ตั้งชื่อลูกมงคล

ตั้งชื่อลูกมงคล 333 ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ ตั้งแล้วลูกร่ำรวยเงินทอง เรียกโชคให้พ่อแม่

รวมไอเดีย ตั้งชื่อลูกมงคล ใครอยากรวย ลูกเกิดมาให้โชคให้ลาภ มีเงินเหลือใช้ มีทรัพย์สมบัติมากมาย ลองตั้งชื่อมงคล ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ ชื่อความหมายร่ำรวย เหล่านี้ดูเลย!

ตั้งชื่อลูกมงคล 333 ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ตั้งแล้ว ลูกร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และมองหาไอเดีย ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อดี มีความหมายที่แปลว่าร่ำรวย โตมาพร้อมทรัพย์สมบัติ พาพ่อแม่รุ่งเรื่อง มีแต่เจริญๆ ชื่อใช้แล้วรวย จะมีอะไรบ้าง ทีมแม่ ABK ได้คัดเลือกชื่อจริงลูกชาย ชื่อจริงลูกสาว พร้อมคำอ่าน และคำแปล ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ ชื่อความหมายร่ำรวย กว่า 300 ชื่อ มาฝาก ตามมาดูกันเลยค่า…

ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อลูกชาย ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ลูกใช้แล้วร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่

ตั้งชื่อลูกมงคล คำอ่าน ความหมาย
กนกพล กะ – หนก – พน มีพลังคือทอง
กฤตภัค กริด – ตะ – พัก ได้โชค,มีโชค
ชนธน ชะ – นะ – ทน คนผู้มั่งคั่ง
ธนกร ทะ – นะ – กอน สร้างทรัพยสมบัติ
ธนิสร ทะ – นิ – สอน เจ้าแห่งทรัพย์
ธนกฤต ทะ – นะ – กริด สร้างทรัพย์, ทำเงิน
ธนชนม์ ทะ – นะ – ชน เกิดมามีทรัพย์สิน
ธนญภพ ทะ – นน – พบ มีความร่ำรวยทั่วแผ่นดิน
ธนดล ทะ – นะ – ดน บันดาลทรัพย์
ธนทัต ทะ – นะ – ทัด ให้ทรัพย์สมบัติ
ธนพนต์ ทะ – นะ – พน มีทรัพย์สมบัติ
ธนพล ทะ – นะ – พน มีทรัพย์เป็นกำลัง
ธนพัต ทะ – นะ – พัด มีทรัพย์
ธนภณ ทะ – นะ – พน พูดดีมีทรัพย์
ธนรรฆ ทะ – นัก สิ่งมีค่าคือทรัพย์
ธนวัจน์ ทะ – นะ – วัด ทรัพย์สินเงินทอง
ธนวัฒน์ ทะ – นะ – วัด เจริญด้วยทรัพย์
ธนัญชัย ทะ – นัน – ไช มีชัยชนะเรื่องทรัพย์
ธนันปภัค ทะ – นัน – ปะ – พัก ร่ำรวยและมีโชคดี
กนกพล กะ – หนก – พน มีพลังคือทอง
ปรัชญ์ธนัช ป – รัด – ทะ – นัด ปราชญ์ผู้ร่ำรวย
พฤทธ์ธนัย พรึด – ทะ – ไน ปราชญ์ผู้มีทรัพย์
พัศธนญ พัด – ทะ – นน มีทรัพย์และความกล้าหาญ
ภคนท พะ – คะ – นด มีโชคกว้างดั่งแม่น้ำ
มหัทธน์กร มะ – หัด – ทะ – กอน ผู้สร้างทรัพย์สมบัติ

 

ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อลูกชาย ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ลูกใช้แล้วร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่

ตั้งชื่อลูกมงคล คำอ่าน ความหมาย
วรลภย์ วอ – ระ – ลบ มีลาภอันประเสริฐ
ศตรรฆ สะ – ตัก มีราคาหนึ่งร้อย
สรธัญ สอ – ระ – ทัน มีโชคอย่างวิเศษ
อนันต์ธวัช อะ – นัน – ทะ – วัด มีทรัพย์มากล้น
ธนพนธ์ ทะ – นะ – พน รวบรวมทรัพย์สิน
ธนลภย์ ทะ – นะ – ลบ ได้ทรัพย์
วรธน วอ – ระ – ทน มีทรัพย์อันประเสริฐ
ธนชิต ทะ – นะ – ชิด ชนะด้วยทรัพย์
ธนโชติ ทะ – นะ – โชด รุ่งเรืองด้วยทรัพย์, มีทรัพย์ม
ธนดล ทะ – นะ – ดน บันดาลทรัพย์
ธนดุล ทะ – นะ – ดุน มีทรัพย์นับไม่ได้, มีทรัพย์มาก
ธนทัต ทะ – นะ – ทัด มีทรัพย์
ธนธรณ์ ทะ – นะ – ทอน ทรงไว้ซึ่งทรัพย์, มั่งมี
ธนนันท์ ทะ – นะ – นัน ยินดีในทรัพย์
ธนบูรณ์ ทะ – นะ – บูน เต็มไปด้วยทรัพย์, มีทรัพย์มาก
ธนพนธ์ ทะ – นะ – พน รวบรวมทรัพย์
ธนวัตน์ ทะ – นะ – วัด เจริญด้วยทรัพย์
ธนวันต์ ทะ – นะ – วัน มีทรัพย์
ธนวิชญ์ ทะ – นะ – วิด มีความรู้เรื่องทรัพย์
ธนวินท์ ทะ – นะ – วิน ได้ทรัพย์สิน, มีทรัพย์
ธนัช ทะ – นัด เกิดจากทรัพย์, คนร่ำรวย
ธนัฐ ทะ – นัด ดำรงอย่างมีทรัพย์
ธนัท ทะ – นัด ผู้ให้ทรัพย์, ผู้ร่ำรวย
ธนาดุล ทะ – นา – ดุน มีทรัพย์นับไม่ได้
ธนาธิป ทะ – นา – ทิบ ยิ่งใหญ่ด้านทรัพย์

 

ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อลูกชาย ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ลูกใช้แล้วร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่

ตั้งชื่อลูกมงคล คำอ่าน ความหมาย
ธเนษฐ ทะ – เนด ร่ำรวยสุด
ธัญทัต ทัน – ยะ – ทัด ให้โชค
ธานิน ทา – นิน มีทรัพย์
ธีร์ธนัฐ ที – ทะ – นัด ปราชญ์ผู้มีทรัพย์มั่นคง
ธีร์ธเนส ที – ทะ – เนด มีความรู้ดีและเป็นเจ้าแห่งทรัพย์
ธีวสุ ที – วะ – สุ ทั้งฉลาดทั้งมีทรัพย์
เปรมธนัน เปรม – ทะ – นัน มีทรัพย์และความเจริญก้าวหน้าที่สูงส่ง
พสุธันย์ พะ – สุ – ทัน มีทั้งทรัพย์และโชคลาภ
พิตตินันท์ พิด – ติ – นัน เพลิดเพลินในทรัพย์สมบัติ
ภูธนัญ พู – ทะ – นัน มีทรัพย์มากล้นสูงส่ง
ศุภธเนสร์ สุ – พะ – ทะ – เนด ดีงามและเป็นเจ้าแห่งทรัพย์
เศรษฐปสิทธิ์ เสด – ปะ – สิด ผู้สำเร็จและเป็นเศรษฐี
สุราทัส สุ – รา – ทัด มั่งคั่ง
หิรัณย์ หิ – รัน ทองคำ
หิรัณยวัต หิ – รัน – ยะ – วัด ประกอบด้วยทอง
จิรสิน จิ – ระ – สิน มีทรัพย์ตลอดกาลนาน
ทัดธน ทัด – ทน ผู้ให้ทรัพย์ ผู้มีทรัพย์ที่คนอื่นให้
ธเนศพล ทะ – เนด – พน กำลังของผู้ยิ่งใหญ่ด้วยทรัพย์
บัณฑัต บัน – นะ – ทัด ผู้ให้ทรัพย์สิน
ประลภย์ ประ – ลบ ได้รับ ได้กำไร
พชร พด – ชะ – ระ เพชร
พสิษฐ์ พะ – สิด ดีที่สุด ร่ำรวยที่สุด
พหุธน พะ – หุ – ทน มีทรัพย์มาก
พิตรพิบูล พิด – พิ – บูน มีทรัพย์สมบัติมากมาย
วรธน วอ – ระ – ทน มีทรัพย์อันประเสริฐ

 

ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อลูกชาย ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ลูกใช้แล้วร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่

ตั้งชื่อลูกมงคล คำอ่าน ความหมาย
พิพิธธน พิ – พิด – ทน มีทรัพย์มากมาย มีทรัพย์ต่าง ๆ
รชต ระ – ชด เงิน
ลภน ละ – พน การได้ ลาภ
ลาภิน ลา – พิน ผู้มีลาภ
ลาภิศ ลา – พิด เจ้าแห่งลาภ มีลาภได้มาก
วรธน วอ – ระ – ทน มีทรัพย์อันประเสริฐ
วิภพ วิ – พบ ทรัพย์สมบัติ ความเจริญ
ศุภสิน สุ – พะ – สิน สินทรัพย์ที่ดีงาม
กันต์ธนวุฒิ กัน – ทะ – นะ – วุด มีทรัพย์เจริญและเป็นที่รัก
กานต์นิธิ กาน – นิ – ทิ ทรัพย์น่าปราถนา
ณัฏฐ์ธนัญ นัด – ทะ – นัน ปราชญ์ผู้มีทรัพย์และอื่นๆ
ถิรธนา ถิ – ระ – ทะ – นา มั่นคงในทรัพย์
ธนชิต ทะ – นะ – ชิด ชนะด้วยทรัพย์
ธนัชญ์ ทะ – นัด รู้เรื่องทรัพย์สมบัติ
ธนิก ทะ – นิก มีทรัพย์ หรือผู้ร่ำรวย
นัทธ์ธัญธนิน นัด – ทัน – ทะ – นิน ผูกพันกับความโชคดีและร่ำรวย
นิธิ นิ – ทิ ขุมทรัพย์
รัชชานนท์ รัด – ชา – นน ยินดีในสมบัติ
รัตนโกศ รัด – ตะ – นะ – โกด คลังเพชรพลอย
วีรวัต วี – ระ – วัด มั่งมี
เวทัส เว – ทัด ทรัพย์สมบัติ
สินมหัต สิน – มะ – หัด มีทรัพย์สินมาก
อนณ อะ – นน ผู้ไม่มีหนี้
อัฑฒ์ อัด ชายผู้ร่ำรวย
โอบนิธิ โอบ – นิ – ทิ กอบเอาขุมทรัพย์ ร่ำรวย

 

ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อลูกชาย ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ลูกใช้แล้วร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่

ตั้งชื่อลูกมงคล คำอ่าน ความหมาย
ชาครีย์วสุ ชา – คะ – รี – วะ – สุ ทรัพย์สินของผู้ตื่นอยู่เสมอ
บุลวัชร บุน – ละ – วัน มีเพชรมาก
บุลากร บุ – ลา – กอน บ่อเกิดอันไพศาล, ขุมทรัพย์มหาศาล
บูรณ์พิภพ บูน – พิ – พบ มีสมบัติมาก, เต็มไปด้วยสมบัติ
ปณรรฆ ปะ – นัก มีค่า
ปริพรรห์ ปะ – ริ – พัน ทรัพย์สมบัติ
ปริพรรห์ ปะ – ริ – พัน ทรัพย์สมบัติ
พฎาศรัย พะ – ดา – ไส ชื่อท้าวกุเวร เจ้าแห่งทรัพย์
พสิษฐ์ พะ – สิด ดีที่สุด, ร่ำรวยที่สุด
พหุสุวรรณ พะ – หุ – สุ – วัน มีทองมาก
พัสวี พัด – สะ – วี มีทรัพย์
ไพรำ ไพ – รำ ทอง แก้วมีค่า เพชร
ลภัสกร ละ – พัด – สะ – กอน สร้างทรัพย์, มีทรัพย์
วสุพล วะ – สุ – พน มีกำลังทรัพย์, เศรษฐี
ศรวัส สอ – ระ – วัด ชื่อเสียง, ทรัพย์สมบัติ
ศฤงคาร สะ – หริง – คาน สมบัติ ความรัก
อรรฆย์พสุ อัก – คะ – พะ -สุ มีทรัพย์สินอันมีค่ายิ่ง
อริญชัย อะ – ริน – ไช ผู้ชนะศัตรู
ปาณชัย ปาน – นะ – ไช ชนะสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ชนะทุกคน
กาญจน์ธนัศ กาน – ทะ – นัด เป็นเจ้าแห่งทรัพย์และมีค่าดั่งทองคำ
กิตติ์ธนัญนภ กิด – ทะ – นัน – นบ มีเกียรติร่ำรวยดั่งฟ้ากว้าง
กิตติ์ธนา กิด – ทะ – นา มีทรัพย์และชื่อเสียง
ทัตธน ทัด – ทน ให้ทรัพย์สมบัติ
ธนัญสิชณ์ ทะ – นัน – สิด ความสำเร็จในการสร้างทรัพย์
ธมธเนศ ทม – มะ – เนด ยิ่งใหญ่และเป็นเจ้าแห่งทรัพย์

 

ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อลูกชาย ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ลูกใช้แล้วร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่

ตั้งชื่อลูกมงคล คำอ่าน ความหมาย
พสิษฐ์ พะ – สิด ดีที่สุด, ร่ำรวยที่สุด
พสุมนต์ พะ – สุ – มน มีทรัพย์, ร่ำรวย
พิเชฐธนัท พิ – เชด – ทะ – นัด ร่ำรวยอย่างประเสริฐสุด
ภาณุเมศธนัน พา – นุ – เมด – ทะ – นัน ร่ำรวยยิ่งใหญ่ดุจพระอาทิตย์
โภคิน โพ – คิน ผู้มีทรัพย์สมบัติ
มหัทธนะกิตติ์ มะ – หัด – ทะ – นะ – กิด มีชื่อเสียงและร่ำรวยยิ่ง
ศุภ์กฤศธเนส สุ – กริด – ทะ – เนด มีการกระทำที่ดีและร่ำรวย
สหัต สะ – หัด มั่งคั่ง
สัจธน สัด – จะ – ทน มีความจริงเป็นทรัพย์
กัญจน์ กัน ทอง
กนกรัชต์ กะ-หนก-รัด มีทั้งทองและเงิน
กมลเทพ กะ – มน – เทพ เทพแห่งทรัพย์, เทพผู้มีจิตใจสูง
กลวัชร กน – ละ – วัด ดุจดังเพชร
ไกรธนวิชญ์ ไกร – ทะ – นะ – วิด มีความร่ำรวยเกรียงไกร
มหัทธนะกิตติ์ มะ – หัด – ทะ – นะ – กิด มีเกียรติและร่ำรวยยิ่ง
วิธวินท์ วิด – ทะ – วิน ได้สิ่งแปลก ๆ มีลาภเสมอ
อนนต์ อะ – นน ไม่มีที่สุด,มากมาย
อนรรฆ อะ – นัก หาค่ามิได้,มีค่ามากมาย
อรรถกฤต อัด – ถะ – กริด ที่ให้ทรัพย์และผลประโยชน์
อรรถชาติ อัด – ถะ – ชาด ผู้เกิดในกองทรัพย์, กองเงินกองทอง
อรรถมาตร อัด – ถะ – มาด ทรัพย์สมบัติเงินทอง
อรรถวัติ อัด – ถะ – วัด มั่งคั่ง
อรรลาภ อัด – ถะ – ลาบ การได้มาซึ่งทรัพย์
อัฑฒ์ อัด ชายผู้ร่ำรวย
อาณันย์ อา – นัน ความไม่มีหนี้

ตั้งชื่อลูกมงคล ชื่อเล่นลูกชาย ที่แปลว่ารวย

  1. มีตังต์
  2. กะตังค์
  3. ออมสิน
  4. ทัพพ์
  5. ปูรณ์
  6. อัฑฒ์
  7. สตางค์
  8. นับตังค์
  9. ริช
  10. เติมเต็ม
  11. กองคลัง
  12. กองทุน
  13. ปันผล

 

ดูต่ออีก 150 ชื่อลูกมงคล ชื่อลูกสาว ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ
ลูกใช้แล้วร่ำรวย เรียกโชคให้พ่อแม่ คลิกหน้า 2

ท่าไหนได้ลูกชาย กับสูตรทำลูกชาย ซึ่งว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องลอง!!

ผิดไหม? ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา ลูกสาวเล่นรถ พ่อแม่ควรทำไงดี!

ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูกชาย แบบไทยๆ แต่เท่ เก๋ ไม่ตกยุค

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อมงคล เสริมเรื่องอำนาจ บารมี

225 ชื่อลูกชาย 2 พยางค์ เท่ๆ มีครบตั้งแต่ ก-ฮ

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ก้าวร้าว

10 เคล็ดลับปรับพฤติกรรมลูก ก้าวร้าว พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจและพร้อมรับมือ

เด็กในวัยเรียนหรือในช่วงอายุ 6-12 ปี เป็นช่วงที่เด็กใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ต้องมีการปรับตัวทั้งด้านการเรียน กฎระเบียบและปรับตัวให้เข้ากับครูและเพื่อน ช่วงนี้เด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกด้านและพัฒนาการความสามารถได้อย่างรวดเร็วทั้งร่างกาย จิตใจ ความคิด การใช้ ภาษาและการแก้ปัญหา หากลูกได้รับการปลูกฝังทางพื้นฐานที่ดีและมีพื้นอารมณ์มั่นคงจะสามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้จนมีความมั่นใจในตนเอง และดำเนินชีวิตประจำวันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนได้อย่างมีความสุขและสบายใจ แต่ถ้าลูกมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ก้าวร้าว รังแกเพื่อน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือก็จะทำให้พัฒนาการในวัยนี้หยุดชะงักก็จะส่งผลต่อการเข้าระยะวัยรุ่นและกลายเป็นปัญหาสะสมเรื้อรังต่อไปในอนาคต

ปัญหาพฤติกรรมลูก ก้าวร้าว พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเข้าใจและพร้อมรับมือ

พฤติกรรมก้าวร้าวนั้นเกิดได้กับเด็กตั้งแต่ในวัยก่อนเข้าเรียนซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการ และพฤติกรรมนี้มักจะลดลงเมื่อเด็กมีทักษะทางสังคมและภาษามากขึ้น เพราะลูกจะเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น ๆ มากกว่าการใช้กำลังและสามารถยับยั้งอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น รวมถึงการที่พ่อแม่ได้สอนให้รู้ว่าพฤติกรรมก้าวร้าวนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ถ้าเข้าสู่วัยเรียนปัญหานี้ยังไม่หายไป ความก้าวร้าวในเด็กอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น

  • กรณีที่ไม่มีผู้ปกครองหรือครอบครัวสอนเรื่องการจัดการอารมณ์ของตนเองให้กับเด็ก ทำให้เด็กไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการรู้จักอดทนและรอคอย
  • เกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงจากคนในครอบครัว เพื่อน หรือสังคมรอบข้าง รวมทั้งการดูสื่อต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสม มีความรุนแรง และการใช้สารเสพติด เป็นต้น
  • การใช้พฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งเกิดการตามใจหรือให้ความสนใจของพ่อแม่ ครู ที่มากเกินไป
  • ปัญหาภายในครอบครัว เช่น พ่อแม่หย่าร้างหรือพ่อแม่ใช้วิธีแก้ปัญหาโดยใช้อารมณ์ในการพูด การกระทำที่รุนแรง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กได้รับผลกระทบทางจิตใจจนรู้สึกโกรธหรือเลียนแบบพฤติกรรมอารมณ์ที่รุนแรงไม่เหมาะสมออกมาเมื่อเกิดความเครียด

ลูกก้าวร้าว

  • ปัญหาด้านการจัดการอารมณ์ ซึ่งเด็กอาจไม่รู้วิธีรับมือกับความโกรธที่เกิดขึ้น และเลือกที่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งอาจพบได้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาที่มีข้อจำกัดในการคิด การจัดการปัญหา หรือไม่สามารถจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมตามวัย
  • ปัญหาที่เกิดจากความกลัว หวาดระแวง จึงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา ซึ่งพบบ่อยในเด็กที่เป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคสมาธิสั้น ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น
  • เด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือโรคอุบัติเหตุทางสมอง เช่น ลมชัก สมองอักเสบ เนื้องอกในสมอง เคยมีเลือดออกในสมอง ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เป็นต้น ทำให้สมองทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ เกิดลักษณะอารมณ์แปรปรวนหรือมีการรับรู้ทางระบบประสาทที่ผิดปกติ

เมื่อลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าว พ่อแม่ควรรับมือและช่วยเหลืออย่างไร?

พฤติกรรมก้าวร้าวของลูก

1.ไม่เพิกเฉยเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตว่ามีเหตุการณ์หรือสิ่งเร้าใดที่ส่งผลทำให้ลูกก้าวร้าว ควรหยุดลูกทันทีเมื่อแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ถ้าเห็นลูกรังแกเพื่อนควรพาลูกออกห่าง เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าการกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสมและจะอดเล่น จากนั้นสอบถามปัญหาถึงสาเหตุที่แสดงอารมณ์ก้าวร้าวพร้อมอธิบายถึงความถูกต้องเพื่อให้ลูกเข้าใจ

2.พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างในการจัดการกับอารมณ์อย่างถูกต้อง การเป็นตัวอย่างที่ดี คือ หัวใจสำคัญของการเลี้ยงดูลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามควบคุมจัดการอารมณ์ตนเองให้ได้ก่อน ไม่ใช้คำพูดหรืออารมณ์ที่รุนแรงต่อหน้าลูกในการจัดการปัญหา การที่พ่อแม่มีอารมณ์ที่สงบและนิ่งได้จะเป็นตัวอย่างให้ลูกได้เห็นว่าเมื่อมีสถานการณ์ที่เครียดไม่เป็นไปดังใจพ่อแม่ก็สามารถนิ่งและมีสติในการจัดการอารมณ์ให้ลูกเห็นได้

3.รับฟังในสิ่งที่ลูกต้องการสื่อสารเสมอ เช่น สนใจในเรื่องที่ลูกเล่า เปิดโอกาสให้ลูกพูดปัญหาที่เกิดขึ้น หรือเรื่องที่ไม่สบายใจ ฯลฯ เพื่อแนะนำหรือเสนอแนะแนวทางแก้ไขแก้ปัญหาที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกสบายใจ ควรสอนลูกเมื่อโกรธหรือไม่พอใจและใช้กำลังไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง

พฤติกรรมก้าวร้าว

4.ไม่ควรใช้ถ้อยคำรุนแรงตอบโต้ เมื่อลูกโมโห หงุดหงิด แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ การขึ้นเสียงใส่เพื่อตอบโต้เมื่อลูกตะโกน หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงไม่ได้ช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่กลับทำให้ลูกเข้าใจว่าการใช้กำลังหรืออารมณ์เมื่อเกิดความไม่พอใจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยังอาจทำให้เด็กติดนิสัยก้าวร้าวเมื่อต้องการเรียกร้องความสนใจอีกด้วย ดังนั้น พ่อแม่จึงควรรับมือด้วยความใจเย็นและพยายามควบคุมตนเองให้ได้ ช่วยให้ลูกสงบด้วยคำพูดที่อ่อนโยน ใช้วิธีโอบกอด เพื่อให้ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ได้ ให้เวลากับลูกได้สงบสติและอยู่ในบรรยากาศที่สงบ เมื่อลูกใจเย็นลงจากนั้นค่อยสอบถามความรู้สึก แสดงถึงความเข้าอกเข้าใจ เพื่อช่วยหาวิธีแก้ปัญหา

5.คุณพ่อคุณแม่ควรแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมกับลูก สร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว เช่น ชวนลูกออกกำลังกาย ออกไปเที่ยวเพื่อเติมประสบการณ์และเสริมทักษะการเข้าสังคมให้กับลูก

6.ให้กำลังใจ เมื่อเห็นความพยายามในการจัดการอารมณ์ได้อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการตักเตือนเมื่อเด็กแสดงความก้าวร้าว

7.ชื่นชมเมื่อเด็กประพฤติตัวดี การกล่าวชมเมื่อเด็กรู้จักจัดการกับอารมณ์ของตนเองและปรับตัวได้ดี เช่น เมื่อลูกรู้จักแบ่งปันของเล่นโดยไม่แย่งของจากมือคนอื่น หรือเมื่อเด็กแสดงอารมณ์ด้วยการสื่อสารออกมาเป็นคำพูดแทนการใช้กำลัง เป็นต้น

8.สร้างกติกาข้อตกลงและบทลงโทษร่วมกัน ตั้งข้อตกลงว่าเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สามารถพูดคุยและเปิดเผยกันได้ โดยไม่มีการตำหนิหรือใช้อารมณ์ โดยสอนให้ลูกรู้ว่าการก้าวร้าวไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสม และเลือกใช้วิธีการลงโทษที่ไม่รุนแรงเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น การตัดรางวัลจากการสะสมดาวความดี การจำกัดเวลาเล่นกับเพื่อน ๆ เป็นต้น จนกระทั่งลูกรับรู้ว่าไม่ควรทำและเกิดความเคยชินจนทำอีก

9.สอนให้ลูกรู้จักยอมรับผิด และเรียนรู้ที่จะขอโทษอย่างจริงใจแทนที่จะแสดงออกด้วยอารมณ์ก้าวร้าว เพื่อให้ลูกว่าพฤติกรรมไม่ดีนั้นจะส่งผลต่อความรู้สึกของอื่น เช่น เพื่อนจะกลัวและไม่อยากเล่นด้วยเมื่อโดนรังแก รวมทั้งสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ เช่น หากทำลายของเล่นเพื่อนที่กำลังเล่นก็ให้ช่วยต่อใหม่ หากขว้างปาของเล่นก็ต้องไปเก็บขึ้นมาเอง เป็นต้น ทั้งนี้ไม่ควรคาดหวังหรือบังคับมากเกินไป ควรให้เด็กเรียนรู้เพื่อปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

10.จำกัดเวลาในการใช้หน้าจอ สมาร์โฟน แท็ปเล็ต ทีวี ถือเป็นสื่อที่มีบทบาทกับเด็กในยุคปัจจุบันที่อาจมีภาพและเสียงความรุนแรงสอดแทรกให้เด็กสามารถเลียนแบบได้ นอกจากนี้มีงานวิจัยบางส่วนชี้ว่าเด็กที่ดูทีวีหรือวิดีโอในโทรศัพท์มาก ๆ จะมีนิสัยก้าวร้าวกว่าเด็กที่ใช้เวลาส่วนนี้น้อยกว่า ดังนั้นในขณะที่ให้เวลาลูกอยู่กับหน้าจอคุณพ่อคุณแม่ควรจำกัดเวลาในการดูและเลือกรายการหรือวิดีโอที่มีเนื้อหาเหมาะสมสำหรับวัยของลูก หรือควรนั่งอยู่ข้าง ๆ เพื่อดูและสอนไปด้วย

พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

ลูกแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงแค่ไหนถึงควรไปปรึกษาแพทย์ ?

ความก้าวร้าวอย่างรุนแรงอาจเป็นสัญญาณของโรคความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือความผิดปกติทางอารมณ์ โดยสังเกตลักษณะพฤติกรรมดังต่อไปนี้

  • พฤติกรรมก้าวร้าวไม่ค่อยดีขึ้นแม้พยายามใช้วิธีต่าง ๆ แล้ว มีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2-3 สัปดาห์ หรือยิ่งโตก็ยิ่งแสดงความก้าวร้าวมากขึ้น
  • แสดงพฤติกรรมรุนแรงที่ทำให้คนอื่นเจ็บตัว และหวาดกลัวหรือไม่อยากเข้าใกล้
  • เมื่อหงุดหงิด อารมณ์เสีย ใช้กำลังทำร้ายตนเองหรือคนรอบข้าง มองตัวเองในแง่ลบ

ในเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวนั้น มักไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ และจะระบายออกมาด้วยการใช้อารมณ์และความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กเมื่อไปโรงเรียนหรือเข้าสังคมร่วมกับเด็กคนอื่น ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ช่วยสอนลูกฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมตนเองและแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากทว่าเมื่อคุณพ่อคุณแม่หมดหนทางที่จะรับมือไม่สามารถแก้ไขเองได้ หรือตัวเด็กมีปัญหาสุขภาพบางประการ กุมารแพทย์อาจขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตและใช้แบบประเมินสุขภาพจิตกับเด็ก โดยอาจเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือเมื่อเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ จากนั้นจึงวางแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ซึ่งการแก้ไขมักให้ผลลัพธ์ที่ดีหากคุณพ่อคุณแม่รู้ทัน รับมือ และพาลูกตรวจพบปัญหาตั้งแต่ในระยะแรกเริ่มนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.phyathai.comwww.pobpad.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ :

สร้างลูกให้มี SQ (Social Quotient) ไม่ก้าวร้าว ไม่เอาเปรียบ ส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตอย่างมีความสุข

เลี้ยงลูกอารมณ์ดี มีความสุข ไม่ก้าวร้าว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

DBS ชูจุดแข็งหลักสูตรอินเตอร์ต้นตำรับอังกฤษเสริมสร้างความรู้ในแบบ well rounded ทั้งวิชาการและทักษะรอบด้าน

DBS ชูจุดแข็งหลักสูตรอินเตอร์ต้นตำรับอังกฤษเสริมสร้างความรู้ในแบบ well rounded ทั้งวิชาการและทักษะรอบด้าน พร้อมปล่อยโปรโมชั่นพิเศษช่วง Covid-19 เพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนหลักสูตรที่ดีที่สุดในโลก

DBS Denla British School ชูจุดเด่นหลักสูตร Enhanced British Curriculum เน้นการเรียนการสอนตามแบบโรงเรียนเอกชนอังกฤษที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักสูตรที่ดีที่สุดในโลก มุ่งเน้นการศึกษาแบบครบวงจรเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียนอย่างรอบด้าน (Well-rounded) ทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิต ปูทางสู่การเป็นผู้นำที่ดีและมีคุณภาพของสังคม

นายมาร์ค แม็คเวย์ ครูใหญ่โรงเรียน DBS กล่าวว่า “โรงเรียนได้กำหนดการเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2020-2021 อย่างเป็นทางการ ในปลายเดือนสิงหาคมนี้ โดยได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรองรับการเปิดเทอมในรูปแบบความปกติใหม่ (New Normal) หลังจากได้ปรับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมามีการเน้นมาตรการเรื่องความปลอดภัย และ สุขอนามัยของทุกคนภายในโรงเรียน และ การเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตรตามมาตรฐานโรงเรียนเอกชนในประเทศอังกฤษ

“ในด้านวิชาการ เราคำนึงถึงนักเรียนของเราเป็นหลัก เรามีกระบวนการการคัดเลือกครูต่างชาติซึ่งเป็นเจ้าของภาษาที่แท้จริงอย่างเข้มงวด ใช้เวลาประมาณเกือบหนึ่งปีในการคัดเลือกและคัดกรองบุคคลากรที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่โรงเรียนของเรา ครูทุกคนของเราล้วนมีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่สอนโดยเฉพาะ”

ด้วยวิชาเรียนและคลับพิเศษต่าง ๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนของ DBS ผลักดันให้นักเรียนเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ และการทดลองสิ่งใหม่อยู่สม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมหลักสูตรในระบบที่เรียกว่า Extended Day ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านการเรียนพิเศษนอกเวลาเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ใช้เวลากับการเรียนและกิจกรรมต่างๆมากยิ่งขึ้น  ทำให้พวกเขาค้นพบศักยภาพของตนเอง  ซึ่งตามข้อมูลคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าเด็กควรต้องออกมาเล่นและมีกิจกรรมให้ได้อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน เพื่อพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและการเรียนรู้

“ยิ่งไปกว่านั้น DBS ปลูกฝังทักษะให้นักเรียนมีวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำและผู้ประกอบการ เพื่อนำไปใช้ในอนาคต ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การคิดเชิงวิเคราะห์ และการมีความคิดสร้างสรรค์ บนพื้นฐานการพัฒนาสู่การเป็นผู้นำระดับโลกเช่นกัน” นายมาร์ค กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติ DBS เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในดีบีเอส เข้าสมัครเรียนในปีการศึกษา 2020/2021 ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้มพิเศษสุดๆ แบบ 3 ต่อ 1) ส่วนลด 10% สำหรับการสมัครเรียนแบบกลุ่ม  2) สอบประเมินวัดผลฟรีโดยไม่ต้องจ่ายค่าสมัครสอบ 5,000 บาท และ 3) ส่วนลด 10% สำหรับโรงเรียนภาคฤดูร้อน Summer School สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดการรับสมัครเข้าเรียน หรือขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.dbsbangkok.ac.th หรือ โทร 02-666-1933

Tags

กินเงาะ

อุทาหรณ์ กินเงาะ เผลอกัดเปลือก แค่ลูกเดียวเข้าโรงพยาบาล

กินเงาะ หน้านี้อร่อยที่สุด รสหวานฉ่ำ สดกรอบ ราคาไม่แพง แถมเป็นหนึ่งในผลไม้ถูกใจเด็กๆ แม่ต้องระวัง เผลอให้ลูกหยิบเงาะไปกัดเปลือก หรือกินแบบยังไม่ล้างให้สะอาด อาจช็อกจนต้องเข้าโรงพยาบาลเหมือนหนูน้อยคนนี้

เผลอแป๊บเดียว ลูก กินเงาะ ไม่ล้าง กัดเปลือกครั้งเดียว เกือบช็อกหมดสติ

เหตุการณ์นี้เกิดกับคุณแม่เจตน์ ที่แชร์ประสบการณ์ไม่น่าจดจำนี้ไว้ในเฟสบุ๊ก หลังซื้อเงาะกลับมาจากตลาด แต่ยังไม่ทันได้ล้างให้สะอาด ลูกสาวตัวน้อยอยาก กินเงาะ จึงคว้าเข้าปากกัดทั้งเปลือก เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง หนูน้อยเริ่มอาเจียนออกมาและเป็นต่อเนื่องเกิน 10 ครั้ง คุณแม่จึงรีบพาส่งโรงพยาบาลทันที เมื่อแพทย์เข้าตรวจอาหารพบว่า น้องมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ตัวซีดเหลือง ชีพจรเต้นเร็ว เสี่ยงช็อกหมดสติและต้องแอดมิททันที ซึ่งน่าจะเกิดจากสารเคมีตกค้างในผักหรือผลไม้

กินเงาะ

ใครจะนึกว่าจากเงาะกิโลกรัมละไม่กี่บาทในช่วงฤดูกาลกลับกลายเป็นต้องเสียค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 7,000 บาทต่อเตือน หลังรักษาด้วยยาแก้อาเจียนและยาฆ่าเชื้อ ลูกสาวมีอาการดีขึ้น เริ่มกินอาหารอ่อนๆและกลับมาร่าเริงได้เหมือนเดิม

เงาะชุบฟอร์มาลีน ต้นเหตุลูกล้มป่วย จริงหรือ?

นอกจากกรณีของลูกสาวแม่เจตน์แล้ว พบว่ามีคนชอบกินเงาะ เจอกับเหตุการณ์แบบนี้เช่นกันแต่อาการอาจไม่หนักเท่า ก่อนหน้านี้มีการแชร์ข้อมูลกันในโลกโซเชียลว่า “ช่วงนี้ควรงด กินเงาะ เพราะชุบด้วยสารฟอราลินถึงขั้นทำให้ปวดท้อง อาเจียน หมดสติ เข้าโรงพยาบาล ต่อให้ล้างสะอาดแล้วก็ยังตกค้าง”

จากข้อมูลของรายการ“ชัวร์ก่อนแชร์” ของสำนักข่าวไทย ในหัวข้อ เตือน! ระวังเงาะชุบฟอร์มาลิน จริงหรือ?  ดร.อารยา อาจเจริญ เทียนหอม ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “เงาเป็นผลไม้ที่อ่อนแอ ถ้าโดยสารเคมีจะเน่าเร็วมาก จึงไม่จำเป็นต้องชุบฟอร์มาลีนเพราะแค่พรมน้ำเปล่าให้พอ เงาะก็คงความสดไว้ได้แล้ว เว้ยเสียแต่จะเป็นการเก็บรักษาเงาะเพื่อส่งออก ซึ่งใช้วิธีเคลือบแว๊กซ์เพื่อคงความสดไว้ให้นานขึ้นเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เกษตรจะมีการฉีดยาสารเคมี ซึ่งหากฉีดตามกำหนดเวลาที่กำหนด สารเคมีเหล่านั้นจะสลายไปเองก่อนถึงมือผู้บริโภค แต่มีเกษตรที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว จึงทำให้มีสารพิษตกค้างบนผลผลิตได้ ดังนั้นจึงควรล้างเงาะให้สะอาดก่อนรับประทาน ไม่ควรใช้ปากกัดเปลือกเงาะโดยตรง แต่ใช้มีดปอกเปลือกแทน เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายได้ทันที

ดังนั้นเมื่อมีผู้ได้รับอันตรายจากสารเคมี ควรรีบไปพบแพทย์และโรงพยาบาลทันที แต่ในระหว่างการเตรียมตัวและเดินทางไปพบแพทย์นั้น ควรได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อช่วยลดความเจ็บป่วย ลดโอกาสพิการและเสียชีวิตได้ดังนี้

ลูกโดนพิษในอาหารช่วยเหลืออย่างไรดี

ยาฆ่าแมลงที่คนชอบกินเงาะต้องระวังมีอยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ออร์กาโนคลอรีน, ออร์กาโนฟอสเฟต, ไพรีทรอยด์ และคาร์บาเมต ล้วนเป็นสารที่มีอันตราย ออกฤทธิ์ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบสะสม อาการเริ่มต้นคือ เวียนศีรษะ อาเจียน ท้องเสีย หากรุนแรงอาจชักและหมดสติได้

หากลูกมีอาการข้างต้นจากสารพิษในอาหาร คุณพ่อคุณแม่สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อให้อาการทุเลาลงก่อนพาไปโรงพยาบาลได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. ให้ผู้ป่วยรีบดื่มนม หรือไข่ดิบ หรือดื่มน้ำเปล่าทันที แต่ในกรณีที่ผู้ได้รับสารเคมีกำลังชักหรือสลบ อย่าให้ดื่มอะไรทั้งสิ้น
  2. ทำให้อาเจียน โดยใช้นิ้วแหย่แถวเพดานคอ หรือให้ดื่มน้ำเกลืออุ่นจัดๆ (ผสมเกลือ 1 ช้อนโต๊ะในน้ำ 1 แก้ว) หรือทั้งดื่มและล้วงคอ ถ้าผู้ได้รับสารเคมี มีอาการชักหรือสลบ ห้ามทำให้เศษอาหารทะลักเข้าไปในหลอดลม
  3. กรณีที่ดื่มกรด ด่าง หรือน้ำยาฟีนอล (ยาดับกลิ่น) ถ้าดื่มกรดให้ดื่มน้ำปูนใสแล้วให้ดื่มนมเพื่อลดการระคายเคืองก่อน แล้วจึงทำให้อาเจียน ถ้าดื่มด่างให้ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม หรือน้ำผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย แล้วดื่มนมหรือไข่ตีก่อนทำให้อาเจียน
  4. ให้ยาถ่าย เพื่อช่วยขับสารเป็นพิษออกจากลำไส้ ยาถ่ายที่เหมาะสมที่สุดได้แก่ โซเดียมซัลเฟต ดีเกลือ น้ำมันละหุ่ง เป็นต้น ทั้งนี้หากไม่แน่ใจควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที

3 วิธีล้างเงาะให้สะอาดปลอดสารพิษ

แช่น้ำ ก่อนนำมาปรุงอาหารให้คุณแม่เริ่มต้นด้วยการเงาะรอบแรกให้สะอาดเสียก่อน แล้วนำมาแช่ในอ่างน้ำที่เตรียมไว้ประมาณ 15 นาที โดยวิธีนี้จะช่วยลดสารพิษจากฆ่ายาแมลงได้ประมาณ 7-33 เปอร์เซนต์

ล้างผักโดยให้ปล่อยให้น้ำไหลผ่าน เริ่มต้นโดยการใส่เงาในตะกร้าหรือตะแกรงโปร่ง หลังจากนั้นให้คุณแม่เปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ระหว่างล้างให้ใช้มือถูกเบาๆที่ผิวเงาะประมาณ 2 นาที วิธีนี้จะช่วยลดสารพิษจากยาฆ่าแมลงได้ประมาณ 25 – 63 เปอร์เซนต์ แต่อาจต้อใช้เวลานานในการล้างและต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมาก

ปอกเปลือกออก เมื่อล้างสะอาดแล้ว คุณแม่อาจปอกเปลือกเงาะออก เตรียมไว้ในปริมาณพอดีที่ลูกกิน หากกลัวเงาะเฉา สีไม่สวย หากไม่รับประทานทันที สามารถแช่เย็นไว้ก่อนได้ นอกจากรักษาความสดใหม่แล้ว ยังอร่อยกว่าด้วย ทั้งนี้เงาเป็นบอบบาง แค่วางไว้ที่อุณหภูมิห้อง 1-2 วันเปลือกจะเปลี่ยนสี และขนจะเป็นสีดำ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เนื้อเงาะข้างในจะเสียแล้ว หากซื้อเงาะมาเยอะแล้วกลัวกินไม่ทัน สามารถนำไปทำเป็นเงาะลอยแก้ว หรือไอศกรีมเงาะเย็นๆ เป็นของหวานหน้าร้อนแสนอร่อยได้ลูกได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผักผลไม้ที่ปลูกเพื่อการค้าเสี่ยงที่จะมีสารพิษตกค้างได้แทบทุกชนิด ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกรู้ว่า กินเงา หรือผลไม้อื่นๆควรล้างทำความสะอาดให้ดีก่อนทุกครั้ง ห้ามหยิบกินโดยไม่ล้างเด็ดขาด ส่วนผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกก่อนกิน ไม่ควรใช้ฟันกัดเป็นอันขาด เพราะแม้คิดว่าล้างสะอาดแล้ว ก็อาจมีสารพิษหลงเหลืออยู่เช่นกัน  ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย เพื่อให้เขาทำสิ่งนี้จนติดเป็นนิสัยไปจนโต เมื่อนั้นเราก็จะแน่ใจได้ว่า

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

แม่เช็กก่อนซื้อ! นี่คือ 6 ผักผลไม้ที่มีสารเคมีตกค้างมากที่สุด

วิธีล้างผักให้ปลอดภัย ไร้สารพิษตกค้าง

อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ด้วยพลัง”ผัก ผลไม้ 5 สี”

 


แหล่งข้อมูล ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย  www.thairath.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บำรุงสมอง

เคล็ดลับ! บำรุงสมอง ลูกน้อย ด้วยการกินที่ถูกต้อง ตั้งแต่แรกเกิด-3 ขวบ

อาหาร ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วย บำรุงสมอง และเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายของลูกน้อยให้เติบโตแข็งแรงสมวัยพร้อมมีสติปัญญาที่ดี ทีมแม่ ABK จึงมีเคล็ดลับในการบำรุงสมองลูกน้อย ด้วยอาหาร มาฝาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้กินได้ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ขวบ ได้ เพื่อจะได้ลองนำไปปรับใช้กับการเตรียมอาหารให้ลูกๆ ที่บ้านกันค่ะ

เคล็ดลับ! บำรุงสมอง ลูกน้อย
ด้วย “
อาหาร” ตั้งแต่แรกเกิด-3 ขวบ

ในสามขวบปีแรกนับเป็นเวลาทองของชีวิตลูกที่พ่อแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งการบำรุงสมองลูกน้อย ด้วยการให้ได้รับอาหารและสารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมตามช่วงวัยล้วนมีส่วนช่วยให้สมองและร่างกายของลูกได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เราลองมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่จะช่วยสร้างสมองดีให้กับลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามขวบ

1. บำรุงสมอง ให้ลูกน้อย วัยแรกเกิด – 6 เดือน

นมแม่ ถือเป็นอาหาร บำรุงสมอง ที่เหมาะกับลูกน้อยมากที่สุดในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน เพราะสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายคุณแม่มีได้ถ่ายทอดผ่านน้ำนมเพื่อเป็นอาหารของลูก โดยในน้ำนมแม่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีนไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายของลูกสามารถดูดซึมได้โดยไม่ต้องผ่านการย่อย เพราะฉะนั้นจึงผ่านได้โดยสะดวกและดูดซึมได้ดี

และเมื่อลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไปถือเป็นช่วงเวลาที่พร้อมจะให้อาหารเสริมได้แล้ว สามารถนับแทนเป็น 1 มื้อได้ แต่นมก็ยังเป็นสิ่งที่ลูกต้องการอยู่ หากคุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ควรเลือกนมผสมที่มีคุณสมบัติเหมาะกับทารกและเด็กในแต่ละวัย

บำรุงสมอง

2 บำรุงสมอง ลูกน้อย ช่วงอายุ 6 – 8 เดือน

สำหรับลูกน้อยในช่วงอายุ 6-8 เดือนนี้ จะกินนมเป็นอาหารหลัก และมีอาหารเสริมเพียง 1 มื้อ  ในแต่ละมื้อควรได้รับข้าวอย่างน้อย 2 – 3 ช้อนโต๊ะและเนื้อสัตว์ 1 ช้อนโต๊ะ (จะเป็นเนื้อหมู ไก่ หรือปลาก็ได้ ถ้าเป็นเนื้อปลา คุณแม่ต้องสังเกตด้วยว่าลูกมีอาการแพ้หรือไม่ อาจจะเริ่มด้วยปลาน้ำจืดอย่างปลาช่อน หรือถ้าคุณแม่มั่นใจว่าลูกไม่แพ้ก็สามารถเริ่มด้วยปลาทะเลได้เลย) นอกจากนี้ควรให้กินผักสี ผักใบที่เนื้อนิ่ม ไม่มีกากหรือเสี้ยน รวมทั้งเริ่มเสริมผลไม้ เน้นเป็นผลไม้ชิ้นไม่ใช่น้ำผลไม้ และสามารถเริ่มให้ไข่แดงต้มสุกได้ตอน 7 เดือน

3. บำรุงสมอง ลูกน้อยช่วงอายุ 8 – 10 เดือน

อาหารที่เคยบอกว่าเป็นเพียง 1 มื้อก็สามารถปรับเป็น 2 มื้อได้ หลังจากอายุ 10 เดือนขึ้นไป สามารถปรับเป็น 3 มื้อได้เลย แต่ทั้งหมดตรงนี้ไม่ใช่ว่าตั้งแต่ 6 เดือนเราจะลดนมนะคะ คุณแม่ยังคงต้องให้ลูกกินนมอย่างต่อเนื่อง(ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมผสม)เพราะนมเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีมีแคลเซียม วิตามิน และแร่ธาตุที่เหมาะสม คุณแม่ต้องมีวิธีในการให้อาหารลูกคือ ไม่ใช่ว่าในหนึ่งมื้อให้ทั้งนม 1 แก้วและอาหาร 1 จาน แบบนี้เด็กจะรับไม่ไหว การเสริมนม อาจเป็นช่วงสิบโมงบ่ายสองโมง หรือหลังอาหารเย็น มีการแบ่งเวลาแต่ละมื้อให้แก่ลูก

บำรุงสมอง

4. บำรุงสมองลูกน้อย วัย 1-2 ขวบ

จากหนึ่งปีขึ้นไปสามารถให้ลูกกินอาหารเหมือนผู้ใหญ่ได้ เพียงแต่เป็นอาหารอ่อนนุ่ม รสไม่จัด ไม่ปรุงแต่งเครื่องเทศ ควรให้กินอาหารรสธรรมชาติ ที่สำคัญอย่าให้กินขนมหวานหรือขนมขบเคี้ยวที่เต็มไปด้วยแป้ง น้ำตาล และไขมัน เพราะจะทำให้ไม่กินอาหารมื้อหลักและไม่ดื่มนมเสริม คุณแม่อย่าลืมปรับช่วงอาหารเสริมให้มีสารอาหารครบถ้วน อาจเป็นขนมปังกับนมหรือแซนด์วิชง่ายๆ เพื่อเป็นการรองท้องก่อนกินอาหารมื้อหลัก

ส่วนเนื้อสัตว์ ควรให้กิน 2 – 3 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ อาหารแนะนำในกลุ่มเนื้อสัตว์ควรให้ลูกกินหลากหลาย เช่น หมู ไก่ ปลาทะเล หรือปลาน้ำจืด เพราะแต่ละชนิดมีจุดเด่นที่ต่างกันเนื้อหมูจะเด่นเรื่องวิตามินบี 12 ปลาน้ำจืดอย่างปลาช่อน ปลาทะเลอย่างปลาแซลมอน หรือปลาทู จะมีกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมก้า-3 มีไอโอดีนสร้างสมอง และมีสังกะสีช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน ถ้าไม่สะดวกอาจเลือกใช้ปลาทูน่าชนิดน้ำแร่มาใช้ทำอาหารให้ลูกก็ได้

คุณแม่ควรหุงข้าวที่มีส่วนผสมของข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือช่วยบำรุงระบบประสาท นอกจากนั้นควรให้ลูกกินผักผลไม้ที่หลากหลายเหมือนกับช่วงก่อน 1 ขวบ แต่เพิ่มปริมาณให้มากขึ้นตามวัย

5. บำรุงสมองลูกน้อย วัย 2-3 ขวบ

ช่วงนี้ยังคงเน้นการกินอาหารให้ครบถ้วนเหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น เพราะเด็กวัยนี้มีกิจกรรมและต้องใช้พลังงานมากขึ้นคุณแม่ควรระวังเรื่องการกินขนมและของหวานของลูก ควรจัดอาหารว่างที่มีประโยชน์ เช่นถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดทานตะวัน ปลาตัวเล็กตัวน้อย ข้าวตัง ขนมปังโฮลวีท หรือแครกเกอร์โฮลวีทเป็นต้น นมยังคงเป็นอาหารเสริมที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็กวัยนี้ คุณแม่อาจเลือกสลับให้ได้ระหว่างนมวัวและนมถั่วเหลือง เลือกใช้วิธีกินให้หลากหลายและสมดุล

ควรกินเนื้อสัตว์มื้อละ 3 ช้อนโต๊ะขึ้นไป ไข่วันละ 1 ฟอง การปรุงเนื้อปลาควรหลีกเลี่ยงการทอด ให้ใช้วิธีนึ่งอบ ต้ม ลวกแทน เพราะน้ำมันในปลาจะไม่หายไป แต่ถ้าเอาไปทอด น้ำมันปลาที่บอกว่ามีโอเมก้า-3 ก็จะหายปนไปกับน้ำมัน

ความฉลาดของเด็กแต่ละคน นอกจากจะกำหนดด้วยปัจจัยทางพันธุกรรมแล้ว อาหาร สิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดูก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

เด็กที่ได้กินอาหารครบและหลากหลายจะได้สารอาหารครบถ้วนเพื่อ บำรุงสมองลูก แถมห่างไกลจากสารพิษตัวเดิมๆ ที่เกิดจากการกินอาหารซ้ำๆ หากรวมกับการได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และมีการเลี้ยงดูที่เหมาะสม รับรองว่าจะเป็นเด็กแข็งแรง ฉลาดและสมองดีอย่างแน่นอน …ด้วยความใส่ใจและห่วงใยค่ะ

บทความเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

10 ปลาไทย โอเมก้า 3 สูง! บำรุงสมองสดใส หัวใจแข็งแรง

10 สุดยอด “อาหารบำรุงสมอง” ลูกน้อย

เคล็ดลับพัฒนาสมอง ด้วยการกอด กิน เล่น อ่าน

13 สารอาหารสำคัญ กินเพื่อลูกรักฉลาด ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

เด็กเบื่อ

ปล่อยให้ “เด็กเบื่อ” มีประโยชน์กว่าที่คิด!!

รู้หรือไม่? ว่าการปล่อยให้ลูกได้เล่นกับตัวเอง ปล่อยให้ เด็กเบื่อ ซะบ้าง ทำให้ลูกได้ ฝึกฝน สร้างสรรค์ และมีพัฒนาการที่ดีได้!!

ปล่อยให้ “เด็กเบื่อ” มีประโยชน์กว่าที่คิด!!

ในช่วงปิดเทอม ลูกต้องอยู่บ้านทั้งวัน คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลว่าลูกจะเบื่อ ไม่มีอะไรทำ จึงพยายามหากิจกรรมให้ลูก ไม่ว่าจะเป็น การให้ลูกลงเรียนกวดวิชาต่าง ๆ หรือจะเรียนเสริมในสิ่งที่ลูกดูเหมือนจะชอบ หรือ พ่อแม่บางคนอาจจะพยายามหากิจกรรมเพื่อเล่นกับลูกตลอดเวลา แต่อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณพ่อคุณแม่จะสรรหากิจกรรมมาเล่นกับลูกได้ทั้งวัน ไหนจะติดงาน ไหนจะงานบ้าน และในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องการเวลาส่วนตัวและเวลาพักบ้างเหมือน ๆ กัน เมื่อลูกบ่นว่าเบื่อ คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะแอบคิดว่าทำไมลูกเราถึงเล่นเองไม่เป็นเลย ทีมแม่ ABK อยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองถอยออกมาดูภาพรวมกันสักนิดค่ะว่าทำไมลูกเราถึงเล่นเองไม่เป็น ทำไมจะต้องให้คุณพ่อคุณแม่เล่นด้วยตลอดเวลา? นั่นเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยปล่อยให้ลูกเบื่อ หรือลองเล่นกับตัวเองดูบ้างนั่นเองค่ะ ไม่ได้หมายความว่าการเล่นกับลูกเป็นสิ่งที่ผิดนะคะ ยังสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูกค่ะ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องเล่นด้วยทั้งวัน คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ เด็กเบื่อ ดูบ้าง เพื่อให้เค้าได้มีเวลาในการค้นหาตัวเอง ดังนั้น มาดูประโยชน์ของการปล่อยให้ เด็กเบื่อ ดูบ้างดีกว่าค่ะ

ลูกเบื่อ
ลูกเบื่อ

ทำไมเด็กถึงเบื่อ?

เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบัน และกิจกรรมเสริมที่ใส่ให้เด็กมากเกินไป (เพื่อที่เด็กจะได้ไม่เบื่อ) ทำให้เด็ก ๆ ถูกสร้างให้เป็นอยู่ตามสังคมมากกว่าที่จะมีเวลาในการค้นหาในสิ่งที่ตัวเอง “เป็น”

ประโยชน์ของการปล่อยให้เด็ก “เบื่อ”

  1. ความเบื่อส่งเสริมให้ลูกมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

เมื่อลูกเบื่อที่ต้องอยู่กับตัวเอง จะทำอย่างไรได้บ้างล่ะ? เพื่อที่จะได้สร้างความสนุกให้ตัวเอง ในช่วงเวลานี้เป็นการสร้างโอกาสให้ลูก ๆ ได้ลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความตั้งใจ สร้างความสนุกในการค้นพบส่งต่าง ๆ รอบตัว และความอยากรู้อยากเห็นเหล่านี้จะช่วยให้ลูกรู้จักสำรวจสิ่งรอบตัวที่จะทำให้พวกเขามีความสุข

2. ความเบื่อสอนให้ลูกรู้จักความวิริยะ

เด็กมักจะแพ้ไม่เป็น โดยเฉพาะสมัยนี้ที่มีความเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ทำให้เด็กไม่มีเวลามากพอที่จะประสบความล้มเหลว การปล่อยให้ลูกเบื่อจะเป็นการทำให้ลูกได้มีเวลามากพอที่จะลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง และลงมือทำซ้ำ ๆ จนสามารถค้นพบและไปถึงเป้าหมายได้ สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ สร้างความวิริยะ ความอดทน และความเพียรพยายามในการมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่รักให้สำเร็จได้นั่นเอง

3. ความเบื่อช่วยพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหา

ปล่อยให้ลูกมองความเบื่อเป็นปัญหา โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องแก้ปัญหาให้ลูก แล้วลูกจะรู้จักแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง โดยการหาอะไรเล่นได้เอง แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองค่อย ๆ ปล่อยให้ลูกลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยปลูกฝังให้ลูกรู้จักลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนที่จะให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยในเรื่องใหญ่ ๆ ถัดไปได้

4. ความเบื่อช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม

เมื่อเด็กมีเวลามากพอที่จะได้เล่นด้วยกัน แทนที่จะเอาเวลาไปดูทีวี เล่นเกม ดูมือถือ ก็จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะร่วมมือกันเล่น พูดคุย ต่อรอง สื่อสาร และยังได้รู้จักการใช้การสื่อสารผ่านสายตา ผ่านภาษากาย ได้ดีกว่าการดูทีวีหรือเรียนรู้ในห้องเรียนอีกด้วย

5. ความเบื่อช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง

เมื่อเด็กมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง (แทนการบอกกล่าวหรือสอนจากผู้ใหญ่) ได้ทดสอบขีดจำกัดและความเสี่ยงต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และได้จัดการปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะสร้างให้ลูกมีความนับถือในตัวเอง (Self-Esteem)

6. ความเบื่อหน่ายช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

การที่เรายุ่งจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเองจะทำให้สุขภาพจิตแย่ลง เพราะเราจะไม่ได้มีเวลาปล่อยความคิดให้ว่างได้เลย เด็กก็เช่นกันค่ะ ดังนั้น การปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสปล่อยความคิดให้ว่างบ้าง ก็จะช่วยให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ค่ะ

7. ความเบื่อหน่ายจะช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว

การที่ลูกยุ่งกับกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งวัน ทำให้ลูกมองข้ามสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ต้นไม้ในบ้าน ของเล่น และแม้แต่คนรอบตัวลูก ๆ เองก็ตาม แต่การให้ลูกได้มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมกับสิ่งรอบตัวเหล่านี้ จะทำให้ลูกรู้สึกผูกพัน รัก และเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองพบเจอ

8. ความเบื่อหน่ายช่วยให้ชีวิตในวัยเด็กมีความสุขขึ้น

ความเบื่อหน่ายดูเหมือนจะตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้มีความสุขเลยใช่ไหมล่ะคะ แต่ให้ลองคิดถึงสมัยที่คุณพ่อคุณแม่ยังเป็นเด็กดูค่ะ เมื่อเราเบื่อ เราก็จะหาอะไรสนุก ๆ ทำ และอะไรที่สนุก ๆ นี้ กลับสร้างความทรงจำที่ดีให้เราได้ย้อนกลับไปนึกถึงตอนที่เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว ลองมาสร้างความทรงจำดี ๆ เหล่านี้ให้ลูกของเราเมื่อโตขึ้นกันค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แนะ!12 กิจกรรมให้ลูกทํา สุดเจ๋ง เมื่อต้องอยู่บ้านหนีโควิด19+ปิดเทอมยาว

จับ หนีบ เล่น 20+ กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เล่นกับลูกในบ้านง่ายๆ

เล่นกับลูกทารกไม่เป็น ทำยังไงดี

เทคนิคเลี้ยงลูกให้น่ารักและเป็นที่รักของผู้อื่น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : TheSchoolRun.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกเรียนออนไลน์

ลูกเรียนออนไลน์ วิชาอะไรบ้าง ถ้าไม่เรียนได้หรือไม่

ลูกเรียนออนไลน์ จำเป็นไหม ใครต้องเรียน แล้วเรียนอะไรบ้าง เป็นส่วนหนึ่งของคำถามที่ยังคาใจคุณพ่อคุณแม่ หลังกระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เด็กๆ เริ่มเรียนผ่านช่องการศึกษาทางไกลพร้อมกันทั้งประเทศ Amarin Baby & Kids พาไปหาคำตอบพร้อมกัน

ลูกเรียนออนไลน์ ช่องทีวีทางไกล เรียนอะไรบ้าง  ไปหาคำตอบกัน

ท่ามกลางความสับสนของคำว่า “เรียนออนไลน์” ทำให้ผู้ปกครองหลายบ้านเป็นกังวลทั้งการจัดหาอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ หรือแท๊ปเล็ต อินเตอร์เน็ต แถมหลายบ้านยังไม่รู้ว่าถ้าพ่อแม่ต้องออกไปทำงานจะให้ลูกเรียนออนไลน์ได้อย่างไร ลูกจะเรียนทันเพื่อนไหม ต้องเก็บคะแนนหรือเปล่า

ทำไมต้องให้ ลูกเรียนออนไลน์

ปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19ในบ้านดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการผ่อนปรนในหลายจุดเพื่อให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตามปกติ (อย่างระมัดระวัง) ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่ารอให้ลูกกลับไปเรียนตอนเปิดเทอมในอีก 2 เดือนข้างหน้า (1 กรกฎาคม 2563) ก็ไม่น่าจะช้าเกินไป แต่จำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงไม่ได้การันตีได้ว่า “เชื้อโรคจะหมดไปและไม่กลับมาระบาดอีก”  หากเป็นเช่นนั้นเด็กๆ ก็ยังไม่สามารถไปโรงเรียนได้อยู่ดีและกระทบต่อการเรียนรู้ การเลื่อนชั้น และการสอบเข้าในระดับต่อไปอย่างแน่นอน

นี่จึงเป็นเหตุผลให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดนโยบายการศึกษาแบบใหม่เพื่อเตรียมความพร้อม หากสถานการณ์ระบาดของโรคร้ายแรงจนไม่สามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เพิ่มเวลาพัก ลดการประเมิน และงดกิจกรรมไม่จำเป็น” โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

ลูกเรียนออนไลน์

ระบบ On Air เป็นการเรียนผ่านทีวีทางไกล DLTV ทั้ง 17 ช่อง   ระบบ Online 2 รูปแบบ คือ  DEEP แพลตฟอร์มออนไลน์โปรแกมที่มีคลิปของ ครูเก่งจากโรงเรียนดังให้เด็กเลือกเรียนเพิ่มเติมตามความสนใจ และ Interactive platform อย่าง zoom, Microsoft suit ที่คุณครูและนักเรียนสามารถโต้ตอบกันได้เหมือนเป็นห้องเรียนเสมือนจริง ทั้งนี้แต่ละโรงเรียนสามารถนำรูปแบบการสอนข้างต้นนี้ไปปรับใช้ตามความเหมาะสม และทดสอบระบบจริงเพื่อสำรวจความพร้อม ปัญหาอุปสรรคและหาวิธีแก้ไขให้พร้อมสำหรับการเปิดเทอมใหม่

ใครต้องเรียนออนไลน์บ้าง

กระทรวงได้วางแผนพ่อแม่สามารถให้ ลูกเรียนออนไลน์ ได้ทุกระดับชั้นเข้าถึงการเรียนออนไลน์แต่ให้มีวิธีเรียนออนไลน์ต่างกันไปตามวัย ดังต่อไปนี้

อนุบาล 1 –3 : เรียนผ่านทีวีทางไกล DLTV

ประถม 1 –มัธยม 6: เรียนผ่านทีวีทางไกล DLTV และระบบ DEEP

มัธยม 4 – 6 : เรียนผ่านทีวีทางไกล DLTV ระบบ DEEP และ Interactive platform

กศน. และนักเรียนอาชีวะ :  เรียนผ่านทีวีทางไกล DLTV

ช่องดังกล่าวสามารถรับผ่านกล่องทีวีดิจิตอล และจานดาวเทียม สำหรับบบ้านไหนที่ไม่มีกล่องรับสัญญาณดังกล่าว ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เตรียมกล่องรับสัญญาณเพื่อนำมาแจกฟรีจำนวน2 ล้านกล่อง ส่วนครอบครัวใดที่ไม่มีโทรทัศน์เลย จะดำเนินการประชุมหาทางช่วยเหลือต่อไป ส่วนในพื้นทีห่างไกล เช่นโรงเรียนบนดอยหรือตะเข็บชายแดนอาจพิจารณาให้เปิดเรียนได้ แต่ก็ยังไม่มีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้

ลูกเรียนออนไลน์

เปิดทีวี DLTV ลูกได้เรียนอะไรบ้าง

การเรียนผ่านทีวีทางไกล ซึ่งเริ่มต้นให้เด็กๆได้เรียนกันแล้ว เป็นเนื้อหาที่จัดทำโดยมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกอากาศในระบบฟรีทีวีจำนวน 17 ช่อง โดยกำหนดให้ 1 ช่องมีรายการสอนเฉพาะสำหรับ 1 ระดับชั้น  ในระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา จะมีเนื้อหาครอบคลุม 5 วิชาหลักได้แก่ วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ สังคมศึกษา และสุขศึกษาและพลศีกษา

ตารางเรียนจะมีตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีการสอนในวิชาหลักใน 3 วิชา คือ 8.30-11.00 น. แล้วรีรันให้ชมอีก 2 ช่วงเวลาคือ 12.30 – 16.30 น. และ 20.30 -23.30 น. คุณพ่อคุณแม่จัดตารางให้ลูกเรียนในตอนเช้า แล้วหาเวลานั่งศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองในช่วงเวลาอื่น เพื่อนำไปทบทวนบทเรียนให้ลูกๆเพิ่มเติมได้ หรือสำหรับบ้านที่มีลูกหลายคนสามารถแบ่งเวลาดูรายการคนละช่วงเวลาได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ระหว่างวันจะมีรายการเพื่อเด็กและเยาวชน สารคดีสำหรับเด็กให้ดูฟรีตลอดวัน ซึ่งน่าจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กไม่สะดุดระหว่างที่ต้องหยุดปิดเทอมยาวๆเช่นนี้

เช็กตารางเรียนผ่านทีวีทางไกล DLTV

ตารางเรียนชั้นอ.1

ตารางเรียนชั้นอ.2

ตารางเรียนชั้นอ.3

ตารางเรียนชั้นป.1

ตารางเรียนชั้นป.2

ตารางเรียนชั้นป.3

ตารางเรียนชั้นป.4

ตารางเรียนชั้นป.5

ตารางเรียนชั้นป.6

สำหรับช่องทีวีสำหรับชั้นมัธยมศึกษา กศน. และอาชีวศึกษาสามารถเช็กตารางเรียนเพิ่มเติมที่ www.dltv.ac.th

ลูกเรียนออนไลน์

ต้องให้ลูกเรียนออนไลน์ ดูทีวีทางไกลทุกบ้านหรือไม่

สำหรับข้อสงสัยว่า กรณีที่โรงเรียนของลูกได้วางแผนการสอนในช่วงรอเปิดเทอมไว้แล้ว จำเป็นต้องให้ลูกดูทีวีทางไกลหรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า

MUST READ :  ให้ลูกเรียนออนไลน์ อย่างไร? ถ้าแม่ต้องไปทำงาน?

MUST READ :อีกหนึ่งเสียง..จากใจแม่! 5 เหตุผลที่ไม่ควรให้ลูกเรียนออนไลน์

“การเรียนออนไลน์หรือรูปแบบใดก็ตามต้องทำให้ผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด และแยกเด็กตามกลุ่มสภาพแวดล้อม เพราะเรารู้ว้าการเรียนผ่านโทรทัศน์มีประสิทธิภาพไม่เท่าการสอนจากครูจริง แต่แนวทางนี้เป็นเพียงการรับมือสถานการณ์ที่จำเป็นต้องทำเท่านั้น”

สำหรับโรงเรียนที่มีความพร้อม เช่น โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนประจำจังหวัด โรงเรียนเอกชนในเมือง ซึ่งสามารถจัดการสอนทางออนไลน์ได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ ลูกเรียนออนไลน์ ตามแผนงานของโรงเรียนได้โดยไม่ต้องพะวงว่า จะต้องเรียนผ่านทีวีทางไกลด้วย เพราะนี่เป็นนโยบายเพื่อช่วยเด็กในกลุ่มที่เข้าถึงการศึกษาได้ยากในช่วงวิกฤติโควิด-19 มากกว่า

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

เรียนออนไลน์ เตรียมตัวอย่างไรได้ผลดี ลูกแฮปปี้ ไม่เครียดเกินไป

ปรับนโยบายการศึกษา ช่วงโควิด 19


www.dltv.ac.th  www.pptvhd36.com  workpointnews.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรียนรู้ผ่านการเล่น

เรียนรู้ผ่านการเล่น ดีกว่า อัดวิชาการเข้าหัวเด็ก โดยพ่อเอก

‘เด็ก เรียนรู้ผ่านการเล่น’ เป็นประโยคที่ผ่านหูผ่านตากันมาบ่อยๆ แต่ผมเชื่อว่ามีคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยคิดแย้งในใจว่าลูกเขาก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเวลาเรียนกับคุณครู ขนาดส่งติวพิเศษ ก็ไม่เห็นลูกจะมีปัญหาอะไร ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เชาวน์ ไปจนถึงศิลปะ ซึ่งนั่นก็จริงอยู่ ถ้าวัดกันตามที่ตามองเห็น

งั้นผมขอเติมประโยคแรกให้ยาวขึ้นอีกนิดเป็น

‘เด็กเรียนรู้ได้ดีกว่าผ่านการเล่น’

เด็กโตๆ การเรียนในห้องเรียนคงเป็นเรื่องปกติ แต่เด็กระดับอนุบาลระดับประถมต้น การปล่อยเขาได้ เรียนรู้ผ่านการเล่น เขาจะมีความสุขกับการเรียนรู้ เขาจะรักการเรียนรู้ในระยะยาว การอัดวิชาการเข้าหัวเด็กเล็กๆ ผ่านการติวในห้อง ระยะสั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะดีใจ แต่ในระยะยาวคุณตามแก้ปัญหายากกว่า (เด็กล้า เด็กเครียด) ผมจึงแปลกใจที่เห็นคุณพ่อคุณแม่แข่งกันโชว์ผลการเรียนระดับอนุบาลระดับประถมกัน ซึ่งผมเกรงว่ามันจะไปกดดันครอบครัวที่ลูกได้เกรดน้อยกว่า แล้วพาลพาลูกไปติวกันใหญ่ ผมอยากจะบอกว่า เกรดเด็กเล็กระดับนั้น มันไม่สามารถวัดอะไรได้เลยว่า เด็กเกรด 4.00 ฉลาดกว่า เด็กที่ได้เกรดน้อยกว่านั้น

ผมอยากเล่าเรื่องการปั่นจักรยานกับลูกให้ฟัง (ช่วงโควิด-19 ผมกลับถึงบ้านเร็วขึ้นจึงได้ปั่นจักรยานกับลูกเกือบทุกวัน)

พาลูกปั่นจักรยาน เรียนรู้ผ่านการเล่น ได้อย่างไร?

มีวันหนึ่งปูนปั้นถามขึ้นว่า “ป๊าครับ ทำไมปั่นในทรายแล้วมันไม่ค่อยไป เหมือนปั่นบนถนน”

ผมบอกให้เขาสังเกตดูเวลาล้อหมุนบนพื้นคอนกรีต – แล้วสอนเขาเรื่องแรงเสียดทานจากพื้นคอนกรีตที่ทำให้ล้อหมุนไปข้างหน้าได้ จากนั้นให้เขาไปสังเกตดูเวลาล้อหมุนบนทรายที่เม็ดทรายเคลื่อนที่ไปด้วยมันจึงปั่นยากกว่า

เขาได้เรียนรู้เรื่องแรงเสียดทาน

จากนั้นปูนปั้นก็คิดต่อไปถึง “อ๋อแบบเดียวกับที่รถตกโคลน (เขาคงเห็นจากไหนสักที่)”

ผมบอกว่า “ใช่” แล้วผมก็บอกว่า เราเรียกว่า “รถตกหล่ม”

แล้วถามปูนปั้นต่อว่า “คิดว่าจะช่วยรถตกหล่มอย่างไร”

เขาก็ตอบมาทั้ง ใช้เชือกดึง หารถยก และอื่นๆ

ผมตั้งโจทย์เพิ่มว่า “ถ้าไม่มีใครช่วย จะทำยังไงดี”

แล้วก็ใบ้ให้เพิ่มว่า “ในเมื่อเราเห็นว่าล้อวิ่งในโคลนไม่ได้ ทำไงให้ล้อวิ่งได้ ควรมีอะไรให้ล้อไต่แบบล้อจักรยานมั้ย”

ก็จะเริ่มมีคำตอบอย่าง “เอาหินโยนลงไป”

ผมก็อธิบายว่านั่นเป็นวิธีนึง หากหินก้อนใหญ่ให้ล้อปีนได้ หรือ ลองแผ่นอะไรแข็งๆมารองให้ล้อรถไต่อย่างเช่นแผ่นเหล็ก แผ่นไม้ ก็เป็นอีกวิธีนึง เราก็ตั้งคำถามว่าทำไมมันจึงช่วยให้รถขึ้นจากหล่มได้

ปูนปั้นก็ตอบมาว่า “เพราะแผ่นเหล็ก มันเป็นเหมือนพื้น”

 

อีกตัวอย่างการ เรียนรู้ผ่านการเล่น ของเด็ก ระหว่างขี่จักรยาน

“ปะป๊าครับ ทำไมปูนปั้นไม่ได้ปั่นแล้วจักรยานมันยังไปต่อ”

มันคือแรงเฉื่อยลูก มันพยายามรักษาการเคลื่อนที่เดิม”

ถ้าคุณคิดว่าลูกจะงง ใช่ครั้งแรกอาจจะงง เราก็ให้เขาทดลองทำอีก 2-3 ครั้ง เขาก็จะเริ่มเข้าใจ

วันต่อๆ มา ระหว่างทางขี่จักรยานมันก็จะมีการพูดคุยเรียนรู้กันเรื่อยๆ มีคำถามมา เราก็ให้ทดลองจริงให้เขาดู

“แล้วเบรกทำงานยังไง” … แรงเสียดทานก็กลับมาอีกครั้ง

เราให้เขาก้มมองดูที่ตัวหนีบล้อ ขณะที่ล้อหมุนแล้วกดเบรก พอตัวหนีบล้อทำงาน เขารู้จักแรงเสียดทานมากขึ้นอีกนิด

เราท้าทายเขาต่อว่า “ปูนปั้นลองปั่นสุดแรงขึ้นสะพานนะ แล้วพอใกล้ถึงบนสะพานให้หยุดปั่น”

แล้วเขาก็ลุ้นและตื่นเต้นที่มันพาเขาขึ้นถึงบนสะพานได้ แล้วเขาก็ฟังเราอธิบายว่า “แรงเฉื่อยมันพาขึ้นไปต่อ”

เราท้าทายเขาว่าถ้าขึ้นสะพานไปนิดเดียวหยุดปั่นหละ … แรงเฉื่อยจะพาขึ้นไปถึงมั้ย

เขาก็ลอง ปรากฏว่า จักรยานไหลลง

“ทำไมครับ ปะป๊า” … คำถามมาอีกครั้ง

เพราะแรงเฉื่อยมันแพ้แรงดึงดูดที่ดึงลง … ส่วนเมื่อกี๊ที่ได้เพราะมันเกือบถึงแล้ว แรงเฉื่อยมันมากพอจะส่งไปถึง

 

บทเรียนเหล่านี้ อย่าคิดว่าเด็กไม่เข้าใจ และเขาสนุก

ตอนนี้ทุกวัน ก่อนจะออกจากบ้านมาปั่น เขาจะบอกผมเลยว่า วันนี้อยากคุยเรื่องแรงเฉื่อยอีก

(ผมคุยกับเขาด้วยการใช้ภาษาอังกฤษด้วยนะครับ มีผู้ใหญ่เดินผ่านได้ยินเราคุยกันเรื่อง inertia ถึงกับเหลียวมามองว่า หืมมมม เจ้าตัวกะเปี๊ยกคุยเรื่อง inertia เนี่ยนะ)

ไม่ต้องเรียนรู้วิชาการขนาดนี้ก็ได้ การปั่นจักรยาน เรียนรู้เรื่อง ท้องฟ้า ต้นไม้ อากาศ ความเร็ว อาชีพคนที่เราผ่าน โอ้ย มีอะไรมากมายให้เรียนรู้

ลองดูนะครับ แล้วคุณจะเห็นตาโตๆ ของลูกน้อย กับรอยยิ้มจากการเรียนรู้

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เรียนออนไลน์

อีกหนึ่งเสียง..จากใจแม่! 5 เหตุผลที่ไม่ควรให้ลูกเรียนออนไลน์

แม่โพสต์ฝากถึงผอ. ทุกโรงเรียน! อีกหนึ่งเสียง..จากใจผู้ปกครอง กับ 5 เหตุผลที่ไม่ควรให้ลูก เรียนออนไลน์ ข้อเสียของการเรียนออนไลน์ ที่กระทรวงศึกษาธิการควรรู้!!

แม่โพสต์..ความในใจ! (ตัวแทนผู้ปกครองในบ้านที่ไม่พร้อม)
5
เหตุผลที่ไม่ควรให้ลูก เรียนออนไลน์

โควิดเป็นเหตุ..สังเกตได้!! เรียนออนไลน์ ชีวิตวิถีใหม่ที่เด็กต้องเจอ!! สืบเนื่องมาจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่มีการระบาดไปทั่วโลกร่วมถึงประเทศไทย ทำให้ต้องมีการเลื่อนเปิดภาคเรียนจากปกติที่ต้องเปิดวันที่ 16 พ.ค. 63 ไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. 63 แทน … ซึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายให้เด็กๆ ต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ในช่วงปิดเทอมนี้ไปก่อนด้วย และแม้ว่าการเลื่อนเปิดเทอมจะมีข้อดี อ่าน >> หมอเผย 4 เหตุผลสำคัญ ทำไมต้องเลื่อนเปิดเทอม เป็น 1 ก.ค.63

แต่การให้เด็กเรียนออนไลน์ (ทั้งๆที่ไม่เคยเรียน) ก็มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยเมื่อวันที่ 13 พฤษาภาคม 2563 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชี รสนิสา บุญสุข ได้โพสต์แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ในฐานะผู้ปกครอง

เรียนออนไลน์

ใจความว่า…

เรียน ท่าน ผอ. ทุกโรงเรียน (ช่วยยื่นเรื่อง ความเดือดร้อนของผู้ปกครอง แก่ #กระทรวงศึกษาธิการ แทนผู้ปกครองด้วยคะ)

ดิฉัน ในฐานะผู้ปกครองของเด็กนักเรียนคนหนึ่ง มีความประสงค์ อยากให้ท่าน ผอ.ทุกโรงเรียน และ กระทรวงศึกษาธิการช่วยทบทวนเรื่องการสอน เรียนออนไลน์ ใหม่ เนื่องจากดิฉันมองเห็นถึงความลำบากของพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ ท่านด้วยกัน ท่านเหล่านั้นได้มานั่งระบายปลดทุกข์ให้ดิฉันฟังหลากหลายเหตุผลที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขา จึงขอยกตัวอย่าง ดังนี้

#ข้อ1. การที่จะมีการเรียนออนไลน์ ได้นั้น เด็กนักเรียนจะต้องมีคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต ซึ่งข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก หากไม่มีก็ไม่สามารถเรียนได้ นั้นหมายถึง บ้านไหนไม่มี 2 สิ่งนี้ ก็ต้องไปซื้อ เพื่อให้ลูกได้เรียน ซึ่งคอมพิวเตอร์ไม่ใช่ 10-20 บาท นะคะ เครื่องนึงเหยียบหมื่นบาท แต่ในทางกลับกัน ผู้ปกครองในเวลานี้ การงานแย่ ทำมาหากินตอนนี้ก็ลำบาก แล้วจะหาเงินจากที่ไหนมา ลำพังจะหามาซื้อข้าวกินในแต่ละวันยังลำบากเลย แล้วถ้าบ้านไหน มีลูก 2-3 คน ไม่ต้องซื้อ 2-3 เครื่องเลยเหรอคะ เพราะต้องเรียนออนไลน์เหมือนกันและเป็นเวลาเดียวกัน พ่อแม่บางคนไม่อยากให้ลูกต้องด้อยกว่าคนอื่นๆ ยอมไปกู้หนี้ยืมสิน ร้อยละ 20 ก็ยอม เพื่อเอามาซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูกหลาน เพื่อลูกหลานจะได้เรียนเหมือนคนอื่นๆ ลำพังหาเงินมาจ่ายค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าเสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียน ต่างๆ ในเเต่ละเทอมก็แย่กันอยู่แล้ว นี้ยังต้องหาเงินมาผ่อนคอมพิวเตอร์อีก แบบนี้ดีแล้วเหรอคะ

สรุปแผนการณ์นี้ ใครได้ประโยชน์มากที่สุดคะ นักเรียนหรือผู้ปกครอง คำตอบ คือ ร้านขายคอมพิวเตอร์ กับ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตจ้า รวย ซึ่งรวยมากอยู่แล้ว และรวยขึ้นไปอีก

อีกแค่เดือนเดียว โรงเรียนก็จะเปิดแล้ว แต่ก็ยังต้องมาซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เรียนออนไลน์แค่ระยะ 1 เดือน เนี่ยนะคะ รบกวนทบทวนหน่อยค่ะ

#ข้อ2. การ เรียนออนไลน์ หากไม่มีผู้ใหญ่คอยนั่งอยู่ใกล้ๆ คุณคิดว่า เด็กๆ จะไม่เปิดไปหน้าอื่นบ้างเหรอคะ เช่น YouTube, เกมส์ และอื่นๆ อีกมากมาย คุณคิดว่าเด็กๆ จะตั้งใจเรียนกันทุกคนเหรอค่ะ แล้วถ้าให้ผู้ปกครองคอยนั่งเฝ้าตลอดการเรียน แล้วผู้ปกครองจะเอาเวลาไหนไปทำงานหาเงินผ่อนคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งซื้อมาคะ คุณว่ามั้ย

#ข้อ3. ในเด็กเล็ก เช่น อนุบาล1-3 สมควรแล้วเหรอคะ ที่จะให้เด็กนั่งเรียนตรงหน้าจอนานๆ มีแต่ส่งผลเสียทั้งทางด้านสายตา สมาธิ ที่เด็กเล็ก ยังมีไม่มากพอ ที่จะอดทนนั่งฟังจนจบ

#ข้อ4. ผู้ปกครองจ่ายเงินค่าเทอม แต่ต้องมานั่งสอนลูกตัวเองทั้งหมด ประเด็นคือ แล้วผู้ปกครองจะจ่ายค่าเทอมให้ทางโรงเรียนทำไมคะ หากต้องมานั่งสอนลูกแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะสอนลูกเอง หรือเลี้ยงลูกเองไม่ได้ แต่เราจ่ายค่าเทอมให้โรงเรียนไปแล้วค่ะ เรียนออนไลน์ค่าเทอมก็ไม่ได้ปรับลดลงแม้แต่น้อย ยังคงจ่ายค่าเทอมเท่าเดิม

แล้วถ้ามีลูกหลายคนผู้ปกครองจะสอนทันมั้ยค่ะ ขณะที่กำลัง เรียนออนไลน์ พร้อมกัน (ข้อนี้หมายถึงเด็กเล็กค่ะ ที่ต้องคอยสอนกำกับตามหลังที่คุณครูสอน เพราะดิฉันมีลูกเล็ก เลยคิดว่าคงสอนคนเดียวไม่ทัน หากลูกเรียนพร้อมกัน)

เรียนออนไลน์

#ข้อ5. ถ้าบ้านไหนไม่ได้ให้ลูก เรียนออนไลน์ ด้วยเหตุผลจำเป็นของพวกเค้า คุณคิดว่าเด็กๆ จะอายเพื่อนมั้ย เมื่ออาย ผลต่อมาคือ เด็กไม่อยากไปโรงเรียนในวันข้างหน้า เก็บกด ต่างๆ นาๆ แล้วเด็กๆ ก็จะรบเล้าให้พ่อแม่ ซื้อคอมพิวเตอร์ให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กๆ ทุกคนพึงปราถนาอยู่แล้ว ที่จะเอามาเรียน จะเอามาเล่นเกมส์ จะเอามาดูหนัง คุณคิดว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่จะเอามาทำอะไรมากกว่ากัน เมื่อเด็กๆ ได้คอมพิวเตอร์มา เด็กก็คือเด็กนั้นแหละค่ะ คงแยกแยะ เรื่องที่ควรทำ หรือ ไม่ควรทำ ได้ไม่มากพอ (พูดง่ายๆ ว่า ผู้ปกครองบางท่านโดนบุตรหลานหลอกให้ซื้อคอมพิวเตอร์ให้ โดยเอาเรื่องเรียนออนไลน์ ในครั้งนี้มาอ้าง) ในขณะที่พ่อแม่ไม่พร้อมทางด้านการเงินช่วงเศรษฐกิจแบบนี้เลย ก็ต้องหาวิธีต่างๆ นาๆ เพื่อไปซื้อมาให้ลูกให้ได้ ส่งผลกระทบตามมาเยอะแยะมากมาย ทั้งตัวเด็กนักเรียนและผู้ปกครองเอง

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ดิฉัน ขอให้ท่าน ผอ. ทุกโรงเรียนและกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาเรื่องนี้ด้วยค่ะ เพราะดิฉันคิดว่ามันส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองหลายด้าน และที่กล่าวมานี้เป็นแค่บางส่วนที่ยกตัวอย่างให้เข้าใจ ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ส่งผลกระทบว่าผู้ปกครองต้องรับศึกหนักแค่ไหนกับนโยบายการเรียนการสอนออนไลน์ที่พวกท่านได้จัดทำขึ้น ณ ตอนนี้

ด้วยความปรารถนาดี

รสนิสา บุญสุข

(ผู้ปกครองนักเรียน)

ขอความกรุณา #รบกวนอ่านให้จบทุกบรรทัด ก่อนเเสดงความคิดเห็นนะคะ จะได้เข้าใจว่าผู้เขียนต้องการที่จะสื่ออะไรถึงใคร

ปล.หากผู้ปกครองท่านใดอ่านจบ และเห็นด้วย โปรดช่วยแชร์ ด้วยนะคะ เผื่อ ผอ. บางโรงเรียน และคณะกระทรวงศึกษาธิการบางท่านได้อ่าน และเข้าใจถึงผลกระทบตรงนี้ #เพื่อจะได้ช่วยส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการได้ทราบถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้

#ดิฉันเป็นแค่ประชาชนตัวน้อยๆ คงไปไม่ถึงกระทรวงศึกษาธิการ ฝากท่าน ผอ. นำเรียน กระทรวงศึกษาธิการด้วยนะคะ

(ข้อมูลที่บรรยายทั้งหมดนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมือง และเกิดขึ้นจริงกับโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง เพราะโรงเรียนเอกชน มีหลักสูตรการสอนแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน จึงได้มีการสอนผ่านระบบ zoom ไม่สามารถดูการสอนผ่านดาวเทียมได้ หากอยากทราบว่าจริงหรือเปล่าที่กล่าวไป ให้เดินดูตามร้านขายคอมพิวเตอร์ได้เลยค่ะ คนเยอะมากค่ะ)

เรียนออนไลน์

>> ทั้งนี้เจ้าของโพสต์ยังได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับทีมแม่ ABK อีกว่า … ตนก็เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่มีลูกอยู่ในวัยกำลังเรียน (มีลูก 3 คน คนโตกำลังจะขึ้นอนุบาล 2 คนกลางกำลังจะเข้าเนอสเซอรี่ ส่วนคนสุดท้องอายุได้ 6 เดือน) โดยทางโรงเรียนของลูกไม่ได้บังคับให้เรียนออนไลน์ แต่มีการสอนออนไลน์ ซึ่งคุณแม่ก็เลือกที่จะไม่เข้าในกลุ่ม เรียนออนไลน์ เพราะคิดว่าลูกยังเล็กไม่จำเป็นต้องอัดแน่นอะไรมากเกินไป การใช้ชีวิตประจำวันตอนนี้ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้สำหรับการช่วยเหลือตัวเองในเด็กวัยนี้พออยู่แล้ว

ส่วนเรื่องที่ได้โพสต์ไปนั้นหมายถึงกลุ่มผู้ปกครองท่านอื่นๆ ที่อาจจะมีลูกโตแล้วต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนออนไลน์เพราะในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่โรงเรียนเด็กโตหลายโรงเรียนวันนี้มีการเปิดสอนออนไลน์เป็นวันแรก ผู้ปกครองเลยต้องมีสื่อการเรียนออนไลน์ในครั้งนี้คือคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค เป็นต้น และต้องมีอินเตอร์เน็ตด้วยซึ่งต้องจ่ายอยู่ตลอดทุกเดือน ทำให้ถือเป็นภาระของผู้ปกครองในระยะยาวอีกด้วย

ซึ่งข้อความที่ได้บรรยายไปในเฟสส่วนตัวนั้นเป็นการสรุปจากการได้พูดคุยกับผู้ปกครองหลายๆ ท่าน ไม่ได้หมายความว่ามาจากตัวเองทั้งหมด ซึ่งเป็นเพราะคุณแม่เห็นใจผู้ปกครองท่านอื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหานี้เลยตัดสินใจสรุปปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ปกครองและเด็กในขณะนี้ จึงทำการโพสต์ลงเฟสส่วนตัวไปเพื่อเป็นกระบอกเสียงแทนทุกคนนั่นเอง

ขอบคุณเรื่องจากคุณแม่แอม FB รสนิสา บุญสุข

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล

9 กิจกรรมเล่นกับลูกวัยอนุบาล เพิ่มทักษะ เสริมพัฒนาการรอบด้าน

เด็กวัย 5-6 ขวบขึ้นไป กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ สนุกกับการเรียน ชอบเล่นอะไรที่สนุกสนาน ฉะนั้นกิจกรรมสำหรับเด็ก  ในช่วงวัยนี้ ควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มทักษะ และส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ วันนี้เรามี 9 กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกเล่นสนุกที่บ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องปิดเทอมนานๆ มาฝากค่ะ

 

กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล เล่นอยู่บ้านก็สนุกได้  

ในครอบครัวที่มีลูกมากกว่า 1 คน เด็กๆ ก็จะมีเพื่อนพี่น้องเล่นด้วยกันเยอะหน่อย แต่ไม่ว่าจะมีลูก 1 หรือ 2 คน ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกๆ เล่นกันเอง หรือเล่นคนเดียวนะคะ เพราะการเล่นจะเกิดประโยชน์กับตัวเด็กได้นั้น สิ่งสำคัญต้องมาจากพ่อแม่ ที่ต้องเป็นเพื่อนเล่นไปด้วยกันกับลูก คอยชี้แนะนำว่ากิจกรรมนี้เล่นยังไง ของเล่นชิ้นนี้เล่นแบบไหนถึงจะสนุก มีส่วนร่วมไปกับทุกๆ กิจกรรมที่ลูกเล่น จะช่วยให้เล่นได้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการได้ใช้เวลาร่วมกันของพ่อแม่ลูก ช่วยให้สร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น แน่นแฟ้นมากขึ้นด้วยค่ะ

1. ตัวต่อของเล่น Lego

Lego หนึ่งในของเล่นที่เหมาะจะเล่นกับลูกวัยอนุบาลมากค่ะ ให้เลือกรุ่นตัวต่อเลโก้ที่เพิ่มความซับซ้อนขึ้นมาจากระดับต่อพื้นฐาน เด็กๆจะได้ฝึกสมาธิ และฝึกทักษะพัฒนาการสมองมีการคิดวางแผน มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อต่อเสร็จแล้ว ยังจะเล่นบทบาทสมมติ เป็นพนักงานขายของ พนักงานคิดเงิน หรือคนไปซื้อของ เป็นต้น

2. แปลงร่างลังกระดาษ

คุณแม่ Work From Home มีเวลาที่บ้านกับลูกมากขึ้น หลังจากทำงานเสร็จแล้วก็ให้เวลาเล่นกับลูก ชวนกันหาลังกระดาษ หรือกระดาษแข็งที่มีอยู่ที่บ้าน มาตัด(การใช้กรรไกรคุณแม่แลอย่างใกล้ชิด) เป็นรูปร่างต่างๆ เช่น ดาบพระราชา  มงกุฎ ฯลฯ ให้ลูกเล่นสนุก กิจกรรมนี้เป็นการฝึกให้ลูกใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเอาอุปกรณ์รอบตัวมาทำของเล่น ที่ถึงแม้ ไม่ได้ซื้อของเล่นชิ้นใหม่ เด็กๆ ก็ทำของเล่นเองได้ที่บ้าน ที่สำคัญคือยังได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

3. เล่นทำขนม ขายของ

แนะนำว่าให้ใช้เป็นชุดเครื่องครัวของจริงในบ้านค่ะ แต่เพื่อความปลอดภัยของการใช้อุปกรณ์ของมีคมในห้องครัว อาจเปลี่ยนจากเมนูอาหารคาว มาทำของหวาน เช่น คุกกี้ ขนมเค้ก การทำขนมจะต้องมีการวัด ตวงวัตถุดิบ ต้องมีการออกแบบตกแต่งขนมให้ดูน่ากิน ขั้นตอนการทำขนมจะเป็นการฝึกให้เด็กๆ ได้คิด คำนวณ ได้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้า และพอทำขนมเสร็จแล้ว ก็ต่อยอดให้ลูกลองนำขนมมาแพ๊คใส่ถุงเล็กๆ แล้วซื้อขายกันเองภายในครอบครัวในราคา 5 บาท 10 บาท คือนอกจากลูกจะได้สนุกจากการได้ลงมือทำจริงแล้ว ยังได้สนุกกับการขายของจริงๆ ได้เงินจริงๆ ถึงจะเล็กน้อยก็สร้างความเพลินเพลิน และความภูมิใจให้เด็กๆ ได้ไม่น้อยเลยค่ะ

กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล

4. ปลูกแปลงผักสวนครัว

นี่อาจเป็นกิจกรรมที่ทำให้เสื้อผ้าเลอะเทอะ แต่เชื่อเถอะนี่คือความเลอะที่ได้การเรียนรู้ที่แท้จริง เพราะเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กที่เกิดประโยชน์มากๆ ค่ะ บ้านไหนที่อยู่คอนโดให้ใช้พื้นที่ตรงริมระเบียงปลูกกระถางผักสัก 3-5 กระถางเล็กๆ ให้ลูกเลือกเมล็ดผักที่ชอบกินและอยากปลูกให้เขาได้ใส่ดิน ใส่เมล็ดผักลงในกระถางปลูกเอง และให้รดน้ำ ดูแลกระถางผัก จดตารางว่าผักจะโตเก็บกินได้ในอีกกี่วัน ส่วนถ้าอยู่บ้านเป็นหลังที่มีพื้นที่รอบบ้าน คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกเตรียมพื้นดินสัก 1-2 แปลงเล็กๆ ให้ลูกช่วยกันปลูกเมล็ดผัก เพื่อให้เขามีแรงบันดาลใจ ฝึกสมาธิ และสนุกไปกับการทำกิจกรรมเสริมทักษะนี้ค่ะ

5. ดมกลิ่นทายซิอะไรเอ่ย

เป็นหนึ่งในกิจกรรมเด็กวัยอนุบาล ที่คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูกได้ง่ายๆ เลยค่ะ กิจกรรมนี้จะช่วยฝึกทักษะการใช้ประสาท สัมผัสในการดมกลิ่นที่ดีมากๆ แล้วให้ลูกทายชื่อกลิ่นนั้นมาจากอะไร เด็กๆ จะได้ฝึกใช้ความคิดด้วยค่ะ อุปกรณ์หาเป็นวัตถุดิบที่มีที่บ้าน เช่น น้ำตาลปีบ มะนาว หัวหอม ส้ม กะปิ ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา ช็อกโกแลต น้ำส้มสายชู ฯลฯ ลองเล่นกับลูกกันนะคะ สนุกมากขอบอก

6. ชู๊ตบอลลงตะกร้า

เป็นกิจกรรมเล่นกับลูกที่เรียกเหงื่อ และฝึกกล้ามเนื้อได้ดีมากๆ ค่ะ และยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ดีมากๆ เป็นการได้ ออกกำลังกายที่สนุกไปในตัว ทำให้สุขภาพแข็งแรง ฉะนั้นเรามาเตรียมตะกร้าผ้า และลูกบอล หรือจะเป็นของเล่นชิ้นเล็กๆ ก็ได้ กิจกรรมนี้จะได้ในบ้าน หรือที่สนามหญ้าหน้าบ้านก็ได้ จากนั้นก็พลัดกันถือตะกร้า พลัดกันโยนบอลเข้าตะกร้า

7. ทำงานประดิษฐ์ สร้างสมาธิและความคิดสร้างสรรค์

เล่นกับลูกวัยอนุบาลที่จะช่วยฝึกสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงมากขึ้น ต้องเป็น กิจกรรมงานประดิษฐ์อย่างการร้อยลูกปัด สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ให้คุณแม่เตรียมอุปกรณ์ เส้นเอ็นร้อย ลูกปัดหลายๆ ขนาด (การร้อยลูกกปัดคุณแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด) ให้ลูกทำสร้อยจากลูกปัดแล้วแต่จินตนาการเลยค่ะ

กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล

8. วิ่งเปรี้ยวเก็บของ

ให้จัดพื้นที่จะในบ้าน หรือหน้าบ้านก็ได้ ให้ลูกได้วิ่งออกกำลังกาย ขยับแขน แขน ถ้าจะให้สนุกให้คุณพ่อคุณแม่เล่นไปกับ ลูกด้วย อย่างการวิ่งเปรี้ยวไปเก็บของที่กำหนดไว้ให้ได้มากที่สุด จับเวลาใครวิ่งเก็บของได้มากและใช้เวลาน้อยเป็นผู้ชนะ  คุณแม่อาจให้รางวัลเป็นขนม หรือไอศกรีมก็ได้

กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล

9. หัดทำแบบฝึกหัด

ก่อนเปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมความพร้อมให้ลูกๆ ได้ด้วยการให้ลูกทำแบบฝึกหัดทบทวนก่อนเรียนจริงในห้องเรียน ซึ่งอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ให้โหลดแบบฝึกหัดสำหรับเด็กๆ ทุกชั้นเรียน อย่างเด็กวัยอนุบาลก็จะมีแบบฝึกหัดเขียนเลข ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วาดภาพระบายสีต่าง ฯลฯ ให้ลูกหัดทำแบบฝึกหัดได้ความรู้ ได้สมาธิ และยังเป็นการใช้เวลาในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์ด้วยค่ะ

แต่ให้ลูกเล่นกิจกรรมสนุกทั้งวัน เสื้อผ้าต้องเต็มไปด้วยเหงื่อไคล,คราบสกปรก และกลิ่นอาหารติดเสื้อผ้า แบบนี้คุณแม่ต้องซักทำความสะอาดให้มากเป็นพิเศษค่ะ โดยเฉพาะกับเสื้อผ้าลูก แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าทำความสะอาด และน้ำยาปรับผ้านุ่ม สูตรเข้มข้น ที่เหมาะกับเด็กวัยคิดส์ วัยเรียนรู้ เพื่อให้เนื้อเสื้อผ้าสะอาด ,นุ่มสวมใส่สบาย และปลอดภัยต่อผิว แม้เหงื่อออกซึมเสื้อผ้าก็ไม่ทำให้ระคายเคือง คันผิว

กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล

อย่างนี้ถูกใจคุณแม่อย่างแน่นอน กับ ใหม่! ดีนี่ ซักผ้า สูตรเข้มข้น ที่คิดค้นใช้เฉพาะสำหรับทำความสะอาดเสื้อผ้าเด็กโตและทุกคนในครอบครัว

  • ผ้าสะอาด ขจัด 9 คราบติดแน่นที่คุณแม่กังวล ไม่ว่าจะเป็นคราบเหงื่อ, ดินโคลน, สีน้ำ, อาหาร, น้ำหวาน, ช็อคโกแลต, อาเจียน, อุจจาระ, เลือด ก็หลุดได้อย่างง่ายดายด้วย Stain Lifter Technology
  • ไม่ระคายเคืองผิวเพราะผ่านการทดสอบจากสถาบันมาตรฐานสากล
  • แนวกลิ่นหอม สะอาด
  • เหมาะกับซักทำความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก 5 ปีขึ้นไป และทุกคนในครอบครัว
  • ประหยัดเวลา ไม่ต้องแยกซักระหว่างเสื้อผ้าเด็กและผู้ใหญ่อีกต่อไป

กิจกรรมเด็กอนุบาล

และอย่าลืมใช้คู่ไอเท็มเด็ดที่แม่ๆ ต้องชอบ.. ใหม่! ดีนี่ ปรับผ้านุ่มเด็ก สูตรเข้มข้นพิเศษ

  • สูตรใหม่ ให้ผ้าหอมนานตลอดวัน และลดกลิ่นอับชื้น ด้วย Fresh Booster Technology
  • แนวกลิ่นหอมอ่อนโยน แป้งเด็ก ที่เป็นเอกลักษณ์ของดีนี่
  • ปลอดภัยกับผิวเด็กและผิวแพ้ง่าย เพราะไม่มีแคปซูลน้ำหอม ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว(แบรนด์อื่นๆ ที่เป็นสูตรเข้มข้น มักจะใส่แคปซูลน้ำหอม)
  • ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ ว่าไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิว
  • เหมาะกับเด็ก 5 ปีขึ้นไป และทุกคนในครอบครัว
  • ประหยัดเวลา ไม่ต้องแยกซักระหว่างเสื้อผ้าเด็กและผู้ใหญ่อีกต่อไป

คุณแม่ได้ทั้งกิจกรรมเล่นกับลูกวัยอนุบาล และมีผลิตภัณฑ์ดูแลเสื้อผ้าเด็กดีๆ แบบนี้ รับรองว่าทุกวันของลูกที่อยู่บ้านเป็นเรื่องสนุก ไม่มีเบื่ออย่างแน่นอนค่ะ

ดีนี่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า สูตรเข้มข้น และปรับผ้านุ่ม สูตรเข้มข้นพิเศษ ที่แม่เลือกใช้กับเสื้อผ้าลูกและทุกคนในครอบครัวให้ผ้าสะอาด หอมตลอดวัน ลดกลิ่นอับชื้น และที่สำคัญประหยัดเวลาไม่ต้องแยกซักอีกต่อไป

กิจกรรมเด็กวัยอนุบาล

 

แสดงแบบ คุณแม่จิตโสพิน วิทยานิวาส และ ด.ญ. ภิณวนิษฐ์ วิทยานิวาส

วิธีดูแลแผลผ่าคลอด

เคล็ด(ไม่)ลับ วิธีดูแลแผลผ่าคลอด ให้รอยแผลเป็นอ่อนนุ่ม และสีจางลง

คุณแม่หลายคนเลือกคลอดลูกด้วยการผ่าคลอด อาจจะด้วยหลายสาเหตุที่ต้องคลอดลูกด้วยวิธีนี้ ซึ่งการผ่าคลอดทำให้เกิดแผลผ่าตัด ที่เป็นรอยแผลเป็นนูน ตรงนี้แหละค่ะหากคุณแม่ดูแลรักษาแผลผ่าคลอดไม่ดี อาจเกิด รอยแผลเป็นตามมาได้ค่ะ บางคนมีรอยแผลเป็นนูนขึ้นมา ทำให้หมด ความมั่นใจในการใส่เสื้อผ้า กางเกงขาสั้น เสื้อเอวลอย หรือชุดว่ายน้ำเหมือนสมัยก่อนท้องได้

 

วิธีดูแลแผลผ่าคลอด

รอยแผลเป็นจากการผ่าคลอด จะหายเร็ว ผิวกลับมาสวยเรียบเนียนได้เร็วนั้นส่วนหนึ่งต้องมา จากการดูแลอย่างจริงจังของคุณแม่เป็นสำคัญค่ะ ลองมาดูวิธีปฏิบัติง่ายๆ กันค่ะ

 

1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดที่ดีมากๆ คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เพื่อที่ร่างกายได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ คุณแม่ผ่าคลอดหลายคนเลยค่ะที่กลัวว่ากินอาหารโปรตีน แล้วจะทำให้เกิดแผลเป็น เลยไม่ยอมกินไข่ เนื้อไก่ เป็นต้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ อาหารประเภทโปรตีนจะช่วยซ่อมแซมและเติมเติมเนื้อเยื่อ และเซลล์ที่สึกหรอไป ให้กลับมาเต็มสมบูรณ์ ดังนั้นคุณแม่ต้องกินอาหารกลุ่มโปรตีนให้เพียงพอนะคะ

2. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก

คุณหมอแนะนำเลยค่ะว่าในคุณแม่ที่ผ่าคลอด เพื่อป้องกันไม่ให้แผลผ่าคลอดได้รับความเสียหาย ทำให้แผลปริ ฉีก ในช่วง 1-3 เดือน ไม่ควรที่จะยกของหนักกันนะคะ

3. รักษาความสะอาดร่างกาย

หลังคลอดประมาณ 1 สัปดาห์ บริเวณแผลผ่าคลอดจากการผ่าตัดจะโดนน้ำไม่ได้เด็ดขาด แต่หลังจากตัดไหมแล้ว คุณแม่สามารถอาบน้ำๆ โดนบริเวณแผลผ่าคลอดได้ หลังจากอาบน้ำเสร็จต้องใช้ผ้าขนหนูซับเช็ดน้ำที่แผลผ่าคลอดให้แห้ง ที่สำคัญไม่ควรใช้แป้ง หรือโลชั่นทาลงบนแผลนะคะ เพราะแผลอาจอักเสบและติดเชื้อขึ้นได้

4. ทาซิลิโคนเจล

แผลผ่าคลอดที่แห้งตกสะเก็ดดีแล้ว ปัจจุบันคุณหมอมักแนะนำให้คุณแม่ใช้เป็นเจลทาแผลเป็นที่เป็น ซิลิโคนเจล ทาบางๆ วันละ 2 ครั้ง ใช้ซิลิโคลเจล ทาปาดบริเวณผิวที่มีแผลนานต่อเนื่องอย่าง 2 เดือน จะช่วยให้รอยแผลเป็นจางและนิ่มลงค่ะ

 

วิธีดูแลแผลผ่าคลอด

เดอร์มาติกซ์ อัลตร้า ตัวช่วยดูแลแผล ไม่ให้เกิดแผลเป็น   

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังจากเกิดแผลเป็นตัวนี้ได้ลองใช้มากับตัวเองค่ะ และรวมถึงเพื่อนๆ ที่ผ่าคลอดลูกก็ใช้กันเยอะมาก เนื่องจากคุณหมอแนะนำ คือหลังจากแผลตกสะเก็ด ตัดไหมคุณหมอก็เริ่มจ่ายยาเจ้าตัว ซิลิโคนเจล “เดอร์มาติกซ์ อัลตร้า” เพื่อมาทาแผลผ่าคลอดทันที

วิธีดูแลแผลผ่าคลอด

เดอร์มาติกซ์ อัลตร้า (ซิลิโคนเจล) สำหรับใช้กับรอยแผลเป็น ที่มีคุณสมบัติของ CPX และ Vitamin C ผ่านการ ทดสอบว่าช่วยให้แผลเป็นระยะแรกอ่อนนุ่มขึ้น และช่วยลดรอยแผลเป็นให้สีจางลง

สำหรับเดอร์มาติกซ์ อัลตร้า (DermatixTM Ultra) คุณแม่สามารถเริ่มใช้กับแผลผ่าคลอดที่ปิดสนิทแล้วหลังจากตัดไหมนะคะ โดยให้ทาเจลลักษณะปาดที่รอยแผลเป็น แต่ไม่ต้องนวด หรือถูวนลงที่แผลค่ะ หลังจากใช้ซิลิโคน เจล เดอร์มาติกซ์ อัลตร้าต่อเนื่องวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ประมาณ 1-3 เดือน คุณแม่จะสังเกตเห็นได้เลยว่าผิวที่มีรอยแผลผ่าคลอดจางลง ผิวเรียบไม่มีรอยนูนของแผลค่ะ

วิธีดูแลแผลผ่าคลอด

วิธีดูแลแผลผ่าคลอด ด้วยการทาซิลิโคนเจล “DermatixTM Ultra”

  1. หลังจากอาบน้ำแล้ว ให้เช็ดบริเวณรอยแผลผ่าคลอดให้แห้ง
  2. บีบเจลลงบนนิ้วมือขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว (แผลยาว 10-15 ซม.) ทาปาดยาวบางๆ ลงบนรอยแผลเป็น
  3. รอเพียง 1-2 นาที ก็สวมเสื้อผ้าทับได้เลย เพราะเดอร์มาติกซ์ อัลตร้า แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลแผลเป็น ถ้าจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แนะนำว่าคุณแม่ควรต้องใช้อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้เมื่อเริ่มเกิดแผลใหม่ๆ นะคะ

คุณแม่สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์เดอร์มาติกซ์ อัลตร้า ได้ที่ https://bit.ly/2BcQVRf

วิธีดูแลแผลผ่าคลอด

บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส

บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส 299 บาท พาลูกเที่ยวพิพิธภัณฑ์เข้าฟรี! ได้ทั่วไทย

สะดวกมาแม่! ตู้จำหน่าย บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส อัตโนมัติ ช่วยให้คุณเป็นเจ้าของง่ายขึ้น ซื้อไว้ก่อน หมดโควิดแล้วค่อยพาลูกเที่ยวพิพิธภัณฑ์กัน! เข้าฟรี พิพิธภัณฑ์ 64 แห่ง

บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส
ซื้อไว้ก่อน หมดโควิดแล้ว..ค่อยพาลูกไปเที่ยว!

บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส (Thailand Museum Pass) มิวเซียมพรีเมี่ยมการ์ดใบแรกของเมืองไทย ชวนคุณพ่อคุณแม่เปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวและเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้กว่า 64 แห่งทั่วประเทศ ให้ลูกน้อย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไม่หยุดเที่ยว ไม่หยุดเรียนรู้” ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ และความรู้ตลอดเส้นทางพร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย ในราคาสุดคุ้มเพียง 299 บาท

แม้ช่วงนี้ (โรคโควิด 19 ระบาด) จะยังไม่สามารถออกไปท่องเที่ยวหรือใช้ บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส ได้อย่างสะดวก แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถซื้อบัตรเก็บไว้ใช้ตอนที่สถานการณ์ดีขึ้นได้ เพราะบัตรมีอายุ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เปิดใช้ (ทั้งนี้การใช้บริการครั้งแรกต้องไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2563)

บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส
หน้าตา มิวเซียมพรีเมี่ยมการ์ดใบแรกของเมืองไทย

♥ ดูรายละเอียดและเงื่อนไขบัตรเพิ่มเติม
คลิก >> www.museumthailand.com/th/museumpass

สถานที่จำหน่าย บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส

  • ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่สนใจก็สามารถหาซื้อบัตรได้หลากหลายช่องทาง ทั้งร้าน 7-Eleven และ All Ticket , KTC Touch23 แห่ง,สายการบินไทยไลอ้อนแอร์, เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตร บริษัท เจ้าพระยาทัวร์ริสโบท จำกัด 3 จุดให้บริการ (ท่าสาทร ท่ายอดพิมาน และท่ามหาราช)
  • หรือ สั่งซื้อทางออนไลน์ผ่านทาง KTC World Travel Service, เว็บไซต์ Museum Siam (ฟรีค่าจัดส่ง), แอปพลิเคชันมิวเซียมไทยแลนด์ (Museum Thailand)
  • และล่าสุดกับ ตู้จำหน่ายบัตรอัตโนมัติที่รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ทางออกที่ 4 ทั้งนี้ยังสามารถหาซื้อได้จากพิพิธภัณฑ์อีก 40 แห่ง หลังเปิดให้บริการอีกด้วย สะดวกที่ไหนแวะซื้อได้เลย!!

บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส

ทั้งนี้นอกจากคุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ จะได้ใช้บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ภายในประเทศกว่า 64 แห่งแล้ว พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายไม่ว่าจะเป็นการรับอาหารและเครื่องดื่มฟรี! พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 30% ในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆ ที่อยู่บริเวณโดยรอบพิพิธภัณฑ์ที่ร่วมโครงการ รวมถึงร้านอาหาร เครื่องดื่ม ของที่ระลึก ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 4,000 บาท ในราคาบัตรเพียง 299 บาท

ทั้งนี้ก็เพื่อให้การ พาลูกเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ของทุกครอบครัวสนุกและคุ้มค่าตลอดเส้นทางมากที่สุดตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ตอกย้ำแนวความคิดในการสร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเชิงแหล่งเรียนรู้ และรณรงค์ให้เด็กไทยรุ่นใหม่ที่ชอบท่องเที่ยว ให้หันมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์มากขึ้นหมดโควิดแล้วออกมาเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยกัน

>> ค้นหาข้อมูลหรือดูรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊คเพจ Thailand Museum Pass

♦ พิพิธภัณฑ์ในโครงการ

ผู้ถือ บัตรไทยแลนด์ มิวเซียม พาส สามารถเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมจำนวนทั้งสิ้น 64 แห่ง

กรุงเทพ และปริมณฑล 31 แห่ง

  1. มิวเซียมสยาม
  2. หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
  3. พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ
  4. พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน
  5. สยามเจมส์ เฮอริเทจ
  6. สยาม เซอร์เพนทาเรียม
  7. นิทรรศการภายในอาคารพระมหามณฑปฯ วัดไตรมิตรวิทยาราม
  8. พิพิธบางลำพู
  9. พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ
  10. พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก
  11. พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน
  12. พิพิธภัณฑ์ต้านโกง
  13. พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน
  14. พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
  15. พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย
  16. พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  17. พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  18. พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์
  19. ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ
  20. หอศิลป์กรุงไทย
  21. แหล่งเรียนรู้ 3 ศิลป์รัตนโกสินทร์และพิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
  22. ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย
  23. บ้านหมอหวาน
  24. พระราชวังพญาไท
  25. พิพิธภัณฑ์สักทอง
  26. นิทรรศน์รัตนโกสินทร์
  27. พิพิธภัณฑ์ของเล่นของสะสมตูนนี จ.นนทบุรี
  28. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี
  29. พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี
  30. พิพิธภัณฑ์โชคชัย รังสิต จ.ปทุมธานี
  31. อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จ.ปทุมธานี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ต่างจังหวัด 33 แห่ง

  • ภาคกลาง 9 แห่ง
  1. เดอะศาลายา ไทยโซน จ.นครปฐม
  2. ศูนย์การเรียนรู้ตันแลนด์ ดินแดนแห่งความสมดุล จ.อยุธยา
  3. หอนิทรรศการ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ จ.อยุธยา
  4. บ้านฮอลันดา จ.อยุธยา
  5. หมู่บ้านญี่ปุ่น จ.อยุธยา
  6. ศูนย์การเรียนรู้เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา
  7. อุทยาน ร.2 จ.สมุทรสงคราม
  8. พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร จ.สุพรรณบุรี
  9. พิพิธภัณฑ์ซับจำปา จ.ลพบุรี
  • ภาคเหนือ 9 แห่ง
  1. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก
  2. พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี จ.ลำปาง
  3. อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่
  4. พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จ.เชียงใหม่
  5. พิพิธภัณฑ์ภาพวาด 3 มิติ อาร์ท อิน พาราไดซ์ จ.เชียงใหม่
  6. พระตำหนักดอยตุง จ.เชียงราย
  7. สวนแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
  8. หอแห่งแรงบันดาลใจ จ.เชียงราย
  9. สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (สวนกุหลาบพันปี) จ.เชียงราย
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง
  1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธุ์
  2. พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น
  3. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา จังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น
  4. พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร ขอนแก่น จ.ขอนแก่น
  5. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ลำตะคอง จ.นครราชสีมา
  6. ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด
  7. ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม จ.นครพนม
  • ภาคตะวันออก 3 แห่ง
  1. สเปซอินสไปร์เลียม จ.ชลบุรี
  2. พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! จ.ชลบุรี
  3. พาโรดี้ อาร์ท มิวเซียม จ.ชลบุรี
  • ภาคใต้ 5 แห่ง
  1. พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว จ.ภูเก็ต
  2. สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต จ.ภูเก็ต
  3. พิพิธภัณฑ์เพอรานากัน ภูเก็ต จ.ภูเก็ต
  4. มิวเซียมภูเก็ต (พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์) จ.ภูเก็ต
  5. พิพิธภัณฑ์มายากล จ.สงขลา

 

อ่านต่อบทความอื่นๆ น่าสนใจ คลิก : 


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.museumthailand.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกเลือดกำเดาไหล

วิธีปฐมพยาบาล ลูกเลือดกำเดาไหล ให้ “ก้ม”หรือ “เงย”?

เมื่อลูกเลือดกำเดาไหล คุณแม่อย่าเพิ่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก วิธีปฐมพยาบาล ลูกเลือดกำเดาไหล เป็นสิ่งสำคัญควรตั้งสติให้ดี หากเผลอปฐมพยาบาลผิดวิธี ทำให้ลูกน้อยเสี่ยงเสียชีวิตได้

ลูกเลือดกำเดาไหล สาเหตุเกิดจากอะไร?

  • อาการระคายเคืองหรืออาการบาดเจ็บที่โพรงจมูก ส่วนใหญ่เกิดจากอาการหวัด ซึ่งทำให้จมูกแห้งแล้วเขาไปแคะจมูก อาการเหล่านี้มักไม่ค่อยเป็นอันตรายค่ะ จะมีเลือดกำเดาไหลออกช่วงสั้น ๆ และหายไปได้เอง แต่หากมีพฤติกรรมการแคะจมูกที่รุนแรง หรือทำให้จมูกเกิดบาดแผล ก็จำทำให้มีเลือดกำเดาไหลบ่อยตามมาได้ง่าย
  • เกิดจากการชนและการกระแทก จะปริมาณเลือดจะมีมากในช่วงแรก แต่จะค่อยๆ หายไปได้เอง แต่หากเลือดกำเดาไหลนานเป็นสัปดาห์ สาเหตุอาจมาจากการที่เส้นเลือดภายในโพรงจมูกโป่งพองจากอุบัติเหตุ
  • ภาวะอักเสบภายในโพรงจมูก มักมาจากการติดเชื้อไวรัส ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ การสัมผัสกับสิ่งระคายเคือง มีสิ่งแปลกปลอมในจมูก การใช้เครื่องอัดอากาศช่วยหายใจ และการรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น
  • อาการหนาวและแห้ง อาการหนาวและแห้ง จะเป็นสาเหตุทำให้เลือดกำเดาไหลบ่อยได้ เนื่องจากเยื่อบุจมูกมีความแห้ง เกิดการระคายเคือง ตามมาด้วยเลือดออกได้ง่ายขึ้นค่ะ

ก้ม หรือ เงยหน้า? เมื่อเลือดกำเดาไหล

มีอุทาหรณ์หนึ่งที่น่าสนใจมาเล่าให้คุณแม่ฟังค่ะ เด็กชายคนหนึ่งชื่อว่าเฉียงเฉียง เป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง วันหนึ่งขณะที่เล่นอยู่ดีๆ ก็เกิดเลือดกำเดาไหลออกมา เฉียงเฉียงจึงรีบวิ่งไปหาคุณแม่ พอแม่เห็นดังนั้น จึงสั่งให้ลูกเงยหน้าและนำกระดาษทิชชูยัดเข้าไปในจมูกของเฉียงเฉียงเพื่อห้ามเลือด โดยที่ไม่รู้เลยว่าเป็น วิธีการปฐมพยาบาล ลูกเลือดกำเดาไหล ที่ผิดวิธีทำให้ลูกน้อย เสียชีวิต

เมื่อคุณแม่ปฐมพยาบาลลูกน้อยไปได้ไม่นาน เฉียงเฉียงก็เริ่มมีอาการหายใจไม่ออก รู้สึกแน่นหน้าอก จนต้องใช้ปากช่วยหายใจ สักพักหนึ่งหนูน้อยเริ่มตาลาย แล้วจึงเป็นลมหมดสติไป เมื่อคุณแม่เห็นดังนั้นแล้วจึงรีบนำกระดาษทิชชูออก แล้วพาลูกน้อยไปโรงพยาบาลทันที

หลังจากที่คุณหมอตรวจอาการของหนูน้อยได้สักครู่หนึ่ง ก็ออกมาแสดงความเสียใจกับคุณแม่ของเฉียงเฉียง “เราช่วยชีวิตเฉียงเฉียงเอาไว้ไม่ทัน เขาจากไปแล้ว” เมื่อคุณแม่ได้ยินดังนั้นก็เป็นลมล้มพับลงไปเลย

คุณหมออธิบายว่า การเงยหน้าอาจทำให้เลือดไหลเข้าไปในหลอดลม และทำให้สำลักได้ง่าย ถ้าเป็นเลือดกำเดาไหลที่เกิดจากอุบัติเหตุภายนอก อาจจะเป็นน้ำไขสันหลังที่ไหลออกมา เพราะกะโหลกได้รับการกะแทก ถ้าเกิดการอุดตันในจมูก อาจจะเป็นสาเหตุของอาการสมองอักเสบได้

ลูกเลือดกำเดาไหล
เฉียงเฉียง เสียชีวิตเพราะเลือดกำเดาไหล

ที่มา : liekr

วิธีปฐมพยาบาล ลูกเลือดกำเดาไหล

จากการที่คุณแม่หลายท่านอาจจะยังใช้วิธีปฐมพยาบาล ลูกเลือดกำเดาไหล แบบผิดๆ ด้วยการจับลูกเงยหน้าซึ่งอาจทำให้เด็กสำลักเลือดกำเดาลงคอได้ สิ่งที่คุณแม่ควรทำ ก็คือ

  • ใช้หลักการห้ามเลือดไม่ว่าออกมาจากทางไหน ด้วยการกดที่จุดเลือดออกทิ้งไว้ 10-15 นาที จะช่วยให้เกล็ดเลือดเข้ามารวมตัว และเลือดหยุดได้เองในที่สุด
  • ตำแหน่งที่เลือดกำเดาไหลบ่อย จะพบที่ด้านหน้าตรงสันกลางจมูก
  • หากมีเลือดออกให้ใช้วิธีเอามือบีบจมูกให้แน่นด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ค้างไว้ 5-10 นาที เพื่อปิดจุดเลือดออก และใช้วิธีหายใจทางปากไปก่อน
  • หลีกเลี่ยงการบีบๆ ปล่อยๆ จมูกขณะที่กำลังกดจุดหยุดเลือด เพราะส่วนใหญ่ต้องการดูว่าเลือดหยุดไหลหรือยัง
  • ดังนั้นให้บีบทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาทีเป็นอย่างต่ำ หากต้องการทราบว่าเลือดหยุดไหลแล้วหรือไม่
  • ประคบเย็นด้วยผ้าห่อน้ำแข็งหรือ cold pack ที่จมูก ซึ่งจะช่วยให้เส้นเลือดภายในโพรงจมูกหดตัว
  • บรรเทาเลือดไหลให้น้อยลง หรืออมน้ำเย็น หรือน้ำแข็งภายในช่องปากไปพร้อมๆ กันด้วย จะช่วยลดภาวะเลือดออกให้หายได้เร็วขึ้น
  • หากพบว่าเลือดกำเดาไหลออกมา ไม่ยอมหยุดซักที ให้บีบจมูกต่อด้วยวิธีเดิมอีกครั้ง
  • กรณีที่มีเลือดกำเดาไหลอย่างต่อเนื่องเกิน 20 นาที ให้บีบทิ้งไว้และรีบพาลูกไปโรงพยาบาลในทันที
  • หลังจากเลือดหยุดแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการแคะจมูกหรือการสั่งนำมูกแรงๆ ภายในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมงก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลออกมาอีก
  • ควรให้ลูกนอนพักในท่ายกศีรษะขึ้นสูง ใช้น้ำแข็งมาประคบเอาไว้ตรงตำแหน่งหน้าผากหรือคอ

 

โดยคุณหมอวิรัช จิตสุทธิภากร แพทย์โรคจมูก รพ. สวรรค์ประชารักษ์ ได้เผยแพร่วิธีหยุดเลือดกำเดาที่ใช้ได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 4 ขั้นตอน ดังนี้

เลือดกำเดา

4 สเต็ป “บีบจมูก หลังตรง ก้มหน้า อ้าปาก”

  • บีบจมูก– การบีบจมูกจะช่วยหยุดเส้นเลือดขนาดเล็กที่รวมกันอยู่ตรงผนังกั้นจมูกด้านหน้า
  • หลังตรง – ในขณะที่นั่งหลังตรง ยืดตัว ศีรษะจะอยู่สูงกว่าส่วนอื่นของร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตที่สูบฉีดเลือดอยู่นั้นลดลง
  • ก้มหน้า – เพื่อป้องกันเลือดไหลตกลงคอจนอาจทำให้สำลัก เข้าคอ จะทำให้เกิดการระคายเคือง
  • อ้าปากหายใจ – การอ้าปากจะช่วยรับอากาศเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ผ่านทางโพรงจมูกที่มีเลือดไหลอยู่ อีกทั้งต้องระวังการไอ จาม เพื่อไม่ให้เส้นเลือดฝอยแตกอีก

คุณหมอแนะนำว่า ควรกดอย่างน้อย 5 นาที หากปล่อยแล้วเลือดยังไหลให้ทำใหม่ หากยังไม่หยุดอีก ให้พาลูกไปพบแพทย์ค่ะ

เมื่อเลือดหยุดแล้ว ควรให้ลูกพักผ่อน หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ไว้ก่อน จากนั้นค่อยนอนหัวสูงได้ ทำใจให้สบาย ฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายให้หัวใจเต้นช้าลง ระวังการเบ่ง ไอ จาม อาจใช้การประคบเย็นร่วมด้วย

หวังว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์ ช่วยให้คุณแม่สามารถปฐมพยาบาล ลูกเลือดกำเดาไหล ได้อย่างถูกวิธีนะคะ เพียงคุณแม่จำให้แม่น “บีบ ตรง ก้มหน้า อ้าปาก” เพียงเท่านี้ก็จะไม่ปฐมพยาบาลผิดแล้วล่ะค่ะ แต่หากลูกน้อยมีอาการเลือดกำเดาไหลเรื้อรัง ควรพาไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดต่อไปค่ะ

เลือดกำเดาไหล ทำไงดี
เลือดกำเดาไหล ต้องทำยังไง

ขอบคุณข้อมูลจาก นพ. วิรัช จิตสุทธิภากร แพทย์โรคจมูก รพ. สวรรค์ประชารักษ์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คนท้องกินน้ำมะพร้าวได้ไหม

ไขข้อข้องใจ! คนท้องกินน้ำมะพร้าวได้ไหม กินแล้วล้างไข คลอดง่าย ลูกออกมาผิวขาวจริงหรือ?

ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์จะกินอะไรเข้าไปแต่ละอย่างก็ระแวงระวังไปซะหมด สำหรับ “มะพร้าว” ที่เป็นผลไม้แสนอร่อยทั้งเนื้อและน้ำมะพร้าว ก่อนกินก็ต้องหาข้อมูลกันหน่อยว่า คนท้องกินน้ำมะพร้าวได้ไหม เพราะมีคนเคยทัก โบราณเคยกล่าวจนกลายเป็นความเชื่อต่อ ๆ กันมา ว่าคนท้องอ่อน ๆ กินน้ำมะพร้าวเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการแท้งลูกได้ หรือการดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้องจะช่วยชะล้างไขของทารกออกจนหมดช่วยให้คลอดลูกง่าย และที่ว่าดื่มน้ำมะพร้าวแล้วจะช่วยให้ลูกมีผิวขาวสวยเหมือนเนื้อมะพร้าวจริงหรือ มาหาคำตอบกันค่ะ

ไขข้อข้องใจ! คนท้องกินน้ำมะพร้าวได้ไหม
กินแล้วล้างไข คลอดง่าย ลูกออกมาผิวขาวจริงหรือ?

“มะพร้าว” นั้นนับเป็นผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายที่สามารถกินได้ทุกเพศทุกวัย รวมถึงคุณแม่ท้องก็สามารถกินน้ำมะพร้าวได้ในช่วงตั้งครรภ์นะคะ ยิ่งได้เลือกกินผลไม้ที่มีประโยชน์อย่างมะพร้าวตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็จะช่วยส่งผลดีต่อร่างกายได้ น้ำมะพร้าวนั้นจัดเป็นน้ำผลไม้ที่สะอาดเนื่องจากเป็นน้ำจากธรรมชาติที่บรรจุอยู่ในกะลามะพร้าวห่อหุ่มอย่างหนาแน่น การได้กินน้ำมะพร้าวจากลูกสด ๆ โดยไม่ปรุงแต่งก็นับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์มากมาย

ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า มะพร้าวอ่อนมีคุณค่าสารอาหารสูง โดยเฉพาะในน้ำมะพร้าวมีโปแตสเซียมสูงมาก น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ลูก มีน้ำหนักในส่วนที่กินได้ 259 กรัม จะให้พลังงาน 60 แคลอรี่ และอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย อาทิ น้ำประมาณ 243 กรัม น้ำตาล 19 กรัม วิตามินซี 3 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 855 มิลลิกรัม แคลเซียม 30 มิลลิกรัม และโซเดียม 27 มิลลิกรัม เป็นต้น นับเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงครรภ์สำหรับคุณแม่

คนท้องกินน้ำมะพร้าว
คนท้องกินน้ำมะพร้าว

15 ประโยชน์ของการดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์

1.ในน้ำมะพร้าวมีกลูโคสและฟรักโทสในปริมาณมาก ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที เมื่อแม่ท้องได้ดื่มก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น แก้กระหาย

2.น้ำมะพร้าวนั้นเป็นเกลือแร่ที่มาจากธรรมชาติ เพราะอุดมไปด้วยโพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามิน ซึ่งเป็นสารอาหารชนิดเดียวกับในเครื่องดื่มเกลือที่นำดื่มทดแทนกันได้ ช่วยลดภาวะการขาดน้ำและช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้ดีทีเดียว

3.ช่วยควบคุมความดันโลหิต และการทำงานของหัวใจคุณแม่ตั้งครรภ์ให้เป็นปกติ เนื่องจากมะพร้าวอ่อนมีโพแทสเซียมสูงมาก จึงมีส่วนช่วยลดระดับความดันในร่างกายได้ดี

4.ในน้ำมะพร้าวอุดมด้วยแหล่งของสารอาหารมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อผิวที่ช่วยบำรุงผิวพรรณคุณแม่ตั้งครรภ์ให้เปล่งปลั่งสดใส ลดริ้วรอยบนผิวหนังช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นขึ้นเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังช่วยให้ดูอ่อนเยาว์

5.น้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริก คือไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ ที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อไวรัส เชื้อหวัด และเชื้อรา จึงช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของแม่และทารกในครรภ์ และช่วยป้องกันการติดเชื้อของโรคไข้หวัดใหญ่ เอชไอวี และโรคเริม

6.ดื่มน้ำมะพร้าวช่วยให้ระบบย่อยอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ทำงานดีขึ้น จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกในขณะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี

7.น้ำมะพร้าวเป็นตัวช่วยกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะให้เป็นไปอย่างปกติ ซึ่งจะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะได้ขับสารพิษและแบคทีเรียที่อาจตกค้างอยู่ออกมาอย่างเต็มที่ ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ในระบบขับถ่ายปัสสาวะลงได้ เช่น ช่วยลดการเกิดนิ่วและป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ

8.ช่วยลดอาการกรดไหลย้อน เพราะในน้ำมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัว ที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดลำไส้ ล้างสารพิษในร่างกายแบบธรรมชาติไม่เป็นอันตราย

กินน้ำมะพร้าวตอนท้องอ่อน

9.ในน้ำมะพร้าวอ่อนมีแคลอรี่น้อย และมีไขมันต่ำกว่า 0.5 กรัม จึงมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักในระหว่างตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี เพราะในน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลางจึงย่อยได้เร็ว ไม่มีการสะสมในร่างกาย โมเลกุลตัวนี้ยังไปกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึม ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ส่งผลให้เหลือไขมันสะสมในร่างกายน้อยลง อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลได้

10.สำหรับแม่ท้องบางคน กลิ่นหอมของมะพร้าว สามารถช่วยลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ได้

11.ในน้ำมะพร้าวอ่อนมีไขมันอิ่มตัวที่มีคุณสมบัติละลายน้ำดี (MCT) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยดูดซึมแคลเซียม จึงมีส่วนช่วยทำให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

12.ในมะพร้าวอ่อนมีโฟเลตประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่ร่างกายได้รับโฟเลตในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดต่าง ๆ ทำให้ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด

13.ในน้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียมสูงใกล้เคียงกับกล้วย 1 ลูก ที่นอกจากจะช่วยการทำงานของหัวใจแล้วยังช่วยในการลดตะคริวและปวดกล้ามเนื้อหลังที่เป็นอาการสำหรับคนท้องในไตรมาสที่ 2 ได้

14.เนื้อมะพร้าวอ่อนมีไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำได้ จึงช่วยลดการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นน้ำตาล จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ไม่สูงเกินไป และช่วยลดความเสี่ยงภาวะการเกินโรคเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์ได้

แม่ท้องควรดื่มน้ำมะพร้าวตอนไหนดี

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของมะพร้าวนั้นได้มาจากทั้งในน้ำและเนื้อมะพร้าวอย่างครบครัน เหมาะสมกับคนทุกเพศ ทุกวัย และในทางการแพทย์ ไม่มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามใดๆ สำหรับคุณแม่ที่สามารถดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้องได้ และดื่มได้ในปริมาณที่พอดีหรือ 1 ลูกต่อวัน ซึ่งก็ควรเลือกดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนแบบเป็นลูก เพื่อความปลอดภัย สะอาด และมีสารอาหารครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น ควบคู่ไปกับการกินอาหารหลากหลาย เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับโภชนาการดี ๆ ต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

ไขข้อสงสัย 3 ความเชื่อผิด ๆ ถ้าดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้อง

ส่วนคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ยังมีข้อสงสัยในความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำมะพร้าวต่าง ๆ มาดูข้อเท็จจริงเรื่องนี้กันค่ะ

น้ำมะพร้าวล้างไข

ความเชื่อ: การดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะช่วยให้ลูกคลอดง่าย ออกมาไม่มีไข

ข้อเท็จจริง : ในน้ำมะพร้าวมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัวและไขมันอิ่มตัว แต่สำหรับไขของทารกในครรภ์ (Vernix caseosa) นั้นเป็นพัฒนาการของทารกในครรภ์ช่วง 5 เดือนที่จะเริ่มมีการสร้างไขขึ้นมาบนผิว ซึ่งไขมีหน้าที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวทารก ป้องกันการเสียความร้อนให้ทารกแรกเกิด ป้องกันแบคทีเรียผ่านสู่ผิวทารก และยังเป็นตัวหล่อลื่นที่ห่อหุ้มตัวเพื่อช่วยให้ทารกคลอดออกมาทางช่องคลอดได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการที่ทารกมีไขเกาะตามร่างกายเยอะจึงถือเป็นเรื่องที่ดี แสดงให้เห็นความสมบูรณ์ของทารกที่อยู่ในครรภ์ครบตามกำหนด ดังนั้นการที่แม่ท้องดื่มน้ำมะพร้าวไม่ได้ช่วยทำให้ไขของทารกลดน้อยลงหรือคลอดง่ายแต่อย่างใดนะคะ

ความเชื่อ: ดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์ลูกออกมาจะตัวขาว

ข้อเท็จจริง : สีผิวของทารกแรกเกิดนั้นไม่ได้เกิดจากการที่คุณแม่ดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้อง ทารกจะมีผิวขาวอมชมพูหรือสีผิวเข้มคล้ำขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น การกินยาบางชนิด สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู ที่มีผลต่อการสร้างเซลล์ผิวในเด็กแตกต่างกันออกไป เป็นต้น ซึ่งตามธรรมชาติผิวของทารกแรกเกิดนั้นจะถูกห่อหุ้มออกมาพร้อมไขสีขาวที่ติดอยู่บนผิว และจะค่อย ๆ หลุดภายใน 1-3 สัปดาห์ จากนั้นจะสามารถสังเกตได้ว่าผิวของทารกมีความเปลี่ยนแปลง โดยจะเห็นสีผิวที่ชัดเจนหรือสีผิวจริงของทารกได้ภายใน 3-6 เดือนขึ้นไป

ความเชื่อ: ดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะทำให้แท้งบุตร

ข้อเท็จจริง : การดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้องจะทำให้แท้งลูกนั้นในทางการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลที่ออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ถึงแม้ในน้ำมะพร้าวจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีผลต่อการหดรัดตัวของมดลูก แต่ก็มีในปริมาณที่น้อยมากจนแทบไม่ส่งผลต่อครรภ์ที่ทำให้แท้งลูกได้ นอกจากคุณแม่จะมีอาการแพ้น้ำมะพร้าว หรือกินมะพร้าวในลูกที่ไม่สดก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ท้องเสีย ส่วนในรายที่ดื่มแล้วแท้งอาจเกิดได้จากความบังเอิญ เช่น เกิดขึ้นได้จากคุณแม่มีภาวะแท้งคุกคามอยู่แล้ว ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ แม่ตั้งครรภ์ที่อายุมาก คุณแม่มีการติดเชื้อ มีโรคประจำตัว มีความเครียด สูบบุหรี่ ดื่มสุราขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น ดังนั้นการดื่มน้ำมะพร้าวไม่ได้ทำให้แท้งลูกแต่อย่างใด

หมดข้อสงสัยในเรื่องนี้ก็ทำให้คุณแม่เบาใจหายกังวลลงไปได้ว่าการดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้องนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดโทษหรือส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด แต่เป็นโภชนาการดี ๆ ที่ให้ประโยชน์และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามเรื่องอาหารการกินยังคงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงตั้งครรภ์ที่คุณแม่ควรเลือกใส่ใจและรับประทานแต่พอดีส่งผลต่อครรภ์คุณภาพตลอด 9 เดือนนี้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.babygiftretail.comwww.happymom.in.thwww..kapook.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

คนท้องกินอย่างไรไม่ให้อ้วน กับ 9 วิธีคุมน้ำหนักตอนท้องให้ได้ผล

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม ส่งผลอะไรกับลูกหรือไม่!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาการคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์

เช็กเลย! 15 อาการคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์ มีอาการแบบนี้เตรียมเฮเป็นคุณแม่!

อาการที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์ของว่าที่คุณแม่แต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป โดยในช่วงระยะสัปดาห์แรกนั้น ว่าที่คุณแม่บางคนนั้นอาจไม่มีอาการแสดงออกหรือไม่มีอาการแพ้ใด ๆ เลยจนไม่รู้ตัวว่าตั้งท้อง ในทางกลับกันบางคนอาจจะมีอาการแพ้ท้องหรืออาการอื่น ๆ เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน ดังนั้นอาการที่แสดงออกว่าตั้งครรภ์ในระยะแรกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในทางการแพทย์ก็มีลักษณะบางอย่างที่ร่างกายแสดงออกมาที่สันนิษฐานได้ว่าเป็น อาการคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์ เพื่อจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับการเป็นคุณแม่มือใหม่

เช็กเลย! 15 อาการคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์ มีอาการแบบนี้ท้องหรือยัง!

อาการคนท้อง

1.ประจำเดือนขาด

โดยปกติประจำเดือนของผู้หญิงจะมีระยะเวลาประมาณ 21-35 วัน และมาใกล้เคียงกันทุกเดือน แต่ถ้าหาก ประจำเดือนไม่มานานเกินกว่า 10 วัน นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่า “กำลังตั้งครรภ์” เนื่องจากเมื่อไข่กับตัวอสุจิเริ่มปฏิสนธิกัน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จำนวนมากออกมา เพื่อยับยั้งไม่ให้ผนังมดลูกหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน อย่างไรก็ตาม การขาดของประจำเดือนก็อาจมาจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การตั้งครรภ์ก็ได้ เช่น การใช้ยาคุมกำเนิด ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง รู้สึกเครียดมากจนเกินไปจนทำให้ไข่ไม่ตก หรือเป็นโรคบางอย่างก็อาจมีผลต่อการขาดประจำเดือนได้ เช่น โรคของระบบต่อมไร้ท่อ เบาหวาน โรคเกี่ยวกับรังไข่ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีรอบเดือนมาไม่แน่นอนอยู่แล้ว

2.มีตกขาวมากผิดปกติ

เมื่อมีการตั้งครรภ์ทั้งสรีระและฮอร์โมนในร่างกายก็มีการปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลให้มี “ตกขาว” ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าปกติ แต่อย่าเพิ่งตกใจถ้าลักษณะของตกขาวเป็นมูกเหลวสีขาวขุ่นหรือสีครีมก็ถือว่าเป็นสภาวะปกติที่ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด เนื่องจากบริเวณปากมดลูกและช่องคลอดจะมีการสร้างของเหลวออกมาเพื่อหล่อลื่นบริเวณปากช่องคลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นจนก่อให้เกิดเชื้อรา แต่ถ้าหากตกขาวมีลักษณะผิดปกติไป เช่น มีสีเขียว สีเหลือง และมีอาการคันระคายเคืองร่วมด้วยอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อบางอย่าง ซึ่งควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูนะคะ

3. มีเลือดซึมออกทางช่องคลอด

หากคุณแม่เห็นเลือดออกเล็กน้อยกระปริบกระปรอยซึมออกที่บริเวณช่องคลอดแต่ไม่ใช่ประจำเดือน อย่าเพิ่งตกใจ นั่นอาจเป็นสัญญานของการตั้งครรภ์ในระยะแรก เนื่องจากร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปฏิสนธิภายในมดลูก ซึ่งในช่วง 11-12 วันหลังปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะฝังตัวอยู่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก อาจทำให้คุณแม่บางรายมีเลือดสีแดงจาง ๆ หรือสีชมพู ปริมาณไม่มากไหลออกมาจากช่องคลอดได้ และเลือดนี้จะหยุดไหลไปเองภายใน 1-2 วัน ถ้าไม่มีอาการปวดเกร็งท้องก็ถือว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่คุณแม่ควรจะสังเกตอาการ ถ้าหากมีเลือดไหลไม่หยุดและมีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะเลือดที่ไหลออกมานั้นจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ และเกิดการแท้งได้

อาการคนท้องไม่รู้ตัว

5.ปวดหัว/ เวียนศีรษะ

อาการปวดหัวเป็นหนึ่งในสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกายและการปรับตัวตามธรรมชาติของร่างกายขณะตั้งครรภ์นั่นเอง ซึ่งอาการปวดหัวในระยะตั้งครรภ์สัปดาห์แรกนั้น แม่ท้องบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะบ่อยขึ้น และจะปวดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแม่ท้องเป็นสำคัญ บางคนอาจจะเครียดวิตกกังวล หรือมีอาการภูมิแพ้ที่ทำให้อาการปวดหัวจากการตั้งครรภ์มีความรุนแรงกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าตั้งท้องคุณแม่ควรเริ่มปรับพฤติกรรมในการดูแลตัวเองทั้งเรื่องอาหารการกินเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่มากพอและดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน พักผ่อนเยอะ ๆ ทำจิตใจให้สงบ หลีกเลี่ยงการใช้งานโทรศัพท์มือถือติดต่อกันเป็นเวลานาน อยู่ในที่ ๆ อากาศปลอดโปร่ง ก็จะช่วยห่างไกลหรือลดอาการปวดหัวลงได้

6.คัดเต้าและเจ็บหัวนม

หากรู้สึกใส่ชั้นในแล้วมีอาการรู้สึกเจ็บตึงบริเวณเต้านมและหัวนม หรือไวต่อการสัมผัส เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บอกได้ว่ากำลังตั้งท้องในช่วง 1-2 สัปดาห์ อาการนี้จะเกิดขึ้นประจำเดือนขาด โดยสาเหตุของอาการคัดเต้านั่นเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย และจะพบว่าเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์มากขึ้น เต้านมก็จะยิ่งตึงมากขึ้น รวมทั้งมีความเปลี่ยนแปลงบริเวณเต้านมและหัวนมขึ้นอีก เช่น บริเวณลานหัวนมจะกว้างขึ้นและมีเส้นเลือดดำสีเขียว ๆ กระจายอยู่โดยรอบ หัวนมมีลักษณะสีคล้ำและขยายใหญ่มากขึ้น ผิวหนังบริเวณเต้านมบางลงจนสังเกตเห็นเส้นเลือดเต้านมมีสีแดงเข้มและนูนเด่นชัด ซึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตน้ำนมให้กับทารกนั่นเอง ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์คุณแม่ควรเลือกสวมชุดชั้นในที่มีขนาดพอดีเพื่อช่วยรับน้ำหนักเต้าได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาการเจ็บเหล่านี้จะหายไปได้เองภายหลังตั้งครรภ์แล้วประมาณ 3 เดือนค่ะ

7.ปวดหลัง

อาการปวดหลังก็จัดเป็นหนึ่งในอาการที่บ่งบอกได้ว่ากำลังตั้งท้อง โดยมีอาการปวดหรือเจ็บบริเวณหลังช่วงล่างแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และอาจมีอาการตะคริวร่วมด้วย สาเหตุของอาการปวดหลังมาจากการขยายตัวของกล้ามเนื้อส่วนกลาง ที่เป็นผลมาจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับทารกน้อยที่กำลังเติบโตขึ้นภายในร่างกายของคุณแม่นั้นเอง โดยอาการนี้นับว่าเป็นอาการปกติของคนท้อง ทั้งนี้อาการปวดหลังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ที่ทำให้ศูนย์กลางของการทรงตัวเปลี่ยนไป เป็นผลให้ท่าทางในการยืน นั่ง หรือเดิน ของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อคุณแม่ท้องรู้สึกปวดหลังควรปรับท่านอนด้วยการนอนตะแคง ใช้หมอนข้างสำหรับวางขา เลือกที่นอนที่แข็งพอดี ไม่นุ่มจนเกินไป หากปวดหลังมากจนทนไม่ไหวควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองนะคะ

อาการคนท้องระยะแรก เป็นยังไง

8.ปัสสาวะบ่อย

อาการปัสสาวะบ่อย เป็นสัญญาณที่แสดงว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โหมดตั้งครรภ์แล้ว ในช่วงนี้แม่ท้องอาจต้องลุกตื่นไปเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ เนื่องจากในระหว่างตั้งครรภ์ใหม่ ๆ หรือในช่วง 3 เดือนแรก ร่างกายจะสร้างของเหลวในร่างกายมากขึ้น มดลูกที่ขยายขนาดจากการตั้งครรภ์ต้องการเลือดไปเลี้ยงมดลูกมากกว่าปกติจึงทำให้ไตจะทำงานหนักมากกว่าปกติ เพราะปริมาณของเลือดในร่างกายมีเพิ่มขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น มีเลือดผ่านไตมากขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้ไตกลั่นกรองเอาปัสสาวะมามากขึ้น ในขณะเดียวกันมดลูกที่อยู่ติดกับด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จึงไปเบียดและกดทับกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แม่ท้องปัสสาวะบ่อยมากขึ้นนั่นเอง แต่เมื่อถึงช่วงกลางของการตั้งครรภ์มดลูกจะอยู่สูงขึ้น การกดทับกระเพาะปัสสาวะจะลดลง ทำให้การถ่ายปัสสาวะก็จะกลับเข้าสู่โหมดปกติอีกครั้ง จนถึงช่วงใกล้คลอดที่หัวทารกจะลดต่ำลงอีกครั้งและทำให้แม่ท้องมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นอีกครั้ง

9.ท้องผูก/ ท้องอืดมากกว่าปกติ

อาการท้องผูก ท้องอืด รู้สึกไม่สบายท้อง เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเพื่อเข้าสู่สภาวะการตั้งครรภ์เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร รวมทั้งเกิดจากการขยายตัวของมดลูกที่ไปเบียดเข้ากับลำไส้ใหญ่ส่งผลให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง ทำให้อาหารย่อยยาก ย่อยได้ช้าลง มีลมในกระเพาะมาก ซึ่งอาการนี้นับว่าเป็นสภาวะปกติของคนท้อง ซึ่งคุณแม่ท้องสามารถบรรเทาอาการท้องอืด ท้องผูกลงได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดเครื่องดื่มอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนม และออกกำลังกายเบา ๆ อย่างพอเหมาะ ก็จะช่วยแก้ไขอาการนี้ได้ค่ะ

10.เมื่อยล้าอ่อนเพลียง่าย

อาการเมื่อยล้ารู้สึกร่างกายเพลียง่ายกว่าปกติเป็นส่วนหนึ่งของอาการคนท้องที่เกิดขึ้นในระยะแรกหรือเดือนต้น ๆ เป็นเพราะว่าร่างกายที่กำลังตั้งครรภ์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ความดันเลือด และระบบไหลเวียนโลหิต มีผลทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัว ภายในร่างกายมีการเผาไหม้อาหารหรือใช้พลังงานอย่างมากในการพัฒนาทารกในครรภ์ ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงและสูญเสียพลังงานมากขึ้น จึงทำให้ผู้หญิงที่เริ่มตั้งครรภ์บางคนรู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ซึ่งอาการนี้จะค่อย ๆ หายและรู้สึกดีขึ้นเป็นปกติเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง ดังนั้นในระยะนี้แม่ท้องควรดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนและอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มเติม ลดกิจกรรมต่าง ๆ ประจำวันลงบ้าง เพื่อให้ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ทำอารมณ์ให้ผ่อนคลาย อาการอ่อนเพลียจากการตั้งครรภ์ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นได้ค่ะ

11.รู้สึกหายใจถี่

เมื่อรู้สึกมีอาการหายใจถี่ เหนื่อยง่ายในขณะทำงานที่ต้องใช้แรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์มีความต้องการออกซิเจนจากคุณแม่ และเมื่อทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตมากขึ้นก็จะมีแรงกดดันต่อปอดและกระบังลม ส่งผลให้แม่ท้องมีอาการหายใจถี่แบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตลอดการตั้งครรภ์

12.อยากกินของเปรี้ยว/ อยากกินของแปลก ๆ

อีกหนึ่งอาการที่บอกได้ว่าตั้งท้อง คือเริ่มรู้สึกมีการเปลี่ยนแปลงของความอยากอาหารแตกต่างไปจากเดิมทันทีทันใด บางคนอยากอาหารที่มีรสเปรี้ยวมากขึ้น อยากทานอาหารแปลก ๆ โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงอยากกิน หรือในบางคนกลับมีอาการเบื่ออาหาร ไม่อยากกินอะไรเลยก็มี ซึ่งเป็นเพราะระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การรับรู้รสชาติของแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก

13.อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย

ถ้ากำลังรู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองกำลังแกว่ง ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หงุดหงิดง่าย อารมณ์อ่อนไหว ขี้น้อยใจ หรือร้องไห้เก่ง ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน อาการแบบนี้บอกได้ว่าเป็นอาการที่กำลังเข้าสู่สภาวะตั้งครรภ์ในระยะแรกของคุณแม่มือใหม่ที่คุณพ่อมือใหม่ต้องเตรียมรับมือ ภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์นี้เกิดจากระดับฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลง และร่างกายของคุณแม่กำลังพยายามปรับตัวเพื่อสร้างสมดุลในการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ เมื่อผ่านพ้นช่วงนี้ไปอารมณ์ของคุณแม่ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติเองค่ะ ดังนั้นในช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหาอะไรทำเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง นั่งสมาธิ ฯลฯ และคนใกล้ตัวต้องทำความเข้าใจกับภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นของแม่ท้องคอยช่วยดูแลเพื่อทำให้แม่ท้องไม่เครียดนะคะ

วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่

14.ไวต่อกลิ่น
สำหรับคนที่กำลังตั้งครรภ์จะมีอาการที่จมูกจะไวต่อกลิ่นทุกชนิดมากเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า Super Smell เช่น กลิ่นน้ำหอมที่ใช้เป็นประจำก็จะหอมรุนแรงจนกลายเป็นกลิ่นเหม็น และอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ หรือบางรายมีอาการเหม็นกลิ่นอาหาร เหม็นกลิ่นตัวสามี เป็นต้น

15.ความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลง
อาการคนท้องในระยะแรกที่ทำให้ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงยังส่งผลกระทบไปยังภาวะทางอารมณ์ ทำให้แม่ท้องบางรายอาจมีความต้องการทางเพศลดลง หรือบางรายอาจเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งอาการนี้จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สองค่ะ

อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้ คุณแม่อาจจะเช็กเพื่อความชัวร์ด้วยการตรวจสอบการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเองจาก ชุดตรวจการตั้งครรภ์เพื่อตรวจหาฮอร์โมน Human chorionic gonadotropin: HCG ในปัสสาวะ ซึ่งมีความแม่นยำมากกว่า 90% เมื่อผลจากที่ตรวจครรภ์ออกมาว่าตั้งท้อง วคุณแม่ควรไปฝากครรภ์ภายใน 12 สัปดาห์ เพื่อให้คุณหมอเช็กอายุครรภ์ที่แน่นอน และติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อคำนวณกำหนดการคลอด นอกจากนี้คุณหมอจะตรวจหาความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถรักษาได้เร็วหากพบความผิดปกติ รวมทั้งได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองในช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และชีวิตน้อย ๆ ในท้องค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก :www.honestdocs.co,  www.medthai.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ไ

ให้ลูกเรียนออนไลน์

ให้ลูกเรียนออนไลน์ อย่างไร? ถ้าแม่ต้องไปทำงาน?

ในวันที่ผู้ปกครองเด็กทุกระดับชั้น ตั้งแต่อ.1-ม.6 ต้องหันมา ให้ลูกเรียนออนไลน์ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ผ่านระบบเทคโนโลยีทางการศึกษาทางไกล (DLTV) ซึ่งเผยแพร่ทางฟรีทีวี 17 ช่อง ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เริ่มทำการทดลองเรียน ในวันที่ 18 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2563 ทำให้ทั้งครูและผู้ปกครองเกิดคำถามว่า เราพร้อมที่จะเรียนออนไลน์กันแล้วหรือ?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเรียนออนไลน์ในครั้งนี้ เป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งหากโรงเรียนไม่สามารถเปิดได้จริงในวันที่ 1 ก.ค. 2563 ตามที่กำหนดไว้ โรงเรียนอาจต้องพิจารณาจัดการเรียนการสอนออนไลน์ เป็นแผนสำรอง ดังนั้น ในช่วงวันที่ 18 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2563 จึงเป็นเพียงการทดลอง หากครอบครัวใดไม่พร้อม ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเรียนค่ะ เมื่อเปิดเทอมนักเรียนจะได้เรียนกับคุณครูตามหลักสูตรอย่างครบถ้วนเหมือนเดิม

จากที่เห็นข่าว ผู้ปกครองซื้อทีวี หรือโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เพื่อเตรียมให้ลูกหลานเรียนออนไลน์นั้น น่าจะเกิดจากการขาดการประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่า เด็กต้องเรียนออนไลน์วันที่ 18 พ.ค.นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สำหรับผู้ปกครองที่สนใจให้ลูกเรียนออนไลน์ ผ่าน DLTV แต่ยังไม่ทราบว่าต้องทำยังไง จะเริ่มต้นอย่างไร ทีมแม่ ABK มีข้อมูลดีๆ มาฝากแล้วค่ะ

เรียนออนไลน์ ช่องทางไหนได้บ้าง

เรียนออนไลน์ ทางไหนได้บ้าง
ให้ลูกเรียนออนไลน์ ช่องทางไหนได้บ้าง

คุณแม่สามารถ ให้ลูกเรียนออนไลน์ ผ่าน DLTV ได้ถึง 6 ช่องทางค่ะ หากบ้านที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ เปิด WI-FI ได้ทั้งวันสามารถดูผ่าน

  1. เว็บไซต์ DLTV https://www.dltv.ac.th/ หรือ
  2. ดาวน์โหลด application DLTV ลงในโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต
  3. Youtube DLTV1 Channel ถึง DLTV15 Channel

แต่สำหรับบ้านที่สะดวกช่องทางทีวี ก็สามารถดูผ่านฟรีทีวี ตามช่องที่กำหนดในแต่ละระดับชั้นได้เลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัญญาณทีวีของแต่ละบ้าน ว่าเป็นแบบไหน ก็จะมีการกำหนดช่องที่ต่างกันไป ดังนี้

  1. ทีวีดิจิตัล
  2. KU-Band จานทึบ
  3. C-Band จานโปร่ง
ช่อง DLTV ทีวีดิจิตอล
ทีวีดิจิตอล ดู DLTV ช่องไหน

 

ระบบ KU-Band
ระบบ KU-Band (จานทึบ และเคเบิ้ล) ดู DLTV ช่องไหน

 

ระบบ C-Band
ระบบ C-Band (จานโปร่ง) ดู DLTV ช่องไหน

 

แม่ต้องไปทำงาน จะ ให้ลูกเรียนออนไลน์ ได้อย่างไร

เรามีเคล็ด(ไม่)ลับมาฝาก สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ แต่ไม่พร้อมด้านเวลา เพราะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน อาจไม่สะดวกกับการให้ลูกเรียนออนไลน์ตามตารางออกอากาศของ DLTV ในกรณีนี้ สามารถชมผ่านทางเว็บไซต์ www.dltv.ac.th ได้ทุกเวลา ตามที่คุณแม่และลูกน้อยสะดวกได้เลย 

เพียง เลือกเมนู ชมล่วงหน้า หรือ ชมย้อนหลัง > เลือกช่องรายการที่ต้องการเรียนตามระดับชั้น > เลือกวิชาที่ต้องการเรียน > เลือกหน่วยการเรียนรู้ และชมคลิปการสอนได้ทันที โดยไม่ต้องรอเวลาออกอากาศ

เลือกเมนู ชมล่วงหน้า
เลือกเมนู ชมล่วงหน้า หรือ ชมย้อนหลัง

 

ช่องรายการ DLTV
เลือกช่องรายการ DLTV แยกตามระดับชั้น

 

เลือกวิชา DLTV
เลือกวิชาที่ต้องการเรียน

 

หน่วยการเรียนรู้
เลือกหน่วยการเรียนรู้ที่ต้องการเรียน

 

คลิปการเรียนทางไกล DLTV
ชมคลิปการเรียนทางไกล DLTV

ทั้งนี้แต่ละหน่วยการเรียนรู้จะมีสาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด สรุปไว้ให้ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ชั้น ป.1 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การนับและแสดงจำนวน 1 ถึง 5 และ 0

สาระสำคัญ/ความคิดรวมยอด

– เราสามารถบอกจำนวนของสิ่งต่างๆ ได้จากการนับ เช่น หลอดดูด 2 หลอด ไม้ไอศกรีม 5 อัน

– จำนวนไม่ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และรูปร่างของสิ่งต่างๆ เช่น ช้าง 1 เชือก มด 1 ตัว

– หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เป็นจำนวนนับที่เริ่มต้นจากหนึ่ง และนับเพิ่มขึ้นทีละหนึ่ง ตามลำดับ

– ถ้าไม่มีของจะถือว่ามีจำนวนเป็นศูนย์

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถดาวน์โหลด สื่อประกอบการสอน และใบงาน ไปใช้สอนลูกน้อยได้อย่างครบครันอีกด้วย

ดาวน์โหลดสื่อการสอน DLTV
วิธีดาวน์โหลดสื่อการสอน DLTV (ขอบคุณภาพจาก DLTV)

ทั้งนี้คุณแม่อาจจัดเวลาในวันหยุด ชวนลูกเรียนออนไลน์ แบบไม่เคร่งเครียด ค่อยเป็นค่อยไป ในบรรยากาศที่อบอุ่น ก็จะทำให้ลูกน้อยพร้อมเรียนรู้อย่างมีความสุขค่ะ

อ่านเพิ่มเติม คำแนะนำจากหมอ เรียนออนไลน์ เตรียมตัวอย่างไรได้ผลดี ลูกแฮปปี้ ไม่เครียดเกินไป

ขอบคุณข้อมูลจาก DLTV

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปรับนโยบายการศึกษา ช่วงโควิด 19

Twinkl สื่อการสอนจากประเทศอังกฤษ แจกโค้ดโหลดฟรี!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกพัฒนาการช้า

7 สัญญาณ “ทารกพัฒนาการช้า” พ่อแม่สังเกตได้ตั้งแต่แรกเกิด

ช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ คือการได้พบหน้าลูกน้อยที่รอคอยมาตลอด 9 เดือน และเมื่อลูกคลอดออก  มาแล้ว ก็หวังว่าจะมีพัฒนาการที่ครบสมบูรณ์แข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย ซึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าลูกมีพัฒนาการที่ดี ทีมแม่ABK จะชวนมาสังเกตทารกแรกเกิดว่ามีสัญญาณใดที่บอกว่า “ทารกพัฒนาการช้า” หรือไม่?

เด็กแรกเกิด – 1 เดือน (Newborn) เริ่มตั้งแต่แรกคลอดออกมาจากครรภ์คุณแม่ คุณหมอจะเช็กสัญญาณการร้อง   หากมีการ ตอบสนองด้วยการร้องดี ถือว่าผ่านในขั้นแรก จากนั้นก็จะเช็กร่างกายโดยรวมทั้งหมด ซึ่งในช่วง 1 เดือนแรก  เป็นช่วงที่คุณ พ่อคุณแม่ต้องสังเกตลูกอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น การนอน การตื่น การกินนม การขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น

  • ทารกมีการเคลื่อนไหวเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบข้างหรือไม่ เช่น มีการสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงดัง ขยับ ศีรษะเวลาที่คุณพ่อคุณแม่เอามือลูบที่แก้มลูกเบาๆ กำนิ้วมือ นิ้วเท้า เวลาที่ถูกสัมผัส
  • ยิ้ม และร้องไห้ เป็นการสื่อสารบอกว่าต้องการอะไร เช่น ร้องเมื่อหิว ร้องเวลาที่รู้สึกเปียกชื้น หรือ ยิ้มออกมา อัตโนมัติ(โบราณว่ายิ้มให้แม่ซื้อ) รวมทั้งเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่ใกล้มากๆ (ใบหน้าคุณพ่อคุณแม่) จำกลิ่นของพ่อแม่ได้

นี่คือพัฒนาการโดยรวมของทารกในช่วง 1 เดือนแรก ทีนี้เรามาสังเกตสัญญาณพัฒนาการช้าของลูกทารกกันค่ะ ว่าจะมีจุดสังเกตใดบ้างที่บ่งชี้ว่า ลูกพัฒนาการช้า

ทารกพัฒนาการช้า จะรู้ได้อย่างไร ?

จุดสังเกตทั้ง 7 จุดนี้เป็นสิ่งที่บอกได้ในเบื้องต้นว่า ทารกพัฒนาการช้า หรือไม่อย่างไร พัฒนาการช้าคือ พัฒนาการการเติบโตของร่างกายโดยรวมทั้งหมด และหากพบว่าลูกมีความผิดปกติ ทีมแม่ABK แนะนำให้พาลูกไปตรวจพัฒนาการกับกุมารแพทย์ทันทีนะคะ

1. ศีรษะ

ศีรษะเล็ก หรือใหญ่เกินไป บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของสมอง อาจบ่งบอกถึงการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ เช่น ขาดอากาศขณะคลอด หรือเป็นโรคทางพันธุกรรม ขนาดเส้นรอบศีรษะของเด็กโดยปกติ มีดังนี้

แรกเกิด – 3 เดือน เส้นรอบศีรษะยาว 35 เซนติเมตร

วัย 3 เดือน เส้นรอบศีรษะจะยาวประมาณ 40 เซนติเมตร

วัย 1 ขวบ เส้นรอบศีรษะจะยาวประมาณ 45 เซนติเมตร

วัย 2 ขวบ เส้นรอบศีรษะจะยาวประมาณ 47 เซนติเมตร

วัย 5ขวบ เส้นรอบศีรษะจะยาวประมาณ 50 เซนติเมตร

2. หู

สังเกตพัฒนาการช้าของลูกอีกหนึ่งจุด ก็คือที่ใบหูทั้ง 2 ข้าง นั่นคือ ใบหูผิดรูป อยู่ต่ำหรือสูงเกินไปจนสังเกตได้ ติ่งหูยาวผิดปกติ มีรูด้านหน้าหู หรือหูไม่มีรู หรือ เมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถหันตามเสียง ไม่ตอบสนองกับเสียงที่ได้ยิน เช่น ไม่สะดุ้ง ตกใจ เมื่อมีเสียงดัง แนะนำว่าลองให้ลูกน้อยฟังเสียงที่มีโทนเสียงแตกต่างกัน เสียงที่มีความซับซ้อน หรือการพูดคุยตอบโต้ จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการฟังให้ลูกน้อยได้ค่ะ

 

ทารกพัฒนาการช้า

3. ตา

สังเกตพัฒนาการจากดวงตา เช่น ตาห่างจนผิดปกติ ตาเหล่เข้า ตาเหล่ออก ถ้ามีแสงสะท้อนจากรูม่านตาเป็นสีขาว แสดงว่ามีความผิดปกติอยู่ด้านหลังรูม่านตา อาจเป็นต้อ มีเนื้องอก หรือจอประสาทตาลอก เมื่อมองตามวัตถุแล้วตามแกว่ง ไม่จับจ้องที่วัตถุ ไม่สบตา แนะนำให้คุณแม่หาของเล่นที่มีสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้ เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนของ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกการเคลื่อนไหวของดวงตา ให้มองตามวัตถุนั้นๆ ค่ะ

4. จมูก

สังเกตพัฒนาการจากจมูก เช่น ดั้งจมูกบี้ หรือเชิดมากเกินไป รวมถึงใบหน้าโดยรวม เช่น หางตาชี้ กระหม่อมแบน ลิ้นใหญ่ ซึ้งอาจเป็นอาการของดาวน์ซินโดรม ไม่ตอบสนอง หรือไม่มีปฏิกิริยาต่อกลิ่นต่างๆ เช่น ไม่นิ่วหน้า หรือจาม เมื่อได้กลิ่นฉุน ซึ่งโดยปกติเด็กทารกจะต้องเริ่มได้กลิ่นตั้งแต่อายุประมาณ 3 วัน โดยหันไปตามกลิ่นแม่ที่คุ้นเคย

5. ปาก

ปากบาง จนไม่เห็นริมฝีปาก หรือปากแหว่งเพดานโหว่ พูดไม่ชัด ติดอ่าง เสียงผิดปกติ ไม่เล่นเสียง หรือส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่โต้ตอบคำพูดตามวัย มีพัฒนาการทางภาษาช้า เช่น 2 ขวบแล้ว ยังพูดด้วยคำที่ไม่มีความหมาย ไม่ทำตามคำสั่ง และไม่พยายามพูดกับคนอื่น

คุณพ่อ คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการพูดของลูกน้อยได้ จากการตอบสนองเสียงอ้อแอ้ ชวนลูกพูดคุยโต้ตอบ เหมือน พูดคุยกันรู้เรื่อง หรือชวนออกเสียงด้วยคำง่ายๆ ให้ลูกน้อยได้เลียนเสียง หรือเล่นเกมเป่าฟองสบู่ เป่าลูกโป่ง หรือเป่าน้ำใน  แก้ว จะช่วยในการฝึกกล้ามเนื้อเพดานช่องคอ และการใช้ลมออกเสียง

6. ลิ้น

ลูกน้อยมีลิ้นใหญ่ ลิ้นยืดออกมา ขณะอ้าปากอ้อแอ้ น้ำลายไหลย้อย อ้าปากกว้างไม่หุบ ไม่กลืนนม ไอและสำลักอบ่อยๆ  แนะนำให้นวดกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบริมฝีปากลูก เพื่อทำให้เกิดการดูด โดยวางนิ้วชี้กับนิ้วหัวมือลงบนคาง ใต้ริมฝีปากล่าง  แล้วลากออกเป็นเส้นตรงจนสุดขอบปากล่างทั้งสอง ประมาณ 5-10 ครั้ง

7. แขนขา และลำตัว

แขนขายาวไม่เท่ากัน ไม่สามารถควบคุมลำตัวเพื่อทรงตัวให้มีสมดุลขณะถูกอุ้ม เช่น 3 เดือนคอยังไม่แข็ง 9 เดือนแล้วยังไม่คว่ำ คลาน หรือ 1 ขวบแล้วลูกยังหยิบของเล่นไม่ได้ กำมือไม่ได้ ข้อต่อติด บิดหมุนรอบไม่ได้ หากพบความผิดปกติของลูกไมต้องรอให้ถึง 3 เดือน หรือ 1 ขวบ คุณแม่ควรพาลูกไปตรวจพัฒนาการร่างกายกับกุมารแพทย์ทันทีในช่วง 1-2 เดือนแรก เพื่อที่คุณหมอจะได้ให้วิธีในการกระตุ้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้ออย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นค่ะ

การสังเกตลูกน้อยตั้งแรกเกิด จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รู้ปัญหาในเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที และเมื่อพบว่าลูกมีพัฒนาการ ด้านร่างกายช้า แนะนำว่าควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ทันที เพื่อทำการคัดกรอง และประเมินพัฒนาการอย่างละเอีย ไม่ ว่าจะเป็นการตรวจทางพันธุกรรม ตรวจการมองเห็น และการได้ยิน ฯลฯ  เพื่อที่ลูกน้อยจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในการกระตุ้นพัฒนาการอย่างถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านค่ะ

อย่างไรทีมแม่ABK ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกครอบครัวนะคะ …ด้วยความห่วงใย

อ่านบทความอื่นที่น่าสนใจ

40 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ ขยับแขน ขา ปล่อยพลัง อยู่บ้านก็สนุกได้ 

รวมรายชื่อ หมอพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลชื่อดัง ที่แม่ควรเซฟเก็บไว้ 

“เสื้อผ้าเด็กทารก” เลือกยังไง ? ให้ลูกน้อยใส่สบายที่สุด 

หมอเตือน! อาการไข้หวัดใหญ่ คล้ายกับโควิด-19 ติดร่วมกันได้ทำให้ป่วยหนัก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ , oknation 

โรงเรียนดัง ประกาศเรียนออนไลน์

เรียนออนไลน์ เตรียมตัวอย่างไรได้ผลดี ลูกแฮปปี้ ไม่เครียดเกินไป

สถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่นี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำเอาคนเป็นพ่อแม่ใจคอไม่ค่อยดี เป็นห่วงว่าจะดูแลลูกน้อยให้รอดปลอดภัยในช่วงนี้ได้ดีแค่ไหน และหลังปีใหม่จะเปิดเรียนได้หรือไม่ ล่าสุด มีแนวโน้มว่าลูกจะได้ เรียนออนไลน์ อีกรอบ หลังโรงเรียนดังเคลื่อนไหว ประกาศให้นักเรียนเตรียมตัวเรียนออนไลน์แล้ว

สาธิตเกษตรฯ ประกาศ เรียนออนไลน์ ตั้งแต่ 4 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

วันที่ 28 ธันวาคม 2563โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ ออกประกาศเรื่อง การเรียนการสอนออนไลน์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 3 ใจความว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน อาจารย์ และบุคลากร และเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา จึงขอประกาศให้มีการเรียนการสอนออนไลน์ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

สาธิตเกษตร ประกาศเรียนออนไลน์
สาธิตเกษตร ประกาศเรียนออนไลน์

กรุงเทพคริสเตียน ประกาศเลื่อนเปิดเรียน-สอนออนไลน์ หนี ‘โควิด’

วันที่ 30 ธันวาคม 2563 เฟซบุ๊กโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ออกประกาศเรื่อง เลื่อนเปิดทำการเรียนการสอนและการทำการเรียนการสอนออนไลน์ ใจความว่า ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่ยังมีความรุนแรงและมีแนวโน้มการแพร่ระบาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่ยังคงมีการสัญจรไปมาระหว่างจังหวัดของประชาชนทั่วไป

ทางโรงเรียนมีความห่วงใยต่อสุขภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ และจำเป็นต้องรักษามาตรฐานเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นในโรงเรียน ดังนั้น ทางโรงเรียนจึงขอประกาศเลื่อนการเปิดทำการเรียนการสอนจากกำหนดเดิม คือวันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2564 ออกไปเป็นเวลา 14 วัน (ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564)

โดยโรงเรียนจะเปิดทำการเรียนการสอนอีกครั้งในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2564 และโรงเรียนจึงให้จัดการสอนเพื่อให้ครบหลักสูตร ดังนี้

1.ระดับประถมศึกษาทุกระดับชั้น เรียนผ่านออนไลน์ ในวันจันทร์ที่ 4 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564

2.ระดับมัธยมศึกษาทุกระดับชั้น เริ่มเรียนผ่านออนไลน์ ในวันอังคารที่ 5 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564

กรุงเทพคริสเตียน ประกาศเรียนออนไลน์
กรุงเทพคริสเตียน ประกาศเรียนออนไลน์

เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกน้อยสามารถ เรียนออนไลน์ ได้อย่างมีความสุข และเหมาะสมกับวัย  Amarin Baby & Kids จึงขอนำคำแนะนำดีๆจาก คุณหมอดวงรัตน์  วังเกล็ดแก้ว หรือหมอปุ๊ก เจ้าของเพจ “หมอดวงรัตน์ Doctor For Kids”  มาฝากกันค่ะ

เรียนออนไลน์
คุณหมอดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษา ศูนย์เด็กพิเศษ รพ.สมิติเวชศรีนครินทร์

4 ข้อคิดเมื่อลูกต้อง เรียนออนไลน์ 

ช่วงนี้ มีคุณพ่อคุณแม่ถามหมอเข้ามาเยอะเลยค่ะว่าจะช่วยให้ลูกเรียนหนังสือออนไลน์จากที่บ้านยังไงดี บรรยากาศที่บ้านก็ไม่เหมือนกับที่โรงเรียน เด็กๆมัวแต่ติดเล่นเกมทั้งออนไลน์และออฟไลน์แทนที่จะตั้งใจเรียน อยู่บ้านนานเข้า เด็กๆก็ติดสบาย นอนดึก ตื่นสาย หมอมีคำแนะนำ 4 ขัอ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองอ่านกันนะคะ

ข้อแรก คุยกับลูกให้เข้าใจ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ต้องทำด้วยคำพูดสั้น ง่าย

เช่น “ตอนนี้มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด ถ้าเราออกไปข้างนอก ไปอยู่รวมกับคนอื่น เราจะติดเชื้อได้ เราเลยอยู่บ้านตามคำแนะนำของหมอ แต่นี่ไม่ใช่วันหยุดพักผ่อนนะลูก พ่อแม่ก็ยังต้องทำงาน และลูกยังต้องเรียนหนังสือตามปกติ เพียงแต่พวกเราจะทำสิ่งเหล่านี้จากที่บ้านกันจ้ะ”

ข้อสอง จัดสถานที่ และจัดอุปกรณ์การ เรียนออนไลน์ ในบ้านให้ลูก

หามุมที่เหมาะสมในการเรียนออนไลน์ให้ลูก มีบรรยากาศที่สงบ ไม่มีสิ่งเร้ามารบกวนให้วอกแวกออกนอกบทเรียน พร้อมกับจัดหาอุปกรณ์ที่รองรับการเรียนออนไลน์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต มือถือ จัดหาโต๊ะ เก้าอี้ที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดร่างกายลูก ลองให้ลูกทดลองนั่งเรียนแล้วก็ช่วยปรับให้เหมาะสมตามการใช้งาน

เรียนออนไลน์

ข้อสาม จัดทำตารางเวลาประจำวันของลูกและของพ่อแม่ไปพร้อมๆกัน

1.พูดคุยบอกลูกให้เข้าใจและยอมรับว่าจะทำตามตารางนี้ และติดตารางเวลาตรงบริเวณที่เด็กเห็นได้ง่าย เพราะนี่เป็นการช่วยจัดระเบียบเวลาและจัดลำดับความสำคัญทั้งการเรียนและกิจวัตรประจำวันให้ลูก เด็กจะได้ไม่หลงลืมว่าเวลาไหน ควรทำอะไร

2.จัดเวลาของคุณพ่อคุณแม่ให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆของลูกด้วย

หากลูกโตพอที่จะเรียนออนไลน์ได้เอง คุณพ่อคุณแม่อาจจัดเวลาทำงานให้ตรงกับเวลาเรียนของลูก เพื่อมีเวลาว่างตรงกันในการทำสิ่งต่างๆ เช่น การทานอาหาร การทำงานบ้าน การนั่งเล่นพูดคุย ร่วมกันได้

แต่หากลูกยังเล็กและต้องการการช่วยเหลือในการ เรียนออนไลน์ พ่อแม่ควรจัดเวลามานั่งประกบการเรียนของลูกด้วย ส่วนนี้พ่อแม่สามารถพิจารณาตามความเหมาะสมตามวัยและลักษณะการเรียนรู้ของลูก
ซึ่งเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน พ่อแม่เป็นคนที่รู้จักธรรมชาติวิธีการเรียนรู้ของลูกดีที่สุด สามารถปรับไปตามความจำเป็นของลูกได้

ทั้งนี้ “อย่าเคร่งครัดให้ลูกนั่งเรียนหนังสือออนไลน์อย่างเดียว สมองจะเหนื่อยล้ามากเกินไป” ควรมองหากิจกรรมเพลิดเพลินอื่นๆให้ทำด้วย โดยเฉพาะการออกกำลังกายในบ้าน จะช่วยให้การอยู่บ้านไม่น่าเบื่อและมีร่างกายแข็งแรง

เรียนออนไลน์

ข้อสี่ ดูแลติดตามให้ลูกเรียนออนไลน์ไปได้อย่างที่ควรจะเป็น

1.ในแต่ละวัน หาเวลาช่วงเย็นประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อเช็คดูว่าลูกทำงานส่งครูได้ตามกำหนดหรือไม่ ตามทันสิ่งที่ครูสอนดหรือเปล่า หรือมีปัญหาติดขัดอะไรที่ต้องการให้ช่วยหรือไม่

ระลึกไว้เสมอว่า“ช่วงเวลานี้ไม่ควรเป็นเวลาที่จะมาจับผิดลูก แต่ควรเป็นเวลาที่เราจะรับฟัง” ให้คำแนะนำ รวมถึงพูดชมเชยในความตั้งใจเรียนของลูก

2.ลองจินตนาการว่าถ้าเรามีหัวหน้างาน แล้วได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้ไปศึกษาและทำงานชิ้นหนึ่งให้เสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์ และทุกเย็นจะเป็นช่วงเวลาที่หัวหน้าจะมาติดตามงาน เราในฐานะลูกน้องต้องการให้หัวหน้าปฏิบัติต่อเราในช่วงติดตามงานนี้อย่างไรบ้าง

ถ้าถามหมอ

หมอก็อยากให้หัวหน้ารับฟัง รวมถึงพูดชมเชยอย่างจริงใจหากหมอทำงานได้ตามกำหนด แต่หากเรามีปัญหาติดขัดบางอย่าง ก็ต้องการให้หัวหน้าเข้าใจ มีพูดให้กำลังใจบ้าง เราก็จะสบายใจ มีแรงทำงานต่อ ความรู้สึกของเด็กก็ไม่ต่างกันนะคะ

ในครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกก็มีส่วนคล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง คล้ายตรงที่ “หัวหน้า/พ่อแม่ – มีอำนาจเหนือกว่า”   “ลูกน้อง/ลูก – มีอำนาจน้อยกว่า” ในการเรียนหรือการทำงานต่างๆตามที่พ่อแม่บอก ลูกก็ย่อมต้องการกำลังใจ คำชี้แนะ คำชมเชย การยอมรับคุณค่าในตัวลูกอย่างจริงใจจากพ่อแม่

เรียนออนไลน์

ตาราง เรียนออนไลน์ และกิจวัตรประจำวันสำหรับเด็ก

นอกจากนี้ คุณหมอปุ๊กหมอยังมีตัวอย่าง #ตารางเวลาในการเรียนและการทำกิจวัตรประจำวัน มาฝากให้คุณพ่อคุณแม่ลองนำไปปรับใช้กับลูกๆที่บ้านช่วงต้องเรียนออนไลน์กันนะคะ

8.00-9.00 น. ตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัว กินอาหารเช้า

9.00-10.00 น ช่วยกันทำงานบ้าน เก็บล้างจาน ซักเสื้อผ้าฯลฯ

10.00-12.00 น เวลาเรียนหนังสือออนไลน์

12.00-13.30 น กินอาหารกลางวัน ช่วยเก็บล้างจาน พักผ่อนอิสระ

13.30-15.30 น เรียนหนังสืออนไลน์

15.30-17.00 น ทำงานบ้านหรือกิจกรรมอื่นๆตามความสนใจ เช่น ทำความสะอาดบ้าน เก็บผ้า ออกกำลังกาย เล่นกีฬาที่ชอบ อ่านหนังสือ วาดรูป เล่นของเล่น เล่นดนตรี ฟังเพลง ทำขนม ปลูกต้นไม้ คุยเล่นกับเพื่อน ฯลฯ

17.00-18.00 น พ่อแม่ติดตามดูความก้าวหน้าในการเรียน ช่วยลูกทบทวนบทเรียนออนไลน์

18.00-19.00 น กินอาหารเย็น ช่วยกันเก็บล้าง

19.00-20.00 น อาบน้ำ

20.00-22.00 กิจกรรมผ่อนคลายอิสระและเตรียมตัวเข้านอน

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างของตารางกิจกรรมในหนึ่งวัน คุณพ่อคุณแม่เอาไปปรับใช้ตามความเหมาะสมนะคะ สิ่งสำคัญคือ ทำใจให้สบาย ไม่ต้องเคร่งเครียดกับการทำให้ถูกต้องหรือมองหาความสมบูรณ์แบบมากนักนะคะ เราควรมีความยืดหยุ่น รู้จักปรับตัวไปในสถานการณ์แบบนี้

ด้วยความปรารถนาดีจาก
#หมอดวงรัตน์DoctorForKids

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับคำแนะนำดีๆจากคุณหมอ เชื่อว่าคงช่วยคลายความกังวล และพอจะเป็นไกด์ให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และลูกน้อยสามารถเตรียมความพร้อม และปรับตัวให้เข้ากับ “วิธีการเรียนแบบใหม่” ได้อย่างเหมาะสม และมีความสุขกันทั้งครอบครัว

เรียนออนไลน์
เรียนออนไลน์

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

ลูกไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ เพราะ พ่อแม่พูดแบบนี้

ปรับนโยบายการศึกษา ช่วงโควิด 19

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่