โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

เด็ก7ขวบเลือดออกตามตัว หมอคาด โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

เด็ก7ขวบเลือดออกตามตัว หมอคาด โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด นับเป็นโรคหายากที่มีโอกาสเกิดเพียง 1 ในล้าน แต่กลับพบได้ในไทยค่ะคุณพ่อคุณแม่ ล่าสุด คุณแม่ท่านหนึ่งได้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากลูกสาววัย 7 ขวบ มีอาการเลือดออกตามผิวหนัง เช่น เล็บ ฝ่ามือ โพรงจมูก และปัสสาวะปนเลือด ทั้งที่ไม่มีบาดแผล อาการของน้องเป็นอย่างไร โรคนี้เกิดได้อย่างไร และจะเกิดกับใครบ้าง มาดูกันค่ะ

เลือดออกเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

คุณแม่เล่าว่า ก่อนหน้านี้ลูกไม่เคยมีอาการดังกล่าวเลย จนกระทั่งเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 เม.ย. 65 ลูกก็เริ่มมีเลือดออกตามนิ้วมือ ฝ่ามือ ปัสสาวะปนเลือด แล้วพอตกดึกของวันเดียวกันอาการก็หนักขึ้น คือมีเลือดออกจากโพรงจมูกร่วมด้วย ทำให้ต้องพาไปหาหมอในช่วงเช้าของวันที่ 8 เม.ย. 65 โดยรอบแรกที่หมอวินิจฉัยว่า เป็นริดสีดวงในโพรงจมูก พร้อมกับให้ยาแก้อักเสบ เพื่อลดอาการอักเสบในโพรงจมูก

จากนั้นคุณแม่ก็แจ้งกับหมอว่า ลูกมีเลือดออกตามส่วนอื่นของร่างกาย รวมถึงมีปัสสาวะปนเลือดด้วย พร้อมกับเปิดรูปให้ดู หมอจึงทำการเจาะเลือดและนำปัสสาวะของลูกไปตรวจ จนวันที่ 12 เม.ย. 65 ซึ่งหมอนัดให้ไปฟังผลเลือด ปรากฏว่าผลเลือดปกติ คุณแม่เลยถามหมอว่า แล้วอาการที่ลูกมีเลือดออกตามร่างกายแบบนี้เกิดมาจากอะไร

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด
เหงื่อออกที่เล็บของน้อง

ขอบคุณภาพจาก Amarin TV

หมอสันนิษฐานเหงื่อออกเป็นเลือด

หมอก็สันนิษฐานเบื้องต้นว่า น่าจะเป็นอาการของ “โรคภาวะเหงื่อออกเป็นเลือด” หรือ Hematohidrosis เป็นภาวะที่มีเลือดออกจากผิวหนังปกติที่ไม่มีร่องรอยบาดแผลใด ๆ ซึ่งสามารถพบเลือดออกได้ตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หนังศีรษะ ฝ่ามือ หลังมือ หน้าผาก ใบหน้า ซอกพับ หรือ ดวงตา พร้อมกับมีการนัดให้ตรวจกับหมอผิวหนังอีกรอบ

เหงื่อออกเป็นเลือด (Hematidrosis) คืออะไร

เหงื่อออกเป็นเลือด คือ ภาวะที่คนไข้มีเหงื่อออกเป็นเลือด โดยตำแหน่งที่มีเลือดออกอาจพบได้ตามผิวหนัง หู ตา จมูก ปาก รวมไปถึงเยื่อบุอวัยวะอื่น ๆ โดยทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 100 ราย ส่วนในประเทศไทยเคยพบผู้ป่วยโรคเหงื่อออกเป็นเลือด 5-6 ราย

สาเหตุของ โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

สาเหตุของโรคเหงื่อออกเป็นเลือด ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่า เกิดจาก

  • การอักเสบของเส้นเลือดฝอยในผู้ป่วยบางราย
  • บางรายก็พบว่า มีการขยายตัวของเส้นเลือด มากกว่าปกติ ในตำแหน่งที่มีเลือดออก
  • ภาวะความกดดัน และความเครียด เพราะเส้นเลือดฝอย เป็นเส้นเลือดขนาดเล็ก ที่กระจายไปตามเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีอยู่ใกล้ ๆ ต่อมเหงื่อ ซึ่งเป็นไปได้ว่า เมื่อผู้ป่วยกดดัน เครียด หรือกลัวมาก ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน และคอร์ติซอล ออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยปริแตก และถูกร่างกายกำจัดออกมาพร้อมกับเหงื่อ

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด อาการเป็นอย่างไร

ผู้ป่วย มักจะมาพบแพทย์ ด้วยอาการมีเลือดไหลโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย เลือดที่ไหลออกมานั้น มีลักษณะคล้ายเหงื่อ บางรายมีอาการน้ำตาไหลเป็นเลือด ทั้ง ๆ ที่เมื่อตรวจเลือด ก็ไม่พบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือพบว่าผู้ป่วยมีภาวะผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด ที่สามารถอธิบายถึงสาเหตุของอาการเลือดออกได้แต่อย่างใด

โรคเหงื่อออกเป็นเลือด
เลือดออกบริเวณฝ่ามือ

ขอบคุณภาพจาก Amarin TV

เหงื่อออกเป็นเลือดรักษาได้ไหม

รักษาได้ ด้วยการตัดชิ้นเนื้อที่ผิวหนังบริเวณที่มีเลือดออก เพื่อนำไปตรวจหาสาเหตุ ของภาวะเลือดออกได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งเป็นการตรวจวินิจฉัยด้วยว่า ผู้ป่วยมีโรค ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการเลือดออกซ่อนอยู่หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการรักษาตั้งแต่ต้นเหตุ ผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยยาบางกลุ่ม ซึ่งพบว่า ช่วยให้อาการของผู้ป่วยมีอาการ เหงื่อออกเป็นเลือดลดลง หรือมีช่วงที่อาการไม่กำเริบยาวนานขึ้น

เหงื่อออกเป็นเลือดอันตรายแค่ไหน

โรคนี้ไม่ใช่โรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม รวมทั้งไม่ใช่โรคติดต่อ การแพร่ระบาดและโอกาสในการเกิดโรคจึงไม่ค่อยน่ากังวล แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเหงื่อออกเป็นเลือดเป็นจำนวนมาก อาจมีอาการช็อก หรือหมดสติชั่วคราวได้ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก ส่วนมากแล้วอาการของผู้ป่วยจะมีเลือดออกเล็กน้อย และมักจะหยุดไหลไปได้เอง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจนเป็นอันตรายถึงชีวิต หากมีเลือดออกก็ใช้ผ้าซับให้แห้ง ทำใจให้ปกติ และต้องพยายามรักษาสภาพจิตใจของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ไม่ให้วิตกกังวล เพราะความเครียดจะทำให้เหงื่อออกและเลือดออกได้

แม้จะเป็นโรคที่หายาก แต่เมื่อทำความเข้าใจอย่างแท้จริงแล้ว พบว่าไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตและรักษาได้ ดังนั้นหากคุณแม่พบว่า ลูกมีเลือดออกผิดปกติเช่นเดียวกับน้อง สามารถเข้ารับการรักษา และดูแลจากแพทย์ และมีโอกาสหายได้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
Amarin TV , kapook

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ปล่อยลูกลุยน้ำย่ำโคลน ระวัง! เด็กป่วย โรคเมลิออยโดสิส

เคสจริง!อันตราย เมื่อลูกเป็น itp คือ โรคเกล็ดเลือดต่ำในเด็ก

ช่วยด้วย!แม่ร้องลูกเป็น โรคกอร์แฮม คนรู้จักน้อยวอนรักษา

2 ขีดจางๆ

2 ขีดจางๆ ท้องมั๊ย? กว่าจะเป็น “แม่” … ไม่ง่ายกว่าที่คิด!!! [แม่กร – ษิภูตา เดชสังวรณ์]

 2 ขีดจางๆ ท้องจริงมั๊ยนะ? กว่าจะเป็น “แม่” ไม่ง่ายเลยจริง ๆ !!! ตามมาอ่านเรื่องราวสุดประทับใจของ คุณกร – ษิภูตา เดชสังวรณ์ ภรรยาสุดสวยของคุณเป้ MVL – บดินทร์ เจริญราษฎร กับเรื่องราวการเตรียมตัวเป็นแม่ กว่าจะคลอดน้องแฝดสุดหล่ออย่าง น้องมิวสิค-น้องลีริคส์ ออกมาได้ แม่ต้องแข็งแกร่งแค่ไหน…!! มาดูกัน

 2 ขีดจางๆ ท้องจริงมั๊ยนะ?

2 ขีดจางๆ…จางมากกกกกค่ะ จางจนแทบจะต้องเอาไฟมาส่องใกล้ๆ ตอนนั้นใจกรหวิวๆ รู้สึกว่าไม่มั่นใจ ไม่กล้าดีใจเลยค่ะ เลยถ่ายรูปไปถามพี่พยาบาลที่คลินิกที่กรทำ ICSI ว่าแบบนี้คือท้องไหม คำตอบคือ ท้องแล้วค่าาา!!!

2 ขีดจางๆ
2 ขีดจางๆ

วินาทีนั้นความสุขมันพลุกพล่าน สารอะดรีนาลีนหลั่งทั่วร่างกายไม่รู้จะอธิบายออกมาให้คนรอบข้างเข้าใจความรู้สึก ณ ตอนนั้นยังไง ขาลอยๆ มือชา หัววิ้งๆ งงๆ หลังจากนั้นซัก 10 นาทีค่อยเริ่มตั้งสติได้ แล้วก็เริ่มเสิร์ชหาข้อมูล เริ่มเห็นแม่ๆโพสว่ามีท้องลม ท้องนอกมดลูก น้องไม่โตต่อ ไม่สมบูรณ์ แท้ง…ฯลฯ

จากความสุขเริ่มกลายเป็นความกังวล เครียด คิดมาก คำถามเต็มหัวไปหมด กรเชื่อว่าแม่ๆ หลายคนมีอาการเดียวกันค่ะ แต่จะบอกว่า หยุดก่อนค่ะแม่!!! ไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอภาวะแบบนั้นค่ะ สิ่งที่แม่ควรทำตอนนี้คือ จูงมือพ่อไปฝากครรภ์ให้คุณหมอตรวจก่อนค่ะ มีคำถามอะไรค่อยไปถามคุณหมอ แล้วแม่จะสบายใจ ได้ข้อมูลความรู้ในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้องค่ะ

จำไว้เสมอว่าความเครียดมีผลกับเจ้าตัวน้องในพุงแม่น้าา เพราะฉะนั้นแม่ต้องมีความสุข หาข้อมูลแต่พอดีอย่าหาเสพข่าวลบๆหรือโพสที่เศร้าๆ เพราะจะมีผลกับสภาพจิตใจแม่และส่งต่อถึงเจ้าตัวน้อยในพุงด้วยนะคะ

เตรียมหาหมอฝากครรภ์

วันรุ่งขึ้นพี่เป้พากรไปหาคุณหมอเพื่อตรวจเลือดดูค่าฮอร์โมนและอัลตราซาวด์ดูถุงการตั้งครรภ์ ผลเลือดออกมาว่าค่าฮอร์โมนสูง มีโอกาสจะเป็นแฝดค่ะ!! ตรวจเจอ 2 ขีดว่าตื่นเต้นแล้ว ลุ้นแฝดตื่นเต้นกว่า

2 ขีดจางๆ

ในระหว่างที่กำลังตื่นเต้นคุณหมอก็บอกว่า ในทางการแพทย์ ครรภ์แฝด คือ ครรภ์เสี่ยง เราจะรอดูสัปดาห์หน้าว่าอัลตร้าซาวด์ดูแล้วเป็นครรภ์แฝดจริง จะต้องมานั่งคุยกันว่าจะมีภาวะเสี่ยงอะไรที่เกิดขึ้นได้บ้าง และต้องดูแลตัวเองยังไงให้คุณแม่และแฝดปลอดภัยที่สุด … ตอนนั้นกรคิดแค่ว่า กี่คนก็ได้ จะเดี่ยวจะแฝดกรก็ยินดีและพร้อมที่จะทำตามที่คุณหมอแนะนำแบบไม่มีข้อแม้ใดๆ

การเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย!

แต่ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ ในวันที่ร่างกายเรามีหัวใจมากกว่า 1 ดวงให้ดูแล กรเชื่อว่าแม่ทุกคนพร้อมที่จะเสียสละและทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ลูกในท้องแข็งแรงและปลอดภัย สัปดาห์ต่อมาผลออกมาตามคาดเลยค่ะ ได้ยินเสียงหัวใจ 2 ดวงชัดเจนว่าเป็นแฝดแน่นอน และเป็นแฝดแท้ (Indentical twins)  น้องแบ่งตัวมาจากไข่ 1 ใบค่ะ กรกับพี่เป้ทั้งดีใจ ตื่นเต้น และกังวลไปพร้อมๆกัน ในอีกทางนึงก็เตรียมใจไว้รับมือกับภาวะที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์นี้ด้วย

หลังจากนั้นกรก็ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลค่ะ กรทั้งศึกษาหาข้อมูลเองและสอบถามจากคุณหมอที่ทำ ICSI ให้ว่าครรภ์แฝดแบบนี้ควรฝากครรภ์กับคุณหมอท่านไหนดี ซึ่งตอนแรกมีอยู่ 2-3 ท่าน ที่กรกับพี่เป้สนใจ เราเลยลองไปหาคุณหมอทุกท่านที่เราเลือก แล้วค่อยกลับมาช่วยกันตัดสินใจว่าเราจะฝากครรภ์กับคุณหมอท่านไหนดี

2 ขีดจางๆ

ดูแลครรภ์แฝด

พอฝากครรภ์เรียบร้อยแล้วก็กลับมาบำรุงร่างกายด้วยอาหารอย่างเต็มที่ค่ะ กรเลือกทานอาหารที่สุก สะอาด ทานหลากหลายแต่ให้ครบ5หมู่ กรแพ้ท้องอย่างรุนแรงจนต้องแอดมิด จำได้ว่าเริ่มแพ้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ยันคลอดเลยค่ะ เรียกว่าเป็นเพื่อนซี้กับชักโครกเลย กอดคอกันทั้งวันทุกวัน 5555

กรเจอภาวะต่างๆมากมาย ทั้งปากมดลูกสั้น เบาหวาน โปรตีนรั่ว โพแทสเซียมต่ำ ฯลฯ ไปไหนมาไหนต้องนั่งวีลแชร์ ต้องเดินให้น้อยที่สุดเพื่อประคองไม่ให้ปากมดลูกสั้นลงไปมากกว่านี้ เพราะจะทำให้คลอดก่อนกำหนดเยอะ และด้วยสถานการณ์โควิดเลยทำให้ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกก็เลยได้นอน bed rest อยู่บ้านกันยาวๆ เบื่อๆก็ shopping online หาซื้อของเตรียมให้เจ้าแฝดไปเพลินๆ

มารู้ตัวอีกทีก็ของเต็มบ้านจนไม่มีทางเดินแล้วค่ะ 55555 โพสหน้ากรจะมาแชร์เรื่องกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วให้อ่านกันนะคะ ฝากติดตามด้วยค่าา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

ภรรยาสาว เป้ วงมายด์ รีวิว ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง 6 เดือน ท้องแฝด!

แชร์ 5 ท่ารัก!!เพื่อคน อยากได้ลูกแฝด บอกหมดไม่หมกเม็ด

11 สาเหตุมีลูกยาก อยากมีลูก ทำไมไม่ท้องซักที?

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด ง่าย ๆ ได้อย่างไร

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด ง่าย ๆ ได้อย่างไร

ปัจจุบันแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จะยังรุนแรง แต่หลายคนก็เริ่มออกมาใช้ชีวิตตามแนวทาง ปกติใหม่ หรือนิวนอร์มัล กันแล้ว และแน่นอนว่าเมื่อต้องไปห้างสรรพสินค้า ไปเที่ยวแล้วพักในโรงแรม หรืออาศัยอยู่ในคอนโดฯ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ลิฟต์โดยสารสาธารณะ เราจะ ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด ง่าย ๆ ได้อย่างไร และจะใช้พื้นที่สาธารณะอื่น ๆ ให้ปลอดภัยได้อย่างไร ทีมกองบรรณาธิการ ABK มีมาฝากค่ะ

เชื้อโควิด 19 มีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน??

อายุขัย COVID-19 แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นผิว โดยเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้หลายชั่วโมงบนพื้นผิวเรียบแต่หากอยู่ในความชื้นที่เหมาะสม ก็สามารถอยู่รอดได้หลายวัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิความชื้น และชนิดของพื้นผิว โดยอายุขัยของ COVID-19 จะแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพแวดล้อม ดังนี้

  • อากาศ (5 นาที)
  • ลูกบิดประตู (8 ชั่วโมง)
  • กระดาษทิชชู่ (12 ชั่วโมง)
  • โต๊ะผิวเรียบ (1-2 วัน)
  • โทรศัพท์ (4 วัน)
  • น้ำ (4 วัน)
  • ธนบัตร (5 วัน)
  • ที่อุณภูมิต่ำกว่า 4 องศา (1 เดือน)

จะเห็นได้ว่า เชื้อไวรัสโควิด19 นั้น แม้จะมีการแพร่เชื้อที่ง่าย แต่ไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ด้วยตัวเอง จะต้องมีการนำพาเชื้อเข้าสู่ร่างกายเราผ่านการสัมผัส เช่น มือไปจับลูกบิดประตูที่มีเชื้อ แล้วนำมือนั้นมาขยี้ตา เป็นต้น ดังนั้นวิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากเชื้อจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ ศึกษาในการใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อไวรัสโควิด19

ผลวิจัยการใช้ลิฟต์

ผู้ผลิตลิฟต์ Otis Worldwide Corporation เปิดเผยผลการศึกษาเชิงวิชาการระยะเวลา 3 เดือนที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัย Purdue ดำเนินการ ตรวจสอบความเสี่ยงของลิฟต์ในเรื่องการสัมผัส COVID-19 การศึกษาการไหลเวียนของอากาศในลิฟต์พบว่าการได้รับเชื้อโควิด-19 ขณะโดยสารลิฟต์นั้นสามารถทำให้มีความเสี่ยงน้อยลงด้วยวิธีง่ายๆ

ลิฟต์มีการออกแบบพร้อมช่องระบายอากาศเพื่อถ่ายเทเชื้อโรคออกไป ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการไหลเวียนของอากาศภายในลิฟต์เป็นกุญแจสำคัญ ความเสี่ยงจากการสัมผัสลดลงอีก 50% เมื่อผู้โดยสารทุกคนสวมหน้ากากอย่างถูกต้อง

ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด
7 วิธีง่าย ๆ ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด

วิธีง่าย ๆ ในการ ใช้ลิฟท์ให้ปลอดภัยจากโควิด 

1.ใส่หน้ากากตระกูล N95 KN95 KF94 FFP2 ตลอดเวลาในการใช้ลิฟท์โดยสาร และไม่ควรถอดทันที เพื่อที่จะได้ประสิทธิผลในการป้องกันดีที่สุด และพยายามใส่ให้มิดชิดที่สุด

2. รักษาระยะห่างตามจุดที่กำหนดไว้ หรือหากไม่มีจุด ควรเว้นระยะห่างประมาณหกฟุต และไม่ควรขึ้นลิฟท์หากมีคนแออัดมากเกินไป

3.ใช้ข้อมือหรือส่วนที่ไม่ได้สัมผัสกับร่างกายบ่อยๆในการกดลิฟท์แทนการใช้นิ้วมือ ซึ่งจะทำให้ไม่เผลอนำเชื้อโรคไปสัมผัสใบหน้าหรืออวัยวะต่างๆที่อาจทำให้ติดเชื้อได้

4.ล้างเจลแอลกอฮอล์ หรือฉีดแอลกอฮอล์หลังจากใช้ลิฟท์โดยสารทันที เป็นสิ่งสำคัญมากในการใช้ลิฟท์โดยสารเพราะตัวคุณอาจสัมผัสกับคนอื่นหรือส่วนต่างๆในลิฟท์

5.อยู่ห่างจากกำแพงลิฟต์ แม้ว่าควรทำความสะอาดลิฟต์อย่างสม่ำเสมอ แต่คุณยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสส่วนต่างๆในลิฟท์ที่ผู้อื่นอาจสัมผัสเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วการขึ้นลิฟต์จะใช้เวลาไม่นานนัก ดังนั้นคุณสามารถทำได้ได้อย่างแน่นอนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการสัมผัสพื้นผิว

6. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าของคุณ โดยไม่คำนึงถึงข้อควรระวังที่คุณใช้ คุณไม่ควรจับตา ปาก หรือใบหน้าของคุณจนกว่าการขึ้นลิฟต์จะสิ้นสุด และคุณได้ล้างมือหรือล้างมือหลังจากนั้น ควรมีระเบียบวินัยและทำให้เป็นนิสัย

7. หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับผู้คนในระยะใกล้
สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการอ้าปากของคุณ เช่น หาว ไอ จาม หรือพูดคุย สามารถเพิ่มโอกาสที่การติดเชื้อจะแพร่กระจายได้ ดังนั้น การสนทนาใดๆ ที่คุณต้องการสามารถรอจนกว่าคุณจะออกจากลิฟต์และสามารถฝึกฝนการเว้นระยะห่างทางสังคมได้อย่างเหมาะสม

ใช้ห้องน้ำสาธารณะห่างไกลโควิด

นอกจากลิฟต์โดยสารสาธารณแล้ว เมื่อจำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน ห้องน้ำสาธารณะก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เลี่ยงได้ยาก มีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสทอลของอังกฤษ พบว่า เชื้อโคโรนาไวรัสยังคงอยู่ และแพร่เชื้อได้ในห้องน้ำ หรือห้องอบไอน้ำได้อีกอย่างน้อย 20 นาที หลังจากผู้ป่วยโควิด-19 ใช้เสร็จแล้ว จึงต้องระมัดระวังการใช้ห้องน้ำสาธารณะด้วย เช่นกัน วันนี้มีคำแนะนำ 7 ข้อมากฝากค่ะ

1.เลือกห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีคนใช้ เป็นห้องน้ำที่ไม่ได้อยู่ในแหล่งพลุกพล่าน เช่น ห้องน้ำในออฟฟิศชั้นที่มีพนักงานน้อยๆ

2.อย่าสัมผัสโดยตรง ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำสาธารณะ ควรสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ในห้องน้ำน้อยที่สุด เช่น เมื่อเปิดประตูเข้าไป อาจจะใช้ทิชชูวางบนลูกบิดแล้วหมุนเข้าไป

3.ทำความสะอาดก่อนนั่ง ก่อนนั่งควรทำความสะอาดฝาชักโครก ด้วยกระดาษทิชชูแบบเปียกชนิดฆ่าเชื้อ หรือพกกระดาษรองนั่งไปปูบนฝาชักโครกก่อนขับถ่าย และระวังอย่าให้แผ่นรองเปียกน้ำเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคอาจจะแทรกซึมมากับน้ำได้

4.ใช้เวลาในการทำกิจธุระในห้องน้ำให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ชักโครก ควรเลือกดูห้องที่สะอาดที่สุด และหลังขับถ่ายเสร็จ ควรปิดฝาชักโครกก่อนกด เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายในอากาศ

5.ไม่เหยียบโถส้วม หลายคนใช้บริการห้องน้ำสาธารณะผิดวิธี โดยใส่รองเท้าขึ้นไปนั่งบนฝารองนั่ง เพราะคิดว่าจะทำให้ไม่สัมผัสกับเชื้อโรค แต่จริงๆ แล้ว ระหว่างที่ขับถ่ายอาจจะมีการกระเด็นของน้ำในโถ ซึ่งเป็นที่รวมเชื้อโรคเปื้อนได้มากกว่าการนั่งธรรมดา

6.ไม่ตักน้ำที่เปิดไว้ การใช้น้ำล้างทำความสะอาด ไม่แนะนำให้ตักในส่วนที่มีอยู่ในถังเดิมใช้ แต่ควรรองจากก๊อกโดยตรง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในถังน้ำ เพราะบางคนเอามือจุ่มล้างในถัง หากเป็นสายฉีดก็ควรฉีดน้ำให้ไหลทิ้งประมาณ 1 นาที เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่ปะปนบริเวณรอบ ๆ สายฉีดได้

7.ล้างมือทุกครั้งหลังเสร็จธุระ เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เชื้อโรคติดมากับมือของเรา ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หากไม่มีสบู่ ก็ใช้น้ำสะอาดล้างซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

TNN online,Matichon Online,SpringNews, รพ.ศิครินทร์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สายช้อปต้องรู้วิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยเมื่อ ช้อปปิ้ง ช่วงโควิด19

เจลแอลกอฮอล์ ใช้อย่างไรให้ช่วยป้องกันโควิด-19

ป้องกันโควิด-19 ตอนไปตลาด สิ่งไหนเสี่ยง อะไรต้องระวัง

ศีรษะทารกแรกเกิด ภาวะบกพร่องการสร้างผิวหนัง

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลฉกรรจ์หลังคลอด หมอวอนอย่าเพิ่งโวย อาจไม่ใช่จากการทำคลอดที่ผิดพลาด แต่เป็นภาวะการสร้างผิวหนังที่ผิดปกติ หรือ aplasia cutis congenita

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด!!

เกิดเหตุวุ่น ๆ เมื่อความไม่รู้ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันเสียขนานใหญ่ กับเรื่อง ศีรษะทารกแรกเกิด ที่เกิดมีแผลหลังคลอด เป็นเหตุให้พ่อแม่เกิดความระแวงสงสัยการทำงานของแพทย์ และพยาบาล

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพศีรษะของเด็กทารกซึ่งเป็นลูกของตนเอง พบมีบาดแผลเป็นรูขนาดใหญ่ พร้อมกับระบุข้อความว่า

“โรงพยาบาลนี้เป็นยังไง หัวลูกเป็นแผลขนาดนี้ แล้วมาบอกว่าเป็นจากในท้อง ..มันคมขนาดนั้นเลยไง ขอความจริง…”

อย่างไรก็ตาม พบว่าโพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก ต่างเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่แพทย์ และพยาบาลเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ได้มีชาวเน็ตเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของบาดแผลบนศีรษะของเด็กว่า อาจจะเป็น “Aplasia cutis congenita” หรือที่รู้จักกันในนาม cutis aplasia เป็นโรคที่มีมาแต่กำเนิดที่หายาก

ข้อความได้ถูกตัดทอนบางส่วน ที่มาจาก mgronline.com
ศีรษะทารกแรกเกิด กรณีเกิดภาวะ aplasia cutis congenita
ศีรษะทารกแรกเกิด กรณีเกิดภาวะ aplasia cutis congenita

หมอขออธิบาย!!

ในขณะที่เพจ Drama-addict ได้แสดงความห่วงใย และให้ข้อคิด และความรู้ต่อกรณีดังกล่าว ไว้ดังนี้

aplasia Cutis Congenita คือภาวะผิดปรกติแต่กำเนิดของเด็กทารก
ประมาณว่า เด็กเกิดมา โดยที่ การสร้างผิวหนังของเด็กบางส่วนผิดปกติ เช่น ตรงขวัญบนหัว อันนี้พบบ่อย เด็กเกิดมา ก็จะมีรอยแบบนี้นิดนึง ซึ่งไม่มีอันตรายใดๆ ปล่อยไว้ซักพักแผลก็หาย ผิวหนังก็จะขึ้นมาเต็มตรงจุดนั้น ประเด็นคือ ภาวะนี้ทำให้เกิดดราม่าในบ้านเรามาหลายรอบแล้ว เพราะพอเด็กคลอดออกมา มีรอยแบบนี้บนหัว พ่อแม่ก็จะคิดว่า รพ ต้องเอาอุปกรณ์อะไรไปจิกหัวลูกจนเป็นแผลแน่ๆ ซึ่งจากที่ทำคลอดเด็กมา ยังนึกไม่ออกว่าจะมีอุปกรณ์ไหนในขั้นตอนการทำคลอดที่ทำให้เด็กมีแผลแบบนี้นะ ขนาดเด็กที่มีรอยบนหัวจากการใช้อุปกรณ์ช่วยคลอด ก็ไม่มีรอยแบบนี้ครับ
ก็ตามนี้นะครับ พ่อแม่ท่านใดเจอลูกแรกเกิดมีหัวแบบนี้ อย่าเพิ่งรีบโพสเฟซประจานด่าหมอ ด่า รพ เด๋วจะซวยเอา

ทำความรู้จัก Aplasia Cutis Congenita

เป็นกลุ่มของความผิดปกติของการสร้างผิวหนังของทารก ไม่มีผิวหนังบริเวณนั้น ๆ ตั้งแต่เกิด  พบการรายงานครั้งแรกโดย Cordon ในปี พ.ศ. 2310 aplasia cutis congenita  อาจเกิดเฉพาะที่ หรือกระจายตามร่างกายก็ได้ โดยส่วนมากตำแหน่งของการเกิดโรค 70% มักพบบน ศีรษะทารกแรกเกิด สามารถพบได้ทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ แต่เป็นโรคที่พบไม่ได้บ่อยนัก

สังเกตความผิดปกติของลูกน้อย สงสัยถามแพทย์โดยตรง
สังเกตความผิดปกติของลูกน้อย สงสัยถามแพทย์โดยตรง

ใน 70–80% ของกรณี Aplasia cutis ส่งผลกระทบต่อหนังศีรษะ  ด้านข้างของเส้นกึ่งกลางแต่รอยโรคอาจเกิดขึ้นที่ใบหน้า ลำตัว หรือแขนขา ในบางครั้งในลักษณะสมมาตร

  • พื้นที่ของการสูญเสียผิวหนัง หรือแผลเปื่อยมีขนาดตั้งแต่ 0.5 ซม. ถึง 10 ซม.
  • ส่วนที่เป็นแผลไม่อักเสบ และแบ่งเขตได้ดี
  • ปอยผมรอบ ๆ แผล aplasia cutis อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติ ที่แฝงอยู่ ด้วยข้อบกพร่องของ ท่อประสาท
  • ส่วนมาก aplasia cutis เกี่ยวข้องกับผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น ( ผิวหนังชั้นบน) ข้อบกพร่องตื้นมักจะหายก่อนที่เด็กจะเกิด ทิ้งรอยแผลเป็นไว้
  • ข้อบกพร่องที่ลึกกว่าสามารถขยายผ่าน ผิวหนัง ชั้นหนังแท้ เนื้อเยื่อ ใต้ผิวหนังและเชิงกราน กะโหลกศีรษะ หรือดูราได้น้อยมาก
  • Aplasia cutis อาจหายได้บางส่วนก่อนคลอดและปรากฏเป็นแผลเป็น ที่ไม่มีขน ตีบพังผืด คล้าย parchmentlike หรือพังผืด
  • Membranous aplasia cutis เป็นเยื่อสีขาวแบนที่วางซ้อนกับข้อบกพร่องในกะโหลกศีรษะ การเจริญเติบโตของเส้นผมที่บิดเบี้ยว เป็นตัว บ่งชี้ถึงข้อบกพร่องของกะโหลกศีรษะที่อยู่เบื้องล่าง เช่น เอนเซฟาโลโคเอลี เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเยื่อหุ้มสมอง และเนื้อเยื่อสมองนอกกะโหลกศีรษะ
  • ผู้ที่เป็นโรค aplasia cutis บางคนก็มีหัวใจพิการแต่กำเนิด ทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ(เช่น gastroschisis หรือ omphalocele )และระบบประสาทส่วนกลาง ( เช่น  meningomyelocele  หรือ spinal dysraphism )

    ทารกแรกเกิด กับความกังวลใจของพ่อแม่
    ทารกแรกเกิด กับความกังวลใจของพ่อแม่

ปัจจัยที่ก่อให้เกิด aplasia cutis ได้แก่

  • กรรมพันธุ์  อาจพบ aplasia cutis ร่วมกับข้อบกพร่องของผิวหนังที่มีมาแต่กำเนิดอื่น ๆ เช่น organoid  หรือepidermal naevi สามารถเกิดได้ในกรณีที่มีคนในครอบครัวมีรายงานที่มีการเกิดภาวะนี้ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal dominant และautosomal recessive
  • การติดเชื้อที่รกระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคอีสุกอีใส หรือเริม เป็นต้น
  • สารก่อมะเร็ง ยาหรือสารเคมีที่ทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น เมทามาโซล คาร์บิมาโซล ไมโซพรอสทอล โคเคน กัญชา เป็นต้น
  • ความผิดปกติในการพัฒนาผิวหนังของทารกในครรภ์
  • แถบ น้ำคร่ำเนื่องจากการแตกของน้ำคร่ำในช่วงต้น
  • การตายของทารกในครรภ์แฝด (papyraceous fetus)

Aplasia cutis นั้นหายากและไม่มีเชื้อชาติ หรือเพศใดที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องมีความกังวลมากนัก และส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นแผลเล็กเกิดที่บริเวณศีรษะ ซึ่งสามารถหายได้เอง แต่เพื่อความปลอดภัยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์จะดีที่สุด

ศีรษะทารกแรกเกิด กับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ศีรษะทารกแรกเกิด กับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

การรักษา

บริเวณเล็กๆ ของ aplasia cutis มักจะหายเองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เกิดแผลเป็นที่ไม่มีขน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ อาจใช้น้ำยาทำความสะอาดที่อ่อนโยน และขี้ผึ้งที่อ่อนโยน หากเกิดการติดเชื้อ สามารถใช้ยาปฏิชีวนะภายใต้การดูแลของแพทย์ได้

แผลขนาดใหญ่ หรือส่วนที่ไม่มีผิวหนังของหนังศีรษะหลายจุด อาจต้องได้รับการผ่าตัดซ่อมแซม บางครั้งอาจจำเป็นต้องปลูกถ่ายผิวหนังหรือกระดูก อาจใช้เครื่องขยายเนื้อเยื่อ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

สรุป

เช็กให้ชัวร์ ดูให้แน่ก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังสงสัยนั้น เป็นเรื่องที่ควรเชื่อมากน้อยเพียงใด ทางที่ดีที่สุด หากมีข้อสงสัยใด ๆ ควรปรึกษาคุณหมอโดยตรงจะดีที่สุด เพราะนอกจากพ่อแม่จะได้คลายความกังวลต่อข้อสงสัยแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น มาพบว่าแท้จริงแล้วเป็นโรค จะได้รับการรักษาได้ทัน ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง

ข้อมูลอ้างอิงจาก dermnetnz.org
อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ศีรษะทารกแรกเกิด บวมโนอันตรายไหม? จะยุบเมื่อไหร่?

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี!กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

หมอเตือน! เด็กติดโรคโควิด ทำลายสมอง เสี่ยงเสียชีวิต

ทำไม ใส่หน้ากากอนามัยนาน แล้วปวดหัว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

หมากฝรั่งติดคอ กลืนหมากฝรั่ง

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี!กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

หมากฝรั่งติดคอ ลูกเคี้ยวไม่ทันระวัง เผลอกลืน พ่อแม่ต้องช่วยยังไง อันตรายหรือไม่ หากกลืนลงท้องไปจะไปพันลำไส้เหมือนคำขู่ที่ตอนเด็กเคยได้ยินจริงหรือ??

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี! กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

หมากฝรั่งกับเด็ก เนี่ยเป็นสิ่งที่ขัดใจกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก มาแทบทุกรุ่น เรียกว่าส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่นกันเลยทีเดียว เมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราก็มักจะโดนขู่ต่าง ๆ นานาเพื่อไม่ให้กล้ากินหมากฝรั่ง แต่สมัยเด็กก็ไม่เคยเห็นด้วยกันผู้ใหญ่ แต่ไหงโตขึ้นมาเข้าสู่ฐานะพ่อแม่ เรากลับห่วงลูกเกี่ยวกับ หมากฝรั่งไม่ต่างกัน กลัว หมากฝรั่งติดคอ บ้าง กลัวลูกกลืนหมากฝรั่งแล้วจะเป็นอันตรายไหมบ้าง หากลูกกลืนหมากฝรั่งลงท้องแล้ว มันจะไปอยู่ส่วนไหนของร่างกายกันนะ

หมากฝรั่งติดคอ กลืนหมากฝรั่ง อันตรายไหม
หมากฝรั่งติดคอ กลืนหมากฝรั่ง อันตรายไหม
ตอนเด็กๆ มีใครเคยโดนขู่ไม่ให้เคี้ยวหมากฝรั่ง บ้างไหมครับ แบบว่า “ระวังนะ เผลอกลืนหมากฝรั่งเข้าไป มันจะเข้าไปพันลำไส้ ค้างในท้องเป็นปีๆ “
เอ่อ… มันไม่ใช่เรื่องจริงนะครับ ฮะๆ 😀😀
หมากฝรั่งส่วนใหญ่ทำมาจาก ยางสังเคราะห์ (พวก polyisobutylene) ผสมกับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล ไซลิทอล (xylitol) และซอร์บิทอล (sorbitol) ใส่สารแต่งกลิ่น (flavoring agents) และผสมสารกันเสีย (preservatives)
ถ้าเราเผลอกลืนหมากฝรั่งลงไป ก็คล้ายกับการกลืนอาหารธรรมดาทั่วไป เพราะถึงแม้ว่ายางสังเคราะห์ในหมากฝรั่งนั้นจะไม่สามารถย่อยสลายด้วยน้ำย่อยในร่างกาย แต่มันก็ไม่สามารถไปพันลำไส้ได้
เพราะเมื่อหมากฝรั่งถูกกลืนลงไปแล้ว มันจะค่อย ๆ เคลื่อนลงไปตามระบบทางเดินอาหาร ไปจนถึงลำไส้ใหญ่ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปของอุจจาระในที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรให้เด็กเล็กเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะนอกจากอาจจะเผลอกลืนหมากฝรั่งลงไปได้แล้ว ยังเสี่ยงที่หมากฝรั่งจะติดคอได้อีกด้วย
ที่มา : เพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์
กลืนหมากฝรั่ง ทำให้ไปพันลำไส้ จริงหรือ?
กลืนหมากฝรั่ง ทำให้ไปพันลำไส้ จริงหรือ?

ระวัง! กลืนหมากฝรั่งลงไป จะไปพันลำไส้…เป็นข่าวปลอม

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการเผยแพร่คำเตือน เรื่องกลืนหมากฝรั่ง ทำให้ลงไปพันลำไส้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือโทร. 1556

กลืนหมากฝรั่งลงไปแล้วจะติดอยู่ในท้องนานถึง 7 ปี !!

อีกหนึ่งคำขู่ยอดฮิตที่เด็ก ๆ มักได้รับหากเราเคี้ยวหมากฝรั่งแล้วเผลอกลืนลงไป มันจะอยู่ในท้องเราได้นานถึง 7 ปีจริงหรือ??

สำหรับการหาคำตอบของคำถามนี้ เราต้องมาทำความรู้จักกับกระบวนการย่อยอาหารของมนุษย์เราเสียก่อนว่า มีกระบวนการทำงานเช่นไร

การย่อยอาหารพื้นฐานของมนุษย์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีหลัก ๆ คือ

  1. การเคี้ยว ซึ่งเป็นกระบวนการย่อยเชิงกลที่ใช้ในการบดอาหารให้ละเอียด และมีขนาดเล็กลง
  2. กระบวนการย่อยเชิงเคมีในการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของอาหารโดยเอนไซม์ในน้ำลาย และกระเพาะอาหาร รวมถึงกรดที่ช่วยย่อยให้สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปนั้นผ่านทางเดินอาหารไปได้อย่างง่ายดาย
ขนมอันตราย หมากฝรั่ง กับเด็ก
ขนมอันตราย หมากฝรั่ง กับเด็ก

ตามหลักแล้ว เมื่อเรารับประทานอาหาร ฟันและลิ้นจะทำงานสัมพันธ์กันเพื่อเคี้ยวอาหารให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวเพื่อให้สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามกระบวนการดูดซึมของร่างกาย ก่อนที่อาหารจะเคลื่อนย้ายลงไปตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินอาหาร จากนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยน้ำย่อยอาหาร และถูกขับออกจากร่างกายไปในที่สุด แต่หมากฝรั่งไม่ใช่อาหารที่ร่างกายสามารถย่อยได้ตามกระบวนการย่อยอาหาร นั่นเป็นเพราะหมากฝรั่งมีส่วนประกอบของยางสังเคราะห์อยู่ด้วย

ส่วนประกอบของ หมากฝรั่ง !!

หมากฝรั่งส่วนใหญ่ทำมาจาก ยางสังเคราะห์ (พวก polyisobutylene) ผสมกับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล ไซลิทอล (xylitol) และซอร์บิทอล (sorbitol) ใส่สารแต่งกลิ่น (flavoring agents) และผสมสารกันเสีย (preservatives)

ยางบิวไทล์(Butyl rubber) หรือถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Synthetic Natural Rubber” เป็นยางสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างทางเคมี และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับยางธรรมชาติ แต่มีคุณสมบัติในเรื่องของความทนต่อแรงดึงและความทนทานต่อการฉีกขาดต่ำกว่าเล็กน้อย ยางสังเคราะห์ชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของหมากฝรั่งที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาด เนื่องจากช่วยให้มีความเหนียว และสามารถเคี้ยวได้ นอกจากนี้ยังมักนิยมนำไปใช้ผลิตจุกนม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และรวมไปทั้งยางในรถยนต์อีกด้วย

เมื่อกลืนหมากฝรั่งลงไป มันจะเคลื่อนผ่านทางเดินอาหารลงไปในกระเพาะอาหารเป็นก้อน  ในขณะที่เอนไซม์สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรต น้ำมัน และแอลกอฮอล์ได้ในหมากฝรั่ง แต่ไม่สามารถย่อยยางสังเคราะห์ได้ เป็นผลให้หมากฝรั่งยังคงอยู่ในท้อง ในระบบย่อยอาหาร แต่จะอยู่นานถึง 7 ปีจริงหรือ??

อันตราย อาหารติดคอ ในเด็ก
อันตราย อาหารติดคอ ในเด็ก

หมากฝรั่งที่เผลอกลืนโดยไม่ตั้งใจเป็นเพียงสิ่งไม่มีประโยชน์ชิ้นเล็ก ๆ เหมือนกับอาหารบางประเภทที่เป็นชิ้นเล็กๆ เช่น เมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดแตงโม เป็นแค่อาหารส่วนน้อยที่ไม่ได้มีผลกระทบมากนักต่อกล้ามเนื้อในการบีบรัดเพื่อเคลื่อนย้ายอาหารไปตามทางเดินอาหาร  ร่างกายสามารถจัดการกับชิ้นหมากฝรั่งที่เราเผลอกลืนลงไปได้ โดยจะถูกกำจัดออกจากร่างกาย พร้อมกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการผ่านทางลำไส้ใหญ่ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปของอุจจาระในที่สุด

สรุป

การกลืนหมากฝรั่งลงท้อง ไม่เป็นอันตรายมากนัก และไม่ทำให้มันติดอยู่ในกระเพาะอาหารยาวนานถึง 7 ปี เพราะร่างกายสามารถย่อย และกำจัดส่วนที่เหลือออกจากร่างกายได้ผ่านทางอุจจาระ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า หากเราลองไปค้นอุจจาระเราจะพบว่าหมากฝรั่งแทบจะยังคงอยู่ในสภาพเดิม นั่นเป็นเพราะมันไม่สามารถย่อยสลายได้ยังไงล่ะ

อย่างไรก็ตามการกลืนหมากฝรั่งสำหรับเด็ก ก็ยังคงมีอันตรายอยู่บ้าง เช่น ทำให้หมากฝรั่งติดคอ สำลัก และอาจทำให้ลำไส้เด็กอุดตันได้ หากกลืนหมากฝรั่งในปริมาณมาก ๆ แม้สิ่งนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.scimath.org

หมากฝรั่งติดคอ!!

