บกพร่องทางการได้ยิน

ลูก บกพร่องทางการได้ยิน ดูยังไง แก้อย่างไร

ลูก บกพร่องทางการได้ยิน ดูยังไง แก้อย่างไร

ทำไมเรียกลูกเท่าไหร่ ลูกก็ไม่หันมากันนะ? พ่อแม่บางบ้านอาจคิดว่า สงสัยเสียงของเราที่ใช้เรียกลูกคงเบาไป หรือลูกอาจจะยังฟังไม่รู้เรื่อง หรือ อาจจะมัวแต่สนใจสิ่งอื่นอยู่ แต่สำหรับบางบ้านที่ลูกตอบสนองแบบเดิมทุกครั้งที่เรียกนั้น อาจไม่ใช่เรื่องเล็กนะคะ เพราะลูกอาจ บกพร่องทางการได้ยิน ถ้าเป็นอย่างหลัง ต้องรีบหาทางแก้ปัญหาเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้อย่างไร เรามีวิธีมาบอก พร้อมกับแจ้งสิทธิรับอุปกรณ์หูเทียม สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 5 ขวบด้วยค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูก บกพร่องทางการได้ยิน

เนื่องจากความพิการทางการได้ยินโดยส่วนใหญ่เป็นความพิการที่มองภายนอกไม่เห็น โดยทั่วไปจึงไม่พบความผิดปกติของร่างกาย ยกเว้นในบางรายที่มีความผิดปกติของหู ใบหน้า และศีรษะตั้งแต่เกิดร่วมด้วย จึงต้องอาศัยการประเมินปัจจัยเสี่ยง อาการหูเสียและสังเกตการตอบสนองต่อเสียง เช่น

  1. เรียกไม่หัน
  2. ร้องไห้โวยวายเสียงดัง
  3. ดื้อมากกว่าปกติ หรือมีปัญหาพูดช้า หรือพูดไม่ชัด
  4. ไม่ทำตามคำสั่ง
  5. ดูโทรทัศน์ เล่มคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดเสียงดังกว่าปกติ

นอกจากนี้ บางครั้งเด็กอาจมีปัญหาด้านการเรียน หรือไม่เข้าสังคม หากคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติ สงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาการได้ยิน แนะนำให้พาไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

บกพร่องทางการได้ยิน
ลูก บกพร่องทางการได้ยิน ดูยังไง แก้อย่างไร

การรักษาหูหนวก

การรักษาหูหนวกมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ ซึ่งวิธีการรักษา ได้แก่

  • หากการสูญเสียการได้ยิน มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย รักษาได้ด้วยการให้ผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะ
  • การผ่าตัดจะมีความจำเป็นหากเกิดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือหากเกิดการติดเชื้อซ้ำที่ต้องสอดท่อเพื่อระบายน้ำออก รวมไปถึงการผ่าตัดเพื่อระบายของเหลว ซ่อมแซมแก้วหูที่ทะลุ หรือแก้ไขกระดูกที่เกิดปัญหา

การสูญเสียการได้ยินที่มีสาเหตุมาจากความเสียหายของหูชั้นใน หรือโสตประสาทจะเป็นการสูญเสียอย่างถาวร โดยวิธีที่ช่วยให้ได้ยินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนี้

  • เครื่องช่วยฟัง (Hearing Aids) เป็นเครื่องที่ช่วยขยายเสียงให้ได้ยินชัดขึ้นและช่วยให้ได้ยินง่ายขึ้น โดยผู้ป่วยต้องปรึกษากับนักตรวจการได้ยินถึงประโยชน์ในการใช้เครื่องช่วยฟัง หรือวิธีการใช้และความเหมาะสมในการใช้กับผู้ป่วยแต่ละราย
  • ประสาทหูเทียม (Cochlear Implant) เป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำงานทดแทนหูชั้นในส่วนที่ได้รับความเสียหายหรือไม่ทำงาน โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะแปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่จะช่วยกระตุ้นเซลล์ขนภายในอวัยวะรับเสียงให้ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น มักจะใช้กับผู้ป่วยที่ประสาทหูเสื่อมอย่างรุนแรง เช่น หูหนวกหรือหูเกือบหนวก

หลักเกณฑ์ว่าลูก บกพร่องทางการได้ยิน ต้องฝังประสาทหูเทียม

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม คือ

  1. อายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
  2. สูญเสียการได้ยินทั้งสองข้างระดับรุนแรง ระดับการได้ยินมากกว่า 80 เดซิเบล และใช้เครื่องช่วยฟังแล้วไม่ได้ผล ไม่มีโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัด
  3. มีสุขภาพจิต และสติปัญญาดีพอที่จะสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพได้
  4. ต้องสามารถเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินหลังการผ่าตัด และติดตามผลเป็นระยะ ๆ ได้
  5. มีศักยภาพที่จะดูแล บำรุงรักษาอุปกรณ์ประสาทหูเทียมได้

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการผ่าตัด

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อความสำเร็จจากการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม เช่น

  • ในผู้ป่วยเด็กที่ไม่เคยมีพัฒนาการทางภาษามาก่อน หากผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมเมื่ออายุมากกว่า 4 ปี อาจได้ผลไม่ดี
  • สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน
  • อายุที่เริ่มสูญเสียการได้ยิน
  • ระยะเวลาการสูญเสียการได้ยินและการฟื้นฟูการได้ยินในอดีต เป็นต้น

ดังนั้นเกณฑ์ดังกล่าวมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งนี้ความเหมาะสมของการผ่าตัดรักษาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

บกพร่องทางการได้ยิน
ลูก บกพร่องทางการได้ยิน ดูยังไง แก้อย่างไร

สิทธิรับอุปกรณ์ประสาทหูเทียม

เด็กที่มีสิทธิ สามารถรับอุปกรณ์ประสาทหูเทียม ในการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม มีเกณฑ์ดังนี้

  1. เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
  2. เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่มีระดับการได้ยิน 90 เดซิเบลขึ้นไป
  3. ไม่เคยฝึกภาษามือ
  4. มีข้อบ่งชี้จากแพทย์เพื่อผ่าตัดรักษา

อุปกรณ์ประสาทหูเทียมที่จะได้รับ

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ อุปกรณ์ชุดประสาทหูเทียม 1 ชุด/คน ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่อยู่ในร่างกาย และส่วนที่อยู่นอกร่างกาย ดังนี้

1) ส่วนที่อยู่ในร่างกาย ประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญ คือ ตัวรับสัญญาณ (receiver) และ ขั้วไฟฟ้า (eleclrode array) ชนิดหลายขั้ว ตั้งแต่ 12 electrodes ขึ้นไป

2) ส่วนที่อยู่นอกร่างกาย ประกอบด้วย

2.1 เครื่องแปลงสัญญาณเสียงพูด (speech processor)
2.2 ขดลวดส่งต่อสัญญาณและแม่เหล็ก
2.3 สายไฟเชื่อมต่อเครื่องแปลงสัญญาณเสียงพูดเข้ากับขดลวดส่งต่อสัญญาณ (coilcable)
2.4 แบตเตอรี่ชนิดประจุไฟฟ้าใหม่ได้ (rechargeable battery) อย่างน้อย 2 ชุดพร้อมแท่นชาร์ต
2.5 มีระบบ Data Logging เพื่อให้สามารถรู้ว่าผู้ป่วยใช้งานหรือไม่
2.6 มีระบบการป้องกันน้ำที่มาตรฐานไม่ต่ำกว่า International Protection 57 ขึ้นไป
2.7 มีไมโครโฟน (omni direction) อย่างน้อย 2 ตัว
2.8 มีกล่องอบกันความชื้น

วิธีการใช้สิทธิ

ติดต่อที่หน่วยบริการตามสิทธิ โดยแสดงสูติบัตรในการเข้ารับบริการ หากหน่วยบริการตามสิทธิไม่มีแพทย์เฉพาะทางจะส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มี อุปกรณ์ชุดประสาทหูเทียม แต่หากมีเอกสารประกอบยืนยันประเภทคนพิการ สามารถเข้ารับบริการหน่วยบริการของรัฐได้ทุกแห่ง

การได้ยินในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม จะไม่เหมือนการได้ยินปกติ ผู้ป่วยต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และฝึกฝนจึงจะสามารถฟัง แปลผล และสื่อสารได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว และบุคลากรหลายด้าน ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ นักแก้ไขการพูด ครูการศึกษาพิเศษ หรือ ครูที่โรงเรียน เพื่อน ที่ต้องเอาใจใส่ พูดคุยกระตุ้นเพื่อให้ได้ฝึกฟังและพูดตลอดเวลา

สอบถามเพิ่มเติมการใช้สิทธิบัตรทอง สายด่วน สปสช. 1330 หรือช่องทางระบบออนไลน์ทั้งไลน์ สปสช. @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และ Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่ๆเตรียมเฮ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก สปสช.ดูแลทุกสิทธิ์

เช็คขั้นตอนตรวจ สิทธิ์ฝังยาคุม และรับบริการฟรี

บัตรทองให้เข้าถึงยา โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก  

สก๊อตคิตซ์ซุปไก่สกัด ไทโรซีน

ลูกรัก Back to School ให้ “ไทโรซีน” ช่วยสมองไบร์ททุกวัน

เลี้ยงลูกยุคใหม่จะช้าไม่ได้ !! ทุกวันแม่ต้องเตรียมตัวลูกให้พร้อม แข็งแรงทั้งร่างกายและสมองดีเรียนรู้ได้ไว สำหรับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการที่ดีสมวัยทั้งในและนอกห้องเรียน กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีตัวช่วยสำหรับเด็กวัยเรียนให้พร้อมสตาร์ตออกไปเรียน ไปทำกิจกรรมสนุกนอกบ้านได้อย่างสดใส มาแนะนำให้ค่ะ นี่เลย “สก๊อตคิตซ์ซุปไก่สกัด” ที่มี “ไทโรซีน” ช่วยบำรุงร่างกายและสมอง

นานเป็นปี ๆ เลยนะ ที่เด็ก ๆ ต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิตแบบ New normal จากที่ได้ออกนอกบ้านไปเรียน ไปวิ่งเล่น ทำกิจกรรมสนุก ก็ต้องปรับมาเรียนกันในรูปแบบ Online ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน ปัญหาส่วนหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่เจอและแชร์กันคือ ลูก ๆ มีความเครียด จากที่เป็นเด็ก active ก็กลายเป็นคนเนื่อย ๆ  ไม่ค่อยกระตือรือร้นอยากที่จะทำอะไร เรียนก็ไม่สนุก เล่นสนุกก็มาสะดุด!!

จากวันนั้นถึงช่วงนี้สถานการณ์ค่อย ๆ เริ่มกลับมาให้ใช้ชีวิตได้เกือบเป็นปกติแล้วนะคะ สามารถออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้ สวนสนุก แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กหลาย ๆ ที่ก็เปิดให้ได้เข้าไปทำกิจกรรมกันแล้ว แต่ก็ยังคงต้องป้องกันตัวเองด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัย พกแอลกอฮอล์เจลล้างมือบ่อย ๆ  ที่สำคัญช่วงนี้ใกล้เปิดเทอม ให้เด็ก ๆ กลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนแล้วค่ะ

เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ กับยุค New Normal แค่นี้อาจยังไม่มากพอที่จะเป็นเกราะให้ลูกออกไปเจอโลกกว้างนอกบ้านได้อย่างปลอดภัยกันค่ะ ดีที่สุดสำหรับช่วงเวลานี้คือการเตรียมเด็ก ๆ ที่บ้าน ให้พวกเขามีความพร้อมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ใจ และสมอง ให้กลับมาสดใส มีความกระตือรือร้น แข็งแรง เพื่อจะได้ออกไปเรียน และทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสนุกในทุกวันกันค่ะ

ไทโรซีน

ไทโรซีน คืออะไร ? ทำไมถึงดีกับร่างกาย และสมองของเด็ก

ไทโรซีน (Tyrosine) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่สำคัญกับร่างกายของทุกคนเลยค่ะ เป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญต่อการทำงานของสมอง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง เพิ่มประสิทธิภาพด้านการเรียนรู้ ช่วยฟื้นฟูความจำ ให้มีสมาธิจดจ่อ ไม่เบลอ ไม่หลุดโฟกัส สมองจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อสมองไม่ล้า มีความ active ร่างกายเด็ก ๆ ก็พร้อมออกสตาร์ตที่จะไปเรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้อย่างไว

ไทโรซีน เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองค่ะ จากการที่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น นม เนื้อสัตว์ ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ฯลฯ ฉะนั้นแนะนำว่าในเด็กวัยเรียน วัยกำลังเติบโต คุณแม่ควรดูแลเรื่องโภชนาการอาหารการกินของลูก เพื่อที่จะให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ เพราะถ้าร่างกายขาดโปรตีน หรือมีไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลต่อไทโรซีน (Tyrosine) ในร่างกายที่จะนำไปใช้บำรุงสมองนั่นเองค่ะ

สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัด ที่แม่ยุคใหม่เลือกให้ลูกได้ดื่มทุกวัน

นอกจากอาหารที่คุณแม่เตรียมให้ลูก ๆ ได้รับประทานกับครบ 3 มื้อ และมีโปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นครบ 5 หมู่ คุณแม่ก็ยังเติมไทโรซีนให้กับลูกได้ง่ายๆ สะดวกในทุกวัน ด้วยเครื่องดื่มสำหรับเด็กที่ช่วยบำรุงสมองให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และมีร่างกายที่แข็งแรง อย่าง “สก๊อตคิตซ์ซุปไก่สกัด” ที่มีไทโรซีน ช่วยบำรุงสมอง และยังมีสารอาหารอย่าง DHA , OMEGA 3 , วิตามินต่าง ๆ อีกหลายชนิด ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเด็ก ๆ

ซึ่งความพิเศษของสก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดคือ อร่อย ดื่มง่ายรสชาติที่เด็กๆคุ้นเคย ที่สำคัญ สะดวก รวดเร็ว และได้คุณประโยชน์แบบเต็ม ๆ เพราะย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ไม่ต้องรอ เรียกได้ว่ารวดเร็วกว่าการกินอาหารมื้อใหญ่แต่ให้คุณประโยชน์ไม่ต่างกัน

สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัด ดื่มง่าย สะดวก รวดเร็ว ประโยชน์ครบทั้งบำรุงสมองและร่างกาย แนะนำให้แช่เย็นก่อนดื่มค่ะ ยิ่งแช่เย็น ๆ ยิ่ง อร่อย สดชื่น ให้ลูกดื่มทั้งตอนเช้า และก่อนนอน ขอบอกค่ะว่าดีได้ประโยชน์มาก

กองบรรณาธิการขอแนะนำ 3 สูตรของสก๊อตคิตซ์ซุปไก่สกัด สำหรับเด็กวัยเรียน เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับเด็กตั้งแต่วัย 4-12 ปี วัยสำหรับการเริ่มต้นเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน

สก๊อตคิตซ์ซุปไก่สกัดผสมนมรสช็อกโกแลต

 

  • สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดผสมนม รสช็อกโกแลต

อร่อย ดื่มง่าย เป็นรสที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ ได้ประโยชน์มากกว่านมธรรมดาถึง 2 เท่า จากการผสานคุณค่าของซุปไก่สกัดเข้ากับนม พร้อม DHA , OMEGA 3 และวิตามินบีคอมเพล็กซ์ 8 ชนิด  และยังมีไทโรซีนบำรุงสมอง   เด็กๆ ต้องมีสมองที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง เพื่อพัฒนาการที่ดีสมวัย พร้อมสำหรับทุกการเริ่มต้นครั้งสำคัญในชีวิต ดื่มตอนเช้าเตรียมพร้อมสำหรับทุกการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนแบบ new normal

สก๊อต คิตซ์ ช็อกโก ซุปไก่สกัด

  • สก๊อต คิตซ์ ช็อกโก ซุปไก่สกัด

เติมพลังสมองอีกขั้น ด้วยซุปไก่สกัดสูตรเข้มข้นบำรุงสมองสำหรับเด็ก  ได้คุณค่าจากซุปไก่สกัดเข้มข้น พร้อม DHA , OMEGA3 และวิตามินบี 12  พร้อมมีไทโรซีน บำรุงสมองเข้มข้น  ดื่มก่อนนอน เพื่อให้สมองได้รับการบำรุงอย่างล้ำลึก ตื่นมาพร้อมรับเช้าวันใหม่อย่างสดใส

  • สก๊อต คิตซ์ กลิ่นมิลค์กี้บัตเตอร์ ซุปไก่สกัด

อีก 1 รสชาติที่หอมอร่อยดื่มง่ายและมี วิตามินหลากหลาย ไม่แพ้กัน  เป็นซุปไก่สกัดเข้มข้นบำรุงสมองและเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับเด็ก ได้คุณค่าจากซุปไก่สกัดเข้มข้น พร้อม DHA , OMEGA3 และมีไทโรซีน  บำรุงสมองเข้มข้น พร้อมมีเบต้ากลูแคน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ให้เด็กแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายเหมาะกับยุค New Normal อีกด้วย เสริมภูมิ และ บำรุงสมอง อร่อยง่าย ๆ ได้ประโยชน์ทุกวัน

คุณแม่บำรุงสุขภาพร่างกายให้กับลูก ๆ ที่บ้านได้ทั้งเช้า และก่อนนอนด้วยเครื่องดื่มสำหรับเด็ก สก๊อต คิตซ์ 3 สูตร นอกจากจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างไทโรซีนแล้ว ก็ยังจะได้สารอาหารที่ดีกับเด็กวัยเรียน นั่นก็คือ DHA , Omega 3 และ วิตามินบี 12

DHA มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบประสาทให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพ ช่วยในด้านความจำ และยังส่งเสริมการทำงานของดวงตาให้มีประสิทธิภาพในการมองเห็น  นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบต่าง ๆ ของร่างกาย

Omega 3 มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้  นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตาในเรื่องการมองเห็น ช่วยเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา

วิตามินบี 12 มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างการเจริญเติบโต และการทำงานของระบบประสาท ช่วยเสริมสร้างระบบการเม็ดเลือดภายในร่างกายให้เป็นปกติ

จะเปิดเทอม หรือเรียนออนไลน์ที่บ้าน เด็กยุคใหม่ไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ก็พร้อมออกสตาร์ตเรียนรู้ตลอด 365 วัน เพราะมีเครื่องดื่มบำรุงทั้งสมองและร่างกายสำหรับเด็กที่ดื่มง๊าย ง่ายได้ทุกวัน ทั้งเช้าและก่อนนอน อย่างสก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดที่มีไทโรซีน ช่วยให้สมองสดชื่น แอคทีฟตลอดวัน จะเรียน หรือทำกิจกรรมสนุกก็ไม่สะดุดแน่นอนค่ะ สามารถสั่งซื้อเครื่องดื่มสก๊อตคิตซ์ซุปไก่สกัด มีประโยชน์จากไทโรซีนเต็ม ๆ ขวด กับ 3 สูตร ที่อร่อยไม่แพ้กัน รสชาติคุ้นเคย ที่เด็กทุกคนชื่นชอบ ได้ที่ 3 ช่องทางนี้นะคะ

Shopee : https://bit.ly/3yukZTI

Lazada : https://bit.ly/3PfelGu

JD Central : https://bit.ly/3M3EOoK

#วัยสตาร์ตต้องสก๊อตคิตซ์ซุปไก่

#สก๊อตคิตซ์ซุปไก่มีไทโรซีน

#บำรุงสมองและร่างกาย

#อร่อยดื่มง่ายไม่คาว

#ดื่มสก๊อตคิตซ์แล้วไบร์ท

แจกผ้าอนามัยฟรี

เขตบางขุนเทียน แจกผ้าอนามัยฟรี รับนโยบายชัชชาติ

เขตบางขุนเทียน แจกผ้าอนามัยฟรี รับนโยบายชัชชาติ

ผ้าอนามัยนับเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ สำหรับเด็กหญิงในวัยที่เริ่มมีประจำเดือนแล้ว ซึ่งค่าผ้าอนามัยในแต่ละเดือนนอกจากคุณแม่จะต้องจ่ายให้ตัวเองแล้ว ยังต้องเตรียมหาไว้สำหรับลูกที่เข้าสู่วัยสาว นับเป็นค่าใช้จ่ายที่มาก จนหลาย ๆ บ้านก็ไม่สามารถจ่ายไหว จนพบว่าเด็กนักเรียนหญิงหลายคนถึงขั้นต้องหยุดโรงเรียนเพราะไม่มีเงินซื้อผ้าอนามัย เรื่องนี้ทางเขตบางขุนเทียนได้จับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ แจกผ้าอนามัยฟรี ให้กับนักเรียนหญิง ตามนโยบายนำร่องผ้าอนามัยฟรี ของ ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุด ค่ะ

เขตบางขุนเทียน แจกผ้าอนามัยฟรี

สำนักงานเขตบางขุนเทียน ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดหาผ้าอนามัยฟรีให้กับนักเรียน ตามนโยบายนำร่องผ้าอนามัยฟรี โดยระบุว่า

“เชื่อหรือไม่ มีเด็กต้องขาดเรียน
…เพราะไม่มีผ้าอนามัย

แจกผ้าอนามัยฟรี
เขตบางขุนเทียน แจกผ้าอนามัยฟรี นำร่องให้นักเรียน รับนโยบายชัชชาติ

 

จากการศึกษาในบางประเทศ และการลงพื้นที่พบว่า การขาดแคลนผ้าอนามัยส่งผลต่อการขาดเรียน หรือขาดงาน รวมถึงการเปลี่ยนผ้าอนามัยน้อยครั้ง หรือใช้วัสดุอื่นที่ไม่เหมาะสมแทน อาจเสี่ยงติดเชื้อและมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาได้
.
สำนักงานเขตบางขุนเทียน จึงได้จับมือ ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ประกอบด้วย เซ็นทรัล พระราม 2, ชมรมรักบางขุนเทียน, สโมสรกีฬาบางขุนเทียน สโมสรโรตารี กรุงเทพ บางขุนเทียน และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. นำร่องจัดหาผ้าอนามัยฟรีให้กับนักเรียน ตามนโยบายนำร่องผ้าอนามัยฟรี (เศรษฐกิจดี, สุขภาพดี) จำนวนกว่า 20,000 ชิ้น เพื่อลดภาระผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม. 16 โรงเรียน ที่มีนักเรียนหญิงประมาณ 2,000 คน โดยจะนำผ้าอนามัยไปจัดวางในห้องน้ำของโรงเรียน ห้องพยาบาล เพื่อให้เข้าถึงได้สะดวก”

แจกผ้าอนามัยฟรี
เขตบางขุนเทียน แจกผ้าอนามัยฟรี

นโยบายนำร่องผ้าอนามัยฟรี

นโยบายนำร่องผ้าอนามัยฟรี เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายในด้านเศรษฐกิจดี และสุขภาพดี ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม. รวมถึงแก้ปัญหาความจนประจำเดือน ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และสุขภาพอนามัยของผู้มีประจำเดือน โดยนโยบายมีรายละเอียดว่า

“ผ้าอนามัย คือปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้มีประจำเดือนทุกคน ในแต่ละเดือนผู้มีประจำเดือนมีค่าใช้จ่ายในการซื้อผ้าอนามัยอยู่ที่ราว 80-150 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นจำนวนผ้าอนามัยประมาณ 20 แผ่นต่อเดือน ภาระในการจัดหาผ้าอนามัยจำนวนนี้ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า ความจนประจำเดือน หรือ Period Poverty ขึ้นได้

Period poverty หมายถึง ความไม่สามารถในการเข้าถึงผ้าอนามัย เช่น ไม่สามารถซื้อได้ เข้าถึงได้แต่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงการใช้งานอย่างไม่เหมาะสม เช่น เปลี่ยนผ้าอนามัยน้อยครั้ง หรือใช้วัสดุอื่นที่ไม่เหมาะสมแทน จึงอาจเสี่ยงติดเชื้อและมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้

นอกจากนี้ การศึกษาในต่างประเทศเกี่ยวกับ period poverty หลายชิ้นสะท้อนว่า การขาดแคลนผ้าอนามัยส่งผลต่อการขาดเรียนหรือขาดงานด้วย ด้านผลการสำรวจของ BMC Women’s Health ที่ทำการศึกษากับกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่ประสบปัญหา period poverty มีแนวโน้มที่จะมีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางจนถึงรุนแรงมากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยประสบปัญหาเลย

เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้มีประจำเดือน และครอบครัว และลดความเสี่ยงของปัญหาอื่น ๆ ที่อาจตามมา กทม. จะนำร่องจัดหาผ้าอนามัย ให้กับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกทม.

