ลูก เครียดเพราะเรียนออนไลน์ พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?
เครียดเพราะเรียนออนไลน์ – การระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส กลายเป็นบรรทัดฐานในการต้องปรับตัวต่อการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ ส่งผลกระทบตั้งแต่ตัวเด็กไปจนถึงพ่อแม่ ครู อาจารย์ เนื่องจากโรงเรียนทั่วประเทศจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้การเรียนการสอนแบบทางไกล มีการขอให้เด็กๆ ปฏิบัติตามหลักสูตรการเรียนผ่านรูปแบบออนไลน์ที่บ้าน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนในห้องเรียนเป็นการเรียนรู้ออนไลน์อาจทำให้เด็กเกิดความเครียดได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบการเรียนปกติซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย เด็กต้องปรับตัวกับวิธีการเรียนรู้แบบใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองและครูที่จะต้องรับทราบถึงความวิตกกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็ก
มีงานวิจัยที่มีการสำรวจนักเรียนในมณฑลหูเป่ยที่อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ต้นปี 2563 จากการเก็บข้อมูลนักเรียนเกรด 2 ถึง 6 (ป.2-ป.6) จำนวน 2,330 คน ระหว่าง 28 กุมภาพันธ์-5 มีนาคม2563 พบว่านักเรียน 40% มีความเครียดและวิตกกังวล ซึ่งสอดคล้องกับในประเทศไทยที่ล่าสุด พบข้อมูลนักเรียน และนักศึกษาจำนวนมากเครียดจากการเรียนออนไลน์ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวได้ ทำให้เกิดความทุกข์ และในรายที่อาการหนักสามารถนำไปสู่โศกนาฏกรรม
ผลกระทบของการเรียนออนไลน์ต่อสุขภาพจิต
แม้ว่าความปลอดภัยของนักเรียน และครูจะมีความสำคัญสูงสุด แต่การเรียนออนไลน์อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็กได้ สำหรับนักเรียนหลายคน ชั้นเรียนเสมือนจริงอาจทำให้ปัญหาสุขภาพจิตที่มีอยู่แย่ลงได้ สำหรับคนอื่นๆ ผลกระทบของการระบาดใหญ่และการเรียนรู้ออนไลน์สามารถกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ด้านสุขภาพจิตและอารมณ์ ซึ่งต่อไปนี้นี้คือผลกระทบของการที่ต้องเรียนออนไลน์
การแยกตัวออกจากสังคม
นอกจากโรงเรียนจะเป็นสถานศึกษายังเป็นเหมือนศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมของเด็กๆ โรงเรียนเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ติดต่อกับเพื่อนๆ เปิดโอกาสสำหรับพวกเขาในการเข้าสังคม และการแสดงออก อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงเรียนมีการเปลี่ยนการเรียนการสอนไปใช้รูปแบบเสมือนจริง เด็กๆ อาจรู้สึกเหงา ไม่มีแรงจูงใจ หรือท้อแท้จากการที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นประจำเหมือนเช่นเคย
มีการศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าการแยกตัวทางสังคมอาจทำให้อัตราผลลัพธ์ด้านลบต่อสุขภาพจิตและร่างกายของบุคคลสูงขึ้น การศึกษาอื่นๆ พบว่าการมีปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้ากันสามารถช่วยลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยลงอาจเพิ่มความรู้สึกวิตกกังวลและความรู้สึกกดดันทางสังคม ตัวอย่างเช่น เด็กอาจกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในมิตรภาพอันเป็นผลมาจากการแยกตัวเป็นเวลานาน

ความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น
นอกเหนือจากการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแล้ว ลักษณะของการเรียนออนไลน์สามารถส่งผลกระทบต่อเด็กได้หลายวิธี :
- รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการติดตามการทำงานที่โรงเรียนอยู่เสมอ
- ประสบปัญหาในการจดจ่อหรือจดจ่อขณะอยู่ที่บ้าน
- การแสดงวิดีโอต่อหน้าผู้อื่นอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลได้
- อาจพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาเพิ่มเติมที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จ
ความเหนื่อยล้าในการเรียนรู้เสมือนจริง
การใช้เวลาออนไลน์เป็นเวลานานอาจทำให้ทั้งนักเรียนและครูเหนื่อยล้าได้มากกว่าการเรียนปกติ เหตุผลส่วนหนึ่งคือการที่ในแต่ละวันต้องคอยจดจ่อกับการโต้ตอบทางวิดีโอและต้องใช้สมาธิค่อนข้างมาก ซึ่งสมองทำงานยากขึ้นในการประมวลผลข้อมูลในแบบที่ไม่คุ้นเคย การใช้น้ำเสียง ระดับเสียง การแสดงออกทางสีหน้า และการสบตา ตลอดจนภาษากาย ถูกเปลี่ยนไปจากการเรียนปกติในห้องเรียน
ลูก เครียดเพราะเรียนออนไลน์ พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?
แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับเด็กอาจทำให้ความวิตกกังวลและความเครียดที่มีตามปกติรุนแรงขึ้นได้ ความเครียดของเด็กที่ผู้ปกครองอาจเริ่มสังเกตเห็นในการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของลูก เช่น อาจมีการการโต้เถียง การปฏิเสธ การต่อต้าน การท้าทายที่บ่อยมากขึ้น เด็กบางคนอาจจะดูไม่มีชีวิตชีวาจากที่เคยร่าเริงกลายเป็นเงียบขรึม การสนับสนุนและคำแนะนำจากผู้ปกครองมีความสำคัญมากซึ่ง คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการช่วยให้เด็กรับมือกับความเครียดมีดังนี้
1. พยายามเข้าใจความรู้สึกลูก
ผู้ปกครองควรมีความอ่อนโยน และพยายามเข้าใจเด็ก ในการที่ต้องปรับตัวเข้ากับตารางการเรียนรู้ใหม่ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ กับการต้องใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับหน้าจอนานๆ เพราะบางครั้งเด็กๆ ก็ต้องการการพักผ่อน พ่อแม่และครอบครัวรู้ดีที่สุดว่าลูกต้องการอะไร ดังนั้นควรเปิดใจรับฟังพวกเขาอย่างจริงจัง
2. ให้เวลาลูกได้หยุดพักบ้าง
กิจวัตรและตารางเวลามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ไม่เพียงแต่ขณะอยู่ที่โรงเรียน แต่ที่บ้านก็เช่นเดียวกัน เด็ก ๆ จะทำงาน หรือใช้สมาธิกับสิ่งใดได้ดีที่สุดหากพวกเขารักษากิจวัตรประจำวันเหมือนตอนที่อยู่ในโรงเรียน ในช่วงเวลาอาหารกลางวันควรกระตุ้นให้พวกเขาลุกขึ้นและเดินเล่นเคลื่อนไหวตัวเองไปรอบ ๆ บ้านเพื่อไม่ให้อยู่ประจำที่ตลอดทั้งวันจนเกิดความรู้สึกเครียดหรือเบื่อหน่าย

3. เปิดบทสนทนาเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ
กระตุ้นให้ลูกแสดงออกถึงความรู้สึกกับคุณอย่างอดทนและเข้าใจ เด็กแต่ละคนอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดต่างกัน กระตุ้นให้พวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา และพยายามอย่ามองข้ามความกังวลต่างๆ ของลูก อย่าลืมให้คำแนะนำ และแสดงออกถึงความเข้าใจอย่างแท้จริงด้วยการช่วยหาทางออกกับปัญหาที่เกิดขึ้น
4. อย่าพยายามสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่
ผู้ปกครองควรตั้งเป้าหมายในการเรียนและทำการบ้านของลูกทุกๆ สองถึงสี่ชั่วโมงในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับอายุของลูก อย่าพยายามสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ด้วยเนื้อหาหลักสูตรหกถึงเจ็ดชั่วโมง ให้เน้นไปที่การมีส่วนร่วมกับลูกๆ ของคุณที่สั้นลง และมีคุณภาพสูงขึ้น และหาเวลาทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน
5. อนุญาตให้ลูกโต้ตอบกับเพื่อน ๆ ผ่านวิดีโอแชท
เด็กๆ อาจคุ้นเคยกับการได้ติดต่อพบปะกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ดังนั้นพวกเขาจะรู้สึกถึงผลกระทบของการอยู่ห่างจากเพื่อนๆ อย่างแน่นอน พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกๆ มีเวลาได้โต้ตอบพูดคุยกับเพื่อนๆ ทางออนไลน์ นอกเหนือจากโซเชียลมีเดียหรือการส่งข้อความ วิดีโอแชทมักจะเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุดในการเห็นหน้ากัน และเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเข้าสังคมโดยไม่เสี่ยงอันตรายต่อตัวคุณเองและผู้อื่น
6. สร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว
แม้ว่าการสร้างบรรยากาศที่ดีในสถานการณ์ทุกวันนี้อาจเป็นเรื่องท้าทาย แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือการรักษาทัศนคติที่ดีและส่งเสริมการสนทนาที่ดีต่อสุขภาพภายในครอบครัว จำไว้ว่าเด็กๆ ยังต้องการความช่วยเหลือและคำแนะนำจากพ่อแม่ รวมทั้งการให้กำลังใจและความหวัง การปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกในบ้านของคุณสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในสุขภาพจิตของทุกคนในครอบครัว
7. ส่งเสริมนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ
การเรียนออนไลน์อาจส่งผลกระทบกิจวัตรประจำวันขอเด็กๆ ดังนั้นการส่งเสริมนิสัยที่ดีต่อสุขภาพจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย การนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถช่วยเพิ่มอารมณ์ที่ดีของเด็กและส่งผลดีต่อสุขภาพจิตโดยรวมของพวกเขา ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกของคุณนอนตามตารางเวลาปกติและมีเวลาตื่นนอนเป็นกิจวัตร ส่งเสริมให้ลูกของคุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และมีเวลาได้ออกกำลังกาย สำหรับการออกกำลังกาย มีตัวเลือกมากมายทั้งในร่มและกลางแจ้งเพื่อให้ลูกๆ ของคุณรู้สึกกระฉับกระเฉง การเดิน และขี่จักรยาน เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการคงความกระฉับกระเฉงในขณะที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมที่เหมาะสมจากผู้อื่น
การรับฟังลูก ช่วยแนะนำ แก้ปัญหา เมื่อลูกเกิดความเครียดจากการเรียนออนไลน์จะช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวได้กับวิถีชีวิตที่ไม่คุ้นเคย ที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้ลูกเกิดความเครียดจนเกินไปซึ่งย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว และนอกจากจะช่วยป้องกันปัญหาด้านสุขภาพกายและใจของลูกแล้วยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัวในการใช้ชีวิตในสถาการณ์ที่ไม่ปกติควบคู่กับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ห่างไกลโรค ช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ เกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้าน ด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ อีกด้วยค่ะ
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : highfocuscenters.pyramidhealthcarepa.com , indianexpress.com
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สอนหนังสือลูก 1 วัน ทำอะไรดี? ถ้าไม่เรียนออนไลน์ โดยพ่อเอก
เรียนออนไลน์ เตรียมตัวอย่างไรได้ผลดี ลูกแฮปปี้ ไม่เครียดเกินไป
4 ผลกระทบของการให้เด็ก เรียนออนไลน์ (ใช้สื่อ online)
เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
























เริ่มต้นกันที่เซรั่มสำหรับคนท้อง ตัวนี้ใช้ดีจนอยากบอกต่อ เซรั่มที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็วมากๆ บำรุงผิวได้ล้ำลึก ผิวของคุณจะถูกปลอบประโลมและชุ่มชื้นขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ แถมเซรั่มตัวนี้ยังช่วยลดสิวอุดตัน ลดการระคายเคือง ป้องกันผิวเสื่อมสภาพ ผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง หรือเป็นสิวง่าย ก็เอาอยู่ คุณแม่ตั้งครรภ์ใช้ได้ ปลอดภัยเพราะผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังจากสหรัฐอเมริกามาเป็นที่เรียบร้อย เพียงใช้หลังล้างหน้า ทาให้ทั่วใบหน้า นวดเป็นวงกลมจนเซรั่มซึมเข้าสู่ผิว บำรุงด้วยเซรั่มตัวนี้วันละ 2 ครั้ง ยิ่งใช้คู่กับมอยช์เจอไรเซอร์ของ PregSkin ยิ่งดี
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ต้องยอมรับว่าเนื้อครีม เข้มข้นมาก แต่ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร คุณแม่ที่มีผิวแห้งถึงแห้งมาก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือรอยแตกลาย ครีมตัวนี้ช่วยป้องกันรอยแตกลาย ยับยั้งผิวอักเสบ และช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เพียงใช้ทาบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก หรือทาในบริเวณที่ต้องการ วันละ 2 ครั้ง แนะนำให้นวดๆ ทาๆ อย่างน้อย 1 นาที รับรองเห็นผลดีจนน่าตกใจ
ปิดท้ายกันที่ Moisturizing Facial Cream ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ตัวนี้คือ เนื้อนุ่ม ซึมง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ใช้ดีมาก คุณแม่เริ่มใช้ได้ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ใช้กันยาวๆ ไปยันหลังคลอดเลยก็ได้ ไม่ส่งผลข้างเคียง ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยแน่นอน เหมาะกับคุณแม่ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ช่วยแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ และลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย แค่ทาให้ทั่วใบหน้า นวดเป็นวงกลม แตะเบาๆ ให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิว ทาวันละ 2 ครั้ง รับรองปัง! แน่นอน









































