พี่น้อง แย่งของเล่น พ่อแม่ควรทำยังไง? ไม่ให้พี่น้อยใจที่ต้องเสียสละให้น้อง!

แย่งของเล่น อีกหนึ่งปัญหาในบ้าน สร้างแผลใจให้คนเป็นพี่ได้ไม่น้อยหากพ่อแม่แก้ปัญหาไม่เป็น!! แล้วพ่อแม่ควรทำยังไง มาฟังคำแนะนำจากคุณหมอประเสริฐ กันค่ะ

หมอแนะ วิธีแก้ปัญหา “พี่น้องแย่งของเล่นกัน”
ไม่ให้พี่รู้สึกน้อยใจเพราะ “ต้องเสียสละ” ให้น้อง!

พี่ยังไม่ทัน “มี” จะให้เอาอะไรไป “เสีย” และ “สละ” คำสั่งสอนประเภท “เป็นพี่ต้องเสียสละ มีน้ำใจให้น้อง” เป็นคำพูดที่ไม่มีความหมายอะไร พี่อายุ 3 ขวบไม่ต้องการคำสั่งสอนประเภทนี้

>> จากคำถาม : น้อง แย่งของเล่น พี่ พี่ไม่ยอมจนเป็นเรื่องกันบ่อยๆ ค่ะ พี่อายุ 3 ขวบ 9 เดือน น้องอายุ 2 ขวบครึ่ง เราอยากให้พี่น้องรักกัน พอน้องร้องมากๆ เรามักแก้ปัญหาด้วยการบอกว่าพี่น้องต้องรักกัน เป็นพี่ต้องเสียสละ มีน้ำใจให้น้อง หรือให้เขาไปเล่นของอย่างอื่น หรือหาของใหม่ให้เขาแทน คุณยายพูดมาคำหนึ่งว่า “จะไม่ให้พี่มันมีสิทธิ์ในของๆ มันบ้างเลยหรือ” เราพ่อแม่ก็อึ้งไปค่ะ มาคิดดูก็เกี่ยวกันอยู่ แต่เด็กขนาดนี้จะเข้าใจเรื่องแบบนี้ พอจะแก้ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันเพราะ แย่งของเล่น ได้หรือคะ และพ่อแม่ควรทำอย่างไร?

มีสองเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ ข้อแรก เด็กไม่ได้เรียนรู้ด้วยการสั่งสอนแต่เพียงอย่างเดียว … อีกข้อคือ เด็กเรียนรู้ด้วยการดูและการเลียนแบบด้วย การเรียนรู้ด้วยการดูและเลียนแบบสำคัญกว่าการสั่งสอนด้วยซ้ำไป

น้องแย่งของพี่ แย่งของเล่น พี่น้องทะเลาะกัน

ดังนั้น คำสั่งสอนประเภท “เป็นพี่ต้องเสียสละ มีน้ำใจให้น้อง” เป็นคำพูดที่ไม่มีความหมายอะไร พี่อายุ 3 ขวบไม่ต้องการคำสั่งสอนประเภทนี้ และไม่มีความสามารถจะเข้าใจด้วย เสียสละแปลว่าอะไร น้ำใจแปลว่าอะไร เหตุเพราะพัฒนาการทางจริยธรรมส่วนที่เป็นนามธรรมนั้นกว่าจะมาถึงก็ประมาณ 7 ขวบ ในวัยนี้เขาไม่สามารถเข้าใจคำสอนของคุณได้เพราะคำว่า เสียสละ หรือคำว่า น้ำใจ ทั้งสองคำเป็นนามธรรมทั้งคู่

นอกจากนี้คุณแม่ยัง “ให้เขาไปเล่นของอย่างอื่น หรือหาของใหม่ให้เขาแทน” อันนี้จึงเป็นการแสดงให้เขาเห็นว่าคุณแม่ลำเอียง   เขาเล่นของเขาอยู่ดีๆ กลับถูกคุณแม่ยกให้คนอื่นและส่งเขาไปเล่นที่อื่นหรืออย่างอื่น การกระทำทำนองนี้ไม่ต้องใช้คำพูดบรรยายให้มากความเพราะลำพังการกระทำนั้นชัดเจนอยู่แล้ว เหตุเพราะพัฒนาการทางความคิดของเด็ก 3 ขวบยังเอาตนเองเป็นศูนย์กลางอยู่มาก เขาเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ดังนั้นไม่ผิดปกติอะไรที่เขาจะคิดว่าของเล่นนั้นควรเป็นของเขามากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่เกิดทีหลัง

ในมุมมองของน้องอายุ 2 ขวบครึ่ง เขาไม่เข้าใจคำพูดประเภท “เป็นพี่ต้องเสียสละ มีน้ำใจให้น้อง” เช่นกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นคือนี่เป็นคำพูดที่เป็นนามธรรมมากจนจับต้องไม่ได้เลยและเขาเห็นตนเองเป็นศูนย์กลาง ส่วนการกระทำ “ให้เขา(พี่)ไปเล่นของอย่างอื่น หรือหาของใหม่ให้เขา(พี่)แทน” เป็นการสาธิตอย่างเป็นรูปธรรมให้เขาเห็นว่าเขามีอำนาจเหนืออีกคนหนึ่ง(คือพี่)อย่างมากมาย และเขาพร้อมจะใช้อำนาจนั้น(แย่งของเล่นของพี่)อีกในวันหลัง

แย่งของเล่น

 

คุณยายพูดถูกแล้วครับ คุณยายพูดมาคำหนึ่งว่า “จะไม่ให้พี่มันมีสิทธิ์ในของๆ มันบ้างเลยหรือ”

ในครอบครัวใดๆ มีโครงสร้างของมันอยู่ โครงสร้างปกติคือพ่อแม่พี่น้อง นั่นคือพ่อแม่ใหญ่สุดและใหญ่กว่าลูกๆ ในประดาลูกๆ พี่ใหญ่กว่าน้องเสมอ ธรรมเนียมไทยสอนให้พี่เสียสละให้น้องแต่แท้จริงแล้วคนเราทุกคนจะเสียสละได้ต้อง “มี” ก่อนเสมอ มิเช่นนั้นแล้วจะเอาอะไรไป “เสีย” และ “สละ”   นี่พี่ยังไม่ทันจะมีเลยก็ถูกบังคับให้เสียสละเสียแล้ว

พ่อแม่ควรส่งสัญญาณให้ลูกๆ ทราบว่าพี่ใหญ่นั้นใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ช่วยพ่อแม่ในการดูแลน้องๆ ดังนั้นพี่ต่างหากที่ควรได้รับสิทธิมากกว่าในตอนแรก เช่น เมื่อจะซื้อไอศกรีมให้ลูก ให้พี่สองก้อนและให้น้องหนึ่งก้อน ด้วยวิธีนี้น้องๆ ทั้งหลายจะได้เรียนรู้ว่าใครใหญ่และควรเชื่อฟังใคร ส่วนคนพี่นั้นเมื่อเขาพบว่าเขามีมากกว่าคนอื่น เขาพบว่าพ่อแม่ให้เกียรติเขามากกว่าคนอื่นๆ เราจึงบอกเขาได้ว่า “อยากจะแบ่งให้น้องมั่งก็ได้นะลูก” ส่วนเขาจะแบ่ง ไม่แบ่ง แบ่งแล้วจะรู้สึกอย่างไร เช่น เห็นแววตาน้องๆ ที่มองมาด้วยความเทิดทูน อะไรแบบนี้พ่อแม่ควร (ใจแข็ง) ปล่อยให้เด็กเรียนรู้เอง

11411936_10204802841774257_2019116833482538984_o

ย้ำว่าเรื่องไอศกรีม เป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มิได้แปลว่าต้องทำตามนี้จริงๆ

สุดท้ายยนี้..เวลาพี่น้องทะเลาะกันเพราะ แย่งของเล่น ที่พ่อแม่ควรทำคือแยกวง ให้คนหนึ่งไปอยู่ที่มุมห้องหนึ่ง และให้อีกคนหนึ่งไปอยู่ที่อีกมุมห้องหนึ่ง บอกทั้งสองคนอย่างชัดๆ ช้าๆ ว่า… ดีกันเมื่อไรก็ออกมาเล่นด้วยกันได้อีก ของเล่นที่แย่งกันจะวางอยู่ตรงกลางห้องนี้เหมือนเดิม จากนั้นพ่อแม่ต้อง (ใจแข็ง) ไปทำอย่างอื่น อย่าพูดมากและอย่าแทรกแซง พวกเขาจะค้นพบกระบวนการปรองดองด้วยตนเองในที่สุด ขอให้มั่นใจ

บทความโดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

บัญญัติ 10 ประการ คู่มือพ่อแม่ยุคใหม่ สไตล์หมอประเสริฐ

หมอแนะ! ลูกทำผิดในที่สาธารณะ ควร ทำโทษลูก ทันทีหรือทีหลังได้?

เชื่อหรือไม่? ข้อดีของการมีน้องสาว ช่วยให้คนเป็นพี่มีความสุขได้!

ลูกอยู่ไม่นิ่ง กับพฤติกรรมชอบแหย่

รับมือ ลูกอยู่ไม่นิ่ง กับ6พฤติกรรม”แหย่ๆ”ของเด็กวัยซน

พฤติกรรมแหย่ ๆ แม้ว่าเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ของเจ้าลูกจอมซน ลูกอยู่ไม่นิ่ง ก็ตามที แต่บางครั้งการแหย่ก็ก่อให้เกิดอันตรายได้หากพ่อแม่ไม่ระมัดระวังให้ดี

รับมือ ลูกอยู่ไม่นิ่ง กับ 6 พฤติกรรม”แหย่ๆ”ของเด็กวัยซน!!

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่วัยเริ่มคลาน เริ่มขยับร่างกายได้เอง พฤติกรรมหนึ่งที่สร้างความปวดหัวแก่พ่อแม่ไม่น้อย นั่นคือ พฤติกรรมแหย่ ๆ ที่แม้ว่าไม่ใช่พฤติกรรมที่แย่ก็ตามที เพราะอย่างที่รู้กันว่าเด็กวัยนี้กำลังเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ การที่เขาจะมีพฤติกรรมชอบแหย่ ไม่ว่าจะเป็น แหย่ปลั๊กไฟ แหย่สัตว์เลี้ยง แหย่รู หรืออีกหลาย ๆ การแหย่ก็ตามที ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ลูกกำลังทดลอง สังเกต และต้องการเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของเขา

แต่ในบางที พฤติกรรมการแหย่นี้ก็อาจเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ลูกจอมซน ลูกอยู่ไม่นิ่ง ได้เช่นกัน หากพ่อแม่ประมาท ละเลย วันนี้ ทีมแม่ ABK จึงของหยิบยกพฤติกรรมแหย่ ๆ ที่พ่อแม่ต้องระวัง และเตรียมรับมือเมื่อเจ้าตัวน้อยเข้าสู่วัยซน มาให้ได้เตรียมตัวก่อนเกิดเหตุร้ายกัน

ลูกแหย่ปลั๊กไฟ!!

ปลั๊กไฟ ของชอบของเด็กจอมซน เมื่อลูกอยู่ไม่นิ่ง อยากเรียนรู้ไปเสียทุกอย่าง ไฉนเลยที่เจ้ารูเล็ก ๆ ที่มีอยู่รอบบ้าน และที่สำคัญอยู่ในตำแหน่งไม่สูง พอที่จะทำให้เจ้าจอมซนใช้นิ้วน้อย ๆ แหย่ปลั๊กไฟ ให้พ่อแม่ต้องหวาดเสียวเล่น

ลูกอยู่ไม่นิ่ง ลูกชอบแหย่ปลั๊กไฟ พฤติกรรมเรียนรู้ของเด็กวัยซน
ลูกอยู่ไม่นิ่ง ลูกชอบแหย่ปลั๊กไฟ พฤติกรรมเรียนรู้ของเด็กวัยซน

วิธีเลือกปลั๊ก ป้องกันลูกชอบแหย่ปลั๊กไฟ

  1. ปลั๊กแบบมีม่านนิรภัยกันไฟดูด เป็นปลั๊กที่มีพลาสติกปิดเปิดเหมือนบานพับ อยู่ภายในคอยกั้นไม่ให้นิ้วเล็ก ๆ ของเจ้าจอมซนแหย่เข้าไปโดนกระแสไฟฟ้าโดยตรง บริเวณขั้วทองแดงได้
  2. ปลั๊กที่มีสวิตซ์เปิด-ปิด ในตัว โดยปลั๊กชนิดนี้สามารถตัดกระแสไฟโดยการปิดสวิสซ์ที่มีลักษณะเหมือนกับสวิตซ์เปิดปิดไฟ สามารถป้องกันอันตรายจากเด็กเล็กได้ หากไม่ใช้เราก็สามารถตัดวงจรไฟฟ้าไป และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็สามารถตัดกระแสไฟได้ง่ายด้วยเช่นกัน
  3. ตัวปิดปลั๊กไฟป้องกันไฟดูด ตัวปิดนี้ทำจากวัสดุพลาสติกซี่งเป็นฉนวนกันไฟฟ้า สามารถป้องกันไฟดูดได้ โดยเสียบขาปลั๊กที่ทำมาเหมือนขาปลั๊กไฟไว้ที่ช่องเสียบปลั๊กที่ไม่ใช้ ก็ช่วยป้องกันลูกอยู่ไม่นิ่ง เจ้าจอมซน ไม่ให้แย่ปลั๊กได้
  4. ฝาครอบปลั๊กไฟ โดยส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์ชนิดนี้จะใช้ในสถานที่ ที่ปลั๊กมักจะมีโอกาสโดนน้ำ หรือฝุ่นกระเด็นใส่ แต่ก็สามารถเลือกมาติดตั้งในบ้านที่คิดว่าอันตรายต่อลูกได้เช่นกัน โดยฝาครอบเปิดเมื่อใช้งานเท่านั้นเพื่อลดโอกาสในการสัผัสกระแสไฟจากปลั๊กได้

การป้องกันอุบัติเหตุจากไฟดูดในเด็ก

นอกจากพ่อแม่ต้องจัดการปลั๊กไฟให้มีความปลอดภัย ห่างไกลอันตรายที่จะเกิดกับลูกแล้ว ก็ยังมีข้อควรปฏิบัติอีกสักนิดเพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ลูกมากยิ่งขึ้น

  1. พ่อแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิด
  2. จัดสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัย เช่น ไม่วางรางปลั๊กไฟไว้ที่พื้น หรือที่ที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย เป็นต้น
  3. เดินสายดิน และติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่วภายในบ้าน
  4. สอนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกต้องให้กับลูก เมื่อถึงวัยที่สามารถใช้งานได้

 

ปลั๊กไฟ มีสวิทซ์เปิดปิด ช่วยป้องกันอันตราย
ปลั๊กไฟ มีสวิทซ์เปิดปิด ช่วยป้องกันอันตราย

 

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกถูกไฟดูด

  1. หากโชคร้ายเกิดไฟดูดลูก พ่อแม่อย่าเพิ่งเข้าไปช่วยทันที ให้ตัดแหล่งกำเนิดไฟฟ้าก่อน เช่น ถอดปลั๊ก ยกคัทเอาท์ลง แล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือตามลำดับ
  2. ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า หรือฉนวนกันไฟฟ้า เช่น ผ้าแห้ง ไม้แห้ง เชือก สายยางพลาสติก หรือหนังสือพิมพ์ที่ม้วนเป็นแท่ง เขี่ยสายไฟให้หลุดจากตัวเด็ก หรือคล้องตัวเด็กที่ถูกไฟฟ้าดูดออกมา
  3. หากเด็กที่ถูกไฟฟ้าดูดไม่รู้สึกตัว และหัวใจหยุดเต้น ให้นวดหัวใจ โดยนวดอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที พร้อมทั้งผายปอด โดยถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 1 คน ให้ทำการนวดหัวใจ 30 ครั้งและผายปอด 2 ครั้ง แต่ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คนให้ทำการนวดหัวใจ 15 ครั้งและผายปอด 2 ครั้ง จากนั้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือตามหน่วยกู้ ถ้าไฟดูดไม่มาก เด็กยังมีสติ พูดโต้ตอบได้ ก็ควรตรวจตามร่างกายว่ามีบาดแผลใด ๆ หรือไม่ และนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

ลูกแหย่ สัตว์!!

ข้อดีของการเลี้ยงสัตว์นั้นมีหลากหลายด้านที่พ่อแม่อาจคาดไม่ถึง เช่น ฝึกให้ลูกรู้จักการเอื้อเฟื้อ สอนความรับผิดชอบในการดูแลสัตว์เลี้ยงตัวเอง หรือเพิ่มความมั่นใจให้ลูกได้ แต่ขึ้นชื่อว่าสัตว์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของที่บ้านเอง หรือสัตว์ที่ลูกไม่คุ้นเคยก็แล้วแต่ พ่อแม่ควรระมัดระวังเมื่อเจ้าตัวน้อยยังไม่สามารถเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าสัตว์ตัวนั้นจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่บ้านก็ตาม

ข้อควรระวัง

  1. แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงที่บ้าน และเชื่องมากแค่ไหนก็ตาม แต่ไม่ควรไว้ใจมากจนปล่อยให้เด็กอยู่กับสัตว์ตามลำพัง พ่อแม่ควรอยู่ด้วยเสมอเวลาลูกเข้าใกล้สัตว์เลี้ยง
  2. ห้ามลูกป้อนอาหารสัตว์ เพราะหากสัตว์ตัวนั้นหิว แล้วรู้สึกไม่ทันใจอาจงับมือ หรือหน้าลูกเอาได้
  3. สอนให้ลูกมีเมตตากับสัตว์ ไม่แหย่หรือแกล้ง เพราะหากมันหงุดหงิดอาจกลับมาทำร้ายลูกได้
  4. นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลา เพราะลูกอาจเสี่ยงรับเชื้อโรคจากการกัด ข่วน หรือเลียได้
  5. ดูแลสัตว์เลี้ยงให้สะอาดเสมอ

ฟังข้อควรระวังแล้วพ่อแม่อาจรู้สึกว่าน่ากลัวจนไม่อยากเลี้ยงสัตว์ แต่ถ้าหากใช้ความรอบคอบและรู้จักดูแลเรื่องความปลอดภัยแล้ว ในบ้านก็จะมีสัตว์เลี้ยงน่ารักอยู่ร่วมกับทุกคนได้อย่างมีความสุข

สัตว์เลี้ยง ลูกอยู่ไม่นิ่ง ลูกชอบแหย่สัตว์
สัตว์เลี้ยง ลูกอยู่ไม่นิ่ง ลูกชอบแหย่สัตว์

ลูกแหย่ ของเข้าจมูก!!

วิธีการเรียนรู้ของเด็กวัยซนนี้ เมื่อเจอสิ่งของที่ตกตามพื้น หรือบางทีพ่อแม่อาจลืมวางของชิ้นเล็ก ๆ ไว้ใกล้มือของลูก เด็กก็มักจะหยิบขึ้นมาชิม เอาเข้าปาก หรือแหย่เข้าจมูกของตัวเอง เป็นอันตรายที่ควรระมัดระวังอย่างที่สุด ซึ่งพ่อแม่สามารถรับมือได้อย่างง่าย ๆ เพียงแค่คอยระมัดระวังไม่วางสิ่งของโดยเฉพาะของชิ้นเล็ก ๆ ไว้ที่พื้น หรือที่ ๆ ลูกสามารถหยิบได้ หมั่นสังเกตตรวจตราในบริเวณที่ลูกคลานให้สะอาด ไม่มีของวางไว้

ข้อควรปฏิบัติ…เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก

หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแล้วจริง ๆ พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเวลาลูกมีสิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก

  1. ตั้งสติ อย่าพึ่งโวยวายจนทำให้ลูกตกใจ จนอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมนั้นหลุดเข้าไปลึกกว่าเดิม
  2. ใช้มือปิดรูจมูกอีกข้างแล้ว ให้ลูกทำแบบการสั่งน้ำมูกออกมา เพื่อให้สิ่งแปลกปลอมนั้นหลุดออกมาเอง แต่ใช้ได้ในกรณีที่ของนั้นหลุดเข้าไปไม่ลึก สามารถมองเห็น และเด็กรู้วิธีการสั่งน้ำมูกแล้ว
  3. ห้าม!!! พยายามใช้คีม หรือเครื่องมือต่าง ๆ คีบเอาสิ่งแปลกปลอมออกมาเอง เพราะอาจทำให้ลูกตกใจ โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะดิ้นเวลาเราคีบจนอาจจะดันให้หลุดเข้าไปลึกกว่าเดิม ถ้าเข้าไปลึกถึงหลอดลม หรือปอด อาจทำให้ไปอุดตันหลอดลมจนเสียชีวิตได้
  4. กรณีที่สั่งน้ำมูกแล้ว หรือประเมินดูแล้วว่าสิ่งแปลกปลอมนั้นอยู่ลึก หรือไม่มั่นใจ ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์ในทันที

    ลูกชอบแหย่จมูก ลูกอยู่ไม่นิ่ง
    ลูกชอบแหย่จมูก ลูกอยู่ไม่นิ่ง

ลูกแหย่ พัดลม!!

พัดลมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เด็กชอบ และให้ความสนใจเสมอ ลูกมักจ้องเวลามันทำงาน และอาจเกิดความสงสัยจนนำนิ้วเข้าไปแหย่ดู ซึ่งนับว่าเป็นของอันตรายที่ต้องระวังใกล้ตัวเลยทีเดียว นอกเหนือจากพัดลมที่พบเจอบ่อยแล้ว บานพับประตู หน้าต่างก็ควรระวังไม่ต่างกัน แต่หากเกิดเหตุการณ์เลวร้าย ถึงขั้นนิ้วขาด ให้พ่อแม่ตั้งสติ แล้วรีบเอานิ้วนั้นมาล้างด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือ ใส่ในถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่น จึงค่อยใส่ในกระติกน้ำแข็ง แล้วรีบไปโรงพยาบาลโดยทันที

ข้อควรระวัง อย่าเอานิ้วที่ขาดสัมผัสน้ำแข็งโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อตายจนไม่สามารถต่อได้

ลูกแหย่ ของเข้าหู!!

พฤติกรรมนี้นอกจากจะคอยระวังไม่ให้ลูกนำของเข้าหูด้วยตัวเองแล้ว ยังเป็นการเตือนพ่อแม่ที่ชอบใช้ก้านสำลีเเข้าไปทำความสะอาดในหูของลูกด้วยเช่นกัน หากต้องการทำความสะอาดหูของลูก แนะนำให้ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดรอบ ๆ ใบหูของลูกจะดีกว่า การแหย่ของเข้าหู การแคะหู อาจทำให้เกิด “แก้วหูทะลุ” ได้ อาการของการแก้วหูทะลุ คือเป็นไข้ ปวดหู และมีหนองไหลออกจากหู มีลักษณะเป็นๆ หายๆ และจะไม่ค่อยปวดมาก แต่ส่งผลให้การได้ยินลดลงตามมา หากไม่มีการติดเชื้อซ้ำซ้อนจะสามารถหายเองได้ภายใน 2-3 เดือน โดยไม่ต้องรักษา

แหย่ ที่ไม่ใช่การแหย่

“เฮ้ย! เจ้าอ้วน ไปกินอะไรมาเนี่ย?…เดินคับซอยเลยนะ (หัวเราะ)”

หากกล่าวถึงพฤติกรรมการแหย่ มีด้วยกันสองความหมาย ความหมายที่นอกเหนือจากการเอานิ้วมือ หรือปลายไม้จิ้มแยงเข้าไปแล้ว ยังมีความหมายถึงการยั่ว หยอกเย้าให้เกิดความรำคาญได้

เด็กถูกแหย่ ทำให้ขาดความมั่นคงทางอารมณ์
เด็กถูกแหย่ ทำให้ขาดความมั่นคงทางอารมณ์

การหยอกล้อหรือแหย่เด็ก (Teasing) เป็นพฤติกรรมการแสดงออกโดยทั่วไปที่ผู้ใหญ่มักใช้ในการสร้างสีสันและความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าตาหรือท่าทางประหลาดๆเพื่อล้อเลียน การตั้งชื่อหรือฉายาในทางขำขัน การเล่นหยิกแก้มหรือจั๊กจี้เอว การเล่นแย่งอาหารหรือสิ่งของกัน เป็นวิธีการสร้างความใกล้ชิดและความสัมพันธ์กับเด็กภายใต้ขอบเขตของการสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทั้งสองฝ่าย

แม้ไม่ใช่สิ่งต้องห้ามและโดยความตั้งใจของผู้ใหญ่แล้วดูจะเป็นการแสดงความรู้สึกดีๆ ต่อกันเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อใดที่การหยอกล้อไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโตได้ข้ามเส้นแบ่งความสนุกไปสู่ความรู้สึกไม่พอใจ โกรธหรืออับอาย และไม่สนุกไปด้วยกันอีกแล้ว เมื่อนั้นการแหย่เด็กโดยไม่คิดให้รอบคอบและระมัดระวังถึงผลกระทบต่อเด็กที่ตามมามากมายจึงไม่ใช่วิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกต่อไป

วิธีรับมือ เด็กซน ลูกอยู่ไม่นิ่ง
วิธีรับมือ เด็กซน ลูกอยู่ไม่นิ่ง

การหยอกล้อโดยไม่คิดหน้าคิดหลังดังตัวอย่างที่กล่าวถึงนี้สามารถส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรมการเข้าสังคมของเด็กใน 3 ลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

  1. ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ เด็กที่ตกอยู่ในภาวะเครียดและกดดัน หรือมีความฝังใจในเรื่องใดๆ มักไม่สามารถรับมือหรือจัดการกับอารมณ์ของตนเองในทิศทางที่เหมาะสมได้ บางคนฉุนเฉียวและโมโหง่าย บางคนอยู่กับความกลัวและวิตกกังวล บางคนอยู่กับความทุกข์ใจ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก
  2. ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง การแหย่ทำให้เด็กคิดไปว่าตัวเองไร้ค่า ไม่เห็นคุณค่าในตนเอง มีแต่คนแกล้ง และทำให้ขาดความมั่นใจในที่สุด
  3. มีพฤติกรรมเลียนแบบ โดยปกติของเด็กแล้วการเลียนแบบผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ถือเป็นงานอย่างหนึ่งของเด็กวัยเรียนรู้ เมื่อเด็กเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็จะก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น การหยอกล้อเพื่อความสนุกที่เกินเลยไป การข่มขู่คุกคามบุคคลรอบตัวด้วยสำคัญผิดว่าเป็นความสนุก เป็นต้น
ข้อมูลอ้างอิงจาก sahndesign.com/Rama channel/sanook.com/paolohospital.com/กรมสุขภาพจิต

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โชคดีพ่อทำเป็น! ปั๊มหัวใจ ลูกชาย 3 ขวบจมน้ำ รอดหวุดหวิด!

