เปิดโพยแม่ต้องรู้! 3 สารอันตรายแบบนี้ต้องเป็น “ Zero %” ในสบู่เหลวเด็ก

สบู่เหลวเด็ก มีให้เลือกเยอะมาก ดูเผินๆเหมือนกันไปหมด จะซื้อสบู่เหลวให้ลูกทีไรไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี  เพราะผิวเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ ฉะนั้นคุณแม่ต้องมั่นใจว่าสบู่ที่ใช้ปลอดภัยและอ่อนโยนจริง

อย่างที่ทราบกันดีว่า สบู่เหลวเด็ก เป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นมาเพื่อดูแลผิวของลูกน้อย โดยเฉพาะผิวลูกน้อยแรกเกิดที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ถึงภายนอกจะดูนุ่มนิ่มน่ากอดแค่ไหนแต่กลับระคายเคืองและแพ้ง่ายกว่าที่คิด แม้บนฉลากสินค้าจะระบุว่าเป็นสบู่เหลวสำหรับเด็ก แต่ก็ไม่ควรแน่ใจว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะอาจมีสารอันตรายแฝงอยู่

สบู่เหลวเด็ก

ด้วยคุณสมบัติหลักของสบู่เหลวที่ต้องสามารถชำระล้างสิ่งสกปรก คราบไคลบนผิวหนังและศีรษะ จึงทำให้สูญเสียไขมันเคลือบชั้นผิวตามธรรมชาติบางส่วนออกไป บวกกับผู้ผลิตอาจใส่ส่วนผสมบางตัวที่เป็นอันตราย เป็นต้นเหตุของอาการระคายเคืองผิวและความผิดปกติของร่างกายอย่างคาดไม่ถึงที่ไม่ควรมีอยู่ในสบู่เหลวเด็กซึ่งคุณแม่ต้องระวังให้ดี

 เลี่ยงได้ต้องเลี่ยง 3 สารอันตรายไม่ควรมีใน สบู่เหลวเด็ก

1. พาราเบน (Paraben)

น่าจะเป็นชื่อที่คุณแม่ได้ยินอยู่บ่อยๆ เพราะสารชนิดนี้มีความอันตรายสูงและห้ามใช้เด็ดขาดในผลิตภัณฑ์เด็ก พาราเบนเป็นสารกันเสียราคาถูกที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และเครื่องสำอาง สามารถยับยั้งการเกิดแบคทีเรียและเชื้อราต่างๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นคุณสมบัติเดียวกับสารกันบูดที่ใส่ในอาหาร แต่คุณสมบัติสุดพิเศษขนาดนี้ย่อมแฝงด้วยภัยอันร้ายกาจ

มีงานวิจัยระบุว่าเมื่อร่างกายสะสมพาราเบนในปริมาณมากจะมีผลต่อฮอร์โมนเพศหญิงและชายในระยะยาว เมื่อลูกน้อยโตเป็นผู้ใหญ่อาจต้องเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก แท้งหรือคลอดก่อนกำหนด ปัจจุบันประเทศไทยยังอนุญาตให้ใช้พาราเบนเป็นส่วนผสมประกอบในผลิตภัณฑ์ได้ ฉะนั้นคุณแม่ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนค่ะว่า สบู่เหลวเด็กที่เลือกใช้ต้องไม่มีพาราเบน

2. เอสแอลเอส (Sodium Lauryl Sulfate : SLS)

สารทำความสะอาดที่นิยมใช้ในสบู่เหลว และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย ทำหน้าที่ลดแรงตึงผิวของน้ำช่วยให้สิ่งสกปรก และคราบไขมันต่างๆหลุดออกจากผิวได้ง่ายขึ้น แถมยังเป็นตัวสร้างฟองสีขาวนุ่ม ที่ให้ความรู้สึกถึงความสะอาด หลายคนคิดว่ายิ่งสบู่มีฟองมาก ยิ่งสะอาดมาก แต่ความจริงแล้วกลับมีอันตรายซ่อนอยู่ไม่น้อย เพราะสารตัวนี้มักทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังและดวงตาหากล้างไม่สะอาด หรือสัมผัสกับผิวบอบบางของทารกและเด็กเล็ก คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงให้ไกลเลยค่ะ

3. เอ็มไอที (Methylisothiazolinone : MIT)

สารกันเสียอีกชนิดที่นิยมใช้กันมากในสบู่เหลว มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรียต่างๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์คงสภาพได้นาน ไม่เสียง่าย คุณแม่รู้ไหมว่าสารชนิดนี้ยังใช้ในผลิตภัณฑ์สีทาบ้านด้วย

แม้จะไม่มีกฎหมายห้ามหรือผู้ผลิตอาจใช้สารเอ็มไอทีในสบู่เหลวสำหรับเด็กในปริมาณเพียงน้อยนิด แต่กลับพบว่ามีจำนวนผู้ได้รับผลข้างเคียงจากสารเคมีดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่มักมีอาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ พุพองหรือเป็นผื่นแดง

ไม่น่าเชื่อใช่ไหมคะว่า สารทั้ง 3 ชนิดนี้จะมีอยู่ในสบู่เหลวสำหรับเด็กหากคุณแม่นำไปใช้สระหรืออาบน้ำให้ลูกน้อยอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองขึ้นกับผิวหนังหรือหนังศีรษะของลูกน้อยได้ ดังนั้นคุณแม่ควรมองหาสบู่เหลวที่ปราศจากสารเหล่านี้จึงจะปลอดภัยที่สุด

สบู่เหลวเด็ก

เพิ่มความมั่นใจว่าปลอดภัยด้วย สบู่เหลวเด็ก สูตร Zero%

ถ้าอยากเลือก สบู่เหลวเด็ก คุณภาพดี มั่นใจได้ว่าปลอดจาก 3 สารอันตรายทั้ง พาราเบน SLS และ MIT คุณแม่คงต้องอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ใช้สารเคมีอันตรายหรือไม่ แต่จะให้อ่านทุกขวด ส่องทุกยี่ห้อคงไม่ไหว

ขอแนะนำตัวเลือกที่ง่ายกว่านั้นมาก ด้วยการเลือกใช้สบู่เหลวสูตรอ่อนโยน อย่างสบู่เหลวเด็ก Pureen  Head to Toe Wash สูตร Zero% ออกแบบพิเศษมาเพื่อดูแลผิวบอบบาง ปราศจากสารอันตรายและสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองทั้ง 3 ชนิด คุณแม่สังเกตเห็นเครื่องหมาย Zero % ง่าย ๆ บนฉลาก พร้อมข้อความระบุว่า Mild & Gentle for baby” ให้รู้ทันทีว่าสามารถใช้ได้กับลูกน้อยแรกเกิด ไม่ต้องเสียเวลาอ่านส่วนผสมตัวจิ๋วให้วุ่นวาย

สบู่เหลวเด็กเพียวรีน ยังอ่อนโยนพิเศษ ใช้อาบน้ำและสระผมได้ขวดเดียว ไม่ต้องซื้อแยกสบู่เหลว กับแชมพู ช่วยคุณแม่ประหยัดเงินในกระเป๋าได้ไม่น้อย  เนื้อสบู่เป็นเจลใสสีเหลืองอ่อนๆ ผสมกับน้ำนิดหน่อยก็พร้อมทำความสะอาดลูกน้อยได้ทั่วตัว ไม่มีฟองมากจึงล้างออกง่าย ไม่ต้องกลัวมีสารตกค้าง แถมยังเป็นสูตร Tear free ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ลูกแสบตาเหมาะกับคุณแม่หลังคลอดที่เพิ่งหัดอาบน้ำให้ลูก ทำได้เสร็จไว ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ

นอกจากช่วยทำความสะอาดผิวแล้ว Pureen  Head to Toe Wash สูตรนี้ยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้งหลังอาบน้ำ มีวิตามินอี และโปรวิตามินบี 5 ทำให้ผิวของลูกน้อยเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ ช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสดชื่น หอม สบายตัวตลอดวัน

พร้อมกับเครื่องหมาย Dermatologically Tested แสดงว่าผ่านการทดสอบทางการแพทย์ผิวหนังว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง และการันตีคุณภาพด้วย รางวัล Editor’s Choice Best Baby Wash จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2020” ที่มอบให้กับสบู่เหลวเด็กคุณภาพดีจริง ใช้ได้จริงจากเว็บไซต์ amarinbabyandkids.com

เพราะผิวบอบบางของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องดูแล การใช้เลือก สบู่เหลวสำหรับเด็ก ที่มั่นใจได้ว่าอ่อนโยน และปลอดภัยจริงช่วยดูแลให้ลูกน้อยมีสุขภาพผิวดี ห่างไกลจากอาการระคายเคืองต่างๆ ส่งผลต่อพัฒนาการให้พร้อมเติบโตอย่างสมวัย

หาซื้อสบู่เหลวเด็กเพียวรีนได้ที่ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป หริือติดตามโปรโมชั่นดีๆของผลิตภัณฑ์แบรนด์เพียวรีนได้ที่ www.facebook.com/pureenthai

 

 

 

ช่วยลูกค้นพบตัวเอง

เทคนิค ช่วยลูกค้นพบตัวเอง รู้จักตัวเองไว โตไปชีวิตรุ่ง

ช่วยลูกค้นพบตัวเอง – คำถามที่ผู้ใหญ่มักจะถามเด็ก ๆ คือ “คุณอยากจะเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น” ซึ่งคำตอบของเด็กแต่ละวัย อาจแตกต่างกันออกไปได้ ตั้งแต่อยากเป็น โดเรม่อน ยูนิคอร์น หรือ เบนเทน ไปจนถึง นักบินอวกาศ หมอ ครู หรือ ทนายความ เป็นต้น ในวัยเด็กเราต่างใฝ่ฝันที่จะเติบโตไปได้ทำหรือได้เป็นในสิ่งที่เราชอบและถนัด แต่ไม่ใช่เราทุกคนที่โชคดีพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ในฐานะผู้ปกครองเราจะแนะนำบุตรหลานของเราให้มีอาชีพที่เหมาะสมกับพวกเขาได้อย่างไร? วันนี้เรามีเทคนิคในการช่วยลูกค้นหาตัวเอง เพื่อโอกาสในการได้ประกอบอาชีพที่ใฝ่ฝันมาฝากค่ะ

ยิ่งรู้จักตัวเองเร็ว ยิ่งได้เปรียบ!

การรู้จักและเข้าใจตัวเอง ทำให้คนเรามีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ว่าตัวเองเป็นใคร ต้องการอะไร เกิดมาเพื่ออะไร ซึ่งทำให้คนเหล่านี้ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ และต่อไปนี้คือประโยชน์จากการค้นพบตัวเองได้เร็วค่ะ

ข้อดีและประโยชน์ ของการ “รู้จักตัวเอง” 

1. มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน

เมื่อรู้ว่าตัวเองชอบอะไร มีความถนัดในด้านใด จะตอบโจทย์ชีวิตในข้อที่สำคัญต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ควรเรียนอะไร ควรประกอบอาชีพอะไร ช่วยให้มีทิศทางที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น มีความมั่นใจ ภาคภูมิใจและมั่นคงในอารมณ์และการใช้ชีวิต

2. พัฒนาทักษะต่างๆ ด้วยวิธีเฉพาะตัวได้

เช่น ลูกเราชอบอ่านหนังสือ ก็จะสามารถเลือกใช้วิธีอ่านในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ถ้าลูกเป็นคนชอบฟังมากกว่า ก็สามารถออกไปพบเจอคนเก่งๆ รับฟังคำแนะนำที่ดีจากผู้อื่น และนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองได้อย่างเต็มที่ ด้วยความภาคภูมิใจ

 

ช่วยลูกค้นพบตัวเอง
ช่วยลูกค้นพบตัวเอง

3. จุดอ่อนที่มีจะไม่เป็นอุปสรรค

เมื่อลูกพบความถนัดของตัวเอง ทำให้มองเห็นและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง ในรายละเอียดต่างๆ ของชีวิต เมื่อมีปัญหาจึงสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด และสามารถพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น เช่น ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนขี้โมโห ใจร้อย เมื่อมีคนหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ต้องหงุดหงิด จะสามารถเอาตัวเองออกมา เพื่อสงบสติอารมณ์ได้ เมื่อสามารถทำได้ดังนี้ก็จะใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ และมีความสุขได้ไม่ยาก

4. มีทักษะการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ 

สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ และเข้าใจต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถ่องแท้ นำมาซึ่งการแก้ไขที่เหมาะสมกับตัวเอง จนปัญหาสามารถลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการกล้าคิด และกล้าตัดสินใจ

5. เข้าใจผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น

การเชื่อมโยงความรู้สึกของตัวเองให้เข้ากับคนอื่นรอบตัว จะเป็นทักษะที่เกิดขึ้นกับคนที่รู้จักตัวเองดี ซึ่งการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งกับคนรอบข้างได้ นอกจากนี้ ผู้คนจะให้ความไว้วางใจ และอยากคบค้าสมาคมด้วย

6. ค้นพบความสุขที่แท้จริงในสิ่งที่เลือกทำ

เมื่อค้นพบและรู้จักตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะสมหวังถูกใจไปหมด เพราะการได้ทำในสิ่งที่รักมักทำให้มีความสุข เกิดเป็นความพอใจในอาชีพของตัวเอง มีพลังที่จะทำงานอย่างเต็มที่ นำมาซึ่งก้าวหน้า และมีความสุขอย่างแท้จริง

9 เทคนิคต้องรู้ สอนลูกให้ชอบอ่าน พ่อแม่ต้องทำแบบนี้!

5 เทคนิค สอนลูกให้เรียนรู้ จากความล้มเหลว เพื่อลุกขึ้นสู้!

6 อันตรายนอกบ้าน ที่ควรสอนลูกให้ระวัง!

เทคนิค ช่วยลูกค้นพบตัวเอง รู้จักตัวเองไว โตไปชีวิตรุ่ง

เมื่อพูดถึงลูกๆ ของเราเอง เรามักจะแสวงหาความสามารถตามธรรมชาติ หรือพรสวรรค์ของพวกเขา และสนับสนุนให้พวกเขายอมรับ และรักษาทักษะเหล่านั้นไว้ ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้อาจส่งผลให้ลูกท้อใจก่อนที่พวกเขาจะได้พบกับความหลงใหล และตัวตนที่แท้จริงของลูกได้

หากคุณกำลังพยายามเรียนรู้วิธีค้นพบพรสวรรค์ของลูก ให้โฟกัสไปที่การอนุญาตให้เด็กค้นพบความสนใจ และค้นหากิจกรรมที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นด้วยตัวเอง เมื่อพวกเขาค้นพบ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ถึงความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามที่จะเป็นในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะเป็น ซึ่งวิธีช่วยให้ลูกค้นพบตัวเองได้เร็ว มีดังนี้

1.สังเกตและพูดคุยกับลูกตั้งแต่ยังเล็ก

ถามเด็ก ๆ เกี่ยวกับความสนใจของพวกเขา สังเกตว่าหลังเลิกเรียนมีกิจกรรมใดหรือที่พวกเขาดูเหมือนจะชื่นชอบและทำโดยไม่ต้องฝืน โดยปกติแล้วเด็ก ๆ จะชอบทำกิจกรรมบางอย่างเมื่อพบว่าพวกเขามีความชำนาญในกิจกรรมนั้นโดยธรรมชาติ หรือเรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ ให้สอบถามลูกเกี่ยวกับการเลือกทำกิจกรรมหรือสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาชอบ กระตุ้นให้พวกเขาลองทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อวัดสิ่งที่จุดประกายความสนใจ

นอกจากนี้ สำหรับเด็กโต คุณสามารถให้ลูกทำแบบทดสอบความถนัด (aptitude test) เพื่อให้ค้นพบจุดแข็งของตัวเอง แม้ผลที่ได้อาจยังไม่สามารถชี้ชัดถึงอาชีพในอนาคตได้ แต่อย่างน้อย จะช่วยให้เราพบจุดแข็งของพวกเขา และนำไปสู่การเริ่มต้นที่ดี หากจุดแข็งของลูกดูไม่สอดคล้องกับอาชีพที่น่าสนใจต่างๆ ที่คุณคิดไว้ ก็ไม่เป็นไร ลองพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับจุดแข็งด้านอื่นๆ ของลูก กับอาชีพที่ชอบในอนาคตได้

2.ให้ลูกได้เปิดรับแนวทางอาชีพที่หลากหลาย

การสนทนาเรื่องอาชีพ อาจเริ่มขึ้นเมื่อถึงวัยหนึ่ง ที่เด็กๆ เกิดความสงสัยใคร่รู้ ว่าแม่กับพ่อของพวกเขาทำงานอะไร เมื่อลูกโตขึ้นเราควรอธิบายให้ชัดเจนในสิ่งที่เราทำ มากกว่าเพียงแค่บอกว่า “พ่อแม่ไปทำงาน” เด็กเล็กๆ มักจะรักและเคารพพ่อแม่ สมมุติว่าทั้งพ่อและแม่ประกอบอาชีพทนายความ โอกาสที่ลูกจะถูกเลี้ยงดูมาท่ามกลางการสนทนาเกี่ยวกับกฎหมายก็เป็นไปได้สูง  ทางที่ดี เรื่องที่ทำงานก็ให้เอาไว้ที่ทำงาน ไม่ควรเอากลับมาใส่หัวลูก  นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดคุยเกี่ยวกับคนอื่น ๆ ในครอบครัว หรือสังคมของคุณ ที่แต่ละคนประกอบอาชีพที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะช่วยงให้ลูกได้เห็น และสัมผัสกับตัวเลือกของสาขาอาชีพที่หลากหลายในปัจจุบัน

ช่วยลูกค้นพบตัวเอง

3.ระวังเรื่องอคติส่วนตัว

ในขณะที่พูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับทางเลือกในอาชีพให้ระวังเรื่องอคติส่วนตัวของคุณ จำไว้ว่าโลกเปลี่ยนไปมากจากอดีต และยังคงไม่หยุดนิ่ง ทุกวันนี้มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบันที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่เหมือนในอดีตเช่น 20 ปีที่แล้ว ซึ่งอาชีพมีอยู่ไม่กี่สาขาเท่านั้น  ดังนั้นให้เปิดใจให้กว้าง หากบุตรหลานของคุณแสดงความสนใจในอาชีพต่างๆ ที่เราอาจไม่คุ้นหูคุณ เช่น เกมเมอร์ หรือ ยูทูปเบอร์  เป็นต้น อย่าแสดงทัศนคติที่ไม่ดี หรือขัดขวางในสิ่งที่ลูกชอบโดยทันที หรือต่อต้านความต้องการและกีดกันอาชีพที่ลูกให้ความสนใจ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะคุณไม่เข้าใจและยอมรับกับอาชีพนั้นๆ ได้ ควรคุยกับลูกให้เข้าใจในอาชีพใหม่ๆ ที่คุณเพิ่งรู้จักให้มากขึ้น

4.ถามคำถามที่ถูกต้อง

เมื่อพูดคุยเกี่ยวกับทางเลือกในการประกอบอาชีพกับบุตรหลานของคุณให้ถามคำถามโดยละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่พวกเขาต้องการประกอบอาชีพเฉพาะ เด็กที่อยากเป็นนักบินอวกาศอาจชอบความคิดที่จะขึ้นไปในอวกาศในขณะที่เด็กอีกคนที่มีความทะเยอทะยานคล้ายกัน แต่อาจต้องการสร้างจรวดของตัวเองเพื่อขึ้นสู่อวกาศ เด็กแต่ละคนมองบทบาทของนักบินอวกาศแตกต่างกัน โดยหลักการในการถามคำถามที่ถูกต้อง คือให้ทำความเข้าใจการเลือกอาชีพที่เหมาะกับลูกของเรา ลูกๆ อาจประหลาดใจที่ได้รู้ว่าแง่มุมเดียวกันสามารถพบได้ในสาขาอาชีพต่างๆ ที่หลากหลายได้

5.ให้ลูกได้ทดลองทำ

เปิดโอกาสให้บุตรหลานของคุณได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นว่าอาชีพที่เขาเลือกนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร เช่น สนับสนุนให้ลูกวัยรุ่น ฝึกงานที่ร้านอาหาร เมื่อลูกเคยบอกไว้ว่า อยากเป็นพ่อครัวเชฟมือหนึ่งในร้านอาหาร สิ่งนี้จะทำให้ลูกได้ประสบการณ์และสัมผัสบรรยากาศของอาชีพในฝันของเขา เพื่อเป็นการตอกย้ำความถนัดหรือความชอบของลูกเมื่อได้ทดลองจริง ว่าสิ่งนี้ใช่สิ่งที่เค้าคิดว่าเป็นตัวของเขาเองที่สุดจริงหรือไม่

6.เป็นที่ปรึกษาให้ลูก

หากลูกมีความสนใจจดจ่อในเส้นทางอาชีพ การมีแบบอย่างที่ดี และการให้กำลังใจ จะช่วยชี้นำทางสู่อาชีพในอนาคตของลูกได้ การได้ฝึกฝนและเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพนั้นๆ  คือหัวใจสำคัญ หน้าที่ของพ่อแม่คือแนะนำเทคนิคต่างๆ ให้พวกเขา และปล่อยให้พวกเขาผลิตและสร้างสรรค์ผลงานในเวลาว่าง สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะและตระหนักว่าพวกเขาสนุกกับมันจริงหรือไม่

นอกจากการสอนทักษะชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆ การบริหารเวลา ทักษะการสนทนา และทักษะในการนำเสนอ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ศิลปิน ช่างภาพ หรือนายธนาคาร ความสำเร็จในอาชีพที่เลือกนั้นส่วนใหญ่ต้องผสมผสานระหว่างการทำงานหนัก ทัศนคติที่ดีต่องาน ควบคู่ไปกับความสามารถตามธรรมชาติหรือพรสวรรค์ที่มีอยู่บางส่วน

เด็กบางคนรู้โดยสัญชาตญาณ ว่าพวกเขาต้องการจะทำอะไรและสามารถทำตามความฝันนั้นได้  บทบาทของเราในฐานะพ่อแม่คือการสนับสนุนและชี้แนะลูกให้ผ่านกระบวนการนี้ไปได้อย่างราบรื่น ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นทางเลือกของพวกเขา เพราะสุดท้ายลูกก็จะเป็นผู้กำหนดเส้นทางในอนาคตด้วยตัวเอง

การที่พ่อแม่คอยเป็นผู้ชี้แนะเส้นทางที่เหมาะสมให้ลูก คอยให้กำลังใจสนับสนุนในสิ่งที่ลูกเลือกที่จะทำและต้องการที่จะเป็นตั้งแต่ยังเล็ก จะช่วยเสริมสร้างให้ลูกมีความฉลาดในการคิดเป็น (TQ)  คิดในแง่ที่ก่อให้เกิดคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง และงานต่าง ๆ สามารถคิดไตร่ตรองสิ่งถูกผิด และคิดเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ได้อย่างเหมาะสมค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : indianexpress.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ความสามารถพิเศษ กับอาชีพในอนาคตของลูกน้อย

ไม่อยากให้ลูกเป็นคน หมด passion ง่ายพ่อแม่ต้องทำสิ่งนี้

วางแผนการศึกษาให้ลูก ลงทุนด้านการเรียนรู้ เน้นวัยไหนดีที่สุด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กเป็นมะเร็ง

ชัวร์หรือมั่ว? ลูกเป็นมะเร็ง เด็กเป็นมะเร็ง เพราะพ่อแม่ให้กินแบบนี้

เด็กเป็นมะเร็ง – ขึ้นชื่อว่าอาหารการกิน ย่อมมีทั้งประโยชน์และโทษหากเราทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม มีอาหารหลายชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกายแต่หลายคนก็ยังนิยมทานอยู่เป็นประจำ อาหารสำหรับเด็กๆ ก็เช่นกัน คุณพ่อแม่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรปล่อยให้ลูกเสี่ยงป่วยการเกิดโรคภัยต่างๆ ที่เกิดจากพฤติกรรมการกิน  แต่การทานแบบไหน ยังไงล่ะ ที่เสี่ยงจะทำให้เด็กๆ เป็นโรคได้ และมีกรณีล่าสุดที่ เด็กน้อยในประเทศจีนป่วยด้วยโรคมะเร็ง! เด็กเป็นได้อย่างไร เป็นเพราะอาหารการกินหรือเปล่า?

ชัวร์หรือมั่ว? ลูกเป็นมะเร็ง เด็กเป็นมะเร็ง เพราะพ่อแม่ให้กินแบบนี้

สืบเนื่องจากมีการแชร์ในโลกโซเชียลในวงกว้าง ถึง ประเด็น อาหาร 9 ชนิด ที่เด็กไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้ป่วยเป็นโรคมะเร็งได้ ต้นเรื่อง เกิดจาก เด็กวัย 5 ขวบในประเทศจีน ที่ถูกตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็ง แต่จากประวัติของครอบครัวไม่เคยพบว่ามีญาติหรือพ่อแม่พี่น้องที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมาก่อน จึงเกิดคำถามมากมายว่าเด็กหญิงรายนี้ป่วยเป็นมะเร็งได้อย่างไร แพทย์จึงลงความเห็นว่า ที่เด็กป่วยเป็นมะเร็ง อาจจะสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร และนี่คือ อาหาร 9 ชนิด ที่แพทย์ในประเทศจีนออกมาเตือนว่าเด็กไม่ควรทาน

เด็กเป็นมะเร็ง
เด็กเป็นมะเร็ง
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 
  • แฮม ไส้กรอก
  • คุกกี้
  • ไอศกรีม
  • มันฝรั่งทอดแผ่น
  • ผลไม้อบแห้ง
  • หมากฝรั่ง
  • ขนมเยลลี่และวุ้นสำเร็จรูป
  • ชานม 

จากกรณีดังกล่าวได้มีการสอบถามข้อเท็จจริง ของโอกาสเกิดโรคมะเร็งในเด็กจากอาหาร จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และนักโภชนาการของไทย ซึ่งในประเทศไทย พบว่า ในเด็กจำนวน 1 ล้านคน ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ประมาณ 40 คนต่อปี โดยมะเร็งในเด็กที่พบไดบ่อยที่สุด ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่น่าสนใจคือ มะเร็งในเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก อาหาร แต่เกิดจาก สารพิษ หรือพันธุกรรม และจากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการ สามารถจัดกลุ่มอาหาร ทั้ง 9 ชนิด ข้างต้น ออกเป็น  2 กลุ่ม ได้แก่

เด็กเป็นมะเร็ง

1. กลุ่มอาหารทั่วไป ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไอศครีม มันฝรั่งแผ่นทอด คุกกี้ หมากฝรั่ง ผลไม้อบแห้ง ขนมเยลลี่และวุ้นสำเร็จรูป และ ชานม ความจริงแล้ว ไม่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง สามารถรับประทานได้ปกติ หากผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ อย่างไรก็ดีควรจำกัดปริมาณการรับประทาน เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้ มีส่วนผสมของไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียม ในปริมาณสูง ซึ่งอาจทำให้เด็ก มีความเสี่ยง เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ได้

2. กลุ่มอาหารที่อาจทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์  หากรับประทานต่อเนื่อง ซ้ำๆ ปริมาณมาก เป็นเวลานาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ที่ผ่านการคลุกเกลือ หมัก บ่ม รมควัน เช่น แฮม ไส้กรอก ซึ่งในกระบวนการผลิต อาจมีการเติมสารเคมีบางชนิด เช่น สารกลุ่ม Nitrosamine เมื่อทำปฏิกริยากับโปรตีนในเนื้อสัตว์ อาจทำให้เกิดสารในกลุ่ม N-nitroso compounds (NOCs) และ polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้

นอกจากนี้การปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้ เช่น PAHs และ heterocyclic amines (HCAs) จากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และสารอะคริลาไมด์ จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง ขนมปัง มันฝรั่ง อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อห้ามในการบริโภคอาหารเหล่านี้ เพียงแต่ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงมีวิธีการปรุงอาหารอย่างปลอดภัย และถูกต้อง ทางที่ดี ควรรับประทานอาหารที่หลากหลายเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

เด็กเป็นมะเร็ง

ทางที่ดี ควรเลือกบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะหรือได้รับการรับรองมาตรฐานเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย นอกจากนี้วิธีการปรุงอาหารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ควรปรุงอาหารด้วยวิธี ต้ม นึ่ง แทนการอบ หรือทอด ที่ต้องใช้อุณหภูมิหรือความร้อนสูง

บทสรุป : เนื้อสัตว์แปรรูป และ สารอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในอาหารจำพวกแป้งที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนสูง มีความเป็นไปได้มากที่สุดต่อการเกิดโรคมะเร็งในมนุษย์อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่ชี้ชัด หรือเชื่อมโยงได้ ว่าการรับประทาน อาหาร ต่างๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันฝรั่งแผ่นทอด ไอศครีม คุกกี้  ผลไม้อบแห้ง หมากฝรั่ง ขนมเยลลี่และวุ้นสำเร็จรูป ชานม จะทำให้เกิดมะเร็งได้

สำหรับการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ทานให้ครบ 5 หมู่ เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมสร้างให้ลูกเติบโตขึ้นไปพร้อม ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) สามารถเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์และคุณค่าต่อร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : antifakenewscenter.com,youtube.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แม่แชร์อุทาหรณ์! อันตรายจากควันบุหรี่ และกลิ่นที่ติดเสื้อ ทำลูก 2 ขวบเข้า ICU

5 ผลเสียหากให้ลูกต่ำกว่า 2 ขวบกินอาหารที่เด็กเล็กไม่ควรกิน !!

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก มะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก สัญญาณอันตรายโรคร้าย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล-ประถม 2021

อัพเดทล่าสุด! ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล-ประถม 2021 ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล-ประถม 2021 ราคาเท่าไรบ้างเป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิต ที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเตรียมหาโรงเรียนให้ลูกอยากรู้  Amarin Baby & Kids จัดมาให้แล้ว ค่าเทอมรร.อนุบาล และประถมชื่อดังในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อัพเดทก่อนใคร ที่นี่เลย

เช็กเลย ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล-ประถม 2021 ชื่อดังทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล

พ่อแม่หลายบ้านเป็นกังวลกับ การเลือกโรงเรียนแรก หรือเข้าเรียนป.1 ให้ลูกน้อย นอกจากหลักสูตรการสอน ความปลอดภัยและสถานที่แล้ว ค่าเทอมโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินใจเลือกว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหนดี เพราะเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินและการเรียนของลูกในระยะยาว

ช่วงนี้เข้าสู่เทศกาลพาลูกไปสมัครเรียนกันแล้ว มาเช็กก่อนว่าโรงเรียนอนุบาล-ประถมชื่อดัง ที่เล็งเอาไว้มีค่าเทอมเท่าไร เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องรู้บ้าง  ตามมาดูกันเลยค่ะ

คัดมาแล้ว ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล-ประถม 2021 โดยเฉพาะ                               

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลเปล่งประสิทธิ์

ค่าเทอม  44,000 บาท

ค่าแรกเข้า  20,000 บาท

ค่าปรับพื้นฐาน  12,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 02-267-4264  www.ppskgschool.ac.th

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลบ้านวาดฝัน

ค่าเทอม  44000 บาท (เทอมต้น)    38000  บาท(เทอมปลาย)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 0-2942-2618  www.facebook.com/baanwadfunkindergarten

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลบ้านบาตร

ค่าเทอม                             50,000 บาทต่อปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:  02-223-1418  www.banbatr.ac.th

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลสุดารักษ์

ค่าเทอมภาคปกติ                30,000  บาท

ค่าเทอมภาค IEP                36,000  บาท

ค่าเรียนปรับพื้นฐาน             3,500     บาท

ค่าแรกเข้า                            6,000    บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 0-2561-1492  sudaruk.ac.th

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลโรจน์จิราภา

ค่าเทอม                  47,000 บาท (จ่ายราคาเดียว อ.1-อ.3)

ค่าแรกเข้า              8,900  บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 0-2878-8071  www.facebook.com/rojjirapa48

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์

ค่าเทอม                  45,0000 บาท

ค่าแรกเข้า                9,500  บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 0-2678-4612  www.maneerut.com

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลแสงโสม

ค่าเทอมภาคปกติ                  43,9000   บาท

ค่าเทอม IEP                           69,000    บาท

ค่าแรกเข้า                              5,000    บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 0-2954-4722  www.sangsomschool.com

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลยุวมิตร

ค่าเทอม                       12,000 บาทต่อปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:  02-421-4331  www.yuwamit.com

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลชนานันท์

ค่าเทอม                   55,000  บาท

ค่าแรกเข้า                10,000 บาท

ค่าเรียนปรับพื้นฐาน  12,000  บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:  0-2561-0837  www.facebook.com/Jananan87

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลโชคชัย (ลาดพร้าว)

ค่าเทอม                  70200    บาท (แบ่งจ่าย 3 ครั้ง)

ค่าแรกเข้า              7,200      บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 0-2907-8363   chokchai.ac.th

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลโรงเรียนวนิษา สุขุมวิท

ค่าเทอม                      280,000 บาทต่อปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: 02-262-0181  www.vanessa.ac.th

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลสร้างสรรค์

ค่าเทอม                      30,000 บาทต่อเทอม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:  02-448-3612    www.facebook.com/sangsankindergarten

 

ค่าเทอม โรงเรียนอนุบาลวัฒนาสาธิต

ค่าเทอม             49,990 บาทต่อปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:  02-746-4991 www.wattanasatitschool.com

อ่านต่อ ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล-ประถม 2021 โรงเรียนดัง โรงเรียนทางเลือก หน้า 2

วัคซีนโรต้า จำเป็นไหม

วัคซีนโรต้า จำเป็นไหม?รวมข้อมูลควรรู้ให้แม่ก่อนตัดสินใจ

ตอบทุกข้อสงสัยกับ วัคซีนโรต้า เพื่อลูกน้อย จำเป็นไหม ใครควรฉีด ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร รวบรวมไว้พร้อมเป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจว่าจะรับดีหรือไม่กันนะ

วัคซีนโรต้า จำเป็นไหม?  รวมข้อมูลควรรู้ให้แม่..ก่อนตัดสินใจ!!

เรื่องของลูกไม่ว่าเรื่องไหนก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ทุกคน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพด้วยแล้ว ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วยแม้แต่นิดเดียว การให้วัคซีนจึงเป็นทางเลือกที่มักจะเลือกใช้เป็นตัวช่วยให้ลูกน้อยห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถให้ผลได้ 100% แถมมีผลข้างเคียงมากบ้างน้อยมากตามมาอีกต่างหาก ดังนั้นการจะตัดสินใจให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนตัวใดบ้าง หากพ่อแม่ได้ลองหาข้อมูลเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจก็คงจะดีกว่า เพราะเราจะได้เลือกจากข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของลุกได้มากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันข้อมูลต่าง ๆ ก็มีให้เราได้เลือกรับมากมาย และไม่ยากเย็นเท่าใดนัก

วัคซีนโรต้า ป้องกันโรคอุจจาระร่วงในเด็ก
วัคซีนโรต้า ป้องกันโรคอุจจาระร่วงในเด็ก

ไวรัสโรต้า คืออะไร ?

หลาย ๆ คนหากพูดถึงไวรัสโรต้า อาจจะทำหน้างง แต่หากเราพูดถึงอุจจาระร่วงแล้วนั้นคงร้อง “อ้อ” กันถ้วนหน้า แต่มาทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า คำสองคำนี้เกียวข้องกันอย่างไร ทำไมถึงต้องเรียกแยกออกมา

โรคอุจจาระร่วงเป็นโรคติดต่อที่มีอาหารและน้ำเป็นสื่อ สามารถพบได้ในทุกฤดูกาลและทุกภาคของประเทศ โดยเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านการรับประทานอาหาร และดื่มน้ำหรือน้ำแข็งที่ปนเปื้อน ซึ่งหลักๆแล้วมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส (Rotavirus) และ โนโรไวรัส (Norovirus) เชื้อดังกล่าวจะพบได้ในช่วงอากาศเย็น และที่สำคัญผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ และจะแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน โดยหลังจากที่ได้รับเชื้อ ส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำอย่างรุนแรง ทำให้เสียน้ำและเกลือแร่ บางรายรักษาไม่ทันอาจช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนการรักษาคือการให้ยาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้อาเจียน ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียน้ำจากการถ่ายอุจจาระและอาเจียน หลีกเลี่ยงการให้ยาฆ่าเชื้อ เด็กเล็กไม่ต้องหยุดนมแม่ ถ้าหากอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียน ซึมและเพลียมาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ข้อมูลอ้างอิงจาก กรมควบคุมโรค

จะเห็นได้ว่า ไวรัสโรต้า นั้นเป็นสาเหตุหนึ่งจากหลายสาเหตุในการก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วง และโรคท้องร่วงรุนแรง โรต้าเป็นเชื้อไวรัสที่มักพบในเด็กเล็ก ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ซึ่งไวรัสโรต้า เป็นสาเหตุเกือบครึ่งหนึ่งของการที่เด็กเล็กเกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล ไวรัสนี้มีหลายสายพันธุ์ ดังนั้นจึงสามารถเป็นซ้ำได้อีก แต่การติดเชื้อครั้งหลัง ๆ อาการจะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก ไวรัสนี้ระบาดได้ตลอดทั้งปี และพบมากขึ้นในช่วงอากาศเย็น ฤดูหนาว

ไวรัสโรต้าในเด็ก

ที่นี้เรามาทำความเข้าใจกับเชื้อไวรัสโรต้าที่มักจะพบในเด็กเล็กกันว่า เจ้าเชื้อโรคร้ายนี้เมื่อเข้ามาในร่างกายของลูกรักแล้วจะทำอะไรกับลูกบ้าง

โรต้า ไวรัส มักพบได้ในเด็กเล็ก ซึ่งเมื่อเด็กรับเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้าไป จะทำให้เกิดโรคท้องเสียโรต้า โดยเมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้าไปในทางเดินอาหาร เชื้อจะทำให้เยื่อบุลำไส้เล็กบาดเจ็บ ทำให้เซลล์เยื่อบุลำไส้เล็กสร้างน้ำย่อยได้น้อยลง ทำให้การย่อยนม และอาหารลดลง การดูดซึมน้ำลดลง ขณะเดียวกันลำไส้เล็กมีการหลั่งเกินร่วมด้วย ทำให้เกิดท้องเสีย เมื่อเซลล์เยื่อบุลำไส้สร้างเสริมขึ้นมาซ่อมแซมซึ่งมักจะเกิดขึ้นใน 3-5 วัน อาการท้องเสียก็จะหายไป

ข้อมูลอ้างอิงจาก med.mahidol.ac.th
ติดเชื้อไวรัสโรต้า อุจจาระมักมีกลิ่นเปรี้ยว
ติดเชื้อไวรัสโรต้า อุจจาระมักมีกลิ่นเปรี้ยว

เชื้อไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงที่รุนแรงในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี  เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายการทำงานของลำไส้เล็ก ทำให้เกิดปัญหากับการสร้างน้ำย่อยในการย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไป รวมถึงปัญหาการดูดซึมน้ำในร่างกายอีกด้วย เมื่อเชื้อโรคเข้ามารบกวนการทำงายของระบบย่อยอาหาร จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้
  • อาเจียน มักเกิดขึ้นในช่วงวันแรก ๆ ของการติดเชื้อ
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลวปนน้ำ ส่วนใหญ่อุจจาระมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว อาการเป็นได้นาน 3-7 วัน
  • เกิดภาวะขาดน้ำ หากปล่อยไว้นานเกินไม่ได้รับการรักษาอาจช็อกถึงตายได้ ภาวะขาดน้ำเกิดขึ้นได้จากการอาเจียน และถ่ายท้อง เพราะท้องเสียรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินจนเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งสังเกตว่าลูกมีภาวะนี้ได้จาก ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหายน้ำมาก ตาโหล กระหม่อมบุ๋ม เด็กจะซึม และปัสสาวะน้อย
ไวรัสโรต้าติดต่อกันได้อย่างไร
การติดต่อเกิดจากได้รับเชื้อไวรัสโรต้าเข้าสู่ปากโดยตรง โดยเชื้ออาจปนเปื้อนมากับมือ สิ่งของ เครื่องใช้หรือของเล่นต่าง ๆ รวมทั้งอาหารและน้ำ ผู้ป่วยที่เป็นโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าจะสามารถแพร่เชื้อออกมากับอุจจาระได้ตั้งแต่ 2 วันก่อนเริ่มมีอาการ จนกระทั่งหายอุจจาระร่วงไปแล้ว 10 วัน บางรายอาจแพร่เชื้อได้เป็นเดือน โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก ไวรัสจำนวนเพียง 10 ตัวก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้ ในขณะที่อุจจาระผู้ป่วย 1 กรัม มีไวรัสโรต้าหลายล้านตัว อีกทั้งไวรัสนี้สามารถมีชีวิตอยู่บนมือ และสิ่งแวดล้อมได้นาน จึงก่อให้เกิดการแพร่กระจายและระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่การป้องกัน ดูแลรักษาความสะอาดยังไม่ดีพอ

วัคซีนโรต้า 

ในปัจจุบันไม่มียารักษาจำเพาะสำหรับไวรัสโรต้า การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ ซึ่งเมื่อลูกน้อยเกิดป่วยด้วยเชื้อไวรัสนี้ขึ้นมา จึงทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่รู้สึกทุกข์ใจกว่ามาก ต้องทนเห็นลูกทรมานจากอาการดังกล่าวข้างต้น ทำให้หลาย ๆ คนหันไปสนใจการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรต้าก่อนเกิดโรค ด้วยการฉีดวัคซีนโรต้า แต่เนื่องจากในปัจจุบันวัคซีนโรต้านี้พึ่งเข้ามาอยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2563 ทำให้พ่อแม่หลายคนยังมีความกังวลใจถึงความปลอดภัยของวัคซีน และผลข้างเคียงจากตัววัคซีนเอง ทำให้ยังคงลังเลในการพาลูกไปรับวัคซีนดังกล่าว
ทีมแม่ ABK จึงขอเป็นสื่อกลางในการหาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโรต้า มานำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจ และความมั่นใจของพ่อแม่ในการให้ลูกรับวัคซีนนี้กัน
วัคซีนโรต้า ป้องกันอาการท้องร่วงรุนแรงได้
วัคซีนโรต้า ป้องกันอาการท้องร่วงรุนแรงได้
ข้อมูลวัคซีนโรต้า
วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าผลิตจากเชื้อไวรัสโรต้าที่ทำให้อ่อนฤทธิ์จนก่อโรคไม่ได้  เป็นวัคซีนชนิดรับประทาน (แบบหยอด) ปัจจุบันมี 2 บริษัทผู้ผลิต คือ
  • RotarixTM หยอด 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2 และ 4 เดือน
  • RotateqTM หยอด 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน

ทั้งนี้วัคซีนโดสแรกควรได้รับก่อนอายุ 15 สัปดาห์ และวัคซีนโดสสุดท้ายควรได้รับก่อนอายุ 8 เดือน

วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงไม่แตกต่างกัน โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าที่รุนแรงได้ดีใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 85-98 วัคซีนมีความปลอดภัยสูง พบผลข้างเคียงได้น้อย เช่น ถ่ายอุจจาระเหลว อาเจียน ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง แม้ว่าจะมีรายงานการเกิดลำไส้กลืนกันหลังจากหยอดวัคซีน แต่พบได้ในอัตราที่น้อยมากประมาณ 1-5 คนใน 100,000 ราย

ประสิทธิภาพของวัคซีนดีแค่ไหน ?

เด็กที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าครบแล้ว อาจยังเกิดโรคอุจจาระร่วงจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ แต่อาการมักไม่ค่อยรุนแรง วัคซีนลดอาการท้องเสียอย่างรุนแรงจากเชื้อโรต้าไวรัสได้ 80-90% ลดการรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลเนื่องจากท้องเสียได้ประมาณ 80-95% โดยรวมป้องกันท้องเสียจากเชื้อโรต้าได้ถึง 70%

อาการข้างเคียง มีอะไรบ้าง ? ควรกังวลไหม ?

การรับข้อมูลในเรื่องเกี่ยวกับอาการของโรค หรือข้อมูลทางการแพทย์ต่าง ๆ นั้น คุณพ่อคุณแม่ควรดูถึงแหล่งอ้างอิงที่มาของข้อมูลดังกล่าวด้วยว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เพราะในบางครั้งอาการวิตกจนเกินไปก็อาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้เช่นกัน เมื่อพูดถึงอาการข้างเคียงของการรับวัคซีนโรต้า ที่เป็นที่กังวลของพ่อแม่อยู่ในขณะนี้นั้น เรามีคำตอบมาให้พิจารณา ดังนี้

อาการข้างเคียงที่พบได้หลังจากได้รับวัคซีน ได้แก่ เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย งอแง ไข้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้บ้าง ได้แก่ ท้องอืด ปวดท้อง ผิวหนังอักเสบ อย่างไรก็ดี เด็กส่วนใหญ่มักไม่เกิดอาการข้างเคียงหลังจากได้รับวัคซีน

ข้อห้ามของการให้วัคซีนโรต้า มีอะไรบ้าง

  1. ห้ามให้วัคซีนในเด็กที่มีอายุเกินกว่าที่กำหนด
  2. ห้ามให้วัคซีนในเด็กที่มีอาการแพ้ยาหลังได้รับวัคซีนโรต้าในครั้งก่อน หรือแพ้ส่วนประกอบตัวใดตัวหนึ่งของวัคซีน
  3. ห้ามให้วัคซีนในเด็กที่เคยมีประวัติเป็นโรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) หรือเป็นโรคระบบทางเดินอาหารผิดปกติตั้งแต่กำเนิดที่ยังไม่ได้รับการรักษา เช่น Meckel diverticulum ซึ่งมีแนวโน้มที่อาจก่อให้เกิดโรคลำไส้กลืนกัน
  4. ห้ามให้วัคซีนในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิด Severe combined immunodeficiency (SCID) syndrome

ข้อควรระวังของการให้วัคซีนโรต้า มีอะไรบ้าง

  1. หากเด็กมีไข้สูงรุนแรงเฉียบพลัน หรือมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ควรเลื่อนการให้วัคซีนออกไป

  2. ในกรณีทารกที่เป็นโรคระบบทางเดินอาหาร ควรให้วัคซีนโรต้าด้วยความระมัดระวัง โดยอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์

  3. ไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนนี้ในเด็กโต ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.bumrungrad.com
ฉีดวัคซีน ดีไหม พ่อแม่ย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกน้อย
ฉีดวัคซีน ดีไหม พ่อแม่ย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกน้อย

เมื่อคำนึงถึงประโยชน์จากวัคซีนในการป้องกันโรคแล้ว ถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำว่า เด็กเล็กทุกคนควรได้รับการหยอดวัคซีนนื้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน โดยให้พร้อมกับวัคซีนอื่น ๆ ตามวัย

ข้อมูลอ้างอิงจาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกติดเชื้อไวรัส ผื่นเต็มตัว แม่เตือน! ระวังคนมาเล่นกับลูก

นุสบา ท้องร่วงหนัก เชื้อไวรัสโรต้า ระบาด ยังไม่มียารักษา

5 อันดับโรคยอดฮิตของเด็กไทย

ลูกท้องเสียเพราะ ยืดตัว จริงหรือ?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพูดช้า ผิดปกติ?

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร ? นี่คือสัญญาณเตือน!! แม้ลูกจะร้องเพลงตามยูทูปได้เก่ง” แต่ก็ “ไม่ได้” แปลว่า ลูกจะพูดคุยสื่อสารได้? พ่อแม่รีบปรึกษาหมอพัฒนาการด่วน!!

ไม่ใช่เรื่องดี? ลูกร้องเพลงตามยูทูปได้!!
“ไม่ได้” แปลว่า “สื่อสาร” ได้!!

โดยปกติค่าเฉลี่ยของเด็กอายุประมาณ 1 ขวบ ก็จะพูดเป็นคำที่มีความหมาย และหากเด็กได้รับการกระตุ้นให้พูดหรือเปิดโอกาสการเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ ในที่สุดคำศัพท์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ 2 ขวบ ก็จะเริ่มพูดคำที่มีความหมาย 2 คำ ติดกัน เป็นวลีสั้นๆ ไปไหน ไม่เอา แล้วก็จะเริ่มขึ้นเป็นประโยคยาว ๆ ได้ประมาณ 3-4 ขวบ

ทั้งนี้หากพ่อแม่สังเกตเห็นพัฒนาการของลูก เมื่ออายุ 2 ขวบแล้ว ยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลย หรือ พูดได้แค่คำศัพท์คำเดียว หรือสื่อสารกับคนอื่น ๆ ไม่ได้ ก็ถือว่า ผิดปกติแน่นอน! และหากสาเหตุไม่ได้มาจาก ความผิดปกติของร่างกาย จากโรคทางพันธุกรรม จากภาวะออทิสติก หรือพัฒนาทางภาษาผิดปกติ ก็อาจมาจากการขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม

ฝึกลูกพูด

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร

ซึ่งในปัจจุบัยพบว่า การขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม เป็นสาเหตุหลักที่พบได้เยอะที่สุดในตอนนี้ เพราะเทคโนโลยีที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย พ่อแม่ปล่อยให้จอเลี้ยงลูก เพลง นิทาน การ์ตูน ในยูทูป ซึ่งถือเป็นสื่อทางเดียว หากลูกจ้องแต่หน้าจอ อยู่กับมือถือ แท็บเล็ต ดูยูทูปนานๆ ดูภาพและเสียงที่เคลื่อนไหวไปมา ไม่ได้ถูกกระตุ้นการพูด ไม่ได้ฝึกการถามตอบ อาจส่งผลให้ ลูกพูดช้า พูดไม่เป็นภาษาคน พูดแต่ภาษาการ์ตูนได้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ออกเสียงเป็น แต่ไม่สามารถสื่อสารได้ นั่นเอง

อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องข้อสงสัย ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร นี้ คุณหมอตุ๊กตา ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก เจ้าของเพจ ฟันน้ำนม ได้ให้คำอธิบายถึง สาเหตุที่เด็กพูดช้า ไว้ว่า…

ช่วงนี้หมอเจอเด็กวัย 2 ขวบครึ่งที่ยังไม่พูดเยอะมาก ตอนตรวจฟันจะงอแง ร้องไห้ พูดเป็นคำเดิมซ้ำ ๆ หรือบางคนไม่พูดเลย ร้องไห้อย่างเดียว (โดยทั่วไปเด็กวัยนี้ถ้าร้องไห้งอแงก็มักจะพูดออกมาด้วย เช่น “ไม่เอา ไม่ทำ” “ไม่หาหมอ หนูจะเล่น” ฯลฯ)

วันก่อนเจอเด็กที่คาดว่าพูดช้า (2.8 ขวบ) หมอสังเกตว่าเด็กร้องไห้งอแงอย่างเดียว โดยไม่พูดเลย

ถามคุณพ่อ “น้องพูดเป็นคำ เป็นประโยคหรือยังคะ”

คุณพ่อรีบตอบทันที “พูดแล้วครับ พูดได้แล้ว”

ถามเพิ่มเติม “พูดบอกความรู้สึกได้ไหมคะ เช่น .. หิวข้าว, ไปเที่ยว”

คุณพ่อเริ่มชะงัก “ยังไม่ได้ครับ ไม่ได้พูดยาวแบบนั้น”

หมอซักต่อ “แล้วพูดว่า .. หิว .. สั้น ๆ แบบนี้ได้ไหมคะ”

คุณพ่อปฏิเสธ “เอ่อ หิวก็ไม่พูดครับ พูดว่า ป๊า เฉย ๆ” และอธิบายเพิ่มเติม “แต่เค้าร้องเพลงได้นะครับ ร้องเพลงตาม youtube ได้ ร้องจบเพลงเลยครับ”

เมื่อซักประวัติละเอียด เด็กทุกคนจะมีกิจวัตรคือ ดูคลิป ดูการ์ตูน ดู youtube

เด็กจะพูดหรือร้องเพลงตามคลิปได้เป็นนกแก้วนกขุนทองโดยไม่รู้ความหมาย

แต่พูดเพื่อสนทนาไม่ได้ บอกความรู้สึกหรือความต้องการของตัวเองไม่ได้

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร

………………..

หมอพบผู้ปกครองหลายท่านที่มีลูกวัย 2 ขวบครึ่งขึ้นไป มีท่าทีปฏิเสธหรือไม่กังวลเรื่องลูกพูดช้า เพราะเห็นว่าลูกหลานร้องเพลง ท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ ท่อง A B C หรือพูดตามคลิปได้ #ซึ่งนั่นไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าเค้าสามารถสื่อสารได้นะคะ

จากหนังสือตำราพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ของชมรมพัฒนาการเด็กแห่งประเทศไทย (ขอบคุณข้อมูลจากคุณหมอรวงข้าว @Junji’s Story by หมอรวงข้าว ด้วยนะคะ )

พฤติกรรมพัฒนาการที่บ่งชี้ว่าเด็กอาจมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า ที่ควรได้รับการตรวจประเมินสาเหตุ

เด็กอายุ 2 ขวบ :

ความเข้าใจภาษาล่าช้าคือ ไม่ชี้รูปหรืออวัยวะตามคำบอก

การใช้ภาษาล่าช้าคือ พูดคำพยางค์เดียวได้น้อยกว่า 50 คำ (ตามพัฒนาการการพูดปกติ เด็ก 2 ขวบควรพูดคำเดี่ยวได้ประมาณ 200 คำ), ไม่พูดวลีที่ประกอบด้วยคำที่มีความหมาย 2 คำขึ้นไป เช่น กินนม ไปเที่ยว

เด็กอายุ 2 ขวบครึ่ง :

ความเข้าใจภาษาล่าช้าคือ ไม่โต้ตอบด้วยคำพูดแต่ใช้ท่าทางแทนเช่น พยักหน้าหรือส่ายหน้า

การใช้ภาษาล่าช้าคือ ทำเสียงไม่เป็นภาษา ไม่พูดเป็นวลียาว 3 คำ

แต่อย่างไรก็ตาม การรอถึงวัย 2 ขวบแล้วค่อยประเมิน อาจล่าช้าไป หากต้องการประเมินให้ได้รวดเร็วทันท่วงที ควรเริ่มสังเกตตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้คือ

– เด็กไม่สามารถพูดเป็นคำที่มีความหมายได้เลยเมื่ออายุ 15 เดือน (1 ขวบ 3 เดือน)

– เด็กไม่สามารถพูดคำที่มีความหมาย (ไม่นับการเรียกชื่อคนหรือชื่อสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคย) ได้อย่างน้อย 3 คำเมื่ออายุ 18 เดือน (ขวบครึ่ง)

………………..

เพราะฉะนั้นหากสังเกตว่าลูกหลานมีพฤติกรรมเข้าข่ายข้อมูลเบื้องต้น หมอแนะนำให้พาลูกไปพบแพทย์พัฒนาการเพื่อปรึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีที่สุดค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ ฟันน้ำนม หมอตุ๊กตา ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร

ทั้งนี้ในส่วนของ ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร สาเหตุที่ทำให้เด็กมีความผิดปกติของพัฒนาการด้านภาษาและการพูดสามารถตรวจดูตั้งแต่ในครรภ์ได้ หากเกิดจากความผิดปกติจากโรคทางพันธุกรรม ซึ่งจะเป็นการตรวจโครโมโซม แต่ถ้าหากเป็นสาเหตุอื่น อาจต้องรอจนกว่าเด็กจะเกิดมาและแสดงถึงความผิดปกติให้เห็นตามช่วงวัย

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดูลูกเป็นส่วนสำคัญเช่นกันที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก เช่น การเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยี ยกตัวอย่าง การให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารจากโทรทัศน์ แท็บเล็ต ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกติของพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็กโดยตรง แต่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านต่างๆ

โดยทั่วไปเด็กวัย 0-7 ปี การเล่นและการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมีความสำคัญมาก ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเรียนรู้การสื่อสาร การตอบสนอง ทั้งยังส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี หากเด็กขาดการเล่นจะส่งผลต่อพัฒนาการในทุกด้าน

ดังนั้นแนวทางการรักษาจึงมุ่งเน้นให้เด็กรู้จักเล่นและมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเป็นหลัก เพื่อฝึกฝนทักษะด้านต่าง ๆ รวมถึงการพูดและการสื่อสาร จากนั้นแพทย์จะทำการประเมินระดับของพัฒนาการเด็ก เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ต่อไปตามลำดับ ในการรักษานอกจากแพทย์แล้วผู้ปกครองยังมีความสำคัญมาก ขณะที่เด็กอยู่บ้านพ่อแม่จึงจำเป็นต้องให้ความร่วมมือในการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กร่วมด้วย

สำหรับเรื่อง พัฒนาการด้านภาษา ลูกพูดช้าเกิดจากอะไรถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ IQ: Intelligence Quotient หมายถึง ความฉลาดทางสติปัญญา หนึ่งใน ความฉลาด 10 ด้าน (Power BQ) ที่เด็กยุคใหม่ควรมี ซึ่งเด็กฉลาดจะได้เปรียบ ในเรื่องความคิด ความจำ การใช้เหตุผล การคำนวณ และการเชื่อมโยง ความฉลาดเป็นศักยภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากพ่อแม่ฉลาดก็จะส่งผลให้ลูกฉลาดด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ความฉลาดสามารถสร้างได้ ด้วยอาหารและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมของคุณพ่อคุณแม่ นอกจากนี้ เด็กฉลาดไม่ใช่แค่เก่งวิชาการเท่านั้น ยังมีความฉลาดด้านอื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา การเข้าใจตนเอง ก็นับรวมเป็นความฉลาดทางสติปัญญาหรือ IQ เช่นเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตลูกว่าชอบอะไร ถนัดด้านไหน แล้วส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญาของลูกไปในทางนั้น ลูกก็จะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก : www.si.mahidol.ac.thwww.rama.mahidol.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

วิจัยชี้! แค่มองตาลูกก็กระตุ้น ทักษะด้านภาษา ได้แล้ว!

คุณพ่อแชร์ ลูกพัฒนาการล่าช้า เพราะโดนเลี้ยงหน้าจอทีวี

แม่เตือน ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน อาการออทิสติกเทียม เหตุเพราะมือถือ!

รวมรายชื่อ หมอพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลชื่อดัง ที่แม่ควรเซฟเก็บไว้

มะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รู้ทัน รักษาเร็ว โอกาสหายขาดสูง!

มะเร็งมดลูก – ในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรค มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือ ที่มักเรียกกันว่า มะเร็งมดลูก สูงเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง โดยพบผู้ป่วยได้ประมาณ 3.9 คน ต่อ 100,000 คนต่อปี แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และในทวีปยุโรปบางประเทศพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นอันดับ 1 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธ์ในเพศหญิง หลายคนมักจำสับสนระหว่างมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกกับมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน วันนี้เรามาทำความรู้จักโรคนี้ให้ดีขึ้นกันค่ะ

มะเร็งมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รู้ทัน รักษาเร็ว โอกาสหายขาดสูง!

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มะเร็งเยื่อบุโพรงมด เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เริ่มต้นในโพรงมดลูก มดลูกเป็นอวัยวะในอุ้งเชิงกรานลักษณะกลวงรูปทรงคล้ายผลลูกแพร์ ซึ่งพัฒนาการของทารกในครรภ์เกิดขึ้นภายในอวัยวะนี้ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเริ่มต้นในชั้นของเซลล์ที่สร้างเยื่อบุโพรงมดลูกของมดลูก  นอกจากนี้ มะเร็งชนิดอื่น ๆ สามารถก่อตัวในมดลูกได้รวมถึงมะเร็งในมดลูก แต่พบได้น้อยกว่ามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมาก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมักตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้ เนื่องจากผู้ป่วย มักมีเลือดออกทางช่องคลอดอย่างผิดปกติ ที่สำคัญ หากตรวจพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ การผ่าตัดเอามดลูกออกมักจะรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกให้หายขาดได้ค่ะ 

สัญญาณเตือนของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  • มีเลือดออกจากช่องคลอด แม้ไม่ได้อยู่ในช่วงวันนั้นของเดือน
  • มีประจำเดือนมากกว่าปกติ
  • ปวดท้องน้อย และรู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ (พบได้ไม่บ่อย)
  • คลื่นไส้ รู้สึกเหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร
  • ปวดหลัง ขา หรืออุ้งเชิงกราน
มะเร็งมดลูก
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

สาเหตุของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แต่สันนิสฐานได้ ว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นภายในอวัยวะที่ไปเปลี่ยนแปลง DNA ของเซลล์ในเยื่อบุโพรงมดลูก – เยื่อบุมดลูก การกลายพันธุ์จะเปลี่ยนเซลล์ปกติที่มีสุขภาพดีให้กลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ  เซลล์ที่ผิดปกติจะเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นโดยไม่สามารถควบคุมได้ และจะไม่ตายในเวลาที่กำหนด เซลล์ที่ผิดปกติสะสมจะก่อตัวเป็นก้อน (เนื้องอก) เซลล์มะเร็งบุกรุกเนื้อเยื่อใกล้เคียง และสามารถแยกออกจากเนื้องอกเพื่อแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้

การวินิจฉัยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกที่แน่นอนจะได้จากการนำเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา (ส่องกล้องย้อมสีเซลล์) ซึ่งมักต้องขูดมดลูกเพื่อให้ได้เนื้อเยื่อไปตรวจ ส่วนในผู้ทีเคยมีบุตรแล้ว การขูดมดลูกทำได้โดยการฉีดยาชา ส่วนผู้ที่ยังโสด หรือไม่เคยมีบุตรแพทย์มักวางยาสลบให้ไม่เจ็บ และสามารถกลับบ้านได้หลังขูดมดลูก แต่หากแพทย์พิจารณาว่าลักษณะอาการไม่ใกล้เคียงกับโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ก็อาจไม่ต้องทำการขูดมดลูก

ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก ต้องยุติตั้งครรภ์ ซ้ำยังเสี่ยงมะเร็ง

เช็ก 10 สัญญาณมะเร็งปากมดลูก ภัยเงียบใกล้ตัวแม่

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก ฉีดแล้วไม่ตาย ถ้าทำตามที่หมอแนะ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  • การเปลี่ยนแปลงความสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย รังไข่สร้างฮอร์โมนเพศหญิง 2 ชนิด ได้แก่ เอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ความผันผวนในความสมดุลของฮอร์โมนเหล่านี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเยื่อบุโพรงมดลูก โรคหรือภาวะที่เพิ่มปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ไม่ใช่ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ในร่างกายของคุณสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ ตัวอย่างเช่นรูปแบบการตกไข่ที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดขึ้นในกลุ่มอาการของรังไข่หลายใบโรคอ้วนและโรคเบาหวาน การทานฮอร์โมนหลังวัยหมดประจำเดือนที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื้องอกรังไข่ชนิดหายากที่หลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้
  • มีประจำเดือนนานหลายปี การเริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย – ก่อนอายุ 12 ปีหรือการเริ่มหมดประจำเดือนในภายหลังจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ยิ่งคุณมีประจำเดือนมากเท่าไหร่เยื่อบุโพรงมดลูกของคุณก็จะต้องมีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้นเท่านั้น
  • ไม่เคยตั้งครรภ์ หากคุณไม่เคยตั้งครรภ์คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมากกว่าคนที่ตั้งครรภ์อย่างน้อยหนึ่งเท่า
  • อายุมากขึ้น เมื่อคุณอายุมากขึ้นความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกจะเพิ่มขึ้น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมักเกิดขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน
  • โรคอ้วน การเป็นโรคอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากไขมันส่วนเกินในร่างกายทำให้สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายของคุณเปลี่ยนไป
  • ฮอร์โมนบำบัดสำหรับมะเร็งเต้านม การใช้ยาทาม็อกซิเฟนสำหรับมะเร็งเต้านมสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ หากคุณกำลังทาน tamoxifen ให้ปรึกษาความเสี่ยงนี้กับแพทย์ของคุณ โดยส่วนใหญ่ประโยชน์ของ tamoxifen มีมากกว่าความเสี่ยงเล็กน้อยของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือ โรคลินช์ซินโดรม (HNPCC) เป็นกลุ่มอาการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้และมะเร็งอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้งมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ส่งผ่านจากพ่อแม่ไปสู่ลูก หากสมาชิกในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลินช์ซินโดรมควรปรึกษาความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรมกับแพทย์ของคุณ หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลินช์ซินโดรมให้ถามแพทย์ของคุณว่าคุณควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งแบบใด
Endometrial cancer
credit : upstate.edu

การรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  •  การผ่าตัด โดยการตัดเอามดลูก ปากมดลูก ปีกมดลูก (รังไข่และท่อนำไข่) ออกร่วมกับการล้างน้ำในช่องท้องและสุ่มตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ ซึ่งการผ่าตัดจะช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากพบว่าเป็นระยะแรก กล่าวคือ มีมะเร็งอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก ยังมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกไม่มาก ไม่มีการกระจายของโรคไปอวัยวะอื่น การผ่าตัดที่กล่าวมาก็เพียงพอในการรักษา 
  • การฉายรังสี ในกรณีที่พบว่าเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งลึกขึ้น หรือกระจายไปในอวัยวะข้างเคียง หลังผ่าตัดจำเป็นต้องได้รับรังสีรักษา (ฉายแสง) หรือเคมีบำบัดร่วมด้วย

แนวทางการป้องกันโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกคุณอาจต้องปฏิบัติดังนี้

  • พูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงของการรักษา หลังวัยหมดประจำเดือน หากคุณกำลังพิจารณาการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทนเพื่อช่วยควบคุมอาการวัยหมดประจำเดือนให้ปรึกษาแพทย์ของคุณเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ เว้นแต่คุณจะได้รับการผ่าตัดมดลูก การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวหลังวัยหมดประจำเดือนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก การใช้เอสโตรเจนและโปรเจสตินร่วมกันสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ การรักษาด้วยฮอร์โมนมีความเสี่ยงอื่น ๆ ดังนั้นควรคำนึงถึงประโยชน์และความเสี่ยงกับแพทย์ของคุณ
  • ทานยาคุมกำเนิด การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 ปี อาจลดความเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ได้อีกหลายปีหลังจากที่คุณหยุดรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด อย่างไรก็ตามยาคุมกำเนิดมีผลข้างเคียงดังนั้นควรปรึกษาถึงประโยชน์และความเสี่ยงกับแพทย์ของคุณ
  • รักษาน้ำหนักที่เหมาะสม ความอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกดังนั้นควรพยายามรักษาน้ำหนักให้แข็งแรง หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้เพิ่มการออกกำลังกายและลดจำนวนแคลอรี่ที่คุณกินในแต่ละวัน

ข้อควรรู้การตรวจภายในประจำปี ร่วมกับตรวจกรองเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูก นับว่าส่งผลดีต่อการสืบค้นหาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูก เพื่อที่จะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที ก่อนที่เซลล์นั้นจะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : med.mahidol.ac.th,mayoclinic.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผู้หญิงมีหนวดเสี่ยงถุงน้ำรังไข่หลายใบ เพิ่มโอกาสมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

สัญญาณมะเร็งเต้านม ก้อนเนื้อที่เต้านมเป็นเพราะอะไร พร้อมวิธีตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจคัดกรองมะเร็ง ในผู้หญิงควรตรวจเมื่อไหร่?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีติดตั้งคาร์ซีท

ง๊าย..ง่าย 2 วิธีติดตั้งคาร์ซีท ให้ถูกต้องปลอดภัยกับลูก ตั้งแต่แรกเกิด – 7 ขวบ

เตือนพ่อแม่มือใหม่ ควรศึกษา วิธีติดตั้งคาร์ซีท ที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย แม้จะติดตั้งแล้ว หากติดผิดทาง หรือให้ลูกนั่งผิดท่า ก็อาจเกิดอันตรายได้

วิธีติดตั้งคาร์ซีท ให้ลูกน้อยนั่งยังไง ให้ถูกต้องปลอดภัย

คาร์ซีท เป็นที่นั่งประกอบเข็มขัดนิรภัยสำหรับเด็กโดยเฉพาะ!! เนื่องจากที่นั่งและเข็มขัดนิรภัยที่ติดมากับตัวรถทั่วไปนั้นมีรูปแบบที่ไม่เหมาะสมกับรูปร่างและสรีระของเด็กๆ จึงอาจเกิดอันตรายในการใช้งาน และไม่สามารถป้องกันหรือลดโอกาสและความรุนแรงจากการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ให้กับเด็กได้

ซึ่งที่นั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็ก หรือ “คาร์ซีท” (Car Seat) จะมีการออกแบบให้เหมาะสมกับรูปร่างและสรีระของเด็กในแต่ละช่วงวัย เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติมที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรให้ความสำคัญ  โดยคาร์ซีทแต่ละแบบมีรายละเอียดวิธีการใช้งานแตกต่างกัน การศึกษาคู่มือการติดตั้งและใช้งานจากผู้ผลิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากติดตั้งผิดตำแหน่งก็อาจทำให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยได้

เช่นเดียวกับกรณีของคุณแม่ใบเตย อาร์สยาม และ ดีเจแมน พัฒนพล ที่มีลูกสาวสุดน่ารัก น้องเวทย์มน วัย 6 เดือนเศษ ที่มีความน่ารักน่าเอ็นดู

แต่ล่าสุดคุณแม่ใบเตยได้มีการลงคลิปขณะเดินทางบนรถยนต์ พาน้องเวทย์มนนั่งคาร์ซีตไปด้วย เป็นจังหวะที่เจ้าตัวเล็กหลับปุ๋ยจนคอพับ

ซึ่งก็มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ด้วยความเอ็นดูจำนวนมาก แต่ก็ไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนั่งคาร์ซีตของน้อง

เพราะมีหลายคนติงว่านั่งแบบไม่ถูกต้อง เป็นอันตรายต่อน้องอย่างมาก … ทั้งนี้ ชาวเน็ตต่างคอมเมนต์ด้วยความเป็นห่วง และมองว่าติดตั้งคาร์ซีทผิดด้าน เนื่องจากเด็กวัยต่ำกว่า 2 ขวบ

ควรติดตั้งโดยหันหน้าเด็กเข้าหาเบาะ เพราะวัยนี้น้ำในศีรษะยังมาก หากมีอุบัติเหตุหรือเบรกแรง ๆ อาจอันตรายถึงขั้นคอหักได้เนื่องจากกระดูกคอเด็กเล็กยังไม่เเข็งแรง

รวมถึงระบุว่าการนั่งคาร์ซีตแบบนี้ ไม่ต่างกับเด็กที่ไม่ได้นั่งคาร์ซีท ไม่มีความปลอดภัย หากรถถูกชน น้องอาจกระเด็นออกนอกหน้าต่างได้เลย อีกทั้งควรปรับสายเข็มขัดให้แน่น ๆ ไม่ควรหลวมแบบในคลิป

รวมถึงในคลิปจะเห็นว่ารถสะเทือนอยู่หลายครั้ง คอน้องก็พับไปข้างหนึ่ง ทำให้ได้รับความสะเทือนไปด้วย

วิธีติดตั้งคาร์ซีท

วิธีติดตั้งคาร์ซีท

วิธีติดตั้งคาร์ซีท

วิธีการติดตั้งคาร์ซีท ที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อลูกน้อย

สำหรับ วิธีติดตั้งคาร์ซีท ที่ถูกต้อง ในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ควรติดตั้งคาร์ซีทโดยหันไปทางด้านหลังรถยนต์ ส่วนตำแหน่ง วิธีติดตั้งคาร์ซีท ที่แนะนำคือตำแหน่งที่นั่งด้านหลังคนขับ หรือที่นั่งด้านหลังเยื้องกับคนขับในกรณีไม่มีผู้ดูแล ให้ลูกหันหน้าไปด้านหลังรถ เพราะหากเกิดการเบรกรุนแรง จะช่วยปกป้องคอ ศีรษะและกระดูกสันหลังของลูก ทั้งนี้หากติดตั้งคารืซีท ไว้ด้านหน้าข้างคนขับ จะทำให้เกิดอันตรายจากการชนและระบบถุงลมนิรภัยได้ สำหรับคุณหนูวัยซน 2 ขวบขึ้นไปแล้ว สามารถติดตั้งแบบหันหน้าออกมาทางด้านหน้ารถได้

ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรสอบถามพนักงาน วิธีติดตั้งคาร์ซีท ที่ถูกต้อง พร้อมศึกษาคู่มือการติดตั้งและการใช้คาร์ซีทอย่างละเอียด ว่ามีจุดยึดที่ตัวคาร์ซีทกับเข็มขัดนิรภัยอย่างไร

สุดท้ายเมื่อต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีทในรถ ควรรัดเข็มขัดให้แน่น   ไม่ให้สายคาดหลวมและจัดท่าทางให้ลูกน้อยนั่งได้มั่นคงปลอดภัย เพียงเท่านี้ก็มั่นใจว่าลูกน้อยจะมีความสุขและปลอดภัยได้ตลอดการเดินทาง

“สอนวิธีติดตั้งคาร์ซีท 4 ขั้นตอนง๊ายง่าย (แรกเกิด-7 ขวบ)” | Super Nanny

รูปแบบของคาร์ซีทที่ใช้ ควรพิจารณาจากอะไร?

คาร์ซีทมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้โดยต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับช่วงวัย ส่วนสูงและน้ำหนักตัวของเด็กเป็นสำคัญ โดยทั่วไปช่วงเด็กแรกเกิดถึงน้ำหนักไม่เกิน 9 กก. ให้ใช้คาร์ซีทที่หันหน้าเข้าหาพนักพิงเบาะหลัง และเปลี่ยนไปใช้แบบหันหน้าไปทางหน้ารถได้ตั้งแต่อายุประมาณ 3-12 ปี น้ำหนักตัว 9-36 กก.

นั่งคาร์ซีทถึงกี่ขวบ

เด็กควรนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่แรกเกิด ออกจากโรงพยาบาล จนถึงอายุ 7 ปี ซึ่งขึ้นกับแต่ละรุ่นว่ารับน้ำหนักได้ถึงเท่าไหร่ หลังจากนั้นเปลี่ยนมาเป็นที่นั่งเสริม หรือ booster seat ที่ช่วยยกระดับตัวเด็กให้สูงขึ้นเพื่อจะได้สามารถคาดเข็มขัดนิรภัยของตัวรถได้พอดี และที่สำคัญต้องนั่งเบาะหลังเสมอ จนกว่าความสูงเด็กเกิน 140 ซม.ขึ้นไป หรือถ้าเอาปลอดภัย คือ อายุมากกว่า 12 ปี ถึงจะสามารถนั่งเบาะหน้าข้างคนขับได้

อย่างไรก็ตาม คาร์ซีท นอกจากจะช่วยลดโอกาสและความรุนแรงของอาการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ยังช่วยให้ลูกนั่งอยู่กับที่นั่งตลอดการเดินทางป้องกันลูกไปรบกวนการขับขี่ เปิดประตูหรือหน้าต่างขณะที่รถยนต์เคลื่อนที่ได้ แต่ก็ควรมีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่นั่งดูแลอยู่ใกล้ๆ รวมถึงใช้ระบบป้องกันการเปิดหน้าต่างและประตูที่ติดมากับรถยนต์เพื่อป้องกันอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุด้วยการใช้รถใช้ถนนด้วยความไม่ประมาทและมีสติระลึกถึงความปลอดภัยของลูกน้อยและเพื่อนร่วมทางเป็นลำดับแรกทุกครั้ง


ขอบคุณข้อมูลจาก : mgronline.com

ภาพจาก IG baby_vatemon

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นๆ น่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่างได้เลย

เช็คลิสต์ 60 ของใช้เด็กแรกเกิด อย่างไหนควรซื้อเลย อย่างไหนไม่ต้องรีบ!

4 เคล็ดลับพาเบบี๋นั่งรถอย่างมั่นใจ

เลือกซื้อ ติดตั้งคาร์ซีท อย่างไรให้เหมาะกับวัย ปลอดภัยกับลูกน้อย?

ทารกแรกเกิดต้องนั่งคาร์ซีท หรือไม่ ทำไมไม่ควรอุ้มเด็กนั่งในรถระหว่างเดินทาง

ชื่อเล่นลูกชาย

300+ ชื่อเล่นลูกชาย อัพเดตล่าสุด 2021!! ไม่ซ้ำ ไม่เชย เท่ล้ำไม่เหมือนใคร

รวม ชื่อเล่นลูกชาย กว่า 300+ ชื่อ มีแต่ชื่อใหม่ๆ สุดเท่ ไม่ซ้ำ ไม่เชย อัพเดตล่าสุด หากคุณกำลังมองหาไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อลูกชายเท่ๆ คลิกเลย!!

อัพเดตล่าสุด!! 300 ชื่อเล่นลูกชาย ไม่ซ้ำ ไม่เชย เท่ล้ำไม่เหมือนใคร

สำหรับคุณแม่กำลังตั้งครรภ์บ้านไหนที่รู้แล้วว่าลูกในท้อง คือ “ลูกชาย” และกำลังมองหาไอเดียตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย เท่ๆ เก๋ๆ แบบทันยุคทันสมัยตอนนี้ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม ชื่อเล่นลูกชายเท่ๆ ไม่ซ้ำ ไม่เชย เท่ล้ำไม่เหมือนใคร ประจำปี 2564 มาฝาก ซึ่งเป็นชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ได้แชร์ไว้ในเพจ Amarin Baby & Kids

บอกได้เลยว่าแต่ละชื่อ มีทั้งแบบชื่อสไตล์ไทยๆ อินเตอร์ จี เกาหลี บางชื่อก็ฟังดูหล่อเท่ สุดปัง เหมาะกับใช้ตั้งให้ลูกในยุคสมัยนี้มากๆ หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ได้ตั้งชื่อลูกชาย และกำลังมองหาไอเดียตั้งชื่อลูก ตามมาดู 300+ ชื่อเล่นลูกชาย ที่ทีมแม่ ABK เอามาฝาก ชอบชื่อไหนก็เลือกเอาไปตั้งชื่อให้ลูกชายกันได้เลยค่า

ชื่อเล่นลูกชาย

กงสุล กตังค์ กล้าหาญ กองทัพ
กองหนุน กังฟู กัซเบล กันดั้ม
กันเนอร์ กาตาร์ กาโตว์ กาโตะ
การัณย์ กุนซือ กูเกิ้ล เก็นกิ
เก็นจิ เก้าแต้ม เก้าทัพ แกรมม่า
แกนวาย โกเบ โกฮัง ก้อนดิน
ก้านธูป

ชื่อลูกชาย ข

ขงจื้อ ขงเบ้ง ขันเงิน ขั้นเทพ
ข้ามฟ้า ข้ามสมุทร ขุนเขา ขุนแผน
ขุนราม เขตแดน เข็มทิศ เขียนรัก

ชื่อเล่นลูกชาย ค

คลาสสิก คอนโด คอนเทนต์ คอนเน่
คอนเนอร์ คอมโบ คอมแพกต์ คอลัมน์
คัตโตะ คันเร่ง คัมภีร์ คาร์เตอร์
คาร์ฟู คิมม่อน คิวบิก เคนโด้
เคนตะ เควิน เคอร์เซอร์ เคอร์ฟิว
แคนนอน แคปซูล โควต้า คีตะ
คิวเท คิวเท็น เคนโซ่

ชื่อเล่นลูกชาย จ

จอมทัพ จอมยุทธ์ จาติม จาวา
จิ๋นซี จีฮุน จุนอู จูเนียร์
เจคอป เจชิน เจได เจเปก
เจฟฟี่ เจโม่ เจย์โรม เจเล่
เจเลอร์ เจอาร์ เจ้าเพลิง เจ้าเมือง
โจโฉ

ชื่อลูกชาย ช

ช่อคราม โชแปง ชัตเตอร์ ชาม่อน
ชาร์จ ชินโต ชิโน่ ชิม่อน
ชิริว ชิลี ชีโต๊ส ชูก้า
ชูตเตอร์ เชลซี แชร์น โชกุน

ชื่อเล่นลูกชาย ซ

ซอฟต์แวร์ ซันเป ซัมเมอร์ ซัลฟา
ซานฟราน ซิกเซ้นส์ ซิลเว่อร์ ซีซั่น
ซีนาย ซีม่อน ซีลล์ ซีแกรม
เซปเป้ เซฟ เซย์จิ เซอร์เวย์
เซิฟเวอร์ โซนาร์ โซนิค ไซเบอร์
ไซม่อน เซนเซย์

ชื่อเล่นลูกชาย

ชื่อเล่นลูกชาย ด

ดราฟท์ ดันเต้ ดินแดน ดินปืน
ดินสอ ดีเซล ดีเดย์ ดีเทล
ดีพร้อม ดีแลน เดบิ๊วท์ เดโม่
เดลต้า เดิมพัน โดเมน ไดโน่
เด็ดเดี่ยว

ชื่อลูกชาย ต

ต้นซุง ต้นปัณณ์ ต้นโมกข์ ต้นหน
ตัวเต็ง เตตัส ใต้หล้า ไต้ฝุ่น
ตั้งเต

ชื่อลูกชาย ท

ท่องภพ ทองเอก ทัพบก ทำดี
ทิกเกอร์ ทิวเขา ทีมเวิร์ก ทูเดย์
เทย์แลนด์ เทเล่ ไทปัน ไทฟง
เท็นคิว แทรกเตอร์ ทีเจ ทาวเวอร์

ชื่อลูกชาย ธ

ธรรมดี ธันเดอร์ ธัมโม เธียเตอร์

ชื่อเล่นลูกชาย น

นอร์ท นอร์เวย์ นักรบ นัทสึ
นับหนึ่ง นาโต้ นาบุญ นาซ่า
น้ำไนล์ นิชิน นิทาน นิวตรอน
นิวตั้น นีโอ เนคตาร์ เนเจอร์
เนย์มาร์ โนวา โนอาห์ โนแอล

ชื่อลูกชาย บ

บอมเบย์ บั้บเบิ้ล บายพาส บาร์เบียร์
บาร์เลย์ บิ๊กไบค์ บิวกิ้น บีตส์
บีเติร์ด บีเวอร์ เบรฟ เบราว์เซอร์
เบอร์ดี้ ใบโพธิ์ ไบเบิล ไบโอ

ชื่อลูกชาย ป

ปอร์เช่ ปอร์โต้ ปันโน ปันผล
ปาเก้ ปิกก้า ปุณโณ ปูติน
เป็นคุณ เปเปอร์ เปอร์เซ็นต์ เปอร์โย
เปี่ยมบุญ โปเต้ โปรเกรส โปรแกรม
โปรเจค โปรตรอน ปาแปง

ชื่อเล่นลูกชาย

ชื่อลูกชาย ผ

ผไท ผ่านฟ้า ผู้กอง ผู้หมวด
แผ่นดิน แผ่นเสียง ผืนน้ำ ผืนป่า

ชื่อเล่นลูกชาย พ

พบพระ พบรัก พรอนโต้ พร้อมพบ
พระคุณ พระนาย พระพาย พริกแกง
พรีเซนต์ พรีเมียร์ พรีอุส พลเอก
พองโต พอยเตอร์ พันไมล์ พันวา
พีชญ์ พุทโธ พูม่า เพลงขลุ่ย
เพลิง เพิร์ธ แพลงก์ตอน

ชื่อเล่นลูกชาย ฟ

ฟร้องซ์ ฟรอยด์ ฟรีดอม ฟอร์จูน
ฟ้าคราม ฟ้าลั่น ฟิจิ ฟิวเจอร์
ฟีโน่ ฟีฟ่า ฟีเวอร์ เฟลิกซ์
ฟีนิกส์ เฟเวอร์

ชื่อลูกชาย ภ

ภควา ภักษ์ ภันเต ภาคิน
ภีม ภีมะ ภูเขา

ชื่อเล่นลูกชาย ม

มหาสมุทร มอนเตอร์ มันเดย์ มาโคร
มาเวล มิกก้า มิดไนท์ มิลาน
มีคุณ มีเอล เมเจอร์ เมืองเหนือ
แม็กนัม แมชชีน โมเด็ม โมนิค
ไม้คิว ไม้โท ไม้หมอน ไม้เอก

ชื่อลูกชาย ย

ยูกิ ยูตะ ยูฟ่า ยูโร

ชื่อลูกชาย ร

รถดริฟต์ รถดั๊มพ์ รถโฟล์ค ร็อคเกอร์
ริคเตอร์ ริวคิน รีวอร์ด เรียวมะ

ชื่อลูกชาย ล

ลายไทย ลูเทอร์ แล๊คต้า โลตัส
ลาเต้ แล็คโต๊ส

ชื่อลูกชาย ว

วิคชั่น วิคเตอร์ วินโดว์ วีซ่า
เวกเตอร์ เวเฟอร์ เวอร์นอน เวิลด์คลาส

ชื่อลูกชาย ส

สตรอง สตราฟ สตาร์ท สโตน
สามภพ สิบทิศ สิบหมื่น สีฝุ่น

ชื่อเล่นลูกชาย อ

ออนไลน์ ออลไทม์ ออสก้า ออบีช
อัลตร้า อาร์กอน อาเซียน อาฟก้า
อาเรย์ อินดี้ อิมพอร์ต เอเคอร์
แองเกิ้ล แอร์พอต โอเชี่ยน โอเปค
โอเว่น โอห์ม ไอเฟล ไอโฟน

ชื่อลูกชาย ฮ

ฮาจิ ฮาเล่ย์ ไฮเวย์ ฮ่องเต้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ท่าไหนได้ลูกชาย กับสูตรทำลูกชาย ซึ่งว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องลอง!!

ทำนายฝันแม่ ๆ ฝันแบบนี้ได้ลูกชายหรือลูกสาว?

แนวสอนดี! ดู๋ สัญญา ให้ลูกชายฝึกงานช่วงปิดเทอม เรียนรู้ความลำบากกว่าจะหาเงินได้

ผิดไหม? ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา ลูกสาวเล่นรถ พ่อแม่ควรทำไงดี!

วิจัยเผย! เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน – คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์” แต่สำหรับประเด็นที่จะพูดถึงในวันนี้ เราอาจพูดได้ว่า “สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเด็ก” ด้วยค่ะ  สำหรับบ้านที่มีลูกๆ วัยเตาะแตะ อาจเคยมีคำถามว่า เราจะเลี้ยงสุนัขร่วมให้อยู่ร่วมกับเด็กได้ไหม? เลี้ยงสุนัขในบ้านที่มีเด็กจะทำให้เด็กป่วยหรือเปล่า? อาจจะด้วยความที่บ้านเราเป็นเมืองร้อน การรักษาความสะอาดเนื้อตัวของสุนัขอาจทำได้ยากกว่าในต่างประเทศที่การเลี้ยงลูกๆ ไปพร้อมกับมีสุนัขรายล้อมดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ วันนี้เรามาลองดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้กันก่อนค่ะ ว่าทำไมในต่างประเทศถึงได้นิยมเลี้ยงลูกเล็กๆ ไปพร้อมกับการที่มีสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขอยู่ในบ้าน พวกเขาไม่กลัวลูกๆ จะป่วยหรือได้รับอันตรายจากเจ้าตูบกันบ้างเหรอ?

วิจัยเผย! เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกกับน้องหมาให้อยู่ด้วยกัน

1. ทารกที่อยู่ร่วมกับสุนัขเจ็บป่วยน้อยลง

ผลการศึกษาล่าสุดโดย Kuopio University Hospital ในฟินแลนด์ พบว่า ทารกที่อาศัยอยู่กับสุนัขในช่วงขวบปีแรกของชีวิต มีโอกาสเจ็บป่วยทางระบบทางเดินหายใจน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสุนัข ผลการวิจัยพบว่าสุนัขทำให้เด็กๆ สัมผัสกับเชื้อโรคในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันของทารกเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยเมื่อเด็กๆ โตขึ้น

2. สุนัขช่วยให้ผู้อ่านรุ่นเยาว์มีความมั่นใจ

เด็กที่เพิ่งหัดอ่านมักจะรู้สึกประหม่าเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงกับคนอื่น ๆ การมีสุนัขอยู่รอบๆ ทำให้พวกเขาไม่มีปัญหาวิตกกังวลใดๆ เพราะพวกเขากำลัง “อ่านหนังสือให้สุนัขฟัง” เนื่องจากสุนัขจะมีความสุขเพียงแค่ได้อยู่ใกล้ๆ เด็ก ทั้งยังไม่มีคำติ หรือการวิจารณ์ใดๆ  เด็กๆ จึงมั่นใจที่จะออกเสียงอ่านให้เจ้าตูบฟัง ซึ่งความรู้สึกมั่นใจที่เกิดขึ้น จะสร้างความมหัศจรรย์ต่อความสามารถในการอ่านของเด็กๆ ได้

เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน
เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน

3. สุนัขคือกำลังใจในการหัดพูดของเด็ก

สุนัขมอบโอกาสเด็ก ๆ ได้ฝึกพูด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกชื่อสุนัข หรือขอให้สุนัขทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น นั่งลง ด้วยความที่เด็ก ๆ มักจะกระตือรือร้นที่จะพูดคุยกับเพื่อนใหม่ สุนัขยังสามารถช่วยเด็กที่มีปัญหาในการพูดได้โดยทำให้พวกเขาผ่อนคลายและเพลิดเพลิน

4. เด็กที่ใกล้ชิดสุนัขเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืดน้อยกว่า

นักวิทยาศาสตร์พบว่าเด็กที่โตมาพร้อมสุนัขมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดได้น้อยกว่าเด็กที่โตมาโดยไม่มีสุนัขถึง 50% ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบข้อเท็จจริงว่าเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับสุนัขจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่ามาก เนื่องจากร่างกายของเด็กมีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภูมิแพ้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงอยู่ภายในบ้าน

5. เด็กที่เลี้ยงสุนัขได้ออกกำลังกายมากขึ้น

ในยุคดิจิทัล  ที่เด็กๆ บางคนอาจไม่ค่อยชอบออกจากบ้านไปวิ่งเล่น เอาแต่เฝ้ารอดูหน้าจอ หรือเล่นเกมส์มือถือ  แต่การเลี้ยงสุนัขเป็นวิธีที่ดีในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ สุนัขส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่ดีในการทำกิจกรรมสนุกๆร่วมกับเด็กๆ โดยเด็กๆ สามารถพาสุนัขเดินเล่นรอบบ้าน หรือสนุกกับการเล่นลูกบอลและเชือกในสวนหลังบ้าน สิ่งเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ มีสุขภาพที่ดีและคุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่กระตือรือร้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นรอบบ้านในทุกๆ วัน หรือพาสุนัขออกไปเที่ยวเล่นที่สวนสาธารณะ การมีเพื่อนเล่นเป็นสุนัขจึงเป็นเหตุผลที่ดีที่ทั้งครอบครัวจะได้ออกจากบ้าน และอยู่ห่างจากหน้าจอได้

6. สุนัขเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเด็กออทิสติก

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมอนทรีออลพบว่าระดับฮอร์โมนความเครียดของเด็กที่เป็นออทิสติกจะลดลงอย่างมากเมื่ออยู่กับสุนัขที่ได้รับการฝึกฝน นักวิทยาศาสตร์หลายคนทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในขณะที่ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมาก แต่ก็ไม่มีใครสามารถโต้แย้งเกี่ยวกับความจริงที่ว่า “การบำบัดด้วยสัตว์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเจ้าของสุนัขสามารถช่วยเด็ก ๆ เหล่านี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

7. ช่วยส่งเสริมความสามัคคีของพี่น้อง

การมีสุนัขอยู่รอบ ๆ บ้านก็เหมือนกับการมีลูกอีกคน วิธีนี้ช่วยให้บ้านที่มีลูกเล็กๆ สองสามคนใกล้ชิดกันมากขึ้น ด้วยการดูแลสัตว์เลี้ยงร่วมกัน ช่วยลดปัญหาต่างๆ  เช่น พี่น้องชิงดีชิงเด่น หรืออิจฉากัน  เพราะสุนัขจะทำให้พี่น้องได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสทองให้ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมในเรื่องความสามัคคีระหว่างพี่น้องได้ เช่น ให้ลูกๆ ช่วยกันพาสุนัขเดินเล่น หรือให้อาหารสุนัข จนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และเมื่อถึงเวลาเล่นสนุก การมีสุนัขวิ่งไปมาในสวนจะทำให้พวกเขาใกล้ชิดสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวกันมากขึ้นได้

8. เด็กที่อยู่ร่วมกับสุนัขมีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินได้น้อย

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยซินซินนาติ (วิทยาลัยแพทยศาสตร์) ของสหรัฐอเมริกา พบว่าเด็กที่อาศัยอยู่กับสุนัขตั้งแต่ยังเล็กและมีอาการแพ้ต่างๆ จากสุนัข มีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินน้อยกว่าเด็กทั่วไปถึง 4 เท่า เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนี้ คืออาการแพ้เล็กน้อยดังกล่าวจะไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก แต่การรับมือกับมันจะทำให้ภูมิคุ้มกันของเด็กๆ ทนทานต่อการเกิดโรคสะเก็ดเงินได้เป็อย่างดี

9. สุนัขช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะทางสังคม

การเติบโตมาพร้อมกับสุนัขช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้ทักษะทางสังคม รวมทั้งการควบคุมแรงกระตุ้น และเพิ่มความนับถือในตนเอง นอกจากนี้ยังทำให้พวกเขาเป็นมิตรกับผู้คนมากขึ้น เมื่อพวกเขาเดินเล่นไปรอบ ๆ บ้านกับสุนัข มีโอกาสที่เพื่อบ้าน หรือคนทั่วไปจะเข้ามาเล่นกับเด็กๆ และสุนัข  การแบ่งปันสุนัขให้เพื่อนบ้านได้เล่นและแวะทักทายสักครู่ จะช่วยสอนเรื่องความมีน้ำใจและความอดทนรอให้กับเด็กได้

10. เด็ก ๆ ได้เติบโตมาพร้อมกับเพื่อนรัก

สุนัขมักจะมีความสุขที่ได้พบคุณเมื่อคุณกลับถึงบ้านพวกมันจะรักคุณเสมอและความรักของพวกมันไม่มีเงื่อนไข เป็นเพื่อนสนิทในอุดมคติ และเป็นเพื่อนเล่นที่เต็มใจเสมอ ซึ่งหมายความว่าไม่มีเพื่อนที่ดีสำหรับเด็กไปกว่าสุนัข นอกจากนี้การมีสุนัขจะช่วยปลูกฝังเรื่องความรักสัตว์ให้เด็ก ทั้งยังทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้นค่ะ

11. เด็กที่ดูแลสัตว์เลี้ยงจะได้เรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ

การดูแลสุนัขเป็นวิธีที่ดีในการสอนเด็ก ๆ ถึงความสำคัญของความรับผิดชอบ สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้เด็กลืมว่าเขาต้องรับผิดชอบในบางสิ่งที่สุนัขของเขาทำ เช่นเดียวกับการดูแลความต้องการของสุนัข เพราะอย่างไรก็ตาม สุนัขก็เป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถหาอาหาร หรืออาบน้ำเองได้ หากบุตรหลานของคุณแสดงการต่อต้านหรือเกียจคร้านในการทำสิ่งต่างๆ ให้น้องหมาของเขา ให้เตือนพวกเขาว่าการเป็นผู้คอยดูแลสุนัข ถือเป็นงานที่มีเกียรติ ซึ่งต้องใช้ความอดทน และหากพวกเขาละเลยสิ่งนี้ ก็ไม่คู่ควรกับเพื่อนที่แสนดีอย่างสุนัข

เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน

12. สุนัขทำให้เด็กๆ มีความสุข
บางทีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของการเลี้ยงสุนัขไว้กับลูกวัยเด็ก คือ การทำให้เด็ก ๆ มีความสุข! การมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ ได้รับการพิสูจน์ ยืนยันแล้ว ว่าสามารถเพิ่มระดับของเซโรโทนิน และโดปามีนซึ่งเป็นส่วนประกอบทางเคมีของความรู้สึกเชิงบวก นอกเหนือจากวิทยาศาสตร์แล้ว การเล่นและโต้ตอบทักทายกับสุนัขแบบง่ายๆ จะทำให้วันของเด็ก ๆ สดใสขึ้น การเติบโตมาพร้อมกับสุนัขสามารถทำให้เด็ก ๆ มีชีวิตชีวาได้หลายวิธี การเลี้ยงสุนัขในครอบครัวของคุณอาจเป็นเสมือนของขวัญที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เราสามารถมอบให้กับลูก ๆ ของเราได้เช่นกันค่ะ

อย่างไรก็ตาม ด้วยสไตล์ไทยๆ อย่างบ้านเรา หากมีสุนัขอยู่ในบ้านที่มีเด็กๆ  คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่อาจคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของลูกน้อยก่อนเป็นอันดับแรก เพราะยังไงก็แล้วแต่ สุนัขก็เป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณดุร้าย หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกได้โดยที่เราไม่คาดคิด ตามคำกล่าวที่เราอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ว่า “อย่าไว้ใจสัตว์หน้าขน”

ด้วยเหตุนี้ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังความปลอดภัยของเด็กๆ ก่อน ดังนั้น สำหรับบ้านไหนที่สนใจจะลองเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านให้ใกล้ชิดกับเด็กๆ  เพื่อให้เด็กๆ ได้รับประโยชน์จากขอเท็จจริงที่อ้างถึงในงานวิจัยของต่างประเทศ หรือ ในกรณีที่เราเลี้ยงสุนัขในบ้านอยู่แล้วแต่เพิ่งมีเจ้าตัวเล็กมาเพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ ลองติดตามเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้ลูกๆ กับสุนัขอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยก่อนดีกว่าค่ะ

7 เคล็ดลับให้เด็กๆ อยู่กับสุนัขได้อย่างปลอดภัย

1. เมื่อสุนัขอยู่บนพื้นอย่าอุ้มทารกวางไว้โดยละสายตา

สำหรับบ้านที่มีลูกวัยแบเบาะและเลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้าน อาจไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ลูกน้อยของคุณจะได้ฝึกคลานไปมาบนพื้นได้อย่างสะดวก แต่ในกรณีที่เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน การให้ทารกฝึกคลานบนพื้นก็อาจเป็นอันตรายต่อลูกได้หากสุนัขของคุณมีนิสัยดุร้ายเป็นทุนเดิม คุณอาจไม่มีทางรู้หรือทันระวัง หากเมื่อใดที่สุนัขหรือลูกน้อยจะตกใจกลัวกันและกัน จนนำไปสู่ปฏิกิริยาในลักษณะที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่างๆ ต่อตัวลูกได้

2. อย่าปล่อยสุนัขและลูก ๆ ของคุณไว้ด้วยกันโดยไม่มีใครดูแล

นี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี หากคุณยุ่งอยู่กับสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ และละสายตาจากสิ่งที่ลูก ๆ และสัตว์เลี้ยงของเรากำลังทำ การกอดง่ายๆ จากเด็ก อาจถือเป็นการแสดงความก้าวร้าวต่อสุนัขได้ ทางที่ดีควรให้บุตรหลานของคุณอยู่ในระยะเอื้อมถึงแม้ว่าจะไม่มีสุนัขอยู่ใกล้ ๆ ก็ตาม

3. อย่าปล่อยให้ลูกน้อยคลานเข้าไปในห้องอื่นที่คุณมองไม่เห็น

หากลูกน้อยของคุณเริ่มคลานคุณต้องปฏิบัติตาม อย่าปล่อยให้ลูกหรือลูกน้อยของคุณเดินไปมาในห้องที่คุณมองไม่เห็น ใช้ประตูนิรภัยสำหรับเด็กและล็อคเพื่อให้เด็กเล็กอยู่ห่างจากสัตว์เลี้ยงของคุณหรืออันตรายและอันตรายอื่น ๆ

4.อย่าปล่อยให้ลูกของคุณเข้าใกล้สุนัขของคุณในขณะที่สุนัขกำลังหลับ

สุนัขสามารถสะดุ้งตื่นพร้อมกับหงุดหงิดได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ควรให้สุนัขของคุณมีที่ที่ปลอดภัยและสะดวกสบายในการนอนหลับโดยที่เด็ก ๆ จะได้ไม่รบกวนพวกมันอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนนำมาสู่อันตรายที่ไม่คาดคิด

5. อย่าให้ลูกตี โยนของหรือตะโกนใส่สุนัข

เด็กๆ ควรได้รับการสอนว่าต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความเมตตาและความเคารพ  การมีท่าทีก้าวร้าวต่อสุนัข อาจทำให้สุนัขแสดงสัญชาตญาณดุร้ายใส่ลูกคุณได้

6.อย่าปล่อยให้ลูกกอดสุนัขสุ่มสี่สุ่มห้า

บางทีการกอดสุนัขอาจเป็นเรื่องปกติที่พวกเราทำกันได้ เพราะเราสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของสุนัขได้ดีกว่าลูกๆ ที่อาจยังไม่รู้ประสีประสา สำหรับเด็กๆ การกอดสุนัขอาจทำให้สุนัขอารมณ์เสียได้เพราะพวกเขาอาจยังไม่รู้เท่าทันท่าทีและอารมณ์ของสุนัข ว่าเวลาไหนที่จะสามารถเล่นกับพวกมันได้หรือเล่นไม่ได้  ควรสอนลูก ๆ ว่าพวกเขาต้องขออนุญาตที่จะสัมผัส หรือดูอารมณ์ของสุนัขและพูดคุยกับสุนัขก่อนเสมอที่จะไปใกล้ชิดคลุกคลี

7. สอนลูก ๆ ของคุณว่าอย่าหยิบอะไรออกจากปากสุนัข

ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของเล่น เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ว่าพวกเขาไม่ควรพยายามแย่งมันมาจากสุนัข หากสุนัขแย่งของเล่นไป สอนลูกๆ ว่าให้หาผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดจัดการเรื่องนี้ให้จะดีที่สุด เพราะโดยสัญชาตญาณสุนัขอาจตอบโต้ด้วยท่าทีดุร้ายได้หากโดนแย่งของ

จะเห็นได้ว่าการมีสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกับลูกๆ สามารถปลูกฝังทักษะด้านความฉลาดในการใช้ชีวิตที่ดีให้ลูกได้ อาทิ ความรับผิดชอบและความมีเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง การได้เข้าสังคมจากการพาสุนัขเดินเล่นนอกบ้าน ความสามัคคีของพี่น้องที่ต้องช่วยกันดูแลสุนัข หรือการได้ออกกำลังกายเป็นประจำพร้อมหน้ากับคุณพ่อคุณแม่พี่ๆ น้องๆ และสัตว์เลี้ยง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถส่งเสริมทักษะความฉลาดที่รอบด้านให้แก่ลูกๆ ได้หลายแบบเลยค่ะ ทั้ง ความฉลาดทางคุณธรรม (MQ) , ความฉลาดในการเข้าสังคม (SQ) , และ ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : ba-bamail.com,purina.co.uk

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ระวัง! เชื้อพิษสุนัขบ้า ติดมากับลูกหมาที่เพิ่งซื้อ

แม่ใจสลาย เมื่อลูกน้อยถูกสุนัขที่มีเจ้าของกัด

ุเตือน! อย่าปล่อยสุนัขพันธุ์พิตบูลไว้กับเด็กเพียงลำพัง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บอร์ดเกม monopoly

Monopoly เกมเศรษฐี บอร์ดเกมยอดฮิต ฝึกลูกวางแผนการเงิน โดยพ่อเอก

เด็กเรียนรู้ได้ดีผ่านการเล่น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ได้ยินเสมอ แต่เล่นอะไรดีที่จะทำให้ลูกได้เรียนรู้ บอร์ดเกม เป็นหนึ่งทางเลือกที่ดี สามารถเลือกซื้อหาอุปกรณ์การเล่นได้ง่าย เพราะเป็นที่นิยมแพร่หลาย บอร์ดเกมแรกที่จะมาชวนเล่นก็คือ Monopoly

โดยสามารถ search หาร้านได้จากบน internet หรือใช้ application แผนที่ที่ใช้เวลาเดินทางแล้วหาคำว่า ‘board game’ ก็จะมีตำแหน่งร้านในบริเวณนั้นขึ้นมา หรือ จะสั่งซื้อทาง internet ก็มีให้เลือกง่ายๆ หลายเกรดคุณภาพซึ่งถ้าสั่งที่เป็นของลิขสิทธิ์ก็จะราคาสูงแต่คุณภาพดีน่าใช้และสามารถใช้งานได้นาน แต่ถ้าอยากประหยัดงบ ก็จะมีสินค้าที่ผลิตจากจีนที่ราคาต่ำกว่ามาก ครอบครัวเราเลือกใช้ลิขสิทธิ์ทั้งหมดในการเล่น แม้ว่าจะราคาสูงหน่อย แต่ได้ประโยชน์หลายอย่างทั้งรูปแบบสีสันที่ดึงดูดให้น่าเล่น รวมไปถึงภาษาก็จะเป็นภาษาอังกฤษซึ่งก็จะเป็นประโยชน์แอบแฝงของการเล่นบอร์ดเกมกับลูกไปในตัว เพราะกฏกติกาก็จะเป็นภาษาอังกฤษไปด้วย ยังไม่ทันได้เริ่มเล่นก็เห็นการเรียนรู้ที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แนะนำ Monopoly เกมเศรษฐี บอร์ดเกมสำหรับเด็ก สนุกทั้งครอบครัว

บอร์ดเกม monopoly
บอร์ดเกม monopoly

บอร์ดเกม Monopoly เกมเศรษฐี คืออะไร

Monopoly ก็คือเกมเศรษฐีที่เราเล่นกันตั้งแต่เด็กนั่นแหละ เดี๋ยวนี้มีแตกออกไปหลายรูปแบบมีการเอาตัว การ์ตูน และ ซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆมาดึงดูด นอกจากนั้นมีการใช้อุปกรณ์อีเล็คทรอนิคมาเพิ่มความน่าสนใจให้เด็กๆ ได้สนุกกันเพิ่มเติม Monopoly มีต้นกำเนิดมาจากเกมชื่อ The Landlord Game เป็นเกมจำลองการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ คิดค้นโดยชาวอเมริกัน ชื่อว่าคุณ Ellizabeth Magie Phillips ซึ่งได้จดสิทธิบัตรไว้ และได้ขายให้บริษัท Parker Brother และพัฒนาจนเป็น Monopoly ในปัจจุบัน

เกมเศรษฐี Monopoly เหมาะสำหรับอายุเท่าไหร่

บนกล่อง Monopoly จะแนะนำว่าเกมนี้เหมาะกับผู้เล่นอายุ 8 ปีขึ้นไป แต่จริงๆ เด็ก 4-5 ขวบ ที่พอจะเรียนรู้และเข้าใจกฏกติกาในการเล่นก็เล่นได้ แต่อาจจะต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยในการบวกลบเลข และแนะนำขั้นตอนการเล่น อย่างปั้นแป้งก็สามรถเล่นกับปูนปั้นกัน 2 คนได้เวลาผมหรือภรรยาไม่ว่าง บางครั้งอาจจะมีทะเลาะกัน เสียน้ำตาบ้างแต่ก็เล่นกันจนจบ ฮ่าฮ่าฮ่า  Monopoly สามารถเล่นได้ทีละ 2-4 คน

แนะนำบอร์ดเกม monopoly เกมเศรษฐี
monopoly เกมเศรษฐี บอร์ดเกมยอดฮิตสำหรับเด็กและครอบครัว

เกมเศรษฐี Monopoly เล่นยังไง

ก่อนเริ่มเกมส์ผู้เล่นจะได้รับเงินจำนวนหนึ่งเป็นทุน การเล่นก็ใช้การผลัดกันทอยลูกเต๋าและนับแต้มที่ได้ แล้วเดินไปตามเส้นทางโดยนับช่องตามจำนวนแต้มลูกเต๋าที่ทอยได้ ในแต่ละช่องก็จะเป็นชื่อเมือง (หรือชื่อถนน) แล้วผู้เล่นก็จะมีโอกาสที่จะซื้อโฉนดที่ดิน ซึ่งถ้าเราเป็นเจ้าของโฉนดหากผู้เล่นอื่นเดินมาตกบนที่ดินนั้นก็จะเสียค่าใช้จ่ายให้เรา และในรอบต่อไปหากเราเดินมาตกบนที่ดินของเราเราก็สามารถที่จะเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมคือสร้างบ้าน (และโรงแรม หากมีบ้านครบจำนวนแล้ว) ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นหากเดินมาตกลงบนพื้นที่ที่มีบ้านหรือโรงแรมอยู่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้เรามากขึ้นหรือก็คือแหล่งรายได้ของเรานั่นเอง

จะเห็นว่า บอร์ดเกม Monopoly เป็นบอร์ดเกมที่แฝงกลยุทธ์ทางธุรกิจไว้ เพราะจะเป็นการวางแผนในการบริหารเงิน ในการเลือกซื้อขายที่ดิน ในการเลือกที่จะลงทุนสร้างบ้าน รวมถึงการต้องวางแผนการจัดการเงินเพื่อรับมือกรณีที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน นอกจากนั้นในแต่ละแบบอาจจะมีการลงทุนอื่นๆ เป็น option แตกต่างออกไป เช่นโรงงานไฟฟ้า สถานีรถไฟและอื่นๆ และในเกมยังจะมีช่องที่เป็นเหมือนการจำลองเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยไม่คาดคิด ไม่ได้วางแผนมาก่อน โดยถ้าเดินไปตกในช่องโอกาส (Chance) กับ เปิดหีบ (Community Chest) ก็จะเปิดการ์ดที่จะมีเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้ได้เงินหรือเสียเงิน หรือมีโอกาสที่จะทำอะไรเพิ่มเติมหรือสูญเสียตามที่ในการ์ดที่เราเปิดขึ้นมาระบุไว้ และยังมีช่องที่จะทำให้เสียโอกาสในการเดินอย่าง parking หรือ เข้าคุกอีกด้วย สุดท้ายเกมจะตัดสินกันที่ ใครมีเงินมากสุดชนะ หรือในระหว่างเกมอาจจะมีคนล้มละลายไปก่อนเพราะใช้เงินจนหมด ไม่พอเสียค่าปรับแม้จะขายทรัพย์สินตัวเองออกมาจนหมดแล้วก็ตาม

monopoly บอร์ดเกมสำหรับครอบครัว
monopoly บอร์ดเกมสำหรับครอบครัว

4 ข้อดีที่ลูกได้จากการเล่น บอร์ดเกม Monopoly

  1. เด็กไม่ชอบทำการบ้านเลข แต่ให้มาบวกลบเลขบนเกมเด็กจะไม่บ่น ซึ่งตัวเลขที่ใช้บนนี้มีถึงหลักล้าน แต่ตอนปูนปั้นอยู่ อนุบาล 3 ก็สามารถบวกได้แล้ว ไม่ต้องเป็นเด็กติว หรือ เด็กเก่งก็บวกได้ เพราะมันไม่ใช่การบ้าน แต่มันคือ เกม (tip – ผมจะให้ลูกมีสมุดไว้บวกลบเลขอยู่ข้างตัว เขาจะต้องเป็นคนคำนวณเอง ผมจะไม่ทำให้ ช้าหน่อย ก็รอได้ แม้ใน Monopoly รุ่นใหม่ๆบางรุ่นจะมีอุปกรณ์ electronic แค่เอาการ์ดไปแตะมันจะคำนวณเลขให้ แต่ผมก็จะให้ลูกคำนวณตามไปด้วยว่าเลขตรงมั้ย)
  2. วางแผน คิดเป็นระบบ ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้น เมื่อเล่นหลายๆ ครั้งจะเห็นลูกรู้จักคิด ไม่ซื้อดะ เพราะจะเผื่อเงินเวลาโดนปรับ แต่ถ้าเขามีเงินเยอะก็จะเห็นการกระหน่ำลงทุน เห็นการเลือกที่จะซื้อที่ดินเป็น set ในพื้นที่ที่ราคาสูง เป็นต้น
  3. เรียนรู้ในสิ่งที่นอกเหนือจากในห้องเรียน อย่าง ภาษี ค่าเช่า ค่าปรับ และอื่นๆ ซึ่งตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ถ้าได้อ่านที่ผมเคยเขียนไว้ว่า ลูกมีคำถามอย่าจบแค่ที่คำตอบ จะรู้ว่าการที่ลูกมีคำถามข้อหนึ่งมันเรียนรู้ต่อยอดไปได้อีกเยอะ
  4. การใช้ภาษา อย่างที่พูดไว้ข้างต้นในกรณีที่เป็น Monopoly ภาษาอังกฤษ แต่แม้จะเป็นภาษาไทยก็จะได้อ่านการ์ด อ่านคำต่างๆที่แตกต่างไปจากที่เรียน

เป็นเกมที่สนุกและปูนปั้นกับปั้นแป้งชอบมาก แต่เด็กแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกันดังนั้นเราอาจจะต้องดูลักษณะนิสัยของลูก และเลือกเกมเริ่มแรกให้เหมาะกับเขาเสียก่อน อย่ายากจนเขาท้อและไม่สนุกพาลไม่อยากเล่น และอย่าง่ายจนไม่ท้าทายและไม่ดึงดูดความสนใจ วิธีหนึ่งที่ดีในการเลือกเกมให้ลูกโดยไม่เสียเงินฟรี คือ ไปใช้บริการร้านบอร์ดเกมคาเฟ่ต่างๆ แม้จะเสียเวลาค่าเล่นเป็นรายชั่วโมงแต่สามารถลองเล่นได้หลายเกมเท่าที่ต้องการ เมื่อเจอเกมที่ลูกชอบจะได้เลือกซื้อถูกต้อง การหาร้านบอร์ดเกมก็หาร้านที่มีให้เลือกเยอะๆ ไปถึงไม่ต้องเกรงใจพนักงาน บอกไปเลยว่าลูกยังไม่เคยเล่น ตอนนี้มาหาบอร์ดเกมที่ถูกจริตกับลูกให้ลองเล่นช่วยแนะนำให้หน่อย เดี๋ยวพนักงานจะแนะนำพร้อมบอกลักษณะเกมให้เอง

ขอให้ได้เกมที่ถูกใจและสนุกสนานกับการเรียนรู้กับลูก และงวดหน้ามาเจอกับเกมต่อๆไปครับ


ชวนลูกเล่นบอร์ดเกมนอกจากได้ความสนุกสนาน ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวแล้ว ยังช่วยพัฒนา Intelligenct Quotient (IQ) จากการฝึกบวกลบเลขในเกม รวมไปถึง ความฉลาดคิดเป็น Thinking Quotient (TQ) ผ่านการคิดวางแผนบริหารเงิน จัดการเผื่อเงินให้มีพอสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ลูกจะได้เรียนรู้ว่า ถึงจะมีเงิน แต่ก็ไม่ควรซื้อทุกอย่างที่อยากได้ เพราะอาจทำให้ล้มละลายในที่สุด


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก
โรคกล้ามเนื้อ่อนแรงsma

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โรคทางพันธุกรรมที่ไม่ควรมองข้าม

