ตาแฉะ

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

ทารกจะเริ่มมีการสร้างน้ำตาในช่วง 2 สัปดาห์แรกของชีวิต หากเกิดภาวะอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตา จะพบว่าลูก  ตาแฉะ อาจมีการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้!!

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

สำหรับทารกแรกเกิด ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงทารกกับโลกรอบ ๆ ตัว ความสามารถในการมองเห็นที่ดีคือจุดเริ่มต้นนำไปสู่พัฒนาการที่ดีในด้านต่าง ๆ เช่น ทำให้การประสานงานของมือและตามีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก และนำไปสู่การพัฒนาทางด้านกายภาพอื่น ๆ ทั้งการ นั่ง คว่ำ คลาน หรือ การเดิน

การเรียนรู้ทางการมองเห็นเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับการเรียนรู้จากทางอื่น เช่น จากการได้ยิน การได้กลิ่น การรับรู้รส และการสัมผัส ดังนั้น เด็กที่มีปัญหาในการมองเห็น จะส่งผลให้การเรียนรู้ถูกจำกัด พัฒนาการไม่ดีเท่าที่ควร และจะเป็นสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต เช่น ขาดความมั่นใจ เป็นเด็กที่มีปมด้อย และมีปัญหาได้

อ่านต่อ : การมองเห็นของทารก พัฒนาการที่พ่อเเม่ควรรู้

พัฒนาการของระบบการมองเห็นจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ได้นั้น ส่วนประกอบของดวงตาจะต้องสมบูรณ์ทั้งรูปร่างและการทำงาน และจอตาของทารกต้องถูกกระตุ้นด้วยภาพที่คมชัด แต่หากเกิด ภาวะอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตา พ่อแม่จะพบว่าลูกมีอาการตาแฉะในตาข้างที่อุดตัน และในบางรายอาจมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน ทำให้มีขี้ตาเป็นมูกปนหนองได้ ดังนั้น พ่อแม่ไม่ควรชะล่าใจ หากสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพาลูกไปพบจักษุแพทย์ทันที

อ่านต่อ : น้องลีออง ลูกเสก โลโซ ป่วย “ท่อน้ำตาอุดตันในทารก”

ภาวะท่อน้ำตาอุดตัน คืออะไร?

โดยทั่วไปน้ำตาของคนเราจะถูกสร้างจากต่อมน้ำตาอย่างต่อเนื่องและกระจายตัวปกคลุมผิวดวงตาชั้นนอก จากนั้นจะระบายออกที่รูระบายน้ำตาที่บริเวณหัวตา ซึ่งมีทั้งด้านบนและด้านล่าง จากนั้นจะไหลไปตามท่อระบายน้ำตาไปที่จมูก และไหลลงคอตามลำดับ แต่หากมีการอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตาก็จะส่งผลให้มีน้ำตาเอ่อล้นที่บริเวณดวงตาได้

ทารกตาแฉะ
ทารกตาแฉะ

ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก เกิดจากสาเหตุอะไร?

ในเด็กทารกที่ท่อน้ำตาอุดตัน ส่วนใหญ่มักเกิดจากลิ้นเปิดปิดในท่อน้ำตาไม่เปิด โดยมีพังผืดบาง ๆ มาขวางอยู่ จึงทำให้น้ำตาเอ่อเข้าไปในลูกตาและเอ่อออกมาบริเวณดวงตาของเด็กในที่สุด (ปกติแล้วพังผืดนี้จะทะลุออกเองได้ในช่วงครบกำหนดคลอดหรือหลังจากนั้นไม่กี่เดือน) โดยธรรมชาติแล้ว ภาวะนี้ในเด็กส่วนใหญ่มักจะมีอาการดีขึ้นเอง แต่ในกรณีที่เป็นแล้วไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาการที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถหายได้เอง เมื่อน้ำตาที่ขังอยู่ในตานาน ๆ มีเชื้อโรคเข้ามาเจริญเติบโตก็จะเกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาจลุกลามต่อไปและเข้าไปในเยื่อบุตาและกระจกตา ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบและกระจกตาอักเสบได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการมีเยื่อเมือกและเซลล์ที่อยู่ในน้ำคร่ำขณะอยู่ในครรภ์มารดา เข้าไปอุดตันอยู่ภายในท่อน้ำตา หรือเกิดจากเยื่อตาขาวอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียในขณะคลอดทำให้มีขี้ตาลงไปอุดได้ด้วย

ทำความรู้จักกับทางเดินท่อน้ำตา

น้ำตาของคนเราจะมีการหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ส่วนบริเวณหัวตาจะมีรูเปิดท่อระบายน้ำตาอยู่ 2 รู ที่ขอบของเปลือกตาบนและล่าง ซึ่งท่อระบายน้ำตานี้จะทำหน้าที่เป็นรูระบายน้ำ ท่อน้ำตาเล็ก ๆ ทั้ง 2 รูนี้จะรวมกันเป็นท่อเดียวและเชื่อมต่อกับถุงน้ำตา ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นถังพักน้ำ และจากถุงน้ำตาจะมีท่อระบายน้ำตา ซึ่งเป็นท่อยาวที่ผ่านลงมาทางกระดูกโหนกแก้มและมาเปิดที่ภายในจมูก และไหลผ่านลงคอตามลำดับ (ใช้อธิบายว่าทำไมหลังจากหยอดยาหยอดตาบางชนิดไปสักพักหนึ่ง จะรู้สึกขมในลำคอ) ซึ่งท่อตรงส่วนนี้เองเป็นตำแหน่งที่พบการอุดตันได้บ่อยที่สุด และรักษาให้กลับคืนสภาพได้ยากที่สุด

ท่อน้ำตาอุดตันในทารก..สังเกตได้อย่างไร?

โดยทั่วไป ทารกจะเริ่มมีการสร้างน้ำตาในช่วง 2 สัปดาห์แรกของชีวิตขึ้นไป หากพบว่ามีการอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตา พ่อแม่จะสังเกตได้ว่า ลูกมีอาการ ตาแฉะ ในตาข้างที่อุดตัน และในบางรายอาจมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน ทำให้มีขี้ตาเป็นมูกปนหนองได้

หากปล่อยทิ้งไว้ การอุดตันจะส่งผลอันตรายอย่างไรบ้าง?

ส่วนมากไม่เป็นอันตราย การอุดตันทำให้น้ำตา เมือก และเชื้อโรคขังอยู่ในท่อน้ำตา เมื่อเกิดอาการน้ำตาไหลจนรำคาญ บางรายอาจเกิดการอักเสบเป็นหนองได้

ลูกมีขี้ตา
ลูกมีขี้ตา

การรักษาท่อน้ำตาอุดตันในทารก

เด็กแรกเกิดสามารถหายได้เองถึงร้อยละ 90 โดยไม่จำเป็นต้องรักษา ส่วนรายที่ไม่หายเอง การรักษาให้ได้ผลโดยการนวดบนท่อน้ำตาเพื่อให้เยื่อที่ปิดอยู่ที่ปลายท่อทะลุออกไป

ขั้นตอนการนวดบริเวณหัวตา

  1. ล้างมือให้สะอาดก่อนนวด
  2. การนวดนั้นใช้นิ้วที่ถนัดกดลงที่บริเวณหัวตา ทิศทางเข้าหาสันจมูกและลงมาด้านล่าง
  3. นวดรอบละ 10 ถึง 20 ครั้ง วันละ 2 ถึง 3 รอบ
  4. ต้องนวดด้วยแรงที่พอเหมาะ
  5. ช่วงเวลาที่นวดได้ผลดี คือเวลาที่เด็กทานนม ซึ่งแรงดันที่นวดจะไปดันให้แผ่นเนื้อเยื่อที่ปิดอยู่ทะลุออก
  6. กว่า 90% มักตอบสนองดีต่อการนวดและการใช้ยาหยอดปฏิชีวนะควบคู่กัน

การนวดบนท่อน้ำตาจะได้ผลดีมากในขวบปีแรกหากนวดได้ถูกวิธี หลังขวบปีแรกได้ผลน้อยลง และมักต้องรักษาด้วยการแยงท่อน้ำตา ซึ่งต้องดมยาสลบ จึงควรรอให้เด็กโตพอจนปลอดภัยก่อนจึงจะเริ่มดมยาได้ ซึ่งวิธีนี้ต้องให้วิสัญญีแพทย์เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง ถ้าแยงท่อน้ำตาแล้วไม่หาย วิธีต่อไปคือ การผ่าตัดทำทางระบายน้ำตาใหม่

สำหรับการผ่าตัดท่อน้ำตานั้นมีหลายวิธี เช่น การผ่าตัดผ่านจากผิวหนังบริเวณหัวตาตามแนวฐานของจมูก โดยจะมีรอยแผลโดยประมาณ 1 เซนติเมตร อีกวิธีที่นิยมกันในปัจจุบันคือ การผ่าตัดผ่านทางรูจมูก ส่วนวิธีล่าสุดที่ทำกันคือ การใช้เลเซอร์ผ่าตัดผ่านทางท่อน้ำตา ซึ่งก็ให้ผลดี

การดูแลลูกน้อยหลังการแยงเปิดท่อน้ำตา

  1. หยอดยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
  2. บางรายอาจต้องมีการนวดหัวตาต่อสักระยะเพื่อป้องกันมิให้อุดตันซ้ำ

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการแยงเปิดท่อน้ำตา

  1. อาจมีเลือดออก
  2. กรณีที่แทงไม่สำเร็จ ต้องรักษาโดยพยายามใส่ท่อระบายช่วย

ข้อดีของการเปิดท่อน้ำตา

  1. เด็กหายจากอาการตาแฉะ
  2. ป้องกันขอบตาอักเสบเรื้อรัง

แม้ท่อน้ำตาอุดตันในเด็กจะไม่สามารถป้องกันได้ แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ และโรคนี้ก็ไม่ได้เป็นโรคที่รุนแรงอะไร คุณพ่อคุณแม่จึงอย่าเป็นกังวลมากนัก  ซึ่งเบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลด้วยตัวเองได้ เพียงแต่สิ่งสำคัญคือ ถ้าพบว่าเจ้าตัวเล็กมีน้ำตาเอ่อคลอในดวงตาก็ควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้อง โดยเฉพาะวิธีการนวดบริเวณหัวตา ควรได้รับคำแนะนำจากจักษุแพทย์ก่อนทุกครั้ง ไม่ควรนวดบริเวณหัวตาเอง เพราะอาจทำได้ไม่ถูกวิธีได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกมีขี้ตามาก จักษุแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

แต่นอกจากท่อน้ำตาอุดตันแล้ว ก็ยังมีโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เด็กมีอาการน้ำตาเอ่อล้นได้ เช่น เยื่อบุตาขาวอักเสบ สิ่งแปลกปลอมตาค้างในตา และต้อหินในวัยเด็ก  ดังนั้น หากลูกมีอาการข้างต้น ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด และรักษาโดยจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่องนะคะ ด้วยความเป็นห่วงจาก ทีมแม่ ABK

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่เตือนแม่! ระวัง ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก ตาบวม เสี่ยงเป็นไซนัสอักเสบลงตา

โรคตาขี้เกียจในเด็ก (Lazy eye) คืออะไร?

สุดยอด!แม่สังเกตจนรู้ ลูกไม่ได้เป็น ตากุ้งยิง แท้จริงคือชีสต์

เบบี๋ขี้ร้อน ใส่ชุดบาง เปิดพัดลมให้ตลอด เสี่ยง “ปอดบวม “ไหม?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท, medthai.com, รศ. นพ. ทวีกิจ นิ่มวรพันธุ์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล-ประถม

รวม แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ มาให้โหลดกันฟรี ๆ ที่นี่!! มาฝึกลูกพูด-ฟัง-อ่าน-เขียน ภาษาอังกฤษ แบบเข้าใจง่ายด้วย แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กวัยอนุบาล-ประถม กันเถอะ!!

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล-ประถม

ช่วงปิดเทอมที่ลูกต้องอยู่บ้านกันยาว ๆ สำหรับแม่ ๆ ที่กำลังหากิจกรรมฝึกสมองให้ลูกทำ มาโหลด แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ กันได้ฟรี ที่นี่เลยค่ะ แบบฝึกนี้จะมีทั้งสอน Grammar ฝึกลูกพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับเด็กวัยอนุบาลและประถม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเปิดเทอม

ฝึกลูกทำ แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ อย่างไรให้ได้ผลดี?

เลือกทำแบบฝึกหัดที่ตรงกับวัยของลูก

การทำแบบฝึกหัดตรงกับวัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าให้ลูกทำแบบฝึกหัดที่เกินวัยของเค้า ลูกจะรู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก และรู้สึกเบื่อหน่าย อาจจะทำให้พาลไม่ชอบภาษาอังกฤษไปเลยก็ได้

ทำน้อยๆ แต่ทำให้บ่อย

การทำแบบฝึกหัดสั้นๆ บ่อยๆ นั้นดีกว่าการใช้เวลาหลายๆ ชั่วโมงและทำหลายๆ อันในวันเดียว ในวัยเด็กเล็กนั้น การเล่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก ดังนั้น อย่าให้ลูกรู้สึกว่าการทำแบบฝึกหัดทำให้ลูกต้องอดเล่นสนุก จนทำให้ไม่อยากทำไปซะอย่างนั้น

ทำให้เป็นเรื่องสนุก!

การทำแบบฝึกหัดไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องซ้ำซากและน่าเบื่อ พยายามให้ลูกทำแบบฝึกหัดหลากหลายรูปแบบ หาเรื่องที่ลูกสนใจแทนการท่องจำ จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกไปกับการทำแบบฝึกหัด

ฝึกฝนทักษะให้ครบ

การฝึกภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องท่องแกรมม่าอย่างเดียว แต่ควรฝึกหลักการพูด ฟัง อ่าน เขียน ไปด้วย ควรเน้นสิ่งที่ใกล้ตัว ลูกสามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น เรื่องเกี่ยวกับรูปทรง สี เป็นต้น

รู้เคล็ดลับการฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกกันไปแล้ว มาโหลด แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เพื่อนำไปให้ลูกทำกันได้เลยค่ะ

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล-ประถม

วงคำศัพท์ที่พบบ่อย

แบบฝึกหัดนี้จะให้เด็ก ๆ วงกลมคำศัพท์ที่เจอบ่อย เช่น am, look, in เป็นต้น เด็กหลาย ๆ คนรู้ว่าคำนี้คืออะไร แต่ไม่รู้ว่าสะกดอย่างไร ดังนั้น การฝึกให้ลูกได้เห็นคำศัพท์บ่อย ๆ จะช่วยให้ลูกเขียนคำศัพท์ได้เร็วขึ้นตอนเรียนอนุบาล

>>Sight Word Assessment Worksheet Free Download<<

เติมคำที่พบบ่อย

แบบฝึกหัดอนุบาล
แบบฝึกหัดอนุบาล

แบบฝึกนี้จะฝึกให้ลูกอ่านให้เป็นประโยค พร้อมทำเติมคำศัพท์ที่ใช้กันบ่อย ๆ เช่น know, made, did เป็นต้น แบบฝึกนี้เหมาะสำหรับเด็กวัยประถมต้น ใช้สำหรับเรียนรู้โครงสร้างประโยค

>>Complete the Sentence: Common Sight Words Free Download<<

Consonant Blends

ฝึกการอ่านผสมเสียง “R” “L” ให้ถูกต้อง การอ่านออกเสียง R และ L ผิด อาจทำให้เข้าใจความหมายกันผิด ๆ ได้ แบบฝึกนี้จะช่วยให้เด็กฝึกออกเสียงให้ถูกต้อง พร้อมทั้งเรียนรู้คำศัพท์ไปด้วย

>>Beginning Consonant Blends Free Download<<

ฝึกอ่านออกเสียงสระเสียงสั้น

a e i o u อ่านออกเสียงได้ทั้งเสียงสั้นและเสียงยาว แบบฝึกนี้จะฝึกให้ลูกรู้ว่าสระเสียงสั้นอ่านออกเสียงอย่างไร แบบไหนเรียกว่าสระเสียงสั้น

>>Spell Out Short Vowel Words Free Download<<

เขียนประโยคในหัวข้อ สัตว์ที่ลูกชอบ

ให้ลูกเติมคำในช่องว่างให้เป็นประโยคแบบง่าย ๆ ในหัวข้อที่ลูกสนใจ เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เด็กทุกคนมักจะชอบ แบบฝึกนี้จะทำให้ลูกไม่กลัวที่จะเขียนภาษาอังกฤษให้เป็นประโยค

>>Sentence Writing: Animals Free Download<<

รู้จักคำนามและคำกริยา

แบบฝึกหัด
แบบฝึกหัด

แบบฝึกนี้จะให้ลูกได้อ่านประโยคและเติมคำนามหรือคำกิริยาลงไป จะทำให้ลูกรู้หน้าที่และการใช้งานของคำนามและคำกริยาในประโยค

>>Beginning Grammar: Nouns and Verbs Free Download<<

หาคำที่อ่านออกเสียงต่างออกไป

คุณสามารถหาคำในแต่ละแถวที่ขึ้นต้นด้วยเสียงเริ่มต้นที่แตกต่างจากที่เหลือได้หรือไม่? ในใบงานการออกเสียงนี้ ผู้เรียนจะพูดคำในแต่ละแถวออกมาดังๆ แล้ววนรอบรายการที่มีเสียงเริ่มต้นต่างกัน แบบฝึกนี้ออกแบบมาสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กอนุบาล แผ่นงานนี้นำเสนอแนวปฏิบัติก่อนการรู้หนังสือที่มีความหมายสำหรับนักเรียนในขณะที่พวกเขาเริ่มสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเสียงและการสะกดคำ

>>Sound Out Letters Free Download<<

ลูกหมูสามตัว

อ่านนิทานเรื่อง “The Three Little Pigs” โดยในใบงานนี้จะใช้ภาพเพื่อบอกความหมายของคำศัพท์ง่าย ๆ เพื่อให้ลูกเข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้น ๆ โดยไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทย คุณแม่สามารถเพิ่มความสนุกโดยการใช้หุ่นนิ้วเพื่อเล่านิทานอีกครั้ง!

>>The Three Little Pigs Free Download<<

เรียงประโยคใหม่

มาเรียงประโยคแมว ๆ ที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ ให้ถูกต้องด้วยการใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่และเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้อง เมื่อเด็กๆ แก้ปัญหา พวกเขากำลังได้รับการฝึกฝนด้วยการเขียนโครงสร้างประโยค การใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ และเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้อง

>>Fix the Sentences: Kitty Cat Free Download<<

L Blends

ทำความรู้จักกับ “L” ตัวอักษร “L” ผสมกับพยัญชนะอื่น ๆ ได้มากมาย มาดูกันว่ามีกี่ส่วนผสมที่นักสะกดคำตัวน้อยของคุณสามารถคิดออก

>>L Blends Free Download<<

ฝึกตัวสะกด

ฝึกฝนการเลือกตัวสะกดให้ถูกต้อง ในใบงานการสะกดคำที่มีภาพประกอบนี้ เด็กๆ จะออกเสียงคำต่างๆ เช่น “sink” “tent” และ “hand” เพื่อฟังการผสมตัวสะกดที่ถูกต้อง จากนั้นให้กากบาทตัวสะกดที่ถูกต้องในแต่ละคำ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถใช้กิจกรรมการอ่านนี้เพื่อช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเสียงและเรียนรู้ที่จะจดจำรูปแบบการสะกดคำต่างๆ

>>End Blends Free Download<<

การอ่านออกเสียงพยัญชนะ : S Blends

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล

เด็ก ๆ จะได้ฝึกการอ่านและการสะกดคำที่เน้นพยัญชนะ S เด็ก ๆ จะได้ฝึกฟังการผสมตัวอักษรหรือการผสมเสียงที่ต้นคำ S เช่น “slide” “snail” และ “stairs” การได้ยินเสียงพยัญชนะที่ประกอบกันเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการอ่านสำเนียงให้ถูกต้อง

>>Consonant Sounds: S Blends Free Download<<

หาคำศัพท์ในฤดูใบไม้ผลิ

มาเล่นเกมกับลูก ๆ ด้วยการมองหาคำศัพท์อย่างเช่น “bee” “bud” และ “butterfly” ในเกมไขปริศนาค้นหาคำศัพท์ในฤดูใบไม้ผลิที่มีสีสันนี้ แผ่นงานขี้เล่นนี้เป็นวิธีที่สนุกในการแนะนำเด็ก ๆ ให้รู้จักคำศัพท์ที่ใช้บ่อยตามฤดูกาลและฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ออกแบบมาสำหรับเด็กอนุบาล

>>Spring Word Search Free Download<<

ทีมแม่ ABK ยังมีกิจกรรมดี ๆ แบบฝึกหัดหลากหลายวิชา มาให้คุณแม่ได้ดาวน์โหลดไปใช้กับลูก ๆ ในช่วงปิดเทอมอีกมากมาย หากแม่ ๆ ต้องการโหลดแบบฝึกหักเพิ่มเติม คลิกที่ลิ้งค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจกฟรี!! 50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล โหลดเลย!!

รวม แบบฝึกหัด ป.1 ดาวน์โหลดฟรี! กว่า 90 ชุด (ไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ)

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล-ป.1 ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อมด้านภาษา

รวมแบบฝึกหัดอนุบาล กว่า 60 แบบฝึก

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.education.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Superior A.R.T.

คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่วางแผนได้ มีลูกเมื่อพร้อม เทคโนโลยีตอบโจทย์ เพิ่มโอกาสการมีลูกให้สำเร็จได้ ครอบคลุมทุกขั้นตอนการรักษา พร้อมออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละครอบครัว ที่ “Superior A.R.T.”

มีคุณแม่หลังไมค์สอบถามกันมาบ่อย ๆ ว่าให้ช่วยแนะนำคุณหมอ โรงพยาบาล หรือคลินิกในการเช็กความพร้อมการตั้งครรภ์ ตรวจและรักษาภาวะมีบุตรยากให้หน่อย อยากมีลูก ปล่อยธรรมชาติแล้วไม่ท้องซักที !

คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่วางแผนที่จะมีลูกเมื่อสถานะทางครอบครัวพร้อม แล้วความพร้อมนั้นก็ตามมาด้วยเรื่องของอายุที่มากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักก็มาจากฝ่ายหญิงที่อายุมาก ที่จะส่งผลให้มีบุตรยาก และก็เรื่องภาวะสุขภาพต่าง ๆ ของทั้งคู่ร่วมด้วย แต่ต่อไปนี้ทุกความหวัง ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมีลูกของคุณพ่อคุณแม่จะไม่ใช่เรื่องยาก หรือเป็นไปไม่ได้อีกแล้วค่ะ

ทีมแม่ ABK แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่ช่วยวางแผน ดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่แพลนยังไม่อยากมีลูกในตอนนี้ แต่ต้องการมีในอนาคต หรือกำลังประสบกับปัญหามีลูกยากอยู่ แล้วต้องการมีลูกให้สำเร็จ ที่“Superior A.R.T.” คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน อยากรู้ไหมคะว่าทำไมที่นี่ถึงตอบโจทย์

ขอเล่าเท้าความสั้น ๆ ว่ามีเพื่อนของทีมแม่ ABK เธออยากมีลูกมาก หลังแต่งงานปล่อยมา 2-3 ปี ลูกก็ไม่มาสักที แล้วด้วยความที่เพื่อนติดตามความน่ารัก สดใสของน้องไทก้า ลูกชายคุณเพชรจ้า-คุณนิวเคลียร์ ก็ค้นหาจนรู้ว่าครอบครัวคุณเพชรจ้ามารักษามีบุตรยากที่ “Superior A.R.T.” เนื่องจากติดตามอยู่ว่าคุณนิวเคลียร์มีปัญหาเรื่องท่อนำไข่และภาวะ PCOS พอฟังแล้วทีมแม่ ABK ก็สนใจมาก ๆ เพราะก็เกรงว่าตัวเองจะมีปัญหาอะไรร่วมอยู่รึป่าว ลูกถึงไม่มาสักที ตัวเองก็อยากมีลูกแล้วด้วยเหมือนกัน จากนั้นก็เข้าไปค้นหาข้อมูลต่อ ของคลินิก ใน Facebook : Superior A.R.T. Thailand  เลื่อนอ่านไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ครอบครัวคุณเพชรจ้า-คุณนิวเคลียร์เท่านั้นที่มาปรึกษาเรื่องการมีลูก แต่มีเซเลปคนดังอีกเยอะเลยค่ะ รวมถึงครอบครัวคุณจ๊ะ จิตตาภา-คุณเอิน ณิธิภัทร์ ก็มาปรึกษาเรื่องการมีลูกกับคุณหมอนิศารัตน์ สุนทราภา ที่ Superior A.R.T. จนประสบผลสำเร็จ ได้ลูกแฝดน่ารักน้องโอบและน้องอารี  นั่งดูคลิปที่คุณจ๊ะเล่าถึงการได้รับการดูแลอย่างดี ในแต่ละขั้นตอน แต่ละกระบวนการ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ ทำให้ทีมแม่ ABK เชื่อมั่นว่าหากคุณพ่อคุณแม่ ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก หรือกำลังวางแผนมีบุตร หากได้มาปรึกษากับทางคลินิก ต้องได้รับข่าวดีกันทุกครอบครัวค่ะ

Supertor A.R.T.

