ป้องกันลูกจากโควิด

สสส. แนะวิธี ป้องกันลูกจากโควิด กับ 4 ข้อ ที่พ่อแม่ต้องเพิ่มความระวัง!

ไทม์ไลน์บอกทุกอย่าง!  เผยตัวการ “ทำลูกเสี่ยงตาย” จากข่าวเด็กไทยติดโควิด-19 สูงขึ้น แม้ “ทารก” ก็ไม่เว้น! อะไรคือสาเหตุ และจะ ป้องกันลูกจากโควิด ได้ยังไงคลิกอ่านเลย!

เด็กติดโควิด เพราะ “พ่อแม่” คือ คนพาเชื้อ จริงหรือ?

จากสถานการณ์ โควิดระลอกใหม่ newly emerging ของประเทศไทย ที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นอีกครั้งโดยจุดเสี่ยงสูงของการติดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้เกิดขึ้นใน “จ. สมุทรสาคร” ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ประกาศ “ล็อกดาวน์” จังหวัด ตั้งแต่คืนวันที่ 19 ธ.ค. 63 ซึ่งเมื่อดูลักษณะการระบาด พบว่าเกิดจากการติดเชื้อใหม่จากอีกกลุ่มก้อนหนึ่งซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าว ไม่ได้เชื่อมโยงกับการระบาดในระลอกแรกอย่างตอนสนามมวยหรือผับที่ทองหล่อ

Must read >> เด็กติดโควิด ระวังเชื้อจากพ่อแม่ แพร่ Covid-19 สู่ลูก

Must read >> เด็กติดโควิด-19 เพิ่ม เตือนพ่อแม่ระวัง อย่าพาเชื้อเข้าบ้าน

ทั้งนี้จากการแพร่ระบาดของ โควิดระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2563 ถึง วันที่ 15 มกราคม 2564 มีผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้อ สะสม แล้ว 11,450 คน และเสียชีวิต 69 คน >> ซึ่งก็มีผู้ป่วยทั้งชาย-หญิง เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน ผู้สูงอายุ และ ทารก โดยจะเห็นได้ว่า จากข่าวมีผู้ป่วยส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ที่ไปในสถานที่เสี่ยง เช่นเดียวกับการระบาดครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้มีความแตกต่างไปตรงที่เริ่มมีเด็กเล็กป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น อาทิ จากข่าว โดยมีการระบุไทม์ไลน์ ไว้ดังนี้..

  • เด็ก 1 ขวบ 10 เดือน จ. นครนายก ติดเชื้อจากผู้เป็นพ่อ พ่อค้าขายอาหารทะเลผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันก่อนหน้า

 

  • เด็ก 1 ขวบ 3 เดือน ป่วยโควิด-19 ใน อ.สองพี่น้อง เปิดไทม์ไลน์คาดติดจากย่า

 

  • เป็นเด็กหญิงอายุ 4 ปี อ.บางกรวย พบประวัติเป็นลูกสาวของผู้ป่วยยืนยันรายที่ 255 (แม่) และ 256 (พ่อ)

ป้องกันลูกจากโควิด

 

  • เด็กหญิงอายุ 8 ปี ชาวอำเกอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีประวัติติดตามบิดา-มารดา ไปบ่อนไก่ จ.อ่างทอง

 

  • ด.ญ.วัย 7 เดือน ติดเชื้อโควิด-19 เป็นรายที่ 3 ของ จ.สุพรรณบุรี พบมีประวัติแม่พาไปธนาคาร-ตลาดนัด

ป้องกันลูกจากโควิด

 

จะเห็นได้ว่า จากข่าวสรุปไทม์ไลน์ในเคสเด็กติดโควิด ทั้ง 6 คน ไม่ว่าจะเป็นทารก เด็กเล็ก เด็กโต ที่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่เด็กอาศัยอยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงเด็กมักคลุกคลีอยู่กับพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะไปทำงาน หรือไปทำธุระ จับจ่ายใช้สอยของจำเป็นเข้าบ้านก็ตาม ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้จะ ป้องกันลูกจากโควิด โดยใส่หน้ากาก หรือพกแอลกอฮอล์ล้างมือ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พาเชื้อมาติดลูกหลาน

ทั้งนี้เพราะด้วยร้อยละ 70 ของผู้ที่เข้ารับการตรวจหาเชื้อปอดอักเสบโคโรนา 2019 ได้ผลเป็นบวก แต่ไม่แสดงอาการป่วยออกมา เมื่อติดเชื้อแล้วสามารถส่งเชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้อย่างไม่รู้ตัว จึงทำให้การแพร่ระบาดของ โควิดระลอกใหม่ เข้าถึงเด็กๆ ได้ง่าย เพราะพ่อแม่ชะล่าใจนั่นเอง

Must read >>โควิดรอบใหม่ ไร้อาการ ปอดอักเสบ หมอย้ำ “ติดง่ายเป็นหนัก” วัยทำงานต้องระวัง

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า สาเหตุของการที่โควิดระลอกใหม่ ระบาดในครั้งนี้ มีข่าวเด็กติดเชื้อเยอะเพิ่มมากขึ้น ต้นเหตุ ก็คือ พ่อแม่ และคนใกล้ชิดเด็กๆ นั่นเอง … อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สาเหตุแล้ว หากต้องการ ป้องกันลูกจากโควิด และบ้านปลอดเชื้อโควิด-19 ก็ต้องเริ่มต้นที่ พ่อแม่ มาร่วมมือกันดูแลตัวเองเพื่อคนที่คุณรัก ป้องกันลูกจากโควิด– 19 พร้อมระวังตัวให้มากขึ้นกันนะคะ

ป้องกันลูกจากโควิด

ป้องกันลูกจากโควิด 4 ข้อพ่อแม่ต้องเพิ่มความระวัง

ซึ่งทีมแม่ ABK มีคำแนะนำดีๆ  จากเพจ Social Marketing Thaihealth by สสส. กับเรื่องที่พ่อแม่ต้องเพิ่มความระวัง (นอกเหนือจากเรื่องการดูแลป้องกันขั้นพื้นฐาน) ถ้าไม่อยากให้ลูกติดโควิด 4 ข้อสำคัญดังนี้

1. ระวัง! กลับถึงบ้าน อย่าเพิ่งรีบกอดลูก >> อาบน้ำทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน <<

เวลาคุณพ่อคุณแม่ออกไปทำงาน มีความเป็นไปได้ที่เชื้อโรคต่าง ๆ อาจติดมาตามเสื้อผ้า และร่างกาย ดังนั้นเมื่อกลับถึงบ้านคุณพ่อคุณแม่ควรรีบไปล้างมือ ล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือทางที่ดีควรอาบน้ำก่อนไปสัมผัสใกล้ชิดลูก เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคไปติดลูก

2. ระวัง! ไม่เป่าอาหารให้ลูก >> เชื้อโควิดอาจปะปนอยู่ในน้ำลาย ควรรอให้อาหารเย็นลงเอง <<

เนื่องจากเชื้อโควิด-19 สามารถแพร่เชื้อผ่านละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลาย ดังนั้นเวลาที่พ่อแม่เป่าอาหารให้ลูก จึงมีความเสี่ยงที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะปนเปื้อนในอาหารของลูก ทางที่ดีควรรอให้อาหารร้อนน้อยลง ก่อนที่จะป้อนให้ลูกกิน

3. ระวัง! ไม่ใช้ช้อนส้อมร่วมกัน >> ใช้ช้อนกลางเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ <<

เวลากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นช่วงเวลาสุขสันต์ของครอบครัว บางครั้งคุณพ่อ คุณแม่อาจเผลอใช้ช้อนส้อมตักอาหารให้กัน ซึ่งการทำเช่นนี้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ ให้กัน ดังนั้นควรใช้ช้อนกลาง นอกจากเพื่อสุขอนามัย ยังเป็นการสอนนิสัยที่ดีให้แก่ลูกอีกด้วย

4. ระวัง! ของเล่นลูก แหล่งหลบซ่อนของเชื้อโรค >> หมั่นทำความสะอาดออยู่เสมอ <<

เด็ก ๆ มักไม่ค่อยระวังตัวเอง หยิบจับสิ่งต่าง ๆ มาเล่นแล้ว มักใช้มือมาสัมผัสใบหน้า ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการรับเชื้อ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดของเล่นให้ลูก

ป้องกันลูกจากโควิด

วิธีสังเกต โควิดไม่แสดงอาการ เกิดขึ้นกับเรา และลูกหรือยัง

ทั้งนี้เนื่องจากหลังรับเชื้อระยะแรกผู้ป่วยเองอาจยังไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ ก็ยังเข้าสู่สังคม ใช้ชีวิตประจำวันปกติ เดินทางไปมาหาสู่ครอบครัวและเพื่อนพ้อง เมื่อละเลยการป้องกันตัวเอง กลายเป็นพาหะส่งเชื้อให้คนรอบข้างไม่รู้ตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ควรสังเกตอาการตัวเอง หลังจากไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือสัมผัสผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วภายใน 14 วัน ดังนี้

  • มีไข้ ไอ จาม
  • จมูกไม่ได้กลิ่น
  • ลิ้นแยกรสชาติไม่ได้
  • ปวดเมื่อยร่างกายเล็กน้อย
  • ท้องเสียเล็กน้อย
  • เมื่อยล้า อ่อนเพลีย

โดยอาการของไข้หวัดใหญ่ กับอาการโควิด-19 คล้ายคลึงกัน สิ่งที่พอจะแยกได้คือเรื่องการรับกลิ่นและรับรสชาติ อย่างไรก็ดีหากเดินทางไปยังสถานที่ที่ระบุว่าพบเชื้อสูง ควรแจ้งกับเจ้าหน้าที่คัดกรองก่อนเข้ารับการตรวจเชื้อโควิด-19 ด้วย

Must Read >> โควิด อาการ ที่ต้องสังเกต! สัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาล

อาการต้องสงสัยว่าเด็ก ๆ เข้าข่ายติดเชื้อไวรัส COVID-19

โดยทั่วไป หากแพทย์จะสงสัยว่าเด็ก ๆ เข้าข่ายติดเชื้อไวรัส COVID-19 หากตรวจพบว่าเด็ก ๆ มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 °C (เด็กส่วนหนึ่งอาจไม่มีไข้ รายงานผู้ป่วยเด็กโรค COVID-19 มีไข้ร้อยละ 40-56) ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก หายใจเร็ว หรือหายใจหอบเหนื่อย ร่วมกับในช่วง 14 วันที่ผ่านมามีประวัติเดินทางไปหรือมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อนี้อย่างต่อเนื่อง หรือเด็ก ๆ อาจจะมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่เข้าข่ายสงสัยหรือยืนยันว่ามีการติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในบ้านเดียวกัน หรือมีประวัติไปในที่ชุมชน เช่น ตลาดนัด ที่ขนส่งสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น … นอกจากนี้ถ้าเด็กมีอาการปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่พบ หรือเป็นปอดอักเสบที่ได้รับการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะทำการตรวจเพื่อหาการติดเชื้อ COVID-19 เช่นกัน

เมื่อสงสัยว่าลูกเข้าข่ายติดเชื้อไวรัส COVID-19 ป้องกันลูกจากโควิด สามารถทำได้ 2 ช่องทาง คือ

1. โทรสายด่วน 1422 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (24 ชั่วโมง) ซึ่งหากเด็ก เข้าเกณฑ์จะมีการประสานรถพยาบาลไปรับถึงที่พัก เพื่อไปทำการตรวจยืนยัน

2. ควรเดินทางไปที่สถานพยาบาลด้วยยานพาหนะส่วนตัว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในชุมชน และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองต้องแจ้งให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทราบว่าเด็กมีความเสี่ยงหรือสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรค COVID-19

 


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.bangkokbiznews.comwww.si.mahidol.ac.thddc.moph.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

รวมประกันโควิด 2021 เทียบเบี้ยประกันไวรัสโคโรน่า COVID-19

เชื้อโควิดบนสิ่งของ เกาะลูกบิดประตู อยู่ได้นานแค่ไหน

เรื่องจริงจากหมอ “ทำคลอดแม่ติดโควิด” อันตรายสุด เตือนแม่ อย่าเสี่ยง อย่าปิดข้อมูล

คนท้องตรวจโควิดได้ไหม จำเป็นต้องตรวจไหม อาการแบบไหนไม่ควรปล่อยไว้

เด็ก2ขวบเสียด้วยภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด

MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด!! อันตราย คร่าชีวิตเด็ก 2 ขวบหลังติดโควิดซ้ำ หมอแจงสาเหตุที่เสียชีวิตไม่ใช่จาก LongCovid แต่เป็นภาวะ MIS-C !!

แจงแล้ว!เด็ก2ขวบเสียด้วยภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด

จากกรณีเพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 3 เผยแพร่เรื่องราวของแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายวัย 2 ขวบหลังมีไข้สูง อาเจียน พาไปโรงพยาบาลตามสิทธิและถูกย้ายโดยไม่แจ้ง ก่อนอาการทรุดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์วินิจฉัยเป็น “ลองโควิด”   หรือ “Long Covid”

ล่าสุด นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การเสียชีวิตของเด็กชายวัย 2 ขวบไม่ใช่ลองโควิด แต่เป็นภาวะมิสซี หรือ MIS-C (multisystem inflammatory syndrome of children) มากกว่า

นพ.โอภาส  อธิบายว่า “ลองโควิด”  กับมิสซี ต่างกัน ลองโควิดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากหายป่วยโควิด เป็นอาการที่หลงเหลืออยู่จะทำให้มีอาการอ่อนเพลียพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนมิสซีเป็นภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ไตอักเสบ เส้นเลือด สมอง และไม่ได้เกิดจากโควิดเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น การป้องกันภาวะมิสซีคือให้เด็กรับวัคซีน ส่วนสัญญาณของมิสซีไม่สามารถบอกได้จากอาการไข้ เพราะส่วนใหญ่ไข้มักเป็นอาการพื้นฐาน แต่ต้องดูประวัติการป่วยของเด็กด้วยและภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกราย    ดังนั้นเด็กที่หายป่วยแล้ว ยังต้องติดตามอาการ หรือหากไม่แน่ใจก็ควรรีบปรึกษาแพทย์

ที่มา : https://www.komchadluek.net
MIS-C ภาวะอันตรายของเด็กหลังหายจากโควิด19
MIS-C ภาวะอันตรายของเด็กหลังหายจากโควิด19

 

ในประเทศไทย จำนวนเด็กติดเชื้อโควิด-19 สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะทำให้มีการพบผู้ป่วย MIS-C (มิสซีเพิ่มขึ้นเช่นกัน ภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด ซึ่งพบในเด็กที่มีประวัติป่วยเป็นโรค COVID-19 และหายจากโรคนำมาก่อน หลังจากนั้นประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ ก็มีอาการ shock และ บางรายเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยที่เด็กเหล่านี้มักเป็นเด็กที่สุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน ดังนั้น เรามาทำความรู้จัก ภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด เพื่อให้พ่อแม่ได้ระวังและเฝ้าสังเกตอาการกันค่ะ

MIS-C คืออะไร?

MIS-C เอ็มไอเอสซี หรือ มิสซี ย่อมาจาก Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents เป็น กลุ่มอาการคล้าย โรคคาวาซากิ แต่รุนแรงกว่ามาก มีภาวะของอวัยวะอักเสบเฉียบพลันพร้อม ๆ กันหลาย ๆ อวัยวะ เด็กที่ป่วยเป็นภาวะ MIS-C จะมีอาการดังต่อไปนี้

mis-c ในเด็ก
ภาวะ mis-c ในเด็ก

ภาวะ MIS-C มีอาการอย่างไร?

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (The Center of Disease Control -CDC) ได้ให้คำจำกัดความ ภาวะ MIS-C ดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่มีอายุ น้อยกว่า 21 ปี
  2. มีอาการดังต่อไปนี้
    • มีประวัติไข้ ไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง หรือ วัด แล้วมี ไข้ (fever) ≥ 38.0 C ซึ่งอาการไข้ เป็นอาการที่สำคัญที่พบในผู้ป่วย MIS-C
    • ตาแดง 2 ข้าง แต่ไม่มีขี้ตา
    • ริมฝีปากแห้ง แดง ลิ้นแดงเป็นตุ่ม
    • ผื่นขึ้นตามตัว
    • ฝ่ามือ-เท้าบวม
    • ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มักเป็นข้างเดียวและไม่มีอาการเจ็บ
    • ระบบการทำงานอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานผิดปกติ ตั้งแต่ 2 ระบบขี้นไป (ซึ่งประกอบด้วย ระบบ หัวใจ, ระบบไต, ระบบทางเดินหายใจ, ระบบเลือด, ระบบทางเดินอาหาร, ระบบผิวหนัง, และ ระบบประสาท)
    • มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
  3. พบมีหลักฐานการอักเสบจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (evidence of inflammation) (โดยพบค่าความผิดปกติ มากกว่า 1 การตรวจ)
  4. พบหลักฐานการติดเชื้อ SARS-CoV-2
    • โดยวิธี reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR), serology หรือ antigen test
    • มีประวัติการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 ภายใน 4 สัปดาห์ ก่อนหน้าจะมีอาการ
  5. ไม่สามารถวินิจฉัยโรคอื่นได้

เกณฑ์เฝ้าระวังโรค MIS-C ขององค์การอนามัยโลก

  1. มีการอักเสบรุนแรงทั่วร่างกาย
  2. ความดันต่ำ หรือภาวะช็อค
  3. การทำงานของหัวใจผิดปกติ
  4. มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  5. มีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

โรค MIS-C ต่างจาก KAWASAKI อย่างไร?

ภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด นั้น มีลักษณะที่แตกต่างจาก Kawasaki disease ที่พบโดยทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยจากภาวะ MIS-C จะมีลักษณะเด่น คือ

  1. ผู้ป่วยมักจะมีอายุมากกว่า (อยู่ในช่วง 6 เดือน ถึง 16 ปี)
  2. มีอาการทางระบบทางเดินอาหารมากกว่า: อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง
  3. มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจทีรุนแรงกว่า
  4. เม็ดเลือดขาว ชนิด neutrophil สูงกว่า ชนิด lymphocyte ต่ำกว่า, platelet count ต่ำกว่า, PT/ PTT, D-dimer สูงกว่า (มีระดับค่าเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน)
  5. ค่าการอักเสบ CRP สูงกว่า
  6. พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากกว่า ได้แก่ Kawasaki disease shock syndrome และภาวะ macrophage activation syndrome
  7. พบภาวะ myocarditis และ ความผิดปกติของ echocardiography มากกว่า
โควิดในเด็ก
โควิดในเด็ก

ความรุนแรงของโรคส่งผลต่อเด็กอย่างไร?

ภาวะ MIS-C อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการผิดปกติในหลายระบบ ได้แก่

  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด : ทำให้มีอาการช็อค ความดันต่ำ หัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ เส้นเลือดหัวใจผิดปกติ
  • ระบบทางเดินหายใจ : ปอดอักเสบ กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน ลิ่มเลือดอุดตันในปอด
  • ไต : ไตวายฉับพลัน
  • ระบบทางเดินอาหาร : ท้องเสีย ท้องอืด อาเจียน ปวดท้อง เลือดออกทางเดินอาหาร หรือตับอักเสบ
  • ผิวหนัง : ผิวหนังแดง เยื่อบุอักเสบ เป็นผื่น
  • ระบบประสาท : มีอาการชัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ระบบเลือด : เกิดการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

การรักษาผู้ป่วย MIS-C

เนื่องจาก MIS-C เป็นโรคที่พบใหม่ จึงยังไม่มีแนวทางการรักษาที่ชัดเจนเหมือนโรคคาวาซากิ ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้ จึงควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อติดตามเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล แพทย์จะพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมต่อไป หากผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคคาวาซากิ มักได้รับการรักษาตามแนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐานของโรคนี้ ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการอื่นๆ จะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) และ/หรือให้ยาในกลุ่มที่ใช้ยับยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีการทำงานมากเกินกว่าปกติ

แม้ผู้ป่วย MIS-C จะมีอาการรุนแรงกว่า KAWASAKI แต่ยังมีข่าวดีตรงที่ ส่วนใหญ่จะตอบสนองดีต่อการรักษาอาการด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ จนสามารถหายเป็นปกติได้ มีเพียงส่วนน้อยที่เสียชีวิต

MIS-C คือ
MIS-C คือ

สถานการณ์โรค MIS-C ในประเทศไทย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 0-18 ปีในการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 (1 เม.ย.- 11 ก.ย.) มีผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว 174,645 ราย แบ่งเป็นเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น (อายุ 6-18 ปี) 129,165 ราย เสียชีวิต 15 ราย และ เด็กปฐมวัย (อายุ 0-5 ปี) ติดเชื้อสะสม 45,480 ราย เสียชีวิต 14 ราย

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย พบว่าจากการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกล่าสุดทำให้มีเด็กอายุ 0-18 ปีติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะทำให้มีการพบผู้ป่วย MIS-C (มิสซีเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเป็นอาการที่พบในเด็กหลังหลังติดเชื้อโควิด 2-8 สัปดาห์

จากการเก็บข้อมูลในประเทศไทยพบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรค MIS-C ประมาณ 20-25 ราย เมื่อเทียบจำนวนเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 ในปีนี้ สัดส่วนเด็กที่ป่วยเป็นโรค MIS-C อยู่ที่ประมาณ 1:10,000 ราย

Must Read >> รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

การป้องกันโรค MIS-C

แม้จะเป็นโรคใหม่ยังไม่มีการรักษาที่ชัดเจน แต่สำหรับการป้องกัน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เช่น สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ รวมถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อความปลอดภัยและห่างไกลจาก COVID-19

ขอบคุณข้อมูลจาก : workpointtoday.com/mis-c/ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กรุงเทพธุรกิจchulalongkornhospital.go.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่แชร์ เมื่อลูกติดโควิด! วิธีรักษา – Home Isolation เด็ก

รักษาโรคภูมิแพ้ ด้วยการปรับภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ลูกรักชนะโรคร้าย

โรค G6PD คือ อะไร อันตรายกับลูกแค่ไหน พ่อแม่ควรรู้!

ผื่นแพ้นมวัว จากโรคแพ้นมวัว ในทารกหรือเด็กเล็ก อาการเป็นอย่างไร

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนเด็ก64

รวมแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ปี 2564

คุณพ่อ คุณแม่คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า วัคซีนสามารถช่วยชีวิตลูกน้อยของคุณได้ สามารถป้องกันการคุกคามของโรคร้ายต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคร้าย และสามารถลดความเสี่ยงการพิการในวัยเด็ก ทาง ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมราคา แพ็กเกจวัคซีน ปี 2564 มาฝากคุณพ่อ คุณแม่ค่ะ

รวม แพ็กเกจวัคซีน ปี 2564

1. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลวิภาราม     

โรงพยาบาลวิภาราม

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : www.vibharam.com

 2. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลบางโพ

โรงพยาบาลบางโพ

PACKAGE วัคซีนสำหรับเด็ก   2 เดือน – 1 ปี  ราคา 5,399 บาท                                                                      

(2 เดือน) วัคซีนรวม 6 โรค (คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบและตับอักเสบบี เข็ม 2)

(4 เดือน) วัคซีนรวม 5 โรค (คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ)

(6 เดือน) วัคซีนรวม 6 โรค (คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบและตับอักเสบบี เข็ม 3)

(9 เดือน)  วัคซีนไข้สมองอักเสบ เข็ม 1

(12 เดือน) วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม เข็ม 1

เงื่อนไขการเข้ารับบริการ

1. ราคาดังกล่าว ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล

2. แพ็กเกจดังกล่าวไม่สามารถใช้ร่วมกับสิทธิ์และส่วนลดอื่น ๆ ได้

3. ผู้เข้ารับบริการชำระค่าใช้จ่าย ณ โรงพยาบาล ในวันที่เข้ารับบริการ

4. โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

5.คลินิกกุมารเวช ชั้น 4 อาคาร 2 โรงพยาบาลบางโพ

สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02 587 0144 ต่อ 2401 หรือ เว็บไซต์ : www.bangpo-hospital.com                                  

ระยะเวลา : วันนี้ – 30 มิถุนายน 2564 

3. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ

แพ็กเกจวัคซีน IPD ราคา 2,200 บาท – 9,800 บาท

โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ

หมายเหตุ                                                                                                                                                                วัคซีน IPD สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป หากเริ่มฉีดตั้งแต่อายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีน PCV (10 หรือ 13 สายพันธุ์) เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีก 1 ครั้งที่อายุ 12 – 15 เดือน โดยห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 2 เดือน (รวมฉีดทั้งหมด 4 ครั้ง) หากเริ่มฉีดหลังอายุ 6 เดือน แต่น้อยกว่า 1 ปี ให้ฉีด 3 เข็ม โดยสองเข็มแรกฉีดห่างกัน 2 เดือน และฉีดกระตุ้นอีก 1 ครั้ง เมื่ออายุ 12 – 15 เดือน หากเริ่มฉีดหลังอายุ 1 ขวบ ฉีด 2 เข็มห่างกันสองเดือน

เงื่อนไข

1. โปรโมชั่นนี้ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

2. ราคาดังกล่าวเฉพาะค่ายา ยังไม่รวมค่าแพทย์ ค่าเวชภัณฑ์ และค่าบริการ

3. โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับบัตรส่วนลด และสิทธิพิเศษส่งเสริมการขายอื่น ๆได้

4. ทางโรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

5. ติดต่อสถาบันกุมารเวช อาคาร 1 ชั้น 2 โทร 1728 ต่อ 10240, 10241

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : www.sikarin.com

4. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์

แพ็คเกจวัคซีนเด็ก PACKAGE 2 ( 2 เดือน ถึง 1 ปีครึ่ง)

โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์ 1

2 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิป ไวรัสตับอักเสกบี (6 โรค) วัคซีนป้องกันโรต้าไวรัส ครั้งที่ 1

4 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิป (5 โรค) วัคซีนป้องกันโรต้าไวรัส ครั้งที่ 2

6 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิป (6 โรค)

9 เดือน – 1 ปี วัคซีนไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 1

1 ปี วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม สุกใส

1 ปี – 1ปีครึ่ง วัคซีน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิป (5 โรค)

หมายเหตุ : ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
ราคาดังกล่าวสำหรับผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น

เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนด

ระยะเวลาตั้งแต่ 6 พ.ย.63 31 ธ.ค.64

ราคา   12,000   บาท

แพ็คเกจวัคซีนเด็ก PACKAGE 3 (6 เดือน ถึง 1 ปีครึ่ง)

โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์

6 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิป (6 โรค)

9 เดือน – 1 ปี วัคซีนไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 1

1 ปี วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม สุกใส

1 ปี – 1ปีครึ่ง วัคซีน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิป (5 โรค)

หมายเหตุ : ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว

ราคาดังกล่าวสำหรับผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น

เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนด

ระยะเวลาตั้งแต่ 6 พ.ย.63 31 ธ.ค.64

ราคา   5,600   บาท

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : www.synphaet.co.th

 5. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลบางมด

แพ็กเกจวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า

โรงพยาบาลบางมด1

เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

ราคา 2,200 บาท (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าแพทย์ และค่าบริการรพ. )

รับบริการได้ที่แผนกผู้ป่วยนอกชั้น 11  (สอบถามนัดหมายล่วงหน้า 02 867 0606 ต่อ 1106)

แพ็กเกจวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ

โรงพยาบาลบางมด2

เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564                                                                                                                                        

Plan 1  ราคา 2,400 บาท (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าแพทย์ และค่าบริการรพ.)                

Plan 2 ราคา 1,600 บาท (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าแพทย์ และค่าบริการรพ. )                                                                             

รับบริการได้ที่แผนกผู้ป่วยนอกชั้น 11  (สอบถามนัดหมายล่วงหน้า 02 867 0606 ต่อ 1106

แพ็กเกจวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส

โรงพยาบาลบางมด3

เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564                                                                                                                                         

ราคา 6,900 บาท (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าแพทย์ และค่าบริการรพ. )

รับบริการได้ที่แผนกผู้ป่วยนอกชั้น 11  (สอบถามนัดหมายล่วงหน้า 02 867 0606 ต่อ 1106)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โทร 0 2867 0606 ต่อ 1106,3503,3504

Line : @bangmodhospital

Facebook : Bangmod Hospital

เว็บไซต์ : www.bangmodhospital.com

6. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม

วัคซีน นิวโมคอคคัส (IPD)

โรงพยาบาลวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม1

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันนี้ 31 ธันวาคม 2564

วัคซีนไวรัสโรต้า

โรงพยาบาลวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม2

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564                                                                                                      สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : www.vichaivej.com/nongkhaem/

 7. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2

โรงพยาบาลพญาไท 2

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564                                                                                                          สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : www.phyathai.com

 8. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

สิ่งที่ลูกน้อยจะได้รับ : ลูกน้อยจะได้รับการตรวจสุขภาพโดยกุมารแพทย์ก่อนฉีดวัคซีนทุกครั้งรับสมุดบันทึกสุขภาพและบันทึกการรับวัคซีน 1 เล่ม

* ราคาเหมาจ่ายเฉพาะค่าวัคซีนยังไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการ
* ขอสงวนสิทธิ์ในการแลกเปลี่ยนหรือคืนเงินในกรณีที่รับวัคซีนไม่ครบตามแพคเกจเหมาจ่าย

รับบริการที่ : แผนกตรวจสุขภาพเด็กดี 02-625-9000 ต่อ 31330-1

สอบถามพิ่มเติมได้ที่ : www.bch.in.th                                                                                                                ระยะเวลา : 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2564

9. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลนครธน                                                                                                           

โรงพยาบาลนครธน1

โรงพยาบาลนครธน2

โรงพยาบาลนครธน3

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564                                                                                                            สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : www.nakornthon.com

 10. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลธนบุรี 2                                                                                                 

โรงพยาบาลธนบุรี 2

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2564                                                                                                            สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :www.thonburi2hospital.com

 11. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

เงื่อนไขในการเข้ารับบริการ 

1. ราคาดังกล่าวนี้รวมเฉพาะค่าวัคซีนและค่าฉีดยา ยังไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล

2. แพ็กเกจนี้ใช้ได้เฉพาะแผนกผู้ป่วยนอกเท่านั้น และไม่สามารถใช้ร่วมกับสิทธิ์และส่วนลดอื่น ๆ ได้ เช่น ผู้ถือหุ้น บริษัทคู่สัญญา และบริษัทประกัน

3. โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

4.ราคาดังกล่าวเฉพาะคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักถาวรอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

ระยะเวลา :1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2564                                                                                                            สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :www.vichaiyut.com

12. ราคาแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลลาดพร้าว

แพ็กเกจวัคซีนเด็กแรกเกิด-1ปี

แพ็กเกจชุด  GOLD  ราคา  8,500 บาท

แพ็กเกจชุด PLATINUM   ราคา  15,900  บาท

โรงพยาบาลลาดพร้าว

หมดเขต 30 มิถุนายน 2564

สอบถามรายละเอียดและเข้ารับบริการได้ที่ : www.ladpraohospital.com

อาคาร 2 ชั้น 2  โทร 02-530-2556

ศูนย์กุมารเวชกรรม ต่อ 2200, 2201

ศูนย์พัฒนาการเด็ก ต่อ 2200, 2201

เพจ Facebook : ศูนย์กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลลาดพร้าว

บทความที่น่าสนใจ

วัคซีนพื้นฐานสำหรับลูกน้อยในขวบปีแรก เป็นสิ่งจำเป็นและไม่ควรเลื่อนฉีด

ตารางวัคซีน 2564 ปีนี้มีปรับรายละเอียด? ลูกต้องฉีดอะไร ตอนไหนบ้าง เช็กเลย!

5 วัคซีนเด็ก สำคัญ! ป้องกัน 9 โรคร้ายให้ลูกตอนโต

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รวมประกันโควิด 2021 เทียบเบี้ยประกันไวรัสโคโรน่า COVID-19

รวมประกันโควิด 2021 เทียบเบี้ยประกันไวรัสโคโรน่า COVID-19

ซื้อไว้อุ่นใจกว่า! รวมประกันโควิด 2021 เบี้ยเท่าไหร่ ได้ค่าอะไรบ้าง

รวมประกันโควิด 2021

แม้จะเข้าปี 2021 แล้ว แต่โควิด-19 ก็ยังวนเวียนไม่หายไปไหน หลาย ๆ ครอบครัวที่เคยซื้อประกันโควิดในปี 2020 ก็คงใกล้หมดระยะเวลาคุ้มครองแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องซื้อใหม่ แต่ก่อนที่จะซื้อประกันโควิดเพื่อคุ้มครองคนในครอบครัว มาดูแผนประกันและผลประโยชน์เพื่อเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจกันดีกว่า

สินทรัพย์ประกันภัย ประกันโควิด-19 จ่ายค่ารักษาจากสินทรัพย์ประกันภัย ช่วงอายุ 1-99 ปี

รวมประกันโควิด

  • แผน 1 เบี้ยประกันภัย 449 บาทต่อปี ค่ารักษา 100,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 500,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 50,000 บาท
  • แผน 2 เบี้ยประกันภัย 799 บาทต่อปี ค่ารักษา 100,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 1,000,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 100,000 บาท
  • แผน 3 เบี้ยประกันภัย 999 บาทต่อปี ค่ารักษา 100,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 2,000,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 100,000 บาท

หมายเหตุ

*รับเฉพาะผู้เอาประกันสัญชาติไทย

 

กรุงเทพประกันภัย ประกันโควิดคัฟเวอร์ ประกันโควิด-19 และอุบัติเหตุ ช่วงอายุ 1-100 ปี

ประกันโควิด 2021

  • แผน 1 เบี้ยประกันภัย 699 บาทต่อปี เจอจ่าย 50,000 บาท ค่ารักษา 50,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 500,000 บาท (เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย) / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 50,000 บาท
  • แผน 2 เบี้ยประกันภัย 289 บาทต่อปี ช่วงอายุ 1-100 ปี เจอจ่าย 10,000 บาท ค่ารักษา 20,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 200,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 20,000 บาท

หมายเหตุ

*รับเฉพาะผู้เอาประกันสัญชาติไทย

*ผู้เอาประกันสามารถทำได้คนละ 1 ฉบับ

 

อาคเนย์ประกันภัย ประกันโควิด-19 และอุบัติเหตุ จากอาคเนย์ ช่วงอายุ 1-99 ปี

รวมประกันโควิด 2021

  • แผน 1 เบี้ยประกันภัย 260 บาทต่อปี เจอจ่าย 50,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 50,000 บาท
  • แผน 2 เบี้ยประกันภัย 519 บาทต่อปี เจอจ่าย 100,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 100,000 บาท
  • แผน 3 เบี้ยประกันภัย 778 บาทต่อปี เจอจ่าย 150,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 150,000 บาท
  • แผน 4 เบี้ยประกันภัย 1,037 บาทต่อปี เจอจ่าย 200,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 200,000 บาท

หมายเหตุ

*รับเฉพาะผู้เอาประกันสัญชาติไทย

 

วิริยะประกันภัย ประกันโควิด-19 จากวิริยะประกันภัย

รวมประกันโควิด 2021

  • โควิด ซูเปอร์ ชีลด์ แผน 1 เบี้ยประกันภัย 399 บาทต่อปี ช่วงอายุ 15 วัน – 99 ปี เจอจ่าย 50,000 บาท ชดเชยนอนโรงพยาบาล 500/วัน* (สูงสุดไม่เกิน 14 วัน) / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 50,000 บาท

หมายเหตุ

*ขอสงวนสิทธิ์ สำหรับผู้ที่มีประกันภัยโควิด 19 ของวิริยะประกันภัย ไม่สามารถซื้อแผนนี้เพิ่มได้

*รับเฉพาะผู้เอาประกันสัญชาติไทย

  • โควิด ซูเปอร์ ชีลด์ แผน 2 เบี้ยประกันภัย 599 บาทต่อปี ช่วงอายุ 15 วัน – 99 ปี เจอจ่าย 100,000 บาท ชดเชยนอนโรงพยาบาล 500/วัน* (สูงสุดไม่เกิน 14 วัน) / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 50,000 บาท

หมายเหตุ

*ขอสงวนสิทธิ์ สำหรับผู้ที่มีประกันภัยโควิด 19 ของวิริยะประกันภัย ไม่สามารถซื้อแผนนี้เพิ่มได้

*รับเฉพาะผู้เอาประกันสัญชาติไทย

  • โควิด โปรเทค (Covid Protect) เบี้ยประกันภัย 439 บาทต่อปี ช่วงอายุ 15 วัน – 75 ปี ค่ารักษา 30,000 บาท ชดเชยนอนโรงพยาบาล 500/วัน* (เงินชดเชยสูงสุด 14 วัน) เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 300,000 บาท / คุ้มครองอุบัติเหตุ เสียชีวิต 100,000 บาท

หมายเหตุ

*ไม่มีการเดินทางออกนอกประเทศไทยในระหว่าง 14 วันก่อนซื้อกรมธรรม์

*ทำได้เฉพาะผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น ประกันอุบัติเหตุคุ้มครองทันที

 

เอเชียประกันภัย ช่วงอายุ 1-75 ปี

รวมประกันโควิด 2021

  • แผน COVID 500 เบี้ยประกันภัย 500 บาทต่อปี เจอจ่าย 50,000 บาท ชดเชยนอนโรงพยาบาล 1,000/วัน* เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 500,000 บาท

หมายเหตุ

*สูงสุด 50,000 บาท ไม่เกิน 50 วัน

  • แผน COVID 1825 เบี้ยประกันภัย 1,825 บาทต่อปี ค่ารักษา 250,000 บาท ชดเชยนอนโรงพยาบาล 2,500/วัน* เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 2,500,000 บาท

หมายเหตุ

*สูงสุด 125,000 บาท ไม่เกิน 50 วัน

 

ทิพยประกันภัย ประกันไวรัสโคโรนา ช่วงอายุ 1-99 ปี

รวมประกันโควิด 2021

  • แผน 1 เบี้ยประกันภัย 117 บาทต่อปี ค่ารักษา 7,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 70,000 บาท
  • แผน 2 เบี้ยประกันภัย 711 บาทต่อปี ค่ารักษา 70,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 700,000 บาท
  • แผน 3 เบี้ยประกันภัย 450 บาทต่อปี ค่ารักษา 50,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 500,000 บาท
  • แผน 4 เบี้ยประกันภัย 850 บาทต่อปี ค่ารักษา 100,000 บาท เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (โคม่า) 1,000,000 บาท

หมายเหตุ

*เข้าโรงพยาบาลในเครือ ไม่ต้องสำรองจ่าย

*ก่อนทำประกัน 14 วัน ไม่มีการเดินทาง ไป/กลับ จีน

 

สำหรับประกันโควิด-19 ของแต่ละบริษัทมีการคุ้มครองที่แตกต่างกันไป ทั้งการเจอจ่าย ให้ค่ารักษาพยาบาล ดูแลในช่วงโคม่า มีการชดเชยรายได้ระหว่างนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงกรณีอุบัติเหตุ โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังต้องเช็คประกันที่มีอยู่ เพราะประกันสุขภาพบางกรมธรรม์มีเงื่อนไขดูแลสุขภาพร่างกายอย่างครอบคลุมเพียงพออยู่แล้ว อาจไม่ต้องซื้อประกันโควิด-19 เพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูล : insurance.counterservice.co.th และ insure.724.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ฤกษ์คลอดลูก มกราคม 2564 ต้นปีฉลู คลอดลูกวันไหนดี พาแม่ร่ำรวย

เล่นอะไรให้ลูกฉลาด หมอแนะ! วิธีเล่นกับลูกตั้งแต่แรกเกิด – 5 ปี

หมอเฉลย5 วิธีกำจัดน้ำมูก ล้างจมูกทารก (ที่แชร์กัน)ดีจริงไหม?

ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2563 – 2564 โรงเรียนชื่อดังในกทม.

น้ำผลไม้สําหรับทารก

เตือนป้อนน้ำส้ม น้ำผลไม้สําหรับทารก ก่อนอายุ 6 เดือน เสี่ยงลูกสำลักเสียชีวิตได้!

น้ำส้มคั้น น้ำผลไม้สําหรับทารก มีประโยชน์ก็จริง แต่ถ้าป้อนให้ลูกผิดเวลา หรือป้อนให้ก่อนวัย ก็อาจทำให้เกิดโทษ ถึงขั้นทำลูกน้อยเสียชีวิตได้ เช่นกับอุทาหรณ์เรื่องนี้!

อุทาหรณ์! ทารกวัย 1 เดือน ต้องสังเวยชีวิต!
หลังถูกยายป้อน!! “น้ำส้ม”
น้ำผลไม้สําหรับทารก ที่ไม่ควรป้อนก่อนวัย!!

ส้ม เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลไม้ยอดฮิต ที่พ่อแม่มักหามาป้อนให้ลูกกิน รวมไปถึงปู่ย่าตายาย ที่มักชอบคั้นน้ำส้ม น้ำผลไม้สําหรับทารก ให้กินเพื่อป้องกัน บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องผูก  แต่อย่างไรก็ตามหากเผลอป้อนน้ำส้มให้ทารกกินก่อนวัยอันควร ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อทารก ถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่นเดียวกับข่าวอุทาหรณ์เรื่องนี้..

ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ จ.ชัยภูมิ ซึ่งทางสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ ได้ออกมาเตือนคุณแม่มือใหม่ ให้ป้อนนม ป้อนอาหารลูกอย่างระวัง หลังหนูน้อยเพศชายวัย 1 เดือน ถูกยายรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ป้อนน้ำส้มให้กิน ก่อนเกิดอาการสำลักจนเสียชีวิต

โดยผู้เป็นแม่วัย 16 ปี เล่าว่า หลังป้อนนมลูกเสร็จแล้ว ก็ไปนั่งกินข้าว ปล่อยให้แม่ของตน (ยายเด็ก) อายุ 55 ปี ดูแลลูกชายแทน ระหว่างนั้นลูกชายเกิดร้องไห้งอแง ไม่หยุด แม่ของตนก็เลยไปหยิบผลส้มมาปลอกเปลือก บีบน้ำคั้นใส่ปากลูกชาย กระทั่งลูกชายมีอาการสำลักน้ำส้ม เกร็งจนตัวเขียว ตกใจมากทำอะไรไม่ถูก จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งโรงพยาบาล ปั๊มหัวใจยื้อชีวิต แต่ไม่สำเร็จ

น้ำผลไม้สําหรับทารก
ขอบคุณภาพข่าจาก : www.thaich8.com

ด้านนายกิตติชัย ชัยทิพย์ ผู้ใหญ่บ้านหนองประดู่ จ.ชัยภูมิ เผยว่า หลังเกิดเหตุได้ยื่นมือช่วยเหลือครอบครัวนี้ในเบื้องต้น พร้อมประกาศทางหอกระจายข่าว เรื่องการให้อาหาร การป้อน น้ำผลไม้สําหรับทารก และนมกับเด็กแรกเกิด เนื่องจากในชุมชนมีเด็กแรกเกิดใหม่ 3 คน เพื่อเตือนให้ระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดซ้ำอีก

ด้านนายแพทย์วชิระ บถพิบูลย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ แนะนำแม่มือใหม่ว่า ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลัก แนะนำบีบนมแม่ใส่ตู้เย็นสำรองไว้ แล้วนำมาอุ่นป้อนลูกน้อย และควรจัดท่านอนให้ถูกต้อง ไม่ควรป้อนนมขณะเด็กอยู่ในท่านั่ง

น้ำผลไม้สําหรับทารก

ทั้งนี้ทางสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) และหน่วยงานมาตรฐานอาหารแห่งประเทศอังกฤษแนะนำว่าไม่ควร ให้ลูกน้อยที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ดื่ม น้ำผลไม้สําหรับทารก เนื่องจากเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือนนั้นจะได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ จากน้ำนมแม่ในปริมาณที่เพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นการให้ลูกน้อยดื่มน้ำผลไม้ (รวมถึงน้ำ) จึงไม่จำเป็นและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ได้นั่นเอง

สำหรับลูกน้อยที่อายุ 6 เดือนขึ้นไปซึ่งเป็นวัยที่เริ่มกินอาหารเสริมได้แล้ว การให้ลูกน้อยดื่ม น้ำผลไม้สําหรับทารก จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่นั้นสามารถทำได้ แต่ก็มีข้อควรระวังดังนี้

  • ควรจะเป็นน้ำผลไม้ 100% ไม่ควรใช้น้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของน้ำตาล สารปรุงแต่งสี หรือสารปรุงแต่งกลิ่น และควรเป็นน้ำผลไม้ที่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์แล้วเท่านั้น เนื่องจากน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์นั้น อาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายแฝงอยู่ได้ เช่น เชื้อ Ecoli และเชื้อ Salmonella ซึ่งทำให้เกิดท้องเสียได้

  • ให้ลูกดื่ม/จิบน้ำผลไม้จากแก้ว ไม่ควรให้ลูกดูดจากขวด(นม) เพราะการดูดน้ำผลไม้จากขวด(นม)เสี่ยงต่อการทำให้ฟันของลูกน้อยอ่อนแอได้ ซึ่งเป็นผลจากน้ำตาลและกรดที่อยู่ในน้ำผลไม้นั่นเอง

  • ควรเจือจางน้ำผลไม้โดยการผสมกับน้ำสะอาด ในอัตราส่วนน้ำผลไม้ 1 ส่วนต่อน้ำ 1 ส่วนเป็นอย่างน้อย(ในประเทศอังกฤษนั้นแนะนำให้ผสมอัตราส่วนน้ำผลไม้ 1 ส่วนต่อน้ำ 10 ส่วน

  • ไม่ควรให้ลูกดื่มน้ำผลไม้ก่อนมื้ออาหารเสริม เพราะจะทำให้ลูกอิ่มและกินอาหารเสริมได้น้อยลงทำให้ได้รับวิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และโปรตีนจากอาหารเสริมน้อยลง

  • สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) แนะนำว่าในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 6 ปีไม่ควรดื่มน้ำผลไม้เกิน 4-6 ออนซ์ต่อวัน และไม่ควรเกิน 8-12 ออนซ์ต่อวันในเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไป

  • เช่นเดียวกับการเริ่มต้นให้ลูกน้อยกินอาหารเสริม คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มให้ลูกดื่มน้ำผลไม้ทีละหนึ่งชนิด เพื่อสังเกตว่าลูกมีอาการแพ้หรือมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อน้ำผลไม้นั้นๆ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการดื่มน้ำผลไม้มากเกินไป

  • อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับภาวะโภชนาการของลูก เช่น การได้รับโปรตีนหรือสารอาหารอื่นๆไม่เพียงพอ

  • น้ำตาลและกรดในน้ำผลไม้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพฟันของลูกได้

  • การดื่มน้ำผลไม้ที่ไม่สะอาด หรือมีการปนเปื้อน อาจทำให้เกิดการท้องร่วงได้

  • ทำให้ได้รับน้ำตาลในน้ำผลไม้มากเกินไป ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้

อย่างไรก็ตามจากข่าวนี้จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีอุบัติเหตุ โรคภัย หรืออันตรายจากเชื้อโรคต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย พ่อแม่ยุคนี้เจอโจทย์ที่ยาก และท้าทายมาก ว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโต อยู่รอด และประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า ดังนั้นพ่อแม่ยุคใหม่จึงต้องมีสติและสตรอง มีความรู้ในเรื่อง Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) ติดอาวุธให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกัน

ทั้งนี้สำหรับเรื่อง การป้อน น้ำผลไม้สําหรับทารก ก่อนวัยอันควร!! ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ HQ : Health Quotient  คือ ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งคนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้ ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐนั่นเองค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thaich8.com  ,  www.todayhealth.org

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

เตือนแม่มือใหม่ทุกคน! “ป้อนน้ำให้ลูกทารก” เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต จากภาวะน้ำเป็นพิษ

ป้อนกล้วยทารก ก่อนวัย…ส่งผลเสียร้ายแรงกับลูก มากกว่าที่คุณคิด!

อาหารเสริมเด็กทารก ป้อนก่อนวัยเสี่ยงอันตราย

อาหารเสริมทารก เริ่มด้วยอาหารแบบไหน? ทานอย่างไร?

อันตรายจากควันบุหรี่

แม่แชร์อุทาหรณ์! อันตรายจากควันบุหรี่ และกลิ่นที่ติดเสื้อ ทำลูก 2 ขวบเข้า ICU

เตือนพ่อ!! บุหรี่มือสาม อันตรายจากควันบุหรี่ และกลิ่น ภัยมืดที่มองไม่เห็น ทำลูก 2 ขวบ ต้องทุกข์ทรมาน ป่วยหนักเข้า ICU ปอดติดเชื้อ หอบ และหายใจเร็ว

แม่แชร์อุทาหรณ์! อันตรายจากควันบุหรี่
และกลิ่นที่ติดเสื้อ ทำลูก 2 ขวบป่วยหนักเข้า ICU

สำหรับคนที่สูบบุหรี่ นอกจากจะเป็นการทำลายร่างกายตัวเองแล้ว แต่คนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ก็สามารถได้รับผลกระทบ อันตรายจากควันบุหรี่ จากผู้ที่สูบได้ เพราะจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปี พ.ศ. 2558 พบว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ทางอ้อมประมาณ 600,000 คน ซึ่งอันตรายส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก บุหรี่มือสาม ซึ่งเป็น อันตรายจากควันบุหรี่ ที่ตกค้างอยู่ทั้งที่ร่างกายและสิ่งของต่างๆ ภายในบ้านและสิ่งแวดล้อม

จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้คนสูบบุหรี่เองและคนที่ไม่สูบบุหรี่ หนีไม่พ้นที่จะต้องสัมผัสกับ อันตรายจากควันบุหรี่ สารเคมีอันเกิดขึ้นจากบุหรี่ และเมื่อเข้าสู่ร่างกายก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดพิษและอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุด คือ เด็กเล็กๆ

เพราะเด็กมีโอกาสซึมซับฝุ่นละอองมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า เนื่องจากเด็กเล็กมักหายใจใกล้พื้นผิวสิ่งของต่างๆ หรือคลานเล่นตามพื้นที่มีสารพิษตกค้าง และบางครั้งเด็กอาจเลียหรือนำสิ่งของเข้าปากตามประสาเด็ก จึงเสี่ยงได้รับอนุภาคโลหะหนัก สารก่อมะเร็ง และสารกัมมันตรังสีจากบุหรี่ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกที่จะมีคนเป็นคนโรคจากการสัมผัสควันบุหรี่มือสามแม้ตัวเองจะไม่ได้สูบโดยตรงก็ตาม

เช่นเดียวกับหนูน้อยวัย 2 ขวบคนนี้ที่ต้องมารับเคราะห์กรรมจาก #ควันและกลิ่นของบุหรี่ ของพ่อ โดยคุณแม่ได้โพสต์ภาพลูกสาวในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ Siham Bt Hj Abd-razak พร้อมเล่าว่า..

 

หลายคนที่เข้าทักมาถามว่าลูกเป็นอะไรและสาเหตุเกิดจากอะไร???

คือลูกเป็นทั้งปอดติดเชื้อ หอบ และหายใจเร็ว (มากกกจนวัดค่าไม่ได้ว่าหายใจกี่ครั้งต่อนาที) สาเหตุก็มาจาก #ควันและกลิ่นของบุหรี่ ถึงไม่ได้สูบต่อหน้าแต่กลิ่นก็ยังติดเสื้อติดตัวอยู่

ถ้าถามว่าอาการหนักไหม?? คือลูกอยู่ห้อง ICU เด็ก 2วัน 2คืน ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ (เกือบจะโดนใส่ท่อด้วยซ้ำ) ใส่สายป้อนนมป้อนยา สายเครื่องวัดที่ช่วงอกหน้าท้องและขารุงรังไปหมด ต้องงดข้าว งดทุกอย่างที่ต้องกินทางปากจนปากแห้งและลอกออกมา มือเท้าโดนมัดหมด ดูดเสมหะวันละ 3-5 รอบ/วัน พ่นยาทุกๆ 4 ชม. แต่ก็ Alhamdullillah หมอและพี่ๆพยาบาลดูแลลูกดีมากกกถึงทำให้ลูกพักฟื้นตัวเร็ว วันนี้ลูกก็ได้กลับบ้านแล้วไม่นอนโรงบาลข้ามปีแล้วน่ะ

#ไม่รู้ว่าพ่อจะคิดได้ไหม ถ้ารักลูกเลิกได้ก็เลิกเหอะ

อันตรายจากควันบุหรี่

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : Siham Bt Hj Abd-razak

 

อย่างไรก็ตาม ‘บุหรี่มือสาม’ คนส่วนใหญ่อาจยังไม่คุ้นชินและไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่แท้จริงแล้วบุหรี่มือสาม คือ สารพิษจากควันบุหรี่ที่ตกค้างตามเส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้า ตุ๊กตา พรม โซฟา ผ้าม่าน ที่นอน หรือช่องแอร์ เป็นต้น หรือจะพูดให้เข้าใจได้ง่าย ควันบุหรี่มือสาม คือ สิ่งของ หรือสถานที่ที่มีคนมาสูบบุหรี่และทิ้งร่องรอยของสารพิษตกค้าง อนุภาคละอองไอสารเคมีที่เป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งไว้ให้เรา แม้ควันเหล่านั้นจะจางหายไปในอากาศแล้วก็ตาม

พ่อแม่ควรรู้!! 5 อันตรายจากควันบุหรี่ ที่ไม่คาดคิด?

1. แม้การสูบบุหรี่ 1 มวน จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีแต่สารพิษจากควันบุหรี่จะยังคงตกค้างอบอวนอยู่ในบ้านของคุณอย่างน้อย 6 เดือนแน่นอนว่าเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอย่างเด็กและสตรีมีครรภ์

2. แม้ว่าคุณจะสูบบุหรี่มาหลายสิบชั่วโมงก่อนที่จะเข้าบ้านมาสัมผัส อุ้ม เล่น หรือป้อนอาหารให้ลูกน้อยก็ตาม แต่นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง

3. หากคุณเป็นคนสูบบุหรี่แล้วลูกน้อยเข้ามาสัมผัสร่างกายลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางจมูก ผิวหนังก็ตามหรือแม้กระทั่งลูกสัมผัสตัวคุณในบริเวณที่มีสารพิษสะสมแล้วเอามือมาขยี้ตา ลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษผ่านเยื่อบุตาได้

4. สำหรับคุณแม่ที่สูบบุหรี่หรือได้รับการสูดดมเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกายสารพิษเหล่านั้นสามารถส่งไปถึงลูกน้อยได้เมื่อยามที่คุณให้นม

5. เด็กและทารกจะสามารถรับฝุ่นที่มีควันบุหรี่มือสามเข้าไปในร่างกายได้เป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่เพราะเด็กหายใจได้เร็วกว่าและสัมผัสใกล้กับพื้นผิวที่เป็นฝุ่นมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ

อันตรายจากควันบุหรี่

จะเห็นได้ว่า อันตรายจากควันบุหรี่ โทษของการสูบบุหรี่เกิดขึ้นได้กับทั้งตัวผู้สูบและผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบ ซึ่งหากได้สัมผัส หรือแค่เดินผ่าน หรือสูดเอาอากาศในบริเวณที่เคยมีคนสูบบุหรี่ไว้นานแล้วเข้าไปในร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด ที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

สิ่งสำคัญคือ หากผู้สูบมีคนที่รักรออยู่ ควรหันมาเลิกสูบบุหรี่ เพื่อผลดีต่อสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้าง ทีมแม่ ABK ขอเป็นหนึ่งกำลังใจในการเลิกสูบบุหรี่ครั้งนี้ของทุกท่าน ขอให้ทุกครอบครัวทำได้สำเร็จในเร็ววันค่ะ

สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน  โรคภัย มลภาวะต่างๆ จากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง พ่อแม่ยุคนี้เจอโจทย์ที่ยาก และท้าทายมาก ว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโต อยู่รอด และประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า ดังนั้นพ่อแม่ยุคใหม่จึงต้องมีสติและสตรอง มีความรู้ในเรื่อง Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) ติดอาวุธให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกัน

ทั้งนี้สำหรับเรื่อง อันตรายจากควันบุหรี่ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ HQ : Health Quotient  คือ ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งคนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้ ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐนั่นเองค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thaihealth.or.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

มะเร็งกล่องเสียง เกิดจากอะไร ถ้าเสียงแหบ ชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไปหาหมอเลย

วิจัยพบ! คนสูบบุหรี่ เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ง่ายกว่าคนอื่น!

น้องชายสั้นลง-เซ็กส์เสื่อม โทษของบุหรี่ ที่ผู้ชายควรรู้

วิจัยเผย! จุ๊ดจู๋สั้น แน่! ถ้ายังสูบบุหรี่ไม่เลิก

หน้ากากอนามัยเด็ก

เตือนใส่ หน้ากากอนามัยเด็ก -เบบี๋อันตรายมากกว่าป้องกัน

ทารกแรกเกิด-2ขวบ แพทย์เตือนไม่ควรใส่ หน้ากากอนามัยเด็ก อันตรายต่อระบบประสาทของลูก เป็นภัยมากกว่าป้องกันโควิด-19 แนะวิธีป้องกันสำหรับเบบี๋ที่ดีกว่าไม่อันตราย

เตือนใส่! หน้ากากอนามัยเด็ก -เบบี๋อันตรายมากกว่าป้องกัน

หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากอนามัยเด็ก Face Shield คือสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ใคร ๆ ต่างพากันหวาดระแวง กลัวการติดเชื้อ พากันหาวิธีป้องกันทั้งตนเอง และคนรอบข้างอันเป็นที่รักกันอย่างเต็มกำลังความสามารถนั้น ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เราต่างให้ความห่วงใยเป็นพิเศษ นั่นคือ ทารกแรกเกิด และเด็กเล็ก เบบี๋ ที่เราไม่อยากให้พวกเขาต้องได้รับความทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวัง ป้องกันให้แก่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ แต่วิธีการป้องกันเชื้อสำหรับผู้ใหญ่นั้น จะใช้ได้ดีสำหรับเด็กเล็กด้วยเหมือนกันหรือไม่นั้น วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK มีคำตอบมาฝากกัน

ไวรัสโคโรน่า Covid-19
ไวรัสโคโรน่า Covid-19

รู้จักเชื้อไวรัสที่ก่อโรค COVID-19

          เชื้อไวรัสที่ก่อโรค COVID-19 คือ เชื้อไวรัสโคโรนาชนิดหนึ่ง ซึ่งไวรัสโคโรนานี้ค้นพบและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้หวัดในเด็ก ๆ มานานแล้ว แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ เริ่มมีการรายงานของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาอุบัติใหม่ ซึ่งเป็นการติดต่อจากสัตว์สู่คน สำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาที่รายงานติดต่อจากสัตว์สู่คนตัวแรก คือ เชื้อไวรัสโคโรนาที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส  ซึ่งเป็นการติดมาจากตัวชะมดมาสู่คนและมีการระบาดในประเทศจีน ต่อมาเกิดการอุบัติของเชื้อไวรัสโคโรนาตัวที่สองที่ทำให้เกิดโรคเมอร์ส ซึ่งพบจุดกำเนิดที่ประเทศแถบตะวันออกกลางซึ่งมีอูฐเป็นพาหะ
          และเมื่อเดือนธันวาคม 2562 มีการระบาดของโรคปอดอักเสบเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งค้นพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโรค COVID-19 สาเหตุที่ชัดเจนว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ติดต่อมาจากสัตว์ชนิดใดอาจไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการตรวจทางพันธุกรรมพบว่า เชื้อนี้มีความใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนาในค้างคาวที่สุด ซึ่งต่อมาพบว่ามีการแพร่เชื้อจากคนไปสู่คน

แผลงฤทธิ์แพร่เชื้ออย่างไร

          โรค COVID-19 แพร่เชื้อจากคนไปสู่คนผ่านทางละอองฝอยจากการไอและจามเป็นหลัก พบว่าเชื้อสามารถคงทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมและวัตถุต่าง ๆ เช่น อยู่บนพลาสติกและเสตนเลสได้ถึง 3 วัน เป็นต้น รวมทั้งมีการตรวจพบเชื้อในอุจจาระของผู้ที่มีการติดเชื้อได้เป็นเวลาหลายวัน หากเราไปสัมผัสกับวัตถุหรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้ และเอามาป้ายตาจมูกปากก็อาจทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน โรค COVID-19 มีระยะฟักตัว 1 – 14 วัน โดยที่ร้อยละ 99 ของผู้ป่วยจะแสดงอาการใน 14 วันหลังจากสัมผัสโรค อย่างไรก็ตามมีรายงานผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีระยะฟักตัวถึงเกือบ 1 เดือน และผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 บางส่วนอาจจะไม่มีอาการ ซึ่งพบมีรายงานเด็กที่สัมผัสเชื้อและติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการถึงร้อยละ 4-15 แต่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้

หน้ากากอนามัยเด็ก ใช้ป้องกันได้แต่ต้องใช้ถูกวิธี
หน้ากากอนามัยเด็ก ใช้ป้องกันได้แต่ต้องใช้ถูกวิธี

          อาการแสดงของการติดเชื้อ COVID-19 มีความหลากหลายตั้งแต่เป็นไข้หวัดเล็กน้อย หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และในจำนวนนี้มีรายงานถึงร้อยละ 10 ที่มีอาการของระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และหากผู้ที่ติดเชื้อมีอาการมากขึ้นก็อาจมีอาการแสดงของปอดอักเสบ ปอดอักเสบอย่างรุนแรง บางรายอาจมีอาการเหมือนติดเชื้อในกระแสเลือด ช็อก หรือการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายล้มเหลว บางรายอาจถึงแก่ชีวิตได้ รายงานอัตราการเสียชีวิตโดยภาพรวมประมาณร้อยละ 2 แต่อาจจะสูงขึ้นในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

สำหรับเด็ก ๆ COVID-19 อันตรายอย่างไร

          สำหรับเด็ก ๆ ส่วนใหญ่แล้วเมื่อมีการติดโรค COVID-19 จะมีอาการน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก และกว่าร้อยละ 90 จะมีประวัติสัมผัสกับบุคคลในครอบครัวที่มีการติดเชื้อ เด็ก ๆ อาจจะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ และส่วนใหญ่ก็จะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดทั่วไป ซึ่งมักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ มีรายงานผู้ป่วยที่เป็นโรค COVID-19 ที่มีอาการหนักและวิกฤตร้อยละ 6 ในขณะที่ผู้ใหญ่ที่มีอาการหนักและวิกฤตพบมากถึงร้อยละ 19 โดยกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีอาการรุนแรงในเด็ก ได้แก่ ทารกและเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี

เด็ก ๆ กับการใส่หน้ากากอนามัย

ในปัจจุบันแนะนำให้ทุกคนสวมใส่หน้ากาก หากต้องเดินทางไปในที่สาธารณะหรือชุมชนที่มีคนหนาแน่น โดยในเด็กที่แข็งแรงดี อาจใช้หน้ากากผ้าได้ โดยต้องมีขนาดพอดี คลุมจมูก ปากและคาง รวมทั้งกระชับใบหน้า อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สวมหน้ากากหรือแผ่นพลาสติกใสคลุมหน้า (face shield) ให้กับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี รวมทั้งเด็กที่ช่วยเหลือถอดหน้ากากเองไม่ได้หากหายใจไม่ออก เพราะเด็กกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงในการขาดอากาศหรือมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งจนเป็นอันตรายได้ และ face shield อาจบาดใบหน้า ซึ่งในกลุ่มเด็กเล็กอาจใช้ผ้าคลุมรถเข็น หรือตระกร้าใส่เด็กเพื่อกันละอองฝอยที่อาจมีเชื้อโรคแทน ในกรณีที่เด็กมีอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น มีอาการไอหรือจาม อาจพิจารณาใส่หน้ากากอนามัย

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
เตือนพ่อแม่ ไม่ควรใส่ หน้ากากอนามัยเด็ก ทารก
เตือนพ่อแม่ ไม่ควรใส่ หน้ากากอนามัยเด็ก ทารก

เตือนพ่อแม่!! ห้ามสวม หน้ากากอนามัยเด็ก ที่อายุต่ำกว่า 2 ปี 

ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทยได้ออกมาประกาศว่า ไม่สนับสนุนให้มีการใส่ face shield หรือ หน้ากากอนามัยเด็ก แก่ทารกแรกเกิด เนื่องจาก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับทารกในการใส่ face shield หรือ หน้ากากอนามัยได้ ดังนี้

1. เนื่องจากทารกแรกเกิดหายใจทางจมูกเป็นทางหลัก (obigate nasat breather) ยังไม่มีความสามารถหายใจชดเชยด้วยการอ้าปากหายใจได้เมื่อมีการขาดอากาศ หรือออกซิเจน ดังนั้นวัสดุต่างๆ ที่นํามาผลิตเป็น surgical mask หรือ non-surgical mask หากมีคุณสมบัติ breathability (แรงต้านต่อการไหลของอากาศเข้า-ออก) สูงเกินไป อาจ ทําให้ทารกหายใจได้ไม่เพียงพอ และมีโอกาสเกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกิดอันตรายต่อระบบประสาทของทารกส่งผลให้เกิดอาการเซื่องซึม หรือหมดสติได้

“เชื่อว่าคุณแม่หลายท่านอาจจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอว่า ในช่วง 6 เดือนแรก อย่าเพิ่งให้ลูกนอนคว่ำ เพราะลูกยังไม่มีความสามารถที่จะพลิกหน้าพลิกตัวได้ และท่านอนคว่ำยังทำให้เสี่ยงต่อการที่หน้ากดกับที่นอนแล้วเกิดภาวะขาดหายใจ เพราะฉะนั้น ก็เช่นเดียวกันกับการนำแมสก์ไปใส่ให้ลูก ลูกจะดึงทิ้งเองก็ทำไม่ได้ ไม่รู้จะเอาหน้าหนีไปอย่างไรเมื่อหายใจไม่ออก ภาวะขาดออกซิเจนในเด็กเล็กๆ จะยิ่งไปกดศูนย์ควบคุมการหายใจ แทนที่เขาจะช่วยตัวเองให้หายใจเพิ่มมากขึ้น อาจจะหยุดหายใจไปเลยก็ได้” รศ.พญ.พิมลวงศ์ศิริเดช กรรมการบริหาร ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิดกล่าว

2. วัสดุพลาสติกที่ใช้บังหน้าทารกอาจมีความคมบาดใบหน้า ดวงตาทารกได้ แต่ถ้ากลัวมาก ๆ อยากจะใส่เฟซชิลด์กันจริงๆ ก็ต้องใส่ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด เช่นระหว่างการเดินทางในที่สาธารณะ แต่ไม่ควรใส่ตลอดเวลา

ทารกไม่ต้องใส่ หน้ากากอนามัยเด็ก ให้คนใกล้ชิดใส่แทน
ทารกไม่ต้องใส่ หน้ากากอนามัยเด็ก ให้คนใกล้ชิดใส่แทน

“อยู่บ้านดีที่สุด”

รศ.พญ.พิมล วงศ์ศิริเดช ได้ให้คำแนะนำสำหรับการดูแลทารกแรกเกิด ถึงเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีไว้ว่า

ไม่พาเด็กไปในที่สุ่มเสี่ยง พาออกไปข้างนอกตามที่จำเป็น เช่น การไปโรงพยาบาลเพื่อรับการฉีดวัคซีนพื้นฐานตามที่แพทย์นัด หรือเด็กมีอาการไม่สบาย ในกรณีเหล่านี้ก็สมควรที่จะต้องพาไปโรงพยาบาล แต่หากจะพาออกไปซื้อของด้วยกันหรือพาไปเที่ยวนอกบ้าน แบบนี้ก็ควรที่จะต้องเว้นไว้ก่อน บุคคลที่จะพาเชื้อโรคมาสู่เด็กแรกเกิดก็คือ “ผู้ใหญ่” ฉะนั้น ผู้ใหญ่ในบ้านต้องสำรวจตัวเองว่ามีโอกาสนำเชื้อมาให้เด็กในบ้านหรือไม่ และไม่พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิดด้วย ในตอนที่ยังไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ไม่แนะนำให้พาเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดออกไปไหนอยู่แล้ว เพราะมีโอกาสที่จะสัมผัสผู้คนเยอะ แม้จะไม่มีเชื้อโควิด ก็ยังมีเชื้อโรคที่รับมาทางระบบทางเดินหายใจได้

การป้องกันที่ดีที่สุดในการป้องกันการแพร่เชื้อสู่ทารก มี 5 วิธี ดังนี้ 

  1.  ล้างมือให้สะอาดตามสุขอนามัยก่อนสัมผัสทารก และควรใส่หน้ากากอนามัยสำหรับผู้เลี้ยงดูหากไม่แน่ใจในอาการของตัวเอง
  2. ผู้มีอาการไม่สบายโดยเฉพาะมีอาการทางระบบหายใจ งด เข้าใกล้ทารก
  3. งด การนําทารกแรกเกิดออกนอกบ้าน ยกเว้น การพาไปฉีดวัคซีนตามกําหนด หรือไปพบแพทย์เมื่อมีอาการไม่สบาย
  4. หากจําเป็นต้องพาทารกไปอยู่ในที่ชุมชน ควรปฏิบัติตามนโยบายของ Physical distancing อย่างเคร่งครัดโดยห่างจากผู้อื่น ประมาณ 6 ฟุต (2 เมตร)
  5. งดการเยี่ยมทารก จากบุคคลภายนอกทั้งที่โรงพยาบาล และที่บ้าน ควรใช้สื่อทางสังคม (social media) แสดงความยินดีแก่ครอบครัวแทน
ข้อควรระวังการสวม หน้ากากอนามัยเด็ก
ข้อควรระวังการสวม หน้ากากอนามัยเด็ก

ข้อควรระวังในการใส่หน้ากากอนามัย

ทั้งนี้นอกจากทารกแรกเกิด หรือเดกกลุ่มที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ที่ไม่ควรให้ใส่หน้ากากอนามัยแล้วนั้น สำหรับเด็กอื่นหากไปในที่ชุมชน หรือจุดเสี่ยงก็สามารถให้เด็กใส่หน้ากากได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ  และเด็ก ๆ ควรได้รับการสอนวิธีใช้หน้ากากให้ถูกต้อง ซึ่งนับว่าเป็นทักษะ Health Quotian ความฉลาดทางสุขภาพอย่างหนึ่ง เป็นทักษะ 1 ใน 10 ความฉลาด Power BQ ที่เด็กในปัจจุบันควรต้องมี นั่นคือ

  • ต้องล้างมือให้สะอาดก่อนใส่และหลังถอดหน้ากาก
  • ไม่จับ สัมผัสบริเวณพื้นผิวด้านหน้าของหน้ากากอนามัยในขณะที่ใส่ เวลาถอดจะต้องจับที่หูหน้ากากทั้งสองข้าง
  • ในกรณีใช้หน้ากากผ้าควรซักทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาฟอกขาวทุกวัน หรือเมื่อเปียกชื้น เปื้อน
  • ในกรณีใส่หน้ากากอนามัย เมื่อถอดควรนำไปทิ้งในภาชนะที่ปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ ที่สำคัญ ทั้งเด็ก ๆ และผู้ปกครองจะต้องล้างมือทันทีที่สัมผัสกับหน้ากากที่ใช้แล้ว

การป้องกันอย่างรัดกุมเป็นสิ่งที่ดีในช่วงเวลาการแพร่ระบาด แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลร้ายอื่น ๆ ที่อาจทำให้ลูกได้รับอันตราย ที่ทำให้เขาได้รับ    ผลกระทบมากกว่าการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเช่น การใส่หน้ากากอนามัยในเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ดั่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ ความไม่ประมาท ดำเนินกิจวัตรประจำวันของตนเองอย่างมีสติอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้เรา และลูกน้อยห่างไกลเชื้อได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญอย่าลืมให้กำลังใจกันและกันในวันที่โลกต้องการกำลังใจให้แก่กันเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก matichon.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอเฉลย สาเหตุ “เด็ก 3 เดือนติดโควิด-19″ พ่อแม่ต้องระวัง!!

คนท้องตรวจโควิดได้ไหม จำเป็นต้องตรวจไหม อาการแบบไหนไม่ควรปล่อยไว้

ลูกหัวเล็ก หรือภาวะศีรษะเล็ก ไม่ได้เกิดจากไวรัสซิก้าเพียงอย่างเดียว

แม่ท้อง แพ้อาหารทะเล ส่งผลต่อลูกยังไงมาหาคำตอบกัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เด็ก 3 เดือน ติดโควิด

หมอเฉลย สาเหตุ “เด็ก 3 เดือนติดโควิด-19″ พ่อแม่ต้องระวัง!!

หนึ่งในข่าวโควิด-19 ที่ทำเอาคุณแม่ทั้งหลายอดวิตกกังวลไม่ได้ คือ ข่าว เด็ก 3 เดือนติดโควิด-19 ที่เขตบางบอน กทม ซึ่งเป็นการติดเชื้อจากคนใกล้ตัวในครอบครัว

หมอเฉลย สาเหตุ “เด็ก 3 เดือนติดโควิด-19 พ่อแม่ต้องระวัง!!

เด็ก 3 เดือนติดโควิด

วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีที่พบเชื้อโควิด-19 ในไทย ซึ่งปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศมีจำนวน 10,991 ราย รักษาหายแล้ว 6,943 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 3,981 ราย เสียชีวิตสะสมรวม 67 ราย ซึ่งเป็นที่น่าตกใจเมื่อพบว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่อายุน้อยที่สุด คือ ทารกเพศชาย วัย 3 เดือน จากเขตบางบอน

สำหรับสาเหตุการติดเชื้อโควิดเคสนี้นั้น นายแพทย์วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ชี้แจงว่า เป็นการติดเชื้อในครอบครัว จากการสอบสวนทราบว่า เพื่อนของพ่อมาทานหมูกระทะที่บ้าน ต่อมาเพื่อนคนนี้มีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น หลังตรวจจึงพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จึงแจ้งให้ทราบ ครอบครัวดังกล่าวจึงเข้าตรวจหาเชื้อ ผลออกมาว่าติดโควิด-19 จำนวน 3 ราย และทั้ง 3 ไม่มีอาการ แต่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการรักษาเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งครอบครัวนี้มีสมาชิกทั้งหมด 5 ราย ผู้ติดเชื้อ 3 ใน 5 ราย คือ แม่อายุ 40 ปี ลูกคนโตอายุ 7 ขวบ และลูกคนเล็กอายุ 3 เดือน 

หลังจากทราบที่มาของการติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กเล็ก ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ ต้องหันกลับมาระมัดระวังปกป้องลูกน้อย และสมาชิกในครอบครัว ให้รอดพ้นวิกฤตโรคระบาดไปอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะการรักษา Social Distance เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการนำเชื้อกลับมาติดลูกรัก

เนื่องจากเคสเด็กที่ติดโควิด-19 ส่วนมากมักจะติดจากพ่อแม่ และคนในครอบครัว เช่น หนูน้อยวัย 1 เดือน จากจังหวัดระยอง ที่รับเชื้อโควิด-19 จากการพ่อแม่ที่สังสรรค์กินเลี้ยงกันที่บ้านกับเพื่อนๆ และเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ที่รับเชื้อโควิด-19 จากพ่อแม่ตนเอง  ดังนั้นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์กับผู้อื่นในช่วงนี้ ไม่พาตนเองไปในที่สุ่มเสี่ยง และรักษา Social Distance อย่างเข้มงวด

social-distance

Social Distancing  หมายถึงการลดการสัมผัส ใกล้ชิด ระหว่างตนเอง และผู้อื่น รวมไปถึงคนในครอบครัว เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคติดต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด วัณโรค รวมไปถึง COVID-19 ที่กำลังระบาดในตอนนี้ด้วย

SOCIAL DISTANCING ต้องทำอย่างไรบ้าง?

  1. อยู่บ้านให้มากขึ้น งดพบปะสังสรรค์ และเที่ยวนอกบ้าน
  2. ลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น เว้นระยะห่างจากผู้อื่น ยืน-นั่ง ห่างกัน 1.5-2 เมตร
  3. เลี่ยงการสัมผัสผู้อื่นโดยตรง 
  4. เลี่ยงการสัมผัสผู้อื่นโดยอ้อม เช่น การใช้สิ่งของร่วมกัน การรับประทานอาหารสำรับเดียวกัน
  5. เลี่ยงสถานที่ชุมชน และกิจกรรมที่มีคนแออัน
  6. เปลี่ยนมาใช้ออนไลน์ให้มากที่สุด เช่น การเรียน การประชุม การซื้อสินค้า เพื่อลดความจำเป็นที่ต้องไปอยู่รวมกัน
  7. ลดความหนาแน่นในลิฟท์  หากเป็นไปได้ให้เปลี่ยนไปใช้บันไดแทน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์แพทย์หญิงรพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

Must Read >> เด็กติดโควิด ระวังเชื้อจากพ่อแม่ แพร่ Covid-19 สู่ลูก

baby-hospital

การแพร่เชื้อและโอกาสการแพร่เชื้อ COVID-19

พญ.วราลี ผดุงพรรค กุมารแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน ได้แชร์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค COVID-19 ในเด็ก เพื่อให้พ่อแม่เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้ เชื้อ COVID-19 จะติดต่อกันผ่านทางสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ไอ จาม การไอหรือจามที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จะมีการแพร่กระจายของเชื้อเป็นละอองฝอยอยู่ในอากาศได้ในระยะ 1-2 เมตร หรือเชื้ออาจติดตามพื้นผิวต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมได้ระยะเวลาหนึ่ง

เชื้อโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?

  • เยื่อบุตา เช่น เมื่อเด็กๆ ไปจับสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรคอยู่แล้วมาขยี้ตา
  • จมูก เช่น มื่อเด็กๆ ไปจับสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรคอยู่แล้วมาแคะขี้มูกหรือจมูก
  • ปาก เช่น นำมือเข้าปาก อมของเล่น หรือใช้ภาชนะร่วมกัน

Must Read >> โควิด อาการ ที่ต้องสังเกต! สัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาล

ข้อแนะนำในการป้องกันโควิด-19 ให้ห่างไกลลูกรัก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำวิธีดูแลเด็กๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ดังนี้
  • เด็กๆ ควรอยู่ที่บ้านตนเอง เด็ก ๆ มีความเสี่ยงสูงในการได้รับเชื้อโรคจากโรงเรียน สถานที่เรียนพิเศษ หรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น เด็ก ๆ ควรกักตัวอยู่กับบ้านของตนเอง ไม่เดินทางไปมาระหว่างบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนสนิท
  • งดสังสรรค์พบปะกันที่บ้าน ผู้ปกครองงดนำบุคคลภายนอก หรือญาติพี่น้องเข้าพบเด็ก ๆ ในบ้าน และไม่ควรให้บุคคลภายนอกหรือญาติพี่น้องมาเล่นกับเด็กในช่วงนี้
  • สอนให้ลูกดูแลความสะอาดส่วนตัว ลูกน้อยวัย 1.5 – 2 ปี พ่อแม่ต้องคอยสอนและดูแลไม่ให้ลูกนำมือ และสิ่งของต่างๆ เข้าปาก และฝึกล้างมืออย่างง่ายให้กับลูก สำหรับลูกวัย 3 ปีขึ้นไป ควรสอนให้รักษาความสะอาด เช่น ฝึกให้ล้างมือประกอบการร้องเพลงที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 20 วินาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อที่มือ
  • คุณแม่ให้นมได้ปกติ แต่ต้องเพิ่มเกราะป้องกัน เนื่องจากน้ำนมแม่ไม่ได้เป็นแหล่งในการแพร่เชื้อโควิด-19 แต่ขณะให้นมต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือก่อนและหลังการสัมผัสลูก ทำความสะอาดฆ่าเชื้อพื้นผิว
  • คนในครอบครัวทำงานในพื้นที่เสี่ยง ควรแยกห้องในทุกกิจกรรม และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเด็ก ๆ หากไม่จำเป็น
  • คนในครอบครัวควรเลี่ยงการเดินทางไปในสถานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงพยาบาลหรือสถานที่อากาศไม่ถ่ายเทหากคนในบ้านมีความจำเป็นต้องไปทำธุระนอกบ้าน ไปทำงาน หรือทำธุระ กลับบ้านให้ปฏิบัติเหมือนว่าได้สัมผัสเชื้อโควิด-19 แล้ว ได้แก่
    1. กลับบ้านให้ล้างมือทันที
    2. ถอดเสื้อผ้า แล้วแยกซักจากเสื้อผ้าเด็ก
    3. อาบน้ำก่อนเข้าไปเจอลูก
    4. ไม่ควรใช้ของใช้ร่วมกัน แยกชาม ช้อน แก้วน้ำ ของใช้อื่น ๆ
    5. ถ้าลูกเล็กมากอยู่ในวัยทารก หรือมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง ควรสวมหน้ากากอนามัยก่อนไปเจอลูก

เด็ก 3 เดือนติดโควิด

วิธีสร้างเกราะป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กโต

พ่อแม่ควรสร้างความรู้ความเข้าใจกับตัวโรคแก่เด็กอย่างกระชับ เพื่อให้ลูกเข้าใจถึงอันตรายของโรคโควิด-19 เช่น

1.บอกกับลูกว่า ตอนนี้มีเชื้อโรคตัวใหม่และรุนแรง ที่สามารถติดกันได้ง่ายจากการไอ จาม และการสัมผัสสิ่งของร่วมกันทุกคนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น

2.สอนให้ลูกล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ทุกครั้งอย่างถูกต้อง ก่อนและหลังทำกิจกรรมต่างๆ

3.อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้าหรือเอามือเข้าปาก เพราะทำให้ติดเชื้อโรคได้

4. ต้องใส่หน้ากากอนามัยเสมอเมื่อไปนอกบ้านหรือที่มีคนเยอะ

Must Read >> ไขข้อสงสัย ‘หน้ากากอนามัย’ ชนิดไหนป้องกัน ‘โควิด-19’ และ ‘PM2.5’ ไปพร้อมกัน!!

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค , รพ.นครธน , กระทรวงสาธารณสุข

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เชื้อโควิดบนสิ่งของ เกาะลูกบิดประตู อยู่ได้นานแค่ไหน

เรื่องจริงจากหมอ “ทำคลอดแม่ติดโควิด” อันตรายสุด เตือนแม่ อย่าเสี่ยง อย่าปิดข้อมูล

คนท้องตรวจโควิดได้ไหม จำเป็นต้องตรวจไหม อาการแบบไหนไม่ควรปล่อยไว้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลดค่าเทอม

ลดค่าเทอม 50% แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ฝ่าวิกฤตยุคโควิดยึดเมือง

ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้เหล่าผู้ปกครองยิ้มได้ ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ล้อมเมือง เมื่อสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เตรียมยื่นญัตติให้รัฐบาลอนุมัติงบช่วย ลดค่าเทอม ค่าบำรุงการศึกษา 30-50% ให้สถาบันการศึกษา ทั้งเอกชนและรัฐบาล เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

ลดค่าเทอม 50% แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ฝ่าวิกฤตยุคโควิดยึดเมือง

จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ดูแล้วจะหนักกว่าเดิม มีผลให้สถานศึกษา โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ต้องปิดเทอมยาวอย่างไม่มีกำหนด ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดเรียนได้ไม่ถึงเดือน เนื่องจากเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ด้วยเหตุนี้ผู้ปกครองแต่ละบ้านถึงกับน้ำตาตกใน เพราะจ่ายค่าเทอมไปแล้ว แต่ลูกไปโรงเรียนไม่ได้ แถมยังต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพื่อให้เด็กๆ เรียนทันหลักสูตรอีกด้วย ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายครอบครัวอยากเรียกร้องให้มีการ  ลดค่าเทอม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

ลดค่าเทอม

ซึ่งหลังจากมีเสียงเรียกร้องจากผู้ปกครอง เรื่องการขอ ลดค่าเทอม อย่างหนาหู ล่าสุดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กระบอกเสียงของประชาชน เตรียมยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาอนุมัติเงินฉุกเฉิน มอบให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย และกระทรวงมหาดไทย จ่ายเงินค่าเทอม ค่าบำรุงการศึกษา จำนวน 30-50% ให้กับสถาบันการศึกษาทั้งเอกชนและรัฐบาล เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ปกครอง แบ่งเบาภาระในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ได้เสนอแนวคิดควรจะลดค่าเทอมให้กับนักเรียน นักศึกษา อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดภาระให้กับผู้ปกครอง และคืนความสุขให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในฐานะผู้ปกครองของน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากสถานการณ์ช่วงโรคระบาดโควิด-19 เพราะสถานศึกษาทั้งโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยได้ปิดการเรียนการสอน และใช้วิธีการสอนทางออนไลน์แทน โดยตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่มีความเดือดร้อนจากกรณีดังกล่าวว่าควรจะมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เนื่องจากที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือในด้านอื่นๆ มาแล้ว แต่มาตรการเยียวยาทางด้านการศึกษายังพบว่าไม่มี

ลดค่าเทอม

นายสามารถ เผยอีกว่า ตนได้หารือกับอดีตอธิการบดีหลายท่านก็เสนอแนวคิดว่าสามารถทำได้ที่จะลดค่าเทอมอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากค่าน้ำค่าไฟ ค่าบริหารจัดการ ค่าวัสดุอุปกรณ์นั้นไม่ได้มีการใช้งานเลยในช่วงปิดการเรียนการสอน แต่ใช้เรียนทางออนไลน์ เพราะที่ผ่านมาค่าน้ำค่าไฟในสถานศึกษานั้นถือว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมาก ยิ่งสถานศึกษาไหนมีการติดเครื่องปรับอากาศจำนวนมากค่าน้ำค่าไฟก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่เมื่อมีการเรียนออนไลน์แทนค่าน้ำค่าไฟจึงไม่ได้ใช้ ส่วนค่าเงินเดือนบุคลากรนั้นก็ตามเงื่อนไขเดิมอยู่แล้ว หากสอนแบบออนไลน์ได้ก็จะประหยัดทำให้ไม่มีต้นทุนเพิ่ม และก็ไม่มีการใช้ facility ในสถานศึกษาเลยก็ทำให้ต้นทุนตรงนี้ก็ไม่ได้ใช้อีก

“ส่วนภาระค่าใช้จ่ายนั้นจะตกอยู่กับผู้ปกครองหรือนักศึกษา เพราะการเรียนแบบออนไลน์จะทำให้ค่าไฟที่บ้านแพงขึ้น รวมทั้งมีค่าอินเทอร์เน็ต จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในการช่วยเหลือเรื่องนี้ เพราะอย่าลืมว่าในค่าเทอมจะมีค่าบำรุงการศึกษาเป็นค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปเก็บและน่าจะลดคืนให้กับผู้ปกครองหรือนักศึกษา” ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม กล่าว

ลดค่าเทอม

อีกหนึ่งตัวแทนประชาชนที่จะเป็นตัวแทนนำเรื่องขอลดค่าเทอมเข้าสภาฯ คือ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า
“เมื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ 20 มกราคม 2564 ผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ – หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และ ท่านพิเชษฐ สถิรชวาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ – หัวหน้าพรรคประชาธรรมไท จะเสนอญัตติให้ สภาฯ พิจารณา เสนอให้นายกรัฐมนตรี อนุมัติงบฉุกเฉิน มอบให้กระทรวงศึกษาธิการ – กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย – กระทรวงมหาดไทย จ่ายเงินชดเชยค่าเทอม – ค่าบำรุงการศึกษา ทุกหลักสูตร จำนวน 30%-50% (ที่จ่ายแทนให้กับผู้ปกครอง) ให้กับ มหาวิทยาลัย – โรงเรียน – วิทยาลัย ของรัฐบาลและเอกชน รวมทั้งดอกเบี้ยส่วนต่างการยึดเวลา การชำระค่าเทอม – ค่าบำรุงการศึกษาส่วนต่างที่ผู้ปกครองต้องชำระไปอีก 6-12 เดือน ทุกพื้นที่ทั่วประเทศที่มีผลกระทบโดยตรง โดยอ้อม เนื่งอจากสถานการณ์แพร่ระบาดเชื่อไวรัสโควิด รอบ 2 เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครองทุกคน นี่คือหน้าที่ของ ผู้แทนราษฎร”

ลดค่าเทอม

เปิดรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ลดค่าเทอมช่วย นิสิต – นักศึกษา

ในขณะที่ระดับ อนุบาล ประถม และมัธยม ยังต้องรอมติจากคณะรัฐบาลในเรื่องการลดค่าเทอม ในระดับมหาวิทยาลัย ได้มีหลายสถาบันดำเนินการ ลดค่าเทอม ให้นิสิต นักศึกษาในปีการศึกษานี้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่กระทบเงินเยียวยารัฐบาล ซึ่งแต่ละสถาบันก็มีมาตรการและพิจารณาสัดส่วนในการช่วยเหลือแตกต่างกันไป เช่น ขยายเวลาชำระค่าเทอม ลดหรือคืนค่าธรรมเนียมบริการต่างๆ ลดค่าลงทะเบียนเรียนตามอัตราส่วนประมาณ 25%-40% รวมถึงจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือนักศึกษา เป็นต้น

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ม.ธรรมศาสตร์
  • ม.เกษตรศาสตร์
  • ม.มหิดล
  • ม.ขอนแก่น
  • ม.เชียงใหม่
  • ม.ศิลปากร
  • ม.บูรพา
  • ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
  • ม.สงขลานครินทร์
  • ม.อุบลราชธานี
  • ม.วลัยลักษณ์
  • ม.รามคำแหง
  • ม.มหาสารคาม
  • ม.แม่โจ้
  • ม.แม่ฟ้าหลวง
  • ม.นเรศวร
  • ม.เทคโนโลยีสุรนารี
  • ม.พะเยา
  • ม.กาฬสินธุ์
  • ม.ทักษิณ
  • ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • ม.พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • ม.นวมินทราธิราช
  • ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
  • ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • ม.มหามกุฏราชวิทยาลัย
  • ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
  • สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
  • มทร.ธัญบุรี
  • มรภ.ดุสิต
  • มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา
  • มรภ.ลำปาง
  • มรภ.กาญจนบุรี
  • มรภ.ชัยภูมิ
  • มรภ.สงขลา
  • มรภ.นครสวรรค์
  • มรภ.พิบูลสงคราม
  • มรภ.เพชรบุรี
  • มรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ
  • มรภ.ธนบุรี
  • มรภ.พระนคร
  • มรภ.นอร์ทกรุงเทพ
  • ม.พายัพ
  • ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
  • วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก
  • วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
  • ม.ศรีปทุท
  • ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
  • ม.หอการค้าไทย

แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนในเรื่องการลดค่าเทอมให้กับเด็กๆ ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา แต่เหล่าผู้ปกครองก็ยังมีความหวังที่จะได้รับการเยียวยาด้านการศึกษา ไม่ว่าจะทางภาครัฐเอง หรือจากทางภาคเอกชน ซึ่งหากมีความคืบหน้า ทางทีมแม่ABK จะรีบมาอัพเดทให้คุณแม่ได้ทราบนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวช่องวันThe Bangkok Insight

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2563 – 2564 โรงเรียนชื่อดังในกทม.

13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล

ทำความรู้จัก 7 หลักสูตรอนุบาล เลือกยังไงให้เหมาะกับลูก

 

 

 

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลงทะเบียนเราชนะ

เราชนะ แจกเงิน 7,000 บาท ลงทะเบียนเราชนะ เมื่อไหร่ ใครมีสิทธิ์บ้าง พ่อแม่เช็กเลย!

พ่อแม่เช็กเลย! ลงทะเบียนเราชนะ รัฐแจกเงินเยียวยาโควิด ระลอกใหม่ 3500 บาท ต่อคนต่อเดือน รวม 2 เดือน ต้องทำยังไงใครมีสิทธิ์บ้าง มาดูกัน

พ่อแม่เช็กเลย! ลงทะเบียนเราชนะ
รับเงิน 3500
บาท เมื่อไหร่ ใครมีสิทธิ์บ้าง?

จากสถานการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่ ทำให้หลายคนได้รับผลกระทบ รัฐบาลจึงเตรียมออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีการเสนอโครงการ เราชนะ เข้าครม. เป็นหนึ่งในมาตรการเยียวยาโควิด-19 ระลอกใหม่ แจกเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน พร้อมหวังกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการและประชาชน รวมถึงการลดค่าใช้จ่าย

เงินฝากปลอดภาษี

ใครมีสิทธิ์ลงทะเบียนเราชนะ รับเงินเยียวยา 3500 บ้าง

สำหรับการคัดกรองผู้ที่สามารถ ลงทะเบียนเราชนะ ได้รับเงินบรรเทาทุกข์ 3,500 บาท นาน 2 เดือน จากมาตรการ เราชนะ แยกเป็น

กลุ่มที่จะได้รับเงินบรรเทาทุกข์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ คือ

  • กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) 14 ล้านคน ซึ่งมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว
  • กลุ่มผู้เข้าร่วมมาตรการคนละครึ่ง ที่มีการยืนยันใช้สิทธิ์แล้วกว่า 13.8 ล้านราย หรือไม่เกิน 15 ล้านราย แต่ต้องมาพิจารณาคุณสมบัติว่าจะผ่านเกณฑ์ได้รับเงินบรรเทาทุกข์ด้วยหรือไม่อีกครั้ง
  • กลุ่มต้องลงทะเบียนใหม่ แรงงานนอกระบบ ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เคยอยู่ในฐานข้อมูลเดิมอยู่เลย

 

ส่วนกลุ่มที่จะได้รับเงินเยียวยาต้องเป็นกลุ่มอาชีพอิสระ เกษตรกร ที่เคยลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร อาจจะต้องมาลงทะเบียนใหม่ และจะช่วยเหลือพร้อมกันในรอบเดียว โดยในหลักการนี้ก็จะช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเหมือนมาตรการเราไม่ทิ้งกัน ครั้งก่อน เช่น กลุ่มแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และมัคคุเทศก์ เป็นต้น

 

นอกจากนี้มีกลุ่มไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลอยู่แล้ว

  • กลุ่มข้าราชการกว่า 3 ล้านคน พนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ
  • กลุ่มที่อยู่ในฐานระบบกองทุนประกัน ตามมาตรา 33 อีก 11 ล้านคน
  • กลุ่มผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งคลังจะมีเกณฑ์มาวัดว่ารายได้เท่าใด จึงจะไม่ได้รับเงิน 3,500 บาท โดยพิจารณาบัญชีเงินฝาก รายได้เข้าออกเดือนต่อเดือน ฐานข้อมูลผู้เสียเงินภาษี เป็นต้น

ลงทะเบียนเราชนะได้เมื่อไหร่

สำหรับโครงการ เราชนะ จะให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมาลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ที่คลังเปิดไว้คือ www.เราชนะ.com คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเร็วที่สุดภายในสิ้นเดือน ม.ค. นี้ ซึ่งทางครม. ยังได้แจ้งอีกว่า รายละเอียดการ ลงทะเบียนเราชนะ จะไม่ยุ่งยากเหมือนมาตรการ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่มีชุดคำถามเชิงลึก เพื่อพิจารณาว่าได้รับผลกระทบจริงหรือไม่

ทั้งนี้จะแจกเงิน 2 เดือน คือก.พ.และ มี.ค. และผู้ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์จะสามารถกดเงินจากตู้เอทีเอ็มในเดือนแรกได้อย่างช้าสุดไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือน ก.พ.2564 ครอบคลุม 2 เดือน


ขอบข้อมูลจาก : www.thairath.co.thwww.khaosod.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

ป้องกันโควิด-19 ตอนไปตลาด สิ่งไหนเสี่ยง อะไรต้องระวัง

ไขข้อสงสัย ‘หน้ากากอนามัย’ ชนิดไหนป้องกัน ‘โควิด-19’ และ ‘PM2.5’ ไปพร้อมกัน!!

สาวไทยรีวิวฉีด วัคซีนโควิด-19 ฟรีที่แคนาดา ผลข้างเคียงเป็นยังไง

คนท้องตรวจโควิดได้ไหม จำเป็นต้องตรวจไหม อาการแบบไหนไม่ควรปล่อยไว้

 

แคปชั่นคนท้อง

แคปชั่นคนท้อง 2021 รวมคำคมคนเห่อลูก ก็แค่อยากให้โลกรู้ว่าจะมีลูกแล้วจ้า

เมื่อคุณแม่ได้รับรู้ข่าวดีว่า กำลังจะมีลูกแล้ว ความดีใจ ความสุข ความตื่นเต้น ก็ระดมซัดเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว จนไม่สามารถเก็บความรู้สึกไว้คนเดียวได้ อยากจะบอกให้ก้องโลก แต่คิดแคปชั่นเด็ดๆ คำคมเท่ๆ ไม่ออก เพราะมันตื้นตันไปหมด ทีมแม่ ABK ช่วยคุณได้ เพราะรวม แคปชั่นคนท้อง ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ แถมมี Hashtag เก๋ๆ ให้หยิบไปใช้ได้เลย

แคปชั่นคนท้อง 2021 รวมคำคมคนเห่อลูก ก็แค่อยากให้โลกรู้ว่าจะมีลูกแล้วจ้า

  • ลูกเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในท้องเรา 9 เดือน อยู่ในอ้อมแขนเรา 3 ปี แต่จะอยู่ในใจของเราไปตลอดชีวิด ตราบจนหมดลมหายใจ/ A baby is something you carry inside you for nine months, in your arms for three years, and in your heart until the day you die
  • เธอ+ ฉัน = 3 คน / You + me = three
  • ทุกปาฏิหาริย์ต้องใช้เวลา #เจ้าตัวน้อยกำลังจะมาแล้ว / Even miracles take a little time #Babyontheway
  • การเป็นคนท้อง หมายถึง ทุกๆ วัน คือการนับเวลาถอยหลัง เพื่อได้พบหน้าเจ้าตัวน้อย/ Being pregnant means every day is another day closer to meeting the love of my life
  • ช่วงเวลาที่เด็กเกิดขึ้นมา แม่ก็ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน ผู้หญิงคนหนึ่งนั้นมีอยู่ แต่ไม่เคยเป็นแม่มาก่อน แม่เป็นสิ่งใหม่อย่างแท้จริง /The moment a child is born, the mother is also born. She never existed before. The woman existed, but the mother, never. A mother is something absolutely new

 

แคปชั่นคนท้อง

Must Read >> ข้ามสามีให้แพ้ท้องแทน ความเชื่อโบราณให้คนท้องกลั้นหายใจข้ามตัวสามี

 

แคปชั่นคนท้องสั้นๆ ขำขัน

  • สงสัยต้องเปลี่ยนเป็นรถใหม่ให้ใหญ่ขึ้นแล้ว #กำลังจะมีสมาชิกใหม่/ We’re going to need a bigger car
  • ตัวคนเดียวแต่ต้องกินเผื่อสองคน/ One of us is eating for two
  • มีอะไรจะบอก เรามีพลังวิเศษ สร้างเจ้าตัวน้อยมาครองโลกได้! / I grow humans. What’s your superpower?
  • รอแป๊ปนะ กำลังดาวน์โหลดเบบี๋อยู่ / Baby is loading up
  • หลายคนเฝ้าอธิษฐานขอลูกสักคน แต่เราโชคดีพระเจ้าให้มาสองคนเลย/ Sometimes you pray for a miracle, and God gives you two
  • สีชมพูก็สวย สีฟ้าก็ดี เลือกไม่ได้ก็จัดทั้งสองสีเลย เพราะเรามีลูกแฝด / Pink or blue? Either will doมันสมอง We just know there are two
  • ครอบครัวของเราำลังจะใหญ่ขึ้น #เดาสิใครกำลังจะมา / Our family is about to get bigger by two feet

 

แคปชั่นแม่ท้อง

Must Read >> รวมดาราท้อง 2563 นักแสดงสาว-ซุปตาร์ ยิ่งท้อง ยิ่งสวยขึ้น

 

แคปชั่นคนท้องซึ้งๆ ความหมายดี

  • ลูกจะมาทำให้ความรักเราแข็งแกร่งขึ้น กลางวันสั้นขึ้น กลางคืนยาวนานกว่าเดิม! / A baby will make love stronger, days shorter, nights longer
  • การตัดสินใจจะมีลูกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนั่นคือการตัดสินให้หัวใจของเราออกมาเดินเล่นนอกร่างกาย/ Making the decision to have a baby is momentous. It is to decide forever to have your heart go walking around outside your body
  • เจ้าตัวน้อยจะมาเติมเต็มในหัวใจของเรา ทำให้หัวใจเราไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป/ A baby fills a place in your heart that you never knew was empty
  • การได้อุ้มท้องลูก ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งเร้นลับที่ซ่อนอยู่ในชีวิต / Pregnancy is a process that invites you to surrender to the unseen force behind all life
  • รักเจ้าตัวเล็กที่สุด รักยิ่งกว่าโลก รักยิ่งกว่าท้องฟ้า/ I love you bigger than the world and sky

 

แคปชั่นแม่ท้อง

Must Read >> ปวดท้องน้อยด้านซ้าย จี๊ดๆ มดลูกข้างซ้าย อันตรายหรือเปล่า

 

  • เราจะไม่มีวันเข้าใจชีวิต จนกระทั่งมีหนึ่งชีวิตมาอยู่ในท้องของเรา / You never understand life until it grows inside of you
  • ความรู้สึกตัวกลมจนแทบกลิ้งได้อยู่แค่ 9 เดือน แต่ความสุขของการเป็นแม่จะอยู่ตลอดไป/ Feeling fat lasts nine months but the joy of becoming a mom lasts forever
  • แปลกจังเลย ที่เรารู้สึกรักคนที่ไม่เห็นหน้ามาก่อน #รักตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า / I am in love with a human I haven’t met yet
  • ความสุขของแม่ เริ่มต้นตั้งแต่รู้ว่ามีหนูมาอยู่ในท้องแล้วนะ/ A mother’s Joy begins when new life is stirring inside
  • ไม่ว่าการตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นจากการวางแผน เทนนิคทางการแพทย์ หรือเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือชีวิตของคุณจะไม่เหมือนเดิม / Whether your pregnancy was meticulously planned, medically coaxed, or happened by surprise, one thing is certain  your life will never be the same

ทั้งหมดนี้คือ แคปชั่นคนท้อง ที่รวบรวมมาให้ว่าที่คุณแม่มือใหม่ เอาไว้สื่อความรู้สึกในใจให้โลกรู้ และอย่างที่รู้กันว่าช่วงท้อง คุณแม่มักจะมีอารมณ์อ่อนไหว อันเกิดจากฮอร์โมนส์ที่แปรปรวน ดังนั้นผู้คนรอบตัวโดยเฉพาะคุณสามี ต้องระมัดระวังคำพูดที่จะทำให้คุณแม่น้อยใจ

คำพูดที่สามีห้ามพูดช่วงภรรยาตั้งครรภ์

  • อย่าบอกว่าคนท้องเอาแต่นอน  ในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่จะอ่อนเพลีย อ่อนล้า ทั้งจากอาการแพ้ท้อง และจากฮอร์โมนส์เปลี่ยนแปลง ร่างกายต้องทำงานหนัก จึงต้องนอนมากกว่าปกติ ความจริงแล้วคนท้องควรนอนพักถึงวันละ 17 ชั่วโมง
  • อย่าปฏิเสธความต้องการของคนท้อง ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มักจะมีอาการอยากกินโน่นนี่เป็นธรรมดา บางทีก็เป็นของแปลกๆ ของหายาก หรืออยากกินในช่วงเวลากลางดึก คุณสามีไม่ควรขัดความอยากกินของคุณแม่เป็นอันขาด
  • อย่าพูดเรื่องน้ำหนักให้ช้ำใจ แน่นอนว่าการตั้งครรภ์จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และรูปร่างเปลี่ยนไป คุณแม่บางคนก็อดกังวลใจไม่ได้ ดังนั้นคุณพ่อต้องหมั่นเอาใจ และคอยชมเสมอ ไม่ให้เกิดอาการน้อยใจ
  • อย่าถามว่าจะให้อยู่ในห้องคลอดด้วยกันไหม เพราะกำลังใจจากคุณสามีสำคัญที่สุด ว่าที่คุณแม่ย่อมต้องการกำลังใจในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในเวลาสำคัญที่สุด คือ เวลาที่ต้องให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ นั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pinterest, www.great-inspirational-quotes ,www.wisesayings.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

9 คำคมให้กำลังใจ จาก การ์ตูนเจ้าหญิงดิสนีย์ ยอดนิยม

รวม คำคมคู่ชีวิต คติสอนใจชีวิตคู่ ข้อคิดดี ๆ เพื่อครอบครัว

23 คำพูดให้กำลังใจ ที่เพิ่มศักยภาพลูก..สู่ความสำเร็จ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เยียวยาโควิดรอบ 2

ทุกบ้านเฮได้! รัฐ เยียวยาโควิดรอบ 2 ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเน็ต + แจกเงิน 3,500 บาท

ครม. ออกมาตรการ เยียวยาโควิดรอบ 2 ช่วย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 รอบใหม่ ลดค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเน็ต พร้อมแจกเงินคนละ 3,500 บาท 2 เดือน ดูรายละเอียดที่นี่!

รัฐอนุมัติ! เยียวยาโควิดรอบ 2 “ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเน็ต
พร้อมแจกเงิน 3,
500 บาท” ดูรายละเอียดที่นี่!

จากการระบาดของ โควิด-19 ระลอกใหม่ นอกจากมาตรการจัดการการระบาดและผลกระทบจาก โควิด-19 แล้ว มาตรการ เยียวยาโควิดรอบ 2 หรือ เงินเยียวยา รวมทั้งความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ก็ได้กลายเป็นอีกประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

เยียวยาโควิดรอบ 2

ซึ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้หารือเรื่องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ และสำนักงานประมาณ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ มีมติอนุมัติมาตรการเยียวยาโควิดรอบ 2 บรรเทาผลกระทบในระยะเร่งด่วน ซึ่งประกอบด้วย

  1. ในส่วนของการเยียวยาโควิดรอบ 2 พ่อแม่จะได้ ลดค่าไฟ 2 เดือน ก.พ. – มี.ค. 2564 บ้านทั่วไปใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย ให้ใช้ฟรี 90 หน่วย หากเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดตามเงื่อนไข ส่วนกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ให้ใช้ฟรี 50 หน่วยแรก
  2. ลดค่าน้ำประปา 10% เฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ตามใบแจ้งหนี้ ก.พ. – มี.ค. 2564
  3. ค่าอินเตอร์เน็ตโดยความร่วมมือของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ประกอบการค่ายโทรศัพท์มือถือ มีมติจะ เพิ่มความเร็ว ความแรงอินเตอร์เน็ตบ้าน และโทรศัพท์มือถือ ลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ใช้บริการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ดียิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการการทำงานจากที่บ้าน Work From Home และโหลดแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ฟรี ไม่คิดดาต้าเป็นเวลา 3 เดือน

เยียวยาโควิดรอบ 2

เยียวยาโควิดรอบ 2 จ่าย 3,500 บาท 2 เดือน

ให้เยียวยาทุกกลุ่มครอบคลุมอย่างเช่นที่ผ่านมา แรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ เกษตรกร เบื้องต้นพิจารณาวงเงินที่เหมาะสม อยู่ที่ 3,500 บาท ต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยคำนึงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันและในอนาคต ส่วนโครงการคนละครึ่ง จากการติดตามผลยังเป็นส่วนหนึ่งช่วยเหลือประชาชนและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ด้วยดี จะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ 1 ล้านสิทธิ ปลายเดือนมกราคมนี้ โดยเบื้องต้นประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดของมาตรการครั้งที่แล้วได้ที่เราไม่ทิ้งกัน.com

ส่วนมาตรการคนละครึ่ง จะให้มีการเปิดลงทะเบียนอีก 1 ล้านสิทธิ์ ปลายเดือนมกราคมนี้

 

รัฐยืนยัน วัคซีนโควิด-19 ฉีดครบทุกคน

นอกจากนี้ในส่วนของมาตรการสาธารณสุข ได้มีการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้น จัดหาหน้ากากให้เพียงพอ อุปกรณ์ทำหน้ากากผ้าเหล่านี้ จะได้ครอบคลุมพื้นที่กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อจำนวนมาก และในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อน้อย


ขอบคุณข้อมูลจาก www.prachachat.netwww.bangkokbiznews.comwww.dailynews.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ

เด็กติดโควิด ระวังเชื้อจากพ่อแม่ แพร่ Covid-19 สู่ลูก

โควิดรอบใหม่ ไร้อาการ ปอดอักเสบ หมอย้ำ “ติดง่ายเป็นหนัก” วัยทำงานต้องระวัง

คนท้องตรวจโควิดได้ไหม จำเป็นต้องตรวจไหม อาการแบบไหนไม่ควรปล่อยไว้

ป้องกันโควิด-19 ตอนไปตลาด สิ่งไหนเสี่ยง อะไรต้องระวัง

 

เงินชดเชยว่างงาน

5 ขั้นตอน รับ “เงินชดเชยว่างงาน” พิษโควิด-19 จาก ‘ประกันสังคม’

การระบาดใหม่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายกิจการจำเป็นต้องหยุดกิจการ เพื่อระงับการแพร่เชื้อไม่ให้กระจายเป็นวงกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบกับพนักงานหลายๆ คน ที่ถูกให้หยุดงาน Work From Home หรืออาจะถึงขึ้นให้ออกจากงาน กระทรวงแรงงาน จึงมีมาตรการให้ความช่วยเหลือ โดย สำนักงานประกันสังคม จะจ่าย เงินชดเชยว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัย ให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดระลอกใหม่ในไทย

5 ขั้นตอน รับ “เงินชดเชยว่างงาน” พิษโควิด-19 จาก ‘ประกันสังคม’

จากการประเมินของ กระทรวงแรงงาน การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ภาครัฐ สั่งหยุดกิจการกว่า 6,098 แห่ง มีลูกจ้างต้องหยุดงานกว่า 103,800 คน จึงเร่งรัดการช่วยเหลือคนว่างงาน โดยคาดว่าจะใช้เงินประกันว่างงานเยียวยากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งหลักการจ่าย เงินชดเชยว่างงาน มีดังนี้

 

เงินชดเชยว่างงาน

เงื่อนไขผู้ได้เงินชดเชยว่างงาน?

  • ผู้ประกันตนที่ไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน เนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรค
  • ผู้ประกันตนที่ไม่ได้ทำงาน เนื่องจากนายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องจากทางราชการมีคำสั่งให้ปิดสถานที่ และลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น
  • ผู้ประกันตนที่มีเงินสมทบครบ 6 เดือนใน 15 เดือน

Must Read >> วิธี เช็คยอดเงินประกันสังคม อย่างละเอียด เช็กง่ายแค่ปลายนิ้ว

เงินชดเชยการว่างงานได้เท่าไหร่

“ลูกจ้าง” ที่ต้องหยุดงานกรณีกักตัว หรือราชการสั่งปิดสถานที่เนื่องจากเหตุสุดวิสัยโควิด-19 มีสิทธิได้รับ เงินชดเชยว่างงาน 50% ของค่าจ้างรายวัน หรือของฐานเงินเดือน แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยจะได้รับตลอดระยะเวลาที่มีการกักตัวหรือเฝ้าระวัง หรือมีคำสั่งปิดสถานที่ดังกล่าว (แล้วแต่กรณี) รวมกันไม่เกิน 90 วัน

เช่น กรณีค่าจ้างรายวัน มีวิธีคิดเงินชดเชยดังนี้

น.ส. สมสวย พนักงานร้านนวด มีรายได้วันละ 300 บาท เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อโควิดมาใช้บริการที่ร้าน ทางร้านจึงต้องหยุดกิจการเป็นจำนวน 14 วัน น.ส.สมสวย ได้ยื่นขอรับเงินชดเชยกรณีว่างงาน ซึ่งจะคำนวนเงินชดเชยดังนี้

เงินค่าจ้างที่หยุดงาน   300 x 14 = 4,200 บาท

ประกันสังคมจ่ายเงินชดเชย 50% ของ 4,200 บาท เป็นเงิน 2,100 บาท

น.ส. สมสวยจะได้รับเงินชดเชยการว่างงาน 2,100 บาท

กรณีค่าจ้างรายเดือน มีวิธีคิดเงินชดเชยดังนี้

——————————————————————————————–

กรณีค่าจ้างรายเดือน มีวิธีคิดเงินชดเชยดังนี้

นาย พละ พนักงานออฟฟิศ ได้รับเงินเดือน 18,000 บาท แต่เนื่องจากบริษัทปิดกิจการจากการระบาดของโควิด-19 เป็นเวลาสองเดือน  นายพละ จึงได้ยื่นขอรับเงินชดเชยกรณีว่างงาน ซึ่งจะคำนวนเงินชดเชยดังนี้

เงินเดือนที่หยุดงาน 15,000 x 2 = 30,000 บาท (คิดที่ฐานเงินเดือนสูงสุดที่ 15,000 บาทเท่านั้น)

ประกันสังคมจ่ายเงินชดเชย 50% ของ 30,000 บาท เป็นเงิน 15,000 บาท

นายพละ จะได้รับเงินชดเชยการว่างงาน  15,000 บาท

———————————————————————————————

กรณีหยุดงานเกินกว่า 90 วัน มีวิธีคิดเงินชดเชยดังนี้

นาย กิตติ ได้รับค่าจ้างวันละ 350 บาท แต่กิจการหยุดเนื่องจากปัญหาโควิด-19 เป็นเวลา 100 วัน นาย กิตติ ได้ยื่นขอรับเงินชดเชยกรณีว่างงาน ซึ่งจะคำนวนเงินชดเชยดังนี้

เงินค่าจ้างที่หยุดงาน   350 x  90 = 31,500 บาท

ประกันสังคมจ่ายเงินชดเชย 50% ของ 31,500 บาท เป็นเงิน 15,750 บาท

นาย กิตติ  จะได้รับเงินชดเชยการว่างงาน 15,750 บาท

 

ทั้งนี้คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายถึง ภัยที่เกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชนถึงขนาดที่ทำให้ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ การกำหนดให้กรณีมีเหตุสุดวิสัยและหน่วยงานของรัฐสั่งปิดพื้นที่ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตรายอันส่งผลให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้

Must Read >> ตรวจรักษาโควิด ด้วยสิทธิบัตรทองและประกันสังคม

ขั้นตอนลงทะเบียนและรับเงินชดเชย

1.ลูกจ้างผู้ประกันตน เข้าเว็บประกันสังคม  www.sso.go.th เพื่อดาวน์โหลดแบบฟอร์มคำร้อง

ใช้แบบคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทน สปส.2-01/7 หรือกดโหลดได้ที่นี่ (ดาวโหลดแบบขอรับประโยชน์ทดแทน กองทุนประกันสังคมกรณีว่างงาน)

แบบขอรับประโยชน์ทดแทน

2. ลูกจ้างกรอก  แบบคำร้อง ระบุเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ และแนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากที่ถูกต้อง

3. นายจ้างรวบรวมแบบคำร้องจากลูกจ้าง พร้อมหนังสือรับรองการหยุดงานกรณีราชการสั่งปิด/กรณีกักตัว

4.นายจ้างเข้าระบบ E-services ของสำนักงานประกันสังคม เพื่อบันทึกข้อมูลลูกจ้างตามแบบ สปส 2-01/7

หากนายจ้างเพิ่งเคยใช้ระบบ E-service ของประกันสังคมเป็นครั้งแรกต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งานก่อน ซึ่งขั้นตอนการลงทะเบียนใช้งาน E-service ของสำนักงานประกันสังคม ทำได้ไม่ยุ่งยาก ดังนี้ ขั้นตอนการลงทะเบียนใช้งาน E-service

 

เงินชดเชยว่างงาน

5. นายจ้างรวบรวมเอกสารทั้งหมด และส่งนำส่งไปยังสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้ง

เอกสารที่ต้องจัดส่ง ประกอบด้วย

  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01/7) ของลูกจ้างที่บันทึกข้อมูลในระบบ e-service 
  • หนังสือรับรองการหยุดงานกรณีราชการสั่งปิด/กรณีกักตัว

จัดส่งภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่บันทึกข้อมูลในระบบ E-services บน www.sso.go.th ไปยังสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ โดยจัดส่งทางไปรษณีย์ (ส่งแบบลงทะเบียน)

Must Read >> ขึ้นทะเบียนว่างงาน ผู้ประกันตน ประกันสังคม ทำได้อย่างไร?

เริ่มลงทะเบียนได้เมื่อไหร่ และได้รับเงินเยียวยาช่วงไหน

สำนักงานประกันสังคม ได้เปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อนายจ้างได้ส่งเอกสารครบเรียบร้อย หากข้อมูลถูกต้องครบถ้วน สำนักงานประกันสังคมจะโอนเงินเข้าบัญชีภายใน 5 วันทำการ (ไม่รับรวมเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ) กรณีเงินไม่เข้าบัญชี โทร.สายด่วน 1506

ขอบคุณข้อมูลจาก :  https://www.bugaboo.tv/watch/535054 , www.sso.go.th/eservices/ , ประชาชาติธุรกิจ

ประกันสังคม เพิ่มเงินคลอดบุตร-ฝากครรภ์ ให้แม่รับปีใหม่!!

วิธีเช็คเงินสมทบ-ค่าคลอดบุตร ผ่าน แอพเช็คประกันสังคม

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ! ประกันสังคมให้สิทธิผู้ประกันตนอายุ 50 ปีขึ้นไป

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ธนาคาร

คุณแม่ เช็กด่วน ! ธนาคารในห้างปิดกี่โมง ในช่วงโควิดระบาด

คุณแม่ เช็กด่วน ! ธนาคารในห้างปิดกี่โมง ด้วยสถานการณ์โควิด -19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีมาตรการงดจัดกิจกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงการรวมตัวกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัส และเริ่มมีการให้ร้านค้าปรับเปลี่ยนเวลาเปิดและปิด รวมไปถึงธนาคารบางสาขาก็ได้มีการปรับเปลี่ยนเวลาเปิดและปิดเช่นเดียวกัน หากคุณแม่ท่านใดมีธุระจำเป็นที่จะต้องไปธนาคารอย่าพึ่งกังวลใจไปค่ะ  วันนี้ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมธนาคารที่มีการปรับเปลี่ยนเวลามาให้คุณแม่ได้เข้าไปเช็กกันแล้วค่ะ จะมีธนาคารอะไรกันบ้างเราไปเช็กกันเลยค่ะ

เช็กด่วน ! ธนาคารในห้างปิดกี่โมง

       ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และสำนักงานแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สาขาในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ปิดเวลา 18.00 น.

 

ธนาคารออมสิน

       ธนาคารกรุงไทย สาขาในห้างที่อยู่ในพื้นที่ควบคุม 28 จังหวัด ปิดเวลา 18.00 น. สำหรับ นนทบุรี ระยอง สมุทรปราการ ปิดเวลา 17.00 น. ยกเว้น สาขาบิ๊กซี มหาชัย และเซ็นทรัลพลาซา มหาชัย ปิดทำการจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ธนาคารกรุงไทย

       ธนาคารทิสโก้ สาขาในศูนย์การค้า ให้บริการ 10.30 – 18.00 น. และ 11.00 – 18.00 น. สาขาทั่วไป 09.00 – 16.00 น.

ธนาคารทิสโก้

       ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ สาขาในศูนย์การค้า ปิดเวลา 18.00 น. ยกเว้นสาขาโฮมโปร เพชรเกษม, สาขาดิโอลด์ สยาม และสาขาพาร์คเลน (เอกมัย) ปิดเวลา 17.00 น.

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

       ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สาขาในห้างให้บริการเวลา 11.00 – 18.00 น. ยกเว้นสาขาสีลม เวลาทำการ 09.30 – 17.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด -19 ทำให้เกิดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของเศรษฐกิจที่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณแม่หลาย ๆ บ้าน ซึ่งทำให้หลาย ๆ ธนาคารเห็นถึงปัญหาสำคัญตรงจุดนี้จึงได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือให้กับลูกค้า จะมีธนาคารอะไรบ้างไปคุณแม่ไปเช็กกันได้เลยค่ะ

       ธนาคารออมสิน มีการออกมาตรการพักชำระหนี้ช่วยลูกค้าในพื้นที่สีแดงทั้ง 28 จังหวัด คุณแม่สามารถเข้าไปลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2564 ที่ www.gsb.or.th

       ธนาคารทหารไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมด้วยวิธีการรวมหนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs และโครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tmbbank.com/home

       ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกค้าสินเชื่อธนาคารกรุงศรี (สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล) เลือกมาตรการช่วยเหลือได้เพียง 1 มาตรการเท่านั้น ได้แก่

  1. มาตรการพักชำระหนี้              2. มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยด้วยวิธีการรวมหนี้

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsri.com/th/support/coronavirus-covid-19-support

       ธนาคารธนชาต ได้มีโครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thanachartbank.co.th/TbankCMSFrontend/defaultth.aspx

       ธนาคารกรุงไทย เคียงข้างลูกค้าฝ่าวิกฤติ ด้วยมาตรการช่วยเหลือลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ มาตรการช่วยเหลือ ระยะที่ 2  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2564 และโครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://krungthai.com/th/personal/loan/personal-loan//441

       ธนาคารทิสโก้ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ระยะที่ 2สำหรับลูกค้ากลุ่มสินเชื่อรายย่อยดังนี้

                           สินเชื่อเงินกู้ ประเภทจำนำทะเบียนรถ                                                                                                                                                 ลดค่างวด 30% ของค่างวดเดิม โดยขยายเวลาการผ่อนชำระ และอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 22% ต่อปี

                           สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์                                                                                                                                                                             ปรับลดค่างวด โดยขยายเวลาการผ่อนชำระ

                           สินเชื่อที่อยู่อาศัย                                                                                                                                                                                 เลื่อนการจ่ายเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยตามความเหมาะสมหรือลดค่างวดโดยขยายเวลาชำระหนี้

สามารถลงทะเบียนเพื่อขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือฯ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ได้ที่ https://www.tisco.co.th/th/fi-support-2.html

28 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีดังนี้

  1. กรุงเทพมหานคร              15. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  2. จังหวัดกาญจนบุรี             16. จังหวัดเพชรบุรี
  3. จังหวัดจันทบุรี                  17. จังหวัดราชบุรี
  4. จังหวัดฉะเชิงเทรา           18. จังหวัดระนอง
  5. จังหวัดชุมพร                    19. จังหวัดระยอง
  6. จังหวัดชลบุรี                    20. จังหวัดลพบุรี
  7. จังหวัดตราด                    21. จังหวัดสิงห์บุรี
  8. จังหวัดตาก                      22. จังหวัดสมุทรปราการ
  9. จังหวัดนครนายก            23. จังหวัดสมุทรสงคราม
  10. จังหวัดนครปฐม              24. จังหวัดสมุทรสาคร
  11. จังหวัดนนทบุรี                25. จังหวัดสุพรรณบุรี
  12. จังหวัดปทุมธานี             26. จังหวัดสระแก้ว
  13. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   27. จังหวัดสระบุร
  14. จังหวัดปราจีนบุรี            28. จังหวัดอ่างทอง

หากคุณแม่จะออกไปธุระที่ธนาคารอย่าลืมพกสเปรย์หรือเจลล้างมือแอลกอฮอล์ และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้านด้วยนะคะ

บทความที่น่าสนใจ

ออมเงินให้ลูก สลากออมทรัพย์ธนาคารไหน ผลตอบแทนดี ลุ้นโชคเยอะ

ฝากเงินให้ลูก เทียบเงินฝากปลอดภาษี ธนาคารไหนดอกเบี้ยสูง?

วิธีดึงเงินคืนจากธนาคาร หลังถูกหลอกให้โอน แล้วไม่ได้ของ!

ขอบคุณข้อมูลจาก kapookdotcom

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่

บัญญัติ 10 ประการ คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่ สไตล์หมอประเสริฐ

การเป็นพ่อแม่ยุคดิจิตอล ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่ายแค่ปลายนิ้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น เพื่อให้สายสัมพันธ์นี้ประคับประคองให้ลูกเติบโตอย่างเข้มแข็ง คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่ ได้รวบรวม 10 บัญญัติการเลี้ยงลูก เพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกของ คุณพ่อ คุณแม่ยุคดิจิตอล

บัญญัติ 10 ประการ คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่ สไตล์หมอประเสริฐ

1.พูดตรงกัน สามเหลี่ยมครอบครัวที่แข็งแรง เป็นการเริ่มต้นที่ดี

หลักการข้อแรกๆ ของครอบครัว คือ พ่อแม่พูดตรงกัน เรียกว่า coordination  พ่อแม่พูดตรงกันมีความสำคัญมากกว่าการทะเลาะ หรือถกเถียงกันเอาเป็นเอาตาย ต่อหน้าลูก พ่อแม่พูดตรงกันเสมอ ทำให้ลูกรับรู้ว่าบ้านนี้ใครใหญ่ คำพูดจะมีพลังมากกว่า พ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือฝ่ายหนึ่งพูดอีกฝ่ายค้าน  หากเป็นแบบนั้นลูกจะสับสน
สามเหลี่ยมครอบครัว หมายถึง พ่อแม่ที่รักกันมากมายแล้วส่งความรักไปที่ลูกเท่าๆ กัน โดยให้ส่งไปน้อยกว่าความรักที่มีต่อคู่สมรสเล็กน้อย ทีนี้พูดอะไรก็เชื่อ สอนอะไรก็ฟัง

คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่

2.จะสอนอะไรให้สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ยาวนาน

หลักการข้อที่สอง คือ ความสม่ำเสมอ เรียกว่า consistency ไม่จำเป็นว่าพ่อแม่ต้องมีเวลาว่างให้ลูกตลอด แต่หมายถึงเวลาว่างที่มีนั้นควรสม่ำเสมอ และทุกครั้งที่ว่างควรมีคำสอนหรือวินัยที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่เปลี่ยนไปมาตามแต่อารมณ์ในแต่ละวัน เช่น วันนี้ดุ อีกวันนึงปล่อยตามสบาย ความไม่สม่ำเสมอจะทำให้เด็กสับสน และคิดว่ากฎกติกาไม่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ใหญ่ทุกคนที่รายล้อมพ่อแม่ ควรแสดงออกให้เห็นว่าเราพูดตรงกัน เรื่องก็จะง่ายขึ้นมาก

 

3.ขวบปีแรก อุ้ม กอด ให้นม นอนด้วยกันมากที่สุด ไม่มีข้อเสียอะไร

ขวบปีแรก หรือสิบสองเดือนแรกของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก ต้องทำให้ทารกไว้วางใจโลก มี trust เมื่อทารกไว้ใจโลกแล้วพัฒนาการต่างๆ จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หากเด็กไม่ไว้ใจโลก คือ distrust จะมีผลให้พัฒนาการจะหยุดชะงัก หรือเชื่องช้า ถดถอย

วิธีที่ทารกจะไว้ใจโลกมี 2 ขั้นตอน คือ

  • ขั้นตอนที่ 1 คือไว้ใจแม่
  • ขั้นตอนที่ 2 คือไว้ใจโลก

ดังนั้นเราต้องสร้างแม่ที่มีอยู่จริงให้กับทารก ด้วยการเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด อุ้ม กอด บอกรัก ให้นม สร้างสายสัมพันธ์แม่ลูกให้มากที่สุด ใน 3 เดือนแรก 6 เดือนแรก และ 12 เดือนแรก แม่ที่มีอยู่จริงคือต้นทุนชีวิตที่เด็กและวัยรุ่นต้องใช้ไปอีกนานแสนนาน

 

คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่

4.ไม่ดูหน้าจอใดๆ ก่อน 2 ขวบ

มีรายงานเข้ามาจากทั่วโลก และปรากฏการณ์ที่จิตแพทย์เด็กทุกคนพบเหมือนกัน ในเด็กยุค 4G นั่นคือ เด็กที่ดูหน้าจอมากเกินไปในสองขวบปีแรก อาจจะส่งผลให้พัฒนาการล่าช้า พูดช้า พูดไม่เป็นภาษา หรือพูดเป็นภาษาแต่ใช้สื่อสารไม่ได้  ที่เราเรียกกันว่าภาษาต่างดาว ไปจนถึงภาวะอยู่กับตนเองไม่สังสรรค์กับใคร

เพราะหน้าจอสมัยใหม่มักเป็นภาพเคลื่อนไหวรวดเร็วมากถึงมากที่สุด สีสันจัดจ้านร้อนแรง เปลี่ยนภาพฉับไว เสียงดนตรีเร่งเร้า และสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ใกล้ตัวที่สุดก็คือ มือถือ แท็บเล็ต ห่างออกไปหน่อยก็ จอทีวี บนบิลบอร์ดในท้องถนน

การรับรู้และสมองของมนุษย์ก่อร่างสร้างตัวหรือวางขดลวด คือ wiring ตามกิจกรรมที่ทำ ดูอะไรได้อย่างนั้น อ่านอย่างไรได้อย่างนั้น เล่นอย่างไรได้อย่างนั้น และทำงานอย่างไรได้อย่างนั้น

ดังนั้นกุมารแพทย์ทั่วโลกจึงเห็นตรงกันว่าไม่ควรให้เด็กดูหน้าจอก่อน 2 ขวบ เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านสิ่งอื่นๆ ซึ่งทำให้พัฒนาการสมวัย ไม่ถดถอย

Must read >> 7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับดวงตาของเด็กวัยเรียน ที่เกิดจากหน้าจอ

5.อ่านนิทาน 30 นาทีทุกคืน

การอ่านนิทาน อ่านได้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งจุดประสงค์ของการอ่านนิทานให้เด็กวัยทารกฟัง ไม่ใช่เพื่อให้ลูกฉลาด รู้คำศัพท์ไว แต่อ่านนิทานเพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ร่วมกันของ เแม่ลูก หรือพ่อลูก หรือพ่อแม่ลูก ซึ่งควรอ่านอย่างน้อยที่สุดวันละ 30 นาที และจัดเวลาให้ตรงกันทุกวัน เพื่อสร้างความสม่ำเสมอให้กับเด็ก เวลาที่เหมาะกับการอ่านนิทานให้ลูกฟัง คือเวลาก่อนนอนทุกคืน

ทำได้ตามนี้เท่ากับการประกันว่า พ่อแม่จะพร้อมและอยู่ด้วยแน่ๆ และการปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้การมีอยู่จริงของพ่อแม่ สายสัมพันธ์ และตัวตนแข็งแรงทั้งระบบ คือ mother-attachment-self

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องมีลูกเล่นหรือเล่านิทานเก่ง เพียงแค่อ่าน โดยสามารถทำไปได้เรื่อยๆ จนกว่าเด็กจะโตจนไม่ต้องการฟังนิทานอีกต่อไป

 

คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่

Must read >> รวม นิทานหมอประเสริฐแนะนำ พ่อแม่อ่านให้ฟัง เสริมพัฒนาการลูกทุกวัย

 

6.ควรฝึกกินข้าวด้วยตัวเองบนโต๊ะพร้อมหน้ากัน ให้ได้ระหว่าง 1-2 ขวบ

เด็กเล็ก 2 ขวบปีแรกมักเชื่อฟังพ่อแม่โดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อมัดใหญ่คือ gross motor จะทวีความแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างอายุ 2-3 ขวบ ดังนั้นการฝึกเด็กนั่งกินข้าวจะง่ายกว่ากันมาก หากทำให้ได้ในสองขวบปีแรก เพราะมื่อเข้าสามขวบแล้ว เด็กสามารถลงจากโต๊ะด้วยตนเอง เดินหนี วิ่งหนี ปัดข้าว ปาดจานข้าวทั้งหมดบนโต๊ะลงไปกองที่พื้น สะบัดหน้าแล้วพูดว่าไม่กิน
การกินข้าวด้วยตนเองเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการการดูแลตนเอง โดยเริ่มจากการดูแลร่างกายของตนเองที่เป็นศูนย์กลางคือ self-centered ก่อนที่จะขยายพื้นที่การดูแลออกจากศูนย์กลาง คือร่างกายของตนเองออกไปโดยรอบ จนกระทั่งครอบคลุมของเล่น หรือห้องนอนของตนเอง บ้านทั้งหลังและที่สาธารณะ นั่นคือพัฒนาการของ Executive Function(EF)

7. เล่นให้มากที่สุดช่วง 2-6 ขวบ

เด็กอายุ 2-3 ขวบพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่แข็งแรงขึ้น เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างหยาบ คือ gross motor อย่างอัตโนมัติ คือ autonomy แขนขาสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เดิน วิ่ง ตี ต่อย เตะ กระโดด ปีนที่สูง

จากนั้นเด็กอายุ 4-6 ขวบ จะพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของนิ้วมือทั้งสิบให้แข็งแรงขึ้น เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างละเอียดคือ fine motor รวมทั้งการประสานมือ-สายตา คือ hand-eye coordination อย่างดีที่สุด

ดังนั้นหน้าที่ของเด็กอายุ 2-6 ขวบ จึงเป็นการละเล่นด้วยการใช้แขน ขา และนิ้วมืออย่างมากที่สุด อันจะส่งผลกระทบถึงพัฒนาการของเซลล์สมอง และจุดเชื่อมต่อประสาทคือ synapses และวงจรประสาท คือ neural circuits ที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตในอนาคตคือ Executive Function (EF)

และการเล่นยังทำให้พัฒนา PQ ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น  หนึ่งในสิบ Power BQ ที่ช่วยติดอาวุธให้ลูกฉลาดรอบด้าน

Must read >> “ยิ่งเล่น ยิ่งฉลาด “ พัฒนา PQ (Play Quotient) สร้างลูกให้ฉลาดแข็งแรงจากการเล่นแสนสนุก

8.มีข้อห้ามไม่มากนัก ที่ต้องห้ามคือ ห้ามทำร้ายคน ห้ามทำลายข้าวของ ห้ามทำร้ายตัวเอง

ในแต่ละบ้านมีข้อห้ามมากน้อยต่างกัน แต่ที่เป็นกติกาสากลในทุกวัฒนธรรม คือ

ห้ามทำร้ายคน

ห้ามทำลายข้าวของ

ห้ามทำร้ายตัวเอง

ส่วนข้อห้ามอื่นๆ อาจจะมีแตกต่างกันไปตามรายละเอียด และพื้นฐานของแต่ละบ้าน อย่างไรก็ดีพบว่า การมีข้อห้ามที่มากมายหลายสิบข้อ หรือหลายร้อยข้อ มักส่งผลให้เด็กไม่เชื่อฟังมากกว่า

ในขณะที่ข้อห้ามน้อยกว่า แล้วปล่อยให้เด็กได้ลองผิดลองถูกเอาเองบ้าง กลับช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองดีกว่า เรียนรู้มากกว่า ตัดสินใจดีกว่า และประคองตนให้เป็นไปตามความคาดหวังของพ่อแม่หรือหลบหลีกอันตรายด้วยตนเองได้ดีกว่า

 

คู่มือพ่อแม่มือใหม่

9.ชอบอะไรให้รางวัล ไม่ชอบอะไรให้ไทมเอาท์ พฤติกรรมที่อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตให้ทำโทษ และชมมากกว่าติในแต่ละวัน

หลักการแก้ไขพฤติกรรม 3 ข้อ คือ ให้รางวัล เพิกเฉย และทำโทษ เป็นหลักการสากลที่ผ่านงานวิจัยทั้งในสัตว์ทดลอง และภาคสนามมาช้านาน และพิสูจน์แล้วว่าได้ผลแน่นอน แต่ต้องการความเอาจริงเอาจัง สม่ำเสมอ และต่อเนื่องของพ่อแม่

การให้รางวัล

หากชอบพฤติกรรมใด ให้ให้รางวัล ซึ่งรางวัลอาจเป็นรางวัลที่เป็นวัตถุ หรือไม่ใช่วัตถุก็ได้ การตกรางวัลที่ดีควรทำทันที คือ instantly เด็กจึงสามารถจับคู่ได้ว่าพฤติกรรมที่ดีคือสิ่งที่พ่อแม่ชอบ

การเพิกเฉย

ไม่ชอบพฤติกรรมใดให้เพิกเฉย การเพิกเฉยที่จริงจังไปจนถึงการ Time Out หรือขอเวลานอกที่ถูกวิธี ไทมเอาท์แปลว่า นั่งด้วย รอให้ลูกสงบ ไม่ทิ้ง ไม่หนี ไม่ขัง จะช่วยให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์สูญสลาย คือ extinction หายไปโดยไม่หวนกลับคืนมาอีก

การทำโทษ

พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงถึงชีวิตหรือพิการ ให้ทำโทษได้ อาจจะด้วยการเตือน ดุ ไปจนถึงการตัดสิทธิ์บางประการของเด็ก และต้องทำทันทีเหมือนการตกรางวัล

และพูดอย่างชัดเจนว่าเด็กถูกทำโทษเรื่องอะไรอย่างเป็นรูปธรรม

Must read >> วิจัยเผย 5 ผลร้าย! ตวาดใส่ลูก บ่อย ๆ ส่งผลต่อพัฒนาการสมอง-ร่างกาย-จิตใจ

10.สอนทำงานบ้าน คือดูแลร่างกายตัวเอง ดูแลพื้นที่รอบร่างกาย และทำงานบ้านของร่วมส่วม

ถัดจากการเล่นคือการทำงาน การเล่นและการทำงาน เป็นการใช้นิ้วมือทั้งสิบเพื่อการพัฒนาสมอง การทำงานมีความยากและไม่สนุกเมื่อเทียบกับการเล่น ดังนั้นการทำงานจึงช่วยพัฒนาความสามารถที่จะตั้งใจจดจ่อคือ focus กับงานตรงหน้า ซึ่งเป็นงานที่ยาก น่าเบื่อและใช้เวลานานกว่าจะทำเสร็จ เท่ากับฝึกเด็กให้รู้จักการควบคุมตนเอง คือ self control และอดเปรี้ยวไว้กินหวานคือ delayed gratification อันเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการ Executive Function(EF)

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ อิทธิพลด้านร้ายของโซเชียลมีเดียที่ส่งผลต่อลูก

พ่อแม่ต้องรู้!! 3 สิ่งควรทำเมื่อ เลี้ยงลูกขวบปีแรก

มาแล้วจ้า! 25 การ์ตูนเสริมพัฒนาการ เสริมทักษะ สร้างความรู้ คู่ไปกับความสนุก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก

พาลูกเที่ยว ตั้งแคมป์ปิ้ง เรียนรู้ธรรมชาติ พัฒนา IQ และ EQ

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมแม่ABK ได้พาเด็กๆ ไปเที่ยวในรูปแบบแคมป์ปิ้ง ซึ่งเด็กๆ ตื่นเต้นกันมาก อาจด้วยอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแคมป์ปิ้งนั้นแตกต่างออกไปจากการไปเที่ยวในทุกครั้ง ทั้ง เสื้อผ้าออกแนวเดินป่า สำรวจธรรมชาติ กล้องส่องดูดาว ชุดทำอาหารปิ้งย่าง และแน่นอน การเปลี่ยนสถานที่จากการนอนในห้องโรงแรม เป็นการนอนเต้นท์ จึงทำให้เด็กๆเฝ้ารอคอยการไปเที่ยวในครั้งนี้มากกว่าครั้งไหนๆ

เพราะอะไร ทำไมครอบครัวเราถึงเลือกไปตั้งแคมป์?

เราลองเปลี่ยนบรรยากาศการพาลูกออกนอกบ้านไปเที่ยวเปิดหู เปิดตา เรียนรู้โลกกว้าง ที่ไม่สะดวกสบาย เหมือนทุกทีที่ผ่านมา เพราะว่าเราอยากจะฝึกให้เด็กๆ รู้จักการปรับตัว ได้รู้วิธีการช่วยเหลือตัวเอง และได้รู้ว่ายังมีรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการท่องเที่ยวที่ต่างไปจากเดิม และที่สำคัญของการตั้ง “แคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก” ในครั้งนี้ นอกเหนือจากความสนุกเด็กๆก็จะได้ฝึกทักษะในเรื่องของ IQ และ EQ ด้วยค่ะ ซึ่งสองทักษะนี้จะเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตในทุกๆ วันค่ะ

แคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก ช่วยฝึกทักษะทั้ง IQ และ EQ ยังไง?

กิจกรรมแคมป์ปิ้งสำหรับเด็กในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ได้ความสนุก เพลินเพลินค่ะ แต่ยังเป็นการส่งเสริมทักษะในเรื่องของ IQ ความฉลาดทางความคิด และ EQ ความฉลาดทางอารมณ์ ให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

การไปแคมป์ปิ้ง เป็นการฝึกการวางแผน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เราจะต้องเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างจากบ้านไป เด็กๆ จะได้ช่วยคิด ช่วยวางแผนในการเตรียมสิ่งของ ว่าเมื่อไปถึงสถานที่ที่ใช้ในการตั้งแคมป์ ท่องเที่ยว สำรวจธรรมชาติ ส่องดูดาวตอนกลางคืน เราจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง รวมไปถึงการเลือกพื้นที่ทำเลที่เหมาะสมในการวางแคมป์ ให้เด็กๆ ได้ช่วยกันคิดค่ะ ให้เขามีส่วนร่วมในทุกส่วนของกิจกรรม รวมไปถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆในขณะที่ตั้งแคมป์ ซึ่งเหล่านี้นี่เองที่จะช่วยฝึกทักษะกระบวนการคิดและเอาตัวรอด

แคมป์ปิ้ง คือ กิจกรรมที่ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้า มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เด็กๆ จะได้ซึมซับเอาบรรยากาศ ความทรงจำที่ดี เป็นการสร้างพลังความรัก ความอบอุ่น ความสนุก เด็กๆ จะได้รับพลังบวกจากครอบครัว ทำให้ผ่อนคลาย ไม่เครียดค่ะ

แคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก

กิจกรรมแคมป์ปิ้ง ลูกได้ประโยชน์อะไร ?

นอกจากช่วยส่งเสริม IQ กับ EQ ให้ลูกแล้ว ในกิจกรรมแคมป์ปิ้ง ยังให้ประโยชน์อีกหลายเรื่องค่ะ ทีมแม่ABK สรุปออกมาได้ดังนี้ค่ะ

1. ช่วยฝึกให้รู้จักหาข้อมูล

สถานที่ที่จะไปตั้งแคมป์ปิ้งกัน เลือกที่ไหนดี สภาพอากาศเป็นอย่างไร ใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมง อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวใดบ้าง ฯลฯ ลองฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมในการหาข้อมูลค่ะ

2. ฝึกให้รู้จักวางแผน

เช่น มีเวลาแค่ 3 วัน 2 คืน เตรียมเสื้อผ้าไปกี่ชุดดี สามารถทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง ลองให้ลูกช่วยเสนอไอเดียค่ะ กิจกรรมที่ลูกช่วยคิด และได้ทำจริง จะช่วยให้ไม่เบื่อ และสนุกตื่นเต้นกันมากขึ้นค่ะ

3. ฝึกให้รู้จักการเคลื่อนไหวร่างกาย

กางเต้นท์ ก่อกองไฟ เตรียมอาหาร จัดที่นอน ฯลฯ ให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการช่วยนะคะ เพราะการที่ได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย จะเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายด้วยค่ะ

4. ฝึกให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น

สถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดให้เข้าไปตั้งแคมป์ปิ้ง พักผ่อน แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่เราครอบครัวเดียวค่ะ แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ตั้งแคมป์อยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะในโอกาสนี้เราสามารถฝึกให้ลูกเข้าสังคมใหม่ๆ กับผู้คนที่อยู่รอบข้าง ให้ลูกได้สร้างมิตรภาพที่ดีกับคนอื่นๆ ด้วยการพูดคุย แบ่งปันอาหาร ขนม น้ำ เป็นต้น

5. ฝึกให้รู้จักการสำรวจสิ่งรอบตัว

บริเวณที่ตั้งแคมป์ปิ้ง มีลำธาร ต้นไม้น้อย ใหญ่ ดอกไม้ ใบไม้หลากสี นกนานาชนิด เสียงสัตว์ต่างๆ ท้องฟ้า ดวงดาว อุณหภูมิ ฯลฯ  สิ่งแวดล้อมรอบตัวเหล่านี้ เป็นการสำรวจศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ครอบครัวไหนที่อยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศการพาลูกออกไปท่องเที่ยวสำรวจโลกกว้าง สร้างการเรียนรู้แปลกใหม่นอกห้องเรียนให้กับลูกๆ แนะนำว่าแคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำหรับทริปครอบครัวที่ดีมากๆ ค่ะ

แคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก

สำหรับการแคมป์ปิ้งที่ต้องกางเต้นท์นอนโอบล้อมด้วยธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องป้องกันให้กับลูกๆ และสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็คือเรื่องของ “ยุง” ค่ะ ไปเที่ยวสนุก แต่ถูกยุงกัด อาจกลับบ้านมาด้วยการป่วยไข้เลือดออกกันได้นะคะ ดังนั้น ตัวช่วยที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ “ยากันยุง” อย่างที่ทีมแม่ABK มีพกติดกระเป๋าตอนไปแคมป์ปิ้งด้วยก็คือ  “MonkeyPony ยากันยุงสำหรับเด็ก” ค่ะ ขอบอกว่าใช้มาได้สักพักแล้ว มีติดบ้านไว้ใช้ตลอดด้วยค่ะ

ที่แม่เลือกยากันยุงสำหรับเด็ก แบรนด์ MonkeyPony ก็เพราะว่าเป็นยาทากันยุงสำหรับเด็กที่ปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของลูก เพราะยากันยุง MonkeyPony ผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100%  เข้มข้น ไม่เจือจางด้วยน้ำ ทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงได้ดีมากๆ อ่อนโยนต่อผิวของลูก แล้วยังสามารถทาหลังยุงกัดเพื่อลดอาการคัน และการอักเสบจากยุงได้อีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล BEST MOSQUITO REPELLENT FOR KIDS การันตีสินค้าสำหรับเด็กคุณภาพดีจากงาน Amarin Baby & Kids Award 2020 มาเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยค่ะ

แคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก

ความพิเศษของ MonkeyPony คือ จะใช้ทาปกป้องผิวไม่ให้ยุงกัด หรือถ้าลูกเกิดโดนยุงกัดแล้วมีตุ่มแดง ก็สามารถทาเพื่อลดรอยบวมจากยุงกัด อาการคัน และช่วยบำรุงผิวไม่ให้ทิ้งรอยดำจากยุงกัดได้ด้วยค่ะ

ตอนนี้เค้าเปลี่ยนแพคเกจใหม่ สะดวกในการพกพา และใช้งานง่ายมากๆ อย่างแบบออยล์ 3 in 1 ที่ทีมแม่ ABK พกติดกระเป๋าตลอดจะมีให้เลือก 2 ขนาด คือ ขนาด 30 ml และขนาด 70 ml นอกจากนี้ยังมีแบบสเปรย์สูตรน้ำเกลือ ที่ใช้ฉีดพ่นกันยุงได้สะดวก และอ่อนโยนด้วยส่วนผสมจากน้ำเกลือเกรดสวนล้าง มีให้เลือกใช้ 2 ขนาดเช่นกัน คือขนาด 60 ml และขนาด 150 ml  ค่ะ

คุณแม่สามารถหาซื้อ MonkeyPony ทาง online กันได้ที่ไลน์ @monkeypony หรือหน้าเพจ Facebook: https://www.facebook.com/monkeypony

Shopee : https://shp.ee/qqkem25  

Lazada : https://s.lazada.co.th/s.03QV6

JD Central : https://www.jd.co.th/shop/pc/20445.html

และ Robinson Online หรือตามร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กชั้นนำ อาทิ สหภัณฑ์นมผง , NG Store, Brown Bunny, Baby First, Kids Corner, Kiddy Store ฯลฯ และ พบกันเร็วๆ นี้ที่ Robinson แผนกสินค้าเด็กค่ะ

และตอนนี้นะคะแบรนด์ MonkeyPony ก็ยังเปิดรับตัวแทนจำหน่ายสินค้าด้วย ถ้าสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.monkeypony.co.th/    หรือไลน์ @monkeypony ค่ะ

ทีมแม่ABK อยากให้ทุกครอบครัวได้ปกป้องลูกน้อยจากยุงตัวร้าย ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออก ฉะนั้นผู้ช่วยสำคัญอย่างMonkeyPony ยากันยุงสำหรับเด็ก ต้องมีพกติดกระเป๋าเวลาไปแคมป์ปิ้งกับลูกๆ และต้องมีติดบ้านกันไว้ใช้กันยุงนะคะ

แคมป์ปิ้งสำหรับเด็ก

หน้ากากอนามัย

ไขข้อสงสัย ‘หน้ากากอนามัย’ ชนิดไหนป้องกัน ‘โควิด-19’ และ ‘PM2.5’ ไปพร้อมกัน!!

ช่วงนี้คุณแม่และคุณลูกต้องรับมือกับศึกหลายด้าน ทั้งเชื้อโควิด-19 และฝุ่น PM 2.5 ประหนึ่งหนีเสือปะจระเข้กันเลยทีเดียว หน้ากากอนามัย จึงกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของสังคมยุค New Normal ไปเรียบร้อย

แม้จะมีหน้ากากอนามัยพกให้ลูกแล้ว คุณแม่ก็ยังกังวลใจว่าหน้ากากอนามัยที่มีอยู่นั้น สามารถปกป้องลูกจากทั้งภัยทั้งปวงได้ไหม และควรเลือกซื้อชนิดไหน? เพื่อให้สามารถป้องกันได้ทั้งเชื้อไวรัสและฝุ่นพิษไปพร้อมกันดี?

ไขข้อสงสัย ‘หน้ากากอนามัย’ ชนิดไหนป้องกัน ‘โควิด-19’ และ ‘PM2.5’

หน้ากากอนามัยทางการแพทย์

หน้ากากทางการแพทย์

ผลิตจากพลาสติกพอลิโพรพิลีนที่มีความปลอดภัย ป้องกันเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสจากคนสู่คนได้ถึง 99% ป้องกันฝุ่นละออง และเกสรดอกไม้ ขนาดเล็ก 3 ไมครอน ได้ถึง 66.37% ถ้าอยากให้ประสิทธิภาพการป้องกันดีขึ้น แนะนําให้ใส่ 2 แผ่น เพราะจะกันได้ถึง 89.75%

หน้ากากคาร์บอน

หน้ากากคาร์บอน

คุณสมบัติเหมือนกับชนิดแรก คือ หน้ากากทางการแพทย์ แต่มีความพิเศษเพิ่มเข้ามาตรงที่มีชั้นคาร์บอน ช่วยกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ หน้ากากคาร์บอนมีความหนา เส้นใยสังเคราะห์ของตัวหน้ากากถึง 4 ชั้น สามารถกรองเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 95% กรองฝุ่นละออง ขนาด 3 ไมครอน ได้ถึง 66.37% และถ้า สวมใส่ 2 แผ่น จะกันได้มีประสิทธิภาพถึง 89.75% เช่นเดียวกับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์

n95

 

หน้ากาก N95

หน้ากากชนิดนี้มีประสิทธิภาพการป้องกันที่สูงกว่า หน้ากากอนามัยแบบทั่วไป และยังสามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก เช่น PM 2.5 และ PM10 ได้ถึง 95% ขึ้นไป สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่เรากำลังเผชิญได้ในระดับดีมาก เรียกว่าอันเดียวคุ้มครองครอบจักรวาลเลยทีเดียว

 

 

หน้ากาก-FFP2

หน้ากาก FFP1- FFP2

หน้ากากชนิดนี้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับ หน้ากากอนามัย N95 คือ ป้องกันทั้งฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ในระดับดีมาก และยังดักจับอนุภาคขนาดเล็ก PM 2.5 และ PM10 ได้ถึง 94% ขึ้นไป และหน้ากาก FFP1 ยังมีความพิเศษเพิ่มจาก N95 คือ ป้องกันสารเคมีฟูมโลหะได้ด้วย

 

 

หน้ากากผ้า

หน้ากากผ้า 

หน้ากากผ้า ในท้องตลาดแบ่งเป็น 2 ชนิด ชนิดแรกผลิตจากผ้าฝ้าย ชนิดที่สองผลิตจากใยสังเคราะห์ซ้อนกัน ทั้งสองแบบใช้ป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันน้ำมูกหรือน้ำลายจากการ ไอ/จามได้ กรองฝุ่นละอองอนุภาคใหญ่ได้ แต่ไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากๆ ได้

 

Must read >> ญี่ปุ่นเผย! หน้ากากอนามัยแบบผ้า ให้ลูกใช้สีไหนดีที่สุด

หน้ากากฟองน้ำ

หน้ากากฟองน้ำ

หน้ากากที่ผลิตจากโพลียูรีเทนคาร์บอน ใช้กรองอากาศโดยเฉพาะ ข้อดีคือซักทําความสะอาดได้ แห้งเร็ว พับเก็บไม่ยับ สามารถคืนรูปเดิมได้ไม่เสียทรง แต่น่าเสียดายที่หน้ากากชนิดนี้ มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด คือ ป้องกันได้แค่ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็ก และเกสรดอกไม้ได้เท่านั้น

 

หน้ากากป้องกันโควิดและPM2.5

จากหน้ากากทั้งหมด 6 ประเภทด้านบน สรุปได้ว่า หน้ากากอนามัยที่ป้องกันได้ทั้งไวรัสโควิด-19 และ ฝุ่น PM 2.5 คือ หน้ากาก N95 และ หน้ากาก FFP1-FFp2  ซึ่งแน่นอนว่าประสิทธิภาพชนะเลิศแบบนี้ ค่าตัวก็ย่อมสูงกว่าหน้ากากชนิดอื่นๆ ดังนั้นด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การซื้อหน้ากากราคาสูงที่ไม่สามารถใช้ซ้ำได้ ก็ดูจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สะเทือนกระเป๋าหลายๆ ครอบครัว

แต่ปัญหานี้ยังมีทางแก้ไขด้วยการดัดแปลงและประยุกต์ใช้ นั่นคือ

1. ใช้หน้ากากอนามัยปกติ แต่ใส่เพิ่มเป็น 2 ชั้น

2. ใช้สเปรย์ที่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำ ฉีดพรมบน “หน้ากากผ้า” เพื่อแปลงร่างให้หน้ากากผ้าธรรมดา กลายเป็นหน้ากาก 2in1 ที่ป้องกันได้ทั้งฝุ่นและไวรัสไปพร้อมๆ กัน

Must read >> วิธีทำหน้ากากอนามัย ใช้เองได้ง่ายนิดเดียว

การใส่หน้ากากอนามัย

ซึ่งแนวทางการแก้ไขเรื่องหน้ากากนี้  รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำแนะนำผ่านเพจเฟซบุ๊ค “อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์” ไว้ดังนี้

“วิธีการที่ผมประยุกต์ใช้โดยส่วนตัว ก็คือ ใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ไว้ด้านใน แล้วใช้หน้ากากผ้าใยสังเคราะห์ ที่เป็นลักษณะ 3 มิติเข้ากับใบหน้า สวมทับอีกชั้น กดให้หน้ากากแนบกับหน้าไว้ สังเกตว่าเวลาหายใจจะลำบากขึ้นกว่าการใส่หน้ากากอนามัยการแพทย์ธรรมดา เวลาหายใจเข้าจะรู้สึกได้ถึงการดูดของหน้ากากเข้ามาแนบกับใบหน้า ซึ่งถือว่าใช้ได้แล้ว และมีข้อดีคือสามารถถอดหน้ากากด้านในทิ้งได้ โดยที่ยังเก็บหน้ากากด้านนอกเอาไว้หรือซักได้ด้วย”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

 

การใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

นอกจากความรู้ในการเลือกใช้หน้ากากอนามัยให้เหมาะกับเหตุการณ์ที่เจอ คุณแม่ต้องใช้หน้ากากอนามัยให้ถูกต้อง ทั้งการใส่ การถอดทิ้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะได้สอนเจ้าตัวเล็กของเราให้ ฉลาดในการดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี (HQ) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 ความฉลาด Power BQ อันเป็นทักษะชีวิตของเด็กยุคใหม่ ที่จะให้ลูกเติบโตไปอย่างมีภูมิคุ้มกันต่อสังคมในอนาคต และประสบความสำเร็จ มีความสุขในชีวิต

วิธีใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

  • ทำความสะอาดมือก่อนใส่หน้ากาก
  • หันด้านที่มีสีออกข้างนอก หันด้านสีขาวเข้าตัว
  • จับสายจากด้านข้างแล้วคล้องที่หลังหู
  • กดแกนโลหะด้านบนให้แนบกับหน้า
  • ดึงหน้ากากด้านล่างให้ถึงใต้คาง

วิธีถอดหน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

  • ใช้นิ้วเกี่ยวสายคล้องเพื่อทิ้งลงถังขยะ
  • ห้ามสัมผัสหน้ากากโดยตรง
  • หากสัมผัสหน้ากากที่ใช้แล้ว ให้ล้างมือให้สะอาด

ถ้าไม่มี “หน้ากากอนามัย” ทำอย่างไร

  • หาก ไอ จาม ให้ใช้แขนเสื้อหรือผ้าปิดปากแทน ไม่ควรใช้มือเพราะเชื้อโรคจะติดมากับมือ ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อสูง
  • พกแอลกอฮอล์เจลหรือสเปรย์ ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมคือ 70% หรือไม่ต่ำกว่า 50%
  • เช็ดที่จับประตู หรือสิ่งของที่มีคนจับบ่อย ๆ

การใส่แมสในเด็ก

การใส่หน้ากากในเด็ก

  • สำหรับการใส่หน้ากากในเด็กนั้น หากต่ำกว่า 2 ปี หมอไม่แนะนำให้ใส่ หากมีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากให้ลูก เนื่องจากออกไปในที่ชุมชน ให้หมั่นตรวจสอบว่าหน้ากากนั้นปิดกั้นการหายใจของเด็กหรือไม่ เนื่องจากเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ยังเล็กเกินไปที่จะดูแลจัดการกับหน้ากากด้วยตัวเองได้
  • เด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป ควรใส่หน้ากากผ้า เมื่อต้องออกไปที่ชุมนุมชน หรือไปโรงเรียน
  • สอนให้ลูกใส่หน้ากากผ้า และถอดหน้ากากผ้าอย่างถูกวิธี ไม่เอามือไปจับหน้ากากเวลาสวมใส่
  • สอนให้ลูกรู้จักการล้างมือก่อนและหลังจับหน้ากาก
  • ฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับการใส่หน้ากาก เพื่อไม่ให้เด็กรำคาญจนเกิดการจับหน้ากากบ่อย จนเสี่ยงกับเชื้อโรค
  • ตรวจสอบไม่ให้หน้ากากรัดแน่นจนลูกหายใจลำบาก
  • หน้ากากผ้าต้องเปลี่ยนทุกวัน หลังจากใช้แล้วให้ซักทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • การใช้หน้ากากผ้า และหน้ากากอนามัยในเด็ก ป้องกันโควิด-19 ได้ เมื่อใช้ควบคู่กับการล้างมือ และดูแลสุขอนามัยให้กับเด็ก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

Must read >> 5 เทคนิคสอนลูกใส่ หน้ากากอนามัย ป้องกันโรค ป้องกันฝุ่น ให้ได้ผล

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม คลิก!

โควิดรอบใหม่ ไร้อาการ ปอดอักเสบ หมอย้ำ “ติดง่ายเป็นหนัก” วัยทำงานต้องระวัง

 

ร่างกายเตือน! 7 สัญญาณ อาการแพ้ฝุ่น PM 2.5 เช็กเลย

หนีได้หนี! ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ วิกฤตหนัก หมอแนะ วิธีสู้และสังเกตอาการอย่างละเอียด


ขอบคุณข้อมูลจาก www.prachachat.net, www.bangkokbiznews.com, www.rama.mahidol.ac.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินฝากปลอดภาษี

เงินฝากปลอดภาษี วิธีให้เงินทำงานเมื่อต้องหยุดกักตัว

ไม่ต้องกลุ้มใจว่าเงินทองจะไม่งอกเงยในช่วงกักตัวหยุดเชื้อโควิด19 แม่นักลงทุนทั้งหลายลองดู เงินฝากปลอดภาษี ดอกเบี้ยสูงมาใช้ให้เงินทำงานแทนระหว่างหยุดกันดีไหม

เงินฝากปลอดภาษี วิธีให้เงินทำงานเมื่อต้องหยุดกักตัว(COVID-19)

ใคร ๆ ก็อยากให้เงินที่มีอยู่งอกเงย เบ่งบานกันทั้งนั้น ใช่ไหม ครั้นจะให้เงินเก็บ เงินออมที่แม่ ๆ ทั้งหลายเฝ้าเก็บสะสมไว้ให้เจ้าตัวน้อยของเราในยามเติบโตนั้น นอนนิ่งอยู่เฉย ๆ ก็คงดูจะไร้ประโยชน์ไปเสียหน่อย แต่ครั้นจะเลือกฝากเงินไว้กับการฝากธนาคารเพื่อรอรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ในปัจจุบันนั้นก็ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเสียด้วย แล้วมีทางเลือกอื่นไหมกับการวางหลักประกัน เก็บออมเงินเพื่อลูก เพื่อหลานไว้ใช้ในอนาคต หรือแม้แต่ตัวแม่เองที่ต้องการเก็บเงินไว้ในยามแก่เฒ่า วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK มีทางเลือกที่จะให้เงินทำงานแทนเรา พร้อมงอกเงยแบบปลอดภาษี ด้วยการลงทุนใน เงินฝากปลอดภาษี ดอกเบี้ยสูงกัน

ลงทุน เงินฝากปลอดภาษี หลักประกันให้ลูกในอนาคต
ลงทุน เงินฝากปลอดภาษี หลักประกันให้ลูกในอนาคต

ภาษีดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมีด้วยเหรอ?

ปกติการฝากเงินในธนาคาร เป็นการฝากเงินที่มีความปลอดภัยสูง แถมเรายังหวังดอกเบี้ยจากการฝากเงินนั้น มาทำให้เงินของเรางอกเงยเพิ่มขึ้นมา สิ่งที่ควรรู้ไว้จากการหวังดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารนั่นคือ ภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแบบไหนไม่เสียภาษี

  1. ดอกเบี้ยเผื่อเรียกของธนาคารออมสิน
  2. ดอกเบี้ยออมทรัพย์ของธกส.
  3. ดอกเบี้ยออมทรัพย์ของสหกรณ์

กรณีดอกเบี้ย 3 แบบข้างต้น ไม่มีภาระภาษีไม่ว่าจะได้รับดอกเบี้ยเท่าไหร่ก็ตาม แต่สำหรับบัญชีเงินฝากแบบอื่น ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่เล็งไว้ในการฝากเป็นเงินเพื่อลูก ๆ ของเรานั้น ควรต้องศึกษาให้ดีเกี่ยวกับผลตอบแทน และภาษีที่ต้องชำระไว้ให้ดีด้วย

บัญชีเงินฝากแบบไหนที่มีภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก?

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

บัญชีเงินฝากในรูปแบบนี้จะต้องเสียภาษีก็ต่อเมื่อ บุคคลนั้นได้รับดอกเบี้ยรวมกันแล้วเกิน 20,000 บาท จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นหน้าที่ของผู้ได้รับดอกเบี้ยจำนวนตามเงื่อนไขดังกล่าว เป็นผู้นำส่งรายได้จากดอกเบี้ยส่วนนี้ให้แก่สรรพากร แต่ในปัจจุบันมีประกาศกรมสรรพากรก่อนหน้านี้ที่ระบุให้ ผู้มีเงินฝากที่ต้องการได้รับสิทธิยกเว้น “ภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์” ต้องแจ้งความยินยอมให้ธนาคารเจ้าของบัญชีทุกธนาคารที่เปิดบัญชีอยู่ เพื่อให้ส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ให้กรมสรรพากร  ซึ่งหากไม่มีการแสดงความยินยอม ไม่ว่าจะเงินฝากมากหรือน้อย ก็จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% แม้จะได้รับดอกเบี้ยไม่ถึง 20,000 บาทก็ตาม จึงเกิดเป็นคำถามว่าเราผู้มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นั้นต้องทำตัวอย่างไร

บัญชีเงินฝากปลอดภาษี ทางเลือกการออมให้ลูกน้อย
บัญชีเงินฝากปลอดภาษี ทางเลือกการออมให้ลูกน้อย

1. ถ้าหากยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร กรณีนี้ถ้าดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาท เราอยู่เฉยๆไม่ไปทำอะไร นั่นคือยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร และธนาคารจะไม่หักภาษีเราไว้สักบาท ดังนั้นถ้าไม่ลำบากใจในการส่งข้อมูลและดอกเบี้ยเราไม่เกิน 20,000 บาทแน่ๆ ก็อยู่เฉยๆ ชิวๆ ไป

2. ถ้าหากไม่ยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร เราต้องถูกธนาคารหักภาษีไว้ 15% ของดอกเบี้ยที่ได้ทันที ไม่ว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไรก็ตาม ต่อให้ได้ไม่เกิน 20,000 บาทก็ต้องโดนหักภาษีไว้ด้วยนะจ๊ะ

ข้อมูลอ้างอิงจาก aommoney.com

บัญชีเงินฝากประจำ

การฝากประจำคือการเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง โดยมีสัญญาว่าผู้ฝากจะฝากเงินจำนวนนี้ไว้โดยไม่ถอนเลยในช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ โดยส่วนใหญ่ช่วงเวลาที่นิยม ได้แก่ ประจำทุก 3 เดือน 6 เดือน 12 และ 24 เดือน หรือมากกว่านั้นก็ตามแต่เงื่อนไขที่ธนาคารนั้น ๆ กำหนด โดยธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้ในอัตราที่ตกลงกันไว้ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากออมทรัพย์ โดยอาจมีการจ่ายทุก 6 เดือน 12 เดือน ตามข้อตกลง ยิ่งฝากเป็นระยะเวลานานอัตราดอกเบี้ยยิ่งสูง เพราะธนาคารสามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่า แต่ถ้าผู้ฝากถอนเงินก่อนครบสัญญาที่ตกลงกันไว้ นับว่าผิดเงื่อนไข ธนาคารมีสิทธิ์จะไม่ให้ดอกเบี้ย หรือให้ดอกเบี้ยในอัตราที่เท่ากับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ก็ได้ แล้วแต่เงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้ และการฝากประจำแบบทั่วไป (General Fixed Deposit) นั้นจำเป็นจะต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ

บัญชีเงินฝากประจำมีกี่แบบอะไรบ้าง

บัญชีเงินฝากประจำสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1.บัญชีเงินฝากประจำแบบทั่วไป (General Fixed Deposit)

คือการฝากเงินก้อนไปในธนาคารเป็นครั้งๆ โดยมีสัญญาว่าจะไม่ถอนเลยในระยะเวลาหนึ่ง บัญชีฝากประจำแบบทั่วไปจะฝากกี่ครั้งก็ได้ ครั้งละเท่าไหร่ก็ได้ โดยต้องฝากเป็นเงินก้อนใหญ่ๆ และเงินแต่ละก้อนจะนับช่วงเวลาแยกกัน  เช่น

  • ฝากเงินครั้งแรกเดือนมกราคม 200,000 บาท
  • ฝากเงินครั้งที่สอง เดือนมีนาคม 500,000 บาท

สมมติเป็นบัญชีที่จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือนวิธีนับอายุเงินฝากและดอกเบี้ยกรณีที่ไม่ถอนก่อนครบสัญญาคือ

เงินฝากครั้งแรกจะได้ดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิถุนายน โดยคิดดอกเบี้ยจากเงิน 200,000 บาท และจะได้ดอกเบี้ยจากการฝากครั้งที่สองในเดือนกันยายน โดยคิดดอกเบี้ยจากเงิน 500,000 บาท

และบัญชีเงินฝากประจำประเภทนี้มีการหักภาษีจากดอกเบี้ย 15% ซึ่งหนึ่งคนสามารถเปิดได้หลายบัญชี

เปรียบเทียบหาผลตอบแทนทีดีทีสุด
เปรียบเทียบหาผลตอบแทนทีดีทีสุด

2. บัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี (Tax Free Monthly Deposit)

เป็นการฝากประจำที่สัญญาว่าจะฝากเงินจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือนในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ถอน และไม่ผิดสัญญา คือไม่มีการเว้นเดือนหรือไม่นำเงินเข้าบัญชีตามกำหนดเวลา โดยมักเริ่มต้นที่ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทซึ่งบัญชีประเภทนี้เป็นบัญชีประเภท 1 คน 1 บัญชี และเป็นบัญชีได้รับการยกเว้นภาษี

ข้อมูลอ้างอิงจาก peerpower.co.th

จากข้อมูลประเภทของบัญชีเงินฝาก ทำให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจง่ายขึ้นกันแล้วใช่ไหมว่า ในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว บนความไม่แน่นอนจากพิษการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้การลงทุนในด้านต่าง ๆ ชะงักงัน การนำเงินไปพักไว้ หรือฝากไว้กับธนาคารก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดูมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งเราควรจะเลือกการฝากแบบบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี เพราะนอกจากจะให้ผลตอบแทนที่สูงแล้ว ยังไม่มีภาระภาษีมาให้ต้องกังวลใจ แต่เนื่องจากว่าบัญชีประเภทนี้เปิดได้แค่ 1 คน ต่อ 1 บัญชีเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกฝากกับธนาคารที่เข้ากับเรามากที่สุด เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น 

คำแนะนำที่ว่าอยากให้คุณพ่อคุณแม่เลือกฝากประจำกับธนาคารที่เข้ากับเรามากที่สุด แทนที่จะเป็นธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดนั้น เนื่องจากว่า คุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้ถึงข้อสำคัญ 3 ประการก่อนการเลือกฝากเงินกับบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี คือ

  1. หนึ่งคนต่อหนึ่งบัญชี ไม่ใช่ต่อหนึ่งธนาคาร เช่น ถ้าเราเปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษีกับ ธนาคาร A แล้ว ต้องรอครบกำหนดตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ก่อน ถึงจะสามารถเปิดบัญชีแบบเดียวกันนี้กับธนาคารอื่นได้
  2. เงินที่ต้องการลงทุนในบัญชีเงินฝากปลอกภาษีนี้ แนะนำว่าควรเป็นเงินที่ต้องการเก็บสะสมไว้ให้อนาคตจริง ๆ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเงื่อนไขในการฝากแบบระยะยาว และสม่ำเสมอ เราจึงต้องแน่ใจก่อนว่าเป็นเงินเย็นที่สามารถนำมาเก็บไว้ รอได้รับผลจากดอกเบี้ยจริง ๆ
  3. ดอกเบี้ยที่สูง มาพร้อมกับเงื่อนไข ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียด และเลือกธนาคารที่เราสามารถเดินทางไปสะดวก หรือมีวิธีฝากเงินที่สะดวกเหมาะกับตัวเราจริง ๆ เพราะหากผิดเงื่อนไขแล้ว นอกจากจะไม่ได้รับดอกเบี้ยดั่งที่ตั้งใจไว้ อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในการเดินทางไปที่เคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อฝากเงินเป็นประจำ ทำให้ไม่คุ้มกับดอกเบี้ยที่ได้รับก็เป็นได้

แอบส่องดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีของแต่ละธนาคาร (ข้อมูลปี 2563)

ตารางเปรียบเทียบบัญชี เงินฝากปลอดภาษี ของธนาคารต่าง ๆ
ตารางเปรียบเทียบบัญชี เงินฝากปลอดภาษี ของธนาคารต่าง ๆ
ข้อมูลอ้างอิงจาก sanook/ sale_here/ canva

ตัวอย่างรายละเอียดเปรียบเทียบดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีที่ได้นำมาให้ดูกันนั้น จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายสถาบันการเงินที่รองรับ มีความน่าเชื่อถือของแต่ละสถาบัน พร้อมทั้งดอกเบี้ยสูงที่ไว้ใช้จูงใจในแต่ละธนาคารแตกต่างกันไป แต่ทุก ๆ แบบก็มาพร้อมเงื่อนไข หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปติดต่อกับทางสถาบันการเงินนั้น  ๆ ได้เลย หรือสามารถศึกษารายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์ของทางธนาคารก็สะดวกเช่นกัน

แม้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น จะทำให้วิถีชีวิตประจำวัน รวมถึงแผนชีวิตของแต่ละคนอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่หากเราตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ศึกษาวิธีการหารายได้ หาเงินในช่องทางรูปแบบที่พอจะเป็นไปได้ เช่น การให้เงินทำงานในรูปแบบดอกเบี้ยนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงเวลาเปราะบางนี้ ความไม่ประมาท รู้จักวางแผนจะนำพาให้ทั้งชีวิตของทุกคนทั้งในด้านสุขภาพร่างกาย และสุขภาพทางการเงินปลอดภัย สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้ร่วมกัน ขอเป็นกำลังใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ทุก ๆ ท่าน

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ชี้เป้า 4 วิธีประหยัดเงิน เพื่อแม่ถูกและดี มีเงินออมให้ลูก!!

วิธีเก็บเงิน แบบคนรวย เคล็ดลับ 15 ข้อที่ควรสอนลูก

วิธีเก็บเงิน ให้ล้นกระเป๋าสตางค์แบบฉบับคนญี่ปุ่น!!

เรื่องจริงจากหมอ “ทำคลอดแม่ติดโควิด” อันตรายสุด เตือนแม่ อย่าเสี่ยง อย่าปิดข้อมูล

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่