เป็นพ่อแม่ที่ดี

50 แนวทาง เป็นพ่อแม่ที่ดี วิธีเป็นสุดยอดพ่อแม่มีแค่นี้!

เป็นพ่อแม่ที่ดี – อย่างที่รู้กันว่า อาชีพพ่อแม่ เป็นงานที่ไม่สามารถลาออกหรือขอยกเลิกสัญญาได้ เป็นงานที่ว่ากันว่าเหนื่อยยากที่สุดที่คนคนหนึ่งจะได้รับมอบหมาย แต่เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนยินดีและเต็มใจที่จะเหน็ดเหนื่อย อดทน อดหลับอดนอน ตลอดจนพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน เพื่อที่จะทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีที่สุด หวังเพียงให้ลูกเป็นคนดี คนเก่ง เติบโตอย่างสมบูรณ์พร้อม และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเข็มทิศชี้ทาง ว่าคำนิยามของการเป็นพ่อแม่ที่ดี ควรเป็นอย่างไร ต้องทำแบบไหน ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ วันนี้เรามีแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้คุณได้ชื่อว่า เป็นสุดยอดคุณพ่อคุณแม่มาฝากกันค่ะ

50 แนวทาง เป็นพ่อแม่ที่ดี วิธีเป็นสุดยอดพ่อแม่มีแค่นี้!

1.ดูแลเอาใจใส่ลูกในขอบเขตที่เหมาะสม

  • ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกสนใจ  แสดงความรักของคุณด้วยการสนับสนุนและกำหนดทิศทางชีวิตให้ลูกๆ เพื่อให้ลูกของคุณสามารถสำรวจและค้นพบในสิ่งที่พวกเขาสนใจได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางโลกในยุคดิจิทัลอันสับสนวุ่นวาย
  • ให้อิสระทางความคิด สิ่งสำคัญของเด็กวัยเตาะแตะ คือ การได้รับอิสรภาพ ดังนั้นเมื่อลูกมีพัฒนาการที่ดีในะระดับหนึ่งแล้ว เราควรฝึกกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ ให้ลูก เช่น เก็บที่นอน กินข้าวเอง แต่งตัวเอง เป็นต้น การให้เด็กๆ ฝึกมีความรับผิดชอบ จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจ และความมั่นใจในตนเองให้กับลูกได้เป็นอย่างดี
  • อย่าพยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ลูก เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ค้นพบวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อคุณยอมรับความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กด้วยความรัก โดยไม่รีบเข้าไปช่วยลูกในทันที ลูกจะได้รู้จักกับ การพึ่งพาตนเอง และความยืดหยุ่นทางอารมณ์พร้อมที่จะลุกขึ้นจากความผิดพลาดได้เสมอ อย่างมั่นคง
  • จำไว้ว่าวินัยไม่ใช่การลงโทษ การบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ กับลูก เป็นเรื่องของการสอนเด็ก ๆ ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรในสังคม และช่วยให้พวกเขามีความรับผิดชอบ เอาใจใส่ และสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองได้
  • อย่าวางกฎเกณฑ์ให้ลูกเข้มงวดนัก เด็ก ๆ วัยนี้อาจไม่เข้าใจกฎและข้อบังคับต่างๆ ที่ซับซ้อนมากเกินไปหากคุณไม่ทำให้มันเคลียร์ ทางที่ดีอย่าใส่ใจหรือไปกะเกณฑ์กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของลูกมากเกินไป เช่น การเลือกเสื้อผ้าของลูก การพูดจาภาษาเด็กที่อาจฟังไม่ได้ศัพท์บางครั้ง เป็นต้น แต่สิ่งที่ควรมุ่งเน้น และควรให้สำคัญมากกว่า เช่น การไม่ใช้กำลังต่อกัน การพูดจาหยาบคาย หรือ การโกหกพ่อแม่ เป็นต้น
เป็นพ่อแม่ที่ดี
เป็นพ่อแม่ที่ดี

2. สร้างเวลาคุณภาพกับลูก

  • เล่นกับลูกๆ  ปล่อยให้ลูกมีอิสระในการเลือกกิจกรรมต่างๆ และไม่ต้องกังวลกับกฎเกณฑ์อะไรมากนัก เพียงทำให้เป็นธรรมชาติ และมีความสุขไปกับลูก
  • อ่านหนังสือด้วยกันทุกวัน สิ่งนี้สามารถเริ่มต้นได้เลยตั้งแต่ลูกเป็นทารก ทารกชอบฟังเสียงของพ่อแม่ การกอดลูก การที่ลูกได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่และหนังสือถือเป็นประสบการณ์ของความผูกพันที่ดี ที่จะทำให้ลูกมีนิสัยรักการอ่านหนังสือไปตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ตัวต่อลูกอย่างมาก
  • กำหนดเวลาพิเศษประจำวัน ให้ลูกของคุณเลือกกิจกรรมที่คุณจะได้อยู่กับลูก เป็นเวลา 10 หรือ 15 นาที โดยไม่มีการขัดจังหวะ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการแสดงความรักของคุณในช่วงเวลาพิเศษนี้
  • ส่งเสริมเวลาของพ่อ ทรัพยากรที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการพัฒนาชีวิตของลูก ๆ คือ เวลาที่ลูกได้อยู่กับพ่อตั้งแต่ยังแบเบาะ เด็กที่มีพ่อที่มีส่วนร่วมด้วยเสมอจะเรียนได้ดีขึ้นในโรงเรียน มีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาได้สำเร็จ และสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ดี
  • สร้างความทรงจำที่อบอุ่น ลูก ๆ อาจจะจำอะไรที่คุณพูดกับพวกเขาไม่ได้ในช่วงที่พวกเขายังเล็ก แต่พวกเขาจะสามารถจำช่วงเวลาดีๆ ของครอบครัวที่สร้างความอบอุ่นใจให้กับพวกเขาได้ เช่น เวลาที่พ่อแม่กล่อมเข้านอน หรือคืนเล่านิทานที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูกๆ ได้อย่างแม่นยำ

3. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก

  • เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เดินตาม เด็ก ๆ เรียนรู้จากการดูพ่อแม่เป็นแนวทางปฏิบัติ การสร้างแบบจำลองพฤติกรรมที่เหมาะสมน่าเคารพจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการพูดหรือบอกเฉยๆ ว่าลูกๆ ต้องทำอะไร
  • สารภาพและยอมรับผิด หากคุณทำอะไรที่ผิดพลาดไป นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแสดงให้ลูกเห็น ว่าควรขอโทษอย่างไร และเมื่อไหร่
  • ใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แสดงให้ลูก ๆ เห็นคุณค่าในการดูแลสิ่งแวดล้อม  การรีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ การประหยัดทรัพยากร อาจใช้เวลาช่วงบ่ายวันหยุดไปกับลูกๆ เพื่อให้ลูกช่วยเก็บขยะรอบ ๆ ละแวกบ้าน
  • พูดความจริงเสมอ คุณต้องการให้ลูกพูดความจริงกับคุณใช่ไหม? เช่นเดียวกันเลยค่ะ
  • จูบและกอดคู่สมรสของคุณต่อหน้าเด็ก ๆ  ชีวิตการครองรักของพ่อและแม่เป็นตัวอย่างที่ดีของการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคุณทั้งสองที่จะทำสิ่งนี้ให้ชัดเจน
  • เคารพความแตกต่างในการเลี้ยงลูก สนับสนุนแนวทางของคุณและคู่ของคุณในการเลี้ยงลูก ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน การวิพากษ์วิจารณ์ หรือโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้งกับคู่รักของคุณ อาจบั่นทอนชีวิตสมรส และความรู้สึกปลอดภัยของลูกได้มากกว่าที่เราคิด

เป็นพ่อแม่ที่ดี

4. รู้วิธีที่ดีที่สุดในการชื่นชมลูก

  • ให้คำชมตามสมควร แทนที่จะพูดง่ายๆว่า “คุณเยี่ยมมาก” พยายามเจาะจงว่าบุตรหลานของคุณทำอะไรเพื่อให้สมควรได้รับการตอบรับในเชิงบวก คุณอาจพูดว่า “การรอจนกว่าฉันจะปิดโทรศัพท์เพื่อขอคุกกี้นั้นยากและฉันชอบความอดทนของคุณมาก”
  • ชื่นชมและสนับสนุนในการทำความดี เมื่อคุณสังเกตเห็นว่าลูกของคุณทำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเป็นประโยชน์ให้เขารู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร เป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีเพื่อให้เขามีแนวโน้มที่จะทำต่อไป
  • ซุบซิบเกี่ยวกับลูก ๆ ของคุณ ความจริง: สิ่งที่เราได้ยินนั้นมีศักยภาพมากกว่าสิ่งที่เราได้รับการบอกเล่าโดยตรง ทำให้คำชมมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยให้ลูกของคุณ “จับ” คุณกระซิบคำชมเกี่ยวกับเขากับคุณยายพ่อหรือแม้แต่ตุ๊กตาของเขา

5. เชื่อมั่นในตัวเอง

  • ให้ตัวเองหยุดพัก แวะซื้ออาหารจากร้านแบบ ไดร์ฟ ทรูว์ บ้าง เมื่อคุณเหนื่อยเกินไปที่จะทำอาหารทานเอง สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้คุณเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีค่ะ
  • เชื่อสัญชาตญาณของคุณ ไม่มีใครรู้จักลูกของคุณดีไปกว่าคุณ ทำตามสัญชาตญาณของคุณในเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ของเขา หากคุณคิดว่ามีอะไรผิดพลาด
  • เพียงพูดว่า “ไม่” ต่อต้านการกระตุ้นให้ต้องรับภาระหน้าที่พิเศษในที่ทำงาน หรือเป็นแกนนำอาสาสมัครที่โรงเรียนของลูกๆ ถ้าทำได้ คุณจะไม่มีวันเสียใจ ที่ได้ใช้เวลากับลูก ๆ มากขึ้น
  • อย่ายอมรับการดูหมิ่นจากลูกของคุณ อย่ายอมให้เธอหยาบคายหรือพูดเรื่องที่ทำร้ายคุณ หรือใคร ๆ ถ้าลูกทำเช่นนั้นให้บอกอย่างหนักแน่นจริงจังว่าคุณจะไม่ยอมให้มีการดูหมิ่นทุกรูปแบบ
  • ทำตามแผนของคุณ สื่อสารกับที่มีส่วนในการคนดูแลลูกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ปู่ย่าตายาย หรือคนรับเลี้ยงเด็ก พี่เลี้ยงเด็ก ทั้งนี้ เพื่อช่วยเสริมสร้างค่านิยมและพฤติกรรมที่คุณต้องการปลูกฝัง ซึ่งรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่การกล่าวขอบคุณและการมีน้ำใจ เป็นต้น

6. ไม่ลืมที่จะสอนทักษะทางสังคม

  • ถามคำถามลูก ๆ  สามคำถามทุกวัน ศิลปะการสนทนาเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญ แต่พ่อแม่มักละเลยที่จะสอน ถามเด็ก ๆ เช่น “คุณสนุกที่โรงเรียนไหม”; “คุณทำอะไรในงานเลี้ยงที่คุณไป?”; หรือ “พรุ่งนี้บ่ายวันพรุ่งนี้คุณอยากไปที่ไหน”
  • สอนเด็ก ๆ ด้วยเคล็ดลับความกล้าหาญนี้ บอกให้พวกเขาสังเกตสีตาของคนเสมอ การสบตาจะช่วยให้เด็กที่ลังเลมีความมั่นใจมากขึ้น และจะช่วยให้เด็ก ๆ กล้าแสดงออกมากขึ้น และมีโอกาสน้อยที่จะถูกเลือก
  • รับรู้ถึงอารมณ์ที่รุนแรงของลูก เมื่อลูกของคุณขาดการควบคุมทางอารมณ์ ให้ถามเขาว่า “ลูกรู้สึกอย่างไร” และ “อะไรจะทำให้ดีขึ้น” แล้วฟังเขา เขาจะหายจากอารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณปล่อยให้ลูกพูดระบายออกไป

เป็นพ่อแม่ที่ดี

7. หมั่นปลูกฝังเรื่องความกตัญญู

  • แสดงให้ลูกเห็นการรับผิดชอบในฐานะพลเมืองดี หาวิธีช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ ลูกๆ จะรู้สึกถึงคุณค่าในตนเองได้โดยการได้เป็นอาสาสมัครในการทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม
  • ไม่สนับสนุนการเอาแต่ใจ โปรดจำไว้ว่าลูกไม่ควรทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดังนั้นจงอย่ายอมอ่อนข้อต่อการเอาแต่ใจโดยไร้เหตุผลของลูก
  • พูดถึงความหมายของการเป็นคนดี เริ่มต้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจสอดแทรกไปในการอ่านนิทานก่อนนอนของคุณให้ถามลูกวัยเตาะแตะของคุณว่าตัวละครในนิทานเป็นคนมีจิตใจดีหรือไม่อย่างไร การเป็นคนดีของตัวละครตัวนั้นๆ ได้ผลตอบรับที่ดีอย่างไร เป็นต้น
  • อธิบายให้ลูกฟังว่าเหตุใดค่านิยมจึงมีความสำคัญ   เป็นธรรมดาที่คนใจดี ใจกว้าง ซื่อสัตย์ และให้ความเคารพผู้อื่นจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกดี ที่สำคัญกว่านั้น คือ คนที่ทำดีย่อมรู้สึกดีกับตัวเอง จงสอนสิ่งนี้ให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ
  • “ชั่วโมงแสดงความขอบคุณ”  ทุกคืนในมื้อค่ำ ให้ทุกคนวนกันพูดไปรอบ ๆ โต๊ะ ผลัดกันพูดคุยเกี่ยวกับผู้คนต่างๆ ที่มีน้ำใจ และเมตตาต่อคุณในวันนั้น อาจฟังดูซ้ำซาก แต่สิ่งนี้จะทำให้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกดีได้

8. การกินใครว่าไม่สำคัญ จงทำให้มีคุณค่า

  • สนับสนุนให้ลูกได้ลองทานของดีๆ หากลูกของคุณปฏิเสธอาหารดีๆ มีประโยชน์ที่คุณอยากให้ลูกทาน อย่าเพิ่งรู้สึกท้อ คุณอาจต้องเสนอให้ลูกทานอีกหกหรือแปดครั้งหรือสิบครั้งก่อนที่ลูกจะทาน ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจได้ว่าลูกคุณจะชอบ
  • หลีกเลี่ยงการทะเลาะเรื่องการกิน เด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง จะรู้ไดโดยสัญชาตญาณว่าต้องกินมากน้อยแค่ไหน ถ้าเขาไม่ยอมทานอาหารที่อยู่ในจานให้หมดก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ
  • รับประทานอาหารพร้อมกัน อย่างน้อยหนึ่งมื้อในแต่ละวัน การนั่งลงที่โต๊ะด้วยกันเป็นวิธีที่ผ่อนคลายสำหรับทุกคนในการเชื่อมต่อถึงกันเป็นช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันข่าวสาร พูดคุย หรือเล่าเรื่องตลก นอกจากนี้ยังช่วยให้บุตรหลานของคุณพัฒนานิสัยการทานที่ดีต่อสุขภาพได้
  • ให้บุตรหลานของคุณกำหนดเมนู  หรือสั่งอาหารที่ลูกชอบมาสัปดาห์ละครั้ง ให้ลูก ๆ ได้เลือกเมนูที่ตัวเองชอบหรืออยากทานด้วยตัวเอง

9. บอกรักลูกอย่างสม่ำเสมอ

  • รักลูกเท่า ๆ กัน  ในกรณีที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน ควรดูแลความรู้สึกทั้งของพี่และน้อง
  • พูดว่า “พ่อแม่รักลูก” พูดคำนี้ เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกอยากจะพูด แม้ว่าจะเป็นวันละ 800 ครั้งก็ตาม
  • ระลึกถึงสิ่งที่พ่อแม่คุณสั่งสอน เด็ก ๆ ไม่ใช่ของคุณตลอดไป พวกเขาจะมีเวลาใกล้ชิดอยู่กับคุณเพียงชั่วคราว สิ่งที่คุณจะทำได้ดีที่สุดคือจงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นคนดีในสังคมและก้าวอย่างมั่นคงด้วยขาของตัวเองได้
  • นี่แหละชีวิตคนเป็นพ่อแม่ จริงอยู่ ที่การเป็นพ่อแม่ คือ งานที่เหนื่อยที่สุดในโลก ไหนจะต้องทำบ้านให้เป็นระเบียบ ซักผ้ากองพะเนินเทินทึก ไล่ตามเก็บของเล่นที่เกลื่อนกลาด แต่ลูกของคุณแค่หัวเราะสนุกไปวันๆ จงจำไว้ว่า จะอย่างไรก็แล้วแต่ พยายามอย่าใส่อารมณ์กับลูกหากคุณกำลังเหนื่อยเกินไปทางที่ดีควรสงบสติอารมณ์ก่อน

10. กระตุ้นพลังสมองและกิจกรรมทางกายให้ลูกๆ

  • สอนลูกให้แสดงความต้องการ การที่เด็กพูดไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอะไรที่ลูกอยากจะพูด สัญญาณง่ายๆ สามารถช่วยให้คุณรู้ว่าลูกต้องการอะไรและรู้สึกอย่างไรก่อนที่ลูกจะมีคำพูดจะบอกคุณ
  • ทีวีหรือหน้าจอต่างๆ ควรอยู่แค่ในห้องนั่งเล่น การวิจัยพบว่าเด็กที่มีทีวีในห้องนอนมีเกณฑ์น้ำหนักตัวมากขึ้น นอนพักผ่อนน้อยลง และมีปัญหากับการเรียน มีทักษะทางสังคมที่แย่ลง
  • ให้เด็ก ๆ ได้เคลื่อนไหว ผลการวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็กเชื่อมโยงกับระดับกิจกรรมของพวกเขา ในระหว่างวันคุณควรปล่อยให้เด็กวัยหัดเดินของคุณได้เดินแทนการนั่งรถเข็นเด็กบ้าง หรือหาโอกาสให้ลูกวัยเรียนได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สิ่งนี้จะส่งผลดีต่อพัฒนาการในหลายด้านของลูก

11. ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพ

  • พาลูกไปฉีดวัคซีน จงให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูกเป็นอันดับแรก เช่นการพาลูกไปฉีดวัคซีนตามกำหนด
  • ปกป้องรอยยิ้มสวยๆ ของลูก การส่งเสริมให้ลูกแปรงฟันวันละสองครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์จะช่วยป้องกันฟันผุได้เป็นอย่างดี
  • ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย ดูแลบ้านของคุณให้สะอาด และอย่าปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบอยู่ในอ่างน้ำ หรือใกล้แหล่งน้ำตามลำพัง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดตั้งคาร์ซีทในรถอย่างถูกต้องและควรให้ลูกหลานสวมหมวกนิรภัยเมื่อขี่จักรยานหรือสกูตเตอร์ทุกครั้ง
  • ทำตามคำแนะนำขแงเพทย์  ลูกของคุณมีไข้ ไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อน ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรให้ลูกใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาที่ดีที่สุดคือการพักผ่อนอย่างเพียงพอ การได้ดื่มน้ำสะอาด และการมีโภชนาการที่ดี การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาทางการแพทย์ เช่น การเกิดเชื้อดื้อยาได้ หากเลือกใช้ยารักษาที่ไม่เหมาะสมกับอาการ
  • เก็บครีมกันแดดไว้ข้างๆ ยาสีฟัน สำหรับเด็กเล็กๆ ผิวพรรณอาจยังบอบบาง คุณพ่อคุณแม่อาจต้องใส่ใจเรื่องการปกป้องดูแลผิวของลูกจากแสงแดดบ้าง ถ้าเป็นไปได้ให้ทาโลชั่นกันแดดสำหรับเด็กให้ลูกทุกวันเหมือนส่วนหนึ่งของกิจวัตรตอนเช้าเช่นเดียวกับการแปรงฟัน
  • พาลูกน้อยเข้านอน  ตอนที่ลูกๆ กำลังเคลิ้มๆ วิธีนี้ช่วยให้ลูกของคุณเรียนรู้ที่จะปลอบตัวเองให้เข้านอนและป้องกันปัญหาก่อนนอนได้
  • รู้ว่าเมื่อไหร่ลูกควรเข้าห้องน้ำ สังเกตสัญญาณสองอย่างที่บ่งบอกว่าลูกของคุณพร้อมที่จะใช้กระโถน คือ ลูกรู้สึกได้ถึงความอยากที่จะฉี่ (ซึ่งแตกต่างจากการรู้ว่าเขาฉี่แล้ว)  และ ลูกเดินมาขอให้คุณเปลี่ยนผ้าอ้อม

การมอบสิ่งที่ดีให้กับลูก ทั้งเรื่องการสอนและปลูกฝังสิ่งที่ดีงาม การสนับสนุนลูกในเรื่องต่างๆ ตามสมควร ไม่ลืมที่จะสอนทักษะทางสังคมให้กับลูก การสร้างกฎเกณฑ์ให้ลูกปฏิบัติเพื่อสร้างวินัยอย่างยั่งยืน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดี และอื่นๆ อีกมากมาย จะช่วยเสริมสร้างทักษะความฉลาดด้านต่างๆ ด้วย Power BQ ให้ลูกได้ อาทิ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) , ความฉลาดในการเข้าสังคม(SQ), ความฉลาดทางคุณธรรม(MQ) ซึ่งทักษะด้านต่างๆ หากคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเล็กก็จะเกิดเป็น ทักษะที่ยั่งยืนติดตัวลูกไปในวันที่ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : parents.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

9 เทคนิคต้องรู้ สอนลูกให้ชอบอ่าน พ่อแม่ต้องทำแบบนี้!

เตือนภัยพ่อแม่! ชุดว่ายน้ำเด็ก สีไม่สดใส อันตรายกว่าที่คิด

ความสัมพันธ์ในครอบครัว สำคัญมากต่ออนาคตลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นม S-26 Gold UHT สูตรใหม่

เลือกนม UHT อย่างไร ให้เหมาะกับเด็กเจนอัลฟ่า

สังคมเปลี่ยนไป การเลี้ยงลูกก็ต้องพัฒนาเปลี่ยนไปตามยุคสมัยค่ะ เด็กๆ ในยุคเจเนอเรชั่นอัลฟ่า (Generation Alpha) นี้ เขามีรูปแบบการเรียนรู้เป็นแบบไหน และเราในฐานะพ่อแม่สมัยใหม่ จะส่งเสริมลูกให้เรียนรู้ได้อย่างก้าวทัน ต้องทำยังไง ?

ถ้าจะให้นิยามเด็ก เจนอัลฟ่า แบบเห็นภาพชัดๆ ก็คือ “จับอุปกรณ์ดิจิตอล สัมผัสเทคโนโลยีตั้งแต่เกิด”

การเรียนรู้ของเด็ก เจนอัลฟ่า เป็นแบบไหนกันนะ ?