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย ความผิดปกติทางพันธุกรรมดังกล่าวส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง เป็นโรคที่หายากสามารถเกิดได้ในเด็กและเด็กแรกเกิด และมีโอกาสพบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคธาลัสซีเมีย ทางทีมแม่ ABK จึงมีข้อมูลดี ๆ ที่เกี่ยวกับ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA จากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญมาฝากคุณแม่ค่ะ

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

กระทรวงสาธารณสุขให้คำจำกัดความของ “โรคหายาก” ว่าเป็นโรคที่มีจำนวน ผู้ป่วยภายในประเทศไทยน้อยกว่า 10,000 ราย จึงมักถูกละเลยเนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่มีผลกระทบต่อคนส่วนมาก แต่แท้จริงแล้ว มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหายากที่มีอยู่รวมกันกว่า 7,000 โรค อาจมีสูงถึง 300 ล้านคนทั่วโลก ดังนั้น การสร้างความตระหนักและผลักดันการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากโรคหายากจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐสถานะของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคม อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคหายากยังคงเป็นสิ่งที่สังคมอาจมองข้าม เนื่องจากขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและต้องอาศัยเทคโนโลยี งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งความเชี่ยวชาญขั้นสูงด้านการคัดกรอง วินิจฉัย และรักษา

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสวันโรคหายากสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปี โรช ไทยแลนด์ ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย F)E)N)D) เพื่อสร้างองค์ความรู้และรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผลกระทบของโรคหายาก โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นโรคหายากที่พบในทารกแรกเกิดและเด็ก

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) เป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย หากบิดาหรือมารดาเป็นพาหะทั้งคู่ ย่อมมีโอกาสสูงถึง 1 ใน 4 ที่บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ ความผิดปกติทางพันธุกรรมดังกล่าวส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง อุบัติการณ์โดยประมาณของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA พบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน

ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และอัตราของคนที่เป็นพาหะอยู่ที่ 1:40–1:60 คน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีโอกาสพบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคธาลัสซีเมีย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในทารกและเด็กเล็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

รศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจารย์ประจำสาขาระบบประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “ในปัจจุบันยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA ในประเทศไทย ดังนั้น เราจึงไม่สามารถชี้แจงจำนวนผู้ป่วยที่แน่ชัดได้ อย่างไรก็ตาม ได้มีการค้นพบว่าอัตราพาหะของโรคในประเทศไทยอยู่ที่ 1:50 หากคำนวณจากประชากรในประเทศ จะพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA อยู่ประมาณ 10,000-20,000 ราย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA มีอาการแสดงได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการแขน ขาอ่อนแรง บางคนอาจมีอาการหายใจลำบาก การดำรงชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและอายุที่เริ่มแสดงอาการ

ซึ่งก่อให้เกิดความยากลำบากในการเคลื่อนไหว ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติปัจจุบันอาศัยการรักษาแบบประคับประคอง ด้วยการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น การทำกายภาพบำบัด ส่วนการรักษาเฉพาะโรคนั้น คือ การรักษาด้วยยีนบำบัดซึ่งจำเป็นต้องใช้ทีมแพทย์และทีมบำบัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ดังนั้น การร่วมมือกันระหว่างหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รัฐบาล และองค์กรเอกชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและขยายตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วย”

ปัจจุบัน มีการคิดค้นนวัตกรรมการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ประสาทสั่งการได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการทดลองทางคลินิกกว่าสองครั้งในกลุ่มประชากรตัวอย่างที่มีอายุและระดับความรุนแรงของโรคต่างกัน

“นวัตกรรมยารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการแพทย์ โดยเฉพาะในแวดวงของโรคหายากอย่างโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โดยยาตัวนี้สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของทารกได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถาวร ทำให้ผู้ป่วยสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องประคองและทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่เคยทำได้ เช่น การแปรงฟันและการหวีผมด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการครั้งใหญ่ของการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA”

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

ด้าน พญ. ศันสนี เลิศฤทธิ์เรืองสิน หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด กล่าว “เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมการรักษาและวินิจฉัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยโรคหายาก ด้วยวัตถุประสงค์หลักที่จะคิดค้นการรักษาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับผู้ป่วยโรคหายากที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต หรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และช่วยให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและใกล้เคียงกับเด็กปกติให้มากที่สุด”

การจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอในกลุ่มผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางครั้งผู้ป่วยประสบปัญหาเรื่องการปรับตัวและการเข้าสังคม ดังนั้น การรวมกลุ่มกันของผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งยังแบ่งปันความรู้

และการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก มูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย F)E)N)D) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2558 นับได้ว่าเป็นมูลนิธิแห่งความหวังและกำลังใจเพื่อเด็กไทยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดประสงค์หลักในการมอบโอกาสให้เด็กโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้รับความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญ พร้อมได้รับการดูแลสภาพร่างกายและฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการศึกษาและกิจกรรมทางสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมสร้างกำลังใจ และเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตให้กับผู้ป่วย

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

 ด.ช. ณัฐธีร์ เอี่ยมฤทธิไกร หรือน้องพีค อายุ 8 ปี พร้อมคุณแม่ น.ส. รัชดา ศรีพัฒนาวงศ์ ได้กล่าวในฐานะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และผู้ดูแลว่า “น้องพีคได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เมื่ออายุได้ 9 เดือน โรคนี้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมากเนื่องจากน้องไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มาก จึงทำให้คุณแม่ต้องคอยอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลน้องตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่อยู่ที่โรงเรียน

ดังนั้น ความหวังสูงสุดของคุณแม่คงหนีไม่พ้นการที่จะให้อาการของน้องดีขึ้นและสามารถช่วยตัวเองได้มากขึ้น อยากให้ลูกใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” คุณแม่รัชดา กล่าว ส่วนน้องพีคได้เล่าถึงความฝันสูงสุดและให้กำลังใจเพื่อนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงว่า “ความใฝ่ฝันสูงสุดของผมคือการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง เพื่อที่ผมจะสามารถเดินได้เหมือนเด็กคนอื่น แม้จะเป็นแค่เพียงวันเดียวก็ตาม ผมอยากจะส่งกำลังใจกับเด็กคนอื่น ๆ ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ให้สู้ต่อไป อย่าท้อเพราะเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และโรคหายากอื่น ๆ เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งยังต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และการได้รับกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์และเป็นปกติสุขมากที่สุดทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ คุณแม่สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ที่เฟซบุ๊กมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย fendfoundation หรือเว็บไซต์ www.roche.com

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย

บทความที่น่าสนใจ

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

ระวัง! โรค RSV รักษาไม่ถูกวิธี อาจติดเชื้อซ้ำซ้อน

เพจหมอชื่อดังเผย! 10 ข้อเท็จจริง ของ ไวรัส RSV โรคระบาดหนักในเด็กเล็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นิทรรศการ

ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ จัดแสดงนิทรรศการศิลปะเฉลิมฉลอง วันสตรีสากล

“วันสตรีสากล” เกิดขึ้นจากกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอแต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยเหตุมีคนรอบว่างเพลิงเผาโรงงาน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1857  ในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ. 2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาต่อต้านเนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใด ๆ  และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก คลารา เซทคิน นักการเมืองสตรีสังคมนิยมชาวเยอรมัน ตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง แต่การเรียกร้องครั้งนี้ ก็ไม่ประสบผลสำเร็จแต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของคลารา เซทคิน

ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1908 (พ.ศ. 2451) ได้มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ก เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย  ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของคลารา เซทคิน ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล

วันสตรีสากล

โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากล จัดแสดงนิทรรศการผลงานภาพวาดพอร์เทรทของศิลปินร่วมสมัยและนักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียน ซาวาริโอ ลุคชี ตลอดเดือนมีนาคม ซาวาริโอ ลุคชีเข้ามาพำนักในประเทศไทยพร้อมความมุ่งมั่น และแรงผลักดันที่ต้องการจะเผยแพร่ผลงานศิลปะที่โดดเด่นของเขา โดยใช้ภาพวาดของหญิงสาวที่ถ่ายทอดอารมณ์อันมีเสน่ห์ด้วยเทคนิคที่ละเอียดอ่อนและทรงคุณค่า

“แรงบันดาลใจในแต่ละผลงานของผม มักเริ่มต้นด้วยผู้หญิง ผลงานศิลปะของผมเต็มไปด้วยด้วยความอ่อนโยนแต่ทว่าแข็งกร้าวอยู่ในที และที่สำคัญคือความซับซ้อนของอิสตรี” ลุคชีกล่าว “ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และความแข็งแกร่งของสตรีเพศ

เรเชล เดวิดสัน ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ และดับเบิลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับลุคชี ในการเฉลิมฉลอง วันสตรีสากล 8 มีนาคม และเดือนนี้ยังเป็นเดือนแห่งประวัติศาสตร์สตรีอีกด้วย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ร่วมกันระลึกถึงผู้หญิงที่ได้สร้างคุณูปการในช่วงเวลาที่ผ่านมา”

“นิทรรศการที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่แขกผู้เข้าพักหรือผู้ใช้บริการโรงแรมจะได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศพิเศษนี้ ด้วยภาพศิลปะร่วมสมัยของลุคชีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคเรอเนซองส์ นำมาจัดแสดงที่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ” เรเชล เดวิดสัน กล่าวโดยนิทรรศการจะเปิดให้ชมตลอดเดือนมีนาคม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บริเวณห้องอาหารมอนโด ที่ซึ่งเป็นจุดนัดพบในบรรยากาศสบายๆ และร่วมจิบน้ำชายามบ่ายไปกับเราได้ทีนี่ในทุก ๆวัน

ชุดน้ำชายามบ่าย หรือ Fashionable High Tea เปิดให้บริการในช่วงเวลา 11.30 ถึง 16.30 และมีค่าใช้จ่ายดังนี้

  • เซ็ตสำหรับสองท่าน ราคา 765 บาทสุทธิ รวมสปาร์คกลิงไวน์ 2 แก้ว
  • เซ็ตสำหรับสองท่าน ราคา 680 บาทสุทธิ รวมสปาร์คกลิงไวน์ 2 แก้ว เมื่อทำการจองและชำระล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วันทำการ
  • เซ็ตสำหรับหนึ่งท่าน ราคา 450 บาทสุทธิ รวมสปาร์คกลิงไวน์ 1 แก้ว
  • เซ็ตสำหรับสองท่าน ราคา 405 บาทสุทธิ รวมสปาร์คกลิงไวน์ 1 แก้ว เมื่อทำการจองและชำระล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วันทำการ

นอกจากนั้น ยังมีเมนูอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมให้บริการที่ห้องอาหารมอนโดตลอดทั้งวัน ห้องอาหารมอนโดตั้งอยู่ที่ชั้นล็อบบี้ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซอยสุขุมวิท 24 (สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์)

หากคุณพ่อ คุณแม่ท่านไหนอยากพาลูก ๆ เข้าร่วมชมนิทรรศการผลงานภาพวาดพอร์เทรทของศิลปินร่วมสมัยและนักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียน ซาวาริโอ ลุคชี ตลอดเดือนมีนาคม สามารถเข้ารับชมได้ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ

สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง 02 620 6666 หรืออีเมล์ [email protected], Line ID @hiltonskbkk

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ,เว็บไซต์วิกิพีเดีย

บทความที่น่าสนใจ

5 ไอเท็มต้องมี เตรียมของใช้คุณแม่ ใกล้คลอดปี 2021

หยุด! ปัญหา “โรคอ้วน” ในคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วย “เวชศาสตร์ชะลอวัย”

สธ. หนุนคู่รักตรวจ-รักษา ภาวะมีบุตรยาก จากแพทย์ ฟรี!!

 

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

การ ฝึกสมาธิ เด็กวัยอนุบาล

ฝึกสมาธิ ให้ลูกได้ตั้งแต่วัยอนุบาลง๊าย..ง่ายแค่ 4 ขั้นตอน!

ลูกวัยอนุบาลก็มีสมาธิได้เหมือนกันนะ สมาธิที่เป็นจุดเริ่มแห่งการเรียนรู้ ร่วม ฝึกสมาธิ ลูกเสียแต่วัยนี้สร้างพื้นฐานทักษะที่ดีในอนาคตด้วยวิธีง๊าย..ง่ายกันเถอะ

ฝึกสมาธิ ให้ลูกได้ตั้งแต่วัยอนุบาลง๊าย..ง่ายแค่ 4 ขั้นตอน!!

ลูกเล็กกำลังซน อยู่ไม่นิ่ง หรือเป็นสมาธิสั้นกันแน่ คำถามที่พ่อแม่สมัยนี้กำลังกังวลใจ กับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสื่อเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดปัญหากับลูกน้อย อย่างที่รู้ ๆ กันดีว่า การให้ลูกนั่งดูจอทีวี หรือสมาร์ทโฟนตั้งแต่ก่อน 2 ขวบ เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคสมาธิสั้นเทียม และปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

เวลาทองสำหรับการพัฒนาสมองคือ 3 ปีแรก ช่วงเวลานี้เด็กๆต้องการเวลาปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่แบบตาสบตา ไม่ใช่ดูแต่จอภาพ
วิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งสหรัฐแนะนำว่า การดูทีวีในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี มีแนวโน้มส่งผลเสีย ไม่มีผลดีต่อสมองและสุขภาพของเด็ก
สมาคมกุมารแพทย์แห่งแคนาดาแนะว่าว่า ไม่ควรให้มีทีวี คอมพิวเตอร์ วิดิโอเกมส์ในห้องนอนของเด็ก

สมาคมกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กแนะนำว่า เด็กแรกเกิดถึง 18 เดือน ไม่ควรดูทีวี วัย 18 เดือนถึง 4 ขวบไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชม. เด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปไม่ควรดูทีวีนานเกินวันละ 1 ชม. เพราะจะทำให้มีปัญหาต่อไปนี้

เด็กติดจอ เสี่ยงเป็นสมาธิสั้นเทียม
เด็กติดจอ เสี่ยงเป็นสมาธิสั้นเทียม
  • ขาดทักษะทางด้านอื่นๆ หรือพัฒนาการช้า เนื่องจากไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำกิจกรรมอื่นซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เช่น การเล่นสมมติ การวาดรูประบายสี
  • การสื่อสารพูดคุยกับผู้อื่น ทำให้พูดช้า ความสามารถด้านการอ่านหนังสือไม่ดี ทำให้ผลการเรียนไม่ดี
  • เด็กจะขาดทักษะในการหาทางออก ในเวลาที่เกิดความเบื่อหน่าย ไม่สบายใจ หงุดหงิด แทนที่จะใช้เวลาว่างไปกับการทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ทำให้ขาดความคิดริเริ่มและสร้างสรร หรือเมื่อมีปัญหาคับข้องใจ ก็จะใช้วิธีดูทีวีเพื่อฆ่าเวลาหรือลืมปัญหาที่เกิดขึ้นแม้เป็นการชั่วคราวก็ยังดี
  • การไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น ขี่จักรยาน ทำให้ขาดทักษะด้านการเคลื่อนไหว ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้เป็นคนงุ่มง่าม อ่อนแอติดโรคง่าย เป็นโรคอ้วนเนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอทีวีมีการใช้พลังงานน้อยมาก ประกอบกับอาจทานขนมขบเคี้ยวขณะดูทีวี
  • มีปัญหาพฤติกรรมผิดปกติ คล้ายเด็กไฮเปอร์สมาธิสั้น คล้ายเด็กออทิสติก หมอเคยพบเด็กอายุ 3 ขวบมาด้วยเรื่องไม่พูด ไม่สบตา ชอบเล่นคนเดียว คุณแม่ไม่แน่ใจว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ แต่พอพบจิตแพทย์เด็ก คุณหมอยังไม่ฟันธงว่าเป็นอะไร แต่บอกให้ที่บ้านปิดทีวี เพราะเด็กดูทีวีตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนเลย ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมอดดูไปด้วย(ผลพลอยได้คือผู้ใหญ่ก็รู้สึกได้รับการปลดปล่อยพันธนาการจากทีวีด้วย ทำให้มีเวลาทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น เช่นไปเดินเล่น หรือปิ๊กนิคกัน) ผลคือลูกสบตาและพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นภายใน 2 วัน

สมาธิ กับเด็ก

เมื่อลูกเข้าสู่วัยอนุบาล คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 2-5 ขวบ ระยะนี้เป็นระยะที่ลูกมีการเปลี่ยนแปลง ของบุคลิกภาพมากที่สุด เช่น ต้องการเป็นตัวของตัวเอง ค่อนข้างดื้อ ซุกซนมาก และเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของความฝัน และความจริง ในบางครั้งความคิด และการกระทำของเด็กจะไม่ตรงกับความเป็นจริง เด็กวัยนี้มักเป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดและโกรธง่าย ดื้อรั้นเป็นวัยที่เรียกว่าชอบปฏิเสธ และอาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไปเองเมื่อเด็กเข้าโรงเรียนมีเพื่อนเล่น แต่อย่างไรก็ตามพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กจะมั่นคงเพียงใดขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูเป็นสำคัญ

ดังนั้นการที่พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ส่วนมากมักจะตามใจเด็กในวัยนี้ไปเสียทุกเรื่อง ด้วยความคิดที่ว่าเขายังเป็นเด็กนั้น อาจไม่ส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูก การรู้จักสอนให้เขาควบคุมอารมณ์ของตัวเอง แม้ว่าอาจจะทำได้ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก แต่การฝึกฝนให้ลูกรู้จักอารมณ์ของตนเอง รู้จักการสงบสติ สงบจิตใจ โดยเริ่มฝึกฝนเสียตั้งแต่วัยนี้ จะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีในหลาย ๆ ด้าน

เด็กอนุบาลก็เริ่ม ฝึกสมาธิ ได้
เด็กอนุบาลก็เริ่ม ฝึกสมาธิ ได้

ประโยชน์ของการมีสมาธิที่ดี

  • ช่วยให้มีทัศนคติใหม่ ๆ ที่ดีขึ้น เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด
  • เพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียด
  • ช่วยให้เกิดการรู้จักตนเอง เมื่อมีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมเพียงพอ จนสามารถเรียนรู้กิจกรรมนั้น ๆ จนกระจ่างแจ้งแล้วว่าเขาชอบ หรือไม่ชอบมัน แต่ถ้าเขาเป็นคนไม่มีสมาธิก็จะทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้เพียงผิวเผินจึงทำให้ไม่สามารถตอบได้ว่าชอบหรือไม่
  • ช่วยฝึกให้ลูกมุ่งความสนใจให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่วอกแวก
  • ลดอารมณ์หรือความคิดในแง่ลบ เมื่อจิตใจสงบ
  • ช่วยเพิ่มจินตนาการและความคิดที่สร้างสรรค์ เมื่อเขาพร้อมเรียนรู้ด้วยใจที่สงบพร้อมเรียน ทักษะที่ดีรอบด้านก็จะได้รับเต็มประสิทธิภาพ
  • เพิ่มความอดทนอดกลั้น จากการรอคอยในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราเคยฝึกให้ เพราะลูกได้เรียนรู้แล้วว่าการรอคอยนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการทำงาน

อย่างไรก็ตาม คำว่า “สมาธิ” กับเด็กวัยอนุบาลนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจในขีดจำกัดทางร่างกาย และความคิดของลูกในวัยนี้ด้วยว่า เขายังไม่สามารถปฎิบัติ และเรียนรู้ ทำตามได้อย่างผู้ใหญ่ หรือเด็กโต จึงควรทำความเข้าใจในพัฒนาการของลูกเสียก่อนว่า เด็กในวัยอนุบาลนี้สามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานแค่ไหน

เด็กวัยอนุบาลมีสมาธิจดจ่อได้แค่ไหน ?

เด็กวัย 3 ปี : สมาธิที่ต้องการผู้ช่วย

เด็กวัยนี้จะเปิดหนังสือดูรูปหรือนิทานภาพอย่างต่อเนื่องได้นานประมาณ 3-5 นาที โดยต้องมีผู้ใหญ่ชี้ชวน นั่งฟังคนอื่นพูด แล้วโต้ตอบด้วยวาจาหรือการกระทำ มีสติจดจ่อในการเล่น หรือทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องได้นานประมาณ 5-10 นาที

เด็กวัย 4 ปี : เริ่มมีสมาธิในสิ่งที่ตัวเองชอบแต่ต้องใช้เวลาไม่นานเกินไป

เปิดหนังสือดูภาพด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องได้นานประมาณ 5-10 นาที มีสมาธิจดจ่อในการเล่น หรือทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องได้นานประมาณ 10-15 นาที หรือจนเสร็จ

เด็กวัย 5 ปี : มีสมาธิจดจ่อมากขึ้น ตั้งใจทำจนเสร็จได้

เด็กจะชอบเปิดหนังสือดูภาพด้วยตนเอง และสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องได้นานประมาณ 10-15 นาที หรือจนจบ และมีสมาธิจดจ่อในการเล่นหรือทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอย่างต่อเนื่องได้นานประมาณ 15-20 นาทีหรือจนเสร็จ

ฝึกสมาธิ เด็กวัยอนุบาลด้วยศิลปะ
ฝึกสมาธิ เด็กวัยอนุบาลด้วยศิลปะ

4 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการฝึกสมาธิในลูกวัยอนุบาล

1. จัดบ้านส่งเสริมการเรียนรู้

หลาย ๆ ครั้งที่เราต้องการให้ลูกได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากการดูทีวี หรือสมาร์ทโฟน เพื่อเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิจดจ่อต่อสิ่งอื่น ๆ บ้าง แต่สถานที่กลับไม่มีมุมที่เอื้ออำนวยต่อการเล่น หรือทำกิจกรรมนั้น ๆ เลย ซึ่งในวัยอนุบาลนี้เป็นวัยที่มีการเล่นเป็นกิจกรรมหลักอยู่แล้ว ดังนั้นการหามุมแห่งการเรียนรู้ ฝึกสมาธิให้กับลูก ก็เป็นขั้นตอนอันดับต้น ๆ ที่พ่อแม่ควรทำเตรียมพร้อมไว้ให้เขา โดยมุมเรียนรู้ดังกล่าว ควรเป็นสถานที่โปร่งสบาย บรรยากาศปลอดโปร่ง และที่สำคัญควรห่างจากสิ่งรบกวน สิ่งเร้าอื่น ๆ เพราะเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งรบกวนได้ง่าย มีเสียง หรือสิ่งรบกวนอื่นใด ก็มักจะหันไปให้ความสนใจ และลืมสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ได้ง่าย ๆ เลยเชียว

2. โรงเรียนมีตารางเรียน บ้านก็มีตารางกิจกรรมที่บ้านนะ…เออ!!

เวลาที่ลูกไปโรงเรียนอนุบาล คุณครูจะมีตารางเรียน ให้ลูกได้เรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ตามกำหนดเวลา คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถนำตารางเวลาเหล่านี้มาปรับใช้ที่บ้านได้เช่นกัน เพราะหลาย ๆ บ้านเรามักจะพบว่าเวลาที่ลูกอยู่บ้านมักเอาแต่ใจมากกว่าเวลาอยู่ที่โรงเรียน นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้จัดตารางเวลาในการทำกิจกรรมให้แก่ลูกเวลาอยู่บ้าน โดยเฉพาะบางบ้านที่ลูกเริ่มติดจอไปบ้างแล้ว ตารางเวลานี้จะช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับลูกได้เป็นอย่างดีเวลาเราต้องการให้เขาห่างจอบ้าง

การกำหนดเวลาทำตารางกิจกรรม จะช่วยให้ลูกรู้ว่าตัวเองมีเวลาในการทำอะไรนานเท่าไร เขาก็จะมีสมาธิในการจดจ่อทำกิจกรรมนั้น ๆ ให้เสร็จทันตามเวลาที่กำหนดไว้ แถมยังช่วยฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบ รู้จักบริหารเวลา ได้อีกด้วย สิ่งสำคัญในการทำตารางกิจกรรมนั้น คือ พ่อแม่ต้องรู้จักยืดหยุ่น ปรับเวลาได้บ้างตามสถานการณ์ ตามความเหมาะสม ไม่มีการลงโทษ เพียงแค่ชี้ให้ลูกเห็นว่าไม่สามารถทำตามตารางได้เท่านั้นก็พอ เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกเครียด และสนุกที่จะทำกิจกรรมไปพร้อม ๆ กัน

3. ใช้ตัวช่วยในการฝึกสมาธิลูก 

ด้วยพัฒนาการหลาย ๆ ด้านของเด็กในวัยอนุบาลนี้ การใช้กิจกรรม สิ่งของ ของเล่น มาเป็นตัวช่วยในการให้ลูกหันมาสนใจ และมีสมาธิจดจ่อนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น เราสามารถเลือกกิจกรรม หรือเกมต่าง ๆ มาชักชวนให้ลูกเลือกเล่นได้หลากหลาย ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกิจกรรมที่ลูกชอบเท่านั้น หรือเกม ของเล่นที่มีราคาแพง เพราะความจริงแล้วเด็กในวัยนี้ตื่นเต้น และชอบที่จะเรียนรู้ไปเสียทุกสิ่ง แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นผู้ที่เปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสสัมผัส และทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น

ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมาธิให้กับเด็กวัยอนุบาล

  • อ่านหนังสือด้วยกัน หนังสือเป็นตัวช่วยชั้นดี และเป็นเพื่อนในจินตนาการที่ดีของเด็กเสมอมา การเรียกลูกมานั่งล้อมวงอ่านหนังสือให้เขาฟังนั้นจึงเป็นการฝึกสมาธิให้กับลูกได้เป็นอย่างดี ซ้ำยังช่วยปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่านให้กับเขาในอนาคตได้อีกด้วย ดังนั้น ลองใช้เวลาสัก 15-20 นาทีก่อนไปโรงเรียน หรือก่อนนอนชวนลูกอ่านหนังสือ แล้วลองติดตามผลดูสิว่า ลูกนั้นมีสมาธิมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจริงไหม
  • เล่นทราย วิธีการง่าย ๆ โดยการพาลูกไปเล่นที่สวนสาธารณะ หรือสร้างกระบะทรายขึ้นเองสำหรับเขาไว้ที่บ้านก็ได้ โดยการเล่นทรายให้ทั้งสมาธิ และบ่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น วาดรูปจากกองทราย ก่อปราสาททราย หรือจะเอาทรายมาผสมสีแล้วบรรจุลงในขวดให้เป็นทรายหลายสีหลายชั้นก็ได้
  • ศิลปะ ศิลเปรอะ การวาดภาพ โดยใช้สีไม้ สีน้ำ สีเทียน หรือการปั้นด้วยดินเหนียว แป้งโดว์ ดินน้ำมัน รวมถึงการพับกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ ก็สามารถช่วยฝึกสมาธิให้ลูกได้ง่าย ๆ แถมศิลปะยังดีต่อพัฒนาการของเด็กในอีกหลากหลายด้านอีกด้วย นอกเหนือจากการฝึกสมาธิ

    เล่นทราย กิจกรรม ฝึกสมาธิ ที่เด็กวัยอนุบาลชื่นชอบ
    เล่นทราย กิจกรรม ฝึกสมาธิ ที่เด็กวัยอนุบาลชื่นชอบ

4. ดนตรีปรับอารมณ์

ลองเปิดเพลงบรรเลง หรือเพลงเบา ๆ เพราะ ๆ ระหว่างที่ลูกกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกรู้สึกสงบ ใจเย็น และลดอารมณ์หงุดหงิดเวลาเข้าทำอะไรไม่ได้ดั่งใจมากขึ้น  เมื่อจิตใจสงบ คลื่นอัลฟา (Alpha Wave) ในสมองก็จะทำงานได้ดี เกิดเป็นภาวะที่มีสมาธิ เหมาะสมต่อการเรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงาน และมีใจจดใจจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ดีทีเดียว

ไม่ยากเลยใช่ไหมกับขั้นตอนการสร้างบรรยากาศให้ลูกได้เริ่มฝึกสมาธิกันเสียตั้งแต่วัยเด็ก วัยที่พวกผู้ใหญ่มักเข้าใจกันไปเองว่า เป็นวัยที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สามารถสอนในเรื่องยาก ๆ ได้ แต่หากคุณพ่อคุณแม่ลองนำขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ ช่วยฝึกลูกวัยอนุบาลให้เขามีสมาธิดีเสียแต่เนิ่น ๆ ก็จะทำให้เขามีความพร้อมในการเรียนรู้ในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้ดีกว่าอย่างแน่นอน

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.thaihealth.or.th/happyschoolbreak.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกเก่งรอบด้าน แค่เพียงแม่ชวนลูก “นั่งสมาธิ”

ไม่อยากให้ลูกเป็น “โรคสมาธิสั้น ADHD” หยุดหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้

ชวนมาเก็บ MQ ให้ลูกใน สนามเด็กเล่น กันเถอะ!!

เลี้ยงลูกอย่างไร? ให้ลูกมี พัฒนาการด้านอารมณ์ ที่ดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกนอนไม่พอ

สัญญาณเตือน! ลูกนอนไม่พอ พ่อแม่ต้องรู้ ก่อนสายเกินแก้

ลูกนอนไม่พอ – การนอนหลับที่ดีมีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวัยทารก เด็กเล็ก ตลอดจนวัยรุ่น เพราะการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ สามารถส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเติบโตที่มีคุณภาพของเด็กได้ นอกจากนี้การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอของเด็ก ยังเชื่อมโยงกับปัญหาด้านพฤติกรรม โรคอ้วน  และปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ ตามมาได้ ในฐานะพ่อแม่เราควรแน่ใจ ว่าลูกๆ ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละวัน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกนอนเพียงพอหรือไม่ ถ้าลูกนอนหลับไม่เพียงพอ จะมีวิธีสังเกตอย่างไร เรามาติดตามกันค่ะ

สัญญาณเตือน! ลูกนอนไม่พอ พ่อแม่ต้องรู้ ก่อนสายเกินแก้

การสังเกตว่าลูกนอนหลับเพียงพอหรือไม่ สิ่งที่อาจสังเกตได้ง่ายที่สุด คือ  ลูกมีอาการ หาวอย่างต่อเนื่อง หรือ ตาตก  ซึ่งทั้งสองอาการอาจสังเกตได้ง่ายในเด็กเล็ก แต่อาการต่างๆ จะซับซ้อนขึ้นและหลากหลาย เมื่อลูกของคุณโตขึ้น

ลูกนอนไม่พอ
ลูกนอนไม่พอ

โดยสัญญาณเตือนว่าลูกในแต่ละวัยของคุณอาจเข้าข่ายนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ มีดังนี้

เด็กเล็ก (ทารก / เด็กวัยเตาะแตะ)

  • โวยวาย หงุดหงิด ร้องไห้ไม่มีเหตุผล
  • ต้องการพื้นที่ส่วนตัว อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว
  • กระสับกระส่าย
  • มีปัญหาในการแบ่งปันกับพี่น้อง
  • เงียบขรึม
  • ต้องการนอนเล่น หรืองีบหลับระหว่างวัน
  • เผลอหลับระหว่างเล่นของเล่น คล้ายคนหลับใน
  • มีปัญหาในรอบเวลาของการนอน
  • มีอาการกรนเสียงครืดคราด

เด็กวัยประถม

  • สมาธิสั้น หลงๆ ลืมๆ
  • หลับในเวลาที่ไม่เหมาะสม
  • สะดุ้งตื่นในตอนเช้าเป็นประจำ
  • ขาดความสนใจ ความตื่นตัว แรงจูงใจ
  • ง่วงที่โรงเรียนหรือที่บ้านระหว่างทำการบ้าน
  • ต่อต้านเนื้อหาในการเรียน
  • เผลอหลับระหว่างเล่นของเล่น คล้ายคนหลับใน
  • เดินละเมอเป็นครั้งแรก
  • ต้องการงีบหลับเป็นประจำ
  • แสดงอาการกรนเสียงดัง หายใจไม่สะดวก หรือกระสับกระส่ายในตอนกลางคืน
  • มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการถูกแยกออกจากพ่อหรือแม่ทั้งกลางวันและกลางคืน

ลูกนอนไม่พอ

เด็กวัยรุ่น

  • มีปัญหาในการตื่นนอนตอนเช้า
  • ไปโรงเรียนสาย จนเป็นปัญหาเรื้อรัง
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
  • มีปัญหาในการจดจ่อ
  • รู้สึกไม่มีแรงกระตุ้น
  • หงุดหงิดเป็นประจำในช่วงบ่าย
  • ง่วงระหว่างวัน
  • สมองไม่เปิดรับวิชาการ
  • ตื่นสายมากในวันหยุดสุดสัปดาห์
  • สมาธิสั้น หรือ ก้าวร้าว
  • ทำท่าทางประหม่า
  • หมดอาลัยตายอยาก เซื่องซึม

ไอเดียสุดเจ๋ง ถุงมือแทนมือแม่แก้ ลูกติดมือ นอนหลับยาก

นิทานก่อนนอน เล่าให้ลูกฟังทุกคืน ปูพื้นฐานภาษา ฉลาดทั้งไอคิว อีคิว

ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เวลานอนหลับที่เหมาะสมของเด็กแต่ละช่วงวัย

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง คุณพ่อคุณแม่ควรเช็คว่าลูกสามารถนอนหลับพักผ่อนในระยะเวลาที่เพียงพอกับที่สมองต้องการ ตามที่  สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ระบุไว้หรือไม่ ดังนี้

  •  4 -12 เดือน 12 ถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน (รวมนอนกลางวัน)
  •  1 – 2 ขวบ 11 ถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน (รวมนอนกลางวัน)
  •  3 – 5 ขวบ 10 ถึง 13 ชั่วโมงต่อวัน (รวมนอนกลางวัน)
  •  6 – 12 ปี 9 ถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน
  •  13 – 18 ปี 8 ถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน

วิธีช่วยให้ลูกนอนหลับได้เพียงพอ

หากคุณคิดว่าลูกของคุณนอนหลับไม่เพียงพอ อันดับแรก ในเด็กวัยที่สามารถสื่อสารได้พอเข้าใจ  คือ ให้ลองถามถึงคุณภาพในการนอนหลับของลูก เช่น ถามว่านอนอิ่มมั้ยลูก ง่วงมั้ย สะดุ้งตื่นกลางดึกบ้างมั้ย เป็นต้น แต่สำหรับเด็กเล็กอาจตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือ คอยสังเกตอาการบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หรืออาจตั้งกล้องวงจรปิดในห้องที่ลูกนอน ซึ่งอาจช่วยให้คุณทราบว่าลูกมีปัญหาในการนอนหลับหรือไม่

หากลูกของคุณมีปัญหาในการนอนหลับให้ลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อช่วยให้พวกเขาพักผ่อนได้ดีขึ้น:

  • เลื่อนเวลาเข้านอน  กำหนดเวลาเข้านอนของบุตรหลานให้เร็วขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้นอนหลับเพียงพอ
  • ทำให้เป็นกิจวัตร ทำตามกิจวัตร ก่อนนอน เช่น อาบน้ำแปรงฟัน แล้วอ่านหนังสือ อ่านนิทาน ในช่วงเวลาสั้น ๆ (คนเดียวหรือกับพ่อแม่ขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก)  กิจวัตรประจำวัน เหล่านี้สามารถช่วยให้ร่างกายของเด็กรู้สึกเตรียมพร้อมสำหรับการนอนหลับ
  • หลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนนอน แสงจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ภายในสองสามชั่วโมงก่อนนอน สามารถรบกวนจังหวะการทำงานของสมองและอาจทำให้นอนหลับยาก โดยสมองจะโดนหลอกให้คิดว่ามันควรตื่นอยู่
  • สร้างสภาพแวดล้อมการนอนหลับที่ดี สภาพแวดล้อมการนอนที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ลูกของคุณหลับและหลับสนิทได้ ห้องนอนของลูกคุณควรมืดเพียงพอ โดยอาจมีไฟสลัวๆ เพียงดวงเดียวหากจำเป็น และอุณหภูมิในห้องควรพอเหมาะ ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป
  • ความเงียบสงบสำคัญ  แต่หากต้องเปิดพัดลม อาจมีเสียงรบกวนเบาๆ จากพัดลมได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร
  • ไม่มีหน้าจอในห้องนอน ในห้องนอน ควรจะเป็นห้อง สำหรับใช้นอนหลับพักกผ่อน ไม่ควรมี โทรทัศน์ สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต อยู่รอบตัว
  • หลีกเลี่ยงการให้ลูกทานมื้อดึก ทั้งอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มก่อนนอน ควรงดทั้งหมด เพราะอาจรบกวนความสามารถในการนอนหลับของบุตรหลาน นอกจากนี้  ควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานสองสามชั่วโมงก่อนนอน เพื่อช่วยให้ลูกพักผ่อนได้ง่ายขึ้น

การนอนหลับที่เพียงพอ คือสิ่งจำเป็นเสมอ สำหรับสุขภาพร่างกายของมนุษย์ทุกคน หากคุณพ่อคุณแม่สอนให้ลูกเข้าใจว่าการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ คอยชี้แนะถึงปัญหาว่าถ้าเรานอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลเสียอย่างไรกับสมองและร่างกาย และหากเราทำเป็นกิจวัตรได้ แน่นอนค่ะว่าลูกจะซึบซึมและมีแนวโน้มที่จะเป็น เด็กที่มี ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ ได้อย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : sleep.org,childrens.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อันตรายไหม?ลูก นอนหลับ แล้วทำไมตาปิดไม่สนิทกรอกไปมา

ผลวิทยาศาสตร์ยืนยัน ลูกนอนหลับ มากน้อยมีผลกับสมอง

4 เคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยนอนหลับสนิทตลอดคืน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก

4 อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก เสริมพัฒนาการ ลูกน้อยอาบน้ำสนุก ไม่งอแง

ตัวเล็ก…มามะ มาอาบน้ำป๋อมแป๋มกัน บ้านไหนเวลาแม่บอกอาบน้ำแล้วลูกยิ้มแป้นรอบ้างคะ ลูกๆ ของทีมแม่ABK เป็นเด็กชอบอาบน้ำกันมาก พอบอกไปอาบน้ำกัน ลูกถอดเสื้อรอเลย เคล็ดลับก็คือต้องสร้างความสุข สนุกในช่วงเวลาอาบน้ำให้ลูกค่ะ

 

อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก ของเล่นเสริมพัฒนาการ ลูกน้อยอาบน้ำสนุก แม่ต้องมี

รู้ไหมคะว่าลูกจะไม่ค่อยร้องไห้งอแงเวลาอาบน้ำ ถ้ามีอุปกรณ์อาบน้ำที่เป็นของเล่นสนุกๆ ให้เขา ตัวอย่าง อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก เสริมพัฒนาการที่ทีมแม่ABK มีอยู่นี้ คุณพ่อคุณแม่หาซื้อได้ตามแผนกสินค้าเด็กนะคะ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีออกมาให้เลือกใช้กันหลากหลายรูปแบบ สีสันสวย รูปทรงน่ารัก ลูกชอบค่ะ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก

1. เป็ดลอยน้ำ

จะลูกหนึ่ง ลูกสองของเล่นลอยน้ำชิ้นนี้ต้องมีเกือบทุกบ้าน นั่นก็คือ เป็ดลอยน้ำสีเหลือง ด้วยสีสันสดใสของตัวเป็ด จะช่วยเรียกความสนใจของลูกน้อยได้ดีมากๆ รับรองว่าอุปกรณ์อาบน้ำของเล่นชิ้นนี้ จะทำให้เด็กๆ อาบน้ำกันสนุกมากขึ้น

ทิปส์ : ตุ๊กตาเป็ดลอยน้ำ ควรเลือกซื้อตามแผนกอุปกรณ์อาบน้ำเด็ก เพราะมั่นใจได้ว่าทำจากวัสดุและสีที่ปลอดภัย คุณแม่อาจเลือกทั้งขนาดตัวเล็ก ตัวใหญ่ เวลาที่ลูกจับๆ บีบๆ จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อมือ(มัดเล็ก)ให้แข็งแรงขึ้น หรือเลือกแบบที่บีบแล้วมีเสียงออกมา ก็จะช่วยกระตุ้นเรื่องประสาทสัมผัสการได้ยินให้ลูกด้วยค่ะ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก

2. หนังสือลอยน้ำ

ไม่ใช่แค่ลูกนะที่ชอบ แต่แม่ก็เลิฟมากบอกเลย เพราะหนังสือลอยน้ำ คืออุปกรณ์ของเล่นเด็ก ที่นอกจากจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา การฟัง การเรียนรู้ ได้ดีมากๆ ให้กับลูกแล้ว ยังทำให้ช่วงเวลาอาบน้ำของลูกกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ไม่ว่าแม่จะสระผม หรือถูสบู่ให้เจ้าตัวเล็กไม่มีขัดขืนเลยค่ะ

ทิปส์ : หนังสือลอยน้ำ ควรเลือกที่พิมพ์ด้วยสีที่ปลอดภัยกับสุขภาพ แนะนำให้เลือกเรื่องที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก เช่น สอนเรื่องการอาบน้ำ , การนับตัวเลข เป็นต้น

อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก

3. ที่เป่าฟองสบู่

บ้านไหนที่ลูกชอบร้องงอแงตอนอาบน้ำ ไม่ชอบสระผม ไม่ชอบลงกระละมัง หรืออ่างอาบน้ำ แนะนำให้หาที่เป่าฟองสบู่มาให้ลูกเล่นค่ะ รับรองว่าเพลิดเพลินและสนุกกับการอาบน้ำมากขึ้นค่ะ

ทิปส์ : ควรเลือกใช้สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมที่มีส่วนผสมออร์แกนิคจากธรรมชาติ เพื่อความอ่อนโยนต่อผิว ดวงตา ที่สำคัญลูกเล่นฟองสบู่ได้อย่างปลอดภัย

อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก

4. โฟมตัวอักษรและตัวเลข

ของเล่นชิ้นนี้ถือว่าเป็นผู้ช่วยคุณแม่ตอนอาบน้ำลูกได้เยี่ยมมากๆ เพราะลูกจะเพลิดเพลิน สนุกจนไม่อยากขึ้นจากอ่างอาบน้ำ โฟมตัวอักษรและตัวเลข (Foam bath alphabet) สามารถลอยน้ำได้ เวลาเปียกก็สามารถนำมาติดบนฝาฝนังห้องน้ำได้ด้วยค่ะ

ทิปส์ : เลือกโฟมตัวอักษร , ตัวเลข , รูปสัตว์ หรือผลไม้ ให้ลูกเล่นระหว่างอาบน้ำ แนะนำให้คุณแม่ชวนลูกออกเสียงพูดตามตัวอักษรโฟมไปด้วย เป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการการเรียนรู้ให้ลูก ได้ในเรื่องการอ่าน การออกเสียง เข้าใจคำศัพท์ การนับเลข เป็นต้น

อาบน้ำลูกนอกจากจะมีอุปกรณ์อาบน้ำเด็กที่ช่วยเสริมพัฒนาการแล้ว สำคัญสุดก็คือการเลือกใช้สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก ทีมแม่ABK ฝากไว้เลยว่า เลือกสบู่เหลวอาบน้ำให้ลูกต้องเน้นที่อ่อนโยน ปลอดภัย ไม่ระคายเคืองผิวลูกน้อย

กระซิบบอกไปแล้วว่าสบู่เหลวอาบน้ำและสระผมสำหรับลูกน้อย ควรเลือกที่มีส่วนผสมออร์แกนิคจากธรรมชาติ  อย่างที่แม่บ้านนี้เลือกให้ลูกใช้ ก็ต้องนี่ค่ะ “ดีเอ็มพี อัลตร้า เซนซิทิฟ แอนด์ ดราย สกิน ออร์แกนิค พีเอช 5.5 แฮร์ แอนด์ บอดี้ เบบี้ บาธ” บอกเลยว่าใช้มาตั้งแต่ลูกแรกเกิด เพราะอ่อนโยนต่อผิวบอบบางของลูกน้อยตอนแรกเกิด คือดี ดีมาก แม่ชอบ ลูกก็ชอบ อาบน้ำสนุกสนาน มีความสุขมาก สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก dmp (ดีเอ็มพี) ขวดนี้สามารถใช้ได้ทั้งอาบน้ำและสระผม ขวดเดียวคุ้มค่ามาก เป็นขวดปั๊มแม่ใช้ง่ายสะดวกจริงๆ ค่ะ

ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะแพ้ เพราะเป็นสูตรออร์แกนิค คาโมมายล์  มีการทดสอบว่าปลอดภัยกับลูกน้อยอยู่ 2 เรื่องคือ

1. ผ่านการทดสอบทางการแพทย์และการระคายเคืองต่อผิว (Hypo allergenic tested)

2. ผ่านการทดสอบไม่ระคายเคืองดวงตา (Eye-irritation tested)

อาบน้ำลูกด้วยสบู่เหลว dmp แม่ไม่ต้องห่วงว่าผิวลูกจะแห้งตึงหลังอาบน้ำเสร็จ เพราะเป็นสูตร pH-Balance 5.5 ช่วยในเรื่องการรักษาสมดุลและปกป้องน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ แถมยังมีมอยเจอร์ไรเซอร์สกัดจากข้าวโพด ให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น เส้นผมนุ่มสลวย

และที่แม่วางใจได้มากๆ ว่าปลอดภัย ดีกับสุขภาพผิวลูก สบายใจที่ใช้อาบน้ำลูก ก็เพราะเป็นสบู่เหลวเด็ก ที่ปราศจาก 7 สารระคายเคืองผิว (Paraben , Formaldehyde , SLS , DEA , Alcohol , Phthalate และ Triclosan) และหลังอาบน้ำเสร็จ ลูกน้อยก็ตัวหอม ผมหอมละมุนอ่อนๆ น่ากอดทั้งวัน

สบู่เหลวอาบน้ำสระผมลูก คุณภาพดีแบบนี้ อยากให้ได้ใช้กัน แม่ชี้เป้าให้ไปซื้อใช้กันได้ที่ บิ๊กซี โลตัส และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป  อย่างที่แม่ใช้อยู่ตอนนี้จะเป็นขวดขนาด 480 มล. ราคาเบาๆ สบายกระเป๋าแค่ 139 บาทเองค่ะ

นี่แหละเคล็ดลับง่ายๆ ของแม่ในการสร้างบรรยากาศระหว่างลูกอาบน้ำให้ลูกมีความสุข สนุกสนานในทุกวัน ใช้แค่อุปกรณ์อาบน้ำของเล่นเด็กเสริมพัฒนาการ แล้วก็มีสบู่เหลวอาบน้ำเด็ก dmp สูตรออร์แกนิค คาโมมายล์ (ขวดน่ารักสีชมพู) รับรองลูกไม่มีงอแงเมื่อถึงเวลาอาบน้ำค่ะ

อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก

โรคอ้วน

หยุด! ปัญหา “โรคอ้วน” ในคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วย “เวชศาสตร์ชะลอวัย”

โรคอ้วน เป็นโรคที่มีผลต่อสุขภาพร่างกายของคุณแม่หลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ น้ำหนักของคุณแม่ก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ การรับประทานขณะตั้งครรภ์มีผลทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หลายคนกลายเป็น โรคอ้วน หลังจากคลอดบุตรส่งผลต่อสุขภาพตามมา ทางทีมแม่ ABK จึงมีคำแนะนำดี ๆ จาก พญ.ธิศรา วีรสมัย หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย  Smart Life Antiaging Center โรงพยาบาลพญาไท 1 มาฝากคุณแม่ในการรับมือกับโรคอ้วน

เนื่องในโอกาสวันอ้วนโลก ( World Obesity Day ) ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย Smart Life Antiaging Center โรงพยาบาลพญาไท 1 ได้จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการแก่พนักงาน เพื่อให้ตระหนักถึงผลของโรคอ้วนต่อสุขภาพ วิธีการควบคุมน้ำหนัก ทั้งในแง่ของอาหาร การออกกำลังกาย และการเลือกใช้ยาที่ถูกต้องตามข้อบ่งชี้และมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อจะนำความรู้ไปใช้ในการดูแลคนไข้ต่อไป นอกจากนี้

ภายในงานยังมี Workshop การสอนทำอาหารควบคุมน้ำหนักโดยนักกำหนดอาหารประจำศูนย์ และยังมี Nurse Ambassador พยาบาลผู้ที่ได้รับการรักษาลดน้ำหนักจากศูนย์ชะลอวัยอย่างได้ผล มาแบ่งปันประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนใส่ใจในการควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพอีกด้วย

พญ.ธิศรา

พญ.ธิศรา วีรสมัย หัวหน้าศูนย์สุขภาพสตรี และหัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ได้กล่าวว่า

“ การจัดงานในวันนี้ มีที่มาจากการที่ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย Smart Life Anti-aging Center ของโรงพยาบาลพญาไท 1 เราประสบความสำเร็จในการดูแลรักษาคนไข้และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่มีปัญหาโรคอ้วนในคลินิกโรคอ้วน หรือ Obesity Clinic ซึ่งปัจจุบันอ้วนจัดเป็นโรคเรื้อรัง ชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคอ้วนลงพุงจัดเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ หรือ NCD ซึ่งเป็นโรคที่ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และหากการดำเนินโรคต่อเนื่องไม่ได้รับการรักษา จะนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง หรือเพิ่มอัตราการเสียชีวิตได้

อ้วน

การจัดงานในโอกาสช่วงของวันอ้วนโลก ( World Obesity Day ) ในปีนี้ เรามีแนวคิดเพิ่มเติมขึ้นอีกว่า คนไข้โรคอ้วนไม่ได้มีเฉพาะในคลินิกโรคอ้วน แต่มีในทุก ๆ คลินิก และในทุก ๆ ward ผู้ป่วยเพียงแต่หลายคนอาจยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษา การอบรมบุคคลากรในโรง พยาบาลทุกแผนกในวันนี้ จึงมีความสำคัญ เพราะทุกคนจะสามารถให้ความรู้ และแนะนำคนไข้ที่แต่ละคนได้ร่วมดูแล ให้ตระหนักถึงการรักษาโรคอ้วน ก่อนที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา

นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรหลายคนที่เราได้ให้การรักษาลดน้ำหนักได้ผล และส่งผลดีตามมามากมายต่อสุขภาพทั้งสุขภาพกาย และใจ เขาก็สามารถจะส่งต่อประสบการณ์ และเป็นแรงบันดาลใจทั้งต่อ เพื่อนร่วมงาน และคนไข้ที่ดูแลให้หันมาใส่ใจรักษา ปรึกษาแพทย์ ดูแลแบบองค์รวมเพื่อการลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง และป้องกันการเกิดโรคต่อไป

โรคออ้วน

ในฐานะที่เป็นสูติแพทย์  ต้องบอกว่า ความอ้วนยังเป็นปัญหาใหญ่ในคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในขณะตั้งครรภ์ ได้ 14-20 กิโลกรัม ขึ้นกับน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ และการรับประทานขณะตั้งครรภ์  มีคุณแม่ท้องหลายคนที่กลายเป็นโรคอ้วนหลังจากคลอดบุตรส่งผลต่อสุขภาพตามมา การดูแลโภชนาการที่ถูกต้องขณะตั้งครรภ์ ร่วมกับการตรวจอัลตราซาวด์ดูการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ จะช่วยให้รู้ถึงน้ำหนักที่ควรขึ้นอย่างเหมาะสม และการดูแลหลังคลอด ทั้งโภชนาการ การออกกำลังกาย และรักษาด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงตามปัญหาสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณแม่ลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย คืนความมั่นใจให้กลับมาเป็นคุณแม่ที่สวยสมวัย และมีความสุขกับการ เลี้ยงลูกด้วย

โรคอ้วน

ด้าน พว.เบญจวรรณ สุขเรือน ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลพญาไท 1 กล่าว ว่า “ เนื่องในวันอ้วนโลก 4 มีนาคมนี้ ในฐานะที่เป็นพยาบาล บุคคลากรทางการแพทย์ ไม่อยากให้เกิดการดูแลที่ไม่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก หรือทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันรณรงค์ในการควบคุมน้ำหนักอย่างถูกต้อง ซึ่งท่านสามารถมารับการรักษาได้ที่ศูนย์ เวชศาสตร์ชะลอ วัยของเราในส่วนของ Obesity Clinic เพราะเราอยากเห็นทุกคนมีสุขภาพดี และไม่ เป็นโรคอ้วนค่ะ”

และ คุณสิตาภรณ์ วาณิชเสนี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดต่างประเทศกลุ่มโรงพยาบาล พญาไท-เปาโล ได้กล่าวว่า “ อย่างที่เราทราบกันว่า วันที่ 4 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอ้วนโลก อยากบอกกับทุกคนที่กำลัง มีปัญหา โรคอ้วนว่าไม่ต้องกังวลไปค่ะ เรามีทีมบุคคลากร แพทย์-พยาบาลเฉพาะทาง เภสัชกร และนักกำหนดอาหาร ซึ่งจะคอยดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีอาหารชะลอวัยและควบคุมน้ำหนักของทางศูนย์ ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจ เรามาร่วมกันดูแลให้ ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมเป็นต้นไปไม่มีใคร เป็นโรค อ้วนกันนะคะ”

บทสัมภาษณ์ คำแนะนำ และการดูแลตนเองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหยุดวิกฤต “โรคอ้วน” จาก พญ.ธิศรา วีรสมัย หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย  Smart Life Antiaging Center โรงพยาบาลพญาไท 1

โรคอ้วนสามารถรักษาได้หากคุณแม่รับประทานอาการที่ถูกสัดส่วน ถูกต้องตามโภชนาการ หมั่นการออกกำลังกาย และรักษาด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงตามปัญหาสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

11 Superfood อาหารบํารุงคนท้อง ให้ลูกพัฒนาการดีตั้งแต่ในครรภ์

ผักสวนครัว ผักเรียกน้ำนม ปลูกง่ายเมนูกระตุ้นน้ำนมสุดเจ๋ง!

คนท้องกินคอลลาเจนได้ไหม อันตรายต่อลูกในท้องหรือเปล่า?

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนให้ลูกมีน้ำใจ

5 เทคนิค สอนให้ลูกมีน้ำใจ เติบโตไป เป็นที่รักในสังคม

สอนให้ลูกมีน้ำใจ – สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีน้ำใจ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมิตรไมตรีต่อกัน น่าจะเป็นสังคมในอุดมคติ ที่ใครๆ ก็อยากเห็น การที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีนิสัยชอบช่วยเหลือ  มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก วันนี้เรามาติดตามเทคนิคในการสอนลูกแต่ละช่วงวัยให้ซึมซับนิสัยมีน้ำใจกันค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ผู้ใหญ่อย่างเราที่จะคอยเฝ้าอบรมสั่งสอนให้ลูกเติบโตขึ้นไปเป็นคนที่มีจิตใจดีงามและเป็นที่รักของสังคมได้

คงจะไม่เกินเลยนัก หากจะกล่าวว่า ถ้าเราให้อะไรใครด้วยใจจริง เราก็จะได้รับสิ่งดีๆ กลับมาด้วยความจริงใจ การช่วยเหลือผู้อื่นก็สามารถช่วยเราได้เช่นกัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เราคงเคยได้ยินผู้ใหญ่คอยพร่ำสอนว่า “การให้ดีกว่าการรับ” แม้ว่าตอนนั้นเราอาจรู้สึกว่ามันเป็นถ้อยคำที่อาจฟังไม่ขึ้น แต่เบื้องหลังคำพูดนี้ มีความจริงมากมายซ้อนอยู่ในนั้นค่ะ

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ศึกษาว่าการมีน้ำใจ จะส่งผลต่อชีวิตของคนเราอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า คนที่มีน้ำใจในระดับสูง จะได้รับผลประโยชน์ต่างๆ ในชีวิตมากมายหลายประการ และต่อไปนี้ คือข้อดีของการเป็นคนมีน้ำใจที่ชัดเจนที่สุดจากผลการวิจัยค่ะ

ประโยชน์ 8 ประการของการมีน้ำใจ

1. พึงพอใจกับชีวิตมากขึ้น
โดยปกติแล้วมนุษย์ทุกคนต่างต้องการมีความสุขในชีวิต ความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ก็เป็นเหมือนส่วนสำคัญของความสุขในชีวิตที่ว่านั้น โดย  74% ของผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มแรก (มีน้ำใจระดับสูง) ผลการศึกษาพบว่าพวกเขาพึงพอใจกับชีวิตของตนเอง เทียบกับผู้ตอบแบบสอบถามอีกกลุ่มหนึ่ง (มีน้ำใจระดับต่ำ) มีความพึงพอใจในชีวิตตนเอง 60% ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มแรกมีแนวโน้มที่จะพึงพอใจกับชีวิตของตัวเองมากกว่า

2. มีเพื่อนฝูงที่พร้อมช่วยเหลือกัน
ดูเหมือนว่าความมีน้ำใจสามารถช่วยเรื่องการมีเพื่อนฝูงที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอ มีรายงานว่าคนเหล่านี้ (มีน้ำใจในระดับสูง) จะมีเพื่อนมาก และเป็นเพื่อนที่เต็มใจที่จะช่วยเหลือพวกเขาเสมอ โดยผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มที่มีน้ำใจจะมีเพื่อนสนิทเฉลี่ย 3.2 คน ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีเพื่อนสนิทเฉลี่ย 2.6 คน

3. มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนรู้จัก
การมีสังคมที่ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของการที่เราเป็นคนมีน้ำใจ แต่คนเหล่านี้ มักจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้อื่น เนื่องจาก 66% ของพวกเขารู้สึกใกล้ชิดสนิทใจกับคนที่พวกเขารู้จักซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสงบสุข

4. มีความสุขกับอาชีพการงาน
จากการตอบแบบสอบถามพบว่า ผู้ที่มีน้ำใจสูง พึงพอใจกับงานของตนสูงถึง 70% ส่วนผู้ที่มีน้ำใจในระดับต่ำ มีเพียง 49% เท่านั้นที่มีความพึงพอใจกับการงานของตัวเอง

สอนลูกให้มีน้ำใจ
(เครดิต: Slate)

5. มองโลกในแง่บวก
มุมมองต่อชีวิตของตนเอง สามารถสร้างความแตกต่างและส่งผลกระทบต่อระดับของความสุขในชีวิตคเราได้ หากคุณเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ที่คุณทำอยู่มีความสำคัญคุณอาจจะมีความสุขกับชีวิตของคุณมากขึ้น กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่มีน้ำใจในระดับสูงเชื่อว่าชีวิตของพวกเขามีคุณค่าต่อผู้อื่นสูงถึง  81%   ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขามีค่าต่อผู้อื่นอื่นเพียง 77%

6. สุขภาพกายและใจดี
เนื่องจากคนที่มีน้ำใจต่อผู้อื่น มักมีความสุขและคิดบวก ส่งผลให้พวกเขามีสุขภาพจิตที่ดี คนที่มีน้ำใจมีโอกาสน้อยที่จะรู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบต่างๆ รวมถึงความสิ้นหวังความหดหู่และความวิตกกังวล นอกจากนี้ผู้ที่ตอบแบบสอบถามที่อยู่ในกลุ่มที่มีน้ำใจในระดับสูง พบว่าพวกเขานิยมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำอีกด้วย

7. พึงพอใจในสิ่งที่มี
เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์อย่างเราๆ อาจเกิดความรู้สึกอยากได้อยากมี ข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงต่างๆ เช่น รถ หรือบ้านที่หรูหรา แต่สำคัญที่เราจะต้องมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ด้วย จากลการศึกษาพบว่า หากคุณเป็นคนประเภทใจกว้างและมีน้ำใจดีงามเป็นทุนเดิม ความรู้สึกที่จะอยากได้อยากเป็นอยากมี จะน้อยกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

8. นับถือตัวเอง
ความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง สามารถส่งผลกระทบต่อทุกส่วนในชีวิตของคนเราให้ดีขึ้นหรือแย่ลง มีหลักฐานว่า วิถีชีวิตที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะส่งผลดีต่อความภาคภูมิใจในตนเอง เมื่อถามผู้ตอบแบบสอบถามว่าพวกเขาภูมิใจในตัวตนหรือไม่ มีถึง 74% ของกลุ่มที่มีน้ำใจสูงตอบว่าใช่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีเพียง 51% ที่ตอบว่ารู้สึกภูมิใจในตัวเอง นอกจากนี้คนที่มีน้ำใจในระดับสูงมักตอบว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างตั้งมั่นในศีลธรรมอันดีงามด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับผลการศึกษาของต่างประเทศที่ทำให้เห็นประโยชน์ของการเป็นคนมีน้ำใจว่าส่งผลดีต่อชีวิตของคนเราในด้านต่างๆ อย่างไร ทีนี้ ถ้าเราอยากปลูกฝังให้ลูกๆ ของเราเป็นคนมีน้ำใจ เพื่อให้พวกเขาเติบโตไปมีความสุขในสังคมที่เขาอยู่ พ่อแม่อย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง เรามาติดตามเทคนิคดีๆ ต่อไปนี้กันเลยค่ะ

5 เทคนิค สอนให้ลูกมีน้ำใจ เติบโตไป เป็นที่รักในสังคม

ในแต่ละช่วงอายุของเด็ก จะมีวิธีการในการสอนและปลูกฝัง เรื่องความมีน้ำใจ ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อความเหมาะสมกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่ลองนำมาปรับใช้ดูได้ ดังนี้ค่ะ

 # อายุ 3 ถึง 5 ปี 

เด็กก่อนวัยเรียน จะเป็นเสมือนฟองน้ำก้อนน้อยๆ ช่างจะสังเกต จดจำ ซึมซับสิ่งต่างๆ ได้เร็ว และพร้อมที่จะเลียนแบบ  ที่สำคัญเป็นวัยที่พร้อมที่จะเข้าใจแนวคิดของการแบ่งปันและเรียนรู้วิธีทำสิ่งต่างๆ เพื่อตัวเองและผู้อื่นได้แล้ว ลองมองหาวิธีที่จะช่วยให้ลูก ๆ ของคุณฝึกเป็นผู้ให้ที่มีความสุขด้วยตัวเองได้ เช่น

  • ทำให้ลูกเห็น :  โดยการมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง เช่น เก็บขนมไว้ในรถหรือกระเป๋าของคุณเพื่อแจกให้แก่คนยากไร้ที่พบเจอหรือนำสิ่งของไปเยี่ยมไข้เพื่อนบ้านที่กำลังป่วย เป็นต้น
  • พูดถึงผลที่ได้จากความมีน้ำใจ :  ชี้ให้ลูกเห็น เมื่อเห็นผู้อื่นที่มีน้ำใจต่อกัน  เช่น “ ดูนั่นสิลูก พี่เค้าแบ่งขนมให้เพื่อนๆ ทานด้วย เพื่อนๆ ดีใจกันใหญ่เลย ใช่มั้ย”
  • สอนเรื่องการให้ : เมื่อมีของขวัญที่จะมอบให้ใครในโอกาสพิเศษ ลองให้ลูกของคุณมีส่วนในการช่วยเลือกซื้อของ ห่อของขวัญ และมอบให้
  • ฝึกการต้อนรับเพื่อนบ้าน : โดยการต้อนรับเด็กคนอื่น ๆ เช่น ลูกของเพื่อนบ้านวัยเดียวกับลูก มาเล่นในบ้านของคุณ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกแบ่งปันพื้นที่ และของเล่นกับผู้อื่น
  • สอนให้กระชับ แต่ค่อยเป็นค่อยไป : เด็กวัยนี้ความสามารถด้านเหตุและผลอาจยังไม่เด่นชัด บางครั้งการยัดเยียด ในเรื่องการมีน้ำใจให้ลูกมากเกินไป อาจไม่ใช่เรื่องดี  ทางที่ดี พ่อแม่ต้องช่วยให้เด็ก ๆ ได้รู้ว่าพฤติกรรมของพวกเขาจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร  เช่น “แม่เห็นหนูแบ่งของเล่นชิ้นโปรดกับเพื่อนหนูด้วย แม่ดีใจจัง” นอกจากนี้ยังใช้กับพฤติกรรมเชิงลบได้   เช่น “แม่เห็นหนูทะเลาะกับเพื่อน แย่งของเล่นเพื่อน แม่ไม่มีความสุขเลยลูก” เป็นต้น

# อายุ 5 ถึง 11 ปี

พัฒนาการเด็กวัยเรียน จำเป็นต้องพัฒนาทักษะชีวิตและให้ลูกได้เรียนรู้ความสามารถในงาน และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ช่วยเด็ก ๆ เรียนรู้วิธีการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหรือสังคม  เช่น

  • สนับสนุนให้ลูกรู้ค่าของน้ำใจ : ด้วยการให้เงินลูกๆ เพียงเล็กๆ น้อยๆ  ตอบแทนจากการที่พวกเขามีน้ำใจ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านตามที่ได้รับมอบหมาย  และให้พวกเขาเก็บเงินนั้นไว้ในกระปุกออมสิน พร้อมสอนเรื่องการใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีประโยชน์
  • บริจาคสิ่งของแก่ผู้ยากไร้ : อาจบริจาคข้าวของที่ไม่ใช้แล้วของลูกๆ ให้องค์กรการกุศลต่างๆ  วิธีนี้ลูกๆ จะได้รู้จักกับคำว่า “ให้” นอกจากการที่เคยได้ “รับ” ฝ่ายเดียว
  • ให้เห็นคุณค่าของสิ่งของ :  ให้ลูก ๆ คัดของเล่นที่ไม่ต้องการแล้วเก็บไว้ จากนั้น ให้เรานำมาขายออนไลน์ก็ได้ค่ะ  รายได้ทั้งหมด หรือบางส่วน มอบให้กับองค์กรการกุศล หรือให้ลูกๆ ซื้อของเล่นชิ้นใหม่นำไปมอบให้องค์กรการกุศลเพื่อเป็นประโยชน์กับน้องๆ ผู้ยากไร้ต่อไป
  • อุปการะเด็กที่ขาดแคลน :  เราอาจพิจารณาอุปการะเด็กที่ยากไร้ โดยการส่งเงินหรือสิ่งของให้คนเหล่านี้  โดยให้บุตรหลานของคุณได้รับรู้ถึงความจำเป็นของเด็กๆ เหล่านี้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ
  • สอนให้เป็นผู้ริเริ่ม :  ให้ลูกได้ลองทำกิจกรรมอาสาสมัคร ที่เหมาะสมกับวัยของลูก หรือที่สามารถทำร่วมกันเป็นครอบครัวได้ เช่น เก็บขยะตามชายหาด เป็นต้น

สอนให้ลูกมีน้ำใจ

# อายุ 12 ถึง 19 ปี

ในระยะนี้วัยรุ่นกำลังพัฒนาความรู้เป็นตัวของตัวเอง และมักมองไปที่พ่อ แม่ เพื่อน หรือ ครู เพื่อให้ช่วยตอบคำถามว่า“ ฉันคือใคร” การส่งเสริมความคิดริเริ่มในการดูแลผู้อื่นสามารถช่วยให้วัยรุ่นพัฒนาความเอื้ออาทรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของพวกเขา

  • สร้างแบบจำลองการเงิน : ให้ลูกรู้ว่าคุณให้ความสำคัญกับการเก็บเงินไว้บางส่วนเพื่อแบ่งไปบริจาคเพื่อการกุศล
  • สอนให้รู้ค่าของเงิน : กระตุ้นเตือนให้ลูก ประหยัดในการใช้จ่าย  และมีระเบียบวินัยในการจัดการเรื่องเงินทองด้วยตัวเอง ให้ลูกรู้ว่ายังมีคนที่ลำบากอีกมากมาย ที่แม้เศษเงินเพียงเล็กน้อยที่ลูกอาจไม่เห็นค่า สามารถต่อชีวิตให้คนเหล่านี้ได้
  • สนับสนุนองค์กรการกุศล : ให้อธิบายเรื่องนี้กับลูก และส่งเสริมให้พวกเขามีส่วนร่วมด้วย
  • มีน้ำใจร่วมกัน : พาลูกวัยรุ่นของคุณและเพื่อนๆของลูก ไปบริจาคสิ่งของให้แก่ผู้ยากไร้ ให้ลูกๆ ได้เห็นถึงความมีน้ำใจของคุณ
  • สอนให้เป็นผู้ริเริ่ม : สอบถามลูกๆ ว่ามีเคสไหนที่ลูกอยากยื่นมือช่วยเหลือหรือไม่ สนับสนุนพวกเขาให้ทำบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น เป็นอาสาสมัคร หรือระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน

สำหรับการสอนให้ลูกซึมซับในเรื่องความมีน้ำใจ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อผู้อื่นที่ยากลำบาก จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีทักษะด้าน ความฉลาดทางจริยธรรมหรือศีลธรรม(MQ)กล่าวคือ ลูกรู้จักการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความคิดดี และทำดี ทั้งนี้ สำหรับการมี MQ ที่ดีในเด็กอาจไม่ได้เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ หากแต่เด็กๆ จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังอยากต่อเนื่องจากคุณพ่อคุณแม่หรือแม้แต่ครูอาจารย์ที่โรงเรียนด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : worldvision.org , fool.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

9 เทคนิคต้องรู้ สอนลูกให้ชอบอ่าน พ่อแม่ต้องทำแบบนี้!

7 เคล็ด(ไม่)ลับ สอนลูกให้ซื่อสัตย์ ตรงมาตรงไป โตไปไม่โกง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่