ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ

ผิวทารกแรกเกิด ดูแลอย่างไรให้สุขภาพดี นุ๊ม นุ่ม ชุ่มชื้นตลอดวัน

ผิวลูกเบบี๋ เห็นเด้ง ๆ น่ากอด น่าฟัดแบบนี้ คุณแม่ ๆ มือใหม่ส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วผิวลูกต้องการการดูแลอย่างทะนุถนอมมากเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ สงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมต้องดูแลผิวลูกน้อยตั้งแต่ทารก ? คำตอบคือ “ผิวทารกบอบบางและแพ้ง่าย”

ทารกแรกเกิดจะมีลักษณะโครงสร้างผิวของชั้นผิวหนังแท้ ผิวหนังกำพร้า ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อยังไม่แข็งแรงและยืดหยุ่นได้ไม่สมบูรณ์ การทำงานของเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินยังทำงานได้ไม่ดี ทำให้ผิวทารกไวต่ออากาศอุณหภูมิ(เย็น-ร้อน) โดยรอบได้ง่ายมาก ผิวจึงแห้ง และเกิดการระคายเคือง มีผดผื่นได้ตลอดเวลา

เพื่อให้ลูกน้อยมีผิวสุขภาพดีตั้งแต่วัยทารก ผิวนุ่มชุ่มชื้น เรียบเนียน ผิวไม่แห้ง ไม่มีผดผื่นคัน หรือแพ้อักเสบ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีการดูแลผิวลูกแบบง๊าย ง่าย เริ่มจากการอาบน้ำที่ถูกวิธี ผิวลูกไม่ถูกทำร้าย มาแนะนำให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้รู้กันค่ะ

ก่อนอื่นขอตอบคำถามยอดฮิตที่คุณแม่ถามมาบ่อย ๆ ว่าต้องอาบน้ำให้ลูกวันละกี่ครั้ง ?

ปกติในเด็กทารกคุณหมอจะแนะนำให้อาบน้ำวันละครั้ง เพื่อชะล้างกลิ่นอับ คราบนม คราบเหงื่อ คราบสิ่งสกปรกที่มาจากปัสสาวะ อุจจาระ ฯลฯ แต่ถ้าลูกเลยวัยทารกไปแล้ว หรือมีอายุ  1 ขวบขึ้นไป คุณหมอจะแนะนำให้เปลี่ยนเป็นการอาบน้ำให้ลูกวันละ 2 ครั้ง โดยน้ำที่ใช้ในการอาบให้ลูก ไม่ควรเป็นน้ำที่เย็นจัด หรือร้อนจัดนะคะ อุณหภูมิน้ำก็มีส่วนทำให้ผิวลูกแห้งได้ค่ะ การผสมน้ำอาบให้ลูก น้ำควรมีอุณหภูมิอยู่ที่ 36 -37 องศาเซลเซียส เป็นน้ำอาบที่มีความอุ่นกำลังดีกับผิวค่ะ

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในขั้นตอนการอาบน้ำ ก็คือการใช้ “ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็ก” คุณพ่อคุณแม่ท่องให้ขึ้นใจว่า “สบู่ดีผิวดี” ดังนั้นถ้าจะเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำให้ลูกน้อย ต้องเลือกที่ “อ่อนโยน และช่วยถนอมผิวลูกได้เป็นอย่างดี”

และเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่สมัยใหม่ แนะนำให้เลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็กที่ใช้ได้แบบ 2 in 1 คือใช้ได้ทั้งอาบน้ำและสระผม ครบ จบในขั้นตอนเดียว นอกจากจะทำให้สะดวกแล้วนั้น ยังช่วยให้อาบน้ำได้ไวขึ้นอีกด้วย

กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids แนะนำให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อยู่เสมอว่า ในเด็กทารกหรือเด็กเล็กนั้น อุปกรณ์ หรือผลิตภัณฑ์ของใช้ควรเลือกที่เป็นออร์แกนิค มีส่วนประกอบที่มาจากธรรมชาติ เพราะจะปลอดภัยต่อสุขภาพ และผิวของลูกน้อยมากที่สุด

อย่างการอาบน้ำ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวลูก เพราะในทารกแรกเกิดและเด็กเล็กจะมีผิวที่บอบบางมาก สบู่เหลวที่ใช้อาบน้ำลูก ควรมีค่า pH Balance ที่เหมาะสมกับผิวและเส้นผม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ Organic ที่ผลิตจากสารที่สกัดจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิว และหลังอาบน้ำเสร็จควรทาบำรุงผิวต่อด้วยเบบี้โลชั่น ก็จะช่วยให้ผิวของลูกน้อยนุ่ม ชุ่มชื้น ไม่แห้งง่ายค่ะ

ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่คุณแม่นับล้านวางใจเลือกให้ลูกน้อยใช้ตั้งแต่แรกเกิด ขอบอกเลยว่าไม่ว่าคนรอบข้างที่เป็นคุณแม่ ทั้งเพื่อน และญาติ ถ้าถามว่าใช้อะไรอาบน้ำลูก มักจะได้คำตอบว่า “ใช้ดีนี่ซิดี” ก็ใช้ดีจริง ๆ นะคะ ไม่อย่างนั้นแม่ ๆ เขาไม่แนะนำบอกต่ออย่างต่อเนื่องกันแน่นอน ที่สำคัญทางเราได้รู้มาว่าผลิตภัณฑ์ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ได้รับรางวัลการันตี NATURAL & ORGANIC: BEST HEAD-TO-TOE WASH จาก Amarin Baby & Kids Awards ประจำปี 2021 มาด้วยนะคะ

ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ

ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ เป็นสูตรใหม่ !! ที่อยากให้ได้ครอบครัวที่มีลูกเล็ก ๆ ได้ใช้กันค่ะ เพราะเป็นสูตรที่พัฒนาขึ้นให้อ่อนโยนสุด ๆ กับผิวลูกน้อย สูตรออร์แกนิค 100% จากอาร์แกนออยล์ มีสารสกัดจากธรรมชาติ 100%  ปราศจากพาราเบน ซิลิโคน กูลเตน SLS แอลกอฮอล์ และสี ผ่านการทดสอบการระคายเคืองจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ HYPOALLERGENIC TESTED ทำให้แม่ๆ มั่นใจได้เลย ว่าจะไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายต่อผิวของลูกน้อย ที่สำคัญ ผ่านการทดสอบไม่ระคายเคืองต่อดวงตา

ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ ยังอุดมด้วยคุณค่าของมอยซ์เจอไรเซอร์จากสารสกัดธรรมชาติ สารสกัดจากดอกซากุระ วิตามินอี น้ำแร่ธรรมชาติ น้ำมันดอกทานตะวัน และสารสกัดออร์แกนิค อาร์แกนออยล์ ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ผิวของลูกน้อยคงความชุ่มชื้นได้ยาวนานถึง 8 ชม.!!  คุณแม่โบกมือลาปัญหาผิวแห้งตึงหลังอาบน้ำเสร็จและผิวแห้งระหว่างวันของลูกน้อยไปได้เลยค่ะ และความพิเศษของส่วนผสมหลักจากธรรมชาติที่มีอยู่ในดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ ขวดนี้ คือได้รับเครื่องหมายรับรองจากสถาบัน Eco-cert องค์กรตรวจรับรองมาตรฐานการควบคุม กำกับกระบวนการแบบอินทรีย์ ของประเทศฝรั่งเศส ทำให้มั่นใจได้เต็มร้อยเลยว่าเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็กที่อ่อนโยนและปลอดภัยต่อลูกน้อยแน่นอน

นอกจากการอาบน้ำเพื่อทำความสะอาดผิวและผมแล้ว ยังให้ความนุ่ม ชุ่มชื้นอีกด้วย ที่สำคัญทั้งผิวและผมลูกน้อยจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากธรรมชาติ ช่วยให้ลูกน้อยสดชื่น อารมณ์ดีตลอดวันด้วยค่ะ

ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ

ถ้าอยากให้ลูกน้อยอาบน้ำสนุก มีความสุข ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น สุขภาพดี สำคัญสุดคือต้องดูแลถนอมผิวของเด็ก ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการอาบน้ำ

สำหรับดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ สูตรใหม่นี้ มีให้เลือกซื้อใช้กันหลายขนาดเลยค่ะ โดยขนาดที่ทางทีมงานเจอบ่อย ๆ มีโปรโมชั่นมาก จะมี 3 ขนาด ดังนี้

ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ ขนาด 180 มล. แถมฟรี 20 ml ราคา 60 บาท ซื้อไว้สำหรับพกพาเดินทาง หาซื้อได้ตามร้านค้าสะดวกซื้อ และแบบขวดปั๊ม มี 2 ขนาด คือ 380 มล. ราคา 121 บาท และ 800 มล. ราคา 202 บาท สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ ออร์แกนิค ซากุระ รวมถึงสูตรอื่น ๆ ได้ง่ายและสะดวก ที่ 7-11, Lotus’s, Big C, Tops Market, Makro, CJ Express หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ LAZADA , SHOPEE, JD CENTRAL, ALL Online และช่องทางอื่น ๆ

#ดีนี่ออร์แกนิคซากุระ #ดีนี่ที่แม่นับล้านวางใจ

ป้อน น้ำผึ้ง เด็กทารก อันตราย

น้ำผึ้ง ป้อนทารก ระวังอันตราย!จากภาวะโบทูลิซึม

น้ำผึ้ง อาหารมากสรรพคุณแต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน พ่อแม่โปรดระวัง ห้ามป้อนน้ำผึ้งแก่ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี เสี่ยงติดเชื้อจากแบคทีเรีย ที่ทำอันตรายได้ถึงชีวิต

น้ำผึ้ง ป้อนทารก ระวังอันตราย!จากภาวะโบทูลิซึม

ภาวะโบทูลิซึม  จากอาหารเป็นภาวะอาหารเป็นพิษชนิดหนึ่ง ภาวะนี้พบไม่บ่อยแต่อาจก่ออาการที่รุนแรงจนเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ ภาวะโบทูลิซึมจากอาหารเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษโบทูลิซึม (botulism toxin) โดยสารพิษโบทูลิซึมเกิดจากการมีเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ปนเปื้อนในอาหาร และสร้างสารพิษชนิดนี้ขึ้น สารพิษโบทูลิซึมเป็นสารพิษที่รุนแรงมาก การรับประทานสารพิษชนิดนี้ในขนาดน้อยมากเพียง 0.1 ไมโครกรัม (เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสิบล้าน ของน้ำหนักหนึ่งกรัม) ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

น้ำผึ้ง มากคุณประโยชน์ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน
น้ำผึ้ง มากคุณประโยชน์ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน

 เชื้อโรค Clostridium botulinum คืออะไร

เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่พบมากในดิน เชื้อนี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะแวดล้อมที่มีออกซิเจนน้อย เช่นในกระป๋องบรรจุอาหารในขวดที่ปิดสนิท หรือในปี๊บ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมแก่การเจริญเชื้อนี้จะหลบอยู่ในสภาพสปอร์ซึ่งคงทนในสภาพแวดล้อมได้ดีมาก และรอจนกว่าจะพบสภาพที่เหมาะสมจึงเจริญเติบโต และสร้างสารพิษในสภาวะที่มีการเจริญเติบโตนั้น

ภาวะโบทูลิซึมอาจเกิดในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากอาหารได้อีก 2 รูปแบบได้แก่

  1. ภาวะโบทูลิซึมในเด็กทารก (Infant botulism) ซึ่งเกิดจากการเจริญของเชื้อ Clostridium botulinumและการสร้างสารพิษโบทูลิซึมในทางเดินอาหารของทารก ซึ่งทางเดินอาหารของทารกมีปัจจัยสำคัญที่เหมาะสมในการเจริญของเชื้อ ได้แก่ การพัฒนาการเคลื่อนไหวยังไม่ดี และความเป็นกรดต่ำ การป้องกันภาวะนี้ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่อาจปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อ Clostridium botulinum เช่น น้ำผึ้งในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า ปี
  2. ภาวะโบทูลิซึมจากแผล (wound botulism) ซึ่งเกิดจากการเจริญของเชื้อ Clostridium botulinum และการสร้างสารพิษโบทูลิซึมในบาดแผลที่มีการปนเปื้อนสปอร์จากดินการป้องกันภาวะนี้ทำได้โดยการล้างแผลให้สะอาด ปราศจากการปนเปื้อนของฝุ่นดิน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคโบทูลิซึม

ผู้ป่วยที่รีบไปพบแพทย์ตั้งแต่อาการยังไม่รุนแรงมักมีโอกาสรอดชีวิตสูง และฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้นโดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจไม่สามารถหายเป็นปกติได้โดยสมบูรณ์ เพราะส่วนใหญ่มักมีปัญหาทางการหายใจในระยะยาว เช่น อาการหายใจถี่ หรือรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เป็นต้น

การป้องกันโรคโบทูลิซึม

โรค Botulism ป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อแบคทีเรียคลอสติเดียมโบทูลินัมเข้าสู่ร่างกาย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • หากต้องการถนอมอาหารอย่างการหมักหรือดองผักผลไม้ไว้รับประทานเอง ให้ล้างมือก่อนตระเตรียมจัดการถนอมอาหารทุกชนิด และเก็บอาหารใส่ภาชนะที่สะอาด
  • หากต้องการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร เช่น อาหารกระป๋อง ของหมักดอง เป็นต้น ให้นำมาอุ่นด้วยความร้อนสูงก่อนทุกครั้ง และควรรับประทานอาหารกระป๋องให้หมดภายในครั้งเดียว
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารกระป๋องที่บรรจุภัณฑ์มีรอยรั่ว แตก บุบ หรือบวม อาหารภายในกระป๋องมีกลิ่นบูดเน่าหรือมีสีผิดปกติ หรือเมื่อเปิดฝาแล้วมีอากาศ น้ำ หรือฟองพุ่งออกมาจากกระป๋อง
  • เก็บน้ำมันสำหรับประกอบอาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหรือเครื่องเทศชนิดใด ๆ ไว้ในตู้เย็นเสมอ
  • ไม่ควรให้ทารกรับประทานน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมจากข้าวโพด เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้

Infant botulism !!

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงภาวะโบทูลิซึมในเด็กทารก เนื่องจากวัยทารกเป็นวัยที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคได้ง่าย เด็กในวัยนี้มีภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ต่ำ ดังนั้นเวลาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะให้ลูกรับประทานอาหารอะไร ก็ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ มีคนแชร์ว่าได้นำน้ำผึ้งไปป้อนให้กับเด็กทารกอายุ 6 เดือน แล้วเด็กเสียชีวิตซึ่งเป็นข่าวจริงหรือไม่?

ข่าวจริง อันตรายห้ามป้อน น้ำผึ้ง กับทารก
ข่าวจริง อันตรายห้ามป้อน น้ำผึ้ง กับทารก

ทางเพจ อย. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ลงบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “เป็นข่าวจริง”

เพราะอะไร วันนี้เรามีคำตอบก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับโรคโบทูลิซึมกันก่อนดีกว่า โรคโบทูลิซึม เป็นภาวะอาหารเป็นพิษที่เกิดจากการได้รับสารพิษจากเชื้อแบคทีเรียคลอสติเดียมโบทูลินัม (Clostridium Botulinum) ที่ปนเปื้อนในอาหาร

โดยเชื้อนี้เจริญเติบโตได้ดี และสร้างสารพิษในภาวะที่มีออกซิเจนน้อย มักพบใน

1. อาหารกระป๋องที่มีการจัดเก็บไม่ได้มาตรฐาน เช่นมีรอยบุบ รั่ว หรือแตก

2. หน่อไม้ปี๊ป ที่ไม่ได้ปรุงด้วยความร้อนนานพอ หรือปรับค่าความเป็นกรดที่เหมาะสม

3. น้ำผึ้ง

อาการภาวะโบทูลิซึมในทารก

โดยนอกจากนี้ภาวะโบทูลิซึมสามารถเกิดได้กับเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี สารพิษจะทำให้มีอาการดังต่อไปนี้

  • ท้องเสีย หรือท้องผูก
  • กลืนน้ำ และอาหารลำบาก ทำให้เบื่ออาหาร
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง คออ่อนพับ
  • มีอาการหายใจลำบาก
  • เด็กป่วยประมาณ 5% จะมีอาการหายใจไม่ทัน หรือชะงักไป หัวใจหยุดเต้น และหากไม่รีบไปพบแพทย์อาจเกิดอันตรายจนเสียชีวิตได้

    ภาวะโบทูลิซึมในทารก ขอขอบคุณภาพจาก www.pidst.or.th
    ภาวะโบทูลิซึมในทารก ขอขอบคุณภาพจาก www.pidst.or.th

เหตุใดน้ำผึ้งจึงอันตรายกับเด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี!!

เนื่องจากทารกมีการพัฒนาการของระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แบคทีเรียซึ่งเข้าสู่ทางเดินอาหารจึงแบ่งตัวสร้างสปอร์ และสารพิษได้ แต่กรณีเด็กโต หรือผู้ใหญ่ ลำไส้จะกำจัดเชื้อออกไปจากร่างกายได้ก่อนที่เชื้อจะเพิ่มจำนวนจึงทำให้สามารถบริโภคน้ำผึ้งได้โดยไม่อันตราย

อันตรายแฝงอื่น ๆ จากน้ำผึ้ง ที่ไม่เหมาะกับทารก

น้ำผึ้งยังมีรสหวานจัด การให้ทารกหรือเด็กบริโภคน้ำผึ้งนั้นจะทำให้ติดรสชาติหวาน ฟันผุ เป็นโรคอ้วนหรือขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ได้จะเห็นได้ว่าไม่ควรให้ทารกที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปีกินน้ำผึ้งโดยเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงได้รับเชื้อหรือสารพิษได้ดังนั้นก่อนที่จะให้ลูกน้อยรับประทานอาหารอะไรควรศึกษาให้ดีก่อนไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้

เมื่อไหร่ควรเริ่มป้อนอาหารเสริมแก่ทารก : เวลาที่เหมาะสมสำคัญสำหรับก้าวแรก

เด็กวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน

ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 6 เดือน ลูกน้อยได้รับสารอาหารทั้งหมดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการจากนมแม่ ทารกไม่ต้องการอะไรนอกจากนมแม่ ไม่จำเป็นต้องป้อนน้ำ ชา น้ำผลไม้ ข้าวต้ม หรืออาหารหรือของเหลวอื่น ๆ ในช่วงนี้

ทารกที่รับประทานอาหารหรือของเหลวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่นมแม่ก่อนอายุ 6 เดือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยต่าง ๆ อาทิ ท้องเสีย ซึ่งอาจทำให้เด็กผอม อ่อนแอและอาจถึงแก่ชีวิตได้ และทำให้คุณให้นมลูกได้บ่อยน้อยลง ดังนั้นปริมาณน้ำนมซึ่งเป็นอาหารสำคัญที่สุดของลูกก็จะลดลงตามไปด้วย

นมแม่เป็นอาหารที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพที่สุดในช่วง 6 เดือนแรกของทารกเด็กทุกคน นมแม่เป็นแหล่งโภชนาการที่มีให้ตลอด และปลอดภัย ซึ่งขาดไม่ได้สำหรับเด็ก

อาหารเสริมสำหรับเด็กทารกก่อน 1 ปี
อาหารเสริมสำหรับเด็กทารกก่อน 1 ปี

อายุ 6 เดือนขึ้นไป

เมื่อลูกน้อยของคุณอายุครบ 6 เดือน เด็กจะเจริญเติบโตและพัฒนาร่างกายอย่างรวดเร็ว และต้องการพลังงาน และสารอาหารมากกว่าแค่นมแม่เพียงอย่างเดียวจะให้ได้ ตอนนี้เด็กต้องเริ่มรับประทานอาหารเสริมนอกเหนือจากนมแม่เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

เราจะป้อนอาหารให้ลูกเมื่อเห็นสัญญาณว่าลูกหิว โดยต้องคำนึงถึงความสะอาด หลังจากล้างมือด้วยสบู่แล้ว คุณอาจเริ่มให้อาหารอ่อน ๆ เช่น ข้าว ผลไม้หรือผักบด แก่ลูกน้อยเพียง เพียง 2-3 ช้อน วันละ 2 ครั้ง และคุณยังควรให้นมลูกต่อไป และบ่อยเท่าที่เคยป้อน

กรณีของเด็กที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยนมแม่

หากคุณไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มป้อนอาหารเสริม ยังคงเป็นเมื่อายุครบ 6 เดือนเช่นเดียวกัน เพราะนี่คือช่วงวัยที่ทารกทุกคนไม่ว่าจะเลี้ยงด้วยนมแม่หรือไม่ ต้องเริ่มรับประทานอาหารเสริมเพื่อให้ร่างกายที่กำลังเจริญเติบโตได้รับสารอาหารครบถ้วน

คำแนะนำอาหารทารกวัย 0-12 เดือน

อายุ อาหารเสริมที่ควรเริ่มได้ ปริมาณอาหารเสริมที่ควรได้รับต่อวัน
แรกเกิดถึง 4 เดือน
  • ไม่จำเป็นต้องให้อาหารเสริมเพราะว่าน้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกแต่ถ้าจำเป็นจึงจะให้นมผสมรับประทาน ได้ถึง 2 ปี
  • น้ำนมแม่สามารถให้รับประทานได้ถึง 2 ปี แต่หลัง 1 ปี ต้องได้รับอาหาร  มื้อหลักครบ 3  มื้อ
อายุครบ 4-6 เดือน

เริ่มให้อาหารเสริม

  • ข้าวบดละเอียด
  • ไข่ต้มสลับกับตับบด หรือ ปลาบดเช่น ปลาทู ปลาช่อน
  • ผักสุกบด เช่น ผักกาดขาวฟักทอง
  • น้ำต้มผักกับกระดูกหมู
  • ผลไม้สุก เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุกส้ม กล้วยน้ำว้าสุก
  • ข้าวบดประมาณ 3ช้อนโต๊ะไข่แดงครึ่งฟอง
  • ตับบด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ปลาบด 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักสุกบดครึ่งช้อนโต๊ะ
  • ผลไม้สุก 1-2 ชิ้น
อายุครบ 7-8 เดือน
  • ข้าวบดหยาบ
  • ไข่ทั้งฟอง สลับกับเนื้อปลา เนื้อหมูหรือ เนื้อไก่
  • ผักสุกบดหยาบให้ผักหลายชนิดสลับกัน
  • น้ำต้มผักกับกระดูกหมู
  • ผลไม้สุก
  • ข้าวบดประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ทั้งฟอง
  • เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักสุกบด 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • ผลไม้สุก 2-3 ชิ้น
  • อาหารเสริม 1 มื้อ
  • ผลไม้หลังอาหาร
อายุครบ 8-10 เดือน
  • ข้าวสุกนิ่ม
  • อาหารอย่างอื่นรับประทานเหมือนอายุครบ 7 เดือน แต่เพิ่มปริมาณมากขึ้น
  • ข้าวสุกนิ่มประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ทั้งฟอง
  • เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักสุกหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผลไม้สุก 3-4 ชิ้น
  • อาหารเสริม 2 มื้อ
  • ผลไม้หลังอาหารทุกมื้อ
อายุครบ 10-12 เดือน
  • รับประทานเหมือนเดิมแต่เพิ่มปริมาณมากขึ้น
  • ข้าวสุกนิ่มประมาณ 6 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ทั้งฟอง
  • เนื้อสัตว์ 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผักสุกหั่น 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผลไม้สุก 4-5 ชิ้น
  • อาหารเสริม 3 มื้อ
  • ผลไม้หลังอาหารทุกมื้อ
ข้อมูลอ้างอิงจาก oryor.com/www.si.mahidol.ac.th/www.pobpad.com/www.synphaet.co.th/ www.unicef.org

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

พัฒนาการทารก 1 เดือน และวิธีกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน!

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

ซิงเกิ้ลมัม เลี้ยงลูกคนเดียวก็เฟี้ยวได้กับเคล็ดลับเติมเต็มลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แป้งโดว์

แชร์สูตร! แป้งโดว์ ไร้สารเคมี ของเล่นเสริมพัฒนาการลูก

แป้งโดว์ ของเล่นสุดโปรดของเด็กทุกยุคทุกสมัย หาซื้อง่าย จะทำเองก็แสนง่าย เล่นสนุก เพลิดเพลิน ปั้นเป็นรูปต่างๆ ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์

แชร์สูตร! แป้งโดว์ ไร้สารเคมี ของเล่นเสริมพัฒนาการลูก

หากเป็นรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ของเล่นที่นำมาปั้นเป็นรูปต่าง ๆ คือ ดินเหนียว ยุคต่อมา พ่อ แม่ ปั้นจาก ดินน้ำมัน พอมาถึงยุคปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น แป้งโดว์ ประวัติความเป็นมาของแป้งโดว์เป็นอย่างไร ลูกเล่นแล้วมีประโยชน์อย่างไร สามารถทำเองได้อย่างไร วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ

แป้งโดว์
แป้งโดว์

แป้งโดว์ คือ

เป็นก้อนแป้งที่มีเนื้อนิ่ม ยืดหยุ่นง่าย และมีสีสันสดใสหลายสี ลักษณะคล้ายดินน้ำมัน แต่ไม่มีสารเคมีอันตราย จึงเป็นของเล่นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ใช้ปั้นเป็นรูปต่างๆ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป เนื่องจากเป็นวัยที่หยุดนำสิ่งของเข้าปาก

ประวัติความเป็นมา

แป้งโดว์ หรือ Play-Doh ผลิตขึ้นครั้งแรกที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้คิดค้นสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดผนังวอลล์เปเปอร์ โดยเมื่อสมัย 100 ปีก่อน คนส่วนใหญ่มักใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการให้พลังงานภายในบ้าน หรือร้านอาหาร เพราะมีราคาถูกกว่าไม้ฟืน แต่มันจะเกิดคราบเขม่าดำติดตามผนังวอลล์เปเปอร์ ซึ่งทำความสะอาดได้ยาก

ในปี 1933 บริษัท Kutol ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับสบู่ จึงได้คิดค้น แป้งโดว์ เพื่อใช้ทำความสะอาดคราบเขม่าจากถ่านหิน ออกมาจำหน่าย สร้างรายได้ให้แก่บริษัทจำนวนมาก

แต่หลายปีต่อมา น้ำมันและก๊าซ ถูกนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงแทนที่ถ่านหิน ซึ่งเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้ ไม่ทิ้งคราบเขม่าบนผนังวอลล์เปเปอร์ อีกทั้งยังมีการพัฒนาวอลเปเปอร์แบบไวนิล ซึ่งสามารถทำความสะอาดได้ด้วยสบู่ จึงทำให้บริษัท Kutol ต้องปิดกิจการลง

แต่แล้วก็ได้มีโอกาสดีเข้ามา เมื่อครูโรงเรียนเด็กเล็ก ซึ่งเป็นญาติกับเจ้าของบริษัท Kutol  กำลังมองหาของมาให้เด็กนักเรียนใช้ประดิษฐ์ เพื่อตกแต่งต้นคริสต์มาส เธอจึงลองซื้อผลิตภัณฑ์ของ Kutol ไปให้เด็กนักเรียนทำ ซึ่งมันเป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก ต่างปั้นเป็นรูปต่าง ๆ กันอย่างสนุกสนาน

พวกเขาจึงเห็นโอกาสในตลาดของเล่นเด็ก ต่อมาจึงได้ตั้งบริษัท Rainbow Crafts ขึ้นในปี 1956 เพื่อผลิตของเล่นที่มีชื่อว่า Play-Doh

ประโยชน์ของแป้งโดว์ต่อพัฒนาการของเด็ก

  • เสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เด็กสามารถปั้นสิ่งต่าง ๆ ตามแต่ความคิด อิสระที่จะคิดและทำ รู้จักพลิกแพลง แยกแยะและใช้สีหลากหลายเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน
  • ฝึกการทำงานร่วมกันของมือและตา ขณะที่เล่นแป้งโดว์ ตาได้ส่งข้อมูลไปยังสมอง เพื่อสั่งการให้มือทำงาน เป็นการพัฒนาการทำงานที่สอดประสานกันระหว่างมือและตา
  • พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก การปั้นแป้งเป็นรูปต่าง ๆ ทำให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณมือและนิ้วให้แข็งแรง ต่อไปจะช่วยให้เด็กพัฒนาด้านการวาด การเขียน และการหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านการใช้ภาษาและการสื่อสาร เด็กอาจได้เรียนรู้ภาษา คำศัพท์ขณะเล่น เช่น ปั้น นวด แผ่ ม้วน คลึง กลม ไข่ ส้ม ลูกบอล รุ้ง สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน เป็นต้น อีกทั้งยังได้เสริมพัฒนาการด้านการสื่อสาร เมื่อเด็กได้อธิบายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเองปั้นขึ้น
  • ช่วยฝึกให้มีสมาธิ การปั้นแป้งโดว์เป็นกิจกรรมที่เด็กใช้เวลาอยู่กับการเล่นได้นาน ช่วยฝึกให้เด็กสามารถอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังทำได้นานขึ้น ฝึกให้เด็กมีสมาธิ
  • ช่วยพัฒนาการทางด้านสังคม โดยเด็กสามารถเล่นแป้งโดว์ร่วมกับเพื่อน หรือพ่อ แม่ พี่ น้อง ช่วยเสริมทักษะการเข้าสังคม และสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว
ปั้นแป้งโดว์เป็นรูปต่างๆ
ปั้นแป้งโดว์เป็นรูปต่างๆ

วิธีทำแป้งโดว์

ส่วนผสม

  • แป้งสาลีหรือแป้งข้าวโพด 2 ถ้วยตวง
  • ครีมออฟทาร์ทาร์ (Cream of tartar) 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1 ถ้วยตวง
  • สีผสมอาหาร
  • น้ำ 2 ถ้วยตวง
  • ถาด หรือเขียง
  • กระทะเทฟล่อน หรือกระทะเคลือบ
  • ทัพพี

ขั้นตอนการทำ

  1. นำแป้งสาสี เกลือ ครีมออฟทาร์ทาร์ และน้ำมันพีช ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้อาจให้เด็กคลุกเคล้าส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้มีส่วนร่วม สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
  2. ค่อย ๆ เติมน้ำลงในภาชนะผสม อย่าให้ส่วนผสมข้น หรือเหลวจนเกินไป
  3. วางกระทะบนเตา เปิดไฟอ่อน ควรใช้กระทะเคลือบ หรือเทฟล่อน เพื่อไม่ให้ส่วนผสมติดกระทะ เมื่อกระทะร้อนแล้ว เทส่วนผสมลงในกระทะ ในขั้นตอนนี้ไม่ควรให้เด็กทำ ควรให้เด็กเป็นผู้ดูอยู่ห่าง ๆ เพื่อความปลอดภัย
  4. กวนส่วนผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน รอให้แป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อน แล้วตักแป้งออกมาพักบนภาชนะใหม่ ทิ้งไว้ให้แป้งหายร้อน
  5. ทดสอบว่าแป้งไม่ร้อนจนเกินไป จากนั้นแบ่งแป้งเป็นก้อน ๆ หยดสีผสมอาหารลงไป ควรหยดที่ละนิดจนกว่าจะได้สีที่ถูกใจ ในขั้นตอนนี้สามารถให้เด็กมีส่วนร่วมในการช่วยนวดคลึงแป้ง
  6. นวดจนสีผสมทั่วกันทั้งก้อน เป็นอันเสร็จ พร้อมนำไปให้ลูกปั้นเล่นได้แล้ว
  7. ควรเก็บแป้งโดว์ไว้ในตู้เย็น โดยใส่ในถุงซิปล็อก หรือพันด้วยแร็ป  เมื่อจะเล่น เอาออกมา รอให้คลายตัว หรือเอามาปั้น ๆ ก็จะพร้อมเล่นได้แล้ว เมื่อแป้งเริ่มเปลี่ยนสี ก็ถึงเวลาทำใหม่อีกรอบ ง่าย ๆ ไม่ยากเลย

แป้งโดว์ ของเล่นที่มีประโยชน์หลากหลาย สามารถทำได้เอง ใช้สีผสมอาหาร ไม่มีสารกันบูด ไม่ต้องกลัวอันตรายจากสารพิษ หากลูกเอาเข้าปาก คุณพ่อคุณแม่ลองทำตามสูตรที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากกันได้เลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ของเล่นธรรมชาติ ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่ไม่สำเร็จรูป แต่มหัศจรรย์ต่อลูกน้อย

ของเล่น เสริมIQ EQลูกน้อย..ใครว่าอัจฉริยะสร้างไม่ได้!

ทำความสะอาดของเล่น ลูกน้อยปลอดภัยจากเชื้อโรค

สอนลูกให้เป็นคนรักษาของ ดูแลของเล่นชิ้นโปรด รักษาสมบัติส่วนตัว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.longtunman.com, https://hellokhunmor.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

สปสช. ให้ 7 กลุ่มเสี่ยง วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

สปสช. ให้ 7 กลุ่มเสี่ยง วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก และยิ่งใกล้ช่วงหน้าฝนด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังโรคไข้หวัดใหญ่นะคะ เพราะอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ใกล้เคียงกับโควิด-19 หากเกิดพร้อมกันคงไม่ดีแน่ค่ะ การได้รับวัคซีนป้องกันนับว่าเป็นเรื่องดี เพื่อบรรเทาอาการหากเกิดขึ้นได้ ซึ่งทาง สปสช. ก็ให้ 7 กลุ่มเสี่ยง วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรีด้วยนะคะ

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ (Flu or Influenza) คือ โรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจในส่วนของจมูก ลำคอ และปอด อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอหรือจาม แต่มีความรุนแรงและมีโอกาสพัฒนาสู่ภาวะแทรกซ้อนได้

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถพบได้ตลอดปี และระบาดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูฝนที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

อาการของไข้หวัดใหญ่

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการเบื้องต้นคล้ายผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดา แต่อาการป่วยไข้หวัดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้มากกว่า มีไข้สูงมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียหมดแรง ไอ จาม เจ็บคอ คออักเสบ บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องร่วงร่วมด้วย บางราย ผู้ป่วยมีอาการแสดงอย่างอื่น แต่ไม่มีไข้ และอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นได้ด้วย ทั้งนี้อาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับร่างกาย อายุ และโรคประจำตัวเดิมของแต่ละบุคคลด้วย

สาเหตุของไข้หวัดใหญ่

สาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสกลุ่ม Influenza Virus ผ่านทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ การรับของเหลวที่มีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ผ่านการกิน การดื่ม หรือการสัมผัสเชื้อเข้าสู่เนื้อเยื่อร่างกายโดยตรงทางเลือด น้ำเหลือง น้ำหล่อลื่นที่ดวงตา

ทั้งนี้ การติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ไวรัสด้วย บางสายพันธุ์สามารถติดต่อจากสัตว์เลือดอุ่นที่เป็นพาหะสู่คนได้ โดยเฉพาะปศุสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับคน ไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์จึงมีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดในหมู่ปศุสัตว์และเกษตรกรค่อนข้างสูง

การรักษาไข้หวัดใหญ่

เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะจ่ายยาเพื่อรักษาตามอาการที่ป่วย หรือหากมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย สามารถใช้ยารักษาได้ด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร เช่นยาลดไข้ ยาแก้หวัด เช็ดตัวลดไข้ และควรนอนหลับพักฟื้นให้เพียงพอ เพราะการป่วยไข้หวัดใหญ่จะทำให้ร่างกายอ่อนล้าและต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ

หากมีอาการที่น่าสงสัยหรือจัดอยู่ในผู้ป่วยสายพันธุ์อันตรายที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เพื่อรับยาต้านไวรัสป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส

วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
สปสช. ให้ 7 กลุ่มเสี่ยง วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่อาจเป็นเหตุให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อนและโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะร่างกายขาดน้ำ การติดเชื้อในหู การติดเชื้อที่ไซนัส หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ปอดอักเสบ ปัญหาที่ระบบประสาทส่วนกลาง กล้ามเนื้ออักเสบ หัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน และมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีความรุนแรงกว่า

นอกจากนั้น อาการของไข้หวัดใหญ่ยังเป็นเหตุทำให้อาการป่วยโรคอื่นที่เป็นอยู่ก่อนหน้าทรุดหนักลง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด และโรคหัวใจ

การป้องกันไข้หวัดใหญ่

ในปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไวรัสที่สามารถฉีดได้ปีละครั้ง แต่ไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ทุกชนิด รวมถึงมียาต้านไวรัสที่ได้รับการแนะนำให้ใช้ในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และการสร้างเสริมสุขภาพร่างกาย และสุขอนามัยในการใช้ชีวิต ก็เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการป่วยไข้หวัดใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

สปสช. ให้ 7 กลุ่มเสี่ยง วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เชิญชวนประชาชนทุกสิทธิการรักษาเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้ฟรี เริ่ม 1 พฤษภาคม 2565 เพื่อป้องกันการเกิดโรคที่รุนแรงและเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคโควิด-19

กลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยไข้หวัดใหญ่

พบอัตราป่วยประมาณร้อยละ 10-20 ของประชากร ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง และผู้ที่เป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และเสียชีวิต หากไม่ป้องกันการแพร่ระบาดจะทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระในการดูแลผู้ป่วย และก่อให้เกิดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจด้านการรักษาพยาบาลตามมา

วัคซีนครอบคลุมไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สปสช.จึงได้มีการบรรจุ “บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล” เป็นสิทธิประโยชน์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคภายใต้ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มาอย่างต่อเนื่องโดยความร่วมมือระหว่าง สปสช. และกรมควบคุมโรค โดยในปี 2565 ได้ดำเนินการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่จำนวน 4,200,000 โดส สำหรับฉีดให้กับประชาชนไทยที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ทุกสิทธิการรักษา ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ครอบคลุมการป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์

  • an A/Victoria/2570/2019 (H1N1) pdm09-like virus,
  • an A/Darwin/9/2021 (H3N2)-like virus
  • a B/Austria/1359417/2021 (B/ictoria lineage)-like virus.)

ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2565 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด

กลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มที่ วอล์กอินฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

  • หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป (ให้บริการตลอดทั้งปี)
  • เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปีทุกคน
  • ผู้มีโรคเรื้อรัง ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
  • บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  • โรคอ้วน (น้ำหนัก> 100 กิโลกรัม หรือ BMI > 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
  • ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

ขั้นตอนการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

1. ประชาชนในต่างจังหวัด

  • เบื้องต้นจะมีข้อความ SMS ส่งให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงเพื่อแจ้งให้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ดังนี้

“วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีมาแล้ว ! สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี! ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ไม่ต้องจอง ไปก่อนได้ก่อน ตั้งแต่ 1 พ.ค. – 31 ส.ค. 65 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด สามารถค้นหาสถานพยาบาลใกล้บ้านผ่านกระเป๋าสุขภาพได้ตั้งแต่ 1 พ.ค.65 เป็นต้นไป”

  • สามารถ Walk in เข้ารับบริการที่หน่วยบริการใกล้บ้านได้เลยไม่ต้องจองล่วงหน้า หรือ อาจโทรสอบถามกับหน่วยบริการก่อน

2.ประชาชนในพื้นที่ กทม.

  • เปิดให้จองฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ล่วงหน้าด้วยการลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง”  เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป สปสช. ขอเชิญชวน 7 กลุ่มเสี่ยง ทุกสิทธิ เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากช่วยลดความรุนแรงจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว ยังลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อของทั้ง 2 โรค และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคโควิด-19 รวมทั้งยังลดความสับสนการตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อร่วมระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่กับโรคโควิด-19 ได้ด้วยค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

pobpad, ฐานเศรษฐกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็คที่นี่!ผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน อย่างไร

สปสช.ดึง 700 ร้านยา เจอ แจก จบ ดูแลผู้ป่วยโควิด  

เช็ค! รพ.เอกชนกว่า 100 แห่ง ดูแลผู้ติด โควิดกลุ่มสีเขียว

ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ

30 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ พูดกับลูกในชีวิตประจำวัน

30 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ใช้พูดคุยกับลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมทักษะทางด้านภาษา ให้ลูกเกิดความคุ้นชิน มั่นใจ กล้าพูด โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้เริ่มสอน ก่อนเข้าโรงเรียน

30 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ พูดกับลูกในชีวิตประจำวัน

การสอนภาษาอังกฤษให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก คุณพ่อคุณแม่มีส่วนสำคัญมาก การพูดคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน จะทำให้ลูกเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กจะไม่รู้สึกถูกบังคับ หรือเบื่อที่ต้องมาท่องคำศัพท์จากหนังสือ คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มจากพูด คำศัพท์สั้นๆ จากนั้นขยับขึ้น เป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งวันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวม 30 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ มาให้แล้วค่ะ

ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ
ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ

30 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ พูดคุยกับลูกในชีวิตประจำวัน

ประโยคภาษาอังกฤษ อ่านว่า แปลว่า
Time to get up ไทมฺ ทู เก็ท อัพ ได้เวลาตื่นนอนแล้วนะ
Time to rise and shine ไทมฺ ทู ไรซฺ แอนดฺ ไชนฺ ลุกขึ้น
Is it too cold? อิส อิท ทู โคลดฺ? แอร์เย็นไปไหม
Take a shower เทค อะ ชาวเวอรฺ ไปอาบน้ำ
Take off your shirt เทค ออฟ ยัวรฺ เชิรฺท ถอดเสื้อออก
Rinse your mouth with a lot of water รินสฺ ยัวรฺ เมาธฺ วิธ อะ ลอท ออฟ วอเทอรฺ บ้วนปากด้วยน้ำเยอะๆ
Scrub the soap all over your body สครับ เดอะ โซพ ออล โอเวอรฺ ยัวรฺ บอดี้ ถูสบู่ให้ทั่ว
Make a nice sawasdee เมค อะ ไนซฺ สวัสดี สวัสดีสวยๆ
Don’t get shampoo in your eyes โดนทฺ เก็ท แชมพู อิน ยัวรฺ อายสฺ ระวังยาสระผมเข้าตา
Flush the toilet after you pee ฟลัส เดอะ ทอยเลท อาฟเทอรฺ ยู พี ฉี่แล้วกดชักโครกด้วยนะ
Flush the toilet here ฟลัช เดอะ ทอยเลท เฮียรฺ กดชักโครกตรงนี้
Wash your hands วอช ยัวรฺ แฮนดฺส ล้างมือให้สะอาด

Turn off the tap

เทิรฺ ออฟ เดอะ แทพ ปิดก๊อกน้ำด้วย
Dry yourself with a towel ดราย ยัวรฺเซลฟฺ วิธ อะ ทาวเอิล ใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดตัวให้แห้ง
Apply (the) talcum powder แอพพลาย (เดอะ) แทลคัม พาวเดอรฺ ประแป้ง
Comb your hair โคมบฺ ยัวรฺ แฮรฺ หวีผม
Button every button บัทเทิน เอฟวรี บัทเทิน ติดกระดุมให้ครบทุกเม็ด
Don’t forget to zip it up โดนทฺ ฟอรฺเก็ท ทู ซิพ อิท อัพ อย่าลืมรูดซิป
Put your socks on พุท ยัวรฺ ซอคสฺ ออน ใส่ถุงเท้า
Wear your shoes แวรฺ ยัวรฺ ชูสฺ สวมรองเท้า
What did you do? วอท ดิด ยู ดู? ไปทำอะไรมาล่ะ
What do you want to eat today? วอท ดู ยู วอนทฺ ทูอีท ทูเดย์? วันนี้อยากกินอะไร
How much rice do you want? ฮาว มัช ไรซฺ ดู ยู วอนทฺ? เอาข้าวกี่ทัพพี
Be careful, It’s hot บี แครฺฟูล, อิทสฺ ฮอท ระวังร้อน
Do you want some more? ดู ยู วอนทฺ ซัม มอรฺ? เอาเพิ่มอีกไหม
Eat quickly, The ice cream is melting อีท ควิคลี, ดิ ไอซฺ ครีม อิส เมลทิง รีบกินสิ เดี๋ยวไอติมละลาย
Is it sweet? อิส อิท สวีท? หวานไหม
Time to go home ไทมฺ ทู โก โฮม ได้เวลากลับบ้านแล้ว
 I’m sleepy ไอมฺ สลีพพี หนูง่วงแล้ว
Are you asleep yet? อารฺ ยู อะสลีพ เย็ท? หลับหรือยัง
เสริมทักษะภาษาอังกฤษ
เสริมทักษะภาษาอังกฤษ

เด็กเป็นวัยที่สามารถจดจำได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถนำ 30 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK  นำมาฝากนี้ ไปพูดคุยกับลูกเพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ ยิ่งพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ลูกคุ้นชิน และมั่นใจที่จะพูดคุยภาษาอังกฤษกับผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

50 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ใช้สอนลูก ให้พูดได้แต่เด็ก!

50 ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ สั้นๆ ได้ใจลูกไปเลย!

10 โรงเรียนนานาชาติ ในไทยที่เหล่าเซเลบคนดังส่งลูกไปเรียน

ส่อง!!โรงเรียน3ภาษา ข้อดีข้อเสียแบบไหนเหมาะกับลูกรัก

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://engenjoy.blogspot.com

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

ซิงเกิ้ลมัม แม่เลี้ยงเดี่ยวก็เฟี้ยวได้

ซิงเกิ้ลมัม เลี้ยงลูกคนเดียวก็เฟี้ยวได้กับเคล็ดลับเติมเต็มลูก

ซิงเกิ้ลมัม ใครว่าแย่ เมื่อต้องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว รับมือได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกคนเดียว ที่ช่วยให้ลูกไม่รู้สึก ขาด เติมเต็มได้ ไร้ปัญหา

ซิงเกิ้ลมัม เลี้ยงลูกคนเดียวก็เฟี้ยวได้!! กับเคล็ดลับเติมเต็มลูก

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ซิงเกิ้ลมัม ไม่ใช่เรื่องแปลกกับสังคมยุคปัจจุบัน ที่ผู้หญิงก็สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ ผู้ชายก็สามารถเลี้ยงลูกได้ ดังนั้นคำว่า ครอบครัวสมบูรณ์แบบ นั้น คงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รูปแบบ พร้อมหน้า พ่อแม่ และลูกเท่านั้น แต่หากเป็น การที่เราสามารถเลี้ยงลูกให้ไม่เกิดความรู้สึก ขาด แม้จะมี แม่ หรือ พ่อเพียงลำพังก็ตาม ดังนั้นคำว่า สมบูรณ์ จึงเป็นการกล่าวถึงคุณภาพเสียมากกว่า คุณภาพชีวิตของลูก และความรู้สึกที่ได้รับการเติมเต็มก็สามารถนับได้ว่า เขาเติบโตมาพร้อมกับความสมบูรณ์ได้เช่นกัน

ซิงเกิ้ลมัม แม่เลี้ยงเดี่ยวก็เฟี้ยวได้
ซิงเกิ้ลมัม แม่เลี้ยงเดี่ยวก็เฟี้ยวได้

เลี้ยงเดี่ยว ก็เฟี้ยวได้ ถ้าสุขภาพจิตดี!!

พ่อ หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ส่วนใหญ่มักมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในการดูแลอารมณ์ หรือจัดการกับชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วย สาเหตุใด เช่น หย่าร้าง การตายของคู่ครอง หรือแม้แต่สมัครใจอยู่คนเดียวแต่ต้น สิ่งที่คนเหล่านี้มักเลือกปฎิบัติเมื่อต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสถานะ นั่นคือ ซิงเกิ้ลมัม เหล่านี้มักยุ่งอยู่กับการดูแลความต้องการของลูก ๆ จนมองข้ามความต้องการทางอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยเพื่อการชดเชยสิ่งที่ขาดหายให้กับลูก หรือด้วยเหตุผลอื่นใด แต่รู้หรือไม่ว่าการละเลยความต้องการของตนเองเป็นการกระทำที่ผิดพลาด

5 ขั้นตอน กับการจัดการอารมณ์ให้มีสุขภาพจิตที่ดี

พ่อ หรือแม่เลี้ยงเดี่ยวควรหันมาสนใจกับสุขภาพจิตของตนเองเป็นอันดับแรก เนื่องจากหากเราสามารถจัดการกับตัวเองได้แล้ว เราจะสามารถดูแลความรู้สึกของลูก และสามารถจัดการให้ความรู้สึก ความต้องการของทั้งสองฝ่ายเดินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว ขั้นตอนในการจัดการอารมณ์ของตนเองเพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดี มีดังต่อไปนี้

  1. อย่าเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของคุณ เมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งที่มาจากความตั้งใจ หรือมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ความรู้สึกแรกของคุณคงต้องเริ่มจากความเจ็บปวดเป็นอันดับแรก ดังนั้นคุณควรยอมรับความเจ็บปวดทางอารมณ์นั้นเสียก่อน และเมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองเจ็บปวดมาเกินสองสามวันแล้ว ให้คุณรับรู้ และพิจารณาถึงความรู้สึกเจ็บปวดนั้น และหาทางแก้ไขเพื่อรักษาบาดแผลทางจิตใจของคุณ อย่าทำเป็นลืม หรือเพิกเฉยต่อมัน
  2. หยุดโทษตัวเองที่มากเกินไป หยุดวงจรเชิงลบทางความคิดของคุณเสีย เพราะมันจะนำไปสู่การขาดความมั่นใจในตนเอง
  3. ปกป้อง และรักษาความนับถือในตนเองของคุณ โดยเริ่มจากหลีกเลี่ยงการพูดถึงตนเองในเชิงลบ เลิกโทษตัวเองเป็นอันดับแรก
  4. ต่อสู้กับความคิดเชิงลบนั้นเสีย เมื่อเรายอมรับว่ามีความคิดเชิงลบในตนเอง ถึงเวลาที่เราจะลุกขึ้นสู้กับความคิดเหล่านั้นแล้ว ซึ่งวิธีการแห่งการต่อสู้คงมีรายละเอียดที่ต่างไปในแต่ละสถานการณ์ แต่ละคน โดยบางทีอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงแค่ตั้งเป้าหมายความสำเร็จง่าย ๆ ให้แก่ตัวเอง เมื่อเราทำสำเร็จเราจะรู้สึกถึงความภูมิใจในตนเองขึ้นมาบ้างหลังจากดำดิ่ง
  5. ค้นหาข้อมูล และวิธีการเยียวยาผลกระทบของบาดแผลทางจิตใจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังประสบการณ์จากผู้ที่เคยประสบมาก่อน หรือ การฟังคำคมชีวิต หรือการออกไปท่องเที่ยวคนเดียว หรือวิธีอื่นใด ที่เมื่อคุณทำแล้วรู้สึกสบายใจขึ้น

    เมื่อต้องเป็น ซิงเกิ้ลมัม จะรับมืออย่างไร
    เมื่อต้องเป็น ซิงเกิ้ลมัม จะรับมืออย่างไร

เคล็ดลับเติมเต็มให้ลูก ฉบับซิงเกิ้ลมัม

ในด้านสุขภาพจิตของเด็ก มีงานวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่เติบโตจากการเลี้ยงดูโดยพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวนั้น มีความเสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้า และขาดความเชื่อมั่นในตนเองมากกว่าเด็กที่มีทั้งพ่อ และแม่ ดังนั้น หากสังเกตเห็นสัญญาณผิดปกติของลูกอย่างการแยกตัวจากสังคม เศร้าซึม ดูเหงา พูดว่าตัวเองไม่ดี ไม่เป็นที่รัก และแสดงความหงุดหงิดหรือความสิ้นหวัง คุณแม่ควรพยายามพูดคุยรับฟังลูก และอาจพาลูกไปปรึกษาแพทย์

รีบแก้ไขก่อนเดินไปถึงจุดนั้น

หากคุณเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีความมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มให้แก่ลูกของคุณ ไม่ให้เข้ารู้สึกขาด คุณสามารถทำได้อย่างแน่นอน เมื่อเราสามารถเริ่มต้นการเป็นซิงเกิ้ลมัมด้วยสุขภาพจิตที่ดีจาก 5 ขั้นตอนข้างต้นแล้ว รับรองว่าเคล็ดไม่ลับ ฉบับซิงเกิ้ลมัมนี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณแม่ หรือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวทั้งหลายช่วยปิดช่องว่างให้แก่ลูกของเราได้อย่างแน่นอน

เคล็ดไม่ลับ…ฉบับซิงเกิ้ลมัม

  • มอบความรัก และความอบอุ่นให้ลูกอย่างเพียงพอ การดูแลเอาใส่ใจและแสดงให้ลูกเห็นว่าตนรัก และสนับสนุนลูกอยู่เสมอนั้นเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อ และแม่ด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากต้องออกไปทำงานนอกบ้านด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ควรจัดสรรเวลาว่างเพื่อทำกิจกรรมร่วมกับลูกเป็นประจำ เช่น ออกกำลังกายนอกบ้าน เล่นกับลูก อ่านหนังสือไปพร้อม ๆ กัน หมั่นพูดคุยสอบถามความรู้สึก และชีวิตที่โรงเรียนของลูกอย่างใกล้ชิดเผื่อมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น เป็นต้น
  • สอนให้ลูกรู้จักระเบียบวินัย เช่น ฝึกให้ทำทุกอย่างเป็นกิจวัตร ทั้งเวลาตื่น กิน และนอน เพื่อให้เด็กจดจำ และรับรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร การทำเช่นนี้จะช่วยให้แต่ละวันดำเนินไปอย่างราบรื่น และง่ายดายยิ่งขึ้น หากมีพี่เลี้ยงเด็ก ต้องบอกให้คอยสร้างระเบียบวินัยกับเด็กแบบเดียวกันด้วย เช่น สอนให้พูดจาไพเราะและให้เกียรติผู้อื่น จำกัดเวลาดูโทรทัศน์ เป็นต้น เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นและแสดงถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้นแล้ว คุณแม่อาจผ่อนผันกฎต่าง ๆ ให้เหมาะสมตามไปด้วย เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกอึดอัดหรือถูกบังคับมากเกินไป
  • เลือกผู้ดูแลลูกที่เชื่อถือได้ สำหรับซิงเกิ้ลมัมที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง และต้องฝากให้คนอื่นเลี้ยงดูลูก ควรเลือกคนใกล้ชิดที่เชื่อใจได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะปลอดภัย และได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในระหว่างที่คุณแม่ไม่อยู่ และไม่ควรปล่อยให้เด็กที่โตกว่า รวมถึงเพื่อนใหม่หรือคนรักใหม่ที่เพิ่งคบกันไม่นานมาดูแลเด็กเล็กเพียงลำพัง หากเลือกฝากเด็กกับสถานรับเลี้ยงเด็กหรือเนิร์สเซอร์รี่ก็ควรเลือกสถานที่ที่น่าเชื่อถือและมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
  • ใส่ใจดูแลตนเองด้วย สุขภาพกาย และใจที่แข็งแรงของซิงเกิ้ลมัมจะช่วยให้รับมือกับความเหน็ดเหนื่อยจากการเลี้ยงลูกคนเดียวได้ดีขึ้น โดยควรกินอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ พักผ่อนให้เพียงพอเสมอ หมั่นออกกำลังกาย และจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชื่นชอบหรือผ่อนคลาย ทั้งนี้ คุณแม่ควรหาเวลาพักจากการเลี้ยงลูกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมง ในระหว่างที่ฝากลูกกับคนใกล้ชิดหรือจ้างพี่เลี้ยงเด็กให้ดูแลลูกแทน
  • ขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด เมื่อรู้สึกท้อ เหนื่อยจากการเลี้ยงลูก หรือพบเจอปัญหาใด ๆ อย่าแบกรับไว้คนเดียว คุณแม่ควรขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด เพื่อน หรือแม้แต่เพื่อนบ้านที่สนิทกัน เพราะการพูดคุยระบายความทุกข์จะช่วยให้สบายใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หลังจากปรึกษาหรือขอความเห็นจากผู้อื่น คุณแม่อาจได้มุมมองและวิธีใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา ทั้งยังช่วยให้ไม่จมอยู่กับปัญหานั้นมากเกินไป

    เมื่อครอบครัวไม่สมบูรณ์แบบ หยุดโทษตัวเอง แล้วก้าวต่อ
    เมื่อครอบครัวไม่สมบูรณ์แบบ หยุดโทษตัวเอง แล้วก้าวต่อ
  • เข้าร่วมกลุ่มให้ความช่วยเหลือในการเลี้ยงลูก หากไม่สามารถปรึกษาคนรอบข้างได้ หรือไม่สบายใจที่จะพูดคุยด้วย คุณแม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือองค์กรที่สนับสนุนด้านการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะทางออนไลน์หรือแบบพบปะเห็นหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และแนวทางในการเลี้ยงลูก
  • อย่าโทษตัวเองที่ลูกต้องขาดพ่อหรือแม่ ควรให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่ลูกให้ดีที่สุด ไม่ควรจมอยู่กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และไม่ควรพยายามทดแทนสิ่งที่ลูกขาดด้วยการตามใจลูกทุกอย่างเป็นอันขาด
  • มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ พยายามมองปัญหาต่าง ๆ อย่างมีอารมณ์ขัน และคิดในแง่บวกให้มาก และจำไว้ว่าการยอมรับกับลูกว่าคุณกำลังเครียด กดดัน หรือเผชิญปัญหาต่าง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย แต่ควรให้ความมั่นใจกับพวกเขาว่าทุกอย่างจะดีขึ้น และไม่ควรคาดหวังให้เด็กเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดหรือคาดหวังให้เด็กประพฤติตัวเป็นผู้ใหญ่ เพราะเด็กก็ยังเป็นเด็ก การสอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบตามที่ควรจะทำได้ในช่วงอายุนั้น ๆ เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว
  • รู้จักปล่อยวาง ในกรณีที่พ่อแม่แยกทางกัน คุณแม่หรือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวอาจอยากให้อีกฝ่ายมาหาลูกบ้าง โดยเฉพาะในโอกาสสำคัญอย่างวันเกิดหรือวันจบการศึกษาของลูก แต่ควรระลึกไว้ว่าบางสิ่งเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้และไม่ควรคาดหวัง เพราะอาจทำให้รู้สึกขุ่นเคืองใจ สิ่งที่ซิงเกิ้ลมัมทำได้ก็คือพยายามทำในส่วนของตนเองให้ดีที่สุด
  • ควบคุมสติอารมณ์ หากรู้สึกเหนื่อยล้าเพราะหลาย ๆ อย่างไม่เป็นดังใจ คุณแม่ที่เป็นซิงเกิ้ลมัมอาจสูญเสียการควบคุมตนเองได้ ดังนั้น เมื่อเกิดความรู้สึกหงุดหงิดหรือโมโห คุณแม่ไม่ควรใส่อารมณ์หรือใช้กำลังกับลูกเด็ดขาด เพราะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ส่งผลดีต่อเด็ก โดยอาจเดินออกไปสงบสติอารมณ์ หายใจเข้าออกช้า ๆ หรือเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการทำให้เป็นเรื่องตลกแทน
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หากเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยขณะอยู่กับลูก ๆ เพียงลำพังอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก คุณแม่ควรเตรียมยาสามัญประจำบ้านให้พร้อม รวมทั้งเตรียมขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นในกรณีฉุกเฉิน เช่น ขอเบอร์โทรศัพท์ของคนใกล้ชิดหรือเพื่อนบ้าน หาพี่เลี้ยงเด็กสำรองไว้เผื่อตัวเองป่วยเป็นไข้หวัดนอนซม เป็นต้น
  • ไม่ควรสอนให้ลูกอคติต่อคุณพ่อหรือเพศชายเด็ดขาด เพราะอาจสร้างปมเมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ควรใช้บุคคลรอบตัวที่เป็นผู้ชายอย่างอา น้า หรือคุณปู่ เป็นตัวอย่างที่ดีในการสอนให้เด็กเห็นว่าผู้ชายที่ดีเป็นอย่างไร และผู้ชายไม่ได้เลวร้ายทุกคน เมื่อทำได้เช่นนี้ การเป็นซิงเกิ้ลมัมก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างแน่นอน

    ซิงเกิ้ลมัม ก็เลี้ยงลูกให้ไม่ขาดได้
    ซิงเกิ้ลมัม ก็เลี้ยงลูกให้ไม่ขาดได้

แม้ว่าช่วงจังหวะชีวิตบางครั้งเราก็ไม่สามารถกำหนดตามใจตัวเองได้ แต่ถึงอย่างไร ปัญหาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายชีวิตที่เหลือของเราได้เช่นกัน หากคุณรู้จักตั้งสติ และเลือกที่จะก้าวเดินต่ออย่างมั่นใจ และเข้มแข็ง เพียงพอที่จะจูงมือนำพาลูกของเราไปสู่ความสุขให้แก่กันและกันได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ทั้งคุณแม่ที่เป็น ซิงเกิ้ลมัม และคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวทุกท่านให้มีพลังใจที่เข้มแข็ง และสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้ และอย่าลืมให้กำลังใจกับตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะเราเชื่อว่า สุดยอดคุณแม่ สุดยอดคุณพ่ออยู่ในตัวคุณแล้ว

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com/www.psychologytoday.com

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โชคดีที่โชคร้ายเมื่อลูกต้อง ยอมแพ้ จงสอนลูกให้ล้มแล้วลุกไว

บทสวดมนต์วันพระ ชวนลูกสวดมนต์ เสริมสิริมงคลให้ชีวิต

8 เทคนิคสอนลูก ไม่ตกเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

ลูกกตัญญู คือ แบบไหน ประเด็นดังสังคมที่ควรมีคำตอบ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สาหร่ายหมีแพนด้า

ระวัง! พบจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคใน สาหร่ายหมีแพนด้า

ระวัง! พบจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคใน สาหร่ายหมีแพนด้า

ปัจจุบันมีขนมต่าง ๆ ออกมาวางขายให้ลูก ๆ ได้กินเล่นเป็นจำนวนมากนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรต้องเลือกให้ดีและมีประโยชน์ เพราะขนมบางอย่างอาจมีอันตรายซ่อนอยู่ แม้แต่ในของที่น่าจะมีประโยชน์อย่างเช่นสาหร่ายนี้ก็เช่นกันค่ะ เพราะล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย บริษัท กู๊ดดี้ เวิลด์ จำกัด พร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพ ณ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่า พบข้อบกพร่อง จำนวน 2 ตัวอย่างใน สาหร่ายหมีแพนด้า ค่ะ

พบจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคใน สาหร่ายหมีแพนด้า

โดยตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค Bacillus cereus ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 416) พ.ศ.2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน หลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการในการตรวจวิเคราะห์ของอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ที่กำหนดให้ตรวจพบ Bacillus cereus ได้ไม่เกิน 100 CFU/กรัม จึงขอแจ้งประกาศผลตรวจ ดังนี้

1.ผลิตภัณฑ์อาหารฉลากระบุ “สาหร่ายทะเลปรุงรส รสดั้งเดิม (ตราหมีแพนด้า) ” เลขสารบบอาหาร 10-1-04153-1-0054  วันที่ผลิต 29/11/2021 วันหมดอายุ 29/11/2022 ตรวจพบ Bacillus cereus เท่ากับ 4,400 CFU/กรัม

2. ผลิตภัณฑ์อาหารฉลากระบุ “สาหร่ายทะเลแห้งปรุงรส รสเผ็ด (ตราหมีแพนด้า)” เลขสารบบอาหาร 10-1-04153-1-0055 วันที่ผลิต 18/11/2021 วันหมดอายุ 18/11/2022 ตรวจพบ Bacillus cereus เท่ากับ 1,700 CFU/กรัม

สาหร่ายหมีแพนด้า
ระมัดระวังการเลือกขนมสำหรับเด็กให้ดี

หลักการเลือกขนมสำหรับเด็ก

แม้แต่สาหร่ายสำหรับให้ลูก ๆ เคี้ยวเล่นยังมีสิ่งแปลกปลอม จึงขอนำแนวทางการเลือกขนมสำหรับลูกน้อยมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

  1. เลือกขนมที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกน้อย ควรดูก่อนว่าขนมชนิดนั้นผลิตมาสำหรับเด็กในช่วงวัยไหน
  2. ดูส่วนผสมของขนมเป็นหลัก เพื่อป้องกันหากลูกน้อยแพ้อาหารชนิดไหน
  3. เลือกขนมที่มีพลังงานไม่สูงมาก ไม่ควรมีน้ำมันและน้ำตาลมากเกินไป โดยมีข้อกำหนดของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ให้เด็กควรได้รับพลังงานจากอาหารว่างไม่เกินมื้อละ 100-150 กิโลแคลอรี่ วันละ 2 ครั้ง
  4. ขนมที่เลือกควรมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เหล็ก แคลเซียม วิตามิน A C B1 B2 หรือใยอาหาร โดยแต่ละชนิดมีปริมาณไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
  5. ควรเลือกซื้อขนมที่มีสีตามธรรมชาติ ไม่ควรเลือกขนมที่ใส่สีฉูดฉาดหรือแต่งสี
  6. คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกขนมโดยการพิจารณาจากข้อมูลบนฉลากโภชนาการด้วยทุกครั้ง

เชื้อจุลินทรีย์โรค Bacillus cereus ใน สาหร่ายหมีแพนด้า คืออะไร

Bacillus cereus คือแบคทีเรีย (bacteria) ในกลุ่ม Bacillus ซึ่งเป็นชนิดที่ทำให้เกิดโรค เจริญได้ในที่มีอากาศ สามารถสร้างสารพิษ ที่ทนต่อความร้อนได้ เจริญได้ดีที่อุณหภูมิปานกลาง ในร่างกายมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 28-37 องศาเซียลเซียส

แหล่งที่พบ

พบทั่วไปในธรรมชาติในดิน น้ำเชื้อสร้างสปอร์ซึ่งทนความแห้งแล้งได้ดี สปอร์จึงพบได้ทั่วไปในฝุ่น ควัน และ ปะปนมากับอาหารแห้ง เช่น น้ำตาล วัตถุเจือปนอาหาร เครื่องเทศ และพบบ่อยในอาหารกลุ่ม แป้ง เมล็ดธัญชาติ เช่น ข้าวหุงสุก เส้นก๋วยเตี๋ยว พาสต้า อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น ข้าวกึ่งสำเร็จรูป

โรคและอาการของโรค

โรคอาหารเป็นพิษ  เกิดจากบาซิลัสซีเรียส ทำให้เกิดอาการ 2 ลักษณะ

  • อาการอาเจียน (Emetic syndrome) เกิดจากที่ร่างกายได้รับสารพิษ  ที่แบคทีเรียสร้างขึ้นในอาหารก่อนที่จะบริโภคเข้าไป สารพิษนี้ทนต่ออุณหภูมิสูงและ ทนต่อความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้ดี ผู้ป่วยจะเกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน ภายหลังจากการบริโภคอาหารที่มีสารพิษเข้าไปประมาณ 5 ชั่วโมง โดยทั่วไปอาการเป็นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง โรคอาหารเป็นพิษลักษณะนี้ มักเรียกว่า Chinese restaurant syndrome เนื่องจากมักพบในผู้ป่วยรับประทานอาหารจีน ซึ่งมักเป็นข้าวผัด ที่ทำจากข้าวสุกที่หุงค้างไว้นาน ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตและสารพิษทนต่อความร้อน ก่อนนำมาปรุงหรือทำให้ร้อนใหม่
  • อาการถ่ายเหลว (Diarrhea syndrome) เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีเซลล์ของแบคทีเรีย และเพิ่มจำนวนในลำไส้ของมนุษย์ ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 8-16 ชั่วโมง มีสารพิษเอนเทอโรทอกซิน ที่ไม่ทนต่อความร้อน ทำให้เกิดอาการการปวดท้อง เป็นตะคริวที่ท้อง และถ่ายอุจจาระเหลวโดยทั่วไปอาการเป็นอยู่ไม่เกิน 14 ชั่วโมง ปริมาณเชื้อที่ทำให้เกิดโรค  100-100,000 เซลล์ต่อกรัม

อาหารที่เกี่ยวข้อง

  • อาหารประเภทธัญชาติ หรืออาหารที่มีสตาร์ซ (starch) เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน บะหมี่ พาสต้า มักโรนี ข้าวผัด ขนมข้าวกรอบ ขนมข้าวกล้อง
  • เนยแข็ง
  • ผักสลัด
  • อาหารที่มีเนื้อสัตว์ เป็นส่วนประกอบ ซอส ซุป
  • อาหารแห้ง เครื่องเทศ
  • การบริการอาหาร (food service) ที่ต้องเตรียมอาหารจำนวนมาก ล่วงหน้าเป็นเวลานาน เช่น โรงเรียน ร้านอาหาร ภัตตาคาร

การป้องกัน

– หุงต้ม ผัด อาหาร ให้ร้อนจัด อุ่นให้เดือด และเก็บอาหารที่ทำให้สุกแล้วที่อุณหภูมิต่ำ หลีกเลี่ยงการเก็บอาหารช่วงอุณหภูมิที่เป็นอันตราย คือ 4-55 องศาเซลเซียส

– ควบคุมให้พนักงาน หรือบุคคล ที่สัมผัสกับอาหาร มีสุขอนามัยที่ดี

– ป้องกันการเกิดปนเปื้อนข้าม โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงสุก อาหารพร้อมรับประทาน กับอาหารดิบ

– ผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice)

ขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลเครือข่ายอาหารครบวงจร, กรุงเทพธุรกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกกินขนมโซเดียมเยอะจน ไตรั่ว!!

เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี อย่ามีขนมห่อในบ้าน (เยอะนัก) โดยพ่อเอก

อย. เตือน ขนม BLACK POWDER ขนมอันตราย อย่าซื้อให้ลูกกิน

หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

สัตว์เลี้ยงระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

สัตว์เลี้ยงระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

“โรคพิษสุนัขบ้า“กลับมาระบาดอีกครั้ง แม้หลายคนจะรู้จักกับโรคนี้มานานแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่เข้าใจผิดว่าถ้าเลี้ยงสัตว์ไว้ในระบบปิดก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพราะคงไม่เสี่ยง แต่จริง ๆ แล้ว หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า ได้ แม้จะเลี้ยงในระบบปิดก็ตาม นับเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนะคะคุณพ่อคุณแม่

สถานการณ์ “โรคพิษสุนัขบ้า” ในไทย

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต เพราะเชื้อโรคจะเข้าสู่สมองของผู้ป่วย ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา แต่ทั้งนี้เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในไทย ตั้งแต่ปี 2560-2562 พบผู้เสียชีวิต 11, 18 และ 3 ราย ตามลำดับ และปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 20 พ.ย. 63 พบผู้เสียชีวิต 3 ราย จาก 3 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว หนองคาย และศรีสะเกษ ซึ่งผู้เสียชีวิตทุกราย มีประวัติถูกสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้กัดหรือข่วน โดยไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีน

“โรคพิษสุนัขบ้า” ไม่ได้ติดเฉพาะสุนัข

ชื่อของโรคพิษสุนัขบ้าอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าโรคนี้เกิดกับสุนัขเท่านั้น  แท้ที่จริงแล้วโรคนี้เกิดกับสัตว์เลือดอุ่นชนิดอื่นๆ ได้ด้วย โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น แมว ชะนี ลิง กระรอก กระแต หนู ค้างคาว วัว ควาย ม้า สุกร (ที่มีประวัติเคยถูกสุนัขบ้ากัดมาก่อน) รวมถึงสัตว์ป่าอื่น ๆ อีกทั้งยังพบว่าสุนัขเป็นตัวแพร่เชื้อที่สำคัญมากที่สุด กว่า 95% ของผู้เสียชีวิตมีสาเหตุมาจากสุนัข รองมาคือ แมว

หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า
สัตว์เลี้ยงระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

เลี้ยงสัตว์ระบบปิดก็มีสิทธิ หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า

สำหรับใครที่เลี้ยงสัตว์เลือดอุ่นเป็นสัตว์เลี้ยงในระบบปิดคือ การเลี้ยงไว้ในบ้าน ไม่ปล่อยออกนอกบ้าน มักจะชะล่าใจว่าคงไม่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า และละเลยการฉีดวัคซีนป้องกัน ใครที่ทำแบบนี้อาจจะต้องกลับมาทบทวนใหม่ เพราะว่ามีสัตว์เลี้ยงจำนวนไม่น้อยที่ติดโรคพิษสุนัขบ้าแม้เลี้ยงในระบบปิด

โดยสาเหตุการติดเชื้ออาจเกิดจากมีหนูหลุดรอดเข้ามาในบ้าน หรือมีสัตว์อื่น ๆ เข้ามาในบ้าน ทำให้สัตว์เลี้ยงรับเชื้อผ่านสัตว์เหล่านั้นมาอีกทีก็เป็นได้ โดยวิธีที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนในสุนัขหรือแมวจะป้องกันการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%

ฉีดวัคซีนหมาแมวแค่ 1 ครั้ง ไม่ได้

หากใครคิดว่าหมาหรือแมวที่ได้รับวัคซีน 1 ครั้ง จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต ขอบอกว่าคิดผิด! เพราะว่าการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่ถูก คือ  ต้องได้รับวัคซีน 2 เข็มในปีแรก และจากนั้นต้องฉีดอีกปีละ 1 เข็ม เป็นประจำทุกปี

โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยที่ชุกชุมด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัข จึงมีโอกาสที่สัตว์เลี้ยงในบ้านจะได้รับเชื้อโรคชนิดนี้ค่อนข้างมีสูง

หมา แมวติดพิษสุนัขบ้า แค่รอยข่วน ก็ติดเชื้อได้

แม้ไม่โดนกัด แต่หากโดนสัตว์ข่วนด้วยเล็บ ก็ทำให้ติดโรคพิษสุนัขบ้าและตายได้ เนื่องจากหมาหรือแมวมักจะมีพฤติกรรมเลียอุ้งเท้าและเล็บของมัน จึงอาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และแพร่เชื้อได้หากแผลที่โดนข่วนมีเลือดออกแม้เพียงเล็กน้อย

ทำอย่างไร ถ้าโดนสัตว์ข่วน

หากโดนข่วนอย่าปล่อยทิ้งไว้ ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำกับสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นพบแพทย์ทันที เพื่อล้างแผลอีกครั้ง และฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาไอโอดีน และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคน มักจะปรากฏหลังจากเชื้อมีการฟักตัว แล้วเดินทางถึงสมอง แต่ระยะฟักตัวของเชื้อนั้นไม่แน่ชัด แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี พบได้ตั้งแต่ 4 วัน จนถึง 4 ปี หลังจากที่ถูกกัด โดยผู้ป่วยประมาณ 70% มีอาการภายใน 3 เดือน และผู้ป่วยประมาณ 96% มีอาการภายใน 1 ปี

การฟักตัวของเชื้อโรคจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกกัดด้วย หากถูกกัดที่บริเวณใกล้กับสมอง เช่น ใบหน้า หรือบริเวณที่ปลายประสาทรวมกันมากๆ เช่น มือ ระยะฟักตัวของเชื้อและการแสดงอาการของโรคก็จะสั้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากความรุนแรงของแผลที่ถูกกัด ชนิดสัตว์ที่กัด ปริมาณของเชื้อไวรัสที่เข้าไปในบาดแผล และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับรักษาเบื้องต้นหลังถูกกัดด้วย

ผู้ประกันตนกับประกันสังคมฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ฟรี!

สำนักงานประกันสังคม แจ้งว่า ถ้าโดนหมากัด แมวข่วน ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหากเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ กรณีฉุกเฉินไม่สามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสถานพยาบาลตามสิทธิได้ ให้ผู้ประกันตนสำรองค่าใช้จ่ายแล้วยื่นเรื่องเบิกเงินคืนได้เฉพาะเข็มแรกเท่านั้น ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข เข็มต่อไปให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากผู้ประกันตนไม่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

เมื่อไหร่ที่คนต้องฉีดวัคซีน

  • หลังถูกสัตว์ข่วน งับ หรือกัด
  • น้ำลาย หรือเลือดของสัตว์ถูกผิวหนังที่มีรอยถลอก หรือมีแผลเยื่อบุตาและจมูก
  • กรณีสัตว์ที่กัดหนีไป หรือไม่สามารถติดตามประวัติได้

โรคพิษสุนัขบ้านั้นอันตรายมากกว่าที่เราคาดคิดนะคะ หากมีสัตว์เลี้ยงในบ้านแม้จะเลี้ยงระบบปิดไม่ได้ให้ออกไปไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีสิทธิ์ติดโรคได้ค่ะ ุณพ่อคุณแม่อย่าลืมพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันนะคะ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย และตัวเองค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

PPTV HD , กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ติดเชื้อในกระแสเลือด เพราะจูบหมาแมว และปล่อยให้เลียปาก

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

พ่อโพสต์เฟซบุ๊กเตือน! ลูกป่วยเป็นภูมิแพ้อย่างหนัก เพราะขนสุนัข

พัฒนาการทารก 3 เดือน

พัฒนาการทารก 3 เดือน ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

พัฒนาการทารก 3 เดือน วัยนี้สามารถเห็นได้ชัดถึงการเจริญเติบโต จะเริ่มมีการตอบสนองมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเรียนรู้วิธีเลี้ยงดู เพื่อกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อย

พัฒนาการทารก 3 เดือน ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่ 3 เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับทารกและคุณพ่อคุณแม่ เด็กเริ่มเติบโตขึ้นและผ่านช่วงเวลาของการเป็นทารกแรกเกิดแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลาย ท่าน เริ่มมีความผ่อนคลาย และรับมือกับทารกได้ง่ายขึ้น การรับมือกับช่วงเวลาที่ยุ่งยากก่อน 3 เดือน เช่น เกิดอาการโคลิค และการต้องให้นมบ่อย ๆ จะเริ่มดีขึ้น ทารกจะเริ่มกินและนอนเป็นเวลา บางรายอาจบริโภคนมเพียงครั้งเดียวในตอนกลางคืน และหลับยาวได้ถึง 10 ชั่วโมง เด็กวัย 3 เดือน มีพัฒนาการ เป็นอย่างไรบ้าง ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวบข้อมูลมาฝากแล้วค่ะ

พัฒนาการทารก 3 เดือน
พัฒนาการทารก 3 เดือน

พัฒนาการทารก 3 เดือน ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

ทางด้านกายภาพ

คุณพ่อคุณแม่จะสามารถสังเกตถึงพัฒนาการของลูกน้อยได้ กระดูกบริเวณคอที่เชื่อมกับศีรษะจะแข็งแรงขึ้น คอเริ่มแข็ง สามารถควบคุมศีรษะไม่ให้สั่นไปมาได้ เมื่อนอนหงาย สามารถยกศีรษะ และค้างไว้ได้หลายนาที และเมื่อนอนคว่ำ ทารกจะสามารถชันคอได้นานขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจเห็นทารกดันหน้าอกขึ้นได้ด้วย กระดูกและกล้ามเนื้อของทารกกำลังพัฒนา เติบโตขึ้น

เมื่อนอนหงาย ทารกจะเหยียดแขน เหยียดขาไปพร้อมๆกันได้ ดึงมือทั้ง 2 ข้างเข้าหากันคล้ายอาการผวา กำมือ และเริ่มคว้าสิ่งของ ของเล่นได้ โดยการจับ การคว้าสิ่งของนั้น เป็นการเรียนรู้ สัมผัส และจดจำของทารก นอกจากนี้ทารกอาจเริ่มพลิกตัวเองได้ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทดสอบพัฒนาการของลูก โดยการยื่นของเล่นให้ เพื่อดูการตอบสนองของลูกว่าจะยื่นมือมาจับของเล่นหรือไม่

ทางด้านการได้ยิน และการมองเห็น

ประสาทตาของทารกจะเริ่มจับภาพได้ดีขึ้น แต่อาจจะยังเห็นได้ไม่ไกล ไม่ชัด ไม่สามารถแยกสีได้ อาจมองเห็นเป็นแค่สีขาวและดำ ดังนั้นทารกจึงให้ความสนใจมือตัวเองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสิ่งใกล้ตัว และมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด จะจ้องมองมือตัวเองบ่อยๆ เอามือเข้าปาก กุมมือตัวเอง เหมือนมือตัวเองเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ เป็นของเล่นที่แปลกใหม่ การมองเห็นจะพัฒนาค่อย ๆ ชัดขึ้น สามารถแยกสีต่าง ๆ  ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถหาของเล่นที่มีสีสัน และให้ลูกได้หยิบ จับ เพื่อเสริมพัฒนาการของลูก

ทารกอาจเริ่มได้ยินเสียง และหันศีรษะหรือมองตามเสียงที่ได้ยิน จะเริ่มมีการประสานงานของดวงตาดีขึ้น เริ่มจดจำรายละเอียดในสิ่งที่มองเห็น หรือสิ่งที่ได้ยิน สามารถแยกแยะเสียงพูดกับเสียงต่าง ๆ ได้ เริ่มจำเสียงของคุณแม่ได้

ทางด้านการสื่อสาร

เมื่อทารกเริ่มพัฒนาด้านการได้ยิน และการมองเห็น ทารกอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองว่าตนเองรู้สึกอย่างไร เช่น ยิ้มโต้ตอบ ส่งเสียงพูดคุย และร้องไห้เมื่อรู้สึกหิว หรือไม่สบายตัว มีไข้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมพัฒนาการลูกด้วยการพูดคุยกับลูก เพื่อฝึกฝนให้ลูกมีการสื่อสารโต้ตอบได้เร็วขึ้น

การพลิกตัว

ทารกอาจมีกล้ามเนื้อ ข้อสะโพก ข้อเข่า ที่แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จึงทำให้สามารถพลิกตัวได้เอง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทารก ควรเตรียมพื้นที่ที่มีความนิ่ม และมีพื้นที่ในการพลิกตัว เพื่อป้องกันทารกตกจากเตียงที่สูง

ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไร?

  • สื่อสารกับลูกบ่อย ๆ โดยการอ่านหนังสือ เปิดเพลง หรือพูดคุยกับลูก เพื่อกระตุ้นพัฒนาการให้ทารกมีการตอบสนองต่อเสียงที่ได้ยิน และพูดเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน
  • โอบกอดลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย และให้ลูกได้จับนิ้วมือของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก
  • ให้ทารกนอนคว่ำ แล้วนำของเล่นที่มีสีสันมาวางไว้ข้างหน้า เพื่อดึงดูดความสนใจ และให้ทารกยกศีรษะขึ้นเอง เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กระดูกบริเวณคอ เมื่อทารกมีอาการง่วง เปลี่ยนให้ทารกนอนหงาย เพื่อป้องกันการหายใจไม่ออก หากเผลอปล่อยให้ทารกนอนคว่ำตลอดทั้งวัน
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูก ด้วยการนำของเล่นมาวางไว้ตรงหน้าของทารก ดึงดูดให้ทารกอยากเอื้อมมือจับ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อบริเวณคอและหลัง
  • ทารกส่วนใหญ่อาจร้องไห้หนัก เพื่อสื่อสารถึงความต้องการ เช่น เปลี่ยนผ้าอ้อม หิว หรือเจ็บป่วย คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการของลูก โอบกอด และสำรวจว่ามีอาการเจ็บป่วย หรือต้องการสิ่งใด การดูแลของคุณพ่อคุณแม่จะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทารกได้เป็นอย่างดี
พัฒนาการทารก
พัฒนาการทารก

ปัญหาพัฒนาการทารก 3 เดือน ที่ควรพบคุณหมอ

หากทารกแสดงพฤติกรรมดังต่อไปนี้ ควรพาไปพบคุณหมอทันที

  • ทารกร้องไห้หนักและนาน โดยปกติทารกส่วนใหญ่จะร้องไห้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ในบางครั้งอาจแยกได้ยาก ว่าเกิดจากภาวะโคลิคหรือไม่
  • ทารกนอนไม่หลับ หรือนอนน้อยกว่า 15 ชั่วโมง/วัน
  • บริโภคนมได้น้อย
  • ไม่มีการตอบสนองต่อเสียง และไม่โฟกัส หรือไม่เพ่งสายตามองสิ่งรอบตัว
  • กำมือแน่นเกินไป
  • ไม่มีการยิ้มตอบสนอง
  • ร่างกายมีความแข็งแรงไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเกิดในส่วนหนึ่งของร่างกาย
  • ไม่มีปฏิกิริยาสะดุ้ง หรือตกใจต่อเสียงที่เกิดขึ้นกะทันหัน
  • อาการฟลอปปี้ซินโดรมในเด็ก (Floppy Baby Syndrome) ที่สังเกตได้จากกล้ามเนื้อของทารกอ่อนแอ หลัง 3 เดือนถ้าคอไม่แข็ง กล้ามเนื่ออ่อนปวกเปียก ต้องรีบมาพบคุณหมอเพื่อประเมินพัฒนาการของทารก

การเล่นกับทารก

มีการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้รับการอุ้มอย่างรักใคร่ มีการพูดคุย ยิ้มแย้ม ลูกน้อยจะมีการมองริมฝีปาก มีการพัฒนาทักษะการฟัง และการมีสิ่งเคลื่อนไหวที่มองเห็นได้หลากหลาย จะทำให้ทารกเกิดการพัฒนาทางด้านการเรียนรู้ และทางด้านการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของลูกมากที่สุดคือ คุณแม่

ทารกในวัย 3 เดือนนี้ ไม่จำเป็นต้องอุ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ควรให้ทารกได้เรียนรู้ในหลาย ๆ อย่าง เช่น เล่นของเล่นกับทารก ให้ดูภาพ หรือสิ่งของหลากหลาย ร้องเพลงให้ฟัง พร้อมทำมือประกอบง่าย ๆ

อุ้มทารกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ที่อากาศดี ๆ จะช่วยให้หลอดลมของทารกแข็งแรงขึ้น และเหมือนทารกได้ออกกำลังกาย ช่วยให้ทารกนอนหลับได้ดีในช่วงกลางคืน

อาการที่อาจเกิดขึ้นในวัย 3 เดือน

ติดหวัด

หากคนในบ้านเป็นหวัด อาจจะแค่คัดจมูก จาม และอยู่ใกล้ทารก มีความเป็นไปได้สูงที่ทารกจะติดหวัด ถ้าเป็นหวัดไข้จะไม่สูงมาก (37-37.6 องศาเซลเซียส) อาจมีน้ำมูกใสๆไหล แล้วค่อยๆข้นขึ้น จากนั้นก็หายเป็นปกติ หากมีไข้ให้เช็ดตัว เพื่อระบายความร้อน สำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือร่างกายไม่แข็งแรงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

มีขี้ตา

หากตื่นมาในตอนเช้าแล้วเห็นขี้ตาที่บริเวณหางตา หรือหัวตาของทารก และมีน้ำตาคลอ ๆ อยู่ให้สังเกตว่า ขนตาล่างพับเข้าไปด้านในลูกตาหรือเปล่า เพราะทารกบางคนกินเก่ง ทำให้แก้มยุ้ย เนื้อแก้มอาจจะดันขนตาเข้าไปข้างใน อาจให้คุณหมอถอนขนตาออกให้ แต่บางคนมีขี้ตาเยอะมาก จนลืมตาไม่ขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย เยื่อตาอักเสบ คุณหมออาจให้ยามาป้ายหรือหยอด ใช้เวลาไม่กี่วันก็หายเป็นปกติ

ตาเข

คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตตาลูก ว่าทำไมเวลาลูกมองตา ตาดำทั้ง 2 ข้างเหมือนไม่ไปทิศเดียวกัน วิตกว่าลูกจะตาเขหรือไม่ ในวัยนี้ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะการทำงานของกล้ามเนื้อสายตายังไม่ดี ทารกยังมองของสิ่งเดียวกันทั้ง 2 ข้าง ยังไม่ได้ ทารกจะมองดีขึ้นเมื่ออายุ 6 เดือน ดังนั้นจึงยังไม่ต้องวิตกกังวล

บทความเกี่ยวกับ พัฒนาการทารก 3 เดือน ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ และเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พัฒนาการทารก 1 เดือน และวิธีกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน!

พัฒนาการทารก แรกเกิด – 1 ขวบ หนูทำอะไรได้บ้างนะ?

ตารางวัคซีน สำหรับเด็กแรกเกิด–อายุ 15 ปี ประจำปี 2565

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://hellokhunmor.com, http://www.sanook.com

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน

เช็คที่นี่!ผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน อย่างไร

เช็คที่นี่!ผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน อย่างไร

ผู้ประกันของสำนักงานประกันสังคมที่ติดโรคโควิด 19 ได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากประกันสังคม หนึ่งในสิทธินั้นก็คือ ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน การขาดรายได้ได้ด้วยนะคะคุณพ่อคุณแม่ ล่าสุดสำนักงานประกันสังคมได้เปิดเผยข้อมูลว่า ผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 หากป่วยโควิด-19 หรือตกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ต้องกักตัว ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีสิทธิยื่นขอรับเงินขาดรายได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เงื่อนไขผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน ขาดรายได้

ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน
ผู้ประกันตนป่วยโควิด เบิกเงินทดแทนอย่างไร

1. ผู้ประกันตนมาตรา 33

  • กรณีหยุดรักษาตัวไม่เกิน 30 วัน :  รับค่าจ้าง 30 วันแรกจากนายจ้าง
  • กรณีหยุดรักษาตัวเกิน 30 วัน : สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ จากประกันสังคมนับตั้งแต่วันที่ 31 ของการลาป่วย โดยได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน เว้นแต่โรคเรื้อรัง (โรคมะเร็ง, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคเอดส์, โรคหรืออาการบาดเจ็บทางสมอง เส้นเลือดสมองหรือกระดูกสันหลังอันเป็นเหตุให้เป็นอัมพาต, โรคหรือการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่ต้องรักษาตัวนานเกินกว่า 180 วัน) ไม่เกิน 365 วัน
  • เอกสารที่ต้องใช้ : ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01)

2. ผู้ประกันตนมาตรา 39

  • กรณีหยุดรักษาตัว : สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ โดยได้รับเงินทดแทน 50% ของฐานอัตราการนำส่งเงินสมทบ 4,800 บาท ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน เว้นแต่โรคเรื้อรังไม่เกิน 365 วัน
  • เอกสารที่ต้องใช้ : ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01)

ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 จะเบิกสิทธิประโยชน์ได้ จะต้องมีเอกสารหลักฐาน ใบรับรองแพทย์ และต้องมีการนำส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์

3. ผู้ประกันตนมาตรา 40

  • กรณีหยุดรักษาตัวที่โรงพยาบาล : ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ วันละ 300 บาท
  • กรณีหยุดรักษาตัวที่บ้าน (HI) หรือชุมชน (CI) : ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป สามารถเบิกสิทธิประโยชน์กรณีขาดรายได้ วันละ 200 บาท
  • เอกสารที่ต้องใช้ : ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01/ ม.40)

ผู้ประกันตน ม.40 จะเบิกสิทธิประโยชน์ได้ จะต้องมีเอกสารหลักฐาน ใบรับรองแพทย์ และมีการส่งเงินสมทบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 4 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์

ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน
ผู้ประกันตน ป่วยโควิด เบิกเงินทดแทน อย่างไร

เอกสารที่ต้องใช้

1. แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01)

2. ใบรับรองแพทย์

3. หนังสือรับรองจากนายจ้าง

4. สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้

5. สถิติวันลาของผู้ยื่นคำขอ

6. หลักฐานอื่น ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่ขอเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา

7. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารหน้าแรกที่มีชื่อ–เลขที่บัญชี (กรณีขอรับเงินทางธนาคาร) มี 9 ธนาคาร ดังนี้

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตาม กรณีไม่มีใบรับรองแพทย์ เนื่องจากผู้ประกันตน ม.33, 39 และ 40 ยังไม่พบการติดเชื้อ แต่ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงและต้องกักตัวที่บ้าน เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ก็สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทน “กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย” ได้เช่นกัน ตาม “กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563”

ระยะเวลาและช่องทางการยื่นข้อมูล

ผู้ประกันตนสามารถยื่นขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ภายใน 2 ปี ผ่าน 2 ช่องทาง คือ

  • สำนักงานประกันสังคม : สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 1-12 แห่ง/จังหวัด/สาขา ที่สะดวก ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข
  • ระบบ E-service : คลิกดาวน์โหลด แบบฟอร์ม กรอกข้อมูล พร้อมแนบสำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ จากนั้นส่งไปยังสำนักงานประกันสังคม และทางสำนักงานจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ประกันตน

วิธีเช็กผลการยื่นและการโอนเงินเข้าบัญชี

กรณีผู้ประกันตนที่ยื่นเอกสารขอเบิกสิทธิประโยชน์กรณีทดแทนการขาดรายได้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามลำดับการยื่นเรื่องก่อนหลัง และจะได้รับการอนุมัติช้าหรือเร็วนั้น จะขึ้นอยู่กับปริมาณของพื้นที่เจ้าของเรื่อง

พร้อมทั้งเอกสารประกอบการยื่นเรื่องเบิกมีครบถ้วนสมบูรณ์ หากได้รับการอนุมัติจะมีหนังสือแจ้งผลให้ทราบ และเงินจะตัดจ่ายเข้าบัญชี 5-7 วันทำการ

หากนานเกินไปยังไม่ทราบผลการอนุมัติ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคม พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน, เว็บไซต์ สำนักงานประกันสังคม หรือสายด่วน 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ถ้าผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไม่พอใจคำสั่งจ่ายประโยชน์ทดแทน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก 

PPTV HD

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สปสช.ดึง 700 ร้านยา เจอ แจก จบ ดูแลผู้ป่วยโควิด  

สปสช. สายด่วน1330 เพิ่มคู่สายรับผู้ป่วยหลัง สงกรานต์ 65

เช็ค! รพ.เอกชนกว่า 100 แห่ง ดูแลผู้ติด โควิดกลุ่มสีเขียว

เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

8 เทคนิคสอนลูก ไม่ตกเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

8 เทคนิคสอนลูก ไม่ตกเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

ข่าวคราวการล่วงละเมิดทางเพศมีเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่เว้นแม้แต่กับเด็ก ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย และเกิดขึ้นจากคนใกล้ตัวและคนแปลกหน้า คุณพ่อคุณแม่ย่อมเป็นกังวลว่าเหตุการเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับลูกน้อย จะทำอย่างไรเพื่อให้ลูกรู้ทันไม่ต้องเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ ทีมบรรณาธิการ ABK มี 8 เทคนิคสอนลูกเรื่องนี้มาฝากทุกท่านค่ะ

รูปแบบการกระทำให้เด็กเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

ไม่มีการสัมผัสร่างกาย

  • แอบดูเด็กอาบน้ำ
  • พูดจาลวนลาม
  • เปลือยกาย หรือให้เด็กดูอวัยวะเพศ
  • ดูภาพ หรือคลิปลามก เพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ
สอนลูก ไม่ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

 

สัมผัสร่างกาย แต่ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ

  • กอดจูบ ลูกคลำอวัยวะเพศเด็ก
  • ให้เด็กจับอวัยวะเพศ เพื่อสำเร็จความใคร่

ล่วงละเมิดทางเพศ

  • บังคับ หรือข่มขู่ให้เด็กเก็บเป็นความลับ
  • กระทำชำเราซ้ำ ๆ
  • ทำร้ายร่างกาย หรือฆ่า

สถานที่ที่มักเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศ

  • บ้านตัวเอง
  • บ้านเพื่อน
  • บ้านญาติ
  • ถนนเปลี่ยว
  • สถานที่เปลี่ยว
  • โรงเรียน

8 เทคนิคสอนลูก ไม่ตกเป็น เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

  1. สอนให้รู้จักร่างกาย บอกให้ลูกเรียนรู้เรื่องอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงอวัยวะเพศ ช่วงที่เด็กเริ่มเรียกอวัยวะได้ สอนเรียกอวัยวะเพศโดยใช้ชื่อที่เด็กเข้าใจ ไม่ต้องเป็นชื่อทางการ แต่เมื่อถึงวัยที่ลูกรู้ ความแตกต่างระหว่างเพศชายและเพศหญิง พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกเรียกด้วยคำที่ถูกต้อง เพราะเมื่อเกิดปัญหาและลูกต้องการบอกเล่า การใช้คำทางการทำให้มีความเข้าใจตรงกัน อธิบายเรื่องราวได้อย่างถูกต้อง
  2. บอกพื้นที่ส่วนตัว บอกลูกว่าส่วนไหนบนร่างกายที่คนอื่นห้ามสัมผัส ห้ามจ้องมอง ห้ามถ่ายรูป เช่น หน้าอก อวัยวะเพศ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำสิ่งนี้กับลูกได้ ส่วนไหนบนร่างกายที่พ่อแม่เท่านั้นที่สัมผัสได้ และเมื่อลูกโตเป็นหนุ่มสาวแล้วพ่อแม่ต้องคอยดูแล แนะนำ โดยให้ระมัดระวังการสัมผัสร่างกายของลูก และให้ลูกมีพื้นที่ส่วนตัว เช่น การแยกห้องนอน
  3. เน้นย้ำสิทธิในร่างกายตัวเอง ย้ำกับลูกเสมอว่าลูกมีสิทธิในร่างกายของลูกคนเดียวเท่านั้น หากไม่ยอมให้ใครมาสัมผัส ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิมาสัมผัส นอกจากการสัมผัสเพื่อทำความสะอาดหรือการรักษาจากแพทย์ หากใครมาสัมผัสแล้วรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ต้องกล้าบอกไปว่าไม่ชอบหรือไม่พอใจ
  4. สอนให้รู้จักปฏิเสธ ถ้ามีคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่มาสัมผัสพื้นที่สงวนของร่างกาย สอนให้ลูกรู้จักปฏิเสธ ต้องพูดไปเลยว่า “ไม่ได้” และอาจจะส่งเสียงขอความช่วยเหลือดัง ๆ และวิ่งหนีออกมาไม่ต้องเกรงใจ
  5. บอกสัมผัสที่ปลอดภัย บอกลูกว่าสัมผัสแบบใดคือสัมผัสที่ปลอดภัย สามารถทำได้ เช่น สัมผัสของ พ่อแม่ ญาติ พี่เลี้ยง จำเป็นต้องช่วยลูกในการทำความสะอาดร่างกาย สัมผัสของแพทย์เพื่อตรวจรักษาร่างกาย แต่บอกลูกว่าพ่อแม่จะอยู่ด้วยเสมอ หรือบางครั้งการสัมผัสของครูในวิชาเรียนบางอย่างอาจต้องมีการสัมผัสกันเล็กน้อย
  6. อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า สอนลูกว่าอย่าไว้ใจคนเเปลกหน้าที่มาคุยเด็ดขาด ถึงเเม้คนเหล่านั้นจะเอาขนมมาให้กินอย่ากินเด็ดขาด หรืออ้างว่ารู้จักกับพ่อเเม่ก็ตาม ไม่ต้องเกรงใจแม้ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นคนที่เด็กเคารพก็ตาม เนื่องจากคนที่ทำอนาจารบางครั้งอาจจะเป็นคนใกล้ชิด
  7. ไม่ใจอ่อนหรือปิดบัง กำชับลูกเสมอว่า ไม่ว่าคนที่ทำลูกจะขอร้องหรือขู่อย่างไร หากลูกไม่พอใจในสิ่งที่ถูกกระทำ ลูกต้องบอกพ่อแม่ทันที ไม่ต้องปิดเป็นความลับ ไม่มีใครทำอะไรลูกได้เด็ดขาด เพื่อให้ลูกมั่นใจว่าพ่อแม่สามารถปกป้องเขาได้
  8. พูดคุยกับลูกเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หาบรรยากาศสบาย ๆ สอนให้ลูกเข้าใจตนเอง และความหมายการล่วงละเมิด สิทธิที่จะปกป้องตัวเอง หากลูกสงสัยจะได้ถามพ่อแม่ได้ตรง ๆ ไม่รู้สึกกดดัน เพื่อที่ลูกเกิดความวางใจและมั่นใจ

คำแนะนำการป้องกันตัว

  • พกนกหวีดใช้เป่าในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • การวิ่งหนีเอาตัวรอด
  • เรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัว
เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ
8 เทคนิคสอนลูก ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

ขอบคุณภาพจาก กรมอนามัย

โทษทางกฎหมายของผู้ล่วงละเมิด

หากเกิดเหตุการล่วงละเมิดกับลูกไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ุณพ่อุณแม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ล่วงละเมิดได้ โดยแต่ละความผิดมีโทษดังนี้ค่ะ

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• การครอบครอง/การส่งต่อ/การเผยแพร่ วัตถุ หรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เช่น รูปภาพ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ แถบบันทึกเสียง รวมถึงสิ่งที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายผู้อื่น เช่น การสัมผัสจับต้องเนื้อตัวร่างกาย การลวนลามร่างกายในทางไม่สมควร และการกระทำ ให้อับอายขายหน้าในทางเพศ

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

บทลงโทษผู้ล่วงละเมิดตามกฎหมายอาญา

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• ครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• ส่งต่อสื่อลามก มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• เผยแพร่สื่อลามก มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท (มาตรา 287/2)

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับ 10,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 7 – 20 ปี และปรับ 140,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต (มาตรา 277)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 5  – 20 ปี และปรับ 100,000 – 400,000 บาท (มาตรา 277)

8 วิธีนี้ขอให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกบ่อย ๆ เพราะหากเกิดการล่วงละเมิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นแผลในใจของเด็กไปอีกนานแสนนาน และขอให้คุณพ่อคุณแม่ ระมัดระวัง อย่าให้ลูกตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก 

ธรรมนิติ,กรมอนามัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง 

นี่คือ…สาเหตุ “ลูกถูกล่วงละเมิดเพศ” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง!

สลด! ดญ. ถูก ล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการเอาดินสอจิ้ม!

ไข้หวัดใหญ่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ VSโควิด19กับวัคซีนป้องกันในสถานการณ์ปัจจุบัน

ไข้หวัดใหญ่ ในสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ยังคงน่าห่วงไม่น้อยไปกว่ากัน แล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ช่วยป้องกันยังจำเป็นอยู่ไหม ฉีดร่วมกับวัคซีนโควิดได้หรือไม่

ไข้หวัดใหญ่ VS โควิด19 กับวัคซีนป้องกันในสถานการณ์ปัจจุบัน!!

การระบาดของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เป็นสิ่งที่ยากต่อการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค โอกาสในการติดเชื้อมีสูง เพราะมันสามารถลอยอยู่ในอากาศรอบตัว ไวรัสทางเดินหายใจที่ระบาดในปัจจุบัน และก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ในบางรายนั้น เป็นโรคที่เราควรเฝ้าระวัง นั่นคือ โรคไข้หวัดใหญ่ และไวรัสโควิด 19 ซึ่งทั้งสองโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสทางเดินหายใจ และมีอาการใกล้เคียงกัน

ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้ออินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งโรคชนิดนี้ถูกพบมานานแล้ว โดยมีระยะฟักตัวเพียง 1-3 วัน  โรคไข้หวัดใหญ่สามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดเอ บี และซี  โรคไข้หวัดใหญ่อาจมีอาการเริ่มต้นเหมือนไข้หวัด  ส่วนใหญ่สามารถหายเป็นปกติได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีความรุนแรงทำให้เกิดปอดอักเสบและเสียชีวิตได้

ไข้หวัดใหญ่ ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ไข้หวัดใหญ่ ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย

โรคโควิด-19 หรือ COVID-19 เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนา (Coronavirus) สายพันธุ์ใหม่ ต้นตอของไวรัสชนิดนี้มาจากสัตว์ที่เป็นตัวกลางที่แพร่เชื้อสู่มนุษย์ มีระยะฟักตัว 2-14 วัน ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น การไอหรือจาม น้ำลาย เป็นต้น เมื่อได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นไข้และพบความผิดปกติด้านระบบทางเดินหายใจ โดยพบว่าบางรายที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เมื่อติดเชื้อโควิด-19  ยิ่งส่งผลให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

อาการของไข้หวัดใหญ่ & โควิด 19 มีความเหมือนและต่างอย่างไร ?

โรคไข้หวัดใหญ่

โรคโควิด19

มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีไข้สูงเกิน 37.5องศาเซลเซียส
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก เหนื่อยล้ามาก ปวดกล้ามเนื้อ
ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ
เบื่ออาหาร เบื่ออาหาร
คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอแห้ง ๆหายใจลำบาก
บางรายอาเจียน คลื่นไส้ แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนมีอาการ

ในปัจจุบันทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ และโควิด19 มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด 19 จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการป้องกันการเกิดโรคทั้งสอง และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนโดยเร็ว

แม้ว่าในสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ที่ทางภาครัฐได้มีการเร่งระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน จนทำให้บางคนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วเรายังควรต้องไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่อีกหรือไม่ ในเมื่ออาการต่าง ๆ ของทั้งสองโรคมีอาการคล้ายเคียงกัน สามารถป้องกันร่วมกันได้หรือไม่ จะเห็นได้ว่าแม้ทั้งสองโรคจะมีที่มาจากไวรัสทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่เป็นคนละชนิดกันดังที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นวัคซีนในการป้องกันเชื้อจึงแตกต่างกัน และที่สำคัญเราไม่ควรละเลยที่จะเฝ้าระวัง ไข้หวัดใหญ่ เพราะเป็นโรคที่อัตราการเสียชีวิตสูงเช่นกัน

ไข้หวัดใหญ่ กับเด็กเล็กต้องเฝ้าระวัง
ไข้หวัดใหญ่ กับเด็กเล็กต้องเฝ้าระวัง

ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ที่สูงขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

ปัจจุบัน เริ่มมีรายงานจากหลายประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรปที่พบว่า เกิดความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่สูงขึ้น รวมถึงในสหรัฐอเมริกาที่พบการระบาดในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีรายงานการวิจัยจาก University of Pittsburgh สหรัฐอเมริกา ที่คาดการณ์ว่า ฤดูไข้หวัดใหญ่ปี 2021-2022 มีแนวโน้มจะรุนแรงกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้มีจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการป่วยในฤดูกาลก่อนการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ เราสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนักถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ เมื่อมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น 20-50% จากปีก่อนๆ

สธ.คาดครึ่งปีหลัง 2565 “โควิด” แนวโน้มลดลง เตือนไข้หวัดใหญ่-ไข้เลือดออกอาจสูงขึ้นการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพในปี 2565 มีเรื่องที่ต้องแจ้งเตือน ได้แก่ โรคโควิด 19 หากไม่มีการกลายพันธุ์ที่มีนัยสำคัญ คาดว่าครึ่งปีหลัง จำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลง เนื่องจากคนไทยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามเป้าหมาย มีการฉีดเพิ่มเติมในเด็ก ไข้หวัดใหญ่ คาดว่าผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า คือ 22,817 ราย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและปลายฝนต้นหนาว เนื่องจากช่วงต้นปี 2565 การใส่หน้ากากอนามัยของคนไทยยังดี แต่ช่วงปลายปีหากสถานการณ์ดีขึ้น การใส่หน้ากากอนามัยลดลง อาจมีการระบาดของโรคเพิ่มขึ้นได้

ที่มา www.thaigov.go.th/ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565
วัคซีน ไข้หวัดใหญ่
วัคซีน ไข้หวัดใหญ่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่

การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้น ๆ ในประเทศไทยพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งปีแต่พบได้มากขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ดังนั้นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนทุกปีเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สามารถฉีดซ้ำได้ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

  • ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 70 – 90%
  • ลดการติดเชื้อในหูชั้นกลางได้ 36% ในเด็ก
  • ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ 60% ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  • ลดอัตราการตายจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้ 70 -80 % ในผู้สูงอายุที่มากกว่า 65 ปี

เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว และมีวัคซีนในการป้องกัน  ทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกันโรคโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อติดเชื้อเข้าไปในร่างกาย เชื้อมักจะลามไปสู่ปอดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม ปอดอักเสบได้มากกว่าไข้หวัดใหญ่ ซึ่งโรคโควิด-19 ยังไม่มีการรักษา 100 % แต่จะรักษาไปตามอาการเท่านั้น  หากคุณรู้ตัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการคัดกรองเชื้อโควิด-19 เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และลดโอกาสการแพร่เชื้อ

วิธีปฎิบัติตัวป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธุ์!!

นอกจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันไว้แล้ว อย่างที่ทราบกันดีว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่มีหลายสายพันธุ์ ดังนั้นวัคซีนอาจไม่ครอบคลุมเพียงพอ การป้องกัน และดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้

หมั่นล้างมือ ป้องกันเชื้อไวรัสได้
หมั่นล้างมือ ป้องกันเชื้อไวรัสได้

ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด : ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธุ์

ปิด : ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม

ล้าง : ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ

เลี่ยง : หลีกเลี่ยงคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย

หยุด : หยุดเมื่อป่วย หยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมในสถานที่แออัด

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ กับโควิด 19

จากการศึกษาในประเทศอังกฤษ พบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ร่วมกัน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรคร่วมกันถึง 5.92 เท่า ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

จากการศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีแนวโน้มที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิดได้ และการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อนการติดเชื้อโควิด-19 จะช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดการใช้เครื่องช่วยหายใจ และลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19

ทั้งยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นในสหรัฐอเมริกาและบราซิล ที่ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ส่งผลในเชิงบวกต่อการเจ็บป่วยของโควิด-19 สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 10% ด้วยเช่นกัน
การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเป็นประจำทุกปี และล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศถึงแนวทางการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ว่าสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนโควิด-19 ในวันเดียวได้ โดยหากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและยังไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ขอให้รีบรับวัคซีนให้เร็วที่สุด

ข้อมูลอ้างอิงจาก โรงพยาบาลพญาไท/ โรงพยาบาลศิครินทร์ /www.thairath.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรงและอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์

เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ควรดูแลอย่างไร

โชคดีที่โชคร้ายเมื่อลูกต้อง ยอมแพ้ จงสอนลูกให้ล้มแล้วลุกไว

หมากฝรั่งติดคอ ลูกทำไงดี!กลืนลงท้องเลยได้ไหม?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พัฒนาการทารก 1 เดือน

พัฒนาการทารก 1 เดือน และวิธีกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน!

เด็กแรกเกิด – 1 เดือน มีพัฒนาการทางด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย มาดูกันว่า พัฒนาการทารก 1 เดือน มีอะไรบ้าง? และมีวิธีการกระตุ้นพัฒนาการได้อย่างไร? กันค่ะ

พัฒนาการทารก 1 เดือน และวิธีกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน!

ในเด็กแรกเกิดที่เพิ่งได้ลืมตาออกมาดูโลกกว้าง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับลูก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเอาใจใส่ เข้าใจ ลูกน้อยให้มาก เพราะสิ่งที่ลูกสื่อสารออกมาจะทำได้แค่เพียงร้องไห้ ให้คุณพ่อคุณแม่เดากันเอาเองว่าลูกต้องการอะไร ดังนั้น มาดูกันว่า พัฒนาการทารก 1 เดือน มีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ดูแลลูกน้อยในเรื่องการกิน การนอน พร้อมทั้ง กระตุ้นพัฒนาการทารก กันได้อย่างถูกวิธีอีกด้วย

พัฒนาการทารก 1 เดือน เป็นอย่างไร?

เด็กทารกในช่วงเดือนแรกนั้น จะมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว แต่ยังคงทำได้เพียงกิน นอน ร้องไห้ และขับถ่าย จึงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ของผู้ปกครอง โดยเด็กทารกวัย 1 เดือน มีการเจริญเติบโตในแต่ละด้าน ดังนี้

การเจริญเติบโตของร่างกาย

เด็กจะมีน้ำหนักตัวลดลงในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยหลังจากนั้นน้ำหนักจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเอง ซึ่งในช่วงเดือนแรกหลังคลอด เด็กอาจตัวยาวขึ้นถึง 3.8 เซนติเมตร และอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นถึง 900 กรัมจากแรกเกิด แต่การเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนอาจไม่เท่ากันเพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วย

การใช้กล้ามเนื้อ

เมื่ออายุได้ 1 เดือน เด็กทารกจะสามารถยกหัวขึ้นเองได้บ้างแล้วในขณะนอนคว่ำ แต่ก็ยังคงต้องประคองหัวของเด็กไว้ตอนอุ้มเด็กขึ้นมา เพราะคอยังไม่แข็งแรงมากนัก

อ่านต่อ : พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของทารกวัยแรกเกิด ถึง 3 ปี

การกิน

ปุ่มรับรสที่อยู่บนลิ้นของเด็กวัยนี้จะยังทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก โดยลิ้นของเด็กจะรับรสหวานได้ดีที่สุด แต่ยังไม่สามารถแยกแยะรสเปรี้ยวหรือรสขมได้ ส่วนเรื่องอาหาร เด็กควรดื่มแค่นมแม่หรือนมผงสำหรับทารกแรกเกิดก็เพียงพอแล้ว

อ่านต่อ : ทารกกินกล้วย เสียชีวิต! ด้วยวัยเพียง 7 วัน

การนอน

เด็กทารกในช่วงเดือนแรกนั้นควรนอนวันละประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง แบ่งเป็นนอนกลางวันประมาณ 3 ครั้ง รวมแล้วประมาณ 7 ชั่วโมง และนอนตอนกลางคืนเป็นช่วง ๆ อีกประมาณ 8.5 ชั่วโมง แต่อาจจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน

อ่านต่อ ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

พัฒนาการทารก
พัฒนาการทารก

การมองเห็นและการจดจำ

เด็กทารกวัย 1 เดือนจะมองเห็นได้ชัดที่สุดในระยะ 20-30 เซนติเมตร และจะมองเห็นสีตัดกันอย่างสีขาวดำและสีที่ชัดเจนได้ดีกว่าสีทั่วไป โดยเด็กแรกเกิดอาจมีอาการตาเหล่ด้วย ซึ่งอาการจะหายไปเองหลังจากผ่านไป 3 – 4 เดือน นอกจากนี้ เด็กจะสามารถจดจำใบหน้า เสียง และกลิ่นที่คุ้นเคยได้ อย่างหน้าตาของแม่ เสียงของแม่ และกลิ่นของน้ำนมแม่ อีกทั้งเด็กอาจจำเสียงของแม่หรือคนในครอบครัวได้และอาจหันไปหาเสียงที่คุ้นเคยด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเล่นกับเด็กบ่อย ๆ เพื่อให้เด็กเกิดการจดจำ

อ่านต่อ นี่คือสายตาของเด็กทารกที่มองเห็นพ่อแม่ในแต่ละเดือน จนถึงอายุ 1 ขวบ

การสื่อสาร

เด็กทารกในวัยนี้ทำได้แต่ร้องไห้เพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถพูดเป็นภาษาเพื่อสื่อสารกับคนอื่นได้ จึงต้องอาศัยความเอาใจใส่ของผู้ปกครองในการสังเกตลักษณะและอาการต่าง ๆ เพราะอาจพอทราบได้ว่าการร้องไห้แบบไหนสื่อถึงอะไรบ้าง เมื่อรู้ความต้องการแล้วอาจช่วยให้หาทางรับมือได้อย่างถูกวิธี เช่น ให้เด็กกินนม หรืออุ้มเด็กเดินไปมาพร้อมร้องเพลงกล่อม เป็นต้น แต่หากเด็กร้องไห้นานหรือบ่อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของอาการโคลิคหรือโรคอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งพ่อแม่ควรไปปรึกษาแพทย์หรือพาเด็กไปรับการตรวจอย่างเหมาะสม

อ่านต่อ ถอดรหัส 18 ภาษาทารก ลูกร้องแบบนี้..แปลว่าอะไรนะ?

เมื่อทราบถึง พัฒนาการทารก กันแล้ว การส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ตามวัยก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม ทั้งด้านการเคลื่อนไหว การเข้าใจภาษา ด้านการช่วยเหลือตัวเอง และด้านสังคม มาดูเคล็ด (ไม่) ลับ ในการกระตุ้นพัฒนาการทารก 1 เดือนกันค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการทารก 1 เดือน

ด้านการเคลื่อนไหว (กล้ามเนื้อ)

ทักษะ : ท่านอนควํ่า เด็กสามารถยกศีรษะและหันศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่งได้

อุปกรณ์ : กรุ๋งกริ๋ง

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

  1. จัดให้เด็กอยู่ในท่านอนควํ่า ผู้ปกครองเขย่าของเล่นที่มีเสียงตรงหน้าเด็ก ระยะห่างประมาณ 30 ซม. (1 ไม้บรรทัด) เมื่อเด็กมองที่ของเล่นแล้วค่อย ๆ เคลื่อนของเล่นมาทางด้านซ้าย เพื่อให้เด็กหันศีรษะมองตาม
  2. ค่อย ๆ เคลื่อนของเล่นกลับมาอยู่ที่เดิม
  3. ทําซํ้าอีกครั้งโดยเปลี่ยนให้เคลื่อนของเล่นมาทางด้านขวา

ด้านการเข้าใจภาษา

ทักษะ : เด็กมีการสะดุ้งหรือเคลื่อนไหวร่างกายเมื่อได้ยินเสียงพูดระดับปกติ

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

  1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงาย ผู้ปกครองเรียกชื่อหรือพูดคุยกับเด็กจากด้านข้างทั้งข้างซ้ายและขวา โดยพูดเสียงดังปกติ
  2. หากเด็กสะดุ้งหรือขยับตัวเมื่อผู้ปกครองพูดคุยเสียงดังปกติ ให้ผู้ปกครองยิ้มและสัมผัสตัวเด็ก
  3. ถ้าเด็กไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ให้พูดเสียงดังเพิ่มขึ้น โดยจัดท่าเด็กเช่นเดียวกับข้อ 1 หากเด็กสะดุ้ง หรือขยับตัวให้ลดเสียงลงอยู่ในระดับดังปกติ พร้อมกับสัมผัสตัวเด็ก
กระตุ้นพัฒนาการทารก
กระตุ้นพัฒนาการทารก

ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม

ทักษะ : เด็กสามารถมองจ้องหน้าได้นาน 1-2 วินาที

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

  1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงาย หรืออุ้มเด็กให้หน้าผู้ปกครองห่างจากเด็กประมาณ 30 ซม. (1 ไม้บรรทัด)
  2. สบตาและทําตาลักษณะต่าง ๆ เช่น ตาโต กระพริบตา เพื่อให้เด็กสนใจ
  3. พูดคุย ยิ้มเพื่อให้เด็กมองที่ปากแทนสลับกันไป

หมายเหตุ อาจทําขณะอาบนํ้าหรือแต่งตัวเด็ก หรืออุ้มเด็กให้เด็กหันหน้ามาทางผู้ปกครอง แล้วทาหน้าตาหรือส่งเสียง ให้เด็กสนใจ เมื่อเด็กมองตาให้พูดคุยและยิ้มด้วย

เทคนิคต่าง ๆ ในการดูแลเด็กทารก

สำหรับเด็กทารกในวัยนี้มีกิจกรรมที่ทำอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้น หากเด็กทำกิจกรรมใดน้อยกว่าหรือมากกว่าปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้น

โดยเรื่องที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการดูแลเด็กวัยนี้ ได้แก่

  • ดูแลเรื่องการกินนม หากเป็นนมมารดา เด็กจะดูดนมประมาณ 8 ครั้งต่อวัน แต่ละครั้งเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 10 – 15 นาที หรือเมื่อสังเกตได้ว่าเด็กอิ่ม แต่หากเป็นนมผง เด็กอาจดื่มถึงครั้งละประมาณ 120 มิลลิลิตร หรือ 4 ออนซ์ ในทุก ๆ 3 – 4 ชั่วโมง
  • สังเกตการขับถ่าย เด็กทารกวัยนี้ควรต้องขับถ่ายและใช้ผ้าอ้อม 4 – 6 ผืนต่อวัน แต่เด็กอาจอุจจาระวันละครั้ง หรือไม่อุจจาระเลยเป็นเวลา 1 – 2 วันก็ได้หากลักษณะอุจจาระปกติดี ซึ่งอุจจาระของเด็กที่กินนมมารดาจะค่อนข้างเหลว แต่หากเด็กกินนมผง อุจจาระจะยังเหลวอยู่แต่ดูเป็นก้อนกว่าอุจจาระของเด็กที่ดื่มนมมารดา แต่ก็ไม่ควรมีลักษณะแข็งจนเกินไป

ได้ทราบถึงการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่าง ๆ ของทารกในวัยแรกเกิด – 1 เดือน กันแล้ว คราวนี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถเดาใจลูกน้อยได้ว่าต้องการอะไรกันแล้ว และยังสามารถกระตุ้นพัฒนาการทารกให้เหมาะสมตามวัยกันอีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ถอดรหัส เสริมพัฒนาการ 11 กระบวนท่าของทารกที่พ่อแม่มือใหม่ควรรู้!

20 อาการปกติของ ทารกแรกเกิด ที่พ่อแม่ควรรู้มีอะไรบ้าง?

10 พัฒนาการทารก (วัยแรกเกิด-12 เดือน) ที่บอกว่ารักคุณ

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.pobpad.com, สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สอนลูกไม่ ยอมแพ้ ล้มแล้วลุกใหม่

โชคดีที่โชคร้ายเมื่อลูกต้อง ยอมแพ้ จงสอนลูกให้ล้มแล้วลุกไว

ยอมแพ้ ผิดหวัง แม้เป็นความโชคร้ายที่ผ่านเข้ามา แต่ในความโชคร้ายครั้งนี้กลับเป็นโชคดีที่ พ่อแม่ไว้ใช้สอนลูกให้รู้จักทักษะการฟื้นตัว ล้มแล้วลุกให้ไว

โชคดีที่โชคร้าย!!เมื่อลูกต้อง ยอมแพ้ จงสอนลูกให้ล้มแล้วลุกไว

เคยได้ยินคำว่า “โชคดีที่โชคร้าย” กันไหม ทำไมความโชคร้าย ถึงจะเป็นเรื่องดีไปได้…หากคุณกำลังตั้งคำถามเหล่านี้กับคำกล่าวข้างต้นอยู่ เราขอให้คุณลองนึกตามมาว่า ในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ไม่มีทางที่เราจะประสบพบเจอแต่ความสมหวัง โชคดี ไปได้ตลอดเวลา แล้วทำไมเราถึงไม่เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีกันไปเลยเสียล่ะ

อุปสรรค ความผิดหวัง และเมื่อถึงคราวต้อง ยอมแพ้ สิ่งใดที่จะมาแปรเปลี่ยนให้เรื่องร้าย ๆ เหล่านี้กลับกลายมาเป็นดีได้กันนะ…เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ คุณคงพอเริ่มเดาออกกันแล้วใช่ไหม? ถูกต้องแล้ว เพราะฮีโร่ของเราวันนี้ คือ Resilience Quotient (RQ)

ยอมแพ้ ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป
ยอมแพ้ ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป

Resilience Quotient ( RQ ) คือ อะไร?

คือ ความสามารถในการฟื้นตัว หรือ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ เมื่อเจออุปสรรคหรือความท้าทาย จะกล้าเผชิญและไม่ยอมแพ้ เด็กทุกคนควรจะมีทักษะ ความสามารถที่จะทำงานผ่านความท้าทาย และรับมือกับความเครียดได้ ความยืดหยุ่นคือความสามารถในการฟื้นตัวจากความเครียด ความทุกข์ยาก ความล้มเหลว ความท้าทาย หรือแม้แต่ความบอบช้ำทางจิตใจ ไม่ใช่สิ่งที่เด็กทุกคนจะมีได้ บางคนอาจมีหรือไม่มี เป็นทักษะที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นเมื่อโตขึ้น หรือได้รับประสบการณ์ในชีวิต

เด็กที่มีความยืดหยุ่นมักจะพบว่าพวกเขาไม่กลัวที่จะคาดหวัง พวกเขาช่างสงสัย กล้าหาญ และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของพวกเขา พวกเขารู้ขีดจำกัดของตนเอง และผลักดันตัวเองให้ก้าวออกจากเขตสบาย พื้นที่ปลอดภัยของตนได้ ซึ่งช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายในระยะยาว และช่วยให้พวกเขาแก้ปัญหาได้อย่างอิสระ

ในทางตรงกันข้าม หากเด็กขาดทักษะความยืดหยุ่นทางจิตใจจะทำให้เขาไม่สามารถรับมือกับความ ผิดหวัง และ ยอมแพ้ ต่อปัญหาเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เผชิญกับมันเลยด้วยซ้ำไป

ความเครียดและทักษะความยืดหยุ่นทางจิตใจ

เป็นที่รู้กันดีว่า ความเป็นจริงพ่อแม่ไม่สามารถปกป้องลูกจากการต้องเผชิญกับความเครียด ปัญหา อุปสรรค ต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ตลอดไป เด็กทุกคนต้องเผชิญกับความเครียดในระดับต่าง ๆ เมื่อโตขึ้น ซึ่งผู้ใหญ่บางคนอาจมองไม่เห็นว่า เด็กจะมีความเครียดได้อย่างไร

ความเครียดแบบเด็ก ๆ 

หลาย ๆ คนอาจมีความเชื่อที่ว่า วัยเด็กเป็นวัยแห่งความสุข จึงทำให้มีแนวคิดว่า เด็กคงไม่มีความเครียดในชีวิตเป็นแน่ แต่แท้จริงแล้ว ความเครียดในแบบเด็ก ๆ นั้นมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญเป็นเรื่องใหญ่มากก…..ก.ไก่ล้านตัวสำหรับเด็กเสียด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าเด็กแล้ว ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา หรือรับมือต่อเรื่องต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบจิตใจนั้น มักเป็นเรื่องใหม่เสมอ ด้วยอายุที่ยังน้อยของพวกเขา ดังนั้นแล้วความเครียดสำหรับเด็กจึงไม่ใช่เรื่องเล็กเอาเสียเลย ตัวอย่างความเครียดในแบบเด็ก ๆ เช่น

  • ป่วย
  • ย้ายบ้านใหม่ เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ
  • ทะเลาะกับเพื่อน
  • เจอคนบุลลี่ทั้งในโรงเรียน และในโลกโซเซียล
  • เผชิญกับปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่
ความเครียดในแบบเด็ก ยอมแพ้ ยอมรับ ลุกขึ้นสู้ต่อ
ความเครียดในแบบเด็ก ยอมแพ้ ยอมรับ ลุกขึ้นสู้ต่อ

และอีกมากมาย สารพันปัญหาที่ในสายตาของผู้ใหญ่ดูจะเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กแล้วคงไม่ใช่ สิ่งที่จะช่วยให้เด็กก้าวผ่านอุปสรรค และปัญหาเหล่านี้ไปด้วย คงต้องใช้ทักษะความยืดหยุ่น ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจสถานการณ์ที่ตึงเครียดเหล่านี้ เมื่อเด็กๆ มีทักษะ และความมั่นใจในการเผชิญหน้า และแก้ไขปัญหา พวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าพวกเขามีสิ่งที่จะเผชิญกับปัญหายากๆ ยิ่งพวกเขารับมือ จัดการกับปัญหานั้นได้ด้วยตัวเองมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจข้อความที่ว่าตนแข็งแกร่ง และมีความสามารถมากเท่านั้น

กลยุทธ์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ

พ่อแม่สามารถช่วยให้ลูก ๆ สร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ และเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนได้ โดยการสอนให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง แม้ว่าในใจของพ่อแม่แทบอยากจะกระโดดเข้าไปช่วยเพื่อที่ลูกจะได้ไม่ต้องรับมือกับความรู้สึกไม่สบาย แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้กลับทำให้เป็นปัญหาต่อลูกได้มากกว่า ความยืดหยุ่นทางจิตใจของลูกก็จะลดลง เด็กจำเป็นต้องประสบกับความรู้สึกไม่สบายเพื่อที่จะได้เรียนรู้การทำงาน และพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของตนเอง หากไม่มีทักษะนี้ เด็กๆ จะรู้สึกวิตกกังวล และปิดตัวลงเมื่อเผชิญกับความทุกข์ยาก

บันได 5 ขั้น ในการสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ ( RQ ) ให้ลูก

เรามักพบว่าเด็กที่สามารถมีความยืดหยุ่นทางจิตใจได้ดี มีสุขภาพจิตที่ดี เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามา หรือเมื่อพบกับความพ่ายแพ้ ผิดหวัง มักจะมาจากพื้นฐานครอบครัวที่มีบรรยากาศภายในครอบครัว ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 มีสายสัมพันธ์ที่ดี : พ่อแม่มีอยู่จริง

“เด็กๆ ควรได้เวลา ความใส่ใจ และความสนใจ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี”

“การใช้เวลากับลูกจะให้ประโยชน์ระยะยาว เช่นเดียวกับการทำตรงกันข้าม ก็จะสร้างผลสะท้อนกลับในระยะยาวเช่นกัน”

เรื่องอุ้ม กอด บอกรัก ให้นม นอนด้วยกัน ไม่มีคำว่ามากเกินไป
อุ้มจนกว่าเขาจะรู้ว่า อย่ากลัว ไว้ใจแม่ได้ “แม่มีอยู่จริง” และโลกมิได้น่ากลัว
Quote ที่มา เพจ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
พ่อแม่มีอยู่จริง ให้เวลาลูกในช่วงวัยเด็ก
พ่อแม่มีอยู่จริง ให้เวลาลูกในช่วงวัยเด็ก

ขั้นที่ 2 เปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำ

เมื่อลูกได้ลงมือทำ พ่อแม่ไม่ได้เน้นที่ผลลัพธ์ แต่เป็นวิธีคิดที่จะให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ต่างหาก ที่เราต้องการให้ลูกได้เรียนรู้ และนอกจากสิ่งเหล่านี้ ส่วนสำคัญที่สุดของขั้นตอนนี้ คือ การไว้ใจซึ่งกันและกัน ลูกจะรับรู้ได้ถึงความไว้ใจ ความเชื่อใจของพ่อแม่ที่มีต่อเขา และเขาจะส่งต่อความไว้ใจนั้นกลับมาที่พ่อแม่เช่นกัน ลูกจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่คือคนที่เขาไว้ใจได้ ไม่ซ้ำเติม คอยช่วยเหลือ

ขั้นที่ 3 สร้างการรับรู้คุณค่าในตนเองของลูก

การชมลูก สำหรับเด็กยังคงเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อพ่อแม่ชื่นชมเขา จะทำให้ลูกรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ทคนิคชมลูกให้ได้ผลดี ง่ายๆ มีดังนี้

  • ชมอย่างจริงใจ
  • ชื่นชมจากภาษากาย เช่น กอด หอมแก้ม ลูบหัว
  • ชมทันที่ที่ลูกทำ
  • ชื่นชมที่การกระทำไม่เน้นชมที่ผลลัพธ์ เช่น ลูกวาดรูปสวยจัง ให้เปลี่ยนเป็น ลูกมีความพยายามวาดจนเสร็จ แม่ภูมิใจจัง
  • ชมโดยไม่นำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ขั้นที่ 4 สร้าง Self-control ฝึกลูกรู้จักควบคุมตนเอง : ฝึกลูกให้รู้จักลำบากก่อนสบายทีหลัง

ช่วงเวลาอายุ 4-7 ปี เป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ในการฝึกให้ลูกรู้จักการ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน รู้จักลำบากก่อนสบายทีหลัง ความสามารถในการควบคุมตนเอง สามารถเกิดขึ้นได้จากการปลูกฝัง และฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ ฝึกการรอคอย เพื่อให้ลูกรู้จักต่อการอดทนต่อสิ่งเร้า

ขั้นที่ 5 ล้มแล้วลุก

การปล่อยให้ลูกได้เผชิญกับ ความพ่ายแพ้ ให้เขารู้จัก ยอมแพ้ แม้จะดูเหมือนเป็นโชคร้าย แต่ความจริงแล้วเป็นโชคดีที่เราพ่อแม่จะได้ใช้โอกาสในการสอนลูกให้รู้จักการยอมรับ และพร้อมลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ล้มแล้วลุกให้ไว ทำให้ลูกเกิดทักษะด้าน Resilience Quotient ความยืดหยุ่นทางจิตใจ

RQ ทักษะที่พ่อแม่สร้างให้ลูกได้
RQ ทักษะที่พ่อแม่สร้างให้ลูกได้

หลักการประเมินว่าลูกมี RQ (Resilience Quotient) หรือไม่

การที่จะปลูกฝังบ่มเพาะเด็กให้เติบโตมาเป็นคนที่อดทน และรับมือกับวิกฤตได้ แถมยังสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นภายหลังเหตุการณ์ร้ายนั้นผ่านไป พ่อแม่สามารถพิจารณาตามเงื่อนไข ดังนี้

  • เด็กที่มี RQ มักจะเป็นเด็กที่สามารถบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้ดี มีมนุษยสัมพันธ์ ชอบพูดคุย
  • เด็กที่มี RQ มักเป็นเด็กที่เข้าใจ เห็นใจ และเห็นแก่คนอื่นบ้าง ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
  • พวกเขามักจะคิดและแก้ปัญหาที่ไม่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง
  • เป็นเด็กที่ให้ความสนใจ มีความรับผิดชอบการเรียน
  • เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ของโรงเรียน
  • เป็นเด็กที่มีความหวัง มีภาพอนาคต เช่น โตขึ้นจะเป็นอะไร
  • มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น มีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดไว้วางใจ อบอุ่นใจกับผู้ใหญ่ เช่น พ่อ แม่พี่ หรือปู่ย่าตายาย คนใดคนหนึ่ง  อย่างน้อยหนึ่งคน หรืออาจกล่าวว่า มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

ความยืดหยุ่นช่วยให้เด็ก ๆ สำรวจอุปสรรคที่พวกเขาพบเมื่อโตขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถหลีกเลี่ยงความเครียด แต่การมีความยืดหยุ่นทางจิตใจเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับมัน

ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี / FB: ตามใจนักจิตวิทยา/www.psycom.net

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แพ้ ภูมิคุ้มกันความผิดหวังที่แม่สร้างให้ลูกได้

ลูกควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อ่าน! 3 เทคนิคเชิงบวกฝึกลูกเล็ก ควบคุมอารมณ์ โตไปไม่ก้าวร้าว

ช่วยลูกจัดการความ ผิดหวัง ต้องลดความคาดหวังคุณด้วย

เด็ก7ขวบเลือดออกตามตัว หมอคาด โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ควรดูแลอย่างไร

เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ควรดูแลอย่างไร

ปัจจุบันในประเทศไทยมีการตรวจพบโรคมะเร็งในเด็กปีละประมาณ 1,000 – 3,000 ราย และพบในทุกช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยโรคที่พบได้บ่อยที่สุดคือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันหรือลูคีเมีย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.1 ของมะเร็งทั้งหมดในเด็ก มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก เกิดขึ้นได้อย่างไร คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกรักษา และดูแลลูกอย่างไรมาติดตามกันค่ะ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวคืออะไร?

มะเร็งเม็ดเลือดขาว คือภาวะที่ไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cell) ทำงานผิดปกติ โดยไขกระดูกจะผลิตเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติออกมาจำนวนมาก ทำให้ระบบการทำงานของเม็ดเลือดผิดปกติ ซึ่งมักพบรอยโรคที่บริเวณไขกระดูก แต่ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค

ในเบื้องต้นมีการค้นพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวมีความผิดปกติของพันธุกรรมบางอย่างในเซลล์มะเร็ง แต่พันธุกรรมนี้ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งทุกคน แม้ว่าพ่อแม่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง แต่ลูกสามารถเป็นโรคมะเร็งได้ เนื่องจากตัวเซลล์ต้นกำเนิดภายในร่างกายของลูกมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งด้วยตัวเอง

มะเร็งเม็ดเลือดขาวอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรังก็ได้ ในชนิดเฉียบพลัน เซลล์มะเร็งจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและมีอาการแสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจน ส่วนมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรังนั้น ในช่วงแรกมักมีอาการน้อยมากและดำเนินไปอย่างช้า ๆ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก สามารถแบ่งการเกิดโรคได้ 2 แบบ คือเป็นตั้งแต่แรกเกิด หรือโตขึ้นมาแล้วค่อยเกิดโรคทีหลังก็ได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีกี่ชนิด

มะเร็งเม็ดเลือดขาวยังแบ่งได้ตามชนิดเซลล์ที่ผิดปกติ โดยที่พบได้บ่อยมี 4 ชนิดหลัก ดังนี้

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ (Acute Myelogenous Leukemia: AML) เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้ใหญ่
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมโฟไซติก (Acute Lymphocytic Leukemia: ALL) พบได้มากในเด็กเล็ก แต่พบในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยเซลล์มะเร็งจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเลือด และมีโอกาสหายขาดได้สูง หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดไมอิลอยด์ (Chronic Myelogenous Leukemia: CML) มักเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ โดยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดลิมโฟไซติก (Chronic Lymphocytic Leukemia: CLL) ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการ แต่มาพบว่าเป็นมะเร็งชนิดนี้โดยบังเอิญจากการตรวจเลือด
มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก
เมื่อลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

ลักษณะอาการอย่างไรที่บ่งชี้ว่าลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

คนไข้จะมาด้วยอาการซีดเนื่องจากจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ มีไข้ ติดเชื้อง่าย เนื่องจากขาดเม็ดเลือดขาว มีเลือดออกง่ายเนื่องจากขาดเกล็ดเลือด และมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตับโต ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดแขน ปวดขา ปวดกระดูก หรือปวดตามข้อ

มะเร็งเม็ดเลือดขาว…เป็นแล้วมีโอกาสหายหรือเปล่า?

มะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่ได้มีการแบ่งระยะโรคเหมือนมะเร็งที่เป็นก้อนเนื้อร้าย แต่แบ่งจากความเสี่ยงของการเกิดโรคซ้ำ ซึ่งหมายความว่า เมื่อคนไข้ได้รับการรักษาไปแล้วสามารถหายขาดได้ แต่ก็มีความเสี่ยงในการกลับมาเป็นใหม่อีกครั้ง ซึ่งปกติความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ความเสี่ยงสูงมาก ความเสี่ยงสูง และความเสี่ยงปกติ

คนไข้ส่วนใหญ่มักโชคดีที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปกติ หากเป็นมะเร็งชนิดเฉียบพลัน (ALL) โอกาสหายขาดอยู่ที่ร้อยละ 80 ส่วนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสหายขาดประมาณร้อยละ 60 และในกลุ่มความเสี่ยงสูงมากโอกาสหายขาดอยู่ที่ร้อยละ 40

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กยังมีอีกชนิดที่เรียกว่า AML ซึ่งแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงปกติ มีโอกาสหายขาดอยู่ที่ร้อยละ 60-80 และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสหายขาดประมาณร้อยละ 40-50

ความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง?

ระดับความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำ จะต้องประมวลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้

    • ลักษณะทางคลินิกของคนไข้ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาว วัดตั้งแต่ตอนที่มาโรงพยาบาลว่าสูงมากน้อยแค่ไหน
    • อายุขณะเกิดอาการ
    • ชนิดของเซลล์มะเร็ง
    • ลักษณะทางพันธุกรรมผิดปกติที่พบ

การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างไร

ถ้การวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะวินิจฉัยโดยการตรวจเลือด และการตรวจไขกระดูกเป็นหลัก ผู้ป่วยมักมีประวัติการเกิดอาการค่อนข้างเร็ว อาการและอาการแสดงที่ปรากฏ มักเกี่ยวเนื่องกับภาวะไขกระดูกล้มเหลว และเซลล์มะเร็งที่แทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อต่างๆ รบกวนการทำงานตามปกติของอวัยวะนั้นๆ ร่วมกับความผิดปกติที่เกิดจากการมีเซลล์มะเร็งจำนวนมากในร่างกาย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวรักษาได้ด้วยวิธีใด

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว หลักๆ จะใช้เคมีบำบัดร่วมกันหลายชนิด ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารยาหลายวิธี เช่น การกินยา ยาฉีดเข้าเส้น ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ยาฉีดเข้าน้ำในไขสันหลัง และบางรายอาจมีการฉายรังสีรักษาร่วมด้วย และการใช้ยาร่วมกันหลายตัวเพื่อช่วยกันกำจัดเซลล์มะเร็ง

นอกจากนี้ในปัจจุบันการแพทย์มีวิธีการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell Transplantation) จากผู้บริจาคที่มีหมู่เนื้อเยื่อที่ตรงกันหรือเข้ากันได้กับผู้ป่วย ซึ่ง Stem Cell นั้นอาจได้มาจากไขกระดูก หรือเซลล์ในกระแสเลือดของผู้บริจาค หรือจากเลือดสายสะดือและรกของทารกแรกเกิดก็ได้ ผู้บริจาคมักต้องเริ่มหาจากพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ป่วยก่อน ซึ่งมีโอกาสตรงกันถึง 1 ใน 4

พ่อแม่ต้องดูแลลูกป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก อย่างไร?

    • เมื่อทราบว่าลูกเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกลูกว่าเขาเป็นมะเร็ง เพราะการบอกลูกจะทำให้เขารู้ว่าตัวเองป่วย จำเป็นต้องได้รับการรักษา เขาจะได้ดูแลตัวเองให้ดีขึ้น การรักษาโรคมะเร็งต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร หากลูกไม่ทราบว่าตัวเองป่วย เขาอาจไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา
    • คุณพ่อคุณแม่จะต้องสื่อสารเรื่องโรค อาการ และการรักษา ให้เด็กเข้าใจ ด้วยถ้อยคำที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการรักษาและการมาพบแพทย์
    • ควรมาพบแพทย์ทุกครั้งที่มีการนัดหมาย
    • การได้ยาเคมีบำบัด ทำให้ลูกมีภาวะแทรกซ้อน คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มีการทำงานของไขกระดูกลดลง เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงลดลง เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้คนไข้มีโอกาสเกิดภาวะซีด ติดเชื้อได้ง่าย และมีจุดเลือดออก คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
    • เมื่อลูกมีไข้ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที
    • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แหล่งชุมชนหรือสถานที่แออัด
    • ล้างมือบ่อยๆ และใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอก
    • กินอาหารที่สะอาด และปรุงสุกด้วยความร้อน งดผักสดและผลไม้สด เนื่องจากเชื้อโรคและแบคทีเรียที่อยู่ในอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก อาจจะทำให้ลูกติดเชื้อในกระแสเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

หากลูกบ้านไหนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขอให้รักษาอย่างเต็มที่ และดูแลลูกตามที่แนะนำนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
pobpad, โรงพยาบาลพญาไท

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกฉี่น้อย เป็นๆ หายๆ เสี่ยง มะเร็งไตในเด็ก โรคที่เกิดได้จากพันธุกรรม

ชัวร์หรือมั่ว? ลูกเป็นมะเร็ง เด็กเป็นมะเร็ง เพราะพ่อแม่ให้กินแบบนี้

ลูกขอบตาช้ำ ขึ้นจ้ำง่ายระวัง!! มะเร็งต่อมหมวกไต ในเด็ก

แคลเซียมสำหรับเด็ก

“แคลเซียมสำหรับเด็ก” กินยังไงให้ร่างกายได้ประโยชน์เต็ม ๆ

รู้ไหมคะว่าเด็กที่อยู่ในวัยกำลังโต นอกจากการรับประทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อแล้ว คุณแม่อาจต้องเสริมวิตามินต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการการเจริญเติบโตสมวัยเพิ่มเติมให้ในแต่ละวัน เพราะใช่ว่าทุกมื้อลูกจะกินข้าวได้หมดจานและได้รับสารอาหารครบ!! ทีมกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids เรามี “แคลเซียมสำหรับเด็ก” หนึ่งในวิตามินที่สำคัญต่อการเติบโตของลูกน้อยมาแนะนำให้ค่ะ

แคลเซียมสำหรับเด็ก จำเป็นแค่ไหน ?

เด็กในช่วงอายุ 1-10 ปี ถือเป็นช่วงวัยของการเจริญเติบโต ลูกจะแข็งแรง มีรูปร่างที่สูงสมวัยหรือไม่ ส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ที่ได้รับถ่ายทอดมากจากพ่อแม่ และอีกส่วนสำคัญมาก ๆ ก็คือการได้รับโภชนาการสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะสารอาหารอย่าง “แคลเซียม” ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นมากต่อมวลกระดูกและการขยายตัวของกระดูกของเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ทั้งนี้นะคะอายุเฉลี่ยของเด็ก ๆ ที่มีการสะสมแคลเซียมในอัตราสูงสุดคือ 14 ปี (เด็กชาย) และ 12.5 ปี (เด็กหญิง) สำหรับแคลเซียมที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย ๆ จะดูดซึมได้เพียงร้อยละ 30 คุณพ่อคุณแม่สงสัยไหมคะว่าลูกน้อยในแต่ละวัยนั้น ควรรับประทานแคลเซียมสำหรับเด็กให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เท่าไหร่กัน ?

:: เด็ก 6 เดือนแรก ควรได้รับแคลเซียม 400 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 6 เดือน -1 ปี ควรได้รับแคลเซียม 600 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 700 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัม/วัน

:: เด็กอายุ 9-18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1300 มิลลิกรัม/วัน

แหล่งอาหารอะไรบ้าง ที่ให้…แคลเซียมสำหรับเด็ก

คุณแม่เปิดตู้เย็น ตู้กับข้าวกันดูสักหน่อยค่ะว่ามีวัตถุดิบ หรืออาหารเหล่านี้อยู่บ้างหรือเปล่า ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต เนย ชีส , เต้าหู้ กุ้งแห้ง งาดำ ปลาตัวเล็กตัวน้อย(กินได้ทั้งกระดูก) หรือผักอย่าง ตำลึง คะน้า ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว บร็อกโคลี่ ถั่วลันเตา เป็นต้น

Calcium แคลเซียมสำหรับเด็ก

วัตถุดิบเหล่านี้ล้วนอุดมด้วยแคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเด็ก ๆ คุณแม่สามารถนำมาปรุงทำเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายให้ลูกกินในแต่ละมื้อ มาถึงตรงนี้คุณแม่บางท่านอาจกำลังยกมือ บอกว่าไม่ใช่ลูกเราจะกินอาหารที่ทำได้กับวัตถุดิบทั้งหมดนี้  บางทีลูกก็ไม่กิน กินยาก เลือกกิน บางวันก็กินข้าวไม่ค่อยจะหมดชามในแต่ละมื้อ เห็นแล้วแม่กลุ้มใจ!!

เป็นทุกบ้านค่ะ คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ แนะนำให้เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายขึ้นอย่างให้จำเจ สังเกตดูว่าลูกชอบกินอะไร ไม่กินอะไร แล้วค่อยนำสิ่งที่ลูกชอบนั้นมาดัดแปลงโดยให้มีวัตถุดิบที่ลูกชอบเป็นวัตถุดิบหลัก จากนั้นค่อยๆเติมเสริมวัตถุดิบอื่น ๆ ทีละเล็กละน้อยเพิ่มเข้าไปในจานอาหารของลูก

เด็ก ๆ ในวัยระหว่าง 1-10 ปี ร่างกายจะเจริญเติบโตสมวัย นอกจากจะต้องได้รับโภชนาการสารอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ยังต้องออกกำลังกาย เล่นกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อให้รับวิตามินจากธรรมชาติ นั่นก็คือ “วิตามินดี” ที่มีในแสงแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า (6.00 – 8.00 น.) เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง หรือการรับประทานอาหารอย่าง ไข่แดง นม ตับ เห็ด ปลาแซลมอน ปลาทับทิม ฯลฯ ก็ล้วนอุดมด้วยวิตามินดี ซึ่งวิตามินดีมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างกระดูก และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับร่างกายด้วยค่ะ กินอาหารแล้ว ออกกำลังกายแล้ว คุณแม่ต้องให้ลูก ๆ นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มในแต่ละวันด้วยนะคะ

แคลเซียม และ วิตามินดี คู่หูที่ต้องทำงานร่วมกัน

แคลเซียม และ วิตามินดี คู่หูที่ต้องทำงานร่วมกัน

อย่างที่รู้กันค่ะว่า “แคลเซียม” ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยในการพัฒนาร่างกายของเด็กให้เจริญเติบโตสมวัย และ “วิตามินดี” ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกบาง

แต่จำเป็น และดีที่สุดถ้า แคลเซียม และ วิตามินดี เขาได้ทำงานเสริมกันในร่างกาย เพราะอะไรรู้ไหมคะ ?

ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียม (Calcium) ไปใช้งานได้ดี ต้องมีวิตามินดี (Vitamin D) ช่วยด้วยนะคะ นั่นก็เพราะว่าวิตามินดีจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียม รวมถึงฟอสฟอรัสจากอาหาร ออกฤทธิ์ที่กระดูกช่วยในการเจริญเติบโต และยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการสลายกระดูก ซึ่งถ้าหากร่างกายของเด็ก ๆ ขาดวิตามินดี ก็จะส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสในทางเดินอาหารลดลง มวลกระดูกลดลง ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว คืออาจทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อน (Rickets) ซึ่งจะทำให้ตัวเตี้ยและขาโก่งได้ค่ะ

ฉะนั้นนะคะแนะนำว่าการทำอาหารให้ลูก ๆ รับประทานหากอยากให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้อย่างสมบูรณ์ ควรต้องให้ลูกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดีด้วยเช่นกัน หรือในหนึ่งสัปดาห์(หากไม่ทุกวัน) อย่างน้อยให้ได้ 3-4 วัน ควรพาลูก ๆ ไปออกกำลังกาย ไปเล่นทำกิจกรรมกลางแจ้งกันค่ะ

หรือถ้าไม่มั่นใจว่าลูกจะได้รับแคลเซียม และวิตามินดี ได้มากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่นั้น นอกจากอาหารมื้ออร่อยฝีมือคุณแม่ที่ทำให้ลูกในทุกวัน แนะนำว่าให้เสริมเป็นวิตามินแคลเซียมสำหรับเด็ก ที่เป็นแคลเซียมผสมวิตดี จะช่วยให้คุณแม่มั่นใจว่าลูกจะไม่ขาดแคลเซียมและวิตามินดี ที่สำคัญคือยังจะช่วยให้สุขภาพร่างกายของเด็ก ๆ แข็งแรง มีพัฒาการการเจริญเติบโตที่สมวัยด้วยค่ะ

Nubolic Calcium + Vit D

Nubolic Calcium + Vit D แคลเซียมสำหรับเด็กผสมวิตดี

มาแล้วแม่จ๋า “แคลเซียมสำหรับเด็ก” ที่แม่อยากได้ ครั้งนี้มาแบบผสมวิตามินดีด้วยนะ!! ว้าว ๆ และนี่ก็คือวิตามินเสริมอาหาร “Nubolic Calcium + Vit D สำหรับเด็ก” เห็นคุณแม่หลาย ๆ ครอบครัวเลยค่ะ มารีวิวแนะนำกันเต็มโซเซียล กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids เลยต้องจัดมาสักกระปุกดูให้รู้ว่าทำไม๊ ทำไม คุณแม่ยุคใหม่เขาถึงเลือกให้ลูก ๆ ที่บ้านรับประทานเสริมกันค่ะ

วิตามินเสริมอาหารสำหรับเด็ก NUBOLIC เป็นแบรนด์ชั้นนำจากประเทศออสเตรเลีย เป็นวิตามินที่ได้คุณภาพ มีผู้เชี่ยวชาญคิดค้นและออกแบบวิตามินมาเพื่อสุขภาพร่างกายของเด็กโดยเฉพาะ ฉะนั้นมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยค่ะ และที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Nubolic ได้รับรองคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์จาก 3 หน่วยงาน นั้นก็คือ

:: เลขสารรบอาหาร (อย.) 10-3-369595-5-0095

:: Australian Register of Therapeutic Goods (ARTG) 370710

:: Certificate of Pharmaceutical Product (CPP) 21/1031 (องค์การอนามัยโลก)

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ Nubolic Calcium + Vit D คือเขาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาในรูปของ “แคลเซียมเหลว” ซอฟเจลนิ่มแตกตัวง่ายพอเข้าสู่ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ทันที แคลเซียมเหลวช่วยให้เด็ก ๆ รับประทานง่ายขึ้นด้วยค่ะ ใน Nubolic Calcium + Vit D 1 เม็ด จะประกอบไปด้วย แคลเซียม 330 mg. และ วิตามินดี 3 0.2 mg. (200 IU) คุณสมบัติที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง

ทีนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกได้แคลเซียมแล้วขาดวิตามินดี หรือได้วิตามินดีแล้วขาดแคลเซียมอีกต่อไปแล้วค่ะ เพราะใน Nubolic Calcium + Vit D ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมเหลวให้ทั้งแคลเซียมและวิตามินดี มีมาให้ครบจบในหนึ่งแคปซูล และนี่ก็คือวิตามินจำเป็นที่เด็ก ๆ ในวัยกำลังโตไม่ควรขาด!!  2 วิตามินที่ทำงานเสริมกันและกัน รับรองว่าร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ประโยชน์เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และเจริญเติบโตตามพัฒนาการช่วงวัยของเด็ก ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็กแบรนด์ NUBOLIC เพิ่มเติม หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมเหลวสำหรับเด็ก Nubolic Calcium + Vit D  ได้ที่ 2 ช่องทางดังนี้ค่ะ 

FB : https://www.facebook.com/nubolic/ 

Line : @nubolic

 

 

 

อ้างอิงข้อมูล : Bangkok Hospital  ,  Sunphaet Hospital  ,  Siphhospital
โรคใคร่เด็ก

รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง 

รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง

สังคมในสมัยนี้มีอันตรายมากขึ้นทุกทีนะคะ อันตรายอย่างหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลมากที่สุดเรื่องหนึ่งนอกจากโรคภัยที่จะเกิดกับลูกแล้ว ก็เห็นจะเป็นความปลอดภัยจากการล่วงละเมิดทางเพศค่ะ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกเพศเลยนะคะ และเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยบุคคลที่กระทำการเช่นนี้นั้น ได้ชื่อว่าเป็น โรคใคร่เด็ก ค่ะ เราจะสังเกตอย่างไรว่าใครเป็นโรคนี้ และมีบทลงโทษทางกฎหมายอย่างไรบ้างมาดูกันค่ะ

โรคใคร่เด็ก คืออะไร

โรคใคร่เด็ก (Pedophilia) เป็นอาการทางจิตที่ผิดปกติ ที่แสดงออกว่าชอบ หรือรักเด็ก แต่เป็น “ความรักที่เกินขอบเขต” รักแบบคลั่งไคล้ ต้องการให้เด็กเป็นของตัวเอง จนนำไปสู่การนำเด็กมาเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่ทางเพศ

ลักษณะที่ส่อว่าจะเป็นโรค Pedophilia ได้แก่ ผู้ที่มีบุคลิกภาพไม่สมวัย มีความเก็บกดจากการเลี้ยงดูภายในครอบครัว กรณีนี้พบบ่อยในประเทศไทย

ผู้ที่มีจิตใจก้าวร้าวแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ ชอบซื้อบริการโสเภณีเด็ก ผู้ที่เคยกระทำละเมิดทางเพศเด็กมาก่อน รวมทั้งผู้ที่มีปมด้อยเรื่องความเป็นชาย เช่น อวัยวะเพศเล็กเกินไป หรือถูกภรรยาดุด่า เป็นต้น

โรคใคร่เด็ก
โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง

เด็กที่มีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของผู้ป่วย โรคใคร่เด็ก

เด็กก่อนวัยเริ่มเจริญพันธุ์ไม่ถึง 13 ปี ได้แก่

6 ลักษณะ “ผู้ป่วยโรคใคร่เด็ก”

มักไม่แสดงพฤติกรรมที่ชัดเจนและสังเกตอาการจากภายนอกได้ยาก

  1. ส่วนมากเป็นผู้ชาย อายุ 35-40 ปี ขึ้นไป
  2. ไม่ค่อยมีความสุขกับคู่ครองวัยเดียวกัน
  3. เกิดความรู้สึก หรือมีจินตนาการทางเพศกับเด็กเท่านั้น
  4. พยายามเข้าใกล้เด็กด้วยวิธีการตีสนิท หลอกล่อ ให้รางวัล ให้ขนม ให้เงิน เพื่อให้เด็กเชื่อใจ หรือเพื่อตีสนิท
  5. ส่วนใหญ่เกิดจากคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิด เช่น เพื่อนบ้าน หรือญาติ
  6. ชอบมีความสัมพันธ์ทางเพศซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเด็ก ทั้งคนเดิมหรือกับเด็กคนใหม่

ในต่างประเทศ เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยพบว่า ผู้กระทำผิดเป็นผู้ป่วย Pedophilia ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มีความต้องการทางเพศสูง ศาลมักจะมีคำสั่งให้จิตแพทย์รับคนเหล่านี้ไปบำบัดอาการ เพื่อป้องกันก่อคดีซ้ำอีก เมื่อบำบัดหายแล้ว จึงกลับไปรับโทษ วิธีการบำบัดที่ใช้ได้ผลระดับหนึ่ง คือ การทำ CBT เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสติปัญญา ร่วมไปกับการใช้ยาต้านซึมเศร้า และยาลดฮอร์โมนเพศชาย (แอนตี้เอนโดรเจน) ให้ความต้องการทางเพศลดลง ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะหายจากอาการหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ป่วยด้วย

รูปแบบการกระทำทางเพศกับเด็ก

ไม่มีการสัมผัสร่างกาย

  • แอบดูเด็กอาบน้ำ
  • พูดจาลวนลาม
  • เปลือยกาย หรือให้เด็กดูอวัยวะเพศ
  • ดูภาพ หรือคลิปลามก เพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ

สัมผัสร่างกาย แต่ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ

  • กอดจูบ ลูกคลำอวัยวะเพศเด็ก
  • ให้เด็กจับอวัยวะเพศ เพื่อสำเร็จความใคร่

ล่วงละเมิดทางเพศ

  • บังคับ หรือข่มขู่ให้เด็กเก็บเป็นความลับ
  • กระทำชำเราซ้ำๆ
  • ทำร้ายร่างกาย หรือฆ่า
โรคใคร่เด็ก
รู้จัก โรคใคร่เด็ก พฤติกรรมผิดปกติที่พ่อแม่ควรระวัง

โทษทางกฎหมายของผู้ป่วยโรคใคร่เด็ก

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• การครอบครอง/การส่งต่อ/การเผยแพร่ วัตถุ หรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เช่น รูปภาพ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ แถบบันทึกเสียง รวมถึงสิ่งที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อร่างกายผู้อื่น เช่น การสัมผัสจับต้องเนื้อตัวร่างกาย การลวนลามร่างกายในทางไม่สมควร และการกระทำ ให้อับอายขายหน้าในทางเพศ

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

บทลงโทษตามกฎหมายอาญา

1. การกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

• ครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• ส่งต่อสื่อลามก มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 287/1)

• เผยแพร่สื่อลามก มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท (มาตรา 287/2)

2. การกระทำความผิดฐานอนาจารเด็ก

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับ 10,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 279)

3. การกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

• เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 7 – 20 ปี และปรับ 140,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต (มาตรา 277)

• เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 5  – 20 ปี และปรับ 100,000 – 400,000 บาท (มาตรา 277)

บทลงโทษผู้ป่วยทางจิตเวชที่ทำผิด

1. ยกเว้นโทษ / ลดโทษ

• กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบชั่วดี / ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีอาการจิตบกพร่อง เป็นผู้ป่วยจิตเวช หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่ต้องรับโทษ

• ถ้าพิสูจน์แล้วว่าผู้กระทำผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือ ยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง อาจรับโทษน้อยลง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

2. มีเหตุให้บรรเทาโทษ

• โง่เขลา เบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์สาหัส

• มีคุณความดีมาก่อน

• รู้สึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายในความผิด

• ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

• สารภาพความผิดต่อเจ้าพนักงาน

หมายเหตุ : ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดโทษและลงโทษโดยคำนึงถึงความผิดปกติทางจิต “โรคใคร่เด็ก” และอาจไม่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวช ผู้ทำความผิดจึงมีความผิดและรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

แจ้งเหตุได้ที่:

– มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก 0-2412-1196 (ในเวลาราชการ)

– ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ขอบคุณข้อมูลจาก 

สำนักงานกิจการยุติธรรม ,สำนักข่าวไทย,ธรรมนิติ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สลด! ดญ. ถูก ล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการเอาดินสอจิ้ม!

นี่คือ…สาเหตุ “ลูกถูกล่วงละเมิดเพศ” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง!

6 แนวทางนำเสนอข้อมูลเด็ก ไม่ให้ ละเมิดสิทธิเด็ก

ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง

10 ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง ที่กินคนเดียวได้ถึงสอง

ประโยชน์ข้าวกล้อง ที่เราต่างรู้กันดีมานานว่ามีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย แต่สำหรับแม่ท้องแล้ว รู้หรือไม่ ประโยชน์ยิ่งทวีคูณ2 เพราะกินหนึ่งได้รับถึงสองคน

10 ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง ที่กินคนเดียวได้ถึงสอง!!

ข้าวกล้อง เป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงมีสารอาหารต่าง ๆ มากกว่าข้าวขัดขาว ข้าวกล้องอุดมไปด้วยสารอาหารมีประโยชน์ เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี ไฟเบอร์ เป็นต้น

มาดู…ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับจากข้าวกล้องกัน!!

คนไทยรับประทาน ข้าว เป็นอาหารหลักประจำมื้อ ดังนั้นจะดีกว่าไหม หากเราเลือกชนิดของข้าวให้มากด้วยคุณประโยชน์สำหรับร่างกายของเรา ซึ่ง ข้าวกล้อง นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดี หากคุณต้องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่า ว่าสารอาหารที่มีอยู่ในข้าวกล้องนั้น ให้ประโยชน์ใดต่อร่างกายเราบ้าง

ประโยชน์ข้าวกล้อง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
ประโยชน์ข้าวกล้อง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  • คาร์โบไฮเดรต ข้าวทุกชนิดมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบร้อยละ 70-80 ซึ่งเป็นแป้งเกือบทั้งหมด มีน้ำตาลซูโครส (sucrose) และน้ำตาลเดกซ์ทริน (dextrin) เล็กน้อย

เทียบคุณค่าทางโภชนการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง 

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต 79.4 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต 75.1 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย

  • โปรตีน มีโปรตีนไม่มาก อยู่ระหว่างร้อยละ 7-8 ในข้าวเจ้า และร้อยละ 11-12 ในข้าวสาลี

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน 6.7 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน 7.1 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ซ่อมแซม และรักษากระบวนการสร้างเสริมเซลล์เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย

  • ไขมัน ในข้าวกล้องมีปริมาณไขมันสูงกว่าข้าวชนิดอื่น ๆ เพราะข้าวกล้องยังมีส่วนของรำข้าวอยู่ แต่เมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น ๆ แล้ว ข้าวไม่ใช่แหล่งที่อุดมด้วยสารอาหารจำพวกไขมัน

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณไขมัน 0.8 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณไขมัน 2.0 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ให้พลังงานกับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามิน

ประโยชน์ข้าวกล้อง กับสุขภาพแม่ท้อง
ประโยชน์ข้าวกล้อง กับสุขภาพแม่ท้อง
  • ใยอาหาร ข้าวกล้องให้ใยอาหารสูงกว่าข้าวขาว โดยทั่วไปข้าวกล้องจะมีสีน้ำตาลอ่อน คนไทยสมัยก่อนใช้วิธีซ้อมหรือตำด้วยมือ จึงเรียกว่า “ข้าวซ้อมมือ” เป็นข้าวกล้องอย่างหนึ่ง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง มีใยอาหาร ไขมันและวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวชนิดอื่น

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ข้าวขาวดิบ 100 กรัม มีปริมาณใยอาหาร 0.7 กรัม : ข้าวกล้องดิบ 100 กรัม มีปริมาณใยอาหาร 2.1 กรัม

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ช่วยป้องกัน และรักษาอาการท้องผูก และท้องเสีย

  • วิตามินและแร่ธาตุ ในข้าวกล้องจะมีวิตามิน และแร่ธาตุสูงกว่าข้าวขาว ที่เห็นได้ชัด คือ ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแมกนีเซียม ไนอาซิน  และวิตามินบี 1

เทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวขาว : ข้าวกล้อง

ปริมาณสารอาหารต่อข้าวดิบ 100 กรัม

สารอาหาร

ข้าวขาว

ข้าวกล้อง

วิตามินบี 1 (มก.) 0.07 0.26
วิตามินบี 2 (มก.) 0.02 0.04
ในอาซิน (มก.) 1.79 5.40
โซเดียม (มก.) 79 84
โพแทสเซียม (มก.) 121 144
แคลเซียม (มก.) 6 9
ฟอสฟอรัส (มก.) 195 267
แมกนีเซียม (มก.) 27 60
เหล็ก (มก.) 1.2 1.3
สังกะสี (มก.) 0.48 0.49
ทองแดง (มก.) 0.14 0.11

ประโยชน์ต่อร่างกาย : ช่วยนำพลังงานจากอาหารมาใช้ในร่างกาย และช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมถึงไฟเบอร์ ซึ่งช่วยทำให้อิ่มท้อง กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย และช่วยแก้ปัญหาท้องผูก

ข้าวกล้อง คือ ข้าวไม่ขัดสี มากประโยชน์
ข้าวกล้อง คือ ข้าวไม่ขัดสี มากประโยชน์

หลายคนจึงเชื่อว่าการรับประทานข้าวกล้องเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน เช่น ส่งผลดีผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันโรคเบาหวานประเภทที่ 2 รวมถึงลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.scimath.org

แม่ท้องจ๋า…รู้ไหม?? กินข้าวกล้องคนเดียว ได้ถึงสองคน

การรับประทานข้าวซ้อมมือ หรือที่รู้จักในชื่อว่า “ข้าวกล้อง” ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ และสุขภาพคุณแม่มากมาย ถือเป็นหนึ่งในอาหารกลุ่มให้พลังงาน ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงไว้ด้วยคุณค่าสารอาหารมากกว่าขาวที่ถูกขัดสีแล้ว และเมื่อไล่ดูถึงประโยชน์จะพบว่ามีครบสูตรดี ๆ ทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งมีอะไรบ้างมาดูกัน

  1. เมื่อรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันการเกิดปากนกกระจอก เนื่องจากมีวิตามินบี 2
  2. บรรเทาอาการอ่อนเพลีย อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ
  3. มีธาตุเหล็กมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
  4. มีฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และเส้นผม
  5. มีแคลเซียมจำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และยังช่วยป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 90% ต้องเผชิญ
  6. มีไขมันที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ในข้าวกล้องเป็นไขมันดีที่ไม่มีคอเลสเตอรอล (Cholesterol)
  7. มีเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในเรื่องของอาการท้องผูก และมะเร็งลำไส้
  8. มีเกลือแร่ และวิตามินรวมกันกว่า 20ชนิด ซึ่งช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  9. มีโปรตีนมากกว่า 20-30% ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ
  10. แป้งมีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน ส่วนคนที่ผอมก็แข็งแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีผลทำให้สุขภาพจิตใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ดีขึ้น เพราะสุขภาพร่างกายแข็งแรง สดชื่น แจ่มใส

เรียกว่ามีประโยชน์มากมายขนาดนี้ มื้อต่อไปลองมองหาข้าวกล้องมารับประทานบ้าง ยิ่งรับประทานเป็นประจำได้ยิ่งดี เพราะข้าวกล้องที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ขนาดนี้ นอกจากร่างกายของคุณแม่จะได้รับสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์แล้ว ยังส่งผ่านต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ทำให้พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์พัฒนาได้ดี สมบูรณ์อีกด้วย แบบนี้จึงสามารถเรียกได้ว่า รับประทานเพียงหนึ่ง แต่คุณประโยชน์ส่งถึงสองคนเลยทีเดียว

ข้อมูลอ้างอิงจาก โรงพยาบาลเปาโล
ประโยชน์ข้าวกล้อง แม่กินลูกในท้องได้ด้วย
ประโยชน์ข้าวกล้อง แม่กินลูกในท้องได้ด้วย

บริโภคข้าวกล้องอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ?

การบริโภคข้าวกล้องเป็นอาหารในปริมาณที่พอเหมาะนั้นค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ รวมถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอว่าการบริโภคข้าวกล้องปริมาณมากจะมีความปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอจะระบุปริมาณในการบริโภคข้าวกล้องที่เหมาะสม ดังนั้นถึงแม้ข้าวกล้องจะมากด้วยคุณประโยชน์ แต่คุณแม่ก็ควรรับประทานแต่พอดี ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป

นอกจากนั้น ยังควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ของตนเองอีกด้วย เช่น อายุ หรือปัญหาสุขภาพ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนรับประทานข้าวกล้อง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากข้าวกล้อง เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณ

วิธีการเลือกซื้อข้าวกล้อง และเคล็ดลับหุงให้นิ่มอร่อย!!

  • ข้าวกล้องต้องเต็มเมล็ด ไม่มีรอยแหว่งตรงปลาย เพราะส่วนนั้นคือ “จมูกข้าว” ซึ่งมีประโยชน์มาก
  • เลือกข้าวกล้องที่ตาก หรืออบจนแห้งสนิท ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นชื้น ไม่ขึ้นรา และไม่มีมอดปน
  • ซื้อในปริมาณน้อย ๆ ให้พอสำหรับ 2-3 สัปดาห์ เพื่อความสดใหม่

    โภชนาการแม่ท้องที่ดี เพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมบูรณ์
    โภชนาการแม่ท้องที่ดี เพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมบูรณ์

หากคุณแม่ท้องที่ไม่เคยรับประทานข้าวกล้องมาก่อน อาจไม่คุ้นเคย หุงข้าวแล้วข้าวไม่นุ่ม เนื้อหยาบ รู้สึกกินยากจัง อย่าเพิ่งถอดใจ เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาบอก

ปกติแล้วการหุงข้าวกล้องต้องใส่น้ำเยอะกว่าปกติ ลองสังเกตรูปร่างของเมล็ดข้าวก่อน ถ้าเมล็ดเรียวยาวเหมือนข้าวหอมมะลิ เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ ให้ใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1.5 ส่วน แต่ถ้าเป็นทรงอ้วนกลม เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิแดง ข้าวกล้องหอมนิล ให้ใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 2 ส่วน เมื่อข้าวสุกดีแล้วให้พักหรืออุ่นไว้อีกประมาณ 10 นาที เท่านี้ก็จะได้ข้าวกล้องนุ๊ม…นุ่ม รสชาติอร่อย กินง่ายกันแล้ว

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.nestle.co.th/www.pobpad.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ข้าวกล้องตุ๋นฟักทอง (8 เดือน++)

ท้องแข็งบ่อย ขณะตั้งครรภ์ อันตรายไหม?

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน ท้องไม่ท้อง เช็คเลย!!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่