ฝีดาษลิง เริม อีสุกอีใส ต่างกันอย่างไร

ฝีดาษลิง เริม อีสุกอีใส ต่างกันอย่างไร

ฝีดาษลิง เริม อีสุกอีใส ต่างกันอย่างไร

ขณะนี้โรคฝีดาษลิงได้ระบาดอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก และคาดการณ์ว่าในขณะนี้ที่ไทยเปิดประเทศแล้วการระบาดของฝีดาษลิงอาจเข้ามาในไม่ช้า อย่างไรก็ดีมีอีก 2 อาการที่มีตุ่มคล้ายกับฝีดาษลิง ได้แก่ เริมและอีสุกอีใส เราจะสังเกตุได้อย่างไรว่า ฝีดาษลิง เริม อีสุกอีใส ต่างกันอย่างไร

ฝีดาษลิง เริม อีสุกอีใส ต่างกันอย่างไร

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงลักษณะอาการที่แตกต่างระหว่าง โรคฝีดาษลิง และโรคเริม ว่า ลักษณะผื่น ตุ่มที่ผิวหนังจากการเกิดโรคบางครั้งแยกยาก ที่แยกยากสุดคือ อีสุกอีใส

มีการศึกษาพบว่า บางประเทศในแอฟฟริกา คนในพื้นที่มีการติดเชื้อซ้ำสองตัวพร้อมกันคือ ทั้งอีสุกอีใส และฝีดาษลิงพบประมาณ 12.5% ดังนั้น อีสุกอีใสแยกยาก แล้วยังอาจจะเกิดพร้อมกับฝีดาษลิงได้ สำหรับประเทศไทย โอกาสที่จะเป็นอีสุกอีใสอาจจะน้อย เพราะเด็กได้รับการฉีดวัคซีนอีสุกอีใสแล้ว

ฝีดาษลิงและอาการของโรค

ฝีดาษลิงเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส orthopoxvirus ที่แพร่จากสัตว์สู่คน ด้วยอาการที่คล้ายกับฝีดาษแต่มีความรุนแรงน้อยกว่า โดยเชื้อไวรัสฝีดาษลิง เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษในคน และฝีดาษวัว ในทวีปแอฟริกาเชื้อฝีดาษลิงพบในสัตว์หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกระรอกเชือก กระรอกต้นไม้ หนูกระเป๋าแกมเบีย หนูดอร์ไมซ์ รวมถึงลิงสายพันธุ์ต่าง ๆ และสัตว์อื่น

ฝีดาษลิง

ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคฝีดาษลิงหลังติดเชื้อประมาณ 12 วัน อาการป่วยคือ

  1. มีไข้ หนาวสั่น
  2. ปวดหัว เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต (ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นอาการสำคัญที่แตกต่างจากฝีดาษคน)
  3. ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
  4. อ่อนเพลีย
  5. จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา และอาจจะเกิดบนหน้าและลำตัวได้ด้วย
  6. จากผื่น จะกลายเป็นตุ่มหนอง
  7. ในระยะสุดท้ายตุ่มหนอง จะมีสะเก็ดคลุมแล้วหลุดออกมา

โรคนี้จะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มเป็นจนหายประมาณ 2–4 สัปดาห์

เริมและอาการโรคเริม

โรคเริม เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า Herpe Simplex Virus (HSV) ซึ่งจะมีอยู่ 2ชนิดด้วยกัน คือ HSV type1และ HSV type2 โดยเชื้อ HSV นั้นทำให้เกิดเริมได้ที่บริเวณผิวหนัง และในส่วนชั้นเยื่อเมือกของร่างกาย โดยสามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย

ลักษณะอาการของโรคเริมนั้น เป็นดังนี้

เริม
  • เริ่มจาก มีตุ่มน้ำใสขึ้นในบริเวณที่ติดเชื้อ
  • หลังจากนั้นจะแตกออก แล้วเกิดเป็นแผล มีอาการปวดแสบ ปวดร้อนร่วมด้วย

เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อมาครั้งแรก อาจมีระยะฟักตัวนานประมาณ 2-20 วัน ก่อนจะมีอาการแสดงออกมา แต่เมื่อหายแล้วเชื้อก็ยังสามารถเข้าไปฝังตัวในปมประสาทใต้ผิวหนังของเรา และสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อหากเรามีสุขภาพอ่อนแอ หรือพักผ่อนน้อย เพราะเริมชอบเกิดในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

โดยทั่วไปเริมสามารถติดต่อกันได้ทางการสัมผัส ดังนั้นหากเกิดเริมขึ้น ควรงดการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น งดมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่มีโรคเริมกำเริบ

อีสุกอีใสและอาการโรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) ที่เกิดจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อได้ง่าย สำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาก่อน ในปัจจุบันมีวัคซีนอีสุกอีใส ที่ช่วยป้องกันเด็กจากการเป็นอีสุกอีใส การฉีดวัคซีนอีสุกอีใสเป็นประจำ และตามระยะเวลาที่กำหนด เป็นสิ่งที่จำเป็นในการป้องกันโรคอีสุกอีใส

อีสุกอีใส

อาการของโรคอีสุกอีใส จะเริ่มจากผื่นคันและจะมีอาการอยู่ประมาณ 10-21 วัน หลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัส หลังจากนั้นจะเกิดผื่นพุพองที่จะแสดงอาการอยู่ประมาณ 5-10 วัน อาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นก่อนการเกิดผื่น ได้แก่

  • ไข้
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดศรีษะ
  • รู้สึกอ่อนล้าและไม่สบายตัว  

อาการโรคอีสุกอีใส สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 มีตุ่มสีชมพู หรือแดง เริ่มก่อตัวบนผิวหนัง และเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาหลายวัน
ระยะที่ 2ตุ่มน้ำจะเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และเริ่มมีการแตก
ระยะที่ 3 – เกิดสะเก็ดแผลที่จะครอบตุ่มน้ำที่เกิดการแตก สะเก็ดเหล่านี้จะใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะดีขึ้น

หลังจากทั้ง 3 ระยะแล้ว จะพบว่าเกิดตุ่มแดงบนผิวหนังหลายวัน และจะมีอาการของผื่นชนิดต่าง ๆ ทั้งเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำ และในที่สุดก็จะกลายเป็นสะเก็ดแผล ผู้ป่วยจะเริ่มเข้าสู่ระยะแพร่เชื้อเป็นระยะเวลา 48 ชั่วโมงก่อนเกิดผื่น โดยผู้ป่วยจะยังอยู่ในระยะเวลาแพร่เชื้อจนกว่าจะเกิดสะเก็ดแผลครอบตุ่มน้ำ หลังจากนั้นจึงจะพ้นระยะของการแพร่เชื้อ

โรคอีสุกอีใสจะไม่แสดงอาการที่รุนแรงในเด็กที่มีสุขภาพดี อย่างไรก็ตามในเคสที่มีความรุนแรง ผื่นจะเกิดการลุกลามไปทั่วทั้งร่างกายและจะเกิดรอยโรคขึ้นในช่องคอ รวมถึงที่เยื่อบุผิวบริเวณท่อปัสสาวะ ทวารหนัก และช่องคลอด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลศิครินทร์, แนวหน้า,MedPark Hospital, มติชน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

มาแล้วแม่จ๋า ฝีดาษลิง ระบาดหลายที่ทั่วโลก

โรคอีสุกอีใส กับความเชื่อผิดๆ พร้อมคำเตือนจากคุณหมอ

เริมในช่องปาก โรคฮิตของเด็กเล็ก อาการเป็นอย่างไร

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

แม่กรเล่าประสบการณ์ สังเกตให้ดี ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด พร้อมแนะวิธีรับมือ

แม่กรเล่าประสบการณ์ เลี้ยงลูกแฝด จนเกิด ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด อาการหนัก รับรู้และเข้าใจเลี้ยงลูกเหนื่อยแค่ไหน แต่คิดไม่ได้ เหมือนคนสติหลุด!

สาเหตุ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

กรได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด มาบ้าง ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ค่ะ จนตอนที่ตั้งครรภ์เองก็ได้อ่านประสบการณ์จากแม่ๆ ที่มาแชร์กัน ตอนนั้นยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวและคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเองแน่นอน ซึ่งสาเหตุหลักของภาวะนี้จะเกิดจากฮอโมนเพศหญิงที่ลดลงเฉียบพลันหลังคลอดค่ะ และจะมีปัจจัยกระตุ้นภาวะนี้จากการเหนื่อยล้าในการเลี้ยงลูก นอนน้อย การปรับตัวไม่ได้ในช่วงแรก ความเครียดหรือวิตกกังวลมากเกินไปจะทำให้ภาวะนี้มีความรุนแรงมากขึ้น

ขอเท้าความนิดนึงค่ะ พอกรตั้งครรภ์เข้าช่วงไตรมาส 3 กรเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนเยอะขึ้นเรื่อยและเสี่ยงต่อกรรจะคลอดได้ทุกเมื่อค่ะ กรเริ่มมีความเครียด กังวล หวาดระแวง จิตตกคอยสังเกตจับจ้องอาการตัวเองตลอดเวลา กรกลัวคลอดก่อนกำหนดแล้วลูกจะไม่รอด หรือต้องโดนเจาะโดนผ่าอะไรเยอะแยะมากมาย และสุดท้ายเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ กรไม่สามารถอุ้มท้องได้ครบตามอายุครรภ์ที่คุณหมอกำหนด เจ้าแฝดออกมาตัวเล็กจิ๋วเดียว ต้องอยู่ในตู้อบและใส่เครื่องช่วยหายใจในช่วงวันแรกๆ สายอะไรไม่รู้ระโยงระยางเต็มตัวลูกไปหมด กรถามคุณหมอทุกวันว่าลูกจะรอดไหม จะปกติไหม คุณหมอตอบได้แค่ “เราต้องดูอาการกันวันต่อวันค่ะคุณแม่…” เหตุการณ์นี้ ภาพนี้ติดตากรและทำให้กรหยุดโทษตัวเองไม่ได้ว่าเป็นเพราะกรเองที่ทำให้ลูกต้องอยู่ในสภาพแบบนี้

อ่านเพิ่มเติม >> แม่กรเล่าละเอียดยิบ “ขั้นตอน ทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI)” ทั้งการแพทย์ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาครบ!

ในช่วงที่ลูกยังอยู่ในตู้อบ สิ่งที่กรทำได้ดีที่สุดคือ การปั๊มนมให้ได้เยอะๆจะได้เอานมมาส่งที่ห้อง NICU (ห้องผู้ป่วยเด็กวิกฤต) ให้ลูกได้ทานนมแม่ด้วยความเชื่อว่านมแม่จะทำให้เด็กจิ๋วแข็งแรงและตัวฟูไวๆ ผ่านไปได้ไม่นานกรเริ่มรู้สึกเศร้ามากขึ้น หดหู่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และโทษตัวเองวนไปวนมา ทั้งๆที่เจ้าแฝดอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สภาพจิตใจกรไม่ดีขึ้นเลยค่ะ

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ร้องไห้โดยที่ไม่มีสาเหตุ

กรร้องไห้โดยที่ไม่มีสาเหตุบ่อยๆ เวลาร้องแล้วหยุดยากมาก บางทีแค่ส่องกระจกทาครีมที่หน้า มองตาตัวเองในกระจกก็ร้องไห้แบบหยุดไม่ได้ บางวันก็ร้องทั้งวันโดยที่ไม่รู้ว่าร้องทำไม จนถึงวันที่คุณหมออนุญาตให้เจ้าแฝดกลับบ้านได้ ทุกอย่างควรจะดีขึ้น กรควรจะดีใจ มีความสุขกับการเลี้ยงลูก แต่มันไม่ใช่เลยค่ะ ยิ่งกรได้กอดได้อุ้ม ป้อนนมลูก ณ ตอนนั้นเจ้าแฝดยังดูดกลืนไม่ค่อยเก่ง สำลักบ่อยมากค่ะ สำลักทุกมื้อมื้อละหลายๆรอบ (การสำลักในเด็กทารกอันตราย เสี่ยงสำลักลงปอดแล้วปอดอักเสบได้ค่ะ) ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากการคลอดก่อนกำหนดเช่นกัน

ช่วงนั้นกรกลัวการป้อนนมลูกไปเลยค่ะ สิ่งเหล่านี้ทำให้กรยิ่งเศร้า เสียใจและโทษตัวเองอยู่แบบนั้น หลายๆครั้งกรโกรธตัวเองจนอยากทำร้ายตัวเอง อยากทำให้ตัวเองเจ็บเพื่อชดใช้ที่ทำให้ลูกต้องทรมานกับสิ่งที่เค้าไม่สมควรได้รับ กรเป็นหนักถึงขั้นที่ว่าเวลาลูกหลับกรจะพะวงเดินวนไปวนมา คอยส่องดูว่าหน้าอกลูกขยับไหม เค้ายังหายใจใช่ไหม…

จนวันนึงพี่เป้รู้สึกได้ว่ากรน่าจะมี ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด แน่ๆ ทั้งระดับฮอโมนที่ลดลงอย่างรวดเร็วบวกกับคลอดก่อนกำหนด มีความเครียดมาตั้งแต่ก่อนคลอด กังวล เหนื่อยล้าและการโทษตัวเองซ้ำๆมากระตุ้นให้อาการทวีคูณไปอีก หลังคลอดมากรใช้ชีวิตเหมือนหุ่นยนต์เลยค่ะ ปั๊มนมทุก3ชั่วโมง ป้อนนมทุก2.5-3ชั่วโมง เปลี่ยนผ้าอ้อม จับเรอ อุ้มเดินกล่อม กว่าจะเอาลูกนอนได้ก็ถึงเวลาปั๊มนมรอบตัวไปแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเวลาให้กรนอนเลยจริงๆ

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

พี่เป้ตัดสินใจเรียกกรมาคุย ให้กรระบายทุกอย่างออกมาให้หมด รับฟังด้วยความเข้าใจ พี่เป้บอกกรว่าพี่เป้จะช่วยกรเอง ต่อจากนี้ถ้ารู้สึกไม่ดีตอนไหนให้พูดออกมาเลย ต่อให้ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไรก็ขอให้พูด แล้วพี่เป้จะรีบเข้ามาหากรทันที จะกอด ปลอบ ยิงมุก เล่นตลก ร้องเพลง อะไรก็ว่าไปที่สามารถ distract กรให้หลุดออกจากความเศร้าตรงนั้นให้ได้

วันเวลาผ่านไปมีบางวันที่ดีมากๆ แต่ก็มีบางวันที่แย่จนอยากจะไปปรึกษาคุณหมอเหมือนกัน โชคดีที่คนรอบข้างใจเย็นกับกรมากค่ะ เข้าใจในสิ่งที่กรกำลังเผชิญอยู่ทำให้ทุกคนดูแลและรับมือกับกรได้ดี กรจะบอกว่าในช่วงเวลาที่อาการหนักมากๆ สิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว เข้าใจอยู่แล้ว เราจะคิดไม่ได้เลยค่ะ เหมือนคนสติหลุด มืดบอดไปทุกด้าน เหมือนมันแตกสลายไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ

ในจุดตรงนี้ค่อนข้างจะอันตรายถ้าหากว่าแม่คนไหนมีอาการหนักมากๆจนควบคุมตัวเองไม่ได้ กรแนะนำให้รีบปรึกษาคุณหมอให้เร็วที่สุดนะคะ กรเข้าใจคำว่าเสี้ยววินาทีที่ตัดสินใจผิดพลาดจริงๆ อย่าปล่อยให้ตัวเองไปแตะถึงจุดนั้นนะคะ แม่ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง และการเลี้ยงลูกควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข กรขอเป็นกำลังใจให้กับแม่ๆ ทุกคนทำกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่นะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

2 ขีดจางๆ ท้องมั๊ย? กว่าจะเป็น “แม่” … ไม่ง่ายกว่าที่คิด!!! [แม่กร – ษิภูตา เดชสังวรณ์]

นิทานพื้นบ้าน

10 นิทานพื้นบ้าน สำหรับลูกน้อย ฟังสนุก เสริมจินตนาการ

ค่ำคืนก่อนนอนเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในบ้านมักอยู่กันพร้อมหน้า เด็กเล็ก ๆ ที่เล่นมาทั้งวันอาจจะเหนื่อยจนส่งเข้านอนได้ง่าย แต่ถ้าเด็กน้อยยังมีพลังเหลือเฟืออยู่ สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองสามารถทำได้นอกเหนือจากการชวนเล่น คือการเล่านิทานให้ฟังสักเรื่อง เพราะเสียงอันอบอุ่น และเรื่องเล่า จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ของทั้งคนเล่าและคนฟังอย่างดี ทำให้หลับฝันดีทั้งคู่ และเสริมสร้างพัฒนาการเด็กเป็นอย่างดี นิทานพื้นบ้าน มีที่มาจากเรื่องเล่าปากต่อปาก อาจจะเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น หรือเค้าโครงสอดคล้องกับความจริงในประวัติศาสตร์ แต่เนื้อเรื่องมักดำเนินไปอย่างไม่ซับซ้อน แต่ครบองค์ของเรื่องเล่า นั่นคืออารัมภบท ปมของปัญหา การจัดการปัญหาของตัวละคร และจุดจบที่ให้ข้อคิดสอนใจ 

10 นิทานพื้นบ้าน สำหรับลูกน้อย ฟังสนุก เสริมจินตนาการ

นิทานพื้นบ้าน

ทำไมต้องเป็นนิทานพื้นบ้าน

  • เด็กได้ตอบสนองตามลักษณะนิสัย 

เด็กช่างซักช่างถามมักจะถามไม่หยุดหย่อนเรื่องพฤติกรรมของตัวละคร หรือคะยั้นคะยอให้เล่าต่อเนื่อง ถ้าคุณแม่หรือคนเล่าคอยหยุดเป็นพัก ๆ เว้นจังหวะการเล่า จะสามารถให้ความรู้และพูดคุยปฏิสัมพันธ์ได้ดี ขณะที่เด็กชอบฟัง มักจะนิ่งและจินตนาการตามได้ง่าย ซึ่งไม่ว่าจะตอบสนองลักษณะใดก็เป็นผลดีกับพัฒนาการของเด็ก หรือแม้เด็กน้อยจะง่วง ๆ จนดูไม่มีปฏิกิริยามากนัก แต่สมองกำลังอยู่ ข้อมูลที่ได้รับเข้าไปก่อนนอนจะกระตุ้นการพัฒนาทางด้านสติปัญญา การคิดวิเคราะห์

  • เนื้อเรื่องหาได้ง่าย และมีให้เลือกมาเล่ามากมาย 

ดังนั้นจึงเลือกหยิบมาเล่าได้ไม่ซ้ำกันในแต่ละคืน ขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่จะขยันสรรหามาเล่า หรือประยุกต์ดัดแปลงตอนที่เล่ามาแล้ว รวมถึงเด็กหลาย ๆ คนจะพบกับเนื้อเรื่องที่ตนชอบ และอาจจะขอให้เล่าเรื่องนั้นซ้ำ ๆ ในแต่ละคืน

  • บางเรื่องหาหนังสือแบบมีภาพประกอบได้ในท้องตลาด 

การมีหนังสือเพื่อเล่าประกอบ ทำให้เด็กสามารถจับใจความได้ง่าย และอาจมีปฏิสัมพันธ์เป็นผู้เล่าเสียเองในบางครั้ง เสริมสร้างทักษะการสื่อสารของเด็ก

  • การเรียนภาษาและวัฒนธรรมแบบง่าย ๆ ที่ไม่ต้องรอให้โรงเรียนสอน 

นิทานใช้ภาษาที่ง่าย และมักเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตของคนไทยในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง หากคุณแม่หรือผู้เล่าทราบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวพันกับเรื่องเล่า สามารถสอดแทรกไปด้วยได้ ก็เป็นการสอนที่ไม่ใช่การสอนแบบจงใจ ไม่น่าเบื่อ

 

แม้ว่านิทานพื้นบ้านจะมีมากมายให้เลือกเล่า แต่ในจำนวนเหล่านั้นมีเรื่องเด่นที่เด็ก ๆ ไม่ควรพลาด ถ้าจะกล่าวว่าเป็นเรื่องคลาสสิคที่คุณแม่จะลืมไม่ได้เลยก็ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง คุณแม่หลายท่านอาจจะคุ้นเคยหรือรู้จักนิทานพื้นบ้านยอดนิยมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นอย่างดีแล้วด้วย เพราะในสมัยยังเล็กนั้นก็อาจจะเป็นผู้ฟังมาแล้วเช่นกัน รวมถึงบางเรื่องถูกกำหนดเป็นบทเรียนในวิชาภาษาไทยระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

 

  • แก้วหน้าม้า

เรื่องราวของหญิงสาวชื่อแก้ว ได้ชื่อมาเพราะตอนแม่ตั้งครรภ์ได้ฝันเห็นเทวดานำแก้วมาให้ แต่เธอกลับมีรูปลักษณ์อัปลักษณ์ ใบหน้าดูราวกับม้า ชาวบ้านเลยให้สมญาว่าแก้วหน้าม้า วันหนึ่งพระโอรสของท้าวมลคลราชกับนางมณฑา เล่นว่าวและทำว่าวขาด ไปเจอกับแก้วที่เก็บว่าวได้ พอจะขอว่าวคืนแก้วขอให้เจ้าชายสัญญาจะแต่งงานกับเธอ แต่ตอนหลังเจ้าชายไม่รักษาสัญญาเพราะเธออัปลักษณ์ และกำหนดเงื่อนไขเพื่อบ่ายเบี่ยงการแต่งงาน แต่ไม่ว่าเงื่อนไขจะแสนยากเย็น แก้วก็จัดการได้ และเธอก็ได้เรียนรู้การถอดรูป เปลี่ยนหน้าม้าเป็นหญิงสาวสวยงาม แต่เพราะไม่ได้แสดงใบหน้านั้นกับเจ้าชาย เลยโดนเจ้าชายปฏิเสธ ต้องทำอุบายไปหลอกล่อให้ตกหลุมรักด้วยใบหน้าที่สวยงาม กระทั่งมีลูกด้วยกัน และตอนหลังจึงเปิดเผยความจริงจึงได้อภิเษกกับเจ้าชาย

ข้อคิดเด่น: คนเราไม่ควรมองคนแต่ภายนอก ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อคนอื่นเพียงเพราะรูปลักษณ์

นิทานพื้นบ้าน

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=eXl5ETaNpI4

 

  • ปลาบู่ทอง

ชายผู้มีอาชีพจับปลา ภรรยาเสียชีวิตลง ชายผู้นี้มีลูกสาวชื่อเอื้อยที่เกิดจากภรรยาคนนี้ นับตั้งแต่วันที่เอื้อยไม่มีแม่แท้ ๆ ปกป้องเธอก็โดนแม่เลี้ยงชื่อขนิษฐี และอี่กับอ้ายที่เป็นน้องสาวคอยกลั่นแกล้งใช้งานก เอื้อยมักไปร้องไห้ริมน้ำ ได้พบกับแม่ที่มาเกิดใหม่เป็นปลาบู่ เธอได้คุยกับแม่ก็มีความสุข แต่พอแม่เลี้ยงทราบก็ใช้ให้เอื้อยไปที่อื่นและจับปลาบู่มากิน แม่ของเอื้อยไปเกิดใหม่เป็นอะไรก็ถูกทำลาย สุดท้ายเพราะแรงอธิษฐานของเอื้อย แม่กลายเป็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองในป่า และทำให้เอื้อยได้พบกับพระเจ้าพรหมทัต แต่ต่อมาเธอก็ถูกหลอกฆ่าด้วยฝีมือแม่เลี้ยง แล้วน้องเลี้ยงปลอมตัวเป็นเธอเข้าไปอยู่ในวัง เอื้อยเกิดใหม่เป็นนกและได้รับความช่วยเหลือจากฤาษี ตอนหลังด้วยลูกที่เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าพรหมทัต เธอจึงได้พบกับตอนจบที่มีความสุข

ข้อคิดเด่น: คิดดี ทำดี ย่อมได้ดี และลักษณะของคนอิจฉาริษยาที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง

นิทานพื้นบ้าน

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/playlist?list=PLM9jWm1fWjM7JRlDkcq4yq89QJhu0JS0f

 

  • ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ชายที่ไปทำงานในสวนในวันที่อากาศร้อน แม่นำข้าวใส่กล่องมาให้ แต่เพราะว่าข้าวน้อยไปเลยทุบตีแม่จนหมดสติ พอท้องอิ่มแล้วถึงเพิ่งนึกสำนึกถึงความผิดตนเอง เข้าไปดูอาการของแม่ แต่พบว่าแม่เสียชีวิตแล้ว เขาร้องไห้โฮเสียใจคิดถึงความดีและความใส่ใจของแม่ แต่เหตุการณ์ก็สายเกินแก้แล้ว คนที่ตายกลับมามีชีวิตไม่ได้อีก จึงได้สร้างเจดีย์ให้แก่แม่ และให้ชื่อว่าธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ข้อคิดเด่น: ควรกตัญญูใส่ใจพ่อแม่ ไม่โมโหกับเรื่องเล็กน้อย

นิทานพื้นบ้าน

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=2B25fVebGHY

 

  • สังข์ทอง

พระสังข์เป็นเจ้าชายที่เกิดมาในหอยสังข์ จริง ๆ เป็นผู้มีบุญแต่ถูกใส่ร้ายและถูกนำไปถ่วงน้ำ แต่พญานาคราชช่วยไว้แล้วให้ไปอยู่กับนางพันธุรัตที่เป็นยักษ์ นางพันธุรัตรักใคร่สังข์ทองอย่างลูกแท้ ๆ จึงปลอมตนในร่างมนุษย์ แต่สังข์ทองทราบเรื่องก็หนี โดยก่อนหนีได้แช่ตัวในบ่อที่ทำให้รูปกายเป็นทอง และขโมยของที่ทำให้แปลงร่างเป็นหนุ่มเงาะผมหยิก หน้าตาอัปลักษณ์ ตอนหลังนางพันธุรัตเห็นสังข์ทองมีกิริยาปฏิเสธตนถึงกับเสียใจจนอกแตกตาย ส่วนสังข์ทองเดินทางต่อไปถึงเมืองแห่งหนึ่ง ขณะที่พวกธิดากำลังจัดพิธีเลือกคู่ นางรจนาได้เห็นรูปทองที่ซ่อนอยู่ เลือกพระสังข์ จึงถูกครอบครัวโกรธ เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย แต่สุดท้ายในที่สุด พระสังข์ก็ได้เปิดเผยความจริง มีความสุขกับรจนา และมีเหตุการณ์ที่ได้พบกับพระมารดาและพระบิดา ครอบครัวพร้อมหน้าในตอนท้าย

ข้อคิดเด่น: คนเราไม่ควรเชื่อเพียงคำพูดคนอื่น หรือมองคนแค่ภายนอก

นิทานไทย

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=IGQXaMsTdOo

 

  • เกาะหนูเกาะแมว

เรื่องราวของแมวที่พ่อค้าจีนซึ่งมีลูกแก้ววิเศษติดเรือพาขึ้นเรือไปด้วยพร้อมกับหมา กะจะพากลับไปประเทศจีน แต่ด้วยความที่สงขลากับเมืองจีนอยู่่ห่างกัน เดินทางหลายวัน แมวก็เบื่อ เลยวางแผนกับหมาที่จะหนี ร่วมกับหนูที่เจอในเรือ โดยทั้งสามตั้งใจขโมยดวงแก้วมา โดยให้หนูอมดวงแก้วไว้ แล้วกระโดดลงจากเรือ แต่หนูคิดจะเก็บดวงแก้วไว้คนเดียว จึงรีบว่ายหนี ด้านแมวก็ว่ายตามเพราะเห็นดวงแก้วอยู่กับหนู แต่ทำให้หนูตกใจ ทำดวงแก้วหลุดจากปาก ตอนนั้นทั้งหมดอยู่ห่างจากเรือมาก และก็หมดแรง แมวกับหนูจมน้ำตาย กลายเป็นเกาะหนูกับเกาะแมว ส่วนหมาแข็งแรง ว่ายไปได้ต่อถึงฝั่งก่อนจะขาดใจตาย แล้วก็กลายเป็นหิน สถานที่ทั้งหมดอยู่แถวริมอ่าวสงขลา เป็นสถานที่ที่คนไปเที่ยวกัน ว่ากันว่าลูกแก้วที่ตกจากปากหนูได้แตกสลายกลายเป็นหาดทรายแก้วไม่ไกลกัน

ข้อคิดเด่น: การดิ้นรนของแมว หมา (สุนัข) และหนูเพื่อหนีออกจากเรือนั้นเป็นการกระทำที่ขาดสติปัญญา การตัดสินใจทำอะไรก็ตามต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ

นิทานไทย

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=gkkgrzJD57A

 

  • เมืองลับแล

ชายคนหนึ่งเห็นพวกหญิงสาวทำลับ ๆ ล่อ ๆ ซ่อนใบไม้ในป่า ก็ไปหยิบใบไม้นั้นมาและแอบดู ตอนหลังเห็นพวกหญิงสาวกลับมาหาใบไม้ แต่หญิงที่เขาเอาใบไม้ไปซ่อน ดูวิตกเดือดร้อน เขาเลยออกไปแสดงตัวและขอตามไปยังที่ที่อยู่ของเธอซึ่งเชื่อว่าคือเมืองลับแล เป็นเมืองลึกลับที่ต้องมีบุญเท่านั้นถึงจะเข้าไปได้ พอตามเข้าไปแล้ว ด้วยความรักชอบกับหญิงสาวที่ตามมา ก็ได้แต่งงานมีลูก ซึ่งเมืองลับแลนั้นไม่อนุญาตให้คนโกหก แต่วันหนึ่งขณะเลี้ยงลูก ชายหนุ่มเผลอโกหกเด็กน้อยเข้าเพราะตั้งใจปลอบโยน บอกว่า “แม่มาแล้ว ๆ “ ภรรยาทราบเรื่องเลยบอกให้เขาออกจากเมืองลับแล โดยได้นำแง่งขมิ้นใส่ย่ามมาให้ด้วยเป็นจำนวนมาก ระหว่างทางกลับ แง่งขมิ้นก็หนัก เขาก็เลยทิ้ง แต่เมื่อไปถึงบ้านกลับพบแง่งขมิ้นที่เหลือเพียงแง่งเดียวกลายเป็นทอง แต่ย้อนกลับไปหาก็ไม่เจอทองเลย เจอแต่ขมิ้นงอกเป็นต้น และไม่เจอเมืองลับแลด้วย

ข้อคิดเด่น: คนเราควรรักษาคำมั่นสัญญา และระมัดระวังไม่สร้างเรื่องโกหกแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย

นิทานไทย

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=IvAtz86ni0Q

 

  • ท้าวแสนปม

พระธิดาของพระราชาอยากเสวยมะเขือ นางข้าหลวงซื้อมาจากชายอัปลักษณ์ผู้หนึ่ง พอกินเข้าไป พระธิดาก็ท้อง คลอดเด็กออกมาน่ารักน่าชัง พระราชาอยากให้ลูกสาวมีสามี จึงประกาศว่าถ้าพระกุมารรับอาหารจากมือของชายคนใด คนนั้นจะได้แต่งงานกับพระธิดา แต่เป็นท้าวแสนปมนี่เองที่เด็กทารกรับอาหารมากิน ทั้งที่สิ่งในมือก็มีข้าวแค่ก้อนเดียว พระราชาโมโหที่พระธิดาได้กับคนอัปลักษณ์และต่ำชั้นกว่า ขับไล่ แต่พระอินทร์ได้แปลงร่างเป็นลิงและเอากลองวิเศษมาให้ ด้วยกลองวิเศษ ท้าวแสนปมอธิษฐานรักษาปุ่มปมตามตัว กลายเป็นชายรูปงามและขอบ้านเมืองที่ปกครอง ดูแลบ้านเมืองอย่างสงบสุขพร้อมกับครอบครัว

ข้อคิดเด่น: ไม่ควรมีอคติในใจกับคนจากรูปลักษณ์ สิ่งสำคัญคือความงดงามในจิตใจ

นิทานเด็ก

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=CjKYwic1eMQ

 

  • เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ลูกเศรษฐีคนหนึ่งอยากหนีพ่อแม่ไปขึ้นเรือ ทำการค้าขาย แต่พ่อแม่ไม่ยอม พอพ่อเสียชีวิต ก็ขอแม่ แต่พอแม่ไม่ให้ไปก็ดื้อดึง เผลอสลัดแม่ที่พยายามห้ามจนล้มและสิ้นใจ พอขึ้นเรือไปได้ไม่นาน เรือแล่นไม่ได้ จู่ ๆ หยุดอยู่กับที่ คนสมัยนั้นให้จับฉลากเพราะเชื่อว่ามีคนเป็นกาลกิณี ลูกเศรษฐีจับสลากได้ จึงถูกจับลอยแพ ร่างลอยไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยผลของบาป ชายหนุ่มพบกับเปรต แต่กลับเห็นเปรตสวมมงกุฎดอกบัว ทั้งที่จริงคือกงจักรที่หมุนฟันหัวซ้ำ ๆ เขาเดินเข้าไปขอกงจักรนั้น เปรตดีใจ รีบยกให้ ชายหนุ่มที่รับไปต้องทนทรมานแทน เป็นการชดใช้บาปกรรมที่ทำร้ายบุพการีจนถึงตาย

ข้อคิดเด่น: จะลงมือทำ หรือรับสิ่งของจากคนอื่นมา ต้องระมัดระวังผลที่ตามมา

นิทานเด็ก

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=OJ9ikJSUC8o

 

  • จระเข้สามพัน

เรื่องนี้มีการเล่ากันมาหลายแบบ แต่ในเรื่องเล่าดั้งเดิมนั้น สองสามีภรรยาได้พบเพื่อนชาวประมงที่จับลูกจระเข้ได้ และได้ซื้อมาในราคาสามพันบาท ทั้งสองสามีภรรยาให้อาหารจระเข้อยู่เรื่อย ๆ จนตัวของมันใหญ่ วันหนึ่งจระเข้นึกอยากกินคนขึ้นมา เลยจับตาไปกิน ภรรยาเห็นอย่างนั้นก็ร้องด่าท้าทาย สุดท้ายก็ถูกจับไปกินด้วย 

ข้อคิดเด่น: ไม่ควรนำสัตว์อันตรายมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง

นิทานเด็ก

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=YeKbqbqclyc

 

  • พรจากนางไม้

ชายกตัญญูที่หาไม้ไปทำเป็นที่ทอผ้าให้แม่ แต่ก่อนจะโค่นต้นไม้กลับมีนางไม้ปรากฏตัวขึ้นและห้าม นางได้เสนอว่าถ้าชายหนุ่มไม่ตัดต้นไม้ เธอจะให้พร แต่ชายหนุ่มคิดไม่ตกเรื่องพร เลยขอตัวไปปรึกษาแม่ก่อน ตอนเดินกลับได้เจอเพื่อนและเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เพื่อนฟังแล้วก็อิจฉา แต่ก็ไม่กล้าไปทำแบบเดียวกัน เขาก็เลยเสนอแนะขอในเรื่องที่ตัวเองจะได้ประโยชน์ด้วย นั่นคือแนะนำให้ชายกตัญญูขอให้ตัวเองร่ำรวย แต่ชายกตัญญูก็ยังไม่เอาด้วย ต่อมามีหญิงสาวแนะนำเรื่องการขอทรัพย์สมบัติเช่นกัน แต่เขาก็ยังไม่ทำตาม กลับไปถึงบ้าน ก็เล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าขอต้องไม่ขอให้ร่ำรวย เพราะจะทำให้เป็นเป้าหมายหาประโยชน์ อีกทั้งทั้งคู่ยังไม่มีความภูมิใจในทรัพย์ที่ได้มา ถ้าไม่ได้หามาด้วยตนเอง วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มจึงกลับไปเจอนางไม้ และขอพรเพียงให้ที่ทอผ้าของแม่ทำงานได้ตามเดิม

ข้อคิดเด่น: คนเราไม่ควรโลภหวังเพียงลาภลอย แต่ควรตั้งใจทำงานเพื่อให้ได้ทรัพย์อย่างถูกต้อง และกตัญญูต่อบุพการีและผู้มีพระคุณ

นิทานพื้นบ้านไทย

ที่มาเนื้อเรื่องและภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=KMR6rjnlxyk

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

บ้านต้นไม้10ชั้น นิทานที่ใครๆ ก็หลงรัก

5 นิทานพื้นบ้าน ซึมซับความเป็นไทย พร้อมคติสอนใจ!!

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

 

ผู้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในมุมความเป็นพ่อให้แง่คิดอะไรกับเรา

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับตำแหน่งผู้ว่ากทม.ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ไม่เว้นแม้แต่บทบาทของความเป็นพ่อที่สุดสตรองเพื่อลูก กับเรื่องราวดี ๆ ให้แง่คิดกับทุกคน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในมุมความเป็นพ่อให้แง่คิดอะไรกับเรา!!

คงไม่ต้องกังขากันแล้วว่า ในเวลานี้คงไม่มีใครฮอตเกินชายผู้นี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งกันสด ๆ ร้อน ๆ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนทุบสถิติมากถึง 1,375,978 คะแนน เรามาทำความรู้จักกับชายผู้แข็งแกร่งผู้นี้กันให้มากขึ้นอีกสักหน่อย กับหลากหลายบทบาทที่เขาได้รับในชีวิตจริง ที่บอกได้เลยเต็มเปี่ยมไปด้วยแง่คิด และแบบอย่างที่ดีให้เราได้นำไปใช้เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตได้

เปิดประวัติผู้ว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

“ชัชชาติ” เกิดเมื่อ 24 พ.ค. 2509 อายุ 56 ปี เป็นบุตรชายของ พลตำรวจเอก เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กับนางจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ (กุลละวณิชย์) มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดา 2 คน คือ รศ.ดร. ปรีชญา สิทธิพันธุ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีพี่ชายฝาแฝด คือ รศ. นายแพทย์ ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“ชัชชาติ” สมรสกับ ปิยดา สิทธิพันธุ์ (อัศวฤทธิภูมิ) พนักงานการบินไทย มีบุตรชาย 1 คน คือ แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้พิการทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิด โดยได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียมเมื่อปี 2545

ผู้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ผู้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ด้านการศึกษา

ระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น      : สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย : โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ระดับอุดมศึกษา  : คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง คนเดียวในรุ่น

ระดับปริญญาโท   : สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง

: คณบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (ใบที่สอง)

ระดับปริญญาเอก : คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ปี 2530

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.prachachat.net

ก้าวเข้าสู่ “การเมือง” ด้วยเหตุผลเพราะ “ลูก”

การเดินเข้ามาบนเส้นทางสายการเมืองนั้น เขาได้เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคม ในสมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัคร โดยไม่มีตำแหน่งใด ๆ มาในฐานะนักวิชาการ จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และก้าวขึ้นนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แทน “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” จึงเป็นจุดเริ่มตันของตำนาน “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”

การตัดสินใจเข้ารับตำแหน่ง ด้วยเหตุผลที่คุณชัชชาติได้ให้ไว้ว่า เพราะอยากให้ลูกชายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากลูกชายเพียงคนเดียว เป็นผู้พิการทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิด

ทัศนคติของลูกชายต่อ พ่อที่แกร่งที่สุดในปฐพี!!

เป็นที่รู้กันดีแล้วว่า ลูกชายคุณชัชชาตินั้น มีความบกพร่องทางการได้ยินแต่กำเนิด แต่พ่อคนนี้มิได้นิ่งนอนใจ หรือโทษในโชคชะตา แต่กลับลุกขึ้นสู้ เพื่อให้ลูกได้ใช้ชีวิตที่ดีกว่า จึงทำให้เกิดวลีที่คุณชัชชาติได้ให้ไว้ว่า การเลี้ยงลูกมีความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่ว่า คือเราอาจเลี้ยงลูกไม่ได้ตามทฤษฎีเป๊ะๆ อย่างผมมีลูกเป็นเด็กพิเศษ เราก็ไม่อยากให้เขาเจ็บปวดมากกว่านี้ เราก็ตามใจเขาบ้าง ไม่ค่อยกล้าดุเขา แต่เราก็ต้องระวัง ต้องมีสติ เอาความรู้ทฤษฎีมาประกอบเพื่อลดความเสี่ยงนั้น อย่างช่วง 20 ปีที่แล้วไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเด็กหูหนวก เราก็ต้องดิ้นรนเยอะ ต้องหาข้อมูลเยอะมาก

ขอขอบคุณที่มาจากบทสัมภาษณ์ของ mappalearning.co
เปิดประวัติผู้ว่า กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เปิดประวัติผู้ว่า กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

Timeline การฝ่าฟันของคนเป็นพ่อ

“ลูกชายของผมเกิดเมื่อปี 2000 ร่างกายภายนอกของเขาปกติดี กระทั่งวันหนึ่งมีคนทักว่า ทำไมเรียกแล้วไม่หัน พออายุหนึ่งขวบกว่าๆ ผมตัดสินใจพาไปตรวจ พยาบาลบอกผลว่า ลูกชายของผมหูหนวก เคยเห็นเด็กหูหนวกส่งภาษามือ แต่ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง เป็นวินาทีเปลี่ยนชีวิตเลย ตอนนั้นผมตกใจ นั่งร้องไห้ สงสารลูกว่าอนาคตจะเป็นยังไง เราเหมือนปฏิเสธตัวเอง คิดว่าหมออาจตรวจผิด เลยไปตรวจที่อื่น แต่ทุกที่ก็บอกเหมือนเดิม ผมถึงขนาดไปไหว้พระ บนบานศาลกล่าว ขอให้เขาหาย ตอนลูกหลับก็เอาหูฟังเสียงดังๆ เปิดใส่ เผื่อจะกระตุ้นให้เขาได้ยิน เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เวลาผ่านไปเริ่มตกตะกอนว่าเป็นไปไม่ได้

“ผมเริ่มซื้อหนังสือเกี่ยวกับคนหูหนวกมาอ่าน ศึกษาบทความต่างๆ ทางเลือกมีทั้งการฝึกใช้ภาษามือ แต่คนอื่นสื่อสารด้วยยาก สังคมก็จะแคบ หรือใช้เครื่องช่วยฟัง ซึ่งเหมาะกับคนที่มีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง หรือวิธีอ่านปาก ซึ่งก็ต้องใช้พร้อมเครื่องช่วยฟัง แต่ลูกของผมหูหนวกสนิทเลย อีกทางคือ การผ่าตัดประสาทหูเทียม สิบกว่าปีที่แล้วเมืองไทยมีอยู่บ้าง แต่เด็กที่ผ่ามักไม่ประสบความสำเร็จ คือพูดไม่ได้ แต่ผมคิดว่าถ้าทำสำเร็จ เขาจะสื่อสารกับคนทั่วไปได้เลย ผมเลยเลือกทางนี้

“ประเทศที่ผ่าตัดได้เยอะคือ ออสเตรเลีย ผมติดต่อไปหาหมอคนหนึ่ง เขาผ่ามานับพันคน บินไปคุยอยู่สองครั้ง แล้วถึงพาลูกไปตรวจ พอรู้ผลว่าผ่าได้ ตอนนั้นผมเป็นอาจารย์ เลยสอบเอาทุนจากรัฐบาลออสเตรเลียไปทำวิจัย แล้วพาลูกไปผ่าเมื่อเดือนธันวาคม 2002 ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือเราต้องฝึกให้เขาเข้าใจเครื่องนี้ ปกติประสาทหูชั้นในมีลักษณะเป็นก้นหอย มีขนๆ อยู่ พอได้ยินเสียง ขนก็สั่น แล้วเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นสมอง แต่ลูกของผมไม่มี เลยใส่ขดลวดไฟฟ้าไปแทน เวลาพูดจะเหมือนที่เราพูดกัน แต่เขาจะได้ยินอีกแบบ สมมุติคำว่า พ่อ เขาก็จะได้ยินเป็น ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด

“หลังจากผ่าตัด ช่วงแรกเขาไม่พูดเลย เราก็เครียด ไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า ถ้าผิดก็ไม่รู้จะกลับไปยังไง การผ่าก็ไปทำลายของเดิมทั้งหมด ตอนนั้นพ่อแม่ต้องฝึกอาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง เพื่อกลับมาฝึกลูก 24 ชั่วโมงที่บ้าน หลังหกเดือนเขาก็เริ่มพูดได้ เครื่องมีความละเอียดไม่เท่าหูคน ผมเลยเลือกฝึกภาษาอังกฤษเพราะวรรณยุกต์ไม่เยอะ อีกอย่างความรู้บนโลกนี้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าเขาพูดได้ อนาคตคงเรียนภาษาไทยได้ หลังจากนั้นเขากลับมาอยู่โรงเรียนอินเตอร์ พูดอังกฤษได้ พูดไทยได้นิดหน่อย เป็นเด็กหูหนวกหนึ่งในไม่กี่คนที่เรียนโรงเรียนคนปกติได้

“การมีลูกเป็นคนพิเศษ ทำให้ผมโฟกัสขึ้น ชีวิตเรามุ่งกับเขาเป็นหลัก ผมต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี เพื่อที่จะอยู่กับเขาให้นานที่สุด เราอยู่เพื่อเขา ตอนนี้ลูกผมอายุ 15 เขาเข้าใจ รับได้ คุยกับเพื่อนได้ ด่ากันได้ ใช้อินเทอร์เน็ตได้ เวลาไหว้พระ ผมไม่เคยขอให้เขาเป็นเด็กเรียนเก่งเลย ผมขอให้เขาเข้าสังคมได้ มีเพื่อนที่ดี ชีวิตมีความสุข ผมพอแล้ว

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก เพจมนุษย์กรุงเทพ
กับบทบาทพ่อผู้แข็งแกร่ง
ับกบทบาทพ่อผู้แข็งแกร่ง

จากวันนั้นถึงวันนี้ กลายเป็นแบบอย่าง ความภาคภูมิใจของลูก

คลิปของ แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายของชัชชาติ ที่ได้พูดถึงคุณพ่อเอาไว้ ผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Cochlear Southeast Asia ตั้งแต่ปี 2019 โดยที่ Cochlear เป็นคลินิกที่ให้การรักษา ผ่าตัดและฝังอุปกรณ์ประสาทหูเทียมเพื่อช่วยเหลือในเรื่องการได้ยิน เพราะในเรื่องนี้คนพ่อได้พยายามหาวิธีการช่วยเหลือเพื่อให้ลูกได้ยิน จนกระทั่งประสบผลสำเร็จโดยแสนปิติเล่าว่า พ่อแม่รู้ว่ามีอาการหูหนวก เพราะตอนอายุ 2 ขวบ ญาติ ๆ พยายามเรียกชื่อแต่ไม่ได้ตอบสนองต่อเสียงเรียก ซึ่งทำให้คุณพ่อและคุณแม่พาแสนปิติไปหาหมอ และหมอบอกว่าแสนปิติมีอาการหูหนวก โดยในช่วงแรกก็จะใช้เครื่องช่วยฟัง แต่มีปัญหาเรื่องการใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยากสำหรับเด็ก จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาใหม่

จนในที่สุดคุณหมอก็แนะนำว่าสามารถผ่าตัดได้ ผ่านการผ่าตัดและฝังอุปกรณ์กับ Cochlear และในที่สุด แสนปิติก็สามารถใช้ชีวิตปกติเหมือนบุคคลทั่วไปได้ และด้วยความที่เป็นคนพูดเก่งและเป็นคนที่แอคทีฟมาก ๆ ชื่นชอบการเล่นกีฬาโดยเฉพาะคิกบ็อกซิ่ง

แสนปิติบอกว่า สำหรับเขาแล้ว คุณพ่อเป็นเหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่งเพราะอยู่เคียงข้างและสู้ไปกับเขาในทุก ๆ ช่วงเวลาของชีวิต พ่อไม่เคยยอมแพ้แม้ว่าชีวิตของเขาจะยากลำบากมากแค่ไหน สำหรับเขาแล้วพ่อคือแบบอย่าง เป็นคนที่เขาชื่นชอบ และชื่นชมในความกล้าหาญ และจะนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพราะพ่อสู้เพื่อผมมาตลอด

ที่มา : www.matichon.co.th

ฝากข้อคิดการเลี้ยงลูกในแบบ “ชัชชาติ”

คุณชัชชาติได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับทาง mappalearning.co ในบทความ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์: เพราะการเลี้ยงลูกมีความเสี่ยง สวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยสร้างสายสัมพันธ์ครอบครัวที่แข็งแกร่ง ลงเมื่อวันที่ 15/9/2021 เกี่ยวกับการความสัมพันธ์ระหว่างลูก กับการเลี้ยงดูไว้ ซึ่งได้ให้แง่คิดไว้น่าสนใจ ดังนี้

สายสัมพันธ์ระหว่างคุณชัชชาติกับลูกเป็นอย่างไร

ก็เป็นแบบตบจูบๆ (หัวเราะ) เป็นสไตล์วัยรุ่นๆ ผมศึกษาจากหนังสือหมอประเสริฐ (ผลิตผลการพิมพ์) ที่บอกว่าเด็กอายุ 0-3 ขวบ ถ้าครอบครัวมีความผูกพันกันจะช่วยดึงลูกไม่ให้เตลิด ยิ่งลูกเราหูหนวก เราไม่สามารถเชื่อมเขาด้วยเสียงได้ เขาไม่ได้ยินอะไร ช่วงผ่าตัดก็ต้องสัมผัสเขาเยอะๆ ต้องอุ้มกอด ต้องใช้ Visual Cue (การใช้ภาพและสีเพื่อสื่อความหมาย) ซึ่งการสัมผัสก็ช่วยทดแทนได้ เรื่องความสัมพันธ์มันไม่ได้ซับซ้อน แต่เราต้องให้เวลา ให้ความเอาใจใส่

ผมมีข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ 3 ข้อ คือ

หนึ่ง-ความสัมพันธ์เป็นไดนามิค หมายความว่า ความสัมพันธ์ของเรากับลูกช่วงหนึ่งก็แบบหนึ่ง พอลูกโตขึ้นความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนตามสถานการณ์ เพราะฉะนั้นอย่าประมาท คิดว่าสถานการณ์ดีแล้ว ความสัมพันธ์ดีแล้ว เราต้องปรับความสัมพันธ์ให้สอดคล้องต่อความต้องการหรือความรู้สึกของลูกด้วย

สอง-ความสัมพันธ์คือการยึดโยง บางคนบอกว่าเป็นการยึดโยงลูกไว้ เหมือนเราเป็นสมอ แต่ผมว่าลูกเป็นสมอที่ยึดเราไว้มากกว่า เพราะมีอะไรเราก็คิดถึงเขา ความสัมพันธ์นี้ช่วยดึงให้เราอยากอยู่กับเขาตลอด

สาม-ความสัมพันธ์ที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็ว มีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก ดังนั้นถ้ามีปัญหาต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อย่าเก็บไว้คนเดียว

แง่คิด และต้นแบบที่ดี ที่ได้รับจากคุณชัชชาติ
แง่คิด และต้นแบบที่ดี ที่ได้รับจากคุณชัชชาติ

สรุป 

แนวความคิดการดูแลลูกของคุณชัชชาตินั้นเรียกได้ว่าต้องเชื่อมโยงให้เข้ากันในทุกส่วน ร่างกายต้องแข็งแรง เพื่อพร้อมในการดูแล และเห็นลูกเติบโตไปได้นาน ๆ จิตใจต้องมุ่งมั่น เข้มแข็ง เป็นเสาหลัก และที่พึ่งพิงให้กับลูกได้ สร้างอนาคตของลูกที่ยั่งยืนด้วยสวัสดิการแห่งรัฐที่เอื้ออำนวยให้ทุกคนในสังคม เมื่อสังคมดีสายสัมพันธ์ของครอบครัวก็จะดี และสังคมที่ลูกอยู่ก็จะดีตามไปด้วย นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีแบบอย่างหนึ่งของสังคมเลยทีเดียว

ขอขอบคุณข้อมูล และภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/chadchartofficial

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูก บกพร่องทางการได้ยิน ดูยังไง แก้อย่างไร

เขตบางขุนเทียน แจกผ้าอนามัยฟรี รับนโยบายชัชชาติ

10 นิทานอีสปสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน พร้อมคติสอนใจ

19 พิกัด พาลูกเที่ยวกรุงเทพฯ เด็กๆ สนุกแน่นอน โดย พ่อเอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานอีสปสั้นๆ

10 นิทานอีสปสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน พร้อมคติสอนใจ

นิทานอีสปสั้นๆ เล่าให้ลูกฟัง สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน แต่ละเรื่องก็จะสอดแทรกข้อคิด คติสอนใจ ช่วยสอน และขัดเกลาจิตใจเด็ก ให้เติบโตเป็นเด็กดี

10 นิทานอีสปสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน พร้อมคติสอนใจ

อีสป เป็นชื่อนักเล่านิทานหรือนักเล่าเรื่องชาวกรีกโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของนิทานจำนวนหนึ่งซึ่งปัจจุบันรู้จักกันรวม ๆ ว่า นิทานอีสป ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวม นิทานอีสปสั้นๆ สนุกๆ มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านให้ลูกฟัง เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการด้านการฟัง การพูด และจินตนาการของลูกน้อย

นิทานอีสปสั้นๆ
นิทานอีสปสั้นๆ

10 นิทานอีสปสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน พร้อมคติสอนใจ

เรื่องสุนัขจิ้งจอกกับผลองุ่น

วันหนึ่งในช่วงฤดูร้อน ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังเดินเล่น…ผ่านเข้าไปยังสวนผลไม้
จนกระทั่งมาถึงพวงองุ่นช่อหนึ่งเพิ่งสุกเต็มที่ ซึ่งอยู่สูงตระง่าน
“มันจะช่วยดับกระหายของข้าได้” สุนัขจิ้งจอกกล่าว

มันถอยหลังไป 2-3 ก้าวแล้ววิ่งกลับมา…และกระโดด
แต่มันก็พลาด ไม่สามารถเก็บองุ่นช่อนั้นได้
มันทำเช่นเดิมอีกแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มันพยายามอยู่เช่นนั้นหลังจากที่ได้เห็นอาหารล่อใจชิ้นนั้น
แต่สุดท้ายมันก็ต้องยอมแพ้ และเดินกลับออกมา
พร้อมเอ๋ยออกมาว่า “ฉันมั่นใจว่า…มันต้องเป็นองุ่นเปรี้ยวแน่ๆ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“คนที่ทำสิ่งใดไม่สำเร็จ…มักหาเรื่องตำหนิว่าสิ่งนั้นด้อยค่า”

 

เรื่องห่านกับไข่ทองคำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ชาวนาคนหนึ่งได้ไปยังรังห่านของเขา
แล้วพบไข่ฟองหนึ่งเป็นสีเหลืองส่องแสงแวววาว
เมื่อเขาหยิบมันขึ้นมา…
ก็รู้สึกว่ามันหนักพอๆ กับตะกั่ว
เขานำมันกลับบ้าน…
และทันใดก็พบว่ามันเป็นไข่ทองคำบริสุทธิ์

ทุกเช้าเหตุกาลเดียวกันก็เกิดขึ้น
และในไม่ช้าเขาก็กลายเป็นคนมั่งมี…
จากการขายไข่ทองคำ

เมื่อเขายิ่งร่ำรวยขึ้น…เขาก็ยิ่งโลภมากขึ้น
และคิดหาทางที่จะได้ขายไข่ทั้งหมด…
ที่ห่านสามารถให้ได้ในคราวเดียว
เขาจึงฆ่ามัน…ผ่าทองมัน
แล้วเขาก็พบแต่ความว่างเปล่า…!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ความโลภ…ไม่เคยให้ความมั่งมีแก่ใคร”
ดั่งคำสุภาษิตไทยที่ว่า “โลภมาก ลาภหาย” นั่นเอง

 

เรื่องชาวนากับงูเห่า

ณ ท้องทุ่งนาแห่งหนึ่งของประเทศสยาม มีต้นข้าวสีทอง
เหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง พร้อมที่จะทำการเก็บเกี่ยว
เช้าวันหนึ่งท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ
ลุงบุญชาวนาและเพื่อนบ้าน ได้พากันออกไปทำนาอย่างเช่นเคยทุกวัน

ขณะที่ลุงบุญกำลังเดินสำรวจแปลงนาว่าแปลงใดควรจะได้รับการเก็บเกี่ยวก่อน
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นงูเห่าตัวหนึ่งนอนขดตัวแข็งอยู่
เพราะความหนาวมันไม่กระดุกกระดิกเลย
ชาวนาเฝ้ามองดูมันอยู่นานด้วยความรู้สึกสงสารอย่างจับใจ
ด้วยความเป็นคนมีใจเมตตา
จึงได้ก้มลงอุ้มเอาเจ้างูเห่าตัวนั้นมาไว้ใน อ้อมกอด เพื่อให้คลายหนาว
แล้วก็เดินดูนาข้าวต่อไป ต่อไป และต่อไป

ในที่สุด เมื่อเจ้างูเห่าพอได้รับไออุ่น มันรู้สึกตัวขึ้นมา
มันก็ฉกกัดเข้าที่แขนของลุงบุญทันที
ชาวนาผู้นั้นร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดและล้มลงสิ้นใจตายอยู่ตรงนั้นเอง
ก่อนตายชาวนาผู้นั้นได้ร้องรำพันออกมาว่า
“ทำคุณแก่สัตว์ร้าย…มักจะให้โทษแก่เราอย่างนี้แหละหนอ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ความเมตตานั้นเป็นบารมีที่พึงปฏิบัติ…แต่ก่อนจะเมตตาใคร…ให้พิจารณาให้ดีก่อน”
1) ความใจดีควรใช้กับคนที่ดี…
2) ควรรู้จักคิดพิจารณาไตร่ตรองว่าสิ่งใดดี…หรือไม่ดี…หรือมีอันตรายอย่างไร…“

 

เรื่องกบกับวัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ที่สระน้ำแห่งหนึ่ง กบสองตัวกำลังคุยกัน
“โอ้…พ่อจ๋า” กบตัวน้อยพูดกับกบตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างสระน้ำ
“ฉันได้เห็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่เบ้อเร่อทีเดียว ตัวมันใหญ่โตเหมือนภูเขา
มีเขาอยู่บนหัว มีหางยาว กีบเท้าของมันยาวออกมาเป็นสองซีก”

“โธ่… ลูกเอ๋ย” กบตัวพ่อพูด “นั่นคือเจ้าวัว…ของชาวนาเท่านั้นเอง
มันก็ไม่ใช่ว่าจะใหญ่โตเท่าใดนัก มันอาจสูงกว่าพ่อเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
แต่พ่อสามารถทำให้ตัวพ่อเองกว้างใหญ่เท่ากับมันได้ไม่ยากเลย…คอยดูนะ”

แล้วมันก็เบ่งตัวเองออกมา เบ่งออกมา เบ่งออกมา
“มันใหญ่แค่นี้ได้ไหม…” พ่อกบถามลูกของมัน
“โอ้…พ่อจ๋า…ยังใหญ่กว่านั้นอีกเยอะ” ลูกกบตัวน้อยบอก
กบตัวพ่อก็เบ่งตัวใหญ่ขึ้นอีก แล้วก็ถามตัวลูกวัวว่า “ตัวนั้นใหญ่เท่านี้ใช่ใหม”
“ใหญ่กว่านั้นอีกจ้ะพ่อ…มันใหญ่กว่านั้น” นี่คือคำตอบจากลูกกบน้อย

ดังนั้นพ่อกบจึงสูดหายใจลึก เบ่ง เบ่ง แล้วก็เบ่ง
ตัวมันก็พองขึ้น พองขึ้น และพองขึ้น แล้วมันก็พูดขึ้นว่า
“พ่อมั่นใจเหลือเกินว่า วัวตัวนั้นคงไม่ใหญ่เท่า…”
พูดถึงแค่นี้ตัวมันก็แตกระเบิดออกมา (ดังโป๊ะ)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การทำสิ่งใดแล้วไม่รู้จักประมาณตนให้เหมาะสม…ย่อมนำมาซึ่งความพินาศแห่งตน”

 

เรื่องสิงโตกับหมูป่า

อากาศที่ร้อนจัดของวันหนึ่งในฤดูร้อน
ทำให้สัตว์ทั้งหลายรู้สึกกระหายน้ำไปตามๆกัน
สิงโตตัวนี้ก็เช่นกัน มันกำลังเดินออกไปหาน้ำดื่ม
สิงโตเดินตรงไปยังบ่อน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก

เวลานั้นมีหมูป่าที่กำลังหิวน้ำตัวหนึ่งเดินตรงมาที่บ่อน้ำแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
สิงโตและหมูป่าจึงประจันหน้ากันที่ข้างบ่อน้ำนั้น
ทั้งคู่ต่างต้องการที่จะเป็นผู้ที่ได้ดื่มน้ำก่อน จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น
สัตว์ตัวอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ต่างพากันวิ่งหนีอย่างอลหม่าน

สิงโตและหมูป่า ต่างก็ต่อสู้กันอย่างไม่ลดละ
จนหมดเรี่ยวแรงด้วยกันทั้งคู่

ก่อนที่พวกมันจะลงมือต่อสู้กันอีกครั้ง…
ทั้งสองก็เหลือบไปเห็นนกแร้งกลุ่มหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้
และพากันจ้องมองมายังพวกมันอยู่

สิงโตจึงหันมาพูดกับหมูป่าว่า “ข้าว่าเราเลิกต่อสู้กันเถอะ”
“เพราะไม่เช่นนั้น เราทั้งสองอาจกลายเป็นอาหารของเจ้าแร้งพวกนั้นได้”
หมูป่าเห็นด้วยจึงตอบตกลงในทันที
จากนั้นสิงโตก็บอกให้หมูป่าดื่มน้ำก่อน
และเมื่อทั้งคู่ดื่มน้ำจนพอใจแล้ว จึงเดินแยกจากกันไปด้วยดี

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การประนีประนอม…ช่วยให้ปลอดภัยจากอันตราย”

นิทานก่อนนอน
นิทานก่อนนอน

เรื่องม้ากับลา

มีชายพ่อค้าคนหนึ่งนำของไปขายต่างเมือง คิดจะถนอมม้าไว้ใช้
เมื่อถึงคราวจำเป็น จึงเอาสินค้าทั้งหมดใส่หลังลา
ส่วนม้า นั้นปล่อยให้เดินตัวเปล่า
ลาถูกบรรทุกของหนัก ๆก็ล้มเจ็บลง

มันพูดกับม้าว่า “ช่วยแบ่งของไปจากหลังข้าบ้างเถิด ข้าไปไม่ ไหวแล้ว
ถ้าท่านช่วยแบ่งเบาภาระไปบ้าง ข้าคงจะหายเจ็บกลับมามีแรงขึ้นบ้าง
แล้วข้าจะเอาของกลับมาใส่หลังข้าดังเดิม ถ้าท่านไม่ช่วยข้า ข้าคงต้องตาย เป็นแน่”
แต่ม้าก็ไม่ฟังเสียงขอร้อง กลับบอกกับลาว่า ให้ทนไปก่อนเถิด
ลาก็เลยไม่พูดอะไรอีก อุตส่าห์เดินต่อไปไม่ช้าก็หมดแรงล้มลงตาย

เจ้าของก็แก้เอาสินค้าบนหลังลา เอามาใส่หลังม้า
แถมยังเอาศพลาบรรทุกเพิ่มเข้าไปอีกด้วย ม้าครางว่า
“พุทโธ่เอ๋ย เรานี่ช่างชั่วเสียจริงๆ ไม่เห็นใจผู้อื่น เดี๋ยวนี้ถูกบรรทุกของหนักแล้ว
มิหนำซ้ำ…ยังมีศพลาเพิ่มขึ้นอีกเสียด้วย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“คนที่ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจมีความเมตตาให้กับคนอื่นนั้น…ส่วนมากทุกข์นั้น…ก็จะมาตกกับตัวเองดังนี้แล”

 

เรื่องกากับเหยือกน้ำ

วันหนึ่งในฤดูร้อน…ที่มีอากาศร้อนจัด
พระอาทิตย์ได้ส่องแสงแผดเผา…ไปทั่วทุกแห่งหน
น้ำในห้วย หนอง คลอง บึงแห้งผาก…จนไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย

มีกาตัวหนึ่ง…พยายามบินหาน้ำดื่มด้วยความหิวกระหาย
จนกระทั่งมันบินไปพบเหยือกน้ำขนาดใหญ่ใบหนึ่งตั้งอยู่
ที่ก้นของเหยือกน้ำมีน้ำขังอยู่…
เจ้ากาดีใจมาก…มันอยากดื่มน้ำในเหยือกนี้ให้ได้

แต่มีน้ำเหลืออยู่ในเหยือกน้อยเกินไป
จนใช้ปากจุ่มลงไม่ถึง
มันพยายามผลักเหยือกให้เอียง
แต่เหยือกก็หนักเกินไป
และไม่ว่าจะทำอย่างไร…
เจ้ากาก็ไม่สามารถที่จะเอาปากยื่นลงไปกินน้ำได้ซะที…

จนในที่สุด…เจ้ากาก็คิดขึ้นได้…มันใช้ปากคาบก้อนหินเล็กๆ
ใส่ลงไปในเหยือกทีละก้อนๆๆ…
และสังเกตเห็นว่าน้ำในเหยือกเอ่อขึ้นมา
ดังนั้น…มันจึงพยายามคาบก้อนหินทีละก้อนใส่ในเหยือกน้ำ
จนน้ำสูงขึ้นมาถึงปากคอเหยือก…
จนสามารถใช้จะงอยปากดื่มกินน้ำได้
ด้วยเหตุนี้…กาตัวนั้นจึงได้กินน้ำจนอิ่ม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การกระทำบางอย่างใช้กำลังอย่างเดียว…ไม่สำเร็จ…ต้องใช้ปัญญาความฉลาดเข้าช่วยด้วย”

 

เรื่องมดแดงยอดกตัญญู

มดแดงตัวหนึ่งหิวน้ำมากจึงไต่ลงไปกินน้ำริมตลิ่ง ลื่นตกลงไปในน้ำ ได้ร้องตะโกนให้นกเขาช่วย  นกเขาจึงคาบกิ่งไม้โยนลงไปให้  มดแดงไต่ขึ้นกิ่งไม้ ลมพัดพากิ่งไม้ไปริมตลิ่ง  มดแดงไต่ขึ้นฝั่งได้รอดตาย วันหนึ่ง  นกเขาออกไปหากินกำลังจิกหนอนอยู่ มีนายพรานเห็นนกเขาหยิบธนูจะยิงนกเขา มดเห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งไปกัดข้อเท้านายพราน   นายพรานเจ็บข้อเท้าจึงเอามือปัดมดกระเด็นไป  ลูกธนูจึงพลาดไม่ถูกนกเขา  มดแดงได้แทนคุณนกเขาแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1). “ความกตัญญูกตเวที…เป็นเครื่องหมายของคนดี”
2). “ผู้ที่ทำความดีไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่…สักวันย่อมได้รับสิ่งดีดี…ผลดีตอบสนองเสมอ”

 

เรื่องลิงกับชาวประมง

เจ้าลิงตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูงของต้นไม้ มันเห็นชาวประมงคนหนึ่งกำลังเหวี่ยงแหลงไปในแม่น้ำ มันเลยขยับเข้ามาใกล้เพื่อดูวิธีการจับปลาของชาวประมง

เมื่อชาวประมงหยุดทำการจับปลาช่วงขณะหนึ่ง และกลับบ้านไปทานมื้อเย็น แต่ได้ทิ้งแหไว้ที่ริมตลิ่ง

เจ้าลิง ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชอบเลียนแบบคนมากที่สุดชนิดหนึ่ง มันรีบลงมาจากยอดไม้และพยายามทำเหมือนชาวประมง มันจับแหและเหวี่ยงลงไปในแม่น้ำ แต่แหได้พัลวันห่อหุ้มตัวมันและลากเอามันตกน้ำไปด้วย

ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของเจ้าลิงจะหมดลง มันได้พูดกับตัวเองว่า “มันก็สมควรแล้วละ สำหรับข้าที่ธุระก็ไม่ใช่ที่จะต้องมาเหวี่ยงแหหาจับปลา”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“คนที่พยายามทำในสิ่งที่ตนเองไม่มีความถนัด ในไม่ช้าก็จะได้รับผลของความล้มเหลว”

 

เรื่องนกนางแอ่นเตือนภัย

นกนางแอ่นตัวหนึ่งอาศัยอยู่กับฝูงนกอื่นๆที่หมู่บ้านริมทุ่ง
วันหนึ่งนกนางแอ่นเห็นชาวไร่กำลังหว่านเมล็ดป่าน
ก็รีบบินกลับมาเตือนเพื่อนนกทั้งหลาย
เพราะเมล็ดป่านเหล่านี้ จะเติบโตเป็นต้นป่าน…
ให้ชาวไร่นำมาถักเป็นตาข่ายและบ่วงดักนก

“พวกเจ้ารีบไปจิกกินเมล็ดป่านให้หมดเถอะ ก่อนที่มันจะงอกเป็นต้นอ่อน”
แต่พวกนกกลับไม่สนคำเตือนของนกนางแอ่น
จนกระทั้งเมล็ดป่านงอก นกนางแอ่นก็เตือนขึ้นอีกว่า
“พวกเจ้ารีบจิกกินต้นอ่อน ตอนนี้ก็ยังไม่สายจนเกินไปนะ”
พวกนกทำท่ารำคาญตวาดกลับไปว่า
“นี้เจ้านกนางแอ่น…ถ้ากลัวมากก็ไปหากินที่อื่นเสียสิ”

นกนางแอ่นจึงบินจากไป
เมื่อต้นป่านโตเต็มที่ ชาวไร่ก็นำมาทำเป็นตาข่ายดักนก
พวกนกทั้งหลายต่างพลาดท่าบินไปติดตาข่าย
นกตัวหนึ่งสำนึกถึงคำเตือนของนกนางแอ่นจึงรำพันขึ้นว่า
“นี้ถ้าเราเชื่อนางแอ่นตั้งแต่แรก…ก็คงไม่ถูกจับอย่างนี้หรอก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“อย่าเฝ้ารอให้ภัยมาถึงก่อน…จึงจะคิดแก้ไข”
การไม่สนใจคำเตือนเกี่ยวกับปัญหาหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ปล่อยให้ยืดเยื้อเรื้อรัง…สุดท้ายเมื่อสำนึกได้…ย่อมไม่อาจแก้ไขอย่างทันท่วงที…

นิทานอีสปสั้นๆ ที่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ นอกจากการเล่าให้ลูกฟัง เพื่อความสนุกสนานแล้ว ในขณะที่ลูกตั้งใจฟังนิทานที่เล่านั้น ก็เป็นการฝึกให้เกิดสมาธิด้วย หากเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆ ก็ฝึกความจำในเด็ก ทำให้เด็กจำเรื่องราวต่างๆในนิทานได้

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://nitanstory.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

อาหารกลางวันนักเรียน กินอะไร

อาหารกลางวันนักเรียน กินอะไร กระตุ้นพัฒนาการลูก

อาหารกลางวันนักเรียน กินอะไร กระตุ้นพัฒนาการลูก

ลูกในวัยเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต จำเป็นที่จะต้องได้รับอาหารที่มีคุณค่า คุณประโยชน์ ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย เพราะหากลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ พัฒนาการก็อาจไม่สมวัยได้ ทุกฝ่ายทั้งที่บ้านและโรงเรียนจึงควรคำนึงถึงว่า อาหารกลางวันนักเรียน กินอะไร จึงจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้านร่างกายค่ะ

กรมอนามัยห่วง อาหารกลางวันนักเรียน กินอะไร ถึงจะดี

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หลังจากเปิดภาคเรียน แบบ On-Site ในทุกโรงเรียนแล้ว โรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับอาหารกลางวันที่มีโภชนาการครบถ้วน ปริมาณเหมาะสม ควรเป็นมื้อที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยให้เด็กวัยเรียนได้รับอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในการทำกิจกรรมในช่วงครึ่งวันบ่าย

ประโยชน์ของการที่เด็กได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

  • เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต
  • มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ จดจำ
  • เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
  • สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เป็นปกติ

หากเด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือมากไปจะเกิดอะไรขึ้น

หากร่างกายได้รับพลังงาน และสารอาหารไม่เพียงพอ หรือมากเกินไป จะส่งผลให้

  • เด็กมีการเจริญเติบโตไม่เหมาะสมตามวัย เช่น ตัวเล็ก เตี้ย แคระแกร็น
  • ภูมิต้านทานต่ำ
  • ด้อยสติปัญญาต่ำ เรียนรู้ช้า
  • หากได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ จะส่งผลให้ลูกมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ นำไปสู่การเป็นโรคอ้วน และโรคอื่น ๆ ได้
อาหารกลางวันนักเรียน กินอะไร
อาหารกลางวันนักเรียน กินอะไร กระตุ้นพัฒนาการลูก

ปริมาณอาหารที่เหมาะสม

ควรส่งเสริมให้เด็กวัยเรียน ได้รับปริมาณอาหารกลุ่มข้าว – แป้ง ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ดังนี้

  • เด็กระดับอนุบาล (อายุ 3-5 ปี) ควรได้รับ 1.5 ทัพพี
  • ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 (อายุ 6-8 ปี) 2 ทัพพี
  • ระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6  (อายุ 9-12 ปี) 3 ทัพพี

เนื้อสัตว์

  • เด็กระดับอนุบาล (อายุ 3-5 ปี) ควรได้รับ 1.5 ช้อนกินข้าว
  • ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 (อายุ 6-8 ปี) 2 ช้อนกินข้าว
  • ระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 (อายุ 9-12 ปี) 2 ช้อนกินข้าว

เด็กวัยเรียนควรได้รับผัก 1 ทัพพี ผลไม้ 1 ส่วน และนมจืด 1 แก้ว เพื่อให้เด็กวัยเรียนเติบโตสมวัย

รูปแบบการจัดอาหารกลางวันให้เด็ก

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวว่า ควรมีการวางแผนการจัดอาหารกลางวัน ตามมาตรฐานอาหารกลางวันในโรงเรียนไทย โดยมีรูปแบบการจัดชุดสำรับอาหารกลางวันหมุนเวียน 5 วันทำการต่อสัปดาห์ (จันทร์ – ศุกร์)

  • โดยข้าวและกับข้าว ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง/สัปดาห์
  • ใช้ผักหลากหลาย หลากสี ควรใช้ผักตามฤดูกาล
  • อาหารจานเดียวไม่เกิน 1 ครั้ง/สัปดาห์
  • มีผลไม้ทุกวัน และไม่ควรมีขนมหวานมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • เนื้อสัตว์สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ปลาหรือผลิตภัณฑ์จากปลาอย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์
  • ไข่ 2-3 ฟอง/สัปดาห์/คน
  • มีตับ เลือด เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย ถั่วเมล็ดแห้ง เผือก มัน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • มีรายการอาหารที่ใช้น้ำมันหรือกะทิอย่างน้อย 1 อย่าง ในแต่ละมื้อ แต่ไม่ควรจัดรายการอาหารที่ใช้น้ำมันปริมาณมาก
  • มีเมนูที่ใช้กะทิไม่เกิน 3 ครั้ง/สัปดาห์
  • ควรใช้เกลือ หรือน้ำปลาเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหาร

โภชนาการศิริราชแนะนำอาหารที่เหมาะกับเด็กวัยเรียน

นอกจากนี้ ทางฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ก้ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับชนิดอาหารที่ควรเลือกให้เหมาะสมกับเด็กวัยเรียนไว้เช่นกัน ดังนี้ค่ะ

1.เนื้อสัตว์ เป็นสารอาหารที่ให้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อและฮอร์โมน  ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันเพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีให้แก่เด็ก และควรให้อาหารทะเล  เครื่องในสัตว์  สัปดาห์ละ  1-2  ครั้ง
2. ไข่เป็ด  ไข่ไก่  ควรได้รับวันละ  1  ฟองทุกวัน
3. ถั่วเมล็ดแห้ง เด็กวัยเรียนควรกินถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ เพราะถั่วเมล็ดแห้งมีโปรตีน แคลเซียมและวิตามินบีสองมาก
4.นมสด เป็นอาหารที่ให้โปรตีนและแคลอรี่สูง และยังมีแคลเซียมวิตามินเอมาก ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เด็กจึงควรดื่มนมทุกวันอย่างน้อยวันละ แก้ว
5.ผักใบเขียวและผักสีเหลือง ควรให้เด็กบริโภคในมื้ออาหารทุกมื้อ และควรสับเปลี่ยนชนิดให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน
6.ผลไม้สด  เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินและเกลือแร่โดยเฉพาะวิตามินซี เด็กควรได้รับผลไม้ทุกวัน และเลือกชนิดให้หลากหลายตามฤดูกาล
7.ข้าว  ก๋วยเตี๋ยวหรือแป้งอื่นๆ  ควรจัดให้เด็กในมื้ออาหารทุกมื้อ  หรือกินในรูปของขนมบ้างก็ได้ โดยเลือกข้าวหรือแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุมาก
8.ไขมันหรือน้ำมันพืช เป็นเหล่งที่ดีของพลังงานและช่วยให้วิตามินที่ละลายในน้ำมันถูกดูดซึมได้ดีขึ้นควรเลือกน้ำมันพืชเพื่อใช้ในการประกอบอาหารให้แก่เด็กเช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น
9.น้ำ  ควรให้เด็กบริโภคน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว  หรือให้เพียงพอกับปริมาณที่สูญเสียไปในแต่ละวัน
โดยสารอาหารแต่ละชนิดควรให้เด็กบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมเพราะถ้าให้ในปริมาณมากเกินจะทำให้เด็กมีภาวะโภชนาการเกินหรืออ้วนได้

ทางทีมบรรณาธิการ ABK ยังมีคลิปดี ๆ เกี่ยวกับสารอาหารที่ควรมีในมื้อกลางวันเด้กวัยเรียนมาฝากด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, PPTV HD

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

มื้อเช้ากิน “ข้าวกล้อง” โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี

นักโภชนาการแนะวิธี ตุนอาหาร ให้หลากหลาย ได้สารอาหาร ครบ 5 หมู่

ใส่ใจกับโภชนาการของลูกวัยอนุบาล

แนะนำจุกนม

แนะนำจุกนม 10 แบรนด์ นุ่มนวล ปลอดภัย เสมือนเต้านมคุณแม่

สำหรับครอบครัวที่มีลูกวัยกำลังดื่มนม จุกนม เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ลูกน้อยต้องใช้ทุกวัน วันละหลายเวลา  ควบคู่กับขวดนม ซึ่งเจ้าจุกนมเล็ก ๆ นี้ ควรมีความปลอดภัยสูง ปราศจากสารปนเปื้อน ไปจนถึงเหมาะสมกับช่วงวัย เพราะการดื่มนมคือส่วนสำคัญอันดับต้น ๆ ในด้านการเจริญเติบโต การเลือกใช้จุกนมคุณภาพดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอ แนะนำจุกนม ว่าจุกนมที่ควรใช้มีหน้าตาเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่กัน

แนะนำจุกนม 10 แบรนด์ นุ่มนวล ปลอดภัย เสมือนเต้านมคุณแม่

จุกนม อุปกรณ์สำคัญที่มาคู่กับขวดนม จำลองรูปทรงมาจากหัวนมคุณแม่ ใช้สำหรับเป็นตัวปล่อยน้ำนมเวลาลูกน้อยดื่มนมจากขวด โดยมีขนาดจุก และส่วนปลายจุกนม ทั้งแบบวงกลม หรือแบบแฉก X และ Y ให้เลือกใช้ตามพัฒนาการและช่วงวัยของลูกน้อย ควรทำความสะอาดฆ่าเชื้อและเปลี่ยนเป็นประจำเพื่ออนามัยของลูกน้อย

 

เลือกจุกนมแบบไหนดี

  • เลือกขนาดจุกนมให้เหมาะสมกับช่วงวัยลูกน้อย ตั้งแต่ขนาด SS เหมาะกับวัยทารก S 1 เดือนขึ้นไป M 3 เดือนขึ้นไป L และ XL 6 เดือนขึ้นไป
  • เลือกรูของจุกนมให้เหมาะกับพัฒนาการการดูด รูวงกลม เหมาะกับทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน ส่วนรูกากบาท X และ Y เหมาะกับ 3 เดือนขึ้นไปที่สามารถดูดนมได้ดีขึ้นแล้ว
  • วัสดุที่ใช้ควรเป็นซิลิโคนหรือยางธรรมชาติ อ่อนนุ่มไม่ระคายเหงือกทารก แล้วปรับให้มีความแข็งขึ้นเมื่อฟันเริ่มงอก นอกจากนี้ควรเลือกแบบที่ปลอดสาร BPA ด้วย
  • เลือกจุกนมแบบที่ทนต่อความร้อนได้ดี เพราะจุกนมเป็นสิ่งที่เข้าปากโดยตรง การทำความสะอาดจึงควรผ่านความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะต้มหรือนึ่ง
  • ซื้อจุกนมที่พอดีกับขวดนมที่มี ด้วยการสังเกตว่าขวดที่ใช้เป็นแบบคอกว้างหรือคอแคบ หรือเลือกแบรนด์เดียวกับขวดนมที่ใช้อยู่
  1. MAM 

จุกนมรุ่น Silk Teat มีหลายขนาดให้เลือกตามช่วงอายุ ออกแบบให้เข้ากับสรีระช่องปากลูกน้อย ตัวนี้ผลิตจากซิลิโคนคุณภาพสูง พื้นผิว SkinSoft ออกแบบไม่เรียบและนุ่มพิเศษ ลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์เท่านั้น ให้ความรู้สึกเสมือนเต้านมคุณแม่ จึงง่ายในการสลับระหว่างขวดกับเต้านม และยังช่วยให้พัฒนาการช่องปากเป็นไปอย่างเหมาะสม จุกนมมีรูระบายอากาศทำให้ไม่ฟีบแบนขณะดูดนม แถมยังใช้ได้กับขวดทุกรุ่น ทุกขนาดของแบรนด์เองด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม MAM จุกนมรุ่น Silk Teat

https://www.mambabythailand.com/

แนะนำจุกนม

  1. PUR 

จุกนมรุ่น Gentle Touch รุ่นนี้มาพร้อมแอร์วาว์ล เอกสิทธิ์เฉพาะเพียว ช่วยให้อากาศไหลผ่านจุกนมได้สะดวก ทำให้ไม่เกิดสูญญากาศ จุกนมไม่ฟีบแบนแม้จะดูดอย่างต่อเนื่อง ข้อดีของจุกนมแบบนี้คือจะช่วยลดอาการสำลักซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการโคลิก รวมทั้งลดการกลืนอากาศในขณะดูดนม หมดกังวลเรื่องปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อด้วย วัสดุผลิตจากซิลิโคนบริสุทธิ์ มีฐานกว้าง ใกล้เคียงกับหัวนมแม่ จึงเหมาะสำหรับสลับระหว่างให้นมแม่และนมขวด ทำความสะอาดด้วยความร้อนได้ มี 3 ขนาดให้เลือกคือ S M และ L

ข้อมูลเพิ่มเติม PUR  จุกนมรุ่น Gentle Touch

https://www.purthailand.com/

แนะนำจุกนม

  1. Tommee Tippee 

จุกนมรุ่น CTN Soft Teat เหมาะกับทารกเพราะเป็นแบบนิ่มพิเศษ ผลิตจากซิลิโคนชั้นดี ปราศจากสาร BPA มีความยืดหยุ่น ผิวสัมผัสมีส่วนเว้าเลียนแบบเต้านมคุณแม่ ให้สัมผัสเสมือนจริงจึงเหมาะใช้สลับให้นมระหว่างเต้าคุณแม่กับขวด และยังมีรูวาว์ลที่ช่วยการไหลเวียนของอากาศภายใน น้ำนมไหลเวียนได้ไม่ติดขัด ช่วยป้องกันการกลืนลมและอาการโคลิคได้ด้วย มาพร้อม 3 ขนาดตามระดับการไหลน้ำนมคือ ช้า ปานกลาง และเร็ว นอกจากนี้ยังทำความสะอาดผ่านความร้อนได้ และยังใช้ได้กับขวดของแบรนด์รุ่น Closer to Nature ทุกแบบด้วย    

ข้อมูลเพิ่มเติม Tommee Tippee จุกนมรุ่น CTN Soft Teat

https://web.facebook.com/TommeeTippeeTH/?_rdc=1&_rdr

แนะนำจุกนม

  1. NUK 

จุกนมรุ่น First Choice + ได้ใจตั้งแต่รูปทรงที่น่าใช้ ออกแบบมาให้ทั้งจุกและฐานมีรูปทรงคล้ายหัวนมคุณแม่มากที่สุด รวมทั้งคำนึงถึงหลักทันตกรรมศาสตร์ มีความลาดเอียงไปกับเหงือกและลิ้นของทารก ช่วยในเรื่องของพัฒนาการของช่องปากและขากรรไกรให้มีความสวยงาม มีระบบหมุนเวียนอากาศ Anti-Colic Air System ช่วยป้องกันการสำลักนมหรืออาการโคลิค วัสดุทำจากซิลิโคน นุ่ม ยืดหยุ่น ปราศจากสาร BPA ทำความสะอาดง่าย ใช้งานได้ยาวหลายเดือน  

ข้อมูลเพิ่มเติม NUK จุกนมรุ่น First Choice +

https://web.facebook.com/NUK.TH/?_rdc=1&_rdr

จุกนม

  1. Philips Avent 

จุกนมรุ่น Natural ออกแบบมาเพื่อให้คุณแม่ป้อนนมลูกน้อยจากขวดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยจุกนมทรงกลีบดอกไม้ที่มีความนุ่มและยืดหยุ่นเป็นพิเศษ มีผิวสัมผัสให้ลูกน้อยรู้สึกเสมือนกำลังดูดนมจากเต้านมคุณแม่จริงๆ เค้าจึงรู้สึกเพลินและปลอดภัยเหมือนอยู่กับอกคุณแม่ และยังมีวาว์ลระบายอากาศ ช่วยลดการกลืนอากาศซึ่งเป็นสาเหตุของอาการท้องอืด รวมทั้งป้องกันอาการโคลิคจากการสำลักนมได้ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.philips.co.th/c-m-mo/baby-bottles-nipples

Philips Avent Official  

จุกนม

  1. Nanny 

จุกนมรุ่น Wide Neck ผลิตจากซิลิโคนคุณภาพคัดสรรจากประเทศเยอรมนี จึงมีความนุ่มและยืดหยุ่นเป็นพิเศษ และยังดีไซน์ให้ฐานจุกนมกว้าง ทรงป่อง เลียนแบบเต้านมคุณแม่ตามธรรมชาติ กระตุ้นการดูดให้ราบรื่น และยังสะดวกเมื่อสลับให้นมระหว่างขวดและเต้าจริงด้วย ที่สำคัญคือออกแบบตามหลักทันตกรรมศาสตร์เพื่อพัฒนาการช่องปากและขากรรไกรลูกน้อยให้มีสุขภาพดีตั้งแต่แรกเกิด ขาดไม่ได้คือ Anti-Colic Valve System ช่วยให้จุกนมมีอากาศถ่ายเท ป้องกันการสำลักนมของลูกน้อย

ข้อมูลเพิ่มเติม Nanny จุกนมรุ่น Wide Neck

http://www.nannyproducts.com/

จุกนม

  1. Pureen 

จุกนมรุ่น Natural Plus ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยจากแล็บในสหรัฐอเมริกา มาพร้อมเทคโนโลยีกันจุกนมฟีบแบน เพื่อให้ลูกน้อยดูดนมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต่อเนื่อง ไม่สะดุด มีความนุ่ม ยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ลิ้นลูกน้อยเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ รูปทรงเสมือนเต้านมคุณแม่ช่วยให้สลับป้อนนมระหว่างเต้าและขวดได้ไม่แตกต่าง มั่นใจในความปลอดภัยเพราะผลิตจากซิลิโคนคุณภาพสูง จึงปราศจากสาร BPA หรือสารเคมีอันตรายต่อลูกน้อย 

ข้อมูลเพิ่มเติม Pureen จุกนมรุ่น Natural Plus

http://www.pureen.co.th/

จุกนม

  1. Dr. Brown’s 

จุกนมรุ่น Wide-Neck Nipples เป็นจุกนมที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากสหรัฐอเมริกา ช่วยให้ลูกน้อยดูดนมได้อย่างเป็นธรรมชาติ น้ำนมไหลต่อเนื่อง รูปทรงมีฐานกว้างคล้ายเต้านมคุณแม่ก็ช่วยให้สลับป้อนจากขวดและเต้าได้อย่างราบลื่น และรับกับช่องปากได้ดีเพื่อสุขภาพช่องปากลูกน้อยเป็นไปตามพัฒนาการ นอกจากนี้ยังมั่นใจได้ด้วยวัสดุผลิตจากซิลิโคนปราศจากสาร BPA จึงอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น ช่วยให้ลูกน้อยดื่มนมอย่างเพลิดเพลินและผ่อนคลาย  

ข้อมูลเพิ่มเติม Dr. Brown’s จุกนมรุ่น Wide-Neck Nipples

https://www.drbrownsbaby.com/

จุกนม

  1. Pigeon 

จุกนมรุ่น SofTouch ผ่านการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์จนค้นพบกระบวนการดูดกลืนของทารก 3 ขั้นตอน พัฒนามาเป็นจุกนมที่ให้สัมผัสราวกับดื่มนมจากอกแม่รุ่นนี้ ซึ่งรองรับการเคลื่อนไหวตั้งแต่ยึดหัวนม ลิ้นรีดน้ำนม และกลืน ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวในช่องปากได้อย่างเป็นธรรมชาติ ภายในจุกมีแกนซัพพอร์ตให้ไม่ลีบแบนขณะดูด รวมทั้งมีรูไหลเวียนอากาศ หรือ Air Ventilation System ป้องกันอาการสำลักนมและท้องอืดในเด็กได้ วัสดุทำจากซิลิโคนเกรดพรีเมี่ยม ปราศจากสารเคมีอันตราย ทำความสะอาดด้วยความร้อนได้ถึง 120 องศา จึงยิ่งมั่นใจได้ในความปลอดภัย 

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.pigeonlittlemomentsclub.com/product/view/1

http://www.pigeonlittlemomentsclub.com/home

จุกนม

  1. Natur 

จุกนมรุ่น Smooth Biomimic พิเศษกว่าใครเพราะเป็นจุกนมที่สามารถควบคุมการไหลของน้ำนมได้ หรือไม่ดูดก็ไม่ไหล ออกแบบให้ปลายจุกนมมีหลายรู ลิขสิทธิ์เฉพาะ Natur เท่านั้น จึงได้สัมผัสเสมือนดูดนมจากอกคุณแม่ โดยลูกน้อยสามารถดูดนมได้ต่อเนื่อง ได้น้ำนมมากเมื่อดูดมาก น้ำนมน้อยเมื่อดูดน้อย จึงลดโอกาสสำลักน้ำนม หรืออาการโคลิค รวมทั้งสัมผัสที่ใกล้คียงเต้านมคุณแม่จึงช่วยให้สลับจากเต้ามาขวดได้ไม่สับสน วัสดุจากซิลิโคนมีความนุ่ม ยืดหยุ่นดี ปลอดสาร BPA และ BPS และยังทนความร้อนได้สูงถึง 120 องศาด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม Natur จุกนมรุ่น Smooth Biomimic

https://www.naturbf.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81

จุกนม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 จุกนม ยี่ห้อไหนดี ควรเลือกแบบไหน ให้เหมาะกับลูกน้อย

ข้อดีข้อเสียของจุกนมหลอก ที่พ่อแม่ควรรู้

ลูก สำลัก เรื่องเล็กที่คร่าชีวิตได้ พ่อแม่ต้องรู้วิธีช่วย

สำลัก เรื่องใกล้ตัวที่ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่หากช่วยไม่ทันอาจสูญเสียถึงขั้นตายได้ ขอเชิญชวนพ่อแม่มาเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกสำลัก รู้ไว้ปลอดภัยกว่า!!

ลูก สำลัก เรื่องเล็กที่คร่าชีวิตได้ พ่อแม่ต้องรู้วิธีช่วย!!

เด็ก ๆ มักชอบเอาของเข้าปาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก วัยเตาะแตะ ที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก เพราะเป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านปากในทฤษฎีทางจิตวิทยา จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรระมัดระวัง โอกาสที่จะเกิดการ สำลักได้ ไม่เพียงแต่สิ่งของเท่านั้นที่เราต้องระวังเวลาลูกนำเข้าปากมาอม แต่ยังหมายรวมถึงอาหารชิ้นใหญ่ และทุกสิ่งที่พบใกล้เคียง เช่น ฝาปากกา หรือเหรียญ เป็นต้น ของชิ้นเล็กเหล่านี้อาจทำให้เด็กหายใจไม่ออก เมื่อวัตถุหลุดเข้าไปในทางเดินหายใจของเด็ก (หลอดลม) ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นอาจรุนแรงถึงตายได้ การสำลักสามารถปิดกั้นการไหลของอากาศ และตัดออกซิเจนไปยังสมอง ซึ่งอาจทำให้สมองเสียหายถาวร หรือเสียชีวิตได้

ลูก สำลัก อาหาร
ลูก สำลัก อาหาร

อาการเตือน เมื่อลูกอาหารติดคอจนสำลัก

  • สำลัก หรือมีอาการไออย่างรุนแรง และต่อเนื่อง
  • หายใจไม่ออก หรือหายใจเสียงดังเหมือนคนเป็นโรคหอบหืด
  • พูดไม่มีเสียงออกมา หรือพูดได้ลำบาก
  • หายใจเร็วผิดปกติ
  • หน้าซีด เขียว
  • จับคอตัวเอง ชี้ไปที่คอ หรือเอามือกุมรอบคอ

ประเมินสถานการณ์ด่วน! เมื่อลูกสำลัก

เหตุใดเราจึงต้องประเมินสถานการณ์ ในเวลาฉุกเฉินเช่นนี้ เนื่องจากจะมีความแตกต่างกันไปในขั้นตอนการช่วยเหลือ ดังนี้

เมื่อลูก สำลักควรทำอย่างไร
เมื่อลูก สำลักควรทำอย่างไร

กรณีเด็กโต 1- 8 ปี 

แบบรู้สึกตัว ให้ตรวจดูอาการทางเดินหายใจอุดกั้น เช่น ร้องไม่มีเสียง ไอไม่ออก เป็นต้น โดยถามว่าพูดได้ไหม ให้ลงมือช่วยเมื่อเห็นว่า พูดไม่มีเสียง

  • ถ้าไอได้เองพยายามกระตุ้นให้เด็กไอแรง ๆ จะช่วยให้สิ่งอุดกั้นหลุดออกมา เป็นวิธีที่ดีกว่าการกระทุ้งจากข้างหลัง
  • ถ้าไอเองไม่ได้ ให้ดันใต้กระบังลม 5 ครั้ง ทำต่อเนื่องจนสิ่งอุดกั้นหลุดออก

วิธีช่วยเหลือ ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างลิ้นปี กับสะดือ (Heimlich maneuver)

  • วางนิ้วโป้งตรงลิ้นปี่ นิ้วกลางตรงสะดือ นิ้วชี้อยู่ตรงกลาง
  • มืออีกข้างทำกำปั้นวางตรงโคนนิ้วชี้ให้ด้านนิ้วโป้งแนบลำตัว
  • ดึงมือที่หาตำแหน่งออกมากุมกำปั้นไว้
  • ให้ก้มตัวลง ผู้ช่วยเหลือกางข้อศอกออก
  • ห้ามใช้นิ้วพยายามล้วงสิ่งอุดกั้นออก

    การช่วยเหลือ เด็ก สำลัก
    การช่วยเหลือ เด็ก สำลัก

แบบหมดสติ

  1. ประเมินการตอบสนอง และการหายใจ หากไม่มีการตอบสนอง และไม่หายใจ
  2. ตะโกนขอความช่วยเหลือ
  3. ให้ทำการปฎิบัติการกู้ชีพจนความช่วยเหลือมาถึง
  4. กดหน้าอก 30 ครั้ง
  5. เป่าปาก 2 ครั้ง
  6. หากทรวงอกไม่ขยาย มีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ ให้ทำการกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับเป่าปาก 2 ครั้ง ต่อเนื่องจนกว่าจะมองเห็นสิ่งอุดกั้นในปากชัดเจน จึงใช้นิ้วล้วงออก

    การช่วยเหลือ เด็ก สำลักแบบไม่รู้สึกตัว
    การช่วยเหลือ เด็ก สำลักแบบไม่รู้สึกตัว

กรณีเด็กทารก 1 เดือน ถึง 1 ปี 

แบบรู้สึกตัว

  • สังเกตเด็กร้องไห้ได้เบา ๆ ใบหน้าและริมฝีปากซีด เขียว
  • มองดูในปาก ถ้ามองเห็นสิ่งอุดกั้น ให้ใช้นิ้วล้วงออก
  • ถ้ามองไม่เห็น ให้ใช้วิธีดังต่อไปนี้
  1. ตบหลังเบา ๆ 5 ครั้ง ตรงกึ่งกลางระหว่าง สะบักใช้สันมือ
  2. กดหน้าอก 5 ครั้ง ตรงกึ่งกลางหน้าอกด้วย 2  นิ้วมือ
  3. ทำการกดหลัง 5 ครั้ง สลับกับกดหน้าอก 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งอุดตันหลุดออก

    การช่วยเหลือ ทารกสำลัก
    การช่วยเหลือ ทารกสำลัก

แบบหมดสติ

  • ประเมินการตอบสนอง และการหายใจ
  • ตะโกนขอความช่วยเหลือ
  • กดหน้าอก 30 ครั้ง
  • เป่าปาก 2 ครั้ง
  • ทำการกดหน้าอก สลับเป่าปาก ต่อเนื่องจนกว่าจะมองเห็นสิ่งอุดกลั้นในปากชัดเจน จึงใช้นิ้วล้วงออก

ฉันควรพาลูกไปพบแพทย์ หรือไปที่ห้องฉุกเฉินเมื่อใด

หลังจากเหตุการณ์สำลักครั้งใหญ่ เด็กจำเป็นต้องไปรับการรักษาพยาบาลต่อ เมื่อเด็กมีอาการต่อไปนี้

  • เด็กมีอาการไอเป็นเวลานาน น้ำลายไหล หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงหวีด กลืนลำบาก หรือหายใจลำบาก
  • หน้าเด็กเปลี่ยนเป็นเขียว อ่อนแรง หรือหมดสติในระหว่างเหตุการณ์ แม้ว่าดูเหมือนว่าเขาจะหายดีแล้วก็ตาม ก็ควรไปตรวจละเอียดอีกครั้ง
  • พ่อแม่สังเกตได้ว่าเด็กกลืนสิ่งของ เช่น ของเล่น หรือถ่านไฟฉาย เป็นต้น ลงไป

    วิธีช่วยเหลือ ทารก สำลัก แบบหมดสติ
    วิธีช่วยเหลือ ทารกสำลักแบบหมดสติ

วิธีการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)

คุณอาจต้องใช้วิธีนี้หากเด็กที่สำลักไม่มีชีพจร (การเต้นของหัวใจ) และไม่หายใจ:

  1. ใช้ส้นมือกดส่วนล่างของกระดูกหน้าอกของเด็ก ใต้เส้นหัวนม ดันเข้าไปประมาณ 2 นิ้ว ทำสิ่งนี้อย่างรวดเร็ว 30 ครั้ง การดำเนินการนี้ควรใช้เวลาประมาณ 20 วินาที
  2. ให้การช่วยหายใจ 2 ครั้ง ค่อยๆ ยกคางของเด็กขึ้นด้วยมือข้างหนึ่งแล้วเอียงศีรษะไปข้างหลัง วางปากของคุณเหนือปากของเด็ก บีบจมูกแล้วพ่นลมหายใจเข้าปากของเด็ก 2 ครั้ง การหายใจแต่ละครั้งควรใช้เวลา 1 วินาที ดูเพื่อดูว่าหน้าอกของเด็กเพิ่มขึ้นหรือไม่
  3. ถ้าหน้าอกไม่ขึ้น ให้กดหน้าอก 30 ครั้ง มองเข้าไปในปากของเด็กเพื่อหาสิ่งของ นำวัตถุออก ระวังอย่าดันกลับเข้าไปในลำคอ หากคุณมองไม่เห็นสิ่งของ อย่าเอานิ้วเข้าปากเด็ก
  4. หากเด็กไม่เริ่มหายใจ ให้ดันหน้าอกต่อ 30 รอบ ตามด้วยการหายใจเร็ว 2 ครั้ง ทำเช่นนี้จนกว่าเด็กจะหายใจได้เอง

วิธีป้องกัน…ไม่ให้อาหารติดคอ

  1. เก็บอาหารชิ้นเล็กๆ เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดข้าวโพด ลูกอม ข้าวโพดคั่ว องุ่น ลูกเกด ขนมเยลลี่ เป็นต้น ให้พ้นมือเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการที่เด็กอาจจะหยิบกินโดยที่ไม่ได้อยู่ในสายตาและความดูแลของพ่อแม่
  2. ควรสอนให้เด็กเคี้ยวอาหารช้า ๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่กินอาหารขณะนอนราบ รวมถึงไม่ให้พูดหัวเราะ หรือวิ่งเล่นขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก
  3. ไม่ควรให้เด็กเล็กกินอาหารที่มีลักษณะเป็นเส้น มีขนาดกลม ลื่นและแข็ง เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก รวมไปถึงปลาที่มีก้าง เนื้อสัตว์ที่ติดกระดูก และผลไม้ที่มีเม็ดขนาดเล็ก ควรเอาเม็ดออกพร้อมตัดแบ่งเป็นคำเล็กพอที่เด็กจะสามารถเคี้ยวได้ เนื่องจากเม็ดของผลไม้มีความลื่น และมีโอกาสหลุดเข้าหลอดลมได้ง่าย

เป็นอย่างไรบ้าง กับวิธีการปฐมพยาบาลกรณีที่ ลูกอาหารติดคอ หรือมีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ จนทำให้สำลักได้ แม้อาจฟังดูไม่น่าจะเกิดได้บ่อย แต่อย่างไรก็ตาม เราก็คงเห็นในข่าวบ่อย ๆ แล้วว่า การสำลักนั้น เกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด ในขณะที่เรากำลังนั่งรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น เพียงเสี้ยววินาทีที่เกิดการสำลักอาหาร จนมีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ เรามีเวลาเพียงแค่เล็กน้อยในการแก้ไขสถานการณ์ เพราะหากเลยไปไม่สามารถแก้ไขได้ทันอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม ดังนั้นเราจะเห็นได้บ่อยครั้งที่คนรอบตัวที่มีความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น สามารถทำให้ผู้ประสบเหตุสามารถรอดพ้นวิกฤตอันตรายมาได้ แล้วหากผู้ประสบเหตุเป็นลูกของคุณล่ะ!

ข้อมูลอ้างอิง และรูปภาพประกอบจาก chulalongkornhospital.go.th/www.paolohospital.com/www.tmwa.or.th/ www.youtube.com/user/RamachannelTV

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

การปฐมพยาบาลและทำ CPR เมื่อ อาหารติดคอ ลูกน้อย

ลูก บกพร่องทางการได้ยิน ดูยังไง แก้อย่างไร

พ่อแม่ต้องรู้!! อาการโอไมครอนในเด็ก เจอสัญญาณต่อไปนี้ พบแพทย์ทันที

150 ชื่อลูกสาว เพราะ ๆ เรียกแล้วโดนใจ ความหมายดี๊ดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อยากให้ลูกสูง ทำไง

อยากให้ลูกสูง ทำไง กรมอนามัยแนะดื่มนมเพิ่มความสูง

อยากให้ลูกสูง ทำไง กรมอนามัยแนะดื่มนมเพิ่มความสูง

พ่อแม่ทุกคนหวังอยากเห็นลูกน้อยเจริญเติบโตสมวัยทั้งทางกายและทางจิตใจ ในทางกายนั้นเราทราบกันดีว่าการที่ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ต้องการจะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตได้ดี แต่หากพ่อแม่มุ่งหวัง อยากให้ลูกสูง ทำไง ให้ลูกสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น กรมอนามัยแนะนำให้ดื่มนมเพิ่ม และเรามีวิธีการเสริมมาบอกค่ะ

กรมอนามัยแนะนำ อยากให้ลูกสูง ทำไง

นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย ร่วมประกาศเจตจำนง “กรมอนามัยส่งเสริมให้คนไทยทุกกลุ่มวัยสุขภาพดี ด้วยการกินอาหารครบส่วน ร่วมกับดื่มนมจืด 2 แก้ว ออกกำลังกาย นอนหลับอย่างเพียงพอทุกวัน” ในงานวันดื่มนมโลก ประจำปี 2565 (World Milk Day 2022) ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

ในงานนี้ภาคีเครือข่ายร่วมงาน อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ FAO สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เครือข่ายนมดี ทุกวัยดื่มได้ทุกวัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย สมาคมอุตสาหกรรมนมและอาหาร สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย สสส.  Milk Board และผู้ประกอบการฟาร์มโคนม นมควาย นมแพะ ผู้ประกอบการนมและผลิตภัณฑ์นม

ควรมีนมติดบ้าน เพิ่มการบริโภค เพิ่มความสูง

กรมอนามัยร่วมกับภาคีเครือข่าย ขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยเตรียมนมไว้ที่บ้านสำหรับเด็ก เนื่องจากผลการสำรวจของกรมอนามัยกับสวนดุสิตโพล พบว่า เด็กและวัยรุ่น จะดื่มนมมากขึ้น ถ้ามีนมติดบ้าน เพื่อส่งเสริมโภชนาการให้เด็กไทยไม่อ้วน ผอม เตี้ย พร้อมทั้งกำหนดข้อปฏิบัติ ในการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย โดยหนึ่งในข้อปฏิบัติ คือ การดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย

อยากให้ลูกสูง ทำไง
กรมอนามัยแนะดื่มนมเพิ่มความสูง

นมช่วยให้สูงได้อย่างไร

ดร.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวว่า นมเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี แคลเซียมในนมมีปริมาณมาก ดูดซึมได้ดีที่สุด มีความสำคัญมาก ต่อมวลกระดูก และการขยายตัวของกระดูก โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงวัยรุ่นที่เริ่มมีช่วงโตเร็ว จะมีการสะสมมวลกระดูกเพิ่มขึ้นมาก หากออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ออกมารับวิตามินดีจากแสงแดดที่ช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมจากนม รับประทานอาหารรบ 5 หมู่ และนอนเพียงพอ ก็จะเติบโตสมวัย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสูง

ความสูงที่ไม่เท่ากัน เป็นผลมาจากปัจจัยหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

  • พันธุกรรม คิดเป็น 60-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20-40 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากปัจจัยอื่น ๆ
  • เพศ ชายและหญิงมีช่วงที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแตกต่างกัน ในเพศชาย ช่วงนี้มักเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 11 ปี และมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วสุดที่อายุประมาณ 13 ปี สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 4 นิ้วต่อปี ส่วนเพศหญิงมักเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 9-10 ปี และมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วสุดที่อายุประมาณ 11-12 ปี สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 3 นิ้วต่อปี
  • โภชนาการ อาหารมีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก การได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ อาจทำให้ลูกตัวเตี้ยกว่าเด็กที่มีโภชนาการดี

อยากให้ลูกสูง ทำไง

นอกจากดื่มนมแล้ว การสร้างพฤติกรรมและทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต สูงขึ้นได้ ทำได้ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้สด อาหารจำพวกธัญพืช โปรตีน และนม หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำตาลและไขมัน ทั้งนี้ ผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพบางชนิดที่ส่งผลต่อความหนาแน่นของมวลกระดูก จนทำให้ความสูงลดลง ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เช่น ปลา นม ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น นอกจากนี้ อาหารที่ให้วิตามินดี เช่น ปลาทูน่า ไข่แดง ก็มีส่วนช่วยสร้างความแข็งแรงของกระดูกได้เช่นกัน
  • หมั่นออกกำลังกาย การออกกำลังกายมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทั้งยังช่วยเร่งการผลิตโกรทฮอร์โมนที่ร่างกายต้องใช้ในการเจริญเติบโต เด็ก ๆ ควรออกกำลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่ร่างกายหยุดสูงแล้ว การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ซึ่งเกิดจากการสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูกและอาจทำให้ความสูงลดลงได้
  • นอนหลับให้เพียงพอ ในวัยเด็กที่ร่างกายยังเจริญเติบโตอยู่นั้น ควรนอนอย่างน้อย 9-11 ชั่วโมง เนื่องจากร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนขึ้นขณะนอนหลับ หากนอนไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ และฮอร์โมนชนิดอื่น ๆ น้อยลง ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่
  • จัดระเบียบท่าทางให้ถูกต้อง การยืน เดิน นั่ง นอน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง อาจกระทบต่อส่วนสูงด้วย เช่น การงอหลังตลอดเวลาอาจทำให้กระดูกสันหลังผิดรูป รู้สึกปวดคอ ปวดหลัง และดูเตี้ยกว่าปกติ เด็กที่มีปัญหาด้านนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ปรับลักษณะท่าทาง หรืออาจใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยจัดระเบียบร่างกายให้อยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรมอนามัย, pobpad

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รีวิว..“นม UHT” 6 แบรนด์ดังของลูกวัยดื่ม “นมกล่อง” ไหน ? ดื่มแล้วได้สารอาหารสมองดีที่สุด

ชวนเปิดกล่อง ไมโล นมถั่วเหลือง อร่อยไม่เปลี่ยน แพ้นมวัวก็ดื่มได้

นมแพะ ดื่มดีมีประโยชน์ต่อเด็ก จริงหรือ?

Tags

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

ยาคุมยี่ห้อไหนดี วิธีเลือกยาคุมสำหรับคนทั่วไปและคุณแม่ลูกอ่อน

ยาคุมในยุคปัจจุบัน คือสัญลักษณ์ของการวางแผนครอบครัวที่ดี หรือการดูแลตัวเองให้พ้นจากสถานการณ์ไม่คาดฝันจากความสัมพันธ์ทางเพศ ยาคุมในยุคนี้สามารถหาซื้อได้ง่ายจากร้านขายยา ยาคุมแผงรายเดือนสำหรับรับประทานรายวัน มีหลากหลายยี่ห้อให้เลือก ราคาก็มีความหลากหลายเช่นกัน สำหรับคุณแม่ที่กำลังสงสัยว่า ยาคุมยี่ห้อไหนดี วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK มีคำตอบมาให้ทุกคนค่ะ

ยาคุมยี่ห้อไหนดี วิธีเลือกยาคุมสำหรับคนทั่วไปและคุณแม่ลูกอ่อน

การรับประทานยาคุม สามารถให้ผลพลอยได้ ไม่ว่าจะเป็น การทำให้ผิวสวย ลดสิวฮอร์โมน ไปจนกระทั่งเพิ่มน้ำหนักสำหรับสาวผอม ๆ ที่อยากดูมีน้ำมีนวลขึ้น ซึ่งประเด็นเรื่องน้ำหนักนี้ สำหรับบางคนอาจจะไม่ต้องการ จนเรียกว่า เป็นผลข้างเคียงมากกว่าผลพลอยได้ ผลข้างเคียงโดยทั่วไปของยาคุมที่อาจเกิดขึ้นในบางคน ได้แก่ อาการคลื่นไส้  กระอักกระอ่วน วิงเวียน ซึ่งหากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดกินยาคุมและปรึกษาแพทย์ 

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

ยาคุมของคนทั่วไป กับ ยาคุมของคุณแม่ลูกอ่อน

สาว ๆ วัยเจริญพันธุ์ ที่ต้องการรับประทานยาคุม ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงรายละเอียดปลีกย่อยเรื่ององค์ประกอบของยา หากไม่ต้องระวังการแพ้สารบางตัว หรือผลข้างเคียงบางอย่างที่มักจะรู้กันในวงกว้างผ่านบทความรีวิว หรือความคิดเห็นของคนรอบตัว ยาคุมทุกตัวที่วางขายในท้องตลาดล้วนแล้วแต่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

ส่วนคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูก และต้องการใช้ยาคุมเพื่อคุมกำเนิด สิ่งแรกที่คำนึงถึงคือผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำนม ขณะที่ยังให้นมบุตร รวมถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของลูกน้อย

คู่มือ กินยาคุมกำเนิด อย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่เสียสุขภาพ

คุณแม่ลูกอ่อนเลือกยาคุมกำเนิดอย่างไร

แล้วคุณแม่ลูกอ่อนควรรับประทาน ยาคุมยี่ห้อไหนดี ยาคุมกำเนิดที่เหมาะสำหรับคุณแม่ คือยาคุมกำเนิดในกลุ่มประเภทฮอร์โมนเดี่ยว (Minipill) ที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเป็นส่วนประกอบ เพราะฮอร์โมนตัวอื่นอย่างเอสโตรเจนจะมีผลให้ร่างกายผลิตน้ำนมน้อยลง รวมถึงทำให้ประสิทธิภาพของน้ำนมที่มีลดความเข้มข้นลงด้วย

การที่ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยวไม่มีเอสโตรเจน ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องอาการบวมน้ำ หรือความไวของผิวหนังต่อแสง และการเกิดฝ้าบนผิวหน้า

 

4 ยาคุมกำเนิดสำหรับคุณแม่ ที่พบได้ในตลาดขายยาประเทศไทย

  • เอ็กซ์ลูตอน (Exluton)

เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ราคาที่ 110-140 บาท ทั้งหมด 28 เม็ด ในการรับประทานไม่ต้องเว้นวัน รับประทานได้ต่อเนื่องระหว่างแผง ควรรับประทานในเวลาเดิมของทุกวัน หรือล่าช้าไม่เกิน 3 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลง ผู้ใช้อาจพบว่ามีขนดกมากขึ้น หน้ามันขึ้น กรณีเป็นผู้ที่มีผิวมัน หากรับประทานอาจจะกระตุ้นให้เกิดสิวอุดตัน

ยาคุมกำเนิด
ที่มาภาพ: https://pharmacythai.com/

 

  • เดลิต้อน (Dailyton)

เป็นยาผลิตในประเทศ ราคาที่ 90-120 บาท ทั้งหมด 28 เม็ด ในการรับประทานไม่ต้องเว้นวัน รับประทานได้ต่อเนื่องระหว่างแผง ควรรับประทานในเวลาเดิมของทุกวัน หรือล่าช้าไม่เกิน 3 ชั่วโมง ผลของการรับประทานคล้ายคลึงกับเอ็กซ์ลูดอน ยานี้ปกติจะทำการจ่ายโดยแพทย์ จากการสำรวจ มีช่องทางหาซื้อออนไลน์อยู่บ้าง แต่ไม่แพร่หลาย

ยาคุม
ที่มาภาพ: http://healthoffice.lnwshop.com/

 

  • ซีราเซท (Cerazette)

เป็นยาคุมตัวยอดนิยมในหมู่คุณแม่ลูกอ่อน นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นที่ต้องการของผู้ใช้มากกว่าเอ็กซ์ลูดอน และเดลิต้อน ราคาที่ 220-250 บาท ทั้งหมด 28 เม็ด ในการรับประทานไม่ต้องเว้นวัน รับประทานได้ต่อเนื่องระหว่างแผง ควรรับประทานเวลาเดิมของทุกวัน หรือล่าช้าไม่เกิน 12 ชั่วโมง ผู้ใช้ทานแล้วพบว่าหน้าไม่ค่อยมัน เป็นสิว หรือมีขนดกเพิ่มขึ้น

ยาคุม
ที่มาภาพ: http://www.pharmacafeshop.com/

 

  • สลินดา (Slinda) 

เป็นยาคุมที่มีความนิยมไม่แพ้ซีราเซท นำเข้าจากต่างประเทศเช่นกัน แต่ราคาแพงกว่าที่ 290-330 บาท มีทั้งหมด 24 เม็ด เป็นยาหลอก 4 เม็ดเพื่อให้ไม่ลืมรับประทานต่อเนื่อง แต่ทำให้ต้องระวังการรับประทานพลาด รับประทานช้าได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ไม่มีผลกระตุ้นให้ผิวมัน กระตุ้นสิว หรือการเกิดขนดก รวมถึงมีความเสี่ยงต่ออาการบวมน้ำที่น้อยกว่าซีราเซทเพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะในตัว

ยาคุม
ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/BANMORYA168.2/

 

ยาคุมสำหรับคุณแม่ให้นม สามารถใช้ในผู้หญิงทั่วไป หรือผู้ที่จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนชนิดเดี่ยวเพิ่มเติมได้หมด เป็นตัวเลือกตามแต่ความต้องการใช้ โดยการรับประทานฮอร์โมนเดี่ยวนี้จะทำให้เกิดการมาของประจำเดือนน้อย หรือไม่มา แต่สำหรับในบางรายอาจจะมีเลือดออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อเนื่องซึ่งไม่มีผลเสียทางสุขภาพ แต่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือรำคาญได้

 

6 ยาคุมยอดฮิต สำหรับสาว ๆ ทั่วไป

  • ยาสมิน (Yasmin)

นอกจากการกินเพื่อคุมกำเนิดแล้ว ยาสมินยังเป็นยาคุมลำดับแรกที่ผู้ใช้นึกถึงเวลามีปัญหาเรื่องสิว ใช้แล้วหน้าจะลดความมันลง และลดอาการบวมน้ำ ตัวบวม ยามีฤทธิ์ขับปัสสาวะออกมา ระหว่างรับประทานจะพบว่าต้องการปัสสาวะบ่อย ๆ แผงละ 21 เม็ด หยุดเว้น 7 วัน วันที่ 8 รับประทานแผงถัดไป ยาสมินเป็นสินค้านำเข้า ราคาแผงละ 370-380 บาท

ยาคุมกำเนิด
ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/RakYaSR/posts/992908354217048/

 

  • เมอซิลอน (Mercilon)

มีทั้งแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด เป็นยี่ห้อหนึ่งที่มีผลข้างเคียงในแง่ลบค่อนข้างน้อยในวงสนทนาของผู้หญิงในโลกอินเทอร์เน็ต เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแผงละ 160-180 บาท

ยาคุมกำเนิด
ที่มาภาพ: https://www.tudsinjai.com/

 

  • ไดแอน-35 (Diane-35)

มีผลลดฮอร์โมนเพศชาย ผู้ใช้หลายท่านนำมาใช้งานเพราะหวังเรื่องผิวใส ลดขนดกดำ และลดสิว ไม่ได้ช่วยให้ดูมีน้ำมีนวล ไม่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงสามารถทำให้ผู้ใช้บวมน้ำหรือมีน้ำหนักขึ้นบ้าง เป็นยาที่มีการนำเข้ามาจากบราซิล ราคาแผงละ 170-200 บาท

ยาคุมกำเนิด
ที่มาภาพ: http://doozycute.lnwshop.com/

 

  • เมโลเดีย (Melodia)

การใช้งานไม่ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ลดความมันของผิวและเส้นขน เป็นผลดีกับผู้มีสิว วางขายแบบ 21 เม็ด เป็นยาคุมที่ห้ามใช้ในกลุ่มคนความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม เป็นยานำเข้า ราคาแผงละ 280-310 บาท

ยาคุมยี่ห้อไหนดี
ที่มาภาพ: https://myyvitamin.com/

 

  • พรีม (Preme)

เป็นยาคุมที่แพทย์จะให้กับคนที่เจอปัญหาขนดก หน้ามัน ผมมัน หรือปัญหาสิว มีทั้งแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ดวางขายในตลาด อย่างไรก็ตาม เป็นยาที่ไม่แนะนำสำหรับเพศชายเลยเพราะอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ พรีมเป็นสินค้าในประเทศไทย ราคาแผงละ 100-130 บาท โดยสูตรของพรีมมีต้นแบบคือไดแอน-35

ยาคุมยี่ห้อไหนดี
ที่มาภาพ: http://www.naturepharmacare.com/

 

  • มินิดอซ (Minidoz)

ยาคุมที่มีประสิทธิภาพในการลดสิว หรือลดอาการอักเสบของสิว ในแผงมี 28 เม็ด ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติรักษาโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงโรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ราคาแผงละ 160-180 บาท

ยาคุมยี่ห้อไหนดี
ที่มาภาพ: http://healthoffice.lnwshop.com/

 

สำหรับผู้สนใจคุมกำเนิดด้วยยาคุม จะเป็นคุณแม่ลูกอ่อนหรือไม่ โปรดตระหนักว่ายาคุมนั้นสามารถซื้อจากร้านขายยาเองได้ แต่ควรสอบถามเภสัชกรก่อนถึงความเหมาะสมในการใช้งานกับสุขภาพของตน หากมีอาการแพ้ควรปรึกษาแพทย์ หรือวิธีการใช้งานที่ดีที่สุด ก่อนใช้งานควรปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมในการใช้งาน หรือให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้ในครั้งแรกที่หามารับประทาน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

8 เรื่องควรรู้ก่อนใช้ยาคุม กับ 7 เรื่องยาคุมฉุกเฉินที่รู้ไว้ไม่พลาด

รีวิว 6 ยาคุมยี่ห้อไหนดี พร้อมวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเอง

“ยาคุมกำเนิด” แม่หลังคลอดกินอย่างไรให้ปลอดภัย? ไม่กระทบน้ำนม

ทรงผมเด็ก

10 ทรงผมเด็ก สวยเก๋ ผูกง่าย คุณแม่ทำเองได้ทุกวัน

การทำ ทรงผมเด็ก แบบง่าย ๆ เริ่มต้นจากการคาดผมลูกน้อยด้วยที่คาดผม หรือใช้กิ๊บติดบนผมสักหน่อยก็ทำให้ลูกน้อยดูสดใสน่ารักสมวัยได้แล้ว แต่คุณแม่หลายท่านอยากจะช่วยลูกสาวแต่งตัวสักหน่อย เพราะถึงเป็นเด็กแต่ขึ้นชื่อว่าเด็กผู้หญิงนั้น ย่อมมีความรักสวยรักงามแบบคนในวัยไร้เดียงสา อยากเลียนแบบเพื่อนและรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกัน หรือประกอบกับบางครั้งลูกสาวก็ต้องไปงานเลี้ยงกับคุณแม่ด้วย

10 ทรงผมเด็ก สวยเก๋ ผูกง่าย คุณแม่ทำเองได้ทุกวัน

เด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบการต้องอยู่นิ่งนาน ๆ เวลาทำผมคุณแม่อาจจะรู้สึกหงุดหงิดได้ถ้าเลือกทรงที่ต้องใช้เวลานาน ๆ และลูกขยุกขยิกไม่อยู่นิ่ง แต่นึกถึงตอนคุณแม่ไปร้านทำผม ตอนรับบริการโดยทั่วไป ปกติเราก็ต้องนั่งเฉย ๆ และก็น่าเบื่อมาก มองกลับไปที่ลูก ตอนผูกผม ถ้าไม่อยากให้เขาเบื่อ อาจจะเปิดสื่อบันเทิงที่เขาชอบ หรือเอาของเล่นชิ้นโปรดให้เล่น น่าจะช่วยให้การผูกผมราบรื่น

ทรงผมเด็ก

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตประจำวัน ทรงผมเด็กผูกง่ายเหมาะเป็นทางเลือกให้คุณแม่แทนการทำทรงที่ซับซ้อน คุณแม่ที่เพิ่งมีลูกคนแรกก็ทำเองได้ และมักใช้เวลาเร็วมาก ไม่มีอุปกรณ์หรือลูกเล่นที่เกินพอดี 

มาดูกัน… เรียบง่ายอย่างไรจึงผูกง่าย

  1. ใช้ที่รัดผมหลักเพียง 1-4 เส้น
  2. ใช้เวลา 5-10 นาที
  3. อาจต้องใช้กิ๊บเหน็บผม เป็นกิ๊บดำธรรมดาไม่เกิน 5 ตัว

10 ทรงผมให้คุณแม่ผูกง่าย

ทรงผมพื้นฐานที่คุณแม่ผูกให้ลูกรักแล้ว คุณแม่จะผูกรูปแบบเดียวกันเป็นแม่ลูกสุดซี้ก็ทำได้รวดเร็วและง่ายดาย

  • ผูกรวบเรียบ ๆ มัดง่าย ๆ แต่ดูมีสไตส์

ทรงนี้ทำง่าย ๆ เวลาคุณแม่หาที่รัดผมไม่เจอ แต่ว่ามีกิ๊ฟดำสักตัวก็ใช้ได้ เริ่มต้นด้วยการแบ่งผมเป็นสองข้างก่อน จากนั้นนำผมสองด้านมามัดด้วยกันเหมือนมัดเชือกปกติเป็นปมแรก แต่ทำหลวม ๆ และให้นำผมที่ทิ้งตัวมาถักเปียต่อสักหน่อยก่อนแค่พอให้ผมอยู่เป็นทรงและให้ใช้กิ๊ฟดำสอดไปข้างใต้แนวผม (ซ่อนกิ๊บ) อาจจะใช้กิ๊ฟ 2 ตัวก็ได้หากคุณแม่เกรงว่าลูกน้อยจะสะบัดปลายผมไปมาจนผมหลุดคลายตัวไปได้ระหว่างวัน เท่านี้ก็จะได้ทรงผมที่ทำให้คล่องตัวไม่ต่างจากหางม้าต่ำ ๆ แบบหลวม ๆ แต่ไม่มีที่รัดผมกวนใจ ยิ่งเด็กเกลียดที่รัดผมกินผม ทรงนี้ลูกสาวจะยิ่งปลื้มคุณแม่

ทรงผมเด็กผู้หญิง

ที่มาภาพ: www.seemamago.com

 

  • เปียพันเก็บหางม้ายาว

รวบหางม้าสูง ใช้ที่รัดผมผูกผมให้แน่น จากนั้นให้แยกผมออกมาส่วนหนึ่ง นำไปพันทับที่รัดผมใช้กิ๊ฟติด และแยกอีกปอยผมยาวออกมา นำมาถักเป็นเปียพันรอบหางม้า ระหว่างที่พันก็ดึงเอาผมแยกเป็นปอยเข้าไปถักด้วยเรื่อย ๆ จะทำให้หางม้าไม่ดูยุ่งเหยิง แต่ทิ้งตัวสวยน่ามอง ทรงนี้เหมือนทำยาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถทำแบบไม่ตั้งใจทำ 

ทรงผมเด็กผู้หญิง

ที่มาภาพ: https://www.femina.in/

 

  • เปียถักเข้าหางม้า

ทรงนี้ให้แบ่งผมด้านหนึ่งออกมาครึ่งหนึ่ง (แบ่งครึ่งจากอีกครึ่ง) จากนั้นจะรวบผมที่แบ่งไว้สามส่วนผูกขึ้นยกสูงไปด้วยกัน และใช้ผมที่แบ่งออกมาถักเปียจากด้านข้างไปหาตรงกลาง พอถักเสร็จให้นำไปพันทับที่รัดผมที่รวบรัดผมที่ยกเป็นหางม้าไว้แล้วเอากิ๊บติดเป็นอันเรียบร้อย เปียที่หางยาวก็จะทิ้งตัวเล่นกับผมหางม้า ดูเก๋ไปอีกแบบ

ทรงผมเด็กผู้หญิง

ที่มาภาพ: www.prettydesigns.com

 

  • เปียติดกับมวยดูเหมือนดอกไม้ตูม

ทรงนี้ให้ผูกหางม้าก่อน จากนั้นให้ดึงผมออกจากหางม้ามาทางด้านหน้าแยกออกมาจากที่มัดรวบไว้ และภายใต้ผมที่มัดรวบให้แยกดึงมาส่วนหนึ่งและแยกเป็นสองปอย และถักเข้ากับผมปอยที่ดึงแยกมาต่างหาก โดยกำหนดแนวให้ตีโค้งรอบแกนหางม้า รักษาระยะ ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ผมปอยแรกที่ดึงออกมาจะสร้างแนวล้อม ขณะที่เส้นผมที่ดึงแยกไปภายใต้ยางรัดผูกหางม้าจะกระจายตัวไปรอบด้านเป็นมวยผมไปในที่สุด ตอนท้ายจะมีผมยาวเป็นเปียเหลือ ถักให้สุดปลายและตลบปิดด้านบนของมวย เอากิ๊ฟเหน็บผมให้เรียบร้อย

ทรงผมเด็กผู้หญิง

ที่มาภาพ: https://coolcreativity.com/

 

  • มวยแบบชิก ๆ

ทรงผมเหมาะสำหรับไปงานเลี้ยง เริ่มต้นด้วยการแบ่งผมไปครึ่งหัวอย่างละข้างและมัดแกละสูง ดูเหมือนธรรมดา แต่พยายามมัดให้เยื้องมาทางด้านหลัง ใกล้กัน แล้วจากนั้นให้หมุนผมเป็นแนวหลวม ๆ ใช้ที่รัดผมมัดที่ตรงปลายผมแต่ละด้านที่หมุนเสร็จ แล้วจับเอาผมทั้งสองด้านที่หมุนและผูกปลายปิดไว้มาพันไขว้ทับกันเป็นมวย และใช้กิ๊บติดเก็บปลายผมให้เรียบร้อยที่ด้านบนของมวยผม คุณแม่หรือผู้ปกครองระวังใช้กิ๊บเก็บผมโดยทิ่มลงเป็นแนวตรงและอาจจะเกี่ยวกับที่รัดผมไว้ อย่าสอดกับผมในแนวนอนเพราะมวยจะหลุดได้ง่าย

ทรงผมลูก

ที่มาภาพ: www.hairstyles.my.id/2019/03/easy-girl-hairstyles-step-by-step.html

 

  • ผมเกลียวเพื่อคาดผมด้านหลัง

ทรงนี้ไม่ต้องใช้ที่รัดผม แค่มีกิ๊บดำสองตัวก็สามารถทำได้แล้ว ไม่เจ็บหนังศีรษะ โดยคุณแม่หรือผู้ปกครองจับรวบผมจากด้านข้างมาเป็นช่อและหมุนเกลียวหลวม ๆ จากนั้นให้นำกิ๊บมาเหน็บซ่อนช่อนั้นที่ด้านใน จากนั้นทำเหมือนกันอีกด้าน แต่อีกด้านนั้นให้นำมายกสอดเข้าไปจากด้านบนของช่อที่กิ๊บเหน็บเอาไว้อยู่แล้ว จากนั้นค่อยเหน็บกิ๊บก็ได้ จะทำให้ได้ทรงที่ดูคล้ายผูกรวบครึ่งหัว ผมด้านหลังไม่ตกลงมาด้านหน้า แต่เบาผม ไม่เจ็บเพราะที่รัดผม

ทรงผมลูก

ที่มาภาพ: www.cosmopolitan.com

 

  • มัดผมทรงเจ้าหญิงจัสมิน

เจ้าหญิงจัสมินรวมผมยาว ๆ ของเธอให้ดูเป็นพวง ทรงนี้ถ้าคุณแม่อยากทำให้น้อง ๆ ทำไม่ยาก เริ่มต้นด้วยการรวบผมยกสูง จากนั้นให้นำที่รัดผมมารัดต่ำลงมา แบ่งผมเป็นปล้อง ๆ และดึงจัดแต่งทรงผมแต่ละปล้องให้พองฟูหน่อย ๆ ก็ได้แล้ว ทรงผมสำหรับเจ้าหญิงจัสมินตัวน้อยของคุณแม่ หรือถ้าต้องไปงานเลี้ยงเพิ่มความหรูหราสักหน่อยด้วยการม้วนผมตอนปลาย หรือคาดผมด้านบนไปด้วยก็สดใสน่ารัก

ทรงผมลูก

ที่มาภาพ: https://stylesatlife.com/

 

  • หางม้าเปียบน

ทรงนี้ให้เริ่มจากแบ่งผมเป็นสองด้านเหมือนกับผูกเปียธรรมดา และเริ่มมัดเปียติดหนังหัวจากกึ่งกลางด้านบนศรีษะแต่ละด้าน ไล่มาจนเท่ากับความสูงของหูด้านบน ทิ้งผมตรงกลางและด้านข้างที่ยาวมาทางด้านหลัง พอได้เปียมาสองด้าน ให้รวบเปียพร้อมกับผมที่ทิ้งตัวลงมาทั้งหมดมามัดยกสูงที่กลางศีรษะด้านหลัง

ทรงผมเด็ก

ที่มาภาพ: https://www.hairstyledesires.com/

 

  • เปียบนผมที่เกล้าแล้ว

แนะนำคุณแม่ใช้ที่รัดผมสีดำ หรือสีน้ำตาล มัดผมลูกสาวขึ้นมาที่กลางศีรษะก่อน อาจจะมัดแค่เพียงหลวม ๆ ก็ได้ และจากนั้นให้แบ่งผมด้านบนจากที่มัดไปถักเปีย ถ้าคุณแม่ชอบแบบเรียบร้อย ก็ไม่ต้องยีผมลูกเพิ่ม แต่ถ้าอยากให้ลูกสาวดูเปรี้ยวและมีสไตส์ขึ้นมาอีกนิด อาจจะยีผมหางม้า หรือยีผมรอบ ๆ ที่รวบไว้ให้ฟูขึ้นมา

ทรงผมเด็ก

ที่มาภาพ: https://lovehairstyles.com/

 

  • มวยแบบง่าย ๆ 

สำหรับออกงาน หรือสำหรับทำกิจกรรมที่ต้องการเก็บผมขึ้นให้หมด คุณแม่บางท่านอาจไม่ทราบ แต่วิธีการเกล้ามวยเร็ว ๆ และสวย ๆ ทำได้ง่ายด้วยการแยกผมเป็นสองช่อเหมือนผูกแกละ แต่ไม่ต้องใช้ที่รัดผมเลย ให้เอาผมทั้งสองผูกทบกันเหมือนขั้นตอนแรกของการผูกเงื่อน แล้วตวัดผมที่แบ่งทั้งสองซีก ล้วนแต่ม้วนไปตามเข็มนาฬิกา ใช้กิ๊บเหน็บให้เรียบร้อยทั้งสองด้าน ให้กิ๊บเสียผมแนบตั้งตรง จะได้มวยสวย ๆ แน่น ๆ ที่กลางศีรษะด้านหลังเลย

ทรงผมเด็ก

ที่มาภาพ: https://brightside.me/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ทำผมลูกสาวไปโรงเรียน 30 ทรง แสนง่าย (มีคลิป)

คุณพ่อสุดแจ่ม!! เปิดคอร์สสอนทำผมให้ลูกสาว ฝีมืออย่างเทพ

โมเม้นท์สุดน่ารัก พ่อเวย์ ทำผมให้ลูกสาว น้องบีน่า (มีคลิป)

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล

10 เนื้อเพลงเด็กอนุบาล ร้อง เล่น เต้นระบำ เสริมพัฒนาการ

เด็กอนุบาลมีความสดใสน่ารัก พอได้กอดหรือหอมเข้า คุณแม่ คุณพ่อ หรือผู้ปกครองมักจะเกิดความชื่นใจขึ้นในทันที ด้วยความเป็นลูกหลานของตัวเองอยู่แล้วยิ่งมองไปก็ยิ่งน่ารัก การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวทุกอย่างถ้าไม่ใช่การซนจนถูกดุ ก็มักจะถูกใจคนมอง และสร้างรอยยิ้มขึ้นมา เนื้อเพลงเด็กอนุบาล ช่วยฝึกการพูดของน้อง ๆ คำศัพท์ในเพลงมักง่ายต่อการจดจำ ถูกออกแบบมาให้ร้องจบได้ในเวลาสั้น ๆ บางครั้งกินเวลาน้อยไม่เกินสามนาที ที่มาพร้อมกับจังหวะที่สนุกสนาน รวมถึงเนื้อเพลงที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่เลียนแบบโดยใช้ท่าทางได้ง่าย ทำให้เด็ก ๆ หลายคนจะไม่เพียงแค่ชอบร้องออกมา แต่หลายครั้งยังเต้นไปร้องไปให้ดูกันด้วย

นอกจากนี้ หลายเพลงยังถูกนำมาใช้ในกิจกรรมที่หลากหลายออกไป เช่น ลูกบอลคัดคนออก เก้าอี้ดนตรี ตบแปะ และอื่น ๆ เมื่อคุณแม่ คุณพ่อหรือผู้ปกครองเลือกหยิบเพลงมาร้องและเล่นกับน้อง เนื้อเพลงที่น้องจำได้นั้น น้องอาจสามารถประยุกต์ใช้ในการเล่นสนุกกับเพื่อนในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสร้างสรรค์ได้เองมากมาย 

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล

การเลือกเนื้อเพลงเด็กอนุบาลชุดแรกของน้อง

  1. เลือกเพลงที่มีจุดที่ร้องเน้นและทำท่าตามได้ เด็ก ๆ จะรู้สึกว่าถูกกระตุ้นให้เคลื่อนไหวหรือร้องร่วม
  2. เนื้อเพลงไม่ยาว ควรร้องจบได้ในเวลาสั้น ๆ 
  3. สามารถสอนบางอย่างจากเนื้อเพลงได้ อาจเป็นเรื่องของสัตว์ในธรรมชาติ พืช วัฒนธรรมไทย อาหาร หรือค่านิยมที่ดี

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล หยิบมาให้ร้อง เล่น เต้นระบำ

  • เต่า มี 4 ขา

“เต่าเอ๋ยเต่า เต่ามันมีสี่ขา

สี่ตีนเดินมา มันทำหัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ

มันทำหัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ”

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=U7afIfp4r6c

 

  • ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า

“ช้างช้างช้างช้างช้าง

น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า

ช้างมันตัวโตไม่เบา

จมูกยาว ๆ เรียกว่างวง

สองเขี้ยวใต้งวงเรียกว่างา

มีหู มีตา หางยาว”

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=FkCnXwesuMM

 

  • ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง

“ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง

ตาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมีหอย ปลา ปู

ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำในคู

ตาก็จ้องแลดู เพราะในคูมีหอย ปู ปลา”

เนื้อเพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=3-5qfVP8Wlk

 

  • ระบำชาวเกาะ

“รำระบำชาวเกาะ

ไพเราะเสนาะจับใจ

เสียงน้ำหลั่งไหล

เสียงน้ำหลั่งไหล

กระทบหาดทรายดังครืน ๆ

กระทบหาดทรายดังครืน ๆ”

เพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=e4O5tOT1XLc

 

  • แมงมุมลายตัวนั้น

“แมงมุมลายตัวนั้น

ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน

วันหนึ่งมันถูกฝน ไหลหล่นจากบนหลังคา

พระอาทิตย์ส่องแสง น้ำแห้งเหือดไปลับตา

มันรีบไต่ขึ้นฝา หันหลังมาทำตาลุกวาว”

เพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=XODL67MK9PI

 

  • รีรีข้าวสาร

“รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก

รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก

เลือกท้องใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน

ทานคนข้างหลังไว้” 

เพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=5L929aA9dXw&list=RD5L929aA9dXw&start_radio=1

 

  • อยากกินไข่พะโล้ โป๊ะ

“อยากกินไข่พะโล้ โป๊ะ 

กินกับแกงกะหรี่ โปะ

อยากกินกล้วยบวชชี 

กะหล่ำปลี น่ากิน น่ากิน โป๊ะ โป๊ะ โป๊ะ”

เพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=D9Gv5iw0Pak

 

  • คุณแม่ซักผ้า

“คุณแม่ซักผ้า คุณยายสระผม 

ลูกอมโบตัน ยาสีฟันคอลเกต 

สบู่วิเศษ วิเศษจริง ๆ ยัน ยิง เยา ปักเป่ายิงฉุบ”

เพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=lwavcX002Ws

 

  • จับปูดำ

“จับปูดำ ขยำปูนา

จับปูม้า คว้าปูทะเล

สนุกจริงเลย ชะเอยนอนเปล

จะโอละเห่นอนเปล หลับไป”

เพลงเด็กอนุบาล

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=Hgnoh3flek4

 

  • จ้ำจี้ผลไม้

“จ้ำจี้ผลไม้ แตงไทย แตงกวา 

ขนุน น้อยหน่า พุทรา มังคุด 

ละมุด ลำไย 

มะเฟือง มะไฟ 

มะกรูด มะนาว 

มะพร้าว ส้มโอ 

ฟักแฟง แตงโม 

ไชโย โห่ฮิ้ว”

ที่มาภาพและเนื้อเพลง: https://www.youtube.com/watch?v=PzPx-d5n1Nw

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เพลงพัฒนาสมอง ช่วยแม่เพิ่มพลังสมองลูกไม่มัวแต่พึ่งครู!!

เพลงเป็ดอาบน้ำในคลอง เพลงเด็กอนุบาล รวมหลายเวอร์ชั่น ให้ลูกได้ร้องเต้น สนุก ได้ทักษะ

9 เพลงเด็กน้อย เพลงเด็กอนุบาลที่เต้นได้ร้องตาม กระตุ้นพัฒนาการ ฉลาดและอารมณ์ดี

พ่อแม่สำรวจตัวเองด่วน เป็นพ่อแม่สำเร็จรูป…สาเหตุลูกพัฒนาการช้า

ลูกพัฒนาการช้า …อาจไม่ใช่เพราะปัญหาสุขภาพของลูก แต่อาจมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ที่รักและดูแลลูกมากเกินพอดี จะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกเป็นอย่างมาก อย่างเช่นพ่อแม่ที่คอยประคบประหงมปกป้องลูกมากเกินไป ไม่ยอมให้ลูกได้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง ทำให้ลูกกลายเป็นคนอ่อนแอ ต้องคอยพึ่งพาคนอื่น ขาดความเคารพตัวเอง ไม่มั่นใจในตัวเอง

 

 พัฒนาการช้า ในที่นี้ อาจจะไม่ได้หมายถึงการเริ่มเดินหรือพูดช้าอย่างเดียว แต่รวมไปถึงทักษะการเรียนรู้และความสามารถในการรับรู้ของประสาททั้ง 5 ของเด็กอีกด้วย การมองเห็น การได้ยิน การรับรส การรับกลิ่น และการรับสัมผัส คือความสามารถในการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกน้อย แสดงถึงการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ และมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับสิ่งรอบตัว ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการของลูก หากลูกมีพัฒนาการที่ล่าช้า ก็จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของลูกในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่คุณพ่อ คุณแม่ต้องสังเกต

Must readพัฒนาการช้า เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกตลูก

” ลูกพัฒนาการช้า ” เพราะพ่อแม่สำเร็จรูป?

ลูกพัฒนาการช้า

พ่อแม่สำเร็จรูป หรือพ่อแม่ในประเภทรักมากและปกป้องมากเกินไป คือการให้ความรักแก่ลูกมากมาย ทะนุถนอมมากเกินไปปฏิบัติดูแลลูกเหมือนเป็นเด็กเล็กๆทั้งๆที่ลูกก็โตแล้ว พ่อแม่ก็ยังประคบประหงมเหมือนไข่ในหินไม่ยอมให้ห่างสายตา ไม่ยอมให้ทำอะไรเลยเพราะกลัวจะเป็นอันตราย ลูกไม่ต้องคิดหรือตัดสินใจทำอะไรเลย พ่อแม่จะเป็นคนจัดการให้หมด การเลี้ยงดูลูกแบบนี้ ทำให้ทักษะในการช่วยเหลือตัวเองช้า การที่จะพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจในตัวเองมีน้อยมาก เพราะไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองเลย ทำให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนเด็กคือเลี้ยงเท่าไรก็ไม่รู้จักโต

Must readพ่อแม่รังแกฉัน ตามใจลูกจนลูกกลายเป็นคนใจร้าย
Must readเลี้ยงลูกแบบโอเว่อร์ ระวังลูกด้อยพัฒนา เสียสุขภาพจิต!

ซึ่งในกรณีนี้ คุณ หมอไปป์_แฮปปี้คิดส์ จากเพจ ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย ได้อธิบายยกตัวอย่างพ่อแม่สำเร็จรูป พร้อมให้คำแนะนำไว้ว่า

  • เด็กหลายๆคน พูดช้า สาเหตุมาจาก พ่อแม่กระตุ้นการพูดของลูกน้อยเกินไปโดยไม่ตั้งใจ คือการเลี้ยงดูแบบสำเร็จรูป ตามความเคยชิน รู้ใจลูกมากเกินไป เช่น เมื่อลูกบอกความต้องการอะไรบางอย่าง แทนที่จะให้ลูกพูด กลายเป็นลูกอาจจะชี้ หรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาออกมาให้พ่อแม่รู้ ซึ่งด้วยความเคยชินพ่อแม่ก็จะทราบว่าลูกต้องการอะไรและทำให้ตามความต้องการของลูกทันที นั้นทำให้สมองของเด็กไม่ทันได้ผ่านกระบวนการคิด นึกคำ และเปล่งเสียง ทำให้กลายเป็นเด็กพูดช้า

สิ่งที่ควรทำคือ คุณพ่อคุณแม่ลองแกล้งไม่รู้บ้าง ชะลอให้เด็กลองพยายามพูดดูก่อน ถ้าลูกยังเรียกชื่อสิ่งนั้นไม่ถูก เราก็เอาวัตถุนั้นมาใกล้ๆ ปาก แล้วพูดชื่อสิ่งนั้นคำโตๆ เพื่อเด็กจะได้ดูวิธีการพูด ห่อลิ้นหรือขยับริมฝีปาก แล้วให้เด็กลองพูดตาม ชมหรือปรบมือเมื่อลูกพูดตามได้

  • สำหรับเด็กที่ยังเดินไม่ได้ก็เป็นเพราะพ่อแม่เตรียมความพร้อม โดยมีพี่เลี้ยง 2 คนผลัดกันอุ้ม จนแทบไม่ได้เดิน กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การเคลื่อนไหว และการทรงตัวจะพัฒนาได้อย่างไร
  • เมื่อเด็กโตขึ้นมาหน่อย พ่อแม่สำเร็จรูปมักเตรียมความพร้อมเรื่องกิจวัตรส่วนตัวให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เช่นเตรียมเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ประจำวันวางไว้ที่เตียง รอแค่ลูกหยิบมาใส่ เตรียมอุปกรณ์การเรียน จัดตารางเรียนให้ ลูกแค่หยิบกระเป๋าขึ้นรถ เตรียมอาหารพร้อมรับประทานไว้ที่โต๊ะ ลูกแค่มานั่งและตักอาหารเข้าปาก สิ่งเหล่านี้จะมีผลทำให้ลูกขาดกระบวนการคิด การวางแผน อาจกลายเป็นคนที่ขาดความกระตือรือร้น ขาดระเบียบวินัย กลายเป็นเด็กพัฒนาการช้า
Must readภัยจากทีวี อย่าปล่อยให้ลูกน้อยเป็นเด็กสมาธิสั้น และออทิสติก
  • หรือเด็กที่อยู่ในวัยเรียนบางคน เขียนหนังสือช้าทั้งที่ตั้งใจเมื่อถามเรื่องการเลี้ยงดูที่บ้าน พ่อแม่ยังป้อนข้าว ติดกระดุมเสื้อ ผูกเชือกรองเท้าให้ลูก ให้เล่นแต่ tablet ทำให้ขาดการกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็ก การประสานงานระหว่างตากับมือ จึงทำให้เขียนหนังสือช้า

สิ่งสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามดึงจุดเด่นของเด็กออกมา และช่วยเหลือพัฒนาจุดด้อยของเด็กให้ดีขึ้น ไม่ควรช่วยเหลือหรือยัดเยียดในสิ่งที่เด็กไม่ต้องการหรือไม่ชอบ พ่อแม่ควรช่วยลูกให้ถูกวิธีไม่ใช่บงการ เด็กควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เด็กสนใจ ไม่ใช่เรียนรู้ตามความต้องการของผู้เลี้ยงดู

อ่านต่อ >> สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อส่งเสริมพัฒนาการลูก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยา อะม็อกซี่ รักษาหวัดได้ไหม ลูกเป็นหวัดควรกินยาอะไร

ยา อะม็อกซี่ รักษาหวัดได้ไหม ลูกเป็นหวัดควรกินยาอะไร

เวลาเป็นหวัดนอกจากพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ แล้ว การรักษาด้วยยาตามอาการก็นับเป็นสิ่งจำเป็น มียาอยู่ตัวหนึ่งที่หลาย ๆ มักซื้อมากินเวลาเป็นหวัด คือ ยา Amoxicillin หรือ ยา อะม็อกซี่ จริง ๆ แล้วยานี้ช่วยรักษาหวัดได้ไหม แล้วถ้าเป็นหวัด เราควรกินยาอะไรเพื่อรักษาอาการบ้าง มาดูกันค่ะ

ไข้หวัด

สาเหตุส่วนใหญ่ของการเป็นหวัดเกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ เวลาเป็นหวัด จะหมายถึงคนที่มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน แบ่งอาการตามอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ในจมูก จะมีน้ำมูก คัดจมูก แสบจมูก จาม
  • ในคอ จะมีเจ็บคอ คันคอ ระคายคอ ไอ คอแดง ต่อมทอนซิลโต แดงเป็นหนอง
  • ในหลอดลมส่วนต้น มีเสมหะ เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน

โดยอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ  เช่น

  • ไข้
  • ปวดเมื่อย
  • ครั่นเนื้อครั่นตัว
  • คลื่นไส้
  • ปวดหัว
  • มึนหัว
  • ปวดตัว
  • เบื่ออาหาร
  • ท้องเสีย

ยารักษาหวัด

ยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการเนื่องจากไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

ยาลดไข้  เช่น paracetamol สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด จำนวน 1-2 เม็ด  สำหรับเด็กจะต้องมีการปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัว ดังนั้นควรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์หรือเภสัชกร

ยาอีกกลุ่มที่ใช้ลดไข้ คือ ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) ได้แก่ แอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มหลังนี้ให้ผลในการลดไข้ได้อย่างรวดเร็ว แต่แนะนำไม่ให้ใช้แอสไพรินในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก แบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดลง
  • ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) มีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดลง แต่จะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก แบ่งย่อย เป็น 2 กลุ่มคือ
    • กลุ่มที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม
    • กลุ่มที่ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม
ยาอะม็อกซี่
ยา อะม็อกซี่ รักษาหวัดได้ไหม ลูกเป็นหวัดควรกินยาอะไร

ยาบรรเทาอาการไอ แบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มเช่นกัน คือ

  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสมหะ หรือ ไอแห้ง

หากรักษาสุขภาพไม่ดีอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำได้ ซึ่งจะมีอาการ ได้แก่ เจ็บคอ น้ำมูกข้นและมีสีเขียวเหลือง ในกรณีนี้ อาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ หรือที่มักถูกเรียกจนติดปากอย่างผิด ๆ ว่า “ยาแก้อักเสบ”

ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้ได้แก่

  • ยากลุ่มแพนิซิลิน (penicillins) ได้แก่ amoxicillin รับประทานหลังอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) ได้แก่ erythromycin, roxithromycin ต้องรับประทานก่อนอาหาร ยกเว้น erythromycin estolate และ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงโครงสร้างของยาแล้ว ทำให้สามารถรับประทานหลังอาหารได้

ยา อะม็อกซี่ Amoxicillin รักษาไข้หวัดไม่ได้

ยา Amoxicillin ไม่ได้ช่วยให้อาการไข้หวัดดีขึ้นหรือหายเร็วขึ้น เนื่องจาก Amoxicillin เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ในขณะที่ไข้หวัดรวมถึงไข้หวัดใหญ่ มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้ Amoxicillin ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาหรือบรรเทาอาการต่าง ๆ จากหวัด ทั้งไอ จาม น้ำมูกไหล หรือมีไข้ต่ำก็ตาม

ยกเว้นในกรณีที่ไข้หวัดก่อให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในภายหลัง อย่างไซนัสอักเสบจากแบคทีเรีย

แล้ว Amoxicillin ใช้รักษาอะไร  

Amoxicillin นั้น ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงนำมาใช้รักษาปัญหาสุขภาพที่มีต้นเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย อาทิ ทอนซิลอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรีย คออักเสบจากแบคทีเรีย หลอดลมอักเสบจากแบคทีเรีย ปอดอักเสบ หรือปอดบวมจากแบคทีเรีย การติดเชื้อแบคทีเรียในหู จมูก คอ ผิวหนัง หรือระบบทางเดินปัสสาวะ

ทำไมไม่ควรใช้ Amoxicillin รักษาไข้หวัด

1. ประสิทธิภาพของยาลดลงและเชื้อดื้อยา

การใช้ยา Amoxicillin โดยไม่จำเป็นบ่อยครั้งอาจส่งผลให้ตัวยามีประสิทธิภาพลดลงจนอาจใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียในร่างกายจะพัฒนาตัวเองให้ทนทานต่อยาได้มากขึ้นห ผู้ป่วยจึงต้องใช้ยาในปริมาณมากขึ้น หรือต้องใช้ยาปฏิชีวนะตัวอื่นที่มีฤทธิ์แรงขึ้น

2. เสี่ยงต่อการผลข้างเคียง

นอกจากผลข้างเคียง เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แล้ว ยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงที่ควรไปพบแพทย์ทันทีด้วย เช่น แพ้ยา หายใจลำบาก ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเสียเป็นน้ำหรือปนเลือด คลื่นไส้หรืออาเจียนไม่หยุด เพราะเหตุนี้ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการรับประทานยาปฏิชีวนะ เพื่อลดความเสี่ยงของเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงก็จะลดลงด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, pobpad,คลังยามีนบุรี, โรงพยาบาลกรุงเทพ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a ระบาดหมอชี้มีโอกาสติดเชื้อพร้อมโควิด

พ่อแม่ต้องทำอย่างไร เมื่อลูก ติดไข้หวัดใหญ่จากโรงเรียน

แยกให้ออก ภูมิแพ้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่กับโควิด -19 อาการ ต่างกันยังไง?

แป้งเด็ก

“แป้งเด็ก” เลือกยังไง ให้ปลอดภัยไม่ระคายเคืองผิวลูก

อย่างที่รู้กันว่าผิวเด็กแรกเกิดบอบบางและแพ้ง่ายมากเป็นพิเศษ ฉะนั้นว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรต้องใส่ใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวลูกน้อย โดยเฉพาะการเลือกใช้ “แป้งเด็ก” ต้องมั่นใจว่าอ่อนโยน ปลอดภัยกับผิวลูกน้อยอย่างแท้จริง กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับในการเลือกใช้ “แป้งเด็ก” ที่เป็นหนึ่งในไอเทมสำคัญใช้ดูแลถนอมผิวลูกน้อยให้สบายตัวมาฝากค่ะ

การใช้แป้งเด็กกับผิวลูกน้อยคุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกที่อ่อนโยนกับผิวให้มากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง ทำให้ผิวแพ้อักเสบขึ้นมาได้ค่ะ สิ่งสำคัญก่อนเลือกซื้อแป้งเด็กมาใช้กับผิวลูก จะต้องดูข้อมูลส่วนประกอบอย่างละเอียด

  • ฝุ่นแป้งต้องไม่ฟุ้งกระจายขณะทาลงบนผิวลูก
  • ต้องมีความเป็นธรรมชาติ ออร์แกนิค 100% เพราะจะไม่ทำร้ายผิวให้ระคายเคือง เนื้อแป้งเมื่อทาที่ผิวแล้วต้องให้ความรู้สึกสบายผิว โดยเฉพาะผิวบริเวณข้อพับต่าง ๆ และผิวก้น ซึ่งเป็นผิวที่ต้องเสียดสีกับผ้าอ้อมเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยป้องกันการเกิดผื่นผ้าอ้อม

ดีนี่ แป้งเด็ก 100% ออร์แกนิค ซากุระ

ดีนี่ แป้งเด็ก 100% ออร์แกนิค ซากุระ

ถนอมผิวลูกน้อยเนียนนุ่ม สบายผิวตลอดวัน 

และนี่คือแป้งเด็กที่ครอบครัวส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจเลือกใช้ และแนะนำบอกต่อให้กันมากที่สุด สำหรับใช้ถนอมผิวลูกน้อยให้แห้งสบาย เนียนนุ่มตลอดวัน กับ “ดีนี่ แป้งเด็ก 100% ออร์แกนิค ซากุระ” ขอบอกว่าสูตรนี้เป็นสูตรใหม่!! ด้วยนะคะ ที่มีความบริสุทธิ์จากธรรมชาติ และครั้งแรกตอนที่เห็นสีกระป๋องป้งก็น่ารัก น่าใช้ มีความละมุนให้ความรู้สึกสบายอ่อนโยน ความพิเศษก็คือปรับสูตรใหม่ ออร์แกนิค 100% จากอาร์แกนออยล์ เนื้อแป้งเนียนละเอียดไม่ฟุ้งกระจาย ปราศจากสีและแร่ใยหิน คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้เลยว่าทาแป้งลงบนผิว ข้อพับต่าง ๆ ฝุ่นแป้งจะไม่ฟุ้งเข้าระบบทางเดินหายใจ และไฮไลท์ของคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใครอยู่ที่สารสกัดจากธรรมชาติ บอกเลยว่าดีกับสุขภาพผิวลูกสุด ๆ ค่ะ

  1. เป็นสูตร 100% Organic จาก Argan oil ช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นเป็นพิเศษ
  2. มีสารสกัดจากดอกซากุระ ที่จะช่วยบำรุงและเพิ่มความนุ่มนวลให้กับผิว ป้องกันไม่ให้ผิวลูกแห้งและสูญเสียความชื้นบนผิวไป
  3. มีส่วนของน้ำแร่ และสารสกัดจากธรรมชาติอะลันโทอิน (Allantoin) ช่วยลดฟุ้งกระจาย ลดการระคายเคืองผิว ปกป้องการเกิดผดผื่นให้กับผิวบอบบางของลูกน้อย
  4. มีกลิ่นหอมซากุระ เป็นกลิ่นน่ารักอ่อนโยนจากธรรมชาติ เมื่อทาผิวจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ติดทนตลอดวัน
  5. ผ่านการทดสอบ Hypoallergenic Tested มีความอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อผิวบอบบางของเด็กทารก

 

แป้งเด็ก

คุณพ่อคุณแม่มาทำให้ลูกน้อยมีผิวสุขภาพดี หมดปัญหาการแพ้ระคายเคือง ด้วยการใช้ ดีนี่ แป้งเด็ก 100% ออร์แกนิค ซากุระ กันค่ะ ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด สามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ  ได้แก่ Lotus’s , Big C , Tops Market , Gourmet market , CJ Express , Lazada , Shopee , JD Central และ ALL ONLINE by 7-11

#ดีนี่ที่แม่นับล้านวางใจ

ไอกรน

หมอเตือน ลูกไอบ่อยอันตราย เสี่ยงเป็น ไอกรน

หมอเตือน ลูกไอบ่อย อันตรายเสี่ยงเป็น ไอกรน

ไอ คือ อาการที่ร่างกายพยายามกำจัดสิ่งที่กีดขวางระบบทางเดินหายใจ เช่น มูก เสมหะ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ เช่น ละอองฝุ่น หรือควัน เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด อาการไอนับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน แต่หากลูกไอบ่อย ๆ อาจไม่ใช่อาการไอธรรมดา เพราะลูกของเราอาจกำลังเป็น ไอกรน ค่ะ

อาการไอโดยทั่วไป

อาการไอแบ่งได้ 2 แบบ

  • ไอแห้ง เป็นอาการไอจากอาการคันและระคายเคืองภายในลำคอ โดยไม่มีเสมหะหรือมูกหนาเกิดขึ้น
  • ไอแบบมีเสมหะ เป็นอาการไอพร้อมกับมีเสมหะภายในลำคอ ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยกำจัดสารหรือสิ่งสกปรกที่ติดค้างภายในลำคอ

สาเหตุของการไอ

  • การรับสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย
    สารก่อความระคายเคือง เช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะในอากาศ ขนสัตว์ เชื้อรา ละอองเกสร ไอระเหยจากสี น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกลิ่นฟุ้ง การสูบบุหรี่ หรือการหายใจสูดเอาควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบเข้าไปในปอด
  • การใช้ยาบางชนิด
    ยารักษาบางโรคบางอาการอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นการไอได้ เช่น กลุ่มยาต้านเอซีอี อินฮิบิเตอร์  (ACE Inhibitors) เป็นยาลดความดันโลหิตและช่วยการทำงานของหัวใจ ใช้รักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและภาวะอาการที่เกี่ยวกับหัวใจ และกลุ่มยาปิดกั้นเบต้า (Beta Blockers) ที่ทำให้ชีพจรเต้นช้าลงทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง ใช้รักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีผลข้างเคียงทำให้หลอดลมตีบแคบลง ส่งผลให้เกิดอาการไอได้ อาการจะหมดไปด้วยเมื่อผู้ป่วยหยุดการใช้ยา
  • โรคและภาวะอาการป่วย
    ปัญหาสุขภาพสามารถทำให้เกิดการไออย่างเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน หรืออย่างเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความรุนแรงของโรค

โรคที่มักเป็นสาเหตุของอาการไออย่างเฉียบพลัน คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หากไม่มีอาการป่วยหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง จะฟื้นตัวและหายจากอาการไอภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์

ส่วนอาการไอที่เกิดขึ้นกึ่งเฉียบพลัน คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน แต่ฟื้นตัวช้า หรือมีการติดเชื้อที่รุนแรงกว่าอาการไอแบบเฉียบพลัน เช่น โรคหวัด ซึ่งอาการจะทุเลาลงและฟื้นตัวภายใน 3-8 สัปดาห์ และอาการไอเรื้อรังที่มีอาการยาวนาน ติดต่อกันเกินกว่า 8 สัปดาห์ เกิดจากการอักเสบและติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปอดอุดกั้นเรื้อรัง กรดไหลย้อน มะเร็งปอด หรือน้ำท่วมปอด เนื่องมาจากหัวใจล้มเหลว

ไอกรน
หมอเตือน ลูกไอบ่อยอันตราย เสี่ยงเป็นไอกรน

ไอกรน มีสาเหตุจากอะไร

พญ.นวลนภา อนันตสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้ และภูมิคุ้มกัน ศูนย์แม่และเด็ก โรงพยาบาลหัวเฉียว กล่าวไว้ว่า โรคไอกรนเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า Bordetella pertussis เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ หรือจามรดกันโดยตรง

ส่วนใหญ่เด็กจะติดเชื้อมาจากคนในครอบครัว เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิดที่ยังไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน หรือในคนที่ไม่ได้รับภูมิคุ้มกันมาก่อน ในวัยผู้ใหญ่เมื่อติดเชื้อนี้แล้วอาจไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้

ลักษณะเฉพาะของ ไอกรน

ลักษณะเฉพาะของโรคไอกรน คือ

  • ไอซ้อนติดกัน 5 – 10 ครั้ง
  • ในเด็กอาจไอจนหายใจไม่ทัน หรือไอจนหยุดหายใจได้
  • นอกจากนี้จะมีอาการหายใจเข้าลึก ๆ เป็นเสียง วู๊ป (Whooping cough) สลับกับไอเป็นชุด ๆ
  • บางครั้งอาการไออาจเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน 2 – 3 เดือน

โรคนี้จะมีอันตรายและอัตราตายสูงในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือเด็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงมีความสำคัญต้องพาเด็กไปรับวัคซีนตั้งแต่อายุ 2 เดือน ซึ่งวัคซีนไอกรนจะรวมอยู่กับวัคซีนคอ ตีบ และบาดทะยัก

โรคแทรกซ้อน

1.  โรคแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของการตายที่สำคัญของโรคไอกรนในเด็กเล็กโรคในปอดที่อาจพบได้อีกจะเกิดจากการมีเสมหะเหนียวไปอุดในหลอดลมและถุงลม ทำให้เกิด atelectasis

2.  จากการไอมากๆทำให้มีเลือดออกในเยื่อบุตา

3.  ระบบประสาทอาจมีอาการชัก พบบ่อยในเด็กเล็ก เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงสมองในขณะที่ไอถี่ๆและอาการชักอาจเกิดจากมีเลือดออกในสมอง

การรักษา

เนื่องจากเชื้อ B. pertussis จะมีอยู่ในลำคอของผู้ป่วยในช่วงระยะแรก ดังนั้นถ้าให้ยาปฎิชีวนะที่ได้ผลเฉพาะคือ erythromycin ในขนาด 50 มก./กก./วันเป็นระยะเวลา 14 วัน ในระยะนี้จะช่วยให้ความรุนแรงของโรคลดลงได้ แต่ถ้าพบผู้ป่วยระยะที่มีการไอเป็นชุด ๆ แล้วการให้ยาจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรุนแรงของโรคได้ แต่จะสามารถฆ่าเชื้อโรคที่อาจจะยังมีอยู่ให้หมดไปได้ในระยะ 3-4 วันเป็นการลดการแพร่กระจายของเชื้อได้

การรักษาตามอาการให้เด็กได้พักผ่อน ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่จะทำให้เด็กไอมากขึ้น เช่น การออกแรง ฝุ่นละออง ควันไฟควันบุหรี่ อากาศที่ร้อนหรือเย็นจัดเกินไป

การป้องกันไอกรน

ป้องกันโรคไอกรน ด้วยการพาเด็กไปรับวัคซีนตามอายุ ดังนี้

  • ครั้งที่ 1 อายุ 2 เดือน
  • ครั้งที่ 2 อายุ 4 เดือน
  • ครั้งที่ 3 อายุ 6 เดือน
  • ครั้งที่ 4 อายุ 18 เดือน
  • ครั้งที่ 5 ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เมื่ออายุครบ 4 ปี

ขอบคุณข้อมูลจาก
สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, pobpad

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอแนะนำพ่อแม่!  4 วิธีดูแลลูกเป็นเบาหวาน

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a ระบาดหมอชี้มีโอกาสติดเชื้อพร้อมโควิด

7 อาการต้องสงสัย ลูกป่วยRSV ดูแลอย่างไรไม่ให้เป็น

bully ในโรงเรียน วิธีแจ้งครูของลูก

แนะวิธีคุยกับครู เมื่อลูกโดน bully แจ้งยังไงให้ยุติได้เร็ว

bully ในเด็กเรื่องเครียดของเหยื่อ ทำอย่างไรให้ยุติการกลั่นแกล้งนี้ได้ มาส่องเคล็ดลับการคุยกับครูของลูกเรื่องลูกโดนแกล้ง คุยยังไงไม่เสียความรู้สึกยุติได้เร็ว

แนะวิธีคุยกับครู เมื่อลูกโดน bully แจ้งยังไงให้ยุติได้เร็ว!!

การกลั่นแกล้งกันในเด็ก การ bully ในโรงเรียน การที่ ลูกโดนแกล้ง นั้น คงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ไม่อยากให้เกิดกับลูกเราอย่างแน่นอน แต่เราไม่สามารถไปบังคับคนอื่นได้ แม้ว่าเราอาจจะกำหนดปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ มาให้ลูกอย่างดีมากแค่ไหนก็ตาม การกลั่นแกล้ง การbully นั้นอาจจะมาจากสาเหตุใดก็ได้ หรือผู้ที่กลั่นแกล้งอาจเป็นใครก็ได้ ไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นเด็กด้วยกัน  เช่น การโดนครูล้อเลียนทำให้อับอาย การถูกครูเรียกด้วยฉายา หรือรุ่นพี่ที่โตกว่าชอบไถเงิน เป็นต้น

bully ในโรงเรียน เรื่องที่พ่อแม่ควรตระหนัก
bully ในโรงเรียน เรื่องที่พ่อแม่ควรตระหนัก

แนวทางในการับมือเมื่อลูกถูก bully !!

เมื่อเราผ่านขั้นตอนกระบวนการในการแน่ใจแล้วว่า ลูกเราตกเป็นเหยื่อของการ bully ลูกโดนแกล้ง สิ่งต่อไปที่พ่อแม่จะต้องทำ คือ การยุติการแกล้งนั้นให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกทุกข์ทรมาน โดยการยุติความรู้สึกแย่ ๆ ที่ลูกได้รับนั้น เรามีแนวทางปฎิบัติของพ่อแม่ในการรับมือเบื้องต้น ดังนี้

นายแพทย์กมล แสงทองศรีกมล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ หนึ่งในผู้ร่วมบรรยายในการอบรมหัวข้อ “คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่ ไม่บูลลี่ในเด็ก” ที่จัดโดยกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการโดนบูลลี่ของเด็กไทย ให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู สามารถเข้าใจปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนได้อย่างชัดเจน และเข้าใจ ทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น โดยแนวทางในการดูแลเด็ก ดังนี้

1. พ่อแม่ทำความเข้าใจ “การบูลลี่” ให้จริงจัง

การทำความเข้าใจว่าการกลั่นแกล้งคืออะไร คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจปัญหาของผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำมากขึ้น แท้จริงแล้วการกลั่นแกล้ง คือนิสัยที่เรียนรู้ และเลียนแบบมาจากการเห็นหรือได้ยิน เช่น การพบเจอปัญหาคนในครอบครัวทะเลาะกัน หรือพบเจอคนในชุมชนด่าทอกันด้วยคำพูดหยาบคายทุกวัน จนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ผู้กระทำบางราย อาจจะเป็นบุคคลที่ขาดความมั่นใจในตนเอง รู้สึกอิจฉาริษยาผู้อื่น รวมถึงผู้กระทำบางรายอาจจะเคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน

2. สอนลูกให้กล้าแสดงความไม่พอใจต่อผู้กระทำ

หลายครั้งที่ปัญหาการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ถูกกระทำไม่กล้าที่จะพูด หรือแสดงความไม่พอใจออกมา ทำให้ผู้กระทำไม่รับรู้ว่าผู้ถูกกระทำนั้นมีความรู้สึกอย่างไร จึงกระทำการกลั่นแกล้งซ้ำๆ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ การแสดงออกหรือการพูดสื่อสารออกมาว่าผู้ถูกกระทำนั้นไม่พอใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้กระทำมีแนวโน้มที่จะกลั่นแกล้งลดน้อยลง หรือหยุดการกระทำนั้นๆ ลงได้  เนื่องจากผู้กระทำได้รับการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของผู้ถูกกระทำว่า “ไม่พอใจ” และรับรู้ว่าการกระทำของตนนั้นสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง

3. บอกลูกว่า ถ้าโดนแกล้งต้องบอกครูและพ่อแม่

ส่วนใหญ่แล้วปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน เกิดจากผู้ถูกกระทำไม่ได้บอกเล่าเรื่องถูกกลั่นแกล้งให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูได้ทราบ จึงทำให้ปัญหาการกลั่นแกล้งยังคงเกิดขึ้น และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องสอนเด็ก และลูกหลานของคุณ “ไม่ให้เงียบ” หรือ “เพิกเฉย” ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ให้กล้าที่จะบอกเล่าปัญหาของตนกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูที่โรงเรียน  เพราะปัญหาการถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนต้องได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนเพื่อหาวิธีการรับมือ และหาวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

เด็กถูก bully ทำให้ส่งผลต่อผลการเรียน
เด็กถูก bully ทำให้ส่งผลต่อผลการเรียน

4. การกลั่นแกล้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

รู้หรือไม่? ในบางสถานการณ์การกลั่นแกล้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากว่าผู้ถูกกระทำถูกกลั่นแกล้งทางร่างกายหรือทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดด่าทอเชื้อชาติหรือเพศสภาพ ใช้กำลัง และความรุนแรงรังแกผู้อื่น หรือแม้แต่การแชร์เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นในอินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น หากว่ามีการพบเจอการกลั่นแกล้งที่รุนแรงเช่นนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูสามารถรายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้

5. พยายามให้ลูกเห็นคุณค่าในตนเอง อย่ามองว่าตัวเองเป็นปัญหา

การมีอัตลักษณ์ที่ต่างจากผู้อื่น เช่น เพศสภาพ เชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา ที่ต่างจากผู้อื่นไม่ใช่ปัญหาของคนโดนแกล้งเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะทัศนคติของผู้กระทำ หรือคนแกล้งที่มีต่อผู้อื่นต่างหาก ที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และมุมมองของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก หากลูกของคุณเป็นผู้ถูกกระทำ จงสอนเขาว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด และมันไม่ใช่ปัญหาของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวผู้กระทำเองทั้งสิ้น

6. หาวิธีจัดการกับความเครียด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การถูกบูลลี่สามารถสร้างความเครียดให้แก้ลูก หรือืผู้ถูกกระทำเป็นอย่างมาก นอกจากการบอกเล่าปัญหาต่อผู้ที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ หรือครูแล้ว ควรลองมองหากิจกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ มาทำเพื่อช่วยลดความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง หรือออกไปเที่ยว ลองชวนลูกออกไปทำกิจกรรมเหล่านั้น เพื่อจัดการกับความเครียดของตนเอง และทำให้สภาพจิตใจไม่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

7. อย่าแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว

การอยู่คนเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหา หรือทำให้จัดการกับการกลั่นแกล้งได้ อีกทั้งยังสามารถทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ การอยู่คนเดียวเงียบๆ จะทำให้ลดความมั่นใจ และความภาคภูมิใจของผู้ถูกกระทำได้ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ที่จะคอยสอดส่องดูแลพฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กๆ ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเงียบ หรือปลีกตัวมาอยู่คนเดียว

8. ดูแลสุขภาพกายและจิตใจสม่ำเสมอ

สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจ การกลั่นแกล้งนั้นสามารถสร้างบาดแผล และปมในใจให้กับผู้ถูกกระทำ ซึ่งสามารถส่งผลต่อสภาพร่างกายได้ เช่น อาการเบื่ออาหาร เครียดจนนอนไม่หลับ เป็นต้น หากลูกหลานของคุณถูกกลั่นแกล้งมานานจนกระทบต่อสภาพร่างกาย และจิตใจ ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและจิตวิทยา เพื่อช่วยให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาได้อย่างดี และตรงจุด

พาลูกออกไปทำกิจกรรมอื่น เพื่อให้คลายเครียด
พาลูกออกไปทำกิจกรรมอื่น เพื่อให้คลายเครียด

9. มองหาบุคคลต้นแบบที่ดี

เมื่อลูกโดนบูลลี่ จะเกิดความสับสน และไม่ชอบในตัวเอง แต่ถ้าหากเขามีบุคคลต้นแบบที่ดี ก็จะสามารถทำให้เห็นได้ว่า มีอีกหลายคนที่เคยพบเจอกับปัญหาเดียวกัน แต่พวกเขาก็สามารถก้าวข้ามผ่านการโดนกลั่นแกล้งจนสามารถประสบความสำเร็จได้ การมีบุคคลต้นแบบที่ดีนั้น จะทำให้ลูกมองเห็นคุณค่าของตัวเอง และรักตัวเองมากขึ้น ประสบการณ์ของบุคคลต้นแบบนั้น จะทำให้ลูกมีแนวทางตัวอย่างในการคิด แก้ปัญหา

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพียงคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ เพียงบางส่วนเท่านั้น ที่ผู้ปกครองสามารถนำเอาไปปรับใช้ หรือสอนลูกหลานให้เข้าใจถึงปัญหาและการหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด แต่อย่างไรก็ตาม เด็กแต่ละคนเจอกับประสบการณ์การบูลลี่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ของเด็กแต่ละคนด้วย พ่อแม่ และครูในโรงเรียนจึงควรร่วมมือกันตรวจสอบ และหมั่นดูแลเด็กๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.bangkokbiznews.com

เคล็ดลับ 7 ข้อ ในการพูดคุยกับโรงเรียนเมื่อลูกถูก bully !!

เมื่อลูกถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน คนแรกที่คุณคิดถึงว่าจะพูดด้วย คือ คุณครูของลูก แต่ในบางกรณีที่เป็นปัญหาที่อาจเกิดจากตัวคุณครูเอง หรือการกลั่นแกล้งจากเด็กนักเรียนรุ่นพี่ที่โตกว่า หรือในรถโรงเรียน หรือพ่อแม่รู้สึกว่าบอกกล่าวครูไปแล้วแต่ไม่ได้รับความสนใจ การจะพูดคุย หาทางแก้ปัญหาการที่ลูกโดนแกล้งในบางกรณีนั้น อาจเป็นที่ลำบากใจ และดูจะหนักใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ไม่จำเป็นต้องเครียด ทำตามเคล็ดลับ 9 ข้อนี้ในการพูดคุยกับครูใหญ่ คุยกับทางโรงเรียน แล้วทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยดี

นัดพูดคุยแบบเห็นหน้ากัน 

เมื่อต้องรับมือกับบางสิ่งที่สำคัญพอๆ กับการกลั่นแกล้ง พ่อแม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพูดคุย โดยคุณจำเป็นต้องนัดพบกับอาจารย์ใหญ่เพื่อพูดคุยกันแบบเห็นหน้า พยายามหลีกเลี่ยงอีเมล การสื่อสารแบบไม่พบเจอกันจริง ๆ เช่น ทางโทรศัพท์ ทางไลน์ เป็นต้น เพราะอาจทำให้เกิดการตีความผิดไปจากจุดประสงค์ของเราได้ง่ายเกินไป เพราะการพูดคุยจะมีกริยา ท่าทาง อวัจนภาษา ที่ทำให้คุณสามารถสื่อสารถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา ไม่ใช่การต้องการเอาชนะ หรือแก้แค้นกลับคืน

แนะนำว่า หากเป็นไปได้ให้นัดพูดคุยกันในตอนเช้า เพราะในช่วงเช้าทุกคนจะยังรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี ทำให้มักจะเห็นผลกว่า คุณควรหลีกเลี่ยงการนินทาเกี่ยวกับเด็กที่มาแกล้งลูก โพสต์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย หรือระบายในสื่อออนไลน์ เพราะการกระทำเหล่านี้นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการทำไปเพียงแค่ทำให้เราสะใจ หรือรู้สึกว่าได้โต้ตอบ แต่มิได้เป็นการแก้ไขปัญหาให้ลูก บางครั้งอาจทำให้ลูกของคุณเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งมากขึ้น

ลูกถูก bully ไม่ใช่แค่จากเพื่อนเท่านั้น
ลูกถูก bully ไม่ใช่แค่จากเพื่อนเท่านั้น

มาคุยด้วยจิตใจเป็นพันธมิตร 

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวจะเข้าพูดคุยตามที่นัดหมายแล้ว ขอให้เตรียมใจ และความคิดโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เชื่อว่าอาจารย์ใหญ่ ทางโรงเรียนต้องการช่วยคุณและลูก แม้ว่าในความรู้สึกของเรา ผู้ถูกกระทำจะรู้สึกว่าไม่เห็นมาตราการใด ๆ ที่เป็นที่พอใจ ทำให้หลายครั้งที่ผู้ปกครองคิดว่าโรงเรียนเพิกเฉย ไม่สนใจ กลัวเสียชื่อเสีย  แต่อย่าปล่อยให้ความโกรธ และความคับข้องใจของคุณกับการกลั่นแกล้งส่งผลกระทบต่อวิธีปฏิบัติที่ออกมาทางคำพูด ท่าทาง การแสดงออกได้ เพราะจะกลายเป็นการผลักมิตรให้เป็นศัตรู

แม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยในบางแง่มุมของสถานการณ์ ให้หาวิธีสร้างแนวร่วมคนอื่นที่เห็นด้วย และต้องการป้องกันการเปิดปัญหาการกลั่นแกล้งกัน หากไปเกิดกับเด็กคนอื่น จะทำให้ลูกของคุณได้รับการคุ้มครองจากการกลั่นแกล้งได้เร็วขึ้น อย่าเน้นเพียงแค่บทลงโทษผู้ที่กระทำกับลูกเท่านั้น แต่ให้เน้นว่าทางโรงเรียนตั้งใจ มีมาตราการอย่างไรที่จะให้เด็กปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุไม่ว่ากับใครก็ตาม

หยุดตำหนิ และวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอารมณ์ด้านลบ

หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ หรือตำหนิโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว พึงระลึกไว้เสมอว่าแม้การดูแลนักเรียนจะเป็นหน้าที่หนึ่งของโรงเรียน แต่พฤติกรรมการ bully นั้นเป็นเรื่องนิสัยใจคอของแต่ละบุคคล แม้ว่าโรงเรียนจะมีหน้าที่ดูแลให้บุตรหลานของคุณปลอดภัยแต่การวิพากษ์วิจารณ์ที่มากเกินไป ไม่สมเหตุสมผล จะทำให้การสนทนาหยุดชะงัก หากคุณไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ คุณก็เสี่ยงที่ครูใหญ่ และทางโรงเรียนจะเน้นตอบโต้ที่น้ำเสียง และคำพูดของคุณมากกว่าที่จะสนใจในประเด็นการหามาตราการป้องกัน และดูแลการเกิด bully ในโรงเรียน

เตรียมข้อมูลให้พร้อม

จดบันทึกสิ่งที่คุณต้องการจะพูด เนื่องจากการกลั่นแกล้งเป็นหัวข้อทางอารมณ์ มันง่ายที่จะฟุ้งซ่าน คุมอารมณ์ไม่อยู่ หรือลืมสิ่งที่คุณต้องการพูด ดังนั้น อย่าลืมจดประเด็นสำคัญที่คุณต้องการกล่าวถึงกับอาจารย์ใหญ่ วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้ว ยังทำให้เข้าใจในสถานการณ์ได้ดีขึ้น จากการเตรียมข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะในเด็กเล็กพ่อแม่ควรจะสืบถาม และหาข้อมูลให้ทราบแน่ชัดว่าเป็นเรื่องจริง จะได้แก้ไขได้อย่างตรงจุด

ยิ่งคุณสามารถให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น พยายามหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์มากเกินไปเมื่อแบ่งปันรายละเอียด สิ่งสำคัญคือครูใหญ่ต้องได้ยินสิ่งที่คุณพูดและไม่ถูกรบกวนจากการเผชิญหน้าทางอารมณ์

ฟังมุมมองของทางโรงเรียนอย่างใจเย็น 

แม้การรับฟังสิ่งที่คุณต้องการจะทำจริงๆ กับสิ่งที่ทำได้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ตรงกันเพียงใดก็ตาม แต่ถ้ามันจะเป็นประโยชน์ต่อลูกของคุณ และเด็กอื่น ๆ ในระยะยาว ที่จะป้องกันก่อนเกิดเหตุก็ควรทำใจยอมรับ และหากข้อมูลที่ทางโรงเรียนได้รับมาไม่ตรงกับที่ลูกบอกคุณ โปรดถามคำถามให้เคลียร์ แต่พยายามทำอย่างให้เกียรติ เป้าหมายคือทั้งคุณและโรงเรียนสามารถหาจุดร่วมเกี่ยวกับสถานการณ์ได้

ถามเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไป 

เมื่อการประชุม ปรึกษาหารือของคุณกับทางโรงเรียนได้ข้อสรุป จะต้องมีกำหนดขั้นตอนการแก้ปัญหาก่อนหลังอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น จะทำการพูดคุยหาข้อมูลกับเด็กทั้งสองฝ่ายก่อน หรือย้ายห้องให้ลูกชั่วคราว เป็นต้น จำไว้ว่าเป้าหมายคือให้ลูกของคุณได้รับการคุ้มครอง อย่ากลับไปโดยไม่เข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หรือไม่สามารถสรุปได้ว่าทางโรงเรียนจะทำอย่างไรต่อไป เพียงแค่รับฟังแต่ไร้มาตราการ

ในขณะเดียวกัน อย่าคาดหวังที่จะเห็นมาตราการการลงโทษเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่น ข้อมูลประเภทนี้มักจะถูกเก็บเป็นความลับเนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ ยิ่งไปกว่านั้น คุณไม่ควรให้ความสำคัญกับการได้รับความยุติธรรมจากการเห็นการลงโทษ แต่ให้มุ่งเน้นไปที่การรักษา และการป้องกันของลูกคุณแทน อย่าลืมบันทึกสิ่งที่พูด วันที่ เวลา และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เคล็ดลับการพูดคุยกับครูเรื่อง ลูกโดนแกล้ง
เคล็ดลับการพูดคุยกับครูเรื่อง ลูกโดนแกล้ง

กำหนดเวลาติดตามผล 

หลายครั้ง การกลั่นแกล้งจะไม่สิ้นสุดในทันที ที่จริงแล้ว เมื่อคุณแจ้งความ หรือดำเนินการใด ๆ แล้ว การกลั่นแกล้งอาจรุนแรงขึ้น และแย่ลงไปอีก เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งนี้ และเปิดช่องทางการสื่อสารกับลูกของคุณ คอยซักถาม และสังเกตพฤติกรรมลูกว่าเหตุการณ์ดีขึ้น หรือเลวร้ายลง นอกจากนี้ในข้อสรุปที่ได้ปรึกษาไว้กับทางโรงเรียน พ่อแม่ควรให้ทางโรงเรียนร่วมกันกำหนดเวลาให้ชัดเจนว่า ภายในกี่วันที่เราน่าจะเห็นผล และในระยะยาวเฝ้าติดตามว่าการกลั่นแกล้งนั้นจบลงจริง ๆ ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถที่จะกลับไปสอบถามสถานะของสถานการณ์ และค้นหาว่าโรงเรียนกำลังทำอะไรเพื่อยุติการกลั่นแกล้งได้อย่างไม่ดูเป็นการจุกจิก น่ารำคาญมากเกินไป คุณยังสามารถแชร์ว่าลูกของคุณเป็นอย่างไร มีอาการดีขึ้นไหม และจะปรับเปลี่ยน ปรับปรุงแผนที่โรงเรียนได้วางไว้ให้เข้ากับสถานการณ์ที่แท้จริงอย่างไรอีกด้วย

การจัดการกับสถานการณ์การกลั่นแกล้งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพื่อประโยชน์ และความปลอดภัยของลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่จะเข้ามาช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าทำไปโดยพละการ ต้องแน่ใจว่าลูกของคุณต้องการความช่วยเหลือจากคุณขนาดไหน บางครั้งเด็ก ๆ ก็อยากพยายามจัดการ แก้ไขสถานการณ์ของเขาด้วยตัวเองก่อน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะช่วยจัดการกับการกลั่นแกล้งนี้อย่างไร ควรปรึกษา และรับฟังความเห็นของลูก รวมทั้งบอกกล่าวลูกก่อนที่จะทำอะไรลงไป อย่ารีบเร่งที่จะพูดคุยกับครู หรือโรงเรียนก่อน โดยไม่ถามความต้องการ และความเห็นของลูกก่อน เป็นการดีที่สุดเสมอหากคุณก้าวไปตามจังหวะของพวกเขา เพราะบางทีมุมมองของผู้ใหญ่ก็ไม่อาจใช้ได้กับเด็กเสมอไป

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.verywellfamily.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 อันดับ โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พ่อแม่ต้องระวังเข้ม

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน สัญญาณเตือนจากลูกที่พ่อแม่ควรรู้

เปิดเทอม นี้มาส่องลูกด้วย 10คำถามหลังเลิกเรียนกันเถอะ

ลูกชอบตีหน้าแม่ โตขึ้นจะก้าวร้าวไหมร่วมไขความลับเจ้าตัวเล็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

29 นโยบายเรียนดี

ส่อง 29 นโยบายเรียนดี ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

 

ส่อง 29 นโยบายเรียนดี ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เรื่องการเรียนเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคำนึงถึงเสมอ ทุกคนย่อมอยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนที่มีคุณภาพ และได้รับการศึกษาที่ดีที่เท่าเทียม ซึ่งคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุด ก็ได้ร่างนโยบาย เรียนดี สำหรับโรงเรียนในสังกัดกทม. ไว้ถึง 29 ข้อ นับเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับเด็ก ๆ รวมทั้งคุณครูและพ่อแม่ ที่จะได้รับสิ่งดี ๆ เหล่านี้ค่ะ 29 นโยบายเรียนดี มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

1. ให้การศึกษา พัฒนานักเรียนสู่พลเมืองโลก หนึ่งใน 29 นโยบายเรียนดี

การพัฒนานักเรียนสู่การเป็นพลเมืองโลก (global citizen) จำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรให้เท่าทันเหตุการณ์ต่างๆ โดยเริ่มจากเพิ่มการศึกษาประวัติศาสตร์และประเด็นสังคมต่างๆ ในโรงเรียนสังกัด กทม.

2.เรียนฟรี ชุดฟรี ไม่มีเก็บเพิ่ม

กทม.จะเพิ่มเติมเงินสนับสนุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเรียน ได้แก่
1. เพิ่มเงินอุดหนุนค่าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนให้สอดคล้องกับราคาตลาด (ครอบคลุมราคา เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า กระเป๋า และอุปกรณ์การเรียนอื่น ๆ)

2. เพิ่มจำนวนการอุดหนุนให้สอดคล้องและครอบคลุมกับการใช้งานจริง

3.โรงเรียนเป็นแหล่งโภชนาการที่มีคุณภาพให้กับเยาวชนทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน

กทม.จะผลักดันให้โรงเรียนเป็นตัวกลางในการแจกจ่ายอาหารให้กับนักเรียนและชุมชนในพื้นที่ เพื่อไม่เป็นการผลักภาระในการดูแลเด็กนักเรียนให้กับผู้ปกครอง นอกจากนี้ กทม.จะร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการออกแบบเมนูอาหารอย่างสร้างสรรค์ โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการช่วยเลือกโดยคำนึงถึงคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และพิจารณาจัดทำอาหารที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มคน เช่น สอดคล้องกับความเชื่อศาสนา เป็นต้น

4. After School Program เรียน เล่น หลังเลิกเรียน

กทม.จะพัฒนาโครงการหลังเลิกเรียน (After School Program) โดยการจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียน พร้อมกับสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการทำกิจกรรม บุคลากร และค่าตอบแทนเพิ่มเติมสำหรับคุณครูที่อยู่ดูแลนักเรียน ทั้งนี้จะประสานและจัดตารางให้เครือข่ายและอาสามาช่วยดูแลนักเรียนและจัดกิจกรรมในโรงเรียนในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

5. เปิดโรงเรียนวันหยุดเป็นพื้นที่กิจกรรม พื้นที่การเรียนรู้สำหรับนักเรียนและชุมชน

กทม.จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่กิจกรรม พื้นที่แห่งการเรียนรู้ของชุมชนและคนในพื้นที่ โดยการพัฒนากิจกรรมในโรงเรียนสำหรับวันหยุดร่วมกันระหว่างโรงเรียน นักเรียน และชุมชน (เช่น การแข่งขันกีฬา การจัดการแสดงดนตรี การจัดตลาดนัด การจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ) ให้สอดคล้องกับความสนใจของประชาชนในพื้นที่

6. ยกระดับห้องแล็บคอมพิวเตอร์ทุกโรงเรียนให้ทันสมัยและเพียงพอ

เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนที่จะเกิดขึ้น (เช่น นโยบายพัฒนาโรงเรียน 3 ภาษา สอนผ่านหลักสูตรไทย ต่างประเทศและเทคโนโลยีเพื่อการทำงาน) กทม.จะจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงห้องแล็บคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนให้มีความทันสมัยใช้งานได้จริงทั้งในด้าน Hardware ที่เพียงพอเหมาะสมกับการใช้งานและ Software ที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นปัจจุบัน

7. พัฒนาฟรี Wi-Fi ทุกโรงเรียน รองรับการสอนผ่านสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ และการสืบค้นข้อมูล

กทม.จะผลักดันให้มีการติดตั้ง Wi-Fi ฟรีสำหรับทุกโรงเรียนในกรุงเทพฯ โดยนอกจากจะให้นักเรียนใช้สำหรับการเรียนและการสืบค้นแล้วยังจะเปิดให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามาใช้งานได้ในวันหยุด เพื่อช่วยผลักดันให้โรงเรียนเป็นแหล่งการเรียนรู้ของชุมชน

8.ร่วมกับเอกชนในการจัดหาแท็บเล็ตให้นักเรียนใช้ โดยเฉพาะในช่วงการ study from home

กทม.จะร่วมมือกับเอกชนในการจัดหาแท็บเล็ตสำรองให้นักเรียนที่ขาดอุปกรณ์สามารถยืมกลับไปบ้านเพื่อใช้งานได้ โดยนอกจากแท็บเล็ตแล้ว กทม.จะจัดเตรียมซิมอินเทอร์เน็ตไว้ให้นักเรียนยืมเพิ่มเติมด้วย

9.คืนครูให้นักเรียน ลดภาระงานเอกสารด้วยเทคโนโลยี

กทม.จะลดภาระงานเอกสารของคุณครู และคืนคุณครูให้กับนักเรียนผ่านกระบวนการดังนี้

1. Digitalization : ยกเครื่องทั้งระบบ เปลี่ยนจากการทำงานบนกระดาษมาเป็นระบบดิจิทัล เพื่อคุณครูจะได้ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหากเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อช่วยลดเวลาและลดภาระงาน โดยมี Digital Talent เป็นผู้ช่วยฝึกและให้คำปรึกษาคุณครูด้านเทคโนโลยี

2. คืนข้อมูลให้คุณครู : หน่วยงานหรือต้นสังกัดต้องสรุปข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์แล้วกลับไปให้โรงเรียนและคุณครูเห็นผลลัพธ์เพื่อพัฒนาต่อยอด หากข้อมูลไหนที่คุณครูได้รับมอบหมายให้เก็บแต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ให้ตัดออกเพื่อลดภาระงาน

10.เพิ่มสวัสดิการครูให้เหมาะสม

กทม.จะเพิ่มสวัสดิการของครูในมิติต่าง ๆ ได้แก่

1. การจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับครูเพิ่มเติมตามความต้องการ (มุ่งเน้นในพื้นที่ที่มีค่าเช่าสูง)

2. ช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพื่อสร้างให้สวัสดิการของครูมีความครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น

11.เพิ่มครูผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ช่วยครู สำหรับวิชาเฉพาะทาง เช่น ภาษา เทคโนโลยี

กทม.จะพัฒนาครูผู้เชี่ยวชาญต้นแบบในประเด็นต่างๆ เช่น วิชาวิทยาการคำนวณ (coding), วิชาภาษาต่างประเทศ ที่มีความเข้าใจเชิงลึกในเนื้อหาวิชาและเทคนิคในการสอน โดยอาศัยโครงการการร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา โครงการครูแลกเปลี่ยนระหว่างครูไทยและครูต่างชาติ เพื่อให้ครูผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เวียนไปยังโรงเรียนต่างๆ หรือสอนผ่านออนไลน์ เป็นตัวอย่างให้ครูแต่ละโรงเรียนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอนกันเพื่อให้คุณครูแต่ละโรงเรียนสามารถพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับครูและนักเรียนได้

เขตหลักสี่ขานรับนโยบายเรียนดี ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

12.ปรับหลักเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะให้สอดคล้องกับการสอน ลดภาระการทำเอกสาร

กทม.จะศึกษาแนวทางในการประเมินผลวิทยฐานะใหม่ เช่น ระบบการตั้งเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรครูร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ระบบการประเมินผลงานตามสมรรถนะ โดยระบบการประเมินใหม่นี้จะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่เป็นภาระงานเพิ่มเติมให้กับครูจนไม่มีเวลาให้กับนักเรียน

13.Digital Talent ผู้ช่วยด้านเทคโนโลยีให้กับคุณครู

กทม.จะสร้างทีม Digital Talent เพื่อช่วยเหลือในด้านความรู้และสร้างความคุ้นเคยสำหรับการใช้เทคโนโลยีให้กับครูกทม. โดยกำหนดให้ Digital Talent หนึ่งคนดูแลโรงเรียนประมาณ 5 โรงเรียนโดยจะมีการจัดกลุ่มให้โรงเรียนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน (เช่น โรงเรียนมัธยมปลายเหมือนกัน อยู่ในพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงกัน) เพื่อให้สามารถช่วยดูแลครูได้อย่างทั่วถึงในแต่ละด้านที่กำหนดไว้

14.พัฒนาโรงเรียน 3 ภาษา สอนผ่านหลักสูตรไทย ต่างประเทศและเทคโนโลยีเพื่อการทำงาน

พื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทั้งหมดที่อยู่ในการดูแลของ กทม. เมื่อจบการศึกษาไปแล้วจะสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศและใช้เทคโนโลยีสำหรับการทำงานได้ กทม.จะ

1. พัฒนาหลักสูตร 3 ภาษาโดยเพิ่มการเรียนบางวิชาที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักเรียนมีความคุ้นเคยกับการใช้คอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโปรแกรมพื้นฐานสำหรับการทำงาน เช่น Microsoft Office

2. ขยายความครอบคลุมของของหลักสูตร 2 และ 3 ภาษาให้ครอบคลุมโรงเรียนของ กทม. ให้ได้มากที่สุด

15.สร้างเครือข่ายร่วมกับภาคเอกชน โครงการพี่สอนน้องนอกเวลาเรียน

กทม.จะช่วยสนับสนุนให้โครงการเหล่านี้เข้ามาดำเนินกิจกรรมในโรงเรียนมากยิ่งขึ้น  ผ่านการออกแบบหลักสูตรร่วมกัน ทั้งในมิติวิชาการที่จะเป็นการเสริมความรู้เชิงลึกหรือการทดลองเพิ่มเติมนอกห้องเรียน และการเสริมในมิติการใช้ชีวิตและวิชาชีพ (เช่น design thinking, ร้องเพลง, เต้น) ซึ่งจะเป็นการช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับนักเรียนในสังกัด กทม.ได้ โดยนอกเหนือจากโครงการของเอกชนที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว กทม.จะร่วมมือกับนิสิตนักศึกษาฝึกสอนตามสถาบันอุดมศึกษาเพื่อเข้ามาช่วยเป็นอีกแรงในการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ด้วย

16.โรงเรียนประสิทธิภาพสูงด้วย open data

กทม.จะเปิดเผยข้อมูลของโรงเรียนในมิติต่างๆ เช่น การใช้งบประมาณ แผนการดำเนินการ ตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ผลการประเมินคุณภาพโรงเรียน ขึ้นอยู่บน Cloud พร้อมกับการแสดงผลบน Dashboard ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ (เช่น โรงเรียน ภาคประชาสังคม ผู้ปกครอง เอกชน) ให้เข้ามาช่วยกันคิด แก้ไขปัญหา ออกแบบแนวทางการพัฒนาโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อนักเรียนมากยิ่งขึ้น

17.พัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนด้วยแนวคิด ‘โรงเรียนแห่งการเรียนรู้’ (Learning School)

กทม.จะนำแนวทางโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ (Learning School) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง นักวิชาการ ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ (school as a learning community) ซึ่งประกอบด้วยแนวทางหลัก ๆ ดังนี้

– นักเรียน: ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ (action-oriented) และเรียนรู้ร่วมกันจากเพื่อน ๆ ในระดับชั้นเรียน เพื่อให้เกิดสมรรถนะผู้เรียน (competency) ที่ทันต่อการเรียนรู้และการทำงานแห่งอนาคต

– ครู: พัฒนาครูจากการทำงานจริง และ จากคำแนะนำของครูท่านอื่น ๆ ‘ครูทุกคนเก่งขึ้นจากห้องเรียนของตนเอง’ ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ ‘ครูช่วยครู’ ทั้งภายในโรงเรียน ระหว่างโรงเรียนและจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันของเครือข่ายคุณครูต่าง ๆ

– ผู้อำนวยการ: ร่วมออกแบบ สะท้อนแนวคิด แนะนำการเรียนการสอนให้กับครู ไม่ว่าจะครูใหม่ หรือ ครูเก่า สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

18.พัฒนาศูนย์เด็กอ่อน-เด็กเล็กใกล้ชุมชนและแหล่งงาน

กทม.จะพัฒนาศูนย์ดูแลเด็กอ่อน-เด็กเล็กในประเด็นดังต่อไปนี้

1. เพิ่มปริมาณ – เพิ่มการจัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กอ่อน-เด็กเล็กโดยเฉพาะศูนย์ขนาดเล็กในชุมชน ศูนย์บริการตามแหล่งงานให้มีความครอบคลุมกับความต้องการ

2. เพิ่มการบริการ – ขยายการดูแลให้ครอบคลุมเด็ก เริ่มตั้งแต่ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ส่วนสำหรับช่วงอายุ 6 เดือน-2 ขวบครึ่ง จะเป็นการฝากรับเลี้ยงตั้งแต่ 7-8 โมงเช้า จนถึง 5-6 โมงเย็น และไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลเด็กอ่อน

3. เพิ่มหนังสือ – จัดหาหนังสือดี มีคุณภาพ เหมาะสมสำหรับเด็ก 3 – 6 เดือน – 3 ปี (กรมอนามัยได้มีการคัดสรรนิทานที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 0 – 3 ปี จำนวน 100 เรื่อง)

4. เพิ่มบุคลากรและค่าตอบแทน –  กทม.จะร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาและอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการดูแลเด็กเล็ก เด็กอ่อน และเสริมความเชี่ยวชาญในการใช้หนังสือเพื่อพัฒนาเด็กให้เหมาะสมตามช่วงวัย พร้อมกับปรับค่าตอบแทนบุคลากรตามการฝึกฝนให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและสอดคล้องกับค่าตอบแทนของตลาด

5. เพิ่มค่าอาหารสำหรับเด็กอ่อนและเด็กเล็ก – เพิ่มเงินสนับสนุนค่าอาหารแก่ศูนย์เด็กอ่อน-เด็กเล็ก ให้เป็น 40 บาท/วัน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับค่าอาหารของระดับอนุบาล-มัธยมของโรงเรียนในสังกัด กทม.

6. ส่งเสริมหลักสูตร – เน้นให้เด็กทำเป็น เล่นเป็น เรียนรู้เป็น

19.ส่งเสริมหลักสูตร คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น สำหรับเด็กช่วง 0-8 ปี

กทม.จะนำแนวทาง คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น เข้ามาเป็นส่วนประกอบหลักในการดูแลเด็กทั้งในศูนย์ดูแลเด็กอ่อน เด็กเล็ก อนุบาล ในสังกัด กทม. ในโรงเรียนประถมโดยเฉพาะในช่วง ป.1-2 ควบคู่ไปกับการเรียนเนื้อหาวิชาการ โดยมีหลักการ เช่น

1. ตั้งคำถามแทนตอบคำถาม

2. ทำแทนการเรียนอย่างเดียว

3. วางแผนการทำงาน (วางแผนการทำอาหาร / วางแผนการเที่ยว)

4. ท้าทาย ลองผิดลองถูก

5. ทบทวนประสบการณ์ สรุปบทเรียน

20.พัฒนาห้องสมุดและห้องการเรียนรู้เคลื่อนที่

กทม.จะจัดหน่วยรถห้องสมุดเคลื่อนที่เวียนตามชุมชนและโรงเรียนต่างๆ เพื่อนำหนังสือไปให้นักเรียน ลดภาระการเดินทางและเพิ่มความสะดวกให้กับเด็กๆ ได้เข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

– เพิ่มรถห้องสมุด

– เพิ่มรถห้องสมุดขนาดเล็กให้สามารถเข้าออกได้หลากหลายที่

– ขยายการให้บริการเป็น 7 วัน

– ขยายภารกิจให้บริการหลากหลายพื้นที่เพิ่มเติม เช่น สวนสาธารณะ ลานกีฬา เป็นต้น

– เพิ่มหนังสือนิทาน หนังสือภาพสำหรับเด็ก ให้มากและหลากหลายขึ้น รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมการอ่าน

21.ดูแลห้องสมุดชุมชน บ้านหนังสือ ให้มีความทันสมัยน่าใช้งาน

กทม.จะมีการดูแล ปรับปรุงสภาพ รูปแบบของพื้นที่ให้มีความร่วมสมัย เป็นมิตร น่าใช้งาน เช่น การปรับปรุงโครงสร้างอาคาร และสภาพแวดล้อมภายในอาคารให้เหมาะสม การอัพเดตหนังสือข้างในบ้านหนังสือให้เป็นปัจจุบัน และเพิ่มเติมนิทาน หรือหนังสือภาพสำหรับเด็ก ให้มีความหลากหลายและเพียงพอ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การติดตั้ง Wi-Fi ฟรี เพื่อสร้างให้บ้านหนังสือเป็นแหล่งการเรียนรู้ใหม่ ๆ สำหรับคนในพื้นที่

22.ห้องสมุดออนไลน์ (e-Library) อ่านอีบุ๊กได้จากทุกที่

กทม.จะเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้และส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน โดย

– พัฒนาห้องสมุดออนไลน์ (e-Library) แพลตฟอร์มยืมหนังสือออนไลน์อ่านอีบุ๊กได้ฟรี โดยจะประสานงานสำนักพิมพ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ที่สามารถให้ประชาชนยืมหนังสือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

– จัดทำระบบสำรวจความต้องการหนังสือของประชาชนเพื่อพัฒนาคลังห้องสมุดออนไลน์ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน

– เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือเอกชนสนับสนุนการบริจาค e-Book ให้ห้องสมุดออนไลน์ของกทม. ได้

23.เพิ่มฟังก์ชั่นให้ห้องสมุดเป็น Co-working Space

กทม.จะเพิ่มฟังก์ชั่นห้องสมุดให้เป็น Co-working Space

– บริการ Wi-Fi ฟรีและเสถียร

– บริการปลั๊กไฟเพียงพอ

– แยกสัดส่วนพื้นที่ห้องเงียบและห้องใช้เสียง

– ปรับวันเวลาทำการให้สอดคล้องกับการใช้งานของประชาชนโดยให้เปิดบริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ และ เปิดให้บริการในวันจันทร์ในช่วงปิดภาคเรียน

24.ฝึกอาชีพพัฒนาทักษะยุคใหม่ตอบโจทย์ตลาดงาน

กทม.จะเพิ่มทางเลือกให้กับการศึกษาผ่านโรงเรียนและศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. ทั้งการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพที่ทำอยู่ในปัจจุบันเพื่อรองรับการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม และการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่ระบบแรงงานเอกชนโดยการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น e-Commerce (ผ่านการสำรวจความต้องการจากเอกชนในพื้นที่ หรือการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันกับเอกชน)

25.วิชาศิลปะนอกห้องเรียน ส่งเสริมความคิด ความสร้างสรรค์ ผ่านแนวร่วมศิลปินทั่วกรุง

กทม.จะเป็นตัวกลางในการประสานระหว่างเครือข่ายศิลปินในกรุงเทพ และหอศิลป์กรุงเทพฯ ในการร่วมกันพัฒนาวิชาศิลปะให้กับนักเรียนในสังกัด กทม. เพื่อให้วิชาศิลปะมีความน่าสนใจ ช่วยขยายกรอบความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกของนักเรียน นอกจากนี้ กทม.จะช่วยประสานระหว่างโรงเรียนและผู้จัดงานกิจกรรมเชิงศิลปวัฒนธรรมที่ถูกจัดขึ้นในพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะที่จัดขึ้นจากนโยบาย เช่น นโยบาย ‘จัดแสดงงานศิลปะกลางแจ้งทุกมุมเมืองเป็นพื้นที่ศิลปะ’ ‘กรุงเทพฯ พื้นที่แห่งดนตรีและศิลปะการแสดง’ และการจัดแสดงงานศิลปะอื่น ๆ ในพื้นที่ของ กทม. หรือ กทม.เป็นผู้ประสานงานเพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสในการชมศิลปะและวัฒนธรรม ซึมซับศิลปะใกล้ตัว

26.ขยายขีดความสามารถของโรงเรียนและศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. ให้สามารถดูแลและฝึกทักษะคนพิการได้

กทม.จะผลักดันให้โรงเรียนฝึกอาชีพและศูนย์ฝึกอาชีพ ของ กทม.

– พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามมาตรฐาน Universal Design ให้รองรับทุกคน

– พัฒนาหลักสูตรที่รองรับและเหมาะสมสำหรับคนพิการเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดเป็นอาชีพ สร้างรายได้แก่คนพิการอย่างยั่งยืน

27.ปรับเงื่อนไขทุนเอราวัณ เพิ่มโอกาสสร้างครู กทม.

กทม.จะดำเนินการ

– สำรวจและทบทวนวิชาที่โรงเรียนในสังกัด กทม.ขาดบุคลากร และกำหนดสาขาการศึกษาที่ขาดเปิดรับทุนให้สอดคล้องกับสาขาวิชานั้น ๆ

– หากมีผู้รับทุนไม่ครบเป้าหมาย 100 ทุนในแต่ละปี จะขยายกลุ่มเป้าหมายในการรับทุน โดยอาจเปิดโอกาสให้นักเรียนไม่จำกัดสังกัดสมัครขอรับทุนได้ หรือพิจารณาให้ทุนที่เหลือกับนักศึกษาที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน

28.วิชาชีพเลือกเสรีสำหรับนักเรียน

กทม.จะพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพเลือกเสรีให้กับนักเรียนระดับมัธยมใน กทม.โดย

– พัฒนาวิชาเลือกร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ เช่น สถาบันอุดมศึกษา สถาบันอาชีวะ โรงเรียนฝึกอาชีพ / ศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. และองค์กรเอกชนต่าง ๆ  วิชาที่ควรขยายผลเบื้องต้น เช่น

1. วิชาการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) – พัฒนาความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ ตั้งแต่การผลิต การจัดการสินค้าและบริการ การขาย การตลาดทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาษี

2. วิชาการเงินส่วนบุคคลและบัญชีครัวเรือน – ให้ความรู้เกี่ยวความรู้ความเข้าใจทางการเงิน เช่น การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย การวางแผนทางการเงินในวัยต่าง ๆ การออมและการลงทุนการสร้างอิสรภาพทางการเงินของตนเองและครอบครัว เช่น

3. สอนเกี่ยวกับภาษีเงินได้ การประกันชีวิต การลงทุนประเภทต่าง ๆ

4. วิชาชีพอุตสาหกรรม (ช่าง) – สอนเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานในการเป็นประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

5. วิชาคหกรรม เช่น  การทำอาหาร งานประดิษฐ์ งานฝีมือ งานบริการต่าง ๆ  เช่นการทำอาหารไทย อาหารต่างชาติ การอบขนม เป็นต้น

– กำหนดให้วิชาเหล่านี้เป็นวิชาเลือกให้กับนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. โดยที่การเรียนวิชาเหล่านี้จะถูกนำไปคิดเกรดของนักเรียนด้วย (โดยจะเน้นพัฒนาที่ระดับชั้นมัธยมปลายก่อนแล้วจึงขยายไปยังมัธยมต้นในวิชาที่เหมาะสม)

– ปรับเพิ่ม – ลดรายวิชาเลือกเพิ่มเติมตามความสนใจของนักเรียนในแต่ละปีเพื่อให้หลักสูตรมีความเป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงานอยู่เสมอ

29.หลักสูตรการเรียนรวม คือการศึกษาสำหรับทุกคน

กทม.จะ

– เพิ่มทรัพยากร เพิ่มบุคลากรในโครงการจัดการศึกษาพิเศษ เช่น ครูการศึกษาพิเศษ ครูล่าม เป็นต้น

– เพิ่มองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาและการดูแลเด็กพิเศษให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

– สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรร่วมกับนักเรียนคนอื่น ๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกแปลกแยก

– ให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ปกครองถึงการยอมรับความช่วยเหลือและการรักษาที่ถูกต้อง

– สนับสนุนเครือข่ายของผู้ปกครองเด็กพิการเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความช่วยเหลือ และประสบการณ์การเลี้ยงดูบุตร

คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ขอบคุณข้อมูลจาก

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อัพเดทล่าสุด! ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล 2022 รวม 60 แห่ง

6 ประเภท “โรงเรียนประถม” ที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนสมัครเรียน!

10 “โรงเรียนอนุบาล” ยอดนิยมพร้อมหลักสูตร ปี 2565