ฟ้องหย่าสามี

ภรรยาถูกกฎหมายต้องรู้ วิธี ฟ้องหย่าสามี และ เรียกค่าเสียหายจาก ชู้!

เมื่อภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถูกตีท้ายครัว จะ ฟ้องหย่าสามี เรียกร้องค่าเสียหายจากทั้งเมียน้อย และสามี ได้หรือไม่ ทำยังไงถึงจะได้แบบคุ้มๆ มาดูคำแนะนำจากทนายกันค่ะ

เปิดข้อกฎหมาย วิธี ฟ้องหย่าสามี และ เรียกค่าเสียหายจาก ชู้!

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวที่น่าสนใจ ในปลายเดือนก.พ. หรือเดือนแห่งความรัก ซึ่งความรักของผู้เป็นข่าวอาจไม่ใช่เรื่องน่ายินดีอีกต่อไป เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเดินถือทะเบียนสมรสไปในงานแต่งงาน เพื่อทวงคืนสิทธิ์ ถามหาความชอบธรรมจากสามีของเธอ โดยทั้งคู่นั้นอยู่กินกันมา 16 ปี และมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน แต่สามีนั้นกำลังเข้าพิธีมงคลสมรสกับผู้หญิงคนใหม่

ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ว่ามีทะเบียนสมรสอยู่แล้ว แต่ไปแต่งงานใหม่ ทำได้รึเปล่า?? ทางเพจเฟซบุ๊ก “ทนายคู่ใจ” ของ นายรณรงค์ แก้วเพชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม จึงได้ออกมาให้คำแนะนำว่า…

ในกรณีการจัดงานแต่งงานแบบนี้ ซึ่งไม่ได้มีการหย่าขาดจากภรรยาเก่าก่อน ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงอาจจะเลิกราต่อกัน แยกทางกันอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ในทางกฎหมาย หากทะเบียนสมรสยังคากันอยู่ ก็ต้องถือว่าเป็นสามี-ภรรยากันอยู่ ไม่สามารถจดทะเบียนสมรสใหม่ซ้ำซ้อนได้ หากจดทะเบียนสมรสใหม่ ก็จะตกเป็นโมฆะ ซึ่งถ้าจะเลิกกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องไปจดทะเบียนหย่า หรือฟ้องหย่าตามขั้นตอนกฎหมายให้เรียบร้อยก่อน (ป.แพ่ง ม.1514)

ฟ้องหย่าสามี

โดยเพจกองปราบปราม ได้ออกมาโพสต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีเช่นนี้ สิทธิตามกฎหมายของสามี หรือภรรยาจะสามารถดำเนินการ ฟ้องหย่า ได้ คือ…

  1. สามารถ ฟ้องหย่าสามี หรือ ภรรยา” ได้ (ป.พ.พ. 1516(1))
  2. สามารถฟ้อง “ชาย หรือ หญิงอื่น” เพื่อเรียกค่าทดแทนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1523)
  3. สามารถ ฟ้องหย่าสามี หรือ ภรรยา” เพื่อเรียกค่าทดแทนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1523)
  4. สามารถ ฟ้องทั้ง สามี หรือ ภรรยา และ “ชายหรือหญิงอื่น” เพื่อเรียกค่าทดแทนพร้อมกันก็ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1523)
  5. ถ้าการหย่าทำให้ “สามี หรือภรรยา” ยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ (ป.พ.พ มาตรา 1526 และฎีกาที่ 8046/2556)

ฟ้องหย่าสามี

วิธีการดำเนินการฟ้องหย่าสามี

ทั้งนี้ นายรณรงค์ แก้วเพชร เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ทนายคู่ใจ” ได้ให้ทางออกของหนุ่มเจ้าบ่าว หากต้องการที่จะหย่า แต่เมียหลวงไม่ยอมจับมือกันไปจดทะเบียนหย่า ก็ต้องดำเนินการใช้สิทธิทางศาล คือ ฟ้องหย่า อย่างเดียว

ในทางกฎหมายนั้น การที่จะใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องหย่านั้นก็ต้องมีเหตุ เช่น ฝ่ายหญิงมีชู้, แยกกันอยู่เกิน 3 ปี, จงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายไปเกิน 1 ปี, ประพฤติชั่วร้ายแรง, วิกลจริต, เป็นโรคร้ายแรง, ทำร้ายร่างกายอีกฝ่าย, หรือไม่อาจร่วมประเวณีกันได้ฯ (ม.1516) หากไม่เข้ากรณีตามนี้ก้ไม่มีเหตุที่จะฟ้องหย่าได้ ฟ้องไปศาลก็ไม่อาจจะสั่งให้ได้

ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ การที่ภรรยาไม่ยอมจดทะเบียนหย่าให้นั้น อาจต้องเข้าใจฝ่ายหญิงด้วย เพราะมีลูกด้วยกัน บางครั้งมันก็ต้องคิดเยอะกว่าคำว่ารักหรือไม่รัก หรือบางคนก็ยอมกอดทะเบียนสมรสเอาไว้ เพื่อหวังในสินสมรส ก็มีเหมือนกัน

แต่ทั้งนี้ ฝ่ายชายเจ้าบ่าวเป็นตำรวจด้วย หากฝ่ายเมียหลวงจะร้องเรียนวินัยก็สามารถทำได้ เพราะการที่ข้าราชการมีชู้ ถือเป็นการประพฤติชั่ว อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ถึงขั้นไล่ออกจากราชการได้

แต่การที่เมียหลวงบุกไปที่งานแต่งงาน แล้วมีการไลฟ์สด เรื่องนี้ถึงแม้สังคมจะเห็นใจเมียหลวงก็ตาม แต่ในทางกฎหมายก็ สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยหากมีคำว่า “เมียน้อย” หรือพูดพาดพิงถึงเมียน้อย ทางนั้นก็อาจจะดำเนินคดีได้เหมือนกัน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 2 ปี ปรับสูงถึง 2 แสนบาท (ป.อาญา ม.328)

ด้าน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ระบุว่า…

เมียหลวงสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากเมียน้อยได้ด้วย ยิ่งมีลูก มีเต้า มีภาระ บางเคสนี่ร้องกันหลักล้านเลยนะครับ หลังจากนั้นเมียหลวงยังสามารถ ฟ้องหย่า ได้อีกด้วย

และ >> จุดพีคสุดคือ เมียหลวงสามารถบุกไปในงาน และประกาศได้เลยว่าเป็นเมียหลวง แต่ต้องไม่ทำร้ายร่างกาย และสามารถโพสต์ในโซเชียลได้ ไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาท เพราะถือว่าเป็นการป้องกันส่วนได้เสียของตน

อย่างไรก็ตามเรื่องในครอบครัวเมื่อสามีภรรยา จดทะเบียนสมรสอยู่กินด้วยกันก็ควรคุยให้ชัด ว่าจะเอาอย่างไร จะหย่ากัน สินรสรส หนี้ร่วม ค่าเลี้ยงดูลูก เอาให้ชัดเจน หากจะเลิกกัน คุยกันไม่ได้ก็ไปว่ากันในศาล ฟ้องหย่าสามี หรือ ภรรยา และให้ศาลตัดสินให้เรื่องจบไป

แต่สุดท้ายนี้ก้เป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรคิดว่าหากทุกอย่างต้องจบลงแบบนี้คนที่เจ้บที่สุดคือใคร? ใช่ “ลูก” ของคุณหรือไม่?


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.matichon.co.thกองปราบปราม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

ติ๊กบิ๊กบราเธอร์ ติดหนี้พนันออนไลน์ จากกรณีนี้เราจะสอนลูกยังไงให้โตไปไม่เล่นพนัน

คุณรู้ไหม? สามีเปลี่ยนไปหลังมีลูก เพราะอะไร

“คนเจ้าชู้” รู้ไว้! ไม่ช้าก็เร็วกฎแห่งกรรมมันจะตามทัน

คืนเงินฉันมา…แล้วฉันจะยอมหย่าให้ “ภรรยา #ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ยอมให้คุณเอาเปรียบ”

กินยาถ่ายพยาธิ

มีพยาธิตอนท้อง ถ่ายพยาธิ ได้ไหม อันตรายหรือเปล่า?

ถ่ายพยาธิ – โดยปกติแล้ว หากไม่มีความจำเป็น เราคงไม่ต้องกินยาถ่ายพยาธิ แต่สำหรับบางคน ในกรณีที่จำเป็นต้องถ่ายพยาธิ เนื่องจากมีอาการผิดปกติของร่างกาย แต่ขณะเดียวกันก็กำลังตั้งครรภ์อยู่ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า ยา ถ่ายพยาธิ จะไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ มีข้อห้าม หรือข้อควรระวัง สำหรับคนท้องหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะ

มีพยาธิตอนท้อง ถ่ายพยาธิ ได้ไหม อันตรายหรือเปล่า?

พยาธิ คืออะไร

คือ  ปรสิต ชนิดหนึ่ง ที่ดำรงชีพได้ด้วยการอาศัยอยู่ในร่างกายของคนหรือสัตว์ โดยเข้าสู่ร่างกายของคนได้ตั้งแต่ยังเป็นไข่ พบมากในระบบทางเดินอาหาร  เข้าสู่ร่างกายของคนได้ทางปากจากการที่เราดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีพยาธิปนอยู่  หรือแม้แต่พยาธิที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ ผ่านทางการสูดลมหายใจ

นอกจากนี้ การสัมผัส สิ่งปฏิกูลจากสัตว์ ตลอดจนจุดสัมผัสที่เสี่ยงที่อาจมีไข่พยาธิติดอยู่ เช่น ลูกบิดประตู ที่รองนั่งชักโครก ก็ทำให้พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน เมื่อ พยาธิเข้าสู่ร่างกาย จะฟักตัวและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว  โดยพยาธิเหล่านี้ จะแย่งสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป จนทำให้ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้

ชนิดของพยาธิ ที่ทำให้เกิดโรคในคน

  1. นีมาโทดา (Nematodes) จะมีลำตัวไม่แบ่งเป็นปล้องๆ รูปร่างทรงกระบอก หัวท้ายเรียวแหลม เช่น พยาธิไส้เดือนกลม พยาธิเส้นด้าย พยาธิปากขอ พยาธิตัวจี๊ด ชนิดที่พบผู้ป่วยในประเทศไทยมากคือ พยาธิเส้นด้าย (เข็มหมุด) ซึ่งผู้ป่วยรับพยาธิได้ง่ายจากการบริโภคอาหารดิบหรือปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ จากเนื้อสัตว์ และหอยชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นยังอาจได้รับพยาธิจากการใช้มือที่ไม่สะอาดหรือไม่ได้ล้างมือให้สะอาดหยิบอาหารรับประทาน
  2. พยาธิตัวแบน หรือ พยาธิตัวตืด (Cestodes หรือ Tapeworm) จะมีลำตัวแบน แบ่งเป็นปล้องๆ เช่น พยาธิตืดหมู พยาธิตืดวัว เป็นต้นชนิดที่พบผู้ป่วยในประเทศไทยมากคือ พยาธิตืดหมูและพยาธิตืดวัว ซึ่งผู้ป่วยรับพยาธิได้ง่ายจากการบริโภคอาหารดิบหรือปรุงสุกๆดิบๆ จากเนื้อหมูและเนื้อวัว
  3. พยาธิใบไม้ (Trematodes หรือ Fluke) จะมีลำตัวแบนไม่แบ่งเป็นปล้อง เช่น พยาธิใบไม้ในเลือด พยาธิใบไม้ในตับ ติดต่อได้ง่ายจากการบริโภคอาหารประเภทปลาและสัตว์น้ำจืด ในลักษณะดิบหรือปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ
กินยาถ่ายพยาธิ
กินยาถ่ายพยาธิ

เตือนภัย! กินผักสด หมูดิบ ต้องระวัง พยาธิตืดหมู ไชยั้วเยี้ยเต็มร่างกาย

พยาธิในผักสด ฝันร้ายของคุณแม่สายคลีน!!

ลูกมีพยาธิ แน่! หากพ่อแม่ปล่อยปละละเลย

อาการเมื่อติดเชื้อพยาธิ

  • มีอาการปวดท้อง หรือ ท้องเสีย
  • รู้สึกหิวบ่อย
  • มีอาการอ่อนเพลีย
  • อาจน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อาจพบรอยแดงบนผิวหนัง เช่น ที่ขา และเท้า  มีลักษณะเป็นทางเหมือนพยาธิไช
  • รู้สึกคันบริเวณรอบๆ รูทวารหนัก
  • อาจมีพบพยาธิ ปนออกมากับอุจจาระได้

หากสงสัยว่ามีอาการใกล้เคียงกับอาการข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อทำการรักษาต่อไป

กินยาถ่ายพยาธิ
กินยาถ่ายพยาธิ

การใช้ยา ถ่ายพยาธิ ในหญิงตั้งครรภ์

การใช้ยา ถ่ายพยาธิ อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากทารกจะมีการเจริญเติบโตและสร้างอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยหลังจากการปฏิสนธิประมาณ 18 วัน หัวใจและระบบประสาทของทารกจะเริ่มเจริญเติบโต สร้างแขนขาและตาหลังการปฏิสนธิ 24 วัน และสร้างอวัยวะเพศหลังจากการปฏิสนธิ 37 วัน ซึ่งในระยะที่กล่าวมานี้ หากมียาหรือสารบางชนิดไปกระทบกระเทือนต่อการแบ่งเซลล์ ก็จะทำให้อวัยวะนั้น ๆ มีความผิดปกติหรือหยุดการเจริญเติบโตได้ ซึ่งจะผิดปกติมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระยะของการตั้งครรภ์และปริมาณของยาหรือสารที่ได้รับ นอกจากนี้ยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีความเสี่ยงอันตราย ต่อทั้งแม่และเด็กในครรภ์ได้

สำหรับกรณีในหญิงตั้งครรภ์ ข้อแนะนำในการใช้ยา ถ่ายพยาธิ ควรเป็นดังนี้

1. หากหญิงตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคพยาธิ ควรเข้ารับการรักษาและใช้ยาถ่ายพยาธิตามดุลพินิจของแพทย์ เพราะอาการของโรคพยาธิขั้นรุนแรงทำให้เกิดโรคโลหิตจางในมารดา และอาจรวมถึงทารกในครรภ์ น้ำหนักตัวของทารกแรกคลอดลดลง และเพิ่มอัตราการตายของทารกในครรภ์

2. ยาที่ใช้ได้ในสตรีมีครรภ์

  • มีเบนดาโซล (Mebendazole)
  • อัลเบนดาโซล (Albendazole)
  • นิโคลซาไมด์ (Niclosamide)
  • ไอเวอร์เมคติน (Ivermectin)

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาต้องเป็นไปตามคำสั่งแพทย์หลังจากนั้น สามารถเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ครรภ์ได้ เพื่อแพทย์ตรวจติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์

3. ยาที่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์

  • ไพเรนเทล (Pyrantel)
  • พราซิควอนเทล (Praziquantel) 
  • ไดเอทิล คาร์บามาซีน (Diethylcarbamazine)
  • พิเพอร์ราซีน (Piperazine) 

เนื่องจากกลุ่มยาข้างต้น อาจทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ แพทย์จะพิจารณาใช้เมื่อจำเป็นและมารดามีอาการรุนแรงจริงๆ จากพยาธิเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ใช้ยา พราซิควอนเทล (Praziquantel) ใช้เพื่อรักษาโรคพยาธิใบไม้ในเลือด (Schistosomiasis) เป็นต้น

การป้องกันการติดเชื้อ

หญิงมีครรภ์ ควรลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจทำให้พยาธิเข้าสู่ร่างกาย ดังนี้

• กินอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่
• ล้างผักให้สะอาดก่อนรับประทาน
• ควรล้างมือให้สะอาด ก่อนรับประทานอาหาร
• ดื่มน้ำที่สะอาด
• เก็บรักษาอาหาร ไม่ให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปวางไข่ได้
• หากมีแหล่งน้ำขัง น้ำท่วม  ไม่ควรเดินลุยน้ำเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้าบูทป้องกัน
• ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ป้องกันการโดนแมลงสัตว์กัดต่อย และ รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า

เมื่อคุณแม่รู้จักการดูแลป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย แน่นอนว่าการตั้งครรภ์จะเป็นไปอย่างมีคุณภาพ เมื่อลูกน้อยคลอด และเติบโตขึ้นสู่วัยเรียนรู้ จากประสบการณ์ของคุณแม่ ในเรื่องการระวังและป้องกันการติดเชื้อจากพยาธิ คุณแม่สามารถแนะนำและปลูกฝังในเรื่องนี้ให้ลูกได้ เพื่อให้ลูกห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และปูพื้นฐานให้ลูกเรามีความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ(HQ) ได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.who.int,medthai.com,thaitravelclinic

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

10 ยาอันตรายต่อลูก! ไม่ช่วยรักษาแถมยังทำร้ายลูกน้อย

คนท้องกินยาพาราได้ไหม คนท้องกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่คนท้องห้ามกิน มีอะไรบ้างเช็กเลย!

ประจำเดือนไม่มา กินยาอะไรดี ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ภรรยาตั้งครรภ์

พ่อต้องรู้! 7 สิ่ง ที่ ภรรยาตั้งครรภ์ ต้องการจากคุณ

ภรรยาตั้งครรภ์ – การตั้งครรภ์ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกผู้หญิง เมื่อตั้งครรภ์ผู้หญิงต้องเจอความกดดันมากมาย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ด้วยระดับฮอร์โมนในร่างกายที่แปรปรวน ทำให้อะไรหลายๆ อย่างอาจดูแย่กว่าปกติ ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ อารมณ์คุ้มดีคุ้มร้าย เดี๋ยวซึมเศร้า เดี๋ยวร้องไห้ ไหนจะความเจ็บป่วยทางร่างกายที่ต้องแบกรับอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้ คนเป็นสามีควรเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะเคียงข้างภรรยา ตลอดระยะเวา 9 เดือน ที่ผู้หญิงของคุณต้องอุ้มท้องเจ้าตัวน้อย วันนี้เรามาดูสิ่งที่คนท้องต้องการจากสามีกันค่ะ คนท้องไม้ได้ต้องการอะไรมาก คุณพ่ออ่านด่วนเลย!

พ่อต้องรู้! 7 สิ่ง ที่ ภรรยาตั้งครรภ์ ต้องการจากคุณ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นได้กับคนท้อง โดยสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่

1. อาการแพ้ท้อง  ด้วยอิทธิพลของฮอร์โมน HCG ทำให้คุณแม่มีอาการพะอืดพะอม หรือคลื่นไส้อาเจียน บางคนเป็นหนักในช่วง 3 เดือนแรก หรือบางคนอาจแพ้ตั้งแต่เดือนแรกจนก่อนคลอดเลยก็ได้

2. เหนื่อยง่าย เมื่อยล้า  อาการนี้เกิดจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าง่าย และต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นด้วย รวมไปถึง อาจปวดแขน ปวดขา และหลัง ซึ่งเกิดจากการอุ้มท้อง เนื่องจากกล้ามเนื้อต้องทำงานหนักมากกว่าที่เคย

3. อารมณ์เปลี่ยนแปลง อาการนี้ถือเป็นอาการที่เห็นได้ชัดมาก คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนอาจรู้สึกหงุดหงิดง่าย รู้สึกว่าอะไรก็ไม่ได้อย่างใจ บางรายอาจรู้สึกเหม็นหน้าคุณพ่อได้บ้าง ในกรณีที่เป็นหนัก พบว่าอาจเป็นโรคซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์ได้ รู้สึกเศร้านาน เศร้าไม่หาย และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีสมาธิ ตลอดจนมีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำหรือการตัดสินใจ รู้สึกสิ้นหวัง ไร้ค่า และรู้สึกผิด

ภรรยาตั้งครรภ์

ในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณสามารถทำให้ภรรยาได้ในช่วงนี้ คือ พยายามหาเวลาอยู่กับเธอให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ภรรยาของคุณต้องการ การดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ จากการต้องต่อสู้กับ เรื่องต่างๆ ในแต่ละวัน นี่คือเหตุผลที่คุณต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อผู้หญิงที่คุณรักและลูกน้อยที่เป็นสักขีพยานรักของคุณ

ดังนั้น การที่คุณพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างภรรยาของคุณ และ ทำใน 7 วิธีต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณภาพชีวิตและจิตใจของ ภรรยาดีขึ้นได้แน่นอนค่ะ

7 สิ่ง ที่คนท้องต้องการจากสามี

1. การสนับสนุนทางอารมณ์  

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ระดับฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง  ส่งผลให้คนท้องเกิดอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ ได้อย่างที่กล่าวไปข้างต้น  ช่วงเวลาหนึ่งเธออาจจะหวาน แต่อีกไม่นานเธออาจจะโกรธไปฟืนเป็นไฟ  ซึ่งคุณควรเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้องในช่วงนี้ สิ่งที่คุณทำได้ คืออยู่กับเธอ รับฟังเธอเมื่อจำเป็น  การใช้เวลาคุยกับเธอแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว ที่จะผ่อนคลายอารมณ์ของเธอ และทำให้เธอมีความสุขตลอดทั้งวัน หากมีโอกาส ลองบอกเธอดูก็ได้ค่ะ  ว่า “ตอนนี้เธอคือสิ่งพิเศษสำหรับคุณ ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ใดๆ ในชีวิต”

2. การสนับสนุนทางกายภาพ

การตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ร่างกายต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความกดดันอย่างมาก การนวด สามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดและบรรเทาความเจ็บปวดให้คนท้องได้ (นวดเบาๆ ตามหัวไหล่) นอกจากคุณควรดูแลโดยไม่ปล่อยให้เธอออกกำลังกายหนักเกินไปเพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายคนท้องได้ แต่การไม่ออกกำลังกายเลยก็ไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายเช่นกัน คุณอาจหาโอกาสว่าจะทำอย่างไรให้เธอรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยล้า นอกจากนี้คุณควรช่วยเธอทำงานบ้าน ต่างๆ เช่น ทำอาหาร ทำความสะอาด ฯลฯ

ประจำเดือนไม่มา กินยาอะไรดี ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

อาการของคนท้อง ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนคลอด มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

11 Superfood อาหารบํารุงคนท้อง ให้ลูกพัฒนาการดีตั้งแต่ในครรภ์

3. ใครสักคนที่คอยเป็นที่ปรึกษา

การตั้งครรภ์ครั้ง โดยเฉพาะท้องแรก อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธอ คุณต้องรู้ว่าเธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีใครสักคนอยู่ใกล้เธอ เพื่อแบ่งปันความกลัวและความกังวลของเธอเพื่อขอคำแนะนำและคำแนะนำเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเธอ และในระหว่างการพบกับสูตินรีแพทย์ของเธอ ทั้งในด้านอารมณ์และร่างกายเธอต้องการใครสักคน เพื่อขอคำแนะนำในการตัดสินใจบางอย่างที่สำคัญ และแบ่งปันแผนการในอนาคตของเธอเธอ การมีลูกทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล ตั้งแต่วันแรกของการตั้งครรภ์ชีวิตของเธอหมกมุ่นอยู่กับลูก ในการก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความเป็นแม่ เธอต้องการแค่ใครสักคนที่ไว้วางใจและอยู่เคียงข้างเธอเมื่อจำเป็น

4. การตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพ

เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนท้อง สุขภาพของแม่และลูกน้อยเป็นโจทย์แรกของการตั้งครรภ์ที่ต้องได้รับการดูแล เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เธอต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากครอบครัวโดยเฉพาะจากสามี เธอต้องการความสนใจในทุก ๆ ด้าน ทุกความต้องการของเธอควรได้การเอาใจใส่ และเธอควรได้ทานอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้คุณควรพาภรรยาไปพบแพทย์อย่างน้อยเดือนละครั้ง

ภรรยาตั้งครรภ์

5. สุขภาพที่ดีของลูกน้อยในครรภ์

สุขภาพของทารกขึ้นอยู่กับสุขภาพของแม่  ในขณะตั้งครรภ์เธอไม่ควรเผชิญกับปัญหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และคุณควรพร้อมที่จะดูแลเธอตลอดเวลา และให้แน่ใจว่าเธอได้รับการดูแลด้านสุขภาพที่ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ควรดูแลสิ่งที่จำเป็นของเธอและอยู่กับเธอเพื่อสร้างความมั่นใจและสบายใจว่าสามารถช่วยให้ทารกในครรภ์มีสุขภาพ และพัฒนาการที่ดี

6. อยู่กับเธอในทุกสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การมีมนุษย์ตัวน้อยอยู่ในท้องนาน 9 เดือนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ค่ะ  การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย และการต้องเผชิญอารมณ์ที่แปรปรวนเป็นงานที่ยากมาก อย่างน้อยที่สุดที่คุณจะทำได้ คือสนับสนุนเธอและอยู่กับเธอตลอดช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทุกวันในช่วงหลายเดือนนี้อาจคล้ายกับคุณ แต่ร่างกายของคู่ของคุณกำลังเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่น่าอัศจรรย์เพื่อรองรับชีวิตที่กำลังเติบโต การอยู่เคียงข้างภรรยาที่น่ารักของคุณผู้ซึ่งมีความรู้สึกเป็นแม่ที่เร่าร้อนไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบ แต่เป็นประสบการณ์ของพ่อ

7. ลูกของเรา ไม่ใช่ของเธอคนเดียว

เหตุผลที่สำคัญที่สุด ที่คุณควรอยู่เคียงข้างเธอ ในช่วงที่ตั้งครรภ์เพราะ เด็กในท้องของเธอ เป็นลูกของเรา ไม่ใช่ของเธอคนเดียว  โดยธรรมชาติแล้วผู้หญิงมีความอดทนต่อความเจ็บปวดในการอุ้มท้อง และคลอดลูก แต่ใช้ว่าคุณจะปล่อยให้เธอเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง และไม่ใช่เธอคนเดียวที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในความเป็นพ่อแม่ ในฐานะสามี คุณควรเป็นส่วนหนึ่งของการตั้งครรภ์ที่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น ทุกการกระทำของคุณ ควรแน่ใจว่า คุณได้ทำทุกอย่างเพื่อให้เธอสบายใจ และมีความสุขที่เพียงพอในฐานะพ่อของลูก

เป็นยังไงบ้างค่ะคุณพ่อทั้งหลาย อ่านมาถึงตรงนี้ รีบเช็คเลยค่ะว่าเราทำหน้าที่สามีและพ่อของลูกขาดตกบกพร่องส่วนไหนไปหรือเปล่า? สู้ๆ นะคะคุณพ่อทุกคน

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : momspresso

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

คนท้องกินคอลลาเจนได้ไหม อันตรายต่อลูกในท้องหรือเปล่า?

ครรภ์เป็นพิษเกิดจากอะไร ประสบการณ์ครรภ์เป็นพิษ ต้องยุติการตั้งครรภ์

อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์ แพ้ท้องไตรมาสแรก กินอะไรดี?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกคนแรก

7 ภาพการ์ตูนที่ต้องดู! ก่อนมี “ลูกคนแรก” ทั้งซึ้งและน่ารัก

ช่วงเวลาที่รู้ว่าจะได้มี ลูกคนแรก เป็นช่วงเวลาที่ทั้งน่ายินดีและสับสนในคราวเดียวกัน เพราะพ่อแม่ป้ายแดง มักจะไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง? มาดูภาพการ์ตูนที่ตีแผ่ชีวิตพ่อแม่ลูกอ่อนกันค่ะ

7 ภาพการ์ตูนที่ต้องดู! ก่อนมี “ลูกคนแรก” ทั้งซึ้งและน่ารัก

เมื่อชีวิตคู่ที่มีกันแค่ 2 คน ได้มีสิ่งมีชีวิตที่สุดแสนวิเศษตัวน้อย ๆ เข้ามา อะไรที่ยังไม่เคยทำ ก็จะได้เจอ คุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงกำลังจะได้เจอกับชีวิตที่ท้าทายใหม่ ๆ ในช่วงตั้งครรภ์ ก็อาจจะตื่นเต้น เห่อ และรอคอยกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เมื่อลูกคลอดปั๊บ คุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนก็จะได้เจอกับความสุขสุดขีด ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนผ้าอ้อม การอุ้มลูกทั้งคืน เสียงร้องที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จนทำให้วันวานอันมีอิสระเสรีแสนหวานเป็นเพียงภาพเบลอ ๆ

เพราะการมี ลูกคนแรก เป็นช่วงชีวิตที่เราจะได้เจอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อย่านิ่งนอนใจ หลงระเริงว่าเอาอยู่ เตรียมตัวให้พร้อมกันหน่อยนะคะ ลองมาอ่านประสบการณ์ดี ๆ ของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันหน่อยดีกว่า ในครั้งนี้ ทีมแม่ ABK ขอนำเสนอประสบการณ์จริงจากคู่รักที่สุดแสนจะน่ารักคู่หนึ่ง ที่ได้บอกเล่าประสบการณ์การมี ลูกคนแรก ผ่านการวาดการ์ตูนที่ทั้งน่ารัก ตลก ซาบซึ้ง และประทับใจในคราวเดียวกัน

คู่รักนักวาดการ์ตูนคู่นี้ Yehuda Devir และ Maya Devir ได้เขียนการ์ตูนชื่อ “One of Those Days” โดยการ์ตูนทั้ง 3 เล่มนี้ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวและประสบการณ์ความรักของคนทั้งสอง จนได้เดินทางมาถึงการตั้งท้อง ลูกคนแรก และสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสต้อนรับลูกสาวที่แสนน่ารัก “Ariel”

7 ภาพการ์ตูนที่ต้องดู! ก่อนมี “ลูกคนแรก” ทั้งซึ้งและน่ารัก

1.วินาทีสุดซึ้งเมื่อได้ให้นมลูกจากอกเป็นครั้งแรก

ลูกคนแรก
ลูกคนแรก

หลังคลอด ไม่ใช่แม่ทุกคนจะมีน้ำนมให้ลูกทานได้ทันที แม่บางคนอาจไม่มีน้ำนม น้ำนมมาน้อย หรือลูกอาจจะงอแงไม่ยอมดูดนมจากเต้า ดังนั้นเรามาเตรียมตัวเพื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องกันดีกว่าค่ะ โดยวิธีปฏิบัติมีดังนี้

  1. คุณแม่ควรรับประทานอาหารครบทั้งห้าหมู่ให้เพียงพอเพื่อบำรุงร่างกายแม่และลูก ตลอดจนเตรียมสะสมอาหารไว้สร้างน้ำนม โดยอาหารที่เน้นคือ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง นม ผัก ผลไม้ และข้าว ไม่จำเป็นต้องทานอาหารที่กระตุ้นน้ำนมเตรียมไว้ก่อน เพียงทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว
  2. หญิงตั้งครรภ์รับประทานอาหารได้ทุกชนิด ยกเว้นยาดองเหล้า สุรา น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ และห้ามสูบบุหรี่
  3. ใส่ยกทรงทั้งกลางวันและกลางคืนให้พอเหมาะกับขนาดของเต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรักษาทรวดทรง
  4. อย่านวดเต้านม เพราะอาจไปกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัวทำให้คลอดก่อนกำหนดได้
  5. การอาบน้ำตามปกตินั้น เพียงพอสำหรับการทำความสะอาดเต้านมและหัวนม ไม่ควรฟอกหัวนมด้วยสบู่ เพราะจะทำให้หัวนมแตก หรือเป็นแผลได้ง่าย

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

บทความที่เกี่ยวข้อง ป้าหมอเผย วิธีเตรียมเต้า กระตุ้นน้ำนม ก่อนคลอด

2. เหมือนออกไปรบ!! เมื่อคุณพ่อต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมลูก

เปลี่ยนผ้าอ้อมลูก
เปลี่ยนผ้าอ้อมลูก

เปลี่ยนผ้าอ้อมเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่เล็ก จะทำความสะอาดบริเวณใต้ผ้าอ้อมอย่างไรให้สะอาดไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และต้องทำให้ไวในขณะที่ลูกกำลังดิ้น!! เรามีเคล็ดลับการเปลี่ยนผ้าอ้อมมาฝากค่ะ

เปลี่ยนผ้าอ้อมลูกสาว

  • การทำความสะอาด ให้เช็ดจากแคมด้านหน้าลงไปที่ก้น และเปิดแคมด้านในทำความสะอาดด้วย
  • เด็กหญิงอาจมีไขหุ้มทารก ซึ่งเป็นส่วนที่ปกป้องผิวของเขาตอนอยู่ในท้องแม่ และออกมาทางช่องคลอดได้ อาจติดอยู่แถวๆ ปากช่องคลอด ไม่ต้องตกใจ แค่เช็ดออกเท่านั้น
  • ถ้าต้องล้างทำความสะอาดมากๆ ต้องล้างให้ดีจริงๆ และไม่ใช้สบู่ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดและคราบสบู่ออกไม่หมดอาจทำให้ลูกติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น

เปลี่ยนผ้าอ้อมลูกชาย

  • ก่อนทำความสะอาด ให้วางผ้าอ้อมสะอาดหรือผ้าเช็ดปิดจุ๊จุ๊ไว้กั้นเจ้าจอมทะเล้นพ่นน้ำพุใส่ ข้อนี้ต้องรู้ทัน
  • ทุกครั้งที่ทำความสะอาด นอกเหนือจากบริเวณจุ๊จุ๊แล้ว อย่าลืมยกถุงอัณฑะและเช็ดให้ทั่วด้วย
  • ตอนใส่ผ้าอ้อมผืนใหม่ ช่วยจัดจุ๊จุ๊ของเขาให้นอนลง และให้อยู่ตรงกึ่งกลางผ้าอ้อม กันรั่วนั่นเอง (ถ้าเห็นจุ๊จุ๊ของลูกยืนตรงก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ ค่อยๆ จับให้นอนลงได้)

บทความที่เกี่ยวข้อง : ลูกอึเสร็จ ตอนไหน แม่จะรู้ได้ยังไง เมื่อไหร่จะถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม

3. ตายซะ!! เจ้ายุง!!

ทารกถูกยุงกัด
ทารกถูกยุงกัด

ยุง สัตว์ตัวเล็ก แต่แฝงไปด้วยพิษสง พาหะนำโรคมากมายที่คร่าชีวิตมนุษย์มาแล้วมากมาย นอกจากจะทำให้ลูกคันแล้ว ตุ่มเล็ก ๆ บนตัวและหน้าลูก สร้างความเสียใจ รำคาญใจ ให้กับพ่อแม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลูกที่ยังเล็ก ๆ อยู่ เจ้ายุงก็ดันเลือกที่จะกัดลูก ทำไมไม่มากัดแม่!! เรามีวิธีป้องกันยุงมาฝากค่ะ

ป้องกันอย่างไรให้ลูกปลอดภัยต่อยุง

  1. อาวุธที่ควรมีทุกบ้านไม่แพง กันยุงได้ดี คือ มุ้ง ถึงแม้จะติดตาข่ายมุ้งลวดแต่ยุงก็สามารถเล็กลอดเข้ามาได้ กางมุ้งอีกรอบเพื่อความปลอดภัย
  2. เลือกใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆ เพราะผลการวิจัยพบว่า ยุงชอบสีเข้มๆ มากกว่าสีอ่อน ๆ
  3. โลชั่นทากันยุง ตะไคร้หอม ป้องกันยุงได้ในช่วงสั้นประมาณ 20-30 นาที (สำหรับทารกแรกเกิด ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้กับเด็กแรกเกิดเท่านั้น)
  4. น้ำมันยูคาลิปตัสป้องกันยุงได้ในช่วงประมาณ 2-5 ชั่วโมง
  5. ใช้ยาป้องกันยุงชนิดที่ทำจากสารสกัดธรรมชาติ ไม่ควรใช้ชนิดที่เป็นสารเคมี เพราะอาจเป็นอันตรายได้โดยเฉพาะเด็กๆ อย่าทายากันยุงบริเวณร่มผ้า ให้ทาบางๆ ที่แขนขา ฉีดหรือหยดลงบนเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าห่ม หรือผ้าอ้อมเด็ก
  6. หากจะฉีดยากันยุงชนิดที่เป็นสารเคมี ควรฉีดในช่วงกลางวันหรือฉีดทิ้งไว้สักพักก่อนจะเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้น เพื่อความปลอดภัย
  7. หลีกเลี่ยงมุมอับ ที่มืด และระมัดระวังช่วงเวลาที่ยุงจะชุมมากที่สุด นั่นก็คือช่วงหัวค่ำและรุ่งสาง ยกเว้นยุงลายที่ออกหากินเวลากลางวัน
  8. กำจัดยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน เช่น แจกันดอกไม้ จานรองขาตู้ ท่อน้ำ หรือบริเวณที่มีน้ำขัง

บทความที่เกี่ยวข้อง : 7 วิธีสังเกตตุ่มตามตัวเมื่อ ลูกโดนแมลงกัด

4. ถ่ายรูปลูก..สุดเฟล..ทำไมไม่เป๊ะเหมือนที่คิดไว้น้า?

ถ่ายรูปลูก
ถ่ายรูปลูก

อยากถ่ายรูปให้ออกมาน่ารัก น่าประทับใจ เหมือนคนอื่น แต่ทำไมรูปที่ได้ถึงเฟลอย่างนี้นะ? มาดู 4 เทคนิคถ่ายภาพทารก ให้ปลอดภัย ไม่เฟล มาฝากค่ะ

  1. งดใช้แฟลช เด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมาไม่นานนั้น ควรใช้แสงไฟธรรมชาติ และต้องหลีกเลี่ยงการใช้ดวงไฟไม่ให้ส่องกระทบดวงตาของเด็ก
  2. ถ่ายในห้องที่สว่าง ดวงตาของเด็กนั้นบอบบางมาก ให้หลีกเลี่ยงการใช้แฟลช แต่จะทำอย่างไรให้ได้ภาพสวย? จะถ่ายนอกสถานที่นั้นก็ยังไม่ควร เพราะว่าผิวของเด็กแรกเกิดก็ยังบอบบางเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรเลือกถ่ายภาพทารก ในห้องที่แสงเหมาะสม ผ่านทางหน้าต่าง และเลือกใช้ช่วงเวลาที่แสงดีที่สุด
  3. จัดท่านอนที่ปลอดภัย เด็กทารกแรกเกิดส่วนใหญ่จะยังคงนอนหลับ และเวลาถ่ายรูปหากต้องการได้มุมสวยๆ ก็มักจะเน้นให้เห็นสรีระของเด็ก เป็นมุมเสยเพื่อให้เห็นใบหน้าที่ชัด โดยใช้วิธีสังเกตท่าทางการนอนและสีหน้าของเด็กจังหวะต่างๆ จะช่วยสื่ออารมณ์และมีเรื่องราวอยู่ในภาพมากขึ้น เช่น ขณะที่กำลังอมยิ้ม หาว หรือขยับตัว ภาพทารกที่สื่อความหมายมากที่สุด คือ ในอ้อมอกของแม่ การจับสีหน้าของเด็กทารกที่ให้ภาพออกมาได้สวยคือช่วงเวลาที่ทารกอารมณ์ดี หรือช่วงที่กำลังนอนหลับสบาย เช่น ช่วงที่เพิ่งทำความสะอาดตัวใหม่ ๆ ช่วงหลังให้นมแม่ เป็นต้น
  4. เตรียมสถานที่ที่ปลอดภัย การเตรียมสถานที่ในการถ่ายภาพเด็กทารกในกรณีที่ถ่ายเฉพาะตัวเด็ก ควรจะจัดให้ตัวเด็กอยู่ในระดับเดียวกับกล้อง ซึ่งอาจจะใช้ เก้าอี้นอนหรือเบาะนุ่มๆ ที่หนุนให้สูง โดยมีผ้ารองตัวเด็กให้เด็กรู้สึกนุ่มสบายและไม่ระคายผิว เพราะจะทำให้เด็กทารกตื่นหรืองอแงได้ การถ่ายเจาะโคลสอัพโดยถ่ายหน้า มือ หรือเท้า ของเด็กก็นับเป็นการถ่ายภาพเด็กทารกที่นิยมกันมากขึ้น โดยใช้เลนส์โคลสอัพ ในการถ่าย เน้นให้ฉากหลังเบลอ จะทำให้ภาพออกมาชัดและสวย

บทความที่เกี่ยวข้อง : 10 ไอเดีย ถ่ายภาพลูก สุดจี๊ด พร้อมเทคนิคถ่ายภาพแบบมือโปร!

5. ลูกเจ็บ..แม่เจ็บยิ่งกว่า

วัคซีนทารก
วัคซีนทารก

ในวัยผู้ใหญ่ เราห่างหายจากการฉีดวัคซีนกันมานาน อีกทั้งการฉีดวัคซีนก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่สำหรับลูกตัวน้อยนี่สิ ที่ต้องฉีดวัคซีนแทบทุกเดือน บางเดือนต้องฉีดพร้อมกัน 2 เข็ม แถมฉีดแต่ละทีลูกก็ร้องไห้จ้าเพราะเจ็บ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะต้องเตรียมใจกับสถานการณ์นี้นะคะ เข้าใจดีว่าสงสารลูก แต่อย่างไรคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องอดทนเพื่อให้ลูกแข็งแรงค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ตารางวัคซีน 2564 ปีนี้มีปรับรายละเอียด? ลูกต้องฉีดอะไร ตอนไหนบ้าง เช็กเลย!

รวมแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ปี 2564

6. การนอนอย่างเต็มอิ่มคืออะไร? ทำไมจำไม่ได้แล้วนะ?

ลูกตื่นทั้งคืน
ลูกตื่นทั้งคืน

สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะสูญเสียไปก็คือการนอนอย่างเต็มอิ่มค่ะ ตั้งแต่คลอด ลูกคนแรก จะไม่มีวันไหนที่คุณจะได้นอนเต็มอิ่มอีกเลย จนกว่าลูกจะโต ก่อนอื่นคุณแม่ต้องเข้าใจด้วยว่าระยะเวลา 9 เดือนที่เจ้าตัวเล็กนอนอยู่ในท้องที่เต็มไปด้วยน้ำคร่ำ เมื่อยามที่คุณแม่เดินไปมา ก็เปรียบเสมือนว่าได้ไกวเปลทำให้ทารกในท้องนอนหลับสบาย ส่วนตอนกลางคืนที่คุณแม่หลับสนิทลูกน้อยในท้องกลับตื่นจนถีบท้องคุณแม่สะดุ้งอยู่หลายครั้ง เพราะคุณแม่ไม่ได้เคลื่อนไหวตัวนั่นเอง จนกระทั่งคลอดออกมาทารกก็ยังคงเคยชินกับช่วงเวลาที่นอนและตื่นเหมือนตอนอยู่ในท้อง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกแรกเกิดนัั้นนอนกลางวัน มากกว่ากลางคืน แม้จะปลุกให้กินนมก็ไม่ค่อยอยากจะตื่นนั่นเองค่ะ

ตามปกติแล้วเด็กทารกแรกเกิดต้องการเวลานอนหลับพักผ่อนมากกว่าเด็กโต แต่ห้วงเวลาการหลับและตื่นจะสั้น และมีหลายช่วงเวลาที่ตื่นเมื่อหิว ซึ่งทารกแรกเกิด จนถึงอายุ 2 เดือนต้องการเวลานอน 11-18 ชั่วโมงต่อวัน และระหว่าง 2 -10 เดือน ต้องการเวลานอน 11-15 ชั่วโมงต่อวัน โดยปกติทารกแรกเกิดจะนอนในเวลากลางวันนานมาก และใช้เวลานานในตอนกลางคืนกว่าจะหลับได้นั้นจะมีอาการ หลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดคืน เด็กทารกจะตื่นบ่อยในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อขอกินนมแม่บ่อยๆ เป็นการกระตุ้นให้แม่สร้างน้ำนมแม่มากขึ้น ดังนั้นแม่จะเหนื่อยมากในช่วง 3 เดือนแรก การนอนแบบสับสนช่วงเวลาของเด็กทารกนี้ จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะช่วงแรกเกิดจนถึง 3 เดือนเท่านั้น (หรือบางคนอาจมากกว่านั้น) ถือเป็นช่วงที่สำคัญและลำบากสำหรับคนเป็นแม่มากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง : ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

7. เมื่อลูกไม่ชอบอาบน้ำ!

อาบน้ำทารก
อาบน้ำทารก

ทุกครั้งเวลาที่ตัวลูกแตะโดนน้ำ ลูกจะร้องไห้โวยวายไม่ยอมอาบ ส่วนพ่อแม่ก็กลัวจะทำลูกหล่น ยิ่งลูกดิ้น สถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลง เป็นสถานการณ์ที่ต้องทำแทบจะทุกวัน และก็ต้องลุ้นตัวเกร็งกันแทบจะทุกวันเลยล่ะค่ะ มาดูเทคนิคการอาบน้ำเจ้าตัวน้อย อย่างถูกต้องและปลอดภัยกันค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ขั้นตอน วิธีอาบน้ำเด็กแรกเกิด ถูกต้อง ปลอดภัย (มีคลิป)

ลูกคนแรก
ลูกคนแรก

เมื่อได้ผ่านวันเวลาที่แสนจะยุ่งเหยิง วุ่นวาย แต่มีความสุขมาได้แล้ว มนุษย์พ่อมนุษย์แม่มือใหม่จะรู้สึกภูมิใจและไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ ตัวเองจะเลี้ยงเจ้าตัวเล็กให้โตขนาดนี้ได้เลยค่ะ ช่วงเวลาเหล่านี้แหล่ะค่ะ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เรียกว่า “มีชีวิตที่คุ้มค่า”

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม ใช้สูตรคำนวณปริมาณกินนมช่วยสิ

after birth 8 อาการลูกแรกเกิด แม่ (ไม่ต้อง) กังวล

เตือนใส่ หน้ากากอนามัยเด็ก -เบบี๋อันตรายมากกว่าป้องกัน

วิธีชงนม ไม่มีฟอง ช่วยป้องกันทารกท้องอืดได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : mymodernmet.com, www.yehudadevir.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม

รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม ใช้สูตรคำนวณปริมาณกินนมช่วยสิ

สังเกตตรงไหน รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม ลูกอิ่มแน่ หรือแค่หลับกันนะ แม่จ๋ามาไขข้อข้องใจ ลองใช้สูตรคำนวณปริมาณการกินนมของเด็กแรกเกิด-1ปี กันดูดีไหม

รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม ?ใช้สูตรคำนวณปริมาณการกินนมช่วยสิ!!

ปัญหาสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่เริ่มความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือแม้แต่การเลี้ยงลูกด้วยนมผงนั้น ปัญหาหนึ่ง คือ การไม่แน่ใจว่าลูกน้อยได้รับน้ำนมเพียงพอแล้วหรือยัง เนื่องจากคุณแม่ไม่สามารถรู้ได้ถึงปริมาณน้ำนมของเราที่ผลิตออกมา เวลาลูกน้อยดูดจากเต้า หรือความไม่แน่ใจว่าควรชงนมปริมาณเท่าไหร่กันแน่ ตามสัดส่วนข้างกล่องนมดูจะมากไปหรือเปล่า ยิ่งโดยเฉพาะบางบ้านที่ลูกเลี้ยงง่าย ชอบหลับเวลาให้นม หรือในทางกลับกันที่ลูกน้อยร้องไห้บ่อย ทำให้สงสัยว่าเป็นเพราะลูกยังกินไม่อิ่มหรือเปล่านะ ให้กินนมบ่อยเกินไปจะดีไหม จะเป็น Overfeeding หรือเปล่า

รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม
รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม

วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ร่วมไขข้อข้องใจให้แก่คุณแม่ทั้งหลาย จะได้สบายใจในการเลี้ยงป้อนนมลูก ด้วยเช็กลิสต์ง่าย ๆ ไว้คอยสังเกตลูกว่าได้รับน้ำนมเพียงพอ ไม่น้อยไปหรือมากเกินไป เพราะคุณแม่ทุกคนก็คงอยากให้ลูกน้อยเติบโตสมวัยกันอย่างแน่นอน

บ้านนี้นอนเยอะ กินน้อย ???

อย่าพึ่งด่วนสรุปว่า การที่วัน ๆ ลูกน้อยของคุณแม่เอาแต่นอน ไม่ค่อยตื่นขึ้นมาทานนม หรือว่าดูดนมได้ไม่นานก็หลับต่ออีกแล้ว แบบนี้ลูกจะได้รับสารอาหารครบ ได้รับปริมาณน้ำนมตามเกณฑ์หรือไม่นั้น คุณแม่คงต้องสังเกตจากส่วนอื่นเป็นองค์ประกอบด้วย ดังนี้

เช็กดูว่า…ลูกได้นมแม่เพียงพอแล้วหรือยัง?

  • น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ 30 กรัม/วัน
  • ปัสสาวะชุ่มผ้าอ้อม สีเหลืองใส วันละ 6-8 ครั้ง
  • อุจจาระสีเหลืองวันละ 2-3 ครั้ง เด็กที่กินนมแม่ อาจบ่อยได้ถึง 8-10 ครั้งต่อวันตามจำนวนมื้อนมที่กิน
  • ดูอารมณ์ดี ไม่ร้องโยเย
  • นอนหลับนาน 2-3 ชั่วโมง
  • ได้ยินเสียงกลืนนมของลูกขณะให้นมลูก
  • ดูดนมช้าลง นั่นเป็นอาการที่แสดงว่าลูกเริ่มอิ่ม

หากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ ก็เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่า ลูกได้รับปริมาณน้ำนมเพียงพอต่อร่างกายแล้ว แม้ว่าในบางครั้งคุณแม่อาจจะเห็นว่าทำไมลูกถึงใช้เวลาทานนมน้อยกว่าเด็กคนอื่น นั่นเพราะเด็กแต่ละคนความต้องการนมไม่เท่ากัน ปริมาณการให้นมกับลูกน้อย ขึ้นอยู่กับ น้ำหนัก พฤติกรรมการเคลื่อนไหว การเผาผลาญและการดูดซึมของร่างกายก็มีส่วนกำหนดปริมาณน้ำนมโดยอัตโนมัติ

หลับสบาย อาการแสดงว่าลูกกินนมเพียงพอ
หลับสบาย อาการแสดงว่าลูกกินนมเพียงพอ

ทราบหรือไม่ว่าลูกสามารถดูดนมแม่ในแต่ละข้างหมดเต้าภายใน 5-7 นาทีเลยทีเดียว จากนั้นลูกจะเริ่มผ่อนจังหวะการดูดนมช้าลง ซึ่งน้ำนมที่ลูกดูดทั้ง 2 เต้านั้น รวม ๆ แล้วก็จะมีปริมาณที่พอเพียงสำหรับลูก จะสังเกตได้ว่าเมื่อลูกดูดนมทั้ง 2 ข้างจนหมด เขาจะแสดงท่าทีพอใจและอารมณ์ดีขึ้น ดูมีความสุขหลังจากกินนม หลังจากนั้นก็ดูดนมช้าลง นั่นแปลว่าเขาอิ่มแล้ว ดังนั้นคุณแม่จึงไม่ควรกังวลว่าลูกจะดูดนมแม่ได้น้อย หรือลูกจะไม่อิ่ม

บ้านนี้ร้องบ่อย ร้องแล้วป้อนนมเลยดีไหม??

เด็กทุกคนมีพฤติกรรม และอุปนิสัยแตกต่างกันไป พฤติกรรมการกินก็เช่นกัน เมื่อครั้งลูกยังเล็กไม่สามารถพูดจาสื่อสารกับคุณแม่ได้ มีเพียงแค่การร้องไห้แสดงออกถึงความไม่สบายตัว หรือต้องการสิ่งใด ๆ แบบนี้คุณแม่จึงอาจเข้าใจไปได้ว่าที่ลูกร้องไห้เพราะหิว จึงคอยป้อนนมทุกครั้งเวลาลูกร้องไห้ พอลูกกินนมเข้าไปปริมาณมากท้องของลูกก็โป่งตึง ท้องโต ไม่สุขสบาย อึดอัดท้อง ลูกอาจร้องไห้ไปด้วย ถ้าร้องไห้หนักอาจทำให้อาเจียนออกมา แหวะออกมา พฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า Over feeding

เช็กดูว่า…ลูกมีอาการ Over feeding หรือไม่?

  • บิดตัว เอี้ยวตัว เหยียดแขนเหยียดขา ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
  • มีเสียงครืดคราดในคอ คล้ายมีเสมหะในคอ เสียงดังกล่าวเกิดจากนมที่ดื่มเข้าไปล้นขึ้นมาที่คอหอยแล้ว ทำให้ลูกมีท่าทางคล้ายจะอาเจียน แต่ไม่อาเจียนออกมา
  • ท้องโป่งตึง  ตลอดเวลา ท้องไม่ยุบ
  • ร้องกวน ร้องบ่อย ไม่สุขสบาย ลูกอาจจะเงียบช่วงแรกเวลากินนม แต่เมื่อดูดไปไม่นาน ก็กลับมาร้องไห้อีกครั้ง
  • สำรอกนม ทางปาก และจมูก

3 วิธีดูแลลูกห่างไกล Over feeding

  1. ให้ลูกกินจนอิ่ม ในปริมาณที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว โดยสามารถคำนวณได้จากสูตรปริมาณการกินนม หากลูกร้องขอเพิ่มอีก  ให้เบี่ยงเบนความสนใจลูก เล่นกับลูก อุ้มเดิน ดูดจุกหลอก
  2. หากลูกร้องมาก ต้องพยายามปลอบให้ลูกหยุดร้อง เพราะหากลูกร้องไห้หนักขึ้น อากาศจะเข้าไปในกระเพาะอาหารทำให้ลูกท้องอืดมากขึ้น แน่นอึดอัดมากขึ้น ทรมานมากขึ้น
  3. เด็กที่แหวะนมหรืออาเจียน แนะนำให้คุณแม่อุ้มสักระยะ 30 นาทีอย่าให้นอนราบในทันที เพราะการอาเจียนบ่อยทำให้กรดจากกระเพาะอาหารย้อนออกมาทำให้หลอดอาหารเป็นแผลได้
รู้ได้อย่างไรว่าลูกอิ่ม จึงป้อนทุกครั้งที่ร้องไห้
รู้ได้อย่างไรว่าลูกอิ่ม จึงป้อนทุกครั้งที่ร้องไห้

คุณแม่ที่ลูกมีพฤติกรรมร้องหิวตลอด ไม่ควรใจอ่อนเ พราะการที่ลูกเรามีนิสัยกินแบบ Over feeding นั้น ส่วนหนึ่งมาจากตัวเราเอง เนื่องจากแม่ทนเห็นลูกร้องไม่ได้ สงสาร จึงตอบสนองลูกด้วยการให้กิน ลูกก็จดจำโดยอัตโนมัติว่า เมื่อเขาร้องแล้วจะได้กินนมเสมอ โดยในบางครั้งลูกอาจไม่ได้หิว แต่เพียงแค่ติดเต้าต้องการได้ดูดหัวนม หรือจุกนมเท่านั้น เพราะมันทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย ลูกจึงเรียกร้องขอดูดตลอดเวลา ทำให้ลูกมีพฤติกรรมกินจุ โดยเฉพาะ เด็กที่กินนมผง กินมากกระเพาะขยายตัว กินน้อย ๆ ไม่เป็น สุดท้ายอาจนำไปสู่โรคอ้วนในอนาคตได้

สูตรคำนวณปริมาณการกินนมของเด็กทารกแรกเกิด – 1 ปี

คุณแม่ที่ปั๊มนม ทำสต๊อก หรือชงนมผงให้ลูกกินจากขวด และต้องการทราบปริมาณที่แน่ชัดว่าควรให้ลูกกินนมวันละเท่าไหร่ จะสามารถคำนวณหาปริมาณนมที่ลูกควรกินในแต่ละวันได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปริมาณการกินนมขึ้นอยู่กับการเผาผลาญพลังงานในร่างกายของเด็กแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน อาจจะกินมากหรือน้อยแตกต่างกันได้บ้าง

สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมลูกที่ควรได้รับ ตั้งแต่แรกเกิด – 1 เดือน  

ปริมาณน้ำนมที่ควรได้รับในหนึ่งวัน = น้ำหนักลูก(กิโลกรัม )× 150 (ซีซี) ÷ 30

ข้อแนะนำ : ควรแบ่งมื้อนมออกเป็น 6-8 มื้อต่อวัน

ตัวอย่างการคำนวณ : เด็กแรกเกิดหนัก 3 กก. เมื่อครบเดือนควรหนัก 3.6 กก. แต่คำนวณง่ายๆ โดยปัดเป็น 4 กก. คูณ 150 เท่ากับ 600 หาร 30 คือ 20 ออนซ์ (+/- ได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) และควรเเบ่งมื้อนมเป็น 6-8 มื้อ/วัน

สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมลูกที่ควรได้รับ ตั้งแต่อายุ 1- 6 เดือน  

ปริมาณน้ำนมที่ควรได้รับในหนึ่งวัน = น้ำหนักลูก(กิโลกรัม )× 120(ซีซี) ÷ 30

ข้อแนะนำ : ควรแบ่งมื้อนมออกเป็น 6-8 มื้อต่อวัน

ตัวอย่างการคำนวณ : เด็กอายุ 2 เดือน หนัก 5 กก. คูณ 120 ได้ 600 หาร 30 เท่ากับ 20 ออนซ์ (+/- ได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) โดยแบ่งมื้อนมออกเป็น 6-8 มื้อ / วัน

สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมลูกที่ควรได้รับ ตั้งแต่อายุ 6- 12 เดือน 

ปริมาณน้ำนมที่ควรได้รับในหนึ่งวัน = น้ำหนักลูก(กิโลกรัม )× 110(ซีซี) ÷ 30

ข้อแนะนำ : เด็ก9-11เดือน ควรแบ่งมื้อนมเป็น 4-5 มื้อต่อวันและอาหารเสริม 2 มื้อ

เด็ก 12 เดือน ควรแบ่งมื้อนมเป็น 4-5 มื้อต่อวันและอาหารเสริม 3 มื้อ

ตัวอย่างการคำนวณ : เด็กอายุ 6 เดือน หนัก 6.5 กก. คูณ 110 เท่ากับ 715 หาร 30 ปัดเป็นเท่ากับ 24 ออนซ์

(** 30 ซีซี เท่ากับ 1 ออนซ์)

สูตรคำนวณปริมาณการกินนม ตอบคำถามแม่ รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม ได้ดี
สูตรคำนวณปริมาณการกินนม ตอบคำถามแม่ รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม ได้ดี

สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมที่ลูกควรได้รับแต่ละช่วงวัยนั้น ช่วยให้เราสามารถป้อนนมลูกได้ตามปริมาณที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน เพราะความต้องการของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งจะดีกว่าการที่ยึดตามปริมาณที่แนะนำข้างกล่องนมผง ที่เป็นการกล่าวโดยรวม ทำให้บางครั้งอาจจะมีปริมาณมากเกินความต้องการของเด็ก สำหรับแม่ฟลูไทม์ ที่มีเวลาอยู่กับลูกตลอดเวลาไม่ต้องกังวลใจในเรื่องปริมาณน้ำนมที่ลูกต้องการว่าไม่สามารถวัดตวงเป็นปริมาณที่แน่นอนได้ แล้วแบบนี้จะ รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม ? ก็คงต้องขอยกคำกล่าวของคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ที่กรุณาให้ความรู้ไว้ในเพจว่า “ถ้าคุณแม่ท่านใดเป็นคุณแม่ฟลูไทม์ ลูกได้ดูดเต้าตลอด ไม่จำเป็นต้องปั๊มนมทำสต๊อก ก็มีน้ำนมให้ลูกกินได้ตลอดค่ะ” เพราะลูกสามารถกระตุ้นน้ำนมคุณแม่ได้ตลอดเวลา ไม่มีช่วงขาด ทำให้โดยมากปริมาณน้ำนมที่ร่างกายคุณแม่ผลิตมาก็จะเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะกับลูกของเราอยู่แล้ว ตามแรงกระตุ้น แต่หากยังไม่สบายใจก็ลองเช็กลิสตามข้อด้านบนดู หรือดูจากตารางน้ำหนักตามเกณฑ์ของเด็กแต่ละช่วงวัยเพื่อความแน่ใจอีกทางก็ได้เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิธีป้อนขวด ให้นมลูกอย่างถูกวิธี ป้องกันลูกสำลัก ลดความเสี่ยงลูกฟันผุ

เตือนแม่มือใหม่ “ป้อนนมลูกผิดวิธีผิดท่า” เสี่ยง! ลูกสำลักนม เสียชีวิต

ลูกกินเยอะ อย่าดีใจ ป้อนไม่ยั้ง เสี่ยงปอดติดเชื้อ กระเพาะพัง

เตือนป้อนน้ำส้ม น้ำผลไม้สําหรับทารก ก่อนอายุ 6 เดือน เสี่ยงลูกสำลักเสียชีวิตได้!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประทัดระเบิด

อันตรายจาก ประทัดระเบิด สอนลูกให้ระวังไว้ วัยซนเสี่ยงเจ็บสูง!

ประทัดระเบิด– ประทัด พลุไฟ ดอกไม้ไฟ เหมือนจะเป็น สิ่งที่อยู่คู่กับเด็กไทยมายาวนานทุกยุคทุกสมัย เมื่อถึงช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ  เช่น ลอยกระทง  ออกพรรษา ประทัดก็เข้ามามีบทบาท และช่วยสร้างสีสันให้ช่วงเวลาแห่งความสุขเสมอ แต่หากบ้านไหนปล่อยให้เด็กๆ เล่นประทัด ตามลำพัง โดยไม่สอนเรื่องข้อควรระวัง ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างกรณีไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ได้  สืบเนื่องจากมีเด็กนักเรียนชั้น ม.1 ในจังหวัดชัยภูมิ ได้รับบาดเจ็บ อาการสาหัส จากการเล่นประทัด โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุวัตถุระเบิดใส่เด็กนักเรียน ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย

ประทัดระเบิด
ประทัดระเบิด (ภาพจาก Facebook)

ที่เกิดเหตุพบเด็กนักเรียนชาย ชั้นม.1  2 ราย มีแผลฉกรรจ์จากการเผาไหม้ อีกรายพบบาดเจ็บมีแผลฉกรรจ์ที่มือด้านขวา ร้องด้วยความเจ็บปวด จนท.จึงรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รักษาตัวต่อเป็นการด่วน

จากรายงานการบาดเจ็บของกระทรวงสาธารณสุข  พบว่า อัตราการบาดเจ็บ-พิการ จากการเล่นประทัดดอกไม้ไฟเพิ่มสูงขึ้น และพบว่า ร้อยละ 40 ของผู้บาดเจ็บทั้งหมดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของการได้รับบาดเจ็บจากการเล่นประทัด เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการของเด็ก ตลอดจนไม่มีการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครองในขณะที่เด็กเล่นประทัด

อันตรายจาก ประทัดระเบิด สอนลูกให้ระวังไว้ วัยซนเสี่ยงเจ็บสูง!

ในช่วงเทศกาล ต่างๆ เช่น ลอยกระทง และออกพรรษา  ร้านค้ามักนำประทัด พลุ ดอกไม้ไฟ วางจำหน่ายกันอย่างคึกคัก ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถหาซื้อได้ง่าย เด็กเป็นวัยที่รักสนุกแต่อาจยังขาดวุฒิภาวะในการระแวดระวังภัย ซึ่งอันตรายจากการเล่นประทัด มีหลายข้อด้วยกัน ดังนี้

1.อันตรายจากการเกิดไฟไหม้และการระเบิด

ที่ส่งผลเสียหาย ต่อชีวิต ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และทรัพย์สินที่เสียหายไป ทำให้ผิวหนังไหม้ และอาจสูญเสียอวัยวะสำคัญ และที่ร้ายแรงคือถึงขั้นทำให้ตาบอด หรือนิ้วขาดได้ นอกจากนี้ การเก็บดอก ประทัด ดอกไม้ไฟ เป็นจํานวนมากไว้ในบ้าน อาจเป็นต้นเหตุที่ทําให้เกิดการเสียดสีกันหรือการล้มหรือหล่นของกองดอกไม้เพลิง จนเกิดปฏิกิริยากันเองและเกิดการลุกติดไฟและระเบิดขึ้นได้

สอนลูกอย่างไรให้รอดชีวิตจาก ไฟไหม้บ้าน !!

อุทาหรณ์ อุบัติเหตุในเด็กเล็ก พร้อม 6 วิธี ลดเสี่ยงเกิดเหตุ

อันตรายลูกโป่งอัดแก๊ส ภัยใกล้ตัวลูกน้อย

2.อันตรายจากการได้รับสารเคมีต่างๆ

สารเคมีในประทัด มีอยู่หลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อาทิ สารโปแตสเซียมเปอร์คลอเรต จะทําให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน สารซัลเฟอร์หรือกํามะถัน จะทําให้เกิดอาการตาแดง ผิวหนัง อักเสบ หายใจขัด เกิดการระคายเคืองที่ระบบทางเดินหายใจ สารโปตัสเซียมไนเตรต ถ้าสัมผัสสารนี้จะทําให้ เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และเยื่อบุผิวหนัง ถ้ากลืนกินเข้าไปจะทําให้คลื่นไส้ท้องเสีย และกล้ามเนื้ออ่อน แรงได้สําหรับ สารแบเรียมไนเตรต สารนี้จะมีพิษมากจะทําให้เกิดการระคายเคืองต่อหูตา จมูก และผิวหนัง สารนี้อาจทําลายตับ ม้าม และยังทําให้เกิดอัมพาตที่แขน ขา และบางรายอาจทําให้เสียชีวิตได้เป็นต้น

3.อันตรายจากเสียงของระเบิดจากพลุและดอกไม้เพลิง

ระดับความดังของเสียงประทัด ดอกไม้ไฟ แตกต่างกันออกไปในแต่ละชนิด โดยระดับเสียงจากประทัดบางชนิด สามารถดังได้สูงสุดถึง 130 เดซิเบล  ซึ่งเป็นระดับความดังที่เป็นอันตรายต่อประสาทหู  มีผลทำให้เกิดอาการหูตึงชั่วคราว หากได้ยินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือหากเสียงดังมาก แม้ได้ยินเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลให้เกิดอาการหูตึงถาวร รวมทั้งมีผลต่อผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงอีกด้วย

4.อันตรายจากความร้อน

ดอกไม้เพลิงบางชนิดให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงมากคือ ประมาณ 1,200 – 1,800 ํF ซึ่งอาจทําให้ ผิวหนังไหม้หรือตาบอดได้เช่น ดอกไม้เพลิงที่เรียกว่า ไฟเย็น เมื่อจุดแล้วจะให้สีสันต่างๆ เป็นต้น

ประทัดระเบิด
ประทัดระเบิด

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดอันตรายจาก ประทัดระเบิด

1. ดัดแปลง เช่น จุดในภาชนะ ขวดแก้ว โลหะ และท่อพลาสติก ถอดชนวนผูกรวมกัน บรรจะแล้วจุดชนวน

2.จุดในสถานที่เสี่ยงสูง เช่น แนวสายไฟ เสาไฟฟ้า อาคารบ้านเรือน กองวัสดุติดไฟง่าย สถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

3. คึกคะนอง เช่น โยนใส่กลุ่มคน ผู้โดยสารบนรถ หรือ ผู้ที่กำลังขับขี่ยานพาหนะ

ข้อแนะนำ ในการเล่นประทัด ดอกไม้ไฟ 

1.ไม่เล่นผาดโผน ใกล้วัตถุไวไฟหรืออาคารบ้านเรือน

2.ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กนำประทัด ดอกไม้ไฟมาเล่นตามลำพัง

3.หากจำเป็นต้องใช้ในงานพิธี ควรอ่านคำแนะนำก่อน และควรจุดให้ห่างจากตัวประมาณ 1 ช่วงแขน

4.ไม่ควรจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุที่จุดแล้วแต่ไม่ติดซ้ำอีกรอบ  เพราะอาจเกิดอันตรายร้ายแรงในภายหลังได้

5.ไม่เก็บประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุไว้ในกระเป๋าเสื้อ กางเกง หรือที่มีอากาศร้อน หรือที่มีแดดส่องถึง เพราะอาจเกิดการเสียดสี และทำให้ระเบิดได้

6. ควรเตรียมภาชนะบรรจุน้ำไว้ใกล้บริเวณที่เล่น ไว้ใช้กรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

7. ห้ามประกอบหรือดัดแปลงประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุไว้เล่นเองเด็ดขาด

หากเกิดอุบัติเหตุ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อนิ้วหรืออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งขาดจากแรงระเบิด ให้รีบห้ามเลือดบริเวณที่อวัยวะขาด โดยใช้ผ้าสะอาดปิดบาดแผล และพันบาดแผลให้แน่นเพื่อป้องกันเลือดออก ไม่ควรใช้เชือกหรือสายรัดเหนือแผลเพราะจะทำให้เส้นประสาท หรือหลอดเลือดเสียหายได้

ประทัดระเบิด
ประทัดระเบิด

สอนลูกเรื่องประทัด 

ควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ห้ามเด็กเล่น ประทัด พลุ ดอกไม้ไฟตามลำพัง ควรอ่านคำแนะนำและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ปกครองและครูต้องสอนให้เด็กรู้ว่า ประทัด พลุ ดอกไม้ไฟ ไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับเด็ก เช่น อาจทำให้ตาบอด นิ้วขาดกลายเป็นคนพิการ และสอนไม่ให้เด็กเก็บประทัด พลุ ดอกไม้ไฟที่จุดแล้วไม่ระเบิดมาเล่น เพราะอาจจะระเบิดโดยไม่คาดคิด ซึ่งผู้ปกครองควรดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ตลอดจนเด็กต้องได้รับการฝึกทักษะการหนีเมื่อเผชิญสถานการณ์อันตราย

การเล่นประทัดหากเล่นโดยขาดความรู้และความระมัดระวัง ก็อาจทำให้บาดเจ็บได้ค่ะ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังการเล่นประทัด ด้วย ข้อควรระวังต่างๆ ตลอดจนข้อแนะนำที่มีประโยชน์ให้ลูกฟัง คงไม่ยากแน่นอนค่ะ ที่ลูกๆ จะกลายเป็นคนที่มี ความฉลาดในการคิดดีและมีคุณค่า(TQ) ต่อไปในอนาคต ด้วยทักษะนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักการไตร่ตรองสิ่งถูกผิด และคิดเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : khaosod.co.th,envocc.ddc.moph.go.th,thaihealth.or.th

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

6 อันตรายนอกบ้าน ที่ควรสอนลูกให้ระวัง!

วิธีรับมือลูกเล่นซนนอกบ้าน สอนลูกรู้จักบรรทัดฐานสังคม พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบ

4 ข้อควรคำนึง เล่นกับลูก ให้สนุก-ปลอดภัย ช่วยลูกมีพัฒนาการที่ดีได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกโดนทำร้าย

7 สัญญาณเตือน ลูกโดนทำร้าย ลูกเปลี่ยนไป พ่อแม่ต้องรู้!

ลูกโดนทำร้าย – ปัญหาเรื่องเด็กโดนทำร้าย ทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อต้องอยู่ที่โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือที่อื่นๆ ยังเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้บ่อยในสังคมไทย และยังคงมีประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลอยู่เสมอ ล่าสุด มีผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่ง ได้โพสต์เรื่องราวลงในเฟซบุ๊คกรุ๊ป จากกรณีพบบาดแผลที่บริเวณหลัง ใบหูและตามลำตัวของหลานชายชั้นเตรียมอนุบาล ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งได้แจ้งให้ทางโรงเรียนรับทราบเรื่องแล้ว และยังรอดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุและข้อเท็จจริงอยู่

ลูกโดนทำร้าย
ลูกโดนทำร้าย (ขอบคุณภาพจาก NooZap Pawornruj)

การที่ เด็กโดนทำร้าย ในที่นี้ ขอเรียกว่า child abuse หรือการถูกล่วงละเมิดในเด็กค่ะ ก่อนอื่น เรามาดูลักษณะของการล่วงละเมิดที่เด็กๆ อาจพบเจอและประสบด้วยตัวเองได้  ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

1. การล่วงละเมิดทางอารมณ์

การล่วงละเมิดทางอารมณ์  คือพฤติกรรมใดๆ ก็ตาม ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งบุคคลหนึ่งกระทำกับอีกบุคคลโดยไม่ใช่ทางกายภาพ เช่น การพูดข่มขู่ ถากถาง การใส่ร้าย การทำให้อับอาย  การไม่พูดด้วย เป็นต้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดทอนความรู้สึกมีตัวตน ศักดิ์ศรี และคุณค่าในตนเองของบุคคลอื่น ซึ่งผลเสียจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศมักเป็นบาดแผลทางจิตใจที่ติดตัวไปในระยะยาวได้ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือขั้นหนัก คือเกิดความคิดที่จะฆ่าตัวตาย หรือ อาจป่วยเป็นโรคเครียดหลังเกิดบาดแผลทางใจ (PTSD) ได้ เห็นมั้ยคะ ว่าการล่วงละเมิดทางอารมณ์ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวไม่น้อย หากเกิดขึ้นกับลูกหลานของเรา

2. การล่วงละเมิดทางกาย

การล่วงละเมิดทางกาย คือ การกระทำใด ๆ โดยเจตนาที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือ การบาดเจ็บต่อบุคคลอื่นโดยการสัมผัสทางร่างกาย ในกรณีส่วนใหญ่เด็ก ๆมักตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกาย  การทำร้ายร่างกายหรือความรุนแรงทางร่างกายและอาจรวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ การทำร้ายร่างกายอาจเกี่ยวข้องกับผู้ทำร้ายมากกว่าหนึ่งคนและเหยื่อมากกว่าหนึ่งคน

ลูกโดนทำร้าย

เมื่อลูกเราอยู่ในวัยเรียน เป็นธรรมดาที่ต้องมีการออกจากบ้านไปพบเจอสังคมใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนที่บ้าน อาจทำให้ต้องพบเจอผู้คนใหม่ ๆ ที่มาจากต่างครอบครัว ต่างการเลี้ยงดู ซึ่งเราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า ลูกของเรากำลังตกอยู่ในอันตรายจากผู้คนเหล่านี้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ หรือ ครู อาจารย์  เพราะฉะนั้น วันนี้เราเราจึงขอนำ วิธีสังเกต เมื่อเกิดความผิดปกติกับลูกของเรา หรือสงสัยว่าลูกกำลังโดนทำร้ายหรือล่วงละเมิดค่ะ

ลูกโดนรังแก บ่อยควรสอนให้สู้ไม่ถอย หรือหนีเอาตัวรอดเป็น

ลูกโดนแกล้ง พ่อแม่ช่วยได้ ป้องกันก่อนสายใช้กำลัง- ฆ่าตัวตาย

สอนลูกให้คิดเป็น ฝึกฝนการเจออุปสรรค เพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

7 สัญญาณเตือน ลูกโดนทำร้าย ลูกเปลี่ยนไป พ่อแม่ต้องรู้!

สัญญาณเตือนว่าลูกอาจโดนทำร้าย

1. ลูกมีรอยฟกช้ำ ซึ่งไม่น่าเกิดจากการวิ่งเล่นทั่วไป ในจุดต่างๆ ของร่างกาย เช่น ใต้ร่มผ้า แผ่นหลัง หรือ หน้าอก เพราะคนทำ อาจตั้งใจให้เห็นบาดแผลได้ยาก พ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ ควรหมั่นดูความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด เช่น คอยสังเกตตามร่างกาย เวลาอาบน้ำหรือแต่งตัวให้ลูก

2. ลูกนอนละเมอฝันร้ายเป็นประจำ  แม้อาจไม่มีบาดแผลทางกายให้เราเห็น แต่บาดแผลทางใจเป็นสิ่งที่สังเกตได้ชัดเจน เนื่องจากจิตใต้สำนึก ไม่อาจปกปิดกันได้ในยามที่ลูกหลับ ดังนั้นหากเห็นว่าลูกฝันร้าย หรือละเมอ บ่อยกว่าปกติ เมื่อปลุกให้ตื่นแล้วร้องไห้ไม่หยุด ให้คิดไว้เลยค่ะ ว่า “มีบางอย่างผิดปกติแล้ว”

3. ลูกดูมีความวิตกกังวลและความเครียดในระดับที่ส่งผลต่อร่างกาย เช่น เมื่อต้องไปโรงเรียนแต่เช้า ลูกอาจมีอาการปวดท้อง ท้องเสียหรืออาเจียน หรืออาจแสดงออกด้วยการกรีดร้อง  ร้องไห้หนัก เกาะตัวพ่อแม่ อยากให้พ่อแม่อุ้ม และมีความรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้โรงเรียน

4. ลูกพูด ว่า“ไม่อยากไปโรงเรียน  เพราะ กลัวครูคนนั้น เพื่อนคนนี้ หรือ ไม่อยากเรียนวิชานี้ ไม่อยากเจอเพื่อนคนนี้เลย เป็นต้น และอาจมีมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงสถานที่ บุคคล หรือ สิ่งของบางอย่าง (ที่มีจุดร่วมคล้ายกัน) โดยพ่อแม่อาจสังเกตเห็นได้ชัดเจนหากคอยเฝ้ามองดูพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด

ลูกโดนทำร้าย
ลูกโดนทำร้าย

5. ลูกมีการแสดงออกบางอย่างที่ผิดปกติ  อาจแสดงออกให้พ่อแม่เห็น โดยการหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรบางอย่างกับร่างกายตัวเอง เช่น การจับ-เล่น ถูไถอวัยวะเพศบ่อยกว่าปกติ ซึ่งตรงนี้ให้สงสัยไว้เลย ว่าลูกอาจถูกล่วงละเมิดทางเพศมา นอกจากนี้หากลูกมีประสบการณ์โดนทำร้ายร่างกาย ลูกอาจวาดรูปเล่นในกระดาษซึ่งเหมือนเป็นภาพของการใช้ความรุนแรง เป็นต้น

6. ลูกมีพฤติกรรมถดถอย เช่น ปัสสาวะราด กัดเล็บอมนิ้ว  พูดติดอ่าง พูดเสียงอยู่ในลำคอ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างที่ควรจะเป็น

7. ลูกมีอาการเหม่อลอย  ไม่สดใส จากที่เคยร่างเริง แววตาเหม่อลอย เด็กบางคนอาจจะมีอารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว โมโหง่าย

หากเกิด 7 สัญญาณเตือนกับลูก ที่เชื่อมโยงกับทั้ง 7 ข้อนี้ ให้สงสัยไว้เลยค่ะว่า ลูกของเรากำลังถูกทำร้าย และล่วงละเมิดอยู่” ซึ่งสิ่งที่ต้องรีบทำอันดับแรก คือการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด พร้อมหาวิธีบำบัดจิตใจและร่างกายลูกต่อไป

แนวทางในการสอนลูก เพื่อป้องกันการถูกทำร้าย

1. สอนให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเอง

เพราะทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง การถูกคนอื่นทำร้าย กลั่นแกล้ง ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวเราเองลดลงไป คุณพ่อคุณแม่ลองสอนลูกให้รู้จักคุณค่าในตัวเอง และรักตัวเองให้เป็น เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าใครจะทำให้เรารู้สึกด้อยค่ามากแค่ไหน ก็จะไม่สามารถทำอะไรเราได้ ถ้าเรานั้นรู้ตัวอยู่เสมอว่า “เรามีคุณค่ามากพอ”

2. ตั้งคำถามให้คิด เรื่องการรับมือ

ลองสร้างสถาณการณ์จำลองขึ้นมา ตั้งคำถามแก่ลูกว่า หากลูกโดนเพื่อนแกล้ง ลูกจะมีวิธีจัดการอย่างไร นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก แม้ลูกอาจจะยังไม่โดนใครทำร้าย แต่เราสามารถฝึกให้เค้าคิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการตั้งคำถามได้ เช่น หากลูกโดนเพื่อนแกล้ง หากลูกโดนครูทำร้ายร่างกาย จะทำอย่างไร เปิดใจรับฟังคำตอบของลูก พร้อมคอยแนะแนวทางที่ถูกต้อง และถ้าลูกต้องเผชิญหน้ากับปัญหานั้นจริงๆ ลูกจะมีวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม

3. เชื่อใจลูก การเชื่อใจลูก เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเชื่อใจลูก ไม่ด่วนตัดสินลูกก่อน จะช่วยให้ลูกรู้สึกอยากเปิดใจและกล้าระบายปัญหาต่างๆ ที่เขากำลังเผชิญให้เราฟัง  ผู้ใหญ่บางคนเลือกที่จะตัดสินเด็กจากสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่อยากเล่าความจริงให้ฟัง

4. สอนลูกให้รู้จักระมัดระวังตัว เด็กส่วนใหญ่ไม่อาจจะแก้ปัญหาการโดนรังแกได้ด้วยตัวเอง และมักจะต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ ดังนั้นคุณจึงควรที่จะสอนลูกให้ได้รู้จักระวังตัวเอง เช่น หากลูกของคุณต้องไปไหนมาไหนคนเดียวในโรงเรียน ควรสอนให้ลูกลองชวนเพื่อนสักคนไปด้วยกัน เป็นต้น

5. ส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง มีการสำรวจพบว่า การสอนลูกให้รู้จักป้องกันตนเอง ด้วยความมั่นใจ เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้ลูกโดนรังแก การมีความมั่นใจในตัวเอง บวกกับการเรียนศิลปะป้องกันตัว สนใจในงานอดิเรก เล่นกีฬา ฯลฯ เหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่ดีเยี่ยม ที่ทำให้ลูกของคุณสามารถจัดการกับปัญหาการโดนรังแกของตัวเองได้

ในกรณีการถูกรังแก หรือถูกล่วงละเมิดทางกายหรือทางใจ หากคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังและแนะแนวทางในการเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่ลูกอาจต้องเจอ จะช่วยให้ลูกผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆ ในชีวิต ด้วยเกราะป้องกันด้าน ความฉลาดในการเผชิญปัญหา (AQ) ลูกจะสามารถแก้ไขปัญหา แก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จซึ่งทำให้ตัวเค้า เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteem) เมื่อสามารถแก้ปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ได้ด้วยตัวของเขาเองค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : pregnancybirthbaby.org.au, joinonelove.org, ตามใจนักจิตวิทยา,NooZap Pawornruj

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกถูกทำร้าย ใจลูกสำคัญ พ่อแม่ควรทำเรื่องนี้..ก่อนสายเกินแก้!!

30 คำถามหลังเลิกเรียน ไขปริศนา ลูกถูกเพื่อนแกล้ง หรือไม่?

พ่อแม่ทำร้ายลูก เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคม

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนลูกให้ซื่อสัตย์

7 เคล็ด(ไม่)ลับ สอนลูกให้ซื่อสัตย์ ตรงมาตรงไป โตไปไม่โกง

สอนลูกให้ซื่อสัตย์ – ความซื่อสัตย์สุจริต คือ พื้นฐานที่สำคัญที่สุด ของการเป็นพลเมืองดีในสังคม ที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ว่าจะเรื่องใดก็แล้วแต่ในชีวิตที่ลูกต้องพบเจอต่อไปในอนาคต เช่น ในโรงเรียน เราจะสอนอย่างไร ไม่ให้ลูกมีนิสัยชอบลอกการบ้านเพื่อน หรือไม่ลอกข้อสอบเพื่อน จะสอนลูกอย่างไรให้ไม่พูดโกหกกับเพื่อนหรือครู หรือสอนอย่างไรไม่ให้ลูกอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง

เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่นทั้งสิ้น ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสังคมจะเป็นสังคมในอุดมคติได้ หากทุกคน ตรงไปตรงมา มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นที่ตั้ง เวลาเราเห็นข่าวในประเด็นเกี่ยวกับ พลเมืองดี คนมีความซื่อสัตย์ เช่น เจอเงินทองมูลค่ามากมาย แล้วประกาศตามหาเจ้าของเพื่อส่งคืนให้ โดยไม่เก็บเอาไว้เอง เราก็มักจะรู้สึกได้ว่ามันเป็นเรื่องดีๆ ที่น่าชื่นชม อย่างกรณีไม่นานมานี้ เด็กน้อย ชั้น ป.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เก็บของมีค่าที่คนทำหล่นไว้ในบริเวณโรงเรียนได้  แล้วรีบแจ้งคุณครูเพื่อประกาศหาเจ้าของให้มารับคืน

สอนลูกให้ซื่อสัตย์
สอนลูกให้ซื่อสัตย์ (ขอบคุณภาพจาก siamrath)

สืบเนื่องจากที่โรงเรียน ธัมมสิริศึกษาสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี อาจารย์ อารีย์ คำนึงกิจ ผู้จัดการโรงเรียนธัมมสิริศึกษาสัตหีบ พร้อมด้วย นาย ทวี สุกแก้ว ผู้อำนวยการฯ ร่วมมอบใบประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติ ให้กับ เด็กชาย ภาณุวิชญ์ สงโสด นักเรียนโรงเรียน ธัมมสิริศึกษาสัตหีบ ชั้นประถมศึกษาปีที่2  ที่ทำความดี

เก็บสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเหลี่ยมทอง มาส่งคืนให้กับทางโรงเรียน เพื่อตามส่งคืนให้กับเจ้าของ ซึ่งทางโรงเรียนได้ติดต่อเจ้าของมารับคืนเรียบร้อยแล้ว

นี่ละค่ะ เรื่องราวดี ๆ ที่น่าชื่นชม เวลาเห็นข่าวแบบนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่คงสอนน้องมาดีแน่ๆ

ลูกขโมยเงินแม่ แม่เลยพามามอบตัวกับตำรวจให้ช่วยสั่งสอน

ค่านิยมทางศีลธรรม 10 ประการ ที่พ่อแม่ควรสอนลูก

พ่อแม่ไม่ควรโกหกลูก อย่าหลอกเด็ก โตขึ้นลูกจะกลายเป็น เด็กเลี้ยงแกะ

จำไว้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก ที่เราจะปลูกฝังเด็กคนนึงให้เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตกับทั้งตัวเองและผู้อื่น แต่เราจำเป็นต้องปลูกฝังและพร่ำสอนอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ค่ะ วันนี้เรามาดูเทคนิคดีๆ ในการสอนลูกให้เป็นเด็กที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรามา กันค่ะ

7 เคล็ด(ไม่)ลับ สอนลูกให้ซื่อสัตย์ ตรงมาตรงไป โตไปไม่โกง

1. โฟกัสเรื่องความซื่อสัตย์ให้ลูกสัมผัสได้

ในช่วงที่ลูกยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ เราควรเริ่ม ปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์  โดยการแสดงให้ลูกได้เห็นว่าความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่คุณให้ความสำคัญมาก  พูดคุยกับลูกโดยเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัย เช่นในเรื่องการพูดความจริง ไม่โกหกกัน  ควรบอกให้ลูกรู้อย่างชัดเจน  ว่าการโกหก สามารถทำลายความไว้วางใจได้  หรือ อาจสอนในมิติกว้างๆ ในเรื่องของการทำความดี ตามหลักศีล5 แก่ลูก ซึ่งสามารถแยกออกมาเป็นข้อๆ สอนลูกให้เข้าใจได้ง่ายๆ  อาทิ

1. ละเว้นจากการทำร้ายคนอื่น เช่น ไม่แกล้งเพื่อน ไม่รังแกเพื่อนที่โรงเรียน หรือสัตว์เลี้ยงที่บ้าน

2. ไม่ขโมยของของคนอื่น เช่น เงินของคุณพ่อคุณแม่ (รวมทั้งของคนอื่น) ของเล่นหรือกล่องดินสอของเพื่อน

3. ไม่ให้ทำร้ายจิตใจคนอื่น เช่น ขวางปา ทำลายของเล่นของเพื่อน หรือสิ่งของต่างๆ ที่คนอื่นหวงแหน

4. ไม่พูดโกหกหรือพูดถึงผู้อื่นในแง่ที่ไม่ดี  เช่น ไม่พูดโกหก ไม่พูดใส่ร้ายเพื่อน หรือพูดว่าคนอื่นให้เสียหาย รวมทั้งสอนให้ลูกกล้าที่จะยอมรับผิด

5. สอนให้ลูกรู้จักเลือกคบเพื่อนที่เป็นคนดี  การสอนเรื่องการเลือกคบเพื่อนที่ดี จะช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นพร้อมกลุ่มเพื่อน ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่ดีต่างๆ

โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกใช้วิธีและโอกาสที่เหมาะสมกับธรรมชาติและความพร้อมของลูกได้ค่ะ

2. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก 

หากคิดจะสอนเรื่องความซื่อสัตย์ให้กับลูก ก่อนอื่นคุณต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ด้าน ความซื่อสัตย์สุจริตให้ลูกเห็นก่อน  แม้ในบางเรื่องอาจจะดูยากที่จะพูดตรงไปตรงมากับลูก เช่น คุณไม่อยากให้ลูกกินขนมเยอะ เพราะกลัวว่าลูกจะฟันผุ เลยบอกลูก ว่า “พ่อไม่มีเงินซื้อให้ลูกแล้ว” ซึ่งอาจดูเป็นการปฏิเสธลูกด้วยการโกหกแบบตัดบท แทนที่จะอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมถึงไม่อยากให้ลูกกินลูกอม  จำไว้ว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงการพูดโกหกลูก แต่ควรอธิบายด้วยคำพูดที่เหมาะสมที่สุดกับวัยของลูก

สอนการบ้านลูก

3. อย่าถามคำถามเมื่อคุณรู้คำตอบ

วิธีที่ดีในการยับยั้งการโกหก คือ ไม่สร้างสถานการณ์ ด้วยคำพูดใดๆ ที่อาจกระตุ้นให้ลูกรู้สึกอยากโกหกคุณ เช่น  หากคุณรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นของเล่นในห้อง คุณก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องถามลูกด้วยความเคยชินของตัวเอง ว่า “วันนี้เล่นของเล่นแล้วเก็บเรียบร้อยหรือยังลูก”  ถึงแม้ลูกจะไม่ได้เล่นของเล่น แต่เขาอาจจะบอกว่า “เก็บเรียบร้อยแล้วค่ะ/ครับ” เพราะเด็กก่อนวัยเรียน มักไม่กล้าพูดความจริง เนื่องจากกลัวว่าพ่อแม่จะตำหนิติเตียน และมักจะแก้ปัญหาด้วยการโกหก  ทางทีดี ในกรณีนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดให้ลูกรู้ว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ลูกไม่ได้หยิบของเล่นออกมาเล่น เช่น “วันนี้ลูกไม่ได้เล่นของเล่นสิเนี่ย ห้องสะอาดเรียบร้อยเชียว”   วิธีนี้จะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกได้ ว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหกแบบง่ายๆ ขอไปที กับคุณไม่ว่าในกรณีใด ซึ่งถ้าเขาไม่ได้ทำในสิ่งไหนก็ตามที่คุณถาม ลูกก็จะบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมา ว่าเขาไม่ได้ทำนะ

4. สอนลูกด้วยนิทาน

เช่น เล่านิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ  หรือ นิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ที่สุดท้ายแล้วการเป็นคนไม่ดี ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่ได้มอบสิ่งดีๆ ให้  หมั่นเล่าให้ลูกฟังก่อนนอนจนเป็นกิจวัตร เพื่อให้ลูกเข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น ว่าการโกหก ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ตรงไปตรงมา เป็นสิ่งที่ไม่ดี และยังทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกด้วย

5. แสดงให้ลูกเห็น ว่าคุณชมชอบกับเรื่องความซื่อสัตย์

เด็กเล็ก ๆ ส่วนใหญ่ จะมีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ อย่างมาก เมื่อพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดในชีวิต ชื่นชมเขา หรือแสดงท่าทีว่า ดีใจ และพอใจ ที่ลูกได้ทำในสิ่งต่างๆ ที่ดี และเมื่อคุณแสดงให้ลูกเห็นว่าการ พูดความจริง ต่อกัน ทำให้คุณมีความสุข ลูกของคุณจะมีแนวโน้มในการเปิดรับ และซึบซับ การปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ได้ดี เช่น ชมว่า ” แม่ดีใจจัง วันนี้ที่หนูสัญญาว่าจะไม่แกล้งน้อง หนูก็ทำได้จริงๆ ด้วย เก่งมากค่ะ”  เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกดี ที่ได้รับความไว้วางใจและคำชื่นชมจากพ่อแม่ และจะทำให้ลูกระลึกไว้ในใจได้ว่า การเป็นคนซื่อสัตย์ ทำตามคำสัญญา  คือ สิ่งดีๆ ในชีวิตที่เขาควรเป็นและทำ

6. ไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อรู้ว่าลูกทำความผิด

คุณไม่ควรลงโทษลงโดยการใช้ความรุนแรง ทั้งทางวาจา และร่างกาย เมื่อลูกทำความผิด แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะคุมอารมณ์เสียของตัวเอง เช่น หากเราจับได้ว่าลูกโกหกในเรื่องใดก็ตาม ควรสงบสติอารมณ์ และถามลูกพูดคุยด้วยเหตุผล  เนื่องจากธรรมชาติของเด็กจะไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัวพ่อแม่จะโกรธ  ใส่อารมณ์ หรือลงโทษด้วยการใช้ความรุนแรง หากคุณแสดงออกต่อการทำผิดของลูกด้วยการใช้ความรุนแรง บ่อย ๆ ลูกจะกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าพูดความจริงกับพ่อแม่อีก สิ่งที่ควรทำ คือ สอนและบอกด้วยเหตุผลดีๆ ที่แสดงถึงความรักและใส่ใจ ลูกจะเกิดความอบอุ่นใจ และสัมผัสได้ถึงการให้อภัยของพ่อแม่ ที่พร้อมรับฟังและไม่ตีตรากล่าวหาลูก

สอนการบ้านลูก

 

7. ชื่นชมยกย่อง เมื่อลูกกล้าที่จะยอมรับผิด 

การที่ลูกกล้าบอกความจริงกับเรา ในสิ่งที่ลูกทำผิดมา ตามธรรดาของเด็ก เขาจะต้องใช้ความกล้าอย่างมากในการเดินมาสารภาพกับพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกกลัวพ่อแม่ลงโทษ หากเกิดกรณีที่ลูกเดินมาหาคุณ พร้อมบอกความจริงบางถึงสิ่งที่เขาได้ทำผิดมา ให้เราตอบแทนลูกด้วยคำชม ด้วยท่าทีจริงจัง หนักแน่น ซึ่งปฏิกิริยาเช่นนี้ของพ่อแม่ จะช่วยให้เด็กรู้สึกดี กับความซื่อสัตย์ของพวกเขา และเมื่อเจอสถานการณ์ที่ลูกคิดว่าเขาจะโกหกพ่อแม่ได้ง่ายๆ เขาอาจเลือกที่จะไม่ทำได้ค่ะ

การปลูกฝังลูกในเรื่องของความซื่อสัตย์ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ จะช่วยให้ลูกบ่มเพาะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในจิตใจ ทำให้เมื่อโตขึ้นเขาจะกลายเป็นคนที่มี ความฉลาดทางคุณธรรม(MQ) จากการที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้ลูกได้ซึบซับความดีงาม การมีจริยธรรมและศีลธรรม เข้าไปในจิตใจ ซึ่งลูกจะเติบโตไปเป็นคนที่มีคุณธรรม สามารถควบคุมตนเองให้มีระเบียบวินัย ทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นนิสัยได้ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : siamrath.co.th,haymarketca.com,greatschools.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

6 เทคนิคคุยกับลูก สอนลูกให้คิดเป็น แก้ปัญหาเองได้

สอนลูกให้รู้จักความแตกต่าง หนูไม่ต้องเหมือนใคร เป็นตัวเองก็ดีมากพอแล้ว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนการบ้านลูก

10 เทคนิค สอนการบ้านลูก ให้สำเร็จ แบบไม่เสียน้ำตา

สอนการบ้านลูก – สำหรับบ้านที่มีลูกวัยเรียน เป็นธรรมดาที่ลูกต้องมีการบ้านจากคุณครู มาให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยสอน บางครั้งลูกอาจไม่เข้าใจในบางสิ่งบางอย่างในบทเรียน ลูกอาจถามเยอะ จนบางทีคุณพ่อคุณแม่เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ! อันนี้เคยบอก แล้วสอนแล้ว ทำไมลืมอีกแล้วล่ะ  ลูกไม่จำบ้างเลยเหรอ  ทำไมยังคิดไม่ได้ ทำไมยังอ่านไม่ออก  จนบางทีอาจหงุดหงิด เผลอใช้อารมณ์กับลูก จนลูกมีน้ำตา แล้วเราก็มานึกเสียใจทีหลัง ตั้งสติให้ดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ ก่อนจะหัวร้อนใส่ลูกจนเรื่องบานปลาย อย่างที่เห็นข่าวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่คุณพ่อโมโหลูก เพราะทำการบ้านไม่ได้ โวยวายเสียงดัง หลังสอนการบ้านลูกสาวลูกชาย วัย 9 ขวบ และ 2 ขวบ แล้วลูกเขียนผิด โยนของเล่นใส่ลูก ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องเข้ามากัน ท่ามกลางเสียงร้องไห้ดังลั่นของลูก

สอนการบ้านลูก
พ่อหัวร้อนสอนการบ้านลูก (ขอบคุณภาพจาก news.ch7.com)

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่าการ สอนการบ้านลูก ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ เพราะคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากเราจะปล่อยลูกให้ทำการบ้านเอง โดยไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองเอาใจใส่ดูแล ซึ่งอาจทำให้ลูกไม่เข้าใจบทเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็มีคุณพ่อคุณแม่ ที่อาจสอนลูกทำการบ้านไม่เก่ง หรือ อาจจะยัดเยียดบทเรียนต่างๆ ให้ลูก จนลูกคร่ำเครียดเกินไป พลอยเกิดเป็นนิสัย ไม่ชอบทำการบ้านได้ หรือคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจไม่เข้าใจวิธีจัดการเรียนการสอนภายในบ้านที่เหมาะสม  ที่สำคัญอาจขาดจิตวิทยาในการพูดคุยจูงใจ เพื่อให้การทำการบ้านของลูกเป็นไปอย่างราบรื่นค่ะ

ดังนั้น วันนี้เรามาดูเทคนิคสอนลูกทำการบ้าน ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างมีคุณภาพ โดยที่ไม่ต้องมีใครหงุดหงิด หรือเสียน้ำตา กันดีกว่าค่ะ

10 เทคนิค สอนการบ้านลูก ให้สำเร็จ แบบไม่เสียน้ำตา

1. จัดสภาพแวดล้อม

หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำลายสมาธิ หรือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูก ควรจัดหาสถานที่สงบ ๆ เหมาะแก่การทำการบ้านให้ลูก สร้างโซนทำการบ้าน ที่อยู่ห่างจากสิ่งรบกวน หรือบริเวณที่อาจมีสิ่งรบกวน เช่น สัตว์เลี้ยง เสียงดัง ผู้คนที่เดินไปมา  ที่สำคัญไม่ควรให้ลูกทำการบ้านหน้าจอโทรทัศน์ หน้าคอมพิวเตอร์ หรือ ทำไปฟังเพลงไป

2. จัดหาเครื่องมือ

ในบริเวณที่ลูกทำการบ้าน ควรมีแสงไฟสว่างพอเพียง มีอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นสำหรับลูก  ดินสอ ปากกา และอื่นๆ  คอยสอบถามลูกเป็นประจำ ว่ามีอะไรที่ลูกต้องใช้ในการทำการบ้านแต่ละวิชา เพื่อไม่ให้การเรียนรู้ของลูกต้องสะดุด เมื่อต้องกลับมาทำงานที่คุณครูมอบหมายต่อที่บ้าน

สอนการบ้านลูก
สอนการบ้านลูก

3. จัดการเวลา

ควรจัดเวลาที่เหมาะสม ในการทำการบ้านให้ลูก และฝึกให้เป็นกิจวัตร เช่น ช่วงเวลาก่อน หรือ หลังอาหารเย็น  และ จัดเวลาในการอ่านหนังสือ เสริมความรู้ทบทวนบทเรียนเพิ่มเติมด้วย อย่าปล่อยเวลาให้ถึงช่วงดึก หรือ ก่อนนอน แล้วถึงให้ลูกทำการบ้าน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกจะไม่กระตือรือร้น และไม่มีสมาธิ รวมทั้งตัวเราด้วย

4. ใช้กฎใจลูกใจเรา อย่างเข้าใจ

หากลูกของคุณ รู้สึกหงุดหงิดกับการทำการบ้าน หรือเริ่มบ่นว่าการบ้านยาก แล้วเหมือนว่าจะไม่อยากทำต่อ ควรหลีกเลี่ยงการตำหนิลูกด้วยข้อความเชิงลบ  เช่น“ทำไมขี้เกียจแบบนี้ละลูก” หรือ“ แม่ไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกจะใช้เวลานานขนาดนี้กับโจทย์ง่ายๆ!”  ข้อความที่ควรพูดกับลูก เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้  เช่น  “ลูกพูดถูก ข้อนี้เหมือนมันจะยากจริงๆนะ ลองทำดูก่อน ผิดไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวเรามาช่วยกันตรวจดู” เห็นมั้ยคะว่าดูผ่อนคลายกว่ากันเยอะเลย

5. อารมณ์เสียให้ หยุดก่อน

จำไว้ค่ะ ว่าการใช้อารมณ์กับลูก ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะมันมักจะจบด้วยน้ำตาของลูกๆ และความเสียใจของพ่อแม่ในภายหลัง และยังทำให้บรรยากาศภายในบ้านเสียอีกด้วยค่ะ อย่าลืมว่า คุณเป็นแบบอย่างของลูก ลูกเรียนรู้จากคุณเกี่ยวกับวิธีจัดการกับความหงุดหงิดและอารมณ์โกรธ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่รู้สึกหงุดหงิดจากการสอนการบ้านลูก ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ให้ออกจากห้อง และให้เวลากับตัวเองสงบสติอารมณ์ หายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้ง หรือทำอะไรก็ได้ที่ช่วยให้ใจเย็นขึ้น แล้วค่อยกลับไปสอนการบ้านลูกต่อค่ะ

6. ทำการบ้านของคุณไปด้วย

แสดงทักษะต่างๆ ของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกเห็นบ้าง ระหว่างรอลูกทำการบ้าน เพื่อให้ลูกเรียนรู้และซึมซับในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ดี และรู้สึกถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่ ที่ให้ลูกรู้สึกอยากทำตามแบบเมื่อเขาโตขึ้น หากลูกของคุณกำลังอ่านหนังสือ คุณก็สามารถอ่านหนังสือของคุณได้เช่นกัน หากลูกกำลังทำแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์คุณก็สามารถคิดคำนวณรายรับรายจ่ายในสมุดบัญชีได้

7. สอนไม่ใช่บอก

การทำการบ้านให้เสร็จ เป็นความรับผิดชอบของลูก ไม่ใช่ของพ่อแม่ ควรส่งเสริมความเป็นอิสระ และความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกระหว่างทำการบ้าน อย่างไรก็ตามเมื่อลูกขอความช่วยเหลือเราค่อยให้คำชี้แนะ ที่นำไปสู่การคิดวิเคราะห์ อย่าเพิ่งให้คำตอบลูกในทันที  วิธีนี้คือการฝึกลูกให้คิดได้ คิดเป็น  นอกจากนี้ จำไว้ว่า การทำการบ้านให้ลูก ก็เป็นอีกความผิดพลาดของพ่อแม่ ที่จะทำให้เกิดผลเสียกับตัวลูกได้โดยตรงค่ะ เพราะลูกจะไม่ได้เรียนรู้ใดๆ เลยจากการบ้านในวันนั้น

8. ร่วมมือกับคุณครู

ยุคนี้คุณพ่อคุณแม่ และคุณครู ต้องทำงานกันเป็นทีมค่ะ โดยปกติคุณครูอาจจะขอให้คุณพ่อคุณแม่ มีบทบาทในการทำการบ้านกับลูกนอกเหนือไปจากการสนอ เช่น คุณพ่อคุณแม่ อาจแจ้งให้ครูทราบว่าลูก ถนัดในบทเรียนวิชาไหน หรือยังอ่อนในเรื่องอะไร  ระหว่างการสอนลูกทำการบ้านก็สามารถจดโน้ตไว้ เพื่อแจ้งให้ครูทราบรายละเอียดต่างๆ  เผื่อจะได้ขอความช่วยเหลือจากคุณครูเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ต่อไปได้ค่ะ

สอนการบ้านลูก
สอนการบ้านลูก

9. กำหนดเวลาพัก

เฝ้าดูลูกของคุณ เมื่อพบว่าลูกเริ่มขาดสมาธิ หรือดูอ่อนล้า ควรให้ลูกได้หยุดพักสักครู่  โดยกำหนดเวลาพัก ให้ลูกอย่างชัดเจน เช่น “พักก่อน 10 นาทีนะลูก เดี๋ยวค่อยมาลุยกันต่อ” ซึ่งเด็ก ส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการพักในช่วงสั้น ๆ เด็กบางคนชอบพักด้วยการ กระโดดโลดเต้น หรือ วิ่งไปมา หรือเด็กบางคน อาจชอบพักฟังเพลงโปรด เมื่อลูกหายเหนื่อยล้าแล้วค่อยเริ่มกันใหม่ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกไม่เหนื่อยล้า และรู้สึกเบื่อหน่ายค่ะ

10. ให้รางวัลกับความสำเร็จและความพยายาม

วิธีนี้จะช่วย สร้างแรงจูงใจ และกระตุ้นให้ลูกใส่ใจและอยากทำการบ้านได้ค่ะ  โดยให้คุณพ่อคุณแม่ นำสิ่งที่ลูกชอบมาเป็นตัวกระตุ้น เช่น “แม่รู้นะว่าลูกอยากขี่จักรยานเล่นหน้าบ้าน เดี๋ยวถ้าทำการบ้านเสร็จ ออกไปขี่จักรยานกันเลยนะ”  ถือเป็นการเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ให้กับลูกอีกด้วยค่ะ

การสอนลูกทำการบ้าน ได้อย่างสำเร็จลุล่วง ถือว่าคุณพ่อคุณแม่ จำเป็นต้องใช้ทักษะด้าน EQ หรือรู้จักควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเพื่อการแสดงออกกับลูกได้อย่างเหมาะสม ถ้าคุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกๆ เห็นเป็นตัวอย่างในเรื่องของการรู้เท่าทัน และจัดการกับอารมณ์ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ  แน่นอนว่าจะเป็นการปลูกฝังลูกให้เป็นเด็กที่มีความ ความฉลาดทางอารมณ์(EQ) ได้ไม่ยากค่ะ และลูกก็จะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยทักษะในการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองและเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น สามารถจัดการกับอารมณ์ด้านต่างๆ เพื่อการแสดงออกที่ดีและเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : everydayparenting.com,blog.mindresearch.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เมื่อคุณย่าสอนการบ้านให้หลาน

ทำการบ้านแทนลูก เตือน! ส่งผลกระทบต่อลูก

ต่างกันอย่างไรระหว่าง ลอกการบ้าน เพื่อนกับให้เพื่อนลอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Love and Luck

ว้าวเลย! คอลเลคชั่น Love Bugs จากแคท คิดสตัน ได้ใจแม่ โดนใจลูก

คุณแม่บ้านไหนที่กำลังมองหาของตกแต่งบ้านน่ารัก ๆ ที่เหมาะกับช่วงสปริงซีซั่น แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะซื้อของแบรนด์อะไรดี ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเพราะทางทีมแม่ ABK  มีเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ แคท คิดสตัน (Cath Kidston) ที่เขาได้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด เอาใจคนชื่นชอบการตกแต่งบ้าน และสาย Home มาฝากคุณแม่ค่ะ

Love Bugs

แคท คิดสตัน (Cath Kidston) เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์สัญชาติอังกฤษ ที่โดดเด่นด้วยลายปริ้นท์เอกลักษณ์แนววินเทจ เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด เอาใจคนชื่นชอบการตกแต่งบ้าน และสาย Home ได้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง กับคอลเลคชั่น Love Bugs (เลิฟ บัคส์) ที่นำความน่ารักของเหล่าบรรดาแมลงตัวน้อยอาทิ เต่าทอง และผึ้ง มาสร้างความสดใสโบยบินอยู่บนลายปริ้นท์สุดคิ้วท์ ต้อนรับสปริงซีซั่นนี้อย่างลงตัว โดยแรงบันดาลใจของการออกแบบคอลเลคชั่นนี้ ภายใต้แนวคิด Love and Luck ที่เต็มไปด้วยความสุข ความรักและความสนุกสนาน และสื่อถึงการมองเห็นความพิเศษเล็ก ๆ รอบตัวเรา

ลายปริ้นท์โดดเด่นของคอลเลคชั่นนี้ ที่แฟน แคท คิสตัน ต้องมีสะสมได้แก่ลายอะไรกันบ้างเราไปดูกันเลย 

Love Bug Mug
                                                                           

ลายปริ้นท์ Love Bugs น้องเต่าทองสยายปีกสีแดงโดดเด่น โบยบินอยู่ท่ามกลางหัวใจดวงน้อย พร้อมข้อความว่า Love Bugs ซึ่งเต่าทองเป็นแมลงนำโชค สื่อถึงความโชคดี เป็นตัวแทนของความสุข โดยคอลเลคชั่นนี้มีให้เลือกทั้ง แก้วมัค, ผ้ากันเปื้อน, เสื้อกันฝนสำหรับคุณหนู, เหยือกน้ำ ฯลฯ ในราคาเริ่มต้น 550 บาท

Kids Apron

ลายปริ้นท์ Busy Bee เหล่าบรรดาฝูงผึ้งน้อยที่ตื่นขึ้นจากฤดูหนาว และกลับมามีชีวิตชีวา พร้อมจะกระพือปีกอีกครั้งในช่วงพระอาทิตย์ส่องประกายรับสปริงซีซั่นนี้ ซึ่งผึ้งเป็นสัญลักษณ์ของความสดใส ความรักและความกระฉับกระเฉง ดังนั้น ดีไซเนอร์จึงเลือกใช้เลือกโทนสีเหลืองของเฉดแสงอาทิตย์, สีทองและสีฟ้าอ่อนมาเพิ่มความสดใสให้ลายปริ้นท์ Busy Bee โดดเด่นยิ่งขึ้น และเข้ากันได้ดีกับสินค้า Home อาทิ แก้วมัค, Travel Cup แก้วพกพาเก็บความร้อน-เย็น, กล่องใส่อาหาร, ขวดน้ำพับได้, เซ็ทแก้วน้ำ 2 ชั้น ออกแบบพิเศษเพื่อให้ทนต่ออุณหภูมิร้อน-เย็น และรอยขีดข่วนได้ดี  ฯลฯ

Busy Bee Collection

เพิ่มความสนุกให้ลูกของคุณแม่ ในทุกมื้ออาหารด้วย เซ็ทจาน ชาม สุดน่ารักเพิ่มบรรยากาศให้กับโต๊ะอาหาร ให้ลูกของคุณสนุกได้ในทุกวัน พร้อมโปรโมชั่นโดนใจ

Lunch Box Set

หากคุณแม่สนใจ คุณแม่สามารถเลือกซื้อสินค้า Home Collection ใหม่ล่าสุดจาก Cath Kidston ที่ต้องมีไว้ติดบ้าน เพิ่มความสดใสให้โต๊ะอาหาร และโต๊ะทำงานของคุณในทุก ๆ วัน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 2 แถม 1 หรือ รับส่วนลดพิเศษตั้งแต่ 1020% เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 1,5002,500 บาท ที่ร้านแคทคิดสตันทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากคุณแม่ไม่สะดวกไปช้อปที่ร้านแคทคิดสตัน คุณแม่ก็สามารถช้อปด้วยตัวเองได้ช้อปสบาย ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ www.cathkidston.co.th

บทความที่น่าสนใจ

เคล็ดลับ ตกแต่งห้องเด็ก ให้ปลอดภัย และเสริมพัฒนาการลูกน้อย

3 เคล็ดลับง่ายๆ สร้าง “อากาศภายในบ้านสะอาด”

ชวนลูกเข้าครัว พัฒนาทักษะชีวิต ด้วย E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีเบ่งคลอด

“รูรั่วช่องคลอด” ภาวะเสี่ยงหลังคลอด แม่ต้องรู้ วิธีเบ่งคลอด ให้ปลอดภัย

เคสแปลกแม่หลังคลอด พบมีรูรั่วจากก้นทะลุช่องคลอด ปวดหนักกลั้นไม่ได้ ของเสียออกทั้งก้นและช่องคลอด ต้องรีบรักษา หมอเผยหนึ่งในสาเหตุมาจาก วิธีเบ่งคลอด ไม่ถูกต้อง

คุณหมอเจ้าของเพจ “เรื่องเล่าจากโรงหมอ” ได้โพสต์เรื่องราวการการรักษาความผิดปกติของคุณแม่หลังคลอดท่านหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด ป้องกันได้หากรู้ วิธีเบ่งคลอด ให้ปลอดภัย

Traumatic childbirth

สัปดาห์ก่อนนู้น…ไปราวด์เช้าที่ห้องคลอด มีคุณแม่ต่างชาติพึ่งคลอด นอนพักอยู่…

ถามน้องพยาบาล คนไข้พึ่งคลอด ลูกออกง่าย ทุกอย่างปกติ แผลฝีเย็บก็ไม่ได้ตัด

มีปัญหาเก่าเรื่องเดียวที่ไม่เกี่ยวกับเราค่ะหมอ

คนไข้มีรูรั่วจากก้นทะลุเข้าในช่องคลอด

กลั้นอุจจาระไม่ได้ เวลาปวดก็ไหลออกทั้งก้นและช่องคลอด แค่รู้สึกลำไส้เคลื่อนก็มีลมออกที่รูทางช่องคลอดแล้ว

เป็นมาตั้งแต่คลอดลูกท้องก่อน ไปโรงหมอที่บ้านก็บอกรักษาไม่ได้ ทนมาสี่ปีกว่า อายและ ทรมาน ต้องหลบๆซ่อนๆ แม้แต่สามีก็ยังไม่รู้

ขอตรวจภายใน และล้วงก้นกันเดี๋ยวนั้น ก้นคนไข้หูรูดไม่มีแรงเลย ไม่รัดนิ้วเวลาบอกให้ขมิบ สอดนิ้วลึกเข้าไปอีกนิด มีรูเชื่อมระหว่างลำไส้และช่องคลอด ใหญ่ขนาดนิ้วกลางทั้งนิ้วโผล่ขึ้นมาได้หลวมๆ

วิธีเบ่งคลอด

นี่คือผลจากการคลอดลูกท้องก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กอาจจะตัวโต อาจจะเบ่งแรง อาจจะช่วยดัน หรือมีการติดเชื้อหลังคลอด แล้วไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อะไรสักอย่าง

กล้ามเนื้อหูรูดจึงขาดจากกัน บีบอุจจาระ กลั้นอุจจาระไม่ได้ แถมเกิดรูทะลุเบ้อเร่อ แม้ไม่ด่วนในสายตาคนอื่น แต่จินตนาการความทรมานของคนไข้แล้ว ควรต้องรีบแก้ ไหนๆก็มีวาสนาต่อกัน ขอลัดคิวผ่าเลยก่อนไปตรวจคนท้องละกัน

แนะนำคนไข้ถึงแนวทางการรักษา โรคที่เคยไปตรวจและคิดว่ารักษาไม่ได้ แต่เราจะมาลองดู  ผลอาจจะดีหรือไม่ดี หมอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ย้ายคนไข้เข้าห้องคลอดอีกรอบ ผ่าตัดทางด้านล่าง ฉีดยาชา ตัดผิวหนังเนื้อเยื่อที่เชื่อมก้นกับช่องคลอดออกเลยละกัน เลาะรูเชื่อมออกแล้วค่อยๆเย็บซ่อมไล่ทีละชั้น ปิดรูสำเร็จ แล้วมาแก้หูรูดที่ขาดแบบเกือบ 100% ต่อ ควานหากล้ามเนื้อที่หดหายไปของทั้งสองข้าง จับมาเย็บทับกันให้ครบวงหูรูดอีกรอบ…

ไหนๆก็ทำแล้ว ทำหมันต่อเลย ย้ายไปผ่าด้านบนต่อ หนีบๆตัดๆ ไม่นานก็เรียบร้อย

วันนี้มาตรวจหลังผ่าตัดคนไข้สามารถขมิบก้นได้ กลั้นอุจจาระได้ ดีใจมาก…บอกว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กลั้นตดกลั้นอึได้สำเร็จ  ตรวจไม่มีรอยรั่วแล้ว แผลหายดีสวยงาม ขมิบก้นหนีบนิ้วหมอโชว์อย่างแรง ^ ^

หวังว่าแผลจะไม่ติดเชื้อ และรูนั้นจะไม่กลับมาอีกนะครับ หมอเอาใจช่วยเต็มที่

หมายเหตุ

สำหรับคุณแม่ท่านอื่นๆ การคลอดไม่ได้น่ากลัว ถ้ามีการดูแลที่เหมาะสม ไม่ทำหัตถการโดยไม่จำเป็น อย่าเบ่งถ้าหมอยังไม่บอกให้เบ่ง ดูแลแผล ดูแลตัวเองดีๆ มีปัญหาต้องรีบบอกหมอ ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี  รุนแรงแบบนี้บ้านเรานานน้าน นานๆเจอที ขอให้คลอดง่ายๆ ลูกแข็งแรงช่องทางคลอดปลอดภัยกันทุกคนนะครับ

วิธีเบ่งคลอด

รูรั่วช่องคลอด ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดธรรมชาติ

อาการรูรั่วของช่องคลอดมักตรวจพบในกลุ่มคุณแม่คลอดธรรมชาติ โดยเฉพาะท้องแรก ที่ใช้เวลาเบ่งคลอดนาน หากเบ่งผิดจังหวะแต่ปากมดลูกยังเปิดไม่เต็มที่ หากยังเบ่งไปเรื่อยๆจะทำให้ปากมดลูกบวม คลอดยาก และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดรูรั่วในช่องคลอดขึ้นได้

ขั้นตอนการคลอดธรรมชาติมีด้วยกัน 3 ระยะ ได้แก่ ช่วงที่หนึ่ง ปากมดลูกขยายออกและบางตัวลง คุณแม่จะมีการปวดใกล้คลอด รู้สึกได้ถึงมดลูกที่กำลังบีบมากขึ้นเรื่อยๆ ปากมดลูกจะขยายออกจากไล่ระดับจากช้าไปถึงเร็วขึ้น จนขยายได้ประมาณ 8- 10 เซนติเมตร คุณแม่จะรู้สึกอยากเบ่งคลอด ปวดหน่วง ปวดทรมาน แต่ช่วงนี้ยังไม่ควรรีบเบ่งทันที คุณหมอจะให้กลั้นไว้ก่อน

เมื่อเข้าสู่ช่วงที่สองคือ ระยะเบ่งคลอด คุณแม่แต่ละคนใช้เวลาแตกต่างกันตั้งแต่ 2-3  นาทีไปถึงจน 2-3 ชั่วโมง คุณหมอจะเริ่มให้ออกแรงเบ่งตามจังหวะการหดรัดตัวของมดลูก และจะให้ใช้ วิธีเบ่งคลอด แบบเบาๆเพื่อให้เวลาเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดได้ยืดตัวและป้องกันการฉีกขาด หากคุณแม่เบ่งก่อนหมอบอก เบ่งไม่เป็นจังหวะ หรือเบ่งแรงเกินไป ก็มีโอกาสที่บริเวณช่องคลอดจะฉีกขาดจนเกิดเป็นรูร่วงบริเวณช่องคลอดซึ่งติดกับทวารหนัก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลังได้

หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะคลอดรก เมื่อลูกน้อยออกมาแล้วก็จะต้องเบ่งคลอดอีกครั้งเพื่อคลอดรกอย่างรวดเร็ว ระหว่างนี้หมอจะดูว่าช่องคลอดเกิดความเสียหาย หรือฉีกขาดหรือไม่เพื่อจะทำการเย็บซ่อมแซมให้เรียบร้อย

ฉะนั้นคุณแม่ควรรู้ วิธีเบ่งคลอด และการหายใจที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้มีแรงเบ่ง ไม่หมดแรงก่อนลูกคลอด คลอดง่าย ใช้เวลาไม่นาน ลดความเสี่ยงระหว่างคลอดได้เป็นอย่างดี

วิธีเบ่งคลอด

 7 สเต็ป เบ่งคลอดลูกถูกวิธี ช่วยคลอดง่าย แม่ไม่เสี่ยง    

“เบ่งให้เป็น เบ่งให้ถูก เบ่งให้ดี” คือหัวใจของการ เบ่งคลอดลูก ที่แม่ท้องต้องรู้ เพราะการเบ่งคลอดต้องใช้แรงจากทั้งลมเบ่ง และแร่งเบ่งของแม่ไปพร้อมกัน คุณแม่จึงควรหาฝึกการหายใจระหว่างคลอด และรู้จังหวะการเบ่งไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย 7 สเต็ปง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  1. หายใจเข้าให้เต็มปอด (หายใจลึกเท่าไหร่ เพิ่มลมเบ่งได้มากเท่านั้น)

  2. รอจังหวะมดลูกบีบตัวจนแข็ง แล้วก้มหน้าให้คางชิดอก งอตัวไปข้างหน้า (อย่าโน้มตัวหรือแอ่นหลังเด็ดขาด)

  3. มือสองข้างจับหลักเตียง ออกแรงดึงเข้าหาตัวแล้วเบ่งยาวต่อเนื่อง (อย่าเบ่งๆ หยุดๆ เพราะทำให้ศีรษะลูกโผล่ออกมายาก)

  4. ปิดปากให้สนิทขณะเบ่งเพื่อให้มีแรงมากพอ (การอ้าปากร้องแล้วเบ่งไปพร้อมกันมีแต่ในละครเท่านั้น)

  5. เบ่งให้สุดลมเบ่ง ถ้ามดลูกยังแข็งตัวอยู่ ถ้ายังมีแรงเหลือให้สูดหายใจจนเต็มปอดอีกครั้ง แล้วเบ่งต่อจากสเต็ปข้อ  2 – 4จนมดลูกหยุดแข็ง

  6. มดลูกจะแข็งตัวอยู่ประมาณ 40 วินาที และคลายตัวให้หายใจเข้ายาวลึก ผ่อนคลายเต็มที่

  7. รอจนมดลูกอีกตัวอีกครั้ง แล้วเริ่มเบ่งอีกรอบ

นอกจากการดูแลหลังคลอดระหว่างพักฟื้นที่โรงพยาบาลแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านคุณแม่ควรหมั่นดูแลสุขภาพตัวเอง สังเกตน้ำคาวปลาผิดปกติ มีอาการเจ็บช่องคลอดหรือเลือดออกผิดปกติ การขับถ่ายเป็นปกติหรือไม่ หากพบสิ่งผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ควรไปพบคุณหมอเพื่อเข้ารับการตรวจทันที อย่าปล่อยไว้จนกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างเคสตัวอย่างนี้

แหล่งข้อมูล  เพจเรื่องเล่าจากโรงหมอ  www.pobpad.com

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

7 อาหารเพิ่มพลังงาน ใกล้คลอด ให้มีแรงเบ่งคลอดลูก

เป็นริดสีดวงตอนท้อง ดูแลอย่างไร? คลอดธรรมชาติได้ไหม?

ลูกตัวใหญ่แต่อยากคลอดธรรมชาติ ได้หรือไม่

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ความฉลาดทางอารมณ์

3 เทคนิค เพิ่ม EQ สร้าง ความฉลาดทางอารมณ์ ให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด

กุมารแพทย์แนะ!! 3 เทคนิคสุดเริ่ด “ฝึก EQ ส่งเสริม ความฉลาดทางอารมณ์ ให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด” ฝึกลูกจัดการอารมณ์ ควบคุมความคิดของตัวเองได้ ใช้ชีวิตได้อย่างดีและมีความสุขไปจนโต

“EQความฉลาดทางอารมณ์
เพิ่มพลังเรียนรู้ (Power BQ
) ให้กับลูก

EQ คือ ความฉลาดทางอารมณ์ เด็กที่ฉลาดทางอารมณ์จะสามารถจัดการกับอารมณ์ ควบคุมความคิดของตนเองได้ สามารถรับรู้เข้าใจอารมณ์ของคนอื่น  และแสดงออกมาทางพฤติกรรม เช่น มีความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความคิดที่จะทำสิ่งดีๆ มีความอ่อนโยนต่อผู้อื่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักและเอ็นดู จึงทำให้เข้าสังคม และรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เด็กที่มี EQ ดีจะเป็นเด็กที่มีความสุข อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมและทำงานเป็นทีมได้ดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากในเด็กยุคใหม่ เนื่องจากสภาพสังคมที่เร่งรีบ ผู้คนต่างใจร้อน หงุดหงิดง่าย คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะสามารถควบคุมตัวเองและควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นเพื่อ พัฒนา EQ ลูก เสริมสร้างอีคิว เพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ ให้ลูกสามารถจัดการอารมณ์ ควบคุมความคิดของตัวเองได้ รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก ดังนี้!!

จาก Power BQ ที่มีองค์ประกอบหลากหลายด้านซึ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้ ปรับตัว ตลอดจนการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคต   อีคิว (EQ) หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นหนึ่งในความฉลาดที่ส่งเสริม power BQ ให้กับลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนาให้ลูกมีอีคิวที่ดีได้ไม่ยากตั้งแต่แรกเกิดเลยครับ โดยให้ลูกเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับคนอื่น การปรับตัวอย่างแยบยลให้เข้ากับสภาพแวดล้อม มาดูกันครับว่า เราจะส่งเสริมอีคิวที่ดีให้กับลูกในช่วงวัยต่างๆ ได้อย่างไร

ความฉลาดทางอารมณ์

วิธีเพิ่ม EQ เสริมสร้าง ความฉลาดทางอารมณ์ ให้ลูกแรกเกิดถึง 1 ปี

เมื่อแรกเกิด เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมพื้นอารมณ์ที่แตกต่างกันครับ บางคนก็เป็นเด็กเลี้ยงง่าย บางคนต้องการเวลาในการปรับตัว หรือบางคนอาจจะปรับตัวได้ยาก ซึ่งการเลี้ยงดูและปฏิสัมพันธ์ของผู้คนรอบข้างโดยเฉพาะพ่อแม่ รวมถึงสภาพแวดล้อม ล้วนเป็นสิ่งที่มีผลต่อการคงอยู่หรือเปลี่ยนไปของพื้นอารมณ์ที่มาแต่เกิดได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เอง

หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์แบบใด หรืออยากให้ลูกบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ดีมากน้อยเพียงไร สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำ คือ

  • ฝึกตัวเองให้สามารถควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์ออกมาให้ได้อย่างนั้นก่อน หากพ่อแม่เป็นคนที่มีอีคิวดี ลูกก็จะเรียนรู้และปรับตัวให้มีอีคิวดีได้ไม่ยาก เช่น เวลาที่ลูกเบบี๋ ร้องหิวนม ในช่วง 6 เดือนแรก เราต้องตอบสนองเขาอย่างทันท่วงที
  • แต่พอหลัง 6 เดือนไปแล้ว หากลูกร้องเพราะหิวนม คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกรู้จักอดทนรอคอยสักเล็กน้อยได้ ด้วยการส่งเสียงบอกลูกด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรและท่าทีที่สงบ เช่น “ลูกรอคุณแม่แป๊บนึงนะคะ คุณแม่ทำความสะอาดหัวนมก่อนค่ะ” วิธีนี้ลูกจะเริ่มถูกฝึกให้รู้จักใจเย็น รอคอยได้ตั้งแต่เล็ก ไม่ใช่อยากได้อะไรก็ต้องได้ในทันที
  • เมื่อลูกปฏิบัติได้เหมาะสม ก็ชื่นชมเขานะครับ วัยนี้เพียงคุณพ่อคุณแม่ ส่งเสียงไพเราะหรือยิ้มให้กำลังใจเขาก็ทำให้ลูกชื่นใจและรับรู้ได้แล้วครับ
  • ถ้าลูกยังปฏิบัติได้ไม่ดีก็ต้องตอบสนองให้ลูกรับรู้ว่า พฤติกรรมนั้นไม่เหมาะสม เช่น หากลูกอาละวาดเวลาที่อยากเล่นมีดแต่ถูกคุณพ่อเก็บมีดออกไป ก็ตอบสนองด้วยการเก็บมีดออกแล้วเบี่ยงเบนความสนใจของเขา โดยหาตุ๊กตามาให้ลูกเล่นแทน เขาจะค่อยๆเรียนรู้ว่า อะไรเล่นได้ อะไรเล่นไม่ได้ พร้อมกับเรียนรู้การควบคุมความคับข้องใจเล็กๆน้อยๆไปพร้อมกันด้วยครับ หากปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอ อาการอาละวาดโวยวายเมื่อไม่ได้อะไรที่ไม่เหมาะสมตามความต้องการก็จะลดลงไปได้ครับ

นอกจากนี้ การดำเนินกิจวัตรประจำวัน ให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอทุกวัน  ก็จะช่วยให้ลูกสามารถทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ทำให้เขาปรับตัวและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมมากขึ้น การฝึกฝนในช่วงนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญ ให้สามารถต่อยอดพัฒนาการทางด้านความฉลาดทางอารมณ์ของเขาต่อไปในอนาคตครับ

ความฉลาดทางอารมณ์

วิธีเพิ่ม EQ เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับลูกวัย 1-3 ปี

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กจะได้เรียนรู้และพัฒนาต่อยอด ความฉลาดทางอารมณ์ จากช่วงวัยเบบี๋ กิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอเป็นเวลา เช่น ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ เล่น เข้านอน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กทำนายและเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนกิจกรรมของเขาและกิจกรรมในครอบครัวได้ดีขึ้น

ลูกเริ่มเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เรียนรู้ที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น เห็นอกเห็นใจคนอื่น อยากช่วยเหลือคนอื่น เช่น เวลาแม่ถูกมีดบาดมือเขาอาจร้องไห้ เพราะ สงสารแม่ และอาสาวิ่งไปหยิบยาใส่แผลกับพลาสเตอร์ปิดแผลมาให้แม่ ถ้าลูกมีพฤติกรรมแสดงออกทางด้านอารมณ์ที่เหมาะสม

คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมให้พฤติกรรมนั้นคงอยู่ด้วยการชื่นชมเขา ให้รางวัลเล็กๆน้อยๆ เช่น เล่านิทานโปรดให้ฟัง พากันไปเดินเล่น ถ้าลูกยังแสดงออกได้ไม่ดี ก็อย่าลืมเป็นแบบอย่างในการแสดงออกให้กับเขานะครับ ส่วนการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมหากไม่รบกวนกับคนอื่นมากนักหรือไม่ได้ทำร้ายคนอื่น ไม่ทำลายข้าวของ ไม่ทำให้ตัวเองได้รับอันตราย คุณพ่อคุณแม่ก็อาจเพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้น หรือเบี่ยงเบนความสนใจของลูกไปยังกิจกรรมอื่น เมื่อลูกสงบแล้วให้ค่อยๆสอน อธิบาย และบอกถึงการตอบสนองที่เหมาะสมให้เขาได้เรียนรู้นะครับ

ส่วนพฤติกรรมที่รุนแรง ทำร้ายคนอื่น ทำลายข้าวของ ทำให้ตัวเองได้รับอันตราย ถ้าบอกเขาแล้วเขาไม่สามารถหยุดได้ แสดงว่า เขาควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ ให้คุณพ่อคุณแม่หยุดเขาทันที ด้วยการจับเขาหยุด นำของที่อาจแตกหักเสียหายหรือทำให้เขาได้รับอันตรายออกไป กอดเขาไว้จนเขาจะสงบ ระหว่างนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะ ลูกยังไม่พร้อมรับฟัง ให้รอจนเขาสงบแล้วค่อยพูดคุยกันครับ

 

วิธีเพิ่ม EQ เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับลูกวัย 3-5 ปี

วัยอนุบาลนี้เป็นวัยที่เขาสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ได้ดีมาก เพราะ พัฒนาการหลายด้าน เช่น ด้านสติปัญญา ภาษา และสังคม สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับช่วงนี้เขาเริ่มเข้าเรียนอนุบาล มีโอกาสมากขึ้นในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ผ่านกิจกรรมและการใช้ชีวิตที่โรงเรียน

อย่าลืมนะครับว่า…แบบอย่างที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิดสำคัญมากเลยครับ การควบคุมอารมณ์ที่ดีและสม่ำเสมอของคุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง … หากลูกมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม เช่น เวลาไม่พอใจเพื่อนก็สามารถควบคุมตัวเองไม่ทำร้ายเพื่อนได้ แต่สามารถสื่อสารบอกเล่าให้พ่อแม่ฟังถึงเรื่องราวและความรู้สึกง่ายๆที่เกิดขึ้นได้ แสดงว่า เขาเริ่มควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ได้ดีขึ้นแล้ว

คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้การเสริมแรง เช่น ชมเชย สะสมดาว เพื่อให้พฤติกรรมนี้คงอยู่ครับ ส่วนเมื่อลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถใช้วิธีการรับมือเหมือนกับช่วงก่อนหน้านี้ได้ครับ การให้เหตุผลสำหรับเด็กวัยนี้ อาจมีเนื้อหาได้มากขึ้นตามความสามมารถในการรับรู้ของเขา

เป็นยังไงบ้างครับ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ อีคิว EQ จะว่าไปแล้วก็ฝึกกันไม่ยากใช่ไหมครับ ที่สำคัญสามารถฝึกกันได้ตั้งแต่ยังเล็ก จากแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่และการตอบสนองที่เหมาะสมต่อการแสดงออกทางอารมณ์ เพียงเท่านี้ ลูกก็จะมีอีคิวหนึ่งใน power BQ ได้แล้วครับ

ขอบคุณบทความโดย : รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก ⇓

ของเล่น เด็ก 6 ขวบ ที่ควรมีติดบ้าน ตัวช่วยเสริมพัฒนาการทั้ง IQ และ EQ

หมอแนะ! วิธีเล่นกับลูก วัยทารก สร้าง EQ ดี IQ เริ่ด พ่อแม่ไม่ต้องเก่งก็ทำได้!

10 ทักษะสร้างหลักคิดเพื่อพัฒนาอารมณ์ EQ ของลูกน้อย

พูดกันดีๆ สร้างลูก EQ ดี เพื่อชีวิตเป็นสุขและพบความสำเร็จในแบบตัวเอง

วิธีจัดการลูกดื้อ

หมอประเสริฐแนะ บันได 4 ขั้น วิธีจัดการลูกดื้อ อย่างเข้าใจและได้ผลจริง

“ลูกดื้อ” ปัญหาที่ฃหลายบ้านต้องพบไม่มากก็น้อย ก่อนจะคิดหา วิธีจัดการลูกดื้อ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้ให้คำแนะนำสะกิดใจคุณพ่อคุณแม่ไว้ว่า

ก่อนตัดสินว่าสิ่งที่ลูกทำเรียกว่า “ดื้อ” หรือเปล่า คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น และทบทวนก่อนว่า  สิ่งที่ลูกกำลังทำกระทบต่อเป้าหมายที่สำคัญหรือไม่ เช่น ดูแลตัวเองได้หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ดูแลข้าวของส่วนตัว หากไม่มีอะไรละเมิดกิจกรรมเหล่านี้ “ไม่เรียกว่าดื้อ แค่ไม่ได้ดั่งใจพ่อแม่เท่านั้น” สุดท้ายเมื่อดูแล้วว่าลูกดื้อจริงๆ เถียงคอเป็นเอ็น เราก็ควรหามีวิธีจัดการต่อไป โดยคุณหมอมีวิธีจัดการลูกดื้้อ เชิงบวก ที่ไม่ทำร้ายใจลูก และได้ผลจริงมาฝากกัน ดังต่อไปนี้

บันได 4 ขั้น วิธีจัดการลูกดื้อ ให้อยู่หมัด สไตล์หมอประเสริฐ

ให้รางวัล

เป็นวิธีที่ดีที่สุด ให้ในวันที่ลูกควรจะดื้อแต่กลับไม่ดื้อ ก็เอาพฤติกรรมที่ดีมาไล่พฤติกรรมที่เราไม่ต้องการออกไป ทุกครั้งเล่นได้ 5 นาทีก็ทุบหัวน้องแล้ว วันนี้ผ่านไป 10 นาที ยังไม่ทุบ นี่คือนาทีทองที่เราควรทิ้งทุกอย่าง เดินไปหาแล้วพูดว่า “แม่ชอบจัง พี่น้องไม่ตีกันเลย” แล้วดึงมากอด จูบ แล้วติดดาวผู้ช่วยนายอำเภอ ทุกครั้งที่ดื้อไม่ยอมอาบน้ำ วันนี้ฟลุคยอมอาบแบบง่ายๆ นี่ก็ป็นนาทีทองที่เราต้องกอด จูบ แล้วให้โบนัส

จับทันทีก่อนเกิดเหตุการณ์

เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว ให้พูดว่า “ไม่ให้ทำ” สั้น ชัด สงบนิ่ง และเอาจริง อย่าพูดยาว หลักการของข้อนี้คือ การจับคู่ “พฤติกรรมที่เราไม่อยากเห็นอีก” กับ “ความเงียบ” จึงจะเกิดการสูญสลายของพฤติกรรม ไม่ใช่จับคู่กับความหงุดหงิดไปจนถึงอาการโมโหของพ่อแม่  วิธีนี้จะทำได้เมื่อเราอยู่บ้านนานพอ

การจับคู่พฤติกรรมไม่พึงประสงค์กับความหงุดหงิดหรือการตี มักทำให้เกิดการวางเงื่อนไขทางลบ กล่าวคือ “เห็นแม่หงุดหงิดหรือถูกตีก็ยังดีกว่าอยู่กับพี่เลี้ยง” แล้วเขาจะทำอีกเพราะดึงความสนใจจากพ่อแม่ได้ทุกครั้ง

งอแงมากให้ไทม์เอ๊าต์

เป็นการขอเวลานอกไม่ใช่การทำโทษ นี่เป็นวิธีจับคู่พฤติกรรมที่เราไม่อยากให้มีอีกกับความเงียบเช่นกัน แต่เปลี่ยนสถานที่ หรือเอาออกจากสถานที่เกิดเหตุ สิ่งสำคัญเวลา “ไทม์เอ๊าต์” คือมีพ่อแม่นั่งอยู่ด้วย ไม่ทิ้งให้อยู่คยเดียว หาสถานที่ปลอดภัย ผ่อนคลาย ส่วนพ่อแม่ต้องผ่อนคลายด้วย นั่งรอลูกสงบลง บอกเขาได้ว่าเงียบแล้วก็มาให้แม่กอดได้

การไทม์เอ๊าต์ต้องเอาจริง นั่นแปลว่า หากเกิดเหตุในที่สาธารณะ พ่อแม่ที่เอาจริงควรเอาพาเขาออกจากสถานที่ทันที ไปที่ต้นไม้ รถ หรือกลับบ้าน ให้เขารู้ว่าพ่อแม่เอาจริง งอแงในที่สาธารณะถึงระดับรบกวนสาธารณะ ไม่อนุญาตให้ทำ

ถ้างอแงหนักและสร้างความเสียหาย ต้องใช้วิธีจำกัดขอบเขต

แปลตามตัวว่า “ขีดเส้นรอบตัวเขาไม่ให้แผลงฤทธิ์ได้อีก” วิธีนี้เป็นการตัดสิทธิ์บางประการ  เช่น  กักบริเวณ ห้ามใช้มือถือ 1 วัน หรือตัดชั่วโมง Wi-Fi  หักค่าขนม ลดงบประมาณซื้อการ์ตูน จะเห็นว่าการจำกัดขอบเขตเป็นเรื่องใหญ่ ทำยาก มักใช้กับเด็กโตที่พ่อแม่มีสายสัมพันธ์ที่ดีอยู่บ้าง แต่มักจะไม่ได้ผลในบ้านเรา เพราะกว่าจะมาถึงขั้นนี้ สายสัมพันธ์มักเสียหายมากแล้ว การจำกัดขอบเขตเริ่มล้ำเข้าสู่การทำโทษ

การตีโดยที่สายสัมพันธ์ไม่ดีมักไม่ได้ผล การตีจะวางเงื่อนไขทางลบ กล่าวคือ การตีคือข้อพิสูจน์ว่าแม่มีอยู่จริง ก็จะทำความผิดซ้ำอีกเพื่อให้แม่โผล่มาตีอีก จะเห็นว่าเรื่องจะยากขึ้นทุกที การที่พ่อแม่กลับไปจัดการตนเองก่อนในตามวิธีข้างต้นง่ายและได้ผลกว่ามาก ดีที่สุดคือได้ทุกอย่าง

คุณพ่อคุณแม่อยากรู้จักลูก เข้าใจลูก และรู้ วิธีจัดการลูกดื้อ แบบพ่อแม่ยุคใหม่ที่เลี้ยงลูกเชิงบวกให้มากขึ้น สามารถหาความรู้และคำแนะนำดีๆเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกจากคุณหมอประเสริฐได้จากเล่มนี้เลย

วิธีจัดการลูกดื้อแบบเห็นผล!

หนังสือ เลี้ยงลูกให้ได้ดี 1-200 ฉบับสมบูรณ์

เขียนโดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ 

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ คลิก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

จัดฟันเด็ก

จัดฟันเด็ก พาลูกไป จัดฟัน อายุเท่าไหร่ ดีที่สุด?

ลูกน้อยฟันเก ฟันแท้งอกใหม่ ไม่สบกัน จะทำยังไง สามารถพาไป ดัดฟัน จัดฟันเด็ก ได้เลยหรือไม่ และแท้จริงแล้ว เด็กจัดฟัน อายุเท่าไหร่ ดีที่สุด มาฟังคำตอบจากคุณหมอกันค่ะ

จัดฟันเด็ก ควรพาลูกไป จัดฟัน อายุเท่าไหร่ ดีที่สุด?

สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ เผยการจัดฟันเด็ก ช่วยทำให้ฟันอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟัน การสบฟันที่ผิดปกติ ทำให้มีโครงสร้างใบหน้าที่ดี แนะอายุที่เหมาะสมคือช่วงวัยรุ่น 10-14 ปี เพราะร่างกายกำลังเจริญเติบโต และเป็นช่วงที่ฟันน้ำนมหลุดหมดแล้ว และฟันแท้ก็ขึ้นมาครบแล้ว

แต่สำหรับลูกน้อยในวัยที่ฟันน้ำนมกำลังร่วงและฟันแท้แย่งกันงอกมาใหม่ ซึ่งก็อาจทำให้ฟันแท้นั้นก็เรียงกันไม่สวย ฟันไม่สบกัน เกิดปัญหาเรื่องการบดเคี้ยวอาหาร จะสามารถดัดฟันได้หรือไม่ … เช่นเดียวกับน้องมะลิ ลูกสาวคนสวยของ แม่โบว์ แวนด้า และ พ่อปอ ทฤษฎี ที่ตอนนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดแม่โบว์ได้เผยภาพน้องมะลิ ที่เริ่ม จัดฟันเด็ก เพราะฟันซ้อนกันหนักมาก ลงในอินสตาแกรม @vanda29 และแคปชั่นว่า “ได้ดัดฟันสมใจและลิ”

จัดฟันเด็ก

จึงทำให้มีชาวเน็ตเข้ามาตั้งคำถามหลายคน เช่น ขอโทษนะคะ น้องมะลิจัดฟันได้แล้วเหรอคะ, ฟันเเท้หรือฟันน้ำนมคะ, อายุแค่นี้ดัดฟันได้แล้วเหรอคะ และอีกมากมายที่เข้ามาถาม รวมทั้งหลายคนก็เข้ามาขอคำปรึกษา ซึ่งแม่โบว์เองก็ได้เข้ามาคลายความสงสัย สำหรับเคสการจัดฟันของน้องมะลิว่า…

“เป็นการแก้ไขการเรียงตัวของฟันน้องค่ะ ซึ่งรายละเอียดเยอะมาก และคุณหมอก็หาวิธีในเด็กวัยนี้ในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องการเรียงตัวของฟัน และพื้นที่ของฟันแท้ที่จะขึ้น

แนะนำคุณแม่ที่อยากให้น้องแก้ปัญหาเรื่องฟันปรึกษาคุณหมอนะคะ เคสของมะลิ ฟันน้ำนมน้องหลุดเร็ว และการเรียงตัวของฟันน้องมีปัญหา เลยต้องพาน้องปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาลค่ะ”

จัดฟันเด็ก

อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องการพาลูกไปดัดฟัน จัดฟันเด็ก ทางสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า.. การจัดฟันสามารถทำได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงอายุประมาณ 10-14 ปี เนื่องจากร่างกายกำลังเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้ามากที่สุด ฟันสามารถเคลื่อนที่ได้ง่ายเป็นประโยชน์ต่อการจัดฟัน แต่หากอายุมากแล้วหรือประมาณ 30 ปีขึ้นไป อาจต้องใช้ระยะเวลาในการจัดฟันที่นานกว่า

หรือเด็กที่อายุน้อยกว่านี้ ก็สามารถทำได้ หากฟันแท้ที่ขึ้นบางส่วนในช่องปากมีความผิดปกติของการสบฟัน หรือตำแหน่งขากรรไกรที่ผิดปกติ ซึ่งเครื่องมือจัดฟันที่ใส่ในวัยเด็กมักเป็นแบบถอดได้ และคุณหมอจะออกแบบเครื่องมือสำหรับการแก้ไขความผิดปกติของแต่ละคนไป ทั้งนี้ความผิดปกติของการสบฟันบางอย่าง ถ้าได้แก้ไขตั้งแต่เล็ก ก็จะช่วยแก้ไขได้ง่ายๆ เลี่ยงการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนในอนาคต

จัดฟันเด็ก

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือเรื่องจัดฟันเด็ก คือการพาลูกพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจฟันตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่ที่ฟันน้ำนมเริ่มงอกเต็มปาก นอกจากเพื่อตรวจดูว่ามีฟันผุหรือไม่ จะได้รีบรักษา รวมทั้งให้วิธีการป้องกันฟันผุแล้ว ยังเพื่อตรวจพบความผิดปกติของการเรียงตัวของฟันแต่เนิ่นๆ และจะได้วางแผนเวลา และวิธีการรักษาที่เหมาะสม

รวมไปถึงสร้างความคุ้นเคยกับการทำฟัน หากจำเป็นต้องใส่เครื่องมือจัดฟันเมื่อใด ลูกก็จะพร้อมรับการรักษาได้เลย นอกจากนี้ความร่วมมือ และการใส่ใจในการดูแลฟันตัวเองของเด็กๆ ในระหว่างจัดฟัน ก็เป็นเรื่องที่นำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะเริ่มรักษาโดยการจัดฟันให้เด็กได้หรือยังอีกด้วย

สุดท้ายนี้การจัดฟัน ไม่ว่าในเด็กหรือผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญคือการมีวินัยในการทำความสะอาดช่องปากและการมาพบทันตแพทย์ตามเวลานัดอย่างสม่ำเสมอนะคะ


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.amarintv.comสมาคมทันตกรรมเด็กแห่งประเทศไทยwww.rama.mahidol.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

8 ข้อผิดพลาดของพ่อแม่ สาเหตุลูกฟันผุ ก่อนวัยอันควร

ผลวิจัยชี้!ใช้ไหมขัดฟันก่อนแปรงฟันลดเสี่ยง เหงือกอักเสบ

แปรงฟันลูกแล้วเลือดออก เป็นเพราะแม่แปรงแรงไป จริงหรือ?

ตั้งชื่อลูก ฟรุ้งฟริ้งลูกโดนล้อ

คิดให้ดีก่อน ตั้งชื่อลูก เมื่อลูกโดนล้อเพราะชื่อฟรุ้งฟริ้ง!!

ชื่อนั้นสำคัญไฉน นอกจากชื่อที่เป็นมงคลตามตำราแล้ว พ่อแม่จ๋าฉุกคิดสักนิดหากจะ ตั้งชื่อลูก ฟรุ้งฟริ้งตามกระแส  รู้ไหมอาจเป็นต้นเหตุให้ลูกถูกบุลลี่ตลอดชีวิตได้

คิดให้ดีก่อน ตั้งชื่อลูก เมื่อลูกโดนล้อเพราะชื่อฟรุ้งฟริ้ง!!

เมื่อวันที่ 29 เมษายน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า แม้โลกจะประสบวิกฤตหนักจากเหตุแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกรวมกันแล้วมากกว่า 2 แสนราย และมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 3 ล้านคนก็ตาม แต่พ่อแม่หลายคนยังกลับพากันตั้งชื่อลูกให้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ “โควิด-19” ระบาด โดยไม่หวั่นกลัวว่าจะเป็นการสร้างตราบาปให้ลูกไปตลอดกาล แต่กลับมองว่าการตั้งชื่อลูกว่าโควิดจะเป็นสิ่งคอยเตือนใจให้นึกถึงวันที่พวกเขาต้องฟันฝ่าความทุกข์ยากเจ็บปวดจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคครั้งเลวร้ายนี้

คอลลีน ทาเบซา หญิงชาวฟิลิปปินส์ ให้กำเนิดลูกสาวที่โรงพยาบาลในเมืองบาโคลอด ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 13 เมษายน ซึ่งเธอและ จอห์น ทูปาส สามีร่วมกันตั้งชื่อให้ลูกว่า “โควิด มาเรีย” โดยฝ่ายสามีกล่าวว่า เหตุการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สร้างความเดือดร้อนครั้งยิ่งใหญ่ไปทั่วโลก “ผมต้องการตั้งชื่อลูกเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจเราว่าโรคโควิดไม่เพียงทำให้เราเผชิญความทุกข์ยากเท่านั้น แต่แม้สถานการณ์เช่นนี้ ความสุขยังเกิดขึ้นกับเรา”

นายทูปาสกล่าวอีกว่า แม้การตั้งชื่อลูกว่าโควิดของเขาจะถูกโลกโซเชียลกระหน่ำวิพากษ์วิจารณ์ แต่เขาก็จะไม่เปลี่ยนใจ และว่า ลูกสาวอาจจะเผชิญกับการถูกบูลลี่ได้ แต่เขาจะสอนให้ลูกสาวเป็นคนดี

ข้อมูลอ้างอิงจาก  www.matichon.co.th

คุณคิดเห็นอย่างไรกับข่าวนี้...เราเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ในข่าวดังกล่าว ก็ต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกอย่างแน่นอน แต่จะแย่แค่ไหนหากความหวังดีของคุณพ่อคุณแม่ในการตั้งชื่อลูกไปทำให้เป็นต้นเหตุสร้างความลำบากให้แก่ลูกเมื่อเขาโตขึ้นในอนาคต ทำให้รู้สึกเหมือนมีปม แถมยังอาจเป็นต้นเหตุที่จะทำให้ลูกถูกเพื่อนล้อ เพื่อนแกล้ง (bully) ในตอนโตอีกด้วย

ตั้งชื่อลูก ฟรุ้งฟริ้งระวังมีปัญหาตอนลูกโต
ตั้งชื่อลูก ฟรุ้งฟริ้งระวังมีปัญหาตอนลูกโต

การตั้งชื่อลูกจากเหตุผลความชอบของพ่อแม่ โดยลืมคำนึงถึงผลในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อจากตัวละครที่พ่อแม่ชื่นชอบ ถ้าเป็นละครไทยก็ยังพอรอดตัวไป แต่ถ้าเป็นหนัง หรือละครต่างประเทศ อาจทำให้ลูกถูกเข้าใจผิดว่าเป็นลูกครึ่ง เรียกได้ว่า พาให้เด็กถูกวิจารณ์ตั้งแต่แรกพบกันเลยทีเดียว หรือบางทีค่านิยมบางเรื่องก็ทำให้พ่อแม่พลาดพลั้งนำความรู้สึกผิดหวังของตนเองไปอยู่ในชื่อของลูก อย่างเช่นตัวอย่างในละครดังเมื่อสมัยหนึ่ง “ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน” ที่พ่อโทษลูกคนกลางว่านำความโชคร้ายมาให้จนตั้งชื่อลูกว่า “ล่องจุ๊น” ที่แปลว่าหายไป หมดไป แม้ว่าสุดท้ายละครจะเฉลยไว้ว่า พ่อก็ยังคงมีความรัก ความห่วงใยในลูกคนนี้เช่นกัน แต่แค่ชื่อก็ทำให้เกิดรอยแผลในใจลูกมาจนโต เด็กขาดความรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self Esteem) ทำให้ขาดความมั่นใจ ขาดการพัฒนาทักษะความฉลาดด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต จนเกิดเป็นปัญหาต่าง ๆ มากมาย

เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่เล็กสำหรับชีวิตลูก

แม้ว่ายังมีใครอีกหลาย ๆ คนที่อาจมองว่าเรื่องการตั้งชื่อลูกนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หากลูกไม่พอใจก็สามารถเปลี่ยนชื่อเองได้ตอนโต แต่หากได้ลองไปอ่านความคิดเห็นที่มีผู้คนมาแสดงความเห็นในหัวข้อเรื่องการตั้งชื่อแล้ว คุณอาจจะประหลาดใจกับประสบการณ์ของหลาย ๆ คนที่ต้องพบกับความยากลำบากในชีวิต เพียงแค่ชื่อเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่นที่ถึงขั้นต้องทำการร้องขอต่อศาล เพื่อขออนุญาตในการเปลี่ยนชื่อ มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บุลลี่จากชื่อฟรุ้งฟริ้งที่พ่อแม่ตั้งให้ เด็กเหล่านั้นต้องเก็บความอัดอั้นตันใจไว้จนโต และต้องหาเหตุจำเป็นในการร้องขอต่อศาลเพื่อขอเปลี่ยนชื่อตัวเอง จึงนับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศนี้อย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศไทยที่ยังโชคดี ที่พ่อแม่นิยมตั้งชื่อแปลก ๆ ไม่เหมือนใครเป็นชื่อเล่นให้ลูก ทำให้อยากเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็สามารถเปลี่ยนได้เร็ว ไม่ยุ่งยากกว่ามาก

หรือแม้แต่ในประเทศทางยุโรปที่ก็มีกระทู้ตั้งคำถาม “Your child will be bullied if you name them….? มีผู้มาตอบมากมาย เล่าถึงประสบการณ์ของทั้งตนเอง และคนรู้จักที่ต้องประสบกับการถูกล้อ ถูกกลั่นแกล้งจากชื่อของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า แม้การกลั่นแกล้งกันในหมู่เด็กจะสามารถทำได้ตลอดเวลาแม้ไม่มีมูลเหตุอันใดชัดแจ้งก็ตาม แต่การที่เรามีชื่อที่สะดุดตา หรือเด่นจนเกินไปนั้นก็เป็นสาเหตุหลักให้เด็กที่ชอบแกล้งเหล่านั้น หันมาสนใจในตัวคุณ และเป็นต้นเหตุให้เกิดการบุลลี่ในเรื่องอื่น ๆ ตามมา

ถึงแม้ว่า ชื่อ ของคนเรานั้น จะไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เด็กถูกบุลลี่จากเพื่อน ๆ แต่การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ลูกต้องตกอยู่ในภาวะอันน่าเศร้าใจจากการถูกเพื่อนกลั่นแกล้งก็เป็นสิ่งที่ดีอีกข้อหนึ่งที่จะช่วยลูกให้ห่างไกลจากเรื่องดังกล่าวได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ตรงจุดก็ตาม ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรระมัดระวังในการตั้งชื่อลูกน้อยกันเสียหน่อย ควรมีหลักการในการตั้งชื่อมากกว่าเพียงแค่เหตุผลความชอบของตัวเอง วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK จึงขอสรุปแนวทางในการเลือกชื่อลูก เพื่อให้ชื่อนั้นถูกใจทั้งพ่อแม่ และไม่ลำบากลูกในอนาคตกันดีกว่า

bully เพราะชื่อที่พ่อแม่ต้้งให้
bully เพราะชื่อที่พ่อแม่ต้้งให้

ตั้งชื่อลูกอย่างไร ไม่ให้ถูกบุลลี่!!

  • อย่าไปยึดติดกับความแปลก ไม่เหมือนใคร

ชื่อลูกต้องเด่นไม่ซ้ำใคร การที่จะเป็นจุดเด่นไม่เหมือนใครนั้น คงต้องแลกมากับความแปลก ไม่ว่าจะเป็นความแปลกของคำ หรือความแปลกจากการสะกดที่แตกต่างออกไป เช่น รรรรรรร (อ่านว่า ระ-รัน-รอน) เป็นต้น การเป็นจุดเด่นไม่เหมือนใครนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องอย่าลืมว่าเป็นเหมือนการฉายสปอร์ตไลท์ลงมาที่ลูก โดยที่เขายังไม่พร้อมที่จะขึ้นเวที ดังนั้นการที่เขาเป็นจุดเด่นจากชื่อนั้น ทำให้ลูกต้องถูกสังเกต ถูกมอง แม้ว่าเขาอาจจะไม่ต้องการ และไม่พร้อมก็เป็นได้ นอกจากนี้การตั้งชื่อที่เขียนยาก ๆ นั้น ในวัยเด็กก็จะก่อให้เกิดปัญหาในการจดจำชื่อ และเขียน เพื่อนคงเขียนชื่อตัวเองได้ไปเป็นเดือนแล้ว ในขณะที่ลูกยังไม่สามารถทำได้ ก็ยิ่งเป็นการบั่นทอนความมั่นใจของลูกไปเสียอีกด้วย

  • อย่าตั้งชื่อลูกตามเทรนด์

คำบางคำอาจดูดีในยุคนี้ แต่ในอนาคตเราไม่รู้ว่าความหมาย ความรู้สึกจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ และที่สำคัญคงจะมีเด็กที่ชื่อซ้ำแบบเดียวกันลูกอีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเทรนด์ดังกำลังมา ทุกคนก็คงชื่นชอบไม่ต่างกัน

  • อย่าตั้งชื่อลูกที่อ่านออกเสียงยากเกินไป

คำบางคำในภาษาอื่น ที่นิยมนำมาตั้งเป็นชื่อเด็กนั้น พ่อแม่ควรระมัดระวังในเรื่องการออกเสียงด้วย เนื่องจากว่าหากการออกเสียงยากเกินไป หรือเฉพาะเจาะจงเกินไป คนอื่นที่ไม่เข้าใจอาจเรียกเสียงผิด ทำให้ความหมายผิดเพี้ยน หรือเรียกยากเกิน จนตั้งชื่อขึ้นมาใหม่เสียเอง ซึ่งก็คงไม่ใช่คำที่ดีสำหรับลูกเราเป็นแน่

ตั้งชื่อลูก สะกดยาก ลูกหมดความมั่นใจในการเรียน
ตั้งชื่อลูก สะกดยาก ลูกหมดความมั่นใจในการเรียน
  • อย่าตั้งชื่อที่สะกดยาก หรือยาวเกินไป

ในวัยเด็ก สิ่งแรกที่ลูกต้องเรียนรู้เมื่อเข้าโรงเรียนนั่นคือ การเขียนสะกดชื่อของตัวเองให้ได้พร้อมกันในห้องเรียน หากชื่อของลูกยาว หรือมีตัวสะกด พยัญชนะที่ยากเกินไป จะทำให้เป็นการสร้างความยากลำบากในการเรียนรู้ของลูก โดยเฉพาะในครั้งแรก หากเขาสามารถทำได้ดีก็จะเป็นกำลังใจให้แก่ลูกมีความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้เกิดทัศนคติทางบวกกับการเรียน แต่หากเขาทำไม่ได้ก็จะได้ผลลัพธ์ในทางกลับกัน

  • ชื่อที่น่ารักฟรุ้งฟริ้งที่เหมาะกับวัยเด็ก อาจไม่น่ารักเมื่อลูกโต

ในตอนที่ลูกยังเป็นทารก วัยเตาะแตะ ทำอะไรก็ดูน่ารักไปเสียหมด การที่จะมีชื่อคิคุ น่ารัก ฟรุ้งฟริ้งก็คงดูไม่ขัดหูขัดตาเสียเท่าไหร่ แต่พ่อแม่ต้องคิดตระหนักถึงอนาคต ในระยะยาวลูกต้องเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาจะยังรู้สึกดีกับชื่อฟรุ้งฟริ้งเหล่านั้นเมื่อโตขึ้นอีกหรือไม่

  • ระมัดระวังชื่อบางชื่อก็แสดงถึงความเป็นชายเป็นหญิงได้ในตัวชื่อนั้นเอง

พ่อแม่อาจต้องระวังในการเลือกตั้งชื่อลูกสักนิด เช่น วิริยะ-วิริยา ,จิ๋ม-จู๋ เป็นต้น หากชื่อนั้นไม่ได้ตรงกับเพศสภาพของลูก อาจทำให้เขามีปัญหาต่อไปในอนาคตได้ หรืออาจะเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดความรู้สึกของลูกไปเลยก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนโต้แย้งในประเด็นดังกล่าวว่า ต้นเหตุปัญหาของการบุลลี่นั้น อยู่ที่การปลูกฝังเด็กให้รู้จักเคารพผู้อื่นเสียมากกว่า การไปโฟกัสที่การหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสังเกต เช่น การตั้งชื่อ ซึ่งก็นับว่าเป็นประเด็นที่กล่าวได้ถูกต้องในอีกแง่มุมหนึ่งเช่นกัน สังคมควรเริ่มปลูกฝังกันเสียแต่ตอนนี้ เพื่อสังคมที่น่าอยู่ในอนาคตต่อ ๆ ไป การตั้งชื่อลูก แบบหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการบุลลี่ในเด็กนั้น เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น หากผู้คนในสังคมมีความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เช่นนี้แล้ว ปัญหาการบุลลี่ก็คงจะได้รับการแก้ไข ไม่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องก้มหน้าแบกรับภาระบนความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวของคนเพียงไม่กีคนได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่

คำชื่นชม สร้างการเห็นคุณค่าในตนเองแก่ลูก ช่วยแก้ปัญหาการถูกบุลลี่ได้
คำชื่นชม สร้างการเห็นคุณค่าในตนเองแก่ลูก ช่วยแก้ปัญหาการถูกบุลลี่ได้

จะช่วยลูกจากการถูก Bully ได้อย่างไร ?

แนวทางปกป้องเด็กไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการ Bully และการรับมือกับการ Bully ที่เกิดขึ้น มีดังนี้

  • พูดคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมา อาจให้สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์การถูก Bully ด้วยกัน หากเด็กกล้าพูดออกมา ให้กล่าวชื่นชมในความกล้าหาญและให้การสนับสนุนเพื่อฟื้นฟูจิตใจเด็ก รวมทั้งอาจปรึกษากับทางโรงเรียนถึงนโยบายการจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
  • พยายามให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง ความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กมีความกล้าและสามารถเผชิญหน้ากับการถูก Bully ได้ โดยอาจเริ่มจากการส่งเสริมให้ลูกรู้จักดูแลตัวเอง รักษาความสะอาดของร่างกาย ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
  • อย่าปล่อยให้ลูกเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้ง หากลูกถูกเพื่อนรีดไถเงินหรือถูกบังคับเอาสิ่งของส่วนตัวไปโดยไม่เต็มใจ พ่อแม่ก็ไม่ควรให้ลูกพกเงิน เกม หนังสือการ์ตูน หรือสิ่งของที่มีค่าใด ๆ ไปโรงเรียน
  • สอนให้ลูกอยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อน เพราะการไปไหนมาไหนตามลำพังจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ตกเป็นเป้าของการถูก Bully รวมทั้งบอกให้ลูกคอยอยู่เป็นเพื่อนหากเพื่อนถูกกลั่นแกล้งเช่นกัน และต้องบอกให้ผู้ใหญ่รับรู้เสมอเมื่อถูกกลั่นแกล้งหรือเห็นการกลั่นแกล้งในโรงเรียน
  • สอนให้รู้จักรับมืออย่างกล้าหาญและใจเย็น ฝึกให้ลูกไม่แสดงความหวาดกลัวหรือจำยอมต่อการถูกกลั่นแกล้ง รวมทั้งไม่แสดงอารมณ์ไปตามที่ถูกยั่วยุ เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ที่ Bully ได้ใจ ส่งผลให้การกลั่นแกล้งดำเนินต่อไปและอาจรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยควรสอนให้ลูกกล้าเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนไม่ใช่เหยื่อ เพิกเฉยและไม่ต้องสนใจสิ่งที่ผู้กลั่นแกล้งกระทำหรือพูด แล้วบอกให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำด้วยท่าทีที่เรียบเฉย ก่อนจะเดินห่างออกมาจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ห้ามใช้กำลังหรืออารมณ์ตอบโต้ เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว ยิ่งทำให้เรื่องบานปลายได้
  • พูดคุยกับพ่อแม่ของเด็กที่เป็นผู้ Bully เพื่อให้ผู้ใหญ่รับทราบปัญหาและหาแนวทางจัดการกับเรื่องดังกล่าวอีกแรง โดยอาจนัดพูดคุยที่โรงเรียนพร้อมกับครูประจำชั้น เพื่อหาวิธีรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กันหลาย ๆ ฝ่าย
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com /wajapan.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปิดเทคนิค เลี้ยงลูกแบบสวีเดน ฝึกลูกให้อยู่เป็นในสังคม

เมื่อลูกถูก bully ลองใช้เทคนิคสุดเฟี้ยวฉบับแม่ญี่ปุ่นกัน!!

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

แนะเทคนิคเลี้ยงลูกให้ฉลาดรอบด้าน ด้วย Power BQ พ่อแม่สร้างได้ ตั้งแต่ลูก 6 เดือน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แม่ให้นม

วิจัยชี้! แม่ให้นม ยิ่งเครียดน้ำหนักยิ่งเพิ่ม แนะ 6 เคล็ดลับดับเครียด

เมื่อมีคนปลอบใจคุณแม่ให้นม เรื่องน้ำหนักตัวที่พุ่งปรี๊ดหลังคลอดลูก ว่า  “ไม่ต้องกังวลนะเธอ เดี๋ยวพอให้นมลูกแล้วน้ำหนักก็ลดลงเอง เชื่อฉันสิ” แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่พบ คือ หลังจากคุณแม่ให้นมลูกมาสักพักใหญ่ๆ  ก็ยังไม่มีทีท่าว่าน้ำหนักจะลดลง ซ้ำยังจะเพิ่มขึ้นอีก  มันเกิดอะไรขึ้นนะ?   มีอะไรผิดพลาดรึเปล่า??   วันนี้เรามาติดตามกันค่ะ   ว่าสาเหตุที่ทำให้คุณแม่น้ำหนักไม่ลดลง คืออะไรบ้างแม้เราจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างที่ใครๆ บอกแล้วก็ตาม

โดยปกติ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ถือ เป็นเทคนิควิธีธรรมชาติที่สามารถช่วยลดไขมันในร่างกายได้ เพราะการสร้างน้ำนมจะดึงเอาไขมันในร่างกายไปใช้ จากการวิจัยพบว่าการให้นมลูกสามารถช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ถึง 500-800 กิโลแคลอรีต่อวัน หากให้นมลูกอย่างต่อเนื่อง 4-6 เดือน ก็จะ ช่วยลดขนาดส่วนเกินของสะโพก หน้าท้อง ต้นแขน ได้

แต่ความจริงการลดน้ำหนักหลังคลอดด้วยการให้นมลูกอาจได้ผลกับแค่บางคน  เราอาจเห็นเพื่อนๆ ที่ท้องมาพร้อมๆ กัน น้ำหนักค่อยๆ ลดลงหลังคลอดในช่วงให้นมลูก แต่ก็มีอีกหลายคนที่น้ำหนักไม่ลดลงง่ายๆ หรือ ในขณะที่ผู้หญิงหลายคนดูไม่อ้วนหลังคลอด แต่จริงๆ แล้ว อาจเป็นเพราะเขาไม่สามารถกินอาหารได้เพียงพอที่จะทำให้น้ำหนักขึ้น หรือโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาต้องให้นมลูกแฝด!

วิจัยชี้! แม่ให้นม ยิ่งเครียดน้ำหนักยิ่งเพิ่ม

จริงๆ แล้วยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่เชื่อมโยงกับการลดน้ำหนัก เพราะดูเหมือนจะ พูดง่าย แต่ทำยาก ใช่ว่า แค่ “กินให้น้อยๆ  แล้วก็ออกกำลังกายบ่อยๆ สิ ” ซึ่งปัจจัยที่ทำให้คุณแม่ที่ให้นมลูกอยู่ อาจน้ำหนักไม่ลดลง หรือลดได้ยาก มีดังนี้ค่ะ

 1. คุณแม่เกิดความเครียดสะสม จากการคุมอาหาร

เมื่อคุณแม่ต้องการที่จะลดน้ำหนัก หลายคนอาจเลือกวิธีจำกัดปริมาณแคลอรี่ของอาหารในแต่ละมื้อ และหากคุณกำลังลดปริมาณแคลอรี่ของอาหารที่กินมากเกินไป เพื่อพยายามลดน้ำหนักในช่วงให้นมลูก จำไว้เลยค่ะว่าวิธีนี้ อาจทำให้คุณแม่มีแนวโน้มที่จะควบคุมน้ำหนักได้ยาก และน้ำหนักอาจจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกด้วย

มีผลการวิจัย ในสหรัฐอเมริกา ที่แสดงให้เห็นว่าการจำกัดปริมาณแคลอรี่ของอาหารที่รับประทาน สามารถเพิ่มระดับคอร์ติซอลในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้คุณแม่รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที และเมื่อระดับคอร์ติซอล และความเครียดของคุณแม่สูงขึ้น สิ่งที่ตามมา คือ โคเลสเตอรอลสูงขึ้นจากความเครียดสะสม หิวบ่อยขึ้น หรือ กินมากขึ้น เป็นต้น และนี่ยิ่งทำให้มีแนวโน้ม ที่น้ำหนักของคุณแม่ะจะเพิ่มขึ้นค่ะ

ดังนั้นการกินอาหารที่มีสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การไม่กิน หรือ กินน้อย อาจทำให้คุณลดน้ำหนักได้ยากขึ้น! อาจฟังดูแปลก แต่จริงค่ะ  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงควรกินเมื่อคุณหิว เมื่อร่างกายของคุณพูดว่า “ขอฉันกินหน่อยเถอะได้โปรด!” หากคุณเพิกเฉยต่อความหิวของตัวเองเพราะคิดว่ามันจะช่วยลดน้ำหนักได้ คุณแม่กำลังคิดผิดค่ะ เพราะฉะนั้นการกินอาหารในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยให้เราไม่เครียดจนเกินไปได้ค่ะ

แม่ให้นม
แม่ให้นม

2. ฮอร์โมนแห่งความเป็นแม่

ร่างกายของคุณแม่หลังคลอด จะมีการผลิตฮอร์โมน ที่ชื่อว่า โปรแลคติน ( Prolactin)  ซึ่งเป็นฮอร์โมน ที่ทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตน้ำนมของคุณแม่ และยังช่วยเพิ่มความอยากอาหาร รวมทั้งช่วยชะลอการเผาผลาญไขมันอีกด้วย ซึ่งหมายความว่า เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ ไม่ได้สั่งร่างกายของคุณเวลาคุณแม่กินอาหารแค่ว่า  “กินให้หมดสิ!” แต่มันยังบอกด้วยว่า “เก็บไขมันไว้ด้วยสิ! ”เป็นยังไงคะ เข้าท่ามั้ยละ ฮอร์โมนตัวนี้ ?

และเพื่อที่จะหล่อเลี้ยงมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ของเรา คุณแม่ต้องมีพลังงานสำรองเพียงพอที่จะใช้ผลิตน้ำนมและรักษาสุขภาพของตัวเองเอาไว้ ดังนั้นร่างกายของเราฉลาดนะคะ ที่สามารถบอกให้คุณ กินและบอกตัวเองให้เก็บไขมันไว้เสริม ในกรณีที่คุณได้รับแคลอรี่ไม่เพียงพอ   จงจำไว้ว่า ร่างกายของคุณแม่กำลังทำในสิ่งที่ควรจะทำ เพื่อช่วยให้คุณและมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ของคุณมีชีวิตอยู่ค่ะ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ คือกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อผลิตน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของเจ้าตัวเล็ก เพราะหลังจากที่ทารกหย่านมแล้ว คุณแม่ก็ยังสามารถลดน้ำหนักได้ ไม่สายเกินไปหรอกค่ะ แค่อาจจะต้องมีวินัยกับตัวเองให้มากขึ้น  จำไว้ว่าอย่ากดดันตัวเองมากไป เพียงเพื่อต้องการให้น้ำหนักลด

เผยสูตร ดื่มน้ำลดความอ้วนได้ผลเริ่ด แถมสุขภาพดี!

เมนู อาหารลดน้ำหนัก แม่หลังคลอดผอมไว..ได้คุณค่า

แม่ท้อง แพ้อาหารทะเล ส่งผลต่อลูกยังไงมาหาคำตอบกัน

และจากที่ ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ยิ่งคุณแม่เครียด ก็จะยิ่งทำให้ ควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องไม่เครียดค่ะ แต่จะทำยังไงไม่ให้เครียด มาดูวิธีกันค่ะ

6 เคล็ดลับ ดับเครียด แม่ให้นม

1. ทำกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด

หาเวลาออกกำลังกาย ให้ได้อย่างน้อย 30 นาที 3-5 วัน ต่อ สัปดาห์  โทรเม้าท์มอยกับเพื่อนสนิท ออกไปเดินเล่น ดูคอนเสิร์ต ดูหนัง อยู่บ้านฟังเพลงโปรด ปลูกต้นไม้ เป็นต้น ซึ่งการทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อลดความเครียดของคุณแม่เท่านั้น แต่เพราะอย่างที่เราพูดไป ว่าการลดน้ำหนักหลังคลอดจะทำได้ง่ายกว่า ถ้าเราไม่เครียดค่ะ

2. โฟกัสเรื่องดีๆ ในชีวิตเรื่องอื่นบ้าง

เบนความสนใจไปที่เรื่องอื่นๆ บ้างจะช่วยได้มากค่ะ ในชีวิตคนเรายังมีเรื่องดีๆ รออยู่อีกเยอะ สูดหายใจลึกๆ ลองคิดดูดีๆ นะคะ เช่น การออกกำลังกายหลังคลอด ที่ให้ประโยชน์ มากกว่าแค่การลดน้ำหนัก เพราะช่วยเรื่อง บรรเทาอาหารปวดหลัง ปวดข้อ ปวดเข่า หรือช่วยให้คุณแม่อาจกลับมามีความสุขกับเซ็กส์ได้อีกครั้ง เพราะมีพลังงานมากขึ้น รู้สึกแข็งแรงขึ้น เห็นมั้ยคะ ว่าการมุ่งความสนใจไปที่เรื่องอื่น ๆ บ้าง จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น ว่าร่างกายของเรามันน่าทึ่งแค่ไหน เซลลูไลท์อาจไม่ดูแย่อีกต่อไปก็ได้ค่ะ

3. จำไว้ว่ามันก็แค่ชั่วคราว

เมื่อถึงเวลาที่คุณตัดสินใจให้ลูกหย่านม  ก็จะกลายเป็นเวลาทองของคุณ ที่จะกลับมาลดน้ำหนักได้อย่างเต็มที่และลดได้ง่ายกว่าด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นช่วงที่ให้นมลูกอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องเครียดเลยค่ะ ให้คิดไว้ว่าเรากำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการเป็น “แม่ของลูก” อยู่  แต่เมื่อลูกหย่านมแล้ว ให้คุณแม่ตั้งเป้าไว้เลยค่ะ ว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ภายในกี่เดือนกี่ปี จำไว้ว่าคุณสามารถลดน้ำหนักได้ภายในหนึ่งหรือสองปีหลังจากลูกหย่านม คุณจะรู้สึกเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง! เมื่อได้เห็นหุ่นสวยๆ ของตัวเองเวลาที่ยืนส่องกระจกค่ะ

4. อยู่ท่ามกลางคนที่พร้อมจะเข้าใจ และให้กำลังใจ

ความรู้สึกโดดเดี่ยว ในการต้องต่อสู้กับเรื่องยากๆ คนเดียว ไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ค่ะ คุณแม่ลองหาเพื่อนสนิท หรือ สมาชิกในครอบครัวที่พร้อมจะเข้าใจ สามารถร่วมปรับทุกข์ เป็นที่ปรึกษาให้เราได้ เช็คให้แน่ใจว่า ผู้คนที่อยู่รอบตัวคอยให้กำลังใจที่ดีกับเรา มากกว่าที่จะคอยติติง หรือวิจารณ์ทางลบ เวลาที่ได้ระบายถึงสิ่งที่เราทำอยู่กับคนที่เข้าใจเราจริงๆว่ามันยากแค่ไหนจะยิ่งช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายข้างหน้าได้ค่ะ

5. ปรึกษาคุณหมอ

สำหรับคุณแม่บางคน อาจเป็นโรคไทรอยด์อักเสบหลังคลอด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดจากน้ำหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากต่อมไทรอยด์ของคนที่ป่วยด้วยโรคนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาด โดยไม่สามารถควบคุมระบบของร่างกายได้อย่างเหมาะสม รวมถึงระบบการเผาผลาญด้วย ดังนั้นหากคุณสงสัยว่าคุณกำลังจะป่วยด้วยโรคนี้อยู่ ให้ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็คและขอคำปรึกษาได้ค่ะ

แม่ให้นม

6. เตือนตัวเองว่าร่างกายของคุณสุดยอดแค่ไหน

คุณแม่อาจจะลืมไปว่าร่างกายของคุณ มันน่าทึ่งแค่ไหน?   ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งให้กำเนิดมนุษย์ตัวเล็กๆ และตอนนี้คุณก็กำลังให้อาหารมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ด้วยน้ำนมที่ร่างกายของคุณผลิตเอง คุณแม่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริงค่ะ! และไม่สมควรที่จะรู้สึกกดดัน ที่จะต้องทำตามความคิดหรือคำพูดต่างๆ  ว่าร่างกายหรือหุ่นของคุณควรจะต้องเป็นอย่างไรหลังคลอด

มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะ“ จัดการ” กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่ ลองถามตัวเองดูค่ะ  ว่าความกดดันนี้มาจากไหน?   เราต้องการลดน้ำหนักจริงหรือ?  หรือเราหลงคิดเพียงแค่ว่าควรลดน้ำหนักเพราะใครๆ เขาก็น้ำหนักลดกัน    การเรียนรู้ที่จะรักร่างกายหลังคลอด การลดน้ำหนัก และอีกมากมายไม่ใช่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน   ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามค่ะ

เมื่อคุณแม่ลดน้ำหนักได้ตามที่ต้องการ หลังการหย่านม และลูกก็โตขึ้นทุกวันๆ คุณแม่อาจจะปลูกฝังลูกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ถึงวิธีการดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตัวเอง  อย่างที่คุณแม่ทำมาก่อน เพื่อให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มี ความ ฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ(HQ)มีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคที่ดี และที่สำคัญ คือ มีความสุขและทำกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ป่วยบ่อยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : jennadalton.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หมอตอบชัด!!แม่ให้นมกินน้ำอัดลม ชา กาแฟ คาเฟอีนส่งถึงลูกไหม

วิธีรับมือสำหรับแม่ให้นม เมื่อลูกกลายเป็น เด็กแพ้อาหาร

แม่ให้นมกินทุเรียน แล้วน้ำนมเหม็น ลูกเมินนมแม่! จริงมั้ย?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โฟร์โมสต์ปันนมปันน้ำใจ ปีที่ 2

โฟร์โมสต์ปันนมปันน้ำใจ ปีที่ 2 ร่วมต้านภัย COVID-19

โฟร์โมสต์ เดินหน้าภารกิจ ปันนมปันน้ำใจ ปีที่ 2” ร่วมต้านภัย COVID-19 มอบผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มมูลค่ากว่า 3 แสนบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบุคคลากรทางการแพทย์

10 กุมภาพันธ์ 2564 , กรุงเทพฯ –  บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เดินหน้าปฏิบัติภารกิจ “ โฟร์โมสต์ปันนมปันน้ำใจ ร่วมต้านภัย COVID-19 ปีที่ 2” ร่วมใจมอบผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีโฟร์โมสต์โอเมก้ามูลค่ากว่า 3 แสนบาท ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบุคคลากรทางการแพทย์จากสาธารณสุข จ.สมุทรสาคร  จ.สมุทรปราการ จ.ชลบุรี และจ.ฉะเชิงเทรา โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนรับมอบผลิตภัณฑ์นมจาก นางสาวอุทัยวรรณ ลออคุณ ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์โฟร์โมสต์ และผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้ บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ดูแลคัดกรองผู้ป่วย ที่ได้เสียสละทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงประชาชนในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดครั้งนี้ โฟร์โมสต์ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจต้านภัยโควิด-19 ด้วยการมอบโภชนาการที่ดีจากน้ำนมโค เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้คนไทยแข็งแรง และผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน