8 ข้อผิดพลาดของพ่อแม่ สาเหตุลูกฟันผุ ก่อนวัยอันควร

สาเหตุลูกฟันผุ มีอยู่หลายข้อด้วยกัน คุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ ลูกอาจฟันผุได้บ้าง  แต่จริงๆ  ด้วยวัยเพียงเท่านี้ ลูกควรมีสุขภาพโดยรวมที่ดี ได้เล่นอย่างมีความสุข ไม่ต้องมาทุกข์ทรมานกับ อาการต่างๆ ที่เกิดจากฟันผุ ทั้งปวดฟัน เหงือกบวม ฟันล้ม ติดเชื้อจากฟันผุ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการที่ปล่อยให้ลูกฟันผุเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา ซึ่งปัญหานี้สามารถป้องกันก่อนเกิดได้ ถ้าพ่อแม่หันมาทำความเข้าใจถึงสาเหตุ ตลอดจนให้ความสำคัญกับกิจวัตรประจำวันที่บ้านของลูกที่อาจส่งผลให้ลูกฟันผุได้ค่ะ

8 ข้อผิดพลาดของพ่อแม่ สาเหตุลูกฟันผุ ก่อนวัยอันควร

สาเหตุที่ทำให้ลูกฟันผุนั้นไม่ได้มาจากแค่การรักษาความสะอาดทางช่องปากไม่ทั่วถึงเสมอไป  แต่ยังมาจากสาเหตุเหล่านี้ อีกด้วยนะคะ ลองเช็คดูว่าเราทำแบบนี้ อยู่หรือเปล่า?

1. ให้ลูกกินวิตามินเหนียว บ่อยเกินไป 

การให้ลูก ทานวิตามินเหนียวรสอร่อย หลากสีสัน บ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะมัน คือปัจจัยสำคัญที่ ทำให้ลูกฝันผุได้ ในวิตามินเหนียวแต่ละเม็ด มี น้ำตาลมากถึง  2-3 กรัม ซึ่งส่งผลให้ฟันผุได้ถ้าทานเป็นประจำและไม่ได้รับการดูแลความสะอาดช่องปากที่ดีพอ 

ทำให้ลูกฟันผุ

2. ไม่จำกัด ความถี่ ในการทานขนมกรุบกรอบ 

คุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจคิดว่า ขนมกรุบกรอบ เช่น แคร๊กเกอร์ เพรทเซล ไมใช่ สาเหตุลูกฟันผุ แต่ขนมพวกนี้ล้วนเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่สามารถย่อยสลายเป็นน้ำตาลได้ ซึ่งสามารถส่งผลเสียโดยตรงต่อปัญหาสุขภาพฟัน  เพราะฉะนั้น ควร จำกัด ความถี่ ในการให้ทานขนมเหล่านี้ ของลูกค่ะ

 3.ให้ลูก ดื่มน้ำผลไม้  หรือ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจนเคยชิน

การปล่อยให้ลูกดื่มน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มกีฬา ตลอดเวลา  ส่งผลเสียได้มากกว่าที่เราคิด ส่วนใหญ่น้ำพวกนี้ใน 1 ขวด จะปริมาณน้ำตาลมากกว่า 30 กรัมขึ้นไป  ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอต่อการ ทำให้ลูกฟันผุได้ ทางที่ดี ควรจำกัด การดื่มน้ำผลไม้ของลูก ให้เหลือเพียง 4 ออนซ์ ต่อวัน หรือน้อยกว่า และควรให้ลูกดื่มได้ ในช่วงเวลาอาหารเท่านั้น ที่สำคัญ ไม่ควรเติมน้ำตาลเพิ่มลงในจานอาหารของลูกด้วยค่ะ

4. ปล่อยให้ลูกหลับคาขวดนม 

นมแม่ และนมผสม ต่างๆ นั้นมีน้ำตาลแลคโตส เป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติ  หากสะสมอยู่ในช่องปากหรือตามซอกฟันเป็นระยะเวลานานอาจทำให้ฟันผุรุนแรงได้ ทางที่ดีควรให้ลูกเลิกขวดเมื่อลูกอายุ ประมาณ  1 ขวบ (12-18 เดือน) นอกจากนี้ ควรปลูกฝัง และสอนให้ลูกดูดขวดที่ใส่น้ำเปล่าเท่านั้น เนื่องจากเด็กวัยนี้อาจยังต้องการการดูดขวดเพื่อความสบายใจหรือผ่อนคลายก่อนจะนอนหลับ

5. ใช้ยาสีฟันในปริมาณมากเกินไป 

การใส่ยาสีฟันให้ลูกเยอะเกินไป ส่งผลเสียได้มากกว่าที่เราคิด ทางที่ดี ควรจำกัด ปริมาณยาสีฟันเด็กที่ใช้กับลูก สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ให้ใส่ยาสีฟันปริมาณเท่าข้าวเม็ดเล็ก ๆ  และ ประมาณเมล็ดถั่วขนาดเล็ก สำหรับเด็ก 4 ขวบขึ้นไป ซึ่งแปรงสีฟันบางชนิด มีตัวบ่งชี้สีน้ำเงินบนขนแปรง เพื่อให้รู้ปริมาณยาสีฟัน ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

สาเหตุลูกฟันผุ
สาเหตุลูกฟันผุ

6. ปล่อยให้ลูก แปรงฟันด้วยตัวเอง 

พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกอายุ 2-3 ขวบ จะสามารถแปรงฟันด้วยตัวเองได้ แต่ด้วยวัยของเขา ลูกยังไม่เข้าใจและอาจทำได้ไม่ดีพอค่ะ ถ้าลูกยังต้องการที่จะแปรงฟันเอง เราอาจบอกเด็ก ๆ ว่า “ ลูกสามารถแปรงฟันเอง ถ้าผูกเชือกรองเท้าเองได้”  ทั้งนี้ ก็เพราะเมื่อ เด็กมีความชำนาญในการผูกเชือกรองเท้าของตัวเอง นั่นก็หมายถึงพวกเขามีความชำนาญ และสามารถในการแปรงฟันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ทั้งนี้ เนื่องจากเคลือบฟันของฟันน้ำนมในเด็ก นั้นมีความหนาเพียงครึ่งหนึ่งของฟันเท่านั้น เมื่อเด็กเริ่มกินอาหารได้ เศษอาหารจะติดตามซอกฟัน หากไม่ได้รับการแปรงฟันอย่างถูกวิธี จะทำให้สิ่งสกปรกเหล่านั้นสะสมไปเรื่อย ๆ แบคทีเรียจะเติบโต กลายเป็นกรด ไปกัดชั้นเคลือบฟันจนหมดไป เมื่อเคลือบฟันหมด แบคทีเรียก็จะกัดชั้นฟันของเด็ก ๆ จนทำให้เด็กฟันผุได้ง่ายๆ เลยละค่ะ

7. ละเลยการใช้ไหมขัดฟันให้ลูก 

คุณพ่อคุณแม่อาจไม่แน่ใจว่าจะใช่ไหมขัดฟันกับลูกได้หรือไม่ จริงๆ แล้ว เราสามารถใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดตามซอกฟันให้ลูก เมื่อลูกเริ่มมีฟันสองซี่ ที่สบกันได้ หรือ ใช้ไหมขัดฟันเมื่อแปรงสีฟันไม่สามารถทำความสะอาดระหว่างร่องฟันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฟันกรามด้านหลังเริ่มสบกัน  ไหมขัดฟันจะช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟันที่ขนแปรงสีฟันเข้าไม่ถึง นอกจากนี้การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ อย่างถูกต้อง จะช่วยลดการเกิดฟันผุที่ซอกฟันได้ค่ะ ควรใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพราะคราบขี้ฟันจะพอกพูนเกาะฟันภายใน 24 ชั่วโมง โดยทั่วไปเด็กจะสามารถใช้ไหมขัดฟันได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่ออายุประมาณ 11 ปี แต่ถ้าหากต้องใช้ไหมขัดฟันในอายุที่น้อยกว่า 11 ปี ผู้ปกครองควรดูแลและแนะนำให้ใช้อย่างถูกต้อง 

แปรงฟันแห้ง ช่วยป้องกัน ลูกฟันผุได้จริง (มีคลิป)

หมอฟันอึ้ง! เด็ก 3 ขวบ ฟันผุแทบหมดปาก มาดูกันว่าเป็นเพราะอะไร..

ลูกแทบไม่กินลูกอม ทำไมถึงยังฟันผุ?

สาเหตุลูกฟันผุ

8. ละเลยการพาลูกไปพบหมอฟัน 

พ่อแม่หลายคนอาจคิดว่า รอจนลูกถึงอายุ 3 ขวบ ถึงจะเริ่มพาลูกไปพบทันตแพทย์  ความจริงแล้ว ควรพาลูก ไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก เมื่อลูก อายุครบ  1 ขวบ ค่ะ เพราะจะช่วยลดโอกาสที่ทำให้ลูกฟันผุ ในวัยเด็กได้ การพาลูกไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำให้พวกเขา เคยชิน ว่าการพบหมอฟัน นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับการการรักษาต่อไปในอนาคต  มีผลการวิจัย พบว่า หากเด็กได้รับการตรวจป้องกันด้านทัตกรรม 4 ครั้ง เมื่ออายุ 3 ขวบ จะช่วยลดโอกาสเกิดเกิดโรคฟันผุในเด็กปฐมวัยได้อย่างมาก 

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติตาม 8 ข้อข้างต้น มั่นใจได้เลยค่ะ ว่าปัญหาลูกฟันผุ ก่อนวัยอันควรจะไม่เกิดขึ้น  ทั้งนี้ การปลูกฝังให้ลูกได้รู้ถึง การดูแลเอาใจใส่เรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่ยังเล็ก ถือ เป็นการส่งเสริมให้ลูกรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี เพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรง และเป็นการเสริมสร้าง ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ(HQ) ด้วย Power BQ  ให้กับลูกอีกด้วย เพื่อที่ลูกจะได้เติบโตขึ้นไปเป็นเด็กที่มีสุขภาพดี ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยิ้มฟันขาวได้อย่างมั่นใจค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.wishtv.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ระวัง! ลูกฟันผุ แน่! หากพ่อแม่ปล่อยให้ดูดนมขวดกลางดึก

เคล็ด(ไม่)ลับ..ลูกน้อยฟันแข็งแรง ไม่มีฟันผุ ตั้งแต่ฟันซี่แรก

ผลวิจัยชี้!ใช้ไหมขัดฟันก่อนแปรงฟันลดเสี่ยง เหงือกอักเสบ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โควิดอาการ หลังหายยังน่าห่วง

โควิดอาการ หลังหายแล้วยังน่าห่วงทั้งระบบหายใจ-ผมร่วง!

ญี่ปุ่นเตือนผู้ติดเชื้อโควิด-19หลังหายแล้ว อาจมีผลต่อสุขภาพระยะยาว ผู้ที่เคยติดเชื้อ โควิดอาการ มีทั้งหายใจลำบาก รับกลิ่นบกพร่อง จนถึงผมร่วงได้แม้หายแล้ว

โควิดอาการ หลังหายแล้วยังน่าห่วง..ทั้งระบบหายใจ-ผมร่วง!

โลกในปัจจุบันมีเรื่องให้ต้องระมัดระวังกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยรายวันจากผู้ไม่ประสงค์ดี ปัญหาสุขภาพทั้งโรคยอดฮิตที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหวัด หรือไข้เลือดออก เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดในยุคที่หันไปทางไหนก็ต่างหวาดระแวงกลัวติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) นั้น จึงเป็นเรื่องที่จะไม่กล่าวถึงมิได้เลย การป้องกันระมัดระวังทั้งตนเอง และครอบครัวอันเป็นที่รักของแม่ ๆ อย่างเราที่ว่ายากลำบากแล้ว รู้หรือไม่?…ว่าหลังจากหายจากโควิดอาการ ยังคงมีหลงเหลือเป็นที่น่ากังวลไม่น้อยเลยทีเดียว โดยแพทย์ญี่ปุ่นได้ออกมาระบุว่าจากการเก็บผลสำรวจผู้หายจากอาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ไม่ว่าผู้ติดเชื้อนั้นจะป่วยเป็นโควิดอาการหนัก หรือไม่ก็ตาม หลังจากการติดเชื้อยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาวต่อไปอีกด้วย จึงทำให้น่าเป็นห่วงสำหรับคนที่มีอายุน้อย เช่น วัยหนุ่มสาว ที่ยังต้องต้องการความสมบูรณ์ของร่างกายเพื่อใช้ชีวิตต่อไป

ผู้ป่วยโควิดอาการ หลังหายยังน่าห่วง
ผู้ป่วยโควิดอาการ หลังหายยังน่าห่วง
แพทย์ญี่ปุ่นเตือนผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด อาจได้รับผลกระทบทางร่างกายเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว มีทั้งอาการหายใจลำบาก ไม่สบาย การรับกลิ่นบกพร่อง ไปจนถึง “ผมร่วง

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงาน โดยอ้างความเห็นจากแพทย์ว่า ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุน้อย อาจได้รับผลกระทบทางร่างกายจากการติดเชื้อเป็นเวลานาน แม้จะได้รับการรักษาจนผลตรวจเป็นลบแล้วก็ตาม

รายงานข่าวระบุว่า ผลที่ตามมาซึ่งพบในผู้เคยติดเชื้อโควิด-19 เช่น อาการไม่สบายและหายใจลำบาก ขณะที่ในรายที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงแม้จะได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการของโควิด-19 ที่ไม่รุนแรงก็ตาม

ทั้งนี้จนถึงปัจจุบัน ในญี่ปุ่นยังมีสถาบันทางการแพทย์ไม่มากที่รักษาผู้ป่วยจากผลที่ตามมาดังกล่าว

แพทย์รายหนึ่ง ระบุว่า ผู้มีอาการดังกล่าวส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 40 ปีหรือเด็กกว่านั้น และทางรัฐบาลจำเป็นต้องจริงจังกับเรื่องนี้และหามาตรการรับมือ

เมื่อปีที่แล้ว ศูนย์สุขภาพและการแพทย์ระดับโลกแห่งชาติของญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์สอบถามผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายและออกจากโรงพยาบาล และมีผู้ตอบการสำรวจ 63 ราย

ผลสำรวจพบว่าในบางราย ผู้ป่วยยังคงมีอาการหายใจลำบาก ไม่สบาย และการรับกลิ่นบกพร่องเป็นเวลา 4 เดือนนับจากเริ่มมีอาการของโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยที่มีอาการผมร่วงเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากโควิด-19 แสดงอาการ

ฮิราฮิตะ คลินิก ซึ่งทำการตรวจผู้ป่วยประเภทดังกล่าวประมาณ 700 คนทั่วประเทศ ระบุว่า มีผู้ป่วย 95% บอกว่ารู้สึกไม่สบาย ขณะที่ 80% ระบุว่ามีอาการซึมเศร้าและความสามารถด้านการคิดลดลง โดยผู้ป่วยดังกล่าวประมาณ 30% นั้นอยู่ในช่วงอายุประมาณ 40 ปี และเกือบ 50% อยู่ในช่วงอายุประมาณ 30 ปี และมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.4 เท่า

โคอิจิ ฮิราฮิตะ ผู้อำนวยการคลินิกคาดว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะอาการภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องและตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยด้วยการโจมตีอวัยวะที่แข็งแรงดี

เขายังเตือนด้วยว่า ผู้ที่หายจากโควิด-19 ยังควรงดออกกำลังกายไปสักระยะ เนื่องจากแค่ออกไปเดินเล่นก็อาจทำให้อาการแย่ลงแล้ว

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.posttoday.com

จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า แม้ผู้ที่หายจากโรคโควิด-19 แล้ว ก็ยังคงต้องดูแลสุขภาพร่างกายต่อเนื่องไปอีกสักระยะ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู โดยคุณหมอยังไม่แนะนำให้ออกกำลังกายในช่วงพักฟื้น เพราะอาจจะทำให้อาการแย่ลงได้ แม้ในกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้สูงอายุ เชื้อไวรัสโคโรนาก็ยังคงทำลายระบบกลไกต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นระบบการหายใจ เหนื่อยง่าย การรับกลิ่นบกพร่อง ปัญหาทางด้านจิตใจ และอาจรวมไปถึงภาวะผมร่วงอีกด้วย แต่ในรายงานก็ยังไม่ได้ระบุแน่นอนว่าผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาจะมีอาการดังกล่าวทุกคน ยังคงต้องทำการสำรวจ วิจัยต่อไปอีก เพื่อความชัดเจนที่มากยิ่งขึ้น

ผลสำรวจผู้ติดเชื้อ โควิดอาการ หลังหายแล้ว
ผลสำรวจผู้ติดเชื้อ โควิดอาการ หลังหายแล้ว

ผลสำรวจของประเทศจีนก็ให้ผลไม่ต่างกัน!!

ประเทศจีน ประเทศที่ทราบกันดีว่า ได้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เป็นชาติแรก ๆ ของโลก และมีการระบาดใหญ่ที่สุด มีประชากรติดเชื้อมาก และผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวก็มากด้วยเช่นกันนั้น ได้ทำการสำรวจจากการติดเชื้อครั้งที่ผ่านมา ซึ่งใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดประมาณ 1,733 คน โดยมีรายงานผลออกมาว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลจนหายแล้ว มีปัญหาสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอาการอ่อนเพลีย นอนหลับยาก หายใจได้ไม่สะดวก พบระดับแอนติบอดี้ลดลง ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายขาดภูมิคุ้มกันโรคในอนาคต ผมร่วง และปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยหลาย ๆ อาการก็มีความใกล้เคียงกับผลการสำรวจจากประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน

กลุ่มสื่อต่างชาติ รายงาน (11 ม.ค.) จีนพบร้อยละ 76 ของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลจนหายแล้วมีปัญหาสุขภาพระยะยาว

รายงานระบุว่า แม้ผู้ป่วยเหล่านั้นจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว 6 เดือนก็ยังมีอาการไม่ปกติของร่างกาย โดยร้อยละ 63 มีอาการอ่อนเพลีย ร้อยละ 26 นอนหลับได้ยาก และร้อยละ 33 มีสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาในตับ ซึ่งจะนำมาสู่โรคต่าง ๆ รวมถึงการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ผู้ป่วยหลายร้อยคนมีร่องรอยคล้ายกระจกฝ้าในเนื้อเยื่อปอด ทำให้หายใจได้สั้นกว่าปกติ ขณะที่ผู้ป่วยบางส่วนไม่สามารถหายใจได้ลึกขนาดที่ไม่สามารถทำการทดสอบการทำงานของปอดได้เลย
ร้อยละ 25 ของผู้ป่วยยังคงมีภาวะเครียด ซึ่งนักวิจัยยังไม่สามารถระบุว่าเกิดจากความเสียหายของเซลล์ประสาทหรือจากประสบการณ์อันเลวร้ายที่เคยประสบมา
นอกจากนี้ ระดับแอนติบอดี้ในร่างกายของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ในอนาคต
ก่อนหน้านี้ หลายประเทศได้ศึกษาผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 ซึ่งพบอาการที่หลากหลายตั้งแต่ผมร่วงไปจนถึงโรคหัวใจ อย่างไรก็ดี การศึกษาของจีนในครั้งนี้เป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดรวมทั้งสิ้นกว่า 1,733 คน
ราวร้อยละ 15 ของกลุ่มผู้ป่วยปฏิเสธที่จะเข้าโครงการศึกษาผลกระทบระยะยาว ขณะที่อีกร้อยละ 15 เสียชีวิตหรือเจ็บป่วยเกินกว่าจะเข้าโครงการจากโรคหัวใจ โรคปอดหรือโรคไต
อย่างไรก็ดี นาย Giuseppe Remuzzi ศาสตราจารย์ด้านวักกวิทยา (ไต) ของสถาบัน Istituto Mario Negri ในอิตาลีเห็นว่า ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านผลการวิจัยดังกล่าว เนื่องจากเป็นการศึกษาด้วยการคัดกรองอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ป่วย ซึ่งอาจทำให้ผลการวิจัยคลาดเคลื่อนได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก mgronline.com

เนื่องจากโรคโควิดนี้เป็นโรคใหม่ ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวก็เป็นสิ่งใหม่ที่การแพทย์ทั่วโลกเพิ่งได้เจอ จึงยังมีความรู้ที่จำกัดอยู่มาก จึงไม่อาจสรุปเป็นความชัดเจนได้ ดังนั้นในปัจจุบันหากมีอาการใดที่เป็นผลกระทบภายหลังจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ก็จะได้รับการดูแลรักษาตามลักษณะของแต่ละอาการไป ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลก ก็เริ่มมีแนวคิดที่จะจัดตั้งคลินิกหรือแผนกที่ดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพหลังจากติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้คาดว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบันน่าจะมีมาก ดังนั้น การไม่ติดเชื้อย่อมจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

แต่อย่าพึ่งกังวลใจกันมากจนเกินไป วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ได้นำความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง และคนใกล้ชิดหลังจากหายจากโควิด-19 แล้วว่าควรต้องปฎิบัติตัวกันอย่างไร เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอีกครั้ง จาก อ.ดร.พญ.สุวพร อนุกูลเรืองกิตติ์ แพทย์สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จากรายการ ติดจอ ฬ.จุฬา

ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวหลังติดเชื้อโคโรนา โควิด-19
ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวหลังติดเชื้อโคโรนา โควิด-19

โควิด-19 ไม่ใช่โรคเรื้อรัง หายแล้วไม่ติดต่อสู่ผู้อื่น

ตามปกติแล้วเมื่อผู้ป่วยหายจากโรคโควิด-19 แล้วทีมแพทย์จะทำการกักตัวไว้ที่โรงพยาบาลต่ออีก 14 วัน และให้ดูอาการ กักตัวเองที่บ้านต่ออีก 1 เดือน ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล หรือรังเกียจผู้ป่วยที่หายแล้ว จะได้ให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติเช่นเดิม

ผู้ป่วยโควิด-19 มีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่?

หากผู้ป่วยไม่มีอาการโควิด-19 หลัง 14 วันเป็นต้นไป โอกาสที่จะติดเชื้อซ้ำอีกครั้งถือว่าน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ทำให้มีภูมิต่อการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว อย่างไรก็ตาม ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขจะยังแนะนำให้ผู้ป่วยพักฟื้นที่บ้านจนครบ 1 เดือน ให้พักผ่อน ดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน โดยที่ยังใช้มาตรการ และแนวทางเดิม

วิธีการดูแลตัวเองหลังติดเชื้อ โควิดอาการ ไม่มีแล้ว
วิธีการดูแลตัวเองหลังติดเชื้อ โควิดอาการ ไม่มีแล้ว

วิธีดูแลตัวเองของผู้ป่วย เพื่ออยู่ร่วมกับครอบครัว และคนในชุมชน

  1. รักษาระยะห่างจากคนในบ้าน 1-2 เมตร รวมถึงตอนรับประทานอาหาร
  2. แยกห้องนอน
  3. ไม่ใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ร่วมกัน
  4. แยกซักเสื้อผ้า ด้วยผงซักฟอกปกติ
  5. ทำความสะอาดบริเวณที่ใช้ร่วมกันบ่อย ๆ
  6. ผู้ป่วยควรพยายามไม่นำตัวเองไปเสี่ยงรับเชื้อไวรัสใหม่ ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เข้าสู่ร่างกายอีก
  7. แยกทิ้งขยะที่มีน้ำมูก หรือน้ำลายอยู่ เช่น หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว โดยใส่ถุงแยกสองชั้น
  8. ผู้ป่วยที่เพิ่งหาย ควรใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงคนในครอบครัวที่จำเป็นต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยด้วย
  9. ลดการสัมผัสบริเวณที่แตะบ่อยๆ รวมถึงการใช้มือสัมผัสใบหน้า จมูก ปาก
  10. ล้างมือบ่อย ๆ

อย่างไรก็ตามแต่ทางเราขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับพ่อแม่ และทุก ๆ คนที่กำลังเผชิญกับการคุกคามของเชื้อไวรัสโคโรนา(โควิด-19) ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี หากเรามีกำลังใจที่ดีในการต่อสู้กับเชื้อโรคร้าย ก็จะช่วยให้ร่างกายของเรากลับมาฟื้นฟูเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิงจาก bangkokbiznews.com/sanook.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอเด็กแนะ!!พ่อแม่ต้อง กักตัว 14 วัน จะบอกลูกยังไงดี?

ผงะ!!ไอศกรีม ปนเปื้อน โควิด19 จากโรงงานผลิตที่จีน

ผู้เชี่ยวชาญชี้! การให้ วัคซีนโควิด คนท้อง ยังปลอดภัย หลังไม่พบเคสรุนแรงหลังฉีด

เทคนิครับมือ ลูกโดนบูลลี่ เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องรู้ให้ทัน!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกแบบสวีเดน

เปิดเทคนิค เลี้ยงลูกแบบสวีเดน ฝึกลูกให้อยู่เป็นในสังคม

เทคนิคการ เลี้ยงลูกแบบสวีเดน เป็นที่กล่าวถึงอยู่พอสมควร ด้วยสไตล์การสอนลูก และการปลูกฝังลูก ที่น่าสนใจ ตลอดจน รูปแบบขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม สังคม และกฎหมาย ของประเทศสวีเดน ที่ค่อนข้างเอื้อต่อการสร้างเด็กและครอบครัว ให้มีคุณภาพ วันนี้เรามาติดตามอ่านกันค่ะ ว่าคุณพ่อคุณแม่ชาวไวกิ้ง เขามีสไตล์การเลี้ยงลูกอย่างไร

เปิดเทคนิค เลี้ยงลูกแบบสวีเดน ฝึกลูกให้อยู่เป็นในสังคม

ก่อนจะพูดถึง เทคนิคการ เลี้ยงลูกแบบสวีเดน เรามาดูจุดเด่นบางประการ ในความเป็น ประเทศต้นแบบในการใช้ชีวิต สำหรับผู้ที่มีครอบครัว กันก่อนเลยค่ะ ประเทศสวีเดน ขึ้นชื่อว่ามีกฎหมายที่ให้สิทธิในการลาคลอดที่ดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ กล่าวคือ ทั้ง พ่อและแม่ สามารถลางานเพื่อเลี้ยงดูลูกได้นานถึง 480 วัน หรือ 16 เดือน แบ่งเป็น 6 เดือนแรกหลังคลอด โดยพ่อหรือแม่สามารถเลือกใช้สิทธิลางานได้ฝ่ายละ 3 เดือน (หากไม่ใช้ก็เสียสิทธิไป) จากนั้นอีก 10 เดือนที่เหลือ พ่อหรือแม่สามารถแบ่งกันใช้สิทธิได้ตามความพึงพอใจได้เลยค่ะ

ซึ่งการแบ่งวันลาเลี้ยงลูกให้พ่อและแม่เท่าๆ กัน นับว่ามีผลดีหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดเลย คือ นอกจากเป็นการลดภาระการเลี้ยงดู และลดความเครียดของแม่แล้ว เมื่อพ่อมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการเลี้ยงลูกมากขึ้น แม่ก็สามารถออกจากบ้านไปหางานทำ สร้างรายได้ และมีความสุขเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ ยังถือเป็นการมอบโอกาสทองในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อกับลูก โดยเฉพาะประสบการณ์ในช่วงเวลาสำคัญกับลูก ซึ่งในประเทศอื่น ดูเหมือนจะเป็นแม่ ที่ได้ใกล้ชิดลูกอยู่ฝ่ายเดียวช่วงหลังคลอด

และนอกจากเรื่อง สิทธิในการลาคลอดแล้ว มนุษย์เงินเดือนที่มีลูกอายุ 1 – 12 ปี ยังมีสิทธิลางานได้ถึง 120 วัน ต่อปี ในกรณีที่ต้องอยู่บ้านดูแลลูกที่ป่วย โดยยังคงได้รับเงินเดือนตามปกติอีกด้วยค่ะ

เลี้ยงลูกแบบสวีเดน
เลี้ยงลูกแบบสวีเดน

ทีนี้เรามาเข้าเรื่อง เทคนิคการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวไวกิ้งกันเลยดีกว่าค่ะ  สไตล์การเลี้ยงลูกของคนสวีเดนนั้นค่อนข้างน่าสนใจ และมีบางอย่างที่พ่อแม่ชาวไทยอย่างเราๆ น่าจะนำไปปรับใช้ได้ แต่ก็มีบางอย่างที่น่าจะแปลกใจสำหรับเราๆ ค่ะ

1.ให้ลูกน้อยนอนหลับในรถเข็นนอกบ้าน

ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะเห็นภาพพ่อแม่ชาวไวกิ้ง ปล่อยให้ลูกวัยละอ่อน นอนกลางวันในรถเข็นนอกบ้าน ถึงแม้จะเป็นในช่วงฤดูหนาว ที่อากาศค่อนข้างหนาวเย็น (ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส)  เพราะพ่อแม่ชาวไวกิ้ง เชื่อว่า เด็กเล็กจะสามารถหลับได้นานและหลับลึกขึ้น ในสภาพอากาศหนาวเย็น ทั้งนี้มีงานวิจัยที่ยืนยันได้ ว่าเด็กที่สุขภาพไม่แข็งแรงจะมีสุขภาพดีขึ้น หากได้รับอากาศนอกบ้านที่เย็นสดชื่นอย่างเหมาะสม

2.ให้ลูกวัยเตาะแตะ เล่นซนนอกบ้านทุกวัน 

พ่อแม่ชาวไวกิ้งมองว่าอากาศบริสุทธิ์ และการให้ลูกได้วิ่งเล่นนอกบ้าน มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก สิ่งที่เสริมสร้างประสบการณ์ การเรียนรู้วัยเด็กของสังคมชาวไวกิ้ง คือ การที่พ่อแม่มักปล่อยให้เด็กๆ ได้ออกไปเล่นซนนอกบ้านจนตัวมอมแมม พวกเขามองว่าแม้เสื้อผ้ารองเท้าจะเลอะโคลน ลูกมีรอยแผลถลอกตามตัว แต่ก็คุ้มค่า ถ้าลูกๆ ได้สนุกกับการผจญภัย เปิดโลกจินตนาการ ด้วยการสำรวจสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่แค่ในบ้าน ทั้งนี้มีงานศึกษาวิจัยล่าสุด จากกลุ่มตัวอย่าง(ชาวอเมริกัน) ระบุว่า จุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน จะช่วยให้ร่างกายของเด็กสร้างภูมิุคุ้มกัน ส่วนเด็กที่เป็นภูมิแพ้จะสามารถหายจากอาการภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้เร็วขึ้น

3.ไม่ลงโทษลูกด้วยการใช้ความรุนแรง

ในบ้านเราการที่พ่อแม่อาจใช้วิธีลงโทษลูกด้วยการตีบ้างเพื่อสร้างวินัยให้กับลูก อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนัก แต่ที่สวีเดนเมื่อลูกทำผิดพ่อแม่นิยมสอนลูกด้วย การพูดคุยและให้เหตุผลกับลูกมากกว่า นอกจากนี้สวีเดนยังเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการบัญญัติกฎหมายห้ามลงโทษเด็กด้วยการตี (ตั้งแต่พ.ศ.2522)

4.วันศุกร์ คือ วันพิเศษของครอบครัว

ชาวสวีเดน จะให้ความสำคัญกับวันศุกร์เป็นพิเศษ เพราะถือเป็นช่วงเวลาแห่งการได้ผ่อนคลายกับครอบครัวมากที่สุด ทุกวันศุกร์ ครอบครัวชาวสวีเดนส่วนใหญ่ มักเลือกที่จะสังสรรค์กับครอบครัว ที่พ่อแม่ลูกได้อยู่กันพร้อมหน้า ช่วงเวลาพิเศษของพวกเขา คือการได้นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม จุดเทียน กินขนม และดูหนังฟังเพลงด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่คนในครอบครัวจะได้มีเวลาพูดคุยกันมากขึ้นด้วย

เลี้ยงลูกแบบสวีเดน

5.ส่งลูกเข้าเดย์แคร์ เมื่อพ่อแม่ต้องกลับไปทำงาน

เมื่อลูกอายุประมาณหนึ่งขวบ พ่อแม่ชาวสวีเดนส่วนใหญ่จะนิยมส่งลูกเข้า Daycare หรือ สถานดูแลเด็ก ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน
โดยมีอาหารให้เด็กทาน วันละ 2 มื้อ มีพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์คอยดูแลลูกเป็นอย่างดี ทางเลือกนี้นอกจากเป็นการปลูกฝังให้ลูกได้รู้จักการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นตั้งแต่ยังเล็กแล้ว พ่อแม่ยังสามารถกลับไปทำงาน หาเงินได้อย่างไร้ความกังวล โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินจำนวนมากในการจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูกอีกด้วย

6.เลี้ยงลูกแบบให้พึ่งตัวเองก่อน เมื่อเจอปัญหา

พ่อแม่ชาวสวีเดนให้ความสำคัญกับ การให้อิสระทางความคิดแก่ลูก และค่อนข้างส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เพราะเชื่อว่าเด็กจะเติบโตมาเป็นเด็กที่มีจินตนาการที่ดี นอกจากนี้ นิสัยของพ่อแม่สวีเดนมักไม่ยัดเยียด สอนสิ่งต่าง ๆ ให้ลูกเร็ว หรือ มากจนเกินไป แต่พวกเขาเลือกปล่อยให้ลูกได้เล่น ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง และมักจะปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเล็กในเรื่องการพึ่งพาตัวเองก่อนเสมอเมื่อเจอปัญหา

7.ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศ

ทั้งใน ระดับครอบครัว และสังคม ชาวสวีเดน ค่อนข้างให้ความสำคัญ กับความเท่าเทียมทางเพศสูงมาก จนบางครั้งก็น่าแปลกใจไม่น้อย เช่น ห้องน้ำบางแห่งในสวีเดน ไม่มีการแยกห้องหญิงชาย  หรือ แม้กระทั่งในโรงเรียนหลายแห่ง ก็ไม่มีการ เรียกคำนำหน้าชื่อ เด็กหญิง เด็กชาย แต่จะมีการใช้ สรรพนามแทนทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย ด้วยคำว่า “Hen”แม้ในระดับครอบครัว หน้าที่แม่ ก็ไม่ได้มีกฏตายตัวว่า ต้องทำอาหารเย็น อาบน้ำให้ลูก เล่านิทาน หรือกล่อมลูกนอนเสมอไป เพราะทุกหน้าที่ ทั้งพ่อและแม่ชาวสวีเดนมักทำแทนกันได้ นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้กันดี ว่าสังคมสวีเดน ไม่นิยมนำเรื่อง เพศสภาพ มาเป็นตัวกำหนด หรือจำกัดขอบเขตในการประกอบอาชีพ หรือการทำสิ่งต่างๆ  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ พ่อแม่ชาวสวีเดนมักจะไม่ห้าม ถ้าลูกสาวชอบเตะฟุตบอล หรือ ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา เรียกได้ว่า ข้อดีของการไม่นิยมการแบ่งแยกเพศ คือ เด็กๆ ชาวสวีเดน สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่เลยละค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับเทคนิคการเลี้ยงลูกแบบสวีเดนที่เรานำมฝากกันวันนี้  สำหรับสิ่งที่เห็นได้ในการเลี้ยงลูกของคนสวีเดน คือ การไม่นิยมลงโทษลูกด้วยการตี แต่ใช้การสอนด้วยเหตุและผลแทน ตลอดจนการปลูกฝังให้ลูกพึ่งตัวเองเมื่อเจอปัญหา หรือแม้แต่การ ให้อิสระทางความคิด และปล่อยให้ลูกได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ซึ่ง โดยรวมแล้วหากเรานำมาปรับใช้ ลูกก็จะสามารถเป็นเด็กที่มีความฉลาดด้วย (Power BQ) หลายด้านเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการ ฉลาดคิด (TQ) ฉลาดเข้าสังคม (SQ) ฉลาดเผชิญอุปสรรค (AQ) ทำให้ลูกพร้อมเติบโตและปรับตัวใช้ชีวิตในสังคมนอกบ้านได้อย่างสบายๆ เลยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : cupofjo.com,matadornetwork.com,www.purewow.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7เทคนิคเลี้ยงลูกให้มั่นใจด้วยคำชมและ คำพูดให้กำลังใจ

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ดุ ไม่ตี ปูพื้นฐานชีวิตลูกให้ดีใน 3 ปีแรก

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แก้ปัญหาลูกติดมือถือ

แนะวิธี แก้ปัญหาลูกติดมือถือ ด้วยแอพพลิเคชัน NetCare พ่อแม่ทำได้แค่ปลายนิ้ว

แนะ แอพพลิเคชัน ที่พ่อแม่ควรมี NetCare แอพฯ ดีช่วยป้องกัน เด็กติดจอ แก้ปัญหาลูกติดมือถือ ลูกติดยูทูป ง่ายๆ พ่อแม่ทำได้แค่ปลายนิ้ว

แนะวิธี แก้ปัญหาลูกติดมือถือ ด้วยแอพพลิเคชัน NetCare

เรียกได้ว่า แท็บเล็ต หรือ สมาร์ตโฟน กับอินเตอร์เน็ต ถือเป็นไอเท็มสำคัญที่เด็กยุคนี้ขาดไม่ได้ เรียกได้ว่าเกือบทุกบ้าน ที่เด็กๆ จะมีติดตัวไว้กันคนละเครื่องก็ว่าได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนดาบ 2 คมที่มีทั้งด้านเป็นประโยชน์และด้านที่ให้โทษกับเด็กๆ แน่นอนว่าลูกน้อยสามารถค้นหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตได้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงยังได้รับความบันเทิงต่างๆ ที่มาในรูปแบบภาพยนต์ เพลง และเกม แต่เมื่อใช้เป็นระยะเวลานานจะทำให้เด็กเกิดภาวะเสพติดอินเตอร์เน็ต

เพราะเมื่อเด็กมีมือถือซึ่งรองรับอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว สิ่งต่างๆ ที่เด็กต้องการอยากรู้ อยากดู อยากเห็น ก็สามารถตอบสนองได้ในเวลาอันรวดเร็ว จนทำให้เด็กใช้เวลากับหน้าจอมากเกินความจำเป็น จนบางครั้งก็อาจจะเกินเลยเวลากิน เวลานอน เวลาพักผ่อน และเวลาเรียน รวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ ปัญหาสุขภาพตา

แก้ปัญหาลูกติดมือถือ

และอีกสิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ผลกระทบด้านสุขภาพจิต เด็กอาจจะเสพสื่อต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดียหรือการเล่นเกมที่ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และคิดวิเคราะห์ได้ จนอาจจะก่อให้เกิดอารมณ์ก้าวราวรุนแรงหรือเป็นโรคซึมเศร้าได้ จึงเป็นสำคัญมากที่พ่อแม่ต้องหมั่นดูแลเอาใส่ใจอย่างใกล้ชิด

ดังนั้นหากไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กติดจอ ติดมือถือ ทีมแม่ ABK มี แอพพลิเคชั่นสุดเริ่ดจากสำนักงาน กสทช. มาแนะนำ นั่นคือ APP NetCare แอพฯ ดีช่วยป้องกัน เด็กติดจอ แก้ปัญหาลูกติดมือถือ ลูกติดยูทูป ง่ายๆ พ่อแม่ทำได้แค่ปลายนิ้ว

เป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถช่วย แก้ปัญหาลูกติดมือถือ ดูแลเรื่องเวลาการใช้สมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตของลูกน้อยอย่างเหมาะสม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดาวน์โหลดไปติดตั้งบนอุปกรณ์สมาร์โฟนหรือแท็บเล็ตของลูกได้ พร้อมทำการตั้งค่าควบคุมการใช้งานอินเตอร์เน็ต โดยแอปพลิเคชัน “NetCare” ประกอบด้วย 4 ฟังก์ชันหลัก เพื่อดูแลการใช้งานอินเทอร์เน็ตตามกติกาที่ตกลงกับลูกไว้ ได้แก่

  • ฟังก์ชันที่ 1 กำหนดระยะเวลาการใช้งาน โดยสามารถตั้งจำนวนชั่วโมงที่ต้องการให้ใช้งานได้ในแต่ละวัน เช่น วันจันทร์ถึงศุกร์ ใช้ได้ 2 ชั่วโมงต่อวัน วันหยุดหรือเสาร์อาทิตย์ ใช้ได้ 3 ชั่วโมงต่อวัน
  • ฟังก์ชันที่ 2 กำหนดช่วงเวลาการใช้งาน โดยสามารถระบุช่วงเวลาที่ให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ เช่น ระหว่าง 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม
  • ฟังก์ชันที่ 3 พักการใช้งานบางแอปพลิเคชัน เช่น ต้องการปิดยูทูป แต่เปิดเว็บไซต์ หรือกูเกิลเพื่อใช้ค้นหาข้อมูลได้
  • ฟังก์ชันที่ 4 พักการใช้งานอินเทอร์เน็ตทันที นอกจากนี้ ยังมีปุ่มSOS ที่เครื่องลูกไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เมื่อกดใช้งานแอปพลิเคชันจะทำการโทรหาผู้ปกครองทันที พร้อมส่งตำแหน่งที่อยู่ (Location) ไปยังอีเมลที่ผู้ปกครองลงทะเบียนไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนในครอบครัวด้วย

แก้ปัญหาลูกติดมือถือ

สำหรับการติดตั้งเพื่อใช้งานแอปพลิเคชัน “NetCare” ทำได้ง่าย ๆ โดยการดาวน์โหลด netcare.nbtc ในระบบ Android ที่ Play Store (สำหรับเครื่องเด็กใช้งานได้ใน Version ไม่เกิน 8.0) และสำหรับระบบ iOS สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อใช้เป็นเครื่องแม่ได้ที่ https://netcare.nbtc.go.th/

 

แนะนำการใช้งานแอปพลิเคชัน NetCare แก้ปัญหาลูกติดมือถือ

แอปพลิเคชัน NetCare (สาธิต) ช่วยแก้ปัญหาลูกติดมือถือ

ขอบคุณคลิปจาก : กสทช. / NBTC Thailand

ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่จะใช้แอปเข้าควบคุมลูกๆ พ่อแม่ควรจะอธิบายและทำข้อตกลงกันก่อน ไม่ควรจะห้ามแบบเด็ดขาดจนเกินไป แต่ควรทำข้อตกลงแบ่งเวลาการเล่นให้เหมาะสม รวมถึงหมั่นพาลูกออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ผ่อนคลายและใช้เวลาร่วมกับครอบครัวให้มากขึ้น เช่น กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา โดยทุกคนต้องไม่ก้มดูหน้าจอ, การออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกัน เป็นต้น เพื่อให้เด็กได้รับความรักและการดูแลเอาใส่ใจอย่างเต็มที่ก็เป็นอีกหนึ่งทางแก้ปัญหาลูกติดมือถือ ที่ดีและควรทำที่สุด

ทั้งนี้สำหรับวิธี แก้ปัญหาลูกติดมือถือ ติดจอ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ TQ: Thinking Quotient หมายถึง ความฉลาดในการคิดดีและมีคุณค่า สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตและงานต่าง ๆ ได้ เช่น ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดประยุกต์ ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากมายได้อย่างง่ายดาย แต่ยังไม่รู้ว่าอะไรผิดถูก ยังกลั่นกรองไม่เป็น พ่อแม่จึงต้องสอนให้ลูกรู้จักคิดเป็น ไม่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง การบูลลี่ การล่อลวง หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ โตขึ้นลูกจะสามารถเป็นคนที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถคิดไตร่ตรองสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด และคิดเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้


ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงาน กสทช. , www.matichon.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

9 ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ก่อน 2 ขวบ

เตือนพ่อแม่! ปล่อยลูก เล่นโทรศัพท์มาก ตาบอด ได้!!

เลี้ยงลูกใกล้ชิดธรรมชาติ ผลวิจัยชี้ช่วยให้ลูกฉลาด ไอคิวสูง

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

วิธีกำจัดไรฝุ่น

5 วิธีกำจัดไรฝุ่น ลดเสี่ยงลูกป่วยภูมิแพ้

ใครจะรู้ว่าที่ที่คิดว่าปลอดภัยต่อสุขภาพทุกคนในบ้านอย่าง “ห้องนอน” อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ของปัญหาการเจ็บป่วย ไม่สบายได้ค่ะ คุณแม่เคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ทำไมทุกเช้าหลังตื่นนอนเด็กๆ หรือแม้แต่คุณพ่อคุณแม่เอง มักจะมีอาการจาม คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ และคันตา ซึ่งอาการเหล่ามีอาจสาเหตุมาจาก “ไรฝุ่น”  และสามารถนำไปสู่ “โรคภูมิแพ้” ได้ค่ะ

 

ไรฝุ่น คืออะไร ?

เชื่อว่าทุกครอบครัวอาจจะคุ้นกับชื่อ “ไรฝุ่น” กันมาบ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้บอกลักษณะของไรฝุ่น ก็อาจจะนึกกันไม่ออก เพราะไม่เคยได้เห็นนั่นเองค่ะ สำหรับไรฝุ่น (Dust Mites) คือแมลงที่มีขนาดเล็กมากๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยส่วนใหญ่จะต้องใช้กล่องจุลทรรศน์ที่ใช้ในห้องทดลองในการส่องดูค่ะ ตัวไรฝุ่นจะมีขนาดความยาวประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร ซึ่งจะอาศัยปะปนอยู่กับฝุ่น และจะกินเศษผิวหนังของคนเราที่หลุดผลัดออกมานี่แหละค่ะเป็นอาหาร !!!

วิธีกำจัดไรฝุ่น

ไรฝุ่น อาศัยอยู่ที่ไหนบ้างนะ ?

ทุกที่ที่มี “ฝุ่น” ไรฝุ่นจะไปอาศัยอยู่ด้วยนะจะบอกให้ โดยเฉพาะจุดที่มีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส มีความชื้นสูง และแสงสว่างเข้าไม่ถึง ก็เช่น ชุดเครื่องนอน (ฟูกเตียงนอน ปลอกหมอน หมอน ผ้าห่ม) , โซฟา , ผ้าม่าน , พรมปูพื้นนั่งเล่น , พรมเช็ดเท้า , ตุ๊กตาที่มีขน หรืออุปกรณ์ของใช้สำหรับลูกอย่าง คาร์ซีท เจ้าวายร้ายไรฝุ่นก็ชอบด้วยนะคะ

ทำไมที่นอน ถึงมีไรฝุ่น ?

รู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า ไรฝุ่น มีอยู่ที่ไหนบ้าง แต่ที่หนักสุดก็จะเป็นห้องนอนนี่แหละค่ะ เพราะมีทั้งฟูกที่นอน หมอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าม่านด้วย อย่างฟูกนอนก็น่าจะหนักสุด เพราะเอาออกมาทำความสะอาด ซัก ตากแดดไม่ค่อยได้ ยิ่งบ้านไหนที่ไม่มีระเบียงห้องนอน ฟูกนอนไม่ได้ผึ่งแดดกันเลยค่ะ

บนที่นอนมีไรฝุ่นอาศัยอยู่เยอะ ก็เพราะว่าเป็นบริเวณที่ไม่ค่อยได้รับแสงสว่างจากภายนอก(รับแดด) และเป็นจุดที่เศษผิวหนังของเราจะหลุดร่วงลงได้ตลอดเวลา เพราะอย่าลืมทุกคนในครอบครัวใช้เวลาอยู่บนที่นอนก็ประมาณ 8-10 ชั่วโมง  หรือบ้านไหนที่มีน้องหมา น้องแมวนอนบนที่นอนด้วย ก็จะมีเศษหนังของสัตว์เลี้ยงหลุดร่วงปนอยู่ด้วย แบบนี้ไรฝุ่นยิ่งชอบ อาหารเยอะดี

ลูกป่วยภูมิแพ้ เพราะไรฝุ่น ?

ถ้าลูกเล็ก เด็กโต ผู้ใหญ่ในบ้านมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ คือ

  • คัดจมูก
  • คันจมูก จาม น้ำมูกไหล
  • คันตา แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล
  • คันคอ ไอ
  • คันผิวหนัง เป็นผื่น

คุณแม่รู้ได้เลยค่ะว่า เป็นอาการของโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น ซึ่งหากปล่อยอาการสะสมนานๆ อาจนำมาซึ่งโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหอบหืดได้นะคะ ฉะนั้นดีที่สุดเพื่อปกป้องสุขภาพของลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว จำเป็นต้องรักษาความสะอาดบ้านทุกวันค่ะ เพื่อให้ไม่มีฝุ่นหมักหมมตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน ทีมแม่ABK มี “วิธีกำจัดไรฝุ่น” ง่ายๆ ได้สุขภาพที่ดีมาแนะนำให้ค่ะ

วิธีกำจัดไรฝุ่น

5 วิธีกำจัดไรฝุ่น ป้องกันลูกน้อยป่วยภูมิแพ้ 

สำหรับชุดเครื่องนอน ไม่ว่าจะเป็น ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน หมอน ผ้าห่ม เตียงนอน หรือ โซฟา ผ้าม่าน พรมปูพื้น  และคาร์ซีทสำหรับลูกน้อย เป็นต้น  คุณแม่สามารถดูแลรักษาทำความสะอาดได้ง่ายๆ ด้วย  5 วิธีนี้ค่ะ ที่สำคัญยังเป็นการช่วยกำจัดไรฝุ่นได้ดีมากๆ ด้วยค่ะ 

1. ทำความสะอาด ซักด้วยน้ำร้อน

ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม คุณแม่สามารถถอดมาทำความสะอาดได้เองค่ะ อย่างน้อยซักทุก 2 สัปดาห์ และเพื่อเป็นการกำจัดไรฝุ่น แนะนำให้ซักด้วยน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ซักนานประมาณ 30 นาที ซึ่งสามารถทำให้ไรฝุ่นตายได้ หรือหากจะซักด้วยน้ำเย็น น้ำจะต้องมีอุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส (เทียบเท่าความเย็นในห้องแช่แข็งของตู้เย็นก็สามารถฆ่าไรฝุ่นได้)

2. ตากแดดเป็นประจำ

ชุดเครื่องนอนที่ซักทำความสะอาดแล้ว ให้นำมาตากแดดให้แห้ง รวมถึงฟูกนอน และหมอน ก็ควรนำเอาออกมาตากแดดด้วยเช่นกันค่ะ การตากแดดจะสามารถลดปริมาณ และกำจัดไรฝุ่นได้ด้วยเช่นกัน แนะนำให้ตากอย่างน้อยประมาณ 5 ชั่วโมงขึ้นไป และหมั่นคอยสลับผ้าทั้งสองด้านให้โดนแสงแดดเท่าๆ กัน (การนำผ้า หรือชุดเครื่องนอนตากแดด อาจไม่ได้ช่วยกำจัดไรฝุ่นให้ตายได้ทั้งหมด แต่ก็จะช่วยลดความชื้น และไรฝุ่นออกไปได้ค่ะ)

3. รีดผ้าก่อนซัก และรีดหลังซัก

ความร้อนจะช่วยกำจัดไรฝุ่นได้ค่ะ ซึ่งคุณแม่อาจจะรีดผ้าเพื่อเป็นการฆ่าและลดปริมาณไรฝุ่น สามารถทำได้ทั้งก่อนนำผ้าไปซัก หรือหลังจากผ้าที่ซักทำความสะอาด ตากแห้งแล้วก็ได้เช่นกันค่ะ

วิธีกำจัดไรฝุ่น

4. ใช้เครื่องดูดไรฝุ่น

เตียงนอน โซฟา บางครั้งอาจไม่สะดวกในการนำไปซัก  แนะนำให้คุณแม่ใช้เป็นเครื่องดูดไรฝุ่น ซึ่งก่อนที่จะดูดเอาความสกปรก ไรฝุ่นออกไปนั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรฉีดสเปรย์กำจัดไรฝุ่น แล้วคลุมผ้าทิ้งไว้ 1-2 ชม. เพื่อฆ่าไรฝุ่นก่อน จากนั้นก็ค่อยใช้เครื่องดูดไรฝุ่นดูดออก ก็จะช่วยทำให้ตัวไรฝุ่นที่เกาะยึดอยู่ในเส้นใยผ้า หลุดออกมาได้ง่ายค่ะ

5. ใช้สเปรย์กำจัดไรฝุ่น

วิธีนี้ทั้งดี และสะดวกมาก คุณแม่สามารถทำได้เป็นประจำเลยค่ะ เพียงแค่ใช้สเปรย์กำจัดไรฝุ่น กับอุปกรณ์ของใช้ใกล้ตัวอย่าง ฟูกที่นอน หมอน ผ้าห่ม  ผ้าม่าน ตุ๊กตา คาร์ซีท ฯลฯ ไรฝุ่นตัวร้ายทำร้ายสุขภาพลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว ก็ถูกกำจัดออกไปได้อย่างง่ายดายแล้วค่ะ

สำหรับสเปรย์กำจัดไรฝุ่นที่ทีมแม่ABK ใช้กันอยู่ และอยากแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ได้ไปลองใช้กันก็จะเป็นนี่เลยค่ะ “สเปรย์กำจัดไรฝุ่น MonkeyPony” ขอบอกว่าใช้ดีมากๆ เป็นสเปรย์กำจัดไรฝุ่น สูตรธรรมชาติที่มีส่วนผสมหลักมาจากสมุนไพร ปราศจากสารเคมีอันตราย ใช้งานง่าย และได้รับการทดสอบแล้วว่าสามารถกำจัดไรฝุ่นได้ 100% จากสถาบันวิจัยไรฝุ่นศิริราช นอกจากนี้ยังช่วยขจัดกลิ่นอับและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ช่วยทำให้อากาศหอมสดชื่นด้วยค่ะ

การใช้งานสเปรย์กำจัดไรฝุ่น MonkeyPony ก็ง่ายมากๆ ค่ะ คุณแม่สามารถใช้ฉีดพ่นลงบนที่นอน หมอน ผ้าห่มนวม ตุ๊กตา โซฟา ผ้าม่าน พรม หรือคาร์ซีท

วิธีกำจัดไรฝุ่น

วิธีใช้สำหรับที่นอน : ฉีดพ่นลงบนที่นอนให้ทั่ว และใช้ผ้าหนาๆหรือพลาสติกคลุมทับไว้ 2 ชั่วโมง ควรทําซ้ำทุก 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นฉีดพ่นซ้ำเดือนละ 1ครั้ง หรือใช้ได้บ่อยตามต้องการ

วิธีใช้สำหรับหมอน ผ้าห่มนวม ตุ๊กตา โซฟา ผ้าม่าน พรม หรือคาร์ซีท : ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณอาทิตย์เว้นอาทิตย์ หลังจากนั้น ฉีดพ่นซ้ำเดือนละ 1 ครั้ง หรือใช้ได้บ่อยตามต้องการ

**มีข้อควรระมัดระวังในการใช้งานดังนี้ค่ะ ห้ามรับประทาน ระวังอย่าให้เข้าตาและปาก ควรเก็บให้พ้นมือเด็กนะคะ

สำหรับสเปรย์กำจัดไรฝุ่น MonkeyPony สูตรธรรมชาติ จะมีให้เลือกใช้ 2 ขนาดค่ะ คือขนาด 60 ml กับขนาด 250 ml. ซึ่งขนาด 250 ml. จะมีความพิเศษกว่าตรงขวดของเค้าที่เป็นแบบ mist spray ให้ละอองฝอยละเอียด แทรกซึมถึงใยผ้า กดฉีดได้ง่ายและสบายมือมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อได้หลายช่องทางจำหน่ายตามนี้ค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/monkeypony

Shopee: https://shp.ee/qqkem25

Lazada: https://s.lazada.co.th/s.03QV6

JD Central: https://www.jd.co.th/shop/pc/20445.html

หรือซื้อได้ที่ ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กชั้นนำ อาทิ สหภัณฑ์นมผง , NG Store, Brown Bunny, Baby First, Kids Corner, Kiddy Store ฯลฯ  และเร็วๆ นี้จะมีวางขายที่ Robinson แผนกสินค้าเด็กด้วยนะคะ

อยากให้ลูกน้อย และสมาชิกทุกคนในบ้านมีสุขภาพดี ไม่ป่วยภูมิแพ้ เพราะไรฝุ่น แนะนำให้ดูแลรักษาความสะอาดที่ง่าย และสะดวก แถมปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนด้วย แม่ว่าแม่เลือก สเปรย์กำจัดไรฝุ่น MonkeyPony สูตรธรรมชาติ ขวดใหญ่ไว้ใช้ที่บ้าน และขวดเล็กติดไว้ในรถ สำหรับการใช้งานได้ตลอดค่ะ 

#MonkeyPony #มังกี้โพนี่ #สเปรย์กำจัดไรฝุ่น #ภูมิแพ้ #ออร์แกนิค #ธรรมชาติ

วิธีกำจัดไรฝุ่น

ลูกโดนบูลลี่

เทคนิครับมือ ลูกโดนบูลลี่ เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องรู้ให้ทัน!

ยุคนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วละค่ะ ว่าวิธีการรับมือเมื่อ ลูกโดนบูลลี่ ในโรงเรียน จะเป็นเรื่องไกลตัวที่พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องอ่านไว้ หรือรู้ไว้  เพียงเพราะคิดว่า คงไม่เกิดขึ้นกับลูกเรา จะเห็นได้ชัดว่าช่วงปีสองปีที่ผ่านมา มีกรณีน่าเศร้า จากการที่เด็ก โดนเพื่อนบูลลี่ เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ซึ่ง การโดนบูลลี่ ก็มีทั้งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน และอาจต่อเนื่องด้วย การโดน ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ตามสถิติ ไทยเราติด อันดับ 5 ของโลกเลยทีเดียว

จากกรณี เด็กหญิง ป.6 ผูกคอดับ ที่ห้องพัก พื้นที่ จ.นนทบุรี สันนิษฐาน ลูกโดนบูลลี่ อย่างหนัก เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่าเศร้าที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในสังคมไทย ซึ่งคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับลูกหลานของเรา แต่การอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่อย่างในโรงเรียน อาจเป็นเรื่องยากที่พ่อแม่จะระแวดระวังเรื่องการที่ลูกโดนบูลลี่ได้ตลอด

โดยในที่เกิดเหตุ พบศพ ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 สภาพ สวมกางเกงขายาว สวมเสื้อยืดสีดำ บริเวณลำคอมีรอยถูกรัด ตรวจไม่พบบาดแผลตามร่างกาย หรือร่องรอยถูกทำร้าย แพทย์ชันสูตรเบื้องต้นเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ภายหลังแม่ผู้เสียชีวิตให้การว่า “ลูกเคยบ่นให้ฟังว่ามีปัญหากับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่โรงเรียน เพื่อนไม่ยอมพูดด้วย ในกลุ่มที่เล่นเฟซบุ๊ก และโดนเพื่อนดีดออกจากกลุ่ม แม่ไม่คิดว่าลูกสาวจะมาคิดสั้น เพราะเรื่องนี้”

ลูกโดนแกล้ง พ่อแม่ช่วยได้ ป้องกันก่อนสายใช้กำลัง- ฆ่าตัวตาย

7 วิธีสร้างเกราะป้องกัน ลูกถูกบูลลี่ และไม่ให้ลูกบูลลี่คนอื่น

แพทย์เผย! เด็กไทย ชอบแกล้งเพื่อน ติดอันดับ 2 ของโลก!

อุทาหรณ์ เด็กถูกเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน จนฆ่าตัวตาย

ลูกโดนบูลลี่
สันนิษฐาน ลูกโดนบูลลี่ ภาพจาก amarin tv

ทำความเข้าใจ ประเภทของการบูลลี่

การบูลลี่สามารถแบ่งประเภทออกเป็น 4 ประเภท ได้ดังนี้

  • การใช้กำลัง หรือการทำร้ายร่างกาย เช่น การตบ ตี ชกต่อย การข่มขู่ ทำลายข้าวของให้เสียหาย
  • การใช้คำพูด เป็นการพูดทำร้ายความรู้สึก เช่น การพูดจาข่มขู่ วิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน เยาะเย้ย เป็นต้น
  • การบูลลี่ทางสังคม (Social Bullying) ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ เช่น กดดันให้ออกจากกลุ่ม กีดกันไม่ให้ใครเข้าใกล้ หรือไม่ให้อยู่ในกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน
  • การบูลลี่ทางโลกออนไลน์  (Cyber Bullying) หรือเรียกว่า การระรานทางไซเบอร์ เป็นการกลั่นแกล้ง การให้ร้าย การด่าว่า การข่มเหง หรือการรังแกผู้อื่นโดยการใช้สื่อสังคมต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ซึ่งถือเป็นการกลั่นแกล้งในวงกว้าง ที่รุนแรงมากกว่าในรั้วโรงเรียน หรือในกลุ่มเพื่อน

ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า เด็กไทยมีความเสี่ยงต่อภัยออนไลน์ จากปัญหา ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) ด้วยสื่อออนไลน์ เป็นสิ่งที่ไม่จำกัดสถานที่ ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วถึงจะถูกแกล้ง บางทีอยู่ที่บ้านในห้องนอน เปิดมือถือมา ก็เจอข้อความถูกเพื่อนโพสต์ด่า ซึ่งทำให้เกิดความเครียด หรือ จิตตกได้ทันที และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดเรื่องรายตามมาได้โดยไม่คาดคิด

สถิติ จากผลสำรวจ พบเด็กไทยถึง 48% ที่เคยเกี่ยวข้องกับการ บูลลี่ และการกลั่นแกล้งบนโซเชียลมากกว่า 39 ข้อความ ต่อนาที โดยพบมากในเด็กมัธยมหรือช่วงวัยรุ่น ส่วนใหญ่ ประมาณ ม.1-ม.4 ซึ่งเป็นวัยที่เด็กมีมือถือกันแล้ว และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย และที่น่าตกใจคืออายุที่พบก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ  ทำให้พ่อแม่มือใหม่ที่มีลูกในวัยเตรียมเข้าโรงเรียนก็ดี หรือที่มีลูกในวัยสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุก็ดี ควรจะต้องรู้เทคนิคในการรับมือกับเรื่องเหล่านี้อย่างเร็วที่สุดแล้วค่ะ

สัญญาณบ่งบอก เมื่อลูกอาจโดนบูลลี่

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่าการบูลลี่ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในโรงเรียน  พ่อแม่จึงต้องหันมาใส่ใจ คอยสอดส่อง สังเกตพฤติกรรมลูกขณะอยู่ที่บ้านด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ลูก ตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ หากลูกมีอาการ หงุดหงิด เกิดความวิตกกังวล มีความกลัว หรือ บ่น ว่าไม่อยากไปโรงเรียน ที่สำคัญ คือ มีร่องรอยการถูกทำร้าย ผู้ปกครอง หรือคนใกล้ชิดควรพูดคุยแบบเปิดใจ เพื่อหารือ ถึงแนวทางในการแก้ไข ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

เมื่อรู้ว่าลูกโดนเพื่อนบูลลี่ พ่อแม่ควรทำอย่างไร

สำหรับเทคนิคในการรับมือเมื่อลูกโดนบูลลี่ คุณหมอโอ๋ เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน ได้โพสต์ในเพจ สืบเนื่องกรณีน่าเศร้าล่าสุด ที่เกิดขึ้น เรามาติดตามอ่านเพื่อนำไปปรับใช้ กับบริบทของครอบครัวเราได้ค่ะ
“การล้อ แกล้งรังแก เป็นเรื่องที่เด็กๆ เจอได้ แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่อยากให้พ่อแม่มองข้าม” 
ประเทศไทย ติดอันดับการถูกล้อแกล้งรังแก เป็นอันดับต้นๆ ของโลก สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยลูกได้ คือการทำความเข้าใจเรื่องการล้อแกล้งรังแก และช่วยลูกให้จัดการปัญหาได้
1. “ฟัง” ลูกอย่างตั้งใจ ไม่ขัด ไม่รีบตัดสิน (เช่น แล้วเราไปแกล้งเค้าก่อนรึเปล่า เพื่อนเค้าก็แค่แหย่เล่น ฯลฯ)
2. “ฟัง” โดยไม่รีบแทรกถาม ไม่รีบสั่งสอน (ทำไมไม่สู้กลับ ทำไมไม่ฟ้องครู ทำแบบนั้นสิ แบบนี้สิ…)
3. “ฟัง” ว่าลูกรู้สึกยังไง ลูกมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ลูกกำลัง “ต้องการ” อะไร
4. แสดงการเข้าใจความรู้สึกลูก ไม่พยายามทำให้มันเป็นเรื่องเล็ก หลีกเลี่ยง “ไม่เห็นมีอะไรเลย” “เรื่องแค่นี้เอง”
5. ยืนยันมั่นคง ว่าการล้อ แกล้ง รังแก เป็นสิ่งที่ไม่ควรยอมรับได้ หรือปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมดา
6. แทนการแนะนำว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้  ให้ฝึก “ตั้งคำถาม” ว่าลูกจะช่วยเหลือตัวเองยังไงได้บ้าง (คำตอบของลูกอาจมีตั้งแต่ ทำเป็นไม่สนใจ เดินหนี บอกเพื่อนไปว่าไม่ชอบ ผลักกลับ บอกให้เพื่อนคนอื่นช่วย ไปบอกครู ให้แม่ช่วยคุยกับครูให้ ฯลฯ) การตั้งคำถาม ทำให้ลูกฝึกวิธีคิดในการแก้ปัญหา
7. ให้ลูก “ลองทางเลือก” ที่ลูกคิดว่าน่าจะแก้ปัญหาได้ ลองแล้วกลับมาเล่าว่าเป็นอย่างไร ลองแล้วไม่ดี ก็หาวิธีใหม่ บอกว่าแม่คอยช่วยลูกเสมอ ถ้าคิดว่าไม่ไหว
8. ประเมินลูก เด็กที่ตกเป็นเป้าหลายครั้ง เป็นเด็กหงอๆ ไม่มั่นใจตัวเอง เป็นเด็กไม่มีเพื่อน หรือเป็นเด็กที่แหย่แล้วขึ้นง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้ใครมาแกล้งลูกได้ แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราช่วยลูกได้มากขึ้น
9. คุยกับลูกถึงที่มา “ลูกลองคิดสิว่า เพื่อนเค้าชอบมาแหย่ลูกเพราะอะไร” ลองฟังความเห็นที่หลากหลาย ช่วยให้ลูกเข้าใจว่าเด็กบางคนก็อาจสนุก เวลาได้แหย่คนอื่น ดังนั้นถ้าเราโกรธ โมโห ว่ากลับ เค้าก็อาจจะยิ่งสนุกใหญ่ เด็กบางคน อยากเล่นกับคนอื่น แต่ไม่รู้จะเล่นยังไง เด็กบางคนมีปัญหาในการควบคุมตัวเอง ซึ่งเพื่อนก็ไม่ได้อยากที่จะคุมตัวเองไม่ได้ หลายคนก็ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วย การคุยถึงที่มาเพื่อสร้างความเข้าใจ จะทำให้ลูกมี empathy และไม่ไปปรุงแต่งใจให้โมโหไปมากขึ้น
10. สำรวจลูกบ่อยๆ คอยถามว่ายังมีปัญหาอยู่มั้ย จะให้พ่อแม่ช่วยอะไรบ้าง
11. การล้อ แกล้ง รังแก มีหลายกรณี ถ้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ลูกดูจัดการไม่ได้ อย่าลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วยลูก
12. บอกลูก ว่าพ่อแม่อยู่ตรงนี้กับลูกเสมอ

สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับตัวเอง

  • เราไม่สามารถสร้างแต่สิ่งแวดล้อมที่ดีรอบตัวลูกได้ (และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำมากๆ)
  • อุปสรรคและปัญหา สร้างคนที่เข้มแข็งขึ้นเสมอ
  • ถ้าเราสร้างเด็กที่เข้มแข็งและจัดการปัญหาได้ เรากำลังสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ใจลูก
  • เด็กอาจต้องการคนช่วยคิดทางเลือกในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ไม่ได้ต้องการคนเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ทุกอย่าง
  • เด็กทุกคนต้องการเวลา และโอกาสในการพัฒนาตัวเอง
  • การลงโทษ การจับมาขอโทษ ให้มันจบๆ ไป “ไม่ได้ช่วยอะไร” อย่างแท้จริง หาที่มาและแก้ไขสาเหตุของการล้อแกล้งรังแกนั้นเสมอ

เมื่อพ่อแม่ได้ทราบวิธีรับมือเบื้องต้นว่า พ่อแม่ควรเริ่มคุยกับลูกอย่างไร รับฟังลูก อยู่เคียงข้างลูก ช่วยลูกจัดการกับปัญหาที่พบอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกลูกคิดแก้ปัญหา ได้เลือกวิธีแก้ปัญหาของตัวเอง เพื่อที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนในสังคมโรงเรียนได้มีความสุข ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมความฉลาด (Power BQ) ให้ลูกได้หลายด้านเลยค่ะ ทั้ง ฉลาดคิด (TQ) ฉลาดเข้าสังคม (SQ) ฉลาดเผชิญอุปสรรค (AQ) และสามารถผ่านพ้นเรื่องราวแย่ๆ ในชีวิตไปได้อย่างราบรื่นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.khaosod.co.th,www.thansettakij.com,เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

จิตแพทย์เด็กเผย! วิธีรับมือเมื่อ ลูกโดนเพื่อนแกล้ง (Bullying)

ทำไม ลูกไม่อยากไปโรงเรียน หรือ “ภาวะไม่ยอมไปโรงเรียน” ที่พ่อแม่ต้องช่วยหาทางแก้

สอนลูกให้เข้มแข็ง พร้อมสู้ปัญหาและอุปสรรค

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชวนลูกทำอาหาร

ชวนลูกเข้าครัว พัฒนาทักษะชีวิต ด้วย E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน”

ในยุคที่พ่อแม่ และผู้ปกครองต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ใช้เวลาอยู่บ้านร่วมกันกับเด็ก ๆ มากขึ้น นับเป็นโอกาสอันดีที่จะหากิจกรรมที่ช่วยสร้างเวลาคุณภาพเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ และ พัฒนาทักษะชีวิตใหม่ ๆ พร้อมปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้กับลูก เนสท์เล่ E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้เชิงบวกให้กับเด็กผ่านการลงมือทำ เพราะเชื่อว่าเด็ก ๆ เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการเล่น ควบคู่ไปกับการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว โครงการเนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี (Nestlé for Healthier Kids) จึงริเริ่มกิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ (#MealTogether)” ชวนทุกคนในครอบครัวร่วมผนึกกำลัง เปลี่ยนพฤติกรรมเด็กไทย สนับสนุนให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการเตรียมมื้ออาหาร เพื่อสร้างการเรียนรู้โภชนาการจากสิ่งใกล้ตัว และปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมเสริมสร้างพัฒนาการสมองส่วนหน้า ที่ช่วยความสามารถในการจัดการ กระบวนการคิด วางแผนไปสู่เป้าหมาย (Executive Functions)  และ บูรณาการประสาทสัมผัส (Sensory Integration)

รวมมื้อสนุก

เนสท์เล่เปิดตัว E-Cook Book เล่มแรก เพื่อนำเสนอเมนูสร้างสรรค์ ที่มีโภชนาการที่ดีของเด็ก สอดแทรกเคล็ดลับการทำอาหาร เกร็ดน่ารู้เสริมโภชนาการ และข้อคิดจิตวิทยาเด็ก มาร่วมค้นพบไอเดียดี ๆ สำหรับพ่อแม่ และผู้ปกครองที่กำลังมองหากิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์เชิงบวก ทำกิจกรรมร่วมกับลูกที่บ้านผ่านการเข้าครัว หลังจากที่ทางเนสท์เล่ได้ออกแบบกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางกายและสานสัมพันธ์ที่ดีทางใจให้ครอบครัวไทย ด้วยแคมเปญ #เมนูหนูช่วยทำ (#MealTogether)”  คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองให้การตอบรับเป็นอย่างดีด้วยการส่งภาพเมนูสุขภาพที่สร้างสรรค์ประจำบ้าน และภาพประทับใจขณะที่ลูกมีส่วนร่วม เนสท์เล่จึงสานต่อกิจกรรมด้วยการจัดทำ E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” ขึ้นมา

คุณกนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์

คุณกนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและสื่อสารโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ จำกัด (ไทย) กล่าวถึงแรงบันดาลใจของการจัดกิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ (#MealTogether)” ในครั้งนี้ว่า โครงการเนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี (Nestlé for Healthier Kids) มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างเยาวชนไทยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน โดยมุ่งปลูกฝัง 5 พฤติกรรมสุขภาพได้แก่ กินหลากหลายเพิ่มผักผลไม้ กินสัดส่วนเหมาะสม กินพร้อมหน้า ขยันขยับออกกำลังกาย และเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานจัด เน้นการเรียนรู้โภชนาการผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานเพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็กคือ การให้เด็กลงมือทำ (Active Learning) และเรียนรู้ผ่านการเล่น ให้เด็ก ๆ มีความสุขที่ได้มีส่วนร่วม เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรมจากสิ่งใกล้ตัว เข้าใจเหตุและผลของกิจกรรม โดยต้องอาศัยความร่วมมือ ความเอาใส่ใจที่ต่อเนื่องระหว่างบ้านและโรงเรียน เพื่อสร้างการเรียนรู้ซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นนิสัยหรือพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

สำหรับกิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ (#MealTogether)” นี้ เกิดขึ้นเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ที่พ่อแม่ และผู้ปกครองมีเวลาอยู่บ้านกับลูกมากขึ้น เนสท์เล่จึงเล็งเห็นโอกาสในการสร้างเวลาคุณภาพในบ้าน ที่จะช่วยสานสัมพันธ์สมาชิกในครอบครัว ไปพร้อม ๆ กับการปลูกฝังโภชนาการที่ดีให้กับเด็ก และฝึกทักษะใหม่ ๆ รอบด้าน ผ่านกิจกรรมการเข้าครัว สนับสนุนให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในมื้ออาหาร ห้องครัวก็สามารถเปลี่ยนเป็นห้องเรียนรู้ที่จับต้องได้ อาทิ การชวนคิดสร้างสรรค์เมนู หาวัตถุดิบในบ้าน เลือกผักสีที่ชอบ เก็บผักที่ปลูกเอง หยิบจับชั่งตวงวัดส่วนผสม ตื่นเต้นไปกับการลองหั่น ผัด หรือปรุงอาหาร โดยเริ่มจากการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่ได้พ่อแม่ และผู้ปกครองจากหลากหลายครอบครัวมาแบ่งปันเมนูโปรดประจำบ้าน โดยเนสท์เล่ได้รวบรวมและจัดทำ E-Cook Book เล่มแรก “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” นำเสนอเมนูสร้างสรรค์ของแต่ละครอบครัว พร้อมสอดแทรกเคล็ดลับการทำอาหาร เกร็ดน่ารู้เสริมโภชนาการ และข้อคิดจิตวิทยาเด็กจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการให้ต่อยอดเพื่อสร้างโภชนาการและสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจให้กับเด็ก อีกทั้งจะเป็นไอเดียสำหรับพ่อแม่ และผู้ปกครอง ที่กำลังมองหากิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์เชิงบวกทำร่วมกับลูกที่บ้าน และเปลี่ยนเรื่องโภชนาการให้เป็นเรื่องใกล้ตัวและสนุกสำหรับเด็ก”

อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง นักจิตวิทยาคลินิก

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง นักจิตวิทยาคลินิก ระดับชำนาญการพิเศษ มาให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของการเข้าครัวต่อพัฒนาการเด็ก “ปัญหาของสังคมในปัจจุบัน คือเราอยู่ในสังคมปัจเจกนิยม (Individualism) เด็กในยุคนี้เติบโตอย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น กล่าวคือ วิถีชีวิตของเด็กหมุนวนอยู่แต่เรื่องของตัวเอง เช่น เรียนหนังสือ กวดวิชา ติดจอ เล่นเกมส์ จึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพของสังคมในมุมกว้าง ที่มีบุคคลอื่นอยู่ด้วยได้ ไม่ถนัดการทำงานเป็นทีม ซึ่งกิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ (#MealTogether)” นี้ ก็เหมือนการเล่นขายข้าวแกงของเด็กสมัยก่อน เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง รู้จักบทบาทสมมติ และการทำงานเป็นทีม รับบทเป็นลูกมือบ้าง เป็นพ่อค้าแม่ขายบ้าง

ห้องครัวนับเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ชั้นเยี่ยมในบ้าน เพราะการเข้าครัวลงมือทำอาหารร่วมกับพ่อแม่ หรือผู้ปกครองจะช่วยส่งเสริมทักษะและพัฒนาการรอบด้านให้แก่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทักษะทางสังคม (Social Skill) ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนอื่น ช่วยเหลือผู้อื่น เสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับพ่อแม่ และผู้ปกครอง เด็กจะสามารถเห็นภาพลักษณ์เชิงบวกหรือข้อดีของบุคคลในครอบครัวให้เป็นบุคคลต้นแบบ หรือ ฮีโร่ (Role Model) ให้เด็ก ๆ ซึมซับพฤติกรรมจากบุคคลต้นแบบในครอบครัว นั่นคือ พ่อแม่ แทนการซึมซับพฤติกรรมจากบุคคลอื่น หากมองลึกถึงกระบวนการพัฒนาสมอง การทำอาหารเป็นกิจกรรมเดียวที่ได้ใช้ประสาทสัมผัสการรับรส ทำให้เกิดการบูรณาการประสาทสัมผัส (Sensory Integration) ที่เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสครบทั้ง 7 องค์ประกอบพร้อมกัน ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส การได้สัมผัส การเคลื่อนไหวและทรงตัว รวมถึงการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่รวมกัน อีกทั้งยังช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้า ที่ช่วยความสามารถในการจัดการ กระบวนความคิด วางแผนไปสู่เป้าหมาย (Executive Functions) ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากต้นจนจบกระบวนการ หรือการเรียนรู้เชิงขั้นตอนจากกระบวนการทำอาหาร เริ่มต้นจากคิดเมนู หาวัตถุดิบ เตรียมส่วนประกอบในเมนู ลงมือปรุงอาหาร จัดจานตกแต่งจาน ทานอาหารกับครอบครัว และเก็บล้าง นอกจากทักษะที่เด็กได้พัฒนาจากการลงมือปฏิบัติแล้ว ยังได้ฝึกทักษะต่าง ๆ ในการใช้ชีวิต ทั้งทักษะการคิด อารมณ์ และสังคม หรือที่เรียกว่า Soft Skills เด็กจะได้ฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ ฝึกความรับผิดชอบ ความมีวินัย จัดการอารมณ์ ฝึกความอดทนรอคอย และ สุดท้ายคือความภาคภูมิใจที่ได้ทำกิจกรรมสำเร็จ”

“การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เด็กต้องเรียนรู้จากองค์ประกอบ 2 ส่วนคือ ความรู้ และ ประสบการณ์จากการลงมือทำ ดังนั้น E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” เล่มนี้ คือองค์ความรู้ แต่สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ และผู้ปกครองต้องต่อยอด นำไปลงมือทำ เข้าครัวจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับเด็ก และแนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดเป็นวินัย เคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองในการชวนลูกเข้าครัว คือการเปลี่ยนคำสั่ง เป็นคำถาม สังเกตความชอบของลูก และถามความต้องการของเด็ก อาจเริ่มจากเมนูง่าย ๆ ที่เด็กชอบ เช่น นมเย็น หวานเย็น วุ้น 7 สี ใช้สีสันกระตุ้นทำให้เด็กสนใจ มีความสุขที่จะเข้าครัว กิจกรรมนี้สามารถเริ่มได้ตั้งแต่เด็กเล็กที่เริ่มใช้มือหยิบจับสิ่งของเองได้แล้ว พ่อแม่สามารถสอนเด็กให้ใช้เครื่องมืออย่างถูกวิธี และระมัดระวังสิ่งของมีคม โดยให้เขาอยู่ในสายตาตลอดเวลา การห้ามจะยิ่งอันตรายเพราะเด็กจะแอบไปทำลับหลัง เมนูที่เกิดจากการลงมือทำเองจะทำให้เด็กภาคภูมิใจ และสามารถทานอาหารได้หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย” อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง กล่าวเสริม

ข้อดีเหล่านี้ทางเนสท์เล่จึงได้รวบรุวมและจัดทำ E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” ขึ้นมา เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ได้ปรับเปลี่ยนโภชนาการการกินของลูกให้เป็นโภชนาการที่ดี ให้ลูกสามารถกินอาหารได้อย่างมีความสุข สอดแทรกเคล็ดลับการทำอาหาร เกร็ดน่ารู้เสริมโภชนาการ และข้อคิดจากจิตวิทยาเด็ก

อาหาร

ลูกกินยาก อยากให้ลูกกินได้หลากหลาย ต้องทำอย่างไร

การกินหลากหลายต้องเริ่มฝึกในวัยเด็ก เพราะจะเป็นการฝึกง่ายกว่าตอนโต หากลูกไม่ชอบกินผัก คุณพ่อ คุณแม่ อาจจะพาเขาปลูกผักไว้ทำอาหารเพื่อที่จะให้เขาสร้างความคุ้นชินกับผักและสนุกกับการปลูกผักได้อีกด้วย ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการรับผิดชอบที่ได้ปลูกผัก เมื่อผักเริ่มโตก็ให้เขานำผักที่เขาปลูกเองมาทำเป็นอาหาร ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการทำทุกขั้นตอนเพื่อให้เขาเกิดความสนใจผัก ทำให้เขาสามารถกินอาหารได้หลากหลายขึ้น ที่สำคัญคุณพ่อ คุณแม่อย่าบังคับลูกเมื่อเขาไม่อยากกินอาหารชนิดใดก็ตามเพราะจะทำให้เขากลัวการกินสิ่งนั้นไปเลย ให้เปลี่ยนคำสั่งเป็นคำถามแทน เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าลูกต้องการอะไร ให้ลูกได้ตัดสินใจเองเลือกเองในสิ่งที่ลูกชอบ

เคล็ดไม่ลับ หากคุณพ่อ คุณแม่ ทำอาหารไม่เป็น

คุณพ่อ คุณแม่ ไม่ต้องกังวลเพราะเราสามารถที่จะเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับลูกของเราได้ เริ่มจากค่อย ๆ เรียนรู้ไปด้วยกัน เริ่มหาข้อมูลพร้อมกันว่าเราจะทำเมนูอะไร วิธีการทำเป็นอย่างไร และวัตถุดิบมีอะไรบ้าง จากนั้นก็ชวนลูกของเราไปซื้อวัตถุดิบด้วยกัน ลูกจะได้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกับเรา ลูกสามารถเข้าครัวกับคุณพ่อ คุณแม่ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป ก็สามารถเข้าครัวได้เลยค่ะ เพียงแต่ต้องให้อยู่ในสายตาคุณพ่อ คุณแม่ตลอด อุปกรณ์ของครัวก็ให้เป็นพวกพลาสติกเพื่อไม่ให้มีคมและเกิดอันตรายต่อลูกของเรา ในขั้นตอนการทำอาหารก็สามารถให้ลูกมีส่วนร่วมได้ เริ่มจากการทำสิ่งเล็ก ๆ เช่น การหั่น การตำ เมื่อลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหารตั้งแต่แรกเริ่มเขาก็จะสามารถกินอาหารได้หลากหลายขึ้น เพราะว่าเขามีส่วนร่วมในการทำนั่นเอง

คุณพ่อ แม่สามารถดาวน์โหลด E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” ได้ฟรี!!
ที่นี่เลย>> bit.ly/3rlTyo8

การที่คุณพ่อคุณแม่ ได้ใช้เวลาว่างอยู่กับลูกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กในยุคนี้  เพราะการที่ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ กับลูก จะช่วยสานสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะชีวิตได้รอบด้าน ห้องครัวถือว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างประสบการณ์และการเรียนรู้ที่สนุกสนานของเด็ก ๆ ที่ช่วยทั้งปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ยังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสามารถพัฒนาทักษะสมองของลูกเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จได้ค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

ทำอาหารเช้ายังไงให้ลูกทันไปโรงเรียน

ซีอิ๊วขาว กับซอสปรุงรส เลือกแบบไหนทำอาหารอร่อย เค็มน้อย ลูกปลอดภัย

ชวนลูกทำอาหาร “สร้างความมั่นใจ” ติดตัวไปจนโต โดย พ่อเอก

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.nestle.co.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชุดว่ายน้ำเด็ก

เตือนภัยพ่อแม่! ชุดว่ายน้ำเด็ก สีไม่สดใส อันตรายกว่าที่คิด

บางครั้งพ่อแม่อย่างเราๆ อาจคิดไม่ถึง ว่าแค่การเลือกซื้อ ชุดว่ายน้ำเด็ก ให้ลูก จะต้องดูให้ดี หรือใส่ใจอะไรมากมาย แต่ถ้าหากทุกคนได้อ่านเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลอยู่ตอนนี้ อาจเปลี่ยนความคิด และเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกชุดว่ายน้ำให้ลูกมากกว่าที่เคยก็ได้ค่ะ เพราะเราอาจต้องเลือกที่สีสันของชุดว่ายน้ำให้ลูกด้วย! เนื่องจาก ล่าสุดมีกรณีในต่างประเทศที่ทำให้หลายคน รู้สึกตกใจ และตื่นตัวได้พอสมควรเลยค่ะ

เตือนภัยพ่อแม่! ชุดว่ายน้ำเด็ก สีไม่สดใส อันตรายกว่าที่คิด

ทั้งนี้ สืบเนื่องเพจ CPR Kids กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการปฐมพยาบาล ในประเทศออสเตรเลีย ได้โพสต์เรื่องราวผ่านเพจ CPR Kids โดยเนื้อหาของโพสต์ได้พูดถึง การเตือนภัยพ่อแม่ในเรื่องง่ายๆ ที่อาจมีความสำคัญ แต่คนอาจมองข้าม จนกลายเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องบอกต่อกันเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องเล่าในครั้งนี้ มาจาก หญิงคนหนึ่งในกลุ่ม ได้ไปงานปาร์ตี้ริมสระเล็กๆ ที่บ้านเพื่อน และก็เห็นว่าสระว่ายน้ำนั้นไม่ได้สะอาดใสมากนัก เลยอยากทำการทดลองสาธิตการช่วยเหลือคน ตกน้ำ หรือ จมน้ำ ให้ผู้ที่อยู่ในงานปาร์ตี้ดู จากนั้น เธอขอให้เด็กผู้ชายคนนึง ที่ใส่ชุดว่ายน้ำสีฟ้าอ่อนลองดำลงไปที่ก้นสระว่ายน้ำ เมื่อเด็กชายได้ดำลงไป ภาพที่เห็นกลับทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต้อง ตกอก ตกใจ ไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจาก ตัวของเด็กผู้ชายคนนั้น ค่อนข้างจะกลมกลืนไปกับสีกระเบื้องของสระว่ายน้ำ จนไม่มีใครสามารถมองเห็นตัวเด็กได้ โดยโพสต์นี้กำลังกลายเป็นกระแสดังในโลกโซเชียล และต้องยอมรับว่า เขย่าต่อมระวังภัยของคุณพ่อคุณแม่หลายคน ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยของลูกเมื่อพาไปว่ายน้ำในสระที่มีพื้นสีฟ้าได้มากเลยทีเดียวค่ะ
ชุดว่ายน้ำเด็ก
ชุดว่ายน้ำเด็ก
ล่าสุดเพจเฟซบุ๊คดัง ในบ้านเรา อย่างเพจ Drama-addict ก็ได้มีการแชร์ประเด็นนี้ต่อในเพจ โดยมีการโพสต์แคปชั่นของภาพไว้ว่า “ใครมองเห็นเด็กในภาพมั่งครับ” แน่นอน ว่าแว้บแรกที่เห็น ต้องมีหลายคนคิดว่า เด็กต้องดำน้ำอยู่ในบริเวณมุมขวาบนของภาพแน่ๆ เลย จริงมั้ยคะ?
ชุดว่ายน้ำเด็ก
เด็กอยู่ตรงไหนกันนะ?

ชาวเน็ตวิจารณ์สนั่น

ซึ่งหลังจากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกมา ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกวางขวางในโลกโซเชียล  โดยมีชาวเน็ตจำนวนมากต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และมีพ่อแม่หลายคนมาแสดงความเห็นว่า มีหลายครั้งที่พวกเขาพาลูกว่ายน้ำในสระใหญ่ๆ ที่มีคนเยอะๆ ก็ยังหาลูกตัวเองไม่เจอเลยด้วยซ้ำ และมีชาวเน็ตบางคนตามไปดูใน เพจต้นทาง แล้วได้กล่าวว่า “วงกลมแจ้งไว้ น่าตกใจตรงที่ เราคิดว่าเด็กอยู่ใต้วงกลมที่ขาว ที่เป็นดำๆ ….แต่ไม่ใช่เด็กอยู่ตรงที่เราไม่คิดว่าจะมีเด็กอยู่ คือกลืน เนียนไปจริงๆ”

ชุดว่ายน้ำเด็ก

จากในภาพที่วงกลมสีแดงไว้นั่นแหละค่ะ คือ ตัวเด็กที่ใส่ชุดว่ายน้ำสีฟ้าอ่อนที่กำลังดำอยู่ใต้น้ำ ซึ่ง มีหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าขนาดวงกลมเฉลยให้แล้วว่าเด็กอยู่ตรงไหน ยังมองไม่ออกเลย

แต่ในทางกลับกัน มีชาวเน็ตในต่างประเทศรายหนึ่ง ได้แสดงความคิดเห็น ว่า ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ เรื่องของคุณภาพน้ำ และมาตรการการดูแลสระว่ายน้ำ เพราะเรื่องสีของชุดว่ายน้ำไม่ควรเป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะต้องมาระแวดระวังในการเลือกแม้กระทั่งสีสันของชุดว่ายน้ำ เพราะ จริงๆ  แล้ว สำหรับสระว่ายน้ำที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และได้มาตรฐาน ไม่ว่าเด็กที่ดำลงไปในน้ำจะสวมใส่ชุดสีอะไร และ ไม่ว่าใครก็ตามที่ยังสายตาปกติ ก็จะสามารถมองเห็นตัวเด็กที่ดำอยู่ใต้สระน้ำได้แน่นอน  แต่ข้อควรระวังที่อยากแนะนำจริงๆ คือคุณม่ควรปล่อยให้ลูกของคุณลงไปในน้ำในสระว่ายน้ำแห่งไหนก็ตาม ถ้าคุณมองไม่เห็นสกรูที่ยึดตะแกรงท่อระบายน้ำในตำแหน่งที่ลึกที่สุดของสระว่ายน้ำ ซึ่งนี่เป็นข้อกำหนดของกรมอนามัย ที่กำหนดให้สระว่ายน้ำสาธารณะเปิดได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย “

คำแนะนำในการเลือกชุดว่ายน้ำให้ลูก

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน มีคำแนะนำจากทางเพจ CPR Kids  ว่าไม่ควรเลือกชุดว่ายน้ำสีฟ้า หรือสีเข้ม ไม่สว่าง เนื่องจาก เวลาเด็กจมน้ำ อาจเกิดกรณีอย่างที่ได้นำมาแชร์ได้ กล่าวคือ ตัวเด็กจะดูกลมกลืนไปกับสีของสระว่ายน้ำ จนยากแก่การมองเห็น ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด ดังนั้นพ่อแม่จึงควรเลือกชุดว่ายน้ำสีสัดสดใสให้ลูกใส่ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีส้ม สีชมพู หรือสีเหลือง ก็ได้ ค่ะ

ชุดว่ายน้ำเด็ก

จากประเด็นนี้ การเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกสีชุดว่ายน้ำให้กับลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่ สามารถอธิบายเหตุและผลให้ลูกๆ ฟังถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นกับตัวลูกได้ หากใส่ชุดว่ายน้ำที่มีสีฟ้าอ่อน หรือสีไม่สดใส เพื่อลูกๆ จะได้ฝึก ความฉลาดในการคิดเป็น (TQ) ด้วย Power BQ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต สามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าอะไรที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เมื่อโตขึ้นลูกจะสามารถเป็นคนที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถคิดไตร่ตรองสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี และคิดเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้ต่อไปค่ะ
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : MomScream,CPR Kids,Drama-addict
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นิ้วล็อคในเด็ก

พ่อแม่ต้องรู้! นิ้วล็อคในเด็ก ไม่ใช่เรื่องเล็กของลูก

หากพูดถึง นิ้วล็อคในเด็ก คุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจจะนึกภาพไม่ออก ว่าเจ้าโรคนี้ สามารถเกิดขึ้นกับเด็กเล็กๆ ได้อย่างไร เนื่องจากเท่าที่เราเคยได้ยิน หรือพบเห็นมา นิ้วล็อค มักจะเป็นโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่ เช่น หนุ่มสาวออฟฟิศวัยทำงาน ที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์  หรือ แม่บ้านที่ต้องออกไปจ่ายตลาดและต้องหิ้วของหนักๆ เป็นประจำ  แต่จริงๆ แล้ว โรคนิ้วล็อค สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง เด็กเล็ก เด็กโต และแม้กระทั้ง เด็กแรกเกิดค่ะ

พ่อแม่ต้องรู้! นิ้วล็อคในเด็ก ไม่ใช่เรื่องเล็กของลูก

โรคนิ้วล็อคในเด็ก และสาเหตุของโรค

โรค นิ้วล็อคในเด็ก เป็นโรคที่เส้นเอ็นที่นิ้วของเด็ก ไม่สามารถเคลื่อนที่เข้าไปในปลอกหุ้มเอ็นได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มเอ็น ซึ่งอาการอักเสบที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ จะทำให้เกิดการตีบ หรือหดตัวในการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นภายใน มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า นิ้วล็อคในเด็ก เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้เองตั้งแต่ แรกเกิด แต่ก็พบกรณีที่มีเด็กมีอาการของโรคและแสดงอาการของโรคนิ้วล็อคหลังจากอายุ 1 ขวบ ได้เช่นกัน โดยสาเหตุ เกิดจากเข็มขัดรัดเส้นเอ็น หดรัดหนาตัวบีบจนเส้นเอ็นนิ้วโป้ง ไม่สามารถเหยียดตัวสุดได้ ทำให้นิ้วที่ล็อค อยู่ในท่างอ บางครั้งพบทั้ง 2 ข้าง หรือมีนิ้วอื่นร่วมด้วย

นายแพทย์ปุณยธร พัฒนธิติกานต์  ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรคกระดูกและข้อเด็ก เผยว่า ” โดยทั่วไป  จะพบการเกิดนิ้วล็อค ที่นิ้วหัวแม่มือบ่อยกว่านิ้วอื่น ๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการตั้งแต่เด็ก โดยพ่อแม่มักจะพามาพบแพทย์ตอนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 3 เดือน ถึง 1 ปี ด้วยอาการ นิ้วโป้งอยู่ในท่างอ เหยียดไม่ออก ไม่สามารถเหยียดตรงออกได้ แต่เด็กที่มาหาหมอส่วนมากจะไม่มีอาการปวด ซึ่งไม่เหมือนนิ้วล็อคในผู้ใหญ่ที่มักจะอาการปวดร่วมด้วย “

นิ้วล็อคในเด็ก
นิ้วล็อคในเด็ก

จะสังเกตอย่างไร ว่าลูกอาจเป็นโรคนิ้วล็อค 

หากสงสัยว่าลูกมีอาการของโรคนิ้วล็อคหรือไม่ คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับนิ้วมือของลูกได้ ดังนี้

  • เหยียดนิ้วมือได้ยาก หรือเหยียดนิ้วไม่ออก หรือนิ้วงออยู่ตลอดเวลา
  • มีอาการนิ้วแข็งที่แย่ลง หลังจากทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้นิ้ว
  • บ่นเจ็บเมื่อเคลื่อนไหวข้อต่อที่นิ้ว
  • นิ้วล็อกอยู่ในท่างอ ไม่สามารถเหยียดยืดให้ตรงได้

เมื่อนิ้วติดอยู่ในท่างอและไม่สามารถยืดตรงได้อีกต่อไป จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์เพื่อป้องกันความเสียหายถาวร รีบไปพบแพทย์ทันที หากข้อต่อนิ้วของเด็กมีอาการบวมแดง

การรักษาโรคนิ้วล็อคในเด็ก

การรักษา นิ้วล็อคในเด็ก หากมีอาการไม่มาก มักหายไปเองได้ หรืออาการสามารถดีขึ้นได้ โดยการฝึกงอและเหยียดนิ้ว (โดยผู้ปกครอง) ในช่วงอายุ 1-2 ปี หากเด็กยังคงมีอาการนิ้วงอผิดรูปไม่หาย บางรายอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัด โดยการผ่าตัดปลอกหุ้มเอ็นบางส่วนออก นอกจากนี้ เรื่องของนิ้วที่เป็นยังมีผลต่อการรักษาด้วย หากเป็นที่นิ้วหัวแม่มือ มักจะให้ผลการรักษาที่ดี และทำได้ง่ายกว่า แต่หากเป็นนิ้วชี้กลางนางก้อย อาจรักษาได้ยากกว่า

โดยทั่วไปในครั้งแรกที่พบแพทย์ แพทย์จะแนะนำให้มีการยืด เหยียด เอ็นบริเวณนิ้วนั้นบ่อยๆ หากอาการดีขึ้น นิ้วยืดตรงได้เป็นปกติ ก็ไม่ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัด การรักษาสามารถเริ่มด้วยการยืด ดัด หรือดามนิ้ว ซึ่งพบว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จประมาณร้อยละ 30 ส่วนในรายที่อาการไม่ดีขึ้น ควรพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเมื่ออายุประมาณ 1 ปี

นิ้วล็อคในเด็ก

เด็กที่มีอาการนิ้วล็อค เอ็นที่นิ้วอาจบวมและคลำได้เป็นก้อนบริเวณโคนนิ้วด้านฝ่ามือ คุณพ่อคุณแม่อาจพยายามนวด กดคลึง หรือดัดนิ้วลูกอยู่ระยะหนึ่งก่อนพามาพบคุณหมอ ซึ่งในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี การนวดดัดอาจได้ผลและนิ้วเหยียดออกได้ชั่วคราว หรืออาจเหยียดออกได้ถาวร แต่การนวดนี้ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าทำให้หายได้จริง แต่คุณหมอบางท่านอาจลองให้ใส่เฝือกดามนิ้วไว้ แต่มือเด็กมีขนาดเล็กมาก เฝือกมักจะหลุดบ่อย ดูแลยาก นิ้วจึงไม่หายงอ เพราะว่าไม่มีการรักษาวิธีใดวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลดีอย่างชัดเจน สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ส่วนใหญ่คุณหมอจะแนะนำให้รอดูอาการไปก่อน เพราะพบว่า 1 ใน 3 ของเด็กที่นิ้วล็อกอาจหายเองได้โดยไม่ต้องมาพบแพทย์เพื่อรักษา

สิ่งที่พ่อแม่ควรระวังเกี่ยวกับโรคนิ้วล็อค

โอกาสที่นิ้วล็อคจะหายไปเองได้จะยิ่งลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอายุ 3 ขวบ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำการการรักษาโรคนี้ให้เด็ก ตั้งแต่เนิ่นๆ (ก่อนอายุ 3 ขวบ) เพื่อไม่ให้โรคนี้ต้องเป็นอุปสรรคในกิจกรรมต่าง ๆ ในชั้นเรียนของลูกค่ะ ในกรณีที่ลูกอายุมากกว่า 1 ปี คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพามาหาคุณหมอ เพราะหากทิ้งไว้ไม่รักษาจนกระทั่งลูกอายุมากกว่า 3-4 ปี เมื่อตัดสินใจที่จะรักษาภายหลัง ผลการรักษาก็จะไม่ดี  เพราะนิ้วที่งออยู่นานๆ เอ็นจะหดสั้นไม่ได้เจริญตามปกติ เมื่อรักษาแล้วนิ้วที่งออาจจะไม่สามารถเหยียดออกได้เต็มที่ และจะทำให้การหยิบจับสิ่งของชิ้นใหญ่ๆ ได้ยากเพราะมือใช้งานได้ไม่เต็มที่ค่ะ

การรู้ทันโรคนิ้วล็อคในเด็ก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจและหมั่นสังเกตอาการตั้งแต่ลูกยังเล็ก หรือพูดคุยสอบถามลูกว่ามีอาการผิดปกติหรือรู้สึกเจ็บที่นิ้วหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการปลูกฝังให้ลูก เป็นเด็กที่มี ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ (HQ) ซึ่งก็คือความสามารถและรู้จักที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ทำให้เติบโตขึ้นอย่างสมวัยค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.childrenscolorado.org,www.trigger-finger.net,www.kidbones.net,bonedoctorpattaya

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อุทาหรณ์! ปล่อยลูกเล่นเกม 6 ชม. ติด ป่วยโรค ออฟฟิศซินโดรม

ลูกนิ้วขาด ทำไงดี วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถ้าอวัยวะขาด

ลายนิ้วมือ ทั้ง 10 นิ้ว บอกนิสัยและความถนัดของลูกได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฝึกลูก รับมือความสูญเสีย เมื่อสัตว์เลี้ยงแสนรักจากไป

เมื่อสัตว์เลี้ยงแสนรักที่ลูกใกล้ชิดเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในบ้านจากไปกะทันหัน พ่อแม่ควรฝึกลูกให้ รับมือความสูญเสีย นี้อย่างไร บอกแบบไหนให้เข้าใจ ไม่กลายเป็นเรื่องดราม่าทำร้ายจิตใจลูก

เมื่อสัตว์เลี้ยงในบ้านตายขนาดคนเป็นพ่อแม่ยังรู้สึกซึม แล้วลูกตัวน้อยจะเสียใจแค่ไหนกัน เพราะสำหรับความรู้สึกเด็กๆแล้ว สัตว์ที่อยู่ในบ้าน อย่างหมา แมว ปลา หรือนก ฯลฯ ไม่ได้เป็นแค่สัตว์ แต่รู้สึกรักผูกพันแบบพี่น้อง เพื่อนรัก หรือของรักที่ไม่อยากโดนพรากไปไหน ยิ่งถ้าลูกโตมาพร้อมสัตว์เลี้ยงแล้วละก็ ถ้ารู้ว่าสัตว์ตายคงเสียใจมากแน่ๆ แล้วแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ควรบอกให้ลูกรู้ดีไหม จะบอกยังไงดี  ตัดสินใจยากใช่ไหมคะ

รับมือความสูญเสีย

ความตายเป็นเรื่องเศร้าที่ทุกคนต้องเจอ และไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ ลูกเผชิญกับเรื่องนี้เมื่อโตขึ้น แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักเลือกใช้วิธีปกปิด หรือหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยเรื่องนี้กับลูกน้อยตรงๆ เพราะไม่อยากเห็นลูกร้องไห้เสียใจ หรือทุกข์ใจ แต่ความจริงแล้วเด็กวัย 4 ขวบ เริ่มเข้าใจความหมายและเรื่องราวของ “การตาย” แล้วแต่จะมากน้อยแตกต่างกันไปตามนิสัยพื้นฐาน ประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน

ฉะนั้นถ้าวันหนึ่งสัตว์เลี้ยงตัวโปรดต้องจากไป คุณพ่อคุณแม่หาวิธี รับมือการสูญเสีย เพื่อให้ลูกก้าวพ้นความเศร้า และเข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งจะมีผลต่อบุคลิก การควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมของลูกในอนาคต มาดูวิธีฝึกลูกให้รับมือเป็น เมื่อสัตว์เลี้ยงตายกันเลยค่ะ

5 สิ่งควรทำ รับมือความสูญเสีย สัตว์เลี้ยงตัวโปรด

จัดการอารมณ์ตัวเองก่อน

การที่สัตว์เลี้ยงจากไปอย่างกะทันหันสร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคนในบ้าน  แม้กระทั่งตัวคุณพ่อคุณแม่เอง จึงจำเป็นต้องจัดการกับอารมณ์ตัวเองให้สงบ และตั้งสติก่อนที่จะบอกเรื่องน่าเศร้านี้กับลูก เพราะหากเด็กๆสัมผัสอารมณ์หม่นหมองนี้ได้ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง

รับมือความสูญเสีย

นั่งคุยกันสองต่อสอง

เมื่อลูกไม่เห็นสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน เขาย่อมสงสัยและวุ่นวายใจ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยให้ลูกผ่อนคลาย หาขนมอร่อยให้กิน ชวนเล่นให้เปลี่ยนอารมณ์ก่อน หาจังหวะที่ได้อยู่ในสองต่อสองกับลูกในบรรยากาศที่สงบ ไม่เสียงดัง ไม่วุ่นวาย เพื่อให้ลูกพร้อมรับฟังเรื่องราวมากขึ้น

เลือกเล่าเรื่องราวให้เหมาะกับวัย

การไม่ได้โกหก ไม่ได้หมายความต้องเล่าทุกอย่าง  คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเฉพาะ “ความจริงคัดสรร” หรือเรื่องราวสำคัญๆพอให้ลูกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น “ตอนนี้พี่เขาหลับสบาย ไม่ต้องทนเจ็บป่วยแล้ว”   ไม่จำเป็นต้องเล่าบรรยายเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะหลายๆเหตุการณ์อาจกระทบกระเทือนจิตใจลูก โดยเฉพาะเด็กเล็กวัย 1-3 ขวบ ที่ต้องเลือกใช้คำไม่ให้สื่อถึงความตาย หรือการสูญเสียเลย เช่น “พี่หมาเป็นคนดี พี่หมาไปอยู่บนสวรรค์แล้ว”

หรืออาจสอดแทรกข้อคิดดีๆไว้ เช่น ความตายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตอะไร หากป่วยและไม่แข็งแรงก็อาจจะถึงตายได้” ดังนั้นลูกต้องกินอาหารที่ดี ออกกำลังกาย รักษาความสะอาด เพราะถ้าลูกป่วยพ่อแม่จะเป็นห่วงมาก

เปิดโอกาสให้ลูกเศร้าได้ ร้องไห้เป็น

เปิดโอกาสให้ลูกได้ร้องไห้ หรือปลดปล่อยอารมณ์เศร้าเสียใจออกมา ไม่ควรห้ามหรือต่อว่า ลูกจะได้รู้จักกับอารมณ์ของตัวเอง รู้ว่าที่ร้องไห้อยู่แปลว่า เสียใจ พ่อแม่แค่นั่งเป็นเพื่อน ชวนพูดคุยให้เขาอธิบายว่ารู้สึกเศร้าแค่ไหน ระหว่างนี้ลูกจะเข้าใจทันทีว่า ไม่จำเป็นต้องเก็บเรื่องเศร้าไว้คนเดียว พ่อแม่มีส่วนรับรู้และคอยอยู่ข้างๆ เสมอ นี่เป็นพื้นฐานสำคัญของการ รับมือกับความสูญเสีย ผิดหวังจากการเรียน การทำงาน และปัญหาชีวิตต่างๆในอนาคต

เปลี่ยนจากเรื่องเศร้าเป็นความทรงจำที่งดงาม

เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหายเศร้า หรือเสียใจน้อยลงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรชวนลูกน้อยพูดคุยถึงความทรงจำดีๆ เรื่องราวสนุกที่ทำด้วยกัน แทนที่จะห้ามพูดถึงสัตว์เลี้ยงที่ตายไป เมื่อลูกสามารถเล่าถึงสัตว์เลี้ยงตัวนั้นให้คนอื่นฟังได้ตามปกติ นั่นเป็นแสดงว่า เด็กสามารถ รับมือกับการสูญเสีย ก้าวข้ามความเสียใจ จัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ คงเหลือไว้เพียงความรู้สึกดีๆที่น่าจดจำเป็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตเมื่อโตขึ้น

MUST READ :  เลือกสัตว์เลี้ยงอย่างไรให้ลูกดี 

MUST READ : ลูกเสียใจ ร้องไห้ไม่หยุด แม่ต้องรับมืออย่างไรดี

5 เรื่องอย่าทำเด็ดขาดเมื่อลูกสูญเสียสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ห้ามโกหกเด็ดขาด

การที่พ่อแม่โกหกเพื่อปรารถนาดี ไม่อยากให้ลูกเสียใจ เช่น “มันหนีไปไหนไม่รู้ แม่หาไม่เจอ” หรือ “มันไม่เที่ยวเดี๋ยวก็กลับมา” ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะลูกอาจสัมผัสได้ว่าสัตว์เลี้ยงของเขาไม่มีวันกลับมาอีก เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร เพราะนอกจากทำให้ลูกสับสนและรอคอยสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง สร้างปมเชิงลบในใจด้วย

อย่าโทษคนอื่น

บางทีที่ไม่รู้จะอธิบายลูกอย่างไร พ่อแม่อาจพูดลอยๆ โยนความผิดให้กับสัตวแพทย์ว่า “หมอทำให้มันตาย” หรือ “หมอฉีดยาให้มันหลับ” เพราะอาจทำให้ลูกลัวการฉีดยา การไปหาหมอ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการดูแลสุขภาพได้

พ่อแม่ก็เสียใจเป็น

สัตว์เลี้ยงหลายบ้านเลี้ยงมาก่อนมีลูก หรือโตมาพร้อมๆ กัน จึงไม่แปลกที่จะรักเหมือนลูก ฉะนั้นเมื่อเกิดการสูญเสียย่อมเสียใจเป็นธรรมดา พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องซ่อนความรู้สึกตัวเองไว้ เพราะคิดว่าต้องเข้มแข็ง และเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ความจริงแล้ว ไม่ควรซ่อนความเสียใจไว้ แต่ชวนคุยว่าพ่อแม่ก็เสียใจเหมือนกัน ไม่นานก็จะเศร้าน้อยลงไปเอง

รับมือความสูญเสีย

ไม่ซื้อสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ให้ทันที

ไม่ควรชดเชยความเสียใจด้วยการหาสัตว์เลี้ยงตัวใหม่มาทดแทน ถึงแม้ว่าลูกจะพยายามคะยั้นคะยอขอตัวใหม่ก็ตาม แต่ควรปล่อยเวลาให้ลูกรักษาจิตใจ เรียนรู้วิธีทำใจเมื่อสัตว์เลี้ยงตายก่อน เพื่อให้เขาเห็นคุณค่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วย

อย่าให้ลูกมีแค่สัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน

แม้สัตว์เลี้ยงจะเป็นเพื่อนแท้ ที่ช่วยเติมเต็มความสุข ความอ่อนโยน และเห็นอกเห็นใจให้ลูกน้อย  แต่ไม่ควรมีแค่สัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนสนิท เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ลูกจะรับมือกับความสูญเสีย ได้ลำบาก ทำใจยาก และเสียใจนาน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อเป็นที่พักใจอีกอย่างด้วย

นอกจากการฝึกให้ลูกรู้วิธี รับมือการสูญเสีย อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ลูกรุ้วิธีแสดงออก ควบคุมอารมณ์ของตัวเองอย่างเหมาะสม ไม่รู้สึกเครียดหรือเสียใจเกินไปแล้ว ยังเป็นประสบการณ์ชีวิตเก็บไว้เป็นภูมิคุ้มกันเมื่อลูกโตขึ้น แล้วต้องพบเจอกับความผิดหวัง สูญเสียต่างๆ ไม่เฉพาะการตายที่จะต้องพบเจอไปตลอดช่วงชีวิต นี่คือเป็นความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) หนึ่งในความฉลาด 10 ด้าน (Power BQ) ที่เด็กรุ่นใหม่จำเป็นต้องมี เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างเข้มแข็ง และรู้ทันโลก

 

แหล่งข้อมูล  https://mgronline.com/

 

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

อุทาหรณ์!! เลี้ยงหมาในบ้าน ระวัง “เห็บหมาเข้าหูลูก” 

ส่งเสริมความฉลาดลูกง่ายๆ ด้วยธรรมชาติรอบตัว

ปฐมพยาบาลสัตว์เลี้ยงข่วนกัดคุณหนู – easy baby & kids

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เมื่อลูกถูก bully กลั่นแกล้งที่โรงเรียน

เมื่อลูกถูก bully ลองใช้เทคนิคสุดเฟี้ยวฉบับแม่ญี่ปุ่นกัน!!

เมื่อคุณแม่ญี่ปุ่นสุดเฟี้ยวช่วยลูกแก้ปัญหาการถูก bully ที่โรงเรียนด้วยวิธีน่ารัก ๆ แต่สามารถเอาชนะพฤติกรรมไม่น่ารักของคนชอบแกล้งได้อย่างไรต้องลองติดตาม

เมื่อลูกถูก bully ลองใช้เทคนิคสุดเฟี้ยวฉบับแม่ญี่ปุ่นกัน!!

วันหนึ่งได้บังเอิญไปอ่านเจอเรื่องราวสุดน่ารักของคู่แม่ลูกในเพจ ๆ หนึ่งที่ได้เล่าเรื่องราวสุดประทับใจของครอบครัวชาวญี่ปุ่น ประเทศที่รู้กันดีว่ามีการ bully กันในโรงเรียนมากเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว ในเรื่องราวนั้นได้เล่าถึงวิธีการของคุณแม่ที่ฟังแล้วดูจะประหลาดใจในวิธีการแหวกแนวอยู่เสียหน่อย จนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีพ่อแม่คนไหนที่จะใช้วิธีการแบบนี้ และยังบอกกล่าวถึงความรู้สึกของลูกที่มีต่อวิธีการดังกล่าวอีกด้วย เราลองไปดูกันว่าจะเป็นแบบไหนกันเลยดีกว่า

คุณแม่สุดเฟี้ยว พาลูก (ที่ถูกกลั่นแกล้ง) โดดเรียนไปเที่ยว
ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @niwakasennpei01 เด็กที่เจอการถูกกลั่นแกล้ง มาเล่าว่า
—————-
ผมถูกแกล้งที่โรงเรียน เลือดไหลกลับบ้าน วันต่อมาผมรวบรวมความกล้าบอกแม่ออกไปว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน…”
พอแม่ได้ยิน ก็ตอบว่า “จริงอะ?! งั้นไปดูหนังกัน!!” แม่พาไปดูหนัง กินแมคโดนัลด์ ซื้อหนังสือ และซื้อของมากมาย
แม่พูดขึ้นว่า “ได้เที่ยวเล่นแบบนี้ สนุกเนอะ” ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่า ผมสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้ว
เวลาเจอเรื่องร้ายๆ เรารับมือกับมันได้หลายวิธี จะหนีก็ได้ จะหาใครสักคนพึ่งพาก็ได้ และถ้าจะต้องพึ่งพาใครก็ต้องพึ่งพาคนที่แข็งแกร่ง ในท้ายที่สุดคนที่มีแรงสู้ก็จะชนะ นั่นคือสิ่งสำคัญในชีวิตที่ผมได้เรียนรู้
ผมหยุดเรียน 2-3 วัน ในช่วงเวลานั้น แม่ได้พูดคุยกับผมแบบ “ผู้ใหญ่” ว่าจะแก้ปัญหาที่โรงเรียนอย่างไร ข้อดีข้อเสียของการไปโรงเรียนคืออะไร รวมถึงแผนชีวิตในอนาคต และเรื่องอื่นๆ เราคุยกันอย่างเป็นการเป็นงาน สุดท้ายแม่ก็ถามว่า “อะ แล้วจะเอาไงต่อ” ผมคิดคำนวณถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตผม แล้วผมก็เลือกที่จะ ไปโรงเรียน ใครผ่านมาอ่านเรื่องนี้ อาจคิดว่าแม่ผมเป็นคนวิเศษ จริงๆ ไม่ใช่เลย เป็นคนร้ายกาจมาก ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแม่ก็ดีอะนะ (ดีเพราะเรื่องนี้นี่แหละ)แต่เวลาทะเลาะกับแม่ ยังไงผมก็แพ้ทุกที เพราะแม่จะยกเรื่องหารายได้มาพูดเสมอ “แกหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้วงั้นสิ หาได้เท่าไหร่กัน ไหนบอกมาซิ”

—————-

เทคนิคแม่ญี่ปุ่นเมื่อลูกถูก bully
เทคนิคแม่ญี่ปุ่นเมื่อลูกถูก bully
เป็นเรื่องราวหนึ่ง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่บนโลกนี้คนเดียว ยังไงก็ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง คนที่มาคอมเมนต์ต่างเล่าเรื่องราวของตัวเอง มีทั้งคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ และคนที่เป็นลูก
  • ลูกสาวถูกแกล้งตอนอยู่ประถม ลูกเครียดจนต้องพาไปหาหมอ วันนั้นเลยเลือกไปโรงพยาบาลที่อยู่ไกลๆ อยู่แถบที่มีทะเล หาหมอเสร็จก็พาลูกไปกินข้าว เดินชมใบไม้เปลี่ยนสี ภาพวิวของท้องฟ้าสีฟ้า ใบไม้สีส้มแดง และทะเล เราสองคนมองดูและพูดกันว่า สวยจัง แต่ในใจของฉันรู้สึกเจ็บปวดและเศร้า ฉันยังจำวันนั้นได้ดี
  • ฉันก็เคยพูดออกไปว่าไม่อยากไปโรงเรียน แม่เข้ามากอดฉัน และบอกว่า ไม่ว่าอย่างไร แม่อยู่ข้างลูกเสมอ นั่นทำให้ฉันต่อสู้ผ่านพ้นมาได้ เพราะได้รู้ว่าฉันไม่ได้สู้เพียงลำพัง
  • ลูกชายเคยถูกแกล้ง จนไม่ไปโรงเรียน ฉันเลยพาไปทะเล ไปช้อปปิ้งที่ห้างใหญ่ไกลๆ ไปกินสตาร์บัคส์ ลูกเล่าว่า พนักงานสตาร์บัคส์ ไม่ถามหรือแสดงท่าทางเป็นเชิงถามว่า “ไม่ไปโรงเรียนเหรอ” เลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้รู้สึกว่าเป็นที่ที่ปลอดภัย ลูกเลยกลายเป็นเด็กประถมที่ชอบไปร้านสตาร์บัคส์ไปซะงั้น
  • ลูกชายของฉันเป็นเด็กที่เรียนเก่ง ตั้งใจเรียน แต่สนใจเรื่องรถไฟมาก เขาถูกแกล้งที่โรงเรียนเหมือนกัน ฉันเห็นกระเป๋าของลูกมีทรายเปื้อนบ้าง มีรอยเท้าบ้าง ฉันบอกลูกว่า เป็นคนที่เก่งเรื่องรถไฟที่สุดในญี่ปุ่นให้ได้นะ! ที่ผ่านมาไม่ว่าถามอะไรเกี่ยวกับรถไฟเขาก็รู้หมด วันนี้เขาได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งมากๆ และทำฝันให้กลายเป็นจริงแล้ว เพราะทำงานในบริษัทรถไฟ JR

    การกลั่นแกล้งในโรงเรียน เรื่องใหญ่สำหรับเด็ก
    การกลั่นแกล้งในโรงเรียน เรื่องใหญ่สำหรับเด็ก
  • ฉันเกลียดการไปโรงเรียน ฉันบอกพ่อว่าไม่อยากไป วันต่อมา พ่อหยุดงาน แล้วพาไปเที่ยว พ่อบอกว่า การหนีเป็นทางออกหนึ่ง ฉันยังจำได้ดี ว่าคำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกหายกังวลไปเลย และทำให้ฉันสามารถใช้ชีวิตได้อย่างดีในตอนนี้
  • ลูกสาวเคยบอกว่า ไม่อยากไปโรงเรียนตอน ม.3 เธอบอกและร้องไห้ “ถ้างั้นก็หยุด มาดู DVD ด้วยกันเถอะ” ฉันบอกและสั่งพิซซ่า ให้ลูกเล่นอยู่บ้านทั้งวัน ผ่านไป 3 วัน ลูกก็พูดขึ้นมาว่า “วันนี้จะไปโรงเรียน…..ขอบคุณนะคะที่ยอมให้หยุดอยู่บ้าน”
  • การพูดคุยหาสาเหตุที่ถูกแกล้งและแก้ปัญหา เป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ก่อนอื่นเด็กคงต้องการที่จะได้ผ่อนคลาย อ่านแล้วก็นึกขึ้นมาได้เลย ฉันเองก็เคยทะเลาะกับเพื่อนและแบกความอึดอัดใจนั้นไว้ จนแม่พาโดดเรียนไปช้อปปิ้งในวันธรรมดาล่ะ
อ่านจากคอมเมนต์แล้วพบว่า เด็กญี่ปุ่นถูกแกล้งกันเยอะมากจริงๆ คนที่เจ็บปวดกว่าลูกคือพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่แต่ละคนต่างมีวิธีรับมือที่ต่างกันไป แต่ทุกคนล้วนทำให้ดีที่สุดเพื่อซัพพอร์ตลูกให้ผ่านพ้นเรื่องร้ายๆ ไปได้ ว่าแต่มีใครเคยโดดเรียนไปเที่ยวกับพ่อแม่บ้าง
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก WA-Japan

จากหลากหลายประสบการณ์ข้างต้นที่ทางเพจต้นทางได้กรุณาแปลมาให้เราแม่ ๆ คนไทยได้รับฟังเรื่องราว และความคิดเห็นของเด็ก จะพบว่าเด็กส่วนมากกลับชอบใจ และรู้สึกดีกับวิธีการที่คุณแม่ญี่ปุ่นเหล่านั้น เลือกใช้วิธีง่าย ๆ เพียงแค่ปฎิบัติตัวโดยหลักการ คือการอยู่เคียงข้างลูก โดยไม่ได้ตัดสินถูกผิดต่อเหตุการณ์ที่ลูกได้เผชิญ แต่เป็นการอยู่เคียงข้าง รับฟัง และแสดงให้เห็นว่า “ไม่ว่าลูกจะเจอะเจอสิ่งใดมา มีแม่คนนี้คอยอยู่ใกล้ ๆ  นอกจากไม่ไปไหนแล้ว ยังทำตัวเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เข้าใจ และคอยสนับสนุน และชี้แนะในการตัดสินแก้ปัญหาของลูก”

ไทยติดอันดับ 2 ที่เด็กถูก bully ในโรงเรียน
ไทยติดอันดับ 2 ที่เด็กถูก bully ในโรงเรียน

ปัญหาการ bully ในไทย

แล้วปัญหาการถูกแกล้งในโรงเรียนของเด็กไทยยังคงน่าไว้ใจ หรือละเลยหรือไม่นั้น เราลองมาดูสถิติของกรมสุขภาพจิต ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า ในปี 2561 มีนักเรียนไทยโดยแกล้งในโรงเรียนสูงถึง 600,000 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 40% มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่นทั้งระดับความรุนแรง และพฤติกรรมการ bully ก็เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกปีอีกด้วย นพ.กมล แสงทองศรีกมล ผู้อำนวยการสูงพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพได้กล่าวให้ข้อคิดแก่พ่อแม่ไว้ว่า

“ในมุมของผู้ใหญ่เรามักคิดว่าการกลั่นแกล้งกันในเด็ก เป็นเรื่องเด็กเล่นกัน เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในมุมของเด็กที่ถูกบุลลี่ ถูกกระทำ ถูกกลั่นแกล้งในเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขา เพราะเด็กต้องเจอปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุก ๆ วัน เราต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กได้ในระยะยาว”

แม่คือเพื่อนที่ดีที่สุด

กระแสการเลี้ยงลูกโดยให้เขาได้รู้สึกว่า มีพ่อแม่เป็นเพื่อนนั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทกับครอบครัวสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ครอบครัวเป็นครอบครัวขนาดเล็ก นิยมมีลูกกันเพียงไม่กี่คน ทำให้การดูแลลูก การทุ่มเทเอาใจใส่นั้นทำได้ง่ายกว่าครอบครัวในสมัยก่อนมาก การที่พ่อแม่จะลองเลี้ยงดู ทำความเข้าใจกับลูกในแบบเพื่อนก็น่าจะเป็นวิธีการที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เหมือนดั่งวิธีการสุดเฟี้ยวของคุณแม่ญี่ปุ่นที่ยอมชวนลูกโดดเรียน ทำให้ลูกรู้สึกประหลาดใจ และรู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ลำพัง เหมือนดั่งที่เด็กคนหนึ่งกล่าวว่าแม่ทำให้เขารู้สึกมีที่พักใจ  และมีกำลังใจพร้อมไปเผชิญปัญหาได้ เมื่อเวลาที่แม่ถามว่าจะทำยังไงต่อ เขาจึงเลือกที่จะไปโรงเรียนไปเผชิญกับปัญหาด้วยใจที่พร้อมเผชิญ ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่อย่างเรา ๆ อยากเห็นลูกสามารถจัดการปัญหาได้อย่างแข็งแกร่งด้วยตนเองใช่ไหมล่ะ

แม่คือเพื่อนที่ดีที่สุดของลูก
แม่คือเพื่อนที่ดีที่สุดของลูก

7 เช็กลิสต์ว่า…เราเป็นแม่แบบ “เพื่อนที่ดีที่สุดของลูก” หรือไม่

  • ความสุขของลูกคือที่หนึ่ง หากคุณเป็นพ่อแม่ที่ตั้งเป้าหมายสูงสุดให้ลูกด้วย ขอแค่เห็นเขาความสุข แล้วละก็ไม่ว่าเขาจะเดินตามทางที่คุณวางต้องการหรือไม่นั้น ก็คงไม่เกิดปัญหากระทบความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกเป็นแน่ เพราะเราคงจะสนับสนุน และคอยเป็นที่ปรึกษาให้แก่แนวทางที่ลูกเลือก ซึ่งย่อมเป็นแนวทางที่เขามีความสุขเป็นแน่
  • คอยรับฟังปัญหา และเรื่องราวของลูกอย่างตั้งใจ ในบางครั้งเราอาจจะพลั้งเผลอไม่ทันระวังเวลาที่ลูกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เจอในโรงเรียนโดยเฉพาะวัยเด็ก เพราะมัวแต่ยุ่งภาระกิจของตนเอง ทำให้ลูกไม่รับรู้ว่าพ่อแม่เป็นผู้รับฟังที่ดี เมื่อถึงเวลามีปัญหาเราจึงไม่ใช่คนแรกที่เขานึกถึง ดังนั้นจึงควรรับฟังเวลาลูกเล่าเรื่องราวไม่ว่าดีหรือร้ายอย่างตั้งใจ
  • ให้ลูกร่วมตัดสินใจในปัญหาบ้างหรือไม่ หากเราจะยึดให้ตนเองเป็นแบบเพื่อนของลูก ดังนั้นลูกจึงไม่ใช่เพียงแค่ผู้รับฟัง และทำตามคำสั่ง คำแนะนำของพ่อแม่เท่านั้น แต่หากว่าเป็นเพื่อนกันก็ย่อมต้องร่วมกันแก้ปัญหา รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของลูกได้ด้วยเช่นกัน
  • ยึดมั่นในความเป็นจริงเสมอ ไม่โกหกลูก เพื่อให้เขาไว้ใจว่าพ่อแม่จะไม่หลอกลวงเขา ซึ่งพ่อแม่ย่อมรู้ดีว่าควรพูดอะไร และรู้แม้กระทั่งว่าบางทีไม่ควรพูดอะไร ไม่พูดแต่ไม่โกหก นั่นคือหลักการ
  • ลูกรับรู้ได้ว่าคุณรักเขา แม้ในยามที่เขาไม่รักตัวเองก็ตาม ทำให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่พร้อมอยู่เคียงข้างไม่ว่าสุข หรือทุกข์ ช่วงเวลาที่ดี หรือช่วงเวลาที่เลวร้าย ให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถเห็นคุณได้เสมอเมื่อเขามองมา แล้วพอเจอปัญหาเขาจะรู้สึกอุ่นใจ และเข้ามาปรึกษาเราเอง ดีกว่าที่จะให้ลูกไปปรึกษากับคนอื่นที่พ่อแม่ไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาหวังดีกับลูกจริงหรือไม่
  • สนุกไปพร้อมกับลูกได้ทุกรูปแบบ ข้อนี้อาจฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ อยู่เหมือนกันที่อาจจะต้องเข้าไปเรียนรู้โลกของลูกว่าเขาชอบ สนใจสิ่งใด เพื่อที่เราจะได้พูดคุยภาษาเดียวกันกับเขาได้บ้าง จะได้สนุกไปพร้อมกัน
  • ลดทิฐิลง เด็กก็ย่อมคือเด็กวันยังค่ำ ในบ้างครั้งที่มีเรื่องผิดใจกัน ด้วยความเป็นเด็ก ลูกอาจไม่กล้าที่จะเป็นฝ่ายเขาหาเพื่อกล่าวขอโทษก่อน หรือเขาอาจจะไม่เข้าใจในความโกรธของพ่อแม่ว่าเขาทำผิดอะไร หากเราสามารถลดทิฐิลง เป็นฝ่ายเขาไปพูดคุยกับลูกด้วยใจที่สงบลง แล้วค่อย ๆ คุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกันด้วยเหตุผล อธิบายเป็นข้อ ๆ หากจำเป็นก็ช่วยให้ไม่เกิดรอยแผลในใจของทั้งสองฝ่าย

บางครั้งลูกก็ไม่ได้ต้องการให้พ่อแม่มาแก้ปัญหาของเขาเสมอไป เขาอาจต้องการเพียงแค่คนที่เข้าใจ เป็นที่พักพิงใจ และคอยให้กำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนเขาเมื่อยามที่เขาอ่อนแอให้มีแรง พลังเพื่อไปต่อ ใครจะไปนึกว่าเพียงแค่แม่พาโดดเรียน ไปเที่ยวเล่นด้วยกันจะสามารถเพิ่มพลังใจให้แก่ลูกในการแก้ปัญหาการโดนแกล้งในโรงเรียนได้ล่ะ

ข้อมูลอ้างอิงจาก fininlove.com/ today.line.me

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ส่งลูก เรียนอนุบาล แต่พ่อแม่ไม่อยากให้รร. “เร่งอ่านเขียน” จะทำอย่างไรดี?

หมอเด็กแนะ 3 เทคนิค ชวนลูกคุย เรื่องโรงเรียน ให้ลูกยอมเปิดใจ

3 วิธีดูแลและรับมือ เมื่อ ลูกถูกทำร้าย (ทั้งร่างกาย-จิตใจ) พ่อแม่คือคนสำคัญ!

ครูตีเด็ก ผิดกฎหมายหรือไม่? ตีเด็กอย่างไรไม่ให้ถูกฟ้อง?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

น้ำประปาเค็ม

หมอชี้! น้ำประปาเค็ม ถึงเอาไปต้มก็ไม่หาย

ช่วงนี้หลายพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล กำลังประสบปัญหา น้ำประปาเค็ม เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยว่า ในช่วงน้ำทะเลหนุนทำให้น้ำประปาเค็มได้จริง ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ บ้านไหนที่มีกลุ่มเสี่ยง อาทิ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจต้องเพิ่มความระวังในการบริโภค

หมอชี้! น้ำประปาเค็ม ถึงเอาไปต้มก็ไม่หาย

สืบเนื่องจากประเด็น น้ำประปาเค็ม ที่คาดว่าหลายพื้นใน กทม.และปริมณฑล ต้องประสบตลอดเดือนกุมภาพันธ์ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดี กรมอนามัย ได้เปิดเผยว่า ในปีที่แล้วและปีนี้มีการคาดการณ์เรื่องภัยแล้งและน้ำหนุนสูงจากทะเลเข้าสู่ระบบน้ำดิบ จึงทำให้คุณภาพน้ำดิบที่นำมาผลิตประปาได้รับผลกระทบ ส่งผลให้น้ำประปามีระดับค่าของความเค็มที่เรียกว่า “กร่อย” เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่บริโภคน้ำประปาเป็นประจำอาจจะรับรู้ถึงรสชาติที่เปลี่ยนไปจากปกติบ้าง โดยความเค็มดังกล่าวมาจากเกลือ โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกงที่ใช้ปรุงอาหาร

น้ำประปาเค็ม
น้ำประปาเค็ม

โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดค่าปกติของน้ำดื่มที่สามารถบริโภคได้ว่า ในน้ำประปาควรมีโซเดียมไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร และคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ถ้าพบ โซเดียม และ คลอไรด์เจือปนในน้ำมากเกินไป จะทำให้น้ำมีรสกร่อยถึงเค็มได้ ซึ่งทางโภชนาการและการแพทย์แนะนำว่า ควรรับโซเดียมเข้าสู่ร่างกายไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยปัจจุบันน้ำประปามีโซเดียมประมาณ 100–150 มิลลิกรัมต่อลิตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนปกติจะดื่มน้ำประปาจนได้รับโซเดียมเกินกว่าที่กำหนด แต่การดื่มน้ำกร่อยอาจได้รับโซเดียมเพิ่มเติมจากปกติได้ จึงควรลดปริมาณสารปรุงแต่งอาหารที่มีความเค็มลง เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส งดการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด เป็นต้น หรือเปลี่ยนเป็นใช้น้ำดื่มบรรจุขวดแบบปิดสนิทแทน และให้สำรองน้ำประปาในช่วงที่ภาวะน้ำปกติเพื่อใช้ทดแทนในช่วงภาวะน้ำประปาเค็ม

แพทย์เตือน ให้ลูกกิน น้ำแช่ทองคำ เพราะเชื่อว่าผิวสวย วาสนาดี แต่ผลอาจร้ายกว่าที่คิด

เตือนแม่! ใช้น้ำต้มเดือดหลายครั้งชงนมให้ลูก อาจเสี่ยงโรคร้าย

WHO เผย! ขั้นตอนและ วิธีการชงนม ล้าง ฆ่าเชื้อ ที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ หากนำน้ำประปาที่มีความเค็มไปต้มด้วยอุณหภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส สิ่งที่จะระเหยไปคือน้ำ แต่ตัวเกลือนั้นไม่ได้ระเหยไปด้วย เพราะฉะนั้น การทำให้น้ำระเหยออกไปมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้สัดส่วนของความเค็ม หรือความกร่อยเพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น จากเดิมน้ำ 1 ลิตรมีเกลือ 200 มิลลิกรัม แต่เมื่อผ่านการต้มจนน้ำระเหย จะทำให้เหลือน้ำน้อยกว่า 1 ลิตร แต่มีเกลือ 200 มิลลิกรัมเท่าเดิม ดังนั้นการนำ น้ำประปาที่มีรสเค็มรสกร่อยไปต้มจึงไม่ช่วยให้น้ำหายเค็มได้

น้ำประปาเค็ม

กลุ่มคนบางกลุ่มที่มีร่างกายไวต่อระดับเกลือโซเดียมที่เพิ่มขึ้น เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต ตลอดจนผู้ป่วยโรคทางสมอง และสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก ไม่ควรบริโภคเกลือ โซเดียมมากเกินไป และควรเพิ่มความระมัดระวังในการดื่มน้ำประปาช่วงนี้ หากร่างกายได้รับปริมาณเกลือและโซเดียมมากไป อาจจะส่งผลเสียกับภาวะของโรคที่เป็นอยู่ได้

ในส่วนของกลุ่มผู้ป่วยโรคไตที่รับบริการฟอกไตที่โรงพยาบาลไม่ต้องกังวล เนื่องจากโรงพยาบาลทุกแห่งมีระบบการกรองแบบ Reverse Osmosis (RO) ที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย

สำหรับความรู้เกี่ยวกับ น้ำประปาเค็ม น้ำประปากร่อย ก็เป็นหนึ่งในเรื่องของ การส่งเสริม ความฉลาดในการดูแลสุขภาพ (HQ) ด้วย Power BQ เช่น การปลูกฝังเรื่องการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์  ให้ลูกได้มีกิจกรรม หรือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ตลอดจนดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง เป็นต้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถปลูกฝังให้ลูกได้ทุกวันผ่านกิจวัตรประจำวันต่างๆ เพื่อให้ลูกซึมซับและใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้อย่างยั่งยืน เมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะกลายเป็นเด็กที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเองและคนรอบตัวในครอบครัวได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.bangkokbiznews.com,www.thaihealth.or.th

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อันตรายจากสาร BPA ในขวดน้ำดื่ม ที่แม่ท้องต้องระวัง

เช็คด่วน! พื้นที่น้ำประปาเค็ม คลอไรด์สูงเกินมาตรฐาน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ งดบริโภค

10 ข้อดีของการ ดื่มน้ำตอนท้องว่าง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนลูกให้ใจแกร่ง

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

อุปสรรคในชีวิตลูกจะราบรื่น หากเรารู้วิธี สอนลูกให้ใจแกร่ง แม้ว่าพ่อแม่อย่างเราๆ ไม่อาจควบคุมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตลูกได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่จะช่วยให้ลูกผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ที่ลูกต้องพบเจอได้ คือ การเป็น Positive Parenting หรือการเป็นพ่อแม่ที่ยึดวิถี “พ่อแม่เชิงบวก” คือ การเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจในพัฒนาการตามวัยของเด็ก และหมั่นมอบความรักและเอาใจใส่ลูกอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ลูกเกิดความเข้มแข็งและมั่นคงทางใจ กลายเป็นเด็กที่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) กล่าวคือ ลูกจะมีทักษะชีวิต ในการฟื้นตัวจากเรื่องราวที่มากระทบกระเทือนจิตใจได้อย่างรวดเร็วค่ะ

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

สอนลูกให้ใจแกร่ง – ในชีวิตคนเรา การปรับตัวให้กลมกลืนยืนหยัดกับสิ่งที่ต้องทำในชีวิต ในขณะเดียวกับที่ต้องเผชิญสถานการณ์อันเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ มากมายนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะสามารถทำได้ดี ทั้งนี้เพราะ ทักษะความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) ของแต่ละคนนั่นมีมากน้อยต่างกันไป แต่แท้จริงแล้วทักษะที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ ทุกคนสามารถพัฒนากันได้ค่ะ ซึ่งสิ่งสำคัญในการสั่งสมทักษะนี้ คือ การได้รับการเลี้ยงดูด้วยวิธีที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กนั่นเองค่ะ 

“ความสามารถที่จะฟื้นตัว เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก มีแรงกดดันและความเครียดสูง โดยยังคงความมั่นใจและทัศนคติที่เป็นบวกที่จะฟื้นตัวฟื้นใจกลับมาได้” ประโยคนี้ คือ นิยาม ที่น่าสนใจของ คำว่า Resilience ที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น คนที่มีทักษะ Resilience ก็เปรียบเสมือนทุ่นที่ลอยอยู่ในทะเล พายุจะแรงมหาศาลเพียงไร จะฉุดทุ่นให้จมดิ่งลึกลงไปใต้ทะเลแค่ไหน ตัวทุ่นเองก็สามารถเด้งกลับมาลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำได้ทุกครั้งไปค่ะ

สอนลูกให้ใจแกร่ง
สอนลูกให้ใจแกร่ง

สอนลูกให้ใจแกร่ง ด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญของ ทักษะ Resilience

  •  อึด  คือ มีความเข้มแข็งทางจิตใจ สามารถทนทานต่อภาวะกดดันได้ดี จัดการความเครียดได้ อย่างเหมาะสม ควบคุมอารมณ์ได้ดี ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์
  •  ฮึด คือ มีศรัทธาและก าลังใจที่ดี เชื่อว่าสิ่งเลวร้ายต่างๆ ย่อมผ่านพ้นไปได้ สามารถให้ก าลังใจ ตัวเอง และได้รับก าลังใจจากคนรอบข้าง
  •  สู้  คือ สามารถต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคอย่างชาญฉลาด มีทักษะในการแก้ไขปัญหาดี หาทางออก ได้อย่างเหมาะสม สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์

ทีนี้เรามาดูกันค่ะ ว่าเราจะมีเทคนิคเลี้ยงลูกอย่างไร เพื่อให้ลูกของเราเป็นเด็กที่มีทักษะนี้ติดตัว

1. สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัวอยู่เสมอ

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ครอบครัวที่อบอุ่น คือ รากฐานสำคัญ สำหรับการเติบโตอย่างเข้มแข็งของเด็ก เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้เด็กคนหนึ่ง มีสภาพพื้นฐานจิตใจที่ดี และ สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ร้ายๆ ไปได้ โดยมีการฟื้นฟูสภาพอารมณ์ และจิตใจได้อย่างรวดเร็ว ไม่จมอยู่กับความทุกข์ มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ ซึ่งคำว่าครอบครัวอบอุ่นในที่นี่ ไม่ได้แปลว่าการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา การตามใจ เอาอกเอาใจลูก แต่หมายถึง การที่เด็กได้มี ใครสักคนหนึ่ง ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเกิดความผูกพันอย่างลึกซึ้งด้วยนั่นเองค่ะ

2. สอนทักษะด้านการจัดการปัญหาให้กับลูก ด้วยวินัยเชิงบวก

คุณพ่อคุณแม่ทางบ้านเคยเป็นเหมือนกันมั้ยค่ะ ที่หลาย ๆ ครั้ง เรามักจะช่วยลูกแก้ปัญหาต่าง ๆ  เพื่อไม่ให้ลูกต้องลำบาก หรือบางครั้งก็เป็นการตัดรำคาญ ให้ปัญหาจบได้อย่างรวดเร็ว แต่แท้จริงแล้ว การที่เราได้สอนแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ แล้วลองปล่อยให้ลูกได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะเสริมสร้างนิสัย พึ่งพาตนเองได้ จนเกิดเป็นทักษะในการฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เพราะลูกรู้สึกมั่นใจว่าสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆได้ด้วยตัวเอง

สอนลูกให้ใจแกร่ง

3. พูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียนลูกอยู่เสมอ

ในที่นี้ หมายถึงการ หมั่นสอบถาม กับคุณครูที่โรงเรียนของลูก ถึงหลักสูตร สภาพแวดล้อม ตลอดจนรูปแบบการเรียนการสอน และกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกของเรา กำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมเชิงบวก ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน และมั่นใจได้ ว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียน ตรงกับรูปแบบการเรียนรู้ของลูกเรา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับการสร้างสภาพจิตใจที่เข้มแข็งให้กับเด็กค่ะ

4. ให้ความสำคัญกับกิจกรรมคลายเครียดที่เหมาะสมกับวัยของลูก

เคยได้ยินหลักการนี้มั้ยคะ ว่า “เด็กเล็กต้องได้เล่น เด็กโตต้องได้พักผ่อนอยู่กับตัวเองบ้าง” เพราะการได้มีเวลาสำหรับตัวเองจริงๆ อย่างเต็มที่ ในทุกวัน และทุกสัปดาห์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับเด็ก ๆ เพราะจะทำให้ลูกได้ผ่อนคลายสมอง วางความเหนื่อยล้า ตึงเครียดลงและได้อยู่กับสิ่งที่มีความสุขปราศจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง เพราะบางครั้ง ลูกของเราอาจมีความเครียดที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นความเครียดสะสม ส่งผลให้เป็นปัญที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของลูกในภายหลังได้ค่ะ

สรุป โดยภาพรวม สำหรับการเสริมสร้างทักษะ Resilience ในเด็กให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง คือ สถานภาพของครอบครัวที่อบอุ่นมีเสถียรภาพ มีการสนับสนุนให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง มีการแนะนำลูก สอนลูกด้วย วินัยเชิงบวก และที่สำคัญ เด็กที่ฟื้นสภาพได้ดีที่สุดจะมีความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับผู้ใหญ่อย่างน้อยหนึ่งคน  ซึ่งอาจไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นพ่อแม่เสมอไปนะคะ อาจเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ได้ และความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งมั่นคงนี่แหละค่ะ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่มาจากปัญหาครอบครัวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรบ้างคะ เทคนิคการเลี้ยงลูกเพื่อให้มีทักษะของความยืดหยุ่นทางจิตใจ หรือเรียกว่าการสอนให้เป็นเด็กใจแกร่ง ที่เรานำมาฝากกันวันนี้ สำหรับใจความสำคัญที่เรานำมาเสนอในเรื่อง Resilience นั้นก็คือ การส่งเสริมลูกให้มี ความฉลาดในการเผชิญปัญหา (AQ) ด้วย Power BQ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ และฟันฝ่าอุปสรรคที่ต้องเจอในชีวิตได้สบายๆ เลยละค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.happyhomeclinic.com,www.bnhhospital.com,www.trueplookpanya.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สอนลูกให้คิดเป็น ฝึกฝนการเจออุปสรรค เพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ลูกควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อ่าน! 3 เทคนิคเชิงบวกฝึกลูกเล็ก ควบคุมอารมณ์ โตไปไม่ก้าวร้าว

สอนลูกให้รู้จักความแตกต่าง หนูไม่ต้องเหมือนใคร เป็นตัวเองก็ดีมากพอแล้ว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วัคซีนโควิด-19

ผู้เชี่ยวชาญชี้! การให้ วัคซีนโควิด คนท้อง ยังปลอดภัย หลังไม่พบเคสรุนแรงหลังฉีด

ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าการฉีด วัคซีนโควิด คนท้อง ส่งผลกระทบร้ายแรงแต่อย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อมูลของหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 10,000 คน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ยังถือว่าอยู่ในระยะการทดลองวัคซีนที่ยังต้องคิดติดตามผลกันต่อ

ผู้เชี่ยวชาญชี้! การให้ วัคซีนโควิด คนท้อง ยังปลอดภัย หลังไม่พบเคสรุนแรงหลังฉีด

วัคซีนโควิด คนท้อง – วานนี้ ( 4 ก.พ.64) นายแพทย์ แอนนี่ ฟาวซี่ ( Dr. Anthony Fauci ) ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐฯ และที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณน่าห่วงที่บ่งชี้ว่า วัคซีนโควิดในคนท้อง เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ โดยมีผู้หญิงตั้งครรภ์ ประมาณ 10,000 คน  ในสหรัฐอเมริกาที่ได้รับวัคซีนไปแล้ว

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีข้องดเว้นการทดสอบวัคซีนในเด็ก และ หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากลในการทดลอง วัคซีนโควิด คนท้อง หรือแม้แต่วัคซีนทุกชนิด ด้วยไม่อาจคาดการณ์ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเนื่องจาก วัคซีน โควิด-19 ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานแบบฉุกเฉิน ดังนั้นจึงต้องมีการติดตามผลการใช้วัคซีนควบคู่ไปกับการใช้งาน

วัคซีนโควิดในคนท้อง
วัคซีนโควิดในคนท้อง

หลังจากที่มีการอนุมัติการใช้งานวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ของหลายบริษัทในสถานะการใช้งานในระดับปกติ ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐ หรือ FDA ก็ไม่ได้สั่งห้ามผู้หญิงตั้งครรภ์รับวัคซีน เพียงแต่ออกคำเตือนให้ใช้วัคซีนอย่างระมัดระวังตามความสมัครใจ และเมื่อ FDA ได้รับรองวัคซีนของ บริษัท Moderna และ บริษัท Pfizer-BioNTech ไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทำให้มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากยอมเสี่ยงที่จะรับการฉีดวัคซีน ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากบุคคลากรทางการแพทย์ ซึ่งหญิงตั้งครรภ์ที่ยืนยันขอรับวัคซีนในช่วงทดลองส่วนใหญ่แล้วต่างก็เป็นบุคลากรทางการแพทย์

สสส. แนะวิธี ป้องกันลูกจากโควิด กับ 4 ข้อ ที่พ่อแม่ต้องเพิ่มความระวัง!

ระวัง!! ภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด โรคอันตรายที่พ่อแม่ต้องรู้!!

10 สิ่งของเสี่ยงติดโควิด พ่อแม่ควรระวังป้องกัน ฆ่าเชื้อโรค ก่อนถึงตัวลูก!

โดย ฟาวซี่ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงหลักฐานที่พบว่า การติดเชื้อโคโรนาไวรัส สามารถนำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของผลข้างเคียงในการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังตั้งครรภ์หลายคนตัดสินใจที่จะรับวัคซีน แม้ยังอยู่ในขั้นทดลองก็ตาม

นอกจากนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ได้ให้คำแนะนำว่าหญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพว่าตัวเองควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ แต่องค์การอนามัยโลกได้แถลงถึงกรณีของวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อโควิด-19เท่านั้นที่ควรได้รับการฉีดวัคซีน

วัคซีนโควิดในคนท้อง

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่พบหญิงมีครรภ์ที่ได้รับผลกระทบจาก วัคซีนโควิด ในระดับอันตราย แต่ นายแพทย์ ฟาวซี่ ยังย้ำว่าแม้ไม่มีข้อบ่งชี้ถึงอันตรายใดๆ ของวัคซีนในขณะนี้ แต่หญิงตั้งครรภ์ควรใช้วัคซีนด้วยความระมัดระวัง และควรอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ เพราะ ณ ตอนนี้ สหรัฐเองก็ยังเพิ่งอยู่ในช่วงทดลองการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน จึงไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้

สำหรับในประเทศไทยนั้น การฉีดวัคซีน ยังต้องเป็นไปตามความสมัครใจ โดยยกเว้นการฉีดให้กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ ยังมีมีการทดลองในกลุ่มนี้ จึงไม่มีผลการวิจัยรองรับ รวมถึงผลข้างเคียงของวัคซีนก็ยังไม่ปรากฏแน่ชัด

ผลข้างเคียงของวัคซีนแต่ละชนิด

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้กล่าวถึงผลค้างเคียงของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า

“จุดมุ่งหมายของวัคซีนคือ ป้องกันความรุนแรงของโรคที่มีทั้งสามารถป้องกันได้ไม่ติดเชื้อเลย หรือบางชนิดไม่ป้องกันติดเชื้อแต่ป้องกันการเป็นโรค เช่น วัคซีนคอตีบ และกลุ่มที่ไม่ป้องกันการติดเชื้อหรือเป็นโรค แต่ลดการนอนโรงพยาบาล (รพ.) ลดอัตราการตาย สำหรับวัคซีนโควิด-19 เป็นของใหม่ยังไม่สามารถตอบได้ว่า จะป้องกันได้มากแค่ไหน แต่เชื่อว่ามีจุดมุ่งหมายคือ ลดการนอน รพ. และอัตราการตาย”

“ผลข้างเคียงวัคซีนโควิด-19 มีอย่างน้อยฉีดแล้วเจ็บ แม้กระทั่งฉีดยาหลอกก็ยังเจ็บ และส่วนใหญ่เป็นผลข้างเคียงเฉพาะที่ มีบางส่วนเป็นไข้ ส่วนผลข้างเคียงรุนแรง ยกตัวอย่าง ประเทศแคนาดา ฉีดไปหลักล้านโดส ก็ทราบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การแพ้รุนแรง ขณะที่วัคซีนไฟเซอร์ระบุว่าโอกาสแพ้รุนแรง อาจอยู่ที่ 9 หรือ 10 ในล้านเข็ม ซึ่งเหมือนวัคซีนอื่นที่อาจแพ้ส่วนประกอบที่อยู่ในนั้น ดังนั้น หลังฉีดแล้วจะต้องนั่งสังเกตอาการใน รพ. อย่างน้อย 30 นาที เพื่อป้องกันการแพ้และให้แก้ไขทันท่วงที”

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก :  www.cnbc.com,www.news.trueid.net

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ชวนเข้าครัว!ให้ อาหารเป็นยา กับเมนูอร่อยต้านโควิด-19

ให้ลูกกินน้ำนมได้ไหม ถ้าแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ติดเชื้อโควิด-19

ระวัง!! ภาวะ MIS-C หลังเด็กหายป่วยโควิด โรคอันตรายที่พ่อแม่ต้องรู้!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เข้าถึงใจลูกด้วยการ รับฟังลูก อย่างใส่ใจ ทักษะที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องไม่มองข้าม

เมื่อเรามีสถานะเป็นพ่อแม่ แน่นอนว่าสิ่งที่ลูกต้องการจากเรา คือ การเป็นผู้ รับฟังลูก เป็นที่พึ่งพิงและคอยแก้ปัญหาในสถานการณ์ยากลำบากที่ลูกต้องเผชิญ แต่ในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่คะ ว่าลูกอาจไม่ได้ต้องการคำแนะนำ หรือวิธีแก้ไขปัญหาจากเราเสมอไป ลูกอาจต้องการเพียงคนที่เข้าใจ และรับฟังในสิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่ก็ได้ โดยเฉพาะสำหรับลูกวัยกำลังเรียนรู้ เมื่อเขาเกิดความรู้สึกทางลบ ลูกอาจมีความสับสนในการบอกเล่าความรู้สึก ด้วยเพราะเป็นวัยที่ยังสื่อความรู้สึกได้ไม่เก่ง แต่เมื่อมีพ่อแม่ที่คอยรับฟังอย่างตั้งใจและช่วยจัดระเบียบความคิด จะช่วยให้ลูกเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น ดังนั้น การรับฟังลูก เพื่อให้เข้าใจในมุมมอง ความรู้สึกนึกคิดของลูก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกรู้สึกไว้วางใจ นำมาสู่การกล้าที่จะเปิดใจคุยกับพ่อแม่ ซึ่งทักษะการฟังรูปแบบนี้เรียกว่า การฟังเชิงรุก หรือ “Active Listening” นั่นเองค่ะ

 

เข้าถึงใจลูกด้วยการ รับฟังลูก อย่างใส่ใจ ทักษะที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องไม่มองข้าม

การฟังเชิงรุก เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ และการสื่อสารของคุณกับลูกให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณสนใจ และพร้อมเป็นผู้รับฟังที่ดี ทำให้ลูกกล้าเปิดใจถึงปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่

 

รับฟังลูก
รับฟังลูก

เคล็ดลับในการ รับฟังลูก ด้วยทักษะ Active Listening

1. เคลียร์ความรู้สึกตัวเองก่อน 

ควรวางอคติ และความคิดเห็นต่าง ๆ ของตัวเองไว้ก่อน รับฟังสิ่งที่ลูกพูด โดยไม่เอาอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรอยู่กับปัจจุบันและรับฟังลูกจนจบ

2. แสดงออกถึงความตั้งใจในการฟัง

พ่อแม่สามารถแสดงออกถึงความตั้งใจในการฟัง ด้วยการใช้ภาษากายอย่างมีคุณภาพ เช่น สบตาลูก เพียง 60-70 เปอร์เซ็น ระหว่างการพูดคุย  (การสบตามากเกินไป อาจทำให้เด็ก ๆ รู้สึกอึดอัดใจได้) หรือใช้การโน้มตัวเข้าหาลูกสักเล็กน้อย ตลอดจนพยักหน้าระหว่างการฟัง โดยใช้คำว่า อืม อ๋อ หรือคำอื่น ๆ เพื่อแสดงการตอบรับ จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่าคุณกำลังให้ความสนใจในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ

3. สะท้อนความรู้สึก 

ด้วยการใช้คำว่า “ดูเหมือนว่า”  หรือคำพูดอื่น ๆ ที่เป็นการเปิดช่องว่างให้เขาสามารถอธิบายต่อไปได้ แทนการพูดเหมือนตัดสินหรือลงความเห็นว่าลูกต้องรู้สึกแบบนี้อยู่แน่ๆ เช่น เมื่อลูกบอกว่า “ใกล้สอบแล้ว เทอมนี้เนื้อหาเยอะมาก หนูอ่านหนังสือไม่ทันแน่ กลัวทำข้อสอบไม่ได้จัง” หากฟังให้ดี ประโยคนี้ของลูก ไม่ใช่การขอความช่วยเหลือหรือขอทางแก้ปัญหา แต่เป็นการพูดบอกความรู้สึกให้เรารับรู้เฉยๆ ซึ่ง ถ้าเราตอบไปว่า “ไม่ต้องคิดมาก ลูกก็แบ่งเวลาอ่านหนังสือให้มันดีๆ หน่อยสิ” ด้วยคำตอบนี้ ลูกอาจเกิดความรู้สึกไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ราวกับโดนตอกย้ำซ้ำเติม ว่าเขาจัดการเวลาของตัวเองได้ไม่ดี  ซึ่งเราอาจเปลี่ยนเป็นการสะท้อนความรู้สึก โดยใช้ประโยคที่เหมาะสม เช่น “ดูเหมือนว่าลูกรู้สึกกังวลกับการอ่านหนังสือสอบรอบนี้มากเลยนะ” ลูกก็อาจตอบว่า “ใช่ค่ะ หนูรู้สึก..”แล้วลูกอาจเริ่มบอกเล่าเรื่องราวเพิ่มเติม ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เมื่อลูกได้เล่าออกมาจนหมด ก็อาจจะช่วยคลายความกังวลใจของเขาลงไป หรืออาจเจอวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้

4. พูดทวนซ้ำถึงสิ่งที่ลูกพูด

สรุปหรือทวนเนื้อหาที่ได้ฟังจากลูก โดยการพูดด้วยภาษาของเราเอง เพื่อเป็นการรีเช็คว่าเราเข้าใจ ‘สิ่งที่เกิดขึ้น’ แต่ไม่ควรพูดซ้ำในสิ่งที่ลูกพูด เช่น “อยู่ดี ๆ พี่ก็มาแย่งของเล่นหนูไป หนูไม่ชอบเลย” ซึ่งเราอาจจะอยากตอบไปว่า “เอาน่าลูก แบ่งให้พี่เค้าเล่นบ้างสิ จะหวงทำไมละลูก” ซึ่งจริง ๆ แล้วลูกอาจจะไม่ได้อยากเล่นของเล่นก็ได้ เพียงแค่รู้สึกไม่ดีที่ถูกพี่แย่งของเล่นมากกว่า ซึ่งสถานการณ์นี้พ่อแม่ก็อาจจะใช้การทวนสิ่งที่เด็ก ๆ พูดว่า “อืมม…หนูรู้สึกไม่โอเค ที่พี่หยิบของเล่นไปโดยไม่ขอหนูก่อนเลยใช่ไหมลูก” จากนั้น ค่อยอธิบายถึงเรื่องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทีหลัง ซึ่งวิธีนี้ จะทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าพ่อแม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ ทำให้ลูกเปิดใจฟังในสิ่งที่เราจะพูดต่อไปได้นั่นเอง

รับฟังลูก

5. ห้ามพูดแทรก หรือคิดถึงเรื่องอื่นระหว่างฟังลูก

เป็นธรรมดาของผู้ใหญ่ที่ “อาบน้ำร้อนมาก่อน” บางครั้ง ฟังความยังไม่ทันจบ แต่กลับเชื่อมโยงถึงประสบการณ์ที่เคยเจอมาก่อน จนเผลอคิดเองเออเอง ว่าสิ่งที่ลูกเจอคงเหมือนกับสิ่งที่เราเคยเจอนั่นแหละ จนหลุดพูดตัดบทขึ้นมา แต่กลับลืมนึกว่า บริบทต่างๆ ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ลูกเผชิญอาจไม่เหมือนกับประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น เราควรพยายามฟังลูกให้จบเสียก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ว่าลูก กำลังคิด หรือ รู้สึกอะไรอยู่ ส่วนเราจะเห็นด้วยหรือไม่นั้นก็สามารถคุยกันทีหลังได้

6. ถามลูกเพื่อความเข้าใจ 

เมื่อลูกพูดอธิบายมาได้ประมาณหนึ่งแล้ว หากคุณยังไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะลองขอให้ลูกช่วยอธิบายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจว่าคุณกับลูกเข้าใจตรงกัน

7.สรุปเรื่องราวทั้งหมด 

เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเรารับฟังอย่างตั้งใจตั้งแต่ต้นจนจบ แต่การสรุปเรื่องราวทั้งหมด ไม่ใช่การหาทางออก หรือแนะแนวทาง แต่ควรเป็นการสรุปความคิดเห็นและความรู้สึกในภาพรวมของลูกที่เรารับรู้จากสิ่งที่ลูกเล่ามาทั้งหมด เพื่อให้ลูกมองเห็นปัญหาชัดขึ้นและนำมาซึ่งความเข้าใจในตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

หวังว่าเทคนิคที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ จะช่วยพัฒนาการสื่อสารของคุณกับลูกให้ดียิ่งขึ้นได้นะคะ ซึ่งทั้งนี้การรับฟังลูกด้วยการใช้ทักษะ Active Listening ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกได้เข้าใจถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอย่างถ่องแท้ด้วยการได้เปิดใจพูด จนถึงผลลัพธ์ของสิ่งที่เรามุ่งหวังจากการเป็นผู้รับฟังหรือคอยชี้แนะ คือ ลูกสามารถคิดหาทางแก้ปัญหาและหาทางออกต่อปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง เข้าใจในความรู้สึกของตัวเอง และที่สุดแล้วลูกของเราจะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความ ฉลาดในการเผชิญปัญหา (AQ)  ด้วย Power BQ ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยละค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.centerforparentingeducation.org , www.starfishlabz.com , www.verywellmind

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ อิทธิพลด้านร้ายของโซเชียลมีเดียที่ส่งผลต่อลูก

4 ผลกระทบของการให้เด็ก เรียนออนไลน์ (ใช้สื่อ online)

ลูกชอบโกหก พูดไม่จริง เด็กอายุเท่าไหร่ถึงตั้งใจโกหก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชื่อเล่นลูกสาว

212 ชื่อเล่นลูกสาว สุดปัง สุดเก๋ ปี 2021 น่ารัก ทันสมัย ไม่มีเอ๊าท์

รวมฮิต ชื่อเล่นลูกสาว สุดปัง ประจำปี 2021 มีทั้งชื่อเก๋ๆ เท่ๆ น่ารักๆ ทันสมัย รับรองไม่มีเอ๊าท์ จะมี ชื่อลูกสาว อะไรบ้างตามมาดูกันเลย

รวมไอเดีย ชื่อเล่นลูกสาว สุดปัง สุดเก๋ ปี 2021

สำหรับคุณแม่กำลังตั้งครรภ์บ้านไหนที่รู้แล้วว่าลูกในท้อง คือ “ลูกสาว” และกำลังมองหาไอเดียตั้งชื่อลูกสาว ชื่อเล่นลูกสาวน่ารักๆ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม ชื่อเล่นลูกสาว สุดน่ารัก ประจำปี 2564 มาฝาก ซึ่งเป็นชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ได้แชร์ไว้ในเพจ Amarin Baby & Kids

บอกได้เลยว่าแต่ละชื่อ มีทั้งแบบชื่อไพเราะ เก๋ๆ แปลกๆ แต่น่ารัก บางชื่อก็ฟังดูเท่ ทันสมัย สุดปัง เหมาะกับใช้ตั้งให้ลูกในยุคสมัยนี้มากๆ หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ได้ตั้งชื่อลูกสาว ละกำลังมองหาไอเดียตั้งชื่อลูก ตามมาดู 212 ชื่อเล่นลูกสาว ที่ทีมแม่ ABK เอามาฝาก ชอบชื่อไหนก็เลือกเอาไปตั้งชื่อให้ลูกสาวกันได้เลยค่า

ชื่อเล่นลูกสาว ก

กระถิน กรุ๊งกริ๊ง กอดกัน กะเพรา
กัณตา กาวใจ กุ้งแก้ว เกี๊ยวซ่า
แกนวาย แก้มยุ้ย แก้มใส

 

ชื่อลูกสาว ข

ขนมเค้ก ขนุน ขมิ้น ขวัญเอ๋ย
ข้าวฟ่าง ข้าวอุ่น ขิมขิม เขียนฟ้า

 

ชื่อลูกสาว ค

คะน้า คะนิ้ง ครีมมิ่ง คิร่า

 

ชื่อลูกสาว จ

จาวา เจจู เจด้า เจนนิษฐ์
เจ้าเอย

 

ชื่อลูกสาว ช

ชฎา ชมวิว ชิชา แชมเปญ
ชิปปี้ เชอรีณ

 

ชื่อลูกสาว ซ

ซอมพอ ซันไบร์ท ซาจิ ซาจิน
ซานซาน ซารัง ซีแกรม ซีเบลล์
ซีรีย์ ซูพรีม เซญ่า เซย์มี

ชื่อเล่นลูกสาว

ชื่อเล่นลูกสาว ฌ

ฌามา ฌาร์ม เฌอร์รีน เฌอวิลล์
ฌอเฌอ

 

ชื่อลูกสาว ญ

ญอหญิง ญานิน ญาริน

 

ชื่อลูกสาว ณ

ณดา ณิต้า

 

ชื่อลูกสาว ด

ดิสนีย์ ดีญ่า ดีเดย์ ดีเทล
ดีว่าส์ เดซี่ เดลต้า ไดอาร์

 

ชื่อลูกสาว ต

ต้นรัก ต้องตา ตังเม ติน่า

 

ชื่อลูกสาว ถ / ท

ถิงถิง ถุงแป้ง ท๊อฟฟี่

ชื่อเล่นลูกสาว น

นลิน นะนาว นาริ นาฬิกา
น้ำใส น้ำว้า น้ำฟ้า น้ำหอม
นิชา นิต้า นิวเยียร์ นิสสา
นุดา เนเน่ เนยหวาน โนว์เบล

 

ชื่อลูกสาว บ

เบญ่า เบต้า โบเก้ ใบข้าว
ใบพิมพ์ บัวชมพู โบอิ้ง บัสม่า
เบอร์ด้า

 

ชื่อเล่นลูกสาว ป

ปุยเมฆ ป๋องแป้ง ปอฟาง ปังโกะ
ปันจ๋า ปันนารา ปาลิณณ์ ปีกัส
ปรีย่า เปรี้ยวหวาน แป้นพิมพ์ ปังย่า

ชื่อเล่นลูกสาว

ชื่อลูกสาว ฝ / พ

ฝ้ายนวล
พรรษา พริกแกง พริกขิง พลอยทับทิม
พอลลีน พัชชา พายอาร์ พิกเล็ต
พิ้งค์พลอย พู่กัน เพลงรัก เพียงขวัญ
เพียงออ โพนี่ พิจิ

 

ชื่อลูกสาว ฟ

ฟรังก์ ฟางข้าว ฟีโน่ เฟญ่า
เฟรนช์ฟราย เฟรนลี่ แฟนซี แฟนนี่
แฟรี่

ชื่อลูกสาว ม

มะม่วง มันตา มัสลิน มามาตา
มายเดียร์ มายเฟรนด์ มารีน มาเวล
มิกิ มิเกล มินนา มินิ
มิร่า มิวสิค มีนา มีย่า
มียู มีเฮ มุนอา เมจ
เมอา โมจิ โมชิ โมเดล
โมนา โมเม้นท์ โมรินทร์ ไม้หอม

 

ชื่อลูกสาว ย

ยิ้มหวาน ยูคาริ ยูจิน ยูริ
โยเกิร์ต โยโกะ โยชิ

 

ชื่อลูกสาว ร

รดา รักษา รักเอย รัณดา
รัดเกล้า ราฟฟี่ ริต้า ริบบิ้น
ริสา รีวิว เรนนี่ เรนโบว์

 

ชื่อลูกสาว ล

ลักยิ้ม ลานนา โลมา

ชื่อเล่นลูกสาว

ชื่อลูกสาว ว

วันวา วาโย วีว่า วีซ่า
เวลา เวียงพิงค์

 

ชื่อลูกสาว ส

สไบ สปอยล์ สายรุ้ง สายซอ
สิตางค์ เสียงเพลง โสน (อ่านว่า สะ – โหน)

ชื่อลูกสาว ห

หนุนทอง หมีพูห์ หย่งยี้ เหม่ยลี่
เหม่เหม

 

ชื่อเล่นลูกสาว อ

อเดล อบอุ่น อองฟองต์ ออนไลน์
ออร์แกน อะกิ อัญชัน อัญญา
อันดามัน อาโป อิงแลนด์ อินเตอร์
อินอุ่น อิมเมจ อิ่มเอม เอเซีย
เอนจอย เอพริล เอวา เอิงเอย
แอมแปร์ โอลีฟ ไอจิ ไอจี
ไอเดีย ไอยู ไอรีน อาน่า

 

ชื่อลูกสาว ฮ

ฮันนา ฮานะ ฮานึล ฮายอน
ฮาร์โมนี่ ฮาวาย แฮปปี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

25 รายชื่อต้องห้ามที่ถูกสั่งห้ามตั้งให้ลูกน้อย

ไอเดีย ชื่อลูก 1,000 ชื่อ รวมฮิตชื่อเล่น ชื่อลูกสาว-ลูกชาย หลายภาษา

ชื่อเล่นยอดฮิต และเก๋ๆ แบบครบถ้วน ทั้งไทยและอังกฤษ กว่า 500 ชื่อ

ชื่อเล่นลูกดารา 100+ ไอเดียสำหรับตั้ง ชื่อเล่นลูก น่ารัก เก๋ๆ ไม่เหมือนใคร!

โครงการเรารักกัน

คลิกดูเลย! โครงการ ม.33 เรารักกัน เปิดเงื่อนไขใหม่ สำหรับมนุษย์เงินเดือน

เปิดเงื่อนไขใหม่รัฐบาล โครงการ ม.33 เรารักกัน แจกเงินเยียวยาผู้ใช้แรงงาน มนุษย์เงินเดือน พิจารณาตัดเงื่อนไขเรื่องรายได้ขั้นต่ำออกไป  ยกเว้นผู้ที่มีเงินฝากในบัญชีธนาคาร มากกว่า 500,000 บาท จะไม่ได้สิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งรัฐบาลพร้อมแจกให้ทุกครอบครัว รายละ 4,000 บาท

คลิกดูเลย! โครงการ ม.33 เรารักกัน เปิดเงื่อนไขใหม่ สำหรับมนุษย์เงินเดือน

สืบเนื่องจาก วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เปิดเผยภายหลังเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่านายกฯ เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือแรงงานผู้ประกันตนมาตรา 33

โดยนายกฯ ตั้งใจให้ประชาชาชนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขได้เงินครบทุกคน ส่วนจำนวนเงินจะได้คนละเท่าไหร่ และเป็นรูปแบบไหนนั้น จะมีการหารือกันในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เบื้องต้นจะเป็นลักษณะเดียวกันกับ โครงการเราชนะ โดยจะมีการนำเงินเข้าแอปพลิเคชัน เป๋าตังค์ เพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย ยืนยัน คนในครอบครัวตามมาตรา 33 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 11 ล้านกว่าคน จะได้รับเงินตามโครงการทุกคน โดยเงื่อนไขผู้ที่จะได้รับสิทธินั้น นายกฯ ได้อนุเคราะห์ตามที่กระทรวงแรงงานยื่นเรื่องเสนอ คงเหลือไว้เงื่อนไขเดียว คือ คนที่มีเงินฝากเกิน 5 แสนบาท จะไม่ได้รับสิทธิ” นายสุชาติ กล่าว

 

ม.33 เรารักกัน

 

ล่าสุด (4 กุมภาพันธ์)  ความคืบหน้า โครงการ ม.33 เรารักกัน นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จัทร์โอชา ได้มีการสรุปตัวเลขจ่ายมาตรการเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 แล้ว โดยจะ จ่ายให้ผู้ประกันตน ม.33 คนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายสัปดาห์ละ 1,000 พันบาท เริ่มมีนาคม 2564 สำหรับเงื่อนไขโครงการ ผู้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเป็นผู้ประกันตน ม.33 เป็นบุคคลที่มีสัญญาชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป และมี เงินฝากไม่เกิน 5 แสนบาท วิธีการจ่ายเงินเยียวยาจะทำการจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง

ส่วนผู้ที่ที่มีเงินฝากมากกว่า 5 แสนบาท นายสุชาติ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าไม่ให้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในส่วนของแรงงานมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีคือ ลดเงินสมทบประกันสังคม จาก 750 เหลือ 75 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน (ก.พ.-มี.ค.) ซึ่งเท่ากับว่าจะได้รับเงิน 1,300 บาทกลับคืนสู่กระเป๋า ส่วนคนที่มีบุตรได้เพิ่มเงินดูแลบุตรจากเดือนละ 600 เป็น 800 บาท ระยะเวลา 3 เดือน  โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณจำนวน 3.8 หมื่น ล้านบาท อยู่ในเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมแรงงาน ม.33 กว่า 9.2 ล้านคน โดยหลังจากนี้ จะมีการกดปุ่มเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ ส่วนคนที่มีแอปพลิเคชั่นเป๋าตังค์อยู่แล้ว ต้องลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อยืนยันสิทธิเช่นเดียวกัน
เรียกได้ว่างานนี้มนุษย์เงินเดือน ได้เฮกันลั่น สำหรับการได้รับเงินเยียวยา ตาม มาตร ม.33 ในครั้งนี้!!

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Line Today,www.matichon.co.th,www.msn.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีเช็คเงินสมทบ-ค่าคลอดบุตร ผ่าน แอพเช็คประกันสังคม

ชี้เป้า 4 วิธีประหยัดเงิน เพื่อแม่ถูกและดี มีเงินออมให้ลูก!!

5 ขั้นตอน รับ “เงินชดเชยว่างงาน” พิษโควิด-19 จาก ‘ประกันสังคม’

แม่เฮ! เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร จาก 600 เป็น 800 เริ่ม 1 มค. 64

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony

5 เรื่องสำคัญแม่ต้องรู้ก่อนซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูกน้อย ?

รู้ไหมคะว่า ผิวของลูกน้อยแรกเกิดบอบบางมาก ไวต่อการระคายเคือง และเกิดผื่นแพ้ได้ง่าย ยิ่งโดยเฉพาะบริเวณผิวก้น ฉะนั้นเพื่อเป็นการปกป้องดูแลผิวก้นของลูกน้อยให้มีสุขภาพดี คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ จำเป็นจะต้องมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ใช้ต้องให้ความนุ่ม อ่อนโยนต่อผิวก้นลูกค่ะ

สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ปรึกษากันเข้ามาบ่อยๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ว่าต้องเลือกจากอะไร หรือแนะนำผ้าอ้อมเด็กให้หน่อย ทีมแม่ ABK จัดให้ตามคำขอค่ะ เพื่อที่จะได้มีข้อมูลแน่นๆ กันก่อนไปซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ได้ผ้าอ้อมถูกใจลูก คุณแม่ก็แฮปปี้ จากประสบการณ์ของการเป็นแม่ ถ้าเป็นเรื่องผ้าอ้อมสำเร็จรูปของเด็ก สิ่งที่อยากจะได้มากที่สุด คือ คุณภาพของผ้าอ้อม ซึ่งจะต้องมี 5 เรื่องดังนี้ค่ะ

1. การซึมซับดีเยี่ยม

ขอบอกว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้รู้ไว้เลยว่า ถ้าจะซื้อผ้าอ้อมเด็ก อย่างแรกที่ผ้าอ้อมต้องให้ได้ คือ การซึมซับปัสสาวะและอุจจาระต้องดี  ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจะต้องซึบซับได้เร็วและแห้งภายในไม่กี่วินาที ซึมซับได้ยาวนานและที่สำคัญต้องไม่รั่วซึม ถ้าผ้าอ้อมเด็กซึมซับได้ไม่ดี ก็มักจะทำให้ลูกไม่สบายตัว งอแงและต้องตื่นขึ้นมาเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย  และที่สำคัญผ้าอ้อมเด็กสมัยนี้ก็มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย อย่างเช่นนวัตกรรมช่องรองรับอุจจาระเหลว ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณแม่มือใหม่เลยค่ะ เพราะลูกน้อยแรกเกิดดื่มนมแม่ตลอดเวลา จึงทำให้ลูกน้อยมีอาการอุจจาระเหลว นวัตกรรมนี้ก็จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่รับมือได้อย่างสบายเลยค่ะ

2. ผิวสัมผัสนุ่ม อ่อนโยน

นุ่มต้องนุ่มที่สุด ผ้าอ้อมเด็กที่ดีจะต้องมีผิวสัมผัสที่นุ่มมากๆ เพราะผ้าอ้อมจะต้องสัมผัสกับผิวลูกน้อยตลอดทั้งวัน ถ้าผ้าอ้อมไม่นุ่ม เวลาลูกน้อยขยับตัวก็จะเสียดสีกับผิวลูก ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ นอกจากนี้นะคะ ในลูกน้อยวัยแรกเกิดให้ดูที่บริเวณขอบเอวผ้าอ้อม ต้องมีรอยเว้า ใส่แล้วไม่กดทับสะดือที่ยังไม่แห้งของลูกน้อย ตรงขอบเอวขอบขา ก็ต้องมีสัมผัสที่นุ่ม และไม่มีรอยตะเข็บรอยต่อแข็งๆ ค่ะ ที่เพื่อให้ลูกรักของคุณพ่อคุณแม่ไม่มีผื่นแพ้หรือรอยแดง เคลื่อนไหวได้อย่างสบายตัว และไม่ขัดขวางต่อพัฒนาการของเขา

3. กระชับเข้ากับสรีระ ใส่สบายตัว

ผ้าอ้อมเด็กควรกระชับรับสรีระของลูก ไม่ว่าจะเป็นแบบเทป หรือแบบกางเกง ทรงผ้าอ้อมไม่ควรใหญ่เทอะทะ แนะนำว่าผ้าอ้อมควรกระชับพอดีตัว เพราะเมื่อลูกน้อยปัสสาวะออกมา ผ้าอ้อมจะต้องไม่พองย้วย ซึ่งจะช่วยป้องกันการรั่วซึม ลูกน้อยใส่แล้วรู้สึกสบายตัว เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว

4. ผ้าอ้อมมีส่วนผสมจากธรรมชาติ

ผ้าอ้อมสำหรับลูกน้อยวัยแรกเกิด แนะนำให้เลือกที่มีส่วนผสมจากออร์แกนิค คอตตอน ปุยฝ้ายธรรมชาติ  หรือฝ้ายธรรมชาติ เพราะจะให้สัมผัสที่นุ่ม อ่อนโยน และปลอดภัยต่อผิวบอบบางของลูกน้อยมากกว่า

5. การใช้งานที่เหมาะกับเพศลูก

ผ้าอ้อมเด็กที่ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะนั้น ถามว่าดีไหมถ้ามีให้เลือกใช้ ดีค่ะ ดีมากๆ ด้วย เพราะจะช่วยในเรื่องการซึมซับที่ดีได้ถูกตำแหน่งค่ะ ความแตกต่างในการทำงานของผ้าอ้อม คือ เด็กผู้หญิงจะเน้นจุดซึมซับที่ค่อนไปทางด้านหลัง ส่วนผ้าอ้อมเด็กผู้ชายจะเน้นจุดซึมซับที่อยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของผ้าอ้อม

ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่กำลังมองหาเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้กับสมาชิกใหม่ตัวน้อยอยู่ล่ะก็ ลองนำเอาข้อมูลเบื้องต้นนี้ไปเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้นะคะ เน้นย้ำคือ ผ้าอ้อมเด็กที่ดี ใส่แล้วต้องซึมซับดีแห้งสบายตัว กระชับรับกับสรีระ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูก และที่สำคัญคือ ต้องอ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองค่ะ

ไหนๆ เราก็พูดถึงเรื่องผ้าอ้อมเด็กกันแล้ว ทีมแม่ ABK ก็เลยอยากจะแนะนำให้รู้จักกับผ้าอ้อมคุณภาพพรีเมี่ยม จากประเทศญี่ปุ่น นี่ลองให้เด็กๆ ที่บ้านใช้กันแล้วค่ะ ขอบอกว่า ดีงามสุดๆ แต่วันนี้เราจะมาแกะห่อ รีวิวให้เห็นกันชัดๆ ค่ะ

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony ผู้ช่วยคนใหม่จากญี่ปุ่น ที่แม่เลิฟมาก

จะว่าแม่เห่อของใหม่ก็ได้นะ เพราะผ้าอ้อมที่จะพูดถึงนี้เป็นผ้าอ้อมที่ผลิตและส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น คุณภาพพรีเมี่ยมเต็มห่อมากๆ แบรนด์ Moony (มูนนี่) ผ้าอ้อมเด็กที่ถูกออกแบบมาให้เป็นผู้ช่วยมือหนึ่งของคุณแม่และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นั่นแสดงว่าต้องดีที่สุดสำหรับลูกน้อยอย่างแน่นอนค่ะ

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony

มาเริ่มกันที่ Natural Moony เนเชอรัล มูนนี่ ผ้าอ้อมที่มีส่วนผสมจากออร์แกนิคคอตตอน ปุยฝ้ายธรรมชาติ ให้สัมผัสนุ่มอ่อนโยนแบบสุดๆเสมือนอ้อมกอดของคุณแม่ มาพร้อมนวัตกรรมสุดล้ำ! ช่องรองรับอุจจาระเหลว ที่ช่วยซึมซับอุจจาระเหลวของลูกน้อยไม่ให้ซึมออกไปด้านหลังไม่ว่าลูกน้อยจะขยับมากแค่ไหนหรือคุณแม่จะอุ้มท่าไหนก็ตาม โดยจะมีทั้งแบบเทป และแบบกางเกงค่ะ มีไซส์ให้ใช้ได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิด แบบเทป (Size NB-S) และ แบบกางเกง (Size M , L – XL) และที่สำคัญผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป Natural Moony ยังเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการรับรองจาก Oeko-tex  ผ่านการทดสอบมาตรฐานของสินค้าระดับสากลจากสถาบันทดสอบสิ่งทอ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมคลิก https://www.oeko tex.com/en/our-standards/standard-100-by-oeko-tex   

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony

คุณสมบัติเด่นของผ้าอ้อม เนเชอรัล มูนนี่

  1. แผ่นซึมซับมีส่วนผสมของออร์แกนิค คอตตอน ให้สัมผัสนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวก้นลูกน้อย โดยผ้าอ้อมจะนุ่มทั้งตัว โดยเฉพาะขอบเอวและขอบขา ทำให้ไม่เกิดการระคายเคืองหรือรอยแดงต่อผิวบอบบางของลูกน้อย
  2. มีสารสกัดจากพืชธรรมชาติ 3 ชนิด คือ โอลีฟออยล์ โจโจ้บาออยล์ และไรซ์ออยล์ ซึ่งสารสกัดจากธรรมชาติทั้งหมดนี้ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกน้อยขณะที่สวมใส่ผ้าอ้อมค่ะ
  3. มีแถบวัดความชื้น 3 เส้น ดีสุด บอกเลย เพราะเป็นเครื่องช่วยเตือนแม่ได้ว่าถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกแล้วนะ โดยที่แถบวัดความชื้นจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า
  4. ช่องรองรับอุจจาระเหลว โดย Natural Moony ได้ถูกออกแบบมาให้แผ่นซึมซับมีรูปทรงเว้านูน ซึ่งจะช่วยรองรับ และป้องกันอุจจาระเหลว ไม่ให้รั่วซึมไปด้านหลัง ส่วนช่วงขอบเอว ขอบขาก็นุ่มกระชับไม่ทำให้ของปัสสาวะ อุจจาระรั่วซึมออกมาค่ะ
  5. ซึมซับได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ระบายอากาศได้รอบทิศทาง ทำให้ไม่อับชื้น แห้งสบาย หมดปัญหาเรื่องผดผื่น

สำหรับไซส์ Newborn ช่วงขอบเอวจะถูกออกแบบมาให้เว้าาสะดือ เพื่อป้องกันผ้าอ้อมกดทับสะดือลูกที่ยังไม่แห้งค่ะ 

 

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony

มาต่อกันด้วย Moony ห่อสีฟ้า จะมีทั้งแบบเทป และแบบกางเกงค่ะ มีไซส์ให้ใช้ได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิด แบบเทป (Size NB-S) แบบกางเกง ความพิเศษ คือ ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง ซึ่งแบบกางเกงจะมีไซส์ S-M(ไม่แยกชาย-หญิง) และไซส์ L-XXL(แยกชาย-หญิง)   สำหรับจุดเด่นของผ้าอ้อม Moony สีฟ้า ใส่แล้ว นุ่ม อ่อนโยน กระชับ รับกับสรีระของลูกมากๆ ค่ะ

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony

คุณสมบัติของผ้าอ้อม Moony สีฟ้า

  1. ผ้าอ้อมทำจากวัสดุ Air silky ซึ่งทำให้ผิวสัมผัสของผ้าอ้อมนุ่มมากๆ อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวลูกน้อยและยังระบายอากาศดีอีกด้วย
  2. ผ้าอ้อมสามารถซึมซับปัสสาวะได้ดีเยี่ยมยาวนาน 12 ชั่วโมง มีระบายอากาศได้ดีรอบทิศทาง ทำให้ผิวก้นลูกน้อยแห้งสบาย ไม่อับชื้น
  3. ผ้าอ้อมแบบเทป ไซส์ NB-S จะถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้เข้ากับสรีระกลมๆของลูกน้อยแรกเกิด ซึ่งแผ่นซึมซับจะมีความนุ่มและโค้งกระชับได้อย่างพอดีตัวลูก หมดกังวลเรื่องการรั่วซึมของผ้าอ้อม และที่สำคัญคือ ในไซส์ Newborn ถูกออกแบบมามีขอบเอวเว้าสะดือ เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าอ้อมมากดทับสะดือที่ยังไม่แห้งค่ะ
  4. ผ้าอ้อมแบบกางเกง ไซส์ S-M จะมีช่องรองรับอุจจาระเหลว ป้องกันไม่ให้รั่วซึมไปด้านหลัง
  5. ผ้าอ้อมแบบกางเกง ไซส์ L-XXL ถูกออกแบบมาให้เข้ากับพัฒนาการของลูกน้อย คือจะมีขอบเอว ขอบขาสูง นุ่ม ใส่แล้วกระชับพอดีตัวลูก ช่วยให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสบายตัวโดยปราศจากรอยแดง
  6. มีแถบวัดความเปียกชื้น แจ้งเตือนให้เปลี่ยนผ้าอ้อม
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony
                      ผ้าอ้อม Natural Moony
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony
                      ผ้าอ้อม Moony สีฟ้า

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Moony

ทีมแม่ ABK ได้ทดสอบประสิทธิภาพการซึมซับของ ผ้าอ้อม Natural Moony และ ผ้าอ้อม Moony  โดยผ้าอ้อมมีประสิทธิภาพการซึมซับที่ดีมากๆ คือซึมซับ และแห้งเร็วมาก อย่าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน เพราะดีทั้งสองแบบเลยค่ะ ไม่ว่าจะให้ลูกใช้ Natural Moony หรือ Moony  ตรงนี้แม่ให้คะแนนเต็มสิบ สิบ สิบทั้งสองแบบเลยค่ะ

สำหรับ Moony และ  Natural Moony เป็นผ้าอ้อมที่ผลิตและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแบรนด์ผ้าอ้อมในเครือเดียวกันกับ MamyPoko พอบอกแบบนี้คุณแม่ยิ่งมั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพ รับรองไม่ผิดหวังค่ะ

ผ้าอ้อม Moony สามารถหาซื้อได้ที่ Tops และสามารถช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ ได้ที่ Lazada, Shopee, JD และ Tops Online

สำหรับผ้าอ้อม Natural Moony สามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทาง Lazada และ Shopee เท่านั้น

#moony #ผ้าอ้อมคุณภาพพรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น #ส่งตรงจากJapan #moonyครอบครัวเดียวกับmamypoko