเสื้อในขึ้นเพื่อให้นมลูก ตอนที่ตั้งครรภ์ใหม่ ๆ แต่ปัจจุบัน โลกยุคใหม่ได้มีนักออกแบบมากมายที่เข้าใจหัวอกคุณแม่เป็นอย่างดี และมีการผลิต เสื้อในให้นม ออกมาขายภายใต้แบรนด์ชุดชั้นในต่าง ๆ ซึ่งเสื้อในให้นมนั้นถือว่าได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสภาพจำทน คอยรั้งเสื้อในขึ้นลงให้เสียดสีเจ็บอก ทั้งอกทั้งชุดชั้นในต้องมาเสียทรง กลับมากลายมาเป็นภาพความสะดวกสบายของคุณแม่ พร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันอบอุ่น ระหว่างมองลูกน้อยดูดนมจากอกด้วยความสุข 

เสื้อในให้นม

เสื้อในให้นม แตกต่างจากเสื้อในปกติอย่างไร

ความแตกต่างเริ่มต้นตั้งแต่เนื้อผ้า เสื้อในให้นมที่ดี เนื้อผ้าจะมีความยืดหยุ่นมากหน่อย เพราะว่าขนาดหน้าอกของคุณแม่นั้นสามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ ขึ้นอยู่กับขนาดเดิม และปริมาณการผลิตน้ำนมของคุณแม่ ด้านในของเสื้อในให้นม มักจะบุผ้าที่สามารถซับน้ำนมได้ เพราะน้ำนมสามารถไหลซึมออกมาได้ตลอด โดยการซึมซับได้ดี จะช่วยให้คุณแม่ไม่คัน และไม่รู้สึกเหนอะหนะมากนักระหว่างวัน

ลักษณะพิเศษสำคัญที่คุณแม่มือใหม่ต้องร้องว้าว คือบริเวณด้านหน้าของเสื้อในมักจะเปิดออกให้นมลูกได้เลย หรือนำหัวเครื่องปั๊มมาใช้งาน

เรื่องการคงรูปของเสื้อใน หลายแบรนด์ไม่นิยมให้มีโครงเพราะแม้จะรับน้ำหนักได้ดีแต่ก็จะเกิดการเสียดสีกับผิวหนังของคุณแม่ได้ง่าย ดังนั้นเนื้อผ้าที่ใช้แม้จะยืดหยุ่นมาก แต่ผ้ามักจะมีน้ำหนักหรือจับดูแล้วเนื้อแน่น เพื่อคงคุณสมบัติดั้งเดิมของเสื้อในเอาไว้ นั่นคือเพื่อรักษาทรงหน้าอกและรักษาบุคลิกภาพของคุณแม่เอาไว้ด้วย ช่วยชะลอการหย่อนคล้อยของหน้าอกลงไป

 

จุดสำคัญที่ควรสังเกตเวลาเลือกซื้อเสื้อในให้นม

  • ระดับการปรับสายชุดชั้นใน ในแต่ละช่วงของการให้นม ร่างกายแต่ละคนผลิตน้ำนมในปริมาณที่ไม่เท่ากัน บางคนผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลังจากผ่านไปช่วงหนึ่ง เมื่อลูกน้อยโตขึ้น คุณแม่จะเริ่มให้นมน้อยลง และร่างกายจะเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง ถึงตอนนั้นในช่วงปลายทางของการให้นม คุณแม่อาจจะอยากปรับสายให้กระชับแน่นขึ้นมา และขนาดหน้าอกเล็กลง ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนหรอกที่จะมีขนาดหน้าอกกลับมาเป็นปกติก่อนตั้งครรภ์ แต่ก็ควรเตรียมตัวไว้ก่อนตั้งแต่เลือกซื้อ เพราะชุดชั้นในที่ดีนั้นจะอยู่กับเราไปยาวนาน 
  • เนื้อผ้าสวมใส่สบาย ไม่สากระคายผิด และยืดได้พอประมาณ เพราะกิจกรรมการให้นมทำให้ต้องอยู่ในอิริยาบถนั่งประคองลูก และการขยับเปลี่ยนมุม เปลี่ยนข้างให้ลูกดูดนม หรือสำหรับคนที่ปั๊มนม ก็อาจจะทำนั่นทำนี่ไปด้วยระหว่างปั๊มนม หากเนื้อผ้าใส่ไม่สบาย ก็จะทำให้เกิดผื่น เกิดร่องรอยช้ำหรือบาดแผลได้ นี่รวมไปถึงความปลอดภัยของลูกน้อยด้วย เพราะเขาอาจจะดึงเล่นเสื้อในระหว่างดูดนม เนื้อผ้าที่สวมใส่ควรจะเป็นมิตรทั้งกับคุณแม่และลูกน้อย
  • ตะเข็บ ไม่ควรมีหรือมีให้น้อยที่สุด เพื่อลดการเสียดสี อีกทั้งตะเข็บอาจจะไปสะสมเหงื่อทำให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้น้ำนมที่ผ้าซึมซับเข้าไปส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือว่าเป็นภัยเงียบต่อทารกที่คุณแม่เหน็บดูดนมอยู่กับตัวได้ 
  • ตะขอเกี่ยวได้แน่นหนาด้านหลัง หรือไม่มีตะขอ เพื่อให้แน่ใจว่าเสื้อในกระชับไปกับรูปร่างของผู้สวมใส่ และเวลามือลูกไปเผลอดึ้งรั้ง เสื้อในจะไม่หลุดหรือหลวมได้ง่าย อีกทั้งการออกแบบให้ดันทรงนั้นจะทำงานได้ดีเมื่อตะขออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและแข็งแรง
  • ช่วยพยุงเครื่องปั๊มนมทำให้คุณแม่ไม่ต้องถือไว้ตลอด ด้วยการออกแบบช่องให้น้ำนมที่เข้ากับหัวปั๊มได้พอดี จึงช่วยให้คุณแม่สามารถปั๊มน้ำนมไปด้วยโดยไม่ต้องคอยจับประคองเครื่องปั๊มนม ไม่ต้องเมื่อย สะดวกสบาย สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ระหว่างปั๊มนมได้

หลังจากเห็นภาพว่าเสื้อในให้นมนั้นเป็นนวัตกรรมเพื่อคุณแม่ และหลัก ๆ จะมองที่ตรงไหนระหว่างเลือกซื้อจากหลายแบรนด์ที่มีวางขายตามช่องทางต่าง ๆ บทความนี้ขอเสนอรายการ 10 แบรนด์ไว้ เพื่อให้ขอบเขตการเลือกของคุณแม่แคบลง และตัดสินใจหาซื้อมาไว้ทันใจ และทันใช้

10 แบรนด์เสื้อชั้นในให้นมที่อยากแนะนำ

  • Wacoal Maternity

แบรนด์วาโก้มีชื่อเสียงมานานเรื่องชุดชั้นในสตรี มีการเก็บข้อมูลสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์มากมายอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแบรนด์นี้จึงถือเป็นลำดับแรก ๆ ที่เป็นตัวเลือกในการบอกต่อ แบรนด์นำเสนอเสื้อในให้นมที่สวมใส่ด้วยการสวมหัว หรือแบบมีตะขอ เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี เส้นในผ้าเป็น Micro Fiber เวลาเปียกจะแห้งได้เร็ว ซักทำความสะอาดได้ มีฟองน้ำเสริมทรงที่คอยช่วยซับน้ำนมและเปลี่ยนได้ เสื้อซับนมแบรนด์นี้ได้ขึ้นขื่อว่าผ้ามีคุณภาพสูงย้วยยาก อยู่กับคุณแม่ได้นานตลอดช่วงเวลาที่ต้องให้นมลูก การเปิดให้นมมีตะขอเกี่ยวผ้าเพื่อปิดเปิดพื้นที่หน้าอก

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.wacoal.co.th/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.wacoal.co.th/
  • DODOLOVE 

เนื้อผ้า Nilit Softex มีความนุ่มอย่างมาก และยืดได้เยอะกว่าผ้าทั่วไป แต่เนื้อผ้าก็มีความหนาแน่นทำให้กลับมาคงรูปเดิมได้แม้ว่าจะถูกยืดออกไปมากและหลายครั้งต่อเนื่อง แบรนด์นี้เน้นเสื้อให้นมที่ไม่มีโครง แต่มีตะขอปรับระดับได้ 4 ระดับ ฟองน้ำเก็บทรงและช่วยซับน้ำนม ถอดเปลี่ยนได้ ถอดซักได้ ส่วนผ้าที่เปิดออกได้ด้านหน้าเพื่อให้หน้าอกเป็นอิสระและให้นมลูกหรือปั๊มนมได้เป็นเป๊กกดล็อคด้านหน้า ทนทาน แต่ใช้แรงไม่มากเพื่อแกะเป๊กออกแต่ละครั้ง

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.dodolove.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dodolove.com/
  • SABINA 

ผ้าไมโครไฟเบอร์ ประกอบด้วยไนลอนถึง 95% ออกแบบให้แข็งแรง ไม่ดันทรง ไม่มีโครง ดูเผิน ๆ คล้ายชุดชั้นในสำหรับออกกำลังกาย มีฐานใต้นมที่กว้างเพื่อจะกระชับตัวคุณแม่ที่จะให้นม รองรับการใช้ฟองน้ำแต่เป็นแบบแผ่นบาง ไม่เน้นเสริมให้ดูอวบอิ่มแต่เน้นการช่วยซับน้ำนม นอกจากนี้ยังช่วยให้หัวอุปกรณ์เครื่องปั๊มนมที่สอดเข้าต่อกับหน้าอกนั้นสามารถผนึกติดและทำงานได้ดีโดยไม่ต้องใช้มือถือไว้ ทำให้คุณแม่สามารถนวดนมที่คัดหรือเปลี่ยนอิริยาบถได้บ่อยตามต้องการอย่างราบรื่น สามารถปรับระดับความยาวของสายเสื้อในได้เพื่อให้รั้งหรือรองรับเต้านมอย่างเหมาะสมตามขนาดเต้านมของคุณแม่เฉพาะคน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.sabina.co.th/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.sabina.co.th/
  • WIENNA

เสื้อในให้นมหรือบราให้นมบุตรราคาประหยัด ที่คุณแม่นิยมใช้กัน ใช้วัสดุที่มีความอ่อนโยนต่อผิวของคุณแม่ บริเวณด้านในซับด้วยผ้าคอตตอนถึง 2 ชั้นเพื่อเพิ่มความกระชับ แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะร้อนอบอับชื้น เพราะเลือกใช้ผ้าฝ้ายธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการระบายอากาศได้ดี ไม่อบร้อน ช่วยซับน้ำนมได้เล็กน้อย สามารถใส่แผนซับน้ำนมเสริมด้านในได้ ตัดเย็บด้วยเทคนิคพิเศษ ทำให้สามารถเปิดได้ถึง 120 องศา จึงเปิดเต้าเพื่อให้นมลูกได้สะดวก มาพร้อมกับตะขอคู่เพื่อความกระชับ สวมใส่สวยงาม รองรับหน้าอกทุกขนาด

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://shopee.co.th/Wienna

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/Wienna

 

  • VARARA

ความโดดเด่นของแบรนด์นี้คือมีลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก ถึงใส่อยู่ด้านในแต่คุณแม่ยังสาวหลายคนชอบลายน่ารักเช่นนี้และต้องหามาไว้ในครอบครอง โดยแบรนด์นี้เลือกใช้เนื้อผ้าใส่สบาย ผลิตจากผ้า Nylon ผสม Spandex มีการเสริมโครง เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ห่วงเรื่องการหย่อนคล้อยของทรวงอก ปรับตะขอได้ 3 ระดับ

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://shopee.co.th/VARARA

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/VARARA
  • Cherilon

เน้นทูโทน สองสีใส่สบาย สีดำและสีเนื้อ แนบชิดกับทรวงอก แถบผ้าใต้ทรวงอกกระชับแข็งแรงและยกทรงอกให้สวยงาม ทะนุถนอมเต้าไม่ให้หย่อนคล้อย เนื้อผ้านุ่มและขยายออกได้ดี ตะขอบนสายเสื้อชั้นในที่ไว้ปลดเพื่อเปิดชิ้นผ้าด้านหน้าเวลาให้นมหรือปั๊มนมแกะออกได้ง่าย มีฟองน้ำเสริมทรงที่มีการระบายอากาศดีเยี่ยม ผ้าด้านข้างตัวถูกออกแบบมาให้เก็บพื้นที่ส่วนเกินข้างเต้า มีตะขอปรับได้ 4 ระดับ จะให้เสื้อในแน่นหรือขยาย ปรับอีกได้ตามต้องการ

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://shopee.co.th/Cherilon-Bra

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/Cherilon-Bra
  • Mothercare

ออกแบบมาให้ถนอมเต้าของคุณแม่อย่างอ่อนโยนขณะสวมใส่ ยางยืดด้านหลังนุ่ม สามารถใส่นอนได้สำหรับคุณแม่ที่อยากจะงีบระหว่างวันโดยไม่ถอดเสื้อในออกเพราะห่วงเรื่องน้ำนมคัดไหลและเลอะเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอน ใช้งานง่าย ความนิ่มทำให้ไม่ต้องห่วงว่าจะไปเสียดสีกับผิวลูกน้อยให้ระคายเคือง การออกแบบดูหลากหลาย ตอบโจทย์คุณแม่ทุกวัย ทั้งลายทาง สีเรียบ ลายจุด ลูกไม้ หรือผ้าลายสีต่าง ๆ นอกจากนี้เสื้อในให้นมแบรนด์นี้ยังช่วยให้ใช้เครื่องปั๊มนมโดยไม่ต้องคอยประคองตลอด และระหว่างให้นมดูปกปิดดีมาก ๆ เพิ่มความมั่นใจเวลาออกไปนอกบ้านกับลูกน้อย

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.mothercarethailand.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.mothercarethailand.com/

 

  • Mommy Bra

เนื้อผ้ากว้างได้มาตรฐาน กินพื้นที่ใต้ทรวงอกเมื่อสวม ซึ่งเพิ่มความกระชับกับร่างกายและยกทรงขึ้น ช่วยแบ่งเบาน้ำหนักของหลังพร้อมกับเก็บทรวงอกได้ดี งานเย็บละเอียด เนื้อผ้าดี และมีหลายสีให้เลือก เป็นสีพื้นแต่ออกโทนพาสเทล ฟองน้ำซึ่งเอาไว้ซับน้ำนมและเสริมทรงนั้นช่วยระบายอากาศได้ดี การออกแบบบรามีปุ่มกันเลื่อนให้ฟองน้ำ ไม่ต้องห่วงว่าใส่อยู่ระหว่างวันแล้วฟองน้ำจะม้วนหรือพับให้หงุดหงิดใจ

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.mommy-bra.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.mommy-bra.com/
  • CALVIN KLEIN

เนื้อผ้าบางเข้ารูป ใส่สบายมาก ๆ กับแบรนด์นี้ เนื้อผ้ายืดได้มากรับน้ำหนักที่ใต้ทรวงอกและดันกระชับลงแนบลำตัว แถบด้านล่างแสดงชื่อแบรนด์ชัด ๆ ตามสไตส์แบรนด์นี้ค่ะ ผู้ใส่สามารถปลดตะขอด้านหน้าเพื่อจะให้นมหรือปั๊มนมได้ เวลาสวมอยู่ นี่เป็นอีกแบรนด์ที่มองเผิน ๆ ราวกับใส่บิกินี่ สีจะเป็นสีพื้น อย่างดำ ขาว เทา หรือแดงไวน์ ด้านหลังมีตะขอแข็งแรง

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.davidjones.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.davidjones.com

 

  • BUNNE & MAMALADE

แบรนด์นี้นำเสนอความเซ็กซี่ในลวดลายลูกไม้ โดยออกแบบด้วยผ้าที่ใส่สบายอย่างโพลีอะมายด์ถึง 87% ไม่คันทั้งคุณแม่และลูกน้อย สายบราออกแบบให้สามารถถอดได้ เหมาะมาก ๆ ถ้าคุณแม่จะออกงานแล้วตั้งใจจะซ่อนสายชุดชั้นใน มีตะขอด้านหลังปรับได้ 5 ระดับ มีตะขอปลดด้านหน้า เพื่อให้พื้นที่แก่เต้านมในเวลาที่ต้องให้นมลูก หรือปั๊มนม

ข้อมูลเพิ่มเติม: bunnemamalade.com

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://bunnemamalade.com/

การให้นมนั้นคุณแม่จะต้องประคองลูกรักในอิริยาบถต่าง ๆ ชั้นในให้นมเป็นเหมือนตัวช่วยให้ยืดกล้ามเนื้อได้สะดวก และแบ่งเบาภาระรองรับน้ำหนักของนมที่รั้งลงด้วยฐานที่รองใต้ทรวงอกอยู่ อีกทั้งในยามปกติที่ไม่มีการให้นม เสื้อในให้นมจะจัดเต้านมให้เข้ารูป และชะลอการหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรพลาดจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

momandbaby

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คู่มือ! เตรียมของไปคลอด ให้ครบ! จบ! ในกระเป๋าใบเดียว

แม่สงสัย ดูแลเต้านม อย่างไรช่วงให้นมลูก

D.I.Y ชั้นในให้นมธรรมดา ให้กลาย Handfree ปั๊มนม (มีคลิป)

ปอมเปย์

รู้เร็วยิ่งดี! ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรมที่เจอตั้งแต่เป็นทารก

รู้เร็ว ยิ่งดี! ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรมที่เจอตั้งแต่เป็นทารก

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรค ปอมเปย์ (Pompe disease) เป็น โรคทางกรรมพันธุ์ จากการขาดเอนไซม์ พบได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยมีภาวะหัวใจโต ตับโต กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมักเสียชีวิตในขวบปีแรก จึงจำเป็นต่อการตรวจวินิจฉัยให้เร็ว โรคปอมเปย์ คืออะไร มีสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน และรักษาอย่างไร ทีมแม่ ABK หาข้อมูลมาให้แล้วค่ะ

โรค ปอมเปย์ คืออะไร

โรคปอมเปย์ เป็นภาวะทางพันธุกรรมเมตาบอลิค ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แบบลักษณะด้อยเกิด ที่ทำให้กล้ามเนื้อของทารกอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการขาดเอนไซม์ ในการย่อยสลายโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า ไกลโคเจน (glycogen) นอกจากจะไปทำลายระบบกล้ามเนื้อแล้ว ยังสามารถทำให้ระบบหายใจบกพร่อง และสร้างความเสียหายไปยังตับได้อีกด้วย

พบการเกิดโรคประมาณ 1 ใน 40,000 คน อาการของผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับปริมาณเอนไซม์ที่ร่างกายสร้างได้ ในรายที่สร้างเอนไซม์ได้น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วย จะมีอาการตั้งแต่ยังเป็นทารก โดยมีภาวะหัวใจโต ตับโต กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมักเสียชีวิตในขวบปีแรก ผู้ป่วยที่มีเอนไซม์ 1-40 เปอร์เซ็นต์ อาการแสดงที่เด่นชัดคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมักพบในช่วงอายุที่มากขึ้น หรืออาจพบ ในวัยผู้ใหญ่

ประเภทของโรคปอมเปย์

โรคปอมเปย์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท หรือตามช่วงอายุ ดังนี้

  • ชนิดที่เริ่มเป็นตอนแรกเกิด (Classic infantile-onset)
  • ชนิดที่เริ่มตั้งแต่ในวัยทารก (Non-classic infantile-onset) ซึ่งอาจยังไม่แสดงอาการมากนัก แต่จะค่อยๆ ปรากฎขึ้นเมื่อทารกมีอายุได้ 1 ปี
  • ชนิดที่เริ่มเป็นในวัยเด็ก จนถึงผู้ใหญ่ (Late-onset) ชนิดนี้มีความรุนแรงน้อยลงกว่า 2 ชนิดแรก และอาจเริ่มมีอาการหลังอายุ 1 ปี หรือช่วงวัยรุ่น จนไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้

นายแพทย์ธนินทร์  เวชชาภินันท์  ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า อาการในวัยผู้ใหญ่  ที่เป็นโรคปอมเปย์นั้น มักพบว่า ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อต้นแขน ต้นขา อาจมาพบแพทย์ด้วยปัญหาเดินขึ้นบันไดลำบาก นั่งแล้วลุกยาก ยกแขนขึ้นหวีผม หรือหยิบสิ่งของที่วางอยู่บนที่สูงไม่ไหว อาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลัง (paraspinal muscle) หลังคด

อาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อย ควรเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กอาการของลูกได้ตั้งแต่กำเนิด หากพบความผิดปกติ ควรรีบขอคำแนะนำแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์โดยทันที อาการแรกเริ่มของทารกนั้นมี ดังต่อไปนี้

ส่วนอาการในช่วงวัยรุ่น และผู้ใหญ่นั้น มักจะมีอัตราการหายใจถี่ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เคลื่อนไหวร่างกายลำบากไม่คล่องตัว (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ปวดศีรษะในช่วงเช้าอยู่บ่อย ๆ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในปอดเพิ่ม และหัวใจเกิดการขยายใหญ่ขึ้น

วิธีรักษาโรคปอมเปย์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจวินิจฉัยอาการในเบื้องต้นถึงระบบการหายใจ การทำงานของกล้ามเนื้อ รวมถึงประวัติโรคประจำตัวทางครอบครัว ซึ่งการบำบัดโรคปอมเปย์ในระยะแรก แพทย์อาจใช้เป็นตัวยา ไมโอไซม์ (Myozyme) และ ลูมิไซม์ (Lumizyme) เข้าสู่ร่างกายของทารกเพื่อให้กระบวนการสร้างน้ำตาลสมดุล ร่วมกับการบำบัดทางกายภาพ ควบคุมอาหารโภชนาการ และรักษาร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคหัวใจเพิ่มเติม

ส่วนผู้ป่วยที่อาการรุนแรง อาจมีอาการเหนื่อย โดยเฉพาะเวลานอนราบ จากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ ในรายที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคปอมเปย์ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจระดับเอนไซม์ CK (Creatine kinase) ในเลือด การตรวจการนำไฟฟ้าเส้นประสาทและคลื่นกล้ามเนื้อ การตรวจเอนไซม์ในเลือด โดยการหยดเลือดบนกระดาษกรอง และยืนยันโรคโดยการตรวจทางพันธุกรรม

ปัจจุบันรักษาผู้ป่วยโรคปอมเปย์ โดยการให้เอนไซม์ทดแทนทางหลอดเลือดดำทุก 2 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแต่การรักษายังมีราคาสูงมาก สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ให้เร็ว เพื่อให้เอนไซม์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนได้แก่ผู้ป่วยค่ะ

ปอมเปย์
ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรม พบได้ตั้งแต่เป็นทารก

ถึงแม้ โรคปอมเปย์ จะเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากกับลูกน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถประมาทได้ เพราะโรคนี้มีความรุนแรงสูง เสี่ยงต่อสุขภาพร่างกายของเด็กแรกเกิด ชอให้ณแม่สังเกตลูกน้อยด้วยความระมัดระวังนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ, Helloคุณหมอ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาการ ลองโควิด กับมิสซีเทียบอาการให้ชัดป้องกันได้ไว

กรมควบคุมโรคแนะ! 6 ขั้นตอนคัดกรองเด็กป้องกัน โรคมือ เท้า ปาก

แพทย์เตือน ฟลูโรนา (flurona) ติดโควิดพร้อมไข้หวัดใหญ่

อุทธาหรณ์ลูกกิน เจลแอลกอฮอล์ อันตราย

เตือนภัยลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์ อันตรายใกล้ตัว!!

เจลแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ล้างมือ ตัวช่วยฆ่าเชื้อโรค ในยุคโควิด19 ระบาดที่มีวางไว้ให้สะดวกใช้งาน แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเมื่อแม่แชร์เตือนภัยลูกเผลอกินแอลกอฮอล์

เตือนภัยลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์ อันตรายใกล้ตัว!!

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กนะคะ เจอมากับตัวเองเลย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา…ขณะที่คุณพ่อตัดสินใจจะกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมงานทำบุญกระดูก 100 วันคุณตา เพียงคนเดียวเนื่องจากกลัวเสี่ยงโควิดระบาด เลยไม่อยากพาลูกไปด้วย เมื่อคุณพ่อออกเดินทางไปเพียงไม่ถึง 15 นาที ก็มีเรื่องตกใจเกิดขึ้น
..
ในขณะที่คุณแม่ กำลังเข้าไปทำกับข้าวให้ลูกชายในครัว แม่ก็ได้ยินเสียงลูกชายไอแคร๊กๆ ออกมา แล้วร้องเรียก แม่คร๊าบ แม่คร๊าบ พร้อมร้องไห้ เราก็ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก็พบว่ามีขวดแอลกอฮอล์ที่เป็นขวดเติมขวดเล็กสำหรับพกพา เปิดฝาอยู่ เรารู้ทันทีว่าลูกน่าจะกระดกแอลกอฮอล์เข้าปากไปแน่นอน
covid-19 ป้องกันด้วยการล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย
covid-19 ป้องกันด้วยการล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย
ตอนนั้นตกใจมาก ลูกก็ร้องไห้ หน้าแดงคอแดง แม่รีบเอาน้ำดื่มกรอกปากลูกให้มากที่สุดจนลูกอ้วกพุ่งออกมาเป็นน้ำเมือกๆ แม่ก็กรอกน้ำลงไปอีก พยายามให้ลูกอ้วกออกมาให้เยอะที่สุด เค้าก็อ้วกออกมา 4-5 รอบ เป็นน้ำพุ่งๆ เมือกๆ เรารีบโทรตามคุณพ่อให้กลับมาบ้านด่วน อาจต้องพาลูกไป ร.พ.
สักพักลูกมีอาการเหมือนเมาๆ หน้าแดงกร่ำถึงคอ บอกแม่ๆ ง่วงๆ พานอนๆ นมๆๆ ขอนมหน่อย เราก็ใจคอไม่ดี รอพ่อให้กลับมาบ้าน
รีบเปิดเน็ตหาวิธีแก้พิษเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งมีข้อมูลน้อยมาก แต่ก็เจออยู่ข้อมูลนึงคือ ให้ดื่มน้ำเยอะๆ ให้อาเจียนออกมา และให้จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อให้พิษเจือจาง ถ้ามีนมให้ดื่มนม
เมื่อพ่อกลับมาถึงบ้าน ลูกชายรีบวิ่งไปหาพ่อทันที ยังมีอาการอึกอั๊กๆ จะอ้วก เลยพาเข้าห้องน้ำไปอ้วก แล้วให้กินนม กินไปได้ครึ่งขวด ก็เหมือนจะอาการดีขึ้น เลยติดต่อไปทางเพื่อนที่อยู่ ร.พ. เพื่อนบอกให้ลองสังเกตอาการ เพราะเราไม่รู้ว่ากินไปเยอะแค่ไหน หรืออาจแค่จิบเข้าไป แล้วพอรู้ว่าไม่อร่อยก็บ้วนทิ้งแต่มันยังติดอยู่ที่ปาก เลยให้สังเกตอาหารถ้าไม่ซึม ก็ไม่เป็นไร หรือถ้าให้ชัวร์คือพาไปหาหมอ
แต่ผ่านไปประมาณ 10 นาที ลูกมีอาการดีขึ้น ไม่ซึม กลับวิ่งเล่นปกติ ร้องเพลง เล่นกับพ่อ แต่ก็ยังไม่นอนใจ เลยตัดสินใจเก็บของเก็บกระเป๋าเดินทางไปพร้อมพ่อ เพื่อไปหาหมอและสังเกตอาการ คุณพ่อไม่กล้าทิ้งแม่และลูกไว้ลำพัง เพราะมันไม่สะดวกเลยในยุคโควิดแบบนี้
เมื่อพาไปพบหมอที่คลีนิคใกล้บ้าน หมอไม่อยู่อีก พยาบาลบอกจากที่ดูอาการไม่น่าเป็นห่วง ให้คอยสังเกตอาการเอา เพราะลูกไม่มีอาการซึมเลย ยังร่าเริงปกติ
…เมื่อขึ้นรถมาสักพัก ก็บ่นแต่หิว และซัดแฮมเบอร์เกอร์ไป 1 ชิ้นเต็มๆ กินอิ่ม ก็ขอนอน หลับมา พอตื่นก็ร้องเพลงกล่อมคนในรถ พ่อกับแม่ก็มองหน้ากันว่า ดูจากอาการ ลูกคงไม่เป็นอะไรแล้ว
สอบถามไปทางเพื่อนซึ่งเป็นคุณหมอจากอาการที่เกิดขึ้น หมอบอกว่าน่าจะไม่ต้องเป็นห่วง อาการเข้าข่ายปกติแล้ว แม่ก็เบาใจ
มาถึงวันนี้ ลูกชายยังปกติ กินอิ่ม นอนหลับ และเล่นทั้งวันเหมือนเดิม
#ขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเตือนใจคุณพ่อคุณแม่ เลยว่าเด็กก็คือเด็ก เค้าไม่รู้ว่าอะไรกินได้หรือไม่ได้ คนเป็นพ่อแม่ต้องเก็บให้ดี ต้องระวังให้มากที่สุด
ปล.ยังงงกันทั้งพ่อและแม่ว่าลูกไปเอาขวดแอลกอฮอล์ขวดนั้นมาจากไหน เพราะปกติของพวกนี้เราจะเอาไว้บนหลังตู้ ให้สูงกว่ามือเค้าอยู่แล้ว หรือสันนิษฐานได้ว่าขวดนี้ที่มีแอลกอฮอล์อยู่ติดก้นขวดมันเบา อาจพลัดตกลงมาจากด้านบนตู้ แล้วลูกเห็นเป็นขวดน้ำสีๆ เลยยกมากิน
ขอขอบคุณเรื่องราวอุทธาหรณ์ที่นำมาแบ่งปันจาก Tonnam kids shop
ลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์
ลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์

ทำความรู้จัก เจลแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ล้างมือ

เจลแอลกอฮอล์สูตรพื้นฐาน เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 1,000 มล. :

ส่วนประกอบ
1. Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 3.6 กรัม
2. Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 540 มล.
3. Trichosan 1.2 กรัม
4. Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 9.6 มล.
5. น้ำสะอาด 646.6 มล.

จากส่วนประกอบจะเห็นได้ว่า แอลกอฮอล์ คือสารสำคัญที่อยู่ในเจลล้างมือหลายชนิด และเพื่อให้มันสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจลล้างมือจะมีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูง มากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่วางขายทั่วไปในร้านค้า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเจลล้างมือบางชนิดอาจสูงถึง 80% ขึ้นไป

เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ : เป็นพิษแค่ไหน??

การใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์บนมือของเรานั้นส่วนมากมีความปลอดภัย หาคุณถูเจลล้างมือบนมือของคุณ เป็นเวลาประมาณ 30 วินาที ปริมาณแอลกอฮอล์ส่วนเกินนั้นจะระเหยไปเอง  ดังนั้น ถ้าคุณหยิบจับอาหารหลังจากที่ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ มันจะไม่มีแอลกอฮอล์หลงเหลืออยู่บนมือของคุณ และไม่มีโอกาสที่จะเป็นพิษต่อร่างกาย

ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำไม่ใช่การห้ามไม่ให้ลูกใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ แต่ควรฝึกให้เด็ก ๆ ใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์อย่างถูกต้อง และเก็บให้พ้นมือของพวกเขา เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามาเปิดฝา และกินเข้าไปในปริมาณมาก

พ่อแม่ควรสอนลูกล้างมือ ล้างมือด้วย เจลแอลกอฮอล์ ให้ถูกวิธี
พ่อแม่ควรสอนลูกล้างมือ ล้างมือด้วย เจลแอลกอฮอล์ ให้ถูกวิธี

ทำอย่างไร?? เมื่อลูกเผลอกินแอลกอฮอล์เจล

ปริมาณเจลแอลกอฮอล์ล้างมือจากการกดปั๊ม หรือบีบขวด 1 ครั้ง หรือประมาณ 2 – 2.5 มิลลิลิตร (ml.) ไม่เพียงพอที่จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรเก็บเจลล้างมือแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ หรือสารเคมีใด ๆ เหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก พยายามใช้เจลล้างมือที่เป็นขวดปั๊มแทนแบบฝาเกลียว ที่จะสามารถหมุนออกมาได้จะปลอดภัยกว่า เพราะขวดลักษณะดังกล่าวจะทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ที่กดใช้ออกมาหนึ่งครั้งถูกจำกัด

แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อลูกเผลอรับประทานเจลแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ล้างมือเข้าไป เราควรจะต้องปฎิบัติตัว ทำการปฐมพยาบาลเช่นเดียวกับการรับประทานสารพิษเข้าได้ ดังนี้

ยาพิษที่ไม่มีฤทธิ์กัด ตัวอย่าง : แอลกอฮอล์ (เอทธิลแอลกอฮอล์) ,แอสไพริน ,ผลไม้ป่ามีพิษ , เห็ดพิษ ,ยาแผนปัจจุบัน

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. มองหาภาขนะบรรจุยาพิษที่ตกอยู่ใกล้ผู้ป่วย นำไปโรงพยาบาลด้วย
  2. ถ้าทราบว่า เพิ่งรัปประทานยาเข้าไป พยายามทำให้อาเจียน ถ้าไม่ออกให้ดื่มน้ำมาก ๆ พยายามล้วงคอให้อาเจียน นำเศษอาเจียนไปให้แพทย์ดูด้วย (ถ้าทำได้)
  3. ถ้ากินยาพิษเข้าไประยะหนึ่งแล้ว อย่าทำให้อาเจียนเพราะพิษถูกดูดซึมภายหลัง

เอทิลแอลกอฮอล์ หรือ เอทานอล (Ethyl Alcohol หรือ Ethanol) เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95 % ผลิตจากพืชประเภทน้ำตาลและพืชจำพวกแป้งเช่นเดียวกันกับแอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้จะเป็นชนิดของแอลกอฮอล์ที่สามารถรับประทานได้ แต่ด้วยความเข้มข้นที่สูงกว่าในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป ทำให้ผู้ดื่มมีภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษและในบางรายรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงเหมาะสำหรับทำความสะอาด เช็ด ถู เพื่อฆ่าเชื้อ

ทั้งนี้ เอทานอลสำหรับล้างแผล เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของเอทานอล และ Isopropanol ไม่สามารถนำมารับประทานได้เพราะในขั้นตอนการผลิต มีสารเคมีต่างๆที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยส่วนใหญ่จะมีการผสมสีเพื่อให้สังเกตุได้ง่าย

เก็บ เจลแอลกอฮอล์ สารพิษ ให้พ้นมือเด็ก
เก็บ เจลแอลกอฮอล์ สารพิษ ให้พ้นมือเด็ก

อาการของผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายในระดับต่าง ๆ

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะมีปริมาณแอลกอฮล์ตั้งแต่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง 70-80% เช่น ที่พบในเหล้ารัม วิสกี้ หรือบรั่นดี เป็นต้น และเมื่อดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะขึ้นสูงสุดภายในระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 45 นาที ส่วนระยะเวลาการออกฤทธิ์ในร่างกายขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม ปัจจัยที่ทำให้ได้รับผลกระทบต่อฤทธิ์แอลกอฮอล์มาก คือ การดื่มแบบเพียว และการดื่มขณะท้องว่าง เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะส่งผลต่อร่างกาย ตามระดับปริมาณแอลกอฮอล์ต่าง ๆ ดังนี้
  • ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกิดอาการครึกครื้น สนุกสนานร่าเริง
  • ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้การควบคุมการเคลื่อนไหวเสียไป ไม่สามารถควบคุมได้ดีเท่าภาวะปกติ
  • ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะเกิดอาการเดินไม่ตรงทาง
  • ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเกิดอาการสับสน
  • ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  เกิดอาการง่วง งง และซึม
  • ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกิดอาการสลบ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจถูกกด ชีพจรช้าลง การหายใจช้าลง จนถึงอาจหยุดหายใจ และตายได้

    เจลแอลกอฮอล์
    เจลแอลกอฮอล์
การรับประทานแอลกอฮอล์ 70% เข้าไปอึกหรือสองอึกนั้น พบว่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้รับไม่สามารถทำให้เกิดพิษแก่ร่างกายได้ แต่หากเกิดอาการผิดปกติที่มากกว่านี้ เช่น เกิดใจสั่น หน้ามืด ก็ควรรีบไปพบแพทย์ ทั้งนี้ ควรบอกกล่าวให้คนใกล้ตัวทราบถึงเหตุการณ์ที่เราได้ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com/www.sbs.com.au/www.posttoday.com/คู่มือประชาชนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น กระทรวงสาธารณสุข

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

3ข้อเตือนใจแม่! อุบัติเหตุบนถนน ที่มักเกิดขึ้นกับลูก

หมดกังวลเรื่องอุบัติเหตุ! ด้วย 4 วิธีป้องกันอันตราย ให้ลูกน้อยมีอิสระ เรียนรู้ได้เต็มที่

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ไว้ใช้เองที่บ้าน

24 ยี่ห้อ เจลล้างมือ มีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 70% !

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาการโคลิค

อาการโคลิค พ่อ แม่ เตรียมรับมืออย่างไร?

การที่ลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่า การร้องไห้ของลูกเกิดจากสาเหตุใด ลูกร้องไห้เพราะ กลัว หิว ง่วง หรือเพราะ อาการโคลิค

อาการโคลิค พ่อ แม่ เตรียมรับมืออย่างไร?

อาการโคลิคเป็นอย่างไร สาเหตุของการเกิดอาการ มักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุเท่าไหร่ จะสามารถป้องกันได้อย่างไร เมื่อเกิดอาการแล้วรักษาอย่างไร อันตรายหรือไม่ คุณพ่อคุณแม่คงเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้น เมื่อลูกร้องไห้ก็มักจะสงสัยว่าเกิดจากอาการโคลิคหรือไม่ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆมาให้คุณพ่อคุณแม่หายสงสัยกันแล้วค่ะ

อาการโคลิค
อาการโคลิค

อะไรคือ อาการโคลิค (COLIC) 

อาการโคลิค คือ อาการของเด็กที่พบได้ตั้งแต่แรกเกิด พบบ่อยมากที่สุดในช่วงอายุ 4-6 สัปดาห์ มักจะเป็นไม่เกินอายุ 5 เดือน และหายได้เอง เกิดได้กับเด็กทั้งเพศชาย และเพศหญิง

เด็กที่เกิดอาการโคลิค มักจะร้องไห้เสียงดัง เสียงสูง หน้าท้องเกร็ง ร้องไห้ไม่หยุดนานนับชั่วโมง ปลอบให้หยุดได้ยาก มักจะเกิดอาการโคลิคบ่อยที่สุดในช่วงเย็น ช่วงค่ำ

แนะนำว่าให้ลองเบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก เช่น คอยปลอบ ลูบหลัง ให้ฟังเพลงช้าๆ เบาๆ อาบน้ำอุ่น ให้ดูดจุกนม เล่นของเล่น พาไปเดินเล่นบริเวณนอกบ้าน พาไปนั่งรถเล่น ลองทำทีละอย่าง และสังเกตดูว่ากิจกรรมไหนที่ทำให้ลูกหยุดร้องเร็วขึ้น

สาเหตุของอาการโคลิค

ในทางการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการโคลิค แต่ได้มีการคาดการณ์ว่าอาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • เด็กเหนื่อย ถูกกระตุ้นบ่อยๆ เล่นเยอะ
  • จากพื้นฐานอารมณ์ของเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กที่เลี้ยงยาก หรือเด็กที่พ่อแม่มีปัญหาทางอารมณ์
  • มีลมหรือแก๊สมากในท้อง เนื่องจากมีการกลืนอากาศเข้าไปมากขณะดูดนม
  • เด็กเรอออกมาน้อย ทำให้อากาศที่อยู่ในท้องมากจนเด็กมีอาการอึดอัดแน่นท้อง
  • เด็กนอนในท่าไม่เหมาะสม
  • เด็กดื่มนมมากเกินไป หรือน้อยเกินไป และการป้อนผิดวิธี
  • ครอบครัวมีความเครียด หรือความวิตกกังวลมาก
  • ความเครียดของแม่ขณะตั้งครรภ์มีผลทำให้เกิดอาการโคลิคในเด็กได้
  • เด็กมีปัญหาทางสุขภาพ เช่น มีภาวะโรคกรดไหลย้อน หูอักเสบ โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ไส้เลื่อน แพ้นมวัว ผื่นผ้าอ้อม เป็นต้น
  • มีการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ คือมีการเคลื่อนตัวของลำไส้มากเกินไป
  • เด็กกินอาหารพวกแป้งมากเกินไป ทำให้ลำไส้ย่อยแป้งไม่หมด จึงเหลือแป้งให้แบคทีเรีย (ในลำไส้) ย่อยแป้งที่เหลือ ทำให้เกิดเกิดแก๊สในลำไส้มาก เด็กจึงรู้สึกอึดอัด แน่นท้อง
  • เด็กมีการแพ้อาหาร หรือกินน้ำผลไม้บางอย่าง เช่น น้ำแอปเปิ้ล
  • เด็กที่พ่อ แม่ มีปัญหาทางอารมณ์
  • มีการเปลี่ยนแปลงของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้เด็ก โดยเฉพาะมีแบคทีเรียบางกลุ่มสัมพัมธ์กับการเกิดอาการโคลิก ซึ่งเมื่อลดแบคทีเรียกลุ่มดังกล่าวอาการโคลิกก็ลดลงได้
  • เกิดการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนในร่างกายเด็ก ทำให้เกิดอาการปวดท้อง
  • การพัฒนาของระบบประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือการระคายเคืองของระบบประสาท
  • มีภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่องทำให้เกิดแก๊ซในท้องเยอะ
  • ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้

ลูกร้องไห้เพราะอาการโคลิคหรือไม่

ลูกร้องไห้เพราะอาการโคลิค หรือเพราะป่วย พ่อแม่สามารถสังเกตุอาการได้ดังนี้

หากเด็กป่วย มักจะร้องทั้งวัน ไม่ร้องเฉพาะช่วงเวลา อีกทั้งยังมีอาการร่วมต่างๆ เช่น มีไข้ ท้องเสีย อาเจียน ไม่ดื่มนม น้ำหนักไม่ขึ้น เป็นต้น

หากเด็กร้องเพราะโคลิค มักจะร้องแบบไม่ทราบสาเหตุ ปลอบให้หยุดยาก ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เช่น ดื่มนมได้ เล่นได้ สบายตัว แต่เมื่อถึงเวลาที่ร้อง ก็จะร้องไม่หยุดเป็นชั่วโมง โดยจะพบอาการได้บ่อยในช่วงเย็น ช่วงค่ำ

อาการแบบไหนควรพาลูกไปพบแพทย์

การที่ลูกร้องไห้ดูจะเป็นเรื่องปกติ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตุว่า ลูกมีพฤติกรรมในการกิน การนอน หรือการร้องไห้ที่ผิดแปลกไปจากเดิมหรือไม่ และหากลูกมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

  • ร้องไห้หนักมาก ร้องนาน ร้องเสียงแหลม หรือกระสับกระส่าย
  • อุ้มขึ้นมาและทารกตัวอ่อนปวกเปียก
  • ไม่ยอมดื่มนม
  • อาเจียนเป็นของเหลวสีเขียว ๆ
  • อุจจาระเป็นเลือด
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียสสำหรับทารกที่อายุต่ำกว่า 3 เดือน หรือมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียสสำหรับทารกที่อายุ 36 เดือน
  • กระหม่อมบุ๋ม
  • ตัวเขียว หรือผิวซีด
  • มีอาการชัก
  • มีอาการหายใจผิดปกติ
ร้องโคลิค
ร้องโคลิค

การรักษาอาการโคลิค

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาอาการโคลิคโดยเฉพาะ เพราะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ ทั้งนี้อาการโคลิคจะดีขึ้น หรือหายได้เองเมื่อเด็กอายุไม่เกิน 5 เดือน อย่างไรก็ดีมีความพยายามบรรเทาอาการโคลิคให้น้อยลง ดังนี้

  • ในรายที่ลูกดื่มนมแม่ แม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เด็กเกิดการแพ้อาหาร เช่น นมวัว
  • ลดความเครียดภายในครอบครัว พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่า โคลิคเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว และสามารถหายได้เอง
  • ในรายที่ลูกไม่ได้ดื่มนมแม่ ควรเลือกนมที่มีโอกาสแพ้ได้น้อย
  • ขณะให้น้ำ หรือให้นมเด็กจากขวด ต้องระวังอย่าให้ลมเข้าไปในท้องขณะเด็กดูดนม โดยยกขวดให้นมหรือน้ำเต็มบริเวณจุก ไม่ให้มีอากาศเข้าไปได้
  • หลังให้นมแล้ว ควรทำให้เด็กเรอ เพื่อไม่ให้เด็กปวดท้อง เนื่องจากลมในกระเพาะ
  • ยาบางชนิดก็อาจช่วยได้ เช่น ไซเมทิโคน โดยหยดลงในขวดน้ำหรือป้ายที่นมแม่ก่อนให้นม ซึ่งจะช่วยลดแก๊สหรือกรดเกินในกระเพาะอาหารของเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ถึงปริมาณ และระยะเวลาในการให้ยา

ดูแลลูกอย่างไรเมื่อเกิดอาการโคลิค

เด็กร้องไห้เพราะต้ัองการสื่อสารบางอย่าง อาจเป็นเพราะเด็ก เหนื่อย กลัว หิว ป่วย หรือมีความผิดปกติในร่างกาย หากเด็กร้องให้อย่างหนักควรพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่ามีความผิดปกติทางร่างกายหรือไม่

มีหลายวิธีในการรับมือกับลูกที่มีอาการโคลิค เด็กบางคนอาจใช้วิธีนี้แล้วร้องให้น้อยลง แต่เด็กอีกคนใช้วิธีเดียวกันไม่ได้ผล คุณพ่อคุณแม่ต้องทดลองว่าวิธีไหนจะดีที่สุดสำหรับลูกตัวเอง โดยลองปฏิบัติตามนี้

  • ลองเบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก เช่น คอยปลอบ ลูบหลัง ให้ฟังเพลงช้าๆ เบาๆ อาบน้ำอุ่น ให้ดูดจุกนม เล่นของเล่น พาไปเดินเล่นบริเวณนอกบ้าน พาไปนั่งรถเล่น ลองทำทีละอย่าง และสังเกตดูว่ากิจกรรมไหนที่ทำให้ลูกหยุดร้องเร็วขึ้น
  • ตรวจสอบผ้าอ้อม หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป ว่ามีความเปียกชื้นมากเกินไปหรือเปล่า เด็กอาจร้องเนื่องจากไม่สบายตัว
  • ตรวจสอบอุณหภูมิในห้อง เช็่คว่าหนาวหรือร้อนไปหรือไม่
  • ป้อนนมให้อิ่ม
  • การที่เด็กร้องไม่ใช่เพราะหิวเสมอไป บางครั้งเด็กอาจต้องการดูดอะไรบางอย่าง อาจให้ดูดจุกหลอกแทนได้
  • อุ้มลูกในอ้อมแขนแล้วโยกเบาๆไปมา ให้ลูกรู้สึกได้ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ หรืออาจใช้เป้อุ่มเด็กช่วย แล้วพาลูกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศภายนอก
  • พ่อแม่ไม่ควรใช้อารมณ์ ห้ามเขย่าให้เด็กหยุดร้อง เพราะอาจทำให้เด็กมีเลือดออกในสมองได้ถ้าเขย่าแรง

นวดผ่อนคลาย เพื่อลดอาการโคลิค

การนวดผ่อนคลาย เหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป นอกจากจะช่วยให้เด็กผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยขับลม และกระตุ้นระบบย่อยอาหารอีกด้วย ทั้งนี้สามารถนวดได้ทุกวัน ท่านวดมีดังนี้

  • ท่าวนเป็นก้นหอย ใช้นิ้วมือแตะที่บริเวณสะดือแล้วนวดวนเป็นก้นหอย ทิศทางตามเข็มนาฬิกาจากด้านในออกสู่ด้านข้างหรือด้านล่างของลำตัว ไออุ่นของนิ้วมือจะช่วยให้ทารกผ่อนคลายและรู้สึกสงบลง
  • ท่าเท้าแตะปลายจมูก เป็นท่าที่ช่วยไล่ลม โดยให้ทารกนอนหงาย งอเข่าเล็กน้อย จับฝ่าเท้าทั้ง 2 ชนติดกัน แล้วพยายามยกไปแตะที่ปลายจมูก
  • ให้ทารกนอนในท่าบิดหมุน ให้ทารกนอนหงาย พยายามให้ช่วงตัวครึ่งบนราบติดพื้น เหยียดขาตรงหรืองอเข่าเล็กน้อย จับที่ปลายเท้าของทารก แล้วโยกไปมาจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ท่านี้อาจช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้
  • ท่างอและยืดขา ให้ทารกนอนราบไปกับพื้น เหยียดขาตรง แล้วจับปลายเท้าของทารกขึ้นให้เข่างอไปแตะที่บริเวณกลางลำตัว ท่านี้จะช่วยไล่ลมได้เช่นเดียวกัน
  • ท่านิ้วโป้งนวดวน ให้ทารกอยู่ในท่าที่สบาย แล้วใช้นิ้วโป้งนวดวนเป็นก้นหอยที่บริเวณฝ่าเท้าหรือฝ่ามือของทารก จะส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารและไล่ลมได้

การรับมือกับลูกที่มีอาการโคลิคนั้นไม่ง่าย แต่พึงระลึกไว้ว่าอาการดังกล่าวสามารถหายเองได้ หากคุณพ่อคุณแม่เกิดอาการเครียด อาจปรึกษาปู่ย่าตายาย หรือญาติพี่น้อง ให้มาช่วยแบ่งเบาดูแลเด็ก และบทความนี้ที่ ทีมแม่ ABK นำมาฝาก คงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้คุณพ่อคุณแม่นำไปบรรเทาอาการโคลิคของลูกอย่างได้ผลนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

14 วิธีช่วยให้การ นอนหลับ ดีขึ้น ต้อนรับวันนอนหลับโลก

ผู้เชี่ยวชาญห่วง! เด็กเล็กพัฒนาการช้าลง เพราะใส่หน้ากาก

อาการ ลองโควิด กับมิสซีเทียบอาการให้ชัดป้องกันได้ไว

กรมควบคุมโรคแนะ! 6 ขั้นตอนคัดกรองเด็กป้องกัน โรคมือ เท้า ปาก

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pobpad.com, https://www.ekachaihospital.comhttps://www.samitivejhospitals.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ผ้าคลุมให้นม

ผ้าคลุมให้นม 10 แบรนด์ ใส่สบาย คล่องตัว ไม่กลัวโป๊

ผ้าคลุมให้นม 10 แบรนด์ใส่เก๋ จะป้อนหรือปั๊มนมก็คล่องตัว ไม่กลัวโป๊

ผ้าคลุมให้นม เป็นสิ่งของที่คุณแม่มือใหม่มองข้ามไม่ได้ เพราะร่างกายของคุณแม่จะผลิตน้ำนมออกมาเองตามธรรมชาติ โดยใช่ว่าจะเลือกเวลาได้เสมอไป หลายครั้งแม้ว่าคุณแม่ยังไม่พร้อมจะป้อมนมน้อง เด็กทารกยังไม่ทันจะอ้าปากออกให้ป้อนนมให้ หรือแม้ขณะที่คุณแม่ยังไม่ทันอุ้มลูกรักมาไว้ในอ้อมแขน กลไกของร่างกายโดยธรรมชาติก็อาจผลิตน้ำนมออกมาจนเลอะเสื้อผ้าได้ ร่างกายของคุณแม่หลาย ๆ ท่านมีปฏิกิริยากับสัญชาตญาณความเป็นแม่นั่นเอง

คุณแม่หลายท่านพอรู้สึกได้ว่าน้ำนมไหล ก็จะรีบมองหาลูกน้อยและอุ้มเขามาป้อนนม เป็นภาพที่น่ารักและอบอุ่น ขณะที่บางท่านก็เห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้ปั๊มนมเก็บไว้ จะได้มีนมป้อนลูกได้สม่ำเสมอ และขณะเดียวกันก็ทำให้สบายตัวขึ้นด้วยเพราะถ้าน้ำนมไม่มีการปั๊มออก หน้าอกจะคัดแน่น ส่งผลให้อึดอัดไม่สบายตัว

การปั๊มนมของเหล่าคุณแม่ในปัจจุบัน อาจเกิดขึ้นได้ทุกที อาจจะเกิดขึ้นตอนอยู่ที่ออฟฟิศ หรือออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน การป้อนนมลูก ก็ไม่ได้จำกัดแค่ที่บ้าน ด้วยเด็กน้อยยังพูดไม่ได้ เวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน ถ้าหิวก็ร้อง คุณแม่มือใหม่หลายท่านคงทนไม่ได้จะยอมให้อด แต่การจะป้อนนมหรือปั๊มนมเท่ากับต้องเปิดเผยพื้นที่ส่วนตัวบนร่างกาย เวลาอยู่ในสถานที่อื่นนอกบ้าน คุณแม่น่าจะกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว บทความนี้จึงเสนอผ้าคลุมให้นมซึ่งรักษาความเป็นส่วนตัวกลับมาอีกครั้ง

โดยนอกจากประโยชน์ของการสวมใส่ระหว่างให้นม และปั๊มนม คือ ช่วยบังตาหรือพรางตาแล้ว ผ้าคลุมให้นมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ยังถูกออกแบบให้มีความทันสมัย มีลวดลายเหมาะใส่ไปเที่ยว หรือใส่ต่อแม้ว่าลูกเล็กของคุณแม่หย่านมแล้วก็ตาม

ผ้าคลุมให้นม

ผ้าคลุมให้นมที่ดีนั้น ควรจะมี 3 ลักษณะสำคัญต่อไปนี้

  1. ปกปิดตัวคุณแม่ระหว่างให้นมได้ดี เพราะเป้าหมายคือสามารถใช้ในทุกสถานที่เพื่อรักษาความรู้สึกเป็นส่วนตัวของคุณแม่ขณะใช้งานอยู่ ผ้าคลุมควรจะมีเนื้อผ้าไม่บางเกินไป มีพื้นที่ตัดเย็บที่เข้ากับช่วงบ่าและไหล่ของผู้สวมใส่ และมีความยาวพอดีกับสรีระ เผื่อพื้นที่เอาไว้ให้คุณแม่สอดมือเข้าออกจัดการอุปกรณ์ปั๊มนม รวมไปถึงให้อากาศถ่ายเทได้ดีสำหรับลูกน้อยขณะคุณแม่ให้นมอยู่
  2. พกพาได้ดี สามารถพับเก็บไว้ในกระเป๋าเพื่อพกพาไปไหนมาไหนได้ เพราะว่าการใส่ไว้ตลอดอาจจะดูแปลก ๆ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความสกปรกระหว่างวัน คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะรักษาความสะอาดเพื่อสุขพลานามัยของลูก การเก็บผ้าไว้ในกระเป๋าหรือถุงใส่ ช่วยให้ผ้าไม่ผจญกับเชื้อโรคมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กน้อยไม่สบายได้ นอกจากนี้การพับเก็บแยกใส่ในกระเป๋าได้ง่าย คุณแม่จะรู้สึกไม่ต่างจากพกผ้าพันคอหรือผ้าคลุมเอาไว้กันหนาวหรือกันแดด
  3. ระบายอากาศได้ดี เพราะถึงไม่ได้ใส่อยู่ตลอด แต่ละครั้งที่ใส่ก็นานอยู่ โดยช่วงเวลาที่ร่างกายคุณแม่สร้างน้ำนม อุณหภูมิของร่างกายอาจสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ดังนั้นถ้าหากว่าผ้าคลุมให้นมไม่ระบายอากาศ ก็ชวนหงุดหงิดที่ต้องสวมใส่อยู่นานและเหงื่อออกขณะกำลังให้นมหรือปั๊มนมอยู่ คุณสมบัติการระบายอากาศได้ดี ก็เพื่อให้รู้สึกสบายตัว และการระบายอากาศไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นเนื้อผ้าบาง ผ้าคลุมให้นมที่มีเนื้อผ้าหนาก็อาจสามารถระบายอากาศได้ดี เป็นที่คุณสมบัติของผ้า ไม่ใช่ความหนา

 

รูปแบบผ้าคลุมให้นม

รูปแบบผ้าคลุมให้นมมีหลากหลายขึ้นในยุคปัจจุบัน กล่าวว่าเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งสำหรับคุณแม่ก็ได้ บรรดาผู้ผลิตสินค้าได้คิดเอาไว้แล้วว่าคุณแม่ที่ใช้ผ้าคลุมให้นมนั้นมักต้องพบปะผู้คนและเผชิญสถานการณ์ให้นมลูกน้อยต่อหน้าพวกเขา ทั้งคนในครอบครัวที่เดินทางไปเยี่ยม และคนนอกครอบครัวซึ่งอาจเป็นผู้ร่วมงาน หรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จักเวลาเดินทางหรือว่าเข้าไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า

รูปแบบผ้าคลุมให้นมที่วางขายอยู่ แบ่งเป็น 4 แบบหลัก ๆ คือ

  1. แบบห่วงคล้องคอ รูปแบบดั้งเดิมของผ้าคลุมให้นมสำหรับคุณแม่ ผ้านี้จะเป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ ๆ และมีห่วงคล้องคอ หรือบางครั้งก็เป็นผ้ามาและคุณแม่นำเชือกที่เย็บติดกับผ้าไปผูกหลังคอเหมือนกับผ้ากันเปื้อน ลองคิดถึงเวลาไปร้านทำผมและถูกผ้าคลุมมาปิดไว้แบบนั้น แต่ว่าผ้าคลุมให้นมจะเปิดขึ้นด้านหน้าได้ง่ายเพื่อให้ทำธุระเตรียมให้นมลูกน้อยสะดวก หรือปฏิบัติภารกิจปั๊มนมได้ไม่ยุ่งยาก
  2. แบบเสื้อปอนโช ดูภายนอกจะเหมือนเสื้อแฟชั่นใส่สวย ๆ ไปเที่ยวได้ แต่ใช้สวมทับเสื้อผ้าของคุณแม่อีกชั้นเหมือนกับผ้าคลุมสวมหัว หรือบางแบรนด์ทำออกมาเป็นกระดุม และจะมีช่วงด้านข้างที่ตัดให้เป็นรูปตัววีเข้าลึก ให้แขนออกมาได้ง่าย หรือจะยกแขนและดึงทารกให้ไปอยู่ข้างใต้ผ้าคลุมให้นมก็ง่าย คุณแม่จะไม่รู้สึกว่าเสื้อบีบรัดประชิดตัว
  3. แบบผ้าพันคอ เอาไว้คลุมได้ จริง ๆ แล้วไม่ต่างจากผ้าพันคอจริง ๆ เลย แบรนด์ต่าง ๆ ที่ขายอยู่มักเลือกใช้ผ้าจากเนื้อผ้าว่าสวมใส่แล้วรู้สึกสบาย และการออกแบบมักคิดเผื่อถึงการใช้งานที่ว่าคุณแม่อาจจะอยากใส่ผ้าพันคอสวย ๆ หรือนำไปใช้เป็นผ้าพันคอต่อได้อีกเมื่อลูกน้อยโตขึ้น แบบผ้าพันคอนี้ต้องเลือกที่ยาวหน่อย จะได้พันรอบคอและปกคลุมบริเวณช่วงอกโดยไม่รู้สึกกังวลว่าจะเคลื่อนหลุด
  4. แบบผ้าคลุมไหล่ คล้ายกับแบบผ้าพันคอ แต่มีขนาดผ้าที่ใหญ่กว่า ความยาวของผ้าจะไม่ยาวเท่ากับแบบผ้าพันคอ ในบรรดาผ้าคลุมให้นม ผ้าคลุมไหล่นี้อาจจะให้ความเป็นส่วนตัวน้อยที่สุด และเสี่ยงจะถูกลูกน้อยดึงหลุดจากตัวได้ระหว่างกำลังใช้งานเป็นผ้าคลุมให้นม แต่ด้วยรูปแบบที่เหมือนกับผ้าคลุมไหล่ทั่วไป ทำให้ดูดีสวยงามบนตัวคุณแม่ และใช้งานได้ง่าย เก็บได้รวดเร็ว พกพาไปได้ทุกที่

 

ผ้าคลุมให้นม 10 แบรนด์สุดเก๋ที่อยากแนะนำ

หลังจากได้เห็นตัวเลือกรูปแบบต่าง ๆ ไปแล้ว ลองมาดูแบรนด์ต่าง ๆ และแบบยอดนิยมกันบ้าง หวังว่าจะมีแบบที่คุณแม่ถูกใจกันอยู่

  1. Momtomom 

สไตส์ส่วนใหญ่เป็นแบบปอนโช ผ้าไหมอิตาลีตัดเย็บอย่างดีเรียบลื่น ผ้านุ่มบางเบา ระบายอากาศ บริเวณคอจะมีโครงพลาสติกทำให้คุณแม่สามารถดูลูกขณะให้นมได้ มีถุงผ้าซาตินให้ไว้สำหรับเก็บผ้าคลุมให้นมและพกพาไปมาสะดวก สีสันสบายตา เน้นโทนเย็น หรือสีเข้มไม่ฉูดฉาด สวมทับเข้ากับหลาย ๆ ชุดของคุณแม่ตอนออกไปนอกบ้านได้ดูดีมีเสน่ห์แน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/Momtomom.Maternity.TH/

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณถาพจาก https://www.facebook.com/Momtomom.Maternity.TH/
  1. Iflin Baby

จุดเด่นโฆษณาว่าทำมาจากใยไผ่อันนิ่ม ลื่น และบางเบา ให้สัมผัสที่เย็นสบาย มีหลายรูปแบบ รูปแบบเสื้อปอนโซ ตัวเสื้อคลุมดูคล้ายเสื้อเชิ้ตที่ภายนอก แต่มีขนาดใหญ่ ลวดลายส่วนใหญ่เป็นแบบเรียบง่าย ลายจุดหรือลายทาง โทนสีเย็น ๆ ออกพาสเทล  สบายตา มีกระดุมที่ด้านหน้า และที่คอมีปก ใส่แล้วดูแฟชั่นอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ยังมีแบบผ้าคลุม ผ้าเรียบลื่นใส่สบายไม่แพ้กัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/iflinbaby/

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/iflinbaby/

 

  1. Papa Baby

ผ้าคลุมสวมใส่สบาย ผลิตจากผ้า Rayon Poly Spandex ซึ่งเป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ยืดหยุ่นพิเศษ คล้ายผ้าที่ผสมเส้นใยธรรมชาติจึงให้ความรู้สึกที่นิ่มนุ่มนวล อ่อนโยน เป็นมิตรต่อลูกน้อย เบาบาง ยืดหยุ่นเหมือนมีสปริง และระบายอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทย นอกจากนี้ยังสามารถซับน้ำได้ดี และซักทำความสะอาดได้ง่าย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องขนาดของผ้าคลุม เพราะ Papa Baby ออกแบบผ้าคลุมมาหลายขนาดเพื่อตอบโจทย์คุณแม่ที่มีรูปร่างแตกต่างกันshop.com/

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.babiesplusshop.com/

 

  1. Gracekids

ผ้าฝ้ายตัดเย็บอย่างดี ปิดหน้าและหลัง คลุมทั้งตัว สไตส์ปอนโช ลวดลายการ์ตูนน่ารักให้เลือกหลายแบบ ราคาสบายกระเป๋า และมีถุงผ้าให้พับเก็บได้ รวมทั้งยังมีเซ็ตสินค้าอย่างหมอนรองให้นมที่หามาเข้าคู่กันได้กับผ้าคลุมให้นม ทั้งคุณแม่ที่อยู่บ้านเต็มเวลา หรือคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน พกผ้าคลุมให้นมไปไหน จะพกหมอนรองให้นมไปด้วยก็ได้ หาจังหวะผ่อนคลายได้ขณะเมื่อกำลังให้นมหรือปั๊มนม

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/myGraceKids/

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/myGraceKids/
  1. WR Poncho 

แต่ละผืนตัดเย็บจากผ้าสาลู 2 ชั้นสะท้อนน้ำ ดังนั้นถ้าน้องแหวะ หรือคุณแม่ทำน้ำดื่มหรือนม หกเลอะเทอะตอนปั๊ม ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องคราบนมในการซักภายหลัง หรือถ้าคุณแม่กังวลเรื่องกลิ่นของนมซึ่งถึงหอมแต่ขณะเดียวกันก็มีความเฉพาะทำให้คุณแม่ที่ต้องออกนอกบ้านรู้สึกอึดอัดใจกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือพบปะผู้คน ผ้าสาลูนี้สามารถลดกลิ่นของนม และแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาให้พร้อมช่วยให้คุณแม่รู้สึกเป็นส่วนตัว สำหรับรูปแบบที่ขายกันใต้แบรนด์นี้ จะป็นสไตส์คลุมไหล่ ดูพลิ้วไหว มองด้วยตาดูบาง  แต่ไม่อาจมองทะลุได้ โทนสีพาสเทลเหมาะแบ่งคลุมให้ลูกน้อยแทนผ้าห่ม 

ที่มาภาพ: shopee.co.th

  1. QD Little Mom 

สำหรับคุณแม่ที่ชอบผ้าคลุมแฟชั่นที่สวยเก๋ มีสไตล์ สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน มองไม่ออกว่านี่คือผ้าคลุมให้นม ขอแนะนำแบรนด์นี้เลย สำหรับผ้าคลุมให้นมเอนกประสงค์รุ่นผ้าพลีท ที่พัฒนาผ้าพลีทคุณภาพดีจากญี่ปุ่น ให้สัมผัสที่นุ่มเนียน ดีไซน์ให้ดูหรูหรา ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://pumpnom.com/

ขอขอบคุณภาพจาก https://pumpnom.com/
  1. Lamoon

เนื้อผ้าอ่อนโยน ระบายอากาศได้ดี มีลายพิมพ์ที่ดูอ่อนหวานเป็นเอกลักษณ์ แต่ละลายพิมพ์จำกัดจำนวน ให้ความรู้สึกของการเป็นสินค้าพรีเมี่ยม ส่วนเนื้อผ้าก็คัดสรรเป็นพิเศษ ผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์พร้อมกับให้สัมผัสแบบซาติน รูปแบบที่ขายอยู่เป็นแบบปอนโช

ข้อมูลเพิ่มเติม: www.facebook.com/lamoonbaby

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/lamoonbaby
  1. Viva Colorful Butterfly Wings

อีกหนึ่งแบรนด์ที่มีการทำลวดลายพิมพ์ที่น่ารักเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก น่าซื้อหามาใช้ หรือสะสม รูปแบบที่วางขายดูเผิน ๆ เหมือนกับรูปแบบปอนโช คือใช้เป็นแบบนั้นได้เลย แต่ว่ามีกระดุมให้ติดตรงบริเวณหัวใหล่ โดยถ้าหากแกะกระดุมนี้ออกก็จะเปลี่ยนรูปแบบใช้งานจากปอนโชไปเป็นผ้าพันคอสวยผืนยาวใหญ่ ดังนั้นแม้ราคาจะสูงสักหน่อย แต่ผ้าคลุมให้นมแบรนด์นี้คุ้มมากกับการเอาไปใช้ตอนที่ลูกน้อยหย่านมแล้วด้วย ถ้าไม่ใช่คุณแม่ผู้มีประสบการณ์ด้วยกัน น่าจะดูไม่ออกเลยว่าแต่เดิมคุณแม่ซื้อมาใช้ตอนให้นม

ข้อมูลเพิ่มเติม: www.facebook.com/VivaScarfShop

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/VivaScarfShop
  1. Granny Ben

ผ้าคลุมผลิตจากใยเทนเซล เนื้อผ้านุ่ม ระบายความร้อนได้ดี ให้สัมผัสเย็นและดีต่อผิว ไม่รู้สึกระคายเคือง ขนาดใหญ่พอจะคลุมได้ทั้งตัว สามารถนำมาใส่แบบปอนโช ที่วางขายในตลาดมีหลายสี แต่เน้นเป็นโทนสีอ่อน ๆ สีฟ้า ขาว ชมพู เทา มีลวดลายเล็กน้อย ดูเรียบร้อย เหมาะใส่ได้ทุกโอกาส ที่แถบคอด้านหลังมีกระเป๋าเล็ก ๆ ถูกเย็บติดอยู่ สามารถพับเก็บผ้าเข้าไปได้ ไม่ต้องห่วงว่าลืมกระเป๋าใส่

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/grannybenthailand

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/grannybenthailand/
  1. A Little Pearl

เจ้าของแบรนด์เป็นร้านขายของที่ระลึก ขายสินค้าหน้าร้านและรับทำสินค้าในโอกาสต่าง ๆ แต่หนึ่งในสินค้ามากมายที่ทางร้านนำเสนอคือผ้าคลุมให้นม ซึ่งทางร้านจะใช้ผ้าไหมสเปนเนื้อนุ่มน่าสัมผัส ระบายอากาศดี ไม่ร้อน บริเวณคอมีโครงพลาสติกจะได้ก้มดูลูกได้ ผ้าใหญ่พอจะคลุมทั้งตัว คุณแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องโป๊ และแบรนด์ยังให้ถุงผ้าไหมซาตินเอาไว้สำหรับให้ใส่ผ้าคลุม แถมมีบริการให้ใส่ชื่อและข้อความต่าง ๆ ตามที่ตกลงกับทางแบรนด์ไว้ในผ้าได้ด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/alittlepearl.official

ผ้าคลุมให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/alittlepearl.official/

ทั้ง 10 แบรนด์ที่แนะนำไป หวังว่าจะถูกใจคุณแม่มือใหม่ หรือคนกำลังมองหาของขวัญสำหรับมอบให้กัน ในช่วงเวลามีเด็กเกิดใหม่ในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญมาก เด็กน้อยน่ารัก แต่คุณแม่หรือสมาชิกในครอบครัวมักต้องใช้ชีวิตกันหนักหน่วงทีเดียว ทั้งเปลี่ยนผ้าออม ป้อนนม และเห่กล่อมให้หลับ ผ้าคลุมให้นมเป็นของชิ้นเล็ก ๆ ที่ทำให้ช่วงเวลาในแต่ละวันมีรอยยิ้มเล็ก ๆ แถมคุณแม่ยังไม่ได้ใช้คนเดียวด้วย นี่เป็นของใช้ซึ่งแท้ที่จริงแล้วจะเป็นของทั้งคุณแม่และคุณลูก 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

my-best

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

8 วิธีช่วยแม่ให้นม แม่เจ็บหัวนม ต้องแก้ยังไง?

วิจัยชี้! แม่ให้นม ยิ่งเครียดน้ำหนักยิ่งเพิ่ม แนะ 6 เคล็ดลับดับเครียด

ท่าอุ้มให้นม!จากประสบการณ์จริง เพื่อแม่ หัวนมบอด -สั้น

หมอนคนท้อง

แนะนำ 10 แบรนด์ หมอนคนท้อง นุ่ม ผ่อนคลาย นอนสบายไม่ปวดหลัง

10 แบรนด์แนะนำ หมอนคนท้อง นุ่ม ผ่อนคลาย หลับสบายทั้งคุณแม่และตัวน้อยในครรภ์

ผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงที่ท้องใหญ่ขึ้น นอกจากความตื่นเต้นและกังวลที่เพิ่มขึ้นระหว่างรอคอยลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลก สรีระของคุณแม่ตั้งครรภ์ก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมากขึ้นเช่นกันนะคะ โดยเฉพาะช่วงเวลานอน จะนอนหงายก็ไม่ได้ จะนอนตะแคงก็ปวด นั่นเป็นเพราะน้ำหนักท้องที่เพิ่มขึ้น หากเรานอนไม่สบาย หลับไม่สนิท จะส่งผลต่อสุขภาพเราและสุขภาพลูกโดยตรง หมอนคนท้อง หรือ หมอนรองท้อง หรือ หมอนรองครรภ์ จึงเป็นไอเท็มจำเป็นที่คุณแม่ควรมีไว้ทดแทนการหนุนหมอนธรรมดา เพื่อรองรับสรีระทุกส่วน ให้พักผ่อนได้สบายยิ่งขึ้น มาค่ะ ทีมแม่มีคำแนะนำเรื่องนี้มาฝากกัน  

หมอนคนท้อง

หมอนรองครรภ์ หรือหมอนรองท้อง หรือ หมอนคนท้อง เป็นตัวช่วยในการนอนให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สบายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงระยะเดือนที่ 4-9 ที่ท้องเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเกิดอาการปวดหลังปวดขาตามมา รวมทั้งไม่สามารถนอนหงายได้แบบปกติ หมอนรองครรภ์จึงออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระของคุณแม่ในช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ นอกจากจะช่วยให้หลับสบายแล้ว ลดอาการปวดเมื่อยแล้ว หมอนบางรุ่นยังสามารถปรับเปลี่ยนใช้หลังคลอดเพื่อให้นมลูก หรือฝึกนั่งได้อีกด้วย  

 

เลือก หมอนคนท้อง แบบไหนดี

  • เลือกรูปทรงที่ใช้หนุนนอนแล้วรู้สึกสบาย ถนัดกับท่านอนของคุณแม่มากที่สุด ซึ่งก็มีหลายรูปทรงให้เลือก เช่น ตัว C U G L หรือแบบเต็มตัว แต่ละแบบจะช่วยรองรับสรีระและท่านอนคุณแม่ได้ดีแตกต่างกัน อย่างตัว U คุณแม่ก็จะสามารถนอนเปลี่ยนท่านอนตะแคงซ้ายขวาแบบไม่ต้องยกหมอนไปมา
  • วัสดุด้านในมีทั้งเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เส้นใยธรรมชาติ ไมโครบีดส์ เมมโมรี่โฟม ควรแบบที่มีความนุ่ม แน่น ยืดหยุ่น รองรับสรีระ และระบายอากาศได้ดี อย่างเช่น เส้นใยธรรมชาติ แต่ราคาก็จะสูงกว่าแบบอื่น
  • ผิวสัมผัสของผ้าควรเลือกแบบที่นุ่ม ไม่ระคายผิว กอดแแล้วสบาย ไม่รบกวนการนอน
  • สามารถปรับเปลี่ยนหน้าที่ไปใช้หลังคลอดได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เป็นหมอนรองให้นม หรือหมอนหัดนั่งของลูกน้อย

 

