พี่น้องนิสัยต่างกัน

ทำไม พี่น้องนิสัยต่างกัน ทั้งที่เลี้ยงเหมือนกัน? โดย พ่อเอก

พี่น้องนิสัยต่างกัน
พี่น้องนิสัยต่างกัน

ผมเคยสงสัยว่า ทำไม พี่น้องนิสัยต่างกัน ทั้งที่เลี้ยงเหมือนกันทุกอย่าง? ลูกเราสองคน เติบโตมาในบ้านหลังเดียวกัน ยังโตมาอย่างกับเลี้ยงเองคนนึง เก็บมาเลี้ยงคนนึง ดังนั้นอย่าไปตั้งข้อจำกัดว่าอะไรที่ใช้กับพี่ได้จะต้องใช้กับน้องได้ ทุกอย่างต้องดูที่ตัวลูกดูวิธีสื่อสารวิธีที่ใช้กับน้องอาจจะต้องต่างจากที่ใช้กับพี่ การเลี้ยงลูกเป็นการศึกษาชีวิตไปในตัว การเลี้ยงคนแรกได้ดี เราอาจจะคิดว่าเราได้ปริญญาแล้ว แต่พอลูกคนถัดมาเราจะได้รู้ว่า เราต้องการปริญญาโทอีกใบ

ผมยกตัวอย่างความแตกต่างของปูนปั้นกับปั้นแป้งให้ฟัง

ปูนปั้นรักและชอบสัตว์ทุกชนิด ไปที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย แกะ แพะ ช้าง ม้า แรด ไปจนถึง โลมา พี่ปูนปั้นกระโดดเข้าไปขอให้อาหาร ถ้าลูบคลำได้เป็นลูบคลำ แต่ปั้นแป้งแค่ หมาในบ้าน 2 ตัวเห็นมาแต่เด็ก โตมาด้วยกัน พอเจ้า มีมี่ (โกลเด้นรีทรีฟเว่อร์) เดินมาหาอยากมาเล่นด้วยเท่านั้น วิ่งหนีจู๊ดโวยวายโลกแตก

ปูนปั้นตอนเป็นเบบี๋ ไม่ชอบเดินเท้าเปล่าเหยียบทรายเหยียบดินเลยทั้งๆ ที่ไปทะเลครั้งแรกตั้งแต่วัย 2 เดือน และเราพาไปทะเลปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 หน กว่าจะยอมวิ่งเล่นหาดทรายก็ประมาณ 3 ขวบกว่า 4 ขวบ ในขณะที่ปั้นแป้งสามารถเดินเท้าเปล่าได้บนทุกพื้นผิว ประมาณว่าเกิดมาบนท้องนาก็มิปาน พื้นหิน ดินทราย หรือบางครั้งกรวดเล็กเม็ดแหลม เธอก็เดินเฉย ตอนไปเที่ยวเขาใหญ่ครั้งหนึ่ง แม่ๆ ของเพื่อนปั้นแป้งต่างหันมามองป๊ากับมี้ว่า ไม่กลัวลูกเจ็บหรอแต่ทุกคนก็เห็นเรายิ้มๆ แล้วแป้งก็สามารถวิ่งเล่นเท้าเปล่ากับพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ใส่รองเท้าได้สบาย

ความกล้าก็มาคนละแนว ถ้าเจอเครื่องเล่นที่น่ากลัวๆ สำหรับเด็กอย่าง zip line ที่สิงห์ปาร์คเชียงราย ที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่กล้าเล่นแต่พี่ปูนปั้นจะชอบแนวนี้มาก เล่นไป 3 รอบจนป๊าต้องบอกว่าเงินหมดแล้ว ในขณะที่แป้งจะต้องรอดูพี่ก่อนแล้วถ้ารู้สึกสนใจก็จะมาร่วมลองด้วย (ที่สิงห์ปาร์ค แป้งก็เล่นด้วย บอกว่าสนุกแต่พอชวนรอบ 2 บอกไม่เอาแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า) ในอีกมุม ปั้นแป้งจะมีความกล้าในด้านสังคมกว่า เช่นไปที่ร้านอาหารและอยากจะไปสั่งอาหาร ปั้นแป้งสามารถเดินไปสั่งเองได้ แต่พี่ปูนปั้นตอนเด็กจะขี้อายมาก ต้องจูงน้องไปเป็นเพื่อนให้อุ่นใจ เป็นต้น

พี่น้องนิสัยต่างกัน แต่ก็ใช่จะแตกต่างไปซะหมดหลายๆ อย่างก็เหมือนกัน เช่น ยิ้มเก่งเหมือนกัน ขี้เล่นพอกัน ชอบเล่นกีฬามากๆ แม้จะต่างชนิดกันบ้างเหมือนกันบ้าง ไม่ชอบทั้งผักและผลไม้เหมือนกัน ชอบหัดทำอาหารเหมือนกัน และชอบเล่นซ่อนแอบให้ปะป๊าแกล้งหาไม่เจอเหมือนกัน

และความแตกต่างก็สามารถเป็นข้อดีได้ ถ้าเราใช้มันให้ถูกต้อง เช่น ปั้นแป้งกลัวสัตว์เราก็มักจะให้พี่ปูนปั้นเป็นผู้ชักชวนปั้นแป้งไปทำโน่นนี่นั่นเกี่ยวกับสัตว์ด้วยกัน ดังนั้นในวันหยุดเราก็จะให้พี่ปูนปั้นออกไปตักอาหารเม็ดหรือเอาขนมให้เจ้าโมโม่และมีมี่โดยชวนปั้นแป้งไปด้วย แรกๆ ก็มีกลัว มีโวยวาย เดี๋ยวนี้ก็คุ้นเคย รู้สึกสนุกและบางทีก็ออกไปเล่นกับโมโม่และมีมี่เอง แต่ก็ยังมีวิ่งหนีเวลาเจ้าโกลเด้นเคลื่อนตัวมาหาไวๆ อาจจะเพราะความใหญ่ที่แทบจะเท่ากันกับปั้นแป้ง

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การให้คนนึงชักชวนอีกคนนึงไปทำกิจกรรมที่เคยไม่ชอบ ต้องให้เป็นในเชิงเพื่อความสนุก ไม่ใช่การเปรียบเทียบว่า พี่เขายังทำได้ ทำไมหนูทำไม่ได้ กรณีที่เล่าให้ฟังข้างต้นก็เช่นกัน ปูนปั้นชวนปั้นแป้งไปให้อาหารแล้วก็ทำให้ดูว่า เราสามารถบอกให้โมโม่ มีมี่ทำตามเราสั่งได้นะ เมื่อมีอาหารในมือ อย่างการสั่งให้นั่ง ให้เดิน ให้กระโดด ซึ่งทำให้ปั้นแป้งรู้สึกสนุกอยากทดลองบ้าง

เห็นมั้ยฮะว่าเราสามารถเอาความต่างมาสร้างจุดดีเพิ่มเติมและลดจุดอ่อนลงไปได้ด้วย … เลี้ยงลูกเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การที่เราเข้าใจถึงความแตกต่างในครอบครัวของเราก่อน ก็ทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ง่ายขึ้น เป็นโชคดีของลูกที่ได้เรียนอยู่ในโรงเรียนที่เปิดกว้างให้กับการศึกษา เปิดกว้างให้กับการอยู่ร่วมกันแม้จะมีความแตกต่าง เราจึงได้เห็นเพื่อนๆ หรือพี่ๆ บางคนที่เป็นเด็กพิเศษ และเด็กเหล่านั้นก็เป็นเด็กที่มีความพิเศษที่ทำให้ลูกเราได้เรียนรู้ว่าทุกคนมีความพิเศษจริงๆ

คำว่า ‘เด็กพิเศษ’ ไม่ได้มาจากเขาไม่เหมือนเรา แต่มาจาก ‘เขามีความพิเศษมากกว่าคนอื่น’ เราจึงได้ฟังลูกกลับมาชื่นชม รุ่นพี่ที่เป็นเด็กพิเศษแต่ปั้นกระถางดินเผาและปลูกต้นไม้ขายแบบทุกต้นทำด้วยมือ ทุกกระถางมีที่มา มีรูปวาดรายละเอียดของต้นไม้แต่ละต้น จนมียอดสั่งจากเพื่อนๆ น้องๆ ชนิดต้องรอกันข้ามเทอม เราได้ฟังลูกเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ลูกชอบเล่นด้วยมากๆ เพราะเป็นเด็กอารมณ์ดียิ้มเก่ง ขี้เล่น อ่อนโยน และแม้จะมีบางอย่างที่ลูกเราเคยไม่ชอบแต่ความแตกต่างเหล่านั้นได้รับการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หล่อหลอมให้ลูกเราสามารถอยู่ร่วมในสังคมที่แตกต่าง ไม่แบ่งแยก เพราะโลกใบนี้ในวันที่ลูกเราเติบโตขึ้นมา ความหลากหลาย (diversity) จะเป็นเรื่องสำคัญ จะมีการผสมปนเประหว่างวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ การทำงานข้ามพรมแดนจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา องค์กรที่มีคนเชื้อชาติเดียวเป็นหลักน่าจะเป็นเรื่องไม่ปกติเสียแล้ว

บทความน่าสนใจอื่นๆ

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Summary
Review Date

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up