ลูกกลัวทราย

พาลูกไปทะเลแต่ ลูกกลัวทราย ไม่กล้าเดินเหยียบพื้นทราย เป็นเพราะอะไร?

ลูกกลัวทราย – สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ชอบพาลูกไปเที่ยว เปิดหูเปิดตา ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แน่นอนว่า ทะเล คืออีกหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ ที่พ่อแม่นิยมพาลูกเล็กเด็กแดง ไปสัมผัสกับลมทะเลและสัมผัสผืนทรายที่ฝ่าเท้าครั้งแรกในชีวิต แต่บางครั้งภาพที่พ่อแม่อยากเห็น อย่างภาพที่ เด็กๆ เดินเล่นสำรวจบนพื้นทรายอย่างมีความสุขอาจไม่เกิดขึ้น หากเจ้าตัวน้อยกลัวทราย หรือไม่ชอบการเดินเหยียบและไปสัมผัสกับพื้นทรายขึ้นมา ว่าแต่ทำไมเด็กเล็กๆ บางคนถึงรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องเดินสัมผัสกับผืนทราย วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะ

พาลูกไปทะเลแต่ ลูกกลัวทราย ไม่กล้าเดินเหยียบพื้นทราย เป็นเพราะอะไร?

สาเหตุของความกลัวทรายในเด็ก

หากพูดถึงระดับของความกลัวทรายในเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป บางคนสามารถเดินบนทรายได้ แต่อาจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ บางรายมีอาการกลัวมาถึงขั้นให้พ่อแม่อุ้มเอาไว้ เกาะพ่อแม่แน่นไม่ยอมให้ปล่อยเดินลงไปเหยียบพื้นทรายหรือบางรายอาจร้องไห้ด้วยความอึดอัดใจ

เพราะเด็กเล็กๆ ยังมีการประมวลผลทางประสาทสัมผัสที่ไม่ดีนัก ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจและตกใจกับเนื้อสัมผัสใหม่ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินเหยียบบนผืนทราย  จัสมิน ซาปาตา กุมารแพทย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ระบุว่า เด็กส่วนใหญ่ล้วนเติบโตจากความกลัวนี้  “ปรากฏการณ์ที่เกิดกับทารกและทรายนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพวกเขาได้สัมผัสกับพื้นผิวใหม่ที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ”  “ เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในเด็กเล็ก ปรากฏการณ์ที่คล้ายกัน คือ วิธีที่เด็กตอบสนองต่อพื้นผิวใหม่ของอาหารใหม่ ที่ผู้ปกครองแนะนำในขวบปีแรกของชีวิต พวกเขามักจะถ่มน้ำลายหรือไม่ชอบเพราะเป็นเนื้อสัมผัสที่พวกเขาไม่เคยลิ้มรสมาก่อน ซึ่งปฏิกิริยานี้คล้ายคลึงกันกับการสัมผัสได้ถึงทรายที่เท้าของพวกเขา” นอกจากนี้ ซาปาตา ยังตั้งข้อสังเกตว่าความกลัวทรายนี้ก็คล้ายกับปฏิกิริยาของเด็ก เมื่อต้องสัมผัสหญ้าเป็นครั้งแรกด้วยเท้าเปล่า

ลูกกลัวทราย
ลูกกลัวทราย

เท้าของเด็กมีความอ่อนไหวมาก เด็กๆ จะรู้สึกไม่สบายใจได้ง่ายเมื่อร่างกายต้องสัมผัสกับพื้นผิวใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สัมผัสของเท้าบนพื้นทรายหรือพื้นหญ้าสามารถทำให้เด็กตีความว่าเป็นความเจ็บปวดได้ แม้ว่าผู้ใหญ่อย่างเราจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม นอกจากนี้ เมื่อพื้นผิวที่สัมผัสเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เช่น เหยียบบนหิน หรือเปลือกหอย อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายใจ และจะกลายประสบการณ์ที่น่ากลัวสำหรับพวกเขาได้มากกว่าที่เราคิด

ยกตัวอย่าง หากคุณนั่งบนพื้นผิวที่คุณรู้และจำผิวสัมผัสได้ว่าเป็นแบบไหน เช่น กระเบื้อง หรือ พื้นไม้ เป็นต้น แต่อยู่ๆ มีคนมีคนบังคับให้คุณนั่งลงบนพื้นผิวเช่น น้ำตาล เป็นธรรมดาที่ประสาทสัมผัสของคุณจะประมวลผลแตกต่างออกไป  และสำหรับทารกอาจสร้างความสับสนให้พวกเขาได้มาก และเด็กๆ รู้วิธีเดียวที่จะสื่อสารอารมณ์ได้ นั่นคือ การร้องไห้ และแสดงความกลัวออกมา ทั้งนี้หากความกลัวทรายไม่หายไป หรือมาพร้อมกับความกลัวต่อพื้นผิวอื่นๆ พ่อแม่อาจต้องใส่ใจเป็นพิเศษ  “แม้เด็กส่วนใหญ่เติบโตขึ้นจากสิ่งนี้ แต่ก็มีเด็กบางคนที่มีปัญหาได้ในระยะยาว ”

พ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร?

สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้คือรักษาความสงบและให้ความสะดวกสบายทั้งกายและใจให้ลูก  ในฐานะพ่อแม่ หน้าที่ของเราคือการช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความสามารถในการจัดการอารมณ์ของตนในทางที่ดี แทนที่จะละเลยหรือเพียงแค่บอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่เป็นไร การช่วยให้เด็กประมวลผลอารมณ์ สามารถนำไปสู่ระดับความฉลาดทางอารมณ์ที่สูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลดีในปัจจุบัน แต่ยังส่งผลต่อการเลือกของพวกเขาเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตอีกด้วย

4 ข้อควรคำนึง เล่นกับลูก ให้สนุก-ปลอดภัย ช่วยลูกมีพัฒนาการที่ดีได้

ลูกเล่นเท้าเปล่า ลูกไม่ยอมใส่รองเท้า พ่อแม่ควรห้ามหรือควรปล่อย?

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

เพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย พ่อแม่ต้องสนับสนุนลูกทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์ เช่น พากลูกเดินออกจากสิ่งที่ทำให้ลูกกลัว และบอกลูกว่ามันปลอดภัยแล้ว เราจะไม่ต้องเหยียบทรายอีกนะ เว้นแต่ลูกจะต้องการ คุณอาจหาเสื่อ หรือเบาะสำหรับนั่งบนทราย หรือรองเท้าลุยน้ำเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกถึงทรายที่เท้า เป็นต้น

กอดลูกให้แน่นและปลอบลูกต่อไปจนกระทั่งพวกเขาเริ่มผ่อนคลาย จำไว้ว่าการให้เกียรติและใส่ใจในความรู้สึกของบุตรหลานเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่บางสิ่งบางอย่างทำให้พวกเขากลัวแทนที่จะผลักดันพวกเขาให้กลับเข้าสู่ความรู้สึกไม่สบายโดยไม่ให้เวลาพวกเขาประมวลผลประสบการณ์ของพวกเขาก่อน

หากลูกของคุณไม่เต็มใจที่จะกลับไปทะเล ให้ลองหานิทาน หรือสมุดภาพที่เกี่ยวข้องกับทรายและทะเลให้ลูกดู ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับใช้วิจารณญาณของพ่อแม่ว่าลูกจะเปิดรับหรือไม่ เพราะฉะนั้นอ่านสัญญาณของพวกเขา และถามพวกเขาเสมอว่ารู้สึกอย่างไร แม้ว่าพวกเขาจะมองแค่ภาพก็ตาม บอกลูกว่าพร้อมเมื่อไหร่เราจะลองไปทะเลกันอีกครั้ง  สิ่งนี้อาจทำให้ลูกรู้สึกสบายใจที่จะไปชายหาดอีกครั้ง

 

ลูกกลัวทราย

ชื่นชมลูกเมื่อลูกก้าวข้ามความกลัวได้

การยกย่องชมเชยจากผู้ปกครอง เป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นพ่อแม่ ที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย ยิ่งไปกว่านั้น มันเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง เด็กที่ได้รับคำชมจากผู้ปกครองมักจะมีปริมาณเนื้อสมองสีเทา (Grey Matter) ในเยื่อหุ้มสมองส่วนหลังด้านซ้ายมากขึ้น ซึ่งเป็นเนื้อสมองหรือเนื้อเยื่อเซลล์ประสาทที่ใช้ในการรับสัมผัสต่างๆ เช่น การรับรู้อารมณ์ การควบคุมตนเอง การมองเห็น การได้ยิน รวมทั้งการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ มากขึ้น

ซึ่งสัมพันธ์กับการเอาใจใส่และการเปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ของเด็กๆ  ทำตามขั้นตอนเล็กๆ น้อยๆ กับลูกน้อยของคุณ เพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจกับชายหาดและผืนทรายมากขึ้น กล่าวชมเชยเมื่อพวกเขาสามารถดูสิ่งของ หรือนิทาน ที่เกี่ยวข้องกับทะเลและชายหาด หรือชื่นชมเมื่อลูก เลือกที่จะลองไปเดินบนชายหาดอีกครั้ง

จำไว้เสมอว่าการการทำให้เด็กวัยเตาะแตะของคุณรู้สึกกลัวมากเกินไป อาจทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย ความช่วยเหลือจากพ่อแม่ในการช่วยให้เด็กๆ ได้ประมวลผลสถานการณ์ที่กระตุ้นต่อความรู้สึกกลัว ไม่ยัดเยียดพวกเขามากเกินไป จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณจะรู้สึกอุ่นใจและมีโอกาสจะเอาชนะความกลัวได้ในอนาคต แต่หากคุณสังเกตเห็นว่าลูกของคุณกลัวบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชายหาดหรือทรายมากจนผิดสังเกต คุณสามารถปรึกษานักจิตวิทยาเด็กเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ และหากปัญหายังคง แม้เด็กๆ เริ่มโตขึ้น ผู้ปกครองควรพูดคุยกับกุมารแพทย์ หรือนักบำบัดที่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้

การให้ความช่วยเหลือลูกให้ก้าวผ่านพ้นความกลัวต่างๆ ในวัยเด็กไปได้ด้วยความสนันบสนุนที่เหมาะสมของคุณพ่อคุณแม่ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ของตัวเอง สิ่งที่ยากสำหรับลูกในครั้งแรกของชีวิต จะค่อยๆ ง่ายขึ้น และพวกเขาจะปรับตัวได้หากได้รับการสนับสนุนที่ดี ไม่ยัดเยียดจนเกินไป ทั้งนี้หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจ และส่งเสริมลูกอย่างเหมาะสมในการก้าวผ่านอุปสรรคปัญหาต่างๆ จะช่วยให้เด็กๆ เกิดทักษะด้าน ความฉลาดต่อการเผชิญกับปัญหา (AQ)  ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จ เมื่อพวกเขาต้องเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ต่อไปในอนาคตค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : romper.com , popsugar.com , cloudsurfingkids.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ให้ ลูกเล่นเลอะเทอะ บ้างสิดี! เลอะแบบนี้ ดีต่อพัฒนาการ!

บุ้งทะเล! สัตว์มีพิษที่ต้องระวัง เมื่อพาลูกเที่ยวทะเล (มีคลิป)

เทคนิค คลายปัญหา ลูกขี้กลัว ช่วยลูกปรับตัว ในทุกเหตุการณ์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปวดหลังหลังคลอด

ปวดหลังหลังคลอด สัญญาณร้าย “โรคโครงสร้างผิดปกติ”

อาการ ปวดหลังหลังคลอด เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยกับแม่หลังคลอด ซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ แต่หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะโครงสร้างกระดูกผิดปกติได้

ปวดหลังหลังคลอด สัญญาณร้าย “โรคโครงสร้างผิดปกติ”

หลังคลอดแล้ว แม่ ๆ ไม่ต้องแบกน้ำหนักของเจ้าตัวน้อยในครรภ์อีกแล้ว แต่ทำไมถึงยังปวดหลังอยู่นะ?  อาการแบบนี้คือเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า? ปล่อยไว้จะหายได้เองหรือไม่? ทีมแม่ ABK มีคำตอบค่ะ

ปวดหลังหลังคลอด เพราะอะไร?

เมื่อแม่ท้องเริ่มตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพื่อแบกรับน้ำหนักของทารกในครรภ์ รวมถึงเพื่อรองรับการคลอดบุตร ซึ่งนี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แม่ท้องปวดหลัง และจะยิ่งปวดมากขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น แต่เมื่อคลอดแล้ว ร่างกายคุณแม่ไม่ต้องแบกรับน้ำหนักของทารกในครรภ์อีกแล้ว แต่ร่างกายจะยังไม่ฟื้นตัวจากการตั้งครรภ์ในทันที ดังนั้น หากหลังคลอด ไม่มีการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ปวดหลังหลังคลอด ได้ และหากยังปล่อยให้อาการปวดหลังเรื้อรัง ก็อาจทำให้โครงสร้างกระดูกผิดปกติ ข้อกระดูกเสื่อม หมอนรองกระดูกมีปัญหา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้

โดยปกติแล้วในช่วงหลังคลอดร่างกายจะปรับสู่สภาพปกติได้ใน 1-2 เดือน แต่หากไม่ระวังอิริยาบถ คือมีลักษณะท่าทางการอุ้มลูกที่ผิด หรือท่าทางในการให้นมที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจส่งผลให้คุณแม่ปวดคอ และปวดกล้ามเนื้อหลัง รวมถึงความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการดูแลลูกน้อยตลอด 24 ชั่วโมง ก็ยิ่งทำให้การฟื้นตัวหลังคลอดนั้นยากยิ่งขึ้น ดังนั้นนอกจากจะใส่ใจดูแลลูกน้อยแล้ว คุณแม่ก็ควรให้เวลากับการใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยเช่นกัน

โรคโครงสร้างกระดูกผิดปกติคืออะไร?

ระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูก (Musculoskeletal system) หมายถึง ระบบอวัยวะที่รวมเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดข้อ เส้นประสาท และหลอดเลือดเลี้ยงเนื้อเยื่อกระดูก เยื่อหุ้มข้อกระดูกและข้อกระดูก หมอนกระดูกสันหลังและกระดูกโครงสร้างร่างกาย

ภาวะผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นกลุ่มโรคที่มีสาเหตุมาหลายปัจจัย จากท่าทางซ้้า ๆ หรือ การออกแรงเกินกำลัง รวมทั้งท่าทางที่ฝืนธรรมชาติ ปัจจัยจากการทำงานเป็นสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น การทำกิจกรรมที่บ้าน ความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายที่มีอยู่เดิม ความเสื่อมตามอายุ หรือสภาวะทางจิตใจ เป็นต้น ซึ่งจะมีผลต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกและกล้ามเนื้อได้เช่นกัน โดยอาการและสาเหตุที่เชื่อว่าเป็นสภาวะที่ก่อให้เกิดโรค ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  1. อาการปวดหลัง ปวดหลังส่วนล่าง เกิดจากการยกของหนักหรือผิดวิธี งานที่ต้องก้มหรือเอี้ยวตัวมาก ๆ
  2. เยื่อหุ้มข้อและปลอกเอ็นอักเสบ นิ้วล็อค นิ้วไกปืน นิ้วลั่น เชื่อว่าเกิดจากการทำท่าซ้ำ ๆ จนเกิดการเสียดสีซ้้าของเอ็นกับปลอกเอ็นโคนนิ้ว
  3. ปลอกเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบบริเวณปลายยื่นกระดูกเรเดียส ความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อนเนื่องจากการใช้งานมากเกินและแรงกดทับ ปลอกเอ็นกล้ามเนื้อที่มือและข้อมืออักเสบเรื้อรัง เกิดจากงานที่ต้องใช้แรง ท้าท่าเดิมซ้ำ ๆ และต้องบิดข้อมือผิดไปจากธรรมชาติ เมื่อต้องทำปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น หลากหลายท่าทางที่เสี่ยง เช่น ใช้กรรไกรตัดวัสดุแข็ง ๆ ซ้ำ ๆ ใช้เมาส์คอมพิวเตอร์ซ้ำ ๆ นวดแป้งขนมปัง ใช้แรงบีบซ้ำ ๆ เจียระไนเพชรพลอยบิดข้อมือซ้ำ ๆ งานขัดวัสดุ บิดข้อมือซ้ำ ๆ
ปวดหลัง หลังคลอด
ปวดหลัง หลังคลอด

โรคโครงสร้างกระดูกผิดปกติสำหรับแม่หลังคลอด ควรรักษาอย่างไร?

เพราะโรคโครงสร้างกระดูกผิดปกตินี้ เกิดจากการทำท่าทางที่ฝืนธรรมชาติ หรือการออกแรงเกินไป สำหรับแม่หลังคลอด สาเหตุหลักที่ ปวดหลังหลังคลอด ก็คือการอุ้มลูกผิดท่า การให้นมผิดท่า การยกของหนัก และการทำนั่งทำอะไรนาน ๆ ดังนั้น การรักษาโรคนี้ จึงควรรักษาที่ต้นเหตุ คือ ป้องกันไม่ให้ปวดหลังนั่นเอง โดยมีวิธีป้องการอาการ ปวดหลังหลังคลอด ดังนี้

  1. จัดท่าทางการอุ้มลูกน้อยให้ถูกต้องและให้นมอย่างถูกวิธี โดยอุ้มลูกน้อยให้ใกล้ตัวมากที่สุดและอย่านั่งหลังงอ หากเมื่อยหรือเกิดอาการล้า ให้สลับแขนในการอุ้มเพื่อลดอาการปวด รวมถึงการเลือกใช้โต๊ะหรือเตียงที่มีความสูงในระดับที่พอเหมาะ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องก้มหรือโน้มตัวลงไปหาลูกมากจนเกินไป
  2. ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังที่หดเกร็งให้คลายตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเล่นโยคะ ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยจัดท่วงท่าและปรับสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดี เข้าใจดีว่าแม่หลังคลอด มักจะวุ่นกับการเลี้ยงลูก อาจหาเวลามาออกกำลังกายได้ยาก แต่คุณแม่ก็ควรแบ่งเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงมาออกกำลังกายบ้างนะคะ (อ่านต่อ รวม 10 ท่า ออกกำลังกายลดพุง สำหรับคุณแม่หลังคลอด)
  3. นวดบำบัด นวดประคบร้อน ร่วมกับการนวดด้วยน้ำมันสมุนไพร หรือน้ำมันที่มีกลิ่นหอมช่วยผ่อนคลาย ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดให้เบาลงได้
  4. กินแคลเซียมเสริม หรือดื่มนมเป็นประจำ รวมถึงเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ควบคู่กันไปด้วย เพื่อช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้แข็งแรง (อ่านต่อ 4 สูตร “อาหารหลังคลอด” คัดเฉพาะเมนูที่ปรุงง่าย ไม่ยุ่งยาก)
  5. นอนตะแคง เวลานอน แนะนำให้นอนตะแคง และเอาหมอนมารองสอดไว้ระหว่างขา
  6. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ไม่เอี้ยวตัว หรือก้มยกของหนัก เพราะอาจเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง และอาจทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทได้

หากทำตาม 6 ข้อข้างต้นแล้ว อาการ ปวดหลังหลังคลอด ยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อการรักษาที่ถูกวิธีต่อไปนะคะ

ท่าอุ้มลูก
ท่าอุ้มลูก

อุ้มลูกอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง?

แม่หลังคลอดอย่างเรา ๆ อย่างไรก็หลีกเลี่ยงการอุ้มลูกไม่ได้ แม้จะปวดหลังแค่ไหนก็ยังต้องอุ้ม ดังนั้น เราควรอุ้มลูกให้ถูกท่า เพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหลัง ดังนี้

  1. เมื่อต้องยกลูกขึ้นจากเตียง ควรย่อเข่าลงแล้วยก ไม่ควรก้มตัวโน้มลงมายก เพราะการโน้มตัวลงมายก จะทำให้หลังใช้งานหนัก
  2. ใช้กำลังจากกล้ามเนื้อต้นขาตอนลุก แทนการใช้ส่วนหลัง
  3. เมื่ออุ้มลูก ควรยืนหลังตรง เข่าตรง ไม่เอนไปด้านหน้าหรือด้านหลังมากจนเกินไป
  4. ปรับเตียงเด็กที่ปลอดภัยและตรงกับอายุของลูก เมื่อลูกยังเล็ก ควรใช้เตียงเด็กที่ไม่เตี้ยจนเกินไป เพื่อที่คุณแม่จะไม่ต้องโน้มตัวลงไปอุ้มมากจนเกินไป
  5. เมื่อต้องอุ้มนาน ๆ การใช้เป้อุ้มเด็กที่ได้มาตรฐาน จะช่วยกระจายน้ำหนักของลูกไปที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายคุณแม่ได้ดีกว่าการอุ้มด้วยมือเอง

ทั้งนี้คุณแม่ควรดูแลโครงสร้างร่างกายให้ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการแบกรับน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 9 เดือน และควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูโครงสร้างร่างกายตั้งแต่ระยะ 1-2 เดือนหลังคลอด และไม่ควรทิ้งช่วงนานเกิน 3 เดือน เพราะอาการอาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้ค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ดูแลทารกแรกเกิด ตัดเล็บ อาบน้ำ ฯลฯ ครบจบในที่เดียว!!

อาการหนาวสั่นหลังคลอดลูก เกิดจากอะไร?

เจ็บนี้อีกนานมั้ย! แม่ ปวดฝีเย็บหลังคลอด จะบรรเทาอาการอย่างไร

กินไข่แล้ว แผลผ่าตัดคลอด หายช้า-เป็นรอยนูน..จริงหรือ?

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค, โรงพยาบาลเปาโล, โรงพยาบาลสมิติเวช

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มะเร็งไต

ลูกฉี่น้อย เป็นๆ หายๆ เสี่ยง มะเร็งไตในเด็ก โรคที่เกิดได้จากพันธุกรรม

มะเร็งไตในเด็ก – สืบเนื่องจากเรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่ง ได้โพสต์เรื่องของลูกสาวที่น่ารัก ลงในกลุ่มเฟซบุ๊ค HerKid รวมพลคนเห่อลูก ว่าลูกสาวเริ่มมีอาการป่วย และต้องเข้าโรงพยาบาล เมื่ออายุ 1 ขวบ 10 เดือน จึงเป็นที่มาของเรื่องราวเพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นได้ติดตามค่ะ

ลูกฉี่น้อย เป็นๆ หายๆ เสี่ยง มะเร็งไตในเด็ก โรคที่เกิดได้จากพันธุกรรม

บันทึกจากคุณแม่

น้องเอิร์นเป็นเด็ก ร่าเริงแจ่มใส แข็งแรง ขี้แย เราคลอดเอิร์นมาปกติทุกอย่าง แต่..พอเอิร์นอายุได้ 1 ขวบ 10 เดือน กว่าๆ เริ่มมีไข้สูง ปัสสาวะน้อย เป็นๆหายๆ เวลามีไข้ มือเท้าจะเย็น เลยพาไป รพ.เอกชน หมอบอกว่า ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ให้ยาฆ่าเชื้อ และทำการเช็ดตัว ป้อนยา จนอาการดีขึ้นได้ 2-3 วัน มีไข้อีก คราวนี้ดู ซึม ข้าวกินน้อย ไม่ค่อยร่าเริง งอแงหนัก แม่เช็ดตัวให้ลูก ท้องลูกดูเหมือน ท้องอืด จึงได้พาไป รพ.รัฐ ได้แอดมิท และเอาปัสสาวะ เจาะเลือด ไปตรวจ
มะเร็งไตในเด็ก
มะเร็งไตในเด็ก (ภาพจาก Facebook Laddawan Phonmula)

เมื่อรู้ว่าลูกเป็นโรคร้าย 

มกราคม 2564

หมอบอก น้องเอิร์น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ มีเม็ดเลือดขาวปนออกมากับปัสสาวะด้วย คืนวันที่ 4/1/64 เอิร์นไม่ฉี่เลย ท้องเริ่มโต ดูหายใจเหนื่อย เอิร์นได้ถูกส่งไป ห้อง icu ใส่สายปัสสาวะ ให้ออกซิเจน ได้ทำการซีทีสแกน หมอบอกว่าท้องน้องดูโต น้องมีก้อนเนื้อร้ายอยู่ไตข้างขวา ขนาดค่อนข้างใหญ่ อยู่ในระยะลุกลามไปเส้นเลือดดำหัวใจ  และมีน้ำในท้องค่อนข้างเยอะ คือได้ฟังผล ตอนนั้น คือจุกอก พูดไรไม่ออก
พอออกจากห้อง คือร้องไห้ เสียใจ สงสารลูก และคิดว่าโชคไม่เข้าข้าง หรือเราเลี้ยงลูกไม่ดี ทำไมลูกต้องมาเป็น คิดซ้ำไปซ้ำมา เราร้องไห้เสียใจทุกวัน และเราอยู่คนเดียวไม่ได้(เป็นโรคซึมเศร้า)ลูกอยู่ห้อง icu และเป็นช่วงโควิดระบาดรอบที่สอง ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ นั่งเฝ้าลูกอยู่หน้าห้อง icu จนดึกดื่น ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลย หมอบอกคุณพ่อคุณแม่กลับบ้านไปพักผ่อนนะคะ ถ้ามีอะไร โทรสอบถามอาการน้องได้ค่ะวันที่ 7/1/64 ให้คีโมครั้งแรกของลูก หลังจากให้ยา อาการของเอิร์นก็ดีขึ้น

มะเร็งไต

อาการดีขึ้นหลังให้เคมีบำบัด

วันที่ 15/1/64  น้องเอิร์นย้ายมาอยู่ห้องรวม เราก็ต้องมาดูแลลูก อยู่รพ.กับลูก ผมลูกเริ่มร่วงเยอะ  แม่เลยตัดสินใจตัด และโกนหัวให้ลูกเลย จนให้ยาคีโมครบ และได้ทำซีทีสแกนดู ก้อนเนื้อยุบลงนิดเดียวเอง หมอเลยจะทำการเจาะเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ และจะให้ยาคีโมตัวใหม่
เอิร์นอยู่ รพ.ได้เดือนกว่าแล้ว อยากให้ลูกหายไวไว แข็งแรง แล้วกลับบ้านเรานะ ลูกแม่เก่ง สู้ๆมาก แม่เองก็พยายามเข้มแข็งทุกๆวัน ถึงจะเหนื่อย แม่ก็ไหว

เมษายน 2564

หลังจากให้คีโมไปแล้ว 9 ครั้ง มีไข้สูงทุกวัน น้องเอิร์นฉี่เป็นเลือด และหายใจดูเหนื่อย ถูกย้ายไป icu อีกครั้ง ยาคีโมที่ให้ไปไม่สามารถยับยั้งก้อนมะเร็งได้ ก้อนใหญ่ขึ้นดันกระบังลมทำให้หายใจเหนื่อย น้องเอิร์นมีเชื้อดื้อยา ปอดมีเชื้อรา เปลี่ยนยาฆ่าเชื้อใหม่ ใส่ท่อหายใจ หมอบอกว่าการรักษาตอนนี้ทำได้แค่ให้ยา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แม่เห็นลูกมีสายเยอะแยะไปหมด สงสารลูก  เราจับมือลูก ลูกลืมตาสะลึมสะลือ มองเรา ถามลูก โอเคมั้ยคะ ไหวมั้ยคะ สู้มั้ยลูก ลูกก็พยักหน้าตอบ ไฮไฟว์มั้ย ลูกก็แบมือค่อยๆยกมือมาไฮไฟว์  และเปลี่ยนยาคีโมใหม่เป็นยาสูตรสุดท้าย หวังว่าจะตอบสนองกับยาตัวใหม่ หวังว่ามันจะยุบและสามารถผ่าตัดได้  เรามาเฝ้าดูแลลูก นอนหลับไม่เคยสนิท ห่วงลูก สวดมนต์ภาวนาทุกคืนให้ลูกหาย ให้ลูกอาการดีขึ้น น้องเอิร์นไข้เริ่มลดลง ฉี่เริ่มดี ไม่มีเลือดปน
1/4/64 อาการน้องเอิร์นเริ่มดีขึ้น นั่งได้ ดูสดใจขึ้น ไม่มีไข้ ยังใส่สายออกซิเจนอยู่แต่ลดระดับลง
11/4/64 ถอดสายออกซิเจนออกแล้ว กินนม ข้าว ได้เยอะขึ้น และคนอื่นงดเยี่ยม(โควิดรอบ3)
น้องเอิร์นอยู่ รพ.3 เดือน 12 วัน หมออนุญาตให้กลับบ้านแล้ว มียากลับมาทานที่บ้าน ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวที่ต้องให้ คลินิก อนามัย ฉีดยาให้ มีใบนัดให้ยาคีโมครั้งสุดท้ายและทำซีที น้องเอิร์นขาอ่อนแรง ยังเดินไม่ค่อยได้เลย ต้องคอยจับ ประคอง ฝึกเดินใหม่
ผลซีที ก้อนยุบลง และส่งตัวมาผ่าตัดที่ ศิริราช
มานอนรอผ่าตัด 5 วัน ได้ทำการอัลตร้าซาวด์หัวใจ เจาะเลือดตรวจ น้องเอิร์นจะต้องผ่าตัดสองครั้ง
มะเร็งไต

พฤษภาคม 2564

วันที่ 18/5/64 ผ่าตัดทรวงอก เอาก้อนลิ่มในหลอดเลือดปอดและหลอดเลือดดำใหญ่ออก จะใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม และ วันที่ 20/5/64 ผ่าตัดใหญ่เปิดหน้าท้อง เอาก้อนมะเร็งไตขวาออก ซึ่งการผ่าตัดเป็นอะไรที่เสี่ยงมาก เสียเลือด และเสียชีวิตได้ เรากลัว ห่วงลูกมาก นอนไม่หลับเลย สวดมนต์ภาวนาทุกคืน
พอถึงวันผ่าตัด การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี เราไม่ได้เจอหน้าลูก 11 วันแล้ว ทำได้แค่โทรสอบถามอาการ ล่าสุดน้องเอิร์นได้ส่งตัวกลับ รพ.เดิม ทำการฉายรังสี 11 ครั้ง หลังฉายแสงครบจะให้คีโม ต่อ.. อยู่ รพ. ยาวๆเลยจ้า
รักษาจนกว่าจะหาย สู้กันต่อ
มะเร็งไต

โรคมะเร็งไตในเด็ก

ผศ.นพ.บุญชู พงศ์ธนากุล สาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยี  ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงโรค มะเร็งไตในเด็ก หรือ Wilms’ tumor  ว่าเป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อย  โดยมากพบในเด็ก อายุ 1-4 ปี เป็นมะเร็งในเด็กที่มีโอกาสรักษาหายขาดสูงมาก ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมตามลักษณะพยาธิวิทยาของเซลล์มะเร็ง และการแบ่งระยะการดำเนินโรคที่เหมาะสม และตรวจพบโรคในระยะต้น ๆ ยังไม่มีการแพร่การะจายไปยังอวัยะวะอื่น

ทางทีมงาน ABK ขอชื่นชมในความเข้มแข็งของคุณแม่และน้องเอิร์น พวกเราขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณแม่กับน้องเอิร์นในการต่อสู้ครั้งนี้ ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี น้องเอิร์นกลับมาแข็งแรง สดใสน่ารัก เล่นสนุกได้อีกครั้งในเร็ววันค่ะ
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : Facebook Laddawan Phonmula , tsh.or.th
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

มาจัด ของเตรียมคลอด กันเถอะ

แม่จ๋า..ตั้งงบประมาณกับ ของเตรียมคลอด เท่าไหร่กันดี?

ของเตรียมคลอด มีอะไรบ้าง ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่กันดี ขาดเหลืออะไรไหม และอีกนานาคำถามสำหรับพ่อแม่มือใหม่ แต่ไม่ต้องกังวลเราจัดสำรับของตามงบมาให้เลือกกันแล้ว

แม่จ๋า..ตั้งงบประมาณกับ ของเตรียมคลอด เท่าไหร่กันดี??

คุณแม่ที่ใกล้คลอด นอกจากจะกังวลในเรื่องขั้นตอนการคลอด สุขภาพของทั้งตัวแม่เอง และลูกน้อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่มือใหม่มักจะกังวลกัน นั่นคือ การเตรียมของคลอด ข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องใช้เมื่อลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว ต้องเตรียมอะไรกันบ้าง ปริมาณแค่ไหนถึงจะพอดี แล้วต้องเตรียมล่วงหน้านานแค่ไหนกัน และที่สำคัญต้องเตรียมงบประมาณสำรองเงินไว้เท่าไหร่ถึงจะพอ การเตรียมรอรับเจ้าตัวน้อย ดูจะวุ่นวายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย นั่นคือ ความรู้สึกที่ว่า “ช่างมีความสุขชะมัด” ใช่ไหมล่ะ

ใกล้ได้เห็นหน้าลูก ของเตรียมคลอด ต้องมาแล้วล่ะ
ใกล้ได้เห็นหน้าลูก ของเตรียมคลอด ต้องมาแล้วล่ะ

ทีมแม่ ABK เข้าใจในทุกความรู้สึกของพ่อแม่มือใหม่ทุกท่าน วันนี้เราขอจัดสำรับของเตรียมคลอด มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใช้เป็นตัวช่วยในการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้กับลูกน้อยกัน บ้านไหนมีงบประมาณกันแค่ไหน จะจัดเต็ม หรือเป็นบ้านสายประหยัด ก็สามารถเลือกกันได้ตามใจชอบกันไปเลย

จัดของเตรียมคลอดแบบประหยัด

เลือกซื้อของใช้จำเป็นเป็นหลัก แต่แม้ว่าจะเป็นสายเน้นประหยัด ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องของลูกแล้วละก็ เราเชื่อว่าคงเป็นการประหยัดบนพื้นฐานของสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าตัวน้อยแน่นอน ซึ่งก็มีหลักในการเลือกซื้อของ ดังนี้

1.ของใช้ตามความจำเป็น ของใช้จำเป็นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องเตรียมไว้ได้เลย เพราะอย่างไรก็ต้องได้ใช้สำหรับเจ้าตัวน้อยแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากเน้นเรื่องความประหยัด คือ ปริมาณของแต่ละชนิด ไม่ควรซื้อเผื่อไว้มาก เพราะของบางอย่างอาจใช้ได้ไม่นาน เช่น ขนาดของผ้าอ้อมสำเร็จรูป หากเตรียมไว้สำหรับไซส์เด็กแรกเกิดมากไป ลูกโตไปก็ไม่สามารถใส่ได้แล้ว เป็นต้น

  • อุปกรณ์ให้นม อันนี้ถือว่าสำคัญที่สุด ทั้ง ขวดนม เครื่องนึ่งขวดนม อุปกรณ์ล้างขวดนม รวมถึงผลิตภัณฑ์ล้างขวดนม คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจในการเลือกเป็นอันดับแรก เนื่องจากเด็กแรกเกิดจะดื่มนมเป็นอาหารหลัก ถ้าเลือกไม่ดี สุขภาพเด็กก็จะไม่ดีตามไปด้วย

TIPSเพิ่มความประหยัด หากมีความตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แนะนำให้ซื้ออุปกรณ์ให้นม จำนวนไม่มากก่อน เพราะขวดนมคงไม่ต้องสำรองหลายขวด เน้นให้ลูกเข้าเต้าจะดีกว่า หากขาดเหลือก็สามารถซื้อเพิ่มได้คราวหลัง

ของเตรียมคลอด เสื้อผ้าเจ้าตัวน้อย
ของเตรียมคลอด เสื้อผ้าเจ้าตัวน้อย
  • เครื่องนอน เช่น เบาะที่นอน หมอน ผ้าปูรองนอน ผ้าห่ม มุ้งกันยุง หมอนข้าง หรือแม้แต่เตียงนอนถ้าคุณแม่คิดว่าจะให้ลูกนอนเตียงเด็กตั้งแต่แรกเกิด
  • อุปกรณ์อาบน้ำ เช่น อ่างอาบน้ำเด็ก ฟองน้ำ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำเด็ก ผ้าเช็ดตัว ของเหล่านี้ถือว่ามีจำเป็นสำหรับเด็กเล็ก เพราะผิวเด็กบอบบางมาก จึงไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เหมือนผู้ใหญ่ได้
  • เครื่องแต่งกาย  ควรเลือกซื้อไว้ประมาณ 10-15 ชุด รวมทั้งชุดใส่นอน ชุดใส่เล่น ชุดไปเที่ยว

TIPSเพิ่มความประหยัด ไม่จำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าเด็กอ่อนมากนัก เพราะเนื่องจากเพื่อน ๆ และญาติพี่น้อง มักนิยมซื้อเสื้อผ้าเด็กมาเป็นของฝากให้เด็กแรกเกิด และอีกประการคือเด็กจะโตไวมาก จนชุดที่เตรียมไว้ใส่ไม่ทัน

  • ค่ายาและเวชภัณฑ์ เช่น ปรอทวัดไข้ แผ่นเจลลดไข้ สำลี cutton bud มหาหิงคุ์ แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค แอลกอฮอล์ล้างมือ ทิชชู่เปียก (ฺBaby Wipes) ถุงมือพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เด็กเล็กต้องการการดูแลที่เน้นเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ เพราะร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่

2.เลือกที่คุณภาพเหมาะกับราคา แม้ว่าจะเป็นสายเน้นประหยัด แต่อย่างที่กล่าวข้างต้นคุณภาพก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ไว้เป็นตัวเลือกในการซื้อของเตรียมคลอด พ่อแม่คงไม่อยากได้ของใช้เด็กในราคาประหยัด แต่อาจใช้วัสดุที่เป็นอันตรายต่อเด็ก หรือไม่คงทนอย่างแน่นอน แม้ว่าของบางชิ้นจะมีราคาแพง แต่เมื่อเทียบแล้วว่าถ้าใช้ของใช้เด็กที่ราคาถูก แล้วทำให้ลูกป่วย ลูกได้รับอันตราย เสียค่ารักษาพยาบาล แน่นอนว่า คงไม่ดีแน่ ดังนั้นราคาและคุณภาพจึงต้องไปด้วยกัน

ของเตรียมคลอด ประเภทที่นอน แบ่งปันกันใช้ได้เพื่อความประหยัด
ของเตรียมคลอด ประเภทที่นอน แบ่งปันกันใช้ได้เพื่อความประหยัด

3.แบ่งปันของใช้กันบ้าง หากเพื่อนๆ ที่มีลูกโตแล้วมาเสนอของใช้เด็กให้ เช่น เตียงเด็ก รถเข็นเด็ก ก็จะทำให้ประหยัดได้มาทีเดียว อย่างไรก็ตาม ก็อย่าลืมตรวจสอบเรื่องความสะอาด และคุณภาพความแข็งแรงของของใช้เด็กที่ได้รับการส่งต่อมากันด้วย

ตัวอย่างการจัดของเตรียมคลอด งบไม่เกิน 5,000 บาท

ชุดเด็กเเบบสั้น ครึ่งโหลโหล 340
ชุดเด็กแบบยาว.ครึ่งโหล.430
ถุงมือ ถุงเท้า ครึ่งโหล.170
ผ้าอ้อมสาลู27*27 (1โหล) 310
ผ้าอ้อมสาลู24*24(1โหล ) 250
หมวกทารกไหมพรหม 2ใบ.70
ผ้าห่มเนื้อสำลี 1ผืน 160
ผ้าห่อตัวเนื้อแซมวิส 1ผืน 250
ผ้าขนหนูรังผึ้ง 15*30 (1ผืน)100
ผ้าขนหนูรังผึ้ง24*24 (1ผืน)220
ผ้ายางพาราใหญ่60*90 (1ผืน)350
ขวดนมเนอเจอร์.2oz 4ขวด 240
(คัตเตอร์บัต 2เเพ็ค สำลีแผ่น1ห่อ สำลีม้วน1ม้วน แป้งเบบี้มายสีเขียวขวดกลาง 2กระป๋อง.นิวบอลขวดกลาง.2กระป๋อง เบบี้ออย.1ขวดกลาง.s 1กล่อง.แปรงล้างขวด 1อัน สบู่ -ยาสระผม.2ขวดใหญ่.ผ้าอนามัย1ห่อไหญ่.แพมเพิส1ห่อใหญ่.น้ำยาล้างขวดนม.ซักผ้า ปรับผ้านุ่ม.เบบี้มาย.อย่างละ3ถุง วิค.ไกวอเตอร์.มหาหิงค์ุ.ฟองน้ำ.ที่ตากผ้าอ้อม.) รวมๆทั้งหมดก็เกือบๆ3500.ค่ะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก สมาชิก pantip.com

จัดของเตรียมคลอดแบบจัดเต็ม

ว่ากันไม่ได้เลยเชียว สำหรับพ่อแม่คู่ไหนที่ยึดหลักที่ว่า “เตรียมไว้ก่อนเผื่อเหลือเผื่อขาด” เพราะถือได้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิต โดยเฉพาะลูกคนแรกก็ย่อมตื่นเต้นกันเป็นธรรมดานี่นา ดังนั้นการจัดของเตรียมคลอดสไตล์นี้ ก็นับว่าทำให้อุ่นใจได้ไม่น้อยทีเดียว เราขอแยกประเภทไว้เป็นข้อ ๆ เพื่อที่จะได้ไม่สับสนกัน ดังนี้

คุณแม่ใกล้คลอด จัดเตรียมกระเป๋าเตรียมคลอดกันหรือยัง?
คุณแม่ใกล้คลอด จัดเตรียมกระเป๋าเตรียมคลอดกันหรือยัง?

ของใช้สำหรับคุณแม่

  1. บัตรฝากครรภ์ ควรพกติดตัวไปด้วยเวลาไปคลอด เพราะจะได้สะดวกหากเวลาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสืบถามข้อมูลส่วนตัว
  2. ชุดใส่วันกลับ ควรเป็นชุดที่สามารถใส่ให้นมลูกได้สะดวกที่สุด
  3. เสื้อชั้นในให้นมทารกแรกเกิด และกางเกงในคนท้อง
  4. ผ้าอนามัยหลังคลอด ซึ่งจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ และซึมซับได้มากกว่า
  5. แผ่นซับน้ำนม มีทั้งแบบซักได้ และแบบใช้แล้วทิ้ง สามารถเลือกได้ตามสะดวก
  6. แผ่นรัดหน้าท้องหลังคลอด แผ่นรัดหน้าท้องจะช่วยลดอาการบวมของมดลูก ช่วยพยุงช่วงท้องให้แผล (สำหรับแม่ผ่าคลอด) สมานติดกันได้เร็วขึ้น
  7. รองเท้าแตะ โทรศัพท์ สายชาร์จ และของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ

ของเตรียมคลอด ประเภทอุปกรณ์ให้นม

  1. หมอนรองให้นม ที่จะช่วยในการทุ่นแรงคุณแม่ที่ต้องอุ้มทารกแรกเกิดขณะให้นม
  2. เครื่องปั๊มนม คุณแม่มือใหม่ควรฝึกใช้เครื่องปั๊มนมให้คุ้นชินตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล และเครื่องปั๊มนมเป็นของเตรียมคลอดจำเป็น ในกรณีที่ต้องห่างจากลูกหลายชั่วโมง จะได้ใช้เป็นตัวกระตุ้นน้ำนมแทน
  3. ขวดนม ถุงเก็บน้ำนม จุกนม พร้อมทั้งแปรงล้างขวดนมและจุกนม
  4. ผ้าคลุมให้นม เพื่อใช้คลุมให้นมลูกในขณะที่มีคนมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล
  5. ที่นึ่งขวดนมแบบพกพา สามารถใช้นึ่งที่ปั๊มนมได้

    เครื่องปั๊มนม ขวดนม ถุงเก็บน้ำนม ตัวช่วยแม่ให้นม
    เครื่องปั๊มนม ขวดนม ถุงเก็บน้ำนม ตัวช่วยแม่ให้นม

ของเตรียมคลอด : ของใช้ทารกแรกเกิด

การเตรียมของในส่วนนี้ ขอแนะนำว่าให้ลองโทรเช็กกับทางโรงพยาบาลก่อน เพราะโรงพยาบาลบางแห่งจะมีการเตรียมของใช้ทารกแรกเกิดไว้ให้แล้วบางรายการ

  1. ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป ผ้าขนหนูเนื้อนุ่ม สำหรับทารกแรกเกิดที่ระบายอากาศได้ดี หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป ไซส์ Newborn ซึ่งจะมีการเว้าบริเวณสะดือให้
  2. เสื้อผ้าทารกแรกเกิด เป็นของเตรียมคลอดที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับวันออกจากโรงพยาบาล รวมถึงถุงเท้า ถุงมือ หมวกกันลม
  3. ผ้าห่อตัว เด็กแรกเกิดหากได้ห่อตัวด้วยผ้าจะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนอยู่ในท้องแม่ จะทำให้เขาไม่ผวา ไม่งอแงได้ดีกว่า ปัจจุบันมีทั้งที่เป็นผ้าสี่เหลี่ยมทั่วไป หรือจะเลือกเป็นผ้าห่อตัวสำเร็จรูปก็ได้เช่นกัน
  4. ผ้าเปียกเช็ดคอ เช็ดปากหากนมหก หรือเด็กแหวะนม
  5. สำลีก้อน ใช้ชุบน้ำเช็ดก้นลูก
  6. ผ้าก๊อซสำหรับเช็ดลิ้น ใช้เช็ดทำความสะอาดลิ้น และช่องปากเด็ก ต้องหมั่นทำความสะอาดป้องกันลิ้นเป็นฝ้าได้
  7. อุปกรณ์อาบน้ำเด็ก ทั้งเจลอาบน้ำเด็ก แชมพูเด็ก ฟองน้ำ อ่างอาบน้ำ ผ้าขนหนู แปรงหวีผม
  8. โลชั่นเด็ก หรือออยล์ทาตัว และแป้งทาตัว
  9. แอลกอฮอล์เช็ดสะดือ และสำลีก้านเช็ดสะดือ ต้องคอยดูแลให้แห้ง และสะอาด สะดือลูกจะได้หลุดอย่างปลอดภัย
  10. Car Seat ประเภท Infant Seat สำหรับเด็กแรกเกิด จำเป็นต้องใช้ในวันพาลูกกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมเลือกรถเข็นเด็กเตรียมเอาไว้ เพื่อใช้ในการพาลูกออกไปข้างนอก

    รถเข็นเด็ก อุปกรณ์สำหรับเด็ก ของมันต้องมี
    รถเข็นเด็ก อุปกรณ์สำหรับเด็ก ของมันต้องมี

ของเตรียมคลอด : เครื่องนอน

  1.  ผ้ายางรองกันเปื้อน ไว้รองได้ที่นอนอีกชั้นหนึ่งเพื่อความมั่นใจ
  2.  ผ้ารองที่นอน ผ้าห่ม ตุ๊กตา
  3. หมอนข้าง หมอนหนุนรองศีรษะทารกแรกเกิด หมอนรองนอนกันแหวะ
  4. น้ำยาซักผ้าเด็ก สำหรับซักทำความสะอาดเครื่องนอน เพราะผิวเด็กอ่อนบอบบาง แพ้ง่าย

สำหรับงบประมาณของคุณแม่สายจัดเต็มนี้ ก็คงต้องคำนวณตามแต่ความพอใจในการเลือกยี่ห้อ คุณภาพของแต่ละบ้าน ไม่สามารถคำนวณละเอียดตายตัวได้ เพราะขึ้นอยู่กับความพอใจ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคนได้อีกด้วยเช่นกัน

ของเตรียมคลอดแนะนำว่าควรจัดเตรียมไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนคลอดเป็นอย่างช้า เพราะจะได้เตรียมตัวไว้เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน คลอดก่อนกำหนด หรือคุณแม่บางคนที่มีประสบการณ์มาก่อนก็ได้ให้เหตุผลไว้ว่า หากท้องแก่จะไม่สะดวกในการเดินเลือกซื้อ อาจทำให้ได้ของไม่ครบก่อนวันคลอดก็เป็นได้ สิ่งสำคัญที่พ่อแม่มือใหม่ต้องเตรียมตัวไว้ให้มาก นั่นคือ ต้องมีสติเมื่อถึงเวลาเจ็บท้องคลอด จะได้ไม่พลาดสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เตรียมเอาไว้

เรื่องสำคัญต้องรู้

นอกจากข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่พ่อแม่ต้องเตรียมไว้ก่อนคลอดแล้วนั้น ยังมีอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันเลย ที่ควรเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้าเช่นกัน เอกสารสำคัญในการแจ้งเกิดของลูกน้อยที่กำลังจะเพิ่มเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว โดยในบางโรงพยาบาลจะมีการอำนวยความสะดวกในการแจ้งเกิดให้เลย จึงจำเป็นต้องนำเอกสารจำเป็นยื่นในกับทางโรงพยาบาลในการแจ้ง หรือหากพ่อแม่ต้องเป็นผู้ไปแจ้งเกิดเองก็ควรศึกษาเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไว้ จะได้ไม่เสียเที่ยว

มาเตรียมของต้อนรับสมาชิกใหม่ในครอบครัวกันเถอะ
มาเตรียมของต้อนรับสมาชิกใหม่ในครอบครัวกันเถอะ

1. ใบนัดหมอ และสมุดฝากครรภ์

2. บัตรโรงพยาบาล

3. สำเนาบัตรประชาชน (ทั้งพ่อและแม่)

4. สำเนาทะเบียนบ้าน (ทั้งพ่อและแม่)

5. ชื่อลูกหากมีการคิดไว้แล้ว

6. ทะเบียนสมรส (กรณีมี)

7. หนังสือส่งตัวคลอด หากเป็นข้าราชการ

ข้อมูลอ้างอิงจาก shopee.co.th/blog

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อัพเดท แพ็กเกจคลอด ปี 2564 ร.พ. เอกชน 30 แห่ง ในกรุงเทพฯ

เจ็บนี้อีกนานมั้ย! แม่ ปวดฝีเย็บหลังคลอด จะบรรเทาอาการอย่างไร

ทำไมแม่หลังคลอดขี้ลืม ความจำสั้น หรือคือสัญญาณของความจำเสื่อม

ดูแลทารกแรกเกิด ตัดเล็บ อาบน้ำ ฯลฯ ครบจบในที่เดียว!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน

รู้ก่อนฉีด! ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด -19 เช็คเลย!

ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน –  เป็นเรื่องปกติที่คุณจะรู้สึกประหม่าเมื่อต้องรับ วัคซีนโควิด-19 เพราะมันคือวัคซีนที่ผลิตขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็วและยังมีข้อมูลด้านผลข้างเคียงของวัคซีนน้อยเมื่อเทียบกับการวิจัยหลายทศวรรษที่มีเกี่ยวกับวัคซีนชนิดอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคนจำนวนมาก ความใหม่ของวัคซีนโควิด-19 ทำให้เกิดความวิตกกังวล และความลังเลใจ เป็นธรรมดา

อย่างไรก็ตามการรับวัคซีน โควิด-19 เป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคน ต่างทำหน้าที่ของเราในการยุติการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  การฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19  ไม่ต่างกับการฉีดวัคซีนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ให้ผลในการป้องกัน 100%  ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวัคซีนและการตอบสนองของแต่ละบุคคล แต่คุณสมบัติสำคัญของวัคซีน COVID-19 ทุกตัว สามารถลดความรุนแรงของการป่วยหลังการติดเชื้อและการเสียชีวิตได้ ทำให้โอกาสในการต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือ การสูญเสียชีวิตลดลงได้อย่างมาก ทั้งนี้ มีข้อควรรู้ และข้อแนะนำ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง การฉีดวัคซีนป้องกัน Covid – 19 ที่ทุกคนควรรู้ เพื่อให้การฉีดวัคซีนผ่านไปได้อย่างราบรื่น

รู้ก่อนฉีด! ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด -19

ก่อนรับการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID-19

  • ตรวจสอบกับแพทย์ล่วงหน้าเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพและยา หากมีปัญหาด้านสุขภาพหรือใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์ว่าสามารถรับวัคซีนได้อย่างปลอดภัยหรือไม่
  • CDC เตือนไม่ให้ใช้ยา เช่น ไอบูโพรเฟน แอสไพริน และอะเซตามิโนเฟน ก่อนรับวัคซีน เพราะมีโอกาสที่ยาเหล่านี้จะทำให้ วัคซีนมีประสิทธิภาพลดลง
  • หากมีอาการเจ็บป่วย หรือมีไข้ ให้เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
  • ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน 2 วัน ควรงดออกกำลังกายหนักๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ถ้าใช้ยา วาร์ฟาริน (Warfarin) ควรมีผลเลือดระดับ INR ก่อนฉีดน้อยกว่า 3 (ควรเจาะเลือดก่อนฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 วัน และไม่เกิน 1 สัปดาห์)
  • ไม่ควรฉีด วัคซีน  COVID-19 หากได้รับการฉีดวัคซันตัวอื่นมายังไม่เกิน 4 สัปดาห์
  • กรณีที่ตั้งครรภ์ โดยอายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์ ต้องงดการฉีดวัคซีนทุกกรณี
  • ต้องเปลี่ยนการนัดหมาย หากคุณถึงกำหนดต้องรับวัคซีน แต่เริ่มแสดงอาการ หรือได้รับแจ้งว่าคุณได้สัมผัสกับผู้ที่มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก ให้ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของ CDC ในปัจจุบัน สำหรับการกักตัวและการแยกตัวเอง กำหนดเวลานัดหมายของคุณใหม่อีกครั้งหลังจากกักตัวดูอาการครบ 14 วัน

ไขข้อข้องใจ ใช้ ยาคุมชนิดฮอร์โมนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่?

กรมอนามัยเผย คนท้องติดเชื้อโควิด เสี่ยงป่วยหนัก แนะฉีดวัคซีนป้องกัน! หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

CDC ชี้! หน้ากากอนามัยป้องกันโควิด ดีกว่าวัคซีน

ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน
ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน

ระหว่างรับการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID-19

  • เตรียมเอกสารต่างๆ ที่ต้องใช้ให้พร้อม เช่น บัตรประชาชน ข้อมูลการลงทะเบียน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการรับบริการ
  • ควรเดินทางมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัดหมาย 30 นาที
  • ในกรณีใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า ณ จุดลงทะเบียน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคอ้วน โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนการฉีด
  • ใส่เสื้อผ้าที่สามารถเปิดหัวไหล่ได้สะดวก เพื่อให้ง่ายสำหรับผู้ให้บริการ และสบายสำหรับคุณ
  • สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือให้สะอาด และเว้นระยะห่าง หน้ากากอนามัยได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถชะลอการแพร่กระจายของอนุภาคไวรัส COVID-19
  • แนะนำให้ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด

หลังรับการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID-19

  • พักรอดูสังเกตอาการที่โรงพยาบาลหรือจุดที่ฉีดวัคซีน 30 นาที อย่างเคร่งครัด เพื่อดูผลข้างเคียงที่ร้ายแรงในทันที แม้ว่าคุณจะรู้สึกดีก็รอเผื่อไว้สำหรับอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน COVID-19 ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
    1. อาการไม่รุนแรง  สามารถหายได้เองภายใน 3 วัน อาจเป็นอาการทั่วไป เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และข้อ หรือปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดยา รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สบายตัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือมีอาการชาเฉพาะที่
    2. อาการรุนแรง พบได้ไม่บ่อย หรือพบได้น้อย เช่น มีก้อนบริเวณที่ฉีดยา เวียนศีรษะ มึนงง ใจสั่น  ปวดท้อง อาเจียน ความอยากอาหารลดลง เหงื่อออกมากผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองโต ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชักหมดสติ อาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล
    3. อาการแพ้วัคซีน เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ความดันตก หลอดลมตีบ หายใจลำบาก มีผื่นขึ้นตามตัว หากพบว่ามีอาการรุนแรง หลังการฉีดวัคซีนควรรีบพบแพทย์ทันที่

 

ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • ถ้ามีไข้ หรือรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวมากหลังฉ๊ดวัคซีน สามารถทานยา พาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง (ห้ามรับประทานยา Brufen , Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด)
  • อย่าเกร็งแขนข้างที่ฉีดวัคซีน หรือยกของหนัก เป็นเวลาอย่างน้อย 2 วัน
  • ต้องสังเกตอาการ หลังรับวัคซีน ต่ออีก 48-72 ชั่วโมง หากพบอาการผิดปกติที่รุนแรง เช่น มีอาการชาครึ่งซีก แขนขาอ่อนแรง หรือ ปากเบี้ยว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ทั้งนี้ หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วก็ยังคงต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับฉีดวัคซีนเข็มที่สองเพื่อกระตุ้น อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เป็นเพียงปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อวัคซีนเท่านั้น และแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด เช่น สวมหน้ากากอนามัยให้ถูกวิธี เว้นระยะห่างทางสังคม หมั่นล้างมือบ่อยๆ หลังการสัมผัสที่มีความเสี่ยง เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : cnet.com , ram-hosp.co.th , unicef.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกติดโควิด ทำอย่างไรดีใครจะดูแล สธ.ผุดหลักใหม่ไม่แยก

งานวิจัยเผย! แม่ท้องติดโควิด เสี่ยงเสียชีวิตสูง!

หมอแนะวิธีแก้ แม่หงุดหงิดใส่ลูก เหตุเพราะโควิดพาชีวิตแม่เครียด!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ซื้อหนังสือให้ลูก

ผลวิจัยชี้! ซื้อหนังสือให้ลูก อ่าน ยิ่งเยอะ ลูกยิ่งเก่ง!

ซื้อหนังสือให้ลูก – เหตุใดการได้อ่านหนังสือ จึงส่งผลดีต่อเด็ก?? คำตอบคือ การอ่านทำให้เด็กถูกเคลื่อนย้ายไปสู่อีกโลกหนึ่งที่อยู่ระหว่างหน้าหนังสือ ทำให้เกิดจินตนาการกับชีวิตของตัวละครสมมติ มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชีวิตจริงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้เด็กๆ ยังสามารถเรียนรู้คำ และวลีใหม่ๆ  ตลอดจนได้สัมผัสกับอารมณ์ที่หลากหลาย ได้รับทักษะและความรู้ต่างๆ จากหนังสือเล่มใหม่ เรื่องราวใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตอกย้ำถึงประโยชน์ของการอ่านหนังสือ ซึ่งผลการศึกษาวิจัยได้ข้อสรุปว่า บ้านไหนยิ่งมีหนังสือที่บ้านเยอะ เด็กจะยิ่งเก่งวิชาการ และการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล!

ผลวิจัยชี้! ซื้อหนังสือให้ลูก อ่าน ยิ่งเยอะ ลูกยิ่งเก่ง!

โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Australian National University นำโดย Joanna Sikora อาจารย์วิชาสังคมศาสตร์ ได้ผลจากการศึกษาวิจัย ว่า จำนวนหนังสือในบ้าน มีส่วนทำให้คนเรามีความสามารถทางภาษา คณิตศาสตร์ และการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล มากขึ้น
โดยคณะวิจัยได้ทำการทดสอบ ในช่วงปี 2011-2015 กับอาสาสมัครจำนวน 160,000 คน จาก 31 ประเทศ ที่มีอายุระหว่าง 25 – 65 ปี โดยเริ่มแรกให้อาสาสมัครรำลึกความจำว่าตั้งแต่เด็กจนอายุ 16 มีหนังสืออยู่ในบ้านมากหรือน้อยเท่าใด จากนั้นได้เข้าทดสอบความสามารถด้านการอ่าน และการจับใจความ (reading comprehension) ด้านความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ และด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเป็นเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งทั้งหมดนี้คือ Literacy skill หรือที่ ศ. ดร. สุมน อมรวิวัฒน์ แปลความหมายเป็นภาษาไทยว่า “ความฉลาดรู้”
ซึ่งจากผลการทดสอบพบว่า ยิ่งคนเราอยู่ในบ้านที่มีหนังสือรายล้อมมากเท่าไหร่ ความสามารถทั้ง 3 ด้านก็จะยิ่งมีมากเท่านั้น โดยการศึกษาได้ข้อสรุปดังนี้
  • คนที่เติบโตมาในบ้านที่มีหนังสืออย่างน้อย 80 เล่ม ถึงจะทำคะแนนได้ถึงระดับเฉลี่ย หรือเรียกว่าพอที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม และประสบความสำเร็จในชีวิต
  • คนที่เติบโตมาในบ้านที่มีหนังสือน้อยกว่า 80 เล่ม จะมีความฉลาดรู้ น้อยกว่าค่าเฉลี่ย และมักมีปัญหาทางการเรียน การหาเลี้ยงชีพ และความสุขในชีวิต
  • ความฉลาดรู้จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนหนังสือในวัยเด็ก ค่าความฉลาดรู้ จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนคงที่ ที่ระดับจำนวนหนังสือประมาณ 350 เล่ม

การอ่านมีผลต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร?

งานวิจัยหลายชิ้นที่ดำเนินการและจัดทำโดย BookTrust ได้ค้นพบประโยชน์ที่ลึกซึ้งของการอ่านเพื่อพัฒนาการของเด็ก งานวิจัยชิ้นหนึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบของการอ่านที่มีต่อทักษะการรู้หนังสือในอนาคต การอำนวยความสะดวกในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก และการส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมกับโลกรอบตัวพวกเขา นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าการอ่าน ถือเป็น  “แหล่งข้อมูลที่มั่นคงตลอดชีวิต” ของเด็กได้และอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กที่ต้องเติบโตขึ้นมาในสถานการณ์ที่ท้าทาย

การอ่านมีประโยชน์หลายอย่างต่อพัฒนาการของเด็ก เช่น

  • ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ การพัฒนาความรู้ความเข้าใจหมายถึงวิธีที่เรารับรู้และคิดเกี่ยวกับโลกของเรา โดยอ้างอิงถึงความฉลาด การให้เหตุผล การพัฒนาภาษา และการประมวลผลข้อมูล การอ่านให้เด็กๆ ฟัง คุณได้ให้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโลกของพวกเขา และเติมเต็มสมองด้วยความรู้พื้นฐาน จากนั้นพวกเขาใช้ความรู้พื้นฐานที่ได้มานี้เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาเห็น ได้ยิน และอ่าน ซึ่งช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น
  • การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ เมื่อเราอ่านหนังสือ เราใส่ตัวเองในเรื่องที่อยู่ตรงหน้าเรา สิ่งนี้ช่วยให้เราพัฒนาความเห็นอกเห็นใจในขณะที่เราสัมผัสชีวิตของตัวละครอื่นๆ และสามารถระบุได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เด็กๆ สามารถใช้ความเข้าใจนี้เพื่อเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากนี้ เด็กจะเข้าใจอารมณ์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเข้าใจอารมณ์ของตนเองและของผู้อื่น สิ่งนี้ช่วยได้อย่างมากในการพัฒนาสังคมของพวกเขาในอนาคต
  • เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งขึ้น หนังสือสามารถพาเราไปได้ทุกที่ ไปยังเมืองอื่น ไปยังอีกประเทศหนึ่ง หรือแม้แต่ไปยังโลกอื่น การอ่านหนังสือทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คน สถานที่ และเหตุการณ์ที่พวกเขาอาจไม่สามารถเรียนรู้ในชีวิตจริงได้ สิ่งนี้ทำให้เด็ก ๆ มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับโลกรอบตัวพวกเขาและวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หากผู้ปกครองอ่านหนังสือกับลูกเป็นประจำ พวกเขาจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับเด็กๆ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย การอ่านทำให้ผู้ปกครองมีโอกาสที่จะมีกิจกรรมร่วมกันเป็นประจำซึ่งทั้งผู้ปกครองและเด็กสามารถตั้งตารอได้ นอกจากนี้ยังให้ความรู้สึกถึงความเอาใจใส่ ความรัก และความมั่นใจแก่เด็กๆ อันเป็นกุญแจสำคัญในการเลี้ยงดูและความเป็นอยู่ที่ดี

 

ซื้อหนังสือให้ลูก
ซื้อหนังสือให้ลูก

 

นอกจากนี้ การอ่านหนังสือกับลูก สามารถสร้างความรักในการอ่านไปได้ตลอดชีวิต งานวิจัยหลายชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นได้ในทุกวิชา!

ประโยชน์ของการอ่านหนังสือกับลูก ในด้านการศึกษามีมากมาย เช่น :

  • ช่วยปรับปรุงทักษะวรรณกรรม การอ่านออกเสียงกับเด็กเล็ก ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจยังไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูดอย่างถ่องแท้ แต่จะช่วยปูทักษะที่จำเป็นแก่พวกเขาเมื่อพวกเขาเริ่มอ่านได้ด้วยตัวเอง มันแสดงให้เด็ก ๆ เห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งที่ทำได้โดยเน้นจากซ้ายไปขวา และการพลิกหน้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินการต่อ การอ่านให้เด็กๆ ฟังแม้ในช่วงเดือนแรกๆ ของชีวิต สามารถช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาและกระตุ้นสมองส่วนที่ประมวลผลด้านภาษาได้
  • ได้รู้คำศัพท์ที่หลากหลายมากขึ้น การได้ยินคำที่พูดออกมาดังๆ อาจทำให้เด็กๆ ได้รู้จักคำศัพท์และวลีใหม่ๆ ที่พวกเขาอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน โดยการอ่านให้เด็กฟังทุกวันพวกเขาจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ทุกวัน
  • มีสมาธิที่มากขึ้น การอ่านอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจ่อของเด็กได้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะนั่งเฉยๆ และฟังได้เป็นเวลานาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในการเรียน
  • ช่วยให้ระดับความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการสูงขึ้น การอ่านหนังสือขึ้นอยู่กับการใช้จินตนาการในการสร้างภาพตัวละคร สภาพแวดล้อม และคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ต้องใช้จินตนาการหากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับคนอื่น สถานที่ เหตุการณ์ และเวลา ในทางกลับกัน จินตนาการที่พัฒนาขึ้นนี้จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต

สุดท้ายแล้ว ยิ่งเด็กได้อ่านหนังสือมากเท่าไหร่ และยิ่งได้อ่านด้วยตัวเองมากเท่าไหร่ พวกเขาจะเก่งขึ้นเท่านั้น  และยิ่งเด็กอ่านหนังสือมากเท่าไร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวม และทักษะทางสังคมของพวกเขา เช่น การเอาใจใส่ต่อสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในชีวิตก็จะยิ่งดีขึ้นมากเท่านั้น

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้ ทำไงดี? มาช่วยลูกให้ “อ่านออก” กัน

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง นิทาน สำนักพิมพ์ไหนดี เหมาะกับลูกทุกวัย คุณแม่ทั่วประเทศยกให้ Amarin Kids เป็นแบรนด์ในดวงใจ

9 เทคนิคต้องรู้ สอนลูกให้ชอบอ่าน พ่อแม่ต้องทำแบบนี้!

รู้แบบนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่คงอยากทราบถึงเทคนิคการอ่านหนังสือกับลูกเพื่อให้ลูกได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่แล้วใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลย

เทคนิคในการการอ่านหนังสือกับลูก

การอ่านออกเสียงเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ที่ทั้งผู้ปกครองและเด็กสามารถเพลิดเพลินไปด้วยกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่พบว่ามีผลสัมฤทธิต่อการเรียนและควรส่งเสริมอย่างสม่ำเสมอทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

หากคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือกับลูกที่บ้าน แสดงว่าเรากำลังเสริมสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ในห้องเรียน รวมทั้งให้การสนับสนุนแบบตัวต่อตัวเพิ่มเติมแก่พวกเขาในขณะที่ห้องเรียนไม่สามารถให้ได้

เพื่อให้ลูกมีทักษะการอ่านที่ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ ให้พิจารณา ประเด็นต่อไปนี้:

เริ่มตั้งแต่ลูกยังเล็ก เด็กสามารถดูภาพและฟังเสียงของคุณได้ การอ่านออกเสียงให้บุตรหลานฟังและชี้ไปที่รูปภาพและพูดถึงชื่อของสิ่งนั้นๆ  จะช่วยให้เด็กๆ ได้รับข้อมูลสองทาง คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุในโลกแห่งความเป็นจริง และความเข้าใจในความสำคัญของภาษา แม้ว่าลูกของคุณสามารถอ่านได้ด้วยตัวเองแล้ว คุณก็ควรอ่านออกเสียงพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นการฝึกฝน

ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน พยายามอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน และพยายามทำให้ดีที่สุด รวมสิ่งนี้เข้ากับกิจวัตรประจำวันของคุณและลูกของคุณ จนกว่าจะกลายเป็นนิสัยพอ ๆ กับที่พวกเขาแปรงฟัน อย่างไรก็ตาม อย่าท้อแท้หากคุณพลาดวันใดวันหนึ่ง เพียงแค่กลับมาทำกิจวัตรตามปกติเมื่อคุณมีเวลา

ซื้อหนังสือให้ลูก

ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พยายามเปลี่ยนหนังสือที่คุณอ่านให้ลูกฟังให้มากที่สุด สิ่งนี้จะเปิดหูเปิดตาของพวกเขาสู่โลก วัฒนธรรม และตัวละครที่หลากหลาย และทำให้จินตนาการของพวกเขาขยายออกไปและเติบโตได้มากยิ่งขึ้น

มีความอดทนสูง บางครั้งเราอาจลืมไปว่าวัยนั้นเป็นอย่างไร ในฐานะผู้ใหญ่บางครั้งเราอาจมองว่าการอ่านออกเสียงเป็นเรื่องไร้สาระ แต่สำหรับเด็กๆ แล้วทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขา เช่น  เด็กๆ ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องอ่านหนังสือจากซ้ายไปขวา จนกว่าคุณจะชี้ไปที่คำศัพท์และเริ่มอ่านให้ฟัง เพราะฉะนั้นจงสละเวลาของคุณในการสอนลูกๆ  และใช้ความอดทนในการสอน

สรุปใจความหลังจากอ่านจบ หลังจากที่คุณอ่านนิทานให้ลูกฟังจนจบแล้ว ลองพยายามเล่าสรุปความต่อ คุณสามารถถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเพิ่งอ่านได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ ตัวอย่างเช่น “คุณชอบเรื่องราวนั้นไหม”, “ตัวละครที่คุณชอบคือใคร?” หรือ “ทำไมคุณถึงคิดว่าเจ้าชายมีความสุขในตอนจบ?” อย่างไรก็ตาม อย่ารู้สึกว่าสิ่งนี้จำเป็นสำหรับทุกเรื่องราวที่คุณอ่าน หากลูกของคุณชื่นชอบการอ่านหนังสือเป็นทุนเดิมพวกเขาจะพัฒนาความรักในการอ่านได้ไม่รู้จบ แม้จะไม่มีการสนทนาสรุปปิดท้ายก็ตาม

การอ่านหนังสือ นอกจากจะช่วยให้เด็กๆ เกิดจินตนาการและเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างทักษะความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ให้กับเด็กๆ ได้หลายด้าน อาทิ ความฉลาดทางสติปัญญา IQ   , ความฉลาดในการคิดสร้างสรรรค์ CQ และความฉลาดทางคุณธรรม MQ เป็นต้น รู้แบบนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรหาเวลาอ่านหนังสือกับลูกๆ ให้ได้มากที่สุด หรือซื้อหนังสือดีๆ ให้ลูกอ่าน เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้เด็กๆ ต่อไปได้อย่างไม่รู้จบกันเถอะค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : theguardian.com , highspeedtraining.co.uk

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิจัยเผย พ่ออ่านนิทานให้ลูกฟัง ส่งผลดีต่อลูกมากกว่าแม่อ่าน

5 เทคนิค อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เริ่มตอนไหน? อ่านยังไง? โดย พ่อเอก

ชวนลูกอ่านหนังสือ พัฒนาสมอง ด้วยเคล็ดลับ 7 ข้อ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อพวช.

อพวช. ต้อนรับ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. ประชุมหารือความร่วมมือด้านกิจกรรมวิทยาศาสตร์

11 มิถุนายน 2564 /ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ประชุมหารือความร่วมมือ กับ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและกระจายความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมผ่านเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ การจัดกิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ การนำนิทรรศการไปจัดแสดงตามศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ พร้อมทั้ง ร่วมบูรณาการพัฒนากิจกรรมและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาตลอดชีวิตให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย ทั้งนี้ รมช.ศธ. ได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารคาราวานวิทยาศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ณ อพวช. คลองห้า ปทุมธานี

อพวช. ต้อนรับ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์
อพวช. ต้อนรับ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์
อพวช. ต้อนรับ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์
อพวช. ต้อนรับ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์

 
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ห้ามพลาด! 3 ที่เที่ยววิทยาศาสตร์ เปิดโลกเรียนรู้ให้ลูก สนุกจนไม่อยากกลับ

อพวช. เปิดตัว “หนังสือมดประเทศไทย” พร้อมผลักดันองค์ความรู้ด้านอนุกรมวิธานสู่สังคม

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาหารลดพุง เทคนิคดีๆที่พิสูจน์ได้

ต้องลอง อาหารลดพุง กับเทคนิคที่พิสูจน์แล้วว่าเห็นผลจริง

อาหารลดพุง กับเทคนิดดี ๆที่แม่ไม่ควรพลาดเพราะพิสูจน์แล้วจากวิธีวิทยาศาสตร์ว่าเห็นผลจริง ใครพุงยื่น พุงป่อง ไม่ยุบหลังคลอด เรารวมวิธีเด็ด เมนูน่าทานมาให้แล้ว

ต้องลอง!! อาหารลดพุง กับเทคนิคที่พิสูจน์แล้วว่าเห็นผลจริง

พุงนั้นสำคัญไฉน…เมื่อความอ้วนมาเยือน คงเป็นที่น่ากังวลสำหรับผู้หญิงทั้งหลายกันจริงไหมล่ะ แต่รู้หรือไม่ว่าแม้ไม่อ้วน หากแต่มีพุง ก็เป็นสัญญาณอันตรายของสุขภาพเช่นกัน ดังนั้นอย่ามัวแต่กังวลเรื่องความสวยความงามกันเพียงอย่างเดียว อย่าลืมก้มมองดูพุงกันดูสักหน่อยว่า เรา “อ้วนลงพุง” กันแล้วหรือยัง

วิธีวัดพุง…รู้ไว้ก่อนสาย

ลดพุง ลดโรค อาหารลดพุง
ลดพุง ลดโรค อาหารลดพุง

อันตรายและโรคที่มาพร้อม “พุง” ได้แก่

1. ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่

มีผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่อ้วนลงพุงนั้นจะทำให้การทำงานของปอดลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีสุขภาพดี ไม่สูบบุหรี่ และไม่มีไขมันหน้าท้อง ผลการวิจัยนี้พบว่าผู้ที่มีไขมันส่วนเกินทำให้อัตราการหายใจลดลง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ทำให้ทางเดินหายใจหดแคบลง และก่อให้เกิดโรคปอดเรื้อรังอย่างหอบหืดตามมาได้

2. การทำงานของหลอดเลือดผิดปกติ

จากผลการศึกษาปี 2012 พบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่อ้วนลงพุงกับภาวะการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตันและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โดยนักวิจัยได้เปรียบเทียบระหว่างคนอ้วน คนอ้วนที่มีพุงและคนที่มีสุขภาพดีพบว่า หากอัตราส่วนของเอวต่อความสูงเพิ่มขึ้นทุกๆ 0.1 ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น ดังนั้น ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะดังกล่าว และการที่เส้นเลือดแดงแข็งตัวและตีบนั้นก็จะก่อให้เกิดโรคหัวใจตามมาได้

3. เสี่ยงต่อเบาหวาน

ไขมันในช่องท้องเป็นไขมันที่พบในคนที่มีภาวะอ้วนลงพุง ไขมันนี้มีการผลิตฮอร์โมนซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย นอกจากนี้ฮอร์โมนดังกล่าวยังทำให้ตัวรับสัญญาณอินซูลินทำงานผิดปกติ ซึ่งหมายความว่าอินซูลินซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายจะทำงานด้อยลง ทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นนั่นเอง

4. ระดับคอเลสเตอรอลสูง และโรคหัวใจ

ไขมันที่อยู่บริเวณขาหรือก้นนั้นเป็นไขมันที่มีการเผาผลาญที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าไขมันบริเวณหน้าท้องของคนอ้วนลงพุง ซึ่งสาเหตุที่การเผาผลาญไขมันบริเวณนี้ดีกว่าเนื่องจากได้ระดับน้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และอินซูลินต่ำกว่าไขมันที่เผาผลาญจากบริเวณช่องท้องนอกจากนั้นไขมันในช่องท้องสามารถเปลี่ยนเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอล LDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ) นอกจากนั้นกรดไขมันอิสระยังทำให้ระดับของไขมันดีหรือคอเลสเตอรอล HDL ลดลง ซึ่งไขมันเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือด แต่ยังทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจวายตามมาได้

พุงโต มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้
พุงโต มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

5. เสี่ยงโรคสมองเสื่อม และอัลไซเมอร์

ผลการศึกษาในปี 2010 พบว่ายิ่งรอบเอวคุณหนามากเท่าไหร่ รวมทั้งยิ่งอ้วนลงพุงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นเท่านั้น โดยจากการศึกษาพบว่าผู้อ้วนลงพุงทำให้เซลล์สมองน้อยกว่าคนปกติ ซึ่งก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ตามมาได้ โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าไขมันจะไปอุดตันในเส้นเลือดทำให้เลือดไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่สะดวก สมองจึงขาดออกซิเจน และทำให้เซลล์ตายนั่นเอง

ข้อมูลอ้างอิงจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) / www.rama.mahidol.ac.th

รู้กันอย่างนี้แล้ว คงเริ่มกังวลกับเจ้าพุงป่อง ๆ ของเรากันแล้วใช่ไหม แต่อย่าพึ่งกังวลกันมากเกินไปนัก เพราะวันนี้ ทีมแม่ ABK ได้นำเทคนิคดี ๆ ที่ได้พิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า สามารถช่วยให้พุงยุบ เห็นผลได้จริงมาฝากกัน

6 เทคนิคพร้อม อาหารลดพุง เห็นผลได้แน่…คอนเฟิร์ม!!

ใช้ไขมันลดพุง!!

พูดแบบนี้อาจจะงง ๆ กัน เพราะคำว่าไขมันมักมาคู่กับความอ้วนที่ผู้หญิงเรากลัวกันหนักหนา แต่หากพูดว่า ไขมันดี สามารถช่วยร่างกาย และสร้างประโยชน์ให้แก่ร่างกายได้ คงจะทำให้เข้าใจกันได้มากขึ้น แล้วเจ้าไขมันดีนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร ใช่แล้วเรากำลังพูดถึง “ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fats, MUFAs)” ที่ถึงแม้จะเป็นไขมันชนิดที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้ แต่หากเราสามารถหารับประทานเพิ่มเข้าไปได้เองด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารหลากหลาย เช่น น้ำมันมะกอก ถั่วอัลมอนด์ หรืออะโวคาโด เป็นต้น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวจะช่วยให้ไขมันในช่องท้องลดลงได้ ข้อมูลจากวารสาร Journal for Diabetes Care อธิบายว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วย ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันในช่องท้อง  เนื่องจากไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญไขมัน ทำให้ลดพุงได้

ตัวอย่างเมนูอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในอาหาร 100 กรัม

  • น้ำมันมะกอก 73.1 grams
  • ถั่ว Almonds: 33.6 grams
  • ถั่ว Cashews: 27.3 grams
  • ถั่วลิสง Peanuts: 24.7 grams
  • ถั่ว Pistachios: 24.2 grams
  • Olives: 15 grams
  • เมล็ดฟักทอง: 13.1 grams
  • หมู 10.7 grams
  • Avocados: 9.8 grams
  • เม็ดทานตะวัน 9.5 grams
  • ไข่ 4 grams

    อาหารลดพุง ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
    อาหารลดพุง ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

เพิ่มโปรตีน อกไก่ ไข่ขาว นม ถั่ว ช่วยได้!!

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการ Nutrition, Metabolism and Cardiovascular Diseases ได้ติดตามผล จากการกินอาหารที่มีโปรตีนสูงเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ผลการวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงจะช่วยลดไขมันในช่องท้อง ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ แถมยังช่วยลดประมาณคลอเลสเตอรอล และปริมาณไขมันในเลือดด้วย

ตัวอย่างเมนู อาหารลดพุงเพิ่มโปรตีนที่แนะนำ :อกไก่อบลมร้อน

หมักอกไก่กับเบกกิ้งโซดาก่อน 10 นาทีแล้วค่อยล้างออก เพื่อให้เนื้ออกไก่นุ่ม จากนั้นก็หมักด้วยซีอิ๊ว และซอสหอยนางรมผสมรากผักชี และพริกไทยป่น หมักไว้ข้ามคืน นำไปอบในหม้ออบลมร้อนโดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ที่ความร้อน 180-220 องศา เมื่ออกไก่เราสุกแล้วก็ตักมาใส่จานและตกแต่งด้วยผักต้ม ไข่ลวก โรยด้วยพริกไทยอีกครั้ง ก็อร่อยพร้อมทานเพิ่มโปรตีน อิ่มนาน ลดพุงได้อีกด้วย

ไก่อบ อาหารมากโปรตีน อาหารลดพุง
ไก่อบ อาหารมากโปรตีน อาหารลดพุง

อ่านต่อ 10 เมนูไก่ ทำง่าย ไม่จำเจ เน้นเพิ่มพลัง บำรุงสมองลูกน้อย

เลี่ยงแป้งแบบขัดสี หรืออาหารแปรรูป

ขนมปังขาว แคร็กเกอร์ หรือมันฝรั่งทอด พวกน้ำหวาน และของหวาน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดไขมันส่วนเกินได้ เนื่องจากเมื่อกินเข้าไปแล้วอินซูลินจะสูง ส่งผลให้ร่างกายไม่เผาผลาญไขมัน ทำให้พุงไม่ยุบนั่นเอง

ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ

มีงานวิจัยที่ชี้ว่า การกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะทำให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าการกินอาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำที่หาซื้อได้ง่ายก็เช่น ผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง วิธีกินอาหารให้ลดพุงได้แบบง่ายๆ คือ กินถั่วแทนขนมขบเคี้ยว เช่น ถั่วอัลมอนด์ ถั่วต้ม เพิ่มผลไม้ลงไปในมื้ออาหาร และต้องไม่ลืมที่จะกินอาหารโปรตีนสูงกับกินผักด้วย

ตัวอย่างเมนู อาหารลดพุงคาร์โบไฮเดรตต่ำ : อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์

อัลมอนด์ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ปราศจากคาร์โบไฮเดรต ในจำนวน 6 เม็ด มีไขมัน 5 กรัม ให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี อัลมอนด์และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไม่เพียงมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่ยังมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง (Monounsaturated Fatty Acid) มีคุณสมบัติช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อขณะลดน้ำหนัก

ลดน้ำตาล

น้ำตาลมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งคอเลสเตอรอลทำให้มีพุง และคอเลสเตอรอลก็เกี่ยวข้องกับการเกิดไขมันในช่องท้อง ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย

ตัวอย่างเมนูอาหารลดน้ำตาล ลดพุง : ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลต อาหารลดพุง
ดาร์กช็อกโกแลต อาหารลดพุง

ในบางครั้งชีวิตก็ขาดหวานไม่ได้ หากอยากลดน้ำตาล แต่ยังไม่สามารถทำใจตัดขาดจากของหวานได้ ลองใช้ดาร์กช็อกโกแลตมาเป็นตัวช่วยอีกแรงหนึ่งกันดีไหม วารสาร American Journal of Clinical Nutrition ให้ข้อมูลว่า การกินอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fats, MUFAs) จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วกว่าอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ซึ่งดาร์กช็อกโกแลตอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ถ้าเรากินเข้าไปก็จะช่วยลดพุงได้ เพราะดาร์กช็อกโกแลต มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน และงานวิจัยจากประเทศเดนมาร์กยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เนื่องจากดาร์กช็อกโกแลตทำให้รู้สึกอิ่มนาน จึงช่วยในการลดพุง

ถึงเวลาปรับพฤติกรรม

  • เคี้ยวอาหารนานๆ เป็นวิธีการที่ป้องกันอาการท้องอืดได้ดีเยี่ยม โดยให้เคี้ยวอาหารจนละเอียดเป็นเนื้อเหลว จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้ไม่มีแก๊สในกระเพาะ และไม่มีอาการท้องอืดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พุงป่องออกมา
  • กินซุปก่อนกินข้าว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแพนซิลเวเนีย  ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินซุปแคลอรีต่ำ 1 ถ้วย ก่อนการกินข้าวกลางวัน หรือข้าวเย็น จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ในมื้ออาหาร 20% หากใครที่อยากลดพุงแบบไม่ทรมาน ลองหาซุปซักถ้วยมากินก่อนมื้ออาหารดู
  • เพิ่มการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง รวมถึงส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันด้วย เนื่องจากจากการศึกษาทบทวนงานวิจัย 16 งานวิจัยพบว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือคาร์ดิโอ จะช่วยลดไขมันหน้าท้อง ซึ่งช่วยลดขนาดของรอบเอว และมวลไขมัน รวมถึงยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออีกด้วย โดยควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ประมาณ 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ ด้วยระดับความหนักปานกลาง หรือประมาณ 20 ถึง 40 นาทีต่อวัน ซึ่งการวิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก และว่ายน้ำ ต่างก็เป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่จะช่วยเผาผลาญไขมัน และทำให้ลดน้ำหนักได้สำเร็จ

ถึงแม้ว่าแม่ ๆ ทั้งหลายจะรู้สึกยุ่งวุ่นวายกับการเลี้ยงลูกมากแค่ไหน แต่อย่าลืมว่าสุขภาพของตัวเองก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน หันมาดูแลใส่ใจตัวคุณแม่เอง ทั้งเพื่อลูกน้อย ให้คุณได้มีความแข็งแรง อายุยืนยาวคอยดูแลเขาไปจนเติบใหญ่ หรือทั้งเพื่อตัวคุณแม่เอง การลดพุงด้วยอาหารลดพุงจากเทคนิคที่ได้พิสูจน์มาแล้วทางวิธีวิทยาศาสตร์ว่าได้ผลจริง นอกจากคุณแม่จะได้เรื่องสุขภาพจากการลดพุงแล้ว ยังได้รับสิ่งดี ๆ อีกอย่างด้วยนั่นคือ รูปร่าง หุ่นผอมเพรียวที่จะกลับมาสู่เราเหมือนดั่งเดิมอีกด้วยนะ แบบนี้ไม่ลองไม่ได้แล้วละ

ข้อมูลอ้างอิงจาก sanook.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่น สุดง่าย เห็นผลใน 5 วัน

เมนู อาหารลดน้ำหนัก แม่หลังคลอดผอมไว..ได้คุณค่า

7 เมนูไข่ง่าย ๆ ทำกินได้บ่อย ทั้งอร่อยและมีประโยชน์!!

อาหาร เครื่องดื่ม ที่ คนท้องห้ามกิน กินแล้วอันตรายต่อลูก!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งครรภ์ ท้องผูก

“ตั้งครรภ์ ท้องผูก” ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ทรมานแม่ท้องตลอด 9 เดือน

“ตั้งครรภ์ ท้องผูก” อาจไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ทรมานแม่ท้องตลอด 9 เดือน ปล่อยไว้ อาจส่งผลแย่ต่อลูก!! ทีมแม่ABK มีเคล็ด(ไม่)ลับฉบับแม่ญี่ปุ่น ที่เขาใช้ดูแลสุขภาพร่างกายช่วยให้มีระบบขับถ่ายปกติตอนท้อง แม่บ้านนี้ลองแล้ว พูดเลยฟินนาเล่มากจ้า เข้าห้องน้ำทุกวัน ไม่ต้องเบ่งให้หน้าแดง อึออกง่าย แม่ว่าท้องนี้แม่รอดจากน้องริดซี่(ริดสีดวง)ล่ะนะ

ตั้งครรภ์ ท้องผูก! ตั้งครรภ์ ท้องผูก! คำนี้วนเวียนอยู่ในหัวทำให้กังวล และกลัวอยู่ก่อนหน้าที่จะท้อง จนแล้วจนรอดอาการท้องผูกก็มาเยือนดิฉันค่ะ ท้องผูกแวะมาทักทายจริง ๆ อย่างที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ เตือนมา คุณคะกลุ้มใจไปก็เท่านั้น ก็เลยหาสารพัดตัวช่วยในการจัดการกับเรื่องท้องผูก เอาเป็นว่าก่อนที่จะไปดูเคล็ดลับที่แม่ใช้รับมือกับอาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์แบบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี ปลอดภัยกับสุขภาพแม่ สุขภาพลูกในท้อง เรามาเช็กกันดูหน่อยว่า…

อาการท้องผูกในคนท้อง ส่งผลกระทบอะไรกับแม่ท้อง ?

  • มดลูกมีการขยายใหญ่ขึ้นไปกดทับลำไส้ใหญ่
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • การไหลเวียนของเลือดที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณรอบทวารหนักขยายตัว

สาเหตุเหล่านี้ส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่าย แม่ท้องจะอุจจาระลำบากขึ้น และมีอาการท้องผูกตามมาในที่สุด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ท้องผูกขณะตั้งครรภ์ เช่น ดื่มน้ำน้อย , กินอาหารที่มีกากใยน้อย และกินวิตามินบำรุงครรภ์ ธาตุเหล็ก , แคลเซียม เป็นต้น

ตั้งครรภ์ ท้องผูก

ถามว่าอาการท้องผูกที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอะไรกับสุขภาพร่างกายของแม่ท้องบ้าง ขอยกตัวอย่างจากดิฉันเองที่เจอกับตัว และจากที่สอบถามเพื่อน พี่น้อง ที่ท้องผูกตอนท้อง ก็เจอผลกระทบไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็น…

  1. อารมณ์หงุดหงิด ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงตอนท้องส่งผลต่อภาวะอารมณ์ของคนท้องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ด้วยความอึดอัดแน่นท้องไม่ได้เข้าห้องน้ำ ก็ยิ่งส่งผลต่ออารมณ์มากขึ้น ดิฉันนี่หงุดหงิดทั้งวัน
  2. อุจจาระแข็ง ถ่ายลำบาก ไม่กล้าเบ่ง ท้องผูกหนักๆ กลายเป็นริดสีดวงทวาร
  3. รับประทานอาหารไม่อร่อย กินได้น้อย เพราะของเก่าที่เข้าไปยังแน่นอยู่ในท้อง
  4. ผิวพรรณไม่สดใส ปกติเวลาที่กินอาหารเข้าไป กระเพาะจะย่อยอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และส่วนหนึ่งที่ใช้ไม่หมดกลายเป็นของเสียที่ร่างกายจะต้องขับออกมานั่นก็คืออุจจาระ ทีนี้ถ้าของเสียไม่ได้ถูกขับถ่ายออกมา ร่างกายก็จะดึงเอาไปใช้งานต่อ จะเห็นว่าในหลายคนที่มีอาการท้องผูก มักจะมีปัญหาสิว ผิวหมองคล้ำ อันนี้คนไม่ท้องก็เป็นนะจ๊ะ
  5. ร่างกายได้รับคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงพอ อาหารต่างๆ ที่แม่รับประทานเข้าไป ส่วนหนึ่งก็ใช้ในการหล่อเลี้ยงร่างกาย อวัยวะต่างๆ ของตัวแม่เองให้แข็งแรง และอีกส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปให้ลูกน้อยในครรภ์(ผ่านทางสายสะดือ) เพื่อใช้ในการสร้างร่างกาย อวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรง สมบูรณ์พร้อมที่สุดก่อนคลอด ในแม่ท้องที่ท้องผูก มักจะกินอาหารได้น้อย หรือบางคนไม่อยากอาหาร (ดิฉันนี่แหละบางวันกินแค่ 2 มื้อแบบแมวดม) ถ้าแม่กินไม่ได้ หรือกินได้น้อย ก็ส่งผลให้ลูกในท้องไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ชีวิตคนท้องในช่วง 3 เดือนแรกของแม่บ้านนี้โรยด้วยกลีบกุหลาบมากนะบอกเลย เข้าห้องน้ำขับถ่ายทุกวัน แต่พออายุครรภ์เริ่มเข้าเดือน 4 เป็นต้นไป เอ๊ะ!! เริ่มไม่ปกติ เพราะถ่ายอุจจาระได้ไม่ทุกวัน สองวัน สามวันถ่ายที แม่ไม่แฮปปี้เลยจ๊ะ อึดอัด ไม่อยากกินข้าว หรือกินได้ก็เท่าแมวดม ก็เริ่มคิดแล้วว่าถ้าปล่อยให้ร่างกายถูกรุกรานด้วยอาการท้องผูก นอกจากความทรมานจากอาการท้องผูก สุขภาพร่างกายจะแย่ได้ทั้งแม่ และลูกค่ะ  นี่คือสิ่งที่แม่ทำเพื่อให้อาการท้องผูกของตัวเองดีขึ้น กลับมาขับถ่ายได้ปกติเร็วที่สุด

  1. เริ่มด้วยการเพิ่มการกินผัก ผลไม้ที่มีกากใยให้มากขึ้น
  2. ดื่มน้ำเปล่าให้ได้มากกว่า 5 ลิตรต่อวัน
  3. กินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
  4. เปลี่ยนจากข้าวขาว มากินเป็นข้าวกล้อง

ผลิตภัณฑ์ LACTIS

ทั้งสี่ตัวช่วยนี้ดีนะคะ แต่ระบบขับถ่ายทำงานได้ยังไม่ปกติเท่าที่ควร สุดท้ายมาจบที่ “LACTIS”  จำได้ว่าตอนท้องเกือบๆ จะเข้าเดือนที่ 5 ไปเจอผลิตภัณฑ์ LACTIS ที่เพจของ Palmer’s Thailand น่าสนใจมาก ตาลุกวาว รีบคลิกเข้าไปอ่านดูข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างด่วนเลย

  • สำหรับผลิตภัณฑ์ LACTIS เขาพัฒนามากกว่า 100 ปี จากโรงงานที่ผลิตโยเกิร์ตแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น จากกรรมวิธีหมักนมถั่วเหลืองแบบธรรมชาติเป็นเวลา 1 ปี ด้วยจุลินทรีย์ดี 16 สายพันธุ์ แล้วสกัดได้สารสกัดธรรมชาติ 100%
  • มั่นใจว่าดีต่อสุขภาพ ที่ประเทศญี่ปุ่นเขาใช้ผลิตภัณฑ์ LACTIS ในการดูแลสุขภาพ ระบบขับถ่าย ระบบลำไส้ รับประทานกันมากว่า 30 ปี
  • ที่ว้าวเลยก็คือ ทาน LACTIS 1 ซอง เทียบเท่ากับการกินโยเกิร์ต 30 ถ้วย (เพราะพัฒนาจากโรงงานโยเกิร์ต) แม่ท้องที่กลัวเรื่องกินโยเกิร์ตแล้วลูกจะแพ้นมวัว ถ้าทาน LACTIS ตอนท้องสบายใจได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องลูกแพ้นมวัวค่ะ
  • ไม่ใช่ยาถ่าย คนท้องทานได้ปลอดภัย ในปี 2011 สมาคมคนท้องในประเทศญี่ปุ่น แนะนำให้แม่ท้องทาน เพื่อแก้ปัญหาท้องผูก ท้องอืด มานาน

อย่างที่บอกว่าคนท้องที่มีปัญหาท้องผูก กินแลคติสได้อย่างปลอดภัย เพราะที่ญี่ปุ่นได้มีการตีพิมพ์คุณประโยชน์แนะนำในวารสารทางการแพทย์ Japan Society of Maternal Health Journal Volume 52, 2011 สำหรับแลคติส ไม่ได้แค่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติเท่านั้นนะคะ แต่ลำไส้ที่สะอาด เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายไม่เจ็บป่วยบ่อยด้วยค่ะ

ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ LACTIS

ผลลัพธ์จากการรับประทานผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  LACTIS

อย่างที่บอกไปค่ะว่าผลิตภัณฑ์ LACTIS ไม่ใช่ยาถ่าย ด้วยที่เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  100%  เมื่อทานเข้าไปในร่างกาย การทำงานของผลิตภัณฑ์ก็จะค่อยเป็นค่อยไป อย่างตัวแม่บ้านนี้ก็ไม่ได้ท้องผูกมาก่อนที่จะท้องนะคะ

  • คนที่ท้องผูกไม่หนัก ก่อนท้องไม่เคยผูก มามีอาการท้องผูกตอนท้อง จะกิน 1 ซองต่อวัน 3-5 วัน มักจะเห็นผลลัพธ์ ร่างกายระบบการขับถ่ายก็จะปรับตัวพัฒนาดีขึ้นจนทำให้สามารถมาขับถ่ายได้ทุกวัน
  • คนที่ท้องผูกหนัก เป็นมาตั้งแต่ตอนท้อง ติดยาถ่าย ส่วนใหญ่ทาน 2 ซองต่อวัน ในช่วงแรกประมาณ 3-5 วัน จะเห็นผลลัพธ์ คือกลับมาถ่ายเองได้เกือบทุกวัน  หลังจากนั้นส่วนใหญ่ จะทานต่อเนื่องปรับมาทานเป็น 1 ซองไปอีกระยะ

ตอนนี้ก็กินแลคติสมาได้เกือบจะห้าเดือน ก็คิดว่าจะกินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะก็ไม่ได้มีผลเสียต่อร่างกาย เท่าที่ดูข้อมูลมา เขาว่าช่วยให้ลำไส้สะอาด ทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหาร และวิตามินได้ดีขึ้น ช่วยลดการติดเชื้อในลำไส้ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยควบคุมคลอเรสเตอรอลในเลือด เป็นต้น  เห็นมีคุณแม่ท้องในหลาย ๆ ท่านเลย ที่ทานแลคติสแล้วหายจากอาการท้องผูก ก็ยังซื้อมาทานเพิ่มเติมอีก เพราะเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ  ดีต่อลูกในท้อง

วิธีรับประทาน LACTIS : 1 ซองผสมน้ำ 1 แก้ว แนะนำให้ดื่มก่อนนอน

ตั้งครรภ์ท้องผูก ! จัดการได้ง่าย ๆ แม่ท้องบ้านไหนที่กำลังเจอกับอาการท้องผูก ทีมแม่ABK แนะนำให้จบปัญหาท้องผูก ด้วยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ 100% LACTIS กล่องนี้กันนะคะ  รับรองว่าขับถ่ายดี คุณแม่ไม่ต้องทรมานกับอาการอึดอัดแน่นท้องเพราะไม่ได้ขับถ่าย ที่สำคัญลูกน้อยในท้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการร่างกาย และสมองที่ได้จากอาหารที่แม่รับประทานและส่งต่อให้ตลอด 9 เดือนอย่างเพียงพอค่ะ

#ชี้เป้าสั่งซื้อผลิตภัฑณ์ Lactis  คลิก https://www.facebook.com/palmersthailand  และ  www.smooth-e.com
ลูกชอบถูหน้าตัวเอง

ทารกชอบขยี้ตา ลูกชอบถูหน้าตัวเอง เป็นเพราะอะไร?

ลูกชอบถูหน้าตัวเอง – จะมีอะไรน่ารักไปกว่ากำปั้นกลมๆ เล็กๆ ของทารกที่เอื้อมไปแตะใบหน้าตัวเอง มันเป็นหนึ่งในความทรงจำดี ๆ ที่คุณแม่ได้เห็นท่าทางของลูกระหว่างการอัลตราซาวนด์ก่อนคลอด การเคลื่อนตอนที่ลูกอยู่ในครรภ์อาจไม่มีความหมายอะไรไปมากกว่าการรับรู้ว่าลูกยังอยู่ดีมีสุขในครรภ์  แต่เมื่อลูกของคุณคลอดออกมาแล้ว กำปั้นอ้วนๆ ของลูก เปลี่ยนไปเป็นการชอบ ขยี้ตา ถูหน้าตัวเองไปมา บ่อยๆ ซึ่งผู้ปกครองหลายคนอาจสงสัยว่าลูกมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นที่ดวงตา  แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นอีกมั้ย วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันค่ะ ว่าพฤติกรรมชอบขยี้ตาถูหน้าไปมาของเด็กทารก เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง?

ทารกชอบขยี้ตา ลูกชอบถูหน้าตัวเอง เป็นเพราะอะไร?

เป็นเรื่องปกติ หากลูกน้อยรู้สึกรำคาญหรือมีอาการคันตาแล้วจึงเริ่มยกมือกลมๆ ขึ้นมาขยี้ตา ถูหน้าไปมา แต่หากว่าถ้าพวกเขาทำบ่อยๆ และต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เรารู้สึกกังวลใจได้ไม่มากก็น้อย

ในช่วงที่เด็กทารกอายุยังไม่เกิน 6 เดือน เป็นธรรมดาที่พวกเขามักจะพยายามถูตามใบหน้าหน้าหรือขยี้ตาตัวเองได้ หากพวกเขารู้สึกหงุดหงิด และรู้สึกไม่สบายตัว แต่การที่ทารกขยี้ตาอาจเป็นสัญญาณเตือนสำหรับอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งสาเหตุของการที่ทารกขยี้ตา ถูหน้าตัวเองมีได้มากกว่าหนึ่งข้อ เช่น

สาเหตุที่ ลูกชอบถูหน้าตัวเอง 

1. รู้สึกง่วง

บางครั้งลูกของคุณอาจหาวพร้อมกับขยี้ตา ซึ่งหมายความว่าพวกเขาง่วงนอนและเหนื่อย เมื่อคุณเหนื่อย ดวงตาของคุณก็จะอ่อนล้า นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทารกถึงขยี้ตาเพื่อที่พวกเขาจะได้ลองผ่อนคลายความตึงเครียดและความเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อตาและเปลือกตา เช่นเดียวกับการนวด แสดงว่าได้เวลางีบหลับยาวแล้ว!

2. ตาแห้ง

ลูกน้อยของคุณอาจขยี้ตาได้เมื่อพวกเขาตาแห้งเกินไป  เนื่องจากน้ำตาที่ปกคลุมดวงตาด้านในระเหยออกไปได้หากสัมผัสกับอากาศเป็นเวลานาน สิ่งนี้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายเนื่องจากตาแห้ง และลูกน้อยของคุณอาจขยี้ตาตามสัญชาตญาณเพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการถูจะทำให้มีน้ำตาซึ่งจะนำความชุ่มชื้นกลับมาสู่ดวงตาได้

สุดยอด!แม่สังเกตจนรู้ ลูกไม่ได้เป็น ตากุ้งยิง แท้จริงคือชีสต์

ระวัง! ลูกแพ้โลหะ มีผื่นแดง ผื่นแพ้ขึ้นตามตัว ต้องรีบรักษา!

เข้าใจธรรมชาติ เด็กวัยอยากรู้อยากเห็น อีกเรื่องจำเป็นของพ่อแม่คน

3. อยากรู้อยากเห็น

คุณอาจสังเกตเห็นว่าเมื่อคุณหลับตาและขยี้ตา คุณเห็นแสงและลวดลายที่ด้านในของเปลือกตา ลูกน้อยของคุณอาจเพิ่งพัฒนาทักษะยนต์เพื่อขยี้ตาและกำลังทดลองทักษะใหม่นี้ ลูกน้อยของคุณอาจตื่นตาตื่นใจกับรูปแบบที่เห็นขณะขยี้ตาและอาจลองทำดูซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อสัมผัสประสบการณ์

4. ฟันกำลังขึ้น

ข้อนี้อาจเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อย แต่ก็ยังอาจเป็นผู้ต้องสงสัยได้ หากลูกน้อยของคุณอยู่ในช่วงวัยที่มักมีการงอกใหม่ของฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟันบน อาจจะทำให้เกิดอาการปวดบนใบหน้าได้มากพอที่จะทำให้ทารกขยี้ตาเพื่อพยายามบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

ลูกชอบถูหน้าตัวเอง
ลูกชอบถูหน้าตัวเอง

5. มีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา

ลูกน้อยของคุณอาจขยี้ตาอย่างต่อเนื่องหากมีบางสิ่งในนั้นทำให้เกิดอาการระคายเคือง อาจเป็นเศษฝุ่น ขนตา หรือเมือกแห้ง สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตว่าแม้กระพริบตาหรือน้ำตาไหลอาจเป็นสัญญาณของสิ่งนี้ หากดวงตาของลูกน้อยระคายเคือง ให้ใช้ผ้าเปียกนุ่ม ๆ เช็ดตาและใบหน้าเพื่อไม่ให้สิ่งอื่นๆ เข้าตา หลังจากนั้นให้ใช้น้ำเย็นทำความสะอาดดวงตาของทารก (อย่าใช้น้ำอุ่นในดวงตา) ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีคนจับศีรษะของทารกหรือมีการสนับสนุนเพียงพอเมื่อคุณทำเช่นนี้

6. เจ็บหรือคันตา

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทารกขยี้ตาอาจเกิดจากการแพ้หรือการติดเชื้อที่อาจปรากฏขึ้นจากความเจ็บปวดหรืออาการคัน อาการที่ลูกของคุณมีการติดเชื้อที่ตาอาจรวมถึงตาบวมหรือแดง มีน้ำมูกไหล มีไข้ หรือร้องไห้ต่อไป ในกรณีเช่นนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อที่เขาจะได้วินิจฉัยและรักษาตาติดเชื้อหรือภูมิแพ้ที่ดวงตาของทารกได้อย่างถูกต้อง

ความเสี่ยงเมื่อลูกขยี้ตาอย่างรุนแรง 

การขยี้ตาเล็กน้อยเมื่อง่วงนอน ฯลฯ ไม่น่าจะเป็นอันตราย แต่การขยี้ตาแรงๆ อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ต่อไปนี้คือความเสี่ยงบางประการของการขยี้ตาบ่อยๆ หรือขยี้ตาอย่างรุนแรง

  •  เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทารกมีความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติ และยังคงสัมผัสทุกสิ่งรอบตัว ไม่ต้องพูดถึงผู้คนรอบๆ ตัวเด็กที่อาจนำเชื้อโรคมาสัมผัสเวลากอดเด็กน้อย การขยี้ตาจะเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคเหล่านี้จะถูกส่งไปยังดวงตาของทารก และทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • ทำให้สายตาแย่ลงในระยะยาว การขยี้ตาอย่างต่อเนื่องจะทำให้เนื้อเยื่อกระจกตาบางลง ทำให้สายตาแย่ลงในระยะยาว แม้ว่าผลกระทบอาจไม่เกิดขึ้นในทันทีทันใดเท่ากับการติดเชื้อ แต่ลูกน้อยของคุณมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการสายตาสั้นได้ในอนาคต
  • อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ ทารกอาจขยี้ตาอย่างรุนแรงหากมีสิ่งใดติดอยู่ในดวงตา ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคือง สิ่งนี้จะเพิ่มความเสี่ยงที่กระจกตาอาจถลอกซึ่งอาจเจ็บปวดและใช้เวลานานกว่าจะหายดี
    อย่ากังวลหรือตื่นตระหนกหากคุณสังเกตเห็นว่าลูกน้อยของคุณมีนิสัยชอบขยี้ตา หากคุณคิดว่ามีบางอย่างกวนใจเขาและสังเกตเห็นรอยแดงหรือบวม ให้ลองล้างตาและทำความสะอาดบริเวณรอบๆ ดวงตา หากยังอาการไม่ดีขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์ หากการขยี้ตายังคงดำเนินต่อไป แม้จะไม่มีรอยแดงหรือบวม ควรไปพบแพทย์อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ 100% ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

 

ลูกชอบถูหน้าตัวเอง

 

จะป้องกันอย่างไรเมื่อ ลูกชอบถูหน้าตัวเอง 

คุณจำเป็นต้องใช้มาตรการบางอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยขยี้ตาบ่อยๆ เพราะอาจทำให้ดวงตาของลูกน้อยได้รับบาดเจ็บ หรือมีแผลขีดข่วนได้ ต่อไปนี้เป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นพยายามเอาถุงมือปิดมือของทารกหากเขามีนิสัยการขยี้ตาอย่างรุนแรง วิธีนี้จะช่วยปกป้องผิวจากการขีดข่วนหรือระคายเคือง ให้ลูกน้อยของคุณเข้านอนทันที หากคุณสังเกตเห็นการขยี้ตาพร้อมกับหาว กำหนดกิจวัตรการนอนหลับให้ลูกน้อยของคุณและทำตามนั้น เมื่อลูกน้อยของคุณชินกับมันแล้ว จะไม่เมื่อยล้าอีกต่อไป และด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องขยี้ตาอีกต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุแปลกปลอมเข้าไปในดวงตาของลูกน้อย อย่าพยายามพาเขาไปในที่ที่มีฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ถ้าจำเป็น ให้ปกป้องดวงตาและจมูกของทารกให้เหมาะสมก่อนที่จะให้เด็กสัมผัสฝุ่น

เมื่อใดที่พ่อแม่ต้องกังวล

หากคุณคิดว่าลูกขยี้ตาด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่อาการง่วงนอน หรือปวดฟัน ให้นัดตรวจกับกุมารแพทย์เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น สัญญาณใด ๆ ของปัญหาการมองเห็นในเด็กก็ควรได้รับการตรวจเช็ค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอายุ 6 เดือน สาเหตุส่วนใหญ่ที่ลูกน้อยของคุณอาจขยี้ตานั้นค่อนข้างไม่เป็นอันตราย แต่อาจทำให้เด็กๆ รู้สึกไม่สบายทางร่างกาย  ช่วยลูกน้อยของคุณโดยการตรวจสอบหาสาเหตุที่เป็นไปได้ ทดลองใช้วิธีแก้ปัญหา และพบกุมารแพทย์หากจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : abcofparenting.com , healthline.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พ่อแม่ระวัง! ลูกขยี้ตาบ่อยเสี่ยงเป็น ภูมิแพ้ขึ้นตา

เช็คสัญญาณเตือนลูกขาดน้ำ ภาวะขาดน้ำในเด็ก เป็นแบบไหน?

“แสงแฟลช” ทำลายดวงตาเด็กจริงหรือ?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แพ็กเกจคลอด

อัพเดท แพ็กเกจคลอด ปี 2564 ร.พ. เอกชน 30 แห่ง ในกรุงเทพฯ

แพ็กเกจคลอด – สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และวางแผนเตรียมตัวคลอด อาจยังไม่แน่ใจว่า จะเลือกคลอดที่ไหนดี วันนี้ทีมงาน ABK เรามีตัวเลือกโรงพยาบาลเอกชน ในเขตกรุงเทพฯ  30 แห่ง มาให้พิจารณา เพื่อช่วยให้คุณแม่เลือกได้เหมาะสมกับตัวเองและลูกน้อย ราคาแพ็กเกจคลอดล่าสุด ของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งจะเป็นอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมกันเลยค่ะ

อัพเดท แพ็กเกจคลอด ปี 2564 ร.พ. เอกชน 30 แห่ง ในกรุงเทพฯ

แพ็กเกจ ค่าคลอดลูก โรพยาบาลเอกชน 30 แห่ง ในกรุงเทพฯ  

1. โรงพยาบาลวิภาวดี

  • คลอดธรรมชาติ  ราคา 46,900 บาท (นอนโรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 62,900 บาท (นอนโรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

(Package คลอดบุตรโดยให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล ยกเว้นมารดาและ/หรือ ทารกมีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอดหรือหลังคลอด)

หมายเหตุ:ไม่ครอบคลุมค่าแพทย์ช่วยผ่าตัด,ครรภ์แฝด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ศูนย์สูตินรีเวช 24 ชั่วโมง โทร.0-2561-1111 ต่อ 2219, 2220

เว็บไซต์: www.vibhavadi.com

 

2. โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 58,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 82,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)
  • ผ่าตัดคลอดลูกแฝด ราคา 98,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : แผนกสูตินรีเวชกรรมผู้ป่วยนอก โทร. 02-625-9000 ต่อ 30230-1

เว็บไซต์: www.bch.in.th

 

3. โรงพยาบาลกรุงเทพ

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 82,500 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 115,500 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 คืน)
  • ผ่าตัดคลอดครรภ์แฝด ราคา 181,500 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 คืน)

หมายเหตุ : โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาแพคเกจคลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : โทร. 1719

เว็บไซต์: www.bangkokhospital.com

แพ็กเกจคลอด
แพ็กเกจคลอด

 

4. โรงพยาบาลบางเทพธารินทร์

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 49,000 บาท
  • ผ่าตัดคลอด  ราคา 69,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : แผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลเทพธารินทร์ โทร : 02-348-7000 ต่อ 3215-3217

เว็บไซต์: www.theptarin.com

 

5. โรงพยาบาลไทยนครินทร์

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 มิถุนายน 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 43,000 บาท
  • ผ่าตัดคลอด  ราคา 60,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : โรงพยาบาลไทยนครินทร์ โทร 02-340-6499 หรือ 02-340-6488

เว็บไซต์: www.thainakarin.co.th

 

6. โรงพยาบาลบางปะกอก 1

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 31,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 48,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : โทร.0-2109-1111

เว็บไซต์: www.bangpakok1.com

 

7. โรงพยาบาลบางปะกอก 9

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 45,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 55,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ศูนย์สูตินารีเวช ชั้น 2 โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล  โทร 02–109–9111 ต่อ 10213, 10214 Call Center : 1745

เว็บไซต์: www.bangpakokhospital.com

 

8. โรงพยาบาลบางโพ

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 33,900 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 43,900 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : โทร. 02 587 0144  ต่อ 2411 แผนกสุขภาพสตรี

เว็บไซต์: www.bangpo-hospital.com

 

9. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 85,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 คืน 2 วัน)
  • คลอดธรรมชาติ โดยฉีดยาชาที่ไขสันหลัง ราคา 99,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 คืน 2 วัน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 109,000 บาท (พักอยู่โรงพยาบาล 3 คืน 4 วัน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ศูนย์สูติ-นรีเวช โทร. 02-066-8888

เว็บไซต์: www.bumrungrad.com

 

10. โรงพยาบาลเจ้าพระยา

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

โปรแกรมคลอดบุตรปกติ (แบบเหมาจ่าย 3 วัน 2 คืน)

  • ห้อง Suite ราคา 52,500 บาท
  • ห้อง Exclusive ราคา 51,200 บาท
  • ห้อง Premium ราคา 49,900 บาท

โปรแกรมผ่าตัดคลอดบุตร (แบบเหมาจ่าย 4วัน 3 คืน)

  • ห้อง Suite ราคา  74,000 บาท
  • ห้อง Exclusive ราคา 71,900 บาท
  • ห้อง Premium ราคา 69,900 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : โทร. 02-433-8222, 02-433-5666

เว็บไซต์: www.chaophya.com

 

11. โรงพยาบาลเปาโล เกษตร

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

โปรแกรม ค่าคลอดลูก แบบเหมาจ่าย

  • คลอดธรรมชาติ (พักอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

แพ็กเกจ Gold ราคา 39,900 บาท

แพ็กเกจ Platinum ราคา 49,900

  • ผ่าตัดคลอด (พักอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

แพ็กเกจ Gold ราคา 49,900 บาท

แพ็กเกจ Platinum ราคา 59,900 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลเปาโล เกษตร โทร. 02 1500 900 ต่อ 5420

เว็บไซต์: www.paolohospital.com/th-TH/kaset

 

12. โรงพยาบาลพญาไท 3

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

คลอดปกติคุณแม่+ทารก (รวมค่าแพทย์ และพักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

  • คลอดธรรมชาติ แบบมาตรฐาน ราคา 51,500 บาท
  • คลอดธรรมชาติ แบบพรีเมี่ยม ราคา 55,500 บาท
  • คลอดธรรมชาติ แบบ Presidential Suite ราคา 87,500 บาท

ผ่าตัดคลอดคุณแม่+ทารก (รวมค่าแพทย์ และพักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

  • ผ่าตัดคลอด แบบมาตรฐาน ราคา 69,900 บาท
  • ผ่าตัดคลอด แบบพรีเมี่ยม ราคา 73,900 บาท
  • ผ่าตัดคลอด แบบ Presidential Suite ราคา 114,900 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ศูนย์สุขภาพหญิง โรงพยาบาลพญาไท 3  โทร. 02-467-1111 ต่อ 3264-66

เว็บไซต์: www.phyathai.com

13. โรงพยาบาลเพชรเกษม 2

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

ห้องพิเศษ Superior  ราคา 23,900 บาท

ห้องพิเศษเดี่ยว Standard ราคา 21,900 บาท

ห้องพิเศษคู่ ราคา 19,900 บาท

  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

ห้องพิเศษ Superior  ราคา 39,000 บาท

ห้องพิเศษเดี่ยว Standard ราคา 37,000 บาท

ห้องพิเศษคู่ ราคา 34,900 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :  โทร. 02-455-5599 ต่อ 5191 , 6010

เว็บไซต์: www.petkasem2hospital.com

 

14. โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • คลอดธรรมชาติไม่ได้ ต้องผ่าคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)  ราคา 78,000 บาท
  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)  ราคา 77,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : แผนกสูติ – นรีเวชกรรม โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ โทร 02-838-5555 ต่อ 10251, 10252

เว็บไวต์ : www.saintlouis.or.th

 

15. โรงพยาบาลสุขุมวิท

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 59,000 บาท ห้องเดี่ยว (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 79,000 บาท ห้องเดี่ยว (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4วัน 3 คืน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ศูนย์สูติ-นรีเวช ชั้น 2A โรงพยาบาลสุขุมวิท โทร. 02-391-0011 ต่อ 356, 357

เว็บไซต์ www.sukumvithospital.com

 

16. โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์

โปรแกรมราคา ค่าคลอดลูก ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 32,000 บาท (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 44,000 บาท (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4วัน 3 คืน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :  โทร. 02-066-8888

เว็บไซต์: www.synphaet.co.th/srinakarin/

 

17. โรงพยาบาลศิครินทร์

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

โปรแกรมคลอดแบบเหมาจ่าย

  • คลอดธรรมชาติ ( พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน ) ห้อง VIP 55,000 บาท ห้อง Superior ราคา 48,000.00 บาท
  • ผ่าตัดคลอด ( พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน ) ห้อง VIP 74,000 บาท ห้อง Superior 65,000.00 บาท

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :  โทร. 1728, 0-2366-9900

เว็บไซต์: www.sikarin.com

 

18. โรงพยาบาลลาดพร้าว

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 30 มิถุนายน 2564

  • คลอดธรรมชาติ

ไม่รวมฝากครรภ์ ราคา 29,900 บาท

รวมฝากครรภ์ ราคา 34,900 บาท

  • ผ่าตัดคลอด

ไม่รวมฝากครรภ์ ราคา 42,900 บาท

รวมฝากครรภ์ ราคา 47,900 บาท

ติดต่อสอบถามรายละอียดเพิ่มเติม : โทร. ศูนย์สุขภาพสตรี 02-530-2556 ต่อ 2400, 2410

เว็บไซต์: www.ladpraohospital.com

 

แพ็กเกจคลอด

 

19. โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 36,000 บาท (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 48,000 บาท (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4วัน 3 คืน)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :  แผนกสูติ-นรีเวช ชั้น2 โรงพยาบาล ซีจีเอช โทร. 02 552 8777 ต่อ 2250 (08.00 – 16.00 น.)

เว็บไซต์: www.cgh.co.th/phaholyothin

 

20. โรงพยาบาลหัวเฉียว

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 30 มิถุนายน 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

ชุดสุดคุ้ม ราคา 33,000 บาท

ชุดพิเศษ ราคา 41,000 บาท

ชุดพิเศษ VIP ราคา 52,000 บาท

  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

ชุดสุดคุ้ม ราคา 45,000 บาท

ชุดพิเศษ ราคา 55,000 บาท

ชุดพิเศษ VIP ราคา 66,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมสิทธิประโยชน์ คลินิกสูตินรีเวช โทร. 02-223-1351 ต่อ 3230, 3232

เว็บไซต์: www.hc-hospital.com

 

21. โรงพยาบาลบี.แคร์. เมดิคอลเซ็นเตอร์

ราคาแพ็กเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ราคานี้อัพเดตถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 37,900 (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 49,900 บาท (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :  ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 1 อาคารปานนิติ โรงพยาบาลบี.แคร์. เมดิคอลเซ็นเตอร์ โทร 02-994-8200-3 ต่อ 2103, 2104

เว็บไซต์ : www.bcaremedicalcenter.com

 

22. โรงพยาบาลประชาพัฒน์

ราคานี้สำหรับบัตรทอง (UC) และประกันสังคมเท่านั้น

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ห้องคู่ ราคา 23,900 บาท ห้องเดี่ยว ราคา 29,900 บาท
  • ผ่าตัดคลอด ห้องคู่ ราคา 41,900 บาท ห้องเดี่ยว ราคา 48,900 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โรงพยาบาลประชาพัฒน์  โทร 02-427-9966

เว็บไซต์ : www.prachapat.com

 

23. โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ

สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมและบัตรทองได้

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ ราคา 35,000 บาท
  • ผ่าตัดคลอด ราคา 51,000 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : แผนกสูติ – นรีเวชกรรมผู้ป่วยนอก Women Center โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โทร 0-2574-5000 ต่อ 8126, 8128

เว็บไซต์ : www.mongkutwattana.co.th

 

24. โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ

แบบ Special ราคา 39,900 บาท

แบบ Special +1 ราคา 44,900 บาท

แบบ Special +2 ราคา 49,900 บาท

ฟรี สำหรับข้าราชการ

  • ผ่าตัดคลอด

แบบ Special ราคา 49,900 บาท

แบบ Special +1 ราคา 54,900 บาท

แบบ Special +2 ราคา 59,900 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : แผนกสิทธิประโยชน์ โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย4 โทร 02-514-4141 ต่อ 2805

เว็บไซต์ : www.paolohospital.com/th-TH/chokchai4

 

25. โรงพยาบาลบางมด

สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมและบัตรทองได้

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

W6 (เดี่ยว) ราคา 19,999 บาท

W9 (คู่) ราคา 26,000 บาท (หากมีประกันสังคมหรือบัตรทอง ราคา 21,000 บาท)

W9 (เดี่ยว) ราคา 28,500 บาท (หากมีประกันสังคมหรือบัตรทอง ราคา 25,000 บาท)

W10 (VIP) ราคา 35,000 บาท

W10 (Deluxe) ราคา 45,000 บาท

  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

W6 (เดี่ยว) ราคา 24,900 บาท

W9 (คู่) ราคา 39,000 บาท (หากมีประกันสังคมหรือบัตรทอง ราคา 32,000 บาท)

W9 (เดี่ยว) ราคา 46,000 บาท (หากมีประกันสังคมหรือบัตรทอง ราคา 37,000 บาท)

W10 (VIP) ราคา 49,000 บาท

W10 (Deluxe) ราคา 52,000 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โรงพยาบาลบางมด โทร 0-2867-0606 ต่อ 3503, 3504

เว็บไซต์ : www.bangmodhospital.com

 

26. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง

สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

ห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน ราคา 29,000 บาท

ห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน (สำหรับผู้ถือบัตรประกันสังคม) ราคา 28,000 บาท

  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

ห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน 41,000 บาท

ห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน (สำหรับผู้ถือบัตรประกันสังคม) ราคา 38,000 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง โทร 02-339-0000 ต่อ 2079-2080

เว็บไซต์ : www.kasemrad.co.th/ramkhamhaeng

 

27. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค

สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)  ราคา 37,500 บาท
  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน) ราคา 52,500 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค โทร 0-2804-8959 หรือ 0-2804-8970 หรือ 0-2804-8960

เว็บไซต์ : www.kasemrad.co.th/Bangkae

28. โรงพยาบาลธนบุรี 2 

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)  ราคา 40,000 บาท
  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน) ราคา 67,900 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โรงพยาบาลธนบุรี 2 โทร 1645 หรือ 02-487-2100

เว็บไซต์ : www.thonburi2hospital.com

 

29. โรงพยาบาลนครธน

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน)

แบบ Perfect ราคา 42,900 บาท

แบบ Premium ราคา 52,900 บาท

แบบ Platinum ราคา 69,900 บาท

  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน)

แบบ Perfect ราคา 62,900 บาท

แบบ Premium ราคา 72,900 บาท

แบบ Platinum ราคา 89,900 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โรงพยาบาลนครธน โทร 02-450-9999 หรือ 02-000-9999

เว็บไซต์ : www.nakornthon.com

 

30. โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ราคาคลอดแบบเหมาจ่ายนี้สามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2564

  • คลอดธรรมชาติ (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 3 วัน  72 ชม.)  ราคา 89,900 บาท
  • ผ่าตัดคลอด (พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล 4 วัน 96 ชม.)  ราคา 119,000 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ศูนย์สุขภาพสตรี สุขุมวิท วิง ( อาคาร 2) ชั้น 1 โทร. 02-022-2555-6

เว็บไซต์ : www.samitivejhospitals.com

ข้อมูลทั้งหมดนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงจากทางโรงพยาบาลในภายหลังได้ ดังนั้นแนะนำว่าก่อนเข้ารับบริการฝากครรภ์ และรวมอัตราค่าคลอดบุตร รบกวนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปยังโรงพยาบาลที่ต้องการใช้บริการกันอีกครั้งนะคะ ด้วยความใส่ใจและห่วงใยจากทีมงานแม่ ABK 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5 ไอเท็มต้องมี เตรียมของใช้คุณแม่ ใกล้คลอดปี 2021

กินไข่แล้ว แผลผ่าตัดคลอด หายช้า-เป็นรอยนูน..จริงหรือ?

3 วิธี คลอดลูก คลอดแบบธรรมชาติ แบบผ่าคลอด หรือคลอดลูกในน้ำ คลอดแบบไหนดี?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

เซฟเก็บไว้ก่อน! รีวิว 15 ยาคุม ยี่ห้อไหนดี พร้อมข้อดี-ข้อเสียแบบชัดๆ เข้าใจง่าย

ยาคุม ยี่ห้อไหนดี !!  ยังไม่พร้อมมีลูกตอนนี้ เศรษฐกิจฝืด โควิดยังระบาด คิดหนักมากกลัวเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ หากต้องการคุมกำเนิด จะเลือกกินยาคุม ยี่ห้อไหนดี ให้เหมาะกับตัวเอง ตามมาดู รีวิวยาคุม พร้อมแนะวิธีใช้ เทียบข้อดี ข้อเสียของแต่ละยี่ห้อกัน

เลือกยาคุม ให้เหมาะกับตัวเองซื้อ ยาคุม ยี่ห้อไหนดี !?

ยาคุม หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิด (Birth Control Pill) คือ หนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งเป็นยาที่ใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์แบบชั่วคราว แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  • ชนิดฮอร์โมนเดี่ยวที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) เพียงอย่างเดียว
  • ชนิดฮอร์โมนรวม (combined pills) ซึ่งในแต่ละเม็ดมีฮอร์โมน 2 ชนิด คือฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจน (estrogens) ผสมกับฮอร์โมนกลุ่มโพรเจสติน (progestins) โดยมีสัดส่วนแตกต่างกัน

ฮอร์โมนที่อยู่ในยาคุมมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการตั้งครรภ์ โดยอาศัยกลไกเพื่อออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ โดยจัดทำไว้เป็นแผงหลายชนิดแต่ละชนิดจะมีปริมาณตัวยาและจำนวนเม็ดไม่เท่ากัน เช่น 21เม็ด และ 28 เม็ด ทั้งนี้คุณผู้หญิงที่ต้องการคุมกำเนิดด้วยการกินยาคุม ต้องกินยาต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะยาคุมบางตัวหากหยุดไปสามารถกลับมามีลูกได้อีก …ทั้งนี้หากเคยกินยาคุมมาก่อนแล้วต้องการเปลีี่ยนยา แต่ไม่แน่ใจว่าฤทธิ์ของยาส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ ควรไปปรึกษาแพทย์ควบคู่กับการวางแผนครอบครัวในอนาคตด้วย

Must read >>ท้องไม่พร้อม ไม่สนุก!! รู้ยังวัยรุ่น ฝังยาคุม ฟรี

วิธีใช้ ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยวและฮอร์โมนรวม

ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยวและฮอร์โมนรวม จะมีวิธีใช้ที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • “ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว” เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาคุมที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความผิดปกติภายในมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูก

อย่างไรก็ตามการใช้ยาคุมกำเนิดประเภทนี้ มีผลข้างเคียงค่อนข้างต่ำ  ไม่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หรือปวดหัว แต่ผู้ใช้อาจพบกับภาวะประจำเดือนขาดทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ได้

  • “ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม” เป็นยาคุมที่จะมีกลไกการออกฤทธิ์เลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนของร่างกายมากที่สุด ปริมาณของฮอร์โมนทั้ง 2 ตัวที่อยู่ในยาคุมกำเนิด และมีของเม็ดยาอาจแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ แต่วิธีการรับประทานยาจะเหมือนกัน คือต้องรับประทาน 1 เม็ดทุกๆ วัน

ทั้งนี้ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นกับผู้ใช้บ้าง เช่น คลื่นไส้ ปวดหัว น้ำหนักตัวขึ้น ท้องอืด เจ็บคัดเต้านม และที่สำคัญ ห้ามใช้ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ในผู้ป่วยเกี่ยวกับลิ่มเลือดเด็ดขาด

Must read >> ยาคุมยี่ห้อไหนดี กินแล้วไม่อ้วน ไม่บวม หน้าใสไร้สิว เช็กเลย!

ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบเม็ด

  • หากกินยาคุมกำเนิดแบบเม็ดอย่างสม่ำเสมอ และตรงเวลาตามฉลากการใช้ยา ยาคุมกำเนิดก็จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูงถึง 99.7 %
  • แต่หากกินยาไม่สม่ำเสมอ ลืมกินยาบ่อยๆ หรือใช้ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ โอกาสที่จะล้มเหลวในการป้องกันการตั้งครรภ์จะมีอยู่ประมาณ 9% แม้จะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีโอกาสที่คุณจะตั้งครรภ์ได้อยู่

อย่างไรก็ตาม ยาคุมในท้องตลาดก็มีอยู่หลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ แต่จะเลือกซื้อ ยาคุมยี่ห้อไหนดี เลือกยาคุมแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมยาคุมมาให้เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้ดูก่อน ใครที่ซื้อไม่เป็น เพิ่งจะลองซื้อมากินเป็นครั้งแรก ห้ามพลาด!! พร้อมแนะวิธีใช้ เทียบข้อดี ข้อเสียของแต่ละยี่ห้อ จะมียี่ห้อไหนบ้างตามมาดูกันเลย

รีวิว 15 ยาคุมกำเนิด เลือกกิน ยาคุม ยี่ห้อไหนดี เช็กข้อดี-ข้อเสียตรงนี้เลย

ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว สำหรับแม่ให้นมลูก

ยาคุมยี่ห้อไหนดี แบบแรกที่แนะนำกันก่อนเลย คือยาคุมกำเนิดที่เหมาะสำหรับคุณแม่ให้นมลูก ซึ่งต้องการคุมกำเนิดไปด้วย หากรับประทานยาคุมประเภทฮอร์โมนรวม จะทำให้น้ำนมลูกไหลน้อยเกินไปและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังคลอดได้
ดังนั้น จึงมียาคุมอีกประเภทหนึ่งซึ่งเหมาะกับคุณแม่ให้นมมากกว่า นั่นก็คือ “ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว” คือ เป็นยาคุมที่บรรจุฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ได้กับผู้ที่แพ้ยาคุมง่าย และผู้ที่กลัวมีปัญหาเรื่องฝ้าขึ้นใบหน้าด้วย

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

ยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยวที่มักพบเห็นกันบ่อยในท้องตลาด คือยี่ห้อ เซราเซ็ท (Cerazette) เอ็กซ์ลูตอน (Exluton) และเดลีตัน (Dailyton) รูปแบบการกินยาสังเกตจากสัญลักษณ์ด้านหลัง เม็ดยาจะเรียงลำดับตามลูกศรตามวันในสัปดาห์ สามารถเริ่มตามวันให้ตรงกับแผงยาได้เลย หรือเริ่มกินเมื่อประจำเดือนมาวันแรกเหมือนยาคุมทั่วไป

ยาคุมประเภทฮอร์โมนรวมยอดนิยม

1. ยาซ (Yaz)

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

เป็นยาคุมแบบ 28 เม็ด (มียาเม็ดฮอร์โมน 24 เม็ด และยาแป้ง 4 เม็ด) มีตัวยาดรอสไพริโนน 3 mg. และยาเอธินิล เอสตราไดออล 0.02 mg.

สำหรับคุณผู้หญิงที่สงสัยว่าจะเลือกซื้อ ยาคุมยี่ห้อไหนดี ยาซ เป็นยาคุมที่เหมาะกับคนที่มักมีอาการหงุดหงิดก่อนมีประจำเดือน (หรือที่เรียกว่า PMS) และยังช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้ด้วย แต่อาจอาการข้างเคียงที่พบได้แต่น้อย เช่น คลื่นไส้อาเจียน

 

2. ยาสมิน (Yasmin) และ จัสติมา (Justima)

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

เป็นยาคุมแบบ 21 เม็ด มีตัวยาดรอสไพริโนน  3 mg. และยาเอธินิล เอสตราไดออล 0.03 mg.

เป็นตัวยาที่มีความคล้ายคลึงกับฮอร์โมนธรรมชาติมาก ไม่ค่อยส่งผลให้มีอาการบวมน้ำ คนที่มีรูปร่างอวบไม่ต้องกลัวว่า เมื่อใช้แล้วจะมีอาการตัวบวมขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่เคยรับประทานยาคุมมาก่อนก็สามารถใช้ได้

 

3. ไดแอน-35 (Diane-35)

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

เป็นยาคุมแบบ 21 เม็ด มีตัวยาไซโปรเทอโรน อาซีเตท 2 mg. และยาเอธินิล เอสตราไดออล ตัวที่มีระดับเอสโตรเจนสูง 0.035 mg.

ยาคุมยี่ห้อนี้มีส่วนประกอบเป็นยาที่มีเอสโตรเจนสูง ดังนั้น คนที่ใช้บางรายจึงอาจเกิดการบวมน้ำได้ แต่ข้อดี คือ ดูมีน้ำมีนวล แถมยังมีฮอร์โมนที่ช่วยลดฮอร์โมนเพศชายในร่างกายได้ ทำให้ลดอาการผมมัน ผมร่วง หน้ามัน และลดสิวจากฮอร์โมนได้ดี

 

4. พรีม (PREME) และ บี-เลดี้ (B-Lady)

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

เป็นยาคุมแบบ 21 เม็ด มีส่วนประกอบของยาเหมือนกับ Diane-35 ทุกอย่าง ดังนั้นจึงมีสรรพคุณที่ใกล้เคียงกันมาก แต่เพราะเป็นยาคุมที่มีระดับเอสโตรเจนสูง จึงอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้มากขึ้น เช่น คลื่นไส้อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย  **สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยรับประทานยาคุมมาก่อน ไม่แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้

5. เมลลิแอน (Meliane)

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

เป็นยาคุมแบบ 21 เม็ด มีตัวยาเจสโทดีน 0.075 mg. และยาเอธินิล เอสตราไดออล 0.02 mg.

หากคุณผู้หญิงกำลังสงสัยว่าจะเลือกซื้อ ยาคุมยี่ห้อไหนดี เมลลิแอน เป็นอีกหนึ่งตัวที่สามารถซื้อกินได้ ด้วยปริมาณยาฮอร์โมนที่ไม่มากเกินไป ข้อดีของยาคุมยี่ห้อนี้จึงเกิดผลข้างเคียงน้อย เช่น อาการปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยกินยาคุมมาก่อน หรือผู้ที่มีอาการ PMS ก่อนมีรอบเดือน รวมทั้งช่วยลดอาการบวมน้ำได้

 

6. มินิดอซ (Minidoz)

ยาคุมยี่ห้อไหนดี

เป็นยาคุมแบบ 28 เม็ด มีตัวยาเจสโทดีน 0.06 mg. และยาเอธินิล เอสตราไดออล 0.03 mg.

ยาคุมยี่ห้อนี้มีปริมาณฮอร์โมนยาค่อนข้างน้อย จึงช่วยลดอาการข้างเคียงต่างๆ ได้ดี อีกทั้งช่วยลดสิว ลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ สำหรับคนที่ไม่เคยกินยาคุมมาก่อน สามารถเริ่มจากยายี่ห้อนี้ได้

 

อ่านต่อ >> “รีวิวยาคุมประเภทฮอร์โมนรวมที่นิยม
พร้อมข้อดี ข้อเสียของแต่ละยี่ห้อ” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รีวิว แอป ALive ดีจริงไหม ทำอะไรได้บ้าง ทำไมคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ถึงต้องโหลด

รีวิว แอป ALive ดีจริงไหม ทำอะไรได้บ้าง ทำไมคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ถึงต้องโหลด

ไม่พูดถึงไม่ได้เลยนาทีนี้กับแอปพลิเคชันดีงามที่ชื่อว่า “แอป ALive Powered by AIA” เพราะเราได้ลองใช้แล้ว คือชอบมาก สำหรับแอป ALive เขารวมการให้บริการทางสุขภาพที่คลอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเตรียมตัวก่อนมีลูก การตั้งครรภ์ การคลอด  การเลี้ยงลูก พัฒนาการการเติบโตของลูก ฯลฯ ที่เด็ดสุด ๆ คือสามารถ call พูดคุยปรึกษากับคุณหมอ พยาบาลแบบเห็นหน้ากันได้ด้วย อันนี้ ฟรี! นะจ๊ะ ขอบอก

เรื่องของเรื่องที่ทำให้เรารู้จักกับแอป ALive ก็เพราะว่ากำลังเตรียมตัวมีลูก ได้เข้าไปเสิร์ชคลัง Play Store ในมือถือของตัวเองก็มีแอป ALive โชว์ขึ้นมา คนมารีวิวเพียบเลยว่า work มาก ก็เลยคลิกเข้าไปโหลดออกมา OMG!! คือใช่เลย เพราะคิดว่าจะต้องได้ใช้บริการจากแอปพลิเคชันนี้กันไปต่อเนื่องแน่นอนค่ะ สำหรับใครที่มีแอป เอ ไลฟ์ อยู่ในมือถือกันอยู่ก่อนแล้ว มาเม้าท์แชร์ประสบการณ์กันได้นะ

จริง ๆ ก่อนจะเจอกับแอป ALive เราหาข้อมูลเรื่องการเตรียมตัวมีลูกเยอะมากนะ ทั้งอ่านหนังสือ คุยกับเพื่อน ญาติพี่น้องที่มีลูกกันมาก่อน แล้วรวมถึงหาข้อมูลต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ตบางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าแหล่งข้อมูลไหน ที่น่าเชื่อถือบ้าง  แต่ด้วยความจะเป็นแม่ไง ไม่เคยท้องมาก่อน ความกลัว ความกังวลถาโถมเข้ามามาก อยากให้ตัวเองพร้อมที่สุดก่อนท้อง เรื่องนึงที่อยากได้มาก ๆ คือการได้ปรึกษากับหมอที่เขาจะให้คำปรึกษาเราได้ตลอดเวลา ครั้นจะไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ ก็ไม่น่าสะดวกในช่วงนี้

ซึ่งทั้งหมดที่อยากได้ เรายกให้ ALive Powered by AIA  และด้วยความที่เป็น AIA ก็มีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งเลย เพราะจากตอนแรกแค่ว่าอยากได้ข้อมูลมีคุณหมอที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเตรียมตัวมีลูก แต่ที่ได้เพิ่มเข้ามาคือแอป ALive มีข้อมูลครอบคลุมให้ทุก category ไม่ใช่เฉพาะการเตรียมตัวตั้งครรภ์ แต่ยังมีในเรื่องของการตั้งครรภ์ สุขภาพของทั้งคุณพ่อคุณแม่ โภชนาการ การเตรียมตัวก่อนคลอดลูก การเลี้ยงลูก ชีวิตครอบครัว การวางแผนการเงิน การศึกษา ฯลฯ และที่สุดของความปังคือ เขามีคุณหมอมา LIVE ให้คำปรึกษาแบบใกล้ชิดด้วยนะคุณ ก่อนจะพาไปดูฟีเจอร์หลักด้านในของแอป ALive สำหรับคนยากมีลูก

เราไปทำความรู้จักกันหน่อยว่า แอป ALive ที่พูดถึงนี้คืออะไรค่ะ

แอป ALive powered by AIA

แอปพลิเคชัน ALive ชื่อเต็มเขาคือ ALive Powered by AIA (เอ ไลฟ์ พาวเวอร์ บาย เอไอเอ) เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลครบวงจรที่ให้บริการการปรึกษาออนไลน์กับแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ แชทกลุ่มของคุณพ่อคุณแม่ บทความและวิดีโอที่คัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญ แอปพลิเคชัน ALive สามารถให้คำแนะนำได้อย่างครอบคลุมในทุกช่วงเวลาของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังแพลนจะมีลูกคนแรก คุณแม่ใกล้คลอด คุณแม่เพิ่งคลอด หรือคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยกำลังโต โดยเชื่อมต่อระหว่างสังคมออนไลน์เข้ากับแพทย์ / พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ

5 ฟีเจอร์เด่นของ แอป ALive

หลังจากดาวน์โหลดและลงทะเบียนตามขั้นตอนของระบบแล้ว ก็จะเข้ามาเจอกับหน้าบ้านของแอป ALive Powered by AIA ซึ่งภายในหน้านี้ก็จะมี

หน้าเริ่มต้นของแอป ALive

  • ชื่อเราอยู่ด้านบนตรงกลาง “สวัสดี iamapinya เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณ”
  • ถัดมาก็จะเจอกับช่องหน้าต่างสีขาว 3 ช่อง คือ “ฟรี!” ปรึกษาแพทย์และพยาบาล / “กิจกรรมไลฟ์” / “บันทึกครอบครัว”
  • ถัดมาก็จะเป็นเกี่ยวกับแผนประกัน ปุ่มสีแดง “รับสิทธิพิเศษ”
  • ถัดมาก็จะเป็นกิจกรรม Live ปุ่มสีแดง “ดู Live ทั้งหมด”
  • ท้ายสุดก็จะเป็น “บทความแนะนำ”
  • ส่วนล่างสุด จะมี 4 เมนู คือ “สำหรับคุณ” / “แชท” / “เนื้อหา” / “โปรไฟล์”

ใครที่ได้สมัครเข้ามาใช้บริการแอปพลิเคชัน ALive ลองเล่นใช้บริการดูแต่ละจุดที่ปรากฎอยู่หน้าแอปกันนะคะ ทีนี้มาดูทั้ง 5 ฟีเจอร์ของแอป ALive กันต่อค่ะ

ฟีเจอร์ปรึกษาแพทย์และพยาบาลของแอป ALive

1. ฟีเจอร์ “ฟรี! ปรึกษาแพทย์และพยาบาล”

ฟีเจอร์แรกขอบอกว่า WOW มาก เพราะมี Partner เป็นแพทย์และพยาบาลมาจากโรงพยาบาลชั้นนำ ที่จะมาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพต่าง ๆ ยิ่งทำให้รู้สึกมั่นใจ และที่สำคัญ ฟรี! ถ้าเทียบว่าต้องไปจ่ายเงินเองก็หลายพันเลยนะจ๊ะ

หลักจากกดเข้ามาที่หน้านี้ จะมีรายเอียดต่างๆ แจ้งไว้ จากนั้นก็กดตรงปุ่มสีแดงที่เขียนว่า “ถัดไป” ให้เข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ให้ครบซึ่งใช้เวลาไม่นาน แล้วกด “ถัดไป” จากนั้นเลือกกดตรงปุ่มสีแดง “ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ฟรี” ก็จะเจอกับหน้าที่เขียนว่า ข้อกำหนดและเงื่อนไขของบริการ (แนะนำว่าให้อ่านให้ละเอียดกันก่อนนะคะ) แล้วค่อยกด “ยอมรับ”

ข้อตกลงการใช้งานของโรงพยาบาลสมิติเวชบนแอป ALive

หลังจากกดยอมรับ รอไม่ถึง 2 นาที ระบบจะเชื่อมต่อไปยังบริการจากโรงพยาบาลสมิติเวช จะมีคุณพยาบาลรับสายแบบเห็นหน้ากันเลย (ขอโทษด้วยเราแคปรูปมาให้ดูไม่ทัน เนื่องจากตื่นเต้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และหน้าก็สดมากด้วย ^^) การขอคำปรึกษาตรงนี้ทำได้ 2 แบบตามความต้องการของแต่ละคนเลยค่ะ

1.1 จะปรึกษาถามข้อมูลทั่วไปกับคุณพยาบาลที่รับเรื่องอยู่เลยก็ได้ ของเรามีสอบถามข้อมูลเบื้องต้นของการตั้งครรภ์ไปในเรื่องเกี่ยวกับ

  • การเตรียมฉีดวัคซีนที่จำเป็นก่อนท้องว่ามีวัคซีนอะไรบ้าง ?

: อย่างของเราได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นไปว่าเคยได้รับการฉีควัคซีนไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน ทางคุณพยาบาลก็จะมีแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของวัคซีนโรคหัดเยอรมัน ตรงนี้คือต้องไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งว่ามีภูมิอยู่หรือเปล่า  ถ้าไม่มีก็ต้องฉีดเพิ่มเติมค่ะ

  • ควรทานกรดโฟลิคก่อนท้องกี่เดือน ?

: เป็นหนึ่งในเรื่องที่สงสัยมาตลอดว่าต้องกินกรดโฟลิคก่อนท้อง หรือกินตอนท้อง ก็ได้คำตอบมาว่า ผู้หญิงที่จะเตรียมร่างกายสำหรับการตั้งครรภ์ แนะนำให้กินกรดโฟลิคได้เลยก่อนท้องอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง กรดโฟลิคมีส่วนช่วยในเรื่องการสร้างตัวอ่อน และช่วยป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทให้กับลูกได้ด้วย

  • การใช้เครื่องทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง ก็จะมีทั้งแบบจุ่ม แบบหยด ?  

: อันนี้เรามีความสงสัยว่าควรใช้แบบไหนดี ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่ามาใช้ได้ทั้ง 2 แบบ สำหรับการเช็กเบื้องต้นว่าท้องหรือเปล่า แต่เพื่อเพิ่มความชัวร์ 100% คือให้มาตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาลด้วยอีกครั้ง ซึ่งจะตรวจปัสสาวะ กับตรวจเลือดค่ะ

1.2 หรือถ้าต้องการคำแนะนำในเรื่องที่ลึก หรือละเอียดมากขึ้น สามารถทำการนัดคุณหมอเพื่อพูดคุย จากตรงนี้ก็ได้เลยเช่นกัน

ในส่วนการขอคำปรึกษากับคุณพยาบาล หรือคุณหมอ นอกเหนือจากเรื่องการเตรียมตัวตั้งครรภ์ ถ้าเป็นคุณแม่ใกล้คลอด คุณแม่เพิ่งคลอด คุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยกำลังโต ฯลฯ ก็สามารถมาขอคำปรึกษากันได้เลยค่ะ สะดวกมาก ๆ

ฟีเจอร์กลุ่มแชทของแอป ALive

2. ฟีเจอร์ “กลุ่มแชท” เข้ากลุ่ม พบเพื่อนใหม่

คือสามารถเข้ากลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยน ขอคำแนะนำ คำปรึกษาได้ตามเรื่องที่เราต้องการและให้ความสนใจ ในกลุ่มแชทก็จะมีกลุ่มแม่ลูกเล็ก 0-12 เดือน , กลุ่มแม่ลูกโต 1-7 ปี , สุขภาพ , แม่ท้อง , แม่หลังคลอด , กลุ่มเตรียมตัวมีลูก  เป็นต้น

ตัวอย่างกลุ่มแชทของแอป ALive

เราเลือกเป็นกลุ่มแชท Prepare for Pregnancy #2 กลุ่มนี้สำหรับคนที่วางแผนจะมีลูก รวมถึงภาวะมีบุตรยาก การทำเด็กหลอดแก้ว ทุกอย่างของคนอยากมีลูกรวมไว้ในกลุ่มแชทนี้

ตัวอย่างการพูดคุยในกลุ่มแชทของแอป ALive

ตัวอย่างการพูดคุยในกลุ่มแชทของแอป ALive สำหรับคุณแม่

ใครมีคำถามอะไรอยากปรึกษา ขอคำแนะนำ ฝากคำถามไว้ หรืออยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง ก็ทำได้เลย แล้วทางพยาบาลผู้เชี่ยวชาญจากสมิติเวชจะมาทยอยตอบให้ ที่สำคัญเราสามารถย้อนดูคำถาม คำตอบของคนอื่น ๆ ได้เลย คือแบบบางคำถามก็เป็นเรื่องที่เราอยากรู้อยู่แล้วด้วย ก็ได้คำตอบจากตรงนี้เลย ซึ่งเป็นประสบการตรงจากคุณแม่ ๆ ที่มีประสบการณ์มาช่วยตอบ อบอุ่นมาก สะดวก สบายมาก ๆ อ่ออีกนิดสำหรับกลุ่มแชท เขาจะมี Live กลุ่ม ด้วยนะ จะมีอัพเดทแจ้งเตือนให้รู้กันในกลุ่มด้วย หรือจะเช็กจากกลุ่มแชทของแต่ละคนที่เลือกไว้ก็ได้

ฟีเจอร์กิจกรรมไลฟ์สดของแอป ALive

3. ฟีเจอร์ “กิจกรรม Live”

ส่วนนี้จะมีการ Live โดยแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่างๆ ที่ Update สุด ๆ เช่น หน้าฝนกำลังจะมา วัคซีนไข้หวัดใหญ่จำเป็นหรือไม่ , ก้าวสู่สุดยอด คุณแม่นักปั๊ม ด้วยเมนูตุ้นน้ำนม , การเลี้ยงลูกช่วงโควิท หรือพวกปัญหาโลกแตก เช่น อึของลูกก็กระจ่างเลยทีเดียว ซึ่งสามารถกดเข้าไปเช็กดูหัวข้อที่ขึ้นมาได้เลย ถ้าสนใจก็กดจองดูไลฟ์ไว้ได้เลย เขามีจะหัวข้อ วันเวลา และระยะเวลา Live แจ้งไว้ให้ ส่วนการไลฟ์ต่อครั้งก็จะประมาณ 30 นาที แนะนำว่าให้กดจองเข้าร่วมรับชมไลฟ์ไว้ล่วงหน้านะคะ

ฟีเจอร์บันทึกครอบครัวของแอป ALive

4. ฟีเจอร์ “บันทึกครอบครัว”

คือต้องบอกว่า แอป ALive ทำได้ทุกสิ่ง เพราะเขามีในส่วนที่ให้เราสามารถเข้าไปเขียนเรื่องราวบันทึกความทรงจำ เรื่องน่าประทับใจที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ด้วยนะ สำหรับภายใน Feature “บันทึกครอบครัว” ก็จะมี “บันทึกการให้นม” กับ “บันทึกความทรงจำ”

ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชั่นบันทึกการให้นมของแอป ALive

บันทึกการให้นม พอกดเพิ่มบันทึกการให้นม ข้างในก็จะมีให้เลือก “วิธีการให้นม” ตรงนี้ก็ดูเลยว่าเราเลี้ยงลูกด้วยวิธีไหน ก็เลือกอันนั้น แล้วก็บันทึกข้อมูลต่าง ๆ ได้เลยค่ะ

ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชั่นบันทึกครอบครัวของแอป ALive

อย่างของเราจะเลือกในส่วนของสีม่วง “บันทึกความทรงจำ” กดเพิ่มความทรงจำ แล้วก็เข้าไปสร้างโปรไฟล์เขียนบันทึก หรือจะเก็บรูปไว้ในบันทึกส่วนตัวของเราเองก็ได้เหมือนกันค่ะ

เราว่าฟีเจอร์นี้ดีมาก ๆ ทั้งกับทุกคนนะคะ คือถ้ายังไม่ได้ตั้งครรภ์ เราก็สามารถที่จะบันทึกประจำวันต่าง ๆ ได้ทั้งสุขภาพ เรื่องประทับใจ หรือกระบวนการเตรียมตั้งครรภ์ ส่วนคุณแม่หลังคลอดก็สามารถบันทึกการให้นม และบันทึกพัฒนาการของลูกในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์ เป็นต้น

ฟีเจอร์บทความแนะนำของแอป ALive

5. ฟีเจอร์ “บทความแนะนำ” ของแอป ALive

คือใน category “บทความแนะนำให้ความรู้คัดสรรมาเพื่อคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะ” ต้องบอกว่ามีครบทุกองค์ความรู้ตั้งแต่ก่อนมีลูก , ตั้งครรภ์ , หลังคลอด , พัฒนาการเด็ก , โภชนาการและสุขภาพ ฯลฯ อยากให้ทุกคนที่กำลังจะมีลูก คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือมีลูกได้อ่านกันค่ะ

ตัวอย่างบทความแนะนำของแอป ALive -1

ตัวอย่างบทความแนะนำของแอป ALive -2

ตัวอย่างการใช้งานการค้นหาบทความ -1

สามารถเลือกอ่านบทความตามหมวดที่เราสนใจได้เลยนะ อย่างของเราก็จะเน้นไปที่หมวดของ “เตรียมตั้งครรภ์” ก็จะมี Topic การดูแลโภชนาการในช่วงเตรียมตั้งครรภ์ อาหารเพื่อการเตรียมตัวมี่บุตร สำหรับผู้หญิงและผู้ชาย การตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์ อยากท้องต้องรู้ 9 สัญญาณเตือน ฯลฯ  คือจะบอกว่า Content ที่มีอยู่ในฟีเจอร์ที่ 5 นี้ ทุก ๆ หมวดมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลเพราะมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อมูลเนื้อหามาแล้วค่ะ

แล้วควรมีแอปพลิเคชัน ALive ไว้บนหน้าจอมือถือไหม? เราว่าควรมีนะ เพราะเป็นแอปที่ให้ประโยชน์มาก ๆ คือไม่ใช่เฉพาะคนที่อยากท้อง แต่แม่ท้อง พ่อแม่ที่กำลังมีลูกเล็ก พัฒนาการเด็ก เราสามารถหาข้อมูลได้จบครบภายในแอปเดียว

มาสรุปข้อดีที่ได้จากแอป ALive Powered by AIA แอปพลิเคชันนี้กันค่ะ

สรุป 4 ข้อดีของแอป ALive

เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ก็อยากได้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ขอให้โหลดแอปพลิเคชัน ALive ไว้บนหน้าจอมือถือกันตอนนี้เลย รับรองไม่ผิดหวัง เหมือนมีคุณหมอ คุณพยาบาลอยู่ด้วยที่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง มงลง ให้คะแนนเต็ม 10 ไม่หัก !! ครั้งหน้าจะมารีวิวอะไรให้คุณแม่ คุณลูกอีก ต้องติดตามกันนะคะ

สิทธิพิเศษ: รับเลย! แผนประกันคุ้มครองการเสียชีวิตกรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 100,000 บาท และ ฟรี! บริการให้คำปรึกษาจากแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช 1 ครั้ง* เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ลงทะเบียนเริ่มใช้งาน และกรอกข้อมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษ

ตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2564 – 30 มิ.ย. 2564 เท่านั้น (จำนวนจำกัด)

*เงื่อนไขในการรับสิทธิพิเศษหรือรับบริการเป็นไปตามที่บริษัท เอไอเอ เวลเนส จำกัด กำหนด

หากคุณแม่ ๆ สนใจสามารถดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน ALive Powered by AIA ได้ตามด้านล่างนี้เลย 

App store & Google play store: https://www.alive.aia.co.th/adver-amarinbaby

ใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนฉีดวัคซีน

ไขข้อข้องใจ ใช้ ยาคุมชนิดฮอร์โมนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่?

ยาคุมชนิดฮอร์โมนฉีดวัคซีน –  เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวน่าเศร้าของหญิงวัย 32 ปี รายหนึ่ง ที่เสียชีวิต หลังจากได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดย ซิโนแวค ไบโอเทค ซึ่งหลังจากการได้รับวัคซีน พบว่ามีอาการเหนื่อยง่าย ขึ้นลงบันไดเหนื่อย ก่อนล้มลงและเสียชีวิต ซึ่งจากผลตรวจ CT scan พบลิ่มเลือดในปอด (PE)  โดยแพทย์คาดอาจเกิดจากการทานยาคุมกำเนิด หลังจากข่าวเผยแพร่ออกมาได้สร้างความแตกตื่นในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก และทำให้เกิดคำถามมากมายว่า หากใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนอยู่ต้องหยุดยาก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่

ใช้ ยาคุมชนิดฮอร์โมนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่?

ล่าสุด ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศเรื่อง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และ การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน ใจความว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับบุคคลที่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งส่วนหนึ่งใช้ ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนมีหลายอย่าง เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด และ แผ่นยาปิดผิวหนังคุมกำเนิด

สำหรับในประเทศไทย การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการตั้งครรภ์ และมีผลข้างเคียงน้อย ยาเม็ดคุมกำเนิดได้รับการวิจัยและพัฒนาด้านความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 50 ปี

จากประกาศดังกล่าวนี้ทาง ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
โควิด-19 ในผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนไว้ ดังนี้

1. ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนที่มีเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ยาเม็ด ยาฉีดคุมกำเนิด
และแผ่นยาปิดผิวหนังคุมกำเนิด มีผลเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดดำอุดตันได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้วิธีการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวพบได้น้อยมากในสตรีไทย และยังพบได้น้อยกว่าในสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งมีระดับเอสโตรเจนสูงมากตามธรรมชาติ

2. ข้อมูล ณ ปัจจุบัน ซึ่งรวบรวมจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในสตรีทั่วโลกและในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ไม่พบว่ามีการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดดำอุดตันแต่อย่างใด

3. ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนทุกชนิด สามารถรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดการใช้

4. หากยังมีความกังวลใจ และต้องการหยุดการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นๆ มาทดแทนเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์.

 

ยาคุมชนิดฮอร์โมนฉีดวัคซีน
(Credit : www.rtcog.or.th)

ยาคุมฉุกเฉิน ผู้หญิงรู้ไว้ใช้บ่อยไปผลร้ายตกอยู่กับคุณ!

ยาคุมกำเนิดแม่หลังคลอดกินอย่างไรให้ปลอดภัย? ไม่กระทบน้ำนม

อัพเดทล่าสุด รีวิว15 ยาคุมยี่ห้อไหนดี พร้อมข้อดี-ข้อเสียแบบชัดๆ เข้าใจง่าย

นอกจากนี้  เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ด้าน พล.อ.ท. นายแพทย์อนุตตร จิตตินันทน์ ประธาน ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊ก ตอบข้อซักถาม กรณีการคุมกำเนิดกับการเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ไว้น่าสนใจดังนี้

” ในฐานะของหมอเมดไม่ใช่หมอสูติ เลยต้องอ้างอิงข้อแนะนำของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศอังกฤษ (Royal College of Obstretricians & Gynecologists) โดย Faculty of Sexual and Reproductive Healthcare (FSRH) เรื่องการคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมกับการรับวัคซีนโควิด-19 สรุปให้อ่านกันตามนี้ครับ

“การคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดดำเพิ่มขึ้น (ถึงแม้ไม่ได้ฉีดวัคซีน) ซึ่งผู้รับการคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมยอมรับต่อความเสี่ยงนี้ เมื่อเทียบกับผลดีจากการใช้การคุมกำเนิดดังกล่าว

“มีรายงานการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดดำเพียงไม่กี่รายหลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19 โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากวัคซีนหรือไม่ และไม่มีข้อมูลว่าการคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมทำให้ความเสี่ยงนั้นเพิ่มขึ้น ”

จากทั้งสองข้อมูลดังกล่าวข้างต้น อาจทำให้ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรู้สึกอุ่นใจกันได้บ้าง หลังจากมีข้อสงสัยและวิตกกังวลในวงกว้าง จนเป็นประเด็นร้อนทางสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ในเพจเฟซบุ๊คชื่อดังอย่าง หมอแล็บแพนด้า ก็ได้มีการออกมาโพสต์ข้อความยืนยันประกาศจากทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ข้างต้น และได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “สำหรับใครยังมีความกังวลใจ และอยากหยุดยาคุมชนิดฮอร์โมน ก็ให้เลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นๆ แทนได้ แต่หลักๆ ก็คือ ใครใช้ยาคุม สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด -19 ได้ตามปกติ”

ทั้งนี้ ล่าสุด วันที่ 1 มิถุนายน 2564  ซีเอ็นบีซี รายงานว่า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO  ได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดย ซิโนแวค ไบโอเทค สำหรับรายการใช้ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อปูทางสู่การใช้วัคซีนตัวที่ 2 ของจีน ในประเทศยากจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วัคซีนโควิด-19

โดยการได้รับอนุมัติให้วัคซีนดังกล่าว อยู่ในรายการฉุกเฉินของ WHO ถือเป็นสัญญาณถึงหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศ เกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน นอกจากนี้ทาง WHO ยังอนุมัติให้วัคซีนจาก ซิโนแวค สามารถนำไปใช้ใน โครงการโคแวกซ์ (Covax) ได้อีกด้วย

คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเผยในแถลงการณ์ว่า พวกเขาแนะนำให้ใช้วัคซีนซิโนแวคกับผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี โดยให้เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก ราว 2-4 สัปดาห์ พร้อมระบุว่าวัคซีนชนิดนี้ ไม่จำกัดอายุสูงสุดของผู้เข้ารับวัคซีน เนื่องจากตามข้อมูลบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่วัคซีนจะมีผลในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในผู้สูงอายุ

ปัจจุบันถือการรับวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี สำหรับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค นอกจากนี้ การให้ความสำคัญและใส่ใจในการป้องกันและดูแลตัวเอง เช่น การหมั่นล้างมือบ่อยๆ การสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน แม้แต่การเว้นระยะห่างทางสังคมก็ยังเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

ในช่วงที่ผ่านมาของการเกิดโรคระบาด เราอาจเห็นภาพของเด็กๆ ตัวน้อยที่คุณพ่อคุณแม่สวมหน้ากากอนามัยให้อย่างเข้มงวดเมื่อต้องอยู่นอกบ้าน หรือเทเจลแอลกอฮอล์ให้เด็กๆ ล้างมือทุกครั้งหลังวิ่งเล่นซนในที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งนี่ก็คือการปลูกฝังให้เด็กๆ ได้รู้จักระมัดระวังป้องกันตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บ ที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถทำได้และควรทำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่โรคระบาดแทบจะมาเคาะประตูหน้าบ้านเราอยู่ทุกวัน หากเราสามารถปลูกฝังเด็กๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยส่งเสริมให้พวกเขาจะเกิดทักษะที่สำคัญด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ทำให้รู้จักดูแลและป้องกันตัวเอง ให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : http://www.rtcog.or.th/home , prachachat.net , www.who.int , เพจหมอแล็บแพนด้า

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผู้เชี่ยวชาญชี้! การให้ วัคซีนโควิด คนท้อง ยังปลอดภัย หลังไม่พบเคสรุนแรงหลังฉีด

วิธีเช็กความ เสี่ยงติดโควิด-19 อาการแบบไหนต้องรีบไปตรวจหาเชื้อ

กรมอนามัยเผย คนท้องติดเชื้อโควิด เสี่ยงป่วยหนัก แนะฉีดวัคซีนป้องกัน! หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกเสียชีวิต

วิธีเยียวยาจิตใจเมื่อ ลูกเสียชีวิต คนที่ยังอยู่ ต้องจับมือกันไว้!

ลูกเสียชีวิต – เมื่อมีคนในครอบครัวเสียชีวิตในช่วงวัยชรา คนเรามักยอมรับว่าความตายที่เกิดขึ้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต่างต้องพบเจอกับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา แต่ประสบการณ์ที่เราจะพูดถึงวันนี้อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของลูกชายหรือลูกสาวอันเป็นที่รัก ที่ทั้งพ่อแม่ต่างเฝ้าฟูมฟักดูแลมาแต่อ้อนแต่ออก  สำหรับพ่อแม่ที่สูญเสียลูกไป มันไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้เข้าใจและยอมรับได้กับการที่ชีวิตน้อยๆ จะต้องล่วงลับไปก่อนเวลาอันสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการสุญเสียเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า หากคุณกำลังเผชิญกับการสูญเสียลักษณะนี้ ในครอบครัวของคุณ ต่อไปนี้คือ 11 เคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวสามารถรับมือและผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปได้ในไม่ช้า

วิธีเยียวยาจิตใจเมื่อ ลูกเสียชีวิต คนที่ยังอยู่ ต้องจับมือกันไว้!

1.อยู่เคียงข้างกันให้กำลังใจกัน

อยู่รวมกันไว้ หันหน้าเข้าหากัน พึ่งพาอาศัยกันเพื่อขอความช่วยเหลือกันและกัน การอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจกันจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในความเศร้าโศกครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในครอบครัว การศึกษาวิจัยในพ่อแม่ของเด็กที่เป็นมะเร็ง (เด็กบางคนเสียชีวิต) ที่ตีพิมพ์ในปี 2010 พบว่าในบรรดาคู่รักเกือบ 5,000 คู่ มีอัตราการหย่าร้างน้อย และได้ข้อสรุปว่า “ความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสส่วนใหญ่ รอดพ้นจากความเครียดที่เกิดจากการตายของเด็ก และอาจแข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว” แม้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีความเชื่อว่าการตายของเด็ก อาจทำให้เกิดอัตราการหย่าร้างสูงในหมู่พ่อแม่ที่ต้องพบกับความสูญเสีย แต่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไม่สนับสนุนเรื่องนี้

2. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทุกคนอาจเศร้าโศกในระดับที่ต่างกันไป การเผชิญการสูญเสียลูกชายหรือลูกสาวตัวน้อย อาจสร้างความตึงเครียดให้กับการแต่งงาน และความสัมพันธ์ของพ่อแม่รวมถึงพี่น้องที่ยังอยู่ได้ สิ่งสำคัญคือ หัวหน้าครอบครัวต้องเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อต้องรับมือกับการสูญเสียที่หนักหนาสาหัส อย่าพยายามผ่านสถานการณ์นี้อย่างทุลักทุเลด้วยตัวเอง การได้รับคำปรึกษาด้านครอบครัวจากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณและคนในครอบครัวมีทักษะที่จำเป็นในการผ่านพ้นความสูญเสียอันแสนสาหัสนี้ไปได้

หากความตายของสมาชิกตัวน้อยเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มันอาจจะเป็นเรื่องยากมากที่จะสามารถรับมือได้ในเวลาอันสั้น ตามที่ ดร.เทอรีส แรนโด  นักจิตวิทยา และผู้อำนวยการคลินิกของ The Institute for the Study and Treatment of Loss ในสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ ด้วยเหตุผลนี้ การหาผู้เชี่ยวชาญที่สามารถช่วยคุณค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีและเหมาะสำหรับครอบครัวคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้คุณจัดการกับ วัน สัปดาห์ และเดือนต่อๆ ไปได้ ในขณะเดียวกัน ลูกคนอื่นๆ ของคุณอาจได้รับประโยชน์จากการให้คำปรึกษาด้านการรับมือกับความเศร้าโศกเพื่อเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกของพวกเขาได้

3. ยอมรับความช่วยเหลือจากญาติมิตร

เปิดใจกว้างและเต็มใจยื่นมือรับความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือเพื่อนบ้าน ในช่วงแรกหากคุณรู้สึกทำกิจวัตรต่างๆ ได้ไม่เหมือนเดิม จงปล่อยให้พวกเขาช่วยคุณเรื่องต่างๆ ภายในบ้าน ทั้งเรื่องอาหาร และการดูแลลูก ๆ ของคุณในบางโอกาส ให้พวกเขาช่วยทำงานบ้าน ทำธุระให้ และที่สำคัญที่สุดคือการฟังเมื่อคุณต้องการพูดและระบายความุกข์ในใจ นอกจากนี้ ให้พวกเขาช่วยทำงานประจำวัน เช่น ซักผ้า หรือซื้อของ อย่าพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองหรือโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือ ให้ตัวเองได้หยุดพักตามที่คุณต้องการ และถ้ามีคนพูดว่า “ให้ช่วยอะไรก็บอกได้เสมอนะ” ก็ควรรับข้อเสนอของพวกเขาไว้ ขอความช่วยเหลือเมื่อคุณต้องการ คนรอบข้างมีความปรารถนาที่จะช่วยคุณ แต่บางทีพวกเขาอาจไม่รู้ว่าควรจะเริ่มมันได้อย่างไร

ลูกเสียชีวิต
ลูกเสียชีวิต

4. เตรียมพร้อมรับความจริงหลังจบพิธีทางศาสนา

ในช่วงเวลาที่คุณจัดการกับงานศพเสร็จลุล่วง และทุกคนต้องกลับมามีชีวิตตามปกติของตัวเอง ครอบครัวที่เศร้าโศกจะเริ่มเผชิญกับชีวิตโดยปราศจากลูกอันเป็นที่รัก คนส่วนใหญ่คิดว่าการจัดการกับการสูญเสียลูกทันทีหลังความตายเป็นฝันร้ายมากที่สุด สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ฝันร้ายที่ทำให้หัวใจสลายยังคงดำเนินต่อไป ครอบครัวต้องรับมือกับฝันร้ายต่อไปอีกนาน พวกเขากำลังเผชิญชีวิตที่เหลือโดยไม่มีลูกที่เพิ่งเสียชีวิตไป  สิ่งสำคัญคือต้องเปิดช่องทางการสื่อสารคนในครอบครัวที่ยังอยู่ และหมั่นใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน การพูดคุยกันเกี่ยวกับการสูญเสียของคุณ คนที่คุณรักที่เสียชีวิต และสิ่งที่คุณรู้สึกจะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวของคุณจัดการกับความเศร้าโศกได้ นอกจากนี้ยังจะช่วยให้สายสัมพันธ์ในครอบครัวของคุณแข็งแกร่งขึ้น จำไว้ว่าการรู้ว่าครอบครัวเรายังแข็งแรงอยู่ เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านพ้นความเศร้าโศกไปได้สำเร็จเช่นกัน

5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าการได้รับความช่วยเหลือเพื่อผ่านพ้นช่วงแรกที่สูญเสียเป็นเรื่องสำคัญ แต่การขอความช่วยเหลือต่อไปก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น คุณจะต้องได้รับการสนับสนุนสำหรับปัญหาที่ไม่คาดฝันที่อาจก่อให้เกิดการสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณก้าวผ่านขั้นตอนของความเศร้าโศก ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเรียนของพี่น้องตกต่ำ ความซึมเศร้าในวัยรุ่น หรือสมาชิกในครอบครัวไม่ต้องการอยู่โดยปราศจากผู้เป็นที่รักซึ่งเสียชีวิตอีกต่อไป การขอความช่วยเหลือในสถานการณ์เหล่านี้ง่ายกว่ามาก เมื่อคุณพบผู้เชี่ยวชาญที่รู้จักคุณและครอบครัวของคุณกำลังเผชิญปัญหาอยู่ จากนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้น คุณมีบุคคลที่สามารถช่วยคุณประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านมันไปได้

6. เข้าร่วมกลุ่มกับผู้ที่สูญเสียเช่นกัน

ผู้ปกครองหลายคนพบว่าการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน ไม่ว่าจะมาเป็นครอบครัวหรือคนเดียวก็สามารถช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ แม้ไม่ใช่การได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แต่กลุ่มผู้ที่ประสบชะตากรรมเดียวกันสามารถเพิ่มการสนับสนุนที่ดีได้ ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้คนที่กำลังประสบในสิ่งเดียวกันกับคุณ แต่กลุ่มสนับสนุนที่มีสุขภาพดีมักจะให้ที่ที่ปลอดภัยในการแบ่งปันสิ่งที่คุณคิดและรู้สึกกับผู้ที่ “เข้าใจ” เท่าที่เพื่อนของคุณต้องการเห็นอกเห็นใจและอยู่เคียงข้างคุณ มีองค์ประกอบบางอย่างเกี่ยวกับการสูญเสียลูกที่พวกเขาอาจไม่เข้าใจ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มสนับสนุนจึงมีความสำคัญต่อกระบวนการบำบัดรักษา

7. ใส่ใจสุขภาพตัวเอง

บ่อยครั้งการต้องจมอยู่กับความเสียใจต่อการสูญเสียคนที่รักไปอย่างกะทันหัน อาจทำให้เกิดความละเลยต่อสุขภาพของตนเอง ขาดความเอาใจใส่เรื่องโภชนาการและการออกกำลังกาย และพึ่งพาอาหารจานด่วนมากขึ้น เพราะไม่มีแรงพอที่จะทำอาหาร นอกจากนี้อาจละเลยการไปพบแพทย์และตรวจร่างกาย

อย่างไรก็ตามการได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและออกกำลังกายอย่างพอเหมาะยังเป็นสิ่งสำคัญ  สิ่งที่จะช่วยได้คือ การตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ ก่อน เช่นการเดินเล่นในละแวกบ้านในแต่ละวัน และกินผลไม้สักชิ้นพร้อมกับมื้ออาหารของคุณ เมื่อคุณเริ่มรู้สึกดีขึ้น คุณสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและกิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพที่เคยทำให้กลับเข้ามาในชีวิตของคุณได้อย่างเต็มรูปแบบ คนส่วนใหญ่พบว่าเมื่อพวกเขารู้สึกดีขึ้นทางร่างกาย พวกเขาก็จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นทางจิตใจด้วย

ลูกเสียชีวิต

8. อยู่ให้ห่างจากคนที่คำพูดเป็นพิษ

มีผู้คนมากมายที่ไม่รู้ว่าจะตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งที่คุณและครอบครัวกำลังประสบอยู่ได้เหมาะสมอย่างไร พวกเขาอาจพูดในสิ่งที่ไม่ละเอียดอ่อนหรือไตร่ตรองให้ดีก่อน หรือพวกเขาอาจสร้างความรู้สึกในแง่ลบ เช่น พวกเขาอาจพูดว่า “คุณควรจะจบเรื่องนี้ได้แล้ว” หรือ “อย่างน้อยคุณก็มีลูกอีกคน” สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณหรือครอบครัวของคุณ ความเศร้าโศกเป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นหลังจากความสูญเสีย ไม่มีทางไหนไหนที่คุณจะ “เอาชนะมันได้”  หากมีเพื่อนที่เป็นพิษในชีวิตของคุณที่ไม่สามารถเคารพความรู้สึกของคุณ คุณต้องกำจัดพวกเขาออกไปก่อน เพราะคุณไม่ต้องการความเจ็บปวดและความโศกเศร้าในชีวิตของคุณอีกต่อไป คุณควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนที่คอยช่วยเหลือและห่วงใย การทำเช่นนี้จะทำให้กระบวนการเศร้าโศกไม่เลวร้ายเกินไป และผ่านไปได้ในเร็ววัน

9. ให้สมาชิกที่ยังอยู่กลับเข้าสู่วิถีชีวิตปกติ

การได้มีสิ่งต่างๆ ให้ทำในแต่ละวันมักให้ความรู้สึกสบายใจและปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก ๆ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องนำกิจวัตรและวิถีชีวิตเดิมของคุณกลับมาโดยเร็วที่สุด ความพยายามนี้อาจรวมถึงกิจวัตรประจำวันในการเตรียมพร้อมสำหรับการเรียน และการทำงาน รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน หรือการได้พูดคุยสนทนาในช่วงเวลาค่ำคืนของครอบครัว นอกจากนี้ยังรวมถึงการทำกิจกรรมกับงานอดิเรกและความสนใจที่คุณมีก่อนที่สมาชิกอันเป็นที่รักของทุกคนจะเสียชีวิต  หากกิจวัตรครอบครัวของคุณอาจต้องงดไปช่วงหนึ่งเพราะคนที่คุณรักไม่อยู่ที่นั่นแล้ว จงพยายามให้ครอบครัวกลับมามีกิจวัตรต่างๆ ร่วมกันเหมือนเคยเพื่อให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างที่ควรจะเป็น

ลูกเสียชีวิต

10. จดบันทึกเพื่อเยียวยาจิตใจ

หาสมุดบันทึกหรือสมุดสเก็ตช์ สำหรับทุกคนในครอบครัว แนะนำให้ลูกๆ ได้เปิดใช้เมื่อรู้สึกไม่สบายใจด้วยการได้ระบายความเศร้าผ่านบันทึกย่อ วาดรูป หรือระบายสี หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือสร้างเพลย์ลิสต์ในความทรงจำของลูก เขียนบทกวี หรือสร้างเพลง อะไรก็ได้จะช่วยระบายความโศกเศร้าของครอบครัวคุณได้อย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้คุณเข้าใจความรู้สึกของคุณได้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกำลังให้โอกาสสำหรับคุณและสมาชิกในครอบครัวในการแสดงความเศร้าโศกและระลึกถึงความทรงจำดีๆ ลงในสมุดบันทึก

11. อยู่กันเป็นครอบครัว

จำไว้ว่าสมาชิกที่ขาดหายไปยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ทุกคนในครอบครัวของคุณจะระลึกถึง และเก็บสมาชิกที่ล่วงลับไว้ในใจไปตลอดชีวิต ดังนั้นควรสร้างประเพณีของครอบครัวที่จะช่วยให้คุณจดจำความทรงจำดีๆ ที่คุณเคยมีร่วมกันเมื่อครั้งที่สมาชิกยังอยู่กันพร้อมหน้า เช่น การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ ในทุกปีที่ครบรอบการเสียชีวิต เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : verywellfamily.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิจัยเผย! แม่เลี้ยงลูกลำพังเสี่ยงเป็น โรคซึมเศร้าหลังคลอด!

พี่น้อง แย่งของเล่น พ่อแม่ควรทำยังไง? ไม่ให้พี่น้อยใจที่ต้องเสียสละให้น้อง!

ลูกติดโควิด ทำอย่างไรดีใครจะดูแล สธ.ผุดหลักใหม่ไม่แยก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฝันว่าโดนยิง

ฝันว่าโดนยิง ฝันว่าถูกยิง ฝันเห็นคนโดนยิง ลางดีหรือร้าย?

ทำนายฝัน ฝันว่าโดนยิง ฝันว่าถูกยิง ฝันเห็นคนโดนยิง หมายความว่าอย่างไร? ฝันแบบนี้เป็นลางดีหรือลางร้าย? หาคำตอบได้ที่นี่ พร้อมเลขเด็ด เลขมงคล

ฝันว่าโดนยิง ฝันว่าถูกยิง ฝันเห็นคนโดนยิง ลางดีหรือร้าย?

ความฝันสุดฮิตของใครหลาย ๆ คน ที่ทำให้ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก กับความฝันที่แสนเหมือนจริง มาดูกันว่าหากเรา ฝันว่าโดนยิง ฝันว่าโดนยิงตาย ฝันว่าถูกยิง ฝันเห็นคนโดนยิง จะแปลว่าอะไรได้บ้าง? ฝันว่าโดนยิงที่ไหนบ้าง ถึงจะเป็นลางดี? ทีมแม่ ABK ขอรวบรวมความฝันเกี่ยวกับการโดนยิงมารวมไว้ตรงนี้

ฝันว่าโดนยิง

ทำนายว่า การเสี่ยงโชค ทิศเหนือเป็นทิศมงคลสำหรับคุณ ให้ระวังเรื่องสุขภาพของคนที่บ้าน คุณจะเจอเรื่องเครียด และแรงกดดัน ต้องรับภาระหลายอย่าง

ความรัก คุณเป็นคนที่โชคดีมาก เพราะได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากคนรักเป็นอย่างดี รู้สึกอบอุ่นใจ จะต้องระวังเรื่องคนรักมีเกณฑ์นอกลู่นอกทาง คุณต้องเอาใจใส่คนรักให้ดีนะ มีดวงว่าคนรักของคุณจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคนที่คุณสงสัยนั่นแหละ

ดวงการเงิน การงาน ที่กำลังทำเรื่องขอกู้ยืมเงินจากธนาคารระมัดระวังเรื่องเอกสารสัญญาไม่สมบูรณ์ขาดตกบกพร่องทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ การประหยัดช่วยกันในครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ การงานได้เพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือ ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น

เลขมงคล เด่นนำโชค 0 1

เลขมงคล เด่นรอง 57 93 408 000

ฝันว่าถูกยิง

ทำนายว่า คุณไม่ควรจะเข้าไปรับทำอะไรใหม่ ๆ ที่เสี่ยง จะมีเรื่องร้อนใจหรือไม่สบายใจที่มาจากพี่น้องของคุณเอง ช่วงนี้ระวังศัตรูคู่แข่งของคุณจ้องจะทำร้ายคุณอยู่

ความรัก คนโสดยังลงหลักปักฐานกับใครไม่ได้ เพราะคนที่เข้ามามักจะมีข้อเสียที่คุณรับไม่ได้ งั้นต้องอดทนรอต่อไป ใครที่ชอบมีความรักแบบปิดบังซ่อนเร้น ช่วงนี้จะรู้สึกร้อนรุ่ม เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย คุณมีโอกาสที่จะพบกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน และเกิดอาการบันดาลโทสะได้ง่าย ๆ

ดวงการเงิน การงาน มีเรื่องใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตนเอง หรือกับบริวาร คนรอบข้าง เงินพิเศษจะมาจากการบริการที่ถูกใจคนอื่น สินค้าที่เกิดจากไอเดียใหม่ ๆ การเงินขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะความฟู่ฟ่า และใช้จ่ายอย่างไม่ประหยัดของคุณเอง

เลขมงคล เด่นนำโชค 2 3 6 7 9

เลขมงคล เด่นรอง 51 36 74 229

ฝันว่าถูกยิง
ฝันว่าถูกยิง

ฝันว่าโดนยิงตาย

ทำนายว่า คุณไม่ควรจะเข้าไปรับทำอะไรใหม่ๆ ที่เสี่ยง ระวังเรื่องอารมณ์ของคุณให้ดี เพราะมันจะนำมาซึ่งความเลวร้าย ช่วงนี้จะทำอะไรก็ต้องเหนื่อยหน่อย จึงจะสำเร็จได้อย่างไม่มีปัญหา

ความรัก ถ้าคุณมีความเชื่อมั่นในกันและกันทั้งสองฝ่าย ความสุขจะบังเกิดกับคุณทันที ความรักของคุณกำลังก่อตัวขึ้น ดูท่าจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยสิ คุณมีโอกาสที่จะพบกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน และเกิดอาการบันดาลโทสะได้ง่าย ๆ

ดวงการเงิน การงาน มีโอกาสปรับเปลี่ยนงาน โยกย้ายสายงาน หรือ ได้รับอะไรที่แตกต่างจากเดิมที่เป็นอยู่ ทางด้านการเงินดีมาก แต่ก็ไม่เหลือเก็บ จะมีเกณฑ์การเดินทางด้วยเรื่องของงาน และได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี

เลขมงคล เด่นนำโชค 6

เลขมงคล เด่นรอง 32 80 27 36 85 740 750

ฝันเห็นคนโดนยิง

ทำนายว่า จะมีโชคอยู่ทางทิศใต้ มาจากคนผิวสองสี จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องงานและเรื่องที่อยู่อาศัย อาจจะได้เงินคืนจากลูกหนี้แบบไม่คาดคิดมาก่อน

ความรัก ความรักไม่ได้ดังใจที่คุณคิดไว้ มักได้ยินเรื่องราวที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่เป็นประจำ ระวังจะเกิดการขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่คุณก็เก่งนะที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตัวคุณเอง ชอบใคร รักใคร ให้ลุยเลย เพราะช่วงนี้มีโอกาสที่จะสมหวัง

ดวงการเงิน การงาน ได้ลาภจากการพนัน เสี่ยงโชค โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อยครั้ง น่าจะลองเสี่ยงดูบ้าง หากทำสัญญากู้หนี้ยืมสินระหว่างเพื่อนกันจะถูกอีกฝ่ายบิดพลิ้ว เอารัดเอาเปรียบได้ เป็นโอกาสที่คุณจะได้เริ่มต้นงานใหม่ ๆ และประสบผลสำเร็จสูงเสียด้วย

เลขมงคล เด่นนำโชค 1 9

เลขมงคล เด่นรอง 46 41 401 305

ฝันว่าโดนยิงที่หัว

ทำนายว่า การเสี่ยงโชค ทิศเหนือเป็นทิศมงคลสำหรับคุณ ให้ระวังการปวดข้อกระดูก ปวดหลัง เพื่อนหรือผู้ที่คุณคุ้นเคยเป็นอย่างดีจะทำตัวห่างเหิน

ความรัก คนโสดหน้าบาน ช่วงนี้เสน่ห์แรงเกินห้ามใจ มีคนมารุมล้อมเอาใจอย่างไม่ขาดสาย จะต้องระวังเรื่องคนรักมีเกณฑ์นอกลู่นอกทาง คุณต้องเอาใจใส่คนรักให้ดีนะ ระวังจะมีเรื่องที่ต้องขัดแย้งและทะเลาะเบาะแว้งกับคนรักอย่างรุนแรง

ดวงการเงิน การงาน มีโอกาสที่จะเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ในช่วงนี้ด้วย คุณยังต้องพยายามรักษาสัมพันธภาพกับหัวหน้าให้ดี เพื่อให้การงานของคุณราบรื่นขึ้น ธุรกิจการค้าในช่วงนี้อาศัยการเจรจาอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้จักใช้กลยุทธ์อื่น ๆ ด้วย การเงิน ค่อนข้างนิ่ง รายได้อาจหดหายไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับฝืดเคือง

เลขมงคล เด่นนำโชค 2 3 4 9

เลขมงคล เด่นรอง 05 03 550

ฝันว่าโดนยิงที่ขา

ทำนายว่า จะมีโชคอยู่ทางทิศเหนือ มาจากคนผิวสองสี จงระวังอุบัติเหตุ ทำอะไรก็อย่าประมาท ได้พบปะรู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มโดยเฉพาะคนอายุมากกว่า

ความรัก คนโสดต้องพึ่งพาเพื่อนฝูงคนใกล้ตัวคอยเป็นพ่อสื่อแม่ชักให้ถึงจะสำเร็จ คนที่เป็นแฟนกันมานานจะมีปัญหาเรื่องการมีคนใหม่ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักของคุณ ถ้าจะมองหาใครใหม่ ๆ นั้นเป็นอันล้มเลิกความคิดไปได้เลย ถ้าคิดจะมีใครก็จะแค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

ดวงการเงิน การงาน จะต้องระวังเรื่องคำพูดเป็นพิเศษ มีโอกาสที่จะเกิดเรื่องขัดแย้งจนถึงเป็นปากเสียงกันได้ จะมีคนมาทาบทามให้คุณไปทำงานด้วย แต่ช่วงนี้ดวงขึ้นยังไม่เหมาะกับการโยกย้ายงานรอประมาณช่วงสิ้นปีก่อนจะดีกว่า งานจะมีภาระเร่งด่วน กดดัน และต้องใช้ความรับผิดชอบสูงมาก

เลขมงคล เด่นนำโชค 1 8

เลขมงคล เด่นรอง 22 26 36 62 982 734

ฝันว่าโดนยิงตาย
ฝันว่าโดนยิงตาย

ฝันว่าโดนยิงที่ตัว

ทำนายว่า ผู้ใหญ่จะช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยดี หากหนักใจเรื่องใดก็ตามควรเข้าหาผู้ใหญ่เพื่อขอคำปรึกษา จะมีงานสังสรรค์กับญาติมิตร มีเหตุวิกฤตเกิดขึ้นเล็กน้อย ทำให้กิจวัตรประจำวันไม่ราบรื่น

ความรัก ถ้าคุณมีความเชื่อมั่นในกันและกันทั้งสองฝ่าย ความสุขจะบังเกิดกับคุณทันที ปัญหาคาใจกับคนรัก ต้องค่อย ๆ แก้ อย่าใช้อารมณ์และความรุนแรงมาหักหาญน้ำใจกัน มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นความแตกร้าว หรือต้องพลัดพรากจากกันในที่สุด

ดวงการเงิน การงาน การตัดสินใจของคุณจะเป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้างเป็นอย่างดี แต่ต้องใช้สติให้ดี เรื่องการงานอาจจะมีเรื่องให้ต้องคอยแก้ปัญหาอยู่บ่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น คุณมีเกณฑ์ดีในด้านรายรับ หาง่ายจ่ายคล่อง

เลขมงคล เด่นนำโชค 0 2 4 7

เลขมงคล เด่นรอง 27 41 54 88 02 68

ฝันว่ายิงคนอื่น

ทำนายว่า ญาติผู้ใหญ่อาจมีอิทธิพลหลาย ๆ เรื่องในการตัดสินใจของคุณ มีโอกาสเจ็บป่วยหรือเลือดตกยางออกได้ เพื่อนหรือผู้ที่คุณคุ้นเคยเป็นอย่างดีจะทำตัวห่างเหิน

ความรัก ช่วงนี้ควรระวังเนื้อระวังตัวให้มาก อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกินไป คบกันแบบเพื่อนมานานจะสวีตหวานแหววขึ้นในพริบตา คิดเตรียมแผนวิวาห์สายฟ้าแลบได้เลย คุณจะมีโชคจากคนรัก อาจจะเป็นของฝากหรือของขวัญ

ดวงการเงิน การงาน ต้องใช้ความหนักแน่นและพิจารณาปัญหาอย่างรอบคอบในการคิดการวางแผนงาน เงินไม่คล่องมือ ต้องจ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของท่านหรือการเรียนของลูกหลานหรือเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย จะมีอุปสรรคเรื่องคนและการเดินทางต้องเผื่อเวลาสำหรับการนัดไว้เสมอ

เลขมงคล เด่นนำโชค 0 1 2 4 6

เลขมงคล เด่นรอง 27 934 608 587

ฝันเห็นปืน

ทำนายว่า สิ่งที่ตั้งใจไว้มากอาจจะยังไม่สำเร็จทันทีทันใดแต่สิ่งที่ไม่ได้คาดฝันอาจจะได้มาแบบฟลุค ๆ ช่วงนี้ชีวิตคุณดูมีความสุข ดูมีชีวิตชีวา ใครเห็นแล้วก็รู้สึกสดชื่นไปตามคุณ ระวังเรื่องความเครียดจะส่งผลเสียกับสุขภาพ

ความรัก ถ้าคุณมีความเชื่อมั่นในกันและกันทั้งสองฝ่าย ความสุขจะบังเกิดกับคุณทันที คุณอาจจะพบคนที่ถูกใจแล้ว แต่มันยังไม่ใช่จังหวะที่จะเจอเนื้อคู่ ความรักของคุณค่อนข้างคลุมเครือ ไม่รู้ว่าคุณจะถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งแฟนหรือกิ๊กกันแน่

ดวงการเงิน การงาน ได้ลาภจากการพนัน เสี่ยงโชค โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อยครั้ง น่าจะลองเสี่ยงดูบ้าง ทุนรอนที่สะสมไว้จะถูกนำออกมาใช้เพื่อลงทุนการค้าบางอย่างแต่จะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ระวังจะมีคนคิดอยากจะก๊อปปี้งานในแบบของคุณ แล้วนำไปเสนอหัวหน้าแล้วแอบอ้างว่าเป็นผลงานของเค้า

ลขมงคล เด่นนำโชค 1 3 6 7

เลขมงคล เด่นรอง 46 84 52 326

ความฝันล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความคิดของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ ฝันว่าโดนยิง ฝันว่าถูกยิง ไม่ว่า ทำนายฝัน จะเป็นอย่างไร สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำของเราทั้งสิ้น ดังนั้น ขอให้มีสติในการดำเนินชีวิตค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ฝันเห็นแม่ที่เสียไปแล้ว ฝันดีหรือร้าย ทำนายฝันเลขเด็ด!!

ทำนายฝันแม่ ๆ ฝันแบบนี้ได้ลูกชายหรือลูกสาว?

ฝันว่าแฟนนอกใจ อ่านคำทำนายพร้อมวิธีตัดไฟแต่ต้นลม!

ฝันเห็นพระพิฆเนศ เทพความสำเร็จดูคำทำนายให้รวยปังๆ!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : horoscope.mthai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ระวังอย่าล้วงคอ เมื่อลูก สำลักอาหาร

อย่าล้วงคอลูก!หาก สำลักอาหาร อาจอันตรายถึงชีวิตได้

เมื่อลูก สำลักอาหาร หรือมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในลำคอ พ่อแม่ระวังอย่าทำเช่นนี้ อันตรายถึงชีวิตมาแล้วหลายราย หากมองไม่เห็นของอุดตันนั้น อย่าล้วงคอลูกเด็ดขาด

อย่าล้วงคอลูก!หาก สำลักอาหาร อาจอันตรายถึงชีวิตได้

ลูกน้อยวัยเตาะแตะ วัยซน เป็นวัยที่กำลังเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูใหม่แปลกตาสำหรับพวกเขาเสมอ การเล่นซนหยิบโน่นจับนี่ และสำรวจสิ่งเหล่านั้นโดยใช้ตัวเองเป็นที่ทดสอบ จึงมีให้เห็นเสมอมา เช่น กลืนกระดุม ลูกปัด หรือมีของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ติดรูจมูก เป็นต้น นอกจากนั้นยังโปรดปรานการหยิบจับอาหารเข้าปากด้วย หรือค่านิยมคนไทยที่มักตามใจลูกน้อย ด้วยการป้อนอาหารไปด้วยขณะที่ลูกกำลังเล่นสนุก ทำให้เจ้าตัวน้อยสำลักอาหาร ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย

นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขอแนะนำผู้ปกครองดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังอาหารที่มีลักษณะเป็นเส้น กลม ลื่น และแข็ง เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก ควรป้อนเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่วนผลไม้เช่น แตงโม น้อยหน่า ละมุด มะขามให้แกะเมล็ดออกก่อน ไม่ป้อนอาหารขณะเด็กกำลังวิ่งเล่น สอนเด็กเคี้ยวอาหารช้า ๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน เลือกของเล่นให้เหมาะกับวัยของเด็ก ไม่ควรให้เล่นของเล่นที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็กหรือแตกหักง่าย เก็บสิ่งของที่มีขนาดเล็ก เช่น กระดุม เข็มกลัด ยา ให้พ้นมือเด็ก และสอนเด็กไม่ให้นำของเล่นไปอมหรือเคี้ยว เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจเด็ก อันตรายที่พบบ่อยในเด็กเล็กอายุ 1 – 3 ปี คือ สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ เนื่องจากเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น ต้องการทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ชอบหยิบจับสิ่งของเข้าปาก ใส่จมูก และยังมีฟันกรามขึ้นไม่ครบ ทำให้เคี้ยวอาหารไม่ละเอียดพอ รวมทั้งมักจะวิ่งหรือเล่นขณะกินอาหาร หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ 

เด็กเล็กชอบหยิบของเข้าปาก ต้องระวังให้ดี
เด็กเล็กชอบหยิบของเข้าปาก ต้องระวังให้ดี

พ่อแม่มีลูกเล็กควรระวัง!! สำลักอาหารอันตรายกว่าที่คิด

รศ.พญ.กิติรัตน์  อังกานนท์ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา อธิบายว่า ปัญหาสำลักสิ่งแปลกปลอมมักเกิดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เด็กมักเอาสิ่งแปลกปลอมใส่เข้าไปในรูจมูกและปาก  ประกอบกับฟันที่ยังขึ้นไม่ครบ ทำให้ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารชิ้นโต ๆ ได้ จึงอาจเกิดการสำลักอาหารระหว่างรับประทานหรือขณะวิ่งเล่น อันตรายจากสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ทางเดินหายใจ คือ อาจไปอุดกั้นทางเดินหายใจ  ซึ่งในเด็กเล็กมีทางเดินหายใจขนาดเล็ก แม้ถูกอุดกั้นเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นอันตรายจากการขาดอากาศหายใจถึงชีวิตได้

ระวัง! ห้ามล้วงคอเมื่อลูกสำลักอาหาร พร้อมรู้ถึงวิธีปฐมพยาบาล

เมื่อลูกสำลักอาหารให้รีบช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยใช้วิธีจับเด็กนอนคว่ำ และตบแรง ๆ บริเวณทรวงอกด้านหลังระหว่างกระดูกสะบัก จนอาหารกระเด็นหลุดออกมา ห้ามใช้นิ้วมือล้วงช่องปาก หรือจับเด็กห้อยศีรษะและตบหลังเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เศษอาหารตกมาอุดที่กล่องเสียงจนขาดอากาศหายใจได้

ในกรณีที่สำลักแล้วหายใจไม่ออก ริมฝีปากเขียว ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน อาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ควรรีบใช้วิธีช่วยเหลือแบบ Heimlich Maneuver  ซึ่งคือวิธีการเคลียร์หลอดลมเด็กแบบทันทีทันใด นับว่าเป็นวิธีการปฐมพยาบาลที่ทุกคน โดยเฉพาะพ่อแม่ควรศึกษาไว้ เพราะเด็กวัยหัดเดินนี้หากสำลักอาหารเมื่อใดอาจอันตรายถึงขั้นหมดสติได้ ซึ่งหากเอาสิ่งแปลกปลอมออกมาไม่ได้ จนสุดท้ายเด็กถึงกับหมดสติ ขั้นตอนต่อไปก็คือคุณพ่อคุณแม่ต้องทำ CPR

ควรอ่าน…วิธีการทำ CPR 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ช่วยชีวิตได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

การปฐมพยาบาลเด็ก สำลักอาหาร เบื้องต้น
การปฐมพยาบาลเด็ก สำลักอาหาร เบื้องต้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการช่วยลูกจากภาวะฉุกเฉินดังกล่าวนั้น คุณแม่จะต้องตั้งสติให้ดี ๆ รีบช่วยเหลือลูกโดยเร็วที่สุดอย่างถูกวิธี เพราะหากสมองของลูกขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที ก็อาจทำให้กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทราตลอดไป

ควรอ่าน… การปฐมพยาบาล และทำ CPR เมื่ออาหารติดคอลูกน้อย

Heimlich Maneuver

เมื่อสังเกตอาการของลูก พบว่าผิดสังเกต และมีแนวโน้มที่ลูกจะมีอาหารติดคอ สำลักอาหาร หรือสำลักสิ่งแปลกปลอม ก่อนอื่นให้เราประเมินอาการของลูกก่อนเบื้องต้น ดังนี้

อาการเตือน เมื่อลูก “สำลักอาหาร” แบบผิดปกติ

  1. สังเกตว่าลูกมีอาการไอหอบ ๆ ไออย่างรุนแรง และต่อเนื่องหรือไม่ เมื่อมีอาหารติดคอร่างกายจะพยายามขับสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา แต่หากไม่สำเร็จ จึงทำให้เกิดอาการไอเสียงหอบ ๆ หากไอเสียงดังแบบเวลาป่วย แสดงว่ายังมีอากาศหายใจได้ไม่มีอะไรอุดตันหลอดลม
  2. สังเกตว่าลูกหายใจติดขัดหรือไม่ หายใจไม่ออก มีอาการหอบเหนื่อยเฉียบพลัน หายใจเร็วผิดปกติ หรือหายใจเสียงดังเหมือนคนเป็นโรคหอบหืด อาจมีเสียงแปลก ๆ เวลาหายใจ
  3. สังเกตดูว่าลูกยังสามารถพูดได้ไหม หรือหากลูกยังเล็กยังไม่พูด ให้ดูว่าเขาส่งเสียงแล้วมีเสียงออกมาหรือไม่ เพราะหากมีสิ่งแปลกปลอมอุดหลอดลมจะทำให้พูดได้ลำบาก พูดไม่มีเสียงออกมา  เด็กจะเอามือจับบริเวณคอ เพราะเด็กไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง และไม่สามารถสื่อสารออกมาได้
  4. ริมฝีปาก ใบหน้าเขียวคล้ำ เกิดจากการหายใจไม่ออกเป็นเวลานาน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินควรรีบไปพบแพทย์ทันที แต่บางทีก็ต้องระวังว่าเด็กเล็กสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ จนบางทีก็ตัวหรือหน้าไม่เขียวคล้ำบอกอาการทันทีทันใด
Heimlich Maneuver วิธีช่วยเมื่อลูก สำลักอาหาร
Heimlich Maneuver วิธีช่วยเมื่อลูก สำลักอาหาร

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น แบบ Heimlich Maneuver

  1. คุกเข่าลงที่พื้น เอนตัวเด็กลง หรือพลิกตัวเด็กนอนคว่ำบนตักก็ได้เช่นกัน ตามแต่ถนัด
  2. ทุบหลังเด็ก 5 ครั้ง โดยใช้สันมือกระแทกไปที่กลางหลัง ระหว่างกระดูกสะบักของเด็ก ระวังอย่าให้เด็กหล่นจากตัว สังเกตดูว่าสิ่งแปลกปลอม หรืออาหารนั้นหลุดออกมาหรือยัง หรือดูว่าเด็กสามารถกลับมาหายใจได้เป็นปกติอีกครั้ง
  3. ให้เด็กนั่งตักหันหลังให้ เอาแขนโอบรอบตัวเด็ก กำมือข้างหนึ่งจรดไว้เหนือสะดือเด็ก ให้อยู่ล่างกระดูกหน้าอก ส่วนมืออีกข้างให้กุมกำปั้นไว้
  4. รั้งกำปั้นเข้าไปที่หน้าท้องของเด็ก โดยกระแทกให้แรง และเร็ว ทำซ้ำ 4 ครั้ง หรือจนกว่าสิ่งแปลกปลอมนั้นจะหลุดออกมา
  5. หากยังไม่สำเร็จให้ทำสลับกันไปมาระหว่างทุบหลัง กับกระแทกท้อง และรีบเรียกรถพยาบาล หรือนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

การป้องกันมีความสำคัญมากกว่าการรักษา เพราะเป็นภาวะที่อาจเกิดซ้ำ ๆ อีกได้  ไม่ควรปล่อยเด็กเล็กให้อยู่ตามลำพัง เด็กอาจหยิบจับสิ่งใด ๆ ที่ไม่ใช่อาหารเข้าปากได้ตลอดเวลา ผู้ปกครองควรสังเกตอาการ ถ้าเกิดอาการไอ หอบเหนื่อยเฉียบพลัน หายใจเสียงดังโดยไม่ทราบสาเหตุ ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน มักเกิดจากสิ่งที่อุดกั้นมีขนาดใหญ่ไปติดค้างที่กล่องเสียง ซึ่งเป็นตำแหน่งแคบที่สุดของทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอุดกั้นอย่างสมบูรณ์และเฉียบพลัน ให้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่หากไม่สามารถทำได้ให้รีบโทรสายด่วน 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด

วิธีป้องกัน…ไม่ให้อาหารติดคอ

  • เก็บอาหารชิ้นเล็กๆ เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดข้าวโพด ลูกอม ข้าวโพดคั่ว องุ่น ลูกเกด ขนมเยลลี่ ฯลฯ ให้พ้นมือเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการที่เด็กอาจจะหยิบกินโดยที่ไม่ได้อยู่ในสายตาและความดูแลของพ่อแม่
  • ควรสอนให้เด็กเคี้ยวอาหารช้า ๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่กินอาหารขณะนอนราบ รวมถึงไม่ให้พูดหัวเราะ หรือวิ่งเล่นขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก ควรนั่งรับประทานบนโต๊ะอาหารให้เรียบร้อย และฝึกเป็นนิสัย ไม่ตามใจป้อนอาหารลูกขณะวิ่งเล่นเด็ดขาด
  • ไม่ควรให้เด็กเล็กกินอาหารที่มีลักษณะเป็นเส้น มีขนาดกลม ลื่นและแข็ง เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก รวมไปถึงปลาที่มีก้าง เนื้อสัตว์ที่ติดกระดูก และผลไม้ที่มีเม็ดขนาดเล็ก ควรเอาเม็ดออกพร้อมตัดแบ่งเป็นคำเล็กพอที่เด็กจะสามารถเคี้ยวได้ เนื่องจากเม็ดของผลไม้มีความลื่นและมีโอกาสหลุดเข้าหลอดลมได้ง่าย

    ป้องกันดีกว่าแก้ ระมัดระวังอย่าปล่อยลูกจน สำลักอาหาร
    ป้องกันดีกว่าแก้ ระมัดระวังอย่าปล่อยลูกจน สำลักอาหาร

ย้ำเตือนกันอีกครั้ง หากลูกเกิดอาการสำลักอาหาร มีสิ่งแปลกปลอมหลุดลงคอ ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นสิ่งแปลกปลอมนั้นก็สามารถล้วงหยิบออกมาอย่างระมัดระวังได้ แต่หากมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอมนั้น ไม่ควรเอามือล้วงเข้าไปในคอลูกเด็ดขาด อันตรายอาจทำให้ของนั้นหลุดลึกเข้าไปกว่าเดิมจนไปอุดตันหลอดลม ซึ่งจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ตายได้ การเรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น วิธี Heimlich Maneuver การทำ CPR ก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ เมื่อยามฉุกเฉินจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาชีวิตลูกน้อยให้ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันอันน่าเศร้าขึ้นได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.si.mahidol.ac.th/th.wikihow.com/กระทวงสาธารณสุข

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่แชร์ประสบการณ์สำลักนม ทำลูกปอดติดเชื้อ มีไข้สูงชักตัวเกร็ง

สำลักนมคร่าชีวิตลูกน้อย อันตรายที่คาดไม่ถึง

รวม “การปฐมพยาบาลเบื้องต้น” ให้ลูกน้อยที่ถูกต้อง…ที่พ่อแม่ควรรู้!

ช่วยลูกรักจากอาการชักเบื้องต้น – easy baby & kids

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ภาวะรังที่ว่างเปล่า

ทำความเข้าใจ ภาวะรังที่ว่างเปล่า ก่อนลูกต้องห่างจากอ้อมอก

ภาวะรังที่ว่างเปล่า – ดูเหมือนว่าเมื่อวานนี้คุณเพิ่งจะอุ้มทารกแรกเกิดตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน และสัญญาว่าจะรักและดูแลเขาตลอดไป ตัดภาพกลับมาที่ตอนนี้ ลูกคนสุดท้องของคุณกำลังเก็บข้าวของออกจากบ้านไปหาที่พักใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ทันใดนั้น คุณเกิดความรู้สึกแปลกๆ และไม่แน่ใจว่าจะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร

สิ่งนี้ คือความรู้สึกตามปกติที่เกิดขึ้นได้กับพ่อแม่ทุกคนที่ลูกๆ หายหน้าหายตาออกไปจากบ้าน บ้านที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะและความสุขของพ่อแม่ลูก ซึ่งภาวะอาการนี้ มีชื่อที่เรียกว่า ภาวะรังที่ว่างเปล่า (Empty Nest Syndrome) ซึ่งเกิดจากการปรับตัวไม่ทัน ความรู้สึกสูญเสีย ความเศร้า ความวิตกกังวลและความกลัว เป็นเรื่องปกติในหมู่พ่อแม่ที่มีอาการนี้  และภาวะนี้มีผลต่อทั้งชายและหญิงได้เช่นเดียวกัน

ทำความเข้าใจ ภาวะรังที่ว่างเปล่า ก่อนลูกต้องห่างจากอ้อมอก

ภาวะรังที่ว่างเปล่า (Empty Nest Syndrome) คืออะไร?

นายแพทย์พร ทิสยากร จิตแพทย์ประจำศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงภาวะรังที่ว่างเปล่านี้ว่า “เป็นอาการเมื่อผู้ปกครองรู้สึกเหงา เศร้า เสียใจ จากสาเหตุเมื่อผู้เป็นลูกโตขึ้นและต้องออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง จากเคสที่เคยพบได้บ่อยมักผู้หญิงวัยกลางคน อายุ 40 – 50 ปี ที่มีลูกวัยเริ่มเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

และต่อไปนี้คือสัญญาณห้าประการที่พบบ่อยที่สุดของกลุ่มอาการนี้

1. การสูญเสียวัตถุประสงค์ในชีวิต

วันเวลาส่วนใหญ่ในอดีตของคุณเคยใช้ไปกับการต้องดูแลลูก ส่งลูกไปเรียนพิเศษ ประชุมผู้ปกครอง-ครู  โดยสารรถร่วมกัน และ มีความสุขในงานเลี้ยงวันเกิด เมื่อความเร่งรีบและบรรยากาศที่มีความสุขในการเลี้ยงลูกกลายเป็นอดีตไปแล้ว แม้จะมีเพื่อนครอบครัว งาน และกิจกรรมอื่น ๆ ให้ได้ทำ แต่วันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน คุณอาจรู้สึกว่างเปล่าอยู่บ้าง ข่าวดีก็คือหลังจากช่วงเวลาปรับตัว คุณจะพบจุดมุ่งหมายใหม่ในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณใช้เวลาหางานอดิเรกใหม่ๆ หรือรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในขณะที่คุณปรับตัวเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกถึงความเศร้าโศกเมื่อคุณตกลงกับความจริงที่ว่าบทหนึ่งในชีวิตของคุณสิ้นสุดลงแล้ว อย่าละสายตาจากบทใหม่ที่กำลังเริ่มต้น – ในชีวิตของลูกและของคุณเอง

ภาวะรังที่ว่างเปล่า
ภาวะรังที่ว่างเปล่า

2. รู้สึกหงุดหงิดเมื่อลูกมีโลกส่วนตัว

มันเป็นเวลาหลายปีที่คุณสามารถควบคุมการจัดตารางชีวิตของลูก ๆได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างเปลี่ยนไป วันนี้คุณอาจไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับวันของพวกเขาเหมือนที่เคยผ่านมา เมื่อลูกเข้าเรียน ไปทำงาน ออกเดท หรือไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ อาจทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด คุณอาจรู้สึกอึดอัดไม่มากก็น้อยที่ไม่ทราบรายละเอียดของตารางเวลาในแต่ละวันของบลูก

มีการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการเลี้ยงในแบบที่พ่อแม่มีส่วนร่วมมากเกินไปและมักชอบบงการชีวิตลูก ผลการศึกษาพบว่าทำให้ความรู้สึกเป็นอยู่ที่ดีลดลงในเด็กวัยเรียนได้ แม้ว่าพ่อแม่จะมีเจตนาที่ดีที่สุด แต่เมื่อเด็กกลุ่มนี้เติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มสาว อาจไม่พอใจสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการก้าวก่ายชีวิตใหม่ของพวกเขาเหมือนที่พ่อแม่เคยทำเมื่อพวกเขายังเป็นเด็ก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยินดีรับคำแนะนำจากคุณ แต่การคิดแทนหรือให้คำแนะนำมากเกินไปจะขัดขวางลูกของคุณจากการเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตด้วยตัวเอง

ทางที่ดีควรมองว่าลูกของคุณกำลังใช้ทักษะที่คุณสอนพวกเขาเพื่อเริ่มต้นชีวิตของตัวเอง และนี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับพวกเขา พยายามมั่นใจในความสามารถในการเรียนรู้และเติบโตอย่างอิสระ การเป็นปัจเจกบุคคลสามารถช่วยคนหนุ่มสาวให้เป็นคนของตัวเองได้อย่างไร แม้ลูกของคุณอาจยังต้องการคุณอยู่ แต่บทบาทของคุณตอนนี้ควรเป็นที่ปรึกษาคนหนึ่ง แทนที่จะเป็นผู้สั่งสอนหรือช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตของพวกเขา

แทนที่จะพยายามควบคุมรายละเอียดในชีวิตของลูก ให้มุ่งเน้นไปที่การรับมือกับความรู้สึกแย่ที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยแนวคิดเหล่านี้:

  • ทำตามความสนใจที่คุณไม่เคยมีเวลาได้ทำในอดีต เช่นงานอดิเรก ต่างๆ
  • หาความรู้ใหม่ๆ เข้าชั้นเรียนออนไลน์ในหัวข้อที่น่าสนใจ
  • นัดพบปะเพื่อนเก่าอีกครั้ง
  • เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ

เมื่อเวลาผ่านไปการมีรังว่างจะง่ายขึ้น คุณจะคุ้นเคยกับการที่ลูกของคุณต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง และคุณสามารถเริ่มพัฒนาความรู้สึกปกติใหม่ในชีวิตของคุณได้

 

ภาวะรังที่ว่างเปล่า

 

3. ความทุกข์ทางอารมณ์

หากคุณน้ำตาไหล รู้สึกหดหู่ ขับรถอย่างเหม่อลอย เมื่อนึกถึงอดีตระหว่างคุณและลูก ให้รู้ว่านี่เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้

ภาวะอาการรังที่ว่างเปล่า สามารถกระตุ้นอารมณ์ที่หลากหลายให้เกิดขึ้นได้ โดยคุณอาจเกิดความรู้สึก ต่างๆ ได้ดังนี้ :

  • เสียใจที่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
  • โกรธตัวเองที่อาจเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีพอสำหรับลูกๆ ในอดีตที่ผ่านมา
  • กังวลเกี่ยวกับสถานะของการแต่งงานของคุณ
  • กังวลกับอายุที่มากขึ้น กลัวการเจ็บไข้ได้ป่วย
  • ผิดหวังที่ลูกไม่อยู่ในชีวิตของคุณเหมือนเดิมอีกต่อไป

จงปล่อยให้ตัวเองรู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และจำไว้ว่าอารมณ์นั้นไม่ได้ถูกหรือผิด แต่เป็นภาพสะท้อนของสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญ การประสบกับอารมณ์ที่ไม่สบายใจอย่างหนักหน่วง ต้องใช้เวลาจนกว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะบรรเทาลงเอง ความจริงแล้วมีหลายวิธีที่สามารถช่วยให้ความรู้สึกเหล่านั้นดำเนินไปและจางหายไปเร็วขึ้น

4. ความเครียดในชีวิตสมรส

ในกระบวนการเลี้ยงลูก คู่รักหลายคู่อาจละทิ้งความสัมพันธ์อันหวานชื่นไป และทำให้ครอบครัวหมุนรอบลูกๆ จนความหวานเหมือนจะกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว หากคุณละเลยการใช้ชีวิตคู่ที่หวานนิดๆ โรแมนติกหน่อยๆ มานานหลายปี คุณอาจจะพบว่าความสัมพันธ์ของคุณอาจต้องการบางสิ่งบางอย่างที่กล่าวมา เมื่อลูกๆ ของคุณเริ่มหายหน้าไป คุณอาจไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองในฐานะคู่รัก เพราะกิจกรรมของคุณมักจะเกี่ยวกับโรงเรียนและกิจกรรมของเด็กๆ มากกว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา  ดังนั้นการได้รู้จักกันและกันและมีเวลาร่วมกันสองคนมากขึ้นอีกครั้งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทาย

นอกจากนี้ คู่รักบางคู่พบว่าพวกเขามีปฏิกิริยาแตกต่างกันไปจากการมี ภาวะรังที่ว่างเปล่า หากคุณคนใดคนหนึ่งกำลังปรับตัวเพื่อให้ชีวิตยามที่ลูกห่างหายให้ดีขึ้น หรือไม่ทุกข์ร้อนมากนักกับชีวิตที่ไม่มีลูกในบ้านมากกว่าคู่ของคุณ คุณอาจพบกับความตึงเครียดในความสัมพันธ์มากขึ้นได้ ดังนั้นจงตั้งเป้าหมายเพื่อทำความคุ้นเคยกับชีวิตคู่ ให้เวลานี้เป็นโอกาสในการสานสัมพันธ์กับคู่ของคุณ และพากันค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้คุณตกหลุมรักกันได้เหมือนครั้งแรกตอนที่พบกันในวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง

5. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับบุตรหลาน

เป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้ดูแลลูกใกล้ชิดเหมือนเมื่อตอนพวกเขายังเล็ก อาจมีบ้างที่คุณจะรู้สึกกังวลว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรหลังจากที่พวกมีชีวิตเป็นของตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ปกติคือ ความรู้สึกวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าลูกของคุณจะผ่านแต่ละวันไปได้อย่างไร การเช็คความเคลื่อนไหวของลูกผ่านโซเชียลมีเดียอย่างหมกหมุ่นไม่ใช่ความคิดที่ดี  นี่เป็นโอกาสที่ลูกของคุณจะกางปีกและฝึกฝนโดยใช้ทักษะทั้งหมดที่คุณสอนในขณะที่พวกเขาอาศัยอยู่ที่บ้าน สำหรับวิธีที่คุณจะไม่พลาดการติดต่อ คุณอาจตั้งค่าโทรศัพท์ทุกสัปดาห์ สื่อสารกับลูกบ่อยๆ ผ่านข้อความ หรืออีเมล หรือนัดทานอาหารเย็นประจำสัปดาห์ละครั้ง

 

ภาวะรังที่ว่างเปล่า

 

เมื่อคุณเป็นพ่อแม่ของเด็กหนุ่มสาวที่อายุ 18 ปีขึ้นไป นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าใจหาย และสะเทือนอารมณ์ แต่วางใจได้เลยความรู้สึกที่คุณกำลังประสบอยู่จะค่อยๆ จางหายไปเมื่อคุณคุ้นเคยกับบ้านที่เงียบและมีชีวิตที่จดจ่ออยู่กับความปรารถนาและมีเวลาของตัวคุณเองมากขึ้น แต่ถ้าหากคุณรู้สึกว่าชีวิตของคุณหดหู่่ ไม่มีเป้าหมายในชีวิต หรือไม่มีค่าอีกต่อไป เป็นไปได้ว่าคุณอาจกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลของคุณอาจแย่กว่าปกติ ถ้าเป็นเช่นนั้นควรพิจารณษขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : verywellfamily.com , thestandard.co

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เคล็ด(ไม่)ลับ เลี้ยงลูกด้วยสติ ช่วยยุติได้ทุกปัญหา!

9 ข้อผิดพลาดในการเลี้ยงลูก ที่อาจทำลายอนาคตของลูกได้

ส่อง 10 เคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ แบบชาวยิว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่