โดยจะจัดจุดจัดวางในห้องน้ำของโรงเรียน หรือไว้ที่ห้องพยาบาล เพื่อให้เข้าถึงได้สะดวก และสอดคล้องกับความจำเป็น โดยจะประเมินประสิทธิภาพถึงวิธีการแจก และตัวเลือกผ้าอนามัยที่ตอบสนองต่อผู้ใช้งาน ก่อนจะพิจารณาขยายผลให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้มีประจำเดือนต่อไป”

ในต่างประเทศ มีแจกผ้าอนามัยฟรี และยกเลิกภาษีผ้าอนามัยแล้ว

ทั้งนี้มีหลายประเทศพยายามแก้ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผ้าอนามัย ดังนี้

ประเทศที่แจกฟรี

  • สก๊อตแลนด์ ผ่านกฎหมายให้ผู้มีประจำเดือน ใช้ผ้าอนามัยฟรีเป็นประเทศแรกของโลก

ประเทศที่ยกเลิกภาษีผ้าอนามัย

  • เคนยา ประเทศแรกที่ยกเลิกภาษีผ้าอนามัย ตั้งแต่ปี 2004
  • ไนจีเรีย
  • แทนซาเนีย
  • เลบานอน
  • จาเมกา
  • มาเลเซีย
  • นิการากัว
  • ไอร์แลนด์
  • อเมริกา ยกเลิกภาษีผ้าอนามัยใน 18 รัฐ
  • อังกฤษ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

สำนักงานเขตบางขุนเทียน,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,The Standard

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ไขข้อสงสัย! ใส่ผ้าอนามัยนานๆ เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกจริงหรือ?

ประจำเดือนสีดำ &เลือดล้างหน้าเด็กจะมีข่าวดีหรือผิดปกติ?

ประจำเดือนเป็นก้อน เป็นลิ่มเลือด เกิดจากอะไร อันตรายมั้ย ต้องรู้!

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล

20 เนื้อเพลงเด็กอนุบาล เสริมพัฒนาการลูกด้วยเสียงเพลง

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล คุณพ่อคุณแม่ร้องให้ลูกฟัง หรือร้องร่วมกันกับลูก สร้างความเพลิดเพลิน ลูกน้อยอารมณ์ดี ช่วยเสริมพัฒนาการของลูกในด้านต่าง ๆ

20 เนื้อเพลงเด็กอนุบาล เสริมพัฒนาการลูกด้วยเสียงเพลง

ดนตรีและเสียงเพลง ช่วยเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งทางสมองและร่างกาย ทำให้เด็กมีสมาธิ ฝึกความจำ ส่งเสริมจินตนาการ ขณะร้องเพลงก็ชวนลูกทำท่าทางต่าง ๆ ตามเพลง ช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อ ทั้งแขน ขา และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวม เนื้อเพลงเด็กอนุบาล มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ร้องกับลูกกันแล้วค่ะ

ร้องเพลงเสริมพัฒนาการ
ร้องเพลงเสริมพัฒนาการ

20 เนื้อเพลงเด็กอนุบาล เสริมพัฒนาการลูกด้วยเสียงเพลง

จับปูดำ ขยำปูนา

จับปูดำ ขยำปูนา
จับปูม้า คว้าปูทะเล
สนุกจริงเลย ชะเลยนอนเปล
จะโอละเห่ นอนเปล หลับไป

 

ช้าง

ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง
น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า
ช้างมันตัวโตไม่เบา
จมูกยาว ๆ เรียกว่างวง
มีเขี้ยวใต้งวงเรียกว่างา
มีหู มีตา หางยาว

 

นิ้วโป้งอยู่ไหน?

นิ้วโป้งอยู่ไหน?  นิ้วโป้งอยู่ไหน?
อยู่นี่จ๊ะ  อยู่นี่จ๊ะ
สุขสบายดีหรือไร?
สุขสบายทั้งกายและใจ
ไปก่อนนะ  สวัสดี

นิ้วชี้อยู่ไหน?  นิ้วชี้อยู่ไหน?
อยู่นี่จ๊ะ  อยู่นี่จ๊ะ
สุขสบายดีหรือไร?
สุขสบายทั้งกายและใจ
ไปก่อนนะ  สวัสดี

นิ้วกลางอยู่ไหน  นิ้วกลางอยู่ไหน?
อยู่นี่จ๊ะ  อยู่นี่จ๊ะ
สุขสบายดีหรือไร?
สุขสบายทั้งกายและใจ
ไปก่อนนะ  สวัสดี
นิ้วนางอยู่ไหน?  นิ้วนางอยู่ไหน?
อยู่นี่จ๊ะ  อยู่นี่จ๊ะ
สุขสบายดีหรือไร?
สุขสบายทั้งกายและใจ
ไปก่อนนะ  สวัสดี
นิ้วก้อยอยู่ไหน?  นิ้วก้อยอยู่ไหน?
อยู่นี่จ๊ะ  อยู่นี่จ๊ะ
สุขสบายดีหรือไร?
สุขสบายทั้งกายและใจ
ไปก่อนนะ  สวัสดี

รำระบำชาวเกาะ

รำระบำชาวเกาะ  ไพเราะเสนาะจับใจ
สายน้ำหลั่งไหล  สายน้ำหลั่งไหล
กระทบหาดทราย ดังครื่นๆ
กระทบหาดทราย ดังครื่นๆ

กำมือขึ้น

กำมือขึ้นแล้วหมุน ๆ ชูมือขึ้นโบกไปมา
กำมือขึ้นแล้วหมุน ๆ ชูมือขึ้นโบกไปมา
กางแขนขึ้นแหละลง พับแขนมือแตะไหล่
กางแขนขึ้นแหละลง ชูมือขึ้นหมุนไปรอบตัว

ดื่มนม

ดื่ม ดื่ม ดื่ม เรามาดื่ม ดื่ม นมกันเถอะ
ดื่มแล้ว อย่าทำเลอะเทอะ
ดื่มแล้ว อย่าทำเลอะเทอะ
ดื่มนมเยอะๆ ร่างกายแข็งแรง

แมงมุมลายตัวนั้น

แมงมุมลายตัวนั้น
ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน
วันหนึ่งมันเปียกฝน ไหลหล่นจากบนหลังคา
พระอาทิตย์ส่องแสง น้ำแห้งเหือดไปลับตา
มันรีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาลุกวาว

โรงเรียนน่าอยู่

โรงเรียนของเราน่าอยู่
คุณครูใจดีทุกคน
เด็กเด็กก็ไม่ซุกซน
พวกเราทุกคน
ชอบมาโรงเรียน
ชอบมาชอบมาโรงเรียน
ชอบมาชอบมาโรงเรียน

มดตัวน้อยตัวนิด

มดตัวน้อยตัวนิด มดตัวน้อยตัวนิด มดมีฤทธิ์น่าดู ยู้ฮู
มาไวไวกันหน่อย มาเร็วเร็วกันหน่อย ยู้ฮู
ฉันเป็นมดขยัน ฉันเป็นมดขยัน มดทั้งนั้น อู้ฮู
งานเราไม่เคยหวั่น ทำงานกันสนุก ยู้ฮู
ร้องเพลงช่วยให้เด็กเพลิดเพลิน อารมณ์ดี
ร้องเพลงช่วยให้เด็กเพลิดเพลิน อารมณ์ดี

20 เนื้อเพลงเด็กอนุบาล เสริมพัฒนาการลูกด้วยเสียงเพลง

เด็กเอ๋ย เด็กดี

เด็กเอ๋ยเด็กดี  ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน
เด็กเอ๋ยเด็กดี  ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน
หนึ่ง นับถือศาสนา
สอง รักษาธรรมเนียมมั่น
สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์
สี่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน
ห้า ยึดมั่นกตัญญู
หก เป็นผู้รู้รักการงาน
เจ็ด ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน
แปด รู้จักออมประหยัด
เก้า ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา
สิบ ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา
เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ

 

กบเอยทำไมจึงร้อง

กบเอยทำไมจึงร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง
จำเป็นต้องร้องก็เพราะว่าท้องมันปวด

ท้องเอยทำไมจึงปวด ท้องเอยทำไมจึงปวด
จำเป็นต้องปวดก็เพราะว่าข้าวมันดิบ

ข้าวเอยทำไมจึงดิบ ข้าวเอยทำไมจึงดิบ
จำเป็นต้องดิบก็เพราะว่าไฟมันดับ

ไฟเอยทำไมจึงดับ ไฟเอยทำไมจึงดับ
จำเป็นต้องดับก็เพราะว่าฟืนมันเปียก

ฟืนเอยทำไมจึงเปียกฟืนเอยทำไมจึงเปียก
จำเป็นต้องเปียกก็เพราะว่าฝนมันตก

ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนเอยทำไมจึงตก
จำเป็นต้องตกก็เพราะว่ากบมันร้อง

 

ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง

ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง
ตาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมีหอย ปลา ปู

 

โอ้ทะเลแสนงาม

มดตัวน้อยตัวนิด มดตัวน้อยตัวนิด มดมีฤทธิ์น่าดู ยู้ฮู
มาไวไวกันหน่อย มาเร็วเร็วกันหน่อย ยู้ฮู
ฉันเป็นมดขยัน ฉันเป็นมดขยัน มดทั้งนั้น อู้ฮู
งานเราไม่เคยหวั่น ทำงานกันสนุก ยู้ฮู

อึ่งอ่าง

อึ่งอ่างมานั่งข้างโอ่ง
มานั่งโย่ง โย่ง มาคอยกินมด
เด็กเอ๋ยเจ้าอย่าพูดปด
เด็กเอ๋ยเจ้าอย่าพูดปด
จะเป็นดั่งมด เป็นเหยื่ออึ่งอ่าง

 

รีบไปโรงเรียน

หนูหนูเด็กๆทั้งหลายอย่านอนตื่นสายเป็นเด็กเกียจคร้าน
ตื่นเช้าจะได้เบิกบาน สดชื่นสำราญสมองแจ่มใส
อาบน้ำล้างหน้าสีฟัน รีบเร่งเร็วพลันแต่งตัวทันใด
รับประทานอาหารเร็วไวเสร็จแล้วก็รีบไปโรงเรียน

 

หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว

หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว ลูกแมวเมียว ลูกแมวเหมียว
หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว ขนมันดูคล้ายสำลี
หนูมาลีไปเที่ยวที่ใด เที่ยวทีใด เที่ยวที่ใด
หนูมาลีไปเที่ยวที่ใด ลูกแมวตามไปทันที

 

เต่า4ขา

เต่าเอ๋ยเต่า เต่ามันมีสี่ขา สี่ตีนเดินมา
มันทำหัวผลุบๆโผล่ๆ มันทำหัวผลุบๆโผล่ๆ

 

ตาดูหูฟัง

เรามีตาไว้ดู เรามีหูไว้ฟัง
คุณครูท่านสอนท่านสั่ง
ต้องตั้งใจฟัง ต้องตั้งใจดู

 

อาบน้ำแล้วสบายตัว

อาบน้ำแล้วสบายตัว
สบายหัวหนูหมั่นสระผม
ตัดเล็บที่มันแหลมคม
ปากหอมน่าชมเพราะหนูแปรงฟัน

 

อย่าทิ้งขยะ

อย่าทิ้งขยะนะเออ ลูกเป็ดเค้าเจอเดี๋ยวเค้าดุเอา
อย่าทิ้งขยะนะเรา ลูกเป็กเห็นเข้าบ่นกัน พึมพัม
ก๊าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ
ก๊าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ

 

กิจกรรมร้องเพลงกับลูกตาม เนื้อเพลงเด็กอนุบาล ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงทำให้คุณพ่อคุณแม่และคุณลูก สนุกสนานเพลิดเพลินกันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เพลงเป็ดอาบน้ำในคลอง เพลงเด็กอนุบาล รวมหลายเวอร์ชั่น ให้ลูกได้ร้องเต้น สนุก ได้ทักษะ

6 เพลงกไก่ เพลงเด็กอนุบาล ร้องเพลิน ฝึกภาษา เสริมพัฒนาการสมอง

รวมเพลงเด็กภาษาอังกฤษ ร้องง่าย ฟังติดหู ลูกได้ฝึกคำศัพท์

รวม 9 เพลงเด็ก แบบภาษาอังกฤษ สำหรับเต้นสนุก ฝึกทักษะ เสริมพัฒนาการ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน

5 อันดับ โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พ่อแม่ต้องระวังเข้ม

5 อันดับ โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พ่อแม่ต้องระวังเข้ม

โรคระบาดที่รุนแรงในโลกเรานี้ หลายโรคสามารถติดต่อระหว่างสัตว์สู่คนได้ ทั้งมาจากสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า 5 อันดับ โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พ่อแม่ต้องระวังเข้ม มีโรคอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

5 อันดับ โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน

สำหรับโรคติดต่อระหว่างสัตว์เเละคนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 5 อันดับเเรก ได้แก่

1. โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน โรคไข้หวัดนก (Zoonotic avian influenza)

โรคไข้หวัดนกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ที่พบในนกและสัตว์ปีก โดยอาการและความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัสและชนิดของสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ สายพันธุ์ที่มีความสำคัญคือ H5N1 ซึ่งทำให้สัตว์ปีกที่ติดเชื้อมีอาการรุนแรงและตายอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนก คือผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนก ในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ มักมีอาการเด่นคือ

  • อาการทางระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่มีอาการไอและหายใจเหนื่อยหอบจากปอดอักเสบ บางรายอาจพบภาวะแทรกซ้อนทางปอดรุนแรง คือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย
  • อาการทางระบบประสาท เช่น ซึม ชัก
ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงมากจะมีภาวะการทำงานของหลายอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตได้
โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน
5 อันดับ โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน

2.โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19, SARS, MERS)

ไวรัสโคโรนา เป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี 1960 แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด แต่เป็นไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้แล้วทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน คือ สายพันธุ์ที่ 7 จึงถูกเรียกว่าเป็น “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” และในภายหลังถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โควิด-19” (COVID-19) นั่นเอง

อาการของไวรัสโควิด-19 ที่สังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้

  • มีไข้
  • เจ็บคอ
  • ไอแห้ง ๆ
  • น้ำมูกไหล
  • หายใจเหนื่อยหอบ

3.โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)

โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์ และสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ หรือสุกร ม้า แมว แพะ แกะ ที่รับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้อีกต่อหนึ่ง

อาการ

  1. มีลักษณะอาการคล้ายกับอาการไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว
  2. หายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก
  3. หากเริ่มมีอาการหนักขึ้น จะเริ่มไอเสียงดัง
  4. อาจมีอาการแทรกซ้อนที่อันตรายขึ้นมา เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ ส่วนใหญ่เมื่ออาการหนัก จะมีอาการคล้ายโรคสมองอักเสบ (คนไทยจะเรียกโรคนี้ว่า โรคสมองอักเสบนิปาห์)
  5. เริ่มซึม สับสน หรือมีอาการชัก

4.โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)

เป็นโรคติดต่อจากสัตว์เลือดอุ่น โดยเฉพาะ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ติดต่อมาสู่คนโดยถูกสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลีย บริเวณที่มีแผลรอยข่วน หรือน้ำลายของสัตว์ที่มี เชื้อพิษสุนัขบ้าเข้าตา ปาก จมูก

สัตว์ที่นำโรคที่สำคัญที่สุดได้แก่ สุนัข แมว และอาจพบในสัตว์อื่นๆ ทั้งสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ม้า วัว ควายและสัตว์ป่า เช่น ลิง ชะนี กระรอก กระแต เป็นต้น

เมื่อคนได้รับเชื้อแล้ว และไม่ได้รับการป้องกันที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะมีอาการหลังจากรับเชื้อ 15 – 60 วัน บางรายอาจน้อยกว่า 10 วัน หรือนานเป็นปี

เนื่องจากขณะนี้ไม่มียาที่ใช้ในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้จะเสียชีวิตทุกราย การป้องกันโรคจึงสำคัญที่สุด ควรนำสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เมื่อถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เช็ดให้แห้งแล้วใส่สารละลายไอโอดีนที่ไม่มี แอลกอฮอล์ เช่น โพวิดีน ไอโอดีน หรือยารักษาแผลสดอื่น ๆ แทน และรีบไปพบแพทย์

5.โรคอีโบลา (Ebola)

โรคอีโบลาติดได้ผ่านการสัมผัสกับเลือด สิ่งคัดหลั่ง อวัยวะ หรือของเหลวชนิดอื่นจากสัตว์ที่ติดเชื้อ ในแอฟริกามีหลักฐานว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นได้จากการจับต้องสัตว์ติดเชื้อ ได้แก่ ชิมแปนซี กอริลลา ค้างคาวผลไม้ ลิง แอนติโลปป่า และเม่น สัตว์เหล่านี้อาจกำลังป่วยหรือพบเป็นซากอยู่ในป่าทึบที่มีฝนตกมาก

โรคอีโบลาเป็นโรคเฉียบพลันรุนแรงจากเชื้อไวรัส โดยมากมักจะแสดงออกเป็นไข้เฉียบพลันอ่อนเพลียมาก  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดศีรษะและเจ็บคอ  ตามด้วยอาการอาเจียน  ท้องเสีย  ผื่นผิวหนัง ไตและตับทำงานบกพร่อง  และในบางรายจะพบการตกเลือดทั้งภายในและภายนอก  ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่ามีปริมาณเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำตลอดจนระดับเอ็นไซม์ตับสูงกว่าปกติ

ทั้ง 5 โรคนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันพัฒนาระบบเฝ้าระวังเเละป้องกันโรคให้ดียิ่งขึ้น พร้อมจัดสรรทรัพยากรแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก

MGR Online, โรงพยาบาลรามคำแหง, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา, โรงพยาบาลวิภาวดี, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

WHO เตือน ไวรัสอีโบลา ระบาดซ้ำ โรคร้ายต่างแดนแม่ต้องระวัง

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

เช็ก 6 อาการ โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

เช็ก 6 อาการ โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

“โอ๊ย ปวดหลังจัง” เชื่อแน่ว่าคุณพ่อหรือคุณแม่ที่นั่งทำงานนาน ๆ ต้องเคยรู้สึกแบบนี้ หากเป็นไม่บ่อยก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเรื้อรังมานาน ก็ไม่ควรมองข้ามอาการปวดหลังเรื้อรังไม่หายสักทีนี้นะคะ เพราะคุณพ่อคุณแม่ อาจเป็น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด เสี่ยงพิการได้เลยค่ะ

ข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (Ankylosing Spondylitis – AS หรือ Spondyloarthritis – SpA) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของกระดูกสันหลังเรื้อรัง ร่วมกับข้ออักเสบ และอาการนอกระบบข้อร่วมด้วย เมื่อกระดูกสันหลังอักเสบเป็นเวลานาน จะเกิดหินปูนจับ ทำให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดกันจนเคลื่อนไหวไม่ได้

ในผู้ป่วยบางราย อาจจะมีการอักเสบของข้ออื่น ๆ ร่วมด้วย ทำให้ข้อติดแข็ง เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก เป็นต้น  

นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตาแดง มองเห็นไม่ชัด โรคผิวหนังสะเก็ดเงิน อาการปวดส้นเท้า ฯลฯ

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด
6 อาการ โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

6 อาการ สัญญาณเตือน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

เป็นโรคหลักในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการแสดงของโรคคล้ายกัน คือ

  1. ปวดหลัง หรือหลังติดขัดเรื้อรังนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป โดยไม่มีประวัติการได้รับอุบัติเหตุหลัง หรือกล้ามเนื้อหลังทำงานมากกว่าปกติ
  2. มีการอักเสบของข้อกระดูกสันหลัง ข้อต่อตามร่างกาย มักพบบริเวณส่วนล่าง เช่น สะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า ฯลฯ
  3. การอักเสบที่กระดูกบริเวณที่เส้นเอ็นยึดเกาะ
  4. ปวดหลัง หรือหลังตึงขัดมากในช่วงกลางคืน ขณะหลับ และหลังตื่นนอนตอนเช้า
  5. ปวดหลัง หรือหลังตึงขัดหลังหยุดเคลื่อนไหวมานาน
  6. อาการอื่น ๆ นอกจากระบบข้อ เช่น เหนื่อยง่าย ตาแดง ปวดตา แผลที่ปาก ผื่นผิวหนัง เบื่ออาหาร ฯลฯ

ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลังส่วนล่าง หรือปวดสะโพกเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงเช้า หรือหลังพักผ่อน อาการหลังติดยึดทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ทำงานไม่ได้ จนเกิดภาวะหลังคด ทรงตัวลำบากและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

การตรวจวินิจฉัยโรค

การตรวจวินิจฉัยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดสามารถทำได้โดย

  • ซักประวัติ โดยแพทย์จะถามรายละเอียดการปวด ระยะเวลา ความรุนแรง ประวัติทางการแพทย์
  • ตรวจร่างกาย ด้วยการก้ม หรือโน้มตัว เพื่อทดสอบการเคลื่อนไหวกระดูกสันหลัง รวมถึงการกดส่วนต่าง ๆ และการขยับขาท่าต่าง ๆ เพื่อทดสอบระดับความเจ็บปวด
  • ตรวจเลือด เพื่อตรวจหาการอักเสบ และตรวจหายีน HLA B27 ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรค
  • การเอกซเรย์ (X – Ray) เพื่อดูตำแหน่ง การอักเสบ การเชื่อมติดกัน และการสึกหรอของกระดูกสันหลัง
  • การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI Scan) ใช้คลื่นวิทยุ และสนามแม่เหล็กพลังงานสูง ถ่ายภาพกระดูก และเนื้อเยื่ออ่อนด้วยความคมชัดสูง เพื่อช่วยวินิจฉัย วางแผนรักษา และติดตามผลอย่างละเอียดและถูกต้อง

การรักษาข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด

ปัจจุบันโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถบรรเทาอาการ ลดการอักเสบ ป้องกันความรุนแรง และความพิการที่อาจเกิดขึ้นได้ วิธีการรักษาประกอบไปด้วย

  • การรักษาด้วยยา ในกลุ่มยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาในกลุ่มต้านรูมาติสซั่มที่ควบคุมอาการของโรค รวมถึงยาอื่น ๆ ตามที่แพทย์เห็นสมควร โดยต้องระวังผลข้างเคียงของยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
  • การทำกายภาพบำบัด ช่วยบรรเทาอาการปวด และช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่เหมาะสม ได้แก่  การยืด การนวด การดึง การขยับข้อต่อ การบริหารร่างกาย การใช้ความร้อน และความเย็นบรรเทาปวด
  • การผ่าตัด จะใช้ต่อเมื่อข้อถูกทำลายมาก หรือข้อติดอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม ทำให้ใช้งานข้อได้ไม่เต็มที่ การผ่าตัดจะช่วยให้กลับมาเคลื่อนไหว และใช้งานข้อได้ในชีวิตประจำวัน
  • การปรับพฤติกรรม ได้แก่ เลี่ยงการนอนหนุนหมอนสูง เลี่ยงท่าทำงานก้มตัวตลอดเวลา  เดินและนั่งในท่าตรง นอนบนพื้นราบให้หลังตรง เป็นต้น
  • การรักษาอื่น ๆ ในกรณีที่มีปัญหาในระบบอวัยวะอื่น ๆ เช่น ม่านตาอักเสบ จะต้องพบจักษุแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ลิ้นหัวใจรั่ว ต้องพบอายุรแพทย์หัวใจ เพื่อดูแลรักษาทันท่วงที

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐ, โรงพยาบาลพญาไท, โรงพยาบาลกรุงเทพ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 หมอนรองให้นม จัดท่าป้อนนมสบาย บ๊ายบายอาการปวดหลัง

ปวดหลังหลังคลอด สัญญาณร้าย “โรคโครงสร้างผิดปกติ”

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ ปวดหลัง ช่วยแม่ท้องลดอาการปวดหลังอย่างไร?