 

รับชม : ประสบการณ์ภาวะมีบุตรยาก คุณจ๊ะ จิตตาภา – คุณเอิน ณิธิภัทร์  คลิก ⇓

 

https://www.youtube.com/watch?v=8EmHuK-4Zp8&t=378s

นอกจากจะเป็นที่ไว้วางใจของเหล่าเซเลปคนดังแล้ว ครอบครัวชาวต่างชาติกว่า 10,000 เคส จาก 37 ประเทศ ทั่วโลกยังเดินทางข้ามประเทศมาปรึกษาและรักษากับที่คลินิกนี้ เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละคู่สมรส นอกจากนี้ทางคลินิกยังให้บริการให้คำปรึกษาและรับตรวจผลทางพันธุกรรม ให้กับคลินิกและโรงพยาบาลเฉพาะด้านรักษามีบุตรยากหลายแห่งในประเทศไทย โดยมีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ISO เทียบเท่าห้องผ่าตัดหัวใจ และบริการระดับ 5 ดาว อีกทั้งวิสัยทัศน์และผลงานทางวิชาการของ คุณเจมส์ มาร์แชล เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย

Superior A.R.T.

ปัจจุบัน คุณเจมส์ มาร์แชล เป็นกรรมการผู้จัดการ และผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ที่คลินิก Superior A.R.T  คุณเจมส์ได้เขียนและร่วมเขียนวารสารและบทความด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า 70 ชิ้น เป็นผู้บรรยายรับเชิญในงานประชุมนานาชาติมากมาย และเป็นที่ปรึกษาให้กับคลินิกในต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สาธารณรัฐเช็ก จีน และสวีเดน

Superior A.R.T.เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 15 ปี (เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2550) โดยความร่วมมือของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และเด็กหลอดแก้วในประเทศไทย และผู้ให้บริการด้านภาวะเจริญพันธุ์จากประเทศออสเตรเลีย ด้วยทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 2 ทีม ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในคลินิกดูแลผู้มีบุตรยากชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ประสบปัญหามีลูกยาก และ/หรือ ต้องการให้ลูกน้อยเกิดมาปลอดจากโรคทางพันธุกรรม และมีโครโมโซมที่ปกติ จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยค่ะ ที่ Superior A.R.T มีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ Assisted Reproductive Technology (A.R.T.) หรือที่เรียกว่า IVF, ICSI หรือเด็กหลอดแก้วนั่นเอง เป็นกระบวนการรักษาคู่สมรสที่ประสบปัญหามีบุตรยาก ให้สามารถตั้งครรภ์ได้ ด้วยการนำไข่ออกจากรังไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิจากฝ่ายชาย มาผสมในห้องปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน แล้วย้ายกลับสู่โพรงมดลูกและเติบโตเป็นทารกน้อยในท้องคุณแม่ โดยสามารถทำร่วมกับการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน Pre-implantation Genetic Testing (PGT) เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม และ/หรือความผิดปกติทางโครโมโซมเพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรง ป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมสู่รุ่นลูก และช่วยให้ลูกมีสุขภาพดี สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการสำเร็จของการมีบุตร ได้สูงถึง 72%

ลำดับขั้นตอนกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)

1. ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษา และตรวจร่างกายเบื้องต้นทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

2. การกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ (COH) การฉีดยากระตุ้นเพื่อกระตุ้นให้ไข่ในรังไข่โตขึ้น (follicle) โดยใช้ระยะเวลา 9-12 วัน

3. การเก็บไข่ (OPU) หลังจากที่ไข่เจริญเต็มที่ แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอด เข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา

4. การเก็บอสุจิ (Semen Collection) นำน้ำเชื้อที่เก็บได้มาปั่นล้างเพื่อคัดเฉพาะอสุจิที่แข็งแรง

5. การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) นำไข่และอสุจิมาทำการปฏิสนธิเพื่อเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์

6. การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการด้วยเครื่อง Geri® Time-Lapse Incubator ตู้เลี้ยงตัวอ่อนระบบแยกเลี้ยง สามารถติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนโดยปราศจากการรบกวน ทำให้ได้ตัวอ่อนคุณภาพดี จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ ก่อนจะนำไปตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน หรือย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อการตั้งครรภ์

7. การตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนใส่กลับเข้าโพรงมดลูก (Biopsy & PGT) เป็นการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อหาความผิดปกติทางพันธุกรรม และหรือความผิดปกติระดับโครโมโซมหรือยีน (Genes) และคัดเลือกตัวอ่อนที่ปกติ แข็งแรง ที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรม และมีโครโมโซมที่ปกติ

8. การย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก (Embryo Transfer) ตัวอ่อนที่ปกติแข็งแรงสมบูรณ์จะถูกนำไปฝังตัวที่ผนังมดลูกเพื่อให้เริ่มเจริญเติบโต

9. การทดสอบการตั้งครรภ์ หลังจากย้ายตัวอ่อนเข้ากลับเข้าโพรงมดลูกคุณแม่แล้ว ประมาณ 7-10 วัน ก็สามารถทดสอบการตั้งครรภ์ได้ และประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ก็สามารถมาตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์

10. การแช่แข็งตัวอ่อน (Embryo Freezing) สำหรับตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็ง เก็บไว้ใช้ในอนาคต ด้วยวิธีการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้ว (Vitrification) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ลดอุณหภูมิขณะแช่แข็งตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน และยังช่วยให้อัตราการรอดของตัวอ่อนหลังละลายสูงขึ้นถึงเกือบ 100%

จากที่ทราบข้อมูลมานะคะ Superior A.R.T. ยังเป็นคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน ที่แรกในเอเชีย ที่ประสบความสำเร็จในการคัดกรองตัวอ่อนปลอดโรคและทำให้ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียหายขาด (Thalassemia) ด้วยการมีบุตรที่ปลอดโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย และมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้กับบุตรที่ป่วย (HLA-Matching) เพื่อช่วยรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ (Cord blood stem cell transplantation) จนหายเป็นปกติ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่อยากมีลูกคนที่สอง สาม หรือคู่รักที่แต่งงานแล้วยังไม่มีลูก ทีมแม่ ABK แนะนำให้มาปรึกษา และตรวจร่างกายอย่างละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่นี่ ตั้งแต่ระยะเบื้องต้น เพื่อให้ทราบว่าสุขภาพร่างกายทั้งสามี ภรรยา มีความสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมสำหรับการมีลูกหรือไม่ และหากมีการตรวจพบปัญหาบางอย่างที่อาจมาจากฝ่ายชาย หรือฝ่ายหญิง ก็จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดกับการตั้งครรภ์ค่ะ  อ่อ !! สาว ๆ ที่อยากฝากแช่แข็งไข่ ที่ Superior A.R.T. ก็มีให้บริการนะคะ

ทีมแม่ ABK ขอสรุปความต่างของคลินิกที่นี่กับที่อื่นๆ คือ การออกแบบแผนการรักษาคนไข้เฉพาะในแต่ละคู่ โดยแพทย์และทีมผู้ชำนาญการที่ใส่ใจและเข้าใจคนไข้ เทคโนโลยีที่ใช้มีประสิทธิภาพสูง แม่นยำ ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ พร้อมความใส่ใจให้บริการดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด มีพยาบาลคอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม. ตลอดกระบวนการรักษา อีกทั้งโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งยังให้ความมั่นใจมาใช้บริการเรื่องของแล็บของที่นี่อีกด้วย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจ หรือมีปัญหามีบุตรยากสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แพ็กเกจ โปรโมชั่น หรือโทรนัดหมายแพทย์เพื่อเข้าไปขอคำปรึกษาได้ที่

Superior A.R.T. คลินิกรักษาผู้บุตรยาก และวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน

Website : tinyurl.com/56fyj4u5   

Facebook : https://www.facebook.com/thaisuperiorart  

LineID : https://bit.ly/37NqGkb  

Tel : 02 035 1400 / Hotline: 063 904 8899

ตารางวัคซีน

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

ตารางวัคซีน คู่มือสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครอง เตรียมตัวนำเด็กไปรับวัคซีนเพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทาน ป้องกันลูกน้อยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

การฉีดวัคซีนจำเป็นมากสำหรับเด็กทุกคน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองจึงต้องนำเด็กไปฉีดวัคซีนจำเป็น และวัคซีนอื่นๆ ที่อาจให้เสริม หรือทดแทน ตาม ตารางวัคซีน ของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ที่ทาง ทีมแม่ ABK นำมาฝากนี้นะคะ เพื่อลดความเสี่ยงที่เด็กจะป่วยเป็นโรคต่างๆ ลดความพิการและลดการเสียชีวิต ช่วยทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง และมีพัฒนาการที่สมวัย

ฉีดวัคซีน
ฉีดวัคซีน

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

วัคซีนจำเป็นที่ต้องให้กับเด็กทุกคน
วัคซีน แรกเกิด 1 เดือน 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 9-12 เดือน 18 เดือน 2 ปี 4-6 ปี 11-12 ปี
บีซีจี (BCG) BCG
ตับอักเสบบี(HB) HB1 (HB2) DTwP-HB-Hib-1 DTwP-HB-Hib-2 DTwP-HB-Hib-3
คอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรนชนิดทั้งเซลล์ (DTwP) DTwP กระตุ้น 1 DTwP กระตุ้น 2 Td และ ทุก 10 ปี
ฮิบ (Hib)
โปลิโอชนิดกิน (OPV) OPV1 OPV2+IPV OPV3 OPV กระตุ้น 1 OPV กระตุ้น 2
โรต้า (Rota) Rota1 Rota2 (Rota3)
หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) MMR1 MMR2
ไข้สมองอักเสบเจอี (Live JE) JE1 JE2
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) Influenza ให้ 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน ในครั้งแรก
เอชพีวี (HPV) เด็กหญิง ประถม 5, 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
ฉีดวัคซีนตามกำหนด
ฉีดวัคซีนตามกำหนด
วัคซีนอื่นๆ ที่อาจให้เสริม หรือทดแทน
วัคซีน 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 12-15 เดือน 18 เดือน 2 ปี 4 ปี 6 ปี 9 ปี 11-12 ปี 15 ปี
คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน- ชนิดไร้เซลล์ (DTaP, Tdap TdaP) ตับอักเสบบี (HB) โปลิโอชนิดฉีด (IPV) (Hib) DTaP-HB-IPV-Hib1 DTaP-(HB)-IPV-Hib2 DTaP-HB-IPV-Hib3 Dtap-IPV-(Hib4) กระตุ้น 1 DTaP-IPV หรือ Tdap-IPV หรือ TdaP กระตุ้น 2 Tdap หรือ TdaP ต่อไป Td หรือ Tdap/TdaP ทุก 10 ปี
นิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกด (PCV) PCV1 PCV2 (PCV3) PCV4
ไข้สมองอักเสบเจอี (Inactivated JE) JE1, JE2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ และ JE3 อีก 1 ปี
ตับอักเสบเอ (HAV) HAV ชนิดเชื้อไม่มีชีวิต ให้ 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน ชนิดเชื้อมีชีวิต ฉีดครั้งเดียวเมื่ออายุ 18 เดือนขึ้นไป
อีสุกอีใส (VZV) หรือวัคซีนรวม หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน-อีสุกอีใส (MMRV) VZV1 (หรือ MMRV1) VZV2 (หรือ MMRV2)
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) Influenza ให้ปีละครั้ง (ในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีให้ 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน ในครั้งแรก)
เอชพีวี (HPV) HPV 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
ไข้เลือดออก (DEN) DEN 3 เข็ม 0, 6 และ 12 เดือน
พิษสุนัขบ้า (Rabies) ก่อนการสัมผัสโรค 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 7 วัน (หรือ 21 วัน)

ลืมพาลูกไปรับวัคซีนตามกำหนด

เนื่องด้วยภาระที่มากมายของคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครอง อาจทำให้ลืมการรับวัคซีนของเด็กตามกำหนด ทั้งนี้สามารถพาเด็กไปรับวัคซีนย้อนหลังได้ เช่น ในกรณีที่ต้องให้วัคซีนมากกว่า 1 ครั้ง แต่ไม่ได้พาไปตามเวลานัดในครั้งที่ 2 ทำให้เลยกำหนดนัดไป สามารถพาเด็กไปรับวัคซีนต่อได้เลย โดยไม่ต้องเริ่มต้นครั้งที่ 1 ใหม่ ทั้งนี้วัคซีนทุกชนิด หากไม่สามารถเริ่มตามกำหนดได้ สามารถเริ่มฉีดได้ทันทีที่พบว่ายังไม่ได้เริ่มฉีดครั้้งแรก

ผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนทุกชนิด อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปวด บวม บริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนแล้ว

อาการแพ้หลังฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนทุกชนิด มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้แม้จะน้อยมากก็ตาม  ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการของเด็ก หลังฉีดวัคซีนแล้ว 30 นาที ไปจนถึง 2 – 3 วัน หากมีไข้ขึ้น งอแง ไม่สบายตัว เกิดความผิดปกติรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ข้อควรปฏิบัติในการพาลูกไปฉีดวัคซีน

  • นำสมุดบันทึกการฉีดวัคซีนไปด้วยทุกครั้ง
  • ไม่ควรฉีดวัคซีนขณะที่มีไข้สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ยกเว้นเป็นหวัด ท้องเสียโดยไม่มีไข้ สามารถฉีดวัคซีนได้
  • หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ควรกลับบ้านในทันที ควรรอดูอาการอย่างน้อย 30 นาที เพื่อดูว่ามีอาการแพ้ยาหรือไม่
  • หากเคยฉีดยาแล้วมีอาการแพ้ยา แพ้อาหาร เช่น มีอาการแพ้ไข่แบบรุนแรง แจ้งกุมารแพทย์ หรือพยาบาลให้ทราบ

คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองอย่าละเลยที่จะนำเด็กไปรับวัคซีนตาม ตารางวัคซีน ที่ ทีมแม่ ABK นำมาฝากนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้เร็วยิ่งดี! ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรมที่เจอตั้งแต่เป็นทารก

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

เช็ก! อาการช็อก เบื้องต้นของลูกนิ้วมือนิ้วเท้าฝ่าเท้าช่วยได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://pidst.or.th, https://www.nakornthon.com, https://www.bangkokhospital.com, https://www.paolohospital.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

โรค คาวาซากิ สัญญาณเตือน

สังเกตสัญญาณเตือนจากเคสจริงโรค คาวาซากิ อันตราย!!

โรค คาวาซากิ ในเด็กในช่วง 5-7 วันแรกสำคัญ หากได้รีบรักษา จะช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้เสียชีวิตได้ การสังเกตสัญญาณอันตรายช่วยลูกได้เหมือนเคสจริงนี้

สังเกตสัญญาณเตือนจากเคสจริงโรค คาวาซากิ อันตราย!!

คาวาซากิ (Kawasaki disease) คือ กลุ่มอาการของโรคที่ประกอบด้วยไข้สูง ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เยื่อบุผิว และต่อมน้ำเหลืองที่คอโต พบบ่อยในเด็กชาวเอเชีย โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และ ประเทศจีน ส่วนในชาวยุโรปและอเมริกาพบได้น้อย และพบได้น้อยมากในเด็กชาวผิวดำ ซึ่งโรคนี้พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย แต่ยังไม่ทราบถึงอุบัติการณ์ที่แน่ชัด และไม่สัมพันธ์กับฤดูกาล

ระยะของโรคคาวาซากิ แบ่งได้เป็น 3 ระยะ

  1. ระยะ เฉียบพลัน (Acute stage)
  2. ระยะ Subacute stage
  3. ระยะ Convalescent stage

ดังนั้น การให้การวิเคราะห์โรคตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะ ภายใน 5-7 วันแรกของโรคมีความสำคัญมากเพื่อรีบให้การรักษา เพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นที่หัวใจและเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary artery)

แผลที่ปลูกฝีบวมแดง สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ
แผลที่ปลูกฝีบวมแดง สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ

ศึกษาสัญญาณเตือนจากเคสจริง!!

ทีมแม่ ABK ได้รับโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวของคุณแม่ใจดีท่านหนึ่ง ที่เล่าประสบการณ์ของลูกมาให้เป็นอุทาหรณ์แก่คุณแม่ท่านอื่น ในการสังเกตสัญญาณเตือน อาการจากโรคคาวาซากิ เพราะยิ่งเจอเร็ว จะได้รีบรักษาลดอัตราการสูญเสียได้มาก

เรื่องราวของการป่วยหนักของลูกชาย ที่รุนแรงที่สุด จนเกือบถึงชีวิต หากได้รับการรักษาไม่ทันการณ์…ว่าด้วยเรื่องของโรค #คาวาซากิ
น้องตอนอายุ 9 เดือน เริ่มมีอาการท้องเสียในช่วงเช้า ถ่ายเป็นน้ำไม่หยุด และเริ่มมีไข้จาก 38.7 ในช่วงบ่าย แม่กับพ่อตัดสินใจพาไป ร.พ. เอกชน ประจำตัวลูก ไปถึงคุณหมอก็ตรวจและให้แอดมิททันที พยาบาลจัดยาชุดใหญ่สำหรับลดไข้และฆ่าเชื้อมาให้ คุณหมอสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากได้รับเชื้อแบคทีเรียจากไข่ไก่ อยู่ที่ ร.พ. 7 วัน อาการท้องเสียเริ่มดีขึ้น แต่อาการไข้ยังมีสวิง ขึ้นลง เนื่องจากค่ารักษาค่อนข้างสูง พ่อกับแม่เลยตัดสินใจขอพาน้องกลับมาดูแลต่อเองที่บ้าน เพราะอาการท้องเสียเริ่มดีขึ้น
พอกลับมาถึงบ้าน น้องทานอาหารและนมได้น้อยลง ตัวร้อนขึ้น แม่ก็เช็ดตัวให้ตลอด และให้กินยาแก้ไข้กับยาฆ่าเชื้อที่คุณหมอจัดมาให้ แต่อาการก็ยังสวิง วัดไข้ทุกชั่วโมงได้ 40.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บวกกับอาการอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาคือ ตาลูกเริ่มแดง และมีอาการอักเสบบริเวณที่ฉีดปลูกฝี มีรอยแตกเป็นเส้นๆ ขยายออกมา (ถ้าคนที่ดูหนังซอมบี้ จะมีลักษณะคล้ายแบบนั้นเลย) เลยตัดสินใจรีบพาลูกไป ร.พ.อีกครั้ง ครั้งนี้ไปที่ ร.พ.ธรรมศาสตร์รังสิต ซึ่งเป็นอีก ร.พ.ที่น้องต้นน้ำไปรักษาตัวอยู่ประจำ
เมื่อไปถึงพยาบาลคัดกรองวัดไข้ วัดความดันให้ ปรากฏว่า ไข้ขึ้นสูงถึง 41.8 เลยส่งไปที่ห้องฉุกเฉิน เมื่อไปถึงเราก็ไม่ได้รับการตรวจรักษาในทันทีเนื่องจากคนไข้ฉุกเฉินเยอะ ต้องเป็นไปตามคิว แม่เข้าไปห้องฉุกเฉินกับน้อง และต้องคอยเช็ดตัวให้ตลอด ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง คุณหมอจึงมาแจ้งให้แอดมิท เพราะประสานไปที่ ร.พ.ที่รักษาก่อนหน้านี้แล้ว ได้ผลตรวจที่มีความเสี่ยงติดเชื้ออย่างอื่น เมื่อแอดมิท คุณหมอประจำตัวและคุณหมอท่านอื่นก็มาตรวจดูอาการ แต่ที่สงสารลูกจับใจคือ ลูกไข้ขึ้นสูง ไม่ลงเลย แตะที่ 41-42 กว่าๆ ตลอด คุณหมอเจาะเลือดไปดูผล ก็มาแจ้งผลว่ายังหาสาเหตุไม่ได้ อาการไม่ใช่ RSV ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ จึงต้องหาสาเหตุการป่วยต่อ ผ่านไป 1 วัน พยาบาลก็มาช่วยกันเช็ดตัว เช็ดแบบแทบจะอาบให้ลูกเลย เช็ดแรงมากๆ พยาบาลบอกว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ไข้จะไม่ลง และกลัวเด็กตัวร้อนจนชัก เลยมาเช็ดตัวให้ทุก 2 ชั่วโมง ลูกร้องไห้หาพ่อกับแม่ตลอด ส่งสายตาให้ช่วย แต่เราทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ให้กำลังใจลูก เพราะคุณพยาบาลทำหน้าที่ได้ดีมากๆ พูดเพราะทุกคน ใจดีกับน้อง และเอ็นดูน้อง หลังจากเช็ดตัวและกินยาไข้ก็ลงมาแต่ก็ยังสูงอยู่ที่ 40-42 อยู่ดี

เช้าวันต่อมา อาจารย์หมอมาตรวจดูอาการจับตัวน้อง แล้วบอกทันทีนี่คือ อาการของโรค #คาวาซากิ โรคคาวาซากิ เป็นโรคที่มีการอักเสบของหัวใจ และหลอดเลือดแดงในเด็ก จะมีอาการอักเสบ 5 อย่างในตัวเด็ก และยังหาสาเหตุการเกิดของโรคนี้ไม่ได้ จุดกำเนิดมาจากญี่ปุ่น

สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ ที่พ่อแม่ต้องสังเกต

อาการเตือนที่พ่อแม่ต้องสังเกตลูกน้อย

  1. เด็กจะมีไข้สูง ถ้าไม่ได้รับการรักษาไข้จะสูงนาน ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  2. อาการตาแดง โดยเยื่อบุตาขาวจะแดง 2 ข้าง ไม่มีขี้ตา และเป็นหลังมีไข้ประมาณ 1-2 วัน และเป็นอยู่นาน ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  3. มีการเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและภายในช่องปาก โดยริมฝีปากแดงแห้ง เป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์และผิวหนังริมฝีปากอาจแตกแห้ง เลือดออกและผิวหนัง หลุดลอกได้ ภายในเยื่ออุ้งปากจะแดงและลิ้นจะแดงคล้ายลูกสตรอเบอรี่ (Strawberry tongue)
  4. ฝ่ามือและฝ่าเท้าจะบวมแดงแต่ไม่เจ็บ หลังจากนั้นจะมีการลอกของผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า (ประมาณ 10-14 วันหลังมีไข้) และอาจลามไปที่ฝ่ามือฝ่าเท้าได้ บางรายเล็บอาจหลุดได้ หลังจากนั้นบางราย 1-2 เดือนจะมีรอยขวางที่เล็บ (Beau’s line)
  5. ผื่นตามตัวและแขนขา มักเกิดหลังมีไข้ 1-2 วัน และมีได้หลายแบบ และผื่นอยู่นานประมาณ 1 สัปดาห์ บางรายมีผื่นแถวอวัยวะเพศร่วมด้วย และพบประมาณ 60% มีผื่นแดงที่บริเวณฉีดยากันวัณโรดที่หัวไหล่ร่วมด้วย
  6. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต โดยพบประมาณร้อยละ 50-70 ของผู้ป่วย ขนาดโตกว่า 1.5 ซม. แต่ไม่เจ็บ
  7. อาการแสดงอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย ได้แก่ ปวดตามข้อ ทางเดินปัสสาวะอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ปวดท้อง ท้องเสีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีการเปลียนแปลงการทำงานของตับ และบางรายมาด้วยอาการช็อก

ทั้งนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแสดงไม่ครบตามข้อกำหนด (criteria) เรียกภาวะนี้ว่า Incomplete Kawasaki Disease หรือ Atypical Kawasaki disease เป็นต้น

จากอาการเตือนที่คุณหมอได้ให้พ่อแม่ไว้สังเกตอาการของลูกข้างต้น จะพบอาการของน้องจากเคสจริงของคุณแม่ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณแม่เจ้าของเคสก็ได้สรุปอาการของลูกที่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนเอาไว้ ดังนี้

อาการที่เป็นเกณฑ์ และที่พบในตัวลูก คือ ตาแดง/ปากบวมแดง ลิ้นแห้ง/มือบวมแดง/และมีความอักเสบที่แผลฉีดฝี
อาจารย์หมอสั่งให้ไป เอคโค่ตรวจหัวใจด่วน เพราะโรคนี้ส่งผลให้หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโป่งพอง (coronary aneurysm) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้

เอคโค่คืออะไร??

การตรวจเอคโค่ที่คุณแม่เจ้าของเคสได้กล่าวถึง นั่นคือ  Echocardiogram

ตรวจให้รู้ว่าเป็น “โรค คาวาซากิ” หรือไม่…ได้ด้วยวิธีนี้

การตรวจวินิจฉัยโรคคาวาซากินั้น อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายพบความผิดปกติดังกล่าว ร่วมกับการวิเคราะห์แยกโรคจากสาเหตุอื่น รวมทั้งการตรวจเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ่ายภาพรังสีทรวงอก และทำ Echocardiogram เพื่อตรวจดูว่ามีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดหรือไม่ และทำ Echocardiogram ฃ้ำหลังการรักษา เพื่อดูว่ามีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจหรือไม่ และถ้ามี..ระดับโรครุนแรงแค่ไหน เพื่อวางแนวทางการรักษาต่อไป

ไข้สูง ไม่ลง อาการเตือนอย่างหนึ่ง
ไข้สูง ไม่ลง อาการเตือนอย่างหนึ่ง
ไปตรวจคุณหมอพบว่า เส้นเลือดหัวใจเริ่มขยายตัวขึ้นจากเดิม 0.7 มม. ต้องรีบให้ยารักษาด่วน ซึ่งยาตัวนี้ราคาสูงมาก 16,000 บาท ต้องฉีด 2 ครั้ง และต้องสังเกตอาการ หากฉีดไปแล้วร่างกายน้องตอบรับ สิ่งแรกคือไข้จะลดลง อาการอักเสบต่างๆ ในร่างกายจะลดลงตามลำดับ และต้องให้ยาแอสไพรินควบคู่ในการรักษาด้วย แต่ถ้าร่างกายน้องไม่ตอบรับตัวยา ก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจเฉียบพลันและเสียชีวิตได้
ตอนนั้นบอกเลยว่าค่ายาแพงขนาดนี้ บวกกับห้องที่แอดมิท แม่จ่ายไม่ไหวแน่ๆ โชคดีที่น้องใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาตัวที่นี่อยู่ คุณหมอพรทิพา และคุณหมอท่านอื่นจึงรวมกันลงชื่อให้น้องสามารถใช้สิทธิ์ 30 บาทในการจ่ายค่ายาตรงนี้ได้ (แต่ค่าห้องแม่ต้องจ่ายเองตามปกติ) หลังจากเดินเรื่องเสร็จ ก็ได้เบิกยามาฉีด ทำการรักษาทันที
ผ่านไปเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง อาการไข้ของลูกเริ่มลดลงตามลำดับจาก 41 กว่าๆ ลงมาเหลือ 38 กว่าๆ หรือมีอาการไข้ต่ำๆ แสดงว่าร่างกายน้องตอบรับกับตัวยา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะตอนนั้นคุณหมอ และพ่อกับแม่เองก็ลุ้นสุดๆ พอได้ยาเข็มที่ 2 อาการไข้ก็ลงมาเกือบจะปกติ ไม่มีอาการอักเสบที่มือ และตาเริ่มหายแดง เรารักษาตัวและรอดูอาการอยู่ที่ ร.พ. 10 วัน และได้ตรวจเอคโค่หัวใจก่อนกลับพบว่าอาการอักเสบที่หัวใจเริ่มปกติ ไม่พองตัวแล้ว คุณหมอจึงให้กลับบ้านได้ พร้อมนัดติดตามอาการทุกๆ 3 เดือน และให้ยาแอสไพรินมากิน ข้อเสียของการกินยานี้คือทำให้เด็กเบื่ออาหารและต้องระวังเรื่องโรคกระเพาะ
อาการของโรคนี้ค่อยดีขึ้นตามลำดับ แต่น้องยังต้องกินยาตลอด จนน้ำหนักตัวของน้องไม่เพิ่มขึ้นเลย ไปตามหมอนัดตรวจอาการและเอคโค่หัวใจทุก 3 เดือน ก็ยังมีอาการเส้นเลือดพองในช่วงแรกๆ แต่ไม่มากจนต้องทำการรักษา เลยต้องกินยาแอสไพรินต่อไป จนอายุ 1 ขวบ 8 เดือน (น้ำหนักน้องไม่ขึ้นเลย อยู่เท่าเดิมที่ 9.6-9.8 kg.) หลังการตรวจครั้งสุดท้ายคุณหมอพบว่าเส้นเลือดหัวใจเป็นปกติ จึงให้หยุดยา
หลังจากหยุดยา น้องก็ทานอาหารได้เยอะขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น จากเด็กน้อย ตัวเล็กหัวโตเหมือนปลาช่อน เป็นเด็กเบิ่ม 3 ขวบครึ่ง 21.6 kg. ในตอนนี้

ตอนน้องป่วยสิ่งที่น้องต้องการที่สุดคือแม่และพ่อ เราตัวติดกัน นอนกอดกันเป็นลูกลิงน้อย วางไม่ได้เลย สงสารลูกที่สุด…แต่ถึงน้องจะป่วยแต่น้องก็ยังร่าเริง ยิ้มได้ จนเป็นที่เอ็นดูของคุณหมอและพยาบาล

รู้เร็ว รักษาทัน ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
รู้เร็ว รักษาทัน ป้องกันภาวะแทรกซ้อน

การพยากรณ์โรคและการดำเนินโรค

การพยากรณ์โรคและการดำเนินโรคจะดีถ้าผู้ป่วยไม่เกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจ และเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ ก่อนและหลังการรักษา โดยหลังจากไข้ลดลงแล้ว ต้องทานยากันเลือดแข็งตัว (Aspirin) ต่ออีกนานประมาน 60 วัน ของโรค หรือจนกว่าเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจโป่งพอง (aneurysm) กลับเป็นปกติ

กรณีที่ผู้ป่วยไม่มีการแทรกซ้อนที่หัวใจและเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary artery) หลังได้รับการรักษาสามารถเล่นและทำกิจกรรมได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป มีประมาณร้อยละ 5-7 ของผู้ป่วย ที่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจ โดยเกิดเส้นเลือดโป่งพอง ( เช่น coronary artery aneurysm ขนาดเกิน 4- >10 มม. เป็นต้น) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ จึงควรให้รับการรักษาดูแลอย่างต่อเนื่องจากกุมารแพทย์โรคหัวใจ ด้วยการตรวจ Echocardiogram เป็นระยะ ตามความเหมาะสมของโรคแทรกซ้อน รวมทั้งบางรายอาจต้องทำ Exercise Stress Test, Computer Tomography (CT) และการสวนหัวใจ เพื่อดูความรุนแรงของโรค และวางแผนการรักษาต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง จนถึงเป็นผู้ใหญ่

*เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ และได้รับการรักษาด้วย ยา Intravenous Gammaglobulin (IVIG) จะต้องเว้นการรับ Vaccine ชนิดมีตัวเป็นเวลา 7-9 เดือน นับจากได้รับยารักษา

โรคนี้สามารถเกิดเป็นซ้ำได้ ประมาณ 3-3.5 % หรือ 6.89 คนต่อผู้ป่วยเด็ก 1000 ราย ต่อปี โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่มีโรคแทรกซ้อน และพบได้บ่อยในเด็กที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน หรือมีสายสัมพันธ์กันทางสายเลือด โดยพบประมาณ 1-2%

จะบอกว่า สิ่งที่คุณหมอบอกมาคือ การเป็นโรคคาวาซากิ ถ้าได้รับการรักษาช้า หรือไม่ได้รับยา เราอาจต้องเสียลูกไป ดีที่แม่กับพ่อสังเกตอาการและไม่รอช้าที่จะพาลูกมาพบแพทย์
กรณีของลูกที่มีการอักเสบที่บริเวณปลูกฝี คือเป็นเคสกรณีศึกษาที่อาจารย์หมอ ให้คุณหมอและนักศึกษาแพทย์ท่านอื่นมาเอาไปเป็นเคสตัวอย่าง เพราะไม่ค่อยได้พบเจอมากนัก
ขอขอบคุณ : คุณหมอและพยาบาลที่ ร.พ.ธรรมศาสตร์รังสิตทุกท่านที่ทำให้น้องผ่านพ้นช่วงที่ป่วยหนักที่สุดในชีวิตมา
ขอขอบคุณเรื่องราวที่ร่วมแบ่งปันและภาพประกอบ จาก Tonnam Kids Shop

สัญญาณเตือนเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ให้ผลที่คุ้มค่า แลกกับระยะเวลาที่รวดเร็วในการที่ลูกจะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที เหมือนอย่างเคสจริงของคุณแม่ ที่เฝ้าสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด และไม่ละเลยเห็นว่าเป็นอาการเล็กน้อยรีบพาลูกเข้าไปพบคุณหมอ ทำให้น้องรักษาได้ทัน ไม่ต้องพบเจอกับเรื่องเศร้า และความสูญเสีย จึงอยากขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่จะแชร์ความรู้ให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนในการศึกษาอาการเตือนของโรคต่าง ๆ  และคอยสังเกตลูกเมื่อมีอาการผิดปกติใด ๆ อย่ารีรอรีบไปพบกับผู้เชียวชาญ พบแพทย์ เพราะชีวิตลูกน้อยสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากบทความ พ่อแม่ต้องรู้ทัน!สัญญาณเตือน โรคคาวาซากิในเด็ก
ของ นพ.วัชระ จามจุรีรักษ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ รพ.พญาไท2
อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคคาวาซากิ อาการ ที่ต้องระวัง อันตรายจากภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต

แม่ลูก หัวใจเต้น พร้อมกันไหม จะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจลูกเมื่อไหร่

แม่ตั้งครรภ์ เป็นโรคหัวใจ อันตรายกว่าที่คิด

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เปลือกตากระตุก ลางบอกโรค!! โรคอะไร ป้องกันอย่างไร

เปลือกตากระตุก ลางบอกโรค!! โรคอะไร ป้องกันอย่างไร

อุ๊ย! ตากระตุก เป็นลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่านะ? คุณพ่อคุณแม่แทบทุกท่านคงเคยเกิดอาการตากระตุกกันมาบ้าง หลายคนคงนึกไปถึงว่าเป็นลางบอกเหตุดีหรือร้าย แต่แท้ที่จริงแล้ว อาการ เปลือกตากระตุก เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับคุณพ่อคุณแม่นะคะ

เปลือกตากระตุก คืออะไร

ตากระตุก (Eye Twitching) เป็นอาการขยับหรือกระตุกอย่างรวดเร็วของกล้ามเนื้อเปลือกตาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เกิดขึ้นได้ทั้งกับเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง แต่มักจะเกิดกับเปลือกตาบนและมักเกิดกับตาทีละข้าง สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ อาจเกิดแล้วหายไปได้เองภายในเวลาอันสั้น แต่อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดไป หรืออาจนานเป็นวันหรือมากกว่านั้นแล้วกลับมาเกิดซ้ำ

ผู้ที่มีอาการส่วนใหญ่จะพบว่าอาการไม่รุนแรง บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจพบว่ามีอาการกระตุกอย่างรุนแรงจนทำให้รู้สึกต้องการที่จะหลับตาลงหรือก่อความรำคาญ และอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรังหรือมีความรุนแรง โดยเฉพาะในรายที่มีอาการกระตุกของส่วนอื่น ๆ บนใบหน้าร่วมด้วย

 

สาเหตุของ เปลือกตากระตุก

แพทย์สันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ โดยอาการมักเกิดขึ้นจากความเครียด การอดนอน การบริโภคคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มาก และอาจรวมไปถึงสาเหตุต่อไปนี้ เช่น

  • เกิดการระคายเคืองที่ตาหรือเปลือกตาด้านใน
  • ตาล้า
  • ตาแห้ง
  • เวียนศีรษะ
  • ออกกำลังกาย
  • แสงสว่าง ลม
  • สูบบุหรี่
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด

หากมีอาการหนังตากระตุกเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรคหนังตากระตุก (Benign Essential Blepharospasm) ซึ่งทำให้เกิดอาการตากระตุกทั้งสองข้างจากการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Dystonia) ของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยต่อไปนี้อาจทำให้มีอาการแย่ลงได้

  • เปลือกตาอักเสบ
  • เยื่อตาอักเสบ
  • ตาแห้ง
  • เกิดการระคายเคืองจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น ลม แสงสว่าง แสงอาทิตย์ หรือมลภาวะ
  • มีอาการอ่อนล้า
  • มีความไวต่อแสงสว่าง
  • มีความเครียด
  • บริโภคแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป
  • สูบบุหรี่
เปลือกตากระตุก
เปลือกตากระตุก อาจเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาท

สัญญาณบ่งบอกความผิดปกติ

อาการตากระตุกอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับสมองและระบบประสาท โดยโรคหรือความผิดปกติของสมองและประสาทที่อาจทำให้เกิดอาการตากระตุก ได้แก่

  • โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’ Palsy) เป็นภาวะที่ทำให้ใบ้หน้าเพียงซีกหนึ่งเกิดอาการอ่อนแอลงหรือเบี้ยว
  • ภาวะคอบิดเกร็ง (Cervical Dystonia) ทำให้คอเกิดอาการกระตุกและทำให้ศีรษะบิดเกร็งไปอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกสบาย
  • โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia) ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกและกล้ามเนื้อที่ได้รับผลกระทบจะมีการบิดเกร็ง
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการรับรู้และการเคลื่อนไหว
  • โรคกล้ามเนื้อช่องปากหรือขากรรไกรบิดเกร็ง (Oromandibular Dystonia) ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ อ้าปากไม่ได้ ปวดกล้ามเนื้อ ปิดปากไม่ได้ กรามค้าง กลืนอาหารลำบาก หรือมีอุปสรรคในการพูด
  • โรคทูเร็ตต์ (Tourette’s Disorder) โรคที่แสดงอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหลายๆ มัดพร้อมๆ กัน ร่วมกับมีการเปล่งเสียงออกมาจากลำคอหรือจากจมูก โดยเปล่งเสียงเป็นคำที่มี/ไม่มีความหมาย

 

หากตากระตุกควรพบแพทย์เมื่อใด?

อาการตากระตุกมักจะหายไปได้เองภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ แต่หากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์

  • มีอาการตากระตุกต่อเนื่องไม่หายเป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์
  • เปลือกตาลงมาปิดสนิทในขณะที่มีอาการกระตุก หรือลืมตาได้ลำบาก
  • มีอาการกระตุกที่สวนอื่นบนใบหน้าหรือส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย
  • หนังตาตก
  • เปลือกตาบวม แดงหรือมีขี้ตา
  • เกิดการบาดเจ็บที่กระจกตา

สาเหตุที่ควรไปพบแพทย์ก็เพราะอาจเป็นโรคตาอื่น ๆ และภาวะที่มีอาการใกล้เคียงกัน เช่น ตาแห้ง ตาไวต่อแสง หรืออาการกระตุกที่ลามลงมายังส่วนอื่น ๆ ของใบหน้า หรือหากเกี่ยวข้องกับกล้ามส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า แล้วแพทย์สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมองหรือระบบประสาท แพทย์จะตรวจสอบหาสัญญาณหรืออาการอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงอาจส่งตัวไปให้แพทย์ระบบประสาทหรือผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทโดยเฉพาะ

การป้องกันอาการตากระตุก

เนื่องจากแพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการตากระตุก ได้แก่ ความเครียด การอดนอน การบริโภคคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มาก หรือการสูบบุหรี่ อาการตากระตุกจึงป้องกันได้ ด้วยการดูแลตัวเอง ดังนี้

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • บริโภคคาเฟอีนให้น้อยลง
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • พยายามลด หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเครียด
  • ในกรณีที่มีอาการตาแห้งใช้ ควรใช้น้ำตาเทียม หรือยาหยอดตาเพื่อหล่อลื่นดวงตาและเยื่อตา
  • ใช้วิธีประคบร้อนเมื่อเริ่มมีอาการ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตา

การรักษาโดยแพทย์

สำหรับกรณีที่ไม่มีรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยา เช่น ยาโคลนาซีแพม เป็นต้น ซึ่งสามารถบรรเทาอาการหรือหยุดอาการตากระตุกได้ชั่วคราว

หากอาการตากระตุกมีความรุนแรง แพทย์อาจส่งตัวให้จักษุแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อรักษาด้วยการฉีดโบทอกซ์ (Botox) ซึ่งสามารถหยุดอาการตากระตุกได้ชั่วคราว และเมื่อโบทอกซ์หมดฤทธิ์ก็อาจต้องฉีดซ้ำอีกครั้ง

นอกจากนั้นการศัลยกรรม เช่น การตัดกล้ามเนื้อ (Myectomy) เป็นการตัดกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทตาของเปลือกตาออก เป็นวิธีที่อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคตากระตุกที่มีความรุนแรงได้

 

อาการตากระตุกหายเองได้ แต่หากกระตุกเรื้อรังและเริ่มมีความผิดปกติอื่น ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษานะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

PPTV HD, pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 ปัญหา โรคตาเด็ก ที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษา

เตือนภัย พยาธิปอดหนู ขึ้นตา ทำตาบอด

ระวัง! ลูกปากเบี้ยว ตาปิด อาจป่วยปลายประสาทอักเสบในเด็ก

โรคผิวหนังในหน้าร้อน

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

ในช่วงหน้าร้อน ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีแสงแดดจัด หลายคนมักกังวลว่าแสงแดดอาจทำลายผิว แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องระวังโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่อาจกับตัวคุณพ่อคุณแม่เองและลูก ๆ ด้วยนะคะ เพราะอุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จนร่างกายต้องขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อนออกมา เหงื่อจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด โรคผิวหนังในหน้าร้อน ค่ะ

 

โรคผิวหนังในหน้าร้อน ผด

ผดเกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ เมื่อมีเหงื่อเพิ่มขึ้น หนังขี้ไคลที่บวมอาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อเหงื่อ ทำให้เกิดผด ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กกระจายสม่ำเสมอ หรือบางครั้งจะเป็นเม็ดใส ๆ พบมากในเด็ก มักขึ้นรอบ ๆ คอ หน้าผาก หน้าขา และรักแร้ ในผู้ใหญ่มักพบผดในบริเวณร่มผ้าที่มีการเสียดสี เช่น คอ หนังศีรษะ หน้าอก ลำตัว และข้อพับ

การป้องกันและรักษาคือ พยายามอยู่ในที่อากาศเย็น มีลมโกรก เปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศตามความเหมาะสม ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป หากอาการไม่ดีขึ้นให้ทายาแก้ผื่นคัน แป้งน้ำ และในเวลาที่เหงื่อออกมาก ให้อาบน้ำหรือใช้ผ้าซุบน้ำเช็ด ไม่ควรทาผลิตภัณฑ์ที่เป็นครีมหรือน้ำมัน เพราะสารเหล่านี้จะไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เหงื่อระบายออกได้น้อยกว่าเดิม

โรคผิวหนังจากเชื้อรา เช่น  เกลื้อน และกลาก

เกลื้อน เกิดจากราที่อาศัยอยู่ตามผิวหนัง มีลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลาย ๆ วง มีขุยละเอียด สีต่างกัน เช่น สีจางหรือสีขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ และคอ มักไม่มีอาการคันพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก อยู่ในที่ร้อนมาก ๆ สวมเสื้อผ้ารัดแน่นหรือเสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากการเกิดความอับชื้น ทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น

กลาก ผื่นมีลักษณะเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน เป็นขุย เริ่มต้นด้วยอาการคันแล้วตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อย ๆ และมักจะคันมาก หากเป็นรุนแรง กลากอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือรวมกันเป็นวงใหญ่ เป็นรอยนูนขึ้นมา คันภายใต้ผิวหนัง และอาจมีตุ่มพองหรือตุ่มหนองเกิดขึ้นรอบวง มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า หนังศีรษะ ดังนั้น ต้องดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายให้ดี บางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

โรคผิวหนังในหน้าร้อน
โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

โรคผิวหนังจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า เป็นต้น ตัวอย่างได้แก่

โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) เป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบริเวณชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็ก ๆ บริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดเท้าให้แห้งเป็นประจำทุกวัน  หมั่นทำความสะอาดตามซอกเล็บและตัดเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ รวมไปถึงใช้ที่ขัดเท้าช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออก เพราะผิวหนังชั้นนอกเหล่านี้อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและความอับชื้น

ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Erythrasma) จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้ง ๆ ออกน้ำตาล มักพบบริเวณรักแร้ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังพบได้ทุกฤดู แต่ในช่วงฤดูร้อนจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เพราะมีเหงื่อเป็นตัวกระตุ้น บริเวณที่เหงื่อออกมาก ก็จะมีผื่นมาก เช่น บริเวณข้อพับแขน บริเวณข้อพับขา ใบหน้า แขน  ขา ซอกคอ โดยลักษณะผื่นมักเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมาก ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน หรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการคันมากขึ้นได้

ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheicdermatitis)

เป็นผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู หนังศีรษะ มีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดดจัด หรือโดนความร้อนมากๆ

ผิวไหม้แดด

พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน มักเกิดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้นและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่กลางแดด ควรใส่เสื้อผ้าแขนยาวป้องกันแสงแดด ทาครีมกันแดด ใส่แว่นกันแดดใส่หมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี

 

โรคผิวหนังที่มากับหน้าร้อนบางโรค คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลป้องกัน ไม่ให้เกิดกับตนเองและลูกได้ แต่หากเกิดขึ้นแล้ว และมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ผิวหนังเพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมกับโรคนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

แนวหน้า, โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หน้าร้อนระวัง น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรค

เตือน! 5 โรคหน้าร้อน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

10 เคล็ดลับ “ดูสุขภาพหน้าร้อน” ลดป่วยใน “คนท้อง” !!

ไข้เลือดออกระบาด

ระวัง ไข้เลือดออกระบาด ติดเชื้อร่วมโควิด ดับแล้วหลายราย

ระวัง ไข้เลือดออกระบาด ติดเชื้อร่วมโควิด ดับแล้วหลายราย

สถานการณ์ตอนนี้โรคที่ต้องเฝ้าระวัง นอกเหนือจากโรคโควิด19 คือ โรคไข้เลือดออกเพราะเริ่มพบว่าเริ่มมีสัญญาณ ไข้เลือดออกระบาด มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น  แต่คนส่วนใหญ่สนใจโรคโควิด19 มากจนละเลยโรคไข้เลือดออก ทั้ง ๆ ที่ อัตราการเสียชีวิตของทั้ง 2 โรคนี้นั้น ใกล้เคียงกันค่ะ

สถานการณ์ ไข้เลือดออกระบาด

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2565 ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 9 ก.พ. 2565 พบผู้ป่วยจำนวน 305 ราย  เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุพบมากที่สุด  คือ อายุ 5-14 ปี และรองลงมา คือ อายุ 15-24 ปี จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่สำคัญ ได้แก่ มีโรคประจำตัว

ส่วนในปี 2564 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเสียชีวิตทั้งหมด 6 ราย แต่ในปี 2565 ผ่านไปเพียง 2 เดือนมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตเป็นโรคไข้เลือดออกร่วมกับโรคโควิด 19 ด้วย และยังพบอีกว่าทั้ง 3 รายที่เสียชีวิตซื้อยากินเอง หรือรับยาจากร้านยา โดยเป็นยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือแอสไพริน ซึ่งทำให้มีเลือดออกในทางเดินกระเพาะอาหาร และเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตามในช่วงนี้มีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นทุกภาคทั่วประเทศ เนื่องจากมีฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะและวัสดุต่าง ๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกระบาด
ระวัง ไข้เลือดออกระบาด ติดเชื้อร่วมโควิด ดับแล้วหลายราย

อาการโรคไข้เลือดออก

สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ทำให้คนอยู่ดูแลบ้าน จึงกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายไปได้มากขึ้น การระบาดของโรค จึงเงียบหายไป 2 ปี แต่ปีนี้ โรคไข้เลือดออก กลับมาระบาดอีกครั้ง เพราะคนเริ่มออกจากบ้าน จนการป้องกันลดลง โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงลายที่ดูดเลือดของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ จะแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกยุงกัดคนต่อไป อาการของไข้เลือดออก สามารถสังเกตได้ ดังนี้

  • มีไข้สูงแบบเฉียบพลัน และต่อเนื่องเป็นเวลา 2-7 วัน
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง
  • อาจมีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นตามลำตัว แขน ขา
  • ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก
  • มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้องและเบื่ออาหาร

ผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีไข้สูงมาก และปวดหัวรุนแรง เบื้องต้นจึงใช้ยาระงับอาการ เช่น พาราเซตามอล แก้ปวด และลดไข้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ยาแอสไพริน ซึ่งจะมีผลต่อเซลล์เม็ดเลือด อาจกระทบต่อภาวะที่มีเลือดออก ซึ่งทำให้อาการแย่ลง หากพบว่ามีอาการไข้ลดลง อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะอาจเกิดภาวะช็อก จนกระทั่งเสียชีวิตได้ หรือถ้ามีไข้สูงต่อเนื่องกว่า 2 วัน แม้จะเช็ดตัว หรือทานยาลดไข้แล้วก็ไม่ดีขึ้น ให้สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกไว้ก่อน แล้วควรนำส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจอาการและรักษาได้ทันเวลาค่ะ

วิธีป้องกันและควบคุมไข้เลือดออก

  1. ป้องกันยุงลายกัด ยุงลายมักจะกัดคนในเวลากลางวัน ควรติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันยุงเข้ามาในบ้าน หลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณมุมอับชื้น ใช้ยากันยุงที่สกัดจากพืชธรรมชาติ
  2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป ยุงลายจะเพาะพันธุ์ในน้ำใส ในภาชนะที่เก็บน้ำใช้ในบ้าน เช่น โอ่งน้ำ ถ้วยรองขาตู้กันมด แจกันดอกไม้ ภาชนะนอกบ้านที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายกระทำได้โดย
    • ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำต้องมีฝาปิดให้มิดชิด
    • ใช้ทรายกำจัดลูกน้ำใส่ในภาชนะขังน้ำ
    • ทำลายภาชนะที่ไม่จำเป็น เพราะอาจมีน้ำขังได้
    • ปล่อยปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูงในภาชนะที่มีน้ำขังขนาดใหญ่ เช่น อ่างบัว
    • เปลี่ยนน้ำในภาชนะเล็ก ๆ เช่น แจกันทุก 7 วัน
    • ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในบ้านและรอบบ้านให้เป็นระเบียบ
    • ขัดขอบภาชนะทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำเพื่อทำลายไข่ยุงลาย

อาการโรคโควิด 19

ตอนนี้โควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน กำลังระบาดหนัก พบว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการหนักมากนัก โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีไข้
  • ไอ เจ็บคอ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • มีน้ำมูก
  • ปวดศีรษะ
  • หายใจลำบาก
  • ได้กลิ่นลดลง

โดยส่วนมากแล้ว การติดเชื้อโควิดโอมิครอน จะเป็นการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ได้ลงปอด จึงทำให้อาจพบเจอผู้ป่วยเหล่านี้ ปะปนกับคนทั่วไป ในที่สาธารณะได้ง่าย แม้จะฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้ว ก็ยังสามารถติดเชื้อได้ แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงของอาการลงไปได้มาก ดังนั้น จึงควรป้องกันตนเอง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น โดยไม่ควรเป็นหน้ากากผ้าเพียงอย่างเดียว เพราะป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าหาเราไม่ได้ ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ เพื่อเสริมการป้องกัน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

หากคุณพ่อ คุณแม่ หรือลูกน้อยมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งลักษณะคล้ายกัน ทั้งโรคไข้เลือดออก และโรคโควิด19 ขอให้รีบไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาต่อไปนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

springnews, pobpad, ไทยรัฐออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แพทย์เตือน ฟลูโรนา (flurona) ติดโควิดพร้อมไข้หวัดใหญ่

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

กรมควบคุมโรคเปิดสถิติ 4 โรคมาแรง มาแน่ โรคปี 65 นอกจากโควิด

ประกันสังคม ลดเงินสมทบ

เช็กเลย! ประกันสังคม ลดเงินสมทบ แต่ละมาตราจ่ายเท่าไหร่

เช็กเลย! ประกันสังคม ลดเงินสมทบ แต่ละมาตราจ่ายเท่าไหร่

ช่วงนี้ประเทศเราค่าครองชีพสูงขึ้นนะคะคุณพ่อคุณแม่ ส่วนหนึ่งก็เพราะได้รับผลกระทบจาก สงครามรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวน เลยทำให้ค่าครองชีพมีการปรับตัวสูงขึ้นค่ะ จึงได้มีมาตรการช่วยเหลือออกมา 10 ประการ ซึ่งการที่ ประกันสังคม ลดเงินสมทบ ก็เป็นหนึ่งในมาตรการนั้น โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นเวลา 3 เดือนค่ะ

10 มาตรการช่วยประชาชน

สำหรับทั้ง 10 มาตรการประกอบด้วย

1.การเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 45 บาทต่อ 3 เดือน เป็น 100 บาทต่อ 3 เดือน

2.ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 5,500 คน

3.ช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก จำนวน 157,000 คน โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 250 บาทต่อเดือน

4.คงราคาขายปลีกผู้ที่ใช้ก๊าซ NGV ไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

5.ผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ภายใต้โครงการลมหายใจเดียวกัน สามารถซื้อก๊าซได้ในราคา 13.62 บาท/กิโลกรัม

6.ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยลดค่าเอฟทีลง 22 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

7.ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2565 หลังจากนั้น รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือส่วนที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่ง

8.กำกับดูแลการปรับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปช่วยเหลือไม่ให้การปรับขึ้นราคาสูงเกินไป

9.ลดอัตราเงินสบทบของนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 5% เหลือ 1% และ

10.ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 1.9% และลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ลงเหลือ 42-180 บาทต่อเดือน

ประกันสังคม ลดเงินสมทบ ผู้ประกันตน 

ประกันสังคมปรับลดอัตราเงินสมทบ ประกันสังคมมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มเดือน พ.ค.-ก.ค. 65 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประกันสังคม ลดเงินสมทบ
เช็กเลย! ประกันสังคม ลดส่งเงินสมทบ แต่ละมาตราจ่ายเท่าไหร่
  1. นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ลดจ่ายเงินสมทบจากอัตราที่เท่ากัน 5% ต่อเดือน เหลือ 1 % ต่อเดือน โดยจ่ายสูงสุดเดือนละ 150 บาท เพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างสามารถมีกำลังในการใช้จ่ายและผู้ประกอบการสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจในช่วงถัดไปได้

สรุป อัตราเงินสมทบประกันสังคมปี 2565

มกราคม – เมษายน ลูกจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท นายจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท

พฤษภาคม – กรกฎาคม ลูกจ้างสมทบ 1% เป็นเงิน 150 บาท นายจ้างสมทบ 1% เป็นเงิน 150 บาท

สิงหาคม – ธันวาคม ลูกจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท นายจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท

  1. ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน ประกันสังคมมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 9%

ผู้ประกันตนมาตรา 39 คือเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และทำในบริษัทเอกชนมาก่อน แล้วลาออกจากงาน และสมัครใจ้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมต่อเพื่อรับสิทธิทดแทนและคุ้มครอง 6 กรณี (เจ็บป่วย-อุบัติเหตุ, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต, คลอดบัตร, สงเคราะห์บุตร และชราภาพ) ซึ่งปกติผู้ประกันตนมาตรา 39 ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน 432 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิจ่ายลดลงเหลือ เดือนละ 91 บาท

  1. ลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตน ประกันสังคมมาตรา 40 

ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ ขาย และสนใจประกันตนภาคสมัรใจ สามารถเป็นผู้ประกันตน ม.40 ได้ โดยมีทางเลือกส่งเงินสมทบ มี 3 อัตราดังนี้

  • อัตราเดิมจ่ายเดือนละ 300 บาท ลดเป็น 180 บาทต่อเดือน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, ตาย, ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร
  • อัตราเดิมจ่ายเดือนละ 100 บาท ลดเป็น 60 บาท มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, ชราภาพ และตาย
  • อัตราเดิมจ่ายเดือนละ 70 บาท ลดเป็น 42 บาทต่อเดือน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ และตาย

ทั้งหมดนี้ นับเป็นสิทธิที่สามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้ ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเช่นนี้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

itax, ประชาชาติธุรกิจ, มติชนออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

เช็กวิธีรักษา ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสี-สิทธิ UCEP Plus ฟรี

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

Tags

โรคใหลตาย

โรคใหลตาย สัญญาณอันตราย ความตายที่ไม่รู้ตัว

โรคใหลตาย สัญญาณอันตราย ความตายที่ไม่รู้ตัว

เหตุการณ์น่าตกใจล่าสุดที่พระเอกหนุ่มเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะนอนหลับ ซึ่งแม้ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงแต่หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นอาการของ โรคใหลตาย เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน คุณพ่อคุณแม่ที่ยังอยู่ในวัยทำงานและทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำควรระวังรักษาร่างกายให้แข็งแรง ใช้ชีวิตให้ห่างจากปัจจัยกระตุ้นโรค โรคนี้มีสาเหตุมาจากอะไร และมีวิธีป้องกันและช่วยเหลือได้อย่างไร ทีมแม่ ABK นำข้อมูลมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

โรคใหลตายคืออะไร

ใหลตาย ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า กลุ่มอาการบรูกาดา (Brugada Syndrome) เกิดขึ้นจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นไม่เป็นจังหวะ และสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้ป่วยหมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้สมองตาย และเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน แต่ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นในขณะตื่นได้เช่นกัน

คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคใหลตายในวันปกติจะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น แต่ในวันพักผ่อนน้อย ดื่มเหล้า หรือใช้สารเสพติด รวมถึงยาบางอย่างหรือในวันที่ไม่สบาย อาจทำให้อาการใหลตายเกิดขึ้นและเสียชีวิตกระทันหันในวันเหล่านั้น

โรคใหลตายมีสาเหตุมาจากอะไร

ใหลตายเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม ของการนำเกลือแร่โซเดียมเข้าออกเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง และเสียชีวิตกะทันหันได้
  • ภาวะร่างกายขาดแร่ธาตุโพแทสเซียม ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ส่งผลให้หัวใจเต้นแรงขึ้น และเสียชีวิตในที่สุด
  • การบริโภคอาหารที่มีสารพิษวันละเล็กน้อย จนเกิดการสะสม และเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
  • การขาดสารอาหารที่เป็นวิตามินบี 1 อย่างรุนแรงเฉียบพลัน ทำให้คนที่แข็งแรงอยู่ดี ๆ รู้สึกอ่อนเพลีย และอยากนอน เมื่อหลับแล้วก็หัวใจวายตายเกือบจะทันที โดยโรคนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาวะทุภพโภชนาการ และนิสัยการกินที่ผิด

อาการของภาวะใหลตาย

ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ว่าตนเองป่วยเป็นกลุ่มอาการบรูกาดา เพราะไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ชัก หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือใจสั่น ในกรณีที่อาการกำเริบระหว่างนอนหลับ อาจหายใจเสียงดังครืดคราดคล้ายละเมอ ซึ่งหากหัวใจไม่กลับมาเต้นเป็นปกติภายใน 6-7 นาที อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวอาจไม่ใช่สัญญาณของภาวะใหลตายเสมอไป ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น และรับการรักษาต่อไป

โรคใหลตาย
โรคใหลตาย

วิธีการรักษาโรคใหลตาย

แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงเกิดภาวะใหลตายเข้ารับการรักษาเพื่อป้องกันหัวใจเต้นเร็วผิดปกติจนเกิดอันตราย ดังนี้

  • ผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardioverter Defibrillator: ICD) โดยฝังไว้บริเวณหน้าอกด้านซ้ายใต้กระดูกไหปลาร้า อุปกรณ์นี้ทำงานด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นกลับมาเต้นเป็นปกติเมื่อหัวใจเต้นเร็วเกินไป แต่การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจอาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการช็อกแม้ในขณะที่หัวใจเต้นเป็นปกติได้ ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินข้อดีและข้อเสียก่อนรักษาด้วยวิธีนี้
  • การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency Ablation: RFA) แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นแผ่วระรัวบ่อยครั้งเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้เพิ่ม เพื่อลดความถี่ของการเกิดภาวะดังกล่าว
  • การใช้ยา แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานยา ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ยาควินิดีน วิธีนี้อาจใช้เป็นการรักษาหลักในผู้ที่มีความเสี่ยงน้อย หรือใช้เป็นวิธีเสริมในผู้ที่ผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ

การปฐมพยาบาลผู้ที่อยู่ในภาวะใหลตาย

จับผู้ป่วยนอนราบ ระหว่างรอรถพยาบาล หรือรอคนมาช่วยให้ประเมินผู้ป่วย หากพบว่าไม่หายใจ หรือชีพจรที่คอไม่เต้น ให้กดหน้าอกยุบลงราว 1.5 นิ้ว แล้วปล่อยให้คลายตัวเป็นชุด ในความถี่ราว 100 ครั้งต่อนาทีโดยไม่หยุด จนกว่าจะถึงมือแพทย์ หรือจนกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว และไม่ควรงัดปากคนไข้ด้วยของแข็ง เพราะอาจเป็นอันตราย และให้ระลึกเสมอว่าคนที่เป็นโรคใหลตาย อาจจะมีโรคอื่นของสมอง เช่น ลมชัก โรคหัวใจ ที่อาจเป็นเหตุให้หมดสติได้เช่นกัน

การป้องกันภาวะใหลตาย

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันภาวะใหลตายที่ได้ผล แต่การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะใหลตาย ทำได้ดังนี้

  • ควรรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หากมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป และรีบไปพบแพทย์ทันทีหากรับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ เช่น มีอาการท้องเสีย ควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และอาจดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไป
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน รับประทานอาหารที่ให้สารอาหารเพียงพอต่อร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินบี  และรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติ ช่วยบำรุงหัวใจ และหลอดเลือดอย่างสม่ำเสมอ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ถั่วดำ ถั่วแระ เต้าหู้ เป็นต้น
  • ยาบางชนิด อาจส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ผู้ที่ทราบว่าตนเองเสี่ยงเกิดภาวะใหลตาย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนรับประทานยาทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ครั้งละมาก ๆ
  • หากมีคนในครอบครัว เสียชีวิตจากภาวะใหลตาย หรือมีอาการเข้าข่ายเป็นภาวะนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยง และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์ สามารถวางแผนการวินิจฉัยเพิ่มเติม และให้การรักษาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

 

ขอบคุณภาพจาก Rama Channel

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

Springnews, Rama Channel, pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อายุเท่าไหร่ต้อง นอนกี่ชั่วโมง? ถึงจะเพียงพอ

จิตแพทย์เตือน! ดูข่าวหดหู่ ระวัง Headline Stress Disorder

ระวัง! คนท้องนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ ทารกเสี่ยงขาดออกซิเจน!

offspring

Offspring แบรนด์สินค้าออร์แกนิค (Organic) และ Eco Friendly จากประเทศออสเตรเลีย ที่เน้นเรื่องความปลอดภัย ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco-Friendly และไม่ทดลองกับสัตว์ Little Things Matter (สิ่งเล็กๆ ก้อมีความสำคัญ)

ที่ออฟสปริง เราใส่ใจลูกน้อยของคุณรวมไปถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้แต่การตัดสินใจที่เล็กน้อยที่สุดของคุณวันนี้ในฐานะพ่อแม่ก็สามารถสร้างผลกระทบระยะยาวทั้งต่อลูกน้อยของคุณและสิ่งแวดล้อมได้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเลือกผ้าเปียกที่ย่อยสลายได้ สกินแคร์ออร์แกนิก หรือผ้าอ้อมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นสำคัญมากกว่าที่คุณคิด

นี่เป็นเหตุผลที่ทุกการตัดสินใจของเราในฐานะแบรนด์ – ตั้งแต่ส่วนประกอบที่เราเลือกใช้หรือเลือกไม่ใช้ ไปจนถึงประกาศนียบัตรต่าง ๆ และวัสดุที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ของเรา ทั้งหมดล้วนมาจากความรักที่มีต่อเด็ก พ่อแม่ และธรรมชาติ

เราไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ภายในพริบตาเดียว แต่เราสามารถก้าวไปด้วยกันทีละก้าวเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ยิ่งใหญ่กว่าสว่างไสวกว่าในวันพรุ่งนี้ คุณพร้อมไปกับเราหรือเปล่า?

 

ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป

Offspring Thailand เริ่มทำตลาดโดยนำเข้าผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปเด็ก เกรด Super Premium มาจำหน่ายในประเทศไทย โดยผ้าอ้อมมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • ผลิตจาก เยื่อไม้ที่มีความยั่งยืนผ่านการรับรองจาก FSC ประเทศสหรัฐอเมริกา  ปลอดสารคลอรีนและสารอันตรายอื่นๆ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้ซื้อผ้าอ้อม Offspring เท่ากับร่วมบริจาคเงินส่วนหนึ่ง เพื่อความยั่งยืนของป่าไม้
  • หมึกพิมพ์ปราศจากสารตะกั่วและโลหะหนัก ผ่านการรับรองจาก FDA  ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้ใบรับรองการทดสอบเรื่องปลอดสารพิษจากสถาบัน Dermatest ประเทศเยอรมัน
  • ได้ใบรับรองจาก Cruelty-Free and Vegan ไม่ทดลองกับสัตว์
  • ป้องกันการซึมซับถึง 3 ชั้น และระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม

 

 

ผ้าอ้อมรุ่นแฟชั่นชนิดเทปและกางเกง (Fashion Tape /Pants)

  • มีลายผ้าอ้อมดีไซน์น่ารัก ให้เลือกมากกว่า 20 ลาย ไม่ว่าจะเป็นลายผลไม้ ลายการ์ตูน และลายสัตว์น่ารักต่างๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกแบบตามอารมณ์สนุกสนานและไม่จำเจกันเลย
  • สัมผัสนุ่ม ใส่สบาย ดูดซับน้ำอย่างดีเยี่ยม  ปราศจากสารคลอรีนในการฟอกขาว ระบายอากาศดี ไม่อับชื้น ทำให้ลูกน้อยของคุณปลอดภัยและสบายตัว
  • มีรุ่นบางเฉียบ (Ultra-Thin) บางเพียง 2mm เหมาะสำหรับใข้ระหว่างวันหรือเดินทาง เพราะมีความบางพิเศษ เมื่อมีการสวมใส่เสื้อผ้าทับผ้าอ้อมอีกชั้นหนึ่ง จะไม่ทำให้ลูกน้อยรู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด แถมยังหมดห่วงเรื่องซึบซับ เพราะใช้เทคโนโลยีบีบอัดจากประเทศญี่ปุ่น จึงให้ความบางพิเศษพร้อมกับการซึบซับที่ดีเยี่ยม

 

หาซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปแบรนด์ Offspring ได้แล้ววันนี้ ทางช่องทางจำหน่ายออนไลน์ Shopee, Lazada, JD Central หรือ โทร 098-835-5155
Line ID : @offspringthailand
FB fanpage : Offspring Thailand

 

นอนกี่ชั่วโมง

อายุเท่าไหร่ต้อง นอนกี่ชั่วโมง? ถึงจะเพียงพอ

อายุเท่าไหร่ต้อง นอนกี่ชั่วโมง ? ถึงจะเพียงพอ

การนอนหลับเป็นวิธีพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจเพราะเวลาที่นอนหลับ เป็นช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ได้พักผ่อน และซ่อมแซมส่วนสึกหรอ บันทึกความจำ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ เรามาดูกันค่ะว่าในแต่ละช่วงอายุควร นอนกี่ชั่วโมง ถึงเพียงพอ

ข้อดีของการนอนหลับ

การนอนหลับมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอ และยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งมีสารสำคัญที่ร่างกายหลั่งออกมาในช่วงเวลานอนหลับ เช่น สารเมลาโทนิน(Melatonin) เป็นสารที่ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต

การนอนที่ดีควรจัดตารางเวลาการนอนให้เหมาะสม ตามความต้องการของร่างกายซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมาก สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปนอนประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวันก็เพียงพอแล้ว เวลาที่แนะนำให้เข้านอนไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่ม หรือ 22.00 น.

ข้อเสียของการนอนหลับไม่เพียงพอ นอนไม่หลับ

ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ทำให้มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เกิดภาวะอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง โรคซึมเศร้า รวมทั้งยังส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการเจ็บป่วยมากขึ้นกว่าปกติ อาการนอนไม่หลับสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย พบมากในผู้หญิงและผู้สูงอายุค่ะ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคจากการนอนหลับ เช่น นอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอนไม่หลับ ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน พฤติกรรมและการขยับผิดปกติอื่น ๆ ขณะนอนหลับ เช่น นอนละเมอ นอนฝันร้าย นอนแขนขากระตุก นอนกัดฟัน โรคความแปรปรวนของนาฬิกาชีวิต ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางกายและจิตใจ มีอาการง่วงมากกว่าปกติในตอนกลางวัน สมาธิลดลง ความจำแย่ลง จนส่งผลกระทบต่อการเรียนหรือทำงาน และยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หรืออุบัติเหตุจากการทำงานได้

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

สาเหตุของการนอนไม่หลับ สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

ปัจจัยทางกาย

1.เกิดจากการผิดปกติของโรคทางกาย เช่น โรคสมองเสื่อม โรคหอบหืด ความผิดปกติของฮอร์โมน ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โรคปอดเรื้อรัง โรดกรดไหลย้อน

2.เกิดจากความผิดปกติของโรคจากการหลับ เช่น นอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน พฤติกรรมและการขยับผิดปกติขณะหลับ โรคแปรปรวนของนาฬิกาชีวิต

ปัจจัยทางจิตใจ

1.เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันส่งผลกระทบต่อจิตใจ อาจเป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจ หรือไม่สบาย

2.เกิดจากโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคจิตเวช ยาหรือสารที่มีผลต่อการนอนหลับ เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ ยาแก้แพ้ ชา กาแฟ

ปัจจัยสภาพแวดล้อม 

1.สภาพห้องนอนมีแสงสว่างมากเกินไป มีเสียงดังรบกวน อุณหภูมิร้อนเกินไป

2.รู้สึกแปลกสถานที่ เมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่นอน

3.การนอนไม่เป็นเวลา เช่น การทำงานกะดึก ทำกิจกรรมตื่นเต้นผาดโผนก่อนนอน

 

10 เทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นนั้นมี 10  วิธี ได้แก่

1.ออกกำลังกายช่วงเย็นอย่างน้อย 30 นาที หรือ 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน

2.กินกล้วยหอม เพราะผิวของกล้วยหอมมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับ และมีอะมิโนแอซิดที่เรียกว่า ทริปโตฟาน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสารเซโรโทนิน เมื่อกินแล้วจะช่วยคลายเครียด คลายกังวล ทำให้หลับสบาย

3.หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก อาหารที่มีรสเผ็ด รสจัด หรืออาหารหวานมาก ก่อนเข้านอน 4 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2-3ชั่วโมงในการย่อยอาหาร

นอนกี่ชั่วโมง
เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมงต่อวัน

4.หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาททุกชนิด 4-6 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน

5.ผ่อนคลายร่างกาย และจิตใจก่อนนอนด้วยการอาบน้ำอุ่น เดินเบา ๆ ไปมา หรือการนั่งสมาธิ ซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน (Endorphine) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น และไม่ควรทำกิจกรรมที่กระตุ้นร่างกายและสมองไปจนถึงเวลาเข้านอน

6.จัดระเบียบห้องนอนและกำจัดสิ่งรบกวน ด้วยการปิดไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารก่อนนอน โดยบรรยากาศในห้องนอนควรจะเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน แต่บางรายอาจจำเป็นต้องเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ ทำให้หลับสบายขึ้น อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดี

7.เลือกเครื่องนอน ควรเลือกหมอนและเตียงนอนให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย หมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนหรือนำมาซักทุกอาทิตย์เพื่อจะได้ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและไร

8.เลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้หลับยาก ตื่นบ่อย และฝันร้าย เนื่องจากผลของสารนิโคติน

9.เข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ควรนอนดึกมาก ควรเข้านอนเวลาประมาณ 21.00 – 23.00 น. และปฏิบัติให้เป็นประจำ รวมถึงตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน รวมทั้งช่วงวันหยุดด้วย และ 

10.เข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วง และไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอนหากไม่ง่วง

 

อายุเท่าไหร่ควร นอนกี่ชั่วโมง

ในแต่ละช่วงอายุมีความต้องการในการพักผ่อนนอนหลับที่แตกต่างกัน โดยมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกา (National Sleep Foundation) ระบุเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสมแบ่งตามอายุ ดังนี้

เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน

เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมงต่อวัน

เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมงต่อวัน

วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมงต่อวัน

วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมงต่อวัน

วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมงต่อวัน

วัยรุ่น (18-25 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน

วัยทำงาน (26-64 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน

วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

 

การนอนเป็นเรื่องสำคัญ นอนหลับดี มีชั่วโมงนอนหลับที่เพียงพอก็ได้สุขภาพดี นอนหลับไม่ดี ชั่วโมงนอนไม่เพียงพอก็เสียสุขภาพ คุณพ่อคุณแม่ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

Sleep Foundation, PPTV HD

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

14 วิธีช่วยให้การ นอนหลับ ดีขึ้น ต้อนรับวันนอนหลับโลก

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

4 ไอเทมสุดปัง! OXY Baby ชุดเครื่องนอนหายใจผ่านได้ ลูกน้อยนอนหลับสบาย

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

ปัจจุบันเราได้รับเรื่องราวข่าวสารจำนวนมากผ่านทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งมีทั้งเรื่องทั่วไปที่ดูน่ารักน่าชัง รวมไปถึงเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เช่น เรื่องที่เด็กเป็นผู้ถูกกระทำ เด็กกระทำความผิด เด็กมีความพิการ เป็นต้น ซึ่งการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้มีความเสี่ยงว่าจะ ละเมิดสิทธิเด็ก หากไม่ระวังค่ะคุณพ่อคุณแม่

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็กไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดทำแนวปฏิบัติการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเด็กที่มีผลต่อครอบครัวและสังคม โดยไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  ดังนี้

1.แนวทางการนำเสนอข้อมูลเด็กในสถานการณ์ทั่วไป

การนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเด็กต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานของสิทธิเด็ก ให้ความสำคัญกับเด็กทุกเพศสภาพ ทุกเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

Do’s ควรทำ

  • คิดถึงประโยชน์และความปลอดภัย ในการเปิดเผยอัตลักษณ์ของเด็ก และต้องขออนุญาตอย่างถูกต้อง
  • นำเสนอศักยภาพของเด็ก เช่น การเป็นคนดี มีจิตอาสา สร้างแรงบันดาลใจได้โดยไม่ต้องปิดบังอัตลักษณ์
  • ใช้ภาพวาด ภาพการ์ตูน เพื่อปกปิดตัวตน ใช้คำบรรยายหรือใช้อินโฟกราฟิกเป็นข้อมูลภาพรวม หากภาพของเด็กจะส่งผลเสียต่อตัวเด็ก
  • ให้ความสำคัญกับเด็กทุกเพศสภาพ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมแบบเท่าเทียม
  • งดเว้นการนำเสนออัตลักษณ์ทางเพศ ของเด็กหรือบุคคลในครอบครัวหากไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะนำเสนอ
  • เปิดพื้นที่ให้เด็กแสงดความคิดเห็น หรือมีบทบาทในเรื่องที่ส่งผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับเด็กโดยตรง

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนออัตลักษณ์ของเด็ก หรือบุคคลในครอบครัวหากเสี่ยงจะเกิดความเสียหาย ยกเว้นกรณีเด็กหาย
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่ส่งผลเสีย หรือทำให้เกิดการตัดสินเด็กในเชิงลบ
  • ไม่นำเสนอภาพหรือคลิปลามก อุจาด อนาจาร หรือทำให้เด็กเป็นตัวตลก น่าสงสาร น่าสมเพช
  • ไม่เผยแพร่ภาพที่จะทำให้เด็กและญาติพี่น้องเสี่ยงอันตราย แม้จะทำภาพเบลอก็ตาม
  • ไม่ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัว ของเด็กและครอบครัว ไม่ขุดคุ้ยประวัติเชิงลบ
  • ไม่ควรใช้คำแบ่งแยกเด็ก ที่ทำให้เกิดการล้อเลียน เช่น กะเทย ตุ๊ด เกย์
  • ไม่นำเสนอเรื่องราวโดยมีความจริงไม่ครบถ้วน
  • ไม่ปิดกั้นหรือเลือกปฏิบัติ หากเด็กต้องการแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร

2.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่เป็นผู้ถูกกระทำ

หมายถึงเด็กที่ต้องได้รับความคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ การแสวงประโยชน์กับเด็กในทุกรูปแบบ รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศออนไลน์

Do’s ควรทำ

  • ระวังการใช้ภาษา ต้องคำนึงถึงสิทธิ จิตใจ ชื่อเสียงของเด็กและครอบครัว
  • ควรสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ แทนการสัมภาษณ์เด็ก หรือครอบครัว
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือเด็กหรือครอบครัวก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ
  • ระวังการเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นออนไลน์ เพราะอาจเป็นการซ้ำเติมเด็ก
  • ควรให้ความรู้เตือนภัย สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นำเสนอวิธีการรับมือ และช่องทางขอความช่วยเหลือที่ถูกต้อง

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนออัตลักษณ์ของเด็ก คนในรอบครัว คนร้าย บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ยกเว้นกรณีเด็กหาย แต่ต้องไม่ส่งผลเสียต่อเด็ก
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่ซ้ำเติมความทุกข์ของเด็กและครอบครัว หรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
  • ไม่นำเสนอข้อมูลเด็กที่ทำให้เข้าใจว่า การที่เด็กถูกกระทำเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นเพราะเคราะห์ร้าย
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่ตัดสินเด็กและครอบครัวในเชิงลบ หรือนำเสนอเกินกว่าความจริง
  • ไม่ใช้คำบรรยายที่รุนแรง ส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจ
  • ไม่สัมภาษณ์เด็กโดยตรง ป้องกันการกระทบกระเตือนจิตใจ

3.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่เป็นผู้กระทำความผิด

ผู้กระทำความผิด หรือเสี่ยงต่อการกระทำความผิด หมายถึงเด็กที่มีพฤติกรรมไม่สมควร มีอาชีพ หรือคบหากับคนที่ชักนำไปในทางผิดกฎหมาย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรืออยู่ในสภาพแวดล้อม ที่อาจชักนำไปในทางเสียหาย

Do’s ควรทำ

  • คำนึงถึงประโยชน์ของเด็ก
  • ปกปิดอัตลักษณ์ของเด็ก ไม่ว่าจะในฐานะพยาน ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา ผู้กระทำความผิด หรือแม้แต่เด็กที่อยู่ในสถานพินิจที่ปรากฏในกิจกรรมทางการกุศล
  • นำเสนอด้วยภาพการ์ตูน ภาพวาด หรือคำบรรยาย แทนการเสนอภาพเด็กหรือผู้ใกล้ชิดกับเด็ก
  • การใช้คำเรียกเด็กที่ทำความผิด เช่น ก่อนแจ้งความ=เด็กผู้ต้องสงสัย ระหว่างสอบสวน=เด็กผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิด และหลังศาลตัดสินว่าผิด = เด็กที่กระทำความผิด
  • นำเสนอในลักษณะภาพรวม ไม่เจาะจงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเด็ก มุ่งให้ความรู้ในเชิงป้องกัน หรือเยียวยา รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหา
  • ระวังการเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น ในทางออนไลน์ที่อาจเป็นการซ้ำเติมเด็ก
  • กรณีเสพติดเกม ควรนำเสนอข้อมูลอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ การแพทย์และสาธารณสุข

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลอัตลักษณ์ของเด็ก ข้อมูลทางการสอบสวน ประวัติการทำผิด
  • ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ประณาม ตัดสิน ซ้ำเติม ให้ความหมายเชิงลบ ที่มีผลต่อใจเด็ก ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องให้ถูกกีดกันออกจากสังคม
  • ไม่เสนอข้อมูลที่อาจชักนำให้เกิดการเลียนแบบ
ละเมิดสิทธิเด็ก
6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ละเมิดสิทธิเด็ก

4. แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก

เด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก หมายถึงเด็กกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ เด็กที่อยู่ในภาวะยากจน ไร้บ้าน กำพร้า ประสบภัยพิบัติ วินาศกรรม ความรุนแรง ภัยสงราม หรืออยู่ในพื้นที่ค่ายอพยพลี้ภัย หรือเด็กที่ต้องรับภาระหน้าที่ในรอบรัวเกินวัย เกินกำลัง และสติปัญญา หรือเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

Do’s ควรทำ

  • ระวังการเปิดเผยอัตลักษณ์เด็กอย่างชัดเจน
  • การระบุชื่อสถานสงเคราะห์ ศูนย์อพยพ ศูนย์ช่วยเหลือ ที่เชื่อมกับตัวเด็ก ต้องถามความสมัครใจ และต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
  • ควรนำเสนอภาพเด็กในเชิงบวก ถ้าได้รับอนุญาต
  • ระวังการนำเสนอข้อมูลที่อาจกระทบใจเด็ก
  • นำเสนอเพื่อนำไปสู่ความช่วยเหลือ
  • ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือองค์กรที่ระดมความช่วยเหลือเด็ก
  • ควรมีช่องทางติดต่อองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กในเนื้อหาที่ลง

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก โดยมีเจตนาให้เกิดความเสียหายไม่ว่าในทางใด หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • ไม่นำเสนอภาพเด็กในลักษณะที่น่าสงสาร หากจำเป็นต้องทำเพื่อให้เกิดวามช่วยเหลือควรเบลอภาพที่ไม่เปิดเผยตัวตนเด็ก
  • ไม่ใช้คำที่แสดงความคิดเห็นเชิงลบ ต่อเด็กหรือครอบครัว ควรนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

5.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กพิการ

หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สมอง สติปัญญา หรือจิตใจ ไม่ว่าจะตั้งแต่กำเนิดหรือภายหลัง อาจเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ

Do’s ควรทำ

  • ระวังการเปิดเผยอัตลักษณ์ของเด็ก เว้นแต่เป็นประโยชน์กับเด็กและได้รับอนุญาต
  • ควรสัมภาษณ์ผู้ดูแล ผู้ปกครอง แทนตัวเด็ก
  • นำเสนอข้อมูลเชิงบวก เช่น ศักยภาพและความสามารถ ความร่าเริง โดยต้องขออนุญาตก่อน
  • ควรใช้คำว่าเด็กหญิงเด็กชายหากต้องระบุความพิการให้ใช้ว่า เด็กบกพร่องทางร่างกาย,เด็กพิเศษ,กลุ่มเปราะบาง,เด็กบกพร่องทางสติปัญญา
  • ควรมีข้อมูลหรือความเห็นจากนักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กพิการเพื่ออธิบายพฤติกรรมหรือความจำเป็นพิเศษของเด็ก
  • นำเสนอข้อมูลเพื่อมุ่งความช่วยเหลือ หรือเด็กได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อความสงสาร
  • ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือองค์กรที่ระดมความช่วยเหลือ

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่เจตนาให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือเพื่อหาประโยชน์จากเด็ก
  • ไม่นำเสนออัตลักษณ์ของเด็ก เพื่อเรียกร้องความสงสาร หรือซ้ำเติมความทุกข์ของเด็ก
  • ไม่นำเสนอข้อมูลในลักษณะดูถูก เหยียดหยาม
  • ไม่สัมภาษณ์เด็กโดยตรง

6.แนวทางการนำเสนอข่าวเด็กที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่สังคมไม่ยอมรับ

เด็กที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่สังคมไม่ยอมรับ หมายถึง เด็กที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย หรือดำเนินชีวิตเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อทั้งโรคติดต่อ ไม่ติดต่อ หรือโรคระบาด ที่คนในสังคมมีท่าทีเชิงลบต่อผู้ติดเชื้อ

Do’s ควรทำ

  • ระวังการนำเสนอข้อมูล ที่อาจกระทบการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กและครอบครัว
  • ปกปิดอัตลักษณ์ของเด็ก คนในครอบครัว คนใกล้ชิด ยกเว้นได้รับอนุญาต โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเด็ก
  • ควรใช้ภาพวาด การ์ตูน และคำบรรยายเพื่อปกป้องเด็กและครอบครัว
  • นำเสนอข้อมูลในเชิงส่งเสริม ป้องกัน ให้ความรู้ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

Don’t ไม่ควรทำ

  • ไม่นำเสนอข้อมูลเด็กและครอบครัว โดยตั้งใจให้เกิดความเสียหาย หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • ไม่ทำให้เด็กและครอบครัวเสียใจ อับอาย จนนำไปสู่การกีดกันในสังคม
  • ไม่นำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเด็กและครอบครัว

ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ล้วนมีความละเอียดอ่อนต่อการละเมิดสิทธิเด็ก ขอให้คุณพ่อคุณแม่ระมัดระวังการนำเสนอและการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับเด็กด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

SpringNews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ชาวเน็ตแห่ปลื้ม! ปุ้มปุ้ย เคารพสิทธิเด็ก ไม่เผยหน้าลูกในโซเชียล

เปิดกฎหมาย 6 ประเทศ ห้ามตีเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู ถือว่าผิดกฎหมาย!

นี่คือ…สาเหตุ “ลูกถูกล่วงละเมิดเพศ” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง!

สระภาษาไทย

เรียนรู้ “สระภาษาไทย” ผันง่าย อ่านคล่อง ครบจบที่นี่!!

สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยอนุบาล-ประถม การฝึกอ่าน ฝึกเขียน สระภาษาไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ทีมแม่ ABK จึงขอสรุป สิ่งที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสระ มาให้แม่ ๆ ได้เอาไปฝึกลูก ๆ กันค่ะ

เรียนรู้ “สระภาษาไทย” ผันง่าย อ่านคล่อง ครบจบที่นี่!!

สระ หมายถึง เครื่องหมายใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมา ตามหลักภาษา ถือว่าพยัญชนะจำเป็นต้องอาศัยสระจึงจะออกเสียงได้ สระมีกี่รูป มีกี่เสียง ใช้สระอย่างไร? วางสระในตำแหน่งไหน? เรารวบรวมมาให้แม่ ๆ นำไปสอนลูก ๆ แล้วค่ะ

สระภาษาไทย มีกี่รูป?

รูปสระในภาษาไทยมี 21 รูป ซึ่งรูปสระเหล่านี้จะนำไปประกอบเป็นรูปสระที่ใช้แทนเสียงสระ

  •  เรียกว่า วิสรรชนีย์ หรือ นมนางทั้งคู่
  •  ั เรียกว่า ไม้หันอากาศ, หางกังหัน หรือ ไม้ผัด
  •  ็ เรียกว่า ไม้ไต่คู้ หรือ ไม้ตายคู้
  •  เรียกว่า ลากข้าง
  •  ิ เรียกว่า พินทุ์อิ หรือ พินทุอิ
  •  ่ เรียกว่า ฝนทอง
  •  ํ เรียกว่า นิคหิต, นฤคหิต หรือ หยาดน้ำค้าง
  •  เรียกว่า ฟันหนู หรือ มูสิกทันต์
  •  ุ เรียกว่า ตีนเหยียด หรือ ลากตีน
  •  ู เรียกว่า ตีนคู้
  •  เรียกว่า ไม้หน้า
  •  เรียกว่า ไม้ม้วน
  •  เรียกว่า ไม้มลาย
  •  เรียกว่า ไม้โอ
  •  เรียกว่า ตัวออ
  •  เรียกว่า ตัวยอ
  •  เรียกว่า ตัววอ
  •  เรียกว่า ตัวรึ
  • ฤๅ เรียกว่า ตัวรือ
  •  เรียกว่า ตัวลึ (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว)
  • ฦๅ เรียกว่า ตัวลือ (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว)

สระภาษาไทย มีกี่เสียง?

สระ 21 รูปสามารถเข้ามาประกอบกันเป็นเสียงสระได้ 32 เสียง โดยสะกดด้วยรูปสระพื้นฐานหนึ่งตัวหรือหลายตัวร่วมกัน ดังนี้

สระ ภาษาไทย
สระ ภาษาไทย

เมื่อเวลาออกเสียงสระ เช่น อะ อา เอะ เอ เอียะ เอีย จะออกเสียงแตกต่างกัน บางตัวออกเสียงสั้น บางตัวออกเสียงยาว จึงแบ่งสระตามอัตราเสียงเป็น 2 จำพวก ได้แก่

  1. สระเสียงสั้น หรือ รัสสระ ได้แก่ สระที่ออกเสียงสั้น คือ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ เอียะ เอือะ อัวะ ฤ ฦ อำ ไอ ใอ เอา
  2. สระเสียงยาว หรือ ทีฆสระ ได้แก่ สระที่ออกเสียงยาว คือ อา อี อื อู เอ แอ โอ ออ เออ เอีย เอือ อัว ฤๅ ฦๅ

ฐานการออกเสียงสระ

เสียงสระในภาษาไทยแบ่งตามฐานการออกเสียงออกเป็น 3 ชนิด คือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน ดังนี้

  1. สระเดี่ยว หรือ สระแท้ คือ สระที่เกิดจากฐานเสียงเพียงฐานเดียว เปล่งเสียงออกมาเป็นเสียงเดียว ไม่มีเสียงอื่นประสม มีทั้งสิ้น 18 เสียง ได้แก่ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ เออะ เออ โอะ โอ เอาะ ออ
  2. สระประสม หรือ สระเลื่อน คือ สระที่เกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน เกิดการเลื่อนของลิ้นในระดับสูงลดลงสู่ระดับต่ำ มี 6 เสียงดังนี้
    • เอียะ ประสมจากเสียงสระ อี กับ อะ
    • เอีย ประสมจากเสียงสระ อี กับ อา
    • เอือะ ประสมจากเสียงสระ อือ กับ อะ
    • เอือ ประสมจากเสียงสระ อือ กับ อา
    • อัวะ ประสมจากเสียงสระ อู กับ อะ
    • อัว ประสมจากเสียงสระ อู กับ อา
  3. สระเกิน คือ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระเดี่ยว ต่างกันก็แต่ว่าสระเกินจะมีเสียงพยัญชนะประสมหรือสะกดอยู่ด้วย มี 8 เสียง ได้แก่
    • อำ ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ม สะกด (อัม) เช่น ขำ บางครั้งออกเสียงยาว (อาม) เช่น น้ำ
    • ใอ ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ย สะกด (อัย) เช่น ใจ บางครั้งออกเสียงยาว (อาย) เช่น ใต้
    • ไอ ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ย สะกด (อัย) เช่น ไหม้ บางครั้งออกเสียงยาว (อาย) เช่น ไม้
    • เอา ประสมจากเสียงสระ อะ และพยัญชนะ ว สะกด (โอว) เช่น เกา บางครั้งออกเสียงยาว (อาว) เช่น เก้า
    • ฤ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ร และสระ อึ (รึ) เช่น พฤกษา บางครั้งเปลี่ยนเสียงเป็น ริ เช่น กฤษณะ หรือ เรอ เช่นฤกษ์
    • ฤๅ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ร และสระ อือ (รือ)
    • ฦ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ล และสระ อึ (ลึ)
    • ฦๅ ประสมจากเสียงพยัญชนะ ล และสระ อือ (ลือ)

บางตำราถือว่าภาษาไทยมี 21 เสียง ทั้งนี้ คือไม่รวมสระเกินทั้ง 8 เสียง เนื่องจากถือว่าเป็นพยางค์ ซึ่งมีหน่วยเสียงในตัวเองโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว และไม่รวมสระประสมเสียงสั้นทั้ง 3 เสียง คือ เอียะ เอือะ อัวะ เนื่องจากมีที่ใช้ในภาษาไทยน้อยมาก และสระ หมายถึง เครื่องหมายใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมา ตามหลักภาษา ถือว่าพยัญชนะจำเป็นต้องอาศัยสระจึงจะออกเสียงได้ใหญ่จะเป็นคำเลียนเสียงซึ่งไม่ได้ใช้สื่อความหมายอื่น เช่น เพียะ เปรี๊ยะ ผัวะ เป็นต้น

ตำแหน่งของสระ

สระภาษาไทย ต่าง ๆ เมื่อประสมกับพยัญชนะต้น จะอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • ไม่ปรากฏรูปสระ ได้แก่ สระอะเมื่อมีตัว ร สะกด (-รร) สระโอะเมื่อมีตัวสะกด (โ–ะ) และสระออเมื่อมีตัว ร สะกด (-ร) เช่น สรร คน รก จง พร
  • ข้างหน้าพยัญชนต้น ได้แก่สระอะเมื่อมีตัว ว สะกด (โ-ว) สระเอ (เ-) สระแอ (แ-) สระโอ (โ-) สระเออที่มีตัว ย สะกด (เ-ย) สระใอ (ใ-) และสระไอ (ไ-) เช่น โสว เก เซ เข แล แพ แก โต โพ โท เนย ใกล้ ใคร ใหญ่ ไป ไซ ไส
  • ข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอะ (-ะ) สระอา (-า) สระออ (-อ) และ ร หัน (-รร) เช่น กะ จะ ปะ มา กา ตา ขอ รอ พอ ธรรม
  • ไว้ข้างบนพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอือเมื่อมีตัวสะกด (-ื) สระอิ (-ิ) สระอี (-ี) สระอึ (-ึ) และไม้หันอากาศ (–ั) เช่น บิ สิ มิ ปี ดี มี หึ สึ หัน กัน ปัน
  • ข้างล่างพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอุ (-ุ) และสระอู (-ู) เช่น ผุ มุ ยุ ดู รู งู
  • ข้างหน้าและข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอะ (เ-ะ) สระแอะ (แ-ะ) สระโอะ (โ-ะ) สระเอาะ (เ-าะ) สระเออะ (เ-อะ) สระเออ (เ-อ) และสระเอา (เ-า) เช่น เละ เตะ เกะ และ แพะ แกะ โปะ โละ เลอะ เถอะ เจอะ เจอ เธอ เรอ เกา เผา เรา
  • ไว้ข้างหน้าและข้างบนพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอะเมื่อมีตัวสะกด (เ–็) สระแอเมื่อมีตัว ร สะกด (เ—็ร) สระแอะเมื่อมีตัวสะกด (แ–็) สระเออะสระเออเมื่อมีตัวสะกด (เ–ิ) และสระเออะที่มีตัว ย สะกด (เ—็ย)
  • ข้างบนและข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอืเมื่อไม่มีตัวสะกด (-ือ) สระอัวะ (-ัวะ) สระอัว (-ัว) สระอำ (-ำ) สระเอา (เ-า) และสระเอาะเมื่อมีตัวสะกด (–็อ) เช่น มือ ถือ ลือ ผัวะ ยัวะ ตัว รัว หัว รำ ทำ จำ
  • ข้างหน้า ข้างบน และข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอียะ (เ-ียะ) สระเอีย (เ-ีย) สระเอือะ (เ-ือะ) และสระเอือ (เ-ือ) เช่น เผียะ เพียะ เกียะ เสีย เลีย เปีย เสือ เรือ เจือ\
แบบฝึกหัดภาษาไทย
แบบฝึกหัดภาษาไทย

>>สรุปตำแหน่งของ สระภาษาไทย มาได้ตามตารางดังต่อไปนี้<<

สระเสียงสั้น

สระเสียงยาว

สระเกิน

ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกด ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกด ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกด
–ะ –ั–1, ———2, -รร, -รร-, โ——5 –า –า– –ำ (ไม่มี)
–ิ –ิ– –ี –ี– ใ– (ไม่มี)
–ึ –ึ– –ือ –ื– ไ– (ไม่มี)
–ุ –ุ– –ู –ู– เ–า (ไม่มี)
เ–ะ เ–็–, เ––2 เ– เ–– ฤ, –ฤ ฤ–, –ฤ–
แ–ะ แ–็–, แ––2 แ– แ––, เ—็—2 ฤๅ, –ฤๅ (ไม่มี)
โ–ะ –– โ– โ–– ฦ, –ฦ ฦ–, –ฦ–
เ–าะ –็อ–, -อ-2 –อ –อ–, ––3 ฦๅ, –ฦๅ (ไม่มี)
–ัวะ1, —ววะ2 (ไม่มี) –ัว1, —วว2 –ว–
เ–ียะ (ไม่มี) เ–ีย เ–ีย–
เ–ือะ (ไม่มี) เ–ือ เ–ือ–
เ–อะ เ–ิ–4, เ—็—
เ––4
เ–อ เ–ิ–,
เ––5,
เ–อ–6
หมายเหตุ

  1. คำที่สะกดด้วย —ะ + ร จะลดรูปเป็น —รร ไม่มีไม้หันอากาศ เช่น สรร บรร เป็นต้น
    ซึ่งก็จะซ้อน ร เข้าไปอีกตัวหนึ่ง เรียกว่า ร หัน
  2. คำที่สะกดด้วย –ะ + ว จะลดรูปเป็น โ—ว จากวิสรรชนีย์เป็นไม้โอ เช่น โป๊ว โต๋ว เป็นต้น
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ โ— ดังนั้นคำที่สะกดด้วย โ— + ว จึงไม่มี
  3. สระ เ-ะ แ-ะ เ-าะ ที่มีวรรณยุกต์ ใช้รูปเดียวกับสระ เ– แ- -อ ตามลำดับ เช่น เผ่น เล่น แล่น แว่น ผ่อน กร่อน
  4. คำที่สะกดด้วย แ— + ร จะลดรูปเป็น เ—็ร จากไม่หน้ารูปที่สองเป็นไม้ไต่คู้ เช่น เค็ร เบ็ร เล็ร
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ—ะ ดังนั้นคำที่สะกดด้วย เ—ะ + ร จึงไมมี
  5. คำที่สะกดด้วย –อ + ร จะลดรูปเป็น –ร ไม่มีตัวออ เช่น พร ศร จร
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ โ–ะ ดังนั้นคำที่สะกดด้วย โ–ะ + ร จึงไม่มี
  6. สระ เ–อะ ที่มีตัวสะกดใช้รูปเดียวกับสระ เ–อ เช่น เงิน เปิ่น เห่ยเห่ย
  7. คำที่สะกดด้วย เ–อะ + ย จะลดรูปเป็น เ–็ย ไม่มีพินทุ์อิ เช่น เค็ย เน็ย เล็ย
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ—ะ อย่างไรก็ตาม คำที่สะกดด้วย เ–ะ + ย จะไม่มีในภาษาไทย
  8. คำที่สะกดด้วย เ–อ + ย จะลดรูปเป็น เ–ย ไม่มีพินทุ์อิ เช่น เคย เนย เลย
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ– อย่างไรก็ตาม คำที่สะกดด้วย เ– + ย จจะไม่มีในภาษาไทย
  9. พบได้น้อยคำ เช่น เทอญ เทอม
  10. คำที่สะกดด้วย —ัว ใช้ไม้หันอากาศกับตัววอ เช่น หัว ตัว
    ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ —ะ + ว ดังนั้นคำที่สะกดด้วย —ะ + ว จึงเป็น โ—ว แทน

ครบทุกหลักการเขียน การอ่าน สระภาษาไทย กันแล้ว แม่ ๆ สามารถนำไปสอนลูก ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเปิดเทอมที่จะถึงนี้ก็ได้เลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล-ป.1 ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อมด้านภาษา

เริ่มสอนภาษาไทย…ให้ลูกหัดพูด ด้วย 3 วิธีการเพิ่มคลังศัพท์ใหม่แบบง่ายๆ

แจกฟรี!! 50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล โหลดเลย!!

รวม แบบฝึกหัด ป.1 ดาวน์โหลดฟรี! กว่า 90 ชุด (ไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : th.wikibooks.org

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก ช่วยป้องกัน และลดความสูญเสียแก่ลูกน้อย หากคุณกำลังลังเลว่าจะฉีดดีไหม มาฟังคุณหมอจากคณะแพทย์ศาสตร์ ม.เชียงใหม่แนะให้เข้าใจ หายห่วงชัวร์

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง!!

ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีความต่อเนื่อง และยาวนานอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ที่พบการระบาดในกลุ่มเด็กเพิ่มมากขึ้นกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ผ่านมา และที่น่ากังวล คือ เป็นผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยลง โดยมีอายุประมาณช่วงวัยเรียน 6-12 ปี เยอะขึ้น

โอไมครอนกับเด็ก : ปัจจัยการแพร่เชื้อในเด็ก

เด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธ์เดลต้า เจอผู้ป่วยเด็กประมาณ 14% แต่พอเป็นสายพันธุ์โอไมครอน จากข้อมูลตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ของทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยเด็กติดโควิด-19 ประมาณ 21.5% ซึ่งนับว่าเยอะขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจัยการแพร่เชื้อในเด็ก

โอไมครอน โควิด-19 วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก
โอไมครอน โควิด-19 วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก

1.เชื้อโอไมครอนสามารถแพร่กระจายได้ง่าย

หลังจากเกิดการระบาดของไวรัสโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ ซึ่ง WHO หรือองค์การอนามัยโลก ประกาศยกระดับให้เป็นสายพันธุ์ระดับที่น่ากังวล (Variants of Concern: VOC) สายพันธุ์ใหม่ล่าสุด โดยมีรหัสที่เรียกว่า โควิดสายพันธุ์ ​B.1.1.529 หรือ โอไมครอน Omicron ถูกรายงานว่าพบครั้งแรก ในตอนใต้ของทวีปแอฟริกาใต้ ที่ประเทศบอตสวานา

การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ของยีนมากถึง 50 กว่าตำแหน่ง โดย 32 ตำแหน่งเกิดขึ้นบนโปรตีนหนามแหลม หรือที่เรียกว่า Spike Protein ซึ่งเป็นโปรตีนที่ไวรัสใช้ในการเข้าสู่เซลล์ของร่างกายมนุษย์ ซึ่งพบมากกว่าทุกสายพันธุ์ และมากกว่าสายพันธุ์เดลตา ถึง 2 เท่า และพบการกลายพันธุ์ที่ส่วนตัวรับ ซึ่งไวรัสใช้จับยึดกับเซลล์ของคนเราถึง 10 ตำแหน่ง

เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งดังกล่าว สิ่งที่น่ากังวลก็คือ

  • ทำให้เชื่อกันว่าไวรัสจะสามารถแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา
  • สามารถเข้าสู่ระบบร่างกายมนุษย์ได้ง่ายขึ้น
  • อาจจะหลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น
  • มีแนวโน้มต้านประสิทธิภาพวัคซีน
  • คนที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสที่จะติดเชื้อซ้ำได้จากโควิดสายพันธุ์โอไมครอน

    โอไมครอน เด็กมักติดจากคนในครอบครัว
    โอไมครอน เด็กมักติดจากคนในครอบครัว

อาการของโควิดกลายพันธุ์โอไมครอน

  • อาจมีอาการไม่สบายแค่ 1-2 วัน

  • จมูกยังสามารถได้กลิ่น ลิ้นรับรสได้ดี

  • ไม่ค่อยมีไข้

  • รู้สึกล้า และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

  • มีอาการไอเล็กน้อย ระคายคอ

  • อาการยังไม่ชัดเท่าสายพันธุ์อื่น

  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หากติดเชื้ออาจทำให้มีอาการรุนแรง

  • อาการโดยรวม เบื้องต้นพบว่าไม่รุนแรง สามารถรักษาที่บ้านได้

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.วิชัยเวช

2. การระบาดเกิดในโรงเรียน 

ในช่วงของการระบาดของโอไมครอน สถานศึกษาได้มีการเปิดเรียนแบบ Onsite แล้ว ทำให้มีการติดจากคุณครู เพื่อน ในชั้นเรียน

3. ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 

จากปัจจัยทั้งสามส่วนนี้ จึงทำให้มีการระบาดในเด็กที่มากขึ้นได้ ซึ่งในปัจจัยข้อสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่อง วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก นั้น เราทราบกันดีว่าคุณพ่อคุณแม่มีความห่วงกังวลต่ออาการข้างเคียง และผลกระทบต่อลูก หากต้องเข้ารับการฉีดวัคซีน เกิดข้อคำถามขึ้นมากมาย เป็นต้นว่า ควรรับวัคซีนชนิดใด แบบไหน หรือควรให้ลูกฉีดวัคซีนดีหรือไม่ และอีกนานาสารพันคำถามในใจ วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ได้ขอทำการเผยแพร่คลิปความรู้ดี ๆ จากทางคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อ วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วงโดย…รศ.ดร.พญ.ทวิติยา สุจริตรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เพื่อให้ความรู้ดังกล่าวเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่อีกแรง

 

ขอขอบคุณ คลิปดี ๆ จาก คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ความจำเป็นของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็ก

ถึงแม้ว่า ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีอาการไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ มีอัตราการเสี่ยงชีวิตต่ำกว่า หรือบางคนไม่มีอาการแสดงเลย แต่การติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กสามารถมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนอาจเกิดการเสียชีวิตได้ ซึ่งมีด้วยกัน 2 ภาวะหลัก คือ

ภาวะแรก : ภาวะกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบที่สัมพันธ์กับโรคโควิด-19 ในเด็ก (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) หรือที่ย่อกันว่า MIS-C

เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามหลังจากที่มีอาการป่วยประมาณ 2-6 สัปดาห์ เกิดขึ้นจากที่ร่างกายเรามีภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคโควิด-19 ที่มากเกินไป จนทำให้เกิดการอักเสบ กับภาวะหลายระบบในร่างกาย

อาการของการเกิดภาวะ MIS-C

  • ไข้
  • ผื่นตามร่างกาย
  • ตา ปาก มีอาการแดง
  • อาการอักเสบของระบบหัวใจ หลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ภาวะที่สอง : Long-Covid เป็นอาการแทรกซ้อนชนิดเรื้อรัง ระยะยาว ซึ่งนอกจากในเด็กแล้ว ก็จะพบได้ในวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุเช่นกัน

เป็นภาวะหลังจากที่หายจากโควิดไปแล้วประมาณ 3 เดือนขึ้นไป แล้วก็มีอาการต่อเนื่อง ติดต่อกัน เรื้อรัง นานเกิน 2 เดือนขึ้นไป  ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายระบบทั่วร่างกาย

โควิดในเด็กแม้อาการไม่รุนแรง แต่อาการหลังหายแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
โควิดในเด็กแม้อาการไม่รุนแรง แต่อาการหลังหายแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในไทย

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก สำหรับเด็กวัย 5 – 11.9 ปี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และรับรองให้ใช้โดยสำนักงานอาหารและยา มี 2 ชนิด ได้แก่

1. วัคซีนเชื้อเป็น mRNA ที่ใช้ในไทย คือ วัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม (Pfizer) มีปริมาณโดส 10 ไมโครกรัม ต่อโดส

2. วัคซีนเชื้อตาย ซึ่งอนุญาตให้ใช้ในเด็ก 6 ปีขึ้นไป ในไทยมีด้วยกัน 2 ตัว คือ ซิโนแวค (Sinavac) ปริมาณ 3 ไมโครกรัมต่อโดส กับ ซิโนฟาร์ม(Sinopharm) ปริมาณ 4 ไมโครกรัมต่อโดส ซึ่งเป็นปริมาณที่ให้เท่ากับในผู้ใหญ่เลย

ควรฉีดแบบไหนดี??

คุณหมอแนะนำสูตรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็ก

  • วัคซีนสูตรหลัก หรือสูตรปฐมภูมิ แนะนำให้เป็น mRNA ไฟเซอร์ฝาสีส้ม 2 เข็ม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยฉีดห่างกัน 8 สัปดาห์
  • วัคซีนสูตรทางเลือก สำหรับผู้ที่กังวลวัคซีน mRNA สองเข็ม ก็แนะนำให้ฉีดวัคซีนสูตรไขว้ คือ Sv /Sp + Pfizer ห่างกัน 4 สัปดาห์ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทั้งคู่ เนื่องจากวัคซีนเชื้อตาย สามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 สายพันธ์ุดั้งเดิมได้ดี แต่ในสายพันธุ์โอไมครอนอาจจะได้ภูมิคุ้มกัน ที่ไม่ดีมากพอ

7 เด็กโรคกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน เป็นกลุ่มแรก

  1. กลุ่มเด็กที่มีภาวะอ้วน
  2. โรคเบาหวาน
  3. โรคหัวใจ และหลอดเลือด
  4. โรคปอด มีอาการหอบหืดที่มีอาการรุนแรง
  5. โรคไตเรื้อรัง
  6. โรคมะเร็ง
  7. เด็กที่มีพัฒนาการช้า โรคทางพันธุกรรม และระบบประสาทผิดปกติอย่างรุนแรง

ติดโควิดไปแล้วยังต้องรับวัคซีนอีกไหม??

กรณีที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเลย แนะนำ ให้ฉีดmRNA ไฟเซอร์ฝาสีส้ม 2 เข็ม โดยเริ่มเข็มแรกให้ฉีดหลังจากเริ่มมีอาการป่วย หรือมีการติดเชื้อ ตรวจพบเชื้อไปแล้ว 12 สัปดาห์ (3 เดือน) แล้วฉีดเข็มที่สองห่างไป 8 สัปดาห์

กรณีที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว 1 เข็ม แนะนำ ให้ฉีดเพิ่ม 1 เข็มหลังพบเชื้อ หรือมีอาการป่วย 12 สัปดาห์

กรณีที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม แล้วติดเชื้อโควิด-19 ณ ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ฉีดเข็มที่ 3 เพิ่ม

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก อันตรายไหม
วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก อันตรายไหม

หลังฉีดวัคซีนควรสังเกตอาการผิดปกติของลูก อย่างไรบ้าง?

ในช่วง 1-4 วันแรกหลังจากได้รับวัคซีน ถ้าลูกมีอาการดังต่อไปนี้ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งมีรายงานจากต่างประเทศว่าเป็นอาการไม่พึงประสงค์ของการฉีดวัคซีนที่รุนแรง แต่พบได้น้อยมาก จึงควรให้สังเกตอาการหากพบให้รีบหาหมอ ดังนี้

  • เจ็บอก
  • เหนื่อยหอบง่าย
  • เป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ

ส่วนอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ที่พบได้แต่ไม่มีอันตรายรุนแรง สามารถหายได้เอง ได้แก่ ปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีด ไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น

เมื่อฟังกันมาจนถึงจุดนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่เริ่มหายห่วงกันบ้างหรือยัง เพราะการป้องกันลูกจากไวรัสโควิด-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากการป้องกันระวังตัวเอง หมั่นล้างมือ ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง แล้ว การพาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ก็เป็นอีกทางที่ได้ผลดีที่สุดแล้ว การได้รับรู้ข้อมูลรอบด้านจากคุณหมอ คงทำให้หายกังวลกันไปได้บ้าง หากพ่อแม่เริ่มหายห่วงและต้องการให้ลูกได้รับวัคซีนก็สามารถติดต่อกับโรงเรียน หรือสถานศึกษาที่ลูกเรียนอยู่ เพราะกระทรวงสาธารณสุขได้ทำการร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการให้วัคซีนแก่เด็กผ่านทางโรงเรียน โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เมื่อคุณและลูก ติดโควิด ทำยังไง ? เปิดขั้นตอนการรักษาที่นี่

โอไมครอน (Omicron)ในเด็กมีสิทธิ์ติดเชื้อรุนแรงแค่ไหน?

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ รับยาที่ไหน ลูกควรกินเท่าไหร่?

ตั้งชื่อลูกมงคล 333 ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ ตั้งแล้วลูกร่ำรวยเงินทอง เรียกโชคให้พ่อแม่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานพื้นบ้าน

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

นิทานพื้นบ้าน เป็นนิทานที่นอกจากฟังสนุก เพลิดเพลินแล้ว ยังมีข้อคิดดี ๆ สอดแทรกอยู่ในนิทาน อีกทั้งยังสอดแทรกประวัติและปลูกฝังความเป็นไทยให้ลูกได้อีกด้วย

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

ความหมายของ นิทานพื้นบ้าน คือ เรื่องเล่าจากความจำที่ฟังกันต่อ ๆ มาจากบรรพบุรุษ ถ่ายทอดปากต่อปากสืบต่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน  ความสำคัญของ นิทานพื้นบ้าน เล่ากันอยู่ในท้องที่และภาคต่าง ๆ ของไทยนั้น มีหลายร้อยพันเรื่องในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีนิทานประเภทต่าง ๆ นิทานเหล่านี้นับเป็นเรื่องที่ผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าให้ลูกหลานฟังมาหลายชั่วอายุคน จึงถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน ซึ่งมีความสำคัญ เช่น ให้ความเพลิดเพลิน ในสมัยก่อนที่ไม่มีอะไรเลยเป็นสื่อในการนำเสนอช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่ากับผู้ฟัง เด็กจะเพลิดเพลินหรืออบอุ่นเมื่อได้ใกล้ชิดกับบิดามารดาหรือปู่ย่าตายาย ส่วนใหญ่มักจะเล่านิทานก่อนนอน นิทานให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิต สิ่งที่อยู่รอบตัวเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจผู้ฟังนิทาน เข้าใจความรู้สึกต่าง ๆ ของตัวละคร เช่น รัก โลภ โกรธ หลง รู้ลักษณะของตัวละครตัวดี ตัวร้ายและตัวที่น่าสงสัยหรือตัวตลก รู้จักสังเกตจากการอธิบายลักษณะสิ่งต่าง ๆ รอบตัว รู้ถึงการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เสมือนการถ่ายทอดความรู้ให้การศึกษากับคนฟัง อีกเรื่องคือเสริมสร้างจินตนาการ ผู้แต่งนิทานจะใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์ผู้ฟังก็จะนึกภาพไปตามการเล่าซึ่งทำให้ผู้ฟังได้คิดสร้างสรรค์ต่อไปซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดในด้านหนึ่ง

ส่วนสุดท้ายก็คือเข้าใจในศิลปะได้ง่าย นิทานพื้นบ้านไทยหลายเรื่องเป็นที่มาของวรรณคดี งานปฏิมากรรม นิทานพื้นบ้านก็จะเป็นที่มาของวรรณคดี เช่น เรื่องไกรทอง ขุนช้างขุนแผน ศรีธนญชัย มีการนำของแต่เป็นวรรณกรรม
ประเภทต่าง ๆ เช่น พระราชนิพนธ์บทละคร บทละครนอกเรื่องไกรทอง เสมาขุนแผน ขุนแผนคำกาพย์ ศรีธนญชัย เป็นต้น

นิทาน
นิทาน

เมื่อทราบประโยชน์ของ นิทานพื้นบ้าน กันแล้ว ทีมแม่ ABK ขอเลือก 5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย ที่เหมาะที่จะอ่านให้ลูกฟัง แถมได้ข้อคิด คติดี ๆ ไว้สอนลูกกันอีกด้วย

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา

มีนักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง ได้ทำการว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟาก ในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม และลมเริ่มพัดจนน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ จนเมื่อเรือได้เข้าสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกราด คนแจวเรือจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ส่วนฝ่ายนักศึกษานั้นกำลังนั่งก้มหน้าหนังสือเล่มใหญ่อยู่ จนในที่สุดนักศึกษาก็ได้เงยหน้าขึ้นมาจากตำราแล้วมองไปยังคนแจวเรือและพูดคุย
“ลุงๆ เคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์บ้างไหม?” นักศึกษาเอ่ยถามขึ้น
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือจ้างตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
นักศึกษาจึงพูดขึ้นว่า “ถ้างั้นลุงก็พลาดโอกาสเสียแล้วหละ ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่าน มีเรื่องของกษัตริย์และพระราชินีในสมัยอดีต รวมถึงเรื่องของสงคราม การต่อสู้ ทำให้เราสามารถรู้ว่าคนในสมัยโบราณ ใช้ชีวิตกันแบบไหน แต่งกายกันอย่างไร ประวัติศาสตร์จะบอกให้ได้รู้ถึงความเจริญและความเสื่อมลงของชนชาติต่างๆ ทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?”
“ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ” คนแจวเรือตอบ

ในเวลานั้นคนแจวเรือก็ยังคงแจวเรือต่อไป ส่วนนักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น เมื่อผ่านไปสักครู่หนึ่ง นักศึกษาก็เอ่ยถามคนแจวเรือขึ้นอีก
”ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?” นักศึกษาเอ่ยถาม
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาจึงกล่าวว่า “ภูมิศาสตร์ เป็นวิชาที่สอนให้เราได้รู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ และยังรวมถึงกระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝน นะลุง วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?”
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาส่ายหน้า “ถ้าไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงก็เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย”
“วิทยาศาสตร์ละลุง เคยอ่านบ้างรึเปล่า”
“ไม่เคยอีกแหละคุณ” คนแจวเรือตอบ
“ลุงเนี่ยนะเป็นคนยังไงกันแน่? วิทยาศาสตร์ที่ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ ลุงรู้มั้ยความก้าวหน้าของคนเราในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรงเลยนะ นักวิทยาศาสตร์เป็นคนที่สำคัญอย่างมากในโลกนี้เลยก็ว่าได้ แต่นี่อะไรลุงกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เอาเสียเลย ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเสียเหลือเกิน”
นักศึกษาปิดตำราของเขาและนั่งเงียบไม่พูดอะไรขึ้นอีก

ในช่วงเวลานั้นก้อนเมฆสีดำได้แผ่ขยายและปกคลุมเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า ลมเริ่มพัดแรงขึ้น มีฟ้าแลบแปลบปลาบ เป็นเหตุบอกว่าพายุกำลังจะมา และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่งซึ่งไกลมากกว่าจะถึงฝั่ง
คนแจวเรือแหงนขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น ”ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาถึงเราในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?”
นักศึกษาพูดขึ้นอย่างตื่นตกใจกลัว “ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง”
บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างประหลาดใจบ้างแล้ว และพูดว่า “อะไรกัน นี่คุณว่ายน้ำไม่เป็นหรอกรึ คุณมีความรอบรู้มากมายออกขนาดนี้ ประวัติศาสตร์เอย ภูมิศาสตร์เอย และวิชาวิทยาศาสตร์เอยคุณก็รู้ แต่ทำไมคุณถึงไม่ไปเรียนการว่ายน้ำด้วยเล่า อีกสักประเดี๋ยวเถอะ คุณก็จะได้รู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย”
ลมพายุพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เรือแจวลำน้อยถูกคลื่นและลมโหมซัดพัดกระหน่ำใส่เข้ามา ในไม่ช้าไม่นานเรือแจวก็ถูกคลื่นและพายุซัดจนเรือพลิกคว่ำ คนแจวเรือจ้างสามารถว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสารได้จมหายไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดนั้นแล้ว

แง่คิดดี ๆ จากนิทานเรื่องนี้: อย่าได้เที่ยวไปมองคนอื่นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้และคิดดูถูกดูแคลนว่าเขาต่ำต้อยกว่าเรา…แต่เราควรหันมามองตัวเองว่าจิตใจเรานั้นต่ำต้อยกว่าคนอื่นบ้างหรือเปล่า และพัฒนาฝึกจิตใจเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ความรู้ท่วมหัว…แต่เอาตัวไม่รอด ชัยชนะใดๆ ในโลกนี้ ไม่ยิ่งใหญ่เท่า…ชนะใจตนเอง

พิกุลทอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหญิงสาวสวย คนหนึ่งชื่อว่า “พิกุล” …กล่าวกันว่าเธอมีความสวยทั้งหน้าตาและ กิริยามรรยาท มารดาของเธอตายตั้งแต่เธอยังเล็กมาก ดังนั้นเธอจึงได้รับการเลี้ยงดูจากแม่เลี้ยงซึ่งเธอเองก็มีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อว่า “มะลิ” …แต่ก็โชคร้ายที่ว่าทั้งแม่เลี้ยงและลูกสาวของเธอนั้นเป็นคนใจร้าย ทั้งคู่จะบังคับให้พิกุลทำงานหนักทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากตำข้าวเสร็จแล้ว …พิกุลก็ออกไปตักน้ำที่ลำธารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก ในขณะเดินทางกลับ …ทันใดนั้นก็มีหญิงชราคนหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพิกุลและขอน้ำเธอดื่ม พิกุลดีใจมากที่ได้ช่วยหญิงชราคนนั้น …เธอเอาน้ำให้หญิงชราและบอกให้เธอเอาน้ำไปอีกเพื่อจะได้ล้างหน้า และล้างตัวให้สดชื่น พิกุลบอกหญิงชราว่าไม่ต้องห่วงเพราะถ้าน้ำไม่พอเธอจะไปตักมาอีก …หญิงชรายิ้มและกล่าวว่า “เธอนี่นอกจากจะสวยแล้วยังใจดีอีกถึงแม้ว่าฉันจะดูยากจน และมอมแมมเธอก็ปฏิบัติกับฉันเป็นอย่างดี”

หลังจากกล่าวชื่นชมพิกุลแล้ว …หญิงชราก็ให้พรวิเศษกับเธอ และด้วยอำนาจของพรวิเศษนี้จะทำให้ดอกพิกุลทองคำร่วงออกมาจากปากของเธอ …เมื่อใดก็ตามที่เธอรู้สึกสงสารใครหรือสิ่งใด …หลังจากหญิงชราให้พรวิเศษแก่พิกุลแล้ว ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาของเธอ …พิกุลก็รู้ทันทีว่าแท้ที่จริงแล้วหญิงผู้นั้นเป็นนางฟ้าจำแลงมาให้พรวิเศษแก่ตน …ทันทีที่กลับถึงบ้านช้า เธอก็ถูกแม่เลี้ยงดุด่าว่าไปเถลไถลเพื่อหนีงาน ดังนั้นพิกุลจึงเล่าเรื่องทั้งหมด ให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงฟังพร้อมกับเกิดความรู้สึกสงสารใน …ขณะเล่าจึงทำให้ดอกพิกุลทองคำร่วงออกมาจากปากของเธอด้วย …แม่เลี้ยงจอมละโมบก็เปลี่ยนอารมณ์จากโกรธเป็นละโมบในทันทีพร้อมกับตะครุบดอกพิกุลทองทั้ง หมดไว้ในขณะที่ปากก็สั่งให้พิกุลพูดต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อสนองความละโมบของเธอนั่นเอง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา แม่เลี้ยงของพิกุลก็เก็บรวบรวมดอกพิกุลทองคำไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปขายและได้เงินมามากมาย ชีวิตทุกคนตอนนี้ก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พิกุลเองก็ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ถูกบังคับให้พูดทั้งวันเพื่อให้ดอกพิกุลทองคำออกมาจากปากของเธอมากๆ นั่นเอง …พิกุลทองอ่อนล้าไปกับการตอบสนองความละโมบของแม่เลี้ยง ตอนนี้พิกุลเองเกิดเจ็บคอและกลายเป็นคน เสียงแหบเสียงแห้งไปเลย เธอพูดไม่ได้ไประยะหนึ่ง …อาการเช่นนี้ทำให้แม่เลี้ยงโมโหมากขึ้นจนถึงขั้นตบตี พิกุลเพื่อพยายามยังคับให้เธอพูดแต่พิกุลก็พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว

… เพื่อตอบสนองความละโมบของตน ตัวแม่เลี้ยงเองจึงตัดสินใจส่งลูกสาวของตนนามว่ามะลิไปทำตามอย่างพิกุลบ้าง … มะลิถูกส่งไปยังสถานที่เดียวกับที่พิกุลบอกไว้แต่ว่าแทนที่จะได้พบกับหญิง ชราก็กลับเป็น พบหญิงสาวสวยสวมเสื้อผ้างดงามยืนอยู่ใต้ร่มใหญ่ หญิงสาวผู้นั้นขอน้ำมะลิดื่มแต่ด้วยความริษยามะลิแสดงอาการโกรธและคิดว่า หญิงผู้นั้นไม่ใช่นางฟ้า เธอจึงปฏิเสธและใช้วาจาหยาบคายด่าทอนางฟ้าจำแลง …ดังนั้น นางฟ้าจึงสาปแช่งมะลิว่า เมื่อใดก็ตามที่เธอโกรธและพูดออกมาแล้วไซร้ ก็จะมีหนอนร่วงออกมาจากปากของเธอ เมื่อกลับมาถึงบ้านมะลิก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นแม่ฟังและด้วยความโกรธ ในขณะ เล่าเรื่องนั้นก็ทำให้บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยตัวหนอน ผู้เป็นแม่คิดว่าพิกุลอิจฉาลูกสาวของตน ดังนั้นจึงแกล้งบิดเบือนเรื่องที่เล่าจึงเป็นเหตุให้ลูกสาวของตนไม่ได้พบกับ หญิงชราแม่เลี้ยงจึงทุบตีพิกุลและไล่เธอออกจากบ้านไป

ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งพิกุลจึงท่องเที่ยวไปในป่า แต่เพียงลำพัง โชคดีที่ว่าเธอเดินไปในทิศทางที่ เจ้าชายหนุ่มกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการขี่ม้าประพาสป่ากับข้าราชบริพารผ่าน มาพอดีเมื่อทอดพระเนตรเห็นสาวนั่งร้องไห้อยู่ทรงถามเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด ทันทีที่พูดจบที่บริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยดอกพิกุลทองคำ …เจ้าชายดีพระทัยยิ่งนัก จึงขอนางอภิเษกสมรสด้วยและหลังจากการอภิเษกสมรสทั้งสองพระองค์ก็ได้ ขึ้นครองราชย์และปกครองเมืองของพระองค์ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. จากเค้าเรื่องนิทานนี้จึงเป็นต้นกำเนิดของสำนวนไทยเปรียบเปรยคนที่ไม่ค่อยพูดหรือมักพูดอุบอิบอยู่แต่ในปากว่า “กลัวดอกพิกุลจะร่วง”
  2.  “การคิดดีทำดี …ย่อมได้รับสิ่งที่ดีตอบสนองเสมอ” …อย่างเช่น พิกุล

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง สองสัตว์

ในกาลก่อนมีสัตว์สองตัวเป็นเพื่อนกัน …เวลาไปหากินหรือไปในที่ใดๆ มักจะไปด้วยกันเสมอสัตว์คู่นี้ได้แก่ บ้วน (นาก) กับกระต่าย …มันหากินอยู่ตามริมฝั่งน้ำปิงเป็นประจำ

อยู่มาวันหนึ่ง นากออกไปหากิน มองเห็นช่องว่างคิดว่าเป็นทางน้ำจึงว่ายเข้าไป พอเข้าไปแล้วปรากฏว่าไปชนสายใยประตูกะต้ำ (เครื่องดักจับปลาชนิดหนึ่งที่ทำไว้ตามข้างตลิ่ง หันหน้าล่องใต้ พอปลาตัวโตเข้าไปเมื่อชนสายใย สลักจะหยุด ประตูจะเลื่อนตกลงมาปิดไว้ทันที ทำให้ปลาออกไม่ได้) …นากพยายามหาทางออก แต่ทำอย่างไรก็ออกไม่ได้ มันร้องขอให้กระต่ายช่วย …กระต่ายลงมาดูเห็นกะต้ำแน่นหนาเกินกว่ากำลังน้อยๆ ของตนจะรื้อหรือทำลายได้

ขณะนั้นพอดีนายพรานผู้วางกะต้ำ จึงตรงเข้าไปดูเห็นนากติดอยู่ก็ดีใจ …ส่วนกระต่ายเห็นคนเดินมาจึงหลบซ่อนตัวนิ่งอยู่ข้างๆ กอหญ้า …นากพอเห็นนายพรานเปิดประตูกะต้ำออก มันแกล้งทำเป็นตาย กลั้นลมหายใจ เบ่งท้องให้พองคล้ายกับตายมานานแล้ว …เมื่อกระต่ายแลเห็นนายพรานจับเพื่อนของตนขึ้นมาเช่นนั้น …กระต่ายจึงกระโดดออกมา และดิ้นรนกระเสือกกระสนคล้ายกับถูกตีหรือถูกยิง แล้วนอนนิ่งบนหาดทรายห่างจากกะต้ำไม่ไกลนัก …

นายพรานมองเห็นกระต่ายมานอนดิ้นตาย ดีใจรีบขึ้นจากน้ำ …วางนากลงกับพื้น วิ่งตรงเข้าไปเพื่อจะจับกระต่ายอีกตัว …นากพอเป็นอิสระจึงกระโดดลงน้ำหนีไป …กระต่ายเห็นเพื่อนของตนหนีลงน้ำไปได้รีบลุกขึ้นกระโดดวิ่งหายเข้าป่าไป …ตกลงนายพรานไม่ได้สัตว์อะไรเลยแม้แต่ตัวเดียว!!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. คนที่มีสติปัญญา…ย่อมเอาตัวรอดได้เสมอ
  2. โลภมาก…ลาภหาย
นิทานพื้นบ้านไทย
นิทานพื้นบ้านไทย

ลิลิตรพระลอ

ท้าวแมนสรวงเป็นกษัตริย์ของเมืองแมนสรวง พระองค์มีพระมเหสีทรง พระนามว่า “นาฏบุญเหลือ” ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสมีพระนามว่า “พระลอดิลกราช” หรือเรียกกันสั้นๆว่า “พระลอ” มีกิตติศัพท์เป็นที่ร่ำลือกันว่าพระองค์นั้นทรงเป็นชายหนุ่มรูปงามไปทั่วสารทิศจนไปถึงเมืองสรอง ( อ่านว่า เมืองสอง ) ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกปกครองโดยท้าวพิชัยวิษณุกร พระองค์มีพระนามว่า “พรดาราวดี” และพระองค์ทรงมีพระธิดาผู้เลอโฉมถึงสองพระองค์พระนามว่า “พระเพื่อน” และ “พระแพง” พระเพื่อนและพระแพงได้ยินมาว่าพระลอเป็นชายหนุ่มรูปงาม ก็ให้ความสนใจยากจะได้ยล

พี่เลี้ยงของพระเพื่อนและพระแพงคือนางรื่น และนางโรยสังเกตเห็นความปราถนาของนายหญิงของตนก็เข้าใจในพระประสงค์ สองพี่เลี้ยงจึงอาสาจะจัดการให้นายของตนนั้นได้พบกับพระลอ โดยการส่งคนไปขับซอในนครแมนสรวง และในขณะที่ขับซอนั้นจะให้นักดนตรีพร่ำพรรณนาถึงความงามของเจ้าหญิงทั้งสอง ในขณะเดียวกันนั้นพี่เลี้ยงทั้งสองก็ได้ไปหาปู่เจ้าสมิงพราย เพื่อที่จะให้ช่วยทำเสน่ห์ให้พระลอหลงใหลในเจ้าหญิงทั้งสอง

เมื่อพระลอต้องมนต์ก็ทำใคร่อยากที่จะได้ยลพระเพื่อนและพระแพงเป็นยิ่งนัก พระองค์เกิดความคลั่งไคล้ไหลหลงจนไม่เป็นอันทำอะไรแม้แต่กระทั่งเสวยพระกระยาหาร พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของพระองค์ ได้ทำให้พระราชชนนีสงสัยว่าจะมีผีมาเข้ามาสิงสู่อยู่ แต่ถึงแม้ว่าจะหาหมอผีคนไหนมาทำพิธีขับไล่ก็ไม่มีผลอันใด พระลอก็ยังคงมีพฤติการณ์อย่างเดิมอยู่ เพื่อที่จะได้ยลเจ้าหญิงทั้งสอง พระลอจึงทูลลาพระราชชนนีออกประพาสป่า แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือเพื่อที่จะได้ไปยลเจ้าหญิงแห่งเมืองสรองนั่นเอง จากนั้นพระลอก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองสรองพร้อมคนสนิทอีก 2 คน คือ นายแก้วกับนายขวัญ พร้อมกับไพร่พลอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดต้องเดินผ่านป่าผ่าดงจนกระทั่งมาพบแม่น้ำสายหนึ่งมีชื่อว่า “แม่น้ำกาหลง”

และที่แม่น้ำกาหลงนี้เอง ที่พระลอได้ตั้งอธิฐานเสี่ยงน้ำเพื่อตรวจดูดวงชะตาของพระองค์เอง ทันทีที่ได้สิ้นคำอธิษฐานนั้น แม่น้ำก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดในทันทีและไหลเวียนวนผิดปกติ เมื่อพระลอเห็นดังนั้นก็รู้ได้ว่าจะมีเรื่องร้ายรออยู่เบื้องหน้าของพระองค์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์เกิดความย่อท้อที่จะได้พบกับเจ้าหญิงที่พระทัยของพระองค์เรียกร้องแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าพระองค์นั้นจะไม่เคยพบนางเลย แต่พระองค์คลั่งไคล้ไหลหลงในตัวนางทั้งสองเป็นยิ่งนัก…ส่วนเจ้าหญิงทั้งสองรอการเดินทางมาของเจ้าชายรูปงามไม่ได้ และเกรงว่ามนต์เสน่ห์ของปู่เจ้าสมิงพรายจะไม่เห็นผล จึงได้ขอร้องให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยเหลืออีกครั้ง โดยให้ช่วยเนรมิตไก่งามขึ้นตัวหนึ่งให้มีเสียงขันที่ไพเราะ ทั้งสองพระองค์คิดว่าไก่ตัวนั้นจะต้องทำให้พระลอสนพระทัยและติดตามมาจนถึงเมืองสรองอย่างแน่นอน

และแล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เจ้าหญิงสองคาดไว้ พระลอได้ตามไก่เนรมิตไปจนถึงพระราชอุทยาน และได้พบกับเจ้าหญิงทั้งสองซึ่งกำลังทรงสำราญอยู่ ในทันทีที่ทั้งสามได้พบกันก็เกิดความรักใคร่กันในบัดดล และก็เป็นเวลาเดียวกับที่นายแก้วกับนายขวัญ ได้ตกหลุมรักของนางรื่นและนางโรยผู้ซึ่งเปิดหัวใจต้อนรับชายหนุ่มทั้งสองโดยไม่รีรอเช่นกัน ปรากฏว่าพระลอและบ่าวคนสนิทของพระองค์ลักลอบเข้าไปอยู่ในพระตำหนักชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงทั้งสอง…อย่างไรก็ตาม ความลับนี้ได้ถูกเปิดเผยเข้าจนได้ …เมื่อข่าวได้ไปถึงพระกรรณของพระราชาจึงได้เสด็จมาไต่สวนในทันที และเมื่อพระลอกราบทูลให้ทรงทราบเรื่อง พระองค์ก็ทรงกริ้วเป็นยิ่งนัก แต่ก็ทรงเข้าพระทัยในความรักของคนทั้งสาม และทรงพระเมตตารับสั่งจะจัดการอภิเษกพระลอกับพระเพื่อนและพระแพงให้ทันที

แต่พระเจ้าย่าของพระเพื่อนพระแพงนั้นยังทรงพยาบาทพระลอ อ้างรับสั่งท้าวพระพิชัยวิษณุกรตรัสสั่งว่าให้นำทหารไปรุมจับพระลอ พระเพื่อนพระแพงและพี่เลี้ยงอาไว้ …ในขณะที่พระลอกับไพร่พลได้ต่อสู้เอาชีวิตรอด พระเจ้าย่าก็สั่งให้ทหารระดมยิงธนูเข้าใส่ ลูกธนูที่พุ่งเข้าหาพระลอและไพร่พลประดุจดังห่าฝนก็ไม่ปานจึงทำให้ไม่อาจจะต้านทานไว้ได้อีกต่อไป และเพื่อที่ปกป้องชีวิตของชายคนรัก พระเพื่อนกับพระแพงจึงเข้าขวางโดยใช้ตัวเองเป็นโล่กำบังให้พระลอ สุดท้ายพระลอพระเพื่อน พระแพง และพี่เลี้ยงทั้งสี่ช่วยกันต่อสู้จนสิ้นชีวิตทั้งหมด …ทันใดนั้นทั้งสองเมืองก็ต้องตกอยู่ในความวิปโยคต่อการจากไปของทั้งสามพระองค์ผู้บูชาในความรัก

ท้าวพิชัยพิษณุกรพิโรธพระเจ้าย่าและทหาร รับสั่งให้ประหารชีวิตทุกคน พระนางบุญเหลือทรงส่งทูตมาร่วมงานพระศพกษัตริย์ทั้งสาม ในที่สุดเมืองสรวงและเมืองสรองก็กลับมาเป็นไมตรีต่อกัน

ข้อคิดสอนใจที่ได้จากเรื่อง ลิลิตรพระลอ

  • เพื่อให้ตระหนักเห็นโทษภัยของกิเลสต่างๆ ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ชี้ให้เห็นอารมณ์และกิเลสของมนุษย์นั้นมีอำนาจใหญ่หลวงนัก สามารถลิขิตชีวิตของตนเองได้…ถ้าหากเราไม่รู้เท่าทันอารมณ์…ย่อมหลงไปตามอำนาจกิเลสต่างๆ …แล้วนำไปสู่การทำสิ่งไม่ดี ทางเสื่อม และภัยอันตรายต่างๆมาสู่ตนเองได้
  • ลิลิตพระลอถ่ายทอดมาจากชีวิตจริงอย่างเห็นได้ชัดเจน วรรณคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก มีความรักหลายประเภท ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
  • ผู้แต่งถือหลักว่ามนุษย์มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง อยู่เป็นประจำตามวิสัยของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ตัวละครจึงมีชีวิตเลือดเนื้อเจือด้วยความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง ดังเช่น พระนางบุญเหลือมีความรักลูก ท้าวพิชัยพิษณุกรมีใจนักเลงไม่อาฆาตพยาบาท พระเจ้าย่ามีความเคียดแค้น ความรักระหว่างเจ้ากับข้าถึงกับยอมสละชีวิตพลีชีพด้วยความเต็มใจ เป็นต้น
  • หนังสือลิลิตพระลอเป็นหนังสือที่มีคุณค่า ใช้ถ้อยคำไพเราะกินใจดี มีความเปรียบเทียบที่คมคาย จับใจผู้อ่าน สมดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่องว่า “ใครฟังย่อมใหลหลง ฤาอิ่ม ฟังนา” โคลงบางบทได้รับการยกย่องว่าเป็นโคลงครูมาแต่โบราณ ได้แก่โคลง “เสียงฤาเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย” การใช้ภาษามีถ้อยคำรุ่นเก่าปะปนอยู่มากเช่นเดียวกับมหาชาติคำหลวงและลิลิตยวนพ่าย ทำให้สามารถใช้ศึกษาการใช้คำในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้

ขายปัญญา

ในกาลก่อนนั้น… สติปัญญาความรู้ ความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องนั้น มีการนำเอามาขายดังสินค้าต่าง ๆ เช่นปัจจุบันนี้ ดังนั้น ตลอดเวลาจะมีผู้นำเอาความรู้หรือเอาตัวปัญญานี้มาขายเสมอ

วันหนึ่งในเวลาบ่าย แดดร้อนจัดจนเป็นเปลว มีชายคนหนึ่งนำเอาปัญญามาขาย โดยบรรจุตัวปัญญาลงในกระทอจนเต็มแล้ว หาบผ่านเปลวแดดมาจนถึงประตูเมือง ครั้นจะเข้าไปทันทีก็เกรงว่าอากาศร้อน ๆ เช่นนี้จะทำให้อารมณ์ของตนเสียไปได้… เขาจึงสอดส่ายสายตาดูร่มไม้ใหญ่บริเวณรอบๆ ในที่สุดก็มองเห็นร่มหว้าใหญ่ใบตก มีร่มแผ่กว้างน่าพัก เขาจึงแวะเข้าไปแล้ววางหาบตัวปัญญาที่นำมาขายลง แล้วเอนหลังหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน… จวบจนตะวันบ่ายคล้อยลง ความร้อนจึงค่อยบรรเทา ชายนั้นตื่นขึ้นแล้วไปล้างหน้าในสระน้ำใกล้กำแพงเมือง ตั้งใจว่าพอเสร็จธุระแล้วนำเอาตัวปัญญาเข้าไปเสนอขายในเมืองทันที

ขณะที่เขาเตรียมจัดหาบเพื่อจะเข้าไปในเมืองอยู่นั้น พอดีมีหมู่คนประมาณ 4 – 5 คนออกจากประตูเมืองมา เมื่อมาถึงใต้ร่มหว้า ชายที่นำเอาตัวปัญญามาขายจึงร้องถามออกไปว่า ‘’พี่น้องทั้งหลาย ในพวกท่านมีใครบ้างไหมที่ต้องการซื้อเอาปัญญาไปไว้ใช้บ้าง” ชาวบ้านเหล่านั้นหันหน้ามามองกัน คนหนึ่งในพรรคพวกจึงถามว่า ‘’ท่านเอ๋ย ปัญญานั้นมันเป็นเสมอแก้วสารพัดนึก ซึ่งจะลดบันดาลให้ท่านล่วงรู้และสามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ ที่แปลก ๆ ใหม่ได้อีกมากมายโดยไม่รู้จักจบสิ้น ปัญญาจะช่วยให้บ้านเมืองที่ล้าหลังเจริญก้าวหน้า”

คนหนึ่งในพวกนั้นอุทานออกมาด้วยความพอใจ ‘’โอโฮ… ยังงั้นปัญญาก็เป็นแก้วสารพัดนึกละซิที่จะสามารถดลบันดาลสิ่งที่ต้องการได้ ทุกอย่าง นอกจากนั้นปัญญายังช่วยให้เราล่วงรู้สิ่งที่เรายังไม่รู้ด้วยใช่ไหม” ชายผู้นั้นพยักหน้าและรับปากว่า ‘’จริงทีเดียว พวกท่านเข้าใจอย่างถูกต้อง ปัญญาเปรียบเหมือนดวงแก้วที่จะส่องสว่างขจัดความโง่เขลาให้หายไปอย่างไรล่ะ พวกท่านมีใครต้องการบ้างไหมเล่า เรากำลังนำมาเสนอขายจนถึงบ้านของท่านล่ะ‘’

… ชายคนหนึ่งในหมู่คนนั้นอยากจะลองดูว่า ผู้เอาปัญญามาขายนั้นจะฉลาดและล่วงรู้ทุกสิ่งจริงดังที่เขากล่าวหรือไม่ เขาจึงก้มดูรอบๆ ต้นหว้าใหญ่นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วเอ๋ยปากถามว่า ‘’เอาละ เมื่อท่านกล่าวว่า ปัญญาจะสามารถช่วยให้เราล่วงรู้ทุกอย่าง ข้าพเจ้าขอเรียนถามท่านว่า ท่านรู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ใต้ดินตรงที่ท่านยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าหากท่านมีปัญญาจริง หวังว่าท่านคงจะตอบได้ ” ชายนั้นยืนเพ่งพินิจพิจารณาเป็นเวลานาน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใต้หาบและใต้บริเวณที่ตนยืนอยู่นั้นมีอะไรอยู่ เขาจึงย้อนถามไปว่า ‘’ และท่านสามารถบอกได้รึว่าอะไรอยู่ใต้เท้าที่เรายืนอยู่นี้ ”

… ชายที่ถามพยักหน้าและตอบออกไปทันทีว่า ‘’ แม้เราจะไม่มีตัวปัญญามาขายแต่เรากล้าบอกว่าใต้หาบตัวปัญญานี้มีไข่มดแดง (ดิน) รังใหญ่ หากท่านไม่เชื่อก็ช่วยเราขุดซิ หากไม่พบดังเราว่ายอมให้ท่านปรับเราก็แล้วกัน” ชายคนนั้นตกลง ต่อจากนั้นคนทั้งหมดต่างช่วยกันขุดลงไปจนลึกเกือบท่วมศรีษะ จึงพบไข่มดพร้อมทั้งแม่มันจำนวนมากมายในโพรงนั้นจริง ๆ ซึ่งการกระทำครั้งนี้ ทำให้ชายผู้เอาปัญญามาขายรู้สึกอับอายยิ่งนัก

ด้วยเหตุนี้เขาจึงยกเอาหาบปัญญาเดินหมุนกลับไปทางเดิม ไม่ยอมเอาตัวปัญญามาขายให้แก่ชาวเมืองนั้นเพราะเจ็บใจที่ถูกสบประมาทต่อหน้า เขาออกเดินทางไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานจนกระทั่งไปพบคนผิวขาวได้แก่พวกฝรั่งนั่นเอง เขาจึงเอาตัวปัญญานี้นำออกไปขาย และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ชาวยุโรปเจริญรวดเร็ว สามารถคิดและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้โดยไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนวิธีค้นคว้าซึ่งดีกว่าพวกเราเสียอีก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. คนอวดรู้เมื่อไปพบคนที่รู้จริง สู้เขาไม่ได้ย่อมขายหน้า… หรือปัญญาเป็นเรื่องของนามธรรมจะชื้อจะขายกันเหมือนวัตถุหาได้ไม่ ผู้รู้แจ้งในปัญญาคือผู้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง… นั่นคือประสบการณ์หรือการศึกษาด้วยการกระทำจริงนั่นเอง … เหมือนชายที่รู้ได้ว่าพื้นดินตรงนั้นมีไข่แมงมัน เพราะใช้ความสังเกตและเคยหากินทางนี้มาแล้ว
  2. คติ ‘’โง่อวดฉลาด”

จะเห็นได้ว่า นิทานพื้นบ้าน นอกจากจะฟังสนุก ได้ข้อคิดดี ๆ แล้ว ยังสอดแทรกวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ลูก ๆ ได้รู้จักอีกด้วย ประโยชน์เยอะขนาดนี้แล้ว คืนนี้อย่าลืม อ่าน นิทานพื้นบ้าน ให้ลูกฟังก่อนนอนกันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

กระต่ายกับเต่า นิทานอีสปสุดคลาสสิค สอนลูกเข้าใจ “แค่เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ”

โหลดฟรี! 12 นิทานคุณธรรมสำหรับเด็ก บ่มเพาะ “ความดี” ในใจลูก

20 นิทานอีสปสั้นๆ เน้นคติเตือนใจ เหมาะกับทุกวัย จบแบบยิ้มได้ไม่รุนแรง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.stou.ac.th, nitanstory.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

หนึ่งในความกังวลใจของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คงหนีไม่พ้นกลัวลูกจะเป็นดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) หรือภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมตั้งแต่กำเนิด แต่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถ คัดกรองดาวน์ซินโดรม ได้ตั้งแต่ในครรภ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดูแลในอนาคต และ สปสช. ช่วยเหลือคุณแม่ตั้งครรภ์เพราะได้มอบสิทธิบัตรทองให้สำหรับกรณีนี้แล้วค่ะ

ดาวน์ซินโดรม คืออะไร

กลุ่มอาการดาวน์  เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมมาแต่กำเนิด ส่งผลต่อการพัฒนาของเด็กตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดาต่อเนื่องไปจนหลังคลอดและตลอดชีวิต เด็กกลุ่มอาการดาวน์ มีความบกพร่องในการเรียนรู้ การใช้ภาษา และการเคลื่อนไหวของร่างกายตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงระดับที่มาก

สถิติเด็กดาวน์

จากสถิติทารกที่เกิดในสหรัฐอเมริกาพบว่าทุก ๆ ปีจะมีทารกที่เป็นดาวน์ซินโดรมเกิดขึ้น 6,000 คนต่อปี หรือคิดเป็นทารกที่เกิด 700 คน จะมี 1 คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม

ส่วนในไทยนั้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำให้คำปรึกษาหญิงที่ตั้งครรภ์วัย 35 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์ เนื่องจากเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะมีโครโมโซมผิดปกติ ในแต่ละปีประเทศไทยมีหญิงตั้งครรภ์กว่า 800,000 ราย ในหญิงตั้งครรภ์ 800-1,000 ราย จะมีโอกาสพบเด็กกลุ่มอาการดาวน์ 1 ราย โดยในประเทศไทยจะมีเด็กดาวน์เกิดขึ้นปีละประมาณ 1,150 ราย จากการเก็บสถิติของเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม

แม่ที่มีความเสี่ยงจะมีลูกเป็นเด็กดาวน์

เด็กในกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เกิดได้กับคุณแม่ทุกอายุ แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเด็กดาวน์ซินโดรมจะเกิดจากแม่อายุมากกว่า 35 เท่านั้น แม่อายุมากมักจะได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์อยู่แล้ว ดังนั้น การตรวจพบเด็กดาวน์ซินโดรมจึงมักพบในแม่ที่อายุมาก โดยพบว่าในเด็กกลุ่มอาการดาวน์ 100 คน จะคลอดจากแม่อายุมากกว่า 35 เพียง 25-30 คน  ส่วนเด็กดาวน์อีก 70-75 คนนั้น เกิดจากแม่ที่มีอายุน้อย เพราะแม่อายุน้อยไม่ค่อยได้รับคำแนะนำ จึงมักละเลยการตรวจคัดกรอง ดังนั้น คุณแม่ทุกคนควรตรวจหาอาการดาวน์ซินโดรม แม้ว่าคุณแม่จะอายุน้อยก็ตาม

นอกจากนี้ คุณแม่ที่เคยคลอดลูกคนก่อนเป็นดาวน์ซินโดรม การตั้งท้องครั้งต่อไปจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ทารกจะเป็นดาวน์ซินโดรมได้อีก รวมทั้งหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นดาวน์ซินโดรม เช่น พี่น้อง หรือญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ลูกก็มีโอกาสเป็นเด็กดาวน์ได้เช่นกันค่ะ

 

รู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม

ในอดีต การจะรู้ว่าลูกเป็นเด็กกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมหรือไม่ ต้องเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมซึ่งมีโอกาสแท้งจากการตรวจได้ และมีค่าใช้จ่ายสูง และมักตรวจเฉพาะแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีเท่านั้น ส่วนแม่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ที่ไม่ได้ตรวจ จึงไม่ทราบล่วงหน้าว่าตั้งครรภ์ทารกที่เป็นดาวน์

ปัจจุบัน มีการตรวจกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เพื่อให้แม่ทุกคนสามารถรู้ได้ว่าลูกเสี่ยงต่อการเป็นดาวน์ซินโดรมหรือไม่ โดยการตรวจเลือดแม่ ร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ ซึ่งไม่เสี่ยงต่อการแท้ง และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เพื่อให้แม่ทุกคนสามารถตรวจได้โดยเฉพาะแม่อายุน้อย

วิธีการตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม

วิธีที่ 1 : ตรวจครั้งเดียวในไตรมาสแรก (Combined Test) ทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 11-13  สัปดาห์ ประกอบด้วย การตรวจอัลตราซาวด์วัดความหนาต้นคอทารก ร่วมกับเจาะเลือดแม่ วิธีนี้ตรวจกรองดาวน์ซินโดรมได้ 87%

วิธีที่ 2 : ตรวจ 2 ครั้ง ในไตรมาสแรกและต้นไตรมาสที่ 2 (Integrated Test) เป็นวิธีที่สามารถตรวจกรองดาวน์ซินโดรมได้สูงถึง 96% โดยการตรวจอัลตราซาวด์วัดความหนาต้นคอทารก ร่วมกับเจาะเลือดแม่ครั้งแรกตอนอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ แล้วต้องตรวจเลือดอีก 1 ครั้ง 2-4 สัปดาห์ต่อมา รายงานผลหลังจากเจาะเลือด ครั้งที่ 2

วิธีที่ 3 : ตรวจครั้งเดียวในไตรมาสที่ 2 (Quaduple test) แต่กรณีที่แม่ฝากท้องหลังไตรมาสแรก ยังสามารถตรวจกรองดาวน์ซินโดรมได้สูงถึง 81% โดยการตรวจเลือดแม่ในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์

การตรวจทั้ง 3 วิธี ข้างต้น แม้ว่าผลการตรวจจะปกติ ไม่สามารถยืนยันว่าลูกจะไม่เป็นทารกดาวน์ซินโดรมแน่ ๆ แต่สามารถบอกว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดอาการดาวน์ซินโดรม

อาการแสดงของกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม

ดาวน์ซินโดรมเป็นกลุ่มของอาการ ดังนั้นทารกทุกๆ คน ไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกๆ อย่างที่จะกล่าวต่อไป อาจจะมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง และความรุนแรงจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลด้วย ตัวอย่างอาการเช่น

ความผิดปกติด้านร่างกาย

  • มีศีรษะและใบหูเล็กกว่าปกติ และตำแหน่งของหูจะต่ำกว่าปกติด้วย
  • คอสั้น
  • หางตาเฉียงขึ้น ใบหน้าแบน จมูกสั้น
  • ริมฝีปากเล็ก และมีอาการลิ้นจุกปาก
  • มีจุดสีขาวที่ตาดำ
  • มือ-เท้าสั้นและแบน มีผังผืดขึ้นที่มือ ทำให้เห็นเส้นลายมือไม่ชัดเจน
  • นิ้วสั้นและกระดูกนิ้วก้อยผิดปกติ
  • ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ไม่ค่อยดี
  • ข้อต่อยืดได้มากกว่าปกติ อาจเห็นในรูปแบบของมืออ่อนดัดได้มากกว่าคนทั่วไปเป็นต้น
  • กระดูกสันหลังบริเวณต้นคอผิดปกติ
  • มีพัฒนาการทางร่างกายช้ากว่าปกติ

ความผิดปกติด้านสติปัญญา

  • สมาธิสั้น

ไม่สามารถตัดสินใจเองได้

  • อารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียวง่าย
  • มีการเรียนรู้ช้า โดยเฉพาะเรื่องภาษาจึงอาจทำให้เริ่มพูดช้ากว่าเด็กทั่วไป
  • มักมีอาการวิตกกังวล
  • นอนหลับยาก

คัดกรองดาวน์ซินโดรม ด้วย “สิทธิบัตรทอง” 

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เห็นความจำเป็นของการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม จึงจัดให้มีบริการแยกการเบิกค่าใช้จ่ายการ “ฝากครรภ์” และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่จำเป็นออกจากกัน รวมถึงการจ่ายเฉพาะการตรวจและบริการพิเศษ เพื่อให้คุณแม่ท้องเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกและได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กำหนด โดยให้บริการตรวจ Lab ประกอบด้วย ตรวจซิฟิลิส ไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ตรวจนับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจคัดกรองโลหิตจางธาลัสซีเมีย (MCV และ/หรือ DCIP) และหมู่โลหิต (ABO/Rh) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีบริการตรวจอัลตราซาวด์ การตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม และการตรวจยืนยันธาลัสซีเมียและภาวะดาวน์ซินโดรม ตั้งแต่การมาฝากครรภ์ครั้งแรกหรือครั้งถัดมา และตรวจซิฟิลิส ไวรัสเอชไอวี ซ้ำอีกครั้งเมื่อใกล้คลอด ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนการดูแลครรภ์ หรือเตรียมความพร้อมด้วย

นอกจากนี้ เนื่องจากเด็กที่มีกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม จะมีปัญหาสุขภาพรวมถึงพัฒนาการที่ล่าช้า จำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพ การสนับสนุนพัฒนาการต่อเนื่อง ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก คุณพ่อคุณแม่ก็ก็สามารถให้ลูกใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างครอบคลุม การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ตามสิทธิประโยชน์กองทุนบัตรทอง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้ดีขึ้นเท่าที่เด็กสามารถจะทำได้

ทีมแม่ ABK จึงขอเชิญชวนคุณแม่ท้องไปรับบริการฝากครรภ์ได้ที่สถานพยาบาลตามสิทธิ เพื่อรับการดูแลตามสิทธิประโยชน์นะคะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1330 ตลอด 24 ชม. หรือ คลิกเพิ่มเพื่อนไลน์กับ สปสช. @nhso

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ, โรงพยาบาลรามคำแหง, Health Smile, โรงพยาบาลนนทเวช, Hfocus

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็กวิธีรักษา ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสี-สิทธิ UCEP Plus ฟรี

ย้ายสิทธิบัตรทอง ด้วยตนเอง ผ่าน 2 ช่องทาง สะดวก ง่าย

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

เด็กหลงทาง

อุทาหรณ์ เด็กหลงทาง ชุดโกโกวา แนะวิธีป้องกันไม่ให้หลง

อุทาหรณ์ เด็กหลงทาง ชุดโกโกวา แนะวิธีป้องกันไม่ให้หลง

ปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับหลายครอบครัวคือ เมื่อเวลาที่ออกไปธุระ หรือไปเที่ยวนอกบ้านแล้วต้องพาลูกไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยระวังไม่ให้ลูกหาย เป็น เด็กหลงทาง หรือแม้กระทั่งอยู่ในบ้านด้วยกันแท้ ๆ แต่หากปล่อยให้วิ่งเล่นข้างนอก ลูกก็อาจวิ่งเตลิดไปไกลจนหลงทางได้ เช่น ในกรณีหนูน้อยในชุดโกโกวาคนนี้ค่ะ

เด็กหลงทาง ในชุดโกโกวาวิ่งตามกลางถนน

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อคุณ อ้น โพสต์คลิปเจอเด็กน้อยคนหนึ่งในชุดโกโกวา ปรากฏตัวอยู่บนถนนลาดยาง ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง มืด และมีฝนตกพร้อมเล่าว่า

ขับรถมาเจอเด็กอยู่กลางทาง เราก็จอด เด็กก็วิ่งมาเคาะรถ เราก็ไม่กล้าเปิดรถ กลัวเป็นเหมือนในข่าวเป็นมิจฉาชีพ จากนั้นน้องก็ได้วิ่งกลับไป เราก็ขับรถตามเรื่อย ๆ น้องก็วิ่งกลับมา เราก็ถอยเว้นระยะห่าง เพราะข้างทางมืดมาก ๆ เราก็ต้องเซฟเราด้วย ตอนนั้นบีบหัวใจ ทั้งสงสาร ทั้งกลัว เราจึงโทรหากู้ภัย รอจนกู้ภัยมา ถึงเข้าช่วยเหลือเด็ก ขอบคุณกู้ภัยชุมพลบุรีด้วยครับ…ส่งถึงมือของยายเด็กอย่างปลอดภัยครับ ยายบอกว่า รับน้องจากโรงเรียน แล้วก็ปล่อยให้น้องวิ่งเล่น เริ่มตามหาน้องประมาณหนึ่งทุ่ม และกำลังจะไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ประกาศตามหา

ผู้พบเด็กเล่าอีกว่า หลังจากโทรศัพท์แจ้ง และรอจนกระทั่งอาสากู้ภัยมาถึง ถึงหยุดรถ และเปิดประตูให้เด็กเข้าใกล้และถามเด็ก ซึ่งเด็กร้องไห้ด้วยความตกใจ บอกทั้งน้ำตาว่า หนูหลงทาง เด็กพูดเก่ง สามารถบอกเส้นทางกลับบ้านได้

ป้องกันไม่ให้เด็กหลงทางได้อย่างไร

จากกรณีเด็กน้อยในชุดโกโกวา โชคดีที่ว่าผู้พบเหตุการณ์ มีไหวพริบแจ้งกู้ภัย และเด็กน้อย สามารถจำและบอกเส้นทางกลับบ้านได้ จึงกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ทีมแม่ ABK มีวิธีป้องกันเด็กหลงทางมาฝากกันค่ะ

วิธีป้องกันเด็กหลงทาง

1.สอนให้ลูกจำชื่อ-นามสกุลจริงของตัวเอง และของพ่อแม่ รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ และหมายเลขสำคัญ เช่น 191 หรือ 1599 (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติ) เป็นต้น

2.ไม่ปล่อยให้ลูกอยู่บ้านตามลำพัง แต่หากมีความจำเป็น ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้องสอนให้รู้จักระมัดระวังตัว และบอกคนแปลกหน้าว่าไม่ได้อยู่คนเดียว และอย่าเปิดประตูบ้านให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด

3.สอนลูกว่ากรณีอยู่โรงเรียน อย่าออกมายืนรอพ่อแม่โดยลำพัง ให้อยู่ในเขตรั้วโรงเรียนเท่านั้น

4.สอนให้เด็กอยู่ห่างจากรถที่มาจอดเทียบใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถเก๋ง หรือรถจักรยานยนต์ แม้คนขับจะมีท่าทีว่ารู้จักเด็กมาก่อนก็ตาม ให้เด็กรู้จักวิธีการหลบหลีกโดยเดินไปในที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือไปหาป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ

5.สอนไม่ให้ไปเล่นในที่เปลี่ยน ที่รกร้าง ที่ลับตาคน แม้ว่าที่นั่นจะเป็นที่ที่คุ้นเคยก็ตาม

6.สอนลูกว่า หากพลัดหลง นัดเจอกันจุดไหน ให้ใครช่วยเหลือ อาจแนะนำเด็ก ให้มองหาตำรวจ หรืออาสาสมัครกู้ภัย กลุ่มปฐมพยาบาลที่สวมชุดเครื่องแบบ ซึ่งจะจดจำได้ง่าย

7.สอนลูกว่า หากตกอยู่ในอันตรายแล้วมีคนจูงมือไป พร้อมตะโกนให้คนช่วย

เด็กหลงทาง
ป้องกันเด็กหลงได้อย่างไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากต้องออกจากบ้านพร้อมลูกน้อย

  1. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องจำรูปพรรณของลูก ส่วนสูง น้ำหนัก ตำหนิ สีเสื้อผ้าล่าสุด
  2. ก่อนออกจากบ้าน ควรเขียนชื่อ หมายเลขติดต่อผู้ปกครอง ติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อ หรือกางเกงของเด็ก โดยควรมีหมายเลขติดสำรองมากกว่า 1 หมายเลข
  3. ถ่ายรูปล่าสุด พร้อมชุดที่สวมใส่ของลูกก่อนออกจากบ้าน จะได้จดจำลายเสื้อผ้าได้ เวลาเกิดเหตุพลัดหลง จะได้ให้ข้อมูลในการประชาสัมพันธ์ติดตามหาที่ชัดเจน
  4. หากต้องการนัดกับลูก ให้นัดในที่ที่ลูกคุ้นเคย เช่น ร้านประจำ ร้านสะดวกซื้อ ป้อมตำรวจ หรือสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด
  5. อย่าปล่อยให้ลูกรอในรถโดยลำพัง แม้จะเข้าไปทำธุระเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม เพราะคนร้ายอาจใช้ช่วงเวลานี้ลักพาตัวเด็ก หรือขโมยรถแล้วเอาทรัพย์สินในรถ
  6. อย่าปล่อยให้ลูกไปเข้าห้องน้ำสาธารณะตามลำพัง
  7. หากจำเป็นต้องไปพักแรม ควรมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิดเสมอ
  8. ควรปรับข้อมูลลูกให้ทันสมัยอยู่เสมอ เช่น ภาพถ่ายปัจจุบัน ประวัติทางการแพทย์ รวมถึงข้อมูลการพิมพ์ลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ เพื่อประโยชน์ในการยืนยันตัวบุคคล
  9. สำหรับเด็กเล็กที่อาจซนตามวัย จำเป็นที่ผู้ปกครองจะต้องจูงมือไว้ตลอดเวลา หรืออาจใช้สายจูง เพื่อป้องกันเหตุพลัดหลง
  10. หากเกิดเหตุพลัดหลงในพื้นที่ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้น เพื่อช่วยออกค้นหาเบื้องต้นก่อน ยังไม่ควรแชร์ภาพในโลกออนไลน์ทันที เพราะอาจพบตัวลูกก่อน ซึ่งภาพประกาศที่ได้ประกาศไปแล้ว จะลบไม่หมดและถูกแชร์ซ้ำอีกยาวนาน
  11. หากการค้นหาในพื้นที่ไม่พบลูกที่พลัดหลง ให้รีบไปแจ้งความที่โรงพักในพื้นที่นั้นทันที โดยไม่ต้องรอให้ครบ 24 ชม.
  12. หากเกิดเหตุคนหาย โทรปรึกษาได้ที่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา 080-775-2673

 

เพียงคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองรอบคอบระมัดระวัง และสอนลูกหลานให้รู้จักวิธีการป้องกันตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองหากพลัดหลง เพียงเท่านี้ ปัญหาเด็กหลงทางก็จะลดน้อยลง คุณพ่อคุณแม่ก็เบาใจได้มากขึ้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
khaosod Online, Post Today,SpringNews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พ่อแชร์อุทาหรณ์!! ลูก 2 ขวบถูก งูเห่ากัด ลุ้นแทบขาดใจทุกวินาที

อุทาหรณ์ เด็กติดในรถ! แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ช่วยลูกรอดในนาทีฉุกเฉิน

อุทาหรณ์ เด็กจมน้ำ อุบัติเหตุอันดับต้น ๆ ที่เกิดกับลูกหลาน