โรคขาดวิตามินซี

ลูกปวดขาไม่ยอมเดิน! หมอชี้อาจมาจาก โรคขาดวิตามินซี

โรคขาดวิตามินซี ฟังดูไม่น่ากลัวกันใช่ไหม แต่หมอฝากเตือนหากปล่อยไว้ ลูกอาจถึงขั้นเดินไม่ได้ อันตรายหนักเพียงแค่ร่างกายขาดวิตามิน มาดูแลโภชนาการลูกก่อนสาย

ลูกปวดขาไม่ยอมเดิน! หมอชี้อาจมาจาก โรคขาดวิตามินซี

วิตามินซี วิตามินที่เราต่างคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นวิตามินที่พบได้ในผัก ผลไม้ วิตามินซี เป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำ โดยที่ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จำเป็นต้องได้รับวิตามินชนิดนี้จากการรับประทาน โดยมากวิตามินซีจะอยู่ในกลุ่มของอาหารประเภทผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ พบมากในส้ม สับปะรด มะขาม สตอร์เบอร์รี่ ฝรั่ง มะนาว มะเขือเทศ

ปัจจุบันยังพบผู้ป่วยโรคขาดวิตามินซีได้เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสามารถนำไปสู่ความผิดปกติของโครงกระดูก อาจสับสนกับโรคกระดูกอ่อน ภาวะติดเชื้อ หรือภาวะอักเสบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความสงสัยโรคขาดวิตามินซีอยู่เสมอเพื่อวินิจฉัยในผู้ป่วยที่มีอาการทางกระดูก และข้อ

โรคขาดวิตามินซี

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก กรมการแพทย์ 

นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า วิตามินซีเป็นวิตามินละลายน้ำและเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนในเนื้อเยื่อของกระดูกฟัน เหงือก และหลอดเลือด ซึ่งในร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เอง จำเป็นต้องได้รับวิตามีนซีจากสารอาหาร วิตามินซีมีอยู่มากในอาหารจำพวกผักสดและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว โดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินซีอย่างน้อยวันละ 50-100 มิลลิกรัม กรณีเด็กที่เลือกกิน กินอาหารยาก กินข้าวน้อย ไม่กินผักผลไม้ที่มีวิตามินซี และกินนมกล่องยูเอชที (UHT) เป็นประจำก็อาจทำให้เกิดภาวะเด็กขาดวิตามินซี

ความเชื่อผิด ๆ ทำให้ลูกขาดวิตามินซี

ยังมีพ่อแม่บางบ้านที่มีความเชื่อว่า นมเป็นตัวแทนอาหารอื่น ๆ หากเด็กกินนมมาก จะช่วยให้สูง เจริญเติบโตได้ดี  เด็กจะมีรูปร่างสูงใหญ่ ทำให้ปล่อยให้ลูกกินแต่นม เลือกซื้อนมกล่องเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อให้ลูกได้หยิบกินได้สะดวก เมื่อลูกกินแต่นมจนอิ่มก็ไม่ยอมกินอาหารอย่างอื่น ส่งผลให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ขาดภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา และบางคนยังอาจส่งผลไปถึงทำให้เด็กไม่ยอมเดิน เพราะปวดขาขาบวมได้อีกด้วย

นพ.สมจิตร ศรีอุดมขจร แพทย์ประจำศูนย์คลินิกสมองและระบบประสาท สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า จากข้อมูลของผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคขาดวิตามินซีมีสถิติเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยเด็กส่วนมากมักมีประวัติการกินนมวัว และกินนมถั่วเหลืองชนิดกล่อง UHT เป็นประจำโดยไม่ทานอาหารอื่นร่วมด้วย ซึ่งในนมกล่องมีปริมาณวิตามินซีน้อยมากเพียง 1.5 มิลลิกรัม/100 ซีซี และเมื่อผ่านกระบวนการผลิตความร้อนจะทำให้วิตามินซีสูญเสียไปอีกมาก

วิตามินซีจากผัก ผลไม้รสเปรี้ยว
วิตามินซีจากผัก ผลไม้รสเปรี้ยว

นมแม่ดีที่สุด!!

แม้ว่านมกล่องจะมีปริมาณวิตามินซีน้อย ทำให้เด็กที่รับประทานแต่นมกล่องขาดวิตามิน แต่ในนมแม่นั้นกลับตรงกันข้าม นมแม่มีวิตามินซีสูงถึง 4 มิลลิกรัม/100 ซีซี แต่ต้องระวังการรับประทานของคุณแม่ หากแม่กินผักผลไม้ไม่เพียงพอ ลูกก็จะไม่ได้รับสารอาหารเช่นกัน เด็กก็จะมีโอกาสขาดวิตามินซีได้เช่นกัน

ดังนั้น แม่ที่ให้นมลูกควรทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะเขือเทศ กะหล่ำ พริกหวาน ส้ม มะนาว ฝรั่ง สับปะรด มะม่วง มะละกอ เพื่อให้ลูกได้รับปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสม ในระยะ 6 เดือนแรก ทารกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวโดยไม่ต้องกินน้ำหรืออาหารอื่น หลังอายุ 6 เดือน ต้องเริ่มฝึกให้เด็กทานอาหารอื่นครบ 5 หมู่ ตามวัยควบคู่กับนมแม่

เด็กขาดวิตามินซี จะเป็นอย่างไร?

หากลูกขาดวิตามินซี จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตในร่างกายเด็ก อย่างวิตามินซีที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เลือดออกตามไรฟัน เป็นปัญหาที่จะพบบ่อยในผู้ที่ขาดวิตามินซี เป็นผลมาจากเนื้อเยื่อบริเวณหลอดเลือดมีความอ่อนแอ เป็นต้น

เด็กขาดวิตามินซีก็ยังมีอาการอื่นๆได้อีกหลายอย่างที่เกิดจากการขาดวิตามินซีทั้งเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย ร้องกวนตลอดเวลา ซีด ซึม ถ่ายเหลวเป็นครั้งคราว น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ติดเชื้อได้ง่าย เลือดจาง มีรอยช้ำตามร่างกาย หากอาการรุนแรงมากอาจถึงขั้นเดินไม่ได้ ซึ่งเป็นผลมาจากเลือดที่ออกบริเวณเนื้อเยื่อหุ้มเข่า ทำให้มีอาการปวดมาก และส่งผลต่อการเดิน

สาเหตุของอาการขาดวิตามิน

ได้แก่ การทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือบางรายอาจมีโรคประจำตัว บางรายอาจได้รับยาที่ทำให้การดูดซึมวิตามินมีความผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามิน และเกิดอาการตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขั้นรุนแรงได้

โรคขาดวิตามินซี โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกง่าย
โรคขาดวิตามินซี โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกง่าย

ปวดกระดูก เดินไม่ได้ เพราะ ขาดวิตามินซี!!

ตัวอย่างกรณีศึกษา ผู้ป่วยเด็กชาย 2 รายที่มีอาการปวดขา อาการบวมรอบข้อเข่า และไม่ยอมยืนเดินเป็นระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ การตรวจโลหิตวิทยาพื้นฐานพบว่ามีโลหิตจาง ตรวจภาพถ่ายรังสีพบว่ามี osteopenia กระจายที่ metaphysis, dens metaphyseal band, lucent metaphyseal band ของกระดูกต้นขา, metaphyseal spur at distal femur ซึ่งเข้าได้กับโรคขาดวิตามินซี ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการเสริมวิตามินซี  หนึ่งเดือนต่อมา ความเจ็บปวด และอาการบวมลดลง เด็กสามารถเดินได้ ผลการตรวจภาพถ่ายรังสีซ้ำแสดงให้เห็นว่าความผิดปกติของกระดูกมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มาจาก วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม

โรคขาดวิตามินซี หรือโรคลักปิดลักเปิด เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยในเด็ก ในบางรายที่อาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตโดย อาการแสดงอาจมีเลือดออกที่เหงือก เหงือกบวม จุดจ้ำเลือดที่ผิวหนัง มีไข้ ปวดกระดูกและไม่สามารถที่จะเดินได้ การวินิจฉัยของโรคขาดวิตามินซีทำได้โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานทางคลินิก และการประเมินผลจากถ่ายภาพรังสีของกระดูกท่อนยาว

ปวดกระดูกจากการขาดวิตามินซี
🙂วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องโรคขาดวิตามินซีกันนะครับ สำหรับภาวะขาดวิตามินซีนี่เราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วที่เราเรียกกันว่าโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเราจะคุ้นกับการที่โรคนี้ทำให้เหงือกบวมมีเลือดออกตามไรฟัน หรือทำให้เลือดออกง่าย แต่จริงแล้วเด็กขาดวิตามินซีก็ยังมีอาการอื่นๆได้อีกหลายอย่างที่เกิดจากการขาดวิตามินซีทั้งเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย ร้องกวนตลอดเวลา ซีด ซึม ถ่ายเหลวเป็นครั้งคราว น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ติดเชื้อได้ง่าย
😃สำหรับหมอกระดูกเด็กเราจะได้เจอกับเด็กขาดวิตามินซีอยู่บ้างครับส่วนใหญ่อาการที่จะมาหาหมอกระดูกคือ ปวดขาไม่ยอมเดินทั้งๆที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไร สาเหตุเกิดจากมีเลือดออกในกระดูกครับ พอไป x ray ดูก็พบว่ามีลักษณะของโรคขาดวิตามินซีให้เห็นคือกระดูกบาง มีลักษณะของเลือดออกที่ใต้เยื่อหุ้มกระดูกให้เห็น(แบบในรูป) แต่ปัญหาคือบางรายก็มีอาการน้อยและ x ray ไม่ค่อยเห็นทำให้วินิจฉัยได้ยาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจอบ่อยๆในเด็กกลุ่มนี้เลยคือมักจะยังติดขวดนมครับ ก็เคยคุยกับหมอเด็กหลายท่านอยู่ครับว่าทำไมเด็กติดขวดนมแล้วถึงขาดวิตามินซี ก็ได้ความว่าในเด็กโตแล้วที่ยังติดขวดนมมักจะใช้เวลากินนมแต่ละครั้งค่อนข้างนานและกินนมตลอดทั้งวัน ทำให้เด็กอิ่มตลอดเวลาและไม่ค่อยกินอาหารอย่างอื่น และในนมกล่องที่กินโดยเฉพาะนม UHT จะมีวิตามินซีที่ต่ำดังนั้นเวลาเด็กกินแต่นมอย่างเดียวจึงทำให้ขาดวิตามินซีครับ สำหรับการรักษาโดยปรกติเราจะให้วิตามินซีทดแทนเข้าไปและผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วเลยครับ แต่สิ่งที่สำคัญคือการกลับไปปรับลักษณะนิสัยการกินด้วยนี่ล่ะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ. ปวริศร สุขวนิช FB เพจ กระดูกเด็ก ๆ
ลูกไม่ยอมเดิน เพราะปวดขา จาก โรคขาดวิตามินซี
ลูกไม่ยอมเดิน เพราะปวดขา จาก โรคขาดวิตามินซี

วิธีรักษา โรคขาดวิตามินซี

หากเด็กเป็นโรคขาดวิตามินซี เด็กควรได้รับการให้ยาเพื่อเพิ่มวิตามินให้กับร่างกาย วันละ 300 มิลลิกรัม ก็จะทำให้มีอาการดีขึ้นในเวลา 1-2 อาทิตย์ แต่ที่สำคัญที่สุด ที่จะเป็นการรักษาภาวะขาดวิตามินซีได้ยั่งยืน คือ  การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยให้รับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โรคขาดวิตามินซีเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้เพียงพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูให้ความสำคัญกับอาหารของเด็ก ปรับพฤติกรรมการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสด ผลไม้สด เป็นประจำก็จะทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคขาดวิตามินซี อีกทั้งยังรวมถึงโรคอื่นๆ ด้วย

กินวิตามินซี กินไหร่ถึงพอดี!!!

วิตามินซีแม้ว่าจะมีประโยชน์แต่การรับประทานมากเกินไปก็ทำให้เป็นโทษต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานวิตามินซีเสริม นอกเหนือจากการรับประทานวิตามินซีจากอาหาร ผักผลไม้ ทำให้ต้องระวังถึงปริมาณของวิตามินซีที่รับประทานเพิ่มเข้าไปว่ามีมากเกินความจำเป็นหรือไม่ โดยปริมาณวิตามินซีที่เด็กควรได้รับต้องไม่เกินปริมาณดังต่อไปนี้

  • เด็กอายุ 1-3 ปี รับประทานได้ไม่เกิน 400 mg ต่อวัน
  • อายุ 4-8 ปี รับประทานได้ไม่เกิน 650 mg ต่อวัน
  • อายุ 9-13 ปี รับประทานได้ไม่เกิน 1,200 mg ต่อวัน
  • เมื่อเด็กอายุ 14-18 ปี รับประทานได้ไม่เกิน 1,800 mg ต่อวัน
  • ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ขึ้นไป รับประทานได้ไม่เกิน 2,000 mg ต่อวัน

    เด็กไทยขาดวิตามินซี เพราะติดนม นมกล่อง
    เด็กไทยขาดวิตามินซี เพราะติดนม นมกล่อง

อาการหากร่างกายได้รับปริมาณวิตามินซีเกิน มีดังต่อไปนี้

  • ปวดเกร็งท้อง ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน
  • หลอดอาหารอักเสบ แสบแน่นอก
  • อ่อนเพลีย หน้าแดง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วที่ไต และทางเดินปัสสาวะ
  • วิตามินซีเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ดังนั้นผู้ที่มีภาวะธาตุเหล็กเกิน ควรหลีกเลี่ยง เช่น ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
  • การอมวิตามินซีเป็นขนม ทำให้ฟันผุ เนื่องจากมีน้ำตาลมาก และมีความเป็นกรดสูง

การรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งเป็นวัยที่กำลังเสริมสร้างพัฒนาการ ทั้งในด้านร่างกายและสมอง การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอย่างมาก มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และนำไปสู่ความผิดปกติของร่างกายของลูกได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.matichon.co.th / รศ. ดร. พญ.นลินี จงวิริยะพันธุ์  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล RAMA CHANNEL

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รีวิว “4 วิตามินซีเด็ก วิตามินรวม” อีกหนึ่งตัวช่วยที่แม่ควรรู้จัก!

สุขภาพดีด้วยวิตามินซี ช่วยลูกแข็งแรง เรียนเก่ง เล่นสนุก

รู้จัก โรคกระดูกอ่อน ในเด็กพร้อมสาเหตุและวิธีป้องกัน

เคล็ดลับ! บำรุงสมอง ลูกน้อย ด้วยการกินที่ถูกต้อง ตั้งแต่แรกเกิด-3 ขวบ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เบิกค่าคลอดบุตร

เช็คเงื่อนไข! พ่อลูกอ่อน เบิกค่าคลอดบุตร ประกันสังคมได้

เช็คเงื่อนไข! พ่อลูกอ่อน เบิกค่าคลอดบุตร ประกันสังคมได้

ในช่วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างนี้ หากคุณพ่อคุณแม่ มีสิทธิที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ก็นับเป็นเรื่องที่ดีของครอบครัวนะคคะ ครั้งนี้เป็นสิทธิของคุณพ่อมือใหม่ที่เป็นผู้ประกันตนของประกันสังคมในมาตรา 33 และ 39 ที่สามารถ เบิกค่าคลอดบุตร ได้ค่ะ มีเงื่อนไข และหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง มาติดตามกันค่ะ

เงินประกันสังคมคืออะไร?

เงินประกันสังคม หรือ “เงินสมทบกองทุนประกันสังคม” เป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยรูปแบบการส่งเงินสมทบประกันสังคมในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลักๆ คือ

ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39

ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

การคำนวณเงินประกันสังคม  คำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในแต่ละเดือน ขั้นต่ำสุดอยู่ที่ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท หรือหากคิดเป็นเงินสมทบรายเดือนจะมีขั้นต่ำที่ต้องจ่ายเดือนละ 83 บาท และสูงสุดเดือนละ 750 บาท

ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 คือ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน รวมถึงต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม

สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะต้องนำส่งเงินกองทุนเดือนละ 432 บาท โดยต้องส่งเงินสมทบให้ครบทุกเดือนต่อเนื่องกัน ซึ่งหากไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน ภายในระยะเวลา 12 เดือน ก็จะถือว่าสิ้นสุดสภาพผู้ประกันตนตามมาตรานี้

คุณพ่อลูกอ่อน มาตรา 33 และ 39

เบิกค่าคลอดบุตร
เบิกค่าคลอดบุตร
  • เหมาจ่าย 15,000 บาท / ครั้ง
  • ได้รับเงินสงเคราะห์บุตร 800 บาท

ตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน

หลักเกณฑ์ เบิกค่าคลอดบุตร มีดังนี้

  • ภรรยามีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • เป็นผู้ประกันตนม. 33 และ 39 เท่านั้น
  • ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนภรรยาคลอดบุตร
  • ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบแล้ว ไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร

ในกรณีที่ทั้งพ่อและแม่เป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ จะสามารถเบิกได้แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้นต่อบุตร 1 คน
หากใช้สิทธิของแม่ที่เป็นผู้ประกันตน จะได้รับสิทธิเพิ่มในส่วนของเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายใน อัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน โดยใช้สิทธิได้ 2 ครั้ง

 

รับเงินสงเคราะห์บุตร

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 800 บาทได้ โดยเงินสงเคราะห์บุตรจะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ผู้ปกครองที่สนใจสามารถสมัครรับเงินสงเคราะห์บุตรได้

ช่องทางการสมัครรับเงินสงเคราะห์บุตร

  • สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่
  • สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา ที่สะดวก (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข)

คุณสมบัติของผู้ปกครองที่สมัครรับเงินสงเคราะห์บุตรได้

  1. ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39
  2. จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน สิทธิที่ท่านจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 800 บาทต่อบุตรหนึ่งคน
  3. ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้น บุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น
  4. อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์

 

หลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร

1.แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส. 2-01)

2.กรณีผู้ประกันตนเคยยื่นใช้สิทธิแล้วและประสงค์จะใช้สิทธิสำหรับบุตรคนเดิม ให้ใช้หนังสือขอใช้สิทธิบุตรคนเดิมกรณีกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน จำนวน 1 ฉบับ

3.กรณีผู้ประกันตนหญิงใช้สิทธิ

  • สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย) จำนวน 1 ชุด

4.กรณีผู้ประกันตนชายใช้สิทธิ

  • สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาทะเบียนหย่าพร้อมบันทึกแนบท้ายของผู้ประกันตนหรือสำเนาทะเบียนรับรองบุตร หรือสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 1 ชุด
  • สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วยจำนวน 1 ชุด)

5.กรณีเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุลให้แนบสำเนาเอกสารใบเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุลด้วย จำนวน 1 ชุด

เงินสงเคราะห์บุตร
เงินสงเคราะห์บุตร

6.กรณีผู้ประกันตนต่างชาติขอรับประโยชน์ทดแทนให้ใช้สำเนาบัตรประกันสังคมและสำเนาหนังสือเดือนทาง (passport) หรือสำเนาหนังสือเดินทางชั่วคราวหรือเอกสารรับรองบุคคลที่ทางราชการออกให้ จำนวน 1ชุด

7.สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอ จำนวน 1 ฉบับ ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน ดังนี้

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  • ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด(มหาชน)

8.เอกสารประกอบการยื่นคำขอฯ ที่เป็นสำเนาให้รับรองความถูกต้องของสำเนาทุกฉบับ และแสดงเอกสารที่เป็นต้นฉบับเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ กรณีเอกสารหลักฐานสำคัญต่อการพิจารณาเป็นภาษาต่างประเทศให้จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องให้ครบถ้วน

ขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน

  1. ผู้ประกันตนต้องกรอกแบบ สปส.2-01 พร้อมลงลายมือชื่อและนำมายื่นที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา หรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์โดยมีหลักฐานครบถ้วน (กรณีผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตร 3 คน ในคราวเดียวกันสามารถใช้แบบคำขอฯ ชุดเดียวกันได้)
  2. เจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานและพิจารณาอนุมัติ
  3. สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
  4. พิจารณาสั่งจ่าย จ่ายเป็นรายเดือนโดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน

ผู้ประกันจะไม่มีสิทธิหรือหมดสิทธิในการรับเงินสงเคราะห์บุตร มีดังต่อไปนี้ 

  • เมื่อบุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
  • บุตรเสียชีวิต
  • ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสังคมได้ที่ www.sso.go.th หรือโทรสายด่วน 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

ฐานเศรษฐกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

เช็กสิทธิใน แอปเป๋าตัง ตรวจคัดกรอง รับบริการอะไรได้บ้าง

ไทยมี ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม เหมือนที่ชัชชาติพาลูกรักษา

แม่ๆเตรียมเฮ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก สปสช.ดูแลทุกสิทธิ์

CPR คือ อะไร

CPR คือ อะไร? เรียนรู้ไว้ กู้ภัยให้ลูกรักปลอดภัยเมื่อสำลัก

CPR คือ Cardio Pulmonary Resuscitation การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เป็นการช่วยผู้ที่กำลังจะหยุดหายใจ หรือหัวใจกำลังจะหยุดเต้น ให้ปอดและหัวใจฟื้นคืนชีพขึ้นมา

CPR คือ อะไร? เรียนรู้ไว้ กู้ภัยให้ลูกรักปลอดภัยเมื่อสำลัก

ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอรีวิว!! วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 Presented By Lazada มา และได้ฟังงานเสวนาเรื่อง ภารกิจพิชิตหัวใจ กู้ภัยลูกรักและคนที่รักในครอบครัวให้ปลอดภัยจากการหมดสติ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศในพระบรมราชูปถัมภ์ โครงการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เป็นงานเสวนาที่มีประโยชน์และได้ความรู้มาก ๆ เลยค่ะ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เราสามารถช่วยเหลือลูก และคนในครอบครัวที่เรารักได้ จึงขอนำความรู้ที่ได้มาแชร์ให้แม่ ๆ ได้อ่านกันค่ะ

Workshop CPR ภารกิจพิชิตหัวใจ กู้ภัยลูกรัก
Workshop CPR ภารกิจพิชิตหัวใจ กู้ภัยลูกรัก 

CPR คือ อะไร? เรียนรู้ไว้ กู้ภัยให้ลูกรักปลอดภัยเมื่อสำลัก

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด โดยเฉพาะหากเกิดกับลูก หรือคนในครอบครัวที่เรารัก แต่หากเกิดขึ้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติให้ดี เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้อง ด้วยวิธีช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในนานทีฉุกเฉิน เพื่อบรรเทาการเจ็บหนัก ลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างทันท่วงที

CPR หรือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อที่จะช่วยชีวิตลูก และคนในครอบครัวเท่านั้น หากแต่ยังมีโอกาสช่วยชีวิตผู้อื่น ที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้