เด็กเจนอัลฟ่า เป็นเด็กที่เกิดมาจากพ่อแม่ยุค Gen Y ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก็โตมาพร้อมกับเทคโนโลยีเช่นกัน แต่ถ้าเทียบกับรุ่นลูกที่เติบโตมาในปัจจุบันนี้ เด็กรุ่นนี้จะมีความก้าวไกลในเรื่องเทคโนโลยีที่มากกว่าค่ะ ถามว่าการเรียนรู้ของเด็กเจนอัลฟ่า เป็นอย่างไรใช่ไหมคะ

  • เรียนรู้ ค้นหาข้อมูล ดูเนื้อหาจาก VDO ผ่านทางหน้าจอมากกว่าการเปิดหนังสือ เกือบจะ 100%
  • เน้นว่าต้องมีพัฒนาการทางสมองและสายตาที่เรียนรู้ได้ไว
  • ทำการบ้านส่งผ่านทางอีเมล หรือการนำเสนอรายงานเป็นแบบพรีเซนเทชั่น
  • มีความถนัด เข้าใจรูปแบบการใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต
  • ใช้แอปพลิเคชันใหม่ๆ ได้ดี เช่น Facebook , Youtube , Line , Facetime และ Tiktok

สิ่งสำคัญที่สุดของพ่อแม่ยุคใหม่คือการได้เห็นลูกเติบโตขึ้นมามีความพร้อมทั้งพัฒนาการร่างกายที่สมวัย และพัฒนาการการเรียนรู้ สติปัญญา และพัฒนาการทางสายตา เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และศักยภาพค่ะ

S-26 Gold UHT สูตรใหม่

สารอาหารที่เหมาะกับการเรียนรู้เด็กเจนอัลฟ่า ต้องเป็นแบบไหนนะ ?

อย่างที่บอกไปค่ะว่ารูปแบบการเรียนรู้ของเด็กๆ ยุคนี้ เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก เรียนหนัก ใช้สมองค้นคว้าหาข้อมูลเยอะ คุณแม่ก็ต้องดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากอาหารหลัก 3 มื้ออย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่  แล้วเสริมด้วยนมกล่อง UHT วันละ 2 กล่อง ทีมแม่ ABK เราเป็นแม่ Gen Y ที่ชอบหาข้อมูล อยากได้สิ่งที่ดีมีประโยชน์กับลูกมากที่สุด ซึ่งนมกล่องแรกของลูก จึงมีความสำคัญและต้องมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ดีต่อร่างกาย และสมองของลูกค่ะ

สารอาหารบำรุงสมอง อย่าง “สฟิงโกไมอีลิน และ DHA” เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์เหมาะกับเด็กวัยเรียนรู้

  • Sphingomyelin สฟิงโกไมอีลิน เป็นไขมันที่มีส่วนสำคัญในการสร้างไมอีลินในสมอง ซึ่งไมอีลินจะส่งผลโดยตรงต่อการส่งสัญญาณประสาท และการประมวลผลในสมอง ไมอีลินถ้ามีในสมองเด็กมากๆ จะช่วยให้เรียนรู้ดี เรียนรู้ได้ไวขึ้น
  • Docosahexaenoic acid หรือที่เรียกกันว่า DHA เป็นกรดไขมันที่สำคัญในการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น

นมยูเอชที่คุณแม่เลือกสำหรับลูกๆ ในยุคเจนอัลฟ่า จึงต้องมั่นใจได้ว่ามีสารอาหารเพื่อพัฒนาการสมองและการเรียนรู้ รวมถึงพัฒนาการที่ดีทางด้านสายตาด้วย

S-26 Gold UHT สูตรใหม่

S26 Gold UHT สูตรใหม่ นมกล่องที่แม่เลือกให้ลูก

ต้องบอกว่าถูกใจแม่ Gen Y อย่างเรามากค่ะ เพราะ S-26 Gold UHT เป็นนมกล่องสูตรใหม่ที่วิจัยและพัฒนาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขอบอกว่าเป็นนมกล่องที่อัดแน่นไปด้วยโภชนาการสารอาหารเพื่อเด็กวัยเรียนรู้โดยเฉพาะเลยค่ะ ซึ่งมีสองสารอาหารตัวเอกอย่าง

  • “สฟิงโกไมอีลิน Sphingomyelin” เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองของเด็กเจนอัลฟ่ามากๆ เพราะจะช่วยให้เรียนรู้ได้ไวขึ้นค่ะ

“สฟิงโกไมอีลิน เป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างปลอกไมอีลินของวงจรประสาทในสมอง ซึ่งไมอีลินช่วยให้สมองสามารถส่งสัญญาณประสาทได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด สมองจึงสามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ จดจำ คิดวิเคราะห์ และการพัฒนาสมองอย่างรวดเร็วเต็มศักยภาพ”

  • “ดีเอชเอ DHA” เป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เสริม IQ ให้กับเด็กๆ ซึ่งในนมกล่อง S-26 Gold UHT มีมากถึง 10 มก. ต่อกล่องเลยค่ะ
“DHA มีบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประสาท และการมองเห็น มีความสําคัญต่อการสร้างสารที่ทําหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาท ซึ่งมีผลต่อการทํางานหรือการสั่งงานของสมอง”

สารอาหารยังไม่หมดแค่นี้ค่ะ เพราะดื่มนมกล่อง S-26 Gold UHT กล่องนี้ เด็กๆ ยังจะได้สารอาหารที่หลากหลาย ดีต่อร่างกาย และสมอง อย่างเช่น โอเมก้า 3, 6, 9, โคลีน และลูทีน เพิ่มเข้าไปด้วยค่ะ  คุณพ่อคุณแม่เห็นไหมว่าคุ้มค่า ได้ประโยชน์เต็มๆ กล่องมากๆ ค่ะ

S-26 Gold UHT สูตรใหม่

ผลิตภัณฑ์นม S26 Gold UHT สูตรใหม่ มีให้เลือก 2 สูตร ที่เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย

  1. เอส-26 โกลด์ สูตร 3 (S-26 Gold 3) สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปและทุกคนในครอบครัว
  2. เอส-26 โกลด์ สูตร 4 (S-26 Gold 4) สำหรับเด็กและทุกคนในครอบครัว

S-26 Gold UHT เป็นนมกล่องที่เด็กๆ ชอบกันมาก เพราะมีกลิ่นหอมวานิลลาอ่อนๆ รสชาติอร่อย ดื่มง่าย !! เอาเป็นหากครอบครัวไหนที่มีลูกอยู่ในวัยเรียนรู้ และกำลังมองนมกล่อง ที่จะเป็นนมกล่องแรกของลูก เสริมโภชนาการให้มีพัฒนาการสมองเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ เพราะการเรียนรู้ของเด็ก เกิดได้ทุกที่ แนะนำให้ลอง S-26 Gold UHT ทั้งสองสูตรนี้ รับรองว่าถูกใจกันทั้งครอบครัวแน่นอนค่ะ

S-26 Gold UHT สูตรใหม่

สามารถหาซื้อ S-26 Gold UHT สูตรใหม่ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ หรือที่ เซเว่น อีเลฟเว่น และช้อปออนไลน์ผ่านทาง Lazada และ Shopee นะคะ

อย่าลืม เลือกยูเอชที ที่มีสฟิงโกไมอีลิน

S-26 Gold UHT สูตรใหม่ สูตรเฉพาะที่มีสฟิงโกไมอีลิน

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิง :
5Susuki K
. Nature Education. 2010;3(9):59.
https://med.mahidol.ac.th/rama_hospital/th/services/knowledge/10072020-1458
https://www.bangkokpattayahospital.com/th/newsroom-th/health-articles-th/item/1859-how-to-food-for-smart-kid-th.html
บีบยาสีฟัน

หมอฟันตอบเอง..แท้จริงแล้ว! ควร บีบยาสีฟัน ให้ลูกแค่ไหนถึงจะพอดี

แท้จริงแล้ว! ควร บีบยาสีฟัน ให้ลูกแค่ไหนถึงจะพอดี ลูกวัยไหนควรใช้ปริมาณยาสีฟันเท่าไร? ถึงจะเหมาะสม ตามมาดูคำแนะนำจากหมอฟันเด็กกันค่ะ

หมอฟันแนะ!! พ่อแม่ควร บีบยาสีฟัน
ให้ลูกแค่ไหน?

การดูแลฟันลูกน้อย แต่ละช่วงวัยจะมีการดูแลสุขภาพช่องปากที่แตกต่างกัน คุณแม่ควรดูแลปากและฟันของลูก โดยเริ่มตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงวัยที่ฟันขึ้น และหัดให้ลูกดูแลรักษาสุขภาพช่องปากตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กๆ เห็นว่าการดูแลปากและฟันเป็นเรื่องที่สำคัญ

การดูแลลูกน้อยเมื่อฟันยังไม่ขึ้น  ช่วงนี้ลูกจะกินแต่นม ซึ่งอาจทำให้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แต่จะหายเองได้ ในช่วงนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว เช็ดทำความสะอาดลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้มวันละ2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็น

สำหรับช่วงที่ฟันเพิ่งขึ้นพ้นเหงือก หรือหลัง 6 เดือนที่ลูกกินอาหารเสริมแล้ว ช่วงนี้การใช้แปรงสีฟันทำความสะอาดฟันจะยังไม่สะดวกเพราะแปรงสีฟันขนาดใหญ่เกินไป ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว แล้ว เช็ดทำความสะอาดลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้มวันละ2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็นเด็กที่ฟันเพิ่งขึ้นอาจมีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือเช็ดฟัน ไม่ต้องตกใจ

ทั้งนี้เมื่อฟันของลูกน้อยงอกขึ้นมาเกินครึ่งซี่แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่ต้องใช้แปรงและยาสีฟันกับลูกน้อย โดยให้เลือกแปรงสีฟันไนล่อนที่มีขนาดเหมาะสมกับช่องปากของลูก ขนนุ่มหน้าตัดตรง ปลายขนแปรงกลมมน มีด้ามจับถนัดมือ และที่สำคัญให้เลือกใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์สำหรับเด็ก

ทั้งนี้อธิบดีกรมอนามัย ได้เปิดเผยว่า…ฟลูออไรด์เป็นสารที่ช่วยป้องกันการเกิดฟันผุที่ได้รับการยอมรับของวงการทันตแพทย์ทั่วโลก การนำฟลูออไรด์มาใช้ในการป้องกันฟันผุนั้น กรมอนามัยได้กำหนดปริมาณและวิธีใช้ที่เหมาะสม และปลอดภัย ซึ่งยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่มีประสิทธิภาพ คือ

  • ต้องได้รับเครื่องหมายรับรองจาก อย.
  • มีวันเดือนปีที่ผลิตไม่เกิน 3 ปี
  • และการบีบใช้แต่ละครั้งต้องเหมาะสมกับแต่ละวัย

ลูกวัยไหน ควรบีบยาสีฟัน เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?

  • เด็กอายุระหว่าง 0 – 3 ปี ให้ บีบยาสีฟัน แตะขนแปรงพอเปียก
  • เด็กอายุ 3 – 6 ปี ให้ บีบยาสีฟัน ขนาดเท่าความกว้างของแปรง
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 6 ปี ให้ บีบยาสีฟัน เท่าความยาวของแปรง

ทั้งนี้เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพชัดเจนขึ้น คุณหมอตุ๊กตา เจ้าของเพจ ฟันน้ำนม ได้ทำภาพพร้อมแนะนำเคล็ดลับการบีบยาสีฟันเด็ก ในปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสมให้ดู โดยคุณหมอกล่าวว่า

คำแนะนำให้ บีบยาสีฟัน ขนาดเท่าเม็ดถั่วนั้นมาจากฝั่งอเมริกา ที่ว่า

เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์แค่พอแตะขนแปรงหรือเท่าเม็ดข้าว

เด็กอายุ 3-6 ขวบ ใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์เท่าเม็ดถั่ว (pea size)

ซึ่ง pea size แปลว่า ถั่วลันเตา ไม่ใช่ถั่วเขียว

ยาสีฟันเด็ก

อ้างอิง https://www.aapd.org/…/policies…/bp_fluoridetherapy.pdf

โดยส่วนตัวหมอจะแนะนำเท่าเม็ดข้าวโพด ซึ่งคนไทยอาจจะคุ้นเคยและเห็นภาพได้ดีกว่าถั่วลันเตา หรือทางทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จะใช้คำอธิบายง่าย ๆ คือ บีบให้เท่ากับความกว้างของแปรงค่ะ

ยาสีฟันเด็ก

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก หมอตุ๊กตา
(ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก) เจ้าของเพจ ฟันน้ำนม

ข้อควรระวังการใช้ยาสีฟันในเด็กเล็ก

การใช้ยาสีฟันให้ลูกน้อย พ่อแม่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักกลืนยาสีฟันโดยไม่ตั้งใจ และยาสีฟันเด็ก มักแต่งกลิ่นเติมรสผลไม้ เพื่อให้เด็กชอบและอยากแปรงฟัน เช่น รสส้ม สตรอเบอรี่ รสโคล่า เป็นต้น ทำให้ลูกอยากกินยาสีฟัน พ่อแม่จึงต้องควบคุมดูแลการแปรงฟันลูกน้อยเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้รับฟลูออไรด์มากเกินไป

การแปรงฟันยึดหลัก 2-2-2

สำหรับเคล็ดลับการแปรงฟันที่ทันตแพทย์ แนะนำให้ใช้ได้ในทุกกลุ่มวัย ควรดูแลสุขภาพช่องปากด้วยการแปรงฟันยึดหลัก 2-2-2 คือ

  • แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนนอนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เนื่องจากขณะนอนหลับ ภายในช่องปากจะมีน้ำลายหลั่งน้อย เชื้อโรคต่างๆ เจริญเติบโตได้ดีกว่าปกติ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ
  • แปรงฟันอย่างน้อยครั้งละ 2 นาที เพื่อให้การแปรงฟันสะอาดทั่วถึง ทุกซี่ ทุกด้าน และให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันจับกับเคลือบผิวฟัน เพื่อป้องกันฟันผุ
  • ภายใน 2 ชั่วโมง หลังแปรงฟันควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งการทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคฟันผุและเหงือกอักเสบได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามการพาเด็กเล็กไปพบหมอฟันมีส่วนช่วยป้องกันฟันผุได้ โดยที่ลูกจะได้ประโยชน์ จากการตรวจสภาพช่องปาก เพื่อตรวจหารอยผุในระยะเริ่มแรกที่ยังไม่เป็นรู หากพบจะสามารถให้การป้องกันไม่ให้ลุกลามเป็นรูผุได้ รวมทั้งการตรวจความสะอาดช่องปากร่วมกับการซักถามถึงการเลี้ยงดูเด็ก จะทำให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมต่อการดูแลฟันเด็กในแต่ละคน ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่พ่อแม่จะได้เรียนรู้ หรือฝึกการแปรงฟันให้ลูกได้ และยังมีส่วนช่วยให้ลูกเกิดความคุ้นเคยกับหมอฟัน และให้ความร่วมมือที่ดีต่อการรักษาฟันต่อไป โดยทั่วไปเด็กๆ ควรได้รับการตรวจช่องปากตั้งแต่มีฟันขึ้น หรืออย่างช้าที่สุด เมื่ออายุได้ 1 ปี

สำหรับเรื่อง ปริมาณการบีบยาสีฟัน ที่ถูกต้องเหมะสมนี้ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ HQ : Health Quotient  คือ ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งคนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้ ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐนั่นเองค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : pr.moph.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

Super Nanny | Ep.25 | แนะ 4 ขั้นตอนการแปรงฟันลูกน้อยที่ถูกวิธี

หมอเตือน? 4 ผลร้าย หากพ่อแม่ดูแลฟันน้ำนมของลูกไม่ดี!

จัดฟันเด็ก พาลูกไป จัดฟัน อายุเท่าไหร่ ดีที่สุด?

รวม ตารางการเลี้ยงลูก ครบทั้งการกิน-นอน และพัฒนาการเติบโตของร่างกาย

โรคบิด

เมื่อลูกปวดท้องจาก “โรคบิด” ภัยร้ายหน้าร้อนที่ต้องระวัง!!

โรคบิด โรคทางเดินอาหารที่ทำให้เด็กปวดท้องบิดอย่างรุนแรง เด็กจะทรมานกับอาการปวดท้องเป็นอย่างมาก พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน มาดูสาเหตุและวิธีการป้องกัน กันเถอะ!

เมื่อลูกปวดท้องจาก “โรคบิด” ภัยร้ายหน้าร้อนที่ต้องระวัง!!

ในช่วงหน้าร้อน โรคที่มักจะพบได้บ่อยในเด็กคือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร เด็กมักจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว แต่อาการที่สุดทรมานใจพ่อแม่และตัวลูก คือ อาการปวดท้องบิด (อาการปวดเกร็งในท้อง ปวดท้องบิดอย่างรุนแรงเป็นระยะ ๆ) ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดท้องในเด็ก สามารถพบได้บ่อย ๆ แต่อาการปวดท้องจากโรคบิดนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ไม่ทันสังเกตและแยกไม่ได้ว่าเป็นการปวดท้องจากโรคบิดหรือไม่ อาจทำให้รักษาได้ไม่ทันการจนอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ ดังนั้น มาทำความรู้จัก โรคบิด รวมถึงสาเหตุ วิธีการรักษา และการป้องกันกันเถอะ!!

โรคบิด คืออะไร?

โรคบิดเป็นอาการติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินอาหารของลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือโปรโตซัวที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว ปวดบิดท้องเป็นระยะ ร่วมกับการ มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเบ่งเวลาถ่ายอุจจาระ มีอาการเหมือนถ่ายไม่สุด ในเด็กอาจพบอาการชักร่วมด้วย โดยผู้ป่วยที่อาการชัดเจนจะถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือมูกเลือด ซึ่งเป็นผลมาจากการแตกของฝีขนาดเล็ก ๆ ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปโรคบิดแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคบิดชนิดไม่มีตัว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มซิเกลลา (Shigella) สามารถพบได้ทั่วไปในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดี และโรคบิดชนิดมีตัว เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว (โปรโตซัว) ที่ชื่อว่า อะมีบา (Ameba) มักพบการติดเชื้อได้ในพื้นที่ร้อนชื้น

ติดต่อกันได้อย่างไร?

โรคบิด สามารถติดต่อกันได้ผ่านเชื้อโรคที่อยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย โดยเมื่อเชื้อปนเปื้อนไปสู่แหล่งน้ำ ลงไปในอาหาร หรือตกค้างอยู่ที่มือของผู้ป่วย อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ ไม่เพียงเท่านั้นแมลงวันยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้อีกด้วย ขณะที่ผู้ป่วยที่มีเชื้อของโรคบิดสามารถเป็นพาหะและแพร่เชื้อได้ตลอดเวลาที่มีอาการ เพราะจะมีเชื้อออกมากับอุจจาระทุกครั้งที่ถ่าย และเชื้อจะค่อย ๆ หมดไปหลังจาก 2-3 สัปดาห์

ปวดบิดในเด็ก
ปวดบิดในเด็ก

วิธีสังเกตว่าลูกป่วยเป็นโรคบิดหรือไม่?

เนื่องจากโรคบิดสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ โรคบิดชนิดไม่มีตัว และโรคบิดชนิดมีตัว อาการของโรคบิดทั้ง 2 ชนิดนี้ก็แตกต่างกันไปด้วย ดังนี้

อาการของบิดไม่มีตัว

  1. ไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่จะรู้สึกไม่สบายท้อง เพราะมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ในลำไส้
  2. มีอาการน้อย ถ่ายเหลวเป็นมูกเลือด และปวดบิดแต่ไม่มาก
  3. กรณีที่มีอาการรุนแรง จะปวดท้องบิดอย่างรุนแรง มีไข้สูง อาเจียน ถ่ายมีมูกเลือดและหนองปน ถ่ายน้อยแต่บ่อยมาก ถ้าร่างกายอ่อนแอ อาจจะมีการช็อคได้
  4. อาจเกิดโรคแทรกซ้อน หากรักษาไม่ถูกวิธี เชื้อโรคเข้าไปยังกระแสเลือด ทำให้เลือดเป็นพิษ อาจช็อคจนเสียชีวิตได้ ลำไส้ใหญ่อาจมีการอักเสบอย่างรุนแรง เกิดอาการเสียน้ำอย่างมากจนช็อคและเสียชีวิตได้

อาการของบิดมีตัว

  1. ไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่จะรู้สึกไม่สบายท้อง ถ้าไปตรวจจะพบอะมีบา Entamoeba histolytica ในอุจจาระ
  2. มีอาการชนิดเฉียบพลัน ปวดบิด ถ่ายอุจจาระเหลว อุจจาระมีกลิ่นคล้ายหัวกุ้งเน่า อาการไม่แรงเท่าบิดไม่มีตัว ถ้าผู้ป่วยต้านทานโรคได้น้อย อาจจะมีไข้สูงและถ่ายเป็นมูกเลือดมาก
  3. ในกรณีที่มีอาการชนิดเรื้อรัง เป็นผลจากบิดชนิดเฉียบพลัน แล้วรับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง อะมีบาจึงตายไม่หมด ทำให้อาการไม่หายขาด และเป็นไปเรื่อย ๆ
  4. อาจเกิดโรคแทรกซ้อน ลำไส้เกิดการทะลุ เกิดแผลที่ลำไส้ใหญ่ ตัวอะมีบาจะเข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในอวัยวะถูกทำลาย หรือก่อให้เกิดฝีที่อวัยวะต่าง ๆ และนำไปสู่อาการติดเชื้อ หรืออาการอื่น ๆ ที่รุนแรงขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที จะทำให้เสียชีวิตได้

เพราะเด็กยังอธิบายได้ไม่ละเอียดว่าปวดท้องลักษณะไหน คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตที่อาการท้องเสียด้วยการนับจำนวนครั้งที่ถ่าย หากเริ่มถ่ายติดต่อกันมากกว่า 3 ครั้งก็เข้าข่ายว่าท้องเสีย และอาการท้องเสียจากโรคบิดจะรุนแรงกว่าท้องเสียทั่วไป เพราะจะมีอาการอุจจาระเป็นน้ำ มีมูกหรือมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระ ร่วมกับอาการปวดเกร็ง ปวดบีบที่ท้องเป็นพัก ๆ ปวดหน่วงที่ทวารหนัก และหากลูกมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อทันที

  • คลื่นไส้ อาเจียนบ่อย
  • มีไข้ขึ้นสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หรือชัก
  • ปวดท้องมาก
  • ถ่ายเหลวหลายครั้ง (มากกว่า 10 ครั้งต่อวัน)
  • ถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือมูกเลือด
  • ท้องอืด
  • หอบลึก
  • ไม่ยอมดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทุกชนิดและ/หรือไม่ยอมดื่มนมหรือกินอาหาร
  • ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่แล้วแต่เด็กยังดูเพลีย ซึม

การรักษาโรคบิด

โรคบิดสามารถรักษาให้หายได้ และหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะช่วยให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลง ซึ่งการรักษาจะคำนึงถึงชนิดของโรคบิดและความรุนแรงของอาการ โดย  โรคบิดชนิดไม่มีตัว หากอาการไม่รุนแรงและผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีอยู่แล้ว การรักษาจะเน้นไปที่การรักษาภาวะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายจากการท้องเสียเท่านั้น การใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็ว แต่ถ้าหากมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เพราะยาดังกล่าวจะช่วยลดระยะเวลาของอาการ และป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายหรือส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

ให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่อย่างไร?

สารละลายน้ำตาลเกลือแร่มีจำหน่ายทั่วไปทั้งที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมและบริษัทต่าง ๆ โดยทั่วไปจะผสม 1 ซองต่อน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้วน้ำหรือ 1 ขวดนม 8 ออนซ์ หรือหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ซื้อสาลละลายน้ำตาลเกลือแร่ ก็สามารถเตรียมเองได้ง่าย ๆ โดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือเล็กน้อย (ประมาณ 2 หยิบนิ้วมือต่อน้ำข้าว 8 ออนซ์หรือ 1 แก้ว) หรือ อาจผสมเองโดยใช้น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะและเกลือป่น 2 หยิบนิ้วมือใส่น้ำต้มสุก 1 แก้วน้ำ น้ำซุบ, น้ำแกงจืด, น้ำผลไม้ต่าง ๆ, น้ำเต้าหู้, น้ำชา, โจ๊กไก่ ก็เป็นอาหารเหลวที่สามารถนำมาให้เด็กที่มีปัญหาท้องเสียได้

วิธีการให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ควรใช้ช้อนตักป้อนทีละน้อยเพื่อช่วยลดปัญหาการอาเจียน การปฏิเสธการกินและยังช่วยให้ดูดซึมได้ดีกว่าการให้ดูดจากขวด รวมทั้งการดูดในปริมาณมากอาจดูดซึมไม่ทันและถ่ายเป็นสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ทำให้เข้าใจผิดว่ายิ่งกินยิ่งถ่าย ในเด็กโต อาจให้จิบจากแก้วทีละน้อยบ่อย ๆ

  • เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ควรให้ครั้งละ 2-3 ออนซ์ (1/4-1/2 แก้วน้ำ), ทุกครั้งที่ถ่ายเป็นน้ำ
  • 2-10 ปี ครั้งละ ½-1 แก้วน้ำ (3-6 หรือ 8 ออนซ์)
  • 10 ปีขึ้นไปปริมาณมากเท่าที่ดื่มได้

สำหรับโรคบิดชนิดมีตัว จะเน้นที่การใช้ยาเป็นหลัก เนื่องจากอะบีมาไม่สามารถออกไปจากร่างกายของเราได้หมด และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้แม้จะไม่มีอาการของโรคบิดก็ตาม

ท้องเสีย
ท้องเสีย

แพทย์แนะ! 8 วิธีป้องกันโรคบิด

  1. การล้างมือให้สะอาด ทั้งก่อนการปรุงอาหาร และก่อนรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ
  2. ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ผ่านเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐานเท่านั้น ไม่ดื่มน้ำคลองหรือน้ำบ่อแบบดิบ ๆ และไม่รับประทานน้ำแข็งที่เตรียมไม่สะอาด
  3. รับประทานอาหารปรุงสุกในขณะที่ยังร้อนอยู่ หากซื้ออาหารบรรจุสำเร็จควรอุ่นอาหารให้ร้อนจัดก่อนการรับประทานทุกครั้ง
  4. เลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างปลอดภัย เช่น นมที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ ผักและผลไม้ควรล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง (อ่านต่อ 16 วิธีล้างผักผลไม้ ให้ปลอดสารก่อนให้ลูกทาน)
  5. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลงวัน หนู หรือสัตว์อื่น ๆ
  6. ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมแม่ เพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกันโรค
  7. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ อย่าถ่ายลงคลองหรือตามพื้นดิน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรค
  8. ทิ้งขยะในถังขยะที่มีฝาปิด และกำจัดขยะอย่างสม่ำเสมอ

จะเห็นได้ว่าการล้างมือให้สะอาดก็ยังเป็นวิธีที่ป้องกันโรคที่ดีที่สุดใน โรคบิด และอีกหลาย ๆ โรค เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19 ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเน้นย้ำให้ลูก ๆ คอยล้างมือบ่อย ๆ นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้ทัน…ไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ในเด็ก

แม่โพสต์เตือน! สาเหตุที่ทำให้ ทารกท้องเสีย เป็นโรคลําไส้อักเสบ

รีวิวดี!เพื่อลูกน้อย เทียบสารอาหารในนมวัวแท้ 100% ยี่ห้อไหนดี มีประโยชน์ที่สุด!

เปิดจองสิทธิ์ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ประจำปี 2564

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการแพทย์, pobpad.com, th.wikipedia.org, ผศ.พญ.นิยะดา วิทยาศัย งานโรคระบบทางเดินอาหารและตับ กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โปรแกรมทายหน้าลูก

โปรแกรมทายหน้าลูก จากหน้าพ่อแม่ อยากรู้ลูกจะหน้าเหมือนใคร

แม่ท้องอยากรู้ลูกในท้องหน้าเหมือนใคร คนโสดฝันได้ หาพ่อของลูกแบบไหนให้ลูกสวยหล่อเป๊ะปังได้อย่างใจ ลองวิธีนี้เลย โปรแกรมทายหน้าลูก จากหน้าพ่อแม่ เลือกได้อยากให้ลูกหน้าเหมือนใคร  3 สเต็ปง่ายๆ รู้ผลได้ใน 1 นาที ไม่ต้องลงแอพให้เปลืองเน็ต

อยากรู้ลูกหน้าเหมือนพ่อหรือแม่ อยากให้สวยหล่อแค่ไหน สั่งได้ด้วย โปรแกรมทายหน้าลูก

ตั้งท้องแล้วอยากรู้จังลูกในท้องจะออกมาน่ารักน่าชังขนาดไหน จะเหมือนพ่อหรือแม่กันแน่ ไม่ต้องรออัลตร้าซาวด์ตอนท้อง 5 เดือนอีกต่อไป คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สามารถทำนายหน้าตาของลูก หรือใครอยากจิ้นกับไอดอลในดวงใจ อยากให้มาเป็นพ่อของลูก ลองให้โปรแกรมวิเคราะห์ดูหน้าลูกให้ฟินจิกหมอน เพลินๆ ก็ยังได้ด้วยโปรแกรมนี้

โปรแกรมทายหน้าลูกเป็นเว็บไซต์วิเคราะห์หน้าลูกของประเทศญี่ปุ่น ด้วยเทคโนโลยี AI ชื่่อว่า” StyleGAN” ที่จะสามารถทำหน้าหน้าลูกในอนาคตด้วยการสแกนภาพถ่ายของ “คุณพ่อ” และ “คุณแม่” เพื่อสร้างภาพเสมือนของลูกน้อยได้แบบคมกริบ ดูละมุุนเหมือนภาพถ่ายของลูกจริงๆ

ขั้นตอนใช้โปรแกรมทายหน้าลูก

การใช้งานโปรแกรมทายหน้าลูก ไม่ยาก เพียงแต่เว็บไซต์เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ทีมแม่ ABK ขออาสาแนะนำวิธีใช้โปรแกรมแบบง่าย ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออกก็ใช้งานได้ เพียง 5 สเต๋็ป ต่อไปนี้ค่ะ

 

โปรแกรมทายหน้าลูก

  1. เข้าเว็บไซต์  baby-ac.com

โปรแกรมทายหน้าลูก

2.  คลิ๊กช่องด้านบน เพื่ออัพโหลด ภาพคุณพ่อ

3.คลิ๊กช่องด้านล่าง เพื่ออัพโหลด ภาพคุณแม่

4. เลือกให้ลูกหน้าคล้ายพ่อ คลิ๊กเลือกช่องหมายเลข 1  / เลือกให้ลูกหน้าคล้ายแม่ คลิ๊กเลือกช่องหมายเลข 2

5. คลิ๊กแถบสีส้มด้านล่าง รอประมาณ 30 วินาทีิ

6. ภาพลูกน้อยในอนาคตก็ปรากฎ

7.คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกเซฟภาพได้หลายทั้งแบบ ภาพเดี่ยวของลูกในฝัน (คลิ๊กแถบสีส้ม) ภาพครอบครัวพ่อแม่ลูก คลิ๊กแถบสีดำหรือขาว) หรือคลิ๊กแชรไปแพลตฟอร์มอื่นๆได้ทันที

สำหรับ โปรแกรมทายหน้าลูกที่แนะนำนี้ สามารถเปลี่ยนหน้าได้ 2 ครั้ง และในหนึ่งวันเล่นได้จำกัดที่ 5 ครั้ง ส่วนข้อมูลภาพที่อัพโหลดไว้  จะถูกลบอัตโนมัติใน 24 ชั่วโมง จึงหมดห่วงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ใครลองเข้าไปใช้แล้วอย่าลืมแชร์ภาพลูก (ทิพย์) มาให้ดูกันด้วยนะคะ

แหล่งข้อมูล  news.livedoor.com

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

คัดมาให้จากตำรา 212 ชื่อมงคล ผู้หญิง เน้นชื่อเพราะ ความหมายดี

คาถาบูชาเทวดาประจำตัว ลูกน้อย พร้อมวิธีทำบุญ-กรวดน้ำ-ขอขมา เพื่อเป็นสิริมงคล

7 ภาพการ์ตูนที่ต้องดู! ก่อนมี “ลูกคนแรก” ทั้งซึ้งและน่ารัก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

 

D-nee Organic Head & Body Wash

ไอเท็มเดียวนัมเบอร์วัน D-nee Organic ง่ายต่อแม่ อ่อนโยนต่อลูกน้อย ดีต่อใจคูณสอง

ทีมแม่ABK รอบนี้ขอถือโอกาสต้อนรับคุณแม่มือใหม่ ด้วยการบอกต่อไอเท็มสุดเริ่ด! D-nee Organic Head & Body Wash เพื่อเป็นตัวช่วยคู่ใจในวันที่ชีวิตแม่ๆ ยุ่งเหยิง เพราะนางมาพร้อมกับคุณสมบัติดีต่อใจคูณสอง ง่ายต่อแม่ และอ่อนโยนต่อลูกน้อย

เหตุเพราะล่าสุดเห็นซิสๆ แม่หลายคนเพิ่งเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นคุณแม่เต็มตัว เลยยังจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสถานะนี้ จนปวดเศียรเวียนเกล้า ผมเผ้าฟูรุงรัง ขอบตาคล้ำกันยกใหญ่ เพราะหน้าที่แม่เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องทำและเรียนรู้มากมายก่ายกองจริงๆ โดยสิ่งสำคัญแบบนัมเบอร์วันเลย ก็ต้องยกให้กับการดูแลลูกน้อยอย่างดีที่สุดและอ่อนโยนที่สุด เพราะทารกยังบอบบางมากต่อทุกสิ่งทุกอย่าง จะทำอะไรหรือใช้อะไรกับเบบี๋ ก็ต้องระวังเป็นพิเศษ

D-nee Organic Head & Body Wash

ดังนั้น การเลือกใช้ข้าวของกับลูกน้อย จึงเป็นเรื่องที่เหล่าแม่ๆ ต้องพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ เช็กแล้วเช็กอีกถึงความปลอดภัย หรือถ้าได้ไอเท็มที่เป็นสูตรออร์แกนิคมาใช้ เชื่อว่าแม่ๆ ก็คงเบาใจไปได้เยอะ และคงจะเริ่ดที่สุดสำหรับคุณแม่มือใหม่ หากไอเท็มนั้นสารพัดประโยชน์ ช่วยให้วิถีชีวิตของแม่ๆ ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น จริงไหมล่ะคะ?

ด้วยเหตุนี้แหละค่ะ ทีมแม่ABK จึงไม่พลาดนำไอเท็มเดียวจบ! แถมการันตีความอ่อนโยน อย่าง D-nee Organic สบู่เหลวอาบน้ำและสระผม มาป้ายยาให้เหล่าแม่ๆ ติดใจในความดีงามของนาง (เหมือนทีมแม่ABK ยังไงล่ะคะ) ทั้งความทูอินวัน และความออร์แกนิค ซึ่งช่วยให้วิถีชีวิตของแม่ๆ แฮ็ปปี้แบบคูณสอง

D-nee Organic Head & Body Wash

ที่ทีมแม่ABK กล้าย้ำว่า D-nee Organic สบู่เหลวอาบน้ำและสระผม เป็นไอเท็มตัวช่วยสำหรับคุณแม่มือใหม่ ก็เพราะนางเป็นสบู่เหลวที่สามารถใช้ได้ทั้งอาบน้ำและสระผมให้กับทารก เรียกว่าหยิบมาใช้ขวดเดียวก็จบเลย ไม่ต้องยุ่งยาก หยิบขวดนี้ที หยิบขวดนั้นที แถมนางยังล้างออกง่าย สะดวกสบายดีต่อใจแม่ๆ เหลือเกิน

D-nee Organic Head & Body Wash

นี่แหละค่ะคือความเริ่ดสุดๆ ของ D-nee Organic สบู่เหลวสำหรับอาบน้ำและสระผม ซึ่งสร้างสรรค์สูตรออร์แกนิคมาเพื่อทารกโดยเฉพาะ ขึ้นแท่นไอเท็มที่ทีมแม่ABK และเหล่าแม่ๆ ปลื้มกันหนักมาก จนอดไม่ได้ที่จะนำมาแชร์ให้กับคุณแม่มือใหม่ รวมถึงว่าที่คุณแม่ทุกคน ถ้ามี D-nee Organic สบู่เหลวสำหรับอาบน้ำและสระผม เป็นไอเท็มคู่ใจล่ะก็ รับรองว่าวิถีชีวิตของแม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปร ก็ฉลุยราบรื่นแน่นอน

โดยซิสๆ แม่สามารถหาซื้อ D-nee Organic Head & Body Wash กันได้ง่ายๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือช่องทางออนไลน์ดังนี้

D-nee Organic Head & Body Wash

D-nee Organic Head & Body Wash

มาถึงเรื่องที่คุณแม่มือใหม่แพนิคหนักสุดๆ อย่างความปลอดภัยต่อลูกน้อย D-nee Organic สบู่เหลวอาบน้ำและสระผม ก็สามารถมั่นใจในความออร์แกนิค ด้วยการมีสารสกัดจากธรรมชาติถึง 7 ชนิด ซึ่งช่วยให้ผิวบอบบางของเบบี๋ชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน แถมยังเป็นสูตร pH Balance ที่ช่วยรักษาสมดุลให้ผิวและเส้นผมของลูกน้อย ที่สำคัญคือผ่านการทดสอบทางการแพทย์ Hypoallergenic Tested แล้วว่าอ่อนโยนต่อทารก ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และระคายเคือง รวมถึงยังปราศจาก 6 สารเคมีอันตราย อย่างกลูเตน, พาราเบน, SLS, ซิลิโคน, แอลกอฮอล์ และสี เรียกว่าการันตีความอ่อนโยนให้เหล่าแม่ๆ อุ่นใจทุกวิถีทางเลยทีเดียว

 

 

 

mom-to-mom

เปิดตัวชุดชั้นในสำหรับคุณแม่ แบรนด์ “Mom to Mom”

คุณแม่หลังคลอดมักจะประสบปัญหาการใส่ชุดชั้นในแบบเดิมที่คอยกวนใจเวลาให้นมลูก รู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว ทาง แบรนด์ Mom to Mom ได้ออกแบบชุดชั้นในสำหรับให้นมลูก เพื่อช่วยการรองรับสรีระของคุณแม่ รวมถึงเนื้อผ้าที่นำมาใช้เพราะจะต้องให้คุณแม่ใส่สบาย ไม่อึดอัด และต้องสามารถป้องกันเชื้อราเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อลูก เวลาที่คุณแม่ให้น้ำนมอีกด้วย ดังนั้นทาง ทีมแม่ABK  จึงได้รวบรวมข้อมูลมาฝากคุณแม่กันค่ะ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

Mom to mom

 2 คุณแม่คนเก่ง “เบนซ์-พรชิตา ณ สงขลา”  คุณแม่ลูก 3 นักแสดงสาวมากความสามารถและ “กิ๊ฟ-สาวิตรี ธนาลงกรณ์” คุณแม่ที่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจชุดชั้นในชั้นนำแบรนด์“จินตนา” จับมือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจเปิดตัวโปรเจ็กต์ “Pornchita x Mom to Mom” ผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณแม่แม่ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่คงเสน่ห์ คงความเซ็กซี่ เนื้อผ้าคุณภาพ แพทเทิร์นที่ลงตัว พร้อมคุณสมบัติพิเศษและนวัตกรรมอีกมากมายที่มีเฉพาะสินค้าของ Pornchita x Mom to Mom” ที่รับประกันเรื่องสวมใส่สบาย รองรับสรีระและกิจกรรมของคุณแม่ยุคใหม่ ในราคาสุดพิเศษ

“Mom to Mom” เป็นผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในที่ มาพร้อมจุดเด่นทั้งด้านแพทเทิร์นและเนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย  เหมาะสมกับสรีระของคุณแม่ยุคใหม่และสะดวกสบายในยามให้น้ำนมลูกน้อย

คุณ”กิ๊ฟ-สาวิตรี ธนาลงกรณ์  ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชุดชั้นในสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ “Mom to Mom” เผยถึงที่มาของแบรนด์ว่า

“เริ่มต้นจากตนเอง ที่เกิดและเติบโตมากับวงการการผลิตชุดชั้นใน  จึงมีโอกาสเรียนรู้การผลิต ทั้งเรื่องการทำแพทเทิร์น ตัดเย็บดีไซน์ จึงเริ่มศึกษาตลาดเกี่ยวกับชุดชั้นใน จนมาเจอกลุ่มชุดชั้นในสำหรับคุณแม่ ณ ช่วงเวลานั้น ยังไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนในประเทศไทยที่ให้ข้อมูล หรือผลิตสินค้าเพื่อคุณแม่จริง ๆ จนกระทั่งตั้งครรภ์ จึงเริ่มศึกษาข้อมูลมากยิ่งขึ้น และนำมาทดลองจากประสบการณ์จริงของตนเอง รวมถึงพัฒนาเรื่องแพทเทิร์นให้รองรับสรีระของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณเนื้อช่วงลำตัวหรือเต้าทรงที่เริ่มขยายขึ้น รวมถึงเนื้อผ้าที่นำมาใช้ก็มีส่วนสำคัญเพราะจะต้องให้คุณแม่ใส่สบาย ไม่อึดอัด และต้องสามารถป้องกันเชื้อราเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับลูกเวลาที่คุณแม่ให้น้ำนมด้วยเหมือนกัน ช่วงเวลาเหล่านี้ จึงมองว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นสำหรับคุณแม่คนหนึ่ง ที่อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆให้กับคุณแม่ต่อไป”

“เพราะเรารู้ว่า…เรื่องของลูกสำคัญที่สุดเสมอ”

“ดังนั้นจุดประสงค์ของการรังสรรค์ Mom to Mom ขึ้นมา  เพราะเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนมีความกังวลมาก ๆ เรารู้ว่าหลายๆอย่างกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เราต้องเตรียมความพร้อมให้กับอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดขึ้นมา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้อารมณ์ของแม่จะแปรปรวน ขึ้น-ลง ผสมกันทั้งทุกข์และสุข บางครั้งก็สงบลงได้ด้วยตัวเอง แต่ในบางเวลาคุณแม่เองก็ต้องการใครสักคนที่คอยรับฟังและอยู่ข้างกันเพื่อที่จะแนะนำได้ว่า ฉันจะต้องเจอกับอะไร  พรุ่งนี้และในวันถัด ๆ ไปฉันต้องเตรียมตัวอย่างไร ด้วยคำถามอีกมากมายที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น กิ๊ฟจึงอยากให้ Mom to Mom เป็นแบรนด์ที่มีความจริงใจ คอยเป็นผู้ฟังที่ดีว่าคุณแม่แต่ละคนเจอปัญหาอะไร ช่วยแนะนำสิ่งที่เหมาะสมกับคุณแม่แต่ละคน และจะอยู่ข้าง ๆ เป็นอีกหนึ่งกำลังใจว่าเราจะผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน”

ทั้งนี้คุณกิ๊ฟได้ชูจุดเด่นของบราคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดว่า เรื่องแรกที่ตนมั่นใจมากคือ มีแพทเทิร์นที่สามารถรองรับสรีระคุณแม่ได้เป็นอย่างดี เก็บทรงสวย สามารถใส่ได้ทั้งวันไม่อึดอัด ไม่ระคายเคือง สายแขนปรับให้กว้างขึ้น ด้านข้างลำตัวสูงขึ้น เพิ่มตะขอเป็น 3 ตา เพื่อรองรับการขยายตัวของหน้าอก ด้านหลังออกแบบให้เว้าเป็นรูปตัว U เพื่อลดการรองรับน้ำหนัก บรรเทาอาการปวดไหล่ ปวดหลัง สำหรับเสื้อชั้นในที่มีโครง เลือกใช้โครงอ่อนเท่านั้น เพราะโครงตัวนี้จะเข้ารูปเต้าทรง ไม่กดทับบริเวณหน้าอกในช่วงที่คุณแม่คัดนม เนื้อผ้าทุกตัวที่ผลิตออกมาเป็นผ้าชนิดกันเชื้อรา เนื้อผ้ามีความเย็น ใส่สบาย และที่สำคัญฟองน้ำ Spacer จะต้องป้องกันเชื้อราที่จะเกิดขึ้นจากการให้น้ำนมได้ด้วย รวมถึงการเปิดเต้าทรงที่กว้าง สามารถใส่ที่ปั๊มนมได้สะดวก เรียกได้ว่าให้น้ำนมได้ทุกที่ไม่ว่าจะบนรถ หรือ ในห้องทำงาน

ด้านคุณเบนซ์-พรชิตา กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมทำชุดชั้นในสำหรับคุณแม่ “Pornchita X Mom to Mom”  ในฐานะของ Business Partner ว่า

“เราได้ร่วมกันคิด ออกแบบ ใส่ฟังก์ชั่นสำหรับชุดชั้นในของคุณแม่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการให้กับแม่แม่ค่ะ ทางเบนซ์เองได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ในการสวมใส่ และ แชร์สิ่งที่คุณแม่ต้องการในชุดชั้นใน ทั้งตอนตั้งท้องและ หลังคลอดค่ะ ส่วนทางแบรนด์ Mom to Mom” เองก็เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการทำชุดชั้นในอยู่แล้ว ทุกอย่างลงตัวมากค่ะ”

คุณเบนซ์ ซึ่งเป็นคุณแม่คนเก่งกับลูกที่น่ารักถึงสามคน ยังมองว่า  ชุดชั้นในสำหรับคุณแม่ทั้งตอนท้อง และ หลังคลอด ถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นชุดชั้นในเป็นสิ่งที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับลูก ๆ ยิ่งตอนให้นม เสื้อชั้นในที่ดี ต้องดีทั้งกับคุณแม่ และ ลูกด้วย โดยต้องสวมใส่สบาย แต่ยังมีความกระชับเพื่อให้คุณแม่มั่นใจเพราะไม่ว่าจะช่วงตั้งท้อง หรือหลังคลอดสรีระคุณแม่เปลี่ยนอยู่ตลอด และที่สำคัญคือ เนื้อผ้าที่ต้องป้องกันเชื้อรา ระบายอากาศได้ดี เพราะน้ำนมแม่ไหลอยู่ตลอด ข้อนี้ถือว่าจำเป็นมาก ๆ เพราะถ้าเสื้อชั้นในเป็นเชื้อราไม่ดีกับลูกเราแน่ ทั้งนี้ในการร่วมเป็น Business Partner ครั้งนี้ คุณเบนซ์ได้มีส่วนร่วมในการทำงานหลายอย่างด้วยกัน

“เบนซ์ ร่วมคิด ร่วมลงมือทำในทุกขั้นตอนค่ะ ตั้งแต่คิดคอนเซปท์สินค้า คิดโลโก้ เลือกวัตถุดิบ ผ้า สี และ ฟิตติ้งเองทุกรุ่นค่ะ เพื่อให้ได้สินค้าที่คุณแม่แม่ มั่นใจว่า Pornchita x Mom to Mom ได้ผ่านการทำงาน คัดสรร มาอย่างดีค่ะ ฝากถึงคุณแม่แม่ที่กำลังมองหาชุดชั้นในสำหรับคุณแม่ว่า เบนซ์ ตั้งใจมาก ๆทำชุดชั้นในเพื่อคุณแม่ครั้งนี้ ครบทุกฟังก์ชั่นและราคาน่ารักมากค่ะ ”

สำหรับคอลเลคชั่นบราล่าสุดสำหรับคุณแม่ ” Pornchita X Mom to Mom”  มี3 รุ่นดังนี้

มีโครง ฟองน้ำบาง

1.CONFIDENT รุ่นมีโครงเสริมฟองบาง สีเรียบ

  • เจาะกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอดอายุเฉลี่ย 25 – 38 ปี มีเนื้อผ้าใส่สบาย/สามารถใส่ได้ทุกวัน/เปิดเต้าให้นมได้สะดวก/โครงไม่กดทับท่อน้ำนม/ฟองน้ำแห้งไว ขจัดปัญหาอับชื้นง่ายที่ทำให้เกิดเชื้อรา
  • เหมาะกับคุณแม่ที่มีสไตล์ชอบความเรียบง่าย สามารถใส่วันปกติทำงาน หรืออยู่บ้าน
  • มีสีน้ำเงิน สีเลือดหมู สีเทา สีเบจ สนนราคา990บาท
  • มาคู่กับกางเกงในเอวสูงไร้ตะเข็บ ไม่รัดแผบผ่าตัด สวมใส่สบาย ระบายอากาศ สนนราคา 450 บาท

ไม่มีโครง ฟองน้ำบาง

 

2.POLKADOT  รุ่นไม่มีโครงมีฟองบาง ลายจุด

  • เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอดอายุระกว่าง25-38 ปีที่ไม่ชอบโครง เน้นใส่สบาย/เปิดให้นมสะดวก / เนื้อผ้าใส่แล้วไม่ระคายเคือง แก้ปัญหาเสื้อในไม่พอดีตัว ใส่แล้วไม่กระชับ ผ้าแห้งช้า มีกลิ่นอับชื้น นอกจากนี้ยังมีสีสันสดใสเหมาะกับคุณแม่ที่มีบุคลิกร่าเริง สามารถใส่ได้ทุกวัน
  • มีสีเขียว สีม่วง ให้เลือกสนนราคา 990 บาท
  • มาคู่กับกางเกงในเอวสูง ราคา450 บาทไม่มีโครง ลายลูกไม้

  3.GLAM  รุ่นไม่มีโครง ลายลูกไม้เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอดอายุเฉลี่ย                    25 – 38 ปี

  • ที่ต้องการชุดชั้นในไม่มีโครงใส่สบายและคุณแม่ทันสมัยตามแฟชั่น การตกแต่งด้วยลูกไม้ทำให้ดูสวยงามและเพิ่มความเซ็กซี่ให้คุณแม่ มีเนื้อผ้านุ่ม ลื่น ระบายอากาศ /เปิดเต้าให้นมสะดวก /ช่วยเรื่องซึมซับน้ำนมคุณแม่ และช่วยต้านแบคทีเรียและเกิดกลิ่นอับ ช่วยแก้ปัญหาเดิม ๆ เรื่องเต้าเปิดยากให้นมลำบาก ทำให้ปวดหลัง/ ไม่เก็บกระชับด้านข้างลำตัว / ผ้าหนาใส่แล้วไม่ระบายเหงื่อ
  • มีสีเบจ สีชมพู ให้เลือกราคา 990บาท
  • มาคู่กางเกงในเอวสูงสวมใส่สบายราคา 450 บาท

พิเศษในช่วงนี้มีโปรโมชั่นลดราคาจากราคาป้าย

ซื้อ 2ชิ้นลด 20% /3ชิ้นลด 30%  โดยมีช่องทางจำหน่ายหลายช่องทาง

“เพราะเรารู้ว่า…เรื่องของลูกสำคัญที่สุดเสมอ ..จากประสบการณ์คุณแม่…ที่เข้าใจทุกความต้องการ”

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ชุดชั้นในสำหรับให้นมลูกของแบรนด์ Mom to Mom ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการกระชับสรีระร่างกายของคุณแม่ ทำให้คุณแม่ไม่รู้สึกอึดอัด สวมใส่สบายและไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยเวลาให้นมอีกด้วย

สามารถสั่งซื้อได้ที่

Line : @momtomom

FB : Momtomom maternity

IG : Momtomommaternity

และ ช่องทาง Lazada / Shopee

ขอบคุณข้อมูลจาก : แบรนด์ “Mom to Mom”

 บทความที่น่าสนใจ

เลือกบราให้เก็บทรงสวย ใส่สบาย มั่นใจได้ทุกชุด

พบกับ วิวัฒนาการชุดชั้นใน ที่คุณแม่ไม่ควรพลาด (มีคลิป)

10 เทคนิค ” การโกยนม ” ให้อึ๋ม เด้งดึ๋ง ไม่แพ้สาวแรกรุ่น!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โชรส์เบอรี จัดงาน Easter Family Fun Day

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี จัดงาน Easter Family Fun Day วันเสาร์ที่ 20 มี.ค. นี้!

ร่วมสนุกกับครอบครัวโชรส์เบอรี ในงาน Easter Family Fun Day วันเสาร์ที่ 20 มี.. 2564 พบกับเกมส์หาไข่อีสเตอร์ (Easter Egg Hunt) กิจกรรมแนะนำโรงเรียน งานประดิษฐ์หมวกอีสเตอร์ (Easter Bonnet) ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย สัตว์น้อยสุดน่ารัก รถไฟเล็ก ร้านอร่อย และกิจกรรมสร้างสรรค์แสนสนุกอีกมาก ลงทะเบียนได้ที่นี่ 

Easter Family Fun Day

ไอเดียสุดปิ๊ง 4 กิจกรรมครอบครัวสำหรับลูกเล็ก แค่มี เป้อุ้มi-angel รุ่น Dr.Dial ก็สนุกได้ทุกวัน

ช่วงนี้ไหนจะฝุ่น PM 2.5 และโควิด 19 ก็ยังแพร่ระบาดอยู่ ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะพาลูกเล็กๆ ออกไปเที่ยวนอกบ้าน ว่าแต่จะทำอะไรกับลูกดี คิดออกกันไหมคะ? อยู่บ้านกันทั้งวัน ไม่ได้การล่ะ ต้องรีบหากิจกรรมมาเอนเตอร์เทนเล่นกับลูกแล้วล่ะค่ะ

ทีมแม่ABK มีไอเดียกิจกรรมสนุกๆ ที่คุณแม่สามารถทำ และเลี้ยงลูกไปพร้อมในเวลาเดียวกัน รับรองว่าได้ประโยชน์ดีกับทั้งคุณแม่ และลูกน้อย มาแนะนำให้ค่ะ อ่อ…ลืมบอกไปว่ากิจกรรมที่เล่นสนุกกับลูกทั้งหมดนี้ มีผู้ช่วยอย่างเดียวเลยก็คือ เป้อุ้มi-angel รุ่น Dr.Dial ค่ะ

กิจกรรมเด็กเล็ก สนุกได้ทุกวัน แค่มี “เป้อุ้มเด็ก”

 เป้อุ้ม i-angel รุ่น Dr.Dial

1.เข้าครัวทำอาหาร

บางวันที่ต้องอยู่บ้านกับลูกสองคน แล้วลูกก็ไม่ยอมที่จะนั่งเล่นคนเดียวระหว่างที่คุณแม่ต้องเข้าครัวทำอาหาร ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร ก็แค่อุ้มลูกให้นั่งอยู่บนเป้อุ้ม แล้วพาเข้าครัวไปทำอาหารด้วยกันค่ะ

Tips : เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ และจดจำ เพิ่มมากขึ้น คุณแม่สามารถใช้วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ในครัว เป็นเครื่องมือในการสอนลูกได้ เช่น ให้ลูกพูดออกเสียงทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พักต่างๆ เรียกว่าอะไร มีสีอะไรบ้างๆ  เป็นต้น 

2.รดน้ำต้นไม้ เรียนรู้ธรรมชาติรอบบ้าน

ช่วงเช้า หรือช่วงเย็น ควรพาลูกออกมาเปลี่ยนบรรยากาศนอกบ้านบ้างค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าไปไหนไม่ได้ไกล อย่างมากก็แค่สนามหญ้าหน้าบ้าน หรือส่วนหย่อม พักสวนครัวหลังบ้าน คุณแม่ใส่อุปกรณ์เป้อุ้มที่เอวแล้ว ก็อุ้มลูกขึ้นนั่ง แล้วพาลูกออกไปช่วยลดน้ำต้นไม้กันค่ะ

Tips:   ระหว่างรดน้ำต้นไม้ คุณแม่ให้ลูกได้ใช้มือน้อยๆ  ได้ลองช่วยจับสายยางรดน้ำ สัมผัสกับความเปียก เย็นของน้ำ ได้จับใบไม้ ดอกไม้ ลำต้นไม้ สิ่งที่ลูกจะได้ คือ

  • ได้รู้จักกับลักษณะของพื้นผิวที่แตกต่างกัน
  • ได้ฝึกใช้มือในการจับ และกำ เป็นช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณมือทั้งสองข้างให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

3. เก็บกวาด จัดบ้านให้เป็นระเบียบ

การทำงานบ้าน ปัดกวาด เช็ด ถู นอกจากจะได้บ้านสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังถือเป็นการ Exercise ที่ดีมากๆ สำหรับคุณแม่ด้วยนะคะ แต่สำหรับลูกน้อยนั้น ถือเป็นการกล่อมให้นอนหลับได้ดีอีกวิธีหนึ่งค่ะ

Tips: เสียงเครื่องดูดฝุ่น จัดเป็นเสียง White Noise ที่ให้ระดับเสียงราบเรียบ มีความถี่ของเสียงที่ออกมาสม่ำเสมอ ช่วงกลางวันถ้าลูกยังไม่ยอมนอน คุณแม่ให้ลูกนั่งบนเป้อุ้ม แล้วพากันดูดฝุ่น เสียงของเครื่องดูดฝุ่น กับการโยกตัวของคุณแม่ จะเป็นการช่วยกล่อมให้ลูกหลับได้ค่ะ

(White Note หรือ เสียงสีขาว คือลักษณะเสียงที่คล้ายกับเสียงที่ทารกเคยได้ยินตอนที่อยู่ในท้องของแม่ เป็นเสียงที่คล้ายกับเสียงเลือดที่ไหลผ่านรก )

 เป้อุ้ม i-angel รุ่น Dr.Dial

4.ออกกำลังกาย

แม่ที่มีลูกเล็ก แล้วอยากออกกำลังกายพร้อมเลี้ยงลูกไปด้วย ไม่ยากค่ะ ก็แค่ให้ลูกนั่งบนเป้อุ้ม แล้วออกกายบริหารไปพร้อมกัน น้ำหนักตัวของลูก ถือเป็นดัมเบลให้คุณแม่ได้ดีมากๆ ค่ะ

Tips : การออกกำลังของแม่ที่มีลูกเล็ก แนะนำให้เดินช้าๆ วันละ 15-20 นาที หรือ แยกขาออก แล้วโยกซ้าย-ขวาประมาณ 30 ครั้ง เหงื่อออก ร่างกายเผาผลาญได้ดี และการออกกำลังกายยังทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข (เอนดอร์ฟิน) ออกมา ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย มีความสุข

 เป้อุ้ม i-angel รุ่น Dr.Dial

 เป้อุ้มi-angel รุ่น Dr.Dial ผู้ช่วยที่ดีของแม่

อย่างที่บอกค่ะว่าช่วงนี้ออกนอกบ้านไปเที่ยวกันไม่ได้ ก็ต้องอยู่บ้านให้สนุกกับลูกๆ ค่ะ ทีมแม่ABK ทำกิจกรรมครอบครัวทุกอย่างกับลูก ด้วยการเลือกให้ “เป้อุ้ม i-angel รุ่น Dr.Dial  (ด็อกเตอร์ ได-แอ๊ล)” เป็นผู้ช่วย เพราะลูกของแม่บ้านนี้ยังเล็กอยู่ การมีเป้อุ้มคุณภาพดีไว้ใช้ ถือว่าจำเป็นอย่างมากค่ะ เพราะช่วยทุ่นแรงของแม่ได้เยอะเลยค่ะ

ที่เลือกใช้เป็น เป้อุ้มของ i-angel รุ่น Dr.Dial ก็เพราะว่า…

1. ได้การรับรองจากสถาบัน IHDI และ โฟมด้านในเป็นแบบ Dual foam ว่าปลอดภัยต่อสรีระลูกน้อย ไม่ทำให้ขาโก่งและสะโพกเสียรูป

2. เบาะโฟม Dual Foam ช่วยลดแรงกดทับบริเวณหน้าท้องขณะอุ้มลูก ที่สำคัญไม่กดทับแผลผ่าคลอดด้วยค่ะ คุณแม่คนไหนที่ผ่าคลอด หมดความกังวลเรื่องนี้ได้ค่ะ

3.Back Support เป้อุ้ม รุ่น Dial ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกสรีระของผู้อุ้ม ซึ่งมีผลเทสรับรองว่าช่วยลดแรงกดทับได้สูงถึง 54.1 เปอร์เซ็นต์ ไม่ปวดหลังแม้ต้องอุ้มลูกนาน หรือลูกมีน้ำหนักตัวมาก คุณแม่ก็ยังรู้สบายที่หลังค่ะ

4. สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ลูกวัย 3 เดือนขึ้นไป และรับน้ำหนักได้สูงถึง 20 กิโลกรัม (ลูกประมาณ 3-4 ขวบ)

5. ได้รับรางวัลสาขา BEST BABY CARRIER จาก Amarin Baby & Kids Award ประจำปี 2020

ได้คำตอบกันแล้วนะคะว่า อยู่บ้านสามารถทำอะไรกับลูกได้บ้าง การได้ใช้เวลาร่วมกันพ่อแม่ลูก ไม่ใช่แค่ความสนุกสนานเพลินเพลินเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้ดีสมวัยด้วยค่ะ ทีมแม่ABK หวังว่าไอเดียที่นำมาแชร์ให้กันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกครอบครัว ที่จะได้ใช้เวลาทำกิจกรรมครอบครัวที่สนุก ลูกน้อยอารมณ์ดีแม้ต้องอยู่แต่บ้านในช่วงนี้ค่ะ   

แล้วอย่าลืมผู้ช่วยที่ดีสำหรับคุณแม่อย่าง “ เป้อุ้มi-angel รุ่น Dr.Dial ” ซื้อมาใช้กันนะคะ

 

คุณแม่ที่สนใจผลิตภัณฑ์ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่

FB Page : www.facebook.com/iangelthailand

IG : www.instagram.com/iangel.thailand/

Line Official Account : https://lin.ee/dUkPwE3

หรือโทร. 091-698-9865 และ 082-659-1619

ภาษาเด็กเล็ก

วิธีพูดกับลูกด้วย ภาษาเด็กเล็ก ช่วยลูกพูดไว สื่อสารได้เร็ว!

ภาษาเด็กเล็ก – ในช่วงที่ลูกวัยหัดเดินของคุณเริ่มที่จะพูดและสื่อสารได้ ลูกจะเป็นเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับทุกสิ่งที่คุณพูด นี่เป็นเหตุผลที่สำคัญว่าเราควรพูดคุยกับลูกๆ วัยนี้อย่างไรเพื่อช่วยกระตุ้นให้เขาได้เรียนรู้ที่จะพูดและสื่อสารได้อย่างสมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากลูกของคุณพูดช้า และมีความต้องการพิเศษหรืออยู่ในช่วงการบำบัดเรื่องการพูด วิธีที่ควรนำมาฝึกให้ลูกพูดและสื่อสารได้เร็ว เราเรียกว่าการพูดลักษณะนี้ว่า Self-Talk และ Parallel Talk

วิธีพูดกับลูกด้วย ภาษาเด็กเล็ก ช่วยลูกพูดไว สื่อสารได้เร็ว!

พูดกับตัวเอง (Self-talk)

Self ‐ Talk เป็นกลยุทธ์ที่คุณแม่และคุณพ่อ พูดออธิบายถึงสิ่งที่คุณกำลังทำ โดยในขณะที่คุณกำลังทำสิ่งใดอยู่ ให้คุณคิดคำพูดเพื่ออธิบายการกระทำนั้นๆ ของคุณโดยไม่ต้องคาดหวังให้ลูกของคุณตอบสนองเสมอไป เราควรใช้ Self-Talk กับลูก ๆ ในทุกๆ วัน ทารก เด็กเล็ก และเด็กก่อนวัยเรียน ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการพูดด้วยวิธีนี้ เป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้ทารกและเด็กเล็กพัฒนาคำศัพท์และรูปแบบในการพูดที่มีแบบแผน มีเหตุผลที่มาที่ไป

ตัวอย่าง Self-Talk :

  • แม่นั่งลงที่โต๊ะข้างๆ พี่สาวของหนู แม่อยากเห็นว่าพี่สาวของหนูกำลังเขียนอะไรอยู่ในสมุดน๊า
  • พ่อกำลังผสมเนยกับน้ำตาลเพื่อทำคุกกี้ให้พวกเราได้กินกัน กลิ่นหอมดีจัง เดี๋ยวพ่อจะลองชิมดูก่อนนะ
  • นี่ดูสิ! แม่กำลังใส่ถุงมือเตรียมจะทำงานบ้านแล้ว!
  • ตอนนี้พ่อกำลังเขียนคำว่า “สวัสดีครับ” ขึ้นต้นด้วยตัว ส และลงท้ายด้วยตัว “บ”
ภาษาเด็กเล็ก
ภาษาเด็กเล็ก

การพูดคุยแบบคู่ขนาน (Parallel Talk)

Parallel Talk เป็นเทคนิคที่คุณแม่และคุณพ่ออธิบาย ว่าลูกกำลังทำอะไร หรือสนใจอะไร เมื่อคุณใช้ Parallel Talk คุณจะเป็นเสมือนผู้พากย์เหตุการณ์ ให้คุณดูการกระทำ และอธิบายให้ลูกฟัง โดยไม่ต้องคาดหวังการตอบรับหรือตอบโต้จากลูก ที่สำคัญไม่ควรถามคำถามลูก ระหว่างการพูดคุย แบบ Parallel Talk

ตัวอย่าง Parallel Talk :
หากลูกของคุณเล่นต่อบล็อกคุณอาจพูดว่า: โอ้คุณวางบล็อกสีเหลืองไว้ด้านบน ตอนนี้คุณกำลังเลื่อนสีเขียวถัดจากบล็อกสีแดง หอคอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
หากบุตรหลานของคุณกำลังเล่นกับตัวละคร Sesame Street คุณอาจพูดว่า: มาแล้ว Oscar the Grouch เขาขี่รถไปกับ Cookie Monster Cookie Monster อยู่ด้านหลัง เขามองไปรอบ ๆ แล้วรถก็แล่นเร็วขึ้น และเร็วขึ้นไปอีก บรื้นน!

14 เทคนิค ฝึกลูกพูด ให้มีทักษะการพูดที่ดี..ไปจนโต!

สังเกตการพูดของลูก ติดอ่างหรือแค่ พูดซ้ำๆ

ลูกดูดนิ้ว ยันโต ส่งผลต่อโครงสร้างฟันและการพูด ..มาดูวิธีป้องกัน!

สิ่งที่ควรรู้เมื่อต้องใช้การพูดคุยแบบ Self-talk และ Parallel Talk

  • บรรยายถึงสิ่งที่ลูกสนใจ ในขณะที่ลูกของคุณกำลังทอดสายตามองไปรอบ ๆ  ตัว การใช้การพูด ทั้งสองแบบ คือการ “มุ่งเน้นที่เด็กเป็นหลัก” ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องกะเกณฑ์ว่าลูกของคุณจะสนใจหรือตั้งใจฟังคุณหรือไม่
  • พูดในช่วงเวลาสั้น ๆ  อย่าใช้ Self talk ตลอดเวลามิฉะนั้นคุณจะดูเหมือนพ่อแม่ในการ์ตูน สังเกตลูกให้ดี ถ้าลูกกำลังให้ความสนใจอะไรอยู่ ให้พูดประโยคที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ลูกกำลังสนใจได้เลยค่ะ
  • อย่าคาดหวังว่าลูกของคุณจะทำตาม แค่ทำซ้ำๆ ให้ลูกซึมซับ อย่าหวังผลในทันที เพื่อที่ลูกจะได้ใช้ภาษาที่ได้ยินเก็บเอาไปใช้ในภายหลังได้
  • ใช้ประโยคสั้น ๆ ง่ายๆ ที่เป็นมิตรกับเด็ก แทนที่จะพูดว่าเป็น“ ตอนนี้แม่พับเสื้อเชิ้ตสีชมพูลายการ์ตูนเพื่อให้ลูกมีเสื้อผ้าใส่ไปเที่ยวพรุ่งนี้” ลองเปลี่ยนเป็นคำสั้นๆ เช่น  “แม่พับเสื้ออยู่” และ “ นี่คือเสื้อเชิ้ตสีชมพู” เป็นต้น

ประโยชน์ของการพูดแบบ Self Talk และ Parallel Talk

  • ช่วยให้ผู้ปกครองและบุตรหลานพัฒนาความสัมพันธ์

กลยุทธ์ของ Self Talk และ Parallel Talk เป็นจุดเริ่มต้นสิ่งที่ควรพูดคุยเมื่อคุณแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระทำของบุตรหลานและทำตามผู้นำของบุตรหลาน หากบุตรหลานของคุณอารมณ์เสีย Parallel Talk จะช่วยให้เขารู้สึกเคารพและตรวจสอบได้ หากบุตรหลานของคุณมีส่วนร่วมในการเล่นเธอจะสนุกกับเวลาและความสนใจ

ภาษาเด็กเล็ก

  • ช่วยเด็กที่ขี้อายหรือมีข้อ จำกัด ด้านภาษา

Self Talk และ Parallel Talk เป็นวิธีที่ดีในการเริ่มพูดคุยกับเด็กๆ ได้ตลอดเวลา เด็กมีโอกาสที่เปิดกว้างในการพัฒนาด้านภาษา แต่อย่าคาดหวังว่าเด็กจะตอบสนอง เทคนิคเหล่านี้สามารถใช้ได้ผลโดยเฉพาะกับเด็กที่ใช้ท่าทางแทนคำพูด เด็กที่ขี้อาย และกับผู้เรียนภาษาอังกฤษ เป็นวิธีในการเปิดโลกของภาษาให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี

ข้อแนะนำในการใช้ Self Talk และ Parallel Talk

ในการใช้ Self Talk และ Parallel Talk คุณจะได้เรียนรู้วิธีการอธิบายแบบใหม่ที่ไม่ใช่การตั้งคำถามลูก แต่เป็นการพูดบอกเล่าที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ลูกกำลังสนใจ การสังเกตการกระทำของลูกอย่างรอบคอบ เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

อย่างไรก็ตามคุณไม่จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นในทุกการกระทำ  สำคัญที่การสร้างจังหวะการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ และมีช่องว่างเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกของคุณตอบสนองได้หากเขาเลือกที่จะโต้ตอบกับคุณ

การใช้เทคนิค Self talk และ Parallel talk บ่อยๆ จะช่วยส่งเสริมทักษะด้านภาษาให้ลูกได้อย่างเป็นระบบ เมื่อคุณปลูกฝัง และกระตุ้นให้ลูกสามารถพูดและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่อายุยังน้อย ก็มีแนวโน้มที่ลูกของคุณจะมีทักษะความฉลาดในหลายๆ ด้าน ด้วย Power BQ ทั้ง ความฉลาดทางสติปัญญา(IQ)  ความฉลาดในการคิดสร้างสรรค์(CQ) หากรูปแบบประโยค Self talk และ Parallel ที่คุณพูด เกี่ยวข้องกับการแสดงออกอย่างเหมาะสมทางอารมณ์ ลูกก็จะพลอยเรียนรู้และเกิดทักษะ ความฉลาดทางอารมณ์(EQ) ได้ อีกเช่นเดียวกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : halseyschools.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพูดช้า ผิดปกติ?

ลูกพูดไม่ชัด แม่เช็กเองได้ด้วยวิธีนี้!

ลูกพูดไม่รู้เรื่อง หรือเรานั่นแหละที่ไม่เข้าใจลูก โดย พ่อเอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พี่น้องตีกัน

7 วิธี สยบปัญหา พี่น้องตีกัน พี่น้องทะเลาะกัน ต้องรีบแก้ไข

พี่น้องตีกัน – บ้านที่มีลูกหลายคน คุณพ่อคุณแม่คงรู้ดี ว่าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนั้นอาจมีความไม่ลงรอยในบางครั้ง  การแข่งขันระหว่างพี่น้อง ถือเป็นเรื่องท้าทายที่คนเป็นพ่อแม่จะต้องหาวิธีรับมือให้ได้เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายใหญ่โต ซึ่งคุณอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “มีลูก 1 คน คุณคือผู้ปกครอง แต่ถ้ามีลูก 2 คน คุณจะกลายเป็น กรรมการ ในทันที”

“ การแข่งขันระหว่างพี่น้องเป็นเรื่องยุ่งยาก” นักจิตวิทยาคลินิก รีเบคก้า เคนเนดี กล่าวว่าเด็ก ๆ มักมองว่าพี่น้องเป็นคู่แข่ง  ต้องการที่จะแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงความสนใจ หรือเรียกร้องความรัก จากพ่อแม่”

สาเหตุทั่วไปของความขัดแย้งในพี่น้อง

ขั้นแรกให้ทำความเข้าใจก่อน ว่าสาเหตุการต่อสู้ของพี่น้องเกิดจากอะไร โดยทั่วไปปัญหาพี่น้องตีกันแต่ละครั้งมักเกิดได้จากการมีบางเรื่องที่ขัดแย้งกัน เช่น ลูกต่อสู้กันเพื่อที่จะแย่งกันกวาดพื้น หรือ ใครจะเป็นคนที่ได้เลือกดูทีวีช่องโปรด หรือบางกรณีอาจเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น

ในบางครั้ง ปัญหาอาจเกิดจากความแตกต่างกันของบุคลิก บางกรณีลูกๆ อาจรู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขการขัดแย้งกันได้ด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่น เด็กอาจรู้สึกว่าแม่หรือพ่อรักพี่น้องของตนมากกว่า เด็กอีกคนอาจรู้สึกไม่พอใจ น้อยใจเพราะเขาคิดว่าเขาทำอะไรเหมือนพี่ไม่ได้ เป็นเพราะเขายังเด็กกว่า หรือพี่น้องบางคนอาจชอบอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เงียบสงบในขณะที่อีกคนชอบการเล่นผาดโผน ผจญภัย โหวกเหวกโวยวาย

กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย ลองทายนิสัยลูกจากกรุ๊ปเลือด เด็กแต่ละคนมีนิสัยอย่างไรกันบ้าง?!

ทำไม พี่น้องนิสัยต่างกัน ทั้งที่เลี้ยงเหมือนกัน? โดย พ่อเอก

5 ลักษณะนิสัยของเด็กอารมณ์ดีมีความมั่นคงทางจิตใจ

หากคุณกำลังประสบกับปัญหา พี่น้องตีกัน ลองอ่าน 7 วิธี ที่ผู้ปกครองสามารถนำมาใช้ เพื่อช่วยลดปัญหาการแข่งขันกันระหว่างพี่น้องได้ ลองดูค่ะ

7 วิธี สยบปัญหา พี่น้องตีกัน พี่น้องทะเลาะกัน ต้องรีบแก้ไข

1. ขั้นแรกให้สอนเด็ก ๆ ถึงวิธีจัดการกับความขัดแย้งในเชิงบวก

เด็กที่ได้รับการสอนถึงวิธีจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ เช่น เปิดรับฟังความคิดเห็นและมุมมองของพี่น้อง จะมีกรอบความคิดที่ดีกว่าในการยุติข้อพิพาทต่างๆ  เด็กที่เติบโตมาโดยได้เรียนรู้วิธีป้องกัน และแก้ไขความขัดแย้งกับพี่น้องจะสามารถเจรจาและจัดการกับความสัมพันธ์ในอนาคตได้ดีทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน การเรียนรู้วิธีจัดการกับข้อพิพาทกับพี่น้องจะช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะในการแก้ไขความแตกต่างระหว่างบุคคล และจัดการความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี

2. เน้นย้ำถึงความสามัคคีปรองดองว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งครอบครัว

อธิบายให้ลูกฟังว่าครอบครัวของคุณเปรียบเสมือนทีม และเช่นเดียวกับทีมที่ดี ทุกคนไม่ว่าจะเป็นแม่พ่อและลูก ๆ ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้บ้านเกิดความสงบสุขและเปี่ยมไปด้วยความรักเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน การทะเลาะระหว่างสมาชิกในครอบครัว สามารถทำร้ายทั้งทีม หรือครอบครัวได้

พี่น้องตีกัน

3. เฝ้าดูห่างๆ แต่อย่าเมินเฉย

พ่อแม่บางคนเชื่อว่าการให้ให้เด็กๆ ได้จัดการกับความขัดแย้งด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งนี้จะใช้ได้ผล ก็ต่อเมื่อ เด็กๆ มีพื้นฐานของการจัดการความขัดแย้งด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ คิดบวกและยึดถือสันติวิธี แต่ถ้าการโต้เถียงรุนแรงขึ้น หรือมีความก้าวร้าวทางวาจาหรือทางกาย คุณพ่อคุณแม่ควรรีบเข้าไปห้ามทัพในทันที ให้คุณนั่งลงกับพวกเขา และพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และแสดงท่าทีที่ชัดเจนหนักแน่นจริงจัง ว่าการทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามไม่ใช่แนวทางปฏิบัติของครอบครัวคุณ

4. ฟังความทั้งสองข้าง

เรื่องราวจะมีสองด้านเสมอในการต่อสู้ของพี่น้อง พยายามให้เด็กๆ แต่ละคน รู้สึกว่าคุณรับฟังโดยไม่ตัดสิน มีอคติ  บ่อยครั้งที่เด็ก ๆ รู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากได้ระบายปัญหากับพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขารู้สึกว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากพ่อแม่อย่างแน่นอนด้วยเหตุและผล

เทคนิค ช่วยลูกค้นพบตัวเอง รู้จักตัวเองไว โตไปชีวิตรุ่ง

เข้าถึงใจลูกด้วยการ รับฟังลูก อย่างใส่ใจ ทักษะที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องไม่มองข้าม

เทคนิค ช่วยลูกค้นพบตัวเอง รู้จักตัวเองไว โตไปชีวิตรุ่ง

5. กระตุ้นให้เด็ก ๆ เจาะจงถึงปัญหา

บอกลูกของคุณให้จดจ่อกับสิ่งที่พวกเขาไม่พอใจ มากกว่าที่จะพูดล่ากล่าวพี่น้อง ตัวอย่างเช่น หากลูกของคุณไม่พอใจที่พี่น้องชอบเป็นคนเลือกก่อนเสมอว่าจะเล่นเกมอะไร พวกเขาควรพูดถึงปัญหา แทนที่จะพูดว่า “พี่นี่ขี้โกงจัง!” โดยให้ลูกฝึกพูดในทำนองว่า “เรามีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการเลือกเกมนะ”  แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมแย่ๆ ของพี่น้อง สิ่งนี้จะทำให้การทะเลาะเบาะแว้งคลี่คลายลงได้

พี่น้องคุยกัน

6.ขอให้ลูกแนะนำวิธีแก้ปัญหาบางอย่าง ให้ลูกของคุณคิดสถานการณ์หรือวิธีบางอย่างที่ยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย กระตุ้นให้พวกเขาสวมบทบาทของอีกฝ่ายก่อนที่พวกเขาจะให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาเหล่านั้น

7.สร้างแบบจำลองพฤติกรรมการแก้ปัญหาที่ดี

เด็ก ๆ เฝ้าดูและเรียนรู้จากพ่อแม่เสมอ การยุติความขัดแย้งจากวิธีที่คุณพ่อคุณแม่จัดการปัญหากับคู่ครอง เพื่อนและครอบครัวของเรา หากเราเคารพ ให้เกียรติกันเสมอแม้จะมีความขัดแย้งกันบ้าง ลูก ๆ ของเราจะเรียนรู้และนำทักษะการแก้ไขความขัดแย้งเหล่านั้นมาใช้ได้เองค่ะ

การปลูกฝังการแก้ปัญหา เรื่อง พี่น้องทะเลาะกันหาด้วยวิธีเชิงบวกและเน้นสันติ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในการแก้ปัญหาต่างๆ ของคุณพ่อคุณแม่ ถ้าลูกได้รับการอบรมสั่งสอนในแนวทางเหล่านี้ แน่นอนว่าเด็กๆ จะเติบโตไปพร้อมกับทักษะด้าน ความฉลาดทางคุณธรรม(MQ) เป็นคนที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว คิดดี ทำดี พูดดี ความเมตตาปรานี และรู้จักให้อภัยผู้อื่นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งกับการใช้ชีวิตในสังคมที่ใหญ่ขึ้นต่อไปในอนาคตของลูกๆ ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : sports.yahoo.com,verywellfamily.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

15 มารยาททางสังคม สอนลูกให้มีติดตัวไว้ โตขึ้นไปมีแต่คนรักและเอ็นดู

เลี้ยงลูกให้พี่น้องรักกันคุณเองก็ทำได้!

สอนให้พี่น้องรักกัน ด้วย 7 วิธีง่ายๆ ในการปลูกฝังที่พี่คนโต

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไอโอดีน

อย่ามองข้าม ไอโอดีน สารอาหารสำคัญ ที่จำเป็นต่อทุกวัย!

ไอโอดีน – สารอาหารที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ มีความสำคัญต่อการเติบโตพัฒนาการและสุขภาพที่ดี แม้ร่างกายของเราต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ก็ขาดไม่ได้ ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุในธรรมชาติ พบมากในสัตว์และพืชทะเล เช่น กุ้งทะเล หอยทะเล ปูทะเล ปลาทะเล และสาหร่ายทะเล เป็นต้น นอกจากอาหารทะเลแล้ว อาหารอื่นๆ ในธรรมชาติก็มีไอโอดีนอยู่เหมือนกัน แต่ในปริมาณไม่มาก

อย่ามองข้าม ไอโอดีน สารอาหารสำคัญ ที่จำเป็นต่อทุกวัย!

ทำไมเราถึงต้องการไอโอดีน

ต่อมไทรอยด์ของเราต้องการไอโอดีนเพื่อผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญ การเจริญเติบโต และพัฒนาการหากเด็กและผู้ใหญ่ได้รับไอโอดีนไม่เพียงพออาจทำให้ขาดไอโอดีน ทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดเพิ่มขึ้น ต่อมไทรอยด์โตหรือคอหอยพอก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อไปนี้ได้

  • ส่งผลโดยตรงต่อการผลิตฮอร์โมน
  • กลืนและหายใจลำบาก
  • พร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่นน้ำหนักเกินเกณฑ์ ผิวแห้ง ผมร่วง เหนื่อยง่าย เป็นหวัดง่าย และซึมเศร้า
  • การเติบโตที่แคระแกรนและความบกพร่องทางสติปัญญา
  • ประสิทธิภาพการทำงานทุกระบบลดลง หัวใจเต้นผิดปกติ รวมไปถึงอาการบวมที่เท้า
ไอโอดีน
อาหารที่อุดมไปด้วยไอโอดีน

ไอโอดีนกับการตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ในระหว่างตั้งครรภ์ต่อมไทรอยด์ของผู้หญิงต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากฮอร์โมนที่สร้างขึ้นช่วยในการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์ เนื่องจากต่อมไทรอยด์ของหญิงตั้งครรภ์ทำงานหนักขึ้น จึงต้องการไอโอดีนเสริมเพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่ขาดไอโอดีน การขาดไอโอดีนอย่างรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์อาจนำไปสู่การแท้งบุตร หรือความพิการทางสติปัญญาในทารก

นอกจากนี้นมแม่เป็นแหล่งของไอโอดีนซึ่งจะช่วยพัฒนาสมองและระบบประสาท ซึ่งหมายความว่าการขาดสารไอโอดีนในมารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมอาจเสี่ยงต่อทารกได้เช่นกัน

หากคุณกำลังตั้งครรภ์พยายามตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรขอแนะนำให้คุณรับประทานอาหารเสริมไอโอดีน 150 ไมโครกรัม ต่อวัน หากคุณมีปัญหาต่อมไทรอยด์ที่มีอยู่ก่อนแล้วควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริม

นิสัยกินน้อย กินยาก ทำเด็กวัย 1-3 ปีมีโอกาสขาดสารอาหารมากกว่าวัยอื่น

22 ผลไม้สำหรับคนท้อง สารอาหารแน่น แม่กินดีลูกได้ประโยชน์

ไทรอยด์เป็นพิษ ลูกเป็นแต่เล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการล่าช้า

แหล่งที่มาของไอโอดีน

การรวมอาหารต่อไปนี้ในอาหารของครอบครัวในแต่ละสัปดาห์ ช่วยให้แน่ใจได้ ว่าคุณและลูก ๆ จะได้รับไอโอดีนในปริมาณที่เพียงพอ

อาหารทะเล: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทานอาหารทะเล 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ หากคุณกำลังตั้งครรภ์คุณควรระมัดระวังในการเลือกปลา เพราะปลาบางชนิด เช่น ปลาทูน่า มีสารปรอทสูงกว่าปลาชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ ปลาสีกุน ปลาทูนึ่ง ปลากระบอก กุ้งทะเลตัวเล็ก หอย ปู และสาหร่ายทะเลสำหรับทำแกงจืด ก็เป็นแหล่งอาหารที่ดีมากของไอโอดีน
ไข่และผลิตภัณฑ์จากนม: ไข่ไก่ ไข่เป็ด เป็นแหล่งอาหารที่ดี ของไอโอดีน นอกจากนี้สำหรับคนที่ทานมังสวิรัติอาจต้องพิจารณาอาหารเสริมไอโอดีน หรืออาหารมังสวิรัติที่อุดมด้วยไอโอดีน เช่น นมถั่วเหลือง และสาหร่ายทะเล เป็นต้น

ไอโอดีน

คนเราต้องการไอโอดีนมากแค่ไหน

ค่าอ้างอิงขิงปริมาณไอโอดีนที่ควรได้รับต่อวัน

  •  0-6 เดือน ต้องการ 90 ไมโครกรัมต่อวัน
  • 7-12 เดือน ต้องการ 90 ไมโครกรัมต่อวัน
  •  1-8 ปี ต้องการ 90 ไมโครกรัมต่อวัน
  • 9-13 ปี ต้องการ 120 ไมโครกรัมต่อวัน
  • 14-18 ปีและผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องการ 150 ไมโครกรัมต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่พยายามตั้งครรภ์ ต้องการ 250 ไมโครกรัมต่อวัน
  • สตรีที่ให้นมบุตร ต้องการ 250 ไมโครกรัมต่อวัน

ทำไมบางคนถึงได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ

สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการที่ปัจจุบันหลายครอบครัวลดเกลือออกจากอาหารทำให้ปริมาณไอโอดีนลดลง แม้ว่าจะเติมเกลือลงในมื้ออาหาร แต่ก็มักจะอยู่ในรูปของเกลือธรรมดาหรือเกลือทะเลแทนที่จะเป็นเกลือแกงเสริมไอโอดีน

การได้รับไอโอดีนที่มากเกินไป

เป็นไปได้ที่ร่างกายมนุษย์จะได้รับไอโอดีนมากเกินไป แต่การบริโภคในระดับสูงในครั้งเดียวที่เป็นอันตรายนั้นค่อนข้างยาก เพราะอาจต้องต้องกินชีสถึง 1 กก. หรือไข่ต้ม 25 ฟอง หรือดื่มนม 5 แก้วต่อหนึ่งครั้งเพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณไอโอดีนที่มากเกินไป ยาและอาหารเสริมบางชนิดอาจมีไอโอดีนในปริมาณสูง นอกจากนี้ร่างกายบางคนอาจมีความไวต่อไอโอดีนมากเป็นพิเศษซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากับต่อมไทรอยด์ หรือ เกิดผื่นคันจากการแพ้ (หรือถึงกับเกิดอาการช็อกได้) สิวขึ้น มือเท้าชา แขนขาอ่อนแรง นอกจากนี้ไอโอดีนที่มากเกินไป อาจยับยั้งการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน จนอาจนำไปสู่ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ไปจนถึงภาวะผิดปกติต่างๆของร่างกาย

หากคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับเรื่องสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายควรได้รับอย่างเหมาะสม เพื่อให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ อย่าลืมที่จะปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับลูกๆ ของคุณด้วยค่ะ เพื่อที่ในอนาคตลูกของคุณจะได้มีทักษะของ ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี(HQ) คุณพ่อคุณแม่สามารถแนะนำให้ลูกฉลาดเลือกได้ว่าอาหารที่ทานมีประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยอย่างไร ทำให้ลูกได้เห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี และการใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน แน่นอนว่า หากลูกๆ มีทักษะนี้แล้วเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมีความสุขด้วยการมีสุขภาพที่ดีได้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : raisingchildren.net.au

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

10 เช็กลิสต์ 12 วินัยป้องกันลูกเป็น โรคขาดสารอาหาร!!

“ โปรตีน” สารอาหารสำคัญช่วยให้ลูกสมองดี

10 อาหาร บำรุงสมองลูกยิ่งกิน ยิ่งความจำดี-ไอคิวสูง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกเล่นเท้าเปล่า ลูกไม่ยอมใส่รองเท้า พ่อแม่ควรห้ามหรือควรปล่อย?

ลูกไม่ใส่รองเท้า – บางครั้ง เวลาลูกๆ วัยเตาะแตะ ไม่ยอมสวมรองเท้าไปวิ่งเล่นนอกบ้าน ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพูดยังไงแต่ดูเหมือนลูกจะไม่สนใจ เราพลอยคิดไปว่าลูกดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง แต่ความจริงแล้วพฤติกรรมต่อต้านนี้ มีอะไรบางอย่างสำคัญกว่าที่เราคิดค่ะ

ลูกเล่นเท้าเปล่า ลูกไม่ใส่รองเท้า พ่อแม่ควรห้ามหรือควรปล่อย?

คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่? จริงๆ แล้วการเดินเท้าเปล่า ก็มีประโยชน์สำหรับเด็กๆ ค่ะ อย่างที่เราทราบกันดี ว่าเด็กทารก เกิดมาพร้อมกับเท้าเปล่าๆ ขนาดน้อยๆของเขา การเดินเท้าเปล่ามีส่วนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในการเดินได้ดีกว่า ช่วยให้พวกเขาทรงตัวได้ดีและหลีกเลี่ยงการหกล้มเจ็บตัวได้

อย่าเพิ่งวิตกกังวลเกินไป หากลูกของคุณเพิกเฉยต่อคำพูดของเรา เช่น“ ห้ามวิ่งเท้าเปล่านะลูก” หรือ“ ใส่รองเท้าก่อนเล่นนอกบ้านนะ” เราอาจไม่สบายใจเมื่อลูกวัยเตาะแตะ ฝ่าฝืนกฎที่กำหนดไว้ แต่พึงระลึกไว้เสมอ ว่าพฤติกรรมดื้อรั้นของลูก เป็นการตอกย้ำบุคลิกภาพของเขาเองค่ะ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เด็กเดินเท้าเปล่าเช่นเดียวกับเมื่อคุณอยู่บนชายหาด อย่างไรก็ตามเมื่อคุณอยู่ในบ้านคุณอาจต้องเลือกใช้ถุงเท้าชนิดที่มีพื้นกันลื่นให้ลูก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกอุ่นใจในการเดินและปกป้องเขาจากการลื่นล้ม

เชื่อหรือไม่ว่าเท้าของทารกมีการประมวลผลประสาทสัมผัสที่ดีกว่ามือของพวกเขายาวไปจนถึงอายุ 9 เดือน ดังนั้นเท้าจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ต่อพัฒนาการทางระบบประสาทของทารก สำหรับทารกแล้วเท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่ใช้เชื่อมต่อกับโลกแห่งการเรียนรู้

ลูกไม่ยอมใส่รองเท้า
ลูกไม่ยอมใส่รองเท้า

นอกจากนี้การเดินเท้าเปล่ายังช่วยเพิ่มการรับรู้พื้นที่สัมผัสของเด็กๆ เนื่องจากเท้าของเด็กเคลื่อนไหวตลอดเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การปล่อยให้เท้าของลูกคุณปราศจากรองเท้าที่บีบรัด จะส่งผลให้พัฒนาการของระบบประสาทดีขึ้น สิ่งนี้จะส่งผลการเจริญเติบโตที่ถูกต้องของความสามารถในการเคลื่อนไหวของเด็ก และอีกมากมาย! การสัมผัสที่ลูกของคุณได้รับผ่านเท้าเปล่า จะทำให้ลูกรับรู้ร่างกายของตัวเองได้ดีกว่า

5ประโยชน์ของการ วาดรูประบายสี ที่สะท้อนพัฒนาการลูก

ระวัง! ของเล่นอาบน้ำ เป็ดเหลือง ทำลูกติดเชื้อ เสี่ยงตาบอด

รวม เพลงเป็ด เพลงเด็กอนุบาล ฝึกร้องเล่นเต้น เสริมพัฒนาการ ให้ลูกน้อยอารมณ์ดี

5 เหตุผล ที่ควรปล่อยให้ลูกเล่นเท้าเปล่า

จำวันที่ไร้กังวล และเท้าเปล่าๆ บนผืนทรายได้มั้ยคะ? ทรายอุ่น ๆ ระหว่างนิ้วเท้าของคุณ? มีก้อนหิน หรือ เปลือกหอย ทิ่มแทงใต้ฝ่าเท้าของคุณ ครั้งสุดท้ายที่ลูก ๆ ของคุณเดินเท้าเปล่าออกไปข้างนอก คือเมื่อไหร่? ครั้งสุดท้ายที่คุณทำ คือเมื่อไหร่?

การวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ให้เห็นว่าการเดินเท้าเปล่าไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างความทรงจำในวัยเด็กเท่านั้น แต่เป็นการฝึกฝนที่อาจเปลี่ยนแปลงสุขภาพที่เราทุกคนควรนำไปปฏิบัติเป็นประจำทั้งเด็กและผู้ใหญ่! ซึ่งผลการวิจัย ระบุถึงเหตุผลที่ควรปล่อยให้ลูกเดินเล่นเท้าเปล่าดังนี้

1. ได้สัมผัสกับพลังจากธรรมชาติโดยตรง
การเชื่อมต่อผิวหนังของคนเราโดยตรงกับพื้นผิวธรรมชาติของโลก ประจุลบจากโลกจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของเรา สิ่งนี้จะชดเชยมวลของประจุบวกที่เราดูดซับทุกวันจากการอาศัยอยู่ในโลกที่รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า Wi-Fi และ สัญญาณโทรศัพท์มือถือ การเชื่อมต่อกับพื้นผ่านฝ่าเท้าของเราจะช่วยคืนสมดุลตามธรรมชาติให้ร่างกายได้

2. ต่อต้านอนุมูลอิสระและนอนหลับสบายขึ้น
ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน และโรคเรื้อรังต่างๆ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่เกิดจากอนุมูลอิสระ การเพิ่มจำนวนประจุลบในร่างกายของเรามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมอนุมูลอิสระให้อยู่ภายใต้การควบคุม และวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำเช่นนั้น คือการเดินเท้าเปล่า การได้เดินเท่าเปล่าเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงบนพื้นผิวธรรมชาติของโลกจะทำให้ร่างกายของเรามีเวลาดูดซับประจุลบที่จำเป็นเหล่านั้น การส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้มีชั่วโมงแห่งการเดินเท้าเปล่าร่วมกับคุณ อาจช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับของทุกคนในบ้านได้!

ลูกไม่ยอมใส่รองเท้า

3. กระตุ้นระบบประสาท
เมื่อเด็กสวมรองเท้าเดินเล่นบนพื้นหญ้าหรือหาดทราย พวกเขาอาจพลาดประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสขั้นพื้นฐานที่สุดของพวกเขาซึ่งทั้งหมดนั่นคือความรู้สึกของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า เท้าของเรามีจุดปลายประสาทเพื่อกระตุ้นไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย การสวมรองเท้าทำให้ประสิทธิภาพของปลายประสาทเหล่านี้ลดลงไป

อุทาหรณ์จากแม่! ลูกเล่นไอแพด จนระบบประสาทมีปัญหา

วิจัยชี้! เด็กที่กิน อาหาร 5 หมู่ ไม่ครบ อาจเตี้ยกว่าเพื่อน 20 ซม.

5 ผลเสียหากให้ลูกต่ำกว่า 2 ขวบกินอาหารที่เด็กเล็กไม่ควรกิน !!

4. เสริมสร้างข้อต่อและกล้ามเนื้อ
การเดินเท้าเปล่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เท้าและข้อเท้าของเด็กช่วยเพิ่มความสมดุลและท่าทาง ช่วยกระชับส่วนโค้งของเท้าเสริมสร้างความแข็งแรงและปรับปรุงการจัดตำแหน่งของกล้ามเนื้อทั่วทั้งขา ในทางกลับกันสิ่งนี้จะช่วยป้องกันปัญหาความมั่นคงในข้อต่อ เช่นสะโพก หัวเข่า และข้อเท้าลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในภายหลัง

5. ส่งเสริมการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ
การถอดรองเท้าเดินกับพื้น ทำให้เด็ก ๆ สัมผัสกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น เช่น ความรู้สึกจากการเหยีบพื้น? มีหินแหลมคมอยู่ข้างหน้าหรือไม่? อะไรคือเสียงกรอบแกรบในพุ่มไม้? ประสาทสัมผัสของพวกเขาจะได้ทำงานมากขึ้น  ทำให้เกิดความดื่มด่ำไปในโลกของธรรมชาติที่พวกเขากำลังเดินผ่านไป พวกเขารู้สึกได้ถึงใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาที่พื้น ความนุ่มของหญ้า ความคมของหนาม เมื่อประสาทสัมผัสทั้งห้าทำงานอย่างเต็มที่ พวกเขาจะเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์และจะมีเวลาไหนดีไปกว่าวัยเด็ก ในการพัฒนาความรักในการอยู่ในโลกของธรรมชาติ?

ประโยชน์อื่น ๆ ของการให้ลูกเดินเท้าเปล่า:

  • ช่วยหลีกเลี่ยงการขับเหงื่อของเท้าและเชื้อราที่เท้า
  • ปรับท่าทางของเท้าที่เหมาะสำหรับการเริ่มหัดเดิน
  • การเดินเท้าเปล่าจะทำให้หัวเข่าทำงานน้อยลง และช่วยให้ขาแข็งแรงขึ้น
  • การไม่สวมรองเท้ามีประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อฝ่าเท้าและข้อเท้า
  • การเดินด้วยเท้าเปล่าจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีและผลิตออกซิเจนได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม บนพื้นผิวนอกบ้านที่คุณพ่อคุณแม่ไม่แน่ใจว่าอาจมีเชื้อโรค หรือพยาธิต่างๆ แฝงอยู่ เช่น จากมูลสัตว์ โดยเฉพาะพื้นดินที่ชื้นแฉะอาจเสี่ยงต่อการมีพยาธิแฝงอยู่ ดังนั้นก็อาจพิจารณาตามความเหมาะสมในการปล่อยให้ลูกเดินเท้าเปล่าค่ะ เพราะหากลูกเกิดติดเชื้อโรคขึ้นมาก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ดี

ทั้งนี้การส่งเสริมให้ลูกได้เดินเท้าเปล่า วิ่งเล่นเท้าเปล่าบ้าง จะช่วยส่งเสริมทักษะด้านความฉลาดในการเล่น (PQ) “การเล่น” ถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้เกิดขึ้นได้หลายทาง เป็นการปูพื้นฐานทางด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ได้เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : youaremom.com,ecoexplorers.com.au

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทำความรู้จัก Surfskate กีฬาสุดฮิต เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

ทำไมต้อง จักรยานขาไถ 10 เรื่องที่ควรรู้ ก่อนซื้อให้ลูกเล่น

โรคเท้าปุก คืออะไร พร้อม 4 วิธีสังเกต

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ให้ลูกนอนคนเดียว

พร้อมไหม ให้ลูกนอนคนเดียว ฝึกลูกให้นอนเองได้ ตอนไหนดี

ให้ลูกนอนคนเดียว – แน่นอนว่าการฝึกให้เด็กวัยเตาะแตะเข้านอนคนเดียว เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องใช้ความพยายามพอสมควร หากลูกวัยเตาะแตะ ปฏิเสธที่จะนอนคนเดียวและคุณพ่อคุณแม่ไม่พยายามที่จะพัฒนานิสัยของการทำให้ลูกนอนคนเดียวได้ตั้งแต่อายุน้อย ในอนาคตคุณพ่อคุณแม่อาจต้องเตรียมรับมือกับความดื้อรั้นเมื่อเขาโตขึ้น

พร้อมไหม ให้ลูกนอนคนเดียว ฝึกลูกให้นอนเองได้ ตอนไหนดี

เด็กแต่ละคนเติบโตมาต่างกัน บางคนอาจขอเพียงผ้าห่ม หมอนหรือของเล่นชิ้นโปรดเพื่อกอดไว้และนอนหลับ ในขณะที่เด็กบางคนจำเป็นต้องมีแม่ นอนใกล้ๆ เป็นเพื่อนและกล่อมเสมอจนหลับไป ช่วงแรก ๆ มันอาจเป็นปัญหาสำหรับลูกของคุณเมื่อเขาโตขึ้น เขาอาจนอนคนเดียวหรือนอนเองไม่ได้ อาจงอแงแบบไร้เหตุผลในสถานการณ์ที่คุณไม่อยู่บ้าน หรือไปธุระ ดังนั้นการสอนให้ลูกนอนคนเดียวจึงมีความสำคัญที่ควรฝึกลูกไว้ตั้งแต่ยังเล็ก

ทำไมควรฝึกให้ลูกนอนคนเดียว?

เด็กเล็กๆ จะผูกพันกับพ่อแม่มากเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงอาจไม่ผิดที่เขาจะอยากนอนข้างๆ คุณ อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาจะต้องนอนคนเดียวหรือนอนเองได้ในสักวัน นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุบางประการที่เราควรฝึกให้ลูกได้นอนคนเดียวได้ อาทิ

  • ตั้งแต่วัยเด็กพ่อแม่มักจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ ถ้าเขาตื่นขึ้นมากลางดึกในเปลของเขา การกอดเขาและกอดเขามีแนวโน้มที่จะทำให้เขาหลับไปอีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถทำได้เมื่อลูกของคุณโตขึ้น ดังนั้นเขาต้องเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ด้วยตัวเองและไม่ต้องพึ่งพาคุณ
  • หากพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ลูกตลอดเวลารวมถึงตอนที่เขาหลับ อาจทำให้ลูกคิดว่า พ่อแม่ต้องอยู่กับเขาตลอด ไม่มีงานการ หรือเรื่องส่วนตัวอะไรที่ต้องทำ ซึ่งจะทำให้คุณจำเป็นต้องอยู่ใกล้ลูกเสมอ จนไม่ได้ไปทำธุระส่วนตัวใดๆ เลย ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้
  • ลูกจะเกิดความนับถือตนเองและคุณค่าในตนเอง เกิดจากความรู้สึกเป็นอิสระและมั่นใจในตนเอง การเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง
  • เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีบางครั้งที่เขาต้องอยู่คนเดียวในการไปโรงเรียนการนอนค้างและอื่น ๆ เรื่องนี้จึงจำเป็นสำหรับพัฒนาการรอบด้านของลูกและการพึ่งพาพ่อแม่อาจเป็นอุปสรรค
  • พ่อแม่อาจต้องการนอนกับลูก ๆ หลังจากที่ไม่อยู่กับพวกเขามาทั้งวัน ยังไงก็แล้วแต่ เมื่อถึงวัยหนึ่งที่ลูกควรนอนด้วยตัวเองได้แล้ว ทางที่ดีที่สุด คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลาร่วมกับลูกๆ ในมื้อค่ำและทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกันได้ แต่ในตอนค่ำควรให้การนอนเป็นกิจกรรมส่วนบุคคล
  • การกลัวสัตว์ประหลาดในจินตนาการ หรือกลัวความมืด เป็นปัญหาทั่วไป ที่ทำให้เด็ก ๆ วัยเตาะแตะ อยากนอนข้างๆพ่อแม่เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาปลอดภัย แม้ว่าเด็ก ๆ จะเอาชนะความกลัวเหล่านี้ได้ตามกาลเวลา แต่ก็ไม่ผิดที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้พวกเขาละทิ้งความกลัวเหล่านี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ให้ลูกนอนคนเดียว
ให้ลูกนอนคนเดียว

ฝึกลูกให้นอนคนเดียวตอนอายุเท่าไหร่?

สิ่งสำคัญคือต้องสอนให้เด็กนอนคนเดียวในวัยที่เหมาะสม หากคุณเริ่มเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลในการแยกตัวหรือความรู้สึกถอดใจในตัวเด็ก ทำไม่สำเร็จแล้วยกเลิกไป ซึ่งในภายหลังหากเริ่มฝึกใหม่จะทำให้ลูกเริ่มใหม่ได้ยากขึ้น ดังนั้นการฝึกลูกในเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็น เมื่อลูกของคุณอายุประมาณ 2 ถึง 3 ขวบ เป็นเวลาที่ดีที่จะพยายามทำให้เขานอนหลับด้วยตัวเอง อาจต้องใช้เวลาตั้งแต่สองสามเดือนถึงหนึ่งปี ก่อนที่เขาจะสามารถหลับได้ด้วยตัวเองได้ในทุกวัน

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการฝึกลูกให้นอนคนเดียว

เคล็ดลับบางประการ ที่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำให้ลูกของคุณเริ่มนอนหลับได้ด้วยตัวเอง โดยค่อยๆพัฒนาจนเป็นนิสัยไปตลอดชีวิต

1. อย่ารีบจนเกินไป
อย่ารีบฝึกให้ลูกของคุณนอนคนเดียวในทันที ให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป กำหนดวันในการฝึกให้ลูกลองนอนเองสักหนึ่งหรือสองวันในสัปดาห์ เฝ้าดูว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร เมื่อเขามีนิสัยชอบนอนคนเดียว คุณก็สามารถเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกได้ในที่สุด ในไม่ช้าเขาจะชอบความคิดที่จะเข้านอนด้วยตัวเองและจะชอบนอนคนเดียวเองได้

2. ทำให้เป็นกิจวัตร
เด็ก ๆ มักประสบปัญหาขณะหลับแต่เมื่อหลับไปก็อาจไม่มีอะไรต้องกังวล การมีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ อาจทำให้พวกเขาหลับได้เร็วกว่า  เพราะฉะนั้นพยายามทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ให้ลูกทำจนเคยชินก่อนที่เขาจะนอนหลับ โดยอาจเริ่มจากการแปรงฟัน เปลี่ยนชุดนอน หรี่ไฟ สวดมนต์ อ่านนิทาน เป็นต้น และในไม่ช้าเขาก็จะติดนิสัยนี้และนอนคนเดียวได้

3. แสดงตนเมื่อลูกต้องการ
หากบุตรหลานของคุณติดกับคุณมากเกินไปอย่าเพิกเฉยต่อเขา เด็กบางคนมักถูกกระตุ้นให้รู้สึกปลอดภัยเมื่อพวกเขารู้สึกตัวพ่อแม่ไม่ว่าจะด้วยเสียงของพวกเขาหรือแม้กระทั่งโดยเสื้อหรือผ้าห่ม คุณอาจลองทำเช่นนั้นโดยการแลกเปลี่ยนผ้าห่มหรือหมอนหรือให้เสื้อกันหนาวตัวเก่าแก่ลูกของคุณถือในขณะที่เขานอนหลับ

4. จงหนักแน่นเข้าไว้
เมื่อคุณรู้สึกว่าในที่สุดลูกของคุณกำลังเรียนรู้ที่จะนอนคนเดียวจนถึงขั้นที่จะแยกห้องนอนกับพ่อแม่ได้ การที่ลูกร้องไห้อ้อนวอนขอนอนด้วยเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ให้คุณพูดให้กำลังใจลูกด้วยความอ่อนโยน เช่น ลูกโตแล้ว ลูกทำได้ พ่อแม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ และพาลูกเดินกลับไปที่ห้องของเขา ที่สำคัญ หากต้องการฝึกให้ได้ผล อย่าพยายามใจอ่อนนอนในห้องลูก หากจำเป็น ให้ยืนอยู่ข้างประตูห้องสักครู่จนกว่าลูกจะหลับไป

5. ชื่นชมและให้รางวัล
เมื่อลูกของคุณนอนหลับได้สำเร็จในตอนกลางคืนด้วยตัวเอง จงบอกให้เขารู้ว่าคุณภูมิใจในตัวเขา อาจให้ขนมหรืออาหารเช้าอร่อยๆ แก่ลูก สิ่งนี้สามารถสร้างแรงจูงใจให้ลูกทำสิ่งที่ยากจนเป็นนิสัยได้ คุณยังสามารถบอกเขาได้ว่าเขากล้าหาญและเขาจะนอนคนเดียวอีกครั้งโดยรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง

ให้ลูกนอนคนเดียว

6. เก็บสิ่งรบกวนออกไป
การมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อาจทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องยากกว่าที่เป็น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้กำหนดเวลาในการเล่นเกมบนโทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์ นอกจากนี้อย่าเก็บแกดเจ็ตหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ไว้ในห้องนอนของลูกโดยเด็ดขาด หากต้องการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการนอนให้ลูกๆ

7. อย่าให้การนอนหลับเป็นการลงโทษลูก
พ่อแม่บางคนอาจใช้การนอนหลับเป็นวิธีลงโทษเมื่อลูกทำอะไรผิดกฎระเบียบต่างๆ จำไว่ว่ส สิ่งนี้อาจทำให้ลูกของคุณเกิดความรู้สึกในแง่ลบต่อแนวคิดเรื่องการนอน และอาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ ตามมาในอนาคตได้ เช่น ลูกอาจกลายเป็นคนที่นอนหลับได้ยาก

8. นอนแยกมุมในห้องเดียวกัน
หากยากเกินไปในตอนเริ่มต้น คุณสามารถเลือกที่จะนอนบนพื้น หรือบนที่นอนแยกต่างหาก แทนที่จะใช้เตียงเดียวกัน การแยกทางกายภาพนั้นสามารถทำลายอุปสรรคแรก และทำให้สิ่งต่างๆ ในขั้นต่อไปง่ายขึ้นได้ในภายหลังค่ะ

เมื่อคุณรู้วิธีทำให้ลูกของคุณนอนหลับบนเตียงของตัวเองได้ต่อไปก็จะไม่มีอะไรที่ยาก การนอนคนเดียวไม่เพียง แต่ทำให้ลูกมีความมั่นใจ แต่ยังช่วยให้เขาเข้มแข็งและมีความเป็นอิสระในอนาคตด้วย ดังนั้นจงพัฒนานิสัยนี้ให้ลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสมค่ะ ซึ่ง การปลูกฝังให้ลูกได้รู้จักการพึ่งพาตัวเองได้ จะช่วยส่งเสริมให้ลูกเกิดทักษะด้าน ความฉลาดต่อการเผชิญกับปัญหา(AQ) ลูกจะมีแนวโน้มเป็นเด็กที่มุ่งมัน พยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยการทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไม่ท้อแท้ หรือหยุดยั้งกลางทาง แม้จะเหนื่อยยากแค่ไหนก็จะไม่ล้มเลิกจนกว่าจะพบกับความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคตค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : parenting.firstcry.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เปิดเทคนิค เลี้ยงลูกแบบสวีเดน ฝึกลูกให้อยู่เป็นในสังคม

ฝึกลูก รับมือความสูญเสีย เมื่อสัตว์เลี้ยงแสนรักจากไป

สัญญาณเตือน! ลูกนอนไม่พอ พ่อแม่ต้องรู้ ก่อนสายเกินแก้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชื่อมงคล ผู้หญิง

คัดมาให้จากตำรา 212 ชื่อมงคล ผู้หญิง เน้นชื่อเพราะ ความหมายดี

รวมชื่อดี ชื่อมงคล ผู้หญิง สำหรับพ่อแม่ตั้งชื่อจริงลูกสาว จากตำรา ตั้งชื่อลูกดีมีสุขสวัสดิ์ คัดมาเน้นๆ มีแต่ชื่อเพราะๆ ความหมายดี๊ดี..จะมีชื่อมงคลอะไรบ้าง คลิกดูเลย

รวม ชื่อมงคล ผู้หญิง ความหมายดี

หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตามหลักทักษาฯ สำหรับ ชื่อมงคล ผู้หญิง นิยมให้ตั้งชื่อด้วยการใช้สิริอักษรที่เป็น “ศรี” นำหน้า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสิริมงคลสง่างามสวยสดใสเหมาะสมกับลูกสาว และให้ใส่ตัวอักษร เดช หรืออักษรมงคลตัวอื่นๆ ประกอบใส่ตามความหมายที่มีความปรารถนานั้น และห้ามใช้อักษรที่เป็นกาลกิณีมาร่วมอยู่ในชื่อด้วย เพราะถือว่าเป็นสิ่งไม่ดีเป็นอัปมงคล

ทั้งนี้ความหมายของทักษาที่นิยมใช้ ตั้งชื่อลูกสาว หรือ ชื่อมงคล ผู้หญิง คือ “ศรี” หมายถึง มีผู้ใหญ่รักใคร่ เมตตาเอ็นดู ให้ความช่วยเหลือ มีความเจริญรุ่งเรืองในการอุปถัมภ์ของผู้ใหญ่ มีชะตาชีวิตดี

  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันอาทิตย์: อักษรที่เป็น ศรี คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันจันทร์: อักษรที่เป็น ศรี คือ ด ต ถ ท ธ น
  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันอังคาร: อักษรที่เป็น ศรี คือ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันพุธกลางวัน: อักษรที่เป็น ศรี คือ ย ร ล ว
  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันราหูวันพุธกลางคืน: อักษรที่เป็น ศรี คือ ก ข ค ฆ ง
  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันพฤหัสบดี: อักษรที่เป็น ศรี คือ สระ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันศุกร์: อักษรที่เป็น ศรี คือ จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • ชื่อมงคล ผู้หญิง เกิดวันเสาร์: อักษรที่เป็น ศรี คือ ศ ษ ส ห ฬ อ

ทั้งนี้เมื่อทราบรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะมีลูกสาว ก็สามารถวางแผนตั้งชื่อจริง ชื่อมงคล ผู้หญิง ให้ลูกตามความเหมาะสมหรือความชอบส่วนตัวได้เลย โดยหากใครยังไม่มีไอเดียชื่อลูกสาวมงคล

Must read >> ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ชื่อมงคล ครบทุกวัน จ.- อา.

Must read >> การตั้งชื่อลูก คิดให้ดีก่อนส่งผลกระทบต่อจิตใจในอนาคต

ทีมแม่ ABK ได้คัดเลือกชื่อเพราะๆ ความหมายดีๆ เป็นชื่อมงคลสำหรับผู้หญิงมาให้ โดยแบ่งตัวอักษรไว้เป็นหมวดหมู่ ตั้งแต่ ก-อ (ไม่มีชื่อที่ขึ้นต้นด้วย ฮ) เพื่อให้สามารถอ่านดูและเลือกตั้งชื่อให้ลูกน้อยได้โดยง่าย จะมีชื่อจริงอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

ชื่อมงคล ผู้หญิง หมวด ก

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
กมลกานต์ กะ-มน-กาน ผู้มีใจงดงาม
กวินธิดา กะ-วิน-ทิ-ดา ลูกสาวผู้ดีงาม
กัญญพัชร กัน-ยา-พัด หญิงสาวผู้มีค่าดุจเพชร
กัญญ์วรา กัน-วะ-รา หญิงสาวผู้ประเสริฐ
กัญญาณัฐ กัน-ยา-นัด หญิงสาวผู้เป็นนักปราชญ์
กัญญาพัชร กัน-ยา-พัด หญิงผู้มีค่าดุจเพชร
กัญญาภัค กัน-ยา-พัก หญิงสาวผู้มีสิริมงคล
กาญจนาวดี กาน-จะ-นา-วะ-ดี หญิงที่มีค่าควรยกย่อง
กุลกัลยา กุน-กัน-ยา หญิงสาวผู้เกิดในตระกูลดี

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ข

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ขวัญจิรา ขวัน-จิ-รา มีมิ่งขวัญตลอดกาลนาน
ขวัญฤดี ขวัน-รึ-ดี ยินดีในมิ่งมงคล
เขมิกา เข-มิ-กา มีความเกษมสันต์

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ค

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
คุณัญญา คุ-นัน-ยา ผู้รู้คุณธรรม ผู้รู้ความดี
คุณิตา คุ-นิ-ตา ผู้มีคุณงามความดี
คุ้มขวัญ คุ้ม-ขวัน คุ้มครองป้องกันด้วยความดี

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด จ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
จรัญพร จะ-รัน-ยะ-พอน , จะ-รัน-พอน มีความประพฤติประเสริฐ
จิณัฐตา จิ-นัด-ตา ความเป็นผู้ฉลาดที่ได้สั่งสมมา
จิรภิญญา จิ-ระ-พิน-ยา ความรู้ยั่งยืน
จิรวดี จิ-ระ-วะ-ดี หญิงผู้มีอายุยืนยาว
จิรัชญา จิ-รัด-ชะ-ยา ผู้รู้นาน ฉลาดนาน
จิรัชยา จิ-รัด-ชะ-ยา มีชัยชนะตลอดกาลนาน
จิรัญญา จิ-รัน-ยา ผู้มีความรู้ตลอดกาลนาน

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ฉ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ฉัตรฤดี ฉัด-รึ-ดี ฉัตรแห่งความยินดี
ฉันท์ชนก ฉัน-ชะ-นก ผู้ให้เกิดความพอใจ
ฉันทพิชญา ฉัน-ทะ-พิด-ชะ-ยา ผู้รู้แจ้งความพอใจ

 

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ช

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ชญานนท์ ชะ-ยา-นน ยินดีในความรู้
ชญานิน ชะ-ยา-นิน นักปราชญ์
ชญานี ชะ-ยา-นี ผู้มีความรู้
ชนกานต์ ชะ-นะ-กาน เป็นที่รักของปวงชน
ชนากานต์ ชะ-นา-กาน เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ชยานันต์ ชะ-ยา-นัน มีชัยชนะหาที่สุดไม่ได้
ชวรัตน์ ชะ-วะ-รัด มีไหวพริบที่ดีเลิศ
ชวัลนุช ชะ-วัน-นุด หญิงผู้รุ่งเรือง
โชติกา โช-ติ-กา ผู้รุ่งเรือง ผู้มีความรุ่งเรือง

 

ชื่อมงคล ผู้หญิง

ชื่อมงคล ผู้หญิง หมวด ญ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ญาณภัทร ยา-นะ-พัด ดีงามด้วยความรู้
ญาณิดา ยา-นิ-ดา มีความรู้
ญาณิน ยา-นิน ผู้มีความรู้
ญาดา ยา-ดา ผู้รู้ นักปราชญ์

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ฐ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ฐานิฏฐ์ ถา-นิด เป็นที่น่าพอใจ
ฐานิตา ถา-นิ-ตา ผู้มีฐานะ
ฐิติกาญจน์ ถิ-ติ-กาน ผู้มีทองเป็นความมุ่งคง
ฐิติชญา ถิ-ติ-ชะ-ยา ผู้มีความมั่งคง ผู้รู้ชีวิต
ฐิตินันท์ ถิ-ติ-นัน มีความชื่นชมยินดีในชีวิต
ฐิติพร ถิ-ติ-พอน มีความมั่งคงเป็นเลิศ

 

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ณ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ณฐพร นะ-ถะ-พอน นักปราชญ์ผู้ประเสริฐ
ณฐิตา นะ-ทิ-ตา ดำรงอยู่ด้วยความรู้
ณฐินี นะ-ทิ-นี ดำรงอยู่ด้วยความรู้
ณัฏฐณิชา นัด-ถะ-นิ-ชา ฉลาดและบริสุทธิ์
ณัฏฐนิช นัด-ถะ-นิด ฉลาดและเป็นตัวของตัวเอง
ณัฏฐวี นัด-ถะ-วี ผู้มีความฉลาด
ณัฏฐา นัด-ถา ผู้มีความรู้
ณัฐฐาพร นัด-ถา-พอน นักปราชญ์
ณัฐณิชา นัด-นิ-ชา ฉลาดและบริสุทธิ์
ณิชารีย์ นิ-ชา-รี บริสุทธิ์และประเสริฐ

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ต

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ตรีทิพยนิภาช ตรี-ทิบ-พะ-ยะ-นิ-พา เปรียบเสมือนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ตาณ ตาน ที่พึ่ง ป้องกันภัย
ติณณา ติน-นา ผู้ข้ามพ้นความทุกข์
ตีรณา ตี-ระ-นา ปัญญาพิจารณา ไตร่ตรอง

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ธ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ธนัชชา ทะ-นัด-ชา เกิดจากทรัพย์
ธนัชพร ทะ-นัด-ชะ-พอน มีพรอันเกิดจากทรัพย์
ธนัญญา ทะ-นัน-ยา มีความรู้เรื่องทรัพย์
ธนัฏฐา ทะ-นัด-ถา ดำรงอยู่ด้วยทรัพย์
ธนารีย์ ทะ-นา-รี มีทรัพย์อันประเสริฐ
ธมลวรรณ ทะ-มน-วัน มีผิวพรรณงาม
ธยานี ทะ-ยา-นี ผู้มีปัญญาแห่งพินิจ
ธวัลพร ทะ-วัน-พอน บริสุทธิ์และประเสริฐ
ธัญชนก ทัน-ชะ-นก ให้เกิดสิริมงคลหรือให้เกิดโชค
ธัญญรัตน์ ทัน-ยะ-รัด รุ่งเรื่องด้วยความประเสริฐ
ธัญพิชชา ทัน-พิด-ชา มีความรู้ดียิ่ง
ธัญรดา ทัน-ระ-ดา ยินดีในสิ่งที่เป็นมงคล
พอใจในสิ่งที่ดีเลิศ
ธันย์ชนก ทัน-ชะ-นก ผู้เลี้ยงดูบิดา
ธันยชนก ทัน-ยะ-ช-นก ให้เกิดโชคดี
ธันยธรณ์ ทัน-ยะ-ทอน ทรงไว้ซึ่งโชคดี
ธันยพร ทัน-ยะ-พอน มีโชคอันประเสริฐ
ธันยวีร์ ทัน-ยะ-วี มีโชคและมีความกล้า
ธิติมา ทิ-ติ-มา ผู้มีความเพียร ความรู้ ความดี
อดทน มั่งคง
ธิราพร ทิ-รา-พอน นักปราญช์ผู้ประเสริฐ
ธีรนาฎ ที-ระ-นาด หญิงงามที่ฉลาด

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด น

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
นรินทร์พร นะ-ริน-พอน พรของพระราชา
นรีกานต์ นะ-รี-กาน หญิงผู้เป็นที่รัก
นันท์ลินี นัน-ลิ-นี หญิงสาวผู้มีความสุข
นิจจารีย์ นิด-จา-รี ผู้ประเสริฐเป็นนิตย์
นิจวรีย์ นิด-วะ-รี ผู้ประเสริฐเสมอ
นิชกานต์ นิด-ชะ-กาน เป็นของตน เป็นที่รัก

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด บ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
บัณฑิตา บัน-ดิ-ตา ผู้ฉลาด ผู้มีความรู้
บุญยาพร บุน-ยา-พอน มีบุญเป็นพร
บุณยวีร์ บุน-ยะ-วี ดีและกล้าหาญ
บุณยอร บุน-ยะ-ออน สตรีผู้มีบุญ สตรีผู้บริสุทธิ์
บุณยานุช บุน-ยะ-นุด สาวผู้มีโชควาสนา
บุณยาพร บุน-ยา-พอน ดีและประเสริฐ ประเสริฐด้วยความดี
เบญญา เบน-ยา ฉลาด
เบญญาพร เบน-ยา-พอน ฉลาดด้วยความดี
เบญญาภา เบน-ยา-พา รุ่งเรืองด้วยปัญญา

ชื่อมงคล ผู้หญิง หมวด ป

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ปณัฏฎา ปะ-นัด-ดา นักปราชญ์
ปณิฏฐา ปะ-นิด-ถา นักปราชญ์
ปณิดา ปะ-นิ-ดา ได้รับการสรรเสริญ
ปพิชญา ปะ-พิด-ชะ-ยา ผู้รู้แจ้ง
ปภาวรินทร์ ปะ-พา-วะ-ริน ยอดแห่งความรุ่งเรือง
ปริชญา ปะ-ริด-ชะ-ยา ผู้รอบรู้
ปรียา ปรี-ยา ที่รัก
ปรียาดา ปรี-ยา-ดา ความเป็นที่รัก
ปรียาวดี ปรี-ยา-วะ-ดี หญิงอันเป็นที่รัก
ปวิชญา ปะ-วิด-ชะ-ยา นักปราชญ์ ผู้รู้ทั่วถึง
ปวิชญาดา ปะ-วิด-ชะ-ยา-ดา นักปราชญ์ผู้รอบรู้
ปัญญาวี ปัน-ยา-วี ผู้มีปัญญา
ปัณฑ์ชนิต ปัน-ชะ-นิด ให้เกิดปัญญา
ปัณฑา ปัน-ดา ปัญญา
ปัณฑารีย์ ปัน-ดา-รี ประเสริฐด้วยปัญญา
ปัณฑิตา ปัน-ดิ-ตา ผู้ฉลาด
ปาลิน ปา-ลิน ผู้รักษา ผู้คุ้มครอง
ปิย์วรา ปิ-วะ-รา เป็นที่รักและประเสริฐ
ปิยาอร ปิ-ยา-ออน หญิงสาวผู้เป็นที่รัก
ปีย์วรา ปี-วะ-รา เป็นที่รักอย่างประเสริฐ
ปุญญพัฒน์ ปุน-ยะ-พัด เจริญด้วยบุญ
ปุณยาพร ปุน-ยา-พอน ดีและประเสริฐ ประเสริฐด้วยความดี
ปุณิกา ปุ-นิ-กา มีบุณ มีคุณงามความดี
เปมิกา เป-มิ-กา ผู้มีความรัก ผู้เป็นที่รัก
เปรมวดี เปรม-วะ-ดี มีความสุขความอิ่มเอมใจ
ไปรยา ไปร-ยา ผู้เป็นที่รัก

ชื่อมงคล ผู้หญิง

ชื่อมงคล ผู้หญิง หมวด พ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
พรปวีณ์ พอน-ปะ-วี นักปราชญ์ผู้ประเสริฐ
พริมา พะ-ริ-มา ประเสริฐ ดีเยี่ยม
พัชรดา พัด-ชะ-ระ-ดา มีความแข็ง คงทน
พัชรพร พัด-ชะ-ระ-พอน ประเสริฐดุจเพชร
พัชรพรรณ พัด-ชะ-ระ-พัน งามดุจเพชร
พัฒนียา พัด-ดะ-นี-ยา ความเจริญ
พัณณิตา พัน-นิ-ตา ผู้ได้รับการสรรเสริญ
พาขวัญ พา-ขวัน นำสิริมงคลมาให้
พิชชานันท์ พิด-ชา-นัน ผู้ยินดีในความรู้
พิชชาพร พิด-ชา-พอน มีความรู้ประเสริฐ มีความรู้เป็นพร
พิชชาภา พิด-ชา-พา มีความรุ่งเรืองด้วยความรู้
พิชญ์นรี พิด-นะ-รี หญิงผู้เป็นนักปราชญ์
พิชญวดี พิด-ชะ-ยะ-วะ-ดี หญิงนักปราชญ์
พิชญานิน พิด-ชะ-ยา-นิน ผู้ทรงความรู้
พิชญาพร พิด-ชะ-ยา-พอน นักปราชญ์ผู้ประเสริฐ
พิชญาภัค พิด-ชะ-ยา-พัก นักปราชญ์ผู้โชคดี
พุฒิธาดา พุด-ทิ-ทา-ดา ผู้มีความมั่งคั่ง

 

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ภ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ภัคจิรา พัก-คะ-จิ-รา มีโชคดี มีสิริมงคลมาก
ภัคธีมา พัก-คะ-ที-มา ผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นมงคล
ภัณฑิรา พัน-ทิ-รา มีลาภ มีความสุข
ภัทรนันท์ พัด-ทระ-นัน ผู้มีกำเนิดดีงาม
ภัทรพร พัด-ทระ-พอน เจริญและประเสริฐ
ภัทรมน พัด-ทระ-มน มีใจดีงาม
ภัทรวดี พัด-ทระ-วะ-ดี มีความเจริญ มีสิริมงคล
ภัทราพร พัด-ทรา-พอน ทั้งดีและประเสริฐ
ภัทรียา พัด-ทรี-ยา ประเสริฐ

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ม

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
มัฑนพร มัด-ทะ-นะ-พอน มีพรคือความรัก
มันตรินี มัน-ตริ-นี สตรีมีความรู้
มานิดา มา-นิ-ดา ผู้ที่คนนับถือ
มุนินทร์ มุ-นิน จอมนักปราชญ์
เมธปิยา เมด-ปิ-ยา มีปัญญาเป็นที่รัก
เมธาพร เม-ทา-พอน มีความรู้อันประเสริฐ
เมธาวี เม-ทา-วี ผู้มีปัญญา

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ร

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
รัญชน์ รัน ความยินดี
รัญชนา รัน-ชะ-นา น่ายินดี น่ารัก
รัญชิดา รัน-ชิ-ดา น่ายินดี ผู้มีเสน่ห์ น่ารัก

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ล

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ลลนา ละ-ละ-นา หญิงสาวที่น่ารักน่าเอ็นดู
ลลิตา ละ-ลิ-ตา น่ารัก น่าเอ็นดู สวย มีเสน่ห์
ลีลาวดี ลี-ลา-วะ-ดี หญิงสาวผู้มีเสน่ห์
ลีลาวันต์ ลี-ลา-วัน หญิงผู้มีเสน่ห์
ลูกขวัญ ลูก-ขวัญ ลูกคนที่รักมากที่สุด

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ว

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
วรกานต์ วอ-ระ-กาน ประเสริฐและน่ารัก
วรัชยา วะ-รัด-ชะ-ยา มีชัยชนะอันประเสริฐ
วรัญญา วะ-รัน-ยา ผู้รู้สิ่งที่ประเสริฐ
วริทธ์ธร วะ-ริด-ทอน ผู้ทรงไว้ซึ่งความสำเร็จอันประเสริฐ
วริทธ์นันท์ วะ-ริด-นัน ยินดีในความสำเร็จอันประเสริฐ
วรินทร วะ-ริน-ทอน ผู้ประเสริฐและเป็นใหญ่
วรียะ วะ-รี-ยะ ประเสริฐสุด
วรุณยุพา วะ-รุน-ยุ-พา หญิงจากสรวงสรรค์
วิรัญชนา วิ-รัน-ชะ-นา เป็นที่ยินดียิ่ง เป็นที่ชอบใจยิ่ง
วีรินทร์ วี-ริน ผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่
วีริยา วี-ริ-ยา ความเพียร

 

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ศ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
ศตนันท์ สะ-ตะ-นัน มีความยินดีมาก
ศตนันท์ธร สะ-ตะ-นัน-ทอน ผู้มีความสุขมากๆ ความยินดีเป็นร้อย
ศตพร สะ-ตะ-พอน มีพรมาก มีความประเสริฐมากมาย
ศรัณย์พร สะ-รัน-พอน ที่พึ่งอันประเสริฐ
ศรัณย์ภัทร สะ-รัน-พัด มีที่พึ่งที่ดีงาม
ศรันภัทร สะ-รัน-พัด มีที่พึ่งที่ดีงาม
ศรันย์พร สะ-รัน-พอน ที่พึ่งอันประเสริฐ
ศรันยา สะ-รัน-ยา หญิงผู้ปกป้องรักษา
ศิวนาถ สิ-วะ-นาด มีที่พึ่งอันประเสริฐ
ศุภกานต์ สุ-พะ-กาน ผู้ดีงามและเป็นที่รัก
ศุภณัฐ สุ-พะ-นัด นักปราชญ์ผู้ดีงาม

ชื่อมงคลผู้หญิง หมวด ส

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
สิรามล สิ-รา-มน ยอดแห่งผู้บริสุทธิ์
สุกฤตา สุ-กริ-ตา ผู้สร้างสรรค์มาดี กุศล ความเลื่อมใส
สุชญา สุด-ชะ-ยา ผู้รู้ดี
สุชัญญา สุ-ชัน-ยา ประเสริฐยิ่ง ผู้รู้ดียิ่ง
สุชานรี สุ-ชา-นะ-รี สตรีผู้เกิดมาดี
สุชานรี สุ-ชา-นะ-รี สตรีผู้เกิดมาดี
สุชานาฎ สุ-ชา-นาด สาวผู้เกิดมาดี
สุชานาถ สุ-ชา-นาด ผู้เกิดมาดีและเป็นที่พึ่ง
สุธิมนต์ สุ-ทิ-มน ผู้มีปัญญาดี
สุธีกานต์ สุ-ที-กาน นักปราชญ์ผู้เป็นที่รัก
สุธีมนต์ สุ-ที-มน ผู้มีปัญญาดี, มีปัญญาอย่างยิ่ง
สุปวีณ์ สุ-ปะ-วี ฉลาดอย่างยิ่ง
สุพนิต สุ-พะ-นิด น่ารักยิ่ง

ชื่อมงคล ผู้หญิง หมวด อ

ชื่อ คำอ่าน ความหมาย
อชิรญาณ์ อะ-ชิ-ระ-ยา มีญาณอันรวดเร็ว
อนัญญา อะ-นัน-ยา เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง
อนัญพร อะ-นัน-พอน ไม่มีใครอื่นประเสริฐกว่า
อนันตญา อะ-นัน-ตะ-ยา ผู้รู้ไม่สิ้นสุด
อนันตพร อะ-นัน-ตะ-พอน ดีไม่มีที่สิ้นสุด
อภิชญา อะ-พิด-ชะ-ยา รู้ยิ่ง, ฉลาด
อภิญญา อะ-พิน-ยา ผู้มีปฏิภาณ
อภิษฎา อะ-พิด-สะ-ดา เป็นที่รักยิ่ง, เป็นที่ปรารถนายิ่ง
อภิสรา อะ-พิด-สะ-รา เป็นใหญ่ยิ่ง, หรือก้าวไปข้างหน้า
อรกัญญา ออ-ระ-กัน-ยา หญิงงาม
อรปรียา ออน-ปรี-ยา นางผู้เป็นที่รัก
อรพนิต ออน-พะ-นิด หญิงสาวผู้เป็นที่รัก
อัจฉราพร อัด-ฉะ-รา-พอน นางฟ้าที่งดงาม
อัจฉริยา อัด-ฉะ-ริ-ยา ผู้มีความอัศจรรย์
อัญชิสา อัน-ชิ-สา สตรผู้บังคับบัญชา, ผู้มีอำนาจ
อารดา อา-ระ-ดา ผู้งดเว้นจากความชั่ว ผู้ยินดียิ่ง
อินทิยา อิน-ทิ-ยา นางผู้เป็นเลิศ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพได้เลย ⇓

วิธีทำลูกแฝด 5 ท่วงท่า อยากได้ลูกแฝด ต้องทำท่านี้?

8 วิธี “กระตุ้นสมอง” ทารกแรกเกิด ยิ่งทำลูกยิ่งฉลาด

วิธีทำลูกสาว ไม่ใช่เรื่องยาก ต้องลองสูตรนี้!!!

ท่าไหนได้ลูกชาย กับสูตรทำลูกชาย ซึ่งว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องลอง!!

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด เมื่อลูกพูดช้า

10 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด เมื่อลูกพูดช้าเพราะแม่รู้ใจเกินไป!!

คุณเป็นแม่ที่รู้ใจลูกไปซะทุกเรื่องหรือเปล่า? รู้ไหม..นั่นคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาลูกพูดช้า ไม่พูด แต่ไม่ต้องกังวลเรามี วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด มาฝากกัน

10 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด เมื่อลูกพูดช้าเพราะแม่รู้ใจเกินไป!!

ลูกไม่ยอมพูดทำไงดี ปัญหากลุ้มใจของพ่อแม่หลาย ๆ คนที่มีลูกในช่วงวัย 1.6 ปีขึ้นไป วัยที่ลูกเริ่มสื่อสาร พูดจาได้มีความหมาย เข้าใจภาษามากขึ้น แต่ทำไมลูกเราถึงยังไม่ยอมพูดเสียทีล่ะ สรุปแล้วลูกจะสามารถพูดสื่อสารได้เมื่อไหร่กันแน่นะ

เมื่อใดเด็กจึงจะเริ่มพูด??
     การพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็ก ก็จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ตั้งแต่เด็กส่งเสียงร้องไห้
ประมาณ 2-3 เดือน ก็จะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ก็จะเหมือนจะเป็นการพูดคุยกับคุณแม่ ก็จะพัฒนาเรื่อย มา จนประมาณ 5-6 เดือน เด็กก็จะเริ่มเล่นน้ำลายเป่าปาก ส่งเสียงจากลำคอ ในที่สุดก็จะพัฒนามาเป็นคำพูดที่มีความหมาย โดยมากก็จะเริ่มตั้งแต่ประมาณ 10 เดือน – 15 เดือน หรือ เฉลี่ยประมาณ ขวบ ก็จะพูดเป็นคำที่มีความหมายซึ่งเด็กจะได้รับการกระตุ้นให้พูดหรือเปิดโอกาสไม่มีการเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ ในที่สุดคำศัพท์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ ขวบ ก็จะเริ่มพูดคำที่มีความหมาย 2 คำ ติดกัน เป็นวลีสั้น ๆ ไปไหน ไม่เอา แล้วก็จะเริ่มขึ้นเป็นประโยคยาว ๆ ได้ประมาณ 3-4 ขวบ

เมื่อลูกพูดช้า แบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ
เมื่อลูกพูดช้า แบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ

 อย่างไรถึงจะเรียกว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องการพูด
     โดยทั่วไป เราถือว่าเมื่ออายุ ขวบแล้ว  ยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลย หรือ พูดได้แค่คำศัพท์คำเดียว หรือสื่อสารกับคนอื่น ๆ ไม่ได้ ก็ถือว่าผิดปกติแน่นอน แต่ก็ไม่ควรรอจน ขวบ แล้วค่อยมาปรึกษาแพทย์ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นถึงพัฒนาการทางภาษาไม่เป็นไปตามปกติหรือไม่เหมือนเด็ก ๆ คนอื่น ๆ ก็ควรจะไปขอคำปรึกษากับแพทย์ได้ ในการที่พ่อแม่จะดูว่าเด็กปกติหรือไม่ นอกจากสังเกตการพูดสื่อสารให้เราเข้าใจได้หรือไม่ เราสามารถดูจากการพูดหรือสั่ง ว่าเด็กเข้าใจหรือไม่ สามารถทำตามคำสั่งได้หรือไม่ ซึ่ง เด็กอายุ ขวบนั้น สามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ เข้าใจได้ว่าพ่อแม่พูดว่าอะไร เด็กมีความสนใจหรือไม่ เรียกชื่อแล้ว เด็กหันมารับทราบ หรือตอบรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสามารถนำมาประกอบกันดูว่า เด็กผิดปกติหรือไม่โดยการพัฒนาทางภาษา นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น ทาง คือ การพูด และการรับฟัง ซึ่งจะต้องพัฒนาการควบคู่กันไป

ข้อมูลอ้างอิงจากผศ.นพ.วิฐารณบุญสิทธิ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

การพูดเป็นประตูแรกในการนำลูกไปสู่การสร้างศักยภาพ ความฉลาดเข้าสังคม(SQ) หากคุณพ่อคุณแม่ได้ทราบแล้วว่าลูกมิได้มีความผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องการพูดจากความบกพร่องของร่างกายแล้ว แต่ทำไมเขาถึงยังไม่ยอมพูดสื่อสารรู้เรื่องเสียทีล่ะ เราลองมาย้อนดูกันดีไหมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกไม่ยอมพูด หรือพูดช้านั้น อาจมาจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่เองก็เป็นได้

เช็กลิส…คุณเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้า จากการเลี้ยงดูหรือไม่??

  • คุณเป็นพ่อแม่ ที่รู้ใจลูกมากเกินไปหรือไม่?

พ่อแม่ที่รู้ใจมากจนเกินไป คือ พ่อแม่ที่เข้าใจว่าลูกต้องการอะไร แล้วเราเข้าไปตอบสนองเขาทันที ทำให้ลูกทุกอย่าง โดยไม่ต้องให้เขาเอ่ยวาจาใด ๆ เช่น ลูกแค่มองของที่อยากได้ พ่อแม่ก็นำมาให้ หรือ แค่ส่งเสียงร้องหน่อยเดียวเราก็ยื่นให้ทันที ลูกจึงเรียนรู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องพูดสื่อสารบอกความต้องการใด ๆ พ่อแม่ก็หยิบยื่นมาให้เสร็จสรรพอยู่แล้ว เพราะระหว่างเขากับพ่อแม่แค่มองตาก็รู้ใจกันแล้ว ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งดี น่าซึ้งใจกันใช่ไหม แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่าเรื่องเพียงเท่านี้ แต่มันแฝงปัญหาที่จะตามมาให้แก่พฤติกรรมของลูกอีกมากมายเลยทีเดียว

  • คุณเป็นพ่อแม่ที่เน้นการสื่อสารทางเดียวเป็นหลัก หรือไม่?

    การสื่อสารทางเดียว สาเหตุให้เด็กไม่ยอมพูด
    การสื่อสารทางเดียว สาเหตุให้เด็กไม่ยอมพูด

การสื่อสารทางเดียวเป็นอย่างไร

เป็นการส่งข่าวสารหรือการสื่อความหมายไปยังผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ผู้รับไม่สามารถมีการตอบสนองในทันที (immediate response) ให้ผู้ส่งทราบได้ การสื่อสารในรูปแบบนี้จึงเป็นการที่ผู้รับไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ทันที จึงมักเป็นการสื่อสารโดยอาศัยสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น ดังนั้นการที่พ่อแม่เลี้ยงลูกโดยให้นั่งดูทีวี หรือเล่นสมาร์ทโฟน ดูยูทูป จึงนับว่าเด็กได้รับการสื่อสารทางเดียว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกขาดทักษะด้านการพูด ขาดทักษะในการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงมักเห็นได้บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองพาลูกไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องลูกพูดช้า ไม่พูด หรือพูดไม่เป็นภาษา (ภาษาต่างดาว) ซึ่งความเป็นจริงแล้วเขาไม่ได้ผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะความที่ลูกไม่ได้พูด ไม่ได้สื่อสารกับผู้อื่น ลูกก็จะขาดการเรียนรู้ในเรื่องคำศัพท์ที่เป็นวัยที่เขาจะต้องเข้าใจ และจดจำ ขาดการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจถึงความรู้สึกของตนเอง เพราะถึงแม้เขาพูดไปก็ไร้คนฟังเขาอยู่ดี 

  • คุณเป็นพ่อแม่ที่เร่งลูกในสิ่งที่เขายังไม่ถึงวัยที่จะเรียนรู้ในสิ่งนั้น ๆ หรือไม่?

บางครอบครัวต้องการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ภาษาที่สอง ที่สาม เสียตั้งแต่ยังเด็ก จึงหาพี่เลี้ยงชาวต่างชาติมาให้ลูกเพื่อให้เขาได้ซึมซับ แต่หากลูกยังไม่พร้อมไม่ว่าจะด้วยวัยที่ยังไม่เหมาะที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ หรือด้วยพื้นฐานนิสัยของเด็กเอง ทำให้ลูกเกิดการชะงักงันในพัฒนาการได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องประเมินให้ได้ก่อนที่จะเพิ่มภาระงานการเรียนรู้ให้แก่ลูกในวัยเด็กเล็กนั้น คือ ลูกพร้อมเพียงพอหรือยังที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ เพราะไม่ว่าการเรียนรู้ใด ๆ หากเขายังไม่พร้อมก็คงไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ หรืออาจจะก่อให้เกิดปัญหาไปอีกเสียด้วย

  • คุณเป็นพ่อแม่ที่พูดกับลูกทุกวัน แต่พูดอยู่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่?

พ่อแม่หลาย ๆ คนอาจเกิดคำแย้งในใจว่า ฉันพูดกับลูกทุกวันอยู่แล้วนี่นา แต่ทำไมลูกก็ยังคงไม่พูด พูดช้าอยู่ดี แต่ลองมาทบทวนดูดี ๆ ว่าเป็นการพูดคุยแบบ พ่อแม่พูดเพียงฝ่ายเดียวใช่หรือไม่ ด้วยเพราะเราเข้าใจว่าเขายังไม่สามารถพูดได้ จึงมักไม่ได้ตั้งคำถาม หรือรอฟังคำตอบของลูก เช่น พูดกับลูกแบบคำสั่งให้เขาทำตาม หรือเพียงแค่ทักทายเท่านั้น เป็นต้น

  • คุณเป็นพ่อแม่ที่เน้นกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อ มากกว่าพัฒนาทักษะด้านภาษาหรือไม่?

การปล่อยให้ลูกวิ่งเล่น ปีนป่ายย่อมเป็นสิ่งที่ดีกับพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยนี้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ชอบวิ่งเล่น พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก มักจะสนใจในการพัฒนาทักษะด้านภาษาน้อย เพราะมักใช้เวลาส่วนมากไปกับการวิ่งเล่น ไม่เหลือโอกาสที่เด็กจะได้พูดคุยสื่อสารกับคนอื่น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่แข็งแรงกว่าวัยจึงมีพัฒนาการด้านภาษาที่ช้า

ชวนลูกเล่านิทาน วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด ได้ดี
ชวนลูกเล่านิทาน วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด ได้ดี

10 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด ให้ลูกพูดเก่งได้ไม่ยาก

จากเช็กลิสข้างต้น จะเห็นได้ว่า การเลี้ยงลูกแบบไหนนั้น เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ลูกในวัยฝึกพูด พูดได้เร็ว หรือช้า ดังนั้นพ่อแม่จึงควรใส่ใจในการฝึกลูก ให้เขาได้มีโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านการพูด ก็จะเป็นการช่วยแก้ปัญหา และกระตุ้นให้ลูกพูดได้ สื่อสารได้ดียิ่งขึ้น

1. พูดซ้ำ ๆ พูดบอกชื่อทุกอย่างในสิ่งที่ลูกจับ หรือสนใจ

วิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์เพิ่มขึ้น เพื่อให้เขาได้มีคลังคำศัพท์เก็บไว้ในการรับรู้เพื่อที่จะนำมาใช้ในครั้งต่อ ๆ ไป นั่นคือ การพูดถึงสิ่งที่ลูกต้องการ หรือเล่นอยู่ซ้ำ ๆ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ เช่น เมื่อลูกต้องการดื่มน้ำ พ่อแม่อาจถามว่าอยากได้อะไรจ๊ะ น้ำใช่ไหม นี่จ๊ะ “น้ำ น้ำ น้ำ” การพูดซ้ำ ๆ เพื่อเป็นการชี้ให้เขาสนใจว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร และจดจำได้ง่ายขึ้น เมื่อลูกมีคลังคำศัพท์มาก โอกาสที่เขาจะพูดสื่อสารก็มีมากตาม

2. อ่านนิทานให้ลูกฟัง แบบสื่อสารสองทาง

การอ่านนิทานเป็นการเพิ่มคลังคำศัพท์ให้กับลูกได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากหนังสือนิทานส่วนใหญ่มักจะใช้คำซ้ำ ๆ หรือเน้นคำเพียงไม่กี่คำเพื่อให้เด็กในวัยนี้เข้าใจได้ง่าย แต่หากพ่อแม่ต้องการกระตุ้นให้ลูกพูด นอกจากการอ่านนิทานให้ลูกฟังเพียงอย่างเดียวแล้ว เรายังสามารถใช้นิทานในการตั้งคำถามกระตุ้นให้ลูกตอบได้อีกด้วย เช่น อุ๊ย! พี่กระต่ายเขาถืออะไรไว้ในมือนะลูก แม้ในครั้งแรกลูกอาจตอบไม่ได้ แต่เมื่อพ่อแม่สอนคำศัพท์นั้น ๆ เวลาอ่านนิทานในครั้งต่อ ๆ ไป ลูกก็จะสามารถเรียนรู้ และพูดออกมาได้เอง(โดยธรรมชาติของเด็กชอบฟังนิทานเรื่องเดิมซ้ำ ๆ อยู่แล้ว)

3. ร้องเพลงด้วยกัน

เพลงสนุก ๆ กับเด็กเป็นของคู่กันไม่แพ้นิทานเลย ดังนั้นพ่อแม่สามารถชวนลูกมาร้องเพลงโปรดด้วยกัน ก็จะช่วยฝึกให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ แล้วยังได้ฝึกการออกเสียงของคำนั้น ๆ ในเพลงได้อีกด้วย

ของที่ลูกชอบใช้เพิ่มคำศัพท์ให้ลูก วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด
ของที่ลูกชอบใช้เพิ่มคำศัพท์ให้ลูก วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

4. ยืดเสียงสระให้ยาว ช่วยลูกเข้าใจมากขึ้น

การวิจัยของสหรัฐอเมริกาเผยว่า การพูดกับเด็กด้วยการยืดเสียงสระให้ยาว จะช่วยฝึกให้ลูกพูดได้ดี เพราะเขาจะเข้าใจคำ ๆ นั้นได้ดีมากขึ้น เช่น โนมมม บอลลลล เป็นต้น

5. พูดกับลูกบ่อย ๆ รอคอยเวลาเขาพยายามพูด

การได้พูดกับลูกบ่อย ๆ ย่อมเป็นการฝึกให้เขาพูดอยู่แล้ว แต่ทางที่ดีควรให้เวลาเมื่อลูกพยายามจะพูดด้วย เพราะหากพ่อแม่ตัดบทเวลาลูกพยายามพูด ด้วยการพูดแทนให้เลย ก็ทำให้ลูกไม่ได้ฝึกการใช้ภาษาด้วยตัวเองเลย

6. ใช้โทนเสียงที่แตกต่างบ้างดึงดูดความสนใจ

การพูดมีหลากหลายแบบ หากเราลองใช้โทนเสียงขึ้นลง หลากหลาย คล้าย ๆ กับน้ำเสียงเวลาเราเล่านิทาน ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจลูกได้ดี

7. ฝึกลูกด้วยการเรียกชื่อลูกบ่อย ๆ 

การเรียกชื่อลูกก่อนการพูดประโยคต่าง ๆ พร้อมทั้งสบตาเขาเวลาพูด เป็นการดึงความสนใจให้ลูกหันมาฟัง และจะได้เรียนรู้ทักษะในการพูดจากพ่อแม่

8. ใช้ความสงสัยของลูกให้เป็นประโยชน์

นักวิจัยเผยว่าถ้าเด็กสนใจอะไร พวกเขาจะอยากเรียนรู้ และสงสัยว่าสิ่งนั้นคืออะไร เรียกว่าอย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่จะสอนให้เขาพูดตาม

9. เล่นกับเด็กด้วยกัน

การให้ลูกได้ออกไปเล่นกับเด็กอื่นบ้าง ก็เหมือนกับการเข้าสังคมของผู้ใหญ่ การพบปะต้องมีการโต้ตอบ สื่อสารกัน ก็จะช่วยกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกทักษะการพูด การฟัง การสื่อสารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นเด็กด้วยกันที่ไม่สามารถเดาใจ หรือรู้ใจได้เหมือนผู้ใหญ่

เล่นด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด
เล่นด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

10. ผลัดกันพูด 

สำหรับบางบ้านที่พ่อแม่ก็เป็นนักพูดตัวยงคนหนึ่ง ควรจะระวังในการเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดบ้าง เพราะการที่เราพูดเก่งอาจทำให้ลืมไปว่าเรายังไม่ได้หยุดรอฟังลูกพูดเลย หรืออาจแย่งลูกพูดเสียด้วยซ้ำไป การผลัดกันพูด หรือคอยตั้งคำถามปลายเปิดกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกพูดก็จะช่วยได้ดี

สาเหตุการที่ลูกพูดช้า จากการเลี้ยงดู เป็นสาเหตุที่แก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูลูกจากความเคยชิน ให้มาเป็นการกระตุ้นให้ลูกได้มีโอกาสพัฒนาทักษะด้านการพูด ด้วยวิธีการง่าย ๆ จากกิจวัตรประจำวันรอบตัวเพียงเท่านี้ก็สามารถแก้ไขปัญหากลุ้มใจของเราไปได้ง่าย ๆ แค่ เปลี่ยนพฤติกรรม

ข้อมูลอ้างอิงจาก today.line.me/WELL KIDS

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

4 กิจกรรมสนุก ชวนลูกเล่นกลางแจ้ง กระตุ้นพัฒนาการ เสริมความคิดสร้างสรรค์

วิจัยตอบชัด ทำไม ลูกชอบนั่งตัก เวลาแม่ทำงาน

ให้ลูกดูมือถือ แท็บเล็ต โทรทัศน์ ตอนกินข้าวช่วยให้กินง่ายจริงหรือ?

30 กิจกรรม เล่นสนุกอยู่กับบ้านง่ายๆ เสริมพัฒนาการลูกน้อย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

ชี้เป้า..นมกล่อง UHT รสน้ำผึ้ง ดื่มอร่อย ได้ประโยชน์ สำหรับเด็ก 1 ขวบ

ลูกขวบปีแรกขึ้นไป เป็นช่วงวัยที่พัฒนาการด้านร่างกาย และพัฒนาการการเรียนรู้เป็นไปอย่างก้าวกระโดดค่ะ ฉะนั้นนอกจากอาหาร 3 มื้อที่ลูกควรได้รับประทานอย่างเพียงพอ และหลากหลายในแต่ละวัน คุณแม่ยังต้องเสริมนมให้ลูกดื่มทุกวัน เพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์และสมวัยค่ะ ในเด็กวัย 1 ขวบ ควรดื่มนมกล่อง UHT สูตร 3 วันละ 2 กล่อง!!

วันนี้ทีมแม่ABK จะมารีวิวชี้เป้านมกล่อง สูตร 3 ได้แก่ นมตราหมี UHT , โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369 โกลด์ และ ไฮคิว 1 พลัส พรีไบโอ โพรเทก อยากรู้ไหมคะว่า แต่ละกล่องมีคุณค่าสารอาหารที่ดีต่อลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่อะไรบ้าง ?

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

น้ำผึ้ง” มีประโยชน์…ฉีกรสชาติเดิมๆ ของนมกล่องสำหรับเด็ก ด้วยน้ำผึ้งหอมๆ บอกเลยว่าเด็กๆ ดื่มแล้วต้องชอบ “น้ำผึ้งแท้ 100%” ซึ่งก็คือ กลูโคส และฟรักโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ย่อยเป็นพลังงานให้กับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว น้ำผึ้งเป็นความหวานที่ได้จากธรรมชาติ ให้ประโยชน์ดีต่อสุขภาพค่ะ

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

โอเมก้า 3 6 9” เต็มกล่อง…สารอาหารสมองสำหรับเด็กกำลังโต ต้องยกให้ “โอเมก้า 3 6 9” เพราะเป็นสารอาหารสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ระบบประสาท และสมองการเรียนรู้ของลูกๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่แม่เห็นข้างกล่องแล้วว้าวมาก นมตราหมี UHT มีโอเมก้า 3 6 9 สูงสุด!!

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

“ใยอาหาร ดีต่อสุขภาพ”…ให้ลูกดื่มนมกล่อง แม่ต้องดูที่ใยอาหารด้วยนะว่ามีหรือเปล่า “ใยอาหาร” ช่วยในเรื่องการทำงานของระบบขับถ่าย ช่วยลดอาการท้องผูก ที่สำคัญเมื่อลำไส้สะอาด ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายดี ลูกไม่ป่วยบ่อยด้วยนะคะ

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

รสชาติ” ที่ใช่… อร่อยมาก นมตราหมี UHT สูตร 3 แม่ให้ลูกๆ ที่บ้านโหวต ต่างเทใจให้กับ “รสชาติของนมตราหมี UHT” คือ มีความหอมของน้ำผึ้งแท้ ดื่มง่าย ไม่จืดสนิท หวานนิดๆ จากน้ำผึ้ง บอกเลยว่าตอนนี้นมตราหมี UHT สูตร 3 รสน้ำผึ้ง ไม่ใช่แค่ลูกชอบดื่ม แต่ยังเป็นนมกล่องขวัญใจของทุกคนในบ้านไปแล้วค่ะ

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ ที่มีความหอม รสชาติอร่อย ได้สารอาหารสมองโอเมก้า 3 6 9 สูง ราคาสบายกระเป๋าคุณแม่มากๆ คุ้มค่าสุดๆ ได้สารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และสมอง ก็ต้องกล่องนี้เลยค่ะ “นมตราหมี UHT สูตร 3 รสน้ำผึ้ง” แนะนำให้คุณแม่เตรียมให้ลูกดื่มวันละ 2 กล่อง เพื่อที่พวกเขาจะได้มีพัฒนาการร่างกายเติบโตดีสมวัย แข็งแรง และมีพัฒนาการสมองการเรียนรู้ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกวันค่ะ

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

ทีมแม่ABK ชี้เป้า พร้อมกับส่องคุณค่าสารอาหารข้าง “นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ” รสน้ำผึ้งแสนอร่อย ให้เห็นกันล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหานมกล่องยูเอชที สูตร 3 ลองเลือกกันดูนะคะว่านม UHT กล่องไหนที่เหมาะสำหรับลูกน้อยวัยกำลังเรียนรู้ค่ะ

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก 1 ขวบ

กิจกรรมทางกาย

วิธีส่งเสริม กิจกรรมทางกาย ช่วยลูกให้แข็งแรง สมองดี!

กิจกรรมทางกาย – กิจกรรมทางกายสำหรับเด็กในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง การนั่งดูโทรทัศน์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือนั่งอยู่ในรถเข็นเด็กเป็นเวลาหลายชั่วโมง  เนื่องจากสิ่งที่กล่าวมาไม่ส่งผลดีต่อพัฒนาการและสุขภาพของเด็ก สำหรับเด็กเล็ก กิจกรรมทางกาย หมายถึงโอกาสในการได้เคลื่อนไหวและวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรตระหนัก คือ การกระตุ้นให้ลูกได้มีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ลูกได้พัฒนาทั้งสมอง และความแข็งแรงของร่างกายได้

กิจกรรมทางกาย
กิจกรรมทางกาย

กิจกรรมทางกายคืออะไร?

กิจกรรมทางกายคือกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งรวมถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเล่นกีฬา และการออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายเบา ๆ อาจเป็นการเดินเล่นธรรมดา  ไปจนถึงการออกกำลังกายในระดับปานกลางที่ทำให้กล้ามเนื้อและหัวใจของลูกได้ทำงานหนักขึ้น เช่น

  • เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ
  • ขี่จักรยาน
  • ปีนป่าย กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง
  • เล่นฟุตบอล ว่ายน้ำ

ประโยชน์ของกิจกรรมทางกาย

มีการศึกษาที่ค้นพบว่า เด็กที่มีร่างกายแข็งแรง จะสามารถเรียนได้ดี  เด็ก ๆ ทุกคนต้องการกิจกรรมทางกายเพื่อให้ร่างกายมีรูปร่างที่ดีสมส่วน จริงอยู่ที่การให้ลูกๆ ได้ทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เป็นความรับผิดชอบหลักของพ่อแม่ แต่พ่อแม่หลายคนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของลูกด้วยการให้ลูกได้ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา หรือไม่อนุญาตให้เด็กๆเล่น เพราะคิดว่าหน้าที่ของลูกคือต้องเรียนเป็นหลัก อาหารจานด่วนและอาหารขยะ มักถูกเสนอเป็นสินบนให้กับเด็ก ๆ เพื่อจูงใจให้พวกเขาให้เรียนหนักขึ้น

ทำไมกิจกรรมทางกายจึงดีสำหรับเด็ก?

กิจกรรมทางกายเป็นส่วนสำคัญของการเล่นและการเรียนรู้ และเมื่อเด็กทำกิจกรรมทางกายร่วมกับพ่อแม่หรือคนอื่นๆ ก็เป็นวิธีที่ดีสำหรับพวกเขาในการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนรอบๆ บ้าน การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อสุขภาพความเป็นอยู่ และพัฒนาการของเด็กทั้งในปัจจุบันและอนาคต มีและประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับเด็กมากมาย อาทิ

  • เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก กล้ามเนื้อ หัวใจ และปอด
  • ส่งเสริมทักษะการใช้งานอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
  • ช่วยให้เด็กมีเกณฑ์น้ำหนักตัวที่ดี
  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวานชนิดที่ 2
  • ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง
  • ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย
  • มีสมาธิในการเรียน สมองปลอดโปร่ง
  • มนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย
  • มีน้ำใจนักกีฬา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

วิธีส่งเสริม กิจกรรมทางกาย ช่วยลูกให้แข็งแรง สมองดี!

วิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการกระตุ้นให้ลูกมีความกระตือรือร้น คือ ให้เวลาและพื้นที่สำหรับการได้เล่นอย่างอิสระ ให้ลูกสามารถเคลื่อนไหวไปมาและสนุกสนาน และมีเวลามากมายสำหรับการเล่น  ยังสามารถช่วยลูกของคุณลองทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่เขาชอบ ตัวอย่าง เช่น เด็กที่ชอบการเล่นทรงตัวอาจชอบปีนเขา ขี่จักรยาน ปีนป่ายในสนามเด็กเล่น เต้นรำ หรือยิมนาสติก หรือเด็กบางคนชอบกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะของการทำงานร่วมกันของร่างกาย อาจชอบเล่นฟุตบอลในสวนสาธารณะ โบว์ลิ่ง หรือจานร่อน เป็นต้น

8 กิจกรรมยามว่างพัฒนา สมองซีกซ้าย vs ซีกขวา ฝึกลูกใช้เหตุผลและมีความคิดสร้างสรรค์

5 ไอเดีย…กิจกรรมเล่นกับลูกที่บ้าน สนุก ไม่น่าเบื่อ

7 กิจกรรมเล่นกับลูก ได้จินตนาการ เสริมพัฒนาการลูกดีทุกด้าน

ความหลากหลายของการเล่นกีฬาเกมและกิจกรรมต่างๆของบุตรหลานของคุณจะทำให้ลูกๆ ตื่นเต้นกับการเคลื่อนไหว และเมื่อบุตรหลานของคุณลองทำกิจกรรมที่แตกต่างกันลูกจะได้รับทักษะใหม่ ๆ จนเกิดเป็นความสนใจและท้าทายและต้องการทำกิจกรรมทางกายให้เพียงพอในแต่ละวัน

กิจกรรมทางกาย

เด็ก ๆ ต้องการ กิจกรรมทางกาย มากแค่ไหนในแต่ละวัน?

1 ปีถึง 3 ปี ควรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยสามชั่วโมงในแต่ละวัน ซึ่งรวมถึงการเล่นที่กระฉับกระเฉง

 3 ปีถึง 5 ปี ควรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยสามชั่วโมงในแต่ละวัน ซึ่งรวมถึงการเล่นอย่างกระฉับกระเฉงหนึ่งชั่วโมง

 5 ปีถึง 18 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงบวกกับการออกกำลังกายเบา ๆ หลายชั่วโมงในแต่ละวัน และอย่างน้อยสัปดาห์ละสามวันควรรวมถึงกิจกรรมที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก

เคล็ดลับที่จะทำให้ลูกของคุณแข็งแรงจากการเล่นหรือแข่งกีฬา

พ่อแม่ต้องทำให้เห็นก่อน : ออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ลูกของคุณจะไม่เล่นกีฬาถ้าเขาเห็นคุณอยู่ติดแต่กับโซฟาเอาแต่นั่งกินของว่างที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
สนับสนุนลูก : เมื่อเด็กๆ เลือกกีฬาหรือการเล่นที่ชื่นชอบได้แล้ว หน้าที่ของคุณคือ อย่าผลัดวันที่จะพาลูกๆ ไปทำกิจกรรมให้ตรงเวลา นอกจากนี้ให้ดูแลความต้องการด้านกีฬาของลูกๆ ด้วยการจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมให้กับลูก
ส่งเสริมเรื่องอาหารและการพักผ่อน : ควรแน่ใจว่าลูกๆ ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการทางกายภาพ ควรดูแลให้ลูกดื่มน้ำอย่างเหมาะสมในระหว่างการเล่นหรือแข่งกีฬา นอกจากนี้ควรให้ลูกพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ลูกสามารถมีสมาธิกับกีฬาและการเล่นของเขาได้มากขึ้นและสนุกไปกับประสบการณ์ใหม่ๆที่ได้เจอ
ส่งเสริมอย่ายัดเยียด : เมื่อลูกเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา พ่อแม่ต้องให้กำลังใจในทางที่ถูก กล่าวคือ ไม่ควรกดดันที่จะต้องให้ลูกเอาชนะ ปล่อยให้ลูกสนุกกับการเล่นและตั้งเป้าหมายของตัวเอง ความสนุกสนานในขณะที่เล่นเกมมีความสำคัญพอ ๆ กับการชนะ ปล่อยให้ลูกของคุณไปถึงศักยภาพสูงสุดโดยไม่ต้องบังคับว่าจะต้องเก่งที่สุดหรือประสบความสำเร็จตั้งแต่แรก

 

การส่งเสริมให้ลูกได้มีกิจกรรมทางกายต่างๆ ทั้งการได้เล่นนอกบ้าน ได้ออกกำลังกาย เล่นกีฬา หากคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เป็นกิจวัตรได้จนลูกเกิดความเคยชิน จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลโรค และที่สำคัญจะทำให้เขามี ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ(HQ)สามารถดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ตระหนักในความสำคัญของการมีสุขภาพร่างกายที่ดี ซึ่งจะทำให้ลูกไม่เจ็บป่วยบ่อย  สามารถทำงานและกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และมีความสุขค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : raisingchildren.net.au

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ออกกำลังกายสมอง เพิ่มความเก่งให้ลูกน้อย

4 กิจกรรมสนุก ชวนลูกเล่นกลางแจ้ง กระตุ้นพัฒนาการ เสริมความคิดสร้างสรรค์

7 กิจกรรมเล่นกับลูก ได้จินตนาการ เสริมพัฒนาการลูกดีทุกด้าน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่