คนท้องฟันผุ เสี่ยง! ส่งต่อเชื้อทางช่องปากจากแม่สู่ลูก

คนท้องฟันผุ เสี่ยง! ส่งต่อเชื้อทางช่องปากจากแม่สู่ลูก

ปัญหาฟันผุ เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย หากขาดการใส่ใจ เรื่องการรักษาความสะอาด ภายในช่องปาก อย่างเพียงพอ แต่ใน คนท้องฟันผุ นั้น นอกจากจะทำให้เกิดปัญหา กับตัวคุณแม่เองแล้ว ยังส่งผลไปถึงลูกในท้อง ที่อาจได้รับเชื้อแบคทีเรีย จากปัญหาฟันผุของแม่ และลูกมีเหงือก และฟันผิดปกติ เมื่อคลอดออกมาได้ บทความนี้ ช่วยคุณแม่แก้ปัญหานี้ได้ค่ะ

สถานการณ์สุขภาพช่องปากของแม่ท้อง

รายงานการศึกษา สภาวะสุขภาพช่องปาก และพฤติกรรม ที่เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก ของแม่ท้อง ที่มารับบริการในโรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2563 พบว่า แม่ท้องฟันผุ ร้อยละ 50.5 แม่ที่มีฟันผุหลายซี่ จะมีปริมาณเชื้อแบคทีเรียในช่องปากจำนวนมาก มีโอกาสสูง ที่จะถ่ายทอดเชื้อ จากแม่สู่ลูกมากขึ้น ทำให้ลูกมีความเสี่ยงสูง ในการเกิดโรคฟันผุ

คนท้องฟันผุ เกิดจากเหตุใดบ้าง

  1. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกาย โดยการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ส่งผลให้ผนังเส้นเลือดฝอยในเหงือก และเนื้อเยื่อในช่องปากเปลี่ยนแปลง ทำให้เหงือก และเนื้อเยื่อภายในช่องปากอ่อนแอ เปราะบาง ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ทำให้เกิดอาการปวด เหงือกอักเสบ หรือเลือดออกในช่องปากง่าย
  2. เมื่อภายในช่องปากมีความอ่อนแอ ทำให้การดูแล รักษาฟันทำได้ยากมากขึ้น เพราะการแปรงฟันแบบเดิมก็อาจทำให้มีเลือดออกในช่องปากได้ง่าย ทำให้คุณแม่ดูแลรักษาความสะอาดภายในช่องปากได้ไม่ทั่วถึงและมากพอค่ะ
  3. ความอยากอาหารที่มีมากขึ้นของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้กินจุกจิก หิวบ่อย แต่ไม่ได้ทำความสะอาดช่องปากทุกครั้งหลังมื้ออาหาร ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก เกิดปัญหาฟันผุและปวดฟันตามมา
  4. อาการแพ้ท้องที่คุณแม่อาเจียน ซึ่งทำให้เศษอาหารและกรดในกระเพาะ ขึ้นมาติดค้างบริเวณช่องปากและฟัน
  5. สภาวะทางช่องปากของคุณแม่ เช่น คุณแม่ที่อาจจะมีฟันที่กำลังเริ่มผุ หรือมีอาการอยู่แล้ว หรือภายในช่องปากมีหินปูนเกาะอยู่เยอะ เป็นต้น
คนท้องฟันผุ
แปรงฟัน และทำความสะอาดช่องปากเสมอ หลังมื้ออาหาร โดยทันตแพทย์ได้แนะนำให้แม่ท้องรักษาฟัน ด้วยการแปรงฟันตามสูตร 222

แม่ท้องป้องกันฟันผุได้อย่างไรบ้าง

อย่างที่บอกไว้แล้วว่า แม่ท้องควรดูแลฟันของตนเองเป็นพิเศษ เพราะหากมีปัญหาฟันผุและเหงือกอักเสบ จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติกับเหงือก และฟันของลูกได้ เนื่องจากฟันน้ำนมของลูก เริ่มสร้างตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น หากแม่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จะส่งผลให้ลูกมีการสร้างหน่อฟันที่ผิดปกติ มีผลทำให้มีการสร้างต่อมน้ำลายที่ไม่สมบูรณ์ ผลิตน้ำลายได้น้อย ลูกจะเกิดฟันผุง่าย วิธีที่จะช่วยป้องกัน ได้แก่

  • เมื่อทราบว่าตั้งท้อง หรือวางแผนจะตั้งท้อง คุณแม่อาจเข้าพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสภาพช่องปาก และดูแลช่องปากให้เรียบร้อย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุ หรืออาการเหงือกอักเสบตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ
  • ไม่ลืมที่จะแปรงฟัน และทำความสะอาดช่องปากเสมอ หลังมื้ออาหาร โดยทันตแพทย์ได้แนะนำให้แม่ท้องรักษาฟัน ด้วยการแปรงฟันตามสูตร 222 หมายถึง การแปรงฟันนานครั้งละ 2 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่ฟลูออไรด์กระจายตัวได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพในการดูแลสูงที่สุด วันละ 2 ครั้ง และ หลังแปรงฟันควรงดขนมหวาน น้ำอัดลม 2 ชั่วโมง
  • รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างแคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง
  • หากพบว่ามีอาการปวดฟันตอนท้อง แม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบเข้ารับการตรวจฟันเลยค่ะ เพราะสำหรับคนท้องจะมีระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำฟัน คือ ในช่วงเดือนที่ 4-6 ของการตั้งครรภ์ ก่อนที่การเข้าดูแลรักษาฟันจะทำได้ลำบากขึ้นในช่วงที่คุณแม่ท้องแก่กว่านี้
  • ใช้ไหมขัดฟัน ช่วยในการทำความสะอาดฟัน เพราะสามารถช่วยทำความสะอาดได้ลึก และมากกว่าแปรงสีฟันค่ะ ช่วยลดการสะสมของเศษอาหาร และแบคทีเรียได้

การแปรงฟันให้สะอาดและถูกวิธี

การแปรงฟันให้สะอาดและถูกวิธีประกอบไปด้วย

    • การเลือกแปรงสีฟัน แปรงสีฟันที่ดีควรจะมีหน้าตัดที่ตรง ไม่ใหญ่จนเกินไปสามารถครอบคลุมฟันได้ 2 – 3 ซี่ ด้ามแปรงสีฟันควรจับได้ถนัดมือ ขนแปรงสีฟันนุ่มเพื่อช่วยให้ซอกซอนไปในระหว่างซอกฟันได้ดี การเลือกขนแปรงที่แข็งมากจนเกินไปจะทำให้ฟันสึก และเป็นต้นเหตุให้เสียวฟันได้
    • บริเวณที่แปรงควรแปรงทุกๆ ด้านให้ทั่วถึงของฟันทุกซี่อย่างน้อย 4 – 5 ครั้ง โดยเฉพาะด้านลิ้นของฟันล่าง และด้านท้ายของฟันซี่ในสุด รวมทั้งกระพุ้งแก้ม และลิ้น ซึ่งสามารถเป็นแหล่งสะสมของคราบจุลินทรีย์ได้
    • การเลือกยาสีฟันยาสีฟันเป็นตัวช่วยให้การแปรงฟัน ทำได้ง่าย และสะอาดขึ้นยาสีฟันที่ดีควรมีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพื่อสงเสริมการป้องกันฟันผุ

ปัญหาฟันผุในแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่เรื่องที่แม่ควรนิ่งนอนใจ หากเพิ่งตั้งครรภ์หรืออายุครรภ์อยู่ในช่วง 4 – 6 เดือน คุณแม่ควรรีบพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจเช็ก และรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของช่องปากของลูกน้อยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

TNN, สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย – ญี่ปุ่น, ไทยรัฐออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

กรมอนามัยเตือน! ปล่อยลูก ฟันผุ เสี่ยงเด็กแคระแกร็น!!

8 ข้อผิดพลาดของพ่อแม่ สาเหตุลูกฟันผุ ก่อนวัยอันควร

จัดฟันเด็ก พาลูกไป จัดฟัน อายุเท่าไหร่ ดีที่สุด?

10 ผ้ากันเปื้อนเด็ก สวมง่าย นุ่มสบาย ไม่เลอะเทอะ

10 ผ้ากันเปื้อนเด็ก สวมง่าย นุ่มสบาย ไม่เลอะเทอะ

ลูกน้อยในวัยทารกยังเป็นวัยที่ควบคุมน้ำลายตัวเองไม่เก่ง เวลากินข้าวอาจจะเผลอทำหก หยด กระเด็น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องคอยสังเกตและเช็ดให้อยู่ตลอดทั้งวัน บางทีก็เผลอทำน้ำลายยืดย้อยลงเสื้อเป็นภาพที่เห็นแล้วน่าเอ็นดู แต่ก็แอบเพลียที่จะต้องคอยถอดไปซักตลอดทั้งวัน ปัญหานี้จะหมดไปถ้ามี ผ้ากันเปื้อนเด็ก หรือผ้าซับน้ำลาย ไอเท็มจำเป็นที่ควรมีติดคอลูกน้อยไว้ จะได้ช่วยป้องกันความเปรอะเปื้อนให้ลูกน้อยได้ ใครที่กำลังมองหาผ้ากันเปื้อนคุณภาพดี ทีมแม่ขอจูงมือไปเลือกดูด้วยกันเลยค่ะ

ผ้ากันเปื้อน

ผ้ากันเปื้อนเด็ก ถือเป็นของใช้เด็กทารกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมไว้แต่แรกเกิดเลย ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ทั้งเช็ดคราบนม คราบน้ำลาย คราบอาหาร ฯลฯ โดยทั่วไป ผ้ากันเปื้อนเด็กจะเหมาะกับเด็กช่วงวัย 4 เดือนขึ้นไป เพราะสามารถออกนอกบ้านได้แล้ว ดังนั้นผ้ากันเปื้อนจึงไม่เพียงเป็นตัวช่วยซับคราบต่าง ๆ แต่ยังเป็นหนึ่งในแฟชั่นที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์น่ารักน่าเอ็นดูให้กับลูกน้อยอีกด้วย

 

ผ้ากันเปื้อนเด็ก แบบไหนดี

  • ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน หลัก ๆ ตามท้องตลาด คือ U Type แบบพาดด้านหน้าแล้วอ้อมไปติดที่คอด้านหลัง ป้องกันเฉพาะด้านหน้า ใช้งานได้ทั่วไป ส่วนแบบ Round Type เป็นผ้ากันเปื้อนรอบคอ 360 องศา เหมาะกับลูกน้อยที่ชอบหันไปมา ไม่ค่อยอยู่นิ่ง และแบบ Drool/Dribbler Bibs สามารถกันเปื้อนได้รอบด้าน และเพิ่มการซับน้ำลายได้ดียิ่งขึ้น
  • วัสดุที่ใช้เหมาะกับจุดประสงค์ใช้งาน หากต้องการซึมซับ ควรเลือกเนื้อผ้าที่ซึมซับดี หากต้องการป้องกันความสกปรก ควรเลือกวัสดุที่ไม่ซึมซับ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย
  • เลือกให้เหมาะกับช่วงวัย ถ้าเป็นวัยแรกเกิดถึง 3 เดือน ควรเป็นผ้านุ่ม อ่อนโยนต่อผิวลูก อย่างเส้นใยฝ้ายออร์แกนิค 4-5 เดือน ควรเลือกผ้าฝ้ายที่นุ่มและซึมซับได้ดี และ 6 เดือนขึ้นไป ควรป้องกันคราบอาหารได้ดี ทำความสะอาดง่าย ทนทาน กันซึมเปื้อน
  • อ่อนโยนต่อผิวเด็ก ผ้าฝ้ายหรือเส้นใยธรรมชาติจึงเป็นตัวเลือกหลัก ควรปลอดภัย ปราศจากสารเคมี หรือหากเป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ ผ้าไนลอน หรือซิลิโคน ซึ่งมีคุณสมบัติกันซึม ก็จะเหมาะใช้เวลาป้อนอาหาร
  • วัสดุที่ใช้ผูกหรือติด เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน หากเป็นเชือกผูกหรือเมจิกเทป จะสามารถให้ปรับตามขนาดคอได้ หรือถ้าเลือกแบบกระดุมควรเป็นพลาสติกที่ไม่ระคายเคืองผิวเด็ก

 

  1. Iflin Baby รุ่น My Style Bamboo Burp & Bib (2in1)

ผ้ากันเปื้อนเนื้อนุ่มแบบ Round Type ผลิตจากเส้นใยไผ่ธรรมชาติ จึงเหมาะกับลูกน้อยวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 12 เดือน นอกจากเป็นผ้ากันเปื้อนคุณภาพดีแล้ว ด้านในยังเสริมให้หนานุ่ม จึงสามารถปรับเป็นผ้าคลุมไหล่และหมอนหนุนได้ด้วย เรียกว่าซื้อ 1 ชิ้นแต่ได้หลายอย่างเลย ทำความสะอาดก็ง่าย แห้งเร็ว มีกระดุมเป็นตัวติด ใช้ง่ายสะดวก

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://iflinbaby.com/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://iflinbaby.com/

 

  1. Bumkins รุ่น Junior Bib

รุ่นนี้ผลิตจากโพลีเอสเตอร์ที่ปราศจาก BPA จึงปลอดภัยกับลูกน้อย มาในรูปแบบเสื้อแขนสั้น สวมใส่ง่าย มีแถบปรับขนาดบริเวณคอ น้ำหนักเบา และพกพาสะดวก ด้านหน้ามีช่องรองเศษอาหาร เหมาะสำหรับใส่กันเปื้อนช่วงกินอาหาร ป้องกันน้ำและคราบเศษอาหารได้ ที่สำคัญคือทำความสะอาดง่าย จะเช็ด จะล้าง หรือซักเครื่องได้หมด ช่วยลดภาระทำความสะอาดของคุณพ่อคุณแม่ได้สบาย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bumkins.com/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bumkins.com

 

  1. Enfant รุ่น Disposable Bibs

เป็นผ้ากันเปื้อนที่สามารถใช้แล้วทิ้งได้ เพื่อสุขอนามัยที่ดี เหมาะสำหรับเวลาพาลูกน้อยออกนอกบ้านแล้วกินเลอะเทอะ วัสดุเป็นผ้า Cotton ผสมกับเยื่อกระดาษ 3 ชั้น มีเคลือบกันซึมด้านหลังด้วย เนื้อสัมผัสก็อ่อนโยนกับผิวลูกน้อย และยังสามารถพลิกกลับด้านขึ้นมาใช้เป็นที่รองเศษอาหารได้อีกด้วย บรรจุภัณฑ์มาเป็นแบบกล่อง พกพาสะดวก สามารถดึงหยิบใช้ได้ง่าย ๆ คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ควรมีติดไว้

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.enfantfamily.com/

https://www.facebook.com/Enfant.MomClub

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Enfant.MomClub/

 

  1. Dodo Love

ผ้ากันเปื้อนแบบ Round Type ดีไซน์ลวดลายน่ารักสุด ๆ เนื้อผ้าผลิตจากผ้าฝ้ายธรรมชาติ หนานุ่ม ไม่ระคายเคืองผิวลูกน้อย และซับน้ำลายได้ดี สามารถใช้ได้รอบด้าน 360 องศา มาพร้อมกระดุมแป๊กพลาสติก ไม่ระคายเคืองผิว ซักง่าย เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี แห้งไว ยิ่งซักยิ่งนุ่ม รุ่นนี้มาเป็นเซ็ต 5 ชิ้น ราคาน่าคบ จ่ายครั้งเดียวคุ้มเลย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dodolove.com/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dodolove.com/

 

  1. Absorba

แบรนด์เสื้อผ้าเด็กจากฝรั่งเศสที่คุณพ่อคุณแม่มั่นใจมานาน เพราะใช้มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่เลยทีเดียว แม้แต่ผ้ากันเปื้อนก็ยังผ่านการคัดสรรวัสดุและวิจัยมาอย่างดี โดยเลือกใช้ Pima Cotton มาถักทอเป็นผืน ได้เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม ซึมซับดี ปราศจากสารเคมี จึงไม่ระคายเคืองผิวลูกน้อย รุ่นนี้มาแบบ U Type ติดกระดุุมด้านหลัง ใช้ง่าย ลายก็น่ารักน่าเอ็นดู เหมาะกับลูกน้อยวัยตั้งแต่แรกเกิดขึ้นไป

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/AbsorbaclubThailand/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/AbsorbaclubThailand

 

  1. PAPA BABY

หากเวลากินข้าวของลูกน้อยเลอะเปรอะเปื้อนจนเหนื่อยจะทำความสะอาด ผ้ากันเปื้อนแบบซิลิโคนต้องเข้าแล้วค่ะ แบรนด์นี้ดีไซน์มาเป็นลวดลายสัตว์ต่างๆ น่ารักมาก เป็นทรง U Type ที่สวมใส่ง่าย ปรับได้ 6 ระดับ มีช่องรองอาหาร เนื้อซิลิโคนมีความนิ่ม ยืดหยุ่น ปราศจากสาร BPA จึงปลอดภัย ล้างเช็ดง่าย ไม่ซึมซับ แถมยังทนความร้อนสูงได้ จึงสามารถนำไปต้มหรือนึ่งได้อย่างปลอดภัย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/Papafarlinbaby/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Papafarlinbaby/

 

  1. Pognae

แบรนด์คุณภาพจากเกาหลี เป็นแบบ U Type ที่ทำจากผ้าฝ้ายออร์แกนิค 100% ถึง 3 ชั้น จึงป้องกันน้ำลายซึมได้ดี เนื้อผ้านุ่ม ปราศจากสารเคมี จึงปลอดภัยและอ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย นอกจากนี้ยังออกแบบให้ใช้ร่วมกับ Hip Seat ได้ด้วย เหมาะกับลูกน้อยเวลาออกเดินทางไปนอกบ้านกับคุณพ่อคุณแม่

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/POGNAE.Thailand/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/POGNAE.Thailand/

 

  1. Baby & Co.

เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ จะใช้กันเปื้อนก็ได้ ซับน้ำลายก็ดี จะผูกเป็นแฟชั่นก็ดูน่ารักไปอีกแบบ วัสดุผลิตจากใยฝ้ายธรรมชาติ 100% ผ่านการรับรองจาก COTTON USA™ จึงให้สัมผัสที่นุ่มสบาย ไม่ระคายผิวลูกน้อย แถมมีเทคโนโลยี Dri-Tex จึงระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว สามารถปรับขนาดรอบคอได้ถึง 3 ระดับ เซ็ตหนึ่งมีถึง 3 ชิ้น ซื้อครั้งเดียวคุ้ม ใช้กันไปยาว ๆ ได้เลยค่ะ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bclink.co/shop/babyandco/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bclink.co

 

  1. Hudson Baby

ผ้ากันเปื้อนทรง U Type ดีไซน์น่ารักทั้งลวดลายและรูปแบบ ดูคล้ายเสื้อตัวน้อยมีแถบติดอยู่ด้านหลัง สวมใส่ง่าย ถอดง่าย ลายก็ดูเก๋น่ารัก มาเป็นเซ็ตเสื้อผ้าเข้ากัน ถูกใจคุณพ่อคุณแม่ วัสดุผลิตจากผ้า Cotton 100% จึงอ่อนโยนต่อผิว ซึมซับได้ดี ทำความสะอาดก็ง่าย เหมาะสำหรับลูกน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิด ถึง 9 เดือน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://hudsonchildrenswear.com/

ผ้ากันเปื้อนเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://hudsonchildrenswear.com/

 

  1. Bibado

แบรนด์ชุดคลุมกันเปื้อนจากอังกฤษ สามารถสวมทับเสื้อผ้าได้เลย ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่า เวลาลูกน้อยกินข้าวจะทำอาหารหกเลอะเทอะจนเหนื่อยทำความสะอาด เพราะชุดนี้ออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานแล้ว ผลิตจากโพลียูรีเทน Food Grade ปราศจากสาร BPA กันน้ำ กันคราบ ทำความสะอาดง่าย พับเก็บง่าย พกพาสะดวก ตัวชุดยังสามารถปรับขนาดตรงคอและแขนได้อีก เผื่อลูกโต ซื้อครั้งเดียวใช้ได้นาน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/Bibado.thailand/

ผ้ากันเปื้อน เด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Bibado.thailand/

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/Bibado.thailand/photos/489887669167983

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ผ้าคลุมให้นม 10 แบรนด์ ใส่สบาย คล่องตัว ไม่กลัวโป๊

เปิดกระเป๋าแม่ลูกอ่อน ส่องไอเท็ม (ไม่) ลับ ที่คุณแม่ต้องมีติดกระเป๋า ติดบ้าน ห้ามขาด!!

checklist เตรียมของก่อนคลอด ยังไงไม่บานปลายได้ของครบ

ใครเก็บ ยาน้ำ ในตู้เย็นบ้าง?เลิกด่วน!ยาบางชนิดงดแช่เย็น

ยาน้ำ ยาน้ำเชื่อม ยาน้ำแขวนตะกอน ชอบเก็บในตู้เย็นกันใช่ไหม เภสัชกรมาไขความจริง ทำไมถึงไม่ควรเก็บยาบางชนิดในตู้เย็น ไม่แค่มีผลต่อคุณภาพยายังอันตรายอีกด้วย

ใครเก็บ ยาน้ำ ในตู้เย็นบ้าง?เลิกด่วน!ยาบางชนิดงดแช่เย็น

ยา เป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญเมื่อยามเราเจ็บป่วย เป็นตัวช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บป่วย และช่วยรักษา ต่อสู้กับเชื้อโรค หรือปรับสมดุลให้แก่ร่างกายให้กลับมาทำงานตามปกติ ดังนั้น การคงสภาพให้ยาที่ได้รับมาจากคุณหมอให้มีคุณภาพเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้ยานั้นทำงานได้อย่างเต็มที่เป็นเรื่องที่เราควรเรียนรู้ไว้ การจะให้ยาคงประสิทธิภาพให้ได้ดี ก็ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาอย่างไร เพราะยาแต่ละชนิดก็มีวิธีการเก็บรักษายาแตกต่างกันไป

การเก็บรักษา ยาน้ำ ยาน้ำเชื่อม ที่ถูกต้อง
การเก็บรักษา ยาน้ำ ยาน้ำเชื่อม ที่ถูกต้อง

เก็บยา อย่างไรให้ถูกต้อง?

