พัฒนาการเด็ก

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1–3 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เป็นเวลาที่สมองเจริญเติบโตและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมพัฒนากรของเด็กอย่างถูกวิธี

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

คุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากให้ลูกเติบโตขึ้นด้วยสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุข ช่วยเหลือตัวเองได้ และเป็นคนดีของสังคม เด็กที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูอบรมของคุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยง รวบถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ดังนั้น ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี มาให้คุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยง เพื่อจะได้ศึกษา และเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ

หัดให้ยืน-เดิน-เอง
หัดให้ยืน-เดิน-เอง

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

อายุ พัฒนาการตามวัย วิธีการส่งเสริมพัฒนาการ
12-18  – ยืนเองได้ชั่วครู่  จูงมือเดิน  เดินได้เอง  – ให้ลูกมีโอกาสยืน เดิน ด้วยตัวเอง
เดือน  – วางของซ้อนกันได้ 2 ชิ้น  ใส่วงกลมลง  – ให้เล่นของเล่นที่ต้องลากดึง  ให้เล่นของเล่น
   ในช่อง  ปักหมุดลงในช่อง    เพื่อการเรียนรู้  เช่น  หมุดไม้  หยิบห่วงใส่
 – เรียกพ่อแม่ หรือพูดคำพยางค์เดียวที่มี    แท่งไม้
   ความหมาย  – พูดคุย ชี้บอกส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  ใช้คำ
 – บอกส่วนต่างๆบนใบหน้า 1-3 ส่วน    สั่งง่าย ๆ ให้ลูกทำตาม
 – ใช้ช้อนตักอาหารแต่ยังหกบ้าง  – ให้หยิบตักอาหารรับประทานเอง
18-24  – เดินได้คล่อง  วิ่งได้  จูงมือเดียวเดินขึ้น  – พาลูกเดินเล่นในสนามหญ้า  สนามเด็กเล่น
เดือน    บันได  เดินถอยหลัง  เตะลูกบอล    เตะบอล ปีนป่าย
 – วางของซ้อนกันได้ 4-6 ชั้น  แยกสี 2 สี  – ให้เล่นของเล่นที่ซับซ้อนกว่าเดิม เน้นเรื่อง
 – ขีดเขียนเป็นเส้นยุ่งๆ  ขีดเส้นตรงใน    ของสี  รูปทรง  มากขึ้น
   แนวดิ่งได้  – พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว  ให้ดูภาพ  เล่าเรื่อง
 – ชี้รูปภาพตามบอกได้    เล่านิทานสั้น ๆ
 – พูดคำโดดได้มากขึ้น พูดเป็นวลี 2-3  – เริ่มฝึกการขับถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะให้เป็นที่
  พยางค์ต่อก้นเมื่ออายุ 2 ปี  บอกชื่อเล่น    เช่น  กระโถนหรือส้วมที่ดัดแปลงให้เหมาะ
 – ใช้ช้อนตักอาหารเองได้  เริ่มถอดเสื้อ    กับลูก
   ผ้าเองได้  – สนใจเมื่อลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสม  ฝึกให้
   ลูกมีทางเลือกเองบ้าง
3 ปี  – เตะบอล  ขว้างบอล  กระโดดอยู่กับที่  – ให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสนามกับเด็กอื่น  เล่น
   เดินขึ้นลงบันได  ขี่จักรยาน 3-4 ล้อ    ปืนป่าย  กระโดด   ขึ้นบันได  ขี่จักรยาน 3 ล้อ
 – เปิดหนังสือทีละแผ่น  ต่อก้อนไม้สูง 8    โดยดูแลให้ปลอดภัยระวังอุบัติเหตุ
   ชั้น  เขียนกากบาท  และวงกลมได้ตาม  – ฝึกขีดเขียน  ระบายสี  นับเลข  เล่นบทบาท
   ตัวอย่าง  รู้จักจำนวน 1-3 ชิ้น  รู้จักรอให้    สมมุติ  หาของเล่นที่มีสี  ขนาด  รูปทรง  หรือ
   และรับ    พื้นผิว  ที่แตกต่างกัน
 – พูดได้เป็นประโยค  โต้ตอบได้ตรงเรื่อง  – พูดคุยเล่านิทาน  ร้องเพลงกับลูก  ส่งเสริมให้
   บอกชื่อตัวเองได้  ร้องเพลงง่าย ๆ    ลูกพูด  เล่าเรื่อง  ร้องเพลง  และทำท่าทาง
   อาจพูดบางคำไม่ชัด    ประกอบเพลง
 – บอกเวลาจะถ่ายอุจจาระ  ถอดเสื้อผ้า  – สนใจความรู้สึกของลูก  และตอบสนองโดย
   และใส่เองได้ เริ่มเล่นเข้ากลุ่มแยกจาก    ไม่บังคับ หรือตามใจจนเกินไป
   แม่ได้บ้าง  – ฝึกให้ลูกรับประทานอาหาร  แต่งตัวเอง  และ
   ไปเข้าส้วมเมื่อจะถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะทุก
   ครั้ง โดยมีผู้คอยดูแลช่วยเหลือ
เล่นเพื่อการเรียนรู้
เล่นเพื่อการเรียนรู้

ความผิดปกติทางพัฒนาการ

อายุ 18 เดือน หรือ 1.5 ปี

  • เดินไม่ได้
  • ไม่ชี้สิ่งต่าง ๆ ให้ดู
  • ไม่รู้ว่าสิ่งของที่ใช้เป็นประจำทุกวันคืออะไร หรือใช้เพื่ออะไร
  • ไม่เลียนแบบท่าทางของคนอื่น ๆ
  • ไม่เรียนรู้คำใหม่ ๆ หรือรู้คำศัพท์น้อยกว่า 4 คำ ซึ่งไม่รวมคำเรียกพ่อแม่อย่างปาป๊า มาม้า ชื่อสัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของ
  • ไม่แสดงความสนใจเมื่อพ่อแม่เพิ่งกลับมา หรือดูไม่กังวลเมื่อต้องห่างจากพ่อแม่
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

อายุ 2 ปี

  • เดินไม่มั่นคง หรือไม่คล่องตัว
  • ยังไม่เริ่มพูดเป็นวลีหรือประโยคสั้น ๆ เช่น กินข้าว กินนม อาบน้ำ เป็นต้น
  • ไม่รู้ว่าสิ่งของที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันใช้ทำอะไร เช่น จาน ชาม ช้อน แปรงสีฟัน เป็นต้น
  • ไม่เลียนแบบพฤติกรรม คำพูด หรือคำศัพท์จากผู้อื่น
  • ทำตามคำบอกง่าย ๆ ไม่ได้
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

อายุ 3 ปี

  • มีปัญหาในการเดินขึ้นลงบันได
  • มีน้ำลายไหลออกจากปาก
  • พูดเป็นประโยคไม่ได้ หรือพูดไม่ชัดเป็นอย่างมาก
  • ไม่เข้าใจคำบอกหรือคำแนะนำง่าย ๆ
  • เล่นของเล่นง่าย ๆ ไม่ได้
  • ไม่เล่นบทบาทสมมติเป็นผู้อื่น
  • ไม่สบตาคนอื่น
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

ปัญหาการนอน

เด็กนอนไม่หลับ เมื่อไม่มีสถานการณ์บางอย่างที่ช่วยให้หลับ

พ่อแม่ไม่ควรฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะหลับภายใต้สถานการณ์บางอย่าง เช่น ดูดนม อุ้ม หรือเขย่าตัว จนลูกหลับในอ้อมกอดของพ่อแม่ เพราะจะทำให้ลูกไม่เคยฝึกกล่อมตัวเองจนหลับเองได้ทั้งช่วงเริ่มต้นของการนอนหลับ หรือเมื่อตื่นกลางดึก หากไม่มีสถานการณ์เหมือนๆเดิม

การปรับพฤติกรรม

เมื่อเด็กอายุประมาณ 1 ปี พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกนอนพร้อมกับสิ่งที่จะช่วยให้ลูกสามารถหลับเองได้ ในช่วงเริ่มต้นของการนอน หรือเมื่อลูกตื่นมากลางดึก เช่น ผ้าห่มผืนโปรดของลูก ตุ๊กตาที่ชอบกอด เป็นต้น โดยพ่อแม่ควรกล่าวชื่นชมลูก เมื่อลูกสามารถหลับเองได้ ทั้งนี้ พ่อแม่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการนอนของลูก

ไม่ยอมเข้านอน

ควรฝึกลูกให้นอนอยู่บนที่นอนของเขาตั้งแต่แรก คอยลูบตัว ลูบหลังให้หลับไปเองโดยไม่ต้องอุ้มขึ้นมาตั้งแต่แรกเกิดเลยก็ได้ทำซ้ำๆ ทุกๆ ครั้ง สุดท้ายทารกก็จะเคยชินกับการเข้านอนแบบที่พ่อแม่สอน

สาเหตุที่ลูกไม่ยอมเข้านอนในช่วงเวลากลางคืน

  • นอนช่วงกลางวันมากเกินไป
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • ไม่วางกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน เช่น ให้ลูกนอนดึกในวันหยุด

การปรับพฤติกรรม

พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกนอนช่วงกลางวันมากเกินไป ควรพาลูกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ลูกมีสุขนิสัยการนอนที่ดี อีกทั้งต้องปรับกิจวัตรก่อนนอนให้ชัดเจน ฝึกลูกให้นอนใกล้เวลาที่กำหนดไว้

ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทางด้านร่างกาย สมอง และอารมณ์ ทีมแม่ ABK จึงหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้มีความเข้าใจ พัฒนาการเด็ก ในวัยนี้ได้เป็นอย่างดี เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

50 ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ใช้สอนลูก ให้พูดได้แต่เด็ก!

เทคนิคเตรียมสมองลูกให้พร้อมคิดนอกกรอบ แม่ต้องเริ่มก่อน 2 ขวบ

8 วิธีเลือกและดูแลแปรงสีฟันลูก ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

ลูกกินไข่ทุกวัน อันตรายไหม ให้กินมากน้อยแค่ไหนถึงจะพอดี

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.si.mahidol.ac.th, https://www.pobpad.com, http://www.thaipediatrics.org

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

Oishi Sauce

Oishi Sauce ไอเทมคู่ครัว ลูก ๆ ติดใจรสมือแม่ ทำกับข้าวเมนูไหนก็อร่อย

บ้านไหน ครัวไหน ยังไม่ได้ลองลิ้มรสซอสทำอาหาร “Oishi Sauce” รสชาติความอร่อยแบบญี่ปุ๋นญี่ปุ่น ต้องเปิดใจลองกันตอนนี้เลยค่ะ ขอบอกว่าอร่อยจริงไม่จกตา ขนาดคนญี่ปุ่นแท้ ๆ สามีทีมแม่ABK ยังยกนิ้วบอกโออิชิ !! เรานี่ใจฟูเลย เพราะเปลี่ยนซอสทำอาหารแบบกระทันหัน ไปเดินซูเปอร์เห็นไอเทมปรุงอาหารมาใหม่ เป็นต้องซื้อมาทำอาหาร ครั้งนี้แม่บ้านญี่ปุ่นหัวใจไทย จัดมา 3 รสชาติอร่อย ไว้ทำกับข้าวมัดใจลูก และสามีค่ะ

จำได้ว่าทุกปีที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองปลาดิบ ก่อนกลับไทยจะต้องหาซื้อซอสปรุงรสแบรนด์ญี่ปุ่นแพ็คมาเต็มกระเป๋า แต่ช่วงนี้ไม่สะดวกเดินทางก็หาซื้อที่ไทยได้อยู่ค่ะ ซึ่งราคาก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่จู่ ๆ แม่บ้านญี่ปุ่นนักปรุงอาหารคนนี้ก็เจอแสงสว่าง เพราะแม่ไม่ต้องจ่ายค่าซอสปรุงรสนำเข้าที่แพงอีกต่อไป เราสามารถหาซื้อซอสปรุงรสที่มีรสชาติความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ แบบราคาน่ารัก แต่ได้รสชาติความอร่อยเต็ม 10 ไม่หัก รสชาติญี่ปุ่นแท้ ๆ ความอร่อยยกนิ้วให้เลยค่ะ ครอบครัวทีมแม่ABK กำลังติดใจในรสชาติซอสปรุงรสของโออิชิซอส เชื่อว่ายังมีหลายครอบครัวที่ยังไม่เคยได้ลองรสชาติความอร่อยของโออิชิซอส วันนี้ทีมแม่ABK จะมาแนะนำให้ 3 รสชาติความอร่อย ทำเมนูไหน ทั้งลูก และสามี กินหมดไม่มีเหลือเลยค่ะ

Oishi Sauce 3 ไอเทมเครื่องปรุงรส ที่ต้องมีติดครัว

3 รสชาติอร่อยของ Oishi Sauce ก็มี ซอสเทอริยากิ ซอสโชยุ และ น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ เรามาเริ่มกันที่รสชาติความอร่อยแรก นั่นก็คือ

ซอสเทอริยากิ ตราโออิชิ

 

ซอสเทอริยากิ ตราโออิชิ เวลาไปร้านอาหารญี่ปุ่น ลูกชอบให้แม่สั่งเมนูข้าวไก่เทอริยากิ จริง ๆ ทำไม่ยากนะคะ เพราะเป็นเมนูพื้นฐานที่โดยปกติครอบครัวคนญี่ปุ่นเขาก็ทำกินกัน แต่เราคนไทยอาจจะมองว่าทำยาก ทำได้รสชาติไม่อร่อยเหมือนคนญี่ปุ่นทำ หรือที่ร้านอาหารทำ แม่ ๆ จ๋า หยุดความคิดนั่นไปได้เลย เพราะเราสามารถทำเมนูไก่เทอริยากิ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของเด็ก ๆ ส่วนใหญ่เลย ด้วยรสชาติที่ออกหวานนิด ๆ ทำให้กินง่ายข้าวหมดชาม แค่มีซอสเทอริยากิ ตราโออิชิ ก็สามารถทำเมนูเทอริยากิได้อร่อยจากครัวที่บ้านค่ะ จะผัดซอสเทอริยากิกับไก่ หรือจะราดลงบนเนื้อไก่ที่ผัดสุกแล้วก็ได้นะคะ พลิกแพลงขั้นตอนการทำกันได่ตามสะดวก และจริง ๆ จะเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่ลูกชอบก็ได้นะคะ อย่างเนื้อเทอริยากิ ปลาเทอริยากิ หมูเทอริยากิ แต่ที่บ้านนี้ชอบเอามาหมักกับเนื้อ ทำเป็นสเต็กย่างซอสเทอริยากิ สามีชอบมาก หรือจะใช้เป็นซอสทาบาบิคิวก็อร่อยแบบหยุดไม่อยู่เลยค่ะ

ซอสเทอริยากิ ของโออิชิซอส คือได้รสชาติความอร่อยแบบซอสเทอริยากิญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยค่ะ เพราะเป็นสูตรพิเศษที่คิดค้นปรุงมาด้วยความพิถีพิถันเคี่ยวจนเข้มข้น จนทำให้ได้ซอสเทอริยากิที่หอมหวานลงตัวไม่เหมือนซอสเทอริยากิทั่ว ๆ ไปในท้องตลาด อร่อยได้ในขวดเดียวครบจบ จะใช้หมัก ผัด หรือราด ก็สร้างสรรค์ได้หลากหลายเมนูอร่อยค่ะ

ซอสโชยุ Oishi Sauce

ซอสโชยุ ตราโออิชิ ขวดนี้เป็นซีรีย์เครื่องปรุงของ Oishi Sauce เช่นกันค่ะ คือเป็นซอสปรุงรสขวัญใจของทุกคนในครอบครัวเอาจริงแค่เหยาะใส่ไข่ดาว ไข่เจียว หรือขยำข้าวกับไข่ต้มเหยาะโออิชิซอสโชยุโรยงาขาวนิดหน่อย ก็กินข้าวเกือบหมดหม้อแล้วค่ะคุ๊ณ !! โออิชิซอสโชยุ รสชาติจะกลมกล่อมอูมามิมาก ๆ บวกกับมีความหอมของกลิ่นดาชิที่หมักด้วยปลาแห้งคัตสึโอะ ทำให้ได้ซอสโชยุกลิ่นปลาที่หอมสุด ๆ กระตุ้นต่อมรับรสอยากอาหารของเด็ก ๆ ได้ดีเลยค่ะ โออิชิซอสโชยุ ขวดนี้ แม่ ๆ สามารถนำมาเหยาะใส่เมนูผัด หรือจะใช้เป็นเครื่องจิ้มเพิ่มรสชาติให้กับซูชิ , ข้าวหน้าปลาดิบ , ซาซิมิ ปลาดิบ ฯลฯ ก็ได้เลยค่ะ ส่วนที่บ้านเราจะชอบเอามาเหยาะใส่เมนูผัดผัก , ข้าวผัด , ผสมเป็นซอสทำไข่ต้มโชยุแบบญี่ปุ่นเอาไว้กินกับราเมง หรือจัดใส่โอเบนโตะให้ลูกกับสามีค่ะ ส่วนเมนูแซบไทย ๆ ที่เราชอบทำกินเองก็คือ ข้าวยำปลาทู เปลี่ยนจากซอสรสชาติไทย หรือใครจะเลี่ยงน้ำปลา ก็มาใช้เป็นซอสโชยุขวดนี้ค่ะ จะทำให้ได้ข้าวยำปลาทูที่หอมรสอร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น โออิชิซอสโชยุ ช่วยให้อาหารของแม่ ๆ ทั้งเมนูญี่ปุ่น เมนูไทย หอมอร่อยได้ทุกเมนูในขวดนี้ ขวดเดียวค่ะ

 

น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ Oishi Sauce

น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ตราโออิชิ บ้านไหนชอบกินสุกี้ยากี้ , นาเบะ หม้อไฟญี่ปุ่น หรือหมูกะทะไทย ๆ แล้วคุ้นเคยกับซอสจิ้ม หรือน้ำจิ้มสุกี้กินกันอยู่ที่ว่าอร่อยแล้ว แต่ถ้าได้ลองน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ของโออิชิซอส เอามือตบโต๊ะ พร้อมกับร้องว้าว !! เดี๋ยวจะหาว่าโม้ คือสามีเนี่ยเป็นคนญี่ปุ่น แล้วชอบให้ทำสุกี้ยากี้ญี่ปุ่นกินที่บ้านบ่อยมาก ซึ่งปกติรสชาติของสุกี้ยากี้ญี่ปุ่นจะออกหวาน ๆ แล้วจะไม่จิ้มกินกับน้ำจิ้ม มีจิ้มแค่กับไข่ดิบ จะไม่เหมือนกับสุกี้ยากี้สูตรไทย ที่เราจะกินกันแบบมีน้ำจิ้มสุกี้ด้วย ทีนี้ลองเสิร์ฟสุกี้ยากี้ญี่ปุ่น พร้อมกับซอสน้ำจิ้มสุกี้ของโออิชิ คือสามีพูดเลยคำแรกเคี้ยวยังไม่ทันหมดปาก โออิชิ !! คอนเฟิร์มกันเลยว่าอร่อยจริง ๆ นะจ๊ะ

เพราะน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ตราโออิชิ สูตรเด็ดจากโออิชิ เขาพิถีพิถันทำสูตรออกมาได้หอมอร่อยไม่เหมือนใครด้วยน้ำมันงาชั้นดี ครบรสเปรี้ยวเผ็ดกำลังดี รับรองว่าต้องถูกปากทุกคนแน่นอน ปาร์ตี้วันหยุดนี้กับทุกคนในครอบครัว ถ้ามีหมูกะทะ หรือทำสุกี้กินกัน ต้องกินกับน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ของโออิชิขวดนี้กันนะคะ ส่วนเมนูที่แม่ชอบทำกินเองปรุงน้ำซุปด้วยน้ำจิ้มสุกี้ยากี้โออิชิ ก็คือ ซุปเส้นอุด้งใช้โออิชิน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ปรุงเป็นรสของน้ำซุป คุณค่ะ… พูดเลยสีสันของรสชาติความอร่อย ลูก ๆ ยังติดใจเลยค่ะคุ๊ณ !! 

