ลูกยัดถ่านเข้าจมูก

อุทาหรณ์! ลูกยัดถ่านเข้าจมูก คีบไม่ออกจนถ่านเข้าไปในท้อง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกวินาที แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็ก ดังเช่นอุทาหรณ์ ลูกยัดถ่านเข้าจมูก คีบไม่ออกจนต้องผ่าตัดเอาออกมา

อุทาหรณ์! ลูกยัดถ่านเข้าจมูก คีบไม่ออกจนถ่านเข้าไปในท้อง

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้อ่านเรื่องราวของคุณแม่ Wassana Onchiab ที่ได้เล่าเรื่องราวเมื่อ “น้องมีณ” ได้นำถ่านของเล่นใส่เข้าไปในจมูก คุณแม่ได้เล่าถึงขั้นตอนการนำถ่านออกจากจมูก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยในการนำถ่านออก เนื่องจากน้องยังเล็ก และถ่านก็เป็นถ่านกระดุมซึ่งคีบออกยาก จนสุดท้ายถ่านของเล่นนี้ก็ได้ตกลงไปในท้องของน้อง แพทย์จึงลงความเห็นว่าจะต้องผ่าตัดนำถ่านออกมา อ่านเรื่องราวของคุณแม่ได้ที่นี่

*****ฝากไว้เป็นบทเรียนค่ะ ว่าสิ่งที่เราบอกและสอนลูกเสมอ และแล้วก็เกิดขึ้นจนได้ค่ะ*****

จากเหตุฉุกเฉินที่น้องมีณนำแบตรี่ของเล่นใส่จมูก ในอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 62 เวลาประมาณ 15.20น. – 15.30น. เราไม่สามารถนำเอาออกเองได้ เลยไปที่รพ.หางดง พยาบาลห่อตัวน้องเพื่อจะคีบออก ผ่านไป10-20นาทีไม่ออก ใช้เวลาอยู่รพ.หางดง 1 ชั่งโมงกว่าก็เอาออกไม่ได้ รพ.หางดงเลยจะส่งตัวไปที่รพ.ณครพิงค์ แต่เราเลือกที่ใกล้ เลยไปที่รพ.สวนดอก ถึงรพ.ยื่นหนังสือมอบส่งซักพักใหญ่ถึงได้ใช้เครื่องมือคีบเพื่อนำแบตรี่ออกอีกครัง มีณโดนยืดโดยพยาบาล 4 คน แต่ก็ไม่ออกแถมเข้าไปลึกกว่าเดิมอีก หลายชั่วโมงก็ไม่สามารถนำออกมาได้ คุณหมอเลยแนะนำให้ผ่าตัดโดยการส่องกล่องแล้วคีบออกมาและวางยาสลบ เมื่อถึงเวลาที่วางสลบคุณให้คุณแม่เข้าห้องผ่าตัดด้วย เพราะน้องร้อง คุณแม่ ช่วยจับสายตัวแปะอะ 3 จุดที่หน้าอก และซี่โครงข้างซ้าย และ ครอบจมูกให้น้องเพื่อวางยาสลบ ชั่วพริบตาน้องมีณก็หลับไปค่ะ ออกมาจากห้องผ่าตัดก็ร้องโห่ๆๆ เลยค่ะ..เครียดมากตอนนั้น..นั่งรอนอกห้องคนเดียว 2 ชั่วโมงกว่าแล้ว น้องไม่ออกมาซะที…เมื่อลุงกับป้ามาเลยตัดสินใจถามว่าทำไมน้องยังไม่ออกมา คุณหมอบอกว่าแบตเตอรี่ลงไปในท้องน้องแล้วเรากำลังช่วยกันเอาออกค่ะ รอเกือบชั่วโมงหลังจากถามไป เขาพยาบาลก็มาตามให้คุณแม่ไปอยู่กับน้อง น้องปลอดภัยแล้ว รอพักฟื้นยาสลบ 1 ชั่วโมงค่ะ หลังจากนั้นก็นำตัวน้องไปพักที่ห้องคนไข้ค่ะ…เวลาออกห้องผ่าตัด 22.20 น.

“”ปล.ถ้าเล่าละเอียดจะยาวกว่านี้ค่ะ””
วันนี้น้องได้กลับบ้านแล้ว อาการดี รับประทานอาหารได้ดี ไม่อ้วก ไม่ปวดท้อง หายใจคล่องดีค่ะ

ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่เป็นกำลังใจคุณพ่อ แม่ และห่วงน้องมีณนะค่ะ

จากใจคุณแม่น้องมีณ…^^

**********ไม่ดราม่านะค่ะ*************

ขอบคุณที่แชร์โพสต์นี้เพื่อจะได้ไว้คอยระวังลูก ๆ หลาน ๆ ของทุกๆท่านนะค่ะ

**********ไม่ดร่าม่านะค่ะ*************

จะเห็นได้ว่าถ่านของเล่นก้อนเล็ก ๆ ก้อนเดียว การที่ ลูกยัดถ่านเข้าจมูก นั้นกลับใช้เวลาและต้องใช้เครื่องมือและบุคคลากรหลาย ๆ คนในการนำถ่านออก โดยเฉพาะสิ่งของที่ลูกนำเข้าจมูกเป็นถ่านเช่นนี้ เพราะการที่มีถ่านอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน สามารถทำลายเนื้อเยื่อให้ไหม้จนอวัยวะทะลุได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว อ่านต่อ ถ่านกระดุมสุดอันตราย ทำลายเนื้อเยื่อจนอวัยวะทะลุ ได้ที่หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ จะเกิดอะไรกับร่างกายของลูกเมื่อ ลูกยัดถ่านเข้าจมูก?

gen alpha เจนอัลฟ่า

รู้ให้ลึก ลูกเจนอัลฟ่า (Gen Alpha) ทำไมมีปัญหาพฤติกรรม?

เจเนอเรชั่นอัลฟ่า (Generation Alpha หรือ Gen Alpha) คือนิยามที่ใช้เรียกลูกน้อยที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 หรือค.ศ. 2010 จนถึงปัจจุบัน โดยเด็กเจนนี้จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสังคมรอบข้างที่รวดเร็ววุ่นวาย ต่างจากเจเนอเรชั่นอื่น ๆ ที่ผ่านความยากลำบาก โตมากับชุมชนสังคม และยังมีการติดต่อสื่อสารที่ไม่สะดวกสบายเหมือนเช่นในสมัยนี้ ด้วยเหตุนี้เด็กในเจเนอเรชั่นอัลฟ่าจึงมีบุคลิกนิสัย และพฤติกรรมที่แตกต่าง ที่สำคัญคือ พ่อแม่ไม่เข้าใจและเลี้ยงลูกไม่ถูกต้อง จึงพบว่าเด็กยุคใหม่มีปัญหาพฤติกรรม ความรุนแรง เพศ และอื่น ๆ อีกมากมายดังที่เห็นเป็นข่าวในปัจจุบัน

รู้สาเหตุลูกเจนอัลฟ่า (Gen Alpha) มีปัญหาพฤติกรรม

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ไดให้ข้อมูลของเด็กเจนอัลฟ่าไว้ดังนี้ ด้วยความที่เด็กเจนอัลฟ่าอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว สังคมรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงมากมาย จนทำให้เขามีเพื่อนมีสังคมได้ผ่านเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเพื่อนก็คุยกันได้ พ่อแม่ก็มักจะมีลูกเพียงแค่คนเดียว เพราะต้องเอาเวลาไปทำมาหากินเพื่อเลี้ยงครอบครัว จึงทำให้เราเห็นพฤติกรรมของเด็ก Gen Alpha ที่ชัดเจนและสำคัญ จนเกิดเป็นบุคลิก นิสัย และก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ นั่นคือ

1. มีความเป็น Individualism หรือใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องง้อคนอื่น

เพราะเด็กยุคนี้เขาจะสามารถเอาชีวิตรอดอยู่คนเดียวในบ้านได้เพียงลำพัง จากที่เราเคยให้นิยามไว้ว่ามนุษย์คือสัตว์สังคม แต่ยุคของเด็กดิจิทัลคิดส์อาจจะต้องเปลี่ยนนิยาม เพราะเขาพร้อมที่จะอยู่คนเดียวได้ตลอดเวลา เขาจะมีเพื่อนมาคุยด้วยทั้งกลางวันและกลางคืน โดยคุยบนแพลตฟอร์มของดิจิทัลได้อย่างสบายมาก หิวก็สั่งอาหารกินเองได้ อยากเล่นอยากคุยกับใครก็ติดต่อได้หมด ดังนั้นสิ่งที่จะขาดหายไปคือ Human Relationship เด็กยุคนี้จะขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีความเอื้ออาทร เพราะเขาจะอยู่กับเทคโนโลยี อยู่กับโลกในระบบดิจิทัล ดังนั้นความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์และครอบครัวจะไม่มี ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจ หรือเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น รวมถึงการสื่อสารกับคนอื่นในแบบที่ถูกต้อง

นอกจากนี้เด็ก Gen Alpha จะไม่ได้เรียนรู้การร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันกับพ่อแม่พี่น้องหรือคนในบ้าน ไม่มีน้ำใจ ไม่เคยช่วยงานบ้าน หากพ่อแม่ไม่เคยสอนหรือฝึกให้ทำ ดังนั้น การทำงานบ้าน ปัดกวาด ถูบ้าน ล้างจาน เขาจะทำไม่เป็นและไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำ เพราะใช้หุ่นยนต์ทำแทนได้ และคิดว่าเรื่องนี้เขาไม่มีส่วนร่วม ไม่ใช่หน้าที่เขา แต่เป็นหน้าที่แม่บ้านหรือภาระของแม่เท่านั้น ความเป็น Individualism ของเด็กยุคใหม่ที่ทำให้ขาด Human Relationship นี้ถือเป็นจุดอ่อน เป็นสิ่งที่เรียกว่าผิดความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคม ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่เด็กเจนอัลฟ่าอาจจะคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องอาศัยคนอื่น เพราะเขาอยู่ได้อยู่ในสังคมดิจิทัลของเขา แต่สังคมที่เขาคิดนั้นเต็มไปด้วยอันตราย เพราะเป็นสังคมเสมือนที่หากไม่วิเคราะห์และทำความเข้าใจก็อาจจะเกิดปัญหากับเด็กได้ในอนาคต

2. เด็กอยู่ท่ามกลางข้อมูลที่มากมาย แต่ไม่รู้ว่าอะไรจริง

เนื่องจากในยุคดิจิทัลที่สื่อสารกันได้ง่ายและเร็ว ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ รอบตัวสามารถถาโถมเข้ามาที่ตัวเด็กได้มากมาย เด็กยุคนี้จึงกลายเป็น Robust Education หรือมีข้อมูลหลากหลาย แต่สิ่งอันตรายคือไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง และอะไรคือเรื่องที่ไม่จริง ซึ่งเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะทุกวันนี้เกิดขึ้นแล้ว เรื่องที่เด็กถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

ดังนั้น หากเด็กยุคใหม่เจนอัลฟ่า Gen Alphaไม่รู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ จะทำให้โดนล่อลวงได้ง่าย เพราะเด็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้รวดเร็วและง่ายมาก นอกจากเด็กจะต้องรู้จักวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแล้ว การที่โลกมีข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ที่หลากหลายผ่านดิจิทัลในทุกรูปแบบทุกภาษานี้ จะทำให้ เด็กเจนอัลฟ่าไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป เพราะลูกสามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มหรือรูปแบบการเรียนได้ไม่จำกัดอยู่แค่ในโรงเรียน แต่จะสามารถเรียนที่ต่างประเทศได้ผ่านการออนไลน์ เด็กในยุคดิจิทัลอาจจะไม่จำเป็น ต้องใส่ยูนิฟอร์ม มีระบบระเบียบเ มด และด้วยความที่ลูกใช้ชีวิตฟาสต์ไลฟ์ ติดต่อและทำอะไรได้รวดเร็ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อครู เพราะครูมีความรู้ไม่มากพอ แต่ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในออนไลน์และเรียนหนังสือบนระบบ e-Education ได้ด้วยตนเองไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ฉะนั้น ปัญหาคือเด็กจะไม่มีความเคารพครู เคารพผู้ใหญ่ ครูหรือพ่อแม่ไม่ได้เป็นผู้รู้ดีที่สุดสำหรับเขาอีกต่อไป ในเมื่อมีแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เขาสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตัวของเขาเอง

นอกจากนี้ระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่เหมาะกับเด็กยุคใหม่ Gen Alpha การศึกษาจะต้องปรับเปลี่ยน หลักสูตรที่มีต่าง ๆ อาจจะใช้ไม่ได้ เพราะอนาคตเด็กยุคนี้อาจไม่จำเป็นต้องนำปริญญาบัตรไปสมัครงาน แต่จะใช้การเรียนเป็นคอร์สสั้นหรือทักษะสำคัญ ๆ ในงานเฉพาะด้านนั้น โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอาจไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แต่เด็กจะเรียนคอร์สออนไลน์ผ่านไอคลาวด์ได้ทุกที่ รวมทั้ง การที่เขาสามารถทกงานและเรียนได้หลากหลาย ทำให้ไม่มีความรักในสถาบัน ชุมชน องค์กร หรือในงานที่ทำอย่างจริงจัง

ฉะนั้นคำถามสำหรับพ่อแม่คือ ได้เตรียมลูกให้พร้อมตั้งรับกับโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายหลากหลายนี้อย่างไร เราได้ฝึกให้ลูกรู้จักตัวเอง ผูกพันกับครอบครัวเพียงพอที่จะเผชิญกับโลกเสมือนจริงที่อาจเป็นอันตรายไว้หรือไม่ สอนให้เขาคิดถึงครอบครัว ชุมชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่จะคอยป้องกัน และดูแลกันยามเมื่อเกิดปัญหาได้หรือเปล่า

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเจนอัลฟ่าจึงควรเริ่มทำหน้าที่ใส่ความรู้คิดวิเคราะห์และความผูกพันกับครอบครัว ชุมชน สังคม และความเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจไว้ เพื่อให้ลูกสามารถเรียนรู้และตัดสินใจในการใช้ชีวิตในอนาคตได้ถูกต้อง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

3. ลูกเจนอัลฟ่าเป็น Extreme Cuddle

คือได้รับความรักความห่วงใยจากพ่อแม่มากเกินไป และพ่อแม่เลี้ยงไม่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันพ่อแม่มีลูกน้อยลง แล้วก็มีลูกเพียงคนเดียว หรืออย่างมากแค่ 2 คน ทำให้พ่อแม่ทุ่มเทความรักและความหวังไว้กับลูกมากเกินไป (Over Protection) และส่วนใหญ่จะมีวิธีการเลี้ยงลูกที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดปัญหา

ห่วงลูกมากเกินไป
พ่อแม่ห่วงลูกมากเกินไป เลี้ยงลูกไม่ถูกต้อง

ที่เราใช้คำว่า (Dysfunctional Family) หมายถึง ครอบครัวมีปัญหาภายในหรือบกพร่องในการเลี้ยงลูก ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวมีสภาพปกติ ซึ่งพบบ่อยขึ้นมากและรุนแรง ต่างจากแต่ก่อนที่เวลาพบเด็กมีปัญหามักจะเกิดกับครอบครัวเด็กที่ขาดทุนทรัพย์ หย่าร้าง มีการศึกษาต่ำ และปล่อยปละละเลย

ปัญหาใหม่ ครอบครัวมีเงิน มีการศึกษาแต่เลี้ยงลูกไม่เป็น ทุกวันนี้สิ่งที่ท้าทายและเป็นปัญหาใหม่ในสังคมคือ กลุ่มพ่อแม่ที่มีเงิน รวย มีการศึกษาสูง แล้วก็อยู่ด้วยกัน ไม่ได้หย่าร้าง แต่กลับเลี้ยงลูกไม่เป็น เลี้ยงลูกให้มีทุนชีวิตตำ ทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยง มีการแสดงพฤติกรรมที่มีปัญหา ทั้งเรื่องเพศ ความรุนแรง และอื่น ๆ จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยเริ่มเจอสภาวการณ์ครอบครัวที่ฐานะดีแต่มีปัญหาในการเลี้ยงลูกมากขึ้นจนน่าเป็นห่วง เพราะหน่วยเล็กที่สุดในสังคมที่ทรงอานุภาพต่อการสร้างคนสร้างชาติคือ “ครอบครัว” แต่วันนี้ครอบครัวเกือบครึ่งกำลังเผชิญกับปัญหานี้

4. เข้าใจและรู้จักความเป็นธรรมชาติน้อยลง

เพราะเด็กเจนอัลฟ่าในยุคดิจิทัลมีสื่อต่าง ๆ หลากหลายแพลตฟอร์มอยู่รอบตัว ให้ลูกได้ดู ได้เล่น ได้พูดคุย ได้รู้ข่าวสารต่าง ๆ โดยไม่ต้องออกนอกบ้านเลย ทำให้เด็กยุคนี้ห่างไกลจากความเป็นธรรมชาติ ห่างไกลจากความผูกพันกับคนอื่น และห่างไกลศีลธรรม หรือแม้กระทั่งการยืดหยุ่นรอคอยก็จะไม่มี เพราะความที่ลูกเคยใช้ชีวิตแบบ Fast Life และมีรูปแบบเหมือนหุ่นยนต์ มีโปรแกรมในแต่ละวันจากการที่พ่อแม่ให้ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ไปเรียน ไปลงเรียนคอร์สเสริมทักษะและเรียนพิเศษ

คุณสมบัติในลักษณะนี้ของเจนอัลฟ่าจึงอาจจะคล้ายหุ่นยนต์ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องนึกถึงความรู้สึกใคร ไม่จำเป็นต้องง้อ และมีทางเลือกหลากหลาย เพราะมีของเล่นดิจิทัลในมือให้พูดคุย ฉะนั้นเด็กยุคใหม่จึงไม่รู้สึกดื่มด่ำกับธรรมชาติ ขาดน้ำใจ ขาดความเอื้ออาทร และความเมตตาปรานีต่อสัตว์ รวมถึงไม่มีความอึดฮึดสู้หรือรู้จักอดทนรอคอยสิ่งต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง หากจิตใจคนเราในอนาคตจะไม่มีความเอื้ออาทรต่อกัน ไม่มีความสุขในแบบที่ควรเป็น หรือมีแต่ความเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักอดทน ไม่ยอมรับความผิดหวังหรือเศร้า ทั้งหมดนี้จะทำให้ป่วยด้วยโรคทางสุขภาพจิตกันมากขึ้น และไม่สามารถจัดการกับอารมณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยวิธีที่ถูกต้อง แต่ใช้วิธีที่ผิด ๆ เช่น ฆ่าตัวตาย ใช้ความรุนแรง และทำร้ายคนอื่น

5. เจนอัลฟ่าสามารถทำงานได้หลายอาชีพ

คำถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” อาจจะเป็นคำถามที่เชยที่สุดของเด็กเจนนี้ เพราะความร้ที่หาได้หลากหลายในทุกที่ การศึกษาออนไลน์ทำให้เขาได้เรียนหลายอาชีพ มีวุฒิบัตรหลายสาขา ดังนั้นเมื่อเด็กเจนอัลฟ่าเติบโตขึ้น เขาจะสามารถทำงานได้หลากหลาย โดยอาจจะเป็นวิศวกร 3 วัน ทำงานขาย 2 วัน และเป็นหมออีก 2 วันก็ทำได้ โดยจะทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพในทุกที่ ในขณะเดียวกันก็สามารถทำงานที่บ้านโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศได้อีกด้วย รวมถึงในอนาคตการทำงานอาจไม่จำกัดอายุ หากเด็กมีทักษะต่าง ๆ มากขึ้น เขาก็จะสามารถทำงานต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย

อาชีพในฝัน
อาชีพในฝันของเด็ก gen alpha สามารถมีได้หลายอาชีพ

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำความรู้จักลูกเจนอัลฟ่าให้ลึกซึ้ง โดยคุณหมอได้แนะนำวิธีรับมือกับพฤติกรรมลูกรักจากปัญหาดังกล่าว  อาทิ

  • รับมืออย่างไร เมื่อลูกเป็น Individualism
  • เมื่อลูกมีข้อมูลมากมาย จะทำอย่างไรให้เขาคิดเป็น
  • เมื่อเป็นลูกคนเดียว จะทำอย่างไรทักษะชีวิต ทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม
  • เมื่อธรรมชาติห่างไกล จะพาลูกเข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้นได้อย่างไร
  • สอนลูกวางแผนอย่างไร เมื่อลูกทำงานหลายอาชีพในอนาคตได้
  • พ่อแม่จะเพิ่มเติมทุนชีวิตให้ลูกรักเจนอัลฟ่าได้อย่างไร

ติดตามอ่านต่อได้จากหนังสือ “สุดยอดคู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่” ฉบับสมบูรณ์ โดย Amarin Baby & Kids สำหรับแม่ตั้งครรภ์จนถึงลูกน้อยวัย 3 ขวบ รวบรวมครบถ้วนทั้ง

  • เทคนิคการดูแลครรภ์คุณภาพ
  • สร้างฉลาด พัฒนาสมองลูกให้ถูกช่วงวัย
  • สารพัดเคล็ดลับวิธีเลี้ยงลูก
  • สุดยอดวิธีการเลี้ยงลูกเจนอัลฟ่า
  • Mom SOS ช่วยลูกวินาทีฉุกเฉิน
  • ผ่านการตรวจสอบจากกุมารแพทย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

หนังสือปกแข็งอย่างดี พิมพ์ 4 สีตลอดเล่ม เพื่อเป็นสุดยอดคู่มือให้คุณแม่ อ่านง่าย ในราคา 499 บาท

คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่
คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์
รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี

รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี กับ 7 หลักการง่ายๆ ที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนซื้อ!

รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี .. จะซื้อ รถเข็นเด็ก คันแรกให้ลูกแบบไหน ยี่ห้อใดจะดีกว่ากัน และมีราคาเท่าไหร่  หรือใช้ได้นานกี่ปีกันบ้าง ตาม Super Nanny มาค่ะ บอมเบย์มีหลักการง่ายๆ มาแนะนำ

ซื้อรถเข็นคันแรกให้ลูก จะเลือก รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี

หากจะเลือกซื้อรถเข็นเด็กให้ลูก พ่อแม่หลายบ้านอาจมีคำถามสงสัยกันอยู่ อันดับแรกๆ ก็น่าจะเป็น จะเลือกรถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี หรือควรเลือกแบบไหน แต่ละแบบต่างกันอย่างไร และมีราคาเท่าไหร่กันบ้าง เพราะในท้องตลาดก็มี รถเข็นเด็ก รถเข็นทารก หลากหลายรูปแบบให้เลือกเยอะแยะมากจนตัดสินใจไม่ถูก

เพราะฉะนั้น ตาม Super Nanny มาค่ะ บอมเบย์มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับหลักวิธีง่ายๆ ในการเลือกรถเข็นคันแรกให้ลูก! รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี จะต้องดูอะไรบ้าง และแต่ละแบบแต่ละยี่ห้อมีราคาเท่าไหร่  หรือจะใช้ได้นานกี่ปีกันบ้าง ซึ่งงานนี้บอมเบย์ ก็พาไปบุกในงาน Amarin Baby & Kids Fair แหล่งรวมสินค้าเพื่อแม่และเด็ก ที่ครบครัน เพื่อเลือกดูรถเข็นเด็ก จะเป็นอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่า

ติดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกรถเข็นให้ลูก นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้เพื่อการตัดสินใจแล้ว อีกหนึ่งข้อที่ควรคำนึงก็คือควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับด้วย เพราะรถเข็นเด็กเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย ไม่ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีการรับประกันสินค้านะคะ

และหากคุณพ่อคุณแม่อยากได้รถเข็นไว้ใช้กับลูกน้อยสักคันสองคัน ก็สามารถไปหาซื้อกันได้ที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ไบเทค บางนา โดยสามารถติดตามดูวันเวลาจัดงานแต่ละครั้งได้ที่หน้าเพจ Amarin Baby & Kids เลยนะคะ

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปรับรูปร่างหลังคลอด

รูปร่างหลังคลอด กับความกังวลใจของคุณแม่

หลังคลอดเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงหลายๆด้าน  ทำให้คุณแม่รู้สึกกังวลอยู่แล้ว ความต้องการที่จะลดน้ำหนักส่วนเกินและปรับ รูปร่างหลังคลอด ให้กลับมาเหมือนเดิมโดยเร็วที่สุด ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้แม่มากกว่าเดิม แม่ๆจะมีวิธีรับมือกับความคาดหวังเหล่านั้นอย่างไรดี

อยากลดน้ำหนักปรับ รูปร่างหลังคลอด แบบไม่เครียดทำยังไงดี

แรงกดดันจากคนรอบข้าง และสื่อต่างๆ ทำให้คุณแม่หลังคลอดหลายคน รู้สึกกดดันที่จะต้องลดน้ำหนักและปรับรูปร่างหลังคลอด ให้เร็วที่สุด จนต้องหันไปพึ่งวิธีการไดเอท หรือควบคุมการกินในรูปแบบต่างๆ เช่น งดกลุ่มอาหาร หรือการจำกัดการกินเป็นช่วงเวลา

ในช่วงแรก น้ำหนักของคุณแม่จะลดลงจริง สัดส่วนต่างๆเล็กลง แต่ไม่นานน้ำหนักก็จะดีดกลับมาเท่าเดิม หรือบางคน แค่กลับมากินเหมือนเดิม และไม่มีเวลาออกกำลังกาย น้ำหนักยิ่งพุ่งสูงขึ้นด้วยซ้ำ คุณแม่หลายคนเข้าใจว่า การออกกำลังกายจะต้องเข้าห้องยิม หรือออกไปวิ่งหลายกิโล แม้ตัวเองจะไม่ชอบแต่ก็ต้องทำ เพื่อให้รู้สึกว่าได้ออกกำลังกายแล้ว ว่าหากคุณแม่มัวโฟกัสที่การลดน้ำหนักและปรับรูปร่างหลังคลอด เพียงอย่างเดียวมีแต่ทำให้รู้สึกเครียดเกินไป ความเครียดนี้เองที่ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดที่กระตุ้นให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เผาผลาญน้อยลง คุณแม่จึงรู้สึกว่าอ้วนกว่าเดิม

รายการ My Mummy First สัปดาห์นี้ คุณเกลจะพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าวกับ คุณ แพท กฤษฎี โพธิทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อหาคำตอบกันว่า คุณแม่ควรทำอย่างไรถึงจะรักษารูปร่างและน้ำหนักได้แบบยั่งยืน ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

 

เป็นยังไงบ้างคะ เข้าใจกันแล้วใช่ไหมค่ะว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้หลังคลอดคือ การไม่เอาน้ำหนักมาเป็นตัวตั้ง แต่หันมาดูแลตัวเองในแบบฉบับของตัวเอง ลดน้ำหนักต้องไม่เครียด  ไม่ต้องเข้าฟิตเนส ด้วยการใส่ใจกับเรื่องที่เราควบคุมได้ในทุกๆวัน เช่น การกิน การเคลื่อนไหวร่างกาย การนอน การคิดบวกเพียงเท่านี้เราก็จะรู้สึกสบายกาย สบายใจและหลุดพ้นจากวงจรไดเอทอย่างถาวร ทราบแล้วก็อย่าลืมเอาไปปฏิบัติตามกันนะคะ

 

คุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ My Mummy First ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  ทุกวันพุธ เวลา 19.00 น. หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

ตอนกลัวเลี้ยงลูกไม่ดี กลัวเป็นแม่เห็นแก่ตัว กับความกลัวของแม่หลังคลอด

ตอนอยากสวยเป๊ะ หุ่นปังแบบถาวร กับวิธีหลุดพ้นจากวงจร ไดเอทหลังคลอด

ตอนแรงจูงใจคือกลลวง กับวิธี ออกกำลังกายหลังคลอด ให้สำเร็จ

เตียงดึงขื่อ

“เตียงคลอดลูก” แบบใหม่ ดึงขื่อเบ่งคลอดแบบโบราณ

ในสมัยก่อน จะเห็นได้ว่าเมื่อผู้หญิงคลอดลูก จะมีผ้ามาพาดไว้กับขื่อ เพื่อใช้จับในช่วงที่ออกแรงเบ่ง คุณหมอสูติฯ จึงได้ออกแบบ เตียงคลอดลูก แบบใหม่ ที่เหมาะสำหรับการคลอดธรรมชาติ

“เตียงคลอดลูก” แบบใหม่ ดึงขื่อเบ่งคลอดแบบโบราณ

ลักษณะของ เตียงคลอดลูก ในสมัยนี้ ก็จะเหมือนกับเตียงที่เอาไว้ใช้ตรวจภายในทั่วไป คือเป็นเตียงที่นอนราบ และมีขาหยั่งไว้สำหรับใช้วางขา ซึ่งในการคลอดธรรมชาติ คุณแม่จะต้องเบ่งคลอดโดยอาศัยจังหวะของการบีบตัวของมดลูก ในการเบ่งคลอดนั้น ในสมัยโบราณมักจะใช้ผ้ามาให้คุณแม่ได้จับเพื่อช่วยในการออกแรงเบ่ง นายแพทย์ โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้ออกแบบเตียงคลอดลูกแบบใหม่ ที่ผสมผสานการคลอดธรรมชาติแบบใหม่และการคลอดธรรมชาติแบบโบราณเข้าด้วยกัน เพื่อให้คุณแม่เกิดความสะดวกในการเบ่งคลอดมากขึ้น โดยวัตถุประสงค์ของคุณหมอนั้น ก็เพื่อสนับสนุนให้แม่ ๆ หันมาคลอดธรรมชาติกันมากขึ้นนั่นเอง โดยคุณหมอได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ดังนี้

“ส่วนตัวหมอสนับสนุนให้คลอดแบบธรรมชาติ เพราะมีข้อดีเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการฟื้นตัว ตอนนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุข มีรณรงค์ในเรื่องนี้ รวมถึงมีการทำวิจัยเรื่องการผ่าคลอดโดยไม่จำเป็น ส่วนผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี คนส่วนใหญ่คลอดเองได้”

โดยเตียงคลอดลูก ที่คุณหมอออกแบบนี้ ถูกออกแบบให้ถูกเรียกว่า “เตียงดึงขื่อ” คือจจะมีลักษณddะที่เหมือนเตียงตามโรงพยาบาลทั่วไป คือเตียงแบบราบที่สามารถปรับระดับให้นอนหรือนั่งได้ แต่สิ่งที่มีเพิ่มเติมเข้ามาก็คือขื่อที่ติดอยู่บริเวณปลายเตียง เมื่อคุณแม่ต้องการเบ่งคลอด เพียงแค่นำผ้ามาคล้องไว้กับขื่อ แล้วดึงเพื่อเบ่งคลอดนั่นเอง

และ ล่าสุดวันที่ 16 ก.ค.62 นพ.โอฬาริก ก็ได้เผยคลิปการทดลอง “เตียงคลอดดึงขื่อเวอร์ชั่น 2” โดยเพิ่มที่วางขา ซึ่งคุณแม่สามารถใช้ยันขาได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมเป็นที่สำหรับดึงด้านข้าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคุณแม่ที่ต้องการคลอดแบบธรรมชาติ

ดูคลิปการสาธิต “เตียงคลอดดึงขื่อเวอร์ชั่น 2” ที่นี่

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : Olarik Musigavong

หลังจากที่คุณหมอได้ทดลองใช้เพื่อทดสอบถึงความแข็งแรงและการใช้งานของ เตียงคลอดลูก แล้ว ก็ได้มีเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ว่าเตียงแบบนี้น่าจะทำให้คลอดได้ง่ายขึ้น แต่ก่อนที่แม่ท้องจะได้ไปนอนบนเตียงคลอดนี้ แม่ ๆ จะต้องเตรียมตัวและผ่านขั้นตอนใดบ้างเมื่อไปถึงโรงพยาบาลเพื่อเตรียมคลอด อ่านต่อหน้าที่ 2 ได้เลยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อไปถึงโรงพยาบาลเพื่อคลอดลูก

สอนลูกโดยไม่ลงโทษ

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ” โดยพ่อเอก

เมื่อ “ลูกทำผิด” คุณพ่อคุณแม่จะสอนลูกอย่างไร จะ “ทำโทษ” ลูก หรือเปล่าฮะ ผมมีวิธีการหนึ่งที่ผมใช้กับลูกๆ ของผมอยากจะแชร์ให้ฟัง

เทคนิคสอนลูก เมื่อ “ลูกทำผิด” แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

เช้านี้มีการเล่นบนโต๊ะอาหาร ตัวเจ้าพี่ชายก็แหย่น้องสาวไม่หยุด แหย่จนน้องก็ชักจะไม่สนุก พาลจนทานกันไม่หมดซะที แม้ปะป๊ากับหม่ามี้จะพยายามเตือนแล้วว่า ไม่เล่นบนโต๊ะอาหาร ทานให้เสร็จแล้วค่อยไปเล่นกันแต่ก็เหมือนพี่ปูนปั้นจะคึกคักเกินกว่าจะมีสติฟังสิ่งที่ปะป๊ากับหม่ามี้พูด จนปะป๊าทานหมดไม่รอ และขึ้นไปเก็บของข้างบน แต่ยังได้ยินเสียงแหย่น้องเล่นกันบนโต๊ะอาหารอย่างชัดเจน

จนในที่สุด

เสียงชามข้าวหล่นพื้น … ข้าวหกกระจาย

ปะป๊าต้องเสด็จจากเบื้องบนลงมาตัดสิน

เหตุการณ์ถึงตรงนี้ ถ้าเอาให้ง่าย ไม่ต้องคิดไตร่ตรอง ไม่ต้องใช้สติใดๆ ผมก็คงเพียงลงมาด้วยหน้าตาถมึงทึงและเริ่มด้วยเสียงเข้มประโยคมาตรฐาน

“บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าแหย่น้อง”

แล้วเราก็ดุให้สาแก่อารมณ์อันขุ่นมัวของเรา

วันนั้นอาจจะโชคดี ผมมีสติกว่าปกติเล็กน้อย ขณะเดินลงมาก็พยายามบอกตัวเองว่า

“เอานะ ใจเย็นๆ ลงไปคุยกับลูกก่อน ฟังเขาพูดก่อน”

 

พอลงมา เหตุการณ์ก็คือ มีเสียงเจ้าปั้นแป้งดุไม่พอใจเจ้าปูนปั้นที่แหย่จนเธอปัดชามข้าวหก ส่วนพี่ชายจะเงียบ หน้ายิ้มแหยๆ แบบทำตัวไม่ถูก ดูทีท่าว่าปะป๊าจะว่าอย่างไร

ปะป๊าเดินไปบอกปั้นแป้งว่า ขอปะป๊าคุยกับพี่ปูนปั้นก่อน

คำถามแรกที่ปะป๊าหันไปถามพี่ปูนปั้นก็คือ

“ปูนปั้นพร้อมจะคุยมั้ยครับ”

เมื่อคำตอบคือ “พร้อม”.. เราก็คุยกัน

ปะป๊าถามไถ่สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ปูนปั้นก็เล่าเหตุการณ์ไปเรื่อย เรามีหน้าที่รับฟังแบบหน้าตาที่ไม่มีอารมณ์โกรธเพื่อให้เขาเล่าอย่างสบายใจ ไม่ปกปิด

ให้พี่ปูนปั้นเล่าเองจนมาจบที่​ … ยอมรับสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คือ

“เพราะแหย่น้องตอนทานข้าว”

 

ป๊าถามว่าจะให้ทำโทษอย่างไร..

“บอกปะป๊ามาหรือจะให้ปะป๊าให้คิดเอง

เมื่อคำตอบคือ​

“ไม่รู้​แล้วแต่ปะป๊า”

ปะป๊าบอกว่า​

“ถ้างั้นวันนี้ไม่ไปเจอเพื่อนๆ ที่นัดกันไว้นะ”

หน้าจ๋อย​แบบกลั้นน้ำตา

 

ถ้าจบลงตรงนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดคือ ลูกทำผิด ลูกได้เล่าออกมาเอง ยอมรับความผิดเอง ก็ถูกทำโทษสมควรตามความผิด แต่เราอาจจะเสียโอกาสที่ดีที่จะให้รู้ว่า ในเหตุการณ์นั้นมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นด้วยคือ

  • พี่ปูนปั้นเล่าเหตุการณ์ด้วยความกล้าหาญแม้จะรู้ว่าตัวเองผิดเต็มประตู
  • พี่ปูนปั้นยอมรับความผิดเองโดยไม่ต้องให้ถามว่า ใครผิด

 

ปะป๊าจึงเปลี่ยนคำถามใหม่

“จะให้ปะป๊าทำโทษ​ หรือพี่ปูนปั้น​จะทำดีชดเชย”

เมื่อคำตอบจากเจ้าพี่ชายเป็นอย่างหลัง ทุกอย่างจึงจบลงด้วยดี ….

พี่ปูนปั้นกอดน้องเพื่อขอโทษ พี่ปูนปั้นทำความสะอาดพื้น ล้างจานชามให้ทุกคน

เหตุการณ์ไม่จบแค่นั้นเพราะพี่ปูนปั้นมาพร้อมข้อเสนอแบบให้เปล่า

“จะไม่แหย่ปั้นแป้งทั้งวัน”

 

เรื่องราวจบลงด้วยดี บางทีคำถามเปลี่ยนเพียงนิดเดียว

แค่เปลี่ยนจาก

“จะให้ทำโทษอะไรดี” เป็น “จะให้ทำโทษหรือจะเลือกทำดี”

แต่โลกเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

หมุนรอบลูก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

บทความน่าสนใจอื่นๆ

เลี้ยงลูกคนที่สอง ให้พี่น้องรักกัน โดย พ่อเอก

เลี้ยงลูกเชิงบวก คุยกับลูกแบบนี้ ไม่ต้องตี ลูกก็เชื่อฟัง โดยพ่อเอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาหารที่คนท้องห้ามกิน

17 อาหารที่คนท้องห้ามกิน ห้ามกินจริงหรือ?

ในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ ไม่ว่าแม่ท้องจะกินอะไร ก็มักจะส่งผลต่อลูกในท้องเสมอ ดังนั้น แม่ท้องควรระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างมาก อาหารที่คนท้องห้ามกิน มีอะไรบ้าง? กินนิดเดียวก็ไม่ได้? ห้ามกินจริงหรือไม่? มาไขข้อข้องใจกันค่ะ

17 อาหารที่คนท้องห้ามกิน ห้ามกินจริงหรือ?

เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าควรทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรทานอาหารที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายของตนเองและร่างกายของลูกในท้อง ซึ่ง อาหารที่คนท้องห้ามกิน นั้นก็ดันมีมากมายหลายชนิด จะให้แม่ท้องไม่กินเลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่จะให้กินก็อาจทำให้เกิดอันตรายกับลูกในท้องได้ แล้วจะให้แม่ท้องกินอะไรได้บ้างล่ะ? ในเมื่อโน่นก็ห้ามนี่ก็ห้าม ทีมงานจึงของนำคลิป ชัวร์ก่อนแชร์ : 17 อาหารที่คนท้องห้ามกิน จริงหรือ? จาก สํานักข่าวไทย TNAMCOT มาฝากกันค่ะ


ตามที่คุณหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ได้อธิบายในรายการชัวร์ก่อนแชร์ ว่าจริง ๆ อาหารที่คนท้องห้ามกินเลย มีไม่กี่ชนิด ส่วนอาหารชนิดอื่น ๆ ก็สามารถกินได้เพียงแต่ต้องระมัดระวังในการกิน หรือในบางชนิดก็ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม หรืออาหารในบางชนิดคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวเท่านั้นถึงจะไม่ควรทาน เพื่อให้คุณแม่แยกได้ง่าย ๆ ว่าอาหารแต่ละประเภทควรทานหรือไม่ควรทาน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงแยก อาหารที่คนท้องห้ามกิน ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ อาหารที่ควรทานแต่พอดี อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง และอาหารที่ห้ามกิน ดังนี้

อาหารที่คนท้องห้ามกิน (เด็ดขาด)

  1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ อาจทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตในครรภ์ได้ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้น้ำตาลกลูโคสและกรดอะมิโนผ่านทางรกและสายสะดือได้น้อยลง จึงทำให้ทารกได้รับออกซิเจนและสารอาหารจำเป็นต่าง ๆ ไม่เพียงพอ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อาหารที่คนท้องห้ามกิน ห้ามกินจริงหรือ?

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด รับรางวัลสถานประกอบการดี จริยธรรมเด่น ด้านเครื่องสำอาง

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด …Johnson & Johnson รับรางวัล FDA Quality Award ที่มีเจตนาส่งเสริมสถานประกอบการด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีคุณธรรมและจริยธรรมในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย รวมทั้งเชิดชูและประกาศเกียรติคุณสถานประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สถานประกอบการรายอื่น

 

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด รับรางวัลสถานประกอบการ

สำหรับในปีนี้ บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ได้รับรางวัลสถานประกอบการดี จริยธรรมเด่น ด้านเครื่องสำอาง โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาสถานประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น

ผลิตภัณฑ์เด็กจอห์นสัน เบบี้ น้ำยาบ้วนปากลิสเตอรีน เครื่องสำอางค์นูโทรจีน่า ผลิตภัณฑ์คลีนแอนด์เคลียร์ ผ้าอนามัยโมเดสและแคร์ฟรี และผลิตภัณฑ์ใหม่ยาสระผมOGX

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด

ทางโรงงานมีการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกที่ได้คุณภาพ เป็นสถานประกอบการที่มีการรักษาคุณภาพมาตรฐานการผลิตด้วยดีมาโดยตลอด มีการนำเอาระบบคุณภาพมาพัฒนา หรือควบคุมการผลิตให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ท้องตลาดมีคุณภาพ เป็นสถานประกอบการที่ไม่เคยถูกลงโทษในเรื่องการผลิต ขาย และโฆษณาย้อนหลัง นอกจากนี้ ยังต้องมีระบบในการตอบสนองต่อผู้บริโภค (Customer Relations) ประกอบการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม มีกิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เช่น การให้ความรู้กับผู้บริโภค การดูแลสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมกิจกรรมที่พัฒนาด้านสังคม คุณธรรม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด

ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการฝ่ายคุณภาพ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ขึ้นรับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ประจำปี 2562 ซึ่งปีนี้บริษัทได้รับเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องกัน จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อเชิดชูและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่สถานประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ดำเนินงานอย่างมีคุณธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตามสโลแกน คุณภาพปลอดภัย ใส่ใจสังคม โดยท่านนายแพทย์กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้เกียรติเป็นผู้มอบรางวัล ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2562

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด

เรามีความภาคภูมิใจก้บรางวัลที่ได้มา ทำให้มีความภาคภูมิใจในองค์กรที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2562” ทำให้หน่วยงานราชการรวมถึงผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสินค้าเรา และตอกย้ำสิ่งต่างๆ ที่คนในบริษัททำในการดูแลคุณภาพสินค้า ซึ่งเราจะรักษามาตรฐานและต้องทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

สำหรับปีนี้ บริษัท Johnson & Johnson (Thailand) Ltd. ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง 13 แบรนด์ได้แก่..Johnson & Johnson Baby, Listerine, Neutrogena, Clean & Clear, OGX, Modess, Carefree, …etc

CPR

แนะ ขั้นตอนการทำ CPR พ่อแม่ทำได้…ช่วยชีวิตลูกทัน!

แนะ! 2 ขั้นตอนการทำ CPR สุดง่าย พ่อแม่ทำได้ ช่วยชีวิตลูกทัน! ทั้งเด็กเล็ก (อายุไม่เกิน 1 ขวบ) และ เด็กโต (อายุมากกว่า 8 ขวบ) ต้องทำอย่างไรบ้าง ตามมาดูกัน

เพราะวัยที่กำลังซุกซน อยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด จึงทำให้เด็ก ๆ เกิดอุบัติเหตุ จนมีนาทีฉุกเฉินได้ตลอดเวลา ซึ่งพ่อแม่ต้องรู้เท่าทันปัญหาเหล่านี้ด้วย เพราะคนที่ช่วยเหลือลูกน้อยได้อย่างทันท่วงทีก็คือพ่อแม่นั่นเอง

ขั้นตอนการทำ CPR การปั๊มหน้าอกและการช่วยหายใจ

♦ การปั๊มหน้าอก

คือ การช่วยส่งเลือดไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายแทนหัวใจที่หยุดทำงาน ซึ่งต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพไม่ต้องกลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บหรือซี่โครงหัก เพราะสิ่งสำคัญที่สุด ณ ตอนนั้นคือการช่วยชีวิตก่อนลูกหมดลมหายใจ ด้วยวิธีการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นตอนการทำ CPR
การปั๊มหน้าอกเด็กเล็ก
  • การปั๊มหน้าอกเด็กเล็ก

1. ขั้นตอนการทำ CPR เด็กอายุไม่เกิน 1 ขวบ วางมือข้างหนึ่งบนหน้าผาก แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางหรือนิ้วกลางกับนิ้วนางของมืออีกข้างกดที่กึ่งกลางราวนมทั้งสองข้าง สลับกับการเป่าปาก (วิธีทำเหมือนการปั๊มหน้าอกเด็กโต ดูที่หัวข้อด้านล่าง)

2.ทำครบ 5 ครั้งแล้วรีบโทร.ขอความช่วยเหลือประเมินอาการ แล้วทำการกดหน้าอกสลับเป่าปากจนกว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึง

ขั้นตอนการทำ CPR
การปั๊มหน้าอกเด็กโต
  • การปั๊มหน้าอกเด็กโต (อายุมากกว่า 8 ขวบ)

1. ขั้นตอนการทำ CPR สำหรับลูกที่โตอายุมากกว่า 8 ขวบ ให้คุณแม่นั่งคุกเข่าด้านข้างลูก โดยอยู่ห่างจากตัวลูกเล็กน้อยวางส้นมือที่ครึ่งล่างกระดูกหน้าอก วางมืออีกข้างลงไป สองมือล็อกประสาน กระดกปลายมือขึ้น แขนตึงตรงตั้งฉากกับหน้าอก

2. สำหรับตำแหน่งกดหน้าอก ให้กดกึ่งกลางหน้าอก และกดให้ลึกประมาณ 1ส่วน3 ของความหนาของหน้าอก หรือประมาณ 5 เซนติเมตร ในเด็กโต และ 4 เซนติเมตรในเด็กทารก โดยกดหน้าอกแล้วปล่อย กดแล้วปล่อย ทำติดต่อกันไป 30 ครั้ง ให้ได้ความถี่ของการกด อย่างน้อย 100 – 120 ครั้งต่อนาที โดยนับ “หนึ่ง และสอง และสาม และสี่ และห้า และหก และเจ็ด และแปด และเก้า และสิบ สิบเอ็ด สิบสอง สิบสาม สิบสี่…” ไปเรื่อย ๆ

โดยให้ฝึกนับและจับเวลาจากหนึ่งและสองและสามไปจนถึงสามสิบ จะใช้เวลาอยู่ในช่วง 15 – 18 วินาที จึงจะได้ความเร็วในการกดอย่างน้อย 100 – 120 ครั้งต่อนาที

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ขั้นตอนการทำ CPR
การช่วยหายใจ

♥ การช่วยหายใจ

สำหรับ ขั้นตอนการทำ CPR หลังจากปั๊มหัวใจครบแล้ว ก็สลับมาเป่าปาก โดยจัดท่าเปิดทางเดินหายใจ โดยใช้มือหนึ่งกดที่หน้าผากให้ศีรษะแหงนขึ้นเล็กน้อย เชยคางขึ้นหากเด็กที่ยังมีใบหน้าเล็ก คุณแม่สามารถใช้ปากครอบไปทั้งจมูกและปากของลูกน้อย และเป่าพร้อมกันทั้งสองทางได้

แต่หากเด็กมีใบหน้าอวบอ้วนเกินไป ให้เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง … หากเลือกเป่าทางจมูกให้ใช้มือดันคางและปากปิดไว้ แต่หากเลือกเป่าปาก ให้ใช้มืออีกข้างบีบจมูกเอาไว้เหมือนการช่วยเหลือเด็กโต

ประกบปากเป่าลมเข้าประมาณ 1 วินาที ทำ 2 ครั้ง จากนั้นเหลือบตามองสังเกตหน้าอก ถ้าหน้าอกไม่ขยาย ให้ผู้ช่วยหายใจลองเปิดปากดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมอุดหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ปรับท่าเปิดทางเดินหายใจใหม่ แล้วเริ่มทำอีกครั้ง

 

ขั้นตอนการทำ CPR

จะรู้ได้อย่างไรว่าควรทำ CPR

พ่อแม่หลายท่านมักไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะควรทำ CPR ซึ่ง ขั้นตอนการทำ CPR จะทำในกรณีที่หัวใจหยุดเต้นเท่านั้น ทั้งนี้มีเทคนิคในการสังเกตง่าย ๆ ดังนี้

  • เด็กไม่รู้สึกตัว ในทารกให้คุณแม่ลองเรียกชื่อ ยกแขน และตบเท้าลูก เพื่อดูว่าเขามีปฏิกิริยาตอบสนองหรือไม่ ส่วนเด็กโตให้ตบที่บ่า พร้อมเรียกชื่อลูกไปด้วย
  • สังเกตการหายใจ ในนาทีวิกฤติ การจะฟังเสียงหัวใจหรือคลำเจอชีพจรอาจไม่ทันการณ์ แนะนำให้ถอดเสื้อลูกน้อยออก จากนั้นสังเกตการเคลื่อนขึ้นลงของหน้าอกและช่วงท้องแทน การหายใจเฮือกแบบปลาพะงาบ ๆ ในตลาดนั้นแท้จริงไม่ใช่การหายใจ แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาของร่างกายเท่านั้น ไม่นับเป็นการหายใจ ให้คุณแม่ถือ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าลูกน้อยหยุดหายใจแล้วและลงมือทำการช่วยเหลือทันที

ขั้นตอนการทำ CPR

หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการอ่านเรื่อง “Mom SOS วิธีการช่วยลูกในวินาทีฉุกเฉิน” กับเหตุการณ์ >> ช่วยเหลือเด็กจมน้ำ / ช่วยเหลือเมื่อลูกได้รับสารพิษ / ลูกสำลักสิ่งแปลกปลอม / สิ่งแปลกปลอมติดจมูก / ไฟดูด และ เมื่อลูกกระดูกแขนหรือขาหัก สามารถดูต่อได้ใน … สุดยอด “คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่” ฉบับสมบูรณ์ โดย Amarin Baby & Kids

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก 


ข้อมูลจาก คอลัมน์ Easy Step สอนพ่อแม่ดูแลลูกยามเจ็บป่วย : “คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่” ฉบับสมบูรณ์ โดย Amarin Baby & Kids

ของเล่นเสริมพัฒนาการ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ เด็กแรกเกิด-6 เดือน แบบไหนเหมาะกับวัยลูก?

การเล่นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กได้ทุกวัย การที่ลูกน้อยของเรายังนอนแบเบาะไม่ใช่ว่า เรายังเล่นกับเขาไม่ได้นะคะ แต่ตรงกันข้าม ยิ่งพ่อแม่เล่นกับลูกมากเท่าไหร่ ลูกยิ่งมีพัฒนาการที่ดี ฉลาดสมวัยมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ อาจยังนึกไม่ออกว่าจะเล่นกับลูกน้อยวัยแรกเกิด – 6 เดือนอย่างไร Amarin Baby & Kids ได้นำเทคนิคดีๆ ส่วนหนึ่งจากหนังสือ คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์ ในการเลือก ของเล่นเสริมพัฒนาการ มาฝากค่ะ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ลูกน้อยวัย 1 – 2 เดือนแรก

คุณแม่เป็นคนสำคัญที่ลูกน้อยทารกต้องการมากที่สุด คุณแม่จึงควรดูแลใกล้ชิดลูกตลอดเวลา และเล่นกับลูกน้อย ด้วยการฉวยโอกาสนี้ชวนลูกเล่น ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่เหมาะกับวัยและความสนใจของเขา เช่น ของเล่นที่มีรูปทรงเหมือนใบหน้าคน มีลวดลายแตกต่างชัดเจนอย่างขาวดำ สีสันสดใสอย่างสีแดง เคลื่อนไหวช้า ๆ และมีเสียงที่นุ่มนวล และของเล่นเสริมพัฒนการที่เหมาะกับลูกวัยนี้ที่สุด ได้แก่

ตัวคุณพ่อคุณแม่เอง

เป็นของเล่นที่ดีที่สุด (หรือคนที่เลี้ยงดูหลัก) แค่เพียงการส่งเสียง พูดคุย ทำเสียงสูงต่ำ ทำหน้าตาต่าง ๆ ชวนชี้นกชมไม้ ลูกน้อยจะชอบทุกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทำแน่นอน

โมบายล์

โมบายกรุ๊งกริ๊ง
โมบายกรุ๊งกริ๊ง

เป็นของเล่นที่ช่วยเพิ่มมิติให้ภาพในแนวนอน ให้คุณแม่เลือกซื้อแบบที่สีตัดกันและลวดลายชัดเจน ถ้ามีเสียงดนตรีด้วยยิ่งดี ในระยะที่ลูกพอมองเห็น โดยทั่วไปจะอยู่ที่ไม่เกิน 1 ฟุต และเพื่อความปลอดภัยก็ควรจะแขวนในระยะที่ไม่เป็นอันตรายกับลูก

เปิดวิทยุ เพลง หรือกล่องดนตรี

ให้มีเสียงเพลงช่วยสร้างความเพลิดเพลินและปลอบประโลมใจลูกได้ดี โดยควรเลือกเพลงที่หลากหลาย (แต่ไม่อึกทึกเกินไป) แล้วดูว่าลูกน้อยจะตอบสนองอย่างไร จะได้รู้ว่าลูกชอบฟังเพลงแนวไหนได้ตั้งแต่เด็ก ๆ เพื่อช่วยในการกล่อมนอนไปในตัวอีกด้วย

ของเล่น “มือถือ”

หมายถึงของเล่นที่คุณแม่หยิบมาถือในระยะที่ลูกมองเห็นได้ ซึ่งถ้าลูกชอบชิ้นไหน เขาจะแสดงความสนใจด้วยการจ้องมองชั่วขณะหรือมองตามในระยะที่สามารถมองตามได้

ของเล่นเขย่านุ่มนิ่ม

แบบที่ติดกับสายรัดข้อมือ ข้อเท้า หรือถุงเท้า เพื่อให้ลูกได้ลองทำเสียงต่าง ๆ ด้วยตัวเอง จะทำให้ลูกเพลิดเพลินได้มากทีเดียว

หนังสือนุ่มนิ่มที่มีลวดลายชัดเจน

เวลาคุณแม่อ่านให้ฟังอาจลองลงไปนอนเคียงข้างกันกับลูก ลูกน้อยจะได้เห็นคุณแม่พลิกหน้าหนังสือตอนอ่านให้เขาฟัง

กระดิ่งลม

ให้แขวนในจุดที่ลูกมองเห็นการเคลื่อนไหวและได้ยินเสียง หากแขวนไว้เหนือเตียง ลูกก็อาจจะติดนิสัยชอบนอนจ้องจนหลับไป

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ลูกน้อย 3 – 6 เดือน

ของเล่นที่ดีคือ ของเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูก คุณแม่และลูกน้อยเล่นด้วยกันได้ และเป็นของเล่นที่มีความปลอดภัยต่อลูกน้อย ที่สำคัญคือ นอกจากความสนุกสนานและการเรียนรู้ที่ดีของลูก ของเล่นจะเป็นสิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย ลองมาดูว่า ของเล่นเสริมพัฒนาการ สำหรับลูกน้อยวัย 3-6 เดือนมีอะไรบ้าง

ผ้าห่มหรือเบาะผ้าสำหรับนอนเล่น

ผ้าห่มช่วยให้ลูกน้อยมีพื้นที่รองรับการกลิ้ง ม้วนคลานที่นุ่มขึ้น ไม่ว่าคุณแม่จะพาเขาไปเดินเล่นในสวนสาธารณะหรือนั่งรถทางไกล เพียงแค่ปูผ้าหรือเบาะผ้าไว้บนพื้น ลูกน้อยจะมีที่เล่นซึ่งนุ่มและคุ้นเคย สนุกสนานและได้เรียนรู้ผิวสัมผัสต่าง ๆ อีกด้วย แต่คุณแม่ควรดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาในช่วงเวลาที่ลูกกลิ้งเล่นพลิกคว่ำพลิกหงายในผ้าห่มเสมอนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าปิดปากปิดจมูกลูกจนหายใจไม่ออก

ของเล่นเขย่าเบา ๆ

ของเล่นเขย่า
ของเล่นเขย่า

เวลาคุณแม่เขย่าของเล่น ลูกน้อยจะมองหาที่มาของเสียง ช่วยพัฒนาทักษะการมองเห็นและการได้ยิน พอได้เห็นของเล่น ลูกน้อย
ก็จะพยายามเอื้อมคว้าหรือจับให้ได้และขยับบ้าง ซึ่งก็ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กได้อีก นอกจากนี้ ลูกน้อยวัยนี้กำลังเรียนรู้เสียง ทำนองเพื่อเลียนแบบเสียงต่าง ๆ ของเล่นเขย่ามีเสียงหลากหลายให้ลูกน้อยได้สนุก เรียนรู้ มีติดไว้สักชิ้นสองชิ้น สนุกถูกใจลูกน้อย แถมได้ประโยชน์ด้วย

ตุ๊กตานุ่มนิ่ม

เป็นได้ทั้งเพื่อนรักและของกล่อมตัวเอง แม้ลูกน้อย จะต้องการคุณแม่หรือผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด แต่ลูกจะเรียนรู้วิธีกล่อมหรือปลอบตัวเอง ไว้ใช้งานยามง่วงหรือหงุดหงิด ซึ่งตุ๊กตานุ่มนิ่มมักจะตอบสนองความต้องการของลูกน้อยได้ มีข้อแนะนำให้คุณแม่ ในการเลือกตุ๊กตาให้ลูก นั่นคือ ควรมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป เป็นตุ๊กตานิ่ม ขนไม่ร่วง ไม่มีการเสริมลวดในหูหรือหาง เพราะลวดอาจทิ่มลูกจนบาดเจ็บได้

ของเล่นยางบีบกดแล้วมีเสียง

หนังสือลอยน้ำ
หนังสือลอยน้ำและตุ๊กตานุ่มนิ่มสำหรับพาไปอาบน้ำด้วย

ลูกเป็ด ลูกไก่ ช้าง หนู หมู แมว ฯลฯ ที่ลอยน้ำได้ เป็นของเล่นขนาดเล็กที่เหมาะกับมือน้อย ๆ ที่จะคว้าจับและบีบได้ ยิ่งมีเสียงด้วยยิ่งเป็นของโปรดปรานสำหรับลูกน้อยวัยสำรวจทุกสิ่งรอบตัวด้วยปาก ที่สำคัญ ของเล่นแบบนี้พาไปอาบน้ำด้วยได้ เจ้าตัวเล็กของคุณแม่จะชอบอกชอบใจ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก ช่วยให้งานอาบน้ำหนูน้อยง่ายขึ้น

นิทานกระดาษแบบหนา (Board Book)

หากต้องการให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านภาษาและสมองดี คุณแม่ควรอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเป็นเบบี๋นี่แหละค่ะ โดยควรเลือกนิทานภาพที่ทำจากกระดาษชนิดหนา ทนทานต่อการขบกัด น้ำลาย การดึง ทึ้ง แล้วอุ้มลูกน้อยนั่งตักดูภาพ ฟังเสียงคุณแม่อ่านหนังสือ เท่านี้ก็เป็นการเล่นที่ทั้งพัฒนาสมองและสร้างความสุขให้ลูกน้อยได้ดีที่สุดเลย


หากคุณแม่สนใจอ่านต่อเทคนิคดี ๆ ในการเลือกของเล่นให้เหมาะกับลูกน้อยในช่วงวัยอื่น ๆ สามารถสั่งซื้อ “สุดยอดคู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์ที่สุด” สำหรับแม่ตั้งครรภ์จนถึงลูกน้อยวัย 3 ขวบ ได้แล้ววันนี้

ภายในเล่ม รวบรวมครบถ้วนทั้ง

-เทคนิคการดูแลครรภ์คุณภาพ
-สร้างฉลาด พัฒนาสมองลูกให้ถูกช่วงวัย
-สารพัดเคล็ดลับวิธีเลี้ยงลูก
-สุดยอดวิธีการเลี้ยงลูกเจนอัลฟ่า
-Mom SOS ช่วยลูกวินาทีฉุกเฉิน
-ผ่านการตรวจสอบจากกุมารแพทย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

*หนังสือปกแข็งอย่างดี พิมพ์ 4 สีตลอดเล่ม เพื่อเป็นสุดยอดคู่มือให้คุณแม่อ่านง่าย ในราคาเพียง 499 บาท

พิเศษ พร้อมรับฟรี! ผ้าอ้อม Cherry baby มูลค่า 269 บาท
เมื่อสั่งซื้อหนังสือที่ https://www.naiin.com/product/detail/481580
หรือ ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสั่งจองที่ http://bit.ly/2S1AACP

คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่
คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์
ไซนัสอักเสบ

ไข้หวัดธรรมดา ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ แตกต่างกันอย่างไร?

ทั้งโรคไข้หวัดธรรมดา ไซนัสอักเสบ และจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ล้วนแล้วแต่มีอาการที่คล้ายกันคือมีน้ำมูก คัดจมูก ทีมงานมีวิธีแยกให้เห็นถึงความแตกต่างของ 3 โรคนี้มาฝากค่ะ

ไข้หวัดธรรมดา ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ แตกต่างกันอย่างไร?

ในช่วงหน้าฝน โรคภัยที่เด็ก ๆ มักจะเป็นกันก็คือโรคไข้หวัด และแน่นอนว่าย่อมมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการของโรคไข้หวัดจะสามารถหายได้เอง แต่จะเร็วหรือช้าก็จะขึ้นอยู่กับไวรัสแต่ละชนิด สำหรับเด็กบางคนอาจจะใช้เวลาหลายวันกว่าอาการไข้หวัดจะหายไป หรือในบางครั้งลูกเพิ่งจะหายจากไข้หวัดจากไวรัสชนิดหนึ่งก็เริ่มมีน้ำมูกจากไวรัสอีกชนิดหนึ่ง ทำให้ดูเหมือนว่าลูกยังไม่หายจากไข้หวัดซักที แต่ในเด็กหลาย ๆ คน อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ ไม่ได้เกิดจากไวรัสหวัดทั่วไป แต่กลับเกิดจากโรคอันตรายอื่น ๆ คือ ไซนัสอักเสบ และจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้ไม่สามารถหายขาดได้เอง และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และปล่อยให้เรื้อรังไปนาน ๆ โรคอาจลุกลามและรุนแรงทําให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีแยกให้แม่ ๆ เห็นถึงความแตกต่างของทั้ง 3 โรคนี้มาฝากค่ะ

ไข้หวัด
ไข้หวัด

ไข้หวัดธรรมดา ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ เกิดจากอะไร?

ไข้หวัดธรรมดา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรง และสามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

ไซนัสอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อภายในโพรงไซนัส ซึ่งมีอยู่ข้างโพรง จมูกทั้งสองข้าง ได้แก่ บริเวณแก้ม หน้าผาก ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ และระหว่างกระดูกเบ้าตาทั้งสองข้าง โดยการติดเชื้ออาจเกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา สาเหตุอาจเกิดจากการรับเชื้อโรคโดยตรง เช่น น้ำที่ไม่สะอาดเข้าจมูก หรือเกิดจากการติดเชื้อแทรกซ้อนจากการเป็นโรคไข้หวัดนํามาก่อน การเป็นภูมิแพ้เรื้อรัง หรือโรคริดสีดวงจมูก

จมูกอักเสบภูมิแพ้ เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่แพ้ แล้วปล่อยสาร “ฮิสตามีน” ออกมา ซึ่งสารนี้จะทำให้เกิดอาการจาม คัดจมูกหายใจไม่ออก โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ มักได้แก่ ฝุ่น ละอองเกสรต้นไม้ ดอกไม้ ขนสัตว์ รังแคสัตว์ ความเย็น เช่น อากาศเย็น น้ำเย็น นุ่นในที่นอน หมอน และสารเคมี เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ความแตกต่างของอาการและวิธีการรักษาโรคไข้หวัด โรคไซนัสอักเสบ และภูมิแพ้

the lion king 2019

8 บทเรียนพ่อแม่จากหนัง The Lion King

เข้าโรงฉายเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ สำหรับหนัง The Lion King ในฉบับไลฟ์แอ็คชั่น ที่นำมารีเมกจากแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อ 15 ปีที่แล้ว สมัยที่เรายังเด็กเราอาจสนุก ตื่นเต้น ไปกับเรื่องราวความกล้าหาญ มิตรภาพ และการผจญภัยของซิมบ้า ลูกสิงโตตัวน้อยพระเอกของเรื่อง

แต่วันนี้ หากเราได้ดู The Lion King อีกครั้งในมุมมองของพ่อแม่ เราอาจได้ข้อคิดใหม่ๆ จากหนังเรื่องนี้ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับการเลี้ยงลูกน้อยของเราได้ Amarin Baby & Kids จึงได้รวมรวบ 8 บทเรียนพ่อแม่ จากหนัง The Lion King มาฝากกันค่ะ

บทเรียนพ่อแม่ จากหนัง The Lion King

1. อย่าให้คำสัญญากับลูก ถ้าไม่คิดจะทำตามสัญญา

ซิมบ้าปลุกมูซาฟา ผู้เป็นพ่อในตอนเช้า แต่เขายังไม่อยากตื่นเลย จึงพยายามบอกปัดให้แม่สิงโตทำหน้าที่แทน สุดท้ายแล้วถึงจะยากเย็นแค่ไหน พ่อก็ยังต้องลุกมาทำหน้าที่ของตนอยู่ดี

เชื่อว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับทุกครอบครัว เวลาพ่อแม่เหนื่อยกับการทำงาน หรืออยากจะนอนพักสบายๆ สักวันจนบางครั้งไม่อาจจะทำตามคำสัญญาที่บอกกับเด็กไว้ได้  และมองว่าเป็นเรื่องเล็กที่ทำเมื่อไรก็ได้ แต่สำหรับเด็กๆ คำพูดของพ่อแม่เป็นเรื่องสำคัญเสมอ หากผิดคำสัญญา ความมั่นใจที่ลูกมีต่อพ่อแม่ก็จะน้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนรักษาสัญญา พ่อแม่ต้องเป็นคนเริ่มก่อน

2. DNA ไม่ใช่เรื่องการันตีทุกอย่าง

นี่อีกหนึ่งคำเตือนสำหรับพ่อแม่ ก่อนจะไว้ใจให้ใครมาเป็นคนดูแลลูกน้อยควรพิจารณาให้ดี เพราะคนใกล้ตัวอาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เหมือนกับที่สการ์วางแผนฆ่ามูซาฟา เจ้าป่าและขับไล่ซิมบ้า หลานชายแท้ๆ ออกไป เพื่อมาเป็นเจ้าป่าแทน

3. เผชิญหน้ากับความกลัว แต่ไม่กลัวที่จะหันหลังกลับ

อีกหนึ่งเรื่องที่พ่อแม่นำไปสอนลูกได้ นั่นคือ วิธีเผชิญปัญหาในชีวิตด้วยแนวคิด  “กล้าที่จะสู้และไม่กลัวที่จะถอย”  แม้จะเป็นอุปสรรคยากเข็ญอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ควรถอดใจง่ายๆ

แต่ระหว่างทาง ลูกต้องรู้จักประเมินสถานการณ์และความสามารถของตัวเองว่า คุ้มหรือไม่ที่จะเสี่ยง รู้จักถอยกลับมาคิด กลับมาตั้งหลักให้เป็นด้วย เหมือนกับซิมบ้าที่ก้าวข้ามความกลัวเพื่อกลับไปทวงคืนดินแดนของผู้เป็นพ่อที่ถูกยึดไป

4. ความกล้าหาญ ไม่ได้แปลว่า ต้องเอาตัวไปเสี่ยง

เมื่อซิมบ้าถูกยื่นคำท้าจากลุงสการ์ ผู้โหดร้าย ให้ไปอยู่ในพื้นที่อันตรายเพื่อพิสูจน์ความกล้า แต่มูซาฟากลับสอนในสิ่งที่ตรงกันข้ามไปว่า “ลูกยังแสดงความกล้าหาญโดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตราย” ได้

คุณพ่อคุณแม่สามารถเก็บคำสอนนี้ไปไว้สอนลูกชาย ซึ่งอาจถูกท้าทายจากเพื่อนๆ ให้ทำเรื่องเสี่ยงเพื่อพิสูจน์ความกล้า แต่ความจริงแล้วความกล้าหาญมาแสดงออกในมุมบวก เช่น กล้าแสดงออก กล้าทำความดี หรือกล้าช่วยเหลือคนอื่น ที่แสดงถึงความออกถึงความเป็นลูกผู้ชายได้เช่นกัน

5. มิตรภาพใหม่ๆ จะช่วยให้ฟื้นใจได้ในเร็ววัน

เมื่อซิมบ้าถูกขับไล่ออกจากบ้าน และต้องใช้ชีวิตในป่าลำพัง เขาได้พบเพื่อนใหม่อย่าง เจ้าเมียร์แคท “ทีโมน” และหมูป่า “พุมบ้า” ที่คอยช่วยเหลือและสอนการใช้ชีวิตในป่า จนกลายเป็นมิตรภาพระหว่างกัน  เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าในชีวิตคนเรา มักพบเจอมิตรภาพใหม่ๆ อยู่เสมอ ยิ่งในช่วงเวลาแย่ๆ มันช่วยให้มีกำลังใจ และพร้อมจะผ่านปัญหานั้นไปได้

6. เรียนรู้ความจริงของชีวิตจากคำว่า Hakuna Matata ปรัชญาชีวิตที่ใช้ได้โดย “ไม่ต้องกังวล”

ปรัชญาชีวิตที่เกิดขึ้นระหว่างลูกสัตว์ 3 ตัวในเรื่อง กลายเป็นบทเพลงที่ร้องติดปากคนทั่วโลก  “Hakuna Matata” คำสอนในภาษาสวากินี ที่หมายถึง “การใช้ชีวิตแบบไร้กังวล” อย่ามัวจมอยู่กับความทุกข์ใจ ให้ใช้ชีวิตสบายๆ ความจริงของชีวิตนี้ใช้ได้เสมอไม่ว่ายุคไหน เพราะเรื่องสุขทุกข์ปะปนกันไป ไม่มีใครสุข และทุกข์ไปตลอดกาล ควรใช้ชีวิตให้มีความสุขและยืนยาวดีกว่า

7. ทุกคนมีขีดจำกัดของตัวเอง

ถึงลูกจะเป็นคนเก่งแต่ไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่าง เก่งไปทุกเรื่อง เพราะเด็กแต่ละคนมีข้อจำกัด และมีความถนัดเฉพาะของตัวเอง ทุกคนควรรู้จักขอบเขตและขีดจำกัดทั้งของตัวเองและผู้อื่น ฉะนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรคาดหวังกับลูกมากเกินไป แต่ควรค้นหา “ความถนัดของลูกให้เจอ แล้วส่งเสริมให้เขาคนเก่งที่แท้จริง”

เหมือนที่มูซาฟาสอนให้ซิมบ้าเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว พระราชาไม่ได้ทำอะไรที่ไหนก็ได้ในแผ่นดินของตัวเอง พ่อแม่ที่ดีจึงควรสอนให้ลูกเข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าเราทำอะไร ที่ไหนก็ได้ เพราะบางทีก็ไม่ควรเหยียบย่างเข้าไป

8. ทุกชีวิตควรได้รับการเคารพ

มูซาฟาสอนให้ซิมบ้าเข้าใจว่า ในฐานะพระราชาจะต้องรู้จักรักษาสมดุลของอำนาจหน้าที่และเคารพผู้อื่น ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ในสถานะใด พ่อแม่จึงควรสอนลูกให้เข้าใจเรื่องนี้ด้วย เพราะทุกคนต้องอยู่ร่วมกันในโลก และโลกจะดีขึ้นหากทุกคนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง และเคารพซึ่งกันและกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก raisingsupaman.com,hellogiggles.com

ภาพประกอบ entertainment-factor.blogspot.com

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บทเรียนดีๆ ที่พ่อกอล์ฟได้เรียนรู้จากการที่ ไม่มีเวลาให้ลูก

บทเรียนจากความพ่ายแพ้ มีคุณค่าเสมอ ตัวอย่างที่ดีที่ควรสอนลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปัสสาวะบ่อยเกิดจาก

แม่ท้อง ปัสสาวะบ่อยเกิดจาก? อันตรายต่อการตั้งครรภ์แค่ไหน?

อาการปัสสาวะบ่อย เป็นหนึ่งในอาการที่จะต้องเกิดกับแม่ท้องทุกคน สร้างความสงสัยให้กับแม่ท้องเป็นอย่างมากว่าอาการ ปัสสาวะบ่อยเกิดจาก อะไร? ทำไมคนท้องถึงฉี่บ่อย? อันตรายต่อการตั้งครรภ์แค่ไหน?

แม่ท้อง ปัสสาวะบ่อยเกิดจาก? อันตรายต่อการตั้งครรภ์แค่ไหน?

ทำไมคนท้องปัสสาวะบ่อย?

ปัสสาวะบ่อย อาการปกติของแม่ท้อง

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยเฉพาะแม่ท้องมือใหม่อาจมีข้อสงสัยว่าทำไมช่วงนี้เข้าห้องน้ำบ่อยมาก สัญญาณนี้คุณแม่ไม่ต้องตกใจค่ะ อาการปัสสาวะบ่อยมักเกิดขึ้นหนัก ๆ อยู่ในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสแรก และไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์

ปัสสาวะบ่อยในช่วงเริ่มการตั้งครรภ์ไตรมาสแรก เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์เอสโตรเจนที่ถูกกระตุ้นจากฮอร์โมน HCG (ฮอร์โมนการตั้งครรภ์) ที่ส่งผลให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ยืดขยาย ส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะบวมเต่งขึ้น ปริมาณเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงยังอวัยวะก็เพิ่มมากขึ้น ไตมีการกรองปัสสาวะมากขึ้น จึงทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกปวดฉี่บ่อย แต่ปริมาณฉี่ก็จะออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ปัสสาวะบ่อยในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย หากคุณแม่สังเกตตัวเองดูจะรู้ว่ามีการเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าช่วงท้องแรก ๆ มาอีกเท่าตัว นั่นเป็นผลสืบเนื่องมาจากขนาดมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นไปตามพัฒนาการการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ มดลูกที่ใหญ่ขึ้นจึงไปเบียดกระเพาะปัสสาวะทำให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

คนท้องปัสสาวะบ่อย
ขอบคุณรูปประกอบจ่าก : my.clevelandclinic.org

คนท้อง ปวดฉี่บ่อย ควรทำอย่างไร?

แม้ว่าแม่ท้องจะไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้ปวดปัสสาวะบ่อย ๆ ได้ แต่แม่ท้องสามารถปฏิบัติตามเคล็ดลับต่อไปนี้ เพื่อให้การปัสสาวะไม่รบกวนชีวิตประจำวันมากจนเกินไป ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะปัสสาวะ หรือมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศเป็นหลัก ช็อกโกแลต สารให้ความหวาน อาหารเผ็ด ฯลฯ
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยป้องกันไม่ให้ท้องผูก และไม่ให้ปัสสาวะเข้มข้นเกินไป รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนเข้านอน
  3. ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน(ขมิบก้น) สามารถช่วยทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะแข็งแรง ทำให้ช่วยควบคุมการปัสสาวะได้ โดยให้คุณทำ 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 5 นาทีต่อครั้ง

และถึงแม้ว่าอาการปัสสาวะบ่อยในคนท้อง เป็นอาการปกติที่ไม่ได้มีอันตรายใด ๆ แต่หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ อาจหมายถึงสัญญาณอันตรายที่แม่ท้องควรไปพบแพทย์โดยด่วน

ปัสสาวะบ่อยเกิดจากอะไร
ปัสสาวะบ่อยเกิดจาก อะไร

สัญญาณผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย ที่แม่ท้องต้องระวัง

เมื่อรู้สาเหตุที่แม่ท้อง ปัสสาวะบ่อยเกิดจาก อะไรไปแล้ว หากคุณแม่ท้องมีอาการอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ ร่วมกับอาการปัสสาวะบ่อย ก็อาจทำให้มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือการติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะเกิดขึ้น ได้แก่

  • ปัสสาวะแสบขัด และร้อน
  • มีไข้
  • มีอาการปวดท้อง / ปวดหลัง
  • อาจปวดหัวหน่าว หรือ ท้องน้อย ร่วมด้วยเวลาปัสสาวะ
  • ปัสสาวะกะปริบกะปรอย และ ปัสสาวะบ่อยมากขึ้น
  • ปัสสาวะเป็นเลือด

ซึ่งถ้าพบอาการเหล่านี้ในช่วงท้องแก่ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ อย่างไรก็ตามการปัสสาวะบ่อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ อาจทำคุณแม่เกิดความรำคาญไม่อยากเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ จึงดื่มน้ำน้อยลง ซึ่งนั่นเป็นวิธีปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะการดื่มน้ำให้น้อยลงสามารถทำให้ร่างกายของคุณแม่ขาดน้ำได้ ซึ่งในช่วงการตั้งครรภ์ร่างกายมีความต้องการน้ำมากกว่าปกติ ดังนั้นคุณแม่ควรดื่มน้ำให้ได้ 1.5-2 ลิตรต่อวันนะคะ และที่สำคัญห้ามกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ อาจลุกลามทำให้กรวยไตอักเสบและอาจร้ายแรงไปจนถึงการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้

 

อย่างไรก็ตามหากคุณแม่รู้ตัวว่าปัสสาวะบ่อยจนผิดสังเกต ก็อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ เพราะนอกจากมันจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว มันก็อาจเป็นสัญญาณเตือนจากโรคร้ายได้ค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อาการคนท้อง และสัญญาณที่บอกว่ากำลังตั้งครรภ์

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ในสตรีมีครรภ์ เรื่องที่คุณแม่ท้อง ต้องระวัง

ท้องแก่ใกล้คลอด ห้ามทำ 10 พฤติกรรมผิด ๆ นี้

สี ปัสสาวะ บอก โรค ได้อย่างไร?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.honestdocs.co, www.pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ออกกำลังกายหลังคลอด

แรงจูงใจคือกลลวง กับวิธี ออกกำลังกายหลังคลอด ให้สำเร็จ

คุณแม่หลายคนตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเริ่มดูแลตัวเอง ด้วยการกลับไป ออกกำลังกายหลังคลอด อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่นานก็หมดแรงจูงใจและหยุดออกกำลังกายไปในที่สุด เพราะยุ่งกับการเลี้ยงลูกจนไม่มีเวลา หรือเหนื่อยจากการทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย

ออกกำลังกายหลังคลอด ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเริ่มจากสร้างวินัย

ขณะที่คุณแม่บางคนเป็นเวิร์กกิ้งมัม ทำงานนอกบ้าน เลี้ยงลูก และจัดการเรื่องในบ้านดูเหมือนจะไม่มีเวลา แต่กลับจัดการตารางออกกำลังกายหลังคลอด ของตัวเองได้ดี แถมยังทำได้อย่างสม่ำเสมอด้วย

พวกเธอทำได้อย่างไร มีแรงจูงใจมากกว่าเราหรือถึงสามารถดูแลตัวเองได้ดีแบบนี้ มาหาคำตอบพร้อมๆกันว่า เราควรทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยไม่ล้มเลิกความตั้งใจกลางคันไปกับราการ My Mummy First ตอน แรงจูงใจคือกลลวง กันได้เลยค่ะ

 

เป็นยังไงบ้างคะ สำหรับวิธีคิดดีๆแบบคุณแม่ยุคใหม่จากคุณเกล ที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาการออกกำลังกายหลังคลอด ที่พึ่งพาแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว เพราะแรงจูงใจมีพลังเพียงระยะสั้นและไม่สม่ำเสมอและมันก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น

สิ่งที่ดีกว่าแรงจูงคือ วินัย การทำอะไรจากวันสู่วันอย่างตั้งใจตั้งหากที่จะพาเราไปถึงจุดหมาย วิธีสร้างวินัยแบบง่ายๆ ทำได้จริงมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่

1. การตระหนักรู้ถึงตัวเอง (awareness)

2. การตั้งเป้าหมายแบบมุ่งเน้นสิ่งที่จะต้องทำ (process goal)

3. การทำให้เป็นกิจวัตร (routine)

4. การจัดการแรงต้าน (managing the resistance)

 

คุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ My Mummy First ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  ทุกวันพุธ เวลา 19.00 น. หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

ตอนกลัวเลี้ยงลูกไม่ดี กลัวเป็นแม่เห็นแก่ตัว กับความกลัวของแม่หลังคลอด

ตอนอยากสวยเป๊ะ หุ่นปังแบบถาวร กับวิธีหลุดพ้นจากวงจร ไดเอทหลังคลอด

 

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

รวม 10 ท่า ออกกำลังกายลดพุง สำหรับคุณแม่หลังคลอด

เลี้ยงลูก+ทำงานบ้าน+ออกกำลังกาย ทำพร้อมกันได้นะคะ ^_^ (มีคลิป)

 

สายตา

ลูกฉลาด ถ้าฉลาดดูแลสายตา

สายตา เป็นเรื่องของการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า มุมมองของลูกน้อยที่ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดีเยี่ยมมาจากจุดเริ่มต้นในการใช้สายตาในการมองเห็น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นนั่นเองค่ะ อยากให้เด็กๆ สายตาดี สมองฉลาด จะต้องทำไง มารู้พร้อมกันค่ะ

 

ดวงตากับสมอง มีความเกี่ยวข้องกันยังไง ?

สายตา

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า สายตา ที่ดีของลูกต้องมาจากดวงตาที่สมบูรณ์ และดวงตามีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง นั่นก็เพราะว่า “ดวงตา” กับ “สมอง” เป็นอวัยวะที่มีส่วนเชื่อมต่อกันนั่นเองค่ะ 1 ใน 3 ของเซลล์ประสาทบนสมองส่วนคอร์เท็กซ์ (Cortex brain) ถูกเชื่อมโยงด้วยเส้นประสาทที่มาจากดวงตา ซึ่งสมองส่วนคอร์เท็กซ์จะทำหน้าที่ในการคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ คำนวณ อ่านเขียน ตัดสินใจ ความมีเหตุและผล เป็นต้น

 

กินอะไรบำรุงสายตาดี สมองฉลาด

อยากให้ลูกน้อยมีสายตาดี ต้องส่งเสริมให้ได้ทานอาหารบำรุงสายตากันค่ะ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียน จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มาบำรุงอย่างหลากหลายครบถ้วน และนี่คือหนึ่งในอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตาของลูกค่ะ

สายตา

  • ลูทีน

มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยในการชะลอการเกิดต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม ปกป้องดวงตาจากอนุมูลอิสระรอบด้าน พบมากใน ผักโขม ไข่แดง ข้าวโพด บร็อคโครี่ กีวี (กีวี 1 ลูก 100 กรัม มี    ลูทีนสูงถึง 171 ไมโครกรัม)

สายตา

  • โอเมก้า 3 , 6 , 9 (กรดไขมันจำเป็นร่างกายสร้างเองไม่ได้)

เป็นกรดไขมันชนิดดี ช่วยส่งเสริมพัฒนาการระบบประสาทและสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่  สำคัญยังช่วยบำรุงดวงตาให้มีสุขภาพดี โอเมก้า 3 , 6 , 9 พบมากในปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และผลกีวี เป็นต้น

ดวงตาเป็นหน้าต่างของสมอง ยิ่งลูกได้เห็นยิ่งได้เรียนรู้ ซึ่งแค่การทานอาหารตามวัยคงไม่พอ โดยเฉพาะ ในด็กวัยเรียน ที่ต้องใช้สมองในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายที่ได้พบเห็นในแต่ละวัน แนะนำว่าในเด็กวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเสริมนมให้ลูกดื่มทุกวัน ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิว พลัส Dutch Mill GEN i Vi-Q+ นมสำหรับเด็กวัยเรียนที่อุดมไปด้วย สารอาหารบำรุงสายตา และสมองให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สายตา

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส Dutch Mill GENi Vi-Q+ มีโอเมก้า 3 6 9 ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท สร้างความแข็งแรงให้ เซลล์สมอง และยังมีทูลีนธรรมชาติที่ได้จากผลกีวี เป็นลูทีนที่ระบบทางเดินอาหารในร่างกายดูดซึมได้ดี ทำ ให้ส่งผ่านกระแสเลือดไปใช้ประโยชน์กับจุดรับภาพในดวงตา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการมองเห็นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

อยากให้ลูกเป็นเด็กฉลาด มีพัฒนาการการเรียนรู้ดี คิดไว้ จำแม่น ต้องบำรุงดวงตาลูกให้แข็งแรงนะคะ

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส ขอชวนคุณแม่มาช้อปกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม ในแคมเปญ Baby Aloha มอบราคาพิเศษที่ Lazada ตั้งแต่วันที่ 17-19 กรกฎาคม 2562 นี้เท่านั้นคลิกเล้ยย http://bit.ly/KOLAmarinBabyAloha

สายตา

โทษของบุหรี่

น้องชายสั้นลง-เซ็กส์เสื่อม โทษของบุหรี่ ที่ผู้ชายควรรู้

โทษของบุหรี่ นั้นมีมากมายหลายข้อ ทั้งผลเสียทางด้านสุขภาพกับตัวผู้สูบเองและคนรอบข้าง ยังรวมถึงผลเสียต่อสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย

น้องชายสั้นลง-เซ็กส์เสื่อม โทษของบุหรี่ ที่ผู้ชายควรรู้

โทษของบุหรี่ ต่อสมรรถภาพทางเพศ

อย่างที่ทราบกันดีว่าบุหรี่นั้นมีโทษมากมายมหาศาล ทั้งกับตัวผู้สูบเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะผลเสียต่อสุขภาพ เพราะบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจความดันโลหิตสูง ฯลฯ โดยการสูบบุหรี่ไม่ได้ทำให้เกิดโรคทันทีทันใด แต่สารพิษจะค่อย ๆ สะสมในร่างกายและก่อให้เกิดโรคกับตัวผู้สูบได้ในอนาคต

และนอกจากจะเกิดผลเสียกับตัวผู้สูบเอง ควันบุหรี่ที่พ่นออกมาจากปากและจมูกของผู้สูบนั้น สามารถก่อให้เกิดโรคและผลเสียต่อสุขภาพของบุคคลรอบข้างที่ต้องสูดดมควันและได้กลิ่นควันอีกด้วย โดยควันที่ผู้สูบพ่นออกมาและฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ ทำให้ผู้ที่อยู่โดยรอบต้องสูดดมเข้าไป ควันเหล่านี้คือสารพิษที่สามารถเข้าไปทำลายสุขภาพของผู้ที่สูดดมควันบุหรี่มือสองเข้าไป โดยเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งกว่า 200 ชนิด สำหรับควันบุหรี่มือสาม เป็นควันที่ตกค้างอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งของ เสื้อผ้า และวัตถุอื่น ๆ ทำให้สารพิษเกาะติดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการสูบบุหรี่ ส่งผลเสียต่อผู้อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น ซึ่งสารพิษจากควันบุหรี่มือสามเป็นชนิดที่เหมือนกันกับควันมือหนึ่งและมือสองทั้งหมด ที่เต็มไปด้วยสารก่อมะเร็งกว่า 200 ชนิดด้วยกัน

บุหรี่

การที่บุหรี่ไม่ได้ทำให้เกิดโรคในทันทีทันใด อาจทำให้ผู้สูบยังชะล่าใจว่าก็ยังสูบได้ ทั้งตนเองและคนรอบข้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ลองมาดูข้อมูลต่อไปนี้กันค่ะ

ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว โดย นพ.เออร์วิน โกลด์สตีน นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา (The Boston University School of Medicine) ซึ่งได้ทำวิจัยถึงผลกระทบของการสูบบุหรี่ต่อภาวะการขยายตัวของอวัยวะเพศในเพศชาย และพบว่า ควันบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อวัยวะเพศสั้นและหดตัวลงมากกว่าปกติ โดยผลวิจัยดังกล่าวระบุว่า อาการที่ว่านั้นเรียกว่า Penis Shrinkers หรือ “องคชาตหดตัว” ซึ่งเกิดจากการสูบบุหรี่ โดยควันบุหรี่จะเข้าไปทำลายหลอดเลือดและเนื้อเยื่อองคชาตให้มีความยืดหยุ่นน้อยลง ภาวะนี้ไม่ได้ทำให้น้องชายค่อย ๆ สั้นลงไป แต่เป็นภาวะที่อวัยวะเพศจะตื่นตัวได้ไม่เต็มที่เมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติการบางอย่าง ทำให้ดูเหมือนว่าอวัยวะเพศที่เคยดูยาว ๆ จะสั้นลงไป ซึ่งภาวะนี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและความสุขทางเพศของผู้ชายเป็นอย่างมาก

ยังมีการวิจัยอีกหลายชิ้นที่ให้ผลตรงกันว่า ผู้ชายที่สูบบุหรี่เกินวันละ 1 ซอง มีโอกาสที่จะได้รับความทุกข์ทรมานจากภาวะไร้สมรรถภาพทางเพศ มากกว่าผู้ชายซึ่งไม่สูบบุหรี่ถึงเกือบ 40% และในกลุ่มของผู้ที่ไร้สมรรถภาพทางเพศมีประมาณเกือบ 10% ที่มีภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด ก็พบอัตราส่วนที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่จัดและผู้ที่สูบบุหรี่ในอัตราปกติ โดยพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ถึงวันละ 20 มวน จะมีภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 24% และคนที่สูบบุหรี่เกินวันละ 20 มวน จะมีภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวสูงถึง 39%

สาเหตุที่บุหรี่ทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ เป็นเพราะสารนิโคตินในบุหรี่จะเข้าไปกระตุ้นการบีบตัวของหลอดโลหิต ทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดต่ำลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางเพศของเพศชาย ทำให้การผลิตน้ำอสุจิลดลง นอกจากนี้ นิโคตินยังทำให้การรวมตัวของกรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อภาวะอุดตันและการไหลเวียนเลือดที่บริเวณอวัยวะเพศชายผิดปกติ

นี่ยังไม่รวมปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ของบุหรี่ที่เกี่ยวข้องกับการหมดความรู้สึกทางเพศ เช่น การสูบบุหรี่ทำให้เกิดกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ผมและเสื้อผ้ามีกลิ่นเหม็น ทำให้ฟันและนิ้วมือเหลือง ซึ่งถ้าคุณมีอาการหรือลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็เชื่อว่า ความรู้สึกที่อีกฝ่ายหนึ่งอยากมีเพศสัมพันธ์ด้วยคงลดลงไปอีกมากทีเดียว

ขอบคุณข่าวจาก : www.thairath.co.th

นี่เป็น โทษของบุหรี่ ที่เห็นผลเสียในทันทีที่เริ่มสูบเลยนะคะ ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ความสุขทางเพศหายไปตลอดชีวิต ควรเลิกบุหรี่แล้วหันไปดูแลสุขภาพร่างกายกันดีกว่าค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 7 เทคนิคการเลิกบุหรี่ ที่เลิกได้ขาดและเห็นผล

รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute

รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute จัดเต็มทุกฟังก์ชั่น

รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute ขอบอกว่าจะทำให้ลืมการทำความสะอาดบ้านวิธีเดิมๆ ไปเลยค่ะ รับรองได้บ้านสะอาด ช่วยสุขภาพคนในครอบครัวดีด้วยค่ะ

รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute
แบบเน้น ๆ จัดเต็มทุกฟังก์ชั่น

ในเวลาเร่งรีบมีแค่ Dyson v11 absolute เครื่องดูดฝุ่นไร้สายอัจฉริยะ ก็ช่วยให้การทำความสะอาดบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายในพริบตาเดียว สะอาดล้ำลึกหมดจดปราศจากฝุ่น เศษผง ไรฝุ่น สิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน,โซฟา, พรม ทุกซอก ทุกมุม ภายในบ้าน จะช่วยให้ได้บ้านสะอาด แถมสุขภาพเด็กๆและคนในครอบครัวดีอีกด้วยค่ะ

สำหรับการ รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute มีอุปกรณ์มาให้ประกอบไปด้วย

  • ตัวเครื่อง Dyson ดิจิทัลมอเตอร์ รุ่น V11
  • ด้ามอะลูมิเนียมยาว ด้ามจับถอดได้เพื่อการดูดทำความสะอาดจากระยะไกล
  • คลิปใส
  • แท่นวางเครื่องดูดฝุ่น
  • สายชาร์จแบต
  • ถังเก็บฝุ่น กลไกการทิ้งฝุ่นแบบ point & shoot

ซึ่งจากการได้ รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute ก็ยังพบว่ามาพร้อมอุปกรณ์หัวดูดทำความสะอาด 2 หัว และอุปกรณ์หัวดูดเสริมอีก 5 ชิ้น

  • หัวดูดทำความสะอาดแรงหมุนสูง
  • หัวดูดแบบลูกกลิ้งนุ่ม
  • หัวดูดมอเตอร์ขนาดเล็ก
  • หัวดูด 2 in 1
  • หัวดูดปากแคบ
  • แปรงดูดฝุ่นฝังแน่น
  • แปรงปัดฝุ่นขนนุ่ม

ความพิเศษของเครื่องดูดฝุ่น Dyson V11 Absolute รุ่นใหม่ล่าสุดนี้นะคะ มีพลังดูดในการทำความสะอาดมากถึง 185 แอร์วัตต์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในท้องตลาดขณะนี้เลยค่ะ และมาพร้อมกับมี HEPA filter ที่สามารถกำจัดฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงสุด 0.3 ไมครอน ได้ถึง 99.97% เช่น พวกแบคทีเรีย, ฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้

โดยมีระบบหน้าจอ LCD กับโหมดการใช้งาน 3 โหมด Eco Auto และ Boost ซึ่งจากการที่บอมเบย์ได้ รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่สามารถในการใช้งานทำความสะอาดได้หลากหลายตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ

คลิป รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson v11 absolute
แบบเน้นๆ จัดเต็มทุกฟังก์ชั่น!

ติิดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยาลดไข้แบบเหน็บ

แม่สนไหม? ยาลดไข้แบบเหน็บ สำหรับเด็กที่กินยายาก

เมื่อลูกเป็นไข้ อีกงานหนึ่งที่ยากสำหรับคนเป็นแม่คือการป้อนยาลูก โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ชอบกินยา กินแล้วอ้วกออกบ้าง หรือไม่ยอมกินบ้าง จึงได้มีการนำ ยาลดไข้แบบเหน็บ มาใช้เพื่อลดไข้ลูก ยาพารานี้จะใช้อย่างไร มาดูกันค่ะ

แม่สนไหม? ยาลดไข้แบบเหน็บ สำหรับเด็กที่กินยายาก

ยาพาราใช้แก้อะไร?

พาราเซตามอลสามารถบรรเทาปวดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้หลากหลาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดจากข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ และใช้เป็นยาลดไข้ พาราเซตามอลที่เป็นยาเดี่ยวจะบรรเทาอาการปวดขั้นอ่อนถึงปานกลางเท่านั้น ไม่มีผลต่ออาการปวดขั้นรุนแรง เช่น แผลผ่าตัดใหญ่ หรือมะเร็ง และไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ สำหรับ ยาลดไข้แบบเหน็บ ก็สามารถบรรเทาอาการปวดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้เหมือนยาพาราแบบทานทั่ว ๆ ไป คือ ใช้บรรเทาอาการไข้ ตัวร้อน ปวดศีรษะซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหวัด แต่ขนาดยาพาราเซตามอลจะมีปริมาณยาเพียง 125 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับเด็กทารก เด็กที่ไม่ชอบรับประทานยา หรือให้ยาขณะหลับ และผู้ป่วยที่รับประทานยาไม่ได้ เช่น หลังผ่าตัด หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอยู่

วิธีการใช้ ยาลดไข้แบบเหน็บ

  1. ล้างมือให้สะอาด
  2. ให้ลูกนอนคว่ำหรือตะแคงแล้วคว่ำสะโพกลง
  3. ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดจับก้นลูกทั้ง 2 ด้าน โดยใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ช่วยแหวกให้ก้นขยายออก
  4. ใช้มือข้างที่ถนัดจับยาให้ที่มีปลายแหลมชี้ออกมา
  5. ค่อย ๆ สอดยาเข้าไปที่ทวารช้า ๆ และเบา ๆ จนสุด
  6. ปล่อยให้ลูกนอนในท่าเดิมประมาณ 10-15 นาที (สำหรับเด็กทารก ขณะที่ลูกนอนคว่ำ ควรมีผู้ปกครองดูแลอยู่ตลอดเวลา)

ดูคลิปวิธีการใช้ ยาลดไข้แบบเหน็บได้ที่นี่

ขอบคุณ Dr. Pakky หม่ามี้หมอเด็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ขนาดการใช้ยา และข้อควรระวังในการใช้ยาพาราแบบเหน็บทวาร