1. เก็บให้พ้นแสงแดด ไม่เก็บไว้ในรถ

อย่าเก็บยาไว้ในที่ร้อน หรือโดนแสงแดด จะทำยาเสื่อมคุณภาพเร็ว ทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ เมื่อได้รับยาจากคุณหมอมาแล้ว ไม่ควรเก็บ หรือวางยาไว้ในรถ เพราะอุณหภูมิในรถสูงกว่าอุณหภูมิห้องปกติ (15-30 องศาเซลเซียส) อาจสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำให้ยาเสื่อมสภาพ เสื่อมประสิทธิภาพในการรักษา คุณภาพลดลงหรือเสียไป ยาบางชนิดจะหลอมละลายเมื่อถูกความร้อน เช่น ยาเหน็บทวารหนัก เป็นต้น

ตัวอย่างยาที่อ่อนไหวต่อแสงแดด สังเกตได้จากยาจะถูกบรรจุในถุง หรือในขวดสีชา ยาเหล่านี้ ได้แก่ วิตามินบี 6, วิตามินเอ, ยาพวกฮอร์โมน, ยาคุมกำเนิด, ยาน้ำเชื่อมของเด็กหลายชนิด, ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ยาที่ถูกเก็บไว้ในขวดสีชา แม้จะกันแสงแดดได้บ้าง แต่ถ้าวางไว้รับแสงโดยตรง แสงแดดก็จะมีผลต่อการเปลี่ยนสภาพของยา และทำให้ยาหมดอายุได้เร็วขึ้น

2. การเก็บยาในตู้เย็น

ยาบางชนิดอาจระบุให้เก็บในตู้เย็น โดยให้เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา ไม่เก็บไว้ในช่องแช่แข็ง และไม่ควรเก็บไว้ที่ฝาตู้เย็น เพราะเมื่อเราเปิดปิดตู้เย็น อาจทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อยจนกระทบกับคุณภาพของของยาได้

3. ปิดฝาให้สนิทเมื่อไม่ได้ใช้ยา

ปกติแล้ว ในอากาศจะมีก๊าซต่าง ๆ ซึ่งก๊าซบางชนิด สามารถเร่งให้ยาเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น ดังนั้น จึงควรเก็บยาในภาชนะที่สามารถปิดได้สนิทมิดชิด รวมถึงไม่แกะยาออกจากภาชนะบรรจุเดิม โดยที่ยังไม่ต้องการใช้ เช่น การแกะเม็ดยาออกจากแผงยา เพื่อความสะดวกในการกินยา

4. ตรวจสอบวันหมดอายุของยาอยู่เสมอ

ให้สังเกตที่ฉลากซึ่งจะระบุวันหมดอายุ (EXP. DATE) เอาไว้ (ถ้าไม่ทราบให้ถามเภสัชกร) ยาที่หมดอายุแล้วจะมีลักษณะทางกายภาพของเม็ดยาที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ เช่น สีเปลี่ยนไปจากเดิม มีจุดด่างบนเม็ดยา มีกลิ่นที่ผิดปกติ มีการตกตะกอน หรือจับกันของผงยาน้ำ การแยกชั้นของเนื้อครีม หากพบว่ายาหมดอายุแล้ว ควรทิ้งทันที และไม่ใช้ยาที่มีลักษณะผิดปกติ เพื่อป้องกันอันตรายจากยาที่เสื่อมสภาพ

ยาตัวช่วยเมื่อลูกไม่สบาย
ยาตัวช่วยเมื่อลูกไม่สบาย

5. อย่าเก็บยาใช้ภายนอกรวมกับยากิน

ควรมีตู้ยา สำหรับเก็บยาโดยเฉพาะ โดยเก็บยาสำหรับกิน และยาใช้ภายนอก แยกออกจากกันให้เป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันการหยิบยาผิด

6. อย่าเก็บยาในที่ชื้น

ยาหลายชนิด เมื่อเจอความชื้นจะเกิดการแปรสภาพ หรือเสื่อมสภาพ และยาเม็ดส่วนใหญ่เมื่อโดนความชื้นจะมีผลต่อชั้นเคลือบเม็ดยา ทำให้บวม หรือเกาะเป็นก้อนได้ จึงไม่ควรเก็บยาในบริเวณที่มีความชื้นสูง ควรเก็บยาในภาชนะบรรจุตั้งต้นจากบริษัทยา หลีกเลี่ยงการเก็บยาในบริเวณที่มีความชี้นสูง เช่น ห้องน้ำ หรือห้องครัว เเละปิดฝาขวดยาให้สนิททุกครั้งหลังเปิดใช้

7. เก็บยาให้พ้นมือเด็ก

ตู้ยาควรติดไว้ในระดับที่สูงเกินกว่าที่เด็กจะหยิบถึง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เก็บยาในตู้เย็นดีกว่าจริงหรือ??

หลาย ๆ คนมีความเชื่อในแบบเดียวกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เมื่อได้ยามาแล้วมักเก็บยัดไว้ในตู้เย็น เนื่องด้วยคิดว่าป้องกันไม่ให้ยาเสีย หรือคิดว่าตู้เย็นป้องกันการเสื่อมสภาพของยาได้ แล้วความจริง การเก็บยาในตู้เย็นดีกว่าจริงหรือ?

หลายคนมีความเชื่อว่า การเก็บยาไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ๆ จะทำให้รักษาความคงตัวของยาได้นานขึ้น หรืออาจเข้าใจว่าจะสามารถยืดวันหมดอายุของยาให้นานขึ้นได้ จึงมักพบว่าบางคนจะเก็บยาทุกชนิดไว้ในตู้เย็น ซึ่งแท้จริงแล้วการเก็บยาไว้ในตู้เย็นอาจทำให้ยาหมดความคงตัวได้เช่นกัน เนื่องจากอุณหภูมิ และความชื้นอาจไม่เหมาะสมกับยาบางชนิด เช่น หากนำยาแขวนตะกอน หรือ ยาน้ำ เชื่อมบางประเภทมาแช่เย็น จะทำให้เกิดการตกตะกอนได้ หรือยาแคปซูลบางชนิดที่มีการเก็บไว้ในตู้เย็นที่มีความชื้นสูง มักทำให้แคปซูลเยิ้มหรือติดกันได้

การแช่ยาบางชนิดในตู้เย็น นอกจากจะทำให้เกิดการเสื่อมสลายของตัวยาสำคัญแล้ว ยังทำให้เกิดสารพิษขึ้นได้ เช่น การแช่ยาเม็ดแอสไพรินในตู้เย็นที่มีความชื้นสูงจะทำให้เกิดการสลายตัวเป็นกรดซาลิไซลิกและกรดอะซิติก ซึ่งไม่มีผลในการต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด รวมทั้งยังทำให้เกิดพิษ ทำให้ร่างกายเกิดการขาดออกซิเจน ชัก และหมดสติได้เมื่อรับในประมาณปริมาณสูง

ดังนั้น การเก็บยาไว้ในตู้เย็น จึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับยาทุกประเภท ควรอ่านฉลากยาหรือรายละเอียดบนกล่องยาเพื่อศึกษาถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาอย่างถูกต้อง

ผู้เขียน : ภก.อนุชิต ตุงธนบดี งานเภสัชกรรมคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ยาน้ำ เมื่อลูกกินยายาก
ยาน้ำ เมื่อลูกกินยายาก

เภสัชกรแนะ! ยาน้ำ ยาน้ำเชื่อม  อย่าแช่ตู้เย็น

ยาน้ำ ยาน้ำเชื่อม หรือ syrups ไม่แนะนำให้แช่ตู้เย็น เพราะว่าตู้เย็นจะดูดความชื้น ทำให้น้ำในตำรับลดลง ความเข้มข้นของยาก็เปลี่ยนไป ความหนืดจะเพิ่มมากขึ้น เวลานำไปใช้ ก็จะทำให้ได้ปริมาณที่ไม่แน่นอน และต้องระวังยาจำพวกที่มี ส่วนผสมของน้ำตาลเยอะมาก เช่น ยาน้ำเชื่อม เพราะนอกจากจะทำให้ความหนืดของยามากขึ้น ทำให้น้ำในตำรับลดลง ยังทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดผลึกน้ำตาลเกาะที่ปากขวด จนเสื่อมสภาพได้ ยาน้ำ และยาหลาย ๆ ชนิดสามารถอยู่นอกตู้เย็นได้ เราสามารถวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติได้ เพียงแค่ระวังไม่ให้โดนแสงแดด ดังนั้น หลังจากได้รับยามาจากโรงพยาบาล ร้านยา คลินิก ต้องตรวจสอบให้ดีนะคะ ว่าเป็นยาประเภทไหน เพราะยาแต่ละชนิดมีวิธีการ​เก็บ​ต่างกัน

วิธีเก็บยา ไว้ในตู้เย็นอย่างถูกวิธี

ภญ.พวงเพ็ญ ฤทธีวีรกูล ได้กล่าวไว้ว่า ยาหลายชนิดจะเสื่อมสภาพได้ หากจัดเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม และได้แนะนำวิธีเก็บยาในตู้เย็นไว้ดังนี้

ตำแหน่งจัดเก็บยาในตู้เย็นที่เหมาะสม คือ ชั้นกลางที่อยู่ใกล้ตำแหน่งที่มีช่องความเย็น เนื่องจากจะมีอุณหภูมิคงที่มากกว่าบริเวณอื่น ๆ

ข้อควรระวัง และข้อห้ามในการเก็บยาในตู้เย็น มีดังนี้

  • ไม่ควรเก็บยาที่ฝาประตูตู้เย็น เพราะอุณหภูมิไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงง่ายขณะเปิด-ปิด ใช้งาน
  • ไม่ควรเก็บยาในช่องแช่แข็ง หรือชั้นบนสุดใต้ช่่องแช่แข็ง เพราะ อุณหภูมิอาจเย็นจัดเกินไปจนยาแข็งตัว ทำให้เสื่อมสภาพได้
  • ไม่ควรเก็บยาในช่องแช่ผักผลไม้ เพราะอาจปนเปื้อนได้ง่าย
  • ห้ามนำอาหารแช่เย็นปนกับยา ควรมีภาชนะจัดเก็บยาแยกจากอาหารในตู้เย็นอย่างชัดเจน เพื่อให้สะดวกต่อการหยิบใช้ และ ลดการปนเปื้อนจากกลิ่นไอของอาหาร
เภสัชกรแนะ ไม่ควรเก็บ ยาน้ำ ในตู้เย็น
เภสัชกรแนะ ไม่ควรเก็บ ยาน้ำ ในตู้เย็น

วิธีสังเกตการเสื่อมสภาพและไม่คงตัวของยาน้ำแต่ละรูปแบบ

  1. ยาผงแห้ง ผงยาจะจับตัวกันเป็นก้อนแข็งที่ไม่ปกติ ไม่สามารถละลายได้ และถ้าผนังภาชนะบรรจุมีไอน้ำหรือหยดน้ำแสดงว่ายาเตรียมนั้นไม่เหมาะที่จะนำไปใช้
  2. ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพ ตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สีหรือรสเปลี่ยนไป
  3. ยาน้ำเชื่อม หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว
  4. ยาน้ำใส หากสี กลิ่นเปลี่ยนไป หรือมีตะกอน ลักษณะยาน้ำนั้นขุ่น ไม่ใส เหมือนตอนเริ่มผลิต ควรทิ้งยาน้ำนั้น

ในบางครั้ง พ่อแม่อาจรู้สึกว่า ทำไมลูกกินยาแล้วไม่หายซักที แนะนำว่าให้ลองกลับไปสังเกตที่ผลิตภัณฑ์ยาน้ำที่ได้มานั้นดูว่า ยาน้ำที่เก็บในตู้ยาหรือตู้เย็นของคุณหมดอายุหรือยัง? และเก็บรักษาถูกวิธีหรือไม่? การเก็บรักษายาให้ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญพอ ๆ กับการรู้จักวิธีใช้ยาเลยทีเดียว

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก  www.gedgoodlife.com / FB : เภสัชกรแม่ลูกอ่อน / livewithdrug.com/

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ รับยาที่ไหน ลูกควรกินเท่าไหร่?

การเลือกใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ A,B,C,D,X คืออะไร?

ปล่อยลูกลุยน้ำย่ำโคลน ระวัง! เด็กป่วย โรคเมลิออยโดสิส

ให้ลูกช่วยงานบ้าน ฝึกทักษะ EF ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต โดยพ่อเอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แคปชั่นภาษาอังกฤษ

40 แคปชั่นภาษาอังกฤษ ครอบครัวอบอุ่น ความหมายดีๆ

แคปชั่นภาษาอังกฤษ ความหมายโดนใจ เพิ่มสีสันให้โซเชี่ยล ไม่ต้องคิดเองให้เหนื่อย แคปชั่นไหนเหมาะกับรูปครอบครัวสวยๆ เลือกเอาไปโพสต์ลงโซเชี่ยลกันได้เลยค่ะ

รวม แคปชั่นภาษาอังกฤษ ครอบครัวอบอุ่น ความหมายดีๆ

เดี๋ยวนี้จะโพสต์ลงโซเชี่ยลแค่รูปสวยๆคงไม่พอ ต้องมีแคปชั่นเด็ดๆ โดนๆ ยิ่ง แคปชั่นภาษาอังกฤษ ก็ยิ่งเริ่ด ทีมแม่ ABK นำมาฝากแล้วค่ะ เอาไปโพสต์ร่วมกับรูปครอบครัวที่ดูอบอุ่น สนุกสนาน มีความสุข ดูแล ห่วงใยกัน เก็บไว้ให้ลูกๆดูเมื่อโตขึ้น

แคปชั่นภาษาอังกฤษ
แคปชั่นภาษาอังกฤษ

รวม 40 แคปชั่นภาษาอังกฤษ ครอบครัวอบอุ่น ความหมายดีๆ

ภาษาอังกฤษ คำแปล
The family is one of the nature’s masterpieces ครอบครัวเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ธรรมชาติสร้างขึ้น
Your family is the best team you could ever have. ครอบครัวคือทีมที่ดีที่สุดที่คุณได้พบเจอ
A family doesn’t need to be perfect, it just needs to be united. คำว่า ครอบครัวไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบแต่จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน
A family gives you the roots to stand tall and strong. ครอบครัวเปรียบเสมือนรากที่จะทำให้คุณเติบโตและแข็งแกร่ง
Love is the glue that holds a family together. ความรักคือกาวที่จะยึดเหนี่ยวให้ครอบครัวเป็นหนึ่งเดียวกัน
Family love knows no boundaries. ความรักในครอบครัวไร้ขอบเขต
I always have my family’s support no matter where I go or what I do. ไม่ว่าฉันจะอยากไปไหนหรือทำอะไรครอบครัวจะคอยสนับสนุนฉันเสมอ
Family means you’re never alone. ครอบครัวหมายถึงเธอจะไม่ต้องอยู่คนเดียว
All we have is one another. เรามีกันและกัน
Food tastes better when you eat it with family. อาหารจะอร่อยขึ้นเมื่อทานกับครอบครัว
Here, love knows no end. ที่นี่ทำให้รู้ว่าความรักจะไม่มีที่สิ้นสุด
You don’t choose your family. They are God’s gift to you, as you are to them. เราเลือกครอบครัวไม่ได้ นั่นคือของขวัญที่พระเจ้ามอบให้คุณ เหมือนกับที่มอบให้พวกเขา
Families are like branches on a tree, we grow in different directions Yet our roots remain as ONE. ครอบครัวเปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ เราอาจจะเติบโตไปในทิศทางที่แตกต่างแต่เราก็มาจากรากฐานเดียวกัน
Family means no one gets left behind or forgotten. ครอบครัวหมายความว่าจะไม่มีใครถูกลืมหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
Blood is thicker than water. เลือดข้นกว่าน้ำ
Collect beautiful moments. เก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่สวยงาม
Honor one another. ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
Family time is quality time. ช่วงเวลาที่มีคุณภาพคือเวลาที่ใช้ร่วมกับครอบครัว
Just a simple, happy family. เราเป็นครอบครัวธรรมดา ๆ ที่มีความสุข
Little moments, big memories. ช่วงเวลาเล็ก ๆ แต่เป็นความทรงจำที่ยิ่งใหญ่

 

