เศษอาหารติดโพรงจมูก

เมื่อ เศษอาหารติดโพรงจมูก ลูกกับฝรั่งชิ้นเล็กแต่เรื่องใหญ่

เศษอาหารติดโพรงจมูก เรื่องของสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ แต่เกิดปัญหาไม่เล็กเลยสำหรับลูกน้อย คุณแม่ขอเล่าอุทาหรณ์เมื่อฝรั่งติดจมูกลูกในยามฉุกเฉิน แล้วเราควรจะทำยังไง

เมื่อ เศษอาหารติดโพรงจมูกลูก กับฝรั่งชิ้นเล็กแต่เรื่องใหญ่!!

สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก เศษอาหารติดโพรงจมูก มักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า  3  ปี  ซึ่งเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจชอบค้นคว้า ทดลองด้วยตนเอง จึงมักเอาสิ่งแปลกปลอมใส่ไปในช่องต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะช่องทางเดินหายใจอันได้แก่  รูจมูก และปาก ประกอบกับฟันกรามที่ยังขึ้นไม่ครบสมบูรณ์ทำให้ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารชิ้นโต ให้ละเอียดเพียงพอ จึงอาจเกิดการสำลักในระหว่างรับประทานอาหาร และวิ่งเล่นไปด้วย

อุทาหรณ์จากเรื่องจริง เมื่อฝรั่งติดจมูกลูก
อุทาหรณ์จากเรื่องจริง เมื่อฝรั่งติดจมูกลูก

วันนี้ ทีมแม่ ABK ได้รับเกียรตินำประสบการณ์จริงจากคุณแม่ท่านหนึ่งมาเล่าไว้เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ครอบครัวอื่น ๆ ที่อาจเจอกับเหตุการณ์แบบเดียวกันกับคุณแม่ จะได้รับมือ และแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

**จากเหตุการณ์ที่เคยฟังมา และกลัวมากก็เกิดขึ้น
#บันทึกผลไม้เข้าไปติดในรูจมูก (ฝรั่ง)
“แม่ฝรั่งเข้าไปในจมูก เจ็บ ๆๆๆ”
คงไม่ได้พูดเล่นแน่ๆ ลองให้เงยหน้า อ้าวมีฝรั่งเข้าไปติดข้างในจริง ๆ ด้วย 🥺😱
สั่งจมูก ก็ไม่ออก ทำไงดี เอาไงดี
แวบเข้ามาในหัว มีคนรู้จัก เคยเล่าให้ฟัง ลูกบ่นเจ็บจมูกเลยล้างจมูกแล้วมีลูกปัดพุ่งออกมา ลองทำบ้าง
แต่!!น้ำเกลือที่บ้านหมดพอดี
ระหว่างนั้นส่องดูข้างในจมูก ฝรั่งหายไปแล้ว ลูกก็ดูไม่รู้สึกเจ็บหรืออะไรใดๆเลย แต่แม่ไม่วางใจ
โรงพยาบาล ต้องไปโรงพยาบาล
หยิบกระเป๋า อุ้มขึ้นรถพร้อมพี่ ขับฝ่าฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนัก
ช่วงเคอร์ฟิว ถนนค่อนข้างโล่ง แต่ฝนก็ตกลงมาหนักมาก ขับรถไป ปัดน้ำฝนไปแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย ระหว่างทางลูกร้องทุรนทุรายขึ้นมา แม่พยายามตั้งสติ แต่ก็คุมสติเกือบไม่อยู่ เจอไฟแดงรอ 100กว่าวินาที บอกตรง ๆ แม่รอไม่ไหว กับเสียงร้องที่ทุรนทุราย
ฝ่าไฟแดง
ไปถึงห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล หมอเฉพาะทาง หู ตา จมูก ไม่มีช่วงกลางคืน มีแต่หมอประจำห้องฉุกเฉิน 😱😱แต่ก็โล่งใจที่มาถึงรพ.แล้ว ลูกก็ไม่ร้อง ทุรนทุราย ดูทุกอย่างดีขึ้น แต่เนื้อฝรั่งในจมูกส่องไม่เจอแล้ว หายไปอยู่ส่วนไหน??
X-ray ก็ไม่เจอเพราะเป็นผลไม้
หมอมาคุยกับแม่ต้องแอดมิทดูอาการ 1 คืน ก็แล้วแต่แม่ด้วยว่าจะแอดมิทมั้ย หมอในห้องฉุกเฉินโทรปรึกษาอาจารย์หมอเฉพาะทาง
ความหวังความโชคดี ก็เกิดขึ้น พยาบาลแจ้งมาว่าคุณหมอเฉพาะทางจมูกกำลังเดินทางจากบ้านมาที่โรงพยาบาลค่ะ
น้ำตาไหลเลย
คุณหมอมาถึงรีบเชตเครื่องมือในห้องตรวจ ส่องกล้องดูในจมูก เนื้อฝรั่งเคลื่อนย้ายไปลึกมาก เข้าในโพรงไซนัส😧
เหมือนจะมีหวังและโชคดี แต่ไม่ง่ายเลย ลูกต่อต้านมาก พยาบาล 2 คน กับแม่อีก 1 คน ช่วยกันจับ ลูกดิ้นจนหมอไม่สามารถคีบเอาเนื้อฝรั่งออกมาได้
“ต้องวางยาสลบครับ”
“จริงๆไม่อยากทำแต่สุดวิสัยน้องต่อต้านมาก หมอเอาออกไม่ได้”
หมอและทีมพยาบาลเตรียมเช็ทยา และเครื่องมือ
กำหนด ตี 2 (กินอาหารครั้งสุดท้ายตอน 2 ทุ่ม บวกลบเวลาเลยได้กำหนดตีสอง)
หมอเรียกเข้าห้องอีกรอบ ไม่อยากวางยาสลบ ลองคีบดูอีกครั้ง
เสียงไชโยลั่นห้อง เอาออกได้แล้ว ทุกคนดีใจมาก ไม่ต้องดมยาสลบแล้ว ได้กลับบ้านแล้ววววว
***ได้ความรู้จากหมอเฉพาะทางจมูกกรณีเด็กเล็กที่มีอะไรติดข้างในจมูกไม่แนะนำล้างจมูก อันตรายมากเสี่ยงต่อการเสียชีวิต***
ขอขอบคุณคุณแม่ เดอะไดอารี่ เบบี้เฌอร์ลิณญ์ ที่แบ่งปันเรื่องราว
เด็กชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก จมูก
เด็กชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก จมูก

วิธีปฏิบัติตัว เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอุดในรูจมูกของลูก

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันได้ตั้งตัว โดยเฉพาะเหตุการณ์ไม่คาดฝันมักเกิดขึ้นได้ง่ายกับเด็กเล็ก ดังนั้นเรามาเตรียมพร้อม ศึกษาวิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ลูกนำสิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก หรือเศษอาหารติดโพรงจมูกลูกกันดีกว่า

ของชิ้นเล็ก ๆ กับเด็กวัยซน

ขึ้นชื่อว่าเด็กแล้ว ความซนย่อมเป็นของคู่กันเสมอ เพราะความซนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของเจ้าตัวน้อย เมื่อเขาถึงวัยที่สามารถหยิบจับสิ่งของได้เอง สามารถกระทำอื่นใดกับสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง ก็ยิ่งเป็นที่ชอบใจของลูกน้อยเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่เจ้าตัวน้อยได้อยู่กับของชิ้นเล็กชิ้นน้อย จึงไม่พลาดเลยที่ลูกจะหยิบสิ่งของชิ้นเล็กน้อยพวกนั้นมาใส่ลงไปที่โน่นที่นี่ ในรูในช่อง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง!!

พ่อแม่มักจะนึกถึงเพียงแค่ว่า ลูกจะนำสิ่งของที่หยิบจับขึ้นมาได้เข้าปาก ทำให้ติดคอเป็นอันตรายได้ แต่รู้หรือไม่นอกจากปากแล้ว เจ้าตัวน้อยก็ชอบหยิบของชิ้นเล็ก ๆ เข้าจมูกด้วยเช่นกัน ซึ่งรู้หรือไม่ว่าในหลาย ๆ กรณีทำการแก้ไขกรณีฉุกเฉินได้ยากกว่าของอุดตันติดคอซะด้วยซ้ำไป

3 ขั้นตอนเบื้องต้นในการรับมือ

  • ควบคุมสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี

แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ สิ่งแปลกปลอมติดจมูก หรือ เศษอาหารติดโพรงจมูกของลูก ย่อมเป็นที่ตื่นตระหนกตกใจให้แก่พ่อแม่ไม่น้อย แต่การตื่นตกใจจนเกินไป จะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เนื่องจากพ่อแม่จะทำอะไรไม่ถูกแล้วหากตื่นตกใจ ก็จะยิ่งสร้างความกลัวให้แก่ลูก สู้หันมาตั้งสติ ปลอบโยน และส่งกำลังใจให้ลูก เพื่อเขาจะได้ผ่อนคลาย และกลัวน้อยลง ลูกจะได้ไม่ร้องไห้ลั่น จนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

  • ตรวจ ประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า

กรณีลูกโตแล้ว (พอจะทำตามคำสั่งได้) พ่อแม่ควรบอกให้ลูกหายใจทางปาก และเงยหน้าขึ้น จากนั้นส่องไฟฉายดูสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปอุดตันนั้น ว่าชิ้นใหญ่แค่ไหน อยู่ลึกหรือไม่ ถ้าอยู่ไม่ลึกนัก สามารถเอามือปิดจมูกข้างที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอม แล้วให้ลูกสั่งน้ำมูกเบา ๆ เพื่อให้ของแปลกปลอมนั้นหลุดออกมา (โดยไม่ต้องสั่งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้แก้วหูได้รับการกระทบกระเทือนจากการสั่งน้ำมูก)

แต่อย่างกรณีของคุณแม่เจ้าของเรื่องข้างต้น ชิ้นฝรั่งอยู่ลึกเข้าไป เศษอาหารติดโพรงจมูก ที่ดูภายนอกเหมือนว่าเด็กไม่เป็นอะไรมาก แต่คุณแม่ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ไม่ปล่อยผ่าน รีบไปพบแพทย์โดยทันที เพราะหากอยู่ลึกเกินกว่าจะมองเห็น ต้องใช้คุณหมอที่มีทั้งความเชี่ยวชาญ และเครื่องไม้เครื่องมือที่จะตรวจสอบ และคีบออกมาได้โดยปลอดภัยเท่านั้น

ผลไม้ชิ้นเล็ก ๆ ระวังเรื่อง เศษอาหารติดโพรงจมูก
ผลไม้ชิ้นเล็ก ๆ ระวังเรื่อง เศษอาหารติดโพรงจมูก

คำเตือน… ห้ามเขี่ย-แคะ-คีบ หรือดึงเองอย่างเด็ดขาด เพราะมีโอกาสพลาดพลั้งจนสิ่งแปลกปลอมนั้นกลับยิ่งจมลึกลงไป จนยากแก่การแก้ไขยิ่งทำตกไปอยู่ด้านหลังภายในจมูก หรือสำลักเข้าไปในหลอดลมก็กลับจะทำให้ลูกได้รับบาดเจ็บมากยิ่งขึ้น

กรณีเด็กเล็ก (ไม่เกิน 5 ขวบ) ทางที่ดี และปลอดภัยที่สุด ให้ลูกหายใจทางปาก และรีบพาไปพบคุณหมอโดยด่วน

  • อย่าชะล่าใจ ตรวจให้ชัด!!

ในบางรายเมื่อลูกนำสิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก หรือสำลักอาหารจน เศษอาหารติดโพรงจมูก มีโอกาสที่เขายังไม่มีอาการอุดแน่นหายใจไม่ออกโดยฉับพลัน หรือในบางครั้งเด็กบางคนก็ไม่กล้าบอกผู้ปกครอง เพราะกลัวความผิด และการลงโทษ จึงทำให้พ่อแม่ต้องคอยสังเกตอาการของลูกเพิ่มเติมด้วยตนเองให้ละเอียด เพื่อจะได้รีบแก้ไข ก่อนที่จะสายเกินไป

วิธีการสังเกตว่าลูกมีสิ่งแปลกปลอมอุดตันจมูก

  1. สังเกตว่าลูกหายใจติด ๆ ขัด ๆ เหมือนคนเป็นหอบหืด หรือสังเกตว่าลูกหายใจได้เพียงรูจมูกข้างเดียวหรือไม่
  2. พบว่าลูกพยายามแหย่ แคะ หรือดันรูจมูกอยู่เรื่อย ๆ
  3. มีไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ ในบางราย
  4. มีน้ำมูกใส ๆ น้ำมูกปนเลือด หรือมีน้ำมูกปนหนอง ไหลออกมาจากรูจมูกข้างเดียว
  5. ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น (เพราะเกิดการติดเชื้อ)
  6. หากสิ่งแปลกปลอมติดแน่นค้างอยู่เป็นเวลานาน จนเกิดเป็นหินปูนก้อนแข็ง ๆ เกาะติดหนึบอยู่ภายใน จะทำให้น้ำมูกมีสีเหลือง ๆ เขียว ๆ มีอาการคล้ายไซนัสอักเสบ

การที่มีสิ่งแปลกปลอมติดค้างในจมูกนาน ๆ นั้นจะทำให้เกิดอาการอักเสบหรืออุดตันมาก-น้อย เร็ว-ช้าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเจ้าสิ่งแปลกปลอมอันนั้นด้วย เช่น  ถ้าเป็นพวกเมล็ดผลไม้ หรือในกรณีเจ้าของเรื่องเป็นฝรั่ง โดยมากไม่นานก็จะบวมพองขยายตัวขึ้น และอุดตันยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นวัสดุที่มีผิวหยาบ มีส่วนแหลมคม หรือมีส่วนผสมของสารเคมี เช่น พวกตุ๊กตุ่น ลวด น้อต เศษหิน เศษไม้เล็ก ๆ เป็นต้น นานเข้าก็จะเกิดเป็นแผลในเยื่อบุช่องจมูก เกิดอาการปวดบวม อุดตัน มีน้ำมูกไหล และมีเลือดกำเดาไหล มักมีกลิ่นเหม็น ส่วนพวกวัสดุเล็ก ๆ ที่มีผิวเรียบ เช่น  เม็ดพลาสติก เม็ดกระดุม ลูกแก้ว เป็นต้น มักจะติดค้างอยู่เป็นเวลานานโดยยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ กว่าพ่อแม่จะรู้ ลูกก็มีอาการมากแล้ว

สังเกตอาการลูกต่อเนื่อง เมื่อ เศษอาหารติดโพรงจมูก แม้ไม่มีอาการ
สังเกตอาการลูกต่อเนื่อง เมื่อ เศษอาหารติดโพรงจมูก แม้ไม่มีอาการ

 ป้องกันไว้ก่อน 

  1. เลือกชนิดและขนาดของอาหารที่เหมาะสมให้แก่เด็กในวัยต่าง ๆ เพื่อป้องกันการสำลักอาหาร และไม่ควรป้อนอาหารเด็กในขณะที่เด็กกำลังวิ่งเล่นอยู่
  2. เลือกชนิด  รูปร่าง และขนาดของของเล่นให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก  รวมทั้งจัดเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตราย ให้ปลอดภัยจากการหยิบฉวยของเด็ก เนื่องจากเด็กเล็ก มักนั่งเล่นกับพื้น เขาจึงชอบหยิบฉวยสิ่งของที่อยู่บนพื้นเสมอ คุณพ่อคุณแม่เห็นทีจะต้องเพิ่มการปัดกวาดเช็ดถูพื้นให้บ่อยยิ่งขึ้น
  3. ลูกแม้จะอยู่ในวัยเด็ก แต่เราสามารถสั่งสอน แนะนำให้เขาเข้าใจในรูปแบบวัยของลูกได้โดยเฉพาะอันตรายจากอุบัติภัยทั้งหลาย  เช่น  เรื่องการจับใส่วัสดุทั้งหลายเข้าไปในปาก-หู-จมูก คุณพ่อคุณแม่สามารถสื่อกับลูกได้ด้วยภาษาง่าย ๆ ตรงไปตรงมาโดยใช้การทำท่าทางเข้าช่วย ยกตัวอย่างเช่น  “ลูกจะเอาไอ้นี่เข้าจมูกไม่ได้นะครับ”
    (หยิบวัสดุนั้นขึ้นมา ชี้ที่จมูก แล้วโบกมือไปมา…ไม่ได้…ไม่ได้..พร้อมแสดงสีหน้าจริงจัง)
    “ถ้าลูกเอาใส่เข้าไปในจมูก ลูกก็จะเจ็บและปวดมาก ๆ เลย”
    (ทำท่าจับจมูก และแสดงสีหน้าว่าเจ็บปวดมาก) เป็นต้น
  4. หากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ให้สอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า เด็กเกิดการสำลักในขณะทำอะไรอยู่  เช่น กินอาหาร  ขนม  เล่นของเล่น เป็นต้น  พร้อมทั้งนำตัวอย่างของอาหาร  ขนม สิ่งแปลกปลอมที่สงสัยไปพบแพทย์ด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาของแพทย์
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.si.mahidol.ac.th/บทความ”ระวัง ติดแน่น อุดจมูก โดย ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

บทเรียนของแม่เมื่อทำ ลูกหาย !ประสบการณ์จริงเตือนใจ

การมองเห็นของทารก พัฒนาการที่พ่อเเม่ควรรู้

อุทาหรณ์!! “ลูกลื่นล้ม” ธรรมดาแต่นำพาสู่ การผ่าตัดใหญ่!!

โชคดีพ่อทำเป็น! ปั๊มหัวใจ ลูกชาย 3 ขวบจมน้ำ รอดหวุดหวิด!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เปิดตัวแรง(ส์)แซงทุกโค้ง ใหม่! เนสท์เล่ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก อร่อย ประโยชน์เต็มชาม

เนสท์เล่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอาหารเสริมเด็ก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่! โจ๊ก ครั้งแรกในประเทศไทยกับโจ๊กเด็ก ที่รสชาติ อร่อย เหมือนคุณแม่ทำเองที่บ้าน เราได้นำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านมากกว่า 150 ปี ผสมผสานและคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณภาพสูง ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานโภชนาการเนสท์เล่ รังสรรค์สูตรเฉพาะที่มีในเนสท์เล่ซีรีแล็คจูเนียร์ โจ๊กเท่านั้น คุณแม่จึงมั่นใจได้ว่าเป็นสูตรที่คิดมาเพื่อลูกรักของคุณแม่ทุกๆ คน

เนสท์เล่ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก ทำจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ สารอาหารหลากหลาย อาทิ ธาตุเหล็กสูง, แคลเซียม, โอเมก้า 3 และ 6 รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ 15 ชนิด ตอบโจทย์ในเรื่องโภชนาการที่ดี พร้อมทั้งสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อย เนสท์เล่ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก สูตรไก่ ผัก และ แครอท สำหรับเด็กเล็ก 12 เดือนขึ้นไป เนื้อสัมผัสบดหยาบ มีชิ้นเนื้อของ ผัก และแครอท ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ และทักษะการเคี้ยวอาหารของลูก อร่อย ถูกปากลูก รสธรรมชาติ เปลี่ยนมื้อจำเจ ของลูกน้อยให้เป็นมื้อแสนอร่อย และมีประโยชน์ เพื่อเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหา ลูกเบื่ออาหาร หรือทานยากด้วย เนสท์เล่ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก

เนสท์เล่ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก ขนาด 200 กรัม ราคา 99 บาท มีวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วไป เช่น โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ เซเว่นอีเลฟเว่น หรือ คุณแม่สามารถหาซื้อได้ ในช่องทางออนไลน์เช่น Lazada (https://bit.ly/3A4YBOf) หรือ Shopee (https://bit.ly/3flmXLG)  ไอเทมที่คุณแม่ทั้งหลายไม่ควรพลาด ซื้อเลย ! เนสท์เล่ ซีรีแล็ค จูเนียร์ โจ๊ก อร่อย ประโยชน์เต็มชาม

 

 

น้องฟิจิ

เพราะ”ลงมือทำ” จึงมีวันนี้ น้องฟิจิ เปิดร้าน “เนื้อแคมป์ไฟ” ในวัย 10 ขวบ

เพราะการลงมือทำ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของโอกาสต่างๆ ในชีวิต น้องฟิจิ กฤตภาส ศิริพงศ์ปรีดา 1 ใน 20 ผู้เข้าแข่งขันมาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ซีซั่น 2 จึงได้ลองทำอาหารในวัย 3 ขวบ ได้ลองประกวดมาสเตอร์เชฟจูเนียร์ในวัย 8 ขวบ และในวันนี้เขาได้ลองอีกครั้ง ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว กับการเปิดร้านอาหาร เนื้อแคมป์ไฟ ของตัวเองในวัย 10 ขวบ

กว่าจะมาถึงวันนี้ ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากไม่ได้แรงสนับสนุนที่ดีจากครอบครัว ทีมแม่ ABK ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อและแม่และน้องฟิจิ ถึงแนวทางการเลี้ยงลูกที่ทำให้น้องฟิจิสามารถค้นพบตัวเองได้เร็ว จนได้มีธุรกิจของตัวเองในที่สุด

คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกสไตล์ไหน?

“คุณพ่อหนุ่ม-มณเฑียร ศิริพงศ์ปรีดา” กล่าวว่า…ผมให้ความดีกับแฟนผมนะ ตอนฟิจิเด็กๆ ผมทำงานเยอะ มีเวลาอยู่กับลูกน้อยมาก คือเสาร์อาทิตย์ไม่เต็มวันด้วย แฟนผมเขาใส่ใจ เขาดูแล สนับสนุนให้ลูกลงมือทำ ลูกอยากทำอาหาร แฟนผมก็ให้ทำเลย ใช้มีดจริง เตาจริง กระทะจริง คนก็จะทักว่าไม่กลัวเหรอ แต่แฟนผมเขาก็บอกว่าให้ลอง แล้วก็คอยระวังให้กับเขา

“คุณแม่เจ-ปทิตตา เอมโอช” คุณแม่ของน้องฟิจิ เล่าว่า….เราอยากให้ลูกลงมือทำ ปล่อยให้เขาทดลอง แล้วเราคอยดูแลความปลอดภัยให้เขา ไม่ใช่ว่าไม่ห้ามอะไรเลย เราจะคุยกันด้วยเหตุผล บางอย่างยังไม่ถึงเวลา ตอนเด็กๆ 3 ขวบจะกินเป๊ปซี่แล้วก็ยังไม่ให้ ไปห้างไม่เคยร้องขอของเล่น เพราะคุยกันแล้วว่าถ้าอยากได้ของเล่นต้องทำทำความดีก่อนแล้วถึงจะได้

คุณพ่อเสริมว่า ถ้าจะกินขนมต้องกินข้าวให้หมดก่อน ถึงไปกินขนมหวานตามที่หลัง ไม่งั้นเรากินขนมหวานก่อนแล้วอิ่ม แล้วเราไม่ได้กินข้าว มันคือเหตุและผล

น้องฟิจิ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ฟิจิอยากเป็นเชฟ?

น้องฟิจิเล่าว่า..ได้เริ่มลองทำอาหารครั้งแรกตอนอายุ 3 ขวบ เพราะแม่ทำกับข้าวอยู่ในครัวแล้วก็อยากลอง แม่ก็ให้ลองจับลองทำ ก็ทำได้ พอลองทำไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกชอบ รู้สึกว่าเราได้ครีเอทอะไรสักอย่างขึ้นมาแล้วเราก็สามารถกินมันได้ด้วย

พ่อแม่มีส่วนช่วยสนับสนุนอย่างไรบ้าง?

คุณพ่อเล่าว่า…ตอนที่มาสเตอร์เชฟเปิดรับสมัคร แฟนผมถามลูกว่าไปรายการมาสเตอร์เชฟไหม ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ให้เขาได้ไปลอง ให้เขามีประสบการณ์ว่า ชีวิตมันต้องมีการแข่งขันนะ คนเรามันต้องมีผิดหวังอย่าคาดหวังว่าเราจะต้องได้ตลอดเวลา ก็เลยบอกให้เขารู้ไว้ก่อนว่ามันมีผิดหวังได้เขาจะได้ไม่เสียใจมาก แล้วพอได้เข้ารอบไปก็ดีใจว่า มาไกลเกินคาดแล้ว ก็อยากให้เขาแข่งด้วยความสนุก วันที่เขาพลาดแล้วก็คอยเป็นกำลังใจเสริมไม่ซ้ำเติม

ผมว่าเขาอึดมากนะช่วงนั้น เขาสอบไฟนอลด้วยแล้วก็ไปแข่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 กว่าจะได้กลับบ้าน ตี 1 ตี 2 เท่ากับเวลานอนคือแป๊บเดียว แล้วเขาไปโรงเรียนกลับมาก็ต้องมาซ้อม อีกวันนึงก็ต้องไปแข่ง ก็ต้องเอาหนังสือไปอ่าน ชีวิตช่วงนั้นตอนเราเป็นเด็ก 8 ขวบเราคงเหนื่อยมาก ขนาดพ่อแม่อย่างเราแค่ขับรถพาลูกไปส่งยังเหนื่อยเลย

ตอนที่เขาเดินออกมาจากสตูดิโอแล้วร้องไห้ เขาพยายามกลั้นที่จะไม่ร้อง เราก็กอดเขา เราก็บอกว่าทุกอย่างมันมีความผิดพลาดกันได้ ผมบอกลูกว่าไม่เป็นไรนะ เรามาถึงตรงนี้ก็สุดยอดแล้วไกลเกินฝันมากๆ

คุณแม่เสริมว่า…เราจะคอยบอกเขาว่าโอกาสมันจะมาได้ คือตัวเราต้องไปหาโอกาส ถ้าตัวเราไม่เริ่มต้นถ้าวันนั้นไม่ได้ไปสมัคร ไม่ได้ลองไปแข่ง อยู่กับบ้านเฉยๆ โอกาสมันก็จะไม่มีเดินมาหาเราได้ เพราะฉะนั้นอยากให้เด็กๆ ทุกคนได้ลองเปิดโอกาสตัวเองไปลองดูให้รู้ ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

ทำไมถึงเลือกขาย เนื้อแคมป์ไฟ เริ่มต้นอย่างไร

น้องฟิจิเล่าว่า..มีอยู่วันนึงครอบครัวเรากินเนื้อกัน เราก็เลยคิดว่าถ้าเราเปิดร้านอาหารเนื้อกันล่ะครับ เพราะว่าพวกเราก็ชอบกินเนื้อกันอยู่แล้ว ทำเป็นอยู่แล้ว เราก็มาปรับปรุงสูตรของเราให้มันดีขึ้น แล้วเราก็ไปขายได้ครับ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นครับ

และที่ผมได้คำว่า “เนื้อแคมป์ไฟ” มาเพราะตอนนั้นมีเทรนด์เรื่องแคมป์ปิ้ง ก็เลยมาคิดกับพ่อว่าเอาเนื้อไปแคมป์ปิ้ง แล้วก็เลยกลายเป็นคำว่าเนื้อแคมป์ไฟครับ

เนื้อแคมป์ไฟ ของเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง?

น้องฟิจิพรีเซนต์ว่า..เนื้อแคมป์ไฟของเขาเป็นเนื้อพรีเมียมนะครับไม่ใช่เศษเนื้อ เนื้อส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อที่ยกมาทั้งชิ้นแล้วมาหั่นเต๋าไม่ใช่เศษเนื้อที่เอามาเสียบไม้ มันก็จะแตกต่างกว่าที่อื่น แล้วก็เป็นสูตรเฉพาะของเราเอง

คุณพ่อเสริมว่า…เราคิดสูตรขึ้นมาเยอะมาก ผมเลยอยากให้มีคนมาเทสต์ เมื่อปลายปีเลยเปิด Pre-Launch ให้เขาได้ทดลองขายเพื่อเอา Feedback กลับมาพัฒนาสูตรต่อ แต่สูตรเพิ่งมาชัดเจนเมื่อเดือนเมษายนนี้เอง  กว่าสูตรจะลงตัว เราใช้เนื้อไปหลายร้อยกิโล เพราะว่าเนื้อที่เราทำมันเป็นสิ่งที่ยังไม่สุกเราก็ชิมไม่ได้ ต้องทำออกมาก่อน พวกเราชิมเนื้อกันจนเบื่อ และสูตรที่ได้มาตอนนี้ มาจากความเป็นฟิจิเลย มันมีความเป็นเขาอยู่

เนื้อแคมป์ไฟพร้อมเสิร์ฟ
เนื้อแคมป์ไฟพร้อมเสิร์ฟแล้วครับ

ทำธุรกิจในช่วงโควิดเป็นอย่างไรบ้าง?

คุณพ่อเล่าว่า…ช่วงก่อนโควิดเราเคยไปดูที่กันว่าเราจะเปิดร้านที่ True Digital Park  แต่พอมี covid เลยปรับมาเปิดขายแบบออนไลน์ ไม่ได้มีหน้าร้าน จริงๆ แล้วช่วง covid นี้ก็ดี เพราะเป็นช่วงที่เราได้เตรียมตัว เมื่อเศรษฐกิจดีแล้วเราพร้อมเราก็สามารถระเบิดมันออกมาได้เลย

ระหว่างนี้เราก็สอนเขาว่า วิธีการตั้งราคาตั้งยังไง ไม่ใช่เราซื้อของมา 5 บาทแล้วเราขาย 10 บาทคือได้กำไร 5 บาท แต่นอกจากต้นทุน 5 บาท มันมีค่ารถที่เราขับไปซื้อ ค่าน้ำค่าไฟ และค่าอื่นๆ ดังนั้นต้นทุน จริงอาจจะ 8 บาท กำไรจริงคือ 2 บาท นี่คือสิ่งที่เราค่อยๆ สอนเขาจนเขาก็จะเริ่มที่จะเข้าใจ วันก่อนเขาก็พูดขึ้นมาว่า เราต้องเช็คสต๊อกด้วยนะ ไม่งั้นแย่แน่ แสดงว่า mindset ของการขายเริ่มมาแล้ว

กว่าจะมาถึงวันนี้ มีอุปสรรคอะไรบ้าง และคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยให้ลูกผ่านมาได้อย่างไร?

น้องฟิจิเล่าว่า…คุณพ่อคุณแม่จะคอยตั้งคำถามให้เราคิดว่า เอ๊ะ อย่างนี้ดีกว่าไหม ช่วยปรับปรุงให้ผมดีขึ้น ทำให้ผมได้มีส่วนร่วมคิดด้วยครับ

คุณพ่อเสริมว่า เราปล่อยให้เขาคิดก่อน พอเขาคิดแล้ว ผู้ใหญ่มีหน้าที่ในการเอ๊ะว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ตั้งคำถาม เพราะเด็กส่วนใหญ่เขาไม่คิดว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง เราในฐานะผู้ใหญ่เราช่วยเขาได้ เราทำงานด้วยกันเหมือนเป็นงานกลุ่ม

สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการสร้างผู้ประกอบการเด็ก คือเรากำลังสร้างสถาบันครอบครัว ถ้าเรามุ่งเป้าไปที่การสร้างเด็ก แสดงว่าเรากำลังเอาความฝัน เอาภาระไปใส่ไว้ที่เขา เขาก็จะหนัก ถ้าสมมุติเขาไม่สำเร็จ เขาก็จะอกหัก แต่ถ้าเราอยู่กับเขาในทุกตอน มันเป็นการทำงานร่วมกัน เพราะเด็กไม่สามารถทำคนเดียวได้ มันเป็นการที่ครอบครัว ต้องมีเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้เยอะมาก เราเปิดเพจเนื้อแคมป์ไฟ เราก็มีแอดมินเพจในการช่วยตอบ เรามีคนช่วยจัดส่ง ส่วนฟิจิก็ทำหน้าที่ของเขา เราต้องทำงานกันเป็นทีม

เนื้อแคมป์ไฟ สุขุมวิท 23
เนื้อแคมป์ไฟ สุขุมวิท 23

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเปิดร้าน เนื้อแคมป์ไฟ

พอเปิดร้านจริง คือการเรียนรู้อีกสเต็ป คุณพ่อเล่าว่า น้องฟิจิทำหน้าที่รับออเดอร์และแนะนำอาหาร ทำให้เขาได้รู้จัก Service เอาใจใส่ มีปฏิสัมพันธ์กับคน ไม่กลัวคน รู้จัก Present เริ่มสนุกในการใช้ชีวิต ได้รู้จักความผิดหวัง ถ้าขายไม่ออกต้องทำยังไง หา Solution ในการแก้ปัญหา ได้รู้จักความอดทน นั่งรอคนมาสั่งอาหาร ได้รู้จักความรับผิดชอบ เพราะการเปิดร้านทำให้เขาไม่ได้ใช้ชีวิตปกติ แต่เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร ซึ่งเขาก็ขอว่าสัปดาห์นึงขอหยุดวันนึง และอย่าลืมให้เงินเดือนฟิจิด้วยนะ

ชีวิตพ่อค้า
ชีวิตพ่อค้า จบรอบเที่ยง เรียนพิเศษรอก่อนขายรอบเย็น

เชิญชวนเพื่อนๆ ค้นหาตัวเอง และลงมือทำตามความฝัน

น้องฟิจิฝากทิ้งท้ายไว้ว่า…การค้นหาตัวเองไม่ได้แป๊บเดียวเสร็จ เราต้องพยายามคิดว่า เราลองทำดูไหม อย่างนี้เราชอบไหม ลองทำดูว่าถ้าเราชอบ เราก็ลองไปพัฒนาตัวเอง ว่าเรื่องนี้เราสามารถพัฒนาให้มันดีขึ้นได้ยังไง เพื่อนๆ ลองคิดกันดู ลองไปคุยกับพ่อแม่ เผื่ออาจจะทำธุรกิจของตัวเองขึ้นมาก็ได้ครับ

คุณพ่อเสริมว่า…สิ่งสำคัญคือการลงมือครับ คิดเสร็จปุ๊บ มีผู้สนับสนุนแล้ว เขาต้องลงมือทำ ถูกผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเด็กวัยนี้ เราไม่ได้คาดหวังความสำเร็จจากเขา เราคาดหวังให้เขาลงมือทำและให้เขาเรียนรู้ พัฒนา และทำให้มันดีขึ้น มันจะต้องมีสักครั้งนึงที่มันสำเร็จ แต่ในวันนี้ความสำเร็จอาจจะยังไม่มาก็ได้ เราก็อยากให้เขาเริ่มตั้งแต่วันนี้ ยิ่งเด็กรู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วทดลองทำเร็วมากเท่าไหร่ ยิ่งล้มเร็วมากเท่าไหร่เขาจะยิ่งก้าวได้เร็วมากเท่านั้น ดีกว่าเขาไปล้มตอนมีอายุมากแล้ว

คุณพ่อคุณแม่มีส่วนสำคัญอย่างไร ในการช่วยให้ลูกค้นพบตัวเองได้เร็ว?

คุณแม่กล่าวว่า…เราไม่ควรไปวางกรอบให้ลูก บางทีเด็กๆ เขามีไอเดียที่ดีกว่าเรา เพราะว่าเราอาจจะโดนกรอบเอาไว้เมื่อตอนเด็กๆ เราก็เลยปล่อยให้เขาคิด แต่เราคอยตบเขากลับมาว่าอะไรมันเกินไป ใช้วิธีตั้งคำถามว่า แบบนี้ดีกว่าไหม เหมือนเป็นการแนะนำ แต่ไม่ใช่บอกว่าให้ทำอย่างนี้ แล้วก็ถ้าเขาสนใจอะไรก็ปล่อยให้เขาได้ลองทำดู คือการเรียนน่ะสำคัญแต่ไม่ใช่สำคัญที่สุด สำคัญที่สุดคือ ให้เขาได้ลงมือทำไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่

อย่างตอนก่อนเข้าเรียนตอน 2-3 ขวบเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่สนุกที่สุด หาอะไรให้เขาทำ มีกิจกรรมให้ลองเล่นเขาก็มีพัฒนาการที่ดีมากตั้งแต่ตอนนั้น พอเข้าโรงเรียนก็ไปเรียนเพื่อความรู้ให้มีวิชาการ แต่ว่ากิจกรรมก็ควรมาด้วย แต่อย่าให้เขาเหนื่อยและหนักเกินไป แม่จะบอกเขาอยู่เสมอว่าไปโรงเรียนตั้งใจเรียนเราจะได้ไม่ต้องกลับมาเรียนพิเศษ แล้วเอาเวลาที่จะต้องเรียนพิเศษไปทำอย่างอื่นที่เราชอบ เพราะฉะนั้นเขาแทบจะไม่ต้องเรียนพิเศษเลย เขารับผิดชอบตัวเองในห้องเรียนตั้งใจฟังคุณครูคะแนนสอบออกมาโอเค แล้วก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น อะไรที่เขาชอบเราก็คอย support

นอกจากการทำอาหารแล้ว เขาก็ชอบเรื่อง coding เรื่องลิฟท์ เรื่องเครื่องบินเราก็พาเขาไปดูลิฟท์ที่ห้างมีลิฟท์ยี่ห้อไหน แล้วเขาสามารถดูหน้าลิฟต์แล้วบอกยี่ห้อได้ มองเครื่องบินมองไปไกล ก็รู้แล้วว่าเป็นเครื่องบินแบบไหนแอร์บัส โบอิ้้ง รุ่นไหน อะไรที่เขาสนใจ เขาก็จะไป search หาข้อมูลเพิ่มเติมเอง

แม่บอกน้องว่าคนเราไม่ควรมีอาชีพเดียว ควรมีอาชีพหลักและมีอาชีพเสริม เผื่อวันใดมันเกิดอะไรขึ้นมาเราจะได้มีอีกอาชีพหนึ่ง เพื่อที่เราจะเลี้ยงตัวเองและหารายได้ได้ เพราะฉะนั้นเรื่อง coding อาจจะเป็นอีกอย่างนึงแล้วอีกอย่างนึงให้เขาลองว่าเขาจะไปทางไหน ให้เขาดูคิดแล้วเลือกเอง โดยเราคอยบอกแนะนำให้เขารู้จักอาชีพเพิ่มเติมมากขึ้น เช่น มีอาชีพสถาปนิกด้วยนะ เป็นคนที่คอยออกแบบตึก เขาก็ไม่เคยรู้มาก่อน

คุณพ่อเสริมว่า..สำหรับเด็กยุคดิจิทัล เราต้องให้เขารู้จักเรียนรู้อะนาล็อกด้วย ไม่ใช่จากศูนย์แล้วไปร้อยเลย ต้องสอนให้เขารู้จักมีขั้นมีตอน ทำซ้ำๆ รู้จักฝึกฝนและพัฒนา ต่อยอดไปเรื่อยๆ

ฝากร้าน เนื้อแคมป์ไฟสุขุมวิท 23

แวะมาลองชิม “เนื้อแคมป์ไฟ” กันได้ที่สุขุมวิท 23 ร้านเราขายข้าวหน้าต่างๆ หมู เนื้อ ไก่ มีทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด ทานได้ทุกช่วงวัย เมนูแนะนำคือ “ไข่ดองคะนอง” จะเด่นอยู่ที่ ฟิจิเอาไข่ขาวไปทอดให้กรอบ แล้วเอาไข่ดองมาใส่ตรงกลาง ซึ่งปกติเวลาเอาไข่แดงไปดอง ก็จะเหลือไข่ขาวทิ้ง แต่ไอเดียของเด็กเขาก็รู้จักหาวิธีใหม่ๆ พ่อแม่แค่เปิดใจรับฟัง และให้เด็กได้ลงมือทำ

ข่องทางการติดต่อ

  • เพจ FB เนื้อแคมป์ไฟ FB.me/fijicampfire
  • Instagram : fijicampfire
  • Line : @fijicampfire
  • Tel 0988261662

ไข่ดองคะนอง

เมนูเนื้อแคมป์ไฟ

เมนูเนื้อแคมป์ไฟ
เมนูเนื้อแคมป์ไฟ

 

แผนที่ร้านเนื้อแคมป์ไฟ
แผนที่ร้านเนื้อแคมป์ไฟ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ให้ลูกช่วยงานบ้าน ฝึกทักษะ EF ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต โดยพ่อเอก

ลูกแพ้ยุง โดนยุงกัดทีไร เป็นผื่นแพ้ยุง ทำยังไงดี?

ลูกโดนยุงกัดที่ไรเป็นตุ่มแดงคัน ลูกแพ้ยุง หรือเปล่า? แล้วผื่นแพ้ยุงเป็นแบบไหน? มีวิธีป้องกันอย่างไร มาฟังคำแนะนำจาก พญ. นิอร บุญเผื่อน กุมารแพทย์ทางด้านโรคผิวหนังในเด็ก เจ้าของเพจ “ผิวเด็ก” กันค่ะ

ช่วงฤดูฝนยาวๆ ตั้งเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี นอกจากปัญหาฝนตกทำให้มีความลำบากในการเดินทาง ความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมขัง ปัจจัยที่เด็กๆ ต้องเผชิญจากการมีน้ำขังแบบที่เราคาดไม่ถึงก็คือ แหล่งน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงด้วย ในฤดูนี้จึงมียุงชุกชุมมากเป็นพิเศษค่ะ ทำให้ลูกมีความเสี่ยงในการถูกยุงกัดได้มากขึ้น

เกิดอะไรขึ้นกับผิวลูกเมื่อโดนยุงกัด

ลูกแพ้ยุง เมื่อยุงกัดจะปล่อยน้ำลายเข้าไปในผิวหนังมีการเกิดปฏิกริยาตอบสนองต่อน้ำลายยุงซึ่งเป็นสารโปรตีนที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ยุงที่กัดส่วนใหญ่ในบ้านเรา คือ ยุงรำคาญ ยุงลาย

ลูกแพ้ยุง อาการและลักษณะของผื่นแพ้ยุง 

ผื่นที่เกิดขึ้นตามหลังยุงกัดมีอาการแสดงได้หลายรูปแบบ อาการที่พบได้ทันที มักมีอาการคัน พบตุ่มนูนแดง ขนาด 2 – 10 มม. แต่ในบางคนมีอาการหลังจากถูกยุงกัดไปแล้วหลายชั่วโมง จากนั้นอาจกลายเป็นรอยดำตามตำแหน่งที่โดนกัด ในรายที่มีอาการรุนแรง สามารถพบลักษณะเป็นตุ่มน้ำพอง จ้ำเลือด คลำได้เป็นไตแข็งๆ ใต้ผิว หรือมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังอักเสบได้

ตำแหน่งที่เป็นมักพบกระจัดกระจาย บริเวณแขน ขา ใบหน้า คอ บริเวณที่อยู่นอกร่มผ้า แตกต่างจากมดหรือแมลงที่เคลื่อนไหวด้วยการคลานจะพบตุ่มที่อยู่เรียงกันเป็นเส้น และเด่นในบริเวณร่มผ้า

หลังจากผื่นหายอาจจะทิ้งรอยดำตามหลังการอักเสบไว้ ใช้เวลาหลายเดือนสามารถจางลงได้เอง

แต่ถ้าหากลูกแกะเกามากอาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวซ้ำเติมได้ กรณีแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะแบบรับประทานหรือแบบทา ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงและพื้นที่ผิวที่มีการติดเชื้อ

ไวรัสเดงกี่จากยุงลาย สาเหตุ โรคตับ

กลุ่มเสี่ยงต่อการแพ้ยุง

  • เด็กเล็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติต่อยุงน้อย มักพบบ่อยในเด็กอายุ 2 – 10 ปี
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้นกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • ที่อยู่อาศัยมีน้ำท่วมขัง มีแหล่งน้ำ มีสวน

ทำอย่างไรดีเมื่อมีผื่นแพ้ยุง

อาการที่พบได้บ่อย คือ อาการคัน เด็กจะตอบสนองโดยการเกาซึ่งจะกระตุ้นให้ผื่นแดง บวม หรือลามมากขึ้น ดังนั้นเราควรตัดเล็บลูกให้สั้นเสมอ เบี่ยงเบนความสนใจของลูกจากการเกา ทายาในกลุ่มสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์อ่อนถึงปานกลาง ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่โดนกัดทาต่อเนื่องวันละ 1-2 ครั้งจนยุบบวมแล้วหยุด ระหว่างนี้ให้ลูกรับประทานยาต้านฮิสตามีนจะช่วยลดอาการแพ้และอาการคัน ประคบเย็นช่วยลดคันได้ค่ะ ไม่แนะนำให้ซื้อยาทาในกลุ่มต้านฮิสตามีนมาใช้ เนื่องจากพบมีรายงานเรื่องผื่นแพ้สัมผัสจากยาทาต้านฮิสตามีน

ยุงชอบกัดลูก
เครดิต: World of Moms

การป้องกัน ลูกแพ้ยุง

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น แหล่งน้ำขัง โอ่ง โภชนะต่างๆ
  • ติดมุ้งลวด หรือนอนในมุ้งป้องกันไม่ให้ยุงเข้ามาในที่พักอาศัย
  • ให้ลูกสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมมิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าสีเข้ม
  • หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงเวลาโพล้เพล้ที่มียุงออกมาชุกชุม แต่ยุงบางชนิด เช่น ยุงลายออกหากินในเวลากลางวัน เราจึงควรป้องกันตัวเองตลอดทั้งวัน

ผลิตภัณฑ์สำหรับป้องกันยุง

มีหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์พ่น ครีมหรือโลชั่นทาบริเวณผิวเพื่อป้องกันยุง สติกเกอร์ที่แปะตามเสื้อผ้าของลูกหรือของใช้ มีให้เลือกหลากหลายตามท้องตลาด เป็นกลุ่มที่ทำจากสารเคมีที่ออกฤทธิ์ไล่ยุง เช่น DEET หรือกลุ่มที่ผลิตจากสมุนไพรตามธรรมชาติ เช่น ตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส มะกรูด ฯลฯ ทั้งนี้ระยะเวลาและประสิทธิภาพในการไล่ยุงมีความแตกต่างกันขึ้นกับชนิดและความเข้มข้น โดยสารสกัดจากธรรมชาติมีข้อดี คือ มีความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ในผู้ใหญ่อาการทางผิวหนังหลังจากถูกยุงกัด พบได้น้อยลงมากเนื่องจากส่วนใหญ่เราโดนกัดกันจนระบบภูมิคุ้มกันเริ่มชิน และไม่ส่งผลให้เกิดการตอบสนองต่อการอักเสบ แต่ไม่ดีแน่ถ้าเราจะปล่อยให้ลูกถูกยุงกัดไปเรื่อยๆ เพราะนอกจากผื่นแพ้ยุงที่พบที่ผิวแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ ที่อันตรายมากกว่า เช่น โรคไข้สมองอักเสบ โรคชิคุนกุนยา โรคเด็งกี โรคไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง และโรคมาลาเรีย เป็นต้น

ทราบแบบนี้แล้ว ป้องกันไว้ดีกว่าค่ะ ความปลอดภัยของลูกเราต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © พญ.นิอร บุญเผื่อน All rights reserved. อนุญาตให้เฉพาะ Amarin Baby & Kids เท่านั้น ห้ามคัดลอก ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ เตรียมพร้อมในการดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว รวมถึง สุขภาพผิวอันบอบบางของลูกน้อย เพราะปัญหาสุขภาพผิวอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพผิวลูกน้อยให้แข็งแรง เพื่อพัฒนาการที่ไม่สะดุด และพร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ


ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพผิวเด็กและโรคผิวหนังในเด็ก

กับคุณหมอนิอร ได้ที่เพจ ผิวเด็ก

เพจผิวเด็ก

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีสังเกต ลูกเป็น “ผื่นแพ้นมวัว” หรือไม่? โดยคุณหมอนิอร

Checklist 7 วิธีเลือกสบู่เหลวเด็ก ครีมอาบน้ำเด็ก โดยคุณหมอนิอร

 

ทารกผมร่วง

3 สาเหตุ ทารกผมร่วง ลูกผมน้อย ผมบาง โดยคุณหมอแป๊กกี้

ทารกผมร่วง ผมบางหลังคลอด เป็นเพราะอะไร ลูกจะหัวล้านไหม อยากให้ลูกผมหนา ผมดกดำ แม่ควรทำยังไง คุณหมอแป๊กกี้ เจ้าของเพจ Dr.pakky หม่ามี้หมอเด็ก ได้ไขข้อข้องใจให้คุณแม่ ไว้ดังนี้

เด็กวัยทารกหลังคลอดเมื่ออายุเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน จะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายอย่าง ทั้งเรื่องของการเจริญเติบโตและฮอร์โมน เด็กจะเริ่มสร้างเส้นผมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดาเมื่ออายุประมาณ 12 สัปดาห์  หลังคลอด ผมชุดแรกของลูกทารกจะเริ่มร่วงเมื่อลูกอายุประมาณ 2-3 เดือน และจะมีผมชุดใหม่เริ่มงอกขึ้นมาแทนที่เมื่ออายุประมาณ 3- 12 เดือน แต่ในที่สุดจะมีผมชุดที่หนาและแข็งแรงกว่า งอกขึ้นมาเมื่ออายุประมาณ 2 ปี  ระยะเวลาและรูปแบบการร่วงและขึ้นใหม่ของผมนั้น แตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ เพศ อายุครรภ์ที่คลอด ภาวะโภชนาการของแม่และเด็ก

ทารกผมร่วง เพราะอะไร?

เด็กทารกบางคนจะมีผมร่วง บางคนร่วงเป็นหย่อมๆ บางคนผมบางลงทั้งศีรษะ  จนทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลว่าลูกจะหัวล้าน หรือมีความผิดปกติอื่นที่รุนแรง แต่โดยทั่วไปแล้ว เป็นภาวะชั่วคราวที่พบได้ในเด็กวัยทารกค่ะ  ทารกผมร่วง มีได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมักไม่ได้รุนแรงและไม่ต้องการการรักษาโดยยาแต่อย่างใด สาเหตุหลักๆ มีดังนี้

1.หลังคลอดใหม่ๆ ลูกวัยทารกจะมีผมชุดแรก ซึ่งเป็นชนิดที่บอบบางมากๆ

(ยกเว้นน้องบางคนที่มีกรรมพันธุ์ผมดกหนาจริงๆ) เมื่อเด็กอายุประมาณหนึ่งเดือน จะมีผมบางส่วนที่หลุดร่วงออกไป ทำให้ผมดูแหว่ง บางลง แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะเมื่อลูกอายุ ประมาณ3-4เดือนขึ้นไป  จะมีผมอีกชุดนึงขึ้นมาใหม่แทนค่ะ

ในประเทศเรา บางครอบครัวก็เลยมีการโกนผมไฟ ส่วนมากจะโกนเมื่อลูกอายุได้ประมาณ 1 เดือน ไม่ว่าจะทำด้วยความเชื่ออะไรก็ตาม สามารถทำได้หมดค่ะ แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าควรต้องทำนะคะ ขึ้นอยู่กับความต้องการและความเชื่อของแต่ละครอบครัวเลยค่ะ แต่ควรระวังเรื่องของความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการโกน  เพราะแท้จริงแล้วการโกนศีรษะลูกทารกนั้นไม่ได้มีผลทำให้ผมเด็กดกมากขึ้น  แต่ก็มีส่วนทำให้ผมของลูกที่ร่วงบางนั้นไม่ดูหลอมแหลมเพราะถูกโกนไปพร้อมกันหมดในทีเดียวค่ะ

ผ้าอ้อมกัดผม

2. ในช่วงวัยทารก ลูกจะนอนมาก

ถ้านอนในท่าเดิมๆ ตลอด ศีรษะก็จะถูไถไปตามหมอนในตำแหน่งเดิมๆ  ทำให้ผมที่บอบบางอยู่แล้วร่วงง่ายไปอีก แต่จะร่วงแบบเป็นแนวๆ ตามแนวที่หนุนหมอนนั้น แบบที่คนสมัยก่อนเรียกว่าหมอนกัดผมน่ะค่ะ

3. ผมบางจากพันธุกรรม

มักจะเป็นกลุ่มผมเส้นเล็ก เหมือนคุณพ่อคุณแม่  แต่ผมของเด็กๆ จะหนาและเส้นแข็งแรงมากขึ้นเมื่ออายุโตขึ้น  ส่วนมากจะมีผมขึ้นหนาเมื่อประมาณอายุ 1-2 ปีเลยค่ะ

อยากให้ลูกผมดกดำ ต้องทำยังไง?

สิ่งที่หมอแนะนำคือ ไม่ควรใช้ยาหรือสารเคมีใดๆ ในการเร่งให้ผมลูกดกดำขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโดยการให้ลูกกินยา หรือทายา หรือใช้แชมพูเร่งการสร้างเส้นผม เนื่องจากลูกในวัยทารกนั้นบอบบางและไวต่อผลกระทบจากสารเคมีต่างๆ และอาจสะสมในร่างกายของลูกได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเครียดกังวลเรื่อง ทารกผมร่วง มากเกินไป ควรยอมรับในรูปแบบที่ลูกเป็น เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ปัญหานี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ เตรียมพร้อมในการดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย รวมถึงการรู้เท่าทันอาการต่างๆ ของลูกน้อย ทั้งอาการปกติ และอาการผิดปกติที่ไม่ควรรอช้า เพื่อให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรงเป็นต้นทุนชีวิตที่ดี สู่การเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ


ติดตามเรื่องราวน่ารู้ และมุมมองในการดูแลเด็ก กับคุณหมอแป๊กกี้

ได้ที่เพจ Dr.pakky หม่ามี้หมอเด็ก

หมอแป๊กกี้

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

เด็กแต่ละวัย แรกเกิด-6 ปี ควร “ตรวจสุขภาพ” อะไรบ้าง?

ติดโควิด 5 วิธีกักตัวที่บ้าน ดูแลตัวเองและลูกๆ ระหว่างรอเตียง

 

อาหารโพแทสเซียมสูง

รวม อาหารโพแทสเซียมสูง ช่วยลูกกระดูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย!

อาหารโพแทสเซียมสูง –  เมื่อนึกถึงอาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพของลูกๆ  เราควรให้ความสำคัญกับสัดส่วนของสารอาหารต่างๆ ที่ลูกได้รับในปริมาณที่เหมาะสม อาทิ เกลือ น้ำตาล แป้ง หรือ ไขมัน แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันมั้ยคะว่าถ้าเป็นสารอาหารอย่างโพแทสเซียมล่ะ?  ลูกเราควรได้รับมากน้อยเพียงใดในแต่ละมื้อ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักสารอาหารอย่างโพแทสเซียมกันก่อนค่ะ โพแทสเซียม เป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากโพแทสเซียมมีหน้าที่ควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกาย และยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาความดันโลหิตให้แข็งแรง และมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ

ดังนั้นโพแทสเซียมจึงมีความสำคัญที่ควรมีอยู่ในอาหารของลูก เพื่อให้เด็กๆ ได้รับคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเด็กๆ เคยบ่นกับคุณพ่อคุณแม่ในทำนองว่าพวกเขามีอาการเมื่อยล้าอยู่บ่อยๆ เนื่องจากอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้

ในกรณีที่เด็ก ๆ ขาดโพแทสเซียม หรือ ได้รับเกลือโซเดียมมากเกินไปก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง และการมีความดันโลหิตสูงในวัยเด็กก็สามารถส่งผลกระทบต่อเนื่องไปเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน พวกเขาไม่เพียงแต่จะมีความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการเกิดโรคหัวใจในวัยผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

อาหารโพแทสเซียมสูง
อาหารโพแทสเซียมสูง

ประโยชน์ของโพแทสเซียม

  1. รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพ
  2. ลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไต
  3. ลดการสูญเสียกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น

โดยปกติแล้วเด็กส่วนใหญ่จะได้รับโพแทสเซียมเพียงพอ หากพวกเขารับประทานอาหารที่สมดุลพร้อมอาหารหลากหลายประเภท อย่างไรก็ตาม มีอันตรายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการได้รับโพแทสเซียมน้อยเกินไป (ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ) และ โพแทสเซียมมากเกินไป (ภาวะโพแทสเซียมสูง) ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายเด็กๆ ได้

อันตรายจากโพแทสเซียมต่ำ

โดยปกติแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กๆ จะขาดโพแทสเซียมจากการรับประทานอาหารที่น้อยเกินไป แต่ถ้าเด็กมีอาการอาเจียน และท้องร่วงที่นำไปสู่การขาดน้ำหรือเหงื่อออกมากเกินไป เด็กอาจเริ่มแสดงอาการของการขาดโพแทสเซียม (ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ) โพแทสเซียมจะหายไปในอุจจาระโดยกลายเป็นน้ำ อาเจียน และเหงื่อ นอกจากนี้การขาดแมกนีเซียมก็อาจเกี่ยวข้องกับการสูญเสียโพแทสเซียมและภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ

อาการของการขาดโพแทสเซียมเล็กน้อย อาจรวมถึงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ท้องผูก เหนื่อยล้า และไม่สบายตัว หากภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ถึงต่ำปานกลาง หรือรุนแรง อาการอาจรวมถึงภาวะปัสสาวะมากผิดปกติ หายใจลำบาก กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต และหัวใจเต้นผิดจังหวะ ในกรณีที่ร้ายแรงภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำอย่างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทางที่ดีพ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความคุ้นเคยกับอาการขาดน้ำในเด็ก ภาวะขาดน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดที่อาจทำให้เด็กเกิดอาการโพแทสเซียมต่ำ แต่ในอีกทางหนึ่งก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายที่นอกเหนือไปจากภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำได้ ซึ่งอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปากและลิ้นแห้ง ปัสสาวะออกน้อย และแขนขาเย็น เมื่อพูดถึงภาวะขาดน้ำ

การรักษาอาการขาดน้ำ คือ การให้น้ำในช่องปาก และการรับประทานอาหาร แบบ BRAT ไดเอท อาทิ กล้วย ข้าว แอปเปิ้ล ซอสและขนมปังปิ้งก็จะสามารถช่วยฟื้นฟูระดับโพแทสเซียมได้เช่นกัน การฟื้นฟูของเหลวจะไม่ทำให้ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำหากของเหลวเหล่านั้นไม่มีโพแทสเซียม

14 อาหาร เสริมภูมิคุ้มกันลูก ช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย!

ไข่จุ๊บ อันตราย! ลูกเสี่ยงกินเชื้อโรคเข้าร่างกาย เกิดอาหารเป็นพิษ

5 ผลเสียหากให้ลูกต่ำกว่า 2 ขวบกินอาหารที่เด็กเล็กไม่ควรกิน !!

อันตรายจากโพแทสเซียมมากเกินไป

การได้รับโพแทสเซียมหรือภาวะโพแทสเซียมสูงเกินไป อันตรายพอๆ กับการขาดโพแทสเซียม อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่เด็ก (หรือผู้ใหญ่) จะได้รับโพแทสเซียมมากเกินไปจากการรับประทานอาหารโดยไม่ได้เสริมโพแทสเซียมบางชนิดหรือมีปัญหาเกี่ยวกับไต

ภาวะโพแทสเซียมสูงอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับจังหวะการเต้นของหัวใจอย่างร้ายแรงได้เป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะไม่ใช้ยาเม็ดโพแทสเซียมเสริม เว้นแต่กุมารแพทย์ของคุณจะแนะนำสิ่งนี้โดยเฉพาะ อาการอื่นๆ ของโพแทสเซียมสูงอาจรวมถึงอาการเหนื่อยล้า และชาอย่างรุนแรง และการรู้สึกเสียวซ่าที่แขนและขา

ปริมาณโพแทสเซียมที่แนะนำ

  • 2,000 มก. ต่อวัน สำหรับเด็กวัยหัดเดิน
  • 2300 มก. ต่อวัน เด็กผู้หญิง
  • 3000 มก. ต่อวัน เด็กผู้ชาย

สำหรับเด็กวัยรุ่น  แม้ว่าไม่จำเป็นต้องนับว่าลูกของคุณได้รับโพแทสเซียมมากเพียงใดในแต่ละวัน แต่การทบทวนรายการอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมเพื่อที่คุณจะได้รวมไว้ในอาหารของลูกสามารถช่วยให้แน่ใจว่าลูกของคุณได้รับแร่ธาตุชนิดนี้เพียงพอเป็นประจำ

อาหารโพแทสเซียมสูง

รวม อาหารโพแทสเซียมสูง ช่วยลูกกระดูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย!

อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง

เมื่อพ่อแม่คิดที่จะเพิ่มโพแทสเซียมเป็นพิเศษในอาหารของลูก สิ่งแรกที่พวกเขานึกถึงคือกล้วย แม้ว่ากล้วยจะเป็นแหล่งโพแทสเซียมที่ดี แต่อาหารอื่นๆ ก็มีโพแทสเซียมสูง (มากกว่า 200 มก. ต่อหนึ่งมื้อ) ได้แก่

  • ปลา โดยเฉพาะปลาแซลมอนและทูน่า
  • เนื้อไก่
  • เนื้อวัว
  • มะเขือเทศ และผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ เช่น น้ำมะเขือเทศ ซุปมะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศ
  • ถั่วและเมล็ด
  • ลูกเกด ลูกพรุน และผลไม้แห้งอื่นๆ
  • มันฝรั่ง และ พืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วลันเตา ถั่วลิมา ถั่วอบ ถั่วปินโต ถั่วเหลือง และถั่วเลนทิล
  • ผักโขม
  • มะละกอ
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนมหลายชนิด เช่น มิลค์เชค ชีส และโยเกิร์ต
  • กะหล่ำดาว
  • น้ำส้ม
  • บร็อคโคลี
  • ส้ม
  • แตง
  • สควอชและผักสีเหลืองเข้มอื่นๆ
  • ซีเรียลอาหารเช้า (โดยเฉพาะซีเรียลรำข้าว) และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากแป้งสาลีทั้งเมล็ด 100% เช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง หรือข้าวโอ๊ต ก็เป็นแหล่งโพแทสเซียมที่ดีเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้สิ่งที่ควรรู้คือฉลากโภชนาการโดยทั่วไปจะไม่ระบุปริมาณโพแทสเซียมที่มีอยู่ในอาหารนั้นๆ ไม่เหมือนกับวิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และธาตุเหล็กนั่นทำให้การเรียนรู้ว่าอาหารประเภทใดที่มีโพแทสเซียมสูงมีความสำคัญมากขึ้น

หากคุณพ่อคุณแม่ให้เด็กๆ ได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี และพอเหมาะ ทั้งปริมาณและคุณภาพ สุขภาพของเด็กๆ ก็จะสมบูรณ์แข็งแรงลดโอกาการเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี มากไปกว่านั้นการปลูกฝังให้เด็กๆ ได้เข้าใจในคุณค่าทางโภชนาการของอาหารแต่ละชนิด ก็จะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ รับรู้และเข้าใจในความสำคัญของอาหารการกินต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายช่วยเสริมสร้างทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ ได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : verywellfamily.com , milklife.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อย่าล้วงคอลูก!หาก สำลักอาหาร อาจอันตรายถึงชีวิตได้

แจกสูตร! 10 เมนูอาหารเด็ก 10 เดือน ลูก10เดือนกินอะไรได้บ้าง?

อย่ามองข้าม ไอโอดีน สารอาหารสำคัญ ที่จำเป็นต่อทุกวัย!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกติดหวาน

ปล่อยลูกตามใจปาก ระวัง! ลูกติดหวาน ปฏิเสธอาหารมื้อหลัก!

ลูกติดหวาน – แม้ว่าเด็กกับของหวานเหมือนจะเป็นของคู่กัน แต่เมื่อเราเริ่มเห็นลูกๆ เลือกกินแต่ขนมรสหวาน อาทิ คุกกี้ ช็อกโกแลต หรือ ขนมหวานๆ อีกมากมาย โดยปฏิเสธการกิน ผักผลไม้ หรือ อาหารมื้อหลักที่อุดมไปด้วยโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  เช่น เนื้อสัตว์ หรือเด็กๆ อาจกินแต่น้อยเพื่อที่จะได้รีบมากินของหวานหลังอาหาร ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ อาจทำให้พ่อแม่เกิดความวิตกกังวลได้ต่างๆ นานา เช่น กลัวว่าลูกจะตัวไม่โต ลูกจะขาดสารอาหาร หรืออาจเกิดภาวะซีดในเด็กได้ ตลอดจนลูกอาจฟันผุก่อนวัยอันควร

ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็คงไม่พ้นหน้าที่ของพ่อแม่ที่คอยต้องหาวิธีให้เด็กๆ สามารถทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถจัดการรับมือได้ จำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างหากเราป้องกันไว้ย่อมดีกว่าหาทางแก้ทีหลังค่ะ วันนี้เรามาติดตามกันว่าทำไมเด็กๆ ถึงได้ชอบขนมหวาน ผลเสียหากลูกติดหวาน ตลอดจนวิธีรับมือเมื่อเด็กๆ กินแต่ขนมไม่ยอมกินข้าว

ปล่อยลูกตามใจปาก ระวัง! ลูกติดหวาน ปฏิเสธอาหารมื้อหลัก!

สาเหตุที่ทำให้เด็กชื่นชอบความหวาน

มีหลายสาเหตุที่อาจทำให้เด็กๆ ชอบอาหารที่มีน้ำตาล สาเหตุหนึ่งอาจย้อนกลับไปเมื่อครั้งลูกของคุณยังอยู่ในท้อง หรือเมื่อตอนแรกคลอด โดยความจริงแล้วทั้งน้ำคร่ำและน้ำนมแม่นั้นมีรสหวาน ซึ่งสิ่งนี้มีส่วนต่อการกำหนดความชอบรสหวานในเด็ก เมื่อเด็กได้ลิ้มรสรสหวานที่เข้มข้น ก็จะเกิดความรู้สึกดีจากรสหวานที่ไปกระตุ้นสารเคมีในสมอง นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่นด้วย เช่น เด็กๆ ต้องการพลังงานมากขึ้นสำหรับร่างกาย หรือ ความหิว คาร์โบไฮเดรตซึ่งมีความเข้มข้นสูงในอาหารที่มีน้ำตาล ล้วนให้พลังงานและสามารถตอบสนองเด็กที่หิวโหยได้อย่างรวดเร็ว เหตุผลอื่นๆ เช่น ความเบื่ออาหาร ก็อาจทำให้เด็กๆ ปฏิเสธอาหารมื้อหลักได้

ผลกระทบด้านลบหาก ลูกติดหวาน

ในความหวานย่อมมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปในวัยเด็กมักสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายที่สูงขึ้น (BMI) แม้ว่าการกินขนมเป็นครั้งคราวอาจไม่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ในระยะสั้น แต่สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ต้องส่งเสริมนิสัยการกินที่ดีเพื่อสุขภาพ ซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก การบริโภคน้ำตาลมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน และโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ อาการปวดข้อ โรคเกาต์ และโรคไขมันพอกตับอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ได้

การสร้างนิสัยการกินที่มีคุณค่าทางโภชนาการตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ลูกของคุณได้มุ่งสู่วิถีชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีในอนาคต มุ่งเน้นที่ประโยชน์ของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าน้ำตาล เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่ดี

อย่างไรก็ตาม อาหารที่จำหน่ายให้กับเด็กมักมีน้ำตาลสูง แหล่งที่มาของน้ำตาลที่เติมบางส่วนนั้นชัดเจน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ซีเรียลรสหวาน และน้ำผลไม้ แต่ในบางครั้งน้ำตาลอาจถูกซ่อนไว้ในผลิตภัณฑ์ที่ดูเหมือนมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น กราโนล่าบาร์ นมเปรี้ยว โยเกิร์ตปรุงแต่ง ซีเรียล  หรือ ซอสมะเขือเทศ เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยความรู้เพิ่มเติม

ลูกติดหวาน
ลูกติดหวาน

รู้เท่าทันอาหารที่มีน้ำตาลสูง

การเรียนรู้การอ่านฉลากโภชนาการ จะช่วยให้คุณรู้ถึงปริมาณน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหาร การเลือกปรับเปลี่ยนสู่โภชนาการที่ดีง่ายๆ เช่น เลือกซอสมะเขือทศสูตรน้ำตาลน้อยแทนสูตรปกติทั่วไปให้ลูก อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบส่วนผสมเพื่อดูคำที่บ่งบอกถึงน้ำตาลในอาหาร นอกจากนี้ การฝึกให้เด็ก ๆ มีนิสัยดื่มน้ำเปล่า และนมธรรมดา มากกว่าน้ำผลไม้ และนมปรุงแต่ง วิธีเหล่านี้จะช่วยลดน้ำตาลส่วนเกินของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากการป้องกันโรคเบาหวาน และโรคหัวใจในระยะยาวแล้ว การหลีกเลี่ยงน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหารต่างๆ สามารถป้องกันไม่ให้เด็กๆ ต้องเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมที่เจ็บปวดและมีราคาแพง การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำมักทำให้เกิดโรคฟันผุรุนแรงในเด็กได้ หากไม่ได้รับการรักษาปัญหาทางทันตกรรมต่างๆ อาจนำไปสู่การติดเชื้อร้ายแรงได้ แม้จะเป็นเพียงฟันน้ำนมก็ตาม ดังนั้นนอกจากการหลีกเลี่ยงขนม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลแล้ว การหมั่นแปรงฟัน ให้ลูกทุกวัน หรือเมื่อถึงวัยที่สามารถสอนเด็กๆ ให้แปรงฟันเองได้เป็นประจำอย่างน้อยวันละสองครั้ง จะช่วยขจัดน้ำตาลที่ก่อให้เกิดคราบพลัคและช่วยรักษาสุขภาพฟันให้แข็งแรงอีกด้วย

วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดหวาน

การฝึกให้ลูกของคุณมีนิสัยการกินที่ดีต่อสุขภาพเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในหน้าที่ของพ่อแม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพในระยะยาวของเด็กๆ

สำหรับผู้ปกครองหลายคน น้ำตาลถือเป็นปัญหาใหญ่เมื่อพูดถึงอาหารของลูก หากลูกของคุณมีแนวโน้มว่าติดหวานติดน้ำตาล และมักปฏิเสธอาหารมื้อหลักอยู่บ่อยๆ  ให้ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ :

  • เก็บของหวานและเครื่องดื่มรสหวาน เช่น น้ำผลไม้ โซดา และเครื่องดื่มเกลือแร่ออกจากบ้าน การมีอาหารเหล่านี้ในบ้านอาจเป็นสิ่งล่อใจเด็กๆ อยู่เสมอ
  • อนุญาตให้มีขนมหวาน และเครื่องดื่มรสหวานสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิดหรืองานเฉลิมฉลองอื่นๆ
  • ทำให้น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มหลักในบ้านคุณ
  • ให้บ้านมีอาหารเพื่อสุขภาพที่กินง่ายที่เด็กๆ ชอบ เช่น สตรอเบอร์รี่ เนยถั่ว ผักผลไม้ และโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลต่ำ หากลูกของคุณคุ้นเคยกับของหวานหลังอาหารทุกมื้อ ให้เสนอทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ไอศครีมโฮมเมด (โยเกิร์ตผสมน้ำแข็งและผลไม้แช่แข็ง) แทนไอศกรีมที่มีขายทั่วไป
  • ให้ลูกๆ มีส่วนร่วมในขั้นตอนการทำอาหาร ทำขนม หรือ เตรียมอาหารที่เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ คุณอาจประหลาดใจกับสิ่งที่บุตรหลานของคุณจะพยายาม และชื่นชอบหากพวกเขามีส่วนร่วมในการตระเตรียมมื้ออาหาร โดยทั่วไป ขนมที่เราทำในบ้านสามารถคุมน้ำตาลให้น้อยกว่าอาหารแปรรูปที่ซื้อจากร้านค้าได้
  • หากซีเรียลที่มีน้ำตาลเป็นอาหารโปรดในบ้านของคุณ ให้อนุญาตให้ซีเรียลนั้นต่อไป แต่ขอให้ลูกของคุณผสมซีเรียลธัญพืชเต็มเมล็ดแบบครึ่งและครึ่งกับซีเรียลที่ไม่เติมน้ำตาล หรือเสนอซีเรียลที่ชื่นชอบครึ่งชามหลังจากกินซีเรียลที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าครึ่งชาม การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้
  • ค่อยๆ เพิ่มทางเลือกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพและลดน้ำตาลที่มอบให้กับลูกของคุณในแต่ละวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจต้องใช้เวลา แต่บุตรหลานของคุณจะปรับตัวและทั้งครอบครัวจะอยู่บนเส้นทางสู่การมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวได้อย่างมีความสุข

ลูกติดหวาน

นอกจากนี้ควรปลูกฝังนิสัยการกินเพื่อสุขภาพ ด้วยการนั่งทานอาหารร่วมกันเป็นครอบครัว ฝึกให้เด็กๆ ช่วยเหลือในครัว และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการใช้อาหารเป็นการลงโทษหรือให้รางวัล ให้สอนเด็กว่าอาหารบางชนิดสร้างกล้ามเนื้อหรือให้พลังงานแก่เราได้อย่างไรอธิบายให้เด็กๆ ฟังว่าอาหารบางชนิดเป็นอาหารประจำวัน ในขณะที่อาหารอื่นๆที่มีรสหวานทานได้ แต่ควรเป็นวาระ หรือ นานๆ ครั้ง สิ่งเหล่านี้จะช่วยหลีกเลี่ยงการใช้ไม้แข็งที่อาจดูตึงหรือเข้มงวดเกินไปสำหรับเด็กๆ แต่ยังคงเน้นย้ำกฎกติกาว่าเราไม่ควรมีขนมตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ เกิดความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQได้เป็นอย่างดีค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : sarahremmer.com , coloradoparent.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงลูกให้สุขภาพดี อย่ามีขนมห่อในบ้าน (เยอะนัก) โดยพ่อเอก

ลูกไม่กินข้าว ทําไงดี? หมอแนะ 10 วิธีรับมือเมื่อลูกไม่ยอมกินข้าว

7 เมนูไข่ง่าย ๆ ทำกินได้บ่อย ทั้งอร่อยและมีประโยชน์!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด

สัญญาณเตือน โรคซึมเศร้าหลังคลอด รู้ก่อนป้องกันได้ ไม่สูญเสีย!

โรคซึมเศร้าหลังคลอด – หากคุณสงสัยว่าคนที่คุณรัก กำลังทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คุณควรต้องรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนต่างๆ ซึ่งจะช่วยในการระบุแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในการวินิจฉัยความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

มีแม่ลูกอ่อนจำนวนไม่น้อยที่ต้องพบเจอกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หลายคนสุขภาพจิตย่ำแย่ถึงขีดสุด ที่น่าเสียใจสำหรับรายที่ไม่สามารถรับมือ หรือรู้เท่าทันโรคได้ ในกรณีร้ายแรงที่สุดพวกเขาอาจเลือกจบชีวิตตัวเองอย่างน่าเศร้าดังที่มีข่าวให้เราได้สะเทือนใจอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น การรู้เท่าทันสัญญาณของโรคซึมเศร้าหลังคลอดจึงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด

อาการซึมเศร้าหลังคลอดมีได้หลายรูปแบบ เป็นเพราะอาการ และอาการแสดงของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งอาจมีความคล้ายคลึงกับลักษณะอาการของภาวะอื่นๆ ได้ ดังนั้นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะเป็นผู้ที่สามารถวินิจฉัยภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้อย่างชัดเจนที่สุด

แม้ว่าภาวะซึมเศร้าหลังคลอดสามารถส่งผลกระทบต่อผู้หญิงแตกต่างกันออกไปได้ แต่ก็มีสัญญาณที่ชัดเจนที่ควรรู้ หากคุณสงสัยว่าคนในครอบครัวกำลังเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด ให้ใช้คำแนะนำต่อไปนี้เพื่อค้นหาสัญญาณเฉพาะของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยได้

สัญญาณเตือน โรคซึมเศร้าหลังคลอด รู้ก่อนป้องกันได้ ไม่สูญเสีย!

การเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้ป่วย โรคซึมเศร้าหลังคลอด

สิ่งแรกที่ต้องสังเกตเมื่อมองหาสัญญาณของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คือ การเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ อารมณ์ และพฤติกรรมที่ผู้ป่วยแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยสิ่งเหล่านี้อาจเป็นๆ หายๆ หรืออาจเป็นแบบเรื้อรังและยาวนาน

หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณและรูปแบบต่างๆ ด้านล่างนี้ในคนที่คุณรัก แสดงว่าอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

สัญญาณทางอารมณ์  

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความความสุขของผู้ป่วย ดังนั้นควรมองหาสัญญาณทางอารมณ์ของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ต่อไปนี้

  • ร้องไห้หนักเป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุผล
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากสงบเป็นหงุดหงิดบ่อยๆ
  • ฉุนเฉียวหรือหงุดหงิดง่าย
  • แสดงความวิตกกังวล และความกลัวจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่เคยทำได้
  • แสดงความรู้สึกอับอาย รู้สึกผิดหวัง หรือสิ้นหวังกับชีวิต
  • พร่ำบ่นถคงความรู้สึกเศร้าและสิ้นหวังบ่อยๆ
โรคซึมเศร้าหลังคลอด
โรคซึมเศร้าหลังคลอด

สัญญาณทางจิตใจ

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดไม่เพียงส่งผลต่ออารมณ์ของแม่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของแม่ด้วย นี่คือสัญญาณทางจิตทั่วไปของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด:

  • ดูเหมือนไม่มีสมาธิหรือจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
  • ลืมง่าย ความจำแย่ลง
  • ฟุ้งซ่านง่าย
  • ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เคยทำได้
  • จมอยู่กับความคิดลบ คิดว่าตัวเองต้องถูกตำหนิติเตียนจากคนรอบข้างในความผิดปกติที่เกิดขึ้น

สัญญาณทางกายภาพ

เนื่องจากความเครียดทางอารมณ์ และจิตใจจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ผู้ป่วยอาจมีอาการทางร่างกายได้เช่นกัน ได้แก่ อาการทางร่างกายต่อไปนี้

  • ปวดศรีษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ปวดท้อง
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลียเรื้อรัง
  • ความอยากอาหารผิดปกติ อาจกินมากหรือน้อยเกินไป
  • นอนไม่หลับหรือง่วงนอนผิดปกติ

สัญญาณทางพฤติกรรม

บางทีสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่สังเกตได้ไม่ยาก คือ การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมอย่างฉับพลัน หากคุณรู้สึกว่าคนที่คุณรักแสดงท่าทีราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ให้เข้าใจได้เลยว่าอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งบอกถึงภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้  ดังนั้นควรสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต่อไปนี้ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดด้านพฤติกรรม

  • เก็บตัว ตีตัวออกห่างจากคู่รัก เพื่อนฝูง และครอบครัว
  • ไม่อยากอยู่ลำพังกับลูก
  • ไม่สนใจในการดูแลลูก
  • ไม่อยากร่วมกิจกรรมตามปกติ เช่น ออกกำลังกาย งานอดิเรก
  • แสดงความโกรธเกรี้ยวใส่ผู้อื่นอย่างรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงงาน และความรับผิดชอบของตัวเอง

ความแตกต่างระหว่าง โรคซึมเศร้าหลังคลอด และ Baby Blues

หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ให้พิจารณาระดับความรุนแรงที่ผู้ป่วยกำลังประสบก่อน เบบี้บลูส์หลังคลอด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในแม่หลายคนหลังคลอด ลักษณะเด่นของอาการคือ การร้องไห้ เหนื่อยล้า และกระสับกระส่าย ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากการคลอดบุตร

เมื่ออาการคงที่อยู่นานกว่าสองสัปดาห์ และรุนแรงขึ้นหรือรุนแรงขึ้นจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย คุณอาจเห็นสัญญาณของบางสิ่งที่รุนแรงกว่าอาการเบบี้บลูส์ การแยกความแตกต่างระหว่าง ซึมเศร้าหลังคลอด และ เบบี้บลูส์ จะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักสามารถแสวงหาการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุดก่อนที่อาการจะแย่ลง

เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด

สัญญาณที่รุนแรงของโรคซึมเศร้าหลังคลอด

มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ประเภทอื่นๆ ที่รุนแรง ซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งต่อไปนี้เป็นสัญญาณที่รุนแรงของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่อาจบ่งบอกถึงชนิดของโรค เช่น โรคตื่นตระหนกหลังคลอด  โรคย้ำคิดย้ำทำหลังคลอด(OCD)  อาการผิดปกติทางจิตใจหลังจากประสบสถานการณ์รุนแรง (PTSD) และ โรคจิตหลังคลอด

  • พฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ เช่น ทำความสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าของทารก
  • ทุกข์ทรมานจากอาการ “ตื่นตระหนก” ด้วยอาการทางกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ และแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก
  • มีความคิดที่ที่จะทำร้ายทารก และตกใจกับความคิดเหล่านี้
  • กลัวว่าตัวเองจะควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้หรือกำลังจะเป็นบ้า

สัญญาณของโรคจิตหลังคลอด

  • เห็นภาพหลอน ภาพลวงตา และความสับสน
  • ความหวาดระแวงอย่างสุดขั้ว
  • การแสดงความคิดทำร้ายตัวเอง
  • การแสดงความคิดที่เป็นอันตรายต่อลูก
  • ความคิดหรือการกระทำเพื่อฆ่าตัวตาย
  • ความคิดหรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับการทำร้าย หรือฆ่าลูก

หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณที่รุนแรงเหล่านี้ ให้แจ้งแพทย์ทันทีเนื่องจากมีเพียงแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเท่านั้นที่สามารถวินิจฉัยได้

สิ่งที่ต้องทำ

หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณต่างๆ ข้างต้น ของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ทั้งทาง จิตใจ กายภาพ และพฤติกรรม ของคนในครอบครัว  ต่อไปนี้คือเคล็ดลับบางประการสำหรับสิ่งที่คุณต้องทำ

  • หมั่นสังเกตสัญญาณผิดปกติ
  • บันทึกวัน และเวลาที่พบเห็นความผิดปกติ
  • ประเมินความยั้งคิดในพฤติกรรมของผู้ป่วย
  • ให้ทำแบบทดสอบคัดกรอง
  • นัดหมายกับแพทย์เพื่อส่งตัวผู้ป่วยรักษา
  • ถามเกี่ยวกับตัวเลือกการรักษารวมทั้งยา และการรักษา

ด้วยความช่วยเหลือและการสนับสนุนของคุณในการเฝ้าดูสัญญาณของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คุณสามารถมั่นใจได้ว่าคนที่คุณรักจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมตามที่เธอต้องการเพื่อฟื้นตัวจากสภาวะเลวร้ายนี้

จะเห็นว่าการให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ ด้วยการ หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ และหาทางแก้ไขและป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขตามปกติที่ควรเป็นจากการได้รับการรักษาและดูแลที่เหมาะสม

ความรักความเอาใจใส่ของคนในครอบครัวคือหัวใจสำคัญที่จำทำให้ทั้งสุขภาพกายและใจของคนในครอบครัวปราศจากทุกข์ภัยไข้เจ็บ เช่นเดียวกันสำหรับบ้านที่มีลูกเล็ก การหมั่นดูแลเอาใจใส่ สุขภาพความเป็นอยู่ตลอดจนพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกก็สำคัญไม่แพ้กันเมื่อพ่อแม่มีความสุขลูกก็จะมีความสุขจากการได้รับการดูแลที่ดี ตลอดจนการปลูกฝังเสริมสร้างนิสัยให้เด็กๆ เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี จากวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันก็จะช่วยเสริมสร้างให้เด็กๆ เกิดความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ ช่วยให้เด็กๆ ห่างไกลโรคไม่เจ็บป่วยง่าย มีพัฒนาการที่ดีสมวัย และนำมาซึ่งความสุขของทุกคนในครอบครัวค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : postpartumdepression.org , webmd.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิจัยล่าสุดเผย! คนท้องอ่อนตากแดด ลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้!

คุมอาหารมากไป! คนท้องน้ำตาลต่ำ ระหว่างตั้งครรภ์ อันตรายไหม?

ทำความรู้จัก ฮอร์โมนคนท้อง ทำไมท้องแล้วฮอร์โมนพลุ่งพล่าน!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

MOMRATHON REVIEW

เปิดรับสมัครแล้ว MOMRATHON REVIEW การประกวดเพื่อเฟ้นหาคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

ก้าวสำคัญของคุณแม่ทั่วประเทศ กับการเป็นดาวดวงใหม่บนเส้นทางนักรีวิวสายแม่ลูกของประเทศไทย พร้อมโอกาสสร้างรายได้แบบ Influencer มืออาชีพกับ Amarin Baby & Kids เว็บไซต์แม่ลูกที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน และชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

กับ MOMRATHON REVIEW : THE BIGGEST MOM INFLUENCER CONTEST OF THAILAND การประกวดเพื่อเฟ้นหาคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย เปิดโอกาสให้คุณแม่อายุระหว่าง 22 – 39 ปี และมีลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป มาโชว์ความสามารถในการรีวิวสินค้าในสไตล์ของตัวเอง

เตรียมตัวให้พร้อม คุณแม่ INFLUENCER คนใหม่อาจเป็นคุณ!!
เปิดรับสมัครวันที่ 15 – 31 ตุลาคม 2564 >> ทาง Facebook : Amarin Baby & Kids

 

ระยะเวลาโครงการ

15 ตุลาคม 2564 – 9 มกราคม 2565 โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังต่อไปนี้

คุณสมบัติของผู้เข้าประกวด

  • คุณแม่ทั่วประเทศ อายุระหว่าง 22-39 ปี  ที่มีลูก 6 เดือนขึ้นไป
  • มีใจรักการรีวิวแนะนำสินค้า สนใจในอาชีพ INFLUENCER และมีความพร้อมในการทำกิจกรรมกับแบรนด์สินค้าและบริการต่างๆได้
  • มีคาแรคเตอร์โดดเด่น น่าสนใจ
  • มีความสามารถในการเขียนรีวิว ถ่ายภาพนิ่ง และคลิปวิดีโอ  มีความคิดสร้างสรรค์
  • มีแอคเค้าท์บนโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1 ช่องทางขึ้นไป  [Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage,  Instagram,Tiktok] โดยมียอดผู้ติดตามจากโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มรวมกัน 2,000 คน ขึ้นไป

วิธีการสมัคร

คุณแม่ที่สนใจเข้าร่วมการประกวด ต้องสมัครออนไลน์ผ่านแบบฟอร์มการประกวด MOMRATHON  REVIEW เพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวลงใน Google Form และ สมัครเข้าสู่ระบบ AnyCreator ตั้งแต่วันที่ 15 – 31 ตุลาคม 2564 >> กรอกใบสมัครเข้าร่วมการประกวด คลิกที่นี่ >> https://bit.ly/3v9bZiZ

 

เงื่อนไขการสมัครเข้าประกวด

  • ผู้สมัครต้องกรอกข้อมูลจนครบถ้วนทั้ง Google Form  และสมัคร AnyCreator หลังจากนั้นจะได้รับอีเมลตอบกลับจากAnyCreator จึงจะถือว่าการสมัครเสร็จสมบูรณ์
  • สามารถสมัครเข้าประกวดได้ 1 คนต่อ 1 ครั้งเท่านั้น หากพบว่าผู้สมัครจงใจกรอกข้อมูลเท็จจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากระบบทันที
  • การเปิดรับสมัครไม่จำกัดจำนวน และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
  • ผู้สมัครตกลงให้ความยินยอมแก่ทางบริษัทในการใช้ข้อมูลส่วนตัว ภาพ คลิปรีวิว และข้อมูลอื่นใดของผู้สมัคร เพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ และใช้ในการโฆษณาและการค้า ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต  การสมัคร การกรอกข้อมูล การรีวิวในกิจกรรมนี้ ถือว่าผู้สมัครได้รับทราบและตกลงยอมรับกฎกติกาและเงื่อนไข ในกิจกรรมทุกประการ
  • ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครทั้งหมดจะอยู่ในข้อมูลเครือข่ายคุณแม่อินฟลูเอนเซอร์ ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต ซึ่งมีโอกาสร่วมงานและสร้างรายได้จากแบรนด์สินค้าแม่ลูก
  • ผู้เข้าสมัครทุกคนต้องผ่านพิจารณาตามเกณฑ์ในการเข้าประกวดจากบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids
  • ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

เกณฑ์การตัดสินผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด

  • พิจารณาจากยอดผู้ติดตาม ยอด Engagement และยอดกดไลค์สูงสุด

รูปแบบการประกวด
การประกวดแบ่งออกเป็น 3 รอบ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ⇓

♦ รอบคัดเลือก

  • ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมประกวด จะได้รับสินค้าสำหรับทำคลิปรีวิว [จัดส่งถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย]
  • จัดทำคลิปรีวิวสินค้าตามความถนัด ความยาวไม่เกิน 3 นาที
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตั้งค่าให้เป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่ #MOMRATHONReview #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids  โดยโพสต์ได้ 1 คลิป และ 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤศจิกายน 2564 เท่านั้น 

🔥อัปเดต!! ขยายเวลาส่งคลิปรอบคัดเลือก ไปจนถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564

  • ส่ง Link คลิปรีวิว มาที่ใต้โพสต์ “ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด”  ที่ Facebook Amarin Baby & Kids
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์คลิปไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids

>> เช็กรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด MOMRATHON REVIEW รอบคัดเลือกได้ที่นี่!!

รายละเอียดการถ่ายคลิปรีวิว

  • ถ่ายทำคลิปเป็นแนวนอนโดยจัดแสงให้มีความสว่างเพียงพอ สามารถเห็นใบหน้า และสินค้าที่ใช้รีวิวอย่างชัดเจน
  • ไม่ควรใช้ฉากหลังรก หรือปรับแต่งมากเกินไปจนบดบังสินค้าที่ใช้รีวิว

เกณฑ์การตัดสินรอบคัดเลือก

พิจารณาจากจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) สูงสุด และจากคุณภาพของคลิปรีวิว ตั้งแต่วันที่ 15-21 พฤศจิกายน 2564 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน (100 คะแนน) ดังนี้

  1. วิธีการนำเสนอ 30 คะแนน
  2. สื่อสาร Key message ของสินค้าครบถ้วน 40 คะแนน
  3. ความโดดเด่นของสินค้า 30 คะแนน

ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ การประกวด MOMRATHON REVIEW

รอบรองชนะเลิศ

  • ผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ จะได้รับกล่อง “Surprise Box” สำหรับทำคลิปรีวิว [จัดส่งถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย]
  • จัดทำคลิปรีวิวสินค้าตามโจทย์ที่กำหนดความยาวไม่เกิน 3 นาที
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage ตั้งเป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่  #MOMRATHONReview #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids และ ใส่  #hashtag สินค้าตามที่แจ้งใน Surprise Box ที่แจ้งไว้ของแต่ละคน ให้ครบถ้วน
  • โดยโพสต์ได้ 1 คลิป และ 1 ครั้งเท่านั้น ภายในวันที่ 3 – 6 ธันวาคม 2564
  •  ส่ง Link คลิปรีวิว มาที่ใต้โพสต์ “ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ”  ที่ Facebook : Amarin Baby & Kids
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์คลิปไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 20 คน วันที่ 24 ธันวาคม 2564 ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids

เกณฑ์การตัดสินรอบรองชนะเลิศ

พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) สูงสุดและคุณภาพของคลิปรีวิวตั้งแต่วันที่ 3-9 ธันวาคม 2564 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน (100 คะแนน) ดังนี้

  1. วิธีการนำเสนอ 30 คะแนน
  2. สื่อสาร Key message ของสินค้าครบถ้วน 40 คะแนน
  3. ความโดดเด่นของสินค้า 30 คะแนน

เงื่อนไขการประกวดรอบคัดเลือกและรอบรองชนะเลิศ

  • เมื่อได้รับสินค้าสำหรับรีวิวผู้ประกวดต้องทำคลิปรีวิว และโพสต์ลงช่องทางโซเชียลตามระยะเวลาที่กำหนด หากผู้ประกวดไม่ทำตามกติกาจะถูกตัดสิทธิ์ในการร่วมงานกับบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต
  • คลิปของผู้ประกวดรอบคัดเลือกและรอบรองชนะเลิศ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต บริษัทสามารถปรับปรุงแก้ไขคลิปได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ สิทธิ์ใดๆ อันเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับคลิปให้เป็นสิทธิ์ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคตเท่านั้น
  • ห้ามลบหรือดัดแปลงคลิปรีวิวทั้งรอบคัดเลือกและรอบรองชนะเลิศออกจากโซเชียลมีเดียเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่โพสต์คลิป
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • ผู้เข้าร่วมประกวดต้องยินยอมปฏิบัติตามกติกาที่บริษัทฯ กำหนดทุกประการ
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ การประกวด MOMRATHON REVIEW

รอบชิงชนะเลิศ

  • ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศจะได้รับ “Mystery Box” โดยการเขียนรีวิวสินค้าและถ่ายภาพจำนวน 5 ภาพ เพื่อเก็บคะแนนพิเศษในการตัดสินหาผู้ชนะ
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage ตั้งเป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่ #MOMRATHONReview #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids
  • โดยโพสต์ได้ 1 คน ต่อ 1 ครั้งเท่านั้น ภายในวันที่ 10 – 14 มกราคม 2565
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์โพสต์รีวิวสินค้าไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศขึ้นเวทีประกวดเพื่อแสดงความสามารถต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผลโหวตจากผู้ชมภายในงานและทางบ้านเพื่อค้นหาผู้ชนะ 5 รางวัล และรางวัล popular vote 1 รางวัล ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2565

หมายเหตุ : วันประกวดรอบชิงชนะเลิศจะแจ้งให้ทราบภายหลัง

เงื่อนไขการประกวดรอบชิงชนะเลิศ

  • ผู้เข้ารอบต้องทำตามกติกาที่ได้รับครบถ้วนทั้งการเขียนรีวิวจาก “Mystery Box” และรอบประกวดชิงชนะเลิศ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งถือว่าสละสิทธิ์
  • ห้ามคัดลอก ลอกเลียน หรือดัดแปลงงานเขียนรีวิวของผู้อื่นเป็นอันขาด หากพบว่ากระทำการดังกล่าวจะถือว่าตัดสิทธิ์ในการนับคะแนนจากการเขียนรีวิว
  • ข้อความรีวิว ภาพถ่ายและคลิปถือเป็นลิขสิทธิ์ของ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต สามารถทำการปรับปรุงแก้ไขได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ สิทธิ์ใดๆ อันเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับข้อความรีวิว ภาพถ่ายและคลิป
  • ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศสามารถชวนแฟนคลับหรือครอบครัวมาร่วมโหวตเป็นกำลังใจหน้างานได้อย่างน้อย 2 คน
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • ผู้เข้าร่วมประกวดต้องยินยอมปฏิบัติตามกติกาที่บริษัทฯ กำหนดทุกประการ
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

***ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศขึ้นเวทีประกวดเพื่อแสดงความสามารถต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ***และผลโหวตจากผู้ชมภายในงาน เพื่อค้นหาผู้ชนะ 5 รางวัล และรางวัล popular vote 1 รางวัล ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2565

***หมายเหตุ : วันประกวดรอบชิงชนะเลิศจะแจ้งให้ทราบภายหลัง***

ประกาศรายชื่อ ผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ การประกวด MOMRATHON REVIEW

♦ เกณฑ์การตัดสินรอบชิงชนะเลิศ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ♦

1. คะแนนคณะกรรมการ 70  %   โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ซึ่งมีหลักการตัดสินคะแนนดังนี้ 

กรรมการคนที่ 1 กองบรรณธิการ Amarin Baby&Kids   พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้  (มีคะแนนเต็ม 30 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

    • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง  เต็ม 10 คะแนน
    • Key message ของสินค้าตรงตามโจทย์ที่กำหนด  เต็ม 10 คะแนน
    • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 10 คะแนน

กรรมการคนที่ 2 Creative   พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้  (มีคะแนนเต็ม 30 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

    • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง  เต็ม 10 คะแนน
    • ความคิดสร้างสรรค์  เต็ม 10 คะแนน
    • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 10 คะแนน

กรรมการคนที่ 3 Celebrity พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้ (มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

    • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง เต็ม 10 คะแนน
    • Key message ของสินค้าตรงตามโจทย์ที่กำหนด เต็ม 5 คะแนน
    • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 5 คะแนน

กรรมการคนที่ 4 Mom Influencer  พิจารณาเกณฑ์การตัดสินดังนี้ (มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

    • คาแรคเตอร์น่าสนใจ วิธีการพูดนำเสนอลีลาท่าทางน้ำเสียง เต็ม 10 คะแนน
    • Key message ของสินค้าตรงตามโจทย์ที่กำหนด เต็ม 5 คะแนน
    • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เต็ม 5 คะแนน

2. คะแนนจากการเขียนรีวิว (Review Writing) 30 % จากโจทย์  “Mystery Box” คะแนนเต็ม 100 คะแนน มีเกณฑ์ดังนี้ 

    • การเรียบเรียงเนื้อหา  เต็ม 25 คะแนน
    • ความโดดเด่นของสินค้า (ภาพถ่าย) เต็ม 30 คะแนน
    • สื่อสารKey message ครบถ้วนตามโจทย์ที่กำหนด เต็ม  25 คะแนน
    • สไตล์การเขียนรีวิว เต็ม  20 คะแนน

รางวัล Popular Vote

มาจากผลโหวตออนไลน์ 

    • เริ่มโหวตพร้อมกันหลังผู้เข้าประกวดคนสุดท้ายแสดงความสามารถบน เวที โดยมีเวลาโหวต 10 นาที 
    • สามารถโหวตได้มากกว่า 1 ครั้ง ครั้งละ 1 คน
  • 1 โหวต = 1 คะแนน

รางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวด

เงินรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวด

  • รางวัลชนะเลิศ คะแนนสูงสุด รับเงินสดจำนวน 50,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลชนะเลิศ
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินสดจำนวน 20,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  รับเงินสดจำนวน 15,000 บาท  และโล่พร้อมป้ายรางวัลรองชนะเลิศอับดับ 2
  • รางวัลชมเชย 1 รางวัล รับเงินสดจำนวน 5,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลชมเชย
  • รางวัลขวัญใจกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids 1 รางวัล รับเงินสดจำนวน 5,000 บาท และโล่พร้อมป้ายรางวัลขวัญใจกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids
  • รางวัล Popular vote สำหรับผู้ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้ชมหน้างานและทางบ้าน รับเงินสดจำนวน 5,000 และโล่พร้อมป้ายรางวัล Popular vote

หมายเหตุ : ผู้รับเงินรางวัลต้องชำระภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิ์ประโยชน์ของผู้ชนะการประกวด

  • ผู้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้เซ็นต์สัญญาเป็น “INFLUENCER” ของแบรนด์ Amarin Baby & Kids ภายใต้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นเวลา 1 ปี เพื่อก้าวสู่เส้นทางการเป็นคุณแม่ INFLUENCER มืออาชีพ และร่วมงานกับ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต (เงื่อนไขเป็นไปตามสัญญาที่บริษัทกำหนด)
  • ผู้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย มีสิทธิ์ร่วมงานกับแบรนด์ Amarin Baby & Kids ภายใต้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต ในฐานะ INFLUENCER มืออาชีพ (เงื่อนไขเป็นไปตามสัญญาที่บริษัทกำหนด)
  • ผู้รับรางวัลชนะเลิศจะได้ร่วมงานในฐานะ INFLUENCER ในรายการ Mommy รีวิว จำนวน 4 คลิป เพื่อนำเสนอสินค้า Main sponsor และ  Co-sponsor จำนวนรวม 4 แบรนด์  (โดยได้รับค่าจ้างตามที่บริษัทกำหนด)
  • ผู้รับรางวัลทุกรางวัลจะได้ร่วมงานในฐานะ INFLUENCER ถ่ายคลิปรีวิวสินค้าจำนวน 4 คลิป โพสต์ลง Personal Facebook หรือ Facebook Fanpage 1 ครั้ง จาก Main sponsor และ Co-sponsor จำนวน 4 แบรนด์  (โดยได้รับค่าจ้างตามที่บริษัทกำหนด)

*ติดตามรายละเอียดข่าวสารการประกวดได้ที่ Facebook : Amarin Baby & Kids

กรรมพันธุ์

วิจัยเผย!! ความขี้เกียจถ่ายทอด กรรมพันธุ์ จากพ่อแม่สู่ลูก!!

ทำไมลูกขี้เกียจจัง!! เรียกให้ทำอะไรก็บอกว่าเดี๋ยว!! รู้ไหมคะว่า ความขี้เกียจของลูกที่เราบ่น ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ เป็นคนถ่ายทอด กรรมพันธุ์ ความขี้เกียจนี้ให้ลูก!!

วิจัยเผย!! ความขี้เกียจถ่ายทอด กรรมพันธุ์ จากพ่อแม่สู่ลูก!!

คนเรามักจะเข้าใจว่า กรรมพันธุ์ ที่ถ่ายทอดกันมาจากพ่อแม่สู่ลูก นั้นมีแค่ สีผม ความสูง สีตา และโรคภัยต่าง ๆ แต่รู้ไหมคะว่า “ความขี้เกียจ” ก็สามารถถ่ายทอดกันทาง กรรมพันธุ์ ได้เช่นกัน

เราไม่ได้กล่าวลอย ๆ นะคะ มีงานวิจัยจาก University of Missouri ได้ค้นพบว่า ลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างอาจเป็นแรงจูงใจในการออกกำลังกายและทำสิ่งต่าง ๆ โดยงานวิจัยนี้ ได้ทดลองกับหนูทดลอง โดยนำหนูมา 1 กลุ่ม หลังจากนั้นก็สังเกตและคัดแยกหนูออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ หนูที่ขยันวิ่งกงล้อ กับ หนูที่ขี้เกียจ หลังจากนั้น ก็นำหนูแต่ละกลุ่มมาผสมพันธุ์กันเอง ถึง 10 เจเนอเรชั่น ผลทดลองปรากฎว่า ลูกหลานของหนูที่ขยันวิ่งกงล้อ ก็ยังคงขยันวิ่งกงล้อ เหมือนต้นตระกูลของตนเอง และลูกหลานของหนูที่ขี้เกียจ ก็ยังขี้เกียจเหมือนต้นตระกูลตนเองเช่นกัน

นักวิจัยยังไม่หยุดการทดลองไว้เพียงแค่นี้ นักวิจัยได้นำหนูทั้ง 2 กลุ่มมาศึกษาถึงเซลล์กล้ามเนื้อ เปรียบเทียบองค์ประกอบของร่างกายและประเมินพันธุกรรมอย่างละเอียด พบยีนที่แตกต่างกันมากกว่า 17,000 ยีน และพบว่ามียีน 36 ตัวที่อาจมีบทบาทในการกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ยังมีวิจัยในจีน ซึ่งได้ทำการทดลองในหนูทดลอง พบ การกลายพันธุ์ในยีนที่เรียกว่า SLC35D3 และพบว่ายีนตัวนี้ผลิตโปรตีนที่มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณในระบบโดปามีนของสมอง ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมการทำกิจกรรมต่าง ๆ และการออกกำลังกายนั่นเอง

หลังจากอ่านการวิจัยนี้ก็อย่าเพิ่งโทษบรรพบุรุษนะคะว่าที่ลูกขี้เกียจเพราะยีน ในความเป็นจริงแล้ว ยีนขี้เกียจนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความขี้เกียจได้ด้วย เช่น ความเบื่อ แรงจูงใจในการอยากทำสิ่งต่าง ๆ สภาพแวดล้อม เป็นต้น จะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วความขี้เกียจนั้นมาจากสภาพแวดล้อม รวมถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวด้วย ในหลาย ๆ ครั้งการเลี้ยงดูแบบผิด ๆ ก็สามารถทำให้ลูกขี้เกียจได้นั่นเอง

4 สาเหตุจากพ่อแม่ที่ทำให้ลูกขี้เกียจ

  1. กว่าจะปล่อยให้ทำงานบ้าน..ก็สายเกินไป

เรื่องขี้เกียจมักสังเกตเห็นได้ในเด็กช่วงอายุ 7-8 ขวบ ก่อนหน้าช่วงอายุนี้เด็กมักจะดูกระตือรือร้นมากกว่า เช่น ในช่วง 3-4 ขวบ จะเห็นได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรเด็กมักจะเข้ามาทำด้วย เห็นคุณแม่กวาดบ้านเด็กก็อยากจะทำ เห็นคุณแม่ซักผ้าก็อยากจะทำ เห็นคุณแม่ล้างจานก็อยากจะทำ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัยของเขา ที่เริ่มอยากจะเลียนแบบอย่างที่ผู้ใหญ่ทำ แต่ว่าในบางครั้งความที่เราไม่เข้าใจ หลายท่านก็จะห้ามปรามลูก เพราะกลัวว่าลูกทำไม่สะอาด หรือเกรงว่าลูกจะทำของเสียหาย กลัวจะทำจานแตกไปบ้าง

นานวันเข้าพอลูกเริ่มโตขึ้นความสนใจจะเลียนแบบจะน้อยลง เขาก็ไม่อยากเข้ามาทำ พอมาถึงตอนนี้เราเป็นฝ่ายอยากให้ลูกทำ แต่ลูกไม่ทำ เลยกลายเป็นว่าลูกขี้เกียจ เพราะฉะนั้น ขอเสนอแนะท่านที่ยังมีลูกยังเล็ก ๆ อยู่ ถ้าลูกเริ่มมีความสนใจอยากจะเข้ามาใกล้ชิดอยากมาทำอะไรเลียนแบบ พ่อแม่ควรจะค่อย ๆ ฝึกให้เขาทำงานเหล่านี้ เช่น ถ้าเขาอยากซักผ้าก็อาจจะมีกะละมังเล็ก ๆ ให้เขาซักเสื้อผ้าบางชิ้นบางอย่างที่ไม่สกปรกมาก โดยเฉพาะเสื้อผ้าของเขาเอง ให้เขาทำด้วยตัวเองคุณก็อาจช่วยเขาบ้าง หรือถ้าเขาอยากมาช่วยงานที่เรากำลังทำบางอย่าง เช่น ทำครัว ก็คงต้องดูว่าถ้างานบางอย่างอาจมีอันตราย เช่น หั่นผัก เราไม่แน่ใจว่าจะหันนิ้วตัวเองไปด้วยหรือไม่ ก็คงต้องเลี่ยง เราอาจหางานอย่างอื่นให้ลูกทำ เช่น ให้ลูกเอาผักไปล้างในตะกร้า หรือเปิดน้ำให้ผัก เป็นต้น

ถ้าทำได้อย่างนี้ ลูกจะรู้สึกคุ้นเคยกับการทำงานตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วก็จะคงอยู่อย่างนี้ต่อไปโดยที่เราจะค่อย ๆ เริ่มเพิ่มความรับผิดชอบบางอย่างให้กับลูก เช่น เมื่อก่อนนี้เราอาจจะทำให้เขาหมดทุกอย่าง ต่อมาเมื่อเขาเริ่มโต เราก็เริ่มหางานให้กับเขา เขามีหน้าที่ต้องเตรียมช้อนส้อม เตรียมจานอาหารของเขาเอง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร หรือว่าเมื่อทานอาหารเสร็จ ก็ควรเก็บจานชามของเขามาวางในอ่างล้างจาน การมีงานให้กับลูกสม่ำเสมออย่างนี้ เขาจะเริ่มคุ้นเคยและมีความรับผิดชอบว่าเขาก็มีส่วนร่วมในครอบครัว เขาก็มีส่วนที่จะต้องทำงานบางอย่างให้กับครอบครัว

ลูกขี้เกียจ
ลูกขี้เกียจ

2. หน้าที่หลักของลูกคือเรียน!!

กว่าลูกจะกลับมาจากโรงเรียนก็เย็นแล้ว ไหนจะต้องทำการบ้านอีก ลูกเหนื่อยมาพอแล้ว ไม่ต้องให้ลูกช่วยงานบ้านหรอก!! พอคิดแบบนี้ลูกก็จะเข้าใจว่า หน้าที่ทำงานบ้าน ไม่ใช่หน้าที่ของลูก เป็นหน้าที่ของแม่ ไม่ต้องช่วยก็ได้ เมื่อลูกถึงวัยที่พอจะช่วยงานบ้านได้แล้ว ก็มักจะไม่มีความสนใจที่จะทำ เพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง แค่ตั้งใจเรียนก็พอแล้ว นี่คือการปลูกฝังความคิดผิด ๆ ให้ลูกค่ะ แม้ว่าลูกจะเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน ก็ต้องช่วยกันทำงานบ้าน จะเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้เวลาไม่มากก็ได้ แต่ต้องทำ เพราะคุณพ่อคุณแม่จะต้องปลูกฝังให้ลูกรู้ว่า งานบ้าน ต้องช่วยกันทำ

3. เพราะพ่อแม่ไม่รักษาคำพูด!!

โดยปกติแล้วแต่ละบ้านก็จะมีการตกลงว่าใครทำหน้าที่อะไรเป็นกิจจะลักษณะอยู่แล้ว แต่เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ลูกงอแงไม่ยอมทำนั้น ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่มันคือการที่พ่อแม่สั่งนอกเหนือจากข้อตกลงที่ได้ให้กันไว้ เด็กเลยต่อต้านพ่อแม่ด้วยการเลือกไม่ทำตามคำสั่งไปเลย เนื่องจากพลังของการรักษาคำพูดนั้นมีคุณค่ากับจิตใจลูกไม่น้อย ทั้งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อใจเพื่อประคองความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับลูก ในทางตรงกันข้ามหากผิดสัญญาพ่อแม่ก็จะกลายเป็นคนที่ลูกไม่ให้ความเชื่อถือ คาดเดาไม่ได้และลูกจะรู้สึกไม่ไว้ใจ ฉะนั้น ผู้ปกครองควรรักษาคำพูดต่อพวกเขาด้วยการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนและไม่ไปก้าวก่ายข้อตกลงที่ให้ไว้กับลูก

4. ลูกไม่เคยได้รับคำชมเชย

การทำงานบ้านต่าง ๆ เด็กอาจจะทำได้ไม่ดี หยิบจับอะไรก็ดูเก้งก้างเกะกะในสายตาคุณพ่อคุณแม่ แน่นอนว่าเพราะเขายังเป็นเด็ก ยังทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่คล่องแคล่วเท่ากับผู้ใหญ่ ดังนั้น ขอให้คุณพ่อคุณแม่ค่อย ๆ สอน ไม่ดุด่าว่ากล่าวเมื่อลูกทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และควรชมเชยเมื่อลูกทำได้ นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกงานที่ลูกถนัด หรือลูกสนใจ บางที เด็กผู้ชายอาจจะไม่ชอบอยู่ในครัวกับคุณแม่ เขาอาจชอบไปอยู่ในสวนหรือไปล้างรถกับคุณพ่อ เราก็เลือกงานที่เด็กสนใจ ฝึกให้เขาช่วยทำงานอยู่เรื่อย ๆ เขาก็จะเห็นว่าการรับผิดชอบงาน การช่วยงานพ่อแม่เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาหรือต้องฝืนใจแต่อย่างไร

ลูกไม่ช่วยทำงานบ้าน
ลูกไม่ช่วยทำงานบ้าน

เทคนิคเปลี่ยนเด็กขี้เกียจ ให้เป็นเด็กขยัน

เรามีเทคนิคดี ๆ มาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ โดยนำเทคนิคนี้มาจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน ที่ได้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กอย่าง แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์มาเผยเคล็ดลับสุดยอดที่จะทำให้ลูกช่วยงานเราได้อย่างไม่ฝืนใจ

ถ้าลูกมีอะไรมาอวดก็ควรพูด “ชม”

บางครั้งการที่เราหวังอยากได้ความรักจากใครเราก็ควรจะให้เขาก่อน อย่างคำชมก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย หากเราจะหยิบยื่นความรู้สึกดี ๆ ให้ลูกออมไว้เป็นกระปุกแห่งความภูมิใจไว้แล้วเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือจากลูก ลูกก็จะไม่เหลือความรู้สึกตะขิดตะขวงใจในการให้ความช่วยเหลือเราในครั้งนี้

อย่าลืมพูด ‘I message’ หรือประเด็นหลักที่อยากให้ลูกทำ

ย้ำกันอีกครั้งว่าการขอความช่วยเหลือเรื่องานบ้านจากลูกไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำ แต่เราต้องเน้นไปที่ประเด็นหลักที่อยากให้ลูกช่วย ไม่ใช่ให้คำพูดทำร้ายความรู้สึกเป็นของแถมเมื่อลูกปฏิเสธ เช่น “เออ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ เดี๋ยวแม่ทำเอง” คำพูดมอบพลังลบ ใครฟังก็คงไม่อยากทำกันใช่ไหมล่ะคะ? ลองเปลี่ยนเป็นการอ้อนอย่าง “ช่วยแม่หน่อยนะลูก แม่ทำไม่ทันจริง ๆ” ถ้าเป็นอย่างนี้..ก็ไม่เป็นการยากที่คนฟังจะให้ความช่วยเหลือกับผู้พูด

สะท้อนให้ลูกรู้ว่าเรานี่แหละเข้าใจเขามากที่สุด

การสะท้อนความรู้สึกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำก่อนที่จะวานให้ลูกช่วยทำงานต่าง ๆ เป็นเหมือนการสร้างและสะสมความรู้สึกดี ๆ ให้กับลูกและเมื่อวันไหนที่เราต้องการความช่วยเหลือจากเขา มันก็จะเป็นเรื่องง่ายดายในทันทีเพราะลูกจะทำด้วยความเต็มใจ

ตัวอย่างการสะท้อนความรู้สึก คือ การพูดสิ่งที่เราสังเกตเห็นจากตัวลูก เช่น หากเราสังเกตเห็นว่าลูกมีความกังวลใจเรื่องเรียน เราอาจจะบอกเขาว่า “แม่เข้าใจที่ลูกกังวลเรื่องการเรียนนะ แต่ลูกไม่ต้องเครียดมาก ทำตัวสบาย ๆ ไม่ต้องกดดันตัวเองนะลูก มีอะไรก็บอกแม่ได้” เพียงเท่านี้ลูกก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่คุณมีให้และอาจส่งผลให้เขาช่วยเหลือคุณในอนาคต

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

นักจิตวิทยาระดับโลกแนะ 3 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ”

7 เคล็ดลับป้องกันเด็กเสพติดเทคโนโลยีมากไป สาเหตุสมาธิสั้นเทียม

หมอเตือน! ทัศนคติของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูกที่ควรระวัง

นักจิตวิทยาเด็กแนะเทคนิค! เลี้ยงลูกให้ห่างไกล ภัยจากโซเชียลมีเดีย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.independent.co.uk, biomed.missouri.edu, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ความรู้สุขภาพจิตและปัญหาสุขภาพจิต

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน

โหลดเลย!ปฏิทินจ่ายเงินเช็ก เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน ?

เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน เช็กด่วน!ทั้งสิทธิใหม่ สิทธิเก่า ก่อนเสียสิทธิรับเงินอุดหนุนทารกแรกเกิดรอบใหม่ แนะ!โหลดปฏิทินการจ่ายเงินอุดหนุน เก็บไว้ไม่พลาดแน่

โหลดเลย!! ปฏิทินจ่ายเงิน เช็ก เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน ?

ระวังเสียสิทธิรับเงินอุดหนุนบุตรเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ต้องคอยหมั่นตรวจสอบเงินเข้า เช็กให้ชัวร์ว่า เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน เป็นประจำเพื่อที่จะได้ไม่พลาด สิทธิอันพึงมีของคุณแม่ทั้งหลาย โดยขอแนะนำ 3 เช็ก ที่คุณแม่ควรตรวจสอบประจำ เพื่อจะได้ไม่พลาดสิทธิ ดังนี้

3 เช็ก ตรวจไว้ไม่พลาด

√ เช็กสิทธิในระบบ หมั่นตรวจสอบข้อมูลของคุณแม่ในระบบตรวจสอบสิทธิอยู่เสมอ

√√ เช็กบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินอุดหนุนของคุณแม่ ว่ามีปัญหา ติดขัด หรือว่ายังใช้งานได้ปกติหรือไม่

√ √√เช็กข้อมูลส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน อัพเดทข้อมูล เช่น หากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้แก้ไขข้อมูลให้ เพื่อการติดตามของเจ้าหน้าที่จะได้รวดเร็ว ไม่เสียสิทธิ

เช็กสิทธิ เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน
เช็กสิทธิ เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน

หากมีปัญหา หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่

  • ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

โทรศัพท์หมายเลข 082-091- 7245 / 082-037- 9767 / 083-431- 3533 / 065-731- 3199

(ในวันเวลาราชการ จันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 – 17.00 น.)

เข้าแล้ว !! เงินอุดหนุนบุตร ประจำเดือนตุลาคม 2564

กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แจ้งข้อมูลอัปเดต ผ่าน ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน แจ้งการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด  หรือ เงินอุดหนุนบุตร ประจำเดือนตุลาคม 2564 โดยธนาคารจะโอนเงินอุดหนุนบุตร จำนวน 600 บาท เข้าบัญชี ผู้มีสิทธิ ในวันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม 2564

ใครได้สิทธิรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดบ้าง??

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด หรือเงินอุดหนุนบุตร ให้กับผู้มีสิทธิ ดังนี้

  1.  ผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุนรายเดิม (กลุ่มเด็กที่เกิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป) จ่ายตรงงวด จำนวน 600 บาทต่อเดือน
  2. ผู้มีสิทธิรายใหม่ที่ผ่านการพิจารณา ข้อมูลสมบูรณ์ในระบบฐานข้อมูลของโครงการเงินอุดหนุนฯ ภายใน 25 กันยายน 2564 โดยจ่ายย้อนหลังในเดือนที่ยื่นขอรับสิทธิ
  3. ผู้ปกครองของเด็กที่มายื่นคำร้องขอลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิเงินอุดหนุนบุุตร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 เป็นต้นไป เริ่มได้รับเงินในเดือนที่ยื่นขอรับสิทธิ

*** เด็กที่เกิดภายในเดือนตุลาคม 2558 ได้รับเงินงวดสุดท้ายคือเดือนกันยายน 2564 จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเนื่องจากจ่ายเงินให้ครบถ้วนตามสิทธิที่ได้รับเรียบร้อยแล้ว

มีลูกสบายใจ ได้รับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจากรัฐ
มีลูกสบายใจ ได้รับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจากรัฐ

เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน ??

เป็นเรื่องที่คุณแม่หลายท่านต่างเฝ้าถาม ตั้งคำถามกันมาอย่างต่อเนื่องว่า เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน ซึ่งเป็นคำถามที่เกิดขึ้นเสมอทุกเดือน วันนี้ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมวันจ่ายเงินอุดหนุนบุตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มาให้ได้เช็กกันครบทั้งหมดแล้ว ดังนี้

กรมกิจการเด็กและเยาวชน แจ้งปฏิทินการจ่ายเงินอุดหนุนบุตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565  

การจ่ายเงินอุดหนุนบุตรประจำปีงบประมาณ 2565

งวดประจำเดือน

กำหนดจ่ายวันที่

เดือนตุลาคม 2564 วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม 2564
เดือนพฤศจิกายน 2564 วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2564
เดือนธันวาคม 2564 วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564
เดือนมกราคม 2565 วันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2565
เดือนกุมภาพันธ์ 2565 วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565
เดือนมีนาคม 2565 วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2565
เดือนเมษายน 2565 วันศุกร์ที่ 8 เมษายน 2565
เดือนพฤษภาคม 2565 วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2565
เดือนมิถุนายน 2565 วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2565
เดือนกรกฎาคม 2565 วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2565
เดือนสิงหาคม 2565 วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565
เดือนกันยายน 2565 วันศุกร์ที่ 9 กันยายน  2565

โหลดเลย !! ปฏิทินการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ประจำปีงบประมาณ 2565

เพื่อความสะดวกของคุณแม่ในการเช็กวันจ่ายเงินอุดหนุนบุตร จะได้ไม่ต้องคอยกังวลว่า เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน กันแน่ในแต่ละเดือน สามารถโหลดภาพด้านล่างนี้เก็บไว้ใช้ได้ตลอดปีงบประมาณการจ่ายเงินอุดหนุน ประจำปี พ.ศ. 2565

 

เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน เช็กเลยจากปฏิทินการจ่ายเงิน
เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน เช็กเลยจากปฏิทินการจ่ายเงิน

คลายสงสัยใน 7 คำถาม-คำตอบ อ่านจบรู้เรื่องเลย!!

เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน อย่างไร ตรวจสอบสิทธิได้เลย
เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน อย่างไร ตรวจสอบสิทธิได้เลย

ใครจะได้รับเงินในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดบ้าง??

  • เด็กที่เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป จนถึงมีอายุครบ 6 ปี โดยมีสัญชาติไทย อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย (สมาชิกครัวเรือนมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี และไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่าวยงานของรัฐ หรือเอกชน
  • ผู้ปกครอง สัญชาติไทย ที่มีบุตรแรกเกิด หรือรับอุปการะเด็กแรกเกิด โดยต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน

เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กับเงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคม ใช่ตัวเดียวกันไหม??

ข้อแตกต่างระหว่างเงินที่เด็กแรกเกิดจะได้รับระหว่าง เงินอุดหนุนบุตร กับเงินสงเคราะห์บุตรมีดังต่อไปนี้

เงินอุดหนุนบุตร

เงินสงเคราะห์บุตร

สวัสดิการจาก : กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ สวัสดิการจาก : ประกันสังคม
ได้รับเงินตั้งแต่ : แรกเกิด ถึง 6 ปี ได้รับเงินตั้งแต่ : แรกเกิด ถึง 6 ปี
เด็กต้องมีสัญชาติไทย เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
ครอบครัวเป็นผู้มีรายได้น้อย

โดยรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี

พ่อแม่เป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 หรือ 39

จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน

เงินอุดหนุนที่ได้รับคนละ 600 บาท เงินอุดหนุนที่ได้รับ 800 บาท

เด็กแรกเกิดหนึ่งคน สามารถรับเงินช่วยเหลือเพื่อการเลี้ยงดูได้ทั้งสองแบบเลยหรือไม่??

หากมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ของเงื่อนไขไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนบุตร หรือเงินสงเคราะห์บุตร สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูทารกแรกเกิดได้ทั้งสองแห่ง โดยหากได้รับสิทธิเงินอุดหนุนมักจะเข้าทุกวันที่ 10 ของเดือน ส่วนเงินสงเคราะห์บุตรของประกันสังคมได้รับเงินทุกสิ้นเดือน

สถานที่รับลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร สามารถลงทะเบียนได้ที่ไหน??

สามารถลงทะเบียนได้ในพื้นที่ที่เด็กแรกเกิด และผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง

  • กรุงเทพมหานคร ยื่นเรื่องที่ สำนักงานเขต
  • เมืองพัทยา ยื่นเรื่องที่ ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • ส่วนภูมิภาค ยื่นเรื่องที่ องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาล

    เด็กทารกแรกเกิดรับเงินอุดหนุนเดือนละ 600 บาท
    เด็กทารกแรกเกิดรับเงินอุดหนุนเดือนละ 600 บาท

มีกำหนดระยะเวลารับสิทธิไหม ปิดรับลงทะเบียนเมื่อไหร่??

ยังคงเปิดรับลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

เอกสารที่ใช้ในการลงทะเบียนมีอะไรบ้าง ยุ่งยากหรือไม่??

เอกสารที่ใช้ลงทะเบียน มีดังนี้
  1. แบบคำร้องขอลงทะเบียน (ดร.01)
  2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)
  3. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง
  4. สูติบัตรเด็กแรกเกิด
  5. สมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (กรุงไทย ออมสิน หรือ ธกส.) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
  6. สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เฉพาะหน้าที่ 1 ที่มีชื่อของหญิงตั้งครรภ์)
  7. ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของทุกคนในครัวเรือนที่มีรายได้ประจำ
  8. สำเนาเอกสาร หรือบัตรข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรแสดงสถานะหรือตำแหน่ง หรือเอกสารอื่นใด ที่แสดงตนของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2

มีช่องทางการติดตามรับทราบข่าวสารเกี่ยวกับเงินอุดหนุนบุตรได้ที่ใดบ้าง??

ช่องทางการติดตามรับทราบข่าวสารเกี่ยวกับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ที่ง่าย และสะดวก มีแจ้งเตือนให้ได้รับทราบว่า เงินอุดหนุนบุตรเข้าวันไหน ในแต่ละเดือน ได้ที่ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด @CSGProjectOfficial

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.dcy.go.th / CSGProjectOfficial

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ส่งลูกไปเรียนที่จีน VS เรียนจีนออนไลน์ ข้อดี ข้อเสีย

ครม.ไฟเขียว เพิ่มงบ จ่ายเงินอุดหนุนบุตร เดือนละ 600 บาท ต่อเนื่อง!

ตั้งชื่อลูกมงคล 333 ชื่อที่แปลว่าทรัพย์สมบัติ ตั้งแล้วลูกร่ำรวยเงินทอง เรียกโชคให้พ่อแม่

“ฝึกลูกกินเอง” การหั่นอาหาร blw หั่นกินแบบไหนไม่ติดคอ?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บอร์ดเกมง่ายๆ

บอร์ดเกม Sequence for Kids เล่นสนุก ได้คำศัพท์ โดยพ่อเอก

Sequence for Kids เป็นบอร์ดเกมที่เล่นง่ายๆ อ่านกติกาแป๊บเดียว ไม่ต้องจำกติกาเยอะเล่นได้เลย มีส่วนผสมของ Bingo ดังนั้นถ้าเล่น Bingo ได้ Sequence for Kids ก็ไม่ยากอะไร คุณปู่ Sequence กำเนิดมาตั้งแต่ปี 1982 ส่วน Sequence for Kids ก็อยู่ในวัยคุณพ่อบอร์ดเกม โดยกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2001

สิ่งที่แฝงในเกมนี้ คือ การแอบสอนศัพท์ภาษาอังกฤษในการเรียกชื่อสัตว์บนการ์ดเข้าไปแบบเนียนๆ เพราะบนการ์ดที่ใช้เล่นเกมจะมีรูปสัตว์และคำศัพท์เขียนไว้ ดังนั้น เมื่อเปิดการ์ดอะไรได้ เราก็อ่านคำศัพท์นั้นให้ลูกฟัง และเมื่อเล่นหลายครั้งก็สามารถทบทวนความจำ ความเข้าใจของลูกโดยการให้พูดชื่อศัพท์เป็นอังกฤษก่อน ถ้าเรียกได้ค่อยให้ไปต่อ

อุปกรณ์การเล่น

  • บอร์ด (กระดาน) สำหรับเล่นเกม มีตารางเป็นรูปสัตว์ต่างๆ
  • การ์ดรูปภาพสัตว์ต่างๆ 42 ใบ

(มีการ์ดพิเศษรูป ยูนิคอร์น 2 ใบ กับ ดราก้อน 2 ใบ อยู่ด้วย จะอธิบายในตอนเล่นเกม)

  • ชิป 4 สี สีละ 21 ชิ้น

การเตรียมเกม

  • ผู้เล่น สามารถเล่นได้ 2-4 คน
  • จัดวางบอร์ด (กระดาน) สำหรับเล่นเกมไว้ตรงกลาง
  • แจกการ์ดให้ผู้เล่นทุกคน คนละ 3 ใบ
  • คว่ำปิดการ์ดของแต่ละคนไว้ที่ด้านหน้าตัวเอง
การ set เกม Sequence for kids
การ set up เกม

การเล่น

  • ผู้เล่นคนแรกเปิดการ์ด 1 ใบ ดูว่าเป็นรูปสัตว์อะไร (ให้อ่านออกเสียงชื่อสัตว์นั้น) แล้วนำชิปสีของตัวเองไปวางบนรูปสัตว์นั้นบนกระดาน (รูปสัตว์แต่ละแบบ จะมีมากกว่า 1 ที่บนกระดาน ให้เลือกที่เดียวที่ต้องการ)
การ์ด moose sequence for kids
เปิดได้ภาพอะไรก็วาง เหรียญตัวเองบนภาพนั้น รูปนี้หนูได้ Moose ก็วางบนรูป moose
  • หยิบการ์ด 1 ใบจากในกองมาคว่ำปิด ต่อท้ายแถว (เพื่อให้มีคว่ำ 3 ใบเช่นเดิม ทดแทนใบที่เปิดไปแล้ว)
  • ผู้เล่นคนที่ 2 (และคนที่ 3 และ 4 ถ้ามี) ก็เล่นตามขั้นตอนที่ 1) และ 2)
  • วนไปที่ผู้เล่นคนที่ 1) เล่นวนรอบเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
  • ถ้าเปิดได้การ์ดพิเศษจะมีคุณสมบัติพิเศษในการเล่นดังนี้

ยูนิคอร์น – สามารถเลือกเอาชิปของเราวางจุดไหนก็ได้ที่ต้องการ

วิธีเล่นเกม Sequence for kids
เปิดได้ unicorn หนูจะวางตรงไหนก็ได้

ดราก้อน – สามารถหยิบชิปอันไหนก็ได้ของคู่แข่งออกไปจากกระดาน

การ์ด dragon sequence for kids
ป๊าเปิดเจอ ดราก้อน ก็เอาชิ้นไหน ของปั้นแป้งออกก็ได้
  • ที่มุมของกระดานจะมีช่องว่างทั้ง 4 มุม เรียกว่า สเปซ (space) ซึ่งผู้เล่นคนใดก็สามารถใช้ได้ หากใช้ก็เปรียบเสมือน สเปซ นั้นมีชิปสีตัวเองวางอยู่ เราก็จะต้องการชิปเรียงอีกเพียง 3 อัน และใน สเปซเดียวกัน อาจจะมีผู้เล่นใช้งานมากกว่า 1 คนได้

จบเกม

เกมจบลงเมื่อมีผู้เล่นที่สามารถวางชิปสีเดียวกันของตัวเองเรียงเป็นเส้นตรงได้ 4 อันต่อกัน จะเป็นแนวนอน แนวตั้ง หรือ แนวทแยงมุมก็ได้

ผู้ชนะ sequence for kids
ปั้นแป้งเรียงครบ 4 แถว เป็นผู้ชนะในเกมนี้

ถ้ากำลังหาบอร์ดเกมเล่นง่ายๆ สักอัน เพื่อให้ลูกๆ ได้ลองเล่น เพื่อให้ได้สัมผัสบอร์ดเกม Sequence for Kids เป็นตัวเลือกที่ดี ไม่ยากจนทำให้ท้อ และไม่ง่ายจนเบื่อหรือไม่สนุก แถมเกมนี้ยังได้หัดเรื่องการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษในการเรียกชื่อสัตว์ต่างๆ ด้วย

 

ชวนลูกเล่นบอร์ดเกมนอกจากได้ความสนุกสนาน ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้เกิด Power BQ หลายด้านทั้งความฉลาดจากการเล่น Play Quotient (PQ)  ความฉลาดทางสติปัญญา Intelligenct Quotient (IQ) และ Thinking Quotient (TQ) ฉลาดคิดเป็น ผ่านกการวางแผนการเล่น การวางแผนใช้ทรัพยากร ทั้งยังช่วยสร้างจินตนาการให้ลูกมี Creativity Quotient (CQ) ด้วยการตั้งคำถามจากเกม รวมถึงต่อยอดชวนลูกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดอีกด้วย


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ติดตามเพจหมุนรอบลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บอร์ดเกม DiXit ชวนลูกใบ้คำ ฝึกทักษะเล่าเรื่อง โดย พ่อเอก

Patchwork บอร์ดเกมยอดนิยม เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นเพลิน โดยพ่อเอก

รีวิว Quoridor และ Pylos เกมส์ไม้ เสริมพัฒนาการ โดยพ่อเอก

ชวนเล่น! Splendor จุดประกายลูก สนุกกับบอร์ดเกม โดย พ่อเอก

ลูกหาย อุทาหรณ์เตือนใจ

บทเรียนของแม่เมื่อทำ ลูกหาย !ประสบการณ์จริงเตือนใจ

บทเรียนจริงของแม่ กับเหตุการณ์ ลูกหาย ที่ทำเอาใจหล่นไปถึงตาตุ่ม มาดูวิธีเอาตัวรอดที่แม่ได้สอนลูกไว้ ว่าในเหตุการณ์จริงจะได้ผลตามตำราหรือไม่ พร้อมวิธีป้องกัน

บทเรียนของแม่เมื่อทำ ลูกหาย !! ประสบการณ์จริงเตือนใจ

ประสบการณ์ อุทาหรณ์ เหตุการณ์จริงของใครคนหนึ่ง แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจ กังวล หรือแม้แต่อาจกลายเป็นข่าวเศร้า แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์อันมีค่าของเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ นั่นคือ การเป็นข้อควรระวัง ข้อเตือนใจแก่ผู้คนอีกมากมายที่จะได้ระมัดระวัง ไม่ประมาทกับเหตุการณ์แบบเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นกับเรา ครอบครัว หรือคนรู้จัก เมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ได้รับโอกาสอันดีถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์จริงของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ยินดีแชร์เรื่องราว อีกทั้งวิธีการดี ๆ ในการสอนลูกให้รับมือกับสถานการณ์เมื่อ ลูกหาย พลัดหลงกับแม่ควรทำอย่างไร

พลัดหลงกับแม่ ทำอย่างไรดี
พลัดหลงกับแม่ ทำอย่างไรดี
เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เลยค่ะ …เราพลัดหลงกับลูกสาว วัย 7 ขวบ วันนี้เลยจะมาเล่าให้แม่ ๆ ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นและลูกของเราแก้ปัญหาอย่างไร เผื่อจะเป็นอุทาหรณ์ให้แม่ ๆในกลุ่มเรื่องการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันค่ะ
วันนั้นแม่พาลูกไปเดินตลาดเย็นแถวบ้านเพื่อซื้อกับข้าวตามปกติค่ะ (ตลาดกับบ้านห่างกันประมาณ 150 เมตร) แต่วันนั้นเพิ่มเติมคือมีตลาดนัดมาเปิดติดกัน ซึ่งตลาดนัดจะมาเฉพาะวันศุกร์ และก่อนที่เราสองแม่ลูกจะมาเดินตลาด คุณพ่อก็ได้ฝากซื้อหมี่กรอบที่ตลาดนัด
เย็นวันนั้นลูกอยากกินสปาเก็ตตี้ เมื่อไปถึงร้านสเต๊กที่ขายสปาเก็ตตี้แม่ก็จัดการซื้อให้ แต่ขณะที่แม่กำลังสาละวนจ่ายเงินด้วยแอพเป๋าตัง ก็ได้ยินแม่บอกว่า “หนูจะไปซื้อหมี่กรอบให้ป๊าเอง เดี๋ยวม๊าค่อยตามไปนะ” แม่เออออ มือก็กดจ่ายเงิน แล้วก็นึกได้ว่าต้องถามเสียหน่อยว่าลูกรู้หรือเปล่าว่าร้านหมี่กรอบอยู่ไหน? แต่พอเงยหน้าขึ้นมา…ก็ไม่ทันแล้ว ลูกหายตัวไปแล้ว
มองซ้ายมองขวาไม่เห็นแม้แต่เงา แม่เริ่มใจไม่ดีรีบเดินตามหา แต่เพราะตลาดนัดมี 2 โซน คือ มีโซนอาหารกับโซนของใช้ ทำให้กินบริเวณกว้าง แม่จึงตั้งใจว่าจะไปหาร้านหมี่กรอบที่โซนของกินก่อนเพราะเมื่อวันศุกร์ก่อนโน้นลูกเคยมากับพ่อครั้งนึงแล้ว แม่เดาว่าเขาน่าจะจำทางได้ถึงบอกว่าจะมาคนเดียว เป้าหมายแรกของแม่จึงเป็นร้านหมี่กรอบ
แต่วันนั้นร้านหมี่กรอบไม่มาขาย และแม่หาลูกไม่เจอ
แม่เริ่มใจไม่ดี และเดินวนอยู่ 3-4 รอบก็ไม่เห็นลูกแม้แต่เงา แม่พยายามตั้งสติ และนึกได้ว่า เคยบอกเขาไว้ว่าถ้าหลงทางกับแม่ ให้กลับไปที่จุดล่าสุดที่เราอยู่ด้วยกัน (**) แม่จึงตั้งใจจะเดินกลับไปร้านสเต๊ก และระหว่างทางแม่ก็เจอลูกเดินนำอยู่ข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าลูกจะทำอะไร แม่จึงแอบเดินตามหลังลูกไปจนถึงร้านสเต๊กถึงได้แสดงตัวว่าแม่อยู่ข้างหลังลูกนี่เอง
ลูกวิ่งมากอด น้ำตาคลอเบ้า ดูท่าทางใจเสียมาก ๆ แม่จึงกอดปลอบจนท่าทางดีขึ้นก็จูงมือกันกลับบ้าน
เขาเล่าว่า…ป๊าเคยพามาซื้อหมี่กรอบครั้งนึงแล้วแหละ แต่ป๊าพาไปที่ร้านโดยไม่ผ่านโซนของใช้เลย วันนี้ไปคนเดียวจึงตกใจมากเมื่อเห็นว่าที่แท้ตลาดนัดมันมี 2 โซน คือ โซนของใช้กับโซนอาหาร จะถามแม่ แม่ก็ไม่ตามมาสักที ตอนนั้นตัวเองเดินอยู่ที่โซนของใช้ ก็ไม่กล้าไปโซนอาหารเพราะกลัวว่าแม่จะตามมาไม่เจอ (ขณะที่แม่เริ่มจากโซนอาหาร ทำให้เราคลาดกัน) ก็เดินวนรอแม่และในที่สุดก็คิดได้ว่าตัวเองหลงกับแม่แน่นอนแล้ว และตัดสินใจกลับมารอแม่ที่ร้านสเต๊ก และถ้าแม่ยังไม่มาอีก แผน 2 คือจะขอยืมโทรศัพท์ของพี่ที่ร้านสเต๊กโทรหาแม่ แต่มาเจอแม่ที่ร้านสเต๊กก่อนก็เลยไม่ต้องไปถึงแผน 2
ขอขอบคุณประสบการณ์จากคุณแม่ Wachiraphorn Srihinkong
ตั้งสติ ไม่ร้องไห้งอแง เมื่อพลัดหลง
ตั้งสติ ไม่ร้องไห้งอแง เมื่อพลัดหลง

วิธีสอนลูกน้อยรับมือกับสถานการณ์พลัดหลง…ฉบับสถานการณ์จริงจะได้ผลหรือไม่???

 6 วิธีช่วยให้เด็กแก้ไขสถานการณ์พลัดหลงกับแม่ได้จริง!!
โดยคุณแม่เจ้าของเรื่องได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทำให้น้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ดี ไม่ทำให้เกิดเหตุ ลูกหาย นั้นเป็นผลมาจากการที่คุณแม่ได้เตรียมรับมือ สอนลูกไว้ถึง วิธีการป้องกันไม่ให้ ลูกหาย หรือหากพลัดหลงต้องปฎิบัติตัวอย่างไรไว้ก่อนตั้งแต่ลูกยังเล็ก
  • สอนลูกให้ตั้งสติ และหยุดอยู่กับที่

การให้คำมั่นให้ลูกมั่นใจว่ายังไงเราต้องกลับมาหาเขาจนเจอแน่ จะช่วยให้ลูกอุ่นใจ และไม่ร้องไห้งอแง สติหลุด หากเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย ลองบอกให้ลูกหยุดอยู่กับที่เพื่อให้พ่อแม่เดินกลับมาหาได้ง่ายขึ้น จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ ลูกหาย

พอลูกโตได้สัก 4-5 ขวบ แม่ก็สอนว่าถ้าหลงกับแม่ ลูกต้องทำตามนี้

(1) เมื่อรู้ตัวว่าหลงให้หยุดเดินต่อทันที
(2) หันซ้ายหันขวา
-ถ้าจำได้ว่าจุดล่าสุดที่อยู่กับแม่คือตรงไหน ให้เดินกลับไป และรอแม่ที่นั่น
-ถ้าจำไม่ได้ และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ให้หยุดอยู่ตรงนั้น และมองหา “ตำรวจ หรือ ยาม หรือ พนักงานที่ใส่ชุดยูนิฟอร์ม” เพื่อขอความช่วยเหลือโดยการบอกว่าหนูหลงกับแม่ค่ะ พี่ช่วยโทรหาคุณแม่ให้หนูหน่อยนะคะ หนูจำเบอร์โทรศัพท์ได้
หรือถ้าไม่ใช่ห้าง ให้ไปร้านค้าที่ใกล้ที่สุดและบอกแคชเชียร์ หรือคนคิดเงินของร้าน (เพราะเขาเป็นคนดูแลร้านแน่ๆ)

ในกรณีนี้ ลูกยังจำได้ว่าเจอแม่ล่าสุดที่ร้านสเต๊ก และรู้ว่าร้านสเต๊กอยู่ตรงไหนจึงตัดสินใจกลับมาเพื่อรอที่ร้านสเต๊ก

เด็กวัยกำลังซน ต้องคอยดูแล และสอนการรับมือ ป้องกัน ลูกหาย
เด็กวัยกำลังซน ต้องคอยดูแล และสอนการรับมือ ป้องกัน ลูกหาย
  • เตรียมข้อมูลติดต่อให้พร้อมไว้ในกระเป๋าลูก

หากลูกยังเล็กควรเขียนข้อมูลที่สามารถติดต่อกับคุณพ่อคุณแม่ได้ใส่กระเป๋าให้ลูกติดตัวไว้ เช่น ชื่อลูก ชื่อคุณพ่อคุณแม่ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เบอร์สำรอง โรคประจำตัวลูก เป็นต้น และสอนให้ลูกหยิบออกมาให้กับคนที่ลูกไปขอความช่วยเหลือ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือพนักงานที่ดูแลพื้นที่นั้น ๆ เมื่อเกิดการพลัดหลง

ตอนที่ลูกยังอายุไม่ถึง 5 ขวบ เวลาออกจากบ้าน แม่จะให้ลูกสะพายกระเป๋าเป้ที่มีสายจูง เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกวิ่งหนี ถ้าลูกไม่ยอมใส่ก็จะไม่ยอมให้ลูกออกจากบ้าน หรือลงจากรถ และในกระเป๋าเป้ที่ลูกสะพายจะมีกระดาษที่ระบุว่าเด็กคนนี้ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ หากผู้ใดพบเห็นเด็ก หรือกระเป๋านี้ รบกวนโทรหาที่เบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ ก่อนออกจากบ้านไปห้างหรือสถานที่ท่องเที่ยว แม่จะบอกลูกว่าถ้าลูกหลงทางกับแม่ และจำเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ หรือไม่รู้จะบอกขอความช่วยเหลืออย่างไร ให้ลูกยื่นบัตรใบนี้ให้เขา เขาจะได้รู้ว่าลูกหลงทางกับแม่ และโทรหาแม่ได้

หากลูกโตพอที่จะสามารถจดจำเบอร์โทรศัทท์ของคุณพ่อหรือคุณแม่ได้จะยิ่งช่วยให้สะดวกในการติดต่อตามหามากยิ่งขึ้น

ตอนลูก 3 ขวบ แม่เริ่มสอนให้ลูก “ท่องเบอร์โทรศัพท์ของแม่กับพ่อ” ท่องแบบให้จำขึ้นใจเลย มีการแอบถามทุกเดือนว่าลูกยังจำได้ไหมว่าเบอร์อะไร และเขาก็ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

  • ให้ลูกได้ทดลองในสถานการณ์จริง แบบจำลองเหตุการณ์สมมติเพื่อทดสอบว่าเขาจะทำได้ไหม?
 แม่เริ่มให้ลูกเดินจ่ายตลาดเอง แต่ละวันจะบอกจุดหมายว่าวันนี้จะซื้ออะไรบ้าง เช่น วันนี้จะซื้อหมูทอด สลัด และข้าวมันไก่ แม่จะให้เงินไป และให้ลูกเดินไปซื้อเองคนเดียว โดยเราจะนัดกันว่าซื้อเสร็จแล้วจะกลับมาเจอกันที่ไหน
ผลจากการหัดซื้อของเอง และเดินสำรวจพื้นที่ ทำให้เขาเริ่มหัดสังเกตร้านค้าในตลาด และจดจำร้านที่ไปบ่อย ๆ ได้ รวมถึงมีความกล้าในการถาม และพูดคุยกับแม่ค้าแถว ๆ นั้นเพิ่มขึ้น

จากวิธีของคุณแม่เจ้าของเรื่องเป็นการให้ลูกได้ทดลองทำด้วยตนเอง ในช่วงเวลาสั้น ๆ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ที่ทั้งปลอดภัย และทำให้ลูกได้ตระหนัก และเรียนรู้วิธีที่จะดูแลตนเอง และการเอาตัวรอดเมื่อไม่มีแม่คอยดูแล นับว่าเป็นวิธีที่น่าเอามาเป็นแบบอย่างสอนลูกได้ดีอีกวิธีหนึ่งก็ว่าได้ โดยรูปแบบการทดลองเรียนรู้ดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนไปตามวิธีการของแต่ละบ้านตามความเหมาะสม

ลูกหาย แจ้งตำรวจได้ก่อน 24 ชม.
ลูกหาย แจ้งตำรวจได้ก่อน 24 ชม.
  • สอนการป้องกันตนเองให้กับลูก 

สอนการป้องกันตนเอง เมื่อถูกคนร้ายจับมือ ดึงแขน ดึงผม หรือล็อคคอ โดยการดูจากคลิปวิดีโอที่สอน และลองทดลองทำ โดยให้แม่เป็นคนร้าย เน้นแค่ให้ลูกดิ้นหลุด และวิ่งหนีได้

  • สอนให้ลูกรู้จักปฎิเสธคนแปลกหน้า

สิ่งหนึ่งที่เป็นความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ในขณะที่ลูกหายไปนั้น คือกลัวว่าลูกจะไปเจอคนร้าย คนไม่หวังดีสวมรอยพาตัวลูกให้ห่างออกไปหรือไม่ ดังนั้นเราจึงควรสอนให้ลูกรู้จักการปฎิเสธคนแปลกหน้า เวลาเขาชวนไปด้วยกัน โดยวิธีการปฎิเสธมีทั้งส่ายหน้า วิ่งหนี หลีกเลี่ยงการสนทนา หรือมองหาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ เช่น ตำรวจ ยาม เป็นต้น โดยบอกให้ลูกยืนรออยู่ตรงที่เดิม ไม่ตามใครไปจะดีกว่า

  • แผนที่ และแผนผัง

แผนที่ และแผนผัง เป็นจุดสำคัญที่คุณแม่เจ้าของเรื่องได้กล่าวว่า ทำให้ลูกสามารถจัดการปัญหาเวลาพลัดหลงกับแม่ได้ เพราะคุณแม่ได้สอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องแผนผัง และแผนที่ โดยสอนลูกให้เขียน และอ่านแผนที่ สอนการระบุตำแหน่งตนเองจากสถานที่สำคัญที่ใกล้ที่สุด และระบุจุดที่ตนเองอยู่ในแผนที่ได้ แม่สอนเรื่องทิศทาง สอนและให้จดจำร้านค้าใกล้บ้าน หรือตรงทางแยก เผื่อว่าเมื่อต้องเดินทางกลับบ้านเองจะได้ทำได้ วิธีดังกล่าวจึงทำให้ถึงแม้ลูกจะไปหลงในโซนของใช้ที่ตนเองไม่เคยไป แต่ก็ยังหาทางกลับมาที่ร้านสเต๊กได้ถูก รวมถึงกลับมาเขียนแผนที่ได้ถูกว่าตนเองไปที่ไหนมาบ้างหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงว่าสิ่งที่แม่สอนไว้ มันมีประโยชน์ และลูกก็ได้ใช้ประโยชน์จากมันจริง ๆ

สอนลูกจำเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ ป้องกัน ลูกหาย ได้
สอนลูกจำเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ ป้องกัน ลูกหาย ได้

ว้าว…เห็นไหมละว่า วิธีการรับมือกับสถานการณ์พลัดหลงของคุณแม่ และคุณลูกคู่นี้สามารถทำให้ครอบครัวผ่านพ้นจากเหตุการณ์ร้าย แถมยังนำประสบการณ์มาเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับอีกหลาย ๆ บ้าน ในการเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์พลัดหลง ลูกหาย ขึ้นจริง เพราะเราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ วันไหน การเตรียมพร้อม สอนลูกให้รับมือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

กรณีที่ ลูกหาย จริง ๆ หลงแล้วหากันไม่เจอ สามารถแจ้งความได้เลยทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง หรืออาจใช้ช่องทางออนไลน์ อีกหนึ่งตัวช่วยในการค้นหาลูก โดยแจ้งข้อมูลลูก ภาพ พร้อมสถานที่ วันเวลาที่ลูกหายตัวไป พร้อมเบอร์ติดต่อกลับของพ่อแม่ ให้ช่วยตามหาลูกให้ไวที่สุด ป้องกันการสูญหาย

อ่านบทความดี ๆ คลิก

เด็กหาย!! ทำอย่างไรให้เจอเร็ว ไม่เกิดเหตุร้าย?

อุทาหรณ์!! “ลูกลื่นล้ม” ธรรมดาแต่นำพาสู่ การผ่าตัดใหญ่!!

รวม ของที่ลูกไม่ควรเล่น 7 อย่าง เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

รับมือ ลูกอยู่ไม่นิ่ง กับ6พฤติกรรม”แหย่ๆ”ของเด็กวัยซน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของเล่นที่ดี สำหรับเด็ก 0-3 เดือน

หมอแนะ! ของเล่นที่ดี เสริมพัฒนาการลูกน้อยวัย 0-3 เดือน

ถึงแม้ว่ากิจวัตรของเจ้าตัวน้อยวัยแรกเกิดจะไม่พ้น กินนม นอน เปลี่ยนผ้าอ้อม แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการของลูก ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ การเรียนรู้ผ่านการเล่น เช่นเดียวกับเด็กทุกวัย แล้วเด็กวัยนี้เล่นอะไรได้บ้าง ของเล่นที่ดี สำหรับลูกวัย แรกเกิด 0-3 เดือน ควรเป็นแบบไหน นพ.ทัศนพงษ์ ตั้งพัฒนาศิริ เจ้าของเพจ คุณหมอพ่อลูกอ่อน “Doctor Daddy” มีคำแนะนำดีๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

สวัสดีครับวันนี้พ่อหมอจะมาแนะนำ ของเล่นที่ดี และการเล่นที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด 0-3 เดือนนะครับ

มาพูดถึงหลักการทั่วไปก่อนแล้วกัน โดยปกติทั่วไปเด็กจะมีพัฒนาการที่ดีต้องอาศัยการเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัวเด็กในทุกๆ วัน ซึ่งการเรียนรู้ผ่านการเล่น ก็เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสมตามวัย ไม่ว่าจะเล่นอะไร เล่นอย่างไร เล่นแบบไหน เล่นกับใคร ก็ล้วนก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านความสนุกสนาน ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการต่างๆ และปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างนั่นเอง

“หลักการของการเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการคือ การเล่นที่เหมาะสมร่วมกับ ของเล่นที่ดี ครับ”

ลักษณะการเล่นที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ?

  • คุณพ่อคุณแม่จะต้องจัดสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวและอุปกรณ์ในการเล่นของลูกให้ปลอดภัย
  • จัดสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเล่นให้ลูกสามารถเล่นได้อย่างอิสระตามความคิดและจินตนาการของลูก โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตการและให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกต้องการ คอยตอบคำถามลูกเมื่อจำเป็น และแสดงความยินดีเมื่อลูกทำสำเร็จ
  • การเล่นควรมีความสอดคล้องและซับซ้อนเหมาะสมตามลำดับพัฒนาการของลูกในแต่ละวัย ไม่ง่ายเกินไปและไม่ซับซ้อนจนเกินไป
  • ให้ลูกเล่นของเล่นทีละอย่าง ไม่เล่นของเล่นหลายๆ อย่างพร้อมกันเพราะจะทำให้ลูกสับสนวอกแวกได้
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด จินตนาการ แก้ไขปัญหาการเล่นต่างๆ ด้วยตัวเด็กเอง ไม่บังคับหรือตั้งเป้าหมายมากจนเกินไปซึ่งอาจปิดกั้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของลูกๆ ได้

ลักษณะ ของเล่นที่ดี เป็นอย่างไร ?

ของเล่นที่ดี ต้องเป็นของเล่นเหมาะสมตามวัย ไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากหรือซับซ้อนเกินวัย เป็นของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และกระตุ้นจินตนาการของลูกๆ นั่นเองครับ

ของเล่นเด็ก 0-3 เดือน

 

ของเล่นแบบไหน เหมาะสำหรับ เด็กอายุ 0 – 3 เดือน

ในเด็กอายุ 0 – 3 เดือนนั้น อย่างที่เราทราบกันดีว่าเด็กจะยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร การเล่นที่เหมาะสมในเด็กวัยนี้จึงเป็นการเล่นที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็ก ก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นี่ละครับ การกระตุ้นประสาทสัมผัสเหล่านี้จะช่วยพัฒนาการของเด็กในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา พัฒนาด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการเคลื่อนไหว พัฒนาการด้านการรับรู้และการใช้ภาษา พัฒนาการด้านการช่วยเหลือตัวเองและเข้าสังคม รวมทั้งพัฒนาการอารมณ์และจิตใจด้วย

ส่วนของเล่นที่ดีในวัยนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่นั่นเองครับ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า น้ำเสียง และสัมผัสของคุณพ่อคุณแม่ นอกจากนั้นยังมีของเล่นบางอย่างที่มีประโยชน์ เช่น กรุ๊งกริ๊ง โมบาย เป็นต้นครับ

ของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็ก

1. ประสาทสัมผัสด้านการมองเห็น

เด็กวัยแรกเกิดจะยังมองไม่ค่อยเห็นดีเท่าไร ลักษณะการมองเห็นเหมือนคนสายตาสั้น และยังมองเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวดำอยู่ คุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดคุยเล่นกับลูกในระยะใกล้ๆ ไม่เกิน 30 ซม.เพื่อให้ลูกมองเห็นและสังเกตการเคลื่อนไหว แต่พออายุ 1 – 2 เดือนขึ้นไป เด็กก็จะเริ่มมองเห็นสีสันต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งเริ่มมองได้ไกลและชัดขึ้น คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถหาของเล่นที่มีสีสันสดใสชัดเจนมาเล่นกับลูกในวัยนี้ได้นั่นเองครับ

2. ประสาทสัมผัสด้านการได้ยิน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงของคุณพ่อคุณแม่ครับ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับลูกตลอดเวลาเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสการได้ยิน ให้เด็กคุ้นชินกับเสียงของคุณพ่อคุณแม่ นอกจากเสียงของพ่อแม่แล้ว ของเล่นบางอย่างที่มีเสียง เช่น กรุ๊งกริ๊ง หรือตุ๊กตาที่มีเสียงก็พอช่วยได้ นอกจากนั้นเสียงเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะคุณพ่อคุณแม่ร้องเองหรือเปิดเพลงให้ลูกฟัง ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสการได้ยินของลูก รวมทั้งฝึกให้ลูกรับรู้จังหวะด้วยนั่นเองครับ

เล่นกับลูก

3. ประสาทสัมผัสด้านการได้กลิ่น

เด็กจะมีการตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ ในเด็กแรกเกิดนั้นเด็กยังไม่สามารถมองเห็นได้ดี ดังนั้น เด็กจะจดจำคุณพ่อคุณแม่ได้จากกลิ่น เด็กจะคุ้นชินกับกลิ่นของคุณพ่อคุณแม่ได้เป็นอย่างดี กลิ่นจึงเป็นตัวกระตุ้นประสาทสัมผัสอย่างหนึ่งนั่นเอง

4. ประสาทสัมผัสด้านการสัมผัส

เด็กแรกเกิดจะรับรู้ถึงการสัมผัสของคุณพ่อคุณแม่จากการอุ้มเป็นหลัก การสัมผัสที่นุ่มนวลก็จะช่วยให้ลูกผ่อนคลายและสงบ พอโตขึ้นมาหน่อย การหยอกล้อเล่นกับลูกด้วยวิธีการสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจั๊กจี้ การเล่นปูไต่ หรือการนวดตามแขนขาและลำตัว ก็ถือเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ดี และช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ด้วยครับ

5.ประสาทสัมผัสด้านการรับรส

ในวัยแรกเกิดนี้ ในส่วนของการรับรสอาจจะยังไม่มีตัวกระตุ้นอะไรมากมาย เพราะลูกรับรสจากแค่นมแม่เท่านั้น ยังไม่แนะนำให้มีการรับประทานอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากนมแม่ครับ

จะเห็นว่าในเด็ก 0 – 3 เดือนนั้น ถึงแม้ลูกจะยังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่การเล่นที่เหมาะสม และสิ่งแวดล้อมที่ดีล้วนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการของลูกทั้งนั้น รวมทั้งทำให้ลูกเกิดความฉลาดในการเล่น (Play Quotient) ซึ่งเด็กที่มีความฉลาดในการเล่น จะสามารถนำการเล่นไปประยุกต์ใช้กับประสบการณ์ส่วนตัว ประยุกต์ใช้กับความรู้และจินตนาการ ส่งผลให้เด็กมีพื้นฐานที่จะเอาตัวรอด ใช้ชีวิตและประสบความสำเร็จในอนาคตได้

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าลืมที่จะให้ความสำคัญการการเล่นที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับลูกกันนะครับ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


ติดตามเคล็ดไม่ลับ เลี้ยงลูกตามหลักการแพทย์ กับคุณหมอทัศนพงษ์

ได้ที่เพจ คุณหมอพ่อลูกอ่อน “Doctor Daddy”

คุณหมอพ่อลูกอ่อน doctor daddy

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

พัฒนาการเด็ก 1 เดือน ลูกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง แม่ต้องรู้!

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ลูกโตแค่ไหน ต้องส่งเสริมพัฒนาการยังไง?

พัฒนาการเด็ก 3 เดือน ต้องกระตุ้นอย่างไร? ให้ลูกแข็งแรงสมวัย

 

 

วิธีสังเกต ลูกเป็น “ผื่นแพ้นมวัว” หรือไม่? โดยคุณหมอนิอร

ปัจจุบันสื่อโซเซียลมีเดียเข้าถึงได้ง่าย เวลาลูกเล็กมีผื่นเมื่อคุณพ่อ คุณแม่ค้นหาเข้าไปใน Google, Bing หรือเข้าไปรวมกลุ่มใน facebook เมื่อได้อ่านข้อมูลอาจจะทำให้คุณพ่อ คุณแม่สับสนหรือสงสัยว่าลูกของคุณเป็น ผื่นแพ้นมวัว หรือเปล่า เนื่องจากโรคนี้ถูกกล่าวถึงเป็นวงกว้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หมอจะมาคลายข้อสงสัยให้คุณพ่อคุณแม่ค่ะ

ผื่นแพ้นมวัว มีอาการทางผิวหนังได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. ปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาการแพ้แบบเฉียบพลัน ได้แก่ ลมพิษ ปากบวม ในบางรายที่มีอาการรุนแรงสามารถพบอาการตามระบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจไม่สะดวก จากกล่องเสียงบวม หรือหลอดลมตีบ ความดันโลหิตต่ำ อาเจียน เป็นต้น อาการจะเกิดขึ้นภายใน 30 นาที หรือช้าที่สุดไม่เกิน 4 ชั่วโมง เมื่อได้รับนมวัว
  2. ปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาการแพ้แบบช้า ได้แก่ ผื่นผิวหนังอักเสบ พบว่าผิวหนังจะมีอาการอักเสบ แดง มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม เป็นต้น อาการจะเกิดขึ้นช้าใช้เวลาหลายวันหลังจากได้รับนมวัว แต่ในครั้งหลังๆ อาการแสดงให้เห็นเร็วขึ้น

เมื่อไหร่ที่ต้องสงสัยว่าลูกเป็น ผื่นแพ้นมวัว

  1. เมื่อดื่มนมวัว หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัว แล้วมีผื่นลมพิษขึ้นภายใน 30 นาทีถึง 4 ชั่วโมง เมื่อได้รับนมวัวมีผื่นต้องมีลมพิษขึ้นทุกรอบ
  2. เมื่อดื่มนมวัว หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัว แล้วมีผื่นผิวหนังอักเสบเกิดขึ้น หรือทำให้ผื่นที่มีอยู่แล้วแย่ลง ทั้งที่ได้รับการดูแลผิวและรักษาการอักเสบอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว แต่การประเมินเพื่อหาความสัมพันธ์กับเวลาในกลุ่มนี้ทำได้ยากเนื่องจากระยะเวลาไม่ชัดเจนเหมือนในกลุ่มอาการเฉียบพลัน
นมวัว
สังเกตอย่างไร ว่าลูกเป็น ผื่นแพ้นมวัว

ทำอย่างไรต่อดีเมื่อสงสัยว่า ลูกแพ้นมวัว

หมอแนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านภูมิแพ้หรือผิวหนัง เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย และติดตามอาการนะคะ

  • กรณีการแพ้แบบเฉียบพลันไม่แนะนำให้ทดลองอาหารเองนะคะ เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้แบบรุนแรงเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมว่า กรณีใดควรทดสอบโดยวิธีสะกิดที่ผิวหนัง หรือตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีจำเพาะต่ออาหารค่ะ
  • หากสงสัยอาการแพ้แบบผิวหนังอักเสบ
    • ในกรณีที่ลูกดื่มนมเม่ หากต้องการให้นมแม่ต่อ แนะนำให้คุณแม่งดนมวัวและอาหารที่มีส่วนผสมนมวัว
    • กรณีที่ลูกดื่มนมวัว แพทย์จะแนะนำให้ลูกงดดื่มนมวัวและงดรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว เปลี่ยนนมเป็นนมผสมในกลุ่มเฉพาะสำหรับเด็กแพ้นมวัว
    • งดนมวัวอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ จากนั้นให้สังเกตอาการ
      • หากผื่นไม่ดีขึ้นทั้งที่งดนมวัวแล้ว แสดงว่านมวัวไม่น่าจะใช่สาเหตุ
      • หากงดนมวัวแล้วดีขึ้น แสดงว่ามีโอกาสเป็นไปได้จากนมวัว เมื่อผื่นหายสนิทให้ทานนมวัวกลับเข้าไปใหม่
        • หากไม่มีอาการกำเริบของผื่น แปลว่า นมวัวไม่ใช่สาเหตุของผื่น เด็กและคุณแม่ไม่จำเป็นต้องงดนมวัว
        • ถ้าเกิดผื่นขึ้นอีก สามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ว่าผื่นมีความสัมพันธ์กับนมวัวจริง ให้คุณแม่งดนมวัวและงดรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวและจากนั้นสามารถให้นมแม่ต่อได้ ส่วนลูกที่ทานนมผสมสูตรทั่วไปอยู่ให้เปลี่ยนมาเป็นนมผสมสูตรสำหรับเด็กแพ้นมวัว เช่น Nutramigen และ HiQ Pepti เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

ผื่นแพ้นมวัว ดีขึ้นได้เองตามอายุ ส่วนใหญ่สามารถกลับไปรับประทานนมวัวได้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามอาการ จัดตารางการให้นมวัวกลับเข้าไปในช่วงที่เหมาะสม

คุณแม่ที่ให้นมลูกอยู่หรือลูกเองไม่ควรงดรับประทานอาหารบางอย่างโดยที่ยังไม่ได้มีข้อสงสัยแน่ชัด เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดสารอาหารในแม่หรือลูก คุณค่าของสารอาหารในน้ำนมไม่เพียงพอ หรือการเปลี่ยนให้ลูกมาทานนมสำหรับสูตรสำหรับเด็กแพ้นมวัวโดยไม่จำเป็น เนื่องจากมีราคาสูงกว่านมผสมสูตรทั่วไปทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้นค่ะ

สุดท้ายโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังไม่ได้สัมพันธ์กับผื่นแพ้นมวัวทุกราย มีเพียง 30% ของกลุ่มโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่มีอาการรุนแรงปานกลางขึ้นไปที่พบว่ามีการแพ้นมวัวร่วมด้วยค่ะ

*โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่เท่ากับ ผื่นแพ้นมวัว*

 

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © พญ.นิอร บุญเผื่อน All rights reserved. อนุญาตให้เฉพาะ Amarin Baby & Kids เท่านั้น ห้ามคัดลอก ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ เตรียมพร้อมในการดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว รวมถึง สุขภาพผิวอันบอบบางของลูกน้อย เพราะปัญหาสุขภาพผิวอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพผิวลูกน้อยให้แข็งแรง เพื่อพัฒนาการที่ไม่สะดุด และพร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ


ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพผิวเด็กและโรคผิวหนังในเด็ก

กับคุณหมอนิอร ได้ที่เพจ ผิวเด็ก

เพจผิวเด็ก

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Checklist 7 วิธีเลือกสบู่เหลวเด็ก ครีมอาบน้ำเด็ก โดยคุณหมอนิอร

เทียบสารอาหาร “นมสำหรับเด็กแพ้นมวัว” (นมถั่วเหลือง-นมอัลมอนด์-นมข้าว-นมลูกเดือย)

 

โรคโกเช่ร์ LSD

มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี และทาเคดา ประเทศไทย ร่วมส่งต่อความหวังให้ผู้ป่วยโกเช่ร์ กระตุ้นสังคมเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นในวันโกเช่ร์สากล

โรคโกเช่ร์ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการผิดปกติของการถ่ายทอดยีนแบบยีนด้อยซึ่งผู้ป่วยได้รับจากทั้งพ่อและแม่ ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายจากการสะสมของสารในไลโซโซม (Lysosomal storage disorder หรือ LSD)  อุบัติการณ์ของโรคมีน้อยกว่า 1:100,000 ประชากร หรือพบผู้ป่วย 1 ราย ต่อประชากร 100,000 ราย โรคโกเช่ร์ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ 1 ไม่มีอาการทางระบบประสาท  ชนิดที่ 2 มีอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากผลแทรกซ้อนทางระบบประสาท และชนิดที่ 3 ผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาท โดยจะมีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านสติปัญญา หรือมีอาการลมชัก เป็นต้น โรคนี้มักพบอาการของโรคได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละรายจะมีอาการไม่เหมือนกัน  ผู้ป่วยเด็กบางรายอาจมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตช้า บางรายพ่อแม่สามารถสังเกตได้จากรูปร่างที่เริ่มผิดปกติ และแสดงอาการเจ็บป่วย เช่น ท้องโตเพราะตับ ม้ามโต มีอาการทางระบบเลือด เกิดภาวะซีด เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เป็นแผลฟกช้ำและเลือดออกง่ายกว่าปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดกระดูก มีภาวะกระดูกบาง กระดูกหักง่าย

ปัจจุบันความตระหนักรู้ใน โรคโกเช่ร์ นั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างซึ่งส่งผลกระทบในหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการวินิจฉัยและการเข้าถึงการรักษาที่เป็นกลไกที่สำคัญในการให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเท่าเทียมกับโรคอื่น ๆ ซึ่งในขณะนี้ยังมีช่องว่างที่ทุกภาคส่วนควรให้ความใส่ใจเพื่อสวัสดิภาพของผู้ป่วยโรคโกเช่ร์ ที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากผ่านความร่วมมือเพื่อพัฒนาแผนงานและการส่งเสริมกิจกรรมในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานการรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย

นายแพทย์พิชัย คณิตจรัสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด

นายแพทย์พิชัย คณิตจรัสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทาเคดามุ่งมั่นในการแสวงหาสุขภาพที่ดีให้กับผู้คนทั่วโลก ผ่านนวัตกรรมด้านการรักษาระดับโลก โดยโรคหายาก (Rare Diseases) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มโรคหายากทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Rare Immunology) โรคหายากทางโลหิตวิทยา (Rare Hematology) และโรคหายากทางเมตาบอลิซึม (Rare Metabolic) ปัจจุบันมีผู้ป่วยกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก โดย 3 ล้านคนนั้นเป็นผู้ป่วยในประเทศไทยที่ต่างต้องเผชิญความทุกข์ทรมาน ซึ่งความท้าทายของโรคหายาก คือการใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากความแพร่หลายเรื่องโรคยังอยู่ในวงจำกัด ทั้งในประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยีในการวินิจฉัยโรค และการเข้าถึงการรักษาที่ยังไม่ครอบคลุม ด้วยเหตุนี้การร่วมมือกับองค์กรต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศด้านการดูแลผู้ป่วยโรคหายาก เราได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรแพทย์ และกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยโรคหายากเพื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ในโรคหายากทั้งในเชิงวิชาการและภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าจะต้องไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ที่ผ่านมา ทาเคดา ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ เครือข่ายเวชพันธุศาสตร์และสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรค

หายากแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ป่วยโรค HAE แห่งประเทศไทย และมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ภายใต้กรอบความร่วมมือเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องโรคหายาก พร้อมผลักดันให้เกิดมาตรฐานในการรักษาโรคหายากในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี

นายบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี กล่าวว่า ตนเองมีลูกที่เกิดมาพร้อมกับ โรคโกเช่ร์ ต้องอดทนต่อสู้เพื่อให้ลูกฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปให้ได้แม้จะเผชิญปัญหามากมายทั้งเรื่องของการตรวจวินิจฉัย การรักษาและค่าใช้จ่ายที่สูง ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มโรคแอลเอสดีจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้เอนไซม์ทดแทนไปตลอดชีวิต

โรคโกเช่ร์

“ลูกคือแรงบันดาลใจให้ผมก่อตั้งมูลนิธิฯ ได้พูดคุยกับครอบครัวของผู้ป่วย จึงได้เห็นว่าโรคหายากเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดการตระหนักรู้ในวงกว้าง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความเท่าเทียมในการรักษา เพื่อให้สามารถต่อสู้กับโรคและกลับมามีชีวิตที่ดีได้ มูลนิธิฯ ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงโรคหายากในกลุ่มโรคพันธุกรรมแอลเอสดีอย่างต่อเนื่อง มีการจัดอบรมให้ความรู้พ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูผู้ป่วยอย่างเข้าใจและถูกต้อง เปิดโอกาสให้ครอบครัวผู้ป่วยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐ และระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้านการรักษาพยาบาล ค่ายา และอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัจจุบันเราสามารถผลักดันให้ยารักษาโรคโกเช่ร์ชนิดที่ 1 ได้บรรจุอยู่ในระบบบัญชียาหลักแล้ว  มูลนิธิฯ หวังว่าจะมีการนำยาสำหรับรักษาโรคหายากชนิดอื่น ๆ เข้าสู่ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติในอนาคตอันใกล้ด้วย และอยากเห็นการคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยทางมูลนิธิฯ จะสนับสนุนการทำงานกับทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่าสูงสุด และในฐานะที่เป็นพ่อตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจและกำลังจะขอทำตามความตั้งใจเพื่อให้ลูกได้หายป่วย และขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ป่วยโรคหายากว่าเราจะไม่ทิ้งกัน”

โรคโกเช่ร์ LSD

ร่วมส่งกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย พ่อแม่ และผู้ดูแลไปด้วยกัน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคโกเช่ร์และโรคพันธุกรรมแอลเอสดีได้ที่ www.lsdthailand.com  หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยผ่านการบริจาคให้แก่มูลนิธิโดยสแกน QR Code

ลูกผิวแห้ง ทำไงดี

ลูกผิวแห้ง ทำไงดี? 5 วิธีช่วยให้ผิวลูกแข็งแรง ไม่แห้งขุย

เพราะผิวเด็กบอบบางและแพ้ง่าย คุณแม่จึงมักพบว่า ลูกผิวแห้ง ลอก เป็นขุยได้ง่าย จะทำอย่างไร? ให้ผิวลูกสุขภาพดี เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นน่าสัมผัส ทีมแม่ ABK มีคำแนะนำจาก พญ.ฐิติมา คุรุพงศ์ กุมารแพทย์ จากเพจ Dr.Pakky หม่ามี้หมอเด็ก ถึงการดูแลลูกผิวแห้ง และวิธีช่วยให้ผิวลูกแข็งแรง ไม่แห้งขุย มาฝากค่ะ

ลูกผิวแห้ง เกิดจากอะไร ?

พญ.ฐิติมา อธิบายว่า “ลูกผิวแห้ง เป็นได้จากหลายสาเหตุค่ะ ถ้าเป็นน้อยอาจจะสังเกตได้ว่าจะเป็นบริเวณข้อพับแขน ตรงศอก แล้วก็ข้อพับของขา แต่ถ้าเป็นเยอะ ตัวจะสากทั้งตัวได้เลย สาเหตุอันดับแรกอาจเกิดจากโครงสร้างของตัวเด็กเองที่มีชั้นที่เก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้น้อยกว่าคนปกติ ซึ่งส่วนมากอาจจะเป็นจากพันธุกรรม หรือว่าบางส่วนก็พบว่าเกิดจากการที่เป็นภูมิแพ้ ถ้าเป็นเยอะส่งผลให้โครงสร้างของผิวในชั้นเก็บกักความชื้นผิดปกติได้ ทำให้เกิดอาการผิวแห้งกว่าเด็กปกติ”

พฤติกรรมที่ทำให้ลูกผิวแห้ง

พฤติกรรมที่ทำให้ ลูกผิวแห้ง ?

“อีกสาเหตุหนึ่งที่มักจะทำให้เด็กๆ ผิวแห้งได้ก็คือ พฤติกรรมบางอย่างค่ะ เช่น อาบน้ำบ่อยจนเกินไป เด็กบางคนขี้ร้อนอาบน้ำวันละ 2-3 ครั้ง แช่น้ำอยู่ในอ่าง เล่นน้ำนาน อาบน้ำบ่อย การอาบน้ำนานเกินไป หรือว่าการใช้น้ำที่อุ่นเกินอุณหภูมิปกติ น้ำนี้จะชะล้างทำให้ชั้นไขมันที่เคลือบผิวหลุดออกไป ทำให้ผิวเราแห้งกว่าปกติ หรือว่าในบางคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่มีสารเคมีบางอย่างที่มาระคายเคืองต่อผิว ก็จะมีผลทำให้ผิวแห้งมากกว่าปกติได้เช่นกันค่ะ”

การอาบน้ำนานทำให้ลูกผิวแห้ง

5 วิธีช่วยให้ผิวลูกแข็งแรง ไม่แห้งขุย

“ลูกที่มีลักษณะผิวแห้งอยู่แล้วไม่ควรอาบน้ำบ่อยค่ะ อาบน้ำวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ และไม่ควรอาบน้ำนาน ปกติการอาบน้ำแบบแช่ในอ่างจะทำให้เราสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวได้มากกว่าการยืนอาบ ดังนั้น แนะนำเป็นการยืนอาบในเด็กโต และไม่ควรอาบน้ำอุ่น เวลาอาบน้ำเสร็จแล้วให้เช็ดตัวให้แห้ง รีบทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวและเก็บกักความชุ่มชื้นภายใน 3 นาทีหลังจากอาบน้ำเสร็จ จะช่วยเพิ่มการเก็บกักความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้ ที่สำคัญควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคืองผิวกับลูกนะคะ”

ทาโลชั่น ภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ

วิธีดูแลเมื่อลูกผิวแห้ง

พญ.ฐิติมา ให้คำแนะนำ 3 ข้อในการดูแล ลูกผิวแห้ง ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้ลูกผิวแห้งทั้งหมด ลดการใช้น้ำอุ่น ไม่อาบน้ำบ่อย ไม่อาบน้ำนาน ไม่เล่นน้ำบ่อย

2. ระวังไม่ให้ลูกเกา เพราะว่าเด็กที่ผิวแห้งมักจะตามมาด้วยผิวหนังอักเสบ และทำให้เด็กมีอาการคันเวลาเด็กมีอาการคัน เขาก็จะเกาเยอะ ยิ่งเกาก็จะยิ่งทำให้ผิวหนังอักเสบเป็นรุนแรงขึ้น ไม่หายสักที และเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นต้องไม่เกา แต่การจะห้ามลูกไม่ให้เกานั้นทำได้ยาก คุณพ่อคุณพ่ออาจต้องช่วยทางอ้อม อย่างเช่น ตัดเล็บลูกให้สั้น ตะไบเล็บไม่ให้คม จะได้ไม่เกา สวมเสื้อผ้าที่แขนยาวขายาว เพื่อลดการเกาในช่วงกลางคืนบางทีลูกเกาโดยไม่รู้สึกตัว หรือว่าบางคนที่เป็นเยอะจริงๆ แนะนำให้ทานยาแก้แพ้หรือยาแก้คันได้

ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันลูกเกา เมื่อลูกผิวแห้ง

3. เลือกหาตัวช่วยที่ให้ผิวเราแข็งแรง เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นมากขึ้น เมื่อลูกน้อยเริ่มมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น การดูแลผิวก็สำคัญเช่นกัน คุณแม่สามารถใช้ตัวช่วยดูแลที่เพิ่มขึ้นได้เช่น ใช้โลชั่นบำรุงผิว แต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และเสริมให้ผิวลูกแข็งแรงโดยเน้นที่สองหลักใหญ่ๆ คือ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และไม่ทำอันตรายต่อผิวเด็ก อย่างเช่น น้ำมันสกัดจากพืชธรรมชาติ Organic ที่ช่วยบำรุงให้ความชุ่มชื้น เสริมสร้างผิวให้แข็งแรง และลดการระคายเคืองผิวได้ดี เช่น โรสฮิป คาโมมายล์ เชียบัตเตอร์ เป็นต้น
ส่วนการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคืองและเหมาะต่อสภาพผิว ได้แก่ pH-Balance 5 ช่วยรักษาสมดุล และช่วยปกป้องความชุ่มชื้นของผิวไว้ด้วยน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และที่สำคัญให้ดูว่าผ่านการทดสอบจากสถาบันที่น่าเชื่อถือว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวเด็ก

ใหม่! ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์ ออร์แกนิค pH5.5 เบบี้ โลชั่น

ช่วยให้หมดกังวลเรื่องผิวแห้ง ผิวอ่อนแอ หรือแพ้ระคายเคืองง่าย

โลชั่นออร์แกนิคสำหรับเด็กที่จะช่วยเสริมเกราะปกป้องผิวลูกน้อยให้แข็งแรงด้วยโรสฮิปและโอเมก้า 6 ดูแลผิวเด็กอย่างอ่อนโยน ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน และไม่ระคายเคืองผิว บอกลาอาการ ลูกผิวแห้ง เป็นขุย ด้วย 5 คุณสมบัติจากสารสกัดธรรมชาติ ที่ดีเอ็มพีรวบรวมไว้ในขวดเดียว

  • บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นด้วยวิตามินเอ และโอเมก้า 6 จาก ออร์แกนิค โรสฮิป ออยล์ (Rosehip)
  • มีสารสกัดจาก ออร์แกนิค คาโมมายล์ (Chamomile) ที่ช่วยลดการระคายเคืองผิว
  • เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันการสูญเสียน้ำ เพิ่ม Moisturizer ด้วยเชียบัตเตอร์ (Shea Butter)
  • ค่า pH-Balance 5 รักษาสมดุล และปกป้องน้ำหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติของผิว
  • ปราศจาก 7 สารที่เป็นอันตรายต่อผิว ได้แก่ Paraben , Formaldehyde , SLS , DEA , Alcohol , Phthalate , Triclosan
  • ผ่านการทดสอบการระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง

ติดตามผลิตภัณฑ์ dmp ได้ที่ facebook dmp babyclub

ดีเอ็มพี โลชั่นออร์แกนิค pH5.5

ดนตรีเสริมพัฒนาการ

แนะ 10 วิธีใช้ ดนตรีเสริมพัฒนาการ ลูก ทั้งสนุก และมีประโยชน์!

ดนตรีเสริมพัฒนาการ – เสียงเพลงมีหน้าที่ในการปลอบประโลมมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน อารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยพลังแห่งเสียงเพลง และเสียงดนตรีที่มาขับกล่อมโสตประสาท ไม่ต่างอะไรจากสมองและพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยดนตรีและเสียงเพลงเช่นเดียวกัน

มีงานวิจัยในปี 2016 โดยสถาบันสมอง และความคิดสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พบว่า ประสบการณ์ทางดนตรีในวัยเด็กสามารถเร่งการพัฒนาของสมองได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเรียนรู้ทางภาษาและทักษะการอ่าน

ตามที่  มูลนิธิ NAMM Foundation (National Association of Music Merchants Foundation) ระบุว่า การเรียนรู้ที่จะเล่นเครื่องดนตรีสามารถปรับปรุงการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ได้ นอกจากนี้ การร้องเพลง หรือการได้ฟังเพลง จะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจในตัวเองตลอดจนทักษะการเข้าสังคมของเด็ก ทั้งยังมีส่วนช่วยให้เด็กเล็กเกิดสมาธิในการเรียนรู้ที่ดี

ดนตรีเสริมพัฒนาการ
ดนตรีเสริมพัฒนาการ

เราอาจจะเคยสังเกตเห็นเด็กแต่ละวัยแสดงออกผ่านดนตรี และ เสียงเพลง เช่น เด็กเล็กก็สามารถแกว่งไกวแขน ขยับมือหรือโยกย้ายไปมาเพื่อตอบสนองต่อเสียงเพลงด้วยความเพลิดเพลินตามประสาเด็กได้ เด็กก่อนวัยเรียนหลายคนสามารถฮัมเพลงในขณะที่กำลังเล่นสนุกได้โดยไม่ประหม่า แม้แต่เด็กทารกเองก็ยังรู้จักทำนองหรือเมโลดี้ของเพลงก่อนที่จะเข้าใจคำศัพท์ต่างๆ เป็นที่ทราบกันดีว่าเพลงบรรเลงที่เงียบสงบ สามารถผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึกของทารกได้ โดยเฉพาะเวลานอนหลับ ดังนั้นเมื่อพูดถึงพัฒนาการของเด็ก การมีดนตรีเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีอย่างไม่ต้องสงสัย

20 เพลงกล่อมนอนเพราะๆ เปิดฟังยาวๆ ลูกหลับง่าย ตื่นแล้วไม่งอแง

ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี? แชร์ประสบการณ์ โดย พ่อเอก

10 เพลงกล่อมนอน 10 นาที ช่วยให้ลูกหลับปุ๋ยฝันดีตลอดคืน

แนะ 10 วิธีใช้ ดนตรีเสริมพัฒนาการ ลูก ทั้งสนุก และมีประโยชน์!

มีวิธีง่ายๆ ต่อไปนี้ ที่จะช่วยให้คุณสร้างเสียงเพลง และเล่นดนตรีกับลูก เพื่อผลที่ดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ได้

 10 กิจกรรมทางดนตรีง่ายๆ  สำหรับเด็กเล็ก และเด็กก่อนวัยเรียน 

1. ร้องเพลงเกี่ยวกับ คำ และ วลี ต่างๆ 

เป็นธรรมดาหากเราได้ทำสิ่งไหนบ่อยๆ ซ้ำๆ จะช่วยเพิ่มพูนทักษะในด้านที่เราใช้ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่การทำซ้ำด้วยการพูด หรือร้องเพลง จะช่วยเพิ่มทักษะในการท่องจำได้ การเรียนรู้เกี่ยวกับเพลงและเสียงดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย จะช่วยเพิ่มทักษะการท่องจำได้อย่างยอดเยี่ยม  การนำวลีหรือคำทั่วๆ ไปมาใช้กับเพลงให้เด็กๆ ได้ฝึกร้องตาม จะสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กๆ สามารถจดจำคำต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทำให้การจดจำและการเรียนรู้เป็นเรื่องที่น่าสนุก

2. ประดิษฐ์เครื่องดนตรีอย่างง่าย

คุณสามารถสร้างเครื่องดนตรีจากวัสดุเหลือใช้ในบ้าน  อาทิ กล่องกระดาษ กระป๋อง ช้อน จาน ชาม ฝาขวดน้ำ เป็นต้น เศษวัสดุเหล่านี้ สามารถนำมาผสมผสานดัดแปลงเข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นเครื่องดนตรีแบบง่ายๆ ได้ เช่น กลองเคาะจังหวะ ที่ประดิษฐ์จากกระป๋อง หรือกล่องต่างๆ  เป็นต้น ที่สำคัญการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน จะช่วยให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้ที่ดี เมื่อทำเครื่องดนตรีเสร็จคุณกับลูกๆ อาจเล่นสมมติว่ากำลังเปิดคอนเสิร์ตในบ้านไปพร้อมกันได้อีกด้วย

3. เล่นการแสดงความสามารถ

ใช้หุ่นนิ้วมือ หรือ ตุ๊กตาสัตว์ ให้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเพลงโปรดของเด็กๆ ให้ตุ๊กตาเต้นไปตามเพลง ถ้าลูกน้อยของคุณชอบแสดงละครหรือบทบาทสมมติ (อย่างที่เด็กก่อนวัยเรียนหลายๆ คนชอบทำ) ลองกระตุ้นให้พวกเขาจินตนาการว่าตัวเองเป็นตัวละครและให้คิดทำนองเพลงของตัวเองขึ้นมา

4. เล่นเกมจับคู่เพลง 

สนุกไปกับเกมจับคู่เพลงง่ายๆ ที่คุณสามารถเล่นที่บ้านได้ โดยตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหนึ่งวาดตัวละคร หรือ สัญลักษณ์ที่แสดงถึงเพลงที่คุ้นเคย เช่น รถบัสสีเหลือง สำหรับ “The Wheels on the Bus” โรงนา สำหรับ “Old MacDonald” ดาว สำหรับ “Twinkle, Twinkle Little Star” แมงมุม  สำหรับ “Itsy Bitsy Spider” สุนัขสำหรับ “Bingo” และอื่นๆ ที่ชื่นชอบ  จากนั้นวางกระดาษคว่ำหน้าลงกับพื้น โดยคุณ และลูกของคุณผลัดกันพลิกสี่เหลี่ยมจัตุรัส และร้องเพลงจากสัญลักษณ์บนกระดาษแทนเพลงต่างๆ ไปด้วยกันอย่างสนุกสนานได้

5. เปิดเพลงคลอระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ 

เปิดเพลงประกอบในขณะที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ กับลูกๆ เช่น ระหว่างทำงานศิลปะ และงานฝีมือ ทำความสะอาดของเล่น หรือในเวลารับประทานอาหาร การศึกษาบางชิ้นแนะนำว่าการเปิดเพลงที่ฟังสบายคลอไปเบาๆ ระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ สามารถช่วยเพิ่มสมาธิในระยะสั้นให้เด็กๆ ได้

6. ฟังและวาดไปพร้อมๆ กัน

เปิดเพลย์ลิสต์เพลงโปรดของลูก นำกระดาษวาดรูปและดินสอสีออกมา ใช้เวลาฟังและวาดสิ่งที่คุณได้ยินโดยใช้สี รูปร่าง เส้น จุด และสีเทียนเพื่อเป็นตัวแทนของเสียงบรรเลงและอารมณ์ทางดนตรีที่คุณได้ยิน ขณะที่คุณวาด ให้พูดถึงเหตุผลที่คุณเลือกสีต่างๆ เพื่อเป็นตัวแทนของแต่ละเสียง เช่น สีส้ม สำหรับแตร เป็นต้น

ดนตรีเสริมพัฒนาการ

7. เล่นทายเพลง

ฮัมเพลง ผิวปาก หรือเคาะจังหวะของเพลง แล้วดูว่าลูกของคุณสามารถเดาเพลงได้ถูกหรือไม่ จากนั้นสลับกันเล่น ลองให้ลูกเคาะจังหวะหรือฮัมทำนองเพลงแล้วดูว่าคุณสามารถเดาเพลงที่ลูกของคุณกำลังฮัมได้หรือไม่

8. พาลูกไปห้องสมุดดนตรี

พาเด็กๆ ไป ทัศนศึกษาในห้องสมุดโซนหนังสือที่เกี่ยวกับดนตรี เลือกสื่อที่มีเพลง เช่น  เพลงกล่อมเด็ก หรือท่วงทำนองง่ายๆ ที่คุณสามารถนำกลับบ้านมาเล่น และร้องไปพร้อมกันได้ ใช้การตอบสนองทางกายภาพทั้ของคุณเพื่อให้ลูกของคุณเคลื่อนไหวตามจังหวะไปมา

9. ตั้งวงดนตรีของครอบครัว

วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการทำให้ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรของครอบครัวคือการเล่นดนตรีร่วมกัน เล่นบนคีย์บอร์ด (หากมี) สร้างกลองด้วยหม้อและกระทะ หาระนาดของลูกแล้วเคาะโน้ต ดีดกีตาร์ด้วยกัน หรือเพียงแค่พลิกภาชนะคว่ำแล้วเริ่มทำเสียงด้วยมือหรือช้อนไม้

สอนลูกของคุณถึงวิธีจับคู่ระดับเสียงกับเสียงของพวกเขา หรือแต่งเพลงเพื่อแสดงให้ทุกคนในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือตรงคีย์ แต่จะแสดงให้บุตรหลานของคุณเห็นวิธีการทำเพลงและสนุกกับการทำ

10. ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันดนตรี

มีแอพเพลงมากมายที่ให้คุณสนุกไปกับลูกๆได้ อาทิ  Tune Train, Musical Me, Piano Dust Buster และ Kids Ear Training แอพเหล่านี้จะช่วยสอนพื้นฐานทางดนตรีง่ายๆ ให้ลูกของคุณ โดยจะแนะนำให้เด็กๆ รู้จักกับแนวคิดทางดนตรี เช่น ระดับเสียง โน้ต คอร์ด และโครงสร้างของเพลง เป็นต้น

มาถึงตรงนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าดนตรีและเสียงเพลงมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการที่ดีของเด็กๆ การนำดนตรีมาเชื่อมกับกิจกรรมและการเล่นของเด็กๆ นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญในด้านต่างๆ ของเด็กๆ แล้วยังเป็นการเสริมสร้างทักษะของความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน วามฉลาดในการเล่นPQ ได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : mother.ly , brighthorizons.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พ่อแม่อย่ามองข้าม! 10 ประโยชน์ของดนตรี ที่ดีต่อลูก

วิจัยสำเร็จ!! ดนตรีพัฒนาสมอง เด็กคลอดก่อนกำหนดได้

ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี? แชร์ประสบการณ์ โดย พ่อเอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่