ลูกโดนแกล้ง สัญญาณเตือนให้พ่อแม่สังเกต

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน สัญญาณเตือนจากลูกที่พ่อแม่ควรรู้

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน จากเพื่อนหรือจากคุณครู พ่อแม่จะมีวิธีสังเกตได้ยังไง กับบางเรื่องที่เด็กอายเกินกว่าจะเล่าให้ฟัง มาสังเกตสัญญาณแสดงว่าลูกถูกบุลลี่กัน

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน สัญญาณเตือนจากลูกที่พ่อแม่ควรรู้

การรังแก การแกล้งกันของเด็ก ๆ อาจดูเป็นเรื่องเล็กของผู้ใหญ่ พ่อแม่บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ ล้อเล่นกันสนุก ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ความจริงแล้ว การรังแกกัน การแกล้งกันนั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กที่ถูกรังแก และเขากำลังต้องการการช่วยเหลือจากพ่อแม่ ให้เข้ามาจัดการได้อย่างทันท่วงที และช่วยหยุดปัญหาอย่างถาวร

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน
ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน แบบไหนที่เรียกว่า “โดนรังแก”

การโดนแกล้ง เด็กแกล้งกันเล่น ก็เป็นพฤติกรรมหนึ่งในการอยู่รวมกลุ่มกันของมนุษย์ เด็กต้องเผชิญสถานการณ์และเรียนรู้การปรับตัว การจัดการปัญหาในการอยู่ร่วมกัน เพื่อที่จะเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต แต่หากว่าการแกล้งนั้นมิได้กระทำไปเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือทำให้คน ๆ หนึ่งทุกข์ทรมานใจ การแกล้งกันนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นปัญหา เป็นการโดนรังแก

การรังแก แกล้งกันนั้นมีหลายรูปแบบ  เช่น การชกต่อย ทำร้ายร่างกาย (การรังแกทางกาย)  การแซวหรือล้อเลียน (การรังแกทางวาจา) การข่มขู่หรือบังคับ หรือการกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อน (การรังแกทางจิตใจ) และการส่งข้อความข่มขู่ หรือล้อเลียนทางโทรศัพท์หรือทางคอมพิวเตอร์โดยใช้อีเมล์ (การรังแกทางอินเตอร์เน็ต) เป็นต้น ซึ่งโดยหลักแล้วการแกล้งกันจะเป็นปัญหาที่ผู้ใหญ่ควรหันมาสนใจดูแลก็ต่อเมื่อ การรังแก การแกล้งนั้นถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน บางครั้งอาจติดต่อกันนานถึงสองสามปี ทำให้ผู้ถูกรังแกทุกข์ใจ และทรมาน

11 สัญญาณเตือนภัยว่าลูกถูกรังแก

สัญญาณซึ่งอาจบ่งบอกถึงการถูกรังแก ที่พ่อแม่ควรทราบ และหมั่นสังเกตลูก มีดังต่อไปนี้

  1. สังเกตข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าของลูกว่ามีร่องรอย หรือสิ่งใดผิดปกติหรือไม่? เช่น ลูกกลับมาจากโรงเรียนโดยเสื้อผ้า สมุดหนังสือหรือข้าวของฉีกขาด ชำรุด หรือสูญหายเป็นบางส่วน และพบเจอบ่อยครั้งผิดปกติ
  2. หมั่นตรวจดูร่างกายของลูก โดยเฉพาะเด็กเล็ก สังเกตว่าร่างกายมีรอยบาดแผล ฟกช้ำ หรือถลอกที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน และเมื่อถามลูกแล้ว เขาไม่สามารถตอบได้ หรือตอบแบบหลบตา ไม่เต็มเสียง
  3. คอยหมั่นตั้งคำถามกับลูกหลังเลิกเรียน เช่น วันนี้ลูกเล่นกับใคร เล่นอะไรกันบ้าง เป็นต้น เพื่อตรวจเช็กดูว่าอยู่ที่โรงเรียนเขามีเพื่อนหรือไม่ หากพบว่าลูกมีเพื่อนน้อย หรือไม่มีเลย พ่อแม่ควรหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อที่จะช่วยเหลือลูกได้ทัน
  4. มีอาการกลัวการไปโรงเรียน กลัวการเดินไป-กลับโรงเรียน  การขึ้นรถรับส่งนักเรียน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ หรือไม่ อาการกลัวการไปโรงเรียน กับการไม่อยากไปโรงเรียน มีความแตกต่างกัน หากลูกงอแงตอนเช้าไม่อยากไปโรงเรียน แต่เมื่อให้เวลาสักพัก หรือแอบดูเขาขณะเข้าเรียนไปสักระยะ แล้วพบว่าลูกกลับมาทำตัวปกติ ร่าเริง เข้าร่วมกิจกรรม นั่นเป็นเพียงการไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ใช่การกลัวไปโรงเรียน ที่เด็กจะไม่ร่าเริง ไม่เข้ากลุ่มแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
  5. กลัวเพื่อนบางคนเป็นพิเศษ หรือไม่กล้าเดินผ่านสถานที่ หรือโต๊ะเรียนของเพื่อนกลุ่มนั้น หรือหากเป็นเด็กโตที่สามารถกลับบ้านด้วยตัวเอง ให้สังเกตว่าลูกไป-กลับโรงเรียนโดยใช้ทางอ้อม ซึ่งดูแล้วไม่มีเหตุผลสมควร เพราะนั่นแสดงถึงการหนีอะไรบางอย่าง หากลูกเกิดพฤติกรรมเช่นนี้ พ่อแม่ควรรีบหาสาเหตุ และเข้าไปจัดการ ชี้แนะลูกโดยเร็ว

    ลูกโดนแกล้งที่โรงแรียน อารมณ์จะแปรปรวน งอแงร้องไห้ง่าย
    ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน อารมณ์จะแปรปรวน งอแงร้องไห้ง่าย
  6. ไม่สนใจทำการบ้าน และผลการเรียนตกต่ำอย่างกะทันหัน ความใส่ใจในการเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยคุณพ่อคุณแม่อย่าไปตีความว่าการที่ลูกผลการเรียนตก เป็นเพราะความขี้เกียจ ความไม่เอาไหนของลูกเท่านั้น แต่เราต้องมองลึกลงไปว่า สาเหตุแท้จริงอันใดที่ทำให้ลูกหมดความสนใจในการเรียน หากเป็นสาเหตุของการถูกแกล้ง พ่อแม่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือลูกก่อนสาย
  7. อารมณ์แปรปรวน ลูกจะมีท่าทางเศร้า หงุดหงิดง่าย น้ำตาคลอ หรือหดหู่ เก็บตัว หลังกลับมาจากโรงเรียน
  8. อาจจะแสดงว่าตนเองเจ็บป่วย เช่น บ่นว่าปวดหัว ปวดท้อง หรือมีความเจ็บป่วยด้านอื่นอยู่บ่อย ๆ แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกโกหก แต่ความเครียดทางจิตใจ ไปแสดงผลออกมาทางร่างกาย ซึ่งลูกก็รู้สึกว่าตัวเองมีอาการเช่นนั้นจริง
  9. มีปัญหานอนไม่หลับ หรือฝันร้ายบ่อย ๆ เป็นสัญญาณเตือนขั้นต้นในเด็กหลาย ๆ คน อาการนอนไม่หลับเนื่องจากเขามีความไม่สบายทางใจ และไม่สามารถหาทางออกได้ หรือหากหลับไปแล้วลูกมักละเมอ ฝันร้าย หรือตื่นมาไม่สดชื่น แบบคนนอนหลับไม่เพียงพอ
  10. ไม่เจริญอาหาร ไม่อยากรับประทานข้าว หรือแม้แต่ขนมที่เคยชอบมาก ๆ
  11. มีท่าทางกังวล หรือน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นปกติของเด็กที่ถูกรังแกจะรู้สึกมองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง เนื่องจากเพื่อน ๆ มาบุลลี่ มาแกล้งว่ากล่าวให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่มีอะไรดี เป็นคนขี้แพ้ หรือไม่ได้เรื่อง เมื่อพบเจอเป็นเวลานานก็จะไปบั่นทอนความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองของลูกได้เช่นกัน

หากการที่ ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน ไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลเสียอย่างไร?

การรังแกอาจก่อให้เกิดผลภายหลังที่ร้ายแรง  เด็กที่ถูกรังแกอาจมีลักษณะดังต่อไปนี้มากกว่าเด็กคนอื่น ยิ่งโดยเฉพาะหากพ่อแม่ไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติได้ทัน อาจทำให้ลูกยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว และก่อให้เกิดเหตุรุนแรง

  • หดหู่ เหงา กังวลใจ
  • น้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
  • ขาดเรียน ผลการเรียนตกต่ำ
  • รู้สึกไม่สบายทางร่างกาย
  • มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

    ตั้งคำถามลูกหลังเลิกเรียน เพื่อเช็กว่าลูกถูกบุลลี่ไหม
    ตั้งคำถามลูกหลังเลิกเรียน เพื่อเช็กว่าลูกถูกบุลลี่ไหม

หากลูกถูกรังแก พ่อแม่จะทำอย่างไร?

1.ในส่วนของตัวเด็ก พ่อแม่ควรให้ความสนใจดูแลลูกของท่านเป็นพิเศษ ให้กำลังใจ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการรังแกกันที่เกิดขึ้น เพื่อหาสาเหตุ และหาวิธีการจัดการปัญหาให้ตรงจุดมากที่สุด โดยอาจพูดคุย ดูแลลูกในช่วงที่เกิดปัญหา ดังนี้

  • ไม่พูดจาเหมือนดั่งว่าเป็นความผิดของลูก อย่าตำหนิหรือกล่าวโทษลูกที่ถูกรังแก อย่าสันนิษฐานว่าลูกของท่านอาจไปทำอะไรให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนที่เป็นการยั่วยุให้เขามารังแกเอา เช่น ลูกไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า เขาถึงได้รังแกลูก? เป็นต้น
  • ฟังรายละเอียดจากลูกของท่านว่า การรังแกนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ซักถามหรือขอให้ลูกเล่าให้ฟัง โดยไม่ออกความคิดเห็นระหว่างนั้น เพียงแค่นั่งรับฟัง และหาจุดที่เป็นส่วนสำคัญในเรื่องต่อไปนี้ ภายในใจว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง และการรังแกแต่ละครั้งนั้นรุนแรง หรือมีพฤติกรรมอะไรที่น่ากังวลบ้าง
  • พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่ทำให้ลูกมั่นใจว่าจะร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน  และแสดงความเห็นอกเห็นใจลูก บอกเขาว่าการรังแกเป็นสิ่งที่ผิด และพ่อแม่ดีใจที่ลูกกล้าเล่าให้ฟัง
  • ถามความเห็นลูกเสมอก่อนที่จัดการทำอะไร ถามลูกว่าควรดำเนินการอย่างไรจึงจะช่วยได้ ให้คำมั่นว่าพ่อแม่จะทำอย่างระมัดระวัง ไม่หุนหันพลันแล่นจนไปทำให้เป็นปัญหาเพิ่มกับลูก และจะบอกเขาทุกครั้งก่อนที่จะทำอะไรต่อไป
  • อย่าสนับสนุนการตอบโต้ทางกาย เพื่อเป็นทางออก แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน การชกต่อยนักเรียนคนอื่นมักจะไม่ทำให้ปัญหายุติลง และอาจทำให้ลูกของท่านถูกพักการเรียนหรือถูกไล่ออกได้ และตามปกติคนที่มารังแกลูกนั้น มักจะโตกว่าหรือแข็งแรงกว่า และลูกท่านสู้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่ถูกรังแก และการสนับสนุนให้ลูกใช้ความรุนแรง เท่ากับไปสร้างทัศนคติที่ไม่ถูกต้องกับเด็ก ว่าใครแข็งแรงกว่าก็สามารถเอาเปรียบ รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าได้

2.ในส่วนของโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรติดต่อครู ครูประจำชั้น หรือครูใหญ่ของโรงเรียนของลูก เพื่อให้โรงเรียนให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งกัน การบุลลี่ในโรงเรียน เพราะหากโรงเรียนปล่อยปละละเลย ก็จะเป็นตัวอย่างให้เด็กคนอื่น ๆ ทำตาม เลียนแบบกันต่อไปได้ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรแสดงท่าทีดังต่อไปนี้

ให้ครูในโรงเรียนเป็นคนกลาง คอยพูดคุยกับคู่กรณี
ให้ครูในโรงเรียนเป็นคนกลาง คอยพูดคุยกับคู่กรณี
  • พยายามควบคุมอารมณ์ แล้วให้เฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถูกรังแกของลูกท่าน ใคร อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไร แต่ไม่ควรใส่คำตัดสิน กล่าวโทษเด็กคนนั้น
  • ย้ำความตั้งใจ ว่าท่านต้องการร่วมมือกับบุคลากรของโรงเรียนหาทางออกเพื่อยุติการรังแกกัน ทั้งเพื่อลูกของท่าน และเด็กคนอื่น ๆ ไม่ใช่การแก้แค้น
  • อย่าติดต่อกับผู้ปกครองของนักเรียนผู้ลงมือรังแกลูกของท่านก่อน  การกระทำเช่นนี้มักเป็นการโต้ตอบอันดับแรกของผู้ปกครอง แต่บางครั้งมันอาจทำให้เหตุการณ์รุนแรงกว่าเดิม  ควรหาคนกลางมาช่วยบอกกล่าว ควรให้บุคลากรของโรงเรียนเป็นผู้ติดต่อไปทางผู้ปกครองของนักเรียนผู้ลงมือรังแก
  • ติดตาม และคอยเช็กว่าการรังแกนั้นได้ยุติลงจริง ๆ  พูดคุยกับลูก และคุณครูอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามดูว่าการรังแกได้หยุดลงหรือไม่ หรือลูกยังเผชิญอยู่ แต่ไม่กล้าบอก หรือคนที่แกล้งไม่ได้พูดความจริง โดยเฉพาะหากเป็นการแกล้ง หรือรังแกจากผู้ใหญ่รังแกเด็ก จะทำให้การหยุดลงของการบุลลี่ยากกว่าการแกล้งกันระหว่างเด็กด้วยกัน

3.ป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยพ่อแม่สามารถช่วยลูกของท่านให้มีการปรับตัวรับมือกับการถูกรังแกจากผู้อื่นในคราวต่อ ๆ ไป ในระยะยาวได้ด้วยเช่นกัน

  • เสริมความมั่นใจให้กับลูก ช่วยพัฒนาความสามารถพิเศษ หรือพรสวรรค์ที่เขามีอยู่ให้เต็มที่ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจมากขึ้น เมื่ออยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อน เพราะคนที่มั่นใจในตนเอง จะมีบุคลิก ท่าทางที่ทำให้คนอื่น ๆ ไม่อยากหรือไม่กล้ารังแก
  • สอนให้ลูกรู้จักเลือกคบเพื่อน พ่อแม่ไม่สามารถไปชี้ได้ว่าลูกควรคบคนไหน ไม่ควรคบคนไหน แต่หากเราสอนให้ลูกรู้จักการเข้าสังคม รู้จักบอกความรู้สึกตนเอง รู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ลูกก็จะสามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ไม่อยาก และไม่ต้องเป็นฝ่ายยอม หรือตามใจเพื่อนเสมอไป และหากเพื่อนคนไหนที่เขารู้สึกเข้ากันไม่ค่อยได้กับตัวเอง ลูกก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถเลือกเพื่อนที่ถูกใจได้
  • สอนวิธีการสร้างความปลอดภัยให้ลูกของท่าน สอนให้เขารู้วิธีขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เมื่อเขารู้สึกว่าถูกคุกคาม พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับบุคคลที่เขาสามารถขอความช่วยเหลือได้ และซ้อมบทสนทนาว่าควรพูดอย่างไร ทำให้ลูกเห็นความแตกต่างระหว่าง “ขี้ฟ้อง” กับ “การแจ้งเหตุคุกคาม” ว่าเป็นอย่างไร
  • ทำบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) หัวใจสำคัญคือบ้าน  โปรดทำให้แน่ใจว่าลูกของท่านได้รับบรรยากาศในบ้านที่เปี่ยมด้วยความรัก และความปลอดภัย ซึ่งสามารถเป็นที่หลบภัยของเขาได้ทั้งทางกาย และใจ  สื่อสาร พูดคุยแลกเปลี่ยนชีวิตประจำวันกันอย่างสม่ำเสมอ
เสริมบุคลิกความมั่นใจ ให้ลูกเพื่อให้เขาไม่ถูกคนแกล้งโดยง่าย
เสริมบุคลิกความมั่นใจ ให้ลูกเพื่อให้เขาไม่ถูกคนแกล้งโดยง่าย

การรังแกกัน การแกล้งกัน เป็นปัญหาใหญ่ และปัญหาสำคัญสำหรับเด็ก โดยเฉพาะเด็กไทย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวเปิดเผยว่า ประเทศไทยติดอันดับ 2 ในโลกในปี พ.ศ. 2563 รองจากประเทศญี่ปุ่น จากข้อมูลการบูลลี่ด้วยการใช้ตัวอักษรผ่าน Social Media ในปีเดียวกัน Punch Up x Wisesight ได้ร่วมกันเล่าเรื่องผ่านข้อมูลพบว่า คำที่คนไทยใช้บูลลี่กันมากที่สุดเป็นเรื่อง รูปลักษณ์ เพศ และความคิดกับทัศนคติ ได้แก่ ไม่สวย, ไม่หล่อ, หน้าเบี้ยว, ขี้เหร่, หน้าหัก, หน้าปลอม, ผอม, เตี้ย, สิว, ดำ, ขาใหญ่, จอแบน, เหยิน, เหม่ง, ตุ๊ด, สายเหลือง, ขุดทอง, กะเทย, โสเภณี, กะหรี่, แมงดา, ชะนี, แรด, หากระโปรงมาใส่, โง่, สลิ่ม, ตลาดล่าง, ปัญญาอ่อน, ต่ำตม, ไดโนเสาร์ เป็นต้น ระดับการศึกษาที่ใช้คำบูลลี่มากที่สุด พบว่าเป็น ระดับมัธยม ในทุกระดับชั้นพบว่าเพื่อนเป็นผู้ใช้คำบูลลี่กันมากที่สุด

แม้อาจดูเป็นเพียงคำพูดหรือเรื่องเล็กน้อย แต่หากเราไม่เข้ามาช่วยเหลือ จัดการให้เด็กตระหนักถึงปัญหา และความรุนแรงของการบุลลี่กัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงตามได้ เช่น ปัญหาการฆ่าตัวตายในเด็กที่มีสถิติเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี และมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เป็นต้น โดยเริ่มจากตัวเรา พ่อแม่ที่เป็นส่วนที่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด ช่วยกันสอดส่อง สังเกตอาการ สัญญาณเตือนที่ลูกได้ส่งออกมาให้ทัน เสียก่อนจะสายเกินแก้

ขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือรับสถานการณ์เด็กรังแกกันในโรงเรียน สำหรับพ่อแม่ที่ลูกถูกรังแก : ลูกฉันถูกรังแก ทำอย่างไรดี
  ผู้เรียบเรียง ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ผู้จัดทำ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งประเทศไทย(มสช.) / มูลนิธีศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก / กรมสุขภาพจิต

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปิดเทอม นี้มาส่องลูกด้วย 10คำถามหลังเลิกเรียนกันเถอะ

พี่น้อง แย่งของเล่น พ่อแม่ควรทำยังไง? ไม่ให้พี่น้อยใจที่ต้องเสียสละให้น้อง!

30 คำถามหลังเลิกเรียน ไขปริศนา ลูกถูกเพื่อนแกล้ง หรือไม่?

5 นิทานพื้นบ้าน ซึมซับความเป็นไทย พร้อมคติสอนใจ!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานพื้นบ้าน

5 นิทานพื้นบ้าน ซึมซับความเป็นไทย พร้อมคติสอนใจ!!

นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย เข้าใจวิถีชีวิตแบบไทยในอดีต เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน พร้อมข้อคิด คติสอนใจดี ๆ นิทานพื้นบ้านไทยสนุกไม่แพ้นิทานต่างชาติ

5 นิทานพื้นบ้าน ซึมซับความเป็นไทย พร้อมคติสอนใจ!!

นิทานพื้นบ้าน คุณพ่อคุณแม่นำมาเล่าให้ลูกฟัง เพื่อซึมซับถึงความเป็นไทย เข้าใจในวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความคิด วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ที่สอดแทรกอยู่ในนิทานพื้นบ้านไทย ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมนิทานสนุก ๆ มาฝากแล้วค่ะ

นิทานพื้นบ้าน หมายถึง เรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมา จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้แต่ง เช่น เราไม่สามารถบอกได้ว่า ใครแต่งนิทานเรื่องสังข์ทอง ปลาบู่ทอง โสนน้อยเรือนงาม ไกรทอง นางสิบสอง เพราะนิทานเหล่านี้ ถ่ายทอดโดยการเล่าจากความทรงจำต่อๆ กันมา เช่น ปู่ย่าตายายเล่าให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่เล่าให้ลูกหลานฟัง หรือมีการแพร่กระจายจากท้องถิ่นหนึ่งไปสู่อีกท้องถิ่นหนึ่ง นิทานเรื่องเดียวกัน เช่น นิทานเรื่องสังข์ทอง จึงอาจมีหลายสำนวนได้

นิทานพื้นบ้าน
นิทานพื้นบ้าน

5 นิทานพื้นบ้าน ซึมซับความเป็นไทย พร้อมคติสอนใจ!!

โสนน้อยเรือนงาม

ที่”นครโรมวิสัย” มีกษัตริย์ครองอยู่ มีพระราชธิดาที่สวยงามมาก พระราชธิดานี้เมื่อประสูติมีเรื่อนไม้เล็กๆ ติดมือออกมาด้วย เรือนนี้เมื่อพระธิดาเจริญวัยขึ้น เรือนไม้นี้ก็โตขึ้นด้วยและกลายเป็นของเล่นของพระราชธิดา พระบิดาจึงตั้งชื่อพระราชธิดาว่า “โสนน้อยเรือนงาม” เมื่อโสนน้อยเรือนงามมีพระชนม์พรรษาได้สิบห้าพรรษา โหรทูลพระบิดาว่าโสนน้อยเรือนงามกำลังมีเคราะห์ ควรให้ออกไปจากเมืองเสีย เพราะจะต้องอภิเษกกับคนที่ตายแล้ว พระบิดาและพระมารดาก็จำใจให้โสนน้อยเรือนงามออกไปจากเมืองแต่ผู้เดียว โสนน้อยเรือนงามปลอมตัวเป็นชาวบ้านและเอาเครี่องทรงพระราชธิดาห่อไว้ พระอินทร์สงสารนางจึงแปลงร่างเป็นชีปะขาวมามอบยาวิเศษสำหรับรักษาคนตายให้ฟื้นได้ โสนน้อยเรือนงามเดินทางเข้าไปในป่าพบ “นางกุลา” หญิงใจร้ายนอนตายเพราะถูกงูกัด โสนน้อยเรือนงามจึงนำยาของชีปะขาวมารักษา นางกุลาก็ฟื้น นางจึงขอเป็นทาสติดตามโสนน้อยเรือนงาม

ที่ “นครนพรัตน์” เมืองใกล้เคียงโรมวิสัย มีกษัตริย์ครองอยู่มีพระราชโอรสนามว่า “พระวิจิตรจินดา” ซึ่งเป็นชายหนุมรูปงามและมีความสามารถ แต่วันหนึ่งพระวิจิตรจินดาถูกงูพิษกัดสิ้นพระชนม์ พระบิดาและพระมารดาเศร้าโศรกเสียใจมาก แต่โหรทูลว่า พระวิจิตรจินดาจะสิ้นพระชนม์ไปเจ็ดปีแล้วจะมีพระราชธิดาของเมื่องอื่นมารักษาได้ พระบิดาและพระมารดาจึงเก็บพระศพของพระวิจิตรจินดาไว้ และมีประกาศให้คนมารักษาให้ฟื้น

โสนน้อยเรือนงามและนางกุลาเดินทางมาถึงเมืองนพรัตน์ได้ทราบจากประกาศ จึงเข้าไปในวังและอาสาทำการรักษา โดยขอให้กั้นม่านเจ็ดชั้น ไม่ให้ใครเห็นเวลารักษา โสนน้อยเรือนงามแต่งเครื่องทรงพระราชธิดาทำการรักษา โดยนางกุลาติดตามเฝ้าดู เมื่อโสนน้อยเรือนงามทายาให้พระวิจิตรจินดา พิษของนาคราชเป็นไอร้อนออกมาทำให้นางรู้สึกร้อนมาก จึงถอดเครื่องทรงพระราชธิดาออกแล้วเสด็จไปสรงน้ำ ระหว่างนั้นนางกุลาก็นำเครื่องทรงพระราชธิดาของโสนน้อยเรือนงามมาแต่ง พอดีพระวิจิตรจินดาฟื้น ทุกคนก็คิดว่านางกุลาเป็นพระราชธิดาที่รักษาจึงเตรียมจะให้อภิเษก ส่วนโสนน้อยเรือนงามต้องกลายเป็นข้าทาสของนางกุลาไป

พระวิจิตรจินดาและพระบิดาและพระมารดาก็ยังมีความสงสัยในนางกุลา จึงให้นางเย็บกระทงใบตองถวาย นางกุลาทำไม่ได้โยนใบตองทิ้งไป โสนน้อยเรือนงามเก็บใบตองมาเย็บเป็นกระทงสวยงาม นางกุลาก็แย้งไปถวายพระราชบิดามารดาของพระวิจิตรจินดา พระวิจิตรจินดาไม่อยากอภิเษกกับนางกุลาจึงขอลาพระบิดาพระมารดาไปเที่ยวทางทะเล พระบิดาพระมารดาให้นางกุลาย้อมผ้าผูกเรือ นางกุลาก็ทำไม่เป็น โยนผ้าและสีทิ้ง โสนน้อยเรือนงามเก็บผ้าและสีไปย้อมได้สีงดงาม นางกุลาก็แย้งนำไปถวายพระบิดาพระมารดาอีก …เมื่อพระวิจิตรจินดาจะออกเรือก็ปรากฎว่าเรือไม่เคลื่อนที่ พระวิจิตรจินดาทรงคิดว่าคงมีผู้มีบุญในวังต้องการฝากซื้อของ เรือจึงไม่เคลื่อนที่ จึงให้ทหารมาถามรายการของที่คนในวังจะฝากซื้อ ทุกคนก็ได้มีโอกาสฝากซื้อ แต่โสนน้อยเรือนงามอยู่ใต้ถุนถึงไม่มีใครไปถาม เรือก็ยังไม่เคลื่อนที่ พระวิจิตรจินดาจึงให้ทหารกลับไปค้นหาคนในวังที่ยังไม่ได้ฝากซื้อของ ทหารจึงได้ไปค้นหานางโสนน้อยเรือนงามได้ นางจึงฝากซื้อ”โสนน้อยเรือนงาม”

เมื่อพระวิจิตรจินดาเดินทางไป ลมก็บันดาลให้พัดไปยังเมืองโรมวิสัยของพระบิดาของโสนน้อยเรือนงาม พระวิจิตรจินดาซื้อของฝากได้จนครบทุกคน …ยกเว้นโสนน้อยเรื่อนงาม …พระวิจิตรจินดาจึงสอบถามจากชาวเมือง ชาวเมืองบอกว่าโสนน้อยเรือนงามมีอยู่แต่ในวังเท่านั้น พระวิจิตรจินดาจึงเข้าไปในวังและทูลขอซื้อโสนน้อยเรือนงามไปให้นางข้าทาส พระบิดาของโสนน้อยเรือนงามทรงถามถึงรูปร่างหน้าตาของนางทาส ก็ทรงทราบว่าเป็นพระธิดา จึงมอบโสนน้อนเรือนงามให้พระวิจิตรจินดาและให้ทหารตามมาสองคน

เมื่อพระวิจิตรจินดากลับถึงบ้านเมือง ทหารสองคนก็ไปทำความเคารพนางโสนน้อยเรือนงาม และเรือนวิเศษก็ขยายเป็นเรือนใหญ่มีข้าวของเครื่องใช้พระธิดาครบถ้วน โสนน้อยเรือนงามก็เข้าไปอยู่ในเรือนนั้น พระวิจิตรจินดาจึงแน่ใจว่าโสนน้อยเรือนงามเป็นพระราชธิดาที่รักษาตน จึงจะฆ่านางกุลาแต่โสนน้อยเรือนงามขอชีวิตไว้ พระวิจิตรจินดาก็ได้อภิเษกกับนางโสนน้อยเรือนงามและอยู่ด้วยกันมีความสุขสืบไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. ไม่ควรมุ่งหวังในสิ่งที่เกินตัว
  2. ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
นิทานพื้นบ้านไทย
นิทานพื้นบ้านไทย

5 นิทานพื้นบ้าน ซึมซับความเป็นไทย พร้อมคติสอนใจ!!

ลูกกตัญญู

มีพี่น้องสองคน…คนพี่มีภรรยาเป็นลูกสาวเศรษฐี…คนน้องมีภรรยาเป็นลูกสาวคนจน
อยู่มาวันหนึ่งพ่อเดินทางมาหาลูกคนโต ถามว่า”ไอ้ทิดอยู่ไหน” ลูกคนโตอายภรรยาที่มีพ่อจน จึงทำเป็นไม่รู้จักพ่อ … พ่อจึงไปหาลูกคนเล็กบอกว่า”หิวข้าว” ถึงแม้ลูกคนนี้จน มีข้าวเหลือเพียงเล็กน้อยแต่ก็นำมาให้พ่อกิน ต่อมาพ่อบอกว่า “พ่อจะตายอยู่แล้ว ให้หามไปป่าช้า ถ้ามีสัตว์อะไรมาเกาะฝาโลง ก็ให้จับสัตว์นั้น

ต่อมาเมื่อพ่อตาย…ก็ปรากฏว่ามีนกเขาไปเกาะที่ฝาโลง แต่พอจะจับ มันก็บินมาเกาะไหล่…พอนกร้องทีหนึ่ง เงินก็ร่วงออกมา น้องก็เอานกไปเลี้ยงไว้จนร่ำรวย ส่วนพี่นั้นยากจนลง เห็นว่า น้องร่ำรวย จึงมาขอยืมนกไปเลี้ยงบ้าง แต่พอนกร้อง จั่วบ้านก็พังลงมา และต่อมาหลังคาพังลงมา พี่โมโหจึงฆ่านกตาย

เมื่อน้องทราบข่าว…ก็ตามไปเก็บกระดูกแล้วเอากระดูกมาทำหวี…เมื่อหวีผม ผมก็ร่วงเป็นทอง พี่จึงมาขอยืมหวี แต่หวีแล้วผมร่วงหมด พี่ก็โมโหเอาหวีไปทิ้ง

เมื่อน้องทราบข่าว…ก็ตามไปขุดเอามาได้…ก็เอามาทำเป็นไม้แคะฟัน พี่มาขอยืมอีก แต่แคะไปแคะมาฟันหลุดหมด นี่แหละคนที่ไม่สำนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ บ้านก็ไม่มีอยู่ หัวก็ล้าน ฟันก็หัก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ใครไม่คิดถึงบุญคุณของพ่อแม่… บ้านก็จะพัง หัวก็จะล้าน… ฟันก็จะหักเช่นลูกชายคนโตนี้แล”

หัวล้านนอกครู

ทิดทอง และ ทิดถม เป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองได้บวชเรียน ร่ำเรียนตำรับตำรามาด้วยกัน ถึงแม้ว่าฐานะของทั้งสองต่างกัน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์กันเลย เมื่อทั้งสองสึกออกมา ก็ช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง อยู่มาวันหนึ่ง มีพ่อค้าเร่มาขายน้ำมันใส่ผมในหมู่บ้าน ทิดทองกับทิดถมซึ่งไม่รู้เรื่องอะไร จึงได้ซื้อน้ำมันใส่ผมมาใช้คนละขวด ต่อมาไม่นานผมของทั้งสองก็ร่วงเรื่อยๆทุกวัน นานวันเข้าทั้งสองก็กลายเป็นคนหัวล้าน

ทั้งสองรู้สึกเป็นกังวลกินก็ไม่ได้นอนก็ไม่หลับ และรู้สึกอับอายจนไม่อยากจะออกไปไหนเลย เมื่อชาวบ้านรู้เรื่องข่าวก็ทำทีมาแกล้ง โดยแนะนำกับทั้งสองว่าถ้าเอาไอ้โน้น ไอ้นี่มาทา ผมก็จะงอกมาดังเดิม เช่น บอกให้เอา หนวดเต่า เขากระต่าย น้ำลายยุง หรือแม้กระทั่งขี้ไก่ มาทา ทั้งสองก็หลงเชื่อ กลายเป็นที่ขำขันของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ทั้งสองอับอายเป็นอันมาก จึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากโยคีที่อยู่กลางป่า ด้วยความสงสารโยคีจึงให้การช่วยเหลือ โดยให้ทั้งสองไปดำน้ำในสระน้ำข้างอาศรม 3 ครั้ง ผมก็จะงอกออกมาทั่วทั้งหัวเหมือนดังเดิม

ทั้งสองไม่รอช้า รีบทำตามคำแนะนำของท่านโยคี เมื่อลงดำครั้งแรกแล้วโผล่หัวขึ้นมาปรากฏว่าผมงอกขึ้นมานิดหน่อย ครั้งที่ 2 ผมงอกมาพอประมาณและครั้งที่ 3 ผมของทั้งสองงอกเต็มหัวเป็นปกติ แต่เนื่องจากทั้งสองมีแผลเป็นกลางหัวตั้งแต่เด็กๆ ผมจึงขึ้นตรงแผลเป็นไม่ได้…แทนที่จะไปปรึกษากับโยคี…ทิดทองและทิดถมได้ปรึกษากันเองว่าหากดำครั้งที่ 4 ผมจะต้องงอกตรงที่เป็นแผลเป็นแน่นอน…ทั้งสองจึงตัดสินใจดำน้ำลงไปอีกครั้ง…แต่ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…เมื่อทั้งสองโผล่หัวขึ้นมากลับกลายเป็นคนหัวล้านเช่นเดิม…คราวนี้แม้แต่โยคีเองก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว…ทั้งสองเสียใจร้องไห้โวยวาย แล้วเดินก้มหน้ากลับหมู่บ้านด้วยความผิดหวัง…เป็นที่มาของสำนวนไทยที่ว่า ” หัวล้านนอกครู ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. อย่าเพิ่มเติมหรือนอกคำสั่ง ผลลัพธ์จะตกแก่ตัวเอง…และอย่าเชื่อคนง่ายจะเสียใจภายหลัง เช่นการซื้อน้ำมันมาใส่ผมบ้าง เอาขี้ไก่มาทาบ้างเป็นคนที่เชื่อแบบไม่มีเหตุผล
2. สำนวนสุภาษิต ”หัวล้านนอกครู” หมายถึง…ผู้ที่ปฏิบัติผิดแผกไปจากคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์หรือแบบแผนที่นิยมกันมา…หรือไม่ปฎิบัติตามคำแนะนำของครูอาจารย์จนทำให้เกิดความเดือดร้อน

ทำคุณบูชาโทษโปรดสัตว์ได้บาป

ยังมีเศรษฐีผู้หนึ่งเลี้ยงแพะไว้ตัวหนึ่ง ต่อมาเศรษฐีผู้นั้นได้ลูกหมาน่ารักมาอีกตัวหนึ่งเพื่อจะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน

อยู่มาวันหนึ่งหมากินข้าวไม่อิ่ม หมาจึงพูดกับแพะว่า “คืนนี้เราจะไม่เห่า เพราะเรากินข้าวไม่อิ่ม” แพะบอกว่า “ไม่อิ่มวันนี้ก็ค่อยกินวันพรุ่งนี้อีกก็ได้ หน้าที่ของเจ้าก็ต้องเห่า” แต่หมากลับเถียงว่า “จะไม่ยอมเห่า” ต่างก็ถกเถียงกันอย่างไม่ลดละ …จนแพะเห็นว่าไม่สามารถจะเกลี้ยกล่อมหมาได้แน่นอนแล้วจึงรีบพูดขึ้นว่า “เอ็งไม่เห่าข้าจะเห่าเอง

พอตกดึกในคืนนั้นก็มีโจรผู้ร้ายเข้ามาในเขตรั้วบ้าน หวังจะเข้ามาขโมยทรัพย์สิน แพะเห็นเข้าก็ส่งเสียงร้อง “แบ๊ะ แบ๊ะ” ฝ่ายหมานอนดูเฉยไม่ยอมเห่า โจรได้ยินแพะร้องก็ถอยออกไป สักครู่หนึ่งโจรก็กลับเข้ามาอีก แพะก็ร้อง “แบ๊ะ แบ๊ะ” อีกเช่นเดิม โจรก็ถอยออกไปอีกครั้งหนึ่ง

เศรษฐีได้ยินเสียงแพะร้องก็ลงมาดู เมื่อไม่เห็นอะไรผิดสังเกตก็กลับขึ้นบนบ้านไปนอน ขณะที่กำลังจะหลับโจรก็เข้ามาอีก แพะเห็นดังนั้นก็ส่งเสียงร้องขึ้นอีก

ฝ่ายเศรษฐีก็ตกใจและตื่นขึ้นมาดูอีกแต่ปรากฏว่าไม่พบอะไรเลยเหมือนในครั้งแรก เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้ง …จนกระทั่งครั้งสุดท้าย …ด้วยความโมโหเศรษฐีก็ลงมาเอาไม้ทุบแพะจนตาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เป็นนิทานของชาวบ้านที่เล่าสืบต่อๆ กันมา มีคุณค่าในการอบรมสั่งสอนให้มีความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะในเรื่องทำคุณบูชาโทษ แม้แพะจะเป็นสัตว์แต่ก็สำนึกในบุญคุณเจ้าของบ้านที่ให้ข้าวให้น้ำให้ที่พักพิง ถึงแม้ตัวเองจะเห่าไม่ได้เหมือนสุนัขแต่ก็ส่งเสียงร้องได้เพื่อให้เจ้าของบ้านรู้ตัวว่ากำลังจะมีภัยเข้าบ้าน แต่จากความไม่เข้าใจของผู้เป็นเจ้าของกลับเห็นว่าเสียงร้องของแพะเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ และตีแพะจนตาย จึงกลายเป็นการทำคุณบูชาโทษ ทําดีแต่กลับเป็นร้าย ดังนิทานเรื่องนี้

เศรษฐีกับยาจก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนกัน ชายคนแรกมีชีวิตอยู่เพียงลำพังไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้อง แต่เขามีทรัพย์สมบัติ มีฐานะร่ำรวย… แต่ชายคนที่สองมีครอบครัวแต่ฐานะยากจน

อยู่มาวันหนึ่งชายคนแรกบอกกับชายคนที่สองว่า “ถึงเจ้าจะมีภรรยามีลูกแล้ว แต่ข้าก็ไม่เคยนึกอิจฉาเจ้าเลยเพราะว่าเจ้ายากจน ข้าแม้จะอยู่เพียงลำพังแต่ฐานะร่ำรวยกว่าเจ้า” ชายคนที่สองกลับบอกว่า “แม้เจ้าจะมีฐานะร่ำรวย มีทรัพย์สินเงินทองมาก แต่ข้าก็ไม่นึกอิจฉาเจ้าเหมือนกัน เพราะข้ามีภรรยา มีลูก ข้ามีข้าวกิน มีลูกหลานคอยปรนนิบัติดูแลข้าอย่างใกล้ชิด… แต่เจ้าต้องอยู่โดดเดี่ยวและทำงานเองทุกอย่าง ไม่มีคนช่วย” ชายคนแรกก็แย้งอีกว่า “แต่บ้านข้ามีทุกอย่างที่บ้านเจ้าไม่มี

ดังนั้นเมื่อต่างคนต่างก็เห็นว่าตัวเองมีชีวิตที่สุขสบายกว่า ชายคนที่สองจึงออกความเห็นว่าให้เปลี่ยนกันไปกินข้าวบ้านละมื้อ โดยไปกินข้าวที่บ้านของคนแรกก่อน พอไปถึงบ้านของชายคนแรกพบว่าภายในบ้านมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างครบถ้วน แต่เขาไม่มีคนช่วยงานบ้านเลย ต้องทำงานทำอาหารเองทุกอย่าง เขาจึงต้องเหนื่อยเพียงคนเดียว

ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนไปกิน ข้าวที่บ้านของชายคนที่สองต่อ ชายคนแรกจึงพบว่าชายคนที่สองแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย เขาเพียงแต่นั่งอยู่เฉยๆพูดเคยกับเขาบ้าง พูดกับลูกหลานบ้างอย่างมีความสุข ลูกๆของเขาเป็นคนจัดการทุกอย่าง กวาดบ้าน เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร พอถึงเวลากินข้าว ลูกๆก็เข้ามาอุ้มชายคนที่สองและภรรยาไปกินข้าว พอกินได้สักช่วงชายคนที่สองก็บ่นว่าหนาว อยากไปกินข้าวข้างนอก ลูกๆจึงยกสำรับกับข้าวไปไว้หน้าบ้าน และอุ้มพ่อแม่ไปด้วยต่างคนต่างช่วยกัน โดยไม่เกี่ยงกันแต่พอกินได้สักพักก็บ่นว่าร้อนอีกลูกๆก็ช่วยกันเคลื่อนย้าย เข้าไปในบ้านอีก

… หลังจากกินข้าวเสร็จชายคนที่สองจึงถามชายคนแรกว่า”เจ้ารู้หรือยังว่าใครสุขสบายที่สุด เพราะข้าไม่ต้องทำอะไรเลย…มีคนช่วยเหลือข้าทุกอย่างไม่ว่าข้าจะเคลื่อนไหวไปทางใดข้าเปรียบเสมือน… กษัตริย์ที่มีบริวารให้รับใช้มากมาย… ในขณะที่เจ้ามีเงินทองแต่ไม่มีความสุขเลย เพราะเจ้าต้องเหนื่อยไม่มีบริวารให้รับใช้เหมือนข้า ข้าจึงไม่อิจฉาเจ้าเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การอยู่เพียงลำพังไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้อง… ทำให้ลำบาก เหนื่อยต้องทำเอง ถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน
แต่ถ้ามีครอบครัวดี…ก็เหมือนกษัตริย์ มีลูกหลานคอนดูแลอย่างใกล้ชิดแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
นิทานก่อนนอนของลูกมีหลากหลายเรื่อง ทีมกองบรรณาธิการ ABK เลือกนำ นิทานพื้นบ้าน ซึ่งเป็นนิทานพื้นบ้านของไทยมาฝากนี้ นอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกแล้ว ยังได้คติสอนใจอีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านไทย สนุก!! ได้คติสอนใจ!!

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

บ้านต้นไม้10ชั้น นิทานที่ใครๆ ก็หลงรัก

วิจัยเผย พ่ออ่านนิทานให้ลูกฟัง ส่งผลดีต่อลูกมากกว่าแม่อ่าน

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.saranukromthai.or.th, https://nitanstory.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

พ่อแม่ระวัง! เช็ก 5 สัญญาณเตือน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

พ่อแม่ระวัง! เช็ก 5 สัญญาณเตือน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ คือ ภาวะที่เซลล์เยื่อบุผิวด้านในของกระเพาะปัสสาวะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้าย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะปนเลือด เจ็บขณะปัสสาวะ และเจ็บปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน ทีมกองบรรณาธิการ ABK อยากชวนคุณแม่คุณพ่อมาดู 5 สัญญาณเตือนของโรคนี้กันค่ะ

สถิติผู้ป่วย มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า แต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเพศชายและเพศหญิงรายใหม่ประมาณ 1,900 และ 600 คนตามลำดับ

สาเหตุ

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะเป็นโรคที่ไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  • เพศชาย มีแนวโน้มพบโรคนี้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  • อายุมากกว่า 40 ปี
  • สูบบุหรี่ หรือสูดดมควันบุหรี่มือสอง รวมทั้งทำงานกับสารเคมีอันตรายที่อาจก่อมะเร็ง เช่น สารหนู สีย้อม สีทาบ้าน สิ่งทอ ยาง หนัง เป็นต้น เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะ ต้องสัมผัสกับสารพิษที่ร่างกายขับออกมาทางปัสสาวะ
  • ดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ติดเชื้อ หรือระคายเคืองในกระเพาะปัสสาวะแบบเรื้อรัง เช่น เป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ใส่สายสวนปัสสาวะค้างไว้เป็นเวลานาน ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือติดเชื้อปรสิตบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ในเลือด ซึ่งมักทำให้เป็นมะเร็งชนิดที่ลุกลามและรักษาได้ยาก
  • เคยใช้ยาเคมีบำบัด เช่น ไซโคลฟอสฟาไมด์ หรือเคยเข้ารับการบำบัดรักษามะเร็งด้วยรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัว ป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม
เช็ก 5 สัญญาณเตือน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
พ่อแม่ระวัง! เช็ก 5 สัญญาณเตือน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

5 สัญญาณเตือนเสี่ยง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

โดยทั่วไปแล้ว อาการบ่งชี้สำคัญของโรคในระบบทางเดินปัสสาวะนั้น ส่วนใหญ่จะคล้ายกันคือ “อาการปัสสาวะผิดปกติ” ควรสังเกตุ 5 สัญญาณ ดังนี้

  • ปัสสาวะเป็นเลือดมักจะเป็นๆ หายๆ แต่ไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากโรคอื่นที่จะมีอาการปวดร่วมด้วย และนี่ถืออาการที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • อาการผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือปัสสาวะแสบขัด ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเหล่านี้ คือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • หากมะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น อาจมีอาการปวดหลังส่วนล่าง ปวดกระดูกร่วมด้วย
  • มะเร็งในระยะแรก มักจะตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติ แต่ในระยะที่มีการแพร่กระจาย อาจจะตรวจพบว่ามีไตโตเนื่องจากการอุดตันท่อไตของมะเร็ง มีตับโตจากการกระจายไปยังตับ คลำพบต่อมน้ำเหลือง หรือมีขาบวม ถ้ามีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

ระยะของมะเร็ง

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมี 4 ระยะ ซึ่งแต่ละระยะมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนี้

  • ระยะที่ 1 เกิดเนื้อมะเร็งเฉพาะบริเวณเยื่อบุภายในกระเพาะปัสสาวะ
  • ระยะที่ 2 มะเร็งบางส่วน ลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ แต่ยังคงจำกัดอยู่ภายในกระเพาะปัสสาวะ
  • ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามเข้าสู่ผนังกระเพาะปัสสาวะ และเซลล์มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ กระเพาะปัสสาวะ
  • ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายสู่อวัยวะอื่น ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ตับ หรือปอด

การรักษา

การรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค รวมทั้งสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยด้วย ซึ่งแพทย์มักใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เคมีบำบัด เป็นการใช้ยารักษาโรคมะเร็ง แพทย์มักใช้ยาอย่างน้อย 2 ชนิดร่วมกัน โดยแพทย์จะฉีดยาเข้ากระเพาะปัสสาวะผ่านทางสายสวนเพื่อรักษามะเร็งระยะเริ่มต้น หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำร่วมกับผ่าตัดเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษามะเร็งให้หายขาด และอาจใช้ร่วมกับการรักษาแบบรังสีบำบัดในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมะเร็งลุกลามไปทั่วร่างกาย

ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือยาฆ่าเซลล์มะเร็ง มักใช้รักษาหลังจากตัดเนื้อมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะออกแล้วเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ โดยแพทย์จะฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ซึ่งใช้ป้องกันวัณโรค หรืออินเตอร์เฟอรอน (Interferon Alfa-2b) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ร่างกายใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัส เพื่อกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง หรือให้ยาฆ่าเซลล์มะเร็งเข้ากระเพาะปัสสาวะผ่านทางสายสวนแล้วทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงให้ผู้ป่วยปัสสาวะออกมา และผู้ป่วยจะต้องรักษาด้วยวิธีนี้ทุกสัปดาห์เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ติดต่อกัน นอกจากนี้ แพทย์อาจฉีดแอนติบอดีชนิดสังเคราะห์ (Atezolizumab) เข้าหลอดเลือดดำเพื่อรักษามะเร็งที่ไม่สามารถรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือมะเร็งที่ลุกลามไปทั่วร่างกาย

การผ่าตัด เพื่อกำจัดเนื้อมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะใกล้เคียง ซึ่งมี 2 วิธี ได้แก่

  • การผ่าตัดด้วยการส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ มักใช้รักษามะเร็งระยะเริ่มต้น โดยแพทย์จะใช้อุปกรณ์รวมทั้งเลเซอร์ตัดเนื้อมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะออกมาเพื่อตรวจหาระยะการลุกลามของเนื้อมะเร็งหรือเพื่อทำลายก้อนเนื้อมะเร็ง โดยแพทย์อาจใช้ยาชาเฉพาะที่หรือยาสลบในการผ่าตัด และอาจฉีดยาเคมีบำบัดร่วมด้วยหลังผ่าตัดเสร็จ
  • การผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะผ่านช่องท้อง มักใช้รักษามะเร็งแบบลุกลามเข้าสู่ผนังกระเพาะปัสสาวะและเนื้อเยื่อหรืออวัยวะในบริเวณใกล้เคียง โดยแพทย์อาจต้องตัดกระเพาะปัสสาวะบางส่วน หรือตัดกระเพาะปัสสาวะรวมทั้งอวัยวะใกล้เคียงออก เช่น ท่อไต ต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกราน ต่อมลูกหมาก ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ มดลูก รังไข่ และช่องคลอดบางส่วน นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดสร้างกระเพาะปัสสาวะเทียม ซึ่งมักใช้บางส่วนของลำไส้ทดแทนเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถระบายปัสสาวะออกจากร่างกายได้ โดยใช้สายสวนผ่านทางผนังหน้าท้องหรือใช้สายสวนผ่านท่อปัสสาวะ
  • รังสีบำบัด มักใช้รักษาหลังจากผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดแล้ว หรือใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ โดยแพทย์อาจใช้วิธีวิเคราะห์ตำแหน่งของก้อนมะเร็งจากภาพถ่ายซีที สแกน หรือเอ็มอาร์ไอ แล้วฉายรังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็งในบริเวณที่ต้องการรักษา

      

ขอบคุณข้อมูลจาก

pobpad , โรงพยาบาลพญาไท 3, ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

กระเพาะปัสสาวะอักเสบตอนท้อง อันตราย ดูแลอย่างไร

แม่แชร์ลูก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพียงเพราะล้างไม่ถูกวิธี

ทำไมคนท้อง ปัสสาวะบ่อย “ฉี่”แบบไหนไม่ปกติ แม่ต้องระวัง!

เปลี่ยนนามสกุลลูก

เปลี่ยนนามสกุลลูก หลังหย่า/แยกทาง ทำได้ไหม อย่างไร?

หลังจากหย่าแล้ว แม่ต้องการ เปลี่ยนนามสกุลลูก จากเดิมเป็นนามสกุลของบิดา มาเป็นนามสกุลของมารดา สามารถทำได้หรือไม่ ทำอย่างไร

เปลี่ยนนามสกุลลูก หลังหย่า/แยกทาง ทำได้ไหม อย่างไร?

หลังจากแต่งงาน มีบุตรกันแล้ว หากชีวิตคู่ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ การแยกทาง การหย่า จึงเป็นทางออกของปัญหา แต่สำหรับลูกน้อยแล้ว ความเป็นบิดาและมารดายังคงอยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็ยังมีความรักให้ลูกอย่างเต็มเปี่ยม แต่หากการเลิกราไม่เป็นไปด้วยดี แม่ ๆ หลายคนก็อยากจะ เปลี่ยนนามสกุลลูก ให้กลับมาใช้นามสกุลเดิมของตนเอง แต่การ เปลี่ยนนามสกุลลูก นั้นสามารถทำได้ง่ายหรือยากแล้วแต่กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

บุตรที่เกิดจาก สามี ภรรยา ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดา (ภรรยา) แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เมื่อเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดา มารดาจึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรได้ รวมทั้งการใช้อำนาจปกครองในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม และมีสิทธิที่จะเปลี่ยนนามสกุลของบุตรได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดานอกกฎหมาย

มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 1547 เด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

กรณีที่ 2 สามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่พ่อจดทะเบียนรับรองบุตร

สามีภรรยาไม่ต้องการจดทะเบียนสมรส แต่ต้องการให้บุตรเป็นบุตรตามกฎหมายของบิดา บิดาต้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร

วิธีการจดทะเบียนรับรองบุตร

การจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น บิดาเป็นผู้ยื่นคำร้อง ณ สำนักทะเบียน กิ่งอำเภอ หรือสำนักงานเขต โดยใช้พยาน 2 คน และเอกสาร 3 อย่าง ได้แก่

  1. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา
  2. สูติบัตรของบุตร
  3. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของบิดา มารดา และบุตร

การจดทะเบียนรับรองบุตรภายหลังจากการแจ้งเกิดนั้นทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากมารดา และเด็ก เมื่อเด็กยังเป็นผู้เยาว์ไร้เดียงสา ยังตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ว่ายินยอมหรือไม่ ต้องยื่นร้องต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรไปแสดง

จดทะเบียนรับรองบุตรภายหลังแจ้งเกิด

เมื่อบิดาจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว ภายหลังมีการแยกทางเกิดขึ้น แม้อำนาจการปกครองบุตรเป็นของมารดาฝ่ายเดียว แต่มาตรา 1567 ผู้ใช้อำนาจปกครอง มีสิทธิ

  1. กำหนดที่อยู่ของบุตร
  2. บุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
  3. ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
  4. เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงไม่สามารถใช้สิทธินอกจากที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๕๖๗ (๑) – (๔) ได้ เมื่อมารดาประสงค์จะเปลี่ยนชื่อตัว/ชื่อสกุลให้บุตรผู้เยาว์จึงต้องได้รับความยินยอมจากบิดาก่อน นายทะเบียนท้องที่จึงจะสามารถดำเนินการให้ได้

จดทะเบียนสมรส
จดทะเบียนสมรส

กรณีที่ 3 สามีภรรยาจดทะเบียนสมรสกัน

ในกรณีที่สามีภรรยาจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน ภายหลังมีการหย่าร้างเกิดขึ้นอำนาจปกครองบุตรอยู่กับมารดาฝ่ายเดียว เมื่อมารดาประสงค์จะเปลี่ยนชื่อตัว/ชื่อสกุลให้บุตรผู้เยาว์จึงต้องได้รับความยินยอมจากบิดาก่อน นายทะเบียนท้องที่จึงจะสามารถดำเนินการให้ได้เช่นกัน

กรณีที่ 4 หลังหย่า/แยกทางแล้ว ต้องการให้ลูกใช้นามสกุลของพ่อใหม่

หลังจากจดทะเบียนหย่า หรือแยกทางกันแล้ว(ในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) แล้วแต่งงานใหม่ หากต้องการให้ลูกเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของพ่อใหม่ สามารถทำได้ 2 กรณีคือ

  1. ให้สามีใหม่รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม

การยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม สามารถยื่นคำร้องได้ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตแห่งใดก็ได้ โดยคุณสมบัติของผู้จดทะเบียน มีดังนี้

  • ผู้จะขอรับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุมากกว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม อย่างน้อย 15 ปี
  • ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ผู้นั้นต้องให้ความยินยอมด้วย
  • ผู้จะขอรับบุตรบุญธรรมและผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมที่มีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสด้วย
  • กรณีผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ต้องได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนจากคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน

หลักฐาน

  • บัตรประจำตัวของผู้ร้อง
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ต้องใช้หนังสืออนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจากคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (กรุงเทพมหานครหรือชาวต่างประเทศที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยยื่นเรื่องขอหนังสืออนุมัติ ฯ ได้ที่ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ต่างจังหวัด ยื่นเรื่องได้ที่ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด)
  • กรณีบุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส คู่สมรสต้องให้ความยินยอม หากไม่สามารถมาให้ความยินยอมด้วยตนเองให้ใช้หนังสือให้ความยินยอม
  • กรณีการอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ต้องใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลและใบแสดงคดีถึงที่สุด
  • พยานอย่างน้อย 2 คน

2. การใช้ชื่อสกุลร่วมกับเจ้าของชื่อสกุล

การขอร่วมใช้ชื่อสกุล มีขั้นตอนดังนี้

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับเจ้าของผู้จดทะเบียนชื่อสกุล

  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล(แบบ ช.2)
  • หลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สูติบัตร, สำเนาทะเบียนรับบุตรบุญธรรม, สำเนาทะเบียน รับรองบุตร ฯลฯ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับผู้ขอร่วมชื่อสกุล

  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • หนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล

ขั้นตอนการติดต่อ

เจ้าของผู้จดทะเบียนชื่อสกุล ยื่นคำขอตามแบบ ช.5 ต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน พร้อมหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2) นายทะเบียนท้องที่ ตรวจสอบคำขอหลักฐานการจดทะเบียนชื่อสกุล เมื่อเห็นว่าถูกต้อง จะพิจารณา อนุญาตและออกหนังสืออนุญาต ให้ร่วมใช้ชื่อสกุล ตามแบบที่กรมการปกครองกำหนดให้แก่เจ้าของ ชื่อสกุลเพื่อมอบให้ผู้ที่จะขอร่วมใช้ชื่อสกุล

ผู้ขอร่วมใช้ชื่อสกุลยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน พร้อมหนังสือ อนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล นายทะเบียนตรวจสอบคำขอและหลักฐาน การอนุญาตเมื่อเห็นว่าถูกต้อง จะพิจารณาอนุญาตและออกหนังสือสำคัญ แสดงการอนุญาตให้แก่ผู้ขอ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 50 บาท ผู้ขอนำหนังสือสำคัญไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและหลักฐานอื่นที่ เกี่ยวข้องรวมทั้งขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน

เอกสารที่ใช้ในการเปลี่ยนนามสกุลลูก

เอกสารที่ใช้ในการขอเปลี่ยนนามสกุลบุตร ได้แก่

  1. สูติบัตรของบุตร
  2. สำเนาทะเบียนบ้านที่บุตรมีชื่ออยู่
  3. หลักฐานการจดทะเบียนหย่า
  4. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
  5. สำเนาทะเบียนบ้าน
  6. ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.2) หรือใบเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) หรือบันทึกข้อตกลงในการใช้ชื่อสกุล โดยให้นำใบเกิดของลูกไปยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม

ค่าธรรมเนียม : ฉบับละ 100 บาท กรณีการออกใบแทน  ฉบับละ 25 บาท

ยื่นคำร้องได้ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตที่ผู้ยื่นคำขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

เปลี่ยนนามสกุล
เปลี่ยนนามสกุล

เอกสารที่ใช้ในการขอเปลี่ยนนามสกุล (ภรรยา) ในกรณีสิ้นสุดการสมรส

เอกสารที่ใช้ในการขอเปลี่ยนนามสกุล กรณีสิ้นสุดการสมรส ได้แก่

  1. บัตรประจำตัวประชาชนผู้ยื่นคำขอ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. บันทึกข้อตกลงการใช้ชื่อสกุล กรณีคู่สมรสประสงค์จะใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือหลักฐานสิ้นสุดการสมรส หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สูติบัตร, สำเนาทะเบียนรับบุตรบุญธรรม, สำเนาทะเบียน  รับรองบุตร ฯลฯ

ค่าธรรมเนียม

  1. การเปลี่ยนชื่อสกุลครั้งแรกเมื่อจดทะเบียนสมรส ไม่เสียค่าธรรมเนียม
  2. การเปลี่ยนชื่อสกุลเพราะการสมรสสิ้นสุด ไม่เสียค่าธรรมเนียม
  3. การเปลี่ยนชื่อสกุลภายหลังการจดทะเบียนสมรสครั้งต่อๆ ไป ฉบับละ 50 บาท
  4. การเปลี่ยนชื่อสกุลเพราะเหตุอื่นๆ ฉบับละ 100 บาท

ยื่นคำร้องได้ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตที่ผู้ยื่นคำขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

สำหรับแม่ ๆ ที่ยังสงสัยว่าการ เปลี่ยนนามสกุลลูก ในกรณีของตนเองนั้น ทำได้หรือไม่ ควรทำอย่างไร สามารถติดต่อสำนักงานเขตใกล้บ้านได้เลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

จดทะเบียนสมรสใช้อะไรบ้าง? จดออนไลน์ได้ไหม?

ผลระยะยาวของการแต่งงานแล้วไม่จดทะเบียน

จดทะเบียนรับรองบุตร ทำอย่างไร ลูกอายุเท่าไหร่ถึงจดได้?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานเขตบางกะปิ, กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, www.bora.dopa.go.th, www.admincourt.go.th, www.peesirilaw.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝันเห็นงูหลายตัว

ฝันเห็นงูหลายตัว แปลว่าจะมีลูก พบเนื้อคู่ จริงหรือ?

ความฝันเกี่ยวกับงู มักจะแปลไปในเรื่องเกี่ยวกับเนื้อคู่ ไม่ก็มีลูก มาดูกันว่า ฝันเห็นงูหลายตัว จะมีความหมายว่าอย่างไร? พร้อมเลขเด็ด เลขมงคล

ฝันเห็นงูหลายตัว แปลว่าจะมีลูก พบเนื้อคู่ จริงหรือ?

ตามคำโบราณท่านว่าหาก ฝันเห็นงู จะหมายความว่าจะได้พบเนื้อคู่ ดังนั้นการฝันที่เกี่ยวข้องกับงู จึงทำให้คนเชื่อว่า ความฝันนี้สื่อความหมายถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ ครอบครัว ลูก แต่จริง ๆ แล้วความฝันที่เกี่ยวข้องกับงูนั้น มีหลากหลายแบบด้วยกัน สามารถสื่อความหมายในเรื่องต่างกัน มาดูกันว่า ฝันเห็นงู ฝันเห็นงูหลายตัว จะสื่ออะไรสำหรับทั้งคนโสด คนที่แต่งงานแล้ว และคนที่มีลูกมีครอบครัวแล้วกันบ้าง

ฝันเห็นงู

ทำนายฝัน

คนในครอบครัวจะมีเรื่องของการเจ็บป่วย เล็กๆ น้อยๆ ไม่หนักหนา สุขภาพจิตใจไม่ค่อยดีนัก ผ่อนคลายบ้าง อยู่ในช่วงเวลาของความลุ่มหลง รักสนุก พบปะสังสรรค์เฮฮา

ความรัก

หากคุณมีคู่รักคู่ครองแล้ว จะมีช่วงห่างกันมากขึ้น คุณต้องเติมช่องว่างให้เต็มอย่าให้ขาดนะ เดี๋ยวจะงานเข้าไม่รู้ตัว ความรักหากมีปัญหากันก็ต้องค่อยๆพูด ค่อยๆจา อย่าด่วนตัดสินใจพูดอะไรโดยไม่คิด เพราะจะทำให้คุณมานั่งเสียใจภายหลัง คุณจะได้พบรักกับคนต่างวัย แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจคุณหรือเปล่า

ดวงการเงิน การงาน

จะได้เงินที่มาจากการกู้ยืมและสามารถคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จะเดือดร้อนเรื่องเงินจนถึงขั้นเป็นหนี้เขาได้ ก็เพราะความประมาทและความไม่หนักแน่นของคุณเอง การงานหนักหนาสาหัสเอาการ ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่แล้วผลที่ตามมาคุณจะหายเหนื่อยแน่นอน

เลขมงคล เด่นนำโชค

0 3 4

เลขมงคล เด่นรอง

74 85 007 168 507

ฝันเห็นงูหลายตัว

ทำนายฝัน

จะมีโชคอยู่ทางทิศตะวันออก มาจากคนผิวสองสี ชีวิตราบเรียบ จะมีแต่ความสุขอย่างต่อเนื่อง อาจจะได้เงินคืนจากลูกหนี้แบบไม่คาดคิดมาก่อน

ความรัก

คนมีแฟนระวังมีปากเสียงกัน ให้หาเวลาไปเที่ยวตากอากาศกันบ้าง เพื่อผ่อนคลายและเปลี่ยนบรรยากาศด้วย คุณควรระวังเกี่ยวกับคู่ครองของคุณ เพราะอาจจะมีเรื่องร้อนใจหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ถ้าไม่ระวังตัว ระวังใจของตัวคุณเองให้ดีๆ จิตใจของคุณเองนั่นแหละที่จะทำให้คุณคิดเลยเถิดไปไกล

ดวงการเงิน การงาน

ระวังการกระทำสิ่งมิชอบจากลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงาน ที่พาให้เราลำบากไปด้วย คนทำงานเป็นลูกจ้างเขาจะถูกสั่งหยุดกะทันหัน หรือเลวร้ายจนกระทั่งเลิกจ้างคุณ การงานออกนอกลู่นอกทางบ้าง ขาดความเอาใจใส่เท่าที่ควร ต้องมีสติ สมาธิ ความอดทนสู้กว่าปกติ

เลขมงคล เด่นนำโชค
1 2 4 6

เลขมงคล เด่นรอง
24 29 32 58 250

ฝันว่างูกัด

ทำนายฝัน

ต้องระวังเป็นพิเศษกับเรื่องสุขภาพของผู้ใหญ่ที่จะไม่ค่อยปกติและเป็นเหตุ ให้ท่านกังวลใจ ระวังอย่าให้ความเครียดเพิ่มขึ้นจนเป็นปัญหาในเรื่องสุขภาพ คุณมีเกณฑ์ได้เดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

ความรัก

คนรักไปไหนคุณไปด้วย แต่ไม่วายที่คุณจะแอบเจ้าชู้หว่านเสน่ห์ไปทั่ว ความรักของคุณสดใสเป็นสีชมพูเลยนะ แต่ก็อย่าให้เกิดปัญหารถไฟหลายๆ ขบวนมาชนกันล่ะ เดี๋ยวจะงานเข้าไม่รู้ตัว ระวังคนรักของคุณจะเผลอใจไปปิ๊งรักกับคนอื่น ควรใส่ใจและดูแลคนรักให้ดี

ดวงการเงิน การงาน

จะมีโชคทางการเงินหรือมีลาภลอยในช่วงสั้น ๆ แต่ก็ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดอย่าประมาท เงินพิเศษจะมาจากการบริการที่ถูกใจคนอื่น สินค้าที่เกิดจากไอเดียใหม่ๆ ระวังเรื่องการเมืองในออฟฟิศไว้บ้าง อย่าไว้ใจใครง่ายเกินไป

เลขมงคล เด่นนำโชค
3 4 7 8 9

เลขมงคล เด่นรอง
06 90 97 627

ฝันว่างูรัด

ทำนายฝัน

ช่วงนี้จะทำอะไรก็ให้แบ่งรับแบ่งสู้อย่าเพิ่งทุ่มไปซะจนหมดตัวและหัวใจ จงระวังอุบัติเหตุ ทำอะไรก็อย่าประมาท ไม่ว่าคุณจะทำอะไรดูเหมือนว่าจะมีอุปสรรคไปหมด

ความรัก

คุณเป็นคนที่โชคดีมากเ พราะได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากคนรักเป็นอย่างดี รู้สึกอบอุ่นใจ คุณจะได้รับการแนะนำให้รู้จักกับคนนิสัยดี จิตใจดี ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น อารมณ์ของคุณในระยะนี้ขึ้นๆลงๆบ่อยมากและมักจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ดวงการเงิน การงาน

จะได้เงินที่มาจากการกู้ยืมและสามารถคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ระวังรูรั่วทางการเงินจะส่งผลเสีย อย่าค้ำประกันการกู้ยืมให้ใครเพราะจะมีเหตุให้ต้องเสียหลักทรัพย์ไป จะได้แสดงความสามารถ เป็นที่ชื่นชมของคนรอบข้าง

เลขมงคล เด่นนำโชค
1

เลขมงคล เด่นรอง
63 79 285 241 454

ทำนายฝัน
ทำนายฝัน

ฝันว่าฆ่างู

ทำนายฝัน

ช่วงนี้อาจจะได้รับอุบัติเหตุ ทำให้บาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ช่วงนี้ดวงไม่ดี ทำบุญตักบาตร ฟังธรรมบ้าง อยู่ในช่วงเวลาของความลุ่มหลง รักสนุก พบปะสังสรรค์เฮฮา

ความรัก

คนโสดจับพลัดจับผลูอาจได้เพื่อนรู้ใจมาเป็นแฟน คุณควรระวังเกี่ยวกับคู่ครองของคุณ เพราะอาจจะมีเรื่องร้อนใจหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ถ้าไม่ระวังตัว ระวังใจของตัวคุณเองให้ดีๆ จิตใจของคุณเองนั่นแหละที่จะทำให้คุณคิดเลยเถิดไปไกล

ดวงการเงิน การงาน

จะเด่นมากในด้านการงานที่เกี่ยวกับการค้าต่างแดน หรืองานที่ต้องพบปะกับคนต่างชาติ ต่างภาษา การประหยัดช่วยกันในครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ การเงินมีรายรับดีมาก เป็นเดือนที่รู้สึกคล่องตัวเป็นพิเศษ

เลขมงคล เด่นนำโชค
0 2 3 8 9

เลขมงคล เด่นรอง
06 90 061

ฝันเห็นงูเขียว

ทำนายฝัน

ช่วงนี้ระวังทรัพย์สินจะเสียหาย ช่วงนี้ชีวิตคุณดูมีความสุข ดูมีชีวิตชีวา ใครเห็นแล้วก็รู้สึกสดชื่นไปตามคุณ อยู่ในช่วงจังหวะชีวิตเปลี่ยนแปลง แต่มันจะทำให้คุณได้รับสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต

ความรัก

คนโสดจะมีการเปลี่ยนแปลงความคิดที่เกี่ยวกับคนที่เข้ามาพัวพัน อาจจะเปิดโอกาสทางด้านความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ผู้ที่มีคนรักแล้วจะได้ของขวัญที่ถูกใจจากคนรัก คนรักก็เอาใจเก่ง พูดจาหวานหู ดูแล้วน่าอิจฉาจัง ระวังคนรักของคุณจะเผลอใจไปปิ๊งรักกับคนอื่น ควรใส่ใจและดูแลคนรักให้ดี

ดวงการเงิน การงาน

มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเงินขาดมือได้อยู่ตลอดเวลา ให้ระมัดระวังการใช้จ่ายเงินให้ดี ประหยัดได้ควรประหยัดไปก่อน หากทำสัญญากู้หนี้ยืมสินระหว่างเพื่อนกันจะถูกอีกฝ่ายบิดพลิ้ว เอารัดเอาเปรียบได้ ใครที่คิดจะซื้อจะหาอะไรให้ ดูกำลังทรัพย์ของตัวเองด้วยไม่งั้นจะทุกข์มากกว่าสุข

เลขมงคล เด่นนำโชค
0 1 2 3 5 6

เลขมงคล เด่นรอง
96 74 15 306

ฝันเห็นงูเห่า

ทำนายฝัน

ผู้ใหญ่จะช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยดี หากหนักใจเรื่องใดก็ตามควรเข้าหาผู้ใหญ่เพื่อขอคำปรึกษา ชีวิตราบเรียบ จะมีแต่ความสุขอย่างต่อเนื่อง ระวังจะถูกเอาเปรียบจากคนที่คุณไม่คิดว่าเขาจะทำได้

ความรัก

คนที่คุณรักดูเหมือนจะเป็นที่ต้องตาต้องใจของคนอื่นๆด้วย คู่รักที่คบกันมานาน ถึงเวลาแล้วที่จะได้ประกาศฤกษ์ดีเสียที คุณควรระวังในเรื่องคำพูด เพราะอาจะทำลายมิตรภาพจนขาดสะบั้นได้ง่าย ๆ

ดวงการเงิน การงาน

ได้ลาภจากการทำงาน หรืออาจจะได้งานพิเศษทำแบบไม่คาดคิด การประหยัดช่วยกันในครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ จะมีอุปสรรคเรื่องคนและการเดินทางต้องเผื่อเวลาสำหรับการนัดไว้เสมอ

เลขมงคล เด่นนำโชค
2 3 9

เลขมงคล เด่นรอง
96 27 820 430

ฝันเห็นงู
ฝันเห็นงู

ฝันเห็นงูมีพิษ

ทำนายฝัน

การพบปะคนจำนวนมากมักเจอเหตุการณ์หรือคำพูดที่ไม่ค่อยน่าพอใจนัก เร็วๆนี้ คุณมีดวงที่จะต้องเดินทางไกล ความเจริญของคุณจะมาจากความอ่อนน้อมถ่อมตนกับคนที่มีอายุมากกว่า

ความรัก

คุณหรือคนรักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีความลับต่อกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา เพราะกลัวจะโดนอีกฝ่ายโกรธและกลัวจะทะเลาะกัน คนที่มีคู่แล้วให้ระวังเรื่องความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างคู่ของคุณกับเพื่อนสนิทของคุณ จับตาดูไว้ให้ดีๆ คุณจะมีโชคจากคนรัก อาจจะเป็นของฝากหรือของขวัญ

ดวงการเงิน การงาน

ได้ลาภจากการทำงาน หรืออาจจะได้งานพิเศษทำแบบไม่คาดคิด เงินไม่คล่องมือ ต้องจ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของท่านหรือการเรียนของลูกหลานหรือเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การงานได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในสายงานเป็นอย่างดี

เลขมงคล เด่นนำโชค
1 5

เลขมงคล เด่นรอง
69 81 96 53 267

ฝันเห็นงูเลื้อยเข้าบ้าน

ทำนายฝัน

การพบปะคนจำนวนมากมักเจอเหตุการณ์หรือคำพูดที่ไม่ค่อยน่าพอใจนัก ชีวิตราบเรียบ จะมีแต่ความสุขอย่างต่อเนื่อง คุณมีเกณฑ์ได้รับลาภผลจากคนรัก

ความรัก

คนโสดจะมีเกณฑ์ได้พบรักกับคนที่มีเจ้าของแล้วเข้าให้อย่างจัง ระวังจะเกิดอาการรักสั่นคลอน เพราะไม่รู้จะเลือกใครดี ค่อยๆคิดไปก่อน คุณมีโอกาสที่จะพบกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน และเกิดอาการบันดาลโทสะได้ง่าย ๆ

ดวงการเงิน การงาน

การทำงานร่วมกับพรรคพวกต้องใช้สติกับมิตรภาพมากเป็นพิเศษ และงานจะลุล่วงผ่านพ้นไปด้วยดี จะหาเงินได้ก้อนใหญ่จากกิจการที่คุณทำอยู่และอาจมีผู้มาร่วมลงทุนกับคุณ เพิ่มมากขึ้นแต่ให้ระวังเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว การงานได้เพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือ ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น

เลขมงคล เด่นนำโชค
0 6 61 84 487 484

ฝันเห็นงูตัวใหญ่

ทำนายฝัน

ระยะนี้ท่านจะติดต่อกับคนต่างชาติหรือมิตรสหายที่เป็นคนต่างถิ่นต่างภาค พวกเขาเหล่านี้จะนำลาภมาให้ ช่วงมารผจญ ระวังการกลับบ้านดึกๆ และหลีกเลี่ยงการไปงานศพ เพื่อนหรือผู้ที่คุณคุ้นเคยเป็นอย่างดีจะทำตัวห่างเหิน

ความรัก

ความรักไม่ได้ดังใจที่คุณคิดไว้ มักได้ยินเรื่องราวที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่เป็นประจำ คุณควรระวังเกี่ยวกับคู่ครองของคุณ เพราะอาจจะมีเรื่องร้อนใจหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ อารมณ์ของคุณในระยะนี้ขึ้นๆลงๆบ่อยมากและมักจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ดวงการเงิน การงาน

การตัดสินใจของคุณจะเป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้างเป็นอย่างดี แต่ต้องใช้สติให้ดี คนทำงานประจำจะมีปัญหากับ เพื่อนร่วมงานใหม่ๆ โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า ใครที่คิดจะซื้อจะหาอะไรให้ ดูกำลังทรัพย์ของตัวเองด้วยไม่งั้นจะทุกข์มากกว่าสุข

เลขมงคล เด่นนำโชค
0 1 7 8

เลขมงคล เด่นรอง
37 44 87 745 198

ฝันเห็นพญานาค

ทำนายฝัน

จะมีโชคอยู่ทางทิศตะวันออก มาจากคนผิวสองสี จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องงานและเรื่องที่อยู่อาศัย มีแต่คนคอยสร้างปัญหาให้คุณอยู่เสมอ

ความรัก

คนโสดต้องพึ่งพาเพื่อนฝูงคนใกล้ตัวคอยเป็นพ่อสื่อแม่ชักให้ถึงจะสำเร็จ ความรักของคุณสดใสเป็นสีชมพูเลยนะ แต่ก็อย่าให้เกิดปัญหารถไฟหลายๆ ขบวนมาชนกันล่ะ เดี๋ยวจะงานเข้าไม่รู้ตัว คุณมีดวงที่ต้องเดินทางในระยะนี้ ทำให้คุณจะมีโอกาสห่างเหินกับคนที่คุณรัก

ดวงการเงิน การงาน

ที่กำลังทำเรื่องขอกู้ยืมเงินจากธนาคารระมัดระวังเรื่องเอกสารสัญญาไม่สมบูรณ์ขาดตกบกพร่องทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ ทางด้านการเงินดีมาก แต่ก็ไม่เหลือเก็บ อย่าเพิ่งลงทุน ขยับขยาย ทำอะไรเสี่ยง ๆ ได้ไม่คุ้มเสีย

เลขมงคล เด่นนำโชค
5 6 8

เลขมงคล เด่นรอง
29 30 953 858

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ทำนายฝัน!! “ฝันว่าฟันหัก” จะเกิดการสูญเสียจริงหรือ?