  1. Glowy Star หมอนกอดแบบเต็มตัวสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ออกแบบให้เข้ากับสรีระ ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ตาม ทั้งพยุงท้อง รองรับคอ บ่า หลัง สะโพก และขา ให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีแรงกดไปที่ข้อต่อต่าง ๆ สามารถนอนเปลี่ยนท่า พลิกซ้าย ขวา ได้สะดวกโดยไม่ต้องจัดหมอนใหม่ ช่วยให้คุณแม่นอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ส่วนผ้าใส้ในเคลือบ Sanitized® กันไรฝุ่น และกันเชื้อแบคทีเรีย ปลอกหมอนทำจากผ้า Cotton 100% เคลือบด้วยโปรตีนจากใยไหม ให้ผิวสัมผัสที่นุ่ม ลื่นสบาย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://glowystar.com/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://glowystar.com/
  1. Cherish เป็นหมอนกอด หรือหมอนข้างทรงม้าน้ำ จาก FN Outlet ที่กอดแล้วสบาย รองรับสรีระร่างกายทุกท่วงท่า กระชับช่วงท้อง กระดูกสันหลัง สะโพกและต้นขา และยังลดอาการปวดหลัง ขา ไหล่ คอ เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์มาก เนื้อผ้าผลิตด้วยเทคโนโลยี Cooling Fabric ถักทอด้วยเส้นใยพิเศษ ให้สัมผัสเย็นสบาย และลดอัตราการเกิดแบคทีเรีย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/FN.Factory.Outlet/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/FN.Factory.Outlet/
  1. Baby Tattoo หมอนรูปตัว U ที่ไม่ว่าจะนั่ง นอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา หรือแม้กระทั่งนอนหงายก็สามารถรองรับท่วงท่าต่างๆได้อย่างสบาย ช่วยจัดท่านอนให้กับคุณแม่ รองรับน้ำหนักครรภ์ได้ดีเยี่ยม จึงลดอาการปวดหลัง นอนหลับไม่สนิท นอนหลับไม่สบาย ภายในเป็นเส้นใยบอลชนิดพิเศษเกรดเอ นุ่มแน่น ยืดหยุ่น คืนรูปได้ ปลอกหมอนเป็นผ้าคอตต้อนแท้ 100% นุ่มลื่น สามารถถอดซักและทำความสะอาดได้

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.babytattoo.co.th/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.babytattoo.co.th/
  1. Elava หมอนรองท้องคุณภาพดีจากแบรนด์เกาหลี ดีไซน์ออกมาในรูปทรงตัว H ตามหลีกสรีระศาสตร์ ผ่านการรับรองจากสถาบันวิจัย KOTITI ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์นอนหลับสบาย ไม่ปวดเมื่อย สามารถกระจายแรงกดทับบริเวณ อก ท้อง และขา ตัวหมอนช่วยป้องกันไม่ให้น้ำหนักกดทับลูกในท้องเวลานอน นอกจากนี้สามารถแยกออกได้เป็น 2 ชิ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะนั่งหรือนอน วัสดุทำจากเยื่อไม้ จึงระบายอากาศ ลดการอับชื้น ให้ความรู้สึกเย็นสบาย ตัวปลอกหมอนถอดทำความสะอาดได้ง่ายด้วย   

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/elava.thailand/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/elava.thailand/
  1. Clevamama แบรนด์คุณภาพจากประเทศไอร์แลนด์ ใช้วัสดุ ClevaFoam® ซึ่งเป็นโฟมชนิดเดียวที่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า ช่วยลดแรงกดทับที่เกิดขึ้นในเวลานอนได้ถึง 50% จากการวิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่าง Trinity College ประเทศไอร์แลนด์ ดีไซน์ให้ใช้ได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อย มาพร้อมหมอนและแผ่นรองนอนสำหรับเด็ก ซึ่งคุณแม่สามารถถอดแยกชิ้นมาใช้เป็นหมอนกอดได้ ยังใช้เป็นหมอนรองให้นมได้อีกด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/clevamamathailand/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/clevamamathailand/
  1. Hug Brand หมอนคนท้องรุ่น Sweet Dream ดีไซน์ทรงตัว H ถอดแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย เป็นหมอนคุณแม่ก็ได้ ใช้รองให้นมลูกก็ดี แถมยังปรับความกว้างได้ ทำให้รองรับสรีระคุณแม่ได้ดียิ่งขึ้น ลดอาการปวดเมื่อย ปลอกหมอนผลิตด้วยเทคโนโลยี Net Soft ที่ใช้ผ้าฝ้าย 100% มีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี เพิ่มความนุ่มสบายด้วย Bubble 3D และไส้ในเป็นใยโพลีเอสเตอร์เกรดคุณภาพ 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.hugbrandthailand.com/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.hugbrandthailand.com/
  1. Unilove รุ่น Hopo 8 in 1 Multi Pillow แบรนด์จากอังกฤษ ดีไซน์หมอนเป็นทรงตัว U ดูเรียบง่าย เน้นใช้งานได้เอนกประสงค์ ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ใช้ได้ทั้งเป็นหมอนข้าง หมอนอิง หมอนรองคอ หมอนรองให้นมลูก รองขา ผลิตจากผ้าฝ้าย ระบายอากาศได้ดี ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ และป้องกันไรฝุ่น นอกจากคุณแม่จะใช้กอดนอนรองครรภ์ได้แล้ว ยังใช้เป็นหมอนสำหรับฝึกลูกน้อยให้นั่งก็ได้ หรือใช้เป็นเบาะรองนอนให้ลูกน้อยก็ได้เช่นกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/Unilove.thailand/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/Unilove.thailand/
  1. Cookiexu รุ่นหมอนรูปตัว G เป็นแบบที่โอบล้อมคุณแม่ได้รอบตัว ขยับขาได้สบายหลายองศา รองรับท้องได้เป็นอย่างดี รวมทั้งศีรษะ คอ หัวไหล่ หลัง ขา จึงสามารถใช้นอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา หรือนอนหงาย เพื่อยืดกล้ามเนื้อได้ทุกท่วงท่า ตัวหมอนมีความฟู นุ่ม คืนตัวได้ดี เหมาะใช้พยุงท้องคุณแม่ได้ทั้งก่อนและหลังผ่าคลอด ส่วนปลอกหมอนเป็นผ้า Cotton เนียนนุ่มละมุนผิว กันไรฝุ่น ระบายอากาศได้ดี ตัวหมอนแยกชิ้นส่วนได้ ปลอกมีซิปสามารถถอดซัก ลดปัญหาอับชื้นได้เป็นอย่างดี  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/Cookiemombabe/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/Cookiemombabe/
  1. Nuvita ดีไซน์แตกต่างด้วยรูปทรงพระจันทร์เสี้ยว มีขนาดใหญ่ โค้งรับสรีระได้ดี จึงสามารถหนุนและกอดได้ในเวลาเดียวกัน มาพร้อมหมอนหนุนหลังใบเล็ก ช่วยให้ไม่รู้สึกเมื่อย และยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงสำหรับใช้งานได้หลายท่วงท่า เช่น หมอนรองขา รองหลัง รองนั่ง ให้นมลูก หรือผูกปลายหมอนเป็นวงกลม กลายเป็นที่นอนเด็กก็ได้อีก ปลอกเป็นผ้าฝ้ายเนื้อดี นุ่มสบาย ข้างในบรรจุ Microbeads ช่วยซับพอร์ตตามแรงกด และยังกันฝุ่นและแบคทีเรียได้ด้วย  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.nuvitababy.com/

หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.nuvitababy.com/
  1. Babyandsweetmom รุ่น U-Shape หมอนที่ช่วยลดอาการปวดหลัง นอนหลับไม่สนิท นอนหลับไม่สบาย ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ ช่วยจัดท่านอนให้กับคุณแม่ และรองรับน้ำหนักครรภ์ได้ดีเยี่ยม เพื่อการหลับที่ยาวนานตลอดคืน ไส้ในผลิตจากใยบอลชนิดพิเศษ เกรดเอ มีความยืดหยุ่น คืนรูปได้ ส่วนปลอกหมอนผลิตจากผ้าคอตตอนแท้ 100 % นุ่ม สบาย และยังถอดซักทำความสะอาดได้ด้วย  
หมอนคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/babyandsweetmom/

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/babyandsweetmom/

ขอบคุณข้อมูลจาก

my-best

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ ปวดหลัง ช่วยแม่ท้องลดอาการปวดหลังอย่างไร?

10 วิธีรับมือ คนท้องนอนไม่หลับ ขยับไปขยับมาจนฟ้าสว่าง!

แม่ท้องฟังเพลง คลาสสิค-โมสาร์ท ช่วยให้ทารกฉลาดขึ้นจริงหรือ?

รีวิวเป้อุ้มเด็ก

รีวิวเป้อุ้มเด็ก 10 แบรนด์แนะนำ นั่งสบาย ปลอดภัย เคลื่อนไหวคล่องตัว

หมดยุคอุ้มลูกเข้าสะเอวด้วยมือเปล่า ตอนนี้ เป้อุ้มเด็ก กลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็มทุ่นแรง ที่คนเลี้ยงลูกต้องมีจริงๆค่ะ คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่า ด้วยสรีระที่บอบบางของเขา เวลาอุ้มลูกน้อยแต่ละครั้งจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไหนจะพาออกไปท่องเที่ยว หรือแม้แต่อุ้มในบ้าน หยิบจับทำนั่นนี่ไปด้วย

การใช้เป้อุ้มเด็ก จะช่วยไม่ให้คนอุ้มเมื่อยล้า หรือลูกน้อยหลังงอ ขาโก่ง ที่เกิดจากการอุ้มผิดวิธีหรืออุ้มเป็นเวลานาน มาค่ะ เดี๋ยวทีมแม่จะอาสาพาไปดู รีวิวเป้อุ้มเด็ก กันว่าแบรนด์ไหนน่าสนใจบ้าง

รีวิวเป้อุ้มเด็ก 10 แบรนด์แนะนำ นั่งสบาย ปลอดภัย เคลื่อนไหวคล่องตัว

เป้อุ้มเด็ก ออกแบบมาเพื่อทุ่นแรงในการอุ้มของคุณพ่อคุณแม่ ทั้งช่วยลดความเมื่อยล้าและแรงที่ใช้ในการอุ้มหากต้องอุ้มลูกน้อยเป็นเวลานาน และยังช่วยให้ไม่ต้องคอยกังวลว่าเค้าจะเล่นซนหรือคลานห่างจากเราจนเกิดอันตราย ที่สำคัญการอุ้มลูกไว้แนบอกยังช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ไม่งอแง เสริมความสัมพันธ์ระหว่างลูกและคุณพ่อคุณแม่ด้วย

รีวิวเป้อุ้มเด็ก

เลือกเป้อุ้มเด็กแบบไหนดี

  • เลือกซื้อตามความต้องการใช้งาน หากอุ้มลูกไปทำกิจกรรมอื่นไป หรือต้องพาลูกน้อยออกนอกบ้าน ควรใช้เป้อุ้มเด็กแบบสะพาย ถ้าต้องการให้นมลูกไปด้วย ควรเลือกเป้อุ้มเด็กที่ปรับเป็นเปลได้ด้วย  
  • ควรเลือกตามช่วงอายุที่เหมาะสม เนื่องจากน้ำหนักและสรีระของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ วัยที่เหมาะสมกับการเริ่มใช้เป้อุ้มเด็กมากที่สุดคือช่วง 3 เดือน ซึ่งเริ่มชันคอได้แล้ว
  • ควรสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลายท่าทาง เช่น อุ้มแนวนอน (แบบนอนราบ) อุ้มแนวตั้งแบบหันหน้าทารกเข้าหาผู้อุ้ม หันหน้าทารกออกทางด้านหน้า อุ้มเข้าสะโพก สะพายหลัง ช่วยให้คนอุ้มไม่รู้สึกเมื่อยล้า
  • ควรเลือกวัสดุที่ช่วยระบายอากาศได้ดี เพราะเด็กทารกจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าผู้ใหญ่ และมีเหงื่อออกง่ายกว่า ลดปัญหาอบอ้าวและกลิ่นอับชื้น
  • ควรออกแบบให้สามารถรองรับสรีระร่างกายที่เหมาะสมของทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ เช่น ขาของลูกกางเป็นรูปตัว M ศีรษะอยู่ในระดับที่ก้มหอมหน้าผากได้ ก้นอยู่เหนือสะดือ และมีซัพพอร์ตช่วยลดการเมื่อยล้าของผู้อุ้ม

 

รีวิวเป้อุ้มเด็ก 10 แบรนด์ที่อยากแนะนำ

  1. Baby Groove รุ่น Hip seat 6 in 1 เป็นเป้อุ้มเด็กที่ประสิทธิภาพคุ้มราคา สามารถปรับเปลี่ยนท่าอุ้มได้ถึง 6 ท่าเลยทีเดียว โดยใช้การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ช่วยให้เด็กอยู่ในท่าที่ถูกต้องและสบายตัวที่สุด นั่งง่าย นั่งสบาย สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 30 กิโลกรัม ใช้ผ้าฝ้ายธรรมชาติมาเป็นวัสดุหลักในการผลิตจึงอ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ระบายอากาศดี ไม่อับชิ้น ใช้ได้ตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึง 2 ขวบ แถมรุ่นนี้มาพร้อมกับผ้าคลุมหัวกันแดด และผ้าเช็ดน้ำลายตรงที่รองคอด้วย    

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/BabyGrooveCompany/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/BabyGrooveCompany/
  1. Pognae รุ่น No.5 Max เป็นแบรนด์ขายดีจากเกาหลีที่ได้รับรางวัล EDITOR’s CHOICE: BEST BABY CARRIER จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021 ดีไซน์ด้วยนวัตกรรมที่ใส่ใจในสรีระของลูกและคุณพ่อคุณแม่เวลาอุ้ม ช่วยให้ไม่ปวดหลัง คอ บ่า และไหล่ แม้จะอุ้มลูกเป็นเวลานาน จนได้รับการรับรองจากสถาบัน International Hip Dysplasia (IHDI)  เป็นรายแรกของเกาหลี รองรับทั้ง M Shape U Shape ของลูก ช่วยให้หลังไม่งอ ขาไม่โก่ง นอกจากนี้วัสดุผ้ายังกันน้ำ แต่ระบายอากาศได้ทุกทิศทาง โดยเฉพาะจุดที่มีเหงื่อเยอะอย่างช่วงหลังและก้นลูก สามารถปรับท่าอุ้มได้หลากหลาย มีระบบล็อคที่ปลอดภัย ซิปไร้เสียง ถอดซักทำความสะอาดง่าย  

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.pognae.in.th/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.pognae.in.th/
  1. Bebefit รุ่น Signature7 เป็นเป้อุ้มฮิปซีทพับได้ ทำให้ใช้งานและจัดเก็บสะดวก และยังแยกส่วนระหว่างเป้อุ้มกับฮิปซีทได้เพียงรูดซิป ล้ำด้วยเทคโนโลยีกลไกที่ยืดหยุ่น ได้รับการจดสิทธิบัตรของ Samsung เพียงคลิกเดียวก็สามารถยกเบาะนั่งขึ้นและลงได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย สายคาดเอวสามารถล็อกได้แน่นหนาถึง 2 ชั้น สามารถปรับความกระชับได้จากด้านหน้าทำให้ใช้งานสะดวก นอกจากนี้ก็ยังมีหมอนรองปรับระดับศีรษะ ที่บังลมบังแดด ช่องระบายอากาศ ดีไซน์เพรียวบาง ดูมีสไตล์ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/Bebefit-Thailand

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Bebefit-Thailand
  1. Infantino รุ่น Zip Travel เป็นเป้อุ้มรุ่นที่เหมาะสำหรับการเดินทาง ตอบโจทย์ทั้งขนาดที่เบาและยังพับเก็บได้ง่าย เมื่อไม่ใช้็สามารถพับเก็บเป็นสายคาดเอวได้เลย สามารถอุ้มลูกน้อยได้ทั้งแบบสะพายด้านหน้าและสะพายด้านหลัง ดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์ด้วยที่นั่งหนาและยาว สามารถปรับขนาดที่นั่งได้ตามช่วงวัย ลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ที่นั่งซัพพอร์ตตั้งแต่เข่าอีกด้านไปจนถึงอีกด้าน และยังยกให้เข่าทั้งสองข้างสูงขึ้นซึ่งเป็นท่าที่เด็กๆรู้สึกสบายตัว มีส่วนโค้งมนรองรับก้นอย่างเป็นธรรมชาติ สายรัดก็แน่นกระชับไม่หลุดง่าย ผ้านุ่ม ไม่กดทับแผลผ่าคลอด 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/infantinothailand/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/infantinothailand/
  1. Grace Kids รุ่น สนักเกิ้ล เป้อุ้มเด็กรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มลูกน้อยได้สบายขึ้น เพราะออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้สามารถรองรับน้ำหนักและกระจายน้ำหนักได้ดี ช่วยให้คนอุ้มไม่เกิดอาการปวดหลัง ส่วนลูกน้อยก็ได้นั่งหลังตรง ฐานที่นั่งก็กว้าง ช่วยให้นั่งสบาย สามารถปรับการใช้งานได้ถึง 8 ท่าตามต้องการ วัสดุทำจากผ้าแคนวาสคุณภาพดี เนื้อนิ่ม ไม่ระคายเคืองผิว มีช่องรูดซิปเพื่อระบายอากาศได้ และยังถอดแยกได้เป็น 2 ชิ้น พร้อมช่องใส่ของขนาดใหญ่ถูกใจคุณพ่อคุณแม่    

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/myGraceKids/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/myGraceKids/
  1. Camera รุ่น HIPPA5 เป็นเป้เด็กที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน IHDI (International Hip Dysplasia Institute) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าเป็น Hip Seat Healthy Product ที่สามารถรองรับสรีระช่วงสะโพกและขาของเด็กดีเยี่ยม ป้องกันภาวะข้อต่อสะโพกเคลื่อนได้ โดยสามารถปรับการใช้งานได้ 3 แบบ คือแบบไม่มีสายคาดเอว แบบมีสายคาดเอว และแบบฮิพซีท ฐานนั่งก็กว้าง นั่งสบาย ซิปล็อคและตัวล็อคสายก็แข็งแรง ส่วนเนื้อผ้าเป็นผ้า Polyster และ Cotton 100% ใช้ฟองน้ำชนิดพิเศษป้องกันการกดทับรอบเอว มาพร้อมกระเป๋าข้างขนาดใหญ่ ใส่ของได้เยอะ

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/hipseatcamera/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/hipseatcamera/
  1. Ergobaby รุ่น OMNI 360 ดีไซน์โดยคำนึงหลักสรีรศาสตร์ของทั้งผู้อุ้มและเด็ก จนได้รับการรับรองจากสถาบัน IHDI (International Hip Dysplasia Institute) หมดกังวลเรื่องปัญหากับกระดูกข้อต่อสะโพกของเด็ก ใช้แล้วขาไม่โก่ง สามารถปรับใช้ได้หลายท่า ทั้งท่าอุ้มด้านหน้า สะพายไปด้านหลัง หรือจะปรับให้สะดวกขณะกำลังให้นมลูกก็ได้ สายรองบ่ามีความหนานุ่มพิเศษ สามารถการกระจายน้ำหนักได้ดี ป้องกันคนอุ้มปวดหลัง มีสายรัดและตัวล็อคมีเซฟตี้ป้องกันการปลดล็อคโดยไม่ตั้งใจด้วย ใช้ได้ยาวนานเพราะเป้สามารถปรับขนาดได้ตามขนาดตัวเด็ก จึงสามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึงอายุ 4 ขวบ พับเก็บก็ง่าย น้ำหนักเบา สามารถซักได้ด้วยเครื่องซักผ้า

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.ergobabythailand.com/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.ergobabythailand.com/collections/omni-360

  1. Todbi รุ่น Holic Hipseat Carrier เป็นเป้อุ้มเด็กที่ใช้งานได้หลากหลาย จะใช้เป็นเป้อุ้มก็ได้ เบาะรองนั่งก็สะดวก ออกแบบให้สบายทั้งคนอุ้มและลูกน้อย ทั้งน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย สายสะพาย Shoulder Pad ช่วยลดอาการปวดเมื่อยไหล่ให้คุณแม่ เนื้อผ้า Anti Allergen Fabric ช่วยป้องกันไรฝุ่น ไม่ระคายเคืองผิวลูกน้อย สัมผัสนุ่มและระบายอากาศ มาพร้อมหน้าต่างตาข่ายระบายอากาศได้ดี ให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว Sleeping Hood ช่วยให้หลับสบาย ป้องกันแสงแดดและไรฝุ่นรบกวน มี Head Support รองคอให้ลูกน้อยอยู่ในท่าที่ปลอดภัยไม่เอนเอียง เสริมด้วยซิปไร้เสียงตอนถอด ไม่รบกวนเวลาลูกน้อยขณะนอนหลับ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.rockingkidsthailand.com/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.rockingkidsthailand.com/
  1. PAPA BABY รุ่น PR-6001 เป้อุ้มเด็กรุ่นนี้เหมาะกับเด็ก 3 เดือนขึ้นไป ดีไซน์กะทัดรัด น่ารัก พกพาสะดวก แต่ยังครบฟังค์ชั่นของเป้อุ้มเด็ก สามารถปรับการใช้งานได้ทั้งแบบหันหน้าเข้าและออก เนื้อผ้าเป็นผ้ายีนส์อย่างดี ด้านในทำจากผ้ากำมะหยี่ ช่วยให้อุ้มสบาย และยังนุ่ม ไม่ระคายผิวลูก ระบายความร้อนได้ดี มีซับพอร์ตบริเวณสายสะพาย รองรับแรงกดตรงช่วงไหล่ รวมทั้งมีซับพอร์ตตรงสายรัดเอว เพื่อลดอาการปวดหลัง ปวดเอวด้วย ช่วยลดความเมื่อยล้าเมื่อยต้องอุ้มนานๆ ส่วนเข็มขัดก็มีความแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกตกลงมาและได้รับบาดเจ็บ   

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/Papafarlinbaby/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Papafarlinbaby/
  1. SUNVENO รุ่น Ergonomic Mesh Baby Carrier เป้อุ้มเด็กระบายอากาศได้รอบทิศ ดีไซน์มาพร้อมตาข่ายบริเวณด้านหน้า รอบเอว และสายสะพายไหล่ ใช้กรรมวิธีทอเส้นเรียงตัวกันคล้ายรังผึ้ง ทำให้นอกจากจะช่วยระบายความร้อนแล้ว ยังแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดีอีกด้วย เหมาะมากกับเมืองร้อนแบบบ้านเรา เบาะนั่งเป็นพื้นซิลิโคนนิ่มกันลื่น ออกแบบตามโครงสร้างสรีระร่างกายเด็กให้เอียง 30 องศา ช่วยให้ขาไม่โก่ง สายสะพายไหล่เป็นแบบ X Cross ไขว้หลัง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ช่วยทำให้กระจายน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น เสริมด้วยล็อคหลายชั้น ทำให้รู้สึกอุ้มลูกได้อย่างปลอดภัย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.sunveno.com/

รีวิวเป้อุ้มเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.sunveno.com/

 

จาก รีวิวเป้อุ้มเด็ก ทั้ง 10 แบรนด์ที่ทีมแม่ ABK รวบรวมมา แต่ละแบรนด์ก็มีจุดเด่น น่าใช้แตกต่างกันออกไป แต่หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการจะซื้อเป้อุ้มเด็ก อยากจะลองสวมใส และหยิบจับ ทดลองใช้ ก็สามารถตามไปดูกันได้ที่งานAmarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 ซึ่งได้รวบรวม เป้อุ้มเด็ก หลากหลายแบบ หลายแบรนด์ให้เลือกมากมาย

✨รวมไปถึงสินค้าแม่และเด็กอื่นๆ อีกมากมาย พากันไปช้อปได้ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. – 3 ก.ค. 65
⏰ เวลา 10.00 – 20.00 น. 📌 ไบเทค บางนา แม่ๆจ๋า เตรียมช้อปแหลกสินค้าเพื่อแม่ลูก ลดแรง แซงทุกโปร ได้เล้ยยยยย
>> 📱 เปิดลงทะเบียนแล้ววว!! Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21
รับฟรี 2 ต่อ >> https://cooll.ink/abk21register
ต่อที่ 1 : รับฟรี! ชาม Amarin Baby & Kids Fair พร้อมผลิตภัณฑ์แม่-ลูก
ต่อที่ 2 : ลุ้นรับฟรี! เป้อุ้มเด็ก Pognae มูลค่า 8,990 บ.
🎁 พิเศษสุดๆ สำหรับคุณแม่ๆใช้ Application Lazada ในการซื้อสินค้าจะได้รับส่วนลด On Top เพิ่ม (เฉพาะกับร้านค้าที่ร่วมโปรโมชั่นเท่านั้น)
– ช้อปครบ 1,500 บ. รับส่วนลด On Top 150 บ.
– ช้อปครบ 4,999 บ. รับส่วนลด On Top 400 บ.
– ช้อปครบ 9,999 บ. รับส่วนลด On Top 800 บ.
บัตรกรุงศรีทุกหน้าบัตร On Top 400 บาท เมื่อซื้อครบ 4,999-.
* โค๊ดส่วนลดมีจำนวนจำกัด
✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗️ 💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก

top10

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เป้อุ้มเด็ก ไอเท็มยอดฮิตครอบครัวยุคใหม่ เลือกแบบไหนใช้งานง่าย ลูกนั่งสบายและปลอดภัย

ระวัง เป้อุ้มทารก เลือกไม่ดีเด็กอาจสันหลังเคลื่อนข้อสะโพกหลุด

ปวดหลังหลังคลอด สัญญาณร้าย “โรคโครงสร้างผิดปกติ”

ที่นอนเด็ก

ที่นอนเด็ก 10 แบรนด์คุณภาพดี นอนนุ่ม หลับสบาย ช่วยเสริมพัฒนาการ

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังเตรียมจะต้อนรับเจ้าตัวน้อยสู่โลกอันกว้างใหญ่ รวมไปถึงบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ที่กำลังเล็ง ๆ ว่าจะซื้ออะไรรับขวัญหลานดีนะ ทีมแม่ขอแนะนำ ที่นอนเด็ก ไอเท็มหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม

ที่นอนเด็ก 10 แบรนด์คุณภาพดี นอนนุ่ม
หลับสบาย ช่วยเสริมพัฒนาการ

จริงๆ แล้วการนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ต่อวัยทารกและเด็กเล็ก เพราะการได้พักผ่อนเพียงพอจะส่งผลดีต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต ที่นอนดีๆสำหรับทารกจึงจำเป็นมาก รู้แบบนี้แล้วทีมแม่ขอพาจูงมือไปเลือกที่นอนเจ้าตัวน้อยด้วยกันเลยนะ

ที่นอนเด็ก คือที่นอนสำหรับเด็กวัยตั้งแต่แรกเกิด ถึง 4 ปี มีขนาดเล็กกว่าเตียงผู้ใหญ่ แต่ก็กว้างพอให้เด็กๆได้พลิกตัว หรือขยับคลานบ้าง โดยขนาดและลักษณะเตียงก็ควรเลือกให้เข้ากับสรีระ ท่านอนที่ถูกต้อง ความปลอดภัยขณะหลับ รวมทั้งความสะดวกของคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อที่นอนเด็กนะคะ 

 

เลือกที่นอนเด็กแบบไหนดี 

  • เลือกที่นอนไม่แข็งและไม่นุ่มมากเกินไป ป้องกันเวลาลูกนอนคว่ำหน้า โดยเฉพาะวัยทารก เตียงนุ่มเกินไป หน้าของลูกอาจจมจนเกิดการขาดอากาศหายใจ หรือ SIDS ได้
  • ที่นอนควรรองรับน้ำหนักตัวลูกได้ดี หากมีน้ำหนักเยอะหน่อย ก็ควรเลือกเตียงที่แข็งแรง ไม่นิ่มจนเกินไป
  • ไม่ควรเลือกเตียงที่มีร่องหรือประกอบต่อกัน เพราะลูกอาจขยับจนตกร่องหรือทำกระดูกผิดรูปได้
  • ที่นอนควรทำความสะอาดง่าย ระบายอากาศได้ดี หากเป็นแบบป้องกันไรฝุ่นและเชื้อโรคด้วยจะดีมาก และควรเปลี่ยนใหม่เป็นระยะ 
  • ลักษณะที่นอนเด็กควรเป็นแบบที่คุณแม่หรือคุณพ่อจะเข้าถึงตัวเขาได้ง่ายเวลาให้นมและอุ้มกล่อม รวมทั้งไม่ควรยกสูงจากพื้นเพื่อป้องกันการพลัดตก  

 

  1. Papa Baby ชุดที่นอนทำจาก Cotton 100% กันน้ำป้องกันไรฝุ่น และแบคทีเรีย ในชุดนึงมีทั้งที่นอน หมอนหลุม และตุ๊กตาหมอนข้าง ลายน่ารัก เข้าชุดกัน ตัวที่นอนทำจากวัสดุอย่างดีอย่างดี ไม่ยุบตัวเวลานอน ด้านบนเป็นผ้ากันน้ำเนื้อนุ่ม ยืดหยุ่นสูง ปลอดสารพิษ ช่วยกันปัสสาวะ ด้านล่างเป็นโครงตาข่ายจากไมโครไฟเบอร์ ระบายอากาศได้ดี สีย้อมสดใส ไร้สารพิษ จะทำความสะอาดก็ง่ายเพราะมีซิปสามารถดึงถอดซักได้ 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.papa.co.th

ที่นอนเด็ก 10 แบรนด์คุณภาพดี นอนนุ่ม หลับสบาย ช่วยเสริมพัฒนาการ
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.papa.co.th/

 

  1. Oxy เป็นที่นอนหายใจผ่านได้ ป้องกันความเสี่ยงโรค SIDS หรือโรคขาดอากาศหายใจขณะหลับในเด็กทารก จึงออกแบบให้เหมาะกับท่านอนของเด็ก ที่แม้จะนอนคว่ำก็ยังหายใจได้สบาย ตัวเบาะตัดเย็บปราณีต มีความนุ่มแน่น รองรับสรีระได้ดี ไม่สะสมความร้อน ระบายอากาศได้ทุกทิศทาง จึงป้องกันการเกิดความชื้นและไรฝุ่น และยังปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย ผ่านการรับรองความปลอดภัย OEKO-TEX standard 100 สามารถซักทำความสะอาดได้ 100% แถมยังแห้งเร็วด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://oxybabythailand.com

ที่นอนเด็ก 10 แบรนด์คุณภาพดี นอนนุ่ม หลับสบาย ช่วยเสริมพัฒนาการ
ขอขอบคุณภาพจาก https://oxybabythailand.com/
  1. Airy เป็นอีกแบรนด์ที่ดีไซน์ที่นอนหายใจผ่านได้สำหรับทารก เพื่อลดโอกาสทารกขาดอากาศหายใจขณะหลับ ที่นอนเป็นโครงสร้างแบบ 3 มิติ ถ่ายเทอากาศได้ดี สามารถหายใจผ่านได้แม้นอนคว่ำ และยังช่วยให้อุณหภูมิร่างกายไม่สูงเกินไป เนื้อเบาะก็นุ่มแน่น รองรับสรีระร่างกายอย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและฝึกพัฒนาการทางกล้ามเนื้อที่ดีของลูก เรื่องระบายความร้อนก็ทำได้ดี ช่วยลดการเกิดเชื้อแบคทีเรียและไรฝุ่น ผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัย ไร้สารพิษ สามารถถอดซักล้างได้ทุกชิ้นส่วน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/airybedding/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/airybedding/

 

  1. Elava เป็นเบาะนอนดีไซน์พิเศษ คือทำองศาเอียง 30 องศา ใกล้เคียงกับองศาที่แม่อุ้ม ป้องกันกรดไหลย้อนและอาการแหวะนม ตัวเบาะก็โอบรับตัวลูกได้ดี ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจเวลานอน หลับสนิท หลับนาน และคุณแม่ก็ไม่ต้องอุ้มตลอดเวลา เหมาะกับเวลาคุณแม่ให้นม นอนเล่น หรือนอนกลางวัน วัสดุด้านหน้าทำจากผ้า Cotton 100% ด้านหลังเป็น Air Mesh ผ่านการทดสอบจากสถาบันชั้นนำหลายประเทศแล้วว่าป้องกันไรฝุ่นและเชื้อแบคทีเรียได้ ปลอดภัยต่อลูกน้อย ตัวเบาะก็เคลื่อนย้ายสะดวก ถอดซักทำความสะอาดง่าย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/elava.thailand/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/elava.thailand/
  1. Latex Monster แบรนด์นี้เป็นที่นอนทำจากยางพาราแท้ ปลอดสารเคมีเจือปน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดีไซน์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ ด้วยการห่อหุ้ม 3 ชั้น ตั้งแต่ผ้า TK หุ้มยางพารา ผ้ากันน้ำ กันน้ำไม่ไหลลงสู่ตัวที่นอน และผ้าคอตตอนลาย ABC น่ารัก ส่วนข้อดีของที่นอนยางพารา ก็คือมีความนุ่ม ยืดหยุ่นสูง การคืนตัวได้ดีทำให้ลดการกระแทกจากการนอน รองรับสรีระ ช่วยกระจายแรงกดทับและการไหลเวียนของโลหิต นอนแล้วไม่ร้อนหลัง ที่สำคัญคือไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้เนื่องจากไรฝุ่นและแบคทีเรียอีกด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/latexmonster/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/latexmonster/
  1. Nuebabe เป็นที่นอนเบาะรูปไข่ มาพร้อมกับลวดลายสดใสแฟนตาซี ซึ่งดีไซน์ทรงเบาะไข่นี้จะมีขอบนุ่มด้านข้าง สามารถโอบตัวเด็กได้อย่างกระชับ ช่วยป้องกันลูกนอนดิ้นตกที่นอนได้เป็นอย่างดี ในเซ็ตมีทั้งที่นอน หมอน และหมอนข้าง ตัดเย็บจากวัสดุผ้าคอตตอน 100% และบุด้วยใยสังเคราะห์คุณภาพดี ทำให้รู้สึกนุ่มสบายและระบายอากาศได้ดีในตอนนอน พร้อมเนื้อผ้ากันไรฝุ่นทำให้ไม่ระคายเคืองผิวอันบอบบาง ทำความสะอาดก็ง่ายดาย เพราะสามารถนำไปซักได้ทั้งชิ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/nuebabeofficial/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/nuebabeofficial/
  1. Absorba แบรนด์สินค้าสำหรับเด็กจากฝรั่งเศสที่หลายคนเชื่อมั่น ที่นอนใช้ผ้าคอตตอน 100% โดยไม่ผ่านสารเคมีใดๆ ในกรรมวิธีการทอ จึงไม่ระคายเคืองผิวบอบบางของลูกน้อย และยังให้สัมผัสนุ่ม ลื่น ระบายอากาศได้ดี ช่วยให้ลูกหลับสบาย ลดการสะสมเชื้อโรคและไรฝุ่น นอกจากนี้เนื้อผ้ายังยืดหยุ่น มีซิปสามารถถอดออกมาซักทำความสะอาดได้ตามต้องการด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/AbsorbaclubThailand/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/AbsorbaclubThailand/
  1. Gracekids ที่นอนเด็กลายการ์ตูนลิขสิทธิ์น่ารักมีหลายแบบ อย่างที่นอนเด็กรุ่นมีที่กั้น เหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่มองหาที่นอนเป็นสัดส่วนสำหรับล็กน้อย และยังช่วยคลายกังวลว่าลูกจะตกที่นอนด้วย เนื้อในทำมาจากใยสังเคราะห์คุณภาพดี ไม่ยุบตัวง่าย อายุการใช้งานยาว ส่วนเนื้อผ้าทำมาจากผ้าฝ้าย 100% ระบายอากาศได้ดี ไม่ระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อย เป็นผ้ากันไรฝุ่น ไม่อมฝุ่น และไม่ร้อน สามารถถอดทำความสะอาดได้ง่ายดาย นอกจากนี้ยังสามารถพับเก็บได้ และที่นอนกับที่กั้นก็ยังแยกชิ้นกันได้ด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.mygracekids.com/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.mygracekids.com/
  1. Iflin Baby ที่นอนสำหรับเด็กแรกเกิดที่ดีไซน์ไม่เหมือนใคร สามารถใช้นอนได้สองฝั่ง คือฝั่งนึงมีความนุ่ม นอนสบาย กับอีกฝั่งที่มีความเฟิร์มและแน่นกว่า ลูกจึงเลือกนอนได้ตามใจชอบ ตัวที่นอนทำจากวัสดุพิเศษ ถ่ายเทอากาศ หายใจผ่านได้ ปราศจากสารเคมีในการผลิต จะใช้นอนในบ้านก็ได้ พกไปนอกบ้านก็สะดวกเพราะสามารถพับเก็บได้ น้ำหนักก็เบาเพียง 2 กิโลกรัม แนะนำให้ใช้คู่ผ้าปูที่นอนใยไผ่ เนื้อนุ่มลื่น เย็น ช่วยให้ลูกหลับสบาย  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/iflinbaby/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/iflinbaby/
  1. Cocoono ที่นอนเด็กรุ่น CoCoonest เป็นที่นอนแบบ Co-sleeping​ สามารถปรับระดับ​องศาได้แบบ​ 12​ องศา​ เเละเเบบแบนราบ ซึ่งความเอียงนี้สามารถทดแทนการใช้หมอนได้ และยังเสริมขอบกันตก ป้องกันการตกขอบเตียง การนอนทับลูก เเละโรค SIDS หรือโรคขาดอากาศหายใจขณะหลับในเด็กทารก รวมทั้งให้ความรู้สึกปลอดภัย Womb-like เหมือนอยู่ในอ้อมกอดคุณแม่ตลอดเวลา สามารถวางบนที่นอนของคุณพ่อคุณแม่ได้เป็นสัดส่วน นอกจากนี้ยังพับพกพาไปข้างนอกบ้าน จะแยกส่วนซักทำความสะอาดก็ง่ายดาย     

ข้อมูลเพิ่มเติม https://cocoonobaby.com/

ที่นอนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://cocoonobaby.com/

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ที่นอนเด็ก อาจเป็นไอเท็มที่พ่อแม่หลายคนมองข้าม แต่แท้จริงแล้ว ถือเป็นของใช้ทารกที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง พ่อแม่ควรศุึกษาหาข้อมูลการเลือกใช้ที่นอนเด็กให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะหากเลือกไม่ดีอาจส่งผลต่อสุขภาพการนอนของลูกน้อยได้

ทั้งนี้แต่หากยังไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อยี่ห้อไหนดี ก็สามารถมาเลือกดูที่นอนของจริง หยิบจับสัมผ้สด้วยตัวเอง ได้ที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 ซึ่งมี ที่นอนเด็กหลากหลายแบบ หลายแบรนด์ให้เลือกมากมาย

✨รวมไปถึงสินค้าแม่และเด็กอื่นๆ อีกมากมาย พากันไปช้อปได้ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. – 3 ก.ค. 65
⏰ เวลา 10.00 – 20.00 น. 📌 ไบเทค บางนา แม่ๆจ๋า เตรียมช้อปแหลกสินค้าเพื่อแม่ลูก ลดแรง แซงทุกโปร ได้เล้ยยยยย
>> 📱 เปิดลงทะเบียนแล้ววว!! Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21
รับฟรี 2 ต่อ >> https://cooll.ink/abk21register
ต่อที่ 1 : รับฟรี! ชาม Amarin Baby & Kids Fair พร้อมผลิตภัณฑ์แม่-ลูก
ต่อที่ 2 : ลุ้นรับฟรี! เป้อุ้มเด็ก Pognae มูลค่า 8,990 บ.
🎁 พิเศษสุดๆ สำหรับคุณแม่ๆใช้ Application Lazada ในการซื้อสินค้าจะได้รับส่วนลด On Top เพิ่ม (เฉพาะกับร้านค้าที่ร่วมโปรโมชั่นเท่านั้น)
– ช้อปครบ 1,500 บ. รับส่วนลด On Top 150 บ.
– ช้อปครบ 4,999 บ. รับส่วนลด On Top 400 บ.
– ช้อปครบ 9,999 บ. รับส่วนลด On Top 800 บ.
บัตรกรุงศรีทุกหน้าบัตร On Top 400 บาท เมื่อซื้อครบ 4,999-.
* โค๊ดส่วนลดมีจำนวนจำกัด
✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗️ 💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก

babyhillsthailand, my-best

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็คลิสต์ 60 ของใช้เด็กแรกเกิด อย่างไหนควรซื้อเลย อย่างไหนไม่ต้องรีบ!

รวม 25 วิธีเด็ด ช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย สบาย และนานขึ้น

แก้ปัญหา ลูกหลับยาก ด้วยกลิ่นกายของพ่อแม่

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด

10 พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด สไตล์คุณแม่ยุคใหม่ ช่วยแม่พื้นตัวเร็ว

10 พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด สไตล์คุณแม่ยุคใหม่ ช่วยแม่ฟื้นตัวเร็ว

สำหรับคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวคลอด นอกจากการหาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยของเราแล้ว คุณแม่ยังต้องอย่าลืมที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงด้วย ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังจากคลอด โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังคลอด เป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณแม่ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เมื่อนึกถึงการดูแลตัวเองหลังคลอด เราก็มักจะนึกถึง “การ อยู่ไฟหลังคลอด” ที่เรามักจะเห็นบ่อย ๆ ในละครสมัยก่อน ซึ่งในปัจจุบันการอยู่ไฟหลังคลอดนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการให้ทันสมัย สะดวกสบาย ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่มากขึ้น จึงทำให้การอยู่ไฟหลังคลอดกลายเป็นการพักผ่อน ผ่อนคลายหลังคลอด ไม่ต้องทนลำบากเช่นในอดีต ทำให้คุณแม่หลายท่านสนใจอยู่ไฟหลังคลอดกัน วันนี้ทีมแม่ ABK จึงมีความรู้เกี่ยวกับการอยู่ไฟ และ พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด มาฝากคุณแม่กันค่ะ

 

อยู่ไฟหลังคลอด คืออะไร?

ซึ่งการอยู่ไฟจะช่วยทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัว บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยขับน้ำคาวปลา และป้องกันปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจตามมาในอนาคต ดังนั้นการอยู่ไฟจึงถือเป็นศาสตร์และศิลป์ของแพทย์แผนไทยที่ใช้ในการดูแลแม่หลังคลอด

 

ทำไมคุณแม่จึงควรอยู่ไฟหลังคลอด

การอยู่ไฟเป็นขั้นตอนการดูแลคุณแม่ โดยตามศาสตร์ของแพทย์แผนไทยเชื่อว่าการคลอดลูกจะให้ธาตุทั้ง 4 ในร่างกายของคุณแม่เสียสมดุล โดยเฉพาะธาตุไฟ ซึ่งส่งผลให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยล้า ปวดเมื่อย คัดตึงเต้านม หนาวง่าย การอยู่ไฟหลังคลอดจึงเป็นศาสตร์ที่นำความร้อนมาช่วยฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่จากความเหนื่อยล้า เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ช่วยปรับสมดุลร่างกายของคุณแม่ให้เข้าที่ ทำให้มดลูกที่ขยายตัวได้หดรัดตัวหรือเข้าอู่ได้เร็ว ช่วยให้ปากมดลูกปิดได้ดี จึงป้องกันการติดเชื้อในโพรงมดลูกหลังคลอด ทำให้น้ำคาวปลาไหลได้ดี ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นบริเวณหลังและขาที่เกิดจากการกดทับในขณะตั้งครรภ์ได้คลายตัวจึงบรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดอาการหนาวสะท้านเนื่องจากการเสียเลือดและน้ำหลังคลอด ให้ร่างกายแข็งแรงกลับคืนสู่สภาพปกติให้เร็วที่สุด

 

การอยู่ไฟสมัยโบราณ

ในอดีต คุณแม่ที่อยู่ไฟหลังคลอดจะต้องนอนบนกระดานแผ่นใหญ่ที่ยกให้สูงขึ้น มี เรียกว่า “กระดานไฟ” เพื่อให้สามารถนำกองไฟเข้าไปก่อไว้ใต้กระดานหรือใกล้ ๆ กับกระดานได้ โดยจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของกองไฟ ดังนี้

  • “อยู่ไฟญวน” หรือ “ไฟแคร่” เป็นการนอนบนไม้กระดาน ตั้งเตาไฟเอาไว้ใต้แคร่ มีแผ่นสังกะสีรองทับอีกที
  • “อยู่ไฟไทย” หรือ “ไฟข้าง” เป็นการนอนบนกระดานไฟซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับพื้นและมีกองไฟอยู่ข้าง ๆ

นอกจากนี้ยังสามารถเรียกตามประเภทของฟืนที่ใช้ก่อกองได้อีกด้วย ได้แก่

  • อยู่ไฟฟืน เป็นการใช้ไม้ฟืนอย่างไม้มะขาม นำมาก่อไฟ
  • อยู่ไฟถ่าน คือการใช้ถ่านก่อไฟ

โดยคุณแม่จะต้องอยู่ในเรือนไฟนาน 7-15 วัน ห้ามออกจากเรือนไฟโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่ปรับตัวไม่ทันจนไม่สบายได้ ซึ่งในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนวิธีการอยู่ไฟให้ทันสมัย เข้ากับวิถีชีวิตของคุณแม่ยุคปัจจุบันมากขึ้น แถมยังมีการเพิ่มคุณประโยชน์ให้ด้านความสวยความงามเข้ามาอีกด้วย

 

ขั้นตอนการอยู่ไฟหลังคลอด

  1. การเข้ากระโจมและอบสมุนไพร เป็นการเข้ากระโจมอบไอน้ำด้วยสมุนไพรโดยให้คุณแม่หลังคลอดเข้าไปนั่งบนม้านั่ง แล้วเอาผ้าห่มทำกระโจมคลุมไว้ นำหม้อน้ำที่ต้มเดือดใส่ไว้ภายในกระโจม ภายในหม้อมีน้ำสมุนไพร เช่น มะกรูด ตะไคร้ ซึ่งช่วยให้ระบบทางเดินหายใจคล่องขึ้น ไพรซึ่งช่วยลดอาการปวดเมื่อย ขมิ้นชันซึ่งช่วยลดอาการเคล็ดขัดยอก การบูร พิมเสนซึ่งช่วยให้หายใจสดชื่น ผักบุ้งแดงช่วยบำรุงสายตา หัวหอมแดง ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบส้มเสี้ยว เปลือกส้มโอ และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดเมื่อย บำรุงและทำความสะอาดผิว ขับน้ำคาวปลา
  2. การนาบหม้อเกลือ หรือ การทับหม้อเกลือ หรือ การนึ่งหม้อเกลือ เป็นการใช้หม้อเกลือหรือหม้อดินใบเล็กใส่เกลือเม็ดตั้งไฟให้ร้อน แล้ววางบนใบพลับพลึง ใช้ผ้าห่ออีกชั้น แล้วนำมาประคบบริเวณหน้าท้องและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณหน้าท้อง หลังส่วนล่าง และขา พร้อมทั้งนวดคลายเส้นตามกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ใบหน้า ศีรษะ ต้นขา ต้นแขน หรือวางไว้ใต้เก้าอี้เพื่อให้ความร้อนอังบริเวณปากช่องคลอด เพื่อสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ความร้อนจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและเลือดลม ช่วยให้รูขุมขนเปิด ช่วยขับน้ำคาวปลาและของเสียออกมาตามรูขุมขน ช่วยให้มดลูกหดรัดตัวเข้าอู่เร็วขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับ หน้าท้องยุบได้เร็ว บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและมดลูก
  3. การดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง เพื่อช่วยปรับสมดุลร่างกายและกระตุ้นเลือดลม
  4. การสครับขัดบำรุงผิว พอก ขัดผิวด้วยเกลือสะตุและสมุนไพร เพื่อช่วยกระชับและบำรุงผิวที่แตกลาย
  5. การนวดประคบ โดยใช้ลูกประคบร้อนที่ห่อไปด้วยสมุนไพรต่าง ๆ มากกว่า 10 ชนิด เช่น ขมิ้น ตะไคร้ การบูร ใบส้มป่อย เถาเอ็นอ่อน มานวดคลึงตามบริเวณร่างกายและเต้านม หรือนั่งทับลูกประคบ เพื่อช่วยลดอาการปวดเมื่อยและรักษาแผลหลังคลอด

การอยู่ไฟหลังคลอดเหมาะสำหรับคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติ สามารถอยู่ไฟได้เลยตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลหรือภายใน 3-7 วันหลังคลอด ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดควรรอให้แผลแห้งสนิทก่อนประมาณ 30 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้แผลอักเสบในขณะอยู่ไฟ

 

วิธีเลือกบริการอยู่ไฟหลังคลอด

  • ความน่าเชื่อถือ
  • ความปลอดภัยและความชำนาญของผู้ให้บริการ
  • ราคาเหมาะสม
  • ตอบโจทย์ความต้องการ เช่น ต้องการคลายความปวดเมื่อย ต้องการดูแลสุขภาพ ต้องการเสริมความงาม เป็นต้น

 

10 พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด แนะนำสำหรับคุณแม่

ทีมแม่ ABK คัดเลือกศูนย์สุขภาพ สปาสุขภาพ คลินิกแพทย์แผนไทย ไปจนถึงบริการอยู่ไฟถึงบ้านแบบเดลิเวอรีที่น่าสนใจมาฝากคุณแม่กัน

 

1. การแพทย์แผนไทยประยุกต์ศิริราช

งานบริการการแพทย์แผนไทยประยุกต์ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ มีบริการ “คลินิกอายุรเวท แพทย์แผนไทยประยุกต์” หรือ “อโรคยาสถาน” เพื่อให้บริการตรวจ วินิจฉัย และดูแลรักษาผู้ป่วย ตลอดจนการให้คำแนะนำต่าง ๆ ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยมีบริการดูแลคุณแม่หลังคลอด ติดต่อกัน 5 วัน ใช้เวลาครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมง ทั้งการนวดไทยแบบราชสำนัก การประคบสมุนไพร การทับหม้อเกลือ และการอบไอน้ำสมุนไพร ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทยประยุกต์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/SirirajAppliedThaiTraditionalMedicine/ หรือ https://www.si.mahidol.ac.th/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.si.mahidol.ac.th/

2. โรงพยาบาลยันฮี

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงเรื่องของการผ่าตัดศัลยกรรมของโรงพยาบาลยันฮี แต่นอกจากการทำศัลยกรรมแล้ว โรงพยาบาลยันฮียังมีบริการอยู่ไฟหลังคลอดด้วยเช่นกันทั้งการนวดแผนไทยโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ การประคบเพื่อกระตุ้นน้ำนมให้กับคุณแม่ การอบสมุนไพรเพื่อผ่อนคลาย การนวดแผนไทย เป็นต้น โดยมีระยะเวลาในการรับบริการประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://th.yanhee.net/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก https://th.yanhee.net

3. คลินิกแพทย์แผนไทยสุโขทัยธรรมาธิราช

คลินิกแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไปในราคาประหยัด โดยมีบริการอยู่ไฟหลังคลอดให้เลือกหลายคอร์สตามความต้องการของคุณแม่ เช่น การนวดและประคบสมุนไพรเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพมารดาหลังคลอด 1 ช.ม. ราคา 500 บาท (สิทธิค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ 250 บาท) การทับหม้อเกลือ เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพมารดาหลังคลอด 1 ช.ม. ราคา 600 บาท (สิทธิค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ 300 บาท) และการอบไอน้ำสมุนไพรเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพมารดาหลังคลอด 1 ช.ม. ราคา 150 บาท (สิทธิค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ 120 บาท)

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://web4.stou.ac.th/schools/healthsci/clinic/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก https://web4.stou.ac.th/schools/healthsci/clinic/

4. มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา

คลินิกการแพทย์แผนไทย สุพรมอาศรม เป็นคลินิกที่จัดตั้งโดยมูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป โดยมีแพทย์แผนไทยเป็นผู้ตรวจอาการทุกครั้งก่อนที่จะรับการบำบัดรักษาโดยการนวด ทั้งให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง โดยมีบริการคอร์สอยู่ไฟ จำนวน 8 ขั้นตอน อัตราค่าบริการ วันละ 1,000 บาท โดยใช้เวลาเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://thai-tmdf.com/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก http://thai-tmdf.com/

5. คลินิกแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร

คลินิกแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร มีบริการดูแลมารดาหลังคลอด และกระตุ้นน้ำนมด้วยยาสมุนไพรและศาสตร์การนวดกดจุด ในราคาสุดประหยัดเพียงครั้งละ 770 บาท ประกอบด้วย การทับหม้อเกลือ การนวดทั่วร่างกาย การประคบร้อน การอบสมุนไพร และการให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองให้กับคุณแม่

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lkb.hosp.go.th

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.lkb.hosp.go.th

6. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์

โรงพยาบาลที่ก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณและมาตรฐานทางวิชาชีพอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การให้บริการพร้อมกับการนำเสนอเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา มาพร้อมคอร์สการอยู่ไฟหลังคลอดแบบ 1 วัน และ 7 วัน ให้คุณแม่เลือกตามความต้องการได้เลย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.chularat3.com/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.chularat3.com/

7. อยู่ไฟไทย

บริการอยู่ไฟหลังคลอดส่งตรงถึงบ้านพร้อมผู้เชียวชาญที่จะคอยให้คำแนะนำ ดูแลการอยู่ไฟหลังคลอดเป็นไปอย่างถูกวิธี ลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมอุปกรณ์ โดยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการอยู่ไฟหลังคลอดมากว่า 10 ปี และมีผู้เชียวชาญโดยตรงที่จะคอยดูแลและแนะนำวิธีการขั้นตอนที่ถูกต้องปลอดภัย พร้อมบำรุงร่างกายผิวพรรณของคุณแม่หลังคลอดอีกด้วย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://ufirethai.com/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก https://ufirethai.com/

8. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น

มีทั้งบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดปรับความสมดุลของร่างกาย คลายความปวดเมื่อย แถมยังมีบริการนวดปรับความสมดุลของกล้ามเนื้อ-เส้นเอ็น และเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายในราคาพิเศษ และมีบริการโปรแกรมนวดสำหรับคุณแม่หลังคลอดและการอยู่ไฟสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรอีกด้วย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://web.facebook.com/HospitalKasemradPrachachuen/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/HospitalKasemradPrachachuen/

9. บ้านรักษ์สมุนไพร

ให้บริการดูแลสุขภาพ อยู่ไฟหลังคลอด ทั้งในสถานที่ (ที่ร้านบ้านรักษ์สมุนไพร) และนอกสถานที่ (บริการถึงบ้านคุณแม่ทุกท่าน) ทั่วประเทศ ด้วยบุคลากรนักฟื้นฟูบำบัดที่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการดูแลมารดาหลังคลอด (การอยู่ไฟ) ด้วยมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายยาสมุนไพรโดยเภสัชกรแผนไทย พร้อมผลิตภัณฑ์สุขภาพปลอดสารพิษ ชาสมุนไพร ชุดอุปกรณ์อยู่ไฟ ชุดอยู่ไฟตำรับหลวง (ไฟชุด) อีกด้วย

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.baanruksamoonprai.com/

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

 

10. ปราณะคลินิกแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท

คลินิกแพทย์ทางเลือกของโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 10 ปี ให้บริการการตรวจรักษา โดยทีมแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน พร้อมผู้ช่วยแพทย์ ที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ โดยตรง น่าเชื่อถือ และปลอดภัย โดยมีให้เลือกทั้งการอยู่ไฟ 2 ชั่วโมง และการอยู่ไฟ 4 ชั่วโมง ซึ่งการอยู่ไฟแบบ 4 ชั่วโมงจะมีบริการนวดน้ำมันหรือขัดผิว และคาดไฟชุดให้ด้วย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://kntpranna.com/

พิกัดอยู่ไฟหลังคลอด
ขอขอบคุณภาพจาก http://kntpranna.com/

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

babyhillsthailand, my-best

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อยู่ไฟหลังคลอด เข้ากระโจม ทับหม้อเกลือ วิธีโบราณ ช่วยดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอดให้ดีขึ้น

แม่แชร์ประสบการณ์หลังคลอด ไม่ได้อยู่ไฟ แต่พุงยุบไว น้ำนมไหลมาเทมา หุ่นสวยเป๊ะดั่งเดิมได้!

หลังคลอด ต้อง “อยู่ไฟ” ไหม?

เด็กเล็กพัฒนาการช้าลง

ผู้เชี่ยวชาญห่วง! เด็กเล็กพัฒนาการช้าลง เพราะใส่หน้ากาก

ผู้เชี่ยวชาญห่วง! เด็กเล็กพัฒนาการช้าลง เพราะใส่หน้ากาก

การระบาดของโรคโควิด-19 มาตลอด 3 ปี นี้ส่งผลกระทบต่อคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะตอนนี้ที่สายพันธ์โอมิครอนแพร่ระบาด จะส่งผลต่อเด็กมากขึ้น เนื่องจากติดง่ายขึ้น ความกังวลเรื่องการติดโรคที่พ่อแม่มีต่อเด็กก็เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่นอกจากเรื่องการติดโรคแล้วยังพบว่า เด็ก โดยเฉพาะ เด็กเล็กพัฒนาการช้าลง อันเนื่องมาจากการระบาดนี้ด้วยค่ะ

 

สถิติเด็กเล็กติดโควิด 19 เพิ่มมากขึ้น

กรมอนามัยรายงานสถานการณ์การติดเชื้อในเด็กเล็ก คือ เด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ ในสายพันธุ์ “โอมิครอน” ตั้งแต่เดือนมกราคม จะพบว่า เด็กกลุ่มนี้ติดเชื้อเพียงสัปดาห์ละพันกว่าราย จากนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 2-3 พันราย ล่าสุด ในช่วงที่ผ่านมา มีการติดเชื้อสูงตามกลุ่มวัยอื่น ๆ โดยช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่ามีการติดเชื้อสูงถึง 6,000 กว่าราย และเมื่อดูย้อนหลังตั้งแต่มีการระบาดระลอกที่ 3 เดือนเมษายน ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ไทยมีผู้ป่วยสะสมในเด็กกลุ่มนี้แล้ว 107,059 ราย หรือคิดเป็น 5 % ของการติดเชื้อทั้งหมด และมีการเสียชีวิต 29 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เด็กมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ขณะที่สาเหตุการติดเชื้อของ “เด็กเล็ก” มาจากการติดเชื้อในครอบครัว และไม่มีวัคซีน อีกทั้งกลุ่ม “เด็กเล็ก” ยังเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อง่ายกว่ากลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากเด็กไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

หน้ากากอนามัยทำให้เด็กเล็กหายใจลำบาก

ในประเทศญี่ปุ่นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ จึงมีเด็กจำนวนมากติดเชื้อ  กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นจึงแนะนำให้เด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่กุมารแพทย์ได้ทักท้วงเรื่องนี้ และบรรดาคุณพ่อคุณแม่ชาวญี่ปุ่นก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า การใส่หน้ากากอนามัยจะทำให้เด็กหายใจลำบาก เนื่องจากระบบหายใจของเด็กยังไม่แข็งแรงพอ และเด็กบางคนยังไม่สามารถถอดหน้ากากเองได้เมื่อรู้สึกอึดอัด จึงเป็นห่วงว่าจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก ทำให้สุดท้ายรัฐบาลญี่ปุ่นยอมถอนข้อเสนอนี้ไป

เด็กเล็กพัฒนาการช้าลง เพราะใส่หน้ากากอนามัย

คณะผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ของญี่ปุ่นระบุว่า มีผลการศึกษาพบว่า เด็กอายุ 2 ปี ที่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่เพียงส่งผลต่อระบบหายใจที่ทำให้ห่ายใจลำบาก แต่ยังมีผลต่อพัฒนาการของเด็กด้วย เพราะเด็กจะเรียนรู้การสื่อสารผ่านการมอง การดู การเคลื่อนไหวของปาก ซึ่งการใส่หน้ากากอนามัยจะปิดบังรูปปาก และการออกเสียงผ่านหน้ากากอนามัยยังทำให้เสียงที่ได้ยินเพี้ยน ส่งผลต่อการออกเสียงเวลาที่เด็กเรียนรู้เรื่องภาษา

นอกจากนี้ การสวมหน้ากากอนามัยยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง และส่งผลต่อพัฒนาการด้านการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ของเด็กด้วย เพราะขัดขวางการเรียนรู้การแสดงออกทางสีหน้า ตา จมูก และปาก และการสื่อสารทางอารมณ์ที่ชัดเจน

เด็กเล็กพัฒนาการช้าลง
ผู้เชี่ยวชาญห่วง! เด็กเล็กพัฒนาการช้าลงเพราะใส่หน้ากาก

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เคยโพสต์เฟซบุ๊กซึ่งมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันนี้ว่า ในภาวะปกติใหม่ (new normal) หรือ ภาวะปกติต่อไป (next normal) การใส่หน้ากากอนามัยเป็นผลดีในการป้องกันการแพร่กระจายของโรคในระบบทางเดินหายใจ ไม่ใช่เฉพาะโควิด-19 เท่านั้น แม้กระทั่งวัณโรคที่เป็นปัญหาในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกัน ในช่วงเด็กกำลังพัฒนา โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะต้องมีการเรียนรู้ทางด้านภาษา โดยเฉพาะการพูดและการฟัง ถ้ามีหน้ากากอนามัย ก็อาจจะทำให้การพูดลำบากกว่าปกติ การสะกดเสียงต่าง ๆ และในการฟัง การเรียนรู้ จะมีทั้ง ภาษาพูดและภาษาท่าทาง (verbal และ nonverbal) ในภาษาท่าทาง การฟังเสียงพูดเด็ก จะสังเกตริมฝีปาก สีหน้าและจะมีการเข้าใจความหมายที่พูดได้เพิ่มขึ้น การใส่หน้ากากอนามัย ก็อาจจะมีผลในการปิดกั้นพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ทางด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาพูด และภาษาท่าทางของเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก

พัฒนาการการเรียนรู้ตามวัยของเด็กเล็ก

ศาสตราจารย์เมียววะ มาซาโกะ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางสมองและจิตวิทยามนุษย์ มหาวิทยาลัยเกียวโต กล่าวว่า ทารกแรกเกิดจนถึงอายุราว 1 ขวบจะมองหน้าและความเคลื่อนไหวของผู้คนรอบตัว และเรียนรู้การแสดงออกทางสีหน้าของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู สามารถรับรู้ได้ว่า นี่คือใบหน้าของคนใกล้ชิด เมื่อตา จมูก และปากบนใบหน้าปรากฏชัด หลังจากนั้นทารกก็เรียนรู้ที่จะแยกแยะสีหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน เช่น อารมณ์ดี หรือโกรธ การเห็นใบหน้าของคนในครอบครัวจึงจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก

ขณะที่เด็กอายุระหว่าง 4-10 ปี เป็นช่วงที่กำลังพัฒนาความสามารถของสมองในการรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น และความสามารถในการประเมินว่าคนอื่นคิดอะไร และตัวเองควรทำตัวอย่างไรในการสื่อสารระหว่างกัน

พ่อแม่จะช่วยให้ลูกเกิดพัฒนาการที่ดีในช่วงของการระบาดนี้ได้อย่างไร

สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยเหลือได้ ได้แก่

  • พยายามหลีกเลี่ยงไม่พาลูกวัยเด็กเล็กออกนอกบ้าน
  • อยู่ภายในบ้านไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่ก็ต้องแน่ใจว่าจะไม่มีใครนำเชื้อมาติดเด็กได้
  • ไม่ให้คนภายนอกหรือกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงตัวเด็ก
  • ใช้การสื่อสารภาษากายบ่อย ๆ กระตุ้นพัฒนาการลูกอย่างสม่ำสมอ

แม้จะต้องคอยระวังเรื่องการระบาดของโรคโควิด 19 ก็ตาม แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องคำนึงถึงพัฒนาการของลูก ๆ ด้วยค่ะ ขอให้ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กำลังลูก ๆ เพื่อให้เค้าได้มีพัฒนาการที่สมวัยกันนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

MGR Online

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทคความดี ๆ คลิก

5 เทคนิคสอนลูกใส่ หน้ากากอนามัย ป้องกันโรค ป้องกันฝุ่น ให้ได้ผล

ไขข้อสงสัย ‘หน้ากากอนามัย’ ชนิดไหนป้องกัน ‘โควิด-19’ และ ‘PM2.5’ ไปพร้อมกัน!!

ญี่ปุ่นเผย! หน้ากากอนามัยแบบผ้า ให้ลูกใช้สีไหนดีที่สุด

รีวิวน้ำยาซักผ้าเด็ก

10 รีวิวน้ำยาซักผ้าเด็ก สะอาดเกลี้ยง ถนอมผ้า อ่อนโยนต่อผิวเด็ก

รีวิวน้ำยาซักผ้าเด็ก 10 ยี่ห้อ
ซักสะอาดเกลี้ยง ถนอมผ้า อ่อนโยนต่อผิวเด็ก

สำหรับเสื้อผ้า เครื่องใช้ของลูกน้อย การทำความสะอาดสิ่งของพวกนี้ คุณพ่อคุณแม่บางส่วนมักจะใช้ผงซักฟอกทั่วไปในการซักล้าง ทำความสะอาด เพราะด้วยความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่คุณแม่รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมาก เนื่องจากผงซักฟอกทั่วไปเป็นสารเคมีที่รุนแรงเกินไปสำหรับผิวบอบบางของเด็กทารก อาจทำให้เจ้าตัวน้อยไม่สบายตัว หรืออาจจะก่อให้เกิดเป็นผื่นผ้าอ้อมได้ ซึ่ง น้ำยาซักผ้าเด็ก ต่างหากที่เหมาะสมกับการซักล้างเสื้อผ้าและเครื่องใช้ของลูกน้อย เนื่องด้วยเหตุผลใดนั้น ไปติดตามอ่าน รีวิวน้ำยาซักผ้าเด็ก ที่ทีมแม่ ABK นำมาฝากกันค่ะ

น้ำยาซักผ้าเด็ก จะถูกผลิตขึ้นด้วยการใช้สารเคมีที่รุนแรงน้อยกว่าผงซักฟอกแบบดั้งเดิม ในขณะที่ผงซักฟอกแบบปกติจะทำให้เสื้อผ้าสะอาดแต่มันทิ้งสารตกค้างบางอย่างไว้กับเสื้อผ้าได้ สารตกค้างนี้ไม่ได้รบกวนผิวของผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กทารกที่บอบบางและยังไม่คุ้นเคยกับการระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อมมากมายที่ผู้ใหญ่สัมผัสในทุก ๆ วันอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังหรือเกิดอาการแพ้ได้ หากมีสารเคมีตกค้างหรือสารที่ระคายเคืองผิวหนัง ผิวของทารกอาจจะสัมผัสกับสารตกค้าง และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรืออาการแพ้ได้ การเลือกน้ำยาซักผ้าที่มีสารเคมีอันตรายน้อยที่สุดหรือได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะกับผิวเด็กอย่างน้ำยาซักผ้าเด็กสามารถลดโอกาสที่ผิวของเด็กทารกจะสัมผัสกับสารเคมีได้

รีวิวน้ำยาซักผ้าเด็ก

น้ำยาซักผ้าเด็ก อีกประเภทนั้นมีการใช้สารทำสะอาดสกัดจากธรรมชาติ ทำให้อ่อนโยนต่อผิวของเด็กทารก แต่ก็มีฤทธิ์ทำความสะอาดสูงเทียบเท่าสารสังเคราะห์ จึงดีต่อผิวของเด็กทารก และยังใช้ทำความสะอาดได้อย่างดีด้วยเช่นกัน

วิธีสังเกตว่า ลูกน้อยแพ้น้ำยาซักผ้าหรือไม่ โดยทั่วไปเราจะพบปฏิกิริยาของผิวหนังที่เกิดขึ้นเนื่องจากอาการแพ้ดังนี้

  1. การระคายเคือง

เป็นปฏิกิริยาที่พบได้รวดเร็ว เนื่องจากผิวที่แพ้มักจะแสดงอาการทันทีหลังจากที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์หรือวัสดุที่เป็นอันตราย โดยจะเกิดผื่นสีแดง และมีอาการคัน ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปทันที หลังจากหยุดใช้สารระคายเคืองหรือเลิกสวมใส่สิ่งที่มีสารเคมีหรือสารก่ออาการแพ้

  1. ผื่นระคายสัมผัสจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergic Contact Dermatitis)

นี่คือปฏิกิริยาการแพ้ซึ่งหมายความว่าผิวหนังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะตอบสนอง ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้และคัน ซึ่งตามปกติแล้ว อาการคันจะเกิดเฉพาะบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ อาจมีอาการเมื่อสัมผัสบ่อยครั้งหรือสัมผัสเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้ หากร่างกายเกิดการแพ้ขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว แม้จะสัมผัสสารก่อภูมิแพ้เพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ขึ้นได้อีก

 

วิธีเลือกน้ำยาซักผ้าเด็ก

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เรามีวิธีเลือกน้ำยาซักผ้าเด็กอย่างไรบ้าง โดยคร่าว ๆ แล้วคุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจและสนใจในสิ่งต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น

1. ปราศจากน้ำหอมและสีย้อม

ควรเลือกใช้น้ำยาซักผ้าที่ไม่มีสีย้อมหรือน้ำหอมเพิ่มเข้ามา เพราะสารเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นในการทำความสะอาดเสื้อผ้าของลูกน้อยเลย เพียงแต่สารเหล่านี้สามารถเพิ่มกลิ่นหอมและช่วยเพิ่มสีของผงซักฟอกเท่านั้น การไม่มีสารนี้อยู่ในน้ำยาซักผ้าไม่ได้ลดหรือเพิ่มพลังการทำความสะอาดของน้ำยาซักผ้าเลยแม้แต่น้อย แต่หากคุณต้องการให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอม ให้เลือกกลิ่นที่มาสารจากธรรมชาติและปลอดภัย ซึ่งทางแบรนด์จะระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์

2. ปราศจากสารเคมีหรือสารกันเสีย

สำหรับสารกันเสีย เช่น พาราเบน นั้น พบได้มากในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ เนื่องจากสารกันเสียช่วยต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ แต่เนื่องจากผิวเด็กมีความบอบบาง จึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้าเด็กที่มีส่วนผสมของสารกันเสีย และรวมไปถึงสารเคมีอื่น ๆ ให้มากที่สุด

3. ผ่านการทดสอบว่า ปลอดภัย และอ่อนโยนต่อผิวที่บอบบาง

ควรตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่เลือกซื้อนั้น ผ่านการรับรองและทดสอบแล้วว่า ปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของเด็กทารกหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้คุณมั่นใจผลิตภัณฑ์นั้นไม่ทำร้ายผิวและก่อให้เกิดอาการแพ้ต่อลูกของคุณอย่างแน่นอน

4. เลือกชนิดตามการใช้งาน

สำหรับผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กนั้น โดยทั่วไปมีให้เลือกใช้งานทั้งแบบชนิดน้ำและชนิดผง แต่เราขอแนะนำให้ใช้ “ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กชนิดน้ำ” มากกว่า เพราะสามารถชะล้างออกได้ง่าย ทำให้เกิดโอกาสระคายเคืองน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดผง ที่อาจละลายไม่หมดแล้วทิ้งสารเคมีตกค้างบนผ้า เสี่ยงต่อการทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน

 

10 รีวิวน้ำยาซักผ้าเด็ก ที่อยากแนะนำให้ลองใช้

ต่อไปนี้คือ 10 แบรนด์น้ำยาซักผ้าเด็กที่ทางทีมงานแนะนำ เป็นน้ำยาซักผ้าเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกซื้อเพราะได้มาตรฐาน และผ่านตามเงื่อนไขการเลือกผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้าเด็กตามที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ จะมีแบรนด์ใดบ้าง ติดตามกันได้ดังนี้

  1. D-nee

D-nee Organic Aloe Vera มีส่วนผสมของ อโล เวร่า และส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เป็นกลาง ถนอมเส้นใยผ้า ไม่มีส่วนผสมของน้ำยาฟอกขาว สีแต่งเติม ฟอสฟอรัส แอลกอฮอล์ พาราเบน ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง และผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่า อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง กลิ่นอโล เวร่า หรือว่านหางจระเข้จากธรรมชาติ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.dnee.co.th/

รีวิวน้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dnee.co.th
  1. Babi mild

Babi mild Organic สูตร 2IN1 ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม ผ้าสะอาดสัมผัสนุ่มในขวดเดียวด้วย Natural Polymer สารสกัดธรรมชาติที่เพิ่มความนุ่มแทนสารเคมีทั่วไปที่มักทำให้เกิดการระคายเคือง อ่อนโยนจากธรรมชาติ  X2 ด้วยผสมผสานคุณค่าสารสกัดออร์แกนิคคาโมมายล์ ( ได้รับตรารับรอง ECOCERT) และสารสกัดออร์แกนิคจากดอกฮันนี่ซัคเคิล (ได้รับตรารับรอง USDA) มีสารทำความสะอาดสังเคราะห์จากพืชธรรมชาติ และผ่านการทดสอบการระคายเคือง ไม่มีสี ไม่มีสารฟอกขาว ไม่ใส่สารเรืองแสง ไม่ใส่สารพาราเบน ลดกลิ่นอับชื้นและป้องกันคราบสกปรกย้อนกลับติดผ้า

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.babimild.com/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.babimild.com
  1. Kodomo

Kodomo Organic สูตรนิวบอร์น มีส่วนผสมของการสกัด ออร์แกนิก อโล เวร่า ช่วยขจัดคราบสกปรกบนชุดของลูกน้อย และมีสารทำความสะอาดที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ กลิ่นหอม อ่อนละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีสี ไม่มีสารฟอกขาว ไม่ใส่สารเรืองแสง ไม่ใส่สารพาราเบน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผ่านการทดสอบทางการแพทย์ ว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวบอบบาง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.lion.co.th/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lion.co.th/
  1. Pipper standard

Pipper standard เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่มีประสิทธิภาพในการขจัดคราบสกปรกบนผ้าได้อย่างหมดจด ด้วยสูตรธรรมชาติที่อ่อนโยน ไม่ทำลายเส้นใยผ้า ฟองน้อย ล้างออกง่าย ขจัดกลิ่นอับแม้ตากเวลากลางคืน หรือในที่ร่ม ใช้ได้ทั้งเสื้อผ้าเด็กและผู้ใหญ่ และผ้าที่บอบบาง ผ่านการทดสอบการแพ้และการระคายเคือง ปราศจากสารภูมิแพ้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.pipperstandard.com/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.pipperstandard.com
  1. Lamoon baby

Lamoon น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิก ผลิตจากสารสกัดจากข้าว สารสกัดจากส้มซ่าและคาร์โมมายล์ ทำความสะอาดคราบเปื้อนได้หมดจด สูตรอ่อนโยน ถนอมเนื้อผ้า ฟองน้อย ล้างออกได้ง่าย ให้ได้ดีทั้งซักด้วยมือและซักด้วยเครื่อง กลิ่นลาเวนเดอร์และวานิลา

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.lamoonbaby.com/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lamoonbaby.com/
  1. Dmp

น้ำยาซักผ้าเด็ก Dmp สูตรทูอินวัน ออร์แกนิก พีเอช บาลานซ์ เพื่อผ้าสะอาด สัมผัสนุ่ม ค่า pH เป็นกลางกลิ่น Cotton Love หอมละมุน ซักและปรับผ้านุ่มในขั้นตอนเดียว ไม่มีสี ไม่มีสารฟอกขาว ไม่ใส่สารเรืองแสง ไม่ใส่สารพาราเบน ผ่านการทดสอบว่าไม่ระคายเคือง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.dmpbaby.com/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณถาพจาก https://www.dmpbaby.com/
  1. Nappi

น้ำยาซักผ้าเด็กแน้ปปี้ มีสารทำความสะอาดสกัดจากน้ำมันปาล์ม และน้ำตาลกลูโคสจากข้าวโพด ปราศจาก พาราเบน, ฟอร์มาลดีไฮด์, โลหะหนัก, ฟอสเฟต ไม่ใส่สี และ สารเรืองแสง อ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่ายและใยผ้า ปลอดภัยต่อเด็ก ผ่านการทดสอบว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวจาก Dermscan Asia สูตรฟองน้อย ล้างออกง่าย ไม่มีสารตกค้าง ผ้านุ่มโดยไม่ต้องใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://nappibaby.com/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://nappibaby.com/
  1. Enfant

Enfant Extra Care Fabric Wash อ่อนโยนสูงสุดด้วยสารทำความสะอาดสกัดจากข้าวโพด ธรรมชาติ 100% ถนอมผ้าถนอมผิว ด้วย  Gold Silk Protein โปรตีนสกัดจากใยไหม ที่ทำให้มีโมเลกุลขนาดเล็ก ผสานน้ำมันสกัดเมล็ดฝ้าย ช่วยให้เส้นใยผ้าฟูนุ่มเหมือนใหม่ รู้สึกเย็นสบายเมื่อสวมใส่ ปลอดภัยจากสารเคมีอันตราย ทั้งสารเรืองแสง สารฟอกขาว ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ปลอดภัยด้วยน้ำหอมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ กลิ่นหอมละมุน ผ่านการทดสอบการระคายเคืองจากสถาบันผิวหนังจากประเทศสหรัฐอเมริกา และย่อยสลายได้ในธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.enfantfamily.com/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.enfantfamily.com

 

  1. Pureen

Pureen Baby Fabric Wash ทำความสะอาดพร้อมถนอมเส้นใยผ้าอย่างอ่อนโยนด้วยสารทำความสะอาดที่ pH เป็นกลาง ป้องกันคราบสกปรกย้อนกลับสู่เนื้อผ้า ช่วยขจัดคราบสิ่งสกปรกได้อย่างหมดจด อีกทั้งยังมีส่วนผสมของน้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ผิวหนังว่าไม่ระคายเคืองผิว (Dermatologically Tested) กลิ่นหอมจากดอกไม้อ่อน ๆ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.pureen.co.th/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.pureen.co.th/
  1. Baybee organic

น้ำยาซักผ้าเด็ก Baybee organic สูตรอ่อนโยนพิเศษสำหรับผิวแพ้ง่าย มีส่วนผสมของสารสกัดออร์แกนิคจากน้ำมันเมล็ดคาร์มิเลียและดอกคาร์โมมายด์ ทำความสะอาดได้อย่างหมดจดและถนอมเนื้อผ้า กำจัดคราบสกปรกโดยไม่ทิ้งสารตกค้างใด ๆ ปราศจากสารเพิ่มฟองซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ใช้ได้ทั้งซักมือและซักเครื่อง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.baybee.in.th/

น้ำยาซักผ้าเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.baybee.in.th/

 

เรียกได้ว่า น้ำยาซักผ้าเด็ก เป็นอีกหนึ่งของใช้สำหรับลูกน้อยที่มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายกลิ่นและมีสูตรมากมายเลยทีเดียว ซึ่งเวลาจะซื้อแต่ละครั้งนอกจากจะดูที่ส่วนผสมที่ไม่เป็นอันตรายกับลูกน้อยแล้ว ซึ่งปริมาณ จำนวน ราคาความคุ้มค่า ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่บ้านหลายคนให้ความสำคัญ เพื่อช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า หากคุณแม่อยากได้น้ำยาซักผ้าเด็ก คุณภาพดี ซักผ้าสะอาดเกลี้ยง แถมถนอมผ้า และอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อย ที่สำคัญ มีโปรโมชั่นเด็ด ราคาโดนใจ ก็สามารถตามไปช้อปกันได้ที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 ซึ่งได้รวบรวม น้ำยาซักผ้าเด็ก แบรนด์ดังหลากหลายเจ้าตามที่รีวิวไปข้างต้น มาออกบูธขายกันมากมาย

✨รวมไปถึงสินค้าแม่และเด็กอื่นๆ อีกมากมาย พากันไปช้อปได้ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. – 3 ก.ค. 65
⏰ เวลา 10.00 – 20.00 น. 📌 ไบเทค บางนา แม่ๆจ๋า เตรียมช้อปแหลกสินค้าเพื่อแม่ลูก ลดแรง แซงทุกโปร ได้เล้ยยยยย
>> 📱 เปิดลงทะเบียนแล้ววว!! Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21
รับฟรี 2 ต่อ >> https://cooll.ink/abk21register
ต่อที่ 1 : รับฟรี! ชาม Amarin Baby & Kids Fair พร้อมผลิตภัณฑ์แม่-ลูก
ต่อที่ 2 : ลุ้นรับฟรี! เป้อุ้มเด็ก Pognae มูลค่า 8,990 บ.
🎁 พิเศษสุดๆ สำหรับคุณแม่ๆใช้ Application Lazada ในการซื้อสินค้าจะได้รับส่วนลด On Top เพิ่ม (เฉพาะกับร้านค้าที่ร่วมโปรโมชั่นเท่านั้น)
– ช้อปครบ 1,500 บ. รับส่วนลด On Top 150 บ.
– ช้อปครบ 4,999 บ. รับส่วนลด On Top 400 บ.
– ช้อปครบ 9,999 บ. รับส่วนลด On Top 800 บ.
บัตรกรุงศรีทุกหน้าบัตร On Top 400 บาท เมื่อซื้อครบ 4,999-.
* โค๊ดส่วนลดมีจำนวนจำกัด
✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗️ 💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

 


ขอบคุณข้อมูลจาก

bestreview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 น้ำยาซักผ้าเด็ก สูตรอ่อนโยน ถนอมเนื้อผ้า เหมาะสำหรับผิวบอบบาง

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะกับผิวบอบบางของลูกน้อย

ซักผ้าลูกแรกเกิด ให้สะอาดแบบไม่เปลืองแรง ต้องเลือก น้ำยาซักผ้าเด็ก ยังไงดี

วัน นอนหลับ โลก 2565

14 วิธีช่วยให้การ นอนหลับ ดีขึ้น ต้อนรับวันนอนหลับโลก

นอนหลับ ทุกคืนแต่ทำไมยังรู้สึกเหมือนนอนไม่อิ่ม มาตรวจสอบการนอนของเรากันว่า เป็นการนอนหลับที่ดี มีคุณภาพหรือไม่ กับ 14 เทคนิคช่วยให้นอนดีขึ้นในวันนอนหลับโลก

14 วิธีช่วยให้การ นอนหลับ ดีขึ้น ต้อนรับวันนอนหลับโลก

การนอนหลับ ใคร ๆ ก็ทราบกันดีว่าเป็นการพักผ่อนร่างกายที่ดีที่สุด ในทางกลับกันหากเรานอนหลับไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การนอนของเรานั้นไม่มีคุณภาพที่ดีพอก็จะเป็นการทำร้ายร่างกาย เช่น ในวัยเด็ก และวัยรุ่นหากนอนหลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะส่งผลให้ฮอร์โมนสำหรับการเจริญเติบโตลดลง สมาธิสั้น ซึมเศร้า เชาวน์ปัญญาลดลง เป็นต้น

วันนอนหลับโลก
วันนอนหลับโลก

โรคนอนไม่หลับส่งผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ?

ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน  ภูมิคุ้มกันต่ำลงป่วยง่าย  ระบบย่อยอาหารผิดปกติ  ความจำลดลง  ความดันโลหิตสูง  ซึมเศร้า  อารมณ์แปรปรวนง่าย  ผิวหนังไม่แข็งแรงหย่อนคล้อยแลดูแก่ก่อนวัย  ผื่นผิวหนังอักเสบ  เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

เนื่องในวันที่ 18 มีนาคม 2565 องค์กรนอนหลับโลกได้ประกาศถือเอาวันดังกล่าว เป็นวันนอนหลับโลก องค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับทั้งไทย และต่างประเทศต่างก็จัดกิจกรรมสนับสนุน ให้ความรู้เกี่ยวกับการนอนหลับที่ดี มีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการนอน และเข้าใจถึงวิธีการช่วยให้การนอนของเรานั้นมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น วันนี้ ทีมแม่ ABK จึงขอหยิบยกเอาวิธีการช่วยนอนให้มีคุณภาพมาฝากกัน

14 วิธีช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น

การอุปนิสัยเกี่ยวกับการนอน และปรับวิธีคิดของเรา สามารถข่วยให้การนอนหลับทำได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญจะมีคุณภาพอีกด้วย วิธีการปรับดังกล่าวจะเห็นผลได้นั้น สิ่งจำเป็นคือเราต้องทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ทำด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย ไม่คาดหวังผลการนอนมากเกินไปจนกลายเป็นความเครียด หากเราสามารถปรับวิธีคิดได้ดังนี้แล้ว เราก็มาเริ่มต้นทำตามวิธีการช่วยให้นอนหลับดีขึ้นกันเลย

1. ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน

การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น มีผลงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าการออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อยครั้งละ 20-30 นาที หรืออย่างน้อย 3 ครั้ง/ สัปดาห์ สามารถช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น แต่มีข้อควรระวัง หากอยากให้การนอนหลับมีคุณภาพ ไม่ควรออกกำลังกายหลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน อย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะการออกกำลังกายใกล้ช่วงเข้านอนมากเกินไป จะยิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัว และส่งผลให้คุณภาพการนอนไม่ดี

ฟังเพลงก่อนนอน ช่วยให้ผ่อนคลายนอนหลับได้
ฟังเพลงก่อนนอน ช่วยให้ผ่อนคลายนอนหลับได้

2.ไม่ควรหลับ หรืองีบหลับตอนกลางวัน หรือตอนเย็น

การงีบนอน จะทำให้ร่างกายรู้สึกว่าได้รับการพักผ่อน ส่งผลให้กลางคืนจะยิ่งหลับยากมากขึ้น ควรอดทนรอให้ถึงเวลาเข้านอน

3.งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม โกโก้ และแอลกอฮอล์ทุกชนิด เป็นต้น เพราะนิโคติน และคาเฟอีนมีผลโดยตรงต่อการนอนไม่หลับ ส่วนแอลกอฮอล์มีผลทำให้ระบบการนอนแย่ลง เช่น ทำให้กรน และมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับได้

4.ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน

ควรเว้นระยะเวลารับประทานอาหารเย็น กับเวลาก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะการรับประทานอาหารใกล้เวลานอน จะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก เพื่อย่อยอาหาร ส่งผลให้เกิดการนอนที่ไม่มีคุณภาพ จนนำไปสู่การนอนไม่หลับได้ หากหิวจริง ๆ เลี่ยงไม่ได้ แนะนำให้ควรรับประทานอาหารเบา ๆ เท่านั้น เช่น นมอุ่น เป็นต้น

การ นอนหลับ ไม่ดีในเด็กส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย และพัฒนาการทางสมอง
การ นอนหลับ ไม่ดีในเด็กส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย และพัฒนาการทางสมอง

5.ไม่ทำกิจกรรมที่ตื่นเต้น หรือกระตุ้นจิตใจก่อนนอน

การดูหนัง ดูฟุตบอล หรืออ่านหนังสือที่ตื่นเต้น หรือแม้แต่การพูดคุยเรื่องเครียด ๆ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการนอน ทำให้นอนไม่หลับได้ ดังนั้นหากมีสิ่งที่ต้องทำ หรือคิดต่อในวันรุ่งขี้น ให้หากระดาษมาจด เพื่อให้จิตใจสบายใจ แล้วจึงเข้านอน ไม่หลับไปพร้อมกับปัญหาที่ครุ่นคิดอยู่ในใจ เพราะจะทำให้หลับไม่สนิท เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ร่างกาย และจิตใจไม่ผ่อนคลาย

6.ให้เวลาช่วงก่อนเข้านอน เป็นเวลาแห่งการผ่อนคลาย

การนอนหลับ จะง่ายขึ้นเมื่อร่างกาย และจิตใจผ่อนคลาย ดังนั้นก่อนเข้านอนควรจัดเวลาสำหรับผ่อนคลายร่างกาย และจิตใจ ให้รู้สึกสงบ สบาย ๆ ก่อนเข้านอน อย่างน้อย 20 นาที

7.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ตื่นกลางดึก 

เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมากลางดึก ส่วนมากจะทำให้เราไม่สามารถนอนต่อได้ หรือกว่าจะนอนหลับต่อได้ก็ใช้เวลานานจนทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงควรเตรียมตัว และจัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้ไม่มีสิ่งรบกวนการนอน เช่น ก่อนเข้านอนไม่ควรดื่มน้ำมาก และควรเข้าห้องน้ำปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน ปิดเครื่องมือสื่อสารที่จะเป็นการรบกวนการนอน เป็นต้น

8.ปรับห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ

ห้องนอนที่เหมาะสมต่อการนอนหลับ ควรมีอุณหภูมิที่พอดี มีเครื่องนอน เช่น หมอน และผ้าห่มที่สร้างความสบาย นอนในห้องที่ไม่มีเสียงดังรบกวนจนเกินไป ไม่นอนเปิดไฟ หรือโทรทัศน์

9.เตียงนอน มีไว้สำหรับนอน และกิจกรรมทางเพศเท่านั้น

หลายคนทำกิจกรรมอื่น ๆ บนเตียงนอน เช่น นอนดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ กินอาหาร โทรศัพท์ นั่งสมาธิ สมองของคนเรา จะจำความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ กับกิจกรรม ดังนั้นถ้าเราฝึกสมองของเราให้จำว่าเตียงมีไว้สำหรับนอนเท่านั้น เมื่ออยู่บนเตียงความรู้สึกง่วงนอนจะเกิดง่ายขึ้น

10. ตั้งสติ หยุดความคิดทุกอย่างเมื่อเอนตัวลงนอน 

การหยุดอุปนิสัยบางอย่างที่เกิดจากความเคยชินจนเป็นนิสัย เช่น การคิดเรื่อยเปื่อย การคิดถึงปัญหา เป็นต้น ในขณะที่เราจะเข้านอน เอนตัวลงนอน จะทำให้เป็นการกระตุ้นจิตใจไม่ให้สงบ และจะนอนหลับไม่ได้ ดังนั้นจึงควรฝึกจิตใจ ตั้งสติ หยุดความคิดเหล่านั้น เมื่อเริ่มคิดให้บอกกับตัวเองว่า เริ่มคิดอีกแล้ว ให้ลองผ่อนคลายตัวเอง ทำใจให้สบาย ๆ แล้วตั้งสติคิดว่า นี่คือเวลานอน เวลาพักผ่อน ปัญหาให้นำไปคิดในวันรุ่งขึ้น แล้วอนุญาตให้ตนเองได้พักผ่อน นอนหลับอย่างเต็มที่

เตียงมีไว้สำหรับ นอนหลับ และกิจกรรมทางเพศ
เตียงมีไว้สำหรับ นอนหลับ และกิจกรรมทางเพศ

11.ถ้านอนไม่หลับ พยายามนอนเป็นเวลา 30 นาทีแล้ว อย่าฝืนนอนต่อบนเตียง

หากเราพยายามนอนบนเตียง แต่ทำอย่างไรก็ยังคงนอนไม่หลับ จนกินเวลาไป 30 นาทีแล้ว อย่าฝืนนอนต่อ อย่าโกรธตัวเองที่นอนไม่หลับ ให้ลุกออกจากเตียงไปหากิจกรรมเบา ๆ ทำ เช่น อ่านหนังสืออ่านเล่น เพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย รอจนง่วงอีกครั้งแล้วค่อยกลับไปนอน นี่เป็นการฝึกการเรียนรู้ของสมองเช่นกัน

12.ไม่ควรดูนาฬิการบ่อย ๆ ในขณะนอนไม่หลับ

การดูนาฬิกาในขณะนอนไม่หลับจะเป็นการกดดันตัวเอง โกรธตัวเองว่าทำไมถึงไม่หลับสักที และจิตใจจะยิ่งกังวลจนทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้

13.หากคู่นอนมีอาการนอนกรน หรือนอนดิ้น ส่งผลต่อการนอนของเราต้องแยกเตียง

สำหรับคนมีคู่ การได้นอนเตียงเดียวกันเป็นเรื่องปกติ แต่หากคุณมีอาการนอนไม่หลับ ควรแยกเตียงนอน หรือห้องนอน เมื่อคู่นอนของคุณมีอาการนอนกรน หรือนอนดิ้น

14.การใช้ยานอนหลับ

หากมีความจำเป็นต้องใช้ยานอนหลับควรปรึกษาแพทย์ และควรรับประทานยาตามขนาด และเวลาตามที่แพทย์ระบุอย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

นอกจากวิธีการช่วยให้การนอนดีขึ้น 14 ประการข้างต้นแล้ว ยังมีคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องของ หลัก 10 ประการ เพื่อสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี สำหรับเด็ก และวัยรุ่นอายุ 1-17 ปีโดยเฉพาะ เพื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่จะได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการนอนหลับที่ดีอีกด้วย

ขอขอบคุณสื่อวิดีโอดี ๆ จาก กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 

นอนไม่หลับหนักแค่ไหนถึงควรพบแพทย์

บางคนคิดว่าการนอนไม่หลับไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่าอาการนอนไม่หลับจะส่งผลต่อสุขภาพ สมองความคิดอ่าน และกิจวัตรประจำวันรวมถึงการทำงานของเราได้ ดังนั้นหากคุณพบว่า มีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน หรือการนอนไม่หลับนั้นส่งผลต่อสุขภาพ และชีวิตประจำวัน ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจ และประเมินหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อที่จะแก้ปัญหานั้นได้อย่างตรงจุด และช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก www.rama.mahidol.ac.th/www.phyathai.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คัมภีร์นอนหลับ สร้างอัจฉริยะให้ลูกน้อย

พัฒนาการที่ดีของลูก สำคัญที่การนอน

14 ข้อสำคัญ เพื่อรับมือกับลูกน้อยที่เป็น “เด็กออทิสติก”

สี ปัสสาวะ บอก โรค ได้อย่างไร?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผลิตภัณฑ์ JINNY

คลายกังวลเรื่องปัญหาการกินของลูกน้อย จินนี่ย์ (JINNY) ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่ สารอาหารครบถ้วน ตามหลักโภชนาการ

ปัญหาการกิน ยังเป็นหนึ่งในปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่กังวลโดยเฉพาะเด็กเล็กในช่วงปฐมวัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเลือกกิน การปฏิเสธการรับประทานอาหารมื้อหลัก ซึ่งอาจส่งผลต่อโภชนาการที่เป็นพื้นฐานของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นหลายบ้านจึงมีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับแตกต่างกันไปในการช่วยให้ลูกน้อยรับประทานอาหารมากขึ้น ด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารใหม่ ๆ ปรุงแต่งรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น จินนี่ย์ (JINNY) ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก จึงเป็นหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เลือกใช้ ช่วยให้การปรุงอาหารเป็นเรื่องง่าย มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยขั้นตอนการผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ปราศจากผงชูรสและวัตถุกันเสีย สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ให้ทุกมื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับครอบครัว

ยศสรัล แต้มคงคาและน้องไอย ลูกสาว

ยศสรัล แต้มคงคา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม.เอส.กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในวันที่ลูกสาว ‘น้องไอย’ เริ่มมีพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารและทานยากในแต่ละมื้อ ผมลองหาข้อมูลและพบว่าเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ของหลายครอบครัว ความคิดที่จะทำผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นตัวช่วยให้ลูกทานอาหารง่ายขึ้นและครบถ้วนด้วยสารอาหารจึงผุดขึ้นมา โดยใช้ประสบการณ์จากธุรกิจเกี่ยวกับอาหารของครอบครัว คิดค้นและพัฒนาเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กตามช่วงวัย ผลิตภัณฑ์ จินนี่ย์ (JINNY) จึงกำเนิดขึ้นเพื่อเจาะตลาดคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่มักประสบปัญหาการทานอาหารของลูก โดยเฉพาะเด็กในวัย 6 เดือนที่เปลี่ยนจากการดื่มนมสู่อาหารมื้อแรก พ่อแม่ต่างกังวลกับเมนูอาหาร อยากให้ลูกได้รับสารอาหารเหมาะสมตามวัย และเมื่อถึงวัย 1 ขวบเด็กจะเริ่มคุ้นชินกับรสชาติ บางรายมีพฤติกรรมในการต่อต้านอาหารบางประเภท เช่น ไม่ทานผัก ไม่เคี้ยวข้าว เลือกทานและทานยากมากขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเริ่มปรุงแต่งรสชาติอาหารให้ลูกบ้าง แต่เครื่องปรุงที่มีอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปอาจจะมีส่วนผสมที่มีสารปรุงแต่งที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว

ยศสรัล แต้มคงคาและน้องไอย ลูกสาว

จินนี่ย์ (JINNY) นับเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไม่ใส่ผงชูรส ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่แต่งสีและกลิ่น ผลิตจากถั่วเหลืองอินทรีย์ และโซเดียมต่ำ สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น มีสุขภาพที่ดีเหมาะสมตามวัย จินนี่ย์ (JINNY) มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ ซอสผัด ซอสปรุงรส และซอสเทอริยากิ ช่วยเสริมรสให้อาหารกลมกล่อม หอมอร่อย ข้าวผักรวม 3 สี และพาสต้าผสมผักหลากสีสัน ที่อุดมไปด้วยวิตามิน รวมทั้งแซลมอนหยอง 3 รสชาติ ให้มื้ออาหารของลูกน้อยอร่อยมากยิ่งขึ้น”

ผศ. นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์

ผศ. นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เจ้าของเพจเฟสบุ๊ค “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” กล่าวถึงปัญหาพฤติกรรมการกินตั้งแต่การเริ่มอาหารมื้อแรกไว้ว่า “อาหารตามวัยที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะกินเพื่ออิ่มและเติบโตได้ รวมถึงยังได้เรียนรู้อาหารชนิดต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ มองเห็น ได้กลิ่น ได้สัมผัส ได้เคี้ยวและลิ้มรส รวมถึงได้ยินเสียงการเคี้ยวของคนในครอบครัวบนโต๊ะอาหารร่วมกัน จะช่วยให้เด็กเปิดรับอาหารได้มากขึ้นและกล้าที่จะกิน รวมถึงสร้างพฤติกรรมเลียนแบบการกินของผู้ใหญ่บนโต๊ะอาหารที่เขาได้เห็นอีกด้วย ซึ่งอาหารตามวัยที่ดี เริ่มได้เมื่ออายุราว 6 เดือนเพราะก่อนหน้านั้นเด็กจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอแล้วจากนมแม่ สามารถเริ่มอาหารได้ทุกชนิดโดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลักได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ และไขมัน โดยเริ่มอาหาร 1 มื้อ เพิ่มเป็น 2 มื้อ เมื่ออายุราว 7-8 เดือน และ 3 มื้อเมื่ออายุ 9-12 เดือน ควรจัดให้กินเป็นเวลาและกินร่วมกับผู้ใหญ่ พออายุ 1 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถปรุงอาหารได้อ่อน ๆ เพื่อให้มีรสชาติมากขึ้นได้ การวางพื้นฐานของพฤติกรรมการกินที่ดี มีวินัย กินเป็นเวลา ไม่กินจุกจิก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเปิดรับความหลากหลายของชนิดอาหาร และทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้สมวัย”

โอบอุ้ม ชุมสาย ณ อยุธยา

ด้าน โอบอุ้ม – รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เซเลบสาวคนดัง ตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ กล่าวว่า “โอบอุ้มทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการดูแลลูกชายน้องไอออนวัย 3 ขวบด้วยตัวเองค่ะ ดังนั้นการเข้าครัวเพื่อปรุงอาหารให้ลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ เน้นเสริมสร้างโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ สะอาดและถูกหลักอนามัย จินนี่ย์ (JINNY) คือแบรนด์ที่โอบอุ้มไว้วางใจ และเป็นตัวช่วยที่ดีในทุกมื้ออาหารของลูกค่ะ เพราะนอกจากจะปลอดภัย มีมาตรฐานรับรอง และมีรสชาติอร่อยถูกปากน้องไอออนแล้ว ยังช่วยให้น้องทานอาหารได้มากขึ้นอีกด้วย

ข้าวผักรวม-กับไก่ย่างซอสผัดอเนกประสงค์จินนี่ย์

เมนูประจำที่ทำบ่อยและอยากแนะนำ คือ ข้าวไก่ย่างค่ะ แค่นำจินนี่ย์ซอสผัดอเนกประสงค์ผสมปลาทูน่าญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะผสมคลุกเคล้ากับเนื้อไก่เท่านั้น และแช่ตู้เย็นหมักไว้ประมาณ 1 ชม. นำไก่มาย่างให้สุกแล้ววางบนข้าวผักรวม แค่นี้ก็พร้อมเสริฟแล้วค่ะ เรียกว่าเป็นเมนูโปรดของน้องไอออน ทำง่ายเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อย่างอุ้มมากค่ะ”

จินนี่ย์ (JINNY)

ตลอดระยะเวลา 3 ปี แบรนด์ จินนี่ย์ (JINNY) ได้รับการตอบรับที่ดี มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจเลือกให้  จินนี่ย์ (JINNY) เป็นเครื่องปรุงอาหารประจำครัว สำหรับการเปิดตัวในช่วงที่ผ่านมา เน้นทำการตลาดสื่อสารแบรนด์ในรูปแบบออนไลน์ ทั้งเว็บไซด์และเฟซบุ๊กแฟนเพจ Jinny 4kids ซึ่งมีช่องทางการจัดจำหน่ายทางออนไลน์เป็นหลัก ได้แก่ www.jinny4kids.com , www.facebook.com/jinny4kids ,Jinny4kids Official Store บน Lazada, Shopee, ร้านสินค้าแม่และเด็ก และผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ สำหรับในปีนี้มีแผนที่จะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายไปที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศในโซนเอเชียเป็นต้น