แคปชั่นครอบครัว
แคปชั่นครอบครัว

40 แคปชั่นภาษาอังกฤษ ครอบครัวอบอุ่น ความหมายดีๆ

คำคมภาษาอังกฤษ คำแปล
There’s no comfort like family. ไม่มีอะไรจะทำให้เราสุขสบายได้มากกว่าครอบครัวอีกแล้ว
These are the only people who love me whenever I’m not so lovable. นี่คือคนที่รักฉันเสมอถึงแม้ว่าฉันจะไม่น่ารักก็ตาม
Family is a gift that lasts forever. ครอบครัวคือของขวัญที่จะอยู่ไปชั่วนิจนิรันดร์
Money can buy anything except family. เงินสามารถซื้อทุกอย่างได้ยกเว้นครอบครัว
The first privilege I have in this world is this family. สิทธิพิเศษแรกที่ฉันได้รับจากโลกใบนี้คือครอบครัว
Home is not a place. It’s a feeling. บ้านไม่ใช่สถานที่แต่เป็นความรู้สึก
I have a hero and his name is Daddy and Mommy. ฮีโร่ของฉันชื่อว่าปะป๊าและหม่ามี้
When life knocks you down, family is the one that always stands by your side. เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณล้มครอบครัวจะอยู่ข้าง ๆ คุณเสมอ
Laughter brings a family closer. เสียงหัวเราะจะช่วยให้ครอบครัวสนิทกันมากขึ้น
You call it chaos. We call it family. คุณอาจจะเรียกมันว่าความวุ่ยวาย แต่เราเรียกมันว่าครอบครัว
Made with love. สร้างขึ้นมาด้วยความรัก
Happiness is seeing your family happy. ความสุขคือการเห็นครอบครัวมีความสุข
Be happy for no reason like a child. แค่มีความสุขโดยที่ไม่ต้องมีเหตุผลเหมือนกับเด็กน้อย
The best family in town is mine. ตำแหน่งครอบครัวที่ดีที่สุดในเมืองนี้ตกเป็นของพวกเรา
If we can’t help our family then to whom we are going to help?? ถ้าเราไม่ช่วยกันแล้วใครจะมาช่วยล่ะ?
Little things mean a lot. เป็นสิ่งเล็ก ๆ ทีมีความหมายมาก ๆ
My life. My love. My family. ชีวิตของฉัน ความรักของฉัน ครอบครัวของฉัน
This home is built on love and shenanigans. บ้านหลังนี้สร้างขึ้นมาจากความรักและความเชื่อมั่น
We’re stuck like glue. เราตัวติดกันเหมือนกาว
Always better together. อยู่ด้วยกันดีที่สุดแล้ว

หวังว่า แคปชั่นภาษาอังกฤษ ที่ ทีมแม่ ABK นำมาฝากนี้ คงเติมเต็มรูปภาพครอบครัวให้ดูสมบูรณ์แบบ เรียกรอยยิ้มและยอดไลค์ ให้ผู้ที่ผ่านมาเห็นได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

30 คำคมภาษาอังกฤษ แคปชั่นภาษาอังกฤษ สำหรับคุณแม่

แคปชั่นคนท้อง 2021 รวมคำคมคนเห่อลูก ก็แค่อยากให้โลกรู้ว่าจะมีลูกแล้วจ้า

รวม คำคมครอบครัว คำคมชีวิตครอบครัว อ่านแล้วโดนใจ

23 คำพูดให้กำลังใจ ที่เพิ่มศักยภาพลูก..สู่ความสำเร็จ

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://bestreview.asia

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

เมลิออยโดสิส

ปล่อยลูกลุยน้ำย่ำโคลน ระวัง! เด็กป่วย โรคเมลิออยโดสิส

ปล่อยลูกลุยน้ำย่ำโคลน ระวัง! เด็กป่วย โรคเมลิออยโดสิส

เข้าสู่ช่วงปิดเทอมแล้ว แน่นอนว่าเด็ก ๆ หลายคนย่อมอยากออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน บางคนอาจชอบเล่นดิน เล่นทราย วิ่งเท้าเปล่าลุยน้ำ ลุยโคลน ผจญภัยด้วยความสนุกสนานตามประสาเด็ก ๆ แต่คุณพ่อคุณแม่คะ หากปล่อยลูก ลุยน้ำย่ำโคลนโดยไม่ระวัง ลูกอาจติดเชื้อแบคทีเรียและเป็น โรคเมลิออยโดสิส ได้ค่ะ โรคนี้มีสาเหตุจากอะไร ป้องกันและรักษาอย่างไร มาดูกันค่ะ

โรคเมลิออยโดสิส คืออะไรมีสาเหตุจากอะไร

เมลิออยโดสิส (Melioidosis) หรือโรคเมลิออยด์ เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย Burkholderia Pseudomallei ที่ปนเปื้อนได้ในน้ำและดิน แพร่กระจายสู่คนผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง หรือโดยการติดต่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น สุนัข แมว หมู ม้า วัว ควาย แกะ แพะ เป็นต้น โดยเฉพาะการสัมผัสกับเชื้อบริเวณผิวหนังที่มีแผลเปิดนั้นเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อสูง

นอกจากนี้ ทั้งคนและสัตว์ต่างเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากการสูดหายใจเอาฝุ่นผงเข้าไป ทั้งการได้รับละอองน้ำเล็ก ๆ หรือการดื่มน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียนี้เจือปนอยู่ ส่วนการแพร่กระจายระหว่างมนุษย์กับมนุษย์นั้นพบได้น้อย

เมลิออยโดสิส สถิติผู้ป่วย

เมลิออยโดสิสเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาของหลายประเทศ รายงานว่าประเทศทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางเหนือของทวีปออสเตรเลีย เป็นบริเวณที่มีโรคประจำถิ่น และสามารถตรวจพบโรคนี้ได้บ้างในฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย นิวซีแลนด์ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ส่วนในไทย ศูนย์วิจัยโรคเมลิออยโดสิส มหาวิทยาลัยขอนแก่น รายงานว่า ระหว่างปี 2553 – 2558 ประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคเมลิออยด์ ที่มีผลเพาะเชื้อยืนยัน อย่างน้อยปีละ 1,700 ราย เสียชีวิตอย่างน้อยปีละ 700 ราย และระหว่างปี พ.ศ. 2563 – 2564 มีผู้ป่วยติดเชื้อโรคเมลิออยโดสิส มากกว่า 2,000 รายต่อปี พบมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สถานการณ์ล่าสุดของเมลิออยโดสิส

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคเมลิออยโดสิส ในปี 2565 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 6 มี.ค. 65 พบผู้ป่วย 339 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่ผู้ป่วยสูงสุด คือ อายุ 55 – 64 ปี รองลงมาคือ อายุ 45 – 54 ปี และอายุมากกว่า 65 ปี ตามลำดับ จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ มุกดาหาร, อำนาจเจริญ, ยโสธร, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี  เมื่อเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ว ไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2 – 3 วัน โดยอัตราการเสียชีวิตสูงถึง ร้อยละ 40 ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ติดเชื้อเมลิออยโดสิสผ่านทางใดได้บ้าง

โรคเมลิออยโดสิสสามารถติดเชื้อได้ ทั้งผ่านทางผิวหนัง, การกิน และการหายใจ เอาเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในร่างกาย อาจเป็นหนองบริเวณที่ติดเชื้อ, หากติดเชื้อที่ปอด อาจทำให้ปอดอักเสบ และทำให้มีฝีหนองในปอดได้ และจากกรณีศึกษาผู้ป่วย โรคเมลิออยโดสิส พบว่า เชื้อโรคนี้สามารถซ่อนตัวอยู่ในร่างกายคน ได้นานนับ 10 ปี

โรคเมลิออยโดสิส
ปล่อยลูก ลุยน้ำย่ำโคลนเสี่ยง เมลิออยโดสิส!!

อาการของโรคเมลิออยด์

โรคเมลิออยด์เกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะและมักแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่มีการติดเชื้อ ดังนี้

การติดเชื้อที่ปอด เกิดจากการสูดดมเชื้อเข้าไป อาจจะทำให้เกิดการอักเสบและทำให้มีฝีหนองในปอด อาการมีได้ตั้งแต่หลอดลมอักเสบชนิดไม่รุนแรง ไปจนถึงอาการของโรคปอดบวมชนิดรุนแรง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดศีรษะ ไอ ไม่อยากอาหาร หายใจหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อโดยทั่วไป รวมถึงอาจไอเป็นเลือด

การติดเชื้อเฉพาะที่เฉียบพลัน เป็นการติดเชื้อเฉพาะตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อโรค หากเป็นที่ผิวหนังจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อมีอาการเจ็บ บวม มีแผลเปื่อยสีออกขาวเทา และอาจเกิดเป็นหนอง รวมถึงส่งผลให้มีอาการไข้และเจ็บกล้ามเนื้อตามมา แต่หากติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำลายจะอักเสบบวม โต เจ็บ อาจเกิดหนอง หรือหากเชื้อเข้าตาจะส่งผลให้เยื่อตาอักเสบ การอักเสบเฉพาะอวัยวะเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงอวัยวะนั้น ๆ ร่วมด้วย จนทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต คลำแล้วเจ็บ และอาจเกิดเป็นหนอง ทั้งนี้ การติดเชื้ออาจจำกัดอยู่ที่บริเวณดังกล่าวหรือแพร่ผ่านกระแสเลือดต่อไปก็ได้

การติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ป่วยด้วยโรคที่มีความเสี่ยงต่อเชื้อเมลิออยด์ เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไตวาย หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีแนวโน้มจะติดเชื้อลักษณะนี้มากที่สุด มักทำให้เกิดอาการช็อก และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง  หากเชื้อเมลิออยด์เข้าสู่กระแสเลือด อาจส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ หายใจลำบาก รู้สึกไม่สบายท้อง ปวดข้อต่อ การติดเชื้อในลักษณะนี้จะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว และอาจพบฝีทั่วร่างกาย โดยเฉพาะในตับ ม้าม หรือต่อมลูกหมาก

เชื้อกระจายทั่วร่างกาย เชื้อสามารถแพร่กระจายจากผิวหนังผ่านเลือดไปสู่อวัยวะอื่น ๆ จนกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังที่อาจส่งผลต่อหัวใจ สมอง ตับ ไต ม้าม ต่อมลูกหมาก ข้อต่อ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก และดวงตา ซึ่งการติดเชื้อเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเรื้อรังก็ได้

ช่วงเวลาแสดงอาการอาจใช้เวลาตั้งแต่ 1 วัน ไปจนถึงหลายปี โดยทั่วไปอาการมักปรากฏขึ้นใน 2-4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ หรือโดยเฉลี่ย 9 วันหลังจากการติดเชื้อ

การรักษาโรค

โรคเมลิออยโดสิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากวินิจฉัยถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะใน 2 สัปดาห์แรกด้วยวิธีฉีด หลังจากนั้นจะให้ยาชนิดกินต่อไปเป็นเวลา 5 เดือน หากมีภาวะแทรกซ้อนอาจให้ยาเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม

การป้องกัน

  1. อย่าปล่อยให้ลูกเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นต้องสวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง กางเกงขายาว หรือชุดลุยน้ำ
  2. หากลูกมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดบาดแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลนั้นจะแห้งสนิท
  3. รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่ที่โล่งแจ้ง ในขณะที่มีพายุฝนหรือสภาพอากาศแปรปรวน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

MCOT Digital, pobpad, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, RAMA Channel

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สังเกตสัญญาณเตือนจากเคสจริงโรค คาวาซากิ อันตราย!!

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

เช็ก! อาการช็อก เบื้องต้นของลูกนิ้วมือนิ้วเท้าฝ่าเท้าช่วยได้

โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากอะไร รักษาได้อย่างไร

โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากอะไร รักษาได้อย่างไร

จากกรณีดังระดับโลกที่เกิดขึ้นในการประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 94 เมื่อช่วงเช้าวันนี้ 28 มีนาคม คุณพ่อคุณแม่คงจะได้เห็นภาพที่ “วิล สมิธ” นักแสดงชื่อ ดังตบหน้า คริส ร็อค พิธีกรของงาน เล่นมุกตลกล้อเลียน “เจดา พิงเก็ตต์ สมิธ” ภรรยาของวิล เกี่ยวกับการโกนผมทั้งหัว ซึ่งที่เธอต้องโกนผมก็เพราะกำลังป่วยด้วย โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia) ค่ะ จากเหตุการณ์นี้บรรดาคุณแม่และคุณพ่อที่อาจมีอาการผมร่วงอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เกิดความกังวลว่า จะเป็นโรคเดียวกันไหม โรคนี้มีสาเหตุ อาการ และรักษาได้อย่างไร ทีมแม่ ABK หาคำตอบมาให้แล้วค่ะ

โรคผมร่วงเป็นหย่อม หรือ Alopecia Areata มีอาการอย่างไร

โรคนี้จะมีอาการผมร่วงเป็นหย่อม ๆ โดยทั่วไปบริเวณที่ผมร่วง จะมีลักษณะเป็นวงกลมเท่าเหรียญขนาดใหญ่ อาจมีอาการคัน หรือมีผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ผมร่วงด้วย แต่ก็พบได้น้อย นอกจากนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น คิ้ว ขนตา หนวดเครา หรือขนรักแร้ เป็นต้น โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย

ขนและผมที่ร่วงนั้น จะงอกขึ้นใหม่ได้เองภายใน 3-4 เดือน แต่บางรายอาจไม่งอกอีกเลย  ส่วนปริมาณผม หรือขนที่ร่วงและที่งอกขึ้นมาใหม่ของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ อาการผมร่วงเป็นหย่อมอาจหายไปและกลับมาเป็นได้อีก ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้เร็ว และป้องกันการหลุดร่วงในอนาคต

สาเหตุของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

โรคนี้ อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยความผิดปกตินี้อาจสร้างความเสียหายต่อรูขุมขน จนทำให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลง และไม่สามารถผลิตเส้นผมขึ้นมาได้ จึงเกิดเป็นอาการผมร่วง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกช่วงวัย

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้ เช่น

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม
  • คนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคนี้ หรือเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเบาหวานประเภทที่ 1 โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคด่างขาว โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือภาวะลำไส้เป็นแผล (Ulcerative Colitis) เป็นต้น
  • การเจ็บป่วยอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อไวรัส
  • การได้รับยาบางชนิด
  • ความเครียด
โรคผมร่วงเป็นหย่อม
โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากอะไร รักษาได้อย่างไร

การรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม

ปัจจุบันในทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้ แต่เบื้องต้นแพทย์อาจแนะนำให้รอผมงอกขึ้นมาใหม่เอง ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน เพราะปกติแล้วผมจะงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรักษา อีกทั้งโรคนี้ไม่มีอันตรายต่อร่างกายของผู้ป่วย แต่ก็มีวิธีที่ช่วยให้ผมที่ร่วงไปงอกกลับขึ้นมาใหม่เร็วกว่าวิธีตามธรรมชาติ ดังนี้

  • การใช้สเตียรอยด์
    สเตียรอยด์จะยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างความเสียหายแก่รูขุมขน และทำให้เส้นผมสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งมีทั้งแบบฉีดซึ่งได้ผลดีในกรณีที่ผมร่วงเป็นบริเวณไม่กว้างนัก และแบบทาซึ่งเห็นผลช้า และอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือน โดยการใช้ยาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
  • การใช้ยาปลูกผม
    การรักษาด้วยวิธีการนี้มีโอกาสสำเร็จน้อย โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล แต่หากใช้ยาปลูกผมมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ควรหยุดใช้ยาและใช้วิธีอื่นรักษาแทน
  • การทำภูมิคุ้มกันบำบัด
    เป็นการให้สารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่ผิวหนังลงบนบริเวณที่ผมร่วง เพื่อทำให้เกิดการอักเสบที่จะนำไปสู่การกระตุ้นให้ผมกลับมางอกขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง แต่มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดโรคผิวหนังชนิดอื่นตามมาได้
  • วิธีการอื่น 
    อาจใช้การรับประทานอาหารเสริมจำพวกวิตามิน หรือสมุนไพร รักษาโดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืช หรือรับการฝังเข็ม ซึ่งอาจช่วยให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้ แต่การรักษาทางเลือกเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ว่าจะช่วยรักษาอาการผมร่วงหรือทำให้อาการดีขึ้นได้ ดังนั้น หากต้องการใช้การรักษาทางเลือกใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

โรคผมร่วงเป็นหย่อมอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ดังนี้

  • ทางกาย อาจเสี่ยงเป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคด่างขาว หรือโรคโลหิตจาง เป็นต้น
  • ทางจิตใจ ผู้ป่วยอาจเกิดความเครียด รู้สึกแปลกแยก หรืออาจเป็นโรคซึมเศร้าได้

การป้องกันโรคผมร่วงเป็นหย่อม

สามารถรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น และทำให้ผมงอกกลับมาใหม่ให้เร็วที่สุด ควรดูแลตนเอง และป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมทั้งอาจหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคนี้ เช่น

  • ระวังเรื่องความเครียด เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค
  • รับประทานอาหารที่มีสารบำรุงเส้นผม เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี และธาตุสังกะสี เป็นต้น
  • ใส่วิก สวมหมวก หรือทาครีมกันแดดบริเวณหนังศีรษะที่เกิดอาการ เพื่อป้องกันแสงแดดทำอันตรายต่อหนังศีรษะ
  • สวมแว่นกันแดด ในกรณีที่โรคนี้ส่งผลให้ขนตาร่วง เพราะอาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตาได้ เนื่องจากไม่มีขนตาคอยป้องกัน

ไม่ว่าผมจะร่วงเป็นหย่อม หรือร่วงแบบไหน ก็ล้วนสร้างความกลุ้มใจให้คุณพ่อคุณแม่ได้ ในเบื้องต้นขอให้ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ บำรุงรักษาเส้นผมให้ดี ก็สามารถช่วยให้ไกลจากโรคนี้ได้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

pobpad, กรุงเทพธุรกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ปัญหาผมร่วงหลังคลอด เรื่องไม่เล็ก ของคุณแม่ลูกอ่อน

3 สาเหตุ ทารกผมร่วง ลูกผมน้อย ผมบาง โดยคุณหมอแป๊กกี้

โควิดอาการ หลังหายแล้วยังน่าห่วงทั้งระบบหายใจ-ผมร่วง!

ตาแฉะ

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

ทารกจะเริ่มมีการสร้างน้ำตาในช่วง 2 สัปดาห์แรกของชีวิต หากเกิดภาวะอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตา จะพบว่าลูก  ตาแฉะ อาจมีการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้!!

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

สำหรับทารกแรกเกิด ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงทารกกับโลกรอบ ๆ ตัว ความสามารถในการมองเห็นที่ดีคือจุดเริ่มต้นนำไปสู่พัฒนาการที่ดีในด้านต่าง ๆ เช่น ทำให้การประสานงานของมือและตามีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก และนำไปสู่การพัฒนาทางด้านกายภาพอื่น ๆ ทั้งการ นั่ง คว่ำ คลาน หรือ การเดิน

การเรียนรู้ทางการมองเห็นเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับการเรียนรู้จากทางอื่น เช่น จากการได้ยิน การได้กลิ่น การรับรู้รส และการสัมผัส ดังนั้น เด็กที่มีปัญหาในการมองเห็น จะส่งผลให้การเรียนรู้ถูกจำกัด พัฒนาการไม่ดีเท่าที่ควร และจะเป็นสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต เช่น ขาดความมั่นใจ เป็นเด็กที่มีปมด้อย และมีปัญหาได้

อ่านต่อ : การมองเห็นของทารก พัฒนาการที่พ่อเเม่ควรรู้

พัฒนาการของระบบการมองเห็นจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ได้นั้น ส่วนประกอบของดวงตาจะต้องสมบูรณ์ทั้งรูปร่างและการทำงาน และจอตาของทารกต้องถูกกระตุ้นด้วยภาพที่คมชัด แต่หากเกิด ภาวะอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตา พ่อแม่จะพบว่าลูกมีอาการตาแฉะในตาข้างที่อุดตัน และในบางรายอาจมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน ทำให้มีขี้ตาเป็นมูกปนหนองได้ ดังนั้น พ่อแม่ไม่ควรชะล่าใจ หากสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพาลูกไปพบจักษุแพทย์ทันที

อ่านต่อ : น้องลีออง ลูกเสก โลโซ ป่วย “ท่อน้ำตาอุดตันในทารก”

ภาวะท่อน้ำตาอุดตัน คืออะไร?

