วิธีการชงนม

WHO เผย! ขั้นตอนและ วิธีการชงนม ล้าง ฆ่าเชื้อ ที่ถูกต้อง

วิธีการชงนม
วิธีการชงนม

ชงนมให้ลูกต้องใส่น้ำร้อนก่อนหรือใส่นมก่อน? ควรใช้น้ำแบบไหน? ล้างขวดอย่างไรให้สะอาด? บทความนี้ขอคลายข้อสงสัยแม่ ๆ โดยนำเอาขั้นตอนและ วิธีการชงนม ที่ถูกต้องมาให้อ่านกันค่ะ

WHO เผย! ขั้นตอนและ วิธีการชงนม ล้าง ฆ่าเชื้อ ที่ถูกต้อง

การชงนมผง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่จริง ๆ แล้วไม่ง่ายนะคะ เพราะการชงนมให้ลูก หากชงไม่ถูกวิธี อาจมีแบคทีเรียเจือปนในขวดได้ ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ เป็นสาเหตุความเจ็บป่วยต่าง ๆ นา ๆ ได้เช่นกัน บทความนี้จึงขอนำเอาคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก ที่อธิบายถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการล้าง ฆ่าเชื้อ และ วิธีการชงนม ที่ถูกต้อง ดังนี้

ขั้นตอนการ ล้าง ฆ่าเชื้อ และเก็บรักษาขวดนม

การทำความสะอาดขวดนมและอุปกรณ์ที่ใช้ในการชงนม เช่น จุก ฝา เป็นต้น เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะแบคทีเรียต่าง ๆ สามารถติดมากับขวดนมและอุปกรณ์การชงนมได้ และถึงแม้ว่าจะล้างและฆ่าเชื้อมาดีแค่ไหน แต่หากเก็บรักษาไม่ถูกต้อง ก็อาจเป็นสาเหตุให้แบคทีเรียเติบโตได้

ขั้นตอนการล้างขวดนม

ขั้นตอนการชงนม
ขั้นตอนการชงนม
  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด
  2. ล้างขวดนมและอุปกรณ์ที่ใช้ในการชงนมด้วยน้ำยาล้างขวดนมด้วยแปรงที่สะอาดทั้งภายในและภายนอกขวดนม
  3. ล้างน้ำยาออกด้วยน้ำสะอาด

ขั้นตอนการฆ่าเชื้อ

การฆ่าเชื้อขวดนม สามารถฆ่าเชื้อได้ในเครื่องนึ่งหรือฆ่าเชื้อขวดนมที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป แต่หากไม่ใช้เครื่องเหล่านี้ คุณแม่สามารถใช้หม้อต้มน้ำเป็นอุปกรณ์ฆ่าเชื้อได้เช่นกัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

วิธีการฆ่าเชื้อขวดนม
วิธีการฆ่าเชื้อขวดนม
  1. เติมน้ำลงในหม้อสะอาดที่ใหญ่เพียงพอที่จะจุ่มขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้
  2. ใส่ขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงในหม้อ โดยขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องจมอยู่ในน้ำ
  3. ปิดฝาหม้อ รอจนน้ำเดือด ปิดไฟ
  4. เมื่อต้องการใช้ถึงเปิดฝาหม้อนำมาใช้

การเก็บรักษาขวดนม

หลังขั้นตอนการฆ่าเชื้อแล้ว การเก็บรักษาให้ขวดนมไม่ปนเปื้อนเชื้อโรคก็มีความสำคัญเช่นกัน หลังจากนำขวดนมออกจากการฆ่าเชื้อแล้ว ควรเก็บขวดนมไว้ในที่ปิด เช่นในกล่อง หรือตู้ ที่มีฝาปิด และควรประกอบขวดนมพร้อมทั้งปิดฝาขวดนมทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปในขวดได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีการชงนมที่ถูกต้องจากองค์การอนามัยโลก

keyboard_arrow_up