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง

คุณแม่มือใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรเรียนรู้ พัฒนาการทารกในครรภ์ เพื่อนำไปประกอบการดูแลครรภ์อย่างถูกวิธี และช่วยลดความวิตกกังวลระหว่างตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง

คุณท้องค่ะ ยินดีด้วยนะคะ เมื่อคุณแม่ได้ยินประโยคนี้คงจะตื่นเต้น ดีใจมาก และคงเกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับลูกในครรภ์ เช่น ลูกจะมีขนาดเท่าไหร่แล้ว จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร จะรู้สึกว่าลูกมีการเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมข้อมูล พัฒนาการทารกในครรภ์ มาให้คุณแม่ได้เรียนรู้ ถึงการพัฒนาของทารกในแต่ละเดือน เพื่อช่วยให้คุณแม่คลายความวิตกกังวลต่างๆ และดูแลครรภ์ให้มีคุณภาพ

9 เดือนในครรภ์
9 เดือนในครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง

เดือนที่ 1

  • ทางการแพทย์จะเริ่มวันแรกของการตั้งครรภ์ คือวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย และนับไปจนครบ 40 สัปดาห์ เป็นวันที่คาดการณ์กำหนดคลอด
  • ช่วงแรกสุดของชีวิต คือการที่ไข่ผสมกับสเปิร์ม และสร้างเป็นตัวอ่อนในระยะสัปดาห์ที่ 2-4 นับจากวันแรกของรอบเดือนรอบสุดท้าย ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะค่อยๆ เคลื่อนมาตามท่อนำไข่ และฝังตัวที่มดลูก ขณะที่ไข่เคลื่อนตัวมานั้น เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อถึงตอนที่ตัวอ่อนมาถึงมดลูก จะมีเซลล์ประมาณ 100 เซลล์ หลังจากหนึ่งสัปดาห์ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งถือว่ากระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์แล้ว

เดือนที่ 2 (5 – 8 สัปดาห์)

  • เราจะเริ่มเห็นพัฒนาการได้ชัดเจน หลังจากตัวอ่อนได้ฝังตัวที่ผนังมดลูกแล้ว
  • ตัวอ่อนในครรภ์จะมีความยาวประมาณ 4 – 25 มิลลิเมตร รูปร่างโค้งงอ
  • ยังไม่สามารถสังเกตเห็นการตั้งครรภ์ได้ชัด
  • ตัวอ่อนจะเริ่มมีการพัฒนาอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ระบบประสาท ตา แขนและขา ส่วนศีรษะจะใหญ่กว่าอวัยวะอื่น
  • สามารถตรวจพบการเต้นของหัวใจของตัวอ่อนในครรภ์ และสามารถเห็นตัวอ่อนขยับไปมา ด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ในช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป จากการทำอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดได้

เดือนที่ 3 (9 – 12 สัปดาห์)

  • ตัวอ่อนมีความยาวจากหัวถึงก้นประมาณ 2.5 – 7 เซนติเมตร
  • อวัยวะบนหน้าเกือบจะสมบูรณ์ ทั้งตา ปาก จมูก และหู เพียงแค่ตายังคงปิดอยู่
  • เริ่มมีการพัฒนาของสมองและกล้ามเนื้อ
  • สมองและกล้ามเนื้อเริ่มทำงานประสานกัน กล้ามเนื้อกำลังพัฒนา เริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของแขนขา
  • ข้อต่างๆ เริ่มประสานกัน นิ้วมือและนิ้วเท้าพัฒนาจนสมบูรณ์และงอได้ เล็บเริ่มงอก
  • ทารกจะเริ่มดูดนิ้ว และอาจกลืนน้ำคร่ำ หรือลอยตัวในน้ำคร่ำ ซึ่งทำหน้าที่ห่อหุ้มและปกป้องร่างกายเล็กๆ ไว้อย่างดี
  • อวัยวะต่างๆ พัฒนาเกือบครบทุกส่วนในปลายเดือน ระยะนี้คุณแม่จะต้องระวัง อย่ารับประทานยาหรืออาหารที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก

เดือนที่ 4 (13 – 16 สัปดาห์)

  • ทารกมีความยาวจากหัวถึงก้นประมาณ 7 – 12 เซนติเมตร
  • ทารกโตขึ้นวันละ 2 – 3 มิลลิเมตร
  • ทารกมีแขนและข้อต่อที่สมบูรณ์ กล้ามเนื้อแข็งแรง นิ้วมือนิ้วเท้าเห็นชัดเจน และเคลื่อนไหวได้มากขึ้น แต่คุณแม่มือใหม่อาจจะยังไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของทารก
  • ใบหน้าตัวอ่อนเห็นชัดเจนขึ้น
  • ไตเริ่มทำงานเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
  • จำนวนเส้นประสาทและกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ในระยะนี้ทารกจะเตะ ยืดนิ้วมือนิ้วเท้า
  • เริ่มฟังเสียงหัวใจทารกได้ และสามารถมองเห็นอวัยวะเพศได้ ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์

เดือนที่ 5 (17 – 20 สัปดาห์)

  • ทารกมีความยาวจากหัวถึงเท้าประมาณ 16 – 25 เซนติเมตร
  • ทารกมีน้ำหนักประมาณ 100 – 300 กรัม
  • ระยะนี้ทารกจะโตเร็วมาก คุณแม่จะรู้สึกว่า ลูกดิ้นบ่อยๆ
  • สามารถฟังหัวใจทารกเต้นได้ด้วยหูฟัง จากการฟังทางหน้าท้อง
  • เริ่มมีขนตา ขนคิ้ว มีขนอ่อนปกคลุมทั่วตัวและหน้า ผมเริ่มงอก ฟันเริ่มพัฒนาอยู่ใต้กราม กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น
  • ทารกจะสร้างไขมันเพื่อปกป้องผิวหนังและผม
  • ทารกจะเพิ่มพัฒนาสัมผัสรับรู้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ กลิ่น และเสียง อีกทั้งยังสัมผัสถึงแสงจ้าได้ แม้ว่าตาจะยังปิดอยู่
  • หูทำงานเต็มที่เริ่มได้ยินเสียงแม่ และรู้สึกเมื่อคุณแม่ลูบท้อง
  • ช่วงปลายเดือน ทารกจะเริ่มปัสสาวะปนมาในน้ำคร่ำ

เดือนที่ 6 (21 – 24 สัปดาห์)

  • ทารกมีความยาวประมาณ 25 – 30 เซนติเมตร
  • ทารกมีน้ำหนักประมาณ 300 – 600 กรัม
  • คุณแม่จะรู้สึกว่าทารกบิดตัวไปมา
  • ทารกจะโตช้ากว่าเดิม เพื่อให้อวัยวะภายในร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายพัฒนา
  • ผมที่ศีรษะและคิ้ว จะปรากฏชัดขึ้น
  • ทารกจะได้ยินเสียงหัวใจของแม่ เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆ
  • คุณพ่อและคุณแม่สามารถพูดคุยกับลูกในครรภ์ได้ในระยะนี้ เนื่องจากทารกมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระทำของแม่
  • ทารกมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย จึงทำให้ดูผอม
  • สามารถมองเห็นเพศชัดเจน เมื่อตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง
ทารกในครรภ์
ทารกในครรภ์

เดือนที่ 7 (25 – 28 สัปดาห์)

  • ทารกมีความยาวประมาณ 30 – 35 เซนติเมตร
  • ทารกมีน้ำหนักประมาณ 600 – 1,000 กรัม
  • ผิวทารกมีรอยย่น เริ่มมีไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รวมทั้งปกป้องผิวหนังจากของเหลวอื่นๆ
  • ปอดเริ่มพัฒนา
  • ศีรษะโต มีขนคิ้วและขนตา
  • สามารถลืมตาและหลับตาได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถเห็นแสงผ่านหน้าท้องของแม่ได้
  • สามารถได้ยินเสียงจากภายนอก และจะขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงดัง
  • จังหวะการเต้นของหัวใจจะเปลี่ยนตามแสงและเสียงที่ทารกสัมผัสได้
  • สะอึกได้
  • ทารกจะเริ่มพัฒนาตุ่มรับรส
  • ถ้าคลอดในตอนนี้ อัตราการรอดชีวิตจะค่อนข้างสูง เนื่องจากอวัยวะสำคัญเริ่มทำงานเป็นปกติแล้ว

เดือนที่ 8 (29 – 32 สัปดาห์)

  • ทารกมีความยาวประมาณ 35 – 40 เซนติเมตร
  • ทารกมีน้ำหนักประมาณ 1,000 – 1,600 กรัม
  • จะดูเหมือนทารกแรกเกิด ผิวหนังบางแดงและคลุมด้วยไข ยังเหี่ยวย่นอยู่ ร่างกายแข็งแรง
  • ถ้าเป็นผู้ชายลูกอัณฑะจะเริ่มเลื่อนลงในถุง
  • ศีรษะจะเริ่มหันมาทางปากมดลูก
  • สามารถเห็นการเคลื่อนไหวของทารกได้จากหน้าท้องคุณแม่
  • ในระยะนี้ คุณแม่อาจมีการเจ็บท้องเตือน เนื่องจากมดลูกบีบตัว

เดือนที่ 9 (33 – 36 สัปดาห์)

  • ทารกมีความยาวประมาณ 40 – 45 เซนติเมตร
  • ทารกมีน้ำหนักประมาณ 1,600 – 2,500 กรัม
  • ผิวหนังแดง รอยย่นเริ่มหายไป
  • เริ่มดิ้นแรงจนสามารถเห็นการเคลื่อนไหวจากหน้าท้องคุณแม่ได้
  • ปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่

เดือนที่ 10 (37 – 40 สัปดาห์)

  • ทารกมีความยาวประมาณ 45 – 50 เซนติเมตร
  • ทารกมีน้ำหนัก 2,500 กรัมขึ้นไป
  • มีการสะสมไขมันมากขึ้น รอยย่นของผิวหนังหายไป
  • เป็นระยะครบกำหนดคลอด ทารกจะอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมคลอด
  • ศีรษะจะอยู่ใกล้ปากมดลูก และคุณแม่ก็พร้อมจะคลอดได้ตลอดเวลา
  • ทารกอาจคลอดเมื่อไรก็ได้ระหว่างสัปดาห์ที่ 37 – 42 สัปดาห์

การดูแลครรภ์อย่างถูกวิธี

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การฝากครรภ์ มีประโยชน์ดังนี้

  • ดูแลสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ ทั้งทางด้านร่างกาย และทางจิตใจ และได้รับการคัดกรอง เพื่อหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคธาลัสซีเมีย และดาวน์ซินโดรม เป็นต้น
  • ตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดในขณะตั้งครรภ์
  • ติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ว่ามีการเจริญเติบโตเป็นปกติหรือไม่
  • ได้รับคำแนะนำในการดูแลตัวเองและทารกในครรภ์อย่างถูกวิธี จากแพทย์และผู้เชียวชาญ
  • ให้กำเนิดทารกที่มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง
  • ลดอัตราการตายของแม่และเด็ก

โภชนาการระหว่างตั้งครรภ์

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรทานอาหารให้หลากหลาย และครบทุกหมู่เป็นประจำทุกวัน

  • โปรตีน ใช้ในการเสริมสร้างอวัยวะ และกล้ามเนื้อของคุณแม่และทารก จึงควรรับประทานโปรตีนจากสัตว์ ไข่ และพืชให้หลากหลาย ปริมาณที่ต้องการคือ 75 – 110 กรัมต่อวัน หรือควรเพิ่มสัดส่วนโปรตีน 30 – 40% ในแต่ละมื้อ
  • สารโฟลิกหรือโฟเลต เป็นสารสำคัญที่คุณแม่ขาดไม่ได้ เป็นสารอาหารสำหรับการสังเคราะห์ดีเอนเอของเซลล์เพื่อสร้างอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ มีรายงานพบทารกสมองไม่ปกติ และท่อหุ้มไขสันหลังไม่ปิด ในมารดาที่ขาดสารโฟเลต กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้สตรีวัยเจริญพันธุ์รับประทานสารโฟเลต 400 มิลลิกรัมต่อวัน โดยโฟเลตพบมากในอาหารจำพวกพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ พบมากในพืชใบเขียว ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว ตับ ไต และยีสต์ แต่อย่างไรก็ตามอาหารพวกนี้อาจไม่เพียงพอ ควรทานอาหารเสริมที่มีสารโฟเลตร่วมด้วยจะดีที่สุด
  • ธาตุเหล็ก จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดที่เพิ่มจำนวนอย่างมากในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะมีปริมาณเลือดเพิ่มสูงขึ้นถึง 70% เพื่อให้เพียงพอต่อการนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกที่อยู่ในครรภ์ จากสถิติพบว่า สตรีตั้งครรภ์มากกว่าครึ่งมีภาวะโลหิตจางจากการได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ
  • แคลเซียม คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการแคลเซียมไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์ไม่มาก
  • วิตามินรวม มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ที่ทำงาน ไม่มีเวลาดูแลด้านโภชนาการ อย่างไรก็ตาม หากจะบริโภคควรปรึกษาสูติแพทย์ที่ฝากครรภ์ เพราะวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป เกิน 10,000 ยูนิตต่อวัน จะทำให้ทารกมีพัฒนาการผิดปกติได้
  • งดอาหารรสจัด สุรา ยาเสพติด

ในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องดูแลสุขภาพทั้งกายและใจให้แข็งแรง เรื่องของโภชนาการก็สำคัญ เพราะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์โดยตรง ทังนี้หวังว่าบทความเกี่ยวกับ  พัฒนาการทารกในครรภ์ ที่ ทีมแม่ ABK นำมาฝากนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในขณะนี้นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ฉีดวัคซีนโควิดตอนตั้งครรภ์ ช่วยทารกเข้า รพ. น้อยลง

ไขข้อข้องใจ คนท้องท้องผูก เกิดจากอะไร รับมืออย่างไรให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก

ไขข้อข้องใจ!! คนท้องกินน้ำกระท่อมได้ไหม ?

ผื่นคันระหว่างตั้งครรภ์ รอยแตกลายที่ท้อง ป้องกันได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.bangkokhospital.com, https://www.samitivejhospitals.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ลองโควิด และ ภาวะมิสซี

อาการ ลองโควิด กับมิสซีเทียบอาการให้ชัดป้องกันได้ไว

ลองโควิด กับอาการมิสซี หลังเด็กหายป่วยโควิด มีอาการที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เรื่องที่พ่อแม่ควรรู้ไว้ เพื่อเฝ้าระวัง หากลูกมีอาการไม่ดีหลังติดโควิด-19

อาการ ลองโควิด กับมิสซีเทียบอาการให้ชัดป้องกันได้ไว!!

ในปัจจุบันที่มีผู้ป่วยจากไวรัสโควิด-19 ทั้งที่กำลังรักษา และบางคนที่หายจากอาการแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า แม้ว่าจะรักษาจนอาการโควิดหายดีแล้ว แต่เรายังคงต้องเฝ้าระวัง และติดตามอาการกันต่อเนื่องต่อไป

ภาวะ MIS-C (มิสซี) และ Long COVID (ลองโควิด) ในเด็ก

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่หายจากการป่วยเป็นโรคโควิด-19 มักจะมีการฟื้นฟูระบบร่างกายที่แตกต่างกัน บางคนอาจหายเป็นปกติ แต่บางคนกับรู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรงตามปกติเสียที โดยสามารถพบได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายป่วย และตรวจไม่พบเชื้อในร่างกายแล้ว อาจยังมีอาการหลงเหลืออยู่ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกอาการที่เกิดขึ้นว่า “ภาวะลองโควิด” หรืออาการหลงเหลือของเชื้อโควิด-19 ระยะยาว โดยอาการดังกล่าวสามารถพบได้กับผู้ที่หายป่วยจากโรคโควิด-19 ทั่วโลก ส่วนมากตั้งแต่ 3 เดือนนับจากวันตรวจพบเชื้อ และมีอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือน โดยอาการเกิดขึ้นได้หลายระบบอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับติดเชื้อโควิดนานกว่า 4-12 สัปดาห์ และอาการที่เกิดขึ้นไม่สามารถ อธิบายได้ด้วยการวินิจฉัยสาเหตุอื่นๆ ในเด็กพบภาวะนี้เพียงร้อยละ 25-45 ซึ่งระบบที่พบ ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ภาวะเหล่านี้มักไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง อาการจะเป็นๆหายๆได้ การรักษาโรคนี้มักเป็นการแยกโรคที่รุนแรงอื่นและรักษาตามอาการ รวมถึงการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ลองโควิด ภาวะมิสซี MIS-C
ลองโควิด ภาวะมิสซี MIS-C

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุและพยาธิสภาพของการเกิดภาวะ Long COVID ที่ชัดเจน มีเพียงสมมติฐาน ที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนของเชื้อซึ่งไม่ส่งผลต่อการติดเชื้อแล้วแต่สามารถส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการอักเสบในระบบต่างๆ ของร่างกาย ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ยังไม่แน่ชัดมีข้อสังเกตที่พบในหลาย ๆ การศึกษา อาทิ เพศหญิง อายุมาก ภาวะอ้วน มีโรคประจำตัว มีอาการมากกว่า 5 อาการในช่วง 1 สัปดาห์แรก ของการเจ็บป่วย และความรุนแรงของโรคมากในระยะแรกเป็นต้น

ความชุกของอาการผิดปกติต่างๆ ในภาวะ Long COVID จากผลการศึกษาในต่างประเทศ พบหลากหลายตั้งแต่ร้อยละ 14-64 เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนของนิยาม ขาดองค์ความรู้ด้านพยาธิสภาพ ปัจจัยเสี่ยง และ การวินิจฉัย รวมทั้งวิธีการประเมินอาการผิดปกติที่แตกต่างกัน

จากการสำรวจผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของผู้ที่เคยป่วยเป็นโควิด-19 ของกรมการแพทย์ ผ่านทางเว็บไซต์กรมการแพทย์ ซึ่งเป็นข้อมูลในผู้ใหญ่ พบว่าอาการ long covid ส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง อาการที่พบบ่อย 10 อันดับแรก ได้แก่  อ่อนเพลีย หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย ไอ  นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ผมร่วง เวียนศีรษะ วิตกกังวล/ เครียด ความจำสั้น เจ็บหน้าอก

Multisystem Inflammatory Syndrome in Children (MIS-C) คือ กลุ่มอาการอักเสบหลายระบบที่เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลังเด็กหายจากการติดเชื้อโควิด-19 เริ่มมีอาการได้ตั้งแต่ระยะหายจากโรคจนถึงหลังติดเชื้อ 2 – 6 สัปดาห์ สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้มากเกินไป

มีไข้ ตัวร้อน หนึ่งในอาการ ลองโควิด
มีไข้ ตัวร้อน หนึ่งในอาการ ลองโควิด

นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า กลุ่มอาการ MIS-C (มิสซี) เริ่มมีการรายงานครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นมีรายงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่พบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง  พบได้ในเด็กทุกกลุ่มอายุ อายุโดยเฉลี่ย 8-10 ปี อุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 0.03 ของผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิดทั้งหมด เด็กมักจะมาด้วยอาการไข้สูง ผื่น ปากแดง ตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต อาเจียน ถ่ายเหลว บางรายมีหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ และมีภาวะช็อคจากการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ ผู้ป่วยเด็กมากกว่าร้อยละ 50 จำเป็นต้องรักษาในหอผู้ป่วยเด็กวิกฤตเนื่องจากภาวะช็อค ภาวะนี้ มีอันตรายถึงชีวิตได้ อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 สามารถรักษาด้วยการให้อิมมูโนกลอบูลินและสเตียรอยด์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักตอบสนองต่อการรักษาดี ในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีพบผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะนี้จำนวน 15 คน ซึ่งยังไม่พบผู้เสียชีวิต แต่ยังต้องติดตามการรักษาต่อเนื่องโดยพบว่าร้อยละ 7-14 ยังมีการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ นอกจากนี้ทางสถาบันฯ ยังมีโครงการตรวจติดตามผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิดที่เข้ารับการรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีเป็นระยะๆ เพื่อเฝ้าระวังภาวะ Long COVID (ลองโควิด)  จากการติดตามในทุกระบบของร่างกายยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและสถาบันฯ ยังคงติดตามดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง

เปรียบเทียบ…ความแตกต่างของอาการ

อาการภาวะลองโควิด

ผู้ที่มีอาการภาวะลองโควิด จะพบได้ในช่วง 1-3 เดือนแรก โดยจะพบร้อยละ 30-50 ของผู้ป่วยทั้งหมด จึงอาจไม่ต้องตกใจหรือกังวลใจ และผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแตกต่างกัน ไม่มีลักษณะตายตัว

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
  • ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกแน่น ๆ หน้าอก
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ สมองไม่สดชื่น ความจำไม่ดีเหมือนเดิม
  • ปวดตามข้อ รู้สึกจี๊ด ๆ ตามเนื้อตัวหรือปลายมือปลายเท้า
  • รู้สึกเหมือนยังมีไข้อยู่ตลอด
  • มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมีผลกระทบทางจิตใจหลังเผชิญสถานการณ์รุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder)

อาการภาวะมิสซี

ภาวะมิสซีจะแสดงอาการในหลายระบบร่วมกัน โดยจะมีอาการลักษณะดังต่อไปนี้

  • มีไข้
  • ตาแดง
  • มือเท้าบวมแดง ปากแดง แห้ง แตก
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • มีอาการในระบบหัวใจและหลอดเลือด หรืออาการในระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ และอาการคล้ายไส้ติ่งอักเสบ
  • อาการทางระบบประสาท คือ ปวดศีรษะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

    เทียบอาการ ลองโควิด กับมิสซี
    เทียบอาการ ลองโควิด กับมิสซี

เปรียบเทียบ…ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงบ้าง??

ใครเสี่ยงเป็นภาวะลองโควิดมากที่สุด

ผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีแดงหรือผู้ป่วยที่มีอาการป่วยรุนแรง จะมีโอกาสเกิดภาวะลองโควิดสูงกว่าผู้ป่วยที่มีอาการน้อย เนื่องจากอาจมีปัจจัยเรื่องความเครียดที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงป่วยเป็นโรคโควิด-19 จึงส่งผลต่อเนื่องอาจยาวนาน 3-6 เดือนได้กว่าจะกลับมาเป็นปกติ สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะลองโควิดด้วย เช่น อายุโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เรื่องเพศ โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคหอบหืด และผู้ที่เคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งผู้ที่หายป่วยแล้วไม่ต้องกังวลใจแต่อย่างใด

ใครเสี่ยงเป็นภาวะมิสซีมากที่สุด

สำหรับประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยที่เกิดภาวะนี้เพิ่มขึ้น ตามจำนวนผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง

เกิดขึ้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งจากโควิด-19 และโรคอื่นที่เกิดจากไวรัส เช่น โรค SLE โรคที่เกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของตนเอง หรือการกินยาบางยาก็กระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายได้

ใครเสี่ยงเป็นภาวะลองโควิดและมิสซีบ้าง
ใครเสี่ยงเป็นภาวะลองโควิดและมิสซีบ้าง

เปรียบเทียบ…เมื่อเป็นแล้วต้องทำอย่างไร??

เป็นภาวะลองโควิด ต้องทำอย่างไร

อาการลองโควิดเป็นผลจากความผิดปกติภายในร่างกาย เนื่องจากร่างกายยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิดจึงควรให้ความสำคัญกับการสังเกตอาการตนเอง พบแพทย์เพื่อประเมินสภาพร่างกาย และวางแผนการฟื้นฟูที่ถูกต้อง เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ระยะยาว และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง รวมถึงปล่อยนานเกินไปอาจเป็นอันตรายได้

เป็นภาวะมิสซีต้องทำอย่างไร

เด็กที่มีอาการของภาวะมิสซีเกิดขึ้นอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้อย่างรวดเร็วทุกเวลา และอาจส่งผลให้เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ เพราะฉะนั้น หากสงสัยว่า บุตรหลานที่เพิ่งหายป่วยจากโรคโควิด-19 เกิดภาวะนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อการวินิจฉัย และได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ต้องทำอย่างไรเมื่อเป็น
ต้องทำอย่างไรเมื่อเป็น

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.childrenhospital.go.th/www.prachachat.net

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลองโควิด คร่าชีวิตลูก!แม่ร้องขอตรวจสอบเพื่อเด็กอื่นได้ระวัง

แม่รู้ไว้! ทำไมลูกร้องไห้ 7 เหตุผลของการงอแงที่จะทำให้แม่เข้าใจลูกมากขึ้น

ฉีดวัคซีนโควิดตอนตั้งครรภ์ ช่วยทารกเข้า รพ. น้อยลง

10 เคล็ดลับปรับพฤติกรรมลูก ก้าวร้าว พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจและพร้อมรับมือ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่