กระโถนเด็ก

รวม 13 กระโถนเด็ก กระโถน สำหรับฝึกขับถ่าย ยี่ห้อไหนดี ?

กระโถนเด็ก ที่หลาย ๆ บ้านถามทีมแม่ABK เข้ามาว่ามีแนะนำบ้างไหม อยากจะซื้อเตรียมไว้ให้ลูกใช้กัน เมื่อคุณพ่อคุณแม่ขอมา วันนี้ก็เลยจัดการรวบรวมมาให้ 13 ยี่ห้อ ที่มีทั้งแบบนั่งค่อม และแบบนั่งชักโครก ทรงกระโถนนั่งถ่าย น่ารัก น่าใช้ทุกแบรนด์เลยค่ะ

กระโถนฝึกขับถ่าย คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก หาซื้อเตรียมไว้เลยค่ะ เพราะลูก ๆ ที่เข้าสู่วัยของการเลิกผ้าอ้อมสำเร็จรูป เราจำเป็นต้องฝึกเด็ก ๆ ในเรื่องการขับถ่ายนอกผ้าอ้อม แต่จะให้ลูกไปนั่งชักโครกแบบผู้ใหญ่ ก็ดูจะไม่เหมาะกับสรีระของลูก ดังนั้นการปูพื้นฐานเรื่องการขับถ่ายให้ถูกสุขนิสัย ควรเริ่มจากการให้ลูกลองนั่งถ่ายกับกระโถนสำหรับเด็ก

ควรฝึกให้ลูกนั่งกระโถนสำหรับเด็ก ตอนอายุ เท่าไหร่ ?

ช่วงวัยที่เหมาะสมในการฝึกให้ลูกนั่งกระโถน จะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 1 – 2 ขวบ ถือว่าลูกมีความพร้อมที่จะปรับตัวกับเรื่องใหม่ ๆ ที่ต้องเรียนรู้ในทุกวัน  แต่ถ้าเด็ก ๆ บ้านไหนที่มีความพร้อมก่อนวัย 1 ขวบ แล้วคุณพ่อคุณแม่จะลองฝึกให้ลูกนั่งกระโถนขับถ่าย ก็ได้เลยค่ะ ดูที่ความพร้อมของลูกเป็นสำคัญนะคะ  เพราะปัจจุบันนี้กระโถนสำหรับเด็ก เขามีการออกแบบให้เหมาะกับสรีระของเด็ก ๆ มากขึ้น คือเริ่มใช้ได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือนขึ้นไปค่ะ

การเตรียมความพร้อม ฝึกลูกนั่งกระโถน

1. ให้ลูกได้เข้าห้องน้ำพร้อมกับพ่อแม่ ให้ลูกได้เห็นอุจจาระปัสสาวะในโถส้วม อาจถามลูกว่าอยากลองกดชักโครกดูหรือไม่ บางทีลูกอยากทำเพราะอยากเลียนแบบผู้ใหญ่ แต่ถ้าลูกไม่อยาก อย่าบังคับเขานะคะ

2. วางกระโถนไว้ในห้องนั่งเล่น ให้ลูกได้นั่งเล่นทำความคุ้นเคย โดยไม่จำเป็นต้องถอดกางเกงหากลูกไม่อยากถอด และอย่าบังคับหากลูกไม่อยากนั่ง

3. ถ้าเห็นลูกทำท่าเบ่งให้พูดว่า แม่คิดว่าลูกกำลังเบ่งอึใช่ไหม อยากลองไปนั่งกระโถนหรือเข้าห้องน้ำไหม

4. เวลาที่ลูกถ่ายใส่ผ้าอ้อม ให้บอกลูกว่า “อึต้องเอาไปทิ้งที่ห้องน้ำจะได้ไม่เหม็น เราไปทิ้งด้วยกัน” นำอึไปเขี่ยลงโถส้วม แล้วให้ลูกช่วยกดชักโครก

5. ให้ลูกซ้อมเล่นพาตุ๊กตาไปเข้าห้องน้ำหรือนั่งกระโถน

6. ไม่ควรฝึกในเวลาที่ลูกกำลังปรับตัวกับเรื่องอื่น เช่น การมีน้องใหม่ ย้ายบ้าน เข้าโรงเรียน เป็นต้น

หลักการเลือกซื้อกระโถนสำหรับเด็ก

1. สีสันและลวดลาย น่ารัก สวยน่าใช้

2. การรองรับน้ำหนักที่มีความแข็งแรง ทนทาน

3. สามารถเคลื่อนย้ายสะดวก ง่ายต่อการหยิบใช้

4. นั่งสบายขณะใช้งาน

5. สะดวกต่อการล้างทำความสะอาด

ทีมแม่ABK มีเทคนิคที่ใช้ส่วนตัวตอนซื้อกระโถนให้เด็ก ๆ ที่บ้าน เราใช้วิธีพาเขาไปเลือกซื้อด้วยพร้อมกัน ให้เขาดูรูปทรง ลวดลาย สี ขอบอกว่าช่วยเพิ่มความตื่นเต้นในการอยากนั่งกระโถนให้กับเด็ก ๆ ได้ค่ะ  แต่ตอนนี้สะดวกมากยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเดินทางออกไปซื้อนอกบ้าน เพราะสามารถสั่งซื้อกระโถนฝึกขับถ่ายได้จากร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ มีให้เลือกเยอะมาก ๆ ทีมแม่ABK รวบรวมมาให้แล้วค่ะ อย่าลืมให้ตัวเล็กมานั่งดู เลือกไปพร้อมกันนะคะ

 

13 ยี่ห้อ กระโถนสำหรับฝึกลูกขับถ่าย แบบไหนดี ?

1. กระโถนเด็ก NANNY รุ่น Life Style MicroBan

กระโถนเด็ก NANNY

อายุ : เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

รายละเอียด : กระโถนจากแบรนด์ NANNY ช่วยยับยั้งแบคทีเรียได้ 99.9% และ ปลอดภัยจากสาร BPA FREE  มีพนักพิง 7 ซม. และด้านหน้ายกสูงขึ้นมาเพื่อป้องกันปัสสาวะกระเด็นเลอะเทอะ

ราคา : 99 บาท

สั่งซื้อ : amvata.com

 

2. กระโถนเด็ก PAPA BABY รุ่น USE-2890

กระโถน PAPA BABY

อายุ : เด็กอายุ 8 เดือน ถึง 1 ปี

รายละเอียด :ระโถนจากแบรนด์ PAPA BABY ผลิตจากพลาสติกแข็งแรง สีสวยสดใส รับน้ำหนักได้มากถึง 30 กิโลกรัม ไม่มีสารตกค้างต่อผิวบอบบางกระโถนรูปหัวหมี และฝารอง 5 in 1 และสามารถใช้งานได้หลากหลายปรับได้ตามช่วงวัย

ราคา : 459 บาท

สั่งซื้อ : amvata.com

 

3. กระโถนเด็ก PICCOLO

อายุ : เด็กเล็ก

รายละเอียด : กระโถนจากแบรนด์ PICCOLO กระโถนรูปหมี ผลิตจากพลาสติก กระโถนพร้อมฝาปิด แข็งแรง ทนทาน สามารถถอดล้าง ทำความสะอาดง่าย มีหูจับตรงบริเวณด้านข้าง เคลื่อนย้ายสะดวก

ราคา : 680 บาท

สั่งซื้อ : www.central.co.th

 

4. กระโถนเด็ก ROTHO รุ่น Style ลายการ์ตูน Oops

กระโถนเด็ก ROTHO รุ่น Style ลายการ์ตูน Oops

อายุ : เด็กอายุ 8 เดือนขึ้นไป

รายละเอียด : กระโถนจากแบรนด์ ROTHO ดีไซน์ทันสมัย ออกแบบให้เข้ากับสรีระเด็ก ผลิตจากวัสดุเกรด A ผลิตจาก POLYPROPYLENE (PP) ทนความร้อน น้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และมีแถบป้องกันการกระเด็น 2 ฝั่ง BPA FREE ปลอดภัยสูงสุด

ราคา : 1,145 บาท

สั่งซื้อ : www.central.co.th

 

5. กระโถนเด็ก WALEE

กระโถน WALEE

อายุ : เด็กอายุ 0-6 ปี

รายละเอียด : กระโถนจากแบรนด์ WALEE ผลิตจากวัสดุพลาสติก PP มีความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน ออกแบบให้มีมือจับสะดวก สบาย ถาดรอง สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย

ราคา : 489 บาท

สั่งซื้อ : jessiemombaby.com

 

6. กระโถนสำหรับเด็ก รูปเป็ด

กระโถนสำหรับเด็ก รูปเป็ด

อายุ : เด็กอายุ 1-5 ปี (หรือเริ่มนั่งได้)

รายละเอียด : กระโถนเด็ก รูปเป็ด สามารถรับน้ำหนักได้ 20 กก. กระโถนรูปทรงกระทัดรัด เคลื่อนย้ายสะดวก มีฝาปิดลายเป็ด ถาดรองปฏิกูลทำความสะอาดง่าย และมีที่จับขณะขับถ่าย

ราคา : 569 บาท

สั่งซื้อ : amvata.com

 

7. กระโถนสำหรับเด็ก ลายวัว

กระโถนเด็ก ลายวัว

อายุ : เด็กอายุ1-5ขวบ(หรือเริ่มนั่งได้)

รายละเอียด : กระโถนสำหรับเด็ก ลายวัว สามารถรับน้ำหนักได้ 20 กิโลกรัม กระโถนรูปทรงกระทัดรัด เคลื่อนย้ายสะดวกกระโถนมีฝาปิดลายพี่วัวน่ารัก มีถาดรองปฏิกูลทำความสะอาดง่าย และที่จับสำหรับจับขณะขับถ่าย เบาะรองนั่งที่นิ่มสบายตัว

ราคา : 289 บาท

สั่งซื้อ : amvata.com 

 

8. กระโถนเด็ก Fin Babiesplus รุ่น PR-8905

กระโถน Fin Babiesplus

อายุ : เด็กอายุ 6 เดือน – 3 ขวบ

รายละอียด : กระโถนจากแบรนด์ Fin Babiesplus  ขนาดใหญ่นั่งสบาย สีสันสดใส กระโถนสามารถถอดแยกส่วนได้ ง่ายในการจัดเก็บหลังการใช้งาน มีถ้วยรองข้างล่างสามารถถอดเพื่อเททิ้งได้ เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด มีฝาปิดกระโถน พร้อมด้ามจับ

ราคา : 499 บาท

สั่งซื้อ : www.babiesplusshop.com

 

9. กระโถนเด็ก MOYA AE-153

กระโถนเด็ก MOYA AE-153

อายุ : เด็กอายุ 8 เดือนขึ้นไป

รายละเอียด : กระโถนแบรนด์ MOYA ผลิตจากพลาสติกที่มีคุณภาพ สินค้ามีความแข็งแรง ทนทาน ตัวกระโถนมีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ทำให้ง่ายต่อการนำไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ การทำความสะอาดใช้ฟองน้ำกับสบู่ชนิดเหลวทำความสะอาดให้ทั่ว เเล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

ราคา : 579 บาท

สั่งซื้อ : www.homepro.co.th

 

10. กระโถนเด็ก MORESTECH

10.กระโถน MORESTECH

อายุ : เด็กอายุ 1-3 ปี

รายละเอียด : กระโถนแบรนด์ MORESTECH ผลิตจากพลาสติกที่ไม่มีเหลี่ยมคม สีสันสดใส รูปทรงเลียนแบบชักโครกผู้ใหญ่ ฝาครอบสามารถถอดไปวาง เป็นที่รองชักโครกได้ ถอดล้าง ทำสะอาดได้ง่าย

ราคา : 329 บาท

สั่งซื้อ : www.lazada.co.th

 

11. กระโถนเด็ก BEABA

กระโถนเด็ก BEABA

อายุ : เด็กอายุ 1-3 ขวบ

รายละเอียด : กระโถนแบรนด์ BEABA ผลิตจากพลาสติก PP ปลอดสารพิษ ปลอดสาร BPA นั่งสบาย รูปทรงโค้งรับกับสรีระเด็กทั้งชายและหญิง ไม่ทำให้เกิดรอยกดทับ มีแถบกันลื่นด้านล่าง ป้องกันโถเลื่อนขณะเด็กนั่ง กระโถนแยกเป็น 2 ชิ้นสามารถยกไปเททิ้งและทำความสะอาดง่าย

ราคา : 790 บาท

สั่งซื้อ : shopee.co.th

 

12. กระโถนเด็ก RICHELL

กระโถนเด็ก RICHELL

อายุ : เด็กอายุ 4 เดือนขึ้นไป

รายละเอียด : กระโถนแบรนด์ RICHELL ใช้งานได้ 3 สเต็ป และปรับได้ 3 ระดับ Step 1 : เริ่มจับอุ้มนั่งบนกระโถน (4-10 เดือน)Step 2 : เริ่มให้นั่งเองบนกระโถน (10-18 เดือน)Step 3 : 18+ เดือนใช้ฝาวางใว้ที่โถให้นั่งจับเอง

ราคา : 1,400 บาท

สั่งซื้อ : www.robinson.co.th

 

13. กระโถนเด็ก B.DUCK รุ่น BDA21

กระโถนเด็ก B.DUCK รุ่น BDA21

อายุ : เด็กอายุ 5 เดือนขึ้นไป

รายละเอียด : กระโถนแบรนด์ B.DUCK มีความแข็งแรง ทนทาน ผลิตจากพลาสติกเกรดอย่างดี ไม่บาดผิวเด็ก มีพนักพิงด้านหลัง และมีที่จับที่พักแขนเพื่อความปลอดภัย มาพร้อมฝาปิด สามารถถอดออกทำความสะอาดได้ หรือจะถอดถาดรองออกเพื่อนำมาใช้เป็นเก้าอี้ก็ได้

ราคา : 250 บาท

สั่งซื้อ : shopee.co.th

 

อ่านบทความน่าสนใจเรื่องอื่น ๆ คลิก

รวม 10 คอกกั้น “เด็ก” ยี่ห้อไหนดี

19 อันดับ ถุงเก็บนมแม่ ถุงเก็บน้ำนม ยี่ห้อไหนดี

สไตล์การเลี้ยงลูก

เจาะลึก 12 สไตล์การเลี้ยงลูก ส่งผลต่อเด็กต่างกันอย่างไร

สไตล์การเลี้ยงลูก –  วิธีการ หรือสไตล์ในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ คือ แนวทางปฏิบัติที่ใช้ในการเลี้ยงดูลูก เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารูปแบบในการเลี้ยงดูเด็ก มีบทบาทที่สำคัญอย่างมากต่อการส่งเสริมในเรื่องการเจริญเติบโตที่เหมาะสมตามวัย ตลอดจนพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก  สิ่งที่พ่อแม่แสดงออกในการอบรมสั่งสอนลูก อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว บางบ้านเลี้ยงลูกค่อนข้างเข้มงวด หรือ บางบ้านให้อิสระกับลูก บางบ้านไม่ตามใจ หรือบางบ้านอาจตามใจลูกมากเกินไป หรืออ่อนไหวต่อความต้องการทางอารมณ์และพัฒนาการของลูก สไตล์การเลี้ยงลูกโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 12 สไตล์ แต่ละสไตล์ส่งผลต่อเด็กอย่างไร มาติดตามกันได้เลยค่ะ

เจาะลึก 12 สไตล์การเลี้ยงลูก ส่งผลต่อเด็กต่างกันอย่างไร?

1. การเลี้ยงลูกด้วยวินัยเชิงบวก (Positive Parenting)

การเลี้ยงลูกด้วยวินัยเชิงบวก เป็นแนวคิดการเลี้ยงลูกแบบตะวันตกสมัยใหม่  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นราวปี 2541 โดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มาร์ติน เซลิกแมน เป็นแนวคิดในการเลี้ยงดูที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งระหว่างพ่อแม่ลูก พื้นฐานของการเลี้ยงลูกเชิงบวก คือการสื่อสารที่เหมาะสม และการเคารพซึ่งกันและกัน พ่อแม่ไม่เพียงแต่สอนลูกว่า ‘อะไรควรทำไม่ควรทำ’ แต่สอนว่า  ‘ทำไมควรทำไม่ควรทำ’ ด้วย  กฎข้อแรกของการเลี้ยงลูกเชิงบวกคือการเป็นพ่อแม่ที่เปี่ยมด้วยความรัก มากกว่าที่จะมุ่งให้ลูกเชื่อฟังคำสั่งสอนโดยการสร้างความกลัวให้ลูกด้วยการลงโทษเพื่อหวังผลในการพัฒนาด้านวินัย โดยผู้ปกครองมักเป็นผู้ฟังที่กระตือรือร้น และสามารถเข้าใจในกระบวนการคิดของลูกได้ดี

2. การเลี้ยงลูกแบบผูกพันธ์ด้วยสายใยทางใจ  (Attachment Parenting) 

แนวคิดนี้พัฒนาโดยศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ ดร.เซียร์ เป็นลักษณะของการเลี้ยงดูลูกแบบเชิงบวก การเลี้ยงดูแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความผูกพันทางอารมณ์ จิตใจ และอารมณ์ของพ่อแม่และลูก (ทารก) ่พอแม่สไตล์นี้จะค่อนข้างเอาใจใส่ในคุณภาพชีวิตของลูก มุ่งตอบสนองและให้ความสำคัญต่ออารมณ์และความต้องการของลูก ให้ความรู้สึกอบอุ่นมั่นคงปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจแก่ลูก มุ่งฝึกฝนลักษณะนิสัยที่ดีให้กับลูกด้วยการสร้างวินัยและการทำโทษเชิงบวก ว่ากันว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบนี้จะมีความมั่นใจในตัวเอง มั่นคงทางอารมณ์ และมีความรู้สึกผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกเป็นพิเศษ

 

สไตล์การเลี้ยงลูก
สไตล์การเลี้ยงลูก

 

3. การเลี้ยงลูกแบบไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Parenting) 

การเลี้ยงดูแบบไม่มีเงื่อนไข คือ แนวทางที่พ่อแม่แสดงความรักต่อลูกอย่างไม่มีข้อแม้ สนับสนุนและยอมรับเด็กโดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมและการกระทำของเด็ก มุ่งปฏิบัติต่อเด็กด้วยความนับถืออย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าพวกเขาจะประพฤติตนอย่างไร พูดอะไร หรือทำอะไร  เพื่อให้เด็กได้รับการสนับสนุนให้ค้นหาตัวเอง แทนที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นที่รักชื่นชมและยอมรับ ด้วยวิธีนี้เด็กๆ จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เด็กจะมีแนวโน้มที่จะแสดง ‘พฤติกรรมที่ดี’ เพราะได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่ดีนำไปสู่การเอาใจใส่ของผู้ปกครอง

20 วิธี ทำให้ลูกรู้สึกมีค่า สัมผัสได้ถึงความรักจากพ่อแม่

เคล็ด(ไม่)ลับ เลี้ยงลูกด้วยสติ ช่วยยุติได้ทุกปัญหา!

9 ข้อผิดพลาดในการเลี้ยงลูก ที่อาจทำลายอนาคตของลูกได้

4. การเลี้ยงลูกแบบให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ (Spiritual Parenting)

เป็นสไตล์การเลี้ยงดูที่เคารพในความเป็นตัวของตัวเองของเด็กแต่ละคน และสร้างพื้นที่ให้เด็กได้พัฒนาความเชื่อของตนเอง โดยพิจารณาจากบุคลิกเฉพาะตัวและศักยภาพของเด็ก ซึ่งอาจแยกย่อยเป็นข้อต่างๆ ได้ดังนี้

  • เชื่อใจลูกเสมอ
  • สอนลูกว่าชีวิตมีเป้าหมาย
  • ฟังลูกเสมอก่อนดำเนินการใดๆ
  • ใช้คำพูดกับลูกอย่างชาญฉลาด
  • ส่งเสริมความฝันของลูก
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น
  • เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
  • ไม่กดดันลูก
  • ให้ทุกวันเป็นการเริ่มต้นใหม่

5. การเลี้ยงลูกแบบให้อิสระและพร้อมปกป้อง (Nurturant Parenting)

แนวทางนี้ส่วนใหญ่เป็นสไตล์การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ตะวันตกสมัยใหม่ การเลี้ยงลูกแบบนี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาความสนใจของตัวเอง แต่ยังช่วยให้เด็กๆ พึงพอใจภาคภูมิใจกับความสำเร็จของตนเองด้วย พ่อแม่จะให้การส่งเสริมในเรื่องของคุณภาพ มากกว่าปริมาณ และให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งภายในครอบครัว มุ่งที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก และให้เคารพต่อความฉลาดทางธรรมชาติของเด็กตามสมควร พ่อแม่สไตล์นี้มองว่าเด็กควรได้รับอนุญาตให้สำรวจสภาพแวดล้อมด้วยตัวเองผู้ปกครองมีหน้าที่ปกป้องบุตรหลานจากจากอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และพร้อมให้คำแนะนำแก่ลูกเมื่อลูกต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ

6. การเลี้ยงลูกแบบให้อิสระอย่างมีขอบเขต (Authoritative Parenting)

การเลี้ยงดูแบบที่​พ่อแม่สนับสนุนให้ลูกมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะของเด็ก อนุญาตให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ แต่ในขณะเดียวกันก็จะกำหนดขอบเขตพฤติกรรมของเด็ก และกำหนดให้เด็กเชื่อฟังvและปฏิบัติตามแนวทางที่พ่อแม่กำหนดด้วยเหตุและผล  ด้วยรูปแบบการเลี้ยงแบบนี้ ผู้ปกครองต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังของตัวเอง เพื่อให้เด็กๆ รู้ว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิต ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการคิดอย่างอิสระสำหรับเด็กยังเป็นการสร้างขอบเขตที่เหมาะสมให้เด็กรู้สึกปลอดภัย แต่ไม่ปกป้องลูกมากเกินไป จนไม่สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่จะผิดพลาดในชีวิตได้ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจในตัวเอง มีทักษะในการเข้าสังคมที่ดี ซึ่งพัฒนาไปสู่การใช้ชีวิตที่ดีเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

7. การเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ (Authoritarian Parenting)

การเลี้ยงดูแบบเผด็จการ พ่อแม่สไตล์นี้มักเรียกร้องและควบคุมในทุกด้านของชีวิตลูก พ่อแม่แบ่งปันความรู้สึกอบอุ่นทางจิตใจน้อย และจู้จี้จุกจิกมากกว่าแสดงความรักต่อลูก ในการเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ พ่อแม่ไม่ไว้วางใจให้ลูกเลือกทางเลือกที่ดี พวกเขาอาจลงโทษลูกด้วยพฤติกรรมที่ไม่ดี ซึ่งรวมถึงการลงโทษทางร่างกายด้วย เด็กถูกพ่อแม่ผูกมัดให้ปฏิบัติตาม ‘กฎ’ ที่พ่อแม่ตั้งไว้ การเลี้ยงลูกแบบนี้จะส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว แสดงท่าทีหวาดกลัวหรือเขินอายกับคนอื่นมากเกินไป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมักมีความนับถือตนเองต่ำกว่าเด็กทั่วไป เด็กอาจมีความสามารถน้อยกว่าเด็กวัยเดียวกัน และพบว่าเป็นการยากที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน ไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กๆ ก้าวร้าว ควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว ยังหล่อหลอมให้เด็กใช้ความเกรี้ยวกราด ความโกรธในการต่อสู้จัดการกับผู้อื่นด้วย

8. การเลี้ยงลูกแบบตามใจ (Permissive Parenting)

การเลี้ยงดูที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค่อนข้างสูง พ่อแม่มักให้ความรักและห่วงใยที่ดี แต่ลักษณะดูเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่าผู้ปกครอง  เน้นเสรีภาพของลูกมากกว่าความรับผิดชอบ ความคิดเห็นและความรู้สึกของของเด็กมีความสำคัญต่อผู้ปกครอง พ่อแม่สไตล์นี้ มักจะตรงข้ามกับ “พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์” ซึ่งแทนที่จะควบคุมลูกย่างก้าว แต่พ่อแม่มักยอมจำนนกับความต้องการของลูกจนถึงขั้นหละหลวม และแทบจะไม่สร้างหรือบังคับใช้กฎเกณฑ์ทางวินัยใดๆ เลย และมักคิดแค่เพียงว่าว่า “เด็กก็คือเด็ก” แม้ว่าพ่อแม่สไตล์นี้จะมอบความรักที่อบอุ่นให้กับลูก แต่อาจจะบกพร่องในการควบคุมหรือสั่งสอนลูกๆ ผลกระทบของการเลี้ยงดูลักษณะนี้ คือ เด็กมีแนวโน้มที่จะขาดวินัยในตนเองและมีทักษะทางสังคมที่ไม่ดี

 

สไตล์การเลี้ยงลูก

 

9. การเลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลย (Neglectful Parenting)

การเลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลย ถือเป็นการไม่เรียกร้องหรือตอบสนองต่อลูกเท่าที่ควร ลักษณะการเลี้ยงดูเช่นนี้ พ่อแม่จะค่อนข้างอยู่ห่างไกลจากอารมณ์ความรู้สึกของลูก ไม่ค่อยแสดงความรักและความเสน่หาต่อลูก มักจะเฉยเมย เมินเฉย หรือแม้แต่ละเลยโดยสิ้นเชิงต่อความรู้สึกและความต้องการของลูก ซึ่งมักส่งผลกระทบด้านลบต่อเด็กในระยะยาว เด็กๆ จะกลัวการพึ่งพาผู้อื่นเนื่องจากขาดการสนับสนุนจากครอบครัว และร้ายแรงที่สุดเด็กอาจมีแนวโน้มที่จะทำความผิดทางอาญา และเสี่ยงต่อการใช้สารเสพติดได้

10. การเลี้ยงลูกแบบบงการไปซะทุกอย่าง (Helicopter Parenting)

หรือ พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์  คือ การเลี้ยงลูกที่พ่อแม่ให้ความสำคัญกับลูกมากเกินไป พ่อแม่มักชอบยื่นมือช่วยลูกในการทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยพื้นฐานแล้วพ่อแม่สไตล์นี้มักพยายามควบคุมชีวิต และปกป้องลูกมากเกินไป และคิดว่าลูกต้องสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้าน เชื่อกันว่าการเลี้ยงลูกแบบบงการ จะทำให้เด็กขาดความมั่นใจในตัวเอง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ เนื่องจากขาดทักษะทางสังคม และประสบการณ์ในการแก้ปัญหา

11. การเลี้ยงลูกแบบหลงตัวเอง (Narcissistic parents)

ลักษณะทั่วไปของ narcissistic parents คือการขาดการเอาใจลูกมาใส่ใจของตัวเอง บังคับให้ลูกเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการโดยแสดงท่าทีเป็นเจ้าของชีวิตลูก  รูปแบบการเลี้ยงดูนี้ค่อนข้างคล้ายกับการเลี้ยงลูกดูแบบบงการ (Helicopter Parenting) แปลกแต่จริงที่พ่อแม่สไตล์นี้ มักจะรู้สึกขาดความมั่นใจในตัวเองเวลาที่เห็นลูกได้ดีหรือเก่งกว่าตัวเอง และคิดว่าลูกต้องสนองความต้องการของพ่อแม่และเกิดมามีหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่ในอนาคต ซึ่งพฤติกรรมของผู้ปกครองดังกล่าวอาจส่งผลเสียไปตลอดชีวิตของเด็ก ด้วยเหตุนี้เด็กจึงเติบโตขึ้นมาค่อนข้างดื้อรั้น ปฏิเสธสังคม ทำตัวขวานผ่าซาก และขาดการติดต่อจากโลก นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กไม่เคยพัฒนาความคิดเห็นของตัวเองในวัยเด็ก ซึ่งส่งผลเสียต่อวัยผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน

 

สไตล์การเลี้ยงลูก

 

12. การเลี้ยงลูกแบบเป็นพิษ (Toxic Parenting)

การเลี้ยงลูกแบบเป็นพิษ เป็นรูปแบบการเลี้ยงลูกแบบหนึ่งที่พ่อแม่มักทำร้ายลูกทางวาจา หรือทางร่างกาย  เพิกเฉยต่อความต้องการทางอารมณ์ของลูก ประพฤติตัวอย่างสม่ำเสมอในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิด ความกลัว หรือภาระผูกพันในลูกของตน หรืออาจ ตะคอก ตะโกนใส่ลูก หรือทำสิ่งต่าง ๆ ที่มักสร้างความเสียหายต่อความรู้สึกและอารมณ์ของลูก ๆ แม้โดยตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจ แต่แรงกระตุ้นของพ่อแม่สไตล์นี้คือจุดมุ่งหมายในการทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พ่อแม่มักกังวลกับความต้องการของตนเองมากกว่าว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปว่าจะเป็นอันตราย หรือส่งผลกระทบต่อลูกหรือไม่อย่างไร อาจไม่มีการขอโทษหรือแม้แต่ยอมรับว่าสิ่งที่ทำไปนั้นผิด ซึ่งส่งผลต่อชีวิตโดยรวมของเด็ก เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความนับถือตนเองต่ำ มองโลกในแง่ร้าย ไม่ค่อยไว้วางใจผู้อื่น และขาดทักษะด้านสังคม

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : bedtimeshortstories.com , capitalchoicecounselling.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ดุ ไม่ตี ปูพื้นฐานชีวิตลูกให้ดีใน 3 ปีแรก

เคล็ด(ไม่)ลับ เลี้ยงลูกด้วยสติ ช่วยยุติได้ทุกปัญหา!

20 วิธี เลี้ยงลูกให้เรียนเก่ง สำคัญที่พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วม!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนลูกนั่งกระโถน

อยาก สอนลูกนั่งกระโถน นั่งโถส้วมให้สำเร็จ พ่อแม่ต้องไม่ทำเรื่องเหล่านี้!

สอนลูกนั่งกระโถน – การฝึกลูกขับถ่ายอาจเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครอง ความสำเร็จมักไม่ได้มาโดยบังเอิญ อาจมีน้ำตาหรือความล้มเหลวเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา เพราะการเรียนรู้การใช้ห้องน้ำไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าประสบการณ์การฝึกให้ลูกนั่งกระโถนของคุณจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าลูกของคุณได้รับการสนับสนุนที่ดีและเหมาะสมที่จะทำให้เกิดทัศนคติเชิงบวกในขณะที่พวกใช้ความพยายามเรียนรู้ฝึกฝนทักษะใหม่สำหรับชีวิต มีข้อควรรู้บางประการที่พ่อแม่ไม่ควรทำหากต้องการฝึกให้ลูกนั่งกระโถนได้สำเร็จตามที่ตั้งใจ

อยาก สอนลูกนั่งกระโถน นั่งโถส้วมให้สำเร็จ พ่อแม่ต้องไม่ทำเรื่องเหล่านี้!

1. ลูกไม่พร้อม อย่าบังคับ

พ่อแม่ควรแน่ใจว่าลูกพร้อมที่จะเริ่มฝึกใช้กระโถน ซึ่งสัญญาณทั่วไปในความพร้อม ได้แก่ ลูกสามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ แสดงความสนใจในการเข้าห้องน้ำอย่างอิสระ และสามารถจัดการกับความต้องการทางกายภาพต่างๆ  เช่น การแต่งตัว และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ง่าย ๆ  หากสงสัยว่าลูกอาจไม่พร้อม แนะนำให้เผื่อเวลาไว้สองสามสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนที่จะลองฝึกลูกนั่งกระโถนอีกครั้ง

หากลูกของคุณปฏิเสธที่จะฝึก การบังคับให้พวกเขาไปนั่งบนกระโถนอาจสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีนัก ในที่สุดจะนำไปสู่การต่อต้าน อาจทำให้ลูกเกิดความรู้สึกด้านลบกับการใช้ห้องน้ำ ซึ่งจะยิ่งเป็นเรื่องยากต่อการเริ่มฝึกครั้งต่อไป ผลเสียคือ อาจทำให้ลูกของคุณกลั้นปัสสาวะหรือปัสสาวะไม่ออกและอาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้น พ่อแม่ต้องให้โอกาส และพยายามเข้าใจช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ของลูกให้มากที่สุดเหมือนกับเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ เช่น การนั่ง เดิน และพูด ต้องให้เกียรติ ให้เวลา ไม่เร่งเร้า เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอาจต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมากเพื่อฝึกฝนทักษะเหล่านี้

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณต้องละทิ้งการฝึกหรือปล่อยให้ลูกของคุณสลับระหว่างการใส่ผ้าอ้อมและการฝึกเมื่อใดก็ได้ แต่นั่นหมายถึงว่าคุณต้องแน่ใจว่าพวกเขาพร้อมที่จะก้าวไปสู่ขั้นที่เป็นอิสระ หากดูเหมือนลูกของคุณจะอยากเลิกผ้าอ้อม ก็ถือว่าได้เวลาที่เหมาะสมแล้ว

สอนลูกนั่งกระโถน
สอนลูกนั่งกระโถน

2. ฝึกลูกในช่วงที่ครอบครัวอยู่ในความเครียด

ความเครียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว อาจทำให้ลูกของคุณรู้สึกไม่พร้อมที่จะฝึกฝนสิ่งใหม่ๆ คล้ายกับความท้าทายในการต้องจัดการกับเรื่องหนักๆ ในชีวิตไปพร้อมกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากมีวาระสำคัญที่ไม่ดีนักเกิดขึ้นกับครอบครัว ควรรอจนกว่าเรื่องต่างๆ จะกลับมาเป็นปกติ แล้วค่อยหาเวลาเหมาะ ๆ ฝึกลูก สิ่งนี้สร้างความปลอดภัยให้กับลูกของคุณและช่วยให้พวกเขาเข้าห้องน้ำได้ง่าย ควบคู่ไปกับกิจวัตรปกติอื่นๆ และที่สำคัญคุณจะมีสมาธิเและพลังงานเชิงบวกมากเพียงพอที่จะช่วยเหลือลูกให้สามารถฝึกใช้กระโถนได้สำเร็จ

3. กำหนดเส้นตาย

จำไว้ว่า เด็กเล็ก ยังไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ได้ดี หากมีเรื่องของระยะเวลามากำหนด ด้วยวัยของพวกเขาที่ยังไม่มีแนวคิดเรื่องเวลาแบบเดียวกับผู้ใหญ่ และความพร้อมของเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป เด็กบางคนอาจนั่งกระโถนได้ก่อนอายุ 18 เดือน แต่อีกหลายคนอาจใช้เวลาหลายปีกว่าที่พวกเขาจะพร้อม บางคนยังไม่สามารถนั่งกระโถนได้จนก่อนเข้าอนุบาล ในขณะที่เด็กบางคนฝึกนั่งส้วมหรือกระโถนได้อย่างรวดเร็ว เคล็ดลับต่างๆ ที่มีให้อ่านเกี่ยวกับวิธีฝึกให้ลูกนั่งกระโถนให้ได้ผลสำเร็จ ในสามวัน  เจ็ดวัน หรือแม้แต่หนึ่งวันอาจไม่ได้คำนึงถึงบุคลิกลักษณะเฉพาะของเด็ก เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีอารมณ์ความรู้สึก และ พัฒนาการที่แตกต่างกัน

4. ปล่อยให้ความผิดพลาดมาฉุดรั้ง

รากฐานที่สำคัญประการหนึ่งในการฝึกลูกนั่งกระโถนให้สำเร็จ และเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ คือการ  “ยอมรับในความผิดพลาด” ส่งเสริมให้ลูกของคุณไปเข้าห้องน้ำ ความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ยังทำได้ไม่ดี เลอะเทอะ หรือยังไม่สามารถขับถ่ายบนกระโถนได้ มักเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติสำหรับการเปิดรับสิ่งใหม่ๆของชีวิต ดังนั้นไม่มีอะไรที่คุณต้องรู้สึกแย่ เมื่อมันเกิดขึ้นเราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะพาไปสู่ความสำเร็จได้ ความผิดพลาดที่พ่อแม่เฝ้าเน้นย้ำมากเกินไป อาจเพิ่มความรู้สึกประหม่าและละอายใจให้กับลูกซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการฝึก ดังนั้น เมื่อมันเกิดขึ้นให้รักษาท่าทีและน้ำเสียงวาจาที่ดี ให้ลูกรู้สึกว่าคุณพร้อมที่จะรอแลใะห้โอกาสต่อไปที่ลูกจะสามารถใช้กระโถนให้สำเร็จในวันข้างหน้า

5. ให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่ไม่เอื้ออำนวย

เมื่อเริ่มฝึกคุณจะรู้ว่า แขนและมือเล็กๆ ยากเพียงใดในการจัดการเมื่อต้องรีบ ถอดชุด ปลดกระดุม รูดซิปกางเกง เมื่อความอยากฉี่หรืออุจจาระกำลังคืบคลานเข้ามา ดังนั้นควรทำให้เป็นเรื่องง่ายที่สุดสำหรับบุตรหลานของคุณ ใช้ทักษะการเคลื่อนไหวของลูกของคุณเป็นตัววัดในการเลือกเสื้อผ้าระหว่างการฝึก เช่น กางเกงเอวยางยืดแบบเรียบง่าย กางเกงขาสั้น หรือกระโปรง เป็นต้น

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงชุดหลวม ๆ เว้นแต่ลูกของคุณจะเชี่ยวชาญในการถอดและใส่กลับเข้าไปใหม่ เช่นเดียวกับสายเอี๊ยม เข็มขัด กางเกงรัดรูป เสื้อเชิ้ตแบบชิ้นเดียวที่ติดที่เป้า และทุกอย่างที่มีซิป กระดุม หรือสายรัดอื่นๆ ที่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบุตรหลานของคุณในการจัดการอย่างรวดเร็วและเป็นอิสระ เวลาอยู่ที่บ้านลองปล่อยให้ลูกของคุณวิ่งเล่นโดยใส่แค่กางเกงใน หรือเปลือยได้เลยหากคุณรู้สึกสะดวกสบายเพราะท้ายที่สุดแล้วมันจะเป็นชุดฝึกนั่งกระโถนที่ดีที่สุด

 

สอนลูกนั่งกระโถน

6. ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากภายนอก

เป็นธรรมดาที่อาจมีแรงกดดันจากภายนอก (ในแง่ของวิธีการและเวลาในการฝึกนั่งกระโถนและผลลัพธ์) เช่น จากปู่ย่าตายาย ผู้ปกครองคนอื่นๆ ในกลุ่มพ่อแม่ต่างๆ ซึ่งทางที่ดี ให้คุณคิดไว้เสมอว่าในขณะที่คนอื่นอาจเต็มไปด้วยภูมิปัญญาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก คำแนะนำบางอย่างอาจไม่ตรงใจคุณหรือไม่ได้ผลดีที่สุดสำหรับคุณและลูกของคุณ ใช้สัญชาตญาณของคุณเองและพึ่งพาความรู้ที่คุณมีเกี่ยวกับความพร้อมของบุตรหลานและแนวทางที่ทำให้คุณ (และลูกของคุณ) สบายใจที่สุด เพราะคุณเป็นคนที่รู้จักลูกและตัวเองดีที่สุด จำไว้ว่าทักษะเหล่านี้เป็นทักษะที่เด็กส่วนใหญ่เรียนรู้ เด็กแต่ละคนอาจเรียนรู้ในเวลาที่ต่างกันตามจังหวะของตนเอง อย่ามัวแต่กังวลว่าใครจะฝึกกระโถนก่อน ฝึกเร็วกว่า ทำได้ก่อน เพราะท้ายที่สุด มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ และอาจทำให้คุณรู้สึกเครียดเปล่าๆ และพาลล้มเลิกความตั้งใจที่ดี

7. มองข้ามความรู้สึกของลูก

เด็ก ๆ สามารถพัฒนาความกลัวได้ในระหว่างการฝึกฝน ซึ่งอาจเป็นความกลัวที่มากพอๆ กับความกลัวที่ผู้ใหญ่มี เด็กอาจกลัวสิ่งที่คุณไม่รู้สึกว่าน่ากลัว สิ่งสำคัญคือการให้เกียรติและดูแลความรู้สึกของลูก

ในกรณีที่ฝึกนั่งบนโถส้วม เด็กอาจไม่เข้าใจกลไกของโถส้วมและเสียงที่ดังกึกก้องในพื้นที่เล็กๆ หากเด็กประสบอุบัติเหตุลื่นล้มจากที่นั่งชักโครก และโดนน้ำจากก้นโถส้วมเพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้เด็กๆ ละไปจากตรงนั้นหรือแม้แต่ต้องพักการฝึก เด็กบางคนมีปัญหากับการดูอุจจาระของพวกเขาหายไปกับโถส้วมราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาเหมือนแขนหรือขา

ทางที่ดีพ่อแม่ควรจัดการกับความกลัวต่างๆ ของลูกอย่างสุภาพอ่อนโยน พูดคุยถึงความกลัวโดยไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต หรือทำให้ลูกของคุณรู้สึกว่าความรู้สึกของพวกเขาไม่สำคัญ เด็กบางคนอาจต้องการความช่วยเหลือในการแสดงความกังวลและจัดการกับความรู้สึก ดังนั้นควรใช้คำพูดที่เหมาะสมและไม่ใช้อารมณ์

พยายามฝึกฝนและทำงานร่วมกับลูกของคุณ มองมันเป็นโอกาสการเรียนรู้อีกหนึ่งโอกาสและอีกหนึ่งก้าวของการเติบโตและความเป็นอิสระในชีวิตของลูกปฏิบัติต่อลูกน้อยของคุณด้วยความอดทน และให้กำลังใจ และอย่าลืมที่จะสนุกสนานไปพร้อมกับลูกๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วการฝึกฝนเรื่องการขับถ่ายให้ลูกสามารถนั่งกระโถนได้สำเร็จ จะช่วยเสริมสร้างทักษะความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : verywellfamily.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ฝึกลูกนั่งกระโถน ก่อนวัย 1 ขวบ ด้วย 6 เทคนิคง่ายๆ

ลูกฉี่ราดบ่อย เพราะฝึกนั่งกระโถนเร็วไปไหม

วิธีเลิกผ้าอ้อม ฝึกลูกใน 5 ขั้นตอน ได้ผลจริง! โดย พ่อเอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

การ์ตูน Disney

เปิดรายชื่อ!! การ์ตูน Disney + Hotstar ที่เด็ก ๆ ควรดู!!

Disney+ Hotstar บริการสตรีมมิ่งน้องใหม่ที่มาพร้อมหนังสนุก ๆ และ การ์ตูน Disney แบบจัดเต็ม ที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มาดูกันว่ามีการ์ตูนดิสนีย์เรื่องไหนที่ควรให้ลูกดูบ้าง

เปิดรายชื่อ!! การ์ตูน Disney + Hotstar ที่เด็ก ๆ ควรดู!!

Disney+ Hotstar คือ ศูนย์กลางความบันเทิงที่ได้รวบรวมเรื่องราวจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดังระดับฮอลลีวู้ด ภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุด Block Buster และภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ จาก Disney, Marvel, Star Wars, Pixar, National Geographic รวมไปจนถึงภาพยนตร์และซีรีส์จากสตูดิโอชั้นนำจากเอเชียและไทย สมาชิกที่สมัครใช้งาน จะรับชมความบันเทิงระดับโลกจาก Disney+ Hotstar ผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีโฆษณาคั่น

เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านก็ได้สมัครสมาชิกเพื่อรับชมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจุดเด่นของบริการสตรีมมิ่งเจ้านี้คือการรวบรวม การ์ตูน Disney แทบทั้งหมดไว้ในที่เดียว เรียกได้ว่าถูกใจทั้งพ่อ แม่ และลูก ๆ กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่เด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนกัน เวลาว่างจากการเรียนออนไลน์ก็มักจะดูการ์ตูน เล่นของเล่นกันไป แต่จะดีกว่าไหมที่คุณพ่อคุณแม่เลือกการ์ตูนที่ดูสนุก ได้ข้อคิด ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี และยังได้ฝึกภาษาอังกฤษ ไปพร้อมกันด้วย มาดูกันว่ามี การ์ตูน Disney + Hotstar เรื่องไหนที่เด็ก ๆ ต้องห้ามพลาดกันบ้าง

เปิดรายชื่อ!! การ์ตูน Disney + Hotstar ที่เด็ก ๆ ควรดู!!

ภาพยนตร์การ์ตูน

การ์ตูนดิสนีย์
การ์ตูนดิสนีย์
  • Raya The Last Dragon – มนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันอย่างสันติในคูมันตรา จนกระทั่งความชั่วร้ายเข้ามาปกคลุมเมือง เจ้าหญิงรายาจึงไล่ล่ามังกรตัวสุดท้ายเพื่อหยุดยั้งพลังชั่วร้ายและรวมดินแดนเป็นปึกแผ่น
  • Frozen II – ทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมพลังวิเศษ คำตอบของคำถามนี้กำลังส่งเสียงเรียกหา เอลซ่ากับอันนาและผองเพื่อนจึงต้องออกเดินทางสู่ดินแดนที่ไม่รู้เพื่อไขปริศนาและช่วยอาณาจักรอีกครั้ง
  • Zootopia – ในเมืองที่สัตว์กินพืชและกินเนื้ออยู่ร่วมกันได้เนื่องจากมีกฎระเบียบ จูดี้ ฮอปส์คือกระต่ายตัวแรกที่ได้เป็นตำรวจ ถึงทุกคนจะดูถูกความสามารถของเธอ แต่เธอก็มุ่งมั่นที่จะไขคดีที่ยากและอันตรายให้ได้
  • Ralph Breaks The Internet – ราล์ฟ วายร้ายในวิดีโอเกมกับวาเนโลปี้ วอน ชวีทซ์เดินทางเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตที่กว้างใหญ่เพื่อตามหาชิ้นส่วนทดแทนมากอบกู้ชูการ์รัช อาณาจักรเกมของวาเนโลปี้
  • Tangled – ฟลินน์ ไรเดอร์ โจรที่อาณาจักรต้องการ ถูกราพันเซล หญิงสาวผู้มีผมสีทองยาว 70 ฟุตจับตัวไว้ คู่หูที่ไม่น่ามาเจอกันเริ่มการหลบหนีแสนสนุกและน่าขนลุกที่เต็มไปด้วยการผจญภัย ความรัก ความฮาและเส้นผม
  • Frozen – เจ้าหญิงอันนาผู้ร่าเริงกับคริสตอฟฟ์และมนุษย์หิมะสุดฮาชื่อโอลาฟ ร่วมกันเดินทางฝ่าฟันยอดเขาหนาวเหน็บเพื่อตามหาเอลซ่า พี่สาวของอันนาผู้ปลดปล่อยพลังจนแช่แข็งอาณาจักรให้อยู่ในฤดูหนาวตลอดกาล
  • Brave – เมอริด้า เจ้าหญิงผู้เข้มแข็งและวู่วามตัดสินใจเลือกทางเดินที่ขัดต่อธรรมเนียม จนนำความโกลาหลมาสู่อาณาจักร เธอได้รับพรหนึ่งข้อ และต้องใช้ความกล้าหาญกับทักษะธนูของเธอแก้ไขคำสาปอันเลวร้าย
  • The Little Mermaid – แอเรียล เงือกสาวตกหลุมรักเจ้าชายหนุ่มรูปงามจนต้องไปขอความช่วยเหลือจากเออร์ซูลา แม่มดทะเล แต่มีบางอย่างที่เธอต้องแลกไป โชคดีที่เธอยังมีเพื่อนอย่างฟลาวน์เดอร์และเซบาสเตียนคอยช่วยเหลือ
  • Alice in Wonderland – การผจญภัยเริ่มต้นขึ้น เมื่ออลิซช่างฝันพบกับกระต่ายขาวผู้เร่งรีบ เธอไล่ตามมันไปจนพลัดหลงไปสู่วันเดอร์แลนด์ ดินแดนมหัศจรรย์ ซึ่งเต็มไปด้วยตัวละครพิลึกพิลั่น
  • Wrek-it Ralph – ราล์ฟ ตัวละครจอมวายร้ายจากเกมอาเคดเบื่อการถูกบดบังอยู่ในเงาของฝั่งคนดี เขารับเรื่องต่างๆ ไว้กับตัวเองและออกเดินทางไปยังเกมต่างๆ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาก็มีสิ่งที่จะเป็นฮีโร่ได้
  • Lilo&Stitch – บนหมู่เกาะฮาวายเขตร้อน เด็กหญิงตัวเล็กชื่อลิโล่รับเลี้ยงสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นลูกหมาไร้เดียงสา สติทช์ โดยไม่รู้จักที่มาของมันเลยสักนิด
  • Mulan – มู่หลาน หญิงสาวที่เป็นคงจะเป็นเจ้าสาวแสนดีไม่ได้ ตัดสินใจปลอมตัวเป็นชายและออกรบแทนพ่อผู้ชราเมื่อประเทศถูกรุกราน โดยมีมังกรแดงมูชูคอยคุ้มครองให้รอดปลอดภัยและนำศักดิ์ศรีมาให้ครอบครัว
  • The Lion King – เจ้าชายซิมบ้า ลูกสิงโตผู้ไร้เดียงสา ถูกหลอกว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องสลด เขาจึงหนีออกจากฝูง หลังผ่านไปหลายปี ซิมบ้ากลับมาเพื่ออ้างสิทธิ์ของราชาและชิงบัลลังก์คืนจากสการ์ อาตัวร้าย
  • Beauty and the Beast – เบลล์ สาวสวยผู้กล้าหาญตกลงใช้ชีวิตกับอสูร เพื่อแลกกับพ่อที่ถูกลักพาตัวไป ไม่ช้าเบลล์ก็ได้เรียนรู้ว่าผู้จองจำที่น่าหวาดกลัวของเธอมีด้านอ่อนไหวซ่อนอยู่
  • Sleeping Beauty – แอนิเมชั่นแฟนตาซีคลาสสิกของดิสนีย์จากบทเพลงของไชคอฟสกี เล่าเรื่องของรักแท้ที่เอาชนะทุกสิ่งได้ เมื่อเจ้าหญิงออโรร่าถูกมาลิฟิเซนต์ผู้ชั่วร้ายสาปให้หลับใหล มีแต่เจ้าชายรูปงามเท่านั้นที่จะช่วยเธอได้
  • Pinocchio – พินอคคิโอ หุ่นไม้มีชีวิตออกเดินทางไปกับเจมินี คริกเก็ต จิ้งหรีดเพื่อนรัก ในการผจญภัยที่จะทดสอบความกล้า ความภักดี และความซื่อสัตย์ จนกว่าเขาจะได้เป็นมนุษย์จริงๆ
  • SnowWhite – เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ถูกคุกคามโดยราชินีผู้ชั่วร้ายที่ต้องการสังหารเธอเพราะเธอคือ “ผู้งามเลิศในปฐพี” เธอจึงหนีเข้าไปในป่า คนแคระทั้งเจ็ดช่วยเธอไว้และปกป้องเธอจากแม่มดที่ยัง
  • Cinderella – แม่เลี้ยงใจร้ายของซินเดอเรลล่าขัดขวางไม่ให้เธอไปร่วมงานเต้นรำในวัง แต่ฝันของเธอก็กลายเป็นจริงด้วยความช่วยที่ไม่ทันได้คาดคิดจากนางฟ้าแม่ทูนหัวและเพื่อนรักของเธออย่างกัสและแจ็ก
  • Bolt – เมื่อดาวเด่นของรายการทีวีสุดฮิตบังเอิญถูกส่งตัวจากสตูดิโอในฮอลลีวู้ด ไปยังนิวยอร์กซิตี เขาต้องเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อเดินทางข้ามประเทศในโลกแห่งความจริง
  • The Emperor’s New Grove – คุซโก้ จักรพรรดิหนุ่มจอมหยิ่งต้องกลายเป็นตัวลามะด้วยน้ำมือของอีซม่า ที่ปรึกษากระหายอำนาจของเขา เมื่อต้องระเห็จไปกลางป่า โอกาสเดียวที่จะกลับบ้านจึงตกอยู่ในมือของชาวบ้านใจประเสริฐชื่อว่าพาชา
  • Fantasia 2000 – 60 ปีหลังจากการเปิดตัวฉบับคลาสสิกเมื่อปี 1940 นักวาดการ์ตูนและผู้สร้างแอนิเมชั่นรุ่นใหม่ของดิสนีย์กลับมาอีกครั้งพร้อมเรื่องราวสดใหม่ ดนตรีเร้าใจและภาพสวยงามเกินบรรยาย นี่คือ แฟนเทเชีย 2000
  • Tarzan – ทาร์ซานคือลูกมนุษย์ที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยบรรดากอริลลา ตอนนี้เขาถูกบังคับให้เลือกระหว่างชีวิตอันศิวิไลซ์กับหญิงสาวผู้เป็นที่รักอย่างเจน และชีวิตในป่ากับครอบครัวกอริลลา
  • Hercules – เฮอร์คิวลิส บุตรของซุสผู้ยิ่งใหญ่ถูกพรากจากยอดเขาโอลิมปัสมายังโลกและกลายเป็นคนกึ่งเทพ หลังรู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิด เขาก็จึงออกเดินทาง “สุดฟ้าดิน” เพื่อพิสูจน์ความเป็นวีรบุรุษเพื่อจะได้กลับบ้าน
  • The Hunchback of Notre Dame – การ์ตูนเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากนิยายคลาสสิกของวิกตอร์ อูโก เรื่องราวของคนค่อมแห่งหอระฆังและสาวยิปซีที่ลุกขึ้นต่อต้านขุนนางชั่วจากการกดขี่ ถ่ายทอดผ่านบทเพลงซึ้งใจและภาพของเมืองปารีสแสนสวย
  • 101 Dalmatians – มาร่วมลุ้นไปกับความกล้าหาญของเหล่าเจ้าตัวกระดิกหางในการทำภารกิจอันน่าทึ่งเพื่อช่วยเหลือลูกสุนัขของพองโก้และเพอร์ดิต้า จากครูเอลล่า เดอ วิล วายร้ายที่คลั่งไคล้หนังน้องหมา
  • A Goofy Movie – กูฟฟี่พบว่าหูลู่ของเขาเป็นลางร้ายและทำให้ว้าวุ่นใจเมื่อเขาพาแม็กซ์ไปออกทริปตกปลา เพื่อเติมเต็มช่องว่างกับคนรุ่นใหม่และใช้เวลาที่มีคุณภาพสานสัมพันธ์กับครอบครัว
  • Robin Hood – วีรบุรุษโรบิน ฮู้ดพร้อมเพื่อนที่เขาไว้ใจอย่างลิตเติ้ลจอห์นและกลุ่มเสรีชนผู้อุทิศตน ได้ปลุกกระแสการกระทำแสนขบขันและกล้าหาญที่โด่งดังขึ้นมาเพื่อเอาชนะเจ้าชายจอห์นผู้ละโมบและนำความสุขมาสู่ป่าเชอร์วูด
  • Bambi – ในป่าลึก แบมบี้ออกเดินทางสำรวจโลกใบใหม่กับผองเพื่อน ทรัมเปอร์และฟลาวเวอร์ เจ้าชายกวางน้อย มีนกฮูกผู้รอบรู้คอยนำทางและได้รับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความรัก ความสูญเสีย และชีวิต
  • Planes – ดัสตี้ เครื่องบินพ่นยาฆ่าแมลงผู้ใฝ่ฝันถึงการแข่งขันทางอากาศที่มีชื่อเสียง แต่เขาดันกลัวความสูง ด้วยแรงสนับสนุนจากพี่เลี้ยง สกิปเปอร์ และกลุ่มเพื่อนใหม่ ดัสตี้จึงออกเดินทางเพื่อทำฝันให้เป็นจริง
  • Princess Frog – นิทานคลาสสิกที่ถูกนำมาพลิกแพลงใหม่ เจ้าชายกบผู้อยากกลับไปเป็นมนุษย์อีกครั้งได้จุมพิตกับหญิงสาวผู้มีฝันที่เป็นคู่พรหมลิขิตของเขา ซึ่งนำพวกเขาทั้งคู่ไปสู่การผจญภัยสุดสนุกผ่านแม่น้ำลึกลับของหลุยเซียนา
  • Brother Bear – มหัศจรรย์หมีผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องราวการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่มีทั้งความตลกและเต็มไปด้วยรัก เมื่อเคไนกลายร่างเป็นหมีอย่างน่าอัศจรรย์ เขาต้องเดินตามรอยเท้าของคนอื่นจนกว่าจะได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตอันมีค่า
  • Meet The Robinsons – ลูอิส นักประดิษฐ์ที่เก่งกาจได้พบกับคนแปลกหน้าลึกลับนามวิลเบอร์ โรบินสัน เขาพาลูอิสนั่งไทม์แมชชีนและได้ร่วมมือกันเพื่อติดตามโบว์เลอร์ แฮท กายในการปะทะที่จบลงด้วยโชคชะตาอันพลิกผัน

ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชั่น

การ์ตูนดิสนีย์สนุกๆ
การ์ตูนดิสนีย์สนุกๆ
  • The Lion King – เจ้าชายซิมบ้า ลูกสิงโตผู้ไร้เดียงสา ถูกหลอกว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องสลด เขาจึงหนีออกจากฝูง หลังผ่านไปหลายปี ซิมบ้ากลับมาเพื่ออ้างสิทธิ์ของราชาและชิงบัลลังก์คืนจากสการ์ อาตัวร้าย
  • Dumbo – ดัมโบ้ ลูกช้างสุดที่รักของคุณนายจัมโบ้มีหูลู่ขนาดมหึมา ด้วยแรงสนับสนุนของเพื่อนอย่างทิโมธี ดัมโบ้จึงเรียนรู้ว่าหูอันแสนงดงามของเขาทำให้เขาพิเศษและไม่เหมือนใคร
  • Lady and the Tramp – เลดี้ สุนัขพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียล ที่ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยความรัก มาพบกับไอ้ตูบแทรมพ์ สุนัขจรจัดจากอีกฟากของเมือง ผู้ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าการท่องไปมาโดยไร้สายจูงนั้นมีความหมายอย่างไร
  • The Jungle Book – เมาคลี เด็กน้อยที่ได้รับการเลี้ยงดูจากฝูงหมาป่า ต้องหนีหัวซุกหัวซุน เมื่อเสือโคร่งตัวหนึ่งชื่อแชร์คานขู่ว่าจะฆ่าเขา เสือดำบากีราและหมีบาลูจึงต้องช่วยเมาคลีให้พ้นจากกรงเล็บของเสือร้าย
  • Pete’s Dragon – พีทอาศัยอยู่ในป่ามากว่าหกปี จนเกรซ เจ้าหน้าที่ดูแลป่ารับไปเลี้ยง พีทเล่าว่าเขามีเพื่อนชื่อเอลเลียตและวาดรูปมังกรให้ดู เกรซไม่เชื่อจึงขอให้พีทพาไปพบเอลเลียต
  • Togo – ในฤดูหนาวปี 1925 แชมป์ฝึกสอนสุนัขลากเลื่อนและโตโก สุนัขของเขาเริ่มต้นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นข้ามภูมิประเทศทุนดราอลาสกันสุดแสนอันตราย เพื่อช่วยขนส่งเซรุ่มต้านพิษไปยังเมืองเล็กๆ
  • G-Force – หนูทดลองที่รัฐบาลฝึกฝนมาพบว่าโชคชะตาของโลกใบนี้อยู่ในอุ้งเท้าของตัวเอง จึงติดอุปกรณ์สายลับสุดไฮเทคล่าสุดและออกไปกู้โลก
  • The One and Only Ivan – อีวาน กอริลลาหลังเงินพยายามปะติดปะต่ออดีตของตัวเองโดยได้รับความช่วยเหลือจากช้างชื่อสเตลล่าระหว่างที่วางแผนหลบหนีจากการที่จองจำ
  • Godmothered – นางฟ้าแม่ทูนหัวฝึกหัดพยายามพิสูจน์ว่ามนุษย์ยังต้องการนางฟ้าแม่ทูนหัวอยู่ เธอจึงมาที่โลกและตามหาเด็กหญิงที่เธอเคยดูแล แต่ตอนนี้เด็กคนนั้นกลายเป็นคุณแม่ที่มีแต่ปัญหารุมเร้า
  • Timmy Failure : Mistake Were Made – ติดตามเรื่องราวกล้าหาญน่าขบขันของฮีโร่ประหลาดหน้าตาย ทิมมี เฟลเลียร์ กับโททัล หมีขั้วโลกคู่หูน้ำหนัก 1,500 ปอนด์ของเขา ผู้ดำเนินกิจการสำนักงานนักสืบโททัลเฟลเลียร์อิงค์ในพอร์ตแลนด์
  • Cinderella – เอลล่าสูญเสียพ่อและแม่ไปโดยไม่ทันคาดคิดและต้องใช้ชีวิตเป็นเบี้ยล่างของแม่เลี้ยงและพี่สาวที่ขี้อิจฉาและโหดร้าย แต่หญิงขอทานผู้ใจดีก้าวเข้ามาและเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
  • Saving Mr. Banks – พี.แอล. เทรเวอร์ส นักเขียนหญิงจากอังกฤษต้องเดินทางจากลอนดอนไปฮอลลีวูดเมื่อวอลท์ ดิสนีย์ดัดแปลงนิยายของเธอ แมรี่ ป๊อปปินส์ไปทำเป็นภาพยนตร์และต้องการให้เธอช่วยสร้างความมหัศจรรย์
  • Let It Shine – ไซรัส เดอบาร์จกับคริส แม็กดัฟฟี่ เพื่อนสนิทของเขา กลับมารวมตัวกับร็อกแซนน์ แอนดรูวส์ เพื่อนสมัยเด็กที่สนใจการร้องเพลง ซึ่งค่ายเพลงเขาเป็นผู้สนับสนุนการแข่งเขียนเพลงที่ชมรมวัยรุ่น
  • Black Beauty – ม้าป่าชื่อแบล็กบิวตี้ และโจ เด็กสาววัยรุ่น ได้สร้างสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันตัดขาด ซึ่งจะเชื่อมโยงพวกเขาตลอดไป พบเรื่องราวประทับใจจากนิยายคลาสสิกเกี่ยวกับมนุษย์และม้าได้ในเรื่องนี้
  • Herbie : Fully Loaded – แม็กกี้ เพย์ตันเป็นเจ้าของใหม่ของหมายเลข 53 หรือที่รู้จักกันในชื่อเฮอร์บี้ รถเต่าฟ็อลคส์วาเกินอิสระที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เธอทดสอบรถอย่างละเอียดบนถนนเพื่อจะไปลงแข่งนาสการ์

พิกซาร์เรื่องโปรด

disney+ hotstar
disney+ hotstar
  • Luca – เรื่องราวการก้าวผ่านช่วงวัยของสองหนุ่ม ลูก้าและอัลแบร์โต้ ในฤดูร้อน ที่จะตราตรึงในความทรงจำ ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองริมทะเลในอิตาลี
  • Toy Story 4 – เมื่อของเล่นชิ้นใหม่ที่มีชื่อว่าฟอร์คกี้มาร่วมทีมกับวู้ดดี้และผองเพื่อน การออกเดินทางของเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ทำให้เห็นว่าโลกใบนี้มีขนาดใหญ่เพียงใดสำหรับของเล่น
  • Soul – โจ ครูสอนดนตรีชั้นประถมซึ่งชีวิตไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหวังแต่เมื่อเขาเดินทางไปยังดินแดนอื่นเพื่อช่วยให้บางคนค้นพบความหลงใหลของตัวเองในไม่ช้าเขาก็ได้เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของการมีจิตวิญญาณ
  • Incredibles 2 – ครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่อันเป็นที่รักกลับมาผจญภัยอีกครั้ง มิสเตอร์อินเครดิเบิ้ลถูกทิ้งให้เลี้ยงลูกน้อย ส่วนภรรยาออกไปปกป้องโลก แต่ครอบครัวกลับต้องลำบากเมื่อวายรายที่ทรงพลังตัวใหม่มาถึง
  • A Bug’s Life – ฟลิค เป็นมดหัวก้าวหน้าจนมดตัวอื่นๆ เห็นว่าประหลาด เหตุการณ์พลิกผันทำให้เขาต้องจากเกาะมดหัวโบราณไปขอความช่วยเหลือจากคณะแมลงนักแสดงฝีมือแย่ ให้มาร่วมกันต่อสู้กับเหล่าตั๊กแตนจอมกดขี่
  • Coco – มิเกล เด็กน้อยผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรีแต่ถูกครอบครัวสั่งห้าม วันหนึ่ง เขาก้าวเข้าสู่โลกแห่งความตายเพื่อตามหาปู่ทวดตัวจริงของเขาที่เป็นนักร้องในตำนาน นี่คือการ์ตูนที่จะทำให้คุณต้องเสียน้ำตา
  • Up – คาร์ล เฟร็ดดิกเซน กำลังจะเติมเต็มความฝันตลอดชีวิตในการผูกลูกโป่งหลายพันลูกไว้ที่บ้านและลอยหนีไปยังถิ่นทุรกันดารในอเมริกาใต้ แต่ดันมารู้ทีหลังว่าเขาพาสุดยอดฝันร้ายติดมาในการเดินทางนี้ด้วย
  • Monsters University – ไมค์และซัลลี่ สองสัตว์ประหลาดเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมอนสเตอร์สเพื่อให้จบการศึกษาในฐานะสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวที่สุดในโลก ทั้งคู่เริ่มจากการเป็นคู่แข่ง แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
  • Ratatouille – เรมี่ หนูผู้ปรารถนาจะเป็นเชฟฝรั่งเศส เขาร่วมมือกับชายหนุ่มผู้ไร้ความสามารถและได้งานในร้านอาหารที่ก่อตั้งโดยไอดอลของเขา
  • Finding Nemo – เรมี่ หนูผู้ปรารถนาจะเป็นเชฟฝรั่งเศส เขาร่วมมือกับชายหนุ่มผู้ไร้ความสามารถและได้งานในร้านอาหารที่ก่อตั้งโดยไอดอลของเขา
  • The Good Dinosaur – อาร์โล อะแพโทซอรัสผูกมิตรกับเพื่อนมนุษย์และเรียนรู้วิธีจัดการกับความกลัวและสิ่งที่เขาสามารถทำได้
  • Partly Cloudy – กัส เมฆสีเทาผู้โดดเดี่ยวและไม่มั่นใจ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างทารก “อันตราย” แต่ความสร้างสรรค์ของเขาออกจะทำให้เพ็ค คู่หูนกกระยางผู้ซื่อสัตย์ซึ่งเป็นผู้นำส่งทารกให้เขาออกจะรับมือไม่ไหว
  • Onward – ณ ชานเมืองในโลกแฟนตาซี เอลฟ์วัยรุ่นสองพี่น้องเริ่มภารกิจพิเศษเพื่อพาพ่อกลับมาและค้นหาว่าเวทมนตร์ยังมีอยู่หรือไม่
  • Toy Story 3 – แก๊งของเล่นถูกส่งไปศูนย์รับเลี้ยงเด็กแทนที่จะเป็นห้องใต้หลังคาก่อนที่แอนดี้จะเข้ามหาวิทยาลัยพอดี วู้ดดี้ต้องโน้มน้าวของเล่นชิ้นอื่นๆ ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งแต่ต้องหาทางกลับบ้านกันให้ได้
  • Brave – เมอริด้า เจ้าหญิงผู้เข้มแข็งและวู่วามตัดสินใจเลือกทางเดินที่ขัดต่อธรรมเนียม จนนำความโกลาหลมาสู่อาณาจักร เธอได้รับพรหนึ่งข้อ และต้องใช้ความกล้าหาญกับทักษะธนูของเธอแก้ไขคำสาปอันเลวร้าย
  • Wall-E – หลังจากทำหน้าที่ของตัวเองอย่างโดดเดี่ยวมาหลายร้อยปี หุ่นยนต์วอลล์-อีค้นพบเป้าหมายใหม่ในชีวิตอยู่ เพื่อให้เขาได้พบกับหุ่นยนต์ค้นหาสุดเก๋ที่ชื่อว่า “อีฟ” นั่นเอง
  • Toy Story 2 – เมื่อวู้ดดี้ถูกลักพาตัวโดยนักสะสมของเล่นจอมละโมบ บัซและเพื่อนๆ จึงออกเดินไปช่วยเหลือเขา แต่ว่า วู้ดดี้ถูกล่อลวงด้วยความคิดที่ว่า การอยู่ในพิพิธภัณฑ์จะทำให้เป็นได้เป็นอมตะ
  • Monsers, Inc. – ซัลลี่ สัตว์ประหลาดน่ารักขนยาวและไมค์ หวาดกลัวเมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามาป้วนเปี้ยนในมอนสโตรโปลิส โลกสัตว์ประหลาดของพวกเขา ทั้งคู่จึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เธอออกไปจากโลกของพวกเขา
  • Cars 2 – ไลท์นิ่ง แม็คควีน รถแข่งซูเปอร์สตาร์จะกลับลงสนามพร้อมเพื่อนสนิทอย่างเมเตอร์ เพื่อรับมือกับรถที่เร็วและเก่งที่สุดในโลกในภาคที่สองอันน่าตื่นเต้นนี้
  • Cars – รถแข่งสุดฮ็อตที่ชื่อว่าไลท์นิ่ง แม็คควีนถูกซุ่มโจมตีที่เรดิเอเตอร์ สปริงส์ที่ซึ่งเขาได้พบกับความหมายที่แท้จริงของมิตรภาพและครอบครัว
  • Toy Story – เมื่อของเล่นชิ้นใหม่ที่มีชื่อว่าบัซ ไลท์เยียร์เข้ามาสู่โลกของคาวบอยเหวี่ยงเชือกอย่างวู้ดดี้ ทำให้เกิดความสนุกสนานและการผจญภัยเกินจินตนาการ นี่คือการ์ตูนที่จะทำให้คุณนึกถึงวัยเด็กอีกครั้ง

การ์ตูน Disney แต่ละเรื่องนี้เราขอรับประกันความสนุก และจะสนุกยิ่งขึ้นหากคุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาว่างนั่งดูไปพร้อมกับลูก ๆ ถือว่าเป็นการใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Disney+ Hotstar, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PregSkin Blemish Control Skin-Clearing Serum

สกินแคร์ครบชุดที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใช้ทุกวันยันหลังคลอด!

คุณแม่ตั้งครรภ์ เบื่อไหมคะ ที่ต้องเจอกับปัญหาหน้าท้องแตกลาย รวมทั้งปัญหาผิวหมองคล้ำ ไม่ขาวกระจ่างใส ผิวแห้งเสียและเป็นสิวง่าย แม้จะอยู่ในช่วงของการตั้งครรภ์ ซึ่งมีภาวะฮอร์โมนแปรปรวนที่ส่งผลเสียต่อผิวพรรณโดยหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เชื่อว่าคงไม่มีคุณแม่คนไหน อยากมีผิวหมองคล้ำ หรือผิวแห้งเสีย ใช่หรือไม่ ในขณะที่ท้องโตขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาหน้าท้องแตกลายก็ตามมาติดๆ เอาล่ะค่ะ ในเมื่อปัญหาเหล่านี้ ทำให้คุณแม่กังวลใจ PregSkin จึงได้คิดค้นสกินแคร์สำหรับคนท้อง เพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ

PregSkin Blemish Control Skin-Clearing Serum
PregSkin Blemish Control Skin-Clearing Serumเริ่มต้นกันที่เซรั่มสำหรับคนท้อง ตัวนี้ใช้ดีจนอยากบอกต่อ เซรั่มที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็วมากๆ บำรุงผิวได้ล้ำลึก ผิวของคุณจะถูกปลอบประโลมและชุ่มชื้นขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ แถมเซรั่มตัวนี้ยังช่วยลดสิวอุดตัน ลดการระคายเคือง ป้องกันผิวเสื่อมสภาพ ผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง หรือเป็นสิวง่าย ก็เอาอยู่ คุณแม่ตั้งครรภ์ใช้ได้ ปลอดภัยเพราะผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังจากสหรัฐอเมริกามาเป็นที่เรียบร้อย เพียงใช้หลังล้างหน้า ทาให้ทั่วใบหน้า นวดเป็นวงกลมจนเซรั่มซึมเข้าสู่ผิว บำรุงด้วยเซรั่มตัวนี้วันละ 2 ครั้ง ยิ่งใช้คู่กับมอยช์เจอไรเซอร์ของ PregSkin ยิ่งดี

 

PregSkin Intensive Hydrating Stretch Mark Butter
PregSkin Intensive Hydrating Stretch Mark Butterผลิตภัณฑ์ตัวนี้ต้องยอมรับว่าเนื้อครีม เข้มข้นมาก แต่ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร คุณแม่ที่มีผิวแห้งถึงแห้งมาก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือรอยแตกลาย ครีมตัวนี้ช่วยป้องกันรอยแตกลาย ยับยั้งผิวอักเสบ และช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เพียงใช้ทาบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก หรือทาในบริเวณที่ต้องการ วันละ 2 ครั้ง แนะนำให้นวดๆ ทาๆ อย่างน้อย 1 นาที รับรองเห็นผลดีจนน่าตกใจ

 

PregSkin Brightening Age-Defying Moisturizing Facial Cream
PregSkin Brightening Age-Defying Moisturizing Facial Creamปิดท้ายกันที่ Moisturizing Facial Cream ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ตัวนี้คือ เนื้อนุ่ม ซึมง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ใช้ดีมาก คุณแม่เริ่มใช้ได้ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ใช้กันยาวๆ ไปยันหลังคลอดเลยก็ได้ ไม่ส่งผลข้างเคียง ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยแน่นอน เหมาะกับคุณแม่ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ช่วยแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ และลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย แค่ทาให้ทั่วใบหน้า นวดเป็นวงกลม แตะเบาๆ ให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิว ทาวันละ 2 ครั้ง รับรองปัง! แน่นอน

หมดปัญหาผิวแตกลาย ผิวแห้งเสีย หรือเป็นสิวง่าย สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะ PregSkin แบรนด์นี้นอกจากจะใช้ดีแล้ว ยังปลอดภัยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อลูกน้อย คุณแม่ใช้ได้ทันทีตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ ใช้ยันหลังคลอด ก็ไม่มีปัญหา รับรองว่าปัง ไม่ผิดหวังแน่นอน

pregskin.com

 

เล่าให้ลูกฟัง

8 ประโยชน์ของการ เล่าเรื่องให้ลูกฟัง ช่วยลูกฝึกทักษะที่ดีต่อชีวิต

เล่าเรื่องให้ลูกฟัง – สำหรับพ่อแม่ในยุคสมัยนี้ อาจจะมีบ้างบางครั้ง ที่หันมาใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการส่งลูกเข้านอน  เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเด็กๆ ที่จะผล็อยหลับไปหลังจากได้ดูวิดีโอ หรือการ์ตูนเรื่องโปรด สิ่งเหล่านี้อาจถือได้ว่าเป็นความสุขง่ายๆ ในวัยเด็ก แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไรที่จะเทียบได้กับคุณค่าของการเล่าเรื่องกับลูกๆ  ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครอง คุณใช้เวลาเท่าไหร่ในแต่ละวันสำหรับ การเล่าเรื่องต่างๆ ให้ลูกของคุณฟัง?

เล่าเรื่องให้ลูกฟัง สำคัญอย่างไร

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กๆ ฟัง มีส่วนสำคัญในการพัฒนาทักษะโดยรวมของเด็กก่อนวัยเรียน  ซึ่งการอ่านไม่ใช่วิธีเดียวที่จะช่วยพัฒนาภาษาและการรู้หนังสือของเด็กเล็ก  แต่ทว่า การเล่านิทาน การร้องเพลง และการพูดต่อคำคล้องจองกับลูก ถือเป็นกิจกรรมที่ยอดเยี่ยมสำหรับการส่งเสริมทักษะการรู้หนังสือของเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ที่สำคัญลูกของคุณจะได้สนุกสนานไปพร้อม ๆ กับพ่อแม่ได้ และอาจสนุกกับกิจกรรมเหล่านี้มากกว่าการอ่าน

เล่าเรื่องให้ลูกฟัง ควรเริ่มอย่างไร

การเล่าเรื่องให้ลูกฟังอาจเริ่มด้วยการเล่าเรื่องราวง่าย ๆ เช่น การพูดถึงช่วงเวลาเมื่อคุณยังเป็นเด็กเหมือนลูกๆ หรือการแบ่งปันเรื่องตลกของคุณ คุณและลูกอาจต้องการสร้างเรื่องราวของตัวเอง หรือแบ่งปันเรื่องราวกันในครอบครัว ซึ่งจะทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้คำศัพท์ และพัฒนาทักษะทางภาษาจากเพลง เรื่องราว และบทสนทนาที่คุณแบ่งปันร่วมกัน นอกจากนี้ การอ่านเรื่องราวด้วยภาษาที่สองให้ลูกฟัง ยังช่วยให้การอ่าน ร้องเพลง และการเล่าเรื่องสนุกยิ่งขึ้น เด็กๆ จะได้เรียนรู้คำต่างๆ  ตัวอักษร พยางค์ และการออกเสียง ซึ่งคำนั้นมักจะเชื่อมโยงกับรูปภาพในหน้าหนังสือที่คุณอ่านไปพร้อมกับลูก

7 นิทานไทย นิทานพื้นบ้านสนุก ๆ ให้แง่คิด สอนใจลูกทุกวัย

นิทานอีสป มดกับตั๊กแตน สอนลูกมีวินัย แบ่งเวลาเป็น ตอนไหนเล่น ตอนไหนเรียน

10 ทักษะ ที่ลูกต้องมี! ก่อนพ่อแม่ ฝึกลูกเขียนหนังสือ

หากไม่มีหนังสือ หรือไม่สามารถแต่งเรื่องราวในการเล่าได้ทันที ก็ไม่ต้องกังวล ยังมีอีกหลายวิธีที่คุณ และลูกสามารถแบ่งปันตัวอักษร คำ และรูปภาพได้  เพราะเราสามารถสร้างและเล่าเรื่องราวได้ง่ายๆ จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ :

  • บรรจุภัณฑ์ที่บ้านหรือในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์อาหาร
  • เสื้อผ้า – บนเสื้อยืดเขียนว่าอะไร? มันเป็นสีอะไร?
  • จดหมายและบันทึก – พวกเขาพูดว่าอย่างไร? ใครส่งมา?
  • ป้ายหรือโปสเตอร์ในร้านค้า หรือบนรถโดยสารและรถไฟ – ชี้ป้ายที่มีตัวอักษรเดียวกับชื่อลูกของคุณ
  • เมนูอาหาร – เป็นเรื่องสนุกสำหรับเด็กโตที่จะดูเมนูและคิดออกว่าอยากกินอะไร
เล่าให้ลูกฟัง
เล่าให้ลูกฟัง

8 ประโยชน์ของการ เล่าเรื่องให้ลูกฟัง ช่วยลูกฝึกทักษะที่ดีต่อชีวิต

ต่อไปนี้คือประโยชน์ 8 ข้อ ที่ลูกจะได้รับจากการที่พ่อแม่เล่าเรื่องราวให้ฟังเป็นประจำ

1. ปลูกฝังคุณธรรมให้ลูกน้อย

เด็กหนุ่มชอบฟังนิทาน เมื่อคุณใช้เวลาพอสมควรในการเล่าเรื่องกับพวกเขา คุณกำลังปลูกฝังคุณธรรมที่พวกเขาสามารถพกติดตัวไปได้เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น บอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวละครที่พวกเขาสามารถเลียนแบบได้หรือเล่าเรื่องราวด้วยข้อความที่มีความหมาย การใช้เวลาทำสิ่งนี้ จะปลูกฝังบทเรียนอันมีค่าให้กับเด็กๆ และช่วยให้พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับความเมตตา สติปัญญา ความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ และอื่นๆ

2. เล่าเรื่องให้ลูกฟังช่วย เพิ่มทักษะการฟัง

มันไม่ง่ายเสมอไปที่จะดึงความสนใจของเด็กไว้ได้นาน เด็กหลายคนพบว่ามันยากที่จะจดจ่อกับบางสิ่งเป็นเวลานาน หรือสมาธิของพวกเขาอาจหลงทางไปที่อื่น อย่างไรก็ตาม การเล่าเรื่องกับลูกของคุณสามารถช่วยพัฒนาทักษะการฟังของพวกเขาได้ พวกเขาจะใส่ใจมากขึ้น และเรียนรู้วิธีเพิ่มความสนใจในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง

3. เล่าเรื่องให้ลูกฟัง ช่วยส่งเสริมจินตนาการ

เมื่อเด็กๆ ฟังเรื่องราว จะทำให้พวกเขาจินตนาการถึงตัวละคร โครงเรื่อง ฉาก ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากการดูอะไรบางอย่างบนหน้าจออย่างมาก การเล่าเรื่องช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็กๆ ให้โลดแล่นไปตามเนื้อเรื่อง พวกเขาสามารถจินตนาการเรื่องราวได้ว่าพวกเขาต้องการให้มันออกมาเป็นอย่างไรในหัวของพวกเขา มันยังช่วยยกระดับความคิดสร้างสรรค์และเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ อีกด้วย

ลูกมีเพื่อนทิพย์! เพื่อนในจินตนาการ ชอบพูดคนเดียวปกติไหม?

8 ไอเดีย เล่นบทบาทสมมุติ ผุดจินตนาการ สานฝันอนาคต

สอนลูก วาดรูปง่ายๆ รูปสัตว์น่ารักกว่า 20 แบบ ฝึกวาดเส้นเสริมจินตนาการ

4. เพิ่มความเข้าใจทางวัฒนธรรม

การเล่าเรื่องเป็นการเปิดหูเปิดตาให้เด็กๆ ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ทั้งสถานที่ วัฒนธรรม ประเพณี มันทำให้พวกเขาจินตนาการว่าอยู่ในสถานที่ของตัวละครในเรื่องได้เป็นอย่างดี

เล่าให้ลูกฟัง

5. ส่งเสริมทักษะด้านการสื่อสาร

การอ่านและการเล่าเรื่องให้เด็กฟังสามารถเพิ่มความสามารถในการแสดงออก ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้สื่อสารความรู้สึกนึกคิด และความคิดเห็นของตัวเอง เมื่อพ่อแม่เล่าเรื่องให้ลูก ๆ ฟัง อย่าลืมกระตุ้นให้ลูกน้อยของคุณถามคำถาม หรือพูดคุยถึงความคิดของพวกเขา ในขณะที่คุณทำกิจกรรมเล่านิทานกับลูกน้อยของคุณต่อไป พวกเขาจะได้พื้นฐานคำที่กว้างขึ้นเมื่อต้องเรียนรู้คำใหม่ๆ

6. ช่วยลับสมองและความจำ

การเล่าเรื่องเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการฝึกฝนความจำของลูก ในระหว่างที่พ่อแม่เล่าเรื่องราว สามารถทบทวนหรือขอให้เด็กๆ ฝึกการจดจำรายละเอียดบางอย่างได้ ลองถามคำถาม และดูว่าพวกเขาสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง

7. ทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น

การบเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่มีประโยชน์ให้ลูกน้อยของคุณฟังจะเป็นเสมือนบันไดก้าวไปสู่การเรียนรู้ทางวิชาการในอนาคต เป็นวิธีที่ดีในการเตรียมตัวสู่รั้วโรงเรียนทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น และเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้น การเล่าเรื่องช่วยเพิ่มสมาธิของเด็ก ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากเมื่อเด็กๆ เริ่มเข้าโรงเรียน

8. พัฒนาทักษะการเข้าสังคม

ด้วยการเล่าเรื่องราวของพ่อแม่ เด็กๆ จะได้เรียนรู้วิธีให้ความสนใจ และการฟังอย่างกระตือรือร้น พวกเขาจะได้เรียนรู้ที่จะอดทนมากขึ้นเมื่อต้องฟังคนอื่นพูด นอกจากนี้ยังช่วยเปิดหูเปิดตาของพวกเขาสู่ความคิดของคนอื่น และมีโอกาสได้ทำความเข้าใจว่าความคิดเห็นของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร

การเล่าเรื่องสามารถสอนเด็ก ๆ ได้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับโลกและชีวิต มันทำให้พวกเขามีโอกาสมากมายที่จะเรียนรู้ความคิดที่ยอดเยี่ยมและสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบมาก่อน เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์เหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ลองใช้เวลาเล่าเรื่องกับลูกๆ อย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันกันเถอะค่ะ เพราะนอกจากเด็กๆ จะได้ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับคุณพ่อคุณแม่แล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ เกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ได้หลายด้าน อาทิ ความฉลาดในการคิดสร้างสรรรค์ (CQ)  , ความฉลาดของการเข้าสังคม (SQ) , ความฉลาดทางคุณธรรม MQ และ ความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : learnatcornerstone.com , raisingchildren.net.au

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อยากให้ลูกฝันดีต้อง เล่านิทานให้ลูกฟัง

ฮิคิโคโมริ โรคอันตรายของเด็กที่อยู่แต่ในห้อง กลัวการเข้าสังคม

ผลวิจัยชี้! ซื้อหนังสือให้ลูก อ่าน ยิ่งเยอะ ลูกยิ่งเก่ง!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

10 สาเหตุที่ทำให้ ลูกโตช้า ลูกตัวไม่โต พ่อแม่ ควรทำอย่างไร?

ลูกโตช้า – เด็กตัวโตช้า น้ำหนักไม่ขึ้น น้ำหนักน้อย เป็นปัญหาทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับเด็ก พ่อแม่ ผู้ดูแลหรือแพทย์อาจ สังเกตได้ว่าเด็กมีการเจริญเติบโตไม่ดีหรือมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเบี่ยงเบนไปจากรูปแบบการเติบโตมาตรฐาน ซึ่งเมื่อน้ำหนักตัวลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งในทางคลินิก แพทย์อาจสันนิษฐานว่าเด็กมีภาวะ “ขาดสารอาหาร” หรือมีภาวะ “ไม่สามารถเจริญเติบโต” วันนี้เรามาดู 10 สาเหตุที่ทำให้ลูกตัวโตช้าว่า เกิดจากอะไรได้บ้าง

แน่นอนว่าการที่ลูกน้ำหนักไม่ขึ้น น้ำหนักลด หรือตกเกณฑ์มาตรฐาน คือ ความกังวลอันดับแรกๆ ของพ่อแม่ ตามที่แพทย์ระบบทางเดินอาหารในเด็ก ดร. Kadakkal Radhakrishnan กล่าวว่า “แนวโน้มน้ำหนักโดยรวมของเด็ก มักสำคัญมากกว่าการลดน้ำหนักเพียงครั้งเดียว สิ่งสำคัญคือต้องเปรียบเทียบน้ำหนักของคุณกับส่วนสูงเพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณมีน้ำหนักที่ดีเมื่อเทียบกับส่วนสูงของพวกเขา

ดร. Radhakrishnan กล่าวว่า “น้ำหนักของเด็กอาจลดลงตามส่วนสูง แต่เด็กยังสามารถเติบโตต่อไปได้ในอัตราปกติตามอายุ หากน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในการวัดครั้งเดียว ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่าการลดลงของน้ำหนักตัวน่าเป็นห่วงหรือไม่”

เกณฑ์การวัดน้ำหนัก

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้แผนภูมิ (กราฟ) แสดงการเติบโตของทารก เพื่อตรวจสอบพัฒนาการในการเจริญเติบโตของทารก เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินที่ผิดพลาดของทารกที่มีน้ำหนักน้อยหรือไม่สามารถเจริญเติบโตได้ (failure to thrive) เกณฑ์ในการวัดคือ น้ำหนักหรือส่วนสูงต่ำกว่า (<) 3 เปอร์เซ็นไทล์ ซึ่งกราฟนี้มีอยู่แล้วในสมุดประวัติสุขภาพของทารกตั้งแต่แรกเกิด หากผู้ปกครองตรวจสอบตารางน้ำหนักและส่วนสูง (ซึ่งจะอยู่ในสมุดวัคซีนของลูก) ว่าจะอยู่ในช่วงปกติหรือไม่ ซึ่งช่วงปกติควรอยู่ระหว่าง P25-P75 ในกราฟแสดงการเจริญเติบโต
 

อายุ น้ำหนัก
แรกเกิด ประมาณ 3 กิโลกรัม
4-5 เดือน 4-5 กิโลกรัม
1 ปี เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากน้ำหนักแรกเกิดหรือประมาณ 9 กิโลกรัม
2 ปี เพิ่มขึ้น 4 เท่าจากน้ำหนักแรกเกิดหรือประมาณ 12 กิโลกรัม
2-5 ปี เพิ่มประมาณ 2.3-2.5 กิโลกรัม/ปี

ลูกโตช้า

10 สาเหตุที่ทำให้ ลูกโตช้า ลูกตัวไม่โต พ่อแม่ ควรทำอย่างไร?

มีหลายสาเหตุ ที่ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโต (น้ำหนักตัว) ผิดปกติ ได้แก่

1. ได้รับแคลอรีไม่เพียงพอ

สาเหตุ 90% ที่พบสำหรับปัญหาน้ำหนักตัวน้อยน้ำหนักไม่ขึ้นในเด็ก เกิดจากการได้รับแคลอรีไม่เพียงพอ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กไม่สนใจที่จะกินเนื่องจากเหตุผลหลายประการ ตลอดจนผู้ปกครองไม่เข้าใจว่าเด็กต้องการปริมาณแคลอรีจากอาหารเท่าไรในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กวัยหัดเดินที่กระฉับกระเฉงและปกติดี แต่ห่วงเล่นซึ่งอาจทำให้สนใจการกินน้อยซึ่งพ่อแม่อาจต้องคอยกระตุ้น นอกจากนี้สำหรับทารกในช่วงสองสามเดือนแรกที่น้ำหนักขึ้นน้อยอาจเป็นเพราะน้ำนมแม่ไม่เพียงพอ หรือสูตรนมผงที่ไม่เหมาะสม

2. ขาดโภชนาการที่ดี

บางครั้ง สารอาหารที่เด็กได้อาจไม่ครบ หรือน้อยเกินไป ซึ่งส่งผลกระทบได้โดยตรงต่อน้หนักตัว นอกจากนี้ ในกรณีของเด็กโตหรือวัยรุ่นอาจเกิดจากการรับประทานแคลอรีที่ไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจาดความเจ็บป่วยต่างๆ เช่น โรคความผิดปกติของการกิน (anorexia nervosa)

3. ปัญหาช่องปากหรือระบบประสาท

เด็กอาจรับประทานอาหารได้ไม่ดีหากมีปัญหาหรือความผิดปกติของสุขภาพในช่องปากหรือมีปัญหาทางระบบประสาท ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสามารถในการกลืน ซึ่งอาจเกิดจากภาวะต่างๆ เช่น สมองพิการ หรือเพดานโหว่ ซึ่งจำเป็นต้องให้แพทย์ทำการวินิจฉัยเพื่อให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม

4. อาเจียนบ่อยเกินไป

บางครั้งร่างกายของเด็กไม่สามารถเก็บกักสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตเอาไว้ได้เนื่องจากมีการอาเจียนมากเกินไป ซึ่งสาเหตุอาจเกิดได้จากโรคกรดไหลย้อนรุนแรง หรือปัญหาทางระบบประสาทบางอย่างซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติอื่นๆ ได้หลากหลายที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร

ทารกส่วนใหญ่ที่มีอาหารของกรดไหลย้อนที่ไม่รุนแรง อาจมีแนวโน้มที่อาการจะดีขึ้นและหายไปเองได้ซึ่งไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต แต่โดยทั่วไปทารกที่อาเจียนมาก อาจเกิดได้จากช่องทางออกของกระเพาะอาหารที่ตีบแคบ (Pyloric Stenosis) ซึ่งถือเป็นความพิการแต่กำเนิด และต้องมีการประเมินพิเศษรวมถึงอัลตราซาวนด์ช่องท้อง

ลูกโตช้า
ลูกโตช้า

5. ความผิดปกติของตับอ่อน

เด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับตับอ่อนร่างกายอาจไม่สามารถย่อยอาหารได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลทำให้น้ำหนักไม่ขึ้นได้เช่นกัน ในสถานการณ์นี้ เด็กอาจมีอุจจาระที่ขนาดใหญ่ เป็นฟอง มีกลิ่นเหม็น ซึ่งต้องได้รับการวินัจฉัยเพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

6. ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ที่ส่งผลต่อเยื่อบุลำไส้ หรือมีความเจ็บป่วยด้วยโรคในกลุ่ม โรคลำไส้อักเสบที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้อง ท้องร่วง เช่น โรคโครห์น (Crohn’s disease) เป็นต้น

7. ปัญหาของต่อมไทรอยด์และเมตาบอลิซึม

ในบางสถานการณ์ ร่างกายของเด็กอาจมีการเผาผลาญแคลอรีมากเกินไป ซึ่งเกิดจากปัญหาความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ที่อยู่บริเวณส่วนหน้าของคอ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ที่ช่วยควบคุมระบบเมตาบอลิซึม หรือการเผาผลาญพลังงานของร่างกายและควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกายให้เป็นปกติ

8. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

เด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อาจมีอาการ เหนื่อยง่าย  เบื่ออาหาร กินได้น้อย และอาเจียนบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นได้จากภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะเขียว และผลข้างเคียงของยาในการรักษา ซึ่งทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ และน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ได้

9. ความผิดปกติของไต

ภาวะไตวายหรือความผิดปกติอื่นๆ ของไต จะส่งผลต่อการเพิ่มของน้ำหนัก (รวมถึงส่วนสูง) แต่เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย

10. ความผิดปกติทางพันธุกรรม

นอกจากนี้ เด็กบางคนอาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรมหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการเพิ่มของน้ำหนัก ซึ่งต้องได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

 

ลูกโตช้า

คำแนะนำเรื่องโภชนาการและการดูแล

  • ให้ลูกรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ (สำหรับเด็กวัย 6-12 ปี) โดยในแต่ละมื้อควรประกอบด้วย
    1. ข้าว มื้อละ 1-2 ทัพพี
    2. เน้นโปรตีนที่มีคุณภาพ เช่น เนื้อสัตว์ 2 ช้อนกินข้าว หรือไข่ 1 ฟอง  ในเด็กที่น้ำหนักน้อยรับประทานไข่ได้ทุกวันวันละ 1 ฟอง หรือให้ทานปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาอินทรี ปลาดุก ปลาสวาย เป็นต้น
    3. ผักที่มีแป้งมาก และให้พลังงานสูงสลับกับผักใบเขียว โดยให้ในปริมาณ ประมาณ 1 ทัพพี
    4. ผลไม้ เช่น ส้ม 1 ผล หรือกล้วย 1 ผล หรือมะละกอ 4-5 ชิ้นคำ หรืออะโวคาโด ½ ลูก หรือองุ่น 5-6 ผล หรือผลไม้อื่นๆ
    5. ให้นมครบส่วน 1-3 แก้ว แล้วแต่วัย
    6. หากเป็นไปได้ ควรเพิ่มน้ำมันในอาหารทุกมื้อ ประมาณ 1-2 ช้อนชา / มื้อ เพราะไขมันจะช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กได้
  • ไม่ให้นมลูกมากเกินไป เมื่อเด็กอายุเกิน 1 ปี ควรรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก วันละ 3 มื้อ และให้นมเป็นอาหารเสริม ควรลดปริมาณนมเหลือวันละ 3-4 มื้อ และให้นมหลังมื้ออาหารเท่านั้น
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหาร หากเด็กอยู่ในวัยซุกซนหรือห่วงเล่น อาจให้มีส่วนร่วมในการเตรียมอาหารและฝึกให้รับประทานอาหารเป็นเวลา สม่ำเสมอ และควรรับประทานพร้อมๆ กันทั้งครอบครัว เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างบรรยากาศการรับประทานอาหารให้เด็ก
  • แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ ปัญหาเด็กที่มีน้ำหนักน้อย แต่ละมื้อหากรับประทานได้น้อยอาจจะต้องแบ่งมื้อย่อยๆ สังเกตชนิดและลักษณะอาหารที่เด็กชอบ ปรุงรสชาติให้ถูกปากเพราะเด็กสามารถแยกแยะรสชาติได้ตั้งแต่อายุไม่กี่สัปดาห์
  • ช่วยลูกให้รู้สึกหิวก่อนถึงมื้ออาหาร โดยงดอาหารหรือขนมจุบจิบระหว่างมื้อ เพราะเมื่อเด็กอายุเกิน 1 ปี ควรรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ไม่ควรให้เด็กรับประทานขนมกรุบกรอบ ลูกอมทอฟฟี่ หรือนม ก่อนมื้ออาหาร เพราะเด็กจะอิ่มทำให้เด็กรับประทานอาหารได้น้อย หากจะให้ควรให้หลังอาหารหากเด็กรับประทานได้เหมาะสม
  • ลูกไม่กินอย่าดุลูก เพื่อหวังให้ลูกกินมากขึ้น การตี การต่อว่า หรือบังคับด้วยการใช้อารมณ์กับลูก ยิ่งส่งผลเสียต่อการสร้างนิสัยการกิน
  • อย่าให้รางวัลต่อรองพร่ำเพรื่อ นอกจากนี้การตามใจ ต่อรอง หรือให้รางวัลเกินความจำเป็นกับลูกเพื่อให้สามารถกินอาหารได้ อาจส่งผลเสียต่อการสร้างนิสัยการกินที่ดีให้ลูกได้เช่นเดียวกัน
  • ไม่ให้ดูโทรทัศน์ระหว่างมื้ออาหาร ขณะมื้ออาหารไม่ดูโทรทัศน์หรือเล่นของเล่นไปด้วย เพราจะทำให้เด็กไม่สนใจเรื่องรับประทาน ทำให้รับประทานช้า อมข้าวและอิ่มเร็วโดยที่ยังรับประทานได้น้อย
  • เสริมวิตามินบำรุง เด็กที่กินได้น้อย แน่นอนว่าอาจได้รับสารอาหารไม่ครบ ส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามิน และเกลือแร่บางตัว เมื่อเด็กได้รับวิตามิน เกลือแร่ที่ขาดไปก็จะมีอาการโดยรวมอาจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าควรให้วิตามินเสริมหรือไม่อย่างไร ในปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
  • เปลี่ยนเมนูไม่ให้ซ้ำ ปรับเปลี่ยนลักษณะเมนูอาหารให้แตกต่าง ไม่ซ้ำซากจำเจ ซึ่งอาจทำให้เด็กเบื่ออาหาร และทำให้ปฏิเสธการกินได้
  • ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง ในเรื่องการรับประทานให้มากที่สุดตามวัย โดยค่อยๆ ลดการให้ความช่วยเหลือลง
  • พาลูกไปออกกำลังกาย  เมื่อเด็กได้ใช้พลังงานก็จะทำให้หิวได้ง่าย ส่งผลให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น
  • ให้ลูกนอนหัวค่ำ การนอนดึกส่งผลกระทบได้โดยตรงต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ในช่วงเวลา สี่ทุ่ม-ตีสอง เป็นช่วงที่ร่างกายมีการหลั่ง growth hormone ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของเด็ก ดังนั้นควรให้ลูกนอนก่อนเวลาสามทุ่มของทุกวัน

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

หากคุณกังวลว่าบุตรหลานของคุณน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เด็กได้รับการตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะมองหาสัญญาณว่าเด็กอาจได้รับแคลอรีไม่เพียงพอหรือไม่ หรือมีความผิดปกติของร่างกายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น  แพทย์จะตรวจสอบอาการโดยทั่วไปของเด็ก ความเหนื่อยล้า ความซีด และอวัยวะต่างๆ เช่น แขนขาบาง รอยพับของผิวหนังบริเวณแขน และต้นขา และการสูญเสียไขมันบริเวณแก้ม เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจหาภาวะโลหิตจาง ภาวะโภชนาการ และการทำงานของไต อาจมีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ของโรคต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ เช่น โรคเซลิแอค (celiac) โรคโครห์น (Crohn) หรือโรคที่เกิดขึ้นกับตับอ่อน เป็นต้น

โภชนาการและการเจริญเติบโตของลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เด็กจะมีพัฒนาการด้านต่างๆ ที่ดีได้ ต้องควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตทางสมองและร่างกายที่ดี การได้รับอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนเป็นเรื่องที่สำคัญ ตลอดจนการปลูกฝังนิสัยการกินที่ดี ก็สามารถช่วยให้เด็กๆ มีพฤติกรรมในการกินที่ดีได้ ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจวิธีในการเสริมสร้างนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก ตลอดจนสาเหตุต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของลูก ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกเกิดความฉลาดในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) เมื่อเด็กๆ รู้ว่าอะไรที่ควรกินไม่ควรกิน อะไรที่มีประโยชน์หรือมีโทษต่อร่างกาย ก็จะส่งผลดีต่อการมีร่างกายที่เติบโตสมบูรณ์แข็งแรงสมวัยได้อย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : health.clevelandclinic.org , bumrungrad.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกไม่กินข้าว เบื่ออาหาร ทำยังไงดี ?

14 อาหาร เสริมภูมิคุ้มกันลูก ช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย!

วิจัยชี้! เด็กที่กิน อาหาร 5 หมู่ ไม่ครบ อาจเตี้ยกว่าเพื่อน 20 ซม.

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกขี้อิจฉา

ลูกขี้อิจฉา สาเหตุเกิดจากอะไร พ่อแม่จะแก้ไขได้หรือไม่?

ลูกขี้อิจฉา –  ความรู้สึกอิจฉาเป็นอารมณ์ปกติที่สามารถเกิดได้กับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอิจฉาพี่น้อง อิจฉาเพื่อน เพียงแค่เพื่อนๆ มีของเล่นใหม่เอามาอวด ก็สามารถปลุกความรู้สึกอิจฉาตาร้อนของเด็กๆ ได้ สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือการขจัดอารมณ์เชิงลบเหล่านี้ก่อนที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากปล่อยเอาไว้นานอาจจะแก้ไขได้ยาก วันนี้เรามาดูสาเหตุของความรู้สึกอิจฉาที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ และวิธีรับมือ ตลอดจนวิธีช่วยปรับความรู้สึกนึกคิดของลูก เพื่อที่คุณจะได้รับมือกับปัญหานี่ได้ ก่อนที่ลูกจะกลายเป็นเด็กขี้อิจฉาขั้นรุนแรง ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อลูกของคุณและสังคมรอบข้าง

ลูกขี้อิจฉา สาเหตุเกิดจากอะไร พ่อแม่จะแก้ไขได้หรือไม่?

ทราบหรือไม่? ว่าความผิดพลาดในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ สามารถทำให้ลูกกลายเป็นเด็กขี้อิจฉาได้ การบ่มเพาะความรู้สึกที่ว่านี้ ส่วนใหญ่เริ่มต้นขึ้นในวัยเด็ก พฤติกรรมในการเลี้ยงดูบางอย่างของพ่อแม่ อาจจุดชนวนความรู้สึกชิงดีชิงเด่นและกระหายในชัยชนะ ซึ่งต่อไปนี้คือความผิดพลาดบางประการในการเลี้ยงดูลูกที่อาจทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีนิสัยขี้อิจฉา

1. ตามใจหรือเอาอกเอาใจมากเกินไป

ถ้าคุณตามใจลูกด้วยการเอาอกเอาใจมากเกินไป เช่น ลูกอยากได้อะไร ก็ซื้อหามาให้ทุกอย่าง พฤติกรรมการเลี้ยงดูแบบนี้อาจทำให้ลูกของคุณบ่มเพาะความรู้สึกว่าเขาเป็นที่หนึ่ง และสำคัญตัวเองผิดคิดว่าพวกเขาไม่มีคู่แข่งในชีวิต แต่ถ้าวันหนึ่งหากมีเด็กคนอื่นๆ เช่น เพื่อนๆ ของพวกเขาที่มีอะไรที่ดีกว่า หรือเรียนเก่งกว่า เด็กๆ จะรู้สึกหม่นหมอง ไม่ปลอดภัย และแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้เขาอาจทำให้เด็กๆ ทุกข์ใจเมื่อไม่มีในสิ่งที่เพื่อนมี พลอยรู้สึกว่าทำไมตัวเองมีไม่มีเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจบ่มเพาะให้เกิดเป็นนิสัยขี้อิจฉาริษยาในเด็กได้

2. การเลี้ยงดูแบบเผด็จการ เจ้ากี้เจ้าการ

การควบคุมลูก คอยบงการเจ้ากี้เจ้าการมากเกินไป ถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงอีกประการหนึ่งของคนเป็นพ่อแม่  การตั้งกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดโดยไม่อธิบายถึงเหตุผลในการกระทำให้ชัดเจน และดูเป็นการใช้อารมณ์มากเกว่าเหตุผลจะส่งผลกระทบต่อเด็กได้โดยตรง เด็กอาจเติบโตโดยขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ส่งผลให้เกิดเป็นความรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างได้ดี เพราะตัวเองไม่ได้มีไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะการขาดความมั่นใจในตัวเองไม่มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอย่างที่ควรจะเป็นซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้อย่างคนอื่นๆ

3. ชอบเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น

ข้อนี้เรียกได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่และสำคัญมากที่สุดที่บ่มเพาะนิสัยด้านลบต่างๆ จนทำให้เด็กกลายเป็นคนขี้อิจฉาริษยา พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นที่อายุไล่เลี่ยกันสามารถนำไปสู่ความอิจฉาริษยาในเด็กได้อย่างง่ายดายมาก พฤติกรรมเช่นนี้จะสร้างนิสัย การชอบแข่งขัน การเอาชนะ การชิงดีชิงเด่น การแพ้ไม่เป็น ขาดความมีน้ำใจนักกีฬา รวมถึงการขาดความมั่นใจในตนเองอย่างรุนแรงได้

 

ลูกขี้อิจฉา
ลูกขี้อิจฉา

4. ครอบครัวมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น

เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มเข้ามาในบ้านที่ลูกคนโตมักจะรู้สึกอิจฉาน้อง เพราะพาลคิดไปว่าคุณพ่อคุณแม่รักลูกไม่เท่ากัน ลูกอาจรู้สึกว่าเมื่อก่อนเขาเคยเป็นที่หนึ่ง แต่ตอนนี้ทำไมพ่อแม่ทุ่มเทเวลาไปให้น้อง จนอาจคิดไปว่าพ่อแม่รักน้องมากกว่า เกิดเป็นความน้อยใจ และคิดหาทางต่างๆ นานาๆ เพื่อให้พ่อแม่กลับมาสนใจตัวเอง ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยลูกให้เข้าใจผิดโดยไม่ให้เหตุผลของการต้องดูแลเอาใจใส่น้องคนเล็ก หรือจัดสรรเวลาให้ลูกคนโตได้ไม่ดี ยิ่งนานวันเข้าความรู้สึกด้านลบของลูกก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และก่อเกิดเป็นความอิฉาริษยาได้อย่างน่ากลัวค่ะ

วิธีรับมือเมื่อ ลูกขี้อิจฉา 

ก่อนที่เราจะจัดการกับนิสัยขี้อิจฉาของลูก คุณต้องแน่ใจว่าตัวเราเองไม่ได้มีความรู้สึกอิจฉาพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน หรือบุคคลอื่นๆ จนเผลอแสดงออกให้ลูกเห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะการแสดงออกเหล่านี้จะสะท้อนถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคุณซึ่งลูกๆ ของคุณอาจเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่รู้ตัว

โดยทั่วไป วิธีรับมือและจัดการกับความรู้สึกขี้อิจฉาในเด็กสามารถทำได้ โดยจำเป็นต้องใช้เทคนิคต่อไปนี้เข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

  • เปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นความทะเยอทะยาน

การให้พลังบวกกับลูกเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการช่วยลดความรู้สึกด้านลบของเด็กๆ เช่นเดียวกับการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย  หากลูกของคุณเศร้าเพราะเพื่อนของเขามีผลการเรียนดีและลูกรู้สึกอิจฉาเพื่อน สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือต้องเป็นกำลังใจและกระตุ้นให้ลูกของคุณตั้งใจเรียนมากขึ้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่ผลการเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งคุณจะพบว่าเมื่อลูกของคุณเริ่มพยายามมุ่งมั่นสนใจการเรียนเรียน เขาจะไม่จดจ่ออยู่กับความอิจฉาของเขา วิธีนี้คือการช่วยเปลี่ยนจุดมุ่งหมายในชีวิตของลูกให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเมื่อลูกทำได้สำเร็จจะทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองและจะสามารถเกิดมุมมองและความคิดได้เองว่าจะเสียเวลาไปกับการอิจฉาคนอื่นไปเพื่ออะไร ทำไมไม่เอาเวลามาทำตัวเองให้ดีขึ้น

  • รับฟังสิ่งที่ลูกรู้สึก

ในกรณีส่วนใหญ่ ความอิจฉาริษยาเป็นสิ่งที่ค่อนข้างลึกซึ้งและละเอียดอ่อนสำหรับเด็ก การพูดคุยกับลูกของคุณเพื่อหาสาเหตุของความอิจฉาเป็นสิ่งที่ควรทำ ให้เปิดใจรับฟังความรู้สึกของลูกโดยอย่าพยายามรบกวนความรู้สึกและความกลัวของลูกด้วยความคิดเห็นส่วนตัวของคุณ อาจมีบางสถานการณ์ที่ลูกของคุณรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองน้อยลง เป็นเพราะไม่มั่นใจในความสามารถด้านดีๆ ของตัวเองมากพอ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เขาแสดงความอิจฉาบุคคลอื่น ซึ่งเมื่อเรารู้ถึงสาเหตุและที่มาที่ไปของความรู้สึกของ ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกเพิ่มความรู้สึกด้านบวกต่อตัวเองได้ตรงจุด เพื่อช่วยให้ลูกของคุณเกิดความมั่นใจในตัวเองในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ

  • อ่านนิทานที่มีเนื้อหาด้าน จริยธรรม ศีลธรรมให้ลูกฟัง

การอ่านนิทานที่สอนเรื่องจริยธรรมศีลธรรมที่ดีงามให้ลูกๆ ของคุณฟัง เป็นโอกาสที่ดี ที่ลูกๆ ของคุณจะได้เรียนรู้ความเหมาะสมและข้อควรปฏิบัติในการใช้ชีวิตทางที่ดีควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น อ่านให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน ซึ่งเนื้อหาของนิทานอาจจะเป็นเรื่องของ การให้ความช่วยเหลือ การดูแลผู้อื่น และความตั้งใจที่ดี วิธีนี้จะช่วยให้ลูกเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การรู้สึกอิจฉาคนอื่นๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม

  • เป็นตัวอย่างที่ดีของลูก

เคล็ดลับสำคัญอีกข้อหนึ่งในการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีความรู้สึกที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน คือ การทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น เช่น หมั่นยกย่องชื่นชมคนอื่นในสิ่งดีๆ ที่พวกเขาทำ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนรอบข้าง แสดงความรู้สึกชื่นชมยินดีในความสำเร็จของคนอื่นๆให้ลูกเห็น เป็นต้น

  • สอนให้ลูกเห็นความสำคัญของการแบ่งปัน

เด็กบางคนอาจมีความรู้สึกหวงของ ไม่ชอบแบ่งปันกับเด็กคนอื่นๆ และอิจฉาเด็กคนอื่นๆ เมื่อมีของเล่นใหม่ๆ  หากเกิดกรณีนี้ พ่อแม่ต้องสอนให้บุตรหลาน ได้เห็นความสำคัญของการแบ่งปัน การดูแลผู้อื่น และการการแสดงออกกับเพื่อนๆ อย่างเหมาะสม สอนให้เด็กๆ เห็นคุณค่าของการเล่นร่วมกัน วิธีนี้จะช่วยให้เขาขจัดพฤติกรรมด้านลบต่างๆ ออกไปได้ ไม่ช้าก็เร็ว คุณจะพบว่าลูกของคุณสามารถใช้เวลาอยู่กับเด็กคนอื่นๆ ที่ลูกของคุณเคยแสดงความรู้สึกอิจฉาได้ดีขึ้น

 

ลูกขี้อิจฉา

 

  • ทำให้ลูกรู้สึกถึงความรักความอบอุ่น

การเอาใจใส่ด้วยความรักความอบอุ่น คือการยืนยันว่าเด็กๆ จะได้ความรักทั้งหมดจากพ่อแม่ที่เขาควรจะได้รับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การแสดงความรัก ของพ่อแม่ในด้านการให้ความเอาใจใส่ ให้เวลาที่มีคุณภาพกับลูกๆ จะสามารถแก้ไขข้อผิดพลาด และพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ ให้กลับมาถูกต้องได้เร็วขึ้น ดังนั้นควรปกป้องลูกของคุณจากอารมณ์ด้านลบต่างๆ ด้วยความรัก ความเอาใจใส่อย่างเหมาะสม เพราะสิ่งนี้จะเพิ่มความมั่นใจ และความอบอุ่นทางใจให้กับพวกเขา

  • ไม่เปรียบเทียบเรื่องการเรียนของลูก

หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเรื่องผลการเรียน ผลการทดสอบของพี่น้องหรือกับเพื่อนๆ ของลูก พ่อแม่บางคนคิดผิดว่าการเปรียบเทียบอาจช่วยกระตุ้นให้ลูกรู้สึกฮึดสู้และจะช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น แต่ความจริงพฤติกรรมนี้นอกจากจะช่วยให้ลูกของคุณพัฒนาด้านการเรียนยังจะเพิ่มระดับของความรู้สึกอิจฉาริษยาให้กับเด็กๆ แทน

  • ชื่นชมลูก และพูดถึงข้อดีของลูก

วิธีที่สำคัญที่สุดวิธีหนึ่งที่จะช่วยลบล้างความรู้สึกอิจฉาของเด็กๆ  คือ การชื่นชมในจุดแข็งหรือข้อดีของลูก เพื่อเสริมสร้างให้เด็ก ๆ เกิดความมั่นคงทางอารมณ์และเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง เด็กทุกคนชอบที่จะได้ยินจากผู้ปกครองเกี่ยวกับข้อดีของพวกเขา การพูดเกี่ยวกับจุดแข็งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอเหมาะสมจะช่วยเพิ่มความนับถือในตนเองของเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่หาเวลาและโอกาสที่ดีในการปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับลูกในด้านจริยธรรม และศีลธรรม ตลอดจนใช้เทคนิคต่างๆ ตามที่กล่าวมาทั้งหมดในการจัดการกับนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ขอลูกเป็นประจำ และคอยเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆ  ย่อมที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ เกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้าน ด้วย  Power BQ ในด้านความฉลาดทางคุณธรรม (MQ) พวกเขาจะรู้ด้วยตัวเองว่าการกระทำ และความรู้สึกด้านลบแบบไหนที่ควรไม่ควรเกิดขึ้น และจะสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดี ด้วยมีภูมิคุ้มกันทางอารมณ์และมี ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)  เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความรู้สึกด้านลบต่างๆ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : le3abstore.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

8 คำพูดที่ลูกไม่อยากได้ยิน จากปากพ่อแม่ พูดแบบนี้โตไปลูกแย่แน่!

10 นิสัยที่ควรสอนลูก ปูทางให้เป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

งานวิจัยชี้! สอนลูกทำงานบ้าน ตั้งแต่เล็ก เด็กจะเก่งวิชาการ!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

กินน้ำมะพร้าวตอนท้อง

กินน้ำมะพร้าวตอนท้อง แล้วจะแท้ง!! จริงหรือ?

ตอบคำถามเกี่ยวกับน้ำมะพร้าว เช่น กินน้ำมะพร้าวตอนท้อง แล้วจะแท้ง!! กินแล้วลูกจะผิวขาว หรือ ห้ามกินตอนมีประจำเดือน พร้อมประโยชน์ของน้ำมะพร้าวกับแม่ท้อง

กินน้ำมะพร้าวตอนท้อง แล้วจะแท้ง!! จริงหรือ?

อากาศร้อน ๆ อย่างนี้ การได้จิบน้ำมะพร้าวเย็น ๆ หวาน ๆ ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้มาก โดยเฉพาะแม่ท้องที่มักจะรู้สึกร้อนมากกว่าคนปกติ คนท้องหลาย ๆ คนชอบที่จะทานน้ำมะพร้าว เพราะนอกจากอร่อย ช่วยให้สดชื่น มีกลิ่นหอมแล้ว น้ำมะพร้าวยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่แม่ท้องหลาย ๆ คนก็ยังกังวลเกี่ยวกับความเชื่อที่ได้ยินต่อ ๆ กันมา เช่่น กินน้ำมะพร้าวตอนท้อง แล้วจะแท้ง เป็นต้น บทความนี้ ทีมแม่ ABK ขอรวมความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับน้ำมะพร้าว มาให้แม่ท้อง และผู้หญิงทุกคนได้อ่านกันค่ะ

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ “น้ำมะพร้าว”

  1. ห้ามดื่มน้ำมะพร้าวขณะมีประจำเดือน

โบราณเตือนกันมาว่า ถ้ามีประจำเดือน ห้ามดื่มน้ำมะพร้าวเด็ดขาด เพราะแสลงกับคนที่มีประจำเดือน และจะทำให้ปวดท้อง จริง ๆ แล้วการดื่มน้ำน้ำมะพร้าวขณะมีประจำเดือนนั้น ก็ไม่แตกต่างจากการดื่มน้ำหวานอื่น ๆ แต่อย่างใด เรายังสามารถดื่มน้ำมะพร้าวได้ตามปกติ แม้ว่าจะมีประจำเดือน โดยไม่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อประจำเดือน หรือทำให้ปวดท้องอย่างที่เราเชื่อกัน

แต่ก็มีข้อมูลทางโภชนาการจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากดื่มน้ำมะพร้าวในช่วงก่อนมีประจำเดือน จะทำให้ประจำเดือนเลื่อน หรือมาช้ากว่าปกติ ทั้งนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้หญิงบางคนเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณน้ำมะพร้าวที่ดื่ม, ปริมาณฮอร์โมนในน้ำมะพร้าวแต่ละลูก ซึ่งไม่เท่ากัน, การตอบสนองต่อฮอร์โมนในน้ำมะพร้าวของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

ดังนั้นสาว ๆ ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุ ถึงจะมีประจำเดือนก็สามารถดื่มน้ำมะพร้าวได้ปกติในปริมาณที่เหมาะสม แต่ถ้าจะให้ดี ควรดื่มหลังจากประจำเดือนหมดจะดีที่สุด จะช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังเสียเลือดจำนวนมาก (บางคนอาจดูซูบซีด อ่อนเพลีย) ให้ร่างกายกลับมาสดใส แข็งแรง สุขภาพดี

น้ำมะพร้าว
น้ำมะพร้าว

2. หลังออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำมะพร้าวจะดีที่สุด

บางคนเชื่อว่า การดื่มมะพร้าวหลังออกกำลังกาย จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในการเติมน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายสูญเสียไปทางเหงื่อให้กลับคืนมา ในความเป็นจริงนั้น การดื่มน้ำมะพร้าวหลังออกกำลังกาย ไม่ได้มีประโยชน์มากไปกว่าการดื่มน้ำเปล่าตามปกติสักเท่าไหร่

ยิ่งโดยเฉพาะหากคุณออกกำลังกายและสูญเสียเหงื่อมาก น้ำมะพร้าวที่ไม่ได้เติมน้ำตาล อาจจะมีแคลอรี่น้อยเกินกว่าที่จะทดแทนแร่ธาตุและพลังงานที่ขาดหายไป หากคุณออกกำลังกายและเสียเหงื่อมาก การดื่มสปอตดริ๊งค์ที่ให้มีน้ำตาลและให้พลังงานสูง อาจจะเหมาะสมกว่าการดื่มน้ำมะพร้าว

3. ดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้อง ลูกจะมีผิวขาว

ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนอาจจะแนะนำให้คนท้องดื่มน้ำมะพร้าวมาก ๆ เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้ลูกที่คลอดออกมามีผิวขาว และยังช่วยล้างไขตามตัวเมื่อแรกเกิด แต่จริง ๆ แล้วการดื่มน้ำมะพร้าวไม่ได้มีผลอะไรต่อสีผิวของลูก หรือปริมาณไขของทารกในครรภ์เลยแม้แต่น้อย ลูกของคุณจะมีผิวขาวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของพ่อและแม่เด็กต่างหาก

4. กินน้ำมะพร้าวตอนท้อง แล้วจะแท้งลูก

เนื่องจากในน้ำมะพร้าวนั้นจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อการหดตัวของมดลูกได้ ทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่า หากดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้แท้งบุตรได้ ในความจริงนั้นได้มีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่า แม้ว่าในน้ำมะพร้าวนั้นอาจจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่จริง แต่ก็มีในปริมาณที่น้อยมาก และแทบจะไม่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ หรือการหดตัวของมดลูกเลย ดังนั้นการดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จึงไม่ทำให้แท้งบุตรแต่อย่างใด

5. ดื่มน้ำมะพร้าวช่วยเร่งระบบการเผาผลาญได้

บางคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า การดื่มน้ำมะพร้าวจะช่วยเร่งการทำงานของระบบการเผาผลาญได้ และช่วยให้เรากำจัดแคลอรี่ส่วนเกินได้เร็วขึ้น จริง ๆ แล้วในขณะที่ร่างกายของเราขาดน้ำ ระบบการเผาผลาญนั้นจะถูกชะลอตัวลง และเมื่อเราดื่มน้ำอะไรก็ตามลงไป ก็จะช่วยเร่งการทำงานของระบบการเผาผลาญนั้นขึ้นมาได้ชั่วคราว โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นน้ำมะพร้าวเท่านั้น

จะเห็นได้ว่าการ กินน้ำมะพร้าวตอนท้อง ไม่ทำให้แท้งลูกต่ออย่างใด และก็ไม่ช่วยให้ลูกขาวขึ้นหรือช่วยล้างไขให้ลูกได้อีกด้วย นอกจากนี้ การกินน้ำมะพร้าวขณะที่มีประจำเดือน ก็ไม่ทำให้ปวดท้องเพิ่มขึ้น ดังนั้น แม่ ๆ สามารถดื่มน้ำมะพร้าวได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลกันอีกต่อไปนะคะ เพราะน้ำมะพร้าวนั้น นอกจากจะทำให้สดชื่นและอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างที่แม่ ๆ ควรรู้อีกด้วย

ประโยชน์ของน้ำมะพร้าวที่แม่ท้องควรรู้!!

  1. น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง ขาวนวลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
  2. น้ำมะพร้าวมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ เต่งตึง ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ดี
  3. เนื้อมะพร้าวอ่อนและน้ำมันมะพร้าวอ่อน มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกายอย่างครบถ้วน เช่น วิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
  4. น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น แก้กระหายน้ำ ร่างกายดูดซึมได้ภายใน 5 นาที
  5. น้ำมะพร้าวเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น จึงช่วยดับร้อนในร่างกาย แก้ร้อนใน
  6. ช่วยล้างพิษ ขับพิษของเสียออกจากร่างกาย หรือช่วยดีท็อกซ์ได้นั่นเอง
  7. ช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่ร่างกายมีความเป็นกรดสูง เพราะน้ำมะพร้าวมีความเป็นด่าง ทำให้กลไกการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายเป็นปกติ
  8. ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนในช่วงเช้าและช่วงบ่าย (รับประทานเนื้อด้วย)
  9. น้ำมะพร้าวเป็นน้ำเกลือแร่ตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับนักกีฬา เนื่องจากอุดมไปด้วยธาตุโพแทสเซียม
  10. ช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ภาวะความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง เพราะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง
  11. น้ำมะพร้าวอ่อนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและช่วยรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ
  12. ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ด้วยการใช้มะนาว 1 ซีกบีบผสมกับน้ำมะพร้าวอ่อนแล้วดื่ม
  13. ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียจากอาการท้องเสียท้องร่วงได้ ให้พลังงานหลังการเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
  14. ช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ภาวะความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง เนื่องจากมีปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง (น้ำมะพร้าวอ่อน)
คนท้องดื่มน้ำมะพร้าว
คนท้องดื่มน้ำมะพร้าว

แม้ว่าน้ำมะพร้าวจะมีประโยชน์เยอะก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถดื่มเยอะ ๆ ได้ มีข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคไต ให้ระมัดระวังในการดื่มน้ำมะพร้าว ดังนี้

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน : แม้จะเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย แต่ในน้ำมะพร้าวก็ยังมีคาร์โบไฮเดรต ซึ่งก็จะย่อยและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอยู่ดี ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรดื่มเยอะหรือบ่อยเกินไป แนะนำให้ดื่มไม่เกิน 1-2 ลูกต่อสัปดาห์
  • ผู้ป่วยโรคไต : เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีสารที่ช่วยขับปัสสาวะ ถ้าร่างกายขับปัสสาวะบ่อยๆ หรือมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผู้ป่วยโรคไตอาจหัวใจวายได้ แนะนำให้ดื่มไม่เกิน 1-2 ลูกต่อสัปดาห์
  • ผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ : เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียมสูง ถ้าดื่มเยอะเกินไปอาจสร้างปัญหาให้หัวใจได้เช่นกัน แนะนำให้ดื่มไม่เกิน 1-2 ลูกต่อสัปดาห์

ผู้หญิงควรดื่มน้ำมะพร้าวอย่างไร?

สำหรับวัยรุ่น วัยเรียน หรือวัยที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน สามารถดื่มน้ำมะพร้าวได้ทุกวัน วันละไม่เกิน 1 ลูก และเราขอเน้นย้ำว่า ควรเป็นน้ำมะพร้าวที่สด ๆ จากลูกมะพร้าว สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ควรหาซื้อจากร้านที่ไว้ใจได้เท่านั้น

ส่วนผู้หญิงวัยกลางคนและสตรีวัยทอง แนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2-3 ลูกก็พอค่ะ จะช่วยชะลอความแก่ ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงให้สมดุล

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คนท้องกิน “ยาหอม” แก้แพ้ท้อง กระทบลูกในท้องไหม?

10 วิธีรับมือ คนท้องนอนไม่หลับ ขยับไปขยับมาจนฟ้าสว่าง!

คนท้องปวดท้องน้อย อาการแบบไหนเสี่ยงแท้ง?

ทำความรู้จัก ฮอร์โมนคนท้อง ทำไมท้องแล้วฮอร์โมนพลุ่งพล่าน!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.matichonacademy.com, medthai.com, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, www.thairath.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

‘Saha Group Fair Online 2021’ รวมแบรนด์คุณภาพสุดปังจาก ธนูลักษณ์ ลดใหญ่จัดเต็ม สู้โควิด สะท้านทุกแพลตฟอร์ม 1 – 4 ก.ค. 64 นี้เท่านั้น

‘Saha Group Fair Online 2021’

รวมแบรนด์คุณภาพสุดปังจาก ธนูลักษณ์ ลดใหญ่จัดเต็ม สู้โควิด สะท้านทุกแพลตฟอร์ม 1 – 4 .. 64 นี้เท่านั้น

SAHA GROUP FAIR 2021

งานสหกรุ๊ปแฟร์ ออนไลน์ 2564 รวมแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังจาก บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด
(มหาชน) นำโดย  Absorba แบรนด์ขวัญใจคุณแม่ยุค New Normal

เปิดตัว ‘ชุดออร์แกนิค’ สำหรับเด็กแรกเกิด พร้อมด้วยโปรโมชั่นพิเศษ จากแบรนด์ชั้นนำ

Era-won, Takeo kikuchi, OLYMP, Morgan, Morgan Homme, Smyth & myne
และแบรนด์อื่นอีกมากมาย ยังไม่พอ ธนูลักษณ์

เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ตอบโจทย์  ผู้บริโภคสู้โควิด! ถึง 3 แบรนด์ด้วยกัน

 

Babble (แบ๊บเบิ้ล)

แบรนด์เสื้อผ้าเด็กน้องใหม่ คุณภาพคุ้มค่าเกินราคา โดยความตั้งใจแรก ผลิตโดยคำนึงถึงการ ใช้งานเวลาที่เด็กสวมใส่ ในชีวิตประจำวัน เนื้อผ้าผลิตจากผ้า Cotton 100%  ผ้านุ่ม ใส่สบาย อีกทั้ง ดีไซน์เรียบง่าย แต่เพิ่มความสนุกและสดใส ผ่านสีสันและลวดลาย ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกรักเมื่อสวมใส่  ตอบโจทย์คุณแม่ยุค5G  ที่ฉลาดซื้อ ฉลาดเลือก สิ่งที่ดีให้กับลูก  สามารถซื้อได้ คราวละหลายๆ ชุด  ราคาหลักร้อยคุณภาพหลักพัน ห้ามพลาด!

มีให้คุณแม่และเพื่อนๆ ช้อปให้เด็กๆ ตั้งแต่ แรกเกิด จนถึงวัย 7 ขวบ ตำด่วนๆ ในงานลดหนักมาก

 

Ozone (โอโซน)

เปิดตัว #OZONEFitFromHome แบรนด์ชุดออกกำลังกายผู้หญิง OZONE Activewear น้องใหม่ ที่เป็นมากกว่าชุดออกกำลังกาย แฝงไปด้วย แรงบันดาลใจ ที่สนับสนุน ให้ผู้หญิงรักสุขภาพและรักตัวเอง

ไม่ว่าสถานการณ์ไหนก็ ไม่สามารถหยุด ความ Active ของสาวๆ ยุค NEW NORMAL ได้

เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเช็คกันหน่อย แบรนด์อื่นเยอะแล้ว ลองเปิดใจให้ OZONE หน่อยและจะถูกใจ

Ozone ให้ความสำคัญกับการออกแบบชุดออกกำลังกายให้แตกต่างกว่าที่เคย  simple & cool

ด้วยการทำให้ดู Casual เท่ๆ คูลๆ  เรียบง่ายและดูดี ดูมีชีวิตชีวา สามารถนำ ไป Macth กับ Every Look ได้จริงในชีวิตประจำวัน  เนื้อผ้าคุณภาพเยี่ยม มีความยืดหยุ่นสูง  เหมาะสำหรับกิจกรรม active สวมใส่ง่าย ใส่สบาย กระชับทุกการเคลื่อนไหว เสริมลุคให้คุณผู้หญิง ใส่แล้วมีเสน่ห์ มั่นใจในแบบตัวเอง

ผลิตเองขายเอง มั่นใจได้ว่าคุณภาพคุ้มค่าเกินราคา ตามไปช้อปกันค่ะ

 

 

Icon (ไอคอน)

แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นชาย casual Look  เสริมลุคให้คุณ ดูเข้าถึงง่าย ด้วยหลากหลาย ไอเท็ม

เสื้อเชิ้ต กางเกง ใส่สบาย Macth ง่าย แบบ 2in1 สามารถใส่ทำงานก็ได้ ปาร์ตี้ก็ยังไหว

ตอบโจทย์ ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยดีไซน์สุดเท่  ครอบคลุมทุกคาแรคเตอร์ที่แตกต่าง อย่างลงตัว

สินค้าดีมีคุณภาพ ต้องกลับมาซื้อซ้ำ ราคาในงานที่คุณไม่ควรพลาด

และสุดเซอร์ไพรส์ ! กับไฮไลท์  ICON INNERWEAR กางเกงในชาย แอนตี้แบค ลดกลิ่นอับ

ให้คุณได้เป็นเจ้าของก่อนใครในงานนี้ ติดตามโปรโมชั่นพิเศษ และเซอร์ไพรส์แบบเต็ม ๆ ได้ที่งาน Saha Group Fair Online 2021 วันที่ 1 – 4 ก.ค. 64 นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจ @sahagroupfair หรือเว็บไซต์ https://www.sahagroupfair.com/

ประจำเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง

ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง? ตรวจครรภ์ได้ตอนไหน?

ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง? ตรวจครรภ์ได้ตอนไหน? อาการคนท้องมีอะไรบ้าง? เช็กอาการคนท้อง 1-4 สัปดาห์แรก พร้อมกันเตรียมตัวสู่การเป็น “แม่” ได้ที่นี่

ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง? ตรวจครรภ์ได้ตอนไหน?

อาการคนท้อง ของผู้หญิงในแต่ละรายนั้นไม่เหมือนกัน ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงมักจะคาดเดาว่าอาจจะท้องจากการที่ประจำเดือนขาด หรือประจำเดือนเลื่อน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง? จะสามารถใช้ที่ตรวจการตั้งครรภ์ได้หลังจากวันที่ประจำเดือนเลื่อนวันไหน? สามารถตรวจครรภ์แล้วขึ้น 2 ขีดได้ตอนไหน? อาการคนท้องมีอะไรบ้าง? ทีมแม่ ABK ขอตอบทุกคำถามค่ะ

อาการคนท้อง เป็นแบบไหน?

ส่วนใหญ่แล้ว นอกจากประจำเดือนขาด หากตั้งครรภ์ มักจะมีอาการอื่น ๆ ที่ผิดแปลกไป มาดูกันว่ามีอาการไหนบ้างที่บ่งบอกว่าคุณอาจจะกำลังมีเบบี๋อยู่ในท้องแล้ว

  1. ปัสสาวะบ่อยขึ้น และสีเข้มขึ้น

อาการคนท้องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมดลูกที่โตกดกระเพาะปัสสาวะ และฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น ระหว่างตั้งครรภ์มีผลทำให้เลือดมาคั่งในเชิงกรานมาก เพื่อไปหล่อเลี้ยง ตัวอ่อนมากขึ้น ระบบปัสสาวะที่ต่อเนื่องถึงกันจึงได้รับผลกระทบไปด้วย กระเพาะปัสสาวะ จึงระคายเคืองและบีบตัวบ่อยขึ้น ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย รวมทั้งต้องลุกมาเข้าห้องน้ำใน ตอนกลางคืนบ่อย ๆ ด้วย

2. คัดเต้านม เจ็บ และตึง

มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม คุณแม่จะรู้สึกว่าเต้านมใหญ่ขึ้น กดจะเจ็บเนื่องจากมีการเจริญเติบโตของไขมันและต่อมน้ำนม เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขยายใหญ่ขึ้นจนสังเกตเห็นได้ หัวนมเจ็บและไวต่อสิ่งสัมผัส มีเส้นเลือดดำสีเขียว ๆ ปรากฏขึ้นที่บริเวณผิวหนังรอบเต้านม หัวนมมีสีคล้ำขึ้นและตั้งชู

3. ท้องผูกกว่าปกติ

เพราะมีสาเหตุจากเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อตั้งครรภ์ เช่น การบีบตัวของลำไส้ลดลง มดลูกทับลำไส้ใหญ่ การแก้ไขภาวะท้องผูกในคนท้องที่ดีที่สุดคือ พยายามรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายพอเหมาะซึ่งจะช่วยในเรื่องการแก้ไขอาการท้องผูกได้

4. มีอาการตกขาวเล็กน้อย

อาการตกขาวของคนท้องนั้น เป็นของคู่กัน เมื่อผู้หญิงเราตั้งครรภ์ทำให้มาการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ ฮอร์โมนเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดมีเลือดมาคั่งมากในช่องคลอด ที่คอมดลูก ต่อมต่าง ๆ ในคอมดลูกทำงานมากขึ้น จะมีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอดมากขึ้น เมื่อหลุดออกมาจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเชื้อแบคทีเรียที่พบเป็นปกติในช่องคลอดของหญิงทุกคน เป็นผลให้เซลล์สลายออกเกิดเป็นตกขาวได้

5. เหนื่อยง่าย และง่วงนอนตลอดเวลา

เป็นอาการที่เกิดจาก ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมา ทำให้ นอกจากตอนเย็นหลังเลิกงานแล้วยังเหนื่อยล้าในตอนกลางวันอีกด้วย อาการเช่นนี้ ดีสำหรับคุณแม่ เพราะเท่ากับช่วยลดกิจกรรมต่าง ๆ ลงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จะได้พบปะเจอะเจอผู้คนน้อยลง หรือไม่ค่อยอยากเดินทางไปไหนมาไหน ช่วยให้คุณแม่ได้รับเชื้อโรคและสารพิษจาก สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษน้อยลง

6. รู้สึกขม ๆ เฝื่อน ๆ มีรสชาติแปลก ๆ ในปาก

เป็นอาการของโรคกรดไหลย้อน เพราะผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมทั้งมดลูกที่ขยายตัวเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์

7. รู้สึกเหม็น ทนไม่ได้กับบางสิ่งบางอย่าง

เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายมีปฏิกริยากับสิ่งที่สัมผัสได้ ทั้งกลิ่น รส เสียง สัมผัส คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลายรายมักจะมีอาการแพ้ท้องเมื่อได้กลิ่นอาหาร (ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเป็นอาหารที่ตัวเองชอบ) หรือแพ้กลิ่นน้ำหอม (เดิมชอบกลิ่นนี้มาก พอตั้งครรภ์แล้วกลิ่นที่เคยหอมกลับรู้สึกว่าเหม็นไป) หรือหนักมาก ๆ เข้าก็แพ้กลิ่นตัวสามีก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เพราะว่าระบบธรรมชาติได้พยายามปกป้องร่างกายของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์กำลังพัฒนาและเจริญเติบโต เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดเลยทีเดียว ดังนั้นหลาย ๆ คนที่แพ้ท้องมาก ๆ ก็อาจจะต้องหยุดพัก ได้แต่กิน นอน และอาเจียนกันเลยทีเดียว

8. มีอารมณ์อ่อนไหวหรือแปรปรวนง่าย

เป็นอีกอย่างหนึ่งอาการของคนท้อง อาจเป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง บางครั้งได้ยิน ได้ฟังเรื่องเศร้า ๆ ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม หรือปล่อยโฮ ดูหนังเศร้าก็ร้องไห้เสียใจ โดยที่เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้ ผู้หญิงบางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย แต่ก็ “ทราบ” ว่าตนเองตั้งครรภ์ ก็เป็นได้เช่นกัน

อาการคนท้อง
อาการคนท้อง

9. แพ้ท้อง

เป็นอาการ ที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่อาการแพ้ท้อง มักมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียนหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางรายอาจเป็นในช่วงเย็น ๆ บางรายมีอาการต่อเนื่องกัน ตลอดทั้งวัน (แย่หน่อย) โดยเฉพาะตอนที่ท้องว่าง บางทีหิวแต่กินไม่ได้มาก ทำให้เกิด อาการวิงเวียนจะเป็นลม เนื่องจากมีน้ำตาลในเลือดต่ำ

10. ประจำเดือนเลื่อน ประจำเดือนขาด

ประจำเดือนไม่มา ก็มีสาเหตุหลายสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา เช่น

  • มีความเครียด หรือวิตกกังวลสูง
  • ไม่สบาย ก็อาจทำให้ประจำเดือนไม่มา
  • ตั้งครรภ์

ในบางรายที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอ หากประจำเดือนของคุณขาดไป ก็แสดงว่าคุณอาจตั้งครรภ์ เพราะหลังจากปฏิสนธิ ประจำเดือนจะไม่มา

ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง?

เมื่อตั้งครรภ์แล้ว อาการอีก 1 อย่างคือ ประจำเดือนเลื่อน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง? คำตอบคือ เมื่อมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก่อนที่เราจะทราบว่าประจำเดือนเลื่อนนั้น ทางการแพทย์เค้านับว่าเป็นตั้งครรภ์เดือนที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ดังนั้น การตั้งครรภ์จึงนับตั้งแต่วันแรกที่ปฏิสนธิ ไม่ได้นับจากวันที่ประจำเดือนเลื่อนค่ะ การที่ประจำเดือนเลื่อน ประจำเดือนขาด เป็นเพียงอาการที่บ่งบอกว่าอาจจะตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าหากประจำเดือนเลื่อน แล้วจะหมายความว่าเราจะท้องอยู่นั่นเอง ดังนั้น ถ้าต้องการตรวจสอบให้แน่นอนว่าตั้งครรภ์ชัวร์ ๆ ควรใช้ที่ตรวจครรภ์ตรวจค่ะ

ที่ตรวจครรภ์
ที่ตรวจครรภ์

ใช้ที่ตรวจการตั้งครรภ์ได้วันไหน?

คำตอบนี้ ทีมแม่ ABK ขอนำบทความจากคอลัมน์ คุยกับหมอพิณ มาให้ความกระจ่างกันค่ะ

แม้ฮอร์โมนจะน้อย ๆ (น้อยระดับที่จุ่มปัสสาวะอาจจะไม่ขึ้น) ก็สามารถบอกได้ว่า ตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ ทีนี้จะตรวจการตั้งครรภ์วันไหนดี หลังมีเพศสัมพันธ์ อสุจิจะว่ายน้ำไปหาไข่ และกระทำการผสม แต่ถ้าว่ายไปแล้วไม่เจอไข่ล่ะ อสุจิสามารถว่ายน้ำรอได้ประมาณ 3 วัน ก่อนที่จะหมดแรงแล้วตายไป ส่วนคุณไข่ หลังตกมาแล้วจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 24 ชั่วโมงค่ะ ก่อนที่จะสลายไป

ทีนี้ ถ้าเขา (อสุจิและไข่) มาเจอกัน แล้วผสมกัน เขาจะรวมร่างกันแถว ๆ ท่อนำไข่ค่ะ ได้มาเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนก็จะค่อย ๆ กระดึ๊บ ๆ เข้ามาในห้องโถงโพรงมดลูก มาแปะที่โพรงมดลูกอันหนานุ่ม ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ จะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน หลังจากผสมกันค่ะ ทีนี้ตัวอ่อนก็จะฝังรากลงไปในโพรงมดลูกอันหนานุ่ม ซึ่งตอนฝังตัวนี่เองค่ะ ที่จะสามารถปล่อยฮอร์โมนการตั้งครรภ์ออกมาได้

ดังนั้นถ้าถามว่าจะตรวจเลือดเจอฮอร์โมนเมื่อไหร่ดี ฮอร์โมนจะสามารถตรวจพบได้ประมาณวันที่ 8-10 หลังไข่ตกค่ะ แต่ตามความเป็นจริง เราก็จะไม่แน่ใจหรอกค่ะว่า เราไข่ตกวันไหน อสุจิว่ายน้ำกันกี่วัน ถ้าจะเอาให้ตรวจในปัสสาวะได้ ก็รอจนถึงวันที่ประจำเดือนควรจะมา แล้วยังไม่มานี่ล่ะค่ะ

สรุปว่า แนะนำให้ตรวจปัสสาวะ หากถึงวันที่ประจำเดือนต้องมา แล้วยังไม่มานะคะ ซึ่งประจำเดือนน่าจะมาวันไหน คนที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ หรือคนที่จดประจำเดือนเป็นประจำ ก็จะพอคาดเดาได้ค่ะ (app ในมือถือสมัยนี้ก็คำนวณวันที่ประจำเดือนน่าจะมาให้เรียบร้อย)

ทีนี้ ถ้าตรวจแล้วยังไม่ท้อง ประจำเดือนก็ยังไม่มาซะที ให้ใจร่ม ๆ ก่อนค่ะ ถ้าประจำเดือนยังไม่มา ให้รอตรวจซ้ำอีก 1 สัปดาห์ ถ้าไม่ท้องอีก แล้วประจำเดือนยังไม่มาซักที ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจดีกว่าค่ะ

สรุปแล้วเราสามารถใช้ที่ตรวจครรภ์เพื่อให้รู้ว่าท้องหรือไม่ ได้ตั้งแต่วันแรกของการคลาดเคลื่อนของประจำเดือนเลย  แต่ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ตรวจหนึ่งอาทิตย์หลังจากที่ประจำเดือนคลาดเคลื่อนค่ะ เพราะโอกาสจะตรวจได้ผลบวกสูงกว่า

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาการของคนท้อง ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนคลอด มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

ภรรยาสาว เป้ วงมายด์ รีวิว ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง 6 เดือน ท้องแฝด!

ทำไมถึง ตั้งครรภ์นอกมดลูก ท้องนอกมดลูก รู้เร็ว แม่รอด!

เคล็ด(ไม่)ลับ ดูแลลูกในท้อง วิธีบำรุงลูกในท้องให้แข็งแรง!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, คุยกับหมอพิณ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารหลังคลอด

เปิด25เมนู อาหารหลังคลอด แบบไหนที่แม่ปลื้ม!!

อาหารหลังคลอด ควรกินอะไรบ้าง แบบไหนกินได้ แบบไหนควรเลี่ยง มาลองดูเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพคุณแม่หลังคลอดพร้อมวิธีทำรับรองอาหารเมนูเหล่านี้คุณแม่ปลื้มแน่นอน

เปิด 25 เมนู อาหารหลังคลอด แบบไหนที่แม่ปลื้ม!!(พร้อมวิธีทำ)

โรคหลังคลอด เป็นอาการของผู้หญิงหลังคลอดลูกบางคนที่มักมีอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ปวดเนื้อตัว ขี้หนาว โดยเฉพาะเวลาฝนตกอากาศชื้น ๆ จะหนาวสั่น อ่อนเปลี้ย เพลียแรง ไม่สดชื่น ปวดหลัง และที่สำคัญไปตรวจร่างกายก็ไม่พบโรคใด ๆ อาการเหล่านี้เราเรียกกันว่า อาการหลังคลอดเนื่องจากเวลาคลอดลูก ร่างกายของคุณแม่จะสูญเสียทั้งเลือด น้ำ พลังงานในการคลอด ทำให้ร่างกายต้องปรับสมดุล และต้องปรับฮอร์โมนที่มีอยู่มากในระหว่างตั้งครรภ์ให้กลับมาเป็นปกติอีกด้วย

คุณแม่หลังคลอด กับอาหารที่ช่วยเพิ่มน้ำนม และฟื้นฟูร่างกาย
คุณแม่หลังคลอด กับอาหารที่ช่วยเพิ่มน้ำนม และฟื้นฟูร่างกาย

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่ต้องกินอาหารที่ให้พลังงานและมีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพร่างกาย และเตรียมความพร้อมสำหรับการเลี้ยงลูกน้อยด้วยการให้น้ำนม โดยทั่วไปหลักการเลือกรับประทานอาหารหลังคลอดนั้น ก็เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ไม่แตกต่างจากตอนท้องจะมีความแตกต่างบ้างเพียงเล็กน้อย ดังนี้

  • รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่
  • ใช้วัตถุดิบที่สด ผ่านกระบวนการการปรุงที่สะอาดและสุกทั่วถึง
  • รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ อาจเพิ่มอาหารว่างอีก 1 มื้อก็ได้
  • เลี่ยงของมันอๆ ทอดอๆ หรือการดื่มนมมากเกินไป เพราะอาจทำให้ท่อน้ำนมอุดตันได้ในกรณีแม่ให้นมบุตร รวมถึงทำให้ลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้นมวัวอีกด้วย
  • เพิ่มส่วนประกอบของอาหารให้มีเครื่องเทศ เช่น พริกไทย ขิง ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยการย่อย
  • มื้อเช้าควรเริ่มต้นด้วยอาหารที่ย่อยง่าย รสอ่อน ๆ มีส่วนผสมของน้ำค่อนข้างมาก ซึ่งช่วยให้ระบบการย่อยและดูดซึมทำงานได้ดี ลดอาการอึดอัดแน่นท้อง กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมที่จะทำงาน หลีกเลี่ยงอาหารทอด
  • อย่ากังวลเรื่องน้ำหนักมากจนเกินไป เพราะคุณแม่ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการดูแลลูกน้อย ดังนั้นไม่ควรอดอาหารในช่วงนี้ แต่ควรเพิ่มเมนูอาหารที่มีสรรพคุณเรียกน้ำนม เช่น แกงเลียง แกงหัวปลี น้ำขิงอุ่น ปลาผัดขึ้นฉ่าย ไก่ผัดขิง
  • ดื่มน้ำอุ่นมากๆ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดกระตุ้นการหลั่งน้ำนมได้มากขึ้น และขณะที่คุณแม่ให้นมร่างกายจะสูญเสียน้ำถึงวันละ 700 มิลลิกรัม จึงควรดื่มน้ำเข้าร่างกายเพื่อไปชดเชยให้เพียงพอ

    สัมตำ อาหารรสจัด ไม่ผ่านความร้อน ควรหลีกเลี่ยง
    สัมตำ อาหารรสจัด ไม่ผ่านความร้อน ควรหลีกเลี่ยง

อาหารหลังคลอดแบบไหนที่ไม่ควรปลื้ม (ควรหลีกเลี่ยง)

  • อาหารที่มีรสจัดและกลิ่นฉุน เช่น ยำรสจัด หัวหอม เพราะแม่ที่ให้นม จะทำให้ลูกได้รับสารเหล่านี้ไปด้วยผ่านน้ำนม อาจทำให้ลูกไม่สบายท้องได้ ส่วนแม่จะแสบกระเพาะอาหารได้ง่าย
  • อาหารหมักดอง กาแฟ ชา น้ำอัดลม แอลกอฮออล์ นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพแล้ว คุณแม่ที่ให้นมลูกเองจะส่งผ่านสิ่งไม่ดีไปสู่ลูกผ่านน้ำนมได้อีกด้วย
  • หากแม่ดื่ม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชา น้ำอัดลม ควรเว้นช่วงระยะเวลาให้นมลูกหลังดื่มไปสองชั่วโมง เพราะระดับคาเฟอีนจะได้ลดลงเหลือปริมาณน้อย ไม่ส่งผ่านไปทางน้ำนมสู่ลูก
  • อาหารที่ผ่านการปรุงด้วยผงชูรส ซุปก้อน ผงปรุงรส สี และสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น กุนเชียง ลูกชิ้น ไส้กรอก (ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นไม่มีแหล่งผลิตที่ชัดเจน ไม่ควรรับประทานเลย)
  • ถ้าจะรับประทานยาควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะยาบางอย่างอาจจะส่งผ่านไปทางน้ำนมแม่ได้ ยาที่สารมารถรับประทานได้ความปลอดภัยสูงไม่ผ่านทางน้ำนม เช่น  ลดไข้บรรเทาปวดพาราเซตามอล และยาสามัญประจำบ้าน

ตัวอย่างเมนูอาหารหลังคลอด (พร้อมวิธีทำ)

เมนูนี้ที่ลูกปลื้ม : เมนูเพิ่มน้ำนม 

  • แกงเลียงผักรวม
  • กุยช่ายผัดตับ
  • ผัดหัวปลี
  • ต้มข่าอกไก่ใส่หัวปลี
  • ไข่ตุ๋นน้ำขิง
  • ไก่ผัดขิง
  • แกงส้มมะรุม
  • แกงจืดตำลึง
  • ไข่เจียวใส่ใบกะเพรา
  • ผัดกะเพราเผ็ดน้อย

จากตัวอย่างเมนูอาหารข้างต้นจะเห็นได้ว่าเป็นเมนูที่นำผักเรียกน้ำนมมาปรุงเป็นอาหารแสนอร่อย ให้คุณแม่ได้รับประทานจะช่วยให้ร่างกายสร้างน้ำนมได้มากนั่นเอง มาดูกันว่าผักเรียกน้ำนม นั้นมีอะไรกันบ้าง

บทความน่าอ่าน : 20 ผักผลไม้เพิ่มน้ำนม ช่วยเพิ่มน้ำนมให้คุณแม่

ถึงเวลาเข้าครัว

อาหารหลังคลอด ผัดผักกุยช่ายตับหมู
อาหารหลังคลอด ผัดผักกุยช่ายตับหมู

ผัดดอกกุยช่ายใส่ตับหมู

ส่วนผสม
  • ดอกกุยช่าย 100 กรัม (ประมาณ 3 – 4 ถ้วย)
  • ตับหมู (จากหมูเลี้ยงตามธรรมชาติ) 100 กรัม
  • ขิงสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น ¼ ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
  • น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายเล็กน้อย (หากไม่ชอบหวานไม่ใส่ก็ได้)
  • น้ำเปล่าสำหรับลวกตับหมู
  • น้ำเย็นสำหรับแช่ตับหมูที่ลวกแล้ว
  • เกลือเล็กน้อย
  • ข้าวต้มข้าวกล้องห้าสี
วิธีทำ
1. ล้างดอกกุยช่ายให้สะอาด หั่นเป็นท่อน พักไว้
2. ล้างตับหมูให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นใหญ่ พักไว้ ใส่น้ำลงในหม้อ เติมเกลือ ยกขึ้นตั้งไฟให้เดือดใส่ตับหมูลงไปลวกประมาณ 3 นาทีแล้วนำไปแช่ในน้ำเย็น พักไว้
3. ตั้งกระทะใส่น้ำมันงาลงไป ตามด้วยขิงและกระเทียมสับ ผัดจนมีสีเหลืองและหอมนำตับลวกขึ้นจากน้ำเย็นใส่ลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เร่งไฟขึ้นแล้วใส่ดอกกุยช่าย ผัดเร็วๆ จนสุก ปิดไฟ ตักใส่จานโรยพริกไทย รับประทานกับข้าวสวยหรือข้าวต้มข้าวกล้องห้าสี
Tips
– การรับประทานข้าวต้มข้าวกล้องห้าสีจากข้าวพันธุ์ต่างๆ จะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่พึงได้อย่างเต็มที่ทั้งวิตามินและแร่ธาตุเพราะในข้าวแต่ละชนิดมีสารเหล่านี้ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะสารกาบาในเมล็ดข้าวและเส้นใยอาหาร ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างเสริมสุขภาพของแม่หลังคลอดและทารก
– การแช่ตับหลังลวกแล้วในน้ำเย็นทำให้ขนาดของชิ้นตับหดตัวและคงสภาพได้ดี เวลานำไปผัดตับจะคงความนุ่มและสุกพอดีไม่แข็งกระด้าง
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 645.09 กิโลแคลอรี
โปรตีน 28.22 กรัม ไขมัน 28.73 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 69.51 กรัม ไฟเบอร์ 3.96 กรัม
เรื่องและสูตรอาหาร : อาจารย์วันทนี ธัญญา เจตนธรรมจักร
ภาพ : แอนโทนี่ อดัมสัน (Anthony Adamson)

กะเพราเห็ดฟาง

อาหารหลังคลอด กะเพราเห็ดฟาง
อาหารหลังคลอด กะเพราเห็ดฟาง

ส่วนผสม

  • เห็ดฟาง ดอกเล็ก 3 ขีด
  • ใบกะเพรา 1 ถ้วย (หรือมากกว่าถ้าชอบ)
  • พริกขี้หนู 7 เม็ด (แล้วแต่ชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อย)
  • รากผักชี 2 ราก
  • กระเทียม 5-7 กลีบ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1.นำเห็ดมาปอกให้สะอาด ลวกน้ำร้อนต้มเดือด เหยาะเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้เห็ดสะอาดและน่ารับประทานมากขึ้น ตักใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ถ้าเห็ดยังไม่แห้ง เวลาผัดระวังน้ำมันจะกระเด็นได้

2.ตำกระเทียม รากผักชี พริกขี้หนูรวมกันพอหยาบ ตักขึ้นพักไว้

3.ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่เครื่องที่โขลกลงไปผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่เห็ดฟาง เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลก่อนตักขึ้นใส่ใบกระเพรา ต้องใช้ไฟแรงและผัดเร็วๆ จะทำให้กลิ่นพริกและใบกะเพราส่งกลิ่นหอม ต้องรับประทานขณะที่ยังร้อนอยู่พร้อมข้าวร้อนๆ จะทำให้อร่อยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าเป็นข้าวกล้องจะได้วิตามินครบครัน

4.ใช้เวลาผัดและเตรียมประมาณ 15 นาที จะได้อาหารมังสวิรัติรสเด็ดที่มีประโยชน์กับร่างกายเต็มเปี่ยม

เคล็ดลับ อาหารที่มีเครื่องเทศและสมุนไพร เช่น พริก กระเทียม รากผักชี ส่วนใหญ่จะมีน้ำมันหอมระเหย ต้องผัดในน้ำมันร้อนให้หอมก่อนจึงจะมีกลิ่นและรสที่ชวนรับประทาน แต่อย่าใช้ไฟแรงจนเกินไป เพราะถ้าไหม้ กลิ่นไหม้จะส่งกลิ่นอบอวลรวมอยู่ในจานอาหารด้วย

เมนูอาหารที่ดี ช่วยฟื้นฟูร่างกายแม่หลังคลอด
เมนูอาหารที่ดี ช่วยฟื้นฟูร่างกายแม่หลังคลอด

เมนูนี้ที่แม่ปลื้ม : เมนูช่วยฟื้นฟูร่างกาย

  • ปลานึ่งซีอิ๊วใส่ขิง
  • แกงหัวปลี
  • ข้าวต้มปลา
  • ไก่ผัดขิง หมูผัดขิง
  • ไก่ต้มน้ำปลา
  • แกงเลียงกุ้งสด
  • ซุปไก่ตุ๋น
  • ผัดผักโขม
  • ผัดเห็ดรวม
  • แกงเห็ด
  • สลัดผัก ผลไม้
  • ปลาผัดพริกไทยดำ
  • ผัดถั่ว ลันเตาใส่กุ้ง
  • ข้าวต้ม ข้าวกล้องเนื้อปลา
  • แกงจืดเต้าหู้ขาวใส่สาหร่าย

สำหรับคุณแม่หลังคลอด มักจะเสียเลือด และต้องการสารอาหารที่เป็นประโยชน์เพื่อนำมาฟื้นฟูร่างกาย ความจำเป็นในการฟื้นฟูร่างกายสำหรับแม่นั้น นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะคุณแม่ต้องมีพลังในการเลี้ยงดูลูกเล็ก ๆ ร่างกายต้องการการฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติ และยังต้องการสารอาหารมาช่วยในการสร้างน้ำนมอีกด้วย ดังนั้นสารอาหารที่ควรรับประทานหลังคลอดนั้น ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีน ไขมันที่ดีที่จำเป็นต่อร่างกาย

ถึงเวลาเข้าครัว

อาหารหลังคลอด แกงเลียงผักรวมกุ้งสด
อาหารหลังคลอด แกงเลียงผักรวมกุ้งสด

แกงเลียงผักรวมกุ้งสด

ส่วนผสม

  • ฟักทอง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย
  • บวบหอมอ่อน หั่นเป้นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย
  • ข้าวโพดอ่อน 1/2 ถ้วย
  • เห็ดชิเมจิ 1/4 ถ้วย
  • เห็ดออนเร็นจิ 1/4 ถ้วย
  • เห็ดเข็มทอง 1/4 ถ้วย
  • ใบแมงลัก 2 ถ้วย
  • กุ้งสด 4-5 ตัว
  • น้ำเปล่าสำหรับลวกกุ้ง
  • พริกแกงเลียง

วิธีทำ

  1. นำผักทุกอย่างมาล้างน้ำให้สะอาดและปอกเปลือกเอาไว้ เตรียมหั่นผักทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย
  2. เตรียมเครื่องแกงเลียง ให้นำเครื่องแกงเลียงที่เตรียมไว้มาโขลกรวมกัน โดยเริ่มจากโขลกกุ้งแห้งก่อน ตามด้วยพริกไทย กระชาย กะปิ หอมแดง กุ้งสด และพริกสด ตำให้พอละเอียด
  3. กุ้งสดนำไปล้างน้ำ ปอกเปลือก แล้วใช้กรรไกรตัดหัวเอาขี้กุ้งออก ตัดขากุ้งออกด้วย และผ่าหลังแบ่งเป็น 2 ชีกดึงเอาเส้นดำทิ้งไป
  4. จากนั้นเราก็จะนำกุ้งมาต้มในน้ำเดือดแค่พอกุ้งสุก (เพราะเราต้องการน้ำที่ได้จากการต้มกุ้งนี้ไปทำน้ำซุป) โดยกรองเอาน้ำไว้ด้วย
  5. พอได้กุ้งที่สุกแล้ว เราก็จะนำมาแกะเอาเปลือกกุ้งออก แต่ยังไม่ทิ้งเปลือกกุ้ง ถ้าสังเกตุให้ดีที่เปลือกกุ้งจะมีหัว และมันกุ้งติดอยู่ ให้นำเอาทั้งหมดนั้นมาปั่น แล้วละลายในน้ำต้มกุ้ง และใช้กระชอนกรองเอาส่วนที่ปั่นไม่ละเอียดทิ้งไป เราก็จะได้น้ำซุปกุ้งสดสุดแสนหวานมาทำแกงเลียง โดยไม่ต้องใช้ผงปรุงรสใดๆ มาช่วยเลย
  6. เมื่อได้น้ำซุปกุ้งสดมาแล้วก็นำใส่หม้อต้มให้เดือด พอน้ำแกงเดือดใส่เครื่องแกงเลียงลงไป
  7. พอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง ให้เตรียมผักลงใส่ตามลำดับความสุกช้าหรือเร็ว คือให้ใส่ผักที่เนื้อแข็งสุกยากลงไปก่อนแล้วค่อยตามด้วยผักที่สุกง่าย
  8. ปรุงรสด้วยน้ำปลาเล็กน้อย เติมไปชิมไป ให้ได้รสชาติที่เราต้องการ
  9. ใส่ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์ของแกงเลียงไทย ใช้ทัพพีกดให้ใบแมงลักจมน้ำแกงให้หมด ปิดเตา พักไว้ 1 นาที คนให้ทั่วและตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟร้อน ๆ

ไม่ว่าจะเมนูอาหารแบบใด คุณแม่อย่าเพิ่งเป็นกังวลมากเกินไป สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับอาหารหลังคลอดของคุณแม่ นั่นคือ การรับประทานอาหารให้ครบหมู่ มีสารอาหารเพียงพอต่อร่างกาย เลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย เพียงเท่านี้ก็เป็นอาหารหลังคลอดที่ดีทั้งต่อตัวคุณแม่เอง และลูกที่พึ่งคลอดด้วยเช่นกัน แต่จะให้ดีอีกสักนิดถ้าคุณแม่สามารถได้รับเมนูอาหารหลังคลอดแบบที่คุณแม่ญี่ปุ่นได้รับจากโรงพยาบาลหลัง คลอดแบบในข่าวนี้บ้างคงดีต่อใจไม่น้อย เพราะอย่าลืมว่าอาหารที่ดีต้องได้รับรสอร่อยทั้งรูป รส กลิ่น สัมผัสที่ดี อาหารจานนั้นจะยิ่งได้รสชาติทวีคูณ เห็นแล้วน่าอิจฉาคุณแม่ญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว

เมนูอาหารหลังคลอดของแม่ญี่ปุ่น
เมนูอาหารหลังคลอดของแม่ญี่ปุ่น

หญิงสาวชาวต่างชาติที่อาศัยในญี่ปุ่น ผู้ใช้ชื่อในโลกออนไลน์ว่า jenkinsinjapan ได้โพสต์ภาพอาหารที่ทางโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองมิโตะ จังหวัดอิบาระกิจัดให้เธอในระหว่างเวลา 3 วันที่พักผ่อนหลังได้คลอดบุตรที่โรงพยาบาล

อาหารของคุณแม่มือใหม่สร้างความสนใจให้กับผู้คนในโลกออนไลน์จำนวนมาก เมนูอาหารมีทั้งอาหารแบบญี่ปุ่นและแบบตะวันตก รวมทั้งของหวาน, ของว่างมื้อบ่าย ทุกอย่างน่าทานเหมือนกับเมนูในร้านอาหารชื่อดัง

ที่มา : ข่าวจาก mgronline.com 
ข้อมูลอ้างอิงจาก today.line.me/goodlifeupdate.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ผักผลไม้ต้องห้าม สำหรับแม่ท้อง และให้นมลูก

4 สูตร “อาหารหลังคลอด” คัดเฉพาะเมนูที่ปรุงง่าย ไม่ยุ่งยาก

13 อาหารบำรุงน้ำนม เพิ่มน้ำนม ปลอดภัยจากธรรมชาติ

คลอดลูกแบบ ผ่าคลอด นมแม่มาช้ากว่าคลอดเองจริงหรือ?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล

แจกฟรี!! 50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล โหลดเลย!!

เด็กอยู่บ้านนาน ๆ วัน ๆ ก็มีแต่ดูโทรทัศน์ จับมือถือ มาใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ด้วย  แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล มีให้แม่ ๆ ได้โหลดกันฟรี ๆ ให้ลูกฝึกภาษาได้ง่าย ๆ แม้อยู่แต่บ้าน

แจกฟรี!! 50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล โหลดเลย!!

ในช่วงที่โรงเรียนยังเปิดเรียนไม่ได้เพราะโรคระบาด เด็ก ๆ อยู่แต่บ้านทั้งวัน แทบไม่ได้เรียนหนังสือกันเลย ทำให้แม่ ๆ กังวลถึงพัฒนาการของลูก ว่าอาจจะไม่ทันเพื่อน ๆ ได้ เพราะในวัยอนุบาล เราต้องฝึกให้ลูกได้ขีดเขียน เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ให้เตรียมพร้อมก่อนขึ้นเรียนในชั้นประถม ในตอนนี้ที่ยังไปเรียนที่โรงเรียนอนุบาลไม่ได้ การเรียนออนไลน์สำหรับบางบ้านก็อาจจะไม่สะดวก ทีมแม่ ABK จึงขอรวบรวม แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล มาให้แม่ ๆ ได้โหลดกันฟรี ๆ ไปเลย!! ให้ลูกได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก แถมยังได้ฝึกภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้าเรียนกันค่ะ

50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ
  1. “Reading” pictures #1 วงกลมคำตามรูปที่เห็น ในแบบฝึกหัดนี้ เด็ก ๆ จะต้องวงกลมคำตามรูปที่เห็น เด็กๆ สามารถเดาว่าคำไหนควรจะเป็นคำตามรูปภาพกันน้า
  2. “Reading” pictures #2 ฝึกให้เด็กได้ฝึกอ่านและเดาคำศัพท์ง่าย ๆ จากภาพที่ให้ไว้ แล้วฝึกอ่านตามคำศัพท์ด้านล่างของภาพ
  3. A practice sentence ฝึกเขียนประโยคตามคำที่กำหนด พร้อมระบายสีรูปภาพให้สวยงาม
  4. Above, on, below มาฝึกการใช้ on, above, and below โดยการวาดรูปตามคำสั่ง
  5. Above, on, below, part 2 ตอบคำถามโดยการฝึกการใช้ on, above, and below
  6. Adding 1 more ฝึกตัวเลข 1-10 และฝึกการบวกเลขแบบง่าย ๆ ด้วยการเพิ่มจำนวน 1
  7. Alphabet ฝึกเขียน a-z ตามรอยประ
  8. And 1 more makes… เพิ่มจำนวนทีละ 1 ฝึกการบวกเลขด้วยการวาดรูป
  9. Big triangles, small circles ระบายสีตามคำสั่ง โดยฝึกให้เด็กรู้จัก สามเหลี่ยม และวงกลม
  10. Big, bigger, biggest ใหญ่..ใหญ่กว่า…ใหญ่ที่สุด ฝึกการเปรียบเทียบด้วยรูปภาพ
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล
  1. Clowning around connect the dots เรียนรู้การเรียงลำดับตัวเลข 1-9 ด้วยเกมลากเส้นต่อจุด พร้อมระบายสีให้สวยงาม
  2. Color the pattern เรียนรู้เรื่องสีและรูปทรงต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษผ่านการระบายสี
  3. Complete the picture: snakes! ตัวอะไรกำลังปีนต้นไม้อยู่! ลากเส้นตามรอยประ แล้วมาทายกันว่าเป็นตัวอะไร
  4. Complete the picture: snowmen!  มีอะไรอยู่หลัง Snowman? ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กผ่านการลากเส้นโค้ง ด้วยการวาดรูป Snowman
  5. Connect the animal to its food มาเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก เป็นภาษาอังกฤษ โดยการลากเส้นเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ในภาพและอาหารของมัน
  6. Find the animal to its home ลากเส้นเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ในภาพและบ้านของมัน
  7. Connect the rhymes: vowel sound a เรียนรู้และอ่านออกเสียงสระ a ด้วยภาพ
  8. Vowel sound e : connect the rhymes:  เรียนรู้และอ่านออกเสียงสระ e ด้วยภาพ
  9. Connect the rhymes: vowel sound i เรียนรู้และอ่านออกเสียงสระ i ด้วยภาพ
  10. Connect the rhymes: vowel sound o เรียนรู้และอ่านออกเสียงสระ o ด้วยภาพ
ใบงานภาษาอังกฤษ
ใบงานภาษาอังกฤษ
  1. Vowel sound u : connect the rhymes:  เรียนรู้และอ่านออกเสียงสระ u ด้วยภาพ
  2. Connect-the-dot flowers เรียนรู้การเรียงลำดับตัวเลข 1-12 ด้วยการวาดรูปดอกไม้
  3. Counting circles ฝึกการนับเลข นับวงกลม พร้อมทั้งเขียนตัวเลขลงในช่องว่าง
  4. Creating letter-shape patterns ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยการลากเส้นโค้งและเส้นฟันปลา
  5. Creating letter-shape patterns #2 ฝึกการลากเส้นในรูปแบบต่าง ๆ
  6. Decorating umbrellas รู้จักจำนวนของตัวเลขโดยการวาดรูป
  7. Dinosaur connect the dots มาเรียนรู้ตัวเลขด้วยการวาดรูปไดโนเสาร์กันเถอะ
  8. Draw it yourself: dog, mouse, cat, and hen หาคำที่ออกเสียงเหมือนกันตามภาพที่กำหนด พร้อมวาดภาพนั้น ๆ ปลุกความเป็นศิลปินตัวน้อยในตัวคุณ!!
  9. Draw it yourself: fox, three, car, and spoon หาคำที่ออกเสียงเหมือนกันตามภาพที่กำหนด พร้อมวาดภาพนั้น ๆ ปลุกความเป็นศิลปินตัวน้อยในตัวคุณ!!
  10. Bigger shapes เรียนรู้เรื่องการเปรียบเทียบรูปทรงต่าง ๆ และสีเป็นภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล doc

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล
  1. Drawing curvy lines ฝึกวาดเส้นโค้งตามจินตนาการ
  2. Drawing straight lines ฝึกเขียนเส้นตรงตามจินตนาการ เด็ก ๆ สามารถวาดเส้นตรงให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ พร้อมระบายสีให้สวยงาม
  3. Find the pictures หารูปภาพที่ซ่อนอยู่โดยการระบายสีในช่องที่มีคำที่ออกเสียงเหมือนกันกับโจทย์ที่กำหนดให้
  4. Find the pictures #2 หารูปภาพที่ซ่อนอยู่โดยการระบายสีในช่องที่มีคำที่ออกเสียงเหมือนกันกับโจทย์ที่กำหนดให้
  5. Finding letters: bin and cup ฝึกการสะกดคำศัพท์ตามภาพที่กำหนด
  6. Finding letters: dog and hat ฝึกการสะกดคำศัพท์ตามภาพที่กำหนด
  7. Finish the picture วาดรูปตามคำสั่ง แบบฝึกหัดนี้จะฝึกให้เด็กเรียนรู้ตำแหน่ง และ prepositions พร้อมทั้งให้เด็กฝึกนับจำนวนพร้อมเรียนรู้รูปทรงต่าง ๆ
  8. Finish the picture, part 2 วาดรูปตามคำสั่ง แบบฝึกหัดนี้จะฝึกให้เด็กเรียนรู้ตำแหน่ง และ prepositions
  9. Geometric jack-o’-lantern ตกแต่งฟักทองด้วย สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม และวงกลม
  10. Gimme more! ฝึกการเพิ่มจำนวนด้วยการวาดรูป
แบบฝึกหัดเด็กอนุบาล
แบบฝึกหัดเด็กอนุบาล
  1. Goldilocks and the three bears เรื่องราวของสาวน้อยกับครอบครัวหมี ให้เด็กฝึกฟังนิทานภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งระบายสี
  2. Haunted house ฝึกนับจำนวนรูปภาพต่าง ๆ และเปรียบเทียบจำนวนผ่านรูปวาด
  3. How many legs does this animal have? มานับจำนวนขาของสัตว์ชนิดต่าง ๆ กันเถอะ
  4. It’s beside! เรียนรู้คำว่า Beside พร้อมทั้งความหมายด้วยการวาดรูปลูกบอล
  5. It’s between! เรียนรู้คำว่า Between พร้อมทั้งความหมายด้วยการวาดรูปลูกบอล
  6. It’s story time! หาคำศัพท์ที่หายไปโดยการเดาผ่านรูปวาดและนิทาน
  7. Ladybug’s spots เรียนรู้จำนวนและตัวเลขโดยการนับจำนวนจุดของแมลงเต่าทอง
  8. Learning #1 ฝึกเขียนเลข 1
  9. Learning #1-5 ฝึกเขียนเลข 1-5 โดยการเขียนตามเส้นประ และเขียนตามแบบ
  10. Part 2, Learning #1-5,  ฝึกการสะกดคำศัพท์ 1-5 และการนับจำนวน 1-5

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล นี้เน้นให้เด็กได้ฝึกภาษาด้วยความสนุก พร้อมทั้งเป็นการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว เพื่อสอนลูกผ่านแบบฝึกหัดต่าง ๆ ค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โหลดฟรี! 12 นิทานคุณธรรมสำหรับเด็ก บ่มเพาะ “ความดี” ในใจลูก

หมอเผย..แท้จริงแล้ว! ลูกควรเข้าโรงเรียนกี่ขวบ กันแน่?

10 เคล็ดลับ ฝึกลูกให้มีสมาธิ ลูกไม่วอกแวกง่าย ทำอะไรก็ฉลุย!

เช็กให้ดี กับปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนทำ โฮมสคูล !!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.greatschools.org

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง

ภรรยาสาว เป้ วงมายด์ รีวิว ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง 6 เดือน ท้องแฝด!

ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง – ว่าที่คุณแม่ ป้ายแดง ลูกแฝด  “น้องกร” ภรรยา นักร้องหนุ่ม “เป้ วงมายด์” โพสต์แชร์ประสบการณ์ และผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19  ขณะตั้งครรภ์ พร้อมอธิบายเหตุผลในการตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้

ภรรยาสาว เป้ วงมายด์ รีวิว ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง 6 เดือน ท้องแฝด!

จากกรณีที่ “กร ษิภูตา เดชสังวรณ์” ภรรยาของ “เป้ บดินทร์ เจริญราษฎร์” นักร้องดังวงมายด์ ได้ตัดสินใจเข้ารับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยของตนเองและลูกในท้อง ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ซึ่งหลังฉีดวัคซีนเสร็จเจ้าตัวได้ออกมาเล่าอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยละเอียด ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ ไปจนถึงการอาเจียน

“แชร์ประสบการณ์ฉีดวัคซีน AstraZeneca ในคนท้อง (แฝด)**ตอนฉีดกรอายุครรภ์ 25+2 สัปดาห์ค่ะ เลื่อนขวาอ่านยาวๆ ได้เลยค่า จะมีทั้งเหตุผลที่กรตัดสินใจฉีดและผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนมาแล้วนะคะขอย้ำอีกครั้งว่า โพสต์นี้ของกรไม่ได้มีจุดประสงค์มาโน้มน้าวให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ไปรับหรือไม่รับวัคซีนนะคะ เพราะอาการข้างเคียงของแต่ละคนจะแตกต่างกันค่ะ”

ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง
ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง

โดยน้องกรได้มีการโพสต์ถึงรายละเอียดของการตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้ ว่า “ก่อนอื่นกรต้องบอกเลยค่ะว่าตอนแรกกรตัดสินใจที่จะไม่รับวัคซีนแล้ว รอไปฉีดหลังคลอดทีเดียวเลย เพราะค่อนข้างกังวลเรื่องเอฟเฟคต่างๆ ที่รุนแรงค่ะ (เนื่องจากกรยังแพ้ท้องอยู่ด้วย ร่างกายไม่ 100% เลยกลัวจะรับไม่ไหว) แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ คือพี่เป้เองต้องกลับมาทำเพลง มีเพลงลูกค้า เพลงตัวเอง รวมไปถึงทำเพลงให้กับศิลปินท่านอื่นๆ ทำให้ต้องมีการพบปะผู้คนอยู่บ้าง

มีคนมาทำงานที่สตูดิโอบนบ้าน (Home Studio) ซึ่งกรกับพี่เป้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครไปไหนมาบ้าง มีใครสัมผัสผู้ติดเชื้อมาหรือมีเชื้อในตัวไหม และอย่างที่ทราบกันดี วัคซีน Sinovac มีประสิทธิภาพบรรเทาความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้กับผู่อื่นได้เหมือนเดิม ทำให้กรเริ่มกังวลว่า ถ้าหากมีคนใดคนหนึ่งเข้ามาทำงานที่สตูดิโอแล้วมีเชื้อโควิด กรก็จะมีโอกาสรับเชื้อมาเต็มๆ คราวนี้จะเรื่องใหญ่

กรมอนามัยเผย คนท้องติดเชื้อโควิด เสี่ยงป่วยหนัก แนะฉีดวัคซีนป้องกัน! หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

ไขข้อข้องใจ ใช้ ยาคุมชนิดฮอร์โมนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่?

รู้ก่อนฉีด! ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด -19 เช็คเลย!

เพราะคนท้องหากติดเชื้อโควิดจะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติทั่วไป รวมไปถึงอาจส่งผลกระทบกับลูกในท้องด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นรู้สึกว่ามันไม่มีทางไหน ปลอดภัย 100% สำหรับกรและลูกในท้องอีก 2 คน เลยฉีดวัคซีนไปก็ไม่รู้ว่าจะแพ้ไหมจะส่งผลอันตรายกับลูกไหม แต่ถ้าไม่ฉีดแล้วกรได้รับเชื้อเข้าไป จะเสี่ยงกว่าไหม ในหัวมีแต่คำถามและความกังวลใจเต็มไปหมด เพราะเราไม่มีโอกาสได้เลือกวัคซีนที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเองและลูกเลย กรกับพี่เป้เลยปรึกษาคุณหมอที่กรฝากครรภ์อยู่ว่ากรควรจะฉ๊ดวัคซีนหรือไม่ (ในตอนนี้ที่มีแค่ AstraZeneca) คุณหมอแจ้งว่ากรสามารถฉีดได้ แต่ให้สังเกตอาการหลังฉีด 24 -72 ชั่วโมงอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติที่รู้สึกว่าจะไม่ไหวให้เข้าแอดมิดทันที “

หลังจากนั้นได้มีการ โพสต์อัพเดทอาการหลังการฉีดวัคซีน  โดยน้องกร ได้กล่าวว่า “อาการโดยรวมของวันนี้คือเหมือนจะวูบได้ตลอดเวลา นั่งอยู่เฉยๆ ก็เหนื่อยจนจะวูบ คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะเป็นตอนไหน จิตตกมากๆ แต่คาดว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้นตามลำดับค่ะ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาอัพเดตให้ในคอมเม้นท์อีกทีนะคะ”

ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง

หลังฉีดวัคซีน 2 วัน น้ำหนักกรลงไปทั้งหมด 9 ขีด เนื่องจากทานไม่ได้และอาเจียนหนักขึ้นค่ะ แต่โชคดีที่ลูกทั้ง 2 คนน้ำหนักดีมาก คุณหมอเลยไม่ได้ซีเรียสเท่าไหร่ โพสต์นี้ของกรไม่ได้มีจุดประสงค์มาโน้มน้าวให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ไปรับหรือไม่รับวัคซีนนะคะ เพราะอาการข้างเคียงของแต่ละคนจะแตกต่างกันค่ะ บางคนอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย หรือบางคนอาจจะรุนแรงกว่ากรก็เป็นไปได้เช่นกัน กรแค่มาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว เผื่อจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของแม่ๆ เท่านั้น  แนะนำให้ตัดสินใจจากความเสี่ยงของการใช้ชีวิตประจำวันของครอบครัวพร้อมกับปรึกษาคุณหมอที่คุณแม่ฝากครรภ์ควบคู่ไปด้วยนะคะ เพราะคุณหมอเจ้าของไข้จะพิจารณาจากประวัติการรักษาของคุณแม่ด้วย เป็นอีก 1กำลังใจให้ทุกคนค่ะ ขอให้ทุกคนปลอดภัย “

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : tnnthailand.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ฉีดในคนแล้ว! ChulaCov19 วัคซีนโควิด ชนิด mRNA ฝีมือคนไทย!

งานวิจัยเผย! แม่ท้องติดโควิด เสี่ยงเสียชีวิตสูง!

วิธีเช็กความ เสี่ยงติดโควิด-19 อาการแบบไหนต้องรีบไปตรวจหาเชื้อ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ภาพระบายสี โหลดฟรี

โหลดฟรี! ภาพระบายสี กว่า100รูปชวนลูกห่างไกลแสงสีฟ้า

ไหนจะเรียนออนไลน์ ไหนจะเกมมือถือ หน้าจอแสงสีฟ้าดูจะไม่ห่างจากสายตาลูกเลย ลองหากิจกรรมเรียบง่าย แต่ได้พักสายตากับ ภาพระบายสี กัน แถมโหลดกันได้ฟรี ๆ ที่บ้าน

โหลดฟรี! ภาพระบายสี กว่า 100 รูป ชวนลูกห่างไกลแสงสีฟ้า

แสงสีฟ้า มีอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โทรทัศน์ รวมถึงอาชีพที่ต้องใช้แสง เช่น การเชื่อมเหล็ก เป็นต้น แสงสีฟ้านี้สามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา มีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือใช้อุปกรณ์ให้แสงสีฟ้าในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เล่นสมาร์ทโฟนในที่มืด ปิดไฟดูโทรทัศน์ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงภัยจากแสงสีฟ้าทั้งสิ้น

พักสายตาลูกด้วย กิจกรรมวาด ภาพระบายสี
พักสายตาลูกด้วย กิจกรรมวาด ภาพระบายสี

 รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว ในงานเสวนาสุขภาพซึ่งจัดโดย Dr.Eyes Film by Vox เมื่อเร็วๆ นี้ว่า คนที่มีพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้ตาแห้ง และกะพริบตาน้อยลง เกิดการแสบตา การมองเห็นเริ่มผิดปกติ เห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ปวดเบ้าตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า เป็นอาการเริ่มต้นของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมและเป็นการกระตุ้นให้จอ ประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นด้วย

รศ.นพ.นริศ กล่าวต่อว่า วิธีป้องกันจอประสาทตาเสื่อมจากการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน คือใส่แว่นตาที่ป้องกันแสงยูวี หรือลดความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะความสว่างหน้าจอที่มากปริมาณยูวีก็มากขึ้นด้วย อีกทางเลือกหนึ่งคือติดฟิล์มที่หน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ช่วยลดแสง UV400/UVA1 เป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาสัมผัสแสงเหล่านี้โดยตรง และควรพักสายตาทุก 12 ชั่วโมง ประมาณ 5 นาที

ข้อมูลอ้างอิงจาก med.mahidol.ac.th

ชวนลูกพักสายตาด้วยกิจกรรมวาดภาพระบายสี      

การพักสายตาที่ดีที่สุดคือการนอน แต่ถ้าไม่สามารถนอนได้ ควรพักสายตาอาจเริ่มจากการให้มองไปไกล ๆ เพื่อลดการเพ่งของสายตาเป็นการบรรเทาความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอและรับประทานอาหารประเภทผักผลไม้ที่มีสี เหลืองส้มจะช่วยบำรุงสายตาได้

การดึงความสนใจเด็กออกจากการเล่นเกม การใช้หน้าจอจากสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ใด ๆ ก็ตาม พ่อแม่ควรหากิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อมาดึงดูดให้ลูกห่างจากจอได้บ้างในบางช่วงเวลาของวัน เพื่อเป็นการให้เขาได้พักสายตาเสียบ้าง กิจกรรมยอดฮิต กิจกรรมหนึ่งของเด็ก ๆ ที่ไม่ว่าวัยไหน เพศใด ก็มีความชื่นชอบอยู่เสมอ นั่นคือ การวาดภาพ การระบายสี เพราะเป็นกิจกรรมที่เขาสามารถสร้างสรรค์จินตนาการ ต่อยอดความคิด และได้ฝึกทักษะหลาย ๆ ด้านจากการระบายสีอีกด้วย อย่างที่รู้กันว่าเด็กมักไม่อยู่นิ่ง การที่จะให้เขาหยุดพักสายตาจากหน้าจอต่าง ๆ โดยไม่มีกิจกรรมใด ๆ มาดึงความสนใจนั้น คงเป็นเรื่องที่ยากไม่น้อย

ประโยชน์การวาดภาพระบายสี
ประโยชน์การวาดภาพระบายสี

การวาดภาพระบายสีให้ประโยชน์อะไรกับลูกบ้าง

  1. เรียนรู้ และฝึกฝนการจับดินสอจากการได้ลากเส้น และรูปทรงต่าง ๆ
  2. เด็กได้แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
  3. ขณะระบายสีทำให้เด็กได้ฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อ และประสาทสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
  4. ได้เรียนรู้หลักการใช้สี การทดลองผสมสีต่าง ๆ
  5. การระบายสี ทำให้ได้ผ่อนคลายความเครียด ลดความกดดันทางอารมณ์ และส่งเสริมให้มีจิตใจที่ดีงาม
  6. ช่วยฝึกการทำงานการจัดลำดับก่อนหลัง ได้ทักษะการทำงานทั้งการทำงานตามลำพัง และเป็นกลุ่ม
  7. ฝึกความรับผิดชอบ และความเป็นระเบียบเรืยบร้อย
  8. ได้สร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัว จากการร่วมกันวาดภาพ ระบายสี

100 ภาพระบายสีสวย ๆ โดนใจ

ภาพระบายสีลายการ์ตูนดัง 

มีภาพให้เลือกมากมาย แบ่งไว้เป็นหมวดหมู่ตามคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูน รับรองว่าลูก ๆ ต้องรู้จักเป็นอย่างดี การที่เราให้ลูกเลือกภาพที่จะระบายเองจะยิ่งเป็นการดึงความสนใจเขาได้ดียิ่งขึ้น

สามารถโหลดภาพเพิ่มเติมอีกมากมายได้จาภาพวาดระบายสี.com

ลายงานเทศกาล

การชวนลูกมาพักสายตาด้วยการระบายสี วาดรูปนั้น ไม่ได้หมายความว่าการได้ระบายสีจะเป็นเพียงการผ่อนคลายเพียงอย่างเดียว เราสามารถสอนความรู้ให้ลูกได้ผ่านภาพวาดระบายสีนั้นได้ด้วย โดยการเลือกลายภาพเป็นงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น ภาพระบายสีงานเทศกาลคริสมาสต์ ภาพระบายสีวันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น ในระหว่างการร่วมกันทำกิจกรรม คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ความรู้เกี่ยวกับภาพนั้น ๆ โดยการบอกเล่าเรื่องราว ก็จะเพิ่มความสนุกสนาน และการมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันและกันได้ดีกว่า การที่ลูกได้รับข้อมูลแบบด้านเดียว ไม่สามารถตอบโต้ พูดคุยได้จากการทำกิจกรรมหน้าจอต่าง ๆ ได้

ลายภาพระบายสีรูปสัตว์ 

ในส่วนของภาพระบายสีสำหรับเด็กในหมวดหมู่สัตว์นี้นับได้ว่าเป็นที่ชื่นชอบของเด็กแทบทุกคน ระหว่างทำกิจกรรมคุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบายถึงวิถีชีวิตของสัตว์ในภาพ วงจรชีวิตของสัตว์แต่ละชนิด หรือการจัดประเภทของสัตว์ เช่น สัตว์ปีก สัตว์สี่เท้า แมลง เป็นต้น ว่าในแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง การได้เรียนรู้จากการปฎิบัติเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก เพราะเด็กจะเข้าใจ และสนใจได้มากกว่า

โหลดภาพเพิ่มเติมอีกมากมายได้จาก www.crayola.com

รูปทรงต่าง ๆ

การเรียนรู้เรื่องรูปทรง รูปร่าง นับเป็นพื้นฐานขั้นต้นของหลักการวาดภาพ ดังนั้นหากพ่อแม่ให้ลูกระบายสีภาพที่เน้นแสดงให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องรูปร่างรูปทรงเป็นอย่างดีแล้ว ทำให้เวลาจะมองสิ่งของใดสิ่งของหนึ่งก็จะมองภาพออกว่าสิ่งนั้น ประกอบไปด้วยรูปร่างรูปทรงอะไร เช่น บ้าน ประกอบไปด้วย รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม เป็นต้น

ลายภาพระบายสี รูปทรง รูปร่าง
ลายภาพระบายสี รูปทรง รูปร่าง

สามารถโหลดภาพเพิ่มเติมอีกมากมายได้จาก karn.tv

ฝึกทำตามคำสั่งจากภาพระบายสี

พ่อแม่อาจลองฝึกให้ลูกทำตามคำสั่งจากโจทย์ โดยใช้ภาพวาดระบายสี ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังดึงดูดความสนใจเขาได้จากการความตื่นเต้นที่อยากเห็นภาพวาดตรงหน้าจะมีสีสัน สวยงามขนาดไหน โดยลูกจะต้องทำตามที่โจทย์กำหนด แถมยังเป็นการฝึกการรอคอยที่ดีอีกทางหนึ่งด้วย

แบบฝึกระบายสีทำตามคำสั่ง
แบบฝึกระบายสีทำตามคำสั่ง

โหลดเลย!!ภาพเพิ่มเติมอีกมากมายที่ ฟรีสื่อการเรียนการสอน

ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า หน้าจอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น จอสมาร์ทโฟน จอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ จอแท็ปเล็ต ล้วนแล้วแต่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ด้วยแล้ว การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กต้องนั่งอยู่หน้าจอมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นหากมีเวลา พ่อแม่ควรชวนให้ลูกหันมาสนใจในกิจกรรมอื่น ๆ บ้างนอกจากการสนใจแต่กิจกรรมที่ต้องนั่ง เพ่งสายตากับหน้าจอทั้งหลาย ที่มักจะมาพร้อมกับแสงสีฟ้าที่เป็นแสงที่เป็นอันตรายต่อดวงตาของเด็กเป็นอย่างมาก หากลูกมีกิจกรรมอื่นให้สนใจเพิ่ม อย่างเช่น การวาดภาพระบายสี เวลาที่มีเวลาว่างเขาก็จะได้ใช้เวลาไปกับกิจกรรมอื่นบ้าง ไม่นั่งจ้องแต่หน้าจอเท่านั้น ดังนั้นกิจกรรมวาดภาพระบายสีนี้ก็นับเป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยให้ลูกห่างจากแสงสีฟ้าได้เป็นอย่างดี

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โหลดฟรี! 25 รูปภาพระบายสีอนุบาล พัฒนากล้ามเนื้อมือ ฝึกสมาธิ สร้างจินตนาการ

แบบฝึกระบายสีอนุบาล แจกฟรี!! มากกว่า 100 แบบ แม่โหลดเลย!

รีวิว Jurassic Snack บอร์ดเกมง่ายๆ สอนลูกรู้จักวางแผน โดยพ่อเอก

กินข้าวด้วยกัน สานสัมพันธ์ในครอบครัว เสริมทักษะชีวิตลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แคะหูให้ลูก

ลูกมีขี้หู แคะหูให้ลูก ได้ไหม หูลูก ควรทำความสะอาดอย่างไร?

แคะหูให้ลูก – หนึ่งในเรื่องของการดูแลรักษาความสะอาดให้ลูกวัยทารก ที่คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านอาจยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ แน่นอนว่าต้องมีเรื่องการดูแลรักษาความสะอาดบริเวณหูลูกวัยทารก เพราะอย่างเราๆ เวลาเรารู้สึกว่ามีขี้หู ไม่ได้แคะหูมานานแล้วหลายคนก็เลือกที่จะใช้คอตตอนบัดแคะเข้าไปในหูเพื่อทำความสะอาด หลายคนอาจจะรู้สึกว่ายิ่งแคะก็ยิ่งเพลิน แต่สำหรับทารกล่ะ? หากเรามองเห็นว่าลูกวัยทารกของเรามีขี้หู เราจะทำแบบเดียวกันได้มั้ย? หรือวควรต้องทำยังไงหากต้องการทำความสะอาดหูให้ลูก วันนี้เรามาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันค่ะ

ลูกมีขี้หู แคะหูให้ลูก ได้ไหม หูลูก ควรทำความสะอาดอย่างไร?

เมื่อพูดถึงการทำความสะอาดหูของทารก ความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก  มีวิธีการและเครื่องมือมากมายในการทำความสะอาดหูของทารก ซึ่งความจริงแล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถทำความสะอาดหูให้ลูกได้ แต่ควรเป็นการทำความสะอาดเฉพาะบริเวณหูชั้นนอก และรอบ ๆ เท่านั้น  โดยสิ่งที่ต้องมีในการทำความสะอาดหูให้ลูกวัยทารก คือ ผ้าเช็ดตัวเนื้อนุ่ม หรือสำลีก้อน และน้ำอุ่น  วันนี้เรามาดูวิธีทำความสะอาดหูของลูกน้อย พร้อมคำแนะนำด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กกันค่ะ

วิธีทำความสะอาดหูของลูกน้อย

ในการทำความสะอาดหูของทารกทุกวันหรือเป็นประจำ ควรใช้สำลีก้อนชุบน้ำอุ่น หรือผ้าขนหนูนุ่มๆ กับน้ำอุ่น (ไม่ร้อน) ก็ได้ โดยการทำความสะอาด จะอยู่ในบริเวณหูชั้นนอก ซึ่งเป็นวิธีที่กุมารแพทย์แนะนำมากที่สุด

  • ชุบผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่นพอหมาดๆ  ตรวจสอบให้แน่ใจว่าน้ำไม่ร้อนเกินไป
  • เช็ดรอบหูชั้นนอกของทารก ทั้งใบหู และปากรูหู เพื่อทำความสะอาดคราบขี้หู (Ear Wax)
  • ไม่ควรใช้ชายผ้าสอดไปในรูหูของทารก (รวมถึงคอตตอนบัด) เพราะไม่ใช่วิธีการทำความสะอาดหูของทารกที่ถูกต้อง

เหตุใดจึงไม่ควรใช้คอตตอนบัด แคะหูให้ลูก

สำลีก้านหรือคอตตอนบัด อาจไม่ปลอดภัยที่จะใช้กับทารกหรือเด็กเล็ก ความจริง ตั้งแต่ปี 1990-2010 การทำความสะอาดหูโดยใช้การแคะหูเป็นสาเหตุที่เด็กเล็กในสหรัฐอเมริกาต้องเข้ารับการรักษาห้องฉุกเฉินบ่อยครั้งด้วยอาการบาดเจ็บที่หู เด็กกว่า 260,000 คนได้รับผลกระทบจากการทำความสะอาดหูที่ไม่ถูกวิธี สิ่งที่ควรพึงระลึกไว้เสมอ คือ หากคุณเห็นคราบขี้หู หรือของเหลวที่เกาะอยู่ด้านนอกหู ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นชุบน้ำอุ่นเช็ดออก และให้ทิ้งสิ่งที่อยู่ในหู (ส่วนที่มองไม่เห็น) ไว้ เพราะการแคะหูให้เด็กเล็กเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่แก้วหู กระดูกหู หูชั้นใน ได้ ซึ่งล้วนแต่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางสุขภาพในระยะยาวสำหรับเด็กได้

 

แคะหูให้ลูก
แคะหูให้ลูก ( Credit : www.thebump.com)

ข้อควรระวังในการทำความสะอาดหูทารกเด็กเล็ก

  • ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดรูหู เพราะจะทำให้ผิวหนังบริเวณรูหูแห้ง อาจเกิดการระคายเคืองได้
  • ระวังอย่าให้น้ำเข้ารูหู ขณะอาบน้ำหรือสระผมให้ลูก หากกังวลว่าขณะอาบน้ำจะมีน้ำเข้าหูลูกให้ใช้สำลีปั้นก้อนขนาดพอเหมาะอุดไว้บริเวณหูลูกได้

อุทาหรณ์!! เลี้ยงหมาในบ้าน ระวัง เห็บหมาเข้าหูลูก

หูชั้นกลางอักเสบในเด็ก หูติดเชื้อในเด็ก ไม่ใช่เรื่องเล็กถ้าลูกป่วย!

อุทาหรณ์! ลูก ขี้หูเหม็น ขี้หูหมักหมมจนเน่า! เกือบเป็นหูน้ำหนวก

อะไรทำให้ขี้หูสะสมในหูทารก?

ขี้หูสะสมในทารกเกิดขึ้นได้ไม่บ่อย เพราะโดยปกติ ช่องหูของเด็กวัยนี้จะผลิตขี้หูในปริมาณที่เหมาะสม แต่ในบางกรณี ขี้หูที่สะสมมากเกินไปอาจรบกวนการได้ยิน หรือทำให้เกิดอาการปวดหรือไม่สบาย ลูกน้อยของคุณอาจดึงหูเพื่อแสดงความรู้สึกไม่สบาย

สาเหตุบางประการของการสะสมของขี้หู ได้แก่ :

  • การใช้คอดตอนบัดขนาดใหญ่หรือเท่ากับรูหู ปั่นหู แคะหู อาจดันขี้หูให้ลึกลงไป ทำให้เกิดปัญหาขี้หูอุดตันได้ในภายหลัง
  • นิ้วทารกแหย่หูบ่อยๆ อาจทำให้ขี้หูสะสมในรูหูได้
  • การให้เด็กใส่ ที่อุดหู (Ear Plug) สามารถดันขี้หูกลับเข้าไปในหู และทำให้เกิดการสะสมของขี้หูภายในได้

อย่าพยายามกำจัดขี้หูให้ลูกเอง หากคุณกังวลเรื่องขี้หูของลูก ให้พาลูกไปพบกุมารแพทย์ เพื่อให้แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องกำจัดขี้หูออกหรือไม่

ขี้หูเป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่?

หากสังเกตเห็นขี้หูอยู่ในหูของลูก คุณไม่จำเป็นต้องพยายามแคะออกมา เพราะสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็กแล้ว ขี้หู ถือว่ามีประโยชน์อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง  เช่น

  • ปกป้องแก้วหู และช่องหู ไม่ให้อับชื้น ช่วยป้องกันเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย และการติดเชื้อต่างๆ
  • ดักจับสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และอนุภาคอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เข้าไปในช่องหูที่จะทำให้เกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บ

 

แคะหูให้ลูก

เมื่อไหร่ที่ต้องขอความช่วยเหลือ

ควรไปพบแพทย์ทันที หากคุณสังเกตเห็นว่ามีเลือดออกจากหูของลูก หรือ เสียการทรงตัวในการเดิน  นอกจากนี้ ควรแจ้งให้กุมารแพทย์ทราบ เมื่อลูกมีพฤติกรรมผิดปกติต่างๆ เช่น มีพฤติกรรมดึงหูตัวเองบ่อยจนผิดสังเกต หรือ เห็นได้ชัดความสามารถในการได้ยินลดลง หรือมีสิ่งคัดหลั่งไหลออกจากหูของลูกเป็นสีเหลืองเขียว ในบางกรณีแพทย์อาจตัดสินใจนำขี้หูของทารกออกหากขี้หูทำให้เด็กรู้สึกไม่สบาย เจ็บปวด หรือถูกรบกวนการได้ยิน ในบางกรณีหากแพทย์สังเกตเห็นสัญญาณของการติดเชื้อที่หูของเด็ก แพทย์อาจสั่งยาหยอดหูยาปฏิชีวนะสำหรับลูกน้อยของคุณ

เรื่องขี้หู อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ หากดูแลไม่ถูกวิธีอาจเกิดการบาดเจ็บ หรือทำให้เด็กได้รับผลกระทบที่รุนแรงได้ เช่น มีปัญหาด้านการได้ยิน คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลหูของลูกอย่างใกล้ชิด และทำอย่างระมัดระวังมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นถึงวัยที่สามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้น การปลูกฝังให้ลูกใส่ใจ ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย และเข้าใจในความสำคัญของการมีสุขอนามัยที่ดีย่อมส่งเสริมให้พวกเขาเกิดทักษะความฉลาดด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ซึ่งจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันที่แข็งแรงต่อปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ของลูกในวันที่พวกเขาต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : thebump.comhealthline.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ฝีในต่อมน้ำลาย ก้อนแข็ง ๆ หลังติ่งหูทารก สัญญาณบอกโรค

โรคหูติดเชื้อ คืออะไร? จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็น

เจาะหูให้ลูก เจาะให้ดี อย่าเจาะแบบนี้มันอันตราย (มีคลิป)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคตาเด็ก

10 ปัญหา โรคตาเด็ก ที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษา

โรคตาเด็ก – เวลาที่เราจ้องมองแววตาของลูก เราจะรู้สึกถึงความไร้เดียงสา ความรัก ความอบอุ่น ดวงตาของเด็กสะท้อนทุกสิ่งที่พวกเขารู้สึก ทั้งความเจ็บปวดและความสุข ทุกอย่างถูกอธิบายไว้ในนั้น  ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและอาจเกิดความผิดปกติขึ้นได้ และหากเกิดขึ้นแล้วก็เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการดูและรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากดวงตาเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัญหาสายตา หรือโรคเกี่ยวกับตาในเด็กควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างระมัดระวัง ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้เด็กป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับตา หากคุณสงสัยว่าลูกคุณมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา  ควรปรึกษาจักษุแพทย์เด็ก เพื่อประเมินและวินิจฉัยทำการรักษาได้อย่างเหมาะสม

10 ปัญหา โรคตาเด็ก ที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษาปัญหาโรคตาที่พบได้บ่อยในเด็ก

ภาวะผิดปกติของตาในเด็ก มีอยู่หลายชนิด แต่ภาวะที่พบได้บ่อยมีอยู่ประมาณ 10 อาการ ดังต่อไปนี้

1. สายตาเอียง (Astigmatism)

ปัญหาสายตาเอียง พบได้บ่อยตั้งแต่แรกเกิด เป็นภาวะที่เกิดจากการหักเหของแสงที่ตกกระทบกระจกตาในแต่ละแนวไม่เท่ากันเนื่องจากกระจกตาผิดรูป เช่น มีส่วนโค้งไม่เท่ากัน เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อความสามารถในการมองเห็นของเด็ก เด็กอาจมีปัญหาในการมองวัตถุ ทั้งในระยะใกล้ และไกล กล่าวคือ จะมองเห็นภาพเบลอ มองเห็นภาพซ้อนได้

การรักษา : การรักษาสายตาเอียงในเด็กจะมุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น คอนแทคเลนส์และแว่นตาที่เหมาะสมกับสายตาของผู้ป่วยเป็นวิธีที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

2. ตาเหล่ (Strabismus)

ภาวะตาเหล่ พบได้ตั้งแต่ช่วงแรกเกิด  คือภาวะที่ตาข้างใดข้างหนึ่งมีลักษณะ เข้าใน ออกนอก ขึ้นบน หรือลงล่าง และทำงานไม่สอดคล้องกัน ดวงตาไม่สามารถเล็งตรงไปที่วัตถุเดียวกันได้อย่างสม่ำเสมอ หากสภาพนี้ไม่ได้รับการรักษาปล่อยเอาไว้นานเกินไปจะไม่สามารถทำการรักษาได้ อาจนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) โดยภาวะตาเหล่ส่วนใหญ่มักเกิดจากกรรมพันธุ์ นอกจากนี้อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตาหรือเส้นประสาทตา

การรักษา : ภาวะตาเหล่ในเด็กไม่สามารถหายเองได้ สำหรับการรักษา จักษุแพทย์อาจเลือกใช้วิธีการแปะตาเพื่อปรับการทำงานของดวงตา หรือใช้แว่นสายตาแก้ไข แต่ในกรณีที่รุนแรงแพทย์จะพิจารณาเพื่อทำการผ่าตัด ข้อควรสังเกตสำหรับเด็กเล็ก คือ ดวงตาของเด็กแรกเกิดจะยังไม่สามารถมองไปในทิศทางเดียวกันได้ แต่เมื่อเด็กอายุได้ 3-4 เดือน ดวงตาจะเริ่มทำงานได้สอดคล้องกัน  ถ้าหากเด็กอายุครบ 4 เดือนแล้ว แต่ดวงตายังไม่สามารถมองไปในทิศทางเดียวกันได้ ควรพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

3. สายตาสั้น (Myopia) 

สายตาสั้น คือ ภาวะค่าสายตาผิดปกติอันเกิดจากการหักเหแสงของตาที่มากเกินไป เด็กสายตาสั้นจะมองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้ได้อย่างชัดเจน แต่วัตถุที่อยู่ห่างไกลจะเบลอไม่ชัด เด็กสายตาสั้นส่วนใหญ่มีประวัติพ่อแม่สายตาสั้น มีการศึกษาในประเทศเขตทวีปเอเชียตะวันออก พบว่าถ้าทั้งพ่อและแม่มีสายตาสั้น จะมีโอกาสที่ลูกจะสายตาสั้นเท่ากับร้อยละ 77.3% สาเหตุเบื้องหลังสายตาสั้น คือ แสงไม่สามารถโฟกัสที่เรตินาได้ ดังนั้นวัตถุที่วางอยู่ไกลออกไปจึงดูพร่ามัว ในสภาวะนี้ รังสีของแสงจะโฟกัสภาพที่ด้านหน้าเรตินาไม่ใช่ที่เรตินาอาจเป็นเพราะลูกตายาวเกินไปหรือกระจกตาโค้งมากเกินไป

การรักษา : การมองเห็นสามารถแก้ไขได้ด้วยการใส่แว่นตา ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และปลอดภัย จึงเป็นวิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับเด็ก หากเด็กมีค่าสายตาสั้นมากกว่า -1.00 ถึง 1.50 diopter ควรพิจารณาให้ใส่แว่นตา ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดที่นิยมทำในผู้ใหญ่อาจไม่เหมาะหรับเด็ก เนื่องจากค่าสายตาเด็กอาจยังไม่คงที่

โรคตาเด็ก
โรคตาเด็ก

4. สายตายาว (Hyperopia)

สายตายาวในทางการแพทย์หมายถึง อาการสายตายาวที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยภาวะนี้จะตรงข้ามกับสายตาสั้น หากเด็กได้รับผลกระทบจากภาวะสายตายาว จะสามารถมองเห็นวัตถุที่วางในระยะไกลได้ชัดเจน แต่วัตถุที่อยู่ใกล้เคียงจะเบลอ แต่ในบางรายอาจเห็นไม่ชัดทั้งระยะใกล้และระยะไกล  สายตายาว สาเหตุเกิดจากภาวะกำลังหักเหแสงของตาผิดปกติ โดยเด็กที่มีสายตายาวจะมีลูกตาเล็กหรือกระจกตาแบน ทำให้รังสีแสงมีจุดโฟกัสอยู่นอกเรตินาเมื่อมองวัตถุที่อยู่ใกล้ ภาวะนี้อาจเป็นจากกรรมพันธุ์ โดยส่วนใหญ่สายตายาวมักพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเด็กอายุมากขึ้นอาการมักจะหายไปได้เอง แต่ในรายที่การพัฒนาของสายตาหยุดลง และยังคงมีปัญหาสายตายาวอยู่เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ดวงตาจะปรับตัวด้วยการปรับโฟกัสของตา (Accommodation) เพื่อแก้ไขปัญหา แต่เมื่ออายุมากขึ้นการปรับโฟกัสของตาก็จะทำได้น้อยลง

การรักษา : หากสายตายาวเกิดตอนอายุยังน้อย อาจไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะว่าเลนส์ตาจะค่อยๆ ปรับตัวและแก้ไขภาวะสายตายาวได้เองเมื่ออายุมากขึ้น แต่เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นความยืดหยุ่นของเลนส์ตาอาจลดลงซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการใส่แว่นสายตายาว หรือคอนแทคเลนส์สายตายาว

5. ตาขี้เกียจ (Amblyopia)

ตาขี้กียจ คือ การที่ตาข้างใดข้างหนึ่งของเด็ก มองเห็นได้ไม่ดี เมื่อเทียบกับตาอีกข้างหนึ่ง ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อตาข้างหนึ่งมีพัฒนาการที่ผิดปกติ  ในที่สุดหากปล่อยไว้ สมองจะหยุดรับสัญญาณจากตาข้างนั้น ทำให้มองเห็น ได้ไม่ชัด ภาวะตาขี้เกียจส่วนใหญ่มักเป็นผลมาจากอาการตาเหล่ หรือเมื่อตาข้างหนึ่งทำงานได้ดีกว่าอีกข้างหนึ่งอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับโรคตาอื่นๆ ได้ เช่น หากเด็กมีปัญหา สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือ ต้อกระจกแต่กำเนิด

การรักษา : ภาวะสายตาขี้เกียจนี้มักเกิดขึ้นในเด็กเฉพาะเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 -7 ปี  หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจจะทำให้มีปัญหาในการมองเห็นอย่างถาวรหากพ่อแม่สังเกตเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติของลูก และพาไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ การรักษารวมถึงการทำให้ตาขี้เกียจทำงานหนักขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบประสาท อาจใช้แผ่นปิดตา โดยการปิดตาข้างที่ดีกว่าเพื่อกระตุ้นให้ดวงตาอีกข้างที่ด้อยกว่าได้ถูกใช้งานบ้าง

6. ต้อกระจก (Cataracts)

โรคต้อกระจก เป็นความผิดปกติของเลนส์อย่างหนึ่งที่พบมากที่สุดในเด็ก พบได้ประมาณ 1: 250 ของทารก แรกคลอด สาเหตุการเกิดต้อกระจกในเด็ก อาจเกิดได้จากการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ โรคของตาเอง หรือโรคต่างๆ ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ หรือ อุบัติเหตุทางตา

สาเหตุ : เนื่องจากภาวะนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ทารกบางคนจึงเกิดมาพร้อมกับโรคตานี้ เลนส์ตาที่ใสจะขุ่น เมื่อโปรตีนที่เกาะกลุ่มเลนส์เข้าด้วยกัน

การรักษา : หากการมองเห็นถูกกีดขวางอย่างรุนแรง อาจต้องผ่าตัดเอาเลนส์ที่ขุ่นออก เลนส์ธรรมชาติจะถูกแทนที่ด้วยเลนส์ตา

โรคตาเด็ก

7. หนังตาตก (Ptosis)

ภาวะหนังตาตก (เปลือกตาตก) ในทารกและเด็ก ส่วนใหญ่เกิดได้โดยกรรมพันธุ์ และการยืดหรือฉีกขาดของ ปลอกหุ้มคล้ายเส้นเอ็น (levator aponeurosis) ที่ช่วยให้เปลือกตาขยับได้ ภาวะนี้ เปลือกตาบนของเด็กมักอยู่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อาจเกิดขึ้นในตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง เปลือกตาหลบตาที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดหรือภายในปีแรกเรียกว่าหนังตาตกแต่กำเนิด เปลือกตาหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นภายหลังในวัยเด็กหรือวัยผู้ใหญ่อาจทำให้ตาพร่ามัว หรือเกิดภาวะตาขี้เกียจได้ในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษา

การรักษา : การผ่าตัดยกเปลือกตาสามารถซ่อมแซมเปลือกตาบนที่หย่อนคล้อยได้ หากการมองเห็นไม่ได้รับผลกระทบ การผ่าตัดสามารถรอจนถึงอายุ 3 ถึง 4 ปี แต่ในกรณีที่รุนแรงอาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อปรับความสามารถในการมองเห็น ซึ่งในเด็กบางคนอาจต้องผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้ง จุดมุ่งหมายของการผ่าตัดโดยทั่วไปคือการกระชับกล้ามเนื้อหรือซ่อมแซมซึ่งสามารถช่วยยกเปลือกตาได้

8. ตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ (Conjuctivitis)

เยื่อบุตาอักเสบ คือการอักเสบของเยื่อบุตาเหนือลูกตาและภายในเปลือกตา จากการติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เยื่อบุตาอักเสบจากไวรัสเป็นโรคติดต่อได้ แต่เยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรียไม่ใช่โรคติดต่อ ลูกตาจะแดง น้ำตาไหล เจ็บหรือคัน บางครั้งอาจมีน้ำมูกเหนียวสีเหลืองหรือสีเขียวในตาของเด็ก ซึ่งทำให้เปลือกตาติดกันหลังจากที่ลูกหลับไปแล้ว ผิวรอบดวงตาอาจดูบวม ในเยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรียหรือไวรัส ตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้างอาจได้รับผลกระทบ ในเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ ดวงตาของลูกทั้ง 2 ข้างจะคันและน้ำตาไหล ลูกของคุณอาจมีอาการไข้ละอองฟาง เช่น คันจมูกและจาม

การรักษา : ยาหยอดตายาปฏิชีวนะมีไว้เพื่อควบคุมการติดเชื้อ

9. โรคตากระตุก (Nystagmus)

เด็กที่มีอาการของโรคตากระตุก จะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตาซึ่งอยู่นอกอำนาจการควบคุมของจิตใจ และอาจเกิดขึ้นซ้ำๆ แทนที่จะจับจ้องไปที่วัตถุ ดวงตาจะแกว่งไปมาอย่างรวดเร็วจากทางด้านข้าง หรืออาจเคลื่อนที่เป็นวงกลมหรือขึ้นลงได้เช่นเดียวกัน เด็กที่มีอาการนี้สมองในส่วนที่รับผิดชอบต่อการเคลื่อนไหวของดวงตาจะทำงานผิดปกติ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของดวงตา นอกจากนี้ เนื้องอกในสมอง ยาบางชนิด และโรคปลอกประสาทเสื่อมก็สามารถทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นได้เช่นเดียวกัน

การรักษา : การรักษาขึ้นอยู่กับว่าภาวะนั้นมีมาแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นในภายหลัง การรักษาโรค แพทย์อาจใช้เลนส์แว่นตาพิเศษที่เรียกว่าปริซึมในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานของตา ในรายที่เป็นมากอาจต้องทำการผ่าตัด (tenotomy) เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา

10. ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion)

เป็นอาการบวมเล็กน้อยที่ไม่เจ็บปวดในเปลือกตา เกิดจากการอุดตันของต่อมของเปลือกตาบนหรือล่าง ทำให้เกิดรอยแดงและบวมของเปลือกตาบางครั้งอาจมีของเหลวสีเหลืองร่วมด้วย ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ แต่ขนาดของก้อนบริเวณเปลือกตา อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการมองเห็น และทำให้เกิดการระคายเคืองได้

สาเหตุ : เกิดจากต่อมไมโบเมียน (Meibomian) ที่เป็นต่อมสร้างน้ำมันหล่อลื่นของดวงตาที่บริเวณขอบเปลือกตา เกิดการอักเสบหรืออุดตัน ทำให้น้ำมันหล่อลื่นไหลออกจากท่อตาได้ยาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง

การรักษา : ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ สามารถหายได้เอง หรือหายได้เร็วขึ้น หากได้รับยาหยอดตาหรือประคบร้อน แต่ในกรณีรุนแรงอาจต้องทำการผ่าตัด

 

โรคตาเด็ก

การตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ลดโอกาสความผิดปกติของดวงตาได้

การวินิจฉัยและการรักษาโรคตาในเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันดวงตาของเด็กไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม การมองเห็นที่ไม่เหมาะสมและผิดปกติ ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ยากและอาจประสบปัญหาในโรงเรียน อาการทางตาอย่างกะทันหันในเด็กอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ในสมอง หรือแม้แต่การเริ่มต้นเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ดังนั้น ผู้ปกครองควรมองหาสัญญาณทั่วไปของปัญหาสายตาในเด็ก เพื่อให้แน่ใจว่าเขาได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด สัญญาณบางอย่างของปัญหาสายตาในเด็ก ได้แก่:

  • ลักษณะสีขาวในรูม่านตา
  • ตาข้างหนึ่งดูคงที่ ในขณะที่อีกข้างหนึ่งเคลื่อนไหวบ่อยๆ
  • ตาไวต่อแสง
  • เอียงศีรษะไปข้างหนึ่งจนดูผิดปกติ
  • นั่งชิดหนังสือหรือโทรทัศน์เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจน
  • ตาดูไม่เท่ากันหรือไม่สมมาตร ตาข้างหนึ่งอาจดูใหญ่กว่าอีกข้าง

จะป้องกันปัญหาสายตาในเด็กได้อย่างไร

มีหลายวิธีในการป้องกันปัญหาสายตาในเด็ก โดยใช้วิธีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

  • สอนลูกให้รักษาท่าทางที่ดีในการนั่งเรียน หรือนั่งหน้าทีวี หรือคอมพิวเตอร์
  • ส่งเสริมให้ลูกเล่นนอกบ้าน ลิกใช้วิดีโอเกม เพราะการเล่นกลางแจ้งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็ก เวลาออกไปเล่นนอกบ้าน จะมองไปรอบๆ บ่อยๆ ตาจึงเคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสายตา นอกจากนี้พบว่าการสัมผัสกับแสงแดดช่วยป้องกันการพัฒนาของสายตาสั้นตามการศึกษาบางกรณี
  • ให้ลูกทานผักใบเขียวและอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและกรดอะมิโน เนื่องจากมีความสำคัญต่อการพัฒนาและบำรุงรักษาดวงตา
  • การตรวจตาเป็นประจำเป็นกุญแจสำคัญในการค้นพบปัญหาความผิดปกติ ต่าง ๆ เพื่อหยุดอาการก่อนที่จะเลวร้ายลง
  • การรักษาอาหารเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ หากมีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลน้อยจะช่วยยับยั้งการเริ่มเป็นโรคเบาหวานและป้องกันปัญหาสายตาได้
  • หากสงสัยว่าลูกของคุณมีปัญหาทางสายตา ให้พาเขาไปพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจ
  • สอนลูกให้ล้างมือทุกครั้งที่กลับมาจากนอกบ้าน อย่าปล่อยให้ลูกสัมผัสดวงตาด้วยมือที่สกปรก
  • หากลูกมีอาการตาติดเชื้อ เช่น ตาแดงจากเชื้อไวรัส ควรให้หยุดเรียนจนกว่าการติดเชื้อจะหายดี
  • หากคุณสังเกตเห็นอาการต่างๆ เช่น ตาเหล่ ปวดหัว และกะพริบตาถี่ๆ ให้พาลูกไปตรวจสายตา

ข้อแนะนำการตรวจสายตาตามวัย

การตรวจสายตาเป็นสิ่งที่แนะนำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็ก เนื่องจากเน้นที่การตรวจหาความผิดปกติของดวงตาในพวกเขา เพื่อรักษาในช่วงปีแรกๆ ของชีวิต นี่คือคำแนะนำในการตรวจคัดกรองสายตาสำหรับเด็ก

แรกเกิด :  แพทย์จะตรวจแสงสะท้อน (ทดสอบการสะท้อนสีแดง) จากจอประสาทตาทารกแรกเกิดเพื่อดูว่าผิดปกติหรือไม่ การประเมินการมองเห็น ประวัติโรคตา ตรวจความผิดปกติของดวงตาและเปลือกตาภายนอก ประเมินลักษณะของรูม่านตา หากเด็กคลอดก่อนกำหนด หรือมีความเสี่ยงสูง มีสัญญาณของความผิดปกติ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคดวงตาที่ร้ายแรง แพทย์จะทำการตรวจดวงตาอย่างละเอียดทันที

6 เดือน – 1 ปี : ประเมินลักษณะของรูม่านตา โดยการทดสอบการมองเห็น ตรวจสุขภาพตา ตรวจหาโรคตาที่พบบ่อยในเด็กที่ต้องการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น ตาเขเหล่ เป็นต้น

 3 ปี – 3 ปี ครึ่ง :  ในวัยนี้เด็กโตพอที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจวัดสายตาได้  เพื่อดูว่าเด็กมีสายตาสั้น ยาวหรือเอียงหรือไม่ เด็กหลายคนมักมีภาวะสายตายาว แต่สามารถมองเห็นในระยะอื่นได้ โดยเด็กส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใส่แว่นตาหรือแก้ไขความผิดปกติทางสายตา นอกจากนี้ยังควรตรวจหาภาวะตาสองข้างไม่มองในทิศทางเดียวกัน เช่น ตาเข ตาเหล่ ตาขี้เกียจ เป็นต้น

เด็กวัยเรียน :  เมื่อเด็กเข้าเรียนหรือเมื่อผู้ปกครองสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางสายตา ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดสายตา ปัญหาทางสายตาที่พบบ่อยในเด็กวัยนี้ คือ สายตาสั้นซึ่งแก้ไขได้ด้วยการสวมแว่นตา หากสงสัยว่าเด็กมีภาวะสายตาสองข้างไม่มองในทิศทางเดียวกันหรือปัญหาทางสายตาอื่นๆ ควรให้จักษุแพทย์ตรวจดวงตาอย่างละเอียด

การสังเกตเห็นอาการผิดปกติของดวงตาของลูก และให้ลูกได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ความผิดปกติของตาด้วยภาวะต่าง ๆ ทุเลาลง หรือ หายเป็นปกติไปได้ นอกเสียจาก ว่าเด็กจะเป็นโรคเกีายวกับตาบางชนิด ที่อาจต้องรักษาเพียงตามอาการ หากคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้กับลูกในด้านการป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของลูกได้แน่นอนว่าจะเป็นการเสริมสร้างทักษะความฉลาดให้กับลูกในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ได้อีกด้วยค่ะ เมื่อลูกไม่ป่วยง่ายด้วยมีความฉลาดในการดูแลใสใจสุขภาพของตัวเองแล้ว ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ส่งผลให้เด็กๆ เติบโตไปพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงช่วยให้มีพัฒนาการและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีสมวัยค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : dmei.org , aao.org , kidshealth.org.nz , bumrungrad.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ระวัง! 3 อันตรายจากแสงสีฟ้า ทำร้ายตาลูกไม่รู้ตัว

โรคตาในเด็ก รีบรักษาก่อนสายเกินแก้!

โรคตาขี้เกียจในเด็ก (Lazy eye) คืออะไร?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตาราง รายรับ รายจ่าย

โหลดฟรี!! ตาราง รายรับ รายจ่าย ทำง่าย ออมเงินได้เยอะ!

ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ การทำ ตาราง รายรับ รายจ่าย จะช่วยให้แม่ ๆ รับรู้และควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็นของครอบครัว และออมเงินได้ ดีอย่างนี้ โหลดฟรีกันไปเลย!!

โหลดฟรี!! ตาราง รายรับ รายจ่าย ทำง่าย ออมเงินได้เยอะ!

เชื่อว่าแม่ ๆ ทุกคน อยากมีเงินออมเงินเก็บเพื่ออนาคตของลูก ๆ แต่ในยุคเศรษการทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละวันนั้นเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันของครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยบริหารเงินได้ดีขึ้น ยังช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และยังมีเงินออมให้ลูกไว้ในอนาคตได้อีกด้วย

ในแต่ละเดือนคนส่วนมากมักจะจำไม่ได้ว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง จนทำให้หลาย ๆ ครั้งมักจะมีปัญหาเรื่องเงินขาดมือ หรือเงินติดลบ และในบางบ้านที่แม่ ๆ ได้ลาออกมาเป็นแม่ฟูลไทม์ ทำให้เงินได้หายไปอีก 1 ทาง การทำ ตาราง รายรับ รายจ่าย หรือการจัดทำบัญชีครัวเรือน จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี และขอบอกว่าการทำบัญชีรายรับ รายจ่าย นั้นไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ทีมแม่ ABK จึงขอนำ ตาราง รายรับ รายจ่าย จากธนาคารแห่งประเทศไทย มาให้โหลดกันฟรี ๆ ไปเลย

โหลด ตาราง รายรับ รายจ่าย คลิก >> สมุดเงินออม – ธนาคารแห่งประเทศไทย <<

วิธีใช้ สมุดเงินออม

ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่ที่มีเงินเท่าไร แต่อยู่ที่ใช้เงินอย่างไร

ถ้าใช้เงินอย่างฉลาด เงินนั้นก็จะช่วยให้คุณมีความสุข

และมีความมั่นคงในชีวิตได้

เมื่อดาวน์โหลด สมุดเงินออม จากธนาคารแห่งประเทศไทยกันแล้ว เมื่อเปิดไฟล์ excel ออกมา ก็จะเจอกับหน้า มาออมกันนะ

ออมเงิน
ออมเงิน

ให้กดเปลี่ยนปี พ.ศ. ให้เป็นปีปัจจุบัน (ตามรูป) โดยสามารถเปลี่ยนปีพ.ศ.ได้ถึง ปีพ.ศ. 12442 กันเลยทีเดียว

บัญชีรายรับรายจ่าย
บัญชีรายรับรายจ่าย

จากนั้น ให้กดไปที่ชีทเดือนที่ต้องการจะบันทึกรายรับรายจ่าย (ตามรูป)

ตาราง รายรับ รายจ่าย
ตาราง รายรับ รายจ่าย

บันทึกรายรับ-รายจ่าย ตามวันที่ได้รับและจ่ายจริง โดยในตารางนี้ จะแสดงให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่ายา ค่าเดินทาง เป็นต้น และยังมีส่วนของค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าหวย ค่าบุหรี่ ท่องเที่ยว เลี้ยงดูบุพการี เป็นต้น เมื่อถึงปลายเดือน จะทำให้เราได้รู้เลยว่าครอบครัวได้เสียค่าใช้จ่ายส่วนไหนมากเกินไป โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จะทำให้รู้ได้ว่าเราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีส่วนของเงินออมในแต่ละเดือน และเงินออมสะสม ให้เราได้รู้อีกด้วย ว่าในแต่ละเดือน เราสามารถออมเงินได้กี่บาท ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เราควรออมเงินให้ได้ 1 ใน 4 ของเงินได้ค่ะ

10 วิธีการออมเงินอย่างง่าย

ในเวลาปัจจุบัน เงินเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับคนทุกคน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากเราใช้ไปโดยไม่ยั้งคิดหรือฟุ่มเฟือย ปัจจัยชนิดนี้ก็จะหมดไปโดยฝากความลำบากไว้ให้กับเราในอนาคต ดังนั้นการออมเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติให้สม่ำเสมอ ควรปลูกฝังการประหยัดเงินตั้งแต่อายุน้อยเพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องพบเจอกับเจ้าปีศาจที่ไม่เป็นที่ประสงค์ของคนทุกคนคือ ความจนกับความลำบาก นั่นเอง

วิธีการในการออมเงิน สามารถทำได้ดังนี้

  1. ซื้อกระปุกออมสินมาวางไว้ในที่ที่พบเห็นบ่อยครั้ง เช่น โต๊ะทำงาน ข้างเครื่องคอมพิวเตอร์ บนหัวเตียง ข้างรูปสุดที่รัก หรือแม้แต่หน้าห้องอาบน้ำ เป็นต้น เลือกเอาที่ใดที่หนึ่ง เพื่อเป็นการฝึกนิสัยการออม โดยจะได้ไม่ลืมใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยและหยอดออมสินทุกครั้งที่มีเงินเหลือ
  2. ก่อนจะใช้จ่ายอะไร ให้ถามกับตัวเองก่อนว่า “จำเป็นหรือไม่” เพราะของทุกอย่างล้วนมีระดับความจำเป็นไม่เท่ากัน การซื้อโดยคำนึงแต่ความชอบ หรือ ความถูกใจ เพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ ดังนั้นจึงควรคิดพิจารณาก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง จะได้ไม่เสียใจเมื่อซื้อในภายหลัง เว้นแต่ว่าของสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่อยากได้จริง ๆ และของสิ่งนั้นเหมาะสมกับสภาพเงินที่มี ก็สามารถซื้อได้เพื่อสนองความต้องการ
  3. ทำแบบบันทึกรายรับรายจ่าย ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น อาจทำเป็นสมุดเล่มเล็กเพื่อพกพาไปได้ทุกที่ จ่ายอะไรไปก็จดไว้ ได้มายังไงก็จดไป เมื่อถึงบ้านแล้ว ก็นำรายจ่ายที่ได้ใช้ไปทั้งหมดมาลงในตาราง
  4. เปิดบัญชีฝากประจำ การฝากประจำ คือ ต้องฝากเงินในจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือน ในระยะเวลาที่กำหนด และเงินจำนวนนี้จะไม่สามารถถอนออกก่อนกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้ ระยะเวลาของการฝากประจำก็มีทั้งแบบระยะสั้น 3 เดือน – 1 ปี และแบบระยะยาว 2-3 ปี ใครที่เป็นคนเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ แนะนำให้ลองออมเงินด้วยวิธีนี้ดู ทั้งได้เงินออม ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แถมยังได้ฝึกวินัยในตนเองเพิ่มอีกด้วย
  5. เก็บก่อนใช้ ได้เปรียบกว่าเห็น ๆ เช่น เงินเดือน 15,000 ให้กันเงินไว้ 1,500 (คิดเป็น 10% จากเงินเดือน) จากนั้น เงินเหลือเท่าไหร่ ค่อยหักลบหนี้สิน และรายจ่ายคงที่ (Fixed Cost) ในแต่ละเดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ แล้วจึงเหลือเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน วิธีนี้อาจจะฟังดูโหดร้ายไปสักนิด แต่เชื่อเถอะว่า เราจะมีเงินเก็บที่แน่นอนในทุก ๆ เดือน อย่างน้อย ๆ ก็ได้เดือนละ 1,500 บาท ตกปีหนึ่งก็ได้มา 18,000 บาทแล้วนะ
  6. หักบัญชีอัตโนมัติ การตั้งหักบัญชีอัตโนมัติถือเป็นตัวช่วยด้านวินัยอย่างหนึ่ง ให้เราสามารถชำระค่าบริการต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและตรงต่อเวลา อย่าง ค่าผ่อนบ้าน ค่าโทรศัพท์ และค่างวดที่ฝากประจำต่าง ๆ ซึ่งการที่เราสามารถชำระค่าบริการต่าง ๆ ได้ตรงเวลา นอกจากจะไม่โดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชำระล่าช้าแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างเครดิตและความน่าเชื่อถือให้กับตัวเราเองอีกด้วย
  7. ห้ามใช้แบงก์ 50 แบงก์ 50 ค่อนข้างจะเป็น Rare Item เพราะมันมีน้อยกว่าจำนวนแบงก์อื่น ๆ ที่เราใช้กัน การที่เราจะเก็บมันไว้โดยไม่ใช้ ก็ไม่น่าจะกระทบกับชีวิตประจำวันของเรามากนัก ดังนั้น ให้มองว่า เจ้าแบงก์สีฟ้านี้เป็นของต้องห้าม หมายถึง “ต้องห้ามนำออกมาใช้เด็ดขาด” นั่นแหละ สะสมเอาไว้หลายใบเข้า มารู้ตัวอีกที เก็บได้เกือบ 1,000 บาทก็มีนะ
  8. ช้อปไปเท่าไหร่ ออมคืนเท่านั้น ข้อนี้เป็นการปรับนิสัยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของตัวเองได้ดีเลยนะ มองอีกแง่ มันเหมือนกับการ “ยืมเงินตัวเองออกมาใช้ก่อน” แล้วคืนให้ทีหลัง หลักการเดียวกับการยืมเงินเพื่อนเลย เพียงแต่นี่คือเงินตัวเอง ถ้าอยากช้อปปิ้งมาก ก็ช้อปได้เลย แต่ซื้ออะไรไปเท่าไหร่ จดไว้ แล้วหามาจ่ายคืนทีหลังด้วยนะ แม้จะเป็นเงินตัวเอง ก็ห้ามอ่อนข้อ ทำให้เหมือนเราติดหนี้เพื่อน ต้องรีบใช้คืน อย่าผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด
  9. เงินเหลือเท่ากับออม สมมติว่า สิ้นเดือนเรามียอดคงเหลือในบัญชีอยู่ 1,530 บาท ให้ย้ายเงินส่วนนี้ไปใส่บัญชีเงินออม อาจจะถอนออกเป็นเลขกลม ๆ เช่น 1,500 บาท ไปเก็บออมไว้ พอขึ้นเดือนใหม่ เงินเดือนเข้ามาอีก 15,000 บาท + ของเก่าคงค้าง 30 บาท รวมเป็น 15,030 บาทเพื่อใช้จ่ายในเดือนนั้น ๆ แล้วเราก็กลับไปใช้เทคนิคตั้งแต่ข้อที่ 1 ไล่ลงมาใหม่ ถือเป็นการบังคับตัวเองให้ใช้จ่ายด้วยวงเงินที่จำกัดเท่า ๆ กันในแต่ละเดือน และลดการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายลงได้
  10. หารายได้เสริม การได้เงินได้เพียงทางเดียว ในยุคนี้นับว่าเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ได้เหมือนกัน เพราะไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต หากรายได้หลักเกิดลดลง หรือเกิดต้องใช้เงินก้อนใหญ่ขึ้นมา การมีรายได้เสริม ก็อาจจะช่วยได้เยอะเลยค่ะ ให้จำไว้ว่าหากรู้ตัวว่าใช้เงินเก่ง ก็ต้องหาเงินให้เก่งด้วยเช่นกัน

การจัดทำบัญชีเงินออมครัวเรือน บันทึกรายรับและรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ โดยแบ่งหมวดหมู่อย่างชัดเจน เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการใช้จ่ายของครอบครัวว่า มีการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลตามความจำเป็น พอเหมาะกับรายรับของครอบครัวหรือไม่ หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือฟุ้งเฟ้อเกินตน รวมทั้งมุ่งมั่นสะสมเงินออมตามเป้าหมายของตน จะสามารถสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคง เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับชีวิตในอนาคตเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

7 เคล็ดลับง่าย ๆ สอนลูกออมเงิน และรู้จักคุณค่าของเงิน

สอนลูกเรื่องการออมเงิน ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?

วิธีแก้กรรม 14 เรื่อง “ครอบครัว ความรัก และลูก” ไม่น่าเชื่อแต่จริง!!

6 เคล็ดลับ สอนลูกใช้เงิน สไตล์ “ฟลุค เกริกพล”

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่