เลือดล้างหน้าเด็ก

แม่ท้องต้องรู้! เลือดล้างหน้าเด็ก อันตรายไหม? มีผลต่อลูกในท้องหรือไม่

เลือดล้างหน้าเด็ก
เลือดล้างหน้าเด็ก

ต้องรู้! เลือดล้างหน้าเด็ก แตกต่างจากเลือดประจำเดือนอย่างไร เลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดแบบนี้ บ่งชี้ได้ว่า “กำลังจะเป็นแม่คน” หรือเปล่า? แล้วจะอันตรายไหม? มีผลต่อลูกในท้องหรือไม่? มาหาคำตอบนี้กันค่ะ

เลือดล้างหน้าเด็ก vs เลือดประจำเดือน แตกต่างกันอย่างไร

“เลือดล้างหน้าเด็ก” หรือ Implantation bleeding เป็นเลือดที่เกิดจากการที่ไข่ซึ่งผ่านการผสมกับสเปิร์มแล้ว เคลื่อนที่ไปยังมดลูกเพื่อยึดเกาะฝังตัวอ่อนที่โพรงมดลูก จากการฝังตัวนี้เอง ทำให้มีมีหลอดเลือดเล็ก ๆ ภายในผนังมดลูกแตก จึงทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอดได้ ซึ่งอาการนี้จะเกิดหลังตกไข่ประมาณ 6-12 วัน  ในขณะที่ประจำเดือนจะเกิดขึ้น 14 วันหลังจากไข่ตก เลือดล้างหน้าเด็กและเลือดประจำเดือน จึงเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จนทำให้เกิดความสับสน เพราะโดยทั่วไปมักทำให้ผู้หญิงเข้าใจผิดว่าเป็นเลือดประจำเดือนมากกว่า

รู้ได้อย่างไรเลือดออกแบบนี้คือ “เลือดล้างหน้าเด็ก”

เลือดล้างหน้าเด็ก นับเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับผู้หญิงที่เริ่มตั้งครรภ์ หากพบว่าหลังจากมีเลือดล้างหน้าเด็กแล้วประจำเดือนขาดไป อาจแสดงว่ากำลังจะได้เป็นคุณแม่แล้ว แต่ในแม่ท้องบางรายก็อาจไม่เคยมีอาการเลือดล้างหน้าเด็กเกิดขึ้นก็เป็นได้ ซึ่งเลือดล้างหน้าเด็กจะเกิดขึ้นในการตั้งครรภ์เพียงประมาณ 1 ใน 3 หรือเพียงร้อยละ 30 คุณแม่ที่ตั้งท้องครั้งแรก และมีความเป็นไปได้ว่าในท้องครั้งต่อไปอาจมีเลือดล้างหน้าเด็กไหลออกมามากกว่าเนื่องจากเคยมีการฝังตัวของตัวอ่อนมาก่อนแล้ว

มีเลือดออกทางช่องคลอด แต่ไม่ใช่ประจำเดือน

ความแตกต่างระหว่างเลือดล้างเด็กและประจำเดือน สังเกตได้จาก

1.สีเลือด สีของเลือดล้างหน้าเด็กที่ออกมาจากช่องคลอดจะเป็นเลือดสีชมพูจาง ๆ ไม่เป็นสีแดงสด จากนั้นจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีสนิมแบบน้ำตาลอมแดง หรือเป็นสีดำ บางครั้งก็อาจเป็นสีแดงสดใส ส่วนเลือดประจำเดือนที่เป็นสีแดงสดใสหรือสีแดงเข้ม

2.ปริมาณของเลือดที่ออก เลือดล้างหน้าเด็กจะมีออกมาจากช่องคลอดกระปริบกระปรอยในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือเป็นแค่หยดเลือด เป็นรอยเปื้อนที่ติดกางเกงใน เมื่อมาแล้วบางคนอาจจะไม่รู้สึกอะไรหรือไม่รู้ตัว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับประจำเดือนมาและอาจไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วม ในขณะที่เลือดประจำเดือนจะมีปริมาณเลือดออกมามากกว่า

3.ระยะเวลาที่มีเลือดออก เลือดล้างหน้าเด็กจะออกมาช่วงเวลาไล่เลี่ยกับในช่วงที่มีประจำเดือนมา ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 6-12 วันหรือเฉลี่ย 9 วันหลังไข่ตก โดยจะมาก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1 สัปดาห์หรือจนถึงไม่กี่วันก่อนที่ประจำเดือนปกติจะมา แต่ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดใกล้กับวันที่คาดว่าจะเป็นประจำเดือนเท่าไหร่ โอกาสที่จะเป็นเลือดล้างหน้าเด็กจะยิ่งน้อย หมายความว่าอาจยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยเลือดล้างหน้าเด็กจะหมดไปภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือมีแค่ภายใน 1 หรือ 2 วัน และจะหยุดไปได้เอง ในขณะที่ประจำเดือนปกติจะเป็นนาน 3-5 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน

ทั้งนี้ ขณะมีเลือดล้างหน้าเด็กอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิเช่น

อาการเลือดล้างหน้า

  • ปวดเกร็งเล็กน้อยบริเวณท้องน้อย เนื่องจากมดลูกมีการบีบรัดตัว และอาจเป็นสัญญาณของการเริ่มตั้งครรภ์ก็เป็นได้
  • มีอารมณ์แปรปรวนและอาจมีอาการปวดศรีษะ

เลือดล้างหน้าเด็กอันตรายไหม? มีผลต่อลูกในท้องหรือไม่?

เกิดเลือดล้างหน้าเด็ก อาจเป็นอาการที่บ่งบอกว่ามีการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องรักษาหรือเป็นกังวลแต่อย่างใด เพราะเลือดที่ออกมานั้นมีปริมาณน้อยมาก สามารถทำกิจวัตรประจำวันและพักผ่อนได้ตามปกติ แต่หากคุณแม่ไม่มั่นใจว่าเป็นเลือดล้างหน้าเด็กหรือเลือดประจำเดือน และสงสัยว่าตนเองตั้งท้องหรือไม่ ก็สามารถรอประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากมีเลือดออกวันแรกเพื่อใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ตรวจปัสสาวะหาระดับฮอร์โมน hCG เพื่อสามารถบอกได้ว่าเป็นการตั้งครรภ์จริงหรือไม่ พร้อมทั้งสังเกตอาการตั้งครรภ์อื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน การเจ็บหรือคัดตึงเต้านม เป็นต้น ในกรณีที่คุณแม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น การมีเลือดล้างหน้าเด็กมักไม่มีผลใด ๆ ต่อทารกในครรภ์ ไม่มีผลทำให้ทารกพิการ หรือทารกเสียชีวิตจนแท้งออกมา

เลือดล้างหน้า

เลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่เลือดล้างหน้าเด็ก สัญญาณอันตรายที่ต้องไปพบแพทย์

หากมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นเลือดล้างหน้าเด็กหรือเลือดประจำเดือน อาจแสดงถึงปัญหาสุขภาพและภาวะสุขภาพบริเวณช่องคลอดผิดปกติ ซึ่งสาเหตุของอาการเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติในช่วงตั้งครรภ์อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ อาทิเช่น

  • การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง หรือการใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศขณะที่มีเพศสัมพันธ์ก็อาจทำให้ภายในช่องคลอดเกิดการฉีกขาด จนทำให้เลือดออกทางช่องคลอดได้
  • ภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ในร่างกายเปลี่ยนแปลงขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่เกิดความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นและเมื่อมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ก็อาจทำให้มีเลือดออกมาจากช่องคลอด รวมถึงภาวะเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้ฮอร์โมนแปรปรวนและเป็นสาเหตุของเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้เช่นกัน
  • การรับประทานยาคุมกำเนิดหรือการใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย อาจทำให้เลือดออกทางช่องคลอดได้ โดยเฉพาะการกินยาคุมกำเนิดที่ไม่สม่ำเสมออาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติด้วย
  • การติดเชื้อหรือการอักเสบของอวัยวะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของช่องคลอดส่งผลให้มีเลือดออกได้ เช่นในบริเวณปากมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูก โดยสาเหตุของการติดเชื้ออาจเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคซิฟิลิส หนองใน หรือกามโรคอื่น ๆ การสวนล้างช่องคลอด การติดเชื้อในอวัยวะอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
  • การทำงานที่ผิดปกติของมดลูกและโรคทางระบบสืบพันธ์เช่น โรคถุงน้ำหลายใบในรังไข่ (PCOS) ที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติก็อาจพบเลือดออกจากช่องคลอดได้
  • ภาวะแท้งคุกคามหรือการตั้งครรรภ์นอกมดลูก หากสังเกตว่ามีเลือดออกติดต่อกันเกินกว่า 2 วัน มีปริมาณเลือดที่ออกมากหรือออกเป็นลิ่มเลือดหรือก้อนเลือดหลุดออกมาจากช่องคลอด รวมทั้งสีของเลือดผิดปกติ มีสีแดงสดแทนที่จะเป็นสีชมพูหรือสีน้ำตาล รวมทั้งมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงร่วมด้วย อาจเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในมดลูก ถือเป็นความผิดปกติที่ค่อนข้างอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์ ซึ่งเมื่อมีอาการลักษณะนี้ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

จะเห็นได้ว่า หากมีอาการเลือดล้างหน้าเด็กเกิดขึ้น ว่าที่คุณแม่สามารถตรวจเบื้องต้นด้วยชุดทดสอบการตรวจครรภ์ว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่ แต่หากพบอาการเลือดที่ออกจากช่องคลอดผิดปกติ และสงสัยว่าคืออะไร ควรรรีบไปพบแพทย์ การพบสาเหตุเร็วจะสามารถวางแผนดูแลตัวเองและรับการรักษาต่อไป เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกายคุณแม่และลูกน้อยนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.pobpad.comwww.medthai.comwww.lovecarestation.com

อ่านต่อบทความอื่นที่น่าสนใจ :

คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร

หมอเตือน คนท้องห้ามนวด! เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน-แท้ง-เสียชีวิต

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up