เคล็ดลับคู่ครัว ปรุงเมนูไหนก็อร่อยถูกปากทุกคนในครอบครัว บอกเลยว่าแม่ ๆ ต้องมี 3 ไอเทมซอสปรุงรสตราโออิชิ ซอสเทอริยากิ , ซอสโชยุ และ น้ำจิ้มสุกี้ยากี้ ที่จะทำให้รสชาติกับข้าวของคุณแม่ไม่น่าเบื่อ และเมนูอาหารจะไม่จำเจอีกต่อไป ไปค่ะ ไปช้อป Oishi Sauce มาใส่ครัวกันดีกว่า โออิชิทั้ง 3 รสชาติมีวางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศที่ร้านอาหารในเครือโออิชิ รวมทั้งช่องทาง โออิชิ เดลิเวอรี่ www.oishidelivery.com  หรือ Oishi Food ใน Shopee https://shopee.co.th/oishi_officialstore และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป สำหรับน้ำจิ้มสุกี้ยากี้ มีวางจำหน่ายหาซื้อกันได้สะดวก ๆ ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นด้วยค่ะ

 

 

วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้

10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ ที่พ่อแม่ควรสอนลูก

10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ ที่พ่อแม่ควรสอนลูก

เหตุการณ์ไฟไหม้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อชีวิต และทรัพย์สินต่างๆ เช่น ล่าสุดที่คุณหมอโอ๋ แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร จากเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน ได้ประสบกับเหตุการณ์ไฟไหม้ขณะพักผ่อนอยู่ที่รีสอร์ทชื่อดัง  เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับชีวิตของเรา วันนี้ ทีมแม่ abk จะมาบอกถึงสาเหตุที่มักทำให้เกิดไฟไหม้  วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ รวมทั้งวิธีป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

สาเหตุที่มักก่อให้เกิดไฟไหม้

สาเหตุของต้นเพลิงมี ดังนี้

  • เสียบปลั๊กไฟทิ้งไว้ ถือเป็นสาเหตุในลำดับแรก ๆ ที่ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และเสี่ยงทำให้เกิดเพลิงไหม้ ยังรวมถึงการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ด้วยนะคะ เช่น เตารีด หรือที่หนีบผม ก็เป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้บ้านเช่นกันค่ะคุณพ่อคุณแม่
  • วางเครื่องใช้ไฟฟ้าชิดกันเกินไป ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น หรือไมโครเวฟ หากวางชิดกันเกินไป ทำให้เกิดความร้อนสูง เนื่องจากไม่สามารถระบายความร้อนได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจดู และเว้นระยะห่างให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไฟไหม้
  • สายไฟชำรุด คุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามใช้งานสายไฟที่ชำรุดเป็นอันขาด เพราะมีส่วนทำให้เกิดไฟช็อต ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมถึงทำให้เกิดประกายไฟเมื่อเสียบปลั๊ก ซึ่งอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ นอกจากนี้ การเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าจากปลั๊กพ่วงมากเกินไป ก็มีส่วนทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดเหตุไฟไหม้ได้เช่นกันค่ะ
  • เปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งความประมาทที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในลำดับต้นๆ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย ควรตรวจเช็คให้ละเอียดว่าปิดเตาแก๊สดีแล้วหรือไม่
  • จุดเทียนทิ้งไว้ เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่มักลงข่าวหน้าหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้บ้านไหม้มอดไปเกือบทั้งหลัง เพราะฉะนั้นุณพ่อคุณแม่ห้ามจุดเทียนทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทียนหอม หรือเทียนไหว้พระ หากต้องจุดก็ควรจุดให้ห่างจากเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันอันตรายและเหตุเพลิงไหม้

 

10 วิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้

หากเกิดไฟไหม้ขึ้นไม่ว่าที่ไหน คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ

  1. ตั้งสติ

ถือเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ คุณพ่อคุณแม่อย่าตื่นตระหนก ตั้งสติให้ดีแล้วรีบหาช่องทางพาตัวเองและลูกออกมาจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด

  1. กดสัญญาณเตือนภัย

หากเป็นตึกสูง อาคารสำนักงาน คอนโด หอพัก ใหุ้ณพ่อคุณแม่ ดึง หรือกดสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่กล่องแดงข้างผนังทางเดินทันทีที่พบเหตุเพลิงไหม้ และควรตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นให้ทราบทั่วกัน

  1. โทรศัพท์แจ้ง 199

หากเกิดเหตุ “ไฟไหม้” ระดับรุนแรง และกินพื้นที่เป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ในบ้านเรือน ในชุมชน หรือในสำนักงาน หลังจากกดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้แล้ว ให้เตรียมพร้อมอพยพออกจากพื้นที่เกิดเพลิงไหม้ และรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เบอร์ 199 ทันที

  1. ใช้ถังดับเพลิง

หากไฟไหม้เพียงเล็กน้อย และบริเวณนั้นมีถังดับเพลิงให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ถังดับเพลิงควบคุมเพลิงในเบื้องต้นก่อน โดยเริ่มจากดึงสลักนิรภัยออกจากคันบีบบริเวณหัวถังดับเพลิงโดยหมุนสลักจนตัวยึดขาด และดึงสลักทิ้ง ปลดสายฉีดออกจากตัวถังดับเพลิง โดยดึงจากปลายสายและใช้มือจับสายให้มั่นคง จากนั้นให้คุณพ่อคุณแม่กดคันบีบด้านบนของถังดับเพลิง เพื่อให้น้ำยาดับเพลิงพุ่งออกจากหัวฉีดไปยังต้นเพลิง ส่ายหัวฉีดของถังดับเพลิงให้ทั่วบริเวณต้นเพลิงค่ะ

ทั้งนี้ คุณพ่อหรือคุณแม่ที่ใช้งานถังดับเพลิง ควรอยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ประมาณ 2 – 4 เมตร ทางด้านเหนือลม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดับเพลิง

วิดีโอการใช้ถังดับเพลิง ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ

  1. ใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากและจมูก

เริ่มจากใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปาก หรือใช้ถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่อัดอากาศบริสุทธิ์แล้วนำมาครอบศีรษะ ของทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูก เพื่อป้องกันการสูดดมควันไฟเข้าสู่ร่างกายที่อาจจะทำให้หมดสติและเสียชีวิต

  1. อย่าเปิดประตูทันที

หากต้องการออกจากห้องที่อยู่ ก่อนเปิดประตูให้คุณพ่อคุณแม่ แตะ หรือคลำลูกบิด ดูก่อน หากร้อนจัด แสดงว่ามีเปลวเพลิงอยู่ด้านนอก ห้ามเปิดประตูออกไป เพราะจะตกอยู่ในวงล้อมของกองเพลิง แต่หากไม่ร้อนให้เปิดประตูออกไปช้าๆ และอพยพตามเส้นทางหนีไฟที่ปลอดภัย

  1. หมอบคลานต่ำ

ให้คุณพ่อคุณแม่บอกลูกว่า ให้หมอบคลานต่ำ หรือย่อตัวใกล้กับระดับพื้นมากที่สุด เนื่องจากอากาศบริสุทธิ์อยู่เหนือระดับพื้นไม่เกิน 1 ฟุต เพื่ออพยพไปสู่ประตูทางออกฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด

วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้
วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้

ขอบคุณภาพจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

  1. ห้ามใช้ลิฟท์

เมื่อเกิดเพลิงไหม้ไฟฟ้าจะดับ ทำให้คุณพ่อคุณแม่และลูกจะติดค้างภายในลิฟต์ ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตได้ แต่ให้ใช้บันไดหนีไฟในการอพยพออกจากอาคาร เนื่องจากมีช่องระบายอากาศ จึงช่วยลดการสูดดมควันไฟเข้าสู่ร่างกาย

  1. หากไฟไหม้เสื้อผ้าให้กลิ้งตัวกับพื้น

ให้คุณพ่อคุณแม่รีบถอดเสื้อผ้า หรือใช้วิธีนอนราบกับพื้นและกลิ้งตัวไปมาให้ไฟดับ อย่าวิ่งอย่างเด็ดขาด เพราะไฟจะลุกลามเร็วขึ้น

  1. ไม่หนีไปที่ห้องน้ำ

คุณพ่อคุณแม่ ห้ามพาลูกหนีไปที่ห้องน้ำเพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการดับไฟ จะทำให้ถูกไฟคลอกเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังไม่ควรขึ้นไปอยู่ชั้นบนหรือดาดฟ้าของอาคาร เพราะไฟจะลุกลามจากชั้นล่างขึ้นสู่ชั้นบน

เมื่อออกจากตัวบ้าน หรืออาคารเรียบร้อยแล้วให้ไปรวมที่จุดรวมพล ห้ามกลับเข้าไปบริเวณที่ไฟไหม้อีกเพราะจะเกิดอันตรายได้ค่ะ

วิธีป้องกันการเกิดเหตุไฟไหม้

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในบ้าน มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ

  1. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน และสายไฟ ว่ามีการชำรุดหรือไม่
  2. เลือกใช้ปลั๊กพ่วงที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
  3. ถอดปลั๊กออกทุกครั้งหลังจากที่ใช้งานเสร็จ
  4. ตรวจเช็คเตา และก๊าซหุงต้ม ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และควรปิดวาลว์ทุกครั้งหลังจากที่ใช้งานเสร็จ
  5. เก็บวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้ห่างจากความร้อน

หากคุณพ่อคุณแม่ระมัดระวังพฤติกรรมของตัวเองในเบื้องต้น หมั่นตรวจสอบจุดเสี่ยง ก็สามารถป้องกันไฟไหม้ได้ แต่ควรศึกษาและจดจำวิธีการเอาตัวรอดจากไฟไหม้ไว้ด้วย หากต้องประสบเหตุไฟไหม้จริง ๆ ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

TQM, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก 

เตือน! ช่วยเด็กจมน้ำ อย่าอุ้มพาดบ่า พร้อมแนะวิธีที่ถูกต้อง

กฎ 9 ข้อ สอนลูกข้ามถนน อย่างปลอดภัย

อันตรายถึงชีวิต!! ป้อนข้าวลูกท่านอน ทารกสำลักถึงตาย

ไฟเซอร์เด็ก

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

CDC ชี้ ไฟเซอร์เด็ก ลดเสี่ยงโอมิครอน พร้อมจุดฉีดล่าสุด!

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 2 โดสสำหรับเด็กที่มีอายุ 5-15 ปี ของ ไฟเซอร์-ไบออนเทค นั้น สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ ทีมแม่ ABK ยังได้ อัพเดทจุดฉีดไฟเซอร์ฝาส้ม ทั้งในกทม. และต่างจังหวัดที่เปิดให้บริการลงทะเบียนนัดหมายวัน-เวลาเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์เด็ก ฝาส้ม มาไว้ให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกหลานไปเข้ารับการบริการได้ในเดือนมีนาคมนี้ค่ะ

วัคซีน ไฟเซอร์เด็ก ลดความเสี่ยงเด็กติดโอมิครอน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค CDC ระบุว่า ในระหว่างเดือนก.ค. 2564-ก.พ. 2565 มีเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 5-15 ปี ได้รับการทดสอบหาเชื้อโควิด-19 เป็นรายสัปดาห์โดยไม่คำนึงว่ามีอาการป่วยหรือไม่ซึ่ง CDC กล่าวด้วยว่า การติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนประมาณครึ่งหนึ่งในเด็กและวัยรุ่นที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนนั้น เป็นการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ

จากกการทดสอบหาเชื้อโควิด-19 ของ CDC นี้ ผลการศึกษา บ่งชี้ว่า วัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 โดสของไฟเซอร์-ไบออนเทค สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโอมิครอนในเด็กอายุ 5-11 ปี ลงได้ 31% และลดความเสี่ยงลงสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 12-15 ปี ได้ 59%

คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างภูมิคุ้มกันของ CDC จึงได้แนะนำให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ของไฟเซอร์-ไบออนเทค สำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 12-15 ปีเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 และสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2564

 

อัพเดทจุดฉีดไฟเซอร์ฝาส้ม วัคซีนเด็ก เข็มที่ 1 สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 กลุ่มเด็กเล็ก นับเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัวที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไตวายเรื้อรัง หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิดเป็นกลุ่มแรก ๆ

รวบรวมศูนย์ให้บริการฉีดวัคซีน และโรงพยาบาล ทั้งในกทม. และต่างจังหวัดที่เปิดให้บริการลงทะเบียนนัดหมายวัน-เวลาเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ฝาส้ม (ฝาสีส้ม) มาไว้ให้พ่อแม่ผู้ปกครองพิจารณาพาบุตรหลานไปเข้ารับการบริการได้ในเดือนมีนาคมนี้

กรุงเทพฯ และปริมณฑล

  1. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

เปิดลงทะเบียนจองฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ เข็ม 1 สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี รอบเดือนมีนาคม 2565 ให้บริการฉีดวัคซีนในวันที่ 12, 13, 18, 19, 25, 26, 27

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

1.เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 12 ปี

2.เป็นเด็กทั่วไปหรือเด็ก 7 กลุ่มโรคเรื้อรังจากทุกสถานพยาบาล (สำหรับผู้ป่วยจากรพ.อื่น ๆ กรุณานำใบรับรองแพทย์หรือสรุปประวัติมาเพื่อพิจารณา)

  • โรคอ้วน
  • โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งโรคหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคไตวายเรื้อรัง
  • โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • โรคเบาหวาน
  • กลุ่มโรคพันธุกรรมรวมทั้ง กลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า

3.ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

ทั้งนี้ สามารถสแกนที่ QR Code ได้ตามภาพด้านล่างเพื่อลงทะเบียนเลือกวัน เวลาในการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 5-18 ปี จุดให้บริการ คลินิกบริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชั้น 5 อาคารสยามบรมราชกุมารี

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดไฟเซอร์ฝาส้มที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
  1. โรงพยาบาลราชวิถี

เปิดลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 1 สำหรับเด็ก ที่มีอายุ 5-11 ปี และเด็กที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค โดยสามารถลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์โรงพยาบาลราชวิถี หรือ ลงทะเบียนผ่าน QR Code เพื่อลดความแออัดในการรับบริการ

สถานที่ฉีดวัคซีน : ติดต่อจุดลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ (ฝั่งลิฟท์ใหม่) โรงพยาบาลราชวิถี

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลราชวิถี
  1. โรงพยาบาลปทุมธานี

เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนกลุ่มเด็กเล็ก (อายุ 5-11 ปี) เฉพาะกลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง (ไฟเซอร์ ฝาส้ม)  ในวันที่ 17 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00-14.30 น. ณ ลานหน้าอาคารเภสัชกรรม โรงพยาบาลปทุมธานี วันละ 100 คน โดยเปิดฉีดวัคซีนสำหรับเด็กโรคเรื้อรัง ทุกวันพฤหสบดี สนใจลงทะเบียนผ่าน QR code ด้านล่าง แล้วรอการแจ้งผลลงทะเบียนทางข้อความ sms

สำหรับเด็กกลุ่มโรคประจำตัว ดังนี้ (โปรดแสดงหลักฐานการรักษา หรือยารักษาที่มีชื่อผู้ป่วยชัดเจน และเป็นปัจจุบัน)

  • โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
  • โรคไตวายเรื้อรัง
  • โรคมะเร็งทุกชนิด
  • โรคเบาหวาน
  • บกพร่องทางระบบประสาทและพัฒนาการช้า
  • โรคอ้วนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลปทุมธานี

ต่างจังหวัด

  1. โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก

ศูนย์ฉีดวัคซีนหอประชุมศรีวชิรโชติ ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) กำหนดฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ฝาสีส้ม ในวันพุธที่ 16 มีนาคม 2565 สำหรับโรงเรียนในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก (ไม่รับเด็กนักเรียนจากต่างจังหวัด) เนื่องจากได้รับการจัดสรรวัคซีนตามยอดเด็กในเขตอำเภอเมืองเท่านั้น

เงื่อนไข-คุณสมบัติ

ฉีดนักเรียนชั้น ป.3 และ เด็ก 7 กลุ่มโรค โดยทางศูนย์ฉีดฯจะแจกคิว 2,000 คิว เริ่มฉีดเวลา 08.30-14.30 น. หรือจนกว่าจะหมด สอบถามรายละเอียดได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 064-0067343, 064-0064541, 064-4058780

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลพุทธชินราช
  1. โรงพยาบาลหัวหิน จ.ประจวบขีรีขันธ์

เปิดลงทะเบียนขอรับวัคซีนต้านโควิดสำหรับเด็ก อายุ 5-11 ปี ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนผ่านระบบโรงเรียนเท่านั้น ได้ที่ลิงก์ แบบลงทะเบียนขอรับวัคซีน ไฟเซอร์ ของรพ.หัวหิน สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี ที่ยังไม่ได้ส่งชื่อผ่านระบบโรงเรียนในอำเภอหัวหิน

หรือสแกน QR Code ได้จากภาพด้านล่าง พร้อมติดตามประกาศรายชื่อ วัน เวลานัดฉีดวัคซีนได้ที่ เพจ Facebook โรงพยาบาลหัวหิน

ไฟเซอร์เด็ก
ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาส้มที่โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่ได้พาลูกไปรับวัคซีนไฟเซอร์เด็ก ก็ลองพิจารณาดูนะคะ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น เพื่อความปลอดภัยของลูกค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

TNN Online, ฐานเศรษฐกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

หมอขอตอบ!รวมคำถามคาใจ วัคซีนโควิด19เด็ก ฉีดดีไหม

ประกาศเตือนโควิดระดับ 4 เด็กติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น

อนุมัติแล้ว! ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ในเด็ก 6 ขวบขึ้นไป

ขาดวิตามินบี1

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้

ทารก ขาดวิตามินบี1 เสี่ยงเป็นโรคหัวใจโต ตับโต ความดันในปอดสูง อันตรายถึงชีวิต แม่ที่ให้นมจึงไม่ควรอดอาหาร ลดความอ้วน เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี1 กัน

แม่ให้นมห้ามอด ลูกอาจ ขาดวิตามินบี1 อันตรายถึงตายได้!!

ทารกเพศชาย อายุ 3 เดือน หัวใจล้มเหลว บินด่วนจากอมก๋อยมารักษาที่รพ.นครพิงค์ คาดเกิดจากขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi) ‼️

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2565 เวลา 12.29 น. ศูนย์รับแจ้งแหตุและสั่งการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ขอรับการสนับสนุนการลำเลียงทางอากาศสำหรับผู้ป่วยทารกชาย 3 เดือน วินิจฉัยเบื้องต้นภาวะหัวใจล้มเหลวจากการขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi) ทั้งนี้ได้ประสานงานศูนย์นเรนทร สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อแจ้งขอรับการสนับสนุนอากาศยานจากกองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ รับผู้ป่วยจากสนามกีฬาเทศบาลตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ส่งรักษาต่อปลายทางโรงพยาบาลนครพิงค์ ได้รับการสนับสนุนอากาศยานจาก กองบิน 41 รุ่น EC 725 ชุดปฏิบัติการบินประกอบด้วย นต.กันต์ แก่นเมือง, รอ.ทรรณิณทร์ พุ่มเกิด, ชุดปฏิบัติการบิน Sky Doctor โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ประกอบด้วย แพทย์หญิงศุภพิไล เอื้ออารีย์, นายแพทย์ธีรพล ตั้งสุวรรณรักษ์, นายเชิดพงษ์ ปัญญา และนางสาวสุนิสา ต๋าจ๊ะ เมื่อเวลา 16.28 น. ได้รับการเข้ารับการรักษาต่อ ที่โรงพยาบาลนครพิงค์เป็นที่เรียบร้อย

ขอขอบคุณภาพและเรื่องราวอุทธาหรณ์จาก โรงพยาบาลนครพิงค์
ขอขอบคุณภาพและเรื่องราวอุทธาหรณ์จาก โรงพยาบาลนครพิงค์
⭐ โรคหัวใจจากการขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi ) เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย สาเหตุเกิดจากการขาดวิตามิน บี 1 (Thiamine) ในกรณีเด็กเล็กที่ยังดื่มนมแม่ ทารกจะได้รับวิตามิน บี 1 จากนมแม่ แต่หากแม่ทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 น้อย ก็จะทำให้ในน้ำนมมีวิตามิน บี 1 น้อยไปด้วย ทำให้ทารกได้รับวิตามิน บี 1 ไม่เพียงพอ ทารกจะมี หัวใจโต ตับโต ความดันในปอดสูง อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
เนื่องจากวิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเอง ต้องได้รับจากอาหาร อีกทั้งร่างกายยังสามารถสะสมไว้ในจำนวนจำกัด จึงจำเป็นต้องทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 เป็นประจำเพื่อป้องกันการเป็น Cardiac beri beri โดย
1. เลือกทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ ซึ่งถ้าเป็นวิตามินบี 1 จะพบได้มากในข้าวซ้อมมือ ไข่แดง เนื้อสัตว์ นม ถั่ว โยเกิร์ต น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ และธัญพืช
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายวิตามิน B1 เช่น ปลาร้า หมาก พลู ชา หอยแมลงภู่ หอยกาบ
3. ไม่รับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ Thiaminase ที่ลดการดูดซึม Thiamine
ได้แก่ กุ้งดิบ เนื้อสัตว์ดิบ และปลาน้ำจืดบางชนิด
ข้อมูลโดย
พญ.นันทวัน สุอังคะ
กุมารแพทย์ สาขาโรคหัวใจ
โรงพยาบาลนครพิงค์
ไม่ ขาดวิตามินบี1 แน่ถ้ารับประทานอาหารครบหมู่
ไม่ ขาดวิตามินบี1 แน่ถ้ารับประทานอาหารครบหมู่

ขาดวิตามิน บี 1 (Cardiac beriberi)

ทำความรู้จักวิตามินบี 1 สำคัญอย่างไร??

วิตามินบี 1 (thiamine: ไธอามีน) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ดังนั้น หลังจากรับประทานแล้ววิตามินชนิดนี้จะอยู่ในร่างกายไม่นานนัก หลังจากนั้นจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางไตแล้วขับออกไปกับปัสสาวะ ไม่เก็บสะสมไว้ในร่างกาย และมนุษย์ไม่สามารถสร้างวิตามินชนิดนี้ได้เอง เราจึงต้องการวิตามินบี 1 จากอาหารที่รับประทานอย่างสม่ำเสมอ

หน้าที่ของวิตามินบี 1

หน้าที่หลักของวิตามินชนิดนี้ คือ ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ (coenzyme) ของการสร้างพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะการเผาเผลาญแป้ง ช่วยให้เกิดการสร้างพลังงานให้แก่อวัยวะต่างๆ ได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อประสาทอีกด้วย

แหล่งอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 1

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 1 ในปริมาณมาก ได้แก่ ข้าวกล้อง ถั่ว งา จมูกข้าวสาลี นมถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน และเนื้อหมู อย่างไรก็ดี วิตามินบี 1 มีความไวสูงต่ออุณหภูมิ ดังนั้น อาหารอาจสูญเสียวิตามินบี 1 ได้ หากปรุงให้สุกเกินไป ผ่านการแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง

โดยทั่วไป หากเรารับประทานอาหารตามปกติมักไม่ค่อยขาดวิตามินบี 1 แต่มักพบปัญหาการขาดวิตามินบี 1 ในกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารแตกต่างไปจากปกติ เช่น

  • กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดเรื่องชนิดของอาหารเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ผู้ลี้ภัยหรืออาศัยในค่ายอพยพ ชาวประมงที่ออกเรือเป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่สามารถเลือกชนิดอาหารได้ตามต้องการเนื่องจากสภาพภูมิประเทศไม่เป็นใจ รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเก็บอาหารชนิดผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์อีกด้วย จึงมักพบว่า อาหารที่กลุ่มคนเหล่านี้รับประทานจะเป็นอาหารจำพวกแป้งเป็นหลัก   ซึ่งเป็นอาหารที่มี  วิตามินบี 1 น้อย แต่ร่างกายต้องใช้วิตามินบี 1 ในการเผาผลาญแป้งในปริมาณมาก สุดท้ายจึงทำให้เกิดการขาดวิตามินบี 1
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีโอกาสขาดวิตามินบี 1 เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก นอกจากนี้ยังเชื่อว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักรับประทานอาหารโดยภาพรวมลดลง ทำให้ได้รับวิตามินบี 1 จากอาหารน้อยลงตามไปด้วย
  • ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารต้านไธอามีน (anti-thiamine factors) สารนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะทำปฏิกิริยากับไธอามีน เกิดเป็นสารประกอบที่ไม่สามารถทำงานได้ ร่างกายจึงขาดไธอามีน ส่วนสารอีกชนิดหนึ่งนั้นสามารถทำลายไธอามีนได้โดยตรง ตัวอย่างอาหารที่มีสารต้านไธอามีนอยู่มาก ได้แก่ หมาก, ปลาดิบ, หอยดิบ และอาหารที่ผ่านการหมักแล้วมีการเจือปนของ mycotoxin ต่างๆ (mycotoxin คือสารพิษจากเชื้อรา)
  • หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนี้เป็นสภาวะที่ร่างกายของแม่ต้องการใช้พลังงานสูงมาก จึงมีความต้องการใช้ไธอามีนซึ่งเป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยาการสร้างพลังงานจากอาหารมากขึ้นด้วย ดังนั้นหากรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 เท่าเดิมก็จะมีโอกาสเกิดการขาดวิตามินบี 1 ได้

    ทารกได้รับวิตามินบี1 จากน้ำนมแม่ ดังนั้น แม่ห้ามอดช่วงให้นมลูก
    ทารกได้รับวิตามินบี1 จากน้ำนมแม่ ดังนั้น แม่ห้ามอดช่วงให้นมลูก

เบอริ-เบอรี่ (Beriberi)

กลุ่มอาการที่เกิดจากการขาดไธอามีน มีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า beriberi (เบอริ-เบอรี่) อาการและอาการแสดงในผู้ที่ขาดไธอามีนมักเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งมีอาการดังนี้

  • อาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทผิดปกติ (dry beriberi) มักมีอาการชาตามมือและเท้า (numbness) อาจมีการรับความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป รู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ตลอดเวลาทั้งที่ความจริงไม่มี (paresthesia) นอกจากนี้อาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้ออ่อนแรง และมีการรับรู้สติที่เปลี่ยนแปลงไป (alteration of consciousness)
  • อาการที่เกี่ยวกับระบบหัวใจ และหลอดเลือดผิดปกติ (wet beriberi) มักพบอาการคั่งน้ำ เกิดการบวมของแขนขาและอวัยวะต่างๆ อาจพบความดันโลหิตต่ำ น้ำท่วมปอด และบางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากระบบหัวใจ และหลอดเลือดล้มเหลวหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที
  • ในบางรายอาจพบความผิดปกติร่วมกันทั้งระบบประสาท และหัวใจเลยก็ได้

ลูกน้อยกับวิตามินบี 1

วิตามินบี1 มีหน้าที่ในการสร้างพลังงาน ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตประเภทอื่นๆ ให้เป็นพลังงาน อีกทั้งยังช่วยป้องกันระบบประสาทจากความเสียหาย หรือภาวะเสื่อมสภาพใดๆ วิตามินบี1 มีประโยชน์ในการสื่อสารจากระบบประสาทไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย สำหรับเด็กแล้ว ความต้องการวิตามินบี1 อยู่ระหว่าง 500 ถึง 900 ไมโครกรัมต่อวัน

แม่ให้นมไม่ควรอด จะทำให้ลูก ขาดวิตามินบี1 ได้
แม่ให้นมไม่ควรอด จะทำให้ลูก ขาดวิตามินบี1 ได้

สังเกตอาการลูกขาดวิตามินบี 1

การขาดวิตามินจะมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในช่วงแรกร่างกายจะไม่แสดงอาการใด ๆ ให้สังเกตได้ แต่หากปล่อยให้ขาดวิตามินจนถึงระดับวิกฤตจะแสดงอาการชัดเจน การขาดวิตามินในเด็กมักจะเป็นการขาดวิตามินหลายชนิดร่วมกัน ไม่ขาดเพียงตัวใดตัวหนึ่ง เพราะในอาหารชนิดหนึ่งมีวิตามินหลายตัว อาการขาดวิตามินในช่วงแรก ๆ จึงมีลักษณะไม่เฉพาะเจาะจง เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด งอแง เป็นต้น

เมื่อมีอาการขาดวิตามินบี 1 จะมีอาการเหล่านี้ โรคเหน็บชา แขนขาอ่อนแรง เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย และเกิดความรู้สึกสับสนได้

อาหารมีความสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่การรับประทานอาหารที่มีสัดส่วนเหมาะสมยังช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ และสามารถส่งต่อถึงลูกน้อยได้อีกด้วย ดังนั้นคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกจึงไม่ควรอดอาหาร ลดความอ้วนในช่วงนี้ เพราะจะส่งผลต่อสารอาหารที่ส่งผ่านไปยังลูกน้อย ทำให้ลูกอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.facebook.com/NakornpingHospitalChiangmai/pharmacy.mahidol.ac.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิตามินดี…ดี๊ดีกว่าที่คิด!! รวม 5 อาหารที่มีวิตามินดีสูง

รีวิว “4 วิตามินซีเด็ก วิตามินรวม” อีกหนึ่งตัวช่วยที่แม่ควรรู้จัก!

5 อาการสัญญาณเตือน “โรคหัวใจในเด็ก” ที่พ่อแม่ควรรู้!

ทำอย่างไรดี ? ท่อน้ำนมอุดตันเพราะ “ไวท์ดอท (white dot)” !!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นม UHT

รีวิว..“นม UHT” 6 แบรนด์ดังของลูกวัยดื่ม “นมกล่อง” ไหน ? ดื่มแล้วได้สารอาหารสมองดีที่สุด

เด็ก ๆ พออายุได้สักประมาณ 1 ขวบขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จะเริ่มมองหานมเสริมที่เป็นนมสำหรับเด็กวัยกำลังโตให้กับลูก ซึ่งเด็กช่วงวัยนี้จะมีความต้องการสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย และมีสมองที่ดี คิดเก่ง จดจำแม่นยำ พร้อมสำหรับการเรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ทั้งจากที่บ้าน และนอกบ้าน ฉะนั้นบ้านไหนที่ยังคิดไม่ออกว่าจะให้นมกล่องเสริมที่เป็น นม UHT ยี่ห้อไหนดีกับลูก วันนี้ทีมแม่ABK ยกมารีวิวเทียบสารอาหารกันกล่องต่อกล่องกับ 6 แบรนด์ดังยอดนิยมนี้ค่ะ

ไหน ๆ นม UHT ที่เราเอามารีวิวกันครั้งนี้เป็นนมกล่องสำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป ทีมแม่ABK จะบอกว่าเด็กในช่วงวัยนี้มีพัฒนาการสมองเรียนรู้ที่ก้าวกระโดดมาก และจะดีที่สุดหากพ่อแม่ให้การสนับสนุน ส่งเสริมลูกในทุกความสนใจ ทุกการเรียนรู้ของลูก เพราะจะเป็นการช่วยให้ลูกสามารถคิดนอกกรอบออกจากการเรียนรู้ที่เป็นสเต็ปเดิม ๆ ได้ และสามารถนำไปต่อยอดได้ไกลในอนาคต

ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ ถ้าลูกอยากเล่นระบายสีน้ำ ปกติก็จะมีสูตรผสมสีให้ว่า เหลือง + แดง = ส้ม , แดง + น้ำเงิน = ม่วง , ขาว + แดง = ชมพู เป็นต้น ทีนี้ถ้าลูกจะผสมสีที่นอกเหนือจากสูตรที่มีให้ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร กลับกันการเล่นผสมสีของลูกอาจจะได้สูตรสีใหม่สวย ๆ ออกมาใช้สร้างสีสันแปลกใหม่ให้กับภาพวาดระบายสีก็ได้ค่ะ ไม่ว่าลูกจะเล่น จะทำอะไรอยากเรียนอะไร อยากมีอาชีพการงานที่ออกไปจากกรอบเดิม ๆ บ้าง หน้าที่ของพ่อแม่คือช่วยให้ลูกได้ค้นพบความถนัด ความสนใจ ได้ทำในสิ่งที่รักและชอบ เพื่อให้เขาเติบโตมีชีวิตไปได้ไกลและสดใส สามารถนำไปต่อยอดในอนาคตข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราในฐานนะพ่อแม่ต้องสนับสนุนและให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ส่งลูกให้เดินไปถึงฝั่งฝัน อย่าไปปิดกั้น บังคับว่าต้องทำแบบนี้ แบบนั้นตามที่เคยทำกันมา ลองให้ลูกคิด ตัดสินใจ ลงมือทำด้วยตัวเขาเองกันดูนะคะ  

สนับสนุนให้ลูกได้ค้นหาความถนัด เจอความสนใจอยากที่จะเรียนรู้ นำไปต่อยอดความคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ แบบที่พ่อแม่ไม่ปิดกั้นลูกกันแล้ว ทีนี้สิ่งสำคัญสุดที่เราจะให้ลูกได้เต็มที่ตั้งแต่วัยเล็ก ๆ แบบนี้ ก็คือในเรื่องของโภชนาการสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ และเสริมด้วย นม UHT ที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป ไปดูกันว่านมกล่องไหนกันนะที่ให้สารอาหารสมองดีที่สุด !!

ตารางเปรียบเทียบสารอาหารบำรุงสมองในนมกล่อง UHT รสจืด สำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป

นม UHT S-26 GOLD

 

เห็นสารอาหารแล้วร้อง WOW !! เลยค่ะ นม UHT แต่ละกล่องมีสารอาหารอัดแน่นเต็มกล่อง แต่ถ้าถามว่าสารอาหารโดดเด่นชนิดไหนที่เป็นสารอาหารบำรุงสมองอย่างดี ทีมแม่ABK ขอยกให้สารอาหารนี้เลยค่ะ “สฟิงโกไมอีลิน” 

S-26 สฟิงโกไมอีลิน นม UHT

สฟิงโกไมอีลิน เป็นไขมันชนิดดีจำเพาะที่พบในนมแม่ และในผลิตภัณฑ์นม ซึ่งสฟิงโกไมอีลินมีส่วนสำคัญในการสร้าง “ไมอีลิน” ในสมองของเด็ก ๆ ไมอีลิน คือปลอกหุ้มเส้นใยประประสาท ช่วยให้สมองมีการรับส่งสัญญาณได้เร็วขึ้น เพื่อให้เห็นภาพคุณพ่อคุณแม่นึกถึงรถแข่งที่วิ่งด้วยความ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือการทำงานของอินเทอร์เน็ต 5G ที่มีความเร็วทะลุฟ้าประมาณนั้นค่ะ

สมองจะทำงานได้มีประสิทธิภาพเมื่อสฟิงโกไมอีลินทำงานร่วมกับสารอาหารอย่างโคลีน ดีเอชเอ แอลฟา-แล็คตาบูมิน โอเมก้า 3 6 9 จำง่าย ๆ ค่ะว่า สฟิงโกไมอีลินสร้างไมอีลิน “ไมอีลีนสร้างสมองดี เรียนรู้ไว” อยากให้ลูกมีสมองดี ต้องให้ดื่มนม UHT ที่มีสารอาหารสมองเต็มกล่อง เพราะเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่เด็กส่วนใหญ่เริ่มกินนมแม่น้อยลงแล้ว ฉะนั้นเพื่อเป็นการส่งต่อสารอาหารสมองให้กับลูกอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมนมกล่อง UHT สำหรับเด็กวัยกำลังโตไว้ให้พร้อมนะคะ

นมกล่อง UHT ทั้ง 6 แบรนด์มีสารอาหารที่ดีต่อพัฒนาการร่างกายและสมองของเด็ก ๆ แต่ที่มีสารอาหารสมองโดดเด่น ทีมแม่ABK ขอยกให้ “S-26 GOLDTM” สูตร 3 สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป มีอาหารสมองสำคัญ ได้แก่ สฟิงโกไมอีลิน = 10 มก./กล่อง , แอลฟา-แล็คตัลบูมิน = 225 มก./กล่อง , ดีเอชเอ = 10 มก./กล่อง , โอเมก้า3 = 131 มก./กล่อง ,  โอเมก้า 6 = 842 มก./กล่อง , โอเมก้า 9 = 1,966 มก./กล่อง , โคลีน 12 มก./กล่อง  และ ลูทีน = 34 มคก./กล่อง

 

นมกล่อง UHT

S-26 GOLDTM  เป็นสูตรพัฒนาจากสวิตเซอร์แลนด์ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ หอมอร่อย ดื่มง่าย ถูกใจลูกรัก คุณพ่อคุณแม่สามารถช้อปออนไลน์อย่างสะดวกกันได้ที่คลิก >>>   LAZADA  และ   SHOPEE

คุณแม่เตรียม นม UHT เสริมพร้อมดื่มอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการร่างกาย และพัฒนาการสมองครบถ้วนแบบนี้ ยิ่งช่วยให้ลูกคิดนอกกรอบกันได้อย่างสร้างสรรค์ ต่อยอดอนาคตได้อย่างสดใสและสมบูรณ์แบบแน่นอนค่ะ

#S26GoldUHT

#ยูเอชทีสูตรเฉพาะที่มีสฟิงโกไมอีลิน

#เอส-26โกลด์นมยูเอชทีอันดับหนึ่งที่คุณแม่ชื่นชอบ

ปั้นลูกเก่งภาษา

ปั้นลูกเก่งภาษา ฉบับเฮฮา ไม่น่าเบื่อ กับ Daddy Talks

สอนลูกพูดอังกฤษ เริ่มต้นอย่างไรให้เวิร์ค? อาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง จะมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ ปั้นลูกเก่งภาษา ในแบบฉบับเฮฮา ไม่น่าเบื่อ ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ปั้นลูกเก่งภาษา ฉบับเฮฮา ไม่น่าเบื่อ

อาจารย์คริสกล่าวว่า บ้านที่แข็งแรงก็ย่อมมีเสาหลัก อาจารย์คริส ถ้าอยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ เป็นเด็กสองภาษานั้น ต้องเริ่มต้นจาก  4 เสาหลักสำคัญของภาษาอังกฤษ ที่จะเป็นรากฐานที่แข็งแรงก่อน นั่นก็คือ V-I-P-S

เสาที่ 1

V = Vocabulary  หมายถึง คำศัพท์ คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักศัพท์เยอะๆก่อน เพื่อจะนำไปสอนลูกได้

เสาที่ 2

I = Idioms หมายถึง สำนวน เป็นชุดคำที่มีความหมายแฝง ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักไว้

เสาที่ 3

P = Pronunciation หมายถึง การออกเสียง คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักการออกเสียงที่ถูกต้อง เพื่อจะนำไปสอนลูกได้ ซึ่งในแต่ละพยางค์ต้องรู้ว่าออกเสียงอย่างไร ตัวอักษรต่างๆออกเสียงอย่างไร และ Stress เสียง(เน้นคำ) ตรงไหนจึงจะถูกต้อง

เสาที่ 4

S = Sentences หมายถึง รูปประโยค ซึ่งการเรียนภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องเน้น Grammar(แกรมม่า) แต่คือการสะสมรูปประโยคสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นรูปประโยคคำถาม หรือคำตอบนั่นเอง

และวันนี้ทีมแม่ ABK รวมคลิปสุดปัง ปั้นลูกเก่งภาษา กับ Daddy Talks พ่อแม่ดูเพลิน นำไปใช้สอนลูกพูดอังกฤษ มาให้คุณแม่ได้ติดตามกันค่ะ

พาลูกช้อปปิ้ง ได้คำศัพท์เพียบ

เมื่อคุณแม่หายตัวไปช้อปปิ้ง ในงาน Amarin Baby & Kids Fair พ่อคริสจึงถือโอกาสสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่พบเจอรอบตัวให้น้องวินและน้องวิลซะเลย มาดูกันว่า เวลาที่เราไปช้อปปิ้งจะสอนลูกพูดอังกฤษอย่างไรได้บ้าง

สอนลูก สั่งอาหารภาษาอังกฤษ พูดยังไงดี

พาลูกไปกินข้าวนอกบ้านชิลล์ๆ ลองฝึกให้ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ  เพิ่มประสบการณ์แปลกใหม่ แถมได้เรียนรู้คำศัพท์อีกเพียบ

ชวนลูกพิชิตภารกิจประจำบ้าน กับ คำศัพท์ทำงานบ้าน น่ารู้

อยากให้ลูกเก่งและประสบความสำเร็จในชีวิตต้องเริ่มต้นจากความรับผิดชอบ ที่ฝึกได้ตั้งแต่เด็ก ด้วยการสอนทำงานบ้าน

อยากรู้ไหมว่า squid กับ octopus ต่างกันตรงไหน กับคำศัพท์ อาหารทะเล จำง่ายนิดเดียว

คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารทะเล อย่างกุ้ง หอย ปู ปลา มีหลายคำที่ความหมายคล้ายกัน แต่ใช้ไม่เหมือนกัน  แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า อาหารทะเลแต่ละชนิดเรียกอะไร

ชวนลูก อาบน้ำ แปรงฟัน พูดภาษาอังกฤษอย่างไร

เมื่อลูกน้อยเริ่มทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หัดให้ลูกน้อยช่วยเหลือตัวเอง คือ การดูแลความสะอาดร่างกาย เริ่มจากการล้างมือ ล้างหน้า อาบน้ำ และแปรงฟัน

สามารถดูเนื้อหาอื่นๆ ของ Daddy Talks เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

ดูคลิปความสนุกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่อยากเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์คริส ตัวจริงเสียงจริง มาพบกันได้กับ มินิทอล์คโชว์ โดยอาจารย์คริส น้องวิน และน้องวิลเบิร์ต กับเทคนิค ปั้นลูกเก่งภาษา สอนลูกพูดอังกฤษในชีวิตประจำวัน ฉบับเฮฮา ที่จะทำให้ลูกๆ ค่อยๆ ซึมซับและเรียนรู้ภาษาอังกฤษ อย่างสนุกสนาน ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2565 เวลา 16.00-17.00 น. ณ Hall 98 ไบเทคบางนา ฟรี! รับจำนวนจำกัด รีบลงทะเบียนสำรองที่นั่ง ด่วน!! ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

Daddy Talks Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20
Daddy Talks Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

 


งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ช้อปแหลกเพื่อลูกรัก ครบ ถูก ดี ลดหนักขนาดนี้ ไม่มาไม่ได้แล้ว 24-27 มี.ค.65 ไบเทค บางนา 10.00 – 20.00 น. จัดพร้อมบ้านและสวนแฟร์

ก่อนมางาน ชวนคุณพ่อคุณแม่ลงทะเบียนล่วงหน้า รับสิทธิพิเศษกัน คลิกที่ลิงค์นี้เลย >>  https://cooll.ink/abk20sem

เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว รบกวน Capture เก็บภาพ QR Code ไว้ แล้วนำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ณ จุดลงทะเบียน ในวันงาน ลุ้นรับของฟรี 3 ต่อ

ต่อที่ 1 :  รับฟรี! ชาม Amarin Baby & Kids Fair พร้อมผลิตภัณฑ์แม่-ลูก

ต่อที่ 2 : รับฟรี! Tarot Wallpaper โดยแม่หมาดูหมอ

ต่อที่ 3 : ลุ้นรับฟรี! เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy II มูลค่า 16,900 บ.

แถมด้วยฟังเสวนาฟรี! จากผู้เชี่ยวชาญด้านแม่-ลูก กับแนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตา โดยหมอนุช Tarot of the day  เสาร์ที่ 26 มี.ค. 65 เวลา 16.00-17.00 น. ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

กุมมือสามีและลูกให้แน่น แล้วเตรียมมาช้อป เพราะงานนี้เซฟเงินคุณแม่แน่นอน แล้วพบกัน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 วันที่ 24-27 มี.ค 65 ไบเทค บางนา อยากเจอแม่ๆ ทุกคนเลย ✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

บ้านต้นไม้

แอบส่อง..โซนใหม่! บ้านต้นไม้ ยกออกมาจากนิทานให้เด็กๆ ได้สัมผัส ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

เด็กๆ ห้ามพลาด!! โซนใหม่! บ้านต้นไม้ กับคุณลุงตุ่น นิทรรศการหนังสือเด็ก ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ช้อปแหลกเพื่อลูกรัก ครบ ถูก ดี ลดหนักขนาดนี้ ไม่มาไม่ได้แล้ว 24-27 มี.ค.65 ไบเทค บางนา 10.00 – 20.00 น. จัดพร้อมบ้านและสวนแฟร์

แอบส่อง..โซนใหม่! บ้านต้นไม้ ยกออกมาจากนิทานให้เด็กๆ ได้สัมผัส
ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ครั้งแรก!! กับโซนใหม่สุดว้าวววววว ยกเอา บ้านต้นไม้ จากนิทานชุด “บ้านต้นไม้ 10 ชั้น” บ้านแห่งความรักและความอบอุ่นที่ไม่มีวันหมด นิทาน BESTSELLER ขวัญใจเด็กๆ ตลอดกาล มาตั้งไว้ที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ให้เด็กๆ ทุกคนได้สัมผัสกับ บ้านต้นไม้ เสมือนจริงที่หลุดออกมาจากหนังสือนิทาน

บ้านต้นไม้
นิทานชุด บ้านต้นไม้

และพิเศษสุดๆ พบกับแขกรับเชิญ  “คุณลุงตุ่น” (ตัวละครหลัก) ที่จะทำหน้าที่ต้อนรับเด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ พาชมบูธและโซนต้นไม้กับเทศกาลหรรษา รวมไปถึงพบปะกับเหล่าสมาชิก และตัวละครที่อาศัยอยู่ในแต่ละชั้น

นอกจากนี้ภายในโซนบ้านต้นไม้ ยังมีกิจกรรมให้เด็กๆ ร่วมสนุกอีกมากมาย ทั้ง…

  • เกมจับบอลกับคุณลุงตุ่น
  • ฟังนิทาน เรื่อง “บ้านต้นไม้กับเทศกาลหรรษา”
  • ตามหา “คุณลุงตุ่น” ให้เจอ แล้วถ่ายภาพคู่กัน

เด็กๆ ทุกคนที่มาร่วมงานจะได้รับการ์ด 1 ใบ เพื่อสะสมแสตมป์ 1 ดวงในแต่ละกิจกรรม à สะสมแสตมป์ครบ 5 ดวง จะได้รับสติ๊กเกอร์ 1 ชุด / คุณพ่อและคุณแม่รับคูปองส่วนลด 100 บาท ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ (เฉพาะในงานนี้เท่านั้น)

กิจกรรมที่ 1 : พบปะเหล่าสมาชิกหรือตัวละครที่อาศัยอยู่ในแต่ละชั้น –> รับแสตมป์ 1 ดวง

  • “ลุงตุ่น” ผู้ดูแลบ้านต้นไม้ 10 ชั้น อาศัยอยู่ชั้นใต้ดิน
  • “คุณหมาจิ้งจอก” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 1
  • “คุณพยาบาลกระต่าย 2 ตัว” สมาชิกบ้านต้น อาศัยอยู่ชั้นที่ 2 และ 3
  • “คุณลิงช่างไม้” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 4
  • “คุณกระรอกและภรรยา” สมาชิกบ้านต้นไม้ เจ้าของร้านอาหารวอลนัทอาศัยอยู่ชั้นที่ 5 และ 6
  • “ครอบครัวคุณนกปีกลายสกอต” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 7
  • “คุณกบ” สมาชิกบ้านต้น อาศัยอยู่ชั้นที่ 8
  • “คุณนกฮูก” สมาชิกบ้านต้นไม้ อาศัยอยู่ชั้นที่ 9
  • “คุณกระรอกบิน” สมาชิกบ้านต้น อาศัยอยู่ชั้นที่ 10
บ้านต้นไม้
บ้านต้นไม้ 10 ชั้น

กิจกรรมที่ 2 : จับบอลรับโชค –> รับแสตมป์ 1 ดวง

จับบอลในกล่องทึบขึ้นมา 1 ลูก แล้วบอกว่าตัวละครที่หยิบขึ้นมาได้นั้น เป็นตัวละครชื่ออะไร และอาศัยอยู่ในชั้นไหนของบ้านต้นไม้ 10 ชั้น (เด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นเกมร่วมกันได้)

กิจกรรมที่ 3 : ซื้อหนังสือในบูธ 1 เล่ม –> รับแสตมป์ 1 ดวง

กิจกรรมที่ 4 : ฟังนิทาน เรื่อง “บ้านต้นไม้กับเทศกาลหรรษา” –> รับแสตมป์ 1 ดวง

โดยจัดเป็นรอบ รอบละ 20-30 นาที วันละ 2-3 รอบ

กิจกรรมที่ 5 : ตามหา “คุณลุงตุ่น” –> รับแสตมป์ 1 ดวง

ตามหาคุณลุงตุ่นให้เจอ แล้วถ่ายภาพคู่กัน โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย Facebook Amarin Kids เปิดให้เป็นสาธารณะ ติดแฮชแท็ก #Amarinkids #บ้านต้นไม้10ชั้น #อ่านกันวันละ15นาที

ประกาศผลผู้ได้รับรางวัลภาพถ่ายถูกใจแอดมินเพจที่สุด จำนวน 5 รางวัล ที่ Facebook Amarin Kids ในวันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2565

ทั้งนี้หากเด็กๆ สนใจ อยากได้หนังสือนิทานสุดสนุกเรื่องอื่นๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปเพิ่ม ก็สามารถซื้อหนังสือได้ภายในบูธ จัดเต็มโปรโมชั่น ดังนี้..

  • ซื้อหนังสือ 1-3 เล่ม รับส่วนลด 15%
  • ซื้อหนังสือ 4-6 เล่ม รับส่วนลด 20%
  • ซื้อหนังสือ 7 เล่มขึ้นไป รับส่วนลด 25%

พิเศษสุด !!

  • ซื้อหนังสือครบ 500 บาท รับม่านบังแดดชินสุเกะ
  • ซื้อหนังสือครบ 2,000 บาท รับกล่องพับอเนกประสงค์

 

และนอกจากกิจกรรมสุดสนุกของโซนบ้านต้นไม้แล้ว ในงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ยังเสิร์ฟโปรร้อนแรง ที่เดียวจบ ให้คุณแม่นักช้อปกรี๊ดสลบ!!! กับส่วนลดมากมาย ด้วยสินค้าดี มีคุณภาพ หลากหลายแบรนด์

ก่อนมางาน ชวนคุณพ่อคุณแม่ลงทะเบียนล่วงหน้า รับสิทธิพิเศษกัน คลิกที่ลิงค์นี้เลย >>  https://cooll.ink/abk20sem

เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว รบกวน Capture เก็บภาพ QR Code ไว้ แล้วนำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ณ จุดลงทะเบียน ในวันงาน ลุ้นรับของฟรี 3 ต่อ

ต่อที่ 1 :  รับฟรี! ชาม Amarin Baby & Kids Fair พร้อมผลิตภัณฑ์แม่-ลูก

ต่อที่ 2 : รับฟรี! Tarot Wallpaper โดยแม่หมาดูหมอ

ต่อที่ 3 : ลุ้นรับฟรี! เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy II มูลค่า 16,900 บ.

แถมด้วยฟังเสวนาฟรี! จากผู้เชี่ยวชาญด้านแม่-ลูก กับแนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตา โดยหมอนุช Tarot of the day  เสาร์ที่ 26 มี.ค. 65 เวลา 16.00-17.00 น.

กุมมือสามีและลูกให้แน่น แล้วเตรียมมาช้อป เพราะงานนี้เซฟเงินคุณแม่แน่นอน แล้วพบกัน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 วันที่ 24-27 มี.ค 65 ไบเทค บางนา อยากเจอแม่ๆ ทุกคนเลย ✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

 

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

เมื่อเด็กน้อยเกิดอยากมีแฟน คลิปน่ารักกับปฎิบัติการจีบรุ่นพี่จึงบังเกิด แต่คนเป็นพ่อแม่คงหนักใจเมื่อลูกน้อยมีความรักต้องสอนอย่างไร สอนลูกเรื่องเพศ ได้วัยไหน

เมื่อลูกอนุบาลอยากมีแฟน ถึงเวลา สอนลูกเรื่องเพศ หรือยัง

จากกรณีที่มีคลิปแชร์กันโลกโซเซียล : หนุ่มน้อยใจกล้าอยู่ ป.1 แต่ใจหลงรักพี่ ม.3 เดินผ่านหน้าห้องเฉยๆคงไม่ได้ ขออนุญาตคุณครูร้องเพลงจีบพี่สาว ทำเอาชาวเน็ตยิ้มไม่หุบ เพราะน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน

ขอบคุณภาพจาก Amarintv online
ขอบคุณภาพจาก Amarintv online
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.facebook.com/amarinnews

จากคลิปน่ารัก ๆ ดังกล่าว ทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งเกิดความเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องการสอนลูกในวัยเด็กอย่างไรในเรื่องความรัก การมีแฟน ทีมแม่ ABK ขอนำเสนอข้อมูลดี ๆ มาฝากให้คุณพ่อคุณแม่ได้คลายกังวลกัน ดังนี้

ธรรมชาติเด็กปฐมวัย

เด็กปฐมวัย คือ เด็กในช่วงอายุระหว่าง 3-6 ปี เป็นวัยที่สำคัญระยะหนึ่งของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มีพัฒนาการหลายด้านก้าวหน้าขึ้น ทั้งด้านความคิด ภาษา การสื่อสาร ด้านกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว การต้องการทำอะไรด้วยตนเอง และเริ่มมีความสนใจในผู้คนรอบข้าง สนใจสังคมมากขึ้นจากตอนเด็กที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เพราะเข้าสู่วัยที่เด็กเริ่มจากครอบครัวไปสู่โรงเรียนอนุบาล หรือศูนย์เด็กเล็ก ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และใช้ชีวิตภายนอกบ้านมากขึ้น

พัฒนาการทางเพศของเด็กปฐมวัย

เด็กวัย 3-6 ปีจะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะ และบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวรไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอก หรือการแต่งกาย เช่น เมื่อเด็กเห็นผู้หญิงที่ไว้ทรงผมสั้นคล้ายผู้ชาย และใส่กางเกง เด็กก็ยังสามารถบอกได้ว่า ผู้ที่เขาเห็นเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย เป็นต้น เด็กวัย 6 ปีเด็กจะยอมรับเพศของตน และแสดงบทบาททางเพศที่
เหมาะสมความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศในวัยอนุบาลจะเป็นไปตามธรรมชาติ เด็กอาจสนใจสำรวจอวัยวะเพศ หรืออวัยวะอื่นที่บ่งบอกเรื่องเพศ จึงไม่ควรลงโทษเด็ก แต่ควรชี้แจงง่ายๆ สั้นๆ ให้พอเข้าใจ แต่ต้องสอนให้รู้จักสิทธิของบุคคล เช่น จับหน้าอกแม่ หรือผู้อื่นไม่ได้นอกจากนี้ควรสอนเด็กให้ระมัดระวังตัวไม่ควรให้ผู้อื่นมาดูหรือจับอวัยวะเพศของเด็กด้วย ไม่ควรส่งเสริมให้เด็กแสดง หรือแต่งตัวเกินวัย หรือเลียนแบบการแต่งตัวของผู้ใหญ่ที่เปิดเผยร่างกายอย่างไม่เหมาะสม

แฟน ในมุมมองลูกอาจหมายถึง เพื่อนสนิท
แฟน ในมุมมองลูกอาจหมายถึง เพื่อนสนิท

หนูมีแฟนแล้ว!!

คำว่า แฟน ที่ไม่ได้มีความหมายว่าแฟนในแบบผู้ใหญ่ เด็กในวัยอนุบาล ปฐมวัยจะเริ่มสนใจความสัมพันธ์ของคุณพ่อคุณแม่ สนใจเพื่อนต่างเพศ สนใจความสัมพันธ์ระหว่างเพศชาย และเพศหญิง แต่ไม่ได้มีความต้องการหรือเรื่องฮอร์โมนทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพ่อแม่จะสังเกตได้จากการที่เด็กชอบเล่นบทบาทสมมติเป็นพ่อแม่ลูก แต่เป็นเพียงแค่การเลียนแบบบทบาทของคนใกล้ตัว เลียนแบบสิ่งที่พบเห็น เช่น ในละคร หนัง หรือการ์ตูน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรระวังสื่อที่คุณพ่อคุณแม่ดูพร้อมกับลูกด้วย บางเรื่องไม่เหมาะสมให้เด็กได้ดู เพราะมีฉากล่อแหลม เลี่ยงได้ควรเลี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ต้องคอยสอนสิ่งที่ถูกต้อง อธิบายให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เหมาะสม

ดังนั้นหากวันไหนที่ลูกกลับมาจากโรงเรียน และบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่าที่โรงเรียนใครเป็นแฟนกับใคร หรือกระทั่งบอกกับใคร ๆ ว่า ‘หนูมีแฟนแล้ว’ ละก็ พ่อแม่ควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี

5 สิ่งที่พ่อแม่ต้องมีไว้ใช้รับมือ…เมื่อเจ้าตัวน้อยอยากมีแฟน!!

1.ไม่ตื่นตกใจ ไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แล้ว ถามความหมายของคำว่า “แฟน” ของลูกคืออะไร?

เมื่อเราไม่ตื่นตกใจกับคำพูดของลูก ก็จะสามารถสอนเขาได้ การชวนลูกคุย สร้างความเข้าใจ ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาสามารถเล่าทุกเรื่องให้เราฟังได้ เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเขาไม่ต้องกลัวพ่อแม่โกรธ หรือไม่พอใจ ลูกก็มักนึกถึงพ่อแม่ก่อนเป็นคนแรก ๆ เสมอเวลามีปัญหา เมื่อเราสร้างบรรยากาศในการพูดคุยกับลูกได้แล้ว พ่อแม่ลองถามลูกว่า คำว่า “แฟน” ของลูกนั้นคืออะไร

เชื่อหรือไม่ว่าคำตอบที่ได้จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ขบขันกันไม่น้อยทีเดียว เพราะเด็กส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่าคนที่เขาสนิทนั่นก็คือแฟน เช่น คนที่ชอบเล่นด้วย คนที่กินข้าวด้วยกัน กอดกัน เพราะเด็กวัยนี้กำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะมีคนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขารักเป็นพิเศษ หรือชอบเล่นด้วยเป็นพิเศษ นอกจากพ่อแม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพัฒนาการการเรียนรู้ที่จะผูกพัน หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นของเด็กในวัยนี้ต่างหาก

สอนลูกเรื่องเพศ ควรเริ่มอย่างไร
สอนลูกเรื่องเพศ ควรเริ่มอย่างไร

2.อธิบายให้ลูกรู้ถึง ความหมายของคำว่า “แฟน”

ใช้คำอธิบายง่าย ๆ สั้น ๆ ในแบบฉบับที่เด็กจะเข้าใจได้ เช่น บอกลูกว่า แฟนเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่รักกันมาก ๆ อยากอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ใช้กับคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เรียนจบแล้ว ทำงานหาเงินเองได้ ถึงจะมีแฟน แต่งงาน สร้างครอบครัวเหมือนพ่อกับแม่ได้ และที่สำคัญผู้ใหญ่สามารถมีแฟนได้ทีละหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนคนที่ลูกบอกว่าเล่นกันทุกวัน กินข้าวด้วยกัน กอดกันนั้น ลูกสามารถมีพร้อมกันได้หลาย ๆ คน เราเรียกว่า เพื่อนสนิทต่างหาก

3.ไม่ตำหนิลูกว่าเป็นเด็กแก่แดด

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการตำหนิ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามปราม หรือต่อว่า ตำหนิลูก สั่งลูกไม่ให้พูดคำว่าแฟน โดยไม่อธิบายความหมายที่แท้จริงให้ลูกเข้าใจ หรือต่อว่าลูกว่าเป็นเด็กแก่แดด หมกมุ่น และโตเกินวัย สิ่งเหล่านี้จะไปสร้างความรู้สึกให้ลูกรู้สึกปิดกั้น และไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวให้คุณพ่อคุณแม่ฟังอีก ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแย่ลง

4. อย่าเอามาล้อเล่นเป็นเรื่องสนุก

สิ่งที่สำคัญ คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกเชื่อมั่นว่าเขาสามารถพูดคุย บอกเล่าความรู้สึกต่าง ๆ กับเราได้ทุกเรื่อง นอกจากการตำหนิ ดุด่าว่ากล่าวจะทำให้ลูกไม่ไว้ใจ ไม่อย่างเล่าเรื่องของเขาให้แก่พ่อแม่ฟังแล้ว การล้อเลียน ล้อเล่นในเรื่องของลูกก็ก่อให้เกิดผลเสียเช่นเดียวกัน พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเชื่อมั่นว่าเราจะไม่เห็นเรื่องของลูก หรือความรู้สึกของลูกเป็นเรื่องตลกหรือไร้สาระ ความผูกพันในแบบเด็ก ๆ เป็นความผูกพันที่งดงาม เป็นเรื่องน่าดีใจที่ลูกรู้จักรัก และชื่นชมผู้อื่น รวมทั้งถูกรัก และถูกชื่นชมโดยผู้อื่นเช่นกัน ดังนั้นการล้อเลียนให้ลูกได้อายจะส่งผลต่อความคิดอ่านเรื่องความรักของลูกได้ในอนาคต

5. ปัญหาไม่สนุกที่ผู้ใหญ่สร้าง 

พ่อแม่ ผู้ใหญ่บางคนเห็นเรื่องที่เด็กมีแฟนเป็นเรื่องน่ารักก็จับคู่ให้เสียเลย หรือถ้าผู้ใหญ่ไปแหย่ในเรื่องเหล่านี้บ่อยๆ เด็กอาจเกิดความสับสนว่าผู้ใหญ่เองก็สนับสนุนให้เขามีแฟนได้แล้ว เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เท่านั้นยังไม่พอ ยังไปปลูกฝังค่านิยมผิด ๆ ให้แก่ลูก แก่เด็ก โดยเฉพาะค่านิยมทางเพศต่อการมีแฟน ซึ่งมักจะล้อเลียนให้เด็กผู้ชายมีแฟนมากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเห็นเป็นเรื่องไม่เสียหายที่ผู้ชายจะมีแฟนหลายคน  เท่ากับเป็นการปลูกฝังให้เขาเรียนรู้ว่าเขาเป็นเด็กผู้ชาย มีแฟนได้มากกว่าผู้หญิง ผู้ใหญ่มักเชียร์ให้เด็กผู้ชายหอมแก้มเด็กผู้หญิง และเชียร์ว่าเมื่อโตขึ้นต้องมีแฟนเยอะ ๆ สิ่งเหล่านั้นได้ถูกโปรแกรมเข้าไปในสมองเด็กแล้วว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้หนำซ้ำ ทำแล้วพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ชอบอีกต่างหาก

สอนลูกเรื่องเพศ ป้องกันลูกโตเกินวัย
สอนลูกเรื่องเพศ ป้องกันลูกโตเกินวัย

หลักในการสอนลูกเรื่องเพศ ในวัยอนุบาล

เด็กจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างทางสรีระภายนอกระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สำหรับพ่อแม่การตอบคำถามลูก ควรใช้วิธีคุยมากกว่าตอบ อย่างเดียว โดยมีหลักในการ สอนลูกเรื่องเพศ 4 ประการ ในการพูดคุยกับลูกดังนี้

1. ไม่ดุว่าลูกเมื่อลูกถามเรื่องเพศ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติที่สามารถถามและพูดคุยกับพ่อแม่ได้

2. ตอบคำถามของเขาด้วยกิริยาท่าทางปกติ เหมือนอธิบายเรื่องทั่ว ๆ ไป

3. ใช้คำพูด และเหตุผลง่าย ๆ ตามความเป็นจริง ไม่หลอกหรือขู่

4. ตั้งใจฟัง และให้เวลาแก่ลูก

5. ใช้การพูดคุยมากกว่าตอบคำถามอย่างเดียวและการตอบควรตอบตรงไปตรงมา ใช้คำพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เช่น

  • ถาม ทำไมนมหนูเล็ก นมคุณแม่ใหญ่?

ตอบ ตอนนี้หนูยังเล็ก มือก็เล็ก เท้าก็เล็ก นมก็เล็ก เล็กไปทุก ๆ ส่วน เมื่อหนูโตขึ้น อวัยวะทุก อย่างก็ค่อย ๆ โตตามด้วย ดังนั้น เมื่อหนูโตเท่าแม่ นมหนูก็จะโตเหมือนแม่

คำว่า แฟน ของเด็กปฐมวัย
คำว่า แฟน ของเด็กปฐมวัย
  • ถาม หนูเกิดมาจากไหน?
ตอบ หนูเกิดจากท้องแม่
  • ถาม แล้วหนูออกมาได้อย่างไร?
ตอบ เป็นคำถามที่ยากขึ้นแต่เด็กไม่ได้สนใจว่า เขาออกมาจากช่องไหน ดังนั้น ควรใช้คำตอบกลาง ๆ ว่า “หมอช่วยลูกออกมา ลูกถึงได้แข็งแรงและน่ารัก แบบนี้”

พ่อแม่เพียงแต่ให้ความใส่ใจกับการดำเนินชีวิตของลูก ให้เรื่องเกี่ยวกับแฟน เกี่ยวกับเพศอยู่ในสายตา แต่อย่าเอามาเป็นประเด็น จนทำให้เด็กๆ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องพิเศษ เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ใส่ใจ ใครๆ ก็สนใจ ทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องดังกล่าวมากเกินวัยของลูก

ข้อมูลอ้างอิงจาก สสส./ เลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ / เรียนรู้เรื่องเพศในแต่ละช่วงอายุ โดย นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ / คู่มือเลี้ยงลูกปฐมวัย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้เป็น เด็กแก่แดด เกินวัย!

ความรักของเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กๆ อยากได้อะไรที่สุด?

คำคมความรัก 2021 รวมแคปชั่นโดน ๆ คำคมเด็ด ๆ

5 ท่าเซ็กส์ปลอดภัย ขณะตั้งครรภ์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565

เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565 เกิดราศีไหน นิสัยยังไง?

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเกิดปี 2565 หรือกำลังจะคลอดในปีนี้ อยากรู้ไหมว่า ดวงชะตาและนิสัยลูกน้อยจะเป็นอย่างไร? แวะมา เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565 ตามแต่ละราศี กับหมอนุช Tarot of the day แม่หมอชื่อดังจากแอพ aดวง กันเลยค่ะ

เช็คดวงลูกเกิดปีเสือ 2565 เกิดราศีไหน นิสัยยังไง?

ราศีมังกร ( 22 ธันวาคม – 20 มกราคม)

เด็กที่เกิดราศีมังกร ธาตุดิน

ลักษณะนิสัยเด็กราศีมังกร

เป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่น มั่นคง ชีวิตมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์ จนบางทีดูเหมือนทำอะไรเชื่องช้า

ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เป็นคนชัดเจนในความต้องการของตัวเอง ไม่ชอบให้ใครออกคำสั่ง หรือใช้คำพูดเชิงบังคับ

หากเจอความอึดอัดมาก ๆ จะเงียบและเก็บตัว

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีมังกร ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20 ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีกุมภ์ ( 21 มกราคม – 20 กุมภาพันธ์)

เด็กที่เกิดราศีกุมภ์  ธาตุลม

ลักษณะนิสัยเด็กราศีกุมภ์

ทำอะไรมักไม่ค่อยมีแบบแผน ไม่ใช่เป็นเด็กสมาธิสั้น แต่เป็นเด็กหูไวตาไว เห็นอะไรที่น่าสนใจก็จะพุ่งเข้าไปหาทันที

เป็นเด็กเรียนรู้เร็ว ชอบอยู่กับคนเยอะ ๆ จอมแก่น ซน แต่เป็นการซนแบบน่ารัก โกรธง่าย หายเร็ว ชอบเลือกเสื้อผ้าเอง แต่งตัวเอง

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีกุมภ์ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีมีน ( 21 กุมภาพันธ์ – 21 มีนาคม)

เด็กที่เกิดราศีมีน ธาตุน้ำ

ลักษณะเด็กราศีมีน

เป็นคนอ่อนไหว รับรู้และรู้สึกอะไรได้เร็ว ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ เป็นเด็กที่มีจิตนาการในตัวเองและสร้างโลกอีกใบในจิตนาการของเขา ซึ่งคุณพ่อ คุณแม่จะสังเกต

เค้าได้จากการเล่นและพูดคนเดียว เป็นเด็กที่ชอบให้ จิตใจดี นึกถึงคนรอบข้างก่อนตัวเองเสมอ

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีมีน ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีเมษ ( 22 มีนาคม – 21 เมษายน)

เด็กที่เกิดราศีเมษ ธาตุไฟ

ลักษณะเด็กราศีเมษ

เป็นเด็กนิ่ง ๆ เดาใจยาก บางครั้งร่าเริง บางครั้งก็เงียบ ไม่อยากใช้คำว่าเอาแต่ใจ เพราะเด็กทุกราศีมีเหมือนกันหมด แต่เด็กที่เกิดราศีเมษจะชัดเจนในความต้องการของตัวเอง ไม่คือไม่ ใช่คือใช่ ดื้อเงียบ มีเหตุผลเป็นของตัวเองแบบเกินวัย สิ่งที่พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรเข้าใจ ด้วยพฤติกรรมเด็กราศีเมษจะค่อนข้างมีความมั่นใจ การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเด็กที่เกิดราศี

นี้บางครั้งจะพูดจาไม่สุภาพหรือบางคำน้ำเสียงดูแข็งทื่อ อยากให้เค้าเป็นแบบใหน พูดแบบใหน เราต้องทำเป็นตัวอย่างให้เค้าเห็นก่อน จึงจะเกิดพฤติกรรมทำตาม

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดในราศีเมษ  ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีพฤษภ ( 22 เมษายน – 21 พฤษภาคม)

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีพฤษภ

น้ำเสียงหรือลักษณะการพูดจะคุมโทนต่ำ จะไม่ใช่เด็กที่พูดเร็ว เถียงไว จนบางทีดูเหมือนทำอะไรเชื่องช้า เป็นเด็กที่มีมาดมีฟอร์มตั้งแต่เด็ก

เวลาเขินจะเก็บอาการ มีระเบียบวินัยกับตัวเอง แต่เป็นเด็กฉลาดนะ ฉลาดแบบรู้จังหวะ ว่าควรจะพูดแบบไหน พูดเวลาไหน อ้อนยังไง เค้าถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่เวลาซนหรือเอาแต่ใจก็ไม่มีใครเอาอยู่เช่นกัน เป็นเด็กรู้คุณค่าของเงินหรือเป็นเด็กถนอมของ

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีพฤษภ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีเมถุน ( 22 พฤษภาคม – 21 มิถุนายน)

เด็กที่เกิดราศีเมถุน ธาตุลม

ลักษณะเด็กราศีเมถุน

จะอยู่ไม่นิ่ง แต่เป็นเด็กหน้าตาน่ารัก สดใส  ยิ้มเก่ง คุยง่าย สอนง่ายแต่สักพักก็ลืมสิ่งที่เพิ่งสอนไป เป็นเด็กเดินเร็ว เคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวดเร็ว ปากตรงกับใจแต่ไม่ค่อยหนักแน่นกับสิ่งที่ตนเองตัดสินใจ

ชอบกิจกรรมแต่ไม่ชอบอยู่เฉย เป็นเด็กฉลาดใส ๆ แต่ไม่แกมโกง เหมือนจะเป็นเด็กเอาใจแต่ก็แปลกที่ผู้ใหญ่เอ็นดูและได้ในสิ่งที่ต้องการด้วย

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีเมถุน ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีกรกฏ ( 22 มิถุนายน – 21 กรกฎาคม)

เด็กที่เกิดราศีกรกฎ ธาตุน้ำ

ลักษณะเด็กราศีกรกฎ

จะเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก ที่มีความอ่อนโยน ขี้อ้อน sensitive กับความรู้สึก ขี้น้อยใจ ขี้กลัว ตกใจง่าย เป็นเด็กที่มีจิตนาการสูง ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ ถ้าจะเอาก็เอาให้ได้ ในบางพฤติกรรมเด็กจะใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว เป็นเด็กโกรธง่าย หายเร็ว พัฒนาการของเด็กราศีกรกฎจะพบว่าเดิน ยืน วิ่งได้ไวกว่าการพูด ไม่ชอบอยู่บ้าน ชอบออกไปวิ่งเล่นข้างนอก ชอบอยู่ในที่โล่งกว้าง แต่เวลานอนกลับชอบนอนในที่แคบ ๆ หรือซุกตามมุมขอบเตียง

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีกรกฎ  ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีสิงห์ ( 22 กรกฎาคม – 21 สิงหาคม)

เด็กที่เกิดราศีสิงห์ ธาตุไฟ

ลักษณะเด็กราศีสิงห์

จะมีคาแรคเตอร์ชัดเจนเช่นเสียงดัง โวยวาย  เป็นเด็กที่โครงสร้างรูปร่างใหญ่กว่าเด็กทั่วไป มีความเป็นผู้นำ เป็นนักประดิษฐ์คิดค้น ทำตามใจทำตามความต้องการของตัวเอง เสียงมาก่อนตัว จะมีพฤติกรรมรุนแรงเมื่อถูกบังคับมาก ๆ เท่านั้น บางครั้งดูเป็นคนดื้อรั้นแต่ในใจที่คิด เป็นเด็กที่วางมาด วางฟอร์ม เป็นเด็กมีเป้าหมายชัดเจน หากทำไม่ได้ก็จะเครียด แต่ถ้าทำได้จะดีใจร่าเริง เป็นเด็กชอบกิจกรรมด้านกีฬา

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีสิงห์ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีกันย์ (22 สิงหาคม – 21 กันยายน)

เด็กที่เกิดราศีกันย์ ธาตุดิน

ลักษณะเด็กราศีกันย์

จะเป็นเด็กนิ่ง ๆ ไม่ค่อยยิ้ม หรืองอแงเท่าไร เป็นเด็กระวังตัว ไม่ค่อยยุ่งหรือสุงสิงกับใครที่ไม่สนิทใจ ไม่ค่อยดื้อ นอกกรอบเท่าไร ถ้าไม่มั่นใจกับอะไรก็จะไม่ทำเลย เวลาโกรธจะน่ากลัว จะทำร้ายตัวเอง เป็นเด็กเอื่อย ๆ เรื่อย ๆ ไม่ค่อยปรับตัวตามสภาพแวดล้อม มีระเบียบวินัย ชอบศึกษาหาความรู้ หรือชอบฟังเวลาผู้ใหญ่คุยกัน เป็นเด็กไม่ชอบความวุ่นวาย บางครั้งเก็บตัวเงียบแต่ก็กลัวการอยู่คนเดียวและเป็นเด็กที่มีสมาธิดี

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีกันย์ ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีตุล (22 กันยายน – 21 ตุลาคม)

เด็กที่เกิดราศีตุล ธาตุลม

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีตุล

จะเป็นเด็กที่พูดตรง ๆ ในบางอารมณ์จะเป็นเด็กที่ดื้อ เอาเหตุผลตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช้ในการใช้ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณ ชอบรวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์และแยกแยะ มีจุดยืนเป็นของตัวเอง

แต่ในข้อดีคือเป็นเด็กที่ไม่ทำอะไรเกินตัว เป็นเด็กที่เรียงลำดับขั้นตอนการทำงานของตัวเองได้ และไม่ชอบให้ใครมาใช้อารมณ์รุนแรงกับตัวเอง เป็นเด็กหัวดี ฉลาดหลักแหลม จนบางครั้งเหมือนเป็นเด็กฉลาดแกมโกง เอาตัวรอดและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีตุล ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีพิจิก (22 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน)

เด็กที่เกิดราศีพิจิก ธาตุน้ำ

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีพิจิก

เป็นเด็กที่ใช้ความรู้สึก จิตนาการ สัญชาตญาณ อารมณ์มากกว่าการหาเหตุผล อารมณ์ขึ้นแล้วลงยาก หากไม่พอใจอะไรจะเย็นชากับสิ่ง ๆ นั้น แต่เวลาที่สงสารหรือเสียใจกับอะไรก็จะเสียใจอย่างสุดหัวใจ รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง เห็นใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง มีความเป็นผู้ให้และเสียสละอย่างมาก เป็นเด็กที่มีจิตนาการสูงมาก เรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ไม่ทันได้ฉุกคิด หรือคิดไม่ทันเขาด้วยซ้ำ มีพรสวรรค์ด้านการใช้เสียงหรือภาษา

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีพิจิก ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

ราศีธนู ( 22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม)

เด็กที่เกิดราศีธนู ธาตุไฟ

ลักษณะเด็กที่เกิดราศีธนู

เป็นเด็กที่มีความพยายามสูง บางเรื่องจะใจร้อน เป็นเด็กที่ทำอะไรรวดเร็ว แต่อาจจะไม่ค่อยรอบคอบ เป็นคนคิดเร็วพูดเร็ว ไม่ชอบทำตามใคร ไม่ชอบให้ใครมาชี้นำว่าต้องทำแบบนั้นสิ แบบนี้สิ ชอบหาวิธีการเอง เป็นเด็กที่ฉลาด เอาตัวรอด แก้ใขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เป็นเด็กช่างสังเกตุ จำแม่น ชอบเล่นกีฬาที่เกี่ยวกับความเร็ว รวมถึงเป็นเด็กชอบเลี้ยงสัตว์มาก ๆ เป็นเด็กที่มีเพื่อนเยอะ หรือเพื่อนชอบให้เค้าเป็นผู้นำในการละเล่นต่าง ๆ

แนวทางการเลี้ยงเด็กที่เกิดราศีธนู ควรเป็นแบบไหน ชวนไปฟังหมอนุชที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งคลิกที่นี่ https://bit.ly/3CHMedy หรือคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ

เช็คดวงเด็กปีเสือ 2565
แนวทางเลี้ยงเด็กปีเสือ 2565 ให้เหมาะกับนิสัยและดวงชะตาตามราศี

———————————————————————————

✨ชวนคุณพ่อคุณแม่ มาช้อปแหลกเพื่อลูกที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 20  จัดหนักจัดเต็มลดไม่ยั้งกับ สินค้าแม่-ลูกที่คุณอยากได้ พากันไปช้อปได้ตั้งแต่วันที่ 24 – 27 มี.ค. 65  ⏰ เวลา 10.00 – 20.00 น. 📌 ไบเทค บางนา พิเศษ!!  งานนี้จัดพร้อมบ้านและสวนแฟร์ Select 2022 ด้วยน้าา…

>> 📱ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า #รับฟรี3ต่อ คลิก! >> https://cooll.ink/abk20fbregister
ต่อที่ 1 รับฟรี! ชาม Limited Edition พร้อมผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก
ต่อที่ 2 รับฟรี! TAROT WALLPAPER By แม่หมาดูหมอ
ต่อที่ 3 ร่วมลุ้นรับ! Attitude Mom เครื่องปั๊มนม รุ่น Galaxy II #ฟรี!! มูลค่า 16,900 บาท จำนวน 1 รางวัล

✨ งานเดียว ครบ จบ ทุกอย่างที่แม่ต้องมี❗️ 💕ช้อปมั่นใจด้วยมาตรการเข้มข้นด้านความสะอาดและความปลอดภัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช้อปอย่างสบายใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคหน้าร้อน

เตือน! 5 โรคหน้าร้อน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

มาแน่! 5 โรคหน้าร้อน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

ฤดูร้อนในเมืองไทยมีไอความร้อนแรง ๆ จนทำให้หลายคนไม่สบายเพราะความร้อน นอกจากนี้ก็มักเจอโรคต่าง ๆ ที่มากับอากาศร้อน ซึ่งพร้อมที่จะทำให้ลูก ๆ ของเรา รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่เจ็บป่วยได้ทุกเมื่อ หน้าร้อนนี้มี โรคหน้าร้อน อะไรที่ควรระวังให้มาก มาดูกันค่ะ

 

  1. โรคหน้าร้อน ท้องเสีย

มักเกิดจากการที่ลูกรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเชื้อเหล่านี้นอกจากปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่มแล้ว ยังอาจติดอยู่ที่มือของลูกน้อยผ่านการหยิบจับสิ่งของสกปรกมาก่อน การแพ้อาหารบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน

อาการท้องเสียนั้นมีจุดสังเกต ดังต่อไปนี้

  1. อุจจาระมีลักษณะเหลว หรือถ่ายออกเป็นน้ำ
  2. ถ่ายท้องต่อเนื่อง มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน
  3. มีอาการปวดท้องเกร็งที่รุนแรงกว่าปรกติ
  4. ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย และเหมือนมีไข้อ่อน ๆ

หากลูกมีอาการเหล่านี้ ก็แปลว่ากำลังเผชิญกับอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 วัน แต่หากมีอาการท้องเสียต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 – 14 วัน คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์นะคะ

ป้องกันและรักษาอาการท้องเสีย ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง
  2. ให้ลูกล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกครั้ง
  3. เลี่ยงไม่ให้ลูกการรับประทานอาหารที่ไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพและความสะอาด เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้
  4. เมื่อลูกเกิดอาการท้องเสียควรดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
  5. ให้ลูกรับประทานยาบรรเทาอาการท้องเสีย ซึ่งช่วยยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย และบรรเทาอาการท้องเสียได้
  6. ให้ลูกรับประทานอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำซุป เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  1. โรคพิษสุนัขบ้า

เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนผ่านทางน้ำลายของสัตว์ โดยสัตว์ที่นำโรคไม่ใช่แค่สุนัขหรือแมว แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า หากลูกได้รับเชื้อนี้และเชื้อเข้าสู่สมอง จะมีอาการคลุ้มคลั่ง ดุร้าย กระวนกระวาย และหากเชื้อเข้าสู่ไขสันหลัง จะทำให้สมองและไขสันหลังทำงานผิดปกติ จะมีอาการอัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด

ถ้าลูกถูกสุนัขจรจัด หรือ แม้แต่สัตว์เลี้ยงในบ้านกัด ข่วน หรือเลียแผล ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  • ล้างแผลให้ลูกด้วยน้ำสะอาดและสบู่ ให้ลึกถึงก้นแผลเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที
  • เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ เบตาดีน หรือ น้ำเกลือ ที่มีอยู่ที่บ้าน
  • รีบพาลูกมาพบแพทย์ ปัจจุบันนี้ยังไม่มียารักษาให้หายได้ ดังนั้นเมื่อลูกโดนสัตว์กัด ให้รีบพบแพทย์โดยทันทีเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและวัคซีนป้องกันบาดทะยัก โดยเฉพาะเมื่อสัตว์ที่กัดไม่มีเจ้าของหรือกัดแล้วหนี ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้สุนัขหรือสัตว์ที่กัดแสดงอาการหรือตายก่อน
  1. โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก

โรคลมแดด หรือโรคฮีตสโตรก (Heat Stroke) เกิดจากการที่ร่างกายของลูกได้รับความร้อนมากเกินไป เช่น การตากแดดนาน ๆ ทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยละ 17-70 เลยทีเดียว

อาการที่สังเกตได้ คือ ลูกจะไม่มีเหงื่อออก แต่ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่ว ๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย นอกจากนี้ ลูกอาจมีอาการเพิ่มเติม ได้แก่ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว ไตล้มเหลว มีการตายของเซลล์ตับ หายใจเร็ว มีการบวมบริเวณปอดจากการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ การสลายกล้ามเนื้อลาย ช็อค หากเกิดอาการดังกล่าวจำเป็นต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน

โรคหน้าร้อน
ให้ลูกดื่มน้ำให้มาก เพื่อป้องกันการเกิดฮีทสโตรก

วิธีการป้องกันโรคลมแดด คือ

  • ให้ลูกดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากลูกต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้จะอยู่ในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี
  • ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด
  • หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน
  • ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ต้องจัดให้อยู่ในห้องที่อากาศระบายได้ดี และอย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง
  1.  ผดร้อน

ผดร้อน เป็นตุ่มคันขนาดเล็ก เกิดจากต่อมเหงื่อที่อุดตันใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อเหงื่อออก หรืออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น ซึ่งผดร้อนอาจปรากฏขึ้นได้ทั่วร่างกายลูก เช่น บริเวณใบหน้า คอ หลัง อก และต้นขา เป็นต้น ผดร้อนเป็นภาวะที่ไม่อันตราย และอาจหายได้เองเมื่ออากาศเย็นลง แต่หากปรากฏอาการดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์

  • ผดไม่ยอมหาย ยังคันและเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน
  • ผดมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผดมีสีแดงสว่าง หรือเป็นริ้วลาย และผดเกิดขึ้นหลังจากใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาตัวใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน
  • เจ็บปวดเพิ่มขึ้น อาจเกิดร่วมกับอาการบวม แดง หรือ รู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่เป็นผด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม ซึ่งอาจเกิดขึ้นบริเวณรักแร้ คอ และขาหนีบ
  • ติดเชื้อ เมื่อผดร้อนที่เกิดขึ้นเริ่มมีหนองหรืออาการติดเชื้ออื่น ๆ
  • มีไข้ หรือมีสัญญาณของภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ

เมื่อพบว่ามีผดร้อนเกิดขึ้น อาจบรรเทาอาการคัน หรือป้องกันอาการกำเริบลุกลามได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น
  • ให้ลูกอยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็น หรือมีเครื่องปรับอากาศ และประคบผ้าเย็นบริเวณผิวหนัง เพื่อช่วยลดความร้อน
  • หลีกเลี่ยงการใช้พลาสเตอร์ปิดทับผิวหนัง หรือไม่สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูป เพื่อป้องกันการอุดตันของต่อมเหงื่อ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่อาจทำให้เกิดเหงื่อออกมาก
  • ให้ลูกอาบน้ำด้วยน้ำเย็นและสบู่ที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง และปล่อยให้ผิวแห้งเองหลังอาบน้ำเสร็จ ไม่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวเพื่อลดการเสียดสีจนเกิดผดร้อนอักเสบเพิ่มขึ้น

 

  1. โรคไมเกรน

เป็นโรคที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังตัวเอง โดยอาจจะเกิดจากพันธุกรรม หรือปัจจัยกระตุ้น ส่งผลทำให้หลอดเลือดแดงเกิดการขยายตัวได้มาก และง่ายกว่าคนปกติ อาจจะมีอาการนำก่อนมีอาการปวดหัว หรือไม่มีอาการนำก็ได้ อาการนำที่พบบ่อยคือ อาการทางตา เช่น เกิดตาพร่า เห็นภาพ หรือ แสงสีผิดปกติ รู้สึกหนักที่แขนขาเหมือนไม่มีแรง มีความรู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น รู้สึกคัน ชา แสบร้อน

ปัจจัยที่ทำให้โรคไมเกรนมีอาการมากขึ้น ได้แก่

  1. ภาวะเครียด
  2. การอดนอน
  3. การขาดการพักผ่อน หรือทำงานมากเกินไป
  4. ขณะมีประจำเดือน หรือรับประทานยาคุมกำเนิด
  5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
  6. อาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต

การดูแลตนเองทำได้โดย

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ความร้อน การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด อาหาร กาแฟ ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์
  2. การใช้ยาบรรเทาอาการปวดรักษา เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ยาแก้ปวด-อักเสบกลุ่ม NSAIDs ยากลุ่ม Ergot ยากลุ่มทริปแทน (Triptan) ควรใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้นและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

คุณพ่อคุณแม่ ควรรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ระมัดระวังตนเองรวมทั้งลูกน้อยจากอาการร้อน เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บป่วยจากโรคที่มากับหน้าร้อนนี้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา , โรงพยาบาลวิภาวดี, pobpad, โรงพยาบาลธนบุรี, โรงพยาบาลพญาไท, โรงพยาบาลสมิติเวช

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารเป็นพิษ โรคหน้าร้อน ที่ทุกครอบครัวต้องระวัง

3 โรคหน้าร้อน คนท้อง ต้องระวัง!

หวัดแดด โรคหน้าร้อน ที่ต้องระวังในเด็กเล็ก

จิตแพทย์เตือน! ดูข่าวหดหู่ ระวัง Headline Stress Disorder

จิตแพทย์เตือน! ดูข่าวหดหู่ ระวัง Headline Stress Disorder

จากประเด็นร้อนล่าสุด ที่ดาราสาวชื่อดัง แตงโม ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ เสียชีวิต อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งการติดตามเรื่องราวนี้ รวมทั้งเรื่องราวอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคมโลก อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต เพราะข่าว และเนื้อหาต่าง ๆ ที่เผยแพร่ในสื่อ และโซเชียลมีเดีย สร้างความเศร้า ความเครียดสะสม ที่มากเกินไป จนอาจทำให้ คุณพ่อคุณแม่ เกิดภาวะ Headline Stress Disorder ได้ค่ะ

 

ภาวะHeadline Stress Disorder คืออะไร

ผศ.นพ.วัลลภ อัจสริยะสิงห์ อาจารย์ประจำสาขาวิชา จิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้ออกมาเตือนประชาชน และให้ความรู้ ทางเพจ Mahidol Channel ผ่านแคมเปญ #เรื่องของใจใครว่าไม่สำคัญ แคมเปญที่ Mahidol Channel ร่วมกับ สสส. และสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ร่วมกันทำขึ้น เพราะอยากให้ทุกคน เห็นความสำคัญ ของการดูแลสุขภาพจิต

คุณหมอได้ให้ข้อมูลไว้ว่าHeadline stress disorder ไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นคำที่ใช้เรียก ภาวะเครียด หรือ วิตกกังวลมาก ที่เกิดขึ้นจากการเสพข่าวทางสื่อต่าง ๆ ที่มากเกินไป

เสพข่าวหดหู่มากไป ส่งผลเสียอย่างไรต่อร่างกายและจิตใจ

การเสพข่าวหดหู่มากไป สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจได้มาก และหลายระบบ เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า โกรธ ซึ่งถ้าปล่อยไว้ อาจส่งผลต่อการเกิดโรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า

Headline stress disorder
เสพข่าวหดหู่มากไป เสียงภาวะ Headline stress disorder

ใครคือกลุ่มเสี่ยงต่อ ภาวะHeadline Stress Disorder

  • คนที่เหนื่อยล้า ทั้งทางจิตใจ หรือร่างกายอยู่แล้ว เช่น อาจกำลังเครียดเรื่องงาน ครอบครัว การเรียน พักผ่อนไม่เพียงพอ เจ็บป่วย อยู่นั้น อารมณ์จะอ่อนไหวง่าย เมื่อมาเสพข่าวที่หดหู่ ก็จะเครียดได้ง่าย
  • คนที่มีโรควิตกกังวล หรือซึมเศร้าอยู่แล้ว จะถูกกระตุ้นได้ง่าย จากการเสพข่าวที่หดหู่
  • คนที่ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เยอะ ก็มีโอกาสที่จะรับรู้ข่าวทั้งที่จริง และปลอม ทั้งดี และร้าย ได้เยอะ
  • คนที่ขาดวิจารณญาณในการเสพข่าว อาจจะเป็นด้วยวัย วุฒิภาวะ หรือบุคลิกภาพ มีแนวโน้มจะเชื่อพาดหัวข่าวในทันทีที่เห็นได้ง่าย

จัดการความเครียดจากการเสพข่าวหดหู่ด้วยตนเองได้อย่างไร

คำแนะนำในการจัดการความเครียด จากการเสพข่าวหดหู่ทั่วไปด้วยตนเอง มีวิธีการดังนี้

  1. จำกัดเวลาในการเสพข่าว เคร่งครัดกับเวลาที่กำหนดไว้ อย่าเสพข่าวเดิมทั้งวันทั้งคืน โดยไม่หยุดพัก
  2. หากเครียดมาก อาจงดเสพข่าว หรืองดใช้สื่อสังคมออนไลน์ไปสักพัก จนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
  3. อย่าเชื่อพาดหัวข่าวที่เห็นในทันที เพราะพาดหัวข่าว มักใช้คำที่กระตุ้นอารมณ์ เพื่อดึงดูดให้คนสนใจ แนะนำให้อ่านรายละเอียดของข่าวด้วย
  4. ตรวจสอบข่าวก่อนจะเชื่อ อ่านข่าวจากสื่อที่เชื่อถือได้ เพราะปัจจุบัน มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ทางสื่อสังคมออนไลน์กันมาก
  5. หากเป็นข่าวด่วนอาจรอสักหน่อย ให้มีข้อมูล และความจริงมากขึ้น แล้วค่อยอ่านในรายละเอียดข่าว
  6. พยายามมองหาสิ่งที่ดี ในข่าวที่อ่านบ้าง ทุกอย่างมีทั้งด้านดี และร้ายเสมอ
  7. อ่านข่าวที่ดีต่อใจบ้าง อย่าเสพแต่ข่าวที่หดหู่
  8. อย่าเสพข่าวก่อนนอน เพื่อให้สมองได้พัก และหลับได้ดี
  9. ทำกิจกรรมคลายเครียด ผ่อนคลายบ้าง อย่าเอาแต่ติดตามข่าวทั้งวัน
  10. พูดคุยกับคนอื่นบ้าง การหมกมุ่นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งคนเดียว จะยิ่งทำให้จมกับความคิดลบ ๆ ได้ง่าย
  11. หากทำตามคำแนะนำข้างต้น แล้วยังเครียดมากอยู่ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ chatbot 1323 หรืออาจไปปรึกษานักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์

ทีมแม่ ABK อยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองสังเกตตัวเองสักนิดว่า ช่วงที่ผ่านมานี้ได้เสพข่าวที่ทำให้รู้สึก เครียด เศร้า หดหู่ บ้างหรือไม่ เราเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเสี่ยงแล้วหรือยัง และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อให้พ้นจากภาวะหดหู่จากการเสพข่าวนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

Mahidol Channel

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เข้าโซเชียลมีเดีย เด็กเสียอะไร

ผลวิจัยชี้ “สุขภาพจิตของพ่อ” ส่งผลต่อพัฒนาการลูก

ลูกติดโซเชียลหนัก ระวังป่วย โรค Tic Tok ชอบพูดซ้ำๆ กล้ามเนื้อกระตุกเอง!

พัฒนาการทารก

พัฒนาการทารก แรกเกิด – 1 ขวบ หนูทำอะไรได้บ้างนะ?

พัฒนาการทารก เริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิด ทั้งนี้การเติบโตของลูกน้อยในวัยก่อน 1 ขวบ ทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มีความรู้สึก ทั้งชื่นชมยินดี และเวียนหัวสลับกันไป

พัฒนาการทารก แรกเกิด – 1 ขวบ หนูทำอะไรได้บ้างนะ?

การเลี้ยงลูกในวัยก่อน 1 ขวบ เป็นเรื่องที่ท้าทายคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่อง การป้อนนม การเปลี่ยนผ้าอ้อม การอาบน้ำ การกล่อมนอน และการร้องไห้ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการทารก เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมพร้อมรับมือ และคลายความกังวลต่างๆลง

พัฒนาการทารก
พัฒนาการทารก

ตารางพัฒนาการทารก จากแรกเกิด – 1 ขวบ

        เดือน

             พัฒนาการตามวัย

                         การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

       1 เดือน  – มองหน้า สบตา  – เอียงหน้าไปมาช้าๆ ให้ลูกมองตาม
 – เอียงหน้าไปมา  – ยิ้มแย้ม มองสบตาเล่น และพูดกับลูก
       2 เดือน  – ชันคอในท่าคว่ำ  – ให้ลูกนอนเล่นบนเบาะในท่าคว่ำ
 – ทำเสียงได้อ้อแอ้  – พูดคุย ทำเสียงต่างๆ และร้องเพลงให้ฟัง
 – ยิ้ม มองตามสิ่งเคลื่อนไหว  –  แขวนของสีสดห่างราว 1 ศอกให้ลูกมองตาม
       3 เดือน  – ส่งเสียงโต้ตอบ  – อุ้มท่านั่ง
 – ชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง  – พูดคุยทำเสียงโต้ตอบ
       4 เดือน  – หัวเราะส่งเสียงดัง  – ให้ลูกนอนเล่นบนเบาะในท่าคว่ำ
 – เริ่มไขว่คว้าสิ่งของ  – ให้กำลังใจเมื่อลูกทำได้
 – ชูคอตั้งขึ้นในท่าคว่ำ
       5 เดือน  – คืบ พลิกคว่ำ พลิกหงาย  – จัดที่ปลอดภัยให้เด็กหัดพลิกคว่ำ
 – พูดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่กับเด็ก เช่น อาบน้ำ กินข้าว
 – หาของเล่นสีสดชิ้นใหญ่ที่ปลอดภัยให้หยิบจับ และให้คืบไปหา
       6 เดือน  – ส่งเสียงโต้ตอบ  – หาของให้จับ
 – คว้าของมือเดียว  – เล่นโยกเยกกับเด็ก
 – หันหาเสียงเรียกชื่อ และเสียงต่างๆ  – พูดคุยและเล่นเรียกชื่อลูก
       7 เดือน  – คว้าของ  – อุ้มให้น้อยลง ให้เด็กได้คืบและนั่งเล่นเอง
 – นั่งทรงตัวได้เอง  – หาของเล่นที่สี พื้นผิว และขนาดต่างกัน เช่น ผิวเรียบ หยาบ อ่อน แข็ง ให้หยิบจับ
 – เปลี่ยนสลับมือถือของได้
       8 เดือน  –  มองตามของตก  – กลิ้งของให้มองตาม
 – สังเกตสิ่งของใกล้ตัว  – พูดและทำท่าทางเล่นกับเด็ก เช่น จ๊ะเอ๋  จับปูดำ  จ้ำจี้  ตบมือ
       9 เดือน  – คลาน  – หัดให้คลาน
 -เล่นตบมือ จ๊ะเอ๋  – ห้ามให้อาหารที่อาจทำให้ติดคอได้ เช่น เมล็ดถั่ว
 – เข้าใจเสียงคำสั่ง  – หัดให้เด็กหยิบของกินชิ้นเล็กเข้าปาก เช่น ข้าวสุก มะละกอหั่น ฟักทองต้ม
 – ใช้นิ้ว และหัวแม่มือจับของ
      10 เดือน  – เหนี่ยวตัวและเกาะยืน เกาะเดิน  – หัดให้เกาะยืน และเกาะเดินอย่างปลอดภัย
 – ส่งเสียงมีความหมาย เช่น หม่ำ จ๋า จ๊ะ  – เรียกชื่อ และชูของเล่นให้เด็กสนใจเพื่อลุกขึ้นจับ
      11 เดือน  – ทารกเริ่มตั้งไข่  – พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ
 – เลียนเสียงพูด และท่าทาง  – ให้เด็กมีอิสระ แต่ต้องอยู่ในสายตาของพ่อแม่
      12 เดือน  – ก้าวเดิน 1-2 ก้าว  – ให้เรียนรู้การแปรงฟัน
 – เลียนเสียงพูด และท่าทาง  – สอนให้เรียกอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
 – พูดเป็นคำที่มีความหมาย เช่น พ่อ แม่  – พูดคุยกับเด็ก เน้นสบตา มองหน้า มองปาก ให้เด็กพูดตาม
                                                                                                                                                                                                      ขอบคุณข้อมูล พญ.พริม สุธรรมรติ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
ศูนย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนนทเวช
พัฒนาการ
พัฒนาการ

พัฒนาการทางสังคม

ทารกอายุ 1 – 3 เดือน

  • มีการโต้ตอบ โดยทารกอาจยิ้ม เป่าน้ำลายเป็นฟอง หรือพูดเสียงอ้อแอ้ เมื่อพ่อแม่พูดคุยหรือเล่นด้วย
  • มีการเลียนแบบสีหน้าของพ่อแม่ และโผเข้าไปหาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยง เมื่อต้องการความปลอดภัย ความรัก และการปลอบโยน

ทารกอายุ 4 – 6 เดือน

  • รู้สึกสนุกเมื่อได้เล่น และจะร้องไห้เมื่อหยุดเล่น
  • เลียนแบบการเล่นทำเสียงได้
  • มักโผเข้าหาแม่หรือพ่อ และจะร้องไห้ทุกครั้งเมื่อไม่เห็นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงอยู่ใกล้ ๆ
  • จดจำใบหน้าพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดได้ รวมทั้งรู้จักชื่อของตัวเอง

ทารกอายุ 7 – 9 เดือน

  • เล่นเกมที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น เล่นจ๊ะเอ๋
  • เด็กจะรู้สึกกังวลเมื่อต้องอยู่กับคนแปลกหน้า ไม่อยากอยู่กับคนอื่นนอกจากแม่ หรือจะหาทางหนีไปที่อื่น หากรู้สึกหงุดหงิดรำคาญเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ
  • มีปฏิกิริยาต่ออารมณ์ความรู้สึกที่พ่อแม่แสดงออกมา

ทารกอายุ 10 – 12 เดือน

  • รู้จักแสดงความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบกินอะไร เช่น ทิ้งช้อนไม่กินข้าวต่อ หรือเลื่อนจานอาหารที่ไม่ชอบออกไป
  • ชอบเล่นเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น เลียนแบบการคุยโทรศัพท์
  • รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลลัพธ์ เช่น เด็กจะรู้ได้ว่าหากร้องไห้ แม่จะมาหา

ความผิดปกติทางด้านพัฒนาการ

หากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยง สังเกตุเห็นความผิดปกติทางด้านพัฒนาการของลูก ตามช่วงอายุของทารกดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

ทารกอายุ 1 – 3 เดือน

  • ไม่ปรากฏพัฒนาการด้านการควบคุมหรือเคลื่อนไหวศีรษะ
  • ไม่ตอบสนองต่อเสียงหรือภาพใด ๆ
  • ไม่ยิ้มตอบผู้คนหรือเมื่อได้ยินเสียงของพ่อแม่
  • ไม่มองตามสิ่งของที่เคลื่อนไหวไปมา
  • ไม่สังเกตมือของตัวเอง
  • ไม่หยิบฉวยหรือถือสิ่งของใด ๆ

ทารกอายุ 4 – 6 เดือน

  • กล้ามเนื้อแข็งตึง
  • ตัวอ่อนปวกเปียกอย่างเห็นได้ชัด
  • เอื้อมมือไปแตะสิ่งของได้แค่ข้างเดียว
  • ไม่ปรากฏสัญญาณของการเคลื่อนไหวหรือควบคุมศีรษะ
  • ไม่ตอบสนองต่อแสงหรือภาพต่าง ๆ
  • ไม่จับสิ่งของ หรือหยิบสิ่งของใส่ปากตัวเอง
  • ไม่พยายามกลิ้งตัวหรือนั่ง
  • ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างเขเข้าหรือเขออก
  • ไม่หัวเราะหรือร้องออกมา

ทารกอายุ 7 – 9 เดือน

  • ไม่กลิ้งตัวหมุน หรือไม่ลุกขึ้นนั่ง
  • ไม่เอื้อมไปหยิบสิ่งของ หรือไม่หยิบสิ่งของเข้าปาก
  • ไม่ตอบสนองต่อเสียงหรือภาพใดๆ
  • ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ หรือเลียนแบบเสียงใด ๆ

ทารกอายุ 10 – 12 เดือน

  • ไม่คลานหรือใช้ลำตัวด้านใดด้านหนึ่งไถไปขณะคลาน
  • ไม่ยืนแม้พ่อแม่จะช่วยก็ตาม
  • ไม่แสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น ไม่โบกมือหรือส่ายศีรษะ
  • ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ หรือพยายามพูดคำว่า “มามา” หรือ “ปาปา”
  • ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
  • ไม่ประสานสายตาด้วย

การดูแลทารกอย่างปลอดภัย

พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงช่วยเสริมพัฒนาการของทารก และดูแลทารกได้อย่างปลอดภัย ดังต่อไปนี้

  • ไม่เขย่าตัวทารก เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อสมองหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ควรให้เด็กนอนหลับในท่านอนหงาย เพื่อป้องกันภาวะเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก (Sudden Infant Death Syndrome: SIDS)
  • ไม่ควรให้เด็กได้รับอันตรายจากควันบุหรี่จากคนที่สูบบุหรี่
  • ควรให้เด็กนั่งเบาะหลังโดยใช้ที่นั่งสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ เมื่อต้องโดยสารรถยนต์
  • ควรตัดอาหารเป็นชิ้นเล็ก ๆ และเลี่ยงให้เด็กกินผลไม้ที่มีเมล็ด หรือถั่วต่าง ๆ เพื่อป้องกันอาหารติดคอ รวมทั้งไม่ให้เด็กเล่นของเล่นที่มีชิ้นส่วนเล็ก ๆ เพื่อป้องกันเด็กเอาเข้าปาก และกลืนลงคอ
  • ไม่ถือของร้อนเข้าใกล้เด็ก
  • ควรพาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคให้ครบอย่างสม่ำเสมอ

หวังว่าบทความนี้ที่ ทีมแม่ ABK รวบรวมข้อมูลมาฝาก คงเป็นคู่มือช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของลูกในแต่ละช่วงเวลาได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ศีรษะทารกแรกเกิด บวมโนอันตรายไหม? จะยุบเมื่อไหร่?

5 ข้อดีให้ลูกน้อยใช้ “ยางกัด” พร้อมวิธีทำความสะอาด

อันตรายถึงชีวิต!! ป้อนข้าวลูกท่านอน ทารกสำลักถึงตาย

เอกสารแจ้งเกิด แจ้งช้า คลอดที่บ้าน ลูกครึ่งต้องใช้อะไร

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.nonthavej.co.thhttps://www.pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

รวมลิงก์ ลงทะเบียนคนท้องรับของฟรี พิเศษสำหรับคนท้องและแม่ลูกเล็ก

เรื่องนี้แม่ต้องรู้ !! ทีมแม่ABK รวบรวมมาให้แล้วกับเว็บไซต์ “ลงทะเบียนคนท้องฟรี” ที่จัดมาให้ว่าที่คุณแม่มือใหม่ ทั้งที่กำลังตั้งครรภ์และมีลูกเล็ก แค่ลงทะเบียนก็ได้รับสินค้าทดลองใช้ฟรีแม่และเด็กส่งตรงให้ถึงหน้าบ้าน อยากรู้ว่ามีเว็บไหน ลิงก์ไหน “ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง” ตามไปดูกันค่ะ

รวมลิงก์ ลงทะเบียนคนท้องรับของฟรี พิเศษสำหรับคนท้องและแม่ลูกเล็ก

             ของฟรี ของทดลองใช้ฟรี ก็มีในโลก!!! สำหรับคุณแม่ท้องและคุณแม่ลูกเล็ก หากคุณกำลังมองหาสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้ ทั้งกับตัวเองและลูกน้อย แต่ยังไม่รู้ว่าในท้องตลาดมีแบรนด์สินค้าหมวดไหน อย่างไรบ้าง … การสมัครสมาชิก ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และ แม่ลูกเล็ก เพื่อนำของทดลองนั้นมาใช้ก่อน ก็จะช่วยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการตัดสินใจซื้อของในปริมาณจริงมาใช้

ซึ่งทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ใด ๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ต้องนึกถึงความปลอดภัยของลูกมาเป็นอันดับแรก และต้องแน่ใจว่าเหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของตัวคุณแม่เองและลูกน้อยด้วย

Must read : จัดกระเป๋าเตรียมคลอด และเตรียมของใช้เด็กแรกเกิด

Must read : ของใช้ทารกแรกเกิด 11 อย่างที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

หากคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมาก่อน การปรึกษากับผู้ที่มีลูกมาแล้วว่าควรซื้ออะไรหรือไม่ซื้ออะไร หรือการได้รับของทดลองมาใช้ก่อน ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากตามท้องตลาดทั่วไปก็มีผลิตภัณฑ์ของใช้เพื่อแม่และลูกมากมาย และเพื่อเป็นแนวทางเพื่อให้คุณแม่ได้รู้จักกับสินค้าต่างๆ ทางทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมเว็บไซต์สำหรับ ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และ แม่ลูกเล็ก กว่า 10 เว็บไซต์ จะมีลิงก์ที่คุณแม่สามารถสมัครกรอกรายละเอียด ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และของทดลองใช้ฟรี สำหรับลูกน้อย หรือชุดของขวัญ อะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

***หมายเหตุ: ลิงก์เว็บไซต์ ลงทะเบียนรับของฟรี ทั้งหมดนี้ >> สำหรับรายละเอียดการกรอกข้อมูลและการส่งของทดลองใช้ต่างๆ ทางเพจและเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแต่อย่างใด เพียงเป็นแค่สื่อกลางที่แนะนำและรวบรวมมาให้ด้วยความหวังดีเท่าไหน

มาค่ะ มาเริ่มลงทะเบียนคนท้องฟรี เพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์กันก่อนค่ะ ขอบอกว่าทีมแม่ABK เห็นแล้วอยากจะท้องใหม่เลยค่ะ ฉะนั้นใครที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีเพื่อน มีญาติ กำลังเป็นว่าที่คุณแม่คนใหม่ แนะนำให้มาสมัครลงทะเบียนกันเยอะ ๆ นะคะ เพราะนอกจากจะได้ของทดลองใช้ฟรีเซ็ทพรีเมียมแล้ว ยังจะได้รับสาระความรู้ในการดูแลสุขภาพร่างกาย พัฒนาการครรภ์ 9 เดือน  และรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก การดูแลเลี้ยงลูกตั้งแต่แรกเกิด เป็นต้น ว้าว ๆๆ คุ้มสุด ๆ !!  

เว็บไซต์ลงทะเบียนคนท้องฟรี : หมวดคุณแม่ตั้งครรภ์  

1. S-Mom Club

ลงทะเบียนคุณแม่มือใหม่ กับ S-mom club รับคำปรึกษาจากทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญฟรี!ตลอด24 ชม. ไม่ว่าจะเป็นคำถามด้านสุขภาพครรภ์ วิธีเช็คอาการคนท้อง รับมืออาการแพ้ท้อง เช็คอาการใกล้คลอด พัฒนาการทารกในครรภ์ อาการซึมเศร้าหลังคลอด โภชนาการ พัฒนาการลูกน้อย และอีกมากมาย
สมัครสมาชิก S-mom Club วันนี้ รับ! ชุดหนังสือผ้ามีเสียง เสริมพัฒนาการลูกน้อย

พิเศษ สามารถแอดไลน์ @S-MomClubGold เพื่อรับข้อมูลข้อมูลสุขภาพ โภชนาการ และการดูแลลูกน้อยตามช่วงวัย คัดสรรเพื่อแม่ๆ มือใหม่ ซัพพอร์ตโดยตรงจาก S-Mom Club และทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ผ่านไลน์ เพื่อทุกช่วงเวลาที่สำคัญของแม่และลูกน้อย อย่าลืมมาลงทะเบียนคุณแม่มือใหม่กันนะคะ สมัครสมาชิก ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง คลิกที่นี่ >> https://www.s-momclub.com/profile/register

 

2. Mommy Bear Club

ว้าว!! ลงทะเบียนคนท้องฟรี ของ Mommy Bear Club คลับยอดฮิตมาแรง ที่แม่เลือก! รับข้อมูลดูแลครรภ์และลูกน้อย โปรแกรมตัวช่วยต่าง ๆ และบริการปรึกษาพยาบาลผู้เชี่ยวชาญฟรี! 24 ชม. ผ่านทาง Facebook Mommy Bear Club  หรือ โทร 1162 คุณแม่ถามได้ทุกเรื่องตั้งแต่การตั้งครรภ์ การเลี้ยงลูก หรืออาการซึมเศร้าหลังคลอดก็ปรึกษาพี่ ๆ พยาบาลได้เลย

ที่สำคัญ! สมาชิก Mommy Bear Club จะได้รับ Exclusive Gift สิทธิ์รับของขวัญวันเกิดขวบปีแรกส่งตรงถึงบ้าน และรับโค้ดส่วนลด*ที่ส่งให้เฉพาะสมาชิกที่เป็นเพื่อนกันทางไลน์ @MommyBearClub ทุกเดือนด้วยนะ!

สิทธิ์พิเศษแน่นขนาดนี้ คุณแม่ห้ามพลาด แนะนำให้มาลงทะเบียนคนท้องฟรี กับ Mommy Bear Club กันเยอะ ๆ นะคะ คลิก!!

https://www.nestlemomandme.in.th/profile/register 

*โค้ดส่วนลดสำหรับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปเท่านั้น

3. Anmum

อีกหนึ่งลิงก์ลงทะเบียนคนท้องฟรีที่ไม่อยากให้พลาดเช่นกัน นั่นก็คือของแอนมัม สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่ให้นมบุตร และคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีลูก ลงทะเบียน รับฟรี! ผลิตภัณฑ์ แอนมัม ขนาดทดลอง คลิกที่นี่ >> www.anmum.com

4. Dumex

สมัครสมาชิกดูเม็กซ์ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ ฟรี! พร้อมรับข้อมูลการดูแลครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยผ่านบริการต่างๆจากดูเม็กซ์แคร์ไลน์ เพื่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และชุดของขวัญดูมัม ซึ่งหากสมัครไปแล้วดูเม็กซ์ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ ก็จะคอยส่งข้อมูลการดูแลครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยผ่านบริการต่างๆ จากดูเม็กซ์แคร์ไลน์ ตามรายละเอียดที่คุณแม่กรอกข้อมูลไว้

สมัครสมาชิก รับของทดลองใช้ฟรี คลิกที่นี่ >> www.dumex.co.th

5. Enfa

คุณแม่ที่สมัครสมาชิก ฟรี ! ชุดพัฒนาการ  8 ทักษะ เตรียมพร้อมสู่อนาคต และมีสิทธิลุ้นรับ ตุ๊กตาอาววี่ ขนาด 10  นิ้ว  ราคา 590 บาท จำนวน  2,000 ตัว / เดือน พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวคอยให้คำปรึกษาพัฒนาการลูกน้อย  และโปรแกรมสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล รับของทดลองใช้ฟรี  เพียงสมัครสมาชิก คลิกที่นี่ >> www.enfababy.com

6. Hi-Family Club

สมัครสมาชิกง่ายๆ กับ Hi-Q Kids Club เพื่ออนาคตที่ดีของลูก รับฟรี!! สิทธิพิเศษพร้อมชุดของขวัญ คลิกที่นี่ >> www.hifamilyclub.com

7. Sunmum

Sunmum ผลิตภัณฑ์ถุงเก็บน้ำนมแม่ และผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก สมัครสมาชิก รับของขวัญพิเศษ ส่งตรงถึงบ้าน ทั้งแผ่นซับน้ำนม ถุงนึ่งฆ่าเชื้อขวดนม และถุงจัดเรียงสต๊อคน้ำนมแม่ ลงทะเบียนรับชุด Happy Set คลิกที่นี่ >> www.sunmumshopping.com

เว็บไซต์ ลงทะเบียนรับของฟรีคนท้อง และ แม่ลูกเล็ก : หมวดผ้าอ้อมสำเร็จรูป

8. Babylove

ลงทะเบียนรับข่าวสารโปรโมชั่นต่างๆ และเคล็ดลับการเลี้ยงลูกน้อย กับ เบบี้เลิฟ … พิเศษ! สำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อยแรกเกิด และคุณแม่ตั้งครรภ์ รับฟรีผ้าอ้อมเบบี้เลิฟ พรีเมี่ยม โกลด์ ไซส์แรกเกิด (NB) ,ไซส์ S, ไซส์ M และไซส์ L สมัครสมาชิก ลงทะเบียนรับของทดลองใช้ฟรี คลิกที่นี่ >> babylove.co.th

9. Huggies

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวฮักกี้ส์ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ฟรีมากมาย … สิทธิพิเศษเพื่อคุณแม่คนพิเศษ สมัครเป็นสมาชิกกับฮักกี้ส์คลับวันนี้ รับของทดลองใช้ฟรี คลิกที่นี่ >>www.huggies.co.th

 

เว็บไซต์ ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และ แม่ลูกเล็ก : หมวดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวลูกน้อย

10. Bepanthen

บีแพนเธน ผลิตภัณฑ์สำหรับสำหรับปกป้องและดูแลผิวลูกของลูกน้อย ใหม่!! บีแพนเธน เซนซิเดิร์ม ให้ความชุ่มชื้น ช่วยบรรเทาอาการคันและแดง เพียงลงทะเบียน รับฟรี ผลิตภัณฑ์จากบีแพนเธน คลิกที่นี่ >> www.bepanthenthai.com

 

คลิกหน้า 2 เพื่อดูต่อ >> ลิงก์สำหรับสมัครสมาชิก “ลงทะเบียนรับของฟรี” 

 

ครีมทาท้องลาย

ครีมทาท้องลาย 10 แบรนด์ ผิวนุ่ม เนียน รับมือรอยแตกลายให้อยู่หมัด

ครีมทาท้องลาย 10 แบรนด์ ผิวนุ่ม เนียน รับมือรอยแตกลายให้อยู่หมัด

คุณแม่พอได้เห็นท้องตัวเองขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องตื่นเต้นกับลูกน้อยที่กำลังเติบโตขึ้นอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ร่องรอยที่ไม่คาดคิดบนหน้าท้องก็อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใช่แล้วค่ะ หน้าท้องแตกลาย เป็นหนึ่งในปัญหาผิวกวนใจคุณแม่ตั้งแต่ตอนตั้งท้องไปจนถึงหลังคลอด ครีมลดรอยแตกลายของผิว เลยเป็นอีกตัวช่วย ที่จะรักษาและกอบกู้ผิวที่ขยายออกให้ยังเนียนเรียบและชุ่มชื่น หมดกังวลกับรอยแตกลายกวนใจ ทีมแม่ขอแนะนำ ครีมทาท้องลาย 10 แบรนด์นี้ มาดูว่ามีตัวไหนที่คุณแม่จะโดนใจบ้าง 

ครีมทาท้องลาย หรือ ครีมลดรอยแตกลาย รอยแตกลายเป็นแผลเป็นชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นเมื่อผิวหนังของเรายืดหรือหดตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินที่รองรับผิวของเราแตกออก ครีมนี้จะช่วยป้องกันการแตกตัวของผิวผ่านส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นต่าง ๆ รวมทั้งไปกระตุ้นเซลล์ ช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน หากใช้เป็นประจำก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดหรือลดเลือนรอยแตกลายได้

ครีมทาท้องลาย

เลือก ครีมลดรอยแตกลาย แบบไหนดี

  • หลีกเลี่ยงส่วนผสมของ วิตามินเอสังเคราะห์ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก ที่อาจเป็นเหตุให้ถึงขั้นพิการได้ เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกครีมลดรอยแตกลายสำหรับคนตั้งครรภ์โดยเฉพาะ 
  • เนื่องจากผิวบริเวณท้องที่บางขึ้น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือระคายเคืองต่อผิว เช่น สีย้อม สารปิโตรเคมี พาราเบน แอลกอฮอล์ น้ำหอมสังเคราะห์ เป็นต้น
  • ควรมีส่วนผสม อนุพันธ์วิตามินซี ที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจน Fibroblast Growth Factor (FGF) และ Epidermal Growth Factor (EGF) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน, Allantoin และ Silanol ที่ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ให้ยืดหยุ่น และ Folate ที่ช่วยสร้างเซลล์ผิว 
  • ควรมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่น เช่น Ceramide, Hyaluronic Acid, Trehalose, Squalane, Uric Acid, Glycerin รวมทั้งช่วยปลอบประโลมผิว บำรุงผิว เช่น โกโก้ และเชียบัตเตอร์ 

 

  1. Cocoro Tokyo แบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่น มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก คาโมมายล์ การบูรและอัลลันโทอิน ให้กลิ่นสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสเป็นออยล์เย็นๆ มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยแตกลาย เพิ่มความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนของผิว คงความชุ่มชื่น และยังช่วยลดรอยแผลหรือคีลอยด์จากแผลผ่าตัดได้ด้วย ใช้ได้ทั้งบริเวณหน้าท้อง หน้าอก ต้นขา และก้น 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.cocorohanako.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.cocorohanako.com
  1. Bunne & Mamalade ครีมบำรุงผิวเข้มข้นเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื้อเป็นบัตเตอร์ มีส่วนผสมออร์แกนิก ทั้งเชียร์บัตเตอร์และน้ำมันสกัดจากพืชธรรมชาติ ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ บำรุงและเสริมสร้างให้ผิวแลดูมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดรอยแตกจากการตั้งครรภ์ ผิวจึงดูเรียบเนียนสุขภาพดี นอกจากนี้เนื้อครีมยังไม่มีน้ำหอม และไม่เหนียวเหนอะหนะด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bunnemamalade.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://bunnemamalade.com/
  1. Palmer’s ผลิตภัณฑ์จากสหรัฐอเมริกา การันตีความปลอดภัยเพราะผ่านการทดสอบ FDA อย่างเป็นทางการจากแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ใช้ได้ยาวตั้งแต่อายุครรภ์ 1 เดือนถึงช่วงหลังคลอด เนื้อครีมซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น โกโก้บัตเตอร์ น้ำมันมะพร้าว เชียบัตเตอร์ และวิตามินอี ช่วยบำรุงโดยเฉพาะผิวบริเวณหน้าท้อง ปกป้องไม่ให้ผิวแตกลายจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของครรภ์คุณแม่ 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/palmersthailand/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://web.facebook.com/palmersthailand/

 

  1. Bio-Oil ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับผิวมีริ้วรอยและขาดความชุ่มชื้นโดยเฉพาะ มีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชธรรมชาตินานาชนิด เช่น คาเลนดูล่า ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ และคาโมไมล์ อุดมไปด้วยวิตามินเอและอี ทำให้ผิวเรียบเนียน น่าสัมผัส รวมทั้ง PurCellin Oil™ ทำให้มีเนื้อที่บางเบาซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย ลดรอยแตกลาย แผลเป็น ฟื้นฟูผิวให้นุ่มชุ่มชื้น อ่อนโยน ปลอดภัยต่อผิวแพ้ง่าย และมีกลิ่นหอมผ่อนคลายด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.bio-oil.com/th

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bio-oil.com/th
  1. Provamed ครีมบำรุงสูตรเข้มข้นพิเศษ เกลี่ยง่าย หอมอ่อนๆ มาพร้อมส่วนผสมของสารสกัดจากพืชธรรมชาตินานาชนิด เช่น Calendula, Linden, Cornflower, Hypericum และ Chamomile Ext ช่วยบำรุงผิวที่บอบบางแพ้ง่ายได้อย่างอ่อนโยน ลดอาการระคายเคือง ทำให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นสู่ผิว ช่วยบำรุงเพื่อป้องกันและลดเลือนรอยแตกลาย โดยเฉพาะบริเวณท้อง ทรวงอก สะโพก ต้นขา เหมาะสำหรับผิวช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด รวมทั้งผิวที่เกิดปัญหาจากความอ้วน น้ำหนักเกิน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.provamed.co.th

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.provamed.co.th/
  1. Jergens Shea Butter แบรนด์บำรุงผิวจากประเทศออสเตรเลีย เนื้อโลชั่น ซึมเร็ว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผสานด้วยเทคโนโลยี Hydraluncence ที่ให้ความชุ่มชื้น บำรุงลึก มีคอลลาเจนและ Elastin ที่ช่วยกระชับผิวและเพิ่มความยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน ลดปัญหาผิวเหี่ยวย่นก่อนวัยได้ดี เหมาะใช้บริเวณที่มีโอกาสเกิดปัญหาเซลลูไลท์ หรือรอยแตกลาย เช่นบริเวณ ต้นแขน ต้นขา สะโพก และหน้าท้อง

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.jergens-th.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.jergens-th.com/

 

  1. Clarins ครีมยอดนิยมที่จัดการกับรอยแตกลายอย่างได้ผล ช่วยลดเลือนรอยแตกได้ถึง 4 ด้าน ทั้งความกว้าง ความยาว ความลึกและความเข้ม นอกจากนี้ยังมี Glycyrrhetinic จากชะเอม ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ จึงช่วยปลอบประโลมผิว บรรเทาความรู้สึกไม่สบายผิว ไม่ทำให้รู้สึกแห้งตึง ด้วยการนวดเป็นวงกลม เน้นบริเวณที่อาจเกิดรอยแตกลาย เช่น ท้อง ต้นขา บั้นท้าย ทรวงอก เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการรอยแตกลายอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.clarins.co.th/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.clarins.co.th/
  1. Pureen ครีมลดรอยแตกลายแบบเนื้อครีมบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ มีส่วนผสมของ Algisium C Organic Olive Oil และ Shea Butter ช่วยต่อต้านการสร้างอนุมูลอิสระ คืนความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน ลดรอยแตกลาย ริ้วรอยดูจางลง เรียบ เนียน กระชับ ปกป้องผิว โดยเฉพาะผิวหนังที่เกิดการขยายตัวจากการตั้งครรภ์ หรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว เหมาะกับผิวแพ้ง่าย และได้รับการดูแลพิเศษ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.pureen.co.th/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.pureen.co.th/
  1. Burt’s Bees แบรนด์จากสหรัฐอเมริกา รู้จักกันดีจากลิปทาริมฝีปากเพื่อความชุ่มชื้น ครีมทาลดรอยแตกลายจึงมาพร้อมครีมเข้มข้น อุดมด้วย Shea Butter น้ำมันมะกอก น้ำมันโรสฮิป และวิตามินอี ซึมลงลึกสู่ผิวได้ไว ช่วยในการบำรุงผิว ป้องกันผิวแตกลาย เป็นสูตรไร้กลิ่น ปราศจากสารปิโตรเคมีและสารสังเคราะห์ต่างๆ ผ่านการทดสอบโดยกุมารแพทย์ และไฮโปอัลเลอร์เจนิค จึงไม่เป็นอันตรายต่อผิว ใช้ทาระหว่างตั้งครรภ์จะช่วยทำให้ผิวยืดหยุ่น ทาหลังคลอดก็ช่วยให้ความรู้สึกผิวกระชับ และคงความชุ่มชื้น

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.burtsbees.co.th/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.burtsbees.co.th/
  1. Refer สูตร Whitening Stretchmark Remover ครีมเนื้อเข้มข้น หอมละมุนอ่อนๆ และทาแล้วซึมซาบอย่างรวดเร็ว อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติมากมาย เช่น เชียบัตเตอร์ ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ ดอกคาโมไมล์ โรสฮิป เป็นต้น ตรงเข้าบำรุงถึงผิวชั้นใน ช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับผิว คืนความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ลดรอยแตกลายได้ดี และยังผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.fcpco.com/

ครีมทาท้องลาย
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.fcpco.com/

ขอบคุณข้อมูลจาก

productnation, Cottonbaby

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ครีมทาท้องคุณแม่ ต้องเริ่มทาเมื่อไร ทาแบบไหนกันท้องลายได้ชัวร์

ครีมทาท้องลายยี่ห้อไหนดี ที่ควรใช้ตั้งแต่เริ่มท้อง คุณแม่ทั่วประเทศเทใจให้ Palmer’s เป็นแบรนด์ในดวงใจ

รีวิว ครีมทาท้อง ป้องกันผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนใช้ดีบ้าง ?

เสื้อในให้นม

10 แบรนด์ เสื้อในให้นม ใส่ได้ทรง ให้นมสะดวก

10 แบรนด์ เสื้อในให้นม ใส่ได้ทรง ให้นมสะดวก

เสื้อในให้นม หนึ่งในไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทีมแม่ ABK อยากขอแนะนำให้คุณแม่ได้รู้จักกัน เพราะนมหรือหน้าอก เป็นส่วนสำคัญบนร่างกายของผู้หญิง มีความโค้งและความมน มีทรงซึ่งสามารถเรียกเปรียบเทียบกับผลไม้ได้หลายชนิด ทั้งเชอร์รี่ สับประรด แอปเปิ้ล และอื่น ๆ โดยผู้หญิงหลาย ๆ ท่านให้ความสนใจกับการรักษาทรงของหน้าอกเอาไว้ไม่มากก็น้อย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพซึ่งสามารถเห็นได้จากภายนอก และยกทรงก็เป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ช่วยดูแลทรงหน้าอกของผู้หญิงมาช้านาน

สำหรับคุณแม่มือใหม่ หน้าอกจะมีความผิดแผกไปจากปกติอยู่ เบื้องต้นคือขนาด ด้วยน้ำนมที่ร่างกายผลิตได้เองและห้ามไม่ให้ผลิตไม่ได้เสียด้วย กรณีที่คุณแม่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ขนาดหน้าอกจะใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจากปกติถึงมาก ยิ่งถ้าคุณแม่ไม่ได้ให้นมลูกน้อย น้ำนมที่สะสมจะทำให้หน้าอกเกิดอาการคัดแน่นขึ้นมาอย่างแน่นอน ซึ่งจะสร้างความไม่สบายตัวให้กับคุณแม่ โดยเฉพาะถ้าชุดชั้นในที่ใช้นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คำนึงถึงหน้าอกของคุณแม่ว่าอ่อนไหวมากกว่าปกติ และคุณแม่มีความต้องการพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมา นั่นคือการให้นมลูกน้อยได้สะดวก

คุณแม่มือใหม่หลายท่าน คิดภาพตัวเองรั้งเสื้อในขึ้นเพื่อให้นมลูก ตอนที่ตั้งครรภ์ใหม่ ๆ แต่ปัจจุบัน โลกยุคใหม่ได้มีนักออกแบบมากมายที่เข้าใจหัวอกคุณแม่เป็นอย่างดี และมีการผลิต เสื้อในให้นม ออกมาขายภายใต้แบรนด์ชุดชั้นในต่าง ๆ ซึ่งเสื้อในให้นมนั้นถือว่าได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสภาพจำทน คอยรั้งเสื้อในขึ้นลงให้เสียดสีเจ็บอก ทั้งอกทั้งชุดชั้นในต้องมาเสียทรง กลับมากลายมาเป็นภาพความสะดวกสบายของคุณแม่ พร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันอบอุ่น ระหว่างมองลูกน้อยดูดนมจากอกด้วยความสุข 

เสื้อในให้นม

เสื้อในให้นม แตกต่างจากเสื้อในปกติอย่างไร

ความแตกต่างเริ่มต้นตั้งแต่เนื้อผ้า เสื้อในให้นมที่ดี เนื้อผ้าจะมีความยืดหยุ่นมากหน่อย เพราะว่าขนาดหน้าอกของคุณแม่นั้นสามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ ขึ้นอยู่กับขนาดเดิม และปริมาณการผลิตน้ำนมของคุณแม่ ด้านในของเสื้อในให้นม มักจะบุผ้าที่สามารถซับน้ำนมได้ เพราะน้ำนมสามารถไหลซึมออกมาได้ตลอด โดยการซึมซับได้ดี จะช่วยให้คุณแม่ไม่คัน และไม่รู้สึกเหนอะหนะมากนักระหว่างวัน

ลักษณะพิเศษสำคัญที่คุณแม่มือใหม่ต้องร้องว้าว คือบริเวณด้านหน้าของเสื้อในมักจะเปิดออกให้นมลูกได้เลย หรือนำหัวเครื่องปั๊มมาใช้งาน

เรื่องการคงรูปของเสื้อใน หลายแบรนด์ไม่นิยมให้มีโครงเพราะแม้จะรับน้ำหนักได้ดีแต่ก็จะเกิดการเสียดสีกับผิวหนังของคุณแม่ได้ง่าย ดังนั้นเนื้อผ้าที่ใช้แม้จะยืดหยุ่นมาก แต่ผ้ามักจะมีน้ำหนักหรือจับดูแล้วเนื้อแน่น เพื่อคงคุณสมบัติดั้งเดิมของเสื้อในเอาไว้ นั่นคือเพื่อรักษาทรงหน้าอกและรักษาบุคลิกภาพของคุณแม่เอาไว้ด้วย ช่วยชะลอการหย่อนคล้อยของหน้าอกลงไป

 

จุดสำคัญที่ควรสังเกตเวลาเลือกซื้อเสื้อในให้นม

  • ระดับการปรับสายชุดชั้นใน ในแต่ละช่วงของการให้นม ร่างกายแต่ละคนผลิตน้ำนมในปริมาณที่ไม่เท่ากัน บางคนผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลังจากผ่านไปช่วงหนึ่ง เมื่อลูกน้อยโตขึ้น คุณแม่จะเริ่มให้นมน้อยลง และร่างกายจะเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง ถึงตอนนั้นในช่วงปลายทางของการให้นม คุณแม่อาจจะอยากปรับสายให้กระชับแน่นขึ้นมา และขนาดหน้าอกเล็กลง ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนหรอกที่จะมีขนาดหน้าอกกลับมาเป็นปกติก่อนตั้งครรภ์ แต่ก็ควรเตรียมตัวไว้ก่อนตั้งแต่เลือกซื้อ เพราะชุดชั้นในที่ดีนั้นจะอยู่กับเราไปยาวนาน 
  • เนื้อผ้าสวมใส่สบาย ไม่สากระคายผิด และยืดได้พอประมาณ เพราะกิจกรรมการให้นมทำให้ต้องอยู่ในอิริยาบถนั่งประคองลูก และการขยับเปลี่ยนมุม เปลี่ยนข้างให้ลูกดูดนม หรือสำหรับคนที่ปั๊มนม ก็อาจจะทำนั่นทำนี่ไปด้วยระหว่างปั๊มนม หากเนื้อผ้าใส่ไม่สบาย ก็จะทำให้เกิดผื่น เกิดร่องรอยช้ำหรือบาดแผลได้ นี่รวมไปถึงความปลอดภัยของลูกน้อยด้วย เพราะเขาอาจจะดึงเล่นเสื้อในระหว่างดูดนม เนื้อผ้าที่สวมใส่ควรจะเป็นมิตรทั้งกับคุณแม่และลูกน้อย
  • ตะเข็บ ไม่ควรมีหรือมีให้น้อยที่สุด เพื่อลดการเสียดสี อีกทั้งตะเข็บอาจจะไปสะสมเหงื่อทำให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้น้ำนมที่ผ้าซึมซับเข้าไปส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือว่าเป็นภัยเงียบต่อทารกที่คุณแม่เหน็บดูดนมอยู่กับตัวได้ 
  • ตะขอเกี่ยวได้แน่นหนาด้านหลัง หรือไม่มีตะขอ เพื่อให้แน่ใจว่าเสื้อในกระชับไปกับรูปร่างของผู้สวมใส่ และเวลามือลูกไปเผลอดึ้งรั้ง เสื้อในจะไม่หลุดหรือหลวมได้ง่าย อีกทั้งการออกแบบให้ดันทรงนั้นจะทำงานได้ดีเมื่อตะขออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและแข็งแรง
  • ช่วยพยุงเครื่องปั๊มนมทำให้คุณแม่ไม่ต้องถือไว้ตลอด ด้วยการออกแบบช่องให้น้ำนมที่เข้ากับหัวปั๊มได้พอดี จึงช่วยให้คุณแม่สามารถปั๊มน้ำนมไปด้วยโดยไม่ต้องคอยจับประคองเครื่องปั๊มนม ไม่ต้องเมื่อย สะดวกสบาย สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ระหว่างปั๊มนมได้

หลังจากเห็นภาพว่าเสื้อในให้นมนั้นเป็นนวัตกรรมเพื่อคุณแม่ และหลัก ๆ จะมองที่ตรงไหนระหว่างเลือกซื้อจากหลายแบรนด์ที่มีวางขายตามช่องทางต่าง ๆ บทความนี้ขอเสนอรายการ 10 แบรนด์ไว้ เพื่อให้ขอบเขตการเลือกของคุณแม่แคบลง และตัดสินใจหาซื้อมาไว้ทันใจ และทันใช้

10 แบรนด์เสื้อชั้นในให้นมที่อยากแนะนำ

  • Wacoal Maternity

แบรนด์วาโก้มีชื่อเสียงมานานเรื่องชุดชั้นในสตรี มีการเก็บข้อมูลสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์มากมายอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแบรนด์นี้จึงถือเป็นลำดับแรก ๆ ที่เป็นตัวเลือกในการบอกต่อ แบรนด์นำเสนอเสื้อในให้นมที่สวมใส่ด้วยการสวมหัว หรือแบบมีตะขอ เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี เส้นในผ้าเป็น Micro Fiber เวลาเปียกจะแห้งได้เร็ว ซักทำความสะอาดได้ มีฟองน้ำเสริมทรงที่คอยช่วยซับน้ำนมและเปลี่ยนได้ เสื้อซับนมแบรนด์นี้ได้ขึ้นขื่อว่าผ้ามีคุณภาพสูงย้วยยาก อยู่กับคุณแม่ได้นานตลอดช่วงเวลาที่ต้องให้นมลูก การเปิดให้นมมีตะขอเกี่ยวผ้าเพื่อปิดเปิดพื้นที่หน้าอก

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.wacoal.co.th/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.wacoal.co.th/
  • DODOLOVE 

เนื้อผ้า Nilit Softex มีความนุ่มอย่างมาก และยืดได้เยอะกว่าผ้าทั่วไป แต่เนื้อผ้าก็มีความหนาแน่นทำให้กลับมาคงรูปเดิมได้แม้ว่าจะถูกยืดออกไปมากและหลายครั้งต่อเนื่อง แบรนด์นี้เน้นเสื้อให้นมที่ไม่มีโครง แต่มีตะขอปรับระดับได้ 4 ระดับ ฟองน้ำเก็บทรงและช่วยซับน้ำนม ถอดเปลี่ยนได้ ถอดซักได้ ส่วนผ้าที่เปิดออกได้ด้านหน้าเพื่อให้หน้าอกเป็นอิสระและให้นมลูกหรือปั๊มนมได้เป็นเป๊กกดล็อคด้านหน้า ทนทาน แต่ใช้แรงไม่มากเพื่อแกะเป๊กออกแต่ละครั้ง

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.dodolove.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.dodolove.com/
  • SABINA 

ผ้าไมโครไฟเบอร์ ประกอบด้วยไนลอนถึง 95% ออกแบบให้แข็งแรง ไม่ดันทรง ไม่มีโครง ดูเผิน ๆ คล้ายชุดชั้นในสำหรับออกกำลังกาย มีฐานใต้นมที่กว้างเพื่อจะกระชับตัวคุณแม่ที่จะให้นม รองรับการใช้ฟองน้ำแต่เป็นแบบแผ่นบาง ไม่เน้นเสริมให้ดูอวบอิ่มแต่เน้นการช่วยซับน้ำนม นอกจากนี้ยังช่วยให้หัวอุปกรณ์เครื่องปั๊มนมที่สอดเข้าต่อกับหน้าอกนั้นสามารถผนึกติดและทำงานได้ดีโดยไม่ต้องใช้มือถือไว้ ทำให้คุณแม่สามารถนวดนมที่คัดหรือเปลี่ยนอิริยาบถได้บ่อยตามต้องการอย่างราบรื่น สามารถปรับระดับความยาวของสายเสื้อในได้เพื่อให้รั้งหรือรองรับเต้านมอย่างเหมาะสมตามขนาดเต้านมของคุณแม่เฉพาะคน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.sabina.co.th/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.sabina.co.th/
  • WIENNA

เสื้อในให้นมหรือบราให้นมบุตรราคาประหยัด ที่คุณแม่นิยมใช้กัน ใช้วัสดุที่มีความอ่อนโยนต่อผิวของคุณแม่ บริเวณด้านในซับด้วยผ้าคอตตอนถึง 2 ชั้นเพื่อเพิ่มความกระชับ แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะร้อนอบอับชื้น เพราะเลือกใช้ผ้าฝ้ายธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการระบายอากาศได้ดี ไม่อบร้อน ช่วยซับน้ำนมได้เล็กน้อย สามารถใส่แผนซับน้ำนมเสริมด้านในได้ ตัดเย็บด้วยเทคนิคพิเศษ ทำให้สามารถเปิดได้ถึง 120 องศา จึงเปิดเต้าเพื่อให้นมลูกได้สะดวก มาพร้อมกับตะขอคู่เพื่อความกระชับ สวมใส่สวยงาม รองรับหน้าอกทุกขนาด

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://shopee.co.th/Wienna

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/Wienna

 

  • VARARA

ความโดดเด่นของแบรนด์นี้คือมีลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก ถึงใส่อยู่ด้านในแต่คุณแม่ยังสาวหลายคนชอบลายน่ารักเช่นนี้และต้องหามาไว้ในครอบครอง โดยแบรนด์นี้เลือกใช้เนื้อผ้าใส่สบาย ผลิตจากผ้า Nylon ผสม Spandex มีการเสริมโครง เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ห่วงเรื่องการหย่อนคล้อยของทรวงอก ปรับตะขอได้ 3 ระดับ

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://shopee.co.th/VARARA

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/VARARA
  • Cherilon

เน้นทูโทน สองสีใส่สบาย สีดำและสีเนื้อ แนบชิดกับทรวงอก แถบผ้าใต้ทรวงอกกระชับแข็งแรงและยกทรงอกให้สวยงาม ทะนุถนอมเต้าไม่ให้หย่อนคล้อย เนื้อผ้านุ่มและขยายออกได้ดี ตะขอบนสายเสื้อชั้นในที่ไว้ปลดเพื่อเปิดชิ้นผ้าด้านหน้าเวลาให้นมหรือปั๊มนมแกะออกได้ง่าย มีฟองน้ำเสริมทรงที่มีการระบายอากาศดีเยี่ยม ผ้าด้านข้างตัวถูกออกแบบมาให้เก็บพื้นที่ส่วนเกินข้างเต้า มีตะขอปรับได้ 4 ระดับ จะให้เสื้อในแน่นหรือขยาย ปรับอีกได้ตามต้องการ

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://shopee.co.th/Cherilon-Bra

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/Cherilon-Bra
  • Mothercare

ออกแบบมาให้ถนอมเต้าของคุณแม่อย่างอ่อนโยนขณะสวมใส่ ยางยืดด้านหลังนุ่ม สามารถใส่นอนได้สำหรับคุณแม่ที่อยากจะงีบระหว่างวันโดยไม่ถอดเสื้อในออกเพราะห่วงเรื่องน้ำนมคัดไหลและเลอะเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอน ใช้งานง่าย ความนิ่มทำให้ไม่ต้องห่วงว่าจะไปเสียดสีกับผิวลูกน้อยให้ระคายเคือง การออกแบบดูหลากหลาย ตอบโจทย์คุณแม่ทุกวัย ทั้งลายทาง สีเรียบ ลายจุด ลูกไม้ หรือผ้าลายสีต่าง ๆ นอกจากนี้เสื้อในให้นมแบรนด์นี้ยังช่วยให้ใช้เครื่องปั๊มนมโดยไม่ต้องคอยประคองตลอด และระหว่างให้นมดูปกปิดดีมาก ๆ เพิ่มความมั่นใจเวลาออกไปนอกบ้านกับลูกน้อย

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.mothercarethailand.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.mothercarethailand.com/

 

  • Mommy Bra

เนื้อผ้ากว้างได้มาตรฐาน กินพื้นที่ใต้ทรวงอกเมื่อสวม ซึ่งเพิ่มความกระชับกับร่างกายและยกทรงขึ้น ช่วยแบ่งเบาน้ำหนักของหลังพร้อมกับเก็บทรวงอกได้ดี งานเย็บละเอียด เนื้อผ้าดี และมีหลายสีให้เลือก เป็นสีพื้นแต่ออกโทนพาสเทล ฟองน้ำซึ่งเอาไว้ซับน้ำนมและเสริมทรงนั้นช่วยระบายอากาศได้ดี การออกแบบบรามีปุ่มกันเลื่อนให้ฟองน้ำ ไม่ต้องห่วงว่าใส่อยู่ระหว่างวันแล้วฟองน้ำจะม้วนหรือพับให้หงุดหงิดใจ

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.mommy-bra.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.mommy-bra.com/
  • CALVIN KLEIN

เนื้อผ้าบางเข้ารูป ใส่สบายมาก ๆ กับแบรนด์นี้ เนื้อผ้ายืดได้มากรับน้ำหนักที่ใต้ทรวงอกและดันกระชับลงแนบลำตัว แถบด้านล่างแสดงชื่อแบรนด์ชัด ๆ ตามสไตส์แบรนด์นี้ค่ะ ผู้ใส่สามารถปลดตะขอด้านหน้าเพื่อจะให้นมหรือปั๊มนมได้ เวลาสวมอยู่ นี่เป็นอีกแบรนด์ที่มองเผิน ๆ ราวกับใส่บิกินี่ สีจะเป็นสีพื้น อย่างดำ ขาว เทา หรือแดงไวน์ ด้านหลังมีตะขอแข็งแรง

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.davidjones.com/

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.davidjones.com

 

  • BUNNE & MAMALADE

แบรนด์นี้นำเสนอความเซ็กซี่ในลวดลายลูกไม้ โดยออกแบบด้วยผ้าที่ใส่สบายอย่างโพลีอะมายด์ถึง 87% ไม่คันทั้งคุณแม่และลูกน้อย สายบราออกแบบให้สามารถถอดได้ เหมาะมาก ๆ ถ้าคุณแม่จะออกงานแล้วตั้งใจจะซ่อนสายชุดชั้นใน มีตะขอด้านหลังปรับได้ 5 ระดับ มีตะขอปลดด้านหน้า เพื่อให้พื้นที่แก่เต้านมในเวลาที่ต้องให้นมลูก หรือปั๊มนม

ข้อมูลเพิ่มเติม: bunnemamalade.com

เสื้อในให้นม
ขอขอบคุณภาพจาก https://bunnemamalade.com/

การให้นมนั้นคุณแม่จะต้องประคองลูกรักในอิริยาบถต่าง ๆ ชั้นในให้นมเป็นเหมือนตัวช่วยให้ยืดกล้ามเนื้อได้สะดวก และแบ่งเบาภาระรองรับน้ำหนักของนมที่รั้งลงด้วยฐานที่รองใต้ทรวงอกอยู่ อีกทั้งในยามปกติที่ไม่มีการให้นม เสื้อในให้นมจะจัดเต้านมให้เข้ารูป และชะลอการหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรพลาดจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

momandbaby

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คู่มือ! เตรียมของไปคลอด ให้ครบ! จบ! ในกระเป๋าใบเดียว

แม่สงสัย ดูแลเต้านม อย่างไรช่วงให้นมลูก

D.I.Y ชั้นในให้นมธรรมดา ให้กลาย Handfree ปั๊มนม (มีคลิป)

ปอมเปย์

รู้เร็วยิ่งดี! ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรมที่เจอตั้งแต่เป็นทารก

รู้เร็ว ยิ่งดี! ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรมที่เจอตั้งแต่เป็นทารก

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรค ปอมเปย์ (Pompe disease) เป็น โรคทางกรรมพันธุ์ จากการขาดเอนไซม์ พบได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยมีภาวะหัวใจโต ตับโต กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมักเสียชีวิตในขวบปีแรก จึงจำเป็นต่อการตรวจวินิจฉัยให้เร็ว โรคปอมเปย์ คืออะไร มีสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน และรักษาอย่างไร ทีมแม่ ABK หาข้อมูลมาให้แล้วค่ะ

โรค ปอมเปย์ คืออะไร

โรคปอมเปย์ เป็นภาวะทางพันธุกรรมเมตาบอลิค ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แบบลักษณะด้อยเกิด ที่ทำให้กล้ามเนื้อของทารกอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการขาดเอนไซม์ ในการย่อยสลายโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า ไกลโคเจน (glycogen) นอกจากจะไปทำลายระบบกล้ามเนื้อแล้ว ยังสามารถทำให้ระบบหายใจบกพร่อง และสร้างความเสียหายไปยังตับได้อีกด้วย

พบการเกิดโรคประมาณ 1 ใน 40,000 คน อาการของผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับปริมาณเอนไซม์ที่ร่างกายสร้างได้ ในรายที่สร้างเอนไซม์ได้น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วย จะมีอาการตั้งแต่ยังเป็นทารก โดยมีภาวะหัวใจโต ตับโต กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมักเสียชีวิตในขวบปีแรก ผู้ป่วยที่มีเอนไซม์ 1-40 เปอร์เซ็นต์ อาการแสดงที่เด่นชัดคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมักพบในช่วงอายุที่มากขึ้น หรืออาจพบ ในวัยผู้ใหญ่

ประเภทของโรคปอมเปย์

โรคปอมเปย์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท หรือตามช่วงอายุ ดังนี้

  • ชนิดที่เริ่มเป็นตอนแรกเกิด (Classic infantile-onset)
  • ชนิดที่เริ่มตั้งแต่ในวัยทารก (Non-classic infantile-onset) ซึ่งอาจยังไม่แสดงอาการมากนัก แต่จะค่อยๆ ปรากฎขึ้นเมื่อทารกมีอายุได้ 1 ปี
  • ชนิดที่เริ่มเป็นในวัยเด็ก จนถึงผู้ใหญ่ (Late-onset) ชนิดนี้มีความรุนแรงน้อยลงกว่า 2 ชนิดแรก และอาจเริ่มมีอาการหลังอายุ 1 ปี หรือช่วงวัยรุ่น จนไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้

นายแพทย์ธนินทร์  เวชชาภินันท์  ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า อาการในวัยผู้ใหญ่  ที่เป็นโรคปอมเปย์นั้น มักพบว่า ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อต้นแขน ต้นขา อาจมาพบแพทย์ด้วยปัญหาเดินขึ้นบันไดลำบาก นั่งแล้วลุกยาก ยกแขนขึ้นหวีผม หรือหยิบสิ่งของที่วางอยู่บนที่สูงไม่ไหว อาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลัง (paraspinal muscle) หลังคด

อาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อย ควรเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กอาการของลูกได้ตั้งแต่กำเนิด หากพบความผิดปกติ ควรรีบขอคำแนะนำแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์โดยทันที อาการแรกเริ่มของทารกนั้นมี ดังต่อไปนี้

ส่วนอาการในช่วงวัยรุ่น และผู้ใหญ่นั้น มักจะมีอัตราการหายใจถี่ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เคลื่อนไหวร่างกายลำบากไม่คล่องตัว (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ปวดศีรษะในช่วงเช้าอยู่บ่อย ๆ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในปอดเพิ่ม และหัวใจเกิดการขยายใหญ่ขึ้น

วิธีรักษาโรคปอมเปย์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจวินิจฉัยอาการในเบื้องต้นถึงระบบการหายใจ การทำงานของกล้ามเนื้อ รวมถึงประวัติโรคประจำตัวทางครอบครัว ซึ่งการบำบัดโรคปอมเปย์ในระยะแรก แพทย์อาจใช้เป็นตัวยา ไมโอไซม์ (Myozyme) และ ลูมิไซม์ (Lumizyme) เข้าสู่ร่างกายของทารกเพื่อให้กระบวนการสร้างน้ำตาลสมดุล ร่วมกับการบำบัดทางกายภาพ ควบคุมอาหารโภชนาการ และรักษาร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคหัวใจเพิ่มเติม

ส่วนผู้ป่วยที่อาการรุนแรง อาจมีอาการเหนื่อย โดยเฉพาะเวลานอนราบ จากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ ในรายที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคปอมเปย์ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจระดับเอนไซม์ CK (Creatine kinase) ในเลือด การตรวจการนำไฟฟ้าเส้นประสาทและคลื่นกล้ามเนื้อ การตรวจเอนไซม์ในเลือด โดยการหยดเลือดบนกระดาษกรอง และยืนยันโรคโดยการตรวจทางพันธุกรรม

ปัจจุบันรักษาผู้ป่วยโรคปอมเปย์ โดยการให้เอนไซม์ทดแทนทางหลอดเลือดดำทุก 2 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแต่การรักษายังมีราคาสูงมาก สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ให้เร็ว เพื่อให้เอนไซม์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนได้แก่ผู้ป่วยค่ะ

ปอมเปย์
ปอมเปย์ โรคทางพันธุกรรม พบได้ตั้งแต่เป็นทารก

ถึงแม้ โรคปอมเปย์ จะเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากกับลูกน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถประมาทได้ เพราะโรคนี้มีความรุนแรงสูง เสี่ยงต่อสุขภาพร่างกายของเด็กแรกเกิด ชอให้ณแม่สังเกตลูกน้อยด้วยความระมัดระวังนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ, Helloคุณหมอ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาการ ลองโควิด กับมิสซีเทียบอาการให้ชัดป้องกันได้ไว

กรมควบคุมโรคแนะ! 6 ขั้นตอนคัดกรองเด็กป้องกัน โรคมือ เท้า ปาก

แพทย์เตือน ฟลูโรนา (flurona) ติดโควิดพร้อมไข้หวัดใหญ่

อุทธาหรณ์ลูกกิน เจลแอลกอฮอล์ อันตราย

เตือนภัยลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์ อันตรายใกล้ตัว!!

เจลแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ล้างมือ ตัวช่วยฆ่าเชื้อโรค ในยุคโควิด19 ระบาดที่มีวางไว้ให้สะดวกใช้งาน แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเมื่อแม่แชร์เตือนภัยลูกเผลอกินแอลกอฮอล์

เตือนภัยลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์ อันตรายใกล้ตัว!!

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กนะคะ เจอมากับตัวเองเลย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา…ขณะที่คุณพ่อตัดสินใจจะกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมงานทำบุญกระดูก 100 วันคุณตา เพียงคนเดียวเนื่องจากกลัวเสี่ยงโควิดระบาด เลยไม่อยากพาลูกไปด้วย เมื่อคุณพ่อออกเดินทางไปเพียงไม่ถึง 15 นาที ก็มีเรื่องตกใจเกิดขึ้น
..
ในขณะที่คุณแม่ กำลังเข้าไปทำกับข้าวให้ลูกชายในครัว แม่ก็ได้ยินเสียงลูกชายไอแคร๊กๆ ออกมา แล้วร้องเรียก แม่คร๊าบ แม่คร๊าบ พร้อมร้องไห้ เราก็ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก็พบว่ามีขวดแอลกอฮอล์ที่เป็นขวดเติมขวดเล็กสำหรับพกพา เปิดฝาอยู่ เรารู้ทันทีว่าลูกน่าจะกระดกแอลกอฮอล์เข้าปากไปแน่นอน
covid-19 ป้องกันด้วยการล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย
covid-19 ป้องกันด้วยการล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย
ตอนนั้นตกใจมาก ลูกก็ร้องไห้ หน้าแดงคอแดง แม่รีบเอาน้ำดื่มกรอกปากลูกให้มากที่สุดจนลูกอ้วกพุ่งออกมาเป็นน้ำเมือกๆ แม่ก็กรอกน้ำลงไปอีก พยายามให้ลูกอ้วกออกมาให้เยอะที่สุด เค้าก็อ้วกออกมา 4-5 รอบ เป็นน้ำพุ่งๆ เมือกๆ เรารีบโทรตามคุณพ่อให้กลับมาบ้านด่วน อาจต้องพาลูกไป ร.พ.
สักพักลูกมีอาการเหมือนเมาๆ หน้าแดงกร่ำถึงคอ บอกแม่ๆ ง่วงๆ พานอนๆ นมๆๆ ขอนมหน่อย เราก็ใจคอไม่ดี รอพ่อให้กลับมาบ้าน
รีบเปิดเน็ตหาวิธีแก้พิษเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งมีข้อมูลน้อยมาก แต่ก็เจออยู่ข้อมูลนึงคือ ให้ดื่มน้ำเยอะๆ ให้อาเจียนออกมา และให้จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อให้พิษเจือจาง ถ้ามีนมให้ดื่มนม
เมื่อพ่อกลับมาถึงบ้าน ลูกชายรีบวิ่งไปหาพ่อทันที ยังมีอาการอึกอั๊กๆ จะอ้วก เลยพาเข้าห้องน้ำไปอ้วก แล้วให้กินนม กินไปได้ครึ่งขวด ก็เหมือนจะอาการดีขึ้น เลยติดต่อไปทางเพื่อนที่อยู่ ร.พ. เพื่อนบอกให้ลองสังเกตอาการ เพราะเราไม่รู้ว่ากินไปเยอะแค่ไหน หรืออาจแค่จิบเข้าไป แล้วพอรู้ว่าไม่อร่อยก็บ้วนทิ้งแต่มันยังติดอยู่ที่ปาก เลยให้สังเกตอาหารถ้าไม่ซึม ก็ไม่เป็นไร หรือถ้าให้ชัวร์คือพาไปหาหมอ
แต่ผ่านไปประมาณ 10 นาที ลูกมีอาการดีขึ้น ไม่ซึม กลับวิ่งเล่นปกติ ร้องเพลง เล่นกับพ่อ แต่ก็ยังไม่นอนใจ เลยตัดสินใจเก็บของเก็บกระเป๋าเดินทางไปพร้อมพ่อ เพื่อไปหาหมอและสังเกตอาการ คุณพ่อไม่กล้าทิ้งแม่และลูกไว้ลำพัง เพราะมันไม่สะดวกเลยในยุคโควิดแบบนี้
เมื่อพาไปพบหมอที่คลีนิคใกล้บ้าน หมอไม่อยู่อีก พยาบาลบอกจากที่ดูอาการไม่น่าเป็นห่วง ให้คอยสังเกตอาการเอา เพราะลูกไม่มีอาการซึมเลย ยังร่าเริงปกติ
…เมื่อขึ้นรถมาสักพัก ก็บ่นแต่หิว และซัดแฮมเบอร์เกอร์ไป 1 ชิ้นเต็มๆ กินอิ่ม ก็ขอนอน หลับมา พอตื่นก็ร้องเพลงกล่อมคนในรถ พ่อกับแม่ก็มองหน้ากันว่า ดูจากอาการ ลูกคงไม่เป็นอะไรแล้ว
สอบถามไปทางเพื่อนซึ่งเป็นคุณหมอจากอาการที่เกิดขึ้น หมอบอกว่าน่าจะไม่ต้องเป็นห่วง อาการเข้าข่ายปกติแล้ว แม่ก็เบาใจ
มาถึงวันนี้ ลูกชายยังปกติ กินอิ่ม นอนหลับ และเล่นทั้งวันเหมือนเดิม
#ขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเตือนใจคุณพ่อคุณแม่ เลยว่าเด็กก็คือเด็ก เค้าไม่รู้ว่าอะไรกินได้หรือไม่ได้ คนเป็นพ่อแม่ต้องเก็บให้ดี ต้องระวังให้มากที่สุด
ปล.ยังงงกันทั้งพ่อและแม่ว่าลูกไปเอาขวดแอลกอฮอล์ขวดนั้นมาจากไหน เพราะปกติของพวกนี้เราจะเอาไว้บนหลังตู้ ให้สูงกว่ามือเค้าอยู่แล้ว หรือสันนิษฐานได้ว่าขวดนี้ที่มีแอลกอฮอล์อยู่ติดก้นขวดมันเบา อาจพลัดตกลงมาจากด้านบนตู้ แล้วลูกเห็นเป็นขวดน้ำสีๆ เลยยกมากิน
ขอขอบคุณเรื่องราวอุทธาหรณ์ที่นำมาแบ่งปันจาก Tonnam kids shop
ลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์
ลูกเผลอกิน เจลแอลกอฮอล์

ทำความรู้จัก เจลแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ล้างมือ

เจลแอลกอฮอล์สูตรพื้นฐาน เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 1,000 มล. :

ส่วนประกอบ
1. Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 3.6 กรัม
2. Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 540 มล.
3. Trichosan 1.2 กรัม
4. Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 9.6 มล.
5. น้ำสะอาด 646.6 มล.

จากส่วนประกอบจะเห็นได้ว่า แอลกอฮอล์ คือสารสำคัญที่อยู่ในเจลล้างมือหลายชนิด และเพื่อให้มันสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจลล้างมือจะมีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูง มากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่วางขายทั่วไปในร้านค้า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเจลล้างมือบางชนิดอาจสูงถึง 80% ขึ้นไป

เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ : เป็นพิษแค่ไหน??

การใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์บนมือของเรานั้นส่วนมากมีความปลอดภัย หาคุณถูเจลล้างมือบนมือของคุณ เป็นเวลาประมาณ 30 วินาที ปริมาณแอลกอฮอล์ส่วนเกินนั้นจะระเหยไปเอง  ดังนั้น ถ้าคุณหยิบจับอาหารหลังจากที่ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ มันจะไม่มีแอลกอฮอล์หลงเหลืออยู่บนมือของคุณ และไม่มีโอกาสที่จะเป็นพิษต่อร่างกาย

ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำไม่ใช่การห้ามไม่ให้ลูกใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ แต่ควรฝึกให้เด็ก ๆ ใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์อย่างถูกต้อง และเก็บให้พ้นมือของพวกเขา เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามาเปิดฝา และกินเข้าไปในปริมาณมาก

พ่อแม่ควรสอนลูกล้างมือ ล้างมือด้วย เจลแอลกอฮอล์ ให้ถูกวิธี
พ่อแม่ควรสอนลูกล้างมือ ล้างมือด้วย เจลแอลกอฮอล์ ให้ถูกวิธี

ทำอย่างไร?? เมื่อลูกเผลอกินแอลกอฮอล์เจล

ปริมาณเจลแอลกอฮอล์ล้างมือจากการกดปั๊ม หรือบีบขวด 1 ครั้ง หรือประมาณ 2 – 2.5 มิลลิลิตร (ml.) ไม่เพียงพอที่จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรเก็บเจลล้างมือแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ หรือสารเคมีใด ๆ เหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก พยายามใช้เจลล้างมือที่เป็นขวดปั๊มแทนแบบฝาเกลียว ที่จะสามารถหมุนออกมาได้จะปลอดภัยกว่า เพราะขวดลักษณะดังกล่าวจะทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ที่กดใช้ออกมาหนึ่งครั้งถูกจำกัด

แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อลูกเผลอรับประทานเจลแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ล้างมือเข้าไป เราควรจะต้องปฎิบัติตัว ทำการปฐมพยาบาลเช่นเดียวกับการรับประทานสารพิษเข้าได้ ดังนี้

ยาพิษที่ไม่มีฤทธิ์กัด ตัวอย่าง : แอลกอฮอล์ (เอทธิลแอลกอฮอล์) ,แอสไพริน ,ผลไม้ป่ามีพิษ , เห็ดพิษ ,ยาแผนปัจจุบัน

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. มองหาภาขนะบรรจุยาพิษที่ตกอยู่ใกล้ผู้ป่วย นำไปโรงพยาบาลด้วย
  2. ถ้าทราบว่า เพิ่งรัปประทานยาเข้าไป พยายามทำให้อาเจียน ถ้าไม่ออกให้ดื่มน้ำมาก ๆ พยายามล้วงคอให้อาเจียน นำเศษอาเจียนไปให้แพทย์ดูด้วย (ถ้าทำได้)
  3. ถ้ากินยาพิษเข้าไประยะหนึ่งแล้ว อย่าทำให้อาเจียนเพราะพิษถูกดูดซึมภายหลัง

เอทิลแอลกอฮอล์ หรือ เอทานอล (Ethyl Alcohol หรือ Ethanol) เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95 % ผลิตจากพืชประเภทน้ำตาลและพืชจำพวกแป้งเช่นเดียวกันกับแอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้จะเป็นชนิดของแอลกอฮอล์ที่สามารถรับประทานได้ แต่ด้วยความเข้มข้นที่สูงกว่าในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป ทำให้ผู้ดื่มมีภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษและในบางรายรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงเหมาะสำหรับทำความสะอาด เช็ด ถู เพื่อฆ่าเชื้อ

ทั้งนี้ เอทานอลสำหรับล้างแผล เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของเอทานอล และ Isopropanol ไม่สามารถนำมารับประทานได้เพราะในขั้นตอนการผลิต มีสารเคมีต่างๆที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยส่วนใหญ่จะมีการผสมสีเพื่อให้สังเกตุได้ง่าย

เก็บ เจลแอลกอฮอล์ สารพิษ ให้พ้นมือเด็ก
เก็บ เจลแอลกอฮอล์ สารพิษ ให้พ้นมือเด็ก

อาการของผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายในระดับต่าง ๆ

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะมีปริมาณแอลกอฮล์ตั้งแต่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง 70-80% เช่น ที่พบในเหล้ารัม วิสกี้ หรือบรั่นดี เป็นต้น และเมื่อดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะขึ้นสูงสุดภายในระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 45 นาที ส่วนระยะเวลาการออกฤทธิ์ในร่างกายขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม ปัจจัยที่ทำให้ได้รับผลกระทบต่อฤทธิ์แอลกอฮอล์มาก คือ การดื่มแบบเพียว และการดื่มขณะท้องว่าง เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะส่งผลต่อร่างกาย ตามระดับปริมาณแอลกอฮอล์ต่าง ๆ ดังนี้
  • ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกิดอาการครึกครื้น สนุกสนานร่าเริง
  • ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้การควบคุมการเคลื่อนไหวเสียไป ไม่สามารถควบคุมได้ดีเท่าภาวะปกติ
  • ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะเกิดอาการเดินไม่ตรงทาง
  • ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเกิดอาการสับสน
  • ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  เกิดอาการง่วง งง และซึม
  • ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกิดอาการสลบ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจถูกกด ชีพจรช้าลง การหายใจช้าลง จนถึงอาจหยุดหายใจ และตายได้

    เจลแอลกอฮอล์
    เจลแอลกอฮอล์
การรับประทานแอลกอฮอล์ 70% เข้าไปอึกหรือสองอึกนั้น พบว่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้รับไม่สามารถทำให้เกิดพิษแก่ร่างกายได้ แต่หากเกิดอาการผิดปกติที่มากกว่านี้ เช่น เกิดใจสั่น หน้ามืด ก็ควรรีบไปพบแพทย์ ทั้งนี้ ควรบอกกล่าวให้คนใกล้ตัวทราบถึงเหตุการณ์ที่เราได้ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com/www.sbs.com.au/www.posttoday.com/คู่มือประชาชนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น กระทรวงสาธารณสุข

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

3ข้อเตือนใจแม่! อุบัติเหตุบนถนน ที่มักเกิดขึ้นกับลูก

หมดกังวลเรื่องอุบัติเหตุ! ด้วย 4 วิธีป้องกันอันตราย ให้ลูกน้อยมีอิสระ เรียนรู้ได้เต็มที่

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ไว้ใช้เองที่บ้าน

24 ยี่ห้อ เจลล้างมือ มีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 70% !

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่