ง๊าย..ง่าย 2 วิธีติดตั้งคาร์ซีท ให้ถูกต้องปลอดภัยกับลูก ตั้งแต่แรกเกิด – 7 ขวบ

อันตรายจาก ประทัดระเบิด สอนลูกให้ระวังไว้ วัยซนเสี่ยงเจ็บสูง!

สอนลูกอย่างไรให้รอดชีวิตจาก ไฟไหม้บ้าน !!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกไม่ยอมทำการบ้าน

ลูกไม่ยอมทำการบ้าน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง พ่อแม่ต้องแก้ยังไง?

ลูกไม่ยอมทำการบ้าน –  “เดี๋ยวเอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยทำพรุ่งนี้”  คือ คำพูดที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คน อาจเคยได้ยินจากลูกๆ วัยเรียน ที่มักผัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมจัดการกับการบ้านที่คุณครูสั่งมาให้เสร็จเรียบร้อยในเวลาที่ควรจะเป็น จริงๆ แล้วการผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่สิ่งเลวร้าย  การผัดวันประกันพรุ่งในเด็กๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติตามวัย เนื่องจากเด็กๆ มักพบว่ามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการต้องเปิดสมุดหนังสือเพื่อทำการบ้าน การต้องคอยกระตุ้นลูก ๆ ในวัยนี้อาจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายวันนี้เรามีวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกเพื่อให้เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งมาฝากกันค่ะ

ลูกไม่ยอมทำการบ้าน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง พ่อแม่ต้องแก้ยังไง?

หากทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการสอนลูกเรื่องความรับผิดชอบ และดูเหมือนว่ามันยากเย็นหลือเกิน อยากแนะนำว่าไม่ต้องกังวลจนเกินไป หรือกลัวว่าลูกจะติดนิสัยแบบนี้จนแก้ไม่หายไปจนโต เพราะมีงานวิจัยในต่างประเทศชิ้นหนึ่ง ที่พบความจริงที่ว่า ผู้คนจะผัดวันประกันพรุ่งน้อยลงเมื่อมีอายุ และประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการวิจัยเกี่ยวกับการผัดวันประกันพรุ่งยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าพ่อแม่สามารถสอนบุตรหลานให้เอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งได้ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอ  และยิ่งบุตรหลานของคุณปฏิบัติตามมากเท่าไหร่ ก็จะมีโอกาสทำให้พฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งลดน้อย หรือหายไปได้

อย่างไรก็ตามมีความแตกต่างระหว่างการอู้งานเป็นครั้งคราว กับเด็กที่มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่งอย่างชัดเจนซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัญหาพื้นฐานบางอย่างที่ต้องได้รับการแก้ไข สำหรับพ่อแม่การจัดการกับสิ่งต่างๆ เพื่อให้ลูกลดละเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีนี้ อาจมีความท้าทายด้วยการต้องคอยสังเกตว่าลูกของเราจัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่อู้งานเป็นบางครั้ง หรือชอบอู้ตลอดจนติดเป็นนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

รูปแบบของการผัดวันประกันพรุ่ง

การผัดวันประกันพรุ่งมีหลายรูปแบบ เช่น

  • ลูกไม่เริ่มทำการบ้าน ตั้งแต่เนิ่นๆ ปล่อยไว้จนถึงวันสุดท้ายก่อนกำหนดส่ง
  • ทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้
  • การหยุดทำการบ้านกลางคัน เพื่อทำสิ่งอื่นที่ดูไม่สำคัญ

สำหรับเด็กการผัดวันประกันพรุ่งมักจะส่งผลด้านลบต่อตัวเด็กได้หากปล่อยเอาไว้ เช่น ผลการเรียนไม่ดี หรือสอบตก เด็กๆ ไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือผลที่ตามมาของครอบครัว เช่น ผู้ปกครองต้องเหนื่อยกับการกำกับดูแลลูกมากขึ้น

มีขั้นตอนและวิธีต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถลงมือทำได้เพื่อช่วยให้ลูกเลิกพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งได้ โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ต้องเข้าใจว่าเหตุใดบุตรหลานของคุณจึงชอบดองการบ้านของพวกเขา

ลูกไม่ยอมทำการบ้าน
ลูกไม่ยอมทำการบ้าน

การทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูก

มักมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ว่าเด็กที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง เป็นเด็กขี้เกียจ หรือมีแรงจูงใจต่ำ แต่ความจริงยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจทำให้เด็กมีพฤติกรรม ผัดวันประกันพรุ่ง ได้แก่ :

  • ขาดความเชื่อมโยง : บุตรหลานของคุณอาจไม่เห็นว่างานนั้นเกี่ยวข้องกับเป้าหมายในปัจจุบันหรืออนาคตของเขาหรือเธอ
  • ความเบื่อหน่าย : การบ้านบางวิชาอาจไม่น่าสนใจ เช่น เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ อาจมองว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อ และไม่น่าสนใจ
  • ขาดวินัยในตนเอง : การรู้หน้าที่ของตัวเองว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ไม่เหมือนกับการเริ่มต้นที่จะทำให้สำเร็จ เด็ก ๆ ต้องเผชิญกับสิ่งรบกวนมากมาย ซึ่งอาจทำให้ยากที่จะจัดลำดับความสำคัญและโฟกัสตามแผนที่ควรจะเป็น
  • การบริหารเวลาไม่ดี : เด็ก ๆ หลายคนประเมินว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ในการทำบางสิ่งและต้องทำให้ดี พวกเขาละเลยการบ้านเพราะอาจสมมติว่ามีเวลาเพียงพอที่จะทำงานให้เสร็จสิ้นได้ตามกำหนด
  • ความวิตกกังวลและ / หรือความกลัวที่จะล้มเหลว : เด็กบางคนไม่สามารถเริ่มงานได้ เนื่องจากพวกเขากลัวว่าผลงานของพวกเขาจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังของตัวเอง หรือความคาดหวังของผู้อื่นเช่นพ่อกับแม่ ที่สำคัญเมื่อปัญหาดำเนินไปสู่จุดสูงสุด ความวิตกกังวลต่างๆ อาจกลายเป็นสิ่งที่ฝังลึกในจิตใจของลูกจนเกิดความเชื่อด้านลบที่ว่าอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบ มักเป็นสิ่งที่ไม่มีใครให้การยอมรับ และคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดี จนไม่อยากริเริ่มทำอะไรให้เสร็จลุล่วงอย่างที่ควรจะเป็น

เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งของบุตรหลานคุณต้องพูดคุยอย่างเปิดอกและรับฟังมุมมองของลูก โดยทั่วไปแล้วเด็ก ๆ ยินดีที่จะบอกเล่าปัญหากับพ่อแม่ หากพวกเขารู้สึกว่าพ่อแม่รับฟังและพร้อมให้การสนับสนุนและแก้ปัญหาให้พวกเขา หน้าที่สำคัญของพ่อแม่ คือ ต้องทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าคุณพร้อมที่จะรับฟัง และเข้าใจปัญหาต่างๆ ของพวกเขาอย่างแท้จริง

ผู้ปกครองจะทำอะไรได้บ้าง? เมื่อความวิตกกังวลของลูกทำให้เธอไม่สามารถจัดการกับงานที่จำเป็นได้คุณจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง ห้าขั้นตอนเหล่านี้สามารถช่วยได้:

1. ตั้งคำถามลูก

คอยสังเกตและเรียนรู้ว่าลูกของคุณมีมุมมองต่อตนเองอย่างไร ความคาดหวังที่พวกเขาต้องเจอ และความเป็นจริงของสถานการณ์ ถามคำถามเช่น “ลูกตั้งมาตรฐานสำหรับตัวเองอย่างไร”  “ ลูกคิดว่าพ่อแม่คาดหวังอะไรจากลูก” “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกไม่ทำงานให้สำเร็จตามมาตรฐานที่ตั้งใจไว้” การเข้าใจว่าบุตรหลานของคุณตีความสถานการณ์อย่างไร จะช่วยให้คุณพัฒนาการตอบสนองกับลูกได้อย่างเหมาะสม

2. อธิบายความคาดหวังของคุณ

เด็ก ๆ มักจะประเมินความคาดหวังของผู้ปกครองสูงเกินไป ดังนั้นให้แน่ใจว่าคุณมีความชัดเจนและเป็นจริง ในสิ่งที่คุณคาดหวังจากลูก ตัวอย่างเช่น ผู้ปกครองหลายคนอาจให้ความสำคัญกับความพยายามในการทำโครงงานของโรงเรียน หรือการทดสอบ ไม่ใช่เกรด แต่เด็กอาจคิดว่าคุณคาดหวังให้พวกเขาต้องทำได้ดีในทุกๆ อย่าง
สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องจริงสำหรับเด็กที่ประสบความสำเร็จสูงอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับเด็กที่ต่อสู้กับการแก้นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ความคาดหวังดังกล่าวอาจสูงเกินไป ในกรณีนี้ให้มุ่งไปที่การระบุความคาดหวังที่เฉพาะเจาะจงและสามารถทำได้ เช่น การกำหนดเวลาทำการบ้าน

จำไว้ว่าต้องชัดเจนและตรงไปตรงมาเมื่ออธิบายให้ลูกได้รู้ถึงความคาดหวังของคุณ การทำเช่นนี้ จะช่วยให้แน่ใจว่าคุณและบุตรหลานของคุณจะปฏิบัติตัวตามความคาดหวังนั้น – หากบุตรหลานของคุณยังคงผัดวันประกันพรุ่งหลังจากที่คุณกับลูกได้ตกลงและพูดคุยกันแล้ว ให้ทบทวนความคาดหวังของคุณใหม่ และช่วยกระตุ้นให้พวกเขารับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และผลที่ตามมา

ลูกไม่ยอมทำการบ้าน

3. สอนทักษะในการแก้ปัญหา

เด็กที่กลัวความล้มเหลวมักจะวนเวียนอยู่กับความคิดด้านลบที่เกินเลยความเป็นจริง ไร้เหตุผลและมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะก่อให้เกิดความวิตกกังวลและการผัดวันประกันพรุ่งแล้ว ยังสามารถนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ดีได้อีกด้วย เด็กอาจแสดงออกเพราะไม่รู้วิธีแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม

คุณสามารถช่วยเป็นโค้ชให้ลูกของคุณได้โดยการสอนเทคนิคในการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ลองแบ่งงานออกเป็นส่วนที่จัดการได้มากขึ้น หรือตั้งเป้าหมายที่เล็กลง และสามารถบรรลุได้มากขึ้น การช่วยให้บุตรหลานของคุณเข้าใจวิธีการจัดทำแผนสำหรับจัดการกับปัญหา จะช่วยให้เด็กๆ รู้สึกไม่หนักใจกับงานที่ต้องรับผิดชอบตรงหน้า

วิธีรับมือ ลูกทะเลาะกับเพื่อน ต้องเตือนหรือสอนลูกยังไง?

เทคนิคดี สอนให้ลูกคิดเอง หาวิธีแก้ปัญหาเองได้ โดยพ่อเอก

10 เทคนิค สอนการบ้านลูก ให้สำเร็จ แบบไม่เสียน้ำตา

4. ชี้ให้ลูกเข้าใจวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาได้

ขอให้บุตรหลานของคุณระบุคุณลักษณะที่พวกเขาคิดว่านำไปสู่ความสุขและความสำเร็จในชีวิต เช่น ความซื่อสัตย์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะของผู้คน ความหลงใหล เป็นต้น การให้บุตรหลานของคุณมุ่งเน้นไปที่ลักษณะบุคลิกภาพที่พวกเขามีอยู่แล้ว หรือมีแนวโน้มที่จะพัฒนาขึ้นจะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองและส่องแสงสว่างให้กับลูกมุ่งไปสู้เป้าหมายในการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้

5.ใช้ประสบการณ์ของคุณเพื่อเชื่อมโยง

เล่าถึงปัญหาต่างๆ ของคุณเองในอดีตให้ลูกฟัง และ อธิบายว่าคุณจัดการและผ่านปัญหาเหล่านั้นมาได้อย่างไร  เนื่องจากความวิตกกังวลที่สะสมเรื้อรังและไม่ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสม อาจทำให้การแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่สำเร็จ คุณอาจต้องช่วยลูกที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนหรือปรับปรุงตัวเอง พิจารณากำหนดเวลาเริ่มต้นให้กับลูก ตัวอย่างเช่น“ หลังอาหารเย็นเวลา 6.00 น. เรามาเริ่มกันเลย” คุณยังลองตั้งกฎบางอย่างเกี่ยวกับการเริ่มปรับเปลี่ยน เช่น ให้ลูกทำการบ้านโดยไม่หยุดพักจนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย หรือ ทำงานเฉพาะส่วนให้เสร็จก่อนที่จะหยุดพัก ด้วยวิธีนี้สามารถช่วยให้เด็กๆ  จัดการกับความวิตกกังวลและสร้างความรู้สึกมีแรงผลักดันและความมั่นใจในการทำงานให้สำเร็จได้

ท้ายที่สุด เป้าหมายของคุณ คือ การช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะตั้งความคาดหวังกับตัวเองอย่างสมเหตุสมผลและสามารถจัดการกับความวิตกกังวลตอดจนความกลัว ต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยพยายามที่จะประสบความสำเร็จในงานที่ทำ แทนที่จะหลีกเลี่ยงหรือละเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด เพราะด้วยการสนับสนุนจากผู้ปกครอง รวมถึงวิธีการที่ใช้จัดการกับปัญหา และความเต็มใจที่จะพยายามให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของลูก จะทำให้การจัดปัญหาต่างๆ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

การหมั่นปลูกฝังให้ลูกลดละเลิกพฤติกรรมด้านลบต่างๆ  ด้วยความช่วยเหลือที่เหมาะสมของพ่อและแม่  จะช่วยให้ปัญหาต่างๆ เช่น การผัดวันประกันพรุ่ง การรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายไม่ดีพอ การปล่อยปละละเลยสิ่งที่ต้องทำตามหน้าที่ มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นได้แน่นอน การให้ความสำคัญต่อการพูดคุยกับลูกเพื่อหาทางแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกันอยู่เสมอ จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่รู้จักกับความ ผิดชอบชั่วดี และมีทักษะด้านความฉลาดทางคุณธรรม (MQ) ซึ่งถือเป็นทักษะจำเป็นสำหรับเด็กยุคนี้ เพราะจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการปลูกฝังความดีลงไปในจิตสำนึก ซึ่งจะทำให้ตัวเด็กสามารถพัฒนา MQ ได้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคตค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : empoweringparents.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การบ้านอนุบาล เรื่องปวดหัวทั้งตัวพ่อและตัวแม่ โดยพ่อเอก

ต่างกันอย่างไรระหว่าง ลอกการบ้าน เพื่อนกับให้เพื่อนลอก

ลูกไม่อยากทำการบ้าน ทำอย่างไรดี?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เห็นคุณค่าในตัวเอง

วิธี ฝึกลูกให้เห็นคุณค่าในตัวเอง เมื่อลูกมั่นใจจะทำอะไรก็สำเร็จ

ฝึกลูกให้เห็นคุณค่าในตัวเอง – พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อความนับถือตนเองของบุตรหลาน ความนับถือตนเอง คือ การรวบรวมสั่งสมความเชื่อหรือความรู้สึกที่เราทุกคนมีเกี่ยวกับตัวเอง ตลอดจนวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ ซึ่งพ่อแม่ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อทัศนคติพฤติกรรมและความสำเร็จในชีวิตของลูก หากลูกของคุณมีความมั่นใจในตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง ก็มีแนวโน้มที่จะต่อสู้กับแรงกดดันจากสังคมที่มนุษย์ทุกคนต่างต้องพบเจอเป็นธรรมดา

วิธี ฝึกลูกให้เห็นคุณค่าในตัวเอง เมื่อลูกมั่นใจจะทำอะไรก็สำเร็จ

ไม่ว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กวัยเตาะแตะหรือวัยรุ่น คุณมีอิทธิพลต่อวิธีที่ลูกนึกคิด เกี่ยวกับตัวเอง เพื่อส่งเสริมให้บุตรหลานของคุณสร้างความภาคภูมิใจในตนเองที่ดีควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เมื่อพูดคุยกับเขา

  • เห็นอกเห็นใจ  มองโลกผ่านสายตาของเด็ก
  • สื่อสารด้วยความเคารพ  อย่าขัดจังหวะ หรือเฉยเมย กับการพูดของลูก
  • ให้ความสนใจ  เด็กรู้สึกรักเมื่อเราใช้เวลากับพวกเขาแบบตัวต่อตัว หากลูกของคุณต้องการคุยกับคุณให้ปิดโทรทัศน์หรือวางหนังสือพิมพ์ลง
  • ยอมรับและรักลูกในสิ่งที่พวกเขาเป็น  วิธีนี้จะช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในการสื่อสารกับผู้อื่นและจะเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา
  • ให้โอกาสบุตรหลานของคุณในการมีส่วนร่วม  สิ่งนี้จะสื่อถึงความศรัทธาของคุณที่มีต่อความสามารถของเลูก และจะทำให้ลูกรู้สึกถึงความรับผิดชอบ
  • ให้ความผิดพลาดเป็นประสบการณ์  เด็กที่พ่อแม่ตอบสนองต่อความผิดพลาดของลูกมากจนเกินไป เด็กมักจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความผิดพลาด ในที่สุดจึงลงเอยด้วยการโทษคนอื่น
  • เน้นจุดแข็งของพวกเขา  ความรู้สึกถึงความสำเร็จ และความภาคภูมิใจ จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจที่จะอดทนเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆในชีวิต
  • ให้พวกเขาแก้ปัญหาและตัดสินใจ  หลีกเลี่ยงการบอกลูกว่าต้องทำอะไร กระตุ้นให้ลูกคิดวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน
  • วินัยในการสอน    ไม่ควรลงโทษทางวินัยในลักษณะที่ข่มขู่ หรือทำให้ลูกต้องอับอาย
  • อย่าปล่อยให้ลูกมีความคิดเชิงลบ  เมื่อลูกของคุณพูดว่า“ หนูทำคณิตศาสตร์ไม่ได้” ในฐานะพ่อแม่คุณต้องจัดการกับทัศนคติเชิงลบนี้ คำตอบที่ดีอาจพูดว่า “หนูเป็นนักเรียนที่ดีจ๊ะ แค่คณิตศาสตร์อาจเป็นวิชาที่หนูไม่ถนัด แต่เราฝึกฝนกันได้นิ เดี๋ยวพ่อกับแม่ช่วยติวให้”
  • สื่อสารแบบสองต่อสอง  โดยเฉพาะ ให้ระงับการสนทนาให้เป็นส่วนตัว การสื่อสารที่ดีที่สุดระหว่างคุณกับลูกจะเกิดขึ้นเมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้ ๆ
  • ใช้คำพูดให้กำลังใจและยกย่องชื่นชม เช่น พ่อชอบวิธีคิดของลูก แม่ภูมิใจในตัวหนู พ่อแม่ดีใจที่ได้มีลูกเกิดมาเป็น ลูกชาย / ลูกสาว ของพ่อแม่ เป็นต้น

โปรดคำนึงถึงคำแนะนำเหล่านี้ เมื่อต้องพูดคุยกับลูกของคุณ วิธีที่คุณโต้ตอบกับลูกสามารถกระตุ้นให้เด็กๆ คิดบวกเกี่ยวกับตัวเองได้มากขึ้น คุณสามารถสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูกได้ง่ายๆเพียงแค่สื่อสารกับลูกในแง่บวก จำไว้ว่าลูก ๆ ของคุณต้องพึ่งพาคุณในหลายๆ ความเชื่อของพวกเขา หากคุณแสดงให้เห็นว่าคุณเชื่อมั่นในตัวลูก ลูกก็จะเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง!

ฝึกลูกให้เห็นคุณค่าในตัวเอง
ฝึกลูกให้เห็นคุณค่าในตัวเอง

 

วิธีพัฒนาความนับถือในตนเองให้ลูก

การมีความภาคภูมิใจในตนเองเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อลูกของคุณโตขึ้นเขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมายที่รออยู่ในวันข้างหน้า การมีความภาคภูมิใจในตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกทางเลือกให้ชีวิตที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพกายและใจ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่บุตรหลานของเราต้องรู้ว่าตัวเองนั้นมีค่า

แม้ว่าพ่อแม่ต้องมีบทบาทอย่างแข็งขันในการส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเองของลูก แต่พ่อแม่ก็ต้องสอนลูก ๆ ว่าจะรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตัวเอง และความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองได้อย่างไร การให้ข้อมูลและการสนับสนุนบุตรหลานจะช่วยให้พวกเขามีความมั่นใจ และมีทักษะในการตัดสินใจที่ดีต่อการเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่บุตรหลานของคุณสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงการมองเห็นคุณค่าในตังเอง หากพบว่ามีความภาคภูมิใจในตัวเองไม่ดีเท่าที่ควร

  • ลิสต์รายการสิ่งที่ถนัดและทำได้ดี

อาจเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่การเล่นเครื่องดนตรีหรือวาดภาพไปจนถึงการเล่นกีฬา หรือ การทำผลงานได้ดีในวิชาต่างๆ ที่โรงเรียน หากลูกมีปัญหาในการคิดสิ่งที่ตนเองถนัด ให้ลูกขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อคุณแม่ จากนั้นให้คุณเพิ่มบางสิ่งลงในรายการ เพราะอาจมีบางอย่างที่ลูกยังมองไม่เห็นว่าตัวเองทำได้ดี ซึ่งพ่อแม่อาจมองเห็นอะไรที่ดีบางอย่างที่แฝงอยู่ในความสามารถของลูก

  • ชมเชยตัวเองสามครั้ง ทุกวัน

อย่าพูดแค่ว่า“ ฉันสบายดี” ให้ลูกได้พูดเจาะจงถึงสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับตัวเอง ตัวอย่างเช่น “วันนี้ฉันช่วยแม่ได้มากในห้องครัว” หรือ “ฉันทำได้ดีมากในชั้นเรียนคณิตศาสตร์” ให้ลูกได้ทำก่อนเข้านอนทุกคืน การบอกตัวเองพูดกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอถึงสิ่งที่ทำให้มีความสุข จะช่วยให้ลูกของคุณเกิดความนับถือตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ

  • สร้างความภูมิใจในร่างกายตัวเอง

ไม่ว่ารูปร่างหน้าตา สีผิว จะเป็นอย่างไร หากลูกกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ส่วนตัว พ่อแม่ควรตรวจสอบกับแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าลูกมีสุขภาพที่ดี ให้ลูกฝึกเตือนตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบในร่างกายตัวเอง ตัวอย่างเช่น “ หนูมีกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแรง หนูถนัดใช้มันเล่นเทนนิส” หรือ“ หนูมีสุขภาพตาที่ดีและเป็นนักอ่านที่สุดยอดไปเลย!

  • ยอมรับสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเองที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

พยายามฝึกให้ลูกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลบในหัวให้เป็นความคิดเห็นเชิงบวก เมื่อเริ่มได้ยินลูกพูดในสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเอง ให้บอกลูกว่าให้หยุดคิด แล้วให้แทนที่ความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้นด้วยความคิดที่ดี ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า“ หนูโง่มากทำการบ้านคณิตศาสตร์ไม่ได้”  ทางที่ดีควรบอกลูก ให้พูดกับตัวเองว่า “หนูรู้ว่าถ้าขอให้แม่ช่วยสอน หนูจะทำโจทย์คณิตศาสตร์เหล่านี้ได้ดีขึ้นแน่ๆ” มุ่งเน้นไปที่สิ่งดีๆ ที่คุณทำแทนที่จะเป็นแง่ลบลูกจะได้เรียนรู้ที่จะรักและเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ ของเด็กที่มีความยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเอง

ฝึกลูกให้เห็นคุณค่าในตัวเอง

 

วิธีที่ผู้ปกครองช่วยเพิ่มความนับถือตนเองให้ลูกได้

ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมความนับถือตนเองของบุตรหลานได้มากกว่าคนอื่น ๆ ในความเป็นจริงพ่อแม่อาจทำโดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่พูดและทำนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อความรู้สึกของลูกเกี่ยวกับตัวเอง ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำที่ดีที่จะช่วยให้ผู้ปกครองส่งเสริมความนับถือตนเองของบุตรหลานอย่างกระตือรือร้น :

  • บอกให้ลูกรู้ เมื่อคุณรู้สึกภูมิใจในตัวลูก

พ่อแม่มักจะแสดงความรู้สึกเชิงลบกับลูก ๆ โดยไม่รู้ตัว หรือด้วยเหตุผลบางอย่างอาจไม่ค่อยได้แบ่งปันความรู้สึกเชิงบวกให้ลูกรู้สึก ด้วยสิ่งนี้ลูกอาจเกิดความไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกภูมิใจในตัวเขา เขาจึงจำเป็นต้องได้ยินจากคุณบ่อยๆ ว่าคุณมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของคุณ เด็ก ๆ จำสิ่งดีๆ ที่เราบอกพวกเขา พวกเขาเก็บมันไว้และพูดคำพูดที่ให้กำลังใจกับตัวเองซ้ำ ๆ ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกรักและต้องการ ให้แน่ใจว่าคุณฝึกฝนให้ลูกของคุณมีกำลังใจที่ดีในทุกวัน

  • ชื่นชมลูกด้วยเหตุผลที่ชัดเจน

เมื่อชมเชยลูกของคุณ ให้ใช้คำอธิบายที่ชัดเจน เพื่อให้เขารู้ว่าเขาทำสิ่งไหนได้ดี แล้วทำได้ดีแค่ไหน แน่นอนว่านี่หมายความว่าคุณจะต้องเริ่มสังเกตบุตรหลานของคุณว่าสามารถทำอะไรได้อย่างยอดเยี่ยมและ หรือแสดงความสามารถพิเศษ เมื่อลูกของคุณทำงานเสร็จคุณสามารถพูดว่า “ฉันชอบวิธีที่คุณแบ่งปันของเล่นกับน้องสาว ฉันรู้ว่าบางครั้งอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำและการแบ่งปันของเล่นของคุณแสดงให้เห็นว่าคุณห่วงใยน้องสาวของคุณมากแค่ไหน” หรือเมื่อลูกของคุณแสดงความสามารถคุณอาจพูดว่า“ วันนี้คุณมีเกมที่ยอดเยี่ยม! ฉันบอกได้เลยว่าคุณฝึกซ้อมอย่างหนักในการเล่นฟุตบอล” คุณยังใช้คำชมเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมของบุตรหลานได้อีกด้วย คุณอาจพูดว่า“ ฉันชอบมากที่คุณมาทานอาหารเย็นตรงเวลาคืนนี้ มันแสดงให้เห็นว่าคุณมีความรับผิดชอบแค่ไหน”  เป็นต้น

  • หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างความอับอาย

จริงอยู่ที่เด็กๆ ต้องได้ด้รับการสอนวินัยด้วยวาจาบ้างเพื่อให้จดจำ อย่างไรก็ตามหากคำวิจารณ์พุ่งเป้าไปที่เด็กในฐานะบุคคลหนึ่งแทนที่จะมุ่งไปที่พฤติกรรม ซึ่งอาจทำให้ลูกรู้สึกอับอายและเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตัวเอง สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ “คำพูดของฉัน” มากกว่า “คำพูดของคุณ”ในการกล่าวตักเตือนลูก  เช่นพูดว่า “แม่อยากให้ลูกเก็บของเล่นไว้ในกล่องของเล่น แทนที่จะวางเกลื่อนพื้นห้องนอนแบนนี้นะลูก” แทนที่จะพูดว่า “ทำไมลูกถึงขี้เกียจขนาดนี้ ทำไมปล่อยห้องโสโครกขนาดนี้นะลูก?” แน่นอนว่า การใช้ข้อความแรก จะไม่ทำร้ายอัตตา หรือความนับถือตนเองของบุตรหลาน

  • ใช้แนวทางเชิงบวกในการกำหนดขอบเขตและผลที่ตามมาสำหรับบุตรหลานของคุณ

เด็กทุกคนต้องยอมรับความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง และการเรียนรู้วินัยในตนเองเป็นสิ่งสำคัญมากในการจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้การมีวินัยในตนเอง ผู้ปกครองควรเข้าใกล้บทบาทของตนในด้านนี้ของพัฒนาการของเด็กโดยทำหน้าที่เป็นโค้ชหรือครูแทน ที่จะเป็นผู้ลงโทษ เมื่อคุณมีความยุติธรรมมั่นคง และเป็นมิตร เมื่อต้องรับมือกับลูกของคุณ คุณจะช่วยให้พวกเขายอมรับความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของพวกเขา (ทั้งในทางร้ายและทางดี) โดยไม่ต้องคำนึงถึง “สิ่งแย่ๆ” ในการกระทำของพวกเขา

  • หัวเราะกับลูก ๆ ของคุณและกระตุ้นให้พวกเขาหัวเราะด้วยตัวเอง

คนที่จริงจังกับตัวเองมากเกินไปอาจพลาดความสนุกมากมายในชีวิต อารมณ์ขันที่ดี และความสามารถในการสร้างแสงสว่างให้กับตนเองเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเติมแต็มการใช้ชีวิตให้มีความสุข สิ่งนี้ช่วยให้เด็ก ๆ รู้ว่าการทำผิดพลาดนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แค่ต้องรู้จักการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว อาจจะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกเป็นปมด้อยที่ตรึงติดภายในใจ เช่น ทำให้ลูกคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ทำไม่ได้ ไม่ดีพอ ดังนั้นเพื่อป้องกันลูกจากการมองตัวเองในแง่ร้ายและยอมรับได้กับความล้มเหลว ผิดพลาด ที่เกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราว คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจในความพยายามที่ดีของลูก แม้สิ่งนั้นอาจยังไม่ประสบความสำเร็จ  ควรใช้คำพูดและสร้างทัศนคติในด้านที่ดีให้กับลูก โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหา ฝึกฝนใหม่ และก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะด้าน ความฉลาดในการคิดบวก (OQ) ให้กับลูกได้ เมื่อลูกเป็นคนคิดบวก มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่เอาความผิดพลาดมาทำร้ายและตอกย้ำตัวเอง พวกเขาก็จะมีชีวิตที่มีความสุข เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สุขภาพกายใจดี มีความมั่นใจ มีความสุขและสำเร็จในชีวิตได้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : yessafechoices.org

รีวิว บอร์ดเกม Splendor

ชวนเล่น! Splendor จุดประกายลูก สนุกกับบอร์ดเกม โดย พ่อเอก

Splendor เป็นบอร์ดเกม เกมที่ 3 แล้วนะครับ ที่จะเอามาเล่าและชวนกันมาเล่น  โปรยก่อนเลยว่าเกมนี้มีความน่าสนใจและสนุกมาก ปูนปั้นเองก็เข้ามาสู่โลกของบอร์ดเกมแบบเต็มตัวก็เพราะ Splendor คือก่อนหน้านั้น เราก็พาลูกไปเล่นตามร้านบอร์ดเกม เขาก็ชอบและสนุกกับการลองเกมโน้นเกมนี้ที แต่แล้วคืนหนึ่งในช่วงวันหยุดสงกรานต์เมื่อสัก 3 ปีที่แล้ว ผมพาเขาไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งจัดกิจกรรมเล็กๆ ชื่อ บอร์ดเกมไนท์ ก่อนไปผมถามลูกว่าอยากไปมั้ย ปูนปั้นตอบว่าอยาก ผมก็เลยขับรถพาลูกไปกันเองแค่ 2 คน พอไปถึงที่ร้าน เราก็แอบแปลกใจว่า เหล่าคนที่มาจัดกิจกรรมก็คือ กลุ่มมิชชันนารีหนุ่มสาว ชาวอังกฤษ อเมริกัน และเราไปเป็นลูกค้าคนแรก ซึ่งผมก็เข้าไปแนะนำตัวให้เขารู้ว่าลูกอยากลองเล่นเกม มีประสบการณ์เล่นบ้าง คุยอังกฤษได้ หลังจากที่เขาพูดคุยกับปูนปั้นแล้วก็ตกลงเลือก Splendor ซึ่งเกมแรกผมร่วมเล่นด้วย พอเกมที่ 2 ผมบอกว่าถ้าจะเล่นต้องเล่นกับพี่ๆเขาเอง ซึ่งผมก็แปลกใจที่เด็กขี้อายอย่างปูนปั้นตอบตกลง แล้วก็ไปขลุกเล่นกับเหล่ามิชชันนารีต่างชาติหนุ่มสาวเหล่านั้น และก็ยังมีเล่นบอร์ดเกมอื่นต่ออีก 2-3 อย่าง หลังจากคืนนี้ ปูนปั้นก็อยากเล่น บอร์ดเกม Splendor อีกจนเป็นบอร์ดเกมอันแรกที่เราสั่งซื้อเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากต่างประเทศ และก็บอกได้ว่าเล่นคุ้มมาก

รีวิวบอร์ดเกม Splendor

Splendor หรือ เกมพ่อค้าเพชร เป็นเกมที่น่าจะมีอยู่ในร้านบอร์ดเกมเกือบทุกร้านแทบจะเรียกได้ว่าเป็น เกมมาตรฐานที่ต้องมีเลยทีเดียว ใน boardgamegeek.com ไห้ rating เฉลี่ยไว้ที่ 7.4 เหมาะกับเด็กอายุ 10+ แต่จริงๆมันไม่ได้ยากขนาดนั้น เพียงแต่ต้องเรียนรู้ลอจิคและกลยุทธในการเล่น โดย complexity อยู่ที่ 1.8/5.0 เล่นได้ 2-4 คน แนะนำว่า 3 คนกำลังดี ตอนที่ปูนปั้นเล่นตอนนั้น น่าจะเพิ่ง 5 ขวบกว่า ดังนั้นไม่ยากไปแน่นอน

เกมจะเกี่ยวกับการซื้อขายอัญมณีหลากหลายรูปแบบ โดยเราจะมีเหรียญโทเคนหลายสีแทนอัญมณีต่างๆ ให้เลือกหยิบ เพื่อจะนำไปซื้ออัญมณีที่อยู่บนการ์ดที่เปิดไว้ โทเคนประกอบด้วย

  • Emerald (มรกต) 7 Token – สีเขียว
  • Sapphire (ไพลิน) 7 Token – สีฟ้า
  • Ruby (ทับทิม) 7 Token – สีแดง
  • Diamond (เพชร) 7 Token – สีขาว
  • Onyx 7 (โอนิกซ์) Token – สีดำ
  • Gold Joker 5 Token – สีทอง

ซึ่งบนการ์ดที่เราจะนำโทเคนไปซื้อนั้น การ์ดจะมีระดับความยากง่ายอีก 3 ระดับ ที่จะบอกว่า อัญมณีบนการ์ดต้องใช้เหรียญอะไรจำนวนเท่าไหร่ในการซื้อ และ แต่ละการ์ดจะมีคะแนนแสดงอยู่ด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าการ์ดไหนมีคะแนนสูง (ระดับยาก) การจะครอบครองก็จะยากเพราะต้องใช้เหรียญหลากหลายสี และจำนวนมาก

บอร์ดเกม splendor รีวิว

ลูกได้เรียนรู้อะไรจาก บอร์ดเกม Splendor 

บอร์ดเกม Splendor เป็นเกมที่ต้องนำกลยุทธและการวางแผนต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อจะได้เปรียบและเป็นผู้ชนะ ยกตัวอย่าง เช่น

  • การหยิบโทเคนมีข้อกำหนดการหยิบในแต่ละรอบว่า หยิบได้รอบละ 3 เหรียญ แต่หากจะหยิบสีซ้ำ รอบนั้นจะได้แค่ 2 เหรียญ
  • การเลือกซื้ออัญมณีจะมองแค่ตัวแต้มสูง อย่างเดียวไม่ได้ เพราะเราต้องเก็บการ์ดอัญมณีที่ไม่มีแต้มด้วย เพราะราคาจะถูก ซื้อง่าย แต่เมื่อได้มาแล้วจะทำหน้าที่เหมือน โทเคนไปใช้ในการซื้อการ์ดต่อๆ ไปได้
  • การแอบหมายปองการ์ดอัญมณีใบใดไว้ จะต้องไม่ให้คู่แข่งเดาได้ เพราะเขาอาจจะแกล้งมาแย่งชิง โดยการซื้อตัดหน้า หรือเอาเหรียญสีทองมาจองไว้
  • การใช้เหรียญสีทองจองนั้น เราก็สามารถใช้เพื่อแกล้งคู่แข่งได้ เพื่อไม่ให้ได้การ์ดที่หมายปองไว้ แต่ถ้าเราเลือกทำอย่างนั้นเราจะเสียโอกาสไป 1 รอบ
  • แล้วเมื่อมีการ์ดอัญมณีมากพอเราสามารถนำไปแลกการ์ดชนชั้นสูงที่คะแนนสูงมาไว้กับเรา ทำให้เรามีโอกาสชนะสูงขึ้น

แค่อ่านอาจจะไม่เห็นภาพ แต่ลองได้เล่นรับรองว่าจะติดใจ และเป็นเกมที่เหมาะกับเด็กเพราะไม่ยากเกินไป สนุกและสอนการคิดวางแผนเป็นระบบได้ดีเลย และน่าจะเป็นเกมที่จุดประกายให้เด็กมาสนุกกับบอร์ดเกม จะได้ไม่ไปติดอยู่หน้าจอหากเขารู้ว่ามีเกมสนุกๆ ที่ไม่ต้องใช้จออยู่ และคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เวลากับลูกได้ดี ครอบครัวเราเองหิ้วบอร์ดเกมติดรถไปเสมอ เวลาลูกไปเรียนกีฬาหรือเรียนดนตรีช่วงที่พี่รอน้องหรือน้องรอพี่ก็เป็นเวลาบอร์ดเกมที่ดีทีเดียว


ชวนลูกเล่นบอร์ดเกมนอกจากได้ความสนุกสนาน ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้เกิด Power BQ หลายด้านทั้งความฉลาดจากการเล่น Play Quotient (PQ)  ความฉลาดทางสติปัญญา Intelligenct Quotient (IQ) และ Thinking Quotient (TQ) ฉลาดคิดเป็น ผ่านการคิดวางแผนเพื่อให้การเดินของตัวเองได้เปรียบ และการบล็อคเส้นทางเดินฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังช่วยสร้างจินตนาการให้ลูกมี Creativity Quotient (CQ) ด้วยการตั้งคำถามจากเกม รวมถึงต่อยอดชวนลูกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดอีกด้วย


>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ติดตามเพจหมุนรอบลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แนะนำ 4 “บอร์ดเกม” ฝึกลูกสมองไว ไหวพริบดี โดย พ่อเอก

เทคนิคดี สอนให้ลูกคิดเอง หาวิธีแก้ปัญหาเองได้ โดยพ่อเอก

 

ลูกไม่พูด

5 ความเข้าใจผิดเมื่อ ลูกไม่พูด..พูดช้า และ 6 วิธีฝึกลูกพูด

ลูกไม่พูด..พูดช้า ลูกหูหนวกหรือเปล่านะเลยไม่พูด? ควรไปหาหมอหรือไม่? มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็ก ได้ที่นี่

5 ความเข้าใจผิดเมื่อ ลูกไม่พูด..พูดช้า และ 6 วิธีฝึกลูกพูด

เมื่อเด็กทารกเกิดมา พัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ก็จะพัฒนาขึ้นไปตามวัย ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พัฒนาการทางด้านภาษาและการพูด ก็เป็นอีก 1 พัฒนาการที่ลูกน้อยจะต้องมี โดยทั่วไป เด็กจะสามารถพูดได้เมื่ออายุ 2-3 ปี โดยพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็กตามปกติ เป็นดังนี้

  • ช่วงอายุ 1 – 4 เดือน ส่งเสียงอ้อแอ้ สนใจเสียงผู้ที่มาคุยด้วย คุ้นเคยกับเสียงคนใกล้ชิด
  • ช่วงอายุ 5 – 6 เดือน ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ เริ่มหันหาเสียงและเลียนเสียงผู้อื่น
  • อายุ 9 – 12 เดือน เริ่มพูดได้เป็นคำพยางค์เดียว ให้ท่าทางสื่อความหมายร่วมด้วย
  • อายุ 1 – 1.5 ปี มีการโต้ตอบชัดเจน สามารถทำตามคำสั่งได้ เริ่มพูดคำที่มีความหมายได้
  • ช่วงอายุ 1.5 – 2 ปี พูดได้ 50-80 คำ เริ่มรวมคำ เข้าใจคำสั่งที่ยากขึ้น
  • ช่วงอายุ 2 – 3 ปี สามารถพูดเป็นประโยคได้ ตอบได้ พูดคุยสื่อสารรู้เรื่องมากขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเล็ก ๆ หรือวัยกำลังหัดพูด อาจเป็นกังวลว่า ลูกไม่พูด พูดช้า หรือพูดไม่เป็นคำ ไม่มีความหมาย เมื่อเทียบกับลูกของเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ทำให้เกิดความกังวลใจว่า อาการที่ลูกพูดช้าเช่นนี้ ผิดปกติหรือไม่ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเปรียบเทียบลูกของตนเองกับลูกของเพื่อน ๆ ค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ที่ไม่เท่ากัน หากกังวลว่าการที่ ลูกไม่พูด..พูดช้า นั้นเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ มาดูพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็กที่ผิดปกติกันก่อนค่ะ

  • ช่วงอายุ 6-10 เดือน ไม่ส่งสัญญาณการพูด ไม่หันมาตามเสียง ไม่เลียนแบบ
  • ช่วงอายุ 15 เดือน ไม่สามารถทำตาม ไม่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ ยังไม่พูดคำแรก และไม่มีภาษาทางกาย
  • อายุ 1-2 ปี ไม่เริ่มการสื่อสารและไม่เข้าใจคำถามหรืออาจจะพูดไม่หยุด แต่ไม่สื่อสารในเรื่องเดียวกัน
  • ช่วงอายุ 3 ปี ไม่บอกความต้องการ ไม่เข้าใจและไม่เคยใช้ประโยคคำถาม หรืออาจจะพูดเป็นภาษาสคริปต์ ที่ไม่ใช่ภาษาของเด็กวัยเดียวกัน

จะเห็นได้ว่าเด็กที่มีพัฒนาการที่ผิดปกติในการพูดนั้น จะไม่มีการสื่อสาร ส่งสัญญาณเลย ดังนั้นหากลูกของคุณแม่ไม่ค่อยพูดหรือพูดช้า แต่ยังมีการสื่อสาร ส่งสัญญาณบ้าง ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าผิดปกติ คุณพ่อคุณแม่ยังต้องสังเกตกันไปก่อนอีกระยะ หรือหาวิธีที่จะช่วยกระตุ้นให้ลูกพูดได้เร็วขึ้นมาฝึกลูกกันจะดีกว่าค่ะ แต่ก่อนอื่น มาดูความเข้าใจผิด ๆ เมื่อ ลูกไม่พูด..พูดช้า กันก่อนค่ะ

ลูกไม่ยอมพูด
ลูกไม่ยอมพูด

5 ความเข้าใจผิด ๆ เมื่อ ลูกไม่พูด..พูดช้า

  1. การที่ลูกพูดช้า ไม่ได้หมายความว่าลูกจะหูหนวกเสมอไป

แม้ว่าปัญหาการได้ยินบกพร่องเป็น 1 ในสาเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่พูดช้าจะเป็นเพราะบกพร่องการได้ยินทุกคน โดยปกติแล้ว เมื่อเด็กได้ยินเสียง ได้ยินคนพูดกัน เด็กจะค่อย ๆ ซึมซับ เข้าใจ พูดตามได้โดยอัตโนมัติ เด็กที่มีการได้ยินบกพร่องประเภทหูหนวกรุนแรงทั้งสองข้างจะสังเกตได้ง่ายว่ามีความผิดปกติ และประเภทหูไม่ได้หนวกสนิท การได้ยินบกพร่องเพียงบางส่วน เด็กยังอาจมีพัฒนาการทางภาษาได้อยู่บ้าง แต่ล่าช้ากว่าวัย เด็กบางคนพูดได้แต่ไม่ชัดเจน

เด็กปกติบางคนอาจเริ่มพูดค่อนข้างช้าเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบกว่า จนถึง 2 ขวบ ผลการศึกษาวิจัยยังได้ระบุว่า ถ้าเด็กอายุขวบครึ่งแล้วยังไม่พูด ควรเริ่มสังเกตอย่างใกล้ชิดว่า เด็กเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดด้วยหรือไม่ หากมีความเข้าใจน้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ก็ไม่ควรรอจนกระทั่งถึง 2 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อตรวจร่างกาย ตรวจหู และพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินพัฒนาการด้านอื่น ๆ เพื่อวัดระดับการได้ยิน

2. เด็กที่ไม่ค่อยพูด..ไม่ได้เป็นออทิสติกทุกคน

โรคออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการเด็กรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะสังคม ทักษะทางภาษา และการสื่อความหมายได้เหมาะสมตามวัย มีลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และความสนใจ เป็นแบบแผนซ้ำ ๆ ไม่ยืดหยุ่น เด็กที่เป็นออทิสติกกับความผิดปกติในพัฒนาการด้านภาษานั้นจะเริ่มสังเกตได้ชัดเจนในช่วงขวบปีที่ 2 คือ เด็กจะยังไม่พูดเป็นคำ แต่จะพูดเป็นภาษาต่างดาวที่ไม่มีความหมาย ไม่สนใจของเล่น ไม่สนใจในเรื่องที่คนรอบข้างกำลังสนใจอยู่ ไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการของตนเอง เวลาอยากได้อะไรมักจะทำเอง หรือจูงมือพ่อแม่ไปหยิบโดยไม่ส่งเสียง ดังนั้น หากลูกคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสื่อสารในสิ่งที่ตนเองต้องการได้อยู่ ก็อาจจะหมายความว่าลูกอาจจะไม่ได้เป็นออทิสติก แต่อาจเป็นเพราะลูกปากหนักเท่านั้นก็ได้

3. พูดช้า…ไม่เท่ากับสมองช้า!!

จากความเชื่อที่ว่า..เด็กพูดเร็ว พูดมาก มักฉลาด เพราะการพูดเป็นการสื่อสารที่สำคัญ เด็กพูดเร็วแสดงว่าพัฒนาการของสมองส่วนที่เกี่ยวกับภาษามีความพร้อม และเมื่อเด็กพูดได้มาก ข้อมูลที่ได้จากการสื่อสารกับผู้คนรอบข้าง ก็จะกลับไปพัฒนาความสามารถของสมองเพิ่มขึ้นอีก แล้วเด็กที่พูดช้าล่ะ? หมายความว่าเด็กคนนั้นจะไม่ฉลาดหรือ? ขอบอกว่าความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ การที่เด็กจะฉลาดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ค่ะ ไม่เกี่ยวกับการที่ลูกพูดช้าหรือเร็วเลย

4. ลูกไม่ค่อยพูดกับใช้ภาษาได้ช้า..ไม่เหมือนกัน

พัฒนาการทางด้านการพูด คือสิ่งที่ลูกเปล่งเสียงออกมาจากปากของลูก แต่พัฒนาการทางด้านภาษาและการสื่อสาร คือความสามารถในการเปล่งเสียงออกมาเป็นคำที่ผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจได้ ภาษาคือความสามารถในการเข้าใจความหมายของคำ การที่ลูกไม่ค่อยพูด แต่เมื่อพูดแล้ว สามารถที่จะอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ฟังเข้าใจได้นั้น หมายความว่าพัฒนาการทางด้านภาษาของลูกนั้นปกติ เพียงแต่ไม่ค่อยชอบพูดเท่านั้นเองค่ะ

5. ลูกพูดช้า..รักษาไม่ได้

หากทราบสาเหตุของการพูดช้า แพทย์จะทำการรักษาที่ต้นเหตุ แม้ว่าความผิดปกติที่เป็นสาเหตุบางอย่าง จะไม่สามารถรักษาให้ลูกพูดได้ปกติ เช่น ความผิดปกติทางด้านสมอง แพทย์จะทำการฝึกพัฒนาการให้ตามหลักการ แต่หลังการรักษาเด็กอาจไม่สามารถพูดได้เหมือนคนปกติ แต่อาจสื่อสารได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เป็นต้น แต่หากสาเหตุของการพูดช้า เกิดจากการเลี้ยงดู คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู พร้อมทั้งหาวิธีกระตุ้นให้ลูกพูดได้ ดังนั้น การที่ลูกพูดช้า สามารถรักษาได้

จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงดูนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นได้ว่าลูกเริ่มมีพัฒนาการในด้านนี้ช้าเกินไป ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อให้ทราบถึงแนวทางในการกระตุ้นให้ลูกพูดต่อไป และนี่คืออีก 6 วิธีที่จะช่วยฝึกลูกพูดที่ได้ผลดี

ฝึกลูกพูด
ฝึกลูกพูด

6 วิธีฝึกลูกพูด..กระตุ้นให้ลูกพูด ที่ได้ผล

  1. อ่-า-น!

การอ่านหนังสือ นิทาน หรือเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ลูกฟัง เป็นวิธีที่จะช่วยกระตุ้นลูกให้พูดที่ได้ผลดีที่สุด เพราะเมื่อเราอ่าน ลูกจะฟังและสังเกตถึงการใช้ภาษา สร้างภาษา และเรียบเรียงคำพูดของเรา ลูกจะได้เรียนรู้และทำตามคุณพ่อคุณแม่ในที่สุด

2. ร้องเพลง

เพลงมีทั้งเสียงสูง เสียงกลาง และเสียงต่ำ สิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี และเมื่อเด็กสนใจในเสียงเพลงแล้ว ลูกก็จะค่อย ๆ ซึมซับถึงการใช้ภาษา การออกเสียง ไปด้วย

3. เติมคำพูดของลูกให้ยาวขึ้น

เมื่อลูกพูดคำสั้น ๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถเติมคำพูดของลูกให้ยาวขึ้น เช่น เมื่อลูกพูดคำว่ารถไฟ ให้ตอบลูกไปว่า รถไฟวิ่งดังปู๊น..ปู๊น หรือรถไฟวิ่งเร็ว เป็นต้น การทำแบบนี้จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ได้เพิ่มขึ้น และทั้งยังช่วยฝึกให้ลูกพูดเป็นประโยคได้อีกด้วย

4. เล่นกับลูก

แม่บางคนอาจบอกว่า แม่ก็เล่นกับลูกเป็นประจำอยู่แล้วนะ!! ถูกต้องแล้วค่ะ การเล่นกับลูกเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี แต่ในคราวนี้ อยากให้ลองเปลี่ยนบทบาทกันบ้าง โดยให้ลูกเป็นผู้นำในการเล่นนั้น ๆ และคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ตาม รอฟังคำสั่งจากลูก เพราะนี่คือการจัดสถานการณ์ให้ลูกพูดออกมาได้อย่างสบายใจ เพราะการพูดครั้งนั้นเป็นเพียงการเล่นกัน ไม่ใช่การพูดกับผู้ใหญ่ จะทำให้ลูกกล้าพูด กล้าแสดงออกได้มากขึ้นนั่นเอง

5. ซ่อนของเล่นที่มีเสียง!!

การให้ลูกอยู่กับกรอบที่ว่าของเล่นชิ้นนี้ต้องมีเสียงแบบนี้ ของเล่นชิ้นนั้นต้องมีเสียงแบบนั้น บางทีกรอบนี้ก็อาจไปปิดกั้นความสร้างสรรค์ของลูกได้ ดังนั้น ลองเอาของเล่นที่มีเสียงเหล่านี้ไปซ่อนก่อน แล้วนำของเล่นธรรมดา ๆ เช่น บล๊อคต่อ บ้านตุ๊กตา แป้งโดว์ มาให้ลูกเล่น แล้วให้ลูกได้สร้างสรรค์เสียงของของเล่นนั้น ๆ เอง บางทีเมื่อลูกไม่มีกรอบแล้ว อาจจะทำให้ลูกกล้าที่จะเปล่งเสียงไม่ว่าจะผิดหรือถูกออกมาได้

6. ออกไปเล่นนอกบ้าน

ให้ลูกได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ได้ลองสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่นอกบ้านบ้าง เพื่อให้ลูกเกิดความสงสัยและอยากรู้ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะกระตุ้นลูกโดยการชี้ไปที่สิ่งต่าง ๆ และบอกว่าสิ่งนั้น ๆ คืออะไร โดยคุณพ่อคุณแม่ควรจะพูดให้เป็นประโยคสมบูรณ์ เช่น ดูท้องฟ้านั่นสิ มีสีฟ้าสวยจังเลย เป็นต้น หลังจากนั้น ให้ลองชี้และถามลูกบ้างว่าสิ่งที่เจอนั้นคืออะไร เมื่อลูกได้เจอสิ่งใหม่ ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่บ้างนั่นเอง

หากคุณพ่อคุณแม่ได้ลองกระตุ้นและฝึกให้ลูกพูดแล้ว แต่ลูกยังไม่ตอบสนองหรือยังไม่ยอมพูด ก็ควรที่จะไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการรักษาต่อไปค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

8 วิธี “กระตุ้นสมอง” ทารกแรกเกิด ยิ่งทำลูกยิ่งฉลาด

10 ประโยชน์จาก ของเล่นทำอาหาร และการเล่นบทบาทสมมุติ

เก่งไม่พอ ต้องเจ๋งด้วย! เสริมจินตนาการให้ลูกด้วย เล่นต่อบล็อกภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไงบ้าง

ประสบการณ์จากคุณแม่ ลูกพูดช้า สาเหตุ เพราะดูทีวี มือถือ และแท็บเล็ต

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.ourfamilyworld.com, www.rama.mahidol.ac.th, สถาบันราชานุกูล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Fibermate Daily

Fibermate Daily ไอเทมเด็ด! สำหรับเด็กไม่ถ่าย! ท้องผูก! ช่วยอุจจาระนิ่ม ถ่ายง่ายทุกวัน

เห็นลูกนั่งเบ่งอึอยู่นาน นั่งจนหน้าแดงก็ไม่ถ่ายสักที หัวอกคนเป็นแม่สงสารลูกจับใจ เพราะเวลาที่อึไม่ออก มันไม่ใช่แค่เรื่องระบบขับถ่ายเท่านั้น ลูกจะไม่สนุกกับทุกสิ่ง กินอะไรก็ไม่อร่อย เพราะรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว อารมณ์ก็จะบูด ๆ หงุดหงิดง่าย ไม่อยากเล่นอะไรเลย  เห็นทีจะปล่อยให้มีอาการท้องผูกแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วค่ะ แม่ต้องหาตัวช่วยมาทำให้ลูกอุจจาระง่าย ขับถ่ายเป็นปกติได้ทุกวันซะแล้ว !?

“ท้องผูกในเด็ก” จะบอกว่าเป็นเรื่องปกติก็คงไม่ได้ค่ะ เพราะ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยและดูดซึมไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และที่เหลือบางส่วนร่างกายนำไปใช้ไม่หมด กลายเป็นของเสียอยู่ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งของเสียจะถูกส่งออกมาในรูปแบบของอุจจาระ การปล่อยให้ลูกท้องผูกสะสมนานๆ อาจส่งผลต่อพัฒนาการ จิตใจและอารมณ์ได้ค่ะ

สังเกตอาการท้องผูกเมื่อลูกขับถ่ายน้อย

ตามปกติร่างกายจะขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทุกวันค่ะ แต่ก็ไม่เสมอไปกับทุกคน ดังนั้นจะรู้ได้ว่าลูกมีอาการท้องผูก ให้สังเกตง่ายๆ คือ

  1. ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์
  2. ขณะถ่ายอุจจาระจะใช้เวลาเบ่งนาน
  3. อุจจาระที่ถ่ายออกมามีลักษณะแข็งเป็นก้อน
  4. อุจจาระมีเลือดปนออกมา (ผนังทวารฉีกขาดขณะเบ่งอึ)
  5. มีอาการท้องอืด

อาการท้องผูกในเด็กส่วนใหญ่มักมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และนิสัยการขับถ่ายค่ะ อธิบายง่ายๆ ก็คือ ถ้ากินอาหารที่มีกากใยน้อย และดื่มน้ำระหว่างวันไม่เพียงพอ จะทำให้อุจจาระแข็ง พอเข้าห้องน้ำนั่งถ่ายจะรู้สึกเจ็บรูทวาร เมื่อเจ็บก็จะกลั้นอุจจาระไม่ยอมถ่ายออกมา การกลั้นอุจจาระบ่อยๆ ของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายจะแข็งก้อนใหญ่ขึ้นทำให้ถ่ายออกยาก จนเกิดเป็นอาการท้องผูกค่ะ

ลูกไม่ถ่าย! ท้องผูก! ต้องกินอาหารแบบไหน ?

ไม่ถ่าย ท้องผูก อึแข็ง ทรมานสุดๆ ทีมแม่ABK ไม่อยากให้ลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายกันค่ะ สำคัญสุดเราต้องดูแลให้เด็กๆ ได้มีลักษณะนิสัยการขับถ่ายที่ดีเป็นปกติทุกวัน ถ้าไม่ถ่ายทุกวัน จะเป็นแบบถ่ายวันเว้นวันก็ยังได้อยู่ค่ะ แนะนำให้ดูแลเรื่องอาหารการกิน โดยในทุกมื้ออาหาร ควรจัดอาหารที่ย่อยง่าย และมีกากใยสูง เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ ผักใบเขียว ผลไม้ และดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน อาหารที่ย่อยง่าย อาหารที่มีกากใยสูง และน้ำสะอาดจะช่วยให้ลำไส้ขับเคลื่อนทำงานได้ดีขึ้นค่ะ

fiber mate daily

พอแม่บอกว่าจะให้กินผัก ผลไม้เพิ่มขึ้น เด็กๆ ร้องยี้ ส่ายหน้ากันรัวๆ ค่ะ เพราะใช่ว่าเด็กทุกคนจะเลิฟการกินผัก ผลไม้ แต่เรื่องนี้จัดการได้ง่ายนิดเดียว ทีมแม่ABK ขอแนะนำตัวช่วยสำหรับเด็กท้องผูก ถ่ายยาก และนี่ก็คือ “Fibermate ไฟเบอร์เมท” เป็นใยอาหาร พรีไบโอติกส์ 100% ช่วยปรับการทำงานของลำไส้ เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง จะช่วยในเรื่องอาการท้องผูกในเด็ก จากอุจจาระที่แข็งๆ ถ่ายออกยาก ก็จะนิ่มขึ้นทำให้เด็กๆ มีความสุขตอนเข้าห้องน้ำ และขับถ่ายเป็นปกติค่ะ

Fibermate ตัวที่เหมาะกับเด็กๆ ก็จะเป็น Fibermate Daily (ไฟเบอร์เมทเดลี่) กับ Fibermate Crispy (ไฟเบอร์เมทคริสปี้) สำหรับเด็กที่มีอาการท้องผูกหรือเด็กไม่ชอบกินผักค่ะ

  • Fibermate Daily (ไฟเบอร์เมทเดลี่)

    • เป็นใยอาหารพรีไบโอติกส์จากธรรมชาติ 100%
    • ผลิตจากถั่ว Guar Gum ประเทศญี่ปุ่น
    • มีความปลอดภัยสูง วัตถุดิบ NON GMO และผ่านการรับรอง Low FODMAP รับรองจาก Monash University USA (ใยอาหารแบบ Low FODMAP จะไม่ทำให้ท้องอืด ไม่ปวดท้องเหมือนไฟเบอร์ทั่วไป)
    • ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส
    • ไม่ข้นหนืด ไม่พองตัวเป็นวุ้น หรือจับเป็นก้อน
    • สามารถผสมได้กับอาหารและเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น

fiber mate daily

Fibermate Daily จะมาในรูปแบบผงสามารถละลายได้ง่ายทั้งในน้ำร้อนและน้ำเย็น คุณแม่สามารถผสมลงในอาหาร หรือเครื่องดื่มของลูกๆ ได้เลยค่ะ ในเด็กที่แพ้นมวัวก็กินได้ เพราะไม่มีส่วนผสมจากนมวัวค่ะ วิธีรับประทาน Fibermate Daily ดูเพิ่มเติมคลิก https://fibermate-official.com/

  • Fibermate Crispy (ไฟเบอร์เมทคริสปี้)

    • ขนมผักผลไม้กรอบผสมอินนูลินไฟเบอร์ช่วยแก้ท้องผูก
    • ขนมเด็กที่จะทำให้โลกของการกินผักเปลี่ยนไป บอกลาเด็กไม่ชอบกินผัก เขี่ยผัก อี๋ผักไปได้เลย ไฟเบอร์เมท คริสปี้ ตัวช่วยเด็กไม่กินผัก
    • ผักผลไม้แท้ 100% อุดมไปด้วยผักและผลไม้หลากสี ถึง 5 ชนิดในซองเดียว ทั้งบล็อกโคลี่ ฟักทองญี่ปุ่น แครอท กล้วยหอมและข้าวโพดหวาน
    • ผ่านการทำให้กรอบอย่างพิถีพิถันเพื่อคงคุณค่าสารอาหารตามธรรมชาติของผักและผลไม้ไว้ให้มากที่สุด
    • ที่สำคัญที่มากกว่าและไม่มีใครเหมือน คือ มีส่วนผสมของอินนูลินไฟเบอร์ ใยอาหารพรีไบโอติกส์จากธรรมชาติที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันด้วย
    • ปลอดภัยกว่าเพราะปราศจากผงชูรสและอาหารก่อภูมิแพ้ถึง 8 ชนิด แล้วการกินผักจะเป็นเรื่องสนุก อร่อยและไม่น่ากลัวอีกต่อไป

Fiber Mate Kiddy

เป็นไอเดียที่ดีมากๆ ไม่เฉพาะเด็กที่มีปัญหาท้องผูก ถ่ายยากนะคะ เพราะ Fibermate Crispy ยังเหมาะที่จะเป็นขนมของว่างแสนอร่อยที่มีประโยชน์กับสุขภาพของเด็กทุกคน แนะนำให้มีติดบ้าน หรือพกใส่กระเป๋าเวลาพาลูกไปเที่ยวนอกบ้าน ก็ให้กินขนมผักได้ตลอดเวลา ที่สำคัญยังดีกับระบบขับถ่าย และมีประโยชน์ด้วยค่ะ

ท้องผูก ถ่ายยาก อึแข็ง นั่งห้องน้ำนาน ถ่ายยาก คุณแม่โบกมือบ๊าย บาย กับปัญหาหนักใจที่ลูกๆ กำลังเจออยู่ออกไปได้เลยค่ะ ถ้ามีใยอาหารพรีไบโอติกส์จากธรรมชาติ 100%  ไฟเบอร์เมทเดลี่ และ ไฟเบอร์เมทคริสปี้ ให้ลูกๆ ได้รับประทาน ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น อุจจาระนิ่ม ระบบขับถ่ายเป็นปกติทุกวันค่ะ

ลูกท้องผูก อึแข็ง ถ่ายยาก ให้ #FiberMate #พรีไบโอติกส์ธรรมชาติ100% ดูแลทุกวัน

fiber mate daily

น้ำหนักคนท้อง

น้ำหนักคนท้อง ที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรบ้าง?

ในระหว่างการตั้งครรภ์ แม่ท้องควรมีน้ำหนักเพิ่มโดยเฉลี่ย 10-15 กิโลกรัม แม่ท้องสงสัยกันไหมคะว่า น้ำหนักคนท้อง ที่เพิ่มขึ้น เกิดจากอะไรบ้าง? มาดูกัน

น้ำหนักคนท้อง ที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรบ้าง?

ตั้งแต่เริ่มมีเจ้าตัวน้อยเข้ามาอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ร่างกายของแม่ ๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จนคลอด และหลังคลอดได้ 6 เดือน ร่างกายก็จะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนคลอด (ยกเว้นน้ำหนักส่วนเกินของแม่ท้องที่เกิดจากการทานอาหารที่เกินความต้องการของร่างกาย) โดยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของแม่ท้องแต่ละคนมักจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น ช่วงอายุที่ตั้งครรภ์ พันธุกรรม อาหาร สิ่งแวดล้อม ชีวิตประจำวันและอัตรการเผาผลาญ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงระหว่างตั้งครรภ์นั่นเองค่ะ

แม่ท้องส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์โดยเฉลี่ยที่ 10 – 15 กิโลกรัม โดยในไตรมาสแรก น้ำหนักของแม่ท้องอาจจะเพิ่มขึ้นไม่มาก หรือในแม่ท้องบางท่านก็อาจจะมีน้ำหนักที่ลดลงด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะว่าาช่วงไตรมาสแรก แม่ท้องมักจะแพ้ท้อง บางรายมีอาการแพ้ท้องมากจนรับประทานอาหารตามปกติไม่ได้ จึงทำให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้องมักจะหายไป ทำให้แม่ท้องทานอาหารได้มากขึ้น หลากหลายขึ้น น้ำหนักก็จะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตามอายุครรภ์นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการทานอาหารของแม่ท้องมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่แม่ ๆ สงสัยกันไหมคะว่าทำไมแม่ท้องหลาย ๆ คนที่แพ้ท้องหนักมาก ทานอะไรไม่ค่อยจะได้ แต่ก็ยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ขอบอกว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของแม่ท้องนั้น ไม่ได้หมายถึงไขมันที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียวค่ะ น้ำหนักคนท้อง ที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์นั้น มีปัจจัยที่มากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งท้องค่ะ มาดูกันว่า น้ำหนักคนท้อง ที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรกันบ้าง?

น้ำหนักคนท้อง ที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรบ้าง?

  1. ผลผลิตจากการตั้งครรภ์ ได้แก่
    • น้ำหนักของทารกในครรภ์เอง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจนถึงวันคลอด โดยน้ำหนักของทารกในครรภ์ (ภาวะปกติ) จะมีน้ำหนักสูงสุดที่ 2.5-4 กิโลกรัม
    • รก คือ อวัยวะพิเศษที่สร้างขึ้นมาในช่วงตั้งครรภ์ ทำหน้าที่ส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกและกำจัดของเสีย ด้านหนึ่งของรกต่อกับเส้นเลือดที่สายสะดือของทารก อีกด้านของรกจะเกาะกับผนังมดลูก เลือดลูกกับแม่จะไม่ผสมกัน แต่มีการแลกเปลี่ยนสารต่าง ๆ ระหว่างกัน โดยรกจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 0.5 – 0.8 กิโลกรัม
    • น้ำคร่ำ คือ ของเหลว ใส สีเหลืองอ่อนที่อยู่ล้อมรอบทารกในครรภ์ ส่วนประกอบของน้ำคร่ำประกอบไปด้วยน้ำ 98% และสารต่าง ๆ อีก 2% ซึ่งจะมีเซลล์ของทารกที่หลุดออกมาปนอยู่ด้วย เมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนด (40 สัปดาห์) จะมีปริมาณของน้ำคร่ำประมาณ 1 กิโลกรัม ที่ล้อมรอบทารกอยู่ น้ำคร่ำจะไหลเวียนโดยการเคลื่อนไหวตัวของทารกทุก ๆ 3 ชั่วโมง
  2. เนื้อเยื่อของมารดา ได้แก่
    • มดลูก ปกติมดลูกจะมีน้ำหนักประมาณ 70 กรัม แข็ง และมีความจุ 10 มล. แต่ในระหว่างตั้งครรภ์มดลูกจะปริมาตรเพิ่มขึ้น เมื่อครรภ์ครบกำหนดจะมีความจุเฉลี่ย 5 ลิตร แต่สามารถจุได้ ≥20 ลิตร (เพิ่มขึ้น 500-1000 เท่า) โดยจะหนักประมาณ 1 – 2.5 กิโลกรัม การขยายขนาดของมดลูกเชื่อว่าเป็นผลของเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน
    • เต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้น ในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 6-8 ของการตั้งครรภ์ เต้านมของคุณแม่จะขยายใหญ่ขึ้น และจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีเนื้อเยื่อไขมันและเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเต้านมเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของต่อมและท่อน้ำนม โดยเต้านมอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิมได้ถึง 1-2 ไซส์ เมื่อเต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ทำให้น้ำหนักของเต้านมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยน้ำหนักของเต้านมที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์จะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1 – 1.5 กิโลกรัม
    • ปริมาตรเลือดที่เพิ่มขึ้น ปริมาตรเลือดจะเพิ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และเมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ปริมาณพลาสมาจะเพิ่ม 15% จากก่อนตั้งครรภ์ ในไตรมาสที่ 2 ปริมาตรเลือดจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว และเพิ่มอย่างช้า ๆ ตอนไตรมาสที่ 3 และคงที่ในสัปดาห์ท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ โดยการเพิ่มขึ้นของปริมาณเลือด ทำให้น้ำหนักตัวของแม่ท้องเพิ่มขึ้นถึง 2 กิโลกรัม การเพิ่มขึ้นนี้มีหน้าที่สำคัญได้แก่  ความต้องการเมตาบอลิซึมสูงขึ้นจากมดลูกที่โตขึ้น และระบบหลอดเลือดที่ขยายขนาด
  3. ไขมันที่สะสมมากขึ้นในมารดา น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่เหลืออยู่ในร่างกายของแม่หลังคลอดนั่นเองค่ะ ซึ่งน้ำหนักในส่วนนี้ ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์แต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารของแม่ท้องที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจริง ๆ นั่นเอง

น้ำหนักตัวแม่ท้อง
น้ำหนักตัวแม่ท้อง

จะเห็นได้ว่าแพทย์มักจะแนะนำให้แม่ท้องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นไม่เกิน 15 กิโลกรัม ตลอดการตั้งครรภ์ นั่นเป็นเพราะการที่แม่ท้องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไป สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแม่ท้องเองทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ ดังนต่อไปนี้

ผลกระทบต่อสุขภาพของแม่ท้องที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไป

  1. ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ แม่ท้องที่มีน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นมากกว่า 15.88 กิโลกรัม จะมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (อ่านต่อ โรคความดันโลหิตสูงกับการตั้งครรภ์ ภัยเงียบของแม่ท้อง)
  2. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แม่ท้องที่มีน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์มากกว่าเกณฑ์ปกติ และแม่ท้องที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติขณะตั้งครรภ์ มีแนวโน้มสูงขึ้นที่จะตรวจพบ impaired glucose tolerance (หรือโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์) เมื่อเปรียบเทียบกับแม่ท้องที่มีน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์ที่น้้อยกว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าแม่ท้องที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์มากกว่าหญิงตั้งครรภ์ปกติทั่วไป และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ก็สามารถพบได้มากขึ้นในกลุ่มแม่ท้องที่มีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนก่อนการตั้งครรภ์ (อ่านต่อ แม่แชร์! เป็นเบาหวานตอนท้อง และวิธีคุมน้ำตาลแบบง่ายและได้ผลดี)
  3. การผ่าตัดคลอด ความเสี่ยงในการผ่าตัดคลอดพบมากขึ้นในแม่ท้องที่มีภาวะอ้วนก่อนการตั้งครรภ์ หรือมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวของการตั้งครรภ์มากกว่า 15.88 กิโลกรัม (อ่านต่อ ผ่าคลอด กับ คลอดเอง แบบไหนดีกว่ากัน?)
  4. การให้นมบุตร แม้ว่าพฤติกรรมการให้นมบุตรจะแตกต่างกันไปในแต่ละเชื้อชาติและวัฒนธรรม แต่ก็มีการศึกษาพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มแม่ท้องที่มีน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์ปกติ การเพิ่มขึ้นของน้ำนักตัวขณะตั้งครรภ์ที่มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการให้นมบุตรที่สั้นลง เมื่อพิจารณาแต่ละกลุ่มน้ำหนักตัว พบว่ายิ่งแม่ท้องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์มากเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะหยุดการให้นมบุตรหลังคลอดเร็วมากขึ้นเท่านั้น (อ่านต่อ อยาก ให้นมแม่ สำเร็จ แม่ต้องสตรอง และห้ามท้อ)
  5. น้ำหนักตัวคงค้างหลังคลอด พบว่าแม่ท้องที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์มากกว่า 9.1 กิโลกรัม มักจะมีน้ำหนักตัวคงค้างหลังคลอดและมีน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์ถัดไปเพิ่มมากขึ้น

ผลกระทบต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ของแม่ท้องที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยเกินไป

  1. การคลอดก่อนกำหนด แม้จะมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด แต่ในแง่ของน้ำหนักตัวแม่ท้องแล้ว พบว่าน้ำหนักแม่ท้องก่อนการตั้งครรภ์และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ก็มีความสัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนดเช่นกัน
  2. การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ มีปัจัยหลาย ๆ อย่างที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ได้แก่ การเจริญของรก ความผิดปกติของโครโมโซมและสารพันธุกรรมของทารก ความพิการแต่กำเนิด การติดเชื้อในครรภ์ ภาวะแทรกซ้อนทางอายุรกรรมของมารดา เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น จากการศึกษาของ IOM ในปี พ.ศ. 2533 กล่าวว่า ผลขของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงในการเกิดทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
  3. ทารกน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรือทารกตัวใหญ่
  4. องค์ประกอบของร่างกายทารก พบว่าอายุครรภ์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำนายปริมาณไขมันในร่างกายทารก และมารดาที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนก่อนการตั้งครรภ์ รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของไขมันในทารก

น้ำหนักตัวระหว่างตั้งครรภ์
น้ำหนักตัวระหว่างตั้งครรภ์

จะเห็นได้ว่าน้ำหนักตัวของแม่ท้องที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นั้น มีความสำคัญและสัมพันธ์ต่อสุขภาพของแม่ท้องและทารกในครรภ์เป็นอย่างมาก ดังนั้น การมีภาวะโภชนาการที่ดีระหว่างตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งที่แม่ท้องควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกในท้องได้สารอาหารครบถ้วน และแม่ท้องไม่อ้วนหลังคลอดนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ตารางน้ำหนักทารกในครรภ์ กับวิธีการตรวจดูขนาดของลูกในท้องว่าตัวเล็กหรือใหญ่!

เพิ่มน้ำหนักให้ลูกในท้อง แม่ทำได้ด้วย 5 วิธี

7 พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในครรภ์ฉลาด

แม่ท้องดื่มน้ำมะพร้าว ช่วยให้ลูกผิวดีจริงหรือไม่?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เวชบันทึกศิริราช โดย อาจารย์ นายแพทย์ตรีภพ เลิศบรรณพงษ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, th.wikipedia.org, พ.ญ. ดาราณี มีเงินทอง ภาควิชาสูติศาสตร์ และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พบแพทย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝันเห็นพระพิฆเนศ ทำนายฝัน

ฝันเห็นพระพิฆเนศ เทพความสำเร็จดูคำทำนายให้รวยปังๆ!

ฝันเห็นพระพิฆเนศ ว่ากันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวง ทำนายฝันจะว่าอย่างไร มีดวงเศรษฐีหรือไม่ รวบรวมไว้หมดพร้อมทริกเด็ดให้สมหวัง

ฝันเห็นพระพิฆเนศ เทพแห่งความสำเร็จ ดูคำทำนายพร้อมทริกให้รวยปังๆ!

พระพิฆเนศนั้น เป็นเทพเจ้าของชาวฮินดู เป็นพระโอรสของพระศิวะ และเชื่อว่าพระพิฆเนศนั้นเป็นองค์เทพผู้ขจัดความขัดข้องและเป็นผู้ที่อำนวยความสำเร็จให้กับกิจการทั้งหมดทั้งปวง ชาวอินเดียนั้นเมื่อจะประกอบพิธีต่าง ๆ ทางศาสนาหรือมีการเล่าเรียนวิชาความรู้ต่าง ๆ ทางด้านศิลปะจะต้องมีการบูชาและทำความเคารพต่อองค์พระพิฆเนศก่อนเพื่อขอความสำเร็จให้กับกิจการ และการเรียนนั้น ๆ

ประวัติของพระพิฆเนศ ตามตำราเล่าว่า พระพิฆเนศนั้นเป็นโอรสที่พระแม่ปารวตีพระมเหสีของพระศิวะได้เสกขึ้นมาเพื่ออยู่คอยรับใช้ครั้งที่พระศิวะเสด็จไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานาน ซึ่งครั้งนั้นพระแม่ปารวตีต้องอยู่เพียงลำพัง จึงเสกโอรสขึ้นมาเพื่อดูแล และปกป้องจากบุคคลที่จะเข้ามาทำร้าย และก่อความวุ่นวาย มีอยู่คราวหนึ่งที่พระแม่ปารวตีต้องการสรงน้ำในพระตำหนักด้านใน จึงได้สั่งให้พระโอรสคอยนั่งเฝ้าหน้าประตูไว้ และรับสั่งว่า ห้ามให้ใครก็ตามเข้ามาในพระตำหนักของพระองค์ทั้งสิ้น แต่ครั้งนั้นเป็นคราวเดียวกันกับที่พระศิวะเสด็จกลับมายังพระตำหนักและต้องการเข้าไปข้างใน กับพบเด็กหนุ่มนั่งขวางไว้ไม่ให้เข้าตามคำรับสั่งของพระมารดา

ฝันเห็นพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ
ฝันเห็นพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ

พระศิวะจึงโกรธมาก ทั้งสองจึงได้ทะเลาะกันใหญ่โตจนเทพทั่วทั้งสวรรค์ต่างเกิดความวิตกเกรงกลัวต่อหายนะที่จะเกิดขึ้น แต่ในที่สุดพระโอรสนั้นก็ถูกตรีศูลของพระศิวะตัดศรีษะขาดจนสิ้นใจ โดยที่พระศิวะไม่ได้ทราบเลยว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นทรงเป็นพระโอรสของพระมเหสีของตนที่ถูกเสกขึ้นมา เมื่อพระแม่ปารวตีได้ยินเสียงดังครึกโครมก็ได้เดินออกมาดูและเมื่อเห็นว่าพระโอรสของนางได้ถูกปลิดชีพโดยพระสวามีพระนางจึงได้ตัดพ้อต่อว่าพระศิวะ และโศกเศร้าโศกาเป็นอย่างมาก พระศิวะเมื่อทราบความจริงดังนั้นจึงรับปากว่าจะฟื้นคืนชีพพระโอรสให้ แต่หาศีรษะของพระโอรสไม่พบ จนเกือบจะเลยเวลาที่จะสามารถฟื้นคืนชีพได้ จึงได้รับสั่งเทพยดาที่คอยรับใช้พระองค์ว่าให้ออกตามหาศีรษะของสัตว์มาโดยให้นำศีรษะของสัตว์ตัวแรกที่พบมาให้พระองค์

เทพยดาเหล่านั้นจึงออกตามหาและได้พบกับช้าง จึงได้ตัดเอาศีรษะของช้างมาให้กับพระศิวะ พระศิวะจึงได้ทำการต่อเศียรคืนให้กับพระโอรสเพื่อคืนชีพ พร้อมกับยกย่องและตั้งพระนามให้ว่า พระพิฆเนศ ซึ่งแปลว่าเทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรคและความทุกข์ยาก โดยได้อวยพรเอาไว้ว่า ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดจะต้องมีการทำพิธีบูชาองค์พระพิฆเนศก่อน เพื่อความสำเร็จของพิธีเหล่านั้น

จากนั้นมา พระพิฆเนศนั้นจึงได้เป็นเทพที่เป็นตัวแทนแห่งความสำเร็จทั้งปวง โดยได้รับความเคารพจากชาวฮินดูอย่างมาก เพราะเดิมทีนั้นชาวฮินดูจะนับถือเทพทุกชนิดที่เป็นสัตว์ และเชื่อว่าช้างนั้นเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด จึงยกให้พระพิฆเนศนั้นเป็นหัวหน้าของเหล่าเทพทั้งหลายนั่นเอง

ในการกราบไหว้บูชาพระพิฆเนศนั้น ยังมีความเชื่ออีกว่าองค์รูปปั้นของพระพิฆเนศเองนั้นมีหลายปาง ซึ่งแต่ละปางนั้นก็จะใช้ในการกราบไหว้บูชาของแต่ละสายอาชีพที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากใครที่ต้องการกราบไหว้องค์พระพิฆเนศให้ได้รับความสำเร็จอย่างแท้จริงควรทำการศึกษาข้อมูลของพระพิฆเนศแต่ละปางให้ละเอียดว่าตรงกับสายงานที่เราจะทำหรือไม่

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.silpa-mag.com

ฝันพระพิฆเนศ สีชมพู ทำนายฝัน
ฝันพระพิฆเนศ สีชมพู ทำนายฝัน

พระพิฆเนศ เป็นมหาเทพของศาสนาพราหมณ์ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จสมปราถนา เทพแห่งศิลป์และสรรพวิทยาการ ที่ไม่ใช่แต่คนที่นับถือศาสนาพราหมณ์จะนับถือ แต่ชาวพุทธเราเองก็ได้นับถือบูชาองค์พระพิฆเนศกันอย่างมากมาย และเป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านมีหลายปางให้ได้บูชา และควรจะศึกษาว่าแต่ละปางปกป้องคุ้มครองเด่นในด้านไหน วันนี้ ทีมแม่ ABK จึงขอยกตัวอย่างพระพิฆเนศ 10 ปาง มาให้ได้ศึกษากันอย่างคร่าว ๆ พร้อมทั้งคาถาบูชาของแต่ละปางอีกด้วย

ตัวอย่าง 10 ใน 32 ปาง ของพระพิฆเนศ

พระพิฆเนศ ปางที่ 1
พระพิฆเนศ ปางที่ 1

ปางที่ 1 : พระบาล คณปติ (Bala Ganapati)
อวตารภาคเด็ก : ปางอันเป็นที่รักของทุกคนและเด็กๆ นิยมบูชาในบ้านเรือน หรือโรงเรียนที่มีเด็กเล็ก เด็กนักเรียน เช่น โรงเรียนอนุบาลและชั้นประถม สถานรับเลี้ยงเด็ก สนามเด็กเล่น ฯลฯ
“โอม ศรี บาลา คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 2 : พระตรุณ คณปติ (Taruna Ganapati)
อวตารภาควัยหนุ่ม : ปางที่ให้คุณประโยชน์ในกิจการงาน นิยมตั้งบูชาไว้ตามสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานที่ทำงานที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาววัยกระตือรือร้น
“โอม ศรี ตรุณะ คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 3 : พระภักติ คณปติ (Bhakti Ganapati)
ปางบูชาขอพระเวท เพื่อความสมบูรณ์เติมเต็มของชีวิต บูชาเพื่อความสุขสมหวังในชีวิต หรือเพื่อหลุดพ้น
“โอม ศรี ภัคดี คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 4 : พระวีระ คณปติ (Veera Ganapati)
อวตารแห่งนักรบ ปางออกศึก และปราบมาร ให้อำนาจในการบริหารปกครอง และความเป็นผู้นำ อำนวยผลให้กับองค์กรบริหารราชการแผ่นดิน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ฝ่ายปกครอง ผู้นำ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานทุกประเภท

“โอม ศรี วีระ คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 5 : พระศักติ คณปติ (Shakti Ganapati)
ปางทรงอำนาจเหนือการงาน การเงิน และความรัก อำนวยผลให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
“โอม ศรี ศักติ คณปติ ยะนะมะฮา”

พระพิฆเนศ ปางที่ 6
พระพิฆเนศ ปางที่ 6

ปางที่ 6 : พระทวิชา คณปติ (Dwija Ganapati)
ปางของการบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิดกิจการใหม่ อำนวยผลให้กับผู้ประกอบกิจการต่างๆ นักธุรกิจ นักลงทุน นักสำรวจ นักบุกเบิก คนทำงานต่างแดน เป็นต้น
“โอม ศรี ทวิชา คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 7 : พระสิทธิ คณปติ (Siddhi Ganapati)
ปางประทานความสมบูรณ์ และทรัพย์สมบัติ อำนวยผลด้านทรัพย์สินเงินทอง และความอุดมสมบูรณ์
“โอม ศรี สิทธิ คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 8 : พระอุจฉิษฏะ คณปติ (Uchhishta Ganapati)
ปางเสน่หา และความสำเร็จสมปรารถนา อำนวยผลให้เกิดเสน่ห์ และความสำเร็จในด้านต่างๆตามแต่จะขอพร
“โอม ศรี อุจฉิษฏะ คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 9 : พระวิฆณา คณปติ (Vighna Ganapati)
ปางขจัดอุปสรรค และแก้ไขปัญหา อำนวยผลให้ประสบความสำเร็จทั่วไป ตามแต่จะอธิษฐาน

“โอม ศรี วิฆนา คณปติ ยะนะมะฮา”

ปางที่ 10 : พระเหรัมภะ คณปติ (Heramba Ganapati)
ปางปกป้องคุ้มครอง เป็นปางหนึ่งที่พระราชาในอินเดียนิยมบูชากันมาก อำนวยผลด้านการปกป้องคุ้มครองบริวาร การบริหาร ปกครองของผู้นำ
“โอม ศรี เหรัมภะ คณปติ ยะนะมะฮา”

พระพิฆเนศทั้ง 32 ปาง
พระพิฆเนศทั้ง 32 ปาง

ถึงแม้ว่าองค์พระพิฆเนศจะมีอยู่หลายปาง แต่หลักใหญ่ใจความในการบูชาพระพิฆเนศทุกปางนั้น ล้วนแล้วแต่เหมือนกัน คือ  การตั้งจิตให้แน่วแน่ในการสวดบูชา พร้อมทั้งให้ปรับจิตใจของเราให้มีความรัก และ ศรัทธา พระพิฆเนศและทวยเทพอย่างเต็มเปี่ยม เคารพองค์ท่านไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ระลึกถึงองค์ท่านเสมอ มีความเมตตาต่อผู้อื่นและสำนึกดีอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำได้อย่างนี้ พระองค์ท่านก็เมตตาเรา ประทานพรให้เราได้เต็มที่ท่านจะประทานพรให้เราประสบความสำเร็จ เดินไปสู่ทางที่ดีงาม เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตและประสบแต่ความโชคดี

ทำนายฝัน..ฝันเห็นพระพิฆเนศ

ฝันเห็นพระพิฆเนศ

ระวังสิ่งของที่คนแปลกหน้านำมาให้นี้อาจมีเจตนาอื่นแฝงอยู่ จะมีสิ่งมากระทบจิตใจ ทำให้หวนคิดแต่เรื่องเก่า ๆ โชคลาภมีแต่ต้องไขว่คว้าเอง

ความรัก

อย่าปล่อยให้ตัณหาราคะจริตมาครอบงำจิตสำนึกเกินไป เพราะอาจเพลี่ยงพล้ำเสียตัวได้! ระวังจะเกิดการขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่คุณก็เก่งนะที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตัวคุณเอง คุณมีดวงที่ต้องเดินทางในระยะนี้ ทำให้คุณจะมีโอกาสห่างเหินกับคนที่คุณรัก

ดวงการเงิน การงาน

การเงินเข้ามือขวาออกมือซ้าย เก็บเงินไม่ได้ เริ่มเป็นหนี้เป็นสิน กระทบกับชีวิตประจำวัน ระวังให้ดี ทางด้านการเงินดีมาก แต่ก็ไม่เหลือเก็บ อย่าเพิ่งลงทุนร่วมหุ้นกับใครหากยังไม่รู้ใจกันดีพอ ต้องศึกษาประวัติกันให้ดีก่อน ป้องกันปัญหาที่จะตามมา

เลขมงคล เด่นนำโชค

0 8

เลขมงคล เด่นรอง

62 68 77

05 492 398

ฝันเห็นพระพิฆเนศ ดวงด้านไหนกำลังรุ่งกันนะ
ฝันเห็นพระพิฆเนศ ดวงด้านไหนกำลังรุ่งกันนะ

ฝันเห็นพระพิฆเนศสีทอง

การพบปะคนจำนวนมากมักเจอเหตุการณ์หรือคำพูดที่ไม่ค่อยน่าพอใจนัก จะมีแต่คนนำพาโชคลาภมาให้คุณ ช่วงนี้ระวังศัตรูคู่แข่งของคุณจ้องจะทำร้ายคุณอยู่

ความรัก

คุณหรือคนรักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีความลับต่อกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา เพราะกลัวจะโดนอีกฝ่ายโกรธและกลัวจะทะเลาะกัน ใครที่ชอบมีความรักแบบปิดบังซ่อนเร้น ช่วงนี้จะรู้สึกร้อนรุ่ม เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย คุณมีโอกาสที่จะได้คู่รักเป็นคนต่างชาติ คนๆ นี้ดูดีเลยทีเดียว

ดวงการเงิน การงาน

จะมีผลให้การงานล่าช้ากว่าที่นัดหมาย ระวังจะถูกตำหนิได้ ต้องใช้ความพยายามอดทนสูง คนทำงานด้านบริการจะมีงานวิ่งเข้ามาหา ประเภทเพื่อนชักชวนลูกค้ามาให้ อย่าเพิ่งลงทุนร่วมหุ้นกับใครหากยังไม่รู้ใจกันดีพอ ต้องศึกษาประวัติกันให้ดีก่อน ป้องกันปัญหาที่จะตามมา

เลขมงคล เด่นนำโชค

4 5 7 9

เลขมงคล เด่นรอง

38 73

960 785

 

ฝันเห็นพระพิฆเนศ จะได้รับทรัพย์ก้อนโตไหม
ฝันเห็นพระพิฆเนศ จะได้รับทรัพย์ก้อนโตไหม

ฝันเห็นพระพิฆเนศสีชมพู

การเสี่ยงโชค จงแสวงโชคจากที่ที่คุณยังไม่เคยไป ชีวิตราบเรียบ จะมีแต่ความสุขอย่างต่อเนื่อง ความเจริญของคุณจะมาจากความอ่อนน้อมถ่อมตนกับคนที่มีอายุมากกว่า

ความรัก

ถ้าคุณมีความเชื่อมั่นในกันและกันทั้งสองฝ่าย ความสุขจะบังเกิดกับคุณทันที ใครที่ชอบมีความรักแบบปิดบังซ่อนเร้น ช่วงนี้จะรู้สึกร้อนรุ่ม เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย ต้องหลีกเลี่ยงอย่าให้เกิดชนวนแห่งความขัดแย้ง

ดวงการเงิน การงาน

งานที่ใช้การเจรจาจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หรือถ้าติดขัดก็จะสามารถนำพาให้ผ่านพ้นไปได้ จะต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างทั้งที่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน อาจมีคนเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากคุณ การงานได้เพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือ ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น

เลขมงคล เด่นนำโชค

3

เลขมงคล เด่นรอง

60

149 063 160 690

 

วิธีบูชาพระพิฆเนศที่ถูกต้อง
วิธีบูชาพระพิฆเนศที่ถูกต้อง

ฝันเห็นพระพิฆเนศองค์ใหญ่

คนในครอบครัวจะมีเรื่องของการเจ็บป่วย เล็กๆ น้อยๆ ไม่หนักหนา จะทำของหาย หรือสูญเสียของที่รัก คุณมีเกณฑ์ได้รับลาภผลจากคนรัก

ความรัก

คนที่มีกิ๊กจงระวังไว้ เพราะอีกไม่นานงานจะเข้าคุณ งานนี้อาจถึงเลิกลากันไปเลยก็ได้ คนที่มีคู่แล้วให้ระวังเรื่องความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างคู่ของคุณกับเพื่อนสนิทของคุณ จับตาดูไว้ให้ดีๆ ชอบใคร รักใคร ให้ลุยเลย เพราะช่วงนี้มีโอกาสที่จะสมหวัง

ดวงการเงิน การงาน

การงานของคุณไม่สู้จะดีนัก โดยเฉพาะการประสานงานติดต่ออาจจะมีความขัดแย้งและไม่เห็นด้วยเกิดขึ้น คุณจะใช้จ่ายมากไปสักนิดในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ควรเก็บๆ ไว้บ้าง ระวังจะมีคนคิดอยากจะก๊อปปี้งานในแบบของคุณ แล้วนำไปเสนอหัวหน้าแล้วแอบอ้างว่าเป็นผลงานของเค้า

เลขมงคล เด่นนำโชค

1 6

เลขมงคล เด่นรอง

39 43

705 155

ไม่ว่าผลคำทำนายจะดีหรือร้าย สิ่งหนึ่งที่ควรยึดถือไว้นั่นคือ การประพฤติดี คิดดี ทำดี พูดดี ไม่ว่าดวงเราในช่วงนั้นจะเป็นเช่นไร รับรองความดีก็จะช่วยคุ้มครองให้เราพบเจอแต่สิ่งที่ดี มีทางแก้ปัญหา และสามารถผ่านพ้นไปด้วยดีอย่างแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.sanook.com/www.siamganesh.com/mthai.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ฝันว่าแฟนนอกใจ อ่านคำทำนายพร้อมวิธีตัดไฟแต่ต้นลม!

6 เทคนิคสุดน่ารักสร้างสรรค์ช่วยลูกแยก ซ้ายขวา ได้ง่ายๆ

ชี้เป้ารวย! สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2564 เลือกสีไหนให้ถูกโฉลก?

ฝันว่ามีลูก ฝันว่ามีลูกผู้ชาย จริงหรือเปล่าที่จะได้ลูก?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การตรวจคัดกรอง

6 การตรวจคัดกรอง ที่แม่ท้องต้องตรวจตามนัด!!

เมื่อตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรอง โรคต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น จะช่วยให้แม่ท้องและคุณหมอที่รับฝากครรภ์ได้เตรียมตัวรับมือและป้องกันโรคดังกล่าวไม่ให้เกิดอันตราย มาดูกันว่าแม่ท้องควรตรวจคัดกรองอะไรบ้าง

6 การตรวจคัดกรอง ที่แม่ท้องต้องตรวจตามนัด!!

ในช่วงที่โรคโควิดกำลังระบาดอยู่นั้น แม่หลายคนอาจจะได้รับการเลื่อนนัดจากโรงพยาบาลบ้าง หรือคุณแม่หลาย ๆ ท่านก็ไม่สะดวกที่จะไปโรงพยาบาลในช่วงนี้ แต่คุณแม่ทราบไหมคะว่าในการนัดตรวจครรภ์แต่ละครั้ง ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ เพราะเมื่อครบกำหนดที่แม่ท้องควรจะตรวจคัดกรองโรคที่อาจเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ หรือโรคที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กในท้อง คุณหมอก็จะพิจารณาให้คุณแม่ทำ การตรวจคัดกรอง โรคนั้น ๆ ค่ะ ดังนั้น ทีมแม่ ABK ขอรวบรวม 6 การตรวจคัดกรอง ที่แม่ท้องควรมาตรวจตามหมอนัด ห้ามเลื่อน ห้ามยกเลิกเด็ดขาด!!

หมายเหตุ! การตรวจคัดกรองต่อไปนี้ ไม่บังคับว่าจะต้องตรวจแม่ท้องทุกคน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณหมอว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะตรวจหรือไม่ ทั้งนี้ คุณแม่สามารถปรึกษาและขอคำแนะนำจากหมอผู้ฝากครรภ์ได้ค่ะ

6 การตรวจคัดกรอง ที่แม่ท้องต้องตรวจตามนัด ห้ามเลื่อน ห้ามยกเลิก!!

  1. ตรวจโรคเลือด ตรวจพาหะธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยที่พบบ่อยในประเทศไทย โดยผู้ที่เป็นโรคจะต้องได้รับยีนผิดปกติมาจากทั้งพ่อและแม่ ยีนผิดปกตินี้จะทำให้จำนวนฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงลดลง มีผลให้เม็ดเลือดแดงผิดปกติแตกง่าย ในประเทศไทยมีผู้ที่มียีนโรคธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินแฝงผิดปกติสูงถึงร้อยละ 40 ของประชากรไทย ผู้ที่มียีนแฝงมีสุขภาพแข็งแรงและรูปร่างหน้าตาเหมือนคนปกติ ทั้งผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มียีนแฝง สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้ บางรายอาจมีอาการรุนแรงมาก ต้องการการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีอาการซีดเรื้อรัง เหลือง เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ตับม้ามโต ปัสสาวะสีเข้ม เนื่องจากมีการแตกของเม็ดเลือดแดงเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มียีนแฝง (พาหะโรคธาลัสซีเมีย) สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้ อัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหรือยีนแฝงในแต่ละครอบครัวจะเท่ากันทุกครั้งของการตั้งครรภ์ ดังนี้

  1. ในกรณีที่พ่อและแม่มียีนแฝงทั้งคู่ โอกาสลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 25% โอกาสลูกจะมียีนแฝงเท่ากับ 50% และโอกาสลูกจะปกติเท่ากับ 25%
  2. ในกรณีที่พ่อหรือแม่มียีนแฝงเพียงคนเดียว โอกาสลูกจะมียีนแฝงเท่ากับ 50% แต่ไม่มีลูกคนใดเป็นโรคเลย
  3. พ่อและแม่ฝ่ายหนึ่งเป็นโรค และอีกฝ่ายหนึ่งมียีนแฝง โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 50% โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเท่ากับ 50%

เนื่องจากผู้ที่มียีนโรคธาลัสซีเมียแฝงจะไม่มีอาการ ดังนั้น แม่ท้องควรตรวจกรองภาวะที่มียีนโรคธาลัสซีเมียแฝงที่สำคัญ ได้แก่ แอลฟาธาลัสซีเมียแฝง เบต้าธาลัสซีเมียแฝง ฮีโมโกลบินอีแฝง และโฮโมซัยกัสฮีโมโกลบินอี หากแม่ท้องมียีนธาลัสซีเมียแฝง จะได้รับคำแนะนำให้รีบพาสามีมาตรวจด้วย หลังจากวินิจฉัยได้แล้วว่าหญิงตั้งครรภ์และสามีเป็นคู่เสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ทั้งคู่ควรได้รับคำปรึกษาแนะนำจากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจโรคเป็นอย่างดี ต้องให้ข้อมูลว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคชนิดใด มีความรุนแรงและการดำเนินโรคเป็นอย่างไร มีการรักษาอะไรบ้าง โอกาสเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคเท่าใด มีทางเลือกในการตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ได้อย่างไรบ้าง อายุครรภ์ที่ตรวจได้ รวมทั้งข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธี และทางเลือกเมื่อทราบว่าทารกเป็นโรค คู่สามีภรรยาควรได้รับการตรวจเลือดวิเคราะห์สารพันธุกรรมโรคธาลัสซีเมียหรือฮีโมโกลบินผิดปกติ เพื่อใช้สำหรับวินิจฉัยโรคแก่ทารกในครรภ์ต่อไป

แม่ท้องจะได้รับการตรวจพาหะธาลัสซีเมียเมื่อไหร่? เมื่อไปฝากครรภ์ครั้งที่ 1 หรือครั้งแรกนั้น คุณหมอจะเจาะเลือดเพื่อตรวจเลือดทั่วไปและตรวจ RH Group อยู่แล้ว ในการเจาะเลือดครั้งนั้น จะตรวจรวมไปถึงการตรวจพาหะธาลัสซีเมียด้วย

ตรวจคัดกรองขณะตั้งครรภ์
ตรวจคัดกรองขณะตั้งครรภ์

2. ตรวจคัดกรองเบาหวาน

การตั้งครรภ์มีส่วนกระตุ้นให้ภาวะเบาหวานแสดงอาการได้มากขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลินที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลทำให้การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายเสียสมดุลย์ไป รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อหญิงตั้งครรภ์หลายประการ เช่น การเกิดภาวะความดันโลหิตสูงแทรกซ้อน ภาวะน้ำคร่ำมากเกินปกติภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดบุตร เนื่องจากบุตรมีขนาดใหญ่กว่าเกณฑ์ ทำให้คลอดยากหรือเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด ดังนั้น การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จึงสำคัญมาก เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่น ๆ และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดการตั้งครรภ์ ลดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตของทารกในครรภ์ได้

การตรวจคัดกรอง เบาหวานจะทำในรายที่มีข้อบ่งชี้ ดังนี้

  • มีประวัติบิดา/มารดา/พี่/น้องเป็ นเบาหวาน
  • อายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป
  • ภาวะอ้วน โดยมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27 kg/m2
  • ทารกเสียชีวิตในครรภ์ โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคยคลอดบุตรน้ำหนักแรกเกิดตั้งแต่ 4 กิโลกรัมขึ้นไป
  • เคยคลอดบุตรที่มีความพิการแต่กำเนิดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในท้องก่อน
  • เคยมีประวัติความดันโลหิตสูงในท้องก่อน

อ่านต่อ คนท้องต้องรู้! กินน้ำตาล ตรวจเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทำอย่างไร?

3. ตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HIV

เมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรก แม่ท้องจะได้รับการตรวจเลือด พร้อมกับเอกสารให้เซ็นยินยอมในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HIV เมื่อแม่ท้องเซ็นยินยอม เลือดที่นำไปตรวจ จะถูกนำไปตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HIV ไปด้วย และควรตรวจซ้ำเมื่ออายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ในกรณีที่ผลการตรวจครั้งแรกเป็นลบ การตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HIV นี้ ก็เพื่อให้การรักษาและให้ยาต้านไวรัสที่ปลอดภัยต่อสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ในช่วงที่เหมาะสม (ในกรณีที่ผลเลือดเป็นบวก) และเพื่อลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อไปยังทารก โดยคุณหมอจะปรับยาเพื่อให้คุมโรคได้และไม่มีผลข้างเคียงในระหว่างตั้งครรภ์ และอาจต้องปรับยาตามช่วงอายุครรภ์เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อยมากที่สุด

4. การตรวจคัดกรองความพิการของทารกในครรภ์ด้วยการอัลตราซาวด์

อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงจับภาพอวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย การอัลตราซาวด์มีประโยชน์ต่อการตรวจครรภ์หลายอย่าง ในระยะแรกอาจใช้เพื่อคำนวณวันคลอด ดูว่าเป็นลูกแฝดหรือไม่ รวมถึงการตรวจดูการตั้งครรภ์นอกมดลูก ช่วยตรวจปัญหาขณะตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ความพิการแต่กำเนิดของทารก ความผิดปกติของรก ทารกไม่กลับหัว เป็นต้น นอกจากนี้ พ่อแม่หลายคนที่ต้องการรู้ว่าเพศของลูกเป็นหญิงหรือชาย การตรวจอัลตราซาวด์สามารถช่วยบอกได้ ส่วนในภาวะคลอดก่อนกำหนด แพทย์ยังอาจใช้เครื่องมือนี้ช่วยประเมินน้ำหนักตัวของทารกได้ด้วย ในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรได้รับการตรวจอัลตราซาวด์อย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ โดยสูติแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (maternal-fetal medicine, MFM)

อ่านต่อ ตัวย่ออัลตร้าซาวด์ มีความหมายและบอกอะไรเกี่ยวกับทารกในครรภ์ได้บ้าง?

5. ตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม

เด็กดาวน์ หรือ เด็กที่มี “กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม” จะมีความผิดปกติทางโครโมโซมซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาแต่กำเนิด เด็กจะมีความพิการที่เด่นชัดทางด้านสติปัญญาหรือที่เราเรียกว่ามีภาวะปัญญาอ่อน ร่วมกับมีความพิการทางร่างกาย เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะต่อมไทรอยด์บกพร่อง ความผิดปกติที่ระบบลำไส้ หรือมีระบบการได้ยินที่ผิดปกติ สำหรับภาวะปัญญาอ่อนนั้นมีความหนักเบาตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงมาก สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์ ส่วนสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันแต่จะพบได้น้อยกว่าตามอายุของสตรีที่คลอด

การตรวจโครโมโซมของทารก เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กัน โดยการเจาะตรวจน้ำคร่ำขณะอายุครรภ์ 17-20 สัปดาห์ ทำให้ทราบว่าทารกมีโครโมโซมผิดปกติหรือไม่ แต่การเจาะตรวจน้ำคร่ำมีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งบุตรประมาณ 1 ใน 350 ราย ดังนั้นสูติแพทย์จึงแนะนำการเจาะตรวจน้ำคร่ำในคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น เช่น คุณแม่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป คุณแม่ที่คลอดลูกคนก่อนเป็นทารกดาวน์ หรือคุณแม่ที่ทำการตรวจคัดกรองเลือดแล้วได้ผลบวก เป็นต้น

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน มีวิธีการตรวจคัดกรองทารกดาวน์ด้วยการตรวจสารชีวเคมีในเลือดของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกร่วมกับการตรวจอัลตร้าซาวด์ เพื่อวัดความหนาของผิวหนังบริเวณต้นคอทารกในครรภ์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถตรวจคัดกรองทารกดาวน์ได้ถึงร้อยละ 85-90 เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ค่าใช้จ่ายไม่สูง และมีประโยชน์ในการวางแผนในการตรวจวินิจฉัยและดูแลทารกที่มีความเสี่ยงต่อไป วิธีนี้สามารถทำได้เฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 10 -14 สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้นคุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์กับสูติแพทย์ทันทีที่สงสัยว่าตั้งครรภ์เพื่อรับการตรวจคัดกรองในช่วงดังกล่าว และหากผลการตรวจเป็นบวก คุณแม่จะได้รับคำแนะนำในการตรวจวินิจฉัยต่อไป โดยปัจจุบันการตรวจดังกล่าวเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งทำการตรวจในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายที่มาฝากครรภ์แล้ว

หากเลยจากช่วงเวลานี้แล้ว เช่น ในกรณีที่อายุครรภ์อยู่ระหว่าง 14 – 18 สัปดาห์ คุณแม่ก็สามารถรับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองทารกดาวน์ในไตรมาสที่สองที่เรียกว่า Triple screening แทนได้ ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองทารกดาวน์ได้ประมาณร้อยละ 65-70

คนท้อง ตรวจคัดกรอง
คนท้อง ตรวจคัดกรอง

6. การคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญและอาจก่ออันตรายต่อทารกในครรภ์

ทารกที่ได้รับเชื้อจากแม่ที่เป็นโรคซิฟิลิสจะมีโอกาสเสียชีวิตในครรภ์ ส่วนทารกที่เกิดมีชีพ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี สามารถพบอาการ ได้แก่ ผื่นลอกที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ซีด เหลือง ตับม้ามโต กระดูกผิดปกติ ในบางรายอาจพบการติดเชื้อในระบบประสาทร่วมด้วย หากพบอาการ ได้แก่ ตาบอด หูหนวก ดั้งจมูกยุบ ฟันแท้มีลักษณะผิดปกติและปากแหว่ง ซึ่งมีความผิดปกติของกระดูกและข้อทำให้เกิดรูปหน้าที่ผิดปกติ ตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไป มักเป็นอาการผิดปกติที่คงอยู่ตลอดชีวิต หากพบว่าทารกที่คลอดแล้วป่วยเป็นโรคดังกล่าว ต้องได้รับการดูแลรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคที่เกิดจากพันธุกรรมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด เมื่อทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการฝากครรภ์โดยเร็ว (ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์) โดยจะได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์ 2 ครั้ง คือ ตั้งแต่ที่ฝากครรภ์ครั้งแรก และ ระหว่างอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ หากตรวจพบจะได้รักษาตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดการถ่ายทอดเชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้

อ่านต่อ เมื่อฉันติด โรคซิฟิลิส มาจากสามี จนสูญเสียลูกในครรภ์

แม้สถานการณ์โควิดในขณะนี้จะเป็นที่น่ากังวล หากคุณแม่จำเป็นต้องเลื่อนนัด แนะนำให้สอบถามพยาบาลก่อนว่าสามารถเลื่อนไปได้ถึงเมื่อไหร่ เพราะ การตรวจคัดกรอง ทั้ง 6 การตรวจนี้ ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ และในบางการตรวจ ก็จะมีระยะเวลาที่สามารถตรวจได้ หากเลยกำหนดแล้วจะทำให้ไม่สามารถตรวจได้อีก ดังนั้น หากแม่ท้องได้รับคำแนะนำให้ตรวจคัดกรองดังกล่าว ก็ควรที่จะไปตามนัดนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์

คนท้องติดโควิด รักษาอย่างไร? กระทบลูกในท้องหรือไม่?

10 อาการผิดปกติ ตอนท้อง ที่แม่ควรรีบไปหาหมอ!

Update! แพคเกจปี 2564 อัลตร้าซาวด์ 4 มิติ ราคา เท่าไหร่?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook Page OBG Social, ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล, สสส., กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข, รศ.พญ. สายฝน ชวาลไพบูลย์ ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, พบแพทย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

14 อาหาร เสริมภูมิคุ้มกันลูก ช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย!

เสริมภูมิคุ้มกันลูก –  อาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม คงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนยินดีแน่หากเกิดขึ้นกับลูกของเรา  ความจริงเราสามารถสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกของเราได้ด้วยอาหารหลากหลายชนิดที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารบางชนิดมีสารอาหารที่สามารถช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กๆ แข็งแรง และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อเด็กสัมผัสกับเชื้อโรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างกายของเด็กก็พร้อมที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้น และต่อไปนี้คืออาหารที่ดีต่อลูกๆ เพื่อให้ร่างกายของเด็กๆ ได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงได้อย่างต่อเนื่อง

14 อาหาร เสริมภูมิคุ้มกันลูก ช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย!

1.อัลมอนด์และวอลนัท

อัลมอนด์และวอลนัท อุดมไปด้วยวิตามินอีและแมงกานีส ซึ่งเป็นคู่หูที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ทั้งยังช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ นอกจากนี้ อัลมอนด์และวอลนัท ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้ร่างกายของคุณต่อสู้กับความเจ็บป่วย การศึกษาเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งพบว่าโอเมก้า 3 สามารถลดจำนวนการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กได้ คุณสามารถโรยวอลนัทในขนมธัญพืชได้ อย่าลืมกินผลไม้แห้งเหล่านี้มากเกินไป       คุณสามารถ ให้ ลูก ๆ กินอัลมอนด์เป็นของว่างได้ และยังมีหลายวิธีที่จะรวมไว้ในอาหารของลูก ๆ

เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูก
เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูก

2. ผักใบเขียว

ผักใบสีเขียว เช่น กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักโขม บรอกโคลี ผักชีฝรั่ง ผักคะน้า ผักกาดหอม ช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับการติดเชื้อต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ผักใบเขียวเหล่านี้เต็มไปด้วยสารอาหาร และธาตุอาหารต่างๆ เช่น วิตามินเอ ซี เค แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียมเป็นต้นซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีนและแคโรทีนอยด์อื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

3. ผักจำพวกราก 

เช่น มันเทศ แครอท บีทรูท มันเทศ และมันฝรั่ง มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความแข็งแรงให้กับระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากผักชนิดนี้เติบโตใต้ดิน จึงดูดซับสารอาหารจำนวนมากจากดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุดมไปด้วยเส้นใยที่ละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของลำไส้ให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ ผักจำพวกราก ยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ซึ่งช่วยในการสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดี

4.แอปริคอต

แอปริคอตขึ้นชื่อในเรื่องสรรพคุณในการต้านการอักเสบ สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในแอปริคอตช่วยในการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและช่วยให้ร่างกายต่อต้านโรคทั่วไป สารอาหารที่สำคัญในแอปริคอต ประกอบไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม และเส้นใยอาหารจำนวนมาก

5. ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

ผลไม้รสเปรี้ยวเช่นส้มฝรั่งและมะนาวมีวิตามินซีในปริมาณที่ดีซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ผลไม้รสเปรี้ยวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเช่นธาตุเหล็กและสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูก
เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูก

6.โปรตีน

โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่เพียงพอ โปรตีนจำเป็นสำหรับการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยโปรตีนที่มีคุณค่าต่อร่างกายสามารถพบได้ในสัตว์ปีก ชีส ปลา ไข่ และนม เป็นต้น สำหรับเมนูเน้นโปรตีนแบบมังสวิรัติ สามารถรับโปรตีนจากธัญพืช และพืชตระกูลถั่วแทนได้ เช่น ถั่วเหลือง หรือ ถั่วชิกพี เป็นต้น

 

เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูก

7. ถั่วในกลุ่มพัลส์

ถั่วที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพัลส์  ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วถั่วเลนทิลเขียว ถั่วเลนทิลแดง ถั่วขาว ถั่วพินโต้ ถั่วแดงหลวง ถั่วเขียวซีก ถั่วลูกไก่ ถั่วในกลุ่มนี้อุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ โฟเลต เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และโพแทสเซียม ถั่วเหล่านี้เป็นหนึ่งในแหล่งของโปรตีนที่หาทานได้ง่าย และยังจำเป็นสำหรับทุกระบบของร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ถั่วเลนทิลยังมีสารพฤกษเคมี ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่ช่วยต่อสู้กับโรคเรื้อรังได้อีกด้วย

8.กระเทียม

ว่ากันว่าสารประกอบกำมะถันที่มีอยู่ในหัวหอม และกระเทียมสามารถป้องกันมะเร็งได้ สารประกอบในกระเทียมคือ Anicillin, flavonoid ซึ่งช่วยป้องกันการเจ็บป่วยตามฤดูกาลได้เป็นอย่างดี

9.ถั่วลันเตา

ถั่วลันเตา อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อหัวใจ เช่น วิตามิน A, B1, B6 และ C นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ฟลาโวนอยด์ คาโรทีนอยด์ กรดฟีนอลิก และโพลีฟีนอลซึ่งช่วยในการปรับปรุงภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอด ในถั่วลันเตาหนึ่งถ้วยตวง มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 8 กรัม

10. นัต (nuts) 

หรือ ถั่วเปลือกแข็ง เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี หากคุณต้องการให้ลูกของคุณได้ฝึกการเคี้ยว นัต อุดมไปด้วยโปรตีน แร่ธาตุ รวมทั้งวิตามินจำนวนมาก และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น กรดไขมันโอเมก้า สังกะสี และวิตามินอี โดยพบได้ใน พิสตาชิโอ ลูกเกด อินทผลัม มะเดื่อแห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถทำเป็นผลไม้แห้งในการปรุงแต่งขนมโฮมเมด หรือช็อคโกแลตบาร์ ซึ่งเป็นวิธีที่กระตุ้นให้เด็กอยากทาน ทานได้ง่ายขึ้น ส่งผลดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของลูก

เสริมภูมิคุ้มกันลูก

11. เบอร์รี่

รายชื่ออาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกของคุณจะไม่สมบูรณ์ หากไม่มีผลเบอร์รี่ ที่เป็นเสมือนฮีโร่ในเรื่องการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายรวมอยู่ด้วย ผลเบอร์รี่ ได้แก่ แบล็กเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่ ผลเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ เช่น ฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและต่อสู้กับการอักเสบได้เช่นกัน

12.ถั่วงอก

ลองหาโอกาสให้เด็กๆ ได้ทานถั่วงอก (จากถั่วเขียว)  เพื่อช่วยให้พวกเขามีการเจริญเติบโตที่ดี สรรพคุณที่ถูกกล่าวถึงของถั่วงอก คือ การต้านการอักเสบ จากการศึกษาพบว่าสารอาหารหลายชนิดที่สกัดได้จากถั่วงอกสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง  ในถั่วงอก ประกอบไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ทั้งโปรตีน กรดอะมิโน แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะกรดอะมิโนที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อ ฮอร์โมน และเอนไซม์

13.ขมิ้น

เป็นขมิ้นเครื่องเทศมหัศจรรย์ที่ใช้กันมาหลายชั่วอายุคนเพื่อปรับปรุงสุขภาพ ขมิ้นอุดมไปด้วยเคอร์คูมิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านจุลชีพและต้านการอักเสบ  นอกจากนี้ในขมิ้นยังมีสารพฤกษเคมีกลุ่มโพลีฟีนอล โดยคุณสมบัติของขมิ้นตามงานวิจัยแล้ว นอกจากมีฤทธิ์การต้านการอักเสบ ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์การต้านจุลินทรีย์ก่อโรคทั้งเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรรัส หากต้องการทราบว่าลูกน้อยของคุณจะสามารถทานขมิ้นชันได้หรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านก่อน

14. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเป็นที่รู้กันดีว่ามีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ และต้านเชื้อแบคทีเรียซึ่งส่งผลต่อปัญหาสุขภาพได้มากมายรวมถึงมีส่วนทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ สรรพคุณของน้ำผึ้งคือ ช่วยในการปรับปรุงสุขภาพของลำไส้ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในน้ำผึ้งยังช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตามไม่ควรให้น้ำผึ้งในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้

การที่คุณพ่อคุณแม่ให้ลูกๆ ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายชนิด นอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายของเด็กๆ แข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคที่ดีแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้พวกเขาซึมซับและคุ้นเคยกับการกินที่มีคุณภาพ ให้รู้จักการเลือกรับประทานสิ่งที่ดี มีประโยชน์กับร่างกาย อะไรที่ไม่ดีก็รู้จักเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณให้เหมาะสม ทั้งนี้การปลูกฝังเรื่องการให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอเมื่อพวกเขายังเด็ก จะช่วยให้เด็กๆ เกิดทักษะการใช้ชีวิตที่สำคัญด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ได้อย่างยั้งยืน ซึ่งทักษะความฉลาดที่สำคัญต่างๆ ด้วย Power BQ ที่พ่อแม่ให้ความสำคัญและหมั่นส่งเสริมอย่างเหมาะสมจะติดตัวเด็กๆ ไปจนวันที่พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : classmonitor.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไข่จุ๊บ อันตราย! ลูกเสี่ยงกินเชื้อโรคเข้าร่างกาย เกิดอาหารเป็นพิษ

อาหารเสริมเพิ่มพลังสมองของลูกน้อย

อย่ามองข้าม ไอโอดีน สารอาหารสำคัญ ที่จำเป็นต่อทุกวัย!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีชงนมผง

แนะ! วิธีชงนมผง ที่ถูกต้อง ใส่น้ำเท่านี้..ต้องใส่นมกี่ช้อน?

วิธีชงนมผง ให้ลูกทารกที่ถูกต้อง ต้องชงยังไง? พ่อแม่มือใหม่ควรรู้! เพราะหากชงผิดสูตร ผิดขั้นตอน หรือ ชงนมผิดวิธี อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยไปจนโต!

แนะ! วิธีชงนมผง ที่ถูกต้อง √
ชงนมผิดวิธี
ส่งผลเสียต่อสุขภาพลูกไปจนโต

วิธีชงนมผง ที่ถูกต้อง คือ ต้องทำตามคำแนะนำที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์นมผงยี่ห้อนั้นๆ อย่างระมัดระวัง ทั้งน้ำและนม ต้องตวงอย่างถูกต้อง ซึ่งช้อนตวงนมและปริมาณการใส่นมผง แต่ละยี่ห้อก็จะแตกต่างกันออกไป คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ให้ลูกกินนมผง หรือ นมผสม ควรอ่านฉลากคำแนะนำ วิธีชงนมผง อยู่ข้างกระป๋องนมให้ละเอียดก่อนชงนมให้ลูก เพราะถ้าใส่น้ำมากเกินไป จะทำให้ทารกได้รับอาหารไม่เพียงพอ ถ้าใส่น้ำน้อยเกินไป ก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับระบบการย่อยอาหาร ระบบไต และยังอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ หรือหากใส่ส่วนผสมอื่นๆ เพิ่มลงไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยได้

วิธีชงนมผง

เช่นเดียวกับเหตุการณ์นี้ ที่ทำเอาคุณแม่รุ่นใหม่ต้องปวดขมับ เมื่อได้เห็นวิธีการบางอย่างของคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านที่ช่วยเลี้ยงลูกน้อยแต่อาจจะไม่ถูกต้อง แถมไม่ยอมรับฟังแม้จะพยายามอธิบายหลักการและเหตุผลให้ทราบแล้วก็ตาม ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นในประเทศจีน โดยเว็บไซต์ chinapress ได้นำเสนอเรื่องราวที่ชายคนหนึ่งนำมาเปิดเผยบนโลกออนไลน์ เมื่อเพื่อนผู้หญิงของเขาเกิดมีปัญหากับแม่สามีของตัวเอง เพราะเรื่องของลูกน้อย จนทำให้ประเด็นนี้กลายมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

โดยเผยว่า… เพื่อนหญิงคนนี้มีลูกชายอายุ 1 ขวบ ขณะที่แม่สามีของเธอก็มักจะมาช่วยเลี้ยงลูกประจำ ซึ่งที่ผ่านมาแม่สามีกับสะใภัคู่นี้แทบจะไม่มีเรื่องขัดแย้งใหญ่โต มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งจนถึงขั้นทะเลาะกันหลายครั้ง นั่นคือการชงนมให้เด็กน้อย

ในขณะที่แม่ของเด็กเป็นเหมือนคุณแม่ยุคใหม่คนอื่น ๆ ที่ได้ทำการศึกษามาแล้วว่า วิธีชงนมผง ควรจะให้นมลูกในปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม แต่เธอกลับพบว่าแม่สามีมักจะใช้นมผง 2 ช้อนเต็ม ๆ พูนๆ ตอนที่ชงนมให้ลูกของเธอ ซึ่งเธอมองว่ามันเยอะเกินไป และพยายามบอกแม่สามีว่า วิธีชงนมผง ให้เด็กในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะส่งผลกับสุขภาพของเด็กได้ ควรให้แต่พอดี แต่ฝ่ายแม่สามีกลับอ้างว่ากลัวเจ้าตัวเล็กกินไม่อิ่ม

วิธีชงนมผง

ซึ่งแม้ว่าผู้เป็นแม่จะพยายามอธิบายให้แม่สามีฟัง และขอให้ปรับเปลี่ยนปริมาณ วิธีชงนมผง แต่ดูเหมือนว่าแม่สามีจะไม่รับฟัง เพราะในเวลาต่อมาเธอพบว่าลูกชายชอบดื่มแค่นมที่ย่าชงให้เท่านั้น ด้วยความสงสัยว่าทำไมลูกน้อยถึงติดใจ เธอจึงลองชิมดู และต้องตกใจเมื่อพบว่าไม่เพียงแต่นมจะมีรสชาติเข้มข้นมาก ๆ แต่ยังหวานมากด้วย

“แล้วเธอก็พบความจริงว่า แม่สามีไม่เพียงแต่จะใช้นมผง 2 ช้อนเต็ม ๆ ชงนม แต่ยังแอบเติมน้ำตาลเพิ่มไปอีก 1 ช้อนด้วย”

ทั้งนี้เมื่อแม่ของเด็กทารบเรื่อง จึงรีบพาลูกน้อยไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทันที เพราะห่วงว่าการกินน้ำตาลมากเกินไปจะส่งผลอะไรกับลูกน้อยหรือไม่ ด้านชาวเน็ตต่างก็ออกมาวิจารณ์การกระทำของฝ่ายแม่สามี โดยยืนยันว่าไม่ควรให้เด็กกินของหวาน ๆ ซึ่งการกระทำของย่านี้ก็ไม่ต่างจากการทำร้ายหลานทางอ้อมเลย!!

วิธีชงนมผง

วิธีชงนมผงที่ถูกต้อง

1. เลือกชนิดของนมให้ถูกต้องตามอายุของเด็ก และต้องชงให้ถูกส่วน ซึ่งปริมาณของนมจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว และความเจริญอาหารของลูก

2. โดยธรรมดาแล้วจะใช้นมผง 1 ช้อนตวงสำหรับน้ำ 30 ซีซี (1 ออนซ์) แต่คุณแม่ควรศึกษาอัตราส่วนผสมบนกล่องให้ชัดเจน เนื่องจากว่าแต่ละสูตรบางทีอาจใช้แตกต่างกัน

3. ควรใช้ช้อนตวงที่มีมากับนมยี่ห้อนั้นๆ เมื่อตักตวงนมผงเสร็จแล้วต้องปาดให้เรียบโดยใช้ช้อนปาด ห้ามใช้มือเด็ดขาด

4. ในส่วนของการชง คุณแม่หลายคนบางทีอาจจะคุ้นชินกับการตักนมผงลงไปก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มน้ำลงไป ซึ่ง วิธีชงนมผงแบบใส่นมผงก่อนน้ำอาจจะส่งผลให้ปริมาณน้ำน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้ลูกได้รับนมในปริมาณที่เข้มข้นเกินไป อาจทำให้ลูกท้องผูกได้ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องควรใช้วิธีชงนมแบบเติมน้ำอุ่น หรือน้ำที่ต้มสุกแล้วและวางทิ้งไว้ตามอุณหภูมิห้อง ใส่ลงในขวดก่อนตามปริมาณออนซ์ที่จะชงให้ลูกกิน และก็ค่อยตามด้วยการใส่นมผงในปริมาณจำนวนช้อนตวงที่เท่ากับออนซ์นั้นๆ

5. หลังจากนั้นให้เขย่าขวดนม ซึ่งก็มีคุณแม่หลายคน ชงนมผิดวิธี ในขั้นตอนนี้ เพราะใช้วิธีเขย่าขึ้นลงแรงๆ เพื่อนมผงละลาย ซึ่งวิธีนี้อาจทำให้เกิดฟองอากาศมาก เมื่อลูกดูดฟองอากาศเข้าไป เกิดเป็นก๊าซในกระเพาะ ส่งผลให้ลูกไม่สบายท้อง ท้องเฟ้อได้ วิธีที่ถูกต้องคือให้แกว่งวนเป็นวงกลมเบาๆ เพื่อนมละลาย ได้โดยที่ไม่เกิดฟอง แต่ถ้าเกิดฟองอากาศให้ตั้งขวดนมทิ้งเอาไว้สักครู่ก็เพียงพอแล้ว

6. รวมทั้งจำเป็นต้องไม่ลืมตรวจอุณหภูมิน้ำนมด้วยหลังมือของคุณแม่ ไม่แนะนำให้ใช้ตู้ไมโครเวฟ เพราะว่ามีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการไหม้

ที่สำคัญนมที่เหลือจากการดูดควรปิดฝาครอบให้สนิททุกครั้ง และไม่ควรทิ้งนมผงที่ชงแล้วเอาไว้ภายในอุณหภูมิปกตินานเกิน 2 ชั่วโมง เนื่องจากว่าแบคทีเรียจะเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อสุขภาพของลูก ฉะนั้ แนวทางที่ดีที่สุดควรจะทิ้งนมในขวดที่ลูกกินไม่หมดทุกครั้งนะคะ

ทั้งนี้สำหรับเรื่อง วิธีชงนมผง ให้ลูกทารกที่ถูกต้อง ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ HQ  หนึ่งใน 10 ของ Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) อาวุธที่ช่วยให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกันนั่นเอง ทั้งนี้ HQ หรือ Health Quotient  คือ ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งคนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้ ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐนั่นเองค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก chinapress

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

ให้ลูกกิน นมผงผสมนมแม่ ในขวดเดียวกันได้หรือไม่?

แม่แชร์เตือน! ลูกกินนมผสม สังเกตอึให้ดี เสี่ยงเป็นโรคลำไส้อักเสบ

แม่กลุ้มใจ! ลูกกินแต่นม ไม่ยอมกินข้าวกินปลา ต้องแก้ยังไง?

เอลามายด์ ซูทติ้ง ครีม

วิธีดูแลเด็กที่มีปัญหาผื่น แดง คัน ตามผิวหน้า

คุณแม่ๆ มีถามเกี่ยวปัญหาผิวของลูกน้อยเข้ามาบ่อยค่ะ อย่างล่าสุดก็มีถามมาว่า “ลูกอายุได้ 10 เดือน มีอาการผื่น แดง คันขึ้นที่ผิวหน้าเป็นๆ หายๆ” คุณแม่สงสัยว่าลูกอาจจะแพ้ระคายเคืองอะไรสักอย่าง อยากได้คำแนะนำการดูแลผิวลูกเบื้องต้น วันนี้ทีมแม่ABK มีคำตอบจาก พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ มาคลายข้อสงสัยให้คุณแม่ค่ะ

วิธีดูแลผื่น แดง คัน ตามผิวหน้าของลูกน้อย คุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ให้คำตอบพร้อมคำแนะนำไว้ดังนี้ค่ะ “ลักษณะอาการที่คุณแม่บรรยาย น่าจะเข้าได้กับอาการแพ้ระคายเคืองผิวจากปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่มากระตุ้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีผิวแห้งจนถึงแห้งมาก เนื่องจากชั้นผิวหนังของเด็กไม่แข็งแรง การที่ลูกมีผิวที่ไวต่อการแพ้ระคายเคือง อาจเป็นเพราะชั้นผิวหนังขาดเซราไมด์ ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง หรืออาจเป็นผลจากกรรมพันธุ์ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองผิวเพิ่มขึ้นได้ นอกจากอาการผื่น แดง ก็จะมีอาการคัน ที่เรียกได้ว่าเป็นอีก  1 อาการสำคัญ ที่ก่อให้เกิดความรำคาญเป็นอย่างมาก เด็กจะเกาตลอดเวลาเกิดเป็นแผลถลอก และจะตามมาด้วยอาการติดเชื้อแบคทีเรียที่มากับเล็บ  อาการคันทำให้นอนหลับไม่สนิท อาจส่งผล กระทบไปถึงการพัฒนาการของเด็กอีกด้วย”

คุณแม่พอจะทราบเบื้องต้นแล้วนะคะว่า ผื่น แดง คัน ที่หน้าลูกน้อย เป็นอาการแพ้ระคายเคืองผิว คุณหมอสุธีรา ยังได้อธิบายถึงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดผื่น แดง คัน “ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงคือ ตัวกระตุ้นให้เกิด “ผื่น แดง คัน” ที่ผิวหนัง เช่น

1. น้ำลาย น้ำนม ที่เลอะบนผิวหน้า ซอกคอ ทำให้เกิดผื่นแดงที่หน้า หรือที่คุณแม่ๆ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือ ผื่นแพ้น้ำลาย ผื่นน้ำนมนั่นเอง ป้องกันโดยทาครีมทุกครั้งหลังอาบน้ำ  และทาปิโตรเลียมเจลทับหลังทาครีมอีกที

2. อากาศร้อน เหงื่อออกระคายเคืองผิว สวมใส่เสื้อผ้าหนา มีการอับชื้นของเหงื่อ หรือสวมเสื้อผ้าที่ระคายเคืองผิวหนัง ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็นผื่นแดง คัน  ผดร้อน  ผื่นแพ้เหงื่อ  รวมถึงการอยู่ห้องแอร์ตลอดเวลาก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน หากไม่ได้ทาครีม  เพราะทำให้ผิวแห้งมากเกินไป เกิดผื่นแดง คัน แห้งลอกเป็นขุยๆ

3. การเสียดสี เช่น การใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่อับชื้นหรือรัดแน่นเกินไป ทำให้เกิดผื่นแดง บริเวณขาหนีบ และร่องก้น รวมถึงการเช็ดทำความสะอาดผิวหนังด้วยทิชชูเปียก  อาจทำให้เกิดผื่นแดง คัน แพ้ระคายเคือง จากส่วนประกอบที่อยู่ในทิชชูเปียกได้ เช่น น้ำหอม  แอลกอฮอล์ พาราเบน หรือสารกันเสีย  ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองผิวได้

4. กิจกรรมบางอย่าง เช่น ว่ายน้ำสระคลอรีน เล่นน้ำนาน ทำให้ลูกเกิดผื่นแดง ผิวแห้งได้ ควรทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำ เพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้ระคายเคืองผิวจากคลอรีน และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เพราะการเล่นน้ำนานๆ  อาจทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติจนทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้นได้

5. อาบน้ำอุ่น..ต้องอาบน้ำอุณหภูมิปกติค่ะ อย่าผสมน้ำจนรู้สึกอุ่น ต้องแค่รู้สึกธรรมดาหรือเย็นนิดๆ ลูกไม่ชอบ ลูกร้องไห้เวลาอาบก็ไม่เป็นไรค่ะ ไม่นานลูกจะชิน และเลิกร้องไห้ ทนฟังลูกร้องดีกว่าผิวถูกทำลาย  จนมีผื่นแดง  แห้งคัน  ที่ผิวหน้าและตามตัว

6. สบู่ที่ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น พวกหอมๆ ฟองๆ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดผื่นแดง แพ้ระคายเคืองผิว ได้…ควรเลือกใช้แบบไม่มีฟอง ไม่มีน้ำหอม อย่าใช้เยอะ อย่าอาบน้ำนาน อย่าเล่นน้ำนาน ไม่ให้เล่นของเล่นขณะอาบน้ำจะทำให้เสียเวลานานเกินไป ถ้าไม่ตัวเหม็น ไม่สกปรกอะไร ก็ไม่ต้องใช้สบู่บ้างก็ได้ ใช้เฉพาะตรงจุดซ่อนเร้น เพราะอาจมีกลิ่นอึ กลิ่นฉี่ กลิ่นเหงื่อ

7. น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารตกค้างที่เสื้อผ้าจะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองผิว เกิดเป็นผื่นแดง คัน ที่ผิวหนังได้..ใช้แค่น้ำยาซักผ้า และล้างน้ำเปล่าออกจนสะอาดก็เพียงพอแล้ว

8. ฝุ่น ไรฝุ่นในบ้าน สะสมตามตุ๊กตุ่นตุ๊กตา หนังสือ พรม ผ้าม่าน โซฟาที่นอน หมอน หมอนข้าง แอร์ ขนสัตว์ แมลงสาบ ทำให้ลูกแพ้ฝุ่น เกิดผื่นแดง คัน  ตามผิวหน้า และตามแขน ขา…ควรทาครีมเพื่อป้องกันอาการแพ้ระคายเคือง  ร่วมกับใช้เครื่องฟอกอากาศ ผ้าหุ้มกันไรฝุ่น

9. อาหารบางอย่างที่คุณแม่ทาน (หากให้นมบุตร) และอาหารที่ลูกทาน บางคนทานอาหารบางอย่างแล้วผื่นกำเริบ ซึ่งอาจขึ้นผื่นแดง คัน ทั้งตัวหรือเฉพาะส่วนก็ได้ เช่น นมวัว ไข่ แป้งสาลี ไข่ อาหารทะเล ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง ผลไม้รสเปรี้ยว .. หากพบว่าสัมพันธ์กับอาหาร เมื่องดสิ่งที่ลูกแพ้อย่าลืมปรึกษาแพทย์เพื่อหาอาหารทดแทน เพื่อไม่ให้ขาดสารอาหารที่จำเป็น อย่างดอาหารโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์ว่า แพ้จริงหรือไม่ เพราะจะทำให้ชีวิตเครียดโดยไม่จำเป็น

10. เกิดมามีผิวหนังแห้งเพราะขาดชั้นไขมันตามธรรมชาติ…ปัจจุบันพบว่าการทาครีม เสมือนเป็นการช่วยเติมเต็มเซราไมด์ เพิ่มสารไขมันในชั้นผิวหนัง เป็นชั้นป้องกันช่วยคงความชุ่มชื้นไม่ให้สูญเสียน้ำผ่านผิว และ ป้องกันไม่ให้สารระคายเคืองและสารก่อภูมิแพ้ผ่านผิวหนังเข้าไปทำให้เกิดการกำเริบของผื่นแดง คัน ผื่นแพ้ระคายเคือง ช่วยลดการใช้สเตียรอยด์ลงได้”

เอลามายด์ ซูทติ้ง ครีม

การปกป้องดูแลผิวลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอาการผื่น แดง คัน ด้วยการทาครีม  ในขั้นตอนนี้สำคัญมากค่ะ เพราะการทาครีมที่ผิวลูกน้อยอย่างถูกต้อง จะเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับผิวจากอาการแพ้ระคายเคืองที่มักเกิดขึ้นกับผิวลูกน้อย คุณหมอสุธีรา แนะนำว่า “วิธีทาครีมอย่างมีประสิทธิภาพคือ ให้ทาหลังอาบน้ำทันที เพราะช่วงเวลานั้นผิวหนังจะรับครีมเข้าไปได้เต็มที่ ให้ทาเยอะๆ เทใส่ฝ่ามือในปริมาณที่เมื่อลูบไปที่ตัว แขน ขา หน้า หลัง ของลูกแล้วต้องถูไปมาอยู่นาน 2-3 นาที ครีมจึงจะซึมเข้าไปจนหมด ไม่เหลือเปียกไว้ที่ผิวหนัง ถ้าทาแป๊บเดียวไม่ถึง 2-3 นาทีก็หายเปียกแล้ว แสดงว่าใช้ครีมน้อยเกินไป ถ้าถูนาน 3 นาทีแล้วยังเปียกอยู่ แสดงว่าชโลมครีมมากเกินไป ก็ต้องเสียเวลาถูนาน

ส่วนการเลือกครีม ควรเลือกชนิดที่มีคุณสมบัติเด่น 3 ด้าน คือ ดูดซับความชุ่มชื้นมาไว้ที่ผิว ช่วยเคลือบผิวกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มน้ำยาวนาน และซึมเข้าผิวช่วยให้ผิวนุ่ม ถ้าอาการแพ้ระคายเคืองเกิดขึ้นที่ผิวหน้า หรือรอบริมฝีปาก ยิ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ด้วย Organic Moisturizer และ Food grade เพื่อความอ่อนโยน และปลอดภัย เพื่อให้คุณแม่มั่นใจสามารถทาใกล้ตาและปากได้”

เอลามายด์ ซูทติ้ง ครีม

คุณพ่อคุณแม่ได้รับคำแนะนำในการดูแลปกป้องผิวลูกน้อยจากอาการผื่น แดง คัน  แพ้ระคายเคืองจากคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กันไปแล้ว เชื่อว่าจะสามารถรับมือกับปัญหาผิวที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยกันได้อย่างแน่นอนค่ะ ทั้งนี้หากดูแลเบื้องต้นตามนี้แล้วยังไม่ดีขึ้นควรพบหมอผิวหนังเด็กเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องค่ะ ซึ่งคุณหมอมักสั่งยาสเตียรอยด์ทาช่วงสั้นๆ เพื่อให้หายอักเสบเร็วขึ้น บางรายอาจต้องใช้ยาทานฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ติดเชื้อแทรกซ้อน หรือยาทานลดอาการคันเพื่อให้คุณภาพการนอนดีขึ้นและไม่เกาจนติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

เอลามายด์ ซูทติ้ง ครีม

💙 เอลามายด์ ซูทติ้ง ครีม เป็นอีกทางเลือกให้เหมาะกับผิวลูก

  • เป็นครีมที่เป็น 100% ออร์แกนิก มอยส์เจอไรเซอร์ และ เป็น Food grade มั่นใจได้ว่า ปลอดภัย สามารถทาใกล้ปากลูกได้ หรือทาตัวก็ไม่ต้องกลัวเวลาลูกเลีย/อมมือ
  • มีนวัตกรรม Cera-Shield ที่เป็น Double Ceramide ช่วยให้เนื้อครีมซึมได้ดี และซึมลึก จึงช่วยเพิ่มและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนานขึ้น
  • ช่วยลดอาการแพ้ระคายเคือง ได้ 7 อาการ ได้แก่ 1.ผด 2.ผื่น 3.แพ้ 4.แห้ง 5.แสบ 6.แดง และ 7.คัน
  • ช่วยฟื้นฟูเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการเกิดซ้ำได้อีก เมื่อใช้ทุกวันหลังอาบน้ำ
  • ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ว่า ปลอดภัยสำหรับทารก และคุณแม่
  • ปราศจากสารสเตียรอยด์ สี น้ำหอม สารกันเสีย พาราเบน และแอลกอฮอล์
  • เอลามายด์ ซูทติ้ง ครีม แบรนด์อันดับ 1 ที่คุณแม่แนะนำให้คุณแม่ที่มีลูกน้อยใช้

เอลามายด์ ซูทติ้ง ครีม

 

 

วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก

วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก ต้องซักแบบไหน ไม่ทำร้ายผิวลูก

เห็นผิวลูกแรกเกิดนุ่มนิ่ม น่ากอด น่าจุ๊ฟ คุณแม่รู้ไหมว่าผิวลูกมีความบอบบาง อ่อนโยนมากๆ และก็ไวต่อการระคายเคืองด้วยค่ะ ซึ่งการปกป้องผิวลูกน้อยอย่างง่ายที่สุด ให้เริ่มดูแลจากเสื้อผ้า ผ้าขนหนู ผ้าอ้อม ฯลฯ ที่สัมผัสกับผิวลูก สำคัญคือ จะต้องสะอาด ไม่เหม็นอับ เนื้อผ้าไม่หยาบกร้านทำร้ายผิวลูกได้ค่ะ

  • การเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับผิวลูกวัยทารก

คุณแม่มือใหม่จะซื้อเสื้อให้กับลูกวัยทารก หรือเด็กเล็กๆ แนะนำให้เลือกเป็นชุดเด็กที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าที่มาจากเส้นใยธรรมชาติเช่น ผ้าฝ้าย เพราะเนื้อผ้าฝ้ายจะมีความบางเบา สวมใส่สบาย และก็ระบายอากาศได้ดี ไม่ทำให้ร้อน ที่สำคัญเนื้อผ้าฝ้ายจะมีความนุ่ม เวลาที่เนื้อผ้าสัมผัสกับผิวบอบบางของลูกน้อย ก็จะไม่ระคายเคือง

สำหรับเสื้อผ้าเด็กทารกที่เหมาะจะสวมใส่ให้ในช่วง 1-3 เดือนแรก คุณแม่ควรเลือกชุดที่ออกแบบให้ผูกเชือกไว้ด้านหน้า เพราะง่ายต่อการสวมใส่ และไม่ทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด อีกจุดหนึ่งที่ต้องดูให้ดี คือ ป้ายบอกไซส์ ควรที่จะติดอยู่ด้านนอกชุด เพราะถ้าติดอยู่ด้านในชุดเด็ก เหลี่ยมมุมของป้ายมักก่อให้เกิดการคัน ระคายเคืองกับผิวลูกได้ค่ะ ส่วนตะเข็บเย็บถ้าเป็นชุดเสื้อผ้าเด็กควรจะเย็บตะเข็บให้เรียบไปกับเนื้อผ้าไว้ด้านนอกชุด เพื่อลดการเสียดสีกับผิวลูกน้อยค่ะ

วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก

  • ซักเสื้อผ้าเด็กทารก ชุดเสื้อผ้าใหม่ VS ชุดเสื้อผ้าเก่า

ชุดเสื้อผ้าใหม่ :

มีคุณแม่มือใหม่ถามว่าชุดเสื้อผ้าลูกที่พึ่งซื้อมาใหม่ๆ ต้องซักก่อน หรือสวมใส่ให้ลูกได้เลย ตอบตรงนี้ค่ะว่า ชุดเสื้อผ้าเด็ก ไม่ว่าจะชุดเด็กทารก เด็กเล็ก เด็กโต หรือแม้แต่ชุดคุณพ่อคุณแม่ที่ซื้อมาใหม่เอี่ยม ก่อนส่วมใส่ ควรซักทำความสะอาดก่อนค่ะ

ยิ่งโดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กทารก ต้องซักทำความสะอาดก่อนสวมใส่ให้ลูกทุกครั้ง เพราะถึงจะเป็นชุดใหม่ แต่ในกระบวนการผลิต เนื้อผ้า การตัดเย็บ ฯลฯ อาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนมาได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ละอองต่างๆ เป็นต้น

ชุดเสื้อผ้าเก่า :

เสื้อผ้าเก่าในที่นี้หมายถึง ชุดที่คุณแม่ซื้อมาใหม่ ซักทำความสะอาดแล้ว และลูกก็ได้ใส่ ได้ใช้แล้ว แน่นอนว่าต้องมีทั้งคราบเหงื่อ คราบอุจจาระ ปัสสาวะ คราบนม เป็นต้น ชุดเสื้อผ้าลูกที่ใส่แล้ว แนะนำให้ซักทำความสะอาดทันที ไม่ควรหมักหมมไว้รอซักเยอะๆ ทีเดียว ไม่ได้นะคะ เพราะเสื้อผ้าเด็กที่มีคราบเลอะ หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจมีการก่อตัวของเชื้อโรค แบคทีเรียที่มากับคราบสกปรกได้ค่ะ

วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก

  • วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก (เด็กอ่อน-เด็กเล็ก-เด็กโต) ต้องสะอาด และอ่อนโยนต่อผิว

เสื้อผ้าเด็กไม่ว่าของลูกช่วงวัยไหน คุณแม่ต้องใส่ใจดูแลในทุกขั้นตอนค่ะ หัวใจสำคัญของการซักเสื้อผ้าคือต้องได้ความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิว อย่าลืมว่าผิวลูกบอบบาง และไวต่อการแพ้ระคายเคือง มาดูวิธีซักเสื้อผ้าเด็กที่ไม่ทำร้ายผิวลูกน้อยกันค่ะ

วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก

  1. ต้องแยกซัก ผ้าขาว , ผ้าสี , ผ้าที่ไม่มีคราบเปื้อน และ ผ้าที่มีคราบเปื้อน ไม่ควรนำมาซักรวมกัน
  2. ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ซักชุดเสื้อผ้าลูก ผ้าอ้อม ผ้าขนหนู ชุดเครื่องนอน เป็นต้น ต้องไม่ใช้เป็นผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้าทั่วไป ให้เลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะจะไม่มีสารเคมีรุนแรงต่อผิว
  3. ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ที่เลือกใช้ซักทำความสะอาดเสื้อผ้าลูกน้อย ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับผิวแพ้ง่าย สูตรออร์แกนิค ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ เพราะ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคือง และอ่อนโยนต่อผิวบอบบางของลูกน้อย
  4. ชุดเสื้อผ้าลูกน้อยหลังจากซักแล้ว สามารถปรับเนื้อผ้าให้นุ่มด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มาคู่กันกับน้ำยาซักผ้าเด็กค่ะ หรือจะใช้เป็นผลิตภัณฑ์ซักและปรับผ้านุ่มสำหรับเด็ก สูตร 2in1 ซักพร้อมปรับในสูตรเดียวกัน คุณแม่ไม่ต้องแช่ผ้าในน้ำยาปรับผ้านุ่มอีกครั้งให้ยุ่งยาก จากนั้นก็ให้ตากเสื้อผ้าไว้ในที่ที่มีลมและแสงแดดอ่อนๆ เสื้อผ้าจะได้แห้ง และไม่มีกลิ่นอับชื้นค่ะ

วิธีซักเสื้อผ้าเด็กไม่มีอะไรที่ยุ่งยากค่ะ แต่สำคัญตรงที่การใช้ผลิตภัณฑ์ซักและปรับผ้านุ่มสำหรับเด็ก ที่ขอย้ำว่าต้องเป็นสูตรออร์แกนิค ดีต่อเนื้อผ้า และอ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย

  • ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก เบบี้มายด์ 2อิน1 ไบโอแกนิก ดีต่อผ้า สัมผัสนุ่มต่อผิวลูก

ด้วยความที่เป็นพ่อแม่มือใหม่ อะไรง่ายและสะดวกยิ่งดีค่ะ การซักเสื้อผ้าลูกก็เช่นกัน ยิ่งลูกวัยทารกช่วงนี้ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม เปลี่ยนเสื้อผ้าเยอะหน่อย เพราะลูกฉี่และอึบ่อย คุณแม่ต้องหมั่นเปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน เพื่อให้ลูกสบายตัวที่สุด

ซึ่งการซักผ้าให้ลูกน้อยสำหรับคุณแม่ในนาทีนี้ ต้องยกให้ “ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก เบบี้มายด์ 2อิน1 ไบโอแกนิก ซักพร้อมปรับผ้านุ่มในสูตรเดียว” เพื่อผิวบอบบางของลูกน้อยโดยเฉพาะ

ทีมแม่ABK ได้ลองใช้เบบี้มายด์ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าผสมปรับผ้านุ่ม ไบโอแกนิก สูตรใหม่!! กับเสื้อผ้าของเด็กๆ ที่บ้าน บอกเลยว่าดีงามมากๆ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดเวลาในการซักผ้า เสื้อผ้าที่ซักปรับด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กเบบี้มายด์ 2อิน1 ไบโอแกนิก ผ้าสะอาดมาก  เนื้อผ้านุ่ม ใส่สบายผิว กลิ่นหอมละมุน ลดความกังวลเรื่องสารเคมีอันตรายที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการระคายเคือง มาดูคุณสมบัติของ “ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก เบบี้มายด์ 2อิน1 ไบโอแกนิกว่าทำไมดีต่อผ้า และสัมผัสนุ่มต่อผิวลูก

วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก

  1. ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กเบบี้มายด์2อิน1ไบโอแกนิกผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่ออกแบบพิเศษสำหรับทำความสะอาดเสื้อผ้าเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด 0+
  2. สูตร 2IN1 ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กผสมปรับผ้านุ่ม ผ้าสะอาดสัมผัสนุ่มในขวดเดียวด้วย Natural Polymer สารสกัดธรรมชาติที่เพิ่มความนุ่มแทนสารเคมีทั่วไปที่มักทำให้เกิดการระคายเคือง
  3. อ่อนโยนจากธรรมชาติX2 ผสมผสานคุณค่าเอสเซ้นส์ออร์แกนิคคาโมมายล์ ( ได้รับตรารับรอง ECOCERT) และออร์แกนิคจากดอกฮันนี่ซัคเคิล (ได้รับตรารับรอง USDA)
  4. สารทำความสะอาดสังเคราะห์จากพืชธรรมชาติ (Plant-based surfactant derived from Natural Palm Kernel)
  5. ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Dermatologically tested**) ; ไม่มีสี ไม่มีสารฟอกขาว ไม่ใส่สารเรืองแสง ไม่ใส่สารพาราเบน
  6. ลดกลิ่นอับชื้น^ และป้องกันคราบสกปรกย้อนกลับติดผ้า
  7. สามารถซักได้ทั้ง ซักมือ และซักเครื่อง

ว้าว!! มากๆ กับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก เบบี้มายด์ 2อิน1 ไบโอแกนิก ซักเสื้อผ้าลูกสะอาด ใส่นุ่ม สบายผิว กลิ่นหอมละมุน Item นี้เด็ดและดีจริง แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้ใช้กันค่ะ นอกจากนี้ยังมีสูตรที่ดีไม่แพ้กัน ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กเบบี้มายด์ 2อิน1 ไวท์ ซากุระ และผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก เบบี้มายด์ 2อิน1 สวีท อัลมอนด์ 

วิธีซักเสื้อผ้าเด็ก

หาซื้อได้แล้ววันนี้ตามร้านค้าชั้นนำและห้างสรรพสินค้าทั่วไป หรือช่องทางออนไลน์ที่ Babi mild Official – Lazada, Shopee, JD Central และ Osotspa Delivery

Lazada:   https://www.lazada.co.th/shop/babi-mild-official/

JD:           http://mall.jd.co.th/pc/index-12192.html

Shopee:   https://shopee.co.th/babimild_officialshop

Osotspa Delivery:  https://www.osotspadelivery.com/th

#ซักผ้าเด็ก2อิน1 #เบบี้มายด์ #ไบโอแกนิก

 

*ออร์แกนิค สื่อถึงเอสเซ้นคาโมมายล์และฮันนี่ซัคเคิลออร์แกนิคที่มีในสูตรไบโอแกนิก

**จากผลการทดสอบการระคายเคืองผิวหนังในกลุ่มตัวอย่าง 20 คน อายุ 20-60 ปี มค. 63 โดย DRC Thailand Co.,Ltd  ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกลุ่มตัวอย่างเว้นแต่การแพ้หรือการระคายเคืองส่วนบุคคล

^ ด้วยกลไกการทำงานของสารดักจับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และกลิ่นของน้ำหอม

แม่หงุดหงิดใส่ลูก

หมอแนะวิธีแก้ แม่หงุดหงิดใส่ลูก เหตุเพราะโควิดพาชีวิตแม่เครียด!

แม่หงุดหงิดใส่ลูก – ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของบ้านเมืองในยุคโควิด เชื่อว่าหลายครอบครัวต่างได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกเล็กๆ เด็กวัยเรียนที่ต้องปรับแผนการเรียนให้เข้ากับสถานการณ์ของโรคระบาดด้วยการเรียนออนไลน์จากที่บ้านกันมากขึ้น ซึ่งเมื่อลูกต้องเรียนออนไลน์ ต้องคลุกคลีอยู่กับบ้านกับคุณแม่ที่ต้องรับผิดชอบทำงานบ้าน ไหนจะงานส่วนตัว หรือส่วนรวมต่างๆ อีกมากมาย

แล้วยังต้องเจียดเวลามาช่วยดูแลความเรียบร้อยให้ลูกๆ ให้เรียนออนไลน์ได้อย่างราบรื่น เชื่อว่าคุณแม่หลายคนต้องรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ ด้วยภาระที่มากขึ้น และแน่นอนเมื่อเรารู้สึกเหนื่อย ก็อาจหงุดหงิดอารมณ์เสียได้เป็นธรรมดา และบางครั้งก็พาลหงุดหงิดใส่ลูก แล้วมารู้สึกผิดทีหลัง แต่ลูกก็เสียความรู้สึกไปแล้ว ทีนี้คุณแม่จะทำยังไงให้สถานการณ์มันดีขึ้น วันนี้มีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

หมอแนะวิธีแก้ แม่หงุดหงิดใส่ลูก เหตุเพราะโควิดพาชีวิตแม่เครียด!

มีข้อมูลดีๆ จากเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา โดย พญ. เบญจพร ตันตสูติ  จิตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ที่ได้โพสต์เรื่องราวของคุณแม่คุณลูกคู่หนึ่ง ที่จูงมือกันมาปรึกษาคุณหมอ ด้วยสถานการณ์ในบ้านที่ค่อนข้างตึงเครียดจากการที่คุณแม่มีความเครียดสะสมจากการต้องสอนการบ้านลูก และมักเผลอหงุดหงิดตะคอกใส่ลูกอยู่บ่อยๆ จนรู้สึกว่า เริ่มจะเป็นปัญหาของครอบครัว โดยเนื้อหาในโพสต์มีดังนี้ค่ะ

แม่ลูกจูงมือกันมาปรึกษาคุณหมอ

แม่พาลูกสาวอายุ 6 ขวบ ‘ส้มโอ’ มาด้วยเรื่องที่ส้มโอกับแม่ทะเลาะกันบ่อย จนเป็นความเครียดซึ่งแม่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงดี

ส้มโอเป็นเด็กน่ารักช่างพูด แต่ไม่ถนัดอ่านเขียน และไม่ค่อยมีสมาธินัก
จากการพูดคุย คุณแม่เป็นคนที่ใจร้อนและขี้หงุดหงิดมาก มักจะโกรธลูกบ่อยๆ เวลาลูกทำผิด โดยเฉพาะเวลาสอนการบ้าน แล้วลูกทำช้า ทำผิด ยิ่งช่วงหลังที่มีการระบาดของโควิด ลูกต้องเรียนออนไลน์ แม่เป็นคนดูแลหลัก ครูก็สั่งงานให้ค่อนข้างมาก
ที่ผ่านมาจึงพยายามและตั้งใจที่จะไม่โกรธ แต่ปรากฎว่าทำให้ระเบิดอารมณ์กับลูกมากขึ้น
กลายเป็นความเครียดกันทั้งลูกและแม่ พอแม่โกรธ ตะโกนใส่ลูก ลูกก็หงุดหงิด ยิ่งต่อต้าน โวยวายกลับ บางทีรุนแรง แม่มีลงไม้ลงมือกับลูก และจบลงด้วยการร้องไห้กันทั้งแม่และลูก
ส้มโอตอบคำถามที่หมอถามเธอว่า
“หนูอยากจะให้หมอช่วยอะไรหนูบ้างเกี่ยวกับคุณแม่ “
“หนูอยากให้แม่มีความสุขมากขึ้น และดุหนูน้อยลงนิดนึง”
จากคำตอบของส้มโอข้างต้น เด็กเองก็เข้าใจว่าช่วงหลังแม่ดูไม่ค่อยมีความสุขและดุมากขึ้น

แม่หงุดหงิดใส่ลูก
แม่หงุดหงิดใส่ลูก

คุณแม่ถามหมอว่า “ทำยังไง ให้ไม่ต้องโกรธหรือโมโหลูก”
จริงๆแล้วหมออยากบอกพ่อแม่ทุกคนว่า ความโกรธเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต เป็นอารมณ์แบบหนึ่ง ไม่ต้องไปห้ามหรือปฏิเสธ ไม่งั้นมันก็จะเหมือนลูกโป่งที่ถูกอัดลมไว้มากๆเข้า ไม่ลมอัดไปมากเกินไป มันก็แตกออกมา เปรียบกับการระเบิดอารมณ์ในเวลาที่เราไม่ไหวแล้ว
แค่เข้าใจและยอมรับ รู้เท่าทันอารมณ์โกรธ และจัดการอย่างเหมาะสม
1) ถ้าโกรธอย่าเพิ่งพูดหรือทำอะไรตอนนั้น เพราะมันอาจจะเป็นไปอย่างไม่มีสติ เมื่อเวลาผ่านไประดับอารมณ์โกรธลดลง พ่อแม่จะจัดการอะไรได้ดีขึ้น
2) เวลาที่มีอารมณ์โกรธจะจัดการอย่างไร  วิธีหนึ่งที่หมอมักจะแนะนำกับคนไข้ก็คือ การฝึกการหายใจเพื่อนผ่อนคลายอารมณ์ เริ่มจะการหายใจเข้าให้ลึก หลังจากนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาทางปากจนสุด ทำซ้ำสัก 4-5 ครั้ง อารมณ์จะค่อยๆคลายและเบาบางลงไป
3) ถ้าพ่อแม่ทำได้ ลูกก็จะเรียนรู้วิธีการจัดการกับความโกรธไปด้วย เพราะซึมซับตัวอย่างจากพ่อแม่ (ซึ่งเราจะเห็นบ่อยๆว่า ลูกที่ขี้หงุดหงิด ชอบตะโกนและโวยวาย บางทีก็เกิดจากการมองเห็นตัวอย่างจากเห็นพ่อแม่ทำในเวลาที่โกรธเหมือนกัน)
4) แต่ถ้าบางครั้งพ่อแม่ยังจัดการอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ได้ก็ไม่ต้องรู้สึกผิด หรือเสียใจ เพราะเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำไม่ได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นเรื่องปกติ ก็ค่อยๆปรับไปนะคะ
5) ที่สำคัญที่สุดอย่าลืมดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจพื้นฐานของพ่อแม่ก่อน  ให้ดีด้วย พักผ่อนให้เพียงพอ บางครั้งถ้าอารมณ์พื้นฐานไม่ดี ก็จะโกรธและหงุดหงิดง่าย และจัดการกับอารมณ์ยากขึ้น หาตัวช่วยบ้างถ้าต้องการความช่วยเหลือ

 

แม่หงุดหงิดใส่ลูก
แม่หงุดหงิดใส่ลูก

หมอพูดคุยกับคุณแม่ส้มโอให้เข้าใจของความเครียดที่เกิด เริ่มจากการทำความเข้าใจพื้นฐานและธรรมชาติของลูกว่าเป็นอย่างไร (ไม่ค่อยถนัดอ่านเขียน ทำงานช้า ไม่ค่อยมีสมาธิ) บวกกับสถานการณ์โควิดระบาด ที่คงทำให้อะไรเคร่งเครียดขึ้น จัดการความคาดหวังที่มีกับลูก และค่อยๆ ปรับไป มีวิธีจัดการอารมณ์ตัวเองที่เหมาะสม
ก่อนที่จะโกรธจนทะเลาะกัน อย่าลืมว่าทั้งแม่และลูกก็ต้องการกำลังใจกันทั้งคู่
เป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกคนนะคะ
หมายเหตุ: เรื่องของส้มโอเป็นเรื่องที่คุณหมอดัดแปลงมาจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม
สำหรับการที่คุณพ่อคุณแม่ รู้วิธีจัดการกับอารมณ์โกรธต่างๆ ก่อนที่จะระเบิดไปลงที่ลูก เท่ากับเป็นการรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกได้ ในเรื่องของการรู้จักควบคุมอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อลูก เพราะลูกของคุณจะซึมซับพฤติกรรมในการจัดการอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ได้โดยปริยาย
นอกจากนี้ หากคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังให้ลูกได้ฝึกฝนทักษะในการรู้จักอารมณ์ตัวเองและผู้อื่น สามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ลูกยังเล็ก จะช่วยเสริมสร้างทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)  ให้กับลูกได้อีกด้วยค่ะ และเมื่อลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาจะรู้จัก รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองและของผู้อื่นได้ดี ทำให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่ยากลำบาก ได้แน่นอนค่ะ
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา

 

แม่ท้องติดโควิด

งานวิจัยเผย! แม่ท้องติดโควิด เสี่ยงเสียชีวิตสูง!

แม่ท้องติดโควิด – ผลการศึกษาใหม่เผย หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด -19 มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้มากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ติดเชื้อไวรัส หากไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมได้

วิจัยล่าสุดเผย! แม่ท้องติดโควิด เสี่ยงเสียชีวิตได้สูง!

การศึกษาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดซึ่งตีพิมพ์ใน JAMA Pediatrics พบว่าหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และไม่ได้ตั้งครรภ์ มีแนวโน้มที่จะติดไวรัสได้ไม่ต่างกัน นอกจากนี้พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดโควิด -19 มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตมากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ติดเชื้อไวรัส ถึง 22 เท่า

ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง น้ำหนักเกินยิ่งเสี่ยง

การศึกษาของ UW Medicine ในซีแอตเทิลและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเกี่ยวข้องกับหญิงตั้งครรภ์ 2,130 คนจากโรงพยาบาลคลอดบุตร 43 แห่งใน 18 ประเทศที่มีรายได้ต่ำปานกลางและสูงตามข้อมูลของ UW Medicine ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 220 คนในสหรัฐฯ

“การศึกษานี้มีลักษณะเฉพาะเนื่องจากผู้หญิงแต่ละคนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ถูกเปรียบเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ติดเชื้อ 2 คน ที่คลอดบุตรในช่วงเวลาเดียวกัน ในโรงพยาบาลเดียวกัน” การศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคอ้วนความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานมีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรง อย่างไรก็ตามสตรีมีครรภ์ที่ติดเชื้อ COVID-19 ที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรงมีโอกาสน้อยที่จะคลอดก่อนกำหนด มีภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือต้องได้รับการดูแลรักษาจาก ICU

จากการศึกษาพบว่าในบรรดามารดาที่ตรวจผลการติดเชื้อโควิด-19 เป็นบวก 11.5% ทารกก็มีผลเป็นบวกเช่นกัน โดยปกติแล้วทารกจะพบว่ามีการติดเชื้อ COVID-19 ที่ไม่รุนแรง แต่การผ่าตัดคลอดอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะติดเชื้อได้  นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้ส่งต่อโรคจากแม่สู่ลูก

แม่ท้องติดโควิด
แม่ท้องติดโควิด

แพทย์แนะนำหญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีน

แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยวอชิงตันและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเป็นผู้นำการวิจัย การศึกษาลงทะเบียนหญิงตั้งครรภ์ 2,130 คนจากโรงพยาบาล คลอดบุตร 43 แห่งใน 18 ประเทศ และดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคมของปี 2020

“ ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง ให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคน ได้รับวัคซีน COVID-19” ดร. ไมเคิล เกรเวตต์ ศาสตราจารย์ด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาของ UW Medicine และหนึ่งในทีมที่ทำการศึกษากล่าวในแถลงการณ์

ผู้เชี่ยวชาญกระตุ้นให้คุณแม่ที่มีครรภ์ได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันตัวเองและลูกน้อย ปัจจุบันมีข้อมูลที่ จำกัด เกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน COVID-19 ในผู้ตั้งครรภ์ การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Obstetrics & Gynecology ในเดือนมีนาคมพบว่า วัคซีน Pfizer และ Moderna มีความปลอดภัยและมีประสิทธิผลในผู้ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร

วิธีเช็กความ เสี่ยงติดโควิด-19 อาการแบบไหนต้องรีบไปตรวจหาเชื้อ

ผู้เชี่ยวชาญชี้! การให้ วัคซีนโควิด คนท้อง ยังปลอดภัย หลังไม่พบเคสรุนแรงหลังฉีด

10 สิ่งของเสี่ยงติดโควิด พ่อแม่ควรระวังป้องกัน ฆ่าเชื้อโรค ก่อนถึงตัวลูก!

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าผู้ตั้งครรภ์ “ควรเลือกรับการฉีดวัคซีน” การตั้งครรภ์จัดเป็นภาวะทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงโดย CDC ตั้งข้อสังเกตว่า “แม้ว่าความเสี่ยงโดยรวมของการเจ็บป่วยรุนแรงจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ผู้ตั้งครรภ์ก็มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยรุนแรงจาก COVID-19 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ”

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสกับโควิด -19 หรือผู้ที่มีโรคร่วมซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงได้รับการฉีดวัคซีนโดยปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ

นอกจากนี้ ควรรายงานอาการต่าง ๆ ต่อพยาบาลผดุงครรภ์ และควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์เพิ่มเติมหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

เจ็บหน้าอก หายใจถี่ มีไข้ ต้องระวัง

การวิจัยได้รวบรวมผลการวิจัยจากประเทศต่างๆ 18 ประเทศ และเปรียบเทียบกรณีกับผู้หญิงที่ติดเชื้อ COVID ที่อยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน และคลอดในเวลาเดียวกัน Aris Papagelieriou ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ทารกในครรภ์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดผู้ร่วมในงานวิจัยกล่าวว่า“ ผู้หญิงที่ติดเชื้อ COVID-19 ระหว่างตั้งครรภ์ มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ได้มากกว่า 50% ( เช่น คลอดก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ การเข้ารับการดูแลเป็นผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต) เมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

แม่ท้องติดโควิด
แม่ท้องติดโควิด

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า อาการหายใจถี่ เจ็บหน้าอก และมีไข้ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนในมารดาและการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ต่ำกว่า 2% ของผู้ที่ลงทะเบียนในการศึกษาที่มีการวินิจฉัย COVID-19 ที่เสียชีวิต โดยในบรรดาผู้หญิง 11 คนนั้น สี่คนมีภาวะครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง ห้าคนมีอาการหายใจล้มเหลวก่อนคลอด และอีกสองคนเสียชีวิตภายในหนึ่งสัปดาห์หลังคลอด หลังจากเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น COVID-19 เสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งตับและโรคตับแข็งมาก่อน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาส่วนใหญ่รวมถึงผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่สาม อย่างไรก็ตามการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของ COVID-19 ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ “จำเป็นต้องได้รับการศึกษาต่อไปอย่างเร่งด่วน”

สำหรับคนท้องที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ ไม่พาตัวเองเข้าไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากจะเป็นการป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสแล้ว ยังเป็นการปกป้องลูกน้อยในท้องไม่ให้ได้รับผลกระทบที่ร้ายแรง หากเกิดกรณีที่แม่ต้องติดเชื้อโควิดขึ้นมาจริงๆ  ทั้งนี้เมื่อลูกคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว ถึง ณ ตอนนั้นโรคติดเชื้อโควิดก็อาจจะเป็นเหมือนโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง ที่เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ หรือโรคอื่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักระมัดระวัง และให้ความสำคัญในการป้องกันตัวเองไม่ให้รับเชื้อจนเกิดอาการป่วย ซึ่งเราสามารถปลูกฝังทักษะการให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมสร้างให้ลูกได้มีทักษะด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ)  เพื่อช่วยให้ลูกของเราห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เราไม่อาจคาดเดาได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : 12newsnow.com,abcnews.go.com,aa.com.tr

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ด่วน กทม.สั่งปิด 31 สถานที่เสี่ยงโควิด มีผล 26 เม.ย.

คนท้องติดโควิด รักษาอย่างไร? กระทบลูกในท้องหรือไม่?

เปิดจองสิทธิ์ประกันสังคมพื้นที่กทม ลงทะเบียนตรวจโควิดฟรี ต้องทำอย่างไร

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โควิดระบาดในเด็ก

รอบนี้ดุ! โควิดระบาดในเด็ก เชียงใหม่ ติดแล้วเกือบร้อย!

โควิดระบาดในเด็ก – สืบเนื่องจากเพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลนครพิงค์ ได้โพสต์ให้ความรู้ผ่านเพจเพจ ประเด็น มี ผู้ป่วยเด็กเล็กติดเชื้อโควิด การระบาดของโรคโควิดระลอกนี้ใน จ.เชียงใหม่ มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กและเด็กวัยเรียนจำนวนมาก จากสถิติผู้ป่วย โควิด-19 ในจังหวัดเชียงใหม่จนถึงวันที่ 27 เมษายน 2564 มีผู้ป่วย โควิด-19 สะสม 3,359 ราย พบว่ามีการติดเชื้อภายในครอบครัวค่อนข้างสูง และเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ถึง 99 ราย (2.9 %) เลยทีเดียว

รอบนี้ดุ! โควิดระบาดในเด็ก เชียงใหม่ ติดแล้วเกือบร้อย!

เด็กเล็กมีโรคประจำตัวเสี่ยงอาการรุนแรง

สำหรับอาการในเด็กส่วนใหญ่ แม้บางรายไม่แสดงอาการหรืออาการไม่หนักเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ แต่ถ้าเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี และมีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือ มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งการดูแลผู้ป่วยเด็กในจังหวัดเชียงใหม่ มีการมอบหมายให้โรงพยาบาลนครพิงค์เป็นโรงพยาบาลหลักในการให้การดูแลเด็กๆ ตลอดจนทีมกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลรับผิดชอบในการให้คำปรึกษากรณีเด็กติดเชื้อ โควิด-19อีกด้วย

โควิดระบาดในเด็ก
โควิดระบาดในเด็ก (Credit : เพจโรงพยาบาลนครพิงค์)

ปัจจุบัน โรงพยาบาลนครพิงค์ รับดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นเด็กซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและเด็กที่มีอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัส ส่วนเด็กที่ไม่มีอาการหรือพิจารณาแล้วไม่มีความเสี่ยงสามารถให้การดูแลที่โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลเอกชน หรือ โรงพยาบาลสนาม ได้ เช่น กรณีที่ศูนย์เด็กเล็ก ต.แม่คือ อ.ดอยสะเก็ด

พ่อแม่ไปพื้นที่เสี่ยงโควิดกักตัว 14 วัน ที่บ้านอย่างไร? ให้ลูกปลอดภัย ปลอดเชื้อ!

สสส. แนะวิธี ป้องกันลูกจากโควิด กับ 4 ข้อ ที่พ่อแม่ต้องเพิ่มความระวัง!

โควิดขยายวงจู่โจมทารก-เด็กเล็ก สหรัฐพบ เด็กติดโควิด19 แตะ 2 ล้านคน

อายุน้อยที่สุดที่ติดเชื้อ อายุเพียง 3 เดือน

โดยที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลนครพิงค์ได้ให้การรักษาเด็กกลุ่มเสี่ยงและมีอาการไปแล้ว 12 ราย โดยพบว่าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ถึง 9 ราย ซึ่งเด็กที่อายุน้อยที่สุดที่ติดเชื้อโควิด-19 อายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น โดยเด็กส่วนใหญ่จะมีอาการป่วยในระดับปานกลาง (ระดับสีเหลือง) 8 ราย (73%) มีผลเอกซเรย์ปอดผิดปกติ แต่ไม่มีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ โดยมีเด็ก 1 รายที่พบว่ามีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ นอกจากนี้ยังมีเด็อีก 2 รายที่มีความเสี่ยง แต่ว่าไม่มีอาการป่วย

ในเด็กจำนวน 12 ราย  อาการที่พบบ่อย ได้แก่ น้ำมูก 82% และมีไข้ 45% นอกจากนั้น ทานได้ลดลง ถ่ายเหลว เล่นลดลง ซึม หรือมีผื่น ในรายที่มีอาการหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรครุนแรงจะให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ หลังจากที่ได้ให้การรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ไป 10 จาก 12 ราย เด็กทุกรายมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับยา

โควิดระบาดในเด็ก
โควิดระบาดในเด็ก (Credit : เพจโรงพยาบาลนครพิงค์)

การที่ เด็กป่วยเป็น โควิด-19 มีผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ที่ทีมแพทย์ผู้รักษาจำเป็นต้องมองให้รอบด้านเป็นองค์รวม เช่น กรณีตรวจพบเด็กติดเชื้อ โควิด-19 แต่พ่อแม่ตรวจไม่พบเชื้อหรือพ่อแม่ตรวจ พบเชื้อโควิด-19 แต่ไม่พบเชื้อในเด็ก

ซึ่งหลักของการควบคุมโรคติดต่อจำเป็นต้องมีการแยกเด็กที่ติดเชื้อ โควิด-19 และกักตัวนานอย่างน้อย14 วัน การกักตัวเด็กเล็กที่ติดเชื้อ โควิด-19 ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจทั้งการถูกจำกัดพื้นที่ การที่ต้องแยกจากพ่อแม่หรือครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังดูแลตนเองไม่ได้

สาเหตุหลักที่เด็กติดโควิด เกิดจากผู้ใหญ่นำเชื้อมาให้

โดยทั่วไปแล้วในเด็กก่อนวัยเรียนมักจะใช้เวลาอยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสที่จะสัมผัสเชื้อไวรัส หรือเกิดความเสี่ยงได้น้อย สาเหตุในการได้รับเชื้อของเด็กกลุ่มนี้จึงเกิดจากผู้ใหญ่ที่นำเชื้อจากนอกบ้านกลับมาติดเด็กๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่เลี้ยง ดังนั้น ทุกคนควรป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

อย่างไรก็ตาม ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้าน  หมั่นล้างมือบ่อยๆ งดไปพื้นที่เสี่ยง หรือพื้นที่ชุมชนที่มีคนแออัด เพื่อป้องกันทั้งตัวท่านเอง และเด็กๆ ที่อาจต้องมาติดเชื้อจากผู้ใหญ่อย่างเราๆ ได้

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : bangkokbiznews.com,news.thaipbs.or.th

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เปิดจองสิทธิ์ประกันสังคมพื้นที่กทม ลงทะเบียนตรวจโควิดฟรี ต้องทำอย่างไร

รวมประกันโควิด 2021 เทียบเบี้ยประกันไวรัสโคโรน่า COVID-19

ชวนเข้าครัว!ให้ อาหารเป็นยา กับเมนูอร่อยต้านโควิด-19

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

6 เทคนิคสุดน่ารักสร้างสรรค์ช่วยลูกแยก ซ้ายขวา ได้ง่ายๆ

สับสน ซ้ายขวา เป็นเรื่องปกติไหม ลูกอายุเท่าไหร่ถึงควรแยกแยะได้ หาคำตอบพร้อมกัน แถมเรียนรู้วิธีสอนลูกแยกแยะซ้ายขวาด้วยวิธีสุดน่ารัก เตรียมให้ลูกพร้อมก่อนใคร

6 เทคนิคสุดน่ารัก และสร้างสรรค์ช่วยลูกแยกแยะ ซ้ายขวา ได้ง่าย ๆ

เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หน้าเดิน…

คำสั่งง่าย ๆ เช่นนี้คุณสามารถปฎิบัติได้อย่างทันทีเลยหรือเปล่า ลองเช็กตัวเองกันดูสิว่า เราต้องฉุกคิดสัก 1-2 วินาทีหรือไม่ก่อนปฎิบัติตาม หรือต้องระลึกนึกถึงสิ่งใดก่อนถึงทำตามกันได้นะ หรือว่าไม่สามารถแยกซ้ายขวาได้เลย

ปกติแล้วสมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของสมองซีกขวา และสมองซีกขวาก็ควบคุมการทำงานของสมองซีกซ้ายสลับกันไปอยู่ตลอดเวลา ผู้หญิงซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้สมองทั้งสองซีกไปพร้อม ๆ กัน ทำให้มีโอกาสสับสนเวลาแยกฝั่งซ้ายและขวา ในขณะที่ผู้ชายใช้สมองทีละซีก จึงมีโอกาสสับสนเรื่องซ้ายขวาได้น้อยกว่าผู้หญิงนั่นเอง

ดังนั้นหากคุณต้องฉุกคิดสัก 1-2 วินาทีก่อนทำ ถือได้ว่าไม่ผิดปกติร้ายแรง นอกจากว่าจะไม่สามารถแยกซ้ายและขวาได้เลยจริง ๆ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แบบนี้เราสามารถไปปรึกษาแพทย์ได้เพื่อหาสาเหตุได้

ซ้ายขวา ทางไหนดีนะ
ซ้ายขวา ทางไหนดีนะ

สมองควบคุมการสั่งการซ้ายขวาอย่างไร

การทำงานของสมองที่แบ่งเป็นซ้ายและขวานั้นถูกพบในปี 1960 โดยนักจิตวิทยาทางประสาท Roger W. Sperry การรับรู้ซ้ายขวานั้นเป็นการทำงานของระบบประสาทเหมือนกับความสามารถในด้านอื่น ๆ เช่น ประสาทการมองเห็น ภาษา ตรรกะ ความจำ เป็นต้น ซึ่งความผิดปกติในการแยกซ้ายขวานั้น มักจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการทำงานของสมองนั้นจะทำงานโดยให้สมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายในด้านขวา และสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่ายกายในด้ายซ้าย ซึ่งผู้หญิงจะใช้สมองทั้งสองข้างพร้อม ๆ กันในการคิดวิเคราะห์ทำให้เกิดอาการสับสนได้ง่ายเวลาแยกซ้ายขวา แต่ในขณะที่ผู้ชายจะใช้สมองที่ละซีกในการคำนวนทำให้มีโอกาสที่จะสับสนเรื่องการแยกซ้ายขวาได้น้อยกว่าผู้หญิง

สับสนซ้ายขวา

การรับรู้ซ้ายขวา เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท เช่นเดียวกับความสามารถในการรวบรวมข้อมูลประสาทสัมผัสและการมองเห็น ภาษา และความจำ สำหรับบางคนอาจตัดสินใจเลือกได้ในทันที แต่สำหรับบางคนต้องหยุดคิดสักชั่วครู่จึงจะสามารถแบ่งแยกได้ว่าทางใดซ้ายหรือขวา ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหากเราไม่สามารถตัดสินใจเลือกซ้ายขวาได้ในทันที หรือมีอาการสับสนซ้ายขวา แต่ก็มีหลายสถานการณ์ที่ความสับสนระหว่างด้านซ้ายและด้านขวาก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง หลายอาชีพที่สร้างความผิดพลาดอย่างมากหากมีปัญหาในการแยกแยะความแตกต่างดังกล่าว เช่น ในงานทางด้านการแพทย์อย่างการผ่าตัดเปลี่ยนไตผิดข้างหรือการตัดขาผิดข้าง เป็นต้น แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดได้น้อยก็ตามที ด้วยเพราะขั้นตอนการวางแผนทำงานของแพทย์ แต่ก็คงทำให้ผู้ที่มีปัญหารู้สึกกังวล และไม่มั่นใจเป็นอย่างมาก

อาการสับสน ซ้ายขวา พฤติกรรมกวนใจ
อาการสับสน ซ้ายขวา พฤติกรรมกวนใจ

การเรียนรู้ซ้ายขวาไม่ใช่เรื่องไกลตัว

แม้ว่าการเลือกซ้าย หรือขวาได้ถูกต้องนั้นจะฟังดูเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่อย่าลืมกันนะว่า ทิศทางซ้ายขวานั้นมีให้เราได้ตัดสินใจตลอดเวลารอบตัวเรา ในทุก ๆ กิจกรรมในชีวิตประจำวันนั้น อย่างน้อยการรับรู้ในเรื่องด้านซ้าย ด้านขวาก็เป็นเรื่องที่คุณต้องเผชิญตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านเสียแล้ว หากคุณต้องการใส่รองเท้าให้ถูกข้าง

การตัดสินใจเลือกซ้ายขวาได้โดยทันทีนั้นจึงมักมาจากความเคยชินของเรามากกว่าการรอคำสั่งจากสมอง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่จะสอนลูกน้อยของคุณให้คุ้นชิน และรับรู้ในเรื่องทิศทางซ้ายขวากันเสียตั้งแต่เด็ก ยิ่งโดยเฉพาะในเด็กอายุ 3.5 ปีนั้น เรียกได้ว่าเป็นงานท้าทายของเขาอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

6 เทคนิคสุดน่ารัก และสร้างสรรค์ช่วยลูกน้อยฝึกทักษะแยกซ้ายขวา

  • Right First,Please

ในทุกกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่เริ่มตื่นนอนตอนเช้า พ่อแม่สามารถกำหนดข้อตกลงกับลูกเล่น ๆ ได้ว่า ให้เริ่มต้นด้วยด้านขวา มือขวาก่อนเสมอ เช่น เวลาแต่งตัว ให้ใส่แขนเสื้อด้านขวาก่อน พร้อมทั้งพูดกับลูกไปด้วยในขณะที่แต่งตัวให้เขาว่า มือขวาหนูใส่ในแขนเสื้อเรียบร้อยแล้ว หรือใส่ถุงเท้าด้วยเท้าข้างขวาก่อน เป็นต้น

  • ทริกเล็ก ๆ ในรองเท้าของหนู

อย่างที่รู้กันว่าการใส่รองเท้านั้นจำเป็นต้องรู้ข้างซ้ายข้างขวา ดังนั้นจึงเป็นการดีที่พ่อแม่จะใช้เทคนิคดี ๆ มาช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ทิศทางด้านซ้ายขวากัน โดยอาจเริ่มจากการเขียนชื่อของลูกลงบนกระดาษ จากนั้นตัดแบ่งครึ่งแล้วนำกระดาษที่เขียนชื่อครึ่งแรกไปติดลงบนรองเท้าข้างซ้าย และครึ่งหลังไปติดบนรองเท้าข้างขวา เวลาลูกใส่รองเท้าก็จะสามารถใส่ได้ถูกต้องจากการสะกดชื่อของเขานั่นเอง (วิธีนี้อาจเหมาะกับเด็กที่สามารถอ่านตัวหนังสือได้ หรือจำชื่อของเขาได้แล้ว)

ใช้สี เขียนชื่อ หรือสัญลักษณ์ช่วยให้ลูกจำข้างรองเท้า ซ้ายขวา ได้
ใช้สี เขียนชื่อ หรือสัญลักษณ์ช่วยให้ลูกจำข้างรองเท้า ซ้ายขวา ได้

อีกตัวอย่างที่สามารถนำไปใช้เป็นเทคนิคในการจำให้แก่ลูก เช่น ใช้สติกเกอร์สีแดง (Red) แทนคำว่า Right (ข้างขวา) ติดลงบนรองเท้าข้างขวา และใช้สติกเกอร์สีเขียว (Lemon Green) แทนคำว่า Left (ข้างซ้าย) ติดลงบนรองเท้าข้างซ้าย ให้เป็นจุดสังเกตแก่ลูกเวลาใส่รองเท้า นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องซ้ายขวาแล้ว ยังสามารถสอนคำศัพท์ให้แก่เจ้าตัวเล็กได้อีกด้วย

  • สร้าง Landmark จุดสังเกตให้แก่ลูก

ในบางคนอาจใช้จุดสังเกตที่มีอยู่บนตัว เช่น ไฝ รอยแผล หรือขี้แมลงวัน มาใช้เป็นตัวช่วยในการจำด้านซ้ายขวา ยอมรับมาเถอะว่าคุณก็เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พ่อแม่จะสร้าง Landmark ขึ้นมาให้กับลูกเพื่อใช้เป็นจุดสังเกตในการตัดสินใจเลือกซ้ายขวาได้อย่างถูกต้อง โดยอาจจะใช้ริบบิ้นผูกที่ข้อมือ หมึกปั๊มลายการ์ตูน หรือติดสติกเกอร์ลงบนมือข้างใดข้างหนึ่ง จากนั้นบอกลูกว่านี่คือมือข้างใด จากนั้นก็เล่นเกมยกมือให้เขายกมือตามคำสั่งซ้ายขวาให้ถูกต้อง ก็จะช่วยให้เขาจำด้านซ้ายขวาได้เร็วขึ้น

  • ตัว “L” ข้างไหนเขียนถูก ใช่เลย Left Hand

วิธีง่าย ๆ และสร้างสรรค์ที่ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใด ๆ ให้ยุ่งยากวิธีนี้ขอแนะนำคุณพ่อคุณแม่ลองสอนลูกกันดู โดยเริ่มจากการให้ลูกทำมือ ใช้นิ้วชี้ และนิ้วโป้งยืดออกมาเป็นรูปตัว “L” คือนิ้วชี้เหยียดตรง นิ้วโป้งยืดออกด้านข้าง และนิ้วที่เหลือพับงอเก็บไว้ เท่านี้เราก็จะได้รูปตัว “L” จากมือทั้งสองข้าง จากนั้นพ่อแม่ก็บอกให้ลูกสังเกตดูว่ามือข้างไหนที่ทำออกมาแล้วรูปตัว “L” นั้นเขียนได้ถูกต้อง ข้างนั้นก็คือ มือข้างซ้าย (Left Hand)นั่นเอง

เตรียมพร้อมทักษะ ก่อนวัยเรียน
เตรียมพร้อมทักษะ ก่อนวัยเรียน

  • เรียนรู้ซ้ายขวาผ่านกิจกรรมเพลงเด็ก

เพลงสนุก ๆ ช่วยให้ลูกหันมาสนใจทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างไม่น่าเบื่อ และสนุกสนาน ซึ่งเพลงที่ให้ทั้งความสนุกด้วยทำนองที่สนุกสนาน ไปพร้อมกับการสอนให้ลูกเรียนรู้ซ้ายขวาก็มีอยู่มากมายหลายเพลง สามารถหาได้ทั่วไป นำมาเปิดไปพร้อมร่วมเต้นไปพร้อมกับลูกก็ดีไม่น้อย

ตัวอย่างเพลง

เพลง Hokey Pokey

เนื้อเพลง

You put your right foot in
…You put your right foot out
⇒You put your right foot in
And you shake it all about
You do the Hokey Pokey and you turn yourself around
That’s what it’s all about!
เปลี่ยนเป็น left foot จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นอวัยวะอื่นบ้าง เช่น right/left hand ,right/left leg

right or lelt ซ้ายขวา มือไหนดี
right or lelt ซ้ายขวา มือไหนดี

  • หนูน้อยนักขับ (รถเข็น)

การเรียนรู้มีอยู่ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ระหว่างการช็อปปิ้งแสนเพลินเพลิด พ่อแม่ลองให้เจ้าตัวน้อยลองเป็นนักขับรถ (เข็น) คอยบังคับรถเข็น (โดยอาจช่วยเขาประคองทิศทางด้านหลัง) ให้ไปทางซ้าย ทางขวา โดยระหว่างเลี้ยวพ่อแม่ก็คอยพูดบอกทิศทางไปด้วย ลูกจะรู้สึกสนุกที่ได้ทำกิจกรรมแบบผู้ใหญ่ ได้บังคับทิศทางพร้อมทั้งฝึกฝนการเรียนรู้ซ้ายขวาไปด้วยในตัว

การเตรียมความพร้อมให้ลูกนั้นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนมักวางแผน สนับสนุน ผลักดันทุกอย่าง ทุกทางเพื่อลูกน้อยเสมอ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยให้เขาได้เรียนรู้โลกกว้างด้วยความพร้อมอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ยิ่งโดยเฉพาะในเด็กยุคใหม่ที่พ่อแม่ควรเสริมทักษะความฉลาดรอบด้านให้แก่ลูก เพราะการเรียนรู้ของลูกไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในห้องเรียนเท่านั้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.stkc.go.th/ www.playdoughtoplato.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ให้ ลูกเล่นเลอะเทอะ บ้างสิดี! เลอะแบบนี้ ดีต่อพัฒนาการ!

วิธี ทำให้ลูกไว้ใจ พ่อแม่ต้องทำอย่างไร ให้ลูกวางใจในเรา?

5 ประโยชน์ ของการวาดรูประบายสี ที่สะท้อนพัฒนาการลูก

วิจัยเผย! เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่