แพคเกจคลอด 2562

แพคเกจคลอด 2562 รพ.เอกชน ทั่วกรุงเทพฯ 30 แห่ง อัปเดตล่าสุด!

อัปเดตล่าสุด! ค่าคลอดลูก แพคเกจคลอด 2562  กับ โรงพยาบาลเอกชน ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 30 แห่ง จะมีโรงพยาบาลไหน โปรโมชั่นอะไร ราคาเท่าไหร่กันบ้าง ตามมาดูกันเลย

รวม แพคเกจคลอด 2562
กว่า 30 โรงพยาบาลเอกชน ทั่วกรุงเทพฯ

มาแล้วค่า …. สำหรับว่าที่คุณแม่ป้ายแดงมือใหม่ ใกล้คลอด ที่ได้หาฤกษ์ หายามดี สำหรับรอคลอดลูกแล้ว และกำลังวางแผนคลอดบุตรเร็วๆนี้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะคลอดที่โรงพยาบาลไหนดี วันนี้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จัดเต็ม รวบรวม แพคเกจคลอด 2562 ที่อัปเดตแล้ว ของโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มาฝากแม่ๆ กันค่ะ โรงพยาบาลไหน มีโปรโมชั่นอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลย

หมายเหตุทำความเข้าใจก็ดูเรื่องราคาค่าคลอดลูก : สำหรับข้อมูล แพคเกจคลอด 2562 ที่ทางทีมงานได้แจ้งมานี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงคลาดเคลื่อน ในภายหลังได้ตามความเหมาะสม หรือเพิ่มเติมแล้วแต่กรณี (ตั้งครรภ์ไม่ปกติ) ดังนั้น ก่อนที่คุณแม่ๆ จะเข้ารับบริการ ควรตรวจสอบ หรือ โทรถามรายละเอียดเพิ่มเติมของ แพคเกจค่าคลอด แต่ละโรงพยาบาลที่ต้องการใช้บริการกันอีกครั้งด้วยนะคะ ตามข้อมูลที่ระบุไว้ด้านล่างนะคะ

 

แพคเกจคลอด โรงพยาบาลกรุงเทพ

แพคเกจคลอด 2562  โดย ศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ

แพคเกจคลอด 2562หมายเหตุ : ราคาดังกล่าวสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562

ดูรายละเอียดแพคเกจคลอดเพิ่มเติม : ww2.bangkokhospital.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 0-2755-1005, 0-2310-3005 หรือ Call Center 1719 ทุกวัน เวลา 7.00-19.00 น.

 

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

แพคเกจคลอด โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

แพคเกจคลอด 2562

หมายเหตุ : ระยะเวลาในการสมัครเข้าร่วมโครงการวันที่ 31 พฤษภาคม 2562

ดูรายละเอียดแพคเกจคลอดเพิ่มเติม : www.bch.in.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : แผนกสูตินรีเวชกรรมผู้ป่วยนอก Department of Obstetrics and Gynecology Tel. 0-2625-9000 # 30230-1
แผนกการตลาด (Marketing Department) Tel. 0-2625-9000, 0-2760-9000 #20512

 

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

แพคเกจคลอด โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท

แพคเกจคลอด 2562

หมายเหตุ : โดยราคาดังกล่าวไม่รวมยากลับบ้าน และการตรวจรักษาภาวะแทรกซ้อน ราคาพิเศษนี้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 62

ดูรายละเอียดแพคเกจคลอดเพิ่มเติม : www.kluaynamthai.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ชั้น 2 อาคารมิ่งประชา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท เปิดให้บริการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. โทร. 02-7692000 ต่อ 2024, 1029

 

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

แพคเกจคลอด โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น

แพคเกจคลอด 2562

หมายเหตุ : โปรแกรมค่าคลอดเหมาจ่ายนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2562

ดูรายละเอียดแพคเกจคลอดเพิ่มเติม : www.kasemrad.co.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ศูนย์สูติ – นรีเวช โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น โทร. 02-910-1600-45 ต่อ 1020, 1056

 

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

แพคเกจคลอด โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค

แพคเกจคลอด 2562

หมายเหตุ : โปรแกรมค่าคลอดเหมาจ่ายนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2562

ดูรายละเอียดแพคเกจคลอดเพิ่มเติม : www.kasemrad.co.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค โทร. 1218 กด 3 เคาน์เตอร์ศูนย์สูติ – นรีเวช ต่อ 5104, 5105

 

ดูต่อ แพคเกจคลอด ปี62 โรงพยาบาลเอกชน ทั่วกรุงเทพฯ คลิกหน้า 2

คนท้อง เจ็บหน้าอก

คนท้อง เจ็บหน้าอก อันตรายหรือไม่? มีสาเหตุมาจากอะไร?

ช่วงตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก รวมถึงช่วงบริเวณหน้าอก ก็มีความเปลี่ยนแปลงเช่นกันทำให้เกิดอาการ คนท้อง เจ็บหน้าอก ได้

คนท้อง เจ็บหน้าอก อันตรายหรือไม่? มีสาเหตุมาจากอะไร?

อาการเจ็บหน้าอกระหว่างตั้งครรภ์นั้นสร้างความอึดอัดและความรู้สึกไม่สบายเนื้อตัวในคนท้องเป็นอย่างมาก ในคนท้องบางราย อาจจะถึงขั้นต้องพบแพทย์เพื่อบรรเทาอาการนี้กันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีอาการเจ็บแล้ว ในคนท้องบางราย อาจจะทำให้หายใจได้ไม่สะดวกอีกด้วย เพราะสาเหตุของการเจ็บหน้าอกระหว่างตั้งครรภ์นั้น มีหลายสาเหตุด้วยกัน และในบางสาเหตุก็อาจเป็นสัญญาณอันตราย หรือเป็นสัญญาณของโรคภัยต่าง ๆ ได้ ดังนั้น อาการของ คนท้อง เจ็บหน้าอก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

คนท้อง เจ็บหน้าอก เพราะ 12 สาเหตุนี้!

  1. กรดไหลย้อน

ในระหว่างตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะเพิ่มสูงขึ้น จนท้องให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะอาหารและหลอดอาหารคลายตัวลง ทำให้มีอาการแสบร้อนกลางอกเนื่องจากกรดไหลย้อนได้ นอกจากนี้การที่แม่ท้องทานอาหารที่มีไขมันมาก ก็อาจเป็นสาเหตุให้อาหารไม่ย่อย เกิดกรดไหลย้อนจนแสบร้อนกลางอกได้

2. อาหารไม่ย่อย

เมื่อไรก็ตามที่แม่ท้องมีอาการอาหารไม่ย่อยนั้น จะทำให้มีแก๊สอยู่ระหว่างช่องท้องและหน้าอก โดยอาการนี้อาจะทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหน้าอกได้เช่นกัน โดยอาการอาหารไม่ย่อยนั้น เป็นเรื่องปกติที่แม่ท้องแทบทุกคนจะต้องเจอ แต่ข่าวร้ายคือ อาการอาหารไม่ย่อยนี้จะแย่ลงในสัปดาห์ที่ 27 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์เช่นกัน

อ่านต่อ คนท้อง ท้องอืด รับมือได้ไม่ยากอย่างที่คิด

กรดไหลย้อน
การที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์ ก็อาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้

3. กระดูกซี่โครงขยาย

ในระหว่างตั้งครรภ์กระดูกซี่โครงจะกว้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ซึ่งเหตุนี้จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกมีความตึง และเมื่อทารกในท้องโตขึ้น มดลูกขยายใหญ่มากขึ้น จะเริ่มมีแรงกดดันต่อกะบังลมซี่โครงและกล้ามเนื้อ จนทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกด้านขวา และหายใจไม่สะดวกได้

4. เกิดการติดเชื้อ

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกคือ เกิดการติดเชื้อบริเวณช่วงอก จากโรคทางเดินหายใจต่าง ๆ คุณแม่จึงควรรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อหาแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยต่อไป

5. ความเครียด

ความเครียดสร้างผลกระทบต่อร่างกายได้หลายอย่าง นอกจากความเครียดจะส่งผลกระทบต่อลูกในท้องได้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายของแม่ท้องได้อีกด้วย ดังนั้น ความเครียดนี้ ก็อาจจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้เช่นกัน

อ่านต่อ แม่ท้องเครียด ส่งผลต่อลูกในท้องอย่างไร?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ คนท้อง เจ็บหน้าอก อันตรายหรือไม่? มีสาเหตุมาจากอะไร?

เทคนิคสอนลูกให้เก่ง

5 เทคนิคสอนลูกให้เก่ง พรสวรรค์สร้างได้ด้วยสองมือพ่อแม่

เป็นธรรมดาที่พ่อแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่เก่งฉลาด และอารมณ์ดี อยากบอกว่าสิ่งเหล่านี้ เด็ก ๆ ไม่ได้พกติดตัวมาตั้งแต่ตอนที่เกิดเพียงอย่างเดียวหรอกนะคะ แต่เกิดจากการสอนและการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในวัยเด็กด้วย ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงมี 5 เทคนิคสอนลูกให้เก่ง มาแชร์กันค่ะ

5 เทคนิคสอนลูกให้เก่ง พรสวรรค์สร้างได้ด้วยสองมือพ่อแม่

บางคนคิดว่าพรสวรรค์ของแต่ละคนจะมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่สามารถกำหนดได้ว่าเราจะเก่งแบบไหน แต่ทราบไหมคะว่า โมสาร์ท นักประพันธ์ดนตรีคลาสสิกชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ได้เล่นเปียโนเป็นตั้งแต่ 3 ขวบ และไม่ได้แต่งเพลงได้ตั้งแต่ 5 ขวบ จริง ๆ แล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโมสาร์ทนั้นก็คือ คุณพ่อของโมสาร์ท นั่นเอง คุณพ่อของโมสาร์ทได้อุทิศตนในการสอนและช่วยโมสาร์ทในการฝึกฝนความสามารถในด้านดนตรี ดังนั้นคำว่า “มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด” นั้น คงจะไม่จริงเสียทีเดียว แต่คำว่า “พรสวรรค์สร้างได้ด้วยสองมือพ่อแม่” นั้น มี เทคนิคสอนลูกให้เก่ง ดังนี้

  1. เริ่มก่อน ได้เปรียบ

พรสวรรค์ส่วนใหญ่ควรถูกสอนให้ลูกเมื่ออายุ 2 ถึง 5 ขวบ คุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัยว่าเด็กในวัยนี้จะสอนอะไรได้บ้าง การสอนเด็กในวัยนี้ไม่ใช่การสอนแบบในห้องเรียน แต่เป็นการแนะนำหรือการสร้างบรรยากาศต่าง ๆ ให้ลูกได้รู้จักกับพรสวรรค์นั้น ๆ อย่างเช่น โค้ช John Cook คุณพ่อของนักวอลเล่ย์บอลชื่อดัง Lauren Cook ได้กล่าวว่า ลูกสาวของเขาได้เปรียบตรงที่ได้รู้จักกับวอลเล่ยบอลตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อลูกสาวของเขายังเล็กอยู่นั้น คุณพ่อได้สร้างสนามวอลเล่ย์บอลเล็ก ๆ เพื่อเล่นกับลูกสาว

สอนลูกให้เก่ง
การที่ลูกค้นพบพรสวรรค์ของตนเองตั้งแต่เด็ก จะทำให้มีเวลามากกว่าคนอื่น ๆ ในการฝึกฝนทักษะในด้านนั้น

อย่าเพิ่งกังวลไปนะคะว่าจะรู้ว่าลูกมีพรสวรรค์ในด้านใด และควรจะสอนอะไรลูกบ้าง เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตลูกดี ๆ ว่าลูกชอบที่จะทำอะไร และสนับสนุนในสิ่งที่ลูกชอบ บางทีสิ่ง ๆ นั้นอาจจะเป็นพรสวรรค์ของลูกก็ได้ อย่างเช่นคุณพ่อคุณแม่ของ Adora ที่สังเกตเห็นว่าลูกชอบที่จะเป็นนักเขียน ทั้ง ๆ ที่ตัวคุณพ่อคุณแม่นั้นไม่ได้เป็นนักเขียนมาก่อน คุณแม่เล่าว่าในตอนเด็กนั้นคุณพ่อและคุณแม่ใช้เวลามากกว่าชั่วโมงในการอ่านหนังสือให้ Adora ฟัง และสิ่งนี้ คุณแม่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ปลุกปั้นให้ลูกรักที่จะเรียน เขียน และอ่าน นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสนับสนุนให้ Adora เริ่มเขียน และให้คำแนะนำในการเขียนหนังสือ จนในวันนี้หนังสือของ Adora ที่มีอายุเพียง 11 ขวบ ก็ได้รับการตีพิมพ์

2. เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

ในบางพรสวรรค์ คุณพ่อคุณแม่เองก็ไม่สามารถสอนได้อย่างละเอียด การให้ลูกไปเรียนรู้จากคุณครู หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ก็จะช่วยให้ลูกได้พัฒนาอย่างถูกต้อง และยังให้ลูกได้ความรู้จากหลาย ๆ แหล่งอีกด้วย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 5 เทคนิคสอนลูกให้เก่ง พรสวรรค์สร้างได้ด้วยสองมือพ่อแม่

คำศัพท์ ABC

สอน คำศัพท์ ABC ให้ลูกจำแม่นด้วยชื่อสัตว์โลกน่ารัก

คำศัพท์ ABC เป็นเรื่องแรกๆที่พ่อแม่เริ่มสอนลูกให้รู้จักภาษาอังกฤษเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนในอนาคต สำหรับเด็กเล็กวัย 2 – 3 ขวบจะเป็นเน้นการออกเสียงเป็นหลัก แต่มีหลายๆคำที่คนไทยมักออกเสียงผิดเพี้ยนจากเจ้าของภาษา อาจทำให้ลูกออกเสียงไม่ถูกต้องด้วย แล้วแบบนี้พ่อแม่ควรทำอย่างไร

เทคนิคสอน คำศัพท์  ABC ออกเสียงยังไงให้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา

รายการ DADDYTALKS ช่วง KIDSTALK ใน EP นี้ อ.คริสกับน้องวิล ลูกชายคนเล็กวัยสองขวบ ที่กำลังช่างพูด พาทุกคนมาดูเทคนิคการสอน คำศัพท์ ABC แบบง่ายๆ แต่ได้ผล โดยเจาะลึกวิธีออกเสียงพยัญชนะแต่ละตัวให้ถูกต้อง เพื่อเป็นตัวอย่างให้คุณพ่อคุณแม่ไว้ใช้สอนลูกๆ

การสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กเล็ก ที่ยังพูดเป็นประโยคยาวๆไม่ได้  ควรเริ่มต้นจากออกเสียง คำศัพท์ ABC และจดจำตัวอักษร A-Z ให้ได้เสียก่อน ซึ่งวิธีการสอนควรเป็นแบบ “เรียนปนเล่น” ผ่านอุปกรณ์ตัวช่วยต่างๆ เช่นเพลง นิทาน บัตรคำ และหนังสือ โดยเด็กแต่ละคนจะชอบไม่เหมือนกัน

สิ่งสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องออกเสียงตัวอักษรช้าๆ ทีละตัว แล้วให้ลูกพูดตาม โดยพยายามฟังด้วยว่าลูกออกเสียงถูกต้องหรือไม่ หากไม่ใช่ควรแก้ไขทันทีเพื่อที่ลูกจะได้จำเสียงที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ซึ่งดีกว่าการจะต้องมาแก้กันตอนโตที่ลูกเคยชินแล้ว

ตัวอักษรที่คนไทยมักออกเสียงผิด เช่น  “H” ต้องออกเสียงว่า “เอช” ไม่ใช่ “เฮช”, “I” ต้องออกเสียงว่า “อาย” ไม่ใช่ “ไอ”, “K” ต้องออกเสียงว่า “เคอี้ (เสียงยาว)” ไม่ใช่ “เค” และ “X” ต้องออกเสียงว่า “เอ็กซ์ (มีเสียง ซ. โซ่) ไม่ใช่ “เอ็ก”  เป็นต้น ดังนั้นก่อนจะสอนลูกพูด คำศัพท์ ABC พ่อแม่ควรเช็กวิธีออกเสียงจากเจ้าของภาษาด้วยจะดีมาก

นอกจากนี้ เมื่อตัวอักษรต่างๆมาผสมเป็นคำศัพท์แล้ว ยังออกเสียงต่างกันไป อ.คริส ใช้วิธีสอนคำศัพท์เกี่ยวกับสัตว์โลกต่างๆ ให้น้องวิลอ่านตาม มาเป็นตัวอย่างของคำศัพท์ที่แตกต่างกัน เช่น ตัวอักษร G ถ้าเป็นคำว่า  giraffe ออกเสียงว่า จีราฟ แต่พอเป็นคำว่า gecho ต้องออกเสียงว่า เกโกะ เป็นต้น เด็กๆจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้จากการฝึกออกเสียง คำศัพท์  ABC และชื่อเรียกของสัตว์บ่อยๆ ทั้งการสอนเป็นคำๆ หรือการพูดคุยกันระหว่างคุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อย

 

มาติดตามอ.คริส กับน้องวิลเบิร์ต พ่อลูกคนเก่ง เรียนรู้ คำศัพท์ ABC ในตอน สัตว์โลก A-Z  ในรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

 

มาทบทวนชื่อสัตว์น่ารู้ที่เรียงตาม คำศัพท์  ABC กันอีกครั้งค่ะ

alligator        จระเข้แอลลิเกเตอร์

bear               หมี

camel           อูฐ

crow             อีกา

centipede    ตะขาบ

chicken        ไก่

dragonfly      แมลงปอ

elephant      ช้าง

fox                หมาป่า

frog              กบ

giraffe         ยีราฟ

gecho          ตุ๊กตา

gerbil          หนูเจอร์บิล

iguana        อิกัวน่า

jaguar       เสือจากัวร์

jelly fish    แมงกะพรุน

kangaroo   จิงโจ้

lion             สิงโต

leopard      เสือดาว

monitor lizard    ตะกวด

nautirus    หอยนอติรุส

owl             นกฮูก

panther     เสือดำ

pheasant   ไก่ฟ้า

quail           นกกระทา

swan           หงส์

turkey        ไก่งวง

tiger            เสือ

vampire bat   ค้างคาวดูดเลือด

worm        หนอน

whale        วาฬ

terus          กระรอกดิน

yorkshire terrire    สุนัขพันธุ์ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย

zebra          ม้าลาย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและ คำศัพท์ ABC  ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

Playmondo

Playmondo อาณาจักรสวนสนุกระดับเวิลด์คลาส ที่เด็กๆห้ามพลาด!

Playmondo ‘เพลย์มอนโด’ อาณาจักรสวนสนุกสำหรับเด็กระดับเวิลด์คลาส @ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่รวบรวมโซนเครื่องเล่นสุดทันสมัยแห่งยุค ควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยชั้นเลิศ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาการให้เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

เปิดตัวอาณาจักรสวนสนุกสำหรับเด็กระดับเวิลด์คลาส Playmondo

เพราะ “เด็ก” เป็นช่วงวัยที่ต้องการการเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ จึงจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ต้องมองหากิจกรรมหรือสถานที่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สิ่งใหม่ให้กับลูกน้อยอยู่เสมอ ซึ่งล่าสุด คุณหรรษา  ไกรโกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพลย์มอนโด กรุ๊ป  ผู้นำด้านธุรกิจสวนสนุกที่มีประสบการณ์มากว่า 25 ปี ได้จัดงานเปิดตัว ‘เพลย์มอนโด’ (Playmondo) สวนสนุกแห่งใหม่กับการสร้างสรรค์เครื่องเล่นคุณภาพมาตรฐานระดับโลก พร้อมด้วยสนามยิงปืนเลเซอร์ ‘เพลย์สแควร์ เลเซอร์ แท็ก’ (Playsquare Laser Tag) ที่สามารถเล่นได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ด้วยการจำลองบรรยากาศการเล่นอย่างเหนือจินตนาการที่สามารถเปิดประสบการณ์ความสนุกและการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณโซน Forum ชั้น 2

Playmondo

ซึ่งคุณหรรษา ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสวนสนุกแห่งนี้ว่า... เราเชื่อเสมอว่าเด็กสามารถเกิดการเรียนรู้และความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ได้จากการเล่น ประกอบกับเราเองก็คลุกคลีอยู่กับธุรกิจสวนสนุกมานาน จึงทำให้สังเกตเห็นพฤติกรรมการเล่นและความชอบของเด็กได้ไม่ยาก สวนสนุกเพลย์มอนโดแห่งนี้จึงเกิดจากไอเดียที่ต้องการจำลองสวนสนุกในร่มให้เป็นเหมือนโลกใบเล็กที่เด็กๆ สามารถเล่นและเรียนรู้ในสถานที่ที่ปลอดภัย ด้วยเครื่องเล่นนานาชนิดที่ช่วยสร้างจินตนาการให้กับพวกเขาได้ โดยเราได้เลือกมาสคอต (Mascot) ของเพลย์มอนโดเป็นหมีน้ำที่มีชื่อเรียกว่าพี่ม่อน ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ได้ชื่อว่ามีความทรหดที่สุดในโลก เพราะสามารถอยู่ท่ามกลางธรรมชาติได้ในทุกสภาพอากาศ เราจึงอยากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องความอดทนและความสวยงามของธรรมชาติผ่านมาสคอต (Mascot) ตัวนี้

Playmondo
 
Playmondo
 
Playmondo
 

ทั้งนี้ เพลย์มอนโด (Playmondo) สวนสนุกเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-13 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ เพลย์ (Play) เพลิน เลิร์น (Learn) รู้ ที่เด็กๆ สามารถผจญภัยใน 4 โซนเครื่องเล่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบมากจากธรรมชาติที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น ทะเลทราย มหาสมุทร ภูเขาไฟ และป่าไม้ โดยเครื่องเล่นแต่ละชนิดนั้นสามารถเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็กได้ทั้ง 3 ด้าน ดังนี้… เริ่มจาก การเจริญเติบโตทางการรับรู้และความเข้าใจ (Cognitive Development) จากเครื่องเล่นประเภทอินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) หรือการเล่นแบบตอบโต้อย่าง บอล วอล (Ball Wall) ที่เด็กๆ สามารถโยนลูกบอลเข้าใส่ผนังเพื่อให้กระเด้งกลับมาที่ตัวและรับเอาไว้ รวมถึง บลู บล็อก (Blue Blocks) อุปกรณ์เสริมสร้างจินตนาการที่สามารถต่อชิ้นส่วนที่มีเป็นรูปร่างใดก็ได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นตัวอย่างที่สนับสนุนให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเข้าใจการแก้ปัญหา นับเป็นการพัฒนาความคิดและวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี

Playmondo

Playmondo
 

ต่อมาที่ การเจริญเติบโตด้านร่างกาย (Physical Development) ที่ทางสวนสนุกได้ออกแบบเครื่องเล่นให้เด็กๆ ได้เคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางที่หลากหลายทั้งการสนุกกับการกระโดดบนแผ่นแทรมโพลีน (Trampoline) หรือปีนป่ายผ่านการเล่น ไคล์มบิง วอล (Climbing Wall) หรือการไต่หน้าผาจำลอง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ และการเจริญเติบโตด้านสังคม (Social Development) ในทุกเครื่องเล่นของ ‘เพลย์มอนโด’ (Playmondo) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้เด็กๆ ได้สนุกกับการเล่นร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่าแล้ว ยังทำให้เด็กทุกคนสามารถพบเพื่อนใหม่และสร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมกันได้ โดยเครื่องเล่นและอุปกรณ์ทุกชนิดของ ‘เพลย์มอนโด’ (Playmondo) ได้ถูกออกแบบและผลิตโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของยุโรปและอเมริกาที่ได้รับความไว้วางใจจาก International Safety Certification อย่าง European Norm (Europe) และ IPEMA and ASTM (USA)

Playmondo
 

สำหรับ ‘เพลย์สแควร์ เลเซอร์ แท็ก’ (Playsquare Laser Tag) นั้น เป็นสถานที่สำหรับนักรบอวกาศที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับห้วงอวกาศในรูปแบบของสนามเลเซอร์สุดล้ำสมัยที่เต็มไปด้วยแสง สี และเสียง ท่ามกลางสงครามกาแลคซี่ที่จะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักการสังเกต การระวังตัว และการใช้สายตาในที่มืด ประกอบกับอุปกรณ์รุ่นใหม่ทั้งเสื้อเกราะเรืองแสงและปืนเลเซอร์ที่ไม่เป็นอันตรายภายใต้การนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งภายในสนามยังมีอุปกรณ์กันกระแทกในทุกพื้นที่พร้อมเพิ่มความสนุกด้วยรูปแบบเกมส์ที่ถูกวางแผนมาอย่างเข้มข้น ให้ทุกคนสามารถสนุกได้อย่างเหนือจินตนาการ โดยผู้ที่สามารถเข้าเล่นกิจกรรมนี้ได้จะต้องมีความสูง 110เซ็นติเมตร ขึ้นไป หรือสามารถรับน้ำหนักของเสื้อเกราะได้

Playmondo
 

อย่างไรก็ดี คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปเปิดประสบการณ์ความสุขและความสนุกได้แล้ววันนี้ที่ ‘เพลย์มอนโด’ (Playmondo) และ ‘เพลย์สแควร์ เลเซอร์ แท็ก’ (Playsquare Laser Tag) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2

โดยสำหรับการเข้าเล่นที่สวนสนุก เพลย์มอนโด’ นั้นมีค่าบัตรเริ่มต้นอยู่ที่ราคา 550 บาท สำหรับเด็กที่มีส่วนสูง 75-100 เซนติเมตร และราคา 650 บาท สำหรับเด็กที่มีส่วนสูง 100 เซนติเมตร ขึ้นไป โดยสามารถเล่นได้ 3 ชั่วโมงทุกเครื่องเล่น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง โทร.02-103-2455

และที่ ‘เพลย์สแควร์ เลเซอร์ แท็ก’ (Playsquare Laser Tag) นั้นมีค่าบัตรเริ่มต้นที่เกมส์ละ 350 บาท สามารถเล่นได้ 15 นาที สูงสุด 24 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง โทร.02-103-2499 เวลาเปิดทำการ 11.00 น. – 20.00 น. ทุกวัน

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ คว้ารางวัลนานาชาติยอดเยี่ยมที่หนึ่งของโลก ปี 2019

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันของพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากที่ต้องการส่งบุตรหลานเข้าเรียน เนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 15 ปี

นับตั้งแต่ก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยนายชาลี โสภณพนิช ผู้ก่อตั้ง พร้อมด้วยนายสตีเฟน ฮอลลอยด์ ผู้ร่วมปลุกปั้น โชรส์เบอรี กรุงเทพ มายาวนาน 13 ปี และโดยการสนับสนุนของโรงเรียนโชรส์เบอรี ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติในประเทศอังกฤษ สร้างชื่อให้ ‘โชรส์เบอรี กรุงเทพฯ’ กลายเป็นที่กล่าวขานถึงและได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ในเรื่องการเป็นโรงเรียนนานาชาติที่ใช้หลักสูตรอังกฤษที่แข็งแกร่งและเป็นเลิศ และเป็นสถานศึกษาที่บ่มเพาะเยาวชนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและประสบความสำเร็จทั้งในด้านวิชาการและมีศักยภาพรอบด้าน จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดในเอเชียมาอย่างต่อเนื่อง

 

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กับรางวัลโรงเรียนนานาชาติยอดเยี่ยม 

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ

ล่าสุด โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ได้ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีระดับโลก  ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศ เป็นโรงเรียนนานาชาติยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งในโลก ประจำปี 2562 (International School of the Year Award 2019) ในสาขาการพัฒนาศักยภาพและสนับสนุนนักเรียนให้เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้ (International School of the Year Award 2019 – Initiative to Support Students Pathways to College/University Education) เป็นการเอาชนะโรงเรียนนานาชาติจากทั่วโลกจำนวน 10,282  โรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนอยู่ในปัจจุบัน และมีโรงเรียนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรตินี้จำนวนกว่า 230 โรงเรียน โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทำการพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะในแต่ละสาขา และจัดพิธีมอบรางวัลอย่างสมเกียรติที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งการคว้ารางวัลโรงเรียนนานาชาติยอดเยี่ยมแห่งปี ของโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ถือเป็นการช่วยสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับวงการการศึกษาของประเทศไทย ทำให้มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นในสายตาของคนทั่วโลก ในเรื่องของคุณภาพการศึกษาซึ่งไม่เป็นรองที่ใดในโลก

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ

มากไปกว่าการได้รับรางวัลโรงเรียนนานาชาติยอดเยี่ยมแห่งปีบนเวทีระดับโลก ยังมีอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ความเป็นเลิศของโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ก็คือการสร้างเยาวชนคุณภาพ ที่มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพอย่างรอบด้าน และสามารถคว้าสิทธิ์เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลกได้จริง อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดทั้งมหาวิทยาลัยกลุ่มในกลุ่มอ๊อกซ์บริดจ์ และมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวี่ลีก ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยกลุ่มอ๊อกซ์บริดจ์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวี่ลีก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์, และ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย โดยถ้านับเฉพาะ 2 ในปีการศึกษาล่าสุด พบว่า มีนักเรียนของโชรส์เบอรี กรุงเทพ สามารถคว้าสิทธิ์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลกอย่างอ๊อกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ และกลุ่มไอวี่ลีก ได้เป็นจำนวนมากถึงเกือบ 30 คน

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ

นายสตีเฟน ฮอลลอยด์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนโชรส์เบอรี อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย ซึ่งดูแลรับผิดชอบโรงเรียนนานาชาติโรงเรียนโชรส์เบอรี ในภูมิภาคเอเชีย และเป็นนักการศึกษาผู้มีประสบการณ์ในประเทศไทยมีส่วนร่วมในการปลุกปั้นโชรส์เบอรี กรุงเทพ มายาวนานถึง 13 ปี กล่าวว่า “สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งเบื้องหลังความสำเร็จของการอบรมบ่มเพาะนักเรียนของโชรส์เบอรี กรุงเทพ ให้เติบโตขึ้นเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพ พร้อมก้าวไปสู่โลกในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง ตลอดจนเลือกเส้นทางที่เหมาะสม ตามความชอบและความถนัดของตนเองได้เป็นอย่างดีก็คือ การทำงานอย่างเข้มข้นและใกล้ชิดกับตัวนักเรียนเองและกับพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนทุกคน โดยทีมงานครูฝ่าย Higher Education Department ของโชรส์เบอรี กรุงเทพ ผู้มากไปด้วยประสบการณ์ในการแนะแนวอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยของนักเรียน โดยมีทีมแนะแนวเฉพาะสำหรับการศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และประเทศไทยแยกเป็นพิเศษด้วย โดยจะให้ความรู้ ให้คำแนะนำที่ลงลึก ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนและผู้ปกครองเกี่ยวกับกระบวนการเตรียมตัวไปจนถึงกระบวนการสมัครเข้าศึกษาต่อในสถาบัน และในสาขาวิชาที่เล็งเห็นแล้วว่าเหมาะสมที่สุดกับตัวนักเรียน ผ่านการพิจารณาร่วมกันจากศักยภาพ ความสนใจ และความถนัดของนักเรียนแต่ละคน เพื่อขับเคลื่อนให้ทุกคนประสบความสำเร็จสูงสุดตามสิ่งที่ตนถนัด นี่คืออีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ”

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ

นายสตีเฟ่นกล่าวทิ้งท้ายว่า “อาจมีพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนนึง มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เช่น คิดว่าโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ เต็มตลอด หรือไม่มีที่ว่างสำหรับบุตรหลานให้เข้าเรียนที่นี่อย่างแน่นอนนั้น ทางโรงเรียนอยากบอกว่าไม่ถูกต้อง อย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น และอย่าปิดโอกาสของบุตรหลานไปเสียก่อน เพราะการให้บุตรหลานได้เข้าสู่ระบบการศึกษาคุณภาพ ตั้งแต่วัยอนุบาล ประถม และมัธยม ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากกับชีวิตในอนาคตของเด็กๆ และมีส่วนช่วยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ โดยโชรส์เบอรี กรุงเทพ อยากจะเรียนเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังมองหาสถานศึกษาคุณภาพให้แก่บุตรหลานในทุกระดับชั้นการเรียนการสอน ให้ติดต่อสอบถามเข้ามาก่อน โดยสามารถดูข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.shrewsbury.ac.th และสามารถทำการนัดหมายเพื่อเข้าพบพูดคุยกับครูใหญ่หรือทีมครูผู้สอน รวมทั้งเยี่ยมชมห้องเรียนและบรรยากาศการเรียนการสอนได้ทั้งที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ริเวอร์ไซด์ แคมปัส และ ซิตี้ แคมปัส ซึ่งทั้งสองแคมปัสมีคุณภาพมาตรฐานเช่นเดียวกันทุกประการ โดยนักเรียนที่จบจาก ซิตี้ แคมปัส จะได้รับการการันตีได้รับสิทธิ์ให้เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ ริเวอร์ไซด์ แคมปัส ด้วย นี่จึงถือเป็นโอกาสดีที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้นสำหรับเด็กวัยแรกเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลและประถมศึกษา”

 

ยาคุมฉุกเฉิน

เตือนแม่! ยาคุมฉุกเฉิน กินบ่อย ๆ เสี่ยงท้องนอกมดลูก!

ยาคุมฉุกเฉิน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้สำหรับการคุมกำเนิดหลังคลอด โดยประสิทธิภาพในการป้องกันจะอยู่ที่ประมาณ 85% แต่การกินยาคุมฉุกเฉินนั้น อาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมาได้

เตือนแม่! ยาคุมฉุกเฉิน กินบ่อย ๆ เสี่ยงท้องนอกมดลูก!

องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าในทุกปี ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เป็นสาเหตุนำไปสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยของผู้หญิงอย่างน้อย 20 ล้านคน ซึ่งกว่า 100,000 คนต้องเสียชีวิตลงในที่สุด เพราะเกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ และแม้ว่าหลายหน่วยงานจะมีการรณรงค์ให้ความรู้ถึงอันตรายและข้อจำกัดในการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน แต่ปัจจุบันยังพบว่ามีการใช้ยาคุมฉุกเฉินกันอย่างแพร่หลายทั้งในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มวัยทำงาน โดยพบว่าส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น หลายคนนำไปใช้เหมือนยาคุมกำเนิดธรรมดา หรือกินทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

นี่เป็นข้อความจากเภสัชกรหญิงรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์บุษบา จินดาวิจักษณ์ อุปนายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ที่ได้แสดงความกังวลถึงการใช้ยาคุมฉุกเฉินผิดวัตถุประสงค์ของหญิงไทย ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่ทานในระยะยาว ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินให้มากขึ้น

ยาคุมฉุกเฉิน คืออะไร?

ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill) เป็นยารับประทานที่ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์หลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้คุมกำเนิด หรือเกิดความผิดพลาดจากการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น ถุงยางอนามัยฉีกขาด ฝ่ายหญิงลืมรับประทานยาคุมกำเนิด หรือแม้กระทั่งการถูกข่มขืนกระทำชำเรา ผู้หญิงควรรับประทานยาคุมฉุกเฉินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน โดยตัวยาจะส่งผลยับยั้งหรือชะลอการตกไข่ รวมไปถึงสร้างเมือกที่บริเวณปากมดลูกเพื่อป้องกันไม่ให้สเปิร์มเข้าไปผสมกับไข่ได้

โดยตัวยาสำคัญในยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเป็นฮอร์โมนเดี่ยวและเป็นฮอร์โมนเพศหญิง มีชื่อว่าเลโวนอร์เจสเตรล ขนาดเม็ดละ 750 ไมโครกรัม ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่มีในยาคุมชนิดธรรมดา 5 เท่า โดยที่ยาคุมชนิดธรรมดาจะเป็นชนิดฮอร์โมนรวม มีฮอร์โมนเพศหญิง 2 ชนิด แต่ละเม็ดมีเลโวนอร์เจสเตรล 150 ไมโครกรัม และเอสโตรเจน 30 ไมโครกรัม

คุมกำเนิดหลังคลอด
ยาคุมฉุกเฉินจะยับยั้งการตกไข่ และสร้างเมือกที่ปากมดลูกเพื่อป้องกันไม่ให้สเปิร์มเข้าไปผสมกับไข่ได้

ยาคุมฉุกเฉิน กินอย่างไร?

ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะดีที่สุดเมื่อรับประทานยา 2 เม็ด และเริ่มเม็ดแรกภายใน 24 ชั่วโมงหลังการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 95% หากช้ากว่านี้แต่ไม่เกิน 48 ชั่วโมง จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 85% หรือถ้าช้ากว่านี้อีกแต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์จะลดลงเหลือเพียง 75% ดังนั้นหากเริ่มยาเม็ดแรกช้า กว่า 72 ชั่วโมง จะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้นอย่างมาก ส่วนยาเม็ดที่ 2 ให้รับประทานหลังจากยาเม็ดแรก 12 ชั่วโมง หลังจากนั้น 2-3 วันจะมีเลือดคล้ายระดูออกมา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ผลข้างเคียงจากการกินยาคุมฉุกเฉิน

ไวรัส โนโร

ลูกอึเป็นเมือกจาก โนโรไวรัส หากเป็นหนัก อาจตายได้

แชร์อุทาหรณ์จากคุณแม่ ที่พบว่าลูกติดเชื้อ โนโรไวรัส ไวรัสที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไวรัสที่มาตามอากาศและผักสด หากติดเชื้อแล้ว จะมีอาการท้องเสีย และ อาเจียนรุนแรง อาจถึงตายได้

แม่แชร์! ลูกอึเป็นเมือกจาก โนโรไวรัส หากเป็นหนัก อาจตายได้

โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คุณแม่ Lugpad Sumetta ได้โพสถึงอาการของลูกที่อ้วกพุ่ง ตอนเที่ยงคืนกว่า ๆ อีกครั้งตอนตี 2 กว่า ๆ และ ตี 5 ครึ่ง โดยเมื่อได้ดูดนมก็อ้วกอีก หลังจากนั้นนน้องก็มีอาการถ่ายเป็นสีเขียวเมือก ๆ คุณแม่ จึงตัดสินใจพาลูกไปพบแพทย์ จึงพบว่าลูกติดเชื้อ โนโรไวรัส โรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แถมติดต่อกันได้ง่าย โดยไวรัสจะลอยมาตามอากาศ หรือขวดนมที่ล้างไม่สะอาด หรือในผักดิบ โดยคุณแม่ได้แชร์ถึงอาการและรายละเอียดดังนี้

โนโรไวรัส

ผมติดเชื้อไวรัส โนโร คับ
ไวรัสตัวนี้จะมากับอากาศ ขวดนมไม่สะอาด การที่เด็กอมของเล่น เอามือเข้าปาก ไม่มีวัคซีนป้องกัน โรคนี้พึ่งมาใหม่
* ลืมบอกว่ามันมาในผัก และผลไม้สดด้วยนะคะ ควรล้างให้สะอาดที่สุด
จะทำให้เกิดอาการลำไส้อักเสบ ท้องเสีย อาเจียน ถึงขั้นรุนแรง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าร่างกายขาดน้ำมากเกินไป ต่างจากไวรัสโรต้าที่เป็นวัคซีนทางเลือก
****ควรฉีดวัคซีนทางเลือกอะไรก็แล้วแต่ให้ลูกเถอะ

อาการที่พบ น้องมีอึสีเขียวมีเมือก ๆ นั้นคืออาการติดเชื้อแล้วให้รีบพามาหาหมอด่วน ๆ เลยนะคะอย่ารีรอ เดี๋ยวจะอาการแย่แบบผม

ช่วงนี้กำลังมาแรงดูแลลูกๆด้วยนะคะ

โดยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ คุณแม่ Lugpad Sumetta ได้โพสต์ลงในเฟสบุ๊คว่าคุณหมออนุญาตให้น้องได้กลับบ้านแล้ว เนื่องจากคุณแม่สังเกตอาการและรีบพาน้องมาหาหมอได้ไว

โนโรไวรัส คืออะไร?

โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นเชื้อไวรัสติดต่อง่ายที่ทำให้เกิดการอักเสบ หรือการติดเชื้อขึ้นที่กระเพาะและลำไส้ เรียกว่า โรคทางเดินอาหารอักเสบเฉียบพลัน โดยเชื้อนี้แพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว แม้จะได้รับเชื้อแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดอาการป่วยได้ อีกทั้งไวรัสชนิดนี้มีระยะฟักตัวสั้นและทนต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายได้นาน นอกจากนี้ เชื้อจะยังคงอาศัยอยู่ในร่างกายต่อไปได้อย่างน้อย 2 อาทิตย์หลังจากที่อาการหายดีแล้ว ทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อโนโรไวรัส คือการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านการทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือภาชนะใส่อาหาร (เช่นขวดนม) ที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะอาหารที่ทานดิบ หรือปรุงไม่สุก (เช่น ผักดิบ) เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดเชื้อโนโรไวรัส จะมีอาการอย่างไร?

มักเริ่มแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อภายใน 12-48 ชั่วโมง หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายได้เองใน 1-3 วัน อาการโดยทั่วไปของการติดเชื้อ โนโรไวรัส ได้แก่

  • ท้องเสีย ปวดท้อง
  • อาเจียนหรือคลื่นไส้
  • มีไข้ต่ำ รู้สึกหนาว
  • ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศรีษะ

เนื่องจากเชื้อนี้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จากการขาดน้ำได้ ดังนัน หากเด็กเล็กและทารกมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ค่ะ

  • ถ่ายเหลวเป็นเวลานานมากกว่าหกครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือมีการอาเจียนสามครั้งหรือมากกว่าภายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • มีการตอบสนองน้อยลง ตัวร้อน หรือมีผิวซีด
  • มีอาการของภาวะขาดน้ำรุนแรง อย่างเช่นมีอาการวิงเวียนต่อเนื่อง ขับปัสสาวะเล็กน้อยหรือไม่มีเลย หรือสติสัมปชัญญะลดลง สำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำสูงมาก
  • ท้องร่วงปนเลือด
  • อาการไม่ดีขึ้นหลังจากผ่านไปสองสามวัน
  • มีภาวะสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ เช่นเป็นโรคไตและมีอาการท้องร่วงกับอาเจียน
เชื้อโนโรไวรัส
เด็กที่ติดเชื้อโนโรไวรัส จะมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียนหนัก มีไข้ต่ำ ๆ

การป้องกันโนโรไวรัส

เนื่องจากเชื้อโนโรไวรัส แพร่กระจายได้ง่ายและเร็ว ทำให้ยังไม่มีการป้องกันที่สามารถทำได้ 100% อีกทั้งยังไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนโรต้าไวรัส ดังนั้นการป้องกันตนเองเมื่อติดเชื้อโนโรไวรัส รวมถึงปฏิบัติตามนี้ ก็จะช่วยป้องกันเชื้อโนโรไวรัสได้

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ ไม่ควรใช้แต่เจลแอลกอฮอล์ล้างมือเนื่องจากสารเหล่านี้ไม่สามารถกำจัดไวรัสได้
  • ฆ่าเชื้อบนพื้นผิวหรือสิ่งของที่อาจปนเปื้อนไวรัสด้วยสารซักฟอก
  • ห้ามใช้ผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดตัว รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • กดชะล้างอุจจาระหรือกองอาเจียนในชักโครกให้หมดและทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ
  • เลี่ยงการทานอาหารดิบ อาหารที่ไม่ได้ผ่านการล้างทำความสะอาด
  • สอนและคอยระมัดระวังไม่ให้ลูกเอามือเข้าปาก

จะเห็นได้ว่าวิธีการป้องกันโนโรไวรัสนั้น เหมือน ๆ กับการป้องกันไวรัสหวัดทั่วไป ดังนั้น การล้างมือบ่อย ๆ สามารถช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ชมคลิปความรู้เกี่ยวกับ “เชื้อโนโรไวรัส” จากโรงพยาบาลรามาธิบดี

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก


ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณแม่ Lugpad Sumetta, www.honestdocs.co, www.pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

ให้นมลูก ท้องได้ไหม

ให้นมลูก ท้องได้ไหม? ไขข้อข้องใจกับเซ็กส์ในช่วงให้นมแม่

แม่หลังคลอดที่ให้นมบุตรอยู่ จะพบว่าประจำเดือนจะยังไม่มา ทำให้สงสัยว่าในเมื่อไม่มีประจำเดือนและ ให้นมลูก ท้องได้ไหม? มาไขข้อข้องใจกันค่ะ

ให้นมลูก ท้องได้ไหม? ไขข้อข้องใจกับเซ็กส์ในช่วงให้นมแม่

ให้นมลูก ท้องได้ไหม?

คำตอบคือ ท้องได้ค่ะ แม้จะยังไม่มีประจำเดือน แต่ก็ยังไม่โอกาสท้องได้ค่ะ เพราะอะไรมาดูกันค่ะ

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยคุมกำเนิดได้ แต่ไม่ 100%

เหตุผลก็เพราะว่าเวลาให้ลูกดูดนมแม่ แรงดูดที่หัวนมจะกระตุ้นให้คุณแม่สร้างฮอร์โมนขึ้นมาตัวหนึ่งที่ชื่อว่า โปรแลคติน (Prolactin) ซึ่งจะไปกระตุ้นเต้านมให้สร้างน้ำนม ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกดฮอร์โมนเพศให้ไข่ตกช้า ฮอร์โมนสองตัวนี้ทำงานตรงข้ามกันเสมอ ดังนั้นถ้าให้ลูกดูดนมแม่ ไข่ก็จะไม่ตก เวลามีเพศสัมพันธ์ก็เลยทำให้ไม่ท้อง การจะคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ให้ได้ผล ต้องให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ และแรง ๆ มิฉะนั้นฮอร์โมนโปรแลคตินจะมีปริมาณไม่มากพอที่จะไปยับยั้งการตกไข่ซึ่งจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้ แต่อย่างที่แม่ ๆ ทราบว่าบางวันลูกก็ดูดนมเก่ง บางวันก็ห่วงเล่นไม่ยอมดูดนมขึ้นมาซะอย่างนั้น หรือแม้แต่แม่ ๆ ที่ปั๊มนมจะรู้ดีว่าในบางวันก็อาจจะยุ่งจนไม่มีเวลาปั๊มได้ ดังนั้น เราจะไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าฮอร์โมนโปรแลคตินจะมีปริมาณมากพอหรือไม่ ดังนั้น การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้เชื่อถือได้ไม่ถึง 100%

ลูกกินนมแม่ คุมกำเนิด
การให้ลูกกินนมแม่ เป็นการช่วยคุมกำเนิดอย่างหนึ่ง แต่ไม่สามารถคุมได้ 100%

โดยเฉพาะคุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตลอด บางทีต้องให้ลูกดูดนมขวดสลับบ้าง เปอร์เซ็นต์ในการคุมกำเนิดให้ได้ผลด้วยวิธีนี้จะยิ่งน้อยลงไปอีก หรือถึงจะให้ดูดนมแม่อย่างต่อเนื่องแต่ถ้าเกิน 6 เดือนไปแล้วโอกาสท้องก็จะมีได้มากเช่นกัน เพราะทั้งสองเหตุการณ์จะทำให้ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินลดระดับลงมากจนไม่สามารถยับยั้งการตกไข่ได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ให้นมลูก ท้องได้ไหม? ท้องได้อย่างไร?

สร้างวินัยการกินให้ลูก

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา โดยพ่อเอก

ครูบาอาจารย์ในการเลี้ยงลูกของครอบครัวเราท่านหนึ่ง คือ คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เรื่องหนึ่งที่ท่านสอนคือ เทคนิค ฝึกวินัยการกินให้ลูก ที่เราเอามาใช้ได้ผลและอยากมาเล่าให้ฟังคือ ‘การกำหนดเวลากินข้าวให้ลูก’

เรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาปวดหัวของหลายๆ ครอบครัว ซึ่งเราก็เจอปัญหานี้เช่นกัน สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เคยแวะเวียนไปที่เพจ ‘หมุนรอบลูก’ อาจจะคิดว่า ปูนปั้นกับปั้นแป้ง ดูไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องทานข้าวนี่นา ดูเป็นเด็กเจริญอาหาร แต่เด็กก็คือเด็กครับ บทจะไม่กินจะเล่นก็จะงอแงได้เสมอ วันหยุดเนี่ยบ่อยทีเดียวที่ พี่ปูนปั้นหรือเจ้าปั้นแป้งจะหม่ำมื้อหนึ่งเป็นชั่วโมงกว่าจะหมด ซึ่งเราก็อยากจะปรับพฤติกรรมตรงนี้ ฝึกวินัยการกินให้เขาเป็นเด็กมีระเบียบ ซึ่งคุณหมอแนะนำไว้ว่า

เทคนิค ฝึกวินัยการกินให้ลูก โดยคุณหมอประเสริฐ

‘ให้เวลาครึ่งชั่วโมง กินไม่หมดก็เก็บ แล้วก็งดขนมจนกว่าจะมื้อถัดไป’

ฝึกวินัยการกินให้ลูก
ฝึกวินัยการกินให้ลูก พ่อแม่ห้ามใจอ่อน

ครั้งแรกที่เราทดลอง ฝึกวินัยการกินให้ลูก ด้วยวิธีคุณหมอ เราก็บอกกฎกติกากับลูก ถามเขาว่าเข้าใจและยอมเห็นด้วยมั้ย เราอธิบายพร้อมบอกประโยชน์ว่าเวลาเรามีจำกัด กินหมดเร็วก็มีเวลาเล่นเยอะ กินหมดช้าก็เวลาเล่นเหลือน้อยลง

แต่ผลในการทดลองครั้งยอมรับว่า ‘ค่อนข้างล้มเหลว’ คือมีมื้อที่ทำสำเร็จน้อยกว่ามื้อที่ทำไม่สำเร็จ สาเหตุที่ล้มเหลวไม่ใช่ว่าวิธีการไม่ดี แต่เพราะเราเองที่ใจอ่อน ซึ่งก็มาจาก 2 ประเด็นหลักๆ คือ

  • เลยครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ลูกขอต่อเวลา เราก็ให้เพราะกลัวลูกไม่อิ่ม
  • เก็บจานเป๊ะ 30 นาที แต่พอลูกขอขนมก็ใจอ่อนเพราะกลัวลูกหิว

เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าปูนปั้นตัวแสบก็รู้ทาง จะบอกกติกายังไง เขาอยากทำก็ทำ ไม่อยากก็ไม่ทำ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ปะป๊ากับหม่ามี้คุยตกลงกันอีกรอบว่า เราจะเริ่มใหม่กันอีกครั้งงวดนี้ ‘เราจะเอาจริงแล้วนะ’ เพราะมันไม่ใช่แค่การกินข้าว แต่มันจะเป็นการฝึกระเบียบวินัยในตนเอง หากจัดการได้ในครึ่งชั่วโมง ก็จะสามารถเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้และจะเป็นสิ่งที่ติดตัวจนโต

อีกทั้งเมื่อกำหนดกติกาแล้ว เมื่อถึงเวลาเก็บก็เก็บก็จะไม่ต้องมาต่อสู้กันบนโต๊ะอาหาร ให้เสียอารมณ์กัน (ซึ่งหลายๆ ครอบครัวก็คงมีประสบการณ์คล้ายกัน ที่อารมณ์หลุดสู้รบกับลูก เพื่อคะยั้นคะยอให้กิน จนกลายเป็นสงครามบนโต๊ะอาหาร)

บทความแนะนำ นวดกดจุดลูกน้อย เพิ่มสูง-แก้ลูกไม่กินข้าว ตามแพทย์จีน

ครั้งที่ 2 ที่เราพยายาาม ฝึกวินัยการกินให้ลูก เช่นเดิมคือ เราก็บอกกฎกติกากับลูก ถามเขาว่าเข้าใจและยอมเห็นด้วยมั้ย แต่ย้ำว่า งวดนี้เราเอาจริงและไม่มีการต่อเวลา ไม่มีขนมให้จนกว่าจะมื้อถัดไปแน่นอน (ช่วงนั้นเราจัดการขนมที่บ้านให้สาบสูญไปจากสารบบด้วย) ซึ่งงวดนี้สัญญาณออกมาดีทีเดียว จากนั้นเราก็ทำเช่นนั้นต่อเนื่องมา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ที่บอกว่าดีนั้นเป็นอย่างไร เช่น มื้อเช้าวันเสาร์วันหนึ่ง พี่ปูนปั้นหม่ำไม่ทัน เราก็เก็บแล้วก็ไม่ให้ขนม พอสายๆ ออกมาข้างนอก พี่ปูนปั้นก็ถามซ้ำหลายครั้งว่า

“ปะป๊าครับใกล้มื้อเที่ยงหรือยังครับ”

หรือ “เราทานมื้อเที่ยงกันเร็วขึ้นหน่อยไหมครับ”

ตอนนั้นก็ทั้งสงสารแต่ก็ขำ อย่างไรก็ดี ลูกก็ต้องทน (เราเองก็เช่นกัน) แล้วพอมื้อเที่ยงคราวนี้เราได้เห็นการกินเร็วปรื้ดเลย

แต่เด็กก็คือเด็ก มันก็จะมีมื้อ ที่ขี้เกียจกินอีก แล้วก็โดนเก็บจานตอนครบเวลา แต่ข้อดีคือ ระเบียบวินัย และความซื่อสัตย์เกิดขึ้น เพราะมีครั้งหนึ่ง ขณะที่เรากำลังล้างจาน แล้วปั้นแป้งซึ่งทานข้าวหมดแล้ว เราก็อนุญาตให้เขากินนมอัดเม็ดตามที่ขอ และเราได้ยินเสียงพี่ปูนปั้นพูดคุยกับน้องว่า

“พี่ปูนปั้นยังกินไม่ได้นะ หนูหม่ำๆ เนอะ”

ตรงนั้นป๊าล้างมือทันที เดินมาหาปูนปั้น และบอกเขาว่า “ป๊าได้ยินที่เขาพูดนะ” และให้เขาเล่าเรื่องราวการสนทนาของเขากับปั้นแป้งให้ฟัง (ว่าใช่อย่างที่เราเข้าใจไหม) ซึ่งเรื่องราวก็คือ ปั้นแป้งยื่นนมเม็ดแบ่งให้ แต่พี่ปูนปั้นไม่รับ และตอบประโยคที่เราได้ยินนั้นกับน้อง พอเล่าจบป๊าก็บอกเขาว่า “ป๊าภูมิใจมาก” พี่ปูนปั้นทำหน้า งงๆ เล็กน้อย แล้วป๊าก็กอดเขา

จากนั้นส่วนใหญ่เขาก็ทานในกรอบเวลา อย่างต่อเนื่อง แถมบางมื้อพี่เขากินไม่ถึง 15 นาทีก็มี และส่วนใหญ่ก็แถวๆ 20 กว่านาที การจัดการบริหารเวลาดีขึ้น พอหม่ำได้เร็ว จะเล่น จะกินขนมก็สามารถทำต่อได้ตามตกลง ตัวพี่ปูนปั้นกับเจ้าปั้นแป้งเองก็รู้สึกว่า

“กินตรงเวลา สนุกกว่าเนอะ”


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

“สุภาษิตสอนพ่อแม่” รับมือ ลูกต่อต้าน โดย พ่อเอก

เป็น “ดาวฤกษ์” หรือ “หลุมดำ” เลี้ยงลูกแบบไหนดี โดย พ่อเอก

เลี้ยงลูกเชิงบวก คุยกับลูกแบบนี้ ไม่ต้องตี ลูกก็เชื่อฟัง

ทำไมลูกกลัวผี สอนลูกไม่ให้ กลัวผี ทำอย่างไร โดย พ่อเอก

4U2 Love Me More Cream

Love Me More Cream บลัชออนเนื้อครีมสุดเริ่ด จาก 4U2

Love Me More Cream บลัชออนเนื้อครีม 9 สี สุดพิเศษต้อนรับวาเลนไทน์ จาก 4U2 ซื้อใช้เองก็เริ่ด หรือจะจัดเป็นของขวัญให้คุณภรรยาก็ดีงาม

Love Me More Cream บลัชออนเนื้อครีม ต้อนรับวาเลนไทน์

บอกได้เลยว่า..บลัชออนเซ็ทนี้ โดนใจคุณแม่ๆ และสาวๆ แน่นอน กับ LOVE ME MORE CREAM BLUSH บลัชออนเนื้อครีมสีสวยทั้งหมด 9 เฉดสี ครีมบลัช เนื้อเนียน เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบระหว่างวัน สีชัดติดทน แบบธรรมชาติสุดๆ แถมยังกันน้ำ กันเหงื่อ ได้อีกด้วย ที่สำคัญคือความพิเศษของ บลัชออนเนื้อครีมนี้ สามารถใช้ทาได้ทั้งแก้ม ตา ปาก ตลับเดียวเอาอยู่ค่ะ

4U2 Love Me More Cream 4U2 Love Me More Cream

มีให้เลือกถึง 9 เฉดสีด้วยกัน ประกอบไปด้วย

C1 YOU MAKE ME SMILE

C2 I AM YOUR WIFE

C3 YOU ARE MINE

C4 I’M LOOKING AT YOU

C5 YOU’RE BEAUTIFUL

C6 I’M PERFECT FOR YOU

C7 YOU ARE BEING SHY

C8 I CAN BE THE ONE

C9 YOU STAND BY ME

4U2 Love Me More Cream

4U2 Love Me More Cream

ทุกสีคือคัดเฉพาะสีเด็ดๆ ปั้วะๆ ปังถูกใจสาวๆกันแน่นอน  ราคาน่ารัก 179 บาทเท่านั้น (ปกติ 199 บาท) วางจำหน่ายที่ ร้าน EVEANDBOY , Watsons และ Beautrium หรือ สั่งซื้อออนไลน์ที่ เว็บไซต์ www.4u2thailand.com

คนท้องกินนมอะไรดี

รีวิวนมทางเลือก คนท้องกินนมอะไรดี ลดลูกเสี่ยงแพ้นมวัว

คนท้องควรกินนมอะไรดี เป็นอีกหนึ่งคำถามที่มักได้ยินบ่อยๆจากแม่ท้อง เพราะขณะตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่ต้องการสารอาหารมากมายเพื่อมาบำรุงตัวเองและลูกน้อยที่ค่อยๆเติบโตให้สมบูรณ์แข็งแรง คุณแม่จำนวนไม่น้อยมีความคิดจะต้องกินนมให้มากที่สุด เพื่อให้ลูกได้รับแคลเซียมเต็มที่ ขณะเดียวกันรู้สึกกังวลว่าถ้ากินนมไม่พอ ลูกจะไม่แข็งแรง

คนท้องกินนมอะไรดี ได้สารอาหารครบ ลูกไม่เสี่ยงแพ้นมวัว

แม่ท้องส่วนใหญ่จึงดื่มนมมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเฉลี่ย 2 – 3 แก้วต่อวัน บวกกับแม่ยุคใหม่ชอบบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมวัวอย่าง ขนม เบเกอรี่ ชีส เนย และไอศกรีม จึงได้รับโปรตีนจากนมวัวเข้าไปปริมาณมาก และส่งผ่านจากตัวแม่ไปยังลูกน้อยโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยความไม่ตั้งใจ แถมพฤติกรรมนี้ยังต่อเนื่องไปจนถึงช่วยให้นมลูกด้วย

คนท้องกินนมอะไรดี

ในเพจของป้าหมอ แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ได้นำบทความส่วนหนึ่งจากหนังสือ “รวมความรู้เรื่องแพ้นมวัว” โดยอาจารย์จรุงจิตร งามไพบูลย์ อดีตหัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และหัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้เด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ ว่า

คุณแม่แทบทุกคนมีประวัติดื่มนมวัวมากกว่าปกติในขณะให้นมลูก สอดคล้องกับข้อสันนิษฐษนว่า คุณแม่สมัยใหม่นิยมดื่มทุกวัน วันละ 1-2 แก้ว นับเป็นการดื่มนมที่มากกว่าเวลาปกติ  การรับโปรตีนจากนมวัวในปริมาณที่มากเกินไปนี้ อาจเป็นสาเหตุให้ลูกที่ดื่มนมแม่มีอาการแพ้นมวัวได้ เพราะอาหารที่คุณแม่รับประทานทั้งในขณะตั้งครรภ์และในขณะให้นมลูกนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อลูก หากคุณแม่รับประทานอาหารชนิดใดมากเกินไป”

ป้าหมอแนะนำว่า หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเน้นกินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป แม้จะมีประโยชน์อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะนมวัว นมถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์นมวัว แต่ให้กินอาหาร 5 หมู่จากวัตถุดิบที่หลากหลาย กินแคลเซียมธรรมชาติจากผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ หรืองาดำแทนก็เพียงพอแล้ว

อาการของเด็กแพ้นมวัว

หากแม่ท้องบริโภคนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวมากเกินไป จะทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมและโปรตีนนมวัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ที่ส่งผลกับลูกน้อยในครรภ์โดยตรง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และเข้าใจว่าโปรตีนจากนมเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงกระตุ้นการผลิตสารแอนตี้บอดี้ชนิด Immunoglobulin E ขึ้นมา เมื่อคลอดแล้วลูกได้รับนมวัวระบบแอนตี้บอดี้นี้จะปล่อยสารฮีสทามีนออกมา จนปรากฎเป็นอาการแพ้ในลักษณะแตกต่างกัน ได้แก่

ความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร

ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด ตัวเล็กเพราะดูดซึมอาหารไม่เพียงพอ

ความผิดปกติทางผิวหนัง

ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ

นอนกรน หายใจไม่สะดวก มีเสมหะเรื้อรัง หายใจมีเสียงวี๊ด และป่วยง่าย

 

MUST READ : เตือนจากแม่ถึงแม่!! ลูกแพ้อาหาร เพราะแม่ท้องโด๊ปอาหารกลุ่มเสี่ยงมากเกินไป

MUST READ : อาการแพ้นมวัว เป็นอย่างไร? อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

 

เด็กแพ้นมวัวมีมีอาการมากกว่า 1 อย่างในกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรัง โดยอาจเริ่มจากอาการแพ้เล็กน้อย แล้วรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิธีป้องกันลูกให้พ้นจากความเสี่ยงต่อการแพ้นมวัวได้ดีที่สุด จึงควรเริ่มต้นตั้งแต่ตั้งครรภ์

อ่านต่อ นมแบบไหนคนท้องดื่มได้ปลอดภัย ลูกไม่แพ้นมวัว หน้า2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คำศัพท์ สภาพอากาศ

คำศัพท์ สภาพอากาศ ภาษาอังกฤษ กับเทคนิคสอนลูกวัยสองขวบเป็นเด็กสองภาษา

ช่วงนี้ท้องฟ้าทั่วประเทศดูมีสีต่างไปจากเดิม หลังจากถูกปกคลุมด้วยหมอกควันจากฝุ่นละอองอันตรายหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะลูกน้อย ซึ่งจำเป็นต้องงดกิจกรรมนอกบ้านเพื่อความปลอดภัย ความจริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถใฃ้โอกาสนี้สอน คำศัพท์ สภาพอากาศ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพิ่มเติมให้ลูกได้

เหมือนอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ ใช้ช่วงเวลาสั้นพาน้องชายคนเล็ก น้องวิลเบิร์ตอายุสองขวบ วัยชอบคุยออกมาเดินเล่นรอบบ้าน พร้อมกับเรียนรู้ คำศัพท์ สภาพอากาศ และสิ่งรอบตัว พร้อมเทคนิคการสอนลูกน้อยที่กำลังหัดพูดให้เป็นเด็กสองภาษาแบบธรรมชาติ

คำศัพท์ สภาพอากาศ ภาษาอังกฤษ พร้อมเทคนิคสองลูกเล็กเก่งภาษา

คำศัพท์ สภาพอากาศ  เป็นกลุ่มคำศัพท์ที่พ่อแม่คิดว่าจะสอนลูกที่โตสักหน่อย เพราะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วคำศัพท์เหล่านี้เป็นเรื่องรอบตัว ที่เด็กๆสามารถสังเกตแห็นได้ทุกวัน แถมยังเริ่มสอนได้ตั้แต่วัยหัดพูดด้วยซ้ำ การสอนภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมาย เพียงช่วงเย็นหลังเลิกงาน หรือเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์  ก็สามารถพาลูกออกไปเดินเล่นบอกบ้าน ชี้ชวนให้ลูกดูท้องฟ้า ก้อนเมฆ แสงแดด หรือสัมผัสสายลมสบายๆ พร้อมสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้แล้ว

เวลาสอนคำศัพท์ สภาพอากาศ ควรลองให้ลูกพูดตามทั้งสองภาษา เพื่อให้พูดสำเนียงที่ถูกต้องและจำศัพท์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 3 ขวบ ซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา และสามารถพูดเป็นคำได้หลายพยางค์แล้ว แม้จะยังพูดไม่ชัดทุกคำ แต่ก็พร้อมจะจดจำคำศัพท์ใหม่ๆแล้ว

อ. คริสแนะนำว่าสำหรับการสอน คำศัพท์ สภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวควรเป็นคำง่ายๆ ออกเสียง 2 – 3 พยางค์ ซึ่งไม่ยาวเกินไปและลูกน้อยสามารถออกเสียงตามได้ง่าย เช่นคำว่า  sunny = แดดจ้า,hazy และ smog = มีหมอกควัน clear sky = ท้องฟ้าโปร่ง เป็นต้น

ลูกน้อยวัย 2 ขวบอาจออกเสียงคำศัพท์ได้ไม่ชัด คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไป แค่พูดแก้แล้วให้ลูกพูดตามให้ถูกต้อง เหมือน คำศัพท์ สภาพอากาศ ที่บางคนออกเสียงยากสักหน่อย แต่เมื่อฝึกบ่อยๆ ลูกน้อยจะออกเสียงได้ชัดขึ้น และมีสำเนียงถูกต้องในที่สุด สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องไม่ลืมคือ การปรับทัศนคติต่อการเรียนภาษาที่สองไว้ว่า ไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน หรือเป็นหน้าที่ของคุณครูเท่านั้น เพราะลูกสามารถเรียนรู้ภาษาได้ตลอดเวลา สถานที่เริ่มต้นดีที่สุด คือ บ้านของเด็กๆและมีคุณครูคนแรกเป็นคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

มาติดตามอ.คริส กับน้องวิลเบิร์ต พ่อลูกคนเก่ง เรียนรู้ คำศัพท์ สภาพอากาศ ภาษาอังกฤษ ตอน สภาพอากาศวันนี้ คำศัพท์เพียบ ในรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

 

มาทบทวน คำศัพท์ สภาพอากาศ และสิ่งรอบตัว กันอีกครั้ง

sunny  แดดจ้า

hazy     มีหมอกควัน

haze    หมอกควัน

smog (smoke +fog)  หมอกควัน

clear sky    ท้องฟ้าโปร่ง

sunset       พระอาทิตย์ตก

windy       ลมแรง

sky          ท้องฟ้า

cloud     เมฆ

dust      ฝุ่น

dust particle    ฝุ่นละออง

air pollution   มลพิษทางอากาศ

mask      หน้ากาก

pui it on   ใส่ (หน้ากาก)

go inside   เข้าข้างใน

go outside   ออกไปข้างนอก

go outdoor   ออกไปเล่นกิจกรรมข้างนอก

take a walk    เดินเล่น

dragonfly    แมลงปอ

airplane       เครื่องบิน

van              รถตู้

light           ไฟ

leaves        ใบไม้

sign           ป้าย

road          ถนน

pigeon      นกพิราบ

grass        หญ้า

bushes     พุ่มไม้

walkway   ทางเดิน

coconut     มะพร้าว

bridge        สะพาน

flower       ดอกไม้

lake            ทะเลสาบ

catfish        ปลาดุก

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและ คำศัพท์ สภาพอากาศ ภาษาอังกฤษ ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้นไม้กันฝุ่น

9 ต้นไม้กันฝุ่น-ดูดสารพิษ ฟอกอากาศในบ้านให้บริสุทธิ์

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลับมาทีไรสร้างความหนักใจให้กับหลาย ๆ บ้าน หากบ้านไหนยังไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ทีมแม่ ABK ขอแนะนำเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติ ที่หาซื้อได้ง่ายแถมราคาไม่แพงอีกต่างหาก มาดู 9 ต้นไม้กันฝุ่น-ดูดสารพิษกันค่ะ ว่ามีต้นอะไรบ้าง

9 ต้นไม้กันฝุ่น-ดูดสารพิษ ฟอกอากาศในบ้านให้บริสุทธิ์

อย่างที่ทราบกันว่า การปลูกต้นไม้ เป็นการช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ดี เพราะต้นไม้จะช่วยคายออกซิเจนในช่วงกลางวัน ทำให้เราได้อากาศบริสุทธิ์ ซึ่งการได้สูดอากาศบริสุทธิ์ มีผลดีต่อสุขภาพ และยังช่วยดูดซับก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดภาวะเรือนกระจก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน จนเกิดปัญหาฝุ่นเหมือนเช่นทุกวันนี้

ตามธรรมชาติ ต้นไม้สามารถป้องกันและจับฝุ่นละอองได้ทุกชนิดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการปลูกต้นไม้ในบ้าน นอกจากเพื่อช่วยให้ ต้นไม้กันฝุ่น แล้ว ยังควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น สีสันและขนาดของต้นไม้ควรมีสีสันที่สวยงามเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย เป็นต้นไม้ที่ปรับสมดุลความชื้นภายในบ้านได้ ช่วยดูดสารพิษและฟอกอากาศภายในบ้านได้ เป็นต้น มาดูกันค่ะว่า 10 ต้นไม้กันฝุ่น-ดูดสารพิษ ที่ควรนำมาปลูกในบ้านมีต้นอะไรบ้าง

ลิ้นมังกร
ลิ้นมังกร
  1. ลิ้นมังกร

ลิ้นมังกรเป็นพืชที่มีลักษณะโดดเด่นที่ใบสวยงามแปลกตา ปลูกได้ทั้งภายนอกอาคาร และปลูกลงในกระถางเพื่อประดับภายในอาคารและบ้านเรือน ถึงแม้จะเป็นพืชที่โตช้าแต่ก็ปลูกง่ายและทนทาน ถึงแม้คุณสมบัติในการดูดสารพิษของลิ้นมังกรจะไม่มากนัก แต่คุณสมบัติเด่นของลิ้นมังกรอยู่ที่เป็นพืชที่คายออกซิเจนออกมาตอนกลางคืนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป จึงเหมาะที่จะปลูกไว้ในห้องนอน

เยอบีร่า
เยอบีร่า

2. เยอบีร่า

เยอบีร่า เป็นพันธุ์ไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม โดยพันธุ์ไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็นไม้พุ่มที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ใบเป็นแฉกมีสีเขียวสด และมีดอกหลากสีเช่น แดง ส้ม เหลือง ม่วง ชมพู เป็นต้น เป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแดดจัดแต่ยังสามารถปลูกในบ้านได้ เพียงแต่ต้องวางในตำแหน่งที่มีแสงแดดส่องถึงสักหน่อย นอกจากความสวยงามที่ทำให้สบายตาแล้ว เยอบีร่ายังมีประสิทธิภาพสูงในการกันฝุ่น-ดูดสารพิษภายในอาคารได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย

จั๋ง
จั๋ง

3. จั๋ง

จั๋งเป็นพืชตระกูลปาล์มที่มีขนาดเล็ก ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน หากปลูกในบ้านจะสูงประมาณ 2 เมตร เป็นพืชที่เจริญเติบโตช้าแต่เลี้ยงง่าย ทนการขาดน้ำได้หลายวัน สามารถปลูกในบ้านได้แต่ต้องมีแสงแดดส่องถึงพอสมควร มีคุณสมบัติในการกันฝุ่น-ดูดซับสารพิษในอากาศได้ดีมาก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 9 ต้นไม้กันฝุ่น-ดูดสารพิษ ฟอกอากาศในบ้านให้บริสุทธิ์

อันตรายจากสาหร่าย

ฉลาดซื้อชี้! อันตรายจากสาหร่าย ปนเปื้อนสารพิษเกินมาตรฐาน

สาหร่ายทะเลอบกรอบ ขนมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เพราะรสชาติที่มัน เค็ม และกรอบ แต่ในวันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับ อันตรายจากสาหร่าย จากฉลาดซื้อที่ได้พบตะกั่วและแคดเมี่ยมในสาหร่ายทุกยี่ห้อที่ทดสอบ!

ฉลาดซื้อชี้! อันตรายจากสาหร่าย ปนเปื้อนสารพิษเกินมาตรฐาน

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำข่าว อันตรายจากสาหร่าย จากการนำผลทดสอบ สาหร่ายทะเลอบกรอบ จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ตรวจหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วและแคดเมียม โดยได้สุ่มซื้อผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลอบกรอบ จำนวน 13 ตัวอย่าง (12 ยี่ห้อ) จากห้างสรรพสินค้าและตลาดของฝาก เพื่อตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่วและแคดเมียม พบว่า

  • 11 จาก 13 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนตะกั่ว แต่ไม่เกินมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ. 2529) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน สาหร่ายทะเลอบกรอบ (มผช.515/2547) ที่กำหนดให้การปนเปื้อนของตะกั่วสูงสุดได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม (1 มก./กก.)
  • ทั้ง 13 ตัวอย่างพบการปนเปื้อนของแคดเมียม แต่ไม่เกินมาตรฐานของ อย. และ 1 ใน 13 ตัวอย่าง พบว่ามีปริมาณแคดเมียมสูงถึง 2.34 มก./กก. ซึ่งตามประกาศ อย. เรื่อง กำหนดปริมาณการปนเปื้อนสูงสุดของแคดเมียมในอาหารบางชนิด ข้อที่ 1 (5) กำหนดให้ สาหร่ายพร้อมบริโภค ในสภาพแห้ง สามารถตรวจพบปริมาณการปนเปื้อนแคดเมียมได้สูงสุดไม่เกิน 2 มก./กก. (ประกาศ ณ วันที่ 1 ส.ค.61)
  • อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน สาหร่ายทะเลอบกรอบ (มผช.515/2547) ที่กำหนดให้สามารถพบปริมาณแคดเมียมได้ ไม่เกิน 0.2 มก./กก. ปรากฏว่า ผลตรวจวิเคราะห์ปริมาณแคดเมียมในกลุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์สาหร่ายอบกรอบนั้น ไม่ผ่านมาตรฐานทุกตัวอย่าง
สาหร่ายทะเลอบกรอบ
ปริมาณการปนเปื้อนโลหะหนักในสาหร่ายทะเลอบกรอบ

การได้รับโลหะหนักทั้งสองชนิดในปริมาณมากก็จะทำให้เกิดอันตรายกับร่างกาย โดยความเป็นพิษของตะกั่ว มีทั้งอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง คือ ปวดท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ประสาทหลอน ซึม ชัก เป็นอัมพาต ไม่รู้สึกตัว และอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กจะมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีการดูดซึมตะกั่วในลำไส้มากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนแคดเมียมอาจส่งผลต่อ ปอด ตับ ไต กระดูก ระบบสืบพันธุ์ หลอดเลือดหัวใจ และเป็นสารก่อมะเร็งด้วย

นอกจากเรื่องการปนเปื้อนของโลหะหนักแล้ว ปริมาณโซเดียมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากเมื่อดูข้อมูลบนฉลากโภชนาการ ส่วนใหญ่ระบุข้อมูลปริมาณโซเดียมสูงสุดที่ 2,400 มก. ทั้งที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำปริมาณการบริโภคโซเดียมสูงสุด ใน 1 วัน ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม (เกลือ 1 ช้อนชา)

ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงได้เรียกร้องให้ทาง อย. พิจารณาปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานของการปนเปื้อนโลหะหนัก และปริมาณโซเดียมเพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้ผู้บริโภค และเพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึง อันตรายจากสาหร่าย

ส่วนผู้บริโภค ควรอ่านข้อมูลบนฉลากโภชนาการก่อนการบริโภคสาหร่ายอบกรอบ เพื่อให้ทราบปริมาณที่ควรรับประทานในแต่ละวัน ควบคุมไม่ให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมต่อวันเกินจำเป็น และเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของโลหะหนักซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อย. ออกประกาศใหม่ ปรับเกณฑ์มาตรฐานในสาหร่ายแล้ว ชี้ไม่มี อันตรายจากสาหร่าย หากทานพอดี

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรงและอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์

ในช่วงนี้ ที่มีการระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A นั้น ทำให้แม่ ๆ กังวลกันไม่น้อยว่าโรคนี้อันตรายและรุนแรงแค่ไหน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ ให้แม่ ๆ ได้เตรียมพร้อมรับมือกันค่ะ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรงและอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์

โรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร มีอาการอย่างไร?

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ Influenza virus ซึ่งเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นจมูก คอ หลอดลม และปอด โดยเชื้ออาจจะลามเข้าไปที่ปอดจนทำให้เกิดอาการปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการปวดศีรษะ ปวดตามตัว และปวดตามกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก ไข้หวัดใหญ่พบได้ในทุกวัย แต่จะพบมากที่สุดในวัยเด็ก แต่อัตราการเสียชีวิตจากการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่มักเกิดกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคไต และโรคหัวใจ เป็นต้น

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ มักจะมีไข้สูง มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ

ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธุ์?

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สามารถแบ่งได้เป็น 3 สายพันธุ์หลัก ๆ ได้แก่

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A เป็นไข้หวัดใหญ่ที่มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ หากแพร่ระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากกว่าชนิดอื่น ๆ เชื้อที่ตรวจพบในร่างกายมีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ได้สูง และสามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนได้อีกด้วย
  • ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B เป็นไวรัสที่จะพบเชื้อได้ในคนเท่านั้น อาการไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A ส่วนมากจะเกิดการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาว เพราะสภาพแวดล้อมที่เชื้อไวรัสชนิดนี้ชอบคืออากาศเย็นและแห้ง
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการเพียงเล็กน้อยและมักไม่ค่อยพบการระบาด
    ความแตกต่าง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A มีกี่สายพันธุ์ย่อย? และอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

เป็นไข้หวัดใหญ่ตอนท้อง

ครูก้อย ภรรยาเจมส์ เรืองศักดิ์ เป็นไข้หวัดใหญ่ตอนท้อง 8 เดือน

“ครูก้อย” ภรรยา “เจมส์ เรืองศักดิ์” ป่วย เป็นไข้หวัดใหญ่ตอนท้อง ทำให้ทั้งคู่เป็นกังวลและเป็นห่วงลูกในท้องว่าจะเป็นอันตรายจากการป่วยครั้งนี้

ครูก้อย ภรรยาเจมส์ เรืองศักดิ์ เป็นไข้หวัดใหญ่ตอนท้อง 8 เดือน

แม่ท้องทุกคน ก็เหมือนคนปกติทั่วไป ที่เป็นไปได้ยากที่จะไม่เจ็บป่วยอะไรเลย โดยเฉพาะโรคที่แพร่กระจายในกลุ่มคนใกล้ชิดได้ง่าย แม่ท้องที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น การทานหรือรับสิ่งใดเข้าร่างกาย สิ่ง  ๆ นั้นก็สามารถส่งต่อให้แก่ทารกที่อยู่ในครรภ์ได้ ดังนั้นทำให้การรักษาโรคต่าง ๆ และการทานยาชนิดต่าง ๆ ซับซ้อนยิ่งขึ้น อย่างเช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ที่ “ครูก้อย” ภรรยา “เจมส์ เรืองศักดิ์” กำลังป่วยอยู่ในขณะนี้ โดยครูก้อยได้โพสต์ลง Instagram ถึงอาการและความกังวลของคนเป็นแม่ ดังนี้

ไข้หวัดใหญ่ขณะตั้งครรภ์
ครูก้อย ภรรยา เจมส์ เรืองศักดิ์ ป่วย เป็นไข้หวัดใหญ่ตอนท้อง 8 เดือน

เมดา…แม่เป็นห่วงลูกจัง😷
วันนี้คุณหมอสั่งป้ายจมูกเพื่อไปตรวจหาไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากแอดมิท 1 คืนแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น มีไข้สูง 38.8 ปวดเมื่อยตามตัว พยาบาลใช้ไม้ยาว ๆ แหย่เข้าไปลึกสุดโพรงจมูก เจ็บด้วย จามด้วย น้ำตาไหลเลย… 3 ชั่วโมง ผลออกแล้ว…เป็นไปตามที่หมอคาดไว้
แม่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A “H1N1” แต่ก็ยังดีที่เป็นตัวนี้ เพราะคนเป็นเยอะ และมียาต้านไวรัส แต่คุณหมอกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะให้ยาหรือไม่ให้ หรือให้ปริมาณไหน เพราะคนท้องการรักษาจะมีข้อจำกัดเรื่องยาซึ่งเกรงจะกระทบต่อลูก
ปีที่แล้วก่อนท้อง ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ไปแล้วแต่ก็เอาไม่อยู่ เพราะคุณหมอบอกว่าไข้หวัดใหญ่กลายพันธุ์ได้เร็วมากในแต่ละปี
ตอนนี้เป็นห่วงแต่ลูก..กลัวลูกจะอันตราย แต่คุณพยาบาลก็จะมาเช็คหัวใจน้องอยู่ตลอด ให้เราสังเกตการดิ้นของลูก น้องยังดิ้นดีตลอด เมดาคงไม่รู้เรื่องใช่ไหม..ว่าแม่ป่วย หนูยังอยู่สบายดีใช่ไหมลูก

#31wkspregnant
#ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A #H1N1
#saving_Meda

ขอบคุณข้อมูลจาก : natcha_loychusak

ล่าสุด ครูก้อย ได้โพสต์ลง Instagram ส่วนตัวว่าได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ทีมงาน Amarin Baby & Kids

ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เป็นไข้หวัดใหญ่ตอนท้อง อันตรายแค่ไหน? กระทบลูกในท้องหรือไม่?

ตัวเลขภาษาอังกฤษ

สอน ตัวเลขภาษาอังกฤษ อย่างไรให้ลูกออกเสียงได้ถูกเป๊ะ

คุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่าตัวเองไม่เก่งภาษาคงสอนให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษไม่ได้ เป็นอีกหนึ่งความคิดที่ควรจำกัดทิ้งไป เพราะการสอนภาษาอังกฤษให้ลูกน้อย เริ่มต้นได้ตั้งแต่วัยที่ยังพูดไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องสอนด้วยคำศัพท์ยากๆ หรือประโยคซับซ้อน เพียงเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ อย่าง ตัวเลขภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหมวดคำศัพท์สำคัญที่ไม่ควรพลาด

เนื่องจาก ตัวเลขภาษาอังกฤษ  ทั้งหลักหน่วยอย่าง 1 2 3 4 5 และหลักสิบอย่าง 10 20 30 ไล่ไปจนถึง 100 เป็นเรื่องที่เด็กต้องเจอในชีวิตประจำวัน แถมยังเป็นพื้นฐานความรู้เมื่อเข้าโรงเรียน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอดแทรกการเรียนเรื่องตัวเลขเป็นกิจกรรมกับลูกด้วย สำหรับเด็กเล็ก การจะให้ลูกนั่งเรียนกับโต๊ะ หรือสอนอ่านจากหนังสือ เด็กๆคงไม่สนใจและอาจต่อต้าน หากลองเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์เสริมพัฒนาการ เช่น การ์ดตัวเลข หรือตัวเลขฟองน้ำ ให้ลูกได้จับ ได้สัมผัส บวกกับการเล่นสนุุก จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการเรียนรู้มากขึ้น

อยากให้ลูกเก่งภาษา เริ่มต้นจาก ตัวเลขภาษาอังกฤษ

รายการ Kids Talk ช่วง Daddy Talks ใน EP นี้ เป็นเวลาแห่งความสนุกในบ้าน ที่อ.คริส ชวนสองพี่น้อง น้องวิน วินสตัน หนุ่มวัยซนและน้องวิลล์ วิลเบิร์ก วัยหัดพูดมาเล่นเกมทาย ตัวเลขภาษาอังกฤษ เพื่อทดสอบดูว่าน้องวินรู้จักตัวเลขทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษดีแค่ไหน ขณะเดียวกันจะได้สอนให้น้องวิลล์รู้จักกับตัวเลขต่างๆด้วย มาดูกันว่าอ.คริสมีเทคนิคสอนภาษาอังกฤษอย่างไร ที่ช่วยให้หนูน้อยทั้งสองจดจำ ตัวเลขทั้งสองภาษาได้แม่นยำ และออกเสียงอย่างถูกต้อง ไว้เป็นต้นแบบของคุณพ่อคณแม่กลับไปฝึกลูกๆที่บ้านด้วย ตามมาเลยค่ะ

เด็กไทยส่วนใหญ่รู้จัก ตัวเลขภาษาอังกฤษ เป็นอย่างดีและสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ แต่ปัญหาใหญ่ที่อาจถูกละเลยนั่นคือ “การออกเสียง” แต่ละคำให้ถูกต้องและมีสำเนียงใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ลูกสามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติให้เข้ากันได้ง่ายขึ้น เสียงที่มักขาดหายไปหรือผิดพลาดบ่อยๆในคำภาษาอังกฤษ คือ เสียงท้ายตัวสะกด ที่ไม่ปรากฎในภาษาไทยแต่สำคัญมากสำหรับภาษาอังกฤษ เพราะหากออกเสียงผิด ก็ทำให้ความหมายผิดตามไปด้วย

เช่น เลข 6 ตัวเลขภาษาอังกฤษ คือคำว่า  SIX คนไทยมักออกเสียง “ซิก” ซึ่งลืมเสียงท้ายคำของตัว X  นั่นทำให้คนต่างชาติเข้าใจผิดเป็นคำว่า SICK ที่แปลว่าป่วย จึงต้องออกเสียงว่า “ซิกส” 

หรือ เลข 8 ตัวเลขภาษาอังกฤษ คือคำว่า EIGHT คนไทยมักออกเสียงว่า “เอ้ก” ลืมเสียงท้ายคำของตัว T ทำให้ฝรั่งเข้าใจผิดเป็นคำว่า EGG ที่แปลว่า ไข่ ฉะนั้นจึงควรออกเสียงว่า “เอท”  เป็นต้น หากคุณแม่ไม่มั่นใจว่า ตัวเลขภาษาอังกฤษ แต่ละตัวออกเสียงอย่างไร สามารถเช็กวิธีออกเสียงได้จากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้การสอนภาษาอังกฤษที่บ้านง่ายขึ้น

หากลูกน้อยในวัยอนุบาลที่คุ้นเคยกับตัวเลข 1 – 10 ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยแล้ว คุณแม่สามารถเพิ่มเติมความรู้ด้านคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ ให้ลูกได้โดยให้ลูกรู้จักกับ ตัวเลขภาษาอังกฤษ หลักสิบจนถึง 100 ในช่วงแรกๆ เด็กส่วนใหญ่อาจสับสนคำเรียกระหว่างหลักหน่วยกับหลักสิบ ซึ่งในภาษาอังกฤษเป็นคำคล้ายคลึงกัน เช่น คำว่า 13 หรือ Thirteen  กับ 30 หรือ Thirty ซึ่งออกเสียงแตกต่างกัน

ดังนั้นคุณแม่อาจใช้วิธีเดียวกับอ.คริส ในการทดสอบลูกน้อย ด้วยการให้ลูกทายชื่อตัวเลขจากการ์ดคำศัพท์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำว่า  13 ออกเสียงอย่างไร 30 ออกเสียง อย่างไร ในครั้งแรกๆ ลูกอาจทำได้ไม่คล่อง หรือไม่อยากเล่นด้วยเพราะยังเป็นเรื่องยาก ขอแค่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งท้อ ค่อยๆเล่น ค่อยๆสอนด้วยบรรยากาศที่สนุก ผ่อนคลาย และไม่กดดัน เชื่อว่าไม่ช้า ลูกจะซึมซับความรู้ใหม่นี้ไปโดยไม่รู้ตัว

มาติดตามอ.คริส กับน้องวิน พ่อลูกคนเก่งเรียนรู้ตัวเลขภาษาอังกฤษ ตอนตัวเลขแสนสนุก ในรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและตัวเลขภาษาอังกฤษที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks