การเลือกขวดนม

แนะวิธี การเลือกขวดนม จุกนม ให้ลูกแรกเกิดที่ดีและปลอดภัย

Super Nanny Ep. นี้แนะนำวิธี การเลือกขวดนม และ จุกนม ให้ลูกแรกเกิด เพราะขวดนมและจุกนมในท้องตลาดมีมากมายหลายแบบ และราคาก็มีตั้งแต่หลักไม่กี่สิบบาทไปจนถึงหลักหลายร้อยบาท จะเลือกแบบไหนดี หรือ ต้องดูที่เรื่องใดบ้าง #SuperNanny มีวิธี การเลือกขวดนม มาฝากค่ะ

แนะวิธี การเลือกขวดนม จุกนม ให้ลูกแรกเกิดที่ดีและปลอดภัย

หากพูดถึงาพูดถึง ของใช้เด็กอ่อน สำหรับลูกน้อย มีหลายสิ่งที่คุณแม่หลายคนมักมองข้ามความสำคัญนั่นก็คือ ขวดนม และ จุกนม เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การป้อนนมไม่ว่าจะเป็นทั้งนมแม่ หรือนมผสม ซึ่ง การเลือกขวดนม หรือ จุกนม ที่ดีและปลอดภัยกับลูกน้อย คือต้องเป็นแบบ BPA Free หรือ BPA 0% (อ่านต่อ “BPA free สำคัญต่อลูกน้อยอย่างไร?)

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาจากวัสดุที่นำมาผลิตด้วย ซึ่งในปัจจุบันขวดนมส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติก แต่ขวดพลาสติกก็มีหลายแบบทั้งขวดใส ขวดขาวขุ่น ขวดสีชา ขวดสีน้ำผึ้ง และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจก่อนว่า การที่เด็กดูดนมจากน้ำนมจะไหลออกก็ต่อเมื่อ ปากของเด็กทำการกระตุ้นแต่การดูดจากขวดนั้น น้ำนมจะไหลอยู่ตลอดเวลา จึงอาจจะทำให้เด็กเกิดสำลักน้ำนมได้ ดังนั้น จะต้องมีการฝึกให้เด็กดูดนมจากขวดให้ชินเสียก่อน เพราะเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เด็กจะสามารถใช้เหงือกกัดไม่ให้น้ำนมไหลออกจากจุกได้

โดยควรเริ่มจากการเลือกลักษณะของจุกนมที่มีมาตรฐาน จะต้องเลือกขนาดของจุกนมให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย ซึ่งในเด็กแรกเกิดอาจจะเลือกที่ไซต์ s ก็ถือว่าเพียงพอ เพราะหากเลือกขนาดที่ไม่เหมาะสม จะทำให้น้ำนมไหลเข้าปากเด็กเร็วเกินไป ทั้งนี้ขวดนมเด็ก แต่ละประเภท ต่างก็มีลักษณะการใช้งาน และมีอายุการใช้งานที่ต่างกัน โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถดูรายละเอียดเทคนิค การเลือกขวดนม และ จุกนม ให้ลูกแรกเกิด จาก Super Nanny ได้ที่คลิปด้านล่างนี้เลยค่ะ

คลิปวีดีโอจาก : Amarin Baby & Kids

การเลือกขวดนม 

1. ขวดนมประเภทพลาสติก PP ผลิตจากวัสดุ Polypropylene

เนื้อพลาสติกจะมีสีกึ่งโปร่งใส หรือสีขาวขุ่น สามารถทนอุณหภูมิ -20 – 110 ˚C และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 6 เดือน ขึ้นกับการดูแลรักษา และและอาจเหลือ 3 เดือนถ้านึ่งหรือต้มบ่อยเกินไปความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

2. ขวดนมประเภทพลาสติก PES ผลิตจากวัสดุ Polyethersulfone

เนื้อพลาสติกออกสีน้ำผึ้ง หรือสีชา สามารถทนอุณหภูมิ -50 – 180 ˚C และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นกับการดูแลรักษา และความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

3. ขวดนม PPSU ผลิตจากวัสดุ polyphenylsulfone

ขวดสีน้ำตาลอ่อน เช่น ขวดนมสีชา สามารถทนอุณหภูมิ -50 – 180 ˚C และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 8 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นกับการดูแลรักษา และความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

4. ขวดนมแก้ว

สุดคุ้มมีความนิยมน้อย แต่มีอายุการใช้งานไม่จำกัด จนกว่าจะแตกหรือมีรอยขูดข่วน ทั้งยังลดความเสี่ยงจากสาร BPA ในพลาสติกเมื่อถูกความร้อน ซึ่งมีข้อเสียคือ มีน้ำหนักมากกว่า ตกแตกได้ง่าย ราคาแพงกว่า และมีไม่กี่ยี่ห้อให้เลือก

วิธีการดูแลรักษาทำความสะอาดขวดนมและจุกนม

การทำความสะอาดขวดนมและจุกนม สิ่งสำคัญคือเลือกใช้ชนิดที่แปรงทำความสะอาดได้ทั่วถึง ขจัดคราบนมที่ติดค้างในขวดได้หมด ขวดแก้วนั้นเหมาะกับทารกวัยอ่อนที่คุณแม่ยังถือขวดนมให้ดูด เพราะทำความสะอาดง่าย ทนทาน แต่มีน้ำหนักมาก เด็กยังดูดนมไม่มาก เลือกเป็นขวดแก้วขนาดไม่เกิน 4 ออนซ์ก็พอ ถ้าหากทารกโตขึ้นประมาณ 4-5 เดือนและถือขวดนมเองได้แล้วควรเลือกขวดนมพลาสติกคุณภาพดีขนาดใหญ่ขึ้น คือ 8 ออนซ์ จำนวนที่ควรหาซื้อไว้คือ 3-4 ขวด เพื่อให้พอใช้ใน 1 วัน แต่ต้องล้างขวดไปทุกมื้อหลังใช้งาน

การดูแลรักษาทำความสะอาดขวดนมและจุกนม

การล้างขวดนม เติมน้ำเปล่าลงในขวดแล้วใช้แปรงถู แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า มองดูว่าหมดคราบหรือยัง จากนั้นนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค อย่าเอาไปต้มโดยไม่ได้ล้าง เพราะอาจทำให้การฆ่าเชื้อโรคไม่ดีพอ และเกิดคราบสกปรกที่ขวดนม มองดูไม่สะอาด ไม่น่าดู เมื่อคว่ำขวดนมที่ผ่านการต้ม รอจนขวดนมแห้งจึงนำมาผสมนมสำหรับให้ลูกดื่ม

ไม่ว่าจะใช้ขวดนมและจุกนมที่มีราคาถูกหรือแพง ควรดูแลรักษาให้ถูกวิธี หากเลือกขวดราคาแพง ควรถนอม ด้วยการล้างขวดนมด้วยแปรงขนนิ่ม ฟองน้ำ หรือแปรงซิลิโคน เพื่อให้การใช้งานได้นานขึ้น

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม

ไขข้อสงสัย! ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม?

ถึงแม้ลูกจะไม่สบาย แต่พลังยังเยอะอยู่ วิ่งเล่นซะหัวเปียก เหนียวเนื้อตัวไปหมด จนอยากจะอาบน้ำทำความสะอาด แต่ติดที่ไม่สบายอยู่นี่สิ ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม? ที่นี่มีคำตอบค่ะ

ไขข้อสงสัย! ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม?

ผู้ใหญ่มักจะสอนกันมาว่าเมื่อลูกมีไข้ ไม่ควรอาบน้ำ เดี๋ยวไข้จะกลับ! แต่สำหรับเด็กที่ป่วยหลาย ๆ วัน หรือรู้สึกเหนียวเนื้อตัวเมื่อไม่สบาย เชื่อว่าคนเป็นแม่อย่างเรา ๆ ก็อยากจะอาบน้ำสระผมให้ลูกเป็นธรรมดา แต่ก็กลัวไข้จะขึ้นสูงอีก ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำบทความจากคุณหมอ มาไขข้อสงสัยกันว่า ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม?

เป็นหวัดอาบน้ำได้ไหม
เมื่อลูกมีไข้ พ่อแม่ควรสังเกตอาการว่ามีอาการอื่น ๆ ร่วมกับไข้หรือไม่

วิธีการดูแลเด็กเป็นไข้

ก่อนอื่นต้องแยกประเภทของไข้กันก่อนว่าลูกเป็นไข้ธรรมดา  หรือ ไข้รุนแรง (รักษายากต้องให้แพทย์ดูแล เช่น อาเจียนมาก ซึม มีผื่นจ้ำตามตัวมาก ชัก ไอหอบ เจ็บคอ เจ็บหู อุจจาระร่วง ปวดศีรษะมาก) ซึ่งหากลูกเป็นมีอาการที่คล้ายกับไข้รุนแรง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน แต่สำหรับไข้ธรรมดา ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอันตรายอะไร สามารถดูแลและบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้เองที่บ้าน สามารถหายได้ภายใน 2-3 วัน (แต่หากไม่หายภายใน 3 วัน หรือมีอาการที่บ่งบอกว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนจะทำให้เป็นไข้รุนแรง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เช่นกัน) โดยอาการเป็นไข้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรค และเป็นกระบวนการรักษาตัวเองของร่างกายตามธรรมชาติ และเป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นเพื่อเตือนว่าได้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นต่อร่างกาย ดังนั้น หากลูกเป็นไข้ธรรมดา มีวิธีการดูแลเด็กเป็นไข้ ดังนี้

  • ควรให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการขาดน้ำที่เสียไปจากการมีไข้ เมื่อมีไข้ อุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงขึ้น ทำให้ร่างกายขับคาร์บอนไดออกไซด์และรับเอาออกซิเจนเข้ามาในร่างกายมากขึ้น ทำให้หายใจเร็วขึ้น และทุกครั้งที่หายใจ ร่างกายก็จะปล่อยความชื้นออกมา ทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้นนั่นเอง
  • ไม่ควรสวมเสื้อผ้าและห่มผ้าหนาจนเกินไป เพราะความร้อนจะระบายออกจากตัวลูกไม่ได้ ไข้จะยิ่งสูงขึ้น
  • นอนในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าอากาศร้อนมากจะเปิดพัดลมหรือเปิดเครื่องปรับอากาศก็ได้ แต่ไม่ควรเปิดพัดลมจ่อที่ตัวและอย่าเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจนเกินไป
  • การใช้ยาลดไข้ ในกรณีที่ไข้สูงเกิน 37.8°C ควรให้รับประทานยาลดไข้ ได้แก่ พาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาลดไข้ติดต่อกันเกิน 3 วัน  หากมีไข้เกินกว่า 3 วัน ควรพามาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุไข้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม? 

ตามผัวกลับบ้าน

แชร์วิธีใช้ “ไลน์แมน” ตามผัวกลับบ้าน ฉบับเมีย 2019

เรื่องจริงจากผู้ใช้เฟสบุ๊ค Pattaraporn Ple Namnoun ที่ใช้ ไลน์แมน ตามผัวกลับบ้าน ยืนยันใช้จริง จ่ายจริง ไลน์แมนได้ไปตามจริง แต่สามีกลับมาถึงบ้านก่อน

แชร์วิธีใช้ “ไลน์แมน” ตามผัวกลับบ้าน ฉบับเมีย 2019

เมื่อสามียังไม่กลับบ้าน โทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่อ่าน คุณ Pattaraporn Ple Namnoun จึงได้ใช้แอพ ไลน์แมน ให้ไป ตามผัวกลับบ้าน และเมื่อไม่ถึง 5 นาทีสามีก็กลับมาถึงบ้านทันที คุณแม่จึงมาโพสแชร์เรื่องราวว่าใช้ไลน์แมน ตามผัวกลับบ้าน นั้นได้ผลจริง ดังนี้

ใช่คะเมื่อผัวยังไม่กลับบ้าน โทรไปไม่รับ ไลน์ไปไม่อ่าน😡😡😡

ใช้LINEMANตามสิคะ รูปพรรณสัณฐานชันเจน เหมือนตามจับโจร

คุยเสร็จเรียบร้อย ผ่านไป5นาที ได้ยินเสียงรถมันมาแต่ไกล ใช่คะมันกลับมาแล้ว ดงทอง😆😆

200บาท บริการประทับใจ🤣🤣

#ไลน์แมนตามหาผัว

โดยหลังจากแชร์เรื่องราวดังกล่าว ก็เป็นที่ถกเถียงกันว่าได้มีการเตี๊ยมกันมาก่อนหรือไม่ คุณ Pattaraporn Ple Namnoun จึงได้โพสรีวิวการใช้แอพพลิเคชั่น ไลน์แมน ดังนี้

📣มาคะโพสนี้ แม่จะมาเขียนรีวิว การเรียกไลน์แมน เพราะคนถามเข้ามาเยอะมาก ว่ามีจริงไหม เรียกจริงไหม บางคนนี่ว่าเตี๊ยมกันมั้ง อะไรมั้ง โอ้ยเห็นหลายโพสเลย มาเข้าเรื่องค่ะ (ไม่เคยเขียนรีวิวอะไรเลยทนอ่านให้เข้าใจนะคะ🤣)

  1. เราก็กดเข้า App LINE MAN ปกติ
  2. กดเลือกตรงคำว่า “แมสเซ็นเจอร์”
  3. แอพก็จะขึ้นหน้าตามรูป ก็จะมีข้อมูลให้เรากรอก
ไลน์แมน
วิธีใชัแอพพลิเคชั่นไลน์แมนตามหาสามี

‼️คำว่าผู้ส่ง (ตอนแม่ใช้เรียกให้ไปหาผัว ก็กดไปที่สถานที่ ที่ผัวบอกว่าจะไป คือโต๊ะสนุ๊ก)

ปล. อันนี้คือเราต้องรู้นะว่าผัวไปไหน ไม่ใช่ไม่รู้ ถ้าไม่รู้ไลน์แมนเขาก็ไปตามให้ไม่ได้จ๊ะ👌👌

👍อะก็กดใส่ไป สถานที่ ชื่อเรา เบอร์โทรเรา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แชร์วิธีใช้ “ไลน์แมน” ตามผัวกลับบ้าน ฉบับเมีย 2019

คำนวณวันคลอด

วิธี “คำนวณวันคลอด” ด้วยตัวเอง คำนวณง่ายและแม่นยำ

แม่ท้องหลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าคุณหมอทราบได้อย่างไรว่าลูกจะคลอดออกมาวันไหน และการคำนวณนี้จะแม่นยำแค่ไหน ทีมงานขอแจงรายละเอียดการ คำนวณวันคลอด ให้คุณแม่ได้อ่านกันค่ะ

วิธี “คำนวณวันคลอด” ด้วยตัวเอง คำนวณง่ายและแม่นยำ

การทราบกำหนดคลอดนั้นมีความสำคัญมาก เพราะข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ทราบถึงพัฒนาการของลูกในท้องที่ควรจะเป็นในแต่ละสัปดาห์ ช่วยให้แพทย์กำหนดการตรวจสุขภาพต่าง ๆ ของแม่ท้องและลูกในท้องได้อย่างถูกต้อง และยังช่วยให้แม่ท้องเตรียมตัวในช่วงใกล้คลอดได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

วิธีนับอายุครรภ์

ก่อนจะทราบกำหนดคลอดแม่ท้องต้องทราบอายุครรภ์ก่อน การตั้งครรภ์สำหรับมนุษย์นั้นใช้เวลาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงวันคลอดทั้งสิ้น 40 สัปดาห์ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเป็นสัปดาห์ที่ 1 เหตุผลที่ไม่นับอายุครรภ์เป็นเดือนหรือเป็นวันเพราะว่าในแต่ละเดือนจะมีจำนวนวันไม่เท่ากัน บางเดือนมี 30 วัน บางเดือนมี 31 วัน และในเดือนกุมภาพันธ์มีจำนวนวันเพียง 27-28 วัน ทำให้การ คำนวณวันคลอด นั้นทำได้ยากนั่นเอง

วิธี คำนวณวันคลอด

การคำนวณวันคลอด ข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการใช้คำนวณคือ วันแรกที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย โดยส่วนมากเราจะเคยชินกับการจำว่าประจำเดือนหมดวันสุดท้ายเมื่อไหร่ ทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อน แต่จริง ๆ แล้วข้อมูลที่ใช้นับนั้นคือวันแรกของการมีประจำเดือนต่างหาก เช่น คุณแม่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 1-3 มกราคม ข้อมูลที่จะนำมานับคือวันที่ 1 มกราคม และหากประจำเดือนมาไม่ตรงตามกำหนด ก็ไม่ควรนำมานับ เช่น ในช่วงเดือนมกราคม ประจำเดือนควรจะมาในวันที่ 1 มกราคม แต่กลับเลื่อนไปวันที่ 5-8 มกราคม ข้อมูลที่จำนำมานับในการ คำนวณวันคลอด คือวันที่ 5 มกราคม นั่นเอง

สูตร คำนวณวันคลอด

มีสูตรในการคำนวณวันคลอดแบบง่าย ๆ  อยู่ 2 วิธี ดังนี้

  1. นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายบวกไปอีก 9 เดือน และนับบวกต่อไปอีก 7 วัน ก็จะได้วันกำหนดคลอด สมมติว่า วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายของคุณแม่คือวันที่ 1 มกราคม ก็ให้บวกไปอีก 9 เดือน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม แล้วให้นับบวกต่อไปอีก 7 วัน ดังนั้น กำหนดคลอดของคุณแม่ก็จะตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม
  2. นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายย้อนหลังไป 3 เดือนและนับบวกต่อไปอีก 7 วัน ก็จะได้วันกำหนดคลอด สมมติว่า วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายของคุณแม่คือวันที่ 1 มกราคม ก็ให้นับย้อนหลังไปอีก 3 เดือน คือ ธันวาคม พฤศจิกายน และตุลาคม และนับบวกไปอีก 7 วัน ดังนั้น กำหนดวันคลอดของคุณแม่จะตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม
คำนวณกำหนดคลอด
ภาพจาก : https://medthai.com

จากตารางด้านบนนี้ แถวบน คือ วันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย / แถวล่าง คือ กำหนดวันคลอด โดยสูตรการนับทั้ง 2 วิธีนี้ จะให้ผลเหมือนกัน (แล้วแต่ว่าจะสะดวกนับแบบไหน) เป็นสูตรที่สูติแพทย์และผดุงครรภ์ใช้กันทั่วโลก ซึ่งอาศัยการสังเกตจากประสบการณ์และการทำสถิติการคลอดของคนทั่วโลก แต่จะให้ผลอย่างแม่นยำในกรณีที่คุณแม่จำวันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายได้เท่านั้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ คลอดไม่ตรงกำหนดคลอด ลูกจะปลอดภัยไหม?

คำศัพท์อาการป่วย

ถึงจะป่วยก็ยังสนุกได้ กับ คำศัพท์อาการป่วย น่ารู้

เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กๆที่พ่อแม่ทุกคนต้องเจอ โดยเฉพาะลูกวัยซนที่ไปโรงเรียนแล้ว มีโอกาสจะเจ็บป่วยได้มากกกว่าตอนที่พวกเขายังเป็นเบบี้ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกป่วย แต่เมื่อถึงวันที่ลูกป่วยและต้องพักฟื้นอยู่ที่บ้าน ลูกร็สึกเบื่อหน่ายเพราะเล่นสนุกเหมือนเดิม  ลองเปลี่ยนบรรยากาศวันป่วยๆ ให้ร่าเริงขึ้นด้วยการเล่นบทบาทสมมุติ “คุณหมอกับคนไข้” พร้อมสอดแทรกบทสนทนากับ คำศัพท์อาการป่วย เข้าไปด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์รอบด้านแบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวได้เลย

คำศัพท์อาการป่วย รู้ไว้ใช้คล่อง บอกแล้วรู้เลยว่าหนูป่วยเป็นอะไร

เช่นเดียวกับครอบครัวตระกูลไรท์ ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่พอน้องวิน วินสตันป่วยขึ้นมา กราฟความสนุกก็ลดลงฮวบฮาบทีเดียว อ.คริสแปลงช่วงเวลาที่ลูกชายคนเก่งต้องพักฟื้นอยู่บ้านตลอดทั้งวันให้มีสีสันขึ้นด้วย การเพิ่มพูน คำศัพท์อาการป่วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่เด็กๆต้องพบเจอ

เด็กๆทุกคนต้องรู้จักว่าอาการป่วยที่ตัวเองเป็นอยู่เรียกว่าอะไร เพราะเมื่อป่วยขึ้นมาลูกจะสามารถบอกให้พ่อแม่ คุณครู หรือคนรอบตัวทราบได้ เพื่อจะได้รับการช่วยเหลือ ดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที

จริงๆ เด็กๆไม่จำเป็นต้องรู้ลึกขนาดว่า “ตัวเองเป็นโรคอะไร” แต่ควรสังเกตว่าร่างกายเกิดผิดปกติตรงไหน เจ็บปวดตรงไหนเป็นพิเศษหรือไม่ และสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าตัวเองป่วยหนักแค่ไหน คำศัพท์อาการป่วย จึงเป็นเรื่องสำคัญ

โดยปกติแล้ว หากเป็นอาการป่วยเล็กน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจอาการ และรักษาเบื้องต้นได้ เช่นหากลูกมีไข้หลังจากวัดอุณหภูมิแล้วพบว่า สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ต้องให้กินยาลดไข้ พร้อมกับเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ระหว่างที่พ่อแม่ดูแลลูกน้อย อาจสอนลูกให้พูด คำศัพท์อาการป่วย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปพร้อมๆกันได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งช่วยให้เด็กจำวิธีพูดได้ง่ายขึ้น

คำศัพท์อาการป่วย ของลูกน้อยมีหลายแบบไล่เลียงได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเลยทีเดียว ทั้งปวดหัว ปวดหู ตาแดง มีน้ำมูก จาม ไอ เป็นไข้ ปวดฟัน ปวดหลัง รวมทั้งยังมีคำศัพท์เกี่ยวกับยาและอุปกรณ์สำหรับดูแลรักษายามป่วยน่าเรียนรู้มากมาย มีประโยคและคำศัพท์หลายคำที่คนไทยยังสับสนและใช้กันผิดๆ ซึ่งทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไป เช่น

I am cold  หมายถึง ฉันหนาว ไม่ใช่ เป็นหวัด ประโยคที่ถูกต้องคือ I have a cold

I have a flu หมายถึง ฉันเป็นไข้หวัด ไม่ใช่ เป็นไข้ ประโยคที่ถูกต้องคือ  I have a fever

ทุกครั้งก่อนที่จะสอนประโยคหรือ คำศัพท์อาการป่วย ให้ลูกน้อย พ่อแม่จำเป็นต้องเช็กถูกต้องให้ดีด้วย เพราะหากสอนคำผิดๆไปลูกก็จะนำไปใช้ต่อไม่ถูกด้วย นอกจากนี้คำศัพท์ในหมวดนี้ค่อนข้างยากและยาว ดังนั้นการสอนในครั้งแรกลูกอาจจะยังจำไม่ได้ทั้งหมด พ่อแม่อาจต้องหมั่นฝึกฝน หรือเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น มีนัดคุณหมอที่โรงพยาบาล หรือไปเยี่ยมคนป่วยสามารถสอนเรื่องนี้เพิ่มเติมได้

สำหรับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks กับหนุ่มๆตระกูลไรท์ในอีพีนี้จะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับประโยคที่ใช้สอบถามอาการป่วย คำศัพท์อาการป่วย และวิธีออกเสียงแต่ละทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง พร้อมกับลุ้นกันว่าคุณพ่อคริสจะสามารถเป็นเล่นบทบาทเป็น “คุณหมอคนเก่ง” ตรวจน้องวินรู้ไหมว่า ป่วยเป็นโรคอะไร หรือจริงๆแล้วจะ “ป่วยการเมือง” กันแน่

มาติดตามความสนุกกับ คำศัพท์อาการป่วย กันในตอน 50 คำศัพท์เมื่อลูกป่วย กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

มาทบทวนประโยคและ คำศัพท์อาการป่วย กันอีกครั้งนะคะ

doctor      คุณหมอ

patient    คนไข้

thermometer    เครื่องวัดอุณหภูมิ

influenza    ไข้หวัดใหญ่

snot            ขี้มูกแข็งๆ

booger       ขี้มูก

headache  ปวดหัว

mucus       น้ำมูก

toothache    ปวดฟัน

eackache    ปวดหลัง

earache    ปวดหู

bad stomache / diarrhea  ท้องเสีย

constipation  ท้องผูก

cough   ไอ

sneeze  จาม

medicine    ยา

pill        ยาเม็ด

syringe    กระบอกฉีดยา

Are you sick?/Are you ill?/ Are you ok?    ลูกไม่สบายหรือเปล่า

I am a little bit sick   หนูไม่สบายนิดหน่อย

I am sick/ I am ill    หนูไม่สบาย 

I have to check you   พ่อขอตรวจอาการป่วยหน่อย

measure temperature     วัดอุณหภูมิ

You temperature is  36 C  อุณหภูมิของลูกคือ 36 องศาเซลเซียส

You don’t have a fever   ลูกไม่มีไข้

have a fever   เป็นไข้

have a high temperature  ตัวร้อน

have a flu  เป็นไข้หวัดใหญ่

have a cold  เป็นหวัด

You don’t have a stuffy  nose ลูกไม่คัดจมูก

blow your nose   สั่งน้ำมูก

open your mouth   อ้าปาก

Do you have soar throat  ลูกเจ็บคอหรือเปล่า

Do you have a stomache?  ลูกปวดท้องหรือเปล่า

talke medicine/ pill  กินยา

look after/ take care of your health   ดูแลสุขภาพให้ดี

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ คำศัพท์อาการป่วย ที่ใช้สอนลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

Tags

ขั้นตอนการฝากครรภ์

แจงละเอียด! ขั้นตอนการฝากครรภ์ เตรียมตัวอย่างไร? ทำอะไรบ้าง?

สำหรับแม่มือใหม่ที่เมื่อรู้ว่ากำลังมีลูกน้อยมาอยู่ในท้องแล้ว ก็มักจะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องไปฝากครรภ์ที่ไหน? เมื่อไหร่? ทำอย่างไร? ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง? ที่นี่มี ขั้นตอนการฝากครรภ์ อย่างละเอียดมาฝากค่ะ

แจงละเอียด! ขั้นตอนการฝากครรภ์ เตรียมตัวอย่างไร? ทำอะไรบ้าง?

ฝากครรภ์ คืออะไร?

การฝากครรภ์ คือ การดูแลสุขภาพของลูกในท้องตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ไปจนถึงก่อนคลอดโดยแพทย์ผู้รับฝากครรภ์ เพื่อให้ลูกในท้องมีสุขภาพที่แข็งแรงและปลอดภัย โดยแพทย์จะให้คำแนะนำและตรวจสุขภาพครรภ์ของแม่ท้อง รวมถึงการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของแม่ท้องและลูกในท้อง และรักษาอาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การจ่ายวิตามินเพื่อบำรุงครรภ์ จ่ายยารักษาอาการแพ้ท้องหรืออาการอื่น ๆ เป็นต้น การฝากครรภ์ถือว่าสำคัญมาก แม่ท้องที่ไม่ได้ฝากครรภ์ เสี่ยงต่อการให้กำเนิดบุตรที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าผู้ที่ฝากครรภ์มากถึง 3 เท่า อีกทั้งเด็กที่คลอดออกมานั้นก็เสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าทารกที่มารดาเข้ารับการฝากครรภ์มากถึง 5 เท่า หากผู้ตั้งครรภ์เข้ารับการฝากครรภ์และไปตรวจตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เด็กปลอดภัยได้ กล่าวคือ แพทย์สามารถตรวจเจอความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กและรักษาหรือป้องกันได้ทัน

ฝากครรภ์เมื่อไรดี?

เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ทันที อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเป็นอันขาด เพราะตลอดช่วงของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่สำคัญ แม่ท้องจะต้องไปฝากครรภ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยแพทย์จะนัดเป็นระยะตามความเหมาะสมจนกระทั่งคลอด โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่า หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจครรภ์อย่างน้อย 5 ครั้ง ตลอดระยะการตั้งครรภ์

ฝากครรภ์
ขั้นตอนการฝากครรภ์ ในครั้งแรก คุณหมอจะสอบถามประวัติของคุณพ่อและคุณแม่โดยละเอียด

ฝากครรภ์ที่ไหนดี?

คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่ คุณหมอจะเริ่มนัดให้มาตรวจดูครรภ์บ่อยขึ้น ทำให้อาจจะมีปัญหาในการเดินทางได้

Tips : ควรเลือกสถานที่ฝากครรภ์ที่เดินทางได้สะดวกที่สุด เผื่อในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินใด ๆ คุณแม่ก็จะสามารถไปถึงมือคุณหมอได้ทัน และไม่ต้องกังวลว่าหากฝากครรภ์ที่นี่จะต้องคลอดที่นี่ เพราะสถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้ค่ะ

การเตรียมตัวและการเตรียมเอกสารเมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรก

  • บัตรประชาชนของคุณแม่ และคุณพ่อ
  • ประวัติการเจ็บป่วย การแพ้ยา การคลอดลูก โรคประจำตัว การแท้งบุตร ประวัติความเสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรม
  • ข้อมูลการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย

 

อ่านต่อ ขั้นตอนการฝากครรภ์ ในแต่ละครั้ง

ทำความเข้าใจ เด็กไม่กินผัก และวิธีฝึกลูกกินผักที่ได้ผลดี ไม่ต้องบังคับ

เด็กไม่กินผัก เพราะธรรมชาติของเด็กที่ชอบรสชาติหวานมากกว่ารสชาติขม ผัก (บางชนิด) ซึ่งมีรสขม แต่กลับมีประโยชน์มหาศาล พ่อแม่อย่างเราจะทำอย่างไรดีให้ลูกหันมาทานผัก

ทำความเข้าใจ เด็กไม่กินผัก และวิธีฝึกลูกกินผักที่ได้ผลดี ไม่ต้องบังคับ

ปัญหาเรื่องเด็กไม่กินผักเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กไทยจำนวนมาก โดยทางสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเปิดเผยว่า เด็กไทยกว่า 90% กินผักผลไม้น้อย จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยด้านโภชนากา พบว่าผู้หญิงไทย 18.5% หรือ 4 ล้านกว่าคนจากทั้งหมดกว่า 21 ล้านคน ที่กินผักผลไม้ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด คือ 400-600 กรัมต่อวัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี พบว่า มีเพียง 6.8% หรือ 3 แสนคนเท่านั้น ที่กินผักผลไม้ได้ตามเกณฑ์ และนั่นหมายความว่า เด็กยิ่งเล็กยิ่งบริโภคผักน้อยลงไปอีก

และหากประเทศไทยไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ จะต้องแบกรับภาระจากปัญหาสุขภาพในระยะยาว มีรายงานว่า 19% ของโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร, 31% ของโรคหัวใจขาดเลือด และ 11% ของโรคหลอดเลือดสมอง มีสาเหตุมาจากการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ แต่เนื่องจากปัจจุบัน พบว่า ผู้เป็นแม่ก็มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมการกินผักและผลไม้เช่นกัน ฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตัวเองและครอบครัวให้ได้ก่อน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ในการปลูกฝังและฝึกฝนให้ลูกได้กินผักและผลไม้ที่หลากหลายตั้งแต่วัยทารก ก็จะส่งผลให้ลูกสามารถกินผักและผลไม้ได้หลากหลายเมื่อโตขึ้น

ลูกไม่กินผัก
ปัญหา เด็กไม่กินผัก เกิดจากพ่อแม่

ทำความเข้าใจ เด็กไม่กินผัก

ลักษณะของ เด็กไม่กินผัก สามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

  • พฤติกรรมเลือกกินแบบปกติ (Normal Picky Eating) มักเริ่มปรากฏในเด็กอายุระหว่าง 18 เดือนถึง 3 ปี โดยเหตุผลที่เด็กเลือกรับประทานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยความชอบของเป็นหลัก ซึ่งในทางการแพทย์ไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าหนักใจ เพราะเป็นอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการเจริญเติบโตของเด็ก นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งของพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบปกติ อาจเกิดจากอาการกลัวสิ่งใหม่ (Neophobia) ซึ่งส่งผลให้เด็กไม่กล้ารับประทานสิ่งที่ตนไม่คุ้นเคย
  • พฤติกรรมเลือกกินแบบผิดปกติ (Selective Eating Disorder) เด็กจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 4 ปี และอาจมีอาการเรื่อยไปจนโต ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้มีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เด็กจึงต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ สำหรับเหตุผลที่เด็กเลือกรับประทานอาหารนั้นเกิดจากความไม่ชอบที่เนื้อผิว รสชาติ รวมทั้งกลิ่น และที่สำคัญ เด็กจะไม่ยอมรับประทานอาหารที่ไม่ชอบหรือไม่คุ้นเคยเด็ดขาด แม้จะหิวก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ลูกไม่ยอมกินผัก เช่น พฤติกรรมการเลียนแบบของลูก ที่เห็นพ่อแม่ไม่ทานผัก จึงไม่ชอบที่จะทานผักตาม และอีกสาเหตุคือ ผักมีรสชาติขม เด็กไม่ชอบทานรสขม จึงไม่ยอมทานผัก เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เด็กไม่กินผัก อันตรายแค่ไหน? แก้ปัญหาได้อย่างไร?

วิตามินคนท้อง

10 วิตามินคนท้อง ที่ควรกินเพื่อบำรุงแม่และลูกในท้อง

วิตามินคนท้อง เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การทานวิตามิน ก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม่ท้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกในท้องและตัวแม่ท้องเอง

10 วิตามินคนท้อง ที่ควรกินเพื่อบำรุงแม่และลูกในท้อง

ในช่วงเวลาที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ร่างกายของแม่ท้องต้องการสารอาหารที่มากขึ้น ในแม่ท้องบางคน ที่อาจแพ้ท้องจนทานได้ไม่เยอะ หรืออาจจทานอาหารได้ไม่หลากหลาย จนทำให้ได้รับสารอหาารไม่เพียงพอกับที่ร่างกายของแม่ท้องและลูกในท้องต้องการ การทาน วิตามินคนท้อง จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้แม่ท้องมั่นใจว่าได้รับสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของลูกในท้อง มาดูกันค่ะ ว่ามีวิตามินอะไรบ้างที่แม่ท้องควรกิน

  1. กรดโฟลิก

กรดโฟลิก ถือเป็นวิตามินที่สำคัญที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์ เนื่องจากกรดโฟลิกจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในทารกในครรภ์ ซึ่งหากเกิดภาวะนี้ จะทำให้การพัฒนากระดูกหลังหรือไขสันหลังในทารกไม่สมบูร๕์ และยังทำให้การพัฒนาของสมองส่วนสำคัญของทารกไม่สมบูรณ์อีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทารกที่คลอดออกมาพิการหรือมีชีวิตไม่ยืนยาวได้

ปริมาณของกรดโฟลิกที่หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับต่อวันคือ 400 ไมโครกรัมในช่วงก่อนการตั้งครรภ์ตลอดไปจนถึง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และ 600 ไมโครกรัมในช่วงเดือนที่ 4-9 ของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังควรทานกรดโฟลิกตลอดไปจนถึงช่วงของการให้นมบุตร โดยควรทาน 500 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินสำหรับคนท้อง
วิตามินคนท้อง มีส่วนช่วยให้แม่ท้องได้รับสารอาหารที่่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

2. ธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจาง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ โดยโรคโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์นั้นมักเกิดจากการที่ร่างกายขาดธาตุเหล็กนั่นเอง หากแม่ท้องขาดธาตุเหล็กระหว่างตั้งครรภ์ จะส่งผลกระทบหลายอย่างต่อลูกในท้อง ดังนี้  เพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย ลูกในครรภ์มีโลหิตจาง หากโลหิตจางมาก อาจทำให้เกิดน้ำคร่ำน้อย ซึ่งทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ได้ นอกจากนั้นยังอาจเกิดอันตรายกับมารดาในช่วงคลอด เพราะอาจตกเลือดจนเสียชีวิตได้ค่ะ

การตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของโรคโลหิตจางได้ เนื่องจากในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ น้ำเหลือง (พลาสม่า) จะเพิ่มมากกว่าเม็ดเลือดแดง ทำให้เสมือนว่าเม็ดเลือดแดงซึ่งอยู่ในน้ำเหลืองมีจำนวนน้อยลง อีกทั้งธาตุเหล็กจากการรับประทานอาหารมักไม่เพียงพอ เนื่องจากแม่ท้องต้องการธาตุเหล็กมากกว่าคนปกติ เพื่อเสริมสร้างส่วนของทารกและส่วนของมารดา โดยแม่ท้องต้องการธาตุเหล็กตลอดการตั้งครรภ์จำนวน 1,000 มิลลิกรัม โดยจำนวน 300 มิลลิกรัม ไปสร้างส่วนที่เป็นรกและทารก จำนวน 500 มิลลิกรัม ไปเพิ่มส่วนที่เป็นโลหิตของแม่ และจำนวน 200 มิลลิกรัม ถูกขับออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ ดังนั้นคนท้องทุกคน จึงต้องเสริมธาตุเหล็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 10 วิตามินคนท้อง ที่ควรกินเพื่อบำรุงแม่และลูกในท้อง

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม ส่งผลอะไรกับลูกหรือไม่!

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม แม่ท้องกินทุเรียน ได้หรือเปล่าสำหรับแม่ท้อง หากคุณกำลังสงสัยว่า กินทุเรียนตอนท้องได้ไหม กินแล้วจะอันตรายต่อลูกในท้อง หรือแม่ท้องเองจะเป็นอะไรไหม Amarin Baby & Kids มีคำตอบของเรื่องนี้ค่ะ!

ไขข้อสงสัย? คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

จากคำถามที่ว่า… คนท้องกินทุเรียนได้ไหม กินทุเรียนตอนท้องได้ไหม เพราะเมื่อตั้งครรภ์ คุณแม่หลายๆ คนก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ต้องศึกษาดูดีๆว่าอะไรที่มีผลต่อลูกน้อยในท้องบ้าง ยิ่งในช่วงแพ้ท้องยิ่งอยากกินนู่นกินนี่เป็นพิเศษ แล้วถ้าเกิด แม่ท้องอยากกินทุเรียน ล่ะ … จะกินได้ไหม คนท้องกินทุเรียนได้ตอนไหน หรือ กินทุเรียนตอนท้อง แล้วจะส่งผลกระทบอะไรต่อลูกน้อยหรือไม่

บ้างก็ว่า “กินได้” เพราะทุเรียนมีวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อลูกน้อยมากมาย แต่บ้างก็ว่า “ไม่ควรกิน” เพราะจะส่งผลเสียต่อเด็กมากกว่า … มาค่ะหาก แม่ท้องอยากกินทุเรียน ตามมาทำความเข้าใจกันก่อน ว่าที่จริงแล้ว “ทุเรียน” มีฤทธิ์อย่างไร และจะส่งผลอะไรต่อร่างกายแม่และลูกในครรภ์ได้บ้างคนท้องกินทุเรียนได้ไหมมีอะไรใน “ทุเรียน”
ทุเรียน ผลไม้ที่เหลืองนวล รสชาติหวานและมาพร้อมกับกลิ่นเฉพาะ ซึ่งจากการวิจัยผลบอกว่า… ทุเรียน เป็นราชาแห่งผลไม้ ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น คาร์โบไฮเดรต ที่ให้พลังงาน โพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกาย ฟอสฟอรัส ไขมัน ใยอาหารช่วยดักจับไขมันในร่างกาย วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเล็บ ผมและผิวหนัง การสังเคราะห์และพัฒนาสารพันธุกรรม (DNA และ RNA) รวมไปถึงมีวิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย และโฟเลต

โฟเลต วิตามินวิเศษสำหรับแม่ท้อง

ซึ่ง โฟเลต ที่มีอยู่ในทุเรียน ก็ถือเป็นวิตามินวิเศษที่จะช่วยทำให้เซลล์ตัวอ่อนเจริญเติบโตอย่างเป็นปกติ ป้องกันความพิการแต่กำเนิดของทารก ลดภาวะอาการดาวน์ซินโดรม หลอดประสาทไม่ปิด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่ แขนขาพิการแต่กำเนิด

อ่าน >> ประโยชน์และข้อควรระวังในการกินทุเรียน” คลิกหน้า 2

แจกฟรี! ไฟล์ ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เริ่มจากลากเส้นจนเขียนเป็นคำได้

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เป็นอีกหนึ่งทักษะที่เด็กวัยเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจะต้องฝึกฝน เพราะเป็นหนึ่งในทักษะจำเป็นสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องมีทั้งฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับตัวอักษร A-Z ก่อนจะต่อยอดสู่การจดจำและเขียนคำศัพท์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง

แจกฟรีไฟล์ ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับวัยอนุบาล ดาวน์โหลดได้เลย

การที่เราจะผลักดันให้ลูกโตขึ้นเป็นเด็กเก่งและดีได้ จะต้องผ่านแบบฝึกหัดหลากหลายแบบทั้งในชีวิตประจำวันและโรงเรียน ซึ่งนอกจากบทเรียนต่างๆที่ลูกจะได้เรียนรู้จากคุณครูในห้องแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรหาแบบฝึกหัดต่างๆให้ลูกได้ลองทำจนเกิดความชำนาญและนำสิ่งที่ฝึกฝนไปใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เช่นเมื่อลูกได้ ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ ก็จะจดคำศัพท์ได้แม่นยำขึ้น เมื่อลูกพบเจอคำศัพท์นั้นในหนังสือจะรู้ความหมายได้ทันที เป็นต้น

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ

ลูกทำแบบฝึกหัดดีอย่างไร

การจัดแบบฝึกหัดสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นหนึ่งในวิธีเตรียมความพร้อมให้เด็กมีพัฒนากรและทักษะต่างๆตามวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย (อนุบาล) พุทธศักราช 2546 ข้อหนึ่งกำหนดให้ต้องสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้คล่องแคล่ว พร้อมทำงานประสานกับสมองและประสาทสัมผัสกัน

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ

เมื่อลูก ฝึกเขียนภาษาอังกฤษหรือทำแบบฝึกหัดในแต่ละครั้งจะช่วยพัฒนาความพร้อมทั้งร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาได้ดี เพราะการทำแบบฝึกหัดเป็นประจำและต่อเนื่องช่วยฝึกความมีวินัย ความรับผิดชอบ และรู้จักควบคุมตัวเองจนสำเร็จ  ที่สำคัญยังช่วยให้ลูกสามารถเชื่อมโยงความรู้จากห้องเรียนมาปรับใช้ได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกแบบฝึกหัดต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยและพัฒนาของเด็กเป็นสำคัญ เพราะเด็กที่ทำแบบฝึกหัดที่ยากเกินความสามารถมีแนวโน้มที่จะเบื่อการเรียน และทำให้ผลคะแนนต่ำกว่าเด็กที่ฝึกทำแบบฝึกหัดตามวัย แม้จะขัดกับความรู้สึกของผู้ปกครองที่อยากให้บุตรหลานเก่งไวๆ แต่การอดทนรอให้ลูกค่อยๆพัฒนาตัวเองนั้นได้ผลดีมากขึ้นเมื่อลูกเรียนในชั้นสูงขึ้นไป

อ่านต่อวิธีเลือกแบบฝึกหัดให้ลูก พร้อมไฟล์ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ หน้า2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รับของทดลองใช้ฟรี

รวมลิงก์เว็บไซต์สำหรับลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี! เพื่อคุณแม่และลูกน้อยโดยเฉพาะ

รับของทดลองใช้ฟรี เมื่อลงทะเบียน ! โดยให้ คุณแม่สมัคร เพื่อรับตัวอย่างสินค้าทดลองต่างๆ ของลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง มาลองใช้ฟรี สิทธิประโยชน์พิเศษแบบนี้ เป็นเรื่องที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรพลาด เพราะเมื่อคลอดออกมาแล้วมีข้าวของเครื่องใช้ของคุณแม่และลูกน้อยจำนวนมากที่คุณแม่ต้องหาซื้อ หากได้สินค้านั้น ๆ มาทดลองใช้ก่อนก็จะช่วยให้คุณแม่พิจารณาตัดสินใจการเลือกซื้อของมาใช้จริงให้กับตัวเองและลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ

เว็บไซต์ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี เพื่อคุณแม่และลูกน้อย

รับของทดลองใช้ฟรี

ถือเป็นการดีอยู่แล้ว ที่คุณพ่อคุณแม่จะจัดเตรียมเสื้อผ้าหรือของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อยก่อนคลอดเผื่อไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ครบถ้วนในคราวเดียว เพราะอาจจะเป็นการเร่งตัวเองให้เครียดได้โดยไม่รู้ตัว หรือถ้าซื้อมาไว้มากจนใช้ไม่หมดก็จะเป็นการเปลืองเงินเปล่า ๆ เช่น เสื้อผ้าเด็กอ่อน ซึ่งจะใช้ได้ไม่นานเพราะลูกน้อยนั้นโตเร็วมาก ควรซื้อมาแค่พอใช้ ส่วนเตียงหรือเปลก็ควรเลือกซื้อที่มีขนาดใหญ่หน่อยเพื่อจะใช้ได้หลายปี

ซึ่งทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ใด ๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ต้องนึกถึงความปลอดภัยของลูกมาเป็นอันดับแรก และต้องแน่ใจว่าเหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของลูกน้อยด้วย หากคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมาก่อน การปรึกษากับผู้ที่มีลูกมาแล้วว่าควรซื้ออะไรหรือไม่ซื้ออะไร หรือการได้รับของทดลองมาใช้ก่อน ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้น

♥ บทความแนะนำให้อ่าน : 10 วิธีประหยัดงบเสื้อผ้าลูก
♥ บทความแนะนำให้อ่าน : วิธีเลือกเสื้อผ้าให้ทารกวัย 3 เดือนขึ้นไป

 

ทั้งนี้เนื่องจากตามท้องตลาดทั่วไปก็มีผลิตภัณฑ์ของใช้เพื่อแม่และลูกมากมาย และเพื่อเป็นแนวทางเพื่อให้คุณแม่ได้รู้จักกับสินค้าต่างๆ ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้ทำการรวบรวมเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีการเปิดลงทะเบียน หรือสมัครสมาชิก เพื่อ รับของทดลองใช้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีมากถึง 10 กว่าลิงก์เว็บไซต์ ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่คุณแม่ๆ จะสามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับของทดลองใช้ฟรี!! ไปดูกันเลย

เตรียมของให้ลูกน้อย
เตรียมของให้ลูกน้อย

1. Enfa : คุณแม่สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club *ลุ้นรับ สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท มูลค่า 29,050 บาท จำนวน 2 รางวัล (1 เดือน/ 1 รางวัล) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 – 28 ก.พ. 2565 สำหรับคุณแม่ที่สมัครสมาชิกผ่านทาง www.enfababy.com หรือ แอป A+Genius Baby หรือ ช่องทางออนไลน์ของ Enfa Smart Club โดยจะได้รับ SMS แจ้งตามเบอร์ที่ลงทะเบียนไว้  นอกจากของรางวัลและสิทธิประโยชน์มากมาย เอนฟายังมีเคล็ดลับและเกร็ดความรู้ในการดูแลลูกน้อย จากผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำกับทุกข้อสงสัย และช่วยคลายทุกความกังวลให้คุณแม่ได้ทันทีอีกด้วย

สมัครเลย คลิกลิงก์ ⇓

https://bit.ly/3kjkoLC

enfa สมัครลุ้นรับทองฟรี
enfa สมัครลุ้นรับทองฟรี

 

2.Ensure : ผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการที่หลากหลาย ช่วยให้ด็กเจริญเติบโต มีร่างกายที่แข็งแรง และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างออกไปเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้ใหญ่ และผู้สูงวัยด้วย หากคุณแม่สนใจสามารถลงทะเบียนรับฟรี ผลิตภัณฑ์เอนชัวร์ขนาดทดลอง 53.8 กรัม ส่งตรงถึงบ้านกันเลย

สนใจลงทะเบียน คลิกลิงก์ ⇓

https://ensure.co.th/freesamples

ensure ลงทะบียนรับสินค้าฟรี
ensure ลงทะบียนรับสินค้าฟรี

3. Dumex : ให้คุณแม่สมัครสมาชิกดูเม็กซ์ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ รับฟรี! ชุดของขวัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และของขวัญวันเกิดสำหรับลูกน้อยอายุ 1 ขวบปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย และบริการจากดูเม็กซ์แคร์ไลน์ ที่อยู่เคียงข้าง ตอบทุกข้อสงสัยของคุณแม่ตลอด 24 ชั่วโมง สมัครเลย! (จำนวน 1 ชิ้นต่อครอบครัว ตลอดรายการ)

รับสิทธิพิเศษ เพียงสมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓

https://www.dumex.co.th/Pages/Registration.aspx

4. Huggies : สิทธิพิเศษเพื่อคุณแม่คนพิเศษ สมัครเป็นสมาชิกกับฮักกี้คลับวันนี้ รับฟรีตัวอย่างผ้าอ้อมฮักกี้ และโค้ดส่วนลดเพิ่มเมื่อสมัครครั้งแรก พร้อมทั้งได้รับข้อมูลสำหรับคุณแม่ตลอดทุกที่ทุกเวลา และได้ทราบโปรโมชั่นก่อนใคร

สมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓
www.huggies.co.th/th-th/Auth/register?fs=1

รับของทดลองใช้ฟรี
รับของทดลองใช้ฟรี

5. MamyPoko : ผ้าอ้อมยอดฮิตสำหรับคุณแม่ ใช้ดีแห้งสบายสำหรับลูกน้อย จะมีกิจกรรมดี ๆ พร้อมของแจกของแถม และสิทธิประโยชน์มากมายให้แก่ครอบครัวMamyPoko ยังไงลองอัพเดทติดตามข่าวสารได้เลย

ขอรับสินค้าตัวอย่าง คลิกลิงก์ ⇓
www1.unicharm.co.jp/app/tha/tha/member/mamypoko/simple_entry

***ในส่วนของสินค้าตัวอย่างที่จะแจกทางออนไลน์ของ MamyPoko จะมีกิจกรรมแจกเป็นระยะ ๆ ไม่ได้เปิดตลอด จึงขอให้คุณแม่ๆ สามารถติดตามได้ทางเว้บไซต์ของ MamyPoko ได้โดยตรง

 

6. Nestlé Baby :

เพราะพัฒนาการดี เริ่มต้นที่ 1,000 วันแรก คุณแม่จึงต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องลงทะเบียน รับฟรี! ของขวัญวันเกิดขวบปีแรก โค้ดส่วนลดในการซื้อนม สมาชิกคลับที่มีลูกน้อยวัย 1 ขวบปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน จะได้รับผลิตภัณฑ์นมผงตราหมี โพรเท็กชัน สูตร 3 รสจืด ขนาด 130 กรัม (ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์ขนาดทดลอง”) มูลค่า 49 บาทต่อหนึ่งท่านสมาชิก และของขวัญจะถูกจัดส่งถึงบ้านตามที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้ สำหรับสมาชิกคลับที่มีลูกอายุครบ 1 ปีในเดือน ที่มีการลงทะเบียน

สมัครวันนี้เพื่อรับชุดของขวัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ฟรี คลิกลิงก์ ⇓

https://www.nestlebaby.in.th/user/register

ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี
ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี

7. baby love : คุณแม่ต้องลงทะเบียน กรอกข้อมูลเพื่อรับข่าวสารโปรโมชั่นกับเบบี้เลิฟ และสำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อยแรกเกิด และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ จะได้รับสินค้าตัวอย่างของเบบี้เลิฟ อีซี่เทป จำนวน 2 ชิ้น หรือ เบบี้เลิฟ เพลย์แพ้นท์ พรีเมี่ยม จำนวน 2 ชิ้น

รับของทดลองใช้ฟรี ลงทะเบียน คลิกลิงก์ ⇓
https://babylove.co.th/member

 

8. Anmum : คุณแม่สมัครสมาชิกแอนมัมคลับ เพื่อรับสิทธิพิเศษมากมาย พร้อมรับฟรี! ชุด Welcome Set  และถุงเก็บน้ำนมสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร

สมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓
http://www.anmumthwelcomemom.com

รับของทดลองใช้ฟรี

9. S-26 : สมัครสมาชิก S-Mom Club คุณแม่สมารถรับคำปรึกษาจากทีมพยาบาลวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชม. และรับทันที Welcome Gift Set  1 ชุด

อ่านรายละเอียดและสมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓

www.s-momclub.com/th/register

10. Amarin Baby & Kids

♥♥♥ และสุดท้ายขอแถมอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่มีของดีๆ มาแจกให้กับคุณแม่ๆ ทุกปีกับ Amarin Baby & Kids นั่นเอง ซึ่งนอกจาก Amarin Baby & Kidsจะมีเพจเฟซบุ๊กที่คอยจัดกิจกรรมลุ้นของรางวัลฟรีอยู่ตลอดแล้ว
(ติดตามกิจกรรมแจกของฟรีทาง เพจ Amarin Baby & Kids คลิกที่นี่!! >> ก็ยังมีงาน Amarin Baby & Kids Fair ที่จัดอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละ 4 ครั้ง

และทุกครั้งคุณแม่ทั้งสมาชิกเก่าที่เคยไปร่วมงานแล้ว และสมาชิกใหม่ ก็สามารถลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และแม่ลูกเล็ก รับของทดลองใช้ฟรีของที่ระลึกฟรี ได้ที่หน้างาน และพิเศษลงทะเบียนเข้างานก่อนใครได้

ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี ก่อนตัดสินใจซื้อ
ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี ก่อนตัดสินใจซื้อ

จากลิงก์ รับของทดลองใช้ฟรี ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ทางทีมงานค้นหามาได้ ทั้งนี้หากคุณแม่ๆ ท่านใดมีผลิตภัณฑ์ของเว็บไซต์ใดที่ไปลงทะเบียนรับของมาแล้ว อยากจะแชร์แบ่งปันให้คุณแม่ๆ ท่านอื่นได้ลองใช้กันบ้าง ก็สามารถใส่ภาพหรือข้อมูลลงในช่องแสดงความคิดเห็น หรือ ช่อง comment หน้าเฟสบุ๊คแฟนเพจ Amarin Baby & Kids กันมาได้เลย

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : Poon Pattamaporn

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

ชี้เป้า! รวมลิงก์ ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และแม่ลูกเล็ก โดยเฉพาะ

ของใช้ทารกแรกเกิด 11 อย่างที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

หมอแนะ! 5 การเตรียมตัว เมื่อคุณพ่อ ตั้งใจเข้าห้องคลอด

แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกกินขนมโซเดียมเยอะจน ไตรั่ว!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กล่องนม UHT

ชวนบริจาค กล่องนม UHT กับ โครงการหลังคาเขียว

แม่ ๆ จ๋า… กล่องนม UHT มีค่า ลูกกินหมดแล้ว อย่าเพิ่งทิ้ง! นำไปบริจาคกับ โครงการหลังคาเขียว เพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก โครงการดี ๆ ของพระองค์ภาฯ

โครงการดีๆ ของพระองค์ภาฯ
เปลี่ยน กล่องนม UHT
ให้กลายเป็นหลังคา

บ้านไหนที่ลูกน้อยครบ 1 ขวบ และคุณแม่เริ่มหาซื้อ นมกล่อง UHT มาให้กินแล้ว หากลูกกินหมด อย่าทิ้ง กล่องนม นั้นนะคะ เพราะ กล่องนม UHT หรือ กล่องเครื่องดื่ม UHT  อื่นๆ มีค่าสามารถเอาไปรีไซเคิล เปลี่ยนเป็นหลังคา และนำไปช่วยเหลือชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้สอนลูกน้อยให้หัดช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาท แถมยังเป็นการช่วยฝึกวินัย ฝึกให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และให้ลูกรู้จักใช้ทรัพยาการโลกอย่างคุ้มค่าอีกด้วย

กล่องนม UHT

ซึ่งที่มาของการรับบริจาค กล่องนม UHT มาจาก โครงการหลังคาเขียว หรือ Greenroof เกิดจากการร่วมมือกันของ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทชั้นนำด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกับ บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์รีไซเคิล กล่องเครื่องดื่ม โดย บริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด และ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งมั่นในการดำเนินโครงการรณรงค์เพื่อสนับสนุนการคัดแยกจัดเก็บและรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วให้ประสบความสำเร็จสูงสุด 

ซึ่งกระทำโดยการรวบรวม กล่องนม UHT หรือ กล่องเครื่องดื่ม ที่ใช้แล้วนำไปรีไซเคิลเป็นแผ่นหลังคา เพื่อมอบให้กับ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ให้นำไปใช้ประโยชน์ และมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลนต่อไป

ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2553 และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 ได้จัดตั้งโครงการพิเศษ ภายใต้ชื่อ “หลังคาเขียว เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เทิดพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

อ่านรายละเอียเพิ่มเติมได้ที่นี่ >> www.tetrapak.com
กล่องนม UHT
ขอบคุณภาพจาก : นิตยสาร แพรว ปีที่ 28 ฉบับที่ 654

กว่าจะมาเป็น “หลังคาสีเขียว”

โดย หลังคาเขียว เป็นหลังคาที่ผลิตจากกล่องรีไซเคิลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดย 1 แผ่น มีขนาด 1 x 2.40 เมตร และใช้กล่องเครื่องดื่มประมาณ 2,000 กล่อง ในการผลิต

กล่องนม UHT
กว่าจะมาเป็น “..หลังคาสีเขียว..”

ขอบคุณภาพจาก เพจ greenroof

คุณสมบัติของหลังคาสีเขียว

คุณสมบัติหลังคาจากกล่องนม คือ ทนทาน ไม่แตกหักง่าย ไม่ต้องใช้โครงสร้างหนัก ซึ่งเคยทดสอบโดยผู้ใหญ่ 20 คนขึ้นไปยืนก็ไม่มีปัญหา เพราะหลังคามีความยืดหยุ่น ไม่แตกง่าย และนอกจากนี้ยังทนไฟได้ด้วย

กล่องนม UHT
คุณสมบัติของหลังคาสีเขียว จาก กล่องนม UHT

ขอบคุณภาพจาก เพจ greenroof

 

อ่านต่อ >> “วิธีและขั้นตอนการจัดเก็บกล่องเครื่องดื่มและสถานที่จัดส่ง” คลิกหน้า 2

 

มาร์กี้แอดมิทเตรียมคลอดก่อนกำหนด! เหตุเสี่ยง “ภาวะครรภ์เป็นพิษ”

ภาวะครรภ์เป็นพิษ พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์แฝด โดยว่าที่คุณแม่น้องแฝด มาร์กี้ ราศรี และว่าที่คุณพ่อป๊อก ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ กำลังพบกับภาวะนี้อยู่ จึงต้องแอดมิทเพื่อเตรียมคลอดโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

มาร์กี้แอดมิทเตรียมคลอดก่อนกำหนด! เหตุเสี่ยง “ภาวะครรภ์เป็นพิษ”

ใกล้คลอดเข้าไปทุกที สำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ อย่าง ป๊อก ภัสสรกรณ์ และ มาร์กี้ ราศรี ที่อีกไม่กี่วันก็จะได้พบหน้าลูกแฝด น้องมีก้า และ น้องมีย่า กันแล้ว ซึ่งกำหนดผ่าคลอดในวันที่ 8 เมษายน 2562 ที่จะถึงนี้ แต่ก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด กลับมีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น เมื่อว่าที่คุณแม่มาร์กี้มีอาการปวดเท้ามาก และมีอาการเท้าบวม ว่าที่คุณพ่อป๊อก จึงพา มาร์กี้ ไปหาคุณหมอเพื่อตรวจอย่างละเอียด จึงพบว่า มาร์กี้มีความเสี่ยงต่อ ภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยคุณหมอได้อธิบายว่า แม่ท้องที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษจะมีอาการอยู่ 3 อย่างคือ

  1. ปวดเท้า เท้าบวมมาก
  2. มีโปรตีนในปัสสาวะ
  3. และความดันขึ้น
เท้าบวม
อาการอย่างหนึ่งของภาวะครรภ์เป็นพิษ คือ อาการเท้าบวม ปวดเท้ามาก

แต่มาร์กี้มีอาการเพียง 2 อย่างคือ เท้าบวมและตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ส่วนความดันยังปกติดี จึงยังไม่นับว่าอยู่ในภาวะครรภ์เป็นพิษ แต่เพื่อความปลอดภัย คุณหมอจึงได้แนะนำให้มาร์กี้และป๊อก แอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจวัดความดันทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง และควบคุมอาหารการกิน โดยหากตรวจแล้วเข้าข่ายภาวะครรภ์เป็นพิษเมื่อไหร่ อาจจะต้องพิจารณาผ่าคลอดก่อนกำหนดทันท ซึ่งคุณหมอได้เปิดเผยอีกว่า ครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในเคสท้องแฝด คุณหมอมีความเห็นว่ามีโอกาส 60% ที่จะต้องคลอดก่อนกำหนดเดิมคือวันที่ 8 เมษายน ซึ่ง หนุ่มป๊อก ไปดูฤกษ์มาแล้วสามารถผ่าคลอดตั้งแต่วันที่ 1 3 4 5 6 7 8 9 10 วันไหนก็ได้ตามคุณหมอเห็นสมควรและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่มาร์กี้และน้องมีก้า น้องมีย่า แข็งแรงปลอดภัยทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากรายการ ป๊อกกี้ on the run

ภาวะครรภ์เป็นพิษ คืออะไร?

ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ และอาจมีความเสี่ยงทำให้เสียชีวิตได้ โดยสามารถพบได้ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดี ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ตั้งครรภ์ในขณะอายุน้อยกว่า 20 ปี หรือมากกว่า 35 ปี เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ตั้งครรภ์แฝด เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษหรือโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัว มีการตั้งครรภ์โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ มีภาวะเลือดแข็งตัวง่าย และมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไต เบาหวาน โรคแพ้ภูมิตนเอง (SLE) ข้ออักเสบรูมาตอยด์

ภาวะครรภ์เป็นพิษมีอาการอย่างไร?

สาเหตุของภาวะครรภ์เป็นพิษยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการพัฒนาของรกที่ผิดปกติ โดยทั่วไปภาวะครรภ์เป็นพิษมักเกิดหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์จนถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด ส่วนใหญ่จะพบภาวะนี้หลังอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ โดยจะมีรอาการบวมน้ำ อาการบวมตามมือและเท้า ความดันโลหิตสูง ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัมทุกสัปดาห์ อาการจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาจมีอาการสั่นหรือสับสน สภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง คลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว เมื่อยล้า ปวดท้อง หรือหายใจถี่ ๆ

ผลกระทบต่อแม่ท้องและลูกในท้อง

แม่ท้องส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมี ภาวะครรภ์เป็นพิษ จึงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์เสียชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดในคุณแม่ตั้งครรภ์ ได้แก่ ชัก การทำงานของไตผิดปกติหรือไตวาย ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด มีเลือดออกในระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะเลือดออกในสมอง น้ำท่วมปอด ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับทารก ได้แก่ ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ทารกแรกคลอดน้ำหนักตัวน้อย ทารกคลอดก่อนกำหนด และทารกเสียชีวิตในครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษ
การพบหมอตามนัดทุกครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษที่รุนแรง

มีวิธีรักษาอย่างไร?

วิธีเดียวที่จะแก้ภาวะครรภ์เป็นพิษ คือ ทำการคลอดทารก แพทย์จะต้องประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของแม่กับสภาพของลูกในท้อง ในบางกรณีแพทย์อาจสามารถควบคุมดูแลพฤติกรรมของแม่ก่อน เช่น การเพิ่มปริมาณน้ำโดยลดการบริโภคเกลือ หรือจัดตารางการนอนพักผ่อน และอาจต้องพบแพทย์บ่อยขึ้นเพื่อตรวจสอบความดันโลหิตและระดับโปรตีนในปัสสาวะ

 

แม่ท้องทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ โดยเฉพาะแม่ท้องที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น การดูแลตัวเองตอนท้อง รวมถึงการทานอาหารที่เหมาะสม ตลอดการตั้งครรภ์ จะช่วยรักษาน้ำหนักให้ขึ้นตามที่ต้องการ จะสามารถเลี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษได้ไม่มากก็น้อย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ท้องแข็งใกล้คลอด เป็นแบบไหน? ท้องแข็งแบบไหนอันตราย

อาการ ท้องลด เป็นแบบไหน? ท้องลดตอนกี่สัปดาห์กันนะ

น้ำหนักตัวของแม่ท้อง ต้องแบบนี้!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : honestdocs.co, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, รายการป๊อกกี้ on the run, IG Pokmindset

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด

แม่ท้องน้ำหนักเยอะ เสี่ยง ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ลูกตายไม่รู้ตัว!

ของขวัญที่แม่ท้องปรารถนาที่สุด คือการได้เห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรกและรู้ว่าลูกแข็งแรงสมบูรณ์ แต่บางครั้งโชคชะตากลับเล่นตลกพรากลูกไปจากอกเสียดื้อๆ เหมือนกับคุณแม่ท่านนี้ต้องมาพบกับความผิดหวังครั้งใหญ่ ที่ทำให้เธอจนต้องเสียลูก ก่อนกำหนดคลอดเพียง 15 วัน เพราะปล่อยให้น้ำหนักเกินจนทำให้เกิด ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด แบบไม่รู้ตัว!!

แม่น้ำหนักเกิน จนเจอ ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด จนลูกเสียชีวิตในครรภ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจของเว็บไซต์ www.thairath.co.th นำเสนอข่าวของคุณแม่วัย 28 ปีชาวเชียงใหม่ ที่พบกับโชคร้ายจากภาวะเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับแม่ท้องทุกคน เธอเล่าถึงการสูญเสียครั้งใหญนี้ว่าเธอมีลูกสาวมาแล้ว 1 คนอายุ 3 ขวบเศษ และเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง เธอและสามีดีใจมาก ดูแลครรภ์อย่างดี รีบไปฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์และพบแพทย์ตามนัดตลอดมา

รกลอกตัวก่อนกำหนด

สภาพร่างกายของคุณแม่ท่านนี้แข็งแรงสมบูรณ์ดี จนเมื่อเข้าสู่ช่วง 26 สัปดาห์ น้ำหนักตัวกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 6 กิโลกรัมในเดือนเดียว และค่อยๆขึ้นเรื่อยมา แต่ผลการตรวจน้ำตาลและสุขภาพทั่วไปยังเป็นปกติ แต่น้ำหนักช่วง 33 สัปดาห์เพิ่มขึ้นมาถึง 26 กิโลกรัม แล้วเรื่องราวน่าเศร้าก็เกิดขึ้นตอนกลางดึกคืนหนึ่งขณะที่อายุครรภ์ได้ 35 สัปดาห์

รู้สึกเจ็บหน่วงตรงหัวหน่าวเป็นระยะ คล้ายๆ เหมือนอาการเจ็บระดู ไม่เจ็บถี่ ไม่เจ็บบ่อย เจ็บธรรมดาเหมือนทุกครั้งที่เจ็บ พอเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ออกไปกินข้าวก็ยังรู้สึกเจ็บหน่วงๆ แบบแข็งแค่คลาย ไม่เจ็บเหมือนจะคลอดก็เข้านอนแล้วรู้สึกมีอาการ เหมือนลูกโป่งแตกในท้อง ดัง ตุ๊บ แล้วก็มีลิ่มเลือดสีแดงสดเป็นก้อนๆ ไหลออกมา แล้วท้องเริ่มโตมากขึ้นๆ จนหายใจไม่ค่อยออก ตรงใต้ราวนมบวมออกมา เลือดไหลออกมาเยอะมากจนตัวซีด

เสี้ยววินาทีต้องเสียลูกไปเพราะ ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด

เธอไปถึงโรงพยาบาลภายใน 15 นาที ในใจก็คิดว่าหมอคงช่วยได้ทันเวลาและได้เห็นหน้าลูกแน่นอน แม้จะต้องคลอดก่อนกำหนดก็ยังดี แต่คำจากปากหมอทำเธอแทบช็อก คือ “หัวใจลูกไม่เต้นแล้ว จับหาชีพกรไม่เจอ และลูกเสียชีวิตในท้องเพราะขาดอากาศหายใจ” ส่วนความดันโลหิตของเธอเองสูงมาก บวกกับภาวะตกเลือด เลือดคั่งในมดลูก จนต้องเข้ารับการผ่าตัดเร่งด่วน เพื่อรักษาชีวิตแม่ไว้”

เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดจากภาวะเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ซึ่ง พบได้น้อยมาก แต่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ เรียกว่า ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด  ตามธรรมชาติ รกที่ห่อหุ้มตัวทารกไว้ระหว่างอยู่ในครรภ์จะลอกตัวออกจากโพรงมดลูกเมื่อคลอดจากท้องแม่แล้ว หรือที่เราเรียกว่า “คลอดรก” สำหรับคนคลอดธรรมชาตินั่นเอง

รกลอกตัวก่อนกำหนด

หากรกเกิดลอกหลุดออกระหว่างที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยส่งผลให้ลูกในท้องและตัวแม่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น เพราะรกเป็นช่องทางการติดต่อของแม่และทารกในครรภ์ เมื่อเกิด ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด  ทำให้ทารกขาดสารอาหารหรืออ๊อกซิเจนจนเสียชีวิต และทำให้มารดาเสียเลือดมากได้

รกลอกตัวก่อนกำหนด พบได้ 3 ลักษณะ คือ แบบเปิดเผย หมายถึง รกจะค่อยๆหลุดออกจากโพรงมดลูก ทำให้รู้สึกปวดท้องเตือน ท้องแข็งบ่อย มีมูกเลือดซึม หากมาพบแพทย์ทันที มีโอกาสที่ลูกจะรอดชีวิตสูง แต่ถ้ารกเกิดลอกตัวแบบไม่ปิดเผย จะไม่แสดงอาการผิดปกติแบบชัดเจน ไม่มีเลือดออก อาจรู้สึกเพียงแค่เจ็บหัวหน่าวเท่านั้น  ส่วนแบบสุดท้ายคือ การที่รกลอกตัวแบบผสมเป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยจากการลอกไม่เปิดเผย เลือดที่ออกจะแทรกอยู่ระหว่างรกกับผนังมดลูก เมื่อเลือดออกมามากขึ้นจึงสามารถเซาะแทรกถุงน้ำคร่ำกับผนังมดลูกแล้วผ่านออกมาทางปากมดลูกได้

อ่านต่อ แม่ท้องแบบไหนเสี่ยงรกลอกตัวก่อนกำหนดมากที่สุด หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตารางวัคซีน 2562

ตารางวัคซีน 2562 แม่เช็กเลย! ลูกอายุเท่าไหร่..ต้องฉีดตัวไหนบ้าง?

อัปเดตล่าสุด! ตารางวัคซีน 2562 ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย ประจำปี 2562 จาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ลูกน้อยอายุเท่าไหร่ ต้องฉีดตัวไหนบ้าง? แม่ ๆ เช็กเลย

อัปเดต ตารางวัคซีน 2562

พ่อจ๋าแม่จ๋า รีบเซฟเก็บไว้ดูเลยค่ะ นี่คือ ตารางวัคซีน 2562 จาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย โดย ตารางวัคซีน 2562 นี้ ทางสำนักโรคติดต่อมีการสนับสนุนให้ฉีดวัคซีนได้ฟรี!! สำหรับเด็กไทย อายุตั้งแต่ แรกเกิด ถึง 12 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องคอยดูอย่าละเลย เพราะการเสริมภูมิคุ้มกันโรคของเด็กด้วยการรับวัคซีน ก็เพื่อป้องกันโรคร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นแล้วเป็นอันตรายต่อเด็กได้

โดยวัคซีนในแต่ละชนิดนั้นสร้างมาจากไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่ถูกทำให้สิ้นฤทธิ์ด้วยกรรมวิธีทางการแพทย์จนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้แล้ว แต่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเด็กเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันเข้ามา สำหรับป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายได้

กำหนดการฉีดวัคซีน ตารางวัคซีน 2562 ของเด็กในวัยต่างๆ

การฉีดวัคซีนของเด็กนั้นจะต้องให้ตามแบบแผนที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ โดย ตารางวัคซีน 2562 ทางเพจ Infectious ง่ายนิดเดียว ได้อัปเดตข้อมูล และ สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ตารางวัคซีน 2562 แต่ละตัวที่ลูกน้อยควรได้ในฟรี ไว้ดังนี้…

(1) บรรจุ วัคซีนฮิป ในวัคซีนหลัก ฟรี!! (EPI) ใน ตารางวัคซีน 2562

  • ฉีด 3 เข็มที่อายุ; 2,4,6 เดือน
  • DTP-HB-Hib

(2) วัคซีนผู้ใหญ่ ของ ตารางวัคซีน 2562

  • ให้ dT อายุ 20 ปีขึ้นไป และลงท้ายด้วย 0 ได้แก่ 20,30,40,50,60,70..
  • ให้ไข้หวัดใหญ่ในคนท้องอายุครรภ์ 4 เดือน
  • ให้ MR ในนักศึกษาปี 1 สายสาธารณสุข

(3) ตารางวัคซีน 2562 มี MMR หรือ วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม

  • เข็ม1; ฉีด 9-12 เดือน
  • เข็ม2; ฉีด 2-2 1/2 ปี
  • (WHO แนะนำอายุ 18 เดือน)
    • เข็ม 2 ต้องห่างมากกว่า 3 เดือน
    • และอายุต้องมากกว่า 12 เดือน
ตารางวัคซีน 2562
ตารางวัคซีน 2562

ดูรายละเอียดแต่ละวัคซีน พร้อมเช็กสถานที่ขอรับวัคซีนฟรี คลิกหน้า 2

วิธีทำน้ำซุปผักทารก

แจกสูตรแสนง่าย วิธีทำน้ำซุปผักทารก ให้อร่อยกลมกล่อม

หากคุณแม่กำลังมองหา วิธีทำน้ำซุปผักให้ลูก เชฟแม่หมีมีสูตร วิธีทำน้ำซุปผักทารก มาฝาก ซึ่งรวมผักกว่า 4 ชนิด ได้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อม ให้คุณแม่เก็บไว้ใช้ทำเมนูเด็กอื่นๆ ทั้งต้มและผัด เหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 9 เดือนขึ้นไป

สูตร วิธีทำน้ำซุปผักทารก อร่อยกลมกล่อม
พร้อมวิธีเก็บน้ำซุปไว้ทำอาหารให้ลูก

วิธีทำน้ำซุปผักทารก

ขึ้นชื่อว่า  “ผัก” เป็นที่รู้จักกันรู้แล้วนะคะว่าอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย ซึ่งสำหรับลูกน้อยในวัยที่เริ่มทานอาหาร น้ำซุป ถือเป็นสิ่งสำคัญมิใช่น้อย เพราะนอกจากคุณค่าทางอาหารที่ลูกได้รับจากผักแล้ว คุณแม่ยังนำน้ำซุป นั้นมาประกอบอาหารในการปรุงเมนูอื่น ๆ ได้อีกด้วย

ซึ่งตัว น้ำซุป เอง ก็จะช่วยลดความหนืดของอาหารลูก ทำให้กลืนง่าย รสชาติอาหารกลมกล่อม สำหรับคุณแม่ที่มีลูกอ่อน ที่มีเวลาน้อยแต่ อยากปรุงอาหารให้ลูกเอง  โดยไม่อยากพึ่งอาหารสำเร็จรูป …เชฟแม่หมีจึงขอแนะนำ วิธีทำน้ำซุปผักทารก เพื่อเก็บไว้ให้ลูกน้อยได้ทาน มาฝากค่ะ

สำหรับ วิธีทำน้ำซุปผัก เป็นการทำ น้ำซุปผัก ที่สกัดเอาความหวานของผักออกมา สิ่งที่คุณแม่ควรรู้คือ ควรเลือกผักที่รสชาติหวาน นิ่มง่ายมาต้มเคี่ยว เช่น หัวไชเท้า, หอมหัวใหญ่, แครอต, บล็อกโครี หรือมันฝรั่ง เป็นต้น แล้ว น้ำซุปผัก จะมีส่วนผสม หรือ วิธีทำน้ำซุปผักทารก อย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลย ⇓

แจกสูตร ไอศกรีมอะโวคาโด ของว่างเย็นๆ บำรุงสมองลูกรัก (มีคลิป)

ถ้าลูกบ้านไหนชอบกินไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจ แต่คุณแม่เป็นห่วงว่าลูกจะบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจนกลายเป็นติดหวาน และลูกแทบไม่ได้รับสารอาหารอะไรเลย นอกจากน้ำตาลกับไขมัน เชฟแม่หมี มีสูตร ไอศกรีมอะโวคาโด สไตล์โฮมเมด ให้คุณแม่ทำกินเองที่บ้านมาฝากกัน รับรองว่าอร่อยถูกใจลูก และมีประโยชน์สมใจแน่นอน

มารู้จักอะโวคาโด พร้อมสูตร วิธีทำ ไอศกรีมอะโวคาโด แสนอร่อย ไม่เหมือนใคร

อะโวคาโด เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารมากประโยชน์สำหรับเด็กๆ ที่เริ่มกินได้ตั้งแต่วัยเริ่มหม่ำจนโต แถมยังใช้ทำอาหารได้หลายชนิดจึงได้รับความนิยมจากคุณแม่ทั่วโลก ผลไม้รูปลักษณ์แปลกตานี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลูกเนย เมื่อสุกจัดเปลือกจะมีสีดำ ส่วนเนื้อจะมีสีเขียว อ่อนนุ่ม มีความมันคล้ายกับเนยแท้

 

MUST READ  “ อะโวคาโด ” ผลไม้ที่ทุกคนในครอบครัวคู่ควร”

 

ในอะโวคาโดครึ่งผล น้ำหนักประมาณ 100 กรัม มีไขมันชนิดดีสูงถึง 14.66 กรัม หากเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นจะพบว่าแทบไม่มีไขมันอยู่เลย  ฉะนั้นเมื่อลูกกินอะโวคาโดก็เท่ากับได้รับสารอาหารมากกว่ากินผลไม้ทั่วไปแล้ว บวกกับเนื้อเนียนละเอียด รสจืดและมีความมันตามธรรมชาติ  จึงเหมาะกับอาหารให้ถูกปากลูกน้อยไม่ยาก

แถมคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะย่อยยาก เพราะอะโวคาโดมีโปรตีนชนิดย่อยง่าย จึงเริ่มให้กินได้ตั้งแต่วัย 6 เดือนขึ้นไป และยังอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ร่างกายของลูกเติบโตสมวัย

อะโวคาโดสุก
อะโวคาโด เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารมากประโยชน์สำหรับเด็กๆ ที่เริ่มกินได้ตั้งแต่วัยเริ่มหม่ำจนโต

คุณประโยชน์เกินตัวของอะโวคาโด

จากงานวิจัยทางโภชนาการหลายสำนัก ระบุว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผลไม้หลายชนิด จึงจัดว่าเป็น “ผลไม้เพื่อสุขภาพ” ที่มีการแนะนำให้กินอย่างแพร่หลายในประเทศแถบอเมริกาและยุโรป โดยสามารถแบ่งประโยชน์ออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

  1. มีสารกลูตาสโธโอน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยปกป้องเนื้อเผื่อของอวัยวะในร่างกาย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เต็มที่
  2. อุดมด้วยวิตามินสารพัดชนิด ได้แก่ วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินซี ป้องกันหวัด และวิตามินอี ปกป้องเซลล์จากมลพิษรอบตัว
  3. มีโปรตีนย่อยง่าย เส้นใยอาหารสูง ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  4. ไขมันดีสูง ช่วยในการดูดซึมสารแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง
  5. น้ำมันจากผลสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีที่สุดหากเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น

อ่านต่อ วิธีเลือกอะโวคาโดสำหรับลูกน้อย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง

7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง อยากให้ลูกในท้องแข็งแรง ต้องทำสิ่งนี้

เผยเคล็ดลับและ วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง เพื่อให้ลูกคลอดออกมาแข็งแรง มีพัฒนาการทางด้านสมองและอารมณ์ที่ดี เริ่มทำได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง

7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง อยากให้ลูกในท้องแข็งแรง ต้องทำสิ่งนี้

เมื่อมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อย ๆ อยู่ในท้อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ทำ ล้วนส่งผลถึงลูกน้อยในท้องแทบทั้งสิ้น และแน่นอนว่าแม่ท้องทุกคนก็อยากจะให้ลูกในท้องคลอดออกมาแข็งแรง สมบูรณ์ มีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ดี และมีภูมิคุ้มกันที่ดี ดังนั้น สิ่งที่แม่ท้องทำได้คือ การดูแลตัวเองให้ดี เพื่อให้ร่างกายของแม่ท้องแข็งแรงและมีสุขภาพดี เพื่อที่จะส่งผลไปยังลูกในท้องที่จะแข็งแรงและสุขภาพดีตามไปด้วย เพียงแค่แม่ ๆ ปฏิบัติตาม 7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง นี้ ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าลูกในท้องจะมีสุขภาพดีตามแม่ท้องไปด้วยแน่นอน

  1. รีบไปฝากครรภ์เมื่อรู้ว่าท้อง และไปพบคุณหมอตามนัดทุกครั้ง

คุณหมอแนะนำว่า ทันทีที่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันที และควรฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 3 เดือน เพราะเป็นช่วงที่ลูกในท้องกำลังสร้างอวัยวะต่าง ๆ ข้อดีของการฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ คือ เมื่อฝากครรภ์แล้วคุณหมอจะแนะนำวิธีปฏิบัติตนในช่วง 9 เดือนได้อย่างเหมาะสม คุณหมอจะสามารถตรวจความเจริญเติบโตและความผิดปกติของทารกในครรภ์ทุกระยะของการตั้งครรภ์

และหากแม่ท้องพบอาการผิดปกติระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น มีเลือดออก ปวดท้อง ลูกไม่ดิ้น เป็นต้น ก็จะสามารถไปพบคุณหมอที่ได้ฝากครรภ์ไว้ในทันที และคุณหมอจะสามารถตรวจสอบประวัติและรักษาได้อย่างทันที

>>ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฝากครรภ์<<

ฝากครรภ์ช้า ไม่กินยาบำรุง อันตราย! เสี่ยงลูกพิการ

ฝากครรภ์ฟรี! คลอดบุตรฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

ดูแลตัวเองตอนท้อง
การทานอาหารที่มีประโยชน์ ส่งผลให้ลูกในท้องได้รับสารอาหารครบถ้วน

2. เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสม

ในขณะตั้งครรภ์ ร่างกายของแม่ท้องจะต้องการสารอาหารต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นจากเดิม เนื่องจากจะต้องนำสารอาหารที่ได้รับส่งไปยังลูกในท้องผ่านทางสายรก ซึ่งแม้ว่าแม่ท้องได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายของแม่ท้องก็จะนำสารอาหารที่เคยสะสมอยู่ในร่างกายมาให้กับลูกในท้องได้แทน แต่หากแม่ท้องได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอบ่อยครั้งเข้า ก็จะทำให้ลูกในท้องขาดสารอาหารตามไปด้วย และแน่นอนว่าสำหรับเด็กที่กำลังสร้างอวัยวะต่าง ๆ และกำลังเจริญเติบโต การขาดสารอาหารก็จะทำให้ ลูกในท้องมีการเจริญเติบโตช้าลงทั้งทางร่างกายและสมอง  มีผลทำให้น้ำหนักแรกคลอดน้อยและส่วนสูงน้อยกว่าเกณฑ์  ทำให้สมองมีจำนวนเซลล์สมองน้อยกว่าที่ควรเป็นและขนาดของสมองเล็กส่งผลต่อระดับสติปัญญาของทารก

>>ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาหารขณะตั้งครรภ์<<

อาหารช่วงตั้งครรภ์ ต้องรับประทานอะไรบ้าง ?

10 อาหารที่คนท้องควรกิน พร้อมเมนูอร่อยสำหรับแม่และลูก

เมนูคนท้อง บำรุงคุณแม่ท้อง และลูกน้อยในครรภ์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง อยากให้ลูกในท้องแข็งแรง ต้องทำสิ่งนี้