โดยทั่วไปน้ำตาของคนเราจะถูกสร้างจากต่อมน้ำตาอย่างต่อเนื่องและกระจายตัวปกคลุมผิวดวงตาชั้นนอก จากนั้นจะระบายออกที่รูระบายน้ำตาที่บริเวณหัวตา ซึ่งมีทั้งด้านบนและด้านล่าง จากนั้นจะไหลไปตามท่อระบายน้ำตาไปที่จมูก และไหลลงคอตามลำดับ แต่หากมีการอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตาก็จะส่งผลให้มีน้ำตาเอ่อล้นที่บริเวณดวงตาได้

ทารกตาแฉะ
ทารกตาแฉะ

ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก เกิดจากสาเหตุอะไร?

ในเด็กทารกที่ท่อน้ำตาอุดตัน ส่วนใหญ่มักเกิดจากลิ้นเปิดปิดในท่อน้ำตาไม่เปิด โดยมีพังผืดบาง ๆ มาขวางอยู่ จึงทำให้น้ำตาเอ่อเข้าไปในลูกตาและเอ่อออกมาบริเวณดวงตาของเด็กในที่สุด (ปกติแล้วพังผืดนี้จะทะลุออกเองได้ในช่วงครบกำหนดคลอดหรือหลังจากนั้นไม่กี่เดือน) โดยธรรมชาติแล้ว ภาวะนี้ในเด็กส่วนใหญ่มักจะมีอาการดีขึ้นเอง แต่ในกรณีที่เป็นแล้วไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาการที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถหายได้เอง เมื่อน้ำตาที่ขังอยู่ในตานาน ๆ มีเชื้อโรคเข้ามาเจริญเติบโตก็จะเกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาจลุกลามต่อไปและเข้าไปในเยื่อบุตาและกระจกตา ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบและกระจกตาอักเสบได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการมีเยื่อเมือกและเซลล์ที่อยู่ในน้ำคร่ำขณะอยู่ในครรภ์มารดา เข้าไปอุดตันอยู่ภายในท่อน้ำตา หรือเกิดจากเยื่อตาขาวอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียในขณะคลอดทำให้มีขี้ตาลงไปอุดได้ด้วย

ทำความรู้จักกับทางเดินท่อน้ำตา

น้ำตาของคนเราจะมีการหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ส่วนบริเวณหัวตาจะมีรูเปิดท่อระบายน้ำตาอยู่ 2 รู ที่ขอบของเปลือกตาบนและล่าง ซึ่งท่อระบายน้ำตานี้จะทำหน้าที่เป็นรูระบายน้ำ ท่อน้ำตาเล็ก ๆ ทั้ง 2 รูนี้จะรวมกันเป็นท่อเดียวและเชื่อมต่อกับถุงน้ำตา ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นถังพักน้ำ และจากถุงน้ำตาจะมีท่อระบายน้ำตา ซึ่งเป็นท่อยาวที่ผ่านลงมาทางกระดูกโหนกแก้มและมาเปิดที่ภายในจมูก และไหลผ่านลงคอตามลำดับ (ใช้อธิบายว่าทำไมหลังจากหยอดยาหยอดตาบางชนิดไปสักพักหนึ่ง จะรู้สึกขมในลำคอ) ซึ่งท่อตรงส่วนนี้เองเป็นตำแหน่งที่พบการอุดตันได้บ่อยที่สุด และรักษาให้กลับคืนสภาพได้ยากที่สุด

ท่อน้ำตาอุดตันในทารก..สังเกตได้อย่างไร?

โดยทั่วไป ทารกจะเริ่มมีการสร้างน้ำตาในช่วง 2 สัปดาห์แรกของชีวิตขึ้นไป หากพบว่ามีการอุดตันของระบบท่อระบายน้ำตา พ่อแม่จะสังเกตได้ว่า ลูกมีอาการ ตาแฉะ ในตาข้างที่อุดตัน และในบางรายอาจมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน ทำให้มีขี้ตาเป็นมูกปนหนองได้

หากปล่อยทิ้งไว้ การอุดตันจะส่งผลอันตรายอย่างไรบ้าง?

ส่วนมากไม่เป็นอันตราย การอุดตันทำให้น้ำตา เมือก และเชื้อโรคขังอยู่ในท่อน้ำตา เมื่อเกิดอาการน้ำตาไหลจนรำคาญ บางรายอาจเกิดการอักเสบเป็นหนองได้

ลูกมีขี้ตา
ลูกมีขี้ตา

การรักษาท่อน้ำตาอุดตันในทารก

เด็กแรกเกิดสามารถหายได้เองถึงร้อยละ 90 โดยไม่จำเป็นต้องรักษา ส่วนรายที่ไม่หายเอง การรักษาให้ได้ผลโดยการนวดบนท่อน้ำตาเพื่อให้เยื่อที่ปิดอยู่ที่ปลายท่อทะลุออกไป

ขั้นตอนการนวดบริเวณหัวตา

  1. ล้างมือให้สะอาดก่อนนวด
  2. การนวดนั้นใช้นิ้วที่ถนัดกดลงที่บริเวณหัวตา ทิศทางเข้าหาสันจมูกและลงมาด้านล่าง
  3. นวดรอบละ 10 ถึง 20 ครั้ง วันละ 2 ถึง 3 รอบ
  4. ต้องนวดด้วยแรงที่พอเหมาะ
  5. ช่วงเวลาที่นวดได้ผลดี คือเวลาที่เด็กทานนม ซึ่งแรงดันที่นวดจะไปดันให้แผ่นเนื้อเยื่อที่ปิดอยู่ทะลุออก
  6. กว่า 90% มักตอบสนองดีต่อการนวดและการใช้ยาหยอดปฏิชีวนะควบคู่กัน

การนวดบนท่อน้ำตาจะได้ผลดีมากในขวบปีแรกหากนวดได้ถูกวิธี หลังขวบปีแรกได้ผลน้อยลง และมักต้องรักษาด้วยการแยงท่อน้ำตา ซึ่งต้องดมยาสลบ จึงควรรอให้เด็กโตพอจนปลอดภัยก่อนจึงจะเริ่มดมยาได้ ซึ่งวิธีนี้ต้องให้วิสัญญีแพทย์เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง ถ้าแยงท่อน้ำตาแล้วไม่หาย วิธีต่อไปคือ การผ่าตัดทำทางระบายน้ำตาใหม่

สำหรับการผ่าตัดท่อน้ำตานั้นมีหลายวิธี เช่น การผ่าตัดผ่านจากผิวหนังบริเวณหัวตาตามแนวฐานของจมูก โดยจะมีรอยแผลโดยประมาณ 1 เซนติเมตร อีกวิธีที่นิยมกันในปัจจุบันคือ การผ่าตัดผ่านทางรูจมูก ส่วนวิธีล่าสุดที่ทำกันคือ การใช้เลเซอร์ผ่าตัดผ่านทางท่อน้ำตา ซึ่งก็ให้ผลดี

การดูแลลูกน้อยหลังการแยงเปิดท่อน้ำตา

  1. หยอดยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
  2. บางรายอาจต้องมีการนวดหัวตาต่อสักระยะเพื่อป้องกันมิให้อุดตันซ้ำ

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการแยงเปิดท่อน้ำตา

  1. อาจมีเลือดออก
  2. กรณีที่แทงไม่สำเร็จ ต้องรักษาโดยพยายามใส่ท่อระบายช่วย

ข้อดีของการเปิดท่อน้ำตา

  1. เด็กหายจากอาการตาแฉะ
  2. ป้องกันขอบตาอักเสบเรื้อรัง

แม้ท่อน้ำตาอุดตันในเด็กจะไม่สามารถป้องกันได้ แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ และโรคนี้ก็ไม่ได้เป็นโรคที่รุนแรงอะไร คุณพ่อคุณแม่จึงอย่าเป็นกังวลมากนัก  ซึ่งเบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลด้วยตัวเองได้ เพียงแต่สิ่งสำคัญคือ ถ้าพบว่าเจ้าตัวเล็กมีน้ำตาเอ่อคลอในดวงตาก็ควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้อง โดยเฉพาะวิธีการนวดบริเวณหัวตา ควรได้รับคำแนะนำจากจักษุแพทย์ก่อนทุกครั้ง ไม่ควรนวดบริเวณหัวตาเอง เพราะอาจทำได้ไม่ถูกวิธีได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกมีขี้ตามาก จักษุแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

แต่นอกจากท่อน้ำตาอุดตันแล้ว ก็ยังมีโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เด็กมีอาการน้ำตาเอ่อล้นได้ เช่น เยื่อบุตาขาวอักเสบ สิ่งแปลกปลอมตาค้างในตา และต้อหินในวัยเด็ก  ดังนั้น หากลูกมีอาการข้างต้น ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด และรักษาโดยจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่องนะคะ ด้วยความเป็นห่วงจาก ทีมแม่ ABK

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่เตือนแม่! ระวัง ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก ตาบวม เสี่ยงเป็นไซนัสอักเสบลงตา

โรคตาขี้เกียจในเด็ก (Lazy eye) คืออะไร?

สุดยอด!แม่สังเกตจนรู้ ลูกไม่ได้เป็น ตากุ้งยิง แท้จริงคือชีสต์

เบบี๋ขี้ร้อน ใส่ชุดบาง เปิดพัดลมให้ตลอด เสี่ยง “ปอดบวม “ไหม?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท, medthai.com, รศ. นพ. ทวีกิจ นิ่มวรพันธุ์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล-ประถม

รวม แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ มาให้โหลดกันฟรี ๆ ที่นี่!! มาฝึกลูกพูด-ฟัง-อ่าน-เขียน ภาษาอังกฤษ แบบเข้าใจง่ายด้วย แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กวัยอนุบาล-ประถม กันเถอะ!!

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล-ประถม

ช่วงปิดเทอมที่ลูกต้องอยู่บ้านกันยาว ๆ สำหรับแม่ ๆ ที่กำลังหากิจกรรมฝึกสมองให้ลูกทำ มาโหลด แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ กันได้ฟรี ที่นี่เลยค่ะ แบบฝึกนี้จะมีทั้งสอน Grammar ฝึกลูกพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับเด็กวัยอนุบาลและประถม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเปิดเทอม

ฝึกลูกทำ แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ อย่างไรให้ได้ผลดี?

เลือกทำแบบฝึกหัดที่ตรงกับวัยของลูก

การทำแบบฝึกหัดตรงกับวัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าให้ลูกทำแบบฝึกหัดที่เกินวัยของเค้า ลูกจะรู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก และรู้สึกเบื่อหน่าย อาจจะทำให้พาลไม่ชอบภาษาอังกฤษไปเลยก็ได้

ทำน้อยๆ แต่ทำให้บ่อย

การทำแบบฝึกหัดสั้นๆ บ่อยๆ นั้นดีกว่าการใช้เวลาหลายๆ ชั่วโมงและทำหลายๆ อันในวันเดียว ในวัยเด็กเล็กนั้น การเล่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก ดังนั้น อย่าให้ลูกรู้สึกว่าการทำแบบฝึกหัดทำให้ลูกต้องอดเล่นสนุก จนทำให้ไม่อยากทำไปซะอย่างนั้น

ทำให้เป็นเรื่องสนุก!

การทำแบบฝึกหัดไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องซ้ำซากและน่าเบื่อ พยายามให้ลูกทำแบบฝึกหัดหลากหลายรูปแบบ หาเรื่องที่ลูกสนใจแทนการท่องจำ จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกไปกับการทำแบบฝึกหัด

ฝึกฝนทักษะให้ครบ

การฝึกภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องท่องแกรมม่าอย่างเดียว แต่ควรฝึกหลักการพูด ฟัง อ่าน เขียน ไปด้วย ควรเน้นสิ่งที่ใกล้ตัว ลูกสามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น เรื่องเกี่ยวกับรูปทรง สี เป็นต้น

รู้เคล็ดลับการฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกกันไปแล้ว มาโหลด แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เพื่อนำไปให้ลูกทำกันได้เลยค่ะ

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล-ประถม

วงคำศัพท์ที่พบบ่อย

แบบฝึกหัดนี้จะให้เด็ก ๆ วงกลมคำศัพท์ที่เจอบ่อย เช่น am, look, in เป็นต้น เด็กหลาย ๆ คนรู้ว่าคำนี้คืออะไร แต่ไม่รู้ว่าสะกดอย่างไร ดังนั้น การฝึกให้ลูกได้เห็นคำศัพท์บ่อย ๆ จะช่วยให้ลูกเขียนคำศัพท์ได้เร็วขึ้นตอนเรียนอนุบาล

>>Sight Word Assessment Worksheet Free Download<<

เติมคำที่พบบ่อย

แบบฝึกหัดอนุบาล
แบบฝึกหัดอนุบาล

แบบฝึกนี้จะฝึกให้ลูกอ่านให้เป็นประโยค พร้อมทำเติมคำศัพท์ที่ใช้กันบ่อย ๆ เช่น know, made, did เป็นต้น แบบฝึกนี้เหมาะสำหรับเด็กวัยประถมต้น ใช้สำหรับเรียนรู้โครงสร้างประโยค

>>Complete the Sentence: Common Sight Words Free Download<<

Consonant Blends

ฝึกการอ่านผสมเสียง “R” “L” ให้ถูกต้อง การอ่านออกเสียง R และ L ผิด อาจทำให้เข้าใจความหมายกันผิด ๆ ได้ แบบฝึกนี้จะช่วยให้เด็กฝึกออกเสียงให้ถูกต้อง พร้อมทั้งเรียนรู้คำศัพท์ไปด้วย

>>Beginning Consonant Blends Free Download<<

ฝึกอ่านออกเสียงสระเสียงสั้น

a e i o u อ่านออกเสียงได้ทั้งเสียงสั้นและเสียงยาว แบบฝึกนี้จะฝึกให้ลูกรู้ว่าสระเสียงสั้นอ่านออกเสียงอย่างไร แบบไหนเรียกว่าสระเสียงสั้น

>>Spell Out Short Vowel Words Free Download<<

เขียนประโยคในหัวข้อ สัตว์ที่ลูกชอบ

ให้ลูกเติมคำในช่องว่างให้เป็นประโยคแบบง่าย ๆ ในหัวข้อที่ลูกสนใจ เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เด็กทุกคนมักจะชอบ แบบฝึกนี้จะทำให้ลูกไม่กลัวที่จะเขียนภาษาอังกฤษให้เป็นประโยค

>>Sentence Writing: Animals Free Download<<

รู้จักคำนามและคำกริยา

แบบฝึกหัด
แบบฝึกหัด

แบบฝึกนี้จะให้ลูกได้อ่านประโยคและเติมคำนามหรือคำกิริยาลงไป จะทำให้ลูกรู้หน้าที่และการใช้งานของคำนามและคำกริยาในประโยค

>>Beginning Grammar: Nouns and Verbs Free Download<<

หาคำที่อ่านออกเสียงต่างออกไป

คุณสามารถหาคำในแต่ละแถวที่ขึ้นต้นด้วยเสียงเริ่มต้นที่แตกต่างจากที่เหลือได้หรือไม่? ในใบงานการออกเสียงนี้ ผู้เรียนจะพูดคำในแต่ละแถวออกมาดังๆ แล้ววนรอบรายการที่มีเสียงเริ่มต้นต่างกัน แบบฝึกนี้ออกแบบมาสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กอนุบาล แผ่นงานนี้นำเสนอแนวปฏิบัติก่อนการรู้หนังสือที่มีความหมายสำหรับนักเรียนในขณะที่พวกเขาเริ่มสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเสียงและการสะกดคำ

>>Sound Out Letters Free Download<<

ลูกหมูสามตัว

อ่านนิทานเรื่อง “The Three Little Pigs” โดยในใบงานนี้จะใช้ภาพเพื่อบอกความหมายของคำศัพท์ง่าย ๆ เพื่อให้ลูกเข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้น ๆ โดยไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทย คุณแม่สามารถเพิ่มความสนุกโดยการใช้หุ่นนิ้วเพื่อเล่านิทานอีกครั้ง!

>>The Three Little Pigs Free Download<<

เรียงประโยคใหม่

มาเรียงประโยคแมว ๆ ที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ ให้ถูกต้องด้วยการใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่และเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้อง เมื่อเด็กๆ แก้ปัญหา พวกเขากำลังได้รับการฝึกฝนด้วยการเขียนโครงสร้างประโยค การใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ และเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้อง

>>Fix the Sentences: Kitty Cat Free Download<<

L Blends

ทำความรู้จักกับ “L” ตัวอักษร “L” ผสมกับพยัญชนะอื่น ๆ ได้มากมาย มาดูกันว่ามีกี่ส่วนผสมที่นักสะกดคำตัวน้อยของคุณสามารถคิดออก

>>L Blends Free Download<<

ฝึกตัวสะกด

ฝึกฝนการเลือกตัวสะกดให้ถูกต้อง ในใบงานการสะกดคำที่มีภาพประกอบนี้ เด็กๆ จะออกเสียงคำต่างๆ เช่น “sink” “tent” และ “hand” เพื่อฟังการผสมตัวสะกดที่ถูกต้อง จากนั้นให้กากบาทตัวสะกดที่ถูกต้องในแต่ละคำ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถใช้กิจกรรมการอ่านนี้เพื่อช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเสียงและเรียนรู้ที่จะจดจำรูปแบบการสะกดคำต่างๆ

>>End Blends Free Download<<

การอ่านออกเสียงพยัญชนะ : S Blends

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล

เด็ก ๆ จะได้ฝึกการอ่านและการสะกดคำที่เน้นพยัญชนะ S เด็ก ๆ จะได้ฝึกฟังการผสมตัวอักษรหรือการผสมเสียงที่ต้นคำ S เช่น “slide” “snail” และ “stairs” การได้ยินเสียงพยัญชนะที่ประกอบกันเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการอ่านสำเนียงให้ถูกต้อง

>>Consonant Sounds: S Blends Free Download<<

หาคำศัพท์ในฤดูใบไม้ผลิ

มาเล่นเกมกับลูก ๆ ด้วยการมองหาคำศัพท์อย่างเช่น “bee” “bud” และ “butterfly” ในเกมไขปริศนาค้นหาคำศัพท์ในฤดูใบไม้ผลิที่มีสีสันนี้ แผ่นงานขี้เล่นนี้เป็นวิธีที่สนุกในการแนะนำเด็ก ๆ ให้รู้จักคำศัพท์ที่ใช้บ่อยตามฤดูกาลและฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ออกแบบมาสำหรับเด็กอนุบาล

>>Spring Word Search Free Download<<

ทีมแม่ ABK ยังมีกิจกรรมดี ๆ แบบฝึกหัดหลากหลายวิชา มาให้คุณแม่ได้ดาวน์โหลดไปใช้กับลูก ๆ ในช่วงปิดเทอมอีกมากมาย หากแม่ ๆ ต้องการโหลดแบบฝึกหักเพิ่มเติม คลิกที่ลิ้งค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจกฟรี!! 50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล โหลดเลย!!

รวม แบบฝึกหัด ป.1 ดาวน์โหลดฟรี! กว่า 90 ชุด (ไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ)

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล-ป.1 ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อมด้านภาษา

รวมแบบฝึกหัดอนุบาล กว่า 60 แบบฝึก

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.education.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Superior A.R.T.

คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่วางแผนได้ มีลูกเมื่อพร้อม เทคโนโลยีตอบโจทย์ เพิ่มโอกาสการมีลูกให้สำเร็จได้ ครอบคลุมทุกขั้นตอนการรักษา พร้อมออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละครอบครัว ที่ “Superior A.R.T.”

มีคุณแม่หลังไมค์สอบถามกันมาบ่อย ๆ ว่าให้ช่วยแนะนำคุณหมอ โรงพยาบาล หรือคลินิกในการเช็กความพร้อมการตั้งครรภ์ ตรวจและรักษาภาวะมีบุตรยากให้หน่อย อยากมีลูก ปล่อยธรรมชาติแล้วไม่ท้องซักที !

คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่วางแผนที่จะมีลูกเมื่อสถานะทางครอบครัวพร้อม แล้วความพร้อมนั้นก็ตามมาด้วยเรื่องของอายุที่มากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักก็มาจากฝ่ายหญิงที่อายุมาก ที่จะส่งผลให้มีบุตรยาก และก็เรื่องภาวะสุขภาพต่าง ๆ ของทั้งคู่ร่วมด้วย แต่ต่อไปนี้ทุกความหวัง ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมีลูกของคุณพ่อคุณแม่จะไม่ใช่เรื่องยาก หรือเป็นไปไม่ได้อีกแล้วค่ะ

ทีมแม่ ABK แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่ช่วยวางแผน ดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่แพลนยังไม่อยากมีลูกในตอนนี้ แต่ต้องการมีในอนาคต หรือกำลังประสบกับปัญหามีลูกยากอยู่ แล้วต้องการมีลูกให้สำเร็จ ที่“Superior A.R.T.” คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน อยากรู้ไหมคะว่าทำไมที่นี่ถึงตอบโจทย์

ขอเล่าเท้าความสั้น ๆ ว่ามีเพื่อนของทีมแม่ ABK เธออยากมีลูกมาก หลังแต่งงานปล่อยมา 2-3 ปี ลูกก็ไม่มาสักที แล้วด้วยความที่เพื่อนติดตามความน่ารัก สดใสของน้องไทก้า ลูกชายคุณเพชรจ้า-คุณนิวเคลียร์ ก็ค้นหาจนรู้ว่าครอบครัวคุณเพชรจ้ามารักษามีบุตรยากที่ “Superior A.R.T.” เนื่องจากติดตามอยู่ว่าคุณนิวเคลียร์มีปัญหาเรื่องท่อนำไข่และภาวะ PCOS พอฟังแล้วทีมแม่ ABK ก็สนใจมาก ๆ เพราะก็เกรงว่าตัวเองจะมีปัญหาอะไรร่วมอยู่รึป่าว ลูกถึงไม่มาสักที ตัวเองก็อยากมีลูกแล้วด้วยเหมือนกัน จากนั้นก็เข้าไปค้นหาข้อมูลต่อ ของคลินิก ใน Facebook : Superior A.R.T. Thailand  เลื่อนอ่านไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ครอบครัวคุณเพชรจ้า-คุณนิวเคลียร์เท่านั้นที่มาปรึกษาเรื่องการมีลูก แต่มีเซเลปคนดังอีกเยอะเลยค่ะ รวมถึงครอบครัวคุณจ๊ะ จิตตาภา-คุณเอิน ณิธิภัทร์ ก็มาปรึกษาเรื่องการมีลูกกับคุณหมอนิศารัตน์ สุนทราภา ที่ Superior A.R.T. จนประสบผลสำเร็จ ได้ลูกแฝดน่ารักน้องโอบและน้องอารี  นั่งดูคลิปที่คุณจ๊ะเล่าถึงการได้รับการดูแลอย่างดี ในแต่ละขั้นตอน แต่ละกระบวนการ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ ทำให้ทีมแม่ ABK เชื่อมั่นว่าหากคุณพ่อคุณแม่ ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก หรือกำลังวางแผนมีบุตร หากได้มาปรึกษากับทางคลินิก ต้องได้รับข่าวดีกันทุกครอบครัวค่ะ

Supertor A.R.T.

 

รับชม : ประสบการณ์ภาวะมีบุตรยาก คุณจ๊ะ จิตตาภา – คุณเอิน ณิธิภัทร์  คลิก ⇓

 

https://www.youtube.com/watch?v=8EmHuK-4Zp8&t=378s

นอกจากจะเป็นที่ไว้วางใจของเหล่าเซเลปคนดังแล้ว ครอบครัวชาวต่างชาติกว่า 10,000 เคส จาก 37 ประเทศ ทั่วโลกยังเดินทางข้ามประเทศมาปรึกษาและรักษากับที่คลินิกนี้ เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละคู่สมรส นอกจากนี้ทางคลินิกยังให้บริการให้คำปรึกษาและรับตรวจผลทางพันธุกรรม ให้กับคลินิกและโรงพยาบาลเฉพาะด้านรักษามีบุตรยากหลายแห่งในประเทศไทย โดยมีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ISO เทียบเท่าห้องผ่าตัดหัวใจ และบริการระดับ 5 ดาว อีกทั้งวิสัยทัศน์และผลงานทางวิชาการของ คุณเจมส์ มาร์แชล เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย

Superior A.R.T.

ปัจจุบัน คุณเจมส์ มาร์แชล เป็นกรรมการผู้จัดการ และผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ที่คลินิก Superior A.R.T  คุณเจมส์ได้เขียนและร่วมเขียนวารสารและบทความด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า 70 ชิ้น เป็นผู้บรรยายรับเชิญในงานประชุมนานาชาติมากมาย และเป็นที่ปรึกษาให้กับคลินิกในต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สาธารณรัฐเช็ก จีน และสวีเดน

Superior A.R.T.เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 15 ปี (เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2550) โดยความร่วมมือของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และเด็กหลอดแก้วในประเทศไทย และผู้ให้บริการด้านภาวะเจริญพันธุ์จากประเทศออสเตรเลีย ด้วยทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 2 ทีม ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในคลินิกดูแลผู้มีบุตรยากชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ประสบปัญหามีลูกยาก และ/หรือ ต้องการให้ลูกน้อยเกิดมาปลอดจากโรคทางพันธุกรรม และมีโครโมโซมที่ปกติ จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยค่ะ ที่ Superior A.R.T มีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ Assisted Reproductive Technology (A.R.T.) หรือที่เรียกว่า IVF, ICSI หรือเด็กหลอดแก้วนั่นเอง เป็นกระบวนการรักษาคู่สมรสที่ประสบปัญหามีบุตรยาก ให้สามารถตั้งครรภ์ได้ ด้วยการนำไข่ออกจากรังไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิจากฝ่ายชาย มาผสมในห้องปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน แล้วย้ายกลับสู่โพรงมดลูกและเติบโตเป็นทารกน้อยในท้องคุณแม่ โดยสามารถทำร่วมกับการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน Pre-implantation Genetic Testing (PGT) เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม และ/หรือความผิดปกติทางโครโมโซมเพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรง ป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมสู่รุ่นลูก และช่วยให้ลูกมีสุขภาพดี สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการสำเร็จของการมีบุตร ได้สูงถึง 72%

ลำดับขั้นตอนกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)

1. ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษา และตรวจร่างกายเบื้องต้นทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

2. การกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ (COH) การฉีดยากระตุ้นเพื่อกระตุ้นให้ไข่ในรังไข่โตขึ้น (follicle) โดยใช้ระยะเวลา 9-12 วัน

3. การเก็บไข่ (OPU) หลังจากที่ไข่เจริญเต็มที่ แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอด เข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา

4. การเก็บอสุจิ (Semen Collection) นำน้ำเชื้อที่เก็บได้มาปั่นล้างเพื่อคัดเฉพาะอสุจิที่แข็งแรง

5. การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) นำไข่และอสุจิมาทำการปฏิสนธิเพื่อเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์

6. การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการด้วยเครื่อง Geri® Time-Lapse Incubator ตู้เลี้ยงตัวอ่อนระบบแยกเลี้ยง สามารถติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนโดยปราศจากการรบกวน ทำให้ได้ตัวอ่อนคุณภาพดี จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ ก่อนจะนำไปตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน หรือย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อการตั้งครรภ์

7. การตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนใส่กลับเข้าโพรงมดลูก (Biopsy & PGT) เป็นการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อหาความผิดปกติทางพันธุกรรม และหรือความผิดปกติระดับโครโมโซมหรือยีน (Genes) และคัดเลือกตัวอ่อนที่ปกติ แข็งแรง ที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรม และมีโครโมโซมที่ปกติ

8. การย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก (Embryo Transfer) ตัวอ่อนที่ปกติแข็งแรงสมบูรณ์จะถูกนำไปฝังตัวที่ผนังมดลูกเพื่อให้เริ่มเจริญเติบโต

9. การทดสอบการตั้งครรภ์ หลังจากย้ายตัวอ่อนเข้ากลับเข้าโพรงมดลูกคุณแม่แล้ว ประมาณ 7-10 วัน ก็สามารถทดสอบการตั้งครรภ์ได้ และประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ก็สามารถมาตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์

10. การแช่แข็งตัวอ่อน (Embryo Freezing) สำหรับตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็ง เก็บไว้ใช้ในอนาคต ด้วยวิธีการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้ว (Vitrification) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ลดอุณหภูมิขณะแช่แข็งตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน และยังช่วยให้อัตราการรอดของตัวอ่อนหลังละลายสูงขึ้นถึงเกือบ 100%

จากที่ทราบข้อมูลมานะคะ Superior A.R.T. ยังเป็นคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน ที่แรกในเอเชีย ที่ประสบความสำเร็จในการคัดกรองตัวอ่อนปลอดโรคและทำให้ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียหายขาด (Thalassemia) ด้วยการมีบุตรที่ปลอดโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย และมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้กับบุตรที่ป่วย (HLA-Matching) เพื่อช่วยรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ (Cord blood stem cell transplantation) จนหายเป็นปกติ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่อยากมีลูกคนที่สอง สาม หรือคู่รักที่แต่งงานแล้วยังไม่มีลูก ทีมแม่ ABK แนะนำให้มาปรึกษา และตรวจร่างกายอย่างละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่นี่ ตั้งแต่ระยะเบื้องต้น เพื่อให้ทราบว่าสุขภาพร่างกายทั้งสามี ภรรยา มีความสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมสำหรับการมีลูกหรือไม่ และหากมีการตรวจพบปัญหาบางอย่างที่อาจมาจากฝ่ายชาย หรือฝ่ายหญิง ก็จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดกับการตั้งครรภ์ค่ะ  อ่อ !! สาว ๆ ที่อยากฝากแช่แข็งไข่ ที่ Superior A.R.T. ก็มีให้บริการนะคะ

ทีมแม่ ABK ขอสรุปความต่างของคลินิกที่นี่กับที่อื่นๆ คือ การออกแบบแผนการรักษาคนไข้เฉพาะในแต่ละคู่ โดยแพทย์และทีมผู้ชำนาญการที่ใส่ใจและเข้าใจคนไข้ เทคโนโลยีที่ใช้มีประสิทธิภาพสูง แม่นยำ ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ พร้อมความใส่ใจให้บริการดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด มีพยาบาลคอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม. ตลอดกระบวนการรักษา อีกทั้งโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งยังให้ความมั่นใจมาใช้บริการเรื่องของแล็บของที่นี่อีกด้วย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจ หรือมีปัญหามีบุตรยากสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แพ็กเกจ โปรโมชั่น หรือโทรนัดหมายแพทย์เพื่อเข้าไปขอคำปรึกษาได้ที่

Superior A.R.T. คลินิกรักษาผู้บุตรยาก และวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน

Website : tinyurl.com/56fyj4u5   

Facebook : https://www.facebook.com/thaisuperiorart  

LineID : https://bit.ly/37NqGkb  

Tel : 02 035 1400 / Hotline: 063 904 8899

ตารางวัคซีน

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

ตารางวัคซีน คู่มือสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครอง เตรียมตัวนำเด็กไปรับวัคซีนเพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทาน ป้องกันลูกน้อยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

การฉีดวัคซีนจำเป็นมากสำหรับเด็กทุกคน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองจึงต้องนำเด็กไปฉีดวัคซีนจำเป็น และวัคซีนอื่นๆ ที่อาจให้เสริม หรือทดแทน ตาม ตารางวัคซีน ของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ที่ทาง ทีมแม่ ABK นำมาฝากนี้นะคะ เพื่อลดความเสี่ยงที่เด็กจะป่วยเป็นโรคต่างๆ ลดความพิการและลดการเสียชีวิต ช่วยทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง และมีพัฒนาการที่สมวัย

ฉีดวัคซีน
ฉีดวัคซีน

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

วัคซีนจำเป็นที่ต้องให้กับเด็กทุกคน
วัคซีน แรกเกิด 1 เดือน 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 9-12 เดือน 18 เดือน 2 ปี 4-6 ปี 11-12 ปี
บีซีจี (BCG) BCG
ตับอักเสบบี(HB) HB1 (HB2) DTwP-HB-Hib-1 DTwP-HB-Hib-2 DTwP-HB-Hib-3
คอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรนชนิดทั้งเซลล์ (DTwP) DTwP กระตุ้น 1 DTwP กระตุ้น 2 Td และ ทุก 10 ปี
ฮิบ (Hib)
โปลิโอชนิดกิน (OPV) OPV1 OPV2+IPV OPV3 OPV กระตุ้น 1 OPV กระตุ้น 2
โรต้า (Rota) Rota1 Rota2 (Rota3)
หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) MMR1 MMR2
ไข้สมองอักเสบเจอี (Live JE) JE1 JE2
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) Influenza ให้ 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน ในครั้งแรก
เอชพีวี (HPV) เด็กหญิง ประถม 5, 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
ฉีดวัคซีนตามกำหนด
ฉีดวัคซีนตามกำหนด
วัคซีนอื่นๆ ที่อาจให้เสริม หรือทดแทน
วัคซีน 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 12-15 เดือน 18 เดือน 2 ปี 4 ปี 6 ปี 9 ปี 11-12 ปี 15 ปี
คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน- ชนิดไร้เซลล์ (DTaP, Tdap TdaP) ตับอักเสบบี (HB) โปลิโอชนิดฉีด (IPV) (Hib) DTaP-HB-IPV-Hib1 DTaP-(HB)-IPV-Hib2 DTaP-HB-IPV-Hib3 Dtap-IPV-(Hib4) กระตุ้น 1 DTaP-IPV หรือ Tdap-IPV หรือ TdaP กระตุ้น 2 Tdap หรือ TdaP ต่อไป Td หรือ Tdap/TdaP ทุก 10 ปี
นิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกด (PCV) PCV1 PCV2 (PCV3) PCV4
ไข้สมองอักเสบเจอี (Inactivated JE) JE1, JE2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ และ JE3 อีก 1 ปี
ตับอักเสบเอ (HAV) HAV ชนิดเชื้อไม่มีชีวิต ให้ 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน ชนิดเชื้อมีชีวิต ฉีดครั้งเดียวเมื่ออายุ 18 เดือนขึ้นไป
อีสุกอีใส (VZV) หรือวัคซีนรวม หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน-อีสุกอีใส (MMRV) VZV1 (หรือ MMRV1) VZV2 (หรือ MMRV2)
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) Influenza ให้ปีละครั้ง (ในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีให้ 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน ในครั้งแรก)
เอชพีวี (HPV) HPV 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
ไข้เลือดออก (DEN) DEN 3 เข็ม 0, 6 และ 12 เดือน
พิษสุนัขบ้า (Rabies) ก่อนการสัมผัสโรค 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 7 วัน (หรือ 21 วัน)

ลืมพาลูกไปรับวัคซีนตามกำหนด

เนื่องด้วยภาระที่มากมายของคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครอง อาจทำให้ลืมการรับวัคซีนของเด็กตามกำหนด ทั้งนี้สามารถพาเด็กไปรับวัคซีนย้อนหลังได้ เช่น ในกรณีที่ต้องให้วัคซีนมากกว่า 1 ครั้ง แต่ไม่ได้พาไปตามเวลานัดในครั้งที่ 2 ทำให้เลยกำหนดนัดไป สามารถพาเด็กไปรับวัคซีนต่อได้เลย โดยไม่ต้องเริ่มต้นครั้งที่ 1 ใหม่ ทั้งนี้วัคซีนทุกชนิด หากไม่สามารถเริ่มตามกำหนดได้ สามารถเริ่มฉีดได้ทันทีที่พบว่ายังไม่ได้เริ่มฉีดครั้้งแรก

ผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนทุกชนิด อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปวด บวม บริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนแล้ว

อาการแพ้หลังฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนทุกชนิด มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้แม้จะน้อยมากก็ตาม  ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการของเด็ก หลังฉีดวัคซีนแล้ว 30 นาที ไปจนถึง 2 – 3 วัน หากมีไข้ขึ้น งอแง ไม่สบายตัว เกิดความผิดปกติรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ข้อควรปฏิบัติในการพาลูกไปฉีดวัคซีน

  • นำสมุดบันทึกการฉีดวัคซีนไปด้วยทุกครั้ง
  • ไม่ควรฉีดวัคซีนขณะที่มีไข้สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ยกเว้นเป็นหวัด ท้องเสียโดยไม่มีไข้ สามารถฉีดวัคซีนได้
  • หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ควรกลับบ้านในทันที ควรรอดูอาการอย่างน้อย 30 นาที เพื่อดูว่ามีอาการแพ้ยาหรือไม่
  • หากเคยฉีดยาแล้วมีอาการแพ้ยา แพ้อาหาร เช่น มีอาการแพ้ไข่แบบรุนแรง แจ้งกุมารแพทย์ หรือพยาบาลให้ทราบ

คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองอย่าละเลยที่จะนำเด็กไปรับวัคซีนตาม ตารางวัคซีน ที่ ทีมแม่ ABK นำมาฝากนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้เร็วยิ่งดี! ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรมที่เจอตั้งแต่เป็นทารก

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

เช็ก! อาการช็อก เบื้องต้นของลูกนิ้วมือนิ้วเท้าฝ่าเท้าช่วยได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://pidst.or.th, https://www.nakornthon.com, https://www.bangkokhospital.com, https://www.paolohospital.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

โรค คาวาซากิ สัญญาณเตือน

สังเกตสัญญาณเตือนจากเคสจริงโรค คาวาซากิ อันตราย!!

โรค คาวาซากิ ในเด็กในช่วง 5-7 วันแรกสำคัญ หากได้รีบรักษา จะช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้เสียชีวิตได้ การสังเกตสัญญาณอันตรายช่วยลูกได้เหมือนเคสจริงนี้

สังเกตสัญญาณเตือนจากเคสจริงโรค คาวาซากิ อันตราย!!

คาวาซากิ (Kawasaki disease) คือ กลุ่มอาการของโรคที่ประกอบด้วยไข้สูง ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เยื่อบุผิว และต่อมน้ำเหลืองที่คอโต พบบ่อยในเด็กชาวเอเชีย โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และ ประเทศจีน ส่วนในชาวยุโรปและอเมริกาพบได้น้อย และพบได้น้อยมากในเด็กชาวผิวดำ ซึ่งโรคนี้พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย แต่ยังไม่ทราบถึงอุบัติการณ์ที่แน่ชัด และไม่สัมพันธ์กับฤดูกาล

ระยะของโรคคาวาซากิ แบ่งได้เป็น 3 ระยะ

  1. ระยะ เฉียบพลัน (Acute stage)
  2. ระยะ Subacute stage
  3. ระยะ Convalescent stage

ดังนั้น การให้การวิเคราะห์โรคตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะ ภายใน 5-7 วันแรกของโรคมีความสำคัญมากเพื่อรีบให้การรักษา เพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นที่หัวใจและเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary artery)

แผลที่ปลูกฝีบวมแดง สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ
แผลที่ปลูกฝีบวมแดง สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ

ศึกษาสัญญาณเตือนจากเคสจริง!!

ทีมแม่ ABK ได้รับโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวของคุณแม่ใจดีท่านหนึ่ง ที่เล่าประสบการณ์ของลูกมาให้เป็นอุทาหรณ์แก่คุณแม่ท่านอื่น ในการสังเกตสัญญาณเตือน อาการจากโรคคาวาซากิ เพราะยิ่งเจอเร็ว จะได้รีบรักษาลดอัตราการสูญเสียได้มาก

เรื่องราวของการป่วยหนักของลูกชาย ที่รุนแรงที่สุด จนเกือบถึงชีวิต หากได้รับการรักษาไม่ทันการณ์…ว่าด้วยเรื่องของโรค #คาวาซากิ
น้องตอนอายุ 9 เดือน เริ่มมีอาการท้องเสียในช่วงเช้า ถ่ายเป็นน้ำไม่หยุด และเริ่มมีไข้จาก 38.7 ในช่วงบ่าย แม่กับพ่อตัดสินใจพาไป ร.พ. เอกชน ประจำตัวลูก ไปถึงคุณหมอก็ตรวจและให้แอดมิททันที พยาบาลจัดยาชุดใหญ่สำหรับลดไข้และฆ่าเชื้อมาให้ คุณหมอสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากได้รับเชื้อแบคทีเรียจากไข่ไก่ อยู่ที่ ร.พ. 7 วัน อาการท้องเสียเริ่มดีขึ้น แต่อาการไข้ยังมีสวิง ขึ้นลง เนื่องจากค่ารักษาค่อนข้างสูง พ่อกับแม่เลยตัดสินใจขอพาน้องกลับมาดูแลต่อเองที่บ้าน เพราะอาการท้องเสียเริ่มดีขึ้น
พอกลับมาถึงบ้าน น้องทานอาหารและนมได้น้อยลง ตัวร้อนขึ้น แม่ก็เช็ดตัวให้ตลอด และให้กินยาแก้ไข้กับยาฆ่าเชื้อที่คุณหมอจัดมาให้ แต่อาการก็ยังสวิง วัดไข้ทุกชั่วโมงได้ 40.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บวกกับอาการอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาคือ ตาลูกเริ่มแดง และมีอาการอักเสบบริเวณที่ฉีดปลูกฝี มีรอยแตกเป็นเส้นๆ ขยายออกมา (ถ้าคนที่ดูหนังซอมบี้ จะมีลักษณะคล้ายแบบนั้นเลย) เลยตัดสินใจรีบพาลูกไป ร.พ.อีกครั้ง ครั้งนี้ไปที่ ร.พ.ธรรมศาสตร์รังสิต ซึ่งเป็นอีก ร.พ.ที่น้องต้นน้ำไปรักษาตัวอยู่ประจำ
เมื่อไปถึงพยาบาลคัดกรองวัดไข้ วัดความดันให้ ปรากฏว่า ไข้ขึ้นสูงถึง 41.8 เลยส่งไปที่ห้องฉุกเฉิน เมื่อไปถึงเราก็ไม่ได้รับการตรวจรักษาในทันทีเนื่องจากคนไข้ฉุกเฉินเยอะ ต้องเป็นไปตามคิว แม่เข้าไปห้องฉุกเฉินกับน้อง และต้องคอยเช็ดตัวให้ตลอด ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง คุณหมอจึงมาแจ้งให้แอดมิท เพราะประสานไปที่ ร.พ.ที่รักษาก่อนหน้านี้แล้ว ได้ผลตรวจที่มีความเสี่ยงติดเชื้ออย่างอื่น เมื่อแอดมิท คุณหมอประจำตัวและคุณหมอท่านอื่นก็มาตรวจดูอาการ แต่ที่สงสารลูกจับใจคือ ลูกไข้ขึ้นสูง ไม่ลงเลย แตะที่ 41-42 กว่าๆ ตลอด คุณหมอเจาะเลือดไปดูผล ก็มาแจ้งผลว่ายังหาสาเหตุไม่ได้ อาการไม่ใช่ RSV ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ จึงต้องหาสาเหตุการป่วยต่อ ผ่านไป 1 วัน พยาบาลก็มาช่วยกันเช็ดตัว เช็ดแบบแทบจะอาบให้ลูกเลย เช็ดแรงมากๆ พยาบาลบอกว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ไข้จะไม่ลง และกลัวเด็กตัวร้อนจนชัก เลยมาเช็ดตัวให้ทุก 2 ชั่วโมง ลูกร้องไห้หาพ่อกับแม่ตลอด ส่งสายตาให้ช่วย แต่เราทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ให้กำลังใจลูก เพราะคุณพยาบาลทำหน้าที่ได้ดีมากๆ พูดเพราะทุกคน ใจดีกับน้อง และเอ็นดูน้อง หลังจากเช็ดตัวและกินยาไข้ก็ลงมาแต่ก็ยังสูงอยู่ที่ 40-42 อยู่ดี

เช้าวันต่อมา อาจารย์หมอมาตรวจดูอาการจับตัวน้อง แล้วบอกทันทีนี่คือ อาการของโรค #คาวาซากิ โรคคาวาซากิ เป็นโรคที่มีการอักเสบของหัวใจ และหลอดเลือดแดงในเด็ก จะมีอาการอักเสบ 5 อย่างในตัวเด็ก และยังหาสาเหตุการเกิดของโรคนี้ไม่ได้ จุดกำเนิดมาจากญี่ปุ่น

สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
สัญญาณเตือนโรค คาวาซากิ ที่พ่อแม่ต้องสังเกต

อาการเตือนที่พ่อแม่ต้องสังเกตลูกน้อย

  1. เด็กจะมีไข้สูง ถ้าไม่ได้รับการรักษาไข้จะสูงนาน ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  2. อาการตาแดง โดยเยื่อบุตาขาวจะแดง 2 ข้าง ไม่มีขี้ตา และเป็นหลังมีไข้ประมาณ 1-2 วัน และเป็นอยู่นาน ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  3. มีการเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและภายในช่องปาก โดยริมฝีปากแดงแห้ง เป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์และผิวหนังริมฝีปากอาจแตกแห้ง เลือดออกและผิวหนัง หลุดลอกได้ ภายในเยื่ออุ้งปากจะแดงและลิ้นจะแดงคล้ายลูกสตรอเบอรี่ (Strawberry tongue)
  4. ฝ่ามือและฝ่าเท้าจะบวมแดงแต่ไม่เจ็บ หลังจากนั้นจะมีการลอกของผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า (ประมาณ 10-14 วันหลังมีไข้) และอาจลามไปที่ฝ่ามือฝ่าเท้าได้ บางรายเล็บอาจหลุดได้ หลังจากนั้นบางราย 1-2 เดือนจะมีรอยขวางที่เล็บ (Beau’s line)
  5. ผื่นตามตัวและแขนขา มักเกิดหลังมีไข้ 1-2 วัน และมีได้หลายแบบ และผื่นอยู่นานประมาณ 1 สัปดาห์ บางรายมีผื่นแถวอวัยวะเพศร่วมด้วย และพบประมาณ 60% มีผื่นแดงที่บริเวณฉีดยากันวัณโรดที่หัวไหล่ร่วมด้วย
  6. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต โดยพบประมาณร้อยละ 50-70 ของผู้ป่วย ขนาดโตกว่า 1.5 ซม. แต่ไม่เจ็บ
  7. อาการแสดงอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย ได้แก่ ปวดตามข้อ ทางเดินปัสสาวะอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ปวดท้อง ท้องเสีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีการเปลียนแปลงการทำงานของตับ และบางรายมาด้วยอาการช็อก

ทั้งนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแสดงไม่ครบตามข้อกำหนด (criteria) เรียกภาวะนี้ว่า Incomplete Kawasaki Disease หรือ Atypical Kawasaki disease เป็นต้น

จากอาการเตือนที่คุณหมอได้ให้พ่อแม่ไว้สังเกตอาการของลูกข้างต้น จะพบอาการของน้องจากเคสจริงของคุณแม่ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณแม่เจ้าของเคสก็ได้สรุปอาการของลูกที่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนเอาไว้ ดังนี้

อาการที่เป็นเกณฑ์ และที่พบในตัวลูก คือ ตาแดง/ปากบวมแดง ลิ้นแห้ง/มือบวมแดง/และมีความอักเสบที่แผลฉีดฝี
อาจารย์หมอสั่งให้ไป เอคโค่ตรวจหัวใจด่วน เพราะโรคนี้ส่งผลให้หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโป่งพอง (coronary aneurysm) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้

เอคโค่คืออะไร??

การตรวจเอคโค่ที่คุณแม่เจ้าของเคสได้กล่าวถึง นั่นคือ  Echocardiogram

ตรวจให้รู้ว่าเป็น “โรค คาวาซากิ” หรือไม่…ได้ด้วยวิธีนี้

การตรวจวินิจฉัยโรคคาวาซากินั้น อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายพบความผิดปกติดังกล่าว ร่วมกับการวิเคราะห์แยกโรคจากสาเหตุอื่น รวมทั้งการตรวจเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ่ายภาพรังสีทรวงอก และทำ Echocardiogram เพื่อตรวจดูว่ามีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดหรือไม่ และทำ Echocardiogram ฃ้ำหลังการรักษา เพื่อดูว่ามีโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจหรือไม่ และถ้ามี..ระดับโรครุนแรงแค่ไหน เพื่อวางแนวทางการรักษาต่อไป

ไข้สูง ไม่ลง อาการเตือนอย่างหนึ่ง
ไข้สูง ไม่ลง อาการเตือนอย่างหนึ่ง
ไปตรวจคุณหมอพบว่า เส้นเลือดหัวใจเริ่มขยายตัวขึ้นจากเดิม 0.7 มม. ต้องรีบให้ยารักษาด่วน ซึ่งยาตัวนี้ราคาสูงมาก 16,000 บาท ต้องฉีด 2 ครั้ง และต้องสังเกตอาการ หากฉีดไปแล้วร่างกายน้องตอบรับ สิ่งแรกคือไข้จะลดลง อาการอักเสบต่างๆ ในร่างกายจะลดลงตามลำดับ และต้องให้ยาแอสไพรินควบคู่ในการรักษาด้วย แต่ถ้าร่างกายน้องไม่ตอบรับตัวยา ก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจเฉียบพลันและเสียชีวิตได้
ตอนนั้นบอกเลยว่าค่ายาแพงขนาดนี้ บวกกับห้องที่แอดมิท แม่จ่ายไม่ไหวแน่ๆ โชคดีที่น้องใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาตัวที่นี่อยู่ คุณหมอพรทิพา และคุณหมอท่านอื่นจึงรวมกันลงชื่อให้น้องสามารถใช้สิทธิ์ 30 บาทในการจ่ายค่ายาตรงนี้ได้ (แต่ค่าห้องแม่ต้องจ่ายเองตามปกติ) หลังจากเดินเรื่องเสร็จ ก็ได้เบิกยามาฉีด ทำการรักษาทันที
ผ่านไปเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง อาการไข้ของลูกเริ่มลดลงตามลำดับจาก 41 กว่าๆ ลงมาเหลือ 38 กว่าๆ หรือมีอาการไข้ต่ำๆ แสดงว่าร่างกายน้องตอบรับกับตัวยา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะตอนนั้นคุณหมอ และพ่อกับแม่เองก็ลุ้นสุดๆ พอได้ยาเข็มที่ 2 อาการไข้ก็ลงมาเกือบจะปกติ ไม่มีอาการอักเสบที่มือ และตาเริ่มหายแดง เรารักษาตัวและรอดูอาการอยู่ที่ ร.พ. 10 วัน และได้ตรวจเอคโค่หัวใจก่อนกลับพบว่าอาการอักเสบที่หัวใจเริ่มปกติ ไม่พองตัวแล้ว คุณหมอจึงให้กลับบ้านได้ พร้อมนัดติดตามอาการทุกๆ 3 เดือน และให้ยาแอสไพรินมากิน ข้อเสียของการกินยานี้คือทำให้เด็กเบื่ออาหารและต้องระวังเรื่องโรคกระเพาะ
อาการของโรคนี้ค่อยดีขึ้นตามลำดับ แต่น้องยังต้องกินยาตลอด จนน้ำหนักตัวของน้องไม่เพิ่มขึ้นเลย ไปตามหมอนัดตรวจอาการและเอคโค่หัวใจทุก 3 เดือน ก็ยังมีอาการเส้นเลือดพองในช่วงแรกๆ แต่ไม่มากจนต้องทำการรักษา เลยต้องกินยาแอสไพรินต่อไป จนอายุ 1 ขวบ 8 เดือน (น้ำหนักน้องไม่ขึ้นเลย อยู่เท่าเดิมที่ 9.6-9.8 kg.) หลังการตรวจครั้งสุดท้ายคุณหมอพบว่าเส้นเลือดหัวใจเป็นปกติ จึงให้หยุดยา
หลังจากหยุดยา น้องก็ทานอาหารได้เยอะขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น จากเด็กน้อย ตัวเล็กหัวโตเหมือนปลาช่อน เป็นเด็กเบิ่ม 3 ขวบครึ่ง 21.6 kg. ในตอนนี้

ตอนน้องป่วยสิ่งที่น้องต้องการที่สุดคือแม่และพ่อ เราตัวติดกัน นอนกอดกันเป็นลูกลิงน้อย วางไม่ได้เลย สงสารลูกที่สุด…แต่ถึงน้องจะป่วยแต่น้องก็ยังร่าเริง ยิ้มได้ จนเป็นที่เอ็นดูของคุณหมอและพยาบาล

รู้เร็ว รักษาทัน ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
รู้เร็ว รักษาทัน ป้องกันภาวะแทรกซ้อน

การพยากรณ์โรคและการดำเนินโรค

การพยากรณ์โรคและการดำเนินโรคจะดีถ้าผู้ป่วยไม่เกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจ และเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ ก่อนและหลังการรักษา โดยหลังจากไข้ลดลงแล้ว ต้องทานยากันเลือดแข็งตัว (Aspirin) ต่ออีกนานประมาน 60 วัน ของโรค หรือจนกว่าเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจโป่งพอง (aneurysm) กลับเป็นปกติ

กรณีที่ผู้ป่วยไม่มีการแทรกซ้อนที่หัวใจและเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary artery) หลังได้รับการรักษาสามารถเล่นและทำกิจกรรมได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป มีประมาณร้อยละ 5-7 ของผู้ป่วย ที่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจ โดยเกิดเส้นเลือดโป่งพอง ( เช่น coronary artery aneurysm ขนาดเกิน 4- >10 มม. เป็นต้น) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ จึงควรให้รับการรักษาดูแลอย่างต่อเนื่องจากกุมารแพทย์โรคหัวใจ ด้วยการตรวจ Echocardiogram เป็นระยะ ตามความเหมาะสมของโรคแทรกซ้อน รวมทั้งบางรายอาจต้องทำ Exercise Stress Test, Computer Tomography (CT) และการสวนหัวใจ เพื่อดูความรุนแรงของโรค และวางแผนการรักษาต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง จนถึงเป็นผู้ใหญ่

*เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ และได้รับการรักษาด้วย ยา Intravenous Gammaglobulin (IVIG) จะต้องเว้นการรับ Vaccine ชนิดมีตัวเป็นเวลา 7-9 เดือน นับจากได้รับยารักษา

โรคนี้สามารถเกิดเป็นซ้ำได้ ประมาณ 3-3.5 % หรือ 6.89 คนต่อผู้ป่วยเด็ก 1000 ราย ต่อปี โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่มีโรคแทรกซ้อน และพบได้บ่อยในเด็กที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน หรือมีสายสัมพันธ์กันทางสายเลือด โดยพบประมาณ 1-2%

จะบอกว่า สิ่งที่คุณหมอบอกมาคือ การเป็นโรคคาวาซากิ ถ้าได้รับการรักษาช้า หรือไม่ได้รับยา เราอาจต้องเสียลูกไป ดีที่แม่กับพ่อสังเกตอาการและไม่รอช้าที่จะพาลูกมาพบแพทย์
กรณีของลูกที่มีการอักเสบที่บริเวณปลูกฝี คือเป็นเคสกรณีศึกษาที่อาจารย์หมอ ให้คุณหมอและนักศึกษาแพทย์ท่านอื่นมาเอาไปเป็นเคสตัวอย่าง เพราะไม่ค่อยได้พบเจอมากนัก
ขอขอบคุณ : คุณหมอและพยาบาลที่ ร.พ.ธรรมศาสตร์รังสิตทุกท่านที่ทำให้น้องผ่านพ้นช่วงที่ป่วยหนักที่สุดในชีวิตมา
ขอขอบคุณเรื่องราวที่ร่วมแบ่งปันและภาพประกอบ จาก Tonnam Kids Shop

สัญญาณเตือนเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ให้ผลที่คุ้มค่า แลกกับระยะเวลาที่รวดเร็วในการที่ลูกจะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที เหมือนอย่างเคสจริงของคุณแม่ ที่เฝ้าสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด และไม่ละเลยเห็นว่าเป็นอาการเล็กน้อยรีบพาลูกเข้าไปพบคุณหมอ ทำให้น้องรักษาได้ทัน ไม่ต้องพบเจอกับเรื่องเศร้า และความสูญเสีย จึงอยากขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่จะแชร์ความรู้ให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนในการศึกษาอาการเตือนของโรคต่าง ๆ  และคอยสังเกตลูกเมื่อมีอาการผิดปกติใด ๆ อย่ารีรอรีบไปพบกับผู้เชียวชาญ พบแพทย์ เพราะชีวิตลูกน้อยสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากบทความ พ่อแม่ต้องรู้ทัน!สัญญาณเตือน โรคคาวาซากิในเด็ก
ของ นพ.วัชระ จามจุรีรักษ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ รพ.พญาไท2
อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคคาวาซากิ อาการ ที่ต้องระวัง อันตรายจากภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต

แม่ลูก หัวใจเต้น พร้อมกันไหม จะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจลูกเมื่อไหร่

แม่ตั้งครรภ์ เป็นโรคหัวใจ อันตรายกว่าที่คิด

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เปลือกตากระตุก ลางบอกโรค!! โรคอะไร ป้องกันอย่างไร

เปลือกตากระตุก ลางบอกโรค!! โรคอะไร ป้องกันอย่างไร

อุ๊ย! ตากระตุก เป็นลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่านะ? คุณพ่อคุณแม่แทบทุกท่านคงเคยเกิดอาการตากระตุกกันมาบ้าง หลายคนคงนึกไปถึงว่าเป็นลางบอกเหตุดีหรือร้าย แต่แท้ที่จริงแล้ว อาการ เปลือกตากระตุก เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับคุณพ่อคุณแม่นะคะ

เปลือกตากระตุก คืออะไร

ตากระตุก (Eye Twitching) เป็นอาการขยับหรือกระตุกอย่างรวดเร็วของกล้ามเนื้อเปลือกตาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เกิดขึ้นได้ทั้งกับเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง แต่มักจะเกิดกับเปลือกตาบนและมักเกิดกับตาทีละข้าง สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ อาจเกิดแล้วหายไปได้เองภายในเวลาอันสั้น แต่อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดไป หรืออาจนานเป็นวันหรือมากกว่านั้นแล้วกลับมาเกิดซ้ำ

ผู้ที่มีอาการส่วนใหญ่จะพบว่าอาการไม่รุนแรง บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจพบว่ามีอาการกระตุกอย่างรุนแรงจนทำให้รู้สึกต้องการที่จะหลับตาลงหรือก่อความรำคาญ และอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรังหรือมีความรุนแรง โดยเฉพาะในรายที่มีอาการกระตุกของส่วนอื่น ๆ บนใบหน้าร่วมด้วย

 

สาเหตุของ เปลือกตากระตุก

แพทย์สันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ โดยอาการมักเกิดขึ้นจากความเครียด การอดนอน การบริโภคคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มาก และอาจรวมไปถึงสาเหตุต่อไปนี้ เช่น

  • เกิดการระคายเคืองที่ตาหรือเปลือกตาด้านใน
  • ตาล้า
  • ตาแห้ง
  • เวียนศีรษะ
  • ออกกำลังกาย
  • แสงสว่าง ลม
  • สูบบุหรี่
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด

หากมีอาการหนังตากระตุกเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรคหนังตากระตุก (Benign Essential Blepharospasm) ซึ่งทำให้เกิดอาการตากระตุกทั้งสองข้างจากการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Dystonia) ของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยต่อไปนี้อาจทำให้มีอาการแย่ลงได้

  • เปลือกตาอักเสบ
  • เยื่อตาอักเสบ
  • ตาแห้ง
  • เกิดการระคายเคืองจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น ลม แสงสว่าง แสงอาทิตย์ หรือมลภาวะ
  • มีอาการอ่อนล้า
  • มีความไวต่อแสงสว่าง
  • มีความเครียด
  • บริโภคแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป
  • สูบบุหรี่
เปลือกตากระตุก
เปลือกตากระตุก อาจเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาท

สัญญาณบ่งบอกความผิดปกติ

อาการตากระตุกอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับสมองและระบบประสาท โดยโรคหรือความผิดปกติของสมองและประสาทที่อาจทำให้เกิดอาการตากระตุก ได้แก่

  • โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’ Palsy) เป็นภาวะที่ทำให้ใบ้หน้าเพียงซีกหนึ่งเกิดอาการอ่อนแอลงหรือเบี้ยว
  • ภาวะคอบิดเกร็ง (Cervical Dystonia) ทำให้คอเกิดอาการกระตุกและทำให้ศีรษะบิดเกร็งไปอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกสบาย
  • โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia) ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกและกล้ามเนื้อที่ได้รับผลกระทบจะมีการบิดเกร็ง
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการรับรู้และการเคลื่อนไหว
  • โรคกล้ามเนื้อช่องปากหรือขากรรไกรบิดเกร็ง (Oromandibular Dystonia) ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ อ้าปากไม่ได้ ปวดกล้ามเนื้อ ปิดปากไม่ได้ กรามค้าง กลืนอาหารลำบาก หรือมีอุปสรรคในการพูด
  • โรคทูเร็ตต์ (Tourette’s Disorder) โรคที่แสดงอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหลายๆ มัดพร้อมๆ กัน ร่วมกับมีการเปล่งเสียงออกมาจากลำคอหรือจากจมูก โดยเปล่งเสียงเป็นคำที่มี/ไม่มีความหมาย

 

หากตากระตุกควรพบแพทย์เมื่อใด?

อาการตากระตุกมักจะหายไปได้เองภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ แต่หากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์

  • มีอาการตากระตุกต่อเนื่องไม่หายเป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์
  • เปลือกตาลงมาปิดสนิทในขณะที่มีอาการกระตุก หรือลืมตาได้ลำบาก
  • มีอาการกระตุกที่สวนอื่นบนใบหน้าหรือส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย
  • หนังตาตก
  • เปลือกตาบวม แดงหรือมีขี้ตา
  • เกิดการบาดเจ็บที่กระจกตา

สาเหตุที่ควรไปพบแพทย์ก็เพราะอาจเป็นโรคตาอื่น ๆ และภาวะที่มีอาการใกล้เคียงกัน เช่น ตาแห้ง ตาไวต่อแสง หรืออาการกระตุกที่ลามลงมายังส่วนอื่น ๆ ของใบหน้า หรือหากเกี่ยวข้องกับกล้ามส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า แล้วแพทย์สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมองหรือระบบประสาท แพทย์จะตรวจสอบหาสัญญาณหรืออาการอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงอาจส่งตัวไปให้แพทย์ระบบประสาทหรือผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทโดยเฉพาะ

การป้องกันอาการตากระตุก

เนื่องจากแพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการตากระตุก ได้แก่ ความเครียด การอดนอน การบริโภคคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มาก หรือการสูบบุหรี่ อาการตากระตุกจึงป้องกันได้ ด้วยการดูแลตัวเอง ดังนี้

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • บริโภคคาเฟอีนให้น้อยลง
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • พยายามลด หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเครียด
  • ในกรณีที่มีอาการตาแห้งใช้ ควรใช้น้ำตาเทียม หรือยาหยอดตาเพื่อหล่อลื่นดวงตาและเยื่อตา
  • ใช้วิธีประคบร้อนเมื่อเริ่มมีอาการ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตา

การรักษาโดยแพทย์

สำหรับกรณีที่ไม่มีรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยา เช่น ยาโคลนาซีแพม เป็นต้น ซึ่งสามารถบรรเทาอาการหรือหยุดอาการตากระตุกได้ชั่วคราว

หากอาการตากระตุกมีความรุนแรง แพทย์อาจส่งตัวให้จักษุแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อรักษาด้วยการฉีดโบทอกซ์ (Botox) ซึ่งสามารถหยุดอาการตากระตุกได้ชั่วคราว และเมื่อโบทอกซ์หมดฤทธิ์ก็อาจต้องฉีดซ้ำอีกครั้ง

นอกจากนั้นการศัลยกรรม เช่น การตัดกล้ามเนื้อ (Myectomy) เป็นการตัดกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทตาของเปลือกตาออก เป็นวิธีที่อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคตากระตุกที่มีความรุนแรงได้

 

อาการตากระตุกหายเองได้ แต่หากกระตุกเรื้อรังและเริ่มมีความผิดปกติอื่น ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษานะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

PPTV HD, pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 ปัญหา โรคตาเด็ก ที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษา

เตือนภัย พยาธิปอดหนู ขึ้นตา ทำตาบอด

ระวัง! ลูกปากเบี้ยว ตาปิด อาจป่วยปลายประสาทอักเสบในเด็ก

โรคผิวหนังในหน้าร้อน

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

ในช่วงหน้าร้อน ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีแสงแดดจัด หลายคนมักกังวลว่าแสงแดดอาจทำลายผิว แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องระวังโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่อาจกับตัวคุณพ่อคุณแม่เองและลูก ๆ ด้วยนะคะ เพราะอุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จนร่างกายต้องขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อนออกมา เหงื่อจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด โรคผิวหนังในหน้าร้อน ค่ะ

 

โรคผิวหนังในหน้าร้อน ผด

ผดเกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ เมื่อมีเหงื่อเพิ่มขึ้น หนังขี้ไคลที่บวมอาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อเหงื่อ ทำให้เกิดผด ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กกระจายสม่ำเสมอ หรือบางครั้งจะเป็นเม็ดใส ๆ พบมากในเด็ก มักขึ้นรอบ ๆ คอ หน้าผาก หน้าขา และรักแร้ ในผู้ใหญ่มักพบผดในบริเวณร่มผ้าที่มีการเสียดสี เช่น คอ หนังศีรษะ หน้าอก ลำตัว และข้อพับ

การป้องกันและรักษาคือ พยายามอยู่ในที่อากาศเย็น มีลมโกรก เปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศตามความเหมาะสม ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป หากอาการไม่ดีขึ้นให้ทายาแก้ผื่นคัน แป้งน้ำ และในเวลาที่เหงื่อออกมาก ให้อาบน้ำหรือใช้ผ้าซุบน้ำเช็ด ไม่ควรทาผลิตภัณฑ์ที่เป็นครีมหรือน้ำมัน เพราะสารเหล่านี้จะไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เหงื่อระบายออกได้น้อยกว่าเดิม

โรคผิวหนังจากเชื้อรา เช่น  เกลื้อน และกลาก

เกลื้อน เกิดจากราที่อาศัยอยู่ตามผิวหนัง มีลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลาย ๆ วง มีขุยละเอียด สีต่างกัน เช่น สีจางหรือสีขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ และคอ มักไม่มีอาการคันพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก อยู่ในที่ร้อนมาก ๆ สวมเสื้อผ้ารัดแน่นหรือเสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากการเกิดความอับชื้น ทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น

กลาก ผื่นมีลักษณะเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน เป็นขุย เริ่มต้นด้วยอาการคันแล้วตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อย ๆ และมักจะคันมาก หากเป็นรุนแรง กลากอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือรวมกันเป็นวงใหญ่ เป็นรอยนูนขึ้นมา คันภายใต้ผิวหนัง และอาจมีตุ่มพองหรือตุ่มหนองเกิดขึ้นรอบวง มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า หนังศีรษะ ดังนั้น ต้องดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายให้ดี บางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

โรคผิวหนังในหน้าร้อน
โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

โรคผิวหนังจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า เป็นต้น ตัวอย่างได้แก่

โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) เป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบริเวณชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็ก ๆ บริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดเท้าให้แห้งเป็นประจำทุกวัน  หมั่นทำความสะอาดตามซอกเล็บและตัดเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ รวมไปถึงใช้ที่ขัดเท้าช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออก เพราะผิวหนังชั้นนอกเหล่านี้อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและความอับชื้น

ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Erythrasma) จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้ง ๆ ออกน้ำตาล มักพบบริเวณรักแร้ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังพบได้ทุกฤดู แต่ในช่วงฤดูร้อนจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เพราะมีเหงื่อเป็นตัวกระตุ้น บริเวณที่เหงื่อออกมาก ก็จะมีผื่นมาก เช่น บริเวณข้อพับแขน บริเวณข้อพับขา ใบหน้า แขน  ขา ซอกคอ โดยลักษณะผื่นมักเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมาก ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน หรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการคันมากขึ้นได้

ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheicdermatitis)

เป็นผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู หนังศีรษะ มีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดดจัด หรือโดนความร้อนมากๆ

ผิวไหม้แดด

พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน มักเกิดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้นและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่กลางแดด ควรใส่เสื้อผ้าแขนยาวป้องกันแสงแดด ทาครีมกันแดด ใส่แว่นกันแดดใส่หมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี

 

โรคผิวหนังที่มากับหน้าร้อนบางโรค คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลป้องกัน ไม่ให้เกิดกับตนเองและลูกได้ แต่หากเกิดขึ้นแล้ว และมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ผิวหนังเพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมกับโรคนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

แนวหน้า, โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หน้าร้อนระวัง น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรค

เตือน! 5 โรคหน้าร้อน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

10 เคล็ดลับ “ดูสุขภาพหน้าร้อน” ลดป่วยใน “คนท้อง” !!

ไข้เลือดออกระบาด

ระวัง ไข้เลือดออกระบาด ติดเชื้อร่วมโควิด ดับแล้วหลายราย

ระวัง ไข้เลือดออกระบาด ติดเชื้อร่วมโควิด ดับแล้วหลายราย

สถานการณ์ตอนนี้โรคที่ต้องเฝ้าระวัง นอกเหนือจากโรคโควิด19 คือ โรคไข้เลือดออกเพราะเริ่มพบว่าเริ่มมีสัญญาณ ไข้เลือดออกระบาด มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น  แต่คนส่วนใหญ่สนใจโรคโควิด19 มากจนละเลยโรคไข้เลือดออก ทั้ง ๆ ที่ อัตราการเสียชีวิตของทั้ง 2 โรคนี้นั้น ใกล้เคียงกันค่ะ

สถานการณ์ ไข้เลือดออกระบาด

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2565 ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 9 ก.พ. 2565 พบผู้ป่วยจำนวน 305 ราย  เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุพบมากที่สุด  คือ อายุ 5-14 ปี และรองลงมา คือ อายุ 15-24 ปี จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่สำคัญ ได้แก่ มีโรคประจำตัว

ส่วนในปี 2564 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเสียชีวิตทั้งหมด 6 ราย แต่ในปี 2565 ผ่านไปเพียง 2 เดือนมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตเป็นโรคไข้เลือดออกร่วมกับโรคโควิด 19 ด้วย และยังพบอีกว่าทั้ง 3 รายที่เสียชีวิตซื้อยากินเอง หรือรับยาจากร้านยา โดยเป็นยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือแอสไพริน ซึ่งทำให้มีเลือดออกในทางเดินกระเพาะอาหาร และเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตามในช่วงนี้มีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นทุกภาคทั่วประเทศ เนื่องจากมีฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะและวัสดุต่าง ๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกระบาด
ระวัง ไข้เลือดออกระบาด ติดเชื้อร่วมโควิด ดับแล้วหลายราย

อาการโรคไข้เลือดออก

สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ทำให้คนอยู่ดูแลบ้าน จึงกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายไปได้มากขึ้น การระบาดของโรค จึงเงียบหายไป 2 ปี แต่ปีนี้ โรคไข้เลือดออก กลับมาระบาดอีกครั้ง เพราะคนเริ่มออกจากบ้าน จนการป้องกันลดลง โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงลายที่ดูดเลือดของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ จะแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกยุงกัดคนต่อไป อาการของไข้เลือดออก สามารถสังเกตได้ ดังนี้

  • มีไข้สูงแบบเฉียบพลัน และต่อเนื่องเป็นเวลา 2-7 วัน
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง
  • อาจมีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นตามลำตัว แขน ขา
  • ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก
  • มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้องและเบื่ออาหาร

ผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีไข้สูงมาก และปวดหัวรุนแรง เบื้องต้นจึงใช้ยาระงับอาการ เช่น พาราเซตามอล แก้ปวด และลดไข้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ยาแอสไพริน ซึ่งจะมีผลต่อเซลล์เม็ดเลือด อาจกระทบต่อภาวะที่มีเลือดออก ซึ่งทำให้อาการแย่ลง หากพบว่ามีอาการไข้ลดลง อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะอาจเกิดภาวะช็อก จนกระทั่งเสียชีวิตได้ หรือถ้ามีไข้สูงต่อเนื่องกว่า 2 วัน แม้จะเช็ดตัว หรือทานยาลดไข้แล้วก็ไม่ดีขึ้น ให้สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกไว้ก่อน แล้วควรนำส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจอาการและรักษาได้ทันเวลาค่ะ

วิธีป้องกันและควบคุมไข้เลือดออก

  1. ป้องกันยุงลายกัด ยุงลายมักจะกัดคนในเวลากลางวัน ควรติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันยุงเข้ามาในบ้าน หลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณมุมอับชื้น ใช้ยากันยุงที่สกัดจากพืชธรรมชาติ
  2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป ยุงลายจะเพาะพันธุ์ในน้ำใส ในภาชนะที่เก็บน้ำใช้ในบ้าน เช่น โอ่งน้ำ ถ้วยรองขาตู้กันมด แจกันดอกไม้ ภาชนะนอกบ้านที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายกระทำได้โดย
    • ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำต้องมีฝาปิดให้มิดชิด
    • ใช้ทรายกำจัดลูกน้ำใส่ในภาชนะขังน้ำ
    • ทำลายภาชนะที่ไม่จำเป็น เพราะอาจมีน้ำขังได้
    • ปล่อยปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูงในภาชนะที่มีน้ำขังขนาดใหญ่ เช่น อ่างบัว
    • เปลี่ยนน้ำในภาชนะเล็ก ๆ เช่น แจกันทุก 7 วัน
    • ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในบ้านและรอบบ้านให้เป็นระเบียบ
    • ขัดขอบภาชนะทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำเพื่อทำลายไข่ยุงลาย

อาการโรคโควิด 19

ตอนนี้โควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน กำลังระบาดหนัก พบว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการหนักมากนัก โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีไข้
  • ไอ เจ็บคอ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • มีน้ำมูก
  • ปวดศีรษะ
  • หายใจลำบาก
  • ได้กลิ่นลดลง

โดยส่วนมากแล้ว การติดเชื้อโควิดโอมิครอน จะเป็นการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ได้ลงปอด จึงทำให้อาจพบเจอผู้ป่วยเหล่านี้ ปะปนกับคนทั่วไป ในที่สาธารณะได้ง่าย แม้จะฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้ว ก็ยังสามารถติดเชื้อได้ แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงของอาการลงไปได้มาก ดังนั้น จึงควรป้องกันตนเอง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น โดยไม่ควรเป็นหน้ากากผ้าเพียงอย่างเดียว เพราะป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าหาเราไม่ได้ ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ เพื่อเสริมการป้องกัน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

หากคุณพ่อ คุณแม่ หรือลูกน้อยมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งลักษณะคล้ายกัน ทั้งโรคไข้เลือดออก และโรคโควิด19 ขอให้รีบไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาต่อไปนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

springnews, pobpad, ไทยรัฐออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แพทย์เตือน ฟลูโรนา (flurona) ติดโควิดพร้อมไข้หวัดใหญ่

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

กรมควบคุมโรคเปิดสถิติ 4 โรคมาแรง มาแน่ โรคปี 65 นอกจากโควิด

ประกันสังคม ลดเงินสมทบ

เช็กเลย! ประกันสังคม ลดเงินสมทบ แต่ละมาตราจ่ายเท่าไหร่

เช็กเลย! ประกันสังคม ลดเงินสมทบ แต่ละมาตราจ่ายเท่าไหร่

ช่วงนี้ประเทศเราค่าครองชีพสูงขึ้นนะคะคุณพ่อคุณแม่ ส่วนหนึ่งก็เพราะได้รับผลกระทบจาก สงครามรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวน เลยทำให้ค่าครองชีพมีการปรับตัวสูงขึ้นค่ะ จึงได้มีมาตรการช่วยเหลือออกมา 10 ประการ ซึ่งการที่ ประกันสังคม ลดเงินสมทบ ก็เป็นหนึ่งในมาตรการนั้น โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นเวลา 3 เดือนค่ะ

10 มาตรการช่วยประชาชน

สำหรับทั้ง 10 มาตรการประกอบด้วย

1.การเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 45 บาทต่อ 3 เดือน เป็น 100 บาทต่อ 3 เดือน

2.ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 5,500 คน

3.ช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก จำนวน 157,000 คน โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 250 บาทต่อเดือน

4.คงราคาขายปลีกผู้ที่ใช้ก๊าซ NGV ไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

5.ผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ภายใต้โครงการลมหายใจเดียวกัน สามารถซื้อก๊าซได้ในราคา 13.62 บาท/กิโลกรัม

6.ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยลดค่าเอฟทีลง 22 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

7.ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2565 หลังจากนั้น รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือส่วนที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่ง

8.กำกับดูแลการปรับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปช่วยเหลือไม่ให้การปรับขึ้นราคาสูงเกินไป

9.ลดอัตราเงินสบทบของนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 5% เหลือ 1% และ

10.ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 1.9% และลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ลงเหลือ 42-180 บาทต่อเดือน

ประกันสังคม ลดเงินสมทบ ผู้ประกันตน 

ประกันสังคมปรับลดอัตราเงินสมทบ ประกันสังคมมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มเดือน พ.ค.-ก.ค. 65 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประกันสังคม ลดเงินสมทบ
เช็กเลย! ประกันสังคม ลดส่งเงินสมทบ แต่ละมาตราจ่ายเท่าไหร่
  1. นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ลดจ่ายเงินสมทบจากอัตราที่เท่ากัน 5% ต่อเดือน เหลือ 1 % ต่อเดือน โดยจ่ายสูงสุดเดือนละ 150 บาท เพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างสามารถมีกำลังในการใช้จ่ายและผู้ประกอบการสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจในช่วงถัดไปได้

สรุป อัตราเงินสมทบประกันสังคมปี 2565

มกราคม – เมษายน ลูกจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท นายจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท

พฤษภาคม – กรกฎาคม ลูกจ้างสมทบ 1% เป็นเงิน 150 บาท นายจ้างสมทบ 1% เป็นเงิน 150 บาท

สิงหาคม – ธันวาคม ลูกจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท นายจ้างสมทบ 5% เป็นเงิน 750 บาท

  1. ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน ประกันสังคมมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 9%

ผู้ประกันตนมาตรา 39 คือเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และทำในบริษัทเอกชนมาก่อน แล้วลาออกจากงาน และสมัครใจ้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมต่อเพื่อรับสิทธิทดแทนและคุ้มครอง 6 กรณี (เจ็บป่วย-อุบัติเหตุ, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต, คลอดบัตร, สงเคราะห์บุตร และชราภาพ) ซึ่งปกติผู้ประกันตนมาตรา 39 ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน 432 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิจ่ายลดลงเหลือ เดือนละ 91 บาท

  1. ลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตน ประกันสังคมมาตรา 40 

ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ ขาย และสนใจประกันตนภาคสมัรใจ สามารถเป็นผู้ประกันตน ม.40 ได้ โดยมีทางเลือกส่งเงินสมทบ มี 3 อัตราดังนี้

  • อัตราเดิมจ่ายเดือนละ 300 บาท ลดเป็น 180 บาทต่อเดือน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, ตาย, ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร
  • อัตราเดิมจ่ายเดือนละ 100 บาท ลดเป็น 60 บาท มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, ชราภาพ และตาย
  • อัตราเดิมจ่ายเดือนละ 70 บาท ลดเป็น 42 บาทต่อเดือน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ และตาย

ทั้งหมดนี้ นับเป็นสิทธิที่สามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้ ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเช่นนี้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

itax, ประชาชาติธุรกิจ, มติชนออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ติดโควิด ใช้สิทธิประกันสังคม ต้องทำยังไง?

เช็กวิธีรักษา ผู้ป่วยโควิด แบ่งตามสี-สิทธิ UCEP Plus ฟรี

สปสช. มอบ สิทธิบัตรทอง คัดกรองดาวน์ซินโดรม

Tags

โรคใหลตาย

โรคใหลตาย สัญญาณอันตราย ความตายที่ไม่รู้ตัว

โรคใหลตาย สัญญาณอันตราย ความตายที่ไม่รู้ตัว

เหตุการณ์น่าตกใจล่าสุดที่พระเอกหนุ่มเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะนอนหลับ ซึ่งแม้ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงแต่หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นอาการของ โรคใหลตาย เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน คุณพ่อคุณแม่ที่ยังอยู่ในวัยทำงานและทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำควรระวังรักษาร่างกายให้แข็งแรง ใช้ชีวิตให้ห่างจากปัจจัยกระตุ้นโรค โรคนี้มีสาเหตุมาจากอะไร และมีวิธีป้องกันและช่วยเหลือได้อย่างไร ทีมแม่ ABK นำข้อมูลมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

โรคใหลตายคืออะไร

ใหลตาย ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า กลุ่มอาการบรูกาดา (Brugada Syndrome) เกิดขึ้นจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นไม่เป็นจังหวะ และสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้ป่วยหมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้สมองตาย และเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน แต่ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นในขณะตื่นได้เช่นกัน

คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคใหลตายในวันปกติจะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น แต่ในวันพักผ่อนน้อย ดื่มเหล้า หรือใช้สารเสพติด รวมถึงยาบางอย่างหรือในวันที่ไม่สบาย อาจทำให้อาการใหลตายเกิดขึ้นและเสียชีวิตกระทันหันในวันเหล่านั้น

โรคใหลตายมีสาเหตุมาจากอะไร

ใหลตายเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม ของการนำเกลือแร่โซเดียมเข้าออกเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง และเสียชีวิตกะทันหันได้
  • ภาวะร่างกายขาดแร่ธาตุโพแทสเซียม ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ส่งผลให้หัวใจเต้นแรงขึ้น และเสียชีวิตในที่สุด
  • การบริโภคอาหารที่มีสารพิษวันละเล็กน้อย จนเกิดการสะสม และเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
  • การขาดสารอาหารที่เป็นวิตามินบี 1 อย่างรุนแรงเฉียบพลัน ทำให้คนที่แข็งแรงอยู่ดี ๆ รู้สึกอ่อนเพลีย และอยากนอน เมื่อหลับแล้วก็หัวใจวายตายเกือบจะทันที โดยโรคนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาวะทุภพโภชนาการ และนิสัยการกินที่ผิด

อาการของภาวะใหลตาย

ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ว่าตนเองป่วยเป็นกลุ่มอาการบรูกาดา เพราะไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ชัก หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือใจสั่น ในกรณีที่อาการกำเริบระหว่างนอนหลับ อาจหายใจเสียงดังครืดคราดคล้ายละเมอ ซึ่งหากหัวใจไม่กลับมาเต้นเป็นปกติภายใน 6-7 นาที อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวอาจไม่ใช่สัญญาณของภาวะใหลตายเสมอไป ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น และรับการรักษาต่อไป

โรคใหลตาย
โรคใหลตาย

วิธีการรักษาโรคใหลตาย

แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงเกิดภาวะใหลตายเข้ารับการรักษาเพื่อป้องกันหัวใจเต้นเร็วผิดปกติจนเกิดอันตราย ดังนี้

  • ผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardioverter Defibrillator: ICD) โดยฝังไว้บริเวณหน้าอกด้านซ้ายใต้กระดูกไหปลาร้า อุปกรณ์นี้ทำงานด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นกลับมาเต้นเป็นปกติเมื่อหัวใจเต้นเร็วเกินไป แต่การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจอาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการช็อกแม้ในขณะที่หัวใจเต้นเป็นปกติได้ ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินข้อดีและข้อเสียก่อนรักษาด้วยวิธีนี้
  • การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency Ablation: RFA) แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นแผ่วระรัวบ่อยครั้งเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้เพิ่ม เพื่อลดความถี่ของการเกิดภาวะดังกล่าว
  • การใช้ยา แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานยา ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ยาควินิดีน วิธีนี้อาจใช้เป็นการรักษาหลักในผู้ที่มีความเสี่ยงน้อย หรือใช้เป็นวิธีเสริมในผู้ที่ผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ

การปฐมพยาบาลผู้ที่อยู่ในภาวะใหลตาย

จับผู้ป่วยนอนราบ ระหว่างรอรถพยาบาล หรือรอคนมาช่วยให้ประเมินผู้ป่วย หากพบว่าไม่หายใจ หรือชีพจรที่คอไม่เต้น ให้กดหน้าอกยุบลงราว 1.5 นิ้ว แล้วปล่อยให้คลายตัวเป็นชุด ในความถี่ราว 100 ครั้งต่อนาทีโดยไม่หยุด จนกว่าจะถึงมือแพทย์ หรือจนกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว และไม่ควรงัดปากคนไข้ด้วยของแข็ง เพราะอาจเป็นอันตราย และให้ระลึกเสมอว่าคนที่เป็นโรคใหลตาย อาจจะมีโรคอื่นของสมอง เช่น ลมชัก โรคหัวใจ ที่อาจเป็นเหตุให้หมดสติได้เช่นกัน

การป้องกันภาวะใหลตาย

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันภาวะใหลตายที่ได้ผล แต่การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะใหลตาย ทำได้ดังนี้

  • ควรรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หากมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป และรีบไปพบแพทย์ทันทีหากรับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ เช่น มีอาการท้องเสีย ควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และอาจดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไป
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน รับประทานอาหารที่ให้สารอาหารเพียงพอต่อร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินบี  และรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติ ช่วยบำรุงหัวใจ และหลอดเลือดอย่างสม่ำเสมอ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ถั่วดำ ถั่วแระ เต้าหู้ เป็นต้น
  • ยาบางชนิด อาจส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ผู้ที่ทราบว่าตนเองเสี่ยงเกิดภาวะใหลตาย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนรับประทานยาทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ครั้งละมาก ๆ
  • หากมีคนในครอบครัว เสียชีวิตจากภาวะใหลตาย หรือมีอาการเข้าข่ายเป็นภาวะนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยง และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์ สามารถวางแผนการวินิจฉัยเพิ่มเติม และให้การรักษาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

 

ขอบคุณภาพจาก Rama Channel

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

Springnews, Rama Channel, pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อายุเท่าไหร่ต้อง นอนกี่ชั่วโมง? ถึงจะเพียงพอ

จิตแพทย์เตือน! ดูข่าวหดหู่ ระวัง Headline Stress Disorder

ระวัง! คนท้องนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ ทารกเสี่ยงขาดออกซิเจน!

offspring

Offspring แบรนด์สินค้าออร์แกนิค (Organic) และ Eco Friendly จากประเทศออสเตรเลีย ที่เน้นเรื่องความปลอดภัย ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Eco-Friendly และไม่ทดลองกับสัตว์ Little Things Matter (สิ่งเล็กๆ ก้อมีความสำคัญ)

ที่ออฟสปริง เราใส่ใจลูกน้อยของคุณรวมไปถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้แต่การตัดสินใจที่เล็กน้อยที่สุดของคุณวันนี้ในฐานะพ่อแม่ก็สามารถสร้างผลกระทบระยะยาวทั้งต่อลูกน้อยของคุณและสิ่งแวดล้อมได้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเลือกผ้าเปียกที่ย่อยสลายได้ สกินแคร์ออร์แกนิก หรือผ้าอ้อมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นสำคัญมากกว่าที่คุณคิด

นี่เป็นเหตุผลที่ทุกการตัดสินใจของเราในฐานะแบรนด์ – ตั้งแต่ส่วนประกอบที่เราเลือกใช้หรือเลือกไม่ใช้ ไปจนถึงประกาศนียบัตรต่าง ๆ และวัสดุที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ของเรา ทั้งหมดล้วนมาจากความรักที่มีต่อเด็ก พ่อแม่ และธรรมชาติ

เราไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ภายในพริบตาเดียว แต่เราสามารถก้าวไปด้วยกันทีละก้าวเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ยิ่งใหญ่กว่าสว่างไสวกว่าในวันพรุ่งนี้ คุณพร้อมไปกับเราหรือเปล่า?

 

ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป

Offspring Thailand เริ่มทำตลาดโดยนำเข้าผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปเด็ก เกรด Super Premium มาจำหน่ายในประเทศไทย โดยผ้าอ้อมมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • ผลิตจาก เยื่อไม้ที่มีความยั่งยืนผ่านการรับรองจาก FSC ประเทศสหรัฐอเมริกา  ปลอดสารคลอรีนและสารอันตรายอื่นๆ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้ซื้อผ้าอ้อม Offspring เท่ากับร่วมบริจาคเงินส่วนหนึ่ง เพื่อความยั่งยืนของป่าไม้
  • หมึกพิมพ์ปราศจากสารตะกั่วและโลหะหนัก ผ่านการรับรองจาก FDA  ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้ใบรับรองการทดสอบเรื่องปลอดสารพิษจากสถาบัน Dermatest ประเทศเยอรมัน
  • ได้ใบรับรองจาก Cruelty-Free and Vegan ไม่ทดลองกับสัตว์
  • ป้องกันการซึมซับถึง 3 ชั้น และระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม

 

 

ผ้าอ้อมรุ่นแฟชั่นชนิดเทปและกางเกง (Fashion Tape /Pants)

  • มีลายผ้าอ้อมดีไซน์น่ารัก ให้เลือกมากกว่า 20 ลาย ไม่ว่าจะเป็นลายผลไม้ ลายการ์ตูน และลายสัตว์น่ารักต่างๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกแบบตามอารมณ์สนุกสนานและไม่จำเจกันเลย
  • สัมผัสนุ่ม ใส่สบาย ดูดซับน้ำอย่างดีเยี่ยม  ปราศจากสารคลอรีนในการฟอกขาว ระบายอากาศดี ไม่อับชื้น ทำให้ลูกน้อยของคุณปลอดภัยและสบายตัว
  • มีรุ่นบางเฉียบ (Ultra-Thin) บางเพียง 2mm เหมาะสำหรับใข้ระหว่างวันหรือเดินทาง เพราะมีความบางพิเศษ เมื่อมีการสวมใส่เสื้อผ้าทับผ้าอ้อมอีกชั้นหนึ่ง จะไม่ทำให้ลูกน้อยรู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด แถมยังหมดห่วงเรื่องซึบซับ เพราะใช้เทคโนโลยีบีบอัดจากประเทศญี่ปุ่น จึงให้ความบางพิเศษพร้อมกับการซึบซับที่ดีเยี่ยม

 

หาซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปแบรนด์ Offspring ได้แล้ววันนี้ ทางช่องทางจำหน่ายออนไลน์ Shopee, Lazada, JD Central หรือ โทร 098-835-5155
Line ID : @offspringthailand
FB fanpage : Offspring Thailand

 

นอนกี่ชั่วโมง

อายุเท่าไหร่ต้อง นอนกี่ชั่วโมง? ถึงจะเพียงพอ

อายุเท่าไหร่ต้อง นอนกี่ชั่วโมง ? ถึงจะเพียงพอ

การนอนหลับเป็นวิธีพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจเพราะเวลาที่นอนหลับ เป็นช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ได้พักผ่อน และซ่อมแซมส่วนสึกหรอ บันทึกความจำ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ เรามาดูกันค่ะว่าในแต่ละช่วงอายุควร นอนกี่ชั่วโมง ถึงเพียงพอ

ข้อดีของการนอนหลับ

การนอนหลับมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอ และยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งมีสารสำคัญที่ร่างกายหลั่งออกมาในช่วงเวลานอนหลับ เช่น สารเมลาโทนิน(Melatonin) เป็นสารที่ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต

การนอนที่ดีควรจัดตารางเวลาการนอนให้เหมาะสม ตามความต้องการของร่างกายซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมาก สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปนอนประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวันก็เพียงพอแล้ว เวลาที่แนะนำให้เข้านอนไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่ม หรือ 22.00 น.

ข้อเสียของการนอนหลับไม่เพียงพอ นอนไม่หลับ

ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ทำให้มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เกิดภาวะอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง โรคซึมเศร้า รวมทั้งยังส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการเจ็บป่วยมากขึ้นกว่าปกติ อาการนอนไม่หลับสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย พบมากในผู้หญิงและผู้สูงอายุค่ะ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคจากการนอนหลับ เช่น นอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอนไม่หลับ ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน พฤติกรรมและการขยับผิดปกติอื่น ๆ ขณะนอนหลับ เช่น นอนละเมอ นอนฝันร้าย นอนแขนขากระตุก นอนกัดฟัน โรคความแปรปรวนของนาฬิกาชีวิต ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางกายและจิตใจ มีอาการง่วงมากกว่าปกติในตอนกลางวัน สมาธิลดลง ความจำแย่ลง จนส่งผลกระทบต่อการเรียนหรือทำงาน และยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หรืออุบัติเหตุจากการทำงานได้

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

สาเหตุของการนอนไม่หลับ สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

ปัจจัยทางกาย

1.เกิดจากการผิดปกติของโรคทางกาย เช่น โรคสมองเสื่อม โรคหอบหืด ความผิดปกติของฮอร์โมน ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โรคปอดเรื้อรัง โรดกรดไหลย้อน

2.เกิดจากความผิดปกติของโรคจากการหลับ เช่น นอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน พฤติกรรมและการขยับผิดปกติขณะหลับ โรคแปรปรวนของนาฬิกาชีวิต

ปัจจัยทางจิตใจ

1.เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันส่งผลกระทบต่อจิตใจ อาจเป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจ หรือไม่สบาย

2.เกิดจากโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคจิตเวช ยาหรือสารที่มีผลต่อการนอนหลับ เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ ยาแก้แพ้ ชา กาแฟ

ปัจจัยสภาพแวดล้อม 

1.สภาพห้องนอนมีแสงสว่างมากเกินไป มีเสียงดังรบกวน อุณหภูมิร้อนเกินไป

2.รู้สึกแปลกสถานที่ เมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่นอน

3.การนอนไม่เป็นเวลา เช่น การทำงานกะดึก ทำกิจกรรมตื่นเต้นผาดโผนก่อนนอน

 

10 เทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นนั้นมี 10  วิธี ได้แก่

1.ออกกำลังกายช่วงเย็นอย่างน้อย 30 นาที หรือ 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน

2.กินกล้วยหอม เพราะผิวของกล้วยหอมมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับ และมีอะมิโนแอซิดที่เรียกว่า ทริปโตฟาน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสารเซโรโทนิน เมื่อกินแล้วจะช่วยคลายเครียด คลายกังวล ทำให้หลับสบาย

3.หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก อาหารที่มีรสเผ็ด รสจัด หรืออาหารหวานมาก ก่อนเข้านอน 4 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2-3ชั่วโมงในการย่อยอาหาร

นอนกี่ชั่วโมง
เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมงต่อวัน

4.หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาททุกชนิด 4-6 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน

5.ผ่อนคลายร่างกาย และจิตใจก่อนนอนด้วยการอาบน้ำอุ่น เดินเบา ๆ ไปมา หรือการนั่งสมาธิ ซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน (Endorphine) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น และไม่ควรทำกิจกรรมที่กระตุ้นร่างกายและสมองไปจนถึงเวลาเข้านอน

6.จัดระเบียบห้องนอนและกำจัดสิ่งรบกวน ด้วยการปิดไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารก่อนนอน โดยบรรยากาศในห้องนอนควรจะเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน แต่บางรายอาจจำเป็นต้องเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ ทำให้หลับสบายขึ้น อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดี

7.เลือกเครื่องนอน ควรเลือกหมอนและเตียงนอนให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย หมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนหรือนำมาซักทุกอาทิตย์เพื่อจะได้ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและไร

8.เลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้หลับยาก ตื่นบ่อย และฝันร้าย เนื่องจากผลของสารนิโคติน

9.เข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ควรนอนดึกมาก ควรเข้านอนเวลาประมาณ 21.00 – 23.00 น. และปฏิบัติให้เป็นประจำ รวมถึงตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน รวมทั้งช่วงวันหยุดด้วย และ 

10.เข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วง และไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอนหากไม่ง่วง

 

อายุเท่าไหร่ควร นอนกี่ชั่วโมง

ในแต่ละช่วงอายุมีความต้องการในการพักผ่อนนอนหลับที่แตกต่างกัน โดยมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกา (National Sleep Foundation) ระบุเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสมแบ่งตามอายุ ดังนี้

เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน

เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมงต่อวัน

เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมงต่อวัน

วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมงต่อวัน

วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมงต่อวัน

วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมงต่อวัน

วัยรุ่น (18-25 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน

วัยทำงาน (26-64 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน

วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

 

การนอนเป็นเรื่องสำคัญ นอนหลับดี มีชั่วโมงนอนหลับที่เพียงพอก็ได้สุขภาพดี นอนหลับไม่ดี ชั่วโมงนอนไม่เพียงพอก็เสียสุขภาพ คุณพ่อคุณแม่ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

Sleep Foundation, PPTV HD

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

14 วิธีช่วยให้การ นอนหลับ ดีขึ้น ต้อนรับวันนอนหลับโลก

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

4 ไอเทมสุดปัง! OXY Baby ชุดเครื่องนอนหายใจผ่านได้ ลูกน้อยนอนหลับสบาย