โรคจิตระยะสั้น

แม่หลังคลอด เสี่ยง โรคจิตระยะสั้น เกิดเฉียบพลัน

แม่หลังคลอด เสี่ยง โรคจิตระยะสั้น เกิดเฉียบพลัน

หลังจากที่ตั้งท้องมาครบ 9 เดือน ก็ถึงเวลาที่ลูกน้อยจะลืมตาดูโลก ชีวิตของแม่หลังคลอดและครอบครัวต่างเฝ้ารอวันนี้ แต่เมื่อคลอดลูกแล้ว สิ่งที่แม่หลังคลอดต้องเผชิญนั้นมีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความใหม่ในการเลี้ยงลูก อาการป่วยของลูก และที่สำคัญคืออาการผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับแม่ ซึ่งอาการหนึ่งที่เราไม่่อยทราบกันก็คือ โรคจิตระยะสั้น ที่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันค่ะ อาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และใรเป็นผู้มีความเสี่ยงบ้าง กองบรรณาธิการ ABK นำข้อมูลมาฝากค่ะ

โรคจิตระยะสั้น คืออะไร 

โรคจิตระยะสั้นหรือ Brief psychotic disorder  หรือ โรคจิตเฉียบพลัน  มีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

  • ผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนจากเดิมที่ปกติดี ไปสู่ภาวะที่มีโรคจิตชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ (sudden onset)
  • มักเป็นหลังจากประสบเหตุการณ์กดดันรุนแรง (อาจเป็นจากหลายเหตุการณ์ร่วมกัน)
  • ผู้ป่วยจะมีอาการพูดจาสับสน วกวน ไม่ปะติดปะต่อ  เรียกอีกอย่างว่า formal thought disorder เป็นความสับสนทางความคิดที่รู้ได้โดยคำพูด รวมถึงการเปลี่ยนประเด็นไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว
  • พบบ่อยว่ามีประสาทหลอน
  • หลงผิดอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง คือมีความรู้สึกมั่นใจในเรื่องผิด ๆ อย่างไม่ลดละแม้จะมีหลักฐานที่แสดงว่าไม่จริง
  • พฤติกรรมสับสนวุ่นวาย
  • เคลื่อนไหวน้อยเกินไป หรือมากเกินไป
  • นอกจากนี้ อาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย มีท่าทีงุนงง สับสน
  • ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการ นานอย่างน้อย 1 วัน แต่ไม่เกิน 1 เดือน อาการทั้งหมดจะสงบไป และจะกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม
โรคจิตระยะสั้น
แม่หลังคลอด เสี่ยง โรคจิตระยะสั้น เกิดเฉียบพลัน

รูปแบบของโรคจิตระยะสั้น

โรค Brief psychotic disorder มีรูปแบบ 3 อย่าง คือ

  • แบบมีตัวทำให้เครียด (Brief psychotic disorder with a stressor ) เช่น ความบาดเจ็บหรือความตายในครอบครัว
  • แบบไร้ตัวทำให้เครียด (Brief psychotic disorder without a stressor )
  • แบบเกิดหลังคลอด  (Brief psychotic disorder with postpartum onset) ปกติเกิดประมาณ 4 สัปดาห์ หลังคลอด

ความชุกของโรคจิตระยะสั้น

อุบัติการณ์ และความชุกของโรคนี้ ยังไม่ชัดเจน แต่ทั่วไปมักเกิดในหญิงเป็น 2 เท่าของชาย ปกติจะเกิดในช่วงปลายช่วงอายุ 30-40 ปี และต้นช่วงอายุ 40-50 ปี ส่วนสาเหตุยังไม่ชัดเจน

  • ทฤษฎีหนึ่ง ระบุว่าเกิดจาก กรรมพันธุ์ เพราะโรคสามัญกว่าในบุคคลที่สมาชิกครอบครัวมีความผิดปกติทางอารมณ์ (mood disorder) เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์สองขั้ว
  • อีกทฤษฎีหนึ่งระบุว่า เกิดจากทักษะการรับมือกับเหตุการ์ที่ไม่ดี (poor coping skill) คือ เกิดอาการโรคโดยเป็นการป้องกัน หรือหนีจากเหตุการณ์ที่น่ากลัว หรือก่อความเครียด

อาการโรคจิตระยะสั้นที่พบในผู้หญิง

หญิงในภาวะที่มีฮอร์โมนเพศ คือ Estrogen น้อย อาจเกิดอาการนี้ จะมีภาวะนี้ในช่วง

  • ก่อนมีประจำเดือน
  • หลังคลอด
  • ในช่วงระยะ วัยทอง

โดยอาการโรคจิต บ่อยครั้งสัมพันธ์กับ โรคอารมณ์สองขั้วหรือโรคจิตเภท ที่เป็นมูลฐานอาการโรคจิตเช่นนี้ บ่อยครั้งจัดเป็น premenstrual exacerbation (อาการก่อนประจำเดือนที่เกิดเพิ่ม), menstrual psychosis (อาการโรคจิตตามรอบประจำเดือน) หรือ postpartum psychosis (อาการโรคจิตหลังคลอด)

การคลอดบุตรอาจก่อโรคนี้ในหญิงบางคน หญิงประมาณ 1 ใน 10,000 คน ประสบกับอาการนี้ หลังจากคลอดบุตรไม่นาน

พิจารณาร่วมกับโรคอื่นๆ 

มีโรค หรืออาการทางแพทยอื่น ๆ ที่เป็นเหตุของอาการ ซึ่งแพทย์ต้องพิจารณารวม ได้แก่

  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
  • เอชไอวีและเอดส์
  • มาลาเรีย
  • ซิฟิลิส
  • โรคอัลไซเมอร์
  • โรคพาร์คินสัน
  • ภาวะเลือดมีกลูโคสน้อย (hypoglycaemia)
  • โรคลูปัส
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  • เนื้องอกในสมอง

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ , wikipedia

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความ ดี ๆ คลิก

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดลูก คุณแม่มือใหม่ต้องพร้อมรับมือ

หมอตอบชัดทุกข้อ! 10 ปัญหาสุขภาพที่แม่ต้องเจอ? ทั้ง ปัญหาคนท้อง และหลังคลอดลูก

ปวดหลังหลังคลอด สัญญาณร้าย “โรคโครงสร้างผิดปกติ”

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ เรียนรู้ผ่านการเล่น

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ ยอดนิยม15เกม สนุกได้สาระ

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ กับ 15 เกมสนุกๆ ยอดนิยมที่เด็กชื่นชอบ มาชวนพ่อแม่ร่วมคิด ร่วมหากิจกรรมดีๆ ช่วยเสริมพัฒนาการลูก มาทำให้เรื่องเล่นมีดีไม่ใช่เล่นกัน

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ ยอดนิยม15เกม สนุกได้สาระ!!

เมื่อลูกก้าวเข้าสู่อายุ 5 ขวบ คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มสังเกตได้ว่า เด็กในวัย 5 ขวบ เริ่มที่จะเป็นตัวของตัวเอง สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น เริ่มสนใจเพื่อน สังคมมากขึ้น เกิดการเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ แต่ยังไม่สามารถทำได้ดีเท่าที่ควร ยังมีการงอแงตามประสาเด็กที่เพิ่งพ้นวัยเตาะแตะมาไม่นาน มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำให้มีคำถามกับสิ่งรอบตัวมากมาย

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยให้พ่อแม่สามารถเสริม เพิ่มเติม เติมเต็มทักษะที่ลูกในวัยอนุบาลนี้ต้องการ และหากเขาสามารถทำได้ดีจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้ลูกก้าวไปยังขั้นต่อ ๆ ไป ได้อย่างมั่นใจ และพร้อมในทุกด้าน

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ ฉลาดรอบด้าน
กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ ฉลาดรอบด้าน

15 กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ ยอดนิยม!!

การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในตำราเรียน ในห้องเรียนเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมพัฒนาการให้แก่ลูกได้ในทุกช่วงวัยด้วย กิจกรรมสนุก ๆ สอดแทรกความรู้ และทักษะที่ต้องมีได้อย่างลงตัว วันนี้เราจึงขอนำเสนอไอเดีย และแนวทาง ในการทำกิจกรรมที่จะมาช่วยเสริมให้แก่ลูกวัย 5 ขวบ ได้ฉลาด เรียนรู้รอบด้าน ดังนี้

กิจกรรมเสริมพัฒนาการด้านภาษา และการคำนวณ

แม้จะเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกความรู้ วิชาการลงไปให้แก่ลูก แต่ขอให้คุณพ่อคุณแม่คำนึงหลักการไว้อย่างหนึ่งว่า ไม่ควรยัดเยียดความรู้มากจนเกินไป หรือเข้มงวดกับการเล่นมากจน กิจกรรมนั้น ๆ ไม่สนุกอีกต่อไป เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเราต้องทำให้ผู้เล่น หรือลูกของเรานั้น มีความรู้สึกร่วม มีความอยากเล่น อยากเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง แล้วเขาจะได้รับประโยชน์ไปอย่างเต็ม 100

1. กระดานคำแสนสนุก

หนึ่งในกิจกรรมง่ายๆ สำหรับเด็กอายุ 5 ขวบที่สามารถเล่นได้ที่บ้าน เพราะทำจากวัสดุที่หาได้ง่ายใกล้ตัว

วิธีการเล่น

  • ใช้กระดาน หรือกระดาษแผ่นใหญ่ ๆ ติดที่ผนังทำเป็นกระดาน เพื่อช่วยดึงดูดให้เด็กสนใจ โดยบอกว่าเขากำลังเป็นคุณครู เป็นต้น
  • เขียนคำลงบนแผ่นกระดาษ โดยคำศัพท์ควรเป็นคำที่ลูกของคุณใช้ในชีวิตประจำวัน ที่พบเจอรอบตัวในขณะเวลาที่เล่น คำศัพท์สิ่งของบนโต๊ะอาหาร หรือที่พบเจอในโรงเรียน ตัวอย่างเช่น รถบรรทุก รถยนต์ รถบัส ของเล่น พ่อ แม่ ฝน แดด เป็นต้น
  • นำแผ่นกระดาษเหล่านั้นมาพับแล้วไว้รวมกันในโหลทำเป็นฉลาก เวลาใครเป็นคนเล่นก็ให้หยิบฉลากขึ้นมา
  • ผู้ที่จับฉลากได้คำศัพท์ใดให้วาดรูปคำศัพท์นั้นลงบนกระดาน
  • อย่าลืมนำเอาแผ่นคำศัพท์มาติดใกล้ ๆ รูปที่วาด เพื่อให้จดจำได้ง่าย

เคล็ดลับช่วยเล่น : เลือกคำศัพท์ที่ลูกรู้อยู่บ้างแล้ว ปะปนกับคำใหม่ ๆ ที่ต้องการสอนเพิ่ม เพื่อให้เขาจำคำศัพท์ได้จำนวนมากขึ้น ทีละน้อย

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ ด้านภาษา
กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ ด้านภาษา
การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : ช่วยเพิ่มความสามารถในการอ่าน การจำคำศัพท์ และสะกดคำได้

2. เรียนรู้การจัดกลุ่ม นับข้าม ด้วยภาพสวย ๆ

กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมคณิตศาสตร์ ที่เด็กในวัย 5 ขวบ จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นหากสอนให้เห็นเป็นรูปภาพ

วิธีการเล่น

  • วาดรูปภาพของวัตถุ เช่น แอปเปิล รถยนต์ หรือผีเสื้อ ลงบนการ์ดหลาย ๆ ใบ โดยให้ลูกเป็นคนเลือกว่าอยากวาดอะไร
  • ตั้งคำสั่งให้นำการ์ดมาวางลงบนกรอบ ตัวอย่างเช่น ในการข้ามการนับทีละสอง ให้ติดแอปเปิ้ลสองลูกบนไพ่ใบแรก สี่แอปเปิ้ลในใบที่สอง แอปเปิ้ลหกลูกที่สาม เป็นต้น
  • โดยคำสั่งอาจเปลี่ยนไปตามเรื่องที่เราต้องการให้เรียนรู้
การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : ช่วยเพิ่มทักษะทางคณิตศาสตร์ ให้เขาได้เข้าใจง่ายขึ้น

3. เกมลูกเต๋า

เกมนี้เป็นกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ที่สามารถเล่นกับสิ่งของที่หาได้ง่ายในบ้าน

วิธีการเล่น

  • คุณต้องมีถาดทำน้ำแข็ง ลูกเต๋าสำหรับเล่นเกม เครื่องหมายไวท์บอร์ด และกระดาษทิชชู่ในครัว
  • วางลูกเต๋าด้านหนึ่งลงในรูก้อนน้ำแข็งอันหนึ่ง และอีกอันหนึ่งลงในรูที่อยู่ติดกัน
  • ใช้เครื่องหมายเพื่อสร้างเครื่องหมายบวก ลบ และเท่ากับระหว่างหลุมที่วางลูกเต๋า
  • ช่วยลูกของคุณบวกหรือลบตัวเลขที่ระบุบนลูกเต๋าเพื่อให้ได้คำตอบ

การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : เป็นการนำเกมเข้ามาเป็นตัวช่วยในการสอนคณิตศาสตร์ให้น่าสนใจมากขึ้น

พ่อแม่ชวนลูกมาเล่นเกม ทำกิจกรรม เสริมพัฒนาการได้
พ่อแม่ชวนลูกมาเล่นเกม ทำกิจกรรม เสริมพัฒนาการได้

4.กิจกรรมวงจรชีวิตของผีเสื้อ

กิจกรรมนี้สามารถทำได้โดยใช้กระดาษคราฟต์ หรือพาสต้ารูปทรงต่าง ๆ

วิธีการเล่น

วาดของวงจรชีวิตของผีเสื้อบนกระดาษแผนภูมิ ใช้กระดาษคราฟ หรือพาสต้าทำเป็นรูปทรงของไข่ หนอนผีเสื้อ รังไหม และผีเสื้อ ช่วยกันตกแต่งให้สวยงาม

การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : สอนเด็กเกี่ยวกับวงจรชีวิตของผีเสื้อ ซึ่งการเรียนรู้จากธรรมชาติเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ

5. จูเนียร์สแครบเบิ้ล

ดัดแปลงโครงสร้างมาจาก Scrabble ทั่วไป แต่ออกแบบมาสำหรับเด็กเล็กโดยใช้ตัวเล่นของ Scrabble

วิธีการเล่น
  • ทำการพิมพ์คำศัพท์ที่ต้องการบนกระดาน
  • นำตัวอักษรจาก Scrabble มาใช้ให้เด็กจับคู่ตัวอักษรที่เรียงต่อกันเข้ากับตัวอักษรบนกระดาน
การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : ช่วยให้เด็กได้ฝึกท่องคำศัพท์ไปด้วยความเพลิดเพลินจากการหาตัวอักษร

กิจกรรมเสริมทักษะด้านอารมณ์และเหตุผล

การสอนเด็กทางด้านอารมณ์ และเหตุผล เราสามารถให้เขาเรียนรู้ผ่านงานศิลปะได้เช่นกัน  นอกจากงานด้านศิลปะจะเป็นตัวช่วยเสริมทักษะด้านอารมณ์แก่ลูกแล้ว ยังช่วยให้ลูกรู้สึกเพลิดเพลินผ่อนคลายอีกด้วย

ศิลปะ กับ กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ
ศิลปะ กับ กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ

1. Origami

Origami หรือการพับกระดาษในสไตล์ญี่ปุ่น เป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ จะเพลิดเพลินอย่างมาก แถมยังได้ฝึกทักษะในหลาย ๆ ด้าน เช่น สมาธิ การประสานสายตากับมือ และจินตนาการ เป็นต้น

วิธีการเล่น

  • คุณสามารถใช้กระดาษพับสี กระดาษงานฝีมือ หรือแผ่นสีขาวธรรมดา ๆ ที่ระบายสีด้วยดินสอสีก็ได้ ตามสะดว
  • สอนลูกของคุณพับกระดาษเพื่อสร้างรูปทรงที่น่าสนใจ เช่น เครื่องบิน จรวด เรือ นก เป็นต้น โดยดูวิธีการพับได้จากตัวอย่าง หรือคลิปสอน
การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : นอกจากจะได้ทักษะด้านอารมณ์ และเหตุผล จากการมีสมาธิ ยังได้การวางแผน พัฒนาการด้านร่างกาย เรื่องการประสานการทำงานร่วมระหว่างตา กับมือ

2. บีบ สี ตี เป่า

เด็ก ๆ ชอบกิจกรรมนี้มาก เพราะเป็นกิจกรรมที่สนุก และสามารถปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นได้

วิธีการเล่น

  • เตรียมกาวสี ด้วยการนำกาวสีขาวมาเติมสีน้ำ สีต่าง ๆ ลงไป
  • ให้เด็กบีบกาวสีสันต่าง ๆ ลงบนกระดาษวาดเขียน ตามแต่จินตนาการ
  • สามารถใช้หลอดเป่ากาวสีให้กระจาย หรือใช้พู่กันเพ้นท์ลวดลาย แต่งแต้มตามจินตนาการ
  • เมื่อกาวแห้งจะได้ผลงานศิลปะแสนสวยที่มีสีสันสวยงาม

การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : พ่อแม่สามารถสอนพวกเขาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผสมสี แม่สี และรูปทรงที่เกี่ยวกับสี และศิลปะได้

3. ศิลปะกับเมล็ดพืชและธัญพืช

กิจกรรมนี้สนุกสำหรับเด็ก และสามารถทำให้พวกเขามีจดจ่อ มีสมาธิได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง

วิธีการเล่น

  • วาดรูปดอกไม้หรือสัตว์ เช่น ไดโนเสาร์ เป็ด หรือสุนัข ลงบนกระดาษ
  • ทากาวให้ทั่วรูปวาดนั้น ๆ
  • ให้ลูกของคุณเติมเมล็ดพืช และธัญพืชชนิดต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ เพื่อทำให้ภาพสวยงาม

การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : พัฒนาการประสานกันระหว่างมือและตาได้ดีขึ้นเมื่อหยิบเมล็ดเล็กๆ แล้วทากาวลงบนกระดาษ

เมล็ดธัญพืช ดึงดูดลูกสร้างสรรค์ผลงาน
เมล็ดธัญพืช ดึงดูดลูกสร้างสรรค์ผลงาน

5. งานประดิษฐ์ส่วนประกอบของต้นไม้

นี่เป็นไอเดียงานฝีมือง่ายๆ ที่เป็นกิจกรรมที่ได้ความรู้อีกด้วย

วิธีการเล่น

  • ใช้ปากกามาร์คเกอร์ แท่งไอศครีม และกระดาษสีเพื่อสร้างภาพต้นไม้บนกระดาษ โดยให้มีส่วนประกอบต่าง ๆ ของต้นไม้ครบถ้วน
  • แต่งแต้ม เติมสีให้สวยงามตามจินตนาการ
  • เมื่อเสร็จแล้ว ให้ติดฉลากส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดของต้นไม้ เช่น ดอกไม้ กลีบดอก ลำต้น ใบไม้ ราก เป็นต้น
  • สอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับส่วนประกอบของต้นไม้เพิ่มเติม

การเล่นพัฒนาทักษะด้านใด : เป็นการนำความรู้ กับศิลปะมาผสมผสานกัน ทำให้เด็กได้รับประโยชน์จากทั้งสองสิ่ง และยังได้สอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับส่วนต่าง ๆ ของพืชอีกด้วย

กิจกรรมพัฒนาทักษะด้าน Fine and Gross Motor 

Fine and Gross Motor คือ ทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็กของเด็ก โดยหลักการของกิจกรรมส่วนนี้คือ การที่พ่อแม่ต้องปล่อยให้ลูกได้ลองทำกิจกรรมด้วยตัวเอง ถึงแม้จะดูไม่คล่อง ผิดพลาดไปบ้าง แต่หากเขาได้ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เขาเรียนรู้ และทำได้คล่องแคล่วขึ้น

1. ระบายสีด้วยฟองสบู่

วิธีการเล่น

  • เตรียมน้ำสบู่ และใส่สีผสมอาหารที่ปลอดภัยสำหรับเด็กลงไป เตรียมใส่ถ้วยไว้หลากหลายสีตามชอบ
  • ให้ลูกเป่าฟองสบู่ในถ้วย โดยใช้หลอด (ระวัง! คอยดูไม่ให้เด็กเผลอดูดน้ำสบู่เข้าไป)
  • รีบนำกระดาษมาปิดไว้บนปากถ้วยที่ทำการเป่าฟองแล้ว
  • สามารถทำซ้ำวิธีเดิมกับสีอื่น ๆ จนพอใจ
  • จะได้ภาพวาดฟองสบู่หลากสี สวยงาม

    ต่อบล็อก สร้างจินตนาการ ฝึกกล้ามเนื้อมือ พัฒนาสติปัญญา กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ
    ต่อบล็อก สร้างจินตนาการ ฝึกกล้ามเนื้อมือ พัฒนาสติปัญญา กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ

2. สาดสีแสนสนุก

วิธีการเล่น

  1. นำสีมาผสมน้ำเล็กน้อย แล้วเทใส่จานสี เตรียมไว้หลายสีตามชอบ
  2. กางกระดาษแผ่นใหญ่ที่เตรียมไว้ โดยจะติดไว้บนกำแพง หรือจะกางบนพื้นก็ได้ แต่แนะนำว่ากิจกรรมนี้ควรทำนอกบ้าน
  3. เตรียมพู่กันให้พร้อม
  4. ให้เด็กใช้พู่กันจุ่มสี และสาด (สะบัดแปรง) ลงไปที่กระดาษแผ่นใหญ่ ไม่มีรูปแบบตามแต่จินตนาการของเขาเลย

3. การต่อจิ๊กซอว์

ลองให้เด็กๆ ได้สนุกกับการเล่นตัวต่อจิ๊กซอว์ดูบ้างในช่วงวันหยุด เพราะการต่อจิ๊กซอว์กันนั้น จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในครอบครัว และก็เป็นการเสริมสร้างทักษะที่ดีต่อประสานสายตา มือและเท้า ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ได้ดี ฝึกการสังเกต และใช้สมาธิได้อย่างเต็มที่ เด็กๆ จะอยู่นิ่งขึ้นในระหว่างการต่อจิ๊กซอว์ให้เสร็จสมบูรณ์อีกด้วย

4. เล่นยืนกระต่ายขาเดียว

คุณพ่อคุณแม่ลองให้เด็ก ๆ ได้เล่นยืนกระต่ายขาเดียวดูบ้างก็สนุกได้แบบไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์ใด ๆ โดยกำหนดกติกากันเองตามแต่ตกลง เช่น ให้ลูกได้ยืนกระต่ายขาเดียวใครยืนได้นานทีสุด ใครยืนกระต่ายขาเดียวโดยไม่โยกเยกได้ เป็นต้น กิจกรรมนี้จะใช้เพื่อเป็นวิธีในการฝึกสร้างสมาธิ ฝึกทั้งการทรงตัว และฝึกพัฒนากล้ามเนื้อไปพร้อม ๆ กันเลย

5. ละครมือ

ละครมือ ที่ตัวละครสร้างจากกระดาษ และจินตนาการของลูก เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

วิธีการเล่น

  • ให้พ่อแม่ และลูกช่วยกันคิดนิทานสั้น ๆ หรืออาจจะหยิบยกนิทานที่ลูกชื่นชอบมาสักหนึ่งเรื่อง
  • วาดรูปตัวละครในนิทานนั้น ๆ โดยไม่ต้องให้ขนาดใหญ่มากนัก ให้พอดีกับนิ้วมือ เหมาะพอจะมาทำหุ่นนิ้ว
  • ตกแต่งให้สวยงาม และตัดออกมาแปะห่วงกระดาษที่ทำเป็นแหวนสำหรับสวมนิ้ว
  • เพียงเท่านี้เราก็มีตัวละครของนิทานเรากันแล้ว
  • ใช้หุ่นนิ้วแสดงตามเนื้อเรื่อง โดยพ่อแม่อาจตั้งกล้องอัดคลิปสั้น ๆ แล้วมานั่งย้อนดูกันในภายหลัง

    กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ เรียนรู้ผ่านการเล่น
    กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 5 ขวบ เรียนรู้ผ่านการเล่น

กิจกรรมพัฒนาทักษะของเด็กในวัย 5 ขวบนี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่จะได้เป็นจุดเริ่มต้นในการคิดไอเดียหากิจกรรมเล่นกับลูก เพราะการเล่นเปรียบเสมือนกับการเรียนรู้ของเด็ก เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน แต่จะดีกว่ามากหากผู้ใหญ่ได้ชี้แนะแนวทาง และช่วยแนะนำให้การเล่นนั้นมีประโยชน์มากกว่าเพียงแค่เล่น

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.lenkubluk.com/parenting.firstcry.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้ทัน! พัฒนาการ เด็ก 5 ขวบ ลูกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นแล้วนะ

4 เกมสร้างทักษะ critical thinking คือ สิ่งที่แม่สร้างได้!!

5ประโยชน์ของการ วาดรูประบายสี ที่สะท้อนพัฒนาการลูก

ไม่อยากให้ลูกเป็นคน หมด passion ง่ายพ่อแม่ต้องทำสิ่งนี้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง

จริงไหม!ติดแอร์ที่หัวเตียงจะเกิด เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง

จริงไหม!ติดแอร์ที่หัวเตียง จะเกิด เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง

ปัจจุบันมีข้อมูลข่าวสารมากมายให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับรู้ ล่าสุดมีการส่งต่อข้อมูลออนไลน์โดยระบุว่า ห้ามติดแอร์บนหัวเตียง เพราะอาจก่อให้เกิด เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง ได้ ซึ่งก็ให้เกิดการพูดคุยถกเถียงกันโดยทั่วไป เรื่องนี้มีความจริงหรือไม่ ทีมบรรณาธิการ ABK มีคำตอบค่ะ

การเกิดเนื้องอกในสมอง

เนื้องอกในสมองที่เป็นเนื้อธรรมดา เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมในเซลล์สมอง หรือการกลายพันธุ์ของเซลล์ ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตในอัตราที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ จึงก่อตัวเป็นเนื้องอกบริเวณสมอง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่สมอง และระบบประสาทใกล้เคียง

เนื้องอกในสมองที่เป็นเนื้อร้าย อาจเกิดจากเซลล์มะเร็งก่อตัวขึ้นที่สมอง หรือมีเซลล์มะเร็งที่อวัยวะอื่น แล้วแพร่ลามเข้าสู่สมองทางกระแสเลือด ทำให้เกิดเป็นเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย มีอัตราการเจริญเติบโต และสร้างความเสียหายแก่ร่างกายมากกว่าเนื้องอกธรรมดา

ปัจจัยเสี่ยง ที่อาจทำให้เกิด เนื้องอกในสมอง  

อายุ เนื้องอกในสมอง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย แต่มักพบมากในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

รังสีอันตราย การได้รับรังสีเข้าสู่ร่างกาย เช่น รังสีจากการฉายแสงมะเร็ง รังสีจากระเบิดปรมาณู

พันธุกรรม เนื้องอกในสมองอาจส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นได้

เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง
จริงไหม!ติดแอร์ที่หัวเตียง จะเกิด เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง

ความรุนแรง

  • กลุ่มที่ 1 เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง ก้อนเนื้องอกเติบโตช้า สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้
  • กลุ่มที่ 2 ความรุนแรงปานกลาง ก้อนเนื้องอกมักแทรกในเนื้อสมอง ผ่าตัด และรักษาได้ แต่ไม่หายขาด เนื้องอกเติบโตช้า ผู้ป่วยจึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี
  • กลุ่มที่ 3 จัดเป็นมะเร็ง รักษาไม่หายขาด
  • กลุ่มที่ 4 มะเร็งชนิดร้ายแรง เนื้องอกเติบโตเร็ว ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

อาการบ่งชี้ถึงเนื้องอกในสมอง

  • ปวดหัวบ่อยครั้ง และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีอาการปวดตอนกลางคืน จนต้องตื่นจากการนอน
  • คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม
  • พูดจาติดขัด มีปัญหาในการสื่อสาร
  • มีปัญหาการได้ยิน
  • มีปัญหาในการมองเห็น เห็นภาพเบลอ หรือภาพซ้อน
  • มีปัญหาด้านความจำ สับสน มึนงง
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ บุคลิกภาพ พฤติกรรม
  • มีปัญหาการทรงตัว
  • สูญเสียการรับรู้ของประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหวแขนขา
  • มีอาการชัก ทั้งที่ไม่เคยมีประวัติชักมาก่อนโดย
  • แขนขาอ่อนแรง เป็นอัมพาตครึ่งซีก

การเกิดเชื้อราในสมอง

การเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อรานั้น มีหลากหลายชนิดในสมอง มักเกิดจากการสัมผัสโดยตรง เช่น

  • อุบัติเหตุทางศีรษะ มีเศษดิน เศษพืช หรือน้ำในคลอง ปะปนเข้าไปตามบาดแผล เข้าไปในระบบประสาทส่วนกลาง
  • มีการติดเชื้อราในบริเวณฐานกะโหลกศีรษะ โดยเฉพาะในโพรงไซนัส ซึ่งมักพบในผู้ที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังจากเชื้อรา
  • อาจจะพบการติดเชื้อราในสมอง ในผู้รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อราในสมอง จากการสูดหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าไปได้เช่นกัน
  • มักเกิดในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นแต่กำเนิด หรือรับมา เช่น ติดเชื้อ hiv หรือได้ยาเคมีบำบัด ดังนั้นจึงจัดว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนจาก hiv ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การเกิดเชื้อราในสมอง มักไม่ก่อโรคในผู้ที่มีสุขภาพ หรือระบบภูมิคุ้มกันปกติ

เชื้อราในสมองจาก HIV

หากเกิดเชื้อราในสมองด้วยสาเหตุนี้ แนะนำพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดยืนยันการมีเชื้อ hiv และระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกครั้ง ในครั้งนี้อาจต้องให้ยาฆ่าเชื้อราในระดับสูง เพื่อรักษาการติดเชื้อก่อน พอหายดีแล้ว หากเป็น hiv และมีภูมิคุ้มกันระดับต่ำว่าค่าหนึ่งๆ  จะมีข้อบ่งชี้ในการรับประทานยาฆ่าเชื้อราทุกวัน เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราซ้ำ

การติดแอร์ที่ตัวเตียงจะเกิด เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง หรือไม่

สำหรับกรณีนี้ ทางสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว และชี้แจงว่า ตำแหน่งในการติดตั้งแอร์ ไม่มีผลต่อการเกิดเชื้อราในสมอง หรือเนื้องอกในสมอง 

จะเกิด เชื้อราหรือเนื้องอกในสมอง หรือไม่ก็ควรทำความสะอาดแอร์

อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดแอร์สม่ำเสมอ จะช่วยลดการสะสมของฝุ่นละออง และเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ และผลกระทบจะเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะติดตั้งแอร์ในตำแหน่งใด เพราะจะมีการกระจายของลมและอากาศจากแอร์ไปทั่วตำแหน่งของห้องที่เป็นระบบปิด

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยนิวส์,pobpad,โรงพยาบาลเวชธานี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

กินยาคุมนาน ๆ ส่งผลต่อสุขภาพจิตจริงหรือไม่?

บีบดั้ง ดึงจมูกลูก ตั้งแต่เล็ก ช่วยจมูกโด่งจริงหรือไม่

จริงหรือไม่? คนท้องกินน้ำเย็น แล้วลูกยิ่งดิ้น

คาร์ซีท

วิธีเลือกซื้อ “คาร์ซีท” ให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก

พ่อแม่ต้องรู้!! วิธีเลือกซื้อ คาร์ซีท เลือกซื้ออย่างไร ให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุดตลอดการเดินทาง!!

วิธีเลือกซื้อ “คาร์ซีท” ให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก

คาร์ซีท ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบที่มีขายตามท้องตลาดนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อเด็กแต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกัน เพราะเด็กในวัยแรกเกิด – 6 ขวบ มีพัฒนาการทางด้านสรีระและร่างกายที่แตกต่างกันมาก อย่างเช่นเด็กวัยแรกเกิด กล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรง การจะให้ลูกใช้คาร์ซีทที่หันหน้าออกไปด้านหน้ารถยนต์นั้น ก็อาจทำให้ลูกบาดเจ็บบริเวณคอได้หากคุณพ่อคุณแม่เบรครถกระทันหัน ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงขอรวบรวมมาให้ดูกันว่า คาร์ซีท มีกี่แบบ? และแต่ละแบบเหมาะกับช่วงวัยไหนบ้าง? พร้อมวิธีการเลือกซื้อเลือกใช้ คาร์ซีท เลือกคาร์ซีทอย่างไร ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย?

เลือกคาร์ซีทอย่างไร ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย?

  1. ตรวจสอบบริเวณที่ต้องการติดตั้งคาร์ซีท

การติดตั้งคาร์ซีทที่ถูกต้องคือต้องติดตั้งบริเวณเบาะผู้โดยสารตอนหลังเท่านั้น สาเหตุที่ไม่ให้ติดตั้งคาร์ซีทบริเวณข้างที่นั่งคนขับ เพราะบริเวณนั้นจะมี Airbag ติดตั้งอยู่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ในกรณีที่อุบัติเหตุรุนแรง แต่เมื่อนำคาร์ซีทไปติดตั้งบริเวณนั้น หรือแม้แต่เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ไปนั่งบริเวณนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง อาจทำให้เกิดการกระแทกอย่างรุนแรงต่อตัวเด็กและคาร์ซีทได้

สถาบัน NHTSA (Nation Highway Traffic Safety Administration) บอกว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ควรนั่งเบาะด้านหลังรถ ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต ได้ 27 %

และสำหรับเบาะผู้โดยสารตอนหลังของรถบางรุ่น จะมี ISOfix อยู่ในรถเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตั้งคาร์ซีท ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบดูก่อนว่ารถที่ตนใช้อยู่นั้นมี ISOfix หรือไม่? (ISOfix เป็นวงแหวนโลหะขนาดเล็กที่ด้านหลังส่วนล่างของเบาะที่นั่งรถยนต์เพื่อเชื่อมต่อที่คาร์ซีทกับเบาะรถยนต์ การติดตั้งด้วย ISOfix เป็นการติดตั้งที่ง่าย สะดวก รวดเร็วที่สุด) หากมีก็ควรหาคาร์ซีทที่รองรับการติดตั้งแบบ ISOfix เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน

2. เช็คมาตรฐานและคุณภาพของคาร์ซีทให้ดีก่อนซื้อ

เนื่องจากคาร์ซีทมีให้เลือกหลายยี่ห้อและหลายรุ่น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องตรวจสอบว่ายี่ห้อที่จะซื้อมาใช้นั้นมีรีวิวและความนิยมเป็นอย่างไร เมื่อได้ยี่ห้อที่ต้องการจะซื้อในใจแล้ว จากนั้นให้เลือกรุ่นที่ต้องการจะซื้อ ให้ดูว่ารุ่นนั้นมีป้ายรับรองมาตรฐานอะไรบ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าคาร์ซีทรุ่นนั้น ผ่านการทดสอบมาแล้ว ซึ่งปกติแล้ว คาร์ซีทจะต้องมีป้ายรับรองมาตรฐาน ECE R44/04 และ UNr 129 เป็น มาตรฐานความปลอดภัยคาร์ซีท เพื่อบ่งชี้ว่าเบาะตัวนั้นๆได้ผ่านตามข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย

ความแตกต่างของมาตรฐานการทดสอบทั้งสองแบบก็คือ ECE R44 จะเป็นมาตรฐานที่ทดสอบการกระแทกด้านหน้าและด้านหลังของตัวคาร์ซีท ในขณะที่ UNr 129 จะเป็นการทดสอบการกระแทกจากด้านข้าง

Car Seat
Car Seat

3. ระบบเข็มขัดรัด 5 จุด (5-points harness)

แน่นอนว่าการใช้สายรัดแบบห้าจุดจะรัดกุมมากกว่า และสามารถปกป้องลูกน้อยของคุณดีกว่าสายรัดสามจุด หรือเข็มขัดนิรภัยธรรมดา ระบบเข็มขัดรัด 5 จุดที่ว่าก็คือจะมีรัดไหล่ 2 เส้นของแต่ละข้าง รัดเอว 2 เส้น และผ่านระหว่างขาอีก 1 เส้น ทั้งหมดจะมาเจอกันที่จัดรัดที่อยู่ตรงกลางบอดี้ของเด็ก

4. ความใหม่-เก่าของคาร์ซีท

แน่นอนว่าคาร์ซีทมือสองอาจจะมีราคาถูกกว่ามือหนึ่ง แต่คุณภาพและประสิทธิภาพของคาร์ซีทมือสองก็มักจะไม่เต็ม 100 เท่าคาร์ซีทมือหนึ่ง เนื่องจากความเสื่อมคุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในคาร์ซีท ที่มักจะเสื่อมลงตามกาลเวลา ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการประหยัดเงินในกระเป๋า การเลือกซื้อคาร์ซีทมือสอง ก็ควรเลือกที่ไม่เก่าจนเกินไป แต่หากต้องการความมั่นใจสูงสุดและความสบายใจของคุณพ่อคุณแม่ การเลือกซื้อคาร์ซีทมือหนึ่ง ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้มากกว่าค่ะ

นอกจากนี้ ไม่ควรซื้อคาร์ซีทที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปนับจากวันที่ผลิต ควรตรวจสอบวันเดือนปีที่ผลิตให้ละเอียด เพราะโดยปรกติแล้วคาร์ซีทจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 6 ปี นับจากวันที่ผลิต

5. เลือก คาร์ซีท ให้เหมาะกับสรีระของลูก

ส่วนสูงและน้ำหนักก็มีผลต่อการเลือกใช้คาร์ซีท เวลาเลือกควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคาร์ซีทที่เราเลือกจะช่วยให้ลูกมีความปลอดภัยและความสะดวกสบายมากที่สุดตลอดระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนาน (ซึ่งเราจะกล่าวถึงประเภทของคาร์ซีทที่เหมาะกับช่วงวัย ส่วนสูงและน้ำหนักในหัวข้อถัดไปค่ะ) เมื่อเลือกคาร์ซีทอาจจะต้องเลือกเผื่อลูกโตไป 2-3 สเต็ป (แต่ก็ไม่ต้องเผื่อมากจนความรัดกุมหละหลวมนะคะ)

6. วัสดุสามารถทำความสะอาดง่าย

ต้องอย่าลืมว่า คาร์ซีทจะต้องอยู่คู่รถคุณพ่อคุณแม่ไปอย่างน้อย 6 ปี ลูกอาจจะนั่งกินนม กินขนม กินอาหารในคาร์ซีท ดังนั้นควรคำนึงถึงตอนที่ทำความสะอาดคาร์ซีทด้วยนะคะ ควรเลือกคาร์ซีทที่สามารถถอดออกมาซักหรือทำความสะอาดได้ง่าย คาร์ซีทที่ทำจากวัสดุหรือเส้นใยผ้าที่กันน้ำจะสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายกว่า วัสดุที่ซึมซับน้ำ

และปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อคาร์ซีท นั่นก็คือการเลือกซื้อคาร์ซีทให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก มาดูกันค่ะว่าคาร์ซีทมีกี่แบบ และแต่ละแบบเหมาะกับลูกในช่วงวัยใดบ้าง

คาร์ซีทมีกี่แบบ? วิธีเลือกซื้อ “คาร์ซีท” ให้เหมาะกับช่วงอายุของลูก

คาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี
คาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี

คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด

สำหรับคาร์ซีทประเภทนี้ไม่ว่าจะออกแบบมาให้เป็นแบบตะกร้าหิ้ว (จะมีฐานติดตั้งบนเบาะรถยนต์ ลูกจะนั่งในคาร์ซีทที่มีลักษณะเหมือนตะกร้าหิ้ว เมื่อถึงที่หมาย สามารถปลดล๊อคตะกร้าออกจากฐานและนำมาติดบนรถเข็นที่รองรับได้) หรือจะเป็นแบบ Convertible Car Seat (คาร์ซีทที่สามารถหันไปทางด้านหลังหรือด้านหน้าก็ได้) หลัก ๆ คือจะต้องเป็นคาร์ซีทที่หันหลัง Rear Facing เท่านั้น ลูกจะหันหน้าเข้าหาเบาะนั่ง และท่านั่งจะเป็นลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน ดังนั้น เด็กจะไม่สามารถเห็นวิวบริเวณหน้ารถได้เลย แต่ที่ต้องออกแบบให้มีลักษณะนี้ เป็นเพราะกล้ามเนื้อคอของเด็กวัยแรกเกิด – 1 ปี จะยังไม่แข็งแรง ดังนั้นหากเกิดการเบรคกระทันหัน เด็กที่นั่งหันหลังจะไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณคอ และสาเหตุที่คาร์ซีทประเภทนี้จะเป็นแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน นั่นเป็นเพราะกระดูกของเด็กวัยนี้ ยังไม่รองรับการนั่งหลังตรงเป็นเวลานาน ๆ หากต้องนั่งหลังตรงเป็นเวลานาน อาจทำให้ลูกเมื่อยและงอแงได้นั่นเอง

สำหรับคาร์ซีทประเภทนี้ ที่เหมาะสำหรับเด็กวัยแรกเกิด – 1 ปี จึงออกแบบมาให้เหมาะสำหรับเด็กน้ำหนักตั้งแต่ 1.8 กิโลกรัม – 18 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับสเปคของแต่ละรุ่น

คาร์ซีทแต่ละช่วงอายุ
คาร์ซีทแต่ละช่วงอายุ

คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก (Toddler)

เหมาะสำหรับเด็กวัยหัดเดิน วัย 1-5 ปี ที่มีส่วนสูงและน้ำหนักที่เข้าเกณฑ์ข้อกำหนดสำหรับการนั่งแบบหันหน้าออกเท่านั้น (Forward facing) เพราะตามข้อบังคับมาตรฐานความปลอดภัย UNr 129 เด็กเล็กที่แม้จะอายุครบ 2 ขวบแล้วควรนั่งในคาร์ซีทในแบบที่หันหน้าไปทางด้านหลัง (Rear-facing car seat) ต่ออย่างน้อย 15 เดือน (หรือจริงๆ ควรนานกว่านั้น) คาร์ซีทประเภทนี้ส่วนมากจะสามารถปรับให้นอนหรือปรับให้เป็นที่นั่งตรงก็ได้ และบางรุ่นก็สามารถปรับให้หันหน้าหรือหันหลังก็ได้ (เพื่อให้ใช้งานได้นานขึ้น) แต่หลัก ๆ ของคาร์ซีทประเภทนี้คือจะเหมาะสำหรับเด็กที่มีน้ำหนัก 8-40 กิโลกรัม

บูสเตอร์ซีท
บูสเตอร์ซีท

บูสเตอร์ซีท (Booster Seat)

คาร์ซีทแบบบูสเตอร์ซีทจะเป็นคาร์ซีทสำหรับเด็กโตขึ้นมาหน่อย มีทั้งรูปแบบที่เป็นเบาะทั้งอันมีทั้งที่รองและพนักพิงหลัง เป็นแค่เบาะรองนั่งอย่างเดียว จะใช้งานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดของเบาะหลัง แน่นอนว่าจะเป็นคาร์ซีทที่ลูกน้อยได้ใช้นานที่สุดด้วยคือ อาจใช้ได้ตั้งแต่ 4-12 ขวบเลยทีเดียว หรือตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคือ ควรนั่งจนถึงลูกส่วนสูงถึง 140 ซม. จึงเปลี่ยนมานั่งเบาะธรรมดาและคาด Seat Belt แบบผู้ใหญ่

All-in-One Car Seats

คาร์ซีทแบบที่รวมทุกประเภท ซึ่งมีข้อดีสามารถใช้ได้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 ปี บางรุ่นมีน้ำหนักถึง 12 กิโลกรัม คาร์ซีทประเภทนี้จึงเหมาะกับการที่ไม่ต้องการเปลี่ยนคาร์ซีทบ่อย ๆ และไม่มีความจำเป็นต้องถอดย้ายคาร์ซีทจากรถบ่อย ๆ

ทราบกันไปแล้วว่าควรเลือก คาร์ซีท อย่างไรให้เหมาะและปลอดภัยกับลูกน้อย ทีมกองบรรณาธิการ ABK หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกคาร์ซีทได้ง่ายขึ้นนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ฝึกลูกนั่งคาร์ซีท ทำอย่างไร? ให้ลูกแฮปปี้..ดี๊ดีตลอดทริป

รีวิวคาร์ซีท 10 แบรนด์ยอดนิยม แข็งแรง ปลอดภัยทุกการเดินทาง

หมอย้ำ 8 ข้อควรรู้ กฎหมายคาร์ซีท “รักลูกอย่ากอด” นั่งคาร์ซีทปลอดภัยกว่า

พาลูกนอกบ้าน เลือก รถเข็นเด็ก คาร์ซีทแบบไหน มั่นใจปลอดภัยชัวร์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thansettakij.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คัดกรองมะเร็งปากมดลูก

แม่ๆเตรียมเฮ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก สปสช.ดูแลทุกสิทธิ์

แม่ๆเตรียมเฮ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก สปสช.ดูแลทุกสิทธิ์

คุณแม่ ๆ เตรียมเฮได้เลยค่ะ เพราะทางสปสช. ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์สนับสนุนงบประมาณในการ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี HPV DNA Test ซึ่งมะเร็งปากมดลูกนั้น นับเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในหญิงไทยด้วยค่ะ

สาเหตุโรคมะเร็งปากมดลูก

เชื้อไวรัส HPV เป็นสาเหตุหลัก ๆ ให้เกิดมะเร็งปากมดลูก เมื่อเซลล์ปกติที่อยู่บริเวณปากมดลูกเกิดการกลายพันธุ์จะส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งได้ ทั้งนี้ คนส่วนมากที่ได้รับเชื้อไวรัส HPV เซลล์อาจจะยังไม่พัฒนาเป็นมะเร็งตั้งแต่แรกที่ได้รับเชื้อ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหรือรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลอาจส่งผลต่อการเกิดโรคด้วยเช่นกัน

คัดกรองมะเร็งปากมดลูก
คัดกรองมะเร็งปากมดลูก สปสช.ดูแลทุกสิทธิ์

8 สัญญาณเตือนว่าอาจเป็นมะเร็งปากมดลูก

  1. เลือดออกจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจจะเป็นตอนที่มีเพศสัมพันธ์ หรือประจำเดือนที่มาผิดปกติก็ได้เช่นกัน
  2. ตกขาวที่มีเลือดปน โดยปกติแล้วการที่ผู้หญิงเรามีตกขาวบ้างในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่หากมีมากเกินไป และมีเลือดปนหรือมีกลิ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่งก็ได้
  3. รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หากมั่นใจว่าเราเตรียมตัวพร้อมสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ ช่องคลอดไม่ได้แห้งจนรู้สึกเจ็บเสียด แต่ขณะมีเพศสัมพันธ์นั้นยังเจ็บอยู่ก็ไม่ควรปล่อยนิ่งดูดาย
  4. มีสารคัดหลั่งออกมาจากช่องคลอดจำนวนมาก และอาจมีเลือดปน
  5. ปวดท้องน้อยบ่อยเกินปกติ แม้จะไม่ใช่ช่วงใกล้มีประจำเดือนก็ตาม หรือช่วงที่ใกล้มีประจำเดือนแต่อาการปวดท้องประจำเดือนมากกว่าที่เคย
  6. เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร จนน้ำหนักลดลงอย่างผิดสังเกต
  7. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายกว่าปกติ รู้สึกไม่มีแรงอยู่ตลอดเวลา
  8. ปัสสาวะบ่อย มีอาการปวดท้องน้อย ท้องน้อยบวม บางครั้งรู้สึกปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งปากมดลูก แนะนำให้พบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยอาการต่อไป

การป้องกัน

  • ฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต่อต้านเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และสายพันธุ์ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากถึงร้อยละ 70 และยังช่วยป้องกันเชื้อไวรัส HPV อีกสองสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดที่อวัยวะเพศได้ถึงร้อยละ 90
  • การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear หรือ Pap Test) แพทย์จะเก็บเซลล์จากปากมดลูกแล้วนำส่งตรวจเพื่อหาเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้
  • ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV เป็นการตรวจทางชีวโมเลกุลเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำอย่างมากคือมีโอกาสพลาดเพียงร้อยละ 5-10 และส่วนใหญ่จะทำร่วมกับการตรวจ ThinPrep โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์เพื่อส่งตรวจในคราวเดียว หากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติก็แสดงว่าโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมีน้อยมาก และสามารถรอได้ถึง 3 ปี กว่าจะเข้ารับการตรวจคัดกรองอีกครั้ง

การรักษามะเร็งปากมดลูก

  • ระยะก่อนมะเร็ง เป็นการรักษาเฉพาะที่ เช่น จี้ทำลายเซลล์ที่ผิดปกติด้วยความเย็น หรือความร้อน การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาครู่เดียวและเป็นหัตถกรรมสำหรับผู้ป่วยนอก
  • ระยะมะเร็งแล้ว (ระยะที่ 1 และ 2 ขั้นต้น) ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาปากมดลูก เนื้อเยื่อรอบ ๆ ปากมดลูก มดลูก ช่องคลอดส่วนต้น และต่อมน้ำเหลืองในบริเวณนั้นออกทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ ทำได้ทั้งแบบเปิดหน้าท้อง และผ่าตัดผ่านกล้อง
  • ระยะ 3 และ 4 เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามออกนอกปากมดลูกแล้ว การรักษาประกอบด้วยเคมีบำบัด ร่วมกับรังสีรักษาในเวลาเดียวกัน เพื่อควบคุมไม่ให้มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง และหากมะเร็งแพร่ลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง และกระดูกเชิงกราน จะส่งผลให้ไต กระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ยิ่งถ้ามีการแพร่กระจายไปอวัยวะที่ไกลออกไป เช่น ตับหรือปอด อาจทำให้เสียชีวิตในที่สุด

สิทธิประโยชน์ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในหญิงไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต แต่ผู้ป่วยมีโอกาสรักษาหายได้หากรับการดูแลในระยะเริ่มต้น ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการตรวจคัดกรองและเป็นไปตาม Guideline ฉบับปรับปรุงเดือนกันยายน 2561 ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ที่ประชุม บอร์ด สปสช. จึงมีมติเห็นชอบเพิ่ม “สิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test” เพื่อทดแทนวิธีแปปสเมียร์ (Pap smear) ทุก 5 ปี โดย สปสช. สนับสนุนงบประมาณรูปแบบจ่ายตามรายการบริการ (Fee schedule)

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยเทคนิค HPV DNA Test นั้นใช้งบประมาณเทียบเท่ากับการตรวจด้วยเทคนิคเดิม โดยจะให้งบประมาณเป็นรายเคส แบ่งเป็น

  • ค่าตรวจคัดกรอง 50 บาท
  • ค่าเก็บตัวอย่าง 50 บาท ค่าบริหารจัดการ 50 บาท
  • ค่าตรวจในห้องแล็บ 320 บาท

สอบถามเพิ่มเติมการใช้สิทธิบัตรทอง ได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 หรือช่องทางระบบออนไลน์ ทั้งไลน์ สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) หรือ คลิก และ Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ,โรงพยาบาลเปาโล,Medparkhospital, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็คขั้นตอนตรวจ สิทธิ์ฝังยาคุม และรับบริการฟรี

บัตรทองให้เข้าถึงยา โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก  

กทม.เปิดคลินิกดูแล ผู้ป่วยลองโควิด ในรพ. 9 แห่ง 

แม่บ้านใจดี

“แม่บ้านใจดี” บริการจัดหาแม่บ้านตรงตามที่คุณ บ้านและครอบครัว ต้องการมากที่สุด

กำลังมองหา… แม่บ้านอยู่ใช่ไหม? ต้องที่นี่เลย “แม่บ้านใจดี” บริการจัดหาแม่บ้านตรงตามที่คุณ บ้านและครอบครัว ต้องการมากที่สุด

เชื่อว่าทุก ๆ บ้านมีปัญหาในเรื่องของเวลาหลังจากการทำงานมาเหนื่อย ๆ อยากพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่เจ้ากรรมงานบ้านกองรออยู่เป็นพะเนิน บางบ้านที่มีผู้สูงวัยอายุมาก ๆ ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ค่อยให้เราพะวงว่าท่านจะเกิดอันตรายกับท่านไหม? มีกิจธุระต้องไปที่ไกล ๆ ติดประชุมดึกดื่น มีภารกิจสำคัญในช่วงเวลานั้น แต่ติดมีลูกน้อยที่ต้องดูแล เด็กเล็กวัยเรียนที่รอคอยชะเง้อมองหาคุณมารับกลับจากโรงเรียน ในตอนเย็นทุกวัน เลยต้องหาผู้ช่วยมาคลายกังวล โดยการหาแม่บ้านมาช่วยดูแล ทำให้เราสบายขึ้น แต่!!! สิ่งที่หามาเองส่วนมากๆๆ แม่บ้านทำงานไม่ตรงตามที่เราคาดหวัง ไม่มีประสบการณ์ ทิ้งงานกลางครันโดยไม่บอกเราล่วงหน้าทำให้เดือดร้อนต้องวิ่งหาแม่บ้านคนใหม่ ไหนจะต้องมาพะวงสุ่มเสี่ยงเจออาชญากรรมที่เราไม่สามารถสืบประวัติจริง ๆ ของพวกเขาได้ ไร้ซึ่งความปลอดภัยอย่างยิ่ง

แม่บ้านใจดี

เพราะเราเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด “แม่บ้านใจ” จึงได้ก่อตั้งขึ้น เพื่อมาบริการจัดหาแม่บ้านให้คุณและครอบครัวได้ผู้ช่วยที่มีประสบการณ์ตรง  ถูกใจ จริงใจ และอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นใจเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

แม่บ้านทำความสะอาด

ก่อนที่เราจะจัดส่งแม่บ้านถึงมือคุณและครอบครัว เราได้ทำการสัมภาษณ์ ตรวจคัดกรองประวัติ เช็คบัตรคนเข้าเมืองมาอย่างถูกกฎหมาย(สำหรับต่างด้าว) เอกสารยืนยันการฉีดวัคซีน ตรวจสอบเช็กประวัติอาชญากรรม ตรวจหาเชื้อโควิด เก็บบันทึกสแกนลายนิ้วมือ ทำเป็นประวัติให้คุณได้เลือกตรงประเภทที่คุณต้องการมากที่สุด ซึ่งมี 6 ประเภท คือ

1.แม่บ้านทำความสะอาดทั่วไป

2.แม่บ้านกึ่งพี่เลี้ยงเด็ก

3.พี่เลี้ยงเด็ก

4.แม่บ้านกึ่งดูแลผู้สูงอายุ

5.ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และ

6.ดูแลผู้ป่วย

แม่บ้านใจดี

นอกจากจัดหาแม่บ้านให้โดนใจคุณแล้วเรายังมี บริการแม่บ้านทำความสะอาดรายวัน บริการคนขับรถ และ Big Cleaning อีกด้วย

อยากรู้รายละเอียดสามารถเช็คได้ที่เว็บไซต์  https://maebanjaidee.com  หรือช่องทางอื่น ๆ ได้ที่

FB : แม่บ้านใจดี

Line ID :  maebanjaidee

หรือโทร. 093-295-4589 และ 096-992-6644

ทีนี้คุณก็ไม่ต้องไปวุ่นวาย ตามหา สืบเองให้เหนื่อย ให้เสียเวลา ให้เสี่ยงกับชีวิตแล้ว
เพราะ หจก.แม่บ้านใจดี ได้จัดหาพร้อมคัดกรองผู้ช่วยที่มีคุณภาพมาให้คุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ

เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ ด้วยกิจกรรมเสริมทักษะรอบด้าน

เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ ด้วยกิจกรรมสนุก ๆ แถมเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กวัยอนุบาล เด็กช่วงวัยสำคํญแแห่งการเรียนรู้ เตรียมพร้อมทุกด้านให้ลูกออกสู่โลกกว้าง

เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ ด้วยกิจกรรมเสริมทักษะรอบด้าน

เมื่อลูกเติบโตมาจนถึงวัยที่จะก้าวไปสู่โลกกว้าง วัยเด็กก่อนวัยเรียน เป็นช่วงวัยสำคัญที่เรา พ่อแม่ต้องเตรียมพร้อมให้แก่ลูกในทุก ๆ ด้าน เพราะเด็กในวัยนี้ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นอีกมากมายเพื่อให้เขาพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม แม้ว่าเด็กในวัย 4 ปีนี้ จะดูเหมือนว่าเขาโตพอที่จะสามารถทำอะไรต่อมิอะไรเองได้มากแล้วก็ตามที

เด็กอายุ 4 ขวบ

วัยก่อนเข้าเรียนอนุบาล เป็นวัยที่ลูกสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ด้วยตัวเอง แม้จะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็เป็นภาระงานที่ลูกต้องฝึก การพูดถึงพัฒนาการต่าง ๆ ของเด็กในแต่ละวัย เป็นเพียงการประเมินว่าเด็กมีพัฒนาการตามที่คาดหวังหรือไม่ โดยที่เราไม่ได้บอกว่าเด็กทุกคนจะต้องทำได้พร้อมกัน บางคนอาจได้รับทักษะก่อนหรือช้ากว่าคนอื่น ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเรามาดูกันว่า พัฒนาการในแต่ละด้านของเด็กวัย 4 ขวบจะมีอะไรบ้าง ดังนี้

เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ อย่างไร
เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ อย่างไร

พัฒนาการทางร่างกาย

ด้วยวัยที่เจริญเติบโตขึ้น และการพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ทำให้มีพัฒนาการทางร่างกายที่เพิ่มขึ้น ดังนี้

  • การทรงตัวดีขึ้น กระโดดขาเดียวได้โดยไม่สูญเสียการทรงตัว
  • ทุ่มบอลได้โดยมีการประสานงานของร่างกายที่ดีขึ้น
  • สามารถตัดกระดาษตามรูปภาพโดยใช้กรรไกรได้
  • อาจยังฉี่รดที่นอนอยู่
  • มีพัฒนาการด้านการมองเห็นที่ดีขึ้น
  • นอนวันละ 11-13 ชั่วโมง แต่มักไม่นอนกลางวัน
  • สูงขึ้นกว่าตอนแรกเกิด 2 เท่า

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

การพัฒนาคำพูดในเด็กเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับผู้ปกครอง เนื่องจากพ่อแม่มองว่าลูก ๆ สามารถโต้ตอบกับผู้อื่นได้ ถึงเวลาเข้าสังคมได้ ในวัยนี้ เด็กมักจะเข้าใจว่าตัวอักษร และตัวเลขเป็นตัวแทนของสิ่งของ และความคิดที่มีอยู่จริง

คำศัพท์เด็กวัยนี้อยู่ระหว่าง 1,000 ถึง 2,000 คำ การพูดในวัยนี้ค่อนข้างพูดได้อย่างสมบูรณ์ ชัดเจน แม้ว่าอาจมีข้อผิดพลาดของพัฒนาการด้านเสียง และการพูดติดอ่างบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กผู้ชาย

  • รู้คำศัพท์เพิ่มขึ้น และแต่งประโยค 4-5 คำได้ง่าย ๆ
  • รู้จักสีบางสี เลขบางตัว และเริ่มนับเลขได้
  • พูดชื่อ และนามสกุลของตัวเองได้
  • ขี้สงสัย และถามคำถามมากมาย
  • อาจใช้คำที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจดีพอ และเริ่มใช้คำไม่สุภาพหรือคำหยาบคาย
  • พูดเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัวให้คนอื่นฟัง
  • ร้องเพลงง่าย ๆ ได้
  • วาดรูปคนโดยมีใบหน้า และแขนขา
  • พยายามทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง
  • เข้าใจเกี่ยวกับหลักการของเวลามากขึ้น
  • แยกความแตกต่างระหว่างวัตถุ 2 ชนิดได้ โดยดูจากขนาดและน้ำหนัก
  • จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้บางส่วน
  • อาจเชื่อฟังกฎของพ่อแม่แต่ไม่เข้าใจถูกผิด
  • ยังไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้
  • เริ่มตระหนักถึงตนเองเพียงฝ่ายเดียวน้อยลง และรับรู้คนรอบข้างมากขึ้น

    ออกกำลังกายกลางแจ้ง เสริมพัฒนาการด้านร่างกาย
    ออกกำลังกายกลางแจ้ง เสริมพัฒนาการด้านร่างกาย

พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์

เมื่อลูกเริ่มมีความสามารถในการทำสิ่งใด ๆ ได้มากขึ้น ทำให้เขาเริ่มหันมาสนใจสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง อยากมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น แม้ว่าเด็กทุกคนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และจะมีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป แต่ต่อไปนี้คือลักษณะพฤติกรรมทั่วไปบางประการมาดูกันว่าลูกในวัยนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง

  • ชอบและสนุกกับการได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ
  • เล่นบทบาทสมมติที่หลากหลายมากขึ้น แต่ยังไม่อาจแยกระหว่างบทบาทสมมติกับเรื่องจริงได้
  • มักมีเพื่อนในจินตนาการ
  • ชอบเล่นกับเพื่อน ๆ มากกว่าเล่นคนเดียว และเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กคนอื่น ๆ
  • พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ตนชอบ และสนใจ
  • อาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น
  • แสดงความต่อต้านหากถูกคาดหวังให้ทำสิ่งใดมากเกินไป
  • อารมณ์เสีย; อารมณ์แปรปรวนเป็นเรื่องปกติในกลุ่มอายุนี้

ความผิดปกติทางพัฒนาการ

หากพ่อแม่สังเกตว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้ากว่าที่ควร หรือคาดว่าเด็กอาจมีความผิดปกติใด ๆ ที่แสดงให้เห็นทางพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการเล่น การเรียนรู้ การพูด การกระทำ และการเคลื่อนไหวร่างกาย ควรพาเด็กไปให้แพทย์ตรวจ และรับคำปรึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขแต่เนิ่น ๆ เช่น เด็กบางคนที่มีปัญหาในการสื่อสารอาจรู้สึกหงุดหงิด โกรธ และก้าวร้าวได้เนื่องจากไม่สามารถถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกของตนได้อย่างชัดเจน การได้รับการแก้ไขแต่เนิ่น ๆ ทำให้ลูกกลับมาใช้ชีวิตที่ปกติได้ ลองสังเกตพฤติกรรมลูกในวัย 4 ขวบ ว่ามีปัญหาดังต่อไปนี้หรือไม่

  • กระโดดอยู่กับที่ไม่ได้
  • มีปัญหาในการขีดเขียนหรือวาดรูป
  • ไม่แสดงความสนใจเมื่อเล่นเกมที่ต้องมีการโต้ตอบหรือเมื่อเล่นบทบาทสมมติ
  • เมินเฉยต่อเด็กคนอื่น ๆ และไม่โต้ตอบกับคนภายนอกครอบครัว
  • ไม่ยอมให้แต่งตัว ไม่ยอมนอน และไม่ยอมฝึกใช้ห้องน้ำ
  • บอกเล่าเรื่องราวที่ตนชอบให้ผู้อื่นฟังซ้ำอีกครั้งไม่ได้
  • ทำตามคำบอก 3 ขั้นตอนไม่ได้
  • ใช้คำแทนตนเองและผู้อื่นไม่ถูกต้องหรือสลับกัน
  • พูดไม่ชัด
  • ไม่เข้าใจความเหมือนและความต่างระหว่างสิ่งของ 2 ชนิด
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ อย่างไรดี??

เด็กในวัยนี้ เป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่รวดเร็ว การที่พ่อแม่ช่วย เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ นอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มทักษะด้านที่จำเป็นต่าง ๆ แก่ลูก ป้องกันการเกิดปัญหาทางพัฒนาการแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อแม่ และลูกได้อีกด้วย เห็นข้อดีอย่างนี้แล้วเรามาดูกันว่า กิจกรรมที่ช่วยเสริมพัฒนาการของเด็ก 4 ขวบ มีกิจกรรมใดน่าสนใจบ้าง

ชื่นชม ชมเชย เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองของลูก
ชื่นชม ชมเชย เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองของลูก

1.ไปสวนสัตว์ : หยิบการ์ตูนออกมาสู่โลกจริง เสริมสร้างการรับรู้

การ เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ ด้วยการพาออกไปดูโลกกว้าง เช่น สวนสัตว์ เป็นที่ที่เด็กให้ความสนใจมาก เด็กจะตื่นเต้นกับการได้เห็นเหล่าบรรดาสัตว์ประเภทต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างจากตัวเอง และเขาจะมีความผูกพันกับสัตว์ต่าง ๆ เหล่านี้จากตัวการ์ตูน หรือในนิทานที่มักใช้คาแร็กเตอร์สัตว์ มาเป็นตัวนำเล่าเรื่อง ดังนั้นการที่ลูกได้เห็นตัวจริงที่มีรายละเอียดไม่เหมือนในตัวละครเหล่านั้น ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกในเรื่องของการแยกแยะความเป็นจริง กับบทบาทสมมติได้

2.กิจกรรมปั้นแป้งโดว์: เติมแต่งจินตนาการ ผสานความเป็นจริง

ในวันว่างๆ คุณแม่ควรชวนลูกมาทำแป้งโดว์ ปั้นแป้งตามจินตนาการ ตามความสนใจ ความชอบ ก็นับว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนุก เพลิดเพลินไม่น้อย นอกจากจะเสริมสร้างจินตนาการแล้ว กิจกรรมนี้ยังไม่ช่วยให้ลูกได้พัฒนากล้ามเนื้อมือ ได้ฝึกสมาธิ และฝึกทักษะการประสานสายตา และมือด้วย คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงหากกลัวว่าเราจะเล่นไม่เป็น รับรองว่ากิจกรรมนี้คุณลูกคงได้พาเราท่องจินตนาการที่เขาได้สร้างไว้ ให้เราได้ประหลาดใจกันอย่างแน่นอน และพ่อแม่สามารถใช้ช่วงเวลาอันดีนี้อธิบายถึงความรู้ หลักการเล่นร่วมกัน ไปพร้อม ๆ กับลูกได้อย่างไม่น่าเบื่ออีกด้วย

3.ต่อบล็อกแสนสนุก : ฝึกวางแผน และจัดการปัญหา

ตัวต่อ บล็อกไม้ เลโก้ บล็อกตัวเลข หรืออักษร ของเล่นต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นของเล่นปลายเปิดที่ดี ช่วยให้ลูกสามารถเล่นได้หลากหลายตามจินตนาการของเขา อีกทั้งยังช่วยฝึกการวางแผนให้แก่ลูก พร้อมทั้งจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นอุปสรรคได้อีกด้วย โดยการที่ลูกจะต่อบล็อกให้สูง หรือเรียงบล็อกตัวเลข อักษร หรือสีต่าง ๆ ตามที่ได้วางกฎไว้ ทำให้เขาได้ฝึกคิดวางแผนว่าจะวางอันไหนก่อนหลัง และหากเกิดความผิดพลาดจะต้องแก้ปัญหาจากจุดไหน ถึงจะสามารถทำได้สำเร็จ นอกจากจะทำให้เด็ก ๆ ได้รับความสนุกแล้วยังช่วยให้ลูกได้รู้จักตัวเลขการเรียงลำดับของตัวเลข และหมวดสีต่าง ๆ จากตัวบล็อกได้อีกด้วย

4.มาออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อกัน …เอ้าฮึบ ๆ ๆ 

เด็ก 4 ขวบเป็นวัยที่โตพอสมควรที่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้แล้ว คุณแม่ควร เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ ด้วยการหากิจกรรมเสริมพัฒนาการทางร่างกาย ที่ช่วยให้ลูกมีกล้ามเนื้อ และร่างกายที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยานออกกำลังกาย การเล่นเตะฟุตบอล หรือการเล่นบาสเกตบอล นอกจากจะช่วยให้ลูกมีกล้ามเนื้อร่างกายที่แข็งแรงแล้วยังช่วยเสริมทักษะทางด้านกีฬาให้กับลูก ๆ ได้อีกด้วย

เกมค้นหา แยกจัดกลุ่ม เสริมสร้างพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ
เกมค้นหา แยกจัดกลุ่ม เสริมสร้างพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ

5.เล่นเกมกันเถอะ

การเล่น เป็นเรื่องที่ดีสำหรับเด็กอยู่แล้ว เรียกได้ว่าการเล่นเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับเด็ก เพราะเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน กิจกรรมที่เราแนะนำมาเล่นกับลูกในวัย 4 ขวบ เป็นกิจกรรมการเล่นจากข้าวของเครื่องใช้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปซื้อหาของเล่นราคาแพง เช่น

  • กิจกรรมเล่นเกมตักน้ำ เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่คุณแม่สามารถพาลูกๆ มาเล่นคลายร้อนโดยการหาถังหรือกระป๋องพลาสติกขนาดที่ต่างกันมาสัก 2 – 3 ใบ และหาที่ตักน้ำขนาดเล็กมาให้เด็กๆ ได้แข่งกันเล่นเกมตักน้ำใส่ถังพลาสติก ใครเต็มก่อนก็เป็นผู้ชนะไป กิจกรรมนี้รับรองได้ว่าลูกๆ จะได้รับความสนุกสนานมากและยังเป็นการเสริมพัฒนาการ กล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกได้ดีทีเดียว
  • กิจกรรมเล่นรับส่งบอล หาลูกบอลยางเป่าลมที่น้ำหนักไม่มากพอที่เด็ก ๆ สามารถถือด้วยสองมือได้ โดยคุณแม่ควรเริ่มเล่นเกมจากการรับส่งบอลแบบธรรมดา และค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นการรับส่งแบบให้ลูกบอลกระดอนลงพื้น หรือจะหาตะกร้ามาแข่งกันโยนลงในตะกร้าในระยะใกล้ไกล กิจกรรมนี้จะช่วยเพิ่มทักษะให้ลูกได้หลายอย่าง เช่น การใช้กล้ามเนื้อ การกะระยะใกล้ไกล การกำหนดจังหวะ และยังเป็นการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

6.กิจกรรมต่อจิ๊กซอว์ 

จิ๊กซอว์ เป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านสมอง และกล้ามเนื้อมือให้กับเด็กวัย 4 ขวบได้เป็นอย่างดี การต่อจิ๊กซอว์จะช่วยให้เด็กๆ ได้ใช้ทักษะความคิด การวิเคราะห์ความสามารถในการแก้ปัญหา และยังเป็นการฝึกสมาธิได้ดี โดยเลือกจิ๊กซอว์ขนาดที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ เริ่มจากจำนวนไม่มากเสียก่อน และเลือกลายที่ลูก ๆ ชื่นชอบ ก็จะเป็นการช่วยให้ดึงดูดลูกมาทำกิจกรรมได้เป็นอย่างดี

7.อ่านหนังสือนิทานของชอบของเด็กทุกวัย

การอ่านนิทานให้ลูกฟัง คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกเวลาที่สะดวก เช่น ก่อนเข้านอน ตอนเย็นหลังรับประทานอาหาร เป็นต้น ขึ้นอยู่กับเวลาที่เราว่าง และไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือต้องรีบเล่า การอ่านนิทานนอกจากจะเสริมสร้างจินตนาการของลูก ยังให้เขาได้เรียนรู้ข้อคิดต่าง ๆ หรือแบบแผนคุณธรรมใด ๆ ที่เราต้องการใส่ให้รู้ได้เรียนรู้ผ่านตัวละครแล้ว ยังช่วยในด้านการใช้ภาษาของลูกได้อีกด้วยจากการฟัง การอ่าน โดยเราอาจให้ลูกร่วมด้วยช่วยอ่านนิทานบ้างในบางครั้ง เขาจะจำคำศัพท์ต่าง ๆ ในหนังสือได้ พอถึงเวลาที่เขาพร้อมด้านภาษา ลูกจะสามารถอ่าน และสะกดคำได้

เคล็ดลับการเสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ

สิ่งสำคัญที่ลูกของคุณต้องการจากการเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ คือ ความสนุกสนาน เคล็ดลับสำคัญ คือ อย่าเปลี่ยนการเล่นเป็น ‘บทเรียน’ พยายามจัดสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจ และควรมีเวลาเล่นเพียงพอ ให้ความใส่ใจอย่างจริงใจในการเล่น หรือทำกิจกรรม นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำเพิ่มเติม ดังนี้

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง กิจกรรม เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ
อ่านหนังสือให้ลูกฟัง กิจกรรม เสริมพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ
  • พูดคุยกับลูกของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาทำ และที่พวกเขาเคยไป พวกเขาทำอะไรและเห็นอะไร? ฟังด้วยความสนใจเมื่อพวกเขาคุยกับคุณ และเข้าร่วมการสนทนา
  • เวลาอ่านหนังสือ หรือนิทานให้ลูกฟัง สามารถพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพ และปล่อยให้พวกเขาจินตนาการ และเล่าเรื่องราว
  • หากไม่มีนิทาน การเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็นเด็กของพ่อแม่ ก็เป็นสิ่งที่ลูกสนใจไม่น้อย
  • เด็กวัย 4 ถึง 5 ขวบกำลังเรียนรู้ที่จะแยกแยะสิ่งของออกเป็นกลุ่ม เล่นเกมการคัดแยก จัดเรียงปุ่มตามรูปร่างและสี เล่นแยกบล็อกรูปสัตว์ก็จะได้รับความสนใจจากเด็กวัยนี้
  • ให้โอกาสพวกเขาเรียนรู้ที่จะทำอะไรเอง แม้จะผาดโผนไปบ้าง เช่น ขี่สามล้อ หรือจักรยานที่มีล้อฝึก
  • หาเวลาสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เดินเล่นในสวนสาธารณะ เล่นบอล หรือเยี่ยมชมสนามเด็กเล่น
  • เตรียมอุปกรณ์สำหรับการวาดภาพ และเครื่องเขียนต่าง ๆ แก่ลูก เมื่อถึงเวลาที่เขาจะขีดเขียนจะได้ไม่สะดุดเพราะขาดอุปกรณ์
  • ชม และให้กำลังใจพวกเขาเมื่อพวกเขาเล่นกับผู้อื่นได้ดี และช่วยให้ลูกคิดว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร เมื่อเขาเกิดปัญหา
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.choc.org/www.pobpad.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

8 ของเล่น เด็ก 4 ขวบ ฝึกสมอง สร้างสมาธิ เสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยวัยอนุบาลโดยเฉพาะ!

เล่นกับลูกไม่เป็น เราช่วยได้กับกิจกรรมเล่นดีสมวัยสร้างสรรค์

ฝึกลูกนั่งคาร์ซีท ทำอย่างไร? ให้ลูกแฮปปี้..ดี๊ดีตลอดทริป

ลูกชอบตีหน้าแม่ โตขึ้นจะก้าวร้าวไหมร่วมไขความลับเจ้าตัวเล็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประสบการณ์ตั้งครรภ์แฝด

แม่กรเล่า ประสบการณ์ตั้งครรภ์แฝด กว่าคลอดได้ เจอครบทุกภาวะเสี่ยง!

ประสบการณ์ตั้งครรภ์แฝด !! จากผลของการทำ ICSI ที่คุณหมอ เลี้ยงตัวอ่อนให้รอดอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเหลือเพียงแค่ 2 ตัว ทางแม่กร และพ่อเป้ จึงได้ตัดสินใจ ใส่ตัว 2 ตัวเลย เผื่อหลุด 1 ตัว ก็ยังเหลืออีก 1 ตัว หลังจากนั้นทั้ง 2 ก็หันพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มูกันทุกที่ที่เค้าว่าได้ผลค่ะ และผลปรากฎว่า…

คุณกรได้แฝดแท้รกเดียวกันถุงเดียวกันนะครับ เป็นแฝดประเภทที่มีความเสี่ยงเยอะที่สุด จะต้องดูแลใกล้ชิดหน่อย”

สิ้นเสียงคุณหมอ กรรู้สึกทั้งดีใจ กังวล และมีคำถามเต็มหัวไปหมด เพราะกรไม่มีความรู้เกี่ยวกับการท้องแฝดเลยค่ะ
กรค่อยๆ ถามคุณหมอทีละข้อ อันดับแรก คือ

  • แฝดแท้ประเภทรกเดียวกันถุงเดียวกัน เปรียบเสมือนคน 2 คนอยู่บ้านเดียวกัน ได้อาหารจากที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแย่งอาหารและถ่ายเลือดกัน ซึ่งภาวะนี้เป็นภาวะที่ป้องกันหรือควบคุมไม่ได้ค่ะ
  • หากเกิดภาวะนี้อาจจะทำให้ทารกที่โดนแย่งอาหารหรือถ่ายเลือดไปเสียชีวิตในครรภ์ได้ จึงจะต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด

หากคุณหมอตรวจเจอ จะสามารถรักษาได้ด้วยวิธีเลเซอร์ค่ะ

  • ส่วนเรื่องการตั้งครรภ์แฝด ในช่วงไตรมาสแรก คุณหมอแนะนำให้กรเดินน้อยๆ นอนให้มาก อย่ายกของหนักหรือขึ้นลงบันไดวันละหลายๆรอบ
  • และถ้าอยากจะออกกำลังกายให้ปรึกษาคุณหมอหลังพ้นไตรมาสแรกไปแล้วอีกทีว่าสามารถออกกำลังกายประเภทไหนได้บ้าง หนักเบาได้มากแค่ไหน

แม่กรเล่า ประสบการณ์ตั้งครรภ์แฝด วิธีดูแลแม่ตั้งครรภ์ลูกแฝด

กรปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอแนะนำค่ะ ทุกอย่างดูเหมือนจะดีตามคาด จนสัปดาห์ที่14 กรไปหาคุณหมอตามนัดเพื่ออัลตราซาวด์ดูการเจริญเติบโตของเจ้าแฝด และเตรียมตัวไปปรึกษาคุณหมอเรื่องการออกกำลังกายค่ะ

ผลออกมาคือเจ้าแฝดโตดีมากก แข็งแรงดิ้นกันดุ้กดิ้กๆ แต่คุณหมอตรวจเจอภาวะปากมดลูกสั้นค่ะ คุณหมอบอกว่าเราเจอภาวะนี้ไวมาก อายุครรภ์ยังน้อยปากมดลูกไม่ควรสั้นขนาดนี้ และที่สำคัญคือ ไม่มีอาการอะไรบ่งชี้เลยค่ะ

ทำให้การออกกำลังกายที่กรตั้งใจจะมาปรึกษาคุณหมอต้องพับเก็บไว้ยาวๆเลย คุณหมอสั่งให้กร bed rest เองที่บ้าน เดินให้น้อยที่สุด อนุญาตให้ขึ้นลงบันไดได้วันละ 1 รอบ และถ้าจะออกข้างนอกให้กรนั่งวีลแชร์เท่านั้น ก่อนกลับบ้านโดนฉีดยากันแท้งต่อ ทั้งที่วางแผนกันว่าจะหยุดฉีดแล้ว พร้อมกับได้รับยาคลายมดลูกกับยาที่ช่วยเรื่องปากมดลูกสั้นด้วยค่ะ

พอกลับมาถึงบ้านพี่เป้ตัดสินใจว่าเราจะนอนข้างล่างกันแบบ 100% ใช้เป็น sofa bed เลย กรจะได้ไม่ต้องขึ้นบันได ปลอดภัยที่สุด แต่!!!ข้างล่างไม่มีที่อาบน้ำค่ะ ห้องน้ำข้างล่างเป็นแบบ Powder room คือจะไม่มีที่อาบน้ำ กรเลยต้องมาอาบน้ำหน้าบ้านแทน นึกภาพตามว่ากรนั่งเก้าอี้ผู้สูงอายุ หลบอยู่หลังรถแล้วใช้สายยางหน้าบ้านอาบน้ำค่ะ มีพี่เป้เป็นผู้ช่วยถือสายยางให้ กรจะอาบน้ำประมาณตี 1 กว่า เพราะบ้านอื่นหลับแล้ว มีบางครั้ง Rider ขับมาส่งอาหารบ้านแถวนั้นก็จะตกใจนิดหน่อยค่ะ55555

แต่ถึงจะทำขนาดนี้แล้วก็ยังไม่สามารถทำให้ภาวะปากมดลูกสั้นหายไปได้ค่ะ มีแต่คงที่กับสั้นลง ไม่มีสัปดาห์ไหนที่ตรวจแล้วคุณหมอแจ้งว่าวีคนี้ปากมดลูกยาวขึ้นเลย และการนอน bed rest แบบนี้ก็ส่งผลให้ร่างกายกรไม่แข็งแรง เพราะกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งาน แขนขาลีบ เหนื่อยง่ายมากๆ บวกกับแพ้ท้องหนักตั้งแต่วีคที่ 6 มายันคลอดเลยค่ะ

ประสบการณ์ตั้งครรภ์แฝด กับ ภาวะปากมดลูกสั้น

เดินทางมาถึงวีคที่ 19 ท่าทางแนวโน้มปากมดลูกดูไม่ค่อยดีเลยค่ะ ทั้งสั้นและไม่ stable คือเดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด เรียกได้ว่ามีโอกาสจะคลอดได้ทุกเมื่อ แถมกรยังมีอาการท้องแข็งอีกด้วย ทั้งๆ ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 5 เดือนดีเลย คุณหมอบอกกรว่าถ้าคลอดตอนอายุครรภ์ไม่ถึง 24 สัปดาห์ โอกาสที่ทารกจะรอดชีวิตมีน้อยมาก เราอาจจะเรียกว่าภาวะแท้งได้เลย เราต้องทำยังไงก็ได้ให้ยื้อกันจนถึง 24 สัปดาห์

ใช่ค่ะ ณ วันนั้นเราหวังแค่ให้ถึงวีคที่ 24 เท่านั้น แปลว่ายังไงกรก็คลอดก่อนกำหนดแน่นอน อยู่ที่ว่าจะคลอดเมื่อไหร่ เรานับถอยหลังกันทุกสัปดาห์ที่มาเจอคุณหมอว่าอีกฮึบเดียวนะ ภาวนาให้พ้น 24 วีค อย่างน้อยลูกยังมีโอกาสที่จะรอดชีวิต… จนวีคที่ 23 คุณหมอตัดสินใจฉีดยากระตุ้นปอดให้ค่ะ เผื่อว่ากรจะต้องคลอดเร็วๆนี้ ตัวยานี้จะช่วยให้ปอดเเจ้าแฝดทำงานได้ดีขึ้น แต่ละวีคผ่านไปด้วยความงงปนดีใจค่ะ ยิ่งยื้อให้อายุครรภ์เยอะมากแค่ไหน ลูกก็จะออกมาแข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ แม้แต่ 1 วัน ก็ถือเป็นกำไร

เข้าสัปดาห์ที่ 28 ของการตั้งครรภ์แฝด คุณหมอขอฉีดยากระตุ้นปอดอีกโดสเพื่อความชัวร์ค่ะ หลังจากนั้นก็ให้กรตรวจเบาหวานด้วยการกลืนน้ำตาล ณ ตอนนั้นกรมั่นใจมากว่ายังไงก็ผ่าน เพราะกรแทบจะทานอะไรไม่ได้เลย อาเจียนหมด แพ้ท้องขนาดนี้จะไปเป็นเบาหวานได้ยังไง!! แต่แล้วผลก็ออกมาว่า ไม่ผ่านค่ะ

แถมเจอ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อีก!!

กรเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลมาจากฮอโมนของครรภ์แฝดค่ะ คราวนี้โดนคุณหมอสั่งคุมอาหารอีก จากที่ทานไม่ค่อยได้ก็ยังจะโดนจำกัดเรื่องอาหารเพิ่ม กรเครียดจนร้องไห้หลายรอบเลยค่ะ รู้สึกว่าการตั้งครรภ์นี้มันทรมานเหลือเกิน ทุกๆ วันผ่านไปด้วยความยากลำบาก 1 วันของกรมันนานมากๆ แถมยังต้องมากังวลอีกว่าลูกจะปลอดภัยไหม วันๆ เอาแต่นั่งฟังเสียงหัวใจลูก ยิ่งช่วงไหนลูกดิ้นน้อยยิ่งฟังถี่เลยค่ะ ส่วนเรื่องยาคลายมดลูก ตัวยานี้จะส่งผลให้ใจสั่นมาก เหนื่อย นอนไม่หลับ แต่ก็ต้องทานเพื่อให้ลูกอยู่ในท้องให้นานที่สุดค่ะ

วีคที่ 30 กรเริ่มมีอาการขาบวมมากๆ กดแล้วบุ๋มไปเลยค่ะ บวมแบบใส่รองเท้าตัวเองไม่ได้ ตั้งแต่ต้นขาลงไปถึงเท้าบวมจนตึงไปหมดแต่วัดความดันแล้วไม่สูงเลยตัดเรื่องครรภ์เป็นพิษออกไปค่ะ มาถึงวีคที่ 31 เวลาประมาณตี 1 ครึ่ง กรรู้สึกว่าท้องแข็งถี่กว่าปกติและมีอาการปวดท้องเหมือนอยากจะถ่ายค่ะ

กรปวดร้าวลงก้น ไปเข้าห้องน้ำก็ไม่มีอะไร แล้วท้องก็แข็งถี่ขึ้นเรื่อยๆ กรเริ่มไม่สบายใจเลยโทรเข้าโรงพยาบาลเล่าอาการให้พยาบาลแผนกห้องคลอดฟัง พยาบาลแจ้งว่าให้กรรีบมาที่โรงพยาบาลก่อนค่ะ อาการคล้ายคนใกล้คลอด พอไปถึงก็โดนแอดมิดที่ห้องรอคลอดเลยค่ะ เช็คด้วยเครื่องวัดท้องแข็งก็เจอว่าท้องแข็งถี่จริง เลยเริ่มให้ยาระงับคลอดทางสายน้ำเกลือ กรโดนเจาะเลือดไปตรวจด้วย เจอว่ามีโปรตีนรั่ว โพแทสเซียมและเกลือแร่ต่ำ ค่าเบาหวานสูง และมีภาวะซีด

กรโดนเจาะปลายนิ้วก่อน-หลังอาหารทุกมื้อ รวมไปถึงโดนฉีดอินซูลิน เพราะต้องรีบคุมค่าน้ำตาลให้ปกติก่อนจะคลอด ไม่งั้นจะอันตรายค่ะ มียาให้ทานที่ช่วยเรื่องโพแทสเซียม เป็นยาน้ำขวดเล็กๆ รสชาติแย่มากกกก ทานยากมากกกกก ทานไปน้ำตาก็จะไหล

มีแต่คำถามว่าทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย คุณหมอสั่งเพิ่มปริมาณยาระงับคลอดขึ้นทุกครั้งที่เครื่องวัดท้องแข็งแจ้งผลว่าท้องแข็งรุนแรงและถี่ขึ้น ส่งผลหัวใจกรเต้นเร็วกว่า 120 ตลอดเวลา กรเหนื่อยมากทั้งๆที่นอนนิ่งๆ บางทีต้องให้ออกซิเจนช่วยในช่วงที่เหนื่อยมากเกินไป เนื้อตัวเจ็บไปหมดเลยค่ะ แค่กระพริบตาก็เจ็บไปทั้งหน้า ไม่อยากจะขยับตัวอะไรทั้งนั้น

แอดมิดในห้องรอคลอดไป 3 วัน คุณหมอขอดูน้ำหนักของกร เลยให้พี่พยาบาลยกเครื่องชั่งน้ำหนักมาให้ชั่งข้างเตียง นับว่าเป็นครั้งแรกที่กรได้ลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่แอดมิดมา ก่อนหน้านี้คือทำทุกอย่างบนเตียงหมดเลยค่ะ ผลปรากฏว่าน้ำหนักกรขึ้นมา 7 กิโลภายใน 3 วัน!!

น้ำเกลือที่ให้ไป น้ำที่ดื่มไปกรแทบไม่ได้ปัสสาวะออกมาเลย พยาบาลเลยมาเปิดเสื้อผ้าดู ปรากฏว่าหลังกรบวมขึ้นมาเหมือนเต่า ในนั้นมีแต่น้ำเยอะมากๆ ขาก็บวมกว่าก่อนหน้านี้เยอะเลยค่ะ เป็นผลมาจากโพแทสเซียมต่ำและโปรตีนรั่ว หลังจากนั้นกรโดนบังคับทานไข่ต้ม (แค่ไข่ขาว) วันละ 9 ฟอง แบบไม่ให้ใส่เกลือและซีอิ๊วเพราะกลัวร่างกายจะบวมมากไปกว่านี้ แต่พอตรวจเลือดออกมาผลก็ยังเหมือนเดิมค่ะ ไม่มีอะไรดีขึ้น

จนถึงวันที่คุณหมอไม่สามารถเพิ่มปริมาณยาระงับคลอดได้แล้ว ร่างกายกรรับไม่ไหวแล้วค่ะ น่วมไปทั้งตัว เจ็บไปหมด กรแทบจะไม่มีแรงพูดแล้วด้วยซ้ำ สุดท้ายคุณหมอและพี่เป้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะให้กรคลอดในเช้าวันรุ่งขึ้นคืออายุครรภ์ครบ32 วีคพอดีค่ะ เรายื้อกันได้แค่นี้จริงๆ คุณหมอเลยขอฉีดยากระตุ้นปอดอีก 1 โดสก่อนคลอด และคุณหมอจองห้อง ICU กับเตรียมเลือดเอาไว้ให้ค่ะ เพราะกรมีภาวะซีด บวกกับยาระงับคลอดมีโอกาสทำให้กรตกเลือดได้ คุณหมอเลยเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมก่อนเพื่อให้กรและเจ้าแฝดความปลอดภัยที่สุดค่ะประสบการณ์ตั้งครรภ์แฝด

ประสบการณ์ตั้งครรภ์แฝด เตรียมคลอดลูกแฝดแล้วววว

เช้าวันคลอดทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กรถูกเข็นไปที่ห้องคลอดโดยที่ทุกคนต้องรออยู่ข้างนอกเนื่องจากสถานการณ์โควิดค่ะ กรทั้งกังวล เครียดและตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน ตอนบล้อกหลังไม่ทันได้รู้สึกเจ็บก็ชาซะแล้ว ผ่านไปไม่ถึง10นาทีก็ได้ยินเสียงกรี๊ดเหมือนนก พี่มิวสิคออกมาแล้วค่ะ!! ผ่านไปอีกไม่กี่10วินาทีก็ได้ยินเสียงกรี๊ดอีกครั้ง พี่ลีริคส์มาแล้วค่าา เร็วมากกกก

ตอนนั้นกรคิดในใจว่าลูกต้องตัวเล็กจิ๋วเดียวแน่เลยหมอถึงทำคลอดได้ง่ายและเร็วขนาดนี้ ใจแป้วสุดๆ กรไม่มีฟีลที่คลอดแล้วคุณหมออุ้มน้องมาถ่ายรูป น้ำตาไหล ซึ้งใจอะไรใดๆ เหมือนคนอื่นเลยค่ะ สิ่งที่กรเห็นคือเด็กตัวแดงๆ ถูกยกแล้ววิ่งผ่านตากรไปแบบไวมาก มองอะไรไม่ทันเลยค่ะ แต่คำแรกที่คุณหมอพูดคือ อยู่ไปได้ยังไงเนี่ย!? น้องตัวยาวมากครับคุณแม่!! แล้วคุณหมอวิสัญญีที่จับมือให้กำลังกรไว้ก็มากระซิบว่าน้องกรี๊ดเสียงดีทั้งคู่แบบนี้โอกาสที่ปอดจะทำงานได้เองสูงเลยนะคะ เผลอๆอาจจะหายใจเองได้ด้วย ตอนนั้นกรเผลอยิ้มและถอนหายใจออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ อย่างน้อยแนวโน้มก็มาดีเนอะ หลังจากนนั้นกรก็หลับไปเพราะกรเริ่มหายใจไม่ออก แน่นหน้าอกและเสียเลือดเยอะคุณหมอเลยให้ยาให้หลับก่อนค่ะ

กรขอเป็นกำลังใจให้แม่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะแทรกซ้อนเยอะหรือมีภาวะคลอดก่อนกำหนดนะคะ เราจะผ่านไปด้วยกัน ความแกร่งของเราจะส่งต่อไปที่ลูกผู้เป็นนักสู้ตู้อบค่ะ✌❤

2 ขีดจางๆ ท้องมั๊ย? กว่าจะเป็น “แม่” … ไม่ง่ายกว่าที่คิด!!! [แม่กร – ษิภูตา เดชสังวรณ์]

แม่กรเล่าละเอียดยิบ “ขั้นตอน ทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI)” ทั้งการแพทย์ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาครบ!

เหงื่อออกมือ-เท้า

เหงื่อออกมือ-เท้า สัญญาณ4โรคร้าย ที่พ่อแม่อาจกำลังเสี่ยง

เหงื่อออกมือ-เท้า สัญญาณ 4 โรคร้าย ที่พ่อแม่อาจกำลังเสี่ยง

ปกติแล้ว ร่างกายจะช่วยรักษาสมดุลของอุณหภูมิในร่างกาย เมื่อต้องเจอกับอากาศร้อน ๆ ด้วยการขับเหงื่อออกมา แต่หลายครั้ง ที่อาการเหงื่อออก ไม่ได้มาจากสภาพอากาศ แต่อาจเป็นอาการเบื้องต้น หรือสัญญาณเริ่มต้นของโรคบางชนิด เช่นเดียวกับที่อาการ เหงื่อออกมือ-เท้า อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณพ่อ คุณแม่ อาจกำลังเผชิญกับ 4 โรคร้ายค่ะ

เหงื่อออกมือ-เท้า สัญญาณอันตราย 4 โรคร้าย

  1. เบาหวาน

โรคเบาหวาน คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมน อินซูลิน  ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเรา จำเป็นต้องมีอินซูลิน เพื่อนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะสมอง และกล้ามเนื้อ ในภาวะที่อินซูลินมีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของปริมาณอินซูลินในร่างกาย หรือการที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายดื้ออินซูลิน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีปริมาณน้ำตาลคงเหลือในกระแสเลือดมากกว่าปกติ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีอาการเริ่มต้นที่แสดงออกให้เห็นมากมาย เช่น

  • ปัสสาวะบ่อย
  • กระหายน้ำบ่อย
  • แผลที่เป็นอยู่ไม่ยอมหายหรือหายช้าผิดปกติ
  • วิงเวียนศีรษะ
  • สายตาพร่ามัว
  • รวมถึงอาการเหงื่อออกมากบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ที่มักมาควบคู่ไปกับอาการเหนื่อยหอบ คล้ายจะเป็นลมด้วย
เหงื่อออกมือ-เท้า
เหงื่อออกมือ-เท้า สัญญาณ 4 โรคร้าย ที่พ่อแม่อาจกำลังเสี่ยง
  1. ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ เรียกอีกชื่อว่า ภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์ หรือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป เกิดขึ้นเมื่อต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมขนาดเล็ก ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของลำคอ มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ โดยฮอร์โมนไทรอยด์ มีผลต่อระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกาย จึงเกี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเกือบทุกส่วน ที่สำคัญ เช่น การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การหายใจ การเต้นของหัวใจ น้ำหนักตัว อารมณ์ ฯลฯ หากมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ แล้วไม่ได้รับการรักษา จะส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อหัวใจ กระดูก กล้ามเนื้อ รอบเดือน และระบบสืบพันธุ์ได้

อาการเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ มักพบได้จากอาการ

  • เหงื่อซึมไปทั่วทั้งตัว รวมถึงฝ่ามือ
  • ร่วมกับอาการมือสั่น
  • ผมร่วง
  • กระหายน้ำบ่อยกว่าปกติ
  1. เครียด

ความเครียด เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ในทุกเพศทุกวัย คนส่วนใหญ่มักมีอาการเครียดสะสม เนื่องมาจากการใช้ชีวิตที่ตึงเครียด บางรายมีความกดดันมาก และมีความคาดหวังสูง ซึ่งพอไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง  ทำให้มีอาการเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน บางรายอาจจะเป็นโรคซึมเศร้า หรือ โรควิตกกังวล ได้ในอนาคต

อาการเครียด หรือตื่นเต้น วิตกกังวลมากจนเกินไป จนเริ่มควบคุมตัวเองได้อย่างยากลำบาก สามารถเกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่นๆ ที่สังเกตได้ ได้แก่

  • เหงื่อออกมากบริเวณผ่ามือ ฝ่าเท้า และหน้าผาก
  • อาจมีอาการร่วมกับใจสั่น มือสั่น
  1. โรคหัวใจ

โรคหัวใจ คือโรคที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ สามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และโรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันโรคหัวใจ และหลอดเลือด มีอัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในแต่ละปี จะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด จำนวน 54,530 คน เฉลี่ยเสียชีวิตวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน เลยทีเดียว

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การสูบ หรือสูดดมควันบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีรสหวาน และอาหารเค็ม และยังรวมไปถึงน้ำหนักตัว ความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจพบอาการที่สังเกตได้ เช่น

  • ใจสั่น
  • เหนื่อยหอบ
  • รวมถึงเหงื่อออกมือ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมาก ในการสูบฉีดโลหิต ความร้อนในร่างกายจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จนทำให้เกิดเหงื่อที่มือได้

เหงื่อออกมือ-เท้ามากแค่ไหน ควรพบแพทย์

อาการเหงื่อออกที่มือ เท้า รวมถึงเหงื่อออกมากผิดปกติ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หากมีอาการเหงื่อออกร่วมกับอาการที่กล่าวไปข้างต้น รวมถึงเหงื่อออกมากผิดปกติตามบริเวณต่าง ๆ ในร่างกาย ก็ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อเร่งหาสาเหตุและรักษาอย่างทันท่วงที

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลเปาโล,Medpark hospital, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, โรงพยาบาลศิครินทร์,โรงพยาบาลเปาโล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็กอาการ มดลูกโต สังเกตได้จากอะไร? รู้เร็วไม่ต้องผ่า!

รู้จัก โรคไฟโบรมัยอัลเจีย ปวดเรื้อรังหาสาเหตุไม่ได้

เล็บบอกโรค พบขีดที่เล็บนิ้วโป้งให้ระวังมะเร็งผิวหนังใต้เล็บ

พัฒนาการทารก 8 เดือน วัยแห่งความอยากรู้อยากเห็น!!

พัฒนาการทารก 8 เดือน มีความอยากรู้ในทุก ๆ สิ่งรอบตัว เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทุกวัน ส่วนการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย และอารมณ์ก็พัฒนาขึ้นมากเช่นกัน

พัฒนาการทารก 8 เดือน วัยแห่งความอยากรู้อยากเห็น!!

เด็กในวัย 8 เดือน พัฒนาการทารก 8 เดือน จะมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ มากขึ้นอย่างชัดเจน ทารกไม่เพียงแค่เรียนรู้โลกรอบ ๆ ตัว โดยการนำสิ่งของเข้าปาก แต่ยังเรียนรู้ถึงการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น และถึงแม้ว่าทารกจะยังไม่เริ่มเดิน แต่คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ถึงขาที่แข็งแรงขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวเดินในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้พัฒนาด้านต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำข้อมูลมาฝากแล้วค่ะ

คลานได้คล่อง
คลานได้คล่อง

พัฒนาการด้านร่างกาย

ร่างกายทารกในวัยนี้ จะมีพัฒนาการที่ชัดเจนมาก โดยจะมีน้ำหนักและส่วนสูงเพิ่มมากขึ้น จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 400 กรัมต่อเดือน ทั้งนี้การเจริญเติบโตของทารกแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน หากทารกมีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน และมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องวิตกกังวลใด ๆ

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของทารกก็สามารถเพิ่มความสูงได้เช่นกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมพัฒนาการได้ โดยให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ

ทารกเพศชาย

น้ำหนักประมาณ 7.2 – 9.5 กิโลกรัม

ส่วนสูงประมาณ 65.9 – 73.2  เซนติเมตร

ทารกเพศหญิง

น้ำหนักประมาณ 6.6 – 9 กิโลกรัม

ส่วนสูงประมาณ 64.2 – 72.8 เซนติเมตร

พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ

  • ทารกจะสามารถลุกนั่งเองได้
  • คลานได้คล่อง โดยเฉพาะเมื่อเจอสิ่งที่สนใจจะคลานได้อย่างรวดเร็ว
  • เริ่มเกาะยืนได้บ้างแล้ว โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ เช่น ตู้ เตียง โต๊ะ ในการพยุงตัวขึ้นยืน คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกเกาะยืนบ่อย ๆ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อขา เตรียมพร้อมสำหรับการเดินในไม่ช้านี้
  • ใช้นิ้วหยิบของชิ้นเล็ก ๆ ได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรระวัง ไม่นำของชิ้นเล็ก ๆ ไว้ใกล้ลูก เพราะอาจหยิบเข้าปาก เป็นอันตรายได้
  • ชี้นิ้วไปที่สิ่งของต่าง ๆ ได้ โดยจะชี้นิ้วเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่หยิบของที่ต้องการให้ หรือชี้ไปที่สิ่งของแปลก ๆ เพราะสงสัย และอยากรู้ว่าคืออะไร

อย่างไรก็ตาม ทารกบางคนอาจคลานช้า แต่หากอายุ 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เริ่มคลาน หรือคลานด้วยลักษณะที่ผิดปกติ ควรนำทารกไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ นอกจากนี้ การยืนเกาะของทารกบางคนอาจเริ่มช้า อาจเริ่มเมื่ออายุ 9 เดือนได้

พัฒนาการด้านประสาทสัมผัสและการมองเห็น

  • การมองเห็นดีขึ้น สามารถมองเห็นได้ในระยะที่ไกลขึ้น และสามารถแยกความลึกความตื้นของภาพที่เห็นได้ดีขึ้นด้วย
  • สามารถแยกแยะความแตกต่างของรูปร่างหรือพื้นผิวของสิ่งของต่าง ๆ ได้
  • มองตามของที่ตกลงพื้น

พัฒนาการด้านอารมณ์

  • แสดงความรู้สึกต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น จะปรบมือเมื่อรู้สึกตื่นเต้นดีใจ และโบกมือเมื่อจะจากกัน
  • มีอาการติดพ่อแม่ จะรู้สึกกลัว หรือวิตกกังวลหากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่ด้วย ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องให้ลูกอยู่กับผู้อื่น ควรอยู่กับลูกให้ลูกรู้สึกคุ้นเคยกับผู้ที่จะอยู่ด้วยก่อน ส่งสัญญาณให้ลูกรู้ล่วงหน้าว่าพ่อแม่จะไม่อยู่ด้วยสักพัก โดยการหอมแก้ม โบกมือ เป็นต้น แล้วบอกลูกว่าพ่อแม่จะไปไหน และพูดให้ลูกมั่นใจว่าพ่อแม่จะกลับมา
  • ในวัยนี้สามารถจดจำใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่และผู้ที่คุ้นเคยได้ ดังนั้นจึงรู้สึกกลัวคนแปลกหน้า จะร้องไห้เสียงดังหรือผลัก หากโดนคนแปลกหน้าอุ้มหรือจับตัว
พัฒนาการทารก 8 เดือน
พัฒนาการทารก 8 เดือน

 พัฒนาการทางภาษาและการเข้าสังคม

  • เริ่มพูดเลียนแบบเสียงคำสั้น ๆ ได้ชัดขึ้น เช่น มะมา ปะปา หม่ำ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของลูก
  • เข้าใจคำศัพท์ หรือประโยคง่าย ๆ ได้ เช่น นม หม่ำ สวัสดี ลาก่อน เป็นต้น
  • สนใจสิ่งรอบ ๆ ตัวมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของกับการกระทำต่าง ๆ หรือผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเองได้ เช่น จะรู้ว่าถึงเวลาทานอาหาร เมื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง หรือเก้าอี้ทานข้าว และรู้ว่าถึงเวลานอน เมื่ออยู่บนเตียงนอน เป็นต้น

การรับประทาน

ทารกวัย 8 เดือน ยังคงดื่มนมแม่หรือนมผงอยู่ประมาณ 3 – 5 ครั้งต่อวัน ร่วมกับการให้อาหารบดหยาบ อาหารเสริม หรืออาหาร Finger Food

ตัวอย่างอาหารบดหยาบหรืออาหารเสริม และปริมาณอาหารที่ควรได้รับต่อวัน

  • ข้าวบดหยาบประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ทั้งฟอง สลับกับเนื้อปลา เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักสุกบดหยาบ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ สลับผักให้หลากหลาย เช่น แครอท อะโวคาโด ฟักทอง บร็อคโคลี่ ผักโขม เป็นต้น
  • น้ำต้มผักกับกระดูกหมู 1 มื้อ
  • ผลไม้สุกหลังอาหาร เช่น แอ๊ปเปิ้ล กล้วย มะละกอ กีวี มะม่วง แตงโม บลูเบอรี่ เป็นต้น

อาหาร Finger Food คือ อาหารที่มีขนาดพอดีคำ ที่ทารกสามารถหยิบรับประทานเองได้ ช่วยในการฝึกให้ทารกรับประทานอาหารเอง

ในวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ถึงความพร้อมในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองของทารก โดยทารกจะเอามือคว้าช้อนที่กำลังป้อนอยู่ หรือคว้าอาหารในจาน ซึ่งการการหยิบอาหารรับประทานเองนี้ จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของทารก

อย่างไรก็ตาม การเลือกอาหาร Finger food ก็ควรระวัง นอกจากอาหารควรจะเป็นชิ้นเล็กขนาดพอดีคำแล้ว ยังต้องพิจารณาถึง ความนิ่ม และความหนืด อีกด้วย ควรระวังทารกสำลัก หรืออาหารติดคอได้

ตัวอย่างอาหาร Finger Food มีดังนี้

  • ไข่กวน ไข่คน หรือไข่ต้มสุก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ
  • พาสต้าผัดกับเนย น้ำมันมะกอก หรือซอสมะเขือเทศแบบโซเดียมต่ำ หั่นพอดีคำ
  • เต้าหู้หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี
  • ผักนึ่งหรือต้ม เช่น แครอท มันเทศ มันฝรั่ง หั่นพอดีคำ
  • ชีสต่าง ๆ หั่นพอดีคำ
  • ถั่วต่าง ๆ บดพอหยาบให้ทารกสามารถหยิบได้
  • ไก่ชิ้น ปลาชิ้น เนื้อบด หมูบด หั่นพอดีคำ

การนอน

ทารกในวัยนี้ ควรนอนวันละประมาณ 14 ชั่วโมง โดยนอนตอนกลางคืนประมาณ 10 -11 ชั่วโมง ทั้งนี้ทารกบางคนอาจหลับยาวถึงเช้า และนอนกลางวันรวมทั้งหมดประมาณ 3-4 ชั่วโมง ประมาณ 2 ครั้ง

วิธีดูแลทารก 8 เดือน

การดูแลทารกในวัยนี้ ซึ่งเป็นวัยเริ่มคลาน และเริ่มฝีกเกาะยืน จึงควรต้องมีความระมัดระวังดังนี้

  • ทำความสะอาดพื้นอยู่เสมอ และเก็บของต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก เช่น สารเคมี ของชิ้นเล็ก ๆ เพราะทารกอาจนำเข้าปากได้
  • ปิดรูปลั๊กไฟ ป้องกันทารกเอานิ้วแหย่เข้าไป
  • ควรปิดประตูห้องต่าง ๆ ให้สนิท ติดประตูกั้นบันได ป้องกันทารกปีนขึ้นบันได เพราะอาจตกลงมาจากบันไดได้
  • ปิดที่ปิดลิ้นชัก กันทารกเปิดลิ้นชักแล้วร่วงทับตัว
  • ไม่ควรให้ทารกดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน ควรเปิดเพลง ร้องเพลง อ่านนิทาน เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นตบมือ เล่นจับปูดำ หรือพูดคุยแทน เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้คือ พัฒนาการทารก 8 เดือน ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวบข้อมูลมานำเสนอให้แก่คุณพ่อคุณแม่ เพื่อสังเกตถึงพัฒนาการของลูกน้อยว่ามีพัฒนาการที่สมวัยหรือไม่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ตาแฉะ ทารกตาแฉะ ขี้ตาเป็นหนอง ปล่อยไว้อาจเป็นโรคนี้!!

ศีรษะทารกแรกเกิด บวมโนอันตรายไหม? จะยุบเมื่อไหร่?

เข้าใจ “เดอะวันเดอร์วีค” รับมือลูกงอแงแบบไม่มีสาเหตุ!

ลูกชอบมองเพดาน หัวเราะคนเดียว ทำท่าทางแปลกๆ ผิดปกติไหม?

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pobpad.com, https://www.sanook.com, https://www.synphaet.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a ระบาดหมอชี้มีโอกาสติดเชื้อพร้อมโควิด

หมอมนูญเตือนพบสัญญาณการระบาดของ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a อาการใกล้เคียงโควิด หรือบางคนอาจติดเชื้อทั้ง 2 เชื้อพร้อมกันได้ แนะรีบฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยได้

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a ระบาด หมอชี้มีโอกาสติดเชื้อพร้อมโควิด!!

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้ส่งสัญญาณเตือนผ่านข้อความเฟซบุ๊ก “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” ไว้เกี่ยวกับการกลับมาระบาดใหม่ของ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a ที่น่ากังวลดังนี้

สัญญาณเตือนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กำลังกลับมาระบาดใหม่ หลังจากว่างเว้นไปมากกว่า 2 ปี ทำให้ภูมิคุ้มกันของคนไทยส่วนใหญ่ต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ลดลงตามเวลา เนื่องจากไม่ได้รับเชื้อตามธรรมชาติและคนจำนวนมากไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ขอให้คนกลุ่มเสี่ยง คนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์ รีบไปรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยเร็ว

คนที่มีอาการสงสัยโรคโควิด มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ต่อไปนี้ต้องตรวจหาทั้งไวรัสโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่พร้อมกัน บางคนอาจติดเชื้อไวรัส 2 เชื้อในเวลาเดียวกัน (ดูรูป) ถ้าตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ รีบให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ทันที
ผู้ป่วยหญิงอายุ 75 ปีมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง มาพบแพทย์วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ด้วยไข้ 1 วัน ไอ มีเสมหะ เจ็บคอบ้าง ไม่มีน้ำมูก มึนหัว คลื่นไส้ 4 วัน อยู่บ้านเดียวกับหลานอายุ 7 ,9 ,10 ขวบ หลานทั้ง 3 คนทยอยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม
ตรวจร่างกาย ไม่มีไข้ ระดับออกซิเจนปกติ เอกซเรย์ปกติ ตรวจล้วงจมูกส่งตรวจแบบให้ผลเร็ว พบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ตรวจ ATK สำหรับโควิด-19 ให้ผลลบ
วินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ Baloxavir กิน 2 เม็ดทันที
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2565 มีอีก 1 ครอบครัวติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เหมือนกัน
เพจหมอมนูญเตือนระวังการระบาด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a
เพจหมอมนูญเตือนระวังการระบาด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a
จากประเด็นข้อน่ากังวลของคุณหมอมนูญที่ส่งสัญญาณเตือนให้เราเตรียมตัวรับมือกับการระบาดใหม่ของ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a นั้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่กันเสียก่อนว่า มีกี่สายพันธุ์ และมีอาการแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จัก โรคไข้หวัดใหญ่!!

โรคไข้หวัดใหญ่ หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Influenza เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) มีผลต่อระบบทางเดินหายใจอย่างจมูก คอ หลอดลม อาจลามไปถึงปอดด้วยเช่นกัน ไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยคนหนึ่งสู่ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งผ่านละอองฝอย น้ำลาย หรือเสมหะ รวมถึงการใช้ของร่วมกันของผู้ป่วย ไข้หวัดใหญ่มีความแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่มีความรุนแรงมากกว่า หากมีอาการหนักอาจถึงแก่ชีวิตได้

ไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ นั่นก็คือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A, B และ C ตามลำดับ

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A: เชื้อไวรัสที่เกิดจากสัตว์ปีกอย่างนก ไก่ ทำให้ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อจากสัตว์ไปสู่คน และคนสู่คนต่อไปเรื่อยๆ มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง และอันตรายที่สุด เช่น เชื้อไวรัส H1N1
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B: เชื้อไวรัสที่พบได้เฉพาะคน การติดต่อก็จะเกิดจากคนสู่คนด้วยกัน มักมีการแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว มีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ A เช่น เชื้อไวรัสสายพันธุ์ B/Yamagata
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C: อีกหนึ่งเชื้อไวรัสที่เกิดจากคน แต่ไม่ค่อยแสดงอาการและไม่มีการแพร่ระบาดในหมู่คน แพทย์จึงไม่ให้ความสนใจกับเชื้อไวรัสชนิดนี้มากนัก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a : สายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด!!

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1 เกิดจากการผสมผสานของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก ไม่เป็นที่ปรากฏว่าเชื้อนี้ได้เริ่มติดในคนเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นแล้ว พบว่าเป็นการแพร่กระจาย และติดต่อจากคนสู่คน เริ่มพบที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ออกไปอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ป้องกัน ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a หมั่นล้างมือ
ป้องกัน ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a หมั่นล้างมือ

แพร่เชื้ออย่างไร?

เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ  โดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู  โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก

  • ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย
  • ช่วง 3 วันแรก จะแพร่เชื้อได้มากสุด
  • และระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน

อาการที่น่าสงสัยว่าป่วย

  1. ระบบทางเดินหายใจมีความผิดปกติ อาทิ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ
  2. ไข้ขึ้นสูง ประมาณ 38 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า
  3. อาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วยในผู้ป่วยบางราย
  4. ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะโรคปอด โรคหัวใจ โรคเรื้อรังต่างๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม หัวใจวาย และเสียชีวิตได้

โรคนี้รักษาได้ไหม?

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือยาโอลเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir)เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาดี ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ และยังรับประทานอาหารได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลินิก  หรือรับยา และขอคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษากันเองที่บ้าน โดยมีข้อควรปฎิบัติ ดังนี้

  • รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ เป็นต้น
  • เช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ ด้วยน้ำสะอาด ไม่เย็น
  • ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดดื่มน้ำเย็น
  • พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น หากรับประทานอาหารได้น้อย อาจต้องได้รับวิตามินเสริม
  • นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี
  • ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ดื้อยา

    มีโอกาสติดเชื้อ 2 เชื้อ ทั้ง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a และโควิด19
    มีโอกาสติดเชื้อ 2 เชื้อ ทั้ง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a และโควิด19

ป้องกันอย่างไร?

  • รักษาร่างกายให้แข็งแแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา
  • ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ใน ที่สาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนที่กำลังป่วย หรือเป็นหวัด
  • หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝูงชนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า
  • หากป่วยควรเก็บตัวอยู่บ้าน และใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อให้กับคนในบ้าน
  • ปิดปาก และจมูกเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วทิ้งขยะทันที หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าซึ่งจะใช้ซ้ำได้ 2-3 ครั้ง โดยกลับด้านสะอาดขึ้นมาใหม่ (ในกรณีที่ไม่มีกระดาษทิชชู่ ควรปิดปากและจมูกด้วยต้นแขนเสื้อ) เพื่อไม่ให้เชื้อโรคสัมผัสกับมือหรือแพร่กระจายในอากาศ
  • ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง  เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ  ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น  โดยเฉพาะผู้ป่วย ไข้หวัดใหญ่
  • ไม่ควรกินยาแอสไพรินเองก่อนปรึกษาแพทย์ เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์รบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด

สร้างภูมิคุ้มกัน ลดเสี่ยงด้วยวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์

“ ..ไข้หวัดใหญ่…” โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา Influenza Virus อาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ไม่ควรมองข้ามว่าไม่อันตราย เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกัน ควรรับการฉีดวัคซีนป้องกันเป็นประจำทุกปี

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ปี 2022
วัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2022 ประกอบด้วย 4 สายพันธุ์ คือ

  • ไวรัสสายพันธุ์ A มี A/H1N1 กับ H3N2 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไปทีละเล็กละน้อยเพื่อหลบหลีกวัคซีน
  • ไวรัสสายพันธุ์ B  ส่วนไข้หวัดใหญ่ B มี Victoria กับYamagata สลับกันไปมา จึงได้มีการให้วัคซีนทุกปี ทั้ง 2 สายพันธุ์

    ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อไวรัส
    ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อไวรัส

ใครบ้างควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์

  1. เด็ก อายุตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป จนถึง 5 ปี
  2. ผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  3. สตรีมีครรภ์ หรือหลังคลอดไม่เกิน 2 สัปดาห์
  4. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หัวใจ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อ่านต่อ ⇒⇒ไข้หวัดใหญ่ vs โควิด19 กับวัคซีนป้องกันในสถานการณ์ปัจจุบัน

อาการของไข้หวัดใหญ่ & โควิด 19 มีความเหมือนและต่างอย่างไร ?

โรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด19

มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีไข้สูงเกิน 37.5องศาเซลเซียส
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก เหนื่อยล้ามาก ปวดกล้ามเนื้อ
ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ
เบื่ออาหาร เบื่ออาหาร
คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอแห้ง ๆหายใจลำบาก
บางรายอาเจียน คลื่นไส้ แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนมีอาการ
การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเป็นประจำทุกปี และล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศถึงแนวทางการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ว่าสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนโควิด-19 ในวันเดียวได้ โดยหากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและยังไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ขอให้รีบรับวัคซีนให้เร็วที่สุด
ลูกป่วยRSV

7 อาการต้องสงสัย ลูกป่วยRSV ดูแลอย่างไรไม่ให้เป็น

7 อาการต้องสงสัย ลูกป่วยRSV ดูแลอย่างไรไม่ให้เป็น

เปิดเทอมทีไร หลายบ้านต้องกลุ้มใจเพราะลูกป่วยกลับมาตลอด โรคหนึ่งที่มักพบในเด็ก ๆ ช่วงเปิดเทอมก็คือ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจค่ะ เพราะติดต่อกันง่ายผ่านสารคัดหลั่งผ่านตาตา จมูก ปาก โรคหนึ่งที่ลูกมักเป็น คือ ติดเชื้อไวรัส RSV เชื้อนี้อันตรายขนาดไหน อาการเมื่อ ลูกป่วยRSV เป็นอย่างไร และพ่อแม่ควรดูแลลูกอย่างไร ไม่ให้ป่วย บทความนี้มีคำตอบค่ะ

RSV คือ

RSV หรือชื่อเต็มๆ ว่า Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก เชื้อไวรัสนี้สามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้เนื่องจากมักเกิดพยาธิสภาพในส่วนของหลอดลมเล็ก และถุงลม ทำให้มีการสร้างสิ่งคัดหลั่ง เช่น เสมหะ ออกมาในปริมาณมาก และมีการหดตัวของหลอดลมเนื่องจากการบวมของเยื่อบุหลอดลมและทางเดินหายใจต่างๆ ส่งผลให้เด็กมีอาการหอบ เหนื่อย และหายใจลำบากได้อย่างรวดเร็ว เชื้อนี้ติดต่อกันได้โดยการสัมผัสใกล้ชิดกับสิ่งคัดหลั่งต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ

กลุ่มเสี่ยงคือเด็กเล็ก

ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จะติดต่อกันได้ง่าย แต่ถ้ามีอาการรุนแรงมักจะเจอในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี

ส่วนมากตัวเชื้อไวรัสนี้จะลงไปที่หลอดลมฝอย หรือลงไปที่ตัวเนื้อปอด ทำให้เป็นปอดอักเสบ หรือเป็นหลอดลมฝอยอักเสบ

สิ่งที่อันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง ถ้าเจอเชื้อไวรัสนี้ในเด็กเล็ก ๆ อายุน้อยกว่า 3 เดือน อาจจะทำเกิดอาการหยุดหายใจได้ ซึ่งถือว่าเป็นเชื้อไวรัสที่อันตรายมากในเด็กเล็ก

ลูกป่วยRSV
7 อาการต้องสงสัย ลูกป่วยRSV
ดูแลอย่างไรไม่ให้เป็น

7 อาการต้องสงสัย ลูกป่วยRSV

อาการของโรคติดเชื้อไวรัส RSV บางอย่างอาจคล้ายกับอาการไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ (ส่วนใหญ่ไข้ไม่สูงนัก) ไอ จาม แต่ก็มีอาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตและสงสัยว่าลูกอาจได้รับเชื้อไวรัส RSV เช่น

  1. หอบเหนื่อย
  2. หายใจเร็ว หายใจแรง
  3. หายใจครืดคราด
  4. ตัวเขียว
  5. มีเสียงหวีดในปอด (จากการที่เยื่อบุทางเดินหายใจบวมอักเสบและหลอดลมหดตัว)
  6. มีเสมหะมาก
  7. ไอโขลกๆ

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่เป็น RSV

  1. หากลูกต้องออกนอกบ้าน ไปโรงเรียน ควรฝึกให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยให้เป็นนิสัย นอกจากจะป้องกันเชื้อไวรัส RSV ได้แล้ว ยังสามารถป้องกัน COVID19 ฝุ่น pm 2.5 และโรดติดเชื้อต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 ปี ที่ห้ามสวมหน้ากากอนามัย เพราะอาจทำให้ขาดอาการหายใจได้ หากต้องไปพบคุณหมอ หรือไปนอกบ้านควรมีผ้าคลุม เพื่อป้องกันละอองฝอยของเชื้อโรค
  2. ระมัดระวังเรื่องความสะอาด และป้องกันการติดเชื้อ ก่อนจะให้ใครจับตัวเด็ก ควรให้ล้างมือ ฟอกสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ใหญ่ที่ไปทำงานนอกจาก อาจจะเป็นพาหะที่นำเชื้อจากนอกบ้านมาติดเด็กได้ เพราะฉะนั้นเมื่อออกไปนอกบ้านก่อนจับตัวหรือเล่นกับลูกหลาน ควรอาบน้ำให้สะอาด
  3. หลีกเลี่ยงอย่าให้ลูกคลุกคลี กับคนที่มีอาการหวัด ไอ จาม หรือมีน้ำมูก ควรอยู่ห่างประมาณ 90 ซม.
  4. ทำความสะอาดของเล่น หรือคอกเล่น หรือที่นอนของลูกบ่อย ๆ
  5. หลีกเลี่ยงไม่พาลูกไปสถานที่แออัด เน้นพาไปสถานที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงให้เด็กจับสิ่งของสาธารณะต่าง ๆ หากจับต้องรีบล้างมือ
  6. หลีกเลี่ยงสถานทีที่เป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เช่น เนอสเซอรี่ แหล่งที่มีเด็กอยู่รวมกันหลาย ๆ คน เช่น บ้านบอล หรือสนามเด็กเล็น ถ้าช่วงเป็นช่วงที่โรคนี้ระบาด ก็ควรหลีกเลี่ยง
  7. ฝึกให้ลูกล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่
  8. ให้ลูกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ
  9. ถ้าลูกป่วยควรให้หยุดเรียน
  10. สังเกตอาการ หากลูกมีไข้สูง หายใจลำบาก มีน้ำมูก หรือเสมหะมากผิดปกติ ควรรีบพาไปหาคุณหมอทันที

การรักษาเมื่อลูกเป็น RSV

ปัจจุบันยังไม่มียา หรือวัคซีนที่จะรักษา RSV ที่โดยตรง คุณหมอจะรักษาตามอาการ เช่น

  • ให้ยาลดไข้ แก้ไข ละลายเสมหะ
  • บางรายที่เสมหะเหนียวมาก อาจต้องพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย
  • เคาะปอด และดูดเสมหะออก เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการไอ และอาการหายใจหอบเหนื่อย
  • แนะนำให้เด็กดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เสมหะเหนียวและเชื้อไวรัสจะได้ไม่ลงปอด

การติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ จึงจะฟื้นไข้ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวม ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อยได้ เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังให้ดีนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์,โรงพยาบาลวิชัยเวช หนองแขม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกขยี้ตา คันตาบ่อย ๆ ระวังเป็นตาแดงรับเปิดเทอม

พ่อแม่ต้องทำอย่างไร เมื่อลูก ติดไข้หวัดใหญ่จากโรงเรียน

พ่อแม่ต้องระวัง! 5 โรคฮิตมาพร้อมเปิดเทอม

โลหิตจางในเด็ก

โลหิตจางในเด็ก อาการใหม่หลังโควิดเสี่ยงเสียชีวิต

โลหิตจางในเด็ก อาการใหม่หลังโควิดเสี่ยงเสียชีวิต

เมื่อติดเชื้อโควิด-19 ความรุนแรงของโรคตอนแสดงอาการย่อมแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน หากเกิดขึ้นกับเด็กหลายรายที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย แต่หลังจากหายแล้ว กลับมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในอาการของ ‘ลองโควิด’ (LONG COVID) และอาการล่าสุดที่ทางแพทย์ค้นพบก็คือ โลหิตจางในเด็ก ซึ่งหากอาการรุนแรงอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ค่ะ

 

Long covid คืออะไร

อาการ “Long Covid” เป็นอาการผิดปกติที่มักพบได้บ่อยหลังหายจากโควิด และอาการนี้อาจยาวนานหลายเดือนอีกด้วย โดยอาการเบื้องต้นที่พบได้บ่อย คือ อาการอ่อนเพลีย ร่วมกับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น

  • ระบบทางเดินหายใจ : ไอ เจ็บหน้าอก หายใจถี่ หายใจลำบาก
  • ระบบประสาท : สมองเบลอ มึนงง ปวดหัว สมาธิสั้น มีความผิดปกติด้านการนอน
  • ระบบทางเดินอาหาร : ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด
  • ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก : ปวดตามข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปัญหาทางจิตเวช : ซึมเศร้า วิตกกังวล

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางรายยังอาจส่งผลต่อสุขภาพที่รุนแรงในระยะยาวยิ่งกว่า เช่น

  • สมรรถภาพทางเพศ
  • เพิ่มความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
  • โรคสมองขาดเลือด
  • โรคเบาหวาน
  • ภาวะไตเสื่อม
  • หรือในเด็กอาจเสี่ยงต่อภาวะ MIS-C ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ทั่วทั้งร่างกายอีกด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า ภาวะลองโควิดมักจะเริ่มมีอาการหลังหายป่วยโควิด 1-2 สัปดาห์ อาการเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1-6 เดือน และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย รวมถึงคนเป็นโรคอ้วน และคนที่ติดเชื้อโควิดที่มีอาการมาก จะพบภาวะลองโควิดมากกว่าคนที่ติดเชื้อโควิดที่มีอาการน้อย

โลหิตจางในเด็ก
โลหิตจางในเด็ก อาการใหม่หลังโควิดเสี่ยงเสียชีวิต

โลหิตจางในเด็ก อาการใหม่ลองโควิด

“หมอธีระ” รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Thira Woratanarat (ป๊ามี้คีน) ว่า

ทีมวิจัยจาก Children’s Hospital and Medical Center, Omaha ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานผู้ป่วยเด็กที่เดิมแข็งแรงดี แต่ได้ติดเชื้อโรคโควิด19 โดยไม่มีอาการ 3 ราย อายุ 5-8 ปี ทั้งเพศชายและหญิง ต่อมาเกิด“โรคโลหิตจาง” จากภาวะไขกระดูกฝ่อ (Acquired aplastic anemia) แม้จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นมาแล้วจะป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้สูง

ดังนั้นหากประเทศใดมีการระบาดกว้างขวาง ไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ มีเด็กเล็กจำนวนมากที่ไม่ได้วัคซีน หรือได้รับไม่ครบ ก็ย่อมมีโอกาสเกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา ไม่ใช่ติดโควิด19 แล้วจบที่หาย แต่ป่วยได้ตายได้ และเกิดปัญหา Long COVID ตามมาในระยะยาว Acquired aplastic anemia ก็อาจเป็นหนึ่งในนั้นได้

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อย่อมดีที่สุด ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำมาค้าขาย และศึกษาเล่าเรียนได้ การใส่หน้ากากเป็นหัวใจสำคัญที่จะประคับประคองให้เราผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้

โรคนี้จึงนับเป็นอีกอาการที่คุณพ่อุณแม่ต้องอยสังเกตลูกนะคะ

โรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ

เป็นภาวะผิดปกติที่ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ ทั้งเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น อาการอ่อนเพลีย เลือดออกง่าย หรือเกิดการติดเชื้อบ่อย เป็นต้น

สามารถเกิดได้ในทุกช่วงอายุ ทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่จะพบได้มากในเด็กและผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน โดยความรุนแรงของอาการและผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น สาเหตุ อายุหรือสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เป็นต้น

อาการของโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ

ในช่วงแรก อาจไม่มีอาการ แต่จะค่อย ๆ แสดงอาการออกในภายหลังตามชนิดเซลล์เม็ดเลือดในร่างกายที่เกิดความผิดปกติ โดยอาจเกิดเพียงชั่วคราวหรือเรื้อรัง เช่น

  • เซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ อาจส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หายใจไม่อิ่ม เวียนศีรษะ ผิวซีด ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก หรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ
  • เซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำ อาจส่งผลให้ไข้ขึ้น หรือร่างกายเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
  • เกล็ดเลือดต่ำ อาจส่งผลให้มีเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดออกง่าย เลือดกำเดาไหล เลือดออกบริเวณเหงือก หรือประจำเดือนมามากในผู้หญิง

 

โรคนี้มีความรุนแรงและอาจส่งผลให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ดังนั้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว หากพบอาการผิดปกติบางอย่าง เช่น เกิดรอยช้ำตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ มีเลือดออกบริเวณเหงือก เป็นต้น เพื่อวามปลอดภัยของลูกน้อยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

คมชัดลึก, pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

กทม.เปิดคลินิกดูแล ผู้ป่วยลองโควิด ในรพ. 9 แห่ง 

อาการ ลองโควิด กับมิสซีเทียบอาการให้ชัดป้องกันได้ไว

ลองโควิด คร่าชีวิตลูก!แม่ร้องขอตรวจสอบเพื่อเด็กอื่นได้ระวัง

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ

โหลดฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ประถม รวม 60 แบบ

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ประถมเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะฝึกให้เด็กมีทักษะความรู้ภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเป็นเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในชั้นเรียน พร้อมสำหรับอนาคตทั้งในด้านการศึกษา และโอกาสที่สดใสในการทำงานเมื่อลูกโตขึ้น

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ประถม

พ่อแม่ทุกคนก็หวังอยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะทุกวันนี้ภาษาอังกฤษแทบจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันแล้ว และถ้าใครสามารถสื่อสารได้ก็เหมือนกับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองไม่ใช่น้อย ด้วยเหตุนี้ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการสอนภาษาอังกฤษให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพ่อแม่สามารถพูดภาษาอังกฤษเป็นอยู่แล้วก็สามารถสื่อสารกับลูกได้ทันที ลูกก็จะสามารถสื่อสารได้ 2 ภาษา

เทคนิคฝึกภาษาอังกฤษให้ลูก

สำหรับพ่อแม่ท่านใดที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ใช่ว่าจะไม่สามารถสอนลูกน้อยได้นะคะ  วันนี้มีเทคนิคง่ายๆ ที่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองนำไปฝึกกับลูกน้อย

  1. ใช้อุปกรณ์ดิจิตอลเป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ให้กับลูกน้อย จริงอยู่ว่าการใช้สื่อประเภทนี้ทำให้เด็กเกิดการสื่อสารทางเดียว คือ ดูอย่างเดียวไม่สามารถตอบโต้ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรจะอยู่ดูและสอนลูกไปด้วย เพื่อให้ลูกเกิดการสื่อสาร 2 ทาง เช่น ถามลูกว่าดูแล้วเป็นอย่างไร คิดยังไง อธิบายพร้อมๆกันไปด้วย อย่าให้ลูกนั่งดูอยู่อย่างเดียว
  2. เรียนอย่างสนุกสนาน ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเด็กเราอยากเรียนแบบไหน ที่ไม่น่าเบื่อ และซ้ำซาก ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัด หรือกดดันลูกว่าจะต้องจำหรือพูดให้ได้ การเรียนรู้ที่สนุกสนานจะทำให้เด็กสามารถจดจำได้ดี
  3. เข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของลูก สังเกตดูนะคะ ไม่ว่าจะเด็กชาติไหนก็ตาม มักจะเริ่มเรียนภาษาของตัวเองจากการเห็นและการได้ยินก่อน เขาจะเริ่มเรียนเป็นคำๆ พร้อมกับความหมายที่ให้ พอได้หลายคำก็จะกลายเป็นวลี หรือชุดคำ ซึ่งในระหว่างนี้ เขาจะเริ่มได้ยินเสียง ได้ฝึกฝนการควบคุมอวัยวะเพื่อการออกเสียง ในการเรียนรู้ตามธรรมชาติ เรามีเป้าหมายในใจว่า ลูก (และเรา) เห็น ‘ภาพ’ นี้ ก็ออกเสียงได้เลยว่า คืออะไร ที่จริงก็คือการสะสมวงคำศัพท์แบบที่ไม่ได้ท่องว่า Cat แปลว่า แมว แต่พอพูดว่า Cat ก็เห็นภาพ แมวปิ๊งขึ้นมาในหัวเลย และวิธีธรรมชาตินี้ล่ะค่ะ ที่เด็กเริ่มเรียนจากการสังเกต และได้ยินซ้ำๆ บ่อยๆ แล้วลองเปล่งเสียงตามมา
  4. ฝึกฝนบ่อยๆ  การเรียนภาษาเป็นเรื่องของความชำนาญ หมายความว่ายิ่งฝึกก็ยิ่งคล่อง แล้วลูกของเราจะเป็นเองโดยอัตโนมัติ
  5. เรียนๆ เล่นๆ กับเกมเพลินๆ คุณพ่อคุณแม่จะมี 2 บทบาท คือเป็นทั้งคุณครูที่จะต้องหาวิธีการมาฝึกลูก และเป็นทั้งนักเรียนที่จะต้องเรียนรู้ไปกับลูกด้วย

ทั้งนี้การทำแบบฝึกหัดจะช่วยให้เด็กๆได้เรียนรู้คำศัพท์ง่ายๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งคงไม่ยากเกินไปที่จะเรียนรู้ Amarin Baby & Kids จึงมี แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ง่ายๆ สำหรับเด็กวัยประถมขึ้นไปที่มีมากถึง 60 แบบ มาให้น้องๆ หนูๆ ได้ลองฝึกทำกันค่ะ

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ง่ายๆ สำหรับเด็กวัยประถม

คลิกดู >> “แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษสำหรับเด็กวัยประถม” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สีชุดว่ายน้ำสดใส ช่วยให้มองเห็นป้องกันการ จมน้ำ ได้

สีของชุดว่ายน้ำสำคัญ! ช่วยลูกรอดจากการ จมน้ำ ได้

ชวนดูผลการทดสอบ สีของชุดว่ายน้ำที่มีผลต่อการมองเห็นจากผิวน้ำ สีไหนควรให้ลูกใส่ สีไหนควรเลี่ยง เพื่อความปลอดภัย ให้ลูกรอดจากการ จมน้ำ ที่อาจเกิดได้อย่าประมาท

สีของชุดว่ายน้ำสำคัญ! ช่วยลูกรอดจากการ จมน้ำ ได้

ชุดว่ายน้ำ นอกจากจะใส่เพื่อความคล่องตัว สะดวกสบาย เหมาะสมกับกิจกรรมทางน้ำแล้ว ยังเป็นแฟชั่นที่มีสีสันให้แก่ชายหาด สระว่ายน้ำ และสถานที่นั้น ๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทำให้บรรดาผู้ผลิตต่างจัดหา รูปแบบ สีสัน ลวดลายต่าง ๆ มาประชันกันให้เรามีได้เลือกหลากหลายมากมาย แต่รู้หรือไม่ว่า ?? สีของชุดว่ายน้ำ นอกจากจะเพื่อความสวยงามดึงดูดแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ใส่รอดจากอุบัติเหตุการ จมน้ำ เสียชีวิตได้

ชุดว่ายน้ำระบายสีขาวสดใส ชุดว่ายน้ำสีลายเจ้าหญิง หรือลายตัวละครการ์ตูนที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ หรือหากชอบสีเรียบ ๆ เช่น สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเทา สีดำ เป็นต้น ก็มีให้เห็นหลากหลาย แต่ชุดไหนละที่เหมาะแก่การว่ายน้ำในสระน้ำ ชุดไหนที่เหมาะกับการว่ายน้ำในแหล่งธรรมชาติ เรามาดูสีของชุดว่ายน้ำที่ช่วยให้คุณรอดจากการ จมน้ำ กันดีกว่าว่ามีสีอะไรกันบ้าง

สีของเสื้อผ้า สีของชุดว่ายน้ำ ช่วยลูกจากการ จมน้ำ ได้
สีของเสื้อผ้า สีของชุดว่ายน้ำ ช่วยลูกจากการ จมน้ำ ได้

ทำไมสีของชุดว่ายน้ำจึงช่วยให้เรารอดจากการจมน้ำกันนะ??

สีของชุดว่ายน้ำนั้นมีผลต่อการมองเห็นจากผิวน้ำ เมื่อมีคนจมน้ำ เด็กจมน้ำ ผู้คนรอบตัวจะสามารถสังเกตเห็นได้ถึงตำแหน่งของบุคคลนั้น โดยเราได้นำผลการทดลองของบริษัทความปลอดภัยทางน้ำจากสหรัฐอเมริกา Alive Solutions มาฝากกันว่า สีของชุดว่ายน้ำสีไหนที่ควรใส่เพื่อความปลอดภัยทางน้ำ

Alive Solutions ได้ทำการทดลองสีของชุดว่ายน้ำที่สามารถมองเห็นได้จากใต้น้ำลึก 18 นิ้ว ทั้งตอนผิวน้ำเรียบ และผิวน้ำเป็นคลื่นริ้ว ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เราต้องประหลาดใจ

alive solutions ทำการทดสอบสีของชุดว่ายน้ำ ในน้ำลึกในสระที่สีแตกต่างกัน
alive solutions ทำการทดสอบสีของชุดว่ายน้ำ ในน้ำลึกในสระที่สีแตกต่างกัน

โดยการทดสอบดังกล่าว ได้ใช้สถานที่ทดสอบสีต่าง ๆ ในสระสีขาว สระสีเข้ม และทะเลสาบสีเทา พร้อมกันเทียบกับสภาพผิวน้ำที่เรียบ และมีคลื่นริ้ว โดยพบว่ามีเพียงชุดว่ายน้ำไม่กี่สีที่สามารถมองเห็นได้จากผิวน้ำ บางสีมองจากผิวน้ำแทบไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นเด็กที่อยู่ใต้น้ำ คล้ายเศษใบไม้ หรือขยะเสียมากกว่า และบางสีหายไปในน้ำเลย จนเราไม่สามารถสังเกตเห็นได้ว่ามีคนอยู่ใต้ผิวน้ำ โดยหากคุณพ่อคุณแม่สนใจที่จะดูรายละเอียดการทดสอบดังกล่าว สามารถตามไปศึกษาต่อได้ในลิงก์ aquaticsafetyconnection

สีชุดว่ายน้ำนี้แหละใช่เลย!!

เพื่อความปลอดภัยของผู้สวมใส่จากการทดลองดังกล่าว ทำให้เราต้องหันมาใส่ใจในการเลือกสีของชุดว่ายน้ำกันเสียหน่อย โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก การพาลูกไปว่ายน้ำ สิ่งสำคัญที่เราพ่อแม่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือ ความปลอดภัย ดังนั้นก่อนซื้อชุดว่ายน้ำให้ลูกลองใช้คำแนะนำเหล่านี้เป็นตัวช่วยในการเลือกซื้อชุดว่ายน้ำให้ลูกกันดีกว่า

สระสีเข้ม

ชุดว่ายน้ำที่แนะนำ : เมื่อมองจากผิวน้ำในสระน้ำสีเข้ม และสามารถอ้างอิงได้ถึงทะเลสาบสีน้ำเงิน หรือทะเล แม่น้ำ บ่อน้ำ ที่สีของแหล่งน้ำโดยรวมมีความเข้ม และค่อนไปทางสีเทามากกว่าน้ำในสระ สีที่มองจากผิวน้ำได้อย่างชัดเจนที่สุดเมื่ออยู่ใต้น้ำ คือ สีเหลืองนีออน(เรืองแสง) สีเขียวนีออน (เรืองแสง) และสีส้ม เป็นสีที่สว่าง และตัดกับสีสระน้ำได้ โดยที่เราไม่มองเห็นเป็นขยะ หรือเศษใบไม้

สีของชุดว่ายน้ำที่ควรระวัง : เมื่อมองจากผิวน้ำในสระน้ำสีเข้ม ในทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ บ่อน้ำ สีของชุดว่ายน้ำที่ไม่ควรใส่ คือ สีที่ใกล้เคียงกับสีพื้นสระน้ำ เช่น สีฟ้า สีขาว สีเขียว สีน้ำเงิน และที่น่าประหลาดใจคือ สีที่สะท้อนสีพื้นสระได้อย่าง สีโทนเย็น สีขาวนั้น ถึงแม้จะมองเห็นได้ง่ายในระยะใกล้ แต่เมื่อเราเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ผิวน้ำที่เป็นคลื่น หรือว่ายดำลึกลงไป สีโทนนี้สามารถหาย หรือจางจนแทบมองไม่เห็นจากผิวน้ำ อาจทำให้การช่วยเหลือไม่ทันท่วงทีหายเกิดการ จมน้ำ โดยเฉพาะเด็ก ๆ

สระสีอ่อน ควรใส่ชุดสีใด ให้ปลอดภัยจากการ จมน้ำ
สระสีอ่อน ควรใส่ชุดสีใด ให้ปลอดภัยจากการ จมน้ำ

สระสีขาว สีอ่อน

ตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของสีชุดว่ายน้ำที่จะแนะนำ คือ สีชมพูนีออน และสีส้มนีออน แม้ว่าสีที่เข้มกว่าจะปรากฏที่พื้นสระสีอ่อน แต่มักถูกมองข้ามเพราะเป็นเหมือนกองใบไม้ ดิน หรือเงา ดังนั้นคนมักจะอยู่ห่างจากสีเหล่านั้นเมื่อคิดเช่นนั้น โดยอาจเพิ่มการมองเห็นนั้นมากยิ่งขึ้นด้วยการใส่สีสดใสให้ตัดกัน ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

สีของชุดว่ายน้ำที่ควรระวัง : เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าสีของชุดว่ายน้ำสีขาว และสีฟ้าอ่อนในสระน้ำสีอ่อน แทบจะทำให้ผู้อื่นมองไม่เห็น ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่เราตีน้ำให้กระเพื่อม หรือว่ายห่างออกไป มันแทบหายไปเหมือนดั่งเวทมนตร์เลย

แหล่งน้ำธรรมชาติ (แม่น้ำ ทะเลสาบ)

ในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ บ่อน้ำ ที่สีของแหล่งน้ำโดยรวมมีความเข้ม และเจือไปทางเทามากกว่าน้ำในสระ เหตุที่จำเป็นต้องแยกออกจากสีของสระสีอ่อน เพราะว่าแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นจะมีความขุ่น และมีแสงเงาสะท้อนของท้องฟ้า ทำให้ความสามารถในการมองเห็นใต้ผิวน้ำแตกต่างไปจากในสระน้ำสีที่ชัดเจนที่สุดเมื่ออยู่ใต้น้ำจะเป็นสีเหลืองเรืองแสง เขียวเรืองแสง และส้มเรืองแสง

สีของชุดว่ายน้ำที่ควรระวัง : ถึงแหล่งน้ำที่มีสีเข้มจะทำให้สีขาวเห็นได้ชัด แต่อาจทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเงาสะท้อนจากก้อนเมฆได้ และอาจทำให้หาตัวยากเมื่ออยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก สีชมพูนีออนกลับไม่เป็นที่แนะนำในแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนดังสระสีอ่อน

สรุปได้ว่า การเลือกสีชุดว่ายน้ำนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยของผู้สวมใส่ สีที่แนะนำโดยหลักแล้ว แนะนำให้เลือกสีชุดสีสด ๆ เข้าไว้ เพราะจะเป็นจุดสังเกต และง่ายต่อการมองเห็นหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดมากเสียยิ่งกว่า สีของชุดว่ายน้ำ คือ การดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เมื่อพาลูกไปเล่นน้ำ

สีชุดว่ายน้ำที่แนะนำเวลาเล่นน้ำทะเล
สีชุดว่ายน้ำที่แนะนำเวลาเล่นน้ำทะเล

ปลอดภัยก็ต้องมี ประโยชน์ก็ต้องได้จากการ…ว่ายน้ำ

แม้ว่าเราจะกล่าวถึงเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการจมน้ำ และความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้พ่อแม่กลัวการพาลูกไปว่ายน้ำ เนื่องจากว่า การว่ายน้ำนั้นยังคงเป็นการออกกำลังกายที่มากด้วยประโยชน์ เสริมสร้างพัฒนาการที่ดีสำหรับเด็ก สำหรับประโยชน์ที่เจ้าตัวเล็กจะได้รับจากการว่ายน้ำ มีดังนี้

  1. การฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับการว่ายน้ำตั้งแต่ยังเล็ก จะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจ ไม่กลัวน้ำ และเมื่อถึงวัยที่สามารถเรียนว่ายน้ำอย่างจริงจัง เขาก็สามารถเรียนรู้ทักษะต่างๆ ในการว่ายน้ำได้ง่ายขึ้น และเมื่อลูกสามารถว่ายน้ำได้ เขาจะมีความภูมิใจในตัวเอง และมีความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  2. ช่วยฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มีความแข็งแรง และทำงานประสานกันได้ดี ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการการยืนและเดิน รวมทั้งพัฒนาการทางสมองของลูกด้วย ซึ่งการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ปลอดภัยต่อกล้ามเนื้อ เพราะน้ำจะช่วยลดแรงกระแทก ที่อาจทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่างได้รับบาดเจ็บ
  3. ช่วยเสริมสร้างทักษะการทรงตัว และการลอยตัว
  4. น้ำช่วยกระตุ้นให้ลูกมีประสาทสัมผัสที่ไวขึ้น ทั้งการมองเห็น การได้ยิน การรับรส และการดมกลิ่น
  5. การว่ายน้ำช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ และลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้น ได้รับความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การได้รับการสัมผัสโอบกอดจากคุณพ่อคุณแม่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ลูกมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย

เคล็ดลับในการสอนเด็กว่ายน้ำ

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเรียน พ่อแม่ควรพาเด็กมาถึงสระก่อนชั่วโมงเรียนว่ายน้ำเริ่ม 15 นาที เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับสถานที่ รวมถึงมีเวลาปรับตัวและทำสมาธิก่อนลงน้ำ

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนว่ายน้ำ พ่อแม่ไม่ควรให้เด็กรับประทานอาหารก่อนว่ายน้ำ หากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ควรให้เด็กนั่งพักและรอประมาณ 1 ชั่วโมงจึงค่อยลงว่ายน้ำ

ไม่บังคับให้เด็กลงน้ำ เด็กบางรายอาจลังเลหรือยังไม่พร้อมว่ายน้ำ ซึ่งพ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกน้อยทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะการบังคับฝืนใจอาจส่งผลให้เด็กเกิดทัศนคติด้านลบต่อการว่ายน้ำ หากเด็กเริ่มร้องไห้โยเยหรือแสดงอาการไม่พอใจเมื่ออยู่ในน้ำ ให้นำเด็กขึ้นจากสระทันที

เริ่มต้นด้วยการแช่น้ำในอ่าง ในช่วงแรกเริ่ม พ่อแม่ควรลงไปแช่น้ำในอ่างกับลูกน้อยด้วย เพื่อทำให้เด็กคุ้นเคยกับน้ำ รู้สึกปลอดภัย และสนุกสนาน โดยอาจเทน้ำจากขันรดบนศีรษะและใบหน้าของเด็กทีละน้อย

อย่าไว้ใจอุปกรณ์ช่วยว่ายน้ำ ผู้ปกครองต้องดูแลใกล้ชิดเสมอ
อย่าไว้ใจอุปกรณ์ช่วยว่ายน้ำ ผู้ปกครองต้องดูแลใกล้ชิดเสมอ

เลือกสระน้ำอุ่น เด็กและทารกยังไม่สามารถปรับอุณหภูมิร่างกายได้ดีเท่าผู้ใหญ่ การว่ายน้ำในสระที่มีอุณหภูมิน้ำเย็นเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ พ่อแม่จึงควรนำลูกลงว่ายน้ำในสระน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 32-33 องศาเซลเซียส แต่หากจำเป็นต้องลงว่ายน้ำในสระปกติ ให้นำเด็กขึ้นจากสระทุก ๆ 10 นาทีเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ทั้งนี้ พ่อแม่จำเป็นต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเด็กในระหว่างที่แช่น้ำอยู่เสมอ หากริมฝีปาก นิ้วมือ หรือนิ้วเท้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง ให้นำเด็กขึ้นจากสระน้ำทันที

สร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน พ่อแม่ควรลงไปว่ายน้ำกับเด็กและสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานไปด้วย อย่างการร้องเพลงหรือเล่นเกม และมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอ เพื่อทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและคิดว่าการว่ายน้ำเป็นเรื่องสนุก

หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ช่วยลอยตัว การใช้อุปกรณ์ช่วยลอยตัวอย่างห่วงยางหรือปลอกแขนว่ายน้ำ อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าการว่ายน้ำนั้นไม่ปลอดภัย นอกจากนั้น การใช้อุปกรณ์ดังกล่าวยังบังคับให้เด็กว่ายน้ำโดยจัดร่างกายให้ตั้งฉากกับน้ำ แต่จริง ๆ แล้วท่าว่ายน้ำที่เหมาะสม คือ จัดร่างกายให้ขนานกับน้ำ

ว่ายน้ำให้ปลอดภัย ต้องเตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้ จมน้ำ
ว่ายน้ำให้ปลอดภัย ต้องเตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้ จมน้ำ

อุ้มเด็กด้วยท่าที่เหมาะสม วิธีอุ้มเด็กในน้ำนั้นมีหลายวิธี ซึ่งควรเลือกท่าที่ผู้อุ้มและเด็กรู้สึกสบายที่สุด อย่างการอุ้มโดยใช้มือประคองด้านหลังศีรษะและก้นของเด็ก หรือการอุ้มโดยใช้มือทั้ง 2 ข้างประคองใต้รักแร้จากทางด้านหน้าหรือด้านหลัง รวมทั้งผู้อุ้มควรพาเด็กเดินวนรอบสระ เพื่อให้เด็กรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของน้ำ หากเป็นสระเด็กหรือสระที่มีน้ำไม่ลึกมากนัก ให้ผู้อุ้มย่อตัวลงและใช้มือทั้ง 2 ข้างประคองใต้รักแร้ของเด็ก เพื่อให้ตนเองอยู่ในระดับเดียวกันกับเด็ก

คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก พ่อแม่หรือผู้ดูแลที่ลงไปในสระน้ำกับเด็กต้องอุ้มเด็กด้วยวิธีที่ถูกต้องอยู่เสมอ สำหรับเด็กที่ว่ายน้ำเป็นแล้วอาจปล่อยให้เด็กว่ายน้ำเองได้ แต่จำเป็นต้องเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา และพร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดอุบัติเหตุใด ๆ

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com/new.camri.go.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พูดเรื่องความปลอดภัย ให้ลูกเข้าใจง่าย

เตือนภัยพ่อแม่! ชุดว่ายน้ำเด็ก สีไม่สดใส อันตรายกว่าที่คิด

พ่อแม่ต้องระวัง! 5 โรคฮิตมาพร้อมเปิดเทอม

ลูกขยี้ตา คันตาบ่อย ๆ ระวังเป็นตาแดงรับเปิดเทอม

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกอาหารเป็นพิษ

ช่วยด้วย ลูกอาหารเป็นพิษ ปวดท้อง อาเจียนไม่หยุด

ช่วยด้วย ลูกอาหารเป็นพิษ ปวดท้อง อาเจียนไม่หยุด

โรงเรียนเปิดแล้ว เด็ก ๆ ก็จะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียน หลังเลิกเรียน เด็กหลายคนก็ชอบซื้ออาหาร ขนม ที่ขายอยู่ตามหน้าโรงเรียนมากินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็ต้องระวัง เพราะเราไม่รู้ว่าอาหาร ขนม เหล่านั้น สะอาดมากน้อยแค่ไหน เพราะหาก ลูกอาหารเป็นพิษ ก็อาจส่งผลให้ลูกปวดท้องและอาเจียน จนถึงกับอาจซึมได้

อาหารเป็นพิษคืออะไร

อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) หรือ ลำไส้อักเสบติดเชื้อ (Acute Infectious Diarrhea) เป็นภาวะที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ขนม หรือน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่เข้าไป ร่างกายจึงมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ตอบสนองออกมา ซึ่งจะเกิดอาการเร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน และส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง

สาเหตุที่ทำให้ ลูกอาหารเป็นพิษ

เชื้อโรคและอาหารที่มักจะพบเชื้อได้มีดังนี้

  • Campylobacter: มักพบในเนื้อสัตว์ปีก
  • Clostridium botulinum: มักพบในอาหารกระป๋อง อาหารหมัก อาหารที่ถูกเก็บในอุณหภูมิอุ่น ๆ เป็นเวลานาน
  • Clostridium perfringens: มักพบในเนื้อสัตว์ย่างที่ให้ความร้อนไม่เพียงพอ
  • Escherichia coli (E. coli): มักพบในเนื้อวัวดิบ ผักสด นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
  • Listeria: มักพบในฮอตดอก นมและชีสที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ อาหารทะเลรมควัน
  • Noroviruses: มักพบในผักสด ผลไม้สด หอยนางรมสด
  • Salmonella: มักพบในเนื้อสัตว์สด ไข่แดงสด
  • Staphylococcus aureus: มักพบในอาหารที่เตรียมไว้และไม่ได้รับการปรุงในทันที เช่น เนื้อสไลด์ ครีมซอส สลัด
  • Vibrio vulnificus: มักพบในหอยนางรมสด หอยแมลงภู่สด หอยเชลล์สด

เชื้อโรคเหล่านี้จะมีการผลิตสารพิษบางอย่างขึ้นมา แม้อาหารนั้น ๆ จะมีการปรุงสุกเรียบร้อยแล้ว แต่สารพิษเหล่านี้มีความสามารถทนทานต่อความร้อนได้ ทำให้ผู้ป่วยที่ทานอาหารจานนั้นเข้าไปเกิดอาการอาหารเป็นพิษในที่สุด

ลูกอาหารเป็นพิษ
ลูกอาหารเป็นพิษ ปวดท้อง อาเจียนไม่หยุด

อาการที่ควรพบแพทย์

1. ถ่ายอุจจาระเป็นมูก หรือมูกเลือด

2. ไข้สูง หรือชัก

3. อาเจียนบ่อย

4. ท้องอืด

5. หอบลึก

6. ไม่ยอมดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทุกชนิดและ/ หรือไม่ยอมดื่มนมหรือกินอาหาร

7. ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่แล้ว แต่เด็กยังดูเพลีย, ซึม

8. ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำบ่อย (มากกว่า 10 ครั้งต่อวัน)

อาหารที่ควรให้รับประทานระหว่างที่ ลูกอาหารเป็นพิษ

  1. เด็กเล็กที่เลี้ยงด้วยนมมารดา ให้นมมารดาต่อไป ควรให้เด็กดูดนมบ่อยขึ้นกว่าปกติ
  2. เด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสม ให้ชงเจือจางเท่าตัวและดื่มต่อไป
  3. เด็กโตให้อาหารอ่อนที่ย่อยง่ายเป็นข้าวต้ม, โจ๊ก โดยอาจต้องเพิ่มให้บ่อยกว่าปกติ

ถ้าเด็กสามารถดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และกินอาหารและนมได้ ถึงแม้จะยังถ่ายอยู่ แต่เด็กไม่อ่อนเพลีย ดูสดใสขึ้น แสดงว่าทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ด้วยสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทัน และพอเพียง ก็ให้ดื่มต่อไปจนกว่าจะหยุดถ่าย

ถ้าถ่ายท้องรุนแรง อาเจียนรุนแรง ดื่มนมหรือน้ำไม่ได้ ซึม กระสับกระส่าย ตาโบ๋ กระหม่อมบุ๋มมาก (ในเด็กเล็ก) หายใจหอบแรง หรืออาการไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง ต้องไปหาหมอโดยเร็ว

การรักษา

หากเป็นเด็กที่โตขึ้นมา แพทย์จะให้การรักษา ตามความรุนแรงของโรคดังนี้

1. ถ้ารุนแรงไม่มาก ยังกินได้ และขาดน้ำไม่มาก (ลุกเดินได้ ไม่หน้ามืด) ก็จะให้การรักษาตามอาการและให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (แบบเดียวกับที่แนะนำในหัวข้อ “การดูแลตนเอง”)

2. ถ้ารุนแรง ถึงขั้นขาดน้ำรุนแรง (มีอาการใจหวิว ใจสั่น จะเป็นลม มือเท้าเย็น  ปัสสาวะออกน้อยมาก) หรืออาเจียนรุนแรง ถ่ายรุนแรง หรือกินไม่ได้ ก็จะต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ จนกว่าจะทุเลา

3. ถ้าสงสัยเกิดจากสาเหตุอื่น ก็จะให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น ให้ยาปฏิชีวนะในรายที่พบว่าเป็นบิดชิเกลล่า หรืออหิวาต์ เป็นต้น

วิธีป้องกัน

การรักษาความสะอาดเพื่อกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าปาก โดย

  • ผู้ปกครองต้องหมั่นให้เด็กล้างมือทุกครั้ง ก่อนจะหยิบจับอาหาร หรือชงนมให้เด็กที่กินนมผสม
  • รวมทั้งขวดนม,จุกนม ต้องล้างทำความสะอาดหลังการใช้ทันที และฆ่าเชื้อโดยการต้มจนเดือดอย่างน้อย 10-15 นาที ดังนั้นจึงต้องมีขวดนมจำนวนเพียงพอ ที่จะมีเวลาต้มทำความสะอาดได้
  • ควรชงนม ในปริมาณที่กินหมด ในครั้งเดียว ถ้ายังกินไม่หมด ควรมีฝาครอบจุกให้มิดชิด และไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 ชม.
  • ในเด็กโตที่กินอาหารอื่น ต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ มีภาชนะปิด
  • ทำความสะอาด ภาชนะที่ใส่เช่น จาน, ชาม, ช้อน
  • อย่าลืมล้างมือให้เด็กบ่อย ๆ เพราะในวัยนี้จะชอบเอาของ และมือตัวเองเข้าปาก ก็จะเป็นการนำเชื้อโรคเข้าตัวเองด้วย
  • ของเล่นที่สามารถล้างทำความสะอาดได้ ก็ควรนำไปล้าง แต่บางชนิดที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้ ก็ควรทิ้งหรือเปลี่ยนใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลเปาโล, Raksa, โรงพยาบาลราชวิถี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เมื่อลูกปวดท้องจาก “โรคบิด” ภัยร้ายหน้าร้อนที่ต้องระวัง!!

เตือนแม่! ลูกแอดมิท ปวดท้องหนัก เพราะชานมไข่มุก

ลูกปวดท้อง อย่านิ่งนอนใจ! 4 โรคร้ายที่อาจแอบแฝง

พัฒนาการทารก 7 เดือน วัยแห่งการเล่น สำรวจ เรียนรู้!!

พัฒนาการทารก 7 เดือน เป็นช่วงที่ยุ่งของพ่อแม่มากกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากลูกเริ่มเคลื่อนไหวได้มากขึ้น และชอบนำสิ่งของเข้าปาก จึงต้องคอยระวังเป็นพิเศษ

พัฒนาการทารก 7 เดือน วัยแห่งการเล่น สำรวจ เรียนรู้!!

หากทารกยังไม่เริ่มนั่งได้เอง หรือฟันซี่แรกยังไม่เริ่มขึ้น เหตุการณ์เหล่านั้นอาจจะเริ่มเกิดขึ้นในเดือนนี้ได้ นอกจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว ยังมีความเปลี่ยนแปลงด้านใดบ้าง ที่อาจจะเกิดขึ้นในเดือนนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการทารก 7 เดือน มาให้แล้วค่ะ

ทารกนั่งได้เองโดยไม่ต้องประคอง หรือมีหมอนหนุน
ทารกนั่งได้เองโดยไม่ต้องประคอง หรือมีหมอนหนุน

การเจริญเติบโตทางร่างกาย

ในเดือนนี้ ทารกอาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนประมาณ 450-560 กรัม และส่วนสูงอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 เซนติเมตร

ทารกเพศชาย

น้ำหนักประมาณ 8 กิโลกรัม

ส่วนสูงประมาณ 68 เซนติเมตร

ทารกเพศหญิง

น้ำหนักประมาณ 7 กิโลกรัม

ส่วนสูงประมาณ 66 เซนติเมตร

ทั้งนี้การเจริญเติบโตของทารกแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ทารกที่น้ำหนักและส่วนสูงไม่ตรงตามค่าเฉลี่ยดังกล่าว อาจเป็นทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ได้

ทารกอาจเริ่มมีฟันงอกขึ้น ในช่วงอายุ 5-7 เดือน ลองสังเกตว่าทารกมีอาการร้องไห้งอแงผิดปกติ หรือมีน้ำลายไหลหรือไม่ ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากอาการเจ็บเหงือก เพราะฟันจะเริ่มขึ้นนั่นเอง โดยฟัน 2 ซี่ด้านล่างอาจงอกขึ้นก่อน ต่อด้วยฟัน 2 ซี่ด้านบน และฟันด้านข้างควรจะงอกขึ้นมาภายในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า แต่ทั้งนี้ทารกบางคนฟันอาจไม่ขึ้นในช่วงเวลานี้ ทารกบางคนอาจมีฟันงอกขึ้นมาตั้งแต่แรกคลอดได้ หรือบางคนอาจเริ่มมีฟันงอกหลังจากอายุครบ 1 ปีแล้วก็ได้

การรับประทาน

ทารก 7 เดือน ยังคงดื่มนมแม่หรือนมผงเป็นอาหารหลัก สำหรับนมแม่ ทารกจะดื่มทุก 3-4 ชั่วโมง หากคุณแม่ต้องการปั๊มนมเก็บไว้ ควรปั๊มเก็บไว้ประมาณ 740 มิลลิลิตร หรือ 25 ออนซ์ต่อวัน แล้วแบ่งให้เท่ากับจำนวนที่ทารกดื่มในแต่ละวัน สำหรับทารกที่ดื่มนมผง ควรให้ดื่มคร้้งละประมาณ 180-240 มิลลิลิตร หรือประมาณ 6-8 ออนซ์ โดยให้ดื่ม 4-6 ครั้งต่อวัน

ในวัยนี้ทารกบางคนอาจมีฟันขึ้นมาหลายซี่แล้ว การรับประทานอาหารจึงสามารถทานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดื่มนมแม่หรือนมผงเท่านั้น ทารกที่เริ่มทานอาหารบด ผักบด ผลไม้บด ในช่วงอายุ 4-6 เดือน สามารถเริ่มทานอาหารที่แข็งขึ้นมาเล็กน้อยได้ เช่น ผัก ผลไม่ ข้าวสวย เพื่อให้ทารกได้ฝึกการทานอาหารที่มีเนื้อหยาบขึ้น และฝึกการเคี้ยว ควรเริ่มให้อาหารที่มีเนื้อหยาบ 1-2 มื้อต่อวัน อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย จนเพิ่มขึ้นถึง 120-180 มิลลิลิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของทารกแต่ละคน

อาหารที่เหมาะสำหรับทารก 7 เดือน

ธัญพืช

ทารกเริ่มเคี้ยวธัญพืชต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เช่น

  • ข้าวสวย
  • ฃ้าวกล้อง
  • ข้าวบาร์เลย์
  • ข้าวโอ๊ต
  • ข้าวฟ่าง
  • ลูกเดือย

ผัก

อาจนำไปบดหรือต้มจนนิ่มก่อน เพื่อให้ทารกทานได้ง่ายขึ้น เช่น

  • ฟักทอง
  • แครอท
  • อะโวคาโด
  • ดอกกะหล่ำ
  • หน่อไม้ฝรั่ง
  • บร็อคโคลี่
  • ผักโขม
  • ผักคะน้า
  • กะหล่ำปลี
  • บวบ

ผลไม้

อาจยังต้องเลือกผลไม้ที่สุกแล้ว หรือมีเนื้อนิ่ม เพื่อทารกจะได้เคี้ยวง่าย หรืออาจนำผลไม้มาบดก่อนได้ เช่น

  • กล้วย
  • แอ๊ปเปิ้ล
  • มะม่วง
  • บลูเบอรี่
  • กีวี
  • ลูกแพร์
  • สตรอเบอรี่
  • มะละกอ
  • ส้ม
  • แตงโม
  • ลูกพีช
  • ลูกพลัม
อาหารเสริม
อาหารเสริม

อาหารประเภทแป้ง

ทารกในวัยนี้สามารถย่อยอาหารประเภทแป้งได้ดีขึ้น และยังมีคาร์โบไฮเดรต ซึ่งจะช่วยสร้างพลังงานให้กับทารกอีกด้วย เช่น

  • ข้าว
  • ขนมปัง
  • พาสต้า
  • มันฝรั่ง
  • มันเทศ
  • ธัญพืชจำพวกข้าวต่าง ๆ

อาหารประเภทโปรตีน

โปรตีน เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของทารก อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ กระดูก และเสริมพลังงานได้เป็นอย่างดี แต่อาหารประเภทโปรตีนบางชนิดเป็นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ซึ่งมีเนื้อที่แข็ง จึงควรนำไปต้ม บด หรือปั่น ให้นิ่มก่อน เพื่อง่ายต่อการเคี้ยวของทารก อาหารประเภทโปรตีน เช่น

  • เนื้อหมู
  • เนื้อวัว
  • เนื้อไก่
  • ปลา
  • ไข่
  • ถั่ว
  • เต้าหู้

ผลิตภัณฑ์จากนม

ในวัยนี้ทารกสามารถย่อยโปรตีนในนมได้ดีขึ้น จึงสามารถเริ่มดื่มนม หรือทานอาหารที่ผลิตจากนมวัวได้มากขึ้น เช่น

  • นมวัวพาสเจอร์ไรส์
  • นมแพะ
  • นมแกะ
  • โยเกิร์ต
  • ชีส

การนอน

ทารกวัย 7 เดือน ควรนอนวันละประมาณ 14 -15 ชั่วโมง โดยนอนตอนกลางคืนประมาณ 6 – 11 ชั่วโมง ทั้งนี้ทารกบางคนอาจหลับยาวถึงเช้า แต่บางคนอาจตื่นในเวลากลางคืนได้ และนอนกลางวันรวมทั้งหมดประมาณ 3-4 ชั่วโมง ประมาณ 2 ครั้ง

การใช้กล้ามเนื้อ

  • ทารกสามารถนั่งได้เองโดยไม่ต้องประคองหรือมีหมอนหนุน
  • อาจยืนทรงตัวได้โดยมีผู้ใหญ่คอยประคองอยู่
  • สามารถเอื้อมเอาสิ่งของเข้ามาหาตัว และใช้มือจับไว้ได้
  • ถือแก้วน้ำ และยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเองได้ และอาจทานอาหารจากช้อนได้
  • อาจเริ่มคลาน กลิ้ง หรือไถลำตัวไปกับพื้นรอบ ๆ ห้องได้แล้ว หรือทารกอาจใช้หลายวิธีร่วมกัน เพื่อช่วยในการเคลื่อนที่

การมองเห็นและการได้ยิน

ระยะในการมองเห็นพัฒนาขึ้น และสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นภาพสีได้แล้ว นอกจากนี้การได้ยินก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน เมื่อทารกได้ยินเสียงพูด อาจรู้ได้ว่าผู้พูดอยู่ตรงไหน และทารกยังอาจพยายามเลียนแบบเสียง และวิธีการพูดอีกด้วย

การสื่อสาร

ความจำจะพัฒนาขึ้นมาก ทารกอาจรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งของต่าง ๆ แม้ว่าตนเองจะมองไม่เห็นสิ่งของนั้นแล้ว โดยสังเกตได้จากการที่ทารกเริ่มโยนสิ่งของลงพื้นแล้วมองตามสิ่งของนั้น

ทารกจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำพูดมากขึ้น โดยทารกอาจหันไปหาเสียงที่เรียกชื่อของตนเอง หรือแสดงปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อถูกปฏิเสธแม้จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทุกครั้งก็ตาม นอกจากนี้ทารกอาจพยายามสื่อสารโดยการใช้เสียง อาจส่งเสียงที่แตกต่างกัน เช่น หัวเราะ หรือออกเสียงสั้น ๆ ต่อเนื่องกัน โดยสามารถออกเสียงสระและพยัญชนะได้ เช่น ปะปา มะมา

ทารกอาจสื่อสารอารมณ์ต่าง ๆ โดยการแสดงออกทางใบหน้า และยังเข้าใจความรู้สึกของผู้พูดจากน้ำเสียงและสีหน้าได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการติดแม่ หากคุณแม่ต้องออกไปนอกบ้าน อาจต้องรอจนกว่าลูกจะหลับ หรือให้ผู้ที่ช่วยดูแลเบี่ยงเบนความสนใจของทารกไว้ขณะจะออกนอกบ้าน หากลูกร้องไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะทารกจะหยุดร้องเองในเวลาไม่นาน

เคล็บลับการดูแลทารกวัย 7 เดือน

การเลี้ยงดูทารกนั้น ควรเรียนรู้วิธีส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ เพื่อให้ทารกเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง เคล็ดลับต่าง ๆ มีดังนี้

  • ให้ทารกนั่งเก้าอี้สูงหรือเก้าอี้ทานข้าว เพื่อให้ทารกได้ร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัว และได้ฝึกทารกให้ทานอาหารเองได้
  • ชอบเล่นจ๊ะเอ๋ ทารกจะหัวเราะอย่างสนุกสนาน ช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์
  • นำผ้าห่มมาปิดลูกบอลหรือตุ๊กตา แล้วเปิดผ้าห่มออก ทารกจะสนุกกับเกมส์ และช่วยทำให้ทารกได้เรียนรู้ถึงการมีอยู่อย่างถาวรของวัตถุสิ่งของ
  • นำของเล่นมาวางไว้ในจุดที่ไม่สามารถเอื้อมถึง เพื่อให้ทารกพัฒนาการเคลื่อนไหว โดยพยายามไปหยิบของเล่น
  • อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง และอธิบายว่ามีอะไรอยู่ในภาพบ้าง
  • เล่น และพูดคุยกับลูกเป็นประจำ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อและภาษา
  • ควรใช้ยางกัดหรือผ้าให้ทารกกัด เพื่อบรรเทาอาการเจ็บเหงือกเมื่อเริ่มมีฟันขึ้น ไม่ควรใช้เจลบรรเทาอาการเจ็บเหงือก ที่มีส่วนผสมของสารเบนโซเคน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  • หากทารกมีฟันขึ้นแล้ว ควรแปรงฟันทุกวัน โดยใช้แปรงสีฟันเด็กที่ขนนุ่ม และใส่ยาสีฟันเล็กน้อย
  • ควรเก็บของมีคม สารเคมี และสิ่งของต่างๆที่เป็นอันตรายต่อทารก เนื่องจากวัยนี้สามารถเคลื่อนที่ได้บ้างแล้ว นอกจากนี้ควรปิดปลั๊กไฟไม่ให้ทารกใช้นิ้วแหย่เข้าไปได้

พัฒนาการทารก 7 เดือนที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวมข้อมูลมาฝากนี้ คงจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่นำไปเป็นคู่มือในการดูแลลูกน้อยกันนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ฝึกลูกนั่งคาร์ซีท ทำอย่างไร? ให้ลูกแฮปปี้..ดี๊ดีตลอดทริป

ลูกขยี้ตา คันตาบ่อย ๆ ระวังเป็นตาแดงรับเปิดเทอม

5 ข้อดีให้ลูกน้อยใช้ “ยางกัด” พร้อมวิธีทำความสะอาด

หยุดก่อนแม่!ทำตามเขาแต่หนูเสี่ยง ป้อนกล้วยลูก ถึงตาย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pobpad.com, https://hellokhunmor.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ใบงานอนุบาล

แจกฟรี! ใบงานอนุบาล เน้นเสริมเชาวน์ปัญญา กว่า 180 ชุด

โหลดไปใช้กันฟรีๆ!! รวมไฟล์ ใบงานอนุบาล แบบฝึกหัดอนุบาล 1-3 มากกว่า 180 ชุด เน้นเตรียมความพร้อม+เสริมเชาวน์ปัญญา สำหรับฝึกทักษะให้ลูกน้อยแบบเน้นๆ

แจกฟรี! ใบงานอนุบาล สำหรับฝึกทักษะ เสริมเชาวน์ปัญญา

เชาวน์ปัญญา ในเด็กปฐมวัย หมายถึง ความสามารถทางสติปัญญา ความสามารถในการเข้าใจ มีไหวพริบ มีความสามารถในการแก้ปัญหา และมีความสามารถในการใช้ความจำ รวมไปถึงความสามารถในการปรับตัวและอยู่รวมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเสริมสร้างทักษะทางเชาวน์ปัญญาให้กับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกเกิด ถึง 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมถึงมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ซึมซับได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นวัยแห่งการวางรากฐานของพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

หากคุณพ่อคุณแม่อยากทดสอบและฝึกเชาวน์ปัญญาให้กับลูกน้อยวัยอนุบาล หรือลูกน้อยในวัย 3-6 ขวบ จึงต้องห้ามพลาด! ไฟล์ ใบงานอนุบาล แบบฝึกหัดอนุบาล ที่ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมมาให้แล้ว โดยไม่ต้องไปลำบากเดินหาซื้อเองให้เมื่อยขา และสามารถโหลดไปใช้กันฟรีๆ เพื่อนำไปฝึกและทดสอบเชาวน์ปัญญาของลูกน้อยมากกว่า 80 ชุด

ซึ่งทีมงาน Amarin Baby & Kids ก็หวังว่า ใบงานอนุบาล เสริมเชาวน์ปัญญา กว่า 80 ชุด นี้ จะมีส่วนช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณครูได้แบบฝึกหัดนำไปเป็นสื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ สำหรับลูกน้อยวัยอนุบาลได้เป็นอย่างดี

ใบงานอนุบาล ชุดความรู้ความเข้าใจ

สำหรับไฟล์นี้มีอยู่ประมาณ 40 หน้า ส่วนใหญ่จะเป็นแบบอธิบายให้เด็กฟังแล้วทำความเข้าใจ หรือยกตัวอย่างเพิ่มเติม เหมาะที่จะให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีเวลาพูดคุยกับลูกน้อยด้วย

ใบงานอนุบาล ชุดความรู้ความเข้าใจคลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด >> แบบฝึกหัดเตรียมอนุบาล ชุดความรู้ความเข้าใจ

 

ใบงานอนุบาล แบบทดสอบเตรียมความพร้อม
ทางด้านเชาวน์ปัญญา อนุบาล 1 – อนุบาล 3

ขอบคุณข้อมูลจาก : exercise-exam.blogspot.com

ใบงานอนุบาล

รวม ใบงานอนุบาล เสริมเชาวน์ปัญญา 5 ทักษะ

การจำแนกและจัดกลุ่มการเรียงลำดับ
ใบงานอนุบาลชุดที่:   1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |  11 | 12 | 13 | ใบงานอนุบาลชุดที่:   1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |  11 | 12 | 13 |
การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว
ใบงานอนุบาลชุดที่:   1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |ใบงานอนุบาลชุดที่:   1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
การสังเกตรูปทรงใบงานอนุบาล
ใบงานอนุบาลชุดที่:   1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |  11 | 12 | 13 |

ขอบคุณข้อมูลไฟล์ ใบงานอนุบาล จาก : karn.tv

รวมแบบฝึกการพัฒนาทักษะการคิด 
สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3

แบบฝึกการพัฒนาทักษะการคิด สำหรับเด็ก อ.3 นี้เป็นชุดฝึกอบรมครูเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 “ เล่มที่ 2 แบบฝึกการพัฒนาทักษะการคิดสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ” นี้เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อฝึกอบรมครู
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วยแบบฝึกจ านวน 8 ชุด แต่ละแบบฝึก จะมีจุดประสงค์ในการพัฒนาทักษะการคิดที่เป็นพื้นฐานทางการเรียนรู้ และทักษะการคิด จินตนาการและคิดสร้างสรรค์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560

โหลด แบบฝึกการพัฒนาทักษะการคิด (100 ชุด)
สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 คลิก  ใบงานอนุบาล 3 พัฒนาทักษะการคิด

ใบงานอนุบาล
(ขอบคุณ ใบงานอนบาลจาก ชุดฝึกอบรมครูเพื่อพัฒนาทักษะการคิด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 เล่มที่ 2)

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก : 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่