แบคทีเรียกินเนื้อ

แบคทีเรียกินเนื้อ ระบาดทั่ว จ.น่าน! หมอแนะอย่าย่ำน้ำลุยโคลน!!

แบคทีเรียกินเนื้อ เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงมากซึ่งอันตรายถึงกับชีวิตหากรักษาไม่ทัน โดยในปีนี้พบผู้ป่วยโรคนี้ถึง 26 คนในจังหวัดน่าน เสียชีวิตแล้ว 1 คน

แบคทีเรียกินเนื้อ ระบาดทั่ว จ.น่าน! หมอแนะอย่าย่ำน้ำลุยโคลน!!

วันที่ 24 ก.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคเนื้อเน่าหรือแบคทีเรียกินเนื้อคน สถานการณ์แนวโน้มรุนแรงและกำลังระบาดไปทั่วทั้งจังหวัดน่าน จากสถานการณ์ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 1 ราย หลังติดเชื้อมีแผลเน่าลุกลามที่เท้า พบอาการแทรกซ้อนติดเชื้อในกระแสเลือดและความดันต่ำ ส่วนอีก 2 ราย มีอาการหนักแพทย์ต้องย้ายคนไข้เข้ารักษาที่ห้องไอซียู และดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และยังมีผู้ป่วยถูกส่งตัวเข้ารักษาเพิ่ม 1 ราย จาก อ.สันติสุข รวมมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทั้งหมด 26 ราย

โรคดังกล่าวเป็นโรคที่ติดเชื้อจากทางผิวหนัง ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อจนเป็นแผลพุพองและมีหนอง และลามเข้าไปถึงกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ซึ่งบางรายต้องผ่าตัดหรือกรีดเนื้อเปิดแผล เพื่อล้างหนอง และเนื้อที่เน่าตายออก แต่หากลุกลามอาจถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้แจ้งประกาศเตือนไปยังทุกอำเภอให้เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ผู้มีอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน และออกหาปลาตามหนองน้ำต่าง ๆ หากมีประวัติลุยโคลนและมีบาดแผล ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งและปิดแผล แล้วรีบมาโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้ตรวจรักษาต่อไป

แบคทีเรียกินเนื้อคน
แบคทีเรียกินเนื้อคน

สำหรับการรักษาแพทย์จำเป็นต้องตัดเนื้อตายออกให้หมด และให้ยาปฎิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเชื้อยังไม่ลุกลามเข้ากระแสเลือด ผลลัพธ์ของการรักษาจะค่อนข้างดี สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ได้ลงนา หรือไม่มีบาดแผลก็อาจจะติดเชื้อดังกล่าวได้ โดยการเกา หรือมีบาดแผลถลอกเล็กน้อย เชื้อสเตรปโตคอคคัส หรือสแตปฟิโลคอคคัสที่อยู่บริเวณผิวหนังอาจจะเข้าไปในแผลแล้วเกิดการติดเชื้อ ถ้าผู้ใดมีผิวหนังบวมแดงอย่างรวดเร็ว แล้วมีตุ่มพุพองที่ผิวหนัง ขอให้รีบมาตรวจรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข่าวจาก : workpointnews.com/2019/07/24/physician-nan-bacteria/

จากข่าวดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโรคนี้พบได้ไม่บ่อย แต่หากติดเชื้อแล้ว จะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และก็ได้พบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในจังหวัดน่านมากถึง 26 คน เสียชีวิต 1 คน ส่วนสาเหตุที่จะทำให้ติดเชื้อจากโรคนี้คือการย่ำน้ำลุยโคลนทั้ง ๆ ที่เท้ายังมีบาดแผลอยู่ ซึ่งเด็ก ๆ ที่ชอบถอดรองเท้าวิ่งเล่นในน้ำ หรือเล่นโคลน ก็อาจจะมีโอกาสติดเชื้อจากโรคนี้ได้เช่นกัน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำข้อมูล สาเหตุ วิธีป้องกัน โรค แบคทีเรียกินเนื้อ มาให้แม่ ๆ ได้ระมัดระวังกันค่ะ

โรคแบคทีเรียกินเนื้อคนคืออะไร?

แบคทีเรียกินเนื้อ หรือโรคเนื้อเน่า เป็นภาวะติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่อาจส่งผลให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อถูกทำลายได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการร้อนบริเวณผิวหนัง ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดง รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลซึ่งจะรู้สึกปวดมากขึ้น โดยการติดเชื้ออาจลุกลามไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ หรือท้องเสีย เป็นต้น แม้โรคนี้จะพบได้น้อย แต่อาจทำให้ป่วยรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ มักจะเกิดโรคที่ขา เนื่องจากแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตค็อคคัส กลุ่มเอ (Group A Streptococcus) คลอสตริเดียม (Clostridium) เคล็บเซลลา (Klebsiella) สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) อีโคไล (E. Coli) และแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลา (Aeromonas Hydrophila) เป็นต้น ที่อยู่ตามแหล่งน้ำและโคลน เข้าสู่ร่างกายผ่านทาง แผลถูกบาด แผลถลอก รอยข่วน แมลงกัดต่อย การใช้เข็มฉีดยา หรือแผลผ่าตัด โดยผู้ที่ติดเชื้อนี้มักจะมีบาดแผลบริเวณขาแล้วไปย่ำน้ำลุยโคลนที่มีเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้อยู่ ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งเชื้ออาจปล่อยสารพิษทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังและกล้ามเนื้อจนส่งผลให้เนื้อเยื่อตายได้

โรคนี้ คนที่แข็งแรงสุขภาพดีก็มักจะไม่เป็นอะไรมาก แต่คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น คนที่เป็นเบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่กำลังใช้เคมีบำบัด คนแก่ คนอ้วน คนที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด คนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง โดยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง จะมีความเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดหรืออวัยวะในร่างกายทำงานล้มเหลวจนอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจมีแผลเป็นหรืออาจพิการแขนขาจากการรักษาได้เช่นกัน ดังนั้น เรามาหาทางป้องกันกันดีกว่าค่ะ (อ่านต่อหน้า 2)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อาการ “แบคทีเรียกินเนื้อ” พร้อมวิธีป้องกัน

กระบอกเก็บความร้อน เย็น

แพทย์ชี้! ใช้ “กระติกเก็บความร้อน-เย็น” ไม่ได้คุณภาพอาจสมองเสื่อม

กระติกเก็บความร้อน-เย็น ที่แม่ ๆ มักจะพกติดตัวไว้เพื่อชงนมให้ลูก และเมื่อลูกโตขึ้นก็มักจะซื้อกระติกน้ำไว้ให้ลูกได้พกพาไปโรงเรียน รู้หรือไม่ว่าหากใช้ผิดวิธี อาจทำให้ลูกสมองเสื่อมได้

แพทย์ชี้! ใช้ “กระติกเก็บความร้อน-เย็น” ไม่ได้คุณภาพอาจสมองเสื่อม

กระติกเก็บความร้อน-เย็น ไอเท็มที่แม่ ๆ ทุกคนต้องมีไว้เพื่อชงนม อุ่นนมให้ลูก ๆ และเมื่อลูกอยู่ในวัยเรียน จำเป็นต้องพกกระติกน้ำไปโรงเรียน ด้วยอากาศที่ร้อน แม่ ๆ ก็มักจะเลือกซื้อกระติกน้ำที่สามารถเก็บความเย็นได้นาน เพื่อให้ลูกได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ในช่วงที่มีอากาศร้อน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่แม่ ๆ รู้หรือไม่ว่านอกจากข้อดีมากมายของการใช้กระติกน้ำร้อนเย็นนี้ ยังมีอันตรายที่แฝงมากับกระติกน้ำร้อนเย็นหากใช้ไม่ถูกวิธีอีกด้วย

ทีมงานขอนำข่าวจากประเทศใต้หวัน ที่ได้กล่าวถึงชายคนหนึ่งซึ่งมีอายุ 50 ปี มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ สุขภาพดี ความจำดี ไม่หลง ๆ ลืม ๆ แต่แล้วเช้าวันหนึ่ง เขาก็เกิดสภาวะที่อยู่ ๆ ก็ลืมเรื่องที่คิดขึ้นในใจ เบลอๆ คิดอะไรง่าย ๆ ไม่ออก ลืมว่าเคยวางของไว้ที่ไหนเช้าวันนั้นเขาได้ขับรถไปชนร้านอาหาร ตอนนั้นเขารู็สึก งงมาก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเขาไม่ได้มีอาการง่วงนอนแต่อย่างใด เขารู้สึกกระปี้กระเปร่าปกติดี ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ แต่ก็โชคดีที่เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ก็ได้ไปโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจเช็คร่างกาย แล้วพบว่า เยื่อหุ้มสมองเสื่อม นอกจากนั้นยังตรวจพบว่าการทำงานของไตในร่างกายของเขานั้นไม่ดีเท่าที่ควร

อันตรายจากกระติกน้ำสุญญากาศ
อันตรายจากกระติกน้ำสุญญากาศ

เขาจึงได้ถูกส่งตัวไปยังแผนกไตเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดและรักษา เมื่อนายแพทย์ “กงย่งเซียง” ตรวจร่างกายเขาแล้ว ก็พบว่า เขามีแนวโน้ม อ่อนเพลียได้ง่าย และกลิ่นปากแรง ทำให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่า นี่เป็นปฏิกิริยาของโลหะ และ สุดท้ายก็ตรวจพบว่าเขาได้รับตะกั่วเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสม แพทย์จึงได้ซักประวัติการใช้ชีวิตของเขา พบว่า เขามีการใช้แก้วน้ำเก็บความร้อนเย็น มาเป็นเวลานาน ซึ่งแก้วเหล็กของเขามีรอยร้าว และ สนิมมากมาย เขาติดนิสัยเวลาชงกาแฟ เขาจะใช้แก้วเก็บความร้อนเย็นนี้เป็นประจำ เป็นเวลากว่า 20 ปี ดังนั้นเมื่อเขาดื่มกาแฟจากแก้วนี้ ทำให้เขาได้รับโลหะหนัก เช่น ตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย เป็นเหตุให้ เยื่อหุ้มสมองเสื่อมอย่างหนัก และเกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างรวดเร็วนั่นเอง

นอกจากนี้ แพทย์ยังได้ออกมาแนะวิธีการเลือกใช้ กระติกเก็บความร้อน-เย็น ใช้อย่างไรไม่อันตรายมาฝาก ดังนี้

  1. กระติกที่ใช้ควรใช้ของที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อย่าเห็นแก่ของถูกแต่ต้องมานั่งรักษาสุขภาพทีหลัง เพราะ กระติกเก็บความร้อน-เย็นที่มีราคาถูก มักผลิตจากวัสดุคุณภาพต่ำ สารเคลือบในกระติกไม่ทนต่ออุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเร็ว ทำให้หลุดมาเจอปนอยู่กับอาหารในภาชนะได้
  2. กระติกเก็บความร้อน-เย็น มักมีอายุการใช้งานที่ไม่นาน เกิดรอยแตกร้าวด้านในจุดที่เป็นรอยเชื่อมต่อได้ง่าย ต้องหมั่นสำรวจดูว่า กระติกที่ใช้นั้นเสื่อมสภาพหรือยัง
  3. หากต้องการใส่เครื่องดื่มที่มีโปรตีน เช่น น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง และเครื่องดื่มโปรตีนอื่น ๆ ควรดื่มให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นอาจจะก่อให้เกิดแบคทีเรียในกระติกได้ง่าย
  4. โปรตีนที่ติดค้างในแก้วน้ำสแตนเลส จะเกิดกลิ่นเหม็น หากใช้เสร็จควรรีบทำความสะอาดตากให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณฝาปิด และ เกลียวฝาปิด เป็นแหล่งสะสมคราบ และ ล้างออกได้ยาก ต้องสังเกตุดี ๆ ดังนั้นควรล้างทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ข้ามวัน ถึงแม้จะเก็บความเย็นได้ดี ดูเหมือนไม่เป็นอะไร แต่แบคทีเรียก็เริ่มก่อตัวและแพร่กระจายไปแล้ว
กระติกเก็บความร้อน
กระติกเก็บความร้อน

แน่นอนว่าภาชนะทุกชนิด ไม่ว่าจะทำจากพลาสติก สเตนเลส แก้ว หรือวัสดุใดก็ตาม หากมีรอยแตกหรือรอยรั่ว ก็ไม่ควรนำมาใช้อีก เพราะอาจจะทำให้สารที่อยู่ในภาชนะนั้น ๆ ปนเปื้อนเข้ามาในน้ำหรืออาหารที่เราทานกันได้ กระติกน้ำร้อนเย็นนี้ก็เช่นกัน คุณแม่ควรหมั่นตรวจดูทุกครั้งว่ากระติกน้ำอยู่ในสภาพที่ดีพอหรือไม่ หากเกิดรอยแตกรอยรั่ว แม้เพียงจุดเล็ก ๆ ก็อาจสร้างอันตรายให้กับลูกน้อยได้เช่นกัน และสำหรับเครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น นมอุ่น ๆ และน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีโปรตีนต่าง ๆ ก็มีการแชร์กันว่าห้ามนำมาใส่ในกระติกน้ำร้อนเย็นนี้เพราะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เรื่องนี้ ทีมงานขอนำบทสัมภาษณ์ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรืออาจารย์เจษฎ์ ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องการห้ามใส่น้ำผลไม้และนมอุ่นในกระติกน้ำร้อนเย็น ในรายการ แชร์ให้ไว เช็กให้ชัวร์ (ดูคลิปได้ที่หน้า 2)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ (คลิป) ไขข้อสงสัย น้ำผลไม้-นมอุ่น ห้ามใส่ในกระติกน้ำร้อน-เย็น จริงหรือ?

ลูกชอบอมมือ

ลูกชอบอมมือ-เอามือเข้าปาก พรากชีวิตลูกได้จากโรคท้องเสียในเด็ก

ลูกชอบอมมือ ทำอย่างไรดี? คำถามที่พบได้บ่อย ๆ กับเด็กเล็กวัย 0-24 เดือน แม้ว่าการอมมือ หรือเอามือเข้าปากจะช่วยเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ให้ลูกได้ แต่ก็นำเชื้อโรคมาให้ลูกได้เช่นกัน

ลูกชอบอมมือ-เอามือเข้าปาก พรากชีวิตลูกได้จากโรคท้องเสียในเด็ก

ท้องเสียในเด็กคืออะไร?

ท้องเสียในเด็ก เป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกาย พบว่าประมาณ 70% ในเด็กเล็กอายุไม่เกิน 1 ปี เกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย โดยจะดูที่ลักษณะและความถี่ของอุจจาระ  โดยใช้ลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติเช่น เป็นเนื้อเหลวมีความถี่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือเป็นมูกเลือด 1 ครั้ง หรือเป็นน้ำปริมาณมาก 1 ครั้งขึ้นไป ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยคำจำกัดความนี้ ไม่รรวมถึงเด็กเล็กที่กินนมแม่ ซึ่งมักจะถ่ายบ่อยอยู่แล้ว แต่อุจจาระจะเป็นเนื้อดีและมีน้ำหนักตัวขึ้นได้ตามปกติ โดยทั่วไป อาการท้องเสียเฉียบพลันมักหายได้เอง แต่หากทารกท้องเสียต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 วัน ก็อาจทำให้ร่างกายเด็กสูญเสียของเหลวและเกลือแร่จำนวนมากจนอาจเกิดภาวะขาดน้ำตามมาได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของทารกได้

ลูกชอบอมมือ-เอามือเข้าปาก ต้นเหตุอาการท้องเสียในเด็ก

ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี พบว่าประมาณ 70% เกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย ซึ่งมักจะเข้าทางปากโดยการกินอาหารหรือดื่มนมซึ่งปนเปื้อนเชื้อโรค หรือการหยิบจับของเล่นเอาเข้าปาก หรือแม้กระทั่งมือของตัวเอง ซึ่งหยิบจับสิ่งของหรือคลานเล่นแล้วเอาเชื้อโรคเข้าปากตัวเอง เป็นต้น ดังนั้นโรคนี้จึงเป็นปัญหาที่พบในเด็กมากกว่าผุ้ใหญ่ เพราะเด็กมีโอกาสได้รับเชื้อโรคมากกว่า เพราะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่รู้จักวิธีป้องกันตนเอง รวมทั้งเด็กยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ แม้ว่าภูมิต้านทานโรคส่วนหนึ่งอาจจะได้รับมาจากการกินนมแม่และการได้รับวัคซีน และอีกส่วนหนึ่งที่ภูมิต้านทานโรคถูกสร้างขึ้นจากร่างกายของตนเองก็ตาม แต่สำหรับเชื้อไวรัสบางตัว เช่น ไวรัสโรตา ไวรัสอะดิโน ไวรัสโนโร ไวรัสไข้หวัดใหญ่ และเชื้อแบคทีเรียบางตัว เช่น ซาลโมเนลลา ชิเกลลา สแตฟิโลค็อกคัส แคมปีโลแบคเตอร์ อีโคไล เป็นเชื้อที่มักจะทำให้เกิดอาการรุนแรง ภูมิต้านทานก็ไม่สามารถที่จะป้องกันเชื้อเหล่านี้ได้

ลูกชอบเอามือเข้าปาก
ลูกชอบเอามือเข้าปาก

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ ?

ทารกที่ท้องเสียอาจมีอาการนานตั้งแต่ 5-14 วัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้ท้องเสีย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเฝ้าดูลูกน้อยอย่างใกล้ชิด หากทารกมีอายุต่ำกว่า 3 เดือน ควรพาเด็กไปพบแพทย์ รวมถึงในกรณีที่พบว่ามีอาการอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

  • อาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อย ร้องไห้แล้วไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมบุ๋ม ตาโหล หรืออ่อนเพลีย เป็นต้น
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากให้ดื่มผงเกลือแร่ละลายน้ำ
  • อุจจาระเป็นมูก มีกลิ่นเหม็นเน่า
  • อุจจาระเป็นเลือดหรือมีสีดำ
  • ท้องเสียอย่างรุนแรงในช่วงที่รับประทานยาปฏิชีวนะ
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทำอย่างไรและป้องกันอย่างไรไม่ให้ทารกท้องเสีย?

JD Central

6 เหตุผลถูกใจ ของคุณแม่ยุคใหม่! ช้อป JD CENTRAL

อยากรู้หรือไม่ว่าทำไม? คุณแม่ยุคใหม่ นิยมช้อปกันถล่มทลายที่ JD CENTRAL  นั่นเพราะเจดี เซ็นทรัล มีโปรโมชั่นและราคาที่สุดคุ้มค่า แถมยังบริการคุณแม่รวดเร็วและทันใจในแบบวีไอพี ด้วย 6 เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณแม่นักช้อปพลาดไม่ได้ ดังนี้

มั่นใจ! สินค้าทุกชิ้นของแท้ 100%   

คุณแม่ไม่ต้องมองหาสินค้าจากหลายๆ ร้าน หรือต้องเสียเวลามาคอยเช็กให้ชัวร์ก่อนซื้อสินค้าให้ลูก ว่าเป็นของแท้หรือของเทียม เสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย เพราะที่ เจดี เซ็นทรัล คุณแม่จะได้“ช้อปของดี การันตีของแท้” สินค้าทุกชิ้น

คุณภาพดีแน่นอน หากเจอของปลอมไม่ได้คุณภาพ เจดี เซ็นทรัล ยินดีคืนเงินให้ทันที 3 เท่า

ส่งสินค้าเร็ว สั่งสินค้าง่าย ได้ทุกวัน! 

สินค้าทุกชิ้นจัดส่งถึงมือคุณแม่อย่างรวดเร็ว ทันใจ ไม่ว่าจะผ้าอ้อม นม ของเล่น หรือของใช้ คุณแม่เลี้ยงลูกน้อยรอรับอยู่ที่บ้านได้สะดวกสุดๆ

คุ้มค่า ราคาถูกใจ!

เพราะ เจดี เซ็นทรัล รู้ใจคุณแม่นักช้อปที่รู้จักเลือก รู้จักใช้เงินให้คุ้มค่า จึงมีสินค้า Flash Sale ราคาพิเศษ มาให้คุณแม่เลือกซื้อได้เต็มที่และครบครันตรงตามความต้องการในราคาสุดคุ้มเสมอ

โปรโมชั่นโดนใจ ซื้อได้ทุกวันพฤหัสฯ 

คุณแม่หลายท่านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพลาดไม่ได้ เพราะแคมเปญ Mommy Thursday  ช้อปของแท้ คุณแม่มั่นใจ” ถูกใจที่สุด ทุกวันพฤหัสบดีจึงต้องขอจ้องหน้าจอรอโปรโมชั่นดีๆ เพราะมีสินค้าเพื่อลูกน้อยราคาสุดคุ้มให้เลือกช้อปลดสูงสุดถึง 70% งานนี้ต้องรีบคลิกให้ทัน สนุกโดนใจทุกครั้ง ยิ่งซื้อสินค้าแนะนำจาก เจดี เซ็นทรัล  จะได้รับดีลสุดพิเศษ

ยิ่งซื้อมาก! ยิ่งลดมาก! รับส่วนลดเพิ่มเติมอีกถึง 20% * และสิทธิพิเศษกับลูกค้าใหม่ รับคูปอง ฟรี! ที่นี้เลย >>>> http://bit.ly/2KcyRbP

จัดส่งฟรี เมื่อช้อปครบ 99 บาท*

ไม่มีอะไรจะคุ้มค่าเท่ากับการได้ประหยัดเพื่อครอบครัว คุณแม่จึงเทใจให้กับ เจดี เซ็นทรัล ที่มีบริการส่งฟรีทั่วประเทศ เมื่อซื้อสินค้าครบเพียง 99 บาท! หากสั่งสินค้าที่มียอดรวมต่ำกว่า 99 บาท ก็มีค่าส่งทั่วประเทศ เพียง 39 บาทเท่านั้น

ยิ่งซื้อมาก ยิ่งลดมากขึ้นอีก!  

เพียงซื้อสินค้าแนะนำจาก เจดี เซ็นทรัล  พร้อมรับดีลสุดพิเศษ ยิ่งซื้อมาก! ยิ่งลดมาก! ได้คะแนนสะสม JD POINTS เป็นส่วนลดอีกหลายต่อเพิ่มเติม ถึง 20% อีกด้วย

Amarin Baby&Kids ไม่พลาดที่จะชวนคุณแม่มาฟังประสบการณ์เพจผู้ใช้จริงอย่าง “สารพันปัญหาการเลี้ยงลูก” ที่สอนวิธีใช้แอป ฯ อย่างละเอียด #ช้อปของดีการันตีของแท้ 

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ JD.CO.TH หรือ แอป ฯ JD CENTRAL

 

JD
JD
JD

 

 

 

 

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

คุณแม่ยุคดิจิทัล..สายมั่นแนะ “เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย”

เป็นคุณแม่ยุคดิจิทัลแบบนี้ต้องสตรองไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ไหนก็ต้องเอาอยู่ เพราะเรื่องของลูกถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวก่อนลูกเกิด การเลี้ยงดู ไปจนถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ ดังเช่น เหล่าคุณแม่คนดังในโลกไซเบอร์เหล่านี้ที่ต่างมีเทคนิคดูแลลูกมาแชร์แนวทางให้คุณแม่มือใหม่ได้นำไปปรับใช้

 

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย ของคุณแม่ยุคดิจิทัลสายมั่น 

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

คิดจะมีลูก “ใจ” ต้องพร้อม!

คุณแม่อาย-ชฎาภรณ์ ฐานะศิริพงศ์ จากเพจ Rocky Journey เล่าว่า  “การเตรียมตัวจะมีเจ้าตัวเล็กนั้น สิ่งแรกที่คุณแม่ต้องเตรียมพร้อมคือ “การเตรียมใจ” เพื่อให้พร้อมรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังจะพบในอนาคต เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนต้องหาข้อมูลมาก่อนอยู่แล้วอาจจะได้รับฟังมาจากคนใกล้ชิดหรือได้อ่านมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแนวแก้ปัญหา เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน”

 

เลี้ยงลูก “สไตล์” แม่อาย

น้ำนมแม่สำคัญมากต่อลูกมากตั้งแต่ช่วงแรกเกิด มีคุณประโยชน์มากมายที่ร่างกายทารกต้องการ ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงและยังเป็นธรรมชาติที่สุด คุณแม่บางคนคิดว่าให้ลูกดื่มนมแม่ไม่กี่เดือนก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้วเด็กๆ สามารถดื่มนมแม่ได้เท่าที่ตัวคุณแม่ยังมีน้ำนมเลยทีเดียว นอกจากนี้น้ำนมของคุณแม่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกๆ อีกด้วย  ต่อมาเป็นเรื่องของการอบรมสั่งสอน “ความเป็นจริง” จะทำให้เด็กเติบโตมาอย่างมีเหตุผลและเข้มแข็ง การยึดหลักความเป็นจริงมาสอนลูก คือ ไม่โกหก บอกความจริงในเรื่องราวต่างๆ กับลูก พร้อมทั้งอธิบายให้เข้าใจถึงเหตุผลตั้งแต่เด็ก จะทำให้เขามองโลกในความเป็นจริงและเป็นคนเข้มแข็งในสังคม

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

ผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องสำคัญต่อเจ้าตัวเล็ก

คุณแม่พาฝัน ชาตาคม จากเพจ กระเตงกันไป เล่าว่า “คุณแม่หลายคนมักจะคิดว่าผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กส่วนใหญ่จะปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ตัวคุณแม่เองไม่มีทางรู้ว่าเมื่อซื้อไปแล้วลูกจะใช้ได้หรือจะเกิดอาการแพ้ ซึ่งการเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับลูกนั้นง่ายนิดเดียว เพียงคุณแม่ใช้เวลาในการศึกษาส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ลองพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อความอ่อนโยนต่อลูก ช่วยลดสาเหตุของอาการแพ้สารต่างๆ แบรนด์ก็เป็นปัจจัยสำคัญเพราะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือที่สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของลูกมากขึ้น อาทิ การเลือกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปควรเลือกจากส่วนประกอบว่าความปลอดภัยต่อลูก ต้องเหมาะกับสรีระร่างกายของลูก มีความกระชับ สามารถซึมซับได้ดี  และต้องบางเบา ให้ลูกขยับตัวได้อย่างอิสระและคล่องแคล่ว และยังทำให้ลูกไม่ตื่นกลางดึก นอกจากลูกจะสบายตัวแล้ว แม่ก็สบายใจและพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น ทำให้อารมณ์ดีทั้งแม่และลูก”

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

ช้อปออนไลน์ ทางนี้ถูกใจคุณแม่

คุณแม่ปาล์ม-เลอค่า ทองสิมา ณ นครพนม จากเพจ คุณแม่เลอค่า เล่าว่า “แน่นอนว่าคุณแม่ยุคใหม่ย่อมคุ้นเคยกับการช้อปปิ้งออนไลน์ เพราะมีสินค้าสำหรับลูกที่น่าซื้อเยอะมาก ทั้งของใช้ ของเล่น หรือแม้แต่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ต้องใช้เป็นจำนวนมาก ยิ่งตอนเล็กๆ นี่เปลี่ยนวันละนับสิบผืน แต่ลำพังการดูแลลูกนั้นก็หมดเวลาไปทั้งวันแล้ว หากจะต้องออกไปเลือกสินค้าเองข้างนอกก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน ความสะดวกและประหยัดเวลาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลือกการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่สินค้าที่จะเลือกซื้อนั้นโดยส่วนตัวจะเลือกสินค้าที่รู้จักอยู่แล้ว คุ้นเคย และเคยใช้มาก่อน โดยเฉพาะสินค้าสำหรับลูก จะเลือกซื้อจากแพลทฟอร์มที่มั่นใจในความปลอดภัย เลือกแบรนด์ที่พิจารณาแล้วว่าเป็นของแท้แน่นอน และยิ่งเมื่อมีช่วงโปรโมชั่นถือเป็นเวลาทองมาก เพราะลดแล้วลดอีก ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง แค่รออยู่บ้านสินค้าก็มาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว”

สำหรับคุณแม่คนไหนที่กำลังมองหาโปรโมชั่นดีๆ ของผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป เตรียมพบกับ Pampers Super Brand Day วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ใน LazMall บนแอปพลิเคชัน ลาซาด้า https://bit.ly/2JLkc6T ที่จะมอบส่วนลดจากผลิตภัณฑ์แพมเพิร์สสูงสุดกว่า 35% และยังลดเพิ่มอีก 20% เมื่อกดรับคูปองจากลาซาด้า* พร้อมข้อเสนอพิเศษและของสมนาคุณต่างๆ จากแบรนด์ที่เข้าร่วม อาทิ เอนฟาโกร (Enfagrow), จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เบบี้ (Johnson& Johnson Baby) และแฮสโบร (Hasbro) ทั้งยังมีสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป Pampers สำหรับการใช้งานหนึ่งปีด้วย

 

สามารถติดตามโครงการดีๆ จากลาซาด้าได้ที่แอปพลิเคชัน Lazada, Facebook : Lazada Thailand, Lazada Livestream Thailand และ Twitter : Lazada Thailand

*เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 999 บาท ลดสูงสุด 300 บาท

ประกันสุขภาพเด็ก

9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562 ที่ไหนดีที่คุ้มครองคุ้มค่า ราคาถูก

ประกันสุขภาพเด็ก เป็นอีก 1 แผนประกันที่คุณพ่อคุณแม่มักจะคำนึงถึงเมื่อลูกยังอยู่ในวัยแรกเกิด – 10 ขวบ เพราะเด็กเล็กเจ็บป่วยได้ง่าย การซื้อประกันเพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเมื่อลูกต้องนอนโรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562 ที่ไหนดีที่คุ้มครองคุ้มค่า ราคาถูก

ประกันสุขภาพเด็ก คือ ประกันสุขภาพที่คุ้มครองเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ อาจรวมถึงอุบัติเหตุของลูก ทั้งแบบรักษาแบบผู้ป่วยนอก และการรักษาแบบผู้ป่วยใน คือการต้องนอนต่อที่โรงพยาบาล เพื่อให้ทีมแพทย์และสถานโรงพยาบาลในเครือเข้ารับการรักษาได้ทันทีเพียงทำประกันสุขภาพเด็กไว้ เพราะสถิติการเจ็บป่วยเด็กอายุ 0-5 ปีจะค่อนข้างสูงเนื่องด้วยเด็กวัยนี้ยังมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไม่มากพอ เจ็บป่วยได้ง่าย หรือ ไม่สามารถทนความเจ็บป่วยได้นานเท่าผู้ใหญ่

สิ่งที่ควรคำนึงก่อนซื้อ ประกันสุขภาพเด็ก

  1. ศึกษารายละเอียดของกรมธรรม์ให้เข้าใจ ว่าในกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมหรือไม่ การจ่ายเบี้ยชดเชยที่สูงพอในยามที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ ประหยัดและคุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายไปทุกปีหรือไม่
  2. ซื้อแผนประกันสุขภาพเด็กตามความสามารถของกำลังทรัพย์ ศึกษารายละเอียดวงเงินที่เหมาะสมตามกำลังทรัพย์ของเราด้วย หากประกันมีความครอบคลุมละเอียดพอแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มเติม
  3. พิจารณาจากยอดเงินค่ารักษาการเจ็บป่วย ต้องหมั่นสังเกตว่าที่ผ่านมานั้นมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณเท่าใด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลไว้สำหรับปรึกษาตัวแทนประกันว่าควรซื้อเบี้ยประกันเท่าไร เพื่อไม่ต้องซื้อประกันสุขภาพที่มีราคาสูงเกินจำเป็น
  4. พิจารณาจากค่าห้องพัก ควรพิจารณาจากราคาห้องด้วย หากเลือกห้องที่มีราคาสูงก็จะทำให้เบี้ยประกันสูงตามไปด้วย แต่หากเลือกเบี้ยประกันน้อยกว่าราคาห้องก็อาจจะต้องจ่ายส่วนต่างมากหลังใช้บริการ
  5. เลือกซื้อจากตัวแทนประกันที่ดี ข้อนี้ก็สำคัญควรซื้อประกันจากตัวแทนประกันที่มีความจริงใจให้ข้อมูลจริงอย่างตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบสูง และติดต่อง่ายในยามที่ต้องขอใช้บริการ
  6. เงื่อนไขการทำประกันสุขภาพลูกน้อยที่ไม่ควรมองข้าม คุณพ่อคุณแม่ก่อนทำ ประกันสุขภาพให้ลูก ต้องดูเงื่อนไขให้ดี และสิ่งที่จะได้คืนมาคืออะไร
ประกันสุขภาพลูกน้อย
ประกันสุขภาพลูกน้อย

รีวิว 9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562

  1. ไทยประกันชีวิต เพื่อลูกสุดรัก 

  • แบบประกันที่ให้คุ้มครองรอบด้าน เพื่อลูกสุดรักของคุณ
  • ลูกเจ็บป่วย นอนโรงพยาบาล จากโรคอื่นๆ รับเงินรับเงินชดเชยสูงสุด วันละ 2,000 บาท [1][2]
  • หากนอนโรงพยาบาลจาก 5 โรคพบบ่อยในเด็ก โรคมือเท้าปาก ,โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ, โรคอาหารเป็นพิษ, โรคบาดทะยัก และโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส รับเงินชดเชยสูงสุดวันละ 4,000 บาท[1][2]
  • ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุเล็กหรือใหญ่ ไม่ต้องสำรองจ่าย ให้เงินค่ารักษาพยาบาลสูงสุดครั้งละ 100,000 บาท[1] ต่อครั้ง
  • รับเงินคืนเพื่อเป็นของขวัญให้ลูก ตลอดสัญญาสูงสุดถึง 700,000 บาท[1]
หมายเหตุ
  1. ความคุ้มครองแผนที่ 11
  2. รวมกันสูงสุดไม่เกิน 365 วัน ต่อการเข้าพักรักษาครั้งใดครั้งหนึ่ง
    • ไทยประกันชีวิต เพื่อลูกสุดรัก เป็นชื่อทางการตลาด ส่วนในกรมธรรม์จะเป็นชื่อแบบประกัน “ธนทวี 22/7”
    • ควรศีกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ อีกทั้งต้องแถลงข้อมูลตามความจริงในเอกสารขอเอาประกันภัย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของท่าน
    • ผู้ที่กรอกข้อมูลจะต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่ของ บมจ.ไทยประกันชีวิต ติดต่อหรือใช้ข้อมูลเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางการตลาด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-201-4557 ข้อมูลจาก : http://thailife.com

2. เอ็ทน่า ประกันสุขภาพ แผนบียอนด์ เพอร์ซันนัลแคร์

  • มอบความคุ้มครองในวงเงินสูงถึง 5 ล้านบาทต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งการรักษาต่อปี
  • ให้ความคุ้มครองค่าห้อง ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาลสูงสุดถึงคืนละ 12,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก)
  • ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไปสูงสุดถึง 200,000 บาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก)
  • ให้ความคุ้มครองสำหรับการรักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง (Major Medical) (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก)
  • ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุสูงถึง 100,000 บาท
  • ให้ความคุ้มครองทั้งการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก (ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้ความคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น)
  • สามารถเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับความคุ้มครองผู้ป่วยนอก สูติกรรม และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเพิ่มเติมได้
  • อุ่นใจกับเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 400 แห่งทั่วประเทศไทย
  • ไม่ต้องซื้อพ่วงประกันชีวิต
    **เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2232 8555, ข้อมูลจาก : www.aetna.co.th

3. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต

ใหม่! ประกัน “สุขภาพเด็กเหมาจ่าย” ช่วยคุณพ่อคุณแม่แบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลลูกรักสูงถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี
ประกัน “สุขภาพเด็กเหมาจ่าย” ให้ลูกรักของคุณได้รับการรักษาเต็มที่และดีที่สุดเมื่อต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล คุณพ่อคุณแม่สบายใจ หมดห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย

  • ความคุ้มครองสูงถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี เมื่อครบรอบปีกรมธรรม์ที่ผู้เอาประกันภัยอายุครบ 11 ปี สามารถต่ออายุกรมธรรม์ได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพใหม่และความคุ้มครองจะเพิ่มเป็น 2 ล้านบาทต่อปี
  • แบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลกรณีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งจากเจ็บป่วยและอุบัติแหตุ รวมทั้งการผ่าตัดหรือหัตถการที่ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (Day Case)
  • จ่ายตามจริงค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินกรณีอุบัติเหตุภายใน 24 ชั่วโมง
  • สามารถใช้บริการดูแลคุณยามพักฟื้น (Nursing Care Service) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1373, ข้อมูลจาก : www.azay.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562 ที่ไหนดีที่คุ้มครองคุ้มค่า ราคาถูก

สั่งอาหารภาษาอังกฤษ

กินข้าวนอกบ้านแบบชิลล์ กับวิธี สั่งอาหารภาษาอังกฤษ สไตล์เด็กสองภาษา

ลูกจะเก่งภาษาอังกฤษต้องหมั่นพูด หมั่นใช้อยู่เสมอ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพาลูกที่ไหนก็ช่วยฝึกฝนภาษาให้ลูกได้ เวลาพาครอบครัวไปกินข้าวนอกบ้าน ลองชวนลูกมา สั่งอาหารภาษาอังกฤษ พร้อมๆ กัน  ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆเกี่ยวกับเมนูอาหารเครื่องดื่มแล้ว ยังฝึกพูดบนสนทนาเกี่ยวกับร้านอาหารที่เด็กๆควรรู้ด้วย

สั่งอาหารภาษาอังกฤษ เคล็ดลับสอนลูกเก่งภาษาแบบสบายๆ แต่ได้ผล

การกินข้าวนอกบ้านเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่หลายครอบครัวมักทำร่วมกัน นอกจากได้เปลี่ยนบรรยากาศมากินอาหารเมนูแปลกใหม่ต่างจากเมนูทำกินเองที่บ้านแล้ว เด็กๆยังมีส่วนร่วมในการเลือกเมนูโปรด เรียนรู้วิธีกินอาหารด้วยตัวเอง และมารยาทบนโต๊ะอาหาร

นอกจากนี้ ช่วงเวลาสั้นๆในร้านอาหารยังทำให้เด็กได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคมภายนอก ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ละคนมีบุคลิกและความชอบแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านสังคมของลูกน้อย ที่สำคัญร้านอาหารยังเป็นอีกแหล่งเรียนรู้ดีๆ สำหรับเด็กสองภาษา ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นสนามทดสอบความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เช่นการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ที่ลูกจะต้องใช้ความรู้หลายเรื่องมาประกอบกัน

อย่างแรกคือ เด็กต้องรู้จักชื่อเมนูอาหารที่อยากกินว่า ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ซึ่งส่วนนี้คุณพ่อคุณแม่อาจต้องทำการบ้านไปล่วงหน้า อย่างที่สองคือบทสนทนาที่ใช้เมื่อต้องการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ด้วยการขึ้นต้นประโยคด้วย Could  หรือ Would  ลงท้ายด้วยคำว่า please หรือ Thank you เป็นต้น

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอนนี้อ. คริสกับสองพี่น้องตระกูลไรท์ จะพาไปเรียนรู้คำศัพท์ และประโยคที่ใช้ในร้านอาหารและเครื่องดื่มด้วยการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ในตอน สั่งอาหารต้องพูดอย่างไรดี จะสนุกสนานกันแค่ไหน มาติดตามกันเลยค่ะ

คำศัพท์ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ

Espresso                 เอสเปรสโซ่ กาแฟช็อตเข้มข้น

Cappuccino           คาปูชิโน่   (เอสเปรสโซ่ใส่นม)

Latter                       ลาเต้  (เอสเปรสโซ่ใส่นมเยอะๆ

Mocha                   มอคค่า (เอสเปรสโซ่ใส่โกโก้กับนม)

Americano             อเมริกาโน่ (เอสเปรสโซ่ใส่น้ำ)

Americano with coconut water   อเมริกาโน่ใส่น้ำมะพร้าว

milk foam/ milk froth    ฟองนม

juice                       น้ำผลไม้คั้น

prawn fried rice   ข้าวผัดกุ้ง

prawn cake          ทอดมันกุ้ง

stir fried noodle with prawns    ผัดไทกุ้งสด

fried rice with butterfly prawns   ข้าวผัดดอกอัญชัน

signature dish    จานเด็ดประจำร้าน

coconut cake     เค้กมะพร้าว

sweet potato and coconut cake   เค้กมันม่วงกับมะพร้าว

coconut jelly     วุ้นมะพร้าว

coconut pudding    พุดดิ้งมะพร้าว

 

ประโยค สั่งอาหารภาษาอังกฤษ

Would you like a drink? อยากได้เครื่องดื่มสักแก้วไหม

If you want to be polite You should say “No Thank you” or “ Yes please”  ถ้าลูกอยากพูดให้สุภาพ ต้องใช้คำพูดตอบรับแบบนี้

What would you like to drink?  ลูกอยากดื่มอะไร

I like to drink water, please      ผมอยากดื่มน้ำเปล่าครับ

Let’s go order some drinks together    ไปสั่งเครื่องดื่มด้วยกันเลย

Can I have some dessert?              ผมขอกินขนมหวานได้ไหม

What would you like to have for lunch?    ลูกอยากกินอะไรเป็นมื้อเที่ยง

I would like to have prawn fried rice and prawn cake         ผมอยากกินข้าวผัดกุ้งกับทอดมันกุ้ง

Anything else?     รับอะไรเพิ่มอีกไหม

Shall we have lunch now              เรากินอาหารด้วยกันเลย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ที่สอนทั้งคำศัพท์ และประโยคกันใน ตอน สั่งอาหารต้องพูดยังไง คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท้องผูกในเด็ก

ท้องผูกในเด็ก

ท้องผูกในเด็ก …หนึ่งในปัญหายอดฮิตของคุณแม่ที่มีเจ้าตัวน้อย ในกรณีที่เลี้ยงด้วยนมชงมักเกิดเมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไปที่เริ่มเปลี่ยนจากนมแม่มาเป็นนมผสม คือท้องผูก อุจจาระแข็ง ถ่ายลำบาก โดยอาการนี้ไม่ได้บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคร้ายแต่อย่างใด แต่ก็มักเป็นเรี่องที่คุณพ่อและคุณแม่กังวล แล้วเราจะทำอะไรกันดี ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับสาเหตุของอาการท้องผูกของเด็กๆ กันก่อนดีกว่า

 

ท้องผูกในเด็ก …ลูกเราท้องผูกหรือเปล่านะ ? (Checklist)

  1. ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ น้อยกว่าปกติบ่อยๆ
  2. อุจจาระมีลักษณะแข็งและถ่ายยาก มีลักษณะอุจจาระขนาดใหญ่ แข็ง แห้ง และ เวลาถ่ายอุจจาระมีอาการเจ็บปวด
  3. ร้องไห้ หรือ กรีดร้องเวลาถ่ายอุจจาระ
  4. มีอาการท้องอืด
  5. มีอาการคลื่นไส้
  6. เบื่ออาหาร
  7. ในบางรายมีเลือดติดมากับอุจจาระระหว่างถ่าย หรือมีเลือดปนอยู่

 

เด็กแต่ละวัยอาการท้องผูกก็เกิดจากปัจจัยต่างกัน

วัยทารก : ปัญหาส่วนใหญ่มาจากนม มักจะเกิดกับทารกที่แพ้นมวัวหรือตอนเปลี่ยนนมก็จะทำให้ท้องผูกได้ ดังนั้นหมั่นสังเกตอุจจาระหากถ่ายออกมาแข็งหรือลูกถ่ายลำบาก ก็ตรวจสอบดูสัดส่วนของการผสมนมว่าเจือจางไปหรือเปล่า ให้ผสมให้ถูกแล้วสังเกตอุจจาระอีกครั้งว่าอ่อนตัวลงหรือเปล่า หากอุจจาระยังเหมือนเดิมอาจลองเปลี่ยนนม สำหรับทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไปให้กินอาหารเด็กตามวัยให้กินอาหารครบหมู่ ในปริมาณอาหารเพียงพอ ถ้ายังท้องผูกหรือถ่ายยากอยู่แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำลูกพรุน น้ำส้มคั้น เป็นต้น

เด็กวัยเตาะแตะ : ในวัยนี้เริ่มกินอาหารเด็กตามวัยเป็นอาหารหลักแล้ว แต่ถ้ายังดื่มนมปริมาณมาก กินอาหารน้อย แล้วเกิดอาการท้องผูกแนะนำให้คุณแม่หัดให้ลูกกินนมจากถ้วย และเลือกโภชนาการที่เหมาะสม รวมทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรือใยอาหารเพื่อกระตุ้นการขับถ่ายด้วย หลังดื่มนมให้ลูกดื่มน้ำเปล่าตามและเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหาร และในวัยนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการฝึกให้ลูกขับถ่ายเองหลังกินอาหารอิ่มแล้วอย่างสม่ำเสมอ

เด็กวัยอนุบาล : ถ้าไม่มีความผิดปกติของลำไส้ ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากอาหาร ให้คุณแม่สังเกตอาหารที่ลูกกินในแต่ละวันก่อน ว่าเขากินเนื้อสัตว์กับแป้งมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ถึงเวลาที่ต้องปรับอาหารให้ดื่มนมวันละสองแก้ว ให้กินผัก และผลไม้ให้มากขึ้นกับชวนลูกออกกำลังกายเป็นประจำ

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร อาทิเช่น Lactobacillus reuteri (แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี) เป็นจุลินทรีย์ที่มักพบในน้ำนมแม่ มีผลการวิจัยรับรองว่าช่วยในการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในทางเดินอาหาร กระตุ้นการขับถ่าย ลดการปวดท้อง ลดท้องผูก ลดภาวะร้องโคลิก  โดยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะช่วยสร้างภาวะที่เป็นกรด ทำให้มีการดูดน้ำกลับเข้าสู่โพรงลำไส้ จึงช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม และขับถ่ายง่ายขึ้น

ดังนั้นการดูแลโภชนาการของลูกในวัยนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการขับถ่ายที่มีผลต่ออารมณ์ของลูกน้อยตลอดทั้งวัน หากคุณแม่เลือกโภชนาการที่เหมาะสม รวมทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จะช่วยให้การขับถ่ายของลูกน้อยง่ายขึ้น

#จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในเด็ก #รียูเทอรี #ท้องแฮปปี้  #ลูกน้อยเติบโตแฮ้ปปี้ทุกวัน

 

อ้างอิง

  • SINKIEWICZ G, et al. Microbial Ecology in Health and Disease. 2008; 20: 122_126
  • Coccorullo P, et al. J Pediatr. 2010 Oct;157(4):598-602.
  • Savino F, et al. Pediatrics. 2010 Sep;126(3):e526-33.
  • Szajewska H, et al. J Pediatr. 2013 Feb;162(2):257-62
  • Indrio F et al. Euro J Clin Invest 2011;41(4): 417-22.
  • Romano C, Ferrau V et al. J Pediatr Child Health, 2010. Epub.

 

ไขความลับ!! พัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรก ให้มีประสิทธิภาพที่สุด

รู้ไหมว่าช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตลูกน้อย คือช่วงเวลาสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนาและส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นเด็กที่เก่ง ฉลาด สมองจำแม่น คิดไวได้ไม่อยากค่ะ ว่าแต่ต้องทำยังไง เราไปหาคำตอบในเรื่องนี้พร้อมกันค่ะ

 

พัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรก ต้องทำอย่างไร ?

ในปัจจุบันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อแม่ทุกคนก็ยังอยากให้ลูกๆ เป็นเด็กที่เก่ง ฉลาดมาเป็นอันดับหนึ่ง ถึงจะให้ความสำคัญกับความสุขของลูกที่ควรจะมีอยู่ตลอดช่วงชีวิตก็ตาม ฉะนั้นเด็กที่มีความสุขในชีวิตแล้วเป็นเด็กเก่งด้วยน่าจะเป็นสิ่งที่ครอบครัวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญไปพร้อมกัน ความสุขที่พ่อแม่มีให้ลูก เขาสามารถสัมผัสรับรู้ได้จากการเลี้ยงดูเอาใจใส่ของพ่อแม่ ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว

แต่ความเก่ง ความฉลาดของลูก รู้ไหมคะว่าเราสามารถส่งเสริมเตรียมพร้อมได้ตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์ ไปจนถึงลูกอายุ 2 ขวบ ที่เป็นช่วงเวลาทองในการพัฒนาสมองลูกใน 1,000 วัน ให้สมบูรณ์พร้อมทั้งประสิทธิภาพ และเต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพค่ะ

 

จะกระตุ้นพัฒนาสมองลูกน้อยเมื่อไหร่ดี ?

อย่างที่บอกไปคะว่าเราสามารถกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการสมองลูกให้ฉลาด มีประสิทธิภาพได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ในขณะตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์ จะเป็นช่วงเวลาที่เซลล์สมองของลูกจะเริ่มสร้างขึ้นที่ละเล็กละน้อย และค่อยๆ เพิ่มจำนวน ขนาด จนเกิดเป็นเนื้อสมอง เส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเองทำให้เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากมายรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ  ซึ่งสมองของลูกจะพัฒนาเติบโตไปจนกระทั่งลูกน้อยอายุประมาณอายุ 2 ขวบ(1,000 วัน) ที่ถือว่าเป็นช่วงเวลานาทีทองในการพัฒนาการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองของลูกให้มีประสิทธิภาพที่สุด

การพัฒนาสมองใน 1,000 วัน ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาดีที่สำคัญมากสุด ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่พลาดช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตลูกน้อยกันเลยค่ะ เพราะถ้าปล่อยให้พัฒนาการสมองลูกเติบโตไปตามวัย โดยที่ไม่ได้มีการกระตุ้นส่งเสริมเลย ถามว่าลูกจะเติบโตขึ้นเป็นเด็กที่เก่ง ฉลาดไหม ก็เก่งและฉลาดอยู่ค่ะ แต่อาจไม่มากเท่ากับเด็กที่ได้รับการพัฒนากระตุ้นสมองมาตั้งแต่ช่วง 2 ขวบปีแรก

พัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรก

อยากให้ลูกสมองไว จะกระตุ้นอย่างไรดี ?

คุณแม่สามารถเริ่มกระตุ้นพัฒนาสมองลูกได้ตั้งแต่ที่ลูกอยู่ในครรภ์อายุได้ 8 สัปดาห์เป็นต้นไปเลยค่ะ โดยเริ่มจาก…

1. ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการสมอง

การทานอาหารที่มีสารอาหารเพื่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยในครรภ์ แนะนำให้คุณแม่ทานอาหารจำพวกที่มีกรดไข  มันดีประเภท DHA ซึ่งได้จากการรับประทานปลาทะเล สาหร่ายทะเล อัลมอนด์ ถั่วต่างๆ และ ARA ซึ่งจะมีในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันเม็ดทานตะวัน อาหารที่มีอุดมไปด้วยดีเอชเอ เออาร์เอ หากคุณแม่ทานเป็นประจำระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่ง  สารอาหารที่ได้นี้จะมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดีขึ้นค่ะ

2. มีปฎิสัมพันธ์กับลูก

ระหว่างตั้งครรภ์ควรหากิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ และจดจำให้กับลูก เช่น การอ่านนิทาน ร้องเพลง ลูบท้องพูดคุกับ ลูก หรือส่องไฟฉายที่หน้าท้อง การส่องไฟที่หน้าท้องจะทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพ การมองเห็นของลูก น้อยมีพัฒนาดีขึ้น และยังเป็นการช่วยเตรียมความพร้อมในการมองเห็นให้ลูกหลังคลอดออกแล้วด้วยค่ะ

หลังจากคุณแม่ดูแลกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกน้อยมาตลอดช่วงที่ตั้งครรภ์แล้วนั้น เมื่อคลอดลูกมาแล้วสิ่งที่คุณแม่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพก็คือการให้ลูก “กินนมแม่” หลังคลอดทันทีเพราะอะไรรู้ไหมคะ ?

นมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก เต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูก และที่สำคัญในนมแม่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารเพื่อพัฒนาการทางสมองของลูก ทั้ง ดีเอชเอ เออาร์เอ และ “สฟิงโกไมอีลิน” เป็นสารอาหารที่พบมากในนมแม่

สฟิงโกไมอีลิน (sphingomyelin) หนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลิน การได้รับสฟิงโกไมอีลินในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการสร้างไมอีลินในสมอง ซึ่งช่วยให้การทำงานของสมองเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยสฟิงโกไมอีลินจะพบได้มากในนมแม่ และผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม ชีส ดังนั้นทารกจึงควรได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ เพราะนมแม่เป็นแหล่งของไขมันชั้นดี ซึ่งรวมถึงสฟิงโกไมอีลินด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าทารกที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนจะมีปริมาณไมอีลินในสมองเพิ่มขึ้นและมีความสัมพันธ์กับผลการประเมินการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย1

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กเก่ง ฉลาด สมองไว เรียนรู้ดีอย่างก้าวกระโดด ต้องดูแลลูกในช่วง 2 ปีแรกให้อย่างดีที่สุด โดยเฉพาะการให้ลูกได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด เพราะนมแม่เต็มไปด้วยสฟิงโกไมอีลิน ที่ช่วยสร้างเส้นใยสมองให้มีมากที่สุดในแต่ละช่วงวัย สมองที่มีความสมบูรณ์จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และเติบโตขึ้นเป็นคนที่เต็มพร้อมไปด้วยประสิทธิภาพ และศักยภาพรอบด้านค่ะ

มาค่ะ มาพัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรกให้มีประสิทธิภาพที่สุดไปพร้อมกัน เริ่ม!!

ข้อมูลจาก :

1 นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กุมารแพทย์ โรคระบบประสาท อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาตร์ ม.มหิดล. สฟิงโกไมอีลิน สารอาหารที่พบในนมแม่

รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. อยากกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง. https://bit.ly/2vr8Tsp

Amarin Baby & Kids Awards 2019

Amarin Baby & Kids Awards 2019 รางวัลสุดยอดแบรนด์ในดวงใจคุณแม่

ครั้งแรกในเมืองไทยกับการโหวตแบรนด์ “สินค้าแม่และเด็ก” ที่คุณแม่ทั่วประเทศชื่นชอบและประทับใจ เพื่อมอบรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าในดวงใจแม่

Amarin Baby & Kids Awards 2019 รางวัลสุดยอดแบรนด์ในใจคุณแม่

เว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ในฐานะเครือข่ายแม่ลูกออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งยอดเข้าถึงกว่า 20.5 ล้านคนต่อเดือน และมียอดติดตามทางเฟซบุ๊กกว่า 1 ล้าน Follower จัดการมอบรางวัลAmarin Baby & Kids Awards 2019แบรนด์สินค้าสำหรับ “แม่และเด็ก” ในดวงใจคุณแม่ตัวจริง

Amarin Baby & Kids Awards 2019 แบ่งออกเป็น 2 รางวัลหลัก ได้แก่ รางวัล Mommy’s Choice  ซึ่งจะมอบให้กับสินค้าแม่และเด็กแต่ละประเภทที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากการลงคะแนนของคุณแม่ทั่วประเทศ ผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ใช้สินค้าจริงด้วยตัวเอง และรางวัล Editor’s Choice ซึ่งมอบให้กับ “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง” ที่ได้รับการคัดเลือกจากกองบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids

และเพื่อให้ Mommy’s Choice เป็นรางวัลที่มาจากความคิดเห็นของแม่อย่างแท้จริง  จึงเปิดโอกาสให้แม่ได้ร่วมโหวต  2  รอบ ดังต่อไปนี้

  • รอบแรก   เพื่อเสนอชื่อแบรนด์สินค้าที่คุณแม่ชื่นชอบตามประเภทต่างๆ ตั้งแต่วันนี้ – 4 สิงหาคม 2562
  • รอบที่สอง เพื่อค้นหาแบรนด์ที่เป็นที่สุดในใจคุณแม่ Mommy’s Choice ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม – 15 กันยายน 2562

ทั้งนี้คุณแม่ทุกคนที่ร่วมโหวตมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล Magic Box กล่องสุ่มสุดว้าว มากถึง 100 รางวัล ที่คัดสรรมาให้เฉพาะแม่ๆ เดาสนุกๆ กันว่าในกล่องมีสินค้าน่าใช้อะไรบ้าง สามารถร่วมโหวตได้ทั้งสองรอบผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com/abk-awards-2019/ โดยจะประกาศผลโหวต วันที่ 15 ตุลาคม 2562 ทางเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com และมอบรางวัลให้แก่แบรนด์สินค้าในดวงใจ ภายในงาน Amarin Baby & Kids Fair#15 เดือนพฤศจิกายน  2562

มาร่วมเสนอชื่อแบรนด์สินค้าในดวงใจกันที่ลิงค์นี้เลยค่ะ www.amarinbabyandkids.com/abk-awards-2019/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

อาหารเด็ก 1 ขวบ

อาหารเด็ก 1 ขวบ ใน 1 วัน ลูกต้องกินอะไรบ้าง?

อาหารเด็ก 1 ขวบ ภายใน 1 วัน เพื่อให้ลูกน้อยได้ 3 มื้อ และมีสารอาหารครบ 5 หมู่ ต้องทำอะไรให้ลูกกินบ้าง ตามมาดูคำแนะนำถึง ปริมาณและชนิดอาหารที่ลูกวัย 1-3 ขวบควรได้รับ!

ไขข้อสงสัย? อาหารเด็ก 1 ขวบ
ใน
1 วัน ลูกต้องกินอะไรบ้าง?

เพราะสุขภาพร่างกายของลูกน้อยมีความสำคัญมากอันดับหนึ่ง และเป็นพื้นฐานความพร้อมที่สำคัญไปสู่สมองที่ดีและการเรียนรู้ที่ดีในอนาคต โดยเฉพาะลูกน้อยวัยทารกและเด็กเล็กที่ร่างกายต้องการสารอาหารที่มีคุณค่าและจำเป็นเพื่อการเจริญเติบโต สร้างร่างกาย สมอง ภูมิคุ้มกัน ให้พร้อมต่อการเรียนและเผชิญกับโลกในวันหน้า

ดังนั้นอาหารการกินต่าง ๆ สำหรับลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเลือกสรรให้ลูกได้รับอย่างครบถ้วนเต็มที่เพียงพอ และเหมาะสมกับพัฒนาการทางร่างกาย การย่อยอาหารและอื่น ๆ ตามวัยของลูก ซึ่งสำหรับลูกรักวัย 1 ขวบขึ้นไป ต้องการอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่ 3 มื้อ และสามารถกินอาหารที่เป็นเมนูเหมือนกับผู้ใหญ่ได้แล้ว

อาหารเด็ก 1 ขวบ

>> Must read : อาหารเสริมลูกน้อย เริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะสม?

เพียงแต่ อาหารเด็ก 1 ขวบ ที่จะป้อนให้ลูกควรเป็นอาหารรสจืดที่ไม่ผ่านการปรุงรสหรือปรุงแต่งมาก เป็นอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ส่วนนมนั้น จากที่เคยเป็นอาหารหลักก็จะกลายมาเป็นอาหารเสริมแทน โดยคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมรสจืดแทรกเป็นอาหารว่างในช่วงสาย บ่าย และก่อนนอน เพื่อเสริมแคลเซียมและสารอาหารสำคัญให้ร่างกาย หลีกเลี่ยงนมรสหวาน เพราะลูกอาจจะติดรสชาติและทำให้อ้วนได้

ส่วนคุณแม่ที่มีลูกรักในวัยที่โตขึ้นตั้งแต่ 2 – 3 ขวบขึ้นไป สามารถเลือกให้ลูกดื่มนมรสจืดสูตรพร่องมันเนยได้ เนื่องจากนมพร่องมันเนยมีคุณค่าทางอาหารเทียบเท่านมสูตรปกติ แตกต่างกันเพียงปริมาณไขมันอิ่มตัวเท่านั้น

ปริมาณพลังงานสำหรับเด็กอายุ 1 – 3 ขวบ และ 4 – 5 ขวบ จากข้อกำหนดปริมาณสารอาหารอ้างอิง ที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2546 คือ

เด็กอายุ 1 – 3 ขวบ 1,000 กิโลแคลอรี

เด็กอายุ 4 – 5 ขวบ 1,300 กิโลแคลอรี

อาหารเด็ก 1 ขวบ

วิธีจัด อาหารเด็ก 1 ขวบ ให้ลูกได้ครบ 5 หมู่

สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก เชื่อว่าต้องเคยเรียนเรื่องอาหาร 5 หมู่และสัดส่วนอาหารรูปทรงพีระมิดกันมาแล้ว โดยหลักสูตรรุ่นเก่ามักจะสอนเราว่า อาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตอยู่ฐานใต้สุด ของพีระมิด หมายความว่าเป็นหมู่อาหารที่เราต้องกินเยอะที่สุด ถัดขึ้นมาจึงเป็นผัก ผลไม้ โปรตีน และไขมันตามลำดับ … แต่ในปัจจุบันมีงานวิจัยใหม่ออกมาแล้วว่า หมู่อาหารที่เราควรกินให้ได้มากที่สุด แท้จริงแล้วคือ ผักและผลไม้ ต่างหาก!อาหารเด็ก 1 ขวบ

ดังนั้นแล้วภายใน 1 มื้อ ลูกควรได้รับสารอาหารแต่ละหมวดหมู่เป็นอย่างไร พ่อแม่ควรเตรียม อาหารเด็ก 1 ขวบ สัดส่วนเท่าไหร่กันแน่ เราได้รวบรวมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอไว้ดังนี้

ตัวอย่างเมนู อาหารเด็ก 1 ขวบ – 3 ขวบ ใน 1 วัน *อ้างอิงข้อมูลจาก หนังสือ กินตามวัยให้พอดี สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

อาหารเด็ก 1 ขวบ มื้อเช้า

ข้าวต้มหมูใส่ฟักทอง – แครอต นมสด

  • ข้าวต้ม 1 ทัพพี
  • หมูสับ 1 ช้อนกินข้าว
  • ฟักทอง แครอต
  • กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา
  • นมสด 1 กล่อง (240 ซีซี)

อาหารว่างเช้า กล้วยน้ำว้า

อาหารเด็ก 1 ขวบ มื้อกลางวัน

ซุปมักกะโรนีไก่ฉีก แอ๊ปเปิ้ล

  • มักกะโรนี 8 ช้อนกินข้าว
  • ไก่ฉีก 2 ช้อนกินข้าว
  • กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา
  • มันฝรั่ง แครอต ขึ้นฉ่าย
  • แอ๊ปเปิ้ล 1-2ผล

อาหารว่างบ่าย น้ำส้ม 1 แก้ว (ส้ม 4 ผลกลาง)

อาหารเด็ก 1 ขวบ มื้อเย็น

ข้าวสวย ไข่เจียว แกงจืดฟัก

  • มะละกอสุก
  • ข้าวสวย 1 ทัพพี
  • ไข่เจียว 1-2ฟอง
  • แกงจืดฟัก 1 ถ้วย

มะละกอ 4 ชิ้นพอคำ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คิดก่อนให้…ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

สำหรับความจำเป็นในการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของเด็กอาจต้องดูเป็นรายบุคคล คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้ออาหารเสริมต่าง ๆ มาให้ลูกกินเอง โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อขอคำแนะนำว่าลูกควรจะต้องกินแค่ไหน อย่างไร และกินวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอะไรได้บ้าง เพราะวิตามินบางตัวก่อให้เกิดอันตรายได้หากสะสมมากเกินไป อย่างเช่น วิตามินเอเป็นวิตามินที่ไม่ละลายน้ำ หากกินเกินขนาดจะขับออกจากร่างกายได้ยาก ส่งผลเสียต่อตับได้

อย่างไรก็ดีหากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อยากรู้ถึงเทคนิคการให้อาหารเสริมลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับอาหารเด็กเล็ก วางรากฐานพฤติกรรมดี ๆ ที่เราสามารถฝึกได้ในแต่ละช่วงวัย การให้อาหารเสริมตามวัยลูกน้อยได้ถูกต้อง การเลือกอาหารได้ถูก ลูกได้รับเต็มคุณค่า รวมไปถึงอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในขวบปีแรก และการฝึกลูกกินเอง

>> สามารถอ่านทำความรู้จักให้ลึกซึ้งต่อได้ จากหนังสือ สุดยอดคู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่” ฉบับสมบูรณ์ โดย Amarin Baby & Kids สำหรับแม่ตั้งครรภ์จนถึงลูกน้อยวัย 3 ขวบ รวบรวมครบถ้วนทั้ง

  • เทคนิคการดูแลครรภ์คุณภาพ
  • สร้างฉลาด พัฒนาสมองลูกให้ถูกช่วงวัย
  • สารพัดเคล็ดลับวิธีเลี้ยงลูก
  • สุดยอดวิธีการเลี้ยงลูกเจนอัลฟ่า
  • Mom SOS ช่วยลูกวินาทีฉุกเฉิน

ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบจากกุมารแพทย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน >> หนังสือปกแข็งอย่างดี พิมพ์ 4 สีตลอดเล่ม เพื่อเป็นสุดยอดคู่มือให้คุณแม่ อ่านง่าย ในราคา 499 บาท

พิเศษ รับฟรี! ผ้าอ้อม Cherry baby มูลค่า 269 บาท
เมื่อสั่งซื้อหนังสือที่ https://www.naiin.com/product/detail/481580
หรือ ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสั่งจองที่ http://bit.ly/2S1AACP

คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่
คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก : 

เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี

3 เคล็ดลับ “เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี” ฉบับแม่มือโปร!!

เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี สนุกเล่น ฉลาดเรียนรู้ อารมณ์ดีแบบคุณแม่มือโปร คุณแม่มือใหม่อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าต้องทำไง วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ในการเลี้ยงลูกมาฝากกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี แบบก้าวกระโดด

เด็กๆ ถ้าได้เติบโตขึ้นอย่างสมวัยเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากค่ะ ซึ่งการ เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี เก่งทั้ง IQ และ EQ ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเล็กๆ นี่แหละค่ะ

1. โภชนาการสารอาหารต้องมีประโยชน์

การเลี้ยงลูกให้พัฒนาการดีรอบด้าน คุณแม่มือโปรเขาส่งเสริมเสริมให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดกันค่ะ เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน ซึ่งต่อพัฒนาการการเจริญเติบโต พัฒนาการสมอง ที่สำคัญเด็กนมแม่จะมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดีมากๆ จากนั้นเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ก็ส่งเสริมให้ลูกได้กินอาหารที่หลากหลาย แต่ต้องมีประโยชน์ครบ 5 หมู่นะคะ

2. ได้เล่นของเล่นตามวัย

จริงอยู่ค่ะที่พ่อแม่คือของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูก แต่ถ้าการได้มีของเล่นเสริมพัฒนาการตามวัย ที่พ่อแม่ลูกได้เล่นสนุกด้วยกัน มีช่วงเวลาสนุกด้วยกัน นอกจากจะกระตุ้นพัฒนาการสมองให้เกิดการเรียนรู้แล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้ลูกด้วยค่ะ เด็กๆ ที่ได้เล่นตามวัย จะเป็นเด็กที่อารมณ์ดี สดใส ร่าเริง แนะนำเป็นหนังสือนิทาน Pop Up, ตัวต่อเลโก้, ชุดของเล่นร้านชำ, การ์ดคำภาษาอังกฤษ, ชุดสมุดภาพระบายสี ฯลฯ

3. ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ

สำหรับเด็กๆ การคืบ คลาน นั่ง กลิ้ง เดิน วิ่ง ปีนป่าย กระโดด ฯลฯ คือพัฒนาการตามวัยของเขาค่ะ นอกจากจะได้เป็นการกระตุ้นส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (มือ ข้อมือ แขน) กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เท้า ข้อเท้า ช่วงขา) รวมถึงกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายให้แข็งแข็งมั่นคงขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นพัฒนาการการเรียนรู้ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์จากสิ่งที่ได้เห็น ได้เล่นกิจกรรมสนุกต่างๆ ด้วยค่ะ

ยิ่งเด็กที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเตาะแตะ Toddler ถ้าได้เล่นอย่างเต็มที่ไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ก็จะช่วยให้พัฒนาการรอบด้าน ทักษะต่างๆ เป็นไปอย่างก้าวกระโดดค่ะ ฉะนั้นจำเป็นมากๆ ที่คุณแม่ต้องมีตัวช่วยอย่างผ้าอ้อมสำเร็จรูป ซึ่งแนะนำว่าให้เลือกที่ช่วยให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกังวลว่าวิ่ง นั่งเล่นอยู่แล้วปัสสาวะจะซึมเลอะเทอะออกมาทางขอบขา ขวบเอว

เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี

บ้านไหนอยากได้ผ้าอ้อมคุณภาพเยี่ยมระดับพรีเมี่ยมไปให้ลูกๆ ใช้ล่ะก็ Pampers ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสุดพรีเมี่ยมจากญี่ปุ่น เหมาะมากๆ เพราะให้ทั้งความบาง กระชับ ซึมซับได้ดี ไม่ว่าลูกจะเล่นกิจกรรมสนุกอะไรก็เล่นได้อย่างคล่องตัว หรือจะช่วงเวลานอนก็นอนสบายตัว ไม่อับชื้น ยิ่งตอนนี้นะคะแพมเพิร์สออกรุ่นใหม่มาที่ให้ในเรื่องความบางมากขึ้นถึง 10% ลูกจะปัสสาวะมาหลายครั้งแล้ว ก็ยังรู้สึกสบายตัว  ที่สำคัญมีเทคโนโลยีเมจิเคิลพอดส์ ช่วยซึมซับความเปียกชื้นได้รวดเร็ว ทั้งยังล็อกความเปียกชื้นได้ถึง 2 เท่า ช่วยให้ผ้าอ้อมแห้งยาวนาน ป้องกันการรั่วไหลได้ถึง 12 ชั่วโมง ที่สำคัญ ผ้าอ้อมแพมเพิร์สยังมีคุณสมบัติเด่นที่ช่วยระบายอากาศรอบด้าน ป้องกันการอับชื่น คุณแม่หมดกังวลปัญหาผื่นผ้าอ้อมไปได้เลยค่ะ

พิเศษสุด! คุ้มมากๆ เพราะ Pampers และ ลาซาด้า จับมือกันทำ Super Brand Day ในวันที่ 26 ก.ค. นี้ คุณแม่พบกับดีลสุดพิเศษ ลดสูงสุด 35%, คูปองส่วนลดเพิ่มเติมจากลาซาด้าสูงสุด 20%* และกองทัพของสมนาคุณมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 300 คำสั่งซื้อแรก รับฟรี โอเลย์ วิป 10 กรัม และยังมีสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์ Pampers ไปใช้ฟรีๆ 1 ปีเต็มเลยทีเดียว งานนี้คุณแม่ห้ามพลาดเด็ดขาดเชียวค่ะ! คลิก https://bit.ly/2JMUEoR

*เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 999 บาท ลดสูงสุด 300 บาท

เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี

 

เลี้ยงลูกให้พัฒนาการดี

อ่านนิทานให้ลูกฟัง

กรมอนามัยชี้! อ่านนิทานให้ลูกฟัง ช่วยเสริมพัฒนาการและสติปัญญา

การ อ่านนิทานให้ลูกฟัง ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ทำให้ลูกรู้สึกสนุกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การที่พ่อแม่ใช้เวลาอ่านนิทานกับลูก นั้นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ สติปัญญา อารมณ์ การสื่อสารทางภาษา และเพิ่มความผูกพันในครอบครัวอีกด้วย

กรมอนามัยชี้! อ่านนิทานให้ลูกฟัง ช่วยเสริมพัฒนาการและสติปัญญา

“หนังสือนิทานเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการเปิดจินตนาการอันไม่รู้จบให้กับลูกน้อย เพิ่มคลังศัพท์และเปิดโลกแห่งภาษา ช่วยให้ลูกพัฒนาการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว และเป็นตัวเชื่อมพ่อแม่กับลูกไว้ด้วยกัน”

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการ อ่านนิทานให้ลูกฟัง โดยพ่อแม่สามารถ อ่านนิทานให้ลูกฟัง ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง เพื่อเป็นการกระตุ้นการได้ยินและเกิดความคุ้นเคยกับเสียงของพ่อแม่ (อ่านต่อ อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง ดีอย่างไร?) โดยใช้นิทานเป็นสื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด ให้ความรู้ ความสนุกสนาน และจินตนาการแก่เด็ก อีกทั้งฝึกสมาธิให้เด็กจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟัง เตรียมความพร้อมด้านการอ่านหนังสือ และปลูกฝังคุณธรรม รวมทั้งนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในช่วง 6 ปีแรก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการวางรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะการอ่านนิทานไม่เหมือนการให้ลูกดูทีวี สมาร์ทโฟน หรือแทบเล็ต เพราะภาพในหนังสือนิทานจะหยุดนิ่ง มีเวลาให้ลูกเก็บรายละเอียด พ่อแม่และลูกสามารถกำหนดจังหวะการพลิกหนังสือให้สอดคล้องตามการรับรู้ของลูกได้ รวมถึงลูกอาจมีการถามความหมายของสิ่ต่าง ๆ หรือขอให้พ่อแม่ เล่าบางส่วนซ้ำ เป็นการสื่อสารสองทางระหว่างกัน ซึ่งเทคนิคการเลือกหนังสือนิทานสำหรับเด็กให้เน้นหนังสือ ที่มีรูปภาพ มีสีสันสวยงามน่าสนใจ มีตัวอักษรที่เห็นได้ชัดเจน และมีเนื้อหาที่ไม่มาก

อ่านนิทาน
อ่านนิทาน

จากปัญหาที่กรมอนามัยพบว่า จากข้อมูลพัฒนาการเด็กปี 2561 จำนวน 1,807,337 คน  พบเด็กมีพัฒนาการล่าช้าในการเข้าใจภาษา จำนวน 2,298 คน คิดเป็นร้อยละ 51.60 และการพูด จำนวน 2,673 คิดเป็นร้อยละ 60.10 พ่อแม่จึงต้องเป็นบุคคลที่รับบทบาทสำคัญที่สุดเพื่อจะสร้างเสริมเชาว์ปัญญาของเด็กตั้งแต่เด็กเล็ก และสำหรับเด็กทารก อาจเริ่มจากนิทานคำกลอนกล่อมเด็กของไทย เมื่อเด็กโตขึ้น อาจเลือกเนื้อหาประเภทสิ่งใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน สิ่งรอบตัว ไปจนถึงคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งสามารถให้เด็กเลือกหนังสือที่ชอบเองได้ โดยช่วงเวลาในการอ่านนิทานแล้วแต่ว่าพ่อกับแม่สะดวกตอนไหนก็อ่านตอนนั้น หรืออาจจัดช่วงเวลาให้ชัดเจนในแต่ละวัน เพื่อให้สมดุลกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อ่านช่วงก่อนนอน ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายพร้อมกับการนอนหลับ ทั้งนี้ “นิทานไม่ว่าจะดีแค่ไหนจะไม่เกิดประโยชน์เลยถ้าไม่มีคนอ่านให้เด็กฟัง” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/106438

นอกจากการชี้ให้เห็นถึงประโยชน์จากการอ่านนิทานแล้ว สสส. ยังได้จัดโครงการ “สิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างลูก” โดยร่วมกับ 5 ภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุนและเชิญชวนให้คุณพ่อคุณแม่หยิบหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังกันเป็นประจำ มีเคล็ดลับในการอ่านนิทานให้ลูกฟังมาฝากกัน ดังนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 7 เคล็ดลับ “อ่านนิทานให้ลูกฟัง” ยิ่งอ่าน ลูกยิ่งได้

โรคมะเร็งเต้านม

8 เรื่องเข้าใจผิด “โรคมะเร็งเต้านม” ผู้ชายก็เป็นได้

โรคมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก โดยในปัจจุบันนี้คนไทยตื่นตัวกับโรคนี้กันมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

8 เรื่องเข้าใจผิด “โรคมะเร็งเต้านม” ผู้ชายก็เป็นได้

โรคมะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติ ส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย

ภายในเต้านมของผู้หญิงจะประกอบไปด้วยต่อมผลิตน้ำนม ท่อน้ำนม เนื้อเยื่อไขมัน ท่อน้ำเหลือง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หลอดเลือดต่าง ๆ ซึ่งเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกิดขึ้นบริเวณต่อมผลิตน้ำนม (Lobules) และท่อน้ำนม (Ducts) มากกว่าส่วนอื่น การก่อตัวของมะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้กับเซลล์ทุกส่วนภายในเต้านมในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากเซลล์ผิดปกติมีการแบ่งตัวมากขึ้นเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมได้ และขยายใหญ่ขึ้นเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง ระบบน้ำเหลือง และสุดท้ายกระจายไปยังกระแสเลือด และไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้

เนื่องจากยังไม่พบสาเหตุการเกิดมะเร็งเต้านมที่แน่ชัด แต่ก็พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเพศหญิง ทั้งจากสภาพแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุที่มากขึ้น ผู้หญิงที่ไม่มีบุตร หรือมีช่วงระยะของการมีประจำเดือนนาน และอีกหลายปัจจัย ทั้งนี้บางปัจจัยสามารถแก้ไขได้ แต่บางปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็ยังมีความเชื่อและความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ที่บางความเชื่อผิด ๆ นั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงนำคลิปจาก Mahidol Channel มหิดล แชนแนล ซึ่ง ศ.ดร. นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ หัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้มาอธิบายถึงความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม มาฝากกันค่ะ

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม

8 เรื่องเข้าใจผิด “โรคมะเร็งเต้านม”

  1. หน้าอก “ใหญ่” เสี่ยงกว่าหน้าอก “เล็ก”

ความจริงคือมีความเสี่ยงเท่ากัน ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าภายในเต้านมนั้นมีส่วนประกอบมากมาย รวมถึงไขมัน การที่หน้าอกใหญ่นั้นอาจจะเป็นเพราะมีไขมันที่บริเวณหน้าอกเยอะแต่เนื้อหน้าอกอาจจะน้อย และสำหรับคนที่หน้าอกเล็ก นั้นก็สามารถมีเนื้อหน้าอกเยอะกว่าปริมาณไขมันได้เช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะหน้าอกขนาดไหน ก็มีความเสี่ยงเท่า ๆ กันหมด

2. ยกทรงคับเกินไป ต้นเหตุมะเร็งเต้านม

ความจริงคือยังไม่มีการศึกษาหรืองานวิจัยใด ๆ ที่สามารถนำมายืนยันได้ว่า การที่หน้าอกโดนบีบรัดหรือกระแทกมากจนเกินไปจะทำให้เป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ แต่การใส่เสื้อในที่มีขนาดพอดีกับขนาดเต้านม ก็จะช่วยให้ผู้สวมใส่สบายตัวและมั่นใจมากขึ้นนะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 8 เรื่องเข้าใจผิด “โรคมะเร็งเต้านม”

“5 โอกาสทอง” พัฒนา สมองลูก ให้ถูกเวลา..ฉลาดสมวัย

หากอยาก พัฒนา สมองลูก ต้องทำให้ถูกช่วงเวลา ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่จะพัฒนาสมองลูกให้ฉลาดสมวัยเรียนรู้ได้เร็ว จะต้องพัฒนาตอนไหน อย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

ช่วงเวลาทอง พัฒนา สมองลูก ให้ถูกเวลา!!!

Windows of Opportunity ช่วงโอกาสทอง พัฒนา สมองลูก

ในช่วง 0 – 3 ขวบ เป็นโอกาสทองของการพัฒนาสมองระดับพื้นฐานเพื่อการรับรู้ ซึ่งสมองส่วนที่พัฒนาอย่างมากในเด็กวัยนี้ คือ สมองส่วนที่รับรู้สัมผัส เช่น การมอง การฟัง การสัมผัส การรับรส การดมกลิ่น การรับรู้ ตำแหน่งของร่างกาย การทรงตัว สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็ก การใช้ตากับมือประสานกัน สมองส่วนที่เกี่ยวกับภาษา ฟังเข้าใจ พูดสื่อสารได้ และ สมองส่วนที่ทำให้สนใจจดจ่อต่อเนื่อง

 

1. โอกาสทองในการพัฒนาประสาทสัมผัส

เปลือกสมองส่วนการมองเห็น จะเริ่มสร้างไซแนปส์มากที่สุดในช่วงแรกเกิดจนถึง อายุ 3 – 6 เดือน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนลูกอายุ 1 ขวบ ก็จะมีจำนวนไซแนปส์ในเปลือกสมองส่วนการมองเห็นมากถึง 1.5 เท่าของที่พบในผู้ใหญ่ >> จากนั้นการสร้างไซแนปส์จะค่อย ๆ ชะลอลง เมื่อลูกอายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งไซแนปส์ในสมองส่วนนี้จะเริ่มสลายตัว จนมีจำนวนไซแนปส์ลดลงเท่ากับผู้ใหญ่เมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ … หลังจากนั้นสมองส่วนการมองเห็นจะเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

ช่วง 0 – 3 ขวบ ยังเป็นช่วงที่ “เปลือกสมองส่วนการฟัง” มีการพัฒนาอย่างมาก มีกาสร้างไซแนปส์เพิ่มขึ้น  รวมทั้งมีการสร้างแผนที่ในการแยกแยะเสียงอย่างละเอียด โดยในเปลือกสมองส่วนการฟัง (Auditory Map) ควรส่งเสริมให้ลูกมองและฟังอย่างตั้งใจ เช่น ให้ลูกสังเกตสิ่งต่าง ๆ ตามความสนใจ ชวนพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกสนใจ เพื่อยืดระยะความสนใจจดจ่อให้ยาวนานขึ้น ชวนอ่านนิทานให้ลูกฟัง หรือให้ลูกฟังเสียงที่หลากหลาย เช่น เสียงพูดคุยภาษาต่าง ๆ เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรีคลาสสิกที่มีเครื่องดนตรีหลายชนิด การฟังที่หลากหลายจะช่วยให้ลูกน้อยแยกแยะความแตกต่างของเสียง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของภาษาและดนตรีต่อไป

พัฒนาสมองลูก

2. โอกาสทองในการ พัฒนา สมองลูก ด้านภาษา

เปลือกสมองส่วนที่เกี่ยวกับภาษา จะเริ่มสร้างไซแนปส์เพิ่มขึ้น ในขวบปีที่ 1 – 2 จำนวนไซแนปส์จะมากที่สุดในช่วงขวบปีที่2 – 3 จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนมีจำนวนไซแนปส์เท่ากับผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กอายุ 5 – 6 ขวบ ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสทองในการพัฒนาด้านภาษา ซึ่งสมองของเด็กเล็กสามารถเรียนรู้ได้หลายภาษาหากเป็นการเรียนภาษาตามธรรมชาติ คือเรียนจากเหตุการณ์จริงในชีวิตประจำวัน เด็กวัยนี้ควรเน้นการฟังให้เข้าใจและการพูดเพื่อสื่อสารความต้องการได้ มิใช่การเรียนเพื่ออ่านออกเขียนได้

นอกจากนั้นการแยกแยะเสียงที่แตกต่างหลากหลาย ยังเป็นพื้นฐานของการแยกแยะเสียงดนตรี ช่วงนี้จึงเป็นเวลาทอง ในการส่งเสริมให้เด็กมีความสนใจด้านดนตรีอีกด้วย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

3. โอกาสทองในการ พัฒนา สมองลูก เกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายประสาทที่ทำให้เด็กมีความสนใจจดจ่อต่อเนื่องไม่ว่อกแว่กง่าย

ความจดจ่อต่อเนื่อง มีความสำคัญต่อความจำและการเรียนรู้ของมนุษย์เราตลอดชีวิต เครือข่ายประสาทนี้ใช้เวลายาวนานในการพัฒนา ระยะความสนใจจดจ่อจะนานขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัยของเด็กที่โตขึ้น … การเริ่มฝึกตั้งแต่เด็กเล็กจะฝึกได้ง่าย และ ที่สำคัญ “การจดจ่อของเด็กทารก” ต่อสิ่งที่สนใจแม้เพียงไม่กี่วินาที ก็มีความหมายในระยะยาว

ลูกน้อยที่มีระยะความสนใจจดจ่อยาว เมื่อโตขึ้นจะมีสมาธิดี ส่งผลดีต่อการเรียน พ่อแม่ควรสบตาพูดคุยกับลูก หมั่นอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง ชวนลูกให้จดจ่อกับเรื่องราวในหนังสือ เลือกของเล่นที่ต้องใช้การจดจ่อต่อเนื่อง เช่น ตัวต่อ จิ๊กซอว์ และอื่น ๆ จะช่วยให้ลูกยืดเวลาความจดจ่อนานขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัย

อุปสรรคต่อการพัฒนาความสนใจจดจ่อ เช่น การใช้สื่อดิจิทัลมีเดียมากเกินไปตั้งแต่เล็ก ทำให้สมาธิสั้น ว่อกแว่กง่าย จึงไม่ควรให้เด็กเล็กใช้สื่อดิจิทัล เช่น ทีวี สมาร์ทโฟน วิดีโอเกม มากเกินไปก่อนวัยอันควร เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเครือข่ายประสาทที่เกี่ยวกับการจดจ่อของเด็ก

ในช่วง 3 – 6 ขวบ เป็นโอกาสทองในการ พัฒนา สมองลูก ของการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายอย่าง เพื่อฝึกสมองส่วนที่ทำหน้าที่ระดับสูงเกี่ยวกับการคิดที่ซับซ้อน สมองส่วนที่ทำให้สนใจจดจ่อต่อเนื่อง ยังคงต้องพัฒนาต่อไปให้ระยะความจดจ่อยาวขึ้นนอกจากนั้นยังเป็นโอกาสทองของการพัฒนาเครือข่ายประสาทการบริหารจัดการและการกำกับตนเองไปสู่เป้าหมาย

พัฒนาสมองลูก

4. โอกาสทองในการ พัฒนา สมองลูก ด้านการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายอย่าง (Multisensory Learning)

ลูกน้อยวัย 3 – 6 ขวบ ควรเรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือทำกิจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างร่วมกับการเคลื่อนไปพร้อมกัน เช่น ได้ดู ได้ฟัง พร้อมกับได้หยิบจับ สัมผัส ได้ลงมือทำ แบบนี้จะช่วยให้เด็กรับรู้ แยกแยะข้อมูล เรียนรู้ได้ดีกว่าการนั่งฟังครูพูดเพียงอย่างเดียว

ซึ่งกิจกรรมที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่าง จะไปกระตุ้นสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้ประสาทสัมผัสหลายอย่างหลาย ๆ บริเวณให้ทำงาน เช่น Superior Temporal Sulcus (STS), Intraparietal Sulcus (IPS) และสมองส่วนหน้าสุด (Prefrontal Cortex) บริเวณเหล่านี้เป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดที่ซับซ้อน >> ตัวอย่างกิจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่าง เช่น การฝึกดนตรี ที่ต้องใช้ทักษะทั้งการมอง การฟัง การสัมผัส การเคลื่อนไหว เมื่อฝึกดนตรีไประยะหนึ่งจะทำให้การฟัง การแยกแยะเสียง การมองและการอ่านโน้ต พัฒนาดีขึ้นไปด้วย นอกจากนั้นดนตรียังช่วยส่งเสริมการคิดเชิงบริหารของเด็ก ส่งผลให้การเรียนดีขึ้น วัยนี้จึงเป็นโอกาสทองในการฝึกทักษะด้านดนตรี กีฬา ภาษา ศิลปะ ให้พ่อแม่ส่งเสริมตามความสนใจของเด็ก

 

5. โอกาสทองในการ พัฒนา สมองลูก ด้านการคิดเชิงบริหารและรู้จักกำกับตนเอง

สมองส่วนหน้าสุด จะเริ่มมีการสร้างไซแนปส์ตั้งแต่ ปลายขวบปีแรก และสร้างเพิ่มขึ้นตลอดช่วงปฐมวัย สมองส่วนนี้ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านการคิดที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัย เช่น เด็กวัย 1 ขวบ รู้จักค้นหาของที่หายไปจากที่เดิม / เด็กวัย 2 ขวบ เริ่มตระหนักรู้ในตนเอง / เด็กวัย 4 – 5 ขวบ เริ่มคิดในมุมมองของผู้อื่น เริ่มมีพัฒนาการด้านสังคม พัฒนาด้านการคิด เหล่านี้ต้องอาศัยทักษะการคิดเชิงบริหารหรือ Executive Function (EF) เป็นพื้นฐานทั้งสิ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากคุณพ่อคุณแม่สนใจ เทคนิคการ พัฒนา สมองลูก ด้วยสองมือของตัวเอง ในเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ

  • EF ทักษะที่เด็กยุคใหม่ต้องมี…เพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต
  • สามารถอ่านทำความรู้จักให้ลึกซึ้ง
  • ส่งเสริมให้ลูกมี EF เริ่มต้นอย่างไร
  • เคล็ดลับสร้างทักษะ EF ให้ลูกตามวัย

ซึ่งเป็นคำแนะนำดีๆ จาก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา >> สามารถอ่านทำความรู้จักให้ลึกซึ้งต่อได้ จากหนังสือ “สุดยอดคู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่” ฉบับสมบูรณ์ โดย Amarin Baby & Kids สำหรับแม่ตั้งครรภ์จนถึงลูกน้อยวัย 3 ขวบ รวบรวมครบถ้วนทั้ง

    • เทคนิคการดูแลครรภ์คุณภาพ
    • สร้างฉลาด พัฒนาสมองลูกให้ถูกช่วงวัย
    • สารพัดเคล็ดลับวิธีเลี้ยงลูก
    • สุดยอดวิธีการเลี้ยงลูกเจนอัลฟ่า
    • Mom SOS ช่วยลูกวินาทีฉุกเฉิน

ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบจากกุมารแพทย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน >> สั่งซื้อได้แล้ววันนี้…*หนังสือปกแข็งอย่างดี พิมพ์ 4 สีตลอดเล่ม เพื่อเป็นสุดยอดคู่มือให้คุณแม่อ่านง่าย ในราคาเพียง 499 บาท

พิเศษ พร้อมรับฟรี! ผ้าอ้อม Cherry baby มูลค่า 269 บาท
เมื่อสั่งซื้อหนังสือที่ https://www.naiin.com/product/detail/481580
หรือ ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสั่งจองที่ http://bit.ly/2S1AACP

คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่
คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

ลูกยัดถ่านเข้าจมูก

อุทาหรณ์! ลูกยัดถ่านเข้าจมูก คีบไม่ออกจนถ่านเข้าไปในท้อง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกวินาที แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็ก ดังเช่นอุทาหรณ์ ลูกยัดถ่านเข้าจมูก คีบไม่ออกจนต้องผ่าตัดเอาออกมา

อุทาหรณ์! ลูกยัดถ่านเข้าจมูก คีบไม่ออกจนถ่านเข้าไปในท้อง

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้อ่านเรื่องราวของคุณแม่ Wassana Onchiab ที่ได้เล่าเรื่องราวเมื่อ “น้องมีณ” ได้นำถ่านของเล่นใส่เข้าไปในจมูก คุณแม่ได้เล่าถึงขั้นตอนการนำถ่านออกจากจมูก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยในการนำถ่านออก เนื่องจากน้องยังเล็ก และถ่านก็เป็นถ่านกระดุมซึ่งคีบออกยาก จนสุดท้ายถ่านของเล่นนี้ก็ได้ตกลงไปในท้องของน้อง แพทย์จึงลงความเห็นว่าจะต้องผ่าตัดนำถ่านออกมา อ่านเรื่องราวของคุณแม่ได้ที่นี่

*****ฝากไว้เป็นบทเรียนค่ะ ว่าสิ่งที่เราบอกและสอนลูกเสมอ และแล้วก็เกิดขึ้นจนได้ค่ะ*****

จากเหตุฉุกเฉินที่น้องมีณนำแบตรี่ของเล่นใส่จมูก ในอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 62 เวลาประมาณ 15.20น. – 15.30น. เราไม่สามารถนำเอาออกเองได้ เลยไปที่รพ.หางดง พยาบาลห่อตัวน้องเพื่อจะคีบออก ผ่านไป10-20นาทีไม่ออก ใช้เวลาอยู่รพ.หางดง 1 ชั่งโมงกว่าก็เอาออกไม่ได้ รพ.หางดงเลยจะส่งตัวไปที่รพ.ณครพิงค์ แต่เราเลือกที่ใกล้ เลยไปที่รพ.สวนดอก ถึงรพ.ยื่นหนังสือมอบส่งซักพักใหญ่ถึงได้ใช้เครื่องมือคีบเพื่อนำแบตรี่ออกอีกครัง มีณโดนยืดโดยพยาบาล 4 คน แต่ก็ไม่ออกแถมเข้าไปลึกกว่าเดิมอีก หลายชั่วโมงก็ไม่สามารถนำออกมาได้ คุณหมอเลยแนะนำให้ผ่าตัดโดยการส่องกล่องแล้วคีบออกมาและวางยาสลบ เมื่อถึงเวลาที่วางสลบคุณให้คุณแม่เข้าห้องผ่าตัดด้วย เพราะน้องร้อง คุณแม่ ช่วยจับสายตัวแปะอะ 3 จุดที่หน้าอก และซี่โครงข้างซ้าย และ ครอบจมูกให้น้องเพื่อวางยาสลบ ชั่วพริบตาน้องมีณก็หลับไปค่ะ ออกมาจากห้องผ่าตัดก็ร้องโห่ๆๆ เลยค่ะ..เครียดมากตอนนั้น..นั่งรอนอกห้องคนเดียว 2 ชั่วโมงกว่าแล้ว น้องไม่ออกมาซะที…เมื่อลุงกับป้ามาเลยตัดสินใจถามว่าทำไมน้องยังไม่ออกมา คุณหมอบอกว่าแบตเตอรี่ลงไปในท้องน้องแล้วเรากำลังช่วยกันเอาออกค่ะ รอเกือบชั่วโมงหลังจากถามไป เขาพยาบาลก็มาตามให้คุณแม่ไปอยู่กับน้อง น้องปลอดภัยแล้ว รอพักฟื้นยาสลบ 1 ชั่วโมงค่ะ หลังจากนั้นก็นำตัวน้องไปพักที่ห้องคนไข้ค่ะ…เวลาออกห้องผ่าตัด 22.20 น.

“”ปล.ถ้าเล่าละเอียดจะยาวกว่านี้ค่ะ””
วันนี้น้องได้กลับบ้านแล้ว อาการดี รับประทานอาหารได้ดี ไม่อ้วก ไม่ปวดท้อง หายใจคล่องดีค่ะ

ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่เป็นกำลังใจคุณพ่อ แม่ และห่วงน้องมีณนะค่ะ

จากใจคุณแม่น้องมีณ…^^

**********ไม่ดราม่านะค่ะ*************

ขอบคุณที่แชร์โพสต์นี้เพื่อจะได้ไว้คอยระวังลูก ๆ หลาน ๆ ของทุกๆท่านนะค่ะ

**********ไม่ดร่าม่านะค่ะ*************

จะเห็นได้ว่าถ่านของเล่นก้อนเล็ก ๆ ก้อนเดียว การที่ ลูกยัดถ่านเข้าจมูก นั้นกลับใช้เวลาและต้องใช้เครื่องมือและบุคคลากรหลาย ๆ คนในการนำถ่านออก โดยเฉพาะสิ่งของที่ลูกนำเข้าจมูกเป็นถ่านเช่นนี้ เพราะการที่มีถ่านอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน สามารถทำลายเนื้อเยื่อให้ไหม้จนอวัยวะทะลุได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว อ่านต่อ ถ่านกระดุมสุดอันตราย ทำลายเนื้อเยื่อจนอวัยวะทะลุ ได้ที่หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ จะเกิดอะไรกับร่างกายของลูกเมื่อ ลูกยัดถ่านเข้าจมูก?

gen alpha เจนอัลฟ่า

รู้ให้ลึก ลูกเจนอัลฟ่า (Gen Alpha) ทำไมมีปัญหาพฤติกรรม?

เจเนอเรชั่นอัลฟ่า (Generation Alpha หรือ Gen Alpha) คือนิยามที่ใช้เรียกลูกน้อยที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 หรือค.ศ. 2010 จนถึงปัจจุบัน โดยเด็กเจนนี้จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสังคมรอบข้างที่รวดเร็ววุ่นวาย ต่างจากเจเนอเรชั่นอื่น ๆ ที่ผ่านความยากลำบาก โตมากับชุมชนสังคม และยังมีการติดต่อสื่อสารที่ไม่สะดวกสบายเหมือนเช่นในสมัยนี้ ด้วยเหตุนี้เด็กในเจเนอเรชั่นอัลฟ่าจึงมีบุคลิกนิสัย และพฤติกรรมที่แตกต่าง ที่สำคัญคือ พ่อแม่ไม่เข้าใจและเลี้ยงลูกไม่ถูกต้อง จึงพบว่าเด็กยุคใหม่มีปัญหาพฤติกรรม ความรุนแรง เพศ และอื่น ๆ อีกมากมายดังที่เห็นเป็นข่าวในปัจจุบัน

รู้สาเหตุลูกเจนอัลฟ่า (Gen Alpha) มีปัญหาพฤติกรรม

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ไดให้ข้อมูลของเด็กเจนอัลฟ่าไว้ดังนี้ ด้วยความที่เด็กเจนอัลฟ่าอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว สังคมรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงมากมาย จนทำให้เขามีเพื่อนมีสังคมได้ผ่านเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเพื่อนก็คุยกันได้ พ่อแม่ก็มักจะมีลูกเพียงแค่คนเดียว เพราะต้องเอาเวลาไปทำมาหากินเพื่อเลี้ยงครอบครัว จึงทำให้เราเห็นพฤติกรรมของเด็ก Gen Alpha ที่ชัดเจนและสำคัญ จนเกิดเป็นบุคลิก นิสัย และก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ นั่นคือ

1. มีความเป็น Individualism หรือใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องง้อคนอื่น

เพราะเด็กยุคนี้เขาจะสามารถเอาชีวิตรอดอยู่คนเดียวในบ้านได้เพียงลำพัง จากที่เราเคยให้นิยามไว้ว่ามนุษย์คือสัตว์สังคม แต่ยุคของเด็กดิจิทัลคิดส์อาจจะต้องเปลี่ยนนิยาม เพราะเขาพร้อมที่จะอยู่คนเดียวได้ตลอดเวลา เขาจะมีเพื่อนมาคุยด้วยทั้งกลางวันและกลางคืน โดยคุยบนแพลตฟอร์มของดิจิทัลได้อย่างสบายมาก หิวก็สั่งอาหารกินเองได้ อยากเล่นอยากคุยกับใครก็ติดต่อได้หมด ดังนั้นสิ่งที่จะขาดหายไปคือ Human Relationship เด็กยุคนี้จะขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีความเอื้ออาทร เพราะเขาจะอยู่กับเทคโนโลยี อยู่กับโลกในระบบดิจิทัล ดังนั้นความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์และครอบครัวจะไม่มี ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจ หรือเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น รวมถึงการสื่อสารกับคนอื่นในแบบที่ถูกต้อง

นอกจากนี้เด็ก Gen Alpha จะไม่ได้เรียนรู้การร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันกับพ่อแม่พี่น้องหรือคนในบ้าน ไม่มีน้ำใจ ไม่เคยช่วยงานบ้าน หากพ่อแม่ไม่เคยสอนหรือฝึกให้ทำ ดังนั้น การทำงานบ้าน ปัดกวาด ถูบ้าน ล้างจาน เขาจะทำไม่เป็นและไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำ เพราะใช้หุ่นยนต์ทำแทนได้ และคิดว่าเรื่องนี้เขาไม่มีส่วนร่วม ไม่ใช่หน้าที่เขา แต่เป็นหน้าที่แม่บ้านหรือภาระของแม่เท่านั้น ความเป็น Individualism ของเด็กยุคใหม่ที่ทำให้ขาด Human Relationship นี้ถือเป็นจุดอ่อน เป็นสิ่งที่เรียกว่าผิดความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคม ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่เด็กเจนอัลฟ่าอาจจะคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องอาศัยคนอื่น เพราะเขาอยู่ได้อยู่ในสังคมดิจิทัลของเขา แต่สังคมที่เขาคิดนั้นเต็มไปด้วยอันตราย เพราะเป็นสังคมเสมือนที่หากไม่วิเคราะห์และทำความเข้าใจก็อาจจะเกิดปัญหากับเด็กได้ในอนาคต

2. เด็กอยู่ท่ามกลางข้อมูลที่มากมาย แต่ไม่รู้ว่าอะไรจริง

เนื่องจากในยุคดิจิทัลที่สื่อสารกันได้ง่ายและเร็ว ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ รอบตัวสามารถถาโถมเข้ามาที่ตัวเด็กได้มากมาย เด็กยุคนี้จึงกลายเป็น Robust Education หรือมีข้อมูลหลากหลาย แต่สิ่งอันตรายคือไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง และอะไรคือเรื่องที่ไม่จริง ซึ่งเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะทุกวันนี้เกิดขึ้นแล้ว เรื่องที่เด็กถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

ดังนั้น หากเด็กยุคใหม่เจนอัลฟ่า Gen Alphaไม่รู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ จะทำให้โดนล่อลวงได้ง่าย เพราะเด็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้รวดเร็วและง่ายมาก นอกจากเด็กจะต้องรู้จักวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแล้ว การที่โลกมีข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ที่หลากหลายผ่านดิจิทัลในทุกรูปแบบทุกภาษานี้ จะทำให้ เด็กเจนอัลฟ่าไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป เพราะลูกสามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มหรือรูปแบบการเรียนได้ไม่จำกัดอยู่แค่ในโรงเรียน แต่จะสามารถเรียนที่ต่างประเทศได้ผ่านการออนไลน์ เด็กในยุคดิจิทัลอาจจะไม่จำเป็น ต้องใส่ยูนิฟอร์ม มีระบบระเบียบเ มด และด้วยความที่ลูกใช้ชีวิตฟาสต์ไลฟ์ ติดต่อและทำอะไรได้รวดเร็ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อครู เพราะครูมีความรู้ไม่มากพอ แต่ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในออนไลน์และเรียนหนังสือบนระบบ e-Education ได้ด้วยตนเองไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ฉะนั้น ปัญหาคือเด็กจะไม่มีความเคารพครู เคารพผู้ใหญ่ ครูหรือพ่อแม่ไม่ได้เป็นผู้รู้ดีที่สุดสำหรับเขาอีกต่อไป ในเมื่อมีแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เขาสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตัวของเขาเอง

นอกจากนี้ระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่เหมาะกับเด็กยุคใหม่ Gen Alpha การศึกษาจะต้องปรับเปลี่ยน หลักสูตรที่มีต่าง ๆ อาจจะใช้ไม่ได้ เพราะอนาคตเด็กยุคนี้อาจไม่จำเป็นต้องนำปริญญาบัตรไปสมัครงาน แต่จะใช้การเรียนเป็นคอร์สสั้นหรือทักษะสำคัญ ๆ ในงานเฉพาะด้านนั้น โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอาจไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แต่เด็กจะเรียนคอร์สออนไลน์ผ่านไอคลาวด์ได้ทุกที่ รวมทั้ง การที่เขาสามารถทกงานและเรียนได้หลากหลาย ทำให้ไม่มีความรักในสถาบัน ชุมชน องค์กร หรือในงานที่ทำอย่างจริงจัง

ฉะนั้นคำถามสำหรับพ่อแม่คือ ได้เตรียมลูกให้พร้อมตั้งรับกับโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายหลากหลายนี้อย่างไร เราได้ฝึกให้ลูกรู้จักตัวเอง ผูกพันกับครอบครัวเพียงพอที่จะเผชิญกับโลกเสมือนจริงที่อาจเป็นอันตรายไว้หรือไม่ สอนให้เขาคิดถึงครอบครัว ชุมชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่จะคอยป้องกัน และดูแลกันยามเมื่อเกิดปัญหาได้หรือเปล่า

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเจนอัลฟ่าจึงควรเริ่มทำหน้าที่ใส่ความรู้คิดวิเคราะห์และความผูกพันกับครอบครัว ชุมชน สังคม และความเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจไว้ เพื่อให้ลูกสามารถเรียนรู้และตัดสินใจในการใช้ชีวิตในอนาคตได้ถูกต้อง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

3. ลูกเจนอัลฟ่าเป็น Extreme Cuddle

คือได้รับความรักความห่วงใยจากพ่อแม่มากเกินไป และพ่อแม่เลี้ยงไม่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันพ่อแม่มีลูกน้อยลง แล้วก็มีลูกเพียงคนเดียว หรืออย่างมากแค่ 2 คน ทำให้พ่อแม่ทุ่มเทความรักและความหวังไว้กับลูกมากเกินไป (Over Protection) และส่วนใหญ่จะมีวิธีการเลี้ยงลูกที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดปัญหา

ห่วงลูกมากเกินไป
พ่อแม่ห่วงลูกมากเกินไป เลี้ยงลูกไม่ถูกต้อง

ที่เราใช้คำว่า (Dysfunctional Family) หมายถึง ครอบครัวมีปัญหาภายในหรือบกพร่องในการเลี้ยงลูก ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวมีสภาพปกติ ซึ่งพบบ่อยขึ้นมากและรุนแรง ต่างจากแต่ก่อนที่เวลาพบเด็กมีปัญหามักจะเกิดกับครอบครัวเด็กที่ขาดทุนทรัพย์ หย่าร้าง มีการศึกษาต่ำ และปล่อยปละละเลย

ปัญหาใหม่ ครอบครัวมีเงิน มีการศึกษาแต่เลี้ยงลูกไม่เป็น ทุกวันนี้สิ่งที่ท้าทายและเป็นปัญหาใหม่ในสังคมคือ กลุ่มพ่อแม่ที่มีเงิน รวย มีการศึกษาสูง แล้วก็อยู่ด้วยกัน ไม่ได้หย่าร้าง แต่กลับเลี้ยงลูกไม่เป็น เลี้ยงลูกให้มีทุนชีวิตตำ ทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยง มีการแสดงพฤติกรรมที่มีปัญหา ทั้งเรื่องเพศ ความรุนแรง และอื่น ๆ จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยเริ่มเจอสภาวการณ์ครอบครัวที่ฐานะดีแต่มีปัญหาในการเลี้ยงลูกมากขึ้นจนน่าเป็นห่วง เพราะหน่วยเล็กที่สุดในสังคมที่ทรงอานุภาพต่อการสร้างคนสร้างชาติคือ “ครอบครัว” แต่วันนี้ครอบครัวเกือบครึ่งกำลังเผชิญกับปัญหานี้

4. เข้าใจและรู้จักความเป็นธรรมชาติน้อยลง

เพราะเด็กเจนอัลฟ่าในยุคดิจิทัลมีสื่อต่าง ๆ หลากหลายแพลตฟอร์มอยู่รอบตัว ให้ลูกได้ดู ได้เล่น ได้พูดคุย ได้รู้ข่าวสารต่าง ๆ โดยไม่ต้องออกนอกบ้านเลย ทำให้เด็กยุคนี้ห่างไกลจากความเป็นธรรมชาติ ห่างไกลจากความผูกพันกับคนอื่น และห่างไกลศีลธรรม หรือแม้กระทั่งการยืดหยุ่นรอคอยก็จะไม่มี เพราะความที่ลูกเคยใช้ชีวิตแบบ Fast Life และมีรูปแบบเหมือนหุ่นยนต์ มีโปรแกรมในแต่ละวันจากการที่พ่อแม่ให้ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ไปเรียน ไปลงเรียนคอร์สเสริมทักษะและเรียนพิเศษ

คุณสมบัติในลักษณะนี้ของเจนอัลฟ่าจึงอาจจะคล้ายหุ่นยนต์ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องนึกถึงความรู้สึกใคร ไม่จำเป็นต้องง้อ และมีทางเลือกหลากหลาย เพราะมีของเล่นดิจิทัลในมือให้พูดคุย ฉะนั้นเด็กยุคใหม่จึงไม่รู้สึกดื่มด่ำกับธรรมชาติ ขาดน้ำใจ ขาดความเอื้ออาทร และความเมตตาปรานีต่อสัตว์ รวมถึงไม่มีความอึดฮึดสู้หรือรู้จักอดทนรอคอยสิ่งต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง หากจิตใจคนเราในอนาคตจะไม่มีความเอื้ออาทรต่อกัน ไม่มีความสุขในแบบที่ควรเป็น หรือมีแต่ความเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักอดทน ไม่ยอมรับความผิดหวังหรือเศร้า ทั้งหมดนี้จะทำให้ป่วยด้วยโรคทางสุขภาพจิตกันมากขึ้น และไม่สามารถจัดการกับอารมณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยวิธีที่ถูกต้อง แต่ใช้วิธีที่ผิด ๆ เช่น ฆ่าตัวตาย ใช้ความรุนแรง และทำร้ายคนอื่น

5. เจนอัลฟ่าสามารถทำงานได้หลายอาชีพ

คำถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” อาจจะเป็นคำถามที่เชยที่สุดของเด็กเจนนี้ เพราะความร้ที่หาได้หลากหลายในทุกที่ การศึกษาออนไลน์ทำให้เขาได้เรียนหลายอาชีพ มีวุฒิบัตรหลายสาขา ดังนั้นเมื่อเด็กเจนอัลฟ่าเติบโตขึ้น เขาจะสามารถทำงานได้หลากหลาย โดยอาจจะเป็นวิศวกร 3 วัน ทำงานขาย 2 วัน และเป็นหมออีก 2 วันก็ทำได้ โดยจะทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพในทุกที่ ในขณะเดียวกันก็สามารถทำงานที่บ้านโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศได้อีกด้วย รวมถึงในอนาคตการทำงานอาจไม่จำกัดอายุ หากเด็กมีทักษะต่าง ๆ มากขึ้น เขาก็จะสามารถทำงานต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย

อาชีพในฝัน
อาชีพในฝันของเด็ก gen alpha สามารถมีได้หลายอาชีพ

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำความรู้จักลูกเจนอัลฟ่าให้ลึกซึ้ง โดยคุณหมอได้แนะนำวิธีรับมือกับพฤติกรรมลูกรักจากปัญหาดังกล่าว  อาทิ

  • รับมืออย่างไร เมื่อลูกเป็น Individualism
  • เมื่อลูกมีข้อมูลมากมาย จะทำอย่างไรให้เขาคิดเป็น
  • เมื่อเป็นลูกคนเดียว จะทำอย่างไรทักษะชีวิต ทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม
  • เมื่อธรรมชาติห่างไกล จะพาลูกเข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้นได้อย่างไร
  • สอนลูกวางแผนอย่างไร เมื่อลูกทำงานหลายอาชีพในอนาคตได้
  • พ่อแม่จะเพิ่มเติมทุนชีวิตให้ลูกรักเจนอัลฟ่าได้อย่างไร

ติดตามอ่านต่อได้จากหนังสือ “สุดยอดคู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่” ฉบับสมบูรณ์ โดย Amarin Baby & Kids สำหรับแม่ตั้งครรภ์จนถึงลูกน้อยวัย 3 ขวบ รวบรวมครบถ้วนทั้ง

  • เทคนิคการดูแลครรภ์คุณภาพ
  • สร้างฉลาด พัฒนาสมองลูกให้ถูกช่วงวัย
  • สารพัดเคล็ดลับวิธีเลี้ยงลูก
  • สุดยอดวิธีการเลี้ยงลูกเจนอัลฟ่า
  • Mom SOS ช่วยลูกวินาทีฉุกเฉิน
  • ผ่านการตรวจสอบจากกุมารแพทย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

หนังสือปกแข็งอย่างดี พิมพ์ 4 สีตลอดเล่ม เพื่อเป็นสุดยอดคู่มือให้คุณแม่ อ่านง่าย ในราคา 499 บาท

คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่
คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์
รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี

รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี กับ 7 หลักการง่ายๆ ที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนซื้อ!

รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี .. จะซื้อ รถเข็นเด็ก คันแรกให้ลูกแบบไหน ยี่ห้อใดจะดีกว่ากัน และมีราคาเท่าไหร่  หรือใช้ได้นานกี่ปีกันบ้าง ตาม Super Nanny มาค่ะ บอมเบย์มีหลักการง่ายๆ มาแนะนำ

ซื้อรถเข็นคันแรกให้ลูก จะเลือก รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี

หากจะเลือกซื้อรถเข็นเด็กให้ลูก พ่อแม่หลายบ้านอาจมีคำถามสงสัยกันอยู่ อันดับแรกๆ ก็น่าจะเป็น จะเลือกรถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี หรือควรเลือกแบบไหน แต่ละแบบต่างกันอย่างไร และมีราคาเท่าไหร่กันบ้าง เพราะในท้องตลาดก็มี รถเข็นเด็ก รถเข็นทารก หลากหลายรูปแบบให้เลือกเยอะแยะมากจนตัดสินใจไม่ถูก

เพราะฉะนั้น ตาม Super Nanny มาค่ะ บอมเบย์มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับหลักวิธีง่ายๆ ในการเลือกรถเข็นคันแรกให้ลูก! รถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี จะต้องดูอะไรบ้าง และแต่ละแบบแต่ละยี่ห้อมีราคาเท่าไหร่  หรือจะใช้ได้นานกี่ปีกันบ้าง ซึ่งงานนี้บอมเบย์ ก็พาไปบุกในงาน Amarin Baby & Kids Fair แหล่งรวมสินค้าเพื่อแม่และเด็ก ที่ครบครัน เพื่อเลือกดูรถเข็นเด็ก จะเป็นอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่า

ติดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกรถเข็นให้ลูก นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้เพื่อการตัดสินใจแล้ว อีกหนึ่งข้อที่ควรคำนึงก็คือควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับด้วย เพราะรถเข็นเด็กเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย ไม่ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีการรับประกันสินค้านะคะ

และหากคุณพ่อคุณแม่อยากได้รถเข็นไว้ใช้กับลูกน้อยสักคันสองคัน ก็สามารถไปหาซื้อกันได้ที่งาน Amarin Baby & Kids Fair ไบเทค บางนา โดยสามารถติดตามดูวันเวลาจัดงานแต่ละครั้งได้ที่หน้าเพจ Amarin Baby & Kids เลยนะคะ

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่