ฝันเห็นเสือ ฝันว่าเสือกัด ทำนายฝันพร้อมเลขมงคล!!

ฝันว่าผมร่วง ผมร่วงเต็มพื้นจะดีหรือร้าย..ทำนายฝันแม่นๆ

ตกใจ! ฝันว่าตัดผม อย่าเพิ่งรีบส่องกระจกเปิดทำนายฝันด่วน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : monohoro.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ติดตั้งคาร์ซีท

ติดตั้งคาร์ซีท ในรถกระบะได้ไหม? ปลอดภัยหรือไม่?

ตามกฎหมายบังคับให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี นั่งในคาร์ซีทเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้รถกระบะล่ะควร ติดตั้งคาร์ซีท อย่างไรให้ปลอดภัยกับลูกน้อย?

ติดตั้งคาร์ซีท ในรถกระบะได้ไหม? ปลอดภัยหรือไม่?

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 บัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศ โดยสาระสำคัญคือ ให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปีต้องนั่ง “คาร์ซีท”

โดยพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2565 ประกาศใช้มีสาระสำคัญ เกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในมาตรา 123 กล่าวว่า เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี หรือผู้โดยสารที่สูงไม่เกิน 135 ซม.ต้องนั่งคาร์ซีท บูสเตอร์ซีท หรือคาดเข็มขัดนิรภัย หากไม่ปฏิบัติ มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และจะมีผลในอีก 120 วันข้างหน้า หรือวันที่ 5 กันยายน 2565

“คาร์ซีท” เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีเมื่อมีการนำบุตรหลานออกเดินทางทั้งใกล้หรือไกล สามารถปกป้องและลดความรุนแรงของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้กับเด็ก องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า การใช้ “คาร์ซีท” ช่วยลดการเสียชีวิตของเด็กได้ถึงร้อยละ 70

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีจะต้องนั่งคาร์ซีท เพื่อความปลอดภัยของตัวเด็กเอง สำหรับบ้านไหนที่ใช้รถกระบะกันอยู่ ก็จะมีคำถามว่าสำหรับรถกระบะแล้วควร ติดตั้งคาร์ซีท ตรงไหน ถึงจะปลอดภัยและไม่ผิดกฎหมาย ทีมกองบรรณาธิการ ABK มีคำตอบค่ะ

ก่อนที่จะดูว่าจะต้อง ติดตั้งคาร์ซีท อย่างไรในรถกระบะ มาทำความรู้จักประเภทของรถกระบะกันก่อนค่ะ

ประเภทรถกระบะ รถกระบะมีกี่แบบ?

รถกระบะเป็นประเภทสินค้าที่มีการแข่งขันสูง ดังนั้นจึงต้องมีความหลากหลายของสินค้าให้เลือกใช้ โดยหลัก ๆ แล้ว จะแบ่งเป็นตัวถัง 3 ประเภทคือ แบบตอนเดียว แบบตอนครึ่ง และแบบสองตอน

ตัวถังตอนเดียว

เป็นตัวถังแบบหัวเก๋งเดี่ยว ไม่มีพื้นที่หลังคนขับใดๆ สำหรับขนของได้เยอะสุดๆ ส่วนใหญ่ใช้คำว่า Standard cab แต่ก็มีบางยี่ห้อ ใช้ชื่อต่างออกไป เช่น Single cab S-cab

ตัวถังตอนครึ่ง

หลายคนรู้จักกันว่าเป็น กระบะมีแค็ป ซึ่งจะมีพื้นที่ด้านหลังคนขับเพิ่มมาเล็กน้อย ไว้ให้พอใส่สัมภาระแบบหลบแดดฝนได้ ริเริ่มตั้งแต่ยุค 70 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันมักทำช่วงตัวถังตอนครึ่งช่วงหลัง ให้สามารถเปิดได้ด้วย คล้ายเป็นประตูเสริม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนสัมภาระแบบไม่ต้องพับเบาะ ซึ่งชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ก็จะแตกต่างไปตามแต่ละยี่ห้อ เช่น Spacecab, Smart cab, Xtracab, Open cab, Mega cab, King cab, X-cab, Freestyle cab

ตัวถังสองตอน

รถกระบะแบบที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะมีห้องโดยสารตอนที่ 2 เพิ่มเข้ามา เริ่มนิยมใช้กันในยุค 90 เป็นต้นมา พร้อมเบาะนั่ง และประตูเปิดเข้าออกได้ง่าย โดยส่วนใหญ่แล้วจะรู้จักกันในชื่อของดับเบิ้ลแค็ป

จะเห็นได้ว่ารถกระบะมีทั้งแบบไม่มีเบาะหลัง หรือมีแต่พื้นที่อาจจะไม่กว้างพอที่จะติดตั้งคาร์ซีท และมีทั้งแบบเบาะนั่งด้านหลังที่กว้างขวางพอ ๆ กับรถเก๋ง ดังนั้น มาดูกันว่าสำหรับรถกระบะแล้วจะสามารถ ติดตั้งคาร์ซีท ตรงจุดไหนได้บ้าง และปลอดภัยหรือไม่ กันค่ะ

คาร์ซีท
คาร์ซีท

ติดตั้งคาร์ซีท ในรถกระบะได้ไหม? ปลอดภัยหรือไม่?

จากความเห็นของพ่อแม่หลายคนที่ซื้อรถกระบะกันมาแล้ว คงจะหนักใจไม่น้อยเพราะการจะเปลี่ยนรถมาเป็นรถเก๋งเพื่อ ติดตั้งคาร์ซีท นั้นคงไม่เหมาะ เพราะหลาย ๆ บ้านก็ต้องใช้รถกระบะในการทำงาน ขนของ แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ค่ะ มาดูกันว่าจะ ติดตั้งคาร์ซีท ที่จุดไหนในรถกระบะได้บ้าง จุดไหนที่ปลอดภัยที่สุด

ที่นั่งด้านข้างคนขับ

หากอ้างอิงตามกฎหมายไทยที่จะเริ่มบังคับใช้นั้น ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องติดตั้งคาร์ซีทบนเบาะหลังเหมือนกับบางประเทศ (ยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศส กำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ต้องนั่งบนคาร์ซีทที่เบาะหลังเท่านั้น เว้นแต่กรณีรถไม่มีเบาะหลังจึงจะสามารถใช้เบาะหน้าได้) ผู้ปกครองจึงสามารถติดตั้งคาร์ซีทบนเบาะหน้าได้หากมีความจำเป็น เช่น กรณีใช้รถกระบะแค็บที่ไม่มีเบาะหลัง หรือเป็นรถแบบ 2 ที่นั่ง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันล้วนแต่ติดตั้งระบบถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารด้านหน้ามาให้ ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับการติดตั้งคาร์ซีท เนื่องจากการพองตัวของถุงลมนิรภัยมีความรุนแรงมาก อาจเป็นอันตรายต่อเด็กที่นั่งโดยสารอยู่ได้ รถหลายรุ่นจึงมีปุ่มปิดการทำงานของถุงลมนิรภัยสำหรับการติดตั้งคาร์ซีทโดยเฉพาะ ซึ่งโดยมากแล้วจะอยู่บริเวณด้านข้างของแผงคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร จำเป็นต้องเปิดประตูออกเสียก่อนจึงจะสามารถเห็นปุ่มที่ว่านี้ได้ (รถบางรุ่นอาจถูกออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่ต่างออกไปจากนี้)

ส่วนวิธีการปิดการทำงานก็ขึ้นอยู่กับรถแต่ละรุ่น บางรุ่นถูกออกแบบให้สามารถหมุนปิดการทำงานได้ทันที บางรุ่นอาจจำเป็นต้องเสียบกุญแจเสียก่อนจึงจะสามารถหมุนปิดการทำงานของถุงลมนิรภัยได้ โดยสัญลักษณ์รูปถุงลมนิรภัยอาจปรากฏขึ้นบนหน้าปัดเพื่อแสดงว่าถุงลมนิรภัยถูกปิดอยู่ แต่ก็จะไม่กระทบต่อการทำงานของถุงลมนิรภัยที่เหลือแต่อย่างใด
สำหรับบ้านไหนที่มีกระบะแบบที่นั่งตอนเดียว ก็ลองหาดูนะคะว่ามีปุ่มปิดการทำงานของถุงลมนิรภัยในบริเวณด้านข้างคนขับหรือไม่

ที่นั่งตอนหลัง

สำหรับรถตัวถังสองตอน ที่บริเวณที่นั่งด้านหลังมีความกว้างพอ ๆ กับรถเก๋ง สามารถเปิดปิดประตูได้จากตอนที่สองของตัวถังได้นั้น ก็ควรติดตั้งคาร์ซีทบริเวณที่นั่งตอนหลัง โดยรถบางรุ่นจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า ISOFIX ซึ่งเป็นจุดยึดที่ออกแบบมาสำหรับติดตั้งคาร์ซีทโดยเฉพาะ ช่วยให้การติดตั้งทำได้ง่ายขึ้น แถมยังมีความมั่นคงแข็งแรงกว่าการยึดด้วยสายเข็มขัดนิรภัยอีกด้วย แต่หากรถรุ่นที่คุณพ่อคุณแม่ใช้ ไม่มี ISOFIX การติดตั้งคาร์ซีทกับสายเข็มขัดนิรภัย ก็ถือว่าปลอดภัยเช่นกันค่ะ

ISOFIX

ISOFIX

 

ที่นั่งบริเวณแคป

แม้ที่นั่งบริเวณนี้จะมีความกว้างไม่มากพอที่จะติดตั้งคาร์ซีทขนาดใหญ่ และรถบางรุ่นก็ไม่มีเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งบริเวณแคปอีกต่างหาก สำหรับกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบก่อนว่าที่นั่งบริเวณแคปในรถของคุณพ่อคุณแม่นั้น มีเข็มขัดนิรภัยหรือไม่ หากมี ควรหาคาร์ซีทที่สามารถวางไว้ตรงจุดนั้นได้พอดี ไม่ควรให้ฐานของคาร์ซีทเลยจากเบาะนั่ง

และสำหรับหลาย ๆ บ้านที่ติดตั้งคาร์ซีทโดยให้ด้านข้างหันไปทางหน้ารถ เพื่อให้ฐานของคาร์ซีทพอดีกับเบาะนั่งนั้น ขอบอกว่าการติดตั้งแบบนี้อันตรายมาก ๆ ค่ะ เพราะอาจจะทำให้คาร์ซีทคว่ำลงมาได้หากเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับในกรณีที่รถของคุณพ่อคุณแม่ ไม่มีเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งบริเวณแคป การจะนำคาร์ซีทไปวางไว้โดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ก็อันตรายเช่นกัน เพราะคาร์ซีทสามารถคว่ำลงมาหรือกระเด้งไปนอกรถได้เช่นกันค่ะ

ดังนั้น หากไม่สามารถหาคาร์ซีทที่มีขนาดพอเหมาะกับที่นั่งบริเวณแคป หรือไม่มีเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งบริเวณแคป แนะนำให้ติดตั้งคาร์ซีทในบริเวณที่นั่งข้างคนขับแล้วปิดระบบถุงลมนิรภัยที่ด้านข้างคนขับแทนนะคะ

ติดตั้งถูกต้อง ป้องกันอันตรายได้!!

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหนก็ตาม การติดตั้งคาร์ซีทให้ถูกต้องนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การใช้คาร์ซีทให้เหมาะสมกับวัย ส่วนสูง และน้ำหนักของลูกก็สำคัญเช่นกัน เพราะการใช้คาร์ซีทที่สูงกว่าวัยลูก เผื่อลูกโตนั้น ในบางครั้งท่านั่งของคาร์ซีทแบบเด็กโต ก็ไม่เหมาะกับสรีระของเด็กเล็กหรือทารก และหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ลูกก็อาจจะได้รับอันตรายจากการใช้คาร์ซีทที่ไม่เหมาะสมกับวัยได้ อ่านต่อ วิธีเลือกซื้อ “คาร์ซีท” ให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก

ดูคลิปเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกคาร์ซีท ได้ที่นี่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เด็กทารกจำเป็นต้องใช้คาร์ซีท จริงหรือ?

 

ให้ลูก นั่งคาร์ซีท หรือ อุ้มนั่งตัก แบบไหนปลอดภัยกว่า?

รีวิวคาร์ซีท 10 แบรนด์ยอดนิยม แข็งแรง ปลอดภัยทุกการเดินทาง

เช็คลิสต์! ยาสำหรับเดินทาง พาลูกเที่ยว พกยาอะไรบ้าง?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.modernmom.com, chobrod.com, www.sanook.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตัดผม ตัดเล็บวันไหนดี

ตัดผม ตัดเล็บวันไหนดี ปี 2565 ให้มีสิริมงคลแก่ลูกน้อย

ตัดผม ตัดเล็บวันไหนดี ดูวันดี ฤกษ์ดี เป็นสิริมงคล ปี 2565 ลูกจะได้เลี้ยงง่าย ไม่งอแง สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เทวดารักษาคุ้มครอง

ตัดผม ตัดเล็บวันไหนดี ปี 2565 ให้มีสิริมงคลแก่ลูกน้อย

ตัดเล็บวันไหนดี เป็นความเชื่อมาแต่โบราณ คนสมัยก่อนจะทำอะไร มักดูฤกษ์ ดูยาม วันไหนทำแล้วดี วันไหนไม่ควรทำ เพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิต ฤกษ์ดี ปี 2565 คือวันไหน ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำข้อมูลมาให้แล้วค่ะ พร้อมทั้งวิธีการตัดเล็บให้ลูกน้อย เป็นอย่างไรไปดูกันเลยค่ะ

กรรไกรตัดเล็บทารก
กรรไกรตัดเล็บทารก

วิธีการตัดเล็บทารก

ทารกสามารถเริ่มตัดเล็บได้ตั้งแต่คลอดเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความยาวของเล็บ ซึ่งเล็บของทารกจะยาวเร็ว คุณพ่อคุณแม่จึงควรตัดเล็บให้ทารกเป็นประจำ เพื่อป้องกันทารกข่วนหน้าตัวเองและผู้อื่น อีกทั้งยังช่วยรักษาความสะอาดของเล็บด้วย โดยปกติควรตัดเล็บมือให้ทารกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนนิ้วเท้าซึ้งมีการเคลื่อนไหวน้อยจะยาวช้ากว่า จึงอาจจะตัดประมาณ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง หรือเมื่อสังเกตเห็นว่าเล็บยาวแล้ว และควรใช้กรรไกรตัดเล็บของทารกโดยเฉพาะ ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาวิธีการเลือกกรรไกรตัดเล็บ และวิธีการตัดเล็บอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของทารก วิธีการตัดเล็บมีดังนี้

  1. จับมือและนิ้วของทารกให้มั่น วางทารกให้อยู่ในบริเวณที่สามารถตัดได้ถนัด เช่น บนตัก
  2. กดเนื้อบริเวณใต้เล็บลงอย่างเบามือ เพื่อให้มีพื้นที่ในการตัด และเลี่ยงไม่ให้กรรไกรโดนผิวทารก
  3. ค่อย ๆ ตัดเล็บทารกให้เหลือเนื้อเล็บโผล่มาเล็กน้อย นิ้วมือให้ตัดโค้งตามรูปเล็บ อย่าตัดจนสั้นกุด ส่วนนิ้วเท้า ให้ตัดเป็นเส้นตรง
  4. ใช้ตะไบ ค่อย ๆ ตะไบเล็บทารก เพื่อลบคมของเล็บ ป้องกันทารกข่วยหน้าตัวเองหรือผู้อื่น

นอกจากการตรวจความยาวของเล็บอย่างสม่ำเสมอแล้ว ควรตรวจดูด้วยว่ามีเล็บขบหรือไม่ หากเกิดการตัดเล็บเข้าเนื้อจนเลือดออก ควรใช้ผ้าก๊อซที่สะอาดกดบริเวณแผลเบา ๆ เพื่อห้ามเลือด จากนั้นใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทา ป้ายที่แผลบาง ๆ เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ผ้าพันแผลแปะ หรือพันไว้ที่นิ้ว เพราะทารกอาจอมนิ้วแล้วผ้าพันแผลหลุดเข้าไปในปากได้

วิธีใช้กรรไกรตัดเล็บให้ปลอดภัย

การตัดเล็บให้ทารกต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีการใช้กรรไกรตัดเล็บทารกให้ปลอดภัย อาจมีดังนี้

เลือกชนิดของกรรไกรตัดเล็บให้เหมาะสม

เลือกกรรไรตัดเล็บที่มีปลายมน และเหมาะสมกับวัยของทารก เช่น ตะไบเล็บสำหรับทารก กรรไกรตัดเล็บทรงโค้ง ไม่ควรใช้กรรไกรตัดเล็บของผู้ใหญ่ เพราะมีขนาดใหญ่กว่านิ้วของทารก และอาจคมมากจนพลาดทำให้นิ้วทารกเลือดออกได้ ทั้งนี้ บางยี่ห้ออาจมีแว่นขยาย ช่วยทำให้สามารถตัดเล็บได้ง่ายขึ้นด้วย

เบี่ยงเบนความสนใจทารก

อาจหาตัวช่วยทำให้ทารกรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด ดึงดูดความสนใจทารกไปที่สิ่งอื่น เช่น เปิดเพลงโปรดของทารก ร้องเพลงกล่อมเบา ๆ พูดคุยกับทารก เป็นต้น หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้ทารกรู้สึกเครียด เพราะทารกอาจกำมือ ทำให้ตัดเล็บได้ยาก และเล็บอาจจิกเนื้อตัวเองได้

เลือกช่างเวลาที่เหมาะสม

อาจเลือกตัดเล็บหลังการอาบน้ำให้ทารก เพราะเป็นเวลาที่ทารกรู้สึกผ่อนคลาย และเล็บจะนุ่มตัดง่าย หรือช่วงเวลาที่ทารำกำลังนอนหลับ ซึ่งเป็นเวลาที่ทารกอยู่นิ่ง โดยอาจทาโลชั่นที่นิ้วและเล็บบาง ๆ เพื่อให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ่น

มีผู้ช่วยในการตัดเล็บ

หากยังไม่มั่นใจที่จะตัดเล็บทารกด้วยตัวเอง อาจหาผู้ช่วยมาอุ้ม หรือประคองตัวทารกเอาไว้ แล้วตนเองเป็นผู้ตัด ซึ่งจะช่วยให้มีสมาธิในการตัดเล็บได้ดีขึ้น ไม่ต้องพะวงกับการเคลื่อนไหวของทารก หากเริ่มตัดเล็บได้คล่องแล้ว จึงค่อยเริ่มตัดเล็บเองเพียงคนเดียว

ตัดเล็บวันไหนดี 2565

ตัดเล็บวันอาทิตย์

หากตัดเล็บในวันอาทิตย์ จะทำให้มีโชค มีลาภ หรือเรียกได้ว่าโชคลาภสวัสดี เพราะเขาจะเข้ามาคุณ แบบไม่ทันได้ตั้งตัว

วันจันทร์

หากตัดเล็บในวันจันทร์ เชื่อกันว่าตัดเล็บในวันนี้ จะช่วยเสริมให้ โชคลาภเพิ่มพูน ที่มีอยู่แล้ว ก็จะทวีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ตัดเล็บวันอังคาร

หากตัดเล็บในวันอังคาร จะทำให้เกิดการเสื่อมลาภ เสียศรี เสียความเป็นมงคลไป

ตัดเล็บวันพุธ

ห้ามตัดเล็บในวันพุธ หากตัดเล็บในวันพุธ จะเกิดการอับโชค มีภัยมาหาตัว อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นได้

วันพฤหัสบดี

ห้ามตัดเล็บวันพฤหัส หากตัดเล็บวันพฤหัส จะทำให้เกิดทุกข์โศก โรคภัย เจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ป่วยกระเซาะกระแซะ

ตัดเล็บวันศุกร์

หากตัดเล็บในวันศุกร์ จะได้ลาภเปรมปรีดิ์ คิดสิ่งใดก็สมหวัง

ตัดเล็บวันเสาร์

ห้ามตัดเล็บวันเสาร์ หากตัดเล็บในวันเสาร์ จะมีเกณฑ์เจ็บไข้ได้ป่วย เกิดโรคภัยไข้เจ็บ แบบหาสาเหตุไม่ได้

ตัดผมวันไหนดี
ตัดผมวันไหนดี

ตัดผมวันไหนดี 2565

ตัดผมวันอาทิตย์

หากตัดผมในวันอาทิตย์ จะทำให้มีอายุที่ยืนยาว ไม่เจ็บป่วย มีสุขภาพที่ดี กินอิ่มนอนหลับสบาย ถ้ารักสุขภาพอยากให้แข็งแรง ก็เลือกตัดผมวันนี้ได้เลยค่ะ

วันจันทร์

หากตัดผมในวันจันทร์ จะทำให้มีโชค มีลาภผล ลงทุนทำอะไรก็จะรับผลตอบแทนที่ดี สภาพคล่องทางการเงินดีมาก

ตัดผมวันอังคาร

หากตัดผมในวันอังคาร จะช่วยเสริมอำนาจ ใครเห็นก็ให้ความเคารพ หรือว่าเกรงใจบารมีนั่นเอง

ตัดผมวันพุธ

หากตัดผมในวันพุธ ซึ่งเป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ควรตัดผม และวันพุธในปี 2565 นี้ ห้ามจริง ๆ ในปีนี้ จะซวยซ้ำซวยซาก โชคลาภหด มีปากเสียงง่ายประสบความสำเร็จได้ยาก เรียกว่าอย่าเผลอลืมไปตัดผมวันพุธของปีนี้กันเลยนะคะ

พฤหัส

สำหรับวันตัดผมมงคล ในปี 2565 นี้ ต้องยกให้วันพฤหัสบดี เชื่อกันว่า มีเทพเจ้า เทวดาฟ้าดินคอยคุ้มครอง จะทำการใด ๆ ก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ตัดผมศุกร์

สำหรับการตัดผมในวันศุกร์ เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งของปี 2565 นี้ มีความเชื่อว่าจากที่สวยอยู่แล้วจะสวยขึ้นไปอีก จากที่น่ารักอยู่แล้วก็จะน่ารักมาก ๆ เท่ากับว่าสวย หล่อ ราวกับเทพบุตรกันไปเลย ที่สำคัญตัดผมวันนี้ผู้ใหญ่จะรักและเอ็นดู ผู้น้อยก็จะภักดีไม่หักหลัง

ตัดผมเสาร์

หากมีเป้าหมายแล้วอยากทำให้สำเร็จต้องตัดผมวันเสาร์เพื่อเสริมดวง มีความเชื่อว่าถ้าตัดผมวันเสาร์จะทำให้บรรลุเป้าหมายดี ๆ ที่ตั้งใจไว้ ตัดแล้วสมดั่งใจหวังทุกอย่าง และไม่เจ็บ ไม่จนอีกต่อไป

ความเชื่อในเรื่อง ห้ามตัดผมวันพุธ

ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อในตำนานโบราณ ซึ่งมีการบอกเล่าต่อ ๆ กันมา โดยความเชื่อเกิดขึ้น เพราะในสมัยก่อนพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ จะทำการตัดผม (ปลงพระเกศา) ในวันพุธ จึงทำให้คนทั่วไปไม่นิยมตัดผมในวันพุธ ทั้งนี้ เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ผู้ไดจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณค่ะ

คนไทยมีความเชื่อเรื่องวันมงคลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จังได้นำข้อมูล การตัดผม การตัดเล็บวันไหนดี มาฝาก อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ฤกษ์ออกรถ ปี 2565 เสริมสิริมงคล แคล้วคลาด ปลอดภัย

สีเสื้อมงคล 2565 ตามวันเกิด ใส่แล้วดวงปัง รักพุ่ง รวยไม่หยุด

สีกระเป๋าสะพายตามวันเกิด 2565สีไหนปังสีไหนรุ่งต้องรู้!!

รวมวันดี วันมงคล ฤกษ์คลอดลูก ฤกษ์คลอดปี 2565 / 2022 ฤกษ์ผ่าคลอด ปูทางสำเร็จให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://hellokhunmor.com, https://www.gangbeauty.com, https://www.wongnai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน

หมอแนะนำพ่อแม่!  4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน

หมอแนะนำพ่อแม่!  4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน

เมื่อลูกน้อยเป็นเบาหวาน คุณพ่อคุณแม่อาจตกใจตั้งสติไม่ทันว่าทำไมลูกเราถึงเป็นเบาหวาน แล้วจะดูแลอย่างไร แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะวันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำคำแนะนำ 4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาบอกต่อแล้วค่ะ

โรคเบาหวาน (Diabetes) และ 4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน

เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติจากการที่ร่างกายไม่สามารถหลั่งสารอินซูลินในปริมาณที่เพียงพอเพื่อมาจัดการกับระดับน้ำตาล หรือเกิด “ภาวะดื้ออินซูลิน” ที่สารอินซูลินที่ร่างกายหลั่งมานั้นมีประสิทธิภาพไม่ดีพอต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ที่จะส่งผลต่อไปต่อกระบวนเผาผลาญ หรือกระบวนการเปลี่ยนอาหารและเครื่องดื่มที่บริโภคเข้าไป ให้กลายเป็นพลังงานโดยเฉพาะน้ำตาล

หากระดับน้ำตาลในเลือดไม่สามารถถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปกติ จะส่งผลกระทบที่สามารถทำลายหัวใจ หลอดเลือด ไต และระบบประสาท นอกจากนี้อาจทำให้สูญเสียการมองในระยะยาวได้

โรคเบาหวานมีหลายชนิด สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ที่เด็กเล็กมีแนวโน้มที่จะเป็นกันมากขึ้น เพราะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การกินอาหาร Fast Food หรืออาหารที่หวานจัด เป็นอาหารประเภทแป้งในสัดส่วนที่สูง มีแคลอรี่สูงต่อมื้อ การเกิดโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเกิดจากกรรมพันธุ์ เป็นต้น

สาเหตุโรคเบาหวานชนิดที่1

สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย และพบได้บ่อยสำหรับโรคเบาหวานเด็กและวัยรุ่น สาเหตุเกิดจาก:

  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน โดยสาเหตุยังไม่เป็นที่แน่ชัดซึ่งวงการแพทย์ได้ทำการวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป เมื่อเกิดสภาวะนี้ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญและนำน้ำตาล (Glucose) ที่อยู่ภายในกระแสเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างเหมาะสม รวมถึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้อย่างเป็นปกติ จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลในร่างกายมากเกินไป

สาเหตุโรคเบาหวานชนิดที่2

มีโอกาสพบได้ในวัยรุ่น สาเหตุเกิดจาก:
● ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอและเซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาล (Glucose) มาใช้ในการสร้างพลังงานได้ดีนัก
● ในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และมีประวัติครอบครัวที่เคยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ จึงส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
● ผู้ที่มีชาติพันธ์ุที่เป็นชาวเอเชียใต้ที่มีมีอายุ 25 ปีขึ้นไป
● จะมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน
หมอแนะนำพ่อแม่!  4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน

เบาหวานในเด็กต่างจากเบาหวานในผู้ใหญ่ อย่างไร

  • หากเกิดโรคเบาหวานในเด็ก จะทำให้มีโอากาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้เยอะกว่าในวัยผู้ใหญ่
  • เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและการแปลงเปลี่ยนทางด้านอารมณ์ และใช้ความรู้สึกมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจส่งผลต่อการควบคุมการรักษา หรือควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ จึงอาจจะต้องใช้บุคคลรอบข้าง เช่น ผู้ปกครอง หรือญาติ ในการดูแลร่วมด้วย

อาการที่สังเกตได้

  • ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน
  • ดื่มน้ำมากกว่าปกติ หรือกระหายน้ำบ่อยครั้ง
  • มีความอยากอาหารอยู่บ่อย ๆ
  • การมองเห็นพร่ามัวไม่ชัดเจน หรือเกิดภาพซ้อน, บาดแผลหายช้า
  • ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้หวาน
  • รู้สึกเหนื่อยล้า และหงุดหงิดง่าย
  • น้ำหนักลดลงทั้งที่กินจุ
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง เป็นแผลแล้วอักเสบง่ายหายยาก ในเด็กหญิงบางรายอาจติดเชื้อในช่องคลอด

 

การรักษาเบาหวานในเด็ก

การดูแลและรักษาโรคเบาหวานสำหรับผู้ป่วยทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะมีส่วนป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะมากับโรคเบาหวานทั้ง 2 ประเภทได้ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

● เบาหวานชนิดที่ 1

เนื่องจากจะต้องใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงต้อง

  • ต้องตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
  • คำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับประทานและดื่ม วิธีนี้จะทำให้รู้ปริมาณการใช้อินซูลินต่อปริมาณสารอาหารที่บริโภคได้อย่างเหมาะสม
  • การสร้างสุขภาพที่ดี การออกกำลังกายเป็นประจำ
  • กินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ

สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานในเด็กได้

● เบาหวานชนิดที่ 2

  • จัดการการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • การรักษาน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐาน
  • แต่บางรายก็ต้องใช้ยาด้วย เช่น ยาเม็ดและอินซูลิน หรือการรักษาอื่นๆ
  • ควรทดสอบระดับกลูโคสในเลือดเหมือนผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1

นอกจากนี้ ก็รักษาตามหลักเวชปฏิบัติทั่วไป (GP: General Practitioner) ที่จะเป็นแนวทางได้ว่าควรจะดูแล และรักษาอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หมอแนะนำพ่อแม่!  4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ที่ลูกน้อยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 แพทย์หญิงนวลผ่อง เหรียญมณี กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคต่อมไร้ท่อ เบาหวาน และการเจริญเติบโต ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้อธิบายว่า การดูแลผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้จะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะในเรื่องของอาหาร ซึ่งคุณหมอได้แนะนำหลักในการดูแลว่า…

  • นับสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต เพราะจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถคำนวณปริมาณอินซูลินที่ให้กับลูกได้ โดยทางโรงพยาบาลจะมีนักโภชนาการให้คำแนะนำตรงส่วนนี้ ในการแบ่งและนับสัดส่วนได้ถูกต้องเหมาะสม ต้องรู้ถึงปริมาณอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยนั้นๆ ด้วย เพราะไม่ควรงดอาหารในเด็ก แต่ควรให้ในสัดส่วนที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบโต
  • เจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาล เพื่อช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับการเจาะดูน้ำตาลในเลือดนั้น ควรเจาะก่อนอาหาร 3 มื้อและก่อนนอน เพื่อคำนวณปริมาณอินซูลินได้ถูกต้อง
  • ฉีดยาอินซูลิน ก่อนมื้ออาหาร 3 มื้อ และก่อนนอน ปัจจุบันมีการให้อินซูลินในรูปแบบ insulin pump เพื่อไม่ต้องฉีดยาบ่อย
  • พ่อแม่ต้องรู้จัก และสอนลูกน้อยให้รับมือ กับ “ภาวะน้ำตาลต่ำ” ภาวะน้ำตาลต่ำ เด็กจะมีอาการเหงื่อออก ใจสั่น จะเป็นลม หากวัดน้ำตาลในเลือดดูจะพบว่ามีค่าต่ำกว่า 60

คุณหมอยังแนะนำอีกว่า เด็กวัยนี้ยังต้องมีการทำกิจกรรม มีการเล่น ตามปกติของช่วงวัย พ่อแม่จึงควรสอนให้ลูกน้อยรู้ว่า “ก่อนทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักๆ ควรมีการวัดระดับน้ำตาลก่อนออกกำลังกาย หรือควรรู้ว่าต้องกินคาร์โบไฮเดรตในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ” 

เพราะการคุมอาหารในเด็กจะมีความยากกว่าในผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ จึงจำเป็นต้องอธิบายให้ลูกน้อยเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่เป็นอยู่ เข้าใจถึงความสำคัญในการดูแลเรื่องอาหาร การตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งเข้าใจว่า ลูกสามารถควบคุมโรคนี้ได้หากดูแลตัวเองดีพอ หรืออยู่ร่วมกับโรคนี้ได้ โดยที่ยังสนุกกับการใช้ชีวิตในทุกวันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

PPTV HD , pathlab, โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ 

ทำไมป่วย เบาหวาน – อ้วน เสี่ยงมากเมื่อติดโควิด-19

โรคอ้วนอันตราย! จำเป็นต้อง ลดเด็กอ้วน

พ่อแม่ต้องทำอย่างไร เมื่อลูก ติดไข้หวัดใหญ่จากโรงเรียน

Monkey Junior

ส่งเสริมให้ลูกน้อยเลือกเรียนได้โดยไร้ความกดดัน “Monkey Junior” และ “Monkey Stories” 2 แอปพลิเคชันที่ช่วยให้การเรียนภาษาเป็นเรื่องสนุก

ขึ้นชื่อว่าเป็นความกดดันหรือถูกบังคับให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด คงไม่มีใครที่มีความสุขเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะในวัยของการเรียน การศึกษา เด็ก ๆ ที่ต้องรับผิดชอบกับเนื้อหาการเรียนรู้มากมายจากที่โรงเรียน ไปพร้อมๆกับการแบกรับความคาดหวังหรือแรงกดดันจากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานของตนนั้นเป็นเด็กที่เรียนเก่งที่สุด มีความสามารถมากที่สุด เพื่อเป็นการต่อยอดการเดินทางไปสู่อนาคตที่ประสบความสำเร็จที่สุด

ถึงแม้จะเป็นการบังคับกดดันที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี แต่มันจะดีกว่าหรือไม่ หากเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองไปพร้อม ๆ กับรับผิดชอบหน้าที่หลักของตนในการศึกษาเล่าเรียนอย่างมีวินัยและมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เด็กๆทั่วโลกได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะทางวิชาการไปพร้อม ๆ กับสร้างบรรยากาศของความสนุกสนาน ผ่อนคลาย ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจึงออกแบบออกมาเป็นแอปพลิเคชันสำหรับการเรียนการสอนภาษาอังฤษ “Monkey Junior” และ “Monkey Stories” ที่ทั้งตัวเด็ก ๆ ผู้เรียนรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองสามารถใช้เวลาร่วมกันให้เกิดประโยชน์ พร้อมกับสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่มีความสุขได้อีกด้วย

Monkey Junior

“Monkey Junior – คำศัพท์สำหรับเด็กสู่การต่อยอด” คือแอปพลิเคชันอันดับ 1 ที่เหมาะสำหรับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษ ด้วยตัวหลักสูตรที่เข้าใจง่าย ตัวผู้เรียนมีโอกาสได้โต้ตอบกับหลักสูตรโดยใช้ทักษะการฟัง การดู การอ่าน การสัมผัส และ การพูด ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานและสามารถจดจำเนื้อหาจากบทเรียนได้ไปในตัว เรียกได้ว่าเป็นการเรียนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ความกดดันและให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

แอปพลิเคชัน Monkey Junior ช่วยให้เด็ก ๆ มีคลังสะสมคำศัพท์ได้มากกว่า 1,000 คำผ่านการเล่นเกมเชิงโต้ตอบ และแน่นอนว่าการมีส่วนช่วยเสริมของเทคโนโลยี AI จะช่วยให้ตัวผู้เรียนเกิดการจดจำคำศัพท์ได้มากยิ่งขึ้น เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้คำศัพท์จากการจดจำพยัญชนะและรูปภาพแทนความหมายของคำศัพท์นั้น ๆ ควบคู่ไปกับการออกเสียงคำศัพท์ที่ถูกต้อง ซึ่งในตัวแอปพลิเคชัน Monkey Junior 100% ของเนื้อหาจะเป็นไฟล์เสียงมาตรฐานอังกฤษแบบอเมริกัน นอกจากนี้ในตัวแอปพลิเคชัน Monkey Junior จะมีการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ (Phonics) ช่วยให้ผู้เรียนรู้ถึงวิธีการออกเสียงคำใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

Monkey Stories

มาต่อกันที่ “Monkey Stories – เรื่องราวและเกมการเรียนรู้โต้ตอบสำหรับเด็ก อีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงเป็นอันดับ 1 สำหรับเด็ก ๆ ในช่วงวัย 2 – 10 ปี ที่การเข้ามาเสริมทัพของเทคโนโลยี AI อัจฉริยะเข้ามามีส่วนช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และซึมซับทักษะทางภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านเกมและนิทานเชิงโต้ตอบกับหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐานระดับสากล

Monkey Stories จะเน้นให้เด็ก ๆ ผู้ที่พอมีทักษะทางภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานได้ฝึกทักษะทางภาษาครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ด้วยความสนุกจากเนื้อหาของหนังสือเสียงที่มีมากกว่า 300 เล่มจึงสามารถช่วยให้เด็ก ๆ พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน พร้อม ๆ กับการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน โปรแกรม Monkey Phonics ที่มีในแอปพลิเคชัน Monkey Stories คือโปรแกรมการเรียนรู้แบบโฟนิกส์เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ สามารถออกเสียงได้อย่างถูกต้อง

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของบุตรหลานด้วยการใช้ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น “Monkey Junior” และ “Monkey Stories” คือ 2 แอปพลิเคชันที่ดีที่สุดที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ในการสร้างพื้นฐานทักษะภาษาอังกฤษของบุตรหลานของท่านได้เหมือนกับการเข้าคลาสเรียนกับครูเจ้าของภาษา และนี่คือตัวอย่างที่ดีของการมีเทคโนโลยี AI อัจฉริยะเข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของการเรียนภาษาอังกฤษในปัจจุบัน

ฝีดาษลิง

มาแล้วแม่จ๋า ฝีดาษลิง ระบาดหลายที่ทั่วโลก

มาแล้วแม่จ๋า ฝีดาษลิง ระบาดหลายที่ทั่วโลก

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยได้ยินชื่อโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ กันมานานมากแล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคฝีดาษสูญพันธ์ไปจากโลกแล้วตั้งแต่ปี 2517 คนไทยจึงเลิกปลูกฝีเพื่อป้องกันโรคฝีดาษ แต่ล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวการะบาดของโรค ฝีดาษลิง ในแถบประเทศยุโรปและอเมริกาเหนือ ทำให้คนไทย รวมถึงคนทั่วโลกกลับมาตระหนักถึงโรคนี้กันอีกครั้ง ว่าอันตรายมากแค่ไหน คนเสี่ยงติดโรคนี้มากแค่ไหนค่ะ

สถานการณ์ของผู้ป่วย ฝีดาษลิง ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ขณะนี้พบผู้ป่วยฝีดาษลิงแล้วประมาณ 80 คนทั่วโลก และผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีกประมาณ 50 คน ที่ผ่านมาโรคฝีดาษลิงมักพบเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ หรือเดินทางไปแอฟริกาตะวันตก และแอฟริกากลาง แต่ผู้ป่วยที่พบเมื่อไม่นานมานี้ใน อังกฤษ สเปน โปรตุเกส อิตาลี สหรัฐ สวีเดนและแคนาดา ส่วนใหญ่เป็นชายอายุน้อยที่ไม่มีประวัติไปแอฟริกา นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยในฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียมและออสเตรเลียด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอล ได้แถลงว่า พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงรายแรกของประเทศ และมีความเป็นไปได้ที่เป็นรายแรกในตะวันออกกลาง ซึ่งผู้ติดเชื้อคนดังกล่าวเข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในกรุงเทลอาวีฟแล้ว สุขภาพทั่วไปยังแข็งแรงดี พร้อมกันนี้รัฐบาลยังประกาศเตือนผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศที่มีไข้และรอยโรคพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย

ไทยยังไม่พบผู้ป่วยแต่เฝ้าระวัง

สำหรับไทยนั้น ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง แต่ระยะนี้เป็นช่วงเริ่มเปิดให้เดินทางเข้าประเทศได้มากขึ้น  ดังนั้น อาจมีความเสี่ยงจากผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ได้แก่ สหราชอาณาจักรอังกฤษ สเปน โปรตุเกส อิตาลี เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมันนี สวีเดน สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย หรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศในทวีปแอฟริกากลาง และแอฟริกาตะวันตกได้ ทั้งช่องทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ หรือผู้เดินทางจากประเทศดังกล่าวไปจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ

โรคฝีดาษลิงคืออะไร

ฝีดาษลิงเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส orthopoxvirus ที่แพร่จากสัตว์สู่คน ด้วยอาการที่คล้ายกับฝีดาษแต่มีความรุนแรงน้อยกว่า โดยเชื้อไวรัสฝีดาษลิงเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษในคน และฝีดาษวัว ในทวีปแอฟริกาเชื้อฝีดาษลิงพบในสัตว์หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกระรอกเชือก กระรอกต้นไม้ หนูกระเป๋าแกมเบีย หนูดอร์ไมซ์ รวมถึงลิงสายพันธุ์ต่าง ๆ และสัตว์อื่น

ฝีดาษลิง
ฝีดาษลิง ระบาดหลายที่ทั่วโลก

วิธีการระบาดของโรคนี้

การระบาด มีลักษณะติดต่อแบ่งเป็น

1.จากสัตว์สู่มนุษย์ จากการสัมผัสทางผิวหนัง หรือเยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก หรือตา กับสัตว์ที่ป่วยเป็นโรค สารคัดหลั่ง เลือด ผิวหนัง หรือการนำซากสัตว์ป่วยมาปรุงอาหาร รวมทั้งถูกสัตว์ป่วย ข่วน กัด หรือสัมผัส เครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อจากสัตว์นั้น

2.จากมนุษย์สู่มนุษย์ ติดต่อผ่านละอองฝอยทางการหายใจขนาดใหญ่ จากการอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะประชิด การสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย การสัมผัสเลือด หรือรอยโรคที่ผิวหนัง หรือ ของใช้ส่วนตัวที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย หลังได้รับเชื้อโรคนี้มีระยะฟักตัว 7-14 วัน หรืออาจนานถึง 21 วัน

อาการของโรค ฝีดาษลิง

ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคฝีดาษลิงหลังติดเชื้อประมาณ 12 วัน อาการป่วยคือ

  1. มีไข้ หนาวสั่น
  2. ปวดหัว เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต (ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นอาการสำคัญที่แตกต่างจากฝีดาษคน)
  3. ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
  4. อ่อนเพลีย
  5. จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา และอาจจะเกิดบนหน้าและลำตัวได้ด้วย
  6. จากผื่น จะกลายเป็นตุ่มหนอง
  7. ในระยะสุดท้ายตุ่มหนอง จะมีสะเก็ดคลุมแล้วหลุดออกมา

โรคนี้จะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มเป็นจนหายประมาณ 2–4 สัปดาห์

อัตราการเสียชีวิตจากฝีดาษลิง

อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 10 มีสาเหตุจากภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในปอด การขาดน้ำ และภาวะสมองอักเสบ

วิธีป้องกันโรคฝีดาษลิง

  1. ปลูกฝี แม้จะยกเลิกการปลูกฝีไปนานแล้ว แต่จากการระบาดของโรคฝีดาษลิงในแถบยุโรป และอเมริกาเหนือ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า หากสถานการณ์ไม่ดี อาจต้องเริ่มปลูกฝีเพื่อป้องกันโรคอีกครั้ง
  2. การหลีกเลี่ยงการใกล้ชิด และสัมผัสกับลิงป่วย รวมถึงผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง ไม่เข้าใกล้หรือสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยโดยตรง
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าที่มาจากพื้นที่เสี่ยง หรือสัตว์ป่าป่วย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยงและมีอาการ
  4. หลีกเลี่ยงการเลี้ยง หรือนำเข้าสัตว์ป่าจากต่างประเทศที่ไม่ทราบประเทศต้นทาง
  5. งดรับประทานของป่า หรือปรุงอาหารจากสัตว์ป่า
  6. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือ แอลกอฮอล์เจลและสวมอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อทุกครั้ง ที่ต้องเข้าใกล้พื้นที่โรคระบาด
  7. กรณีพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อฝีดาษลิง แนะนำให้แยกผู้ป่วย ป้องกันระบบทางเดินหายใจของผู้ใกล้ชิด และนำส่งสถานพยาบาลที่แยกกักตัวผู้ป่วยได้
  8. รับวัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ป้องกันโรคฝีดาษลิงในสหรัฐอเมริกาคือ JYNNEOS

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

มติชน ออนไลน์, แนวหน้า

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พ่อแม่ต้องระวัง! 5 โรคฮิตมาพร้อมเปิดเทอม

7 อาการต้องสงสัย ลูกป่วยRSV ดูแลอย่างไรไม่ให้เป็น

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a ระบาดหมอชี้มีโอกาสติดเชื้อพร้อมโควิด

เปิดเทอม กับคำถามควรถามลูกหลังเลิกเรียน

เปิดเทอม นี้มาส่องลูกด้วย 10คำถามหลังเลิกเรียนกันเถอะ

เปิดเทอม แล้วลูกต้องไปเจออะไรบ้าง อยากรู้ชีวิตภายในโรงเรียนของลูก ไม่ต้องยืนเกาะรั้วส่องอีกต่อไป กับ 10 คำถามหลังเลิกเรียนที่จะช่วยให้เข้าใจลูกมากกว่าที่เคย

เปิดเทอม นี้มาส่องลูกด้วย 10 คำถามหลังเลิกเรียนกันเถอะ!!

ต้อนรับเปิดเทอม หลังจากหยุดกันย๊าว…ยาว มาแล้ว วันนี้พ่อแม่หลายคนคงมีหลากหลายความรู้สึกกับการ เปิดเทอม ของลูกในคราวนี้กันใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นโล่งโปร่งอิสระ มีเวลาส่วนตัวบ้างแล้ว หรือเป็นห่วง กังวลว่าลูกจะเป็นอย่างไรบ้างที่โรงเรียน มีใครแกล้งลูกหรือเปล่า สารพันคำถาม และความรู้สึกกับการ เปิดเทอม วันแรก ที่พ่อแม่อยากรู้เกี่ยวกับชีวิตภายในรั้วโรงเรียนของลูก เมื่อห่างสายตาไป

สำหรับพ่อแม่คนไหนที่มีลูกเล็ก เด็กอนุบาล สารภาพมาเสียดี ๆ ว่า เมื่อเช้าใครแอบไปยืนเกาะรั้ว เกาะหน้าต่าง แอบดูลูกมาบ้าง???

วันนี้เรามีวิธีดี ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่คลายกังวล และเข้าถึง เข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องไปยืนส่องให้เสียเวลา ด้วย 10 คำถามหลังเลิกเรียน คำถามวิเศษที่พ่อแม่ควรถามลูก แล้วจะทำให้เราได้รู้ว่าที่โรงเรียนเขาไปเจออะไรมาบ้าง ได้รู้จักลูกในมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อน อีกทั้งยังทำให้เรารู้และสามารถช่วยเหลือลูกได้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับเขาอีกด้วย

เปิดเทอม แล้ว พ่อแม่กังวลเรื่องอะไรกันบ้าง
เปิดเทอม แล้ว พ่อแม่กังวลเรื่องอะไรกันบ้าง

10 คำถามหลังเลิกเรียน ที่พ่อแม่ควรถามลูก!!

เคยไหมที่หลังกลับจากโรงเรียนแล้ว พ่อแม่ตั้งคำถามกับลูก “วันนี้ไปโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?” แต่กลับไม่ได้คำตอบจากลูกกลับมา เป็นเพราะอะไรกันนะ บางทีคำถามที่พ่อแม่ใช้ ควรเป็นคำถามที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกด้วย เพราะความสามารถในการใช้ภาษาของเด็กจะพัฒนาไปตามช่วงวัย คำถามที่กว้างเกินไป อาจทำให้เด็กในวัยอนุบาล หรือเด็กที่ไม่ช่างพูด ช่างเจรจา ไม่สามารถนึกคำตอบให้แก่เราได้ ลองมาดู 10 คำถามวิเศษที่พ่อแม่ควรถามลูก ในช่วง เปิดเทอม เมื่อลูกเลิกเรียนแล้วกัน

1. วันนี้ลูกชอบอะไรที่สุด อะไรดีที่สุดที่ลูกเจอในวันนี้ วันนี้เรียนเรื่องอะไรที่ชอบที่สุด??

คำถามนี้เป็นคำถามปลายเปิด แต่มีคำที่เฉพาะเจาะจงให้ลูกได้ได้หาคำตอบได้ไม่ยาก เพราะเรามุ่งตรงไปในเรื่องที่ลูกชอบ เด็ก ๆ จะชอบตอบคำถามนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เขาชอบ สังเกตได้ว่าลูกจะมีความสุข ตื่นเต้น แววตาเป็นประกายดูมีชีวิตชีวาเมื่อตอบ

ได้อะไรจากคำถามนี้ : เราจะรู้ถึงสิ่งที่ลูกชอบ ยิ่งหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาเรียน จะทำให้เราได้รู้ถึงความถนัดของเขา ความชอบของลูก ทำให้เราสามารถส่งเสริมต่อยอดความฉลาด และพัฒนาศักยภาพในด้านนั้น ๆ ให้แก่ลูกได้ เมื่อเขาทำได้ดีเขาจะมีความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตนเอง เพิ่ม Self Esteem ให้แก่ลูก

2. อะไรที่ลูกไม่ชอบเลยในวันนี้ ลูกไม่ชอบวิชา หรือกิจกรรมอะไร เกิดปัญหาอะไรขึ้น แล้วลูกทำยังไง??

คำถามนี้เป็นคำถามตรงกันข้ามกับคำถามแรก ซึ่งเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง ทำให้ลูกมีเหตุการณ์เปรียบเทียบ เทียบสิ่งที่ชอบ กับสิ่งที่ไม่ชอบ ดังนั้น จึงไม่ยากเกินไปนักที่เขาจะตอบเรา แม้จะเป็นคำถามเชิงลบ แต่ก็เป็นคำถามที่สำคัญที่จะช่วยให้พ่อแม่รู้ และเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนได้ แต่ถ้าหากลูกตอบว่าไม่มี พ่อแม่ก็ไม่ควรเซ้าซี้ มุ่งหาคำตอบให้ได้ และเป็นคำถามที่ไม่จำเป็นต้องถามในทุกวันก็ได้ ถามบ้างเป็นครั้งคราว จะได้ไม่ทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด

คุยกับลูกหลังเลิกเรียน คำถามที่พ่อแม่ควรถามเมื่อลูก เปิดเทอม
คุยกับลูกหลังเลิกเรียน คำถามที่พ่อแม่ควรถามเมื่อลูก เปิดเทอม

ได้อะไรจากคำถามนี้ : ทำให้รู้ปัญหาของลูก และพ่อแม่สามารถช่วยเหลือ และช่วยแนะแนวทางให้ลูกรับมือกับปัญหานั้น ๆ ได้ และที่สำคัญพ่อแม่ยังได้รู้วิธีแก้ปัญหาของลูกด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กยุคใหม่ควรมี (AQ : Adversity Quotient คือ ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา ทักษะแห่งการเอาตัวรอด)

3. วันนี้ลูกเล่นกับใคร วันนี้ลูกนั่งกินข้าวกับใคร??

เป็นคำถามที่ทำให้พ่อแม่ได้ทราบถึง ทักษะการเข้าสังคมของลูก หรือความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อน หรือคนรอบข้างของลูกว่า การที่ลูกเปลี่ยนคนนั่งไปเรื่อย ๆ หรือนั่งกับคนเดิมตลอด เพราะเหตุผลอะไร ถ้าเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่ลูกเป็นคนเลือกที่นั่งเอง เราก็อาจจะถามถึงคนเก่า ๆ บ้างว่าไม่นั่งกับเขาแล้วเหรอ แล้วรอฟังเหตุผล จะทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น ลูกอาจจะมนุษยสัมพันธ์ดี นั่งกับใครก็ได้ เพื่อนอยากนั่งด้วย หรือที่ต้องเปลี่ยนเรื่อย ๆ เพราะไม่มีใครอยากนั่งใกล้ โดนบุลลี่ เป็นต้น ส่วนถ้านั่งกับคนเดิมตลอด ก็ลองถามดูว่าเพราะอะไร แล้วค่อยมาประเมินสถานการณ์อีกที

ได้อะไรจากคำถามนี้ : ได้เห็นทักษะการเข้าสังคมของลูก ดูว่าลูกโดนบุลลี่ไหม

4. วันนี้ครูพาทำอะไรบ้าง ครูสอนอะไรบ้าง กิจกรรมที่โรงเรียนลูกรู้สึกว่ามันง่าย หรือยาก??

คำถามนี้เป็นคำถามที่จะทำให้ได้รู้ว่าลูกเรียนเป็นอย่างไร ทันเพื่อนหรือไม่ ลูกอ่อนวิชาไหน เพื่อที่พ่อแม่จะได้เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยในขณะที่ถาม ให้พ่อแม่สังเกตอาการ ให้ดูท่าทางตอนลูกเล่าว่าเป็นอย่างไร เช่น สบตา ร่าเริง หรือหลบตา ไม่กล้าเล่า เป็นต้น มาช่วยประกอบกับคำตอบที่ได้รับว่า ลูกพูดตรงกับใจเขาหรือไม่ เพราะเด็กบางคนจับอาการของพ่อแม่ได้เก่ง ทำให้มักเลือกคำตอบที่คิดว่าพ่อแม่จะชอบ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ตรงกับที่ใจลูกอยากบอกได้

ได้อะไรจากคำถามนี้ : สังเกตปัญหาเกี่ยวกับการเรียนที่ลูกเจอ แ่ละจะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุดก่อนสาย ให้พ่อแม่ทำความเข้าใจว่าการที่ลูกไม่ชอบวิชาใด ๆ อาจไม่ได้เกิดจากตัวลูกเพียงอย่างเดียว ลองหาคำตอบดูว่า อาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ทัศนคติของครูผู้สอน ท่าทาง หรือคำพูดบางคำที่ไปทำให้ลูกรู้สึกไม่ชอบ จนคิดว่าตัวเองไม่เก่งวิชานั้น ๆ เป็นต้น

ลูกเล่นกับใครที่โรงเรียน ชอบเพื่อนคนไหน ไม่ชอบคนไหน คำถามที่ควรถามหลังเลิกเรียน
ลูกเล่นกับใครที่โรงเรียน ชอบเพื่อนคนไหน ไม่ชอบคนไหน คำถามที่ควรถามหลังเลิกเรียน

5. ชอบเพื่อนคนไหน ชอบครูคนไหน??

นอกจากจะได้คำตอบ แล้วพ่อแม่จะได้รู้ถึงทัศนคติของลูกด้วยว่า เขาเลือกที่จะชอบใคร จากอะไร

ได้อะไรจากคำถามนี้ : หาต้นแบบที่ดีให้ลูกเลียนแบบ ซึ่งเป็นการให้ลูกทำตามได้ดี และได้ผลกว่าสั่งให้ลูกทำ

6. ไม่ชอบเพื่อนคนไหน เพราะอะไร??

การไม่ชอบมักจะเป็นปัญหาเฉพาะเรื่อง การที่ให้ลูกได้เล่า ได้ระบาย และดูวิธีการจัดการปัญหาของลูกในเรื่องการเข้าสังคม จะได้ช่วยชี้แนะแนวทางให้แก่ลูกได้

ได้อะไรจากคำถามนี้ :  ได้ใช้โอกาสที่ลูกไม่เข้าใจ ผิดใจกับคนอื่นในการสอนเรื่องศีลธรรมลูก เช่น การให้อภัย การมีสติระงับความโกรธ เป็นต้น และยังได้สอดส่องดูว่าลูกถูกเพื่อนบุลลี่ที่โรงเรียนหรือไม่

7. วันนี้เล่นอะไรกับเพื่อนบ้าง??

ได้รู้ว่าลูกชอบเล่นแบบไหน ชอบทำกิจกรรมอะไร และเมื่อเวลาเล่นเป็นกลุ่มเขาเลือกวิธีไหน ในการตัดสินใจเลือกเล่น เช่น เล่นตามเพื่อน หรือเป็นผู้นำในการเลือกกิจกรรมเล่น เป็นต้น

ได้อะไรจากคำถามนี้ : ได้เห็นความชอบ ความถนัดของลูก ได้รู้วิธีการเข้าสังคมของลูก

8. วันนี้มีคนแปลกหน้า คนไม่รู้จัก มาชวนคุย มาให้ขนม มาชวนไปเที่ยวข้างนอกไหม??

เป็นคำถามที่ทำให้เราได้เช็กเรื่องความปลอดภัยของลูก และยังไม่เช็กถึงความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับคนแปลกหน้า ว่าลูกจะเข้าใจถูกไหม ลูกมีการสังเกต และระมัดระวังตัวเอง เหมือนดั่งที่เราเคยสอนเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้าหรือไม่

ได้อะไรจากคำถามนี้ :  ช่วยระวังภัยลูกในเรื่องการลักพาตัว หรือคนร้ายที่คิดไม่ดีกับเด็ก เพราะคนร้ายมักจะเข้ามาตีสนิทกับเด็กก่อนกระทำพฤติกรรมไม่ดี เป็นการรีเช็กว่าลูกเข้าในคำว่าคนแปลกหน้า และระวังตัวมากแค่ไหน

 เปิดเทอม นี้ลูกชอบเรียนวิชาไหน ชอบกิจกรรมอะไรที่โรงเรียนบ้าง
เปิดเทอม นี้ลูกชอบเรียนวิชาไหน ชอบกิจกรรมอะไรที่โรงเรียนบ้าง

9. ลูกว่าวันนี้ลูกได้ทำความดี ได้ทำอะไรดี ๆ มาบ้าง หรือเห็นเรื่องดี ๆ อะไร อยากขอบคุณอะไร??

คุยเรื่องที่ปลื้มใจ เรื่องที่ทำความดี ไม่ว่าจะเป็นลูกทำเอง หรือเจอคนอื่นทำ เช่น แบ่งขนมให้เพื่อน ช่วยครูถือของ ช่วยครูทำหน้าที่ที่ครูสั่งได้สำเร็จ เพื่อนแบ่งของเล่นให้ เป็นต้น

ได้อะไรจากคำถามนี้ : ให้ลูกได้รู้จัก มองเห็น คุณค่าแห่งการทำความดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ได้เห็นสิ่งดี ๆ สิ่งที่งดงาม เพื่อให้เวลาเจอเรื่องทุกข์ใจจะได้ไม่ว้าวุ่น มองโลกแง่ร้ายด้านเดียว

10. มีเพื่อนไม่สบาย ไอ จาม แล้วป้องกันตัวอย่างไร??

ในยุคปัจจุบันที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้เลยกับการสอนลูกให้รู้จักสุขอนามัย และการป้องกันตัวให้ห่างไกลจากเชื้อโรค การตั้งคำถามถึงเรื่องดังกล่าว พ่อแม่เพียงแค่โฟกัสไปถึงวิธีการปฎิบัติตัวเมื่อเจอผู้ป่วย แต่ไม่ควรโทษเด็กคนอื่นที่มีอาการว่าเป็นต้นเหตุของโรคติดต่อ เพราะไม่ว่าใครก็ไม่อยากป่วยทั้งนั้น และจะไปทำให้ลูกเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อเพื่อนโดยไม่จำเป็น

ได้อะไรจากคำถามนี้ :ได้เห็นทักษะการดูแลตัวเองของลูก และวิธีปฎิบัติ แนวทางการควบคุมโรคของโรงเรียน

9 เคล็ดลับดี ๆ ในการตั้งคำถาม ให้ลูกตอบ

มาดูเทคนิค เคล็ดลับดี ๆ ในการใช้คำถามกับเด็ก ถามอย่างไรให้ลูกอยากตอบ เพราะเราเชื่อว่าหากคุณพ่อคุณแม่รู้เทคนิค วิธีการตั้งคำถามเหล่านี้แล้ว จะสามารถหาเรื่องพูดคุยกับลูกได้มากขึ้น การที่ได้พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ จะช่วยให้เพิ่มพูนความสัมพันธ์ การเข้าใจกันและกัน และการไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกจะมีให้กับพ่อแม่ได้ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าเขาจะเข้าสู่วัยใด วัยเด็ก หรือวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ พ่อแม่ก็สามารถเป็น safe zone พื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกได้เสมอ

ชื่นชมเมื่อลูกทำดี วิธีการคุยกับลูก
ชื่นชมเมื่อลูกทำดี วิธีการคุยกับลูก
  1. การเปิดโอกาสให้เด็กตอบและแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ไม่ควรรุกเร้า หรือเร่งรัดที่จะเอาคำตอบ ควรให้เวลาเด็กคิดก่อนตอบ และให้เด็กตอบด้วยความสมัครใจ
  2. การสร้างทางเลือก ควรหลีกเลี่ยงการบังคับหรือใช้คำสั่งให้เด็กทำตาม โดยควรใช้เทคนิคการสร้างทางเลือกให้กับเด็ก เพื่อเป็นการลดความหงุดหงิด ความอึดอัดและการต่อต้าน โดยเปิดโอกาสให้เด็กเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ภายในขอบเขตที่เราจะให้กับเด็กได้ เช่น ถึงเวลาเข้านอนแล้ว หนูจะพาน้องหมีไปนอนด้วยหรือจะฟังแม่เล่านิทานดีคะ เป็นต้น
  3. ควรสร้างบรรยากาศให้อบอุ่น ผ่อนคลายขณะใช้คำถาม หรือทำกิจกรรมที่ต้องการให้เด็กตอบ
  4. จัดลำดับคำถามเริ่มจากง่าย ๆ ก่อน เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร จนเด็กเริ่มคุ้นเคยกับการถามตอบ เเละกล้าพูดโต้ตอบแล้วจึงเริ่มใช้คำถามอย่างไร ทำไม เพราะเหตุใดต่อไปอีกขั้น
  5. สบสายตาขณะพูดคุยกัน โดยผู้ใหญ่อาจย่อตัวลง หรือนั่ง ให้มีความสูงระดับเดียวกับเด็ก และมองสบสายตากับเด็ก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราฟังลูกพูด หรือซักถามด้วยความตั้งใจ และโต้ตอบกับเด็กอย่างเป็นกันเอง
  6. การเสริมแรง ขณะที่เด็กตอบคำถาม ผู้ใหญ่ควรตั้งใจฟัง และพูดชมเชย เช่น ยอดเยี่ยมมาก, มีความคิดดีจัง, หนูคิดได้อย่างไรเนี่ย, หนูตอบได้ชัดเจนดีจริง, หรือใช้การโอบกอด, แตะบ่า, จับมือ, ชูหัวแม่มือ, พยักหน้า, ยิ้มรับ, ตบมือ โดยเลือกวิธีการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ เหตุการณ์และการกระทำของเด็กแต่ละคน ไม่ใช้วิธีเดียวซ้ำซากจำเจ

    คำถามหลังเลิกเรียน ช่วยให้พ่อแม่สำรวจได้ว่าลูกถูกบุลลี่ไหม
    คำถามหลังเลิกเรียน ช่วยให้พ่อแม่สำรวจได้ว่าลูกถูกบุลลี่ไหม
  7. ตอบคำถามเด็กด้วยการโยนคำถามในบางครั้ง เช่นเด็กถามว่า “ทำไมทะเลจึงเค็ม” ผู้ใหญ่อาจใช้วิธีย้อนถามว่า “นั่นซิ แล้วหนูคิดอย่างไรล่ะ” เมื่อฟังความคิดจากเด็กแล้วเราค่อยขยายความพอสังเขป จะทำให้เด็กได้แสดงความคิด และได้ความภาคภูมิใจ สุขใจ ที่ผู้ใหญ่ยอมรับในความคิด และให้ความสำคัญต่อเขา
  8. หลีกเลี่ยงการที่จะทำให้เด็กอับอาย เสียหน้า เช่น แสดงอาการหัวเราะ ทักท้วงหรือล้อเลียนเพราะจะทำให้เด็กไม่กล้าพูด ไม่กล้าตอบในครั้งต่อ ๆ ไปได้
  9. การเปิดโอกาสให้เด็กได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นทั้งผู้ตั้งคำถาม และผู้ตอบคำถาม เพื่อสร้างบรรยากาศการสนทนา โต้ตอบให้มีแปลกใหม่ น่าสนใจ เเละกระตุ้นสิ่งที่เด็กสนใจได้ดียิ่งขึ้น
    เครดิตข้อมูล จากหนังสือ “คำถามพัฒนาสมอง” /www.kombinery.com/www.happymommydiary.net/เพจเฟสบุ๊ก : เรื่องเด็ก ๆ by หมอแอม

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เทคนิคสร้างSelf-efficacyช่วยลูก แก้ปัญหา ได้ด้วยตัวเอง

วิธีการ พัฒนาทักษะ “การแก้ปัญหา” อย่างเป็นขั้นตอน

ลูกตั้งคำถาม อย่าจบแค่ที่คำตอบ โดย พ่อเอก

เรียนออนไลน์ การบ้านเยอะ งานลูกพ่อแม่เครียดรับมือยังไง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ชื่อภาษาอังกฤษ

100 ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว/ลูกชาย ความหมายดีๆ

100 ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว ลูกชาย ตั้งสมัยไหนก็ไม่มีเอาท์ ชื่อดูอินเตอร์ เก๋ ๆ เท่ ๆ ความหมายดี เพื่อนต่างชาติเรียกได้ไม่มีเพี้ยน

100 ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว/ลูกชาย ความหมายดีๆ

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหา ชื่อภาษาอังกฤษ ให้ลูกสาว หรือลูกชาย มาลองดูชื่อที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวมมาให้กันเลยค่ะ หากตั้งชื่อจริงภาษาไทยแล้ว มาตั้งชื่อเล่นเป็นภาษาอังกฤษกันค่ะ เผื่ออนาคตลูกโกอินเตอร์ หรือมีเพื่อนต่างชาติ มีชื่ออะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกชาย
ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกชาย

100 ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว/ลูกชาย ความหมายดีๆ

ชื่อลูกชาย

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
Kobe โคบี้ เป็นชื่อของนักบาสเก็ตบอลระดับตำนาน Kobe Bryant
Jack แจ็ค พระเจ้าทรงเมตตา
Miles ไมลส์ ทหาร หรือความเมตตา
Hunter ฮันเธอร์ นักล่า
Robert รอเบิร์ต เปลวเพลิงส่องแสง
Max แม็กซ์ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
Ace เอซ ที่หนึ่ง
Asa เอซ่า แพทย์
Elon อีลอน ต้นโอ๊ค และคล้าย Elon Mush CEO Tesla
Hugh ฮิว จิตวิญญาณ
Jazz แจ๊ส ดนตรีแจ๊ส
Lex เล็กซ์ นักรบ
Otto อ็อตโต ความร่ำรวย
Griffin กริฟฟิน ผู้เข้มแข็ง
Hugo ฮิวโก้ จิตใจ, ปัญญา
Kenzo เคนโซะ ความเข้มแข็ง และสุขภาพดี
Leo ลีโอ สิงโต
Louis หลุยส์ นักรบผู้เลื่องนาม
Victor วิคเตอร์ ผู้ชนะ
Zale เซล ความแข็งแกร่งแห่งท้องทะเล
Earl เอิร์ล นักรบ หรือผู้มีเกียรติ
Felix เฟลิกซ์ ความสุขสันต์
Gus กัส ยอดเยี่ยม
Kenji เคนจิ ความแข็งแกร่ง
Keanu คีอานู ลมเย็น
Kai ไค ท้องทะเล
Anakin อนาคิน นักรบ
Titan ไททัน ผู้พิทักษ์
Kane เคน นักรบ
Bruce บรูซ ชื่อเด็กชายภาษาฝรั่งเศส
Ben เบน ลูกชาย
Cash แคช ความว่าง
Chris คริส ผู้แบกพระคริสต์
Craig เคร็ก มาจากก้อนหิน
Dave เดฟ ผู้เป็นที่รัก
Richie ริชชี่ ร่ำรวย
Frank แฟรงค์ จริงใจ
James เจมส์ ผู้แทนที่
Jeff เจฟ ผู้ขอสันติภาพ
Mark มาร์ค คล้ายสงคราม
Nick นิค เป็นชื่อที่คลาสสิค ย่อมาจากนิโคลัส
Paul พอล เล็ก
Phill ฟิล ย่อมาจากฟิลิป
Prince พริ้นซ์ เจ้าชาย
Rex เร็กซ์ ราชัน
Sam แซม บอกโดยพระเจ้า
Sean ฌอน ชื่อผู้ชายเก่าแก่
Tom ทอม แฝด, ย่อมาจากธอมัส
Will วิล เจตจำนง, ย่อมาจากวิลเลียม
Zack แซ็ค ย่อมาจากแซ็คคารี
Yves อีฟ ไม้ยิว

 

ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว
ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว

100 ชื่อภาษาอังกฤษ ลูกสาว/ลูกชาย ความหมายดีๆ

ชื่อลูกสาว

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
Ivy ไอวี่ อ่อนหวาน, ต้นไอวี่
Belle เบล สวยงาม
Rainy เรนนี่ สายฝน
Vienna เวียนนา กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
Celia เซเลีย ดุจสวรรค์
Sky สกาย ท้องฟ้า
Nala นาล่า ตัวละครจาก The Lion King
Poppy ป๊อปปี้ ดอกป๊อปปี้
Zuri ซูริ สวยงามน่ารัก
Evie อีวี่ ชีวิต
Cleo คลีโอ เกียรติยศ
Vera เวร่า ศรัทธา
Thea เธอา เทวี
Gem เจม อัญมณี
Sunny ซันนี่ แสงอาทิตย์
Taya ทายะ ความอ่อนเยาว์
Elin อีลิน ผู้หญิงที่สวยงาม
Stella สเตลล่า แสงดาว
Kira คีร่า บัลลังก์
Birdie เบอร์ดี้ นกเบอร์ดี้, สกอร์กอล์ฟ
Aura ออร่า สายลม
Jia เจีย หัวใจ, สุดที่รัก
Lara ลาร่า แสงสว่าง
Oma โอมะ ผู้ให้ชีวิต
Dove โดฟ นก
Elle แอล เด็กผู้หญิง
Dew ดิว หยด
Dawn ดอว์น รุ่งอรุณ
Faith เฟธ ศรัทธา
Fleur เฟลอ ดอกไม้
Frost ฟรอสท์ น้ำแข็ง
Grace เกรซ พร
Gwen เกวน วงกลมสีขาว
Jai ใจ นกเจเบิร์ด
Jill จิล เยาว์วัย
Joy จอย ความสุขสันต์
June จูน เดือนมิถุนายน
Kim คิม ชื่อดาราดังหลายคน
Liv ลิฟ ชีวิต
Lyn ลิน ทะเลสาบ
Paige เพจ คล้าย Page
Pam แพม ชื่อดาราดังหลายคน ย่อมาจาก Pamela
Pearl เพิร์ล ไข่มุก
Prim พริม พริมโรส
Rose โรส ดอกกุหลาบ
Snow สโนว์ หิมะ
Sue ชู เป็นชื่อของเด็กผู้หญิงมาหลายศตวรรษ
Freya เฟรย่า ภาษานอร์ส เทพีแห่งความรัก ความงาม ความอุดมสมบูรณ์
Beau โบ สวยงาม
Bowie โบวี่ คนที่มีผมสีบลอนด์

ครอบครัวที่กำลังจะมีสมาชิกใหม่ และกำลังมองหา ชื่อภาษาอังกฤษ เตรียมไว้ตั้งชื่อให้ลูก ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำมาฝากแล้วค่ะ หวังว่าคงเลือกชื่อไว้ได้สัก 2-3 ชื่อกันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

200+ ไอเดีย ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร พร้อมความหมาย

108 ชื่อผู้หญิงน่ารักๆ เก๋ๆ คลิ๊กเลย!!!

150 ชื่อเท่ๆในเกม พ่อแม่คอเกมห้ามพลาด

ชื่อไทยแปลกๆ แต่เพราะ ความหมายดี เป็นสิริมงคล

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://bkklovehoro.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids