วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น

วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นกินอย่างไรให้สุขภาพดี

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ประชากรมีอายุยืนยาวที่สุด และมีสุขภาพดีที่สุด นั่นเป็นเพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตและการกินของคนญี่ปุ่นนั้น ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง มาดู วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น กันค่ะ ว่าทำอย่างไรให้ลูกแข็งแรง สุขภาพดี และกินเก่ง

วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นกินอย่างไรให้สุขภาพดี

แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกแข็งแรง มีสุขภาพดี มีภูมิต้านทางสูง แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ เมื่อลูกยังไม่ยอมกินข้าวอยู่อย่างนี้ ส่วนอาหารที่ยอมกินนั้นก็ไม่มีสารอาหารที่ครบถ้วนเพียงพอ มาดู วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น และเคล็ดลับการสอนลูกให้กินอาหาร และ การฝึกวินัยในการกินอาหาร ของเด็กญี่ปุ่นกันค่ะ ว่าทำไมเด็กญี่ปุ่นหลาย ๆ คน จึงไม่มีปัญหาเรื่องการกินยาก และยังมีสุขภาพดีจากการกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ

วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นกินอย่างไรให้สุขภาพดี

1. ทำให้ลูกมีความสุขบนโต๊ะอาหาร

ใครว่าการสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ดีนั้นไม่สำคัญ? แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ถ้ามีคนมาดุด่าว่ากล่าวระหว่างกินข้าวอยู่นั้น ก็จะพาลทำให้อาหารมื้อนั้นไม่อร่อยขึ้นมาได้ ในทางกลับกัน หากลูก ๆ จะต้องมาทะเลาะกับคุณพ่อหรือคุณแม่ทุกครั้งที่ทานอาหาร ลูกจะกินอาหารได้อร่อยหรือไม่? แต่ไม่ใช่ว่าคุณแม่จะสามารถปล่อยให้ลูกทานอาหารนานเท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ หรือเลือกทานอะไรก็ได้หรอกนะคะ สามารถกำหนดเวลาในการทานอาหาร และสอนมารยาทในการทานอาหารได้ เพียงแต่การตั้งกฎต่าง ๆ นั้น ไม่ควรไปเพิ่มความกดดันให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีความสุขในการทานอาหารร่วมกันทั้งครอบครัว

เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น
เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น

2. ขนมไม่ใช่วายร้าย

แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยขนมหวานและขนมอร่อย ๆ มากมาย แต่เด็ก ๆ ที่นั่นกลับไม่มีปัญหาเรื่องอยากกินขนมมากกว่ากินข้าว นั่นก็เพราะพ่อแม่ยอมให้เด็ก ๆ ได้เพลิดเพลินกับของอร่อยและขนมเป็นบางโอกาสในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ได้เข้มงวดจนเกินไป เด็ก ๆ จึงไม่รู้สึกเกร็งและฝืนใจเมื่อถึงเวลามื้ออาหาร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นกินอย่างไรให้สุขภาพดี

ครีมกันแดดเด็ก

ครีมกันแดดเด็ก ก่อนซื้อต้องดูอะไร เลือกแบบไหนให้ลูกดี?

เพื่อไม่ให้ลูกพลาดซัมเมอร์สุดสนุกและไม่ต้องผิวเสียไปกับแสงแดดที่จัดจ้า เพียงเลือก ครีมกันแดดเด็ก ให้อ่อนโยน เหมาะสำหรับผิวของลูกน้อย ก็สามารถช่วยได้!!

แดดแรงเบอร์นี้ เลือก ครีมกันแดดเด็ก
แบบไหนดี ต้องดูอะไรบ้าง?

เพราะ ครีมกันแดดเด็ก มีหลายยี่ห้อ แต่รู้ไหมคะว่ามีกี่แบบ และแต่ละแบบจะใช้ดีแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? มาค่ะ … ตามมาดูรีวิวครีมกันแดดสำหรับเด็กกันแบบชัดๆ พร้อมเทคนิคการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ กันแดดเด็ก ต้องดูเรื่องใดบ้าง…และกันแดดตัวไหนเหมาะกับลูกน้อยของเรามากที่สุด! ติดตามกันได้ในคลิปเลย!!

ข้อสังเกตก่อนซื้อ ครีมกันแดดเด็ก

  •  มองหาคำว่า KIDS บนฉลากผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าไปซื้อในแผนกสินค้า เด็ก บางยี่ห้อเขาจะมีเป็นรูปเด็กอยู่บนผลิตภัณฑ์
  • ถ้าลูกต้องมีกิจกรรมนอกบ้าน ควรเลือกแบบสูตรกันน้ำ กันเหงื่อ  แต่ส่วนมากกันแดดเด็กเขาจะเป็นสูตรกันน้ำ กันเหงื่อมาเลยค่ะ
  • แล้วค่า SPF เท่าไหร่ดีล่ะ  ค่ากันแดดก็จะมีตั้ง  15 20 30 40 50 ให้ เลือกใช้ตามกิจวัตรประจำวันเลยค่ะ ถ้าต้องอยู่นอกบ้านมากกว่าอยู่ในบ้าน ก็เลือกค่า SPF สูงๆ ได้เลย  
  • เป็นสูตรที่อ่อนโยนต่อผิวเด็ก คือโดยปกติเราจะเริ่มใช้กันแดดกับ ผิวเด็กได้เนี่ย คือต้องลูกอายุได้ 6 เดือนก่อนนะคะ กันแดดเด็กส่วนใหญ่เขาก็จะทำออกมาให้มีส่วนผสมที่เป็นมิตรต่อผิวของเด็กๆ อยู่แล้วค่ะ คือมีสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารกันเสีย

สำหรับผลิตภัณฑ์กันแดดที่บอมเบย์เลือกมาวันนี้ จะเป็น 4 แบบ 4 สไตล์กันเลยค่ะ

ตัวแรก คินดี้ ซันสกรีนโลชั่น ตัวนี้เขาทำออกมาคือใช้ได้กับลูกตั้งแต่อายุ 6 ขึ้นไปได้เลยค่ะ มีค่ากันแดด SPF 40 PA+++ ใช้ทากันแดดได้ทั้งผิวหน้าและผิวตัวค่ะ เป็นสูตรกันน้ำ ที่สำคัญนะคะสารสกัดธรรมชาติออร์แกนิค คือกันแดดตัวนี้เหมาะกับเด็กที่ผิวแพ้ง่ายเลยค่ะ ส่วนเนื้อกันแดดจะเป็นโลชั่นเนื้อครีม แต่พอทาลงบนผิวเนื้อกันแดดบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะเลยค่ะ

ตัวที่สอง NIVEA SUN Kids เป็นกันแดดแบบโรลออน นี่ค่ะกลิ้งลงบทผิวได้เลย มีค่ากันแดด SPF50+ เป็นสูตรกันน้ำสูง แล้วก็ทาที่ผิวปุ๊บปกป้องผิวจากแสงแดดได้ทันที เขาบอกว่าสามารถกันแดดได้ทั้ง UVA และ UBV คือถ้าพาลูกไปเที่ยวทะเลเล่นทราย เล่นน้ำ ตัวนี้เหมาะมากค่ะ

ตัวที่สาม ENFANT SUNSCREEN Milky Spray เป็นกันแดดแบบสเปรย์ฉีดค่ะ เนื้อกันแดดจะเป็นเนื้อน้ำนม นี่ค่ะบอมเบย์ฉีดให้ดู กันแดดตัวนี้เขาบอกว่าใช้ได้กับทั้งผิวหน้าและผิวตัว แต่ข้อแนะนำคือถ้าจะทากันแดดที่ผิวหน้า ให้ฉีดสเปรย์ลงบนฝ่ามือก่อนแล้วค่อยทาลงบนผิวหน้าลูก ห้ามฉีดสเปรย์กันแดดที่ผิวหน้าโดยตรงนะคะ เพราะละอองสเปรย์อาจเข้าตา จมูก ปากลูกเกิดอันตรายได้ค่ะ วิธีใช้นี้ใช้กับทุกแบรนด์ที่ทำกันแดดแบบสเปรย์ออกมานะคะ กันแดดตัวนี้มีค่า SPF30 PA+++ เป็นสูตรกันน้ำกันเหงื่อ มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติ อ่อนโยนต่อผิวเด็ก

ตัวสุดท้าย Biore UV Kids เป็นกันแดดแบบโลชั่นเนื้อน้ำนม บางเบา เกลี่ยง่าย ทาแล้วไม่เหนอะหนะ กันน้ำ กันเหงื่อด้วยค่ะ กันแดดตัวนี้จะมีค่า SPF50+ PA+++ ปกป้องผิวได้ทั้งรังสี UVA1 UVA2 และ UVB เป็นสูตร pH-balanced ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสี อ่อนโยนต่อผิวเด็ก

สำหรับ กันแดดเด็ก ที่บอมเบย์เลือกมาครั้งนี้ จริงๆ จะบอกว่าใช้ดีทุกตัวเลยค่ะกับผิวของเด็กๆ ชอบแบบไหน หรือสะดวกต่อการใช้แบบไหนก็เลือกเอาค่ะ ซึ่ง ครีมกันแดดเด็ก ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดด ให้ทากันแดดก่อนออกแดดประมาณ 20 นาที และทาซ้ำทุก 40 นาที หรือทุก 2 ชั่วโมงหากต้องอยู่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานนะคะ

เรื่องต้องรู้ !! ค่า SPF กับ PA บนฉลากผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดดเด็ก

ตัวอักษร SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นค่าการป้องกันรังสี UVB ในแสงแดด
>> ตัวอย่างเช่น ค่ากันแดด SPF15 ผิวจะทนแดดได้นาน 15 เท่า หรือประมาณ 150-300 นาที

ตัวอักษร PA หรือ Protection grade of UVA เป็นค่าป้องกันรังสี UVA ในแสงแดด ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับ

อักษร PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ระดับ เริ่มต้น

อักษร PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ระดับ กลาง

อักษร PA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ระดับ สูง

อักษร PA++++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ระดับ สูงสุด

เพราะการปกป้องผิวของลูกน้อยจากแสงแดดเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันเลือกน้อยไม่ให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง คุณแม่สามารถทา ครีมกันแดดเด็ก ให้ลูกได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะหน้าร้อนเท่านั้นนะคะ