ขั้นตอนการทำ CPR

  1. นำผู้ที่หมดสติมาอยู่ในที่ ๆ ปลอดภัย จากนั้นตบแรง ๆ ที่ไหล่ หรือเรียกดัง ๆ ดูว่ามีสติ หรือมีการตอบสนองหรือไม่
  2. โทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669 โดยบอกรายละเอียดผู้ป่วย จำนวนผู้ป่วย สถานที่เกิดเหตุ และเบอร์โทรติดต่อกลับ หรือเปิดลำโพงโทรศัพท์ เพื่อทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
  3. นำผู้ป่วยให้นอนหงายอยู่บนพื้นราบแข็ง จัดแขนให้อยู่ข้างลำตัว ไม่บิดไปมา
  4. หาตำแหน่งวางมือบนหน้าอก ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ไม่ตอบสนอง ไม่มีสัญญาณชีพ ให้วางส้นมือข้างที่ถนัดไว้ที่ครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก แล้วนำมืออีกข้างหนึ่งวางประกบด้านบน ล็อคนิ้วด้านบน และกระดกปลายนิ้วมือด้านล่างขึ้น โน้มตัวไปข้างหน้า ให้แขนตั้งฉากกับผู้ป่วย จะทำให้ส้นมือเป็นจุดที่สัมผัสกับตัวผู้ป่วยเพียงจุดเดียว ไม่วางมือลงไปบริเวณแผ่นอกทั้งหมด เพราะจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ซี่โครงด้านซ้ายได้ ในการกดหน้าอก ให้ยกสะโพกขึ้น โน้มตัวไปด้านหน้า ให้แขนตรง ตึง จากนั้นทำการกดหน้าอกทันที แต่ระวังอย่ากดโดนกระดูกซี่โครง เพราะอาจหักได้
  5. กดหน้าอก 30 ครั้ง โดยมีเป้าหมายให้ระบบไหลเวียนเลือดยังทำงาน ถึงแม้ว่าหัวใจจะหยุดเต้นก็ตาม โดยกดให้ยุบลงอย่างน้อย 2 นิ้ว จากนั้นกดแล้วปล่อย กดแล้วปล่อย คือให้หน้าอกยกตัวขึ้นมาให้สุด แล้วจึงทำการกดครั้งต่อไป ทำติดต่อกัน 30 ครั้ง ให้ได้ความถี่ 100 – 120 ครั้ง/นาที โดยนับ 1 และ 2 และ 3 ไปจนถึง 30 และเป่าปาก 2 ครั้ง เป็น 1 รอบ โดยการเป่าปาก ให้ใช้สันมือกดที่หน้าผาก และ 2 นิ้วอีกข้างเชยคาง เพื่อเปิดทางเดินหายใจ ขณะทำการเป่า ประกบปากให้สนิท ใช้ 2 นิ้วบีบจมูก แล้วเป่า สังเกตให้หน้าอกของผู้ป่วยยกขึ้น ทำทั้งหมด 5 รอบ ประมาณ 2 นาที
  6. เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยการกดหน้าผากลงเบา ๆ แล้วเชยคางขึ้น
  7. กดหน้าอก 200 ครั้ง โดยทำอย่างต่อเนื่องประมาณ 2 นาที พร้อมประเมินอาการของผู้ป่วย ด้วยการตบไหล่ และเรียกเสียงดัง ๆ ถ้าไม่มีคนช่วย ให้พักได้ไม่เกิน 10 วินาที จากนั้นให้ทำการกดหน้าอกต่อ จนกว่าผู้ป่วยจะมีความเคลื่อนไหว หรือไอ หรือมีผู้นำเครื่องช็อคหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED มา
  8. อีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการทำการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน คือ เครื่อง AED หรือเครื่องช็อคไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ เครื่องสามารถวินิจฉัยจังหวะของการเต้นของหัวใจ และให้การรักษาด้วยการช็อคไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นได้อีกครั้ง ใครที่ได้รับการฝึกก็สามารถใช้เครื่องนี้ได้ ระบบอิเลคทรอนิกส์ในเครื่อง จะออกคำสั่งให้เราเป็นผู้ปฎิบัติตาม เริ่มแรกผู้ทำการช่วยเหลือจะต้องกดปุ่มเปิดเครื่อง AED แล้วดึงแผ่นนำไฟฟ้า ติดตามรูปที่แสดง แผ่นแรกจะต้องนำไปติดที่หน้าอกตอนบน ใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และแผ่นที่ 2 จะต้องติดที่ใต้ราวนมซ้าย ด้านข้างลำตัว และที่สำคัญคือ จะต้องติดให้แนบสนิทกับหน้าอกของผู้ป่วย จากนั้น เครื่อง AED จะทำการวิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งขณะนี้ ห้ามผู้ที่ช่วยเหลือสัมผัสตัวของผู้ป่วยเด็ดขาด เมื่อเครื่องวินิจฉัยเสร็จแล้ว จะขึ้นสัญญาณให้ทำการช็อคไฟฟ้า ให้ผู้ช่วยเหลือพูดดัง ๆ ว่า ชั้นถอย คุณถอย ทุกคนถอย แล้วกดปุ่มช็อค ตามสัญญาณที่ปรากฎอยู่บนตัวเครื่อง และสลับกับการทำ CPR แต่ถ้าเครื่อง AED ไม่สั่งให้ช็อค ให้เราทำ CPR อย่างต่อเนื่อง จนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพจะมาถึง โดยการช่วยเหลือควรทำให้เร็วที่สุด จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้มากขึ้น

วิธีการช่วยชีวิตกรณีเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 1 ปี สำลักนม อาหารติดคอ หมดสติ

จับบริเวณกรามเด็ก
จับบริเวณกรามเด็ก 
  1. หาที่นั่ง หรือนั่งคุกเข่า ใช้มือจับอยู่ที่บริเวณกรามของเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้กดที่คอเด็ก จับเด็กนอนคว่ำหน้าลงวางบนแขน วางแขนที่หน้าขาด้านเดียวกัน พร้อมทั้งเหยียดขาออกไป ให้ศีรษะเด็กอยู่ต่ำกว่าลำตัว ใช้แขนและลำตัวของเราหนีบขาเด็ก ใช้ 2 นิ้วดันคางเด็ก เพื่อเปิดทางเดินหายใจ
  2. ใช้สันมืออีกข้างนึง ทุบที่บริเวณระหว่างสะบักทั้ง 2 ข้าง ทุบพอประมาณ 5 ครั้ง
  3. สังเกตที่พื้นว่ามีอะไรออกมาหรือไม่ หรือเด็กเริ่มร้องหรือยัง ถ้ามีเสียงร้องแสดงว่าทางเดินหายใจเริ่มเปิดแล้ว
  4. ใช้มือข้างที่ทุบหลัง พลิกตัวเด็กให้นอนหงาย เปิดปากดูว่าเห็นสิ่งที่อุดกั้นทางเดินหายใจหรือเปล่า ถ้ามองเห็นสามารถหยิบออกได้ แต่ถ้าไม่เห็น ไม่ควรล้วง หรือควานหา เพราะสิ่งที่อุดกั้นอาจจะลงไปลึกกว่าเดิม
  5. ให้เด็กนอนศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว ใช้ 2 นิ้ว นิ้วชี้และนิ้วกลาง กดที่กระดูกหน้าอก ตรงกึ่งกลางระหว่างราวนมทั้ง 2 ข้าง จำนวน 5 ครั้ง ระหว่างนี้ สังเกตอีกครั้งว่า มีสิ่งใดตกมาที่พื้น หรือมีเสียงร้องหรือยัง สังเกตในปากว่าเห็นสิ่งใดหรือยัง ถ้าไม่เห็นก็ ห้ามล้วง ห้ามควัก ห้ามควาน
  6. ถ้าเด็กยังไม่ตอบสนอง ให้ทำซ้ำสลับไปมาระหว่างการทุบหลัง 5 ครั้ง และการใช้ 2 นิ้วกดที่หน้าอก จนกว่าจะมีทีมช่วยเหลือมา หรือเด็กมีอาการดีขึ้น คือเริ่มร้องได้ เริ่มหายใจเองได้ จึงหยุดทำ

วิธีการช่วยชีวิตเด็ก หรือผู้ใหญ่ อาหารติดคอ หมดสติ

หาจุดวางกำปั้น
หาจุดวางกำปั้น นิ้วกลางอยู่ที่สะดือ นิ้วโป้งอยู่ใต้ลิ้นปี่ กำมือบริเวณนิ้วชี้

 

รัด กระตุก
รัด กระตุก
  1. หากผู้ป่วยเอามือกุมที่คอ เมื่อสอบถามผู้ป่วยว่ามีอาหารติดคอใช่หรือไม่ ผู้ป่วยพยักหน้า ไม่สามารถพูดได้ นั่นแสดงว่ามีอาหารติดคอ ต้องรีบให้การช่วยเหลือ
  2. เข้าไปที่ด้านหลังของผู้ป่วย หากเป็นเด็กให้คุกเข่า โอบแขนทั้ง 2 ข้างไว้ใต้รักแร้ กำมือไว้ แล้ววางบริเวณเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้
  3. รัดกระตุก แรง ๆ เร็ว ๆ ขึ้นไปข้างบน ลักษณะคล้ายจะยกผู้ป่วยขึ้น
  4. ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จะกว่าอาหารจะหลุดออกมา หรือจนกว่าผู้ป่วยจะหมดสติ

การไปร่วมฟังงานเสวนาของ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ในวันนี้ ได้รับความรู้เป็นอย่างมาก การเรียนรู้วิธี CPR คือ สิ่งที่เป็นประโยชน์มาก ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเรียนรู้ไว้ เผื่อวันนึงอาจสามารถช่วยชีวิตคนสำคัญของเราได้นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อย่าล้วงคอลูก!หาก สำลักอาหาร อาจอันตรายถึงชีวิตได้

ลูก สำลัก เรื่องเล็กที่คร่าชีวิตได้ พ่อแม่ต้องรู้วิธีช่วย

วิธีทำ CPR ที่ถูกต้อง ช่วยชีวิตได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่

ชี้เป้า! ตารางกิจกรรมสุดสนุก งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 “ลูกเรียนรู้เพลิน…แม่เดินช้อปฟิน”

ขอบคุณข้อมูลจาก : ทีมผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศในพระบรมราชูปถัมภ์ โครงการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

วิธีช่วยเหลือ+ป้องกัน เมื่อเด็กจมน้ำ

ผู้เชี่ยวชาญแชร์!! วิธีช่วยเหลือ+ป้องกัน เมื่อ “เด็กจมน้ำ”

เด็กจมน้ำ จะมีวิธีป้องกันและให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไร และหากพบเห็นเหตุการณ์เข้า จะช่วยเหลือเด็กได้อย่างไร วิธีไหนจึงช่วยให้เด็กปลอดภัยได้

ผู้เชี่ยวชาญแชร์!! วิธีช่วยเหลือ+ป้องกัน เมื่อ “เด็กจมน้ำ”

ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอรีวิว!! วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 Presented By Lazada มา และได้ฟังงานเสวนาเรื่อง วิธีป้องกันและช่วยเหลือเบื้องต้น เมื่อลูกจมน้ำ โดย คุณครูซู ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก จบหลักสูตรนานาชาติจากประเทศออสเตรเลีย เฮดโค้ช Academic  จากโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก swimming kids Thailand เป็นงานเสวนาที่ทำให้ผู้ปกครองได้รับความรู้ในการช่วย เด็กจมน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ๆ จึงอยากนำความรู้จากคุณครูซูมาแชร์ให้แม่ ๆ ได้อ่านกันค่ะ

วิธีป้องกันและช่วยเหลือเบื้องต้น เมื่อลูกจมน้ำ โดยคุณครูซู
วิธีป้องกันและช่วยเหลือเบื้องต้น เมื่อลูกจมน้ำ โดยคุณครูซู

ผู้เชี่ยวชาญแชร์!! วิธีช่วยเหลือ+ป้องกัน เมื่อ “เด็กจมน้ำ”

หากพบ เด็กจมน้ำ ควรทำการช่วยเหลือดังนี้

  1. ประเมินสถาณการณ์ว่าตนเองสามารถช่วยเหลือได้มากน้อยแค่ไหน อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กและตนเองอีกด้วย
  2. โทรศัพท์แจ้งทีมแพทย์กู้ชีพที่หมายเลข 1669 หรือหน่วยพยาบาลใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด
  3. เมื่อช่วยเหลือเด็กขึ้นจากน้ำได้แล้ว นำเด็กนอนบนพื้นราบ แห้ง และแข็ง อย่านำเด็กอุ้มพาดบ่า และกระแทก เพื่อหวังให้น้ำออกมา วิธีนี้อาจทำให้เด็กอาเจียน หรือสำลักน้ำ ทำให้เด็กขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้น
  4. ตรวจดูว่าเด็กรู้สึกตัวหรือไม่
  5. หากรู้สึกตัว ให้เช็ดตัวให้แห้ง นำผ้ามาห่มให้ร่างกายอบอุ่น แล้วนำเด็กส่งโรงพยาบาล
  6. หากไม่รู้สึกตัว ให้ช่วยหายใจโดยการเป่าปาก 2 ครั้ง และกดหน้าอก 30 ครั้ง โดยกดให้ยุบประมาณ 1 ใน 3 ของความหนาของหน้าอก ความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที ทำสลับกันไปจนกว่าเด็กจะรู้สึกตัวและหายใจได้เอง แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

จากข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2555-2564) มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิต 7,374 ราย เฉลี่ยปีละ 737 ราย หรือวันละ 2 ราย และจากข้อมูลเบื้องต้นของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2564 เพียงปีเดียว มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จมน้ำเสียชีวิต ถึง 219 ราย คิดเป็นร้อยละ 33.3 ของการจมน้ำเสียชีวิตในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และเป็นกลุ่มเด็กที่มีอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำต่อประชากรเด็กแสนคนสูงที่สุด เท่ากับร้อยละ 6.9 และจากข้อมูลระบบรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ ของกองป้องกันการบาดเจ็บ

จากข้อมูลอ้างอิงของกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างปี 2549 – 2558 สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กและเยาวชนไทยอันดับหนึ่งคือ การจมน้ำ

อุบัติเหตุทางน้ำ เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เกิด มาป้องกันด้วยการให้ลูก เรียนว่ายน้ำกันค่ะ

โรงเรียนสอนว่ายน้ำสวิมมิ่งคิดส์ ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการร่วมเสริมสร้างพัฒนาการให้สมวัยและป้องกันการสูญเสีย ทางผู้บริหารจึงได้เริ่มค้นคว้าหาข้อมูลและงานวิจัยหลักสูตรการสอนว่ายน้ำทั้งหมดของประเทศออสเตรเลีย เพื่อปรับปรุงให้เข้าเด็กไทยมากที่สุด

เป้าหมายในการก่อตั้งโรงเรียนสอนว่ายน้ำ คือ เพื่อเป็นส่วนนึงในการ ลดการสูญเสียจาก อุบัติเหตุทางน้ำ ของเด็กไทย เป็นหลัก

เด็กสามารถเริ่มเรียนว่ายน้ำได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือนเป็นต้นไป ซึ่งทางโรงเรียนมีสอนทั้งหมด 4 หลักสูตร เริ่มตั้งแต่ 4 เดือน หรือคอแข็งตั้งได้ สอนพัฒนาต่อเนื่องจนถึง 12 ปี โดยโรงเรียนได้จัดแบ่งกลุ่มน้องตามช่วงอายุและพัฒนาการไว้อย่างเหมาะสม สำหรับเรื่องการสอนเด็กที่มาเรียนเริ่มต้น  แต่ละช่วงอายุ คุณครูจะสอนเรื่องการคุ้นชินกับน้ำ เรื่องของความปลอดภัยสำหรับการเรียนว่ายน้ำ การเล่นน้ำเมื่ออยู่ตามแหล่งน้ำ และสอนทักษะเกี่ยวกับการเอาตัวรอดในน้ำขั้นพื้นฐานถึงแอดวานซ์ เมื่อน้อง ๆ ได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่องและชำนาญ

ในการเรียนว่ายน้ำนั้น หากจะให้ได้พัฒนาการที่ดีและต่อเนื่องอย่างที่คุณครูซูแนะนำ ควรจะให้ลูกเริ่มเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก คือ ตั้งแต่ 4 เดือนนั่นเอง เพราะยิ่งเริ่มเร็ว เด็กจะไม่ลืมสัญชาติญาณตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่

ในระยะนี้เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ อุบัติเหตุทางน้ำ ที่เกิดกับเด็ก ๆ บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือสระว่ายน้ำ เพราะเด็กกับน้ำเป็นของคู่กัน เด็ก ๆ มักชอบเล่นน้ำ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา ไม่ควรปล่อยลูกให้เล่นน้ำตามลำพัง แม้แต่อ่างอาบน้ำในบ้าน บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ เพลอไปทำธุระเพียงแป๊บเดียว ก็สามารถเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีทักษะ หรือไม่ได้มีการฝึกอย่างถูกต้อง อาจจะทำให้เกิดอาการสำลักน้ำอย่างรุนแรงในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 5 วินาที ก็อาจจะเกิดอันตรายกับเด็กได้

สำหรับวิธีการแก้ปัญหา อุบัติเหตุทางน้ำ ขอแนะนำว่า เด็ก ๆ ทุกคนควรได้รับการฝึก และการเรียนว่ายน้ำถูกวิธีอย่างถูกวิธี เช่น

  • สำหรับเคสเด็กเล็กๆ น้องๆหลักเดือนที่อาบน้ำในอ่าง แล้วเผลอเรอลื่นตัวไหลจมลงในน้ำ เด็ก ๆ จะมีทักษะในการกลั้นหายใจได้ ทำให้เด็ก ๆ ไม่สำลักน้ำ
  • กรณีที่ หากเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากแหล่งน้ำ หรือสระว่ายน้ำ หากเป็นเด็กที่ได้รับการฝึกแล้วจะสามารถกลั้นหายใจ ดำน้ำ แล้วควบคุมตัวเอง พาตัวเองไปยังจุดที่ปลอดภัยได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
ช่วย เด็กจมน้ำ โดยใช้ 2 นิ้วกดที่กลางหน้าอกเด็ก
ช่วย เด็กจมน้ำ โดยใช้ 2 นิ้วกดที่กลางหน้าอกเด็ก

ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกการทำ CPR ในเด็กเล็ก เผื่อวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ลูกจมน้ำ ขึ้นมา จะได้ช่วยเหลือลูกได้อย่างทันท่วงที

การทำ CPR เด็กเล็กมีดังนี้

  1. รีบช่วยเด็กขึ้นจากน้ำ ให้เด็กนอนหงายราบบนพื้นแข็ง เปิดลมหายใจให้เด็กได้หายใจสะดวก ตรวจเช็คในปาก โดยเอามือคว้านว่ามีอะไรขวางอยู่ไหม ตรวจดูว่าเด็กมีสติอยู่ไหม โดยตบบริเวณอุ้งเท้า หรือตบที่บ่า แล้วเรียกชื่อเด็กดัง ๆ ในกรณีที่รู้ชื่อ หากยังไม่มีการตอบสนอง ให้เช็คชีพจร หากไม่พบ รีบให้ผู้อื่นโทรแจ้ง 1669 แจ้งมีเด็กจมน้ำหมดสติ เช็คชีพจรไม่เจอ ขอเครื่อง AED สำหรับเด็กด่วน ห้ามวางสายเด็ดขาด เมื่อบอกให้ผู้อื่นโทรแจ้ง 1669 แล้ว ลงมือทำ CPR ทันที อย่ารอ
  2. ในกรณีที่เป็นเด็ก หากอยู่คนเดียว ให้ช่วยเด็กก่อน เพราะการที่เด็กหมดสติมักเกิดจากทางเดินหายใจอุดตัน ในกรณีที่จมน้ำ ให้เริ่มจากการเป่าปาก 2 ครั้งก่อน(หากไม่ใช่กรณีจมน้ำ ให้ทำการกดหน้าอกก่อน เป่าปาก) ในกรณีเป็นเด็กเล็ก ๆ ให้ใช้ 2 นิ้ว กดลงบริเวณกลางอก กดลึก 1 – 1.5 นิ้ว หากเป็นเด็กโต ประมาณ 5 ปีขึ้นไป ใช้สันมือกดหน้าอก ทำการกดหน้าอก 15 ครั้ง ทำสลับกันไปเป็นเซตแบบนี้ 10 ครั้ง แล้วดูปฎิกิริยาตอบสนอง หากยังไม่มีการตอบสนอง ทำอีก 10 เซต แล้วดูปฎิกิริยาตอบสนอง ทำจนกว่าเด็กจะได้สติ หากเด็กได้สติ ให้จับนอนตะแคง เพื่อรอเจ้าหน้าที่
  3. ใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) หากมีเครื่องเออีดี ให้เปิดเครื่องทันทีที่เครื่องมาถึง ใช้งานตามคำแนะนำของเครื่องเออีดี จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
  4. ทำตามคำแนะนำของเครื่องเออีดี (AED) กดหน้าอก ทำ CPR อย่างต่อเนื่องจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

ความรู้เรื่อง เด็กจมน้ำ ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากจากงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 Presented By Lazada นี้ คงทำให้คุณพ่อคุณแม่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้ลูก เรียนว่ายน้ำ เพื่อป้องกันอันตรายจากการที่ ลูกจมน้ำ กันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เบอร์ ฉุกเฉิน โรงพยาบาลที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมี

อุทาหรณ์ เด็กจมน้ำ อุบัติเหตุอันดับต้น ๆ ที่เกิดกับลูกหลาน

คลิป! ช่วย “เด็กจมน้ำ” เตือนใจอย่าปล่อยลูกหลานเล่นน้ำลำพัง

เทคนิคสอนเด็กว่ายน้ำเอาตัวรอด ป้องกันเด็กจมน้ำ

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณครูซู ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก จบหลักสูตรนานาชาติจากประเทศออสเตรเลีย เฮดโค้ช Academic  จากโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก swimming kids Thailand

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

Car Seat เซฟโซนเล็ก ๆ ในรถ

หมอเผย!! วิธีเลือก “Car Seat” อย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัย

Car Seat หรือ คาร์ซีท อุปกรณ์สำคัญสำหรับลูกน้อย เมื่อต้องโดยสารรถยนต์ ช่วยป้องกันเด็กให้ปลอดภัย สามารถลดความรุนแรง และลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้

หมอเผย!! วิธีเลือก “Car Seat” อย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัย

ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอรีวิว!! วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 21 Presented By Lazada มา และได้ฟังงานเสวนาเรื่อง Car Seat เซฟโซนเล็ก ๆ ในรถ ช่วยเซฟชีวิตลูกปลอดภัยไปตลอดทาง โดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นงานเสวนาที่มีประโยชน์และได้ความรู้กับแม่ ๆ อย่างเรามากเลยค่ะ จึงขอนำความรู้จากคุณหมอมาแชร์ให้แม่ ๆ ได้อ่านกันค่ะ

การเสวนาเรื่อง Car Seat เซฟโซนเล็ก ๆ ในรถ ช่วยเซฟชีวิตลูกปลอดภัยไปตลอดทาง
การเสวนาเรื่อง Car Seat เซฟโซนเล็ก ๆ ในรถ ช่วยเซฟชีวิตลูกปลอดภัยไปตลอดทาง

หมอเผย!! วิธีเลือก “Car Seat” อย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัย

คาร์ซีท คืออะไร

คาร์ซีท คืออุปกรณ์หรือเบาะนั่งสำหรับเด็กในรถยนต์ ที่ทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดนิรภัย ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กกระเด็นจากเบาะ เมื่อเกิดการเบรค หรือชน

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงสถิติการเกิดอุบัตเหตุบนท้องถนน ที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ว่า จากข้อมูลราชวิทยาลัยกุมารแพทย์พบว่า การเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เด็กที่โดยสารเสียชีวิตปีละ 140 ราย ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในเด็กทารกและเด็ก 1-4ปี ถึงร้อยละ 69 ถ้าใช้อย่างถูกวิธี และในเด็กอายุมากกว่า 5 ปีได้ร้อยละ 45 และลดความเสี่ยงรุนแรงได้ร้อยละ 50

ผลเสียของการไม่นั่งคาร์ซีท

เด็กที่โดยสารรถยนต์ แล้วไม่ได้นั่ง คาร์ซีท จะมีผลเสียคือ หากเกิดอุบัติเหตุเช่น รถวิ่งมาด้วยความเร็ว 80 ก.ม./ช.ม. แล้วเกิดการชน ความเร็วจะลดเหลือ 0 ทันที ทำให้วัตถุที่อยู่ในรถยนต์จะยังคงเคลื่อนตัวต่อไปด้วยความเร็วเท่าเดิม ดังนั้นหากเด็กนั่งอยู่ในรถแล้วไม่ได้นั่งคาร์ซีท เด็กจะพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็ว 80 ก.ม./ช.ม. ตัวเด็กจะถูกกระแทกอย่างแรง หรืออาจทะลุกระจกออกไปนอกตัวรถเลยก็เป็นได้ จากสถิติเด็กจะพุ่งทะลุกระจกออกไปนอกตัวรถมากกว่าผู้ใหญ่ การจะช่วยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ ต้องหาวิธีที่ทำให้ร่างกายหยุดอยู่กับที่

จึงเกิดการใช้เข็มขัดนิรภัย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายในรถยนต์ ช่วยลดการบาดเจ็บ ทำให้ร่างกายหยุดอยู่กับที่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่เข็มขัดนิรภัย ใช้ได้กับเด็กที่มีอายุ 9 ปี ขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้นคาร์ซีทจึงถูกผลิตขึ้น เพื่อเป็นอุปกรณ์ภายในรถยนต์ ที่ช่วยลดการบาดเจ็บ และเสียชีวิตในเด็ก

ทั้งนี้ การวิจัยพบว่า หากเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี นั่งบริเวณเบาะหน้าของรถยนต์ จะมีความเสี่ยงมากกว่านั่งบริเวณเบาะหลัง ถึง 2 เท่า และการอุ้มเด็กนั่งบนตัก ทำให้เด็กเข้าใกล้ถุงลมนิรภัยเกินไป เวลาเกิดเหตุจะมีพลังงานย้อนกลับ จึงทำให้อันตรายมาก ระยะที่เหมาะสมคือ นั่งห่างจากถุงลมนิรภัย 25 ซ.ม.

ประโยชน์ของการนั่งคาร์ซีท

  • ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เด็กระหว่างเดินทาง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เด็กหยุดอยู่กับที่ ไม่พุ่งตัวกระแทกโครงรถ หรือทะลุกระจกออกไปด้านนอกตัวรถ ช่วยลดความรุนแรง และลดการบาดเจ็บได้
  • คุณพ่อคุณแม่ต้องตรวจสอบความแน่นหนาของการติดตั้ง คาร์ซีท ให้ดี เนื่องจากการล็อคคาร์ซีทให้ยึดอยู่กับที่ อาศัยเพียงเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์เท่านั้น
  • ติดตั้งคาร์ซีทให้เหมาะกับช่วงอายุของเด็ก เพื่อช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งจะทำให้เด็กนั่งให้สบายมากขึ้น
  • คาร์ซีทมีการออกแบบที่ใส่ใจถึงสรีระของเด็ก เนื่องจากเด็กแต่ละวัยจะมีสรีระที่แตกต่างกันไปตามวัย
  • เบาะของคาร์ซีท ทำจากวัสดุที่อ่อนโยนต่อผิวของทารก ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับคาร์ซีท หรือที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด นี่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ทั้งนี้ได้มีกฏหมายเกี่ยวกับคาร์ซีท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 ก.ย. 2565 นี้

กฏหมายเกี่ยวกับการนั่งคาร์ซีท

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 ได้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 123 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเด็กคือ

  • คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด
  • หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท
มอบของที่ระลึกให้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
มอบของที่ระลึกให้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

คาร์ซีทมีกี่แบบ ใช้กับช่วงอายุเท่าไหร่

  • Rear-Facing Seat แบบหันหน้าเข้าหาเบาะ เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด – 2 ปี เนื่องจากทารกในวัยนี้กระดูกคอยังไม่แข็งแรง สัดส่วนศีรษะของเด็กจะมีสัดส่วนที่มากกว่าลำตัว น้ำหนักส่วนบนศีรษะเยอะ ทำให้เกิดการสะบัดของคอ เมื่อรถชน และเกิดสะบัดกลับเมื่อความเร็วเป็น 0 ทำให้กระดูกต้นคอส่วนบนหัก ไปกดประสาท ทำให้หยุดหายใจ จึงต้องให้เด็กเล็กนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะ การหันหน้าเข้าหาเบาะจะช่วยลดแรงกระแทก คอไม่สะบัด หากเกิดการเบรคแรงๆ หรือเกิดการชนขึ้นได้เป็นอย่างดี
  • Forward-Facing Seat แบบเบาะหันหน้าไปหน้ารถ มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 – 5 ปี
  • Booster Seat คาร์ซีทแบบที่นั่งเสริม โดยหันหน้าไปหน้ารถ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป โดยนั่งจนกว่าเด็กจะสามารถคาดเข็มขัดนิรภัยได้พอดี

ฝึกลูกนั่งคาร์ซีท

คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยที่เกิดปัญหาลูกไม่ยอมนั่งคาร์ซีท งอแง อยากจะกระโดดมานั่งตรงที่เก็บของข้าง ๆ คุณพ่อคุณแม่ อยากจะชมวิว อาจเกิดจากการให้ลูกนั่งคาร์ซีท เมื่ออายุโตขึ้น หรือประมาณ 2 ปี เพราะวัยนี้เป็นวัยกำลังซน หรือ terrible 2 หากไม่ได้ฝึกให้นั่งมาก่อน ก็จะยากที่จะให้ลูกนั่งอยู่กับที่ได้

มาลองปรับพฤติกรรมกันดูค่ะ เมื่อซื้อคาร์ซีทมา เตรียมการให้ลูกรับรู้ถึงการนั่งคาร์ซีทก่อนจะให้นั่ง ค่อย ๆ บอกให้ลูกรู้ เมื่อลูกนั่ง ก็มีคำชมเชยให้ลูกดีใจ ที่สำคัญคือ ให้คุณแม่ไปนั่งที่เบาะหลังกับลูกด้วย ไม่ติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะหน้า เพราะจะเกิดอันตรายถุงลมนิรภัยตามที่ได้กล่าวมาแล้ว หากขับรถไปคนเดียว แล้วต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีทที่เบาะหลัง หากลูกร้องลองพูดคุยให้เค้าได้ยินเสียง ว่าคุณพ่อ หรือคุณแม่อยู่ตรงนี้ด้วยนะ หากไม่หยุดร้อง หาที่จอดรถที่ปลอดภัย แล้วไปคุยกับลูก เล่นกับลูกให้หยุดร้อง แล้วจึงขับรถต่อ

อาจนำคาร์ซีทที่เพิ่งซื้อ มาลองเล่นกันก่อนที่บ้าน เช่น เล่นขับรถ เล่นเป็นนักบินอวกาศ ถ่ายรูป เป็นต้น ให้ลูกเคยชินกับคาร์ซีท ก่อนนำไปใช้จริง

การใช้คาร์ซีทควรเริ่มใช้ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อความปลอดภัยของเด็ก และทำให้เด็กเคยชินกับการนั่งคาร์ซีท ไม่ต้องมาปรับพฤติกรรมในตอนโต

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ได้กล่าวทิ้งทายเตือนคุณพ่อคุณแม่ว่า หากใช้คาร์ซีทติดตั้งไว้ที่เบาะหลัง อย่าลิมลูกไว้ในรถด้านหลัง ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงที่สหรัฐอเมริกา และเด็กเสียชีวิต ท่องไว้เสมอว่า ดูก่อนล็อค เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

เมื่อมีความเข้าใจ และได้เห็นถึงประโยชน์ต่าง ๆ ของ Car Seat ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากกันแล้ว คุณพ่อคุณแม่อย่ารอช้า รีบไปหาซื้อมาให้ลูกน้อยใช้ เพื่อความปลอดภัยกันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ติดตั้งคาร์ซีท ในรถกระบะได้ไหม? ปลอดภัยหรือไม่?

ฝึกลูกนั่งคาร์ซีท ทำอย่างไร? ให้ลูกแฮปปี้..ดี๊ดีตลอดทริป

ลูกน้อยได้รับอันตราย เพราะนั่งคาร์ซีทผิดวิธี

หมอย้ำ 8 ข้อควรรู้ กฎหมายคาร์ซีท “รักลูกอย่ากอด” นั่งคาร์ซีทปลอดภัยกว่า

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

อัมบิลี่ เจนทลี่ เบบี้เจล

เตรียมคลอดกับ อัมบิลี่ เจนทลี่ เบบี้เจล

อย่าปล่อยให้ปัญหาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ในทารก กลายเป็นสิ่งรบกวน พัฒนาการ และ สุขภาพของลูกน้อย  อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ส่วนใหญ่ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบตั้งแต่เด็กทารกแรกเกิด และวัยที่มีการทานนมจากขวด อาการท้องอืดในเด็ก มักเกิดจากการกลืนลมเข้าไปมากในขณะกินนม รวมถึงเด็กที่กินนมผสมย่อยยากก็อาจทำให้ท้องอืด  อาการท้องอืดทำให้เด็กร้องไห้ งอแง อารมณ์ไม่ดี ท้องป่อง ท้องแข็ง หายใจไม่สะดวก ตดบ่อยแต่ไม่อึ หลังกินนมอิ่มจะแอ่นท้อง แอ่นตัวเหมือนอึดอัดหน้าแดง

ฝันร้ายของคุณแม่และคุณพ่อ!!! เมื่อลูกน้อยมีอาการท้องอืด งอแง ไม่สบายตัว ไม่นอน ด้วยความห่วงใยจากอัมบิลี่จึงได้มีการพัฒนาและคิดค้นเบบี้เจล ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยที่มีคุณสมบัติในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขับลมในกระเพาะของเด็กทารก และเทคโนโลยีการผสมผสาน ระหว่างกลิ่นเปปเปอร์มิ้นท์และกลิ่นมหาหิงค์ โดยกลิ่นแรกที่สัมผัสลงบนผิวน้องคือกลิ่นที่คุณแม่ชื่นชอบ เมื่อแห้งจะถอดกลิ่นมหาหิงค์อ่อน ๆ เพื่อให้คงประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

จากทีมงานวิจัยและค้นคว้า ได้พัฒนาจากกลิ่นมหาหิงค์ที่มีความฉุน จนกลายมาเป็นเนื้อเจลที่มีความหอม เนื้อเจลเข้มข้น ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เลอะติดเสื้อผ้าและคงสรรพคุณอย่างมีประสิทธิภาพ ออกแบบให้ถูกใจถึง 2 สูตร

  1. สีชมพูกลิ่นแป้งเด็ก เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด
  2. สีฟ้ากลิ่นเปปเปอมิ้นท์ สูตรเข้มข้นเหมาะน้องท้องอืด ท้องเฟ้อ

 ตามคอนเซ็ปที่เหมาะสำหรับคุณแม่ ยุคนี้  “ไม่งอแง ใช้ง่าย สบายท้อง”

นวัตกรรมใหม่ ของ อัมบิลี่ การถอดกลิ่นแบบแคปซูล!! รูปแบบเจลที่มีกลิ่นหอมสดชื่นและเมื่อทาที่ท้องจะรู้สึกเย็นสบาย ผิวชุ่มชื้น มีส่วนผสมของแตงกวา อะโลเวร่า และสารสกัดน้ำผึ้ง

ใช้ง่าย….แสนสะดวก ทาบริเวณ ลิ้นปี่ ฝ่ามือ ฝ่าเท้าและตามแนวสันหลัง หลังการอาบน้ำ หรือ จะทาบริเวณลิ้นปี่ รอบท้องเว้นสะดือ ทุกครั้งหลังการทานนมของลูกน้อย

สนใจสามารถสั่งซื้อ ผ่าน

Facebook : Umbili for mom&baby 

Line : @umbili

เบอร์โทร : 083 6364 644

อัมบิลี่ เจนทลี่ เบบี้เจล

นมยูเอสที รสช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม

รีวิว “นมยูเอสที รสช็อกโกแลตผสมธัญพืช” ให้พลังงานดี ช่วยลูกพร้อมเรียนรู้ทุกวัน

เปิดเทอมแล้ว แม่ ๆ หลายคนอาจจะกังวลว่าลูกไปโรงเรียน จะเรียน จะทำกิจกรรม จะเข้ากับเพื่อน ๆ ได้มั้ย วันนี้ทีมแม่ ABK มีไอเท็มสุดฮอตอาวุธสำคัญเพื่อเสริมให้ลูกวัยเรียนตั้งแต่อนุบาลขึ้นไป ดื่มอร่อยได้ทุกเช้า แถมยังได้รับสารอาหารที่ช่วยให้มีพัฒนาการทางสมองพร้อมที่จะเรียนรู้ และมีพลังสนุกกับกิจกรรมตลอดทั้งวัน นั่นก็คือ

“ นมช็อกโกแลตผสมธัญพืช ” โดยทีมแม่ABK ได้คัดสรรมารีวิวเจาะกล่องนมดูดดื่ม ดูสารอาหารกับนมยูเอชที 4 ยี่ห้อดังนี้ค่ะ

เชื่อว่าทุกครอบครัวน่าจะคุ้นเคยกับนมยูเอชที แบบช็อกโกแลตผสมธัญพืช เช่น ดีมอลต์, ไมโล (แอคทิฟ-โก) และ โอวัลติน กันอยู่แล้ว แต่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีน้องใหม่ที่อยากมาแนะนำให้เด็ก ๆ ได้ดื่มอร่อยฟิน ไปพร้อมกับแกะสารอาหารให้ดูอย่างละเอียด กับ “โฟร์โมสต์ มัลติเกรน นมช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม” ที่ส่วนผสมคือว้าวมาก ๆ เพราะเค้ามีส่วนผสมจากธัญพืชรวมถึง 3ชนิด พร้อมรสชาติที่เข้มข้นโกโก้แท้

เอาเป็นว่าก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับนมกล่องน้องใหม่แบบละเอียด ๆ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids จะชวนไปดูสารอาหารของนมยูเอชที ทั้ง 4 ยี่ห้อกันค่ะ ว่ามีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย และสมองของเด็ก ๆ อะไรกันบ้าง และไปเจาะกล่องดูดดื่มความอร่อยพร้อมกันค่ะ

ตารางเปรียบเทียบสารอาหารใน นมยูเอสที รสช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม 4 ยี่ห้อ อร่อยฟิน ดื่มง่าย ให้พลังงานและสารอาหารที่มีประโยชน์ดีกับร่างกาย และสมองของลูกน้อยวัยเรียน

นมยูเอสที รสช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม

กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids แยกสารอาหารข้างกล่องนมกล่องยูเอชที 4 ยี่ห้อให้ดูกันแล้ว เราจะเห็นว่าสารอาหารทั้งหมดนี้เป็นสารอาหารที่จำเป็น และมีประโยชน์ต่อร่างกายของเด็ก ๆ  อย่างมาก แต่ถ้าถามว่าเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สมอง สายตาในการเรียนรู้ ต้องใช้พลังงานในการทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน รวมถึงการมีพัฒนาการการเติบโตของร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ก็ต้องยกให้สารอาหารพระเอก 7 ชนิดนี้ค่ะ โอเมก้า 3 6 9 วิตามินบี 1 , บี12 แคลเซียม และก็ลูทีน

  • โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็น ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้จำเป็นต้องรับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น มีส่วนสำคัญในการบำรุงระบบประสาท ช่วยเพิ่มความจำ
  • โอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันจำเป็น ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เองเหมือนกับโอเมก้า 3 ค่ะ ฉะนั้นเราจะได้รับโอเมก้า 6 จะต้องมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไปค่ะ ประโยชน์ของโอเมก้า 6 คือช่วยให้มีการจดจำได้อย่างแม่นยำ
  • โอเมก้า 9 เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้ค่ะ แต่ถ้าร่างกายขาดโอเมก้า 3 กับ 6 กรดโอเมก้า 9 จะกลายเป็นกรดไขมันจำเป็นขึ้นมาทันที แต่ก็แนะนำว่าถึงร่างกายจะสร้างขึ้นมาได้ตามธรรมชาติ ก็ยังต้องเสริมโอเมก้า 9 ให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ สำหรับประโยชน์ของโอเมก้า 9 มีสำคัญช่วยในการทำงานของโอเมก้า 3 , 6 และสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์สมอง
  • วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
  • วิตามินบี 1 มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานตามปกติ
  • แคลเซียม มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง
  • ลูทีน ช่วยในการมองเห็น บำรุงดวงตาให้มีสุขภาพดี

หากอยากให้ลูก ๆ ได้ลิ้มลองรสชาติอร่อยใหม่ และได้สารอาหารที่อัดแน่นประโยชน์เต็มกล่อง ก็ต้องยกให้นมยูเอชที น้องใหม่ มาแรง อย่าง โฟร์โมสต์ มัลติเกรน นมช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม กล่องนี้เลยค่า ด้วยความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร และไม่เคยมีมาก่อน กับส่วนผสมหลักที่เป็นสุดยอดธัญพืชมัลติเกรน 3ชนิด ที่มีทั้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง และ โอ๊ต ที่ให้สารอาหารคุณประโยชน์ที่เหนือกว่าทั้งในด้านช่วยพัฒนาสมอง และให้พลังงานที่ดีแก่ร่างกาย

ความรู้สึกครั้งแรกตอนที่ได้ชิม โฟร์โมสต์ มัลติเกรน นมช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม คือ อร่อย! กลมกล่อม ไม่หวานมาก และที่ถูกใจคนรักช็อกโกแลตสุด ๆ คือส่วนผสมเป็นโกโก้แท้ 100% ทำให้ได้ความเข้มข้น ดื่มแล้วฟินทั้งลูก ทั้งแม่เลยค่ะ

โฟร์โมสต์ มัลติเกรน นอกจากจะมีส่วนประกอบที่เป็นธัญพืชรวมหลากหลายชนิด มีโกโก้แท้ ในแง่สารอาหารก็ทำได้ดีเยี่ยม เพราะมีสารอาหารสูงถึง 16 ชนิด และมีสารอาหารสมองที่สำคัญอย่างโอเมก้า 3 6 9 วิตามินบี 12 และให้พลังงานด้วยวิตามินบี 1 และยังมีแคลเซียมสูง ซึ่งคุณประโยชน์ของสารอาหารทั้งหมดที่รวมอยู่ในโฟร์โมสต์ มัลติเกรน ที่ช่วยบำรุงเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองให้เด็ก ๆ พร้อมเรียนรู้ และให้พลังงานในการทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน

โฟร์โมสต์ มัลติเกรน นมช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม หาซื้อได้ง่ายมีจำหน่ายทั้งที่ 7-11 , ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศ คุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์เต็ม ๆ กล่อง พร้อมรสชาติที่อร่อยถูกใจเด็ก ๆ แนะนำให้ลูกดื่มพร้อมอาหารมื้อเช้าทุกเช้า แค่นี้ก็ช่วยให้ลูกมีพลังสมอง พลังกายพร้อมสำหรับการเรียน และทำกิจกรรมตลอดวันแล้วค่ะ

นมยูเอสที รสช็อกโกแลตผสมธัญพืชรวม

4 วิธีฝึกลูกรักการอ่าน ช่วยพัฒนาสติปัญญาและภาษาให้ลูก

4 วิธีฝึกลูกรักการอ่าน ช่วยพัฒนาสติปัญญาและภาษาให้ลูก

ล่าสุดมีผลการสำรวจที่น่าตกใจในกลุ่มเด็กไทยทั่วประเทศค่ะ เพราะพบว่าเด็กไทยมีพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษาต่ำ!! สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกให้มีพัฒนาการทั้ง 2 ด้านนี้ดีขึ้นได้ก็ง่ายมากค่ะ เพียงชวนลูกอ่านหนังสือ หรือนิทาน โดยอ่านให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกรักการอ่านซึ่งจะนำไปสู่พัฒนาการที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นค่ะ วันนี้ทีมบรรณาธิการ ABK นำ 4 วิธีฝึกลูกรักการอ่าน มาฝากค่ะ

ผลสำรวจเด็กไทยพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษาต่ำ

ผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ครั้งที่ 6 (Multiple Indicator Cluster Survey 6 : MICS6) ในประเด็นพัฒนาการเด็กปฐมวัย จัดทำการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และกรมอนามัยใน 4 ด้าน ได้แก่

  • พัฒนาด้านสติปัญญาและภาษา
  • พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อ
  • พัฒนาการด้านสังคม
  • พัฒนาการด้านการเรียนรู้

เก็บข้อมูลใน 17 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีกลุ่มตัวอย่าง 5,787 คน พบว่า มีพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษาต่ำที่สุดจากทั้ง 4 ด้าน ที่ร้อยละ 61 ในเด็กผู้ชาย และร้อยละ 64 ในเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวยากจน จะมีพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษาต่ำไปด้วย

พ่อแม่ช่วยได้ด้วยการพาลูกอ่านหนังสือ

พ่อแม่สามารถเสริมพัฒนาการให้ดีขึ้นได้ผ่านการเล่นกับลูกให้มากขึ้น โดยเฉพาะการอ่านหนังสือ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมองให้เกิดวงจรการเรียนรู้ เรียนรู้การออกเสียง เพิ่มคลังคำศัพท์ และสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว

หมอประเสริฐย้ำ การอ่านนิทานร่วมกับลูกช่วยด้านพัฒนาการ

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้กล่าวว่า การอ่านนิทานให้ลูกฟังเป็นกิจกรรมที่ทุกบ้านทำได้ ขอแค่มีหนังสือนิทาน มีพ่อแม่ผู้ปกรองคอยเล่าให้ฟัง เกิดประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กอย่างมหาศาล สนับสนุนให้อ่านนิทานก่อนนอน เพราะอยากให้ผู้ปกครองใช้เวลาส่งลูกเข้านอนหากิจกรรมทำร่วมกัน ถือเป็นเวลาคุณภาพ (Quality Time) ในช่วง 20.30 น. ไม่เกิน 21.00 น. ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที  หากทำติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 3 ปี จะเกิดประโยชน์มากมาย ทั้งเด็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาด รักการอ่าน เป็นเด็กดี เชื่อฟัง ที่สำคัญเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของสมองส่วนหน้า

วิธีฝึกลูกรักการอ่าน
4 วิธีฝึกลูกรักการอ่าน ช่วยพัฒนาสติปัญญาและภาษาให้ลูก

พัฒนาการด้านการอ่านของเด็กแต่ละช่วงวัย

เด็กแต่ละช่วงวัย ควรมีพัฒนาการหรือทักษะด้านการอ่าน ดังต่อไปนี้

เด็กแรกเกิดจนถึง 18 เดือน

  • เข้าใจประโยคง่าย ๆ
  • ตามองหนังสือ และพยายามเปิดหน้าหนังสือ
  • เลียนแบบการพูด
  • เด็กอายุประมาณ 1 ขวบ จะเริ่มพูดเป็นคำ ๆ ได้ เริ่มจำคำศัพท์ในหนังสือได้

เด็กอายุ 18 เดือนถึง 3 ปี

  • ชอบให้อ่านหนังสือเล่มเดิมให้ฟังบ่อย ๆ
  • พยายามพูดคำ หรือประโยคจากหนังสือเล่มโปรด
  • เลียนแบบการออกเสียงของผู้ใหญ่
  • มักขอให้ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง
  • เด็กอายุประมาณ 2 ขวบ จะพูดได้ประมาณ 250-350 คำ หรือพูด 2 คำติดกันได้
  • เด็กอายุประมาณ 3 ขวบ จะพูดได้ประมาณ 800-1,000 คำ หรือเริ่มพูดเป็นวลีหรือประโยค

เด็กอายุ 3-5 ปี

  • จับหนังสือเป็น จับหนังสือถูกด้าน และเปิดหน้าหนังสือเองได้
  • ออกเสียงวรรณยุกต์ได้ถูกต้องมากขึ้น
  • พูดเป็นประโยคได้คล่องขึ้น
  • พยายามจดจำ และเขียนตัวอักษรต่าง ๆ

4 วิธีฝึกลูกรักการอ่าน

เริ่มให้เร็วที่สุด

เด็ก ๆ เรียนรู้ทักษะการอ่านได้ตั้งแต่ยังเป็นทารก คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังด้วยเสียงดังฟังชัด และอ่านซ้ำหลาย ๆ รอบ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และวิธีออกเสียงคำศัพท์นั้น ๆ หนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กทารก อายุ 1-12 เดือน ไปจนถึงอายุ 1-3 ขวบ อาจเป็นหนังสือนิทานภาพ ที่มีรูปภาพสีสันสดใส ข้อความไม่ยาว

ในระหว่างอ่านหนังสือกับลูก ควรใช้โทนเสียงที่หลากหลาย พร้อมกับชี้ให้ลูกดูตัวละครหรือสิ่งของต่าง ๆ ในหนังสือไปด้วย อาจลองทำเสียงเลียนแบบสัตว์ให้ลูกฟัง หรือหากเป็นคำกิริยา ก็แสดงท่าทางให้เห็นเพื่อดึงดูดความสนใจ และทำให้ได้พัฒนาทักษะหลาย ๆ ด้านไปพร้อมกัน ทั้งการฟัง การมองเห็น การจดจำ เป็นต้น

เตรียมหนังสือไว้รอบบ้าน

การมีสื่อสิ่งพิมพ์วางไว้รอบบ้าน อาจช่วยให้ลูกคุ้นชินกับหนังสือมากขึ้น แต่ต้องเลือกหนังสือที่มีภาพและเนื้อหาเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยด้วย

สำหรับเด็กเล็กอาจเลือกหนังสือที่ทำจากผ้า หรือพลาสติก เพราะทนแรงดึงของเด็กได้ดี อาจทำชั้นหนังสือเล็ก ๆ ที่มีลวดลายสีสันสดใสช่วยดึงดูดสายตาลูกให้หยิบจับหนังสือในชั้นไปเปิดดูหรือเปิดอ่านมากขึ้น

สลับกันอ่านหนังสือบ้าง

หากลูกเริ่มอ่านออกเสียงได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจลองให้ลูกอ่านหนังสือให้ฟังบ้าง สำหรับเด็กเล็กอาจให้ชี้และอ่านออกเสียงเป็นคำ ๆ และค่อย ๆ ให้อ่านเป็นประโยคยาวขึ้น ชวนลูกพูดคุยหรือถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ เช่น  “คิดว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” เพื่อให้ลูกได้ฝึกทักษะในการคิดวิเคราะห์ และฝึกจินตนาการ

ให้ลูกฝึกอ่านจนเป็นกิจวัตร

คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกอ่านหนังสือหรืออ่านให้ลูกฟังสัก 15 นาทีก่อนนอน หรือชวนลูกอ่านหนังสือตอนนั่งรถ จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มช่วงเวลาและระยะเวลาในการอ่านให้มากขึ้น และควรปิดทีวี ไม่เล่นมือถือระหว่างอ่านหนังสือ เพื่อให้ลูกมีสมาธิและจดจ่อกับการอ่านหนังสือที่สุด

หากคุณพ่อคุณแม่ได้ลองทำตาม 4 วิธีง่าย ๆ นี้แล้ว วันละเล็กละน้อยสะสมไปทุก ๆ วัน ก็มั่นใจได้ค่ะว่าพัฒนาการด้านสติปัญญาและการอ่านของลูกเรานั้นจะดีขึ้นแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก
Helloคุณหมอ, ThaiPBS,สสส.

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

3 วิธีเลือก หนังสือนิทาน ตามวัยให้ลูกอยากฟังได้ประโยชน์

วันนี้คุณ เล่านิทาน ให้ลูกฟังถูกวิธีแล้วหรือยัง?

10 นิทานอีสปสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน พร้อมคติสอนใจ

ชื่อมงคล

ชื่อมงคล ตามวันเกิด ชีวิตรุ่งเรือง ทั้งลูกชาย ลูกสาว!!

