5 วิธีสังเกต ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน
ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน บ้างหรือไม่? จะรู้ได้อย่างไรหากลูกไม่เล่าให้ฟัง … พบวิธีสังเกตลูกได้ที่นี่ค่ะ

 

 

เมื่อไรก็ตามที่ลูกน้อยของเราถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนกังวลเป็นที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ปัญหาลูกโดนแกล้ง โดนรังแก ไม่ว่าจะจากเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนรุ่นพี่ พี่เลี้ยง หรือแม้แต่คุณครู เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้หากเกิดขึ้นกับลูก ก็สามารถทำให้ลูกเกิดอคติ และไม่อยากมาที่โรงเรียนได้

แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเรา จะไปรู้ได้อย่างไรกันว่า ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่ ในเมื่อเราก็ไม่ได้ไปนั่งเฝ้าดูลูกตลอดเวลา ของแบบนี้ถ้าจะไปถามคุณครู ๆ บางท่านก็อาจจะไม่บอกความจริง เพราะไม่อยากให้มีปัญหา หรือจะต้องรอให้เห็นบาดแผลตามเนื้อตัวของลูกก่อนถึงจะรู้ได้ … คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ เพราะวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้เตรียม 5 วิธีสังเกต ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่ มาฝากกัน อยากจะรู้ว่ามีวิธีอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่?

คุณพ่อคุณส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า การที่จะรู้ได้ว่า ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่นั้นเป็นเรื่องยาก หากถามว่ายากหรือไม่ก็คงตอบได้ว่าไม่ยากและไม่ง่ายค่ะ แต่สิ่งที่ทีมงานจะนำมาฝากในวันนี้ก็ถือเป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ทราบได้ไม่ยากเช่นกัน

  1. พฤติกรรมลูกเปลี่ยนไป – คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรู้ดีว่าลูกของเราเป็นอย่างไร และเมื่อไรก็ตามที่ลูกของเรานั้นมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป มีหรือที่เราจะไม่รู้เลย ดังนั้น การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมลูกเป็นประจำนั้นเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่าได้ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว เด็กส่วนใหญ่เวลากลับจากโรงเรียนก็มักจะตื่นเต้นแล้วก็พร้อมที่จะเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ฟังกันอยู่แล้วว่า เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนของเขาทำอะไรบ้าง คุณครูให้ทำอะไร กลางวันวันนี้มีอะไรทาน เป็นต้น ซึ่งถ้าหากลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่แล้วละก็ ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะที่เราจะสังเกต เพราะเมื่อไรก็ตามที่ลูกกลับบ้านมาแล้วจู่ ๆ ลูกเงียบซีม ไม่พูดไม่จา เงียบ เก็บตัว นั่นแหละค่ะ คือสัญญาณบอกให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบแล้วละว่า ลูกของเรามีปัญหาที่โรงเรียนแน่นอน ซึ่งปัญหาจะเป็นอะไรนั้นเราก็คงต้องค่อย ๆ หาคำตอบกันดู
  2. มีบาดแผลให้เห็น – ตาของคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้นไวราวกับเหยี่ยว เมื่อเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเราเพียงนิดเดียว ก็รู้แล้วว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายของลูก ซึ่งถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เห็นบาดแผลบนร่างกายลูกละก็ อย่าเพิ่งดุ หรือตะคอกลูกนะคะ ให้ถามลูกดี ๆ ว่า “เจ็บไหม ไปโดนอะไรมาลูก ไหนเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังสิจ้ะ” ลูกก็จะค่อย ๆ รู้สึกผ่อนคลายและพร้อมที่จะเล่าให้คุณแม่ฟัง ซึ่งดีกว่าเราไปตะคอกใส่ลูก คราวนี้ละค่ะอย่าหวังว่าจะได้ทราบความจริงเลย เพราะลูกคงไม่กล้าบอกแน่นอนว่าไปเจออะไรมา ทำไมน่ะเหรอคะ เพราะเขากลัวว่าคุณจะไปเอาเรื่องเพื่อน ๆ ของเขาที่โรงเรียนนั่นเอง
  3. ลูกไม่มีเพื่อน – ทุกครั้งที่ลูกไปโรงเรียน คำถามยอดนิยมที่มักจะถามกันก็คือ มีเพื่อนหรือยังจ้ะ มีกี่คน แล้วชื่อะไรบ้าง ถูกไหมละคะ แต่ถ้าหากลูกมีเพื่อนแล้วลูกก็จะรู้สึกตื่นเต้น และก็พร้อมจะบอกว่าเพื่อนของเขานั้นมีใครบ้าง ชื่ออะไร ผู้หญิงหรือผู้ชาย แล้วเพื่อนแต่ละคนชอบเล่นกับเขาอย่างไร เรียกได้ว่าอะไรที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนนั้นเขาจะรู้สึกตื่นเต้นและก็กระตือรือร้นที่จะเล่าให้ฟัง แต่ในทางกลับกันหลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ถามแล้วแต่ ลูกมีพฤติกรรม เงียบขรึม ส่ายหน้า หรือไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ละก็ ให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตเขาให้ดีว่า สาเหตุที่ลูกไม่มีเพื่อนเลยนั้นเป็นเพราะอะไร จะเป็นเพราะลูกไม่ยอมปรับตัวเข้าหากับคนอื่น หรือว่าเป็นเพราะลูกพยายามแล้วแต่โดนเพื่อนหัวเราะเยาะหรือแกล้งจนไม่อยากพูดคุยกับใครกันแน่ ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะต้องค่อย ๆ ใช้เวลา หรือจะถามคุณครูด้วยก็ได้นะคะ ให้คุณครูช่วยสังเกตจะหากทราบสาเหตุแล้วจะได้ช่วยเหลือกัน
  4. ลูกบ่น ไม่อยากไปโรงเรียน – วิธีนี้ง่ายต่อการสังเกตมาก ๆ เลยละค่ะ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ลูกเอ่ยคำนี้ขึ้นมา แสดงว่าในใจหรือความคิดน้อย ๆ ของเขาจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างอยู่แน่นอน ซึ่งปัญหาในใจนั้นจะเป็นเพราะอะไร จะเป็นเพราะการที่ลูกโดนคุณครูตำหนิ ดุ หรือเป็นเพราะโดนเพื่อนล้อละก็ ลูกก็จะค่อย ๆ เริ่มเล่าให้ฟังค่ะ เมื่อทราบแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องใจเย็น ๆ นะคะ อย่าไปตำหนิลูก เพราะจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกอคติมากไปกว่าเดิม สู้เอาเวลาที่ตำหนิลูกนั้น มาหาวิธีแก้ไขและแนะนำลูกน่าจะดีกว่า
  5. คุณครูเล่าให้ฟัง – คุณครูส่วนใหญ่จะมีสมุดจดการบ้านหรือเบอร์มือถือของคุณพ่อคุณแม่กันอยู่แล้ว และคุณครูนี่ละค่ะจะเป็นคนแรก ๆ ที่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และก็ไม่อยากที่จะมีปัญหาใด ๆ กับผู้ปกครอง ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่คุณครูทราบเรื่อง คุณครูก็จะรีบบอกคุณพ่อคุณแม่ทันที แต่ถ้าหากคุณครูพิจารณาแล้วว่า เป็นบาดแผลหรือเหตุการณ์ที่เกิดจากเด็กเล่นกันละก็ คุณครูก็อาจจะเล่าหรือไม่เล่าก็ขึ้นอยู่กับคุณครูท่านนั้นค่ะ แต่หากคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกมีบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป การพูดคุยกับคุณครูเพื่อถามไถ่สิ่งต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นก็อาจจะเกิดความรู้สึกคาใจกันใช่ไหมละคะ

แล้วถ้าหาก ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน จริง … จะมีวิธีการป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างไรบ้างนั้น ไปค้นหาคำตอบได้ที่หน้าถัดไปเลยค่ะ

keyboard_arrow_up