อ่านต่อบทความน่าสนใจ


ข้อมูลอ้างอิงจาก : www.nsm.or.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกร้องไห้บนเครื่องบิน

คุณแม่แจกชุดป้องกันเสียงเด็ก รับมือ ลูกร้องไห้บนเครื่องบิน

เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้น ความกดอากาศเปลี่ยนแปลง ต้องเจอกับคนแปลกหน้าหลายคน ก็เป็นธรรมดาที่ ลูกร้องไห้บนเครื่องบิน มาดูไอเดียการแก้ปัญหาเด็กร้องกวนบนเครื่องบินของคุณแม่ท่านนี้กันค่ะ

คุณแม่แจกชุดป้องกันเสียงเด็ก รับมือ ลูกร้องไห้บนเครื่องบิน

“กรุณาใช้สิ่งเหล่านี้เมื่อหนูทำเสียงดังรบกวน”

หลาย ๆ คนอาจจะเคยประสบกับเหตุการณ์ที่เมื่อขึ้นเครื่องบินแล้วได้ยินเสียงเด็กร้องไห้งอแง หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่าเป็นธรรมดาของเด็ก แต่ในอีกหลาย ๆ คนอาจจะต้องการพักผ่อน ในฐานะที่เป็นแม่ของเด็กที่ร้องงอแง คงจะไม่สบายใจเป็นแน่ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำวิธีแก้ปัญหาที่สุดแสนจะน่ารักและได้ผลดีของคุณแม่ชาวเกาหลีท่านหนึ่งที่ได้แจก “ชุดป้องกันเสียงเด็ก” ที่มีที่อุดหูพร้อมทั้งลูกอมหลากหลายชนิดให้กับผู้ร่วมเดินทาง 200 ท่าน โดยสายการบินนี้บินจาก กรุงโซล ประเทศเกาหลี สู่ ซานฟรานซิสโก ประเทศ สหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง

เรื่องราวเหล่านี้ถูกแชร์โดยผู้ใช้เฟสบุ๊คท่านหนึ่งชื่อ Dave Corona ที่ได้ร่วมเดินทางในเครื่องบินลำเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ด้วย โดยคุณแม่ท่านนี้ทราบว่าลูกของเธออาจจะร้องไห้งอแงเสียงดังในขณะที่เดินทางบนเครื่องบินได้ จึงแก้ปัญหาโดยการแจก ชุดป้องกันเสียงเด็ก พร้อมข้อความนี้

ทารกขึ้นเครื่องบิน
หนูน้อยจุนวูได้แจกชุดป้องกันเสียงเด็ก ให้ผู้ร่วมเดินทาง 200 ท่าน

“สวัสดีครับ ผมชื่อ Junwoo (จุนวู) ผมอายุ 4 เดือนครับ วันนี้ผมกำลังเดินทางไปที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับคุณแม่และคุณยายของผม เพื่อไปหาคุณป้าของผมครับ”

“ผมรู้สึกกลัวและกังวลนิดหน่อย เพราะนี่คือไฟลท์แรกในชีวิตของผม นั่นหมายถึงผมอาจจะร้องไห้หรือส่งเสียงดังมากเกินไป”

“ดังนั้น คุณแม่ของผมจึงเตรียมชุดป้องกันเสียงเด็ก เล็ก ๆ นี้ไว้สำหรับคุณ จะมีทั้งลูกอมและที่อุดหู ขอความกรุณาใช้มัน เมื่อผมส่งเสียงดัง ขอให้เดินทางอย่างมีความสุขนะครับ ขอบคุณครับ”

โดยผู้โดยสารที่แชร์เรื่องราวนี้ ยังกล่าวต่ออีกว่าเขาไม่ได้ยินเสียงเด็กเล็ดลอดเข้ามาเลยสักคร้้งเดียว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ลูกร้องไห้บนเครื่องบิน เพราะปวดหูต้องทำอย่างไร?

โรคหัดระบาด

โรคหัดระบาด!! ตายแล้ว 23 ราย รีบพาลูกฉีดวัคซีน

สถานการณ์ โรคหัดระบาด ในปี 2561 ที่ผ่านมา พบว่ามีการระบาดมากถึง 3,590 ราย เสียชีวิต 23 ราย ทำให้ในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มวัคซีนป้องกันโรคหัดสำรองไว้กว่า 1.4 แสนโด๊ส เพื่อเตรียมตอบโต้หากเกิดการระบาดขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

โรคหัดระบาด!! ตายแล้ว 23 ราย รีบพาลูกฉีดวัคซีน

วันที่ 4 มี.ค. 2562 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึง กรณีที่มีรายงานข่าวว่าในปี 2561 ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ นั้น โดยในประเทศไทยพบว่าในปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันโรคหัดทั่วระเทศ 3,590 ราย และพบผู้เสียชีวิต 23 ราย ซึ่งตั้งแต่ปี 2527 ประเทศไทยได้บรรจุวัคซีนป้องกันโรคหัดเข้าเป็นวัคซีนบังคับที่จำเป็นต้องให้กับเด็กทุกคน เพื่อรองรับการระบาดของโรคหัดที่เกิดขึ้น โดยมีมาตรการเร่งรัดการกำจัดโรคหัด 5 มาตรการ ดังนี้

  1. เพิ่มและรักษาระดับความครอบคลุมการได้รับวัคซีน
  2. เร่งรัดการเฝ้าระวังโรคและการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ
  3. เสริมสร้างความเข้มแข็งของการสอบสวนและควบคุมโรค
  4. รณรงค์ให้วัคซีนโรคหัด
  5. ตอบโต้การระบาดอย่างเต็มที่
หัดระบาด
วัคซีนป้องกันโรคหัด สามารถฉีดได้ตั้งแต่วัย 9-12 เดือน

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดการระบาดของโรคหัดในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กนักเรียนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ประกอบกับเด็กจำนวนมากมีภาวะทุพโภชนาการ ทำให้เด็กมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงเนื่องจากเกิดภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยในประชากรกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดอื่น ๆ เช่น เด็กต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มผู้ใหญ่ที่อยู่รวมกันเป็นคนหมู่มากตามสถานประกอบการ ค่ายทหาร เรือนจำ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อกำจัดโรคหัดให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในปี 2562 กรมควบคุมโรคได้เพิ่มจำนวนวัคซีนสำรองเพื่อตอบโต้การระบาดเป็น 141,200 โด๊ส เพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่เกิดการระบาดโดยเร็ว และยังจัดสรรงบประมาณเพื่อรณรงค์ให้เด็กในวัย 1-12 ปี รับวัคซีนป้องกันโรคหัด

โรคหัด เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคหัดแก่เด็ก จำนวน 2 ครั้ง เมื่ออายุ 9 เดือน และ 2 ปีครึ่ง ซึ่งผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปขอรับวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวได้ตามสถานบริการสาธารณสุขของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ขอบคุณข่าวจาก : https://workpointnews.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ โรคหัดระบาด ไม่ใช่เรื่องเล็ก!! พาลูกมารับวัคซีนป้องกันโรคหัดกันเถอะ!!

เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้า ติดต่อที่ไหน

ตอบชัดตรงนี้! เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้า ติดต่อที่ไหน

หากคุณแม่สงสัยว่า เงินอุดหนุนบุตรเข้าเมื่อไหร่ แล้วถ้า เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้า ติดต่อที่ไหน หรือสามารถสอบถามกับหน่วยงานใดได้บ้าง Amarin Baby & Kids มีคำตอบของเรื่องนี้ มาฝากค่ะ

ไขข้อสงสัย? เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้า ติดต่อที่ไหน

โครงการเงินอุดหนุน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นสวัสดิการจากรัฐบาล ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ในครอบครัวที่ยากจน ให้สามารถเลี้ยงดูได้ตั้งแต่แรกเกิดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการอุดหนุนเงินให้จำนวน 600 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ขวบ

สำหรับคุณแม่ที่ ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร หรือ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ไปแล้ว แต่สงสัยว่าหาก เงินอุดหนุนบุตรยังไม่เข้า แล้วจะสามารถติดต่อหน่วยงานไหนได้บ้าง

ทำไม เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้า

อันดับแรกคุณแม่ควรจะตรวจสอบก่อนว่า ได้ยื่นเอกสารในการลงทะเบียนไปครบหรือไม่ หรือข้ามขั้นตอนใดไปบ้างหรือเปล่า … แต่หากลงทะเบียนไปแล้วและหมั่นใจว่าเอกสารครบ ทางหน่วยงานที่รับลงทะเบียนก็จะดำเนินการตรวจสอบสถานะครัวเรือน เยี่ยมบ้าน ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งถ้ามีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ ผู้รับรองจะลงชื่อในแบบรับรองสถานะครัวเรือน จากนั้นหน่วยงานรับลงทะเบียนจะจัดทำประกาศรายชื่อผู้ขอรับสิทธิ์ภายใน 3 วันทำการ และลงประกาศเป็นเวลา 15 วัน

  • กรณีมีผู้คัดค้านผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย จะเป็นผู้พิจารณา หาก ไม่ผ่านการพิจารณา ก็จะแจ้งผู้ลงทะเบียน
  • กรณีไม่มีผู้คัดค้านหน่วยงานรับลงทะเบียนจะตรวจสอบเอกสารที่นำมายื่น **หากเอกสารขาดหรือตกหล่นที่ขั้นตอนนี้ จะไม่มีรายชื่ออยู่ในประกาศผู้ได้รับสิทธิ์** แต่หากเอกสารครบ ก็จะประกาศรายชื่อผู้ขอรับสิทธิ์เงิน อุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ภายใน 3 วัน ทำการ นับจากวันที่เอกสารครบถ้วน

จากนั้นทางรัฐก็จะโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิ์

 

อ่านต่อ >> “หากเงินอุดหนุนบุตรไม่เข้า ต้องติดต่อหน่วยงานไหน” คลิกหน้า 2

4U2 Hello Kitty

4U2 Hello Kitty Mousse Tint ให้คุณแม่สีปากสวย มีกลิ่นหอม

4U2 Hello Kitty Mousse Tint มิติใหม่ของลิปสติก เนื้อแมทท์ก็ไม่ใช่ เนื้อครีมก็ไม่เชิง ทาแล้วให้ความรู้สึกนุ่มๆ เกลี่ยง่าย ทิ้งไว้ซักพักกลับกลายเป็นเนื้อแมทท์แต่มีความชุ่มชื้นแวววาว

4u2 hello kitty mousse tint มิติใหม่ของลิปสติก
ช่วยให้คุณแม่สีปากสวย มีกลิ่นหอม

4U2 เผยนวัตกรรมลิปสติกเนื้อมูสใหม่ล่าสุด และเข้าสู่ขั้นกว่าด้วยการเพิ่มทินท์ลงไปในแท่งเดียวกัน มาในรูปแท่งสุดน่ารักที่ทางแบรนด์ร่วมมือกับ HELLO KITTY ไอคอนชื่อดังระดับโลก ออกมาเป็น 4U2 Hello Kitty Mousse Tint  (Limited Edition) ลิปสติกเนื้อครีมมูสผสมทินท์ ทำให้รู้สึกนุ่มชุ่มชื้นเหมือนมีมูสเค้กติดริมฝีปาก แต่ให้ลุคแมทท์ที่ติดทนนานยิ่งขึ้น มีทั้งหมด 11 เฉดสี คอลเลคชั่นสุดน่ารักนี้มีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลยนะจ๊ะ

นอกจากเนื้อสัมผัสที่บางเบาและนุ่มชุ่มฉ่ำจากวิตามินอีแล้ว ยังมีกลิ่นหอมจางๆของผลไม้ ในชื่อสีเป็นผลไม้นานาพันธุ์ เช่น สตรอเบอร์รี่ แพร์ แอปเปิ้ล องุ่น เป็นต้น สาวๆสามารถเลือกสีโดนใจได้เลย เชิญลิ้มลองเนื้อสัมผัสและกลิ่นผลไม้หอมหวานได้แล้ววันนี้ที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM และ www.4u2thailand.com

4U2 Hello Kitty

(4U2 Hello Kitty Mousse Tint Limited Edition ราคาชิ้นละ 199 บาท)

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

วิธีใช้ลิปสติกเนื้อมูสทินท์

หลายคนที่ยังไม่เคยใช้ลิปสติกเนื้อมูสผสมทินท์อาจรู้สึกแปลก แต่อันที่จริงแล้วเนื้อมูส นอกจากมีความนุ่มชุ่มปากแล้ว ยังให้ความยืดหยุ่นทำให้เกลี่ยและปรับลุคได้หลายแนวอีกด้วย

1.เตรียมปากด้วยคอนซีลเลอร์ สำหรับสาวๆที่มีพื้นปากค่อนข้างเข้ม หรือเรียกง่ายๆว่าปากดำ ลองทาคอนซีลเลอร์ลงที่ขอบปากก่อนทาลิปมูสเบาๆที่กึ่งกลางปาก แล้วค่อยๆใช้นิ้วเกลี่ยเบาๆมาที่ขอบปาก เท่านี้ก็จะได้ลุคปากเบลอดูสดใสเย้ายวนแล้ว

2.สไตล์คลาสสิก เมื่อไรก็ตามที่อยากทาลิปสติกแบบเนี้ยบๆหรือคลาสสิกลุค ควรเริ่มทาปากด้วยดินสอเขียนขอบปากก่อน แล้วค่อยใช้ลิปสติกเนื้อมูสทินท์ค่อยแต้มลงบนปากแล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้เนียน

3.ซับด้วยทิชชู่  เมื่อทาลิปสติกเนื้อมูสสีเข้มๆ หากรู้สึกว่าทาหนาเกินไป ก็สามารถใช้ทิชชู่ซับออกได้เสมอ แล้วเมื่อสีจางลงก็สามารถทาทับได้ตลอด

 4.เน้นสีนู้ดระหว่างวัน  สำหรับสาวออฟฟิศหรือนักเรียนที่อยากแต่งหน้าเบาๆระหว่างวัน หรือสำหรับลุคปาร์ตี้ที่แต่งเน้นดวงตาเข้มๆหรือสโมกกี้ การทาปากด้วยลิปสติกเนื้อมูสสีอ่อนๆ

4U2 Hello Kitty Mousse Tint

สร้างลุคสวยใสไร้เดียงสาใน 3 นาทีได้อย่างไร

เดี๋ยวนี้ทั้งแนวเกา แนว ฝ. เขาก็เน้นชอบแต่งออกธรรมชาติกันทั้งนั้น  ยิ่งเข้าช่วงซัมเมอร์ด้วยแล้ว เมื่อเจออากาศร้อนๆหนักๆ เป็นใครก็ต้องอยากให้หน้าบางเบาที่สุด ลองทำตามเคล็ดลับของเครื่องสำอางแบรนด์ดัง 4U2 กันเลย รับรองได้ลุคสวยใสใน 3 นาที

1.ใช้คอนซีลเลอร์อย่างเบามือ ไม่ว่าคุณจะใช้รองพื้น หรือคอนซีลเลอร์ ให้ลองเน้นปกปิดเท่าที่จำเป็น หากคุณมีรอยฝ้ากระชัดเจนที่ข้างดวงตา หรือเนินแก้ม ก็แค่ทาคอนซีลเลอร์เฉพาะจุดนั้น  เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนเขาไม่นั่งจ้องหน้าคุณอย่างใกล้ชิดหรอก (ถ้าวันนั้นคุณไม่บังเอิญนัดเดทกับหวานใจ การปกปิดจุดบกพร่องเล็กๆน้อยๆก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น)  และหากคุณชอบใช้รองพื้นเนื้อหนา ก็เพียงผสมโลชั่นบำรุงผิวกับรองพื้น แล้วแต้มเบาๆที่ใต้ตา หรือจุดบกพร่องบนใบหน้า แค่นี้หน้าก็ดูใสขึ้นโดยไม่มีใครจับได้แล้วว่าคุณโบ๊ะรองพื้น

2.แต่งตาให้เบาแต่เย้ายวน หลังทาเปลือกตาเบาๆด้วยบลัชออนเนื้อครีม ก็แค่ปัดมาสคาร่า แต่แทนที่จะปัดให้หนา ลองโทนดาวน์อีกนิดด้วยการปัดขนตาให้ยาว แล้วเอาก้านสำลีชุบรีมูฟเวอร์เล็กน้อยเช็ดเอาก้อนมาสคาร่าที่ทำให้ขนตาดูหนาจัดออกซะ แค่นี้ก็ได้ดวงตาใสๆที่ใครเห็นก็ต้องชอบแล้ว

3. คุมสีบลัชออนให้เบา หากอยากได้ลุคเหมือนไม่แต่งหน้า แต่ความจริงแล้วแอบแต่ง ก็ลองทาบลัชออนเหมือนปกติ แล้วใช้แปรงที่คุณใช้ทารองพื้นเมื่อซักครู่เอามาแต้มทับตรงแก้มเบาๆเพื่อเบลนด์ให้สีบลัชออนดูบางเบาลง เหมือนคุณมีแก้มระเรื่อเท่านั้น

4. แต้มลิปด้วยนิ้ว บางครั้งเราก็ลืมไปว่านิ้วมือนี่แหล่ะที่ช่วยสร้างลุคเบาๆเป็นธรรมชาติได้เร็วในพริบตา และเทรนด์ที่ยังมาแรงอยู่ก็คือเทรนด์สีแมทท์ เพียงใช้ด้ามลิปสติกเนื้อมูส 4U2 HELLO KITTY นี้ แต้มเบาๆที่กลางปาก จากนั้นใช้นิ้วเกลี่ยให้จางลงที่ขอบปาก หรือใช้นิ้วแตะลงที่ด้ามลิปสติกแล้วนำมาเกลี่ยบนริมฝีปากเบาๆ ก็ได้ลุคสดใสเป็นธรรมชาติภายในไม่ถึงครึ่งนาทีแล้ว

ลูกขาโก่ง ทำไงดี

แชร์ประสบการณ์ ลูกขาโก่ง ทำไงดี? โดย พ่อเอก

ถ้าคุณพ่อคุณแม่เคยตั้งคำถามว่า ลูกขาโก่ง ทำไงดี หรือ ลูกขาโก่ง จะแก้ไขอย่างไร ลองอ่านเรื่องนี้ อาจจะมีคำตอบให้คุณ

หม่ามี้เป็นคนช่างสังเกต โดยเฉพาะเรื่องลูก เธอจะเห็นจุดเล็กจุดน้อยที่ผมไม่เห็น หม่ามี้มองเห็นตั้งแต่พี่ปูนปั้นเพิ่งเดินได้ตั้งแต่ยังตัวกะเปี๊ยก และตั้งคำถามกับผมว่า

“ขาปูนปั้นไม่ตรงเป๊ะมั้ย”

แต่ปะป๊าไม่เคยเห็น ลูกขาโก่ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า เพราะจริงๆ คนเราขาก็ไม่ได้ตรงเป๊ะอยู่แล้ว ปะป๊าเองขาก็โก่งนิดๆ แต่ก็ดูแทบไม่ออก และก็ชอบตอบหม่ามี้แบบขำขำว่า ขาโก่งเนี่ยยิงลูกโค้งได้ดีนะ

ลูกขาโก่ง ทำไงดี

แต่หม่ามี้ก็ไปเสาะแสวงหาว่าจะแก้ปัญหา ลูกขาโก่ง นี้อย่างไร จนได้ไปพบชื่อ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ คุณหมอท่านชื่อ ชายธวัช งามอุโฆษ* ท่านอยู่ที่ รพ. สมิติเวช

Note: *ไม่ได้ค่าโฆษณา แต่ประการใด และไม่ได้เกี่ยวพันใดๆ มากกว่าคุณหมอและคนไข้ และมีคุณหมอเชี่ยวชาญด้านนี้หลายท่าน เพียงแต่เราไม่ได้เคยไปพบ ไม่ได้มีประสบการณ์การรักษาด้วย จึงไม่สามารถให้ข้อมูลได้

คุณหมอท่านอายุมากแล้ว แต่คล่องแคล่วและอารมณ์ดีมาก เวลาไปพบคุณหมอจะแทนตัวเองว่าคุณตา เราพาปูนปั้นและปั้นแป้ง ไปพบคุณหมอเมื่อตอนที่พี่ปูนปั้นอายุประมาณ 4 ขวบกว่าๆ

วิธีตรวจ คุณหมอก็ให้พี่ปูนปั้นและน้องปั้นแป้งขึ้นนั่งบนเตียง แล้วคุณหมอก็จับขามาวินิจฉัย และให้ลองเดิน เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติมั้ย แล้วก็พบว่า

พี่ปูนปั้นมีขาบิดเล็กน้อย ส่วนปั้นแป้งปกติดี

แต่เราก็เลือกตัดรองเท้าให้ทั้งคู่

ของพี่ปูนปั้น เพื่อเป็นการรักษาโดยรองเท้าตัดจะช่วยดัดขากลับให้เข้ารูปสวยทีละน้อย

ส่วนของปั้นแป้งจะเป็นการป้องกันให้ไม่บิดผิดทาง

เพราะการใช้ชีวิตประจำวันและการใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมก็ทำให้บิดได้

รองเท้าดัดขา ราคาค่อนข้างสูง สำหรับครอบครัวเราแต่ก็คุ้ม เพราะปกติ หม่ามี้ซื้อรองเท้าให้เจ้าตัวป่วนจนมีกันคนละไม่รู้กี่คู่ พอใส่รองเท้าตัด ก็ไม่ต้องมีคู่อื่น เพราะคุณหมอให้ใส่ประจำ ใส่ในทุก activity ทั้งไปโรงเรียน ไปเที่ยว เล่นกีฬา แม้กระทั่งใส่เตะฟุตบอล เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจน

รองเท้าดัดขา
ปูนปั้น และปั้นแป้ง ใส่รองเท้าดัดขาสวยๆ

บทความแนะนำ อุทาหรณ์ ดัดขาลูก จนหัก เพราะเข้าใจว่าขาโก่ง

สิ่งที่ครอบครัวเราจะมาแชร์คือ

  • รองเท้าตัดก็สวยนะ ทั้งรูปทรงและสีสันมีให้เลือกหลากหลาย น้ำเงิน ขาว ชมพู ดำ น้ำตาล
  • รองเท้าตัด ที่เคยคิดว่าจะทำให้ชีวิตวุ่นวายขึ้น เพราะต้องเพิ่มรองเท้ามาอีกคู่ เอาเข้าจริงๆ สะดวกกว่าเดิมเพราะ พี่ปูนปั้นใส่คู่เดียวในทุกสถานการณ์
  • เด็กบางคนอาจจะไม่ชอบรองเท้าดัดขา เพราะแรกๆ จะแข็ง ต้องเชียร์กันหน่อย ของพี่ปูนปั้นเราบอกว่า “โหนี่ออกแบบพิเศษสำหรับขับโทมัสเลยนะ” เท่านี้ก็สบาย ฮ่าฮ่าฮ่า (จริงๆ ก็ไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะแรกๆ ก็ไม่ยอมใส่เตะบอล บอกว่าไม่ถนัด วิ่งไม่สะดวก ก็หว่านล้อมกันไป)
  • ปูนปั้นและปั้นแป้งใส่รองเท้าดัดขาตลอด และคุณหมอนัดทุก 3 เดือน พอพามาพบตามนัด คุณหมอเห็นสภาพรองเท้าแล้ว หัวเราะชอบใจ เพราะเยินมากแปลว่าใช้ตลอด …. ของพี่ปูนปั้นต้องตัดใหม่ทุก 3 เดือนเพราะเท้าขยายและเยิน ปั้นแป้งอาจจะใส่ได้ถึง 6 เดือนเพราะไม่ได้ลุยเตะบอลเหมือนพี่ชาย
  • เด็กที่ไม่ใส่ คุณหมอก็อาจจะบ่นๆ ว่า ไม่ใส่ตัดทำไม เสียเงินเสียเวลา

เอาประสบการณ์มาแบ่งปันกัน เผื่อคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจ อยากให้ลูกขาสวย ยิงฟรีคิกงามๆ แต่ไม่รู้ว่ามีวิธีที่ไม่ต้องให้ยันฮีช่วยก็ได้


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา

“สุภาษิตสอนพ่อแม่” รับมือ ลูกต่อต้าน โดย พ่อเอก

เป็น “ดาวฤกษ์” หรือ “หลุมดำ” เลี้ยงลูกแบบไหนดี โดย พ่อเอก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

momo challenge คือ

การ์ตูนอันตรายชวนลูกฆ่าตัวตาย Momo Challenge คือ อะไร?

จากโพสเตือนภัยของแม่ ๆ ในเฟสบุ๊ค เกี่ยวกับคลิปอันตรายที่แทรกมาในคลิปการ์ตูนเด็ก ๆ สร้างความกังวลให้กับพ่อแม่ไม่น้อยว่าลูกจะเคยได้ดูคลิปอันตรายนี้ไปแล้วหรือไม่ มาทำความรู้จักกันก่อนว่า Momo Challenge คือ อะไร? ทำไมลูกถึงไม่ควรดู?

การ์ตูนอันตรายชวนลูกฆ่าตัวตาย Momo Challenge คือ อะไร?

Momo Challenge คือ อะไร?

MoMo challenge คือ เกมที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาโดยจะเล่นผ่านทางแอพพลิเคชั่น Whatsapp โดยการเล่นนั้น ผู้เล่นจะถูกท้าทายให้ทักไปยังบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ MOMO และก็จะมีข้อความ หรือภาพที่ส่งกลับมา ซึ่งมักจะเป็นภาพที่น่ากลัว หรือข้อความที่รุนแรง โดยภาพที่ใช้เป็นภาพหญิงสาวหน้าตาบิดเบี้ยวน่ากลัวคล้ายปีศาจ ซึ่งภาพนี้เป็นผลงานศิลปะของศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า มิโดริ ฮายาชิ ซึ่งเจ้าของผลงานศิลปะนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย

ต่อมาภาพนี้ถูกนำมาใช้เป็นมีมชื่อ Momo Challenge คือ การชักชวนให้คนบนโซเชียลทำอะไรเสี่ยง ๆ รวมถึงทำร้ายผู้อื่นหรือตัวเอง และการทำภารกิจไม่สำเร็จ หรือบอกเรื่องนี้กับผู้อื่นจะเกิดผลเสียตามมาต่อผู้ชมคลิป (เนื้อหาอาจดัดแปลงไปตามมีมแต่ละอัน แต่โครงเรื่องหลักเป็นแนวนี้)

momo challenge
momo challenge คือ เกมที่ท้าและขู่ให้เด็กทำร้ายร่างกายตนเองจนไปถึงการฆ่าตัวตาย
Momo Challenge เริ่มแพร่หลายในปี 2018 และกลับมาอีกครั้งในช่วงนี้ วิธีการคล้ายกับกรณีข้างบนคือ คลิปการ์ตูนที่ใช้ตัวละครดังๆ อย่าง Splatoon, Fortnite หรือ Peppa Pig ถูกดัดแปลงให้แทรกหน้าของ Momo เข้ามาในบางช่วง และบอกให้เด็ก ๆ ทำสิ่งที่อันตรายอย่าง เข้าไปในครัว เปิดแก๊ส หรือหยิบมีดมาปาดคอตัวเอง โดยขู่ว่าห้ามบอกพ่อแม่ มิฉะนั้นพ่อแม่จะเกิดอันตราย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ YouTube ยืนยัน ไม่พบ Momo Challenge อย่าเชื่อข่าวลวง

สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ

คำศัพท์และประโยคน่ารู้เมื่อ สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากสร้าง “เวลาคุณภาพ” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและทักษะให้ลูก การทำกิจกรรมง่ายๆภายในบ้านอย่าง การทำอาหารและขนม เป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว เพราะนอกจากทุกคนสามารถมีส่วนร่วม ช่วยหยิบ ช่วยจับ ช่วยกันชิมรสชาติจนอร่อยแล้ว เวลาที่อยู่ในครัวยังทำให้เด็กได้ฝึกฝนการทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง และเกิดเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ด้วย ระหว่าง สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ ก็เป็นอีกทักษะที่พ่อแม่เพิ่มเติมให้ได้

วิธีช่วยให้เด็กรู้สึกกับการทำกิจกรรมให้ครัว คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นจากการทำขนม เพราะไม่ต้องใช้มีดคมๆ หรือเตาไฟร้อนๆเท่ากับอาหารคาว จึงปลอดภัยกับลูกน้อยแล้ว ขั้นตอนการทำที่หลากหลาย ยังช่วยให้เด็กๆสนุกได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งการตอกไข่ ร่อนแป้ง คนแป้ง หรือแต่งหน้าขนม ที่สำคัญอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกค้นพบความสามารถ หรือความฝันในอนาคต แถมได้ สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่สองด้วย

สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ สองทักษะฝึกพร้อมกัน

เก่งรอบตัวตามสไตล์เด็กสองภาษา

รายการ KIDSTALK ช่วง DADDYTALKS ใน EP นี้ถึงคิวของน้องวิน ลูกชายคนเก่งวัย 4 ขวบมาโชว์สกิลการทำขนม พร้อมนำเสนอคำศัพท์ และประโยคตอน สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ เด็ดๆ จากอ. คริส ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เติมทักษะทางภาษาให้ลูกน้อยได้เก่งขึ้นอีกด้วย

ก่อนเริ่มทำขนมได้นั้น ลูกน้อยเลือกชนิดขนมที่อยากทำก่อน ซึ่งอาจเลือกจากขนมที่ลูกชอบกิน และขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน อย่างเช่น บราวนี่ เหมือนกับที่น้องวินกับอ.คริสช่วยกันทำ จากนั้นค่อยสอนให้รู้จักส่วนผสมต่างๆ โดยพยายามสอนทั้งภาษาไทยและอังกฤษพร้อมกัน เน้นการพูดด้วยสำเนียงที่ถูกต้องเป็นหลัก  (ไม่ใช่การสะกดคำ) ตามหลักการของ 1 ภาพ 2 ภาษา  การ สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ เป็นอีกเทคนิคที่ช่วยให้การเรียนรู้ภาษาที่สองสนุกขึ้น

นอกจากคำศัพท์แล้ว ประโยคที่พูดคุยกันระหว่าง สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ มีความเฉพาะและแตกต่างจากประโยคที่ใช้พูดคุยทั่วไป โดยเฉพาะขั้นตอนการทำ ที่ต้องไล่ลำดับไปทีละย่าง การพูดก็จะเริ่มต้นด้วย คำกริยา (verb) เช่นเดียวกับประโยคคำสั่ง เช่น

put flour into the bowl                 ใส่แป้งลงในชาม

melt the butter                               ละลายเนย

mix it up                                             ผสมเข้าด้วยกัน

beat the eggs                                   ตอกไข่

stir it                                                    คนให้เข้ากัน

pour it into the big bowl              เทใส่ชามใหญ่

spray the oil onto the tray          ฉีดสเปย์น้ำมันลงบนถาด

สิ่งที่พ่อแม่ต้องไม่ลืมก่อน สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ ให้เหมือนเจ้าของภาษา คือต้องเช็กวิธีออกเสียงให้ถูกต้อง เพราะมีหลายคำที่คนไทยยังออกเสียงผิด เช่นคำว่า apron ควรออกเสียงว่า “เอ-พร้น” ไม่ใช่ “เอ-พร้อน” หรือคำว่า sugar ควรออกเสียงว่า “ซู-เก้อ” ไม่ใช่ “ชู-ก้า” เป็นต้น

มาติดตามอ.คริส กับน้องวิลเบิร์ต พ่อลูกคนเก่ง ทำบราวนี่อร่อยๆ พร้อมรู้จักคำศัพท์และประโยคไว้ สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ กันในตอน ชวนลูกมาทำขนมกันเถอะ กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

มาทบทวนคำศัพท์และประโยค สอนลูกทำขนม ภาษาอังกฤษ อีกครั้ง

apron    ผ้ากันเปื้อน

cook      ทำอาหารคาว

bake      ทำขนมอบ

step/ procedure  ขั้นตอนการทำ

chocolate chips    ช็อกโกแลตชิพ

chocolate chunk   ช็อกโกแลตหั่นชิ้นใหญ่

dark chocolate     ดาร์กช็อกโกแลต

butter  เนย

baking powder    ผงฟู

cocoa powder    ผงโกโก้

salt                         เกลือ

salty                       รสเค็ม

flour                      แป้งทำขนม

villa extract         กลิ่นวานิลลา

oil spray               สเปย์น้ำมันกระป๋อง

hand mixer         เครื่องผสมแป้งแบบมือจับ

oven                      เตาอบ

rich                         เข้มข้น

proudly present               ภูมิใจนำเสนอ

proportionate   แบ่งเป็นชิ้นเท่าๆ กัน

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและคำศัพท์ สอนทำขนม ภาษาอังกฤษ ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

แม่ตีลูก ผิดกฎหมายแน่! ญี่ปุ่นชงมาตรการห้ามทำโทษลูกแล้ว

หลังจากพบคดี แม่ตีลูก จนเสียชีวิตในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้น  ทำให้รัฐบาลโตเกียวออกกฎห้ามไม่ให้พ่อแม่ลงโทษลูกทั้งทางร่างกายและจิตใจในทุกรูปแบบ

แม่ตีลูก ผิดกฎหมายแน่! ญี่ปุ่นชงมาตรการห้ามทำโทษลูกแล้ว

แม่ตีลูก นอกจากจะเป็นการทำให้ลูกเจ็บทางร่างกายแล้ว ยังส่งผลจิตใจเด็กอีกด้วย แต่ในทางกลับกัน การเลี้ยงลูกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทำในวันนี้ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านลบ ล้วนส่งผลต่อพัฒนาการและสภาพจิตใจของลูกไม่มากก็น้อย ดังเช่นข่าวจากกรุงโตเกียวที่มีคดี แม่ตีลูก ดุด่าว่ากล่าวลูก พ่อทำร้ายลูก จนส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตไปหลายราย จนต้องออกกฎข้อบังคับ ห้ามพ่อแม่ผู้ปกครองในเขตกรุงโตเกียวทำโทษลูกทั้งทางร่างกายและด้วยวาจา โดยมีรายละเอียดข่าวดังนี้

สื่อญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า กรุงโตเกียวเตรียมเสนอข้อบังคับห้ามพ่อแม่ผู้ปกครองในเขตกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นทำโทษลูกทั้งทางร่างกายและด้วยวาจาที่จะสร้างความเจ็บปวดให้แก่เด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเด็ก หลังจากที่ผ่านมามีรายงานเด็กถูกพ่อแม่ดุด่าลงโทษทุบตีจนทำให้มีเด็กเสียชีวิตไปแล้วหลายราย

ข่าวแจ้งว่า ภายใต้ข้อบังคับดังกล่าวที่จะมีการเสนอในที่ประชุมของรัฐบาลกรุงโตเกียวในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อจะให้มีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน จะกำหนดห้ามพ่อแม่ผู้ปกครองลงโทษเด็กทางร่างกายในทุกรูปแบบ ตลอดจนการกระทำใดๆที่จะทำให้เด็กได้รับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและและจิตใจ และยังจะเสนอให้เด็กเข้ารับการตรวจเช็กร่างกาย รวมถึงให้ศูนย์สวัสดิภาพเด็กในแต่ละพื้นที่ร่วมกันแบ่งปันข้อมูลให้กับศูนย์อื่นหากเกิดกรณีเด็กถูกล่วงละเมิดทำร้ายขึ้น โดยมาตรการดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลกรุงโตเกียวที่จะสร้างบรรยากาศของความร่วมมือกันทำงานหากเกิดกรณีเด็กถูกทำร้ายขึ้น อย่างไรก็ตามในการเสนอข้อบังคับดังกล่าวแม้จะการกำหนดมาตรการห้าม แต่ไม่มีการระบุถึงบทลงโทษที่ผู้กระทำผิดจะได้รับแต่อย่างใด

พ่อตีลูก
แม่ตีลูก หรือทำร้ายร่างกายทั้งทางกายและวาจา อาจมีความผิดในญี่ปุ่น

เจแปนทูเดย์รายงานว่าขณะนี้จากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น มีเพียง 9 จังหวัดเท่านั้นที่มีมาตรการป้องกันการล่วงละเมิดทำร้ายเด็ก

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลกรุงโตเกียวตัดสินใจที่จะเสนอข้อบังคับนี้หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเกิดคดีที่เด็กเสียชีวิตจากการถูกพ่อแม่ลงโทษหลายราย ขณะที่สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าในปี 2561 มีกรณีเด็กตกเป็นเหยื่อถูกทำร้ายเพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์โดยมีมากกว่า 80,104 ราย

คดีหนึ่งนั้นเป็นกรณีเด็กวัย 5 ขวบที่เสียชีวิตในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งเด็กรายดังกล่าวมีน้ำหนักตัวเพียงแค่ 12 กิโลกรัมเท่านั้นหลังจากถูกพ่อแม่ทำร้าย โดยผลการชันสูตรศพเด็กรายนี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเด็กเสียชีวิตจากอาการเลือดเป็นพิษอันมีสาเหตุจากการขาดสารอาหาร และเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เด็กหญิงวัย 10 ขวบรายหนึ่งถูกพบเสียชีวิตในบ้านพักในจังหวัดชิบะ ซึ่งพ่อแม่ของเด็กถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาต้องสงสัยทำร้ายลูกจนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าพ่อของเด็กตีลูกสาวเป็นประจำและไม่ยอมให้ลูกสาวไปโรงเรียน

เนื้อหาข่าวจาก : https://www.matichon.co.th/foreign/news_1363648

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เทคนิคทำโทษลูกแบบไม่ต้องตี แต่ได้ผลดี

ตั้งครรภ์ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอย

คุณแม่มั่นใจ ตั้งครรภ์ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอย

เชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์เกือบทุกท่าน มีความกังวลเรื่องริ้วรอยแตกลายของผิวขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากผิวบริเวณหน้าท้องจะขยายตามขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้น แขน ขา สะโพกใหญ่ขึ้นเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นตลอด 9 เดือน นอกจากนี้ผิวคุณแม่ยังแห้ง บอบบางและระคายเคืองง่าย ทำให้คุณแม่เสียความมั่นใจเพราะหากมีปัญหาผิว ก็อาจส่งผลทำให้ผิวแตกลายเห็นได้ชัดเจนและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นตอนหลังคลอด

 

ใช้ผู้ช่วยบำรุงผิวคุณแม่ แก้ไขผิวแตกลาย

หนึ่งในตัวช่วยคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ลดโอกาสเกิดรอยผิวแตกลาย คือผลิตภัณฑ์ออยล์บำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นให้กับผิวคุณแม่ตั้งครรภ์ เพียงใช้ทาผิววันละ 2 ครั้ง หลังอาบน้ำ โดยเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์ หรือตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าตั้งครรภ์  จะช่วยบำรุงผิวคุณแม่ให้ชุ่มชื้น รับมือกับผิวแตกลายที่เกิดจากผิวหนังที่ยืดขยายและความแห้งกร้านได้อย่างดีเยี่ยม โดยเทคนิคสำคัญของการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีดังนี้

ตั้งครรภ์ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอย

  • เพิ่มความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นได้ดีต่อผิวคุณแม่ตั้งครรภ์
  • ซึมซาบได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ
  • ลดเลือนรอยผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์ได้ดี
  • เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกแนะนำสูงสุดจากแพทย์ เภสัชกร สำหรับรอยผิวแตกลาย
  • เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับระดับมาตรฐานสากล

ตั้งครรภ์ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอย

 

“คุณแม่มาลิต้า  บัวประเสริฐ   ประทับใจผิวสวยได้จนหลังคลอด”