ชื่อมงคล ตามหลักโหราศาสตร์ ชื่อไพเราะ ความหมายดี เสริมความเป็นสิริมงคลรอบด้านให้ลูกชาย ลูกสาว ชื่อตามวันเกิด ไม่มีอักษรกาลกิณี

ชื่อมงคล ตามวันเกิด ชีวิตรุ่งเรือง ทั้งลูกชาย ลูกสาว!!

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะมีสมาชิกใหม่ในบ้าน นอกจากจะเตรียมข้าวของเครื่องใช้แล้ว คงมองหาชื่อลูกเตรียมไว้เช่นกัน เพราะชื่อลูกก็สำคัญไม่น้อย ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำ ชื่อมงคล ตามวันเกิด และตามหลักโหราศาสตร์ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อนำไปตั้งให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิตลูก มาเลือกชื่อกันเลยค่ะ

ชื่อลูกชาย
ชื่อลูกชาย

ชื่อมงคล ตามวันเกิด ชีวิตรุ่งเรือง ทั้งลูกชาย ลูกสาว!!

ตามหลักโหราศาตร์ ผู้ที่เกิดในแต่ละวัน จะมีอักษรกาลกิณีที่ไม่ควรใช้ มีดังนี้

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ อักษรกาลกิณีคือ ศ ษ ส ห ฬ อ ฮ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์ อักษรกาลกิณีคือ อ และสระ  ะ  า    ิ   ี   ึ   ื  ุ   ู  เ  แ โ  ไ  ใ   ั   ์

ผู้ที่เกิดวันอังคาร อักษรกาลกิณีคือ ก ข ค ฆ ง

ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน อักษรกาลกิณีคือ จ ฉ ช ซ ฌ ญ

ผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน อักษรกาลกิณีคือ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี อักษรกาลกิณีคือ ด ต ถ ท ธ น

ผู้ที่เกิดวันศุกร์ อักษรกาลกิณีคือ ย ร ล ว ฤ

ผู้ที่เกิดวันเสาร์ อักษรกาลกิณีคือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

ชื่อลูกชาย เกิดวันอาทิตย์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กรชวัล กอน-ชะ-วัน รุ่งเรืองด้วยรัศมี มีรัศมีรุ่งเรือง
กันต์ กัน น่ารัก น่าพอใจ
เขมนันท์ เข-มะ-นัน ยินดีในความปลอดภัย
คณาธิป คะ-นา-ทิบ ผู้เป็นหัวหน้า
คีรีภัทร คี-รี-พัด เจริญดั่งภูเขา
คิรากร คิ-รา-กอน กระทำซึ่งถ้อยคำ พูดเก่ง พูดดี
คุณากร คุ-นา-กอน บ่อเกิดแห่งความดี
จารุวัฒน์ จา-รุ-วัด ผู้มีความเจริญรุ่งเรือง
จิรเมธ จิ-ระ-เมด มีความรู้ตลอดกาลนาน มีความฉลาดนาน
ฉันทัช ฉัน-ทัด ผู้เกิดมาด้วยความพอใจ

 

ชื่อลูกสาว เกิดวันอาทิตย์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กชมน กด-ชะ-มน มีใจประเสริฐเหมือนดอกบัว
กนกรดา กะ-หนก-ระ-ดา ยินดีในทอง
กรรวี กอน-ระ-วี รัศมีแห่งพระอาทิตย์
เขมิกา เข-มิ-กา มีความเกษมสันต์
ขวัญฤดี ขวัน-รึ-ดี ยินดีในมิ่งมงคล
จารวี จา-ระ-วี ผู้งดงาม
จิณัฐตา จิ-นัด-ตา ความเป็นผู้ฉลาดที่ได้สั่งสมมา
โชติมนต์ โช-ติ-มน ประเสริฐในความรู้
ญาณิน ยา-นิน ผู้มีความรู้
ฐิตาภา ถิ-ตา-พา มีรัศมีมั่นคง รุ่งเรืองนาน

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันจันทร์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กมลภพ กะ-มน-ละ-พบ ผู้เกิดจากดอกบัว คือพระพรหม
กรณ์ กอน การกระทำ
กฤต กริด กระทำแล้ว
คมกฤช คม-กริด คมของกริช
จรัล จะ-รัน เที่ยวป่า
จักรกฤช จัก-กริด อาวุธของแว่นแคว้น
ฉัตรบรรณ ฉัด-ตะ-บัน ต้นตีนเป็ด
ชนกันต์ ชะ-นะ-กัน เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ชนัต ชะ-นัด ฝูงชน ประชากร
ชยธร ชะ-ยะ-ทอน ทรงชัย

 

ชื่อลูกสาว เกิดวันจันทร์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กชอร กด-ชะ-ออน หญิงงามดุจดอกบัว
กรภัทร กอน-พัด มีโชค มีสิริมงคลในการกระทำ
กมลฉันท์ กะ-มน-ฉัน ความพอใจ
กนกพร กะ-หนก-พอน ทองประเสริฐ
จันทรรัตน์ จัน-ทระ-รัด ไข่มุก
จรรย์วรท จัน-วะ-รด มีกิริยาที่ประเสริฐ
จรรยมณฑน์ จัน-ยา-มน ผู้มีความประพฤติดีเป็นเครื่องประดับ
ทรงอัปสร ทรง-อัป-สอน รูปงามดั่งนางฟ้า
ธมนวรรณ ทะ-มน-วัน มีผิวพรรณสวยงาม
ธันยชนก ธัน-ยะ-ชะ-นก ให้เกิดโชคดี

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันอังคาร

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
จรณินท์ จะ-ระ-นิน เป็นใหญ่เพราะความประพฤติดี
จารุเดช จา-รุ-เดด มีเดชงดงาม
จิรวิน จิ-ระ-วิน ผู้มีอายุยืนยาว
ชฎาธร ชะ-ดา-ทอน พระศิวะ
ชนานันท์ ชะ-นา-นัน ยินดีในหมู่คน
ชยพัทธ์ ชะ-ยะ-พัด เกี่ยวเนื่องกับความชนะ
ฉันทัช ฉัน-ทัด ผู้เกิดมาด้วยความพอใจ
ฉันทวัฒน์ ฉัน-ทะ-วัด มีความอิ่มเอิบทางใจ
ณพิชญ์ นะ-พิด นักปราชญ์
ณัฐพล นัด-ถะ-พน พลังแห่งนักปราชญ์

 

ชื่อลูกสาว เกิดวันอังคาร

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
จริยาวดี จะ-ริ-ยา-วะ-ดี หญิงผู้มีความประพฤติดี
จริยาพร จะ-ริ-ยา-พอน ความประพฤติดี
จินต์จุฑา จิน-จุ-ทา มีความคิดเด่น มีความคิดเป็นเลิศ
ชฏารัตน์ ชะ-ดา-รัด มงกุฎแก้ว
ชุติมณฑน์ ชุ-ติ-มน มีความรุ่งเรืองเป็นเครื่องประดับ
ญาณิดา ยา-นิ-ดา มีความรู้
ญาณิน ยา-นิน ผู้มีความรู้
ญาดา ยา-ดา ผู้รู้ นักปราชญ์
ฐปนีย์ ถะ-ปะ-นี ผู้มีความตั้งมั่น
ฐิติภา ถิ-ติ-พา แสงสว่าง

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันพุธกลางวัน

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กรวีร์ กอ-ระ-วี กล้าหาญในการทำงาน
กมนทัต กะ-มน-ทัด ที่ให้ตามความปรารถนา
กรณ์ กอน การกระทำ
กีรติ กี-ระ-ติ ผู้มีเกียรติ
ขัตติย ขัด-ติ-ยะ พระเจ้าแผ่นดิน
เขมวันต์ เขม-มะ-วัน ที่แห่งความเกษม เจริญรุ่งเรือง
คทาธร คะ-ทา-ทอน ผู้ถือตะบองเป็นอาวุธ
ฐากูร ถา-กูน ผู้น่าเลื่อมใส
ณรงค์ฤทธิ์ นะ-รง-ริด มีฤทธิ์ในการรบ
ตุลธร ตุน-ละ-ทอน ทรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรง

 

ชื่อลูกสาว
ชื่อลูกสาว

ชื่อลูกสาว เกิดวันพุธกลางวัน

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กมลเนตร กะ-มน-เนด ตางามดุจดอกบัว
กานต์ธีรา กาน-ที-รา นักปราชญ์ผู้เป็นที่รัก
กุลธิดา กุน-ทิ-ดา หญิงผู้เกิดในตระกูลดี
กวินนาถ กะ-วิน-นาด ผู้มีที่พึ่งอันดีงาม
เขมิกา เข-มิ-กา ผู้มีความเกษม
คณิฎฐา คะ-นิด-ถา ยืนหยัดได้ด้วยคณะ
คคนางค์ คะ-คะ-นาง ท้องฟ้า
ฐานิตา ถา-นิ-ตา ผู้มีฐานะ
ฐปิตา ถะ-ปิ-ตา ผู้มีจุดยืนแล้ว ตั้งมั่นแล้ว
ณัฎฐา นัด-ถา นักปราชญ์

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันพุธกลางคืน

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กฤตยชญ์ กริด-ตะ-ยด นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน
โกลัญญา โก-ลัน-ยา สตรีผู้เกิดในตระกูลสูง
จิรกิตติ์ จิ-ระ-กิด มีชื่อเสียงยืนนาน
ชญานนท์ ชะ-ยา-นน ยินดีในความรู้
ชัชรินทร์ ชัด-ชะ-ริน ผู้เป็นใหญ่
ชาคริต ชา-คริด ผู้มีความเพียร
รณกร รน-นะ-กอน ผู้กล้าหาญดั่งนักรบ
รณกฤต รน-นะ-กิด ผู้เป็นนักต่อสู้อันประเสริฐ
ราเชน รา-เชน ผู้มีความสุขเจริญยิ่ง
ลิขิต ลิ-ขิด ผู้ทรงหนังสือ, การขีดเขียน

 

ชื่อลูกสาว เกิดวันพุธกลางคืน

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กนกนุช กะ-หนก-นุช หญิงผู้มีค่าดั่งทองคำ
กนกลักษณ์ กะ-หนก-ลัก ลักษณะดุจทอง
กฤตยา กริด-ตะ-ยา เกียรติ
ขวัญจิรา ขวัน-จิ-รา มีมิ่งขวัญตลอดกาลนาน
คริษฐา คะ-ริด-ถา ผู้ที่น่าบูชาที่สุด
คันธารัตน์ คัน-ทา-รัด กลิ่นแก้ว
คุณิตา คุ-นิ-ตา ผู้มีคุณงามความดี
จารุกัญญ์ จา-รุ-กัน หญิงสาว (งาม) ดังหนึ่งทอง
ฉันท์ชนก ฉัน-ชะ-นก ผู้ให้เกิดความพอใจ
ชลิตา ชะ-ลิ-ตา ผู้รุ่งเรืองแล้ว

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันพฤหัส

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
ไกรวิชญ์ ไกร-วิด นักปราชญ์ผู้เก่งกล้า
กฤศ กริด เล็ก บาง น้อย
กาณฑ์ กาน ลูกศร ลำต้นของต้นไม้
กฤษฎิ์ กริด ฉลาด
คิรากร คิ-รา-กอน กระทำซึ่งถ้อยคำ พูดเก่ง พูดดี
คุณากร คุ-นา-กอน บ่อเกิดแห่งความดี
จิณณ์ จิน ประพฤติดีแล้ว
จิรกร จิ-ระ-กอน กระทำตลอดกาลนาน
เจษฎากร เจด-สะ-ดา-กอน ผู้มีความตั้งใจที่ดี
ชฎายุ ชะ-ดา-ยุ ลูกแห่งครุฑ

 

ชื่อลูกสาว เกิดวันพฤหัสบดี

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กมลพิชญ์ กะ-มน-พิด ใจนักปราชญ์
โกลัญญา โก-ลัน-ยา สตรีผู้เกิดในตระกูลสูง
กรวรรณ กอน-รา-วัน มีผิวพรรณสวยงาม
เกสรา เกด-สะ-รา ผู้มีความงามดั่งเกสรดอกไม้
กุลิสรา กุ-ลิด-สะ-รา ผู้เป็นใหญ่ในตระกูล
เขมจิรา เขม-จิ-รา มีความปลอดภัยตลอดกาลนาน
ขจีพร ขะ-จี-พอน ผู้ประเสริฐงาม
จีรวรรณ จี-ระ-วัน ผู้สวยนาน
จุฬาลักษณ์ จุ-ลา-ลัก มีลักษณะเลิศโฉมงาม
ชญาภา ชะ-ยา-พา ผู้มีราศีแห่งชัยชนะ

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันศุกร์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กฤติน กริด-ติน ผู้คงแก่เรียน
กฤติมา กริด-ติ-มา นักปราชญ์
กษิดิศ กะ-สิ-ดิด เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
กิตติภพ กิด-ติ-พบ ความมีเกียรติ
โกเมศ โก-เมด ดอกบัว
เขมินท์ เข-มิน มีความเกษมอันยิ่งใหญ่ ปลอดภัย
เขมทัต เข-มะ-ทัด ผู้ให้ความเกษม
คณพิชญ์ คะ-นะ-พิด รู้เรื่องหมู่, รู้เรื่องคณะ
คณุฒน์ คะ-นุด ประเสริฐกว่าคนทั้งหลาย
คณิน คะ-นิน เป็นใหญ่ในคณะ

 

ชื่อลูกสาว เกิดวันศุกร์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กชนิภา กด-ชะ-นิ-พา เสมือนดอกบัว บริสุทธิ์เหมือนดอกบัว
กฤตินี กริด-ติ-นี ผู้ที่ทำสำเร็จแล้ว
กัญญชุดา กัน-ยะ-ชุ-ดา หญิงผู้มีความรุ่งเรือง
กาญจน์ณัฏฐา กาน-นัด-ถา ปราชญ์ผู้มีค่าดั่งทองคำ
คคนางค์ คะ-คะ-นาง ท้องฟ้า
คุณิตา คุ-นิ-ตา ผู้มีคุณงามความดี
จิณณพัต จิน-นะ-พัด ผู้ประพฤติตามระเบียบแบบแผน
ชฎาพันธ์ ชะ-ดา-พัน กลุ่มชฎา
ชนัญชิดา ชะ-นัน-ชิ-ดา ผู้ชนะคนอื่น
ญาณิน ยา-นิน ผู้มีความรู้

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันเสาร์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กนต์ธร กน-ทอน ผู้ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นที่รัก
กรชวัล กอน-ชะ-วัน รุ่งเรืองด้วยรัศมี มีรัศมีรุ่งเรือง
กฤตพร กิต-ตะ-พอน ผู้สร้างพรมีความประเสริฐ
เขมินทร์ เข-มิน มีความเกษมอันยิ่งใหญ่
เครือวัลย์ เครือ-วัน เถาวัลย์ สืบสายเจริญอุดมสมบูรณ์
จิรายุ จิ-รา-ยุ มีอายุยืน
ชัยรัมภา ชัย-รัม-พา ชัยชนะของนางฟ้า
ชินารมย์ ชิน-นา-รม ยินดีในพระชินเจ้า
ชีวันธร ชิน-วัน-ทอน มีชีวิตทรงไว้ซึ่งชีวิต
โชติมนต์ โช-ติ-มน ประเสริฐในความรู้

 

ชื่อลูกสาว เกิดวันเสาร์

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กัญญ์วรา กัน-วะ-รา หญิงสาวผู้ประเสริฐ
เขมินทรา เข-มิน-ทรา มีความเกษมอันยิ่งใหญ่ ปลอดภัย
คะนึงนิตย์ คะ-นึง-นิด คิดทบทวนอยู่ตลอด คิดถึงอยู่ตลอดเวลา
ชุติภา ชุ-ติ-พา รัศมีรุ่งโรจน์
ชนัญชิดา ชะ-นัน-ชิ-ดา ผู้ชนะคนอื่น
จิรภิญญา จิ-ระ-พิน-ยา ความรู้ยั่งยืน
ญาตาวี ยา-ตา-วี ผู้มีความรู้
ดมิสา ดะ-มิ-สา เจ้าเหนือความมืด พระจันทร์
ธารินันท์ ทา-ริ-นัน ความสดชื่นรื่นเริง
นารา นา-รา รัศมีรุ่งเรือง

 

ชื่อนั้นมีความสำคัญ จะอยู่คู่กับชีวิตลูกไปจนโตหรือจนตาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือก ชื่อมงคล ที่เหมาะสมกับลูก อาจเลือกชื่อที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้สัก 2-3 ชื่อที่ชอบ แล้วนำไปถามครอบครัวคนใกล้ชิดให้ช่วยตัดสินใจก็ได้ค่ะ

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ตั้งชื่อลูก ตามหลักทักษาปกรณ์ เป็นอย่างไร?

ชื่อไทยแปลกๆ แต่เพราะ ความหมายดี เป็นสิริมงคล

150 ชื่อเท่ๆในเกม พ่อแม่คอเกมห้ามพลาด

ชื่อเล่นเท่ๆ เก๋ๆ ลูกชาย ลูกสาว ความหมายดีๆ อินเทรนด์!!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.wongnai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้ ในเด็ก

หมอย้ำ!ห้ามดึงมือลูกท่านี้ ทำให้ ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้

ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้ พ่อแม่ที่มีเด็กเล็กต้องระวัง หมอย้ำ!ห้ามดึงมือยกลูกขึ้น จับเพียงแขนท่อนล่างเป็นสาเหตุให้ลูกข้อศอกเคลื่อน เจ็บปวดสุดใจทั้งพ่อแม่และลูก

หมอย้ำ!ห้ามดึงมือลูกท่านี้ ทำให้ ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก Siriraj Channel

อุบัติเหตุใช่มีแค่บนท้องถนน!!

เมื่อพูดถึงอุบัติเหตุ พ่อแม่ที่มีลูกเล็กอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือบางครอบครัวอาจเพียงแต่ไประมัดระวังกับบันได จักรยาน หรือของมีคมเท่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่า การเกิดอุบัติเหตุในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปีนั้น ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมของพ่อแม่ หรือพี่เลี้ยงเด็กที่เผลอดึงแขนเด็กโดยไม่ทันระวัง เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ลูก ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้ ข้อศอกเคลื่อน จนร้องจ้าปวดแขน ทิ้งแขนมาหลายรายแล้ว

สาเหตุของข้อศอกเคลื่อนในเด็ก

พฤติกรรมสุดฮิตที่มักพบเด็กถูกพามาโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาข้อศอกเคลื่อนนั้น เกิดจากการดึง กระชากที่แขนเด็กอย่างรุนแรง การดึงแขนนี้ก็อาจจะเป็นการดึงในตอนที่แขนเหยียดซึ่งก็มักจะเป็นจังหวะพยายามดึงมือเพื่อจูงเด็กไปคนละทางกับที่เด็กวิ่ง หรือดึงมือขึ้นเวลาเด็กจะล้ม ในบางรายอาจเกิดจากการเล่นกับลูก เช่น การดึงมือลูกขึ้นเหวี่ยงแบบชิงช้า เป็นต้น

สาเหตุที่กระดูกหลุด หรือเคลื่อนได้ง่ายเนื่องจาก เส้นเอ็นในข้อต่อของเด็กเล็ก ยังไม่มีความมั่นคงแข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ เมื่อข้อศอกของเด็กอยู่ในท่าที่เด็กเหยียดข้อศอก และคว่ำมืออยู่ ทำให้กระดูกแขนท่อนล่างของเด็กที่มีกระดูกอยู่ 2 ชิ้น (เรียกว่า กระดูก radius และ ulnar) ชิ้นหนึ่งหลุดออกจากเส้นเอ็นที่ยึดกระดูกไว้บริเวณข้อศอก เมื่อถูกแรงกระชาก

ส่วนสาเหตุอื่นที่อาจพบได้ เช่น อุบัติเหตุลื่นล้ม หรือ เล่นอุ้มเด็กเหวี่ยงแบบชิงช้า เป็นต้น

วิธีป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากพ่อแม่

  • ไม่ยกตัวเด็กขึ้นมาจากพื้นด้วยการจับที่ข้อมือ หรือจับที่แขนท่อนล่าง (ส่วนที่ติดกับข้อมือ) เพียงข้างเดียว
  • อย่ากระชากแขนเด็ก
  • แนะนำให้ยกตัวลูกที่ใต้รักแร้ หรือ จับที่บริเวณแขนท่อนบน (ส่วนที่ติดกับหัวไหล่) ที่มีกล้ามเนื้อจะปลอดภัยกว่า
  • ไม่อุ้มลูกเล่นเหวี่ยงแบบชิงช้า เพราะอาจเกิดอันตรายได้รับบาดเจ็บอย่างอื่นได้อีกด้วย

    ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้ ในเด็กเล็กต้องระวัง
    ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้ ในเด็กเล็กต้องระวัง

อาการแสดงภาวะข้อศอกเคลื่อนในเด็ก

  • เด็กจะร้องไห้จ้าทันที ที่ขยับแขน หรือข้อศอก
  • ไม่ยอมขยับแขน ยังขยับหัวไหล่ได้ แต่จะไม่ขยับข้อศอก เนื่องจากมีอาการเจ็บมาก
  • เด็กจะงอศอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมเหยียดศอก คว่ำมือ หรือหงายมือ
  • บางคนจะใช้มืออีกข้างใช้พยุงจับข้อศอกตลอดเวลา
  • บางรายมีอาการบวม แดงที่ข้อศอก
  • เด็กจะยังคงวิ่งเล่นได้ตามปกติ เพียงแต่ไม่ยอมใช้แขนข้างที่เป็นปัญหา ทิ้งแขน
  • ในเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ได้ มักจะขยับแขน-ขาน้อยลง ไม่ยอมเดิม ร้องไห้ ไม่กินนม โดยอาจไม่ได้ร้องไห้งอแงตลอดเวลาถ้ากระดูกไม่ได้หักรุนแรง แต่จะร้องเวลาบริเวณที่กระดูกหักถูกจับและมีการเคลื่อนไหว

ปฐมพยาบาลอย่างไรให้ถูกวิธี เมื่อลูกข้อศอกเคลื่อน

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกข้อศอกเคลื่อนในเด็ก คือ การจัดให้ส่วนที่เจ็บอยู่นิ่งๆ มากที่สุด ควรหาวัสดุที่มีอยู่บริเวณใกล้เคียงมาดามอวัยวะที่เกิดอาการบาดเจ็บเอาไว้ เพื่อป้องกันการเคลื่อนของข้อและกระดูกแล้วรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลในทันที พยายามอย่าขยับข้อศอกให้เข้าที่ด้วยตัวเองเพราะอาจทำผิดพลาดแล้วทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อศอก เส้นเอ็น เส้นเลือดบริเวณนั้นมากยิ่งขึ้น และในระหว่างทางไปพบแพทย์ ควรประคบเย็นตรงบริเวณที่เจ็บ และรักษาสภาพข้อศอกให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุด

แนวทางการรักษา เมื่อไปพบแพทย์

หลังจากที่พ่อแม่แน่ใจแล้วว่าลูกกระดูกข้อศอกเคลื่อน หรือหลุดแน่ ๆ และได้ทำการปฐมพยาบาลเพื่อเตรียมไปพบแพทย์แล้ว แพทย์จะทำการซักประวัติ เพื่อดูว่าเด็กเคยมีประวัติการหกล้ม หรืออุบัติเหตุมาก่อนหรือไม่ และอาการเจ็บที่มาพบแพทย์นั้นรุนแรงแค่ไหน ในการวินิจฉัยมักต้องอาศัยประวัติ เพราะแพทย์จะตัดสินใจทำการเอ็กซเรย์ในรายที่มีประวัติการล้ม บาดเจ็บ หรือไม่แน่ใจว่ามีกระดูกหักหรือไม่ ถ้าประวัติชัดเจนว่าถูกดึงแขนมาเท่านั้นไม่มีอาการบาดเจ็บรุนแรง หรือสันนิษฐานว่าเด็กกระดูกหัก แพทย์ก็จะทำการดัดข้อศอกกลับเข้าที่เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์

ดึงมือลูกท่านี้ มีโอกาส ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้
ดึงมือลูกท่านี้ มีโอกาส ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้

สำหรับการเอ็กซเรย์ในเด็กนั้น อาจไม่เห็นอะไรชัดเจนนัก เพราะส่วนที่เคลื่อนเป็นเอ็นยึดกระดูก ทำให้การเอ็กซเรย์ไม่พบ แต่แพทย์จะทำการเอ็กซเรย์แขนทั้งสองข้างของเด็ก เพื่อนำกระดูกมาเปรียบเทียบทั้งซ้าย และขวา ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ พบกระดูกหักหรือไม่ เนื่องจากกระดูกของเด็กนั้นยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ทำให้ยากต่อการวินิจฉัย ดังนั้นหากคุณหมอขอเอ็กซเรย์แขนลูกทั้งสองข้างก็อย่าเพิ่งตกใจกันไป

ถึงแม้ว่าในบางรายกระดูกข้อศอกอาจขยับเข้าที่ได้เอง จนสามารถขยับแขนได้เป็นปกติ และหายเจ็บแล้วก็จริง แต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียด และเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้มีปัญหาอย่างอื่นร่วมด้วย โดยแพทย์มักให้อยู่สังเกตอาการต่ออีกสักพัก และคอยสังเกตการใช้มือ และแขนของลูก เพราะเด็กยังเล็กเกินกว่าจะบอกอาการตนเองได้

กระดูกหักในเด็ก!!

หากโชคร้าย เด็กไม่ได้เป็นเพียงข้อศอกเคลื่อน หรือการเคลื่อนอาจส่งผลให้กระดูกหักร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไป เรามีแนวทางการรักษาเมื่อเด็กกระดูกหักมาฝากกัน

รักษาอย่างไร เมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกหักในเด็ก?

แนวทางในการรักษากระดูกหักสำหรับเด็กนั้นจะไม่ได้แตกต่างกันกับผู้ใหญ่ โดยแพทย์จะทำการจัด ดึงกระดูก หรือผ่าตัดจัดเรียงกระดูกให้เข้าที่เสียก่อน แล้วจึงใส่เฝือกหรือใส่อุปกรณ์ดามเอาไว้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระดูกเด็กมีขนาดเล็กจึงไม่สามารถใช้อุปกรณ์ขนาดเดียวกันกับผู้ใหญ่ได้ แต่จะใช้เป็นอุปกรณ์พิเศษคล้ายลวดเหล็กมาเป็นตัวยึดไว้เพื่อให้กระดูกที่หักกลับมายึดติดกันสนิทเหมือนเดิมแทน โดยระยะเวลาในการฟื้นตัวของเด็ก กระดูกจะยึดติดเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก เช่น เด็กแรกเกิดจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากเป็นเด็กโตกว่านั้น ก็ใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์เท่านั้น ส่วนในผู้ใหญ่อาจต้องใช้เวลามากกว่า 6-8 สัปดาห์ เพื่อให้กระดูกยึดติดกันสมบูรณ์

อุบัติเหตุ ข้อศอกเคลื่อน กระดูกหัก ในเด็ก
อุบัติเหตุ ข้อศอกเคลื่อน กระดูกหัก ในเด็ก

กระดูกหักในเด็กกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร?

ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะกระดูกของเด็กหรือของผู้ใหญ่ก็มีโอกาสหักได้ยากง่ายไม่ต่างกัน แต่ลักษณะของกระดูกที่หัก และบริเวณที่มีโอกาสหักนั้น ในเด็กจะมีลักษณะจำเพาะบางกรณีที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ อาทิ กระดูกบริเวณข้อศอก และข้อมือของเด็กจะมีโอกาสหักได้ง่ายกว่า อย่างที่เรามักเห็นกันบ่อยๆ ว่า เด็กที่เล่นบ้านบอล ม้าหมุน แล้วล้มหล่นลงมาศอกกระแทกจนกระดูกหักได้ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว ในแง่ของความรุนแรงจากอุบัติเหตุกระดูกหักนั้น ในเด็กจะอันตรายมากกว่า เนื่องจาก “Growth Plate” หรือ “แผ่นเยื่อเจริญเติบโตกระดูก” ยังไม่ได้ปิดสนิทเต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกหักแล้วรักษาไม่ดี ดึงจัดรูปกระดูกได้ไม่ดี ไม่เข้าที่ในรูปแบบที่ถูกต้อง ก็จะส่งผลให้อาจเกิดภาวะกระดูกผิดรูปได้ในอนาคต

รักษาโดยแพทย์เท่านั้น หากลูกเกิดอุบัติเหตุกระดูกหักก่อน 14-16 ปี!!

เพราะกระดูกของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อเด็กกระดูกหัก หากรักษา และจัดรูปได้ไม่ดีจะมีโอกาสผิดรูปได้สูง โดยกระดูกที่สร้างต่อออกมาอาจจะคด เก โก่ง หรือว่าสั้นไปเลยได้ โดยกระดูกของเด็กผู้หญิงจะโตเต็มที่ตอนอายุประมาณ 14 ปี ส่วนผู้ชายจะโตเต็มที่ประมาณตอนอายุ 16 ปี ดังนั้น หากเกิดอุบัติกระดูกหักในช่วงอายุก่อน 14-16 ปี จะต้องทำการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ต้องมีการเอกซเรย์ตรวจดูว่าแผ่นเยื่อเจริญเติบโตกระดูก หรือ Growth Plate แตกหักอย่างไร และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมเพื่อให้กระดูกยึดติดเข้ารูปแบบปกติ และหายดีกลับมาอยู่ในภาวะที่สมบูรณ์ที่สุด ดังนั้น หากลูกเกิดอุบัติเหตุกระดูกหัก จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการปฐมพยาบาลอย่างเคร่งครัด และมาปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาทันทีจึงจะเป็นผลดีกับเด็กมากที่สุด

แชร์ประสบการณ์จริง…ลูก ข้อศอกหลุด งอแขนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!!

อุทาหรณ์ ลูกข้อศอกเคลื่อน
อุทาหรณ์ ลูกข้อศอกเคลื่อน
ป้าหมอขอขอบคุณคุณแม่นกที่กรุณาแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นความรู้ให้กับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นดังนี้ค่ะ
.
>>> บทเรียนราคาแพง..เมื่อคืนนี้เวลา 3 ทุ่มกว่า รู้สึกเสียใจที่สุด ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ลูกชายวัยกำลังซน 2 ขวบ จะไปเปิดตู้เย็น เราก็ดึงแขนออกมาไม่ให้เปิด ลูกก็ทำตัวอ่อนแบบไม่ยอมยืน ด้วยอารมณ์ที่โมโหเลยดึงแขนลูกขึ้นมาแล้วพาไปหาพ่อเขา ลูกก็ร้องไม่หยุด เราก็นึกคงว่าเป็นธรรมดาของเด็กที่ร้องไห้งอแง ผ่านไป 10 กว่านาที ก็ยังร้องไม่หยุดเหมือนเจ็บปวดกว่าเดิม แฟนเลยบอกว่าสงสัยแขนลูกจะหลุด เรานี่ตกใจมาก..แบบว่าลูกชายยกแขนไม่ได้อยู่ในลักษณะงอ จับก็ร้อง หนักกว่าเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เวลานั้นได้แต่โทษตัวเอง ว่าทำอะไรลงไป ลูกต้องมาเจ็บเพราะเรา เสียใจมาก เราไม่ได้ตั้งใจ เราเลยรีบพาไปโรงพยาบาล ลูกร้องไห้ไปตลอดทาง โกรธตัวเองที่สุด 4 ทุ่มกว่าถึงโรงพยาบาล ไปที่แผนกฉุกเฉิน หมอก็เขามาดูลูกนี่ยิ่งร้องหนักกว่าเดิม เรานี่ยิ่งปวดใจมาก หมอก็ขยับแขน เสียงดังกึกๆ หมอบอกว่า บาดเจ็บบริเวณข้อศอกจริงๆ #กระดูกข้อศอกเคลื่อน !!! หมอ ได้ขยับเข้าให้แล้ว รอดูอาการสัก 20 นาที พาน้องเล่นให้อารมณ์ดีแล้ว กลับมาหาหมออีกนะคะ…เราเลยพาไปซื้อขนมที่หน้าโรงพยาบาล สังเกตุ ลูกไม่ร้องแล้ว ยกแขนขึ้นหยิบขนมได้แล้ว เรานี่ดีใจมาก..นึกว่าจะเป็นอะไรมากกว่านี้ ใจคอไม่ดีเลย นั่นจึงเป็นบทเรียนราคาแพงมาก ขอให้แม่ๆอย่าได้ทำแบบเราอีกนะ เวลาจับลูกต้องเบาๆ ขอให้เราเป็นเคสสุดท้ายเลยนะคะ อย่าให้เกิดแบบนี้อีก…เสียใจมากๆค่ะ😭😭 ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ค่ะ <<<
.
ป้าหมอ >>> ภาวะนี้พบได้บ่อยในเด็กเล็กกว่า 5 ขวบ เนื่องจากสรีระของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อศอก ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ง่ายต่อการเคลื่อนหลุด ถ้าขยับผิดจังหวะ มักเกิดขึ้นจากการดึงหรือยกเด็กขึ้นมาจากพื้นโดยใช้แขนหรือมือเพียงข้างเดียว ส่วนสาเหตุอื่นที่อาจพบได้ เช่น อุบัติเหตุลื่นล้ม หรือ เล่นอุ้มเด็กเหวี่ยงแบบชิงช้า
.
หากเคยเป็นแล้ว จะเป็นซ้ำได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใน 3-4 สัปดาห์ จึงต้องระวังให้มากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
ข้อความบางส่วนจากเพจ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ สามารถอ่านเพิ่มเติมพร้อมสาระดี ๆ ได้ที่เพจคุณหมอ

ขอขอบคุณอุทาหรณ์ลูกข้อศอกหลุดจากคุณแม่ที่กรุณานำมาเล่าเพื่อเป็นข้อเตือนใจให้กับครอบครัวอื่นอีกครั้ง ทำให้เราเห็นได้ว่าอุบัติเหตุที่ทำให้ลูกเจ็บตัว สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย ในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทันระวัง และไม่คิดว่าจะทำให้ลูกเจ็บ จึงฝากไว้ให้พ่อแม่ทุกคนได้คอยระวังกัน

ข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.เปาโล / FB เพจกระดูกเด็ก / FB เพจ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ / รพ.พญาไท

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 วิธีการ ปฐมพยาบาล ลูกกระดูกหัก

อย่าเพิ่งดัดขาลูก!โรค ขาโก่ง ในเด็กต้องรักษาห้ามดัด

เช็คด่วน!! 12 พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า

ซน ยุกยิกตลอด สมาธิไม่ดี ระวังลูกเป็น โรคซนสมาธิสั้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไฟเซอร์ฝาแดง

จับตา!! “ไฟเซอร์ฝาแดง” อนุมัติใช้ในเด็กเล็ก 6 เดือน- 5 ปี

จับตา!! การอนุมัติวัคซีน ไฟเซอร์ฝาแดง ซึ่งในตอนนี้ทาง อย.ได้ขอให้ผู้นำเข้ามายื่นทะเบียนกับ อย. เพื่อนำมาฉีดให้กับเด็กเล็กในวัย 6 เดือน – 5 ปี

จับตา!! “ไฟเซอร์ฝาแดง” อนุมัติใช้ในเด็กเล็ก 6 เดือน- 5 ปี

ในช่วงนี้ที่มีการเปิดเทอมแบบเต็มรูปแบบ พี่โตไปเรียนหนังสือกันแทบทุกวัน ได้มีการระบาดของโรคโควิด-19 ตามโรงเรียนอยู่บ้าง ทำให้แม่ ๆ ที่มีน้องเล็กกังวลว่าพี่อาจจะเอาเชื้อมาติดน้องเล็กได้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงขอนำความคืบหน้าเกี่ยวกับ ไฟเซอร์ฝาแดง ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดสำหรับเด็กเล็กในวัย 6 เดือน – 5 ขวบ มาให้แม่ ๆ ได้ทราบกันค่ะว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนไหนบ้างแล้ว และน่าจะพร้อมฉีดเด็ก ๆ ได้เมื่อไหร่

ไฟเซอร์ฝาแดง ไฟเซอร์เด็ก 6 เดือน – 5 ปี คืออะไร?

ไฟเซอร์ฝาแดง เป็นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดสำหรับเด็กเล็กในวัย 6 เดือน – 5 ขวบ (เด็กทารก เด็กก่อนวัยเรียน) โดยเป็นวัคซีนของบริษัท ไฟเซอร์ ได้รับการรับรองสำหรับเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 4.11 ปี (ใช้ความเข้มข้น 1 ใน 10 ของวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ และฉีด 3 เข็ม)

“สหรัฐ” อนุมัติฉีดวัคซีนโควิดโมเดอร์นา – ไฟเซอร์ ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

ซึ่งในวันที่ 18 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐก็ได้อนุญาตให้ฉีดวัคซีนสองโดสของโมเดอร์นา สำหรับเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ 3 โดสสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 4 ขวบ โดยมีรายละเอียดของข่าว ดังนี้

โรเบิร์ต คาลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ การดำเนินการนี้จะช่วยปกป้องผู้ที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน และคาดหวังว่า วัคซีนสำหรับเด็กเล็กจะช่วยป้องกันผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่สุดจากโควิด-19 เช่น การรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต

รัฐบาลสหรัฐ ระบุว่า ทันทีที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ ตัดสินใจอนุมัติดังกล่าว ก็พร้อมจัดส่งวัคซีนโควิด-19 กว่า 10 ล้านโดสไปทั่วประเทศ

วัคซีนได้รับการทดสอบในการทดลองกับเด็กหลายพันคน พบว่ามีผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงในระดับที่ใกล้เคียงกันเช่นเดียวกับในกลุ่มอายุที่มากขึ้น และกระตุ้นระดับแอนติบอดีที่ใกล้เคียงกันด้วย

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อนั้นสูงขึ้นสำหรับไฟเซอร์อยู่ที่ 80% เมื่อเทียบกับโมเดอร์นา ประมาณการไว้อยู่ที่ 51% สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ขวบ และ 37% สำหรับที่มีอายุ 2-5 ปี

จากการทดสอบดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผลข้างเคียงจากการฉีด ไฟเซอร์ฝาแดง นั้น เหมือนกับผลข้างเคียงของการฉีดไฟเซอร์ในผู้ใหญ่ และเด็กโต แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อกลับสูงขี้น

ไฟเซอร์เด็ก 6 เดือน
ไฟเซอร์เด็ก 6 เดือน

ไฟเซอร์ฝาแดง ในไทย คืบหน้าถึงไหนแล้ว?

จากการคาดการของอาจารย์เจษฎ์ จากเพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ได้กล่าวไว้ว่า “ผมคาดว่า คงต้องรอติดตามผลการใช้ในสหรัฐอเมริกาอีกซักช่วงหนึ่ง ถึงจะมีการมาขอขึ้นทะเบียนในไทย ซึ่งก็จะช่วงปลายปีนี้” ในวันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงขอมาอัพเดทเกี่ยวกับวัคซีนไฟเซอร์เด็ก จาก นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ที่ได้กล่าวถึงวัคซีนป้องกันโควิดในวันที่ 29 มิถุนายน 2565 ดังนี้

29 มิถุนายน 2565 วัคซีนป้องกันโควิด ถือเป็นความหวังในการสู้ โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ล่าสุด นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึง กรณีมีการระบุว่าสถานการณ์โรคโควิด–19 ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อจริงสูงกว่าที่มีการรายงานราวๆ 10 เท่า ว่า

ในข้อมูลทั่วโลกที่มีการรายงานขณะนี้ก็ไม่ใช่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจริง มีการคาดการณ์ว่ามากกว่าตัวเลขที่รายงาน 7 – 8 เท่า แต่ทางกรมควบคุมโรคได้ได้ย้ำว่า วัคซีนโควิดทุกชนิด สู้ “BA.4 BA.5” ได้

เมื่อถามว่าขณะนี้มี โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 การฉีดวัคซีนโควิดป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ ชนิด mRNA ใช่หรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า จริงๆทุกตัว เมื่อเจอสายพันธุ์ใหม่ๆ ความสามารถในการป้องกันติดเชื้อลดทุกตัว ซึ่งตามทฤษฎีอย่าง BA.4 และ BA.5 มีการกลายพันธุ์ตรงสไปร์ทโปรตีน หรือโปรตีนหนามแหลม และเมื่อนำ mRNA มาสร้างก็จะโปรตีนที่สร้างสไปร์ทโปรตีน โดยทฤษฎีการตอบสนอง BA.4 และ BA.5 ก็จะลดลง แต่เป็นวัคซีนทุกแพลตฟอร์ม

“ จริงๆ เชื้อกลายพันธุ์เร็วกว่าวัคซีนที่ผลิตได้ แต่ประสิทธิภาพลดลง แต่ไม่ได้หมด คือ ทั้ง mRNA หรือไวรัลเวคเตอร์ จะลดลง ส่วนเชื้อตายไม่ค่อยฉีด พบว่าประสิทธิภาพการป้องกันติดเชื้อจะลดลง แต่ประสิทธิภาพลดอาการป่วยหนัก และเสียชีวิตยังมีอยู่ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขพูดด้วยข้อมูล คือ ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือนจะช่วยลดการป่วยหนัก และเสียชีวิตได้จริง ”

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า จึงขอเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงไปฉีด ทั้งกลุ่ม 608 กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่สื่อมวลชนที่ไปทำงานหลายๆที่

ไฟเซอร์เด็ก
ไฟเซอร์เด็ก

กรมควบคุมโรคแจง!! จ่อใช้ “วัคซีนไฟเซอร์ฝาแดง” ในเด็กเล็ก

นพ.โอภาส กล่าวถึงกรณีการขึ้นทะเบียนวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กเล็ก ว่า ขณะนี้เท่าที่ทราบมีไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ซึ่ง อย.ได้ขอให้ผู้นำเข้ามายื่นทะเบียนกับ อย. โดยของไฟเซอร์ เรียกว่าฝาสีแดง โดยโดสลดลงขนาดกว่าของเดิมเป็น 10 เท่า เหมาะกับการฉีดเด็กเล็ก ซึ่งทางเราติดต่อไฟเซอร์ เพื่อขอแก้ไขสัญญา ที่ส่งไฟเซอร์เดิมปี 65 ขอไป 30 ล้านโดส จะขอเป็นตัวนี้เพิ่มเติมอยู่ในขั้นตอนเจรจา และขออนุมัติจากท่านรองนายกฯ เห็นชอบต่อไป

จะเห็นได้ว่าความคืบหน้าเกี่ยวกับ วัคซีนไฟเซอร์ฝาแดง นั้น อยู่ในขั้นตอนการขอให้ทางผู้นำเข้ามายื่นทะเบียนกับ อย. โดยทางกรมควบคุมโรคก็ได้มีการเตรียมการเจรจากับผู้นำเข้าไว้ก่อนแล้วว่าจะขอให้ส่งไฟเซอร์ฝาแดงมาทันที หลังจาก อย. อนุมัติให้ใช้ได้

จากข่าวนี้ แม่ ๆ ก็เตรียมตัวกันได้เลยนะคะ คาดว่าไฟเซอร์ฝาแดง น่าจะมีพร้อมให้ลูก ๆ ได้ฉีดกันเร็วนี้แน่นอนค่ะ ระหว่างนี้ ก็อาจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิดกันไว้ได้เลยนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้ไว้ก่อนฉีด!อาการข้างเคียงวัคซีน ไฟเซอร์เด็ก ฝาส้ม

เปิด 5 สูตร ฉีดวัคซีนโควิด19 ในเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี

ลูกติดโควิด ทำอย่างไรดีใครจะดูแล สธ.ผุดหลักใหม่”ไม่แยก”

14 เรื่อง คุณแม่ต้องรู้ ก่อนฉีด วัคซีนเด็กไฟเซอร์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.bangkokbiznews.com, www.nationtv.tv, อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลำไส้กลืนกัน

ลำไส้กลืนกัน ภัยร้ายของเด็กเล็กที่พ่อแม่ต้องระวัง

ลำไส้กลืนกัน ภัยร้ายของเด็กเล็กที่พ่อแม่ต้องระวัง

เด็กเล็ก ๆ ร่างกายยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ จึงเสี่ยงติดเชื้อโรค และเป็นโรคต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อชีวิตได้ง่าย หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อย ในช่วงวัย ไม่เกิน 3 ปี มีอาการปวดท้องเฉียบพลัน กระสับกระส่าย มือเท้าเกร็ง คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบพาลุกพบแพทย์นะคะ เพราะลูกน้อยของเราอาจเป็นโรค ลำไส้กลืนกัน ซึ่งเป็นโรคที่มักเกิดในเด็กเล็ก ค่ะ

โรค ลำไส้กลืนกัน หรือ Intussusception

เป็นความผิดปกติของลำไส้อย่างรุนแรง โดยลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวมุดเข้าไปสู่โพรงลำไส้ส่วนที่อยู่ถัดไปทางด้านปลาย ทำให้ลำไส้อุดตัน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณที่ลำไส้ใหญ่ เชื่อมต่อกับลำไส้เล็ก ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเจ็บบริเวณช่วงท้องอย่างรุนแรง

ลำไส้กลืนกัน เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว เพราะถ้าลำไส้กลืนกันเป็นเวลานาน จะเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือด จนเกิดการเน่า ลำไส้แตกทะลุ และเยื่อบุช่องท้องอักเสบ รวมทั้งติดเชื้อในกระแสเลือด และอาจจะเสียชีวิตได้ ซึ่งเด็กวัย 2 เดือน ถึง 2 ปี เป็นวัยที่เสี่ยงที่สุด จะเป็นชนิดกลืนกัน แบบมีการมุดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายเข้าสู่โพรงลำไส้ใหญ่ส่วนต้น Ileocolic Type

ลำไส้กลืนกัน
ลำไส้กลืนกัน ภัยร้ายของเด็กเล็กที่พ่อแม่ต้องระวัง

ข้อสังเกตอาการ

คุณพ่อคุณแม่ สังเกตได้ว่าลูกมีภาวะลำไส้กลืนกันจาก

  • อาการปวดท้อง กระสับกระส่าย มือเท้าเกร็ง
  • ร้องไห้เป็นพัก ๆ ประมาณ 15 – 30 นาทีก็เริ่มร้องอีก เวลาที่ร้องไห้ ลูกจะงอเข่าขึ้นทั้งสองข้าง
  • ท้องอืด และอาเจียน ช่วงแรกมักจะเป็นนม หรืออาหารที่ลูกกินเข้าไป แต่ระยะหลังจะมีสีเหลือง หรือเขียวของน้ำดีปนออกมา
  • อุจจาระมีเลือดคล้ำ ๆ ปนเมือก
  • เด็กบางคนอาจจะมีอาการซึม หรือชักร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรค

แพทย์จะวินิจฉัยอย่างละเอียด เริ่มจากการสอบถามประวัติอาการของเด็ก และตรวจร่างกาย แพทย์อาจคลำพบก้อนรูปทรงคล้ายไส้กรอกบริเวณท้อง หลังจากนั้นแพทย์อาจตรวจเพิ่มเติม เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัยด้วย ดังนี้

  • การเอกซเรย์ เพื่อตรวจดูการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้
  • การทำอัลตราซาวด์ โดยใช้คลื่นเสียงจับภาพลำไส้ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นบริเวณที่ลำไส้ผิดปกติ
  • การตรวจลำไส้ด้วยการสวนแป้งแบเรียม เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพลำไส้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแพทย์จะสอดท่อเข้าไปในลำไส้ใหญ่ และปล่อยอากาศ หรือของเหลวอย่างแป้งแบเรียม ผ่านท่อดังกล่าวเข้าไปในลำไส้บริเวณที่ตรวจพบการอุดตัน ซึ่งวิธีนี้รักษาอาการลำไส้อุดตันได้อย่างดี และอาจไม่ต้องรับการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติม

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การอุดตันของลำไส้ อาจก่อให้เกิดภาวะลำไส้ขาดเลือด ส่งผลให้เนื้อเยื่อหรือผนังบริเวณลำไส้บางส่วนเสียหายและเกิดลำไส้เน่า หากไม่ได้รับการรักษา จะนำไปสู่การทะลุ และฉีกขาดของผนังลำไส้ จนกลายเป็นภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวจะปวดท้อง ช่วงท้องบวม และมีไข้

หากเกิดในเด็กอาจทำให้ช็อก โดยจะมีอาการตัวเย็น ผิวซีดแตกลอก การหายใจผิดปกติ ชีพจรแผ่ว กระสับกระส่าย หงุดหงิด และอาจหมดสติ หากเด็กมีอาการดังกล่าว ผู้ปกครองควรนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจติดเชื้อในกระแสเลือด หรืออาจมีการกระจายของก้อนเนื้อที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดรักษา

วิธีการรักษา

การรักษาโรคมี 2 วิธี

วิธีที่ 1 คือ การดันลำไส้ส่วนที่ถูกกลืน ให้ออกมาจากลำไส้ส่วนที่กลืนกันอยู่ โดยการใช้แรงดันผ่านทางทวารหนัก ซึ่งอาจจะใช้การสวนลำไส้ใหญ่ ด้วยสารของเหลวที่เป็นสารทึบรังสี Barium หรือใช้ก๊าซเป็นตัวดัน ถ้ากระบวนการสวนลำไส้ใหญ่ สามารถดันลำไส้ที่กลืนกันออกได้สำเร็จ ก็ไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ สามารถรับประทานอาหารได้ภายใน 1 – 2 วัน

วิธีที่ 2 คือ การผ่าตัดเปิดช่องท้อง ในการผ่าตัดนั้น ศัลยแพทย์จะใช้มือบีบดันให้ลำไส้ส่วนที่กลืนกัน คลายตัวออกจากกัน มีเพียงผู้ป่วยส่วนน้อยลำไส้เน่า หรือลำไส้แตกทะลุแล้ว ซึ่งในกรณีเช่นนี้จำเป็นจะต้องตัดลำไส้ส่วนที่เน่าตายออก และต่อลำไส้ส่วนที่ดีเข้าหากัน กลุ่มนี้จะรุนแรง และให้การดูแลรักษาแบบกลุ่มลำไส้อุดตัน นอนในโรงพยาบาลนาน  และมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่า

โรคเกี่ยวกับลำไส้ มีหลายอาการ เกิดขึ้นได้กับทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ แต่หากเกิดกับเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กเล็กแล้ว ยิ่งน่าห่วง เพราะเด็กเล็กบอกไม่ได้ ว่าเจ็บปวดมากแค่ไหน ต้องอาศัยการสังเกตอย่างละเอียด ของคุณพ่อและคุณแม่ เพื่อป้องกันการสูญเสีย ที่อาจเกิดขึ้นกับรอบรัวของเราได้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลเปาโล, pobpad

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

มะเร็งลำไส้ใหญ่ในเด็ก โรคร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ทำไม…สุขภาพลำไส้ ถึงสำคัญต่อการเจริญเติบโต?

ลูกลำไส้ติดเชื้อ เพราะอมมือ อมเท้า

MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2

เปิดรับสมัครแล้ว MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 การประกวดเพื่อเฟ้นหาคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 กลับมาอีกครั้ง! กับการประกวดคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มาเป็นหนึ่งในทีมคุณแม่ Influencer มืออาชีพกับ Amarin Baby & Kids และชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

เวทีคุณแม่อินฟลูต้องลุกเป็นไฟ!!
MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 เริ่มขึ้นแล้ว!!!

ยิ่งใหญ่กว่าซีซั่นแรก ภารกิจท้าทายกว่าเดิม!! ครั้งนี้เราจะบุกทั่วทุกภาค เพื่อเฟ้นหาคุณแม่นักรีวิวที่เป็นที่สุดของแต่ละภาค เตรียมตัวให้พร้อม มาโชว์ความสามารถ มาโชว์ทักษะและสไตล์ที่โดดเด่นของคุณ คุณแม่ INFLUENCER ABK คนใหม่อาจเป็นคุณ!! เปิดรับสมัครวันที่ เปิดรับสมัครวันที่ 29 มิถุนายน – 10 สิงหาคม 2565 ทาง Facebook Amarin Baby & Kids

ระยะเวลาแคมเปญ 

 29 มิถุนายน 2565 – 4 ธันวาคม 2565 โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ดังต่อไปนี้

ประกาศรับสมัคร

    • เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมประกวดระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 10 สิงหาคม 2565 
    • ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวดวันที่  15 สิงหาคม 2565 

ประกวดรอบคัดเลือก

    • ประกวดรอบคัดเลือกระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 7 กันยายน 2565
    • ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศวันที่ 17 กันยายน 2565

ประกวดรอบก่อนรองชนะเลิศ

    • ประกวดรอบก่อนรองชนะเลิศวันที่ 26 กันยายน – 6 ตุลาคม 2565
    • ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศวันที่ 8 ตุลาคม 2565

ประกวดรอบรองชนะเลิศ

    • ประกวดรอบรองชนะเลิศวันที่ 24 – 30 ตุลาคม 2565
    • ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 

ประกวดรอบชิงชนะเลิศ

ประกวดรอบชิงชนะในงาน Amarin Baby & Kids Fair ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 1-4 ธันวาคม 2565

คุณสมบัติของผู้เข้าประกวด

  • คุณแม่ทั่วประเทศ อายุระหว่าง 22-45 ปี  ที่มีลูก 6 เดือนขึ้นไป

  • มีใจรักการรีวิวแนะนำสินค้า สนใจในอาชีพ INFLUENCER และมีความพร้อมในการทำกิจกรรมกับแบรนด์สินค้าและบริการต่างๆได้

  • มีคาแรคเตอร์โดดเด่น น่าสนใจ

  • มีความสามารถในการเขียนรีวิว ถ่ายภาพนิ่ง และคลิปวิดีโอ  มีความคิดสร้างสรรค์

  • มีแอคเค้าท์บนโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1 ช่องทางขึ้นไป  [ Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage,  Instagram,Tiktok ] โดยมียอดผู้ติดตามจากโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มรวมกัน 2,000 คน ขึ้นไป

 

วิธีการสมัคร

สมัครผ่าน Google Form คลิกที่นี่ >> https://bit.ly/MomInfluencerContestSS2 เพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน – 10 สิงหาคม 2565
📌พร้อมติดตามประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบและรายละเอียดการประกวดได้ที่ Facebook : Amarin Baby & Kids

 

เงื่อนไขการสมัครเข้าประกวด
MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 
 

  • ผู้สมัครต้องกรอกข้อมูลจนครบถ้วนใน Google Form และได้รับอีเมลตอบกลับ จึงถือว่าการสมัครเสร็จสมบูรณ์
  • สามารถสมัครเข้าประกวดได้ 1 คนต่อ 1 ครั้งเท่านั้น หากพบว่าผู้สมัครจงใจกรอกข้อมูลเท็จจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากระบบทันที
  • การเปิดรับสมัครไม่จำกัดจำนวน และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
  • ผู้สมัครตกลงให้ความยินยอมแก่ทางบริษัทในการใช้ข้อมูลส่วนตัว ภาพ คลิปรีวิว และข้อมูลอื่นใดของผู้สมัคร เพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ และใช้ในการโฆษณาและการค้า ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต  การสมัคร การกรอกข้อมูล การรีวิวในกิจกรรมนี้ ถือว่าผู้สมัครได้รับทราบและตกลงยอมรับกฎกติกาและเงื่อนไข ในกิจกรรมทุกประการ
  • ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครทั้งหมดจะอยู่ในข้อมูลเครือข่ายคุณแม่อินฟลูเอนเซอร์ ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต ซึ่งมีโอกาสร่วมงานและสร้างรายได้จากแบรนด์สินค้าแม่ลูก
  • ผู้เข้าสมัครทุกคนต้องผ่านพิจารณาตามเกณฑ์ในการเข้าประกวดจากบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต  โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวดรอบคัดเลือก ในวันที่ 15 สิงหาคม 2565  ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids
  • ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

รูปแบบการประกวด

การประกวดแบ่งออกเป็น 4 รอบ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด

รายละเอียดการถ่ายคลิปรีวิว

    • ถ่ายทำคลิปเป็นแนวนอนโดยจัดแสงให้มีความสว่างเพียงพอ สามารถเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
    • ไม่ควรใช้ฉากหลังรก หรือปรับแต่งมากเกิน

เกณฑ์ในการตัดสินผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด

พิจารณาจากยอดผู้ติดตาม ยอด Engagement และยอดกดไลท์สูงสุด ลำดับที่ 1 – 100 โดยแบ่งตามภาค: ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร รวมผู้สมัครทั้งสิ้น 300 คน

การพิจารณารอบคัดเลือก

  • ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมประกวด จะได้รับข้อมูลและรายละเอียดที่ต้องรีวิว จากกองบรรณาธิการ ผ่านทางอีเมลตามที่ได้ระบุไว้ในใบสมัคร
  • จัดทำคลิปรีวิวนำเสนอเป็นภาษาท้องถิ่นของแต่ละภาคหรือจังหวัด ตามความถนัดของตัวเอง ความยาวไม่เกิน 2 นาที
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตั้งค่าให้เป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่ #MomInfluencerContestSS2 #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids และ #ABK22 โดยโพสต์ได้ 1 คลิป และ 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 7 กันยายน 2565 เท่านั้น
  • ส่ง Link คลิปรีวิว มาที่ใต้โพสต์ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด ที่ Facebook Amarin Baby & Kids
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์คลิปไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม

ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ วันที่ 17 กันยายน 2565
ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids

เกณฑ์การตัดสินรอบคัดเลือก

พิจารณาจากจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) สูงสุด และจากคุณภาพของคลิป
ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. – 7 ก.ย. 2565 

พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) ครั้งเดียว ในวันที่ 7 ก.ย. 2565 เวลา 18.00 น.

เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของคลิป (100 คะแนน) ดังนี้

  • วิธีการนำเสนอ 30 คะแนน
  • สื่อสาร Key message ครบถ้วน 40 คะแนน
  • ความโดดเด่นของคลิป 30 คะแนน

 

MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2

ผู้เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ

รอบก่อนรองชนะเลิศ 

  • ผู้ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศจะได้รับกล่อง “Surprise Box” สำหรับทำคลิปรีวิว [จัดส่งถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย] 
  • จัดทำคลิปรีวิวสินค้าตามโจทย์ที่กำหนดความยาวไม่เกิน 3 นาที
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage ตั้งเป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่  #MomInfluencerContestSS2 #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids และ#แบรนด์สินค้า โดยโพสต์ได้ 1 คลิป และ 1 ครั้งเท่านั้น ภายในวันที่ 26 กันยายน – 6 ตุลาคม 2565 
  •  ส่ง Link คลิปรีวิว มาที่ใต้โพสต์ “ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ”  ที่ Facebook Amarin Baby & Kids
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์คลิปไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ  วันที่ 8 ตุลาคม 2565 ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids

เกณฑ์การตัดสินรอบก่อนรองชนะเลิศ

  • พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) สูงสุดและคุณภาพของคลิปรีวิวตั้งแต่วันที่ 3-6 ตุลาคม 2565 
  • พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) ครั้งเดียว ในวันที่ 6 ต.ค. 2565 เวลา 18.00 น.

เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของคลิป (100 คะแนน) ดังนี้

  1. วิธีการนำเสนอ 30 คะแนน
  2. สื่อสาร Key message ของสินค้าครบถ้วน 40 คะแนน
  3. ความโดดเด่นของสินค้า 30 คะแนน

เงื่อนไขการประกวดรอบคัดเลือกและรอบก่อนรองชนะเลิศ

  • เมื่อได้รับสินค้าสำหรับรีวิวผู้ประกวดต้องทำคลิปรีวิว และโพสต์ลงช่องทางโซเชียลตามระยะเวลาที่กำหนด หากผู้ประกวดไม่ทำตามกติกาจะถูกตัดสิทธิ์ในการร่วมงานกับบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต
  • คลิปของผู้ประกวดรอบคัดเลือกและรอบรองชนะเลิศ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต บริษัทสามารถปรับปรุงแก้ไขคลิปได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ สิทธิ์ใดๆ อันเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับคลิปให้เป็นสิทธิ์ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคตเท่านั้น
  • ห้ามลบหรือดัดแปลงคลิปรีวิวทั้งรอบคัดเลือกและรอบรองชนะเลิศออกจากโซเชียลมีเดียเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่โพสต์คลิป
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • ผู้เข้าร่วมประกวดต้องยินยอมปฏิบัติตามกติกาที่บริษัทฯ กำหนดทุกประการ
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ

รอบรองชนะเลิศ 

  • ผู้เข้ารอบรองชนะเลิศจะได้รับ “Mystery Box” โดยการเขียนรีวิวสินค้าและถ่ายภาพจำนวน 5 ภาพ [จัดส่งถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย] 
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage ตั้งเป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่  #MomInfluencerContestSS2 #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids และ#แบรนด์สินค้า โดยโพสต์ได้ 1 คน ต่อ 1 ครั้งเท่านั้น ภายในวันที่ 24-30 ตุลาคม 2565
  • ส่ง Link คลิปรีวิว มาที่ใต้โพสต์ “ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวดรอบรองชนะเลิศ”  ที่ Facebook Amarin Baby & Kids
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์โพสต์รีวิวสินค้าไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids

เกณฑ์การตัดสินรอบรองชนะเลิศ

พิจารณาจำนวนยอดไลค์สูงสุดและคุณภาพของโพสต์รีวิวตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2565 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน (100 คะแนน) ดังนี้

  1. การเรียบเรียงเนื้อหา  เต็ม 25 คะแนน
  2. ความโดดเด่นของสินค้า (ภาพถ่าย) เต็ม 30 คะแนน
  3. สื่อสาร Key message ครบถ้วนตามโจทย์ที่กำหนด เต็ม  25 คะแนน
  4. สไตล์การเขียนรีวิว เต็ม  20 คะแนน

เงื่อนไขการประกวดรอบรองชนะเลิศ

  • ห้ามคัดลอก ลอกเลียน หรือดัดแปลงงานเขียนรีวิวของผู้อื่นเป็นอันขาด หากพบว่ากระทำการดังกล่าวจะถือว่าตัดสิทธิ์ในการแข่งขัน
  • ข้อความรีวิว ภาพถ่ายและคลิปถือเป็นลิขสิทธิ์ของ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต สามารถทำการปรับปรุงแก้ไขได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ สิทธิ์ใดๆ อันเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับข้อความรีวิว ภาพถ่ายและคลิป 

MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2

ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ

รอบชิงชนะเลิศ 

  • รอบคะแนนพิเศษ โชว์ทักษะการไลฟ์สด (Live) เพื่อโปรโมทงาน Amarin Baby & Kids Fair ก่อนวันแข่งขันบนเวที 1 วัน 
  • ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศขึ้นเวทีประกวดเพื่อแสดงความสามารถต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผลโหวตจากผู้ชมภายในงานและทางบ้าน เพื่อค้นหาผู้ชนะ 5 รางวัล และรางวัล popular vote 1 รางวัล ในระหว่างวันที่ 1-4 ธันวาคม 2565 

หมายเหตุ : วันประกวดรอบชิงชนะเลิศจะแจ้งให้ทราบภายหลัง 

เงื่อนไขการประกวดรอบชิงชนะเลิศ

  • ผู้เข้ารอบต้องทำตามกติกาที่ได้รับครบถ้วนทั้งการไลฟ์ (Live) และขึ้นเวทีประกวดเพื่อแสดงความสามารถ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งถือว่าสละสิทธิ์
  • ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศสามารถชวนแฟนคลับหรือครอบครัวมาร่วมโหวตเป็นกำลังใจหน้างานได้
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • ผู้เข้าร่วมประกวดต้องยินยอมปฏิบัติตามกติกาที่บริษัทฯ กำหนดทุกประการ
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

เกณฑ์การตัดสินรอบชิงชนะเลิศ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

  1. คะแนนคณะกรรมการ 70  % โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ซึ่งมีหลักการตัดสินคะแนนดังนี้ 

กรรมการคนที่ 1 กองบรรณธิการ Amarin Baby & Kids   พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้  (มีคะแนนเต็ม 30 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง เต็ม 10 คะแนน
  • Key message ของสินค้าตรงตามโจทย์ที่กำหนด  เต็ม 10 คะแนน
  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 10 คะแนน

กรรมการคนที่ 2 Creative   พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้  (มีคะแนนเต็ม 30 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง  เต็ม 10 คะแนน
  • ความคิดสร้างสรรค์  เต็ม 10 คะแนน
  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 10 คะแนน

กรรมการคนที่ 3 Celebrity พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้ (มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง เต็ม 10 คะแนน
  • Key message ของสินค้าตรงตามโจทย์ที่กำหนด เต็ม 5 คะแนน
  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 5 คะแนน

กรรมการคนที่ 4 Mom Influencer  พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้ (มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง เต็ม 10 คะแนน
  • Key message ของสินค้าตรงตามโจทย์ที่กำหนด เต็ม 5 คะแนน
  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 5 คะแนน
  1. คะแนนจากไลฟ์สด (Live) 30 % จากโจทย์  “โปรโมทงานแฟร์” คะแนนเต็ม 100 คะแนน มีเกณฑ์ดังนี้ 
  • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง 40 คะแนน
  • Key message ของสินค้าตรงตามโจทย์ที่กำหนด 30 คะแนน
  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 25 คะแนน
  • คะแนนพิเศษสำหรับผู้ที่มีผู้เข้าชมไลฟ์สูงสุด 5 คะแนน

รางวัล Popular Vote

ผลโหวตออนไลน์ 

    • เริ่มโหวตพร้อมกันหลังผู้เข้าประกวดคนสุดท้ายแสดงความสามารถบน เวที โดยมีเวลาโหวต 10 นาที 
    • สามารถโหวตได้มากกว่า 1 ครั้ง ครั้งละ 1 คน
  • 1 โหวต = 1 คะแนน

รางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวด

เงินรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวด

    • รางวัลชนะเลิศกรุงเทพมหานคร รับเงินสดจำนวน 50,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลชนะเลิศกรุงเทพมหานคร
    • รางวัลชนะเลิศภาคเหนือ รับเงินสดจำนวน 50,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลชนะเลิศภาคเหนือ
    • รางวัลชนะเลิศภาคกลาง รับเงินสดจำนวน 50,000 บาท  และโล่พร้อมป้ายรางวัลชนะเลิศภาคกลาง
    • รางวัลชนะเลิศภาคอีสาน รับเงินสดจำนวน 50,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลชนะเลิศภาคอีสาน
    • รางวัลชนะเลิศภาคใต้ รับเงินสดจำนวน 50,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลชนะเลิศภาคใต้
    • รางวัล Popular vote สำหรับผู้ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้ชมหน้างานและทางบ้าน รับเงินสดจำนวน 10,000 และโล่พร้อมป้ายรางวัล Popular vote

หมายเหตุ : ผู้รับเงินรางวัลต้องชำระภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิ์ประโยชน์ของผู้ชนะการประกวด

  • ผู้รับรางวัลชนะเลิศของแต่ละภาค จะได้เซ็นต์สัญญาเป็น “INFLUENCER” ของแบรนด์ Amarin Baby & Kids ภายใต้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นเวลา 1 ปี เพื่อก้าวสู่เส้นทางการเป็นคุณแม่ INFLUENCER มืออาชีพ และร่วมงานกับ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต (เงื่อนไขเป็นไปตามสัญญาที่บริษัทกำหนด)
    • ผู้เข้ารอบ 25 คนสุดท้าย มีสิทธิ์ร่วมงานกับแบรนด์ Amarin Baby & Kids ภายใต้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต ในฐานะ INFLUENCER มืออาชีพ (เงื่อนไขเป็นไปตามสัญญาที่บริษัทกำหนด)
  • ผู้รับรางวัลชนะเลิศจะได้ร่วมงานในฐานะ INFLUENCER ในรายการ Mommy รีวิว ลงเพจ Amarin Baby & Kids จำนวนคนละ 1 คลิป เพื่อนำเสนอสินค้าของสปอนเซอร์ (โดยได้รับค่าจ้างตามที่บริษัทกำหนด)
  • ผู้รับรางวัลทุกรางวัลจะได้ร่วมงานในฐานะ INFLUENCER ถ่ายคลิปรีวิวสินค้าจำนวน 5 คลิป โพสต์ลง Personal Facebook หรือ Facebook Fanpage 1 ครั้ง จากสปอนเซอร์จำนวน 5 แบรนด์  (โดยได้รับค่าจ้างตามที่บริษัทกำหนด)
เด็กแรกเกิด

เด็กแรกเกิด ควรดูแลอย่างไร ลักษณะแบบไหนถือว่าปกติ

มีคำถามมากมายในระหว่างคุณแม่ตั้งครรภ์ ยิ่งเวลาใกล้คลอด ความวิตกกังวลต่าง ๆ ก็จะมากขึ้น โดยเฉพาะจะดูแล เด็กแรกเกิด อย่างไร และลักษณะของลูกคือปกติหรือไม่

เด็กแรกเกิด ควรดูแลอย่างไร ลักษณะแบบไหนถือว่าปกติ

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่คงรู้สึกกังวลไม่น้อย ถึงวิธีการดูแลลูกหลังคลอด เมื่อกลับจากโรงพยาบาลควรต้องสังเกต และปฏิบัติอย่างไรกับลูก ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลการดูแล เด็กแรกเกิด มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวกันค่ะ

ลักษณะทั่วไปของ เด็กแรกเกิด
ลักษณะทั่วไปของ เด็กแรกเกิด

เด็กแรกเกิด ควรดูแลอย่างไร ลักษณะแบบไหนถือว่าปกติ

ลักษณะทั่วไปของเด็กแรกเกิด

เด็กแรกเกิด หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 เดือน เป็นวัยที่มีภาวะปกติที่ไม่พบในวัยอื่น ทั้งยังเป็นวัยที่มีอัตราการเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิตสูง เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง จากในครรภ์มารดาสู่สภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้ทารกยังต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่ดีนัก เกิดการเจ็บป่วยบ่อย จึงควรดูแลและป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องเรียนรู้ถึงลักษณะทั่วไปของเด็กแรกเกิด เพื่อจะได้สังเกตเห็นความผิดปกติของลูกได้ ลักษณะต่างๆของเด็กแรกเกิด มีดังนี้

น้ำหนัก

โดยปกติจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม(สำหรับประเทศไทย) ตัวยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ลักษณะศีรษะค่อนข้างโตเมื่อเทียบกับลำตัว สามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน เมื่อวางนอนคว่ำหน้าจะสามารถหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งได้ โดยทำให้หายใจสะดวก หากมีเสียงดังหรือได้รับความกระเทือน เด็กจะรู้สึกสะดุ้งตกใจแล้วกางแขนออก จากนั้นดึงแขนเข้าหากันพร้อมกับการร้องเสียงดัง ปฏิกิริยาเช่นนี้ถือว่าเป็นปกติธรรมชาติ และในทางตรงกันข้าม หากเด็กนอนเฉยหรือซึม แสดงว่าอาจมีความผิดปกติของสมอง

ศีรษะ

โดยปกติมักจะดูใหญ่ เส้นรอบศีรษะประมาณ 35 เซนติเมตร มีผมปกคลุมเต็มศีรษะ ในวันแรกๆอาจมีลักษณะค่อนข้างยาว ซึ่งเป็นผลเนื่องจากการบีบรัดผ่านทางช่องคลอด ตรงกลางศีรษะด้านหน้าเหนือหน้าผากขึ้นไปจะมีลักษณะเป็นช่องนุ่มๆสี่เหลี่ยมเรียกว่า กระหม่อม บริเวณนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะภายในคือมันสมอง ยังไม่มีกระดูกแข็งหุ้ม โดยกระหม่อมหน้านี้จะปิดเมื่อทารกอายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน

ผิวหนัง

โดยทั่วไปมักบางจนบางครั้งมองเห็นเส้นเลือดฝอยได้ สีมักจะแดงหรือชมพูเข้ม อาจจะมีขนอ่อนอยู่ตามบริเวณไหล่และหลังก็ได้ ในทารกบางคนที่ไม่ครบกำหนดดีอาจพบขนอ่อนชนิดนี้ทั่วตัว ประมาณวันที่ 3 หลังคลอด ทารกบางคนอาจมีภาวะตัวเหลืองได้ โดยสามารถสังเกตได้ที่ตาขาว และผิวที่เปลี่ยนเป็นสีส้ม หากพบอาการตัวเหลืองในเด็ก ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เด็กตัวเหลือง

อุจจาระ

โดยปกติทารกจะถ่ายอุจจาระภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด  อุจจาระนี้มีสีเทาปนดำ เรียกว่า ขี้เทา (meconium) ไม่มีกลิ่น ต่อมาเมื่อทารกได้รับประทานนมแล้ว ขี้เทาก็จะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้ม เขียว เขียวเหลือง และเหลืองในที่สุด ปกติจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ทารกจะถ่ายอุจจาระเกือบทุกครั้งที่รับประทานนม ดังนั้น ทารกจึงอาจจะถ่ายวันละ 3-6 ครั้งก็ได้

สะดือ

ในวันแรกๆ สายสะดือจะมีสีขาวขุ่นและเห็นเส้นเลือดดำแห้งอยู่ภายใน จากนั้นจะค่อยๆแห้ง แล้วสีเปลี่ยนเป็นเหลืองและดำในที่สุด โดยจะหลุดประมาณวันที่ 7-10 หลังคลอด ทั้งนี้อาจหลุดก่อนหรือหลังก็ได้ ไม่มีอันตรายใดๆ

การหายใจ

โดยปกติทารกหายใจโดยใช้ท้องเป็นหลักคือ มีการเคลื่อนไหวของท้องมากกว่าทรวงอก หายใจประมาณนาทีละ 30-40 ครั้ง ซึ่งมากกว่าเด็กโต ประมาณเท่าตัว หากไม่มีอาการไอ หอบ หรือตัวเขียว ถือว่าเป็นอาการปกติ

เต้านม

โดยปกติทารกไม่ว่าชายหรือหญิง ถ้าครบกำหนดมักจะมีเต้านมที่สามารถจะคลำได้ ในบางคนอาจมีน้ำนม 2-3 หยดไหลออกมาก็ได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ไม่ควรบีบเล่น เพราะอาจเกิดอันตรายและเกิดการอักเสบได้ ต่อไปก็จะเล็กลงเป็นปกติเอง

การมีเลือดไหลออกทางช่องคลอด

ทั้งนี้อาจพบได้ในทารกหญิงที่ครบกำหนด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดของฮอร์โมนของแม่สู่ทารก เมื่อทารกอายุ 3-4 วัน อาจมีเลือดออกเล็กน้อยได้ ไม่ต้องรักษา เพราะไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

การดูแล เด็กแรกเกิด
การดูแล เด็กแรกเกิด

เด็กแรกเกิด ควรดูแลอย่างไร ลักษณะแบบไหนถือว่าปกติ

การดูแลเด็กแรกเกิด

ช่วงเวลานี้เป็นระยะเวลาที่สำคัญสำหรับทารก เพราะมีความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และยังเป็นวัยที่สร้างรากฐานในการพัฒนาบุคลิกภาพของลูกในอนาคตอีกด้วยดังนั้น จึงต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

การดูแลเด็กแรกเกิด แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ การดูแลทางด้านร่างกาย และการดูแลทางด้านจิตใจ

การดูแลทางด้านร่างกาย คือ

  • เรื่องโภชนาการทางอาหาร
  • การนอนหลับอย่างเพียงพอ ในบริเวณที่สะอาด อากาศถ่ายเทได้ดี และปลอดภัย
  • การดูแลระบบขับถ่าย
  • การดูแลความสะอาด
  • การดูแลสุขภาพร่างกายให้อบอุ่นแข็งแรง
  • การดูแลเรื่องระบบทางเดินหายใจ

การดูแลทางด้านจิตใจ คือ การเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดด้วยความรักและความอบอุ่น ซึ่งจะเป็นการสร้างพื้นฐานทางด้านจิตใจที่ดีให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก โดยจะมีผลไปจนกระทั่งเด็กโต

โภชนาการทางอาหารสำหรับเด็กแรกเกิด

องค์การอนามัยโลกแนะนำ “ให้รับประทานนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และรับประทานนมแม่ร่วมกับอาหารเสริมจนถึงอายุ 2 ปี หรือมากกว่า” เพราะน้ำนมแม่ เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก อีกทั้งยังมีสารอาหารที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยนมผสม หลังคลอดคุณแม่ควรให้ลูกดูดนมในทันที โดยให้ลูกดูด 8-12 ครั้งต่อวัน ทั้งนี้ก่อนให้ลูกดูดนม คุณแม่ต้องล้างมือทุกครั้ง ในส่วนของหัวนม ทำความสะอาดขณะอาบน้ำเช้าและเย็นก็เพียงพอแล้ว

การให้นมลูก ควรอยู่ในที่สงบและสะอาด โดยนวดเต้านมและลานหัวนมให้นิ่ม แล้วบีบน้ำนมออกประมาณ 2-3 หยดก่อนให้ลูกดูดนม จัดท่าทางให้สบาย โดยคุณแม่อุ้มลูกตะแคงเข้าหาตัว ให้ปากของลูกอยู่ตรงหัวนม มืออีกข้างประคองเต้านม แล้วใช้หัวนมกระตุ้นริมฝีปากลูกให้ลูกอ้าปาก จากนั้นเคลื่อนลูกเข้าหาเต้านมโดยเร็ว ให้ลูกอมหัวนมให้ลึกถึงลานหัวนม และลิ้นอยู่ใต้ลานนม ลูกจะถอนปากออกเองเมื่ออิ่ม หากอิ่มแล้วลูกยังอมหัวนมอยู่ ให้คุณแม่ใช้นิ้วกดคางเบาๆ หรือใช้นิ้วก้อยสอดเข้ามุมปากของลูกเล็กน้อย แล้วจึงดึงหัวนมออก

การอุ้มเด็กแรกเกิด

การอุ้มเด็กแรกเกิดมี 3 แบบ คือ การอุ้มในท่าปกติ การอุ้มเรอ และการอุ้มปลอบ

  • การอุ้มในท่าปกติ โดยคุณแม่อุ้มทารกตะแคงเข้าหาทางหน้าอก ให้ท้ายทอยของทารกอยู่บนข้อพับแขนของคุณแม่ วางทอดแขนไปตามลำตัวของทารก อีกมืออุ้มช้อนส่วนก้นและช่วงขา ลำตัวทารกแนบชิดกับลำตัวของแม่ ให้ศีรษะ คอ และลำตัว อยู่ในแนวเดียวกัน
  • การอุ้มเรอ มีสองท่าคือ ท่าอุ้มพาดบ่า ให้หน้าท้องของทารกกดบริเวณไหล่ของแม่เพื่อไล่ลม และท่าอุ้มนั่งบนตัก โดยให้ทารกหันหน้าออก มือข้างหนึ่งของแม่จับที่หน้าอกของทารก ส่วนมืออีกข้างลูบหลัง ขณะลูบให้โน้มตัวทารกไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อให้หน้าท้องถูกกดและไล่ลมออก
  • การอุ้มปลอบ คล้ายกับการอุ้มเรอ แต่ให้คุณแม่พูดคุยกับทารกไปด้วย เพื่อให้ลูกรู้สึกสงบและปลอดภัย

การอาบน้ำเด็กแรกเกิด

ควรระวังเรื่องสถานที่และเวลาในการอาบน้ำ ควรอาบในที่ไม่มีลมโกรก อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง และสระผมวันละครั้ง (หรือตามสภาพอากาศ) โดยอาบในช่วงสาย ๆ หรือบ่าย ๆ ในขณะที่มีอากาศอุ่น ใช้เวลาในการอาบ 5-7 นาที เพราะหากอาบน้ำอาจทำให้เด็กไม่สบายได้ ทั้งนี้ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังในนมแม่

ก่อนอาบน้ำให้ลูก คุณแม่ต้องล้างมือและแขนให้สะอาด ผสมน้ำอุ่นครึ่งอ่าง แล้วใช้ศอกจุ่มน้ำเพื่อทดสอบอุณหภูมิของน้ำให้อุ่นพอดี ทำความสะอาดบริเวณใบหน้า ใบหู ซอกหู และสระผมให้เรียบร้อยก่อนอาบน้ำ การอุ้มลูกอาบน้ำในอ่างทำได้โดยใช้มือจับที่รักแร้ของลูก ให้ไหล่ของลูกพาดบนแขนของแม่ เพื่อล็อกตัวลูกให้อยู่กับที่ป้องกันลูกหลุดมือ ใช้ฟองน้ำชุบน้ำลูบตัวทารกให้เปียก ใช้สบู่ลูบทำความสะอาดบริเวณซอกคอ แขน ลำตัว ขา แล้วล้างออกให้สะอาด จากนั้นเปลี่ยนมาทำความสะอาดบริเวณหลัง ก้น และขา ของทารก หากทารกตัวโตน้ำหนักมาก สามารถสระผมและถูสบู่บนเบาะ แล้วค่อยอุ้มลงล้างตัวในอ่างอาบน้ำก็ได้

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว นำทารกวางบนที่นอน แล้วใช้ผ้าขนหนูซับตัวให้แห้ง ไม่เช็ดหรือถูแรงๆ จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วสองก้อน เช็ดทำความสะอาดตาของทารกทีละข้าง โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตา แล้วใช้สำลีก้อนใหม่ชุบแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดสะดือ โดยเช็ดวนจากด้านในออกมาด้านนอก หลังจากนั้นสวมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่อยู่ แล้วห่อตัวด้วยผ้าขนหนูเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายทารก

การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กแรกเกิด

ควรดูแลตั้งแต่แรกเกิด เพื่อป้องกันและลดการเกิดปัญหาฟันผุในอนาคต ทำความสะอาดช่องปากโดย ใช้นิ้วพันผ้านุ่มๆ ชุบน้ำต้มสุกที่สะอาดเช็ดให้ทั่วภายในช่องปาก บริเวณลิ้น เหงือก เพดานปาก และกระพุ้งแก้ม เพื่อไม่ให้มีคราบน้ำนมติดอยู่ ทำความสะอาดวันละสองครั้ง เช้าและเย็นหลังให้นมแม่ ทั้งนี้ไม่ควรเช็ดหลังรับประทานนมในทันที ควรรอสักพัก และควรแยกการใช้ผ้าอ้อมเช็ดปากกับผ้าอ้อมห่อตัว การทำความสะอาดช่องปากช่วยฝึกให้ลูกคุ้นชินกับความสะอาดของช่องปาก ซึ่งจะทำให้ลูกติดเป็นนิสัยไปจนโต

การให้ภูมิคุ้มกันโรค (วัคซีน) สำหรับเด็กแรกเกิด

เด็กแรกเกิดทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซีจี) และตับอักเสบ บี จากโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยใกล้บ้าน โดยจะมีประวัติการฉีดวัคซีนบันทึกไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และจะมีการนัดให้มารับวัคซีนในครั้งต่อไป คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกมารับวัคซีนตามนัด ควรดูแลแผลหลังฉีดวัคซีนทุกครั้ง โดยการเช็ดทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ฉีดด้วยสำลีและน้ำสะอาด อย่าสะกิดตุ่มหนองหรือทายาบริเวณที่ฉีด สำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรคจะทำให้เกิดแผลเล็กๆ อาจเป็นฝีขนาดเล็กและอยู่ได้นาน 3-4 สัปดาห์ และจะเป็นๆ หายๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใส่ยาหรือปิดแผล แต่หากพบความผิดปกติ เช่น บวม แดง ปวด แผลขยายใหญ่ขึ้น เป็นหนอง หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โตขึ้น ควรรีบพบแพทย์

การดูแล เด็กแรกเกิด เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ บทความที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะนำไปดูแลลูกน้อยกันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ทารกแรกเกิดต้องนั่งคาร์ซีท หรือไม่ ทำไมไม่ควรอุ้มเด็กนั่งในรถระหว่างเดินทาง

ศีรษะทารกแรกเกิด มีแผลอย่ารีบโวยอาจไม่ใช่จากการทำคลอด

แนวทางปฏิบัติตัวช่วงโควิด สำหรับ คนท้อง แม่หลังคลอด ทารกแรกเกิด

ฟินแลนด์ปรับโฉม Baby Box รวม ของใช้สำหรับทารกแรกเกิด กว่า 50 ชิ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.phyathai.com, https://th.yanhee.net

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

แอปเป๋าตัง

เช็กสิทธิใน แอปเป๋าตัง ตรวจคัดกรอง รับบริการอะไรได้บ้าง

เช็กสิทธิใน แอปเป๋าตัง ตรวจคัดกรอง รับบริการอะไรได้บ้าง

ปัจจุบันคนไทยใช้ แอปเป๋าตัง ในหลายๆ กรณี ทั้งการรับสิทธิประโยชน์จากรัฐ การรับส่วนลดต่างๆ หรือแม้แต่การซื้อล็อตตารี่ ดังนั้น สปสช. จึงได้ร่วมกับแอปเป๋าตัง พัฒนาบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในเมนูกระเป๋าสุขภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช่สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เป็นทางเลือกใหม่ในการจัดการสุขภาพของตัวเอง มีบริการอะไรบ้าง เรามีสิทธิอะไร มาดูกันค่ะ

ทดลองใช้ใน กทม. ก่อน

ดร.ทพ.วิรัตน์ เอื้องพูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นสิทธิที่คนไทยทุกคนทุกสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประกันสังคม ข้าราชการ ใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ส่วนบริการที่ใช้ในกระเป๋าสุขภาพได้นั้น จะมีตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิ การจองสิทธิ เลือกหน่วยบริการ และนัดหมายวันเวลาเข้ารับบริการได้ด้วยตัวเอง เบื้องต้นบริการเหล่านี้จะนำร่องในเขต 13 กทม.ก่อน และขยายไปทั่วประเทศในอนาคต

‘กระเป๋าสุขภาพ’ คืออะไร

สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค เช่น นัดฉีดวัคซีน ตรวจคัดกรองโรคต่าง ๆ ขอยาเม็ดคุมกำเนิด ขอรับชุดตรวจ ATK ฯลฯ สิทธิประโยชน์เหล่านี้แต่เดิมหน่วยบริการในพื้นที่เป็นผู้จัดบริการ แต่พัฒนาให้ดำเนินการได้ในแอปฯ โดยกระเป๋าสุขภาพนี้จะอยู่ในแอปเป๋าตัง

สมัคร ‘กระเป๋าสุขภาพ’ ทำยังไง

สำหรับวิธีการเข้าใช้บริการ มีดังนี้

เมื่อเข้าไปในหน้าแรกของแอปฯเป๋าตังแล้ว จะมีเมนู “กระเป๋าสุขภาพ”

  • เมื่อคลิกเข้าไปที่เมนูนี้แล้ว หากใครยังไม่ได้ลงทะเบียน ให้ดำเนินการลงทะเบียนก่อน
  • หลังจากนั้นระบบจะแสดงชื่อ นามสกุล สิทธิรักษาพยาบาลที่ท่านมี
  • ในนั้นจะมีแบนเนอร์ ให้คลิกเข้าไปตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ตามช่วงอายุ และเพศ
แอปเป๋าตัง
เป๋าสุขภาพ

 

เป๋าสุขภาพ เลือก สปสช.
สิทธิประโยชน์

แอปเป๋าตัง เมนู เป๋าตังสุขภาพมีบริการอะไรบ้าง

‘เป๋าตังสุขภาพ’ หรือ ‘Health Wallet’ ยังมีบริการสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึงผู้สูงอายุ มากถึง 11 บริการ ดังนี้

1. ตรวจคัดกรองโรคเมตาบอลิก 1 ครั้ง/ปี

ผู้ที่อายุ 25-59 ปี ไม่เป็นผู้ที่อยู่ใน 4 กลุ่มภาวะโรค ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคอ้วน

2. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
  • ฉีดวัคซีนในเด็กอายุแรกเกิด-14 ปี

3.การคุมกำเนิด

  • การใส่ห่วงอนามัย
  • ยาฉีดคุมกำเนิด
  • ยาฝังคุมกำเนิด
  • ยาเม็ดคุมกำเนิด
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

4. การฝากครรภ์ และตรวจการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง/การตั้งครรภ์

5.คัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ สำหรับเด็กแรกเกิด 

6.ตรวจคัดกรองภาวะซีด 1 ครั้ง/ช่วงอายุ 

  • ช่วงอายุ 0-2 ปี
  • ช่วงอายุ 3-6 ปี
  • ช่วงอายุ 7-12 ปี
  • ช่วงอายุ 13-24 ปี (เฉพาะเพศหญิง)

7. การตรวจคัดกรองภาวะซึมเศร้าด้วย 2 คำถาม ไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

8.ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ 1 ครั้ง/ปี สำหรับผู้ที่มีอายุ 50-70 ปี

9.ตรวจคัดกรองมะเร็งสตรี
▪ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี HPV DNA
▪ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี Pap swear
▪ ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

10.ตรวจประเมินพัฒนาการเด็กดี (Well baby) ไม่เกิน 5 ครั้ง ในขวบปีแรก และ 1 ครั้ง/ปี ในช่วงอายุ 1-5 ปี

11.ตรวจสุขภาพผู้สูงอายุและตรวจประเมินกิจวัตรประจำวันในผู้สูงอายุ

เมื่อตรวจสอบสิทธิว่ารับบริการอะไรได้บ้างแล้ว เฉพาะพื้นที่ กทม. ผู้ใช้งานสามารถกดจองสิทธิ เลือกสถานที่รับบริการและนัดหมายวันเวลา จากนั้นเมื่อกดยืนยันในระบบแล้ว ก็เข้าไปรับบริการตามวันเวลาที่กำหนดได้เลย

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
กรุงเทพธุรกิจ, Springnews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

ไทยมี ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม เหมือนที่ชัชชาติพาลูกรักษา

เปลี่ยนนามสกุลลูก หลังหย่า/แยกทาง ทำได้ไหม อย่างไร?

แม่ๆเตรียมเฮ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก สปสช.ดูแลทุกสิทธิ์

โรงเรียน อนุบาล

โรงเรียน อนุบาล มีกี่แบบ? หลักสูตรไหนเหมาะกับลูกเรา?

เมื่อลูกถึงวัยที่จะต้องเข้าเรียน โรงเรียน อนุบาล กันแล้ว แม่ ๆ จะเลือกโรงเรียนอย่างไร? หลักสูตรไหน? ให้เหมาะกับลูก และครอบครัวของเรากันนะ

โรงเรียน อนุบาล มีกี่แบบ? หลักสูตรไหนเหมาะกับลูกเรา?

ถึงเวลาที่ลูกจะต้องเข้าเรียน โรงเรียนอนุบาลแล้ว ก่อนที่แม่ ๆ จะพาลูกไปสมัครเรียน มารู้กันก่อนว่า โรงเรียนอนุบาล สมัยนี้ มีหลากหลายหลักสูตรให้เลือก และแต่ละหลักสูตรมีการเรียนการสอนที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ดังนั้น ปัจจัยในการเลือก โรงเรียน อนุบาล จะไม่เป็นเหมือนสมัยก่อนกันแล้ว ก่อนจะเลือกโรงเรียนที่ชอบ เราต้องมารู้ก่อนว่า โรงเรียนที่เราเล็ง ๆ ไว้นั้น จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรอะไร และควรมองยาว ๆ ไปถึงระดับประถมและมัธยม ว่าโรงเรียนที่เราเลือกนั้น มีการเรียนการสอนรองรับไปถึงระดับประถมและมัธยมหรือไม่ โดยแต่ละหลักสูตรจะมีข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่างกันไป มาดูกันค่ะว่า โรงเรียน อนุบาล มีหลักสูตรใดบ้าง

โรงเรียนอนุบาลมีกี่แบบ? หลักสูตรไหนเหมาะกับลูกเรา?

  1. แนววิชาการ

การเรียนการสอนเน้นการเรียน เขียนและอ่าน โรงเรียนอนุบาลประเภทนี้จะเคร่งครัดเรื่องวิชาการเรียกว่าจบระดับอนุบาลก็สามารถอ่านออกเขียนได้ และเน้นที่จะให้เด็กไปสอบเข้าโรงเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนชื่อดังให้ได้ ข้อดีของโรงเรียนแนววิชาการคือจะมีโรงเรียนแนววิชาการในระดับประถมและมัธยมรองรับไปจนโต สำหรับข้อเสียคือเนื้อหาที่ใช้เรียนจะค่อนข้างยากเมื่อเทียบกับอายุของเด็ก แต่หลาย ๆ โรงเรียนก็จะมีวิธีการสอนให้เด็กเข้าใจในเนื้อหายาก ๆ นั้นได้ค่ะ

โรงเรียนอนุบาล
โรงเรียนอนุบาล

2. โรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม หรือแนวบูรณาการ

โรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม จะเป็นการเรียนที่ไม่เน้นวิชาการ แต่ถึงแม้จะไม่ได้จัดการสอนแนววิชาการ แต่โรงเรียนแนวนี้จะแทรกความรู้แนววิชาการผ่านการเล่น การสังเกต การลงมือทำ มีหลายหลักสูตร เช่น

  • Waldorf เน้นสอนให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น สอนกิจกรรมให้ฝึกทักษะการคิดจินตนาการ ทั้งศิลปะ ดนตรี โดยให้เด็กได้ปฏิบัติจริง
  • Montessori แนวทางนี้จะเน้นสอนตามพัฒนาการและความต้องการของเด็ก เพื่อให้เด็กพึ่งพาตนเองได้ เรียนรู้เป็นรายบุคคล เน้นการเตรียมการสอนของครูตามขั้นตอน โดยใช้อุปกรณ์ในการฝึกประสาทสัมผัสเด็ก
  • Neo-Humanist เป็นการน าศาสตร์ทางตะวันออกผสานความทันสมัยแบบตะวันตก เช่น มีการให้เด็กฝึกสมาธิ ทำโยคะ ขณะเดียวกัน ก็ใช้เสียงเพลงและวิธีการสอนใหม่ๆ ด้วย
  • Reggio Emilia เน้นการสอนให้พ่อแม่ ครู เด็ก ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กเรียนรู้ มีการตั้งสมมติฐาน สำรวจแล้วแสดงผลผ่านการวาดภาพ งานปั้น การเล่นละคร การเขียน
  • Project Approach เป็นการสอนด้วยวิธีสะสมแฟ้มผลงานเด็ก โดยสืบค้นหาข้อมูลตามเรื่องที่เด็กสนใจ ค้นหาคำตอบจากคำถามที่เกี่ยวกับหน่วยการเรียนรู้ คำถามนั้นจะมาจากเด็กกับครูร่วมกัน เพื่อให้เด็กรู้จักตัดสินใจ และพ่อแม่มีส่วนร่วม
  • Whole Language Approach เป็นการสอนภาษาแบบบูรณาการ ผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียน พร้อมกัน ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เตรียมความพร้อมทุกด้าน ให้เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาได้ง่ายและเร็วขึ้น
  • High/Scope เน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นหลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะกับพัฒนาการ และการแก้ปัญหา แบ่งการสอนเป็นกลุ่มย่อยเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ

ข้อดีของโรงเรียนแนวนี้ คือจะลงรายละเอียดไปที่เด็กแต่ละคน ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง คุณครูจะทำหน้าที่ดันและพัฒนาเด็กตามความถนัดของแต่ละคน จะไม่ยึดตามหลักสูตรการเรียนการสอนแนววิชาการ ข้อเสีย คือมีโรงเรียนแนวบูรณาการในระดับประถมและมัธยม ค่อนข้างน้อย ทำให้เด็กที่เรียนใน โรงเรียน อนุบาล หลักสูตรนี้ต้องไปเข้าเรียนในหลักสูตรวิชาการในระดับประถมและมัธยมแทน

3. โรงเรียนแนววิถีพุทธ

หลักสูตรวิถีพุทธ คือ หลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้หลักธรรมคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาในการพัฒนานักเรียน รวมทั้งใช้หลักคำสอนตามพระพุทธศาสนาผสมผสานในหลักสูตรการเรียนการสอน โรงเรียนหลักสูตรวิถีพุทธนี้ จะมีหลักการเรียนการสอนคล้าย ๆ กับโรงเรียนแนวบูรณาการ

4. หลักสูตรสองภาษา

เน้นการสอนแบบสองภาษา โดยใช้หลักสูตรของกระทรวง คือภาษาไทยกับภาษาที่สองซึ่งส่วนมากจะเป็น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน บางโรงเรียนเพิ่มเป็นสามภาษาตามที่ผู้ปกครองต้องการ หลักสูตรนี้จะมีทั้งสอนแบบเตรียมความพร้อม ที่เน้นกิจกรรมเล่นปนเรียน มีสื่อที่เป็นภาษาที่สอง เช่น บัตรคำ หนังสือภาพ หรืออื่น ๆ และการสอนแบบวิชาการที่เน้นการอ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาที่สอง

5. โรงเรียนนานาชาติ

เป็นโรงเรียนที่ไม่ใช้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ใช้หลักสูตรของต่างประเทศ เช่น หลักสูตรระบบอเมริกัน และระบบอังกฤษ หรือหลักสูตรเฉพาะชาติ ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ข้อดีของโรงเรียนนานาชาติ คือลูกจะพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้คล่อง เพราะได้เรียนกับเจ้าของภาษาโดยตรง แต่ข้อเสียคือค่าเทอมจะมีราคาสูงกว่าหลักสูตรอื่น ๆ มาก

6. หลักสูตรเรียนที่บ้าน (Home school)

การเรียนแบบ Home School หรือเรียนที่บ้าน เป็นการจัดการศึกษาโดยครอบครัว มีขอบเขตเนื้อหาวิชาไม่ต่างไปจากหลักสูตรปกติ ข้อแตกต่างสำคัญอยู่ที่กระบวนการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น มีการจัดประสบการณ์เสริมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย มีกิจกรรมนอกบ้านเป็นองค์ประกอบสำคัญ มีการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมเครือข่ายพ่อแม่ (อ่านต่อ เช็กให้ดี กับปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนทำ โฮมสคูล !!)

หลักสูตรอนุบาล
หลักสูตรอนุบาล

สิ่งที่ควรพิจารณา ก่อนตัดสืนใจเลือก โรงเรียน อนุบาล ให้ลูกน้อย

เมื่อตัดสินใจเลือกหลักสูตรการเรียนการสอนให้ลูกได้แล้ว ก็มาดูปัจจัยอื่น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าโรงเรียนไหน เหมาะกับลูกเราบ้าง

  1. ใกล้ที่ทำงาน/บ้าน สำหรับคนในเมืองคงต้องใช้เกณฑ์นี้ก่อนการเลือกโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะกว่าพ่อแม่จะฝ่าการจรจรมารับลูกได้ ลูกก็อาจติดอยู่ในโรงเรียนนาน แต่หากโรงเรียนอยู่ใกล้ที่ทำงาน การรับส่งจะสะดวกกว่า และเรายังมีเวลาใกล้ชิดกับลูกมากกว่าด้วย
  2. มีบริเวณ ร่มรื่น ปลอดภัย เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสได้วิ่งเล่น ได้สัมผัสแดดลมตามวัย
  3. สะอาด เรียบร้อย ซึ่งสามารถดูได้จากข้าวของเครื่องใช้ในโรงเรียนว่า มีการดูแลอย่างดีหรือไม่
  4. มีเครื่องเล่นสนามให้เด็ก โดยเครื่องเล่นต้องมีความปลอดภัยและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
  5. นโยบายของโรงเรียน นโยบายโรงเรียนเป็นแบบเร่งเรียนหรือเตรียมความพร้อม เด็กบางคนพ่อแม่บอกว่าลูกอ่านเขียนเก่งคิดเลขได้ แต่พอถามเด็กถึงเรื่องราวที่นอกเหนือจากนั้นกลับตอบอะไรไม่ได้ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เพราะใช้เวลาไปกับการอ่านเขียนมากกว่า เพราะฉะนั้นนโยบายของโรงเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญส าหรับการพัฒนาลูกของเราให้เติบใหญ่เป็นคนที่มีความสุขต่อไป
  6. กิจกรรมของโรงเรียน มีกิจกรรมหรือไม่ต้องดูว่ามีกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาพัฒนาการทั้ง 4 ด้านให้เด็กทำ โดยดูจากห้องเรียนว่ามีแต่โต๊ะ เก้าอี้ หรือกระดานหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่ามีการสอนอ่านเขียนอย่างเดียว โดยไม่ให้เด็กได้พัฒนาร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาเลย
  7. การจัดห้อง การจัดห้องต้องจัดเป็นมุมของเล่น จัดเป็นมุมบ้านบ้าง มุมแต่งตัว มุมเล่นบล็อก มุมวาดภาพ ระบายสี ฯลฯ ถ้าไม่มีแสดงว่าลูกเราไม่มีโอกาสได้เล่น
  8. อัตราส่วนระหว่างครูต่อเด็ก เด็กอายุ 3-5 ปีคือ ควรมีครู 2 คนต่อนักเรียนไม่เกิน 25 คน
  9. ท่าทีของครูและบุคลากรในโรงเรียน ว่ามีความสนใจและรักเด็ก พิจารณาเรื่องความสามารถและวุฒิภาวะของครูผู้สอนในการสอนและแก้ปัญหาของเด็ก
  10. อาหารที่ให้เด็กทาน พิจารณาถึงปริมาณอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงภาชนะต่างๆเช่น จาน แก้วน้ำ ด้านความสะอาดและถูกสุขลักษณะ
  11. มาตรการเรื่องความปลอดภัยและการเฝ้าระวังโรคติดต่อ เนื่องจากเด็กวัยนี้อาจมีการเล่นซนและเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดโรคติดต่อได้ง่ายเนื่องจากเด็กมีภูมิต้านทานต่อโรคต่าง ๆ
  12. ค่าเล่าเรียน พ่อแม่ควรพิจารณาเรื่องค่าเล่าเรียน ว่าเหมาะสมกับการจัดการเรียน และเหมาะกับเศรษฐกิจของครอบครัว

ไม่มีโรงเรียนไหนดีกว่าโรงเรียนไหน มีแต่โรงเรียนไหนที่เหมาะกับลูกและครอบครัวของเรา ลูกจะต้องอยู่ในโรงเรียนที่เราเลือกไปอย่างน้อยก็ 3 ปี ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับลูกที่สุด ลูกไปเรียนแล้วมีความสุขที่สุดค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 “โรงเรียนอนุบาล” ยอดนิยมพร้อมหลักสูตร ปี 2565

ส่งลูก เรียนอนุบาล แต่พ่อแม่ไม่อยากให้รร. “เร่งอ่านเขียน” จะทำอย่างไรดี?

13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล

หมอชี้! หลักการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนที่ดีต้องมี 3 ข้อนี้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ผศ.พญ.จิรนันท์ วีรกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรค ขาโก่ง ในเด็ก

อย่าเพิ่งดัดขาลูก!โรค ขาโก่ง ในเด็กต้องรักษาห้ามดัด

ขาโก่ง ในเด็กตามธรรมชาติเป็นเรื่องที่ไม่แปลกนักสามารถหายเองได้ แต่สำหรับเด็กที่เกิน 2ขวบแล้วยังคงมีอาการต้องเฝ้าระวังโรคเบร้าท์ ที่การดัดขาลูกไม่ได้ช่วยอะไร

อย่าเพิ่งดัดขาลูก!โรค ขาโก่ง ในเด็กต้องรักษาห้ามดัด

ลูกขาโก่ง อาจเป็นอาการที่พ่อแม่สามารถสังเกตเห็นได้ในเด็กทารก และกำลังเป็นกังวลกันอยู่ใช่ไหม ขาโก่งเป็นเรื่องปกติในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และโดยทั่วไปจะดีขึ้นเมื่ออายุ 18 ถึง 24 เดือน

ภาวะขาโก่ง (Bowed leg)

ขาโก่ง เป็นภาวะหนึ่งที่เราพบกันได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเด็กจะมีขา และเข่าในลักษณะที่โค้งออกด้านนอกลำตัว อาจร่วมกับเห็นเด็กเดินในลักษณะปลายเท้าชี้เข้าด้านในลำตัวมาก ๆ โดยมากมักสังเกตเห็นลักษณะขาโก่งแบบนี้ได้ชัดเจนในช่วงที่เด็กเริ่มเดิน ภาวะขาโก่งในเด็กที่พบส่วนใหญ่จะเป็นขาโก่งตามธรรมชาติ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Physiologic bowed leg ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถหายได้เอง

ขาโก่งในเด็ก
ขาโก่งในเด็ก

Blount’s Disease (โรคขาโก่ง)

โรคขาโก่ง หรือที่เรียกว่า tibia vara เป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตที่ส่งผลต่อแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกหน้าแข้ง (tibia) โรคขาโก่ง ทำให้ขาส่วนล่างของเด็กหันเข้าด้านใน และโค้งงอคล้ายกับส่วนโค้งในตัวอักษร C

ทารกและเด็กวัยหัดเดินมักจะงอขา (โค้งไปที่ขา) แต่ขาจะงอเมื่อเด็กเริ่มเดิน เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Blount จะมีส่วนโค้งที่ขาอย่างชัดเจนซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้เมื่ออายุมากขึ้น และอาการแย่ลงเมื่อกระดูกโตขึ้น

ลูกเป็นขาโก่งแบบไหนกันนะ!!

วิธีการสังเกตเบื้องต้นว่าเด็กที่มีภาวะขาโก่งนั้นเป็นขาโก่งตามธรรมชาติ หรือขาโก่งที่เป็นโรคได้จาก
  1. ช่วงอายุ โดยปกติแล้วเด็กทุกคนเกิดมาจะมีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เมื่อโตขึ้นขาก็จะค่อย ๆ โก่งลดลงเอง และควรมีขาที่ตรงเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ ดังนั้นถ้าเด็กมีอายุเกิน 2 ปีแล้ว แต่ยังคงมีขาที่โก่งอยู่ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจมีโอกาสที่จะเป็นขาโก่งแบบที่เป็นโรคสูง
  2. ขาที่โก่งนั้นเป็นทั้ง 2 ข้างหรือไม่ ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ ขาควรจะโก่งทั้ง 2 ข้าง หากเด็กมีภาวะขาโก่งข้างเดียวหรือความโก่งของขาทั้ง 2 ข้างต่างกันมากอย่างชัดเจนน่าจะเป็นขาโก่งแบบที่เป็นโรคมากกว่า
  3. ความอ้วน ความอ้วนของเด็กนั้นเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เป็นโรคขาโก่ง ดังนั้นหากพบว่าเด็กมีภาวะขาโก่งร่วมกับมีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเป็นโรคขาโก่งได้
  4. เด็กที่เริ่มเดินได้เร็ว (ก่อน 12 เดือน) จากรายงานทางการแพทย์พบว่าการที่เด็กเริ่มเดินได้เร็วกว่าปกติเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเกิดภาวะขาโก่ง

แม้ว่า ขาโก่ง ส่วนมากจะเป็นขาโก่งแบบธรรมชาติ เป็นแบบที่หายได้เอง แต่หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการข้างต้นแล้ว เช่น  เด็กอายุเกิน 2 ปีแล้วยังมีภาวะดังกล่าวอยู่ หรือไม่ก็เป็นหนักกว่าเดิม ให้พ่อแม่ตั้งข้อสันนิษฐานได้เลยถึง โรคขาโก่ง ในความเป็นจริงแล้ว หากพบว่าเป็นโรคขาโก่งนั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน และไม่ทำการรักษา อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย และบุคลิกภาพของเจ้าตัวเล็กได้

โรค ขาโก่ง ดัดขาลูกไปก็ไม่ได้ผล แถมอันตราย
โรค ขาโก่ง ดัดขาลูกไปก็ไม่ได้ผล แถมอันตราย

อย่าเพิ่งดัดขา เมื่อพบว่าลูกขาโก่ง!!

คำแนะนำเมื่อพบว่าลูกขาโก่ง หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตแล้วพบว่าลูกมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะขาโก่งแบบที่เป็นโรค แม้ข้อใดข้อหนึ่งควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจให้แน่ใจ ไม่ควรพยายามไปดัดขาเด็กให้ตรง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว การดัดขาลูกไม่ถูกวิธียังเสี่ยงต่อการทำให้ลูกบาดเจ็บ อาจถึงขั้นกระดูกหักได้

การวินิจฉัยโรคขาโก่งทำอย่างไร?

หมอจะทำการวินิจฉัยโรค Blount หลังจากทำการตรวจร่างกายรวมทั้งสั่งเอ็กซ์เรย์ที่ขาของเด็ก (ข้อเท้าถึงสะโพก) รังสีเอกซ์ช่วยให้ผู้ให้บริการของคุณเห็นว่ากระดูกของลูกคุณเติบโตอย่างไร และสามารถช่วยให้พวกเขาระบุสิ่งที่ทำให้ขาของเด็กโค้งเข้าด้านในได้ แต่การ x – ray ในเด็กที่เล็กเกินไปจะแยกกับภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ กับโรคขาโก่งไม่ได้ จึงนิยมทำเมื่ออายุเกิน 2 ขวบแล้ว

โรคขาโก่งส่งผลต่อลูกอย่างไร?

โรคขาโก่ง ส่งผลต่อการเติบโตของกระดูกหน้าแข้งของเด็ก ซึ่งอาจทำให้ขางอเข้าด้านในได้ ดังนั้นนิ้วเท้าจะหันเข้าหาแทนที่จะตั้งตรง และขาจะโค้ง หากไม่ได้รับการรักษา อาการนี้อาจแย่ลงได้ และการโค้งงออาจทำให้เด็กเดินหรือทำกิจกรรมที่ใช้ขาไม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ขา และข้ออักเสบของเด็กซึ่งอาจเจ็บปวดได้
อาการของโรคขาโก่ง
  • งอขาที่ดูเหมือนส่วนโค้งในตัวอักษร C
  • ขาโก่งอาจเป็นต่อขาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • นิ้วเท้า และเท้าชี้เข้าด้านในแทนการตั้งตรง

ขาโก่ง ไม่ทำให้เกิดอาการปวดในเด็กวัยหัดเดิน แต่วัยรุ่นอาจรู้สึกปวดเข่า และมีอาการมากขึ้น เมื่อออกกำลังกาย

อาการรุนแรงของโรคขาโก่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้ ได้แก่

  • โรคข้อเข่าเสื่อม
  • เดินลำบาก
  • ความเสียหายของข้อต่อ และเส้นประสาท
ขาโก่ง ตามธรรมชาติสามารถหายได้เอง
ขาโก่ง ตามธรรมชาติสามารถหายได้เอง

โรคขาโก่งสามารถรักษาได้หรือไม่

โรคขาโก่ง สามารถเกิดขึ้นได้ในภายหลังในช่วงวัยรุ่น และในผู้ใหญ่ (เริ่มมีอาการช้า) อาการนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน คนที่น้ำหนักขึ้นเร็ว หรือเด็กที่เริ่มเดินเร็ว (ก่อน 12 เดือน) สำหรับคุณพ่อหรือคุณแม่ที่สงสัยว่าขาโก่งรักษาได้ไหม หรือมีวิธีการป้องกันอย่างไรได้บ้างนั้น เนื่องจากโรคขาโก่งจะทำให้แผ่นกระดูกด้านในถูกกดทับ ผลที่ตามมานอกจากขาโก่ง คือ การเสียบุคลิกภาพได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น ช่วยให้เกิดวิธีการรักษาที่หลากหลายและให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูได้เป็นอย่างดี ดังนี้

  • การบริหารกล้ามเนื้อส่วนขา

สำหรับใครที่เป็นโรคขาโก่ง หรือ Bowed Leg แล้วมีอาการไม่มากนัก การบริหารกล้ามเนื้อส่วนขานับเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาที่ง่าย และสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และจัดกระดูกให้กลับมาเข้ารูปดังเดิม โดยเริ่มจากการแยกปลายเท้าออกจากกันประมาณ 45 องศา ในขณะที่ส้นเท้ายังยืนชิดติดกันอยู่ จากนั้นพยายามดันตัวให้ตรงที่สุดเป็นเวลา 5 นาที ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 3 ครั้ง เพื่อให้การบริหารกล้ามเนื้อนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ปรับท่าทางการเดิน

การปรับท่าทางการเดินมีส่วนช่วยในการรักษาลูกขาโก่งได้เช่นกัน โดยให้ลูกน้อยนั้นเดินให้ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า รวมถึง ในขณะที่ยืนนั้น ให้พยายามหลีกเลี่ยงการยืนขาโก่ง ซึ่งวิธีดังกล่าว อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาในการทำทีละขั้นตอน เพื่อให้กระดูกสามารถปรับรูปใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายมากที่สุด

  • ใส่อุปกรณ์ดัดขาโดยแพทย์

จะใช้ในรายที่เป็นน้อย หรืออายุน้อยกว่า 3 ขวบ โดยแพทย์จะแนะนำให้สวมเหล็กดัดที่ยื่นจากต้นขาถึงเท้า มักจะใส่ตอนกลางคืนเป็นเวลาหนึ่งปี

  • การผ่าตัด

ในกรณีที่อาการ ขาโก่ง ในเด็กค่อนข้างจะเห็นได้อย่างชัดเจน การผ่าตัดถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาโรคขาโก่งได้ เพื่อให้กระดูกบริเวณใต้เข่ากลับมาตรง ซึ่งการผ่าตัดมักต้องทำก่อนอายุ 4 ขวบ เพราะถ้าทำช้ากว่านั้นผลสำเร็จของการรักษาจะแย่ลงจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูง และอาจต้องผ่าตัดหลายครั้ง ดังนั้น จึงนิยมใช้วิธีการผ่าตัดโดยการตัดแต่งกระดูกให้เข้ารูปแล้วจึงปล่อยให้กระดูกค่อย ๆ กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งการผ่าตัดนั้น ทางแพทย์จะให้ผู้ป่วยได้พักฟื้น และใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวภายในครึ่งเดือนแรก ก่อนที่จะเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุด

ใส่ใจท่าเดิน ท่านั่งของลูก เพื่อป้องกัน ลูกขาโก่ง
ใส่ใจท่าเดิน ท่านั่งของลูก เพื่อป้องกัน ลูกขาโก่ง

ดูแลลูกหลังผ่าตัดอย่างไร?

หลังการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคขาโก่ง สิ่งสำคัญคือต้องหมั่นรักษาความสะอาดแผลผ่าตัดของลูก เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ และพยายามไม่ให้ลูกของคุณลงน้ำหนักที่ขาที่ได้รับการผ่าตัดเป็นเวลาหกถึงแปดสัปดาห์ การกดทับบริเวณที่ผ่าตัดมากเกินไปอาจทำให้กระดูกเคลื่อนตัว และไม่หายเป็นปกติ

เคล็ดลับการดูแลร่างกาย ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาโก่ง

ในปัจจุบันยังไม่สามารถรู้วิธีป้องกันโรคขาโก่งได้ แต่คุณสามารถทำตามขั้นตอนเพื่อช่วยให้กระดูกของลูกแข็งแรง และแข็งแรงพอที่จะทำให้แน่ใจว่า จะป้องกันไม่ให้ลูกน้อยขาโก่ง การดูแลรักษาสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ด้วยการปฎิบัติตน ดังต่อไปนี้

  • เสริมสุขภาพด้วยโภชนาการ

การเสริมสุขภาพด้วยโภชนาการที่ดีอย่างการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องต่าง ๆ เช่น การให้พลังงาน หรือเสริมสร้างระบบร่างกายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงควรใส่ใจในเรื่องอาหารการกินของลูกให้มีสารอาหารครบ 5 หมู่

  • ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

พยายามระวังอย่าให้เด็กอ้วนเพราะความอ้วนเป็นความเสี่ยงสำคัญทีสุดของโรคขาโก่ง สำหรับเคล็ดลับการดูแลร่างกายนั้น การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ และส่วนอื่น ๆ ได้มีการขยับเขยื้อน ทำให้สุขภาพแข็งแรง ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วน และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาโก่งได้ด้วย

  • บำรุงร่างกายด้วยแคลเซียม และวิตามิน

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กขาโก่ง คือ การมีกระดูกที่เปราะบางและแตกหักง่าย จึงทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้  ดังนั้น การบำรุงร่างกายด้วยแคลเซียมและวิตามินจะช่วยให้กระดูกกลับมาแข็งแรงและป้องกันไม่ให้ลูกขาโก่งหรือมีภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ตามมา

ไม่เร่งลูกหัดเดินเร็วเกินไป
ไม่เร่งลูกหัดเดินเร็วเกินไป
  • ไม่บังคับให้เด็กฝึกหัดเดินเร็วเกินไป

ไม่กระตุ้นให้เด็กเดินเร็วเกินไป เช่น การใช้รถเข็นหัดเดินในเด็กเล็กเพราะนอกจากจะเสี่ยงเกิดขาโก่งแล้วเด็กอาจจะติดเดินเขย่งปลายเท้า และยังง่ายต่อการพลัดตกหกล้มอีกด้วย

ขาโก่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในทารก และจะหายไปเมื่อลูกของคุณเริ่มเดินหรือเมื่ออายุครบ 2 ขวบ หากคุณสังเกตเห็นว่าขาของลูกไม่ยืดออกหรือขายังคงโก่ง แบบมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน การวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ มีประสิทธิภาพสูงสุดในการหยุดไม่ให้แย่ลง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคข้ออักเสบและความเสียหายของเส้นประสาทที่เกิดขึ้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก นพ.ปวริศร สุขวนิช เพจ กระดูกเด็ก ๆ /my.clevelandclinic.org/รพ.สินแพทย์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ขาโก่งเข้า (Knock knee) อันตรายแค่ไหน

อันตรายหากลูกมีอาการ ภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรงในเด็ก

เด็กไทย เตี้ยแคระแกร็น โลหิตจาง แคลเซียมวิตามินดีต่ำ

ลูกกล้ามเนื้อกระตุกไม่มีเหตุผล ระวังเป็น ลมชักในเด็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เช็คด่วน!! 12 พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า

เช็คด่วน!! 12 พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า

โรคร้ายที่ทำลายชีวิตผู้คนไม่ได้มีแต่โรคทางกาย แต่ยังมีโรคทางจิตที่ค่อย ๆ กัดกร่อนกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยไปทีละน้อย นั่นคือโรคซึมเศร้า ที่ผ่านมาคุณแม่ ๆ และคุณพ่ออาจได้รู้จักโรคนี้ผ่านข้อมูลโรคซึมเศร้าหลังคลอดที่มักเกิดกับคุณแม่มือใหม่มาบ้างแล้ว วันนี้ทีมบรรณาธิการ ABK ได้นำ 12 พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เช็คกันว่า ตัวเองหรือคนรอบข้างมีพฤติกรรมเข้าข่ายบ้างไหม เพื่อการรักษาที่ทันท่วงทีนะคะ

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

ในบทความที่ ศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล เขียนไว้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ท่านได้ให้ข้อมูลไว้ว่า สาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัว เป็นต้น โดยปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้า ได้แก่
  1. กรรมพันธุ์  มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
  2. สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยมีสารที่สำคัญ ได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน  มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง
  3. ลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้ง ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม อาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

แบบประเมิน พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า

แบบสอบถามภาวะอารมณ์เศร้า (Patient Health Questionnaire; PHQ9) เป็นแบบสอบถามทีใช้เพื่อช่วยในการประเมินว่าผู้ตอบมีมีภาวะซึมเศร้าหรือไม่ รุนแรงมากน้อยเพียงใด เป็นมากจนถึงระดับที่ไม่ควรจะปล่อยทิ้งไว้หรือไม่
คลิกเพื่อเข้าสู่แบบสอบถามภาวะอารมณ์เศร้า https://med.mahidol.ac.th/infographics/76
พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า
เช็คด่วน!! 12 พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า

12 พฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า

ผู้เป็นโรคซึมเศร้ามักมีอาการดังต่อไปนี้ต่องเนื่องกันไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์ต่อไปนี้ต้องได้รับการช่วยเหลือโดยด่วนนะคะ
  1. ขาดความสนใจ หรือความเพลิดเพลินในการทำกิจกรรมต่าง ๆ 
  2. มีปัญหาในการทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคม
  3. เบื่ออาหาร หรืออยากอาหารมากขึ้น
  4. มีความคิด หรือพยายามฆ่าตัวตาย
  5. เหนื่อย และอ่อนเพลียตลอดเวลา
  6. รู้สึกตัวเองไร้ค่า
  7. รู้สึกเศร้า ท้อแม้สิ้นหวัง
  8. นอนมาก หรือน้อยกว่าปกติ
  9. เก็บตัว แยกตัวออกจากสังคม
  10. รู้สึกผิด และโทษตนเองตลอดเวลา
  11. เคลื่อนไหวช้าลง หรือกระสับกระส่าย
  12. ความสามารถในการคิด และการตัดสินใจน้อยลง

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยา

  1. อาการของโรคไม่ได้หายทันทีที่กินยา โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด โดยทำให้ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มจะเริ่มลดลง
  2. ยาทุกชนิดทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่
  3. ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง เช่น แพทย์สั่งกิน 4 เม็ดก็กินแค่ 2 เม็ด หรือกินบ้างหยุดกินบ้าง เพราะกลัวว่าจะติดยา ถ้าขาดยาแล้วมีอาการไม่สบาย นั่นเป็นเพราะว่ายังไม่หายจากอาการของโรค การกิน ๆ หยุด ๆ หรือกินไม่ครบขนาดกลับจะยิ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี และรักษายากมากขึ้น
  4. ยาแก้ซึมเศร้ามีอยู่หลายตัว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยคนไหนจะถูกกับยาตัวไหน ขึ้นอยู่กับว่าแพทย์มีความชำนาญ คุ้นเคยกับการใช้ยาตัวไหน  ถ้าแพทย์รักษาไประยะหนึ่งแล้ว และเห็นว่าให้ยาในขนาดที่พอเพียงแล้ว ผู้ป่วยยังอาการดีขึ้นไม่มาก ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นต่อไป

ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

นอกจากเข้ารับการรักษา และกินยาแล้ว มีข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว ดังต่อไปนี้ค่ะ
  1. การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยทางร่างกายแล้ว จิตใจก็ยังจะดีขึ้นด้วย ในผู้ที่อาการซึมเศร้าไม่มาก จะรู้สึกว่าจิตใจคลายความเศร้า และแจ่มใสขึ้นได้ จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น การกินอาหารดีขึ้น การขับถ่ายดีขึ้น ถ้าได้ออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่นด้วยก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการเข้าสังคม ไม่รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว
  2. อย่าตั้งเป้าหมายในการทำงานและการปฏิบัติตัวที่ยากเกินไป การกระตุ้นตนเองมากไปกลับยิ่งจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้อย่างที่หวัง
  3. เลือกกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีๆ เช่น ไปเที่ยวชายทะเล ชวนเพื่อนมาที่บ้าน พยายามทำกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนอื่นมากกว่าที่จะอยู่คนเดียว กิจกรรมที่สร้างสรรค์ จะทำให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้น
  4. อย่าตัดสินใจเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตขณะที่อยู่ในภาวะซึมเศร้า เช่น การหย่า การลาออกจากงาน เพราะอาจทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปได้ ควรเลื่อนการตัดสินใจไปก่อน หากจำเป็น ก็ควรปรึกษาผู้ใกล้ชิดหลาย ๆ คนให้ช่วยคิด
  5. ให้แยกแยะปัญหาให้เป็นส่วนย่อยๆ จัดเรียงลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรทำก่อนหลัง แล้วลงมือทำไปตามลำดับ จะพอช่วยให้รู้สึกว่าตนเองยังทำอะไรได้อยู่

ญาติควรดูแล หรือปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างไร

ญาติมักจะรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ซึมเศร้ามากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องที่มากระทบก็ดูไม่หนักหนา มองว่าผู้ป่วยเป็นคนอ่อนแอ ซึ่งท่าทีเช่นนี้จะยิ่งทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกว่าตัวเองยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เกิดความรู้สึกเป็นภาระแก่ผู้อื่น ทำให้จิตใจยิ่งตกอยู่ในความทุกข์
หากญาติเข้าใจผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า มองว่าเขากำลังไม่สบาย ความคาดหวังในตัวเขาก็จะลดลง ความหงุดหงิดก็จะลดลง จะให้อภัยคนที่กำลังไม่สบาย เพราะเราทราบดีว่าเขาไม่ได้แกล้งทำ
ขอบคุณข้อมูลจาก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เทียบ โรคซึมเศร้า-ไบโพลาร์ ผู้ใกล้ชิดต้องทำตัวอย่างไร

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดลูก คุณแม่มือใหม่ต้องพร้อมรับมือ

ซึมเศร้าในเด็ก ภัยเงียบจากโควิดที่พ่อแม่ควรระวัง