แก้ปัญหาลูกติดมือถือ

แก้ปัญหาลูกติดมือถือ ง่ายๆ ด้วย คู่มือตารางเวลา จากกรมสุขภาพจิต

กรมสุขภาพจิต เผยคู่มือตารางเวลาพาลูกหนีจอ แก้ปัญหาลูกติดมือถือ แท็บเล็ต และโทรทัศน์ ต้องเริ่มอย่างไร ให้เล่นช่วงไหน เวลาใดบ้าง ตามมาดูกันเลย

เปิด!! คู่มือตารางเวลา แก้ปัญหาลูกติดมือถือ

“คุณ” คือเหตุที่ “ลูกติดจอ” หรือเปล่า?

ปัญหา ลูกติดมือถือ ลูกติดโทรศัพท์ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้ต้องเจอ เพราะทุกวันนี้ อุปกรณ์เทคโนโลยี อย่าง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ รวมไปถึงเกม และสื่อออนไลน์ได้รับการพัฒนาให้น่าดึงดูดใจ และเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ มากขึ้น ซึ่งการที่ ลูกติดจอ ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ เล่นแท็บเล็ต หรือ ลูกเล่นมือถือ มากเกินไป ก็สามารถส่งผลกระทบด้านลบต่อพัฒนาการของลูกได้ ทั้งด้านทักษะทางภาษา อารมณ์และสังคมโดยตรง

 

⇓ Must read ⇓

หมอเผย! แก้ปัญหาลูกติดมือถือผิดวิธี! ส่งผลเสียต่อพัฒนาการ

แม่เตือน! ลูกเล่นมือถือนาน เกินไป สุดท้ายตาอักเสบ

นี่คือผลเสีย! ที่ปล่อยให้ลูกเล่นมือถือ จ้องสมาร์ทโฟน เป็นเวลานาน

 

ซึ่งแม้เราอาจจะเคยได้ยินกันว่า โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตมีประโยชน์กับเด็ก เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กมีโอกาสได้รู้จักและโต้ตอบกับสิ่งใหม่ๆได้มากขึ้น แต่ปัญหา ก็คือ สิ่งที่หน้าจอเหล่านั้นมอบให้ โดยเฉพาะในเด็กที่เล็กมากๆ ก็คือ มุมมองต่อโลกและสิ่งต่างๆรอบตัวที่แคบมาก เป็นการแย่งเวลาจากกิจวัตรประจำวันที่เด็กควรจะได้ใช้เวลาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมและผู้คนต่างๆรอบตัวไปอย่างสิ้นเชิง

หลักการง่ายๆ เลย ก็คือ การใช้เวลาไปกับหน้าจอมากเกินไปย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งสุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตใจ แม้จะเล่นกีฬาสัก 10 ชั่วโมง เพื่อทดแทนเวลาสิบชั่วโมงที่เสียไปกับการเล่นแท็บเล็ต แต่มันก็ไม่อาจชดเชยทักษะหรือพัฒนาการที่เสียไปแล้วได้ (ข้อมูลอ้างอิงจาก www.brainfit.co.th)

และปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาลูกติดมือถือ ลูกติดจอ ต่างๆ เหล่านั้น มาจาก “คุณพ่อคุณแม่” ที่เป็นคนหยิบยื่นให้ลูกน้อยเอง ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาๆ เช่น ให้ดูแล้วลูกนั่งนิ่ง ไม่ดื้อ ไม่ซน ,ไม่มีเวลาดูลูกจึงปล่อยลูกไว้กับจอแทน เป็นต้น รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่เป็นแรงจูงใจได้อย่างดี เช่น พ่อแม่เล่นมือถือให้ลูกเห็น หรือเด็กข้างบ้านก็เล่นและมีมือถือส่วนตัวใช้กัน จึงทำให้ ลูกต้องติดจอไปตามๆกัน แล้วก็เป็น คุณพ่อคุณแม่เองที่ดิ้นรนหาวิธี แก้ปัญหาลูกติดมือถือ หรือ ติดจอนั่นเอง

 

อ่านต่อ >> “วิธีป้องกันและแก้ปัญหาลูกติดมือถือ จากกรมสุขภาพจิต”
คลิกหน้า
2

พ่อแม่เฮลั่น! ช้อปรับเปิดเทอมได้ ค่าลดหย่อนภาษีเพื่อการศึกษาและกีฬา สูงสุด 15000 บาท

รัฐเปิดทาง ค่าลดหย่อนภาษีเพื่อการศึกษาและกีฬา หวังช่วยพ่อแม่ลดภาระค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมใหม่ จ่ายตามจริงทุกรายการ!! ไม่เกิน 15,000 บาท เริ่มช้อปเลย หมดเขต  30 มิถุนายน  2562 นี้

ใกล้เปิดเทอมเข้ามาทุกที ขณะที่เด็กๆ กำลังตื่นเต้นกับการไปโรงเรียน และได้ใส่ชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋าใหม่ และเครื่องเขียนใหม่กริ๊บ สำหรับคุณพ่อคุณแม่นี่คงเป็นช่วงเวลาแห่งการ “จับจ่าย” เงินไหลออกจากกระเป๋าสตางค์แบบรัวๆ โดยเฉพาะถ้าลูกย้ายโรงเรียนใหม่ หรือขึ้นชั้นเรียนใหม่ ที่ต้องซื้อของใหม่ยกชุด จึงจำเป็นต้องไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ เพื่อให้ได้ของที่คุ้มค่าคุ้มราคา คุณภาพดีใช้ได้นานตลอดหนึ่งปีการศึกษา

ซื้อชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนและกีฬา เป็น ค่าลดหย่อนภาษีเพื่อการศึกษาและกีฬา ได้

จากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน กระทบต่อค่าใช้จ่ายของครอบครัวโดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมที่ต้องใช้จ่ายเงินมากที่สุด ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียนกีฬา บวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงออกมาตรการช่วยเหลือ ให้กับพ่อแม่ผู้มีรายได้ประจำปีภาษี 2562

ค่าลดหย่อนภาษีเพื่อการศึกษาและกีฬา

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่ามีแนวโน้มแผ่วตัว อันมีสาเหตุหลักจากเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าและบริการของไทย รวมถึงส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ลดลง ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงอยู่ในระดับสูง

ดังนั้น กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562 เพื่อป้องกันและดูแลความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 เห็นชอบมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอจำนวน  10 มาตราการ

หนึ่งในนั้นคือ มาตราการภาษีเพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าเกี่ยวกับการศึกษาและกีฬา  เพื่อลดหย่อยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬาที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีมาตรา  86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน  2562

เงื่อนไขการรับสิทธิค่าลดหย่อนภาษี

ค่าลดหย่อนภาษีเพื่อการศึกษาและกีฬา ตามนโยบายดังกล่าวให้สิทธิสำหรับการยื่น ภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้น กรณีที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นผู้มีรายได้ ซึ่งยื่นแสดงภาษีเงินได้อยู่แล้ว สามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองราย โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ที่ควรศึกษาล่วงหน้า ดังต่อไปนี้

ค่าลดหย่อนภาษีเพื่อการศึกษาและกีฬา

  1. สินค้าเพื่อการศึกษา เช่น ชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า เข็มขัด เครื่องเขียน (แต่ไม่นับรวมหนังสือเรียน) และต้องไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  2. กรณีชุดนักเรียนประจำโรงเรียน (ซื้อจากโรงเรียน) จำเป็นต้องมีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินเต็มรูปแบบ จึงจะเข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไข
  3. สินค้าเพื่อกีฬา เช่น อุปกรณ์กีฬา และเครื่องแต่งกายสำหรับกีฬา
  4. หากซื้อหลายรายการ จากผู้ขายหลายราย สามารถรวมค่าสินค้าย่อนเพื่อลดหย่อนรวมได้ โดยต้องมียอดไม่เกิน 15,000 บาท
  5. หากซื้อสินค้าชิ้นเดียวแต่ราคาเกินเกณฑ์ที่กำหนด สามารถยื่นลดหย่อนได้เพียง 15,000 บาทเท่านั้น
  6. ต้องเป็นสินค้าที่ซื้อและมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หรือใบเสร็จรับเงินระบุรายการสินค้า, ข้อมูลผู้ขาย และข้อมูลของคุณ รายการและจำนวนเงิน รวมถึงวันที่ชัดเจน ซึ่งต้องไม่เกินวันที่  30 มิถุนายน  2562 เท่านั้น
  7. สงวนสิทธิเฉพาะสินค้าจากผู้ประกอบการและร้านค้าที่สามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเท่านั้น

อ่านเอกสารที่ต้องใช้และข้อเข้าใจผิดเพื่อขอลดหย่อนภาษี หน้า2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบอย่างที่ดี

10 แบบอย่างที่ดี ที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็น

การเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีความสุขและเป็นคนดีในสังคมที่มีความหลากหลายไม่ใช่เรื่องง่าย หลายสิ่งหลายอย่างที่พ่อแม่พร่ำสอนให้เป็นคนดีอาจไม่มีค่า หากพ่อแม่ทำสิ่ง ๆ นั่นเสียเอง การเป็น แบบอย่างที่ดี จึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็นเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกได้ซึมซับสิ่งดี ๆ เหล่านั้นไป

10 แบบอย่างที่ดี ที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็น

เพราะการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ได้มาจากการใช้หูฟังเพียงอย่างเดียว เด็กทุกคนเรียนรู้จากการสังเกต การสัมผัส การได้ลองทำ ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการจะสอนสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ลูก การพูดหรือสอนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอให้ลูกจดจำและนำไปใช้ได้ ดังนั้น การเป็น แบบอย่างที่ดี ให้ลูกเห็น จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยที่ดีจากการซึมซับสิ่งที่พวกเขาได้เห็นอยู่เป็นประจำ จากการสังเกต และทำตามผู้ใหญ่ และ 10 แบบอย่างที่ดี ที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็นมีดังนี้

  1. การปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความสุภาพ

การถือหลักว่ามนุษย์ทุกคนควรปฏิบัติต่อกันด้วยความสุภาพ ไม่ว่าคนคนนั้นจะทำงานอะไร มีเชื้อชาติอะไร ทำงานแบบไหน ก็ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความสุภาพอย่างเท่าเทียมกัน โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นเป็น แบบอย่างที่ดี แบบง่าย ๆ ในการพูดคุยกับพนักงานเสริฟ พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น อย่างสุภาพ ลูกก็จะเข้าใจในหลักการนี้ได้อย่างง่ายดาย

2. รู้จักยอมรับผิด รู้จักขอโทษ และ พยายามปรับปรุงทำสิ่งที่ถูกต้อง

ผู้ใหญ่ก็ผิดพลาดได้ เราไม่ควรมองว่าลูกอายุน้อยกว่าไม่จำเป็นต้องขอโทษลูก หรือการหาข้ออ้างในการกระทำผิดของตนจึงไม่ต้องขอโทษเพียงเพราะกลัวการทำผิดต่อหน้าลูก เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยค่ะ การขอโทษ นอกจากจะทำให้ลูกรับรู้ว่าการขอโทษไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย แต่เป็นสิ่งที่ควรภูมิใจต่อการยอมรับ รับผิดชอบ และปรับปรุงตนเองต่อไป และยังทำให้ลูกได้รู้ว่าการทำผิดพลาดไม่ใช่จุดจบของชีวิตอีกด้วย

3. รักษาสัจจะและสัญญา

ไม่ว่าพ่อแม่จะสัญญาสิ่งใดไว้กับลูกก็ตาม ควรทำตามสัญญาที่ให้ไว้เสมอ แม้ว่าสิ่ง ๆ นั้นจะยากแค่ไหนก็ตาม (ดังนั้นจึงไม่ควรให้ความหวังกับลูกโดยการสัญญาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) การรักษาสัญญานี้ นอกจากจะทำให้ลูกมั่นใจในตัวพ่อแม่ว่าจะไม่โกหกหรือไม่ทำในสิ่งที่สัญญาไว้แน่นอน ยังสอนให้ลูกรู้จักรักษาคำพูดของตน และจะพยายามทำสิ่งที่ตนได้สัญญาไว้จนสำเร็จ

ตัวอย่างที่ดี
การแสดงความรักต่อกัน จะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและกระชับความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

4. แสดงความรักต่อครอบครัว

แม้ในสังคมไทยที่ไม่นิยมแสดงความรักต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการกอด การหอม เพราะกลัวว่าลูกจะไม่เคารพ แต่การแสดงความรักต่อกัน ทั้งการแสดงความรักระหว่างคุณพ่อและคุณแม่ และการแสดงความรักต่อลูก นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ยังช่วยปลูกฝังความคิดที่ดีในการกระทำต่อสถาบันครอบครัวของตนในอนาคตอีกด้วย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 10 แบบอย่างที่ดี ที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็น

ชื่อญี่ปุ่น

200 ชื่อญี่ปุ่น สำหรับลูกสาว-ลูกชาย ความหมายดี (มีคำอ่าน+คำแปล)

เด็กบ้านไหนเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น หรือคุณพ่อคุณแม่มีความชื่นชอบในความเป็นญี่ปุ่น Amarin Baby & Kids มี ชื่อญี่ปุ่น  ไว้สำหรับตั้งชื่อให้ลูกน้อย มาฝาก 200 ชื่อ จะมี ชื่อญี่ปุ่น ชื่อใดแบบไหน ความหมายว่าอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

200 ชื่อญี่ปุ่น ครบทั้งเด็กหญิง-เด็กชาย
ความหมายดี (มีคำอ่านและคำแปล)

ชื่อของคนญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในชื่อที่น่ารักและคุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี ซึ่ง ชื่อญี่ปุ่น  ที่นิยมตั้งกันนั้นก็ถูกถ่ายทอดวัฒนธรรมอย่างอ้อมๆ มาทางการ์ตูน ภาพยนตร์ และหนังสือที่นำเข้ามาในไทย รวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่ครั้งสมัยยังเป็นเด็กก็เคยสัมผัสและซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาจากสิ่งเหล่านี้ จนได้อิทธิพลนำ ชื่อภาษาญี่ปุ่น มาตั้งเป็นชื่อลูกตัวเองกันหลายคน แต่ทว่ามีบางคนตั้งชื่อลูกโดยไม่รู้ความหมาย บางคนตั้งชื่อคล้ายญี่ปุ่นแต่ดันไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นก็มี

ชื่อญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงรวบรวม ชื่อญี่ปุ่น  พร้อมความหมายดีๆ มาฝาก เผื่อจะมีประโยชน์เป็นไอเดียให้กับคุณพ่อคุณแม่ในการเอาไปตั้งชื่อลูกน้อยกัน

ซึ่งหลักการตั้ง ชื่อญี่ปุ่น  ชื่อเด็กที่ญี่ปุ่นนอกจากชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งให้ส่วนใหญ่เป็นสิริมงคลและมีความหมายที่ดีแล้ว ต้องเป็นชื่อออกเสียงไพเราะ และสอดคล้องกับความหวังของพวกเขาในอนาคตของลูกอีกด้วย จะมี ชื่อญี่ปุ่น  อะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

ชื่อญี่ปุ่น ชื่อภาษาญี่ปุ่น สำหรับลูกสาว

ชื่อญี่ปุ่น

(ภาษาอังกฤษ)

คำอ่าน ความหมาย
Aiko ไอโกะ / อาอิโกะ เด็กที่เป็นที่รัก
Aimi ไอมิ ความรักที่สวยงาม
Akane อากาเนะ สีแดงแพรวพราว
Akarui อะกะรุอิ สว่าง สดใส
Akemi อาเคมิ สว่างสวยงาม
Aki อะกิ ส่องแสงแวววาว
Akiko อากิโกะ เด็กแห่งฤดูใบไม้ร่วง / เด็กแห่งแสงสว่าง / เด็กแห่งความระยิบระยับ
Akina อากินะ ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ
Akira อากิระ เฉียบแหลม , ชัดเจน
Ami เอมิ สวยงาม
Aoi อาโออิ สีน้ำเงิน
Asami อาซามิ รุ่งอรุณอันงดงาม
Asuka อาซึกะ กลิ่นหอม,น้ำหอม
Atsuko อะซึโกะ เด็กผู้เปี่ยมเมตตา / เด็กผู้อบอุ่น
Aya อายะ สีสันสวยงาม
Ayaka อายากะ ดอกไม้สีสันสวยงาม
Ayako อายาโกะ เด็กผู้เปี่ยมสีสัน / เด็กผู้ถูกออกแบบมาอย่างดี
Ayame อายาเมะ ดอกไอริซ
Ayami อายามิ ปราชญ์ผู้งดงาม
Ayane อายาเนะ เสียงเพราะ
Chinatsu ชินัทสุ ฤดูร้อนที่ยาวนาน
Emika เอมิกะ ดอกไม้บาน
Emiko เอมิโกะ ความสุขของเด็กที่สวยงาม
Etsu เอท-สุ ความสุข
Hajikeru ฮาจิเครุ ความร่าเริง
Hana ฮานะ ดอกไม้
Hanae ฮานาเอะ ดอกไม้
Hanako ฮานาโกะ ดอกไม้
Haru ฮารุ ฤดูใบไม้ผลิ
Haruka ฮารุกะ ห่างไกล เป็นความฝัน
Harumi ฮารุมิ ฤดูใบไม้ผลิ อันสวยงาม
Haruna ฮารูนะ ดอกในฤดูใบไม้ผลิ
Hikari ฮิ-คา-ริ แสง
Hikaru ฮิคารุ สีสันที่สดใส
Himari ฮิมาริ ดอกฮอลลี่ฮ็อค , เป็นตัวแทนของเด็กผู้หญิง
Himawari ฮิมาวาริ ดอกทานตะวัน
Hime ฮิเมะ เจ้าหญิง
Hina ฮินะ พืชที่เจริญเติบโตกลางแสงแดด
Hiroko ฮิโรโกะ เด็กใจดีใจกว้าง
Hitomi ฮิโตมิ สวยงาม
Hoshiko โฮชิโกะ ดวงดาว
Hotaru โฮตารุ หิ่งห้อย
Kaiya ไคยะ ชื่อนี้มีต้นกำเนิดมาจากฮินดูแปลว่า “การให้อภัย”
Kaminari คามินาริ “ฟ้าร้อง” คนญี่ปุ่นมักตั้งชื่อนี้ให้ลูก เวลาอยากให้ลูกแข็งแกร่ง
Kana คานะ ความสวยงาม
Kanna คานนะ คำแนะนำ, ลูกแพร์
Kaoru คาโอรุ มีกลิ่นหอม
Kasumii คาซูมิ หมอก
Kazumi คาซึมิ ความสวย
Koharu โคะฮะรุ ดวงอาทิตย์น้อย ๆ
Kokoro โคโคโระ หัวใจ
Kosuke โคซุเกะ รุ่งอรุณ
Makoto มาโกโตะ ความจริงใจ
Manami มานามิ ความรักที่สวยงาม
Masako มาซาโกะ ความยุติธรรม
Masumi มาซุมิ ความงาม, ความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
Mayu มายู มีเหตุมีผล
Midori มิโดริ สีเขียว
Miho มิโฮะ ยอดคลื่น
Miki มิกิ รอคอย
Minako มินาโกะ สวยงาม
Mio มิโอะ ทางน้ำ, คลองส่งน้ำ, คูน้ำ
Misaki มิซากิ ดอกไม้บาน
Misao มิซาโอะ ความซื่อสัตย์
Miyu มิยู สุภาพ เรียบร้อย ความสวยงาม
Mizu มิซึ น้ำ
Mizuki มิซุกิ พระจันทร์
Momoko โมโมโกะ สันติภาพของเด็กน้อย
Nami นามิ คลื่น
Nana นานะ อันดับที่ 7
Nanami นานามิ ท้องทะเลทั้ง 7 แดน
Natsuko นัทสึโกะ เด็กฤดูร้อน
Natsumi นาซุมิ เก็บเกี่ยวพืชผล
Nozomi โนโซมิ หัวใจแห่งความหวัง
Nyoko นีโอโกะ สมบัติอัญมณี
Rei เรย์ การให้พร (blessing) อันแท้จริง
Reiko เรโกะ ความกตัญญู
Rika ริกะ กลิ่นหอม
Riko ริโกะ ดอกมะลิ
Rin ริน สง่างาม ความหนาวเย็น
Rina รินะ ครอบครัวที่อบอุ่น
Run รัน ดอกกล้วยไม้
Saika ไซกะ ดอกไม้ที่มีสีสัน
Saki ซากิ ดอกไม้แห่งความหวัง
Sakura ซากุระ ดอกซากุระ, ฤดูใบไม้ผลิฮา
Satomi ซาโตมิ สวยและฉลาด
Shizuka ชิซูกะ เงียบ, สงบ
Sora โซระ ท้องฟ้า
Suki สึกิ ความรัก , เป็นที่รัก
Tanshi เทนชิ เทพธิดา
Tsuki สึกิ พระจันทร์
Tsukiko สึกิโกะ ดวงจันทร์
Tsumugi สึมุกิ ผ้าไหม
Yayoi ยาโยอิ เกิดในฤดูใบไม้ผลิ
Yoko โยโกะ พระอาทิตย์
Yoshiko โยชิโกะ เด็กดี
Yuka ยูกะ สุภาพเรียบร้อย
Yukari ยูคาริ มิตรภาพ
Yuki ยูกิ หิมะ
Yukito ยุกิโต ผู้มีโชคมงคล
Yume ยูเมะ ความฝัน

 

ดูต่อ >> “ชื่อภาษาญี่ปุ่น สำหรับลูกชาย” คลิกหน้า 2

 

นมแม่เหม็น

ตอบชัดๆ 10 เมนูกลิ่นแรงทำ นมแม่เหม็น จริงไหม

กินปลาร้า กินทุเรียน กินกะปิทำให้ นมแม่เหม็น จริงไหม ถึงรู้ดีว่าอาหารพวกนี้มีกลิ่นแรง แถมออกจะเหม็นหน่อยๆ แต่ความอร่อย บางครั้งทำให้แม่อดใจไม่ไหวขอกินสักที อีกใจนึงก็ห่วงว่าอาหารที่แม่ชอบ จะทำให้นมแม่เหม็นจนลูกน้อยดูดนมไม่ไหว แล้วแบบนี้ควรกิน หรือไม่ควรกินดี Amarin Baby & Kids มีคำตอบของเรื่องนี้ค่ะ!

ส่องกันชัดๆ 10 อาหารกลิ่นแรงทำ นมแม่เหม็น ลูกกินไม่ได้ จริงไหม

สำหรับคนเป็นแม่ ตั้งแต่ท้องจนคลอดลูกน้อย ย่อมห่วงใยสุขภาพร่างกายของลูกน้อยเป็นที่สุด จะเลือกกินอะไรต้องระแวดระวังอย่างดี โดยเฉพาะช่วงให้นมลูกหลังคลอดทันทีเป็นเวลาท้องที่ลูกจะได้รับสารอาหารมีประโยชน์และภูมิคุ้มกันชั้นดีจากนมแม่ เพื่อให้ลูกเติบโตแข็งแรง และมีพัฒนาการสมวัย

ร่างกายของแม่ทุกคนสามารถให้นมโดยอัตโนมัติตามกลไกธรรมชาติ และนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก ทางองค์การอนามัยโลกระบุว่า เด็กทารกควรได้รับนมแม่ล้วนตั้งแต่แรกเกิดถึง6 เดือนเต็ม หลังจากนั้นยังสามารถรับคู่กับอาหารเสริมยาวไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่านั้นโดยไม่ก่อผลเสียต่อสุขภาพลูกแต่อย่างใด

เมื่อแม่กินอาหารอะไร ลูกจะได้รับประโยชน์จากอาหารเหล่านั้นด้วย ฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกเติบโตดี แม่ควรกินอาหารดีมีประโยชน์ ในทางวิทยาศาสตร์ “อาหารสแลง” สำหรับแม่ให้นมลูก หากกินอาหารมีประโยชน์ประกอบครบทั้ง  5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป ย่อมดีกับลูกเสมอ

“อาหารมีกลิ่นแรง” ที่มีทั้งผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ และมักเป็นใช้เป็นส่วนผสมในหลายเมนูโปรดของคุณแม่ แม้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายโดยตรง แต่ไม่แน่ใจว่ากลิ่นที่แรงจนต้องปิดจมูกจะทำให้ นมแม่เหม็น ไปด้วยหรือเปล่า

10 อาหารกลิ่นแรง กินแล้วนมแม่เหม็นจนลูกร้องยี้ จริงหรือ?

ปลาร้า

สุดยอดอาหารกลิ่นแรงต้องยกให้ ปลาร้า ที่เป็นส่วนผสมหลักในส้มตำ เมนูโปรดของคุณแม่หลายคน ด้วยรสชาติเผ็ดจัดถึงเครื่อง เสริมด้วยรสเค็มและกลิ่นเฉพาะตัวของปลาร้าก็ยากที่ใครจะอดใจไหว จริงๆ แล้ว กลิ่นแรงของปลาร้าอาจทำให้นมแม่เหม็นได้ถ้ากินในปริมาณมากๆ ซึ่งในส้มตำ  1 จาน ไม่ได้ใส่ปลาร้าเยอะจนกลิ่นคลุ้งขนาดนั้น (กลายเป็นเค็มไปจนกินไม่ได้)

แต่ก่อนกินทุกครั้งคุณแม่ต้องมั่นใจว่า ปลาร้าต้มสุกแล้ว ส้มตำต้องปรุงใหม่ๆและสะอาด เพราะปลาร้าที่ไม่สะอาด มักมีเชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ แถมยังทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคเหล่านั้นไปด้วย นอกจากนี้ในส้มตำยังใส่ผงชูรส และปริมาณเกลือที่อยู่ปูดองหรือปลาร้า ที่ทำให้มีอาการบวมน้ำหรือความดันโลหิตสูง ดังนั้นช่วงให้นมลูก แม่ไม่ควรกินปลาร้ามากๆหรือบ่อยเกินไป

กะปิ

เครื่องปรุงคู่ครัวที่คนไทยนิยมใช้ปรุงรสอาหารมาตั้งแต่โบราณ อาหารไทยหลายเมนูจึงมีส่วนผสมของกะปิเป็นหลัก อย่าง น้ำพริกกะปิ แกงเลียง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ หรือน้ำปลาหวานจิ้มมะม่วง แต่กลิ่นแรงที่เกิดจากการหมักกุ้งเคย จะทำให้ นมแม่เหม็น มากน้อยแค่ไหนต้องมาดู

นพ. กฤษดา ศิรามาพุช ผู้อำนวจการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เคยให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของกะปิไว้ว่า มันอุดมไปด้วยไขมันดีโอเมก้า 3 เป็นโปรตีนชั้นดีที่ย่อยง่าย แคลเซียมและวิตามินดีสูง มีสารอนุมูลอิสระ “แอสต้าแซนติน” และจุลินทรีย์ชนิดดีช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคร้าย

ฉะนั้น กะปิจึงไม่ใช่อาหารอันตราย แม่ให้นมสามารถกินได้ ส่วนกลิ่นเหม็นๆหากกินมากเกินไป อาจทำให้ นมเหม็น หรือกลิ่นของนมแม่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ถ้าแม่ๆอยากกินกะปิควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สดใหม่ เพราะกะปิเก่าที่เสื่อมสภาพจะมีสารฮิสตามีน ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ที่สำคัญรสเค็มจัดของกะปิ อาจทำให้ติดเค็มได้

อ่านต่อ อาหารกลิ่นแรงทำลูกเหม็นนมแม่ กินไม่ลง จริงไหมหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สิ่งแปลกปลอมเข้าคอ

อุทาหรณ์! สิ่งแปลกปลอมเข้าคอ เพราะลูกเล่นฝาขวดน้ำ

คุณแม่ผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่งได้โพสต์อุทาหรณ์เพื่อเตือนแม่ ๆ ทุกคนในการสังเกตอาการลูกเมื่อ สิ่งแปลกปลอมเข้าคอ  ดังเช่นลูกของตนเองที่เผลอกลืนฝาขวดน้ำลงคอ

อุทาหรณ์! สิ่งแปลกปลอมเข้าคอ เพราะลูกเล่นฝาขวดน้ำ

เพราะโลกใบนี้ เป็นโลกที่น่าเรียนรู้สำหรับเด็กเสมอ การที่เด็กเล็กเริ่มมองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบกายแล้ว ก็มักจะใช้อวัยวะของตนเองในการเรียนรู้สิ่ง ๆ นั้น ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของตน โดยการใช้ ตาดู หูฟัง มือสัมผัส ลิ้นชิมรส และจมูกดมกลิ่น แน่นอนว่ายิ่งลูกได้สัมผัสมากขึ้น ก็จะยิ่งเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับลูกมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระวังไว้ก็คือ สิ่งของที่จะนำมาให้ลูกเล่นเพื่อเรียนรู้นั้น ต้องมั่นใจได้ว่าสิ่ง ๆ นั้นจะมีขนาดเล็ก หรือสามารถหลุดลงคอลูกได้ ดังเช่นอุทาหรณ์จากคุณแม่ผู้ใช้เฟสบุ๊ครายนี้ ที่ได้ออกมาโพสต์เตือนแม่ ๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกของตนเอง ดังนี้

#โพสต์ไว้เตือนใจตัวเองแม่ขอโทด😥
#เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่

เมื่อวานเวลา16.00 น. ลูกชายได้เล่นเเละเผลอกลืนฝาขวดน้ำลงไป แต่ตอนนั้นไม่รุ้ว่าอะไรติดคอน่ะค่ะ ด้วยความตกใจยายจึงใช้มือล้วงคอเพราะอยากทำให้อาเจียนออกมา มันเหมือนยิ่งดันลงไป จึงรีบพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแถวบ้าน

พอไปถึงโรงพยาบาลหมอได้ตรวจและช่วยเต้มที่ เอ็กซ์เซเรดู ทั้งหมด 7-8ท่า เลยทีเดียว อ้าปากสอดสายอะไรต่าง ๆ นานา เพื่อรักษาและช่วยลูกเรา แต่คุณหมอก็บอกมันไม่มีอะไร และให้ยาพาราชนิดน้ำมา 1 ขวด ค่ะ

พอกลับมาถึงบ้านอาการของลูกเราคือพูดกินกลืนอะไรไม่ได้เลย ร้องไห้แบบไม่มีเสียง หิวนมหยิบขวดนมมาจะดูด เอาเเค่โดนปากก็ร้องไห้ ด้วยความหิวเรามองดูเราแทบใจจะขาด จึงใช้ช้อนหยอดข้างปากทีละนิด แต่ตอนหยอดลงไปปากสั่นตาเหลือกตลอดเราก็คิดว่าคงเจ็บที่ผ่านคอลงไป ด้วยความที่กลัวลูกหิวเราก็กลั้นใจที่จะเห็นภาพ ๆ นั้น
#โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีฝาขวดน้ำติดอยุ่ในคอ

เราจึงตัดสินใจพากลับไปโรงพยาบาลแถวบ้านอีกครั้งที่ 2 เวลา22.00 น. เเล้วไปบอกหมอว่าลูกกินนมไม่ได้ เหมือนกลืนอะไรไม่ได้หายใจขัด ๆ นอนก็ดิ้นไปดิ้นมาเหมือนคนใจจะขาดในบางครั้ง หมอบอกว่ารอสักครู่นะคะเพราะ รอบแรกหมอเอ็กซเรย์ดูรอบแรกแล้วมันไม่มีอะไร ดูหมดแล้ว งั้นก็ไปนั่งรอน่ะค่ะ เดี๋ยวขอเครียคนไข้ฉุกเฉินก่อน เราก็รอ รอแล้วรออีก คนมาทีหลัง 2 คนก็ได้ตรวจก่อน เรานั่งรอประมาณเกือบ 1 ชม. ลูกเราก็ง่วงนอน ด้วยความที่เห็นว่าอุ้มแล้วหลับไม่ร้องไห้ เราก็เลยคิดว่าถ้าเอากลับบ้านพานอนให้หลับคงเลิกร้องไห้ เราจึงตัดสินใจพากลับบ้าน แล้วเดินไปบอกหมอ หมอก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรเอ็กซเรย์ดูหมดแล้วคงเป็นสะเหลดเดี๋ยวคงหาย ถามว่าสบายใจไหม ไม่เลยที่บอกไม่มีอะไรตรวจดูอย่างละเอียดเเล้ว แต่เราก็จำเป็นต้องพาลูกกลับบ้านเพราะลูกเราเพลียมาก

ฝาขวดน้ำติดคอ
ลูกร้องไห้ไม่หยุดจากสาเหตุ ฝาขวดน้ำติดคอ

พอมาถึงบ้านพานอน ทั้งคืนนั้นเราไม่ได้นอนเลยมองดูเเต่ลูกที่นอนกลิ้งไปมากินนมไม่ได้ร้องไห้ทั้งคืนจนเช้า เราจึงตัดสินใจพาเข้าไปหาหมอที่คลีนิคในอุบลที่ไปคลีนิคเพราะเพื่อได้ยาดีดีมากินจะได้หายแล้วกินนมได้ปกติ เพราะก็สะบายใจแล้วว่าไม่มีอะไรติดคอ

#คลีนิคที่เราไปหาคือคลีนิคหมอเพียรศักดิ์
ไปถึงเข้าตรวจ หมอก็ถามอาการก็เล่าไป หมอถามว่าที่ติดคอออกยังเราก็ตอบอย่างมันใจ เอ็กชเรย์ดูแล้วไม่มีอะไร หมอบอกมองตาก็รู้ว่ายังมีอะไรติดคอ หมอเลยจับอ้าปากแล้วก็บอกกลับมาว่า ฝาขวดน้ำติดคอน่ะคุณแม่ หัวใจของเราตอนนั้นแทบสลาย หูอื้อ ทำอะไรไม่ถูก มันอยู่ในนั้นตั้งแต่เมื่อวาน อยู่ได้ยังไง ไหนหมอบอกไม่มีอะไร

ที่โพสไม่ได้จะเอาเรื่องหรือติดใจเอาความอะไร แต่ถ้าลูกเราเป็นอะไรขึ้นมา หรือจากเราไป จริง ๆ เราก็คงโทษตัวเองแหละน้อ

#แม่ขอโทดที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทิวา
#ฝานี้เลยไปอยุ่ได้ยังไงใหญ่ขนาดนี้😥

จากอุทาหรณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าอุบติเหตุเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สิ่งของที่ดูเหมือนจะปลอดภัย กลับอันตรายกับเด็กเล็กเป็นอย่างมาก จึงขอฝากให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตของเล่นและสิ่งรอบตัวลูกว่ามีอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนไหนบ้าง ที่อาจจะหลุดเข้าคอลูกได้ แล้วคอยเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ นี้ ไม่ให้ลูกหยิบถึงเป็นอันขาด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ (คลิป) วิธีช่วยชีวิตลูกเมื่อ สิ่งแปลกปลอมเข้าคอ สำลักอาหาร 

ผ้าอ้อมแบบไหนดี

ผ้าอ้อมแบบไหนดี ผ้าอ้อมผ้า? ผ้าอ้อมสำเร็จรูป? เลือกใช้ให้เหมาะกับวัยลูก

ผ้าอ้อมแบบไหนดี? ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมวันละกี่ผืน? ควรเลือกขนาดอย่างไรให้เหมาะสม? และมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง? มาฟังคำแนะนำจากป้าหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กันค่ะ

ผ้าอ้อมแบบไหนดี ผ้าอ้อมผ้า? ผ้าอ้อมสำเร็จรูป? เลือกใช้ให้เหมาะกับวัยลูก

ข้อแตกต่างระหว่างการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป กับผ้าอ้อมผ้า

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

ข้อดี

  • สะดวก
  • ไม่ต้องซัก ใช้แล้วทิ้ง
  • รองรับปัสสาวะได้หลายครั้ง ทำให้ลูกไม่รู้สึกเปียกแฉะบ่อย ๆ จึงไม่ตื่นบ่อย

ข้อเสีย

  • สังเกตได้ยากหากสกปรก เพราะผ้าอ้อมสำเร็จรูปจะแนบกับเนื้อได้อย่างมิดชิด ทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดได้ทันที ทำให้มีโอกาสที่จะมีเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในเศษอุจจาระเข้าไปตามท่อปัสสาวะ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนเกิดปัญหาติดเชื้อตามมา
  • ด้วยความที่สามารถกับเก็บของเหลวได้เป็นอย่างดี ทำให้ระบายอากาศได้ไม่ดีเท่าผ้าอ้อมผ้า อาจทำให้เกิดความอับชื้นจนเกิดเชื้อรา
  • มีราคาสูงกว่าผ้าอ้อมผ้า หากเทียบกับจำนวนครั้งที่ใช้ได้
  • ทารกบางคนอาจแพ้สารดูดซับความชื้นทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อม
  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทำให้เด็กฝึกขับถ่ายได้ช้าลง เพราะรู้สึกแห้งสบายตลอดเวลา ไม่เดือดร้อน ต่างจากเด็กที่ไม่ได้ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เวลาเลอะเทอะ เขาจะรู้สึกรำคาญและต้องการบอกให้ผู้ใหญ่รู้ก่อนที่จะปล่อยออกมา

วิธีใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

  • ไม่ควรใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปตลอดเวลา ควรเปลี่ยนเป็นผ้าอ้อมผ้า หรือเปิดโล่งเพื่อให้ผิวได้ระบายอากาศบ้าง เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวัน
  • ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูปทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง และเปลี่ยนทันทีที่พบว่าลูกอุจจาระ
  • ไม่ควรปล่อยให้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปบรรจุปัสสาวะเต็มก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน เพราะอาจทำให้เกิดการอับชื้นได้
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
ก่อนเลือกซื้อผ้าอ้อมควรเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของผ้าอ้อมชนิดต่าง ๆ

ผ้าอ้อมที่ทำจากผ้า

ข้อดี

  • สามารถทำความสะอาดได้ทันที ที่รู้ว่าลูกขับถ่าย
  • ราคาถูกกว่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป
  • ขยะของเสียไม่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม แต่ถูกกำจัดลงท่อน้ำทิ้งตั้งแต่ในครัวเรือน

ข้อเสีย

  • เสียเวลาในการซักทำความสะอาด
  • ลูกตื่นบ่อยกว่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเปียกชื้น

วิธีใช้ผ้าอ้อมผ้า

  • ควรทำความสะอาดทันทีที่ผ้าอ้อมเปียกชื้น
  • หากลูกอุจจาระ ควรใช้สายชำระฉีดอุจจาระให้หลุดจากผ้าอ้อมก่อน แล้วค่อยซัก
  • ควรซักและตากให้แห้งในทันทีที่ทำได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เลือกขนาดผ้าอ้อมอย่างไร? ผ้าอ้อมแบบไหนดี เหมาะกับวัยลูก

สอนลูกให้ทำงานบ้าน

แนะ! 10 เทคนิค สอนลูกให้ทำงานบ้าน แบบราบรื่น

สอนลูกให้ทำงานบ้าน คำสอนจากท่านพุทธทาส กับ “การอบรมเด็กที่ดีที่สุด” หากไม่อยากให้ลูกโตขึ้นไปเอาแต่รักสนุก เลือกแต่ความสบาย ต้องห้ามพลาดเทคนิคการให้ลูกทำงานพร้อมเรียนหนังสือ ช่วยให้ชีวิตมีความสุขได้

เผย “การอบรมเด็กที่ดีที่สุด”
สอนลูกให้ทำงานบ้าน พร้อมเรียนหนังสือ ช่วยให้ชีวิตมีความสุขได้

ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่ง ว่า… ถ้าเลี้ยงลูกแล้วไม่ฝึกฝนอบรม สอนลูกให้ทำงานบ้าน ก็คือการเลี้ยงดูลิงดีๆนี่เอง เพราะ “เด็ก” ควรจะต้องอยู่ในกรอบ ถึงเวลาที่มีการวิ่งเล่นหรือคึกคะนองบ้างเล็กๆน้อยๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อถึงเวลาที่ “ต้องสงบ” ก็ต้องรักษาไว้ให้ได้เสมอ

อยากให้ลูกเรียนเก่งขึ้น ลอง ให้ลูกทำงานบ้าน

“งานบ้าน” เป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำรงชีวิต เป็นเรื่องที่จะหลีกเลี่ยงหรือละเลยไม่ได้ แต่ไม่ต้องทำเอง…ก็ได้! ซึ่งนั่นจึงเป็นเหตุให้เด็กหลายๆคนเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะสำคัญในการดำรงชีวิต ทักษะที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การทำงานบ้านเป็น แต่จากการได้ช่วยทำงานบ้านตั้งแต่เด็ก เด็กจะได้เรียนรู้ นอกจากเรียนหนังสือในห้องเรียนแล้ว ก็จะได้ฝึกฝนคุณสมบัติอีกหลายอย่างที่จะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในวันข้างหน้า

Must read : ผลวิจัยชี้! เด็กที่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน มีแนวโน้มประสบความสำเร็จในชีวิตและมีนิสัยที่ดี

สอนลูกให้ทำงานบ้าน
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจ : หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

 

ดังคำสอนที่เป็นบันทึกลายมือของท่านอาจารย์พุทธทาส กับเรื่อง การอบรมเด็กที่ดีที่สุด คือ การให้ทำงานจริง ๆ ตามที่เขาจะทำได้ เรียนหนังสือพร้อมกันไป ในการงานจะมีการประพฤติธรรม และ บ่มนิสัยดี มากกว่าการเรียนมากนัก เด็กที่โตขึ้นจะไม่เอาแต่สนุก สบาย เป็นพระเจ้าเหมือนเด็กสมัยนี้ = ฮิปปี้ ฯลฯ

เอกสารจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ปี 2513 – 2514

 

อ่านต่อ >> “วิธีสอนให้ลูกช่วยทำงานบ้าน” คลิกหน้า 2

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน ให้ลูกน้อยสบายผิว

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน เป็นเรื่องที่คุณแม่ลูกเล็กขอกันเข้ามามากเลยค่ะช่วงนี้ เพราะเห็นลูกร้อนเหงื่อซึมออกไม่สบายผิว ร้องไห้งอแงแม่นี่ไม่สบายใจเอาซะเลย เห็นทีจะปล่อยไว้ไม่ได้แล้วค่ะ อากาศร้อนๆ เหงื่อซึมหมักหมมในเสื้อผ้า ถ้าไม่รีบผ่อนคลายทำให้ผิวลูกสบาย ประเดี๋ยวผดร้อน ผดคันเกิดขึ้นตามมาจะยิ่งไปกันใหญ่ค่ะ

 

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน

เป็นธรรมดาของหน้าร้อนที่เหงื่อจะซึมออกได้ง่ายกว่าปกติ วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน นี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญมากๆ เลยค่ะ เพื่อช่วยให้เจ้าตัวน้อยสบายผิว ผิวสุขภาพดี ลดการเกิดผดร้อน ผดคัน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจมากๆ ก็คือ การเลือกชุดเสื้อผ้าให้ลูกสวมใส่ อย่างหน้าร้อนควรเลือกเป็นชุดเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าทำจากฝ้าย เพราะเนื้อผ้าจะเบาสบาย ระบายเหงื่อ และอากาศได้ดี ส่วนในบ้านไม่ว่าจะห้อง มุมไหนของบ้านที่มีลูกอยู่ด้วย ควรเปิดหน้าต่างระบายความร้อนในบ้าน เปิดพัดลม หรือช่วงที่ลูกนอนหลับอาจเปิดเครื่องปรับอากาศ ปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 24-25 องศา อากาศที่เย็นสบาย ก็จะช่วยให้ลูกหลับได้ง่ายขึ้นในหน้าร้อนนี้ค่ะ

แต่สิ่งสำคัญที่จะพลาดขั้นตอนนี้ไปไม่ได้เลยก็คือการทำให้ผิวลูกน้อยสบายผ่อนคลายที่สุด ก็คือขั้นตอนของการอาบน้ำ ยิ่งอากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้แนะนำว่าให้อาบน้ำลูกวันละ 2 ครั้ง หรือถ้าลูกเลยวัยทารก 2-3 เดือนขึ้นไปแล้วอาจอาบน้ำระหว่างวันให้ลูกได้อีกครั้ง เพื่อลดการสะสมของเหงื่อตามร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบายผิว เป็นผดร้อน ผดคันนั่นเองค่ะ

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน

สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก ตัวช่วยลูกสบายผิว

ช่วงเวลาอาบน้ำเป็นช่วงเวลาความสุขของเจ้าตัวเล็กเลยก็ว่าได้ ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ค่ะ ขั้นตอนการอาบน้ำความสำคัญอยู่ที่สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก ถ้าให้แนะนำควรเป็นสบู่เด็กที่มาจากสารสกัดธรรมชาติ สูตรออร์แกนิค เพราะจะอ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวลูกน้อยที่สุดค่ะ

อย่างดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เฮด แอนด์ บอดี้ เบบี้ วอช ที่สามารถใช้ได้ทั้งอาบและสระในขวดเดียว เนื้อเจลใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่สำคัญยังผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าปราศจากกูลเตน พาราเบน สาร SLS และซิลิโคน ที่ไม่ทำให้ผิวของลูกน้อยเกิดการแพ้และระคายเคืองค่ะ

 

ทาแป้งเด็กเนื้อโลชั่น ช่วยลูกน้อยผ่อนคลาย สบายผิว

แป้งเด็กก็เป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลผิวเด็กช่วงหน้าร้อนได้ดีเลยค่ะ หลังอาบน้ำเช็ดตัว ก่อนใส่ผ้าอ้อม ใส่เสื้อผ้าให้ลูกน้อย เพื่อช่วยให้ลูกสบายตัว สบายผิว ลดการเกิดผดผื่น ผดร้อน คุณแม่สามารถทาแป้งเด็กเนื้อโลชั่นที่ผิวลูกน้อยได้ค่ะ การทาแป้งเด็ก เนื้อโลชั่นมีข้อดีคือไม่มีฝุ่นแป้งฟุ้งกระจายรบกวนระบบทางเดินหายใจของลูกน้อยค่ะ

ดีนี่แป้งเด็กเนื้อโลชั่น สูตรออร์แกนิค เชื่อว่าน่าจะถูกใจคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพราะเป็นแป้งเด็กแบบ 2 in 1 ทาแป้งเหมือนได้ทาโลชั่นไปด้วยพร้อมกัน ขอบอกว่า ดีนี่แป้งเด็กเนื้อโลชั่นช่วยให้ผิวลูกน้อยแห้งสบายเหมือนทาแป้ง แล้วก็ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่นเหมือนทาโลชั่นเลยค่ะ

 

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน

 

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน

สำหรับดีนี่แป้งเด็กเนื้อโลชั่น สูตรออร์แกนิค ยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคืองต่อผิวเด็ก (Hypoallergenic Tested) แล้วก็ยังปราศจากสารอันตรายอย่างพาราเบน ที่เป็นสารกันเสียตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวลูกเกิดการแพ้ขึ้นค่ะ  รวมไปถึงไม่มีแอลกอฮอล์ และสีสังเคราะห์ด้วยค่ะ

รู้แบบนี้แล้วหน้าร้อนนี้อย่าปล่อยให้เจ้าตัวเล็กร้องไห้งอแงเพราะไม่สบายผิวกันนะคะ อาบน้ำ ทาแป้งเด็กเนื้อโลชั่น ที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับเด็ก มีสารสกัดจากธรรมชาติ สูตรออร์แกนิค เท่านี้ก็ช่วยให้เด็กๆ สบายผิว อารมณ์ดี ไม่มีผดร้อน ผดคันมาก่อกวน มีสุขภาพผิวแข็งแรงในทุกสภาพอากาศแล้วค่ะ

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน

 

อ่อ!! สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์เด็ก ดีนี่ สูตรออร์แกนิค ได้ที่ Tesco lotus , Tops , The Mall , Robinson , Central , Maxvalu  และ Villa นะคะ ใกล้ที่ไหนไปซื้อกันได้เลยค่ะ หรือช่องทางออนไลน์ ที่ Lazada , Shopee , Konvy , JD Central และ Shopat24 รับรองคุณแม่ถูกใจ คุณลูกปลอดภัย แฮปปี้แน่นอนค่ะ

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน

แสดงแบบ : คุณแม่ แววมณี และ น้องเศรษฐพิชญ์ เดชวิเชียรกำเกิง

โยเกิร์ตพร้อมดื่ม

โยเกิร์ตพร้อมดื่ม !! คุณค่าความอร่อยใหม่เต็มประโยชน์ ที่แม่เลือกให้ลูกรัก

คุณแม่ส่วนใหญ่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีสติปัญญาดี เรียนรู้เก่ง สมองคิดไว เลยต้องบำรุงร่างกายลูกด้วยอาหารหลากหลายที่มีประโยชน์ตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งนอกจากอาหารก็ยังมี “นม” ที่เสริมให้ลูกดื่ม แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่าเด็กๆ บางคนพอโตขึ้นมาหน่อยก็ไม่ค่อยชอบการดื่มนม นี่แหละที่แม่ๆ เป็นกังวล เพราะนมอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และสมองมากซะด้วยซิค่ะ

 

โยเกิร์ตพร้อมดื่ม อีกหนึ่งคุณค่าความอร่อย..

ถ้าลูกไม่ค่อยชอบดื่มนม คุณแม่ลองเปลี่ยนให้ลูกได้อร่อยกับรสชาติใหม่ๆ ของนม อย่าง โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี และมีประโยชน์มากซะด้วยซิค่ะ โยเกิร์ตพร้อมดื่มคือเครื่องดื่มโยเกิร์ตที่ผลิตจากนมและจุลินทรีย์โยเกิร์ต

โยเกิร์ตพร้อมดื่ม โฟโมสต์โอเมก้า กล่องนี้กล่องเดียวที่ไม่ใช่แค่ส่งเสริมความฉลาดให้กับสมองของลูกเท่านั้น แต่เด็กๆ ยังได้รสชาติความอร่อยใหม่ที่แตกต่างจากการดื่มนมธรรมดาๆ รับรองว่าจะไม่ทำให้ลูก ปฏิเสธการดื่มนมอีกต่อไปค่ะ

 

โฟร์โมสต์ โอเมก้า โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ให้คุณค่าสารอาหารอะไรบ้าง ?

เด็กที่กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ ต้องใช้สมองในการคิด จดจำทั้งในห้องเรียน และทำกิจกรรมนอกห้องเรียน อาหาร 3 มื้ออาจไม่พอ ซึ่งการเสริมโยเกิร์ตพร้อมดื่มให้ดื่มเป็นประจำ จะช่วยให้เด็กๆ ได้เล่นสนุกทุกการเรียนรู้เลยค่ะ  มาดูกันว่าในโฟร์โมสต์โอเมก้า โยเกิร์ตพร้อมดื่ม มีคุณค่าสารอาหารอะไรบ้าง

  • โอเมก้า 3 6 9
  • วิตามินบี 1 6 12
  • กรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด
  • น้ำตาลน้อย

ว้าว!! ประโยชน์เต็มๆ ของโยเกิร์ตพร้อมดื่ม มิติใหม่ของความอร่อย ที่จะทำให้เด็กๆ สนุกทุกการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ความรู้แปลกใหม่ๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้กันได้อย่างไม่รู้จบเลยค่ะ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโฟร์โมสต์ โอเมก้า โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ลองเข้าไปที่ http://bit.ly/2IyqBmE

 

เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ

เก่งไม่พอ ต้องเจ๋งด้วย! เสริมจินตนาการให้ลูกด้วย เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไงบ้าง

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกตัวน้อยโตไปเป็นเด็กดี และเด็กฉลาด จริงไหมคะ ความฉลาดของลูกไม่ได้เริ่มต้นตอนเข้าโรงเรียน แต่พ่อแม่สามารถสร้างสิ่งนี้ได้ด้วยการพัฒนาสมองให้ตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากการเสริมสร้างความรู้ต่างๆแล้ว ต้องไม่ลืมพัฒนาจิตนาการพร้อมๆกัน  เช่น การเล่นต่อบล็อก ที่สามารถเสริมทักษะภาษาเพิ่มได้ มาดูวิธีสอนลูก เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ สไตล์อ.คริสว่าจะมีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้าง

เล่นบล็อกต่อภาษาอังกฤษ เสริมจินตนาการแถมเก่งภาษาแบบ 2  in  1

วิธีเสริมความฉลาดให้ลูกน้อยที่ได้ผลระยาวมากที่สุด คือการส่งเสริมพัฒนาการของสมอง ซึ่งสมองของมนุษย์แบ่งออกเป็นสองซีก ซึ่งควบคุมการทำงานของร่างกาย ความคิดและกระบวนการเรียนรู้แตกต่างกัน แต่การจะทำให้สมองของเด็กทำงานได้เต็มประสิทธิภาพจะต้องพัฒนาทั้งสมองซีกซาย และสมองซีกขวาไปพร้อมๆกัน ชวนลูก เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ ช่วยได้

สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ควบคุมการทำงานร่างกายซีกขวา การใช้ภาษา อ่าน เขียน ทักษะด้านตัวเลข วิทยาศาสตร์ และเหตุผล สมองส่วนนี้จึงถูกเรียกว่า สมองส่วนเหตุผล (หรือที่อ.คริสเรียกว่าMr. Clever) ส่วนสมองซีกขวาทำหน้าที่ควบคุมการทำงานร่างกายซีกซ้าย ทักษะด้านศิลปะ ดนตรี การเขียนและอ่านหนังสือ งานประดิษฐ์ งานฝีมือ และที่สำคัญคือ จินตนาการ (หรือที่อ.คริสเรียกว่า Mr. Creative) ที่ส่วนหนึ่งมาจากการ เล่นบล็อกภาษาอังกฤษ

การที่ลูกจะสามารถนำความรู้จากห้องเรียนและสิ่งรอบตัวไปใช้ทำจริง ได้ประโยชน์จริง จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมาจากสมองซีกขวาด้วย หนึ่งในวิธีส่งเสริมสมองด้านนี้ให้ลูกน้อย คือ การเล่นแบบไร้ข้อจำกัด เปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้จิตนาการและความคิดสร้างสรรค์สร้างชิ้นงานออกมา วิธีพัฒนาสมองด้านนี้มีหลายอย่าง ทั้งการเรียนดนตรี ศิลปะ หรือการเล่นแบบง่ายๆ อย่าง เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ ที่ยังได้เพิ่มพูนความรู้ด้านภาษาไปคู่กันด้วย

ประโยชน์ของการ เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ

การเสริมความรู้ภาษาจาก เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทักษะสองอย่างนี้ใช้สมองซีกขวาเหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถสอนไปพร้อมกันได้ แถมยังได้ประโยชน์มากมาย ดังต่อไปนี้

  1. เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เวลาบล็อกที่ต่อไปสูงๆหล่นลงมา หรือสร้างทางลาด ลูกจะได้รู้จักกับเรื่องกลไกของแรงโน้มถ่วง
  2. เรียนรู้เรื่องขนาดและช่องว่าง ลูกน้อยนักออกแบบจะได้เรียนรู้วิธีจัดการกับขนาดวัตถุที่ไม่เท่ากัน ระยะห่างของการวาง ต้องคิดว่าวางบล็อกแบบไหนถึงจะไม่ล้ม ต่อแล้วได้ปราสาทอย่างที่ต้องการหรือเปล่า แถมยังเป็นการฝึกฝนเรื่องทิศทางอีกด้วย
  3. เสริมทักษะคณิตศาสตร์ อาจไม่ใช่การบวก ลบ คูณ หาร แต่เป็นวิธีเปรียบเทียบความต่างของรูปทรง ความยาว ความกว้าง รวมถึงการนับจำนวนด้วย
  4. พัฒนาทักษะอ่านเขียน ฟังดูไม่น่าเกี่ยวกันใช่ไหมคะ แต่การ เล่นบล็อกกลับช่วยให้ลูกเข้าใจ “ลำดับขั้น” ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการอ่าน และเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านบล็อก ก่อนที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ผ่านตัวหนังสือต่อไปเมื่อโตขึ้น
  5. ฝึกความรับผิดชอบและเข้าสังคม เมื่อต้องเล่นบล็อกกับเด็กคนอื่น ลูกจะได้รู้จักแบ่งปัน รอคอย และให้อภัย แถมตอนเล่นเสร็จลูกต้องเก็บชิ้นส่วนเล็กๆนี้เข้าที่ให้เรียบร้อย จึงช่วยฝึกความรับผิดชอบได้ดีทีเดียว

มาลุ้นกันว่า คุณพ่อคริสกับน้องวินจะต่อบล็อกเป็นปราสาทสวยงานได้สำเร็จหรือไม่ พร้อมเทคนิคคำศัพท์และประโยคจากการ เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ ให้คุณพ่อคุณแม่ไว้สอนลูกน้อยที่บ้าน ในรายการ KidsTalk ช่วง  DaddyTalks ในตอน เล่นต่อบล็อก ฝึกสมอง กันได้เลยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคเด็ดๆก่อน เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ ที่ใช้สอนลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

Tags

โฟร์โมสต์ ผลิตภัณฑ์นม

“โฟร์โมสต์” ร่วมสนับสนุนการแข่งขันบุรีรัมย์เกมส์

บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มแบรนด์โฟร์โมสต์ ผลิตภัณฑ์นมที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภคชาวไทยมากว่า 60 ปี ร่วมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 35 “บุรีรัมย์เกมส์” โดยได้มอบผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์มูลค่า 300,000 บาท สำหรับนักกีฬาที่เข้าร่วมแข่งขัน

โดย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบผลิตภัณฑ์จากนายวิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10 – 20 พฤษภาคม ที่จังหวัดบุรีรัมย์ รวมชนิดกีฬาทั้งสิ้น 50 ชนิดกีฬาและนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 15,000 คน

ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ไขปริศนา “มายาคติ 7 ประการแห่งโลกดิจิทัล” นำสามผู้เชี่ยวชาญ Data-Digital Performance-Digital Solutions เปิดเวทีสัมมนางานใหญ่ประจำปี Thought Leadership 2019 : DEMYSTIFY DIGITAL ILLUSION

กรุงเทพ, 29 เมษายน 2562 – บริษัท ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ประเทศไทย เฉลยปริศนามายาคติในโลกดิจิทัล 7 ประการ ในงาน Thought Leadership 2019 ตอน “DEMYSTIFY DIGITAL ILLUSION”  เพื่อยุติความเชื่อที่เป็นประเด็นค้างคากันมานานในวงการมีเดีย การตลาดและการสื่อสารในโลกดิจิทัล โดยมีสามกูรูมากประสบการณ์นำข้อมูลเชิงสถิติ ผลวิจัยและความก้าวล้ำทางนวัตกรรมมาเปิดเผยข้อเท็จจริง ส่งให้ภาพแผนการตลาดออนไลน์ต้องพลิกโฉมอีกครั้ง

เมื่อถึงคราวที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คน Digital Platform ยังได้ disrupt แวดวงการตลาดและสื่อโฆษณาอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้เจ้าของเม็ดเงินต้องปรับกระบวนท่าการลงสื่อให้เท่าทันโลกดิจิทัล ประกอบกับ Big Data Trend ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นได้ในหลายบริษัทที่โยกงบมีเดียมาที่ดิจิทัลแพลน 100% หรือบางแบรนด์ที่ให้ความสำคัญและ ทุ่ม budget หลักมาที่ e-commerce โดยคาดหวังว่าจะเป็น solution ที่ตอบโจทย์เรื่องการขาย

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าแห่งการวางแผนกลยุทธ์และสื่อสาร ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส จึงได้รวบรวมประเด็นหลักๆ ในเรื่องดังกล่าวที่ได้พบเห็นจากการทำงานกับลูกค้าซึ่งบริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการได้มาเป็น 7 ปริศนาในโลกดิจิทัล ซึ่งในงาน Thought Leadership 2019: Demystify Digital Illusion ครั้งนี้ได้ให้ความชัดเจนกับความเชื่อต่างๆ พร้อมชุดข้อมูลใหม่ล่าสุดที่ได้จากการทำการวิจัยที่คลอบคลุมทุกมิติของการสื่อสารการตลาดดิจิทัลในเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Data Analytics, Programmatic, E-Commerce ผ่านขุนพลทีมดิจิทัลและดาต้าของไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ได้แก่ กนกกาญจน์           ประจงแสงศรี กรรมการผู้จัดการฝ่ายข้อมูลและการวิเคราะห์ ศุภฤกษ์ ตั้งเจริญศิริ กรรมการผู้จัดการ-รีไพรส์ และ ราชศักดิ์ อัศวศุภชัย ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจดิจิทัล

Myth 1: “100% digital reaches 100% Thais”

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย อย่างเช่น อายุของกลุ่มเป้าหมาย หรือการเข้าถึงของแพลตฟอร์มต่างๆ และความไวของอินเตอร์เน็ท ด้วยเหตุผลหลายประการดังกล่าวทาง IPG Mediabrands จึงได้มีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ในการแพลนสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการใช้สื่อของกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้และเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการวางแผนสื่อแบบผสมผสาน โดย IPG Mediabrands ได้นำ Ripple Tool มาใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนสื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Myth 2: “In-House data is rich data?”

การมีข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าถือได้ว่าเป็นขุมสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ในยุคที่พฤติกรรมและกระแสเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว In-House data จึงเป็นข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันที่สามารถนำมาใช้ในการตลาดปัจจุบันได้ แต่ทว่าเพื่อที่จะขยายตลาดให้กว้างขึ้นต้องผสมผสานกับข้อมูลภายนอกด้วยเพื่อขยายฐานผู้บริโภคออกไป ต่อยอดธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ  และที่สำคัญกว่าการมี data ที่ครบถ้วน คือ การมีข้อมูลเชิงเหตุผล เพื่อเข้าใจถึงที่มาที่ไปของ พฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามที่เห็นจาก data ซึ่งทาง IPG Mediabrands มีการ partner ในเรื่องของ data เพื่อสร้างความครอบคลุม และมีทีมงานวิจัยเพื่อสร้างความเช้าใจเชิงลึกกับ data ต่างๆเหล่านั้น   ซึ่งคุณกนกกาญจน์ได้ฝากแนวทางไว้ 3 ส่วนคือ (1) ต้องมีเป้าหมายหรือสมมุติฐานที่ชัดเจนในการสร้างประโยชน์จากข้อมูล (2)  ต้องมีการประสาน data ทั้งความครอบคลุมและความเข้าใจในพฤติกรรมอย่างแท้จริง และ (3) ต้องมีนักกลยุทธ์ที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในการแปลงสารจาก data เป็น actionable insight และ actionable solutions ได้

Myth 3: “Digital can easily reach real premium consumers”

ลูกค้าที่มีกำลังซื้อนั้นคือกลุ่มเป้าหมายหลักในการเพิ่มยอดขาย การจะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ผ่านสื่อดิจิทัลจะต้องทำการบริหารข้อมูลกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจากการทำการสำรวจผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อผ่านรูปแบบปกตินั้นจะได้แค่ ตัวอย่างแม่แบบ และค่าเฉลี่ยประมาณการของกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการใช้ข้อมูลทางด้านดิจิทัลเข้ามาผสมผสาน เพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด Digital Data ที่มีข้อมูลของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ จึงมีความสำคัญเพื่อบรรยายกลุ่มเป้าหมายให้ตรงลักษณะพฤติกรรมเด่นจำเพาะของแต่ละกลุ่มจริงๆ รวมไปถึงประมาณการจำนวนการเข้าถึงทางด้าน Digital ได้อีกทางหนึ่ง IPG Mediabrands ได้มีการร่วมมือกับ Data partner หลายเจ้าที่มี potential เพื่อกำหนดกลุ่มลูกค้าผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ รวมถึงทางบริษัทแม่ได้ลงทุนอย่างมหาศาลในการซื้อหน่วยธุรกิจข้อมูลการตลาดของบริษัท Acxiom เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยลูกค้าในการวางแผนสื่อโฆษณาดิจิทัลให้เข้าถึงพฤติกรรมขอผู้บริโภคที่มีกำลังซื้ออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกทางหนึ่ง

Myth 4: “The more precision targeting, the more cost saving?”

การต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพกับประสิทธิผลนั้นคือคำถามที่อยู่คู่กับทุกธุรกิจ ความแม่นยำในการกำหนดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจะกลายเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการเชื่อมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน  แต่การเจาะถึงกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการประหยัดเงินงบประมาณ หากเป็นการบริหารเงินให้เกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดเพราะเป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมที่จะซื้อสินค้าและบริการของเราจริงๆ หรือ High Value Audience โดยที่ไม่หวานเม็ดเงินกระจายออกไปยังกลุ่มอื่นที่ไม่จำเป็น

Myth 5: “A social trend on Fear of Missing Out (FOMO) spreads digital engagement?”

ถึงแม้คนเราจะไม่สามารถอยู่ได้ถ้าขาดการเชื่อมตนเองเข้ากับโลกดิจิทัล แต่ก็มีคนอยู่หลากหลายกลุ่มที่เริ่มที่จะมีความสุขกับการที่ไม่ต้องรับรู้เรื่องในโซเชียลบ้าง ซึ่งการจะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ในขณะที่เขากำลังอยู่ในโมเมนต์ใหม่ หรือ JOMO (Joy of missing out) ต้องมีการบริหารจัดการสื่อเป็นอย่างดีและมีความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อที่จะผสมผสานสื่อที่อยู่ในโมเมนต์ที่เค้าแปลกแยกออกไปนั้นได้ ตัวอย่างเช่นการใช้สื่อนอกบ้านหรือการจัดกิจกรรมประเภทต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งกลุ่มคน Gen X ในประเทศไทยเริ่มที่จะเป็นกลุ่ม JOMO มากขึ้น โดยมีการเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 1.5 เท่าจากปีที่ผ่านมา

Myth 6: “Programmatic works at first sight?”

การซื้อสื่อผ่านรูปแบบ Programmatic ทำให้เราบริหารการซื้อสื่อเพื่อสื่อสารกับผู้คนได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่การที่ระบบนี้มันจะสามารถพาเราไปหากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ นั้นต้องอาศัยการสะสมการเรียนรู้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง (Deep Learning) เป็นระยะเวลาหนึ่งจึงจะทำให้เกิดความแม่นยำและชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้จะเกิดได้โดยการวางกลยุทธ์ก่อนการทำ programmatic อย่างชัดเจนทั้งในเรื่องของ พฤติกรรมแม่แบบของกลุ่มเป้าหมาย วัตถุประสงค์และการบริหาร Data ต่างๆ เพื่อนำมาผสมผสานในฐานข้อมูลเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชำนาญของบุคลากร และ technology tools ต่างๆที่นำมาใช้ โดยที่ IPG Mediabrands มี Cadreon เป็นทีมและ Programmatic Trading Desk ที่สามารถผสมผสานข้อมูลของลูกค้า (In-house data) และ Data Partner ที่มีได้เพื่อบริหารจัดการการซื้อสื่อได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกรูปแบบของ campaign โฆษณา

Myth 7: “E-commerce will build incremental sales”

ปรากฏการณ์การเติบโตของการซื้อของออนไลน์นั้นเป็นเหมือนกระแสหลักที่พัดให้ทุกวงการต้องขยับตัวตาม e-commerce เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการเปิดช่องทางการขายเพื่อให้มีรายได้เข้ามามากขึ้น แต่ทว่าต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างดีว่าสินค้าประเภทใดเหมาะกับการทำอีคอมเมิร์ซ เพราะการทำe-commerce อาจจะไม่ได้เป็นการทดแทนช่องทางการขาย แต่อาจจะเป็นการเพิ่มยอดขายอีกทางหนึ่ง บางแบรนด์ใช้ทางเลือกในเรื่องของการใช้มาร์เก็ตเพลสเข้ามาผสมผสาน บางแบรนด์เลือกที่จะสร้างร้าน e-commerce ของตนเอง แต่อย่างไรก็ดีควรมีการวางแผนเรื่องการขายอย่างชัดเจนและมีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคก่อนที่จะตัดสินใจบริหารจัดการ e-commerce เพราะจุดเด่นของ market place และ e-commerce นั้นต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถาณการณ์และวัตถุประสงค์ของแบรนด์

ดร.ธราภุช จารุวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  – ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ประเทศไทย

เปิดเผยว่าการสื่อสารการตลาดดิจิทัลนั้น เติบโตในประเทศไทยมาได้กว่า 10 ปีแล้ว และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี แต่สิ่งที่เราทุกคนเห็นตรงกันคือ ที่ผ่านมายังคงความคลุมเครือ มีหลายกรอบกำแพงที่ทำให้เป้าหมายของลูกค้าไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ทั้งจากทางฝั่งลูกค้าและจากทางผู้ประกอบการเอง ซึ่งทำให้การลงทุนของลูกค้านั้นไม่ตอบโจทย์และไม่คุ้มค่า พวกเราที่ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส จึงเห็นตรงกันว่าถึงเวลาที่เราจะต้องนำองค์ความรู้ใหม่ๆ จากทั่วโลกเข้ามาตอบคำถามเพื่อทำให้เป้าหมายทางการตลาดที่ลูกค้าวางไว้เป็นจริงได้  ซึ่งในงาน Thought Leadership ครั้งนี้มีเป้าหมายอีกส่วนคือการตอกย้ำถึงจุดยืนของกลุ่ม IPG Mediabrands ในเรื่องของการผสมผสานที่ลงตัวของทั้งศาสตร์และศิลป์ จึงทำรูปแบบการนำเสนอออกมาเป็น Musical show ซึ่งได้รับเสียงฮือฮาและกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในงาน

Tags

7 เคล็ดลับง่าย ๆ สอนลูกออมเงิน และรู้จักคุณค่าของเงิน

ในสมัยนี้ที่มีสิ่งล่อตาล่อใจมากขึ้น การปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสมในการใช้เงินและการ สอนลูกออมเงิน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกรู้จักการใช้เงินไปตลอดชีวิต

7 เคล็ดลับง่าย ๆ สอนลูกออมเงิน และรู้จักคุณค่าของเงิน

ด้วยพฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันเราสามารถจ่ายเงินซื้อของได้ง่าย ๆ ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว อีกทั้ง การหาซื้อสินค้าต่าง ๆ ก็ง่ายมากขึ้นเพียงปลายนิ้ว นอกจากนี้ยังมีการผลิตสิ่งของขึ้นมามากมาย ทั้งเป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็นมาล่อตาล่อใจมากมาย จนยากที่จะฝ่าด่านกระแสสังคมออกมาได้ และบางครั้งพ่อแม่ก็เป็นคนปลูกฝังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้นเสียเอง เป็นเพราะความรักและความหวังดีของพ่อแม่ว่าต้องการให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด มีรูปแบบการใช้ชีวิตหรือสิ่งของที่ทัดเทียมเพื่อน และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่อยากให้ลำบากเหมือนตนเอง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้กำลังจะสร้างความยากลำบากให้แก่ลูกในอนาคต เมื่อลูกต้องมีชีวิตอยู่บนโลกเพียงลำพัง จะทำให้เขาไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นหรือสิ่งที่อยากได้ กลายเป็นคนที่รับความลำบากและความผิดหวังไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเวลาอยากได้อะไรพ่อแม่ก็เสกมาให้อยู่ตรงหน้าอย่างง่ายดาย ดังนั้น เราจึงควรเริ่มสอนและปลูกฝังการรู้จักใช้เงินให้ลูกตั้งแต่ลูกยังเด็ก

ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำ 7 เคล็ดลับง่าย ๆ ในการสอนลูกให้รู้จักการออมเงิน และรู้จักคุณค่าของเงิน จาก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มาฝากกันค่ะ

7 เคล็ดลับง่าย ๆ สอนลูกออมเงิน และรู้จักคุณค่าของเงิน

  1. เปิดบัญชีเงินฝากให้ลูก

เคล็ดลับนี้สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ลูกยังเด็ก และอยู่ในวัยที่โรงเรียนอนุญาตให้นำเงินไปโรงเรียนได้ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ให้เงินค่าขนมลูกไปโรงเรียน ให้อธิบายให้ลูกฟังว่าเงินก้อนนี้ หากลูกใช้ไม่หมด ควรนำมาหยอดกระปุกไว้ เพื่อสะสมไว้เผื่อวันข้างหน้าอยากได้ของเล่นหรือสิ่งของต่าง ๆ ก็จะสามารถนำเงินที่สะสมไว้นี้มาซื้อได้ และเมื่อลูกหยอดกระปุกได้เงินจำนวนหนึ่งแล้วให้นำเงินจำนวนนี้ไปเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยอธิบายความสำคัญของการเปิดบัญชีครั้งนี้ และให้ลูกได้เห็นตัวเลขเงินที่ได้นำไปฝาก โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะตั้งยอดออมให้ลูกเพื่อเป็นเป้าหมายในครั้งต่อไป

ฝึกลูกออมเงิน
สอนเด็กให้รู้จักคุณค่าของเงินด้วย 7 เคล็ดลับนี้

2. ให้ลูกมีส่วนในการตัดสินใจ

คุณพ่อคุณแม่อาจมองว่าการให้เด็กเข้ามารับรู้และตัดสินใจในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้าน จะยุ่งยากเกินไปที่จะอธิบายและยากเกินไปที่เด็กจะเข้าใจ แต่ทราบไหมคะว่าหากให้ลูกได้มีส่วนช่วยตัดสินใจในการบริหารการเงินตั้งแต่เด็ก ลูกจะเข้าใจถึงความจำเป็นของสิ่งของต่าง ๆ ที่จะซื้อ และจะสามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งของไหนมีราคาถูกหรือแพง โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะอธิบายง่าย ๆ เพื่อให้ลูกเห็นภาพต่าง ๆ โดยการแทนค่าเงินในหลักสิบหรือหลักร้อย เช่น ของเล่นชิ้นนี้มีค่าเท่ากับค่าขนมที่ลูกจะได้รวมกัน 10 วันเชียวนะ หรือ สบู่ก้อนนี้มีค่าเท่ากับค่าขนมที่ลูกจะได้รวมกัน 2 วันแต่สามารถใช้สบู่ก้อนนี้ได้หลายวันเลย เป็นต้น นอกจากจะทำให้ลูกรู้จักค่าของเงินแล้ว การให้ลูกมีส่วนในการตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ยังช่วยให้ลูกมีความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเองที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ให้กับครอบครัวอีกด้วย

 

อ่านต่อ 7 เคล็ดลับง่าย ๆ สอนลูกออมเงิน และรู้จักคุณค่าของเงิน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ขี้หูเหม็น

อุทาหรณ์! ลูก ขี้หูเหม็น ขี้หูหมักหมมจนเน่า! เกือบเป็นหูน้ำหนวก

ขี้หู มีหน้าที่ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคไม่ให้เข้าไปในหูได้ แต่หากมี ขี้หูเหม็น ขี้หูเหลวเป็นน้ำไหลออกมาจากหู และมีกลิ่นเหม็น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีความผิดปกติเกิดกับหูได้

อุทาหรณ์! ลูก ขี้หูเหม็น ขี้หูหมักหมมจนเน่า! เกือบเป็นหูน้ำหนวก

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้ฟังอุทาหรณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่งทางอินบอกซ์ ที่ลูกน้อยวัย 5 ขวบ มีอาการ ขี้หูเหม็น โดยหูข้างขวาเหม็นเพียงข้างเดียว กลิ่นที่เหม็นมีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายกลิ่นน้ำปลา มีกลิ่นแรงมากโดยหากยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้กลิ่นแล้ว ในช่วงแรก คุณแม่เข้าใจว่าอาการขี้หูเหม็น เป็นเรื่องปกติ จึงปล่อยไว้ไมได้พาน้องไปพบแพทย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ 1 เดือนกว่า คุณแม่กลับพบว่าอาการหูเหม็นของลูกนั้น ไม่ได้ลดลงเลย จึงได้ใช้ไฟฉายส่องที่หูลูก พบว่า ขี้หูข้างที่เหม็นนั้นมีลักษณะข้นเหนียว (ซึ่งปกติแล้วน้องจะมีขี้หูเป็นลักษณะผงสีขาว) ส่วนผนังหูก็บวมแดง จึงมั่นใจว่าไม่ใช่อาการปกติ จึงได้พาน้องไปพบแพทย์ จึงพบว่าผนังหูของลูกอักเสบ เพียงเพราะขี้หูเน่า!

โดยคุณหมอได้แจ้งว่าอาการนี้ เกิดจากการที่ขี้หูหมักหมมกันจนขี้หูเน่า จนทำให้ผนังหูอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ อาจมีโอกาสที่อาการอักเสบจะลุกลามไปที่แก้วหู หรือเป็นหูน้ำหนวกได้ เบื้องต้นหมอจึงทำการรักษาโดยการทำความสะอาดหู และนำขี้หูออกมาให้หมด พร้อมทั้งหยอดยาและทานยา เป็นเวลา 1 อาทิตย์ โดยต้องระวังไม่ให้เป็นหวัด และไม่ให้สั่งน้ำมูกแรง ๆ รวมถึงล้างจมูก

คุณแม่จึงได้นำอุทาหรณ์ที่เกิดกับลูกของตนเองมาแบ่งปันให้แม่ ๆ ได้ระวังและคอยสังเกต หากขี้หูของลูกมีกลิ่นหรือมีอาการผิดปกติ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ อย่างไรก็ตาม ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเอาใจช่วยให้น้องหายจากอาการนี้โดยเร็วนะคะ

ลูกหูเหม็น
ลูกหูเหม็น ไม่ใช่เรื่องปกติ โดยเฉพาะอาการหูเหม็นเพียงข้างเดียว

ขี้หูเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมถึงต้องมีขี้หู?

ขี้หู ถูกสร้างจากต่อมขี้หูบริเวณผิวหนังภายในหูชั้นนอก ซึ่งขี้หูนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเปล่า ๆ แต่ที่ร่างกายสร้างขี้หูขึ้นมาก็เพื่อ ช่วยดักจับฝุ่นละออง ขี้ผง หรือสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กไม่ให้เข้าสู่หูด้านในได้ และยังช่วยปกป้องโครงสร้างสำคัญภายในหู เช่น แก้วหู ไม่ให้ถูกทำลาย และสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตรายภายในหู

โดยทั่วไปเมื่อขี้หูถูกสร้างขึ้นมาแล้ว จะหลุดร่วงได้เองตามธรรมชาติ จากการหลุดลอกตัวของเซลล์ผิวหนังเก่าในรูหู โดยเคลื่อนตัวจากด้านในรูหูสู่หูชั้นนอก เมื่อขี้หูออกมาอยู่ด้านนอกก็จะแห้งและหลุดร่วงไปเอง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ดูอย่างไรว่าขี้หูผิดปกติ? ขี้หูเหม็น เป็นสัญญาณบอกโรคอะไรบ้าง?

วิธีแก้หมัน

อยากมีลูกเพิ่มแต่ทำหมันไปแล้วมี “วิธีแก้หมัน” อย่างไร?

การทำหมันเป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร เมื่อทำหมันแล้ว จะลดโอกาสในการมีลูกไปตลอดชีวิต แต่หากต้องการที่จะมีลูกเพิ่มหลังจากทำหมันไปแล้วจะทำอย่างไร? วิธีแก้หมัน มีกี่วิธี ราคาเท่าไหร่? ที่นี่มีคำตอบค่ะ

อยากมีลูกเพิ่มแต่ทำหมันไปแล้วมี “วิธีแก้หมัน” อย่างไร?

การทำหมัน เป็นการคุมกำเนิดถาวรที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะประหยัด ปลอดภัย มีโอกาสในการตั้งครรภ์น้อยมาก โดยวิธีการทำหมันจะทำโดยการทำให้ท่อนำไข่อุดตัน ด้วยวิธีต่าง ๆ ได้แก่ การใช้ไฟฟ้าจี้ การผูกและตัดท่อนำไข่ การใช้คลิปหนีบ การใช้วงแหวนพลาสติกรัดทางเดินของท่อนำไข่ เมื่อท่อนำไข่อุดตันจากการทำหมัน ไข่ที่ตกจากรังไข่จะไม่สามารถผสมกับอสุจิได้ เมื่อไข่ไม่ถูกผสมก็จะฝ่อไปเองภายใน 1 วัน ส่วนรังไข่ก็ผลิตไข่และฮอร์โมนไปตามปกติ

การทำหมันแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ การทำหมันเปียก และการทำหมันแห้ง สำหรับการทำหมันเปียกคือ เป็นการทำหมันภายใน 6 สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร โดยนิยมทำในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการคลอดบุตร เนื่องจากสามารถทำได้โดยง่าย แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เนื่องจากมดลูกยังมีขนาดโตลอยอยู่ในช่องท้องเหนืออุ้งเชิงกราน จึงทำให้สามารถหาท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างได้ง่าย และการทำหมันแห้งคือ การทำหมันในระยะที่ไม่ใช่ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร มดลูกจะมีขนาดปกติและอยู่ในอุ้งเชิงกราน การผ่าตัดจึงมีความยากในการหาท่อนำไข่มากกว่าการทำหมันเปียก

แก้หมัน
ควรปรึกษาแพทย์ถึง วิธีแก้หมัน ที่เหมาะสม เพื่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์ต่อไป

เมื่อต้องการแก้หมัน ควรทำอย่างไร

เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งครรภ์อีก หรือมีความต้องการที่จะตั้งครรภ์อีก การแก้หมันจึงเป็นสิ่งที่จะต้องทำ โดยก่อนอื่น ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ควรเข้าพบคุณหมอ เพื่อตรวจสภาพร่างกายว่าสมบูรณ์แข็งแรงเพียงพอหรือไม่ โดยฝ่ายชาย คุณหมอจะาทำการตรวจคุณภาพอสุจิ ว่าจะสามารถทำให้มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ได้หรือไม่ สำหรับฝ่ายหญิง คุณหมอจะทำการส่องกล้อง เพื่อดูสภาพของท่อนำไข่ ว่าสามารถแก้ไขได้หรือไม่ หรือฉีดสีดูท่อนำไข่ เพื่อตรวจดูลักษณะท่อนำไข่ว่าเป็นอย่างไร ความยาวของท่อนำไข่ มีพังผืดเกาะรัดท่ออยู่หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อความสำเร็จในการแก้หมัน โดยปัจจัยที่นำมมาพิจารณาในการแก้หมัน คือ

  • อายุของผู้หญิงทำการแก้หมัน ยิ่งมากโอกาสยิ่งน้อย
  • สุขภาพด้านการเจริญพันธุ์ เช่น รังไข่ไม่ทำงาน มดลูกไม่ปกติ มีเนื้องอก น้ำเชื่ออ่อน เป็นต้น
  • สุขภาพทั่วไปไม่ดี มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง โอกาสที่จะตั้งครรภ์ก็จะน้อยกว่าคนสุขภาพแข็งแรง
  • วิธีที่ทำหมันครั้งแรก เพราะมีผลต่อความเสียหายของท่อนำรังไข่และท่อนำอสุจิ จะมีความยากในการต่อและเป็นอุปสรรคหลังการต่อเสร็จ
  • ระยะเวลาที่ทำหมัน ยิ่งทำนาน โอกาสยิ่งน้อย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีแก้หมัน ทำอย่างไร ราคาเท่าไหร่ และ มีโอกาสในการมีลูกเพิ่มแค่ไหน

รู้หรือไม่? สัมผัสแรกจากแม่สู่ลูกน้อย…สำคัญมากเพียงใด

หากคุณคิิดว่า สัมผัสแรกจากแม่สู่ลูกน้อย คือความน่ามหัศจรรย์แล้ว >> ความอ่อนโยนของผิวที่ลึกล้ำ อาจเป็น ‘ที่สุด’ ของความน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า!!! แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร ตามมาดูกันเล้ย

เชื่อว่า..สำหรับคนเป็นแม่แล้ว คงไม่มีช่วงเวลาแห่งความสุขใดจะสามารถเทียบได้กับวันแรกที่เห็นลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลก และได้มอบสัมผัสแรกให้กับลูกอย่างอ่อนโยนและอบอุ่นที่สุด ซึ่งความสุขที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสก่อให้เกิดเป็นสายสัมพันธ์ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งแม่ก็พร้อมที่จะปกป้องดูแลลูกน้อยอย่างถนุถนอมและอ่อนโยนที่สุดตลอดไป

รู้หรือไม่? สัมผัสแรกจากแม่สู่ลูกน้อย…สำคัญมากเพียงใด

การเริ่มต้นถ่ายทอดความรักและสร้างสายสัมพันธ์จากแม่สู่ลูกน้อยที่ดีที่สุด คือ “การสัมผัส” ซึ่งถือเป็นภาษาแรกที่ลูกจะได้เรียนรู้จากแม่ และถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านอารมณ์และสติปัญญาของลูกน้อย อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมสายใยรักระหว่างแม่ลูกให้แนบแน่นยิ่งขึ้นไป โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มลูกเพื่อให้นม การอุ้มขณะเปลี่ยนผ้าอ้อม การกอดลูกตอนนอน หรือแม้แต่การนอนกล่อมเล่านิทานให้ฟัง

เครดิตภาพจาก : www.freepik.com

3 ข้อสำคัญ สัมผัสแรกจากแม่สู่ลูกน้อย

1. การแสดงความรู้สึกผ่านการกอด อุ้ม และการหอมลูก ก็เป็นอีกหนึ่งสัมผัสที่แสดงออกถึงความรัก ความเอ็นดู และยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างลูกกับแม่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมไปถึงการจับตัวลูกน้อย โดยคุณแม่ควรหมั่นจับมือลูกน้อยเอาไว้บ่อยๆ เพราะจะทำให้เขารับรู้ได้ถึงความปลอดภัย ทำให้ลูกน้อยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่เกิดอาการกลัว และพัฒนาให้เค้าเติบโตอย่างมั่นคง

2. ช่วงเวลาอาบน้ำ ทำให้คุณแม่จะได้สัมผัสกับลูกอย่างใกล้ชิดและทั่วถึงมากที่สุด ซึ่งขณะที่คุณแม่กำลังลูบไล้ไปตามบริเวณผิวกายของลูก ก็เป็นการสานสายใยรักให้แก่กันและกัน เรียกว่าช่วยเพิ่มช่วงเวลาแสนพิเศษที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความรักที่หาคำเปรียเทียบไม่ได้

3. การนวดตัวลูกน้อยด้วยโลชั่น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากโลชั่นนั้นมีกลิ่นหอมอ่อนละมุน ก็จะยิ่งช่วยทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลายได้ง่ายๆ  ซึ่งการนวดในตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนในร่างกายได้เป็นอย่างดี หรือหากนวดก่อนนอน ก็ช่วยทำให้ หลับง่าย และหลับสนิทตลอดทั้งคืน

เครดิตภาพจาก : www.freepik.com

และทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจาก การสัมผัสของแม่สู่ลูกน้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสในรูปแบบใด คุณแม่จำเป็นต้องตระหนักถึง ‘ธรรมชาติของผิวลูกน้อย’ ด้วยเช่นกัน เพราะโครงสร้างของผิวเด็กแรกเกิดนั้นไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ รวมถึงผิวชั้นนอกของเด็กแรกเกิดยังรักษาความชุ่มชื้นได้ไม่ดี มีอัตราการสูญเสียน้ำในผิวได้รวดเร็ว ยิ่งเมื่อถูกสัมผัสบ่อยๆ ก็ยิ่งเกิดความสูญเสียความชุ่มชื้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของความแห้งกร้าน และเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย

เพราะฉะนั้น คุณแม่ควรให้ความสำคัญและใส่ใจเป็นพิเศษในการเลือกผลิตภัณฑ์ให้ลูกน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวกาย อาทิ ครีมอาบน้ำและโลชั่น จำเป็นต้องปราศจากสารเคมี อย่าง พาราเบน (สารกันเสีย) พาทาเลต (สารที่ช่วยเพิ่มความหนืดให้ผลิตภัณฑ์) ซัลเฟต (สารที่ทำให้เกิดฟอง) และ สีสังเคราะห์ และที่สำคัญ ครีมอาบน้ำและโลชั่นจะต้องช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว พร้อมรักษาค่า pH 5.5 ตามธรรมชาติของผิวเด็กทารกได้ เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นสร้าง พร้อมรักษา สกิน ไมโครไบโอม (Skin Microbiome) ในผิว เพื่อสุขภาพผิวที่ดีในอนาคตของลูกน้อยของคุณ

เพราะผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวลูกน้อยเป็นเรื่อง ความสำคัญ แบรนด์จอห์นสัน จึงใช้เวลากว่า 10 ปี เพื่อศึกษาและวิจัย จนกลายมาเป็น จอห์นสัน คอตตอนทัช

(Johnson’s CottonTouch) Bath & Lotion ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาสูตร เพื่อมอบความอ่อนโยนที่สุดและโลชั่นเนื้อที่มีเนื้อบางเบาที่สุดไม่เหนียวเหนอะหนะ ด้วยส่วนผสมสารสกัดจากคอตตอนแท้จากธรรมชาติ ทำให้ผิวลูกน้อยนุ่ม ชุ่มชื้น ให้แก่เด็กทารกอายุประมาณ 0 – 1 ปี โดยเฉพาะ พร้อมช่วยเสริมสร้าง กระบวนการสร้าง สกิน ไมโครไบโอม (Skin Microbiome) เพื่อรักษาสมดุลและความหลากหลาย

ของแบคทีเรียบนชั้นผิว เพื่อผิวของลูกน้อยแข็งแรง และมีสุขภาพดีแถมยังไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง คงความชุ่มชื้น อีกทั้งยังสามารถรักษาค่า pH 5.5 ตามธรรมชาติของผิวทารกได้เป็นอย่างดี

หากแรกสัมผัสแม่ลูกคือความน่ามหัศจรรย์แล้ว
ความอ่อนโยนของผิวที่ลึกล้ำ อาจเป็น ‘ที่สุด’ ของความน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า…

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ

“สูง ต่ำ ซ้าย ขวา” กับ คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ น่ารู้มีอะไรบ้าง

พอเข้าวัยซน ลูกน้อยของคุณแม่เริ่มกลายเป็นตัวป่วนประจำบ้าน จากที่เคยให้ทำไม่เคยขัดแต่ตอนนี้พอแม่พูดอย่างกลับทำอีกอย่าง บอกให้ไปซ้าย ก็หันไปขวา พฤติกรรมตรงกันข้ามแบบนี้เป็นหนึ่งในพัฒนาการตามวัยของลูกน้อย ที่บอกให้รู้ว่าเขาพร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ในเมื่อลูกกำลังสนุกกับการทำเรื่องตรงข้าม พ่อแม่ลองใช้โอกาสนี้ต่อยอดทักษะทางภาษาอีกขั้น ด้วย คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ น่ารู้ ที่ช่วยให้ลูกๆใช้ภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น

คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ หมวดคำศัพท์น่ารู้ที่เด็กสองภาษาไม่ควรพลาด

นอกจากคำศัพท์เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวที่เด็กๆควรจดจำและสะสมไว้ในคลังคำแล้ว การพูดภาษาอังกฤษเป็นประโยคยาวๆ หรือโต้ตอบบทสนทนาได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกน้อยจำเป็นต้องมีคลัง คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำวิเศษณ์ (adverb) และคำคุณศัพท์ (adjective) ทำหน้าที่ขยายความหมายของเรื่องที่หนูๆอยากเล่าให้เข้าใจยิ่งขึ้น

หลายคนอาจคิดว่า เด็กๆจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ต้องเรียนไวยากรณ์ แต่ความจริงแล้วเด็กวัยอนุบาลเรียนรู้ได้ผ่านการพูดคุย และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพราะในทุกวันเด็กต้องพบเจอกับสิ่งตรงกันข้ามอยู่แล้ว  เช่น คำว่า เปิด-ปิด หนัก-เบา ยาว-สั้น เป็นต้น เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ช่วยเสริมประโยคที่ใช้พูดคุยด้วย คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ จะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของลูกให้ดี และเป็นเด็กสองภาษาที่สมบูรณ์

อย่าไงก็ตาม เด็กเล็กวัยอนุบาลยังไม่ควรเริ่มการเรียน คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ ด้วยการสะกดคำแล้วท่องความหมาย เพราะถึงจะทำได้แต่ถ้าลูกไม่รู้วิธีพูด วิธีใช้ การท่องจำอาจใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ แต่ถ้าพ่อแม่เริ่มต้นจากการสอนคำศัพท์พร้อมกับบทสนทนา จะทำให้เด็กๆเห็นภาพและจดจำได้ง่ายขึ้น สุดท้ายแล้วการเรียนภาษาอังกฤษที่ดี คือ การใช้สื่อสาร พูดคุยกัน ไม่ใช่จำนวนคำศัพท์ที่ลูกจำได้

อ,คริสกับพี่น้องตระกูลไรท์จะนำเสนอวิธีเรียน คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ อย่างไรให้ลูกจำง่ายและสนุก ด้วยเทคนิคสไตล์เด็กสองภาษา ที่รับรองว่าถ้าฝึกฝนบ่อยๆ เห็นผลความเก่งกาจของลูกน้อยแน่นอน ที่สำคัญยังได้รวบรวมคำศัพท์ตรงกันข้ามน่ารู้ และเด็กเจอกันบ่อย  ๆให้ลองพูดตามกันด้วย

มาติดตามดูกันว่า คุณพ่อคริสกับน้องวิน จะมีเทคนิคเรียนรู้ คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ สไตล์เด็กสองภาษาอะไรบ้าง กันในรายการ KidsTalk ช่วง  DaddyTalks ในตอน 32 ศัพท์ คำตรงข้าม กันได้เลยค่ะ

 

มาทบทวนคำศัพท์กับความหมายกันอีกครั้งก่อนนำไปใช้นะคะ

antonyms   คำที่มีความหมายตรงกันข้าม

oppesite     ตรงกันข้าม

long/ short     ยาว/สั้น

tall/short        สูง/ เตี้ย

big/ small      ใหญ่/ เล็ก

soft/hard        นุ่ม/แข็ง

asleep/awake    นอนหลับ/ตื่นนอน

bored/ excited   เบื่อ/ตื่นเต้น

in front/ behind  ข้างหน้า/ข้างหลัง

on the left/ on the right   ด้านซ้าย/ด้านขวา

inside/outside  ข้างใน/ข้างนอก

give/ take   ให้/ขอมา

open/close  เปิด/ปิด

start the show/end the show  เริ่มรายการ/จบรายการ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคเด็ดๆก่อน คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ ที่ใช้สอนลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