ตั้งครรภ์ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอย

ในช่วงที่ตั้งครรภ์ กังวลใจเรื่องผิวแตกลายมากค่ะ  เพราะเป็นคนผิวบอบบาง ผิวแห้งง่าย ยิ่งตอนท้องผิวจะยืดขยายออกมาเยอะมาก แต่มีเพื่อนแนะนำให้ใช้ Bio Oil เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกแนะนำสูงสุดจากแพทย์ เภสัชกร สำหรับผิวแตกลาย ทาผิวตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ก็พยายามทาบำรุงผิวและป้องกันท้องลาย สะโพกลายในช่วงตั้งครรภ์มาตลอดทุกวัน ซึ่งผลที่ได้นั้นดีมากและประทับใจมากเลยค่ะ นอกจากผิวจะชุ่มชื้นไม่มีริ้วรอยแตกลายแล้ว ผิวส่วนที่ทาออยล์ยังเนียนนุ่ม หลังคลอดก็ไม่มีรอยแตกลายให้เห็นทั้งสะโพก ขา และหน้าท้องค่ะ

 

 

วิธีการทำ CPR

วิธีการทำ CPR 3 ขั้นตอนง่ายๆ ช่วยชีวิตได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ … หากอยู่ดีๆ ลูกของเราเกิดหยุดหายใจจะทำอย่างไรเพื่อช่วยชีวิตลูกให้รอดกลับมาได้ ตามมาดู วิธีการทำ CPR ที่ถูกต้อง กันค่ะ

วิธีการทำ CPR 3 ขั้นตอนง่ายๆ ช่วยชีวิตได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

เมื่อคนเราหมดสติ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากโรคที่เกี่ยวกับหัวใจจนทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆพอ หรือจากสาเหตุอื่นๆนั้น  2 สิ่งสำคัญคือ ยังมีลมหายใจ” และหัวใจยังเต้น” ซึ่งจะเป็น 2 สิ่งที่ทำให้ชีวิตยังคงอยู่

ฉะนั้นหลัก การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน” จึงเน้นไปที่ 2 อย่างนี้ ซึ่งคนที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้น และภาวะหยุดหายใจนั้น หากได้รับการช่วยชีวิตพื้นฐานอย่าง วิธีการทำ CPR ที่ถูกต้องและทันท่วงทีก่อนนำส่งแพทย์ ก็ยังมีโอกาสฟื้นกลับมามีชีวิตปกติได้ … เมื่อเราพบคนสลบ เป็นลม หมดสติไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือใครก็ตาม  มีขั้นตอนต่างๆที่ต้องทำต่อไปนี้

  1. เรียกดูว่าหมดสติจริงหรือไม่? = ตบแรงๆที่ไหล่  เรียกดังๆว่ายังมีสติหรือไม่   อย่าขยับร่างกายผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น
  1. เรียกหาความช่วยเหลือ = เรียกคนใกล้เคียงมาช่วยเหลือ เช่นอาจให้อีกคนให้โทรเรียก 1669 ซึ่งเป็นสายด่วนเรียกรถพยาบาลได้ทุกจังหวัด โดยรายงานรายละเอียด ผู้ป่วยและสถานที่ที่เกิดเหตุให้ครบ (ก่อนลงมือช่วยชีวิตให้ดูว่าสถานที่นั้นปลิดภัยต่อการทำ CPR ) ส่วนอีกคนลงมือช่วยชีวิตเบื้องต้น  และอีกคนประเมินโดยดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้องว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ หรือ หายใจหรือไม่ และเอียงหูของผู้ช่วยเหลือเข้าไปใกล้บริเวณจมูกและปากของผู้ป่วย ว่าได้ยินเสียงอากาศผ่านออกมาทางจมูกหรือปากหรือไม่
  1. จัดท่าให้พร้อมสำหรับการช่วยชีวิต = จัดท่าให้ผู้หมดสตินอนหงายบนพื้นราบและแข็ง  แขนสองข้างเหยียดข้างลำตัว ไม่บิดไปมา
  1. หาตำแหน่งวางมือบนหน้าอก = ถ้าผู้หมดสติไม่ไอ ไม่หายใจ ไม่ขยับ หัวใจหยุดเต้น ไม่มีสัญญาณชีพ ให้วางสันมือข้างหนึ่งที่ครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก แล้วนำมืออีกข้างวางทาบไปบนมือแรก แล้วกดหน้าอกทันที   แต่ระวังอย่ากดถูกกระดูกซี่โครงซึ่งอาจหักได้  (ถ้าเป็นทารกไม่เกิน 1 ขวบ ให้ใช้เพียง 2 นิ้วคือนิ้วชี้กับนิ้วกลาง กดกลางหน้าอกใต้ราวนมเล็กน้อย)
  1. กดหน้าอก 30 ครั้ง = เป้าหมายเพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดยังทำงาน แม้หัวใจจะหยุดเต้น โดยกดให้ยุบลงราว 2 นิ้ว (หรือ 1.5 นิ้วสำหรับทารก) แล้วปล่อย กดแล้วปล่อย ทำติดต่อกัน 30 ครั้ง ให้ได้ความถี่อย่างน้อย 100 ถึง 120 ครั้งต่อนาที  หรือราววินาทีละ 2 ครั้ง
  1. เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง = ดันหน้าผากผู้หมดสติลงเบาๆพร้อมประคองยกคางขึ้น  เพื่อเป็นการเปิดลมหายใจให้โล่ง
  1. ช่วยหายใจ = เป่าลมเข้าปอด 2 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 1 วินาทีเต็ม โดยต้องเห็นผนังทรวงอกผู้หมดสติขยับขึ้นจากการเป่าลมนั้น
  1. กดหน้าอก 30 ครั้ง สลับการเป่าลมเข้าปอด 2 ครั้ง กดหน้าอก 30 ครั้ง โดยหยุดกดหน้าอกไม่เกิน 10 วินาที = ทั้งหมดนี้ ให้ทำจนกระทั่งผู้หมดสติมีความเคลื่อนไหว  หรือไอ หรือมีบุคลากรทางการแพทย์มารับช่วงต่อ หรือมีผู้นำเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) มาถึง

คลิปสาธิต วิธีการทำ CPR ช่วยชีวิตได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

 


แหล่งข้อมูล

หนังสือ “คู่มือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (เออีดี:AED) สำหรับประชาชน พ.ศ.2559”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งครรภ์ ไอ คันคอ

ตั้งครรภ์ ไอ คันคอ ทำอย่างไรดี? กระทบลูกในท้องหรือไม่?

ตั้งครรภ์ ไอ คันคอ ทำอย่างไรดี? เวลาไอทีนึงก็เกร็งท้องทีนึง อย่างนี้จะทำให้ลูกในท้องเป็นอะไรไหม? อาการไอตอนท้องเป็นอาการที่สร้างความรำคาญและความกังวลให้กับแม่ท้องไม่น้อย มาดูกันค่ะว่าอาการไอขณะตั้งครรภ์เป็นเพราะสาเหตุอะไร

ตั้งครรภ์ ไอ คันคอ ทำอย่างไรดี? กระทบลูกในท้องหรือไม่?

ตั้งครรภ์ ไอ คันคอ ไอบ่อยมาก มีผลต่อลูกในท้องหรือไม่?

ปกติแล้ว เชื้อไข้หวัดธรรมดา และไข้หวัดใหญ่จะไม่สามารถผ่านรกเข้าไปทำให้เด็กติดเชื้อได้ค่ะ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าลูกในท้องจะติดเชื้อหวัดหรือป่วยไปด้วย แต่อาการไอบ่อย ๆ หรือไอหนัก ๆ ก็อาจจะไปกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัวบ่อยขึ้น ทำให้แม่ท้องบางรายมีอาการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด ซึ่งอาจจะทำให้เด็กตัวเล็กกว่าปกติได้

ในส่วนที่ต้องระมัดระวังคือ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เมื่อมีอาการเจ็บป่วยมักจะมีอาการมากกว่าปกติ อาการจะเปลี่ยนแปลงเร็ว หากปล่อยไว้ไม่ดูแล มีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อที่ปอด เป็นปอดบวมได้ แต่ไม่ว่าไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดธรรมดา เชื้อหวัดนั้นจะไม่ไปถึงลูก ยกเว้นว่าแม่มาป่วยตอนกำลังจะเจ็บท้องคลอด แล้วเป็นหวัดพอดี พอลูกคลอดออกมาก็จะใกล้ชิดแม่ ก็มีโอกาสได้รับเชื้อ หากเป็นไข้หวัดใหญ่ปกติก็อาจจะต้องแยกแม่ลูกก่อนค่ะ

ถ้ามีอาการไอเรื้อรัง หรือ มีอาการไข้หวัดมาก ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษา ไม่แนะนำให้ซื้อยาลดไข้มาทานเอง โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและพัฒนาการทางร่างกายต่อเด็กในท้องได้

ไอระหว่างตั้งครรภ์
คนท้องจะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสหวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

สาเหตุของอาการไอระหว่างตั้งครรภ์

  1. ติดเชื้อไวรัสหวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่

ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่าในช่วงตั้งครรภ์ แม่ท้องมักจะไวต่อการติดเชื้อไวรัสได้มากกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว จึงทำให้แม่ท้องมีอาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสหวัดได้ง่ายและบ่อย

2. โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ จะกระตุ้นให้เกิดอาการไอแห้ง ๆ ได้ โดยเฉพาะแม่ท้องที่ร่างกายบอบบางขณะตั้งครรภ์ หากไปสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอแห้งได้

3. ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ

ขณะตั้งครรภ์ ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง ทำให้แม่ท้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอาการแพ้ต่าง ๆ ได้ จึงทำให้เกิดอาการไอแห้ง

4. โรคหอบหืด

สำหรับแม่ท้องที่มีประวัติการเป็นโรคหอบหืดก่อนการตั้งครรภ์ ในช่วงที่ตั้งครรภ์ก็จะมีโอกาสเกิดโรคหอบหืด หรืออาการกำเริบได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ต่าง ๆ

5. โรคไข้ละอองฟาง หรือ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้

โรคนี้ เป็นการอักเสบและระคายเคืองของเยื่อเมือกที่อยู่ภายในจมูกซึ่งเกิดจากภาวะภูมิไวเกิน ภาวะนี้ที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์นั้น เป็นอิทธิพลจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงในร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้อาการของโรคนี้รุนแรงขึ้นจนเกิดอาการไอ

6. อาการแสบร้อนกลางอก

อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) คือ อาการแสบบริเวณตอนล่างของช่องอก (ส่วนล่างของหลอดอาหาร) แต่เมื่อไรก็ตามที่กรดในกระเพาะไหลย้อนไปสู่ระบบทางเดินหายใจ ก็จะทำให้เกิดอาการไอแห้ง ๆ ได้เช่นกัน

7. มลพิษทางอากาศ

มลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ควันพิษ ควันบุหรี่ ที่แม่ท้องต้องเผชิญขณะตั้งครรภ์ ก็อาจเป็นสาเหตุที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ตั้งครรภ์ ไอ คันคอ บรรเทาได้อย่างไร?

ท่านอนของทารก ท่าไหนปลอดภัย ท่าไหนอันตราย?

ท่านอนของทารก เป็นสิ่งที่แม่ ๆ ควรสังเกต เนื่องจากท่าที่ทารกนอนบางท่า อาจทำให้เกิดอันตรายจากโรค Sudden Infant Death Syndrome (SIDS) หรืออาการเสียชีวิตกระทันหันของทารกได้

ท่านอนของทารก ท่าไหนปลอดภัย ท่าไหนอันตราย?

อาการเสียชีวิตกระทันหันของทารก หรือ  Sudden Infant Death Syndrome นั้น เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตลูกน้อยมากกว่าสามพันคนต่อปี โดยสาเหตุหลักของการเสียชีวิตกระทันหันนี้ ได้แก่

  • การให้ทารกนอนคว่ำหรือตะแคงข้าง
  • ให้ทารกนอนบนที่นอน โซฟา เตียง หมอน และผ้าห่ม ที่นุ่มเกินไป
  • การคลุมหน้าหรือหัวทารกด้วยผ้าห่ม อาจทำให้ผ้าห่มไปปิดกั้นทางเดินหายใจ หรืออาจทำให้ลูกร้อนจนเกินไปได้
  • แม่ท้องหรือหลังคลอดสูบบุหรี่

ท่านอนของทารก ท่าไหนปลอดภัย ท่าไหนอันตราย?

1. ท่านอนหงาย

ทารกแรกเกิดควรจะนอนในท่าหงาย ไม่ว่าจะเป็นการนอนกลางวันในช่วงสั้น ๆ หรือช่วงเวลากลางคืนก็ตาม การนอนหงายจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไหลตายในทารก (SIDS) ได้เป็นอย่างดี เพราะท่านี้จะช่วยให้ระบบทางเดินหายใจของทารกทำงานได้สะดวก ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของทารกที่นอนหงาย คือ อาจทำให้ทารกหัวเบี้ยว หัวแบนได้ อย่างไรก็ตาม อาการหัวเบี้ยวหัวแบนจะกลับมาเป็นปกติเมื่ออายุ 1 ขวบ แต่อาการนี้ คุณแม่สามารถป้องกันได้โดยการจัดศีรษะทารกให้สลับด้านบ่อย ๆ ระหว่างหลับ

2. ท่านอนคว่ำ

ความอันตรายของการนอนคว่ำนั้น คือ ทารกอาจขาดอากาศหายใจจนทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากท่านอนที่กดบริเวณกราม จะทำให้ไปปิดอากาศที่จะเข้าไปในร่างกาย โดยเฉพาะทารกที่นอนในที่นอนที่นิ่มจนเกินไป จะทำให้ทารกหายใจไม่ออกได้ นอกจากนี้ การนอนคว่ำ จมูกของทารกจะอยู่แนบชิดกับเตียงนอนที่อาจจะมีฝุ่นหรือเชื้อโรคเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ทารกต้องหายใจนำฝุ่นเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้

สำหรับทารกบางคนที่มีกรดไหลย้อนรุนแรงหรือมีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ แพทย์บางคนอาจพิจารณาว่าการนอนคว่ำในเด็กที่มีโรคนี้อาจอันตรายน้อยกว่า เนื่องจากเด็กอาจอาเจียนขณะนอนหลับจนทำให้สำลักได้ และไม่มีแรงพอที่จะหันคอเพื่อหายใจ อย่างไรก็ตามแพทย์จะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นหากให้ทารกนอนคว่ำ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ

ท่านอนทารก
ท่านอนคว่ำเป็นท่าที่จะช่วยให้ทารกนอนหลับสบาย ไม่สะดุ้งตื่นบ่อย แต่กลับอันตราย เพราะเป็นสาเหตุของโรคไหลตายในทารก

3. ท่านอนตะแคง

การให้ลูกนอนตะแคงนั้นมีความอันตรายไม่ต่างจากท่านอนคว่ำ เพราะเมื่อลูกอยู่ในวัยที่สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว จะทำให้ลูกพลิกไปนอนในท่านอนคว่ำได้ และหากกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรงพอที่จะหันไปมา หรือหันคอไปด้านข้างได้ จะทำให้ลูกหน้าคว่ำจนขาดอากาศหายใจได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 10 วิธีป้องกันโรคไหลตายในทารก

คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร

คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร

สำหรับแม่ท้องอาจทำให้เลือดจางได้ง่าย เช่นเดียวกับว่าที่คุณแม่ มาร์กี้ ที่ตั้งท้องลูกแฝด และเกิดมีภาวะ เลือดจางระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีวิธีแก้ไข หรือ คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร ตามมาดูกันค่ะ

หมอแนะ! คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร?

เพราะการตั้งครรภ์ลูกแฝด มีความเสี่ยงหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องก็อาจกระทบลูกอย่างเดียว / กระทบแม่อย่างเดียว หรือบางเรื่องก็อาจส่งผลกระทบทั้งแม่และลูก เช่นเดียวกับคุณมาร์กี้ ราศี นางเอกสาวภรรยาของคุณ ป๊อก ภัสสรกรณ์ ที่มีภาวะ เลือดจางระหว่างตั้งครรภ์ โดยรายละเอียดได้ถูกเผยคลิปในรายการ ป๊อกกี้ on the run ขณะคุณมาร์กี้ ไปตรวจครรภ์ week ที่ 25 ซึ่งก็มีการตรวจพบเบาหวานช่วงตั้งครรภ์ และความเข้มข้นเลือดของคุณแม่ ก่อนตั้งครรภ์ 38.7 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ลดลงเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคุณหมอบอกว่า ถ้าต่ำกว่า 30 ต้องให้เลือด เนื่องจากตอนคลอดจะอันตราย

คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร

ขอบคุณภาพจาก IG @margie_rasri

โดยคุณมาร์กี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับห้องข่าวบันเทิง เพิ่มเติมว่า ตอนนี้น้ำหนักของน้องทั้งสองคนตรงตามเกณฑ์เด็กปกติ แต่จะมีเรื่องที่เราเลือดจาง จึงต้องกินธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ต้องเน้นผักใบเขียว ตับ ซึ่งคุณป๊อกสามีที่รักภรรยามาก ก็กังวล เพราะว่าถ้าเลือดจางตอนคลอดต้องให้เลือด เพราะอาจเสียเลือดแล้วจะเป็นอันตราย ซึ่งสาเหตุที่เลือดจางเพราะว่าลืมกินวิตามินบำรุง และไม่คิดว่าจะโดนลูกแฝดสูบไปเยอะขนาดนี้

ทั้งนี้คุณมาร์กี้ ยังบอกว่า ยังพอมีเวลาให้เลือดกลับมาปกติ แต่มันขึ้นน้อยมาก ตอนท้องแรก ๆ จะอยู่ที่ 38 นิด ๆ แต่ตอนที่หมอเจอคือเหลือ 30.6 ตอนนี้เป็น 31.8 ขึ้นมานิดนึง ซึ่งคุณหมอก็บอกว่าไม่มีผลกับลูกทั้งสองในท้อง เพราะเขาจุ๊บเอาไปหมดแล้ว เด็กก็โตเอา ๆ ส่วนคนเป็นแม่ก็จะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

 

ขอบคุณคลิปวีดีโอ จาก : Mindset TV

 

 

อ่านต่อ >> “สาเหตุแท้จริงที่ทำให้คนท้องเลือดจาง
พร้อมวิธีรักษาและป้องกันภาวะเลือดจางในคนท้อง” คลิกหน้า 2


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : women.kapook.com

 

เลือกเครื่องปั๊มนม

เลือกเครื่องปั๊มนม ให้แม่มือใหม่ ไปเจอกันได้ในงานแฟร์

เลือกเครื่องปั๊มนม ให้แม่มือใหม่ ไปเจอกันได้ในงานแฟร์ คุณแม่ยุค 4.0 ที่กำลังมองหาเครื่องปั๊มนมแต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร เรามีวิธีการเลือกซื้อและเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันค่ะ

เลือกเครื่องปั๊มนม
เลือกซื้อเครื่องปั๊มนม ให้แม่มือใหม่

4 หัวใจสำคัญในการ เลือกเครื่องปั๊มนม สำหรับลูกน้อย

1.คำนึงถึงประสิทธิภาพของแรงดูดและรอบดูด

เครื่องปั้มนมที่ดีจะมีจังหวะการปั๊มเลียนแบบการดูดของทารก ปกติแล้วเครื่องปั๊มที่ใกล้เคียงการดูดของทารกในช่วง
6 – 12 สัปดาห์ จะต้องมีแรงดูดอย่างน้อย 200 mmHg และรอบการดูดอย่างน้อย 40 – 60 รอบต่อนาที แต่หากว่าร่างกายของคุณแม่มีการผลิตน้ำนมที่ดี การปั๊มนมในช่วงนี้ก็จะง่ายและได้น้ำนมปริมาณมาก แม้ว่าจะใช้เครื่องปั๊มนมที่มีรอบดูดต่ำกว่า 40 ครั้งต่อนาทีก็ตาม แต่หากคุณแม่จำเป็นต้องปั๊มนมนานกว่า 4 เดือนขึ้นไป ควรเลือกเครื่องปั๊มนมที่มีรอบดูดมากกว่า 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป เพราะจะทำให้ปั๊มนมออกมาได้มากกว่า

2.ขนาดของเครื่องปั๊มนม

คุณแม่ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษสำหรับคุณแม่ที่เดินทางบ่อย หรือ ปั๊มนมในที่ทำงาน ควรเลือกขนาดที่พอเหมาะ เพื่อความสะดวกของคุณแม่เอง

3.พลังงานของเครื่องปั๊มนม

เครื่องปั๊มแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน บางรุ่นใช้ไฟบ้าน บางรุ่นใช้ได้ทั้งบ้านและถ่านแบตเตอรี่ โดยถ่านแบตเตอรี่ก็มีทั้งแบบชาร์จไฟได้หรือใช้แล้วทิ้ง บางรุ่นก็มีสายชาร์จสำหรับรถยนต์มาให้ด้วย คุณแม่สามารถเลือกเครื่องปั๊มนมได้ตามความสะดวก เช่น คุณแม่ที่เดินทางบ่อย ไม่มีปลั๊กเสียบ อาจจะต้องเลือกแบบที่สามารถใช้ถ่านแบตเตอรี่ได้

4.เสียงการทำงานของเครื่องปั๊มนม

คุณแม่ควรคำนึงถึงรื่องของเสียงด้วย เพราะเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าจะทำงานด้วยกลไกของมอเตอร์ ทำให้มีเสียง อาจจะรบกวนเวลาที่ลูกน้อยหลับ

สิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องให้ความสำคัญ

– คุณแม่ควรเลือกซื้อจากผลิตภัฑณ์ที่ใช้งานง่าย มีความน่าเชื่อถือ มีการรับประกันสินค้า และที่สำคัญต้องราคาไม่แพง
– ในการใช้งาน ความสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เลือกเครื่องปั๊มนม
เลือกเครื่องปั๊มนมให้แม่มือใหม่ ไปเจอกันได้ในงานแฟร์

เครื่องปั๊มนมกว่า 30 แบรนด์ รอให้คุณแม่เลือก ที่งาน Amarin Baby&Kids Fair
หากคุณแม่ยังเลือกไม่ได้ขอเชิญชวนคุณแม่มาเลือกซื้อเครื่องปั๊มนมสำหรับลูกน้อยได้ที่งาน Amarin Baby&Kids Fair ครั้งที่ 13 ช้อปมันสุดๆ ที่มีเครื่องปั๊มนมกว่า 30 แบรนด์ จัดเต็มกับโปรโมชั่นสุดฮอต ลดสูงสุด 80% ที่ Hall 98-99
ไบเทคบางนา พบกันวันที่ 28 ก.พ. – 3 มี.ค 62 เวลา 10.00 – 20.00 น.

เลือกคาร์ซีท

เลือกคาร์ซีท แบบไหน ปลอดภัยหายห่วง

เลือกคาร์ซีท แบบไหน ปลอดภัยหายห่วง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับเด็ก การเลือกใช้คาร์ซีท หรือ เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิต และการบาดเจ็บร้ายแรงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ โดยเฉพาะการพุ่งออกนอกรถ

เลือกคาร์ซีท แบบไหน ปลอดภัยหายห่วง

เลือกคาร์ซีท
เลือกคาร์ซีทแบบไหน ปลอดภัยหายห่วง

อย่าลืมว่าการฝึกลูกนั่งคาร์ซีทถือเป็นวินัยพื้นฐานอย่างหนึ่ง  การที่ลูกร้องไห้มากๆไม่เป็นอันตราย  แต่ถ้าไม่นั่งคาร์ซีทอาจเกิดอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิตได้  โดยสถิติแล้วเด็กสามารถร้องไห้ต่อเนื่องนาน 90 นาที  แต่ผู้ใหญ่มักทนได้แค่ 5 นาที  จึงอยากฝากถึงคุณพ่อ คุณแม่ว่า  อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมาย  และอาจเกิดได้ทุกเวลาจึงงดการอุ้มลูกนั่งตักระหว่างเดินทาง  หรือให้ลูกวิ่งเล่นในรถเปลี่ยนเป็นวางในคาร์ซีทและรัดเข็มขัดให้ปลอดภัยจะดีกว่า

สำหรับวิธีการ เลือกคาร์ซีท

คาร์ซีทที่ดีที่สุด ไม่จําเป็นต้องมีราคาแพง  แต่เหมาะกับขนาด น้ําหนักตัว  ความสูง  และอายุของลูก  ดังนั้นเวลาเลือกควรพาลูกไปลองนั่งจริงด้วย  และควรได้รับคําแนะนําสาธิตวิธีการติดตั้งอย่างถูกต้อง   ทั้งนี้คาร์ซีทมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท

1.ชนิดสําหรับทารก (InfantCarSeat)  สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด -16กิโลกรัม  ข้อดีคือ มีน้ําหนักเบาสามารถถอดและนําออกจากรถได้ขณะที่ลูกยังหลับอยู่โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายตัวลูกออก  จะพาลูกไปไหนมาไหนได้ (Carrier)  หรือนําคาร์ซีทวางไว้ในรถเข็นเด็กได้เลย(Stroller)  ซึ่งรุ่นนี้ต้องหันไปทางด้านหลังรถเท่านั้น  เพื่อความปลอดภัยของศีรษะ  คอ และลําตัว  อย่างน้อยอายุ 2 ขวบ  หรือจนกว่าน้ําหนักตัวจะเกิน 16 กิโลกรัม  เพื่อป้องกันปัญหากระดูกคอเคลื่อนหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง   ทั้งนี้งานวิจัยยืนยันว่า  เด็กเล็กยังมีกระดูกคอไม่แข็งแรง  การหันคาร์ซีทไปด้านหลังจะช่วยลดอันตรายจากแรงกระแทก  เพราะเบาะของคาร์ซีทจะช่วยกระจายแรงกระแทกต่อกระดูกคอ  ช่วยลด ความเสี่ยงในการเสียชีวิตและเป็นอัมพาตได้อย่างมาก  เมื่อเทียบกับการหันคาร์ซีทไปทางด้านหน้า

2.คาร์ซีทชนิดหมุนได้(Con- vertibleCarSeat) สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด – 36 กิโลกรัม โดยหากลูกยังเล็ก น้ําหนักแรกเกิด-18กิโลกรัม จะหันคาร์ซีทไปทางด้านหลังรถ  หากเกิน 18 กิโลกรัม ให้หันคาร์ซีทไปทางด้านหน้าได้  คาร์ซีท ชนิดนี้มีน้ําหนักมากและยกขึ้นลงไม่สะดวก  ข้อดีคือ  ประหยัดเงิน เพราะใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนโต  แต่ข้อเสียคือ  หากนํามาใช้ในเด็กทารกแรกเกิดอาจดูใหญ่เกินไป  ต้องหาอุปกรณ์มาประคองลําตัวและคอของทารกให้อยู่ในท่าที่สบายขึ้น

ส่วนบูสเตอร์ซีท  เป็นที่นั่งสําหรับ เด็กที่โตเกินกว่าจะนั่งคาร์ซีทชนิดหมุนได้  แต่ยังไม่โตพอสําหรับการใช้เข็มขัดนิรภัยแบบผู้ใหญ่ (สำหรับอายุที่ใช้เข็มขัดนิรภัยแบบผู้ใหญ่คือ  อายุเกิน 8 ขวบขึ้นไป)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เลือกคาร์ซีทแบบไหนปลอดภัยหายห่วง

รถเข็นเด็ก

เลือกรถเข็นเด็ก อย่างไรให้ถูกใจคุณแม่ สบายตัวคุณลูก

เลือกรถเข็นเด็ก อย่างไรให้ถูกใจคุณแม่ สบายตัวคุณลูก ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีรถเข็นสำหรับเด็กในตลาดค่อนข้างเยอะ มีให้เลือกหลากแบบหลายสไตล์ มีทั้งแบบธรรมดา และนวัตกรรมล้ำยุค แล้วจะเลือกแบบไหนดีให้เหมาะมือคุณแม่ สบายตัวคุณลูก เรามีวิธี เลือกรถเข็นเด็ก มาฝากกันค่ะ

 

รถเข็นเด็ก
เลือกรถเข็นเด็ก อย่างไรให้ถูกใจคุณแม่ สบายตัวคุณลูก

เลือกรถเข็นเด็ก อย่างไรให้ถูกใจคุณแม่ สบายตัวคุณลูก

1. ควรเลือกรถเข็นขนาดพอดี ที่ไม่มีรอยต่อในจุดสำคัญ เพราะรถเข็นเด็กเมื่อพับเล็กมากขึ้นเท่าไรก็จะมีรอยต่อมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงและการใช้งาน ทำให้เข็นได้ยากเมื่อเด็กตัวโตขึ้น
2. สามารถถอดซักทำความสะอาดได้สะดวก โดยนำเข้าเครื่องซักผ้าได้
3. มีพื้นที่ด้านล่างขนาดใหญ่ ใส่ของได้มาก
4. พยายามเลือกเบาะรองนอนที่ปรับได้ 170 องศา เพราะกิจกรรมหลักของเด็กทารก คือ กินนมและนอน เบาะที่ปรับให้ศีรษะสูงขึ้นในระดับ 170 องศา จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะกรดไหลย้อนในเด็กได้
5. มีหมอนรองคอและหมอนรองสะโพก ด้วยความที่คอและกระดูกสันหลังของเด็กทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ การเสริมชุดหมอนรองคอและหมอนรองสะโพก จะช่วยประคองให้ศีรษะและหลังยืดเป็นเส้นตรง ช่วยให้ลูกน้อยหายใจได้สะดวก และเติมออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองในขณะหลับได้อย่างเต็มที่
6.มีระบบรองรับการสั่นสะเทือน เรามักจะใช้รถเข็นเด็กส่วนใหญ่ภายนอกบ้าน ฉะนั้นรถเข็นเด็กที่ดีจึงควรมีระบบกันกระแทกด้วย เพื่อให้ลูกน้อยนอนหลับสนิท ไม่รู้สึกว่าถูกเขย่า หรือสั่นตลอดเวลา ทั้งนี้รถเข็นเด็กบางรุ่นอาจมีโช๊คอัพเฉพาะที่บริเวณล้อ บางรุ่นอาจมีเสริมใต้ที่นั่งเพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือนอีกทางหนึ่ง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ รถเข็นเด็ก เลือกอย่างไรให้ถูกใจคุณแม่ สบายตัวคุณลูก