โรคมือเท้าปาก ระบาด ปี62

เตือนเฝ้าระวังลูก1-3 ขวบ โรคมือเท้าปาก ระบาด ป่วยแล้วนับหมื่นคน

เฝ้าจับตาสถานการณ์ โรคมือเท้าปาก ระบาด อย่างใกล้ชิด พบผู้ป่วยทั่วประเทศแล้วกว่า  10,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กวัย  1-3 ขวบ กระจายตัวทั่วประเทศ ห่วงระบาดหนักช่วงเปิดเทอม เพราะเข้าสู่หน้าฝนซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อโรคเติบโตและแพร่กระจายได้ดี

ตรวจพบ โรคมือเท้าปาก ระบาด ทั่วประเทศ พบป่วยแล้วกว่าหมื่นคน

กรมควบคุมโรครายงานสถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก จากข้อมูลเฝ้าระวังโรคจากสถาบันระบาดวิทยา ปี 2561 ข้อมูล ณ วันที่ 5 พฤษภาคม  2562 (สัปดาห์ที่ 17) พบผู้ป่วยสะสม  10,430 ราย จาก 77 จังหวัด คิดเป็น 15. 94 % ต่อประชากร 1 แสนคน แต่ยังมีพบผู้เสียชีวิต

โรคมือเท้าปาก ระบาด ปี62

จากการสำรวจ โรคมือเท้าปาก ระบาด ทั่วประเทศ พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กวัยขวบปีที่มีอัตราป่วยสูงถึง 35.29 %  ตามมาด้วยวัย 2 ขวบ จำนวน 21.11% และ 3 ขวบอยู่ที่ 15.27%  นอกจากนี้ 10 จังหวัดที่มีการระบาดสูงสุดได้แก่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา เชียงราย ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ตาก และจันทบุรี ส่วนแหล่งที่เกิดการระบาดมากสุด คือสถานรับเลี้ยงเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาล ซึ่งมีแนวโน้มระบาดมากขึ้นหลังโรงเรียนเปิดเทอมอย่างเป็นทางการกลาง เดือนพฤษภาคมของทุกปี

ด้านนายแพทย์ กิตติพงศ์ สัญชาตวิรุฬห์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมาเสริมว่า โรคมือเท้าปาก ระบาดบ่อยในกลุ่มเด็กที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็ก ชั้นเรียนอนุบาล และเครื่องเล่นในศูนย์การค้าผ่านน้ำมูก น้ำลาย และน้ำจากแผลตุ่มทอง ทำให้เด็กมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียลง

จากนั้นต่อมาอีก 1-2 วัน เด็กจะมีอาการเจ็บปาก มีตุ่มพองเล็กๆ ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตุ่มแผลในปาก เพดานกระพุ้งแก้ม ลิ้น ต่อมาจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ หากเด็กมีไข้สูงมาก จะซึมลงจนเดินเซ ชักเกร็ง หายใจหอบเหนื่อย อาเจียนบ่อยขึ้น หากพ่อแม่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจติดเชื้อชนิดรุนแรงและถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคมือเท้าปาก ระบาด ปี62

EV71 เชื้อมือเท้าปากรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

โรคมือเท้าปาก ระบาด อยู่ในช่วงหน้ามากกว่าฤดูกาลอื่น ลูกน้อยจะเริ่มเจ็บป่วยหลังการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ค็อกซากี้ เอ16 (Coxsackie A16 Virus) ซึ่งทำให้เกิดตุ่มแผลบริเวณมือ เท้า และปาก ร่วมกับอาการป่วยอื่นๆ หากไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ อาการของโรคจะค่อยๆดีขึ้นและหายได้ในเวลา 4-5 วัน

แต่ถ้าลูกได้รับเชื้อ สายพันธุ์เอนเทอร์โรไวรัส 71 ซึ่งมีความรุนแรงกว่าไวรัสประเภทแรก มีสิทธิที่เด็กจะป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ เชื้อโรคเข้าสู่เซลล์สมองจนไปรบกวนการทำงานของก้านสมอง ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจและสมอง ในช่วงแรกลูกมีอาการเหมือนโรคมือเท้าปากทั่วไป และอาจดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ แต่กลับมาทรุดลงอีกครั้ง

MUST READ : เชื้อ EV71 โรคมือเท้าปาก สายพันธุ์รุนแรง พร้อมวิธีป้องกัน

เด็กจะมีอาการกระสับกระส่าย นอนสะดุ้ง นอนผวาบ่อย มือสั่น ยืนเดินไม่ไหว ชีพจรไม่คงที่ ความดันโลหิตสูงต่ำสลับไปมา ฝ่ามือฝ่าเท้าเย็นสลับอุ่น หากพ่อแม่พบว่าลูกเริ่มมีอาการเหล่านี้ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะนี่เป็นสัญญาณเตือนว่าเชื้อโรคเข้าไปทำลายศูนย์การควบคุมการหายใจและการเต้นของหัวใจแล้ว หากปล่อยไว้จะทำให้เกิดภาวะหายใจและหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอด และหัวใจหยุดเต้นจนเสียชีวิตได้

อ่านต่อ ความจริงพ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับโรคมือเท้าปาก หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไลซีน Lysine คืออะไร

ไลซีนคืออะไร ? ทำไมถึงช่วยเจริญอาหาร และเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย?

ปัญหาลูกเบื่ออาหาร ทานข้าวยาก มักเป็นปัญหาอันดับต้นๆที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ บ้านต้องรับมือ เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่ช่วงวัย 1-5 ขวบ  จะสังเกตได้ว่าเด็กบางคนจะเริ่มเลือกรับประทานอาหารบางอย่าง, รับประทานอาหารยากขึ้น/ปฎิเสธอาหาร หรือ ห่วงเล่น และให้ความสนใจกับกิจกรรมอื่นมากกว่าการรับประทานอาหาร  ทำให้เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารที่จำเป็น ซึ่งส่งผลให้พัฒนาการทางด้านร่างกายและการเจริญเติบโตช้าลง สร้างความกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก

ไลซีน Lysine คืออะไร

“ไลซีน (Lysine)”  คือหนึ่งในสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญสำหรับสุขภาพและการเจริญเติบโตของลูกน้อย ที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่อาจยังไม่คุ้นเคย  Lysine เป็นกรดอะมิโนในกลุ่มที่จำเป็น เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เอง ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น โดยอาหารที่เป็นแหล่งของ Lysine นั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์  นม ไข่ ส่วนในข้าวจะพบ Lysine อยู่น้อยมาก

ประโยชน์ของ ไลซีน ต่อสุขภาพลูกน้อยนั้น มีดังนี้…

  1. เพิ่มความอยากอาหาร ในกรณีที่เด็กขาดโปรตีน การเสริมไลซีนอาจช่วยเพิ่มความอยากอาหาร จากกลไกการลดระดับฮอร์โมนบางชนิด ส่งผลให้รับประทานอาหาร เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ลูกน้อยกินอาหารได้มากขึ้น
  2. เพิ่มการเผาผลาญ ไลซีนเป็นสารตั้งต้นของแอล-คาร์นิทีน ซึ่งเป็นตัวพากรดไขมันเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญ ให้ได้พลังงานสำหรับร่างกาย หากขาด Lysine ไป ก็อาจส่งผลให้เด็กๆมีการผลิตพลังงานใช้ในกิจกรรมและพัฒนาการต่างๆได้ลดน้อยลง
  3. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และโปรตีนต่างๆภายในร่างกาย ทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพ
  4. ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ไลซีนช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว ที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรค และเพิ่มระดับของ Antibody ต่างๆ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพิ่มขึ้น การติดเชื้อลดลง ลดโอกาสในการเจ็บป่วยของลูกน้อยได้อีกด้วย
  5. ช่วยดูดซึมแคลเซี่ยม มีผลช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและพัฒนาการของกระดูก

ไลซีน Lysine คืออะไร

ในเด็กเล็กจะมีความต้องการไลซีน มากกว่าในผู้ใหญ่ ดังนั้นการเสริมไลซีนให้เด็กที่รับประทานอาหารประเภทโปรตีนน้อย หรือมีภาวะ ขาดไลซีน จะช่วยให้เด็กเจริญอาหารรับประทานได้มากขึ้น รมทั้งช่วยให้การพัฒนาการและการเจริญเติบโตเป็นไปอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไลซีนจะมีความสำคัญต่อลูกน้อย พ่อแม่เองก็ต้องให้ลูกได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งให้ลูกได้เล่นและทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเหมาะสม พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อพัฒนาการที่ดีสมวัย และสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sevenseasthailand.com

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  ผศ. ดร. เอกราช บำรุงพืชน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ


เอกสารอ้างอิง

Albanese AA, Higgons RA, Hyde GM, Orto L. Biochemical and Nutritional Effects of Lysine-Reinforced Diets. Am J Clin Nutr. 1955;3(2):121-8.

Azzarà A, Carulli G, Sbrana S, Rizzuti-Gullaci A, Minnucci S, Natale M, Ambrogi F. Effects of lysine-arginine association on immune functions in patients with recurrent infections. Drugs Exp Clin Res. 1995;21(2):71-8.

Civitelli R, Villareal DT, Agnusdei D, Nardi P, Avioli LV, Gennari C. Dietary L-lysine and calcium metabolism in humans. Nutrition. 1992;8(6):400-5.

Ghosh S, Smriga M, Vuvor F, Suri D, Mohammed H, Armah SM, Scrimshaw NS. Effect of lysine supplementation on health and morbidity in subjects belonging to poor peri-urban households in Accra, Ghana. Am J Clin Nutr. 2010;92(4):928-39.

Hussain T, Abbas S, Khan MA, Scrimshaw NS. Lysine fortification of wheat flour improves selected indices of the nutritional status of predominantly cereal-eating families in Pakistan. Food Nutr Bull. 2004;25:114-122.

Pereira SM, Begum A, Jesudian G, Sundararaj R. Lysine-supplemented wheat and growth of preschool children. Am J Clin Nutr. 1969;22(5):606-11.

Tsurugizawa T, Uematsu A, Uneyama H, Torii K. Reversible brain response to an intragastric load of L-lysine under L-lysine depletion in conscious rats. Br J Nutr. 2013;109(7):1323-9.