เราอาจรู้สึกระคายเคืองหรือรู้สึกไม่สบายได้ระยะหนึ่งหลังจากกลืนหมากฝรั่ง ให้ลองสังเกตดูว่าคุณไม่มีปัญหากับการกลืนช่วงคอ นั่นแสดงว่า หมากฝรั่งคงเลื่อนลงท้อง และจะผ่านกระบวนการย่อยอาหารของร่างกายจนถึงขั้นตอนการนำออกมากในรูปแบบอุจจาระ  แต่หากมีปัญหาในการกลืนควรพบแพทย์ แพทย์จะทำการส่องกล้องตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง

ไม่ควรทำให้อาเจียน หากมีความรู้สึกว่ามีของ หรืออาหารติดที่คอ ยังไงก็ตามคุณสามารถใช้น้ำยาบ้วนปาก น้ำเกลือ และจิบน้ำอุ่นๆ ก็ได้ วิธีนี้ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองได้ แต่หากรู้สึกนานแล้วยังไม่หายดีควรไปพบแพทย์

หมากฝรั่งติดคอ อาหารติดคอแน่น อาจทำให้ส่งเสียงร้องไม่ได้
หมากฝรั่งติดคอ อาหารติดคอแน่น อาจทำให้ส่งเสียงร้องไม่ได้

ในส่วนของเเด็ก และเด็กเล็ก ที่ไม่สามารถบอกอาการของตัวเองได้นั้น คุณพ่อคุณแม่ควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเมื่อมีอาหารติดคอเด็กเอาไว้ในยามฉุกเฉิน เพราะอันตราย และความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นมีได้เสมอ การช่วยลูกได้ทันก็จะช่วยป้องกัน และลดการสูญเสียได้

อาการเตือน เมื่อลูก “อาหารติดคอ”

สำลัก หรือมีอาการไออย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
– หายใจไม่ออก หรือหายใจเสียงดังเหมือนคนเป็นโรคหอบหืด
– พูดไม่มีเสียงออกมา หรือพูดได้ลำบาก
– หายใจเร็วผิดปกติ

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น…เมื่อลูกอาหารติดคอ

ให้รีบช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยใช้วิธีจับเด็กนอนคว่ำ และตบแรง ๆ บริเวณทรวงอกด้านหลังระหว่างกระดูกสะบัก จนอาหารกระเด็นหลุดออกมา ห้ามใช้นิ้วมือล้วงช่องปาก หรือจับเด็กห้อยศีรษะ และตบหลังเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เศษอาหารตกมาอุดที่กล่องเสียงจนขาดอากาศหายใจได้

ในกรณีที่สำลักแล้วหายใจไม่ออก ริมฝีปากเขียว ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน อาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ควรรีบใช้วิธีช่วยเหลือแบบ Heimlich โดยให้ลูกนั่ง หรือยืนโน้มตัวไปทางด้านหน้าเล็กน้อย คุณแม่ยืนทางด้านหลัง ใช้แขนสอดสองข้างโอบลำตัว กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่ ดันมือลงตรงตำแหน่งลิ้นปี่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้องดันให้อาหารหลุดออกมา

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการช่วยลูกจากภาวะฉุกเฉินดังกล่าวนั้น คุณแม่จะต้องตั้งสติให้ดี  รีบช่วยเหลือลูกโดยเร็วที่สุดอย่างถูกวิธี เพราะหากสมองของลูกขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที ก็อาจทำให้กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทราตลอดไป

ข้อมูลอ้างอิงจาก โรงพยาบาลเปาโล

ข้อมูลอ้างอิงจาก Mahidol Channel

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อย. เตือน ขนม BLACK POWDER ขนมอันตราย อย่าซื้อให้ลูกกิน

แม่เตือนภัย ลูก 2 คนป่วย ลำไส้อักเสบ พร้อมกัน! หลังกิน เยลลี่ลูกตา

แม่โพสต์เตือน! ระวัง “ขนมปนเปื้อนสารพิษ” ลูกป่วยหนักเข้ารพ. อันตรายถึงชีวิต!

เตือนพ่อแม่!! สารดูดความชื้นทำให้ลูกน้อยตาบอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ATK ขึ้น 2 ขีด

อัปเดทล่าสุด ATK ขึ้น 2 ขีด ลูกติดโควิดพ่อแม่ควรทำยังไง

 

ATK ขึ้น 2 ขีด ลูกติดโควิด พ่อแม่ควรทำยังไง!!

การระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทำให้การแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีการระดมฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิดกันมาแล้วก็ตาม ล่าสุดเมื่อ วันที่ 11 ก.ค. 2565 ‘กรมการแพทย์’ ได้ออกแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุงใหม่ ครั้งที่ 24 ในกรณีตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และบุคคลทั่วไปออกมาค่ะ

เมื่อไรที่เราต้องตรวจ COVID-19?

เมื่อไรที่จะต้องตรวจหาเชื้อก่อโรคโควิด-19 หมอขอแบ่งเป็น 2 กรณีด้วยกัน คือ สำหรับผู้ที่มีอาการ และผู้ที่ไม่มีอาการ

กรณี 1) สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการ และได้มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด-19 มาแล้ว แนะนำให้ตรวจหาเชื้อ โดยควรตรวจหลังจากสัมผัสผู้ติดเชื้อมาแล้ว 3 – 5 วัน ในระหว่างนี้ ให้ใส่หน้ากากอนามัย และรักษาระยะห่าง ตรวจสอบตัวเองว่าได้รับวัคซีนครบแล้วหรือยัง ถ้าเกิดว่าฉีดวัคซีนครบโดส หรือฉีดครบ 2 เข็มแล้ว บวกกับได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือ Booster Dose แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกักแยกตัวเอง ให้ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กรณี 2) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการ เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน ในภาวะที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง แนะนำให้ตรวจทุกรายในผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ได้แก่ อาการไข้ ไอ ปวดตัว เจ็บคอมาก มีน้ำมูก เคืองคอ ปวดตัวแบบไม่ทราบสาเหตุ

ข้อดีหรือประโยชน์ของการตรวจหาเชื้อก่อโรคโควิด-19 นี้ คือ เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ว่าเราได้รับเชื้อมา เราจะได้แยกตัวออกมาอย่างน้อย 10 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะแพร่กระจายเชื้อให้ผู้ป่วยท่านอื่นๆ อีกทั้งเราจะได้สบายใจด้วยว่าเราไม่ได้รับเชื้อมา

ATK : Antigen Test Kit

Antigen Test Kit หรือ ATK จะเป็นการตรวจหาเศษส่วนของเชื้อ โดยชุดตรวจ ATK นี้เราสามารถตรวจเองได้ที่บ้าน โดยมีหลายวิธี ตั้งแต่วิธีการ Swab จมูก, Swab คอ และชุดตรวจแบบน้ำลาย แนะนำว่าให้ใช้ชุดตรวจที่ได้รับมาตรฐานตามที่ WHO แนะนำ โดยควรใช้ชุดตรวจที่ระบุไว้ข้างกล่องว่าเป็นวิธี Lateral Flow Technique (LTF) วิธีนี้มีความแม่นยำ 60-90% ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อของชุดทดสอบ

การตรวจแบบ LTF นี้ เหมาะสำหรับทุกคน สามารถใช้งานง่าย และทราบผลรวดเร็ว โดยจะแสดงผลตรวจภายในเวลาประมาณ 15 – 30 นาที ข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจ ATK ที่สำคัญคือ ไม่แนะนำให้ตรวจให้คนอื่น เพราะเนื่องจากถ้าเราไม่มีเชื้อ และไปตรวจให้กับผู้ที่ติดเชื้อ โดยที่ไม่ได้ใส่ชุด PPE หรือชุดป้องกันที่ถูกต้อง อาจจะทำให้ได้รับเชื้อมาในระหว่างที่ตรวจให้ผู้อื่นได้

  • ชุดตรวจโควิดแบบ Swab จมูก/คอ มีขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก ใช้ระยะเวลาในการรอผลทดสอบไม่นาน
  • ชุดตรวจโควิดแบบทดสอบน้ำลาย เหมาะสำหรับคนที่ไม่มั่นใจว่าจะ Swab ได้ถูกต้องหรือไม่ ช่วยลดอาการระคายเคือง และลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บขณะ Swab เหมาะกับผู้สูงวัยและเด็กเล็ก
ข้อมูลอ้างอิงจาก แพทย์หญิง วรฉัตร เรสลี อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ รพ.ศิครินทร์
ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด ทำยังไง
ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด ทำยังไง

เปิดคำแนะนำ : การปฎิบัติตนเมื่อลูกตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด!!

ล่าสุดเมื่อ วันที่ 11 ก.ค. 2565 ‘กรมการแพทย์’ ออก แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุงใหม่ ครั้งที่ 24 ในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีดังนี้ค่ะ

ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย (Probable case) ผู้ที่มีผลตรวจ ATK ต่อ SARS-CoV-2 ให้ผลบวก และรวมผู้ติดเชื้อยืนยันทั้งผู้ที่มี อาการและไม่แสดงอาการ ให้ใช้ยาในการรักษาจำเพาะดังนี้ โดยมีระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลเหมือนผู้ใหญ่

1. ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ (Asymptomatic COVID-19)

แนะนำให้ดูแลรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์

2. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง (Mild symptomatic COVID-19 without pneumonia and no risk factors)

แนะนำให้ดูแลรักษาตามอาการ พิจารณาให้ favipiravir เป็นเวลา 5 วัน

3. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการปอดอักเสบ (pneumonia) เล็กน้อยไม่เข้าเกณฑ์ข้อ 4 (Mild symptomatic COVID-19 pneumonia but with risk factors) ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ ได้แก่ อายุน้อย กว่า 1 ปี และภาวะเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ โรคอ้วน (น้ำหนักเทียบกับความสูง (weight for height) มากกว่า +3 SD) โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือด สมอง โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำโรคเบาหวาน กลุ่มโรคพันธุกรรม รวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า แนะนำให้ favipiravir เป็นเวลา 5 วัน อาจให้นานกว่านี้ได้หากอาการยังมาก โดยแพทย์พิจารณาตามความเหมาะสม

4. ผู้ป่วยยืนยันที่มีอาการปอดอักเสบ (pneumonia) และมีหายใจเร็วกว่าอัตราการหายใจตามกำหนดอายุ (60 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ <2 เดือน, 50 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ 2-12 เดือน, 40 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ 1-5 ปี และ 30 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ >5 ปี) หรือมีอาการรุนแรงอื่น ๆ เช่น กินได้น้อย มีภาวะขาดน้ำ ไข้สูง ชัก หรือท้องเสียมาก เป็นต้น แนะนำให้ remdesivir หรือ favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน พิจารณาให้ corticosteroid ตามความเหมาะสม และดุลยพินิจของแพทย์

เมื่อผลตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด พ่อแม่ต้องทำอย่างไร
เมื่อผลตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด พ่อแม่ต้องทำอย่างไร

สำหรับเด็กที่ไม่มีอาการ หรือ อาการน้อย ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยแยกกักตัวที่บ้าน 

MIS-C จะมาไหมจะดูอย่างไร?

ภาวะ MIS-C หรือ การอักเสบในหลาย ๆ ระบบของร่างกายตามหลังการติดเชื้อโควิด-19 พบได้มากขึ้น แม้จะไม่บ่อย แต่ก็พึงเฝ้าระวังโดยเฉพาะหลังติดเชื้อ ช่วง 2-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นโอกาสพบจะลดลงอาการหลัก ๆ ก็ไข้สูง อ่อนเพลีย ผื่นตามตัว มือเท้าแดง ซึ่งหากสงสัยควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัย และรักษา

ยังต้องรับวัคซีนป้องกันโควิดไหม?

เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป ยังต้องรับให้ครบ โดยห่างจากการติดเชื้อไปนาน 3 เดือน (นับตั้งแต่วันที่ ATK ขึ้น2 ขีด)

อาการเด็กติดโควิด19 ไม่รุนแรง พ่อแม่ดูแลแบบประคับประคอง
อาการเด็กติดโควิด19 ไม่รุนแรง พ่อแม่ดูแลแบบประคับประคอง

ทั้งหมดคือ “คำแนะนำเบื้องต้น” เมื่อ ATK 2 ขีด หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ ในสถานการณ์ ที่เด็กป่วยจำนวนมากขณะนี้ แต่ที่สำคัญมาก ๆ คือ เด็กอายุน้อยมาก ๆ ยังบอกเราไม่ได้ ยิ่งต้องตามดูอย่างใกล้ชิด ถ้าอาการเปลี่ยนแปลง ดูแย่ลง ซึมลง กินไม่ได้ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม และได้รับยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ครับ ป้องกัน อย่าให้ติดเชื้อไว้ก่อนดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรมการแพทย์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปิด 5 สูตร ฉีดวัคซีนโควิด19 ในเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี

เมื่อคุณและลูก ติดโควิด ทำยังไง ? เปิดขั้นตอนการรักษาที่นี่

วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก : ทำความเข้าใจ ปลอดภัย หายห่วง

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ไว้ใช้เองที่บ้าน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ภาพระบายสี

โหลดฟรี! 40+ ภาพระบายสี ฝึกกล้ามเนื้อมือ+ภาษาอังกฤษ

ดาวน์โหลดกันได้เลยฟรี ๆ กับ 40+ ภาพระบายสี สำหรับเด็กเล็ก เด็กวัยอนุบาล เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับจับ บังคับดินสอ พร้อมฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย

โหลดฟรี! 40+ ภาพระบายสี ฝึกกล้ามเนื้อมือ+ภาษาอังกฤษ

การระบายสีใครว่าไม่สำคัญ? การระบายสีไม่ได้เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น สำหรับเด็กเล็ก เด็กวัยอนุบาลแล้ว การระบายสี มีส่วนสำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งกล้ามเนื้อมัดเล็กนี้จะมีส่วนสำคัญในการบังคับ จับ ดินสอ เพื่อเขียนตัวอักษรต่าง ๆ ได้ถนัดขึ้น แต่นอกจากการฝึกกล้ามเนื้อมือแล้ว ยังมีประโยชน์จากการระบายสีอีก 7 ประโยชน์ ดังนี้

7 ประโยชน์ของ ภาพระบายสี

  1. ฝึกความรับผิดชอบ

การเล่นระบายสี เป็นกิจกรรมที่มีหลายขั้นตอน เริ่มจากการเตรียมกระดาษ เตรียมสมุดภาพ หรือต้องวาดภาพตามเส้นปะให้เรียบร้อยก่อน การเตรียมสี การเลือกสี และการระบายสี เมื่อทำกิจกรรมแล้ว เด็กต้องจัดเก็บอุปกรณ์ของเล่นให้เข้าที่ เป็นการฝึกความมีระเบียบวินัยและทำให้เด็กมีความรับผิดชอบ

2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เด็กในวัยอนุบาลจะแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน เด็กบางคนที่มีพฤติกรรมเอาแต่ใจ การวาดภาพระบายสีทำให้เด็กได้ผ่อนคลาย และลดความกดดันทางอารมณ์ ทำให้อารมณ์ดีและเป็นเด็กอารมณ์เย็นรู้จักการระงับอารมณ์ และยับยั้งชั่งใจได้ ไม่นำเอาอารมณ์มาเป็นที่ตั้งในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้

3.ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ

อย่างที่ได้กล่าวกันไปแล้ว การวาดภาพระบายสี ทำให้มีการเคลื่อนไหวของนิ้วมือและมือ จากการลากเส้นตามรอยปะหรือทาสีไปตามรูปทรงต่าง ๆ เป็นการฝึกใช้กล้ามเนื้อมือให้กับเด็ก และยังเสริมสร้างพัฒนาการ ทางด้านร่างกายอื่น ๆ อีกด้วย อาทิเช่น การใช้สายตาในการแยกแยะ สีต่าง ๆ ได้ อีกด้วย

4. กระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเซลล์สมอง

กล้ามเนื้อนิ้วมือถูกควบคุมด้วยสมอง การใช้นิ้วมือทั้ง 10 ไปพร้อม ๆ กับการเลือกสีและระบายสีไปตามรูปภาพ ทำให้เกิดการคิด วิเคราะห์ เป็นการกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาเซลล์สมองของเด็ก

5. เสริมสร้างจินตนาการ

การวาดภาพหรือระบายสี เป็นกิจกรรมที่เด็กแสดงออกอย่างอิสระ ส่งเสริมเด็กให้แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งเด็กยังสามารถมองภาพศิลปะรอบตัวให้เข้าใจง่ายตามช่วงวัยของเค้าอีกด้วย

6. ฝึกการทำงาน

กิจกรรมการวาดภาพและระบายสี เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักการทำงานตามลำพัง และการทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน และยังสามารถฝึกให้เด็กหัดช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น เมื่อเกิดปัญหาหรือความไม่เข้าใจระหว่างการเรียนได้อย่างมีสติ และรอบคอบ

7. สร้างสัมพันธ์กับคนในครอบครัว

การเล่นระบายสี ยังเป็นกิจกรรมที่พ่อแม่หรือพี่น้องเข้ามามีส่วนร่วมกับเด็กได้ ทำให้เกิดปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่และคนในครอบครัว

เมื่อทราบประโยชน์ของ ภาพระบายสี กันไปแล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมสีให้ลูกระบายกันแล้ว แล้วควรจะเลือกสีแบบไหน ถึงจะเหมาะกับช่วงวัยของลูก? ทีมกองบรรณาธิการ ABK ก็มีคำตอบมาฝากค่ะ

เลือกซื้อสีแบบไหน เหมาะกับช่วงวัยลูก?

เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่เลือกประเภทสี และขนาดของแท่งสีให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด วันนี้เราจึงมีการเลือกซื้อสีประเภทต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงอายุของเด็กทั้ง 3 ช่วงอายุมาแนะนำกันค่ะ

เด็กวัย 1 – 2 ปี

เด็กวัยนี้จะเริ่มมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก มือและนิ้วของเด็กจะมีขนาดเล็กยังไม่สามารถจับดินสอสีได้ ฉะนั้นสีที่เหมาะสมคือ “สีเทียน” ที่มีด้ามจับขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.2 เซนติเมตร และมีความยาวไม่เกิน 12 เซนติเมตร หรืออาจะเป็นรูปทรงต่าง ๆ เพื่อง่ายต่อการหยิบจับ แล้วก็ทนต่อแรงกดในขณะที่ระบาย นอกจากนี้ควรเลือกสีเทียนที่ปลอดสารพิษ หรือสีสำหรับเด็กโดยเฉพาะค่ะ (สำหรับเด็กที่กล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง) สำหรับเฉดสีควรจะมีแค่ 6-12 เฉด เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ หากมีเฉดสีเยอะเกินไปอาจทำให้เด็ก ๆ เกิดความสับสนได้ค่ะ

ถ้าสีเทียนสั้นก็สามารถเก็บไว้ให้เด็ก ๆ ใช้งานต่อได้นะคะ เพราะจะเป็นการฝึกให้เด็กจับสีแบบเดียวกับการจับดินสอ ที่ใช้ นิ้วชี้ กลาง โป้ง จับที่แท่งสีค่ะ

วัย 2 – 3 ปี

วัยนี้เป็นวัยก่อนเรียน เริ่มมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กที่แข็งแรงขึ้นมาก และเป็นช่วงสำคัญที่ต้องเรียนรู้การขีดเขียนบนกระดาษ วาดรูประบายสีได้อย่างอิสระเพื่อให้เด็ก ๆ ได้สนุกสนามกับการขีดเขียน ดังนั้นประเภทสีที่เหมาะสมก็คือ “สีไม้” อาจจะมีด้ามจับที่ใหญ่กว่าปกติ หรือเป็นด้ามที่มีลักษณะแบบสามเหลี่ยม จะยิ่งเหมาะมือเด็กมากขึ้น และใช้สีไม้นั้นต้องใช้ความพยายามในการระบายเพื่อควบคุมแรง ทิศทาง และสมาธิไม่ออกเส้นขอบ ทำให้เด็ก ๆ ได้เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

สีไม้ที่เหลาใหม่ ๆ จะมีปลายที่แหลม ผู้ปกครองอาจจะคอยระวังไม่ให้เด็ก ๆ ถือวิ่งเล่นเพราะอาจจะเกิดอันตรายกับเด็ก ๆ ได้ค่ะ

เด็กวัย 4 ปีขึ้นไป

ในวัยนี้เป็นวัยที่สามารถเริ่มจับแท่งสีขนาดต่าง ๆ ได้คล่อง สามารถควบคุมน้ำหนักมือได้ดีแล้ว เด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการสูง ชื่นชอบในการวาดรูประบายสีอย่างมาก เพราะเด็กจะวาดสิ่งที่ตัวเองคิดหรือสิ่งที่เด็กเห็นและรู้สึก เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับเด็ก ๆ อาจจะเปลี่ยนมาใช้ “สีเมจิก” ที่มีด้ามจับขนาดปกติและมีสีสันสดใส กระตุ้นความสนใจของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนการเลือกใช้เฉดสีนั้น ผู้ปกครองสามารถเพิ่มเฉดสีขึ้นเป็น 24 เฉดสี เพื่อเพิ่มการเรียนรู้ในสีต่าง ๆ มากขึ้นค่ะ

นอกจากสีเมจิกแล้วเด็ก ๆ ยังสามารถใช้สีน้ำได้อีกด้วยค่ะ แล้วควรเลือกสีสำหรับเด็ก แนะนำให้ผู้ปกครองคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ในขณะที่เด็กระบายสีนะคะ

เมื่อทราบทั้งประโยชน์และวิธีการเลือกสีให้เหมาะกับวัยลูกกันแล้ว ดาวน์โหลด ภาพระบายสี ไว้ให้ลูก ๆ กันได้เลยค่ะ

โหลดฟรี! 40+ ภาพระบายสี ฝึกกล้ามเนื้อมือ+ภาษาอังกฤษ

เรียนรู้ A-Z ผ่านการระบายสี

A for Alien

B for Boat

C for Castle

D for Dinosour

E for Elephant

F for Fish

G for Guitar

H for Helicopter

I for Insect

J for Jungle

K for Kangaroo

L for Lion

M for Monkey

N for Nurse

O for Octopus

P for Parrot

Q for Queen

R for Rocket

S for Spider

T for Train

U for Umbrella

V for Violin

W for Whale

X for X-Ray

Y for Young

Z for Zoo

A-Z

เรียนภาษาอังกฤษผ่าน ภาพระบายสี

ภาพระบายสี
ภาพระบายสี
ภาพวาดระบายสี
ภาพวาดระบายสี
ภาพระบายสีเด็ก
ภาพระบายสีเด็ก
ภาพระบายสี
ภาพระบายสี
ใบงานภาษาอังกฤษ
ใบงานภาษาอังกฤษ
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ
แบบฝึกหัดเด็กอนุบาล
แบบฝึกหัดเด็กอนุบาล
ภาพระบายสี
ภาพระบายสี
ภาพระบายสี
ภาพระบายสีเด็ก
ฝึกกล้ามเนื้อมือ
ฝึกกล้ามเนื้อมือ
กล้ามเนื้อมัดเล็ก
กล้ามเนื้อมัดเล็ก
พัฒนาการเด็กเล็ก
พัฒนาการเด็กเล็ก
ภาพระบายสี
ระบายสี
ภาพวาดระบายสี
ภาพวาดระบายสี
แบบฝึกภาษาอังกฤษ
แบบฝึกภาษาอังกฤษ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจกฟรี! แบบฝึกหัดอนุบาล 3 กว่า 100+ แผ่น เน้นพัฒนาทักษะการคิด

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ประถม รวม 60 แบบ โหลดเลย!

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล-ป.1 ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อมด้านภาษา

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล โหลดเลย!!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.cambridgeenglish.org, health.ucdavis.edu, www.youngciety.com, www.hitgalleria.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เด็กติดโรคโควิด

หมอเตือน! เด็กติดโรคโควิด ทำลายสมอง เสี่ยงเสียชีวิต

หมอเตือน! เด็กติดโรคโควิด ทำลายสมอง เสี่ยงเสียชีวิต

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหลายระบบภายในร่างกาย เดิมทีเราพบว่าระบบทางเดินหายใจจะถูกทำลายอย่างหนัก โดยเฉพาะปอด แต่เมื่อเวลาผ่านไปทางการแพทย์พบค่ะว่า โควิดยังส่งผลกระทบไปยังสมองด้วย แต่ที่น่ากังวลคืออาการที่เกิดกับเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนค่ะ ล่าสุดคุณหมอทางสมองได้ออกมาเตือนว่า เด็กติดโรคโควิด เกิดความผิดปกติทางสมองจนกระทั่งเสียชีวิตค่ะ

งานวิจัยพบสมองเปลี่ยนแปลงหลังติดโควิด

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดใช้การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging หรือ MRI) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของสมองในช่วงก่อนและหลังจากติดโควิด ผลปรากฏว่า แม้จะเป็นการติดเชื้อที่มีอาการป่วยไม่รุนแรง แต่พบว่าสมองมีการหดตัวลงเล็กน้อย และมีการสูญเสียเนื้อสมองสีเทา (grey matter) ซึ่งเกี่ยวข้องกับประสาทรับกลิ่นและความทรงจำ

ศาสตราจารย์ เกวแนล ดูออด หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ระบุว่า การศึกษาครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ติดเชื้อโรคโควิดที่มีอาการไม่รุนแรง และผลที่ออกมาก็สร้างความประหลาดใจไม่น้อย

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ใช้ข้อมูลจากโครงการ UK Biobank ที่เก็บข้อมูลด้านสุขภาพของประชากร 500,000 คน เป็นเวลา 15 ปี และมีฐานข้อมูลการสแกนสมองในช่วงก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด-19

จากนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สแกนสมองอาสาสมัคร 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้ที่ติดโควิด 401 คน ซึ่ง 96% เป็นผู้มีอาการไม่รุนแรง การสแกนสมองมีขึ้น 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 4.5 เดือน ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 384 คนเป็นผู้ที่ไม่ติดโควิด

ผลจากการทดลองสแกนสมอง

ผลการศึกษาปรากฏว่า:

  • ขนาดสมองโดยรวมของผู้ที่ติดโควิดหดตัวลง 0.2 – 2%
  • มีการสูญเสียเนื้อสมองสีเทา บริเวณที่ควบคุมประสาทรับกลิ่นและบริเวณที่เกี่ยวกับความทรงจำ
  • ผู้ที่เพิ่งหายจากโควิดมีความสามารถลดลงในการทำบททดสอบทางความคิดที่ซับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าความเปลี่ยนแปลงทางสมองที่เกิดขึ้นจะสามารถฟื้นฟูให้กลับเป็นดังเดิมได้หรือไม่ หรือจะส่งผลเสียอย่างถาวรต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตหรือเปล่า

แต่ศาสตราจารย์ ดูออด ชี้ว่า สมองมีความสามารถในการเยียวยาตัวเอง และมีโอกาสมากที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเบาบางลงเมื่อเวลาผ่านไป

เด็กติดโรคโควิด
หมอเตือน! เด็กติดโรคโควิด ทำลายสมอง

หมองสมองเตือน เด็กติดโรคโควิด มีอาการทางสมองทำให้เสียชีวิต

นพ.กุลเสฎฐ ศักดิ์พิชัยสกุล แพทย์เชี่ยวชาญ โรคระบบประสาทวิทยา, โรคลมชัก
กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์-งานประสาทวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุถึงการแพร่ระบาดของโควิดในเด็ก เตือนอาการทางสมองที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ติดโควิดไว้ดังนี้ค่ะ

ลังเลอยู่นานว่าจะโพสต์เรื่องนี้เกี่ยวกับโควิดดีไหม เพราะก่อนหน้านี้ที่ระบาดระลอกก่อนหน้านี้ ยอมรับว่า ในฐานะหมอสมองเด็ก ไม่ค่อยได้ดูโควิดเท่าไรเพราะเด็กติดเชื้อน้อยกว่า และมักไม่มีอาการทางสมอง ได้แต่ติดตามรายงานจากของต่างประเทศ

จนฤดูกาลโอมิครอน เริ่มได้รับปรึกษาอาการทางระบบประสาทบ่อยขึ้นในทุกช่องทางจากทั่วสารทิศ ก็สามารถดูแลได้ จน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้รับปรึกษาเคสเด็ก 2 ราย จากคนละจังหวัด (อายุ 6 และ 8 ปี) ไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน มีอาการทางสมองอย่างรุนแรง คือ ไข้ ชัก และซึมลงเหมือนกัน อย่างรวดเร็ว และรวดเร็วภายในชั่วโมงถึงวัน

สแกนพบโควิดทำลายสมอง

คุณหมอกล่าวต่อไปว่า

หลังจากที่ได้รับปรึกษาจึงขอดูภาพถ่ายสมองที่ดูเผินๆ อาจจะไม่มีอะไรมาก (ภาษาหมอ คือ สมองบวมเป็นหย่อม) แต่พอได้ดูภาพด้วยตัวเองแล้ว เป็นไปตามที่คิดไว้ คือ มีรอยโรคอยู่ตำแหน่งจำเพาะของสมอง คือ thalamus 2 ข้าง

ซึ่งถ้าในฐานะหมอสมองเด็ก ก็วินิจฉัยว่าคือ “acute necrotizing encephalopathy (ANE)” ซึ่งพบบ่อยในไวรัสหลายชนิดโดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ กลไกการเกิดโรคยังไม่รู้แน่ชัด แต่จากข้อมูลที่มี คือ “cytokine storm” (หาคำไทยไม่เจอ)

น่าเสียดายที่ไม่สามารถช่วยเด็ก 2 คนนี้ไว้ได้ เพราะโรครุนแรงมากจริงๆ เพราะสมองเสียการทำงานไปหมด (ส่วนตัวยังไม่มั่นใจวินิจฉัยเร็วจะช่วยได้มากแค่ไหน) สุดท้ายเลยคิดว่าการโพสต์นี้อาจะช่วยเพิ่มความตระหนักให้ทั้งหมอเด็ก และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับโควิดและอาการทางสมองแบบรุนแรง

***ขอย้ำว่าอาการรุนแรงแบบนี้พบน้อยมากครับถ้าเทียบกับจำนวนติดเชื้อทั้งหมด แต่เพื่อเป็นการเพิ่มความตระหนัก

หมอสมองแนะนำหมอสังเกตุสัญญาณเตือน

คุณหมอได้เตือนแพทย์ผู้รักษาให้สังเกตอาการ

สำหรับแพทย์ ถ้ามีอาการ ไข้ ชัก ร่วมกับซึม *ย้ำว่าซึมและนอนหลับมาก* จะเป็นอาการเด่นในภาวะนี้ซึ่งต่างจากคนส่วนใหญ่ที่มีไข้ และอาการชักโดยที่หลังชัก จะฟื้นคืนสติเหมือนเดิม ให้ยากันชักก็มักจะควบคุมอาการชักได้และปลอดภัย ถ้าเด็กมีอาการซึม ขอให้แพทย์ทำสแกนสมองและดูตำแหน่ง thalamus 2 ข้างให้ดี (เหมือนในภาพขวา จะมีจุดดำเล็กๆ ทั้ง 2 ข้าง) เพื่อการวินิจฉัยภาวะนี้และรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะการส่งตัว น่าจะช้าในช่วงนี้

สำหรับประชาขนทั่วไป คงได้แต่ให้รีบพาไปฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก สำหรับคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน จากหลักฐานปัจจุบันที่ยืนยันวัคซีนว่าลดความรุนแรงได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

FB Kullasate Sakpichaisakul, BBC NEWS ไทย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

อาการ ลองโควิด กับมิสซีเทียบอาการให้ชัดป้องกันได้ไว

ลองโควิด คร่าชีวิตลูก!แม่ร้องขอตรวจสอบเพื่อเด็กอื่นได้ระวัง

แจงแล้ว!เด็ก2ขวบเสียด้วยภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด

ชุดไทยเด็ก

ชุดไทยเด็ก ใส่ฉลองวันสงกรานต์ ปี 2565

ชุดไทยเด็ก ใส่ไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ไปทำบุญ สรงน้ำพระ ในวันเทศกาลต่าง ๆ โดยเฉพาะวันสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ของไทย ช่วยอนุรักษ์และสืบสาน วัฒนธรรมและประเพณีไทย

ชุดไทยเด็ก ใส่ฉลองวันสงกรานต์ ปี 2565

ใกล้วันสงกรานต์แล้ว คนไทยส่วนใหญ่เริ่มทยอยออกจากกรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านไปร่วมฉลองกับครอบครัว ญาติพี่น้อง รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ขอพรผู้สูงอายุ ทำบุญไหว้พระ เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ครอบครัวรอคอยจะได้พบหน้า อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และแน่นอนกระแสชุดไทยยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อคุณแม่ก็จัดเต็มซื้อหามาให้ลูกๆ ได้ใส่ในวันสงกรานต์ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้รวบรวมภาพชุดไทยเด็ก น่ารัก ๆ มาฝาก เพื่อต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ปี 2565 นี้กันค่ะ

ชุดไทยเด็ก
ชุดไทยเล่นน้ำสงกรานต์

การประกาศวันสงกรานต์อย่างเป็นทางการ จะคำนวณตามหลักเกณฑ์ใน “คัมภีร์สุริยยาตร์” ซึ่งในทางโหราศาสตร์ไทยใช้กันมาแต่โบราณมา

โดยกำหนดให้วันแรกของเทศกาลเป็นวันที่พระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนย้ายออกจากราศีมีน กำลังจะมุ่งเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า “วันเนา” และวันสุดท้าย เป็นวันเปลี่ยนศักราชสู่วันปีใหม่ เรียกว่า “วันเถลิงศก” ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนมาถึงตำแหน่งราศีเมษเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อย 1 องศา

ประกาศสงกรานต์ของฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ปี 2565 มีดังนี้

ปีขาล (ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุไม้) จัตวาศก จุลศักราช 1384 ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน วันที่ 14 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 เวลา 09 นาฬิกา 45 นาที 46 วินาที

นางสงกรานต์ ทรงนามว่า “กิริณีเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ

วันที่ 16 เมษายน เวลา 13 นาฬิกา 49 นาที 48 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น 1384 ปีนี้ วันพุธ เป็นธงชัย, วันอังคาร เป็นอธิบดี, วันอังคาร เป็นอุบาทว์, วันพฤหัสบดี เป็นโลกาวินาศ

ปีนี้วันอาทิตย์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า นาคให้น้ำ 4 ตัว

เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 2 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิขาติ (ด้วงและแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง

เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย

ประวัตินางสงกรานต์

ความเป็นมาของนางสงกรานต์ได้ มีบันทึกไว้บนจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเศรษฐีคนหนึ่งรวยทรัพย์แต่ไม่มีบุตรไว้สืบสกุล โดยบ้านของเศรษฐีคนนี้ตั้งอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีที่ไม่มีบุตร จนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร แต่แม้ว่าเศรษฐีจะตั้งจิตอธิษฐานอยู่นานกว่าสามปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีบุตร

กระทั่ง วันหนึ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอไปถึงก็ได้นำข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐีจึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์ก็มีเมตตาประทานเทพบุตรให้องค์หนึ่งนาม “ธรรมบาล” ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าเทพบุตรก็คลอดออกมา เศรษฐีจึงตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า “ธรรมบาลกุมาร” และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย

ชุดไทยเด็ก
นางสงกรานต์ ทรงนามว่า “กิริณีเทวี” ภาพจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

เวลาผ่านไป ธรรมบาลกุมาร โตขึ้นได้เรียนรู้ภาษานก และเมื่ออายุเจ็ดขวบ ก็ได้เรียนไตรเภทจบ ธรรมบาลกุมาล จึงได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ โดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมาร เสีย ซึ่งปัญหาที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมาร ก็คือ “ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน”

เมื่อได้ฟังคำถามดังนั้น ธรรมบาลกุมาร ไม่สามารถตอบได้ จึงขอผัดผ่อนท้าวกบิลพรหมไปอีก 7 วัน ระหว่างนั้น ธรรมบาลกุมาร ก็ได้พยายามคิดหาคำตอบ กระทั่งล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล โดยคิดว่า หากไม่สามารถตอบปัญหานี้ได้ ก็ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหม

นับเป็นโชคดีที่ธรรมบาลกุมารสามารถฟังภาษานกได้ และบังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัว ผัวเมียเกาะทำรังอยู่ ธรรมบาลกุมารจึงได้ยินนกสองตัวผัวเมียสนทนากัน โดยนางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้จะไปหาอาหารแห่งใด สามีได้ตอบนางนกไปว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งจะถูกท้าวกบิลพรหมฆ่า เพราะตอบปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่าคำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้าศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยงศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็นศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน

เมื่อได้ยินดังนั้น ธรรมบาลกุมาร ก็ได้จดจำสิ่งที่สามีนกพูดไว้ กระทั่งวันรุ่งขึ้น ธรรมบาลกุมาร ได้นำคำตอบดังกล่าวไปตอบกับท้าวกบิลพรหม เมื่อท้าวกบิลพรหมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ด อันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน แล้วบอกว่าจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ตามคำท้าไว้ แต่ปัญหาก็คือ พระเศียรของพระองค์หากตกไปอยู่ที่ใด ก็จะเป็นอันตรายต่อที่นั้น อย่างเช่น หากตั้งเศียรไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้โลก แต่ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศฝนก็จะแล้ง หรือถ้าจะทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง

ด้วยเหตุนี้ ท้าวกบิลพรหม จึงมอบหมายให้ธิดาทั้ง 7 ผลัดเวรกันนำพานมารองรับเศียร โดยให้นางทุงษะ ผู้เป็นธิดาองค์โต เป็นผู้เริ่มต้น ซึ่งนางทุงษะก็เชิญพระเศียรของท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที จากนั้นนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำคันธชุลี ณ เขาไกรลาศ และเมื่อครบกำหนด 365 วัน ซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นปีหนึ่งเวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ เทพธิดาทั้ง 7 ก็จะทรงพาหนะของตน ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของบิดาออกแห่ ทำเช่นนี้ทุก ๆ ปี และเนื่องจากเทพธิดาทั้ง 7 ปรากฏตัวในวันมหาสงกรานต์เป็นประจำ จึงได้ชื่อว่า “นางสงกรานต์” ส่วนท้าวกบิลพรหมนั้น นัยก็คือ พระอาทิตย์ เพราะกบิล หมายถึง สีแดง

รู้ประวัติวันสงกรานต์กันแล้ว มาดูชุดไทยเด็ก เพื่อเป็นไอเดียแต่งให้ลูกๆในวันสงกรานต์กันค่ะ

ชุดไทยกับเพื่อนๆ
ชุดไทยกับเพื่อนๆ
ชุดไทยเล่นน้ำ
ชุดไทยเล่นน้ำ
ชุดไทยหญิง
ชุดไทยหญิง
ชุดไทยเด็ก
ชุดไทยโจงกระเบนชาย
ชุดไทยสไบเด็กหญิง
ชุดไทยสไบเด็กหญิง
ชุดไทย
ชุดไทย
ชุดไทยเด็ก
ชุดไทยเด็ก
ชุดไทยโจงกระเบน
ชุดไทยโจงกระเบน
ชุดไทยชาย
ชุดไทยชาย
ชุดไทยเด็กชายเล่นน้ำ
ชุดไทยเด็กชายเล่นน้ำ
ชุดไทยเด็กผู้ชาย
ชุดไทยเด็กผู้ชาย
ชุดไทยเด็ก
ชุดไทยเด็กหญิง
ชุดโจงกระเบนหญิง
ชุดโจงกระเบนหญิง
ชุุดสไบ
ชุุดสไบ

 

หวังว่ารูปที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงจะถูกใจคุณพ่อคุณแม่กันนะคะ  ขอให้ฉลองสงกรานต์ร่วมกับครอบครัวญาติพี่น้องกันอย่างมีความสุข สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

ภาษาอังกฤษกับความสำคัญในการต่อยอดอนาคต “Monkey Stories” แอปพลิเคชันที่ช่วยสร้างพื้นฐานทางภาษาอังกฤษให้แข็งแรงตั้งแต่เยาว์วัย

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

เปลี่ยนแม่เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล รับมือ โอมิครอนในเด็ก

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.bangkokbiznews.com, https://www.museumthailand.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

เจอ แจก จบ

สปสช.ดึง 700 ร้านยา เจอ แจก จบ ดูแลผู้ป่วยโควิด  

สปสช.ดึง 700 ร้านยา เจอ แจก จบ ดูแลผู้ป่วยโควิด

เจอ แจก จบ เป็นระบบดูแลผู้ป่วยโควิดที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด สปสช.ดึง ร้านขายยา 700 แห่ง เข้าร่วมโครงการดูแลผู้ป่วยโควิด รับยา-ติดตามอาการตามระบบ “เจอ แจก จบ” เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมคำแนะนำและติดตามอาการจากเภสัชกรไปอีก 48 ชั่วโมง หากอาการรุนแรงมากขึ้นก็จะส่งต่อผู้ป่วยเข้าระบบเพื่อให้แพทย์รับช่วงดูแลต่อค่ะคุณพ่อคุณแม่

100 โรงพยาบาลเอกชน ร่วมดูแลผู้ป่วยสีเขียว

ก่อนหน้านี้ สปสช. ได้ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน ให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สีเขียว ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) , สิทธิข้าราชการ และสิทธิพนักงานองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีอาการดังต่อไปนี้
นอกจากไปสถานพยาบาลประจำ หรือหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้แล้ว ยังมีทางเลือกไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ที่แจ้งความประสงค์ ทำข้อตกลงเข้าร่วมให้บริการผู้ติดเชื้อโควิด-19 สีเขียวกับ สปสช. ได้ด้วย
การรักษาพยาบาลที่จะได้รับ
• ผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน หรือเจอ แจก จบ ตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข
• รักษาที่บ้าน (Home Isolation)
• Hotel Isolation
• Hospitel
ดูรายชื่อ รพ.เอกชน ที่ร่วมดูแลผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวได้ที่
เจอ แจก จบ
700 ร้านยาเข้าร่วมเจอ แจก จบ

เพิ่มช่องทางบริการเจอ แจก จบ ที่ร้านขายยา

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้ารับบริการ การรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน โดยเฉพาะที่หน่วยบริการใกล้บ้าน สปสช.ได้ร่วมกับสภาเภสัชกรรม เชิญชวนร้านยาที่มีความพร้อมบริการเพื่อร่วมดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีภาวะเสี่ยงตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเป็นหน่วยบริการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้รวดเร็ว

โดยผู้ที่ตรวจ ATK แล้วขึ้น 2 ขีดติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยและเป็นกลุ่มที่ไม่มีภาวะเสี่ยงตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สามารถรับยาสำหรับดูแลอาการเบื้องต้นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ

การดูแลจากร้านขายยามีอะไรบ้าง

โดย “ร้านขายยา” ที่เข้าร่วมโครงการจะครอบคลุมบริการ ดังนี้

• บริการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวในการแยกกักตัวที่บ้าน

• ยาฟ้าทะลายโจรและยาพื้นฐานอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

• บริการให้คำปรึกษา แนะนำการใช้ยา และติดตามอาการผู้ติดเชื้อเมื่อครบ 48 ชั่วโมงแรก

• ระบบส่งต่อเมื่อผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 มีอาการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องส่งต่อ

โดยก่อนให้บริการ จะมีการพิสูจน์ตัวตนของผู้รับบริการ เพื่อยืนยันการเข้ารับบริการ และบันทึกข้อมูลการให้บริการผ่านโปรแกรม AMED Telehealth ระบบบริการการแพทย์ทางไกล ปัจจุบันมีร้านยาทั่วประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 700 แห่ง ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับ สปสช.แล้ว 440 แห่ง ที่เหลืออยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน

เจอ แจก จบ
สปสช.ดึง 700 ร้านยา เจอ แจก จบ ดูแลผู้ป่วยโควิด

หลักเกณฑ์ผู้ป่วยที่เข้าเงื่อนไขรับยา

• ต้องเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ไม่ใช่หญิงตั้งครรภ์

• ไม่เป็นผู้ป่วยติดเตียง

• ไม่มีโรคประจำตัว และมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรค เช่น มีภาวะอ้วน เป็นต้น

 หากไม่เข้าเกณฑ์เหล่านี้ สามารถโทรติดต่อหรือมาที่ร้านขายยา สแกน QR code เพื่อยืนยันตัวตนตามระบบของ สปสช. แล้วรับยาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งร้านยาจะจัดเซ็ตยาสำหรับรักษาตามอาการส่งให้ที่บ้าน เช่น ฟ้าทะลายโจร พาราเซตามอล ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ ตลอดจนเกลือแร่ สำหรับกรณีมีอาการท้องเสีย จากนั้นจะติดตามอาการไปอีก 48 ชั่วโมง และหากอาการรุนแรงมากขึ้น ก็จะส่งต่อผู้ป่วยเข้าระบบเพื่อให้แพทย์รับช่วงดูแลต่อ

อย่างไรก็ตามผู้ใช้สิทธิบัตรทอง สามารถสังเกตสติ๊กเกอร์ที่หน้า “ร้านขายยา” ซึ่งจะมีข้อความว่า”สถานบริการเภสัชกรรมชุมชน” และบรรทัดล่างจะเขียนว่า “เครือข่ายเภสัชกรอาสาปรึกษาโควิดผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล”

รายชื่อ 700 ร้านยาดูแลผู้ป่วยโควิดสีเขียว

ปัจจุบัน “ร้านขายยา” ในโครงการนี้สามารถให้บริการได้เฉพาะสิทธิบัตรทอง สิทธิข้าราชการ และสิทธิพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังไม่รวมถึงผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม

กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ร้านบ้านยาสาย 3,โชคชัย 4 เภสัช,ร้านศรียา อตก,ร้านยา องค์การเภสัชกรรม สาขาเทเวศร์ เป็นต้น
ปริมณฑล ได้แก่ ฟาร์มยาธรรมศาลา, ลานทองฟาร์มาซี, บู๊ทส์ – อยุธยา ซิตี้ พาร์ค เป็นต้น

ภาคตะวันตก ได้แก่ บู๊ทส์ – หัวหินมาร์เก็ตวิลเลจ ชั้นบี, ร้านยาก้านณรงค์ เป็นต้น

ภาคตะวันออก ได้แก่ ชัชชัยเภสัช สาขา ปตท.ท่าช้าง, เภสัชชุมชนเอกเจริญ สาขาชุมชนหนองค้อ เป็นต้น

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ศูนย์ยาหนองแปน,บ้านยาอาจสามารถ,ร้านขายยาเพรียว (Pure) สาขาร้อยเอ็ด เป็นต้น

ภาคเหนือ ได้แก่ ร้านยาลำพูน,บริษัท เชียงราย โมเดิร์น ดรัก จำกัด, เมืองแกนเภสัช เป็นต้น

ภาคใต้ ได้แก่ สุวรรณาเภสัชกระบี่,ศูนย์ยาทุ่งลุง,หมอยาเบตง เป็นต้น

ดูรายชื่อรับยา-ติดตามอาการตามระบบเจอ แจก จบได้ที่  https://www.nhso.go.th/downloads/197

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1330 ตลอด 24 ชม.

ขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานหลักประกันสุขภาพ , springnews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็ค! รพ.เอกชนกว่า 100 แห่ง ดูแลผู้ติด โควิดกลุ่มสีเขียว

สปสช. สายด่วน1330 เพิ่มคู่สายรับผู้ป่วยหลัง สงกรานต์ 65

เช็คเงินสงเคราะห์บุตร และเงินอุดหนุนบุตร 2565 คลิ๊กเลย!

โรคลมร้อน

เช็ก 4 อาการสัญญาณ โรคลมร้อน ช่วยลูกไม่ทันเสียชีวิตได้

เช็ก 4 อาการสัญญาณ โรคลมร้อน ช่วยลูกไม่ทันเสียชีวิตได้

หลังจากที่อาการแปรปรวนร้อน หนาว ฝนตกอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้หน้าร้อนที่แท้จริงก็กลับมาแล้วนะคะ ทั้งแดด ทั้งอุณหภูมิย่อมทำให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย เพลียหมดแรงไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กเล็ก แม่ท้อง ยิ่งจะมีปฏิกิริยาต่ออากาศที่ร้อนจัดได้มาก ต้องหมั่นสังเกตุ 4 อาการเหล่านี้ให้ดีๆ นะคะ เพราะอาจเกิดอาการ โรคลมร้อน จนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลยค่ะ

โรคลมร้อน หรือโรคลมแดด (heat stroke)

โรคลมร้อนหรือโรคลมแดด เป็นภาวะที่อุณหภูมิแกนของร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส (104 องศาฟาเรนไฮต์) ร่วมกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีอาการสับสน เพ้อ ชักเกร็ง ซึม หรือหมดสติ และอาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกายทุกระบบได้ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและรักษาทันที เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตรอดและสามารถฟื้นคืนสู่สภาพร่างกายที่ปกติได้

โรคนี้เกิดจากความร้อนที่มีความรุนแรงมากที่สุด หลายประเทศทั่วโลกจึงให้ความสำคัญ โดยมีรายงานว่าทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 10-50 และผู้รอดชีวิตอาจมีความพิการทางระบบประสาทอย่างถาวรร้อยละ 7-20 โ

ประเภทของโรคลมร้อน

แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

  1. โรคลมร้อนหรือโรคลมแดดทั่วไป พบในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งอยู่ในสภาพอากาศที่มีความร้อนสูง กลไกการระบายและควบคุมความร้อนทำงานล้มเหลว ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนจึงมีอุณหภูมิแกนของร่างกายสูงขึ้นเกิน 40 องศาเซลเซียส และในที่สุดเกิดเป็นโรคลมร้อนหรือโรคลมแดด
  2. โรคลมร้อนจากการออกกำลังกาย พบในคนวัยหนุ่มสาวที่ทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายอย่างหนักเป็นระยะเวลานานในกลางแจ้งหรือในสภาพอากาศร้อนจัด มีการเพิ่มการสร้างความร้อนของร่างกายมากกว่าที่ร่างกายจะสามารถระบายความร้อนได้ทัน ทำให้อุณหภูมิแกนของร่างกายสูงขึ้นเกิน 40 องศาเซลเซียส อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน มึนงง กล้ามเนื้อหดเกร็ง หายใจลำบาก เป็นต้น และมักพบว่าเป็นลม หมดสติ ก่อนที่จะเกิดภาวะโรคลมร้อน
โรคลมร้อน
เช็ก 4 อาการสัญญาณ โรคลมร้อน

4 อาการสำคัญของ โรคลมร้อน

เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงมาก หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลทันทีอาจเสียชีวิตได้ โดย 4 อาการสำคัญของโรคนี้ ได้แก่

1. เหงื่อไม่ออก

2. สับสน มึนงง

3. ผิวหนังเป็นสีแดง และแห้ง

4. ตัวร้อนจัด

โรคลมร้อนหรือโรคลมแดด ทำให้เกิดความผิดปกติด้านใดบ้าง

  1. ระบบประสาทส่วนกลาง อุณหภูมิที่สูงขึ้นในร่างกายทำให้เกิดภาวะของสมองบวม สมองขาดเลือด และเมแทบอลิสมผิดปกติ จึงมีผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทำให้มีอาการสับสน กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เดินเซ ชักเกร็งและหมดสติ ที่สำคัญในรายที่รุนแรงหรือไม่ได้รับการรักษาอาจมีความพิการทางระบบประสาทอย่างถาวร
  2. ระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคลมร้อน มีภาวะขาดน้ำ (dehydration) มีปริมาตรของเลือดในร่างกายน้อย (hypovolemia) และมีการคลายตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้ความดันโลหิตต่ำ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ บางรายพบว่ามีการเต้นไม่เป็นจังหวะร่วมด้วย และอาจพบผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ซึ่งความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ และความดันโลหิตต่ำ ทำให้อันตรายการถึงแก่ชีวิตได้
  3. ระบบเลือด ผู้ป่วยโรคลมร้อน มีภาวะขาดน้ำ มีปริมาณส่วนน้ำเลือดในร่างกายน้อย ทำให้เลือดข้น ซึ่งจะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย พบว่าเมื่ออุณหภูมิกายสูงช่วง 42-44 องศาเซลเซียส มีผลกระทบต่อเมแทบอลิสมของเซลล์และการทำงานของเอนไซม์ ได้แก่ กระตุ้นให้เกร็ดเลือดทำงาน ทำให้เกิดลิ่มเลือดเล็กๆกระจายทั่วไปในหลอด
  4. ระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคลมร้อนทั้งสองประเภท มีอัตราการหายใจเร็วผิดปกติ โดยในผู้ป่วยโรคลมร้อนจากการออกกำลังกาย จะเริ่มด้วย respiratory alkalosis ต่อมาเป็นภาวะเลือดเป็นกรด พบกรดแลคติกในเลือดสูง และเนื้อเยื่อถูกทำลายอย่างถาวร แต่ในผู้ป่วยโรคลมร้อนทั่วไปจะเกิด respiratory alkalosis อย่างเดียวเท่านั้น ในรายที่รุนแรงทั้งสองประเภทพบว่ามีปอดบวม เนื้อเยื่อปอดตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยง รวมถึงอาจเกิดภาวะกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับยาสงบระงับ และใส่ท่อเข้าหลอดลมร่วมกับการใช้เครื่องช่วยหายใจ
  5. ระบบทางเดินอาหาร ลำไส้และตับถูกทำลายเนื่องจากความร้อนโดยตรงและจากการมีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงน้อยลง มีการเพิ่มการซึมผ่านของลำไส้เพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้สารพิษผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลให้เกิดการตอบสนองต่อการอักเสบอย่างรุนแรง ส่วนตับถูกทำลาย พบอาการดีซ่านและเอนไซม์ตับสูงขึ้น อาจเกิดภาวะตับวาย ซึ่งแม้ว่าพบน้อย แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างมาก
  6. ระบบทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยโรคลมร้อนหรือโรคลมแดด มีภาวะขาดน้ำ มีปริมาตรของเลือดในร่างกายน้อย ทำให้ปัสสาวะน้อย มีการสลายของกล้ามเนื้อลาย และภาวะลิ่มเลือดกระจายทั่วไปในหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน จึงสามารถตรวจพบระดับครีอะตีนิน ไคเนส สูง ในผู้ป่วยโรคลมร้อนทั้งสองประเภท และพบว่าโอกาสเกิดไตวายเฉียบพลันในผู้ป่วยโรคลมร้อนจากการออกกำลังกายมากกว่าในผู้ป่วยโรคลมร้อนทั่วไป

การป้องกัน

คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตนเองรวมทั้งลูกน้อย ดังนี้

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ในสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำบ่อยๆ โดยไม่รอให้กระหายน้ำ และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  2. สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน หลวม ๆไม่รัดแน่น ควรเป็นเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี
  3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องอยู่กลางแดด ไม่ออกกำลังกายในที่มีอากาศร้อนเป็นเวลานาน
  4. เฝ้าระมัดระวังดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง ให้อยู่ในที่มีอากาศถ่ายเท และปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดโรคลมร้อน

การปฐมพยาบาล

เมื่อพบผู้ป่วยโรคลมร้อนหรือโรคลมแดด ควรช่วยเหลือดังนี้

  1. เคลื่อนย้ายเข้าในที่ร่ม นอนราบและยกเท้าสูงทั้งสองข้าง
  2. คลายเสื้อผ้าให้หลวม ไม่รัดแน่น
  3. รีบช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายผู้ป่วย ด้วยการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น เพื่อลดอุณหภูมิกายโดยเร็ว
  4. นำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว สามารถโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ

โรคลมร้อน หรือ ฮีทสโตรกส่งผลร้ายแรงต่อระบบภายในร่างกายเป็นอย่างยิ่ง คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการลูกน้อยเป็นอย่างดี เพราะหากช่วยลูกน้อยไม่ทันก็ส่งผลถึงชีวิตได้เลยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

เช็คที่นี่!! 6 โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่ต้องระวัง

หน้าร้อนระวัง น้ำแข็ง น้ำดื่ม ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรค

เมื่อลูกปวดท้องจาก “โรคบิด” ภัยร้ายหน้าร้อนที่ต้องระวัง!!

5 วิธีแยกกักตัว

5 วิธีแยกกักตัว เมื่อต้องอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยโควิด-19

 5 วิธีแยกกักตัว เมื่อต้องอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยโควิด-19

ปัจจุบัน โควิด-19 สายพันธุ์ โอไมครอน ทำให้มีผู้ติดเชื้อสูงมาก แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการน้อย ถือเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว สามารถรักษาตัวที่บ้านได้ โดยอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยในของโรงพยาบาล วันนี้คุณหมอได้มาแนะนำ 5 วิธีแยกกักตัว เมื่อต้องอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยโควิด-19 มาฝากค่ะ

แนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดที่มีอาการสีเขียว

แนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดที่มีอาการสีเขียว มีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้

1. เป็นผู้ป่วยติดเชื้อที่ไม่มีอาการ

2. มีอายุไม่เกิน 60  ปี

3. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

4. อยู่คนเดียวหรือมีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1 คน

5. ไม่มีภาวะอ้วน

6. ไม่มีโรคร่วม เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรั้ง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานที่คุมไม่ได้ เป็นต้น

7. ยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเอง

ในการดำเนินงานของส่วนการรักษาจะมีการติดตามและประเมินอาการทุกวัน โดยให้ผู้ติดเชื้อวัดอุณหภูมิ และระดับออกซิเจนในเลือด แจ้งให้สถานพยาบาลทราบทุกวัน ส่วนคนที่พบว่าตัวเองติดเชื้อ ยังไม่มีหน่วยงานใดรับ และคิดว่าตนเองเข้าข่ายเกณฑ์นี้ สามารถติดต่อได้ที่ 1330

ทั้งนี้ แนวทางการดูแลผู้ป่วยโควิดที่ทำ Home Isolation อาจปรับได้ตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและด้านการควบคุมโรคประกอบกัน

จะได้รับการดูแลอย่างไรเมื่อกักตัวที่บ้าน

สิ่งที่ผู้ป่วยโควิด-19 จะได้รับการสนับสนุนเมื่อกักตัวอยู่ที่บ้าน หรือ ทำ Home Isolation ได้แก่ อุปกรณ์ประเมินอาการ เช่น ปรอทวัดไข้ และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เพื่อประเมินการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอดว่าปกติดีหรือไม่

โดยค่าปกติของผู้ป่วยโควิดจะอยู่ที่ประมาณ 96-100% ถ้าตัวเลขอยู่ที่ 94% หรือต่ำกว่านั้น มีแนวโน้มที่เชื้อโควิด-19 จะลงปอดได้ ซึ่งอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง , การประเมินอาการผ่านระบบเทเลเมด หรือระบบออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยตอบโต้กันได้ , การให้ยากับผู้ป่วยในแต่ละวัน (ประเมินตามอาการขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์) , อาหารสามมื้อ และการติดตามประเมินอาการ รวมทั้งการให้คำปรึกษา

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเอง วัดอุณหภูมิและวัดค่าออกซิเจนปลายนิ้ว 2–3 ครั้งต่อวัน หากมีอาการแย่ลง คือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น ไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส หายใจ หอบเหนื่อย วัดค่าออกซิเจนปลายนิ้วได้น้อยกว่า 94% หรือไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ให้รีบโทรติดต่อโรงพยาบาลที่รับการรักษาอยู่

คำแนะนำหากต้องไปโรงพยาบาล

หากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเดินทางมาโรงพยาบาล แนะนำให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถที่โรงพยาบาลมารับ ไม่ควรใช้รถโดยสารสาธารณะ และต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา หากใช้รถยนต์ส่วนตัวขอให้ยึดแนวทางป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด จัดให้ผู้ป่วยนั่งในแถวหลัง เปิดกระจกในรถเพื่อควบคุมทิศทางลมให้ไหลออกไปนอกรถ เป็นการลดความเสี่ยงในการหมุนวนของอากาศ เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่เดินทางไปด้วย

5 วิธีแยกกักตัว
ตรวจ ATK 2 ขีด อาการไม่รุนแรง ควรแยกกักตัวที่บ้าน

5 วิธีแยกกักตัว เมื่ออยู่ร่วมกับผู้ป่วยโควิด-19

นายแพทย์ไพโรจน์ เครือกาญจนา รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการปฏิบัติ กรณีที่ไม่มีห้องแยกกักตัวในบ้าน แต่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัว ควรปฏิบัติดังนี้

1. ขอให้ทุกคนที่อยู่ในห้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และยึดแนวทางการป้องกันตนเองตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

2. แบ่งเขตพื้นที่ส่วนผู้ที่เป็นและส่วนผู้ที่ไม่เป็นแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

3. จัดหาพัดลมวางไว้ในห้องและเปิดตลอดเวลา เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางลมให้ไปออกที่หน้าต่างฝั่งที่ใกล้กับส่วนผู้ที่เป็น ซึ่งจะทำให้พื้นที่ของส่วนผู้ที่ไม่เป็นปลอดภัยเนื่องจากอยู่เหนือลม โดยมีพื้นที่กำหนดพิเศษที่จะให้ผู้ที่เป็นสามารถผ่านเข้ามาได้เฉพาะกรณีวางของหรือออกจากห้องเท่านั้น

4. กำหนดพื้นที่พิเศษสำหรับการจัดการกับสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้แล้ว โดยขอให้ผู้ป่วยนำของใส่ในถุง พ่นด้วยแอลกอฮอล์ข้างในก่อนปิดปากถุง เมื่อวางแล้วให้พ่นแอลกอฮอล์ซ้ำที่ตรงปากถุงด้านนอก ส่วนผู้ที่จะนำไปจัดการต่อจะต้องใส่ถุงมือ โดยพ่นแอลกอฮอล์ที่ด้านนอกถุงอีกครั้ง เมื่อนำถุงออกมาจากพื้นที่แล้ว ให้เปิดปากถุงแล้วแช่ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอกประมาณ 10-15 นาที ก่อนที่จะนำไปทำความสะอาดตามปกติ

5. เมื่อมีการสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน ขอให้มีการปฏิบัติตัวป้องกันตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยยึดหลัก “ไม่แพร่เชื้อ-ไม่ติดเชื้อ” ทั้งนี้ หากผู้พักอาศัยหรือผู้ดูแลมีอาการผิดปกติควรรีบตรวจหาเชื้อทันที

ไอเท็มสำคัญเมื่อต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน

เมื่อพบว่าตัวเองสามารถรักษาแบบ Home Isolation ได้ นอกจากเตรียมเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็นแล้ว อย่าลืมไอเท็มสำคัญเหล่านี้ด้วย

1. เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์

สิ่งจำเป็นเมื่ออยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ควรพกติดตัวเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่มือและสิ่งของต่างๆ ควรเลือกแอลกอฮอล์ในระดับที่ไม่เกิน 70%

2. หน้ากากอนามัย

เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องพบปะพูดคุยกับผู้อื่น

3. สบู่เหลวล้างมือ

เมื่อต้องล้างมือบ่อยๆ สบู่เหลวจะทำให้มือไม่แห้งเท่ากับสบู่ก้อน และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิว

4. ทิชชูเปียกฆ่าเชื้อโรค

เมื่อต้องเข้าห้องน้ำหรืออยู่ในที่สกปรก การมีทิชชูเปียกในการใช้ช่วยทำความสะอาดจะทำให้เราไม่ต้องไปติดเชื้อโรคอื่นๆ มาเพิ่มเติมในร่างกายเราได้

5. บรรจุภัณฑ์อาหาร ช้อนส้อม แก้ว หลอด

ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ต้องใช้แยกกัน เพื่อป้องกันสารคัดหลั่งของผู้อื่นอาจปนเปื้อนบนอาหารหรือบริเวณโดยรอบ เพื่อสุขอนามัยที่ดีควรใช้ภาชนะและสิ่งของต่างๆ แยกกับผู้อื่น

6. ที่วัดอุณหภูมิ

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรมีติดไว้ที่บ้าน เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายของตัวเอง โดยแนะนำแบบเทอร์โมมิเตอร์แบบที่ไม่ต้องสัมผัสผิวหนัง หรือแบบยิงที่ตามสถานที่ให้บริการข้างนอกนิยมใช้

7. ถุงมือยาง

หากต้องจับสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะในบ้านหรือข้างนอก เพื่อลดการเอาตัวเองไปเสี่ยง การใช้ถุงมือในการจับของถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดวิธีหนึ่งเช่นกัน

8. เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว

การวัดค่าออกซิเจนในเลือด จะช่วยให้รู้ว่าเรามีระดับออกซิเจนเพียงพอไหม หากพบว่าตนเองมีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ ควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันระบบหายใจล้มเหลว และต้องใส่ท่อช่วยหายใจและป้องกันร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ขอบคุณข้อมูลจาก

fascino, springnews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอเด็กแนะ!!พ่อแม่ต้อง กักตัว 14 วัน จะบอกลูกยังไงดี?

แนะวิธี “พ่อแม่ไปพื้นที่เสี่ยงโควิด” กักตัว 14 วัน ที่บ้านอย่างไร? ให้ลูกปลอดภัย ปลอดเชื้อ!

สปสช. สายด่วน1330 เพิ่มคู่สายรับผู้ป่วยหลัง สงกรานต์ 65

Probiotics

Probiotics เคล็ดลับดูแลระบบลำไส้ของลูกน้อยให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก

หากลูกน้อยของคุณมักมีปัญหาท้องอืด ท้องผูก ไม่ขับถ่ายทุกวัน รวมถึงปัญหาภูมิแพ้ที่ทำให้ลูกคัดจมูก หายใจไม่สะดวก และผื่นแดง ภูมิแพ้ผิวหนังต่าง ๆ ความไม่สบายตัวต่าง ๆ ทำให้ลูกน้อยมีอารมณ์ไม่ดี อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าระบบลำไส้ของลูกน้อยมีปัญหา ขาดสมดุล ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมา กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำจากคุณหมอใหม่ รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน จากเพจคุยกับหมอภูมิแพ้เด็ก by Dr.Mai ถึงเคล็ดลับการดูแลระบบลำไส้ของลูกน้อยให้กลับมาสมดุล และแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกมาฝากค่ะ

  • ปัญหาระบบลำไส้ขาดสมดุลเกิดจากอะไร ?

ลำไส้ขาดสมดุลเกิดจากความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งโดยภาวะปกติแล้วลำไส้จะมีจุลินทรีย์ทั้งที่เป็นจุลินทรีย์ดี ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกายและจุลินทรีย์ที่ไม่ดีซึ่งก่อให้เกิดโรค หากจุลินทรีย์ทั้งสองกลุ่มนี้เกิดความเสียสมดุล มีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีมากกว่าจุลินทรีย์ที่ดี จะทำให้เกิดผลเสียต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้

ภาวะลำไส้ขาดสมดุลมีสาเหตุได้จากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานยาปฏิชีวนะ  การทานอาหารที่มีผักและผลไม้น้อย ความเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้

เมื่อระบบลำไส้ขาดสมดุลมีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีมากกว่าก็จะทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องเสีย ปวดท้องและลำไส้อักเสบเรื้อรังได้ นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุของโรคในระบบอื่น ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน โรคภูมิแพ้ หรือภาวะอารมณ์ที่ผิดปกติ เป็นต้น

Probiotics

  • เคล็ดลับดูแลระบบลำไส้ของลูกน้อยให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก

คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลำไส้ของลูกน้อยให้อยู่ในภาวะสมดุลได้โดย

  1. ให้ลูกทานนมแม่เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อในลำไส้
  2. ให้ลูกทานอาหารตามวัยทั้งที่เหมาะสมอายุ ทานผัก ผลไม้ซึ่งมีเส้นใยที่เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ดี ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและการทำงานของจุลินทรีย์ดี
  3. ให้ลูกทานแต่อาหารที่สุก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ที่ไม่ดีปนเปื้อน
  4. ให้ลูกล้างมือบ่อย ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจุลินทรีย์ไม่ดีในระบบทางเดินอาหาร
  5. ไม่ให้ลูกใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันภาวะลำไส้ขาดสมดุล
  6. ให้ลูกทานอาหารที่มีส่วนประกอบของจุลินทรีย์ดี เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ชีส

จุลินทรีย์ Probiotics

  • อาหารที่ช่วยเสริม Probiotics ให้ลูกน้อย

อาหารที่ช่วยเสริมสร้างจุลินทรีย์ดีหรือ Probiotics ให้ลูกน้อย มีอยู่หลายชนิด ได้แก่ อาหารที่ผ่านกระบวนการหมัก บางชนิด เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ชีส กิมจิ มิโซะ

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถให้ลูกทานอาหารเสริม Probiotics ได้อีกด้วย โดยเลือกจากแหล่งผลิตที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือค่ะ

Probalance Jelly

กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอแนะนำผู้ช่วยที่จะทำให้สุขภาพของลูกแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก ปรับสมดุลลำไส้ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอาหารเสริม Probalance Jelly ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Probiotics เจ้าแรกในไทยที่ผลิตในรูปแบบเจลลี่ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น คุณแม่มั่นในในความปลอดภัยและคุณภาพได้ และที่สำคัญทานง่าย สะดวก และอร่อยถูกปากเจ้าตัวน้อยด้วยค่ะ

  • ด้วยเทคโนโลยี Heat Treated Bacteria จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์มีความคงตัวได้เต็มที่ ทนต่อกรดและอุณหภูมิในกระเพาะอาหาร
  • ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับเด็กที่ไม่กินผัก ถ่ายยาก ถ่ายแข็ง ลดอาการท้องอืด ท้องผูก
  • ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง ลดอาการภูมิแพ้จากทางเดินหายใจ และไม่ป่วยง่าย
  • ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและพัฒนาความจำของลูกน้อยให้ดียิ่งขึ้น
  • ได้รับการรับรองจากสุขอนามัยอาหารจากประเทศญี่ปุ่นว่าไม่มีส่วนประกอบของสารก่อภูมิแพ้เช่น ไข่ ปลา แป้งสาลี อาหารทะเล ผลไม้ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง บัควีต สามารถทานได้ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กที่สามารถเคี้ยวอาหารคล่องจนถึงผู้สูงอายุ

 

 

 

ท้องแข็งบ่อย

ท้องแข็งบ่อย ขณะตั้งครรภ์ อันตรายไหม?

ท้องแข็งบ่อย เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เป็นๆ หายๆ จะเป็นท้องแข็งจริง หรือท้องแข็งหลอก ท้องแข็งแบบไหนควรพบแพทย์

ท้องแข็งบ่อย ขณะตั้งครรภ์ อันตรายไหม?

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจเกิดความเครียด เมื่อมีอาการ ท้องแข็งบ่อย ทำให้สับสนว่า ถึงเวลาคลอดหรือยัง ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อให้คุณแม่สามารถแยกแยะได้ว่า กำลังท้องแข็งจริง หรือท้องแข็งหลอก เพื่อคลายความกังวล และเตรียมพร้อมรับมือกับสถาณการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ท้องแข็งบ่อย
ท้องแข็งบ่อย

อาการท้องแข็ง

เป็นอาการที่เกิดจากการบีบตัวของมดลูก เมื่อเอามือไปจับบริเวณท้อง จะรู้สึกได้ว่าเป็นก้อนๆ ตึงๆ และมีอาการเป็นๆ หายๆ เป็นพักๆ ในบางรายอาจมีความแข็งมาก – น้อยแตกต่างกันออกไป หรือมีอาการปวดเกร็งเสียวช่วงท้องน้อยด้วย โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการท้องแข็งได้ วันละ 3 – 4 ครั้ง มักมีอาการเมื่ออายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ขึ้นไป หรือไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ (เดือนที่ 7 – 9 ) ที่สำคัญคือ ต้องแยกให้ได้ว่าเป็นเพียงท้องแข็งหลอก หรือท้องแข็งจริง

สาเหตุของอาการท้องแข็ง

ถึงแม้อาการท้องแข็งจะไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคน แต่ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอาการท้องแข็ง เพื่อดูแลและรักษาครรภ์ ให้มีสุขภาพดีจนถึงวันคลอด สาเหตุที่พบบ่อย มีดังนี้

  • ทารกดิ้นแรง หรือโก่งตัว เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คุณแม่จะรู้สึก ท้องแข็งในบางที่ ซึ่งเกิดจากทารกดิ้น หรือโก่งตัวชนผนังมดลูก ทำให้มดลูกเกิดการบีบตัว อวัยวะต่างๆ ของทารก เช่น ศอก ไหล่ เข่า หัว หรือก้น ปรากฏนูนขึ้นที่หน้าท้อง ถ้าเป็นส่วนหลังกับก้นดันออก จะทำให้รู้สึกว่ามดลูกเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งจะนิ่มกว่า บริเวณที่รู้สึกเป็นรอยนูนเล็กๆ หลายจุดจะเป็นส่วนของมือและเท้า ภาวะแบบนี้มักไม่เป็นอันตราย เป็นการดิ้นตามปกติของทารกในครรภ์
  • มดลูกหดเกร็ง อาจเกิดเพราะมดลูกไม่แข็งแรง มดลูกบีบรัด หรือคุณแม่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • รับประทานอาหารมากเกินไป เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 มดลูกเกิดการขยายตัว จนทำให้กระเพาะอาหารมีพื้นที่น้อยลง เมื่อเกิดกระบวนการย่อยอาหาร กระเพาะอาหารจะไปเบียดกับมดลูก จึงทำให้มดลูกเกร็งตัว และท้องแข็งตึง คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ เคี้ยวให้ละเอียด
  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป เมื่อร่างกายขาดน้ำ อาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้อ และมดลูกหดเกร็ง จึงทำให้เกิดอาการท้องแข็ง
  • การมีเพศสัมพันธ์ การถึงจุดสุดยอดอาจทำให้มดลูกหดเกร็งตัว ส่งผลให้มีอาการท้องแข็งได้
  • ขยับร่างกายเยอะ เมื่อทำกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะ หรือขยับร่างกายมากเกินไป เช่น ยกของหนัก เดินเป็นเวลานาน ส่งผลให้อาจเกิดอาการท้องแข็ง และเจ็บท้องได้
  • คลอดก่อนกำหนด อาการท้องแข็งอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ควรสังเกตตัวเองว่านอกจากอาการท้องแข็งแล้ว ยังมีอาการอื่น ๆ ที่อาจบ่งบอกถึงการเจ็บท้องคลอดจริงร่วมด้วยหรือไม่ เช่น รู้สึกปวดท้องถี่ ๆ ถุงน้ำคร่ำแตก หรือน้ำเดิน
  • ใกล้คลอด เมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอด มดลูกจะเริ่มขยายตัว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด จนอาจส่งผลให้มดลูกเกร็งตัว  เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกว่าท้องแข็งเป็นก้อน

ท้องแข็งจริง

อาการท้องแข็ง ที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้คลอด สาเหตุมาจาก มดลูกหดรัดตัวเพื่อเข้าสู่ระยะคลอด มักจะเริ่มเกิดในสัปดาห์ที่ 40 ของการตั้งครรภ์ โดยเกิดจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่ไปกระตุ้นให้มดลูกส่วนต้นหดรัดตัว ทำให้ผนังมดลูกบางลงและขยายปากมดลูกให้กว้างขึ้น เพื่อส่งทารกไปยังช่องคลอดได้ง่ายขึ้น

อาการมีดังนี้

  • แน่นท้อง และรู้สึกว่าหน้าท้องแข็งเมื่อสัมผัส
  • ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง อาจมีอาการคล้ายปวดประจำเดือน หรือปวดอุจจาระ
  • อาการปวดเกิดขึ้นสม่ำเสมอ อาจปวดหลังใกล้บั้นเอวร้าวมาบริเวณหน้าท้องได้
  • อาการปวดมีระยะถี่ขึ้น เช่น จากปวดทุก 15 นาที เปลี่ยนเป็นปวดทุก 5 -10 นาที
  • อาการปวดเพิ่มมากขึ้น เช่น ปวดนาน 15 – 20 วินาที เพิ่มเป็นปวดนาน 45 – 50 วินาที
  • หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมนี้ร่วมด้วย แสดงว่าอาจถึงเวลาใกล้คลอด ควรรีบไปพบแพทย์
  • มีมูก หรือ มูกปนเลือดไหลออกจากช่องคลอด
  • อาการเจ็บครรภ์มักไม่หายไป แม้จะนอนพัก หรือทานยาแก้ปวด
  • ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
  • มีน้ำคร่ำ ซึ่งเป็นของเหลวใส ไหลออกมาจากช่องคลอด

หากแพทย์ตรวจภายในพบว่าปากมดลูกมีการเปิดขยายและคอมดลูกมีความบางลง แสดงว่าใกล้คลอดแล้วจ้า

ท้องแข็งจริงหรือหลอก
ท้องแข็งจริงหรือหลอก

ท้องแข็งหลอก

อาการท้องแข็งหลอก สาเหตุอาจมาจาก ทารกดิ้นแรง มีภาวะขาดน้ำ คุณแม่ทำงาน หรือเดินมาก และมดลูกหดรัดตัวตามปกติระหว่างตั้งครรภ์ (Braxton Hick Contraction) มักเริ่มเกิดในสัปดาห์ที่ 28 – 40 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คุณแม่เข้าใจผิดว่าใกล้คลอดแล้ว

อาการมีดังนี้

  • รู้สึกแน่นท้อง หรือไม่สบายท้องเป็นระยะ
  • ส่วนมากจะไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย หรือมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรงมากขึ้น
  • อาการปวดเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ และมักปวดแค่บริเวณท้องน้อย
  • ไม่มีอาการปวดถี่ขึ้น อาจเป็นทุก 15 – 20 นาที
  • ความรุนแรงของอาการปวดเท่า ๆ เดิม ไม่ปวดแรงมากขึ้น
  • อาการจะหายไปหลังปัสสาวะ หรือเปลี่ยนท่านอน และท่านั่ง
  • ไม่มีอาการอื่น ๆ เช่น มูก หรือ มูกปนเลือด ไหลจากช่องคลอด
  • อาการสามารถทุเลา หรือหายได้เองหลังนอนพัก หรือทานยาแก้ปวด

ท้องแข็งหลอก หรือการเจ็บครรภ์เตือน จะไม่ทำให้ปากมดลูกเปิดขยาย ซึ่งสามารถตรวจได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

อาการท้องแข็งที่ควรรีบพบแพทย์

หากยังไม่ถึงกำหนดคลอด แต่มีอาการท้องแข็งทั่วท้องจนรู้สึกเจ็บ แสดงว่ามดลูกกำลังบีบตัวหดรัด สังเกตอาการว่า ท้องแข็งนานประมาณ 10 นาที/ครั้ง ติดต่อกัน 4 – 5 ครั้ง เป็นชุดๆ อาการลักษณะแบนนี้ หากเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ท้องแข็งจนรู้สึกแน่น หายใจไม่สะดวกและอาการไม่หายไป ควรจะรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้มดลูกบีบตัวจนปากมดลูกเปิด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนดได้

อาการท้องแข็ง กับอาการท้องอืด ต่างกันอย่างไร

คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่าน อาจสับสนระหว่าง อาการท้องแข็ง กับอาการท้องอืด เพราะทำให้รู้สึกไม่สบายท้องเหมือนกัน อาการที่สามารถสังเกตได้ว่า เกิดจากอาการท้องอืด มีดังนี้

  • สัมผัสแล้วไม่รู้สึกว่าหน้าท้องแข็ง
  • อาการท้องอืดมักทำให้รู้สึกเสียดท้อง ส่วนท้องแข็งมักทำให้รู้สึกปวดท้องคล้ายปวดประจำเดือน
  • อาการมักเกิดขึ้น และหายไปโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน
  • หลังจากผายลมแล้วอาการดีขึ้น

ทั้งนี้ การบริโภคอาหาร หรือผักตระกูลกะหล่ำปลี และเครื่องดื่มที่มีแก๊สเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะมากกว่าปกติ คุณแม่ที่รู้สึกไม่สบายท้องหลังรับประทานอาหารดังกล่าวก็อาจคาดเดาได้ว่าเป็น อาการท้องอืด

ท้องแข็งบ่อย คงทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์กังวลไม่น้อยว่า ครั้งนี้เป็น การเจ็บครรภ์เตือน หรือเจ็บครรภ์จริง บทความที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงทำให้คุณแม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการเจ็บท้องแบบไหน หากแน่ใจว่าจะคลอดแล้ว จะได้รีบพุ่งตัวไปโรงพยาบาลทันที

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โฟเลต หรือ กรดโฟลิก สิ่งสำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ห้ามขาด!!!

ดูแล “แผลผ่าคลอด” อย่างไร? ให้เนียน สวย ไม่ติดเชื้อ!!

3 อาการผิดปกติ คนท้อง ที่ต้องรีบไปรพ. ในช่วง 3 เดือนแรก

คนท้องฟันผุ เสี่ยง! ส่งต่อเชื้อทางช่องปากจากแม่สู่ลูก

ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.phyathai.com, https://hellokhunmor.com, https://www.pobpad.com, https://www.rama.mahidol.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

10 เปลไฟฟ้า แกว่งนิ่ม เสียงเบา ลูกหลับสบาย แม่ไม่เมื่อยแขน

10 เปลไฟฟ้า แกว่งนิ่ม เสียงเบา ลูกหลับสบาย แม่ไม่เมื่อยแขน

เด็กน้อยโดยเฉพาะวัยทารกจะร้องออกมาเมื่อเวลาอยากสื่อสารว่าหิวหรือไม่สบายตัว การกล่อมลูกน้อยจึงเรียกว่าเป็นหนึ่งในภาระกิจที่คุณพ่อคุณแม่ต้องได้ทำเมื่อเค้าเกิดงอแงขึ้นมา สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่พยายามกล่อมลูกน้อยเท่าไหร่ก็ยังไม่สงบ ไกวเปลเองจนปวดแขน อาจจำเป็นต้องพึ่งตัวช่วยอย่าง เปลไฟฟ้า แล้วล่ะค่ะ คราวนี้ทีมแม่จึงขอเสนอวิธีเลือก และแบรนด์แนะนำ เป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ลองไปพิจารณากันก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

เปลไฟฟ้า

เปลไฟฟ้า ไอเท็มเสริมที่เป็นมากกว่าเปลธรรมดา นั่นคือสามารถไกวได้เองผ่านระบบไฟฟ้า ทั้งแบบเสียบปลั๊กหรือชาร์จแบตเตอรี่ ข้อดีของเปลไฟฟ้าคือจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้คุณพ่อคุณแม่ให้ไม่ต้องคอยไกวเปลเองตลอดเวลา อีกทั้งยังมีฟังก์ชันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การปรับระดับความเร็ว โมบายหมุน หรือเสียงเพลงกล่อม ที่จะช่วยให้ลูกน้อยหลับง่ายและหลับสนิท ซึ่งการนอนที่มีคุณภาพของลูกน้อยย่อมส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีด้วยนั่นเองค่ะ

 

เลือกเปลไกวไฟฟ้าแบบไหนดี

  • ควรเลือกเปลให้เหมาะกับน้ำหนักและช่วงวัยของลูกน้อย ส่วนใหญ่แล้วเปลไฟฟ้าจะเหมาะกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 2 ขวบ และหนักไม่เกิน 12-15 กก.
  • ควรเลือกเปลไกวที่มีฟังก์ชั่นใช้งานเท่าที่จำเป็น หลัก ๆ เช่น ฟังก์ชั่นการไกวเปลที่ปรับความเร็วช้าได้ ของเล่นติดเปลที่เหมาะกับช่วงวัย เสียงเพลงขับกล่อมให้ลูกน้อยเคลิบเคลิ้ม เป็นต้น
  • เลือกเปลไกวที่ใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าตามความจำเป็นในการใช้งาน หากใช้ติดบ้านก็ควรเลือกแบบเสียบปลั๊ก แต่ถ้านำไปใช้นอกสถานที่ก็ควรมีแหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ด้วย 
  • ถอดประกอบ และทำความสะอาดได้ง่าย 

 

  1. Fin Babiesplus เปลไกวไฟฟ้า Electric Baby Swing Bed รุ่น PD-C01 รุ่นนี้มีฟังก์ชั่นครบเครื่อง สามารถไกวได้เร็ว 5 ระดับ ตั้งเวลาไกวก็ได้ ตั้งแต่ 8 15 ถึง 30 นาที มีเพลงกล่อมนอนให้เลือกถึง 12 เพลง เบาะนอนนุ่ม มาพร้อมหมอนนรูปตัวยู เข้ากับสรีระทารก มีมุ้งกันยุงและแมลง รวมทั้งโมบายของเล่นติดตั้งในตัว แถมยังถอดด้านข้างแล้วเปลี่ยนเป็นเตียงนอนได้อีก คุณพ่อคุณแม่ยังสะดวกยิ่งขึ้นด้วยรีโมทควบคุุมจากระยะไกล จะเสียบไฟบ้านหรือเปลี่ยนเป็นแบต AA ก็ได้หมด เรียกว่าคุ้มมาก ๆ 

ข้อมูลเพิ่มเติม FIN BABIESPLUS เปลไกวไฟฟ้า Electric Baby Swing Bed รุ่น PD-C01 – babiesplusshop

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.babiesplusshop.com/

 

  1. Fico เปลไกวไฟฟ้า รุ่น TY026 เป็นเปลที่สามารถปรับระดับการไกวและตั้งเวลาการไกวได้ มีฟังก์ชันจำเป็นครบ และยังมีฟังก์ชั่นพิเศษที่น่าสนใจด้วย คือมาพร้อมเสียงเพลงขับกล่อมถึง 12 เพลง รวมทั้งเสียงธรรมชาติชวนผ่อนคลายอีก 2 เสียง และถ้ายังไม่ถูกใจคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเพิ่มเพลงได้ผ่านช่องเสียบ USB ส่วนโมบายของเล่นก็เปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ ได้ถึง 7 สีเลย นอกจากนี้ยังระบบจับเสียงร้องได้ รองรับน้ำหนักได้มากถึง 21 กก. และยังสามารถควบคุมเปลได้สะดวกมาก ๆ ผ่านแอปพลิเคชันด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.lazada.co.th/

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lazada.co.th/

 

  1. Papa Baby เปลไกวไฟฟ้า รุ่น P-S828-B มาในแบบเก้าอี้โยกให้พกพาไปใช้นอกบ้านได้ด้วย รุ่นนี้สามารถไกวได้ถึง 3 ระดับ รวมทั้งตั้งเวลาไกวได้ มาพร้อมปุ่มกดที่ตัวเก้าอี้ และยังมีรีโมทควบคุมจากระยะไกลได้ มีโมบายน่ารักๆช่วยเสริมพัฒนาการลูกน้อย และยังมีเสียยงเพลงกล่อมถึง 6 เพลงด้วย ใช้ได้ทั้งกับไฟบ้านและถ่าน 1.5 V มีมุ้งกันยุงกันแมลง และยังมีสายนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยด้วย เนื้อผ้าบนเปลผลิตจาก Cotton 100% นุ่ม ไม่ระคายเคือง สีสันก็น่ารักสดใส

ข้อมูลเพิ่มเติม https://shopee.co.th/Papa-Baby

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/Papa-Baby

 

  1. Aprica เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ รุ่น Yuralism Premium แบรนด์นี้คิดค้นและออกแบบโดยกุมารแพทย์ญี่ปุ่น จึงคำนึงถึงความต้องการของลูกน้อยได้อย่างตรงจุด ด้วยจังหวะการไกวที่วิจัยจากอัตราการเต้นหัวใจของทารก ให้ความรู้สึกสบายราวกับมีคุณแม่อุ้มตลอดเวลา เบาะนอนทุกส่วนที่ซัพพอร์ตท่านอน WM Shaped ตามธรรมชาติ ระบายอากาศได้ดี และยังปรับเป็นเก้าอี้ทานข้าวได้ใน 1 เดียว ใช้ได้ยาวนานถึง 4 ขวบเลยด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/apricathailand/

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/apricathailand/

 

  1. Glowy Rocking Playard เพลเพนไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ รุ่น Cradle & Play เป็นเปลไกวที่ออกแบบเพื่อการนอนหลับของลูกน้อยให้สบายที่สุด โดยรุ่นนี้ผ่านมาตรฐานยุโรป EN71 จึงมั่นใจว่าลูกน้อยจะหลับสบาย ด้วยฟังก์ชั่นอย่างระบบ Automatic Swing ไกวได้อัตโนมัติด้วยความนุ่มนวล ปรับระดับความแรงได้ ตั้งเวลาปิดได้ พร้อมเสียงเพลง เสียงธรรมชาติ โมบายหมุนได้ และไฟกลางคืน หลังคาบังแสง พร้อมมุ้งกันยุง เมื่อลูกโตยังใช้เป็นคอกเด็ก มีช่องเปิดให้คลานเข้า-ออกเองได้ด้วย  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://glowystar.com/

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://glowystar.com/

 

  1. Camera รุ่น C-PK-521 Caddy-M รุ่นนี้ได้รับมาตรฐานการผลิตจากยุโรป สามารถปรับความแรงการไกวได้ถึง 5 ระดับ ตั้งเวลาได้ 3 ระดับ คือ 15 30 45 นาที โดยเปลจะหยุดทำงานเมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ สะดวกสบายด้วยรีโมท จึงไม่ต้องไปกดปุ่มที่เครื่อง แถมยังสามารถเปิดเพลงโปรดจากมือถือผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth ได้ด้วย ด้านในเปลบุด้วยผ้าเวอลัว Minizoo ให้ความนุ่มนวล หลับสบาย หากต้องการจะตั้งเป็นเตียงเด็ก หรือจะไกวแบบมือ ก็สามารถทำได้เมื่อพับขาตั้งเก็บ

ข้อมูลเพิ่มเติม เปลไกวไฟฟ้า 521 Caddy-M พร้อมรีโมทคอนโทรล ยี่ห้อ Camera – monicyoungbaby

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.monicyoungbaby.com/

 

  1. Joie เปลไกวไฟฟ้ารุ่น Excursion Charge & Bounce พิเศษกว่าเปลทั่วไปเพราะมาพร้อมกับ Bouncer และที่เปลี่ยนผ้าอ้อม โดยเก้าอี้เบาเซอร์ มีระบบสั่นสะเทือน 2 ระดับ ให้ลูกน้อยหลับสบายยิ่งขึ้น ส่วนเบาะเปลี่ยนผ้าอ้อมที่สามารถถอดออกมาใช้ด้านนอกได้ ที่นอนมีตาข่ายระบายอากาศทั้ง 4 ด้าน และมีที่นอน 2 ชั้น ขับกล่อมด้วยเสียงธรรมชาติ 5 เสียง และเสียงเพลง 5 เสียง สามารถเปิดไฟในที่มืดได้ 3 ระดับ และมีบาร์ของเล่นที่จะทำให้ลูกน้อยเพลิดเพลินไม่รู้สึกเบื่อขณะนอนด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/JoieThailand/

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/JoieThailand/

 

  1. Combi Nemulila รุ่น AUTO SWING BEDi Long EG เป็นเก้าอี้กึ่งเปลโยกไฟฟ้า ระบบไกวอัตโนมัติ สำหรับเด็กแรกเกิด ถึง 4 ปี รับน้ำหนักได้สูงสุด 18 กก. เบาะสามารถปรับได้ถึง 5 ระดับตามการใช้งาน ไปถึงปรับเปลี่ยนเป็นเก้าอี้รับประทานอาหารได้ มีเบาะด้านในที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยให้เด็กแรกเกิด ปรับความสูงของเปลได้ถึง 5 ระดับ มีเข็มขัดนิรภัยแบบ 5 จุดปลอดภัย ภายในโครงสร้างของเตียงดีไซน์มาให้เหมือนกับอยู่ในอ้อมกอดของคุณแม่ ลูกจึงนอนหลับสบาย ไม่ต้องกลัวตกเตียง

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.combi.co.th/

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.combi.co.th/

 

  1. Autobot Baby Bed Swing เป็นเปลไกวไฟฟ้าที่ดีไซน์ได้ราวกับมาจากโลกอนาคตเลย การทำงานก็ยังใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน Autobot+ และ Bluetooth เพื่อปรับฟังก์ชั่นต่างๆ สามารถเปิดเพลงกล่อมต่างๆ ปรับแรงเหวี่ยงได้ถึง 5 ระดับ ให้ลูกน้อยหลับง่ายเหมือนอุ้มเอง ปลอดภัยด้วยเข็มขัดและตัวล็อคการเคลื่อนไหว มีมุ้งกันแมลง พร้อมตุ๊กตาแขวน ส่วนตัวเบาะทำจากเส้นใย Polyester ที่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี และสามารถทำความสะอาดได้ง่าย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://shopee.co.th/AUTOBOT

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/AUTOBOT

 

  1. Graco รุ่น Swing Baby Delight – Woodland Walk เป็นเปลโยกสำหรับนั่ง เหมาะกับเด็กแรกเกิดถึง 9 เดือน พกพาไปใช้นอกบ้านง่าย พับเก็บได้รวดเร็วและง่ายดาย มีขนาดกะทัดรัดเมื่อพับเก็บ เบาะนั่งนุ่มสบาย ลายน่ารัก สามารถพับเปิดปิดได้ เพื่อนำลูกน้อยนั่งในเบาะอย่างง่ายดาย พร้อมสายล็อคนิรภัย สามารถปรับความเร็วในการแกว่งได้ 2 ระดับ ปรับเอนเพื่อความสบายของลูกน้อยได้ 3 ระดับ แถมมีโมบายของเล่นเด็กแขวนให้ลูกน้อยเพลิดเพลินด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/Gracobabythailand/

เปลไฟฟ้า
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/Gracobabythailand/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ให้ลูกนอนเปล ส่งผลกระทบกับพัฒนาการจริงหรือ

เปลไกว อันตรายไหม? ที่นอนแบบไหนปลอดภัยกับลูก

20 เนื้อเพลงกล่อมเด็กพัฒนาสมอง ช่วยลูกเรียนรู้เร็ว และอารมณ์ดี

หัวใจอักเสบ covid19 kawazaki

หัวใจอักเสบ อาการ ที่ต้องเฝ้าระวังหากลูกป่วยCovid-19&Kawasaki

หัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาการที่พบได้ในเด็กที่ป่วย Covid-19 และ โรคคาวาซากิ พ่อแม่ควรใส่ใจหัวใจเจ้าตัวเล็ก สังเกตติดตามหากผิดปกติพบแพทย์ทันที

หัวใจอักเสบ อาการ ที่ต้องเฝ้าระวัง!หากลูกป่วยCovid-19&Kawasaki

แม้ว่าจากสถิติที่ผ่านมาของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในผู้ป่วยเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงปกติ จะไม่รุนแรงเท่ากับผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ เด็กที่ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

รายงานผู้ป่วยในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 โดยเป็นผู้ป่วยรายแรกที่พบนอกประเทศจีน COVID-19 เป็นไวรัสในตระกูล Corona Virus รายงานระยะแรกพบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และมีอาการรุนแรงส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 ที่อายุน้อยกว่า 18 ปีมีเพียง 2.2% ในประเทศจีน และ 2% ในสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อกลางปี 2563 ได้พบว่าเด็กป่วย และมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต

หัวใจอักเสบ กับโรคคาวาซากิ และ MIS-C
หัวใจอักเสบ กับโรคคาวาซากิ และ MIS-C

ประมาณกลางเดือนเมษายน 2563 (หลังเริ่มมีการระบาดอย่างหนักในยุโรปประมาณ 1 เดือน) กุมารแพทย์ในประเทศอังกฤษพบเด็กป่วยที่ไม่สามารถอธิบายได้ โดยมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ เจ็บคอ ปวดท้อง และอาเจียน บางรายมีผื่นและอาการช็อก ซึ่งคล้ายกับ Toxic Shock Syndrome และบางรายมีผื่น ตาแดง ปากแดง ซึ่งในผู้ป่วยบางคนมีอาการครบข้อบ่งชี้ของการวินิจฉัยโรคคาวาซากิ (Kawasaki Disease) นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยบางรายมีการโป่งพองของเส้นเลือดโคโรนารี (Coronary Artery) เหมือนกับเด็กที่เป็น Kawasaki Disease โดยพบว่าผู้ป่วยเกือบทั้งหมดมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แสดงว่าเคยมีการติดเชื้อ COVID-19 มาก่อน โดยอาจจะพบหรือไม่พบเชื้อในทางเดินหายใจของผู้ป่วยก็ได้

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ของประเทศสหราชอาณาจักรได้มีการออกจดหมายเตือนกุมารแพทย์เกี่ยวกับโรคดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 โดยให้ชื่อว่า Pediatric Multisystem Inflammatory Syndrome – Temporally Associated with COVID-19 (PIMS-TS) หลังจากนั้นได้มีการยืนยันว่าพบภาวะดังกล่าวในเด็กจากอีกหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยบางรายมีอาการรุนแรงจนทำให้เด็กเกิดการเสียชีวิต ส่วนทาง Center for Disease Control (CDC) ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการออกคำเตือนเกี่ยวกับโรคนี้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 โดยให้ชื่อว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children Associated with COVID-19 (MIS-C)

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.bangkokhearthospital.com

Multisystem Inflammatory Syndrome in Children Associated with COVID-19 (MIS-C)

กลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก ซึ่งเป็นภาวะที่มีการอักเสบของอวัยวะหลายระบบในร่างกายพร้อมๆ กัน มักพบมีอาการหลังหายจากโควิดแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยเฉพาะอาการในระบบ หัวใจ ปอด ตับ ไต สมอง ผิวหนัง ตา ระบบทางเดินหายใจ หรือ ระบบทางเดินอาหารซึ่งมีความสัมพันธ์กับโควิด

อาการ MIS-C

  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส นานเกิน 1 วัน
  • ผื่น ตาแดง ปากหรือลิ้นแดง มือเท้าแดง และพบมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตทีคอคล้ายกับโรคคาวาซากิ
  • ถ่ายเหลว ปวดท้อง อาเจียน
  • หากมีอาการรุนแรงผู้ป่วยอาจมีภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

จะเห็นได้ว่าอาการของภาวะ MIS-C นี้จะมีอาการคล้ายคลึงกับอาการโรคคาวาซากิ (Kawasaki Disease) เพราะเป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน คือ ภาวะ MIS-C มักพบในเด็กโต ส่วนโรคคาวาซากิจะพบในเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่

covid-19 กับ MIS-C
covid-19 กับ MIS-C

ภาวะ MIS-C จะเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดการตอบสนองหลังการติดเชื้อ COVID-19 ดังนั้นหากลูกหายจากการติดเชื้อCOVID-19  แล้ว พ่อแม่ยังคงต้องเฝ้าสังเกตอาการต่อไปอีกหลังจากรักษาหายแล้ว หากพบมีอาการ ไข้สูง ร่วมกับอาการผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ปวดท้อง อาเจียน แน่นหน้าอก มีผื่น ปวดศีรษะ ตาแดง ลิ้นแดง หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยพร้อมแจ้งประวัติว่าเคยติดเชื้อCOVID-19  เพื่อแพทย์จะได้วินิจฉัย และวางแผนติดตามอาการ ให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที

โรคหัวใจกับ MIS-C

โรค Multisystem Inflammatory Syndrome in Children หรือ MIS-C ทำให้เกิดภาวะอักเสบในหลายอวัยวะ มีอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยเด็กที่มีความคล้ายคลึงกับผู้ป่วยเด็กที่เป็น Kawasaki Disease หลายประการ เช่น

  • มีไข้สูง
  • ผื่น
  • ตาแดง
  • ปากแดง
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

มีรายงานการเกิดหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี่โป่งพอง (Coronary Artery Aneurysm) หัวใจอักเสบ ในผู้ป่วยบางราย แต่ก็มีลักษณะหลายประการที่แตกต่างกัน เช่น

  • อายุผู้ป่วย MIS-C มักจะเป็นเด็กโต  ซึ่งต่างจาก Kawasaki Disease ซึ่งมักเป็นในเด็กเล็ก
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร และอาการช็อกพบใน MIS-C มากกว่าในโรค Kawasaki Disease
  • ผลทางห้องปฏิบัติการที่มักพบว่ามีความรุนแรงของการอักเสบที่มากกว่า
  • ยังไม่พบว่า MIS-C มีอุบัติการณ์ที่สูงในเด็กที่มีเชื้อสายเอเชียตะวันออก ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เหมือนที่พบใน Kawasaki Disease

เมื่อเปรียบเทียบกับโรคคาวาซากิแล้ว ผู้ป่วย MIS-C มักจะมีอาการของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ บางรายพบระบบหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว การทำงานของหัวใจบกพร่อง ไตวายเฉียบพลัน ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะช็อก และมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อวัยวะล้มเหลวถึงขั้นเสียชีวิตได้

ไข้สูง อาการที่ต้องเฝ้าสังเกต
ไข้สูง อาการที่ต้องเฝ้าสังเกต

Kawasaki Disease โรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ (Kawasaki’s Disease)  คือโรคที่ถูกค้นพบโดยกุมารแพทย์ชาวญี่ปุ่น โทมิซากุ คาวาซากิ เป็นโรคที่พบมากในเด็กเล็กและทารก โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ในประเทศไทยพบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ผื่นคัน มือหรือเท้าบวม ผิวหนังลอกที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า ปากแห้ง มีการอักเสบที่ปากและลำคอ ตุ่มขึ้นที่ลิ้นคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี่ รวมถึงต่อมน้ำเหลืองบวม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมและทันเวลา เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคคาวาซากิ

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วยเด็กเล็กที่มีไข้สูง 38 องศาเซลเซียสนาน 5 วันขึ้นไป และพบว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างน้อย 4 อย่างจาก 5 อาการ ดังต่อไปนี้

  • อาการตาบวมและแดง โดยไม่มีขี้ตาทั้งสองข้าง
  • ริมฝีปากแห้งแตก บวมแดง ลิ้นบวม ปากและคอแห้ง
  • มีอาการปวด บวม ที่มือหรือเท้า หรือผิวหนังลอกที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า
  • ผื่นแดงคันตามลำตัว
  • ต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณลำคอโต คลำได้

Must Read⇒⇒ โรคคาวาซากิ อาการ ที่ต้องระวัง อันตรายจากภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต

โรคหัวใจกับ KAWASAKI DISEASE

ผลแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคนี้คือ การอักเสบของเส้นเลือดหัวใจ (Coronary Artery) หัวใจอักเสบ โดยในบางรายอาจทำให้เกิดการโป่งพองของเส้นเลือดหัวใจ (Aortic Aneurysm) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction)

ภาวะแทรกซ้อนของโรคคาวาซากิ

ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคคาวาซากิ คือ หลอดเลือดหัวใจโคโรนารี่โป่งพอง (Coronary Artery Aneurysm) เมื่อผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง ในขณะลำเลียงเลือดเข้าสู่หัวใจ ความดันเลือดจะทำให้ผนังของหลอดเลือดนูนหรือโป่งคล้ายบอลลูน อาจมีอาการที่ดีขึ้นได้ด้วยตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป บางครั้งลิ่มเลือดอาจก่อตัวขึ้นที่ผนังของหลอดเลือดที่ไม่แข็งแรง จึงเป็นสาเหตุทำให้ไปอุดเส้นเลือดหัวใจ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดออกซิเจน และเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ในบางกรณีหากหลอดเลือดโป่งพองมากจนแตกหรือฉีกขาด จะทำให้เลือดออกภายในร่างกายได้และเสียชีวิตได้

การเกิดโรคอุบัติใหม่ ทำให้เราต้องเฝ้าสังเกตอาการลูกน้อย
การเกิดโรคอุบัติใหม่ ทำให้เราต้องเฝ้าสังเกตอาการลูกน้อย

การวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบผลกระทบของโรคคาวาซากิที่มีต่อหัวใจ เช่น

  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiograph) หรือการทำเอคโคหัวใจ เป็นขั้นตอนการจำลองภาพของหัวใจและหลอดเลือดด้วยคลื่นเสียง เพื่อตรวจดูว่ามีลักษณะหลอดเลือดหัวใจผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจเลือด (Blood Tests) ในผู้ป่วยโรคคาวาซากิอาจมีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากขึ้น และเซลล์เม็ดเลือดแดงมีจำนวนน้อยลง และพบเกล็ดเลือดสูงขึ้น ดูการอักเสบของร่างกาย รวมถึงตรวจปริมาณโปรตีนไข่ขาว (Albumin) ในเลือดว่าต่ำหรือไม่ และตรวจการทำงานของตับอาจมีการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับ
  • การเอกซเรย์ (X-Ray) ที่บริเวณหน้าอกเพื่อตรวจสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจล้มเหลว
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) เพื่อดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่
  • การตรวจปัสสาวะ ในผู้ที่เป็นโรคคาวาซากิอาจพบเม็ดเลือดขาวปนในปัสสาวะ

ดูแลผู้ป่วย MIS-C และ KAWASAKI DISEASE

การดูแลรักษาผู้ป่วย MIS-C ในขณะนี้ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเหมือนผู้ป่วย Kawasaki Disease เนื่องจากภาวะ MIS-C เป็นโรคที่พบใหม่ ซึ่งอาจทำให้มีอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะหัวใจและระบบไหลเวียนของโลหิต ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้จึงควรไปพบแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ผู้ป่วยที่แพทย์ลงความเห็นว่าเป็น MIS-C ควรได้รับการรักษาเป็นผู้ป่วยในเพื่อติดตามเฝ้าระวัง ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ Kawasaki Disease มักได้รับการรักษาเหมือนโรค Kawasaki Disease ส่วนในผู้ป่วยอื่น ๆ มักเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) และ/หรือให้ยากลุ่มที่ใช้ยับยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีการทำงานมากเกินกว่าปกติ

ปกป้องหัวใจเจ้าตัวน้อย ระวังการเกิด หัวใจอักเสบ
ปกป้องหัวใจเจ้าตัวน้อย ระวังการเกิด หัวใจอักเสบ

สรุป

ความคล้ายคลึงของทั้งสองโรค ไม่ว่าจะเป็น MIS-C หรือ Kawasaki Disease เพราะมาจากเป็นการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกายที่สูงผิดปกติ (Autoimmune Disease) ทำให้การแสดงอาการคล้ายกัน และเนื่องจากว่าทั้งสองโรคนั้น ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหัวใจของเจ้าตัวเล็ก ที่เป็นส่วนที่อันตรายต่อชีวิต แม้ว่าจะยังไม่สามารถหาสาเหตุแน่ชัดของทั้งสองโรคนี้ได้ ทำให้การป้องกันการเกิดโรคยังไม่สามารถทำได้ แต่หากพ่อแม่ ผู้ปกครองคอยสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากเกิดอาการที่คล้ายคลึงกับที่ได้กล่าวมาข้างต้น ควรรีบพาไปพบแพทย์โยเร็ว เพราะการรักษาที่ทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาสหาย และรอดชีวิตได้สูง

Must Read⇒⇒แจงแล้ว!!เด็ก 2 ขวบเสียด้วยภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วนโควิด

 

ข้อมูลอ้าอิงจาก  www.pobpad.com/www.bangkokhearthospital.com/www.synphaet.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่ลูก หัวใจเต้น พร้อมกันไหม จะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจลูกเมื่อไหร่

6 ผักก้นครัว! สกัดกั้น “โรคหัวใจ” ให้ครอบครัวแบบขั้นเทพ

5 อาการสัญญาณเตือน “โรคหัวใจในเด็ก” ที่พ่อแม่ควรรู้!

ทำไม ใส่หน้ากากอนามัยนาน แล้วปวดหัว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน ท้องไม่ท้อง เช็คเลย!!!

ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน ตรวจแบบไหนได้ผลการตรวจที่แม่นยำ ใช้เวลานานไหมกว่าจะรู้ผล เป็นคำถามที่ผู้หญิงหลายคนอยากรู้คำตอบ ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน พร้อมกันนี้ หลายคนอาจเริ่มสังเกตเห็น อาการคนท้อง ระยะแรกเริ่ม ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย

ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน ท้องไม่ท้อง เช็คเลย!!

คุณผู้หญิงหลายคนเกิดความเครียด ลุ้นผลตรวจครรภ์ว่าผลจะออกมาว่า ท้องหรือไม่ท้อง คนที่อยากท้องบางคนเครียดมาก จนประจำเดือนมาล่าช้า ส่วนคนที่ไม่อยากท้องก็เครียด เพราะกลัวท้อง วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำข้อมูลการ ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน จะทราบผล มาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

ตรวจการตั้งครรภ์
ตรวจการตั้งครรภ์

อาการที่ส่งสัญญาณว่ากำลังตั้งครรภ์

  • ประจำเดือนขาด หลังจากอสุจิและไข่ผสมกัน ได้กลายมาเป็นตัวอ่อน แล้วฝังรากลงไปในโพรงมดลูก ทำให้ประจำเดือนขาด ไม่มาตามกำหนด
  • ปัสสาวะบ่อย สาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้เลือดไหลผ่านไปยังไตมากขึ้น จึงทำให้กระเพาะปัสสาวะรับน้ำมากขึ้น
  • อาการแพ้ท้อง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ มีอาการแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหม็นอาหาร เนื่องจากมีความรู้สึกไวต่อกลิ่นต่างๆ โดยเฉพาะกลิ่นอาหาร บางรายอยากรับประทานอาหารแปลกไปจากที่เคยรับประทาน แต่อาการเหล่านี้อาจบรรเทาลงได้ในสัปดาห์ที่ 13 – 14 ของการตั้งครรภ์
  • ท้องผูก เกิดจากฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการตั้งครรภ์ อาหารเคลื่อนสู่ลำไส้ได้ช้าลง เป็นเหตุให้เกิดอาการท้องผูก
  • จึงควรรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และดื่มน้ำมากๆ
  • เต้านมขยาย การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดอาการคัดเต้า หน้าอกตึง บวม เจ็บเมื่อสัมผัส หน้าอกอาจขยายใหญ่ขึ้น และหัวนมอาจมีสีคล้ำขึ้น อาการเหล่านี้จะหายไป แต่อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ในระหว่างที่เกิดอาการคัดเต้า ไม่ควรสวมเสื้อในที่รัดแน่น เพื่อบรรเทาอาการเจ็บ
  • เหนื่อยง่าย เกิดจากระดับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนที่เพิ่มขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายผลิตเลือดมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ จึงอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยง่าย เพลีย อยากนอนมากขึ้น การรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ธาตุเหล็ก และพักผ่อนให้เพียงพอ อาจช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้

ตรวจการตั้งครรภ์โดยหาค่าฮอร์โมนเอชซีจี (hCG)

ฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG) เป็นฮอร์โมนที่เกิดจากตัวรกหลังเกิดการปฏิสนธิ 6 วันขึ้นไป โดยระดับปริมาณฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) สามารถระบุถึงการตั้งครรภ์และอายุครรภ์คร่าวๆ ได้ ฮอร์โมนนี้มีความยาวของกรดอะมิโน 237 ตัว ชุดน้ำยาในที่ตรวจครรภ์ อ่านผลได้จากการดักจับฮอร์โมนเอชซีจี ส่วนวิธีการตรวจตั้งครรภ์ด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ จะใช้ชุดน้ำยาตรวจสอบที่จับส่วนประกอบย่อยของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) ที่มีอยู่ 2 ส่วน ได้แก่

  • อัลฟ่า เอชซีจี (Alpha Subunit หรือ Alpha-hCG) มีความยาวของกรดอะมิโน 92 ตัว
  • เบต้า เอชซีจี (Beta Subunit หรือ Beta-hCG) มีความยาวของกรดอะมิโน 145 ตัว

วิธีตรวจการตั้งครรภ์มี 2 วิธี ดังนี้

  • ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง

    เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และง่าย สามารถหาซื้อ ที่ตรวจครรภ์ ได้ตามร้านขายยา และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมีราคาแตกต่างกันไป ตามยี่ห้อ สถานที่ผลิต และความแม่นยำ ซึ่งผลการตรวจ จะแสดงขีดขึ้นมาในแถบวัด ซึ่งมีอยู่ 2 ขีด คือ ขีด C (Control Line) และขีด T (Test Line) หากขึ้นขีดเดียวที่ขีด C คือ ผลลบ แสดงว่า ไม่ตั้งครรภ์ และหากขึ้น 2 ขีด คือ ผลบวก แสดงว่า มีโอกาสตั้งครรภ์ ทั้งนี้ที่ตรวจครรภ์มี 3 รูปแบบ คือ

    1. ที่ตรวจครรภ์แบบปัสสาวะผ่าน อุปกรณ์เป็นแบบแท่ง วิธีใช้คือ ถอดฝาครอบออกแล้วถือให้ทิศทางลูกศรชี้ลง หลังจากนั้นปัสสาวะผ่านบริเวณที่ต่ำกว่าลูกศรประมาณ 30 วินาที รอผลการตรวจประมาณ 3-5 นาที
    2. ที่ตรวจครรภ์แบบหยด หรือแบบตลับ  อุปกรณ์มี 3 ชิ้นคือ ถ้วยใส่ปัสสาวะ หลอดหยด และตลับตรวจครรภ์ วิธีใช้คือ ปัสสาวะใส่ถ้วย จากนั้นใช้หลอดหยดดูดปัสสาวะ แล้วหยดลงใน 3-4 หยด รอผลการตรวจประมาณ 5 นาที
    3. ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่ม มีอุปกรณ์ 2 ชิ้นคือ ถ้วยใส่ปัสสาวะ และแผ่นตรวจ วิธีใช้คือ ปัสสาวะใส่ถ้วย แล้วนำแผ่นตรวจจุ่มลงไปในถ้วยประมาณ 3 วินาที หลังจากนั้นนำออกมาวางทิ้งไว้ เพื่อรอผลตรวจประมาณ 5 นาที ควรระวังอย่าจุ่มน้ำปัสสาวะสูงเกินขีดลูกศรของแผ่นตรวจ
ตรวจการตั้งครรภ์โดยแพทย์
ตรวจการตั้งครรภ์โดยแพทย์
  • ตรวจการตั้งครรภ์โดยแพทย์

    ตรวจโดยการตรวจเลือด เพื่อตรวจฮอร์โมน hCG และยืนยันผลโดยนักเทคนิคการแพทย์ โดยการตรวจจากฮอร์โมน Beta-hCG รอผลประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผลการตรวจมีความแม่นยำถึง 99%

    ตรวจโดยการอัลตราซาวน์

ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วันรู้ผล

  • ตรวจโดยการตรวจเลือด โดยการตรวจจากฮอร์โมน Beta-hCG จะทราบผลหลังจากปฏิสนธิตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป และสามารถตรวจได้หลังประจำเดือนขาดไปเพียง 1 วัน
  • ตรวจโดยที่ตรวจครรภ์ สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่วันที่ประจำเดือนควรจะมาแต่ไม่มา การตรวจจะแม่นยำมากขึ้นหากตรวจหลังมีการปฏิสนธิประมาณ 10-14 วัน ทั้งนี้ควรตรวจจากปัสสาวะแรกในตอนเช้าเมื่อตื่นนอน เนื่องจากปัสสาวะจะมีระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน hCG สูง
  • ตรวจโดยอัลตราซาวน์ ทางช่องคลอด เมื่ออายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์

ควรปฏิบัติอย่างไร หลังทราบผลว่าตั้งครรภ์

  • ฝากครรภ์ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด แพทย์จะตรวจสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างละเอียด เพื่อดูพัฒนาการของทารกในครรภ์ สุขภาพคุณแม่ และอาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนในช่วงตั้งครรภ์ได้ ควรพบแพทย์ตามหมายนัดจนกว่าจะคลอด
  • โภชนาการ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลาแซลมอน นมไขมันต่ำ ไข่ ธัญพืช เต้าหู้ ผักใบเขียว อัลมอนด์ ผลไม้ ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน ธาตุเหล็ก 30 มิลลิกรัม/วัน และโฟเลตประมาณ 400 ไมโครกรัม/วัน เพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงที่นำส่งออกซิเจนไปยังเซลล์ทั่วทั้งร่างกาย และป้องกันความบกพร่องทางระบบประสาท สมอง และไขสันหลังของทารกที่กำลังพัฒนา ทั้งนี้ ควรบริโภคอาหารปรุงสก งดบริโภคอาหารดิบๆสุกๆ และเนื้อสัตว์แปรรูป เพราะอาจมีสารปรอทเสี่ยงต่อการแท้งบุตร
  • ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ กีฬาที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ พิลาทิส จะช่วยไม่ให้น้ำหนักเกิน นอนหลับดีขึ้น ลดปัญหาด้านท้องผูก ปวดหลัง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยลดอาการท้องผูก และภาวะขาดน้ำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนตะแคงซ้ายหรือขวา เป็นท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากจะช่วยให้น้ำหนักของทารกในครรภ์ไม่ทับหลอดเลือดใหญ่ที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจ แขนขา ป้องกันอาการบวม เส้นเลือดขอด แต่หากคุณแม่เคยชินกับการนอนหงาย ควรนำหมอนมารองหลัง ใต้ท้อง และขา เพื่อลดแรงกดทับหลัง อย่างไรก็ตาม หากอายุครรภ์มากขึ้น อาจไม่ควรนอนหงาย เพราะอาจหายใจลำบากขึ้น และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน  เพราะอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์มีแนวโน้มพิการแต่กำเนิด ระบบประสาทบกพร่อง
  • ไม่สูบบุหรี่ สารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ในบุหรี่อาจส่งผลให้คลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจ และเสี่ยงเสียชีวิตกะทันหัน

ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน คงได้คำตอบจากบทความนี้ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากกันแล้วนะคะ จะตรวจแบบไหนอยู่ที่ความสะดวก ความแม่นยำ และงบประมาณ สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของแต่ละท่าน

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

 

7 เคล็ดลับ 9 อาหาร ที่คน “อยากมีลูก” ควรทาน!!

ประจำเดือนสีดำ &เลือดล้างหน้าเด็กจะมีข่าวดีหรือผิดปกติ?

เช็กให้ชัวร์! หลั่งในไม่ท้อง หลังคุมกำเนิดกิน ฉีด ฝังไปแล้วกี่วัน

8 เรื่องควรรู้ก่อนใช้ยาคุม กับ 7 เรื่องยาคุมฉุกเฉินที่รู้ไว้ไม่พลาด

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://hellokhunmor.com, https://www.nakornthon.com, https://www.samitivejhospitals.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

เบาะรองคลาน

10 เบาะรองคลาน ซัพพอร์ตทุกย่างก้าว เพื่อพัฒนาการสมวัย

10 เบาะรองคลาน ซัพพอร์ตทุกย่างก้าว เพื่อพัฒนาการสมวัย

คุณแม่มือใหม่อาจรู้สึกว่า เบาะรองคลาน เป็นสินค้าไกลตัว ภาพของสินค้าชนิดนี้จะมาคู่กับเด็กน้อยที่คลานเตาะแตะน่าเอ็นดู แต่ในความเป็นจริง เบาะรองคลานเป็นสินค้าที่เหมาะหาซื้อมาไว้ตั้งแต่ตอนคลอด เหตุผลเพราะประโยชน์ที่ไม่ได้มีเอาไว้แค่เฉพาะตอนน้อง ๆ หัดคลานเท่านั้น ความใหญ่ นุ่ม และรองรับแรงกระแทกได้ดี ทำให้สามารถประยุกต์ใช้เบาะได้หลากหลายแบบด้วยกัน

เบาะรองคลาน

ตั้งแต่ตอนที่น้องเกิด คุณแม่สามารถเลือกที่จะนำน้องมาวางบนเบาะรองคลานและนอนใกล้ ๆ ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมกันทั้งวัน ทำให้คุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยเองแบกขึ้นแบกลงจากเตียง หรืออุ้มเข้าเปล ออกเปล นอกจากนี้เบาะรองคลานหลายแบรนด์มีผิวหน้าหรือปลอกที่กันน้ำ ไม่ว่าจะใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปหรือไม่ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความเปียกชื้นหรือคราบที่จะต้องซัก แต่ทำความสะอาดได้ง่ายด้วยการใช้ผ้าเช็ด เรียกว่าเอามาใช้แทนฟูกสำหรับเตียงเล็ก ๆ ของเด็กได้เลย 

 

เมื่อน้องโตขึ้นมาหน่อย สิ่งแรก ๆ ที่จะทำคือการพลิกตัว การฝึกกับพื้นนั้นดูจะแข็งเกินไปหรือเย็นระคายผิวน้อง ส่วนการฝึกบนฟูกเตียงทั่วไป ความนุ่มของเตียงบางหลังก็ทำให้พลิกตัวลำบากกว่าปกติ ยิ่งนุ่มยิ่งพลิกตัวยาก เบาะรองคลานมักจะมีความยืดหยุ่นที่ดี ทำให้เด็กออกแรงดันแล้วใช้น้ำหนักของตัวเองยกตัวเขาขึ้นได้สำเร็จ และเมื่อกลับตัวหรือกลิ้ง ก็สามารถรองรับแรงกระแทก กลิ้งไปมาได้ไม่เจ็บตัว 

 

พอหัดคลานหรือหัดขยับลุกขึ้นนั่ง บางครั้งเด็กก็อยากจะทิ้งตัวลงไป จะหงายหลัง หรือหน้าคะมำคว่ำ ถ้ามีเบาะรองคลานอยู่ คุณแม่ก็ไม่ต้องห่วง น้องมีความมั่นใจในการเคลื่อนไหว มีสุขภาพจิตที่ดี 

 

นอกจากนี้ในตอนหัดเดิน แม้ว่าการเดินบนพื้นอาจจะดูด้วยตามั่นคงกว่าเบาะ แต่จริง ๆ แล้วเบาะรองคลานหลายยี่ห้อ น้ำหนักของเด็กทำให้ไม่ยุบตัวลงไปมาก สามารถฝึกเดินได้ดีเช่นกัน หรือแม้กระทั่งหัดตีลังกาก็ย่อมได้ ว่ากันว่าวัยกำลังซนที่เบาะรองคลานมีประโยชน์อย่างมากจะล่วงเลยไปถึงวัย 7 ขวบ แล้วหลังจากนั้น คุณแม่จะเอาเบาะรองคลานมาเล่นโยคะออกกำลังกายก็ถือว่าใช้คุ้มทีเดียว

การเลือกเบาะรองคลาน

นอกจากลวดลายน่ารัก ๆ และสีสันที่ถูกใจคุณแม่แล้ว การเลือกเบาะรองคลานไม่ควรมองข้ามคุณสมบัติต่อไปนี้

  1. ความสามารถรองรับแรงกระแทก ซึ่งเรื่องนี้จะสามารถรู้ได้ คุณแม่อาจจะต้องลองตรวจสอบจากการอ่านรีวิวของคุณแม่ท่านอื่นทางเว็บไซด์ หรือดูวีดีโอแนะนำ ดูเหมือนว่าหลายแบรนด์จะทดสอบแรงกระแทกด้วยการใช้ไข่ไก่มาโยน และเบาะที่รองรับแรงกระแทกได้มาก ๆ ไข่ไก่ที่ปล่อยจากความสูงประมาณหนึ่งไม้บรรทัดจะไม่แตกซะด้วย หรืออีกวิธีที่คุณแม่จะมั่นใจในตัวเบาะ อาจจะลองมองหาตรามาตรฐานยุโรป หรือตรามาตรฐานอื่น ๆ ที่รับประกันการใช้งานว่าปลอดภัย
  2. พื้นผิวไม่ฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งปกติแล้วเบาะรองคลานนิยมทำจากวัสดุหลักสามอย่างคือพลาสติก PVC, PU, และ PE ซึ่ง พื้นผิว PVC จะมีความหนาและยืดหยุ่นดีกว่าวัสดุตัวอื่น PU จะระบายอากาศได้ดี ขณะที่ PE จะบางกว่าวัสดุอื่น และเวลาเดินเหยียบจะมีเสียง แต่ข้อดีของ PE คือเบาและพับเก็บ รวมไปถึงพกพาได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ความเหนียวของพื้นผิวเบาะยังขึ้นอยู่กับสารลามิเนตหรือสารอื่น ๆ ที่เคลือบพื้นผิวด้วย
  3. วัสดุไม่มีสารก่อมะเร็ง ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวลูกน้อยเราต้องใส่ใจถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ กิจกรรมของเด็กคือการหยิบจับของที่หาได้รอบตัวใส่ปาก ไม่เว้นแม้แต่เบาะรองคลานก็อาจเป็นเป้าหมายให้ดึง ทึ้งและกัดเข้าปาก ดังนั้นต้องมั่นใจว่าวัสดุที่ใช้ในการผลิตไม่มีสารอย่าง BPA เจือปน
  4. วัสดุไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อรา และไม่เป็นที่สะสมแบคทีเรีย แปลว่าวัสดุต้องออกแบบมาให้ทำความสะอาดได้ง่าย หรือเมื่อเปียกชื้นก็แห้งได้ง่าย ไม่เช่นนั้นเชื้อราและแบคทีเรียอาจจะเป็นสาเหตุความเจ็บป่วยของลูกน้อยได้

แบรนด์เด่นในความนิยมของคุณแม่

1. Alzipmat 

เบาะรองคลานแบรนด์นี้ เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของเกาหลีที่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย มีหลายรูปแบบภายใต้เทคโนโลยีฟองน้ำรูปไข่ที่รองรับแรงกระแทกได้ดี กรณีของแบบจิ๊กซอร์เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสามารถที่จะใช้ได้กับทุกขนาดห้อง วางปูกับพื้น เก็บงานเข้ามุม หากถ่ายรูปห้องเด็กกรณีที่ปูรองทั้งห้องนั้นจะให้ภาพที่เหมือนเป็นกระเบื้องปูพื้น หรือว่าเป็นพรมที่ปูรองกับพื้น เวลาเหยียบหรือนั่งให้สัมผัสที่นุ่มสบายผิว วัสดุ TPU (Thermoplastic Polyurethane) มีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่ากลุ่มโพลิเมอร์อื่น ๆ ในด้านการยืดหยุ่น ทนทานต่อการขูดขีด ทนทานต่อน้ำมันและสารหล่อลื่น ทำความสะอาดได้ง่าย 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.facebook.com/alzipmatthai/

เบาะรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/alzipmatthai/

2. Bebeplay

อีกหนึ่งแบรนด์ยอดนิยมนำเข้าจากเกาหลี แบบแผ่นปูสี่เหลี่ยมเชื่อมต่อกันซึ่งสามารถพับเพื่อเคลื่อนย้ายได้ วัสดุภายในมีความแน่นที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็นุ่ม แต่ทางแบรนด์ได้ออกแบบเป็นพิเศษให้มีความฝืดที่ไม่มีอันตรายแฝงอยู่หากมีการเสียดสี นี่ก็เพื่อช่วยในการฝึกคลานและเดินอย่างมั่นคง วัสดุ PVC, PU, และ PE ที่ถูกนำมาทำเป็นแผ่นถูกอัดซ้อนกันหลายชั้นมั่นใจว่ารับแรงกระแทกได้ดีในระดับไข่ตกจากความสูงเป็นเมตรก็ไม่แตก วัสดุแต่ละแผ่นเชื่อมกันด้วยความร้อน ไม่มีการใช้กาว อายุการใช้งานยาวนานถึง 10 ปี

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.bebeplay.co/

เบาะรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bebeplay.co/

3. Babykingdom

สินค้าเด่น เบาะรองคลาน 3 พับแบรนด์ดังจากออสเตรเลีย มี 5 สีมาตรฐานให้เลือก มีให้เลือกได้ถึง 3 ขนาด ตามแต่ขนาดตัวน้องหรือขนาดห้อง รองรับน้ำหนักได้ดี น้องจะเอาของเล่นขึ้นไปขี่หรือกระโดดก็ยังไหว ไม่ยวบง่าย ๆ มีน้ำหนักอยู่ในตัว ทำให้เบาะไม่เลื่อนไปมาออกจากที่เองเพราะการเคลื่อนไหวของลูกน้อย หรือคุณแม่

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.babykingdomth.com

เบาะรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจาก www.babykingdomth.com

4. IKEA

คุณแม่สั่งซื้อสินค้าได้จากหน้าเว็บไซด์เลย โดยค้นหาคำว่าแผ่นรองเล่นก็ได้ ทางแบรนด์นี้จะมีทั้งขนาดเล็กที่อยู่ในคอลเล็คชั่นของเล่นคลัพพา เอาไว้ปูเล่นในเปลหรือปูทับกับเบาะรองคลานผืนใหญ่ เนื้อผ้านุ่มสบาย มีการเย็บติดตุ๊กตาสีสดใสช่วยพัฒนาการด้านสายตาไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของเด็กเอง และยังมีแผ่นใหญ่แบบพับวางขายในเว็บไซด์อีกสองคอลเล็คชั่น คือ พาสส์บิต และพลุฟซีค โดยพาสส์บิตจะมีความใหญ่และแน่นกว่า 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.ikea.com

เบาะรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจาก www.ikea.com

5. FIN

มีให้เลือกถึง 6 ลาย ทำจากวัสดุ PE หนานุ่ม ดูด้วยสายตามีความหนาไม่มาก เพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้น น้ำหนักเบามาก แต่ได้รับการทดสอบด้วยไข่ไก่มาแล้วว่าไข่ไก่ไม่แตกเมื่อโยนจากความสูงลงมา มีกระเป๋าสำหรับใส่เผื่อพกพาเคลื่อนย้าย และไม่ใช่แค่สำหรับคุณลูกค่ะ แต่คุณแม่สายโยคะ หมอนรองคลานตัวนี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะได้อย่างดี นอกจากนี้บนลายพิมพ์ยังมีสเกลพิมพ์มาด้วย คุณแม่สามารถวัดส่วนสูงของลูกน้อยได้สะดวก สีที่ใช้พิมพ์ลายได้รับการทดสอบแล้วว่าไม่มีอันตรายต่อเด็กทารก และตัวเบาะเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.babiesplusshop.com

เบาะรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจาก www.babiesplusshop.com

6. Parklon

ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักยาวนานถึง 29 ปี อีกหนึ่งแบรนด์เกาหลีที่ได้รับความไว้ว่างใจจากคุณพ่อคุณแม่มายาวนาน มีทั้งความนุ่ม หนา เหนียว และทำความสะอาดง่าย ให้สัมผัสที่เย็นสบายผิว มีหลายขนาด ทั้งแบบแผ่นเดี่ยวผืนใหญ่ และแผ่นพับ กับหลายลวดลายให้เลือก สามารถปูพื้นได้ทั่วห้องโดยวางต่อกันหรือวางเฉพาะจุด บางลวดลายมีภาพที่คุณแม่สามารถชี้ชวนและสอนคำศัพท์ง่าย ๆ หรือเอามาใช้เล่นเกมกับลูกน้อยได้ด้วย บางรุ่นมีการออกแบบข้างใต้ให้เกาะติดกับพื้นผิว ทำให้ไม่ไถลตัวไปพร้อมกับลูกน้อย เสริมความมั่นใจว่าปลอดภัย กันน้ำได้จึงไม่ต้องระวังเรื่องเชื้อราและเปียกชื้น อีกทั้งเย็บหุ้มขอบจึงไม่สะสมฝุ่น หากคุณแม่เป็นภูมิแพ้ ยี่ห้อนี้ยิ่งเหมาะกับคุณแม่

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.facebook.com/SunEarthShop/

เบาะรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/SunEarthShop/

7. Softlandshop

แบรนด์นี้เน้นสีสด เสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกน้อยไปพร้อมกัน เป็นที่ไว้ใจของพื้นที่เอกชนสำหรับทำกิจกรรมของเด็กเล็กหลายแห่ง เพิ่มความสดใสในบ้าน สีติดทนนานแต่ปลอดภัยสำหรับลูก คุณแม่สามารถเล่นโยคะหรือออกกำลังกายกับลูกบนเบาะได้อย่างมั่นใจในความนุ่มแน่น เป็นแบรนด์ที่มีผลงานในโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง และเป็นเกรดที่ได้รับการยอมรับแม้แต่ในสถานออกกำลังกาย โดยความหนายิ่งมากขึ้นอีก แบรนด์นี้ยังทำโฆษณาให้เบาะสามารถใช้ปกติในบ้าน ปูบนพื้นเพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว ล้มท่าไหนก็ไม่เจ็บ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.facebook.com/softlandkids/

เบาะรองคลานเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/softlandkids/

8. Dwinguler

เบาะรองคลานสำหรับเสริมสร้างพัฒนาการมีการออกแบบให้มีภาพตัวละครจากนิทานอีสป และตัวอักษรภาษาอังกฤษ ทำให้คุณแม่สามารถชี้ชวนพูดคุยเรื่องราว เรื่องความนุ่มและไม่ยวบเป็นที่ยอมรับอย่างดี ป้องกันความปลอดภัยของร่างกายเด็กน้อยทั้งยามคลาน เดิน และวิ่ง สามารถนั่งเล่นได้สบายตัว วัสดุคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษ เก็บเสียง ดังนั้นถ้าเหยียบตอนลูกเผลอหลับ จะไม่ไปปลุกเขาเข้าแน่นอน และยังเกาะพื้นข้างใต้ไม่ขยับไปมาเอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.papenbabystore.com

เบาะรองคลานเด็ก
ขอขอบคุณภาพจาก www.papenbabystore.com

9. Ggumbi

อีกหนึ่งแบรนด์เกาหลีในใจของหลายครอบครัว เบาะรองของกุมบิเป็นนวัตกรรมใหม่ เป็นแบบพับซึ่งเก็บได้ง่ายใน 3 วินาที ตอนกางออกแล้วจะเห็นว่าระหว่างแผ่นไม่เป็นร่องที่จะมีสิ่งสกปรกหรือฝุ่นเข้าไปสะสมอยู่ได้ ด้านในเป็น PE โฟมถึง 10 ชั้น รองรับแรงกระแทกได้ดี นิ่ม ไม่ยวบ เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย กันน้ำ และภายในชั้นโฟมยังมีโมเลกุล Air Cell เพื่อให้อากาศถ่ายเทและทำให้ตัวเบาะมีอุณหภูมิที่เย็นสบายกับผิวเด็กและคุณแม่แม้ในวันอากาศร้อน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.facebook.com/Ggumbi.thailand

แผ่นรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจากwww.facebook.com/Ggumbi.thailand

10. Creamhaus

อีกหนึ่งแบรนด์ที่มาพร้อมกับโมเลกุล Air Cell ซึ่งทำให้อุณหภูมิของเบาะสบายผิว ไม่อับชื้น เบาะแบบพับได้ไม่มีร่องระหว่างแผ่นเบาะ ได้รับการยกย่องว่าเกรดคุณภาพสูงที่สุดของโลก โดยสามารถรองรับไข่ไก่ที่ตกจากความสูงได้ถึง 5 เมตร ทุกชิ้นจะตัดเย็บด้วยมือ เป็นของที่ผลิตและนำเข้าจากประเทศเกาหลี สำหรับรุ่นที่พื้นหนังทำจากซิลิโคน ให้สัมผัสของเนื้อละเอียด ไม่สาก ทนต่อรอยขีดข่วน สีหมึกต่าง ๆ ทั้งปากกาเคมี ปากกาลูกลื่น สีเทียน สีเมจิ สีไม้ สามารถเช็ดออกได้ง่าย แผ่นรองคลานนี้เหมาะกับคุณแม่รักงานศิลปะ จะวาดรูปเองหรือจะวาดรูปกับลูก เมื่อเสร็จแล้วสามารถเช็ดทำความสะอาดได้เพียงใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เท่านั้น

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.facebook.com/CreamhausThailand

แผ่นรองคลาน
ขอขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/CreamhausThailand

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 อันดับ แผ่นรองคลาน ยอดนิยม หนานุ่ม ทนทาน ปลอดภัย

วิธีเลือกซื้อเสื่อรองคลานให้ลูกน้อย ที่ดีมีมาตรฐาน

เคล็ดลับ ตกแต่งห้องเด็ก ให้ปลอดภัย และเสริมพัฒนาการลูกน้อย