Yang QQ, Suen PK, Zhang CQ, Mak WS, Gu MH, Liu QQ, Sun SS. Improved growth performance, food efficiency, and lysine availability in growing rats fed with lysine-biofortified rice. Sci Rep. 2017;7(1):1389.

Zhao W,Zhai F, Zhang D, An Y, Liu Y, et al. Lysine-fortified wheat flour improves the nutritional and immunological status of wheat-eating families in northern China. Food Nutr Bull. 2004;25:123-129.

คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม

คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม จัดกระเป๋าให้ลูกสนุกๆ สไตล์เด็กสองภาษา

เทศกาลเปิดเทอมมาถึงแล้ว หนูๆต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเรียนในเทอมใหม่ บางคนเลื่อนขึ้นชั้นใหม่ และมีอีกหลายคนย้ายไปอยู่โรงเรียนใหม่ มาดูกันว่าระหว่างที่คุณพ่อคุณแม่ตระเตรียมของให้ลูกๆ มี คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม อะไรน่าสนใจ เอาไว้สอนและฝึกพูดคุยกันเพื่อพัฒนาสู่การเป็นเด็กสองภาษาคนเก่งได้บ้าง ตามมาดูกันค่ะ

เปิดเทอมให้สนุกกับ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม ที่เด็กๆควรรู้

หลังจากได้หยุดปิดเทอมมาเป็นเดือน ก็ถึงเวลาที่หนูน้อยจะต้องกลับไปเรียนหนังสือกันอีกครั้ง “เปิดเทอม” Back To School จึงเป็นช่วงเวลาแสนตื่นเต้นที่จะได้กลับไปเจอเพื่อนคนสนิท ทำกิจกรรมสนุก และเรียนรู้สิ่งใหม่ที่โรงเรียนอีกครั้ง ขณะที่คุณพ่อคุณแม่เองต้องจัดเตรียมหนังสือ เครื่องเขียน และของใช้ต่างๆให้พร้อมก่อนเปิดเทอมด้วย ในภาษาอังกฤษมีประโยคและ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม น่ารู้อยู่หลายคำที่สามารถสอนเด็กให้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

สำหรับเด็กบางคน แม้จะเคยไปโรงเรียนมาก่อน แต่การหยุดเรียนนานๆ ได้เล่นสนุกอยู่บ้าน อาจทำให้ลูกเกิดอาการอิดออด ไม่อยากไปโรงเรียนได้ ดังนั้นการสร้างความคุ้นเคยให้กับลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ลูกรู้สึกมั่นใจ ไม่กลัวหรือกังวลกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

วิธีเตรียมลูกไปโรงเรียนกับ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม

สร้างความรู้สึกดีเกี่ยวกับโรงเรียน

หาตัวอย่างพี่ๆที่โตกว่าและไปโรงเรียนอย่างมีความสุขให้ลูกเห็น หรือให้เล่าประสบการณ์ที่โรงเรียนให้ฟังว่าสนุกแค่ไหน

ให้ลูกลองใส่ชุดนักเรียน

เปิดโอกาสให้ลูกได้ลองใส่เครื่องแบบนักเรียนน่ารักๆ ไม่ว่าจะเป็นชุดพละสำหรับออกกำลังกาย หรือชุดนักเรียน เพื่อช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากไปโรงเรียนมากขึ้น

พาลูกไปซื้อกระเป๋า รองเท้า และเครื่องเขียนด้วยตัวเอง

เด็กอนุบาลส่วนใหญ่ยังไม่มีอุปกรณ์การเรียนมากมายเหมือนพี่ชั้นประถม ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ลองเปิดโอกาสให้ลูกได้เลือกกระเป๋านักเรียนลายที่ชอบ รองเท้าและเครื่องเขียนลายการ์ตูนตัวโปรด ซึ่งเป็นอีกวิธีกระตุ้นให้ลูกอยากไปโรงเรียนด้วย

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรละเลยคือ การจัดกระเป๋าเตรียมไปโรงเรียน เด็กอนุบาลส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นหนังสือ แต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระบอกน้ำ หมวก ชุดสำรอง และนมกล่อง ซึ่งต้องเตรียมไปทุกวัน ผู้ปกครองควรสอนให้ลูกรู้วิธีจัดกระเป๋าเพื่อฝึกความรับผิดชอบเล็กน้อยๆ อาจเริ่มจากช่วยหยิบของส่งให้พ่อแม่ตามคำสั่ง ระหว่างนี้พ่อแม่อาจสอดแทรกภาษาอังกฤษที่เป็น คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม ควบคู่กันได้

กระเป๋าของลูกน้อยจะต้องไม่ใหญ่และหนักเกินไป ยิ่งลูกวัยอนุบาลที่ตัวยังเล็ก ถ้าต้องแบกกระเป๋าหนักๆ อาจมีผลต่อกระดูกคอและสันหลังได้ ขอแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้เป้ใบเล็กที่มีสายจูงจะดีกว่า

MUST READ: วิธีเลือกกระเป๋าเป้ที่ถูกต้องให้ลูก สำหรับไปโรงเรียน

สำหรับประโยคน่ารู้กับ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม ที่คุณพ่อคุณแม่นำไปพูดคุยกับลูกระหว่างจัดกระเป๋ามีอยู่มากมาย รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks EP นี้ อ.คริสกับน้องวินพาไปรู้จักกับ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม มากมาย ซึ่งมีหลายคำที่คนไทยยังสับสน และมักออกเสียงผิดจนทำให้ความหมายผิดเพี้ยน เช่นคำว่า bottle (บ็อทเทิ้ล) ที่แปลว่า ขวดน้ำ ถ้าออกเสียงผิดเป็น bottom (บ็อทท่อม) จะกลายเป็น ก้น หรือ button (บัตตอน) ที่แปลว่า กระดุม ทันที ฉะนั้นนอกจากจำคำศัพท์ได้แล้ว เด็กสองภาษาต้องออกเสียงให้ชัดเจนและถูกต้องด้วย

ตามมาดูอ.คริส และน้องวินจัดกระเป๋าไปโรงเรียน พร้อมเรียนรู้ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม กันในตอน จัดกระเป๋าเตรียมเปิดเทอม กันได้เลยค่ะ

มาทบทวนประโยคและ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม กันอีกครั้ง

the middle of May / mid May     กลางเดือนพฤษภาคม

in + เดือน ปี เช่น in January, in 2019

on + วัน วันที่ เช่น on 1st, on Monday

backpack / rucksack     กระเป๋าเป้

school bag                       กระเป๋านักเรียน

PE uniform มาจาก Physical Education     ชุดพละ

socks                                ถุงเท้า

gloves                              ถุงมือ

pencil case                     กระเป๋าดินสอ

underwear                     ชุดชั้นใน

hat/cap                          หมวก

box of milk                    นมกล่อง

snack                              ขนมกินเล่น

water bottle                  ขวดน้ำ

thermos                         ขวดน้ำเก็บอุณหภูมิ

You have to get up early  ลูกต้องตื่นเช้า

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคเด็ดๆและ คำศัพท์ เตรียมตัวเปิดเทอม ที่ใช้สอนลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฟรีสแลนด์คัมพิน่า

ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ผนึกกำลังภาคธุรกิจชั้นนำจากเนเธอร์แลนด์

ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ผนึกกำลังภาคธุรกิจชั้นนำจากเนเธอร์แลนด์ สร้างแพลตฟอร์ม ‘การจัดการสิ่งแวดล้อมระดับอุตสาหกรรม’ อย่างยั่งยืน

14 พฤษภาคม – มร.ฮานส์ ซีวาลล์ ผู้จัดการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ผู้แทนบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มโฟร์โมสต์ ร่วมกับบริษัทชั้นนำที่มีสาขาจากเนเธอร์แลนด์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ร่วมกันลงนามในคำแถลงการณ์ ‘ความร่วมมือด้านความยั่งยืนระหว่างไทย-เนเธอร์แลนด์’ โดยได้รับเกียรติจาก มร. พีเตอร์ บัลค์เคเนทเดย์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เป็นประธานในพิธีลงนามในครั้งนี้ ณ หอประชุม ซี-อาเซียน รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐของประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ อันนำมาสู่การเสริมสร้างการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดการ ‘การใช้พลาสติกในอุตสาหกรรม’ อย่างยั่งยืน

FYNN Asoke

FYNN Asoke เปิดสนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ใจกลางอโศก

เมื่อ FYNN Asoke เปิดสนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ใจกลางอโศก จัดงาน FYNN Urban Backyard ที่มี workshop มากมาย เช่น สกัดสีพร้อมสอนวาดสีน้ำจากดอกไม้ และ Organic Market น่ารักๆ มีของกิน ผลไม้ ปลาหมึกปิ้งรสเด็ด สปาเกตตีใส้อั่ว กาแฟดริป เครื่องดื่มเย็นๆ กิจกรรมและนิทรรศการเกี่ยวกับต้นไม้ และดนตรีสดที่ดีงามมากกก

FYNN Asoke

เชิญสัมผัสความชิลล์ใต้ร่มไม้ของคุณลุงต้นก้ามปูยักษ์ อายุกว่า 60 ปี หรือจะเดินเล่นต่อไปที่สวนเบญจกิตติที่ห่างไปแค่ 200ม.ใครชอบวิ่งก็ใส่ชุดกีฬาไปเลย

FYNN Asoke

*ลง BTS อโศก ทางออกที่ 5 เดินเข้าซอยสุขุมวิท10 ผ่านสวนชูวิทย์ เข้าไปประมาณ 350 เมตร (มีที่จอดรถ)

*ตลาด Organic มีทุก weekend ไปจนถึง 19 พค. ตั้งแต่ 16.00-20.00 น.

*นิทรรศการต้นไม้และพื้นที่สีเขียวใต้ต้นก้ามปูเปิดให้เข้าชมและนั่งชิลทุกวัน เริ่ม 10.00 น.

FYNN Asoke

*ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ http://bit.ly/2Gww7nv

#FYNNAsoke #FYNNUrbanBackyard #FYNNDevelopment

FYNN Asoke

ฮิคิโคโมริ

ฮิคิโคโมริ โรคอันตรายของเด็กที่อยู่แต่ในห้อง กลัวการเข้าสังคม

ประเทศไทยในสมัยนี้ ที่มีการแข่งขันสูง พ่อแม่ก็มักจะอยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนที่ดี ๆ เพื่อที่จะได้มั่นใจได้ว่า เมื่อลูกโตขึ้น จะมีโอกาสในการหางานที่ดี ๆ ได้ โดยไม่รู้ว่าอาจผลักให้ลูกเป็นโรค “ฮิคิโคโมริ”

ฮิคิโคโมริ โรคอันตรายของเด็กที่อยู่แต่ในห้อง กลัวการเข้าสังคม

ฮิคิโคโมริ เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น โดยเด็กที่เป็นโรคนี้จะกลัวการเข้าสังคม มักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เนื่องจากความกดดันจากสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการเรียนและการทำงาน

ฮิคิโคโมริคืออะไร?

ฮิคิโคโมริเป็นอาการทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ที่อธิบายถึงพฤติกรรมของคนที่แยกตัวออกจากสังคม กักขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง กลัวการเข้าสังคม พยายามหลบหนี เพื่อเจอผู้คนให้ได้น้อยที่สุด โดยจิตแพทย์ญี่ปุ่นมองว่า ฮิคิโคโมริ เกิดขึ้นได้เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เนื่องจากญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่ต้องเคี่ยวเข็ญเด็กอย่างหนัก จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ.2553 พบว่า มีชาวญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 1.2 ที่เป็นโรคฮิคิโคโมริ และในปี พ.ศ.2559 รัฐบาลญี่ปุ่นได้รายงานว่า มีประชากรอายุระหว่าง 15‐39 ปี จำนวนประมาณ 541,000 คน ที่เป็นโรคฮิคิโคโม แต่ก็มีรายงานว่าพบเด็กที่มีอาการคล้ายคลึงกันนี้จากประเทศเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ด้วย และยังไม่มีรายงานกลุ่มอาการนี้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

สังเกตอย่างไรว่าลูกเป็นโรคฮิคิโคโมริ?

เด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริจะแยกตัวออกมาจากสังคม ไม่อยากพบเจอผู้คน  มักเก็บตัวเงียบในห้อง  ไม่ยอมไปโรงเรียน หมกมุ่นทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ  เด็กบางคนจะอ่านแต่หนังสือการ์ตูน เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรือแม้แต่นั่งเฉย ๆ อยู่ในห้องคนเดียวจ้องผนังได้เป็นระยะเวลานาน ๆ มีพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำ ๆ โดยแพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ได้เรียกลักษณะอาการที่คล้ายกับ ฮิคิโคโมริ ว่า “โรคแยกตัวจากสังคม” โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็นผู้ป่วยที่เข้าสังคมไม่ได้ จึงแยกตัวเองออกมา ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีอาการช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเล่นกับเพื่อน ไม่อยากออกจากห้อง ส่วนกลุ่มที่สองไม่ป่วย แต่ตัดสินใจไม่อยู่ในสังคม โดยจะอยู่กับความสนใจเฉพาะตัว และจะมีอาการเป็นระยะเวลานาน ดังนั้น จึงมีวิธีสังเกตเด็กที่เป็นโรคฮิคิโคโมริ จะมีพฤติกรรมดังนี้

  1. ใช้เวลาส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งวันอยู่ที่บ้าน
  2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสังคม
  3. ปลีกตัวเองออกจากสังคม จนเป็นสาเหตุสำคัญของการบกพร่องในการเรียนหรือการทำงาน
  4. เก็บตัวอยู่แต่ในห้องหรือในบ้าน อย่างต่ำ 6 เดือน
  5. ไม่มีสาเหตุในด้านร่างกาย ที่จะทำให้ปลีกตัวเองออกจากสังคม
โรคฮิคิโคโมริ
ความกดดันจากการเรียนและการไม่ยอมรับความล้มเหลว ทำให้เด็กเป็นโรคฮิคิโคโมริได้

สาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรค ฮิคิโคโมริ

  1. การศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย เช่น ในญี่ปุ่นจะเริ่มแข่งขันกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล ดังนั้นการสอบแข่งขันในแต่ละครั้ง เด็ก ๆ จึงได้รับความกดดันสูงมาก
  2. การไม่ยอมรับความผิดพลาด หรือมองความล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ
  3. เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น มีทั้งโทรทัศน์ เกม คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ทำให้เด็กฮิคิโคโมริ สามารถขังตัวเองอยู่ในห้องได้นานขึ้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ การรักษาโรคฮิคิโคโมริ และหลักคิดจากท่าน ว. วชิรเมธี เตือนสติพ่อแม่เลี้ยงลูกให้เป็น

เด็กไทยว่ายน้ำเป็น

กพฐ. ดันนโยบาย “เด็กไทยว่ายน้ำเป็น” ให้สอนว่ายน้ำทุกโรงเรียน

จากสถิติเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำในช่วงปิดภาคเรียนเป็นจำนวนมาก คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงผลักดันให้มีนโยบาย “เด็กไทยว่ายน้ำเป็น” โดยให้ทุกโรงเรียนสอนเด็กว่ายน้ำ เพื่อให้นักเรียนทุกคนว่ายน้ำเป็น

กพฐ. ดันนโยบาย “เด็กไทยว่ายน้ำเป็น” ให้สอนว่ายน้ำทุกโรงเรียน

ทำไมเด็กไทยถึงว่ายน้ำไม่เป็น?

เนื่องจากในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้บังคับให้มีการเรียนการสอนกีฬาว่ายน้ำ อีกทัั้งยังไม่มีหน่วยงานใดได้เข้ามาจัดระบบและสร้างมาตรฐานหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำอย่างจริงจัง ทำให้โรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่มีสระว่ายน้ำ อีกทั้งยังขาดบุคคลากรในการสอน หากต้องการว่ายน้ำ จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้สระว่ายน้ำสาธารณะ และหากต้องการเรียนว่ายน้ำ ก็จำเป็นจะต้องจ้างครูสอนว่ายน้ำ ทำให้เด็กไทยหลาย ๆ คนเสียโอกาสในการว่ายน้ำเป็นไปโดยปริยาย

เด็กจมน้ำ
เด็กจมน้ำ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทย

ทำไมเด็กไทยถึงต้องว่ายน้ำเป็น?

จากผลสำรวจของสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ทำเราทราบถึงอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำตายของเด็กไทยที่สูงมาก การจมน้ำ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทย โดยในแต่ละปีจะมีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำตายประมาณปีละ 1,500คน ซึ่งคิดเป็น 47% ของเด็กที่เสียชีวิตในแต่ละปี อัตราส่วนของเด็กที่จมน้ำเสียชีวิตนั้นมีสูงกว่าเด็กที่เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุเสียอีก มากไปกว่านั้น จากผลสำรวจระบุได้ว่าเด็กไทยไม่น้อยกว่า 80% ว่ายน้ำไม่เป็น และเด็กส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตนั้น มักจะจมน้ำตายในบริเวณรัศมี 100 เมตรรอบบ้านของตน โดยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักเกิดจากการจมน้ำในบ้าน เช่น ถังน้ำ กาละมัง บ่อ อ่างเลี้ยงปลา แม้กระทั่งโถชักโครก เป็นต้น ส่วนในเด็กอายุ 6-10 ปี มีลักษณะที่แตกต่างออกไป เพราะเด็กวัยนี้สามารถออกไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้านได้แล้ว
บางทีตามเพื่อนไปเล่นน้ำ หรือเล่นนอกบ้านแล้วพลัดตกน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก ยากแก่การคาดเดาและยากต่อการป้องกัน กระทรวงสาธราณะสุขยังระบุอีกว่า ถ้าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ในปีพ.ศ. 2563 ยอดการจมน้ำตายจะพุ่งสูงถึง 17,000 คนต่อปี เนื่องจาก ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ประมาณ 13 ล้านคน ที่พบว่าว่ายน้ำเป็นเพียงร้อยละ 16 หรือประมาณ 2 ล้านคน ที่เหลืออีก 11 ล้านคนว่ายน้ำไม่เป็น และมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงหากตกน้ำหรือลงไปเล่นน้ำ โดยถ้าหากคนไทยว่ายน้ำเป็นกันทุกคน ตัวเลขเหล่านี้ก็คงจะลดลงไปมาก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ข่าวดี! กพฐ. ดันนโยบาย “เด็กไทยว่ายน้ำเป็น” ให้สอนว่ายน้ำทุกโรงเรียน

โรคดื้อ

ลูกดื้ออาจไม่ใช่เพราะการเลี้ยงดู แต่อาจเป็น “โรคดื้อ” หรือโรค ODD

เด็กที่อยู่ในวัยที่จัดการอารมณ์ตนเองไม่ได้ มักจะดื้อ เถียง ไม่เชื่อฟังเป็นบางครั้ง ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากความเหนื่อย หิว เครียด หรืออารมณ์เสีย แต่ โรคดื้อ เกิดจากความผิดปกติทางจิต ซึ่งต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ลูกดื้ออาจไม่ใช่เพราะการเลี้ยงดู แต่อาจเป็น “โรคดื้อ” หรือโรค ODD

โรคดื้อ คืออะไร?

โรคดื้อและต่อต้าน หรือ Oppositional Defiant Disorder (ODD) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางจิตที่พบได้ในเด็ก ซึ่งคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) จัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาได้ให้นิยามว่า “เป็นรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องของการไม่เชื่อฟังที่แสดงออกด้วยอารมณ์โกรธเป็นหลัก รวมไปถึงการทำตนเป็นปรปักษ์และดื้อด้านต่อผู้ใหญ่เป็นประจำในระดับที่มากเกินกว่าเด็กปกติทั่วไป เด็กที่มีความผิดปกติดังกล่าวดูภายนอกแล้วจะเป็นเด็กที่ดื้อมากและโกรธง่าย” การที่เด็กมีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำจนถึงขั้นที่รุนแรงกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันแล้ว ก็อาจส่งผลกระทบต่อสังคม ครอบครัว และการเรียนได้

โรคนี้ พ่อแม่ไม่ควรต้องรับมือกับลูกที่มีอาการผิดปกติดังกล่าวด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์ นักบำบัด และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก

ดูอย่างไรว่าลูกเป็น โรคดื้อ และต่อต้าน

การแยกแยะความแตกต่างระหว่างเด็กที่มีความต้องการที่แน่ชัด เจ้าอารมณ์ และเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านนั้นอาจเป็นเรื่องยาก และการมีพฤติกรรมดื้อของเด็กนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในช่วงอายุหนึ่ง โรคดื้อและต่อต้ามมักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุ 8 ปี หรือมากกว่านั้น โดยอาการจะค่อย ๆ แสดงออกมารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจนำไปสู่ปัญหาภายในครอบครัวได้ มีวิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าลูกเป็นโรคดื้อและต่อต้านหรือไม่ ดังนี้เป็นประจำ

  • มีอารมณ์ฉุนเฉียวตลอดเวลา
  • เถียงหรือชวนผู้ใหญ่ทะเลาะ
  • ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและกฎเกณฑ์
  • ตั้งใจทำให้คนอื่นรำคาญ
  • โทษคนอื่นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมไม่ดีของตน
  • หงุดหงิดและอารมณ์เสียง่าย
  • โกรธเคือง เจ้าคิดเจ้าแค้น
  • มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีปัญหาในการเรียน
  • ไม่มั่นใจในตนเอง
  • มองโลกในแง่ร้าย
  • ไม่เชื่อฟัง ทำตัวเป็นปรปักษ์กับผู้ใหญ่
โรคดื้อและต่อต้าน
เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านมักจะมีพฤติกรรมที่ฉุนเฉียวง่าย ไม่มั่นใจในตนเอง

สาเหตุของโรคดื้อ และต่อต้าน

สาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทางร่างกาย พันธุกรรม และ สิ่งแวดล้อม โดย อาจเกิดจากความผิดปกติของปริมาณสารเคมีในสมองหรือสารสื่อประสาทบางชนิด หากสารเคมีเหล่านี้อยู่ในปริมาณที่ไม่สมดุลหรือไม่ทำงานตามปกติ การสื่อสารต่าง ๆ อาจไม่สามารถเข้าถึงสมองได้อย่างถูกต้องก่อให้เกิดอาการป่วยทางจิต เช่น โรคสมาธิสั้น ความผิดปกติในการเรียนรู้ โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพฤติกรรมอื่นๆ ตามมา ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านมักจะมีประวัติที่สมาชิกในครอบครัว ป่วยด้วยโรคทางจิต ไม่ว่าจะเป็น โรคความผิดปกติทางอารมณ์ โรควิตกกังวล และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรคดื้อและต่อต้านอาจสามารถส่งผ่านทางพันธุกรรมได้

นอกจากนี้ โรคดื้อและต่อต้านมีความสัมพันธ์กับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวอีกด้วย หรือปัจจัยอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น การใช้สารเสพติด การตั้งกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอของพ่อแม่ เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ สาเหตุและวิธีการรับมือเมื่อลูกเป็น โรคดื้อ และต่อต้าน

หมอเตือนอันตรายจาก หางนางเงือก-ครีบฉลาม เสี่ยงจมน้ำตาย!

หางนางเงือก-ครีบฉลาม ที่มีสีสันสวยงามแต่กลับแฝงด้วยอันตรายที่ร้ายแรงได้ถึงชีวิต อย่างที่คุณหมอได้ออกมาเตือนถึงอันตรายจากการใช้อุปกรณ์สำหรับว่ายน้ำ 2 สิ่งนี้

หมอเตือนอันตรายจาก หางนางเงือก-ครีบฉลาม เสี่ยงจมน้ำตาย!

หางนางเงือก-ครีบฉลาม อุปกรณ์ที่ช่วยให้การเล่นน้ำของเด็ก ๆ ไม่น่าเบื่อ เด็ก ๆ จะได้จินตนาการว่าตนเองเป็นนางเงือกหรือฉลามเหมือนในการ์ตูน แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า สิ่งเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของลูกได้ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ เหมาะสำหรับนักว่ายน้ำที่มีประสบการณ์เท่านั้น หากเป็นเด็ก ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ใหญ่หรือครูฝึกอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้น อาจเกิดอุบัติเหตุจากการจมน้ำดังเช่นคลิปด้านล่างนี้


ขอบคุณคลิปจาก : Breastfeeding Mama Talk

จากคลิปจะเห็นได้ว่าเด็กไม่ได้รับอันตรายเนื่องจากคุณแม่ได้ช่วยน้องไว้ทัน แต่หากน้องไม่ได้อยู่ใกล้ผู้ใหญ่ หรือคุณแม่ไม่ทันได้สังเกตเห็น ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดได้เช่นกัน โดยในสระว่ายน้ำสาธารณะหลายแห่งในต่างประเทศก็ได้ออกกฏห้ามนำหางนางเงือกมาว่ายตามสระว่ายน้ำแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการจมน้ำตายแล้ว

สำหรับในประเทศไทยนั้น นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ก็ได้ออกมาเตือนผู้เตือนผู้ปกครอง ให้ดูแลเด็กขณะเล่นน้ำเป็นพิเศษ ไม่ควรให้เด็กใส่หางนางเงือกหรือครีบฉลาม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการจมน้ำ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวเหมาะสำหรับนักว่ายน้ำที่มีประสบการณ์ หรือเด็กที่อยู่ในการฝึกและมีผู้ใหญ่หรือครูฝึกคอยกำกับดูแลอยู่ตลอดเวลา โดยคุณหมอได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

หางนางเงือกและครีบฉลาม เป็นของเล่นทางน้ำที่ได้รับความนิยม มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ เด็ก ๆ โดยหางนางเงือกใช้สวมใส่เท้าทั้งสองข้างเข้าไปอยู่ในหางกบที่ดูเหมือนหางของนางเงือก ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเพราะหางนางเงือกปิดตั้งแต่เอวลงมา และรัดขาเข้าด้วยกัน อาจลดความสามารถในการสร้างสมดุลและช่วยเหลือตนเองขณะยืนหรือว่ายน้ำอยู่ในสระได้ และอาจเพิ่มความเสี่ยงของการจมน้ำ ส่วนครีบฉลามมีลักษณะเป็นการนำเอาคีบมารัดติดไว้ด้านหลัง ดังนั้น การนำไปใช้ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และผู้ที่สวมใส่ควรเป็นนักว่ายน้ำที่มีประสบการณ์และมีความสามารถ หากเด็กใช้หางนางเงือกและครีบฉลามควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ใหญ่หรือครูฝึกที่ผ่านการรับรองตลอดเวลา และไม่แนะนำให้ใช้หางนางเงือกกับผู้ที่ไม่ใช่นักว่ายน้ำหรือผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการใช้หางนางเหงือกและครีบฉลาม คือ สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมเท่านั้น เช่น สระว่ายน้ำภายใต้การควบคุมกำกับของผู้ใหญ่ และไม่แนะนำให้ใช้หางนางเหงือกและครีบฉลามในแหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์กระแสน้ำ คลื่นใต้น้ำ และกระแสน้ำย้อนกลับได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสียงขณะว่ายน้ำ ทั้งนี้ สระว่ายน้ำสาธารณะบางแห่ง มีการประกาศห้ามใช้หางนางเงือกและครีบฉลามเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แนะ 6 ข้อควรระวังในการใส่ หางนางเงือก-ครีบฉลาม

การบ้านอนุบาล

การบ้านอนุบาล เรื่องปวดหัวทั้งตัวพ่อและตัวแม่ โดยพ่อเอก

คุณพ่อคุณแม่ที่แวะเวียนไปที่ เพจ ‘พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง’อาจจะเคยเห็นภาพปูนปั้นนั่งทำ การบ้านอนุบาล หน้าตาจริงจั๊งจริงจัง คงตั้งข้อสงสัยอยู่บ้างว่า ‘บังคับลูกทำการบ้านหรือเปล่า’ หรือ ‘ไหนว่าไม่เร่งเรียน’

การบ้านอนุบาล เรื่องปวดหัวทั้งตัวพ่อและตัวแม่

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคยแวะไปบ่อยหน่อย ก็จะพอทราบว่า ‘เราพูดเสมอว่า เราไม่เน้นให้ลูกไปเรียนพิเศษวิชาการอะไร เราคิดว่าวัยเด็กจนอนุบาลการเล่น และความสนุกคือการเรียนรู้ที่สำคัญ’ พอเข้าโรงเรียน เราจึงเลือกโรงเรียนที่ไม่เน้นวิชาการแต่เน้นสอนทักษะการใช้ชีวิต ไปโรงเรียน กลับมาบ้าน เราจะได้ยินปูนปั้นเล่าว่า วันนี้ เรียนทอดไข่ ทำวุ้น เล่านิทาน เล่นกีฬา พับผ้าปูที่นอน ไปดูใบไม้ เป็นต้น และนั่นหละที่เราชอบแต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยการที่เด็กต้องมีการสอบแข่งขัน เข้าโรงเรียนต่างๆ ในระดับประถมโรงเรียนอนุบาล แม้จะไม่เน้นวิชาการ … แต่ก็ต้องมีบ้าง โรงเรียนปูนปั้นก็เช่นกันมี การบ้านอนุบาล ให้กลับมาทำเล็กๆ น้อยๆ

กลับมาที่ ‘แล้วเราบังคับ หรือ ทำให้ปูนปั้นไม่สนุกกับการทำการบ้านหรือเปล่า?’ ตอบได้เลยว่า ‘เมื่อกลับมาถึงบ้าน ปูนปั้นก็จะชวนปะป๊าหม่ามี๊ มานั่งดูปูนปั้นทำการบ้านเอง’ หลายๆ ครั้ง ที่การบ้านมีหลายหน้า (ส่วนใหญ่จะเป็นวันศุกร์ อาจจะมีพวกคัดลายมือ + กับพวกแบบฝึกหัดเชาวน์ที่ปูนปั้นชอบมาก) ในระหว่างทำ เราจะถามปูนปั้นเสมอว่า ‘พอก่อนได้นะ แบ่งทำวันเสาร์ก็ได้ หรือ ถ้าปูนปั้นเมื่อมือก็พอก่อนนะ’ แต่คำตอบมักจะออกมาว่า ‘ปูนปั้นอยากทำให้เสร็จ’ นั่นคือที่มา ที่ได้เห็นรูปปูนปั้นนั่งทำ การบ้านอนุบาล เองแม้หน้าตาจะจริงจัง แต่เขาสนุกกับมัน

ตอนแรกๆ ปูนปั้นก็เหมือนเด็กทั่วไปเจอสิ่งที่ไม่ชอบทำเช่น คัดลายมือหรือ ระบายสี ก็จะโยกโย้ แต่สิ่งที่เราพยายามเข้าใจปูนปั้นคือ

  • กล้ามเนื้อมือน้อยๆ ของเขายังไม่แข็งแรงดังนั้นการจับดินสอ อาจจะทำให้เขาไม่สนุก
  • เราไม่มองว่า ‘ทำไมลูกไม่ชอบทำการบ้าน’ และ ‘เราไม่เครียดเมื่อเห็นเพื่อนๆ ปูนปั้นทำได้ดีกว่า’
  • เด็กต้องปรับตัว เราต้องให้เวลา และเด็กแต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน

สิ่งที่เราทำกับปูนปั้น สมัยแรกๆ คือ

  • ตกลงกันว่า ทำให้ดีที่สุด เบื่อเมื่อย เราก็หยุดไปเล่น
  • เมื่อเราก็ไม่เครียด เพราะไม่เปรียบเทียบ เราก็เลยไม่พยายามบังคับให้ปูนปั้นทำเกินกว่าที่เขาพร้อม … เพราะเรามีเวลาให้เขาเสมอเมื่อเขาพร้อมจะทำต่อ
  • ให้กำลังใจ ในทุกความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ทำตาโตตื่นเต้น บอกให้เขารู้ว่า เรารู้อยู่แล้วว่าเขาทำได้ และเราภูมิใจ
  • มีเป้าหมายให้เขาสนุก เช่น ถ้าเสร็จตรงนี้ไปเล่นอะไรกันดี

เมื่อเราทำเช่นนั้น ‘เขาจึงไม่ได้รู้สึกว่าการบ้านเป็นยาขม และเมื่อถึงวันที่ร่างกายพร้อม บวกกับจิตใจถูกเติมมาตลอด’ แล้วจู่ๆ ปูนปั้นก็ ไม่ยอมเลิกทำการบ้าน หากไม่เสร็จ ซะงั้น

สอนลูกทำการบ้าน
เทคนิคสอนลูกทำการบ้านอนุบาลให้สนุก

ความภูมิใจในตัวลูกที่เรียนระดับอนุบาลเอาจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้ใส่ใจผลการเรียนเลย ผมว่า เป็นเรื่องตลกด้วยซ้ำที่ครูประเมินผลการเรียนเด็กอนุบาลได้ ผมชอบอ่านสิ่งที่ครูเขียนมาว่าลูกทำอะไร มีพฤติกรรมอย่างไรที่โรงเรียน และนั่นแหละคือสาระสำหรับผม และผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการคัดเลือกเด็กด้วยการสอบเข้าแบบแนวข้อสอบปัจจุบัน เพราะเป็นการบอกว่า หนูๆ ทุกคนต้องหมุนรูปเป็นนะแล้วหนูจะเก่ง บวกกับการเดาตัวเลขในระดับที่เหมาะสมของคุณพ่อคุณแม่และส่วนผสมนี้คือเด็กคุณภาพที่โรงเรียนเราจะรับเข้ามา เพราะผมไม่ได้เติบโตมากับโรงเรียนแบบนั้น (ผมเป็นเด็กที่เรียกว่าอยู่ในกลุ่มเรียนเก่งนะฮะ)

และเมื่อผ่านการเอาลูกไปทดสอบครั้งหนึ่ง ผมก็ตัดสินใจได้ว่า ลูกผมไม่ควรจะต้องมาตอบคำถามที่ถูกใจคุณครูเท่านั้น และเราจึงมุ่งเอาลูกทั้งสองคนสู่โรงเรียนทางเลือก โรงเรียนที่เด็กไม่ต้องสอบเข้า โรงเรียนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเดาตัวเลขใส่ซองเพราะไม่รับ และโรงเรียนที่เข้ายากเสียกว่าแต่กลับทำให้สุขใจ เพราะเราเชื่อว่าการเรียนแบบเปิดกว้างจะทำให้เขารักการเรียนรู้และมีความสุขกับชีวิต เราจึงมั่นใจว่าโรงเรียนทางเลือกคือทางที่เหมาะกับเด็กและเมื่อเราได้เข้าไปสัมผัส เราจึงได้รู้ว่า ที่พูดกันว่าโรงเรียนทางเลือก ไม่สอนหนังสือนั่นคือความเข้าใจผิด แหม่ อยากเล่าเรื่องโรงเรียนลูกจัง


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

แพ้ชนะไม่สำคัญ เท่า “เราชนะพร้อมกัน”

“ลูกช่างถาม” รับมืออย่างไร ไม่ขัดพัฒนาการลูก

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี

1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี วิธีตวงยาลดไข้เด็ก ตวงยาน้ำอย่างไรให้ถูกต้อง

เอ๊ะๆๆ 1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี กันนะ?? หากจะป้อนยาลดไข้ให้ลูก ต้องปริมาณไหนถึงจะได้ผลดี และจะใช้อุปกรณ์ตวงยา แบบไหนมาป้อนยาให้ลูกได้ Super Nanny มี วิธีตวงยาน้ำ ที่ถูกต้องมาบอกค่า

1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี>> เทียบวิธีตวงยาลดไข้เด็ก
ตวงยาน้ำ อย่างไรให้ถูกต้อง!

สำหรับคุณแม่มือใหม่ เมื่อลูกไม่สบาย ตัวร้อนมีไข้ หากต้องตวงยาลดไข้เด็ก ป้อนให้ลูกน้อยกิน วิธีตวงยาน้ำ ที่ถูกต้อง แค่ไหนถึงพอดี มาดูวิธีตวงปริมาณยาลดไข้เด็ก ที่ถูกต้องพร้อมกันค่ะ

ซึ่งอุปกรณ์ตวงยาลดไข้ที่คุณหมอให้มา หรือที่ติมาพร้อมกับยาลดไข้ ก็มีทั้ง ดรอปเปอร์ ไซริงค์ยา ช้อนยา (ช้อนชา) และแก้วตวงยา
แต่อุปกรณ์ตวงยาเหล่านั้นจะสามารตวงยาน้ำในปริมาณที่เท่ากันไหม 1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี  , 1ช้อนโต๊ะ เท่ากับกี่ml หรือ 1/2ช้อนโต๊ะเท่ากับกี่ช้อนชา ก็เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องรู้ก่อนป้อนยาให้ลูกนะคะ

รวมไปถึงต้องเช็กดูปริมาณยาลไข้ ที่มีตัวยาพาราเซตามอล ที่เหมาะกับ อายุและน้ำหนักของลูกน้อยด้วย ซึ่งปกติแล้วคุณหมอ หรือเภสัชกร จะจัดยาลดไข้เด็ก โดยดูจากอายุ และน้ำหนักของลูก เป็นหลัก

ทั้งนี้หน่วยในการ ตวงยาน้ำ หรือ ยาลดไข้เด็ก นั้น นอกจากปริมาณ 1 ช้อนชา ที่คุณหมอบอกแล้ว จะมีคำว่า
ซีซี (cc) และ ml (มิลลิลิตร) ทั้ง 2 หน่วยนี้ ก็จะมีคาเท่ากัน คือเรียกแบบไหนก็ได้

ซึ่งเหตุผลที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ถึง วิธีตวงยาน้ำ ที่ถูกต้อง ก็เพื่อป้องกันลูกน้อยไม่ให้รับยาที่ผิดขนาด เพราะหากใช้ช้อนป้อนยาผิด ป้อนยามากเกินไป ลูกน้อยก็ได้รับยาเกินขนาด หรือทางการแพทย์เรียกว่า Drug Overdose ซึ่งหากเป็นแบบนี้บ่อบๆ ก็จะเป็นอันตรายต่อตับได้ หรือถ้าคุณแม่ไม่รู้ว่า 1 ช้อนชา เท่ากับกี่ซีซี แล้วดันป้อนยาน้อยกว่าขนาดที่คุณหมอสั่ง ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาในการรักษาลดลง

ดังนั้นแล้ว เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย รีบตาม Super Nanny มาค่ะ…เรามี วิธีการตวงยาลดไข้เด็ก ที่ถูกต้อง มาบอกกัน
ซึ่งถ้าจะ ป้อนยาลดไข้ให้ลูก ปริมาณไหนถึงจะได้ผลดี ก็จะได้รู้พร้อมกันตรงนี้เลย

ดูคลิป เทียบวิธีตวงยาลดไข้เด็ก ตวงยาน้ำอย่างไรให้ถูกต้องและพอดี
คลิกที่นี่ ⇓

ติิดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก youtube channel : Amarin Baby & Kids

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ

Find กับ Look for ต่างกันอย่างไร กับฮาวทู สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ ให้ลูกด้วยตัวเอง

Find แปลว่า หา  Look for ก็แปลว่าหา แล้วสองคำนี้เหมือนหรือใช้ต่างกันอย่างไร ลองมาค้นหาคำตอบที่แท้จริง พร้อมเรียนรู้คำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ใช้ สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ เพื่อเสริมพัฒนาการทางสมองและทักษะด้านภาษาไปพร้อมกัน

เล่นเลโก้ให้สนุกไปอีกขั้น กับวิธี สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ สไตล์เด็กสองภาษา

ของเล่นยอดนิยมอีกชนิดที่เด็กรุ่นใหม่แทบทุกคนต้องเคยเล่น นั่นคือ การก่อบลิค (blick) หรือที่เรียกง่ายๆว่า ต่อเลโก้ ซึ่งเป็นพลาสติกชิ้นส่วนเล็ก หลากรูปทรง หลากสีสัน ซึ่งนำมาต่อประกอบกันกลายเป็นหุ่นยนต์ สิ่งของ หรือยานพาหนะต่างๆ การต่อเลโก้มีสองแบบหลักๆ คือ เล่นต่อเลโก้แบบอิสระ ไม่มีรูปแบบกำหนด ลูกน้อยสามารถหยิบชิ้นส่วนต่างมาปะติดปะต่อกันได้ตามจินตนาการ เหมาะกับเด็กวัยเต๊าแต๊ะไปจนถึงเด็กต่อ

ส่วนลูกน้อยวัยอนุบาลที่เคยเล่นต่อบล็อกหรือเลโก้แบบอิสระจนคล่องแคล่วแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มทักษะอีกขั้นให้กับลูกน้อยด้วยเลโก้แบบต่อตามคำสั่ง ซึ่งถูกออกแบบให้เด็กๆต้องต่อทีละขั้นตอนตามที่ระบุไว้ในคู่มืออย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะเป็นเลโก้ตัวการ์ตูน ยานพาหนะ หุ่นยนต์ เมือง หรือซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ โดยขนาดของเลโก้มีไซส์ใหญ่เล็กแตกต่างกัน จึงช่วยฝึกฝนทักษะและสมองของลูกในหลายด้าน นี่เป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่สามารถ สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษาไปพร้อมกันได้ด้วย

ลูกเล่นเลโก้ดีอย่างไร

การเล่นเลโก้ หรือจะเป็นการ สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ แบบทำตามคำสั่งมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งทักษะการคิดและแก้ปัญหา เพราะลูกต้องคิดและหาว่าชิ้นส่วนไหนเหมาะสมที่สุด ฝึกการวางแผนเป็นลำดับขั้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อการวางแผนและจัดการในอนาคต ทั้งการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต พ่อแม่ที่ สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ จึงไม่ใช่การเล่นสนุกเท่านั้น แต่ยังเสริมเกราะให้ลูกด้วย

ทั้งนี้ การต่อเลโก้แบบทำตามคำสั่งจะเน้นการทำแบบให้สำเร็จ จะไม่ได้เน้นเรื่องจินตนาการแบบเลโก้ต่ออิสระ แต่ก็ยังนับเป็นของเล่นที่ส่งเสริม ความสร้างสรรค์เชิงค้นพบ เพราะเมื่อพ่อแม่ สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยจนสำเร็จแล้ว ระหว่างนั้นลูกอาจค้นพบวิธีต่อเลโก้แบบใหม่ๆ เพื่อให้ได้ของเล่นชิ้นใหม่ที่ต่างไปจากแบบเดิม พร้อมทั้งยังช่วยฝึกทักษะกลไกลการเคลื่อนไหวของอวัยวะหลายอย่างให้สัมพันธ์กัน ทั้งสมอง มือทั้งสองข้าง และนิ้วมือทั้งหมด

ยิ่งลูกใช้นิ้วมือเล่นมากเท่าไร ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้สมองทำงานมากขึ้น ลูกน้อยก็จะฉลาดขึ้นเท่านั้น ยิ่งคุณพ่อคุณแม่ สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ ด้วยแล้ว ลูกน้อยจะได้ฝึกฟังและพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้มากขึ้นด้วย  ประโยคส่วนใหญ่ที่ใช้ในการต่อเลโก้ จะเป็นประโยคคำสั่ง ที่ใช้คำกริยา (verb) เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม หลายคนรู้สึกว่าคำกริยาในภาษาอังกฤษมีหลายคำที่ความหมายใกล้เคียงกัน และคนไทยมักเข้าใจผิดบ่อยๆ อย่างคำว่า  Look for และ Find ที่ดูเหมือนว่าจะหมายถึงการ “หา” เหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว สองคำนี้ใช้ต่างกัน เพราะ Look for  หมายถึง ค้นหา ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเจอสิ่งของเท่านั้น แต่คำว่า Find หมายถึง หาให้เจอ ซึ่งเป็นการระบุชัดเจนว่า ต้องหาสิ่งของชิ้นนั้นให้เจอสถานเดียว

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks สำหรับ EP. นี้ อ.คริส และพี่น้องตระกูลไรท์ใช้เวลาว่างๆเล่นต่อเลโก้ด้วยกัน ให้กลายเป็นรถแข่งคันหรู มาดูกันว่าน้องวินจะต่อเลโก้ได้สำเร็จหรือไม่ และมีคำศัพท์ ประโยคภาษาอังกฤษ น่าสนใจและสามารถนำไปใช้พูดคุยกับลูกน้อยระหว่าง สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ กันบ้าง ติดตามกันได้เลยค่ะ

 

มาทบทวนคำศัพท์และประโยค สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ น่ารู้กันอีกครั้งนะคะ

cleaver             ฉลาด

information     ข้อมูล

instructions    แบบแผน/ คำสั่ง

instruction book / manual คู่มือการใช้งาน

rip / tear     ฉีก (ถุง)

pout out       เทออกมา

look for       ค้นหา

find             หาให้เจอ

put together     เอามาต่อกัน

stick on       ติดลงไป

push in tight    ติดให้แน่น

put back / put away เอากลับไป

tidy up    เก็บให้เรียบร้อย

Follow the step of the instruction book    ทำตามขั้นตอนในคู่มือการใช้งาน

We need this piece    เราต้องมีชิ้นส่วนนี้

I found it                   ผมเจอแล้ว

How about this piece     แล้วชิ้นส่วนนี้ล่ะ

What color is that?     นั่นสีอะไร

How many dots are there?    ชิ้นส่วนนี้มีกี่ปุ่ม

Count for me please      นับ (ปุ่ม) ให้หน่อย

Put the white one on top of the red one    วางชิ้นสีขาวทับบนชิ้นสีแดง

Where does the yellow one go? เอาชิ้นสีเหลืองติดตรงไหนดี

Not suitable for children below 3   (ของเล่นนี้) ไม่เหมาะกับเด็กต่ำกว่า  3 ขวบ

Choking hazard    เสี่ยงติดคอ

Can you do me a favor    ช่วยอะไรหน่อยได้ไหม

Can you put the blocks away into the box please?  ช่วยเก็บตัวล็อกใส่กล่องได้ไหม

We have finished the car / It’s done เราต่อรถเสร็จแล้ว

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคเด็ดๆ สอนต่อเลโก้ภาษาอังกฤษ ที่ใช้สอนลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

เคล็ดลับฝึกลูกนอนหลับ

ฝึกลูกนอน (เร็วและเป็นเวลา) จำเป็นไหม? พร้อมวิธีฝึกลูกให้หลับเร็ว

จะดีแค่ไหนหากลูกนอนหลับเร็ว หลับเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา นอกจากสามารถวางแผนการนอนของลูกและปรับตารางชีวิตประจำวันของแม่ได้ ยังทำให้ลูกหลับได้เต็มอิ่มอีกด้วย มา ฝึกลูกนอน ให้เร็วและเป็นเวลากันเถอะ!

ฝึกลูกนอน (เร็วและเป็นเวลา) จำเป็นไหม? พร้อมวิธีฝึกลูกให้หลับเร็ว

แม้ว่าคุณแม่จะง่วงแค่ไหน แต่ถ้าลูกยังไม่นอน ก็ยังนอนไม่ได้ คุณแม่หลาย ๆ คนเคยประสบปัญหาที่ลูกนอนดึก ตื่นไม่เป็นเวลากันใช่ไหมล่ะคะ การที่ลูกนอนดึกและตื่นไม่เป็นเวลา ส่งผลกระทบต่อการวางแผนใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และสุขภาพ ของแม่ ๆ กันเลยทีเดียว การฝึกให้ลูกเข้านอนเร็ว และนอนเป็นเวลา จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ โดยมีเคล็ดลับและขั้นตอนดังนี้

ฝึกลูกนอน ให้หลับเร็วและเป็นเวลาทำได้อย่างไร?

การฝึกลูกนอนเป็นเวลา คือการทำสิ่ง ๆ เดิมซ้ำ ๆ กัน ในเวลาเดิม ๆ ทุก ๆ วัน เหมือนกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ลูกรู้ว่าหากพ่อแม่ทำแบบนี้เมื่อไร หมายความว่าได้เวลานอนแล้ว เช่น หลังจากอิ่มจากนมหรือข้าวมื้อเย็นแล้ว แม่จะพาหนูไปอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม แล้วพาหนูไปที่เตียง ปิดไฟ และเริ่มร้องเพลงหรือเล่านิทานให้หนูฟัง จากนั้นหนูก็จะง่วงนอน และจงนอนซะ

ฝึกลูกนอนเป็นเวลา ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่?

ยิ่งฝึกลูกเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งฝึกได้ง่ายขึ้นเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6-8 สัปดาห์เป็นต้นไป

ฝึกลูกนอนเป็นเวลา
การฝึกลูกนอนเป็นเวลา เป็นการปลูกฝังนิสัยการนอนให้ถูกสุขลักษณะ

ฝึกลูกนอนเป็นเวลา มีประโยชน์อย่างไร?

การที่ลูกรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต่อต้าน และเมื่อไรก็ตามที่ลูกรู้สึกผ่อนคลาย ลูกก็จะหลับได้ไวขึ้น ทำให้เกิดการกระตุ้นพัฒนาการเมื่อลูกนอนได้เต็มอิ่ม นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านนิทานหรือร้องเพลงเพื่อกล่อมลูกก่อนเข้านอนนั้น เป็นช่วงเวลาที่มีค่าและมีความสุขสำหรับลูกเลยล่ะค่ะ และเมื่อลูกเข้านอนได้เป็นเวลาแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถวางแผนในการทำงานอื่น ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เคล็ดลับการ ฝึกลูกนอน ให้หลับได้เร็วและเป็นเวลา

อันตรายจากรถหัดเดิน

อันตรายจากรถหัดเดิน…ลูกถูกสิบล้อทับเพราะรถหัดเดินไหลลงถนน

จากข่าวเด็กทารกวัย 8 เดือน ถูกรถสิบล้อทับเสียชีวิต เพราะรถหัดเดินไหลลงถนน มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้ออกมาแถลงถึง อันตรายจากรถหัดเดิน ที่ไม่ได้ทำให้เดินได้เร็วขึ้น แต่กลับทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น

อันตรายจากรถหัดเดิน…ลูกถูกสิบล้อทับเพราะรถหัดเดินไหลลงถนน

เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่คลาดสายตาจากลูก ก็อาจทำให้เสียลูกไปตลอดชีวิตได้ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 62 ที่ผ่านมาได้มีอุบัติเหตุที่น่าสลดใจเกิดขึ้น โดยเด็กทารกวัย 8 เดือน เข็นรถหัดเดินสำหรับเด็กกระแทกประตูรั้วไหลลงถนน  จนโดนสิบล้อทับร่างดับสยอง ดังรายละเอียดข่าวดังนี้

วันที่ 9 พ.ค.62 มีอุบัติเหตุรถบรรทุกสิบล้อทับเด็กเสียชีวิตบริเวณซอยสุขสวัสดิ์ 84  โดยที่เกิดเหตุพบรถหัดเดินสำหรับเด็กสีฟ้า ถูกทับจนแตก โดยพบผู้เป็นแม่ของเด็กผู้เสียชีวิต อุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกอายุ 8 เดือน ในสภาพศพสวมเสื้อกล้ามสีฟ้าและสวมผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป โดยศีรษะถูกทับจนบี้แบน บริเวณใต้หัวเข่าข้างขวามีบาดแผลฉีกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 5 เมตร พบรถคู่กรณีเป็นรถบรรทุกสิบล้อแบบท้ายดัมพ์ยี่ห้อ มิตซูบิชิ สีน้ำเงิน พร้อมคนขับยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากการสอบสวนโชเฟอร์รถบรรทุกสิบล้อ ทราบว่าก่อนเกิดเหตุตนได้รถบรรทุกคันดังกล่าวนำดินไปเทบริเวณสถานที่ก่อสร้างหมู่บ้าน เค.ซี. ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งใช้เส้นทางภายในซอยสุขสวัสดิ์ 84 เป็นประจำหลังจากเทดินเรียบร้อยแล้วกำลังขับรถไปขึ้นดินรอบใหม่ในไซต์งานในซอยโกเบ ในระหว่างขับมาถึงที่เกิดเหตุรถหัดเดินสำหรับเด็ก ได้ไหลออกมาจากตัวบ้านอย่างรวดเร็ว ตนพยายามหักหลบเกือบชนเสาไฟฟ้าข้างทางแต่รถของเด็กยังวิ่งไหลเข้าไปบริเวณล้อหลังด้านซ้ายของตัวรถจนถูกล้อรถทับจนเสียชีวิตดังกล่าว

รถหัดเดิน สิบล้อ
สถานที่เกิดเหตุสลดจากรถหัดเดิน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามแม่ของเด็กให้การทั้งน้ำตานองหน้าว่า ตนพร้อมสามีได้มาเช่าตึกดังกล่าวเปิดเป็นร้านซ่อมแอร์มานานกว่า 3 ปี จนกระทั่งมีลูกชายด้วยกัน ก่อนเกิดเหตุตนได้พาลูก ออกมาเล่นบริเวณหน้าร้านซึ่งล้อมด้วยรั้วลูกกรงเหล็กสูงประมาณ 1 เมตรพร้อมติดตั้งประตูปิด-เปิด ก่อนที่ตนจะเอาน้องนั่งอยู่ในรถวงเพื่อให้หัดเดิน โดยมีตนนั่งดูอยู่ไม่ห่าง ในระหว่างนั้นพี่สาวได้ทักไลน์มาหาคุยเรื่องส่วนตัว ตนมัวแต่พิมพ์ไลน์คุยอยู่ไม่ทันระวังน้องได้เข็นรถวงกระแทกจนประตูรั้วเปิดออกก่อนที่รถจะไหลออกไปกลางถนนเป็นจังหวะที่รถบรรทุกสิบล้อวิ่งผ่านมาพอดีทำให้ล้อทับร่างเสียชีวิต

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มอบศพให้มูลนิธินำศพส่งสถาบันนิติเวชเพื่อผ่าพิสูจน์ ก่อนคุมตัวโชเฟอร์รถบรรทุกสิบล้อ ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณข่าวจาก : https://www.thairath.co.th/news/crime/1564283

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีการเปิดเผยถึง อันตรายจากรถหัดเดิน มากขึ้น โดย คุณหมอโอ๋ จากเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน โดยคุณหมอโอ๋ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่า ตั้งแต่ปี 1990-2014 เด็กอเมริกันกว่า 230,000 ราย ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีส่วนหนึ่งเสียชีวิต จากปัญหาการใช้รถหัดเดิน นอกจากนี้ยังพบว่ารถหัดเดิน ไม่ได้ช่วยให้เดินได้เร็วแต่กลับเดินได้ช้าลง และยังเผยอีกว่าในประเทศแคนาดาได้ออกกฏหมายให้ยกเลิกการผลิต ห้ามโฆษณารถหัดเดินแล้ว คุณหมอโอ๋จึงอยากให้พ่อแม่ช่วยกันบอกถึงอันตรายของรถหัดเดิน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ หมอมหิดลแถลง! อันตรายจากรถหัดเดิน ไม่ช่วยให้เดินเร็วและยังอันตรายถึงชีวิต

เอกสารหาย ไม่ต้องแจ้งความ

เอกสารหาย ไม่ต้องแจ้งความ! พร้อมขั้นตอนการยื่นเรื่องทำใหม่

เอกสารลูกและเอกสารสำคัญต่าง ๆ หากหายขึ้นมา จำเป็นต้องไปแจ้งความไหม? คำตอบคือ มีทั้งที่ต้องแจ้งความและไม่ต้องแจ้งความค่ะ ทีมงานจึงขอรวบรวม 9 เอกสารหาย ไม่ต้องแจ้งความ! มาให้แม่ ๆ ได้เตรียมตัวหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น

เอกสารหาย ไม่ต้องแจ้งความ! พร้อมขั้นตอนการยื่นเรื่องทำใหม่

เชื่อว่าหลายคนมีปัญหาและกังวลกับเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน สูติบัตร ใบขับขี่ หรือบัตรรับรองสิทธิต่าง ๆ ที่ออกโดยราชการ แล้วเกิดหายขึ้นมา อันดับแรกที่คิดคือ ต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และต้องเสียเวลาไปทำใหม่อีก ปัญหาดังกล่าวมีทางออกแล้ว โดยหากเอกสารเหล่านี้หาย ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความค่ะ สามารถทำเรื่องของเอกสารใหม่ได้เลย

  1. บัตรประชาชนหาย

ให้ผู้ที่บัตรประชาชนหายไปดำเนินการทำบัตรใหม่ได้เลย โดยให้นำเอกสารหลักฐานที่ทางราชการออกให้ซึ่งมีรูปถ่าย เช่น ใบขับขี่ วุฒิการศึกษา หรือหนังสือเดินทาง มาดำเนินการยืนยันตนเอง หากไม่มีให้พาเจ้าบ้านหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือมารับรองตนเอง(ผู้ที่จะรับรองจะต้องมีอายุ 20 ปีขี้นไป และมีบัตรประชาชน ซึ่งกรณีบัตรประชาชนหายจะต้องยืนคำร้องภายใน 60 วัน นับแต่วันที่หาย และมีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท โดยสามารถยื่นเรื่องทำบัตรใหม่ได้ที่สำนักงานเขตและอำเภอในพื้นที่ที่สะดวก

สูติบัตรลูกหาย
สูติบัตรลูกหาย ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความ สามารถยื่นเรื่องขอทำใหม่ได้เลย

2. สูติบัตรลูกหาย

ให้คุณพ่อคุณแม่ไปติดต่อเพื่อขอคัดสำเนาและรับรองสำเนา โดยให้ไปแจ้งที่อำเภอที่คุณพ่อคุณแม่ได้ไปแจ้งเกิดไว้ เพราะจะยังมีต้นขั้วอยู่ เมื่อขอคัดสำเนาเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้อง แต่หากทางอำเภอไม่มีต้นขั้วเนื่องจากหาย ชำรุดหรือลูกเกิดในท้องที่ต่างถิ่น กรณีดังกล่าวนี้ ให้คุณพ่อคุณแม่ติดต่ออำเภอเพื่อขอให้ออกหนังสือรับรองการเกิดแทนสูติบัตร โดยสามารถขอได้ที่อำเภอที่ลูกมีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้าน หรือที่อำเภอที่ลูกเกิด และจะต้องมีพยานบุคคล 2 คน และหลักฐาน ดังนี้

    • ทะเบียนบ้าน
    • บัตรประชาชน
    • วุฒิการศึกษา ฯลฯ

อ่านต่อ แม่ควรรู้! ทำอย่างไรเมื่อ สูติบัตรลูกหาย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เอกสารหาย ไม่ต้องแจ้งความ! พร้อมขั้นตอนการยื่นเรื่องทำใหม่

ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 2562

ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 2562 เปิดแล้ว เช็กวันเวลา-สถานที่ได้ที่นี่

เปิดแล้ว..แม่ๆ รีบไป ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 2562 แล้ว เงินอุดหนุนบุตร ลงทะเบียนที่ไหน เมื่อไหร่ และ แบบลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร ปี62 จะต้องกรอกข้อมูลอะไรบ้าง รีบเช็กที่นี่ได้เลย!!

ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 2562 เปิดรับแล้ว !! 31 พ.ค. นี้

สำหรับเรื่องการเปิดให้ ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 2562 ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ออกมาแถลงข่าวว่า… ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.-31 ก.ค.2562 พม.จะเปิดให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอรับสิทธิในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาท

ทั้งนี้ผู้มีสิทธิที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถลงทะเบียนยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นคำร้องได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เด็กอาศัยอยู่

>> ตรวจสอบว่ามีสิทธิ์ได้รับ เงินอุดหนุนบุตรปี62 คลิกที่นี่<<

 

สำหรับเด็กที่ได้สิทธิแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่

1.เด็กที่เกิดตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค.2558-30 ก.ย.2561 และเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิรายเดิมจะได้รับเงินต่อเนื่องจนอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์

2.เด็กที่เกิดตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค.2558-30 ก.ย.2561 ที่มีคุณสมบัติครบ แต่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อนให้ไปลงทะเบียนที่ท้องถิ่น

3.เด็กที่เกิดตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค.2561-30 ก.ย.2562

 

ในกรณีผู้มีสิทธิได้มาลงทะเบียนในปีงบประมาณ 2562 จะได้รับสิทธินับจากวันที่เด็กเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ แต่หากลงทะเบียนหลังจากวันที่ 30 ก.ย.2562 ไปแล้ว จะได้รับเงินนับจากวันที่ลงทะเบียนเป็นต้นไป จนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์

ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 2562ขอบคุณภาพจาก : www.brighttv.co.th

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2562 ที่ผ่านมา ทาง ครม. ได้มีมติอนุมัติโครงการฯ ระยะที่ 3 คือ สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในอัตรารายละ 600 บาท/เดือน สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 0- 6 ปี จากเดิมที่อุดหนุนเด็กแรกเกิดอายุ 0-3 ปี และจากฐานรายได้ครัวเรือนเดิม 36,000 บาท/ปี ขยายเป็นไม่เกิน 100,000 บาท/ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบฯ 2562 เป็นต้นไป

คลิกดู >> “แบบลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร ปี62” หน้า 2


ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : news.thaipbs.or.th

ผิวเด็ก

“เพราะผิวเด็ก” ต้องดูแลเป็นพิเศษ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจึงตอบโจทย์คุณแม่เลือกเพื่อลูกรัก

ผิวเด็ก จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ยิ่งโดยเฉพาะกับผิวลูกวัยทารกที่มีความไวต่อการเกิดการแพ้ระคายเคืองได้ง่ายกว่าผิวของผู้ใหญ่อย่างมาก เพราะด้วยสภาพโครงสร้างผิวยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมแม่ลูกเล็กทุกคนจำเป็นต้องให้ความสำคัญและใส่ใจในการดูแลผิวพรรณของลูกเล็กๆ มากเป็นพิเศษ ไม่ควรให้โดนมลพิษหรือใช้ผลิตภัณฑ์แบบทั่วไปได้

 

ผิวเด็กบอบบางละเอียดอ่อน ต้องปกป้องให้ดีที่สุด

อย่างที่รู้กันค่ะว่า “ผิวเด็ก” ตั้งแต่แรกคลอดที่อยู่ในช่วงวัยทารกจะมีความบอบบางมาก และก็ง่ายต่อการเกิดการแพ้ระคายเคือง จึงจำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องนอน เสื้อผ้า  ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็กต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลชั่น สบู่ ครีมอาบน้ำ เป็นต้น ควรต้องใช้ที่เป็นของเด็กโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่ควรเอาผลิตภัณฑ์ของผู้ใหญ่มาใช้กับลูกอย่างเด็ดขาดค่ะ เพราะในผลิตภัณฑ์(ผู้ใหญ่)ทั่วไป จะมีส่วนผสมที่เป็นสารเคมีอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง คัน อักเสบขึ้นผื่นแพ้ที่ผิวหนังของลูกได้

 

แล้วผลิตภัณฑ์เด็กแบบไหน ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพผิวลูกน้อย ?  

ในเด็กทารก เด็กเล็กๆ โครงสร้างผิวของพวกเขายังไม่แข็งแรงมากนัก การเลือกของใช้ต่างๆ ให้ลูกจะต้องปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อย ซึ่งถ้าเป็นของใช้จำพวก ผลิตภัณฑ์สำหรับผิว ไม่ว่าจะเป็นโลชั่นทาผิว สเปรย์กันแดด สบู่ ครีมอาบน้ำ เป็นต้น ต้องแน่ใจว่าอ่อนโยน ไม่มีสารอันตราย เป็นธรรมชาติ ปลอดภัยต่อผิวลูก

 

ทำไมต้อง “Enfant” ?

หากให้นึกถึงผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพผิวลูกน้อย Enfant คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นธรรมชาติ ออร์แกนิค Organic เพราะผลิตภัณฑ์เด็กทุกตัวมีความปลอดภัยมาก ปราศจากสารเคมีอันตรายที่ได้รับการรับรอง Dermatologically Tested จาก Derma Consult, Germany ในส่วนประกอบ ส่วนผสมว่ามีความเป็นออร์แกนิค อ่อนโยน และปกป้องผิวลูกได้  ที่สำคัญมีความอ่อนโยนมากๆ ผลิตภัณฑ์เด็ก Enfant ได้ผ่านการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญจนมั่นใจว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวลูกน้อย โดยปราศจากสารก่อแพ้ต่างๆ  นั่นคือ

  • Paraben Free ไม่มีสารกันเสีย
  • Lanolin Free ขี้ผึ้งจากขนแกะ ที่ก่อให้เกิดการแพ้
  • Formaldehyde Free สารฟอร์มาดิไฮด์ สารเคมีอันตราย
  • Color and Dye Free สารสังเคราะห์ย้อมสี
  • Benzene Free สารก่อมะเร็งเบนซีน
  • Phthalate Free สารก่อมะเร็งพาทาเลต

แน่นอนว่าหากจะนึกถึงความปลอดภัย อ่อนโยนจากการผลิตภัณฑ์เด็ก ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพผิวลูกน้อย ผลิตภัณฑ์เด็ก Enfant  ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัย ไม่มีสารอันตรายก่อแพ้ ดีต่อผิวลูก และยังมีกลิ่นหอมธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจาก White Flower ที่ไม่เหมือนใคร แม่ถูกใจลูกๆ ชอบอีกด้วยค่ะ

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ออร์แกนิค  อยากได้สัมผัสแห่งธรรมชาติดูแลลูกรักตัวน้อย  ผลิตภัณฑ์เด็ก Enfant ดีต่อลูก ดีต่อโลกของเรามากค่ะ

 

ผิวเด็ก

 

เป็นเบาหวานตอนท้อง

แม่แชร์! เป็นเบาหวานตอนท้อง และวิธีคุมน้ำตาลแบบง่ายและได้ผลดี

คุณแม่ผู้ใช้เฟสบุ๊คท่านหนึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์ เป็นเบาหวานตอนท้อง เพื่อให้แม่ ๆ ท่านอื่นได้สังเกตอาการ พร้อมทั้งแนะสุดยอดวิธีควบคุมน้ำตาลแบบง่าย ๆ และได้ผลดีมาแบ่งปันอีกด้วย

แม่แชร์! เป็นเบาหวานตอนท้อง และวิธีคุมน้ำตาลแบบง่ายและได้ผลดี

เบาหวาน เป็นโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ต่อต้านการทำงานของอินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ อาจเป็นอันตรายต่อทั้งมารดาและทารกได้ โดยผลกระทบของการ เป็นเบาหวานตอนท้อง มีดังนี้

ผลกระทบต่อทารกในครรภ์

  • ทารกมีน้ำหนักตัวมาก ระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดที่สูงมากของหญิงตั้งครรภ์อาจขัดขวางการทำงานของตับอ่อน โดยจะกระตุ้นให้ตับอ่อนของทารกผลิตอินซูลินเพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ทารกมีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการคลอด หากเกิดภาวะดังกล่าว แพทย์อาจประเมินให้ทำการผ่าคลอดเพื่อป้องกันการฉีกขาดของช่องคลอด
  • คลอดก่อนกำหนด เด็กอาจคลอดในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ และอาจเผชิญภาวะหายใจลำบาก ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจนกว่าปอดของทารกจะสมบูรณ์เต็มที่ แต่ทารกที่เกิดจากแม่ซึ่งป่วยเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจเผชิญภาวะหายใจลำบากได้เช่นเดียวกัน แม้จะไม่ได้คลอดก่อนกำหนดก็ตาม
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ทารกแรกเกิดบางรายอาจเผชิญภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินออกมามากเกินไป และอาจทำให้ทารกมีอาการชักได้ อย่างไรก็ตาม การให้นมบุตรและการฉีดกลูโคสเข้าทางหลอดเลือดดำสามารถปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้
  • ตัวเหลือง ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำอาจส่งผลให้ทารกเกิดภาวะตัวเหลืองหลังคลอด ซึ่งอาจทำให้เด็กต้องเข้ารับการรักษาต่อในโรงพยาบาล
  • เกิดภาวะหัวใจพิการ

ผลกระทบต่อมารดา

  • ภาวะน้ำคร่ำมาก ปริมาณน้ำคร่ำในมดลูกที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด และอาจเกิดปัญหาอื่น ๆ ขึ้นในระหว่างคลอดได้
  • ครรภ์เป็นพิษ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งอาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์
  • เบาหวานหลังคลอด ผู้ที่เคยเผชิญภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นเบาหวานอีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์ลูกคนต่อไป และอาจป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 หลังคลอดได้ ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะดังกล่าว

เนื่องจากการ เป็นเบาหวานตอนท้อง เป็นเรื่องที่แม่ท้องทุกคนควรจะให้ความสำคัญ แม่ ๆ จึงจำเป็นต้องฝากครรภ์เพื่อเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าว โดยแพทย์จะทำการตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่ฝากครรภ์ในครั้งแรก หากพบความเสี่ยงต่อการ เป็นเบาหวานตอนท้อง ก็จะต้องคอยควบคุมภาวะเบาหวานไม่ให้น้ำตาลสูงเกินไป ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำประสบการณ์จากคุณแม่ Nam Honey ที่ได้แชร์เรื่องราวการ เป็นเบาหวานตอนท้อง พร้อมวิธีควบคุมน้ำตาลที่ได้ผลดีจนไม่ต้องฉีดยาอินซูลีนเลย ดังนี้

เบาหวานขณะตั้งครรภ์
แม่แชร์วิธีการควบคุมน้ำตาลจากภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์

วันนี้อยากจะแชร์ประสบการณ์ และบันทึกไว้ว่า เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

เริ่มจาก รพ.เช็คประวัติเราและเห็นว่ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน และเราอายุเกิน 30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงในการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

พออายุครรภ์ครบ 3 เดือน รพ.นัดไปตรวจเบาหวานโดยให้กินน้ำตาล 50 กรัม แล้วเช็ค ผลออกมาคือ 180 (ปกติสำหรับคนท้องหลังจากกินน้ำตาลคือ 140) ทุกคนตกใจมากทำไมน้ำตาลสูงมาก ปกติเป็นคนไม่ค่อยกินของหวานด้วย

อีกสองวัน รพ.นัดมาตรวจซ้ำ ให้กินน้ำตาล 100 กรัม แล้วตรวจทุกสองชั่วโมง 3 ครั้ง นิ้วพรุนไปด้วยรอยเข็ม ผลออกมาคือ 220/190/150 (ปกติคือแค่ 140) หมอเลยแนะนำว่า ต้องคุมอาหารจริงจังนะ เพราะค่าที่ได้สูงมาก ๆ และนัดมาตรวจอีกแบบไม่ต้องกินน้ำตาล ให้กินข้าวปกติ แล้วตรวจหลังมื้ออาหาร เช้าและเที่ยง ถ้าครั้งต่อไปน้ำตาลยังสูง จะต้องถูกพิจารณาว่าจะต้องฉีดอินซูลินมั้ย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แม่แชร์! เป็นเบาหวานตอนท้อง และวิธีคุมน้ำตาลแบบง่